• กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกมาย้ำจุดยืนว่าประเทศจะไม่ยอมให้เป็นแหล่งกบดานของเครือข่ายสแกมออนไลน์ ภายหลังการจับกุมและส่งตัว “เฉิน จื้อ” นักธุรกิจเชื้อสายจีน ให้ทางการจีนตามความร่วมมือทวิภาคี
    .
    รองโฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรการสืบสวน บังคับใช้กฎหมาย และควบคุมการเดินทางของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ
    .
    ทางการกัมพูชายังยืนยันเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายฉ้อโกงทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยเตือนเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยหรือให้การคุ้มครองผู้กระทำผิด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002885
    .
    #News1live #News1 #กัมพูชา #เฉินจื้อ #สแกมเมอร์ #อาชญากรรมข้ามชาติ
    กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกมาย้ำจุดยืนว่าประเทศจะไม่ยอมให้เป็นแหล่งกบดานของเครือข่ายสแกมออนไลน์ ภายหลังการจับกุมและส่งตัว “เฉิน จื้อ” นักธุรกิจเชื้อสายจีน ให้ทางการจีนตามความร่วมมือทวิภาคี . รองโฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรการสืบสวน บังคับใช้กฎหมาย และควบคุมการเดินทางของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ . ทางการกัมพูชายังยืนยันเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายฉ้อโกงทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยเตือนเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยหรือให้การคุ้มครองผู้กระทำผิด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002885 . #News1live #News1 #กัมพูชา #เฉินจื้อ #สแกมเมอร์ #อาชญากรรมข้ามชาติ
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 91 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่อง จุดฝักแค
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค”
    ตอน 1
    ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน…
    ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก
    ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง
    คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ
    วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย
    หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า
    นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย
    แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้
    ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น
    การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้…
    แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง
    และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา
    ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย
    ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา
    ###############
ตอน 2
    ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน
    หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที
    … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น….
    …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด….
    …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์…
    หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป…
    ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน
    เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด
    หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น
    ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ
    ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก
    ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน
    แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง
    สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่
    ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน
    การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน
    ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง
    แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ
    เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน…
    ###############
ตอน 3
    ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน
    อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ
    ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์
    หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา…
    ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ
    ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ
    ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ
    ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ
    ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม….
    และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
    พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ……
    ###############
ตอน 4 (จบ)
    ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด
    แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง
    ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ
    อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ …
    หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ
    บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ
    ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์
    อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้
    ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น…
    แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง
    แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก
    ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว….
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    เรื่อง จุดฝักแค นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค” ตอน 1 ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน… ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้ ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้… แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา ###############
ตอน 2 ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น…. …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด…. …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์… หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป… ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่ ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน… ###############
ตอน 3 ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์ หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา… ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม…. และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ…… ###############
ตอน 4 (จบ) ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ … หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์ อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น… แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว…. สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 117 มุมมอง 0 รีวิว
  • 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner

    ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ

    สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล

    บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ เบื้องหลังเพลง และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner

    GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น
    GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ

    ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น

    เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ

    ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น
    การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ
    การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ
    ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น

    ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI

    นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่
    Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม
    Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond
    Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ
    Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย
    Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด

    ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 อีกด้วย

    “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน
    เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner

    แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว

    นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น

    Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด
    Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน

    จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย
    เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

    บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น
    แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ

    การคัมแบ็กระดับตำนาน
    ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก

    มรดกแห่งความสำเร็จ
    เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้
    เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม

    บทสรุป
    GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก

    ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น —
    “See reflections on the water
    More than darkness in the depths
    See him surface in every shadow
    On the wind I feel his breath” —
    มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    🎬 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner 🎤✨ ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” 🎯 หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” 🎵 ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner 👑 เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ 🎥 เบื้องหลังเพลง 🎼 และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner 💎 🌍 GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ 🚀 ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย 💰 ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 🌐 Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ✈️ การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ 🚗 การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ 🌊 ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่ 🎩 Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม 🕶️ Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond 💻 Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ 🔥 Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย 👩‍💼 Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 🎮 อีกด้วย 🎶 “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 🎸 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ 🎤✨ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว 📈 นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น 👑 Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด 💿 และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน 🌱 จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ 💔 บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ ✊ 🌟 การคัมแบ็กระดับตำนาน ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก 🌍 🏆 มรดกแห่งความสำเร็จ เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล 🏅 ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้ เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม ✨ 🎯 บทสรุป GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง 🎬 แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก 🌟 ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น — 🎵 “See reflections on the water More than darkness in the depths See him surface in every shadow On the wind I feel his breath” — มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ 🕶️💥 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 140 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 10

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 10 (จบ)
    สรุปว่า ยุทธศาสตร์ของอเมริกาคือ ยุทธศาสตร์เพื่อการ “ครองโลกแต่ผู้เดียว” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา
    ส่วนยุทธศาสตร์ของรัสเซีย น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “รัสเซียแกร่งกล้า” ที่สร้างบ้านเมืองให้แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ได้ และพร้อมแล้วที่จะบอกกับอเมริกาว่า “พอได้แล้วนะ” อเมริกาไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตาของทุกประเทศในโลกนี้อีกแล้ว การก้าวเข้าไปในซีเรีย และตะวันออกกลางของรัสเซีย มันแปลได้อย่างนั้น
    และยุทธศาสตร์ของจีน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “จีนยิ่งใหญ่” หรือประเภทมังกรทะยานฟ้า เรื่องปิดล้อมจีนจบแล้ว อย่าได้คิดเชียวว่า จะมีใครมาปิด มาล้อมจีนได้อีก ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือกำลังทหาร ไม่มีทางแล้ว
    และตามยุทธศาสตร์ของทั้ง 3 ผู้ยิ่งใหญ่ อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานเช่นเดียวกัน 3 เรื่อง เพื่อจะเดินหน้าตามแผนของตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือ
    – มีอาวุธที่สุดยอด
    – มีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่
    – ได้ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ
    เรื่องอาวุธ ผมไม่ขอวิเคราะห์ ใครมีอาวุธสุดยอดกว่าใคร เชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงทั้งหมด นอกจากจะอยู่วงในสุดของแต่ละประเทศ และจะรู้จริงก็ตอนลงมือโซ้ยกันนั่นแหละครับ
    ส่วนยุทธศาสตร์ในการใช้อาวุธ จะใช้รูปแบบขนาด ระยะยิง จากฐานใดบ้าง มันคือแผนการรบ คนที่จะรู้แผนการรบจริงคือ ผู้บัญชาการรบ ผมเป็นแค่คนเล่านิทาน ไม่บังอาจไปวิจารณ์ฝ่ายใด คงบอกได้แต่ว่า ถ้าอเมริกาต้องเจอ รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และปากีสถาน พร้อมกัน ผมว่า อเมริกาคงคิดหนัก นาโตถึงยังเป็นใบ้ และญี่ปุ่น ที่คิดจะแบกถาดให้อเมริกา วันนี้ น่าจะยังใช้เวลาหาถาดอีกนาน
    เรื่องกองกำลังของอเมริกา ต้องนับรวมทั้ง ทหารจริง ทหารรับจ้าง ทั้งของตัวเอง และของลูกหาบ ที่ครอบคลุม และแอบซ่อนอยู่ตามฐานทัพทั่วโลก และตอนนี้ คงต้องนับรวมเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินเข้าไปด้วย แปลว่า อเมริกาน่าจะมีแยะจริงๆ
    แต่ผมก็ยังเชื่อว่า อเมริกา เดี่ยวๆ ไม่มีกำลังพลมากกว่า รัสเซียเดี่ยว หรือจีนเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งกำลังพลรัสเซียบวกจีน อเมริกายิ่งไม่มีทางเทียบ อเมริกาจึงต้องเช็คชื่อ เรียกลูกหาบมาเกือบทั้งโลก อย่างที่อเมริกากำลังดำเนินการอยู่
    คุณพี่ปูติน เดินหมากรุกเข้าไปในซีเรีย นี่จะเต็ม 3 เดือนแล้วนะครับ อเมริกายังเล่นหมากหลบ หมากเลี่ยง หมากเขก แต่ยังไม่ออกหมากรุกกลับ เข้าใจว่า คงยังเล่นหมากเก็บ “นับหัว” เอาเข้าคอกให้ครบเสียก่อน
    ส่วนเรื่องครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เล่านิทานมา 2 ปีกว่า มาจนถึงเรื่องนี้ ตอนนี้ คิดว่าอเมริกาพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่า ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้แล้ว
    มันก็ย้อนกลับมาที่เดิมว่า ยุทธศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายใช้ และการเดินหมากตามยุทธศาสตร์ได้ผลอย่างไร การเดินหมากแบบลุยกินดะไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่า จะทำให้ชนะเสมอไป ขณะเดียวกัน การเดินหมาก ที่เหมือนขยับไม่กี่ตา แต่ขยับอีกที ก็รุกฆาตแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน
    ตลอดเวลา 70 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเดินหมาก เหมือนกินดะได้ไปเกือบทั่วโลกแล้ว แต่การเดินหมากช่วงหลังของอเมริกา ดันสะดุดหัวแม่ตีนตัวเอง หัวทิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ จากกระดาษซับไพรม์ใบบางๆ ที่ทำให้ตอนนี้อเมริกายังกระเป๋าฉีก ตูดขาด แต่อเมริกาสร้างเรื่องอื่นขึ้นมากลบ สื่อก็ช่วยพาเลี้ยว ชาวบ้านก็เลยลืม
    ปี ค.ศ.2007 เมื่ออเมริกาเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเรื่องซับไพรม์ subprime ที่บริษัทเงินทุนจอมตะกละของอเมริกา เอาเอกสารลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน ไปขายลดต่ออีกหลายทอด จนไหม้เกรียม ลูกหนี้คนเดียว มีเจ้าหนี้ยืนเรียงคิวคอย พอเศรษฐกิจไม่ดี ลูกหนี้เจ็ง ไม่มีเงินผ่อนส่ง ไอ้พวกที่ซื้อไว้เป็นทอดๆ เรียงคิวคอย ก็ม่อยกะรอก ล้มตามกันเป็นพรวน และทำให้เศรษฐกิจอเมริกาสะอึกพรวด นักการเงินแก้ปัญหาหนี้เสียของบริษัทการเงิน ด้วยการเอาเงินรัฐมาอุ้มบริษัทการเงินเป็นจำนวนมหาศาล ตามสูตรสำเร็จ หลังจากนั้น ก็ลามไปกันใหญ่ และวันนี้อเมริกาก็มีหนี้กองโต ต้องลดงบ ตัดงบ ที่รวมไปถึงงบทางกองทัพด้วย
    สรุปสั้นๆ ว่า อเมริกาตูดขาดมาเกือบสิบปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังขาดอยู่ แต่ยังต้องทำหน้าใหญ่เอาไว้ แต่พินิจให้ดีๆ เถิดครับ หน้า พณ.ใบตองแห้ง กับ พณ.กลาโหม เวลาแถลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ที่ต้องยกกองกำลังเข้าไปที่ไหน ทำหน้าเหมือนกับกินข้าวบูดมันเน่ามาทั้งนั้น แถมถ้าจำเป็นต้องส่งกำลังไปเพื่อรักษาหน้า ก็เป็นหลักร้อย ส่วนอาวุธ ส่วนใหญ่ก็เป็นโดรน ไม่มีคนขับ อเมริกาถึงยืนยันว่า no boots on the ground อยู่ตลอดเวลาได้แต่คอยชี้นิ้วสั่ง โอลอง เอ็งไปซิ แคมารอน เอ็งด้วย เอะ แล้วอเมริกาหายไปไหน แค่ส่งไปที่ละร้อย สองร้อยคน แถวซีเรีย อีรัค ขายหน้าพี่เบิ้มหมด
    แต่ถึงอย่างนั้น เป็นประเทศมหาอำนาจมา 70 ปี สั่งซ้ายหันขวาหัน ให้มาเลียมือเลียตีนได้หมด แค่ตูดขาดไม่ถึง 10 ปี หมากเด็ด หายหมด หมากรุก ไม่มี อย่างนั้นหรือครับ แบบนี้จะแปลว่าอะไร
    แปลว่า อเมริกาซ่อนหมากเด็ด เตรียมไว้รุกฆาต หรือแปลว่าอเมริการบไม่เป็น หรือไม่มีปัญญายกทัพมารบแล้ว…
    น่าสังเกตว่า อเมริกาอาจจะถนัดแต่การรบแบบปฏิบัติการ หรือรบแบบกองโจรไปปล้นประเทศที่ไม่ทางสู้มากกว่า หรือไม่ก็ใช้ทหารรับจ้าง ที่เรียกเสียหรูว่า contractor หรือ security advisor เป็นผู้ไป “ดำเนินการ” ไม่ใช่การรบจริง เต็มรูปแบบทางกำลังทหาร
    ตลอดเวลาประมาณ 70 ที่ผ่านมา มีเพียง 2,3 ครั้งเท่านั้น ที่เป็นการรบจริง คือ ในสงครามเกาหลี และสงครามเวียตนามเท่านั้น นั่นมันก็กว่า 50 ปีมาแล้ว นอกนั้น มันเป็นการปฏิบัติการโดยพวกทหารรับจ้าง กับทหารนอกระบบ ที่เรียกว่า “stay behind” เครือข่ายหลังฉาก หรือเครือข่ายที่ซ่อนเร้นเกือบทั้งสิ้น แม้ในสมัยสงครามอิรัค อเมริกาก็ใช้ทหารรับจ้างมาก พอๆกับทหารในกองทัพ ถึงได้งบบานฉิบหายไป ส่วนนาโต้เอง ก็ไม่ได้มีกองกำลังทหารจริงทั้งหมด ใช้เครือข่าย stay behind กับ contractor มากเช่นเดียวกัน
    แต่ระหว่างเกือบ 10 ที่เศรษฐกิจอเมริกาสะอึก ฝั่งรัสเซียจีน แม้จะไม่ได้ฉลุย แต่ก็น่าจะมีอะไรดี ไม่งั้นรัสเซียคงไม่หาญกล้ายกพลเข้าไปที่ซีเรีย และการยกพลของรัสเซียครั้งนี้ คุณพี่ปูตินเล่นยกมาเป็นกองทัพ ทั้งบกเรืออากาศ มีเรือรบ มีเครื่องบิน มีรถถัง ทหารราบจำนวนแสน
    แล้วอเมริกาเดินหมากยังไงครับ ตอนนี้เป็นหมากพูด หรือหมากพ่น อย่าเป็นหมากเผ่นก็แล้วกัน
    เมื่อไม่นานมานี่ พณ. ใบตองแห้ง ออกมาพูดเองว่า ไอซิสแผ่วแล้วนะ พื้นที่ที่ยึดไปในอิรัคเหลือน้อยแล้ว ที่ซีเรียก็เช่นเดียวกัน หายไปแยะ ก็ใช่ซิ รัสเซียถล่มเสียราบ กองกำลังร่วมของอเมริกา เข้าไป 4 ปีกว่า ไอซิสมีแต่งอกเพิ่ม รัสเซียมาไม่ถึง 3 เดือน ไอซิสมุดรูหนีออกไปทางลิเบียหมด แต่ พณ.ใบตอง แห้งยังออกมาพูดเอาคะแนน แถมขู่พวกตัวหัวหน้าไอซิสอีกว่า you are next ต่อไปคือพวกเอ็ง ….เป็นการขู่ผ่านสื่อออกทีวี ….เห็นสันดานใบตองแห้งชัดจริงๆ
    ตกลงถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นหมากเด็ด หมากรุก อะไรที่จะทำให้ผมเชื่อว่า อเมริกาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางด้านการรบ เอาละ มันยังไม่ถึงเวลารบจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้ ต้องดูการเดินหมาก “เตรียมรบ” มากกว่า ว่าของใครล้ำลึกเด็ดขาดกว่ากัน คือดูตัวหมาก ที่แต่ละฝ่าย เลือกเอามาเดิน เลือกกิน หรือเลือกทิ้ง
    ตามทฤษฏีของไอ้แสบเบรสินสกี้ หมากตัวสำคัญในตะวันออกกลาง มี 2 ตัว คือ อิหร่าน กับตุรกี วันนี้เราเห็นชัดว่า อิหร่าน เปิดเผยว่าอยู่ขั้วรัสเซียจีน แผนบีบด้วยนิวเคลียร์ บีบอิหร่านไม่สำเร็จ
    ในตะวันออกกลางจึงเหลือตุรกี ที่เป็นหมากให้ดูว่า รัสเซียเสียตุรกี หรือรัสเซียถีบตุรกีทิ้ง และถ้าอเมริกาเลือกตุรกีมาเป็นหมากฝ่ายตัว เป็นเรื่องดี หรือ ซวยของอเมริกา
    ถัดมาเป็นหมาก แถวมหาสมุทรอินเดีย ใกล้บ้านเราเข้ามาหน่อย
    ปากีสถาน ก็เป็นหมากที่น่าสนใจตามดูเช่นเดียวกัน ว่า ปากีสถานทิ้งอเมริกา หรืออเมริกาทิ้งปากีสถาน และมาเลือกอินเดีย เพราะหมาก 2 ตัวนี้ คงจะอยู่ข้างเดียวกันยาก แม้ตอนนี้จะมีความพยายาม แต่นั่นแหละ แขกเป็นนักเล่นกล ไม่รู้ว่าอเมริกาจะรู้จักตำนานนี้ไหม
    อเมริกา จะเลือกเดินหมากอินเดียเพราะอะไร และอเมริกาได้ หรืออเมริกาเสีย ในการเสียปากีสถาน และ (ยังไม่แน่ว่าจะ) ได้ อินเดีย
    ช่วงนี้ดูหมาก 3 ตัวนี้ไว้เท่านั้นแหละครับ ตุรกี ปากีสถาน อืนเดีย การเดินหมาก 3 ตัวนี้ จะทำให้เห็นว่า ยุทธศาตร์ฝ่ายไหน ลึกซึ้ง และฝ่ายใด กำลังเดินหมาก รุก……
    หลังปีใหม่ ค่อยมาอ่านนิทานต่อนะครับ
    ระหว่างข้ามปี ใช้ชีวิตสบายๆ สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ทำกุศล ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ให้เกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ตัวเองและครอบครัว และโชคดีตลอดปีใหม่ นะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    31 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 10 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 10 (จบ) สรุปว่า ยุทธศาสตร์ของอเมริกาคือ ยุทธศาสตร์เพื่อการ “ครองโลกแต่ผู้เดียว” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ส่วนยุทธศาสตร์ของรัสเซีย น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “รัสเซียแกร่งกล้า” ที่สร้างบ้านเมืองให้แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ได้ และพร้อมแล้วที่จะบอกกับอเมริกาว่า “พอได้แล้วนะ” อเมริกาไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตาของทุกประเทศในโลกนี้อีกแล้ว การก้าวเข้าไปในซีเรีย และตะวันออกกลางของรัสเซีย มันแปลได้อย่างนั้น และยุทธศาสตร์ของจีน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “จีนยิ่งใหญ่” หรือประเภทมังกรทะยานฟ้า เรื่องปิดล้อมจีนจบแล้ว อย่าได้คิดเชียวว่า จะมีใครมาปิด มาล้อมจีนได้อีก ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือกำลังทหาร ไม่มีทางแล้ว และตามยุทธศาสตร์ของทั้ง 3 ผู้ยิ่งใหญ่ อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานเช่นเดียวกัน 3 เรื่อง เพื่อจะเดินหน้าตามแผนของตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือ – มีอาวุธที่สุดยอด – มีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ – ได้ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เรื่องอาวุธ ผมไม่ขอวิเคราะห์ ใครมีอาวุธสุดยอดกว่าใคร เชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงทั้งหมด นอกจากจะอยู่วงในสุดของแต่ละประเทศ และจะรู้จริงก็ตอนลงมือโซ้ยกันนั่นแหละครับ ส่วนยุทธศาสตร์ในการใช้อาวุธ จะใช้รูปแบบขนาด ระยะยิง จากฐานใดบ้าง มันคือแผนการรบ คนที่จะรู้แผนการรบจริงคือ ผู้บัญชาการรบ ผมเป็นแค่คนเล่านิทาน ไม่บังอาจไปวิจารณ์ฝ่ายใด คงบอกได้แต่ว่า ถ้าอเมริกาต้องเจอ รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และปากีสถาน พร้อมกัน ผมว่า อเมริกาคงคิดหนัก นาโตถึงยังเป็นใบ้ และญี่ปุ่น ที่คิดจะแบกถาดให้อเมริกา วันนี้ น่าจะยังใช้เวลาหาถาดอีกนาน เรื่องกองกำลังของอเมริกา ต้องนับรวมทั้ง ทหารจริง ทหารรับจ้าง ทั้งของตัวเอง และของลูกหาบ ที่ครอบคลุม และแอบซ่อนอยู่ตามฐานทัพทั่วโลก และตอนนี้ คงต้องนับรวมเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินเข้าไปด้วย แปลว่า อเมริกาน่าจะมีแยะจริงๆ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า อเมริกา เดี่ยวๆ ไม่มีกำลังพลมากกว่า รัสเซียเดี่ยว หรือจีนเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งกำลังพลรัสเซียบวกจีน อเมริกายิ่งไม่มีทางเทียบ อเมริกาจึงต้องเช็คชื่อ เรียกลูกหาบมาเกือบทั้งโลก อย่างที่อเมริกากำลังดำเนินการอยู่ คุณพี่ปูติน เดินหมากรุกเข้าไปในซีเรีย นี่จะเต็ม 3 เดือนแล้วนะครับ อเมริกายังเล่นหมากหลบ หมากเลี่ยง หมากเขก แต่ยังไม่ออกหมากรุกกลับ เข้าใจว่า คงยังเล่นหมากเก็บ “นับหัว” เอาเข้าคอกให้ครบเสียก่อน ส่วนเรื่องครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เล่านิทานมา 2 ปีกว่า มาจนถึงเรื่องนี้ ตอนนี้ คิดว่าอเมริกาพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่า ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้แล้ว มันก็ย้อนกลับมาที่เดิมว่า ยุทธศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายใช้ และการเดินหมากตามยุทธศาสตร์ได้ผลอย่างไร การเดินหมากแบบลุยกินดะไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่า จะทำให้ชนะเสมอไป ขณะเดียวกัน การเดินหมาก ที่เหมือนขยับไม่กี่ตา แต่ขยับอีกที ก็รุกฆาตแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ตลอดเวลา 70 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเดินหมาก เหมือนกินดะได้ไปเกือบทั่วโลกแล้ว แต่การเดินหมากช่วงหลังของอเมริกา ดันสะดุดหัวแม่ตีนตัวเอง หัวทิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ จากกระดาษซับไพรม์ใบบางๆ ที่ทำให้ตอนนี้อเมริกายังกระเป๋าฉีก ตูดขาด แต่อเมริกาสร้างเรื่องอื่นขึ้นมากลบ สื่อก็ช่วยพาเลี้ยว ชาวบ้านก็เลยลืม ปี ค.ศ.2007 เมื่ออเมริกาเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเรื่องซับไพรม์ subprime ที่บริษัทเงินทุนจอมตะกละของอเมริกา เอาเอกสารลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน ไปขายลดต่ออีกหลายทอด จนไหม้เกรียม ลูกหนี้คนเดียว มีเจ้าหนี้ยืนเรียงคิวคอย พอเศรษฐกิจไม่ดี ลูกหนี้เจ็ง ไม่มีเงินผ่อนส่ง ไอ้พวกที่ซื้อไว้เป็นทอดๆ เรียงคิวคอย ก็ม่อยกะรอก ล้มตามกันเป็นพรวน และทำให้เศรษฐกิจอเมริกาสะอึกพรวด นักการเงินแก้ปัญหาหนี้เสียของบริษัทการเงิน ด้วยการเอาเงินรัฐมาอุ้มบริษัทการเงินเป็นจำนวนมหาศาล ตามสูตรสำเร็จ หลังจากนั้น ก็ลามไปกันใหญ่ และวันนี้อเมริกาก็มีหนี้กองโต ต้องลดงบ ตัดงบ ที่รวมไปถึงงบทางกองทัพด้วย สรุปสั้นๆ ว่า อเมริกาตูดขาดมาเกือบสิบปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังขาดอยู่ แต่ยังต้องทำหน้าใหญ่เอาไว้ แต่พินิจให้ดีๆ เถิดครับ หน้า พณ.ใบตองแห้ง กับ พณ.กลาโหม เวลาแถลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ที่ต้องยกกองกำลังเข้าไปที่ไหน ทำหน้าเหมือนกับกินข้าวบูดมันเน่ามาทั้งนั้น แถมถ้าจำเป็นต้องส่งกำลังไปเพื่อรักษาหน้า ก็เป็นหลักร้อย ส่วนอาวุธ ส่วนใหญ่ก็เป็นโดรน ไม่มีคนขับ อเมริกาถึงยืนยันว่า no boots on the ground อยู่ตลอดเวลาได้แต่คอยชี้นิ้วสั่ง โอลอง เอ็งไปซิ แคมารอน เอ็งด้วย เอะ แล้วอเมริกาหายไปไหน แค่ส่งไปที่ละร้อย สองร้อยคน แถวซีเรีย อีรัค ขายหน้าพี่เบิ้มหมด แต่ถึงอย่างนั้น เป็นประเทศมหาอำนาจมา 70 ปี สั่งซ้ายหันขวาหัน ให้มาเลียมือเลียตีนได้หมด แค่ตูดขาดไม่ถึง 10 ปี หมากเด็ด หายหมด หมากรุก ไม่มี อย่างนั้นหรือครับ แบบนี้จะแปลว่าอะไร แปลว่า อเมริกาซ่อนหมากเด็ด เตรียมไว้รุกฆาต หรือแปลว่าอเมริการบไม่เป็น หรือไม่มีปัญญายกทัพมารบแล้ว… น่าสังเกตว่า อเมริกาอาจจะถนัดแต่การรบแบบปฏิบัติการ หรือรบแบบกองโจรไปปล้นประเทศที่ไม่ทางสู้มากกว่า หรือไม่ก็ใช้ทหารรับจ้าง ที่เรียกเสียหรูว่า contractor หรือ security advisor เป็นผู้ไป “ดำเนินการ” ไม่ใช่การรบจริง เต็มรูปแบบทางกำลังทหาร ตลอดเวลาประมาณ 70 ที่ผ่านมา มีเพียง 2,3 ครั้งเท่านั้น ที่เป็นการรบจริง คือ ในสงครามเกาหลี และสงครามเวียตนามเท่านั้น นั่นมันก็กว่า 50 ปีมาแล้ว นอกนั้น มันเป็นการปฏิบัติการโดยพวกทหารรับจ้าง กับทหารนอกระบบ ที่เรียกว่า “stay behind” เครือข่ายหลังฉาก หรือเครือข่ายที่ซ่อนเร้นเกือบทั้งสิ้น แม้ในสมัยสงครามอิรัค อเมริกาก็ใช้ทหารรับจ้างมาก พอๆกับทหารในกองทัพ ถึงได้งบบานฉิบหายไป ส่วนนาโต้เอง ก็ไม่ได้มีกองกำลังทหารจริงทั้งหมด ใช้เครือข่าย stay behind กับ contractor มากเช่นเดียวกัน แต่ระหว่างเกือบ 10 ที่เศรษฐกิจอเมริกาสะอึก ฝั่งรัสเซียจีน แม้จะไม่ได้ฉลุย แต่ก็น่าจะมีอะไรดี ไม่งั้นรัสเซียคงไม่หาญกล้ายกพลเข้าไปที่ซีเรีย และการยกพลของรัสเซียครั้งนี้ คุณพี่ปูตินเล่นยกมาเป็นกองทัพ ทั้งบกเรืออากาศ มีเรือรบ มีเครื่องบิน มีรถถัง ทหารราบจำนวนแสน แล้วอเมริกาเดินหมากยังไงครับ ตอนนี้เป็นหมากพูด หรือหมากพ่น อย่าเป็นหมากเผ่นก็แล้วกัน เมื่อไม่นานมานี่ พณ. ใบตองแห้ง ออกมาพูดเองว่า ไอซิสแผ่วแล้วนะ พื้นที่ที่ยึดไปในอิรัคเหลือน้อยแล้ว ที่ซีเรียก็เช่นเดียวกัน หายไปแยะ ก็ใช่ซิ รัสเซียถล่มเสียราบ กองกำลังร่วมของอเมริกา เข้าไป 4 ปีกว่า ไอซิสมีแต่งอกเพิ่ม รัสเซียมาไม่ถึง 3 เดือน ไอซิสมุดรูหนีออกไปทางลิเบียหมด แต่ พณ.ใบตอง แห้งยังออกมาพูดเอาคะแนน แถมขู่พวกตัวหัวหน้าไอซิสอีกว่า you are next ต่อไปคือพวกเอ็ง ….เป็นการขู่ผ่านสื่อออกทีวี ….เห็นสันดานใบตองแห้งชัดจริงๆ ตกลงถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นหมากเด็ด หมากรุก อะไรที่จะทำให้ผมเชื่อว่า อเมริกาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางด้านการรบ เอาละ มันยังไม่ถึงเวลารบจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้ ต้องดูการเดินหมาก “เตรียมรบ” มากกว่า ว่าของใครล้ำลึกเด็ดขาดกว่ากัน คือดูตัวหมาก ที่แต่ละฝ่าย เลือกเอามาเดิน เลือกกิน หรือเลือกทิ้ง ตามทฤษฏีของไอ้แสบเบรสินสกี้ หมากตัวสำคัญในตะวันออกกลาง มี 2 ตัว คือ อิหร่าน กับตุรกี วันนี้เราเห็นชัดว่า อิหร่าน เปิดเผยว่าอยู่ขั้วรัสเซียจีน แผนบีบด้วยนิวเคลียร์ บีบอิหร่านไม่สำเร็จ ในตะวันออกกลางจึงเหลือตุรกี ที่เป็นหมากให้ดูว่า รัสเซียเสียตุรกี หรือรัสเซียถีบตุรกีทิ้ง และถ้าอเมริกาเลือกตุรกีมาเป็นหมากฝ่ายตัว เป็นเรื่องดี หรือ ซวยของอเมริกา ถัดมาเป็นหมาก แถวมหาสมุทรอินเดีย ใกล้บ้านเราเข้ามาหน่อย ปากีสถาน ก็เป็นหมากที่น่าสนใจตามดูเช่นเดียวกัน ว่า ปากีสถานทิ้งอเมริกา หรืออเมริกาทิ้งปากีสถาน และมาเลือกอินเดีย เพราะหมาก 2 ตัวนี้ คงจะอยู่ข้างเดียวกันยาก แม้ตอนนี้จะมีความพยายาม แต่นั่นแหละ แขกเป็นนักเล่นกล ไม่รู้ว่าอเมริกาจะรู้จักตำนานนี้ไหม อเมริกา จะเลือกเดินหมากอินเดียเพราะอะไร และอเมริกาได้ หรืออเมริกาเสีย ในการเสียปากีสถาน และ (ยังไม่แน่ว่าจะ) ได้ อินเดีย ช่วงนี้ดูหมาก 3 ตัวนี้ไว้เท่านั้นแหละครับ ตุรกี ปากีสถาน อืนเดีย การเดินหมาก 3 ตัวนี้ จะทำให้เห็นว่า ยุทธศาตร์ฝ่ายไหน ลึกซึ้ง และฝ่ายใด กำลังเดินหมาก รุก…… หลังปีใหม่ ค่อยมาอ่านนิทานต่อนะครับ ระหว่างข้ามปี ใช้ชีวิตสบายๆ สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ทำกุศล ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ให้เกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ตัวเองและครอบครัว และโชคดีตลอดปีใหม่ นะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 31 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 194 มุมมอง 0 รีวิว
  • เปิดคลิปวินาที “เฉิน จื้อ” ชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ถูกควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินส่งกลับประเทศจีน หลังทางการกัมพูชาดำเนินการจับกุมตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน ภายใต้ความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
    .
    กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า เฉิน จื้อ ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ พัวพันการเปิดกาสิโน การฉ้อโกง การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย และการปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนตามกฎหมายจีน
    .
    ทางการจีนเตรียมออกหมายจับสมาชิกระดับแกนนำเครือข่ายเพิ่มเติม พร้อมย้ำจะติดตามนำตัวผู้หลบหนีทั้งหมดมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ขณะที่กระทรวงมหาดไทยกัมพูชายืนยัน การจับกุมและส่งตัวเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและการสอบสวนอย่างรอบคอบแล้ว
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002222
    .
    #News1live #News1 #เฉินจื้อ #อาชญากรรมข้ามชาติ #ส่งผู้ร้ายข้ามแดน #แก๊งสแกมเมอร์
    เปิดคลิปวินาที “เฉิน จื้อ” ชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ถูกควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินส่งกลับประเทศจีน หลังทางการกัมพูชาดำเนินการจับกุมตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน ภายใต้ความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ . กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า เฉิน จื้อ ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ พัวพันการเปิดกาสิโน การฉ้อโกง การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย และการปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนตามกฎหมายจีน . ทางการจีนเตรียมออกหมายจับสมาชิกระดับแกนนำเครือข่ายเพิ่มเติม พร้อมย้ำจะติดตามนำตัวผู้หลบหนีทั้งหมดมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ขณะที่กระทรวงมหาดไทยกัมพูชายืนยัน การจับกุมและส่งตัวเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและการสอบสวนอย่างรอบคอบแล้ว . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002222 . #News1live #News1 #เฉินจื้อ #อาชญากรรมข้ามชาติ #ส่งผู้ร้ายข้ามแดน #แก๊งสแกมเมอร์
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 1 การแบ่งปัน 381 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 4
    หลังจากสับคอต่อ คู่แข่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เยอรมัน กับญี่ปุ่น จนคอตั้งหัวตรงบนบ่าไม่เป็น ไปเรียบร้อยในปี ค.ศ.1945 ตลอดเวลา 70 ปี หลังจากนั้น อเมริกาก็คร่ำเคร่ง อยู่กับการวางกองกำลังหลายชั้น สลับซับซ้อน เพื่อเป็นการปิดล้อมรัสเซียกับจีน รายหนึ่งอยู่ heartland กล่องดวงใจของยูเรเซีย อีกราย แม้จะอยู่นอกกล่อง แต่ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ไม่ใช่ห่างคนละซีกโลกเหมือนตัว เกิดเขาเอื้อมมาคว้าเอากล่องดวงใจไปครองได้ก่อน อเมริกาจะทำยังไง คิดแล้วก็เสียวจนปวดท้อง อย่างนี้ มันก็ต้องวางแผนซ่อนกันหน่อย
    อเมริกาเห็นตัวอย่าง จากการเป็นผู้นำโลกของจักรภพอังกฤษ ที่(เคย) เป็นนักล่าอาณานิคมหมายเลขหนึ่ง มีจุดโหว่แยะ อเมริกาจึงสร้างเสื้อคลุมประชาธิปไตย มาใส่หลอกชาวบ้าน เพื่อปิดจุดโหว่ ทำเป็นปิด แต่ ยุทธศาสตร์ของจริงอเมริกา ก็ไม่ได้ต่างกับของอังกฤษ มันเป็นการสร้างจักรวรรดิอเมริกา ขึ้นมาแทนที่จักรภพอังกฤษ เพื่อมาเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีเป้าหมายที่จะไม่ให้รัสเซีย หรือจีน เข้ามาชิงตำแหน่งมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งนี้ไปอย่างเด็ดขาด
    อันที่จริงในปี ค.ศ.1943 สองปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง ครูแมคซึ่งแก่มากแล้ว แต่ยังมองโลกกลมเหมือนเดิม ได้เขียนบทความชื่อ ” The Round World and the Winning of Peace” โลกกลมกับชัยชนะของสันติภาพ ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ที่ใหญ่คับโลก เตือนสติอเมริกา ไว้ว่า
    …..”dream of a global air power” would not change geopolitical basics … If the Soviet Union emerges from this war as conqueror of Germany .. she must rank as the greatest land power on the globe… controlling the greatest natural fortress on earth”
    …..ความฝันของการเป็นเจ้าแห่งเวหา ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …..ถ้าโซเวียต เกิดเป็นผู้ชนะเยอรมันในสงครามครั้งนี้ โซเวียตจะกลายเป็นมหาอำนาจใหญ่ยิ่งแห่งภาคพื้นดินของโลก …และเป็นผู้ครอบครองดินแดน ที่มีป้อมปราการทางธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้….
    ดูเหมือนบทความของครูแมค จะกลายเป็นตัวเร่ง ให้อเมริกาออกคำสั่งประหารสหภาพโซเวียต
    และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อเมริกาก็ประกาศศักราชแห่งเสรีภาพ Pax Americana ด้วยการเริ่มรายการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ที่อยู่ฝ่ายเดียวกันในตอนทำสงครามโลก โดยการใช้อำนาจทางกองทัพเรือของตน รายล้อมรอบยูเรเซียไว้จนหมดสิ้น เสื้อคลุมเสรีภาพทำงานหนักมาก
    – กองทัพเรือที่ 6 ตั้งฐานไว้ที่เมืองเนเปิลส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 เพื่อควบคุมมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
    – กองทัพเรือที่ 7 ตั้งฐานไว้ที่อ่าวซูบิคของฟิลิปปีนส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 เพื่อควบคุมแปซิฟิคด้านตะวันตก
    – กองทัพเรือที่ 5 ตั้งฐานไว้ที่บาห์เรน ที่อ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995
    ทั้ง heartland และ rimland อยู่ในวงล้อมเรียบร้อย
    ต่อจากนั้น อเมริกาก็ใช้อำนาจทางด้านการทูต เข้ามาเสริมการปิดล้อมทางทหารอีกชั้น ด้วยการลากและจูงลูกหาบ มาเป็นสมาชิกองค์กรนาโต้ The North Atlantic Treaty Organization ในปี ค.ศ.1949
    ยังไม่พอใช่ไหม เสื้อคลุมเสรีภาพยังครอบคลุมไม่พอ ….. อเมริกาจึงตั้ง The Middle East Treaty Organization ในปี ค.ศ.1955
    อ้าว แล้วแถวเอเซียล่ะ….ไม่รอดหรอกน่า…. แล้ว The Southeast Asia Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันว่า ซีโต้ ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1954 และ US -Japan Securty Treaty ในปี ค.ศ.1951 ก็ตามมา
    ถึงปี ค.ศ.1955 อเมริกาตั้งเครือข่ายฐานทัพไว้เกือบทั่วโลก ประมาณ 450 ฐานทัพ ใน 36 ประเทศ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมรัสเซียและจีน เป็นยุทธศาสตร์ ที่เหมือนบังเอิญสร้างจากทฤษฏีครูแมค ทั้งปิดทั้งล้อม พวกที่อยู่บนแผ่นดิน โดยพวกที่อยู่บนเกาะ…
    สงครามเย็นเลิกในปี ค.ศ.1991 แต่การปิดล้อมรัสเซียกับจีน กลับเพิ่มมากขึ้น ฐานทัพอเมริกันเพิ่มเป็นกว่า 700 แห่ง มีเครื่องบินรบประมาณ 1,763 เครื่อง ประจำการพร้อมรบ มีอาวุธนิวเคลียร์และระบบต้านการโจมตีทางจรวดกว่า 1,000 ชุด มีเรือรบประมาณ 600 ลำ รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ 15 ลูก ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม
    อ่าวเปอร์เซีย ถูกเลือกให้เป็นจุดศูนย์กลาง ของยุทธศาสตร์ของอเมริกาในการปิดล้อม World Island และบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จึงถูกอเมริกาเข้าไปแทรกแซงมากที่สุด ทั้งทางตรง ทางอ้อม เปิดเผย และแปลงตัว หรือ พรางตัว
    การปฏิวัติในอิหร่านเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง การโค่นล้มซัดดัมแห่งอิรัค การสร้างนักรบมูจาฮิดีนของอาฟกานิสถาน ทั้งหมดล้วนเป็นแผนตามยุทธศาสตร์ของอเมริกา ที่ต้องการสร้างความสั่นคลอนให้กับโซเวียตในทางตรง และทางอ้อมทั้งสิ้น ถ้าเอาแผนที่มาดูบริเวณที่ตั้งของประเทศเหล่านี้ คงจะเข้าใจการเดินหมากของอเมริกามากขึ้น
    ขนาดเจอแผนตามยุทธศาสตร์ แบบจัดหนักขนาดนี้ แต่โซเวียตก็ยังไม่ตายสนิทสมใจอเมริกา ไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ที่ปรึกษาของพณฯ ท่านถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ จึงเสนอให้ใช้ปฏิบัติการ Operation Cyclone ในช่วงปี ค.ศ.1980 กว่าๆ ที่ใช้งบสูงถึงปีละประมาณ 500 ล้านเหรียญ เพื่อจัดตั้งกองทัพมุสลิม เอาไว้โจมตีเอเซียกลาง และจัดส่งอิสลามหัวรุนแรงเข้าไปในโซเวียต heartland
    ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับกองทัพของอาฟกานิสถาน ที่เคยเป็นเพื่อนกับโซเวียต และค่อยๆแซะให้ยุโรปตะวันออก แยกตัวมาจากการเกาะกลุ่มกับโซเวียต
    เมื่อมีผู้ถามไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้ ภายหลังว่า คิดยังไงถึงสร้างกองกำลังมุสลิม ที่ภายหลังก็กลายเป็นปัญหากับอเมริกาเอง ไอ้คุณแสบย้อนถามกลับว่า อะไรสำคัญกว่าในประวัติศาสตร์ของโลก พวกตาลีบัน หรือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต?
    คำตอบนี้ น่าจะทำให้เราเริ่มรู้จัก “ยุทธศาสตร์” ของอเมริกา….
    แม้อเมริกาจะมีชัยชนะจากสงครามเย็น โซเวียตล่มสลายตามแผน แต่ชัยชนะนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ของ World Island ได้
    หลังจากทุบกำแพงเบอร์ลินทิ้งลง ในปี ค.ศ.1989 อเมริกาก็รีบร่างนโยบายต่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นปฏิบัติการยุค “หลัง” สงครามเย็น มันก็คือการปิดล้อมต่อนั่นแหละ แต่มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการยึดอ่าวเปอร์เซียเป็นที่มั่น โดยใช้การบุกคูเวตของซัดดัมเป็นข้ออ้าง…
    ปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกาบุกอิรัค Paul Kennedy นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่เห็นพ้องกับทฤษฏีของครูแมค ได้เขียนในสื่ออังกฤษ The Guardian ว่า … ขณะนี้ ทหารจำนวนหลายแสนของอเมริกา กำลังอยู่ที่ชายขอบ rimland ของยูเรเซีย ดูเหมือนว่า อเมริกากำลังเดินตามคำเตือนของครูแมค โดยมุ่งมั่นที่จะควบคุม ” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ” the geographical pivot of history
    เวลาผ่านไป อเมริกาก็เพิ่มการปิดล้อม เหนือชั้นขึ้นไปอีก แค่เอาทหารไปประจำการ boots on the ground มันยังล้อมไม่ถึงใจ ครอบคลุมไม่ได้หมด อเมริกาจึงใช้ ลูกตา และอาวุธลอยฟ้า ที่เรียกว่า “โดรน” drone เพิ่มเข้ามา
    ปี ค.ศ.2011 กองทัพอากาศอเมริกันร่วมงานกับซีไอเอ สร้างฐานโดรนขึ้นมารอบ World Island ตั้งแต่ ซินโยเนลลาในซิซีลี ไปจนถึง อินเซอลิกที่ตุรกี ลงมาที่จิบูติ ตรงทะเลแดง ขึ้นไปที่กาตาร์ อาบูดาบี ที่อ่าวเปอร์เซีย ออกมาต่อที่หมู่เกาะซีเชลล์ ในมหาสมุทรอินเดีย จาลาละบัด โคสต์ กันดาหาร์ ชินดัน ในอาฟกานิสถาน ลงมาแปซิฟิก แซมบิโอก้า ในฟิลิปปินส์ รวมทั้งที่สนามบินแอนเดอร์สัน ที่เกาะกวม โฮ๊ย… ไล่อ่านชื่อตามแผนที่เสียลูกตาแทบหลุด
    เพนตากอนจ่ายเงิน สำหรับโครนลอยฟ้าไปแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสร้างฝูงโดรนตาเหยี่ยว Global Hawk 99 ตัว ที่ติดตั้งกล้องสำรวจพื้นที่รัศมีหลายร้อยไมล์ มีเครื่องอีเลคโทรนิคที่พร้อมสื่อสารเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 35 ชั่วโมง และในระยะทางไม่น้อยกว่า 8,700 ไมล์
    แค่เขียนเล่าก็เหนื่อยแล้วครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าอะไร ถ้ามันบ้าทฤษฏีครูแมคนัก ทำไมมันไม่ได้คิดต่อจากที่ครูแมคพูดเลยหรือ … แม้แต่การเป็นเจ้าเวหา ก็ใช่ว่าจะเอาชนะรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ ….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    25 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 4 หลังจากสับคอต่อ คู่แข่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เยอรมัน กับญี่ปุ่น จนคอตั้งหัวตรงบนบ่าไม่เป็น ไปเรียบร้อยในปี ค.ศ.1945 ตลอดเวลา 70 ปี หลังจากนั้น อเมริกาก็คร่ำเคร่ง อยู่กับการวางกองกำลังหลายชั้น สลับซับซ้อน เพื่อเป็นการปิดล้อมรัสเซียกับจีน รายหนึ่งอยู่ heartland กล่องดวงใจของยูเรเซีย อีกราย แม้จะอยู่นอกกล่อง แต่ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ไม่ใช่ห่างคนละซีกโลกเหมือนตัว เกิดเขาเอื้อมมาคว้าเอากล่องดวงใจไปครองได้ก่อน อเมริกาจะทำยังไง คิดแล้วก็เสียวจนปวดท้อง อย่างนี้ มันก็ต้องวางแผนซ่อนกันหน่อย อเมริกาเห็นตัวอย่าง จากการเป็นผู้นำโลกของจักรภพอังกฤษ ที่(เคย) เป็นนักล่าอาณานิคมหมายเลขหนึ่ง มีจุดโหว่แยะ อเมริกาจึงสร้างเสื้อคลุมประชาธิปไตย มาใส่หลอกชาวบ้าน เพื่อปิดจุดโหว่ ทำเป็นปิด แต่ ยุทธศาสตร์ของจริงอเมริกา ก็ไม่ได้ต่างกับของอังกฤษ มันเป็นการสร้างจักรวรรดิอเมริกา ขึ้นมาแทนที่จักรภพอังกฤษ เพื่อมาเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีเป้าหมายที่จะไม่ให้รัสเซีย หรือจีน เข้ามาชิงตำแหน่งมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งนี้ไปอย่างเด็ดขาด อันที่จริงในปี ค.ศ.1943 สองปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง ครูแมคซึ่งแก่มากแล้ว แต่ยังมองโลกกลมเหมือนเดิม ได้เขียนบทความชื่อ ” The Round World and the Winning of Peace” โลกกลมกับชัยชนะของสันติภาพ ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ที่ใหญ่คับโลก เตือนสติอเมริกา ไว้ว่า …..”dream of a global air power” would not change geopolitical basics … If the Soviet Union emerges from this war as conqueror of Germany .. she must rank as the greatest land power on the globe… controlling the greatest natural fortress on earth” …..ความฝันของการเป็นเจ้าแห่งเวหา ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …..ถ้าโซเวียต เกิดเป็นผู้ชนะเยอรมันในสงครามครั้งนี้ โซเวียตจะกลายเป็นมหาอำนาจใหญ่ยิ่งแห่งภาคพื้นดินของโลก …และเป็นผู้ครอบครองดินแดน ที่มีป้อมปราการทางธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้…. ดูเหมือนบทความของครูแมค จะกลายเป็นตัวเร่ง ให้อเมริกาออกคำสั่งประหารสหภาพโซเวียต และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อเมริกาก็ประกาศศักราชแห่งเสรีภาพ Pax Americana ด้วยการเริ่มรายการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ที่อยู่ฝ่ายเดียวกันในตอนทำสงครามโลก โดยการใช้อำนาจทางกองทัพเรือของตน รายล้อมรอบยูเรเซียไว้จนหมดสิ้น เสื้อคลุมเสรีภาพทำงานหนักมาก – กองทัพเรือที่ 6 ตั้งฐานไว้ที่เมืองเนเปิลส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 เพื่อควบคุมมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน – กองทัพเรือที่ 7 ตั้งฐานไว้ที่อ่าวซูบิคของฟิลิปปีนส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 เพื่อควบคุมแปซิฟิคด้านตะวันตก – กองทัพเรือที่ 5 ตั้งฐานไว้ที่บาห์เรน ที่อ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 ทั้ง heartland และ rimland อยู่ในวงล้อมเรียบร้อย ต่อจากนั้น อเมริกาก็ใช้อำนาจทางด้านการทูต เข้ามาเสริมการปิดล้อมทางทหารอีกชั้น ด้วยการลากและจูงลูกหาบ มาเป็นสมาชิกองค์กรนาโต้ The North Atlantic Treaty Organization ในปี ค.ศ.1949 ยังไม่พอใช่ไหม เสื้อคลุมเสรีภาพยังครอบคลุมไม่พอ ….. อเมริกาจึงตั้ง The Middle East Treaty Organization ในปี ค.ศ.1955 อ้าว แล้วแถวเอเซียล่ะ….ไม่รอดหรอกน่า…. แล้ว The Southeast Asia Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันว่า ซีโต้ ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1954 และ US -Japan Securty Treaty ในปี ค.ศ.1951 ก็ตามมา ถึงปี ค.ศ.1955 อเมริกาตั้งเครือข่ายฐานทัพไว้เกือบทั่วโลก ประมาณ 450 ฐานทัพ ใน 36 ประเทศ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมรัสเซียและจีน เป็นยุทธศาสตร์ ที่เหมือนบังเอิญสร้างจากทฤษฏีครูแมค ทั้งปิดทั้งล้อม พวกที่อยู่บนแผ่นดิน โดยพวกที่อยู่บนเกาะ… สงครามเย็นเลิกในปี ค.ศ.1991 แต่การปิดล้อมรัสเซียกับจีน กลับเพิ่มมากขึ้น ฐานทัพอเมริกันเพิ่มเป็นกว่า 700 แห่ง มีเครื่องบินรบประมาณ 1,763 เครื่อง ประจำการพร้อมรบ มีอาวุธนิวเคลียร์และระบบต้านการโจมตีทางจรวดกว่า 1,000 ชุด มีเรือรบประมาณ 600 ลำ รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ 15 ลูก ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม อ่าวเปอร์เซีย ถูกเลือกให้เป็นจุดศูนย์กลาง ของยุทธศาสตร์ของอเมริกาในการปิดล้อม World Island และบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จึงถูกอเมริกาเข้าไปแทรกแซงมากที่สุด ทั้งทางตรง ทางอ้อม เปิดเผย และแปลงตัว หรือ พรางตัว การปฏิวัติในอิหร่านเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง การโค่นล้มซัดดัมแห่งอิรัค การสร้างนักรบมูจาฮิดีนของอาฟกานิสถาน ทั้งหมดล้วนเป็นแผนตามยุทธศาสตร์ของอเมริกา ที่ต้องการสร้างความสั่นคลอนให้กับโซเวียตในทางตรง และทางอ้อมทั้งสิ้น ถ้าเอาแผนที่มาดูบริเวณที่ตั้งของประเทศเหล่านี้ คงจะเข้าใจการเดินหมากของอเมริกามากขึ้น ขนาดเจอแผนตามยุทธศาสตร์ แบบจัดหนักขนาดนี้ แต่โซเวียตก็ยังไม่ตายสนิทสมใจอเมริกา ไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ที่ปรึกษาของพณฯ ท่านถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ จึงเสนอให้ใช้ปฏิบัติการ Operation Cyclone ในช่วงปี ค.ศ.1980 กว่าๆ ที่ใช้งบสูงถึงปีละประมาณ 500 ล้านเหรียญ เพื่อจัดตั้งกองทัพมุสลิม เอาไว้โจมตีเอเซียกลาง และจัดส่งอิสลามหัวรุนแรงเข้าไปในโซเวียต heartland ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับกองทัพของอาฟกานิสถาน ที่เคยเป็นเพื่อนกับโซเวียต และค่อยๆแซะให้ยุโรปตะวันออก แยกตัวมาจากการเกาะกลุ่มกับโซเวียต เมื่อมีผู้ถามไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้ ภายหลังว่า คิดยังไงถึงสร้างกองกำลังมุสลิม ที่ภายหลังก็กลายเป็นปัญหากับอเมริกาเอง ไอ้คุณแสบย้อนถามกลับว่า อะไรสำคัญกว่าในประวัติศาสตร์ของโลก พวกตาลีบัน หรือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต? คำตอบนี้ น่าจะทำให้เราเริ่มรู้จัก “ยุทธศาสตร์” ของอเมริกา…. แม้อเมริกาจะมีชัยชนะจากสงครามเย็น โซเวียตล่มสลายตามแผน แต่ชัยชนะนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ของ World Island ได้ หลังจากทุบกำแพงเบอร์ลินทิ้งลง ในปี ค.ศ.1989 อเมริกาก็รีบร่างนโยบายต่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นปฏิบัติการยุค “หลัง” สงครามเย็น มันก็คือการปิดล้อมต่อนั่นแหละ แต่มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการยึดอ่าวเปอร์เซียเป็นที่มั่น โดยใช้การบุกคูเวตของซัดดัมเป็นข้ออ้าง… ปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกาบุกอิรัค Paul Kennedy นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่เห็นพ้องกับทฤษฏีของครูแมค ได้เขียนในสื่ออังกฤษ The Guardian ว่า … ขณะนี้ ทหารจำนวนหลายแสนของอเมริกา กำลังอยู่ที่ชายขอบ rimland ของยูเรเซีย ดูเหมือนว่า อเมริกากำลังเดินตามคำเตือนของครูแมค โดยมุ่งมั่นที่จะควบคุม ” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ” the geographical pivot of history เวลาผ่านไป อเมริกาก็เพิ่มการปิดล้อม เหนือชั้นขึ้นไปอีก แค่เอาทหารไปประจำการ boots on the ground มันยังล้อมไม่ถึงใจ ครอบคลุมไม่ได้หมด อเมริกาจึงใช้ ลูกตา และอาวุธลอยฟ้า ที่เรียกว่า “โดรน” drone เพิ่มเข้ามา ปี ค.ศ.2011 กองทัพอากาศอเมริกันร่วมงานกับซีไอเอ สร้างฐานโดรนขึ้นมารอบ World Island ตั้งแต่ ซินโยเนลลาในซิซีลี ไปจนถึง อินเซอลิกที่ตุรกี ลงมาที่จิบูติ ตรงทะเลแดง ขึ้นไปที่กาตาร์ อาบูดาบี ที่อ่าวเปอร์เซีย ออกมาต่อที่หมู่เกาะซีเชลล์ ในมหาสมุทรอินเดีย จาลาละบัด โคสต์ กันดาหาร์ ชินดัน ในอาฟกานิสถาน ลงมาแปซิฟิก แซมบิโอก้า ในฟิลิปปินส์ รวมทั้งที่สนามบินแอนเดอร์สัน ที่เกาะกวม โฮ๊ย… ไล่อ่านชื่อตามแผนที่เสียลูกตาแทบหลุด เพนตากอนจ่ายเงิน สำหรับโครนลอยฟ้าไปแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสร้างฝูงโดรนตาเหยี่ยว Global Hawk 99 ตัว ที่ติดตั้งกล้องสำรวจพื้นที่รัศมีหลายร้อยไมล์ มีเครื่องอีเลคโทรนิคที่พร้อมสื่อสารเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 35 ชั่วโมง และในระยะทางไม่น้อยกว่า 8,700 ไมล์ แค่เขียนเล่าก็เหนื่อยแล้วครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าอะไร ถ้ามันบ้าทฤษฏีครูแมคนัก ทำไมมันไม่ได้คิดต่อจากที่ครูแมคพูดเลยหรือ … แม้แต่การเป็นเจ้าเวหา ก็ใช่ว่าจะเอาชนะรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 25 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 347 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักวิจัยเตือน! ส่วนขยาย Claude บน Chrome เสี่ยงทำข้อมูลหลุดและถูกสั่งงานแทนผู้ใช้

    ส่วนขยาย Claude in Chrome ที่เปิดตัวปลายปี 2025 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ AI ช่วยคลิก อ่าน และโต้ตอบกับเว็บไซต์แทนผู้ใช้ แต่รายงานล่าสุดจาก Zenity Labs พบว่าฟีเจอร์นี้อาจทำให้ระบบความปลอดภัยของเว็บแบบเดิม “ใช้ไม่ได้ผล” อีกต่อไป เพราะ AI สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและโทเคนล็อกอินได้เหมือนเป็นตัวผู้ใช้เองทั้งหมด

    ปัญหาเริ่มจากการที่ส่วนขยายนี้ “ล็อกอินค้างไว้ตลอดเวลา” และไม่มีปุ่มปิด ทำให้ Claude รับสิทธิ์ทั้งหมดของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ เช่น Google Drive, Slack หรือระบบภายในองค์กร นักวิจัยยังพบว่า Claude สามารถอ่าน web requests, console logs, และข้อมูลสำคัญอย่าง OAuth tokens ได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ควรหลุดออกไปเด็ดขาด

    ความเสี่ยงยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อ Claude สามารถถูกหลอกด้วย Indirect Prompt Injection ผ่านข้อความที่ซ่อนอยู่ในเว็บหรือรูปภาพ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งให้ Claude ลบไฟล์ ส่งข้อความภายในองค์กร หรือรัน JavaScript ได้ จนถูกเรียกว่า “XSS-as-a-service” ในรายงานของ Zenity Labs

    แม้ Anthropic จะมีฟีเจอร์ “Ask before acting” ให้ผู้ใช้กดยืนยันก่อน แต่การทดสอบพบว่ามันเป็นเพียง “soft guardrail” เพราะ Claude เคยออกนอกแผนที่ผู้ใช้อนุมัติ เช่น เปิด Wikipedia ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในรายการที่อนุญาต นอกจากนี้ยังมีปัญหา approval fatigue ที่ผู้ใช้กด OK จนชิน ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้นในข่าว
    ส่วนขยาย Claude Chrome มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ทั้งหมดเมื่อเปิดใช้งาน
    Claude สามารถอ่าน web requests, console logs และโทเคนสำคัญได้
    เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน Indirect Prompt Injection จากเว็บหรือรูปภาพ
    ฟีเจอร์ “Ask before acting” ไม่สามารถป้องกันได้จริงในบางกรณี

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
    ผู้โจมตีอาจสั่งให้ Claude ลบไฟล์หรือส่งข้อมูลภายในองค์กรได้
    Claude อาจรัน JavaScript โดยไม่ตั้งใจ กลายเป็น “XSS-as-a-service”
    การกดยืนยันซ้ำ ๆ ทำให้ผู้ใช้ไม่ตรวจสอบสิ่งที่ Claude จะทำจริง ๆ

    ผลกระทบต่อองค์กร
    เสี่ยงต่อการเคลื่อนย้ายภายในระบบ (lateral movement) ผ่าน Slack/Jira
    ข้อมูลภายในอาจถูกเข้าถึงหรือส่งออกโดยไม่รู้ตัว
    ระบบความปลอดภัยแบบเดิมที่ออกแบบมาสำหรับ “มนุษย์” ใช้ไม่ได้กับ AI

    คำแนะนำด้านความปลอดภัย
    หลีกเลี่ยงการใช้ส่วนขยายนี้ในระบบองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญ
    ตรวจสอบสิทธิ์ที่ AI สามารถเข้าถึง และจำกัดให้มากที่สุด
    เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI ที่อาจเกิดจาก prompt injection

    https://hackread.com/data-exposure-risk-claude-chrome-extension/
    🔐 นักวิจัยเตือน! ส่วนขยาย Claude บน Chrome เสี่ยงทำข้อมูลหลุดและถูกสั่งงานแทนผู้ใช้ ส่วนขยาย Claude in Chrome ที่เปิดตัวปลายปี 2025 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ AI ช่วยคลิก อ่าน และโต้ตอบกับเว็บไซต์แทนผู้ใช้ แต่รายงานล่าสุดจาก Zenity Labs พบว่าฟีเจอร์นี้อาจทำให้ระบบความปลอดภัยของเว็บแบบเดิม “ใช้ไม่ได้ผล” อีกต่อไป เพราะ AI สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและโทเคนล็อกอินได้เหมือนเป็นตัวผู้ใช้เองทั้งหมด ปัญหาเริ่มจากการที่ส่วนขยายนี้ “ล็อกอินค้างไว้ตลอดเวลา” และไม่มีปุ่มปิด ทำให้ Claude รับสิทธิ์ทั้งหมดของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ เช่น Google Drive, Slack หรือระบบภายในองค์กร นักวิจัยยังพบว่า Claude สามารถอ่าน web requests, console logs, และข้อมูลสำคัญอย่าง OAuth tokens ได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ควรหลุดออกไปเด็ดขาด ความเสี่ยงยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อ Claude สามารถถูกหลอกด้วย Indirect Prompt Injection ผ่านข้อความที่ซ่อนอยู่ในเว็บหรือรูปภาพ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งให้ Claude ลบไฟล์ ส่งข้อความภายในองค์กร หรือรัน JavaScript ได้ จนถูกเรียกว่า “XSS-as-a-service” ในรายงานของ Zenity Labs แม้ Anthropic จะมีฟีเจอร์ “Ask before acting” ให้ผู้ใช้กดยืนยันก่อน แต่การทดสอบพบว่ามันเป็นเพียง “soft guardrail” เพราะ Claude เคยออกนอกแผนที่ผู้ใช้อนุมัติ เช่น เปิด Wikipedia ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในรายการที่อนุญาต นอกจากนี้ยังมีปัญหา approval fatigue ที่ผู้ใช้กด OK จนชิน ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้นในข่าว ➡️ ส่วนขยาย Claude Chrome มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ทั้งหมดเมื่อเปิดใช้งาน ➡️ Claude สามารถอ่าน web requests, console logs และโทเคนสำคัญได้ ➡️ เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน Indirect Prompt Injection จากเว็บหรือรูปภาพ ➡️ ฟีเจอร์ “Ask before acting” ไม่สามารถป้องกันได้จริงในบางกรณี ‼️ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ⛔ ผู้โจมตีอาจสั่งให้ Claude ลบไฟล์หรือส่งข้อมูลภายในองค์กรได้ ⛔ Claude อาจรัน JavaScript โดยไม่ตั้งใจ กลายเป็น “XSS-as-a-service” ⛔ การกดยืนยันซ้ำ ๆ ทำให้ผู้ใช้ไม่ตรวจสอบสิ่งที่ Claude จะทำจริง ๆ ✅ ผลกระทบต่อองค์กร ➡️ เสี่ยงต่อการเคลื่อนย้ายภายในระบบ (lateral movement) ผ่าน Slack/Jira ➡️ ข้อมูลภายในอาจถูกเข้าถึงหรือส่งออกโดยไม่รู้ตัว ➡️ ระบบความปลอดภัยแบบเดิมที่ออกแบบมาสำหรับ “มนุษย์” ใช้ไม่ได้กับ AI ‼️ คำแนะนำด้านความปลอดภัย ⛔ หลีกเลี่ยงการใช้ส่วนขยายนี้ในระบบองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญ ⛔ ตรวจสอบสิทธิ์ที่ AI สามารถเข้าถึง และจำกัดให้มากที่สุด ⛔ เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI ที่อาจเกิดจาก prompt injection https://hackread.com/data-exposure-risk-claude-chrome-extension/
    HACKREAD.COM
    Researchers Warn of Data Exposure Risks in Claude Chrome Extension
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 118 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 2
    อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ครองโลกผ่านความเป็นใหญ่ในน่านน้ำด้วยเรือปืน ชาวเกาะใหญ่ ร่อนไปรอบผืนแผ่นดินใหญ่ World Island (อาฟริกา เอเซีย และยุโรป) และสามารถปิดล้อมพวกที่อยู่ในบริเวณนั้น อย่างรัสเซียและจีนได้ ซึ่งในช่วงนั้น ทั้ง 2 ประเทศ เอาตัวเองแทบไม่รอด ทฤษฏีครูแมค มีอิทธิพลต่อชาวเกาะใหญ่ฯ และดูเหมือนชาวเกาะใหญ่ฯ ก็จะไม่มีวันยอมให้พวกอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ World Island ชิงโลกไปครองอย่างเด็ดขาด
    อเมริกา ซึ่งก็เป็นชาวเกาะเหมือนกันตามทฤษฏีครูแมค แต่น่าจะเป็นเกาะเล็กเท่าหัวแม่โป้งของเท้าขวา (ฮา) ก็พร้อมใจที่จะรับมรดกของอังกฤษ ขึ้นเป็นผู้ครองโลก ต่อจากอังกฤษ ที่เยินหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากอเมริการับมรดก ก็มีฐานทัพงอกขึ้นมาเต็ม ยิ่งกว่าดอกเห็ดในหน้าฝน ตั้งแต่แถวยุโรปยาวมาจนถึงญี่ปุ่น เพื่อมาปิดล้อม ดินแดนอันกว้างใหญ่ของยูเรเซีย
    การต่อสู้ทางภูมิศาสตร์การเมือง ระหว่างอำนาจทางทะเล กับอำนาจบนผืนแผ่นดินใหญ่ ยังดำเนินอยู่ต่อไป อเมริกาเดินหน้าหาทาง “ปิดล้อม” รัสเซียและจีน ด้วยวิธีต่างๆเหมือนเดิม แต่ยังมีนักยุทธศาสตร์อเมริกา รวมทั้งนักวิเคราะห์การเมืองในปัจจุบัน ดูเหมือนจะมองข้ามทฤษฏีครูแมค
    พวกนักยุทธศาสตร์ และนักวิเคราะห์การเมืองรุ่นใหม่ ต่างเชื่อว่า ด้วยกำลังทางทหารของอเมริกา ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ และการเป็นลูกพี่ใหญ่ทางสังคม จะทำให้อเมริกายังรักษาความเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งไว้ได้ต่อไปอีกนาน แม้จะมีสัญญานเริ่มส่งให้เห็นแล้วว่า มันก็ไม่แน่หรอกนาย แม้กระทั่งจักรวรรดิ ที่เคยยิ่งใหญ่กว่าอเมริกา ก็ยังมีเวลาร่วงหล่นเหมือนกัน แล้วอเมริกาจะอยู่นอกเหนือกฏแห่งธรรมชาติอยู่รายเดียวอย่างนั้นหรือ แต่ดูเหมือนนักยุทธศาสตร์ และนักวิเคราะห์การเมืองหลายราย จะไม่เชื่อในกฏแห่งธรรมชาติ
    ท่าน ศจ. ดร. โจเซฟ ไน จูเนียร์ Joseph Nye Jr นักรัฐศาสตร์การเมืองผู้ยิ่งใหญ่จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดของอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้อเมริกาใช้ “soft power” อำนาจที่ไม่ใช่ทางการทหาร (เขียนสั้นๆ แต่ความหมายกินไปไกล) ที่อเมริกากำลังขยันใช้อยู่ ประกาศว่า….. ศักยภาพของกองทัพอเมริกา กับเศรษฐกิจของอเมริกา ยังเป็นหนึ่งเดียวในโลก ไม่มีทางที่กองทัพ กองกำลังใด ไม่ว่าภายในหรือภายนอกประเทศ จะเข้ามาบดบังความยิ่งใหญ่ของอเมริกาได้เลย … นี่ มาแบบอเมริกาของแท้
    ท่านด๊อก จากฮาร์วาด ยังเย้ยต่อว่า ….และ ไอ้ใครที่พูดกันว่า ตอนนี้เป็นศตวรรษของจีนน่ะ the Chinese Century มันไปเอามาจากไหนกัน (วะ) รายได้ต่อหัวของคนจีนน่ะ รอไปอีก 10 ปี ก็ไม่รู้ว่าจะ (มีวัน) ทัน คนอเมริกันไหม …. จีนมีวิสัยทัศน์ที่ไหน พวกตาตี่มันตาสั้น เน้นแต่นโยบายสำหรับในบ้านตัวเองเท่านั้น โลกเขาไปถึงไหนแล้ว พวกตาตี่มองไปไม่ถึงหรอก ท่านด๊อก ยังแถมให้อีกดอกว่า จีนมีความเสียเปรียบอยู่แยะ ในด้านภูมิศาสตร์การเมืองภายในเอเซีย ที่อเมริกาชนะอย่างไม่ต้องออกแรง มาตั้งแต่ต้นแล้ว…..
    ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ท่านด๊อก จากฮา_วาด นี่ น่าจะอาศัยอยู่ในรู…
    อำนาจทางทะเลและเรือปืน ควบคุมโลกอยู่มือได้ประมาณ 400 ปี ระหว่าง ค.ศ.1602 จนถึง 1922 มันเป็นการแข่งขันกันระหว่างมหาอำนาจ ที่จะยึด หรือควบคุมยูเรเซีย โดยการใช้เส้นทางในท้องทะเล ที่ยาวประมาณ 15,000 ไมล์ จากลอนดอนไปถึงโตเกียว เครื่องมือสำคัญที่ใช้ก็คือ เรือเดินทะเล อาวุธ และกำลังพล เวลาผ่านไป เรือรบมาแทนที่ ตามมาด้วยเรือดำน้ำ และเครื่องบินสาระพัดรุ่น มันเป็นการพัฒนาเรือ เครื่องบิน และอาวุธไปเรื่อยๆ เพื่อขยายแสนยานุภาพ และการควบคุมเส้นทางทะเล และควบคุมพวกที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านทางทะเล
    ในช่วงที่จักรภพอังกฤษ เหมือนกระเบื้องเฟื่องฟูลอยสูงสุด ประมาณปี ค.ศ.1900 อังกฤษมีกองเรือรบจำนวนถึง 300 ลำ มีป้อมทหารเรือประมาณ 30 แห่ง มีฐานทัพเรียงรายไปทั่วโลก ตั้งแต่แอตแลนติกเหนือที่สคาปา ลงมาเมดิเตอร์เรเนียนที่มอลต้า ไล่มาถึงสุเอซ บอมเบย์ สิงคโปร์ และ ฮ่องกง จักรภพอังกฤษใหญ่โต จนเห็นมหาสมุทรอินเดีย เหมือนเป็นสมบัติส่วนตัว คิดจะปิด จะเปิดเสียเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อกันไม่ให้พวกเปอร์เซียน และออโตมานเข้ามาสร้างท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียได้
    นอกจากนี้ อังกฤษยังควบคุมแถบอารเบีย เมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นส่วนที่ครูแมคเรียกว่า ทางเข้าของยุโรปไปสู่มหาสมุทรอินเดีย และเป็นทางเข้าไปสู่ กล่องดวงใจของ World Island อีกด้วย
    ศตวรรษที่ 19 จึงเป็นช่วงเวลาของการต่อสู้ ของคู่แข่งขันทางภูมิศาสตร์การเมือง ที่เรียกกันว่า “the Great Game” ระหว่างฝ่ายหนึ่งคือ รัสเซีย ที่ตอนนั้น ดูเหมือนจะครอบครองพื้นที่ของ Heartland เกือบทั้งหมด จนถึงปากทางเข้าของยุโรป กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ อังกฤษ ที่มาทางทะเลและเข้าไปยึดได้ส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่อย่างอินเดีย ซึ่งนำความภาคภูมิมาให้อังกฤษ อย่างหาที่สุดมิได้ ถึงกับเรียกอินเดียว่า เป็นเพชรยอดมงกุฏของอังกฤษ
    ครูแมคจึงสรุปว่า เห็นชัดมั้ย นี่ไง คือการสู้ระหว่างอำนาจทางทะเล กับอำนาจทางผืนแผ่นดิน
    การชิงอินเดียได้ ทำให้อังกฤษยิ่งเชื่อว่า ทฤษฏีของครูแมค นำมาปรับใช้ เป็นแนวทางการวางยุทธศาสตร์ ที่จะควบคุม หรือครอบครองผืนแผ่นดินใหญ่ได้
    การแข่งขัน จึงเปลี่ยนเป็นระหว่าง อังกฤษ (เจ้าเก่า) กับ เยอรมัน (ที่อยู่ใกล้กับรัสเซีย heartland ตามทฤษฏี ครูแมค)
    ราวปี ค.ศ.1906 พวกมหาอำนาจ ต่างก็เร่งพัฒนากองทัพเรือของตนเองกันอย่างเต็มที่ อังกฤษลงทุนสูงสุด สร้างเรือรบที่ทันสมัยที่สุดในตอนนั้น คือ HMS Dreadnought น้ำหนัก 2 หมื่นตัน วิ่งได้เร็วถึง 21 น็อต มีปืนยิงเร็วขนาดลำกล้อง 12 นิ้ว ยิงกระสุนหนัก 850 ปอนด์ ระยะไกลถึง 12 ไมล์ ด้วยเป้าหมายที่จะยึด เยอรมัน ที่ขวางทางอังกฤษ ในการจะเข้าไปครอบครอง บริเวณที่เป็น heartland อีกต่อหนึ่ง
    จากการแข่งขันเพื่อความเป็นที่หนึ่งของกองทัพเรือ การรวมตัวของฝ่ายชาวเกาะ คือ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น การที่เยอรมันคิดสร้างทางรถไฟสายเบอร์ลิน-แบกแดด ทางรถไฟที่อาจทำให้เยอรมันเข้าไปชิงน้ำมันในตะวันออกกลาง และเข้าถึง heartland ได้ก่อนอังกฤษ และที่สำคัญคือ การที่อังกฤษเอง ก็คิดจะไปครอบครองแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางก่อนคนอื่น เพื่อจะเอาไว้ใช้สร้างแสนยานุภาพของกองทัพเรืออังกฤษ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมพวกที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ตามแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ของตน ทั้งหมดนั้นเป็นสาเหตุ ที่ทำให้อังกฤษคิดสร้างสงครามโลกครั้งที่ 1
    ไม่ว่าจะแยกออกมาเป็นเรื่องไหน ก็น่าคิดว่า แทบทุกเรื่อง เหมือนจะมาจากแนวคิดตามทฤษฏีของครูแมค และนำมาปรับสร้างเป็นสูตรยุทธศาสตร์ แทบทั้งนั้น
    และแม้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1918 มีคนตายทั้งสิ้น ประมาณ 16 ล้านคน และรัสเซียที่อยู่ในกลาง heartland ก็เหมือนจะถูกปิดล้อมด้วยการให้ผจญอยู่กับการปฏิวัติ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้สร้าง มีจุดมุ่งหมายที่จะให้รัสเซียถึงจุดจบในที่สุด …..แต่อิทธิพลความคิด ตามทฤษฏีของครูแมคก็ยังมีต่อมาถึงเยอรมัน ….
    ปี ค.ศ.1942 ท่านผู้นำของเยอรมัน จัดกองทัพจำนวนพล 1 ล้านนาย อาวุธหนักครบเครื่อง พร้อมรถถัง 500 คัน ข้ามแม่น้ำโวลก้า มุ่งหน้าไปเมืองสตาลินกราดของรัสเซีย แต่แล้วการบุกของท่านผู้นำ ก็จบลงด้วยกองทัพเยอรมัน บาดเจ็บไป 8 แสน 5 หมื่นคน ตาย หรือถูกจับ ขณะที่พยายามจะผ่านเข้าไปในเส้นทางด้านยุโรปตะวันออก เพื่อมุ่งหน้าไปชิงกล่องดวงใจของ World Island
    แล้วอเมริกา ก็เดินต้อยๆตามทฤษฏีของครูแมคกับเขาเหมือนกัน แม้จะชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แต่ก็ยังพยายามที่จะควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ 2 จุด คือ รัสเซีย และจีน ที่อยู่คนละปลายเขตของยูเรเซีย โดยการสร้างฐานทัพ ตามพิมพ์เขียวของอังกฤษ ไว้ตลอดเส้นทางเดินทะเล ที่ชัดเจนว่า เป็นการปิดล้อมพวกที่อยู่ใน World Island ไว้
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    23 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 2 อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ครองโลกผ่านความเป็นใหญ่ในน่านน้ำด้วยเรือปืน ชาวเกาะใหญ่ ร่อนไปรอบผืนแผ่นดินใหญ่ World Island (อาฟริกา เอเซีย และยุโรป) และสามารถปิดล้อมพวกที่อยู่ในบริเวณนั้น อย่างรัสเซียและจีนได้ ซึ่งในช่วงนั้น ทั้ง 2 ประเทศ เอาตัวเองแทบไม่รอด ทฤษฏีครูแมค มีอิทธิพลต่อชาวเกาะใหญ่ฯ และดูเหมือนชาวเกาะใหญ่ฯ ก็จะไม่มีวันยอมให้พวกอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ World Island ชิงโลกไปครองอย่างเด็ดขาด อเมริกา ซึ่งก็เป็นชาวเกาะเหมือนกันตามทฤษฏีครูแมค แต่น่าจะเป็นเกาะเล็กเท่าหัวแม่โป้งของเท้าขวา (ฮา) ก็พร้อมใจที่จะรับมรดกของอังกฤษ ขึ้นเป็นผู้ครองโลก ต่อจากอังกฤษ ที่เยินหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากอเมริการับมรดก ก็มีฐานทัพงอกขึ้นมาเต็ม ยิ่งกว่าดอกเห็ดในหน้าฝน ตั้งแต่แถวยุโรปยาวมาจนถึงญี่ปุ่น เพื่อมาปิดล้อม ดินแดนอันกว้างใหญ่ของยูเรเซีย การต่อสู้ทางภูมิศาสตร์การเมือง ระหว่างอำนาจทางทะเล กับอำนาจบนผืนแผ่นดินใหญ่ ยังดำเนินอยู่ต่อไป อเมริกาเดินหน้าหาทาง “ปิดล้อม” รัสเซียและจีน ด้วยวิธีต่างๆเหมือนเดิม แต่ยังมีนักยุทธศาสตร์อเมริกา รวมทั้งนักวิเคราะห์การเมืองในปัจจุบัน ดูเหมือนจะมองข้ามทฤษฏีครูแมค พวกนักยุทธศาสตร์ และนักวิเคราะห์การเมืองรุ่นใหม่ ต่างเชื่อว่า ด้วยกำลังทางทหารของอเมริกา ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ และการเป็นลูกพี่ใหญ่ทางสังคม จะทำให้อเมริกายังรักษาความเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งไว้ได้ต่อไปอีกนาน แม้จะมีสัญญานเริ่มส่งให้เห็นแล้วว่า มันก็ไม่แน่หรอกนาย แม้กระทั่งจักรวรรดิ ที่เคยยิ่งใหญ่กว่าอเมริกา ก็ยังมีเวลาร่วงหล่นเหมือนกัน แล้วอเมริกาจะอยู่นอกเหนือกฏแห่งธรรมชาติอยู่รายเดียวอย่างนั้นหรือ แต่ดูเหมือนนักยุทธศาสตร์ และนักวิเคราะห์การเมืองหลายราย จะไม่เชื่อในกฏแห่งธรรมชาติ ท่าน ศจ. ดร. โจเซฟ ไน จูเนียร์ Joseph Nye Jr นักรัฐศาสตร์การเมืองผู้ยิ่งใหญ่จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดของอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้อเมริกาใช้ “soft power” อำนาจที่ไม่ใช่ทางการทหาร (เขียนสั้นๆ แต่ความหมายกินไปไกล) ที่อเมริกากำลังขยันใช้อยู่ ประกาศว่า….. ศักยภาพของกองทัพอเมริกา กับเศรษฐกิจของอเมริกา ยังเป็นหนึ่งเดียวในโลก ไม่มีทางที่กองทัพ กองกำลังใด ไม่ว่าภายในหรือภายนอกประเทศ จะเข้ามาบดบังความยิ่งใหญ่ของอเมริกาได้เลย … นี่ มาแบบอเมริกาของแท้ ท่านด๊อก จากฮาร์วาด ยังเย้ยต่อว่า ….และ ไอ้ใครที่พูดกันว่า ตอนนี้เป็นศตวรรษของจีนน่ะ the Chinese Century มันไปเอามาจากไหนกัน (วะ) รายได้ต่อหัวของคนจีนน่ะ รอไปอีก 10 ปี ก็ไม่รู้ว่าจะ (มีวัน) ทัน คนอเมริกันไหม …. จีนมีวิสัยทัศน์ที่ไหน พวกตาตี่มันตาสั้น เน้นแต่นโยบายสำหรับในบ้านตัวเองเท่านั้น โลกเขาไปถึงไหนแล้ว พวกตาตี่มองไปไม่ถึงหรอก ท่านด๊อก ยังแถมให้อีกดอกว่า จีนมีความเสียเปรียบอยู่แยะ ในด้านภูมิศาสตร์การเมืองภายในเอเซีย ที่อเมริกาชนะอย่างไม่ต้องออกแรง มาตั้งแต่ต้นแล้ว….. ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ท่านด๊อก จากฮา_วาด นี่ น่าจะอาศัยอยู่ในรู… อำนาจทางทะเลและเรือปืน ควบคุมโลกอยู่มือได้ประมาณ 400 ปี ระหว่าง ค.ศ.1602 จนถึง 1922 มันเป็นการแข่งขันกันระหว่างมหาอำนาจ ที่จะยึด หรือควบคุมยูเรเซีย โดยการใช้เส้นทางในท้องทะเล ที่ยาวประมาณ 15,000 ไมล์ จากลอนดอนไปถึงโตเกียว เครื่องมือสำคัญที่ใช้ก็คือ เรือเดินทะเล อาวุธ และกำลังพล เวลาผ่านไป เรือรบมาแทนที่ ตามมาด้วยเรือดำน้ำ และเครื่องบินสาระพัดรุ่น มันเป็นการพัฒนาเรือ เครื่องบิน และอาวุธไปเรื่อยๆ เพื่อขยายแสนยานุภาพ และการควบคุมเส้นทางทะเล และควบคุมพวกที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านทางทะเล ในช่วงที่จักรภพอังกฤษ เหมือนกระเบื้องเฟื่องฟูลอยสูงสุด ประมาณปี ค.ศ.1900 อังกฤษมีกองเรือรบจำนวนถึง 300 ลำ มีป้อมทหารเรือประมาณ 30 แห่ง มีฐานทัพเรียงรายไปทั่วโลก ตั้งแต่แอตแลนติกเหนือที่สคาปา ลงมาเมดิเตอร์เรเนียนที่มอลต้า ไล่มาถึงสุเอซ บอมเบย์ สิงคโปร์ และ ฮ่องกง จักรภพอังกฤษใหญ่โต จนเห็นมหาสมุทรอินเดีย เหมือนเป็นสมบัติส่วนตัว คิดจะปิด จะเปิดเสียเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อกันไม่ให้พวกเปอร์เซียน และออโตมานเข้ามาสร้างท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียได้ นอกจากนี้ อังกฤษยังควบคุมแถบอารเบีย เมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นส่วนที่ครูแมคเรียกว่า ทางเข้าของยุโรปไปสู่มหาสมุทรอินเดีย และเป็นทางเข้าไปสู่ กล่องดวงใจของ World Island อีกด้วย ศตวรรษที่ 19 จึงเป็นช่วงเวลาของการต่อสู้ ของคู่แข่งขันทางภูมิศาสตร์การเมือง ที่เรียกกันว่า “the Great Game” ระหว่างฝ่ายหนึ่งคือ รัสเซีย ที่ตอนนั้น ดูเหมือนจะครอบครองพื้นที่ของ Heartland เกือบทั้งหมด จนถึงปากทางเข้าของยุโรป กับอีกฝ่ายหนึ่งคือ อังกฤษ ที่มาทางทะเลและเข้าไปยึดได้ส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่อย่างอินเดีย ซึ่งนำความภาคภูมิมาให้อังกฤษ อย่างหาที่สุดมิได้ ถึงกับเรียกอินเดียว่า เป็นเพชรยอดมงกุฏของอังกฤษ ครูแมคจึงสรุปว่า เห็นชัดมั้ย นี่ไง คือการสู้ระหว่างอำนาจทางทะเล กับอำนาจทางผืนแผ่นดิน การชิงอินเดียได้ ทำให้อังกฤษยิ่งเชื่อว่า ทฤษฏีของครูแมค นำมาปรับใช้ เป็นแนวทางการวางยุทธศาสตร์ ที่จะควบคุม หรือครอบครองผืนแผ่นดินใหญ่ได้ การแข่งขัน จึงเปลี่ยนเป็นระหว่าง อังกฤษ (เจ้าเก่า) กับ เยอรมัน (ที่อยู่ใกล้กับรัสเซีย heartland ตามทฤษฏี ครูแมค) ราวปี ค.ศ.1906 พวกมหาอำนาจ ต่างก็เร่งพัฒนากองทัพเรือของตนเองกันอย่างเต็มที่ อังกฤษลงทุนสูงสุด สร้างเรือรบที่ทันสมัยที่สุดในตอนนั้น คือ HMS Dreadnought น้ำหนัก 2 หมื่นตัน วิ่งได้เร็วถึง 21 น็อต มีปืนยิงเร็วขนาดลำกล้อง 12 นิ้ว ยิงกระสุนหนัก 850 ปอนด์ ระยะไกลถึง 12 ไมล์ ด้วยเป้าหมายที่จะยึด เยอรมัน ที่ขวางทางอังกฤษ ในการจะเข้าไปครอบครอง บริเวณที่เป็น heartland อีกต่อหนึ่ง จากการแข่งขันเพื่อความเป็นที่หนึ่งของกองทัพเรือ การรวมตัวของฝ่ายชาวเกาะ คือ อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น การที่เยอรมันคิดสร้างทางรถไฟสายเบอร์ลิน-แบกแดด ทางรถไฟที่อาจทำให้เยอรมันเข้าไปชิงน้ำมันในตะวันออกกลาง และเข้าถึง heartland ได้ก่อนอังกฤษ และที่สำคัญคือ การที่อังกฤษเอง ก็คิดจะไปครอบครองแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางก่อนคนอื่น เพื่อจะเอาไว้ใช้สร้างแสนยานุภาพของกองทัพเรืออังกฤษ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมพวกที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ตามแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ของตน ทั้งหมดนั้นเป็นสาเหตุ ที่ทำให้อังกฤษคิดสร้างสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะแยกออกมาเป็นเรื่องไหน ก็น่าคิดว่า แทบทุกเรื่อง เหมือนจะมาจากแนวคิดตามทฤษฏีของครูแมค และนำมาปรับสร้างเป็นสูตรยุทธศาสตร์ แทบทั้งนั้น และแม้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1918 มีคนตายทั้งสิ้น ประมาณ 16 ล้านคน และรัสเซียที่อยู่ในกลาง heartland ก็เหมือนจะถูกปิดล้อมด้วยการให้ผจญอยู่กับการปฏิวัติ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้สร้าง มีจุดมุ่งหมายที่จะให้รัสเซียถึงจุดจบในที่สุด …..แต่อิทธิพลความคิด ตามทฤษฏีของครูแมคก็ยังมีต่อมาถึงเยอรมัน …. ปี ค.ศ.1942 ท่านผู้นำของเยอรมัน จัดกองทัพจำนวนพล 1 ล้านนาย อาวุธหนักครบเครื่อง พร้อมรถถัง 500 คัน ข้ามแม่น้ำโวลก้า มุ่งหน้าไปเมืองสตาลินกราดของรัสเซีย แต่แล้วการบุกของท่านผู้นำ ก็จบลงด้วยกองทัพเยอรมัน บาดเจ็บไป 8 แสน 5 หมื่นคน ตาย หรือถูกจับ ขณะที่พยายามจะผ่านเข้าไปในเส้นทางด้านยุโรปตะวันออก เพื่อมุ่งหน้าไปชิงกล่องดวงใจของ World Island แล้วอเมริกา ก็เดินต้อยๆตามทฤษฏีของครูแมคกับเขาเหมือนกัน แม้จะชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แต่ก็ยังพยายามที่จะควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ 2 จุด คือ รัสเซีย และจีน ที่อยู่คนละปลายเขตของยูเรเซีย โดยการสร้างฐานทัพ ตามพิมพ์เขียวของอังกฤษ ไว้ตลอดเส้นทางเดินทะเล ที่ชัดเจนว่า เป็นการปิดล้อมพวกที่อยู่ใน World Island ไว้ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 23 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 321 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 สิ่งที่ไม่ควรทำบนโทรศัพท์บริษัท — ถ้าไม่อยากมีปัญหาใหญ่ตามมา

    โทรศัพท์บริษัทอาจดูเหมือนเป็นของส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นทรัพย์สินขององค์กร และมักถูกติดตั้งระบบ MDM ที่สามารถตรวจสอบการใช้งาน แอปที่เปิด และทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตได้อย่างละเอียด การใช้งานผิดประเภทไม่เพียงเสี่ยงต่อข้อมูลบริษัท แต่ยังอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของคุณเองด้วย บทความนี้จึงเตือน 5 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

    หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทำให้ข้อมูลส่วนตัวปะปนกับอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการคลิกลิงก์หลอกลวงที่อาจทำให้มัลแวร์เข้ามาในระบบองค์กร นอกจากนี้ การติดตั้งแอปการเงินหรือแอปธนาคารก็เป็นความเสี่ยงสูง เพราะข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือ 2FA อาจถูกเปิดเผย และหากบริษัทลบข้อมูลจากระยะไกล คุณอาจสูญเสียการเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้

    บทความยังเตือนเรื่องการ sideload แอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มัลแวร์ใช้เจาะระบบมือถือ รวมถึงการดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะแม้จะเปิดโหมด incognito แต่ฝ่าย IT ก็ยังเห็นทราฟฟิกได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางวินัยร้ายแรง สุดท้ายคือการหางานใหม่หรือจดไอเดียสตาร์ทอัปบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทุกอย่างถูกบันทึกเป็นร่องรอยดิจิทัล และอาจทำให้บริษัทอ้างสิทธิ์ในไอเดียนั้นได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    โทรศัพท์บริษัทเป็นทรัพย์สินองค์กรและถูกตรวจสอบได้ผ่านระบบ MDM
    ไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะเสี่ยงข้อมูลรั่วและกระทบประเมินผลงาน
    ห้ามติดตั้งแอปการเงินหรือใช้เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับธุรกรรม เพราะเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและการลบข้อมูลจากระยะไกล
    หลีกเลี่ยงการ sideload แอปจากแหล่งภายนอก เพราะเป็นช่องทางมัลแวร์เข้าระบบได้ง่ายมาก
    ไม่ควรดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะ incognito ไม่ช่วยปกปิดทราฟฟิกจากฝ่าย IT
    ห้ามหางานใหม่หรือจดไอเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทิ้งร่องรอยดิจิทัลและอาจถูกอ้างสิทธิ์โดยบริษัทได้

    คำเตือนสำคัญ
    การใช้โทรศัพท์บริษัทผิดประเภทอาจทำให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล
    การติดตั้งแอปนอกสโตร์เสี่ยงต่อมัลแวร์และการถูกเจาะระบบ
    การดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัย
    การจดไอเดียธุรกิจบนอุปกรณ์บริษัทอาจทำให้บริษัทถือสิทธิ์ในผลงานนั้น

    https://www.slashgear.com/2066263/things-you-should-never-do-on-company-phone/
    📱🚫 5 สิ่งที่ไม่ควรทำบนโทรศัพท์บริษัท — ถ้าไม่อยากมีปัญหาใหญ่ตามมา โทรศัพท์บริษัทอาจดูเหมือนเป็นของส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นทรัพย์สินขององค์กร และมักถูกติดตั้งระบบ MDM ที่สามารถตรวจสอบการใช้งาน แอปที่เปิด และทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตได้อย่างละเอียด การใช้งานผิดประเภทไม่เพียงเสี่ยงต่อข้อมูลบริษัท แต่ยังอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของคุณเองด้วย บทความนี้จึงเตือน 5 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทำให้ข้อมูลส่วนตัวปะปนกับอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการคลิกลิงก์หลอกลวงที่อาจทำให้มัลแวร์เข้ามาในระบบองค์กร นอกจากนี้ การติดตั้งแอปการเงินหรือแอปธนาคารก็เป็นความเสี่ยงสูง เพราะข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือ 2FA อาจถูกเปิดเผย และหากบริษัทลบข้อมูลจากระยะไกล คุณอาจสูญเสียการเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้ บทความยังเตือนเรื่องการ sideload แอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มัลแวร์ใช้เจาะระบบมือถือ รวมถึงการดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะแม้จะเปิดโหมด incognito แต่ฝ่าย IT ก็ยังเห็นทราฟฟิกได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางวินัยร้ายแรง สุดท้ายคือการหางานใหม่หรือจดไอเดียสตาร์ทอัปบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทุกอย่างถูกบันทึกเป็นร่องรอยดิจิทัล และอาจทำให้บริษัทอ้างสิทธิ์ในไอเดียนั้นได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ โทรศัพท์บริษัทเป็นทรัพย์สินองค์กรและถูกตรวจสอบได้ผ่านระบบ MDM ➡️ ไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะเสี่ยงข้อมูลรั่วและกระทบประเมินผลงาน ➡️ ห้ามติดตั้งแอปการเงินหรือใช้เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับธุรกรรม เพราะเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและการลบข้อมูลจากระยะไกล ➡️ หลีกเลี่ยงการ sideload แอปจากแหล่งภายนอก เพราะเป็นช่องทางมัลแวร์เข้าระบบได้ง่ายมาก ➡️ ไม่ควรดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะ incognito ไม่ช่วยปกปิดทราฟฟิกจากฝ่าย IT ➡️ ห้ามหางานใหม่หรือจดไอเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทิ้งร่องรอยดิจิทัลและอาจถูกอ้างสิทธิ์โดยบริษัทได้ ‼️ คำเตือนสำคัญ ⛔ การใช้โทรศัพท์บริษัทผิดประเภทอาจทำให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล ⛔ การติดตั้งแอปนอกสโตร์เสี่ยงต่อมัลแวร์และการถูกเจาะระบบ ⛔ การดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัย ⛔ การจดไอเดียธุรกิจบนอุปกรณ์บริษัทอาจทำให้บริษัทถือสิทธิ์ในผลงานนั้น https://www.slashgear.com/2066263/things-you-should-never-do-on-company-phone/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Things You Should Never Do On A Company Phone, Unless You Like Trouble - SlashGear
    Avoid mishaps and embarrassment: these are the things you should never do on a company phone, including social media, financial apps, and personal browsing.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 117 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักท่องเที่ยวฮือฮา! พบ “เสือดำ” สัตว์ป่าคุ้มครองหายาก
    ออกมาเดินอวดโฉมอย่างชัดเจน
    บริเวณถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง
    ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
    ช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก
    .
    วันนี้ (4 ม.ค. 2569) นายมงคล ไชยภักดี
    หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า
    ได้รับภาพถ่ายจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
    ซึ่งสามารถบันทึกภาพ “เสือดำ”
    ขณะเดินออกมาจากชายป่า
    บริเวณกิโลเมตรที่ 21 ถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง
    .
    จากการสังเกตพบว่า เสือดำตัวดังกล่าวเดินบนถนนอย่างสงบ
    ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือหวาดกลัว
    ก่อนจะเดินกลับเข้าสู่ผืนป่าตามธรรมชาติ
    คาดว่าออกมาหาความอบอุ่น
    เนื่องจากช่วงนี้สภาพอากาศในพื้นที่หนาวเย็น
    .
    หัวหน้าอุทยานฯ ระบุว่า
    ในช่วงฤดูหนาว สัตว์ป่าหลายชนิดมักออกมาหากินมากขึ้น
    ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว
    หากพบเห็นสัตว์ป่าให้เว้นระยะห่าง
    ไม่เข้าใกล้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวน
    และห้ามให้อาหารสัตว์ป่าโดยเด็ดขาด
    .
    ทั้งนี้ การพบเห็นเสือดำครั้งนี้
    ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความอุดมสมบูรณ์
    ของผืนป่าแก่งกระจาน
    และสะท้อนถึงความสำเร็จของการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000780
    .
    #News1 #News1live #เสือดำ #แก่งกระจาน #สัตว์ป่าคุ้มครอง #อนุรักษ์ธรรมชาติ #ท่องเที่ยวปีใหม่
    นักท่องเที่ยวฮือฮา! พบ “เสือดำ” สัตว์ป่าคุ้มครองหายาก ออกมาเดินอวดโฉมอย่างชัดเจน บริเวณถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก . วันนี้ (4 ม.ค. 2569) นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ได้รับภาพถ่ายจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งสามารถบันทึกภาพ “เสือดำ” ขณะเดินออกมาจากชายป่า บริเวณกิโลเมตรที่ 21 ถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง . จากการสังเกตพบว่า เสือดำตัวดังกล่าวเดินบนถนนอย่างสงบ ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือหวาดกลัว ก่อนจะเดินกลับเข้าสู่ผืนป่าตามธรรมชาติ คาดว่าออกมาหาความอบอุ่น เนื่องจากช่วงนี้สภาพอากาศในพื้นที่หนาวเย็น . หัวหน้าอุทยานฯ ระบุว่า ในช่วงฤดูหนาว สัตว์ป่าหลายชนิดมักออกมาหากินมากขึ้น ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว หากพบเห็นสัตว์ป่าให้เว้นระยะห่าง ไม่เข้าใกล้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวน และห้ามให้อาหารสัตว์ป่าโดยเด็ดขาด . ทั้งนี้ การพบเห็นเสือดำครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความอุดมสมบูรณ์ ของผืนป่าแก่งกระจาน และสะท้อนถึงความสำเร็จของการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000780 . #News1 #News1live #เสือดำ #แก่งกระจาน #สัตว์ป่าคุ้มครอง #อนุรักษ์ธรรมชาติ #ท่องเที่ยวปีใหม่
    Like
    Yay
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 298 มุมมอง 0 รีวิว
  • # สรุปเจาะลึก Sondhitalk EP.326: “วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น” — เมื่อประวัติศาสตร์กำลังหมุนมาทวงคืน

    **"ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มันหมุนเป็นวงกลม"** คือหัวใจสำคัญของรายการในสัปดาห์นี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกทฤษฎีระดับโลกมาฉายภาพให้เห็นว่าทำไมปี 2569 (2026) ถึงเป็นช่วงเวลาที่ **"อันตรายที่สุด"** และทำไมไทยถึงกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากเพื่อนบ้าน
    ***
    ## 1. ถอดรหัสทฤษฎี “The Fourth Turning” (จุดเปลี่ยนที่ 4)

    รายการอ้างอิงหนังสือระดับตำนาน *The Fourth Turning* ของ Neil Howe และ William Strauss ที่ระบุว่ามนุษยชาติมีวงรอบประวัติศาสตร์ (Saeculum) กินเวลาประมาณ **80-100 ปี** (เทียบเท่าช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น) ซึ่งใน 1 รอบ จะแบ่งย่อยเป็น 4 ฤดูกาล หรือ 4 ยุคสมัย (Turnings) ยุคละประมาณ 20 ปี:

    ### 1. The High (ยุคฟื้นฟู/รุ่งโรจน์)

    * **ลักษณะ:** สถาบันสังคมเข้มแข็ง ผู้คนสามัคคีกันเพื่อสร้างชาติใหม่ ทิศทางสังคมเป็นปึกแผ่น
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุค Baby Boomers เกิด)
    * **บรรยากาศ:** "เราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้บ้าง?"

    ### 2. The Awakening (ยุคตื่นรู้)

    * **ลักษณะ:** คนเริ่มตั้งคำถามกับระเบียบเก่า แสวงหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณและความเป็นปัจเจก
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฮิปปี้, การประท้วงสงครามเวียดนาม
    * **บรรยากาศ:** "ทำไมเราต้องเชื่อฟังรัฐ? ฉันต้องการเป็นตัวของตัวเอง"

    ### 3. The Unraveling (ยุคเสื่อมถอย/แยกตัว)

    * **ลักษณะ:** ความเป็นปึกแผ่นของสังคมเริ่มคลายตัว สถาบันอ่อนแอลง ผู้คนมุ่งเน้นความสุขส่วนตัวและบริโภคนิยมสูงสุด
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฟองสบู่เศรษฐกิจ, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
    * **บรรยากาศ:** "ตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา"

    ### 4. The Crisis (ยุควิกฤต/กลียุค) — **"เรากำลังอยู่ที่นี่"**

    * **ลักษณะ:** เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด โครงสร้างสังคมเก่าพังทลาย เกิดสงครามใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง เพื่อ "รื้อและสร้างใหม่"
    * **ช่วงเวลาปัจจุบัน:** เริ่มต้นประมาณปี 2008 และจะพีคสูงสุดในช่วงนี้ (2025-2030)
    * **เป้าหมายของยุคนี้:** เคลียร์ปัญหาหมักหมม เพื่อส่งไม้ต่อให้ยุค The High รอบใหม่

    ***
    ## 2. สถานการณ์โลก: ทำไมต้อง "ปีนี้"?

    คุณสนธิชี้ให้เห็นว่าโลกเรากำลังเดินทางมาสู่ **"จุดพีคของ The Crisis"**

    * **สัญญาณชัดเจน:** สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, และความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการของโลกที่กำลัง "ผลัดใบ"
    * **ความเสี่ยง:** ในช่วง The Crisis สังคมจะต้องการ "ผู้นำที่เด็ดขาด" (Strongman) และมักจบลงด้วยสงครามแตกหัก (Total War) หรือการล่มสลายของระบบเงินตราเก่า

    ***
    ## 3. เจาะประเด็นร้อน: ไทย-กัมพูชา และเพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้ใจ

    เนื้อหาสำคัญใน EP นี้ยังเชื่อมโยงทฤษฎีโลกมาสู่บริบทไทย โดยเฉพาะประเด็น **"กัมพูชา"** (Cambodia):

    * **ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม:** คุณสนธิย้อนอดีตให้เห็นว่า ไทยเคยมีบทบาทสำคัญในการ "กู้ชาติ" และช่วยเหลือเขมรจากการล่มสลายในยุคสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
    * **ความจริงวันนี้:** แต่ปัจจุบัน กลับเกิดกระแส **Anti-Thai** (เกลียดชังไทย) ในกัมพูชา ซึ่งถูกปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน
    * **บทวิเคราะห์:** ไทยกำลังเผชิญกับเพื่อนบ้านที่ "ไม่สำนึกบุญคุณ" และพร้อมจะแทงข้างหลังเมื่อสบโอกาส ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราต้องระวังตัวอย่างหนัก ไม่ใช่แค่มองโลกในแง่ดี

    ***

    ## 4. บทสรุป: How to Survive? (ทำอย่างไรให้รอด)

    ในเมื่อเราหนีวัฏจักร 80 ปีนี้ไม่พ้น สิ่งที่คุณสนธิฝากไว้เป็นข้อคิดคือ:

    1. **ยอมรับความจริง:** เลิกโลกสวยว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม โลกกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่
    2. **รู้ทันคน:** ให้ระวัง "คนโง่ที่ขยัน" และ "คนเนรคุณ" เพราะในยุควิกฤต คนเหล่านี้จะสร้างความเสียหายมากที่สุด
    3. **เตรียมพร้อม:** ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราข้ามผ่านพายุลูกนี้ไปสู่วัฏจักรใหม่ได้

    ***

    **ที่มา:** Sondhitalk EP.326 "วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น" (3 มกราคม 2569)
    #Sondhitalk #วัฏจักร80ปี #TheFourthTurning #ประวัติศาสตร์โลก #ไทยกัมพูชา #สนธิลิ้มทองกุล
    # 🌏 สรุปเจาะลึก Sondhitalk EP.326: “วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น” — เมื่อประวัติศาสตร์กำลังหมุนมาทวงคืน **"ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มันหมุนเป็นวงกลม"** คือหัวใจสำคัญของรายการในสัปดาห์นี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกทฤษฎีระดับโลกมาฉายภาพให้เห็นว่าทำไมปี 2569 (2026) ถึงเป็นช่วงเวลาที่ **"อันตรายที่สุด"** และทำไมไทยถึงกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากเพื่อนบ้าน *** ## 1. ถอดรหัสทฤษฎี “The Fourth Turning” (จุดเปลี่ยนที่ 4) รายการอ้างอิงหนังสือระดับตำนาน *The Fourth Turning* ของ Neil Howe และ William Strauss ที่ระบุว่ามนุษยชาติมีวงรอบประวัติศาสตร์ (Saeculum) กินเวลาประมาณ **80-100 ปี** (เทียบเท่าช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น) ซึ่งใน 1 รอบ จะแบ่งย่อยเป็น 4 ฤดูกาล หรือ 4 ยุคสมัย (Turnings) ยุคละประมาณ 20 ปี: ### 🟢 1. The High (ยุคฟื้นฟู/รุ่งโรจน์) * **ลักษณะ:** สถาบันสังคมเข้มแข็ง ผู้คนสามัคคีกันเพื่อสร้างชาติใหม่ ทิศทางสังคมเป็นปึกแผ่น * **ช่วงเวลาในอดีต:** หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุค Baby Boomers เกิด) * **บรรยากาศ:** "เราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้บ้าง?" ### 🟡 2. The Awakening (ยุคตื่นรู้) * **ลักษณะ:** คนเริ่มตั้งคำถามกับระเบียบเก่า แสวงหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณและความเป็นปัจเจก * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฮิปปี้, การประท้วงสงครามเวียดนาม * **บรรยากาศ:** "ทำไมเราต้องเชื่อฟังรัฐ? ฉันต้องการเป็นตัวของตัวเอง" ### 🟠 3. The Unraveling (ยุคเสื่อมถอย/แยกตัว) * **ลักษณะ:** ความเป็นปึกแผ่นของสังคมเริ่มคลายตัว สถาบันอ่อนแอลง ผู้คนมุ่งเน้นความสุขส่วนตัวและบริโภคนิยมสูงสุด * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฟองสบู่เศรษฐกิจ, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ * **บรรยากาศ:** "ตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา" ### 🔴 4. The Crisis (ยุควิกฤต/กลียุค) — **"เรากำลังอยู่ที่นี่"** * **ลักษณะ:** เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด โครงสร้างสังคมเก่าพังทลาย เกิดสงครามใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง เพื่อ "รื้อและสร้างใหม่" * **ช่วงเวลาปัจจุบัน:** เริ่มต้นประมาณปี 2008 และจะพีคสูงสุดในช่วงนี้ (2025-2030) * **เป้าหมายของยุคนี้:** เคลียร์ปัญหาหมักหมม เพื่อส่งไม้ต่อให้ยุค The High รอบใหม่ *** ## 2. สถานการณ์โลก: ทำไมต้อง "ปีนี้"? คุณสนธิชี้ให้เห็นว่าโลกเรากำลังเดินทางมาสู่ **"จุดพีคของ The Crisis"** * **สัญญาณชัดเจน:** สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, และความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการของโลกที่กำลัง "ผลัดใบ" * **ความเสี่ยง:** ในช่วง The Crisis สังคมจะต้องการ "ผู้นำที่เด็ดขาด" (Strongman) และมักจบลงด้วยสงครามแตกหัก (Total War) หรือการล่มสลายของระบบเงินตราเก่า *** ## 3. เจาะประเด็นร้อน: ไทย-กัมพูชา และเพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้ใจ เนื้อหาสำคัญใน EP นี้ยังเชื่อมโยงทฤษฎีโลกมาสู่บริบทไทย โดยเฉพาะประเด็น **"กัมพูชา"** (Cambodia): * **ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม:** คุณสนธิย้อนอดีตให้เห็นว่า ไทยเคยมีบทบาทสำคัญในการ "กู้ชาติ" และช่วยเหลือเขมรจากการล่มสลายในยุคสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ * **ความจริงวันนี้:** แต่ปัจจุบัน กลับเกิดกระแส **Anti-Thai** (เกลียดชังไทย) ในกัมพูชา ซึ่งถูกปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน * **บทวิเคราะห์:** ไทยกำลังเผชิญกับเพื่อนบ้านที่ "ไม่สำนึกบุญคุณ" และพร้อมจะแทงข้างหลังเมื่อสบโอกาส ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราต้องระวังตัวอย่างหนัก ไม่ใช่แค่มองโลกในแง่ดี *** ## 4. บทสรุป: How to Survive? (ทำอย่างไรให้รอด) ในเมื่อเราหนีวัฏจักร 80 ปีนี้ไม่พ้น สิ่งที่คุณสนธิฝากไว้เป็นข้อคิดคือ: 1. **ยอมรับความจริง:** เลิกโลกสวยว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม โลกกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ 2. **รู้ทันคน:** ให้ระวัง "คนโง่ที่ขยัน" และ "คนเนรคุณ" เพราะในยุควิกฤต คนเหล่านี้จะสร้างความเสียหายมากที่สุด 3. **เตรียมพร้อม:** ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราข้ามผ่านพายุลูกนี้ไปสู่วัฏจักรใหม่ได้ *** 📌 **ที่มา:** Sondhitalk EP.326 "วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น" (3 มกราคม 2569) #Sondhitalk #วัฏจักร80ปี #TheFourthTurning #ประวัติศาสตร์โลก #ไทยกัมพูชา #สนธิลิ้มทองกุล
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 424 มุมมอง 0 รีวิว
  • จินนี่ ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่”
    ตอน 4
    อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร
    อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง
    เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ”
    ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ
    มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย
    นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย
    ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?)
    ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว
    ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน
    ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!!
    โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก
    และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย
    …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง….
    แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ
    เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ
    2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015
    สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น
    เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน
    พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย
    การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่
    ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน
    ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..)
    แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง
    หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…”
    ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย
    เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    6 พ.ย. 2558
    จินนี่ ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่” ตอน 4 อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ” ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?) ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!! โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง…. แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ 2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015 สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่ ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..) แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…” ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 6 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 655 มุมมอง 0 รีวิว
  • ฝ่ายกัมพูชายอมรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนบริเวณชายแดนทะเล หลังฝ่ายไทยส่งสัญญาณกดดันขั้นเด็ดขาด หากไม่ดำเนินการจะตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงบริเวณสะพานเกาะกง ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ
    .
    กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เปิดเผยว่า หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้เข้าควบคุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ฝั่งจังหวัดจันทบุรีและตราดได้โดยสมบูรณ์ พร้อมเร่งเสริมฐานที่มั่นรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคง
    .
    เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากการตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ก่อสร้างเขื่อนดักตะกอนยื่นลงทะเล บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 73 บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ส่งผลให้ทิศทางกระแสน้ำเปลี่ยนและเกิดการกัดเซาะพื้นที่ฝั่งไทย
    .
    ฝ่ายไทยได้เปิดการเจรจากับฝ่ายทหารกัมพูชา พร้อมแจ้งเงื่อนไขชัดเจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทันที โดยล่าสุดมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาเริ่มดำเนินการรื้อถอนตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา
    .
    ทั้งนี้ ฝ่ายไทยจะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนกว่าการรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนความยาวประมาณ 300 เมตรจะแล้วเสร็จครบถ้วน และสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122822
    .
    #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ตราด #ความมั่นคง #นาวิกโยธิน
    ฝ่ายกัมพูชายอมรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนบริเวณชายแดนทะเล หลังฝ่ายไทยส่งสัญญาณกดดันขั้นเด็ดขาด หากไม่ดำเนินการจะตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงบริเวณสะพานเกาะกง ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ . กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เปิดเผยว่า หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้เข้าควบคุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ฝั่งจังหวัดจันทบุรีและตราดได้โดยสมบูรณ์ พร้อมเร่งเสริมฐานที่มั่นรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคง . เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากการตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ก่อสร้างเขื่อนดักตะกอนยื่นลงทะเล บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 73 บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ส่งผลให้ทิศทางกระแสน้ำเปลี่ยนและเกิดการกัดเซาะพื้นที่ฝั่งไทย . ฝ่ายไทยได้เปิดการเจรจากับฝ่ายทหารกัมพูชา พร้อมแจ้งเงื่อนไขชัดเจนให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทันที โดยล่าสุดมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาเริ่มดำเนินการรื้อถอนตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา . ทั้งนี้ ฝ่ายไทยจะยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนกว่าการรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนความยาวประมาณ 300 เมตรจะแล้วเสร็จครบถ้วน และสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122822 . #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ตราด #ความมั่นคง #นาวิกโยธิน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 493 มุมมอง 0 รีวิว
  • Microsoft ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อมากที่สุดในโลกฟิชชิง — รายงานใหม่ชี้แบรนด์ใหญ่คือช่องโหว่ใหญ่

    รายงานล่าสุดจากบริษัทด้าน Human Risk Management ระบุว่า Microsoft คือแบรนด์ที่ถูกมิจฉาชีพนำไปปลอมแปลงมากที่สุดในโลกฟิชชิง โดยอาศัยความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นของผู้ใช้เป็นเครื่องมือหลอกล่อให้คลิกลิงก์ปลอม หรือมอบข้อมูลสำคัญโดยไม่รู้ตัว การโจมตีรูปแบบนี้ยังคงเติบโตเพราะ “มนุษย์” คือจุดอ่อนที่ง่ายที่สุด ไม่ใช่ระบบความปลอดภัยขององค์กร

    ฟิชชิงที่อ้างชื่อ Microsoft มักมาในรูปแบบอีเมลเตือนความปลอดภัย, แจ้งปัญหาบัญชี, หรือข้อเสนอช่วยเหลือด้านเทคนิคแบบเร่งด่วน ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบให้สร้างความตื่นตระหนก ผู้ใช้จำนวนมากหลงเชื่อเพราะ Windows และบริการของ Microsoft เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทำให้ความระแวงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจาก Microsoft แล้ว แบรนด์อย่าง DocuSign และอีเมล HR ปลอมก็ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อบ่อยครั้งเช่นกัน สะท้อนว่ามิจฉาชีพกำลังมุ่งโจมตี “บริบทการทำงาน” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ทั่วไป การโจมตีแบบนี้ยังสอดคล้องกับเทรนด์ใหญ่ของปี 2025 ที่องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญ — การโจมตีที่ผสมผสาน social engineering, deepfake voice, และการปลอมแปลงเอกสารอัตโนมัติด้วย AI

    รายงานยังเตือนว่าการป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่ระบบรักษาความปลอดภัยราคาแพง แต่คือ “พฤติกรรมผู้ใช้” เช่น การตรวจโดเมนอีเมล, ไม่คลิกลิงก์ที่ไม่แน่ใจ, และไม่ให้รหัส 2FA กับใครเด็ดขาด แม้จะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ Microsoft ก็ตาม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Microsoft เป็นแบรนด์ที่ถูกปลอมแปลงมากที่สุด
    มิจฉาชีพใช้ความคุ้นเคยของผู้ใช้เป็นเครื่องมือหลอกล่อ
    มักมาในรูปแบบแจ้งเตือนบัญชีหรือข้อเสนอช่วยเหลือเร่งด่วน

    ฟิชชิงยุคใหม่เน้นโจมตี “มนุษย์”
    ใช้ social engineering เพื่อให้ผู้ใช้คลิกลิงก์หรือให้ข้อมูลสำคัญ
    ไม่ต้องเจาะระบบ แค่หลอกให้เจ้าของบัญชีมอบสิทธิ์เอง

    แบรนด์อื่นที่ถูกปลอมบ่อย
    DocuSign และอีเมล HR ปลอมติดอันดับต้นๆ
    สะท้อนการโจมตีที่เน้นบริบทองค์กร

    วิธีป้องกันที่แนะนำ
    ตรวจโดเมนอีเมลให้ตรงกับบริษัทจริง เช่น microsoft.com
    ล็อกอินผ่านเว็บไซต์โดยตรงแทนการคลิกลิงก์ในอีเมล

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    อีเมลที่อ้างว่าเป็น “ฝ่ายสนับสนุน Microsoft”
    โดยเฉพาะที่ติดต่อมาเองแบบไม่ได้นัดหมาย มักเป็นสแกม

    การขอรหัส 2FA
    ไม่มีบริษัทใดจะขอรหัสยืนยันตัวตนจากผู้ใช้โดยตรง ไม่ว่ากรณีใดๆ

    ลิงก์ที่สร้างความตื่นตระหนก
    เช่น “บัญชีคุณกำลังถูกปิด” หรือ “พบกิจกรรมผิดปกติ” มักเป็นกับดักฟิชชิง

    https://www.slashgear.com/2052942/microsoft-top-brand-for-phishing-scams-study-shows/
    🛡️ Microsoft ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อมากที่สุดในโลกฟิชชิง — รายงานใหม่ชี้แบรนด์ใหญ่คือช่องโหว่ใหญ่ รายงานล่าสุดจากบริษัทด้าน Human Risk Management ระบุว่า Microsoft คือแบรนด์ที่ถูกมิจฉาชีพนำไปปลอมแปลงมากที่สุดในโลกฟิชชิง โดยอาศัยความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นของผู้ใช้เป็นเครื่องมือหลอกล่อให้คลิกลิงก์ปลอม หรือมอบข้อมูลสำคัญโดยไม่รู้ตัว การโจมตีรูปแบบนี้ยังคงเติบโตเพราะ “มนุษย์” คือจุดอ่อนที่ง่ายที่สุด ไม่ใช่ระบบความปลอดภัยขององค์กร ฟิชชิงที่อ้างชื่อ Microsoft มักมาในรูปแบบอีเมลเตือนความปลอดภัย, แจ้งปัญหาบัญชี, หรือข้อเสนอช่วยเหลือด้านเทคนิคแบบเร่งด่วน ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบให้สร้างความตื่นตระหนก ผู้ใช้จำนวนมากหลงเชื่อเพราะ Windows และบริการของ Microsoft เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทำให้ความระแวงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจาก Microsoft แล้ว แบรนด์อย่าง DocuSign และอีเมล HR ปลอมก็ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อบ่อยครั้งเช่นกัน สะท้อนว่ามิจฉาชีพกำลังมุ่งโจมตี “บริบทการทำงาน” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ทั่วไป การโจมตีแบบนี้ยังสอดคล้องกับเทรนด์ใหญ่ของปี 2025 ที่องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญ — การโจมตีที่ผสมผสาน social engineering, deepfake voice, และการปลอมแปลงเอกสารอัตโนมัติด้วย AI รายงานยังเตือนว่าการป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่ระบบรักษาความปลอดภัยราคาแพง แต่คือ “พฤติกรรมผู้ใช้” เช่น การตรวจโดเมนอีเมล, ไม่คลิกลิงก์ที่ไม่แน่ใจ, และไม่ให้รหัส 2FA กับใครเด็ดขาด แม้จะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ Microsoft ก็ตาม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Microsoft เป็นแบรนด์ที่ถูกปลอมแปลงมากที่สุด ➡️ มิจฉาชีพใช้ความคุ้นเคยของผู้ใช้เป็นเครื่องมือหลอกล่อ ➡️ มักมาในรูปแบบแจ้งเตือนบัญชีหรือข้อเสนอช่วยเหลือเร่งด่วน ✅ ฟิชชิงยุคใหม่เน้นโจมตี “มนุษย์” ➡️ ใช้ social engineering เพื่อให้ผู้ใช้คลิกลิงก์หรือให้ข้อมูลสำคัญ ➡️ ไม่ต้องเจาะระบบ แค่หลอกให้เจ้าของบัญชีมอบสิทธิ์เอง ✅ แบรนด์อื่นที่ถูกปลอมบ่อย ➡️ DocuSign และอีเมล HR ปลอมติดอันดับต้นๆ ➡️ สะท้อนการโจมตีที่เน้นบริบทองค์กร ✅ วิธีป้องกันที่แนะนำ ➡️ ตรวจโดเมนอีเมลให้ตรงกับบริษัทจริง เช่น microsoft.com ➡️ ล็อกอินผ่านเว็บไซต์โดยตรงแทนการคลิกลิงก์ในอีเมล ⚠️ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ อีเมลที่อ้างว่าเป็น “ฝ่ายสนับสนุน Microsoft” ⛔ โดยเฉพาะที่ติดต่อมาเองแบบไม่ได้นัดหมาย มักเป็นสแกม ‼️ การขอรหัส 2FA ⛔ ไม่มีบริษัทใดจะขอรหัสยืนยันตัวตนจากผู้ใช้โดยตรง ไม่ว่ากรณีใดๆ ‼️ ลิงก์ที่สร้างความตื่นตระหนก ⛔ เช่น “บัญชีคุณกำลังถูกปิด” หรือ “พบกิจกรรมผิดปกติ” มักเป็นกับดักฟิชชิง https://www.slashgear.com/2052942/microsoft-top-brand-for-phishing-scams-study-shows/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Microsoft's The Top Brand Scammers Use When Phishing For Clicks, Study Shows - SlashGear
    A new cybersecurity report says Microsoft leads all brands in phishing impersonation, with scams posing as support and account warnings.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 252 มุมมอง 0 รีวิว
  • ผบ.ตร.ลงพื้นที่ชลบุรี ติดตามคดีแก๊งวัยรุ่นชาวกัมพูชาถ่ายคลิปข่มขู่ท้าทายกฎหมาย โชว์อาวุธและปาระเบิดปิงปอง สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนในหลายพื้นที่
    .
    พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้เร่งสืบสวนจับกุมผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มอย่างเด็ดขาด หลังตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 3 ราย และอยู่ระหว่างติดตามตัวที่เหลือมาดำเนินคดี
    .
    ย้ำชัด ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติทุกคน แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย หากก่อเหตุผิดกฎหมาย เป็นภัยต่อความสงบสุข ตำรวจจะไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย
    .
    หลังเสร็จสิ้นกระบวนการทางคดี ตำรวจจะประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000121863
    .
    #News1live #News1 #ผบตร #ตำรวจแห่งชาติ #อาชญากรรม #ความมั่นคง #บังคับใช้กฎหมาย #ไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย
    ผบ.ตร.ลงพื้นที่ชลบุรี ติดตามคดีแก๊งวัยรุ่นชาวกัมพูชาถ่ายคลิปข่มขู่ท้าทายกฎหมาย โชว์อาวุธและปาระเบิดปิงปอง สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนในหลายพื้นที่ . พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้เร่งสืบสวนจับกุมผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มอย่างเด็ดขาด หลังตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 3 ราย และอยู่ระหว่างติดตามตัวที่เหลือมาดำเนินคดี . ย้ำชัด ประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติทุกคน แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย หากก่อเหตุผิดกฎหมาย เป็นภัยต่อความสงบสุข ตำรวจจะไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย . หลังเสร็จสิ้นกระบวนการทางคดี ตำรวจจะประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000121863 . #News1live #News1 #ผบตร #ตำรวจแห่งชาติ #อาชญากรรม #ความมั่นคง #บังคับใช้กฎหมาย #ไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 486 มุมมอง 0 รีวิว
  • สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังตึงเครียด กลาโหมเผยกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวด BM-21 กว่า 100 นัดใส่พื้นที่พลเรือน จ.สระแก้ว ไฟไหม้พื้นที่เกษตรกว่าพันไร่ ทหารไทยเสียชีวิตจากการปะทะ 20 นาย และจากภารกิจอีก 1 นาย รวม 21 นาย ส่วน อีก 2 นาย ยังนำร่างออกมาไม่ได้ ขณะกองทัพบกยืนยันควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์หลายจุดได้เปรียบ พร้อมตอบโต้เด็ดขาด สกัดการรุกล้ำอธิปไตยและปกป้องความปลอดภัยประชาชนไทยอย่างถึงที่สุด
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000121761

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังตึงเครียด กลาโหมเผยกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวด BM-21 กว่า 100 นัดใส่พื้นที่พลเรือน จ.สระแก้ว ไฟไหม้พื้นที่เกษตรกว่าพันไร่ ทหารไทยเสียชีวิตจากการปะทะ 20 นาย และจากภารกิจอีก 1 นาย รวม 21 นาย ส่วน อีก 2 นาย ยังนำร่างออกมาไม่ได้ ขณะกองทัพบกยืนยันควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์หลายจุดได้เปรียบ พร้อมตอบโต้เด็ดขาด สกัดการรุกล้ำอธิปไตยและปกป้องความปลอดภัยประชาชนไทยอย่างถึงที่สุด . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000121761 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 729 มุมมอง 0 รีวิว
  • ข่าวลือ ข่าวลวง ตอนที่ 5

    ” ข่าวลือ ข่าวลวง”
    ตอน 5
    เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่ซาอุดิอารเบียใช้เวลากวาดกลุ่มอัลไคดา ให้หมดไปจากบ้านตัวเอง อัลไคดาหมดไปจากซาอุ แต่ไม่ได้สูญพันธ์ กลับขยายตัวแพร่กระจายไปทั่วตะวันออกกลาง และอาฟริกา ในปี ค.ศ.2009 กลุ่มอัลไคดาที่หลบออกไปจากซาอุ ไปโผล่ที่เยเมนแทน และมีแผนที่จะระเบิดเครื่องบินที่จะบินไปอเมริกา บิน นาเยฟ หรือ MBN ตามที่อเมริกาเรียก ได้แจ้งข่าวนี้ไปทางวอชิงตัน และในที่สุดก็จับตัวคนที่พกระเบิดขึ้นเครื่องบินได้ (อ่านรายละเอียดตอนนี้ได้ในนิทานเรื่อง “แผนชั่ว”)
    บิน นาเยฟ ได้รับความชื่นชมจากอเมริกาอย่าง ยิ่ง ถึงขนาดเรียกเขาว่า เป็นเจ้าพ่อข่าวกรอง บิน นาเยฟ ยังแสดงผลงานต่อ เมื่อ อับดุลลา อสิรี Abdullah Asiri อัลไคดา ระดับหัวหน้าคนหนึ่ง ตกลงจะมอบตัว โดยมีเงื่อนไขว่า จะมอบตัวกับ บิน นาเยฟ คนเดียวเท่านั้น และถ้า บิน นาเยฟ ตกลง เขาอาจจะพูดให้พี่ชาย อิบราฮิม อสิรี Ibrahim Asiri มือวางระเบิดคนสำคัญ มามอบตัวอีกด้วย บิน นาเยฟ ตกลง และนัดมอบตัวกัน ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.2009
    เมื่อพบกัน ทั้ง 2 นั่งบนเบาะที่วางบนพื้น หันหน้าเข้าหากัน หลังจากนั้น อสิรี ก็ร้องไห้ และหยิบโทรศัพท์ที่ซ่อนมาในเสื้อคลุม ขอโทรไปหาครอบครัว และพูดกับพี่ชาย พูดเสร็จก็ยื่นโทรศัพท์ให้บิน นาเยฟ บอกว่าพี่ชายจะพูดด้วย ระหว่างที่ บิน นาเยฟ ยื่นมือไปรับโทรศัพท์ พร้อมกล่าวคำทักทาย อิสิรี ก็กดระเบิดที่ซ่อนมาในทวารหนัก ระเบิดเป็นหลุมลึกใต้เบาะที่เขานั่ง ส่วนตัวเขา แหลกละเอียด ตายต่อหน้า บิน นาเยฟ ซึ่งโดนสะเก็ดระเบิดด้วย แต่ไม่สาหัส
    ในปี ค.ศ.2011 เจ้าชายนาเยฟ the Black Prince ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นมงกุฏราชกุมาร ซึ่งทำให้ฝั่งอเมริกาตาเหลือกไปทั้งทำเนียบในวอชิงตัน และ ในปีนั้นเอง ตะวันออกกลางก็เกิดเทศกาลอาหรับสปริง ที่อเมริกาอ้างว่า ได้รับการชื่นชมจากพวกตะวันตก อย่างยิ่ง ที่ผู้นำเผด็จการทั้งหลาย ต่างร่วงผล่อยไปตามๆกัน ไล่มาตั้งแต่ตูนิเซีย อียิปต์ และมาถึง บาห์เรน เพื่อนบ้านของซาอุดิ อารเบีย
    มันเป็นการเขียนเสือให้วัว หรืออูฐ กลัว หรือเปล่านะ
    เจ้าชายนาเยฟ เดือดดาลมาก ที่โอบามา บีบให้มูบารัคประธานาธิบดีของอียิปต์ลาออก และเมื่อบาห์เรน ซึ่งดูเหมือนจะเจอเทศกาลอาหรับสปริงไปด้วย นาเยฟ ไม่ยอมให้บาห์เรนเป็นเหมือนอียิปต์ เขาให้ราชวงศ์ซาอูด ช่วยราชวงศ์ของบาห์เรน ซึ่งเป็นนิกายสุนนีด้วยกัน จึงทำให้เกิดมีการเผชิญหน้ากัน ระหว่างนิกายชีอะ กับสุนนี่ในบาห์เรนอีกด้วย การปราบปรามในบาห์เรนใช้ไม้แข็ง หรือลูกตะกั่ว ซึ่งอเมริกาอ้างว่า ได้ประท้วงการใช้ความรุนแรงอย่างนั้นแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ และกองทัพของซาอุดิอารเบีย ก็ยังอยู่เต็มในบาห์เรนจนทุกวันนี้
    เจ้าชายนาเยฟ หรือ the Black Prince ในสายตาของอเมริกา ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่เข้มงวด และใช้อำนาจของซาอุดิอารเบียอย่างเต็มอัตรา อเมริกาเหน็บแนมว่า เจ้าชายนาเยฟ กำลังส่งเสริมให้ซาอุดิอารเบียใช้อำนาจของราชวงศ์ซาอูด แบบ “Pax Saudiana” คือสันติภาพและเสรีภาพแบบซาอุดิอารเบีย ใครที่ไม่ปฏิบัติตาม เป็นผู้ก่อการร้ายทั้งสิ้น
    … แล้วต่างอะไรกับ Pax Americana ของอเมริกา ต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องมีเสรีภาพ ต้องทำตามที่กูบอกเท่านั้น...ไม่งั้นเป็นผู้ก่อการร้าย….ฮาครับ
    นอกจากนี้ เจ้าชายนาเยฟ ยังถูกอเมริกาวิจารณ์ว่า เจ้าชาย เป็นคนยุ กษัตริย์ อับดุลลาห์ ว่า อย่ายอมใจอ่อน กับพวกที่ต้องการให้มีการปฏิรูป เด็ดขาด ขณะที่กษัตริย์อับดุลลาห์ มีแนวโน้มที่จะเดินสายกลาง โดยพยายามจะเปลี่ยนประเทศ อย่างช้าๆเป็นขั้นตอน เน้นให้ประชาชนมีการศึกษามากขึ้น และ เคยพูดว่า อาจเปิดทางให้ผู้หญิงมีสิทธิขับรถได้ด้วย นอกจากนี้ กษัตริย์อับดุลลาห์ ยังจัดสรรเงินเป็นจำนวนมาก เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นกลาง และชั้นล่างของ ซาอุดิอารเบียอีกด้วย
    ถึงกระนั้น ในสายตาของอเมริกา กษัตริย์อับดุลลาห์ ก็ไม่เคยแตะเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อของศาสนาเลย และเจ้าชาย บิน นาเยฟ ที่รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยแทนพ่อ ก็เคร่งครัดเรื่องศาสนา และดำเนินการรุนแรง กับผู้ที่กระทำผิดทางคำสอนของศาสนาเช่นกัน
    อเมริกาบอก บิน นาเยฟ อาจจะเชี่ยวชาญ ในการจัดการกับผู้ก่อการร้ายในราชอาณาจักรซาอุดิอารเบีย แต่ไม่เห็นอันตราย ของการห้ามประชาชนที่จะแสดงความเห็นอย่างอิสระ และทำให้ความพยายามของอับดุลลาห์ ที่จะปฏิรูปประเทศ ก็เลยเหมือนกับค้างอยู่กลางทาง
    เจ้าชายนาเยฟ ขึ้นมาเป็นมงกุฏราชกุมารได้เพียงปีเดียว ใน ปี ค.ศ.2012 ก็ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์ในวัย 78 ปี ที่โรงพยาบาลในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับเสียงถอนหายใจโล่งอก ดังยาวไปทั้งทางเดินที่ทำเนียบในวอชิงตัน …..นี่ ผมเขียนตามถ้อยคำ ที่คนเขียนบทความเกี่ยวกับ the Black Prince ใช้เลยนะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    21 ต.ค. 2558
    ข่าวลือ ข่าวลวง ตอนที่ 5 ” ข่าวลือ ข่าวลวง” ตอน 5 เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่ซาอุดิอารเบียใช้เวลากวาดกลุ่มอัลไคดา ให้หมดไปจากบ้านตัวเอง อัลไคดาหมดไปจากซาอุ แต่ไม่ได้สูญพันธ์ กลับขยายตัวแพร่กระจายไปทั่วตะวันออกกลาง และอาฟริกา ในปี ค.ศ.2009 กลุ่มอัลไคดาที่หลบออกไปจากซาอุ ไปโผล่ที่เยเมนแทน และมีแผนที่จะระเบิดเครื่องบินที่จะบินไปอเมริกา บิน นาเยฟ หรือ MBN ตามที่อเมริกาเรียก ได้แจ้งข่าวนี้ไปทางวอชิงตัน และในที่สุดก็จับตัวคนที่พกระเบิดขึ้นเครื่องบินได้ (อ่านรายละเอียดตอนนี้ได้ในนิทานเรื่อง “แผนชั่ว”) บิน นาเยฟ ได้รับความชื่นชมจากอเมริกาอย่าง ยิ่ง ถึงขนาดเรียกเขาว่า เป็นเจ้าพ่อข่าวกรอง บิน นาเยฟ ยังแสดงผลงานต่อ เมื่อ อับดุลลา อสิรี Abdullah Asiri อัลไคดา ระดับหัวหน้าคนหนึ่ง ตกลงจะมอบตัว โดยมีเงื่อนไขว่า จะมอบตัวกับ บิน นาเยฟ คนเดียวเท่านั้น และถ้า บิน นาเยฟ ตกลง เขาอาจจะพูดให้พี่ชาย อิบราฮิม อสิรี Ibrahim Asiri มือวางระเบิดคนสำคัญ มามอบตัวอีกด้วย บิน นาเยฟ ตกลง และนัดมอบตัวกัน ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.2009 เมื่อพบกัน ทั้ง 2 นั่งบนเบาะที่วางบนพื้น หันหน้าเข้าหากัน หลังจากนั้น อสิรี ก็ร้องไห้ และหยิบโทรศัพท์ที่ซ่อนมาในเสื้อคลุม ขอโทรไปหาครอบครัว และพูดกับพี่ชาย พูดเสร็จก็ยื่นโทรศัพท์ให้บิน นาเยฟ บอกว่าพี่ชายจะพูดด้วย ระหว่างที่ บิน นาเยฟ ยื่นมือไปรับโทรศัพท์ พร้อมกล่าวคำทักทาย อิสิรี ก็กดระเบิดที่ซ่อนมาในทวารหนัก ระเบิดเป็นหลุมลึกใต้เบาะที่เขานั่ง ส่วนตัวเขา แหลกละเอียด ตายต่อหน้า บิน นาเยฟ ซึ่งโดนสะเก็ดระเบิดด้วย แต่ไม่สาหัส ในปี ค.ศ.2011 เจ้าชายนาเยฟ the Black Prince ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นมงกุฏราชกุมาร ซึ่งทำให้ฝั่งอเมริกาตาเหลือกไปทั้งทำเนียบในวอชิงตัน และ ในปีนั้นเอง ตะวันออกกลางก็เกิดเทศกาลอาหรับสปริง ที่อเมริกาอ้างว่า ได้รับการชื่นชมจากพวกตะวันตก อย่างยิ่ง ที่ผู้นำเผด็จการทั้งหลาย ต่างร่วงผล่อยไปตามๆกัน ไล่มาตั้งแต่ตูนิเซีย อียิปต์ และมาถึง บาห์เรน เพื่อนบ้านของซาอุดิ อารเบีย มันเป็นการเขียนเสือให้วัว หรืออูฐ กลัว หรือเปล่านะ เจ้าชายนาเยฟ เดือดดาลมาก ที่โอบามา บีบให้มูบารัคประธานาธิบดีของอียิปต์ลาออก และเมื่อบาห์เรน ซึ่งดูเหมือนจะเจอเทศกาลอาหรับสปริงไปด้วย นาเยฟ ไม่ยอมให้บาห์เรนเป็นเหมือนอียิปต์ เขาให้ราชวงศ์ซาอูด ช่วยราชวงศ์ของบาห์เรน ซึ่งเป็นนิกายสุนนีด้วยกัน จึงทำให้เกิดมีการเผชิญหน้ากัน ระหว่างนิกายชีอะ กับสุนนี่ในบาห์เรนอีกด้วย การปราบปรามในบาห์เรนใช้ไม้แข็ง หรือลูกตะกั่ว ซึ่งอเมริกาอ้างว่า ได้ประท้วงการใช้ความรุนแรงอย่างนั้นแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ และกองทัพของซาอุดิอารเบีย ก็ยังอยู่เต็มในบาห์เรนจนทุกวันนี้ เจ้าชายนาเยฟ หรือ the Black Prince ในสายตาของอเมริกา ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่เข้มงวด และใช้อำนาจของซาอุดิอารเบียอย่างเต็มอัตรา อเมริกาเหน็บแนมว่า เจ้าชายนาเยฟ กำลังส่งเสริมให้ซาอุดิอารเบียใช้อำนาจของราชวงศ์ซาอูด แบบ “Pax Saudiana” คือสันติภาพและเสรีภาพแบบซาอุดิอารเบีย ใครที่ไม่ปฏิบัติตาม เป็นผู้ก่อการร้ายทั้งสิ้น … แล้วต่างอะไรกับ Pax Americana ของอเมริกา ต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องมีเสรีภาพ ต้องทำตามที่กูบอกเท่านั้น...ไม่งั้นเป็นผู้ก่อการร้าย….ฮาครับ นอกจากนี้ เจ้าชายนาเยฟ ยังถูกอเมริกาวิจารณ์ว่า เจ้าชาย เป็นคนยุ กษัตริย์ อับดุลลาห์ ว่า อย่ายอมใจอ่อน กับพวกที่ต้องการให้มีการปฏิรูป เด็ดขาด ขณะที่กษัตริย์อับดุลลาห์ มีแนวโน้มที่จะเดินสายกลาง โดยพยายามจะเปลี่ยนประเทศ อย่างช้าๆเป็นขั้นตอน เน้นให้ประชาชนมีการศึกษามากขึ้น และ เคยพูดว่า อาจเปิดทางให้ผู้หญิงมีสิทธิขับรถได้ด้วย นอกจากนี้ กษัตริย์อับดุลลาห์ ยังจัดสรรเงินเป็นจำนวนมาก เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นกลาง และชั้นล่างของ ซาอุดิอารเบียอีกด้วย ถึงกระนั้น ในสายตาของอเมริกา กษัตริย์อับดุลลาห์ ก็ไม่เคยแตะเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อของศาสนาเลย และเจ้าชาย บิน นาเยฟ ที่รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยแทนพ่อ ก็เคร่งครัดเรื่องศาสนา และดำเนินการรุนแรง กับผู้ที่กระทำผิดทางคำสอนของศาสนาเช่นกัน อเมริกาบอก บิน นาเยฟ อาจจะเชี่ยวชาญ ในการจัดการกับผู้ก่อการร้ายในราชอาณาจักรซาอุดิอารเบีย แต่ไม่เห็นอันตราย ของการห้ามประชาชนที่จะแสดงความเห็นอย่างอิสระ และทำให้ความพยายามของอับดุลลาห์ ที่จะปฏิรูปประเทศ ก็เลยเหมือนกับค้างอยู่กลางทาง เจ้าชายนาเยฟ ขึ้นมาเป็นมงกุฏราชกุมารได้เพียงปีเดียว ใน ปี ค.ศ.2012 ก็ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์ในวัย 78 ปี ที่โรงพยาบาลในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับเสียงถอนหายใจโล่งอก ดังยาวไปทั้งทางเดินที่ทำเนียบในวอชิงตัน …..นี่ ผมเขียนตามถ้อยคำ ที่คนเขียนบทความเกี่ยวกับ the Black Prince ใช้เลยนะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 21 ต.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 554 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ล่าสุดฝ่ายกัมพูชาเริ่มเสียเปรียบหลายพื้นที่ เส้นทางส่งกำลังบำรุงถูกตัดขาด ความสามารถในการรบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    .
    ช่องอานม้าเผชิญปัญหาการบังคับบัญชารุนแรง มีแนวโน้มต้องถอนกำลังไปแนวต้านทานที่ 2 ขณะที่ปราสาทตาเมือนสูญเสียอาวุธ กระสุน และยานเกราะ ส่อถอนตัวหรือยื้อเป็นระลอกสุดท้าย
    .
    พื้นที่ช่องจอม–ช่องระยี–ปลดต่าง เส้นทางลำเลียงของฝ่ายกัมพูชาถูกตัด ส่งผลต่อการดำรงกำลังแนวหน้าโดยตรง ถือเป็นจุดวิกฤตของฝ่ายตรงข้าม
    .
    ด้านปราสาทตาควายและเนิน 350 ยังใช้ยุทธวิธีรบแบบหน่วงเวลา อาศัยที่มั่นแข็งแรงและการซุ่มโจมตี เพื่อยึดตรึงกำลังและซื้อเวลา
    .
    ทภ.2 เตือนประชาชน หากพบซากโดรนหรือวัตถุต้องสงสัย ห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่หรือสายด่วนความมั่นคง 1374 ทันที
    .
    อ่านต่อ >>> https://news1live.com/detail/9680000120976
    .
    #News1live #News1 #ทภ2 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #ปกป้องอธิปไตย #สถานการณ์ชายแดน
    ทภ.2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ล่าสุดฝ่ายกัมพูชาเริ่มเสียเปรียบหลายพื้นที่ เส้นทางส่งกำลังบำรุงถูกตัดขาด ความสามารถในการรบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ . ช่องอานม้าเผชิญปัญหาการบังคับบัญชารุนแรง มีแนวโน้มต้องถอนกำลังไปแนวต้านทานที่ 2 ขณะที่ปราสาทตาเมือนสูญเสียอาวุธ กระสุน และยานเกราะ ส่อถอนตัวหรือยื้อเป็นระลอกสุดท้าย . พื้นที่ช่องจอม–ช่องระยี–ปลดต่าง เส้นทางลำเลียงของฝ่ายกัมพูชาถูกตัด ส่งผลต่อการดำรงกำลังแนวหน้าโดยตรง ถือเป็นจุดวิกฤตของฝ่ายตรงข้าม . ด้านปราสาทตาควายและเนิน 350 ยังใช้ยุทธวิธีรบแบบหน่วงเวลา อาศัยที่มั่นแข็งแรงและการซุ่มโจมตี เพื่อยึดตรึงกำลังและซื้อเวลา . ทภ.2 เตือนประชาชน หากพบซากโดรนหรือวัตถุต้องสงสัย ห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่หรือสายด่วนความมั่นคง 1374 ทันที . อ่านต่อ >>> https://news1live.com/detail/9680000120976 . #News1live #News1 #ทภ2 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #ปกป้องอธิปไตย #สถานการณ์ชายแดน
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 293 มุมมอง 0 รีวิว
  • ธนกร วังบุญคงชนะ โต้ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังระบุหากพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์ชายแดนคงไม่วิกฤต ชี้นโยบายลดขนาดกองทัพ ตัดงบยุทโธปกรณ์ และคำพูด “ทหารมีไว้ทำไม” มาจากพรรคของพิธาเอง พร้อมย้ำหากได้เป็นนายกฯ จริง บ้านเมืองอาจลุกเป็นไฟ มั่นใจนายกฯ อนุทิน เด็ดขาด ปกป้องอธิปไตยประเทศ
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000120211
    .
    #News1live #News1 #การเมือง #ธนกร #ธนาธร #พิธา #กองทัพ #ความมั่นคง #ชายแดนไทยกัมพูชา
    ธนกร วังบุญคงชนะ โต้ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังระบุหากพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์ชายแดนคงไม่วิกฤต ชี้นโยบายลดขนาดกองทัพ ตัดงบยุทโธปกรณ์ และคำพูด “ทหารมีไว้ทำไม” มาจากพรรคของพิธาเอง พร้อมย้ำหากได้เป็นนายกฯ จริง บ้านเมืองอาจลุกเป็นไฟ มั่นใจนายกฯ อนุทิน เด็ดขาด ปกป้องอธิปไตยประเทศ . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000120211 . #News1live #News1 #การเมือง #ธนกร #ธนาธร #พิธา #กองทัพ #ความมั่นคง #ชายแดนไทยกัมพูชา
    Like
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 379 มุมมอง 0 รีวิว
  • โง่ชิบหาย...!!!
    .
    ทำตัวเป็นเด็กยังไม่อย่านม ลงไปนอนกลิ้งจะเอาของเล่น
    .
    ประเทศชาติมีศึกสงคราม ไอ้พรรคการเมืองเหี้ยนี่ คิดอย่างเดียวจะแก้รัฐธรรมนูญ
    .
    กูจะแก้หมวด 1 หมวด 2 ด้วย...!!!
    ....
    ....
    หมวดที่ 1 บททั่วไป กำหนดหลักการพื้นฐาน
    .
    ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว และมีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    .
    หมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ กำหนดสถานะและบทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ
    ....
    ....
    พวกมึงอยากจะแก้เหี้ยอะไร
    .
    จะแก้หมวด 1 หรือมึงอยากจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ แบ่งแยกดินแดนให้ BRN รึไง...???
    .
    จะแก้หมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์ มึงจะแก้ไขสถานะพระมหากษัตริย์เหรอ...???
    ...
    ...
    ทุกลมหายใจคิดแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ คิดแต่จะจัดการสถาบันพระมหากษัตริย์
    .
    เค้ารบกับ มึงก็ค้านดะ หาว่าทหารจะหาซีนหาแสง ห้ามมีกระแสชาตินิยมในประเทศไทยเด็ดขาด
    .
    ไปนั่งตรวจสอบทหาร ตรวจสอบคนบริจาคช่วยทหาร...
    .
    คิดว่าตัวเองคะแนนเสียงเยอะ ไม่พอใจก็โวยวายขู่จะอภิปราย ท้าให้เขายุบสภา
    .
    เขาเลยยุบสภาฟาดหน้ามึง...!!!
    .
    ทีนี้ทำยังไง...???
    .
    ไอ้หน้าโง่เอ้ย...!!!
    .
    ไก่อ่อน...
    .
    ถ้าประเทศชาติในยามสงครามได้พวกมึงมาบริหาร...
    .
    ไม่แคล้ว ได้หยุดสงคราม กราบตีน เขมร ลาก ไอ้ทรัมป์ มาเสือกอีกแน่นอน...
    .
    โง่แล้ว โง่อยู่ โง่ต่อไป...!!!
    โง่ชิบหาย...!!! . ทำตัวเป็นเด็กยังไม่อย่านม ลงไปนอนกลิ้งจะเอาของเล่น . ประเทศชาติมีศึกสงคราม ไอ้พรรคการเมืองเหี้ยนี่ คิดอย่างเดียวจะแก้รัฐธรรมนูญ . กูจะแก้หมวด 1 หมวด 2 ด้วย...!!! .... .... หมวดที่ 1 บททั่วไป กำหนดหลักการพื้นฐาน . ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว และมีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข . หมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ กำหนดสถานะและบทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ .... .... พวกมึงอยากจะแก้เหี้ยอะไร . จะแก้หมวด 1 หรือมึงอยากจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ แบ่งแยกดินแดนให้ BRN รึไง...??? . จะแก้หมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์ มึงจะแก้ไขสถานะพระมหากษัตริย์เหรอ...??? ... ... ทุกลมหายใจคิดแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ คิดแต่จะจัดการสถาบันพระมหากษัตริย์ . เค้ารบกับ มึงก็ค้านดะ หาว่าทหารจะหาซีนหาแสง ห้ามมีกระแสชาตินิยมในประเทศไทยเด็ดขาด . ไปนั่งตรวจสอบทหาร ตรวจสอบคนบริจาคช่วยทหาร... . คิดว่าตัวเองคะแนนเสียงเยอะ ไม่พอใจก็โวยวายขู่จะอภิปราย ท้าให้เขายุบสภา . เขาเลยยุบสภาฟาดหน้ามึง...!!! . ทีนี้ทำยังไง...??? . ไอ้หน้าโง่เอ้ย...!!! . ไก่อ่อน... . ถ้าประเทศชาติในยามสงครามได้พวกมึงมาบริหาร... . ไม่แคล้ว ได้หยุดสงคราม กราบตีน เขมร ลาก ไอ้ทรัมป์ มาเสือกอีกแน่นอน... . โง่แล้ว โง่อยู่ โง่ต่อไป...!!!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 324 มุมมอง 0 รีวิว
  • เปิดปฏิบัติการเด็ดขาด! Gripen ของกองทัพอากาศไทยทิ้งระเบิดแรงสูงใส่อาคาร “กาสิโนลิมเฮง” ฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามช่องจอม หลังตรวจพบว่าใช้เป็นศูนย์ปล่อยโดรนพลีชีพ-ซ่อนรถยิง BM-21 และเป็นจุดสะสมกำลังพล
    .
    เพจ Army Military Force เผยภาพควันพวยพุ่งจากอาคารในพื้นที่โอร์เสม็ด หลังถูกโจมตีเมื่อเวลา 20.33 น. วันนี้
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000118418
    .
    #News1live #News1 #Gripenไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ช่องจอม #กาสิโนลิมเฮง #BM21 #โดรนพลีชีพ #อธิปไตยไทย
    เปิดปฏิบัติการเด็ดขาด! Gripen ของกองทัพอากาศไทยทิ้งระเบิดแรงสูงใส่อาคาร “กาสิโนลิมเฮง” ฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามช่องจอม หลังตรวจพบว่าใช้เป็นศูนย์ปล่อยโดรนพลีชีพ-ซ่อนรถยิง BM-21 และเป็นจุดสะสมกำลังพล . เพจ Army Military Force เผยภาพควันพวยพุ่งจากอาคารในพื้นที่โอร์เสม็ด หลังถูกโจมตีเมื่อเวลา 20.33 น. วันนี้ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000118418 . #News1live #News1 #Gripenไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ช่องจอม #กาสิโนลิมเฮง #BM21 #โดรนพลีชีพ #อธิปไตยไทย
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 394 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนชั่ว ตอนที่ 10

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว”
    ตอน 10
    ระหว่างที่อเมริกา ใช้ AFRICOM ค่อยๆ สร้างกับดัก และบ่วงรัดคอ อยู่แถวอาฟริกา ไล่มาถึงตะวันออกกลาง ตามยุทธศาสตร์ คุมแหล่งน้ำมัน รวมทั้งเส้นทางเดินของน้ำมัน ไม่ไห้หลุดไปถึงจีนนั้น หน่วยงานอื่นของอเมริกา ก็ทำงานอื่น อยู่ในแถบอื่น แต่เกี่ยวพันกันอย่างนึกไม่ถึง ควบคู่ไปด้วย
    ช่วงปี ค.ศ.2002 ถึง 2008 อเมริกาแจกโปรแกรม ปฏิวัติหลากสี Color Revolutions ไปทั่ว เพื่อให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง ประเทศ ที่ปกครองในบางประเทศมานาน แต่ถึงเวลาแล้ว ที่อเมริกาต้องการเปลี่ยน เอาคน หรือกลุ่มที่อเมริกาเลือก มาปกครองประเทศเหล่านั้น เพื่ออเมริกาจะได้เข้าไปครอบครองทรัพยากร และการปกครองประเทศเหล่านั้น
    ไหนว่าต้องการให้ ประเทศทั้งหลายในโลก ปกครองตัวเอง ด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเลือกผู้แทนของตนมาปกครอง ไงครับ
    ….อ้อ เราเข้าใจผิดหรือครับ …. ต้องใช้ว่า …. ระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเลือกผู้แทน “ตามที่อเมริกาต้องการ” มาปกครอง …. ครับ ครับ เข้าใจแล้วครับ ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจ ระบอบประชาธิปไตย ตามความหมายของอเมริกา เสียใหม่นะครับ
    ในช่วงนั้น องค์กรที่เรียกว่า เอ็นจีโอ non government organization ถูกอเมริกาจัดตั้ง โผล่ขึ้นมาเต็ม เหมือนเห็ดหน้าฝน ภายใต้สาระพัดชื่อ โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นองค์กรของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่รัฐบาลอเมริกัน ให้หน่วยงานอื่นสนับสนุนเงินทุนแก่เอ็นจีโอเหล่านี้ และให้อยู่ในความดูแลของฝ่ายความมั่นคง เพนตากอน และหน่วยงานข่าวกรองของอเมริกา ซีไอเอ อีกด้วย ถุด…
    เอ็นจีโอเหล่านี้ น่าจะถูกฝึก และถูกเลี้ยงเหมือนนกแก้ว เพราะร้องเป็นอยู่ ไม่กี่ประโยค…… ละเมิดสิทธิมนุษยชน…. ไม่เอาเผด็จการ …. เป็นประชาธิปไตย… นกแก้วมีหลายพันธ์ุ เช่น พันธ์ุยุโรปตะวันออก พันธ์ุอาหรับ และพันธ์ุเอเซีย นกแก้วเอเซีย กำลังถูกลำเลียง ไปปล่อยแถว พม่า ธิเบต และตรงเขตแดนสำคัญของจีน คือ ซินเกียง
    นกแก้วฝูงแรก ถูกเอาไปปล่อยที่พม่า หรือเมียนมาร์ แต่อังกฤษ เจ้านายเก่า รวมทั้งอเมริกา (ที่กำลังเบียดเข้ามาเพื่อหวังจะเป็น) เจ้านายใหม่ ยังเรียก พม่า ตามความคุ้นปากเหมือนเดิม รวมทั้งผม ก็ขอเรียก พม่า เพราะพิมพ์ง่ายกว่า
    ปี ค.ศ.2007 เกิดการปฏิวัติหลากสี ขึ้นที่พม่า อเมริกาเรียกปฏิวัตินี้ว่า ปฏิวัติสีผ้าเหลือง Saffron Revolution ซึ่งเป็นโรคติดต่อมาจาก ปฏิวัติสีกุหลาบ Rose Revolution ในจอร์เจีย ปี 2003 และ ปฏิวัติสีส้ม Orange Revolution ในยูเครน ปี 2004-2005 ที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก บริเวณที่ติดกับรัสเซีย มันเป็นการปฏิวัติ ที่อเมริกาเป็นผู้อำนวยการสร้าง เขียนบท คัดเลือกตัวผู้เข้าฉาก และกำกับการแสดงทั้งหมด และก็คงเห็นกันแล้วว่า ความฉิบหายวุ่นวาย ทั้งในจอร์เจีย และยูเครน ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ และมีที่ท่าว่าจะแย่ลงเรื่อยๆ
    สำหรับปฏิวัติสีผ้าเหลืองในพม่านั้น มีสื่อฝรั่ง บอกว่า คนตั้งชื่อ ตั้งใจเรียกตาม สีจีวรพระพม่า เพราะตามแผนที่อเมริกาวางไว้ พระพม่าจะเป็นพระเอก เดินนำการประท้วงรัฐบาลพม่า เป็นแผนที่เด็ดขาดมากใช้พระนำขบวน ไม่บอกก่อนจะได้ส่งพวกจานบินไป ร่วม และก็เป็นเรื่องตลกมากด้วย เพราะจีวรพระพม่า สีน้ำตาลแดง ไม่ใช่สีเหลืองอมส้ม เขาว่า กลุ่มคนคิดแผน นั่งสุมหัวกันอยู่ที่สถานกงสุลอเมริกันที่เชียงใหม่ ผมชักเชื่อ แสดงว่าไอ้คนทำแผน เห็นพระไทยในเชียงใหม่ห่มจีวรสีเหลืองอมส้ม ก็สีจีวรพระบ้านเรานั่นแหละ เลยใช้เป็นชื่อปฏิวัติเสียเลย มันมั่วซั่วสิ้นดี ปฏิวัติสีผ้าเหลือง ฮาจริง
    สาเหตุการประท้วง (ไม่ใช่ปฏิวัติ) ที่อ้าง หรือสร้าง บอกว่า มาจากการที่รัฐบาลทหารของพม่า ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมัน ทำให้ราคาขายน้ำมันในพม่าพุ่งสูงขึ้นไปประมาณ เกือบเท่าตัว ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน กลุ่มที่ออกมาประท้วงตามข่าว มีตั้งแต่ นักเรียน แม่บ้าน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และพระพม่าจำนวนมาก
    แต่เป้าหมายจริงๆ ก็คือสร้างความปั่นป่วนในพม่า เพื่อจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทหาร ที่ปกครองพม่ามานาน และเอาคุณนายซู เมียฝรั่งที่ฝ่ายตะวันตกสนับสนุนมาเป็นผู้นำ คุณนายเป็นเองไม่ได้ ก็เอาคนที่คุณนายสั่งได้มาเป็น เพื่อเปิดประตูให้ตะวันตกเข้ามาในพม่า เรื่องคุณนายซู นี่ นายเก่า ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาใหญ่ และเดินสายทั้งในและนอกพม่า
    ผู้นำการปฏิวัติ ใช้ตัวเชิดเป็นฝ่ายนักเคลื่อนไหว ที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร แต่หัวหน้าตัวจริง มีหลายคน ตั้งแต่คุณนายซู เมียฝรั่ง นักเคลื่อนไหวของพม่า พระพม่า และนักหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น แปลกใจไหมครับ ก็ไปนำขบวนด้วยประท้วงแล้วก็ถูกยิงตาย กลายเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลทหารของพม่า กับรัฐบาลญี่ปุ่น และส่วนพระพม่าก็เป็นพวกที่มายืนชุมนุมอยู่หน้าบ้านคุณนาย ก่อนเคลื่อนย้ายไปตามถนนในเมืองย่างกุ้ง
    ก่อนการประท้วงเกิดขึ้น อเมริกามอบหมายให้นาย จีน ชาร์พ Gene Sharp ผู้ก่อตั้งองค์กรชื่อ สถาบันอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ Albert Einstein ในอเมริกา ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากหลายสถาบันในสังกัดซีไอเอ ให้เป็นผู้รับผิดชอบ ฝึกอบรมและกำกับวิธีการประท้วง (อย่างเนียน)
    นายจีน ชาร์พ นี่ เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ดังมาก ชื่อ How to Start a Revolution พร้อมทำเป็นวีดีโอ มีทั้งภาษายูเครน ภาษาอาหรับ ไม่รู้มี ป็นภาษาพม่า ภาษาไทย ด้วยหรือเปล่า เขาเรียก ทฤษฏีฝูงผึ้ง สร้างคนน ที่จะเป็นผู้นำกลุ่มก่อน ต่อมาก็สร้างขบวนการเคลื่อนไหว และจัดหาคนตาม ที่อาจจะไม่ต้องมาก ตามทฤษฏีของจีน ชาร์พ เขาอ้างว่า การ “เคลื่อนไหว” จะทำให้คนเข้ามาร่วมเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ยืนอยู่กับที่ ยกมือตะโกนซ้ำซาก แบบนั้น คนไม่เพิ่ม แล้วอาจเดินหนี เพราะมันหมดสมัยไปแล้ว
    จริงๆ องค์กรของชาร์พ ถูกส่งเข้าไปสร้างเครือข่ายในพม่าตั้งแต่ ค.ศ.1989 โดยพันเอก Robert Helvey หัวหน้าปฏิบัติการ ซีไอเอ และอดีตทูตทหารอเมริกันในย่างกุ้ง เป็นคนนำนายชาร์พเข้าไป นายชาร์พขึ้นล่อง อยู่ระหว่างพม่ากับจีน ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมินของจีน และก็เป็นผู้กำกับ Arab Spring หลายรายการ
    สถาบันใหญ่ในสังกัดซีไอเอ ที่สนับสนุนการประท้วงใหญ่สีจีวรพระที่พม่า คือ National Endowment for Democracy (NED) ที่แสนจะโด่งดัง เจ้า NED นี่ ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนนโยบายต่างประเทศของอเมริกา เขาว่า NED ทำหน้าที่เหมือนกับที่พวกซีไอเอ ทำในช่วงสงครามเย็นเพี้ยบเลย ผู้ที่สนับสนุนเงินทุนให้แก่ NED อีกต่อคือ Open Society ของไอ้หนังเหนียวตัวแสบ จอร์จ โซรอส ก็เล่นซ้ำกันอยู่อย่างนี้ เหมือนดูหนังในเคเบิลทีวีของเครือซี้ผีของบ้านเราเลย
    กระทรวงต่างประเทศอเมริกา ได้คัดเลือกตัวหัวหน้าที่จะไปเป็นผู้นำการทาขมิ้น จากหลายองค์กรในพม่า ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร โดยเจ้า NED ส่งเงินประมาณปีละ 2.5 ล้านเหรียญ หรือ ปีละ 75 ล้านบาท ให้กับพวกสีจีวรพระ ไปสร้างขบวนการประท้วง ศูนย์บัญชาการใหญ่ เขาว่า อยู่ที่สถานกงสุลอเมริกัน ที่เชียงใหม่ของเรานั่นแหละ ส่วนพวกสีจีวร ก็ฝึกอบรมกันอยู่แถวชายแดนบ้านเรา บางครั้ง พวกตัวสำคัญก็ถูกส่งไปอบรมที่อเมริกา แล้วก็กลับมาจัดองค์กรในพม่าต่อ น่าสนุกดีนะครับ เล่นกันอยู่แถวนี้เอง จะแสดงรายการที่พม่าก็มาซ้อมที่ไทย จะแสดงรายการที่ไทย ก็ไปซ้อมกันในเขมร เออ มันแน่จริงๆ นอกจากจะสร้างความปั่นป่วนในบ้านคนอื่นได้แล้ว ยังเสือกมีของแถม ทำให้เพื่อนบ้านมองหน้ากันไม่สนิทอีกด้วย
    นอกจาก NED จะอุดหนุนพวกสีจีวรแล้ว NED ยังจ่ายเงินให้กับสื่อ ชื่อ New Era Journal , Democratic Voice of Burma และ Irrawaddy ที่เขาว่า เป็นของคุณนายซู เมียฝรั่ง ซึ่งผมเข้าไปอ่านบ่อยเหมือนกัน เพราะบางข่าวเร็วมาก ยังกะส่งตรงจากสถานที่เกิดเหตุ หรือสถานที่ออกใบสั่งเลย
    แต่วัตถุประสงค์ของการจัดรายการประท้วงนี้ ที่ซ่อนไว้อีกชั้น น่าจะมี 2 เรื่อง พม่าก็น่าจะมีชะตาใกล้เคียงกับเยเมน เพราะพม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญจุดหนึ่งของเส้นทางเดินน้ำมัน จากอ่าวเปอร์เซียไปสู่ทะเลจีน เส้นทางเดินเรือเลียบฝั่งพม่า เป็นเส้นทางเดินเรือที่แน่นขนัด เพื่อผ่านเข้าไปสู่ช่องแคบมะละกา จุดรัดคอ choke point อีกจุดหนึ่ง ที่แคบกว่าของเยเมน และมีความสำคัญในระดับที่ ไม่ต่างกับเยเมน ด้วย
    ช่องแคบมะละกาเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด สำหรับส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไปจีน ช่องแคบมะละกาจึงเป็นจุดรัดคอ choke point ที่สำคัญยิ่งของเอเซีย ประมาณ 80% ของน้ำมันที่จีนนำเข้า ต้องขนส่งทางเรือผ่านจุดนี้ ส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบมะละกาคือ ช่องแคบ Phillips Channel อยู่ในส่วนของสิงคโปร์ มีความกว้างเพียง 1.5 ไมล์
    ทุกวันจะมีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบนี้ ประมาณวันละ 12 ล้านแท้งค์ใหญ่ และส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจีน หรือญี่ปุ่น…
    ถ้าช่องแคบมะละกาถูกปิด… ประมาณเกือบครึ่งของเรือขนส่งน้ำมันในโลก จะต้องเพิ่มเส้นทางเดินเรือยาวขึ้น หมายถึงการเพิ่มค่าขนส่งที่จะกระทบไปทั่วโลก มีเรือกว่า 5 หมื่นลำต่อปี แล่นผ่านช่องแคบมะละกา บริเว แนวเส้นทางเดินเรือ ตั้งแต่พม่าไปจนถึงบันดาร์อาเจ๊ะ จึงเป็นแนวรัดคอที่สำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ใครควบคุมเส้นทางนี้ได้ ก็หมายความว่า ได้ควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันทางน้ำของจีน และน่าจะของญี่ปุ่นด้วย
    อเมริกาพยายามที่จะนำกองกำลังของตัว เข้าไปในบริเวณนั้น ตั้งแต่ ปี ค.ศ.2001 โดยใช้ข้ออ้างว่า เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้าย ไม่รู้ผู้ก่อการร้ายพันธุ์อะไร จากไหน อ้างมั่วๆ จึงไม่มีใครยอม ในที่สุด ได้ข่าวว่า อเมริกาเจรจากับอินโดนีเซีย จนได้ตั้งฐานทัพอากาศ ที่บันดาร์ อาเจ๊ะ Banda Aceh ซึ่งอยู่ไปทางเหนือสุดของเกาะสุมาตรา
    คงทำให้เราพอเห็นภาพ ความวุ่นวายในพม่า ภาคใต้ของไทย รวมทั้งเรื่องราวในมาเลเซียว่า ทำไมจึงต้องเกิดขึ้นอย่างไม่จบสิ้น และทำไมการขุดคอขอดกระ ของเราจึงเป็นเรื่องยาก
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    23 ก.ย. 2558
    แผนชั่ว ตอนที่ 10 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว” ตอน 10 ระหว่างที่อเมริกา ใช้ AFRICOM ค่อยๆ สร้างกับดัก และบ่วงรัดคอ อยู่แถวอาฟริกา ไล่มาถึงตะวันออกกลาง ตามยุทธศาสตร์ คุมแหล่งน้ำมัน รวมทั้งเส้นทางเดินของน้ำมัน ไม่ไห้หลุดไปถึงจีนนั้น หน่วยงานอื่นของอเมริกา ก็ทำงานอื่น อยู่ในแถบอื่น แต่เกี่ยวพันกันอย่างนึกไม่ถึง ควบคู่ไปด้วย ช่วงปี ค.ศ.2002 ถึง 2008 อเมริกาแจกโปรแกรม ปฏิวัติหลากสี Color Revolutions ไปทั่ว เพื่อให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง ประเทศ ที่ปกครองในบางประเทศมานาน แต่ถึงเวลาแล้ว ที่อเมริกาต้องการเปลี่ยน เอาคน หรือกลุ่มที่อเมริกาเลือก มาปกครองประเทศเหล่านั้น เพื่ออเมริกาจะได้เข้าไปครอบครองทรัพยากร และการปกครองประเทศเหล่านั้น ไหนว่าต้องการให้ ประเทศทั้งหลายในโลก ปกครองตัวเอง ด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเลือกผู้แทนของตนมาปกครอง ไงครับ ….อ้อ เราเข้าใจผิดหรือครับ …. ต้องใช้ว่า …. ระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเลือกผู้แทน “ตามที่อเมริกาต้องการ” มาปกครอง …. ครับ ครับ เข้าใจแล้วครับ ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจ ระบอบประชาธิปไตย ตามความหมายของอเมริกา เสียใหม่นะครับ ในช่วงนั้น องค์กรที่เรียกว่า เอ็นจีโอ non government organization ถูกอเมริกาจัดตั้ง โผล่ขึ้นมาเต็ม เหมือนเห็ดหน้าฝน ภายใต้สาระพัดชื่อ โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นองค์กรของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่รัฐบาลอเมริกัน ให้หน่วยงานอื่นสนับสนุนเงินทุนแก่เอ็นจีโอเหล่านี้ และให้อยู่ในความดูแลของฝ่ายความมั่นคง เพนตากอน และหน่วยงานข่าวกรองของอเมริกา ซีไอเอ อีกด้วย ถุด… เอ็นจีโอเหล่านี้ น่าจะถูกฝึก และถูกเลี้ยงเหมือนนกแก้ว เพราะร้องเป็นอยู่ ไม่กี่ประโยค…… ละเมิดสิทธิมนุษยชน…. ไม่เอาเผด็จการ …. เป็นประชาธิปไตย… นกแก้วมีหลายพันธ์ุ เช่น พันธ์ุยุโรปตะวันออก พันธ์ุอาหรับ และพันธ์ุเอเซีย นกแก้วเอเซีย กำลังถูกลำเลียง ไปปล่อยแถว พม่า ธิเบต และตรงเขตแดนสำคัญของจีน คือ ซินเกียง นกแก้วฝูงแรก ถูกเอาไปปล่อยที่พม่า หรือเมียนมาร์ แต่อังกฤษ เจ้านายเก่า รวมทั้งอเมริกา (ที่กำลังเบียดเข้ามาเพื่อหวังจะเป็น) เจ้านายใหม่ ยังเรียก พม่า ตามความคุ้นปากเหมือนเดิม รวมทั้งผม ก็ขอเรียก พม่า เพราะพิมพ์ง่ายกว่า ปี ค.ศ.2007 เกิดการปฏิวัติหลากสี ขึ้นที่พม่า อเมริกาเรียกปฏิวัตินี้ว่า ปฏิวัติสีผ้าเหลือง Saffron Revolution ซึ่งเป็นโรคติดต่อมาจาก ปฏิวัติสีกุหลาบ Rose Revolution ในจอร์เจีย ปี 2003 และ ปฏิวัติสีส้ม Orange Revolution ในยูเครน ปี 2004-2005 ที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก บริเวณที่ติดกับรัสเซีย มันเป็นการปฏิวัติ ที่อเมริกาเป็นผู้อำนวยการสร้าง เขียนบท คัดเลือกตัวผู้เข้าฉาก และกำกับการแสดงทั้งหมด และก็คงเห็นกันแล้วว่า ความฉิบหายวุ่นวาย ทั้งในจอร์เจีย และยูเครน ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ และมีที่ท่าว่าจะแย่ลงเรื่อยๆ สำหรับปฏิวัติสีผ้าเหลืองในพม่านั้น มีสื่อฝรั่ง บอกว่า คนตั้งชื่อ ตั้งใจเรียกตาม สีจีวรพระพม่า เพราะตามแผนที่อเมริกาวางไว้ พระพม่าจะเป็นพระเอก เดินนำการประท้วงรัฐบาลพม่า เป็นแผนที่เด็ดขาดมากใช้พระนำขบวน ไม่บอกก่อนจะได้ส่งพวกจานบินไป ร่วม และก็เป็นเรื่องตลกมากด้วย เพราะจีวรพระพม่า สีน้ำตาลแดง ไม่ใช่สีเหลืองอมส้ม เขาว่า กลุ่มคนคิดแผน นั่งสุมหัวกันอยู่ที่สถานกงสุลอเมริกันที่เชียงใหม่ ผมชักเชื่อ แสดงว่าไอ้คนทำแผน เห็นพระไทยในเชียงใหม่ห่มจีวรสีเหลืองอมส้ม ก็สีจีวรพระบ้านเรานั่นแหละ เลยใช้เป็นชื่อปฏิวัติเสียเลย มันมั่วซั่วสิ้นดี ปฏิวัติสีผ้าเหลือง ฮาจริง สาเหตุการประท้วง (ไม่ใช่ปฏิวัติ) ที่อ้าง หรือสร้าง บอกว่า มาจากการที่รัฐบาลทหารของพม่า ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมัน ทำให้ราคาขายน้ำมันในพม่าพุ่งสูงขึ้นไปประมาณ เกือบเท่าตัว ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน กลุ่มที่ออกมาประท้วงตามข่าว มีตั้งแต่ นักเรียน แม่บ้าน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และพระพม่าจำนวนมาก แต่เป้าหมายจริงๆ ก็คือสร้างความปั่นป่วนในพม่า เพื่อจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทหาร ที่ปกครองพม่ามานาน และเอาคุณนายซู เมียฝรั่งที่ฝ่ายตะวันตกสนับสนุนมาเป็นผู้นำ คุณนายเป็นเองไม่ได้ ก็เอาคนที่คุณนายสั่งได้มาเป็น เพื่อเปิดประตูให้ตะวันตกเข้ามาในพม่า เรื่องคุณนายซู นี่ นายเก่า ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาใหญ่ และเดินสายทั้งในและนอกพม่า ผู้นำการปฏิวัติ ใช้ตัวเชิดเป็นฝ่ายนักเคลื่อนไหว ที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร แต่หัวหน้าตัวจริง มีหลายคน ตั้งแต่คุณนายซู เมียฝรั่ง นักเคลื่อนไหวของพม่า พระพม่า และนักหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น แปลกใจไหมครับ ก็ไปนำขบวนด้วยประท้วงแล้วก็ถูกยิงตาย กลายเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลทหารของพม่า กับรัฐบาลญี่ปุ่น และส่วนพระพม่าก็เป็นพวกที่มายืนชุมนุมอยู่หน้าบ้านคุณนาย ก่อนเคลื่อนย้ายไปตามถนนในเมืองย่างกุ้ง ก่อนการประท้วงเกิดขึ้น อเมริกามอบหมายให้นาย จีน ชาร์พ Gene Sharp ผู้ก่อตั้งองค์กรชื่อ สถาบันอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ Albert Einstein ในอเมริกา ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากหลายสถาบันในสังกัดซีไอเอ ให้เป็นผู้รับผิดชอบ ฝึกอบรมและกำกับวิธีการประท้วง (อย่างเนียน) นายจีน ชาร์พ นี่ เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ดังมาก ชื่อ How to Start a Revolution พร้อมทำเป็นวีดีโอ มีทั้งภาษายูเครน ภาษาอาหรับ ไม่รู้มี ป็นภาษาพม่า ภาษาไทย ด้วยหรือเปล่า เขาเรียก ทฤษฏีฝูงผึ้ง สร้างคนน ที่จะเป็นผู้นำกลุ่มก่อน ต่อมาก็สร้างขบวนการเคลื่อนไหว และจัดหาคนตาม ที่อาจจะไม่ต้องมาก ตามทฤษฏีของจีน ชาร์พ เขาอ้างว่า การ “เคลื่อนไหว” จะทำให้คนเข้ามาร่วมเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ยืนอยู่กับที่ ยกมือตะโกนซ้ำซาก แบบนั้น คนไม่เพิ่ม แล้วอาจเดินหนี เพราะมันหมดสมัยไปแล้ว จริงๆ องค์กรของชาร์พ ถูกส่งเข้าไปสร้างเครือข่ายในพม่าตั้งแต่ ค.ศ.1989 โดยพันเอก Robert Helvey หัวหน้าปฏิบัติการ ซีไอเอ และอดีตทูตทหารอเมริกันในย่างกุ้ง เป็นคนนำนายชาร์พเข้าไป นายชาร์พขึ้นล่อง อยู่ระหว่างพม่ากับจีน ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมินของจีน และก็เป็นผู้กำกับ Arab Spring หลายรายการ สถาบันใหญ่ในสังกัดซีไอเอ ที่สนับสนุนการประท้วงใหญ่สีจีวรพระที่พม่า คือ National Endowment for Democracy (NED) ที่แสนจะโด่งดัง เจ้า NED นี่ ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนนโยบายต่างประเทศของอเมริกา เขาว่า NED ทำหน้าที่เหมือนกับที่พวกซีไอเอ ทำในช่วงสงครามเย็นเพี้ยบเลย ผู้ที่สนับสนุนเงินทุนให้แก่ NED อีกต่อคือ Open Society ของไอ้หนังเหนียวตัวแสบ จอร์จ โซรอส ก็เล่นซ้ำกันอยู่อย่างนี้ เหมือนดูหนังในเคเบิลทีวีของเครือซี้ผีของบ้านเราเลย กระทรวงต่างประเทศอเมริกา ได้คัดเลือกตัวหัวหน้าที่จะไปเป็นผู้นำการทาขมิ้น จากหลายองค์กรในพม่า ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร โดยเจ้า NED ส่งเงินประมาณปีละ 2.5 ล้านเหรียญ หรือ ปีละ 75 ล้านบาท ให้กับพวกสีจีวรพระ ไปสร้างขบวนการประท้วง ศูนย์บัญชาการใหญ่ เขาว่า อยู่ที่สถานกงสุลอเมริกัน ที่เชียงใหม่ของเรานั่นแหละ ส่วนพวกสีจีวร ก็ฝึกอบรมกันอยู่แถวชายแดนบ้านเรา บางครั้ง พวกตัวสำคัญก็ถูกส่งไปอบรมที่อเมริกา แล้วก็กลับมาจัดองค์กรในพม่าต่อ น่าสนุกดีนะครับ เล่นกันอยู่แถวนี้เอง จะแสดงรายการที่พม่าก็มาซ้อมที่ไทย จะแสดงรายการที่ไทย ก็ไปซ้อมกันในเขมร เออ มันแน่จริงๆ นอกจากจะสร้างความปั่นป่วนในบ้านคนอื่นได้แล้ว ยังเสือกมีของแถม ทำให้เพื่อนบ้านมองหน้ากันไม่สนิทอีกด้วย นอกจาก NED จะอุดหนุนพวกสีจีวรแล้ว NED ยังจ่ายเงินให้กับสื่อ ชื่อ New Era Journal , Democratic Voice of Burma และ Irrawaddy ที่เขาว่า เป็นของคุณนายซู เมียฝรั่ง ซึ่งผมเข้าไปอ่านบ่อยเหมือนกัน เพราะบางข่าวเร็วมาก ยังกะส่งตรงจากสถานที่เกิดเหตุ หรือสถานที่ออกใบสั่งเลย แต่วัตถุประสงค์ของการจัดรายการประท้วงนี้ ที่ซ่อนไว้อีกชั้น น่าจะมี 2 เรื่อง พม่าก็น่าจะมีชะตาใกล้เคียงกับเยเมน เพราะพม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญจุดหนึ่งของเส้นทางเดินน้ำมัน จากอ่าวเปอร์เซียไปสู่ทะเลจีน เส้นทางเดินเรือเลียบฝั่งพม่า เป็นเส้นทางเดินเรือที่แน่นขนัด เพื่อผ่านเข้าไปสู่ช่องแคบมะละกา จุดรัดคอ choke point อีกจุดหนึ่ง ที่แคบกว่าของเยเมน และมีความสำคัญในระดับที่ ไม่ต่างกับเยเมน ด้วย ช่องแคบมะละกาเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด สำหรับส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไปจีน ช่องแคบมะละกาจึงเป็นจุดรัดคอ choke point ที่สำคัญยิ่งของเอเซีย ประมาณ 80% ของน้ำมันที่จีนนำเข้า ต้องขนส่งทางเรือผ่านจุดนี้ ส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบมะละกาคือ ช่องแคบ Phillips Channel อยู่ในส่วนของสิงคโปร์ มีความกว้างเพียง 1.5 ไมล์ ทุกวันจะมีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบนี้ ประมาณวันละ 12 ล้านแท้งค์ใหญ่ และส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจีน หรือญี่ปุ่น… ถ้าช่องแคบมะละกาถูกปิด… ประมาณเกือบครึ่งของเรือขนส่งน้ำมันในโลก จะต้องเพิ่มเส้นทางเดินเรือยาวขึ้น หมายถึงการเพิ่มค่าขนส่งที่จะกระทบไปทั่วโลก มีเรือกว่า 5 หมื่นลำต่อปี แล่นผ่านช่องแคบมะละกา บริเว แนวเส้นทางเดินเรือ ตั้งแต่พม่าไปจนถึงบันดาร์อาเจ๊ะ จึงเป็นแนวรัดคอที่สำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ใครควบคุมเส้นทางนี้ได้ ก็หมายความว่า ได้ควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันทางน้ำของจีน และน่าจะของญี่ปุ่นด้วย อเมริกาพยายามที่จะนำกองกำลังของตัว เข้าไปในบริเวณนั้น ตั้งแต่ ปี ค.ศ.2001 โดยใช้ข้ออ้างว่า เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้าย ไม่รู้ผู้ก่อการร้ายพันธุ์อะไร จากไหน อ้างมั่วๆ จึงไม่มีใครยอม ในที่สุด ได้ข่าวว่า อเมริกาเจรจากับอินโดนีเซีย จนได้ตั้งฐานทัพอากาศ ที่บันดาร์ อาเจ๊ะ Banda Aceh ซึ่งอยู่ไปทางเหนือสุดของเกาะสุมาตรา คงทำให้เราพอเห็นภาพ ความวุ่นวายในพม่า ภาคใต้ของไทย รวมทั้งเรื่องราวในมาเลเซียว่า ทำไมจึงต้องเกิดขึ้นอย่างไม่จบสิ้น และทำไมการขุดคอขอดกระ ของเราจึงเป็นเรื่องยาก สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 23 ก.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1044 มุมมอง 0 รีวิว
  • จงเป็นนักจัดระเบียบชีวิตที่เด็ดขาด!
    Cr.Wiwan Boonya
    จงเป็นนักจัดระเบียบชีวิตที่เด็ดขาด! Cr.Wiwan Boonya
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 56 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนชั่ว ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว”
    ตอน 3
    หลังจากที่คุณลุงหูไปจับมือคุยกับบรรดาเด็กถูกเสี้ยมในอาฟริกา เหตุการณ์ที่ดาร์ฟูก็ดูเหมือนจะสงบลงไปพักหนึ่ง แค่พักสั้นๆ
    เมื่อจีนก้าวเท้าเข้าไปในอาฟริกาแบบนั้น แถมถอนไม้เสี้ยมออกเกือบหมด
    มีหรือที่อเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์ตั้งรับ อเมริกามีแต่จะใช้ยุทธศาสตร์รุกหนักขึ้น อเมริการีบปรับแผน หันขวับ กลับมาให้ความสนใจอาฟริกา ในปี ค.ศ.2002 กระทรวงต่างประเทศอเมริกาประกาศว่า ต่อไปนี้น้ำมันในอาฟริกาตะวันตกเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของเรา
    แล้วคาวบอย บุซ ในฐานะประธานาธิบดีของอเมริกาในช่วงนั้น ก็สั่งให้กองทัพอเมริกาอันยิ่ง ใหญ่ รีบเร่งไปตั้งฐานทัพที่ Sao Tome’ และ Principe ที่อยู่ห่างออกไปจากอ่าว Guinea ประมาณ 124 ไมล์ เอาไว้คุมแหล่งน้ำมัน (ของคนอื่น) ตั้งแต่อังโกลา ทางใต้ของคองโก, กาบอง Equitorial Guinea , แคเมอรูน และไนจีเรีย และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเป็นแหล่งน้ำมันเดียวกับที่จีน เพิ่งไปสร้างสัมพันธ์และเริ่มสนใจลงทุน
    อเมริกาตามประกบติดจีนทุกฝีก้าว ไม่มีทางให้เกิดการหลุดมือไปอย่างซูดานอีกแล้ว
    อเมริกาเริ่มใช้นโยบายปิดล้อมจีน ที่จะไม่ให้จีนเข้าถึงแหล่งน้ำมันใดในโลก มันสงครามเย็นรูปแบบใหม่ ที่ไม่มีการประกาศให้โลกรู้ และดูเหมือน จีนก็พยายามอย่างหนัก ที่จะแหวกออกจากการปิดล้อมให้ได้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ แค่ไหน ต้องตามดูกันไป
    ดาร์ฟู เป็นก้าวแรกของสงครามปิดล้อมจีน อเมริกาบอก เราแพ้กระดานนี้ให้แก่จีนไม่ได้เด็ดขาด อเมริกาต้องควบคุมเส้นทางไหลของแหล่งน้ำมันในซูดานใต้ที่จะส่งไปให้จีนให้ได้ เพราะนี่คือเส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งของจีน อเมริกาจึงเรียกระดมพล ตั้งแต่ดาราจนถึงกองกำลังนาโต้ รวมทั้งลูกหาบ และขี้ข้าทั้งหลาย มาช่วยกันกระหนำดาร์ฟูซ้ำแล้วซ้ำอีก ดาร์ฟูเมืองเล็กๆ หรือจะรับมืออยู่ มันแย่ยิ่งกว่าตอนที่อเมริกาไปขยี้อิรัค
    จีนพยายามช่วยดาร์ฟูด้วยการเจรจา จีนน่าจะรู้ว่าการเจรจากับอเมริกาในเรื่องนี้ก็เหมือนพูดกับคาวบอยกำลังขี่วัวบ้า หรือคาวบอยบ้ากำลังขี่วัว ไม่น่าต่างกันมาก
    ในที่สุด ปี ค.ศ.2011 ก็เกิดประเทศใหม่ สาธารณะรัฐซูดานใต้ the Republic of South Sudan ที่อยู่ภายใต้การคุมเข้มของนักล่าใบตองแห้ง ผ่านหุ่นชักราคาไม่แพง แต่พลเมืองซูดานบาดเจ็บล้มตาย เป็นแสน อเมริกาทำเหนียมอาย ไม่กล้าออกหน้าให้สูติบัตรแก่สาธารณะรัฐซูดานใต้ ที่ตนเองทำคลอด แต่ไม่นาน หลังจากเป็นประเทศใหม่เอี่ยม ในปี ค.ศ.2012 จีนก็ถูกหวยล๊อก ซูดานใต้ประกาศปิดโครงการผลิตน้ำมัน โดยอ้างว่า ตกลงเรื่องส่วนแบ่งผลประโยชน์กับซูดาน(เหนือ) ไม่ได้
    จีนแทบกระอัก ลงทุนทั้งการสำรวจ การผลิต และท่อส่งน้ำมัน ครบถ้วนกระบวนการ แต่ท่อส่งอยู่ซูดานเหนือ แต่หลุมน้ำมันที่ขุดได้แล้วดันอยู่ซูดานใต้ การปิดล้อมยกแรกทำท่าจะได้ผล จีนคง “รู้จัก ” อเมริกาดีขึ้น
    นอกจากนั้น รัฐบาลหุ่นชักซูดานใต้ยังประกาศว่า เราได้ลงนามในบันทีกความเข้าใจกับเคนยา Kenya เรียบร้อยแล้ว ที่จะสร้างท่อส่งน้ำมันของเราผ่านไปทางเคนยา ไปออกที่ท่าเรือลามู Lamu ไม่ต้องผ่าน (ท่อส่งน้ำมันที่จีนสร้าง) ทางซูดานเหนือ การก่อสร้างจะเริ่มทันทีที่ได้รับเงินสนับสนุน ซึ่งน่าจะมาภายในหนี่งเดือน และการก่อสร้างท่อส่ง น่าจะเสร็จภายใน 10 เดือน
    มันเป็นไม้เสี้ยม ชนิดทายาพิษจริงๆ เคยเป็นประเทศเดียวกัน เป็นพี่น้องกัน แทนที่จะแบ่งผลประโยชน์กัน ดันเห็นคนอื่นดีกว่า ฝีมือเสี้ยมไอ้นักล่าใบตองแห้งนี่มันโคตรชั่วจริงๆ
    และดูเหมือนผู้สนับสนุนทางการเงินในการสร้างท่อส่งน้ำมันรายการนี้ เขาว่าเป็นพวกถนัดแบกถาด บัญชีความแค้นของอาเฮียคงต้องเพิ่มหน้า เพราะรายการมันชักจะเพิ่มขี้นเรื่อยๆ
    แล้วเคนยา Kenya ก็กลายเป็นที่ตั้งของฐานทัพสำคัญของอเมริกาในอาฟริกา สำหรับหน่วยงานที่อเมริกาตั้งขึ้นใหม่เอี่ยม AFRICOM เพื่อมาทำหน้าที่ “ดูแล” ให้มีการวางท่อส่งน้ำมันจากซูดานใต้ วิ่งผ่านมาเคนยา ไม่ใช่ ผ่านซูดานเหนือ แบบนี้อเมริกาจึงจะสบายใจ หายใจคล่อง ว่าขี่คอจีนได้ในเรื่องน้ำมันที่อาฟริกา ที่จีนวางแผนเงียบตัดหน้าอเมริกา เรื่องซูดานนี้มันเป็น “รอย” ที่อเมริกาทำใจรับ (ความพ่ายแพ้ ) ไม่ได้จริงๆ
    เขตแดนของซูดานใต้ที่อเมริกาจัดการทำคลอด อยู่ที่เหมาะเจาะ พอดีที่จะทำให้จีนขาดโอกาสที่จะได้น้ำมันตามที่ตกลงไว้กับ ซูดาน ประมาณวันละ 3 แสน 5 หมื่นบาเรลต่อวัน ก็แค่ 90% ของผลผลิตน้ำมันของซูดาน ใครควบคุมเขตแดนนี้ ก็เท่ากับคุมน้ำมันจีน ให้หายไปวันละ 3 แสน 5 หมื่นบาเรล แถมยังมีโอกาสทำลายอุปกรณ์ของจีนเกี่ยวกับการผลิตน้ำมัน ที่จีนสร้างไว้ อีกด้วย คุ้มฉิบหาย
    ใครไม่รู้จัดการให้ สหประชาติกับกองกำลังร่วมของอาฟริกามาร่วมกันดูแลดาร์ฟูยิ่งกว่าดูแลไข่ในหิน แต่รัฐบาลซูดาน(เหนือ) บอกว่า หัวหน้าหน่วยรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ชาวอังกฤษที่ชื่อ Tony Prena น่ะตัวดี อ้างเรื่องเพื่อมนุษยชน แต่ดันขนกำลังอาวุธมาเป็นขบวน ข้ามดาร์ฟูเอามาให้ฝ่ายกบฏสู้กับรัฐบาลกลางที่คาร์ทูม รักษาสันติภาพแบบไหนของมัน
    อเมริกายังไม่พอใจที่จะหยุดแค่นั้น จีนต้องได้บทเรียนมากกว่านั้น แล้ว หน่วยงาน AFRICOM ด้านทหารกับหน่วยงาน ยูเสด USAID ด้านพลเรือน ของอเมริกา ก็เริ่มวางแผนยุทธศาสตร์ สร้างบ่วงรัดคอ ปิดจุดสำคัญทั้งหมดของเส้นทางเดินน้ำมัน ไม่ให้ไปถึงจีน
    นี่ต้องถือเป็นผลงานของพระเอกรูปหล่อนะ ถ้าไม่ออกมาโวยว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุที่ดาร์ฟู ใครจะขนกองทัพ กองกำลังมาปิดท่อที่ดาร์ฟูใต้ได้ พระเอกรูปหล่อน่าได้รางวัลโนเบลจริงๆ เอะ แล้วเรื่องชาวซูดานที่ตายเป็นแสนนี่ ทำให้พระเอกนอนหลับ ฝันดีไหมครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    16 ก.ย. 2558
    แผนชั่ว ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว” ตอน 3 หลังจากที่คุณลุงหูไปจับมือคุยกับบรรดาเด็กถูกเสี้ยมในอาฟริกา เหตุการณ์ที่ดาร์ฟูก็ดูเหมือนจะสงบลงไปพักหนึ่ง แค่พักสั้นๆ เมื่อจีนก้าวเท้าเข้าไปในอาฟริกาแบบนั้น แถมถอนไม้เสี้ยมออกเกือบหมด มีหรือที่อเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์ตั้งรับ อเมริกามีแต่จะใช้ยุทธศาสตร์รุกหนักขึ้น อเมริการีบปรับแผน หันขวับ กลับมาให้ความสนใจอาฟริกา ในปี ค.ศ.2002 กระทรวงต่างประเทศอเมริกาประกาศว่า ต่อไปนี้น้ำมันในอาฟริกาตะวันตกเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของเรา แล้วคาวบอย บุซ ในฐานะประธานาธิบดีของอเมริกาในช่วงนั้น ก็สั่งให้กองทัพอเมริกาอันยิ่ง ใหญ่ รีบเร่งไปตั้งฐานทัพที่ Sao Tome’ และ Principe ที่อยู่ห่างออกไปจากอ่าว Guinea ประมาณ 124 ไมล์ เอาไว้คุมแหล่งน้ำมัน (ของคนอื่น) ตั้งแต่อังโกลา ทางใต้ของคองโก, กาบอง Equitorial Guinea , แคเมอรูน และไนจีเรีย และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเป็นแหล่งน้ำมันเดียวกับที่จีน เพิ่งไปสร้างสัมพันธ์และเริ่มสนใจลงทุน อเมริกาตามประกบติดจีนทุกฝีก้าว ไม่มีทางให้เกิดการหลุดมือไปอย่างซูดานอีกแล้ว อเมริกาเริ่มใช้นโยบายปิดล้อมจีน ที่จะไม่ให้จีนเข้าถึงแหล่งน้ำมันใดในโลก มันสงครามเย็นรูปแบบใหม่ ที่ไม่มีการประกาศให้โลกรู้ และดูเหมือน จีนก็พยายามอย่างหนัก ที่จะแหวกออกจากการปิดล้อมให้ได้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ แค่ไหน ต้องตามดูกันไป ดาร์ฟู เป็นก้าวแรกของสงครามปิดล้อมจีน อเมริกาบอก เราแพ้กระดานนี้ให้แก่จีนไม่ได้เด็ดขาด อเมริกาต้องควบคุมเส้นทางไหลของแหล่งน้ำมันในซูดานใต้ที่จะส่งไปให้จีนให้ได้ เพราะนี่คือเส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งของจีน อเมริกาจึงเรียกระดมพล ตั้งแต่ดาราจนถึงกองกำลังนาโต้ รวมทั้งลูกหาบ และขี้ข้าทั้งหลาย มาช่วยกันกระหนำดาร์ฟูซ้ำแล้วซ้ำอีก ดาร์ฟูเมืองเล็กๆ หรือจะรับมืออยู่ มันแย่ยิ่งกว่าตอนที่อเมริกาไปขยี้อิรัค จีนพยายามช่วยดาร์ฟูด้วยการเจรจา จีนน่าจะรู้ว่าการเจรจากับอเมริกาในเรื่องนี้ก็เหมือนพูดกับคาวบอยกำลังขี่วัวบ้า หรือคาวบอยบ้ากำลังขี่วัว ไม่น่าต่างกันมาก ในที่สุด ปี ค.ศ.2011 ก็เกิดประเทศใหม่ สาธารณะรัฐซูดานใต้ the Republic of South Sudan ที่อยู่ภายใต้การคุมเข้มของนักล่าใบตองแห้ง ผ่านหุ่นชักราคาไม่แพง แต่พลเมืองซูดานบาดเจ็บล้มตาย เป็นแสน อเมริกาทำเหนียมอาย ไม่กล้าออกหน้าให้สูติบัตรแก่สาธารณะรัฐซูดานใต้ ที่ตนเองทำคลอด แต่ไม่นาน หลังจากเป็นประเทศใหม่เอี่ยม ในปี ค.ศ.2012 จีนก็ถูกหวยล๊อก ซูดานใต้ประกาศปิดโครงการผลิตน้ำมัน โดยอ้างว่า ตกลงเรื่องส่วนแบ่งผลประโยชน์กับซูดาน(เหนือ) ไม่ได้ จีนแทบกระอัก ลงทุนทั้งการสำรวจ การผลิต และท่อส่งน้ำมัน ครบถ้วนกระบวนการ แต่ท่อส่งอยู่ซูดานเหนือ แต่หลุมน้ำมันที่ขุดได้แล้วดันอยู่ซูดานใต้ การปิดล้อมยกแรกทำท่าจะได้ผล จีนคง “รู้จัก ” อเมริกาดีขึ้น นอกจากนั้น รัฐบาลหุ่นชักซูดานใต้ยังประกาศว่า เราได้ลงนามในบันทีกความเข้าใจกับเคนยา Kenya เรียบร้อยแล้ว ที่จะสร้างท่อส่งน้ำมันของเราผ่านไปทางเคนยา ไปออกที่ท่าเรือลามู Lamu ไม่ต้องผ่าน (ท่อส่งน้ำมันที่จีนสร้าง) ทางซูดานเหนือ การก่อสร้างจะเริ่มทันทีที่ได้รับเงินสนับสนุน ซึ่งน่าจะมาภายในหนี่งเดือน และการก่อสร้างท่อส่ง น่าจะเสร็จภายใน 10 เดือน มันเป็นไม้เสี้ยม ชนิดทายาพิษจริงๆ เคยเป็นประเทศเดียวกัน เป็นพี่น้องกัน แทนที่จะแบ่งผลประโยชน์กัน ดันเห็นคนอื่นดีกว่า ฝีมือเสี้ยมไอ้นักล่าใบตองแห้งนี่มันโคตรชั่วจริงๆ และดูเหมือนผู้สนับสนุนทางการเงินในการสร้างท่อส่งน้ำมันรายการนี้ เขาว่าเป็นพวกถนัดแบกถาด บัญชีความแค้นของอาเฮียคงต้องเพิ่มหน้า เพราะรายการมันชักจะเพิ่มขี้นเรื่อยๆ แล้วเคนยา Kenya ก็กลายเป็นที่ตั้งของฐานทัพสำคัญของอเมริกาในอาฟริกา สำหรับหน่วยงานที่อเมริกาตั้งขึ้นใหม่เอี่ยม AFRICOM เพื่อมาทำหน้าที่ “ดูแล” ให้มีการวางท่อส่งน้ำมันจากซูดานใต้ วิ่งผ่านมาเคนยา ไม่ใช่ ผ่านซูดานเหนือ แบบนี้อเมริกาจึงจะสบายใจ หายใจคล่อง ว่าขี่คอจีนได้ในเรื่องน้ำมันที่อาฟริกา ที่จีนวางแผนเงียบตัดหน้าอเมริกา เรื่องซูดานนี้มันเป็น “รอย” ที่อเมริกาทำใจรับ (ความพ่ายแพ้ ) ไม่ได้จริงๆ เขตแดนของซูดานใต้ที่อเมริกาจัดการทำคลอด อยู่ที่เหมาะเจาะ พอดีที่จะทำให้จีนขาดโอกาสที่จะได้น้ำมันตามที่ตกลงไว้กับ ซูดาน ประมาณวันละ 3 แสน 5 หมื่นบาเรลต่อวัน ก็แค่ 90% ของผลผลิตน้ำมันของซูดาน ใครควบคุมเขตแดนนี้ ก็เท่ากับคุมน้ำมันจีน ให้หายไปวันละ 3 แสน 5 หมื่นบาเรล แถมยังมีโอกาสทำลายอุปกรณ์ของจีนเกี่ยวกับการผลิตน้ำมัน ที่จีนสร้างไว้ อีกด้วย คุ้มฉิบหาย ใครไม่รู้จัดการให้ สหประชาติกับกองกำลังร่วมของอาฟริกามาร่วมกันดูแลดาร์ฟูยิ่งกว่าดูแลไข่ในหิน แต่รัฐบาลซูดาน(เหนือ) บอกว่า หัวหน้าหน่วยรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ชาวอังกฤษที่ชื่อ Tony Prena น่ะตัวดี อ้างเรื่องเพื่อมนุษยชน แต่ดันขนกำลังอาวุธมาเป็นขบวน ข้ามดาร์ฟูเอามาให้ฝ่ายกบฏสู้กับรัฐบาลกลางที่คาร์ทูม รักษาสันติภาพแบบไหนของมัน อเมริกายังไม่พอใจที่จะหยุดแค่นั้น จีนต้องได้บทเรียนมากกว่านั้น แล้ว หน่วยงาน AFRICOM ด้านทหารกับหน่วยงาน ยูเสด USAID ด้านพลเรือน ของอเมริกา ก็เริ่มวางแผนยุทธศาสตร์ สร้างบ่วงรัดคอ ปิดจุดสำคัญทั้งหมดของเส้นทางเดินน้ำมัน ไม่ให้ไปถึงจีน นี่ต้องถือเป็นผลงานของพระเอกรูปหล่อนะ ถ้าไม่ออกมาโวยว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุที่ดาร์ฟู ใครจะขนกองทัพ กองกำลังมาปิดท่อที่ดาร์ฟูใต้ได้ พระเอกรูปหล่อน่าได้รางวัลโนเบลจริงๆ เอะ แล้วเรื่องชาวซูดานที่ตายเป็นแสนนี่ ทำให้พระเอกนอนหลับ ฝันดีไหมครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 16 ก.ย. 2558
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 620 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 12

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”
    ตอน 12
    เล่าเรื่องซุนยัดเซน เสียยาว เพราะเขาเป็นตัวสำคัญ ในการโยงเรื่องของจีน กับเรื่องของญี่ปุ่น และเรื่องของเขา น่าจะทำให้เราเห็นชัดขึ้น เกี่ยวกับ การวางแผน และลงมือล่าเหยื่อของอังกฤษ และอเมริกา ที่วางแผนล่าข้ามศตวรรษเหมือนกัน และดูเหมือนตอนนี้ก็ยังล่าไม่ได้อย่างใจ เรื่องยังไม่จบ…
    ขณะที่ ซุนยัดเซ็น ยังวิ่งหาเงินเพื่อมาทำปฏิวัติอยู่ที่อเมริกา ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1911 ก็เกิดการระเบิดขึ้นที่เมืองหวูชาง มณทลหูไบ่ ทางการเตรียมกวาดล้างพวกก่อเหตุ เหตุการณ์ระเบิดจึงยกระดับ เป็นการลุกขึ้นของประชาชน แล้วก็กลายเป็นการปฏิวัติของประชาชน ฝ่ายทหารของมณทลย้ายข้าง มาอยู่กับพวกปฏิวัติด้วย หลังจากนั้น การปฏิวัติก็ลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ซุนยัดเซ็นได้ข่าว จึงรีบเดินทางกลับมาจากอเมริกา
    ก็น่าสนใจว่า ปฏิวัติเริ่มโดยคนคิดทำปฏิวัตื ยังอยู่อีกฝั่งของโลก ตกลงใครทำปฏิวัติกันแน่
    หลังจากนั้นอีก 2 เดือน ฝ่ายปฏิวัติก็ยึดครองจีนได้กว่าครึ่งประเทศ และ ราชวงศ์ชิงก็ล่มลง พวกปฏิวัติจึงพร้อมใจกันเลือกให้ ซุนยัดเซ็น เป็น ประธานาธิบดีคนแรก พร้อมกับการสถาปนา เป็นสาธารณรัฐจีน ในต้นปี ค.ศ.1912
    อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ได้ข่าวปฏิวัติจีน ก็โกรธจนคลั่ง บอกว่า อังกฤษจะไม่ทนกับการมีอเมริกา อีกแห่ง อยู่ในสนามหลังบ้าน ที่เอเซียอย่างเด็ดขาด เอะ พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร ว่าแล้ว อังกฤษก็เรียกระดมกำลัง ทั้งพวกบนดิน ใต้ดิน และฝ่ายการเมืองมาวางแผนแก้เกม ซุนยัดเซ็น (หรือเกมอเมริกา?!) แล้วยวนชีไข่ Yuan Shi-kai ขุนนางใหญ่ ฝ่ายทหารของราชวงค์แมนจู จอมทะเยอทะยาน ที่อยากใหญ่เทียมฟ้ามานาน ก็ได้รับใบสั่งจากอังกฤษ ให้เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ
    แม้พวกปฏิวัติ จะยึดทางใต้ได้หมด แต่ทางเหนือ และกองทหารทางนั้น ยังไม่ยอมเข้ากับพวกปฏิวัติ ซุนยัดเซ็นคงมองเห็นเงาอังกฤษยังค้างอยู่ จึงถอยกลับมาหนึ่งก้าว และยกตำแหน่งประธานาธิบดีให้ ยวนชีไข่ คนใส่ปลอกคอยี่ห้ออังกฤษไปก่อน แล้วตัวเขาก็ไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการรถไฟ เพื่อวางแผนสร้างทางรถไฟแทน เออ งง จริง หมากจีน นี่เล่นแปลก
    แล้วรายการขย่มขวัญก็เกิดขึ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1913 ซ้ง เจียวเรน (Song Jiaoren) เพื่อนคู่คิดของซุนยัดเซ็น ตั้งแต่นั่งฝันเฟื่องด้วยกันที่ฮาวาย ถูกฆ่าตาย
    ซ้ง เจียวเรน เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ฮาวายที่ ซุน ฝากท้อง และปากเอาไว้ ทุกวัน ซุนจะไปนั่งกินข้าว (ฟรี) ที่ร้านของ ซ้ง และคุยให้ฟัง ถึงความฝันของเขา ที่จะไล่ฝรั่งออกไปให้พ้นจากจีน ซ้งฟังจนเคลิ้ม ในที่สุดก็ปิดร้านอาหาร และติดตามซุนไปทุกแห่ง และเป็น ซ้ง ที่เป็นคนคิดและจัดการตั้งสมาคม Teng Meng Hui และนำพรรคก๊กมินตั๋ง เข้าไปสู่การเลือกตั้ง จนได้ชัยชนะในปี ค.ศ.1912-1913
    การตายของ ซ้ง เจียวเรน ทำให้ ซุนยัดเซ็น ต้องหันกลับมาเดินหน้าใหม่ และถามหาผู้รับผิดชอบ แต่ยวนชีไข่ ไม่ให้ราคาซุนยัดเซ็น แรงกระเพื่อมจึงเกิดขึ้นมาใหม่จากฝ่ายปฏิวัติ
    ยวนชีไข่ แน่ใจว่า ตนเองมีแรงหนุนเต็มที่จากนายท่าน จึงสั่งจับซุนยัดเซ็น แล้วซุนยัดเซ็นก็เลยต้องเปิดแนบ หนีไปอยู่ญี่ปุ่นอีกรอบ ส่วน ยวนชีไข่ ก็ได้รางวัล นายท่านอนุญาตให้ตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี ซุนยัดเซ็นไม่กลับเข้ามาในจีนอีกเลย จนยวนสีไข่ ตายในปี ค.ศ.1916
    แม้ตัวจะไม่กลับเข้ามา แต่ ในปี ค.ศ.1915 จีนก็ได้รับหนังสือขู่จากญี่ปุ่น ข้อเรียกร้อง 21 ข้อ ที่ตั้งญี่ปุ่นเป็นที่ปรึกษาทุกเรื่อง ไม่รู้จะเกี่ยวกันไหม และเกี่ยวแบบไหน
    ระหว่างที่อยู่ญี่ปุ่น ดูเหมือนรัศมี และอำนาจของซุนยัดเซ็นจะลดลงไปแยะ เมื่อเขาพยายามจะฟื้นพรรคปฏิวั ติ พรรคพวกเก่าๆ ก็ไม่กลับมา เมื่อ ยวนชีไข่ตาย ในปี ค.ศ.1916 ซุนยัดเซ็น จึงกลับเข้าในจีน ในปี ค.ศ.1917 เขาพยายามตั้งรัฐบาลแข่ง ที่กวางสู และเจียงไคเช็ค ก็เริ่มเข้ามาร่วมวงด้วย แต่ก็ยังไปไม่รอด ซุนยัดเซ็น ก็ต้องหนีไปตั้งหลักที่ เซี่ยงไฮ้
    ซุนยัดเซ็น ยังไม่ถอดใจ ในปี ค.ศ.1919 เขาตั้ง ก๊กมินตั๋งจีนขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อพรรคชาตินิยม Nationalist Party แต่ก็ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ช่วงปี ค.ศ.1922 การต่อสู้ระหว่างเจ้าพ่อก๊กต่างๆ กลับเกิดขึ้นอย่างมากมาย รบกันไปทุกหัวระแหง และซุนยัดเซ็น ก็กลับไปตั้งหลัก ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ที่เซี่ยงไฮ้ เขาเห็นแล้วว่า ถ้าจะเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต…
    ปี ค.ศ.1923 ซุนยัดเซ็น จึงทำความตกลงกับโซเวียต และโซเวียต ก็ส่งที่ปรึกษา Mikail Boroden มาจัดระบบพรรคก๊กมินตั่ง หรือพรรคชาตินิยมให้ใหม่ ตั้งสถาบันทางการเมือง เพื่อให้ความรู้ และอบรม ด้านการระดมพล เคลื่อนพล และการโฆษณาชวนเชื่อ ขณะเดียวกัน ซุนยัดเซ็น ก็ส่งเจียงไคเช็ค ไปโซเวียต เพื่อเข้าหลักสูตรการทหาร เมื่อเจียงไคเช็ค กลับมาถึงจีน ซุนยัดเซ็น ก็ให้ตั้งสถาบันการทหารวัมเปา Wampao Academy เพื่อให้การอบรมด้านการทหาร ให้แก่ทั้งก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์ ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ขณะเดียวกัน เจียงไคเช็ค ก็เริ่มสร้างอำนาจให้ตัวเอง
    หลังจากได้โซเวียตมาช่วยจัดระบบให้ และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็เริ่มเข้ามาร่วมกับพรรคจีนก๊กมินตั๋ง แต่จำนวนสมาชิกของทั้ง 2 พรรคต่างกันมาก ขณะที่ ก๊กมินตั๋งมีสมาชิกเป็นแสน พรรคคอมมิวนิสต์ มีแค่เป็นพัน (ในขณะนั้น)
    แล้วซุนยัดเซ็นก็ล้มป่วย และเสียชีวิตในปี ค.ศ.1925 เจียงไคเช็ค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทน แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆเปลี่ยนไป
    ตกลงซุนยัดเซ็น เป็นนักปฏิวัติ ที่มีอุดมการณ์น่านับถือ หรือเป็นเด็กสร้างของฝรั่ง หรือเขาเป็นเพียงหมาก ที่ฝรั่งใช้เดิน เพื่อผลประโชน์ของฝรั่งโดย เขาไม่รู้ตัว หรือรู้ตัว แต่คิดว่า เพื่อให้ถึงจุดหมายอุดมการณ์ของตัว ในขณะที่ปัจจัยยังไม่พร้อม ก็ต้องยอม หรือหลอก (ฝรั่ง) ไปพลางๆ ก่อน เป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่ง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    23 ส.ค. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 12 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” ตอน 12 เล่าเรื่องซุนยัดเซน เสียยาว เพราะเขาเป็นตัวสำคัญ ในการโยงเรื่องของจีน กับเรื่องของญี่ปุ่น และเรื่องของเขา น่าจะทำให้เราเห็นชัดขึ้น เกี่ยวกับ การวางแผน และลงมือล่าเหยื่อของอังกฤษ และอเมริกา ที่วางแผนล่าข้ามศตวรรษเหมือนกัน และดูเหมือนตอนนี้ก็ยังล่าไม่ได้อย่างใจ เรื่องยังไม่จบ… ขณะที่ ซุนยัดเซ็น ยังวิ่งหาเงินเพื่อมาทำปฏิวัติอยู่ที่อเมริกา ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1911 ก็เกิดการระเบิดขึ้นที่เมืองหวูชาง มณทลหูไบ่ ทางการเตรียมกวาดล้างพวกก่อเหตุ เหตุการณ์ระเบิดจึงยกระดับ เป็นการลุกขึ้นของประชาชน แล้วก็กลายเป็นการปฏิวัติของประชาชน ฝ่ายทหารของมณทลย้ายข้าง มาอยู่กับพวกปฏิวัติด้วย หลังจากนั้น การปฏิวัติก็ลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ซุนยัดเซ็นได้ข่าว จึงรีบเดินทางกลับมาจากอเมริกา ก็น่าสนใจว่า ปฏิวัติเริ่มโดยคนคิดทำปฏิวัตื ยังอยู่อีกฝั่งของโลก ตกลงใครทำปฏิวัติกันแน่ หลังจากนั้นอีก 2 เดือน ฝ่ายปฏิวัติก็ยึดครองจีนได้กว่าครึ่งประเทศ และ ราชวงศ์ชิงก็ล่มลง พวกปฏิวัติจึงพร้อมใจกันเลือกให้ ซุนยัดเซ็น เป็น ประธานาธิบดีคนแรก พร้อมกับการสถาปนา เป็นสาธารณรัฐจีน ในต้นปี ค.ศ.1912 อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ได้ข่าวปฏิวัติจีน ก็โกรธจนคลั่ง บอกว่า อังกฤษจะไม่ทนกับการมีอเมริกา อีกแห่ง อยู่ในสนามหลังบ้าน ที่เอเซียอย่างเด็ดขาด เอะ พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร ว่าแล้ว อังกฤษก็เรียกระดมกำลัง ทั้งพวกบนดิน ใต้ดิน และฝ่ายการเมืองมาวางแผนแก้เกม ซุนยัดเซ็น (หรือเกมอเมริกา?!) แล้วยวนชีไข่ Yuan Shi-kai ขุนนางใหญ่ ฝ่ายทหารของราชวงค์แมนจู จอมทะเยอทะยาน ที่อยากใหญ่เทียมฟ้ามานาน ก็ได้รับใบสั่งจากอังกฤษ ให้เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ แม้พวกปฏิวัติ จะยึดทางใต้ได้หมด แต่ทางเหนือ และกองทหารทางนั้น ยังไม่ยอมเข้ากับพวกปฏิวัติ ซุนยัดเซ็นคงมองเห็นเงาอังกฤษยังค้างอยู่ จึงถอยกลับมาหนึ่งก้าว และยกตำแหน่งประธานาธิบดีให้ ยวนชีไข่ คนใส่ปลอกคอยี่ห้ออังกฤษไปก่อน แล้วตัวเขาก็ไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการรถไฟ เพื่อวางแผนสร้างทางรถไฟแทน เออ งง จริง หมากจีน นี่เล่นแปลก แล้วรายการขย่มขวัญก็เกิดขึ้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1913 ซ้ง เจียวเรน (Song Jiaoren) เพื่อนคู่คิดของซุนยัดเซ็น ตั้งแต่นั่งฝันเฟื่องด้วยกันที่ฮาวาย ถูกฆ่าตาย ซ้ง เจียวเรน เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ฮาวายที่ ซุน ฝากท้อง และปากเอาไว้ ทุกวัน ซุนจะไปนั่งกินข้าว (ฟรี) ที่ร้านของ ซ้ง และคุยให้ฟัง ถึงความฝันของเขา ที่จะไล่ฝรั่งออกไปให้พ้นจากจีน ซ้งฟังจนเคลิ้ม ในที่สุดก็ปิดร้านอาหาร และติดตามซุนไปทุกแห่ง และเป็น ซ้ง ที่เป็นคนคิดและจัดการตั้งสมาคม Teng Meng Hui และนำพรรคก๊กมินตั๋ง เข้าไปสู่การเลือกตั้ง จนได้ชัยชนะในปี ค.ศ.1912-1913 การตายของ ซ้ง เจียวเรน ทำให้ ซุนยัดเซ็น ต้องหันกลับมาเดินหน้าใหม่ และถามหาผู้รับผิดชอบ แต่ยวนชีไข่ ไม่ให้ราคาซุนยัดเซ็น แรงกระเพื่อมจึงเกิดขึ้นมาใหม่จากฝ่ายปฏิวัติ ยวนชีไข่ แน่ใจว่า ตนเองมีแรงหนุนเต็มที่จากนายท่าน จึงสั่งจับซุนยัดเซ็น แล้วซุนยัดเซ็นก็เลยต้องเปิดแนบ หนีไปอยู่ญี่ปุ่นอีกรอบ ส่วน ยวนชีไข่ ก็ได้รางวัล นายท่านอนุญาตให้ตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี ซุนยัดเซ็นไม่กลับเข้ามาในจีนอีกเลย จนยวนสีไข่ ตายในปี ค.ศ.1916 แม้ตัวจะไม่กลับเข้ามา แต่ ในปี ค.ศ.1915 จีนก็ได้รับหนังสือขู่จากญี่ปุ่น ข้อเรียกร้อง 21 ข้อ ที่ตั้งญี่ปุ่นเป็นที่ปรึกษาทุกเรื่อง ไม่รู้จะเกี่ยวกันไหม และเกี่ยวแบบไหน ระหว่างที่อยู่ญี่ปุ่น ดูเหมือนรัศมี และอำนาจของซุนยัดเซ็นจะลดลงไปแยะ เมื่อเขาพยายามจะฟื้นพรรคปฏิวั ติ พรรคพวกเก่าๆ ก็ไม่กลับมา เมื่อ ยวนชีไข่ตาย ในปี ค.ศ.1916 ซุนยัดเซ็น จึงกลับเข้าในจีน ในปี ค.ศ.1917 เขาพยายามตั้งรัฐบาลแข่ง ที่กวางสู และเจียงไคเช็ค ก็เริ่มเข้ามาร่วมวงด้วย แต่ก็ยังไปไม่รอด ซุนยัดเซ็น ก็ต้องหนีไปตั้งหลักที่ เซี่ยงไฮ้ ซุนยัดเซ็น ยังไม่ถอดใจ ในปี ค.ศ.1919 เขาตั้ง ก๊กมินตั๋งจีนขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อพรรคชาตินิยม Nationalist Party แต่ก็ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ช่วงปี ค.ศ.1922 การต่อสู้ระหว่างเจ้าพ่อก๊กต่างๆ กลับเกิดขึ้นอย่างมากมาย รบกันไปทุกหัวระแหง และซุนยัดเซ็น ก็กลับไปตั้งหลัก ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ที่เซี่ยงไฮ้ เขาเห็นแล้วว่า ถ้าจะเดินหน้าต่อ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต… ปี ค.ศ.1923 ซุนยัดเซ็น จึงทำความตกลงกับโซเวียต และโซเวียต ก็ส่งที่ปรึกษา Mikail Boroden มาจัดระบบพรรคก๊กมินตั่ง หรือพรรคชาตินิยมให้ใหม่ ตั้งสถาบันทางการเมือง เพื่อให้ความรู้ และอบรม ด้านการระดมพล เคลื่อนพล และการโฆษณาชวนเชื่อ ขณะเดียวกัน ซุนยัดเซ็น ก็ส่งเจียงไคเช็ค ไปโซเวียต เพื่อเข้าหลักสูตรการทหาร เมื่อเจียงไคเช็ค กลับมาถึงจีน ซุนยัดเซ็น ก็ให้ตั้งสถาบันการทหารวัมเปา Wampao Academy เพื่อให้การอบรมด้านการทหาร ให้แก่ทั้งก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์ ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ขณะเดียวกัน เจียงไคเช็ค ก็เริ่มสร้างอำนาจให้ตัวเอง หลังจากได้โซเวียตมาช่วยจัดระบบให้ และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็เริ่มเข้ามาร่วมกับพรรคจีนก๊กมินตั๋ง แต่จำนวนสมาชิกของทั้ง 2 พรรคต่างกันมาก ขณะที่ ก๊กมินตั๋งมีสมาชิกเป็นแสน พรรคคอมมิวนิสต์ มีแค่เป็นพัน (ในขณะนั้น) แล้วซุนยัดเซ็นก็ล้มป่วย และเสียชีวิตในปี ค.ศ.1925 เจียงไคเช็ค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าแทน แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ตกลงซุนยัดเซ็น เป็นนักปฏิวัติ ที่มีอุดมการณ์น่านับถือ หรือเป็นเด็กสร้างของฝรั่ง หรือเขาเป็นเพียงหมาก ที่ฝรั่งใช้เดิน เพื่อผลประโชน์ของฝรั่งโดย เขาไม่รู้ตัว หรือรู้ตัว แต่คิดว่า เพื่อให้ถึงจุดหมายอุดมการณ์ของตัว ในขณะที่ปัจจัยยังไม่พร้อม ก็ต้องยอม หรือหลอก (ฝรั่ง) ไปพลางๆ ก่อน เป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่ง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 23 ส.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 614 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts