ลุงบ้าคอม
ลุงบ้าคอม
ยินดีต้อนรับสู่เพจของคนรักคอมพิวเตอร์! ที่นี่คือแหล่งรวมข่าวสารและข้อมูลล่าสุดในวงการเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การพัฒนาโปรแกรม และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่มีความสนใจในโลกของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
  • 105 คนติดตามเรื่องนี้
  • 8656 โพสต์
  • 166 รูปภาพ
  • 0 วิดีโอ
  • 0 รีวิว
  • วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อัปเดตล่าสุด
  • Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ

    Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ

    Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง

    Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026

    Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Pebble Round 2
    จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ
    แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์
    บางเฉียบเพียง 8.1 มม.
    ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์
    รองรับ iOS และ Android
    ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส

    ข้อควรรู้
    ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน)
    iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก
    ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง

    ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม
    มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm
    รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm
    มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่

    สิ่งที่ต้องระวัง
    ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้)
    รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า

    สถานะการผลิตและการเปิดตัว
    เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025
    ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT
    พรีออเดอร์ราคา $199
    ส่งมอบ พฤษภาคม 2026
    โชว์ตัวจริงที่ CES 2026

    ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง
    สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT
    จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด

    https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    🕒✨ Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026 Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Pebble Round 2 ➡️ จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ ➡️ แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์ ➡️ บางเฉียบเพียง 8.1 มม. ➡️ ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์ ➡️ รองรับ iOS และ Android ➡️ ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ‼️ ข้อควรรู้ ⛔ ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน) ⛔ iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก ⛔ ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง ✅ ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม ➡️ มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm ➡️ รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ➡️ มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่ ‼️ สิ่งที่ต้องระวัง ⛔ ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้) ⛔ รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า ✅ สถานะการผลิตและการเปิดตัว ➡️ เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025 ➡️ ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT ➡️ พรีออเดอร์ราคา $199 ➡️ ส่งมอบ พฤษภาคม 2026 ➡️ โชว์ตัวจริงที่ CES 2026 ‼️ ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง ⛔ สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT ⛔ จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    REPEBBLE.COM
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด

    Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น

    เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode

    แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา

    สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode
    ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว
    อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง
    โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย

    ปัญหาที่เกิดขึ้น
    Inline suggestions รบกวน shell
    ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก
    ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI

    สิ่งที่ชอบใน Zed
    เร็วมาก ตอบสนองทันที
    UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที
    ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ
    เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์

    จุดที่ต้องปรับตัว
    ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode
    ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก
    ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก

    การตั้งค่า Python บน Zed
    ใช้ Basedpyright เป็น default
    ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml
    ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์

    ปัญหาที่พบ
    การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright]
    ต้องแก้ทีละโปรเจกต์
    เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด

    บทสรุปของผู้เขียน
    Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go
    ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด”
    VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว

    https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    🧑‍💻⚡ นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode ➡️ ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว ➡️ อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง ➡️ โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย ‼️ ปัญหาที่เกิดขึ้น ⛔ Inline suggestions รบกวน shell ⛔ ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก ⛔ ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI ✅ สิ่งที่ชอบใน Zed ➡️ เร็วมาก ตอบสนองทันที ➡️ UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที ➡️ ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ ➡️ เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์ ‼️ จุดที่ต้องปรับตัว ⛔ ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode ⛔ ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก ⛔ ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก ✅ การตั้งค่า Python บน Zed ➡️ ใช้ Basedpyright เป็น default ➡️ ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml ➡️ ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์ ‼️ ปัญหาที่พบ ⛔ การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright] ⛔ ต้องแก้ทีละโปรเจกต์ ⛔ เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด ✅ บทสรุปของผู้เขียน ➡️ Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go ➡️ ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด” ➡️ VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • Brave ปรับปรุงระบบ Adblock ครั้งใหญ่ ลดการใช้ RAM ลงถึง 75% — เบา เร็ว และประหยัดแบตยิ่งกว่าเดิม

    Brave เปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ให้กับ Rust‑based adblock engine โดยลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 75% ซึ่งเทียบเท่าการประหยัด RAM ประมาณ 45 MB บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Android, iOS และ Desktop การปรับปรุงนี้ช่วยให้เบราว์เซอร์ทำงานลื่นขึ้น โดยเฉพาะบนมือถือและอุปกรณ์สเปกต่ำ พร้อมช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มความเสถียรในการเปิดหลายแท็บพร้อมกัน

    การอัปเกรดนี้เกิดจากการย้ายระบบจัดเก็บ filter จำนวนกว่า 100,000 รายการ จากโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม (Vec, HashMap, struct) ไปสู่ FlatBuffers ซึ่งเป็น binary format แบบ zero‑copy ที่กินพื้นที่น้อยกว่าและโหลดเร็วกว่า นอกจากนี้ Brave ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เช่น การจัดการหน่วยความจำ การ tokenize regex และการแชร์ resource ระหว่าง instance ของ adblock engine

    การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผลแล้วใน Brave v1.85 และจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมใน v1.86 ซึ่งรวมถึงการลด allocation เพิ่มเติม การเพิ่มความเร็ว matching และการลดการใช้ RAM ภายในระบบอีกหลายส่วน การอัปเกรดนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบของ Brave ที่มี adblock แบบ built‑in ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วย Manifest V3 เหมือน extension ทั่วไป

    ผลลัพธ์คือ Brave กลายเป็นหนึ่งในเบราว์เซอร์ที่มี adblock ประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ทั้งเร็ว เบา และปลอดภัย โดยยังคงให้ความเป็นส่วนตัวระดับสูงแก่ผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การปรับปรุงหลักของ Brave
    ลดการใช้ RAM ของ adblock engine ลง 75%
    ประหยัด RAM เฉลี่ย 45 MB บนอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์ม
    ใช้ FlatBuffers แทนโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม

    ความเสี่ยง/ข้อควรรู้
    ผู้ใช้ที่เปิด adblock lists เพิ่มเติมอาจเห็นผลต่างกันตามจำนวน filter
    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอาจทำให้ extension บางตัวต้องปรับตัวตาม

    การเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ
    ลด memory allocation ลง 19%
    เพิ่มความเร็ว filter matching ขึ้น 13%
    แชร์ resource ระหว่าง engine instance ลด RAM ลงอีก ~2 MB
    ปรับปรุง storage efficiency ลดการใช้หน่วยความจำลง 30%

    สิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
    การเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมจะทยอยปล่อยใน Brave v1.86
    ผู้ใช้บางรายอาจต้องอัปเดตเบราว์เซอร์ก่อนเห็นผลเต็มที่

    ข้อดีเหนือ adblock แบบ extension
    Brave มี adblock แบบ built‑in ไม่ถูกจำกัดโดย Manifest V3
    ทำงานเร็วกว่าและใช้ RAM น้อยกว่า extension ทั่วไป
    ได้รับการดูแลโดยทีม privacy ของ Brave โดยตรง

    ความเสี่ยงของ adblock แบบ extension
    ถูกจำกัดด้วย API ของเบราว์เซอร์
    ไม่สามารถทำ optimization ระดับลึกแบบ Brave ได้

    https://brave.com/privacy-updates/36-adblock-memory-reduction/
    🦁⚡ Brave ปรับปรุงระบบ Adblock ครั้งใหญ่ ลดการใช้ RAM ลงถึง 75% — เบา เร็ว และประหยัดแบตยิ่งกว่าเดิม Brave เปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ให้กับ Rust‑based adblock engine โดยลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 75% ซึ่งเทียบเท่าการประหยัด RAM ประมาณ 45 MB บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Android, iOS และ Desktop การปรับปรุงนี้ช่วยให้เบราว์เซอร์ทำงานลื่นขึ้น โดยเฉพาะบนมือถือและอุปกรณ์สเปกต่ำ พร้อมช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มความเสถียรในการเปิดหลายแท็บพร้อมกัน การอัปเกรดนี้เกิดจากการย้ายระบบจัดเก็บ filter จำนวนกว่า 100,000 รายการ จากโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม (Vec, HashMap, struct) ไปสู่ FlatBuffers ซึ่งเป็น binary format แบบ zero‑copy ที่กินพื้นที่น้อยกว่าและโหลดเร็วกว่า นอกจากนี้ Brave ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เช่น การจัดการหน่วยความจำ การ tokenize regex และการแชร์ resource ระหว่าง instance ของ adblock engine การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผลแล้วใน Brave v1.85 และจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมใน v1.86 ซึ่งรวมถึงการลด allocation เพิ่มเติม การเพิ่มความเร็ว matching และการลดการใช้ RAM ภายในระบบอีกหลายส่วน การอัปเกรดนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบของ Brave ที่มี adblock แบบ built‑in ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วย Manifest V3 เหมือน extension ทั่วไป ผลลัพธ์คือ Brave กลายเป็นหนึ่งในเบราว์เซอร์ที่มี adblock ประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ทั้งเร็ว เบา และปลอดภัย โดยยังคงให้ความเป็นส่วนตัวระดับสูงแก่ผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การปรับปรุงหลักของ Brave ➡️ ลดการใช้ RAM ของ adblock engine ลง 75% ➡️ ประหยัด RAM เฉลี่ย 45 MB บนอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์ม ➡️ ใช้ FlatBuffers แทนโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม ‼️ ความเสี่ยง/ข้อควรรู้ ⛔ ผู้ใช้ที่เปิด adblock lists เพิ่มเติมอาจเห็นผลต่างกันตามจำนวน filter ⛔ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอาจทำให้ extension บางตัวต้องปรับตัวตาม ✅ การเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ ➡️ ลด memory allocation ลง 19% ➡️ เพิ่มความเร็ว filter matching ขึ้น 13% ➡️ แชร์ resource ระหว่าง engine instance ลด RAM ลงอีก ~2 MB ➡️ ปรับปรุง storage efficiency ลดการใช้หน่วยความจำลง 30% ‼️ สิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ⛔ การเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมจะทยอยปล่อยใน Brave v1.86 ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจต้องอัปเดตเบราว์เซอร์ก่อนเห็นผลเต็มที่ ✅ ข้อดีเหนือ adblock แบบ extension ➡️ Brave มี adblock แบบ built‑in ไม่ถูกจำกัดโดย Manifest V3 ➡️ ทำงานเร็วกว่าและใช้ RAM น้อยกว่า extension ทั่วไป ➡️ ได้รับการดูแลโดยทีม privacy ของ Brave โดยตรง ‼️ ความเสี่ยงของ adblock แบบ extension ⛔ ถูกจำกัดด้วย API ของเบราว์เซอร์ ⛔ ไม่สามารถทำ optimization ระดับลึกแบบ Brave ได้ https://brave.com/privacy-updates/36-adblock-memory-reduction/
    BRAVE.COM
    Brave overhauls adblock engine, cutting its memory consumption by 75% | Brave
    Brave has overhauled its Rust-based adblock engine to reduce memory consumption by 75%, bringing better battery life and smoother multitasking to all users.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • เมื่อ Google ไม่เหมือนเดิม — นักเขียนถูกปฏิเสธ DMCA ทั้งที่เป็นเจ้าของผลงานจริง

    Jeff Starr นักพัฒนาเว็บและผู้เขียนหนังสือชื่อดังในวงการ WordPress เล่าเหตุการณ์สะเทือนใจว่า Google ซึ่งเคยช่วยลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ให้เขามาตลอดหลายปี กลับปฏิเสธคำร้อง DMCA ของเขาอย่างไม่คาดคิดในปี 2026 ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของผลงานจริงและเคยยืนยันตัวตนผ่าน Search Console แล้วหลายครั้ง การตอบกลับของ Google เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ตั้งแต่การ “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ไปจนถึง “ไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” โดยไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำแต่อย่างใด

    Jeff พยายามส่งหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของ บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว และโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเขา แต่ Google ยังคงตอบแบบกำกวมและโยนภาระให้เขา “อธิบายเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องทำอย่างไร สุดท้าย Google ตอบกลับว่า “จะไม่ดำเนินการใด ๆ” และแนะนำให้เขาติดต่อเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เอง หรือดำเนินคดีทางกฎหมายแทน

    เหตุการณ์นี้ทำให้ Jeff รู้สึกเหมือนถูกทรยศจากบริษัทที่เขาเคยเชื่อใจ เขาเล่าว่า Google เคยเป็นพันธมิตรที่ดี ช่วยเหลือผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอย่างเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นองค์กรยักษ์ที่ไม่สนใจเสียงร้องขอของผู้สร้างผลงานอีกต่อไป ความผิดหวังนี้สะท้อนผ่านคอมเมนต์จำนวนมากที่เห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม และหลายคนแนะนำให้เขาหาทนายด้านลิขสิทธิ์ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “ไม่มีงบพอจะทำแบบนั้น”

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้น
    Jeff ยื่น DMCA เพื่อให้ Google ลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือของเขา
    Google ปฏิเสธ โดยอ้างว่า “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน”
    แม้เขาจะให้หลักฐานจำนวนมาก Google ก็ยังไม่ดำเนินการ

    ปัญหาและความเสี่ยง
    Google ไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำ
    ผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอาจถูกละเลยหรือถูกปฏิเสธแบบไม่เป็นธรรม
    ลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงอยู่ ทำให้เจ้าของผลงานเสียรายได้

    สิ่งที่ Jeff พยายามทำ
    ส่งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของทั้งหมด
    ใช้บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว
    ส่งข้อมูลโซเชียลมีเดียเพื่อยืนยันตัวตน

    สิ่งที่ Google ตอบกลับ
    ขอ “หลักฐานเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องการอะไร
    ปฏิเสธคำร้อง DMCA โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน
    แนะนำให้เขาไปคุยกับเว็บมาสเตอร์เองหรือฟ้องร้อง

    ปฏิกิริยาจากชุมชน
    หลายคนเห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม
    มีคนแนะนำให้หาทนายด้านลิขสิทธิ์
    เรื่องนี้กลายเป็นกระทู้ดังบน Hacker News

    ความกังวลที่กว้างขึ้น
    ผู้สร้างผลงานอาจถูกละเลยในระบบอัตโนมัติของบริษัทใหญ่
    กระบวนการ DMCA ของ Google อาจไม่โปร่งใส
    ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มลดลง

    https://perishablepress.com/google-broke-my-heart/
    💔🔍 เมื่อ Google ไม่เหมือนเดิม — นักเขียนถูกปฏิเสธ DMCA ทั้งที่เป็นเจ้าของผลงานจริง Jeff Starr นักพัฒนาเว็บและผู้เขียนหนังสือชื่อดังในวงการ WordPress เล่าเหตุการณ์สะเทือนใจว่า Google ซึ่งเคยช่วยลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ให้เขามาตลอดหลายปี กลับปฏิเสธคำร้อง DMCA ของเขาอย่างไม่คาดคิดในปี 2026 ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของผลงานจริงและเคยยืนยันตัวตนผ่าน Search Console แล้วหลายครั้ง การตอบกลับของ Google เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ตั้งแต่การ “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ไปจนถึง “ไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” โดยไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำแต่อย่างใด Jeff พยายามส่งหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของ บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว และโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเขา แต่ Google ยังคงตอบแบบกำกวมและโยนภาระให้เขา “อธิบายเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องทำอย่างไร สุดท้าย Google ตอบกลับว่า “จะไม่ดำเนินการใด ๆ” และแนะนำให้เขาติดต่อเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เอง หรือดำเนินคดีทางกฎหมายแทน เหตุการณ์นี้ทำให้ Jeff รู้สึกเหมือนถูกทรยศจากบริษัทที่เขาเคยเชื่อใจ เขาเล่าว่า Google เคยเป็นพันธมิตรที่ดี ช่วยเหลือผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอย่างเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นองค์กรยักษ์ที่ไม่สนใจเสียงร้องขอของผู้สร้างผลงานอีกต่อไป ความผิดหวังนี้สะท้อนผ่านคอมเมนต์จำนวนมากที่เห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม และหลายคนแนะนำให้เขาหาทนายด้านลิขสิทธิ์ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “ไม่มีงบพอจะทำแบบนั้น” 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้น ➡️ Jeff ยื่น DMCA เพื่อให้ Google ลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือของเขา ➡️ Google ปฏิเสธ โดยอ้างว่า “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ➡️ แม้เขาจะให้หลักฐานจำนวนมาก Google ก็ยังไม่ดำเนินการ ‼️ ปัญหาและความเสี่ยง ⛔ Google ไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำ ⛔ ผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอาจถูกละเลยหรือถูกปฏิเสธแบบไม่เป็นธรรม ⛔ ลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงอยู่ ทำให้เจ้าของผลงานเสียรายได้ ✅ สิ่งที่ Jeff พยายามทำ ➡️ ส่งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของทั้งหมด ➡️ ใช้บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว ➡️ ส่งข้อมูลโซเชียลมีเดียเพื่อยืนยันตัวตน ‼️ สิ่งที่ Google ตอบกลับ ⛔ ขอ “หลักฐานเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องการอะไร ⛔ ปฏิเสธคำร้อง DMCA โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน ⛔ แนะนำให้เขาไปคุยกับเว็บมาสเตอร์เองหรือฟ้องร้อง ✅ ปฏิกิริยาจากชุมชน ➡️ หลายคนเห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม ➡️ มีคนแนะนำให้หาทนายด้านลิขสิทธิ์ ➡️ เรื่องนี้กลายเป็นกระทู้ดังบน Hacker News ‼️ ความกังวลที่กว้างขึ้น ⛔ ผู้สร้างผลงานอาจถูกละเลยในระบบอัตโนมัติของบริษัทใหญ่ ⛔ กระบวนการ DMCA ของ Google อาจไม่โปร่งใส ⛔ ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มลดลง https://perishablepress.com/google-broke-my-heart/
    PERISHABLEPRESS.COM
    Google Broke My Heart | Perishable Press
    For years, I thought of Google as a trustworthy helper on the Web. Especially where it mattered most, removing pirated copies of my books from Google...
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • AWS ปรับขึ้นราคา GPU Capacity Blocks 15% แบบเงียบ ๆ — เขย่าวงการคลาวด์ ML ทั่วโลก

    AWS ได้ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ประมาณ 15% แบบไม่ประกาศล่วงหน้า และที่สำคัญคือทำในวันเสาร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรไม่ทันสังเกต การขึ้นราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning ระดับองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการการันตี GPU สำหรับงานเทรนนิ่งที่ต้องใช้เวลานานและไม่สามารถเสี่ยงกับ Spot Instance ได้

    ราคาของอินสแตนซ์ยอดนิยมอย่าง p5e.48xlarge (8× NVIDIA H200) เพิ่มจาก $34.61 → $39.80 ต่อชั่วโมง ส่วน p5en.48xlarge เพิ่มจาก $36.18 → $41.61 และในบางภูมิภาค เช่น US West (N. California) ราคาพุ่งสูงกว่านั้นอีก การขึ้นราคานี้เกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจาก AWS เคยประกาศ “ลดราคา GPU สูงสุด 45%” แต่ครั้งนั้นเป็นการลดเฉพาะ On‑Demand และ Savings Plans ไม่ใช่ Capacity Blocks

    AWS ระบุว่าการขึ้นราคาครั้งนี้สะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ AWS ลดราคาอย่างเดียวกำลังจะจบลง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นราคาในบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรที่ขาดแคลน เช่น GPU และ RAM ซึ่งเป็นหัวใจของงาน AI

    การขึ้นราคานี้ยังเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Azure และ Google Cloud ใช้เป็นจุดโจมตีทางการตลาด แม้พวกเขาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลน GPU เช่นกัน แต่ perception มีผลมากในดีลระดับองค์กร ทำให้ AWS อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากลูกค้ารายใหญ่ที่มีสัญญา EDP ซึ่งผูกส่วนลดไว้กับ “ราคา public” ที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดการขึ้นราคา
    AWS ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ~15%
    p5e.48xlarge: $34.61 → $39.80/hr
    p5en.48xlarge: $36.18 → $41.61/hr
    ภูมิภาค US West (N. California) ขึ้นสูงกว่าเฉลี่ย

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ค่าใช้จ่าย ML training เพิ่มขึ้นทันที
    ลูกค้าที่มี Enterprise Discount Program (EDP) อาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะส่วนลดอิงราคาปัจจุบัน
    คู่แข่งสามารถใช้ข่าวนี้โจมตี AWS ในดีลองค์กร

    เหตุผลที่ AWS อ้าง
    ราคาสะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสนี้
    GPU ขาดแคลนทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

    ความเสี่ยงในอนาคต
    อาจเป็นสัญญาณว่าบริการอื่น เช่น RAM‑heavy instances อาจขึ้นราคาตาม
    ทำลายความเชื่อที่ว่า “ราคาคลาวด์มีแต่ลดลง” ซึ่ง AWS สร้างมานานกว่า 20 ปี

    มุมมองเชิงกลยุทธ์
    Capacity Blocks เป็นบริการสำหรับองค์กร ML ระดับใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป
    การขึ้นราคาครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดคลาวด์ AI

    ความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม
    หาก AWS ขึ้นราคาแล้วไม่มีผลกระทบมาก การขึ้นครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น
    อาจเกิด “โดมิโน” ให้ผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นขึ้นราคาตาม

    https://www.theregister.com/2026/01/05/aws_price_increase/
    💸🔥 AWS ปรับขึ้นราคา GPU Capacity Blocks 15% แบบเงียบ ๆ — เขย่าวงการคลาวด์ ML ทั่วโลก AWS ได้ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ประมาณ 15% แบบไม่ประกาศล่วงหน้า และที่สำคัญคือทำในวันเสาร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรไม่ทันสังเกต การขึ้นราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning ระดับองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการการันตี GPU สำหรับงานเทรนนิ่งที่ต้องใช้เวลานานและไม่สามารถเสี่ยงกับ Spot Instance ได้ ราคาของอินสแตนซ์ยอดนิยมอย่าง p5e.48xlarge (8× NVIDIA H200) เพิ่มจาก $34.61 → $39.80 ต่อชั่วโมง ส่วน p5en.48xlarge เพิ่มจาก $36.18 → $41.61 และในบางภูมิภาค เช่น US West (N. California) ราคาพุ่งสูงกว่านั้นอีก การขึ้นราคานี้เกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจาก AWS เคยประกาศ “ลดราคา GPU สูงสุด 45%” แต่ครั้งนั้นเป็นการลดเฉพาะ On‑Demand และ Savings Plans ไม่ใช่ Capacity Blocks AWS ระบุว่าการขึ้นราคาครั้งนี้สะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ AWS ลดราคาอย่างเดียวกำลังจะจบลง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นราคาในบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรที่ขาดแคลน เช่น GPU และ RAM ซึ่งเป็นหัวใจของงาน AI การขึ้นราคานี้ยังเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Azure และ Google Cloud ใช้เป็นจุดโจมตีทางการตลาด แม้พวกเขาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลน GPU เช่นกัน แต่ perception มีผลมากในดีลระดับองค์กร ทำให้ AWS อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากลูกค้ารายใหญ่ที่มีสัญญา EDP ซึ่งผูกส่วนลดไว้กับ “ราคา public” ที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดการขึ้นราคา ➡️ AWS ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ~15% ➡️ p5e.48xlarge: $34.61 → $39.80/hr ➡️ p5en.48xlarge: $36.18 → $41.61/hr ➡️ ภูมิภาค US West (N. California) ขึ้นสูงกว่าเฉลี่ย ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ ค่าใช้จ่าย ML training เพิ่มขึ้นทันที ⛔ ลูกค้าที่มี Enterprise Discount Program (EDP) อาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะส่วนลดอิงราคาปัจจุบัน ⛔ คู่แข่งสามารถใช้ข่าวนี้โจมตี AWS ในดีลองค์กร ✅ เหตุผลที่ AWS อ้าง ➡️ ราคาสะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสนี้ ➡️ GPU ขาดแคลนทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ‼️ ความเสี่ยงในอนาคต ⛔ อาจเป็นสัญญาณว่าบริการอื่น เช่น RAM‑heavy instances อาจขึ้นราคาตาม ⛔ ทำลายความเชื่อที่ว่า “ราคาคลาวด์มีแต่ลดลง” ซึ่ง AWS สร้างมานานกว่า 20 ปี ✅ มุมมองเชิงกลยุทธ์ ➡️ Capacity Blocks เป็นบริการสำหรับองค์กร ML ระดับใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป ➡️ การขึ้นราคาครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดคลาวด์ AI ‼️ ความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม ⛔ หาก AWS ขึ้นราคาแล้วไม่มีผลกระทบมาก การขึ้นครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น ⛔ อาจเกิด “โดมิโน” ให้ผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นขึ้นราคาตาม https://www.theregister.com/2026/01/05/aws_price_increase/
    WWW.THEREGISTER.COM
    AWS raises GPU prices 15% on a Saturday
    : An anomaly or the beginning of a new trend? My bet's on the latter
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • โพสต์เชิงลบครอง Hacker News! 65% เป็นเนื้อหาเชิงลบ — และได้คะแนนสูงกว่าโพสต์ทั่วไปถึง 27%

    งานวิจัยล่าสุดที่วิเคราะห์โพสต์กว่า 32,000 โพสต์ และคอมเมนต์กว่า 340,000 รายการ บน Hacker News พบว่าโพสต์ที่มี “โทนเชิงลบ” เช่น การวิจารณ์เทคโนโลยี ความไม่พอใจต่อ API หรือความกังวลต่ออุตสาหกรรม กลับได้รับความสนใจมากกว่าโพสต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยโพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน ซึ่งเท่ากับ เพิ่มขึ้น 27% ในแง่ของ engagement

    การวิเคราะห์นี้ใช้โมเดลหลายตัว ทั้ง DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa รวมถึง LLM อย่าง Llama 3.1, Mistral 3.1 และ Gemma 3 เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ไม่เอนเอียงจากโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แม้แต่ละโมเดลจะให้การกระจายคะแนนต่างกัน แต่ “แนวโน้มเชิงลบ” ยังคงปรากฏชัดในทุกโมเดลที่ทดสอบ ซึ่งสะท้อนว่าความลบใน HN ไม่ใช่แค่ noise แต่เป็น pattern จริงในชุมชนนี้

    สิ่งที่น่าสนใจคือ “ความลบ” ใน Hacker News ไม่ได้หมายถึง toxic หรือการโจมตีส่วนบุคคล แต่เป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิค การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีใหม่ หรือความไม่พอใจต่อมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนที่เน้นการถกเถียงเชิงลึกมากกว่าอารมณ์ส่วนตัว ทำให้โพสต์เชิงลบกลายเป็นเนื้อหาที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีเป็นพิเศษ

    ผู้วิจัยตั้งคำถามว่า “ความลบทำให้ engagement สูงขึ้น หรือโพสต์ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่แล้วจึงถูกนำเสนอในโทนลบ?” ซึ่งคำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง งานวิจัยฉบับเต็มและ dashboard กำลังจะถูกเผยแพร่ พร้อมเปิด dataset ให้สาธารณะเข้าถึงในอนาคตอันใกล้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการวิจัยหลัก
    65% ของโพสต์บน Hacker News ถูกจัดว่าเป็น “เชิงลบ”
    โพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน (เพิ่มขึ้น 27%)

    ความหมายและความเสี่ยง
    ความลบอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้โพสต์ในโทนลบเพื่อเรียก engagement
    อาจทำให้ภาพรวมของชุมชนดู “มองโลกในแง่ร้าย” แม้จะเป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิคก็ตาม

    วิธีการวิเคราะห์
    ใช้โมเดล 6 ตัว: DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa, Llama 3.1, Mistral 3.1, Gemma 3
    ผลลัพธ์สอดคล้องกันทุกโมเดล แม้การกระจายคะแนนต่างกัน

    ข้อจำกัดของงานวิจัย
    โมเดลอาจมี bias ต่อโทนลบ
    ความลบใน HN ไม่ได้หมายถึง toxic แต่ classifier อาจตีความผิดได้

    ลักษณะของ “ความลบ” ใน HN
    การวิจารณ์เทคโนโลยี
    ความสงสัยต่อประกาศใหม่
    ความไม่พอใจต่อ API หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม

    สิ่งที่ไม่ใช่
    ไม่ใช่การด่าทอหรือโจมตีส่วนบุคคล
    ไม่ใช่ toxic negativity

    https://philippdubach.com/standalone/hn-sentiment/
    🧠📉 โพสต์เชิงลบครอง Hacker News! 65% เป็นเนื้อหาเชิงลบ — และได้คะแนนสูงกว่าโพสต์ทั่วไปถึง 27% งานวิจัยล่าสุดที่วิเคราะห์โพสต์กว่า 32,000 โพสต์ และคอมเมนต์กว่า 340,000 รายการ บน Hacker News พบว่าโพสต์ที่มี “โทนเชิงลบ” เช่น การวิจารณ์เทคโนโลยี ความไม่พอใจต่อ API หรือความกังวลต่ออุตสาหกรรม กลับได้รับความสนใจมากกว่าโพสต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยโพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน ซึ่งเท่ากับ เพิ่มขึ้น 27% ในแง่ของ engagement การวิเคราะห์นี้ใช้โมเดลหลายตัว ทั้ง DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa รวมถึง LLM อย่าง Llama 3.1, Mistral 3.1 และ Gemma 3 เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ไม่เอนเอียงจากโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แม้แต่ละโมเดลจะให้การกระจายคะแนนต่างกัน แต่ “แนวโน้มเชิงลบ” ยังคงปรากฏชัดในทุกโมเดลที่ทดสอบ ซึ่งสะท้อนว่าความลบใน HN ไม่ใช่แค่ noise แต่เป็น pattern จริงในชุมชนนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ “ความลบ” ใน Hacker News ไม่ได้หมายถึง toxic หรือการโจมตีส่วนบุคคล แต่เป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิค การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีใหม่ หรือความไม่พอใจต่อมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนที่เน้นการถกเถียงเชิงลึกมากกว่าอารมณ์ส่วนตัว ทำให้โพสต์เชิงลบกลายเป็นเนื้อหาที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีเป็นพิเศษ ผู้วิจัยตั้งคำถามว่า “ความลบทำให้ engagement สูงขึ้น หรือโพสต์ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่แล้วจึงถูกนำเสนอในโทนลบ?” ซึ่งคำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง งานวิจัยฉบับเต็มและ dashboard กำลังจะถูกเผยแพร่ พร้อมเปิด dataset ให้สาธารณะเข้าถึงในอนาคตอันใกล้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการวิจัยหลัก ➡️ 65% ของโพสต์บน Hacker News ถูกจัดว่าเป็น “เชิงลบ” ➡️ โพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน (เพิ่มขึ้น 27%) ‼️ ความหมายและความเสี่ยง ⛔ ความลบอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้โพสต์ในโทนลบเพื่อเรียก engagement ⛔ อาจทำให้ภาพรวมของชุมชนดู “มองโลกในแง่ร้าย” แม้จะเป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิคก็ตาม ✅ วิธีการวิเคราะห์ ➡️ ใช้โมเดล 6 ตัว: DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa, Llama 3.1, Mistral 3.1, Gemma 3 ➡️ ผลลัพธ์สอดคล้องกันทุกโมเดล แม้การกระจายคะแนนต่างกัน ‼️ ข้อจำกัดของงานวิจัย ⛔ โมเดลอาจมี bias ต่อโทนลบ ⛔ ความลบใน HN ไม่ได้หมายถึง toxic แต่ classifier อาจตีความผิดได้ ✅ ลักษณะของ “ความลบ” ใน HN ➡️ การวิจารณ์เทคโนโลยี ➡️ ความสงสัยต่อประกาศใหม่ ➡️ ความไม่พอใจต่อ API หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม ‼️ สิ่งที่ไม่ใช่ ⛔ ไม่ใช่การด่าทอหรือโจมตีส่วนบุคคล ⛔ ไม่ใช่ toxic negativity https://philippdubach.com/standalone/hn-sentiment/
    PHILIPPDUBACH.COM
    65% of Hacker News Posts Have Negative Sentiment, and They Outperform
    Analysis of 32,000 HN posts and 340K comments reveals negativity bias correlates with higher engagement. Data, methodology, and full paper available.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • เวียดนามประกาศแบนโฆษณาบังคับดู! บังคับปุ่ม Skip ภายใน 5 วินาที เริ่มใช้ ก.พ. 2026

    เวียดนามออก Decree No. 342 ซึ่งเป็นข้อกำหนดใหม่ภายใต้กฎหมายโฆษณา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมโฆษณาออนไลน์ให้โปร่งใสขึ้น ปกป้องผู้บริโภค และลดโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการ จำกัดเวลาโฆษณาที่บังคับดูไม่เกิน 5 วินาที ก่อนที่ผู้ชมจะสามารถกดข้ามได้ ส่วนโฆษณาแบบภาพนิ่งต้องสามารถปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเลย

    นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังบังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจน ไม่ใช้สัญลักษณ์หลอกลวง และต้องมีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายอย่างง่ายและมองเห็นได้ชัดเจน ผู้ใช้ต้องสามารถปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐาน UX ของโฆษณาออนไลน์ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้แล้ว กฎหมายยังเข้มงวดกับโฆษณาใน 11 กลุ่มสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นหมวดที่มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ง่าย

    มาตรการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการสร้างสภาพแวดล้อมโฆษณาที่ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่โฆษณาออนไลน์มีจำนวนมากและมักใช้เทคนิคหลอกล่อผู้ชม การบังคับให้ปิดโฆษณาได้ง่ายขึ้นอาจเป็นแรงกดดันให้แพลตฟอร์มระดับโลก เช่น YouTube และ Facebook ต้องปรับระบบโฆษณาให้สอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่นมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    กฎหมายใหม่เกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์
    จำกัดโฆษณาวิดีโอ/แอนิเมชันให้กดข้ามได้ภายใน 5 วินาที
    โฆษณาภาพนิ่งต้องปิดได้ทันที
    ห้ามใช้ปุ่มหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้ใช้สับสน

    ความเสี่ยงและปัญหาที่ต้องระวัง
    โฆษณาที่หลอกลวงหรือปิดยากอาจถูกลงโทษตามกฎหมาย
    แพลตฟอร์มที่ไม่ปรับระบบอาจถูกมองว่าละเมิดกฎหมายท้องถิ่น

    สิ่งที่แพลตฟอร์มต้องทำ
    เพิ่มปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจนและใช้งานง่าย
    มีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายแบบ one‑click
    อนุญาตให้ผู้ใช้ปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้

    ความเสี่ยงหากไม่ปฏิบัติตาม
    อาจถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษโดยหน่วยงานรัฐ
    ผู้ใช้สูญเสียความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์ม

    กลุ่มสินค้าที่ถูกควบคุมเข้มงวด
    เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก
    ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ
    ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เหตุผลที่ต้องควบคุม
    เป็นสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
    มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด

    https://saigoneer.com/vietnam-news/28652-vienam-bans-unskippable-ads,-requires-skip-button-to-appear-after-5-seconds
    🎬🚫 เวียดนามประกาศแบนโฆษณาบังคับดู! บังคับปุ่ม Skip ภายใน 5 วินาที เริ่มใช้ ก.พ. 2026 เวียดนามออก Decree No. 342 ซึ่งเป็นข้อกำหนดใหม่ภายใต้กฎหมายโฆษณา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมโฆษณาออนไลน์ให้โปร่งใสขึ้น ปกป้องผู้บริโภค และลดโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการ จำกัดเวลาโฆษณาที่บังคับดูไม่เกิน 5 วินาที ก่อนที่ผู้ชมจะสามารถกดข้ามได้ ส่วนโฆษณาแบบภาพนิ่งต้องสามารถปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเลย นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังบังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจน ไม่ใช้สัญลักษณ์หลอกลวง และต้องมีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายอย่างง่ายและมองเห็นได้ชัดเจน ผู้ใช้ต้องสามารถปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐาน UX ของโฆษณาออนไลน์ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้แล้ว กฎหมายยังเข้มงวดกับโฆษณาใน 11 กลุ่มสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นหมวดที่มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ง่าย มาตรการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการสร้างสภาพแวดล้อมโฆษณาที่ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่โฆษณาออนไลน์มีจำนวนมากและมักใช้เทคนิคหลอกล่อผู้ชม การบังคับให้ปิดโฆษณาได้ง่ายขึ้นอาจเป็นแรงกดดันให้แพลตฟอร์มระดับโลก เช่น YouTube และ Facebook ต้องปรับระบบโฆษณาให้สอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่นมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ กฎหมายใหม่เกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์ ➡️ จำกัดโฆษณาวิดีโอ/แอนิเมชันให้กดข้ามได้ภายใน 5 วินาที ➡️ โฆษณาภาพนิ่งต้องปิดได้ทันที ➡️ ห้ามใช้ปุ่มหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้ใช้สับสน ‼️ ความเสี่ยงและปัญหาที่ต้องระวัง ⛔ โฆษณาที่หลอกลวงหรือปิดยากอาจถูกลงโทษตามกฎหมาย ⛔ แพลตฟอร์มที่ไม่ปรับระบบอาจถูกมองว่าละเมิดกฎหมายท้องถิ่น ✅ สิ่งที่แพลตฟอร์มต้องทำ ➡️ เพิ่มปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจนและใช้งานง่าย ➡️ มีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายแบบ one‑click ➡️ อนุญาตให้ผู้ใช้ปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้ ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ปฏิบัติตาม ⛔ อาจถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษโดยหน่วยงานรัฐ ⛔ ผู้ใช้สูญเสียความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์ม ✅ กลุ่มสินค้าที่ถูกควบคุมเข้มงวด ➡️ เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก ➡️ ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ ➡️ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ‼️ เหตุผลที่ต้องควบคุม ⛔ เป็นสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ⛔ มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด https://saigoneer.com/vietnam-news/28652-vienam-bans-unskippable-ads,-requires-skip-button-to-appear-after-5-seconds
    SAIGONEER.COM
    Vienam Bans Unskippable Ads, Requires Skip Button to Appear After 5 Seconds | Saigoneer
    If things go our way, YouTube’s notorious unskippable ads might be a thing of the past come this February. ...
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง

    งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที

    การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที

    นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย

    แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet
    ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก
    เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet
    พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง
    ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที

    วิธีการทำงานของผู้โจมตี
    ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน
    เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์
    ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ
    เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น

    ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
    เวียดนาม
    บราซิล
    อินเดีย
    ซาอุดีอาระเบีย

    ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ
    ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก
    ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check
    ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น

    หากพบอาการผิดปกติ
    หยุดใช้งานทันที
    อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์

    https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    📺🐺 Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet ➡️ ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก ➡️ เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet ➡️ พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง ⛔ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที ✅ วิธีการทำงานของผู้โจมตี ➡️ ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน ➡️ เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์ ➡️ ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ ⛔ เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น ✅ ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ➡️ เวียดนาม ➡️ บราซิล ➡️ อินเดีย ➡️ ซาอุดีอาระเบีย ‼️ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ ⛔ ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน ✅ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ➡️ หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก ➡️ ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check ➡️ ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น ‼️ หากพบอาการผิดปกติ ⛔ หยุดใช้งานทันที ⛔ อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์ https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    HACKREAD.COM
    Millions of Android Powered TVs and Streaming Devices Infected by Kimwolf Botnet
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 แอปที่ช่วยชุบชีวิตให้ Windows เครื่องเก่า — เบา เร็ว และฟรี!

    คอมพิวเตอร์ Windows ที่ใช้งานมานานมักจะเริ่มช้าลงเพราะไฟล์ขยะสะสม แอปที่รันเบื้องหลังโดยไม่จำเป็น และระบบที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม บทความนี้แนะนำ 5 แอปฟรีที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้เครื่องเก่าได้จริง ตั้งแต่การเคลียร์ไฟล์ขยะ การค้นหาไฟล์แบบทันที ไปจนถึงการลบแอปแบบถอนรากถอนโคน พร้อมทั้งแนะนำเบราว์เซอร์ที่เบากว่า Chrome เพื่อช่วยลดภาระเครื่อง

    นอกจากแอปที่แนะนำในบทความแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคนิคเสริมที่ผู้ใช้ Windows นิยมใช้ เช่น การเปิดใช้งาน Storage Sense, การปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น, และการอัปเกรด SSD ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วได้แบบเห็นผลทันที แม้จะเป็นเครื่องเก่าก็ตาม การใช้แอปเหล่านี้ร่วมกับการดูแลระบบพื้นฐานจะช่วยให้เครื่องกลับมาลื่นไหลเหมือนใหม่

    แอปทั้ง 5 ตัวนี้เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ถนัดด้านเทคนิค เพราะใช้งานง่าย ปลอดภัย และไม่ต้องปรับแต่งซับซ้อน โดยเฉพาะ Microsoft PC Manager ที่ออกแบบโดย Microsoft เอง ทำให้เข้ากันได้ดีกับ Windows 10 และ 11 ส่วนแอปอย่าง Everything และ Thorium Browser ก็ช่วยลดภาระเครื่องได้มากสำหรับผู้ที่ใช้ HDD หรือ RAM น้อย

    สุดท้าย หากคุณมีเครื่องเก่าที่เริ่มอืด การลองใช้ชุดเครื่องมือเหล่านี้ก่อนซื้อเครื่องใหม่เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้มาจากฮาร์ดแวร์ แต่เกิดจากซอฟต์แวร์ที่สะสมมานานจนทำให้ระบบทำงานช้าลง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    แอปที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้ Windows เครื่องเก่า
    Microsoft PC Manager — เคลียร์ไฟล์ขยะ, จัดการ RAM, มี Deep Uninstall
    Everything — ค้นหาไฟล์เร็วมาก ใช้ทรัพยากรน้อย
    Chris Titus Tech’s Windows Utility — Debloat Windows แบบลึก
    Thorium Browser — เบากว่า Chrome แต่ยังรองรับ Extensions
    Bulk Crap Uninstaller (BCU) — ลบแอปพร้อมไฟล์ตกค้างทั้งหมด

    ข้อควรระวังในการใช้งาน
    เครื่องมือ Debloat อย่าง Chris Titus Utility ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
    การลบแอปจำนวนมากอาจทำให้ระบบเสียหายหากไม่สร้าง Restore Point
    Thorium Browser แม้เบา แต่บางเว็บอาจไม่รองรับ 100%

    เทคนิคเสริมที่ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้น (เพิ่มเติมจากบทความ)
    เปิด Storage Sense เพื่อลบไฟล์อัตโนมัติ
    ปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น
    อัปเดต Windows และไดรเวอร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

    ความเสี่ยงหากละเลยการดูแลระบบ
    ไฟล์ขยะสะสมจนทำให้เครื่องช้าและค้างบ่อย
    แอปที่รันเบื้องหลังอาจกิน RAM และ CPU โดยไม่รู้ตัว
    ระบบอาจเสี่ยงต่อมัลแวร์หากไม่อัปเดต

    เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่มีเครื่องเก่า RAM น้อย หรือยังใช้ HDD
    คนที่ต้องการเพิ่มความเร็วโดยไม่เสียเงินซื้อเครื่องใหม่
    ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเครื่องมือใช้งานง่าย

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบลึกแต่ไม่มั่นใจด้านเทคนิค
    ผู้ที่ต้องการความเสถียรสูงมาก เช่น เครื่องสำหรับงานเซิร์ฟเวอร์

    https://www.slashgear.com/2065210/apps-speed-up-old-windows-pc/
    ⚡🖥️ 5 แอปที่ช่วยชุบชีวิตให้ Windows เครื่องเก่า — เบา เร็ว และฟรี! คอมพิวเตอร์ Windows ที่ใช้งานมานานมักจะเริ่มช้าลงเพราะไฟล์ขยะสะสม แอปที่รันเบื้องหลังโดยไม่จำเป็น และระบบที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม บทความนี้แนะนำ 5 แอปฟรีที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้เครื่องเก่าได้จริง ตั้งแต่การเคลียร์ไฟล์ขยะ การค้นหาไฟล์แบบทันที ไปจนถึงการลบแอปแบบถอนรากถอนโคน พร้อมทั้งแนะนำเบราว์เซอร์ที่เบากว่า Chrome เพื่อช่วยลดภาระเครื่อง นอกจากแอปที่แนะนำในบทความแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคนิคเสริมที่ผู้ใช้ Windows นิยมใช้ เช่น การเปิดใช้งาน Storage Sense, การปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น, และการอัปเกรด SSD ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วได้แบบเห็นผลทันที แม้จะเป็นเครื่องเก่าก็ตาม การใช้แอปเหล่านี้ร่วมกับการดูแลระบบพื้นฐานจะช่วยให้เครื่องกลับมาลื่นไหลเหมือนใหม่ แอปทั้ง 5 ตัวนี้เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ถนัดด้านเทคนิค เพราะใช้งานง่าย ปลอดภัย และไม่ต้องปรับแต่งซับซ้อน โดยเฉพาะ Microsoft PC Manager ที่ออกแบบโดย Microsoft เอง ทำให้เข้ากันได้ดีกับ Windows 10 และ 11 ส่วนแอปอย่าง Everything และ Thorium Browser ก็ช่วยลดภาระเครื่องได้มากสำหรับผู้ที่ใช้ HDD หรือ RAM น้อย สุดท้าย หากคุณมีเครื่องเก่าที่เริ่มอืด การลองใช้ชุดเครื่องมือเหล่านี้ก่อนซื้อเครื่องใหม่เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้มาจากฮาร์ดแวร์ แต่เกิดจากซอฟต์แวร์ที่สะสมมานานจนทำให้ระบบทำงานช้าลง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ แอปที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้ Windows เครื่องเก่า ➡️ Microsoft PC Manager — เคลียร์ไฟล์ขยะ, จัดการ RAM, มี Deep Uninstall ➡️ Everything — ค้นหาไฟล์เร็วมาก ใช้ทรัพยากรน้อย ➡️ Chris Titus Tech’s Windows Utility — Debloat Windows แบบลึก ➡️ Thorium Browser — เบากว่า Chrome แต่ยังรองรับ Extensions ➡️ Bulk Crap Uninstaller (BCU) — ลบแอปพร้อมไฟล์ตกค้างทั้งหมด ‼️ ข้อควรระวังในการใช้งาน ⛔ เครื่องมือ Debloat อย่าง Chris Titus Utility ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ⛔ การลบแอปจำนวนมากอาจทำให้ระบบเสียหายหากไม่สร้าง Restore Point ⛔ Thorium Browser แม้เบา แต่บางเว็บอาจไม่รองรับ 100% ✅ เทคนิคเสริมที่ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้น (เพิ่มเติมจากบทความ) ➡️ เปิด Storage Sense เพื่อลบไฟล์อัตโนมัติ ➡️ ปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น ➡️ อัปเดต Windows และไดรเวอร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ‼️ ความเสี่ยงหากละเลยการดูแลระบบ ⛔ ไฟล์ขยะสะสมจนทำให้เครื่องช้าและค้างบ่อย ⛔ แอปที่รันเบื้องหลังอาจกิน RAM และ CPU โดยไม่รู้ตัว ⛔ ระบบอาจเสี่ยงต่อมัลแวร์หากไม่อัปเดต ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ใช้ที่มีเครื่องเก่า RAM น้อย หรือยังใช้ HDD ➡️ คนที่ต้องการเพิ่มความเร็วโดยไม่เสียเงินซื้อเครื่องใหม่ ➡️ ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเครื่องมือใช้งานง่าย ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบลึกแต่ไม่มั่นใจด้านเทคนิค ⛔ ผู้ที่ต้องการความเสถียรสูงมาก เช่น เครื่องสำหรับงานเซิร์ฟเวอร์ https://www.slashgear.com/2065210/apps-speed-up-old-windows-pc/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Apps That Can Breathe New Life Into Your Old Windows PC - SlashGear
    Struggling with sluggish startups and leftover app trash? This lineup of optimizers, uninstallers, and tweaks frees up your Windows PC's potential effortlessly.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • eSIM สะดวก ปลอดภัย และทันสมัยกว่าเดิม — แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเปลี่ยน

    eSIM กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงที่เริ่มตัดถาดซิมออกไปแล้ว จุดเด่นสำคัญคือความสะดวกในการเปิดใช้งาน ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และการรองรับหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว ทำให้เหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อยหรือไม่อยากพกซิมหลายใบ อย่างไรก็ตาม eSIM ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ความยุ่งยากในการย้ายเครื่อง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในบางสถานการณ์

    ในด้านความสะดวก eSIM ช่วยลดขั้นตอนการไปศูนย์บริการหรือรอซิมส่งถึงบ้าน เพียงสแกน QR code ก็เปิดใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังเก็บโปรไฟล์ซิมได้หลายใบในเครื่องเดียว ทำให้สลับใช้งานได้รวดเร็วโดยไม่ต้องถอดซิมจริง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่องสำหรับแบตเตอรี่หรือระบบกันน้ำที่ดีขึ้น เช่น iPhone 17 Pro รุ่น eSIM‑only ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมถึง 2 ชั่วโมงในการเล่นวิดีโอ

    แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย เช่น การย้าย eSIM ไปเครื่องใหม่ที่ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ไม่สามารถ “ดึงซิมออกแล้วเสียบเครื่องใหม่” แบบเดิมได้ทันที รวมถึงความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้ หากซื้อเครื่องใหม่ที่ไม่รองรับ eSIM ก็ต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอแปลงกลับเป็นซิมจริง นอกจากนี้ การเปิดใช้งาน eSIM ครั้งแรกจำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นปัญหาในพื้นที่สัญญาณอ่อนหรือในต่างประเทศ

    โดยรวม eSIM เป็นเทคโนโลยีที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แบบ eSIM เต็มรูปแบบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อดีของ eSIM
    เปิดใช้งานง่าย เพียงสแกน QR code ไม่ต้องรอซิมจริง
    เก็บหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว สลับใช้งานได้รวดเร็ว
    ปลอดภัยกว่า เพราะไม่สามารถถอดซิมไปใช้ในเครื่องอื่นได้
    ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่อง เช่น แบตใหญ่ขึ้นหรือกันน้ำดีขึ้น

    ข้อควรระวัง
    การย้ายเครื่องยุ่งยากกว่า ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า
    อุปกรณ์ใหม่ต้องรองรับ eSIM ไม่เช่นนั้นต้องติดต่อค่ายเพื่อแปลงกลับ
    ต้องมีอินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจไม่สะดวกในบางพื้นที่

    เหมาะกับใคร
    ผู้ที่เดินทางบ่อยและต้องสลับซิมหลายประเทศ
    ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
    ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องบาง กันน้ำดี หรือแบตอึดขึ้น

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยและต้องการย้ายซิมแบบรวดเร็ว
    ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร
    ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่รองรับ eSIM

    https://www.slashgear.com/2067395/esim-phone-pros-cons-explained/
    📱✨ eSIM สะดวก ปลอดภัย และทันสมัยกว่าเดิม — แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเปลี่ยน eSIM กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงที่เริ่มตัดถาดซิมออกไปแล้ว จุดเด่นสำคัญคือความสะดวกในการเปิดใช้งาน ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และการรองรับหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว ทำให้เหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อยหรือไม่อยากพกซิมหลายใบ อย่างไรก็ตาม eSIM ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ความยุ่งยากในการย้ายเครื่อง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในบางสถานการณ์ ในด้านความสะดวก eSIM ช่วยลดขั้นตอนการไปศูนย์บริการหรือรอซิมส่งถึงบ้าน เพียงสแกน QR code ก็เปิดใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังเก็บโปรไฟล์ซิมได้หลายใบในเครื่องเดียว ทำให้สลับใช้งานได้รวดเร็วโดยไม่ต้องถอดซิมจริง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่องสำหรับแบตเตอรี่หรือระบบกันน้ำที่ดีขึ้น เช่น iPhone 17 Pro รุ่น eSIM‑only ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมถึง 2 ชั่วโมงในการเล่นวิดีโอ แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย เช่น การย้าย eSIM ไปเครื่องใหม่ที่ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ไม่สามารถ “ดึงซิมออกแล้วเสียบเครื่องใหม่” แบบเดิมได้ทันที รวมถึงความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้ หากซื้อเครื่องใหม่ที่ไม่รองรับ eSIM ก็ต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอแปลงกลับเป็นซิมจริง นอกจากนี้ การเปิดใช้งาน eSIM ครั้งแรกจำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นปัญหาในพื้นที่สัญญาณอ่อนหรือในต่างประเทศ โดยรวม eSIM เป็นเทคโนโลยีที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แบบ eSIM เต็มรูปแบบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อดีของ eSIM ➡️ เปิดใช้งานง่าย เพียงสแกน QR code ไม่ต้องรอซิมจริง ➡️ เก็บหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว สลับใช้งานได้รวดเร็ว ➡️ ปลอดภัยกว่า เพราะไม่สามารถถอดซิมไปใช้ในเครื่องอื่นได้ ➡️ ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่อง เช่น แบตใหญ่ขึ้นหรือกันน้ำดีขึ้น ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การย้ายเครื่องยุ่งยากกว่า ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ⛔ อุปกรณ์ใหม่ต้องรองรับ eSIM ไม่เช่นนั้นต้องติดต่อค่ายเพื่อแปลงกลับ ⛔ ต้องมีอินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจไม่สะดวกในบางพื้นที่ ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ที่เดินทางบ่อยและต้องสลับซิมหลายประเทศ ➡️ ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ➡️ ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องบาง กันน้ำดี หรือแบตอึดขึ้น ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยและต้องการย้ายซิมแบบรวดเร็ว ⛔ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ⛔ ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่รองรับ eSIM https://www.slashgear.com/2067395/esim-phone-pros-cons-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    eSim Phones Have Their Pros, But It's Not All Roses - SlashGear
    eSIMs offer faster activation, better security, and easy travel SIMs, but drawbacks include harder transfers, carrier limits, and compatibility issues.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • Android ปี 2026 เล่นเกม PC ได้จริง! Valve ปูทางด้วย FeX ทำให้มือถือกลายเป็น “พีซีพกพา”

    ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเกม เมื่อ Android สามารถ “รันเกม PC แบบเนทีฟ” ได้จริง ไม่ใช่การสตรีม ไม่ใช่การเอมูเลชัน แต่ใช้พลังประมวลผลของมือถือโดยตรง ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีแปลคำสั่ง x86 → ARM64 ของ Valve ที่ชื่อ FeX ซึ่งเป็นรากฐานเดียวกับที่ทำให้ Steam Deck ประสบความสำเร็จบน Linux มาก่อนหน้านี้ การมาถึงของ FeX บน Android ทำให้มือถือระดับเรือธงกลายเป็นเครื่องเล่นเกม PC แบบพกพาที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ

    เครื่องมือหลักที่ทำให้ทุกอย่างเป็นจริงคือ GameHub, GameHub Lite, และ GameNative ซึ่งช่วยติดตั้งและรันเกม Steam บน Android ได้โดยตรง แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ประสบการณ์ใช้งานถือว่าดีเกินคาด โดยเฉพาะเกมอินดี้ที่ทำงานได้ลื่นไหลแทบไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลย ส่วนเกม AAA ยังมีข้อจำกัดด้านไดรเวอร์, ประสิทธิภาพ และระบบ anti‑cheat ที่ยังไม่รองรับ ARM อย่างเต็มรูปแบบ

    อย่างไรก็ตาม การเล่นเกม PC บน Android ยังมีความท้าทาย เช่น ความร้อน, RAM ไม่พอ, พื้นที่จัดเก็บจำกัด และความเข้ากันได้ของเกมที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ FeX, Lepton และชิป ARM รุ่นใหม่ ทำให้อนาคตของ “Android = พีซีเกมมิ่งพกพา” ดูสดใสกว่าที่เคย โดยเฉพาะเมื่อ Valve เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ ARM ตัวใหม่อย่าง Steam Frame ในปี 2026 ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้วงการนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด

    ท้ายที่สุด Android อาจไม่มาแทนที่ Windows หรือ Steam Deck แต่จะกลายเป็น “อีกหนึ่งแพลตฟอร์มเกม PC” ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูก และพกพาสะดวกที่สุดในโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Android เล่นเกม PC ได้จริงในปี 2026
    ใช้เทคโนโลยีแปลคำสั่ง FeX ของ Valve
    ไม่ใช่การสตรีม แต่รันเกมด้วยพลังของมือถือโดยตรง

    ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง
    เกม AAA ส่วนใหญ่ยังไม่ลื่นไหลหรือไม่รันเลย
    ระบบ anti‑cheat ยังไม่รองรับ ARM ทำให้เกมออนไลน์เล่นไม่ได้

    แอปที่ใช้รันเกม PC บน Android
    GameHub / GameHub Lite ใช้งานง่าย มี preset ให้เลือก
    GameNative ยืดหยุ่นกว่า รองรับ external storage

    ความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิด
    ปรับโหมด Extreme/Performance อาจทำให้เกมเปิดไม่ได้
    ต้องลองผิดลองถูกเพราะแต่ละเกมต้องการค่าต่างกัน

    ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพ
    RAM 12–16GB ช่วยให้เกมทำงานได้ดีขึ้นมาก
    มือถือที่มีพัดลมเสริมช่วยลดการ throttle

    ปัญหาที่พบบ่อย
    มือถือร้อนเร็ว ทำให้เฟรมเรตตก
    พื้นที่เก็บข้อมูลไม่พอสำหรับเกม PC ขนาดใหญ่

    เกมที่เหมาะกับ Android ตอนนี้
    เกมอินดี้ทำงานได้ดีแทบทุกเกม
    เกม AAA รุ่นเก่า เช่น GTA V, Bioshock Infinite รันได้ลื่น

    เกมที่ยังไม่เหมาะ
    เกม AAA ใหม่ ๆ เช่น DOOM: The Dark Ages ยังเกินกำลังมือถือ
    เกมที่ใช้ anti‑cheat แบบเข้มงวด

    https://www.slashgear.com/2068348/how-to-play-pc-games-on-android-in-2026/
    🎮🔥 Android ปี 2026 เล่นเกม PC ได้จริง! Valve ปูทางด้วย FeX ทำให้มือถือกลายเป็น “พีซีพกพา” ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเกม เมื่อ Android สามารถ “รันเกม PC แบบเนทีฟ” ได้จริง ไม่ใช่การสตรีม ไม่ใช่การเอมูเลชัน แต่ใช้พลังประมวลผลของมือถือโดยตรง ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีแปลคำสั่ง x86 → ARM64 ของ Valve ที่ชื่อ FeX ซึ่งเป็นรากฐานเดียวกับที่ทำให้ Steam Deck ประสบความสำเร็จบน Linux มาก่อนหน้านี้ การมาถึงของ FeX บน Android ทำให้มือถือระดับเรือธงกลายเป็นเครื่องเล่นเกม PC แบบพกพาที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ เครื่องมือหลักที่ทำให้ทุกอย่างเป็นจริงคือ GameHub, GameHub Lite, และ GameNative ซึ่งช่วยติดตั้งและรันเกม Steam บน Android ได้โดยตรง แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ประสบการณ์ใช้งานถือว่าดีเกินคาด โดยเฉพาะเกมอินดี้ที่ทำงานได้ลื่นไหลแทบไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลย ส่วนเกม AAA ยังมีข้อจำกัดด้านไดรเวอร์, ประสิทธิภาพ และระบบ anti‑cheat ที่ยังไม่รองรับ ARM อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การเล่นเกม PC บน Android ยังมีความท้าทาย เช่น ความร้อน, RAM ไม่พอ, พื้นที่จัดเก็บจำกัด และความเข้ากันได้ของเกมที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ FeX, Lepton และชิป ARM รุ่นใหม่ ทำให้อนาคตของ “Android = พีซีเกมมิ่งพกพา” ดูสดใสกว่าที่เคย โดยเฉพาะเมื่อ Valve เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ ARM ตัวใหม่อย่าง Steam Frame ในปี 2026 ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้วงการนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด ท้ายที่สุด Android อาจไม่มาแทนที่ Windows หรือ Steam Deck แต่จะกลายเป็น “อีกหนึ่งแพลตฟอร์มเกม PC” ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูก และพกพาสะดวกที่สุดในโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Android เล่นเกม PC ได้จริงในปี 2026 ➡️ ใช้เทคโนโลยีแปลคำสั่ง FeX ของ Valve ➡️ ไม่ใช่การสตรีม แต่รันเกมด้วยพลังของมือถือโดยตรง ‼️ ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง ⛔ เกม AAA ส่วนใหญ่ยังไม่ลื่นไหลหรือไม่รันเลย ⛔ ระบบ anti‑cheat ยังไม่รองรับ ARM ทำให้เกมออนไลน์เล่นไม่ได้ ✅ แอปที่ใช้รันเกม PC บน Android ➡️ GameHub / GameHub Lite ใช้งานง่าย มี preset ให้เลือก ➡️ GameNative ยืดหยุ่นกว่า รองรับ external storage ‼️ ความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิด ⛔ ปรับโหมด Extreme/Performance อาจทำให้เกมเปิดไม่ได้ ⛔ ต้องลองผิดลองถูกเพราะแต่ละเกมต้องการค่าต่างกัน ✅ ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพ ➡️ RAM 12–16GB ช่วยให้เกมทำงานได้ดีขึ้นมาก ➡️ มือถือที่มีพัดลมเสริมช่วยลดการ throttle ‼️ ปัญหาที่พบบ่อย ⛔ มือถือร้อนเร็ว ทำให้เฟรมเรตตก ⛔ พื้นที่เก็บข้อมูลไม่พอสำหรับเกม PC ขนาดใหญ่ ✅ เกมที่เหมาะกับ Android ตอนนี้ ➡️ เกมอินดี้ทำงานได้ดีแทบทุกเกม ➡️ เกม AAA รุ่นเก่า เช่น GTA V, Bioshock Infinite รันได้ลื่น ‼️ เกมที่ยังไม่เหมาะ ⛔ เกม AAA ใหม่ ๆ เช่น DOOM: The Dark Ages ยังเกินกำลังมือถือ ⛔ เกมที่ใช้ anti‑cheat แบบเข้มงวด https://www.slashgear.com/2068348/how-to-play-pc-games-on-android-in-2026/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    How To Play PC Games On Your Android Device In 2026 - SlashGear
    Android gaming has come a long way -- long enough to enable you to play some of your PC games on Android devices. Here's how to do it in 2026.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • Devuan 6 “Excalibur” บน Raspberry Pi 5 — เร็ว เบา ปราศจาก systemd พร้อมความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ

    Devuan GNU+Linux 6.1 “Excalibur” ได้ปล่อยอิมเมจสำหรับ Raspberry Pi อย่างเป็นทางการ และถูกทดสอบบน Raspberry Pi 5 พบว่าทำงานได้รวดเร็ว เบา และให้ความยืดหยุ่นสูง โดยยังคงเอกลักษณ์สำคัญคือ ไม่มี systemd แต่ใช้ SysVinit เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้บูตเร็วและเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมระบบอย่างละเอียด Devuan 6.1 เป็นอัปเดตย่อยจาก Devuan 6.0 ที่อิงบน Debian 13 “Trixie” และใช้ Linux Kernel 6.12 LTS ซึ่งรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ดีขึ้น

    อิมเมจสำหรับ Raspberry Pi รองรับตั้งแต่รุ่น 2, 3, 4 จนถึง 5 แต่เฉพาะเวอร์ชันใหม่อย่าง Excalibur 6.0 และ Daedalus 5.0 เท่านั้นที่ทำงานได้ดีบน Pi 4 และ Pi 5 ในการใช้งานจริง Devuan บน Pi 5 ทำงานได้เร็วและสะอาด แต่ ไม่ได้มาพร้อม Desktop Environment ผู้ใช้ต้องติดตั้งเอง เช่น Xfce พร้อม Xorg และ Display Manager อย่าง LightDM หรือ SDDM ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบ DIY

    Devuan 6 มาพร้อมเครื่องมือใหม่ชื่อ menu-config ซึ่งเป็นระบบตั้งค่าแบบเมนูสำหรับผู้ใช้ใหม่ ช่วยตั้งค่าพื้นฐาน เช่น network, hostname, locale, timezone, keymap, CPU governor และตัวเลือกเฉพาะของ Raspberry Pi เครื่องมือนี้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาผ่านคอนโซล และช่วยให้การตั้งค่าระบบเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แม้จะไม่มี GUI เริ่มต้นก็ตาม

    โดยรวม Devuan ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ Linux แบบเบา ปลอด systemd และต้องการควบคุมระบบอย่างเต็มที่บน Raspberry Pi 5 เหมาะทั้งสาย minimal, DIY และผู้ที่ชื่นชอบความเป็นอิสระของซอฟต์แวร์แบบแท้จริง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    จุดเด่นของ Devuan 6 “Excalibur”
    ใช้ SysVinit แทน systemd ทำให้บูตเร็วและควบคุมง่าย
    อิงบน Debian 13 “Trixie” พร้อม Linux Kernel 6.12 LTS

    ข้อจำกัดที่ควรรู้
    ไม่มี Desktop Environment มาให้ ต้องติดตั้งเอง
    ต้องติดตั้ง Xorg และ Display Manager แยกต่างหาก

    รองรับ Raspberry Pi หลายรุ่น
    ใช้งานได้บน Pi 2, 3, 4 และ 5
    รุ่นใหม่อย่าง Pi 4/5 ต้องใช้ Devuan 6.0+ หรือ Daedalus 5.0

    ความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้
    เวอร์ชันเก่าอาจไม่รองรับ Pi รุ่นใหม่
    ผู้ใช้มือใหม่อาจตั้งค่าระบบยากกว่า distro ที่มี GUI

    เครื่องมือใหม่ช่วยตั้งค่า
    menu-config ใช้งานง่าย ตั้งค่าระบบพื้นฐานได้ครบ
    รองรับการตั้งค่าเฉพาะของ Raspberry Pi

    สิ่งที่ต้องระวัง
    หากไม่ติดตั้ง GUI จะใช้งานได้เฉพาะ CLI
    ต้องเลือก Display Manager ให้เหมาะกับสเปก Pi

    เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่ต้องการ Linux แบบ minimal
    ผู้ที่ไม่ต้องการ systemd และต้องการควบคุมระบบเต็มที่

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่ต้องการระบบพร้อมใช้งานแบบ Desktop ทันที
    ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการตั้งค่าระบบด้วยตนเอง

    https://9to5linux.com/first-look-at-devuan-gnulinux-6-excalibur-on-raspberry-pi-5
    🐧⚡ Devuan 6 “Excalibur” บน Raspberry Pi 5 — เร็ว เบา ปราศจาก systemd พร้อมความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ Devuan GNU+Linux 6.1 “Excalibur” ได้ปล่อยอิมเมจสำหรับ Raspberry Pi อย่างเป็นทางการ และถูกทดสอบบน Raspberry Pi 5 พบว่าทำงานได้รวดเร็ว เบา และให้ความยืดหยุ่นสูง โดยยังคงเอกลักษณ์สำคัญคือ ไม่มี systemd แต่ใช้ SysVinit เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้บูตเร็วและเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมระบบอย่างละเอียด Devuan 6.1 เป็นอัปเดตย่อยจาก Devuan 6.0 ที่อิงบน Debian 13 “Trixie” และใช้ Linux Kernel 6.12 LTS ซึ่งรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ดีขึ้น อิมเมจสำหรับ Raspberry Pi รองรับตั้งแต่รุ่น 2, 3, 4 จนถึง 5 แต่เฉพาะเวอร์ชันใหม่อย่าง Excalibur 6.0 และ Daedalus 5.0 เท่านั้นที่ทำงานได้ดีบน Pi 4 และ Pi 5 ในการใช้งานจริง Devuan บน Pi 5 ทำงานได้เร็วและสะอาด แต่ ไม่ได้มาพร้อม Desktop Environment ผู้ใช้ต้องติดตั้งเอง เช่น Xfce พร้อม Xorg และ Display Manager อย่าง LightDM หรือ SDDM ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบ DIY Devuan 6 มาพร้อมเครื่องมือใหม่ชื่อ menu-config ซึ่งเป็นระบบตั้งค่าแบบเมนูสำหรับผู้ใช้ใหม่ ช่วยตั้งค่าพื้นฐาน เช่น network, hostname, locale, timezone, keymap, CPU governor และตัวเลือกเฉพาะของ Raspberry Pi เครื่องมือนี้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาผ่านคอนโซล และช่วยให้การตั้งค่าระบบเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แม้จะไม่มี GUI เริ่มต้นก็ตาม โดยรวม Devuan ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ Linux แบบเบา ปลอด systemd และต้องการควบคุมระบบอย่างเต็มที่บน Raspberry Pi 5 เหมาะทั้งสาย minimal, DIY และผู้ที่ชื่นชอบความเป็นอิสระของซอฟต์แวร์แบบแท้จริง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ จุดเด่นของ Devuan 6 “Excalibur” ➡️ ใช้ SysVinit แทน systemd ทำให้บูตเร็วและควบคุมง่าย ➡️ อิงบน Debian 13 “Trixie” พร้อม Linux Kernel 6.12 LTS ‼️ ข้อจำกัดที่ควรรู้ ⛔ ไม่มี Desktop Environment มาให้ ต้องติดตั้งเอง ⛔ ต้องติดตั้ง Xorg และ Display Manager แยกต่างหาก ✅ รองรับ Raspberry Pi หลายรุ่น ➡️ ใช้งานได้บน Pi 2, 3, 4 และ 5 ➡️ รุ่นใหม่อย่าง Pi 4/5 ต้องใช้ Devuan 6.0+ หรือ Daedalus 5.0 ‼️ ความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้ ⛔ เวอร์ชันเก่าอาจไม่รองรับ Pi รุ่นใหม่ ⛔ ผู้ใช้มือใหม่อาจตั้งค่าระบบยากกว่า distro ที่มี GUI ✅ เครื่องมือใหม่ช่วยตั้งค่า ➡️ menu-config ใช้งานง่าย ตั้งค่าระบบพื้นฐานได้ครบ ➡️ รองรับการตั้งค่าเฉพาะของ Raspberry Pi ‼️ สิ่งที่ต้องระวัง ⛔ หากไม่ติดตั้ง GUI จะใช้งานได้เฉพาะ CLI ⛔ ต้องเลือก Display Manager ให้เหมาะกับสเปก Pi ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ใช้ที่ต้องการ Linux แบบ minimal ➡️ ผู้ที่ไม่ต้องการ systemd และต้องการควบคุมระบบเต็มที่ ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการระบบพร้อมใช้งานแบบ Desktop ทันที ⛔ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการตั้งค่าระบบด้วยตนเอง https://9to5linux.com/first-look-at-devuan-gnulinux-6-excalibur-on-raspberry-pi-5
    9TO5LINUX.COM
    First Look at Devuan GNU+Linux 6 "Excalibur" on Raspberry Pi 5 - 9to5Linux
    Here’s our first look at the Devuan GNU+Linux 6 "Excalibur" operating system series on the Raspberry Pi 5 single-board computer.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • Veeam ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ RCE ร้ายแรงใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด

    Veeam ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถทำ Remote Code Execution (RCE) บนเซิร์ฟเวอร์ Backup & Replication ได้ ช่องโหว่นี้ถูกจัดอยู่ในระดับความรุนแรงสูงมาก เนื่องจากระบบสำรองข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และหากถูกเจาะสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมระบบสำรองทั้งหมดได้ทันที รวมถึงลบ สำเนา หรือเข้ารหัสข้อมูลสำคัญได้

    ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นในส่วนของ Veeam Backup Service ซึ่งเป็นบริการหลักที่ใช้จัดการการสื่อสารระหว่างคอมโพเนนต์ต่าง ๆ ของระบบ ผู้โจมตีที่สามารถเข้าถึงพอร์ตที่เปิดอยู่ของบริการนี้ได้ อาจส่งคำสั่งที่ crafted มาเป็นพิเศษเพื่อรันโค้ดบนเครื่องเป้าหมายในสิทธิ์ระดับสูง ทำให้ระบบสำรองข้อมูลทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างรุนแรง

    Veeam ได้ออกแพตช์แก้ไขในเวอร์ชันล่าสุดของ Backup & Replication และแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนอัปเดตทันที โดยเฉพาะองค์กรที่เปิดพอร์ตบริการสู่เครือข่ายภายนอก หรือมีระบบที่ยังไม่ได้แยกเครือข่ายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ Veeam ยังเตือนว่าการป้องกันด้วย Firewall เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากระบบยังไม่ได้อัปเดตแพตช์ล่าสุด

    ผลกระทบของช่องโหว่นี้ถือว่ารุนแรงมาก เพราะระบบสำรองข้อมูลเป็นเป้าหมายหลักของแรนซัมแวร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปล่อยให้ช่องโหว่ RCE เปิดอยู่เท่ากับเปิดประตูให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลสำรองทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่สามารถกู้คืนระบบได้หลังถูกโจมตี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดช่องโหว่
    เป็นช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE)
    เกิดในบริการหลักของ Veeam Backup Service

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลได้
    เสี่ยงต่อการลบหรือเข้ารหัสข้อมูลสำรองทั้งหมด

    การอัปเดตที่ปล่อยออกมา
    Veeam ออกแพตช์ใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด
    แนะนำให้อัปเดตทันทีโดยไม่ต้องรอ Maintenance Window

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ระบบสำรองข้อมูลอาจถูกยึดครองโดยผู้โจมตี
    องค์กรอาจไม่สามารถกู้คืนข้อมูลหลังเหตุการณ์โจมตีได้

    คำแนะนำด้านความปลอดภัย
    อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที
    จำกัดการเข้าถึงพอร์ตของ Veeam Backup Service เฉพาะภายในองค์กร

    ความเสี่ยงหากละเลย
    แรนซัมแวร์สามารถโจมตีระบบสำรองได้โดยตรง
    อาจสูญเสียข้อมูลสำคัญแบบถาวร

    https://securityonline.info/veeam-patches-critical-rce-flaws-in-latest-backup-replication-release/
    🛡️ Veeam ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ RCE ร้ายแรงใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด Veeam ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถทำ Remote Code Execution (RCE) บนเซิร์ฟเวอร์ Backup & Replication ได้ ช่องโหว่นี้ถูกจัดอยู่ในระดับความรุนแรงสูงมาก เนื่องจากระบบสำรองข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และหากถูกเจาะสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมระบบสำรองทั้งหมดได้ทันที รวมถึงลบ สำเนา หรือเข้ารหัสข้อมูลสำคัญได้ ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นในส่วนของ Veeam Backup Service ซึ่งเป็นบริการหลักที่ใช้จัดการการสื่อสารระหว่างคอมโพเนนต์ต่าง ๆ ของระบบ ผู้โจมตีที่สามารถเข้าถึงพอร์ตที่เปิดอยู่ของบริการนี้ได้ อาจส่งคำสั่งที่ crafted มาเป็นพิเศษเพื่อรันโค้ดบนเครื่องเป้าหมายในสิทธิ์ระดับสูง ทำให้ระบบสำรองข้อมูลทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างรุนแรง Veeam ได้ออกแพตช์แก้ไขในเวอร์ชันล่าสุดของ Backup & Replication และแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนอัปเดตทันที โดยเฉพาะองค์กรที่เปิดพอร์ตบริการสู่เครือข่ายภายนอก หรือมีระบบที่ยังไม่ได้แยกเครือข่ายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ Veeam ยังเตือนว่าการป้องกันด้วย Firewall เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากระบบยังไม่ได้อัปเดตแพตช์ล่าสุด ผลกระทบของช่องโหว่นี้ถือว่ารุนแรงมาก เพราะระบบสำรองข้อมูลเป็นเป้าหมายหลักของแรนซัมแวร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปล่อยให้ช่องโหว่ RCE เปิดอยู่เท่ากับเปิดประตูให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลสำรองทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่สามารถกู้คืนระบบได้หลังถูกโจมตี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดช่องโหว่ ➡️ เป็นช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) ➡️ เกิดในบริการหลักของ Veeam Backup Service ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลได้ ⛔ เสี่ยงต่อการลบหรือเข้ารหัสข้อมูลสำรองทั้งหมด ✅ การอัปเดตที่ปล่อยออกมา ➡️ Veeam ออกแพตช์ใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด ➡️ แนะนำให้อัปเดตทันทีโดยไม่ต้องรอ Maintenance Window ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ระบบสำรองข้อมูลอาจถูกยึดครองโดยผู้โจมตี ⛔ องค์กรอาจไม่สามารถกู้คืนข้อมูลหลังเหตุการณ์โจมตีได้ ✅ คำแนะนำด้านความปลอดภัย ➡️ อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที ➡️ จำกัดการเข้าถึงพอร์ตของ Veeam Backup Service เฉพาะภายในองค์กร ‼️ ความเสี่ยงหากละเลย ⛔ แรนซัมแวร์สามารถโจมตีระบบสำรองได้โดยตรง ⛔ อาจสูญเสียข้อมูลสำคัญแบบถาวร https://securityonline.info/veeam-patches-critical-rce-flaws-in-latest-backup-replication-release/
    SECURITYONLINE.INFO
    Veeam Patches Critical RCE Flaws in Latest Backup & Replication Release
    Veeam updates Backup & Replication v13 to fix high-severity flaws. CVE-2025-59470 and others allow RCE and root access. Update to build 13.0.1.1071.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • Chrome 143 ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ WebView ระดับร้ายแรงที่เสี่ยงหลุด Sandbox

    Google ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญสำหรับ Chrome เวอร์ชัน 143 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ WebView tag ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงนโยบายความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ได้ ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 และถูกจัดระดับ High Severity โดยมีผลกระทบต่อผู้ใช้ Windows, macOS และ Linux ทั่วโลก การอัปเดตนี้ถูกผลักเข้าสู่ Stable Channel แล้ว และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตี

    WebView เป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังใน Chrome Apps ที่ใช้ฝังเนื้อหาเว็บแบบแยกกระบวนการ แต่ด้วยการบังคับใช้นโยบายที่ไม่สมบูรณ์ อาจเปิดช่องให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึงได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Gal Weizman เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 และอยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google’s Vulnerability Reward Program

    Google ระบุว่ารายละเอียดเชิงลึกของบั๊กจะถูกปิดไว้ชั่วคราวจนกว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะอัปเดตเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีย้อนรอยแพตช์และสร้าง exploit ขึ้นมาโจมตี ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและอัปเดตได้ด้วยตนเองผ่านเมนู Help > About Google Chrome ซึ่งจะเริ่มดาวน์โหลดอัปเดตโดยอัตโนมัติ

    การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการช่องโหว่ในส่วนประกอบที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่าง WebView แต่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยโดยรวมของเบราว์เซอร์อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เว็บแอปและ Chrome Apps ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดช่องโหว่
    ช่องโหว่ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628
    เป็นปัญหา Insufficient policy enforcement ใน WebView tag

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    อาจทำให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox
    เสี่ยงต่อการ bypass นโยบายความปลอดภัยของ Chrome

    การอัปเดตที่ปล่อยออกมา
    Chrome เวอร์ชันที่ได้รับแพตช์: 143.0.7499.192/.193 บน Windows/macOS และ 143.0.7499.192 บน Linux
    อัปเดตอยู่ใน Stable Channel และทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วโลก

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ผู้โจมตีอาจ reverse-engineer แพตช์เพื่อสร้าง exploit
    ผู้ใช้ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตีแบบ zero‑day

    ข้อมูลจากนักวิจัย
    ช่องโหว่ถูกรายงานโดย Gal Weizman เมื่อ 23 พ.ย. 2025
    อยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google VRP

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้ Chrome Apps ที่ใช้ WebView เสี่ยงมากเป็นพิเศษ
    อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีระบบอื่นต่อเนื่อง

    คำแนะนำ
    อัปเดต Chrome ผ่าน Help > About Google Chrome
    ตรวจสอบว่าเวอร์ชันเป็น 143.0.7499.192/.193 หรือใหม่กว่า

    ความเสี่ยงหากละเลย
    ระบบอาจถูกโจมตีผ่าน WebView โดยไม่รู้ตัว
    อาจสูญเสียข้อมูลหรือถูกเข้าควบคุมผ่านช่องโหว่

    https://securityonline.info/google-patches-high-severity-webview-flaw-in-chrome-143/
    🛡️ Chrome 143 ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ WebView ระดับร้ายแรงที่เสี่ยงหลุด Sandbox Google ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญสำหรับ Chrome เวอร์ชัน 143 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ WebView tag ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงนโยบายความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ได้ ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 และถูกจัดระดับ High Severity โดยมีผลกระทบต่อผู้ใช้ Windows, macOS และ Linux ทั่วโลก การอัปเดตนี้ถูกผลักเข้าสู่ Stable Channel แล้ว และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตี WebView เป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังใน Chrome Apps ที่ใช้ฝังเนื้อหาเว็บแบบแยกกระบวนการ แต่ด้วยการบังคับใช้นโยบายที่ไม่สมบูรณ์ อาจเปิดช่องให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึงได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Gal Weizman เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 และอยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google’s Vulnerability Reward Program Google ระบุว่ารายละเอียดเชิงลึกของบั๊กจะถูกปิดไว้ชั่วคราวจนกว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะอัปเดตเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีย้อนรอยแพตช์และสร้าง exploit ขึ้นมาโจมตี ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและอัปเดตได้ด้วยตนเองผ่านเมนู Help > About Google Chrome ซึ่งจะเริ่มดาวน์โหลดอัปเดตโดยอัตโนมัติ การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการช่องโหว่ในส่วนประกอบที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่าง WebView แต่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยโดยรวมของเบราว์เซอร์อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เว็บแอปและ Chrome Apps ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดช่องโหว่ ➡️ ช่องโหว่ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 ➡️ เป็นปัญหา Insufficient policy enforcement ใน WebView tag ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ อาจทำให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox ⛔ เสี่ยงต่อการ bypass นโยบายความปลอดภัยของ Chrome ✅ การอัปเดตที่ปล่อยออกมา ➡️ Chrome เวอร์ชันที่ได้รับแพตช์: 143.0.7499.192/.193 บน Windows/macOS และ 143.0.7499.192 บน Linux ➡️ อัปเดตอยู่ใน Stable Channel และทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วโลก ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ผู้โจมตีอาจ reverse-engineer แพตช์เพื่อสร้าง exploit ⛔ ผู้ใช้ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตีแบบ zero‑day ✅ ข้อมูลจากนักวิจัย ➡️ ช่องโหว่ถูกรายงานโดย Gal Weizman เมื่อ 23 พ.ย. 2025 ➡️ อยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google VRP ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ Chrome Apps ที่ใช้ WebView เสี่ยงมากเป็นพิเศษ ⛔ อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีระบบอื่นต่อเนื่อง ✅ คำแนะนำ ➡️ อัปเดต Chrome ผ่าน Help > About Google Chrome ➡️ ตรวจสอบว่าเวอร์ชันเป็น 143.0.7499.192/.193 หรือใหม่กว่า ‼️ ความเสี่ยงหากละเลย ⛔ ระบบอาจถูกโจมตีผ่าน WebView โดยไม่รู้ตัว ⛔ อาจสูญเสียข้อมูลหรือถูกเข้าควบคุมผ่านช่องโหว่ https://securityonline.info/google-patches-high-severity-webview-flaw-in-chrome-143/
    SECURITYONLINE.INFO
    Google Patches High-Severity "WebView" Flaw in Chrome 143
    Google's Chrome 143 update fixes high-severity flaw CVE-2026-0628. The "WebView" vulnerability allows policy bypass. Update your browser immediately.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • Zero‑Day “Chronomaly” เขย่าโลก Linux — ช่องโหว่ใหม่เปิดทางสู่ Root Access

    ช่องโหว่ความปลอดภัยล่าสุดที่ถูกตั้งชื่อว่า Chronomaly กำลังสร้างความกังวลในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากเป็น Zero‑Day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้วบน Linux Kernel สาย 5.10.x โดยเฉพาะในอุปกรณ์ Android หลายรุ่น ช่องโหว่นี้ถูกติดตามภายใต้รหัส CVE‑2025‑38352 ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับ High Severity (CVSS 7.4) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Elevation of Privilege (EoP) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Root ได้

    ต้นตอของปัญหาเกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ซึ่งทำให้กระบวนการ cleanup ของ task ทำงานผิดพลาดจนเกิด memory corruption เมื่อถูกโจมตีสำเร็จ อาจนำไปสู่การล่มของระบบ (crash), การโจมตีแบบ DoS หรือการยึดสิทธิ์ Root แบบสมบูรณ์ นักวิจัย farazsth98 ได้เผยแพร่ exploit สาธารณะชื่อ “Chronomaly” ซึ่งสามารถทำงานได้บน Linux kernel v5.10.157 และคาดว่าจะใช้ได้กับทุกเวอร์ชันในสาย 5.10.x เพราะไม่ต้องพึ่งพา memory offset เฉพาะรุ่น

    Google ยืนยันว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ limited, targeted exploitation ซึ่งหมายความว่าเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้โจมตีระดับสูง (APT) อาจเป็นผู้ใช้ช่องโหว่นี้ก่อนที่แพตช์จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ การอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2025 ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว และผู้ใช้อุปกรณ์ Android ที่ใช้ kernel สายนี้ควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่

    ผลกระทบของ Chronomaly ไม่ได้จำกัดแค่ Android เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงของระบบที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ IoT, ระบบฝังตัว และเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดต การโจมตีแบบ local privilege escalation แม้จะต้องเข้าถึงเครื่องก่อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดระบบทั้งหมดได้อย่างง่ายดายหากผู้โจมตีมี foothold อยู่แล้ว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่และรายละเอียดทางเทคนิค
    CVE‑2025‑38352 เป็นช่องโหว่ EoP ระดับ High Severity
    เกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ทำให้เกิด memory corruption

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root ได้
    อาจทำให้ระบบ crash หรือถูก DoS

    การโจมตีและ exploit ที่ถูกเผยแพร่
    exploit “Chronomaly” ใช้งานได้บน Linux kernel v5.10.157
    คาดว่าจะใช้ได้กับทุก kernel ในสาย 5.10.x

    ความเสี่ยงจากการมี exploit สาธารณะ
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปนำไปใช้
    ระบบที่ยังไม่อัปเดตมีความเสี่ยงสูงขึ้นทันที

    การยืนยันจาก Google
    ตรวจพบการโจมตีจริงแบบ targeted exploitation
    แพตช์แก้ไขถูกปล่อยในอัปเดตความปลอดภัยเดือนกันยายน 2025

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    อุปกรณ์ Android ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตี
    องค์กรที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าอาจถูกเจาะระบบได้ง่ายขึ้น

    ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย
    อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที
    ตรวจสอบระบบที่ใช้ kernel 5.10.x เป็นพิเศษ

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ผู้โจมตีสามารถยึดระบบได้จากการเข้าถึงเพียงเล็กน้อย
    อาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีระบบอื่นในเครือข่าย

    https://securityonline.info/zero-day-chronomaly-exploit-grants-root-access-to-vulnerable-linux-kernels/
    🛡️ Zero‑Day “Chronomaly” เขย่าโลก Linux — ช่องโหว่ใหม่เปิดทางสู่ Root Access ช่องโหว่ความปลอดภัยล่าสุดที่ถูกตั้งชื่อว่า Chronomaly กำลังสร้างความกังวลในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากเป็น Zero‑Day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้วบน Linux Kernel สาย 5.10.x โดยเฉพาะในอุปกรณ์ Android หลายรุ่น ช่องโหว่นี้ถูกติดตามภายใต้รหัส CVE‑2025‑38352 ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับ High Severity (CVSS 7.4) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Elevation of Privilege (EoP) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Root ได้ ต้นตอของปัญหาเกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ซึ่งทำให้กระบวนการ cleanup ของ task ทำงานผิดพลาดจนเกิด memory corruption เมื่อถูกโจมตีสำเร็จ อาจนำไปสู่การล่มของระบบ (crash), การโจมตีแบบ DoS หรือการยึดสิทธิ์ Root แบบสมบูรณ์ นักวิจัย farazsth98 ได้เผยแพร่ exploit สาธารณะชื่อ “Chronomaly” ซึ่งสามารถทำงานได้บน Linux kernel v5.10.157 และคาดว่าจะใช้ได้กับทุกเวอร์ชันในสาย 5.10.x เพราะไม่ต้องพึ่งพา memory offset เฉพาะรุ่น Google ยืนยันว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ limited, targeted exploitation ซึ่งหมายความว่าเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้โจมตีระดับสูง (APT) อาจเป็นผู้ใช้ช่องโหว่นี้ก่อนที่แพตช์จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ การอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2025 ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว และผู้ใช้อุปกรณ์ Android ที่ใช้ kernel สายนี้ควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ ผลกระทบของ Chronomaly ไม่ได้จำกัดแค่ Android เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงของระบบที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ IoT, ระบบฝังตัว และเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดต การโจมตีแบบ local privilege escalation แม้จะต้องเข้าถึงเครื่องก่อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดระบบทั้งหมดได้อย่างง่ายดายหากผู้โจมตีมี foothold อยู่แล้ว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่และรายละเอียดทางเทคนิค ➡️ CVE‑2025‑38352 เป็นช่องโหว่ EoP ระดับ High Severity ➡️ เกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ทำให้เกิด memory corruption ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root ได้ ⛔ อาจทำให้ระบบ crash หรือถูก DoS ✅ การโจมตีและ exploit ที่ถูกเผยแพร่ ➡️ exploit “Chronomaly” ใช้งานได้บน Linux kernel v5.10.157 ➡️ คาดว่าจะใช้ได้กับทุก kernel ในสาย 5.10.x ‼️ ความเสี่ยงจากการมี exploit สาธารณะ ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปนำไปใช้ ⛔ ระบบที่ยังไม่อัปเดตมีความเสี่ยงสูงขึ้นทันที ✅ การยืนยันจาก Google ➡️ ตรวจพบการโจมตีจริงแบบ targeted exploitation ➡️ แพตช์แก้ไขถูกปล่อยในอัปเดตความปลอดภัยเดือนกันยายน 2025 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ อุปกรณ์ Android ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตี ⛔ องค์กรที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าอาจถูกเจาะระบบได้ง่ายขึ้น ✅ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย ➡️ อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที ➡️ ตรวจสอบระบบที่ใช้ kernel 5.10.x เป็นพิเศษ ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ผู้โจมตีสามารถยึดระบบได้จากการเข้าถึงเพียงเล็กน้อย ⛔ อาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีระบบอื่นในเครือข่าย https://securityonline.info/zero-day-chronomaly-exploit-grants-root-access-to-vulnerable-linux-kernels/
    SECURITYONLINE.INFO
    Zero-Day Chronomaly Exploit Grants Root Access to Vulnerable Linux Kernels
    The Chronomaly exploit weaponizes CVE-2025-38352, a Linux kernel race condition. It allows any local user to gain root access across Android and Linux.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร

    การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี

    สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง
    ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น
    ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา

    ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ
    อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน
    ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์

    ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก
    ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access
    ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล

    ความเสี่ยงด้านข้อมูล
    หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ
    การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย

    ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต
    ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน
    ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง

    ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม
    ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที
    การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง

    ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม
    รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling
    ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers

    ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้
    เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด
    ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว

    ความสำคัญของการทดสอบจริง
    Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก
    การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง

    ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง
    อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy
    ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง

    https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    ⚙️ เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง ➡️ ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น ➡️ ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา ‼️ ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ ⛔ อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน ⛔ ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ✅ ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก ➡️ ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access ➡️ ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล ‼️ ความเสี่ยงด้านข้อมูล ⛔ หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ ⛔ การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย ✅ ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต ➡️ ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน ➡️ ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง ‼️ ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม ⛔ ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที ⛔ การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง ✅ ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม ➡️ รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling ➡️ ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers ‼️ ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้ ⛔ เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด ⛔ ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว ✅ ความสำคัญของการทดสอบจริง ➡️ Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก ➡️ การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง ⛔ อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy ⛔ ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    SECURITYONLINE.INFO
    How to select a secure hosting platform for high-performance applications
    Choosing a hosting platform for high-performance applications is rarely a simple technical decision. When projects rely on GPUs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD Gen5 รุ่นประหยัด “E37T” – เร็ว 14.7 GB/s, ไม่ต้องใช้ DRAM, กินไฟต่ำกว่า 2.3W

    Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD รุ่นใหม่ E37T ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวเลือก “คุ้มค่า” สำหรับ SSD PCIe Gen5 โดยเน้นความเร็วสูงในขณะที่ลดต้นทุนด้วยดีไซน์ DRAM-less และการใช้พลังงานต่ำมาก เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, พีซีขนาดเล็ก และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการความเร็วระดับ Gen5 แต่ไม่ต้องการความร้อนหรือการใช้พลังงานสูงเหมือนรุ่นท็อป

    คอนโทรลเลอร์รุ่นนี้รองรับ NAND แบบ 3D ที่ความเร็วสูงถึง 4800 MT/s พร้อมสถาปัตยกรรมแบบ 4-channel ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าแพลตฟอร์มระดับคุ้มค่ารุ่นก่อนถึง 38% ตามข้อมูลของ Phison นอกจากนี้ยังรองรับฟอร์มแฟกเตอร์ยอดนิยมอย่าง M.2 2280 / 2242 / 2230 ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์หลากหลายประเภทตั้งแต่โน้ตบุ๊กจนถึง Mini PC

    ด้านความเร็ว Phison E37T ทำได้สูงสุด 14.7 GB/s (อ่าน) และ 13.0 GB/s (เขียน) พร้อมประสิทธิภาพสุ่มสูงสุด 2,000K IOPS ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคอนโทรลเลอร์แบบ DRAM-less จุดเด่นอีกอย่างคือการใช้พลังงานต่ำกว่า 2.3W ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงแต่ควบคุมความร้อนได้ดี

    Phison คาดว่า SSD ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ E37T จะเริ่มปรากฏในตลาดช่วง Computex 2026 ขณะเดียวกันบริษัทก็ประกาศอัปเดตคอนโทรลเลอร์รุ่นท็อป E28 ให้รองรับความจุสูงสุด 8TB พร้อมความเร็วสูงสุด 14.9 GB/s เพื่อเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับคุ้มค่าถึงระดับเรือธง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Phison E37T คือคอนโทรลเลอร์ Gen5 แบบคุ้มค่า
    ดีไซน์ DRAM-less ลดต้นทุน
    รองรับ NAND 3D 4800 MT/s
    สถาปัตยกรรม 4-channel รุ่นใหม่

    ประสิทธิภาพสูงแม้เป็นรุ่นประหยัด
    Sequential Read สูงสุด 14.7 GB/s
    Sequential Write สูงสุด 13.0 GB/s
    Random IOPS สูงสุด 2,000K

    ใช้พลังงานต่ำมาก
    กินไฟไม่เกิน 2.3W
    เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, handheld, Mini PC

    ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด
    DRAM-less อาจมี latency สูงกว่า SSD ระดับไฮเอนด์
    ประสิทธิภาพจริงขึ้นกับ NAND ที่ผู้ผลิต SSD เลือกใช้

    https://wccftech.com/phison-e37t-cost-optimized-gen5-ssd-controller-14-7-gbps-speeds-dram-less-2-3w/
    ⚡ Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD Gen5 รุ่นประหยัด “E37T” – เร็ว 14.7 GB/s, ไม่ต้องใช้ DRAM, กินไฟต่ำกว่า 2.3W Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD รุ่นใหม่ E37T ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวเลือก “คุ้มค่า” สำหรับ SSD PCIe Gen5 โดยเน้นความเร็วสูงในขณะที่ลดต้นทุนด้วยดีไซน์ DRAM-less และการใช้พลังงานต่ำมาก เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, พีซีขนาดเล็ก และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการความเร็วระดับ Gen5 แต่ไม่ต้องการความร้อนหรือการใช้พลังงานสูงเหมือนรุ่นท็อป คอนโทรลเลอร์รุ่นนี้รองรับ NAND แบบ 3D ที่ความเร็วสูงถึง 4800 MT/s พร้อมสถาปัตยกรรมแบบ 4-channel ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าแพลตฟอร์มระดับคุ้มค่ารุ่นก่อนถึง 38% ตามข้อมูลของ Phison นอกจากนี้ยังรองรับฟอร์มแฟกเตอร์ยอดนิยมอย่าง M.2 2280 / 2242 / 2230 ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์หลากหลายประเภทตั้งแต่โน้ตบุ๊กจนถึง Mini PC ด้านความเร็ว Phison E37T ทำได้สูงสุด 14.7 GB/s (อ่าน) และ 13.0 GB/s (เขียน) พร้อมประสิทธิภาพสุ่มสูงสุด 2,000K IOPS ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคอนโทรลเลอร์แบบ DRAM-less จุดเด่นอีกอย่างคือการใช้พลังงานต่ำกว่า 2.3W ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงแต่ควบคุมความร้อนได้ดี Phison คาดว่า SSD ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ E37T จะเริ่มปรากฏในตลาดช่วง Computex 2026 ขณะเดียวกันบริษัทก็ประกาศอัปเดตคอนโทรลเลอร์รุ่นท็อป E28 ให้รองรับความจุสูงสุด 8TB พร้อมความเร็วสูงสุด 14.9 GB/s เพื่อเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับคุ้มค่าถึงระดับเรือธง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Phison E37T คือคอนโทรลเลอร์ Gen5 แบบคุ้มค่า ➡️ ดีไซน์ DRAM-less ลดต้นทุน ➡️ รองรับ NAND 3D 4800 MT/s ➡️ สถาปัตยกรรม 4-channel รุ่นใหม่ ✅ ประสิทธิภาพสูงแม้เป็นรุ่นประหยัด ➡️ Sequential Read สูงสุด 14.7 GB/s ➡️ Sequential Write สูงสุด 13.0 GB/s ➡️ Random IOPS สูงสุด 2,000K ✅ ใช้พลังงานต่ำมาก ➡️ กินไฟไม่เกิน 2.3W ➡️ เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, handheld, Mini PC ‼️ ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด ⛔ DRAM-less อาจมี latency สูงกว่า SSD ระดับไฮเอนด์ ⛔ ประสิทธิภาพจริงขึ้นกับ NAND ที่ผู้ผลิต SSD เลือกใช้ https://wccftech.com/phison-e37t-cost-optimized-gen5-ssd-controller-14-7-gbps-speeds-dram-less-2-3w/
    WCCFTECH.COM
    Phison Intros E37T "Cost-Optimized" Gen5 SSD Controller: Up To 14.7 GB/s Speeds With DRAM-Less Design & Under 2.3W Power
    Phison has introduced its brand new Gen5 SSD controller, the E37T, which is designed to be more cost-effective with a DRAM-less design.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 27 มุมมอง 0 รีวิว
  • Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึงต้นปี 2026 – เดินหน้าเจรจา DRAM ต่อเนื่อง พร้อมได้ดีลราคาพิเศษจาก TSMC

    Apple กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ iPhone, iPad, Mac และอุปกรณ์ AI รุ่นถัดไป รายงานระบุว่า Apple ได้ ล็อกสัญญาจัดหาชิป NAND แบบยาวไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2026 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาตลาดที่ผันผวนและปัญหาซัพพลายเชนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา

    ในขณะเดียวกัน Apple ยังคง เจรจากับผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ เพื่อให้ได้ราคาที่มั่นคงและปริมาณที่เพียงพอสำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro รุ่นถัดไป และ Mac ที่ใช้ชิป Apple Silicon รุ่นใหม่ที่มีสถาปัตยกรรมเน้น AI/ML มากขึ้น ความต้องการ DRAM ต่อเครื่องจึงสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน

    รายงานยังระบุว่า TSMC เตรียมเสนอราคาพิเศษให้ Apple สำหรับกระบวนการผลิตชิปรุ่นใหม่ เช่น 2nm และ 3nm รุ่นปรับปรุง เพื่อรักษา Apple เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท การให้ราคาพิเศษนี้ช่วยให้ Apple ควบคุมต้นทุนของชิปตระกูล A‑Series และ M‑Series ได้ดีขึ้น แม้ต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

    ภาพรวมแล้ว Apple กำลังวางแผนซัพพลายเชนระยะยาวอย่างเข้มข้น เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้หน่วยความจำมากขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากตลาด DRAM/NAND ที่มีความผันผวนสูงในช่วงปี 2024–2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึง Q1 2026
    เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและปัญหาซัพพลายเชน
    รองรับความต้องการหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นในอุปกรณ์รุ่นใหม่

    ยังเจรจา DRAM ต่อเนื่อง
    ผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro, Mac รุ่นใหม่
    ต้องการดีลราคาที่มั่นคงในระยะยาว

    TSMC เสนอราคาพิเศษให้ Apple
    สำหรับกระบวนการผลิต 2nm / 3nm รุ่นใหม่
    เพื่อรักษาสถานะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท

    ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา
    ตลาด DRAM/NAND ยังผันผวนสูงจากดีมานด์ AI และเซิร์ฟเวอร์
    หากเจรจา DRAM ไม่สำเร็จ อาจกระทบต้นทุนผลิตภัณฑ์บางรุ่น

    https://wccftech.com/apple-has-secured-access-to-nand-through-q1-2026-continues-to-negotiate-dram-access-tsmc-to-offer-favorable-pricing/
    🍏 Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึงต้นปี 2026 – เดินหน้าเจรจา DRAM ต่อเนื่อง พร้อมได้ดีลราคาพิเศษจาก TSMC Apple กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ iPhone, iPad, Mac และอุปกรณ์ AI รุ่นถัดไป รายงานระบุว่า Apple ได้ ล็อกสัญญาจัดหาชิป NAND แบบยาวไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2026 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาตลาดที่ผันผวนและปัญหาซัพพลายเชนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน Apple ยังคง เจรจากับผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ เพื่อให้ได้ราคาที่มั่นคงและปริมาณที่เพียงพอสำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro รุ่นถัดไป และ Mac ที่ใช้ชิป Apple Silicon รุ่นใหม่ที่มีสถาปัตยกรรมเน้น AI/ML มากขึ้น ความต้องการ DRAM ต่อเครื่องจึงสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน รายงานยังระบุว่า TSMC เตรียมเสนอราคาพิเศษให้ Apple สำหรับกระบวนการผลิตชิปรุ่นใหม่ เช่น 2nm และ 3nm รุ่นปรับปรุง เพื่อรักษา Apple เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท การให้ราคาพิเศษนี้ช่วยให้ Apple ควบคุมต้นทุนของชิปตระกูล A‑Series และ M‑Series ได้ดีขึ้น แม้ต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ภาพรวมแล้ว Apple กำลังวางแผนซัพพลายเชนระยะยาวอย่างเข้มข้น เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้หน่วยความจำมากขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากตลาด DRAM/NAND ที่มีความผันผวนสูงในช่วงปี 2024–2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึง Q1 2026 ➡️ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและปัญหาซัพพลายเชน ➡️ รองรับความต้องการหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นในอุปกรณ์รุ่นใหม่ ✅ ยังเจรจา DRAM ต่อเนื่อง ➡️ ผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro, Mac รุ่นใหม่ ➡️ ต้องการดีลราคาที่มั่นคงในระยะยาว ✅ TSMC เสนอราคาพิเศษให้ Apple ➡️ สำหรับกระบวนการผลิต 2nm / 3nm รุ่นใหม่ ➡️ เพื่อรักษาสถานะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ‼️ ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา ⛔ ตลาด DRAM/NAND ยังผันผวนสูงจากดีมานด์ AI และเซิร์ฟเวอร์ ⛔ หากเจรจา DRAM ไม่สำเร็จ อาจกระทบต้นทุนผลิตภัณฑ์บางรุ่น https://wccftech.com/apple-has-secured-access-to-nand-through-q1-2026-continues-to-negotiate-dram-access-tsmc-to-offer-favorable-pricing/
    WCCFTECH.COM
    Apple Just Staged A Coup On TSMC's Pricing For The A20 Chip
    Morgan Stanley now expects Apple's upcoming A20 chips to cost just 30 percent more than the 3nm-based A19 chips found in the iPhone 17 lineup.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 28 มุมมอง 0 รีวิว
  • Razer เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรก ร่วมพัฒนา Tenstorrent – ก้าวสู่ยุค AI แบบพกพาเต็มรูปแบบ

    Razer ผนึกกำลัง Tenstorrent เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator แบบคอมแพกต์ ใช้ชิป RISC‑V “Wormhole n150” รองรับ Thunderbolt 5 และต่อพ่วงหลายตัวได้ เหมาะสำหรับนักพัฒนา AI ที่ต้องการพลังประมวลผลแบบพกพา

    อุปกรณ์ AI แบบพกพาที่ออกแบบมาเพื่อ Developer ยุคใหม่
    Razer กำลังขยายตัวจากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาด AI อย่างจริงจัง โดยเปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกับ Tenstorrent ซึ่งใช้ชิป Wormhole n150 บนสถาปัตยกรรม RISC‑V จุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อผ่าน Thunderbolt 5 / 4 หรือ USB4 ทำให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถเพิ่มพลัง AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่

    อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และรองรับการใช้งาน AI/ML หลากหลาย เช่น LLMs, Image Generation และงาน Edge AI อื่นๆ ผ่านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent บน GitHub

    รองรับการต่อพ่วงหลายตัว – สร้างคลัสเตอร์ AI บนโต๊ะทำงาน
    หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือความสามารถในการ daisy-chain ได้สูงสุด 4 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบสเกลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง “AI mini‑cluster” บนโต๊ะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง Server ขนาดใหญ่หรือ GPU ระดับ Data Center

    Razer ระบุว่านี่คือการนำพลัง AI ระดับสูงมาสู่ผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะนักพัฒนาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการทดลองโมเดลต่างๆ

    ดีไซน์โมดูลาร์ + Thunderbolt 5 = ความเร็วและความยืดหยุ่นสูงสุด
    ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลาร์ สามารถอัปเกรดหรือต่อขยายได้ง่าย พร้อมรองรับ Thunderbolt 5 ซึ่งให้แบนด์วิดท์สูงและ latency ต่ำ เหมาะกับงาน AI ที่ต้องการส่งข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Razer และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    อุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรกของ Razer
    ใช้ชิป RISC‑V Tenstorrent Wormhole n150
    รองรับ Thunderbolt 5 / 4 และ USB4

    ออกแบบมาเพื่อ Developer และงาน Edge AI
    รัน LLMs, Image Generation และงาน AI/ML ได้หลากหลาย
    ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent

    รองรับการต่อพ่วงหลายตัว
    Daisy‑chain ได้สูงสุด 4 อุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับการปรับแต่งซอฟต์แวร์และโมเดลที่ใช้
    อาจมีข้อจำกัดด้านความร้อนหรือพลังงานเมื่อใช้งานหลายตัวพร้อมกัน

    https://wccftech.com/razer-partners-tenstorrent-goes-into-full-ai-mode/
    🤖 Razer เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรก ร่วมพัฒนา Tenstorrent – ก้าวสู่ยุค AI แบบพกพาเต็มรูปแบบ Razer ผนึกกำลัง Tenstorrent เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator แบบคอมแพกต์ ใช้ชิป RISC‑V “Wormhole n150” รองรับ Thunderbolt 5 และต่อพ่วงหลายตัวได้ เหมาะสำหรับนักพัฒนา AI ที่ต้องการพลังประมวลผลแบบพกพา ⚡ อุปกรณ์ AI แบบพกพาที่ออกแบบมาเพื่อ Developer ยุคใหม่ Razer กำลังขยายตัวจากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาด AI อย่างจริงจัง โดยเปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกับ Tenstorrent ซึ่งใช้ชิป Wormhole n150 บนสถาปัตยกรรม RISC‑V จุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อผ่าน Thunderbolt 5 / 4 หรือ USB4 ทำให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถเพิ่มพลัง AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และรองรับการใช้งาน AI/ML หลากหลาย เช่น LLMs, Image Generation และงาน Edge AI อื่นๆ ผ่านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent บน GitHub 🧩 รองรับการต่อพ่วงหลายตัว – สร้างคลัสเตอร์ AI บนโต๊ะทำงาน หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือความสามารถในการ daisy-chain ได้สูงสุด 4 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบสเกลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง “AI mini‑cluster” บนโต๊ะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง Server ขนาดใหญ่หรือ GPU ระดับ Data Center Razer ระบุว่านี่คือการนำพลัง AI ระดับสูงมาสู่ผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะนักพัฒนาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการทดลองโมเดลต่างๆ 🛠️ ดีไซน์โมดูลาร์ + Thunderbolt 5 = ความเร็วและความยืดหยุ่นสูงสุด ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลาร์ สามารถอัปเกรดหรือต่อขยายได้ง่าย พร้อมรองรับ Thunderbolt 5 ซึ่งให้แบนด์วิดท์สูงและ latency ต่ำ เหมาะกับงาน AI ที่ต้องการส่งข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Razer และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ อุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรกของ Razer ➡️ ใช้ชิป RISC‑V Tenstorrent Wormhole n150 ➡️ รองรับ Thunderbolt 5 / 4 และ USB4 ✅ ออกแบบมาเพื่อ Developer และงาน Edge AI ➡️ รัน LLMs, Image Generation และงาน AI/ML ได้หลากหลาย ➡️ ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent ✅ รองรับการต่อพ่วงหลายตัว ➡️ Daisy‑chain ได้สูงสุด 4 อุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับการปรับแต่งซอฟต์แวร์และโมเดลที่ใช้ ⛔ อาจมีข้อจำกัดด้านความร้อนหรือพลังงานเมื่อใช้งานหลายตัวพร้อมกัน https://wccftech.com/razer-partners-tenstorrent-goes-into-full-ai-mode/
    WCCFTECH.COM
    Razer Goes Full “AI Mode” with New & Compact AI Accelerator Device Featuring Tenstorrent’s Wormhole n150 AI Chip
    Razer has decided to shift its focus towards AI, as the manufacturer has showcased their first-generation compact AI accelerator device.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 33 มุมมอง 0 รีวิว
  • ราคาพุ่ง! Raspberry Pi และ Mini PC แทบไม่ต่างกันอีกต่อไป หลัง DRAM ขาดตลาดหนัก

    ราคาของอุปกรณ์ทำโฮมแลบกำลังพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งฝั่ง Raspberry Pi 5 และ Mini PC ที่ใช้ Intel N100/N150 จนเกิด “ภาวะราคาเท่ากัน” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลจากการตรวจสอบของ Jeff Geerling และการยืนยันโดย Tom’s Hardware ระบุว่า ชุด Raspberry Pi 5 (16GB + SSD + เคส + PSU) และ GMKTec Nucbox G3 Plus มีราคาแทบไม่ต่างกันเลยในปี 2026

    สาเหตุหลักมาจาก ต้นทุน DRAM และ Flash ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจนต้องเปิดตัวรุ่น Pi 5 แบบ 1GB เพื่อคงราคาเริ่มต้นไว้ที่ $45

    ผลลัพธ์คือผู้ที่ต้องการสร้างโฮมแลบต้องชั่งใจมากขึ้นระหว่าง พลังประมวลผลที่สูงกว่า (Mini PC) กับ การใช้พลังงานต่ำกว่า (Raspberry Pi) เพราะต้นทุนรวมของทั้งสองแพลตฟอร์มแทบไม่ต่างกันอีกต่อไป นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า วิกฤตราคา DRAM อาจลากยาวหลายปี ทำให้สถานการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว

    ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Geerling เชื่อว่า “ปีนี้จะเป็นปีแห่งการนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่” เพราะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงของอุปกรณ์ใหม่ทุกประเภทในตลาดโฮมแลบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ราคาของ Raspberry Pi และ Mini PC ใกล้เคียงกันมาก
    Raspberry Pi 5 ชุด 16GB พร้อม SSD และอุปกรณ์เสริมแตะ $246.95
    GMKTec Nucbox G3 Plus ราคา $246.99 ในปี 2026

    ต้นทุน DRAM และ Flash พุ่งสูงทั่วโลก
    ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาทุกรุ่น
    Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเปิดตัวรุ่น 1GB เพื่อคุมราคาเริ่มต้น

    Mini PC ยังแรงกว่า แต่กินไฟมากกว่า
    Intel N100/N150 ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Pi 5 อย่างชัดเจน
    แต่ Raspberry Pi ยังคงเป็นแชมป์ด้านการใช้พลังงานต่ำที่สุดในกลุ่มนี้

    ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากสถานการณ์นี้
    ราคาหน่วยความจำอาจยังพุ่งต่อเนื่องหลายปี
    ต้นทุนสร้างโฮมแลบอาจสูงขึ้นจนไม่คุ้มสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่

    https://www.tomshardware.com/raspberry-pi/raspberry-pi-and-mini-pc-home-lab-prices-hit-parity-as-dram-costs-skyrocket-price-hikes-force-hobbyists-to-weigh-up-performance-versus-power-consumption
    💸 ราคาพุ่ง! Raspberry Pi และ Mini PC แทบไม่ต่างกันอีกต่อไป หลัง DRAM ขาดตลาดหนัก ราคาของอุปกรณ์ทำโฮมแลบกำลังพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งฝั่ง Raspberry Pi 5 และ Mini PC ที่ใช้ Intel N100/N150 จนเกิด “ภาวะราคาเท่ากัน” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลจากการตรวจสอบของ Jeff Geerling และการยืนยันโดย Tom’s Hardware ระบุว่า ชุด Raspberry Pi 5 (16GB + SSD + เคส + PSU) และ GMKTec Nucbox G3 Plus มีราคาแทบไม่ต่างกันเลยในปี 2026 สาเหตุหลักมาจาก ต้นทุน DRAM และ Flash ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจนต้องเปิดตัวรุ่น Pi 5 แบบ 1GB เพื่อคงราคาเริ่มต้นไว้ที่ $45 ผลลัพธ์คือผู้ที่ต้องการสร้างโฮมแลบต้องชั่งใจมากขึ้นระหว่าง พลังประมวลผลที่สูงกว่า (Mini PC) กับ การใช้พลังงานต่ำกว่า (Raspberry Pi) เพราะต้นทุนรวมของทั้งสองแพลตฟอร์มแทบไม่ต่างกันอีกต่อไป นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า วิกฤตราคา DRAM อาจลากยาวหลายปี ทำให้สถานการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Geerling เชื่อว่า “ปีนี้จะเป็นปีแห่งการนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่” เพราะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงของอุปกรณ์ใหม่ทุกประเภทในตลาดโฮมแลบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ราคาของ Raspberry Pi และ Mini PC ใกล้เคียงกันมาก ➡️ Raspberry Pi 5 ชุด 16GB พร้อม SSD และอุปกรณ์เสริมแตะ $246.95 ➡️ GMKTec Nucbox G3 Plus ราคา $246.99 ในปี 2026 ✅ ต้นทุน DRAM และ Flash พุ่งสูงทั่วโลก ➡️ ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาทุกรุ่น ➡️ Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเปิดตัวรุ่น 1GB เพื่อคุมราคาเริ่มต้น ✅ Mini PC ยังแรงกว่า แต่กินไฟมากกว่า ➡️ Intel N100/N150 ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Pi 5 อย่างชัดเจน ➡️ แต่ Raspberry Pi ยังคงเป็นแชมป์ด้านการใช้พลังงานต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากสถานการณ์นี้ ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจยังพุ่งต่อเนื่องหลายปี ⛔ ต้นทุนสร้างโฮมแลบอาจสูงขึ้นจนไม่คุ้มสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ https://www.tomshardware.com/raspberry-pi/raspberry-pi-and-mini-pc-home-lab-prices-hit-parity-as-dram-costs-skyrocket-price-hikes-force-hobbyists-to-weigh-up-performance-versus-power-consumption
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 28 มุมมอง 0 รีวิว
  • AMD เปิดตัว Instinct MI500X: ก้าวกระโดด 1,000 เท่า สู่ยุค YottaFLOPS

    AMD ประกาศชิป AI รุ่นใหม่ Instinct MI500X ที่จะเปิดตัวในปี 2027 พร้อมเคลมประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า และปูทางสู่ยุคศูนย์ข้อมูลระดับ YottaFLOPS

    ยุคใหม่ของ AI Compute: จาก ZettaFLOPS สู่ YottaFLOPS
    ความต้องการประมวลผลของศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง จากระดับ 100 ZettaFLOPS ในปัจจุบัน ไปสู่ 10+ YottaFLOPS ภายใน 5 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า ตามการประเมินของ AMD การเติบโตนี้ผลักดันให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องเร่งพัฒนาชิปที่แรงขึ้นทุกปี โดย AMD ระบุว่า MI500X จะเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล Instinct

    สถาปัตยกรรม CDNA 6 + 2nm + HBM4E: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
    Instinct MI500X จะใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 รุ่นใหม่ ผลิตบนกระบวนการ TSMC 2nm (N2-series) และใช้หน่วยความจำ HBM4E ความเร็วสูง ซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก MI300X ที่ใช้ CDNA 3 และ HBM3
    นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำ เช่น FP4 เพื่อรองรับงาน AI ขนาดใหญ่ และอาจรองรับ PCIe 6.0 สำหรับการเชื่อมต่อกับ CPU รุ่นใหม่ในอนาคต

    ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 1,000 เท่าใน 4 ปี: เป็นไปได้อย่างไร?
    AMD ระบุว่า MI500X จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า ภายในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน เช่น
    การกระโดดของสถาปัตยกรรมจาก CDNA 3 → CDNA 6
    การเพิ่มความหนาแน่นของ Tensor/Machine Compute
    การเชื่อมต่อหน่วยความจำที่แน่นขึ้น
    การใช้กระบวนการผลิต 2nm ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น
    ทั้งหมดนี้ทำให้ MI500X กลายเป็น GPU สำหรับ AI และ HPC ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ AMD เคยประกาศ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    MI500X คือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ AMD
    ประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า
    ใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 + กระบวนการผลิต 2nm

    รองรับยุค YottaFLOPS
    ศูนย์ข้อมูล AI ต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น 100 เท่าใน 5 ปี
    MI500X ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตนี้โดยเฉพาะ

    เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา
    HBM4E ความเร็วสูง
    รองรับ FP4 และรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำสำหรับ AI

    ความท้าทายและข้อควรระวัง
    การเพิ่มประสิทธิภาพ 1,000 เท่าอาจขึ้นกับ workload เฉพาะ ไม่ใช่ทุกงานจะได้ผลลัพธ์เท่ากัน
    การใช้เทคโนโลยี 2nm และ HBM4E อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/amd-unwraps-instinct-mi500-boasting-1-000x-more-performance-versus-mi300x-setting-the-stage-for-the-era-of-yottaflops-data-centers
    🚀 AMD เปิดตัว Instinct MI500X: ก้าวกระโดด 1,000 เท่า สู่ยุค YottaFLOPS AMD ประกาศชิป AI รุ่นใหม่ Instinct MI500X ที่จะเปิดตัวในปี 2027 พร้อมเคลมประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า และปูทางสู่ยุคศูนย์ข้อมูลระดับ YottaFLOPS 🧠 ยุคใหม่ของ AI Compute: จาก ZettaFLOPS สู่ YottaFLOPS ความต้องการประมวลผลของศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง จากระดับ 100 ZettaFLOPS ในปัจจุบัน ไปสู่ 10+ YottaFLOPS ภายใน 5 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า ตามการประเมินของ AMD การเติบโตนี้ผลักดันให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องเร่งพัฒนาชิปที่แรงขึ้นทุกปี โดย AMD ระบุว่า MI500X จะเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล Instinct 🏗️ สถาปัตยกรรม CDNA 6 + 2nm + HBM4E: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ Instinct MI500X จะใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 รุ่นใหม่ ผลิตบนกระบวนการ TSMC 2nm (N2-series) และใช้หน่วยความจำ HBM4E ความเร็วสูง ซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก MI300X ที่ใช้ CDNA 3 และ HBM3 นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำ เช่น FP4 เพื่อรองรับงาน AI ขนาดใหญ่ และอาจรองรับ PCIe 6.0 สำหรับการเชื่อมต่อกับ CPU รุ่นใหม่ในอนาคต ⚡ ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 1,000 เท่าใน 4 ปี: เป็นไปได้อย่างไร? AMD ระบุว่า MI500X จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า ภายในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน เช่น 💠 การกระโดดของสถาปัตยกรรมจาก CDNA 3 → CDNA 6 💠 การเพิ่มความหนาแน่นของ Tensor/Machine Compute 💠 การเชื่อมต่อหน่วยความจำที่แน่นขึ้น 💠 การใช้กระบวนการผลิต 2nm ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ MI500X กลายเป็น GPU สำหรับ AI และ HPC ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ AMD เคยประกาศ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ MI500X คือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ AMD ➡️ ประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า ➡️ ใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 + กระบวนการผลิต 2nm ✅ รองรับยุค YottaFLOPS ➡️ ศูนย์ข้อมูล AI ต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น 100 เท่าใน 5 ปี ➡️ MI500X ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตนี้โดยเฉพาะ ✅ เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ➡️ HBM4E ความเร็วสูง ➡️ รองรับ FP4 และรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำสำหรับ AI ‼️ ความท้าทายและข้อควรระวัง ⛔ การเพิ่มประสิทธิภาพ 1,000 เท่าอาจขึ้นกับ workload เฉพาะ ไม่ใช่ทุกงานจะได้ผลลัพธ์เท่ากัน ⛔ การใช้เทคโนโลยี 2nm และ HBM4E อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/amd-unwraps-instinct-mi500-boasting-1-000x-more-performance-versus-mi300x-setting-the-stage-for-the-era-of-yottaflops-data-centers
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 28 มุมมอง 0 รีวิว
  • Commodore 1541: เมื่อ “ไดรฟ์ฟล็อปปี้” กลายร่างเป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วได้จริง

    วงการเรโทรคอมพิวติ้งกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อช่อง Commodore History บน YouTube ทดลองพิสูจน์ว่า Commodore 1541—ไดรฟ์ฟล็อปปี้ 5.25 นิ้วของปี 1982—สามารถทำงานเป็น “คอมพิวเตอร์แบบสแตนด์อโลน” ได้จริง แม้จะถูกออกแบบมาเป็นเพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลของ Commodore 64 แต่ภายในกลับมีทั้ง CPU MOS 6502 ความเร็ว 1 MHz, RAM, ROM และชิป I/O ครบชุด ทำให้มันมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนเคยคิดไว้

    การทดลองครั้งนี้เริ่มจากคำถามของผู้ชมว่า 1541 สามารถทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้หรือไม่ Dave ผู้ทำการทดลองจึงเลือกแนวทางที่ “ไม่ดัดแปลงฮาร์ดแวร์หนัก” เพื่อรักษาความคลาสสิกของเครื่อง เขาจึงนำแนวคิดของ Commodore KIM‑1 คอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวรุ่นแรกของบริษัทมาเป็นต้นแบบ แล้วแก้ไขเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้ทำงานบน 1541 พร้อมปรับระบบ I/O ให้สื่อสารผ่านเทอร์มินัลแบบ TTY ได้

    หลังจากเบิร์น ROM ใหม่ลงใน EEPROM และเชื่อมต่อผ่านอะแดปเตอร์ USB‑to‑RS232‑to‑TTL เครื่อง 1541 ก็สามารถรับคำสั่งผ่านเทอร์มินัลบน MacBook ได้สำเร็จ และรันโปรแกรม Assembly “Hello World” ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทดสอบ นอกจากนี้ Dave ยังเพิ่ม Tiny BASIC ลงใน ROM เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้สะดวกขึ้น ทำให้ 1541 ทำงานใกล้เคียงคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะยังจำกัดด้าน I/O อยู่มากก็ตาม

    โปรเจกต์นี้ไม่เพียงโชว์ความสามารถของฮาร์ดแวร์เรโทร แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า อุปกรณ์สมัยใหม่อย่างคอนโทรลเลอร์ของ SSD หรือไดรฟ์ต่างๆ อาจมีพลังประมวลผลมากกว่าที่เราคิด และอาจถูกนำมาใช้ในงานที่เหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคเก่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Commodore 1541 มีศักยภาพเป็นคอมพิวเตอร์
    ภายในมี CPU MOS 6502, RAM, ROM และ I/O ครบชุด
    สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับ VIC‑20 และ KIM‑1

    การดัดแปลงเพื่อให้ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์
    ปรับเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ 1541
    ใช้เทอร์มินัล TTY ผ่านอะแดปเตอร์ USB‑RS232‑TTL

    ผลลัพธ์ของการทดลอง
    รัน Assembly “Hello World” ได้สำเร็จ
    เพิ่ม Tiny BASIC เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

    ข้อจำกัดของการใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์
    ขาดระบบกราฟิกและเสียงแบบ VIC‑20
    I/O จำกัดมาก ทำงานได้เฉพาะผ่านเทอร์มินัล

    ความเสี่ยงหรือข้อควรระวังในการดัดแปลงฮาร์ดแวร์เรโทร
    อุปกรณ์มีอายุหลายสิบปี อาจเสียหายได้ง่าย
    การเบิร์น ROM หรือเชื่อมต่อผิดพลาดอาจทำให้เครื่องพังถาวร

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/commodore-64-floppy-drive-has-the-power-to-be-a-computer-bulky-1982-commodore-1541-5-25-inch-drive-packs-a-1-mhz-mos-6502-cpu
    🖥️ Commodore 1541: เมื่อ “ไดรฟ์ฟล็อปปี้” กลายร่างเป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วได้จริง วงการเรโทรคอมพิวติ้งกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อช่อง Commodore History บน YouTube ทดลองพิสูจน์ว่า Commodore 1541—ไดรฟ์ฟล็อปปี้ 5.25 นิ้วของปี 1982—สามารถทำงานเป็น “คอมพิวเตอร์แบบสแตนด์อโลน” ได้จริง แม้จะถูกออกแบบมาเป็นเพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลของ Commodore 64 แต่ภายในกลับมีทั้ง CPU MOS 6502 ความเร็ว 1 MHz, RAM, ROM และชิป I/O ครบชุด ทำให้มันมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนเคยคิดไว้ การทดลองครั้งนี้เริ่มจากคำถามของผู้ชมว่า 1541 สามารถทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้หรือไม่ Dave ผู้ทำการทดลองจึงเลือกแนวทางที่ “ไม่ดัดแปลงฮาร์ดแวร์หนัก” เพื่อรักษาความคลาสสิกของเครื่อง เขาจึงนำแนวคิดของ Commodore KIM‑1 คอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวรุ่นแรกของบริษัทมาเป็นต้นแบบ แล้วแก้ไขเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้ทำงานบน 1541 พร้อมปรับระบบ I/O ให้สื่อสารผ่านเทอร์มินัลแบบ TTY ได้ หลังจากเบิร์น ROM ใหม่ลงใน EEPROM และเชื่อมต่อผ่านอะแดปเตอร์ USB‑to‑RS232‑to‑TTL เครื่อง 1541 ก็สามารถรับคำสั่งผ่านเทอร์มินัลบน MacBook ได้สำเร็จ และรันโปรแกรม Assembly “Hello World” ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทดสอบ นอกจากนี้ Dave ยังเพิ่ม Tiny BASIC ลงใน ROM เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้สะดวกขึ้น ทำให้ 1541 ทำงานใกล้เคียงคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะยังจำกัดด้าน I/O อยู่มากก็ตาม โปรเจกต์นี้ไม่เพียงโชว์ความสามารถของฮาร์ดแวร์เรโทร แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า อุปกรณ์สมัยใหม่อย่างคอนโทรลเลอร์ของ SSD หรือไดรฟ์ต่างๆ อาจมีพลังประมวลผลมากกว่าที่เราคิด และอาจถูกนำมาใช้ในงานที่เหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคเก่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Commodore 1541 มีศักยภาพเป็นคอมพิวเตอร์ ➡️ ภายในมี CPU MOS 6502, RAM, ROM และ I/O ครบชุด ➡️ สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับ VIC‑20 และ KIM‑1 ✅ การดัดแปลงเพื่อให้ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ ➡️ ปรับเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ 1541 ➡️ ใช้เทอร์มินัล TTY ผ่านอะแดปเตอร์ USB‑RS232‑TTL ✅ ผลลัพธ์ของการทดลอง ➡️ รัน Assembly “Hello World” ได้สำเร็จ ➡️ เพิ่ม Tiny BASIC เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ‼️ ข้อจำกัดของการใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์ ⛔ ขาดระบบกราฟิกและเสียงแบบ VIC‑20 ⛔ I/O จำกัดมาก ทำงานได้เฉพาะผ่านเทอร์มินัล ‼️ ความเสี่ยงหรือข้อควรระวังในการดัดแปลงฮาร์ดแวร์เรโทร ⛔ อุปกรณ์มีอายุหลายสิบปี อาจเสียหายได้ง่าย ⛔ การเบิร์น ROM หรือเชื่อมต่อผิดพลาดอาจทำให้เครื่องพังถาวร https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/commodore-64-floppy-drive-has-the-power-to-be-a-computer-bulky-1982-commodore-1541-5-25-inch-drive-packs-a-1-mhz-mos-6502-cpu
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 32 มุมมอง 0 รีวิว
  • Anycubic เปิดตัว “First Print Guarantee” ช่วยมือใหม่ 3D Printer หากพิมพ์ครั้งแรกพัง — พร้อมชดเชยเป็นเส้นพิมพ์ 2 ม้วน

    Anycubic ประกาศแคมเปญใหม่ชื่อ “First Print Guarantee” สำหรับผู้ซื้อเครื่องพิมพ์ Anycubic Kobra X ในช่วงโปรโมชัน โดยตั้งใจช่วยผู้ใช้มือใหม่ที่มักเจอปัญหาพิมพ์ครั้งแรกไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนหมดกำลังใจและเลิกใช้งานเครื่องพิมพ์ 3D ไปในที่สุด

    แคมเปญนี้ครอบคลุมเฉพาะ “Official Performance Benchmark model” ซึ่งเป็นโมเดลทดสอบที่ Anycubic กำหนด หากผู้ใช้พิมพ์แล้วไม่ออกมาตามมาตรฐาน สามารถติดต่อฝ่ายสนับสนุนเพื่อให้ทีมงานตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบเครื่อง และโปรไฟล์การพิมพ์ พร้อมส่งคำแนะนำแบบละเอียดเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

    หากตรวจพบว่าความล้มเหลวเกิดจากปัญหาทางกลไกหรือประสิทธิภาพของเครื่อง Anycubic จะส่ง เส้น PLA ฟรี 2 ม้วน ให้ผู้ใช้เป็นการชดเชย นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือลูกค้าจะถูกนำไปปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์การพิมพ์ผ่าน OTA เพื่อให้เครื่องรุ่นนี้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต

    โปรโมชันนี้ใช้ได้เฉพาะเครื่องที่ซื้อระหว่าง 26 ธันวาคม – 15 กุมภาพันธ์ และมีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วันหลังได้รับสินค้า แม้โมเดลทดสอบอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่ Anycubic ระบุว่าต้องการลดอุปสรรคของผู้เริ่มต้น และทำให้ประสบการณ์แรกของการพิมพ์ 3D เป็นเรื่องที่ “สำเร็จได้จริง” ไม่ใช่ความผิดหวังเหมือนที่หลายคนเคยเจอในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของโปรโมชัน First Print Guarantee
    ครอบคลุมเฉพาะ Anycubic Kobra X ที่ซื้อในช่วงโปรโมชัน
    ตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบ และโปรไฟล์การพิมพ์แบบละเอียด
    ช่วยมือใหม่ลดความสับสนและเพิ่มโอกาสพิมพ์สำเร็จ

    สิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ
    คำแนะนำเฉพาะสำหรับโมเดลทดสอบ
    หากเป็นความผิดพลาดจากเครื่อง จะได้รับเส้น PLA ฟรี 2 ม้วน
    การปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์ผ่าน OTA จากข้อมูลผู้ใช้จริง

    ข้อจำกัดของโปรโมชัน
    ใช้ได้เฉพาะโมเดล “Official Performance Benchmark” เท่านั้น
    ครอบคลุมเฉพาะช่วงซื้อ 26 ธ.ค. – 15 ก.พ.
    คุ้มครองเพียง 30 วันหลังได้รับสินค้า

    สิ่งที่ผู้ใช้ควรระวัง
    โมเดลทดสอบยังไม่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ
    ผู้ใช้ต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุนและส่งข้อมูลการพิมพ์เพื่อรับสิทธิ์

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/anycubic-announces-first-print-guarantee-for-burgeoning-3d-printers-limited-time-promo-includes-comprehensive-setup-review-if-your-first-print-doesnt-go-to-plan
    🖨️ Anycubic เปิดตัว “First Print Guarantee” ช่วยมือใหม่ 3D Printer หากพิมพ์ครั้งแรกพัง — พร้อมชดเชยเป็นเส้นพิมพ์ 2 ม้วน Anycubic ประกาศแคมเปญใหม่ชื่อ “First Print Guarantee” สำหรับผู้ซื้อเครื่องพิมพ์ Anycubic Kobra X ในช่วงโปรโมชัน โดยตั้งใจช่วยผู้ใช้มือใหม่ที่มักเจอปัญหาพิมพ์ครั้งแรกไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนหมดกำลังใจและเลิกใช้งานเครื่องพิมพ์ 3D ไปในที่สุด แคมเปญนี้ครอบคลุมเฉพาะ “Official Performance Benchmark model” ซึ่งเป็นโมเดลทดสอบที่ Anycubic กำหนด หากผู้ใช้พิมพ์แล้วไม่ออกมาตามมาตรฐาน สามารถติดต่อฝ่ายสนับสนุนเพื่อให้ทีมงานตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบเครื่อง และโปรไฟล์การพิมพ์ พร้อมส่งคำแนะนำแบบละเอียดเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด หากตรวจพบว่าความล้มเหลวเกิดจากปัญหาทางกลไกหรือประสิทธิภาพของเครื่อง Anycubic จะส่ง เส้น PLA ฟรี 2 ม้วน ให้ผู้ใช้เป็นการชดเชย นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือลูกค้าจะถูกนำไปปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์การพิมพ์ผ่าน OTA เพื่อให้เครื่องรุ่นนี้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต โปรโมชันนี้ใช้ได้เฉพาะเครื่องที่ซื้อระหว่าง 26 ธันวาคม – 15 กุมภาพันธ์ และมีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วันหลังได้รับสินค้า แม้โมเดลทดสอบอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่ Anycubic ระบุว่าต้องการลดอุปสรรคของผู้เริ่มต้น และทำให้ประสบการณ์แรกของการพิมพ์ 3D เป็นเรื่องที่ “สำเร็จได้จริง” ไม่ใช่ความผิดหวังเหมือนที่หลายคนเคยเจอในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของโปรโมชัน First Print Guarantee ➡️ ครอบคลุมเฉพาะ Anycubic Kobra X ที่ซื้อในช่วงโปรโมชัน ➡️ ตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบ และโปรไฟล์การพิมพ์แบบละเอียด ➡️ ช่วยมือใหม่ลดความสับสนและเพิ่มโอกาสพิมพ์สำเร็จ ✅ สิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ ➡️ คำแนะนำเฉพาะสำหรับโมเดลทดสอบ ➡️ หากเป็นความผิดพลาดจากเครื่อง จะได้รับเส้น PLA ฟรี 2 ม้วน ➡️ การปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์ผ่าน OTA จากข้อมูลผู้ใช้จริง ‼️ ข้อจำกัดของโปรโมชัน ⛔ ใช้ได้เฉพาะโมเดล “Official Performance Benchmark” เท่านั้น ⛔ ครอบคลุมเฉพาะช่วงซื้อ 26 ธ.ค. – 15 ก.พ. ⛔ คุ้มครองเพียง 30 วันหลังได้รับสินค้า ‼️ สิ่งที่ผู้ใช้ควรระวัง ⛔ โมเดลทดสอบยังไม่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ⛔ ผู้ใช้ต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุนและส่งข้อมูลการพิมพ์เพื่อรับสิทธิ์ https://www.tomshardware.com/3d-printing/anycubic-announces-first-print-guarantee-for-burgeoning-3d-printers-limited-time-promo-includes-comprehensive-setup-review-if-your-first-print-doesnt-go-to-plan
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 26 มุมมอง 0 รีวิว
  • NVIDIA เปิดตัว DLSS 4.5 และ Multi‑Frame Generation 6X ที่ CES 2026 — อัปสเกลคมขึ้น ลื่นขึ้น และฉลาดขึ้นกว่าเดิม

    NVIDIA ใช้เวที CES 2026 เปิดตัว DLSS 4.5 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่สองของโมเดล Transformer Upscaling พร้อมปรับปรุงคุณภาพภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลด “shimmering” บนพื้นผิวคงที่ และลด “ghosting” ที่เกิดหลังวัตถุใกล้ผู้เล่น เช่น ปืนหรือดาบ ทำให้ภาพนิ่งกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม เช่น Indiana Jones and the Great Circle อีกด้วย

    DLSS 4.5 ยังใช้พลังประมวลผลมากขึ้น แต่ RTX 40 และ RTX 50 จะได้ประโยชน์จาก Tensor Core FP8 acceleration ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแม้โมเดลใหญ่ขึ้น ส่วน RTX 20 และ 30 ยังใช้งานได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเล็กน้อยเพราะไม่มี FP8 acceleration

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Multi‑Frame Generation (MFG) รุ่นใหม่ รองรับสูงสุด 6X จากเดิม 4X โดยอาศัยข้อมูลภาพที่ดีขึ้นจาก DLSS 4.5 ทำให้สร้างเฟรมเพิ่มได้มากขึ้นโดยยังรักษาคุณภาพภาพไว้ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำให้เกม 30 FPS เล่นได้ลื่น แต่เพื่อผลักดันจอรีเฟรชเรตสูงระดับ 360–480Hz ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อมีเฟรมพื้นฐานเพียงพอ (เช่น 90 FPS ขึ้นไป)

    NVIDIA ยังเพิ่มโหมด Dynamic MFG ที่จะปรับตัวคูณเฟรมอัตโนมัติเพื่อรักษาเฟรมเรตตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ตั้งไว้ในแอป NVIDIA App หากสลับคูณเฟรมได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เกิด stutter ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังมากสำหรับเกมเมอร์สายแข่งขัน ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2026 และเป็น เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ RTX 50‑series

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ DLSS 4.5
    ลด shimmering บนพื้นผิวคงที่
    ลด ghosting หลังวัตถุใกล้ผู้เล่น
    ปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม
    ใช้โมเดล Transformer รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น

    Multi‑Frame Generation 6X
    เพิ่มตัวคูณเฟรมจาก 4X → 6X
    เหมาะกับจอ 360–480Hz
    ต้องมีเฟรมพื้นฐานสูงพอ (เช่น 90 FPS)
    ใช้ข้อมูลภาพจาก DLSS 4.5 เพื่อคุณภาพเฟรมที่ดีขึ้น

    ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด
    RTX 20/30 ใช้ DLSS 4.5 ได้ แต่ไม่มี FP8 acceleration อาจช้าลง
    MFG 6X ไม่ได้ช่วยให้เกม 30 FPS ลื่นขึ้น
    Dynamic MFG ยังต้องทดสอบว่าการสลับตัวคูณจะลื่นจริงหรือไม่

    สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
    ประสิทธิภาพจริงของ DLSS 4.5 บนการ์ดรุ่นเก่า
    คุณภาพเฟรมของ MFG 6X ในเกมที่มีฉากเคลื่อนไหวเร็ว
    การเปิดตัว Reflex 2 + Frame Warp ที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนา

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-introduces-dlss-4-5-and-multi-frame-generation-6x-at-ces-2026-updated-models-can-generate-higher-quality-upscaled-frames-and-more-of-them-dynamically
    🚀 NVIDIA เปิดตัว DLSS 4.5 และ Multi‑Frame Generation 6X ที่ CES 2026 — อัปสเกลคมขึ้น ลื่นขึ้น และฉลาดขึ้นกว่าเดิม NVIDIA ใช้เวที CES 2026 เปิดตัว DLSS 4.5 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่สองของโมเดล Transformer Upscaling พร้อมปรับปรุงคุณภาพภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลด “shimmering” บนพื้นผิวคงที่ และลด “ghosting” ที่เกิดหลังวัตถุใกล้ผู้เล่น เช่น ปืนหรือดาบ ทำให้ภาพนิ่งกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม เช่น Indiana Jones and the Great Circle อีกด้วย DLSS 4.5 ยังใช้พลังประมวลผลมากขึ้น แต่ RTX 40 และ RTX 50 จะได้ประโยชน์จาก Tensor Core FP8 acceleration ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแม้โมเดลใหญ่ขึ้น ส่วน RTX 20 และ 30 ยังใช้งานได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเล็กน้อยเพราะไม่มี FP8 acceleration อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Multi‑Frame Generation (MFG) รุ่นใหม่ รองรับสูงสุด 6X จากเดิม 4X โดยอาศัยข้อมูลภาพที่ดีขึ้นจาก DLSS 4.5 ทำให้สร้างเฟรมเพิ่มได้มากขึ้นโดยยังรักษาคุณภาพภาพไว้ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำให้เกม 30 FPS เล่นได้ลื่น แต่เพื่อผลักดันจอรีเฟรชเรตสูงระดับ 360–480Hz ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อมีเฟรมพื้นฐานเพียงพอ (เช่น 90 FPS ขึ้นไป) NVIDIA ยังเพิ่มโหมด Dynamic MFG ที่จะปรับตัวคูณเฟรมอัตโนมัติเพื่อรักษาเฟรมเรตตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ตั้งไว้ในแอป NVIDIA App หากสลับคูณเฟรมได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เกิด stutter ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังมากสำหรับเกมเมอร์สายแข่งขัน ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2026 และเป็น เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ RTX 50‑series 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ DLSS 4.5 ➡️ ลด shimmering บนพื้นผิวคงที่ ➡️ ลด ghosting หลังวัตถุใกล้ผู้เล่น ➡️ ปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม ➡️ ใช้โมเดล Transformer รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น ✅ Multi‑Frame Generation 6X ➡️ เพิ่มตัวคูณเฟรมจาก 4X → 6X ➡️ เหมาะกับจอ 360–480Hz ➡️ ต้องมีเฟรมพื้นฐานสูงพอ (เช่น 90 FPS) ➡️ ใช้ข้อมูลภาพจาก DLSS 4.5 เพื่อคุณภาพเฟรมที่ดีขึ้น ‼️ ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด ⛔ RTX 20/30 ใช้ DLSS 4.5 ได้ แต่ไม่มี FP8 acceleration อาจช้าลง ⛔ MFG 6X ไม่ได้ช่วยให้เกม 30 FPS ลื่นขึ้น ⛔ Dynamic MFG ยังต้องทดสอบว่าการสลับตัวคูณจะลื่นจริงหรือไม่ ‼️ สิ่งที่ต้องติดตามต่อ ⛔ ประสิทธิภาพจริงของ DLSS 4.5 บนการ์ดรุ่นเก่า ⛔ คุณภาพเฟรมของ MFG 6X ในเกมที่มีฉากเคลื่อนไหวเร็ว ⛔ การเปิดตัว Reflex 2 + Frame Warp ที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนา https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-introduces-dlss-4-5-and-multi-frame-generation-6x-at-ces-2026-updated-models-can-generate-higher-quality-upscaled-frames-and-more-of-them-dynamically
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 31 มุมมอง 0 รีวิว
  • StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม

    StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา

    ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด

    หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ

    ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon
    ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP)
    RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด
    SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280
    หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits

    ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย
    ใช้ Coreboot firmware
    ปิด Intel ME
    มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi
    เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด

    ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา
    RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้
    ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก
    หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท

    ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้
    Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม
    Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง

    https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    💻 StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon ➡️ ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP) ➡️ RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด ➡️ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ➡️ หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits ✅ ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย ➡️ ใช้ Coreboot firmware ➡️ ปิด Intel ME ➡️ มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi ➡️ เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด ‼️ ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา ⛔ RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้ ⛔ ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก ⛔ หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท ‼️ ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้ ⛔ Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม ⛔ Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 32 มุมมอง 0 รีวิว
เรื่องราวเพิ่มเติม