• กองทัพบก ชี้แจงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทยยึดครองบ้านเรือนและทรัพย์สินของพลเรือนในช่วงการสู้รบ ยืนยันข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้สังคมเข้าใจผิด และการปฏิบัติการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคง
    .
    โฆษกกองทัพบก ระบุว่า พื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมทั้งหมดอยู่ในเขตอธิปไตยไทย ซึ่งเดิมถูกลักลอบรุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย การควบคุมอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สิน เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้นำกลับไปใช้ประโยชน์ทางการทหารหรือก่อภัยคุกคาม
    .
    กองทัพบก ย้ำว่า การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นไปตามหลักกฎหมาย เนื่องจากรุกล้ำดินแดนไทย ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจพบจะถูกรวบรวมและเก็บรักษาตามขั้นตอน โดยไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และทุกการปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001516
    .
    #News1live #News1 #กองทัพบก #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #สิทธิมนุษยชน
    กองทัพบก ชี้แจงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทยยึดครองบ้านเรือนและทรัพย์สินของพลเรือนในช่วงการสู้รบ ยืนยันข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้สังคมเข้าใจผิด และการปฏิบัติการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคง . โฆษกกองทัพบก ระบุว่า พื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมทั้งหมดอยู่ในเขตอธิปไตยไทย ซึ่งเดิมถูกลักลอบรุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย การควบคุมอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สิน เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้นำกลับไปใช้ประโยชน์ทางการทหารหรือก่อภัยคุกคาม . กองทัพบก ย้ำว่า การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นไปตามหลักกฎหมาย เนื่องจากรุกล้ำดินแดนไทย ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจพบจะถูกรวบรวมและเก็บรักษาตามขั้นตอน โดยไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และทุกการปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001516 . #News1live #News1 #กองทัพบก #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #สิทธิมนุษยชน
    Like
    3
    0 Comments 0 Shares 125 Views 0 Reviews
  • กองทัพเรือออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากำลังพลยึดทรัพย์สินของชาวกัมพูชาหลังการยึดคืนพื้นที่มาเป็นของส่วนตัว โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง.
    .
    โฆษกกองทัพเรือระบุว่า หากตรวจพบทรัพย์สินส่วนบุคคลของทหารหรือประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงชาติอื่น ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติการ จะดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และเก็บรักษาไว้ตามขั้นตอนอย่างรัดกุม เพื่อรอการส่งคืนให้แก่เจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมาย.
    .
    ทั้งนี้ เจ้าของทรัพย์สินสามารถติดต่อขอรับคืนได้ โดยต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันความเป็นเจ้าของ พร้อมย้ำว่ากองทัพเรือปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม.
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001128
    .
    #News1live #News1 #กองทัพเรือ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #ชี้แจง
    กองทัพเรือออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากำลังพลยึดทรัพย์สินของชาวกัมพูชาหลังการยึดคืนพื้นที่มาเป็นของส่วนตัว โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง. . โฆษกกองทัพเรือระบุว่า หากตรวจพบทรัพย์สินส่วนบุคคลของทหารหรือประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงชาติอื่น ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติการ จะดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และเก็บรักษาไว้ตามขั้นตอนอย่างรัดกุม เพื่อรอการส่งคืนให้แก่เจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมาย. . ทั้งนี้ เจ้าของทรัพย์สินสามารถติดต่อขอรับคืนได้ โดยต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันความเป็นเจ้าของ พร้อมย้ำว่ากองทัพเรือปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม. . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001128 . #News1live #News1 #กองทัพเรือ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #ชี้แจง
    0 Comments 0 Shares 177 Views 0 Reviews
  • ไทยโต้ 8 ประเด็น! ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
    ชี้ชัดกัมพูชาใช้ “สงครามข่าวสาร” บิดเบือนข้อเท็จจริง
    สวนทางพฤติกรรมรุกล้ำอธิปไตยไทย ใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานทหาร
    ใช้โล่มนุษย์ และละทิ้งร่างทหารของตนเอง ขัดหลักมนุษยธรรม
    .
    วันนี้ (4 ม.ค. 2569) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา
    ชี้แจงข้อกล่าวหาที่กัมพูชาอ้างว่าไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
    และหลักมนุษยธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกต 8 ประเด็นสำคัญ
    ยืนยันฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังติดอาวุธกัมพูชา
    รุกล้ำเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่อธิปไตยของไทย
    .
    ศูนย์แถลงข่าวระบุว่า กัมพูชานำกำลังทหารและอาวุธ
    เข้าไปตั้งในพื้นที่ชุมชน ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์
    และยิงโจมตีจากพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่
    เพิ่มความเสี่ยงต่อพลเรือนของตนเองอย่างร้ายแรง
    .
    ฝ่ายไทยยังมีรายงานความเสียหายต่อบ้านเรือน
    โครงสร้างพื้นฐาน และชุมชนฝั่งไทย
    ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร
    เข้าข่ายการโจมตีพลเรือนโดยตรง
    ซึ่งเป็นอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    นอกจากนี้ กัมพูชายังยั่วยุให้เกิดการปะทะอย่างเป็นระบบ
    ทั้งการเคลื่อนกำลัง การยิงข้ามแดน
    และการละเมิดแนวหยุดยิง
    รวมถึงไม่เก็บกู้ร่างทหารของตนเอง
    ขัดต่อหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน
    .
    ศูนย์แถลงข่าวย้ำว่า ประเทศไทยยึดหลัก
    “ข้อเท็จจริงต้องมาก่อนวาทกรรม”
    พร้อมเปิดให้มีการตรวจสอบโดยกลไกระหว่างประเทศที่เป็นกลาง
    และเรียกร้องให้ประชาคมโลกพิจารณาสถานการณ์
    บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000756
    .
    #News1 #News1live #ชายแดนไทยกัมพูชา #สงครามข่าวสาร #อธิปไตย #กฎหมายระหว่างประเทศ #หลักมนุษยธรรม
    ไทยโต้ 8 ประเด็น! ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ชัดกัมพูชาใช้ “สงครามข่าวสาร” บิดเบือนข้อเท็จจริง สวนทางพฤติกรรมรุกล้ำอธิปไตยไทย ใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานทหาร ใช้โล่มนุษย์ และละทิ้งร่างทหารของตนเอง ขัดหลักมนุษยธรรม . วันนี้ (4 ม.ค. 2569) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้แจงข้อกล่าวหาที่กัมพูชาอ้างว่าไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกต 8 ประเด็นสำคัญ ยืนยันฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังติดอาวุธกัมพูชา รุกล้ำเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่อธิปไตยของไทย . ศูนย์แถลงข่าวระบุว่า กัมพูชานำกำลังทหารและอาวุธ เข้าไปตั้งในพื้นที่ชุมชน ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ และยิงโจมตีจากพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เพิ่มความเสี่ยงต่อพลเรือนของตนเองอย่างร้ายแรง . ฝ่ายไทยยังมีรายงานความเสียหายต่อบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และชุมชนฝั่งไทย ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร เข้าข่ายการโจมตีพลเรือนโดยตรง ซึ่งเป็นอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ . นอกจากนี้ กัมพูชายังยั่วยุให้เกิดการปะทะอย่างเป็นระบบ ทั้งการเคลื่อนกำลัง การยิงข้ามแดน และการละเมิดแนวหยุดยิง รวมถึงไม่เก็บกู้ร่างทหารของตนเอง ขัดต่อหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน . ศูนย์แถลงข่าวย้ำว่า ประเทศไทยยึดหลัก “ข้อเท็จจริงต้องมาก่อนวาทกรรม” พร้อมเปิดให้มีการตรวจสอบโดยกลไกระหว่างประเทศที่เป็นกลาง และเรียกร้องให้ประชาคมโลกพิจารณาสถานการณ์ บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักฐานที่ตรวจสอบได้ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000756 . #News1 #News1live #ชายแดนไทยกัมพูชา #สงครามข่าวสาร #อธิปไตย #กฎหมายระหว่างประเทศ #หลักมนุษยธรรม
    Like
    Haha
    Yay
    4
    0 Comments 0 Shares 209 Views 2 Reviews
  • ไทยโต้กลับกัมพูชา ไม่รุกล้ำแดนเขมร ย้ำหลักการสันติวิธีกองทัพไทยออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน กรณีอ้างว่าฝ่ายไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดของกองทัพไทยเป็นการปฏิบัติภารกิจภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด และยังคงยึดมั่นแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    ฝ่ายไทยชี้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวเส้นเขตแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี โดยในอดีตฝ่ายกัมพูชามีการรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยหลายจุด ทั้งการวางกำลัง ตั้งฐานทหาร รวมถึงการสนับสนุนให้มีการก่อสร้างบ้านเรือนและชุมชนพลเรือนในพื้นที่ฝั่งไทย ซึ่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงผ่านกลไกความร่วมมือ MOU 43 มาแล้วนับร้อยครั้ง
    .
    กองทัพไทยย้ำว่า การจัดระเบียบและควบคุมพื้นที่ในปัจจุบัน เป็นการดำเนินการภายในอธิปไตยของไทยอย่างถูกต้อง และเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาอาจคุ้นชินกับการเข้ามาอยู่ในพื้นที่บางจุดเป็นเวลานาน จนเกิดความเข้าใจผิดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชาได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่ดินแดนของกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง
    .
    ขณะเดียวกัน ภายหลังการมีผลบังคับใช้ของข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยได้ออกแถลงย้ำจุดยืนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ ปฏิบัติตามหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
    .
    ประเทศไทยยังยืนยันแนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาทวิภาคี โดยเฉพาะกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในระยะยาว
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9690000000653
    .
    #News1live #News1 #ข่าว #ชายแดนไทยกัมพูชา #อธิปไตยไทย #สันติวิธี #สถานการณ์ชายแดน #newsupdate #truthfromthailand
    ไทยโต้กลับกัมพูชา ไม่รุกล้ำแดนเขมร ย้ำหลักการสันติวิธีกองทัพไทยออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน กรณีอ้างว่าฝ่ายไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดของกองทัพไทยเป็นการปฏิบัติภารกิจภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด และยังคงยึดมั่นแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ . ฝ่ายไทยชี้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวเส้นเขตแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี โดยในอดีตฝ่ายกัมพูชามีการรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยหลายจุด ทั้งการวางกำลัง ตั้งฐานทหาร รวมถึงการสนับสนุนให้มีการก่อสร้างบ้านเรือนและชุมชนพลเรือนในพื้นที่ฝั่งไทย ซึ่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงผ่านกลไกความร่วมมือ MOU 43 มาแล้วนับร้อยครั้ง . กองทัพไทยย้ำว่า การจัดระเบียบและควบคุมพื้นที่ในปัจจุบัน เป็นการดำเนินการภายในอธิปไตยของไทยอย่างถูกต้อง และเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาอาจคุ้นชินกับการเข้ามาอยู่ในพื้นที่บางจุดเป็นเวลานาน จนเกิดความเข้าใจผิดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชาได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่ดินแดนของกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง . ขณะเดียวกัน ภายหลังการมีผลบังคับใช้ของข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยได้ออกแถลงย้ำจุดยืนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ ปฏิบัติตามหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด . ประเทศไทยยังยืนยันแนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาทวิภาคี โดยเฉพาะกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในระยะยาว . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9690000000653 . #News1live #News1 #ข่าว #ชายแดนไทยกัมพูชา #อธิปไตยไทย #สันติวิธี #สถานการณ์ชายแดน #newsupdate #truthfromthailand
    Like
    Haha
    3
    0 Comments 0 Shares 251 Views 0 Reviews
  • บทความกฎหมาย EP.49

    บรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความตกลงหยุดยิงในฐานะเครื่องมือแห่งสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน

    ความตกลงหยุดยิงมิได้เป็นเพียงการวางอาวุธในเชิงสัญลักษณ์หรือความยินยอมชั่วคราวตามเจตจำนงของคู่ขัดแย้งเท่านั้นแต่ถือเป็นนิติกรรมทางกฎหมายระหว่างประเทศที่มีสถานะเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการซึ่งมีผลผูกพันในทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญภายใต้หลักการกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธโดยสถานะของความตกลงหยุดยิงมักถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีต้องพยายามหาทางออกผ่านการเจรจาและการประนีประนอมในทางนิติศาสตร์ข้อตกลงหยุดยิงเปรียบเสมือนสัญญาที่สร้างพื้นที่ปลอดการสู้รบและกำหนดพันธกรณีให้ฝ่ายต่างๆต้องยุติการรุกรานทั้งทางบกทางเรือและทางอากาศรวมถึงการกระทำใดๆที่เป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของอีกฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ต้องการคุ้มครองบุคคลที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบโดยตรงข้อกำหนดในความตกลงหยุดยิงมักจะประกอบด้วยมาตรการเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนเช่นการกำหนดเส้นแบ่งเขตหยุดยิงการจัดตั้งเขตปลอดทหารและการจัดวางกลไกตรวจสอบโดยบุคคลที่สามเพื่อสร้างความไว้วางใจและรับประกันว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดโดยไม่แสวงหาความได้เปรียบทางยุทธวิธีในระหว่างที่การยิงสงบลง

    ในมิติด้านกฎหมายมหาชนความตกลงหยุดยิงมีลักษณะที่ซับซ้อนเนื่องจากต้องอาศัยการตีความพฤติการณ์และข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อประเมินความรับผิดชอบในกรณีที่มีการละเมิดสัญญาการหยุดยิงมักมีรายละเอียดที่ครอบคลุมไปถึงการจำกัดความเคลื่อนไหวของกองกำลังการส่งตัวเชลยศึกกลับประเทศและการอนุญาตให้หน่วยงานบรรเทาทุกข์เข้าถึงพื้นที่เพื่อมนุษยธรรมซึ่งพันธกรณีเหล่านี้หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่าฝืนย่อมถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจนำไปสู่การพิจารณาในเวทีสากลหรือศาลระหว่างประเทศได้การทำข้อตกลงหยุดยิงจึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบทางกฎหมายในการร่างข้อความที่รัดกุมเพื่อหลีกเลี่ยงการตีความที่คลาดเคลื่อนอันจะนำไปสู่การปะทุของความรุนแรงรอบใหม่โดยหัวใจสำคัญคือการยอมรับในหลักความเสมอภาคและการเคารพกฎกติกาที่ร่วมกันสร้างขึ้นซึ่งมิใช่เพียงเพื่อยุติเสียงปืนในวันนี้แต่เป็นการวางรากฐานทางกฎหมายและระเบียบวินัยทหารเพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพอย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้การที่คู่ขัดแย้งตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการหยุดยิงจึงเป็นการยืนยันถึงความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคมโลกและการให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนเหนือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นที่อาจแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้

    สรุปได้ว่าความตกลงหยุดยิงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาวะสงครามกับสภาวะสันติภาพที่มั่นคงโดยมีกฎหมายเป็นรากฐานค้ำจุนความศักดิ์สิทธิ์ของข้อตกลงนั้นการหยุดยิงจึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่คือชัยชนะของเหตุผลและกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของมวลมนุษยชาติเหนือสิ่งอื่นใดความตกลงหยุดยิงในบริบทของพรมแดนไทยและกัมพูชาหรือพื้นที่ขัดแย้งใดๆในเอเชียล้วนเป็นประจักษ์พยานถึงความพยายามในการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์และสร้างบรรยากาศแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานอันสูงสุดที่รัฐอธิปไตยพึงยึดถือปฏิบัติเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งสันติภาพโลกตามหลักสากลสืบไป
    บทความกฎหมาย EP.49 บรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความตกลงหยุดยิงในฐานะเครื่องมือแห่งสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน ความตกลงหยุดยิงมิได้เป็นเพียงการวางอาวุธในเชิงสัญลักษณ์หรือความยินยอมชั่วคราวตามเจตจำนงของคู่ขัดแย้งเท่านั้นแต่ถือเป็นนิติกรรมทางกฎหมายระหว่างประเทศที่มีสถานะเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการซึ่งมีผลผูกพันในทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญภายใต้หลักการกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธโดยสถานะของความตกลงหยุดยิงมักถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีต้องพยายามหาทางออกผ่านการเจรจาและการประนีประนอมในทางนิติศาสตร์ข้อตกลงหยุดยิงเปรียบเสมือนสัญญาที่สร้างพื้นที่ปลอดการสู้รบและกำหนดพันธกรณีให้ฝ่ายต่างๆต้องยุติการรุกรานทั้งทางบกทางเรือและทางอากาศรวมถึงการกระทำใดๆที่เป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของอีกฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ต้องการคุ้มครองบุคคลที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบโดยตรงข้อกำหนดในความตกลงหยุดยิงมักจะประกอบด้วยมาตรการเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนเช่นการกำหนดเส้นแบ่งเขตหยุดยิงการจัดตั้งเขตปลอดทหารและการจัดวางกลไกตรวจสอบโดยบุคคลที่สามเพื่อสร้างความไว้วางใจและรับประกันว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดโดยไม่แสวงหาความได้เปรียบทางยุทธวิธีในระหว่างที่การยิงสงบลง ในมิติด้านกฎหมายมหาชนความตกลงหยุดยิงมีลักษณะที่ซับซ้อนเนื่องจากต้องอาศัยการตีความพฤติการณ์และข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อประเมินความรับผิดชอบในกรณีที่มีการละเมิดสัญญาการหยุดยิงมักมีรายละเอียดที่ครอบคลุมไปถึงการจำกัดความเคลื่อนไหวของกองกำลังการส่งตัวเชลยศึกกลับประเทศและการอนุญาตให้หน่วยงานบรรเทาทุกข์เข้าถึงพื้นที่เพื่อมนุษยธรรมซึ่งพันธกรณีเหล่านี้หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่าฝืนย่อมถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจนำไปสู่การพิจารณาในเวทีสากลหรือศาลระหว่างประเทศได้การทำข้อตกลงหยุดยิงจึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบทางกฎหมายในการร่างข้อความที่รัดกุมเพื่อหลีกเลี่ยงการตีความที่คลาดเคลื่อนอันจะนำไปสู่การปะทุของความรุนแรงรอบใหม่โดยหัวใจสำคัญคือการยอมรับในหลักความเสมอภาคและการเคารพกฎกติกาที่ร่วมกันสร้างขึ้นซึ่งมิใช่เพียงเพื่อยุติเสียงปืนในวันนี้แต่เป็นการวางรากฐานทางกฎหมายและระเบียบวินัยทหารเพื่อนำไปสู่การเจรจาสันติภาพอย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้การที่คู่ขัดแย้งตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการหยุดยิงจึงเป็นการยืนยันถึงความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคมโลกและการให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนเหนือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นที่อาจแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้ สรุปได้ว่าความตกลงหยุดยิงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาวะสงครามกับสภาวะสันติภาพที่มั่นคงโดยมีกฎหมายเป็นรากฐานค้ำจุนความศักดิ์สิทธิ์ของข้อตกลงนั้นการหยุดยิงจึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่คือชัยชนะของเหตุผลและกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของมวลมนุษยชาติเหนือสิ่งอื่นใดความตกลงหยุดยิงในบริบทของพรมแดนไทยและกัมพูชาหรือพื้นที่ขัดแย้งใดๆในเอเชียล้วนเป็นประจักษ์พยานถึงความพยายามในการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์และสร้างบรรยากาศแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานอันสูงสุดที่รัฐอธิปไตยพึงยึดถือปฏิบัติเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งสันติภาพโลกตามหลักสากลสืบไป
    0 Comments 0 Shares 430 Views 0 Reviews
  • บทความกฎหมาย EP.48

    อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนามอนุสัญญาออตตาวา ถือเป็นหลักหมุดหมายสำคัญในทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เปลี่ยนผ่านจากการควบคุมอาวุธแบบดั้งเดิมไปสู่การคุ้มครองสิทธิทางมนุษยธรรมอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแก่นแท้ทางกฎหมายที่มุ่งเน้นการยุติความเสียหายที่มิอาจเลือกปฏิบัติได้ระหว่างพลเรือนและคู่สงคราม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในเรื่องความจำเป็นทางการทหารและการแบ่งแยกกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน พันธกรณีหลักภายใต้อนุสัญญานี้กำหนดให้รัฐภาคีต้องยุติการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมทั้งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการทำลายคลังแสงทุ่นระเบิดในครอบครองภายในระยะเวลาที่กำหนด และที่สำคัญที่สุดคือภาระหน้าที่ตามมาตราที่ห้าในการสำรวจและกวาดล้างพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดให้เสร็จสิ้นเพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชน ในบริบทของพื้นที่ชายแดนไทยและกัมพูชาซึ่งเคยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในอดีต การปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำลายอาวุธ แต่คือการแสดงเจตจำนงทางกฎหมายที่ต้องการเยียวยาผลกระทบจากสงครามอย่างเป็นรูปธรรม โดยการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารและนักทำลายล้างวัตถุระเบิดในการตรวจค้นและกวาดล้างทุ่นระเบิดถือเป็นภารกิจที่มีฐานอำนาจรองรับจากกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นคงในมิติใหม่ที่ไม่ใช่การสะสมอาวุธแต่คือการสร้างความปลอดภัยให้แก่พลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนเพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างปกติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้อนุสัญญายังเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นมิติทางกฎหมายที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐภาคีในการกำจัดภัยคุกคามที่ตกค้างจากความขัดแย้งในอดีตให้หมดสิ้นไปจากพื้นที่ทับซ้อนและแนวพรมแดนอย่างถาวร

    บทสรุปความสำเร็จของอนุสัญญาออตตาวาจึงมิได้วัดเพียงจำนวนทุ่นระเบิดที่ถูกขุดขึ้นมาทำลายลงไปเท่านั้น แต่คือการสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่กลายเป็นกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งได้รับการยอมรับจากรัฐส่วนใหญ่ทั่วโลกในการปฏิเสธการใช้อาวุธที่มีลักษณะโหดร้ายและส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าความจำเป็นทางการทหาร การรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศในการกวาดล้างทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทยและกัมพูชาโดยกำลังพลทหารที่มีความเชี่ยวชาญคือการตอกย้ำว่ากฎหมายสามารถเปลี่ยนสนามรบในอดีตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาและสันติภาพได้ และเป็นการยืนยันว่าสิทธิในชีวิตและความปลอดภัยของมนุษย์ย่อมอยู่เหนือยุทธศาสตร์ทางการทหารใดๆ ทั้งสิ้น การก้าวไปสู่โลกที่ไร้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจึงเป็นพันธกิจทางกฎหมายและมนุษยธรรมที่สำคัญยิ่งซึ่งมวลมนุษยชาติจะต้องร่วมกันรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสัญญาฉบับนี้ไว้เพื่อส่งต่อพื้นดินที่ปลอดภัยให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป
    บทความกฎหมาย EP.48 อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนามอนุสัญญาออตตาวา ถือเป็นหลักหมุดหมายสำคัญในทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เปลี่ยนผ่านจากการควบคุมอาวุธแบบดั้งเดิมไปสู่การคุ้มครองสิทธิทางมนุษยธรรมอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแก่นแท้ทางกฎหมายที่มุ่งเน้นการยุติความเสียหายที่มิอาจเลือกปฏิบัติได้ระหว่างพลเรือนและคู่สงคราม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในเรื่องความจำเป็นทางการทหารและการแบ่งแยกกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน พันธกรณีหลักภายใต้อนุสัญญานี้กำหนดให้รัฐภาคีต้องยุติการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมทั้งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการทำลายคลังแสงทุ่นระเบิดในครอบครองภายในระยะเวลาที่กำหนด และที่สำคัญที่สุดคือภาระหน้าที่ตามมาตราที่ห้าในการสำรวจและกวาดล้างพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดให้เสร็จสิ้นเพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชน ในบริบทของพื้นที่ชายแดนไทยและกัมพูชาซึ่งเคยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในอดีต การปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำลายอาวุธ แต่คือการแสดงเจตจำนงทางกฎหมายที่ต้องการเยียวยาผลกระทบจากสงครามอย่างเป็นรูปธรรม โดยการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารและนักทำลายล้างวัตถุระเบิดในการตรวจค้นและกวาดล้างทุ่นระเบิดถือเป็นภารกิจที่มีฐานอำนาจรองรับจากกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นคงในมิติใหม่ที่ไม่ใช่การสะสมอาวุธแต่คือการสร้างความปลอดภัยให้แก่พลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนเพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างปกติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้อนุสัญญายังเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นมิติทางกฎหมายที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐภาคีในการกำจัดภัยคุกคามที่ตกค้างจากความขัดแย้งในอดีตให้หมดสิ้นไปจากพื้นที่ทับซ้อนและแนวพรมแดนอย่างถาวร บทสรุปความสำเร็จของอนุสัญญาออตตาวาจึงมิได้วัดเพียงจำนวนทุ่นระเบิดที่ถูกขุดขึ้นมาทำลายลงไปเท่านั้น แต่คือการสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่กลายเป็นกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งได้รับการยอมรับจากรัฐส่วนใหญ่ทั่วโลกในการปฏิเสธการใช้อาวุธที่มีลักษณะโหดร้ายและส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานเกินกว่าความจำเป็นทางการทหาร การรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศในการกวาดล้างทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทยและกัมพูชาโดยกำลังพลทหารที่มีความเชี่ยวชาญคือการตอกย้ำว่ากฎหมายสามารถเปลี่ยนสนามรบในอดีตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาและสันติภาพได้ และเป็นการยืนยันว่าสิทธิในชีวิตและความปลอดภัยของมนุษย์ย่อมอยู่เหนือยุทธศาสตร์ทางการทหารใดๆ ทั้งสิ้น การก้าวไปสู่โลกที่ไร้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจึงเป็นพันธกิจทางกฎหมายและมนุษยธรรมที่สำคัญยิ่งซึ่งมวลมนุษยชาติจะต้องร่วมกันรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสัญญาฉบับนี้ไว้เพื่อส่งต่อพื้นดินที่ปลอดภัยให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป
    0 Comments 0 Shares 460 Views 0 Reviews
  • สภากลาโหมมีมติเพิ่มการดูแลกำลังพลแนวหน้า เร่งจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้ถูกต้องและทันท่วงที ควบคู่กับการยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา
    .
    โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบการเสริมกำลังบำรุงให้หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและการศึกษา โดยมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะและโอกาสในระยะยาวแก่กำลังพลและครอบครัว
    .
    ในด้านสถานการณ์ชายแดน ได้สั่งการบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคง เพิ่มการดูแลความปลอดภัยประชาชน โดยย้ำให้การปฏิบัติการของกองทัพไทยเป็นไปอย่างรอบคอบ ได้สัดส่วน และอยู่ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122086
    .
    #News1live #News1 #สภากลาโหม #ความมั่นคง #ชายแดนไทยกัมพูชา #กำลังพล
    สภากลาโหมมีมติเพิ่มการดูแลกำลังพลแนวหน้า เร่งจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้ถูกต้องและทันท่วงที ควบคู่กับการยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา . โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบการเสริมกำลังบำรุงให้หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและการศึกษา โดยมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะและโอกาสในระยะยาวแก่กำลังพลและครอบครัว . ในด้านสถานการณ์ชายแดน ได้สั่งการบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคง เพิ่มการดูแลความปลอดภัยประชาชน โดยย้ำให้การปฏิบัติการของกองทัพไทยเป็นไปอย่างรอบคอบ ได้สัดส่วน และอยู่ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122086 . #News1live #News1 #สภากลาโหม #ความมั่นคง #ชายแดนไทยกัมพูชา #กำลังพล
    Like
    3
    0 Comments 0 Shares 542 Views 0 Reviews
  • กองทัพอากาศชี้แจงกรณีการปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายใกล้เมืองปอยเปต ภายหลังมีกระแสข่าวการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าว ยืนยันว่าเป็นการโจมตีเป้าหมายทางทหารที่ผ่านการพิสูจน์ทราบด้านการข่าวอย่างรอบคอบ
    .
    โฆษกกองทัพอากาศระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวเป็นคลังเก็บอาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์โลจิสติกส์ในการโจมตีพื้นที่ฝั่งไทย โดยจากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ไม่พบพลเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณเป้าหมาย
    .
    กองทัพอากาศย้ำว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักมนุษยธรรม ความจำเป็น และความได้สัดส่วน มุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122084
    .
    #News1live #News1 #กองทัพอากาศ #สถานการณ์ชายแดน #ปอยเปต #ความมั่นคง
    กองทัพอากาศชี้แจงกรณีการปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายใกล้เมืองปอยเปต ภายหลังมีกระแสข่าวการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าว ยืนยันว่าเป็นการโจมตีเป้าหมายทางทหารที่ผ่านการพิสูจน์ทราบด้านการข่าวอย่างรอบคอบ . โฆษกกองทัพอากาศระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวเป็นคลังเก็บอาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์โลจิสติกส์ในการโจมตีพื้นที่ฝั่งไทย โดยจากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ไม่พบพลเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณเป้าหมาย . กองทัพอากาศย้ำว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักมนุษยธรรม ความจำเป็น และความได้สัดส่วน มุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122084 . #News1live #News1 #กองทัพอากาศ #สถานการณ์ชายแดน #ปอยเปต #ความมั่นคง
    Like
    Love
    2
    0 Comments 0 Shares 506 Views 0 Reviews
  • กองทัพบกชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาว่าฝ่ายไทยดำเนินการทางทหารกระทบโครงสร้างพื้นฐานและโบราณสถาน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
    .
    โฆษกกองทัพบกระบุว่า การปฏิบัติการของฝ่ายไทยมุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ดำเนินการอย่างจำกัดวงตามความจำเป็น อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล และยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง
    .
    สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ระบุว่าภาพรวมการปฏิบัติการเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายสำคัญทางทหารส่วนใหญ่บรรลุผลตามที่กำหนดไว้ ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบกได้กำหนดเป้าหมายการสถาปนาแนวชายแดนตามแนวเส้นปฏิบัติการของไทย และเร่งลดขีดความสามารถทางทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายไทย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122025
    .
    #News1live #News1 #กองทัพบก #สถานการณ์ชายแดน #ความมั่นคง
    กองทัพบกชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาว่าฝ่ายไทยดำเนินการทางทหารกระทบโครงสร้างพื้นฐานและโบราณสถาน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง . โฆษกกองทัพบกระบุว่า การปฏิบัติการของฝ่ายไทยมุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ดำเนินการอย่างจำกัดวงตามความจำเป็น อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล และยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง . สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ระบุว่าภาพรวมการปฏิบัติการเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายสำคัญทางทหารส่วนใหญ่บรรลุผลตามที่กำหนดไว้ ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบกได้กำหนดเป้าหมายการสถาปนาแนวชายแดนตามแนวเส้นปฏิบัติการของไทย และเร่งลดขีดความสามารถทางทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายไทย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122025 . #News1live #News1 #กองทัพบก #สถานการณ์ชายแดน #ความมั่นคง
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 465 Views 0 Reviews
  • กองทัพเรือปูพรมตรวจค้นพื้นที่บ้าน 3 หลัง บ้านหนองรี จังหวัดตราด หลังสามารถยึดคืนพื้นที่ได้ พบคลังทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชาจำนวนมาก
    .
    ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือเปิดเผยว่า ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งดัดแปลงมาจากทุ่นระเบิดดักรถถัง จำนวน 16 ลูก และยังพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมกระจายอยู่ในบริเวณโดยรอบพื้นที่
    .
    กองทัพเรือระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจสร้างอันตรายโดยไม่ระบุเป้าหมาย และเข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา
    .
    กองทัพไทยยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000121765
    .
    #News1live #News1 #กองทัพเรือ #บ้านสามหลัง #ตราด #ชายแดนไทยกัมพูชา #ทุ่นระเบิด #ความมั่นคง
    #ทำลายให้สิ้น #เพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์
    กองทัพเรือปูพรมตรวจค้นพื้นที่บ้าน 3 หลัง บ้านหนองรี จังหวัดตราด หลังสามารถยึดคืนพื้นที่ได้ พบคลังทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชาจำนวนมาก . ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือเปิดเผยว่า ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งดัดแปลงมาจากทุ่นระเบิดดักรถถัง จำนวน 16 ลูก และยังพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมกระจายอยู่ในบริเวณโดยรอบพื้นที่ . กองทัพเรือระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจสร้างอันตรายโดยไม่ระบุเป้าหมาย และเข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา . กองทัพไทยยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000121765 . #News1live #News1 #กองทัพเรือ #บ้านสามหลัง #ตราด #ชายแดนไทยกัมพูชา #ทุ่นระเบิด #ความมั่นคง #ทำลายให้สิ้น #เพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 501 Views 0 Reviews
  • ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ได้ร้องขอประธานาธิบดีจีน สี จิ้ผิง ให้พิจารณาปล่อยตัว จิมมี ไล มหาเศรษฐีเจ้าของสื่อฮ่องกง หลังถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดคดีปลุกปั่นและคดีความมั่นคง
    .
    ทรัมป์ระบุว่า ไลมีอายุมากและมีปัญหาสุขภาพ จึงขอให้ฝ่ายจีนพิจารณาการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม โดยยอมรับว่าได้หยิบยกประเด็นนี้หารือกับผู้นำจีนมาแล้ว
    .
    คดีของจิมมี ไล ถูกจับตาในระดับนานาชาติ ในฐานะตัวชี้วัดเสรีภาพสื่อและความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมในฮ่องกง ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ อังกฤษ และสหภาพยุโรป ขณะที่จีนย้ำไม่ยอมรับการแทรกแซงกิจการภายใน
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000121636
    .
    #News1live #News1 #ทรัมป์ #สีจิ้ผิง #จิมมีไล #ฮ่องกง #การเมืองโลก #เสรีภาพสื่อ
    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ได้ร้องขอประธานาธิบดีจีน สี จิ้ผิง ให้พิจารณาปล่อยตัว จิมมี ไล มหาเศรษฐีเจ้าของสื่อฮ่องกง หลังถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดคดีปลุกปั่นและคดีความมั่นคง . ทรัมป์ระบุว่า ไลมีอายุมากและมีปัญหาสุขภาพ จึงขอให้ฝ่ายจีนพิจารณาการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม โดยยอมรับว่าได้หยิบยกประเด็นนี้หารือกับผู้นำจีนมาแล้ว . คดีของจิมมี ไล ถูกจับตาในระดับนานาชาติ ในฐานะตัวชี้วัดเสรีภาพสื่อและความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมในฮ่องกง ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ อังกฤษ และสหภาพยุโรป ขณะที่จีนย้ำไม่ยอมรับการแทรกแซงกิจการภายใน . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000121636 . #News1live #News1 #ทรัมป์ #สีจิ้ผิง #จิมมีไล #ฮ่องกง #การเมืองโลก #เสรีภาพสื่อ
    Like
    Haha
    3
    1 Comments 0 Shares 389 Views 0 Reviews
  • กองทัพบก ออกโรงโต้ข่าวกัมพูชา กล่าวหาไทยใช้อาวุธ “ระเบิดพวง” ยืนยันไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำการปฏิบัติการทุกขั้นตอนยึดหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด มุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหาร
    .
    พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ระบุว่า การกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งไทยและกัมพูชาไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดพวง จึงเป็นเพียงการปล่อยข่าวบิดเบือนที่ไม่ก่อประโยชน์ใด
    .
    กองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่า การใช้อาวุธทุกประเภท มุ่งเป้าเฉพาะทางทหารเท่านั้น ไม่มีการโจมตีพลเรือน และปฏิบัติภายใต้หลักมนุษยธรรมสากลอย่างเคร่งครัด
    .
    ขณะเดียวกัน กองทัพไทยยังตรวจพบทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ในหลายพื้นที่ที่เข้าควบคุมได้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และเป็นประเด็นที่นานาชาติควรติดตามอย่างใกล้ชิด
    .
    อ่านต่อ >>> https://news1live.com/detail/9680000121118
    .
    #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #ข่าวเท็จ #มนุษยธรรม
    #ทำลายให้สิ้น
    กองทัพบก ออกโรงโต้ข่าวกัมพูชา กล่าวหาไทยใช้อาวุธ “ระเบิดพวง” ยืนยันไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำการปฏิบัติการทุกขั้นตอนยึดหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด มุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหาร . พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ระบุว่า การกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งไทยและกัมพูชาไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการใช้ระเบิดพวง จึงเป็นเพียงการปล่อยข่าวบิดเบือนที่ไม่ก่อประโยชน์ใด . กองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่า การใช้อาวุธทุกประเภท มุ่งเป้าเฉพาะทางทหารเท่านั้น ไม่มีการโจมตีพลเรือน และปฏิบัติภายใต้หลักมนุษยธรรมสากลอย่างเคร่งครัด . ขณะเดียวกัน กองทัพไทยยังตรวจพบทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ในหลายพื้นที่ที่เข้าควบคุมได้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และเป็นประเด็นที่นานาชาติควรติดตามอย่างใกล้ชิด . อ่านต่อ >>> https://news1live.com/detail/9680000121118 . #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #ข่าวเท็จ #มนุษยธรรม #ทำลายให้สิ้น
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 375 Views 0 Reviews
  • บทความกฎหมาย EP.46

    การเจรจาซึ่งถูกนิยามว่าเป็นกระบวนการหารือเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งหรือเพื่อจัดทำข้อตกลงนั้น มิได้เป็นเพียงทักษะทางสังคมหรือการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในทางนิติศาสตร์และระบบกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ การเจรจาในบริบททางกฎหมายนั้นมีความซับซ้อนและมีหลักการที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตย หรือการทำสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย การเจรจาในระดับรัฐต่อรัฐ (State-to-State Negotiation) ตามภาพที่นำเสนอ ซึ่งมีบริบททางทหารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น เป็นการสะท้อนถึงเดิมพันที่สูงยิ่งและความจำเป็นในการใช้ความรอบคอบทางกฎหมายอย่างสูงสุด หลักการพื้นฐานของการเจรจาระหว่างประเทศ เช่น หลักความสุจริต (Pacta Sunt Servanda) ที่หมายถึงการที่คู่เจรจาทุกฝ่ายต้องดำเนินการเจรจาด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์และมุ่งมั่นที่จะบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและปฏิบัติได้จริงตามกฎหมายสนธิสัญญา นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงหลักความเสมอภาคแห่งรัฐอธิปไตย (Sovereign Equality) ซึ่งเป็นรากฐานของการยอมรับในศักดิ์ศรีและความเป็นอิสระของแต่ละฝ่าย ทำให้ไม่มีรัฐใดมีอำนาจเหนือกว่าอีกรัฐหนึ่งในทางกฎหมาย การเจรจาจึงต้องเป็นไปบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนและการประนีประนอมอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีที่มีกองทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจหมายถึงการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางอาณาเขต ข้อพิพาทเรื่องทรัพยากร หรือการยุติสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งจำเป็นต้องอ้างอิงและปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) และข้อตกลงว่าด้วยการควบคุมอาวุธ การมีอยู่ของทหารมิได้เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความตึงเครียดและระดับความจริงจังของประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งทำให้ทุกถ้อยคำและเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายใต้กรอบของพันธกรณีทางกฎหมายที่มีอยู่เดิม การเจรจาในระดับนี้ไม่ใช่เพียงแค่การพูดคุย แต่เป็นการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศ การร่างสนธิสัญญา (Treaty Drafting) ถือเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทุกฝ่ายต้องมั่นใจว่าภาษาที่ใช้ในข้อตกลงนั้นมีความชัดเจน ไม่กำกวม และสะท้อนเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลอย่างถูกต้องตามหลักการตีความสนธิสัญญาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    เนื้อหาของการเจรจาในบริบททางกฎหมาย มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การยุติข้อพิพาทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายใหม่ การจัดทำเขตแดน การกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางการค้า การลงทุน หรือแม้กระทั่งการกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ความสำเร็จของการเจรจาจึงวัดได้จากความสามารถในการแปลงความต้องการทางการเมืองให้เป็นถ้อยคำทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ได้จริงและมีเสถียรภาพ ในทางปฏิบัติ การเจรจายังต้องคำนึงถึงอำนาจในการให้สัตยาบัน (Ratification) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ หลังจากที่ผู้แทนลงนามในข้อตกลงแล้ว ข้อตกลงนั้นยังไม่ถือว่ามีผลสมบูรณ์จนกว่าจะผ่านกระบวนการอนุมัติภายในประเทศ เช่น การให้ความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นสอดคล้องกับกฎหมายและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ การเจรจาจึงเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่างมิติทางการทูต มิติทางกฎหมายระหว่างประเทศ และมิติทางกฎหมายรัฐธรรมนูญภายในประเทศเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ในกรณีที่การเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ หรือเกิดการละเมิดข้อตกลงภายหลังการลงนาม กลไกทางกฎหมายก็ยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง เช่น การใช้กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการไกล่เกลี่ย การประนอมข้อพิพาท หรือการนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือศาลอนุญาโตตุลาการ (Arbitration Tribunal) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดที่สุด กฎหมายก็ยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การเจรจาที่มีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยผู้เจรจาที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักการและข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐตนเองในขณะเดียวกันก็เคารพในกฎเกณฑ์และพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและมีเสถียรภาพในประชาคมโลก

    ดังนั้น การเจรจาจึงเป็นมากกว่าการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อนและทรงพลังที่สุดในการบริหารจัดการความขัดแย้งและสร้างพันธกรณีระหว่างประเทศ การบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามหลักความสุจริต หลักความเสมอภาค และการเคารพต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด แม้ในสถานการณ์ที่มีความเปราะบางและมีแรงกดดันทางการทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง การเจรจาจึงเป็นเครื่องมือที่สะท้อนถึงอารยธรรมและความมุ่งมั่นของมนุษย์ที่จะใช้เหตุผลและกฎหมายเป็นบรรทัดฐานในการอยู่ร่วมกัน มากกว่าการใช้กำลังหรือการเผชิญหน้า โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการเปลี่ยนความขัดแย้งที่ยุ่งเหยิงให้กลายเป็นข้อตกลงที่ชัดเจนและมีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อสร้างเสถียรภาพและความสงบสุขในระยะยาว การเจรจาที่ประสบความสำเร็จในท้ายที่สุดคือการก่อรูปของกฎหมายที่ยอมรับร่วมกัน
    บทความกฎหมาย EP.46 การเจรจาซึ่งถูกนิยามว่าเป็นกระบวนการหารือเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งหรือเพื่อจัดทำข้อตกลงนั้น มิได้เป็นเพียงทักษะทางสังคมหรือการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในทางนิติศาสตร์และระบบกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ การเจรจาในบริบททางกฎหมายนั้นมีความซับซ้อนและมีหลักการที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตย หรือการทำสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย การเจรจาในระดับรัฐต่อรัฐ (State-to-State Negotiation) ตามภาพที่นำเสนอ ซึ่งมีบริบททางทหารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น เป็นการสะท้อนถึงเดิมพันที่สูงยิ่งและความจำเป็นในการใช้ความรอบคอบทางกฎหมายอย่างสูงสุด หลักการพื้นฐานของการเจรจาระหว่างประเทศ เช่น หลักความสุจริต (Pacta Sunt Servanda) ที่หมายถึงการที่คู่เจรจาทุกฝ่ายต้องดำเนินการเจรจาด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์และมุ่งมั่นที่จะบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและปฏิบัติได้จริงตามกฎหมายสนธิสัญญา นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงหลักความเสมอภาคแห่งรัฐอธิปไตย (Sovereign Equality) ซึ่งเป็นรากฐานของการยอมรับในศักดิ์ศรีและความเป็นอิสระของแต่ละฝ่าย ทำให้ไม่มีรัฐใดมีอำนาจเหนือกว่าอีกรัฐหนึ่งในทางกฎหมาย การเจรจาจึงต้องเป็นไปบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนและการประนีประนอมอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีที่มีกองทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจหมายถึงการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางอาณาเขต ข้อพิพาทเรื่องทรัพยากร หรือการยุติสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งจำเป็นต้องอ้างอิงและปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) และข้อตกลงว่าด้วยการควบคุมอาวุธ การมีอยู่ของทหารมิได้เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความตึงเครียดและระดับความจริงจังของประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งทำให้ทุกถ้อยคำและเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายใต้กรอบของพันธกรณีทางกฎหมายที่มีอยู่เดิม การเจรจาในระดับนี้ไม่ใช่เพียงแค่การพูดคุย แต่เป็นการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศ การร่างสนธิสัญญา (Treaty Drafting) ถือเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทุกฝ่ายต้องมั่นใจว่าภาษาที่ใช้ในข้อตกลงนั้นมีความชัดเจน ไม่กำกวม และสะท้อนเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลอย่างถูกต้องตามหลักการตีความสนธิสัญญาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เนื้อหาของการเจรจาในบริบททางกฎหมาย มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การยุติข้อพิพาทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายใหม่ การจัดทำเขตแดน การกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางการค้า การลงทุน หรือแม้กระทั่งการกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ความสำเร็จของการเจรจาจึงวัดได้จากความสามารถในการแปลงความต้องการทางการเมืองให้เป็นถ้อยคำทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ได้จริงและมีเสถียรภาพ ในทางปฏิบัติ การเจรจายังต้องคำนึงถึงอำนาจในการให้สัตยาบัน (Ratification) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ หลังจากที่ผู้แทนลงนามในข้อตกลงแล้ว ข้อตกลงนั้นยังไม่ถือว่ามีผลสมบูรณ์จนกว่าจะผ่านกระบวนการอนุมัติภายในประเทศ เช่น การให้ความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นสอดคล้องกับกฎหมายและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ การเจรจาจึงเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่างมิติทางการทูต มิติทางกฎหมายระหว่างประเทศ และมิติทางกฎหมายรัฐธรรมนูญภายในประเทศเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ในกรณีที่การเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ หรือเกิดการละเมิดข้อตกลงภายหลังการลงนาม กลไกทางกฎหมายก็ยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง เช่น การใช้กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการไกล่เกลี่ย การประนอมข้อพิพาท หรือการนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือศาลอนุญาโตตุลาการ (Arbitration Tribunal) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดที่สุด กฎหมายก็ยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การเจรจาที่มีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยผู้เจรจาที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักการและข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐตนเองในขณะเดียวกันก็เคารพในกฎเกณฑ์และพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและมีเสถียรภาพในประชาคมโลก ดังนั้น การเจรจาจึงเป็นมากกว่าการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อนและทรงพลังที่สุดในการบริหารจัดการความขัดแย้งและสร้างพันธกรณีระหว่างประเทศ การบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามหลักความสุจริต หลักความเสมอภาค และการเคารพต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด แม้ในสถานการณ์ที่มีความเปราะบางและมีแรงกดดันทางการทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง การเจรจาจึงเป็นเครื่องมือที่สะท้อนถึงอารยธรรมและความมุ่งมั่นของมนุษย์ที่จะใช้เหตุผลและกฎหมายเป็นบรรทัดฐานในการอยู่ร่วมกัน มากกว่าการใช้กำลังหรือการเผชิญหน้า โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการเปลี่ยนความขัดแย้งที่ยุ่งเหยิงให้กลายเป็นข้อตกลงที่ชัดเจนและมีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อสร้างเสถียรภาพและความสงบสุขในระยะยาว การเจรจาที่ประสบความสำเร็จในท้ายที่สุดคือการก่อรูปของกฎหมายที่ยอมรับร่วมกัน
    0 Comments 0 Shares 552 Views 0 Reviews
  • ยังปากกล้า! รมต.เขมรออกมาดูแคลนกองทัพไทย อ้างหากไม่มีเครื่องบินรบ กองทัพไทยไม่ใช่คู่ต่อกรของทหารกัมพูชา
    .
    เขียว รามี รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กโจมตีการปฏิบัติการของไทย พร้อมยกย่องความกล้าหาญของทหารกัมพูชา และอ้างว่ากองทัพไทยจะยอมจำนน หากไม่ได้ใช้เครื่องบินขับไล่สนับสนุน
    .
    รมต.เขมรยังกล่าวหาว่า ไทยขาดประสบการณ์การทำสงคราม และจะเกิดความแตกแยกภายใน พร้อมปลุกระดมให้ทหารกัมพูชาเดินหน้าสู้ต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนที่ยังตึงเครียด
    .
    ขณะเดียวกัน สื่อกัมพูชาบางสำนักยังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน กล่าวหาไทยใช้อาวุธหนักโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000120788
    .
    #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #ข่าวต่างประเทศ #สงครามข้อมูลข่าวสาร
    ยังปากกล้า! รมต.เขมรออกมาดูแคลนกองทัพไทย อ้างหากไม่มีเครื่องบินรบ กองทัพไทยไม่ใช่คู่ต่อกรของทหารกัมพูชา . เขียว รามี รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กโจมตีการปฏิบัติการของไทย พร้อมยกย่องความกล้าหาญของทหารกัมพูชา และอ้างว่ากองทัพไทยจะยอมจำนน หากไม่ได้ใช้เครื่องบินขับไล่สนับสนุน . รมต.เขมรยังกล่าวหาว่า ไทยขาดประสบการณ์การทำสงคราม และจะเกิดความแตกแยกภายใน พร้อมปลุกระดมให้ทหารกัมพูชาเดินหน้าสู้ต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนที่ยังตึงเครียด . ขณะเดียวกัน สื่อกัมพูชาบางสำนักยังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน กล่าวหาไทยใช้อาวุธหนักโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000120788 . #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #ข่าวต่างประเทศ #สงครามข้อมูลข่าวสาร
    0 Comments 0 Shares 404 Views 0 Reviews
  • ## รัสเซีย ช่วย เขมร บินโดรน โจมตี ทหารไทย...??? ##
    ..
    ..
    สำหรับใครที่ยังเข้าใจผิดแบบนี้อยู่ อยากให้ลองอ่านดูครับ
    .
    1.เริ่มที่ ข้อสังเกตเกี่ยวกับยุทธวิธีการบิน โดรนพลีชีพ หรือ FPV Kamikaze Drone ที่ กองทัพภาคที่ 2 และ นักวิเคราะห์รายอื่นๆ ระบุบว่าเป็น สิ่งที่จะพบได้ในสงคราม รัสเซีย-ยูเครน เนื่องจาก
    .
    1.1 การใช้โดรน FPV พลีชีพ (FPV Kamikaze Drone)
    โดรน FPV ชนิดนี้พบได้ใน สงครามยูเครน-รัสเซีย และ มีลักษณะทางโครงสร้างและอุปกรณ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างชัดเจน เช่น เฟรมคาร์บอนไฟเบอร์, แบตเตอรี่ LiPo และรูปแบบการติดตั้งหัวรบ
    .
    1.2 ความคล้ายคลึงทางยุทธวิธีและผู้ควบคุม
    ด้านความคล้ายคลึงทางยุทธวิธีและผู้ควบคุม กองทัพไทยตั้งข้อสังเกตว่า ความแม่นยำ ในการโจมตี และ พฤติกรรมการบิน สะท้อนว่าผู้ควบคุมโดรนมีประสบการณ์สูงและอาจไม่ใช่กำลังพลกัมพูชาที่เพิ่งฝึกใช้โดรนเป็นครั้งแรก

    1.3 การใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์
    ยุทธวิธีรวมถึงการเลือกใช้พื้นที่สูง เช่น เนิน 745 ในการปล่อยโดรน เพื่อให้ได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ และใช้หุบเขาและป่าทึบในการอำพรางสายไฟเบอร์ออปติกเพื่อควบคุมโดรน ทำให้ฝ่ายไทยตรวจจับได้ยาก ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่นักวิเคราะห์ชี้ว่ามีประสิทธิภาพสูงในสงครามสมัยใหม่ (ไม่ใช่สิ่งที่ ทหารเขมรจะทำได้ด้วยตนเอง)
    ....
    ....
    และที่สำคัญ มีการตรวจพบหลักฐานว่า มีสัญญาณวิทยุทางทหารโหมด CRL และ มีคำสั่งเป็น ภาษาอังกฤษ ลงท้ายประโยคว่า "Finished" ในการสื่อสาร
    .
    ซึ่งเป็นสำนวนที่พบในการสื่อสารของนักบิน FPV ใน สงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้เชื่อว่าอาจมีบุคคลภายนอกประเทศ หรือ "นักรบรับจ้าง" ที่ผ่านสมรภูมิจริงมาแล้วร่วมมือกับกัมพูชาในการโจมตีทหารไทย
    ....
    ....
    สงครามยูเครน คือ สงครามตัวแทน ระหว่าง 2 ฝั่งคือ อเมริกา NATO และ รัสเซีย
    .
    แล้วใครกันหล่ะที่ใช้ คำสั่งเสียง ภาษาอังกฤษ เช่นคำว่า "finished" ในการสื่อสาร...???
    .
    รัสเซีย...???
    .
    ไม่ใช่ครับ...!!!
    .
    ดังนั้นประเด็นนี้ ข้อมูลมันชี้ไปที่ ทหารรับจ้างในที่มีประสบการณ์ในสงคราม รัสเซีย-ยูเครน จากฝั่ง อเมริกา และ NATO ครับ
    .....
    .....
    2.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร (นักวิชาการด้านความมั่นคง) ได้ชี้ว่าศักยภาพโดรนรบของกัมพูชา "สูงขึ้น" และอาจมี "ทหารรับจ้างอเมริกัน" เข้ามาคุมระบบ เหมือนที่ช่วยเหลือยูเครนรบกับรัสเซีย
    .
    3.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เขมร-ยูเครน-รัสเซีย
    .
    3.1 สัมพันธ์ เขมร กับ ยูเครน
    .
    มีการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญด้านกับระเบิดจาก เขมร ส่งไปฝึกยัง ยูเครน เพื่อเก็บกู้กับระเบิด และ ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญชาวยูเครน เกี่ยวกับเทคนิคการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) โดยเฉพาะการเก็บกู้ระเบิดต่อต้านบุคคล (เช่น PMN2) ซึ่งถูกใช้ในสงครามยูเครน
    .
    เขมร ได้รับการยกย่อง จาก ยูเครน ว่าเป็นความร่วมมือที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยธรรม
    .
    3.2 สัมพันธ์ เขมร กับ รัสเซีย
    .
    จะเห็นได้ชัดจาก จุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศใน UN
    .
    เขมร แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการกล่าวหาว่า รัสเซีย ได้ทำการรุกราน ยูเครน ซึ่ง ฮุนเซน เคยออกมาประณามด้วยตนเอง
    .
    และ ฮุนเซน ในฐานะประธานอาเซียนในปี 2565 ได้พยายามผลักดันให้อาเซียนออกแถลงการณ์ที่แข็งกร้าวและมีเนื้อหาในเชิงคัดค้าน และ ประณามการรุกราน ของ รัสเซีย อย่างชัดเจน
    .
    การโหวตในสมัชชาใหญ่ UN กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่ โหวตเห็นชอบมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UN General Assembly) ที่ประณามการรุกรานและเรียกร้องให้ รัสเซีย ถอนกำลังทหารออกจากยูเครน ซึ่งแสดงถึงความสอดคล้องทางการเมืองกับฝ่ายตะวันตกและยูเครน
    ....
    ....
    ดังนั้น...
    .
    ความขัดแย้งทางจุดยืน และ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ยูเครน และ การประณาม รัสเซีย อย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่มีโอกาส ทำให้โอกาสที่ เขมร จะจ้างกลุ่มทหารรับจ้างที่เป็นพันธมิตรหลักของ รัสเซีย อย่าง "กลุ่มวากเนอร์" จึงเป็นไปได้ยากมาก
    .
    และการที่ รัสเซีย จะปล่อยให้ "กลุ่มวากเนอร์" เข้าไปมีบทบาทในการปะทะระหว่าง เขมร กับ ไทย จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศรัสเซีย และ ประเทศไทย (ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน)
    .
    และมองแล้วเป็นการ "ได้ไม่คุ้มเสีย" สำหรับผลประโยชน์ทางการทูตและเศรษฐกิจของรัสเซียในภูมิภาคนี้ (ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพิ่งจะได้ไปเจรจาเปิดตลาดการค้ากับ รัสเซีย เพิ่มขึ้น)
    .....
    .....
    ดังนั้น จากข้อเท็จจริงทางการเมืองและความร่วมมือที่ชัดเจนระหว่างกัมพูชาและยูเครน ประกอบกับคำสั่งเสียงภาษาอังกฤษที่ตรวจพบ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับการสันนิษฐานที่ว่า ผู้เชี่ยวชาญหรือนักรบรับจ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้โดรนพลีชีพ หรือ FPV Kamikaze Drone โจมตีทหารฝ่ายไทยนั้น น่าจะมาจากกลุ่มที่เคยปฏิบัติการร่วม หรือ มีความใกล้ชิดกับกองกำลัง ฝ่ายยูเครน เช่น อเมริกา และ NATO มากกว่าฝ่าย รัสเซีย ครับ
    .....
    .....
    https://www.thairath.co.th/news/local/2901381
    ## รัสเซีย ช่วย เขมร บินโดรน โจมตี ทหารไทย...??? ## .. .. สำหรับใครที่ยังเข้าใจผิดแบบนี้อยู่ อยากให้ลองอ่านดูครับ . 1.เริ่มที่ ข้อสังเกตเกี่ยวกับยุทธวิธีการบิน โดรนพลีชีพ หรือ FPV Kamikaze Drone ที่ กองทัพภาคที่ 2 และ นักวิเคราะห์รายอื่นๆ ระบุบว่าเป็น สิ่งที่จะพบได้ในสงคราม รัสเซีย-ยูเครน เนื่องจาก . 1.1 การใช้โดรน FPV พลีชีพ (FPV Kamikaze Drone) โดรน FPV ชนิดนี้พบได้ใน สงครามยูเครน-รัสเซีย และ มีลักษณะทางโครงสร้างและอุปกรณ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างชัดเจน เช่น เฟรมคาร์บอนไฟเบอร์, แบตเตอรี่ LiPo และรูปแบบการติดตั้งหัวรบ . 1.2 ความคล้ายคลึงทางยุทธวิธีและผู้ควบคุม ด้านความคล้ายคลึงทางยุทธวิธีและผู้ควบคุม กองทัพไทยตั้งข้อสังเกตว่า ความแม่นยำ ในการโจมตี และ พฤติกรรมการบิน สะท้อนว่าผู้ควบคุมโดรนมีประสบการณ์สูงและอาจไม่ใช่กำลังพลกัมพูชาที่เพิ่งฝึกใช้โดรนเป็นครั้งแรก 1.3 การใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ ยุทธวิธีรวมถึงการเลือกใช้พื้นที่สูง เช่น เนิน 745 ในการปล่อยโดรน เพื่อให้ได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ และใช้หุบเขาและป่าทึบในการอำพรางสายไฟเบอร์ออปติกเพื่อควบคุมโดรน ทำให้ฝ่ายไทยตรวจจับได้ยาก ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่นักวิเคราะห์ชี้ว่ามีประสิทธิภาพสูงในสงครามสมัยใหม่ (ไม่ใช่สิ่งที่ ทหารเขมรจะทำได้ด้วยตนเอง) .... .... และที่สำคัญ มีการตรวจพบหลักฐานว่า มีสัญญาณวิทยุทางทหารโหมด CRL และ มีคำสั่งเป็น ภาษาอังกฤษ ลงท้ายประโยคว่า "Finished" ในการสื่อสาร . ซึ่งเป็นสำนวนที่พบในการสื่อสารของนักบิน FPV ใน สงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้เชื่อว่าอาจมีบุคคลภายนอกประเทศ หรือ "นักรบรับจ้าง" ที่ผ่านสมรภูมิจริงมาแล้วร่วมมือกับกัมพูชาในการโจมตีทหารไทย .... .... สงครามยูเครน คือ สงครามตัวแทน ระหว่าง 2 ฝั่งคือ อเมริกา NATO และ รัสเซีย . แล้วใครกันหล่ะที่ใช้ คำสั่งเสียง ภาษาอังกฤษ เช่นคำว่า "finished" ในการสื่อสาร...??? . รัสเซีย...??? . ไม่ใช่ครับ...!!! . ดังนั้นประเด็นนี้ ข้อมูลมันชี้ไปที่ ทหารรับจ้างในที่มีประสบการณ์ในสงคราม รัสเซีย-ยูเครน จากฝั่ง อเมริกา และ NATO ครับ ..... ..... 2.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร (นักวิชาการด้านความมั่นคง) ได้ชี้ว่าศักยภาพโดรนรบของกัมพูชา "สูงขึ้น" และอาจมี "ทหารรับจ้างอเมริกัน" เข้ามาคุมระบบ เหมือนที่ช่วยเหลือยูเครนรบกับรัสเซีย . 3.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เขมร-ยูเครน-รัสเซีย . 3.1 สัมพันธ์ เขมร กับ ยูเครน . มีการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญด้านกับระเบิดจาก เขมร ส่งไปฝึกยัง ยูเครน เพื่อเก็บกู้กับระเบิด และ ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญชาวยูเครน เกี่ยวกับเทคนิคการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) โดยเฉพาะการเก็บกู้ระเบิดต่อต้านบุคคล (เช่น PMN2) ซึ่งถูกใช้ในสงครามยูเครน . เขมร ได้รับการยกย่อง จาก ยูเครน ว่าเป็นความร่วมมือที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยธรรม . 3.2 สัมพันธ์ เขมร กับ รัสเซีย . จะเห็นได้ชัดจาก จุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศใน UN . เขมร แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการกล่าวหาว่า รัสเซีย ได้ทำการรุกราน ยูเครน ซึ่ง ฮุนเซน เคยออกมาประณามด้วยตนเอง . และ ฮุนเซน ในฐานะประธานอาเซียนในปี 2565 ได้พยายามผลักดันให้อาเซียนออกแถลงการณ์ที่แข็งกร้าวและมีเนื้อหาในเชิงคัดค้าน และ ประณามการรุกราน ของ รัสเซีย อย่างชัดเจน . การโหวตในสมัชชาใหญ่ UN กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่ โหวตเห็นชอบมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UN General Assembly) ที่ประณามการรุกรานและเรียกร้องให้ รัสเซีย ถอนกำลังทหารออกจากยูเครน ซึ่งแสดงถึงความสอดคล้องทางการเมืองกับฝ่ายตะวันตกและยูเครน .... .... ดังนั้น... . ความขัดแย้งทางจุดยืน และ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ยูเครน และ การประณาม รัสเซีย อย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่มีโอกาส ทำให้โอกาสที่ เขมร จะจ้างกลุ่มทหารรับจ้างที่เป็นพันธมิตรหลักของ รัสเซีย อย่าง "กลุ่มวากเนอร์" จึงเป็นไปได้ยากมาก . และการที่ รัสเซีย จะปล่อยให้ "กลุ่มวากเนอร์" เข้าไปมีบทบาทในการปะทะระหว่าง เขมร กับ ไทย จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศรัสเซีย และ ประเทศไทย (ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน) . และมองแล้วเป็นการ "ได้ไม่คุ้มเสีย" สำหรับผลประโยชน์ทางการทูตและเศรษฐกิจของรัสเซียในภูมิภาคนี้ (ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพิ่งจะได้ไปเจรจาเปิดตลาดการค้ากับ รัสเซีย เพิ่มขึ้น) ..... ..... ดังนั้น จากข้อเท็จจริงทางการเมืองและความร่วมมือที่ชัดเจนระหว่างกัมพูชาและยูเครน ประกอบกับคำสั่งเสียงภาษาอังกฤษที่ตรวจพบ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับการสันนิษฐานที่ว่า ผู้เชี่ยวชาญหรือนักรบรับจ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้โดรนพลีชีพ หรือ FPV Kamikaze Drone โจมตีทหารฝ่ายไทยนั้น น่าจะมาจากกลุ่มที่เคยปฏิบัติการร่วม หรือ มีความใกล้ชิดกับกองกำลัง ฝ่ายยูเครน เช่น อเมริกา และ NATO มากกว่าฝ่าย รัสเซีย ครับ ..... ..... https://www.thairath.co.th/news/local/2901381
    WWW.THAIRATH.CO.TH
    เฉลยแล้วทำไมโดรนกัมพูชารุกหนัก 5 วันติด พบเทคนิคเดียวกับสมรภูมิยูเครน–รัสเซีย
    เฉลยแล้วทำไมโดรนกัมพูชารุกหนัก 5 วันติด ใช้เนิน 745, 677 พื้นที่สูง และใช้ระบบไฟเบอร์ออปติก ป้องกันเจมเมอร์ไทย ซากโดรนชี้ร่องรอยต่างชาติคุมโจมตีไทย พบเทคนิคเดียวกับสมรภูมิยูเครน–รัสเซีย
    0 Comments 0 Shares 626 Views 0 Reviews
  • ฮุน เซน ปฏิเสธข้อกล่าวหาจับคนไทยเป็นตัวประกัน ชี้เป็นการสั่งระงับการเดินทางข้ามแดนทางบกเท่านั้น อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์สู้รบ พร้อมย้ำการเดินทางทางอากาศยังทำได้ตามปกติ แนะคนไทยออกจากกัมพูชาผ่านสนามบินพนมเปญหรือเสียมราฐ ขณะที่ฝ่ายไทยย้ำการจำกัดเสรีภาพการเดินทางของพลเรือนเข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000120288
    .
    #News1live #News1 #ฮุนเซน #ด่านปอยเปต #ชายแดนไทยกัมพูชา #สิทธิมนุษยชน #อนุสัญญาเจนีวา
    ฮุน เซน ปฏิเสธข้อกล่าวหาจับคนไทยเป็นตัวประกัน ชี้เป็นการสั่งระงับการเดินทางข้ามแดนทางบกเท่านั้น อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์สู้รบ พร้อมย้ำการเดินทางทางอากาศยังทำได้ตามปกติ แนะคนไทยออกจากกัมพูชาผ่านสนามบินพนมเปญหรือเสียมราฐ ขณะที่ฝ่ายไทยย้ำการจำกัดเสรีภาพการเดินทางของพลเรือนเข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000120288 . #News1live #News1 #ฮุนเซน #ด่านปอยเปต #ชายแดนไทยกัมพูชา #สิทธิมนุษยชน #อนุสัญญาเจนีวา
    Like
    Angry
    3
    0 Comments 0 Shares 410 Views 0 Reviews
  • กองทัพบกชี้พฤติการณ์ฝ่ายกัมพูชากักกันคนไทยหลายพันคนที่ด่านปอยเปต อาจเข้าข่ายควบคุมตัวพลเรือนโดยมิชอบ และมีลักษณะใกล้เคียงการจับเป็นตัวประกัน เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และอาจผิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี พร้อมเรียกร้องให้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยเดินทางกลับประเทศโดยเร็ว
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000120270
    .
    #News1live #News1 #กองทัพบก #ด่านปอยเปต #สิทธิมนุษยชน #อาชญากรรมสงคราม #ชายแดนไทยกัมพูชา
    กองทัพบกชี้พฤติการณ์ฝ่ายกัมพูชากักกันคนไทยหลายพันคนที่ด่านปอยเปต อาจเข้าข่ายควบคุมตัวพลเรือนโดยมิชอบ และมีลักษณะใกล้เคียงการจับเป็นตัวประกัน เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และอาจผิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี พร้อมเรียกร้องให้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยเดินทางกลับประเทศโดยเร็ว . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000120270 . #News1live #News1 #กองทัพบก #ด่านปอยเปต #สิทธิมนุษยชน #อาชญากรรมสงคราม #ชายแดนไทยกัมพูชา
    Like
    4
    0 Comments 0 Shares 382 Views 0 Reviews
  • ลองเชิง ตอนที่ 11

    “ลองเชิง”
    ตอน 11
    แค่ปัญหาเรื่องแก๊ส ระหว่าง ค่าย อิหร่าน อิรัค ซีเรีย กับค่าย กาตาร์ ซาอุ ตุรกี 2 ค่ายนี่ ก็ทำให้อเมริกาเต้นเป็นลิงเกาเห็บแล้ว ยังดันเพิ่มเรื่อง ของอิสราเอลเข้าไปอีกด้วย อย่างนี้ ซีเรีย ไม่เดือดก็ผิดสันดานนักล่า
    อิสราเอล แม้จะถูกอุ้มไปอยู่ในตะวันออกกลาง เป็นกาฝากอยู่แถวทะเลทราย แต่ไม่เคยโชคดีมีน้ำมันท่วมเหมือนพวกเจ้าของถิ่นเขา แต่แล้ว เวลาอะไรมันจะมา ไม่ว่าดี ว่าร้าย (ส่วนมากมักเป็นเรื่องร้าย) มักไม่ค่อยรู้ตัวล่วงหน้า ปี ค.ศ.2009 อิสราเอล ก็ได้ข่าวเหมือนกันว่า โนเบิล เอนเนอร์จี Noble Energy หุ้นส่วนจากเท็กซัส (ของใครนะ) ที่อิสราเอลร่วมทุนให้ทำการสำรวจแหล่งแก๊ส ก็เจอหลุมแก๊ส ทามาร์ Tamar ที่แถวไฮฟา Haifa ทางเหนือของอิสราเอล
    ทามาร์ นับเป็นหลุมแก๊สที่ใหญ่ที่สุด ที่เจอกันในปี ค.ศ.2009 และคาดว่า
    ทามาร์ จะให้ผลผลิตได้ ในปี ค.ศ.2012 อิสราเอลให้ชื่อหลุมแก็สนี้ว่า Leviathan ตามชื่อสัตว์ร้ายในทะเลในพระคัมภึร์ แถมคุยว่า สัตวร้ายตัวนี้ สามารถผลิตแก๊สเลี้ยงอิสราเอลไปได้เป็นร้อยปี
    ในช่วงก่อนเจอสัตว์ร้าย อิสราเอลต้องพึ่งแก๊สจากหลุม Yam Tethys ซึ่งผลิตเลี้ยงประเทศได้ประมา ณ 70% ของความต้องการ และคาดว่าไม่นานเกืน 3 ปี หลุมนี้ก็จะแห้งสนิท และอิสราเอลก็คงเหนื่อย แต่ตอนนี้ชะตาพลิกผัน นอกจากไม่ต้องหน้ามืด หาแเก๊สมาเพิ่มแล้ว อิสราเอลกลับจะกลายเป็นเสี่ยถังแก๊สขึ้นมาเสียอีกด้วย ดังนั้นข่าวเรื่องที่ศัตรูคู่อาฆาต อิหร่าน อิรัค เลบานอน จะจับมือกันต่อท่อแก๊สไปถึงยุโรป จึงเป็นเรื่องที่อิสราเอลไม่พอใจอย่างยิ่ง กำลังฝันหวาน จะหิ้วถังแก๊สไปขายแถวยุโรป เอาเงินมาตุนทอง ทำกำไรอีกต่อ ทำท่าจะไม่เป็นอย่างที่ฝัน เราหิ้วเป็นถัง พวกมันส่งไปทางท่อ จะไปทันมันยังไง โอ้ย ยิวปวดใจ
    คิดไปแล้ว อิหร่านเสี่ยนิวเคลียร์ของผม นี่ (ปีเตอร์) อู๋ จริงๆนะ มีทั้งนิวเคลียร์ มีทั้งน้ำมัน มีทั้งแก๊ส มิน่า ไอ้พวกใบตองแห้ง มันถึงน้ำลายไหลเยิ้มยืดหกออกมานอกปาก เวลานึกถึงดินแดนของเสี่ยนิวเคลียร์ แล้วแบบนี้ไอ้ใบตองแห้งมันจะปล่อยให้ลอยนวล ไปจับมือกับคุณพี่ปูติน กับ อาเฮียมังกรซ่อนเล็บได้ยังไง
    อิสราเอลคิดว่า ทางเดียวที่ จะหิ้วแก๊สไปขายยุโรปได้สดวกใจ ต้องให้ท่อส่งของเหล่าชีอะบรรลัยไปสิ้น แต่ช่วงนั้น กลุ่มมุสลิม บราเธอร์ฮูด ก็มาอยู่เต็มซีเรียแล้ว และมุสลิมบราเธอร์ฮูด ก็ไม่ถูกกับอิสราเอลอย่างแรง
    แล้วพวกมุสลิมบราเธอ์ฮูด นี่ มาอยู่ในซีเรียได้อย่างไรล่ะ
    ย้อนกลับไปตั้งแต่ ปี ค.ศ.1950 กว่า เป็นช่วงที่อเมริกาใช้สถานทูตอเมริกาในอิยิปต์ เหมือนเป็นสำนักงานซีไอเอ สาขา 2 ที่เอาไว้ดูแลจัดการตะวันออกกลางและอาฟริกา ให้เป็นไปตามความต้องการของอเมริกา อเมริกาเอาหัวหน้ามุสลิมบราเธอร์ฮูดชาวอิยิปต์ ลี้ภัยออกจากอิยิปป์มาฝากไว้ที่ซาอุดิอารเบีย และก็ทำให้กลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ผสมพันธ์ุกับกลุ่มวาหะบีของซาอุดิอารเบีย เกิดเป็นนักรบเพื่อศาสนา จีฮาร์ด มุสลิมบราเธอร์ฮูด
    (โฮ้ย! ทำไมมึงมันช่างคิดแผนชั่วได้ตลอดเวลาอย่างนี่นะ ไม่รู้ชีวิตกูที่เหลือนี่ จะแฉความชั่วมึงหมดไหม)
    เมื่อความไม่สงบในซีเรียเริ่มใหม่ๆ ตุรกีรับหน้าที่ เป็นมือเป็นตีนให้กับอเมริกา เขาว่า ก่อนการเลือกตั้งปี ค.ศ.2011 ที่ทำให้พรรค AKP ของนาย ตอยับ เอร์โดดานชนะเลือกตั้ง ได้คุมเสียงข้างมากในสภา และได้เป็นนายกรัฐมนตรี สั่งการตุรกีได้ตามใจนั้น ราชวงศ์ซาอุด ที่ดูแลนักรบเพื่อศาสนา (แต่จริงๆ ดูเหมือนจะรบเพื่ออเมริกามากก ว่า) ได้มอบเงิน “สนับสนุน” ให้แก่พรรค AKP ของนายตอยับ ถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ หลังจากพรรค AKP ชนะขาดลอย นายตอยับ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตุรกี มุสลิมบราเธอร์ฮูดก็ย้ายออกจากซาอุ ไปเข้าแถวออกันเต็ม อยู่ที่ชายแดนของตุรกีที่ติดกับซีเรีย
    ในเดือน ธันวาคม ค.ศ.2011 มีบทความของนาย Philip Giradi อดีตซีไอเอ สรุปว่า
    ….นาโต้ เข้าไปในซีเรียแล้ว โดยมีตุรกี ในฐานะตัวแทนของอเมริกา เป็นหัวหน้านำการรบ นาย Davutoglu รัฐมนตรีการต่างประเทศของตุรกี บอกว่า ประเทศเขาพร้อมบุกซีเรีย เพราะมีข้อตกลงกับประเทศตะวันตก ที่จะดำเนินการเช่นนั้น การบุกจะใช้หลักการเพื่อมนุษยธรรม(หลอก) นำหน้าเข้าไป เช่นเดียวกับวิธีการที่ใช้ตอนบุกลิเบีย และจะเริ่มโดยตั้งแนวเขตกันชน buffer zone ตลอดเส้นแนวเขตระหว่างตุรกี กับซีเรีย หลังจากนั้นก็จะขยายไปเรื่อยๆ และ อาเลปโป Aleppo เมืองใหญ่ของซีเรีย ก็จะกลายเป็นเป้าหมายใหญ่ ที่กลุ่มกบฏซีเรียจะไปยึดครอง
    ….เครื่องบินรบของนาโต้ ที่ไม่ติดเครื่องหมาย บินมาถึงฐานทัพทหารของตุรกี ที่อยู่ใกล้กับเมือง Iskenderum ที่อยู่เขตแดนของซีเรีย เพื่อขนอาวุธที่ยึดมาจากกัดดาฟี หลังจากฆ่าโหดกัดดาฟีไปแล้ว รวมทั้งบรรดาอาสาสมัคร (ที่มีใครจ่ายเงินสนับสนุนให้) ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีเพื่อรบกับกองทหาร เป็นความสามารถที่ได้มาจากการฝึก เอาไว้สู้กับกองทัพของกัดดาฟี….
    …. ที่เมือง Iskenderum ยังมีหน่วยรบพิเศษของฝรั่งเศส และอังกฤษ คอยฝึก ให้กับกลุ่มกบฏของซีเรีย ขณะเดียวกัน ซีไอเอ และหน่วยรบพิเศษ ของอเมริกา ยังคอยเป็นพี่เลี้ยง และช่วยพากลุ่มกบฏ เลี่ยงการปะทะกับกองทัพของซีเรียอีกด้วย…..
    อเมริกาเอง ในช่วงนั้น ก็ดูเหมือนจะให้การสนับสนุนกลุ่มมุสลิม บราเธอร์ฮูด (MB) อย่างไม่ปิดบัง รู้กันทั่วว่า นาง Huma Abedin หัวหน้าฝ่ายบริหาร ของกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกา สมัยที่คุณนายคลินตัน นางสิงห์สั่งฆ่า เป็นรัฐมนตรีนั้น นาง Abedin แสดงตัวอย่างเปิดเผยว่า มีความใกล้ชิดกับกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด และยังมีอีกหลายคน ที่อยู่วงในของคณะทำงานของนายโอบามา ก็สนับสนุนกลุ่ม MB ก็คงสรุปได้ว่า ช่วงนั้น อเมริกาใช้กลุ่ม MB เป็นตัวสกัดเส้นทางการสร้างท่อส่งของกลุ่มอิหร่านซีเรีย
    และขณะเดียวกับที่อเมริกาใช้ตุรกีออกหน้าเข้าฉากซีเรีย ทาง อิสราเอล ซึ่งพักนั้น ไม่ค่อยร้องเพลงทำนองเดียวกับโอ บามา แต่พอมีเรื่องท่อแก๊ส ของซีเรีย โผล่ขึ้นมา อิสราเอล ก็มาเข้าฉากด้วย พอตุรกีบุกซีเรียด้านหนึ่ง หน่วย Israel Defense Force (IDF) ก็สร้างแผนล่อ ด้วยการอัดกองกำลังเข้าไปที่ Golan Height ที่อยู่ตรงเขตแดนระหว่างอิสราเอลกับซีเรีย เพื่อให้ซีเรีย ห่วงหน้าพะวงหลัง
    แต่เรื่องที่ อเมริกา ใช้ตุรกีออกหน้า รวมทั้ง สมคบกับซาอุ คู่แข่ง ของอิสราเอล ในรายการถล่มซีเรียนี่ ก็ดูเหมือนจะสร้าง “รอย” ระหว่าง อเมริกา กับ อิสราเอล ไว้เหมือนกัน ไอ้ใบตองแห้งนี่ อย่าได้ประเมินความชั่วของมัน ต่ำน้อยไปเชียว
    และ ทั้งหมดก็ เป็นไปตามแผนของอเมริกา ในการสกัดซีเรีย หรือท่อส่งแก๊สกลุ่มอิหร่านซีเรีย โดยอเมริการะดมพล ทั้งกลุ่มนักรบอิสลามสาระพัดพันธ์ุ สาระพัดชื่อ แต่ไม่ว่าพันธุ์ไหน อเมริกาก็มีส่วนกี่ยวข้องทั้งนั้น รวมทั้ง กองกำลังนาโต้ ที่เดินเองพูดเองไม่เป็น ต้องทำตามใบสั่งของอเมริกาเท่านั้น บวกกับ กลุ่มลูกหาบนานาชาติ หรือกลุ่ม 11 ที่มีผลประโยชน์ บุญคุณ หนี้สินติดพันกันเอง และกับอเมริกา
    ผมตกใครไปไหมเนี่ยะ เผื่อมีใครกำลังรวบรวมรายชื่อ ทำบัญชี…
    คนเล่านิทาน
    10 ต.ค. 2558
    ลองเชิง ตอนที่ 11 “ลองเชิง” ตอน 11 แค่ปัญหาเรื่องแก๊ส ระหว่าง ค่าย อิหร่าน อิรัค ซีเรีย กับค่าย กาตาร์ ซาอุ ตุรกี 2 ค่ายนี่ ก็ทำให้อเมริกาเต้นเป็นลิงเกาเห็บแล้ว ยังดันเพิ่มเรื่อง ของอิสราเอลเข้าไปอีกด้วย อย่างนี้ ซีเรีย ไม่เดือดก็ผิดสันดานนักล่า อิสราเอล แม้จะถูกอุ้มไปอยู่ในตะวันออกกลาง เป็นกาฝากอยู่แถวทะเลทราย แต่ไม่เคยโชคดีมีน้ำมันท่วมเหมือนพวกเจ้าของถิ่นเขา แต่แล้ว เวลาอะไรมันจะมา ไม่ว่าดี ว่าร้าย (ส่วนมากมักเป็นเรื่องร้าย) มักไม่ค่อยรู้ตัวล่วงหน้า ปี ค.ศ.2009 อิสราเอล ก็ได้ข่าวเหมือนกันว่า โนเบิล เอนเนอร์จี Noble Energy หุ้นส่วนจากเท็กซัส (ของใครนะ) ที่อิสราเอลร่วมทุนให้ทำการสำรวจแหล่งแก๊ส ก็เจอหลุมแก๊ส ทามาร์ Tamar ที่แถวไฮฟา Haifa ทางเหนือของอิสราเอล ทามาร์ นับเป็นหลุมแก๊สที่ใหญ่ที่สุด ที่เจอกันในปี ค.ศ.2009 และคาดว่า ทามาร์ จะให้ผลผลิตได้ ในปี ค.ศ.2012 อิสราเอลให้ชื่อหลุมแก็สนี้ว่า Leviathan ตามชื่อสัตว์ร้ายในทะเลในพระคัมภึร์ แถมคุยว่า สัตวร้ายตัวนี้ สามารถผลิตแก๊สเลี้ยงอิสราเอลไปได้เป็นร้อยปี ในช่วงก่อนเจอสัตว์ร้าย อิสราเอลต้องพึ่งแก๊สจากหลุม Yam Tethys ซึ่งผลิตเลี้ยงประเทศได้ประมา ณ 70% ของความต้องการ และคาดว่าไม่นานเกืน 3 ปี หลุมนี้ก็จะแห้งสนิท และอิสราเอลก็คงเหนื่อย แต่ตอนนี้ชะตาพลิกผัน นอกจากไม่ต้องหน้ามืด หาแเก๊สมาเพิ่มแล้ว อิสราเอลกลับจะกลายเป็นเสี่ยถังแก๊สขึ้นมาเสียอีกด้วย ดังนั้นข่าวเรื่องที่ศัตรูคู่อาฆาต อิหร่าน อิรัค เลบานอน จะจับมือกันต่อท่อแก๊สไปถึงยุโรป จึงเป็นเรื่องที่อิสราเอลไม่พอใจอย่างยิ่ง กำลังฝันหวาน จะหิ้วถังแก๊สไปขายแถวยุโรป เอาเงินมาตุนทอง ทำกำไรอีกต่อ ทำท่าจะไม่เป็นอย่างที่ฝัน เราหิ้วเป็นถัง พวกมันส่งไปทางท่อ จะไปทันมันยังไง โอ้ย ยิวปวดใจ คิดไปแล้ว อิหร่านเสี่ยนิวเคลียร์ของผม นี่ (ปีเตอร์) อู๋ จริงๆนะ มีทั้งนิวเคลียร์ มีทั้งน้ำมัน มีทั้งแก๊ส มิน่า ไอ้พวกใบตองแห้ง มันถึงน้ำลายไหลเยิ้มยืดหกออกมานอกปาก เวลานึกถึงดินแดนของเสี่ยนิวเคลียร์ แล้วแบบนี้ไอ้ใบตองแห้งมันจะปล่อยให้ลอยนวล ไปจับมือกับคุณพี่ปูติน กับ อาเฮียมังกรซ่อนเล็บได้ยังไง อิสราเอลคิดว่า ทางเดียวที่ จะหิ้วแก๊สไปขายยุโรปได้สดวกใจ ต้องให้ท่อส่งของเหล่าชีอะบรรลัยไปสิ้น แต่ช่วงนั้น กลุ่มมุสลิม บราเธอร์ฮูด ก็มาอยู่เต็มซีเรียแล้ว และมุสลิมบราเธอร์ฮูด ก็ไม่ถูกกับอิสราเอลอย่างแรง แล้วพวกมุสลิมบราเธอ์ฮูด นี่ มาอยู่ในซีเรียได้อย่างไรล่ะ ย้อนกลับไปตั้งแต่ ปี ค.ศ.1950 กว่า เป็นช่วงที่อเมริกาใช้สถานทูตอเมริกาในอิยิปต์ เหมือนเป็นสำนักงานซีไอเอ สาขา 2 ที่เอาไว้ดูแลจัดการตะวันออกกลางและอาฟริกา ให้เป็นไปตามความต้องการของอเมริกา อเมริกาเอาหัวหน้ามุสลิมบราเธอร์ฮูดชาวอิยิปต์ ลี้ภัยออกจากอิยิปป์มาฝากไว้ที่ซาอุดิอารเบีย และก็ทำให้กลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ผสมพันธ์ุกับกลุ่มวาหะบีของซาอุดิอารเบีย เกิดเป็นนักรบเพื่อศาสนา จีฮาร์ด มุสลิมบราเธอร์ฮูด (โฮ้ย! ทำไมมึงมันช่างคิดแผนชั่วได้ตลอดเวลาอย่างนี่นะ ไม่รู้ชีวิตกูที่เหลือนี่ จะแฉความชั่วมึงหมดไหม) เมื่อความไม่สงบในซีเรียเริ่มใหม่ๆ ตุรกีรับหน้าที่ เป็นมือเป็นตีนให้กับอเมริกา เขาว่า ก่อนการเลือกตั้งปี ค.ศ.2011 ที่ทำให้พรรค AKP ของนาย ตอยับ เอร์โดดานชนะเลือกตั้ง ได้คุมเสียงข้างมากในสภา และได้เป็นนายกรัฐมนตรี สั่งการตุรกีได้ตามใจนั้น ราชวงศ์ซาอุด ที่ดูแลนักรบเพื่อศาสนา (แต่จริงๆ ดูเหมือนจะรบเพื่ออเมริกามากก ว่า) ได้มอบเงิน “สนับสนุน” ให้แก่พรรค AKP ของนายตอยับ ถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ หลังจากพรรค AKP ชนะขาดลอย นายตอยับ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตุรกี มุสลิมบราเธอร์ฮูดก็ย้ายออกจากซาอุ ไปเข้าแถวออกันเต็ม อยู่ที่ชายแดนของตุรกีที่ติดกับซีเรีย ในเดือน ธันวาคม ค.ศ.2011 มีบทความของนาย Philip Giradi อดีตซีไอเอ สรุปว่า ….นาโต้ เข้าไปในซีเรียแล้ว โดยมีตุรกี ในฐานะตัวแทนของอเมริกา เป็นหัวหน้านำการรบ นาย Davutoglu รัฐมนตรีการต่างประเทศของตุรกี บอกว่า ประเทศเขาพร้อมบุกซีเรีย เพราะมีข้อตกลงกับประเทศตะวันตก ที่จะดำเนินการเช่นนั้น การบุกจะใช้หลักการเพื่อมนุษยธรรม(หลอก) นำหน้าเข้าไป เช่นเดียวกับวิธีการที่ใช้ตอนบุกลิเบีย และจะเริ่มโดยตั้งแนวเขตกันชน buffer zone ตลอดเส้นแนวเขตระหว่างตุรกี กับซีเรีย หลังจากนั้นก็จะขยายไปเรื่อยๆ และ อาเลปโป Aleppo เมืองใหญ่ของซีเรีย ก็จะกลายเป็นเป้าหมายใหญ่ ที่กลุ่มกบฏซีเรียจะไปยึดครอง ….เครื่องบินรบของนาโต้ ที่ไม่ติดเครื่องหมาย บินมาถึงฐานทัพทหารของตุรกี ที่อยู่ใกล้กับเมือง Iskenderum ที่อยู่เขตแดนของซีเรีย เพื่อขนอาวุธที่ยึดมาจากกัดดาฟี หลังจากฆ่าโหดกัดดาฟีไปแล้ว รวมทั้งบรรดาอาสาสมัคร (ที่มีใครจ่ายเงินสนับสนุนให้) ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีเพื่อรบกับกองทหาร เป็นความสามารถที่ได้มาจากการฝึก เอาไว้สู้กับกองทัพของกัดดาฟี…. …. ที่เมือง Iskenderum ยังมีหน่วยรบพิเศษของฝรั่งเศส และอังกฤษ คอยฝึก ให้กับกลุ่มกบฏของซีเรีย ขณะเดียวกัน ซีไอเอ และหน่วยรบพิเศษ ของอเมริกา ยังคอยเป็นพี่เลี้ยง และช่วยพากลุ่มกบฏ เลี่ยงการปะทะกับกองทัพของซีเรียอีกด้วย….. อเมริกาเอง ในช่วงนั้น ก็ดูเหมือนจะให้การสนับสนุนกลุ่มมุสลิม บราเธอร์ฮูด (MB) อย่างไม่ปิดบัง รู้กันทั่วว่า นาง Huma Abedin หัวหน้าฝ่ายบริหาร ของกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกา สมัยที่คุณนายคลินตัน นางสิงห์สั่งฆ่า เป็นรัฐมนตรีนั้น นาง Abedin แสดงตัวอย่างเปิดเผยว่า มีความใกล้ชิดกับกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด และยังมีอีกหลายคน ที่อยู่วงในของคณะทำงานของนายโอบามา ก็สนับสนุนกลุ่ม MB ก็คงสรุปได้ว่า ช่วงนั้น อเมริกาใช้กลุ่ม MB เป็นตัวสกัดเส้นทางการสร้างท่อส่งของกลุ่มอิหร่านซีเรีย และขณะเดียวกับที่อเมริกาใช้ตุรกีออกหน้าเข้าฉากซีเรีย ทาง อิสราเอล ซึ่งพักนั้น ไม่ค่อยร้องเพลงทำนองเดียวกับโอ บามา แต่พอมีเรื่องท่อแก๊ส ของซีเรีย โผล่ขึ้นมา อิสราเอล ก็มาเข้าฉากด้วย พอตุรกีบุกซีเรียด้านหนึ่ง หน่วย Israel Defense Force (IDF) ก็สร้างแผนล่อ ด้วยการอัดกองกำลังเข้าไปที่ Golan Height ที่อยู่ตรงเขตแดนระหว่างอิสราเอลกับซีเรีย เพื่อให้ซีเรีย ห่วงหน้าพะวงหลัง แต่เรื่องที่ อเมริกา ใช้ตุรกีออกหน้า รวมทั้ง สมคบกับซาอุ คู่แข่ง ของอิสราเอล ในรายการถล่มซีเรียนี่ ก็ดูเหมือนจะสร้าง “รอย” ระหว่าง อเมริกา กับ อิสราเอล ไว้เหมือนกัน ไอ้ใบตองแห้งนี่ อย่าได้ประเมินความชั่วของมัน ต่ำน้อยไปเชียว และ ทั้งหมดก็ เป็นไปตามแผนของอเมริกา ในการสกัดซีเรีย หรือท่อส่งแก๊สกลุ่มอิหร่านซีเรีย โดยอเมริการะดมพล ทั้งกลุ่มนักรบอิสลามสาระพัดพันธ์ุ สาระพัดชื่อ แต่ไม่ว่าพันธุ์ไหน อเมริกาก็มีส่วนกี่ยวข้องทั้งนั้น รวมทั้ง กองกำลังนาโต้ ที่เดินเองพูดเองไม่เป็น ต้องทำตามใบสั่งของอเมริกาเท่านั้น บวกกับ กลุ่มลูกหาบนานาชาติ หรือกลุ่ม 11 ที่มีผลประโยชน์ บุญคุณ หนี้สินติดพันกันเอง และกับอเมริกา ผมตกใครไปไหมเนี่ยะ เผื่อมีใครกำลังรวบรวมรายชื่อ ทำบัญชี… คนเล่านิทาน 10 ต.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 647 Views 0 Reviews
  • รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์ 6 ภาษา ประณามกัมพูชายิงจรวด BM-21 พุ่งเป้าใส่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ ชี้เป็นการกระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เรียกร้องให้ยุติทันทีและรับผิดชอบ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000120061

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์ 6 ภาษา ประณามกัมพูชายิงจรวด BM-21 พุ่งเป้าใส่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ ชี้เป็นการกระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เรียกร้องให้ยุติทันทีและรับผิดชอบ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000120061 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 505 Views 0 Reviews
  • กาซาเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังพายุไบรอนถล่มอย่างหนัก ส่งฝน-ลมแรงพัดบ้านและเตนท์ผู้อพยพพังทั้งแถบ กระทรวงมหาดไทยกาซาระบุมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 คน รวมเด็กเล็กที่หนาวตาย ขณะชาวปาเลสไตน์ที่อ่อนแรงจากสงครามแทบไม่มีทรัพยากรรับมือสภาพอากาศที่เลวร้าย
    .
    ฮามาสชี้เหตุสูญเสียครั้งนี้เป็นผลสะสมจากสงครามที่ทำให้บ้านเรือนพังจนไม่เหลือความแข็งแรง ก่อนถูกพายุซ้ำจนถล่มลงมาอีก พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกเร่งช่วยเหลือด้านที่พักพิงและสิ่งจำเป็น หลังผู้อพยพกว่า 7.9 แสนคนเสี่ยงจากน้ำท่วมและอากาศหนาวจัด
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000119705
    .
    #News1live #News1 #กาซา #พายุไบรอน #น้ำท่วมฉับพลัน #วิกฤตมนุษยธรรม #ข่าวต่างประเทศ
    กาซาเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังพายุไบรอนถล่มอย่างหนัก ส่งฝน-ลมแรงพัดบ้านและเตนท์ผู้อพยพพังทั้งแถบ กระทรวงมหาดไทยกาซาระบุมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 คน รวมเด็กเล็กที่หนาวตาย ขณะชาวปาเลสไตน์ที่อ่อนแรงจากสงครามแทบไม่มีทรัพยากรรับมือสภาพอากาศที่เลวร้าย . ฮามาสชี้เหตุสูญเสียครั้งนี้เป็นผลสะสมจากสงครามที่ทำให้บ้านเรือนพังจนไม่เหลือความแข็งแรง ก่อนถูกพายุซ้ำจนถล่มลงมาอีก พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกเร่งช่วยเหลือด้านที่พักพิงและสิ่งจำเป็น หลังผู้อพยพกว่า 7.9 แสนคนเสี่ยงจากน้ำท่วมและอากาศหนาวจัด . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000119705 . #News1live #News1 #กาซา #พายุไบรอน #น้ำท่วมฉับพลัน #วิกฤตมนุษยธรรม #ข่าวต่างประเทศ
    Like
    Sad
    2
    0 Comments 0 Shares 490 Views 0 Reviews
  • กองทัพบกออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชา ละเมิดกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง 5 ประเด็น ทั้งการใช้โบราณสถานและชุมชนพลเรือนเป็นฐานทหาร การลักลอบใช้ทุ่นระเบิด การโจมตีพลเรือนในพื้นที่ตอนในของไทย และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในเวทีโลก
    .
    กองทัพย้ำไทยใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัด พร้อมเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศร่วมตรวจสอบและประณามการกระทำของกัมพูชา เพื่อคุ้มครองพลเรือนและรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค
    .
    อ่านรายละเอียด >> https://news1live.com/detail/9680000119698
    .
    #News1live #News1 #กองทัพบก #ชายแดนไทยกัมพูชา #กติกาสากล #อธิปไตยไทย #ข้อมูลเท็จ #ทำลายให้สิ้นสภาพ
    กองทัพบกออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชา ละเมิดกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง 5 ประเด็น ทั้งการใช้โบราณสถานและชุมชนพลเรือนเป็นฐานทหาร การลักลอบใช้ทุ่นระเบิด การโจมตีพลเรือนในพื้นที่ตอนในของไทย และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในเวทีโลก . กองทัพย้ำไทยใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัด พร้อมเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศร่วมตรวจสอบและประณามการกระทำของกัมพูชา เพื่อคุ้มครองพลเรือนและรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค . อ่านรายละเอียด >> https://news1live.com/detail/9680000119698 . #News1live #News1 #กองทัพบก #ชายแดนไทยกัมพูชา #กติกาสากล #อธิปไตยไทย #ข้อมูลเท็จ #ทำลายให้สิ้นสภาพ
    Like
    2
    0 Comments 0 Shares 483 Views 0 Reviews
  • ลองเชิง ตอนที่ 8

    “ลองเชิง”
    ตอน 8
    เขาว่ากันว่า สิ่งที่อเมริกาสนใจ และใส่ใจที่สุดในตะวันออกกลางคือ น้ำมัน กับอิสราเอลเท่านั้น ที่เถียงกันคือ ใน 2 สิ่ง อเมริกาห่วงสิ่งไหนมากกว่ากัน
    ที่เขาว่ากันแบบนั้น ก็คงไม่ผิดในเชิงการเมือง แต่ ในเชิงยุทธศาสตร์ ผมว่าอเมริกาคงสนใจแค่ 1 สิ่ง ในตะวันออกกลาง คืออเมริกา “จะต้องได้” ตะวันออกกลางทั้งหมดต่างหาก อย่างที่ผมเกริ่นมาในตอนก่อนๆ แต่อเมริกาจะกินตะวันออกกลางทั้งหมด อเมริกาก็ต้องวางแผนให้ดี เพราะห่วงว่าจะมีใครย้อนศร ส่วจรวดมาใส่ไข่แดงของอเมริกา ที่อยู่ในตะวันออกกลางคือ อิสราเอล จนเละทั้งใบ
    ไม่ใช่อเมริการักอิสราเอลมากนักหรอก แต่ยิวที่ขี่คอรัฐบาลอเมริกานั่นสิ ที่อเมริกาต้องห่วง และยิวในอเมริกาก็มีมากเสียด้วย เรียกดาราดังๆเชื้อสายยิวๆ มาเข้าฉากทั้งหมด รัฐบาลอเมริกันอาจพังง่ายๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ดาราตุ๊กตาทอง สื่อทุกรูปแบบ อยู่ในมือยิวเกือบทั้งนั้น อาวุธที่ทำให้อเมริกาเซได้ โดยไม่ต้องถล่มตลาดหุ้น หรือใช้จรวดยิง ก็คือ ใช้ดารากับสื่อนี่แหละครับ เอาหน้าเด่นๆ ผลัดกันมาออกรายการ ตีข่าวเข้าไปทุกวัน คนบ้าดารา เคลิ้มตาม เดี๋ยวก็ได้มีการลาออก หรือเปลี่ยนนโยบายกันให้เห็น
    แต่ไม่ได้หมายความว่า อเมริกาจะไม่มีวันทิ้งยิว …
    อัสซาด คนพ่อ Hafez Assad นั้น เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยง เหลี่ยมลึก มองไกล เขาดูแล้วว่า อิสราเอลเป็นจุดสำคัญที่สุดของตะวันออกกลาง ผมจึงชื่นชมอังกฤษ ไอ้ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้ายนักว่า มันสุดยอด(ชั่ว)จริงๆ ที่เอายิวไปอยู่ในตะวันออกกลางได้ และให้อยู่ในจุดนั้น
    ลองกลับไปดูแผนที่นะครับ และนึกถึงข้อตกลงของอังกฤษกับผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยว่า สมัยนั้น เขาตกลงแบ่งสมบัติกันอย่างไร สรุปว่า ประเทศที่มีทางออกสู่เมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดคือ ตุรกี ซีเรีย เลบานอน และอิสราเอล ยาวมาจนถึงอียิปต์ ตกอยู่ในความดูแลของอังกฤษกับพวก เพื่ออังกฤษและพวกจะได้คุมทางออกไปทะเล จำไว้นะครับ เรื่องการคุมทางออกทะเล เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันหนึ่ง
    แต่มาภายหลัง เมื่อตุรกี ซีเรีย เลบานอน ได้รับเอกราช สามารถปกครองบ้านเมืองตัวเองได้ โดยไม่ต้องฟังอังกฤษกับพวกแล้ว อเมริกาที่รับไม้ดูแลตะวันออกกลางต่อจากอังกฤษ จึงต้องทุ่มสร้างความมั่นคงให้กับอิสราเอล ไข่แดงของตัว และสร้างความมั่นคงให้อิยิปต์ด้วยในช่วงแรก เพื่อเป็นกำแพงพิงหลังให้อิสราเอล ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามซื้อเลบานอนอยู่หลายรอบ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง
    อัสซาด คนพ่อ เห็นอย่างนั้นก็รู้ว่า อิสราเอล แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ถ้าอเมริกาเสริมเหล็กใ้ห้จนแข็งขนาดนั้น ต่อไปซีเรียจะเหนื่อย เขาจึงสนับสนุนให้มีการสร้างกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ในเลบานอน ที่อยู่ติดหลังบ้านอิสราเอลขึ้นมา ไว้เป็นด่านกั้นให้ซีเรียชั้นหนึ่งก่อน ส่วนเลบานอนก็ไม่ปฏิเสธ เพราะตัวเองยิ่งแย่ใหญ่ หน้าเกือบจะชนก้นอิสราเอลอยู่แล้ว และนี่ ก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้อิสราเอลเกลียดซีเรีย อย่างไม่มีวันเลิก
    กลับมาที่แผนชั่วของอเมริกาใน ตะวันออกกลาง ตัวละครใหญ่สำคัญที่สุด 3 รายคือ อิหร่าน อิสราเอล และซาอุดิอารเบีย นั้น อเมริกาจับมาอยู่ในมือแล้ว คือ 2 รายหลัง เหลือรายแรกคือ อิหร่าน ที่อเมริกาเพียรจับ แต่จับๆ หลุดๆ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1950 กว่าๆ แต่ไม่เคยอยู่หมัดอยู่มือถาวร อเมริกาจึงต้องวางแผนใหม่อยู่เรื่อย
    จะครองโลก ไม่ใช่คิดวันนี้ ครองพรุ่งนี้ เขาวางแผนกันมาหลายสิบปี บางทีร้อยปี ก็มี จะต่อสู้หรือต่อต้าน ก็เช่นเดียวกัน เขาก็ต้องวางแผนนาน สนามซีเรีย ช่วงนี้จะนั่งดูรายวัน ก็ควรทำความเข้าใจก่อนว่า ใครเล่นอะไร ที่ไหน เพราะอะไร ไม่อย่างนั้น ก็แค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ
    อเมริกาวางแผนที่จะกินอิหร่านหลายรูปแบบ รูปแบบสุดท้าย คือ เรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นละครซื้อเวลา แผนจริงรุ่นแรก ที่อเมริกาเดินเพื่อกินอิหร่าน คือ แผนบุกอิรัค ของเหยี่ยวกระหายเลือด คาวบอยบุช กับดิกเชนีย์ เมื่อ ปี ค.ศ.2003 ซึ่งเป็นไปตามแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ New World Order ที่บุชตัวพ่อ ประกาศ ในปี ค.ศ.1991 เมื่อคิดว่า สหภาพโซเวียตล่มสลายตายสนิท
    แต่ภายหลัง ในช่วงประมาณปี ค.ศ.2000 ไอ้ที่คิดว่าตายสนิท ดันฟื้นเป็นรัสเซีย ที่ทำท่าจะเฟื่องต่อเสียด้วยซ้ำ และไอ้ที่คิดว่าดีแต่ค้าขายอย่างจีน ก็ทำท่าจะโตเร็วเกินไป แผนจัดการอิหร่าน เพื่อยึดตะวันออกกลาง และผ่ากลาง รัสเซียกับจีน จึงต้องรีบดำเนินการ
    แต่อยู่ดีๆ จะไปยึดอิหร่าน ที่ใหญ่เอาเรื่อง และก็ผูกสัมพันธ์กับรัสเซียมาตลอด คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเซ่อซ่าวิ่งลุยเข้าไปง่ายๆ อเมริกาจึงคิดทุบรอบนอกอิหร่านก่อน และยุทธศาสตร์ทุบรอบนอก หรือทุบข้างในให้น่วมก่อนกิน นี่ ดูเหมือนจะเป็นยุทธศาสตร์ยอดนิยมของค่ายตะวันตก
    อิรัคและซัดดัม จึงถูกเลือกเป็นทั้งเป้าหมายจริง และเป็นเป้าหมายหลอกในขณะเดียวกัน อเมริกาไม่เคยกินเด้งเดียว อเมริกาต้องการครอบครองอิรัค เพื่อเอาน้ำมัน และใช้เป็นสะพานเพื่อเข้าไปบุกซีเรียและอิหร่านอีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการตัดเส้นทางเลี้ยงกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ ของเลบานอน ที่อยู่ติดกับประตูหลังบ้านของอิสราเอล ที่ทั้งอิหร่านและซีเรียส่งเสียเลี้ยงดู เพื่ออิสราเอลจะได้ปลอดภัย เห็นความแสบ ซับซ้อนของอเมริกาไหมครับ
    แผนนี้ ถ้าสำเร็จ มันจะเป็นการทลายค่ายต่อต้านอเมริกาอย่างถาวร ได้ดูแลยิว และผ่ารัสเซียจากจีน เป็นการตัดตอน 2 ประเทศใหญ่ เตรียมก้าวไปครองโลก คิดแล้วน่าเคลิ้มใจ
    อเมริกา ยังฝันเฟื่องต่อไปอีกว่า เมื่อยึดอิรัค กำจัดซัดดัมแล้ว จะจัดให้อิรัคมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้อิรัค เป็นมิตรที่ดีของอิสราเอล คอยช่วยเหลืออิสราเอล และช่วยด่าซีเรีย กับด่าอิหร่าน เป็นการปูพื้น เตรียมการให้อเมริกาบุก 2 ประเทศนั้นต่อ ระหว่างที่อ่านย่อหน้านี้ จะได้อารมณ์มาก ถ้านึกถึงหน้าคาวบอยบุซ ไปด้วยนะครับ จะได้ซึ้งถึงฝันเฟื่องของคาวบอย ว่ามัน
    เห่ย ขนาดไหน
    อเมริกา ไม่ได้เพียงประเมินตัวเองผิด อเมริกายังประเมินคู่ต่อสู้ของตัวผิดอีกด้วย การบุกอิรัค จึงกลายเป็นเรื่องหายนะของอเม ริกา และเป็นหายนะของอิรัคด้วย เพราะตามสูตรของอเมริกา เมื่อครอบครองไม่ได้ ก็ทำลายเสีย แล้วอิรัค ก็กลายเป็นรัฐล้มเหลว เช่นเดียวกับลิเบีย และอื่นๆ
    สำหรับอเมริกา ในการจะบุกซีเรีย อเมริกาต้องใช้สูตรสำเร็จ เอาปูนป้ายหน้า
    อัสซาดก่อนว่า ไอ้หมอนี่เป็นผู้นำที่เลว เผด็จการ ขี้โกง ไร้มนุษยธรรม ฯลฯ เหมือนอย่างที้ป้ายหน้า ซัดดัม กัดดาฟี ทำนองนั้น สูตรสำเร็จนี้ คนอ่านนิทานท่องได้ จำขึ้นใจกันแล้วทั้งนั้น
    แต่สำหรับซีเรีย สูตรสำเร็จแค่นั้นคงไม่พอ เพราะซีเรียก็แหลมคม และมีเพื่อน
    แล้วในปี ค.ศ.2005 จึงเกิดเรื่องการวางระเบิดคาร์บอม ใส่ขบวนรถของนายราฟิค ฮาริริ Rafiq Hariri อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอน ข่าวบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเฮสบอลเลาะห์กองกำลังติดอาวุธของเลบานอน ที่อยู่คนละข้างกับกลุ่มของฮาริริ
    บังเอิญ ฮาริริ ดันเป็นคนที่ (มีคนสั่งให้) ซาอุ (จ่าย) สนับสนุนให้เป็นใหญ่ในเลบานอน เอาไว้เป็นหนาม อยู่กลางกลุ่มพวกอิหร่านและซีเรียในเลบานอน เรื่องมันจึงไม่ใช่การวางระเบิดระดับธรรมดา สื่อฟอกย้อม ลงข่าวว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบ เพราะตอนนั้นซีเรีย ดูแลด้านความมั่นคงให้แก่เลบานอน ตามสัญญา Taif Accord
    แม้จะดมกลิ่นระเบิดไม่ได้จากมือไหน แต่คาร์บอมรายการนี้ ก็ค่อนข้างชัดว่า น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้ายสีให้อัสซาด นอกจากนี้ หัวหน้าอาหรับสายสุนนี่ โดยเฉพาะสุนนี่ในเลบานอน ต่างออกมาประสานเสียงกันว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบในการลอบฆ่านี้ ผลสุดท้าย กองทัพซีเรียก็ต้องถอนกำลังออกไปจากเลบานอน และเลบานอนก็อยู่ในความดูแลของ กลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กับกองกำลังที่เรียกว่า “กองกำลังร่วม 14 มีนา” ที่ตั้งขึ้นทันที ที่ ฮาริริ ถูกฆ่าตาย และไม่ถูกกับกลุ่มเฮสบอลเลาะห์
    เลบานอน ก็เริ่มมีความวุ่นวาย
    หลังจากนั้น เสียงไม่เอาซีเรีย ไม่เอาอัสซาด ก็เริ่มระบาดดังขึ้นในเลบานอน สื่อในเลบานอน ตีข่าวด่าซีเรียทุกวัน กองกำลังร่วม 14 มีนา ก็แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน และกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีย์ ปนกลิ่นแพะ ก็ปลิวว่อนในเลบานอน
    นี่คือจุดเริ่มต้นของการรวมกำลังโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ที่มาจากสาระพัดพันธ์ุและสาระพัด เป้าหมาย
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    7 ต.ค. 2558
    ลองเชิง ตอนที่ 8 “ลองเชิง” ตอน 8 เขาว่ากันว่า สิ่งที่อเมริกาสนใจ และใส่ใจที่สุดในตะวันออกกลางคือ น้ำมัน กับอิสราเอลเท่านั้น ที่เถียงกันคือ ใน 2 สิ่ง อเมริกาห่วงสิ่งไหนมากกว่ากัน ที่เขาว่ากันแบบนั้น ก็คงไม่ผิดในเชิงการเมือง แต่ ในเชิงยุทธศาสตร์ ผมว่าอเมริกาคงสนใจแค่ 1 สิ่ง ในตะวันออกกลาง คืออเมริกา “จะต้องได้” ตะวันออกกลางทั้งหมดต่างหาก อย่างที่ผมเกริ่นมาในตอนก่อนๆ แต่อเมริกาจะกินตะวันออกกลางทั้งหมด อเมริกาก็ต้องวางแผนให้ดี เพราะห่วงว่าจะมีใครย้อนศร ส่วจรวดมาใส่ไข่แดงของอเมริกา ที่อยู่ในตะวันออกกลางคือ อิสราเอล จนเละทั้งใบ ไม่ใช่อเมริการักอิสราเอลมากนักหรอก แต่ยิวที่ขี่คอรัฐบาลอเมริกานั่นสิ ที่อเมริกาต้องห่วง และยิวในอเมริกาก็มีมากเสียด้วย เรียกดาราดังๆเชื้อสายยิวๆ มาเข้าฉากทั้งหมด รัฐบาลอเมริกันอาจพังง่ายๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ดาราตุ๊กตาทอง สื่อทุกรูปแบบ อยู่ในมือยิวเกือบทั้งนั้น อาวุธที่ทำให้อเมริกาเซได้ โดยไม่ต้องถล่มตลาดหุ้น หรือใช้จรวดยิง ก็คือ ใช้ดารากับสื่อนี่แหละครับ เอาหน้าเด่นๆ ผลัดกันมาออกรายการ ตีข่าวเข้าไปทุกวัน คนบ้าดารา เคลิ้มตาม เดี๋ยวก็ได้มีการลาออก หรือเปลี่ยนนโยบายกันให้เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า อเมริกาจะไม่มีวันทิ้งยิว … อัสซาด คนพ่อ Hafez Assad นั้น เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยง เหลี่ยมลึก มองไกล เขาดูแล้วว่า อิสราเอลเป็นจุดสำคัญที่สุดของตะวันออกกลาง ผมจึงชื่นชมอังกฤษ ไอ้ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้ายนักว่า มันสุดยอด(ชั่ว)จริงๆ ที่เอายิวไปอยู่ในตะวันออกกลางได้ และให้อยู่ในจุดนั้น ลองกลับไปดูแผนที่นะครับ และนึกถึงข้อตกลงของอังกฤษกับผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยว่า สมัยนั้น เขาตกลงแบ่งสมบัติกันอย่างไร สรุปว่า ประเทศที่มีทางออกสู่เมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดคือ ตุรกี ซีเรีย เลบานอน และอิสราเอล ยาวมาจนถึงอียิปต์ ตกอยู่ในความดูแลของอังกฤษกับพวก เพื่ออังกฤษและพวกจะได้คุมทางออกไปทะเล จำไว้นะครับ เรื่องการคุมทางออกทะเล เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันหนึ่ง แต่มาภายหลัง เมื่อตุรกี ซีเรีย เลบานอน ได้รับเอกราช สามารถปกครองบ้านเมืองตัวเองได้ โดยไม่ต้องฟังอังกฤษกับพวกแล้ว อเมริกาที่รับไม้ดูแลตะวันออกกลางต่อจากอังกฤษ จึงต้องทุ่มสร้างความมั่นคงให้กับอิสราเอล ไข่แดงของตัว และสร้างความมั่นคงให้อิยิปต์ด้วยในช่วงแรก เพื่อเป็นกำแพงพิงหลังให้อิสราเอล ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามซื้อเลบานอนอยู่หลายรอบ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง อัสซาด คนพ่อ เห็นอย่างนั้นก็รู้ว่า อิสราเอล แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ถ้าอเมริกาเสริมเหล็กใ้ห้จนแข็งขนาดนั้น ต่อไปซีเรียจะเหนื่อย เขาจึงสนับสนุนให้มีการสร้างกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ในเลบานอน ที่อยู่ติดหลังบ้านอิสราเอลขึ้นมา ไว้เป็นด่านกั้นให้ซีเรียชั้นหนึ่งก่อน ส่วนเลบานอนก็ไม่ปฏิเสธ เพราะตัวเองยิ่งแย่ใหญ่ หน้าเกือบจะชนก้นอิสราเอลอยู่แล้ว และนี่ ก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้อิสราเอลเกลียดซีเรีย อย่างไม่มีวันเลิก กลับมาที่แผนชั่วของอเมริกาใน ตะวันออกกลาง ตัวละครใหญ่สำคัญที่สุด 3 รายคือ อิหร่าน อิสราเอล และซาอุดิอารเบีย นั้น อเมริกาจับมาอยู่ในมือแล้ว คือ 2 รายหลัง เหลือรายแรกคือ อิหร่าน ที่อเมริกาเพียรจับ แต่จับๆ หลุดๆ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1950 กว่าๆ แต่ไม่เคยอยู่หมัดอยู่มือถาวร อเมริกาจึงต้องวางแผนใหม่อยู่เรื่อย จะครองโลก ไม่ใช่คิดวันนี้ ครองพรุ่งนี้ เขาวางแผนกันมาหลายสิบปี บางทีร้อยปี ก็มี จะต่อสู้หรือต่อต้าน ก็เช่นเดียวกัน เขาก็ต้องวางแผนนาน สนามซีเรีย ช่วงนี้จะนั่งดูรายวัน ก็ควรทำความเข้าใจก่อนว่า ใครเล่นอะไร ที่ไหน เพราะอะไร ไม่อย่างนั้น ก็แค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ อเมริกาวางแผนที่จะกินอิหร่านหลายรูปแบบ รูปแบบสุดท้าย คือ เรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นละครซื้อเวลา แผนจริงรุ่นแรก ที่อเมริกาเดินเพื่อกินอิหร่าน คือ แผนบุกอิรัค ของเหยี่ยวกระหายเลือด คาวบอยบุช กับดิกเชนีย์ เมื่อ ปี ค.ศ.2003 ซึ่งเป็นไปตามแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ New World Order ที่บุชตัวพ่อ ประกาศ ในปี ค.ศ.1991 เมื่อคิดว่า สหภาพโซเวียตล่มสลายตายสนิท แต่ภายหลัง ในช่วงประมาณปี ค.ศ.2000 ไอ้ที่คิดว่าตายสนิท ดันฟื้นเป็นรัสเซีย ที่ทำท่าจะเฟื่องต่อเสียด้วยซ้ำ และไอ้ที่คิดว่าดีแต่ค้าขายอย่างจีน ก็ทำท่าจะโตเร็วเกินไป แผนจัดการอิหร่าน เพื่อยึดตะวันออกกลาง และผ่ากลาง รัสเซียกับจีน จึงต้องรีบดำเนินการ แต่อยู่ดีๆ จะไปยึดอิหร่าน ที่ใหญ่เอาเรื่อง และก็ผูกสัมพันธ์กับรัสเซียมาตลอด คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเซ่อซ่าวิ่งลุยเข้าไปง่ายๆ อเมริกาจึงคิดทุบรอบนอกอิหร่านก่อน และยุทธศาสตร์ทุบรอบนอก หรือทุบข้างในให้น่วมก่อนกิน นี่ ดูเหมือนจะเป็นยุทธศาสตร์ยอดนิยมของค่ายตะวันตก อิรัคและซัดดัม จึงถูกเลือกเป็นทั้งเป้าหมายจริง และเป็นเป้าหมายหลอกในขณะเดียวกัน อเมริกาไม่เคยกินเด้งเดียว อเมริกาต้องการครอบครองอิรัค เพื่อเอาน้ำมัน และใช้เป็นสะพานเพื่อเข้าไปบุกซีเรียและอิหร่านอีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการตัดเส้นทางเลี้ยงกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ ของเลบานอน ที่อยู่ติดกับประตูหลังบ้านของอิสราเอล ที่ทั้งอิหร่านและซีเรียส่งเสียเลี้ยงดู เพื่ออิสราเอลจะได้ปลอดภัย เห็นความแสบ ซับซ้อนของอเมริกาไหมครับ แผนนี้ ถ้าสำเร็จ มันจะเป็นการทลายค่ายต่อต้านอเมริกาอย่างถาวร ได้ดูแลยิว และผ่ารัสเซียจากจีน เป็นการตัดตอน 2 ประเทศใหญ่ เตรียมก้าวไปครองโลก คิดแล้วน่าเคลิ้มใจ อเมริกา ยังฝันเฟื่องต่อไปอีกว่า เมื่อยึดอิรัค กำจัดซัดดัมแล้ว จะจัดให้อิรัคมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้อิรัค เป็นมิตรที่ดีของอิสราเอล คอยช่วยเหลืออิสราเอล และช่วยด่าซีเรีย กับด่าอิหร่าน เป็นการปูพื้น เตรียมการให้อเมริกาบุก 2 ประเทศนั้นต่อ ระหว่างที่อ่านย่อหน้านี้ จะได้อารมณ์มาก ถ้านึกถึงหน้าคาวบอยบุซ ไปด้วยนะครับ จะได้ซึ้งถึงฝันเฟื่องของคาวบอย ว่ามัน เห่ย ขนาดไหน อเมริกา ไม่ได้เพียงประเมินตัวเองผิด อเมริกายังประเมินคู่ต่อสู้ของตัวผิดอีกด้วย การบุกอิรัค จึงกลายเป็นเรื่องหายนะของอเม ริกา และเป็นหายนะของอิรัคด้วย เพราะตามสูตรของอเมริกา เมื่อครอบครองไม่ได้ ก็ทำลายเสีย แล้วอิรัค ก็กลายเป็นรัฐล้มเหลว เช่นเดียวกับลิเบีย และอื่นๆ สำหรับอเมริกา ในการจะบุกซีเรีย อเมริกาต้องใช้สูตรสำเร็จ เอาปูนป้ายหน้า อัสซาดก่อนว่า ไอ้หมอนี่เป็นผู้นำที่เลว เผด็จการ ขี้โกง ไร้มนุษยธรรม ฯลฯ เหมือนอย่างที้ป้ายหน้า ซัดดัม กัดดาฟี ทำนองนั้น สูตรสำเร็จนี้ คนอ่านนิทานท่องได้ จำขึ้นใจกันแล้วทั้งนั้น แต่สำหรับซีเรีย สูตรสำเร็จแค่นั้นคงไม่พอ เพราะซีเรียก็แหลมคม และมีเพื่อน แล้วในปี ค.ศ.2005 จึงเกิดเรื่องการวางระเบิดคาร์บอม ใส่ขบวนรถของนายราฟิค ฮาริริ Rafiq Hariri อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอน ข่าวบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเฮสบอลเลาะห์กองกำลังติดอาวุธของเลบานอน ที่อยู่คนละข้างกับกลุ่มของฮาริริ บังเอิญ ฮาริริ ดันเป็นคนที่ (มีคนสั่งให้) ซาอุ (จ่าย) สนับสนุนให้เป็นใหญ่ในเลบานอน เอาไว้เป็นหนาม อยู่กลางกลุ่มพวกอิหร่านและซีเรียในเลบานอน เรื่องมันจึงไม่ใช่การวางระเบิดระดับธรรมดา สื่อฟอกย้อม ลงข่าวว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบ เพราะตอนนั้นซีเรีย ดูแลด้านความมั่นคงให้แก่เลบานอน ตามสัญญา Taif Accord แม้จะดมกลิ่นระเบิดไม่ได้จากมือไหน แต่คาร์บอมรายการนี้ ก็ค่อนข้างชัดว่า น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้ายสีให้อัสซาด นอกจากนี้ หัวหน้าอาหรับสายสุนนี่ โดยเฉพาะสุนนี่ในเลบานอน ต่างออกมาประสานเสียงกันว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบในการลอบฆ่านี้ ผลสุดท้าย กองทัพซีเรียก็ต้องถอนกำลังออกไปจากเลบานอน และเลบานอนก็อยู่ในความดูแลของ กลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กับกองกำลังที่เรียกว่า “กองกำลังร่วม 14 มีนา” ที่ตั้งขึ้นทันที ที่ ฮาริริ ถูกฆ่าตาย และไม่ถูกกับกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ เลบานอน ก็เริ่มมีความวุ่นวาย หลังจากนั้น เสียงไม่เอาซีเรีย ไม่เอาอัสซาด ก็เริ่มระบาดดังขึ้นในเลบานอน สื่อในเลบานอน ตีข่าวด่าซีเรียทุกวัน กองกำลังร่วม 14 มีนา ก็แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน และกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีย์ ปนกลิ่นแพะ ก็ปลิวว่อนในเลบานอน นี่คือจุดเริ่มต้นของการรวมกำลังโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ที่มาจากสาระพัดพันธ์ุและสาระพัด เป้าหมาย สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 7 ต.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 679 Views 0 Reviews
  • บทความกฎหมาย EP.42

    กฎการปะทะ หรือ Rules of Engagement (ROE) ในปฏิบัติการทางทหารคือหัวใจสำคัญของการพิจารณาการใช้กำลังทางทหาร โดยเป็นชุดคำสั่งหรือแนวทางที่กำหนดเงื่อนไข ขอบเขต สถานที่ และวิธีการที่ทหารจะสามารถใช้กำลังหรืออาวุธได้ กฎเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระเบียบปฏิบัติภายในหน่วยงาน แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่ผูกโยงการปฏิบัติการทางทหารเข้ากับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธ (Law of Armed Conflict – LOAC) รวมถึงกฎหมายภายในของรัฐนั้นๆ ด้วย ROE ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity) กับหลักการด้านมนุษยธรรมและสัดส่วน (Proportionality) ในการทำสงคราม การกำหนด ROE จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง รูปแบบของภัยคุกคาม และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐ ซึ่งในทางกฎหมายแล้ว ROE มักแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักคือ กฎทั่วไป (General ROE) ที่ใช้ในสถานการณ์ปกติหรือการฝึก และกฎเฉพาะกิจ (Specific ROE) ที่ถูกปรับให้เข้ากับภารกิจ สถานที่ หรือระดับความรุนแรงของภัยคุกคามที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น ภารกิจรักษาสันติภาพภายใต้องค์การสหประชาชาติจะมี ROE ที่เข้มงวดกว่าภารกิจในการทำสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งเน้นการจำกัดการใช้กำลังเพื่อการป้องกันตนเองและคุ้มครองพลเรือนเป็นหลัก และในบริบททางกฎหมาย กฎการปะทะยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบทางอาญาของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสั่งการและการปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทหารแต่ละนายมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของตนสอดคล้องกับ ROE และ IHL หรือไม่ การละเมิด ROE อาจนำไปสู่การถูกสอบสวนและดำเนินคดีทางวินัยหรือทางอาญาได้ ทั้งในระดับศาลทหารและศาลอาญาระหว่างประเทศหากการละเมิดนั้นเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ข้อความที่ว่า ROE อาจแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมที่ต่างกันในประวัติศาสตร์นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการตีความและการประยุกต์ใช้ IHL ซึ่งแม้จะมีหลักการที่เป็นสากล เช่น หลักการแบ่งแยกพลรบและพลเรือน หรือหลักการจำกัดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น แต่การนำหลักการเหล่านี้ไปใช้จริงในทางปฏิบัติย่อมขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมการเมือง ประเพณีทางการทหาร และมุมมองทางกฎหมายของแต่ละชาติ ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงอย่างต่อเนื่องในเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการตีความขอบเขตอำนาจในการป้องกันตนเอง (Self-Defence) และความหมายของคำว่า การโจมตีที่ชอบด้วยกฎหมาย (Lawful Target) โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน เช่น การรบในเขตเมืองที่มีพลเรือนปะปน หรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำสงคราม

    กล่าวโดยสรุป กฎการปะทะคือหลักประกันเชิงกฎหมายที่ควบคุมการตัดสินใจอันเป็นความตายและความอยู่รอดในสมรภูมิ กฎเหล่านี้คือการรวมกันของหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กฎหมายภายใน และความจำเป็นทางยุทธวิธี โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การใช้กำลังเป็นไปอย่างมีขอบเขต มีความรับผิดชอบ และมีสัดส่วนที่เหมาะสมตามหลักนิติธรรม กฎการปะทะไม่ใช่เพียงแค่คู่มือปฏิบัติ แต่เป็นเอกสารทางกฎหมายที่กำหนดภาระหน้าที่และขีดจำกัดของกองทัพในการดำเนินงานของพวกเขา ซึ่งต้องมีการตีความและปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของความขัดแย้งและหลักการทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติการทางทหารจะไม่เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และหลักนิติธรรมในทุกสถานการณ์.

    ดังนั้น ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในมิติทางกฎหมายของกฎการปะทะจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำทางทหาร และบุคลากรทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพราะ ROE เป็นตัวกำหนดขีดเส้นแบ่งระหว่างการปฏิบัติการที่ชอบด้วยกฎหมายกับการกระทำที่เป็นอาชญากรรมสงคราม การเคารพและการปฏิบัติตามกฎนี้อย่างเคร่งครัดจึงไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของวินัยเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในการปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์และลดผลกระทบต่อพลเรือนในยามศึกสงครามอีกด้วย การตีความที่ยืดหยุ่นภายใต้กรอบของกฎหมายที่เข้มแข็งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและเป็นธรรมในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด.
    บทความกฎหมาย EP.42 กฎการปะทะ หรือ Rules of Engagement (ROE) ในปฏิบัติการทางทหารคือหัวใจสำคัญของการพิจารณาการใช้กำลังทางทหาร โดยเป็นชุดคำสั่งหรือแนวทางที่กำหนดเงื่อนไข ขอบเขต สถานที่ และวิธีการที่ทหารจะสามารถใช้กำลังหรืออาวุธได้ กฎเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระเบียบปฏิบัติภายในหน่วยงาน แต่เป็นกลไกทางกฎหมายที่ผูกโยงการปฏิบัติการทางทหารเข้ากับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธ (Law of Armed Conflict – LOAC) รวมถึงกฎหมายภายในของรัฐนั้นๆ ด้วย ROE ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity) กับหลักการด้านมนุษยธรรมและสัดส่วน (Proportionality) ในการทำสงคราม การกำหนด ROE จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง รูปแบบของภัยคุกคาม และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐ ซึ่งในทางกฎหมายแล้ว ROE มักแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักคือ กฎทั่วไป (General ROE) ที่ใช้ในสถานการณ์ปกติหรือการฝึก และกฎเฉพาะกิจ (Specific ROE) ที่ถูกปรับให้เข้ากับภารกิจ สถานที่ หรือระดับความรุนแรงของภัยคุกคามที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น ภารกิจรักษาสันติภาพภายใต้องค์การสหประชาชาติจะมี ROE ที่เข้มงวดกว่าภารกิจในการทำสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งเน้นการจำกัดการใช้กำลังเพื่อการป้องกันตนเองและคุ้มครองพลเรือนเป็นหลัก และในบริบททางกฎหมาย กฎการปะทะยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบทางอาญาของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสั่งการและการปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทหารแต่ละนายมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของตนสอดคล้องกับ ROE และ IHL หรือไม่ การละเมิด ROE อาจนำไปสู่การถูกสอบสวนและดำเนินคดีทางวินัยหรือทางอาญาได้ ทั้งในระดับศาลทหารและศาลอาญาระหว่างประเทศหากการละเมิดนั้นเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ข้อความที่ว่า ROE อาจแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมที่ต่างกันในประวัติศาสตร์นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการตีความและการประยุกต์ใช้ IHL ซึ่งแม้จะมีหลักการที่เป็นสากล เช่น หลักการแบ่งแยกพลรบและพลเรือน หรือหลักการจำกัดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น แต่การนำหลักการเหล่านี้ไปใช้จริงในทางปฏิบัติย่อมขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมการเมือง ประเพณีทางการทหาร และมุมมองทางกฎหมายของแต่ละชาติ ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงอย่างต่อเนื่องในเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการตีความขอบเขตอำนาจในการป้องกันตนเอง (Self-Defence) และความหมายของคำว่า การโจมตีที่ชอบด้วยกฎหมาย (Lawful Target) โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน เช่น การรบในเขตเมืองที่มีพลเรือนปะปน หรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการทำสงคราม กล่าวโดยสรุป กฎการปะทะคือหลักประกันเชิงกฎหมายที่ควบคุมการตัดสินใจอันเป็นความตายและความอยู่รอดในสมรภูมิ กฎเหล่านี้คือการรวมกันของหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กฎหมายภายใน และความจำเป็นทางยุทธวิธี โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การใช้กำลังเป็นไปอย่างมีขอบเขต มีความรับผิดชอบ และมีสัดส่วนที่เหมาะสมตามหลักนิติธรรม กฎการปะทะไม่ใช่เพียงแค่คู่มือปฏิบัติ แต่เป็นเอกสารทางกฎหมายที่กำหนดภาระหน้าที่และขีดจำกัดของกองทัพในการดำเนินงานของพวกเขา ซึ่งต้องมีการตีความและปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของความขัดแย้งและหลักการทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติการทางทหารจะไม่เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และหลักนิติธรรมในทุกสถานการณ์. ดังนั้น ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในมิติทางกฎหมายของกฎการปะทะจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำทางทหาร และบุคลากรทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพราะ ROE เป็นตัวกำหนดขีดเส้นแบ่งระหว่างการปฏิบัติการที่ชอบด้วยกฎหมายกับการกระทำที่เป็นอาชญากรรมสงคราม การเคารพและการปฏิบัติตามกฎนี้อย่างเคร่งครัดจึงไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของวินัยเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในการปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์และลดผลกระทบต่อพลเรือนในยามศึกสงครามอีกด้วย การตีความที่ยืดหยุ่นภายใต้กรอบของกฎหมายที่เข้มแข็งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและเป็นธรรมในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด.
    0 Comments 0 Shares 502 Views 0 Reviews
  • ลองเชิง ตอนที่ 5

    “ลองเชิง”
    ตอน 5
    หลังจากเพาะพันธ์ุอาหรับสปริงจนปั่นป่วนไปทั้งตะวันออกกลาง อเมริกา โดยนโยบายของนายโอบามา ก็ประกาศว่า อเมริกาเริ่มลดกำลังพล เตรียมถอนตัวจากตะวันออกกลางไปแล้วนะ นักวิเคราะห์ระดับโลกส่วนใหญ่บอกว่า เพราะอเมริกาฉิบหายจากการรบในอิรัค และประเป๋าฉีกจากการรบในอาฟกานิสถาน จากนโยบายสายเหยี่ยว ของคาวบอยบุช กับเหยี่ยวกระหายเลือด ดิ๊ก เชนีย์ แถมเศรษฐกิจในประเทศก็เริ่มมีปัญหา อเมริกาจึงรับภาระที่ตัวเองสร้างในตะวันออกกลางต่อไปอีกไม่ไหว ต้องเปลี่ยนนโยบายเป็นถอยกำลังออกมา
    ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรครับ สำหรับผมบอกได้เลยว่า คลื่นไส้ สันดานอเมริกา !
    มันเป็นการวิเคราะห์ที่เซ่อ จนเดินตกหลุม หรือมันกำลังสร้างหลุมพราง อย่างใดกันแน่
    จริงๆ อเมริกาไม่ได้ถอนตัวออกจากตะวันออกกลางเลย อเมริกาแค่ถอนกำลังจากอิรัค แล้วเอาไปอยู่บริเวณอื่น ใกล้ตะว้นออกกลาง และส่งไม้ มาเสี้ยมไปเสี้ยมมา ตามแนวถนัดของอเมริกา ให้ตะวันออกกลางเล่นกันเองจนเละ ระหว่างนั้นก็ตรึงหมุดตัวละครสำคัญ และบริเวณสำคัญเอาไว้ อเมริกาได้น้ำมันบ่อใหญ่ของอิรัคกับลิเบียมาแล้ว ส่วนของพวกเสี่ยปั้มใหญ่ปั้มเล็ก ก็อยู่ในมือแล้ว เหลือแต่อิหร่าน อเมริกาจึงยื้อเวลา สร้างเรื่องให้ตะวันออกกลางวุ่นวายเพิ่มขึ้น ด้วยการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพราะเรื่องนี้ จะทำให้ค่ายเสี่ยปั้มใหญ่ประสาทแดกกันทั้งพวง
    อิหร่านเอง ก็รีบรับลูกที่มาเข้าทางอย่างเหลือเชื่อ อิหร่านไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ได้กับได้
    ต่างฝ่ายต่างคิดต้มกัน อเมริกาอยากได้แต่ปั้ม ไม่อยากได้คน อิหร่านบอก แหม… คิด (เกือบ) เหมือนกันเลยครับ เราก็มีแผนไม่เอาคน (บางพวก) แต่เอาปั้ม เกมนี้ดูไม่ทัน ออกอ่าวหาทางกลับเข้าฝั่งไม่ถูกเลยนะครับ
    ระหว่างนั้น อเมริกาก็ประกาศนโยบาย กลับมาคุมเอเซียแปซิฟิก หรือจริงๆ ก็มาคุมจีน ในปี ค.ศ.2012 ช่วยย้อนกลับไปดู timeline ย่อๆ ที่ผมทำไว้ให้ในเรื่อง “แผนชั่ว” ตอนที่ 12 นะครับ น่าจะพอทำให้เข้าใจว่า อเมริกาได้สร้างสงครามเย็นรอบ ใหม่และรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 เพื่อปิดล้อม ทั้งรัสเซียและจีน หรือยูเรเซียพร้อมกัน ตามทฤษฏีสำคัญของ ครูแม๊ค (Sir Halford Mackinder) ครูใหญ่ทางด้านภูมิศาสตร์การเมือง geopolitics ที่ ครูแม็ค พูดมาร้อยกว่าปีแล้ว (ค.ศ.1904) ว่า ใครครอบครองยูเรเซีย คนนั้นก็ครองโลกนั่นเอง
    แต่ทฤษฏีครูแม๊ค คงไม่ได้มีแต่อังกฤษและอเมริกาที่ให้ความสนใจ รัสเซีย และจีน ก็ให้ความสนใจเช่นกัน แต่ความสนใจอาจจะมาจากคนละสาเหตุ รัสเซียและจีน ที่เป็นประเทศใหญ่อยู่ในยูเรเซียเอง จะปล่อยให้ใครมาตีหัว แล้วยึดบ้านไปง่ายๆอย่างนั้นหรือ เกมตีหัว แล้วยึดบ้านเขา สำหรับอเมริกา น่าจะใกล้หมดเวลาเล่นแล้ว โดยเฉพาะ ถ้าจะคิดเล่นกับรัสเซียหรือจีน ในวันนี้
    ดูจากนโยบาย และพฤติกรรมที่อเมริกาดำเนินมา อย่างน้อยตั้งแต่ ค.ศ.1999 อเมริกาน่าจะมีแผน ที่จะครอบครองยูเรเซีย หรือถ้าครอบครองไม่ได้ ก็ต้องกันไม่ให้ใครมาครอบครอง เพราะจะทำให้ความเป็นหมายเลขหนึ่งของโลก ที่อเมริกาครองตำแหน่งมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ตกแท่นหมดท่าหมายเลขหนึ่ง
    อเมริกานึกไม่ถึงว่า รัสเซีย จีนและพวก จะจับมือกันได้แน่นจริง อเมริกาพยายามทั้งแยง และปิดกั้นเส้นทาง “โต” ของทั้ง 2 ประเทศมานานอย่างน้อย 15 ปีแล้ว แต่อเมริกายังทำไม่สำเร็จ อเมริกาต้องได้ “ตะวันออกกลางทั้งหมด” เสียก่อน เพื่อฮุบเอาน้ำมันทั้งหมดเป็นของตัว น้ำมันเป็นยุทธปัจจัยสำคัญไม่น้อยกว่าอาวุธ ในการทำสงครามใหญ่
    เมื่อได้ตะวันออกกลางทั้งหมด แผนต่อไปจึงกินจีน และตามมาด้วยรัสเซีย หรือตัดเชือกที่เชื่อมทั้ง 2 ประเทศออกจากกัน และโดยสภาพภูมิศาสตร์ ประเทศที่อยู่ในจุดเชื่อมรัสเซียกับจีน คือ อิหร่าน พอเข้าใจแล้วนะครับ ว่า เขาเล่นเกมกันอย่างไร
    และแม้เป้าหมายการเผด็จศึก จะเดินเป็นขั้นตอน แต่อเมริกาเดินแผนปฏิบัติการณ์ แจกทุกเป้าหมาย ขนานคู่ไปด้วยตลอดเวลา นิทานเรื่อง “แผนชั่ว” เป็นตัวอย่างให้เห็น ลองเอาระยะเวลาและเหตุการณ์ ที่เกี่ยวกับรัสเซียมาใส่ด้วย ก็จะทำให้เห็นชัดถึงแผนครองโลกที่แท้จริงของอเมริกา
    ก้างขวางคอ ที่ทำให้อเมริกายังฮุบตะวันออกกลางไม่ได้ คือ “ค่ายสู้ตาย ดายฮาร์ด ไม่เอาอเมริกา” ที่นำโดยอิหร่าน อเมริกาจึงเล่นอิหร่านสาระพัดรูปแบบ ทั้งชน ทั้งล่อ ยังกินไม่ลง เพราะมีพี่เลี้ยงและแนวร่วมเหนียว อเมริกาจึงใช้วิธีเพาะพันธ์ไอซิสใส่ตะวันออกกลาง เพื่อให้ไอซิส “จัดการ” ตะวันออกกลาง และเวลานี้ ไอซิสจึงกำลังออกฤทธิ์ จัดการอยู่ที่ซีเรีย
    ถ้าซีเรียไป อิหร่านเหนื่อย ถ้าอิหร่านไป รัสเซียเละจีนเหนื่อย และเราๆ ก็อาจจะกลับไปเป็นพรมเช็ดเท้าให้เขาเหมือนเดิม จะเหยียบจะย่ำ อย่างไรก็ได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับผู้ที่ไม่อยากเป็นพรมเช็ดเท้า
    วันนี้ ฝ่ายรัสเซียจีนอิหร่าน จึงต้องรักษาซีเรียไว้ให้ได้ และอเมริกาและพวก ก็จะทำทุกอย่างที่จะทำลายอัสสาดและซีเรียให้ได้ด้วย มันไม่ใช่เรื่อง มนุษยธรรมบ้าบอ ที่น้ำลายฟูมปากพล่ามหน้าจออวดชาวโลก มันเป็นเรื่องของความอยู่รอด ของฝ่าย ที่ถูกอเมริกาและพวกกระทำมาตลอด
    ซีเรีย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสนามประลอง เป็นการลองเชิง ก่อนศึกครั้งใหญ่จะมา
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    4 ต.ค. 2558
    ลองเชิง ตอนที่ 5 “ลองเชิง” ตอน 5 หลังจากเพาะพันธ์ุอาหรับสปริงจนปั่นป่วนไปทั้งตะวันออกกลาง อเมริกา โดยนโยบายของนายโอบามา ก็ประกาศว่า อเมริกาเริ่มลดกำลังพล เตรียมถอนตัวจากตะวันออกกลางไปแล้วนะ นักวิเคราะห์ระดับโลกส่วนใหญ่บอกว่า เพราะอเมริกาฉิบหายจากการรบในอิรัค และประเป๋าฉีกจากการรบในอาฟกานิสถาน จากนโยบายสายเหยี่ยว ของคาวบอยบุช กับเหยี่ยวกระหายเลือด ดิ๊ก เชนีย์ แถมเศรษฐกิจในประเทศก็เริ่มมีปัญหา อเมริกาจึงรับภาระที่ตัวเองสร้างในตะวันออกกลางต่อไปอีกไม่ไหว ต้องเปลี่ยนนโยบายเป็นถอยกำลังออกมา ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรครับ สำหรับผมบอกได้เลยว่า คลื่นไส้ สันดานอเมริกา ! มันเป็นการวิเคราะห์ที่เซ่อ จนเดินตกหลุม หรือมันกำลังสร้างหลุมพราง อย่างใดกันแน่ จริงๆ อเมริกาไม่ได้ถอนตัวออกจากตะวันออกกลางเลย อเมริกาแค่ถอนกำลังจากอิรัค แล้วเอาไปอยู่บริเวณอื่น ใกล้ตะว้นออกกลาง และส่งไม้ มาเสี้ยมไปเสี้ยมมา ตามแนวถนัดของอเมริกา ให้ตะวันออกกลางเล่นกันเองจนเละ ระหว่างนั้นก็ตรึงหมุดตัวละครสำคัญ และบริเวณสำคัญเอาไว้ อเมริกาได้น้ำมันบ่อใหญ่ของอิรัคกับลิเบียมาแล้ว ส่วนของพวกเสี่ยปั้มใหญ่ปั้มเล็ก ก็อยู่ในมือแล้ว เหลือแต่อิหร่าน อเมริกาจึงยื้อเวลา สร้างเรื่องให้ตะวันออกกลางวุ่นวายเพิ่มขึ้น ด้วยการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพราะเรื่องนี้ จะทำให้ค่ายเสี่ยปั้มใหญ่ประสาทแดกกันทั้งพวง อิหร่านเอง ก็รีบรับลูกที่มาเข้าทางอย่างเหลือเชื่อ อิหร่านไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ได้กับได้ ต่างฝ่ายต่างคิดต้มกัน อเมริกาอยากได้แต่ปั้ม ไม่อยากได้คน อิหร่านบอก แหม… คิด (เกือบ) เหมือนกันเลยครับ เราก็มีแผนไม่เอาคน (บางพวก) แต่เอาปั้ม เกมนี้ดูไม่ทัน ออกอ่าวหาทางกลับเข้าฝั่งไม่ถูกเลยนะครับ ระหว่างนั้น อเมริกาก็ประกาศนโยบาย กลับมาคุมเอเซียแปซิฟิก หรือจริงๆ ก็มาคุมจีน ในปี ค.ศ.2012 ช่วยย้อนกลับไปดู timeline ย่อๆ ที่ผมทำไว้ให้ในเรื่อง “แผนชั่ว” ตอนที่ 12 นะครับ น่าจะพอทำให้เข้าใจว่า อเมริกาได้สร้างสงครามเย็นรอบ ใหม่และรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 เพื่อปิดล้อม ทั้งรัสเซียและจีน หรือยูเรเซียพร้อมกัน ตามทฤษฏีสำคัญของ ครูแม๊ค (Sir Halford Mackinder) ครูใหญ่ทางด้านภูมิศาสตร์การเมือง geopolitics ที่ ครูแม็ค พูดมาร้อยกว่าปีแล้ว (ค.ศ.1904) ว่า ใครครอบครองยูเรเซีย คนนั้นก็ครองโลกนั่นเอง แต่ทฤษฏีครูแม๊ค คงไม่ได้มีแต่อังกฤษและอเมริกาที่ให้ความสนใจ รัสเซีย และจีน ก็ให้ความสนใจเช่นกัน แต่ความสนใจอาจจะมาจากคนละสาเหตุ รัสเซียและจีน ที่เป็นประเทศใหญ่อยู่ในยูเรเซียเอง จะปล่อยให้ใครมาตีหัว แล้วยึดบ้านไปง่ายๆอย่างนั้นหรือ เกมตีหัว แล้วยึดบ้านเขา สำหรับอเมริกา น่าจะใกล้หมดเวลาเล่นแล้ว โดยเฉพาะ ถ้าจะคิดเล่นกับรัสเซียหรือจีน ในวันนี้ ดูจากนโยบาย และพฤติกรรมที่อเมริกาดำเนินมา อย่างน้อยตั้งแต่ ค.ศ.1999 อเมริกาน่าจะมีแผน ที่จะครอบครองยูเรเซีย หรือถ้าครอบครองไม่ได้ ก็ต้องกันไม่ให้ใครมาครอบครอง เพราะจะทำให้ความเป็นหมายเลขหนึ่งของโลก ที่อเมริกาครองตำแหน่งมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ตกแท่นหมดท่าหมายเลขหนึ่ง อเมริกานึกไม่ถึงว่า รัสเซีย จีนและพวก จะจับมือกันได้แน่นจริง อเมริกาพยายามทั้งแยง และปิดกั้นเส้นทาง “โต” ของทั้ง 2 ประเทศมานานอย่างน้อย 15 ปีแล้ว แต่อเมริกายังทำไม่สำเร็จ อเมริกาต้องได้ “ตะวันออกกลางทั้งหมด” เสียก่อน เพื่อฮุบเอาน้ำมันทั้งหมดเป็นของตัว น้ำมันเป็นยุทธปัจจัยสำคัญไม่น้อยกว่าอาวุธ ในการทำสงครามใหญ่ เมื่อได้ตะวันออกกลางทั้งหมด แผนต่อไปจึงกินจีน และตามมาด้วยรัสเซีย หรือตัดเชือกที่เชื่อมทั้ง 2 ประเทศออกจากกัน และโดยสภาพภูมิศาสตร์ ประเทศที่อยู่ในจุดเชื่อมรัสเซียกับจีน คือ อิหร่าน พอเข้าใจแล้วนะครับ ว่า เขาเล่นเกมกันอย่างไร และแม้เป้าหมายการเผด็จศึก จะเดินเป็นขั้นตอน แต่อเมริกาเดินแผนปฏิบัติการณ์ แจกทุกเป้าหมาย ขนานคู่ไปด้วยตลอดเวลา นิทานเรื่อง “แผนชั่ว” เป็นตัวอย่างให้เห็น ลองเอาระยะเวลาและเหตุการณ์ ที่เกี่ยวกับรัสเซียมาใส่ด้วย ก็จะทำให้เห็นชัดถึงแผนครองโลกที่แท้จริงของอเมริกา ก้างขวางคอ ที่ทำให้อเมริกายังฮุบตะวันออกกลางไม่ได้ คือ “ค่ายสู้ตาย ดายฮาร์ด ไม่เอาอเมริกา” ที่นำโดยอิหร่าน อเมริกาจึงเล่นอิหร่านสาระพัดรูปแบบ ทั้งชน ทั้งล่อ ยังกินไม่ลง เพราะมีพี่เลี้ยงและแนวร่วมเหนียว อเมริกาจึงใช้วิธีเพาะพันธ์ไอซิสใส่ตะวันออกกลาง เพื่อให้ไอซิส “จัดการ” ตะวันออกกลาง และเวลานี้ ไอซิสจึงกำลังออกฤทธิ์ จัดการอยู่ที่ซีเรีย ถ้าซีเรียไป อิหร่านเหนื่อย ถ้าอิหร่านไป รัสเซียเละจีนเหนื่อย และเราๆ ก็อาจจะกลับไปเป็นพรมเช็ดเท้าให้เขาเหมือนเดิม จะเหยียบจะย่ำ อย่างไรก็ได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับผู้ที่ไม่อยากเป็นพรมเช็ดเท้า วันนี้ ฝ่ายรัสเซียจีนอิหร่าน จึงต้องรักษาซีเรียไว้ให้ได้ และอเมริกาและพวก ก็จะทำทุกอย่างที่จะทำลายอัสสาดและซีเรียให้ได้ด้วย มันไม่ใช่เรื่อง มนุษยธรรมบ้าบอ ที่น้ำลายฟูมปากพล่ามหน้าจออวดชาวโลก มันเป็นเรื่องของความอยู่รอด ของฝ่าย ที่ถูกอเมริกาและพวกกระทำมาตลอด ซีเรีย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสนามประลอง เป็นการลองเชิง ก่อนศึกครั้งใหญ่จะมา สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 4 ต.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 448 Views 0 Reviews
  • ลองเชิง ตอนที่ 3

    “ลองเชิง”
    ตอน 3
    ซีเรีย ทำท่าจะกลายเป็นหนังฟอร์มใหญ่ ผู้กำกับมากันเพียบ ผู้อำนวยการสร้างก็จากหลายแหล่ง ตอนนี้ดูเหมือนกำลังซุบซิบ กั้นเขตหรือกินเขตกันอยู่ ไม่รู้ตกลงใครจะสร้างโรงถ่ายตรงไหน ส่วนไหนของตะวันออกกลาง ไม่ใช่แค่บริเวณซีเรีย ซี่งคงจะกลายเป็นสนามประลองยุทธ์ที่น่าติดตาม ดาราใหญ่จะเข้าฉากเล่นเอง หรือให้ดาราเล็กๆ เล่นกันไปก่อนยังไม่แน่ บางค่ายราคาคุยแยะ ส่งแต่สตั้นท์แมนรับจ้างมาเข้าฉาก เขาจะเล่น กันขนาดไหนยังไม่รู้ แต่อย่างน้อย เราควรรู้กันไว้บ้างว่า ใครเป็นใคร ใครเป็นพวกกับใคร ใครน่าจะรับบทไหน จะได้ดูหนังเรื่องซีเรีย ตะวันออกกลางรู้เรื่อง เดี๋ยวจะชวนกันออกอ่าวสนุกสนาน อย่าออกอ่าวไปไกลนักครับ เดี๋ยวกลับไม่ถูก ผมจะขอเอาเรือรบรัสเซีย เรือรบจีนไปรับ เขาก็บอกว่าไม่ว่าง ตอนนี้ต่างก็ติดภาระกิจยุ่งกันทั้งนั้น 555
    เพื่อความเข้าใจ สถานะและความสัมพันธ์ของตัวละคร เกี่ยวกับตะวันออกกลาง ผมขอย้อนหลังไปหน่อย
    หลังเหตุการณ์ 9/11 การถล่มตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ เมื่อปี ค.ศ.2001 อเมริกาถือโอกาสใช้เป็นข้ออ้างเข้าไปแทรกแซงในตะวันออกกลางอย่างเต็มสูบ ในช่วง ค.ศ.2003 และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศในแถบตะวันออกกลางและภูมิภาคใกล้เคียงแตกแยกชัดเจน แบ่งเป็น 2 ค่าย กับอีก 3 เสี้ยว
    ค่ายหนึ่งคือ ค่ายที่เอาอเมริกา นำโดยเสี่ยปั้มใหญ่ ซาอุดิอารเบียกับพวกเสี่ยปั้มหนุ่มสำอางค์ทั้งหลายแถบอ่าว ไล่มาตั้งแต่ คูเวต บาห์เรน การต้า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน เดิมมีอิรัคด้วย แต่ปัจจุบัน อิรัคน่าจะย้ายค่ายไปอยู่ฝั่งไม่เอาอเมริกาไปแล้ว เสี่ยปั้มใหญ่คงกลัวเสียหน้า ลูกน้องหนี เลยเอาจอร์แดนมารวมด้วย แต่ก็รวมอย่างเขินๆ เพราะจอร์แดนถือว่าตัวเองควรเป็นเจ้าของตะวันออกกลางทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ เพราะถูกอังกฤษหลอกต้มเอาไว้อย่างนั้น มาอยู่ใต้ปีกเสี่ยปั้มนี่ ออกจะเสียหน้า แต่คงพอทนเพราะมีค่าทนชดเชย (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องอังกฤษต้มตะวันออกกลาง ได้ในนิทานเรื่อง “เหยื่อ” ครับ ตามลิงค์นี้ https://www.dropbox.com/s/i3psv6qf7v9iqew/victim.pdf)
    อีกค่ายหนึ่ง เป็นค่ายที่ไม่เอาอเมริกา ค่ายนี้ ไม่ใช่แค่ไม่เอาเฉยๆ เขาต่อต้านอเมริกาอย่างเปิดเผย และไม่หยุดยั้งด้วย มีตัวยืนโรงตัวใหญ่ คืออิหร่าน ซีเรีย เลบานอน (กลุ่มเฮซบอลเล์าะ) ปาเลสไตน์( กลุ่มกองกำลังปาเลสไตน์ คือ พวกฮามาส) และเยเมนส่วนใต้
    สำหรับชาวโลกทั่วไป ฟังจากข่าวฟอกย้อมของตะวันตก คงมองค่ายหลังนี้ เป็นตัวร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือฆาตกรไปแล้ว
    อีกเสี้ยวหนึ่ง คือ อิสราเอล อยู่ในตะวันออกกลาง แต่ไม่ถือว่าตนเองเป็นคนตะวันอ อกกลาง ไม่รักซาอุ เกลียดอิหร่าน และไม่ชอบใครเลย ชอบแต่ยิวด้วยกัน ประเทศที่มียิวไปอยู่แยะ ก็ใช่ว่าจะชอบ แค่หลอกใช้ อิสราเอลคือต้นไม้พิษ ที่อังกฤษเอาไปปลูกไว้ในตะวันออกกลาง แต่ให้อเมริกาเลี้ยงให้ การเอาอิสราเอลไปอยู่ตรงนั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์ สุดยอด (ชั่ว) ของอังกฤษเลยทีเดียว
    เสี้ยวที่ 2 คือ ตุรกี ที่ก็ไม่นับว่าตนเองเป็นพวกตะวันออกกลาง แบบพวกเสี่ยปั้มทั้งหลาย ตุรกี ดูเหมือนทำตัวเป็นขี้ข้าอเมริกามาตลอด แต่จริงๆ ตุรกีเป็นนกหลายหัว และนกพันธุ์แสบไม่ธรรมดา ลูกเล่นแยะมาก แต่ล่าสุด ดูเหมือนจะเลือกค่ายแล้ว
    เสี้ยวที่ 3 คือ อียิปต์ ที่แม้จะไม่ได้อยู่ในตะวันออกกลาง แต่โดยภูมิศาสตร์ อียิปต์อยู่ติดกับอิสราเอล และที่สำคัญ เป็นเจ้าของคลองสุเอซ ที่เป็นเส้นทางใหญ่ที่บรรดาเสี่ยปั้มใช้ขนส่งน้ำมันไปทางเมดิเตอร์เรเนียน อียิปต์จึงถูกล็อกคอ มาอยู่ในมืออเมริกา เพื่อกันไว้ไม่ให้ใครมายุ่งกับน้ำมันของพวกเสี่ยปั้ม ที่อเมริกาคุมอีกต่อ
    ค่ายใหญ่ 2 ค่าย มักมีเรื่องขัดแย้ง ขัดคอ แข่งขันกันอยู่เสมอ ทั้งในทางการเมือง และทางสื่อ เพื่อชิงความเป็นผู้นำในภูมิภาค โดยบริวณขัดแย้ง มักอยู่ที่ เลบานอน อิรัค และปาเลสไตน์
    และที่สำคัญ หัวหน้าค่ายใหญ่ของทั้ง 2 ค่าย คือ อิหร่าน และซาอุดิอารเบีย ไม่เคยถูกกันเลย ไม่เคยรักกัน และไม่มีวันจะรักกัน ซาอุดิอารเบีย แสดงอาการไม่ชอบใจ ไม่ไว้ใจ บ่น ด่า ซ้ำซาก ถึงอิหร่านอยู่ตลอดเวลา ว่า อิหร่านกำลังข่มขู่ชาวตะวันออกกลาง ด้วยการสร้างนิวเคลียร์ และ พยายามทำตัวเป็นพี่เบิ้มของตะวันออกกลาง เพราะฉนั้น ที่คิดว่า ซาอุ จะมาฝากผีฝากไข้ไว้กับรัสเซีย คิดว่าเป็นเรื่องเป็นไปได้หรือครับ ซาอุอาจจะมาพูดกับรัสเซีย รัสเซียก็คงฟัง เหมือนวันที่รัสเซียกำลังพูดกับอิสราเอล แล้วเรือรบจีน ไปจอดอยู่หน้าบ้านอิสราเอล ไม่กี่วันต่อมา ฟังทำนองนั้นแหละ ครับ
    รัสเซีย จีน อิหร่าน กว่าจะมาถึงวันนี้ เขาลงเรือลำเดียวกัน ฝ่าดงหนาม ดงตีน ที่อเมริกา อียู และพวกลูกกระเป๋ง ประเคนมาให้เท่าไหร่ เชื่อว่าไม่มีใครโดดหนีกลางทาง และไม่น่าจะรับผู้โดยสารระหว่างทาง ที่เพื่อนรังเกียจ หรือรังเกียจเพื่อน ขึ้นเรือมาด้วย ถึงที่หมายแล้ว ค่อยว่ากันอีกที แต่เป็นทีแบบไหน ก็ดูกันต่อไป
    ส่วนอิสราเอล ไม่สังกัด ไม่เข้าค่ายใด เพราะถือตัวว่าเป็นเส้นใหญ่สายตรงของอเมริกา ก็ไม่ชอบ ทั้งซาอุดิอารเบียและอิหร่าน แต่รู้สึกอิหร่านจะได้รับคำเอ่ยถึงในทางลบมากกว่า
    ส่วนอิหร่านก็ดูถูกซาอุดิว่า มีดีแค่รวยอย่างเดียว อยู่ทะเลทรายเสียเปล่า แต่ดันชอบเป็นชาวเกาะ เกาะอเมริกาเหมือนตัวเป็นลูกอ่อน และอิหร่านก็เห็นอิสราเอลเป็นคนนอก ที่เข้ามาแย่งที่ แถมข่มขู่คนในที่เป็นเจ้าของของเดิม แบบนี้ ก็คงไม่ได้แปลว่าอิหร่านพอใจอิสราเอล
    แต่หลังจากที่อเมริกา (อีกนั่นแหละ) จัดเทศกาลอาหรับสปริง ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.2011 ตะวันออกกลาง ก็มีความมีความเปลี่ยนแปลงอีกรอบหนึ่ง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ของ การประลองยุทธ ที่กำลังดำเนินอยู่ในซีเรีย ตอนนี้
    หลังอาหรับสปริง ประเทศที่อยู่แถวหน้า เช่น ซาอุดิอารเบีย อิหร่าน และอิสราเอล ต่างได้รับผลกระทบ มีทั้งบวก ทั้งลบ แล้วแต่สถานการณ์จะสร้างผู้กล้า หรือสร้างผู้ขลาด ส่วนประเทศที่เคยยืนอยู่แถวหลังในภูมิภาค อย่างตุรกี และการ์ต้า กลับใช้โอกาส เพิ่มรัศมี เพิ่มอิทธิพล
    ส่วนประเทศใหญ่อีก 2 ประเทศ อิยิปต์ หรือซีเรีย กลับเซระเนระนาด จากความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นในประเทศของตน และทำท่าจะยืดเยื้อลากยาว กระทบความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ ไปอีกนาน
    ผลที่ตามมา คือ 2 ค่ายในตะวันออกกลาง และทุกเสี้ยวที่กล่าวมาข้างต้น เกิดการแข่งขัน ขัดแย้ง รุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง และความแตกต่างทางนิกายศาสนา ที่อาหรับสปริง เพาะเชื้อไว้ อย่างแนบเนียน…
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    2 ต.ค. 2558
    ลองเชิง ตอนที่ 3 “ลองเชิง” ตอน 3 ซีเรีย ทำท่าจะกลายเป็นหนังฟอร์มใหญ่ ผู้กำกับมากันเพียบ ผู้อำนวยการสร้างก็จากหลายแหล่ง ตอนนี้ดูเหมือนกำลังซุบซิบ กั้นเขตหรือกินเขตกันอยู่ ไม่รู้ตกลงใครจะสร้างโรงถ่ายตรงไหน ส่วนไหนของตะวันออกกลาง ไม่ใช่แค่บริเวณซีเรีย ซี่งคงจะกลายเป็นสนามประลองยุทธ์ที่น่าติดตาม ดาราใหญ่จะเข้าฉากเล่นเอง หรือให้ดาราเล็กๆ เล่นกันไปก่อนยังไม่แน่ บางค่ายราคาคุยแยะ ส่งแต่สตั้นท์แมนรับจ้างมาเข้าฉาก เขาจะเล่น กันขนาดไหนยังไม่รู้ แต่อย่างน้อย เราควรรู้กันไว้บ้างว่า ใครเป็นใคร ใครเป็นพวกกับใคร ใครน่าจะรับบทไหน จะได้ดูหนังเรื่องซีเรีย ตะวันออกกลางรู้เรื่อง เดี๋ยวจะชวนกันออกอ่าวสนุกสนาน อย่าออกอ่าวไปไกลนักครับ เดี๋ยวกลับไม่ถูก ผมจะขอเอาเรือรบรัสเซีย เรือรบจีนไปรับ เขาก็บอกว่าไม่ว่าง ตอนนี้ต่างก็ติดภาระกิจยุ่งกันทั้งนั้น 555 เพื่อความเข้าใจ สถานะและความสัมพันธ์ของตัวละคร เกี่ยวกับตะวันออกกลาง ผมขอย้อนหลังไปหน่อย หลังเหตุการณ์ 9/11 การถล่มตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ เมื่อปี ค.ศ.2001 อเมริกาถือโอกาสใช้เป็นข้ออ้างเข้าไปแทรกแซงในตะวันออกกลางอย่างเต็มสูบ ในช่วง ค.ศ.2003 และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศในแถบตะวันออกกลางและภูมิภาคใกล้เคียงแตกแยกชัดเจน แบ่งเป็น 2 ค่าย กับอีก 3 เสี้ยว ค่ายหนึ่งคือ ค่ายที่เอาอเมริกา นำโดยเสี่ยปั้มใหญ่ ซาอุดิอารเบียกับพวกเสี่ยปั้มหนุ่มสำอางค์ทั้งหลายแถบอ่าว ไล่มาตั้งแต่ คูเวต บาห์เรน การต้า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน เดิมมีอิรัคด้วย แต่ปัจจุบัน อิรัคน่าจะย้ายค่ายไปอยู่ฝั่งไม่เอาอเมริกาไปแล้ว เสี่ยปั้มใหญ่คงกลัวเสียหน้า ลูกน้องหนี เลยเอาจอร์แดนมารวมด้วย แต่ก็รวมอย่างเขินๆ เพราะจอร์แดนถือว่าตัวเองควรเป็นเจ้าของตะวันออกกลางทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ เพราะถูกอังกฤษหลอกต้มเอาไว้อย่างนั้น มาอยู่ใต้ปีกเสี่ยปั้มนี่ ออกจะเสียหน้า แต่คงพอทนเพราะมีค่าทนชดเชย (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องอังกฤษต้มตะวันออกกลาง ได้ในนิทานเรื่อง “เหยื่อ” ครับ ตามลิงค์นี้ https://www.dropbox.com/s/i3psv6qf7v9iqew/victim.pdf) อีกค่ายหนึ่ง เป็นค่ายที่ไม่เอาอเมริกา ค่ายนี้ ไม่ใช่แค่ไม่เอาเฉยๆ เขาต่อต้านอเมริกาอย่างเปิดเผย และไม่หยุดยั้งด้วย มีตัวยืนโรงตัวใหญ่ คืออิหร่าน ซีเรีย เลบานอน (กลุ่มเฮซบอลเล์าะ) ปาเลสไตน์( กลุ่มกองกำลังปาเลสไตน์ คือ พวกฮามาส) และเยเมนส่วนใต้ สำหรับชาวโลกทั่วไป ฟังจากข่าวฟอกย้อมของตะวันตก คงมองค่ายหลังนี้ เป็นตัวร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือฆาตกรไปแล้ว อีกเสี้ยวหนึ่ง คือ อิสราเอล อยู่ในตะวันออกกลาง แต่ไม่ถือว่าตนเองเป็นคนตะวันอ อกกลาง ไม่รักซาอุ เกลียดอิหร่าน และไม่ชอบใครเลย ชอบแต่ยิวด้วยกัน ประเทศที่มียิวไปอยู่แยะ ก็ใช่ว่าจะชอบ แค่หลอกใช้ อิสราเอลคือต้นไม้พิษ ที่อังกฤษเอาไปปลูกไว้ในตะวันออกกลาง แต่ให้อเมริกาเลี้ยงให้ การเอาอิสราเอลไปอยู่ตรงนั้น ถือเป็นยุทธศาสตร์ สุดยอด (ชั่ว) ของอังกฤษเลยทีเดียว เสี้ยวที่ 2 คือ ตุรกี ที่ก็ไม่นับว่าตนเองเป็นพวกตะวันออกกลาง แบบพวกเสี่ยปั้มทั้งหลาย ตุรกี ดูเหมือนทำตัวเป็นขี้ข้าอเมริกามาตลอด แต่จริงๆ ตุรกีเป็นนกหลายหัว และนกพันธุ์แสบไม่ธรรมดา ลูกเล่นแยะมาก แต่ล่าสุด ดูเหมือนจะเลือกค่ายแล้ว เสี้ยวที่ 3 คือ อียิปต์ ที่แม้จะไม่ได้อยู่ในตะวันออกกลาง แต่โดยภูมิศาสตร์ อียิปต์อยู่ติดกับอิสราเอล และที่สำคัญ เป็นเจ้าของคลองสุเอซ ที่เป็นเส้นทางใหญ่ที่บรรดาเสี่ยปั้มใช้ขนส่งน้ำมันไปทางเมดิเตอร์เรเนียน อียิปต์จึงถูกล็อกคอ มาอยู่ในมืออเมริกา เพื่อกันไว้ไม่ให้ใครมายุ่งกับน้ำมันของพวกเสี่ยปั้ม ที่อเมริกาคุมอีกต่อ ค่ายใหญ่ 2 ค่าย มักมีเรื่องขัดแย้ง ขัดคอ แข่งขันกันอยู่เสมอ ทั้งในทางการเมือง และทางสื่อ เพื่อชิงความเป็นผู้นำในภูมิภาค โดยบริวณขัดแย้ง มักอยู่ที่ เลบานอน อิรัค และปาเลสไตน์ และที่สำคัญ หัวหน้าค่ายใหญ่ของทั้ง 2 ค่าย คือ อิหร่าน และซาอุดิอารเบีย ไม่เคยถูกกันเลย ไม่เคยรักกัน และไม่มีวันจะรักกัน ซาอุดิอารเบีย แสดงอาการไม่ชอบใจ ไม่ไว้ใจ บ่น ด่า ซ้ำซาก ถึงอิหร่านอยู่ตลอดเวลา ว่า อิหร่านกำลังข่มขู่ชาวตะวันออกกลาง ด้วยการสร้างนิวเคลียร์ และ พยายามทำตัวเป็นพี่เบิ้มของตะวันออกกลาง เพราะฉนั้น ที่คิดว่า ซาอุ จะมาฝากผีฝากไข้ไว้กับรัสเซีย คิดว่าเป็นเรื่องเป็นไปได้หรือครับ ซาอุอาจจะมาพูดกับรัสเซีย รัสเซียก็คงฟัง เหมือนวันที่รัสเซียกำลังพูดกับอิสราเอล แล้วเรือรบจีน ไปจอดอยู่หน้าบ้านอิสราเอล ไม่กี่วันต่อมา ฟังทำนองนั้นแหละ ครับ รัสเซีย จีน อิหร่าน กว่าจะมาถึงวันนี้ เขาลงเรือลำเดียวกัน ฝ่าดงหนาม ดงตีน ที่อเมริกา อียู และพวกลูกกระเป๋ง ประเคนมาให้เท่าไหร่ เชื่อว่าไม่มีใครโดดหนีกลางทาง และไม่น่าจะรับผู้โดยสารระหว่างทาง ที่เพื่อนรังเกียจ หรือรังเกียจเพื่อน ขึ้นเรือมาด้วย ถึงที่หมายแล้ว ค่อยว่ากันอีกที แต่เป็นทีแบบไหน ก็ดูกันต่อไป ส่วนอิสราเอล ไม่สังกัด ไม่เข้าค่ายใด เพราะถือตัวว่าเป็นเส้นใหญ่สายตรงของอเมริกา ก็ไม่ชอบ ทั้งซาอุดิอารเบียและอิหร่าน แต่รู้สึกอิหร่านจะได้รับคำเอ่ยถึงในทางลบมากกว่า ส่วนอิหร่านก็ดูถูกซาอุดิว่า มีดีแค่รวยอย่างเดียว อยู่ทะเลทรายเสียเปล่า แต่ดันชอบเป็นชาวเกาะ เกาะอเมริกาเหมือนตัวเป็นลูกอ่อน และอิหร่านก็เห็นอิสราเอลเป็นคนนอก ที่เข้ามาแย่งที่ แถมข่มขู่คนในที่เป็นเจ้าของของเดิม แบบนี้ ก็คงไม่ได้แปลว่าอิหร่านพอใจอิสราเอล แต่หลังจากที่อเมริกา (อีกนั่นแหละ) จัดเทศกาลอาหรับสปริง ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.2011 ตะวันออกกลาง ก็มีความมีความเปลี่ยนแปลงอีกรอบหนึ่ง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ของ การประลองยุทธ ที่กำลังดำเนินอยู่ในซีเรีย ตอนนี้ หลังอาหรับสปริง ประเทศที่อยู่แถวหน้า เช่น ซาอุดิอารเบีย อิหร่าน และอิสราเอล ต่างได้รับผลกระทบ มีทั้งบวก ทั้งลบ แล้วแต่สถานการณ์จะสร้างผู้กล้า หรือสร้างผู้ขลาด ส่วนประเทศที่เคยยืนอยู่แถวหลังในภูมิภาค อย่างตุรกี และการ์ต้า กลับใช้โอกาส เพิ่มรัศมี เพิ่มอิทธิพล ส่วนประเทศใหญ่อีก 2 ประเทศ อิยิปต์ หรือซีเรีย กลับเซระเนระนาด จากความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นในประเทศของตน และทำท่าจะยืดเยื้อลากยาว กระทบความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ ไปอีกนาน ผลที่ตามมา คือ 2 ค่ายในตะวันออกกลาง และทุกเสี้ยวที่กล่าวมาข้างต้น เกิดการแข่งขัน ขัดแย้ง รุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งทางด้านการเมือง ความมั่นคง และความแตกต่างทางนิกายศาสนา ที่อาหรับสปริง เพาะเชื้อไว้ อย่างแนบเนียน… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 2 ต.ค. 2558
    WWW.DROPBOX.COM
    victim.pdf
    Shared with Dropbox
    0 Comments 0 Shares 497 Views 0 Reviews
More Results