• เมื่อเราเปิดใจ | คําคมชีวิต
    #คำคมชีวิต #Lifequotes
    #ลุงช้างหญ่าย #uncleChangyai
    เมื่อเราเปิดใจ | คําคมชีวิต #คำคมชีวิต #Lifequotes #ลุงช้างหญ่าย #uncleChangyai
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar

    แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด
    รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies

    Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M
    Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine

    Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central
    Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ
    https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now

    Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103%
    ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike

    Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร
    โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง
    https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold

    อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี
    อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น
    https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why

    AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง
    CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns

    Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล
    หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative
    https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing

    คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว
    มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก
    https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026

    ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว
    Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว
    https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last

    ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด
    ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด
    https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed

    นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน
    ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง
    https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways

    Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year

    อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ
    อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know

    ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน
    OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030
    https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job

    GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V
    Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there

    AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health
    Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you

    RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์
    Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ
    https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor

    ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง
    รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์
    https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds

    Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้
    Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์
    https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    📌📡🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷📡📌 #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar 🔐 แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies ⚖️ Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine 🛡️ Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now 🚫 Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103% ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike 🧱 Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง 🔗 https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold 📸 อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why ⚠️ AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns 🧹 Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative 🔗 https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing 🏂 คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก 🔗 https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026 💻 ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last 🕵️‍♂️ ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed 👨‍💻 นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง 🔗 https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways 🍏 Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year 🚫 อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know 💼 ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030 🔗 https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job ⚡ GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there 🏥 AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you 🎨 RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์ Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor 💾 ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds 🖥️ Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้ Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline

    ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694)
    ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้
    https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices

    สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8)
    พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด
    https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8

    Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9
    Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต
    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9

    Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI
    Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon
    https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp

    Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค
    แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม
    https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative

    “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT
    แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น
    https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network

    Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone
    https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri

    อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค
    รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก
    https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt

    QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant
    QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง
    https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant

    พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ
    มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที
    https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce

    Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก
    รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย
    https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้
    มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที
    https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation

    CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว
    CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026
    https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild

    มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง
    รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก
    https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs

    Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS
    ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้
    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    📌🔐🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷🔐📌 #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline 🔥 ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694) ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices ⚠️ สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8) พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด 🔗 https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8 📱 Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9 Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9 🛒 Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp 💻 Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม 🔗 https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative 🕵️‍♂️ “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น 🔗 https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network 🤖 Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone 🔗 https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri 🇮🇳 อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก 🔗 https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt 🧩 QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง 🔗 https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant 🔐 พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที 🔗 https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce 🔐 Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย 🔗 https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws 🕵️‍♂️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้ มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที 🔗 https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation 🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026 🔗 https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild 📄 มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก 🔗 https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs 🛡️ Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้ 🔗 https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 17 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้

    งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด

    เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด

    ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing

    เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก : AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon

    แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI

    โดยรวมแล้ว CES 2026 คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป

    #ลุงเขียนหลานอ่าน
    ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้ 🚀 งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส 📍 รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ 📰 เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ✨ ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 🤖 Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 👀 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก 📊: AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect ⚠️ เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI โดยรวมแล้ว CES 2026 ⭐ คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป #ลุงเขียนหลานอ่าน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก

    รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น

    การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที

    Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ
    หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

    หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย
    อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร

    อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ

    ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X
    แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ

    ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้

    Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ
    Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่
    การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา
    เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ

    Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก
    Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK
    เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี
    แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก
    ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK
    ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน
    การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    🇬🇧 สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที 🚨 Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย 💠 อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก 💠 หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ 🧨 ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้ 🗣️ Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ ➡️ การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา ➡️ เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ ✅ Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก ➡️ Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก ➡️ อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK ➡️ เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ⛔ แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก ⛔ ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์ ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK ⛔ ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน ⛔ การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 15 มุมมอง 0 รีวิว
  • Jensen Huang: “God AI ไม่มีอยู่จริง” — ซีอีโอ Nvidia โต้กระแส Doomer ว่าทำร้ายวงการอย่างรุนแรง

    Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ No Priors โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่ากระแส “doomer narrative” หรือแนวคิดที่ว่า AI จะทำลายโลก เป็นสิ่งที่ “ทำร้ายอย่างมาก” ทั้งต่ออุตสาหกรรม ผู้คน และรัฐบาล เขามองว่าผู้มีอิทธิพลหลายคนกำลังสร้างภาพ AI แบบไซไฟเกินจริง จนทำให้สังคมหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น

    “God AI” ยังห่างไกลระดับจักรวาล ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้
    Huang ระบุว่าแนวคิด “God AI” — AI ที่เข้าใจทุกภาษา ตั้งแต่ภาษามนุษย์ไปจนถึงภาษาของโมเลกุล โปรตีน และฟิสิกส์ — เป็นสิ่งที่ไม่มีนักวิจัยคนใดมีความสามารถสร้างได้ในตอนนี้ และถ้าจะเกิดขึ้นจริงก็ต้องเป็นระดับ “จักรวาลหรือพระคัมภีร์” ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในเร็ววันหรือ “สัปดาห์หน้า” อย่างที่บางคนกังวล

    เขายังเสริมว่าเขา “ไม่ต้องการให้มี God AI” เพราะการมีอำนาจรวมศูนย์ในบริษัทหรือรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป และถ้าจะไปถึงจุดนั้น “เราควรหยุดทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้”

    AI ควรถูกใช้เพื่อยกระดับมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้หวาดกลัว
    Huang ย้ำว่าเป้าหมายของ AI ควรเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ เช่น การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเขาเคยกล่าวว่า “หุ่นยนต์คือ AI immigrants” ที่จะช่วยเติมเต็มแรงงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่าผลลัพธ์ในโลกจริงยังไม่สวยงามนัก เช่น งานวิจัยจาก Stanford ที่พบว่าประกาศรับสมัครงานลดลง 13% ใน 3 ปี และ 95% ของโครงการ AI ไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทตามรายงานของ Fortune

    แม้มีข้อกังวล แต่การลงทุนด้าน AI ยังคงพุ่งทะยาน
    แม้จะมีเสียงวิจารณ์และความกังวล แต่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง เช่น Meta ที่เพิ่งประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 กิกะวัตต์เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ตามแนวทางเดียวกับโครงการ Stargate ของ OpenAI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    มุมมองของ Jensen Huang ต่อ AI
    “God AI” เป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้
    ไม่ต้องการให้มี AI ระดับพระเจ้าเพราะอันตรายต่อมนุษยชาติ
    เชื่อว่ากระแส doomer ทำร้ายวงการและสังคมอย่างมาก

    สถานการณ์ AI ในโลกจริง
    AI ยังไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทส่วนใหญ่
    จำนวนงานลดลงบางส่วนจากการนำ AI มาใช้
    อุตสาหกรรมยังคงลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐาน AI

    ข้อกังวลที่ต้องจับตา
    ความกลัว AI อาจทำให้เกิดนโยบายที่จำกัดนวัตกรรม
    การรวมศูนย์อำนาจ AI ในองค์กรใหญ่เสี่ยงต่อความมั่นคง
    การลงทุนด้านพลังงานมหาศาลอาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/jensen-huang-claims-that-god-ai-is-a-myth-nvidia-chief-says-doomer-narrative-is-extremely-hurtful
    🤖 Jensen Huang: “God AI ไม่มีอยู่จริง” — ซีอีโอ Nvidia โต้กระแส Doomer ว่าทำร้ายวงการอย่างรุนแรง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ No Priors โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่ากระแส “doomer narrative” หรือแนวคิดที่ว่า AI จะทำลายโลก เป็นสิ่งที่ “ทำร้ายอย่างมาก” ทั้งต่ออุตสาหกรรม ผู้คน และรัฐบาล เขามองว่าผู้มีอิทธิพลหลายคนกำลังสร้างภาพ AI แบบไซไฟเกินจริง จนทำให้สังคมหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น 🛑 “God AI” ยังห่างไกลระดับจักรวาล ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้ Huang ระบุว่าแนวคิด “God AI” — AI ที่เข้าใจทุกภาษา ตั้งแต่ภาษามนุษย์ไปจนถึงภาษาของโมเลกุล โปรตีน และฟิสิกส์ — เป็นสิ่งที่ไม่มีนักวิจัยคนใดมีความสามารถสร้างได้ในตอนนี้ และถ้าจะเกิดขึ้นจริงก็ต้องเป็นระดับ “จักรวาลหรือพระคัมภีร์” ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในเร็ววันหรือ “สัปดาห์หน้า” อย่างที่บางคนกังวล เขายังเสริมว่าเขา “ไม่ต้องการให้มี God AI” เพราะการมีอำนาจรวมศูนย์ในบริษัทหรือรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป และถ้าจะไปถึงจุดนั้น “เราควรหยุดทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้” 🧠 AI ควรถูกใช้เพื่อยกระดับมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้หวาดกลัว Huang ย้ำว่าเป้าหมายของ AI ควรเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ เช่น การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเขาเคยกล่าวว่า “หุ่นยนต์คือ AI immigrants” ที่จะช่วยเติมเต็มแรงงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่าผลลัพธ์ในโลกจริงยังไม่สวยงามนัก เช่น งานวิจัยจาก Stanford ที่พบว่าประกาศรับสมัครงานลดลง 13% ใน 3 ปี และ 95% ของโครงการ AI ไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทตามรายงานของ Fortune ⚡ แม้มีข้อกังวล แต่การลงทุนด้าน AI ยังคงพุ่งทะยาน แม้จะมีเสียงวิจารณ์และความกังวล แต่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง เช่น Meta ที่เพิ่งประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 กิกะวัตต์เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ตามแนวทางเดียวกับโครงการ Stargate ของ OpenAI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ มุมมองของ Jensen Huang ต่อ AI ➡️ “God AI” เป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ ➡️ ไม่ต้องการให้มี AI ระดับพระเจ้าเพราะอันตรายต่อมนุษยชาติ ➡️ เชื่อว่ากระแส doomer ทำร้ายวงการและสังคมอย่างมาก ✅ สถานการณ์ AI ในโลกจริง ➡️ AI ยังไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทส่วนใหญ่ ➡️ จำนวนงานลดลงบางส่วนจากการนำ AI มาใช้ ➡️ อุตสาหกรรมยังคงลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐาน AI ‼️ ข้อกังวลที่ต้องจับตา ⛔ ความกลัว AI อาจทำให้เกิดนโยบายที่จำกัดนวัตกรรม ⛔ การรวมศูนย์อำนาจ AI ในองค์กรใหญ่เสี่ยงต่อความมั่นคง ⛔ การลงทุนด้านพลังงานมหาศาลอาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/jensen-huang-claims-that-god-ai-is-a-myth-nvidia-chief-says-doomer-narrative-is-extremely-hurtful
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 15 มุมมอง 0 รีวิว
  • โดรน 3D‑Printed ที่เร็วที่สุดในโลก! พุ่งทะลุ 408 mph ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง

    โดรน Peregreen V4 ที่สร้างโดยวิศวกรและยูทูบเบอร์ Luke Maximo Bell ร่วมกับคุณพ่อ ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ว่าเป็น โดรนที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วเฉลี่ยสองรันที่ 657 km/h และความเร็วสูงสุดพร้อมแรงลมส่งที่ 408 mph (659 km/h) ความสำเร็จนี้ทำให้ทั้งคู่กลับมาครองตำแหน่งอีกครั้ง หลังจากถูกทำลายสถิติโดยวิศวกรออสเตรเลีย Ben Biggs ในปีที่ผ่านมา

    โครงสร้าง 3D‑Printed เต็มรูปแบบ + การออกแบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง
    ตัวโดรนถูกพิมพ์ด้วย Bambu Lab H2D โดยใช้วัสดุหลายชนิด เช่น PETG, PA6‑CF และ TPU เพื่อให้ได้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และทนความร้อนตามต้องการ โครงสร้างถูกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพื่อให้ผิวเรียบและลดแรงต้านอากาศอย่างมาก ทีมงานใช้ CFD (Computational Fluid Dynamics) และแพลตฟอร์ม AirShaper เพื่อปรับแต่งรูปทรงให้ลู่ลมที่สุด ก่อนจะขัดและขัดเงาเพื่อให้ได้ผิวที่สมบูรณ์แบบ

    มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ = ความเร็วระดับจรวด
    ทีมงานทดสอบมอเตอร์หลายรุ่น เช่น AOS Supernova และ AMX 2826 ก่อนเลือก T‑Motor 3120 เพราะให้ความเสถียรด้านอุณหภูมิและไม่เกิดการสึกหรอระหว่างทดสอบ พวกเขายังเพิ่มค่า KV จาก 800 เป็น 900 เพื่อให้รอบสูงขึ้นและทำความเร็วปลายได้มากกว่าเดิม ใบพัดถูกตัดจากขนาด 7×5 นิ้วเหลือประมาณ 6 นิ้วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงมากๆ

    มากกว่าสถิติ — เป็นสัญลักษณ์ของยุค DIY ที่พัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดด
    Peregreen V4 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับอากาศยานที่เคยต้องใช้ห้องแลปเฉพาะทาง ตอนนี้สามารถทำได้ด้วย 3D printer บนโต๊ะทำงาน + ซอฟต์แวร์จำลอง + ความพยายามไม่ย่อท้อ โลกของ DIY drone กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเร็วระดับ 600–700 km/h อาจกลายเป็นมาตรฐาน และ Luke เองก็ทิ้งท้ายว่า “สถิตินี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน” เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทำลายมันในเร็วๆ นี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถิติใหม่ระดับโลก
    ความเร็วสูงสุด 659 km/h และเฉลี่ยสองรัน 657 km/h
    เร็วกว่าเจ้าของสถิติก่อนหน้า 14 km/h

    เทคโนโลยีและการออกแบบ
    โครงสร้าง 3D‑printed เต็มรูปแบบด้วย Bambu Lab H2D
    ใช้ CFD และ AirShaper ปรับอากาศพลศาสตร์
    มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    ความเร็วระดับนี้ต้องการพื้นที่ทดสอบปลอดภัยสูง
    ความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้
    ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์

    สิ่งที่ต้องจับตา
    ใครจะเป็นผู้ท้าชิงสถิติรายต่อไป
    การพัฒนาใบพัดและมอเตอร์รุ่นใหม่สำหรับความเร็วเกิน 700 km/h
    บทบาทของ 3D printing ในวงการอากาศยานขนาดเล็ก

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/fully-3d-printed-drone-capable-of-flying-at-408-mph-is-the-fastest-in-the-world-father-son-duo-reclaim-guinness-world-record-title-with-diy-quadcopter
    🚀 โดรน 3D‑Printed ที่เร็วที่สุดในโลก! พุ่งทะลุ 408 mph ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง โดรน Peregreen V4 ที่สร้างโดยวิศวกรและยูทูบเบอร์ Luke Maximo Bell ร่วมกับคุณพ่อ ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ว่าเป็น โดรนที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วเฉลี่ยสองรันที่ 657 km/h และความเร็วสูงสุดพร้อมแรงลมส่งที่ 408 mph (659 km/h) ความสำเร็จนี้ทำให้ทั้งคู่กลับมาครองตำแหน่งอีกครั้ง หลังจากถูกทำลายสถิติโดยวิศวกรออสเตรเลีย Ben Biggs ในปีที่ผ่านมา 🧩 โครงสร้าง 3D‑Printed เต็มรูปแบบ + การออกแบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง ตัวโดรนถูกพิมพ์ด้วย Bambu Lab H2D โดยใช้วัสดุหลายชนิด เช่น PETG, PA6‑CF และ TPU เพื่อให้ได้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และทนความร้อนตามต้องการ โครงสร้างถูกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพื่อให้ผิวเรียบและลดแรงต้านอากาศอย่างมาก ทีมงานใช้ CFD (Computational Fluid Dynamics) และแพลตฟอร์ม AirShaper เพื่อปรับแต่งรูปทรงให้ลู่ลมที่สุด ก่อนจะขัดและขัดเงาเพื่อให้ได้ผิวที่สมบูรณ์แบบ ⚡ มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ = ความเร็วระดับจรวด ทีมงานทดสอบมอเตอร์หลายรุ่น เช่น AOS Supernova และ AMX 2826 ก่อนเลือก T‑Motor 3120 เพราะให้ความเสถียรด้านอุณหภูมิและไม่เกิดการสึกหรอระหว่างทดสอบ พวกเขายังเพิ่มค่า KV จาก 800 เป็น 900 เพื่อให้รอบสูงขึ้นและทำความเร็วปลายได้มากกว่าเดิม ใบพัดถูกตัดจากขนาด 7×5 นิ้วเหลือประมาณ 6 นิ้วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงมากๆ 🏁 มากกว่าสถิติ — เป็นสัญลักษณ์ของยุค DIY ที่พัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดด Peregreen V4 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับอากาศยานที่เคยต้องใช้ห้องแลปเฉพาะทาง ตอนนี้สามารถทำได้ด้วย 3D printer บนโต๊ะทำงาน + ซอฟต์แวร์จำลอง + ความพยายามไม่ย่อท้อ โลกของ DIY drone กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเร็วระดับ 600–700 km/h อาจกลายเป็นมาตรฐาน และ Luke เองก็ทิ้งท้ายว่า “สถิตินี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน” เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทำลายมันในเร็วๆ นี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถิติใหม่ระดับโลก ➡️ ความเร็วสูงสุด 659 km/h และเฉลี่ยสองรัน 657 km/h ➡️ เร็วกว่าเจ้าของสถิติก่อนหน้า 14 km/h ✅ เทคโนโลยีและการออกแบบ ➡️ โครงสร้าง 3D‑printed เต็มรูปแบบด้วย Bambu Lab H2D ➡️ ใช้ CFD และ AirShaper ปรับอากาศพลศาสตร์ ➡️ มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ ความเร็วระดับนี้ต้องการพื้นที่ทดสอบปลอดภัยสูง ⛔ ความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้ ⛔ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตา ⛔ ใครจะเป็นผู้ท้าชิงสถิติรายต่อไป ⛔ การพัฒนาใบพัดและมอเตอร์รุ่นใหม่สำหรับความเร็วเกิน 700 km/h ⛔ บทบาทของ 3D printing ในวงการอากาศยานขนาดเล็ก https://www.tomshardware.com/3d-printing/fully-3d-printed-drone-capable-of-flying-at-408-mph-is-the-fastest-in-the-world-father-son-duo-reclaim-guinness-world-record-title-with-diy-quadcopter
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Fully 3D-printed drone capable of flying at 408 mph is the fastest in the world
    The Peregreen V4 reclaimed the world’s fastest drone title after pushing past a rival’s 626 kmph record.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • อิหร่านปิด Starlink ด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร – ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ประชาชน

    รายงานจาก IranWire ระบุว่า ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ รัฐบาลอิหร่านได้ตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกช่องทาง รวมถึงการปิดกั้น Starlink ซึ่งก่อนหน้านี้มักเป็น “ทางรอดสุดท้าย” ของประชาชนในช่วงที่รัฐปิดสัญญาณมือถือและอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน การปิดกั้นครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง เพราะมีการตรวจพบ สัญญาณรบกวนระดับทหาร (military‑grade jamming) ที่พุ่งเป้าไปยังดาวเทียม Starlink โดยตรง ทำให้ทราฟฟิกถูกตัดไปมากถึง 80%

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ อิหร่านอาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย
    นักวิจัยด้านอินเทอร์เน็ต Amir Rashidi ให้ข้อมูลว่าเทคนิคการรบกวนครั้งนี้ “ซับซ้อนและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และมีความเป็นไปได้สูงว่าอิหร่านได้รับเทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย แม้จะไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าพัฒนาเองก็ตาม การโจมตีลักษณะนี้ทำให้แม้แต่ระบบดาวเทียมที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกั้นก็ยังถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังใช้มาตรการขั้นสูงสุดเพื่อควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศ

    บริการอินเทอร์เน็ตภาครัฐเริ่มกลับมาแบบคัดกรอง – ประชาชนยังถูกตัดขาด
    หลังจากปิดกั้นทั้งหมด รัฐบาลเริ่มเปิดให้บริการเฉพาะบางส่วน เช่น ช่องทาง Telegram ที่สนับสนุนรัฐบาล สื่อของรัฐ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยบางแห่ง ผ่านระบบ “white‑listing” ซึ่งหมายความว่าประชาชนทั่วไปยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง การเสียชีวิต และการจับกุมจำนวนมากยังถูกจำกัดไม่ให้เผยแพร่สู่สากล

    ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อช่วยกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ชาวอิหร่าน
    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเขาจะติดต่อ Elon Musk เพื่อหาวิธีฟื้นฟูการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ประชาชนอิหร่าน โดยย้ำว่า Musk “เก่งเรื่องนี้มาก” และ Starlink เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยประชาชนในสถานการณ์วิกฤตได้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการสนับสนุนจากสหรัฐฯ จะช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนสัญญาณระดับทหารได้มากน้อยเพียงใด แต่เป็นสัญญาณว่าประเด็นนี้กำลังกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่าน
    รัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทุกช่องทางทั่วประเทศ
    Starlink ถูกโจมตีด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร ทำให้ใช้งานไม่ได้กว่า 80%
    บริการภาครัฐบางส่วนกลับมาแบบคัดกรองผ่าน white‑listing

    ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ
    การรบกวนมีความซับซ้อนสูงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    อาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ประชาชนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
    การควบคุมข้อมูลทำให้สถานการณ์ความรุนแรงถูกปิดบัง
    การโจมตี Starlink อาจเป็นสัญญาณของการยกระดับสงครามไซเบอร์

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    การพูดคุยระหว่างทรัมป์และ Elon Musk จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้หรือไม่
    อิหร่านจะขยายการปิดกั้นนานแค่ไหน (ครั้งก่อนยาว 12 วัน)
    ความเคลื่อนไหวของจีนและรัสเซียในเบื้องหลังเทคโนโลยีรบกวน

    https://www.tomshardware.com/service-providers/network-providers/iran-government-takes-down-starlink-amidst-civil-unrest-with-military-grade-jamming-signals-report-claims-president-trump-vows-to-speak-to-elon-musk-to-restore-internet-in-crisis-hit-country
    🌐 อิหร่านปิด Starlink ด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร – ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ประชาชน รายงานจาก IranWire ระบุว่า ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่ รัฐบาลอิหร่านได้ตัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกช่องทาง รวมถึงการปิดกั้น Starlink ซึ่งก่อนหน้านี้มักเป็น “ทางรอดสุดท้าย” ของประชาชนในช่วงที่รัฐปิดสัญญาณมือถือและอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน การปิดกั้นครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง เพราะมีการตรวจพบ สัญญาณรบกวนระดับทหาร (military‑grade jamming) ที่พุ่งเป้าไปยังดาวเทียม Starlink โดยตรง ทำให้ทราฟฟิกถูกตัดไปมากถึง 80% 🛰️ ผู้เชี่ยวชาญชี้ อิหร่านอาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย นักวิจัยด้านอินเทอร์เน็ต Amir Rashidi ให้ข้อมูลว่าเทคนิคการรบกวนครั้งนี้ “ซับซ้อนและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และมีความเป็นไปได้สูงว่าอิหร่านได้รับเทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย แม้จะไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าพัฒนาเองก็ตาม การโจมตีลักษณะนี้ทำให้แม้แต่ระบบดาวเทียมที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกั้นก็ยังถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังใช้มาตรการขั้นสูงสุดเพื่อควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศ 📰 บริการอินเทอร์เน็ตภาครัฐเริ่มกลับมาแบบคัดกรอง – ประชาชนยังถูกตัดขาด หลังจากปิดกั้นทั้งหมด รัฐบาลเริ่มเปิดให้บริการเฉพาะบางส่วน เช่น ช่องทาง Telegram ที่สนับสนุนรัฐบาล สื่อของรัฐ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยบางแห่ง ผ่านระบบ “white‑listing” ซึ่งหมายความว่าประชาชนทั่วไปยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วง การเสียชีวิต และการจับกุมจำนวนมากยังถูกจำกัดไม่ให้เผยแพร่สู่สากล 🇺🇸 ทรัมป์ประกาศจะคุยกับ Elon Musk เพื่อช่วยกู้คืนอินเทอร์เน็ตให้ชาวอิหร่าน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเขาจะติดต่อ Elon Musk เพื่อหาวิธีฟื้นฟูการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ประชาชนอิหร่าน โดยย้ำว่า Musk “เก่งเรื่องนี้มาก” และ Starlink เป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยประชาชนในสถานการณ์วิกฤตได้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการสนับสนุนจากสหรัฐฯ จะช่วยลดผลกระทบจากการรบกวนสัญญาณระดับทหารได้มากน้อยเพียงใด แต่เป็นสัญญาณว่าประเด็นนี้กำลังกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศที่จับตามองอย่างใกล้ชิด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ➡️ รัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทุกช่องทางทั่วประเทศ ➡️ Starlink ถูกโจมตีด้วยสัญญาณรบกวนระดับทหาร ทำให้ใช้งานไม่ได้กว่า 80% ➡️ บริการภาครัฐบางส่วนกลับมาแบบคัดกรองผ่าน white‑listing ✅ ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ➡️ การรบกวนมีความซับซ้อนสูงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ➡️ อาจใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ประชาชนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ⛔ การควบคุมข้อมูลทำให้สถานการณ์ความรุนแรงถูกปิดบัง ⛔ การโจมตี Starlink อาจเป็นสัญญาณของการยกระดับสงครามไซเบอร์ ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ การพูดคุยระหว่างทรัมป์และ Elon Musk จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้หรือไม่ ⛔ อิหร่านจะขยายการปิดกั้นนานแค่ไหน (ครั้งก่อนยาว 12 วัน) ⛔ ความเคลื่อนไหวของจีนและรัสเซียในเบื้องหลังเทคโนโลยีรบกวน https://www.tomshardware.com/service-providers/network-providers/iran-government-takes-down-starlink-amidst-civil-unrest-with-military-grade-jamming-signals-report-claims-president-trump-vows-to-speak-to-elon-musk-to-restore-internet-in-crisis-hit-country
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่

    บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง

    N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด
    N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม
    GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores)
    CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace
    พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek

    ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย

    ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ

    ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ
    Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X
    หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2
    อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่
    การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย

    สเปกและความสำคัญของ N1X
    GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์
    เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค
    ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek

    เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์
    Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ
    ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
    Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่
    Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่
    ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    🚀 Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่ บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง 💻 N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม 💠 GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores) 💠 CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace 💠 พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย 🏁 ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ 🧠 ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X ➡️ หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2 ➡️ อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่ ➡️ การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย ✅ สเปกและความสำคัญของ N1X ➡️ GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์ ➡️ เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค ➡️ ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek ‼️ เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ ⛔ ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์ ⛔ Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ ⛔ ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ⛔ Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่ ⛔ Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่ ⛔ ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial

    Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

    Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น

    แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี

    Micron ชี้แจงการปิด Crucial
    ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI
    ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus

    สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก
    ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ
    ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง
    ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง
    การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา

    แนวโน้มในอนาคต
    โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028
    ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม
    ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    🏭 Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี ✅ Micron ชี้แจงการปิด Crucial ➡️ ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI ➡️ ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus ✅ สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก ➡️ ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ ➡️ ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง ⛔ ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง ⛔ การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา ‼️ แนวโน้มในอนาคต ⛔ โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028 ⛔ ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์

    บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์

    เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป

    ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก
    แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์
    การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น
    เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่

    ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ
    ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้
    ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว
    อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    💘 Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์ บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์ เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก ➡️ แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์ ➡️ การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น ➡️ เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่ ‼️ ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ ⛔ ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้ ⛔ ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว ⛔ อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Can you optimise love?
    A group of tech executives, app developers and Silicon Valley philosophers is seeking to streamline the messy matters of the heart.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย

    บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

    ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ
    ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง:
    mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน,
    Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย,
    Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง

    บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน
    ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก

    สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน
    อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting
    mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย
    Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย
    Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ

    สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี
    Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน
    Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos
    Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom
    ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก

    ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น
    ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน
    การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง
    แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

    ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting
    ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย
    ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall
    ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป

    https://fulghum.io/self-hosting
    📰 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว 🖥️ ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง: 💠 mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน, 💠 Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย, 💠 Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง 🧩 บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก 🔐 สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting ➡️ mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย ➡️ Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ➡️ Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ ✅ สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี ➡️ Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน ➡️ Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos ➡️ Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom ➡️ ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก ‼️ ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น ⛔ ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน ⛔ การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ⛔ แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ‼️ ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting ⛔ ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย ⛔ ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall ⛔ ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป https://fulghum.io/self-hosting
    FULGHUM.IO
    2026 is the Year of Self-hosting
    CLI agents like Claude Code make self-hosting dramatically easier and actually fun. This is the first time I would recommend it to normal software-literate people.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • Apple จับมือ Google ใช้ Gemini ยกระดับ Siri ครั้งใหญ่ในปี 2026

    Apple ตัดสินใจร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ในการสร้าง Siri รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นภายในปีนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Apple มักพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง แต่ครั้งนี้เลือกใช้โมเดลจากคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดสมาร์ตโฟนและบริการออนไลน์

    ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า Apple อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดและนักลงทุน เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Microsoft, Meta และ Amazon ทุ่มเงินมหาศาลใน AI ขณะที่ Apple ถูกมองว่า “ช้าไปหนึ่งก้าว” ในกระแส AI ที่ร้อนแรงตั้งแต่ปี 2022 การเลือก Gemini จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการเร่งสปีดให้ทันการแข่งขัน และสร้าง Siri ที่ตอบโจทย์ยุค AI-first อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ Google เองก็อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการแข่งขันกับ OpenAI และดีลนี้ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นใน Gemini หลังจากบริษัทเพิ่งทำสถิติปีที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2009 และมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ในตลาดทุน

    อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่า Apple จะจัดการอย่างไรกับการผสาน ChatGPT ที่ใช้อยู่ใน Siri ปัจจุบัน เพราะบริษัทระบุว่า “ยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับ OpenAI” แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าระบบจะทำงานร่วมกันอย่างไรในอนาคต นี่อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้จะได้เห็น Siri ที่ใช้หลายโมเดล AI ผสมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ดีล Apple–Google
    Apple เลือกใช้ Gemini เพื่อขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
    เป็นความร่วมมือหลายปี พร้อมใช้เทคโนโลยีคลาวด์ของ Google
    ช่วยเร่งแผน AI ของ Apple ที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
    Google ได้รับแรงสนับสนุนเชิงภาพลักษณ์และมูลค่าตลาด
    Siri อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด
    การแข่งขัน AI ระหว่าง Big Tech เข้มข้นยิ่งขึ้น

    ข้อกังวลและความไม่แน่นอน
    ยังไม่ชัดเจนว่า ChatGPT จะยังอยู่ใน Siri ระยะยาวหรือไม่
    ดีลนี้อาจถูกจับตามองด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
    การพึ่งพาโมเดลจากคู่แข่งอาจสร้างความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์

    ประเด็นด้านกฎหมายและตลาด
    Google เพิ่งผ่านคดีผูกขาดด้านการค้นหา ซึ่งอาจทำให้ดีลถูกตรวจสอบเพิ่ม
    ความร่วมมืออาจส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    https://www.cnbc.com/2026/01/12/apple-google-ai-siri-gemini.html
    📰 Apple จับมือ Google ใช้ Gemini ยกระดับ Siri ครั้งใหญ่ในปี 2026 Apple ตัดสินใจร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ในการสร้าง Siri รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นภายในปีนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Apple มักพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง แต่ครั้งนี้เลือกใช้โมเดลจากคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดสมาร์ตโฟนและบริการออนไลน์ ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า Apple อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดและนักลงทุน เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Microsoft, Meta และ Amazon ทุ่มเงินมหาศาลใน AI ขณะที่ Apple ถูกมองว่า “ช้าไปหนึ่งก้าว” ในกระแส AI ที่ร้อนแรงตั้งแต่ปี 2022 การเลือก Gemini จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการเร่งสปีดให้ทันการแข่งขัน และสร้าง Siri ที่ตอบโจทย์ยุค AI-first อย่างแท้จริง นอกจากนี้ Google เองก็อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการแข่งขันกับ OpenAI และดีลนี้ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นใน Gemini หลังจากบริษัทเพิ่งทำสถิติปีที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2009 และมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ในตลาดทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่า Apple จะจัดการอย่างไรกับการผสาน ChatGPT ที่ใช้อยู่ใน Siri ปัจจุบัน เพราะบริษัทระบุว่า “ยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับ OpenAI” แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าระบบจะทำงานร่วมกันอย่างไรในอนาคต นี่อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้จะได้เห็น Siri ที่ใช้หลายโมเดล AI ผสมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ดีล Apple–Google ➡️ Apple เลือกใช้ Gemini เพื่อขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ ➡️ เป็นความร่วมมือหลายปี พร้อมใช้เทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ➡️ ช่วยเร่งแผน AI ของ Apple ที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง ✅ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ➡️ Google ได้รับแรงสนับสนุนเชิงภาพลักษณ์และมูลค่าตลาด ➡️ Siri อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ➡️ การแข่งขัน AI ระหว่าง Big Tech เข้มข้นยิ่งขึ้น ‼️ ข้อกังวลและความไม่แน่นอน ⛔ ยังไม่ชัดเจนว่า ChatGPT จะยังอยู่ใน Siri ระยะยาวหรือไม่ ⛔ ดีลนี้อาจถูกจับตามองด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ⛔ การพึ่งพาโมเดลจากคู่แข่งอาจสร้างความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ‼️ ประเด็นด้านกฎหมายและตลาด ⛔ Google เพิ่งผ่านคดีผูกขาดด้านการค้นหา ซึ่งอาจทำให้ดีลถูกตรวจสอบเพิ่ม ⛔ ความร่วมมืออาจส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน https://www.cnbc.com/2026/01/12/apple-google-ai-siri-gemini.html
    WWW.CNBC.COM
    Apple picks Google's Gemini to run AI-powered Siri coming this year
    Google's market value surpassed Apple for the first time since 2019 as it rolls out updated artificial intelligence features.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง

    Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้

    สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI

    Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Cowork คืออะไร และทำอะไรได้
    AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่
    ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
    ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด

    จุดเด่นของ Cowork
    ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต
    ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น
    สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome

    ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
    AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน
    มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก
    ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง

    สถานะการพัฒนา
    ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก
    ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows

    https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    📰 Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้ สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Cowork คืออะไร และทำอะไรได้ ➡️ AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ ➡️ ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ➡️ ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด ✅ จุดเด่นของ Cowork ➡️ ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต ➡️ ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น ➡️ สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน ⛔ มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก ⛔ ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง ‼️ สถานะการพัฒนา ⛔ ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก ⛔ ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    CLAUDE.COM
    Introducing Cowork | Claude
    Claude Code's agentic capabilities, now for everyone. Give Claude access to your files and let it organize, create, and edit documents while you focus on what matters.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps
    ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่

    โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง

    แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

    อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal

    สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026
    Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง
    Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด
    Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่
    Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ
    Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support

    คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026
    attack surface ต่ำ
    มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน
    ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม
    predictable lifecycle

    เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code
    อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ
    มัก rebuild ไม่บ่อย
    หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ

    ข้อควรระวัง
    อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก
    Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug

    Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc
    ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง

    อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า
    ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ

    https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    🛡️ 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 ➡️ Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง ➡️ Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด ➡️ Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่ ➡️ Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ ➡️ Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support ✅ คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026 ➡️ attack surface ต่ำ ➡️ มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน ➡️ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม ➡️ predictable lifecycle ✅ เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code ➡️ อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ ➡️ มัก rebuild ไม่บ่อย ➡️ หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก ⛔ Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug ‼️ Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc ⛔ ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง ‼️ อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า ⛔ ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    HACKREAD.COM
    5 Best Secure Container Images for Modern Applications (2026)
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 15 มุมมอง 0 รีวิว
  • 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย

    เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น

    บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย

    โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว

    หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง”
    Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ
    Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย

    งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI
    บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้”

    คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง
    บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ

    AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
    งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini
    ลิงก์ตรง / URL / citation
    จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ
    ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์
    ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง
    ตัวเลขสุ่ม
    ปริศนาเชิงพื้นที่
    การนับวัตถุในภาพ
    ASCII art
    การแทนส่วนผสมทำอาหาร
    การอ่านลายมือ
    สถิติกีฬา minor league
    งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร
    การระบุหัวต่ออุปกรณ์
    ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์
    การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์

    เหตุผลที่ไม่ควรถาม
    AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์
    มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination)
    ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์
    ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ
    ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร
    ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์

    https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/
    🧠 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว 📰 หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง” 🤖 Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย 🔍 งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้” ⚠️ คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ 🎭 AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini ➡️ ลิงก์ตรง / URL / citation ➡️ จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ ➡️ ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์ ➡️ ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง ➡️ ตัวเลขสุ่ม ➡️ ปริศนาเชิงพื้นที่ ➡️ การนับวัตถุในภาพ ➡️ ASCII art ➡️ การแทนส่วนผสมทำอาหาร ➡️ การอ่านลายมือ ➡️ สถิติกีฬา minor league ➡️ งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร ➡️ การระบุหัวต่ออุปกรณ์ ➡️ ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์ ➡️ การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์ ‼️ เหตุผลที่ไม่ควรถาม ⛔ AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์ ⛔ มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination) ⛔ ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์ ⛔ ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ ⛔ ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร ⛔ ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์ https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    15 Things You Should Never Ask Google's Gemini - SlashGear
    Google Gemini may perform competency very convincingly, but if you use it for everything, you may end up dealing with wrong answers and damaged equipment.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter

    Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง

    นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน

    การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น

    โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling
    ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter
    แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI

    ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม
    โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น
    การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น

    เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น
    ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland
    รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน

    ข้อควรระวัง
    อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร
    ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร

    การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
    โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า

    ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้
    ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต

    https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    🌐 Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling ➡️ ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter ➡️ แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI ✅ ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม ➡️ โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น ➡️ การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น ✅ เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น ➡️ ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland ➡️ รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร ⛔ ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร ‼️ การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ⛔ โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า ‼️ ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    9TO5LINUX.COM
    Firefox 147 Is Now Available for Download, Here's What's New - 9to5Linux
    Firefox 147 open-source web browser is now available for download with support for Freedesktop.org's XDG Base Directory Specification.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ

    การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น

    ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

    นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต

    หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9
    ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9
    เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น

    ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่
    พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4
    Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ

    อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17
    ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ

    Qualcomm สนับสนุนเต็มที่
    บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน
    รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ

    ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ
    ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple

    ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว
    การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี

    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/
    📡 Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 ➡️ ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ➡️ เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น ✅ ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่ ➡️ พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4 ➡️ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ✅ อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ➡️ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ ✅ Qualcomm สนับสนุนเต็มที่ ➡️ บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน ⛔ รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ ‼️ ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ ⛔ ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple ‼️ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/
    SECURITYONLINE.INFO
    Tearing Down the Wall: Google Brings AirDrop Support to the Pixel 9
    Pixel 9 is next in line for AirDrop support! New firmware leaks show Google is backporting the Pixel 10’s game-changing file-sharing bridge to older models.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • FENGSHUI DAILY
    อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว
    สีเสริมดวง เสริมความเฮง
    ทิศมงคล เวลามงคล
    อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่
    วันพุธที่ 14 เดือนมกราคม พ.ศ.2569
    ___________________________________
    FengshuiBizDesigner
    ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    FENGSHUI DAILY อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว สีเสริมดวง เสริมความเฮง ทิศมงคล เวลามงคล อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่ วันพุธที่ 14 เดือนมกราคม พ.ศ.2569 ___________________________________ FengshuiBizDesigner ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Angry
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 36 มุมมอง 0 รีวิว
  • สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire

    สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 33 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    Haha
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Haha
    Sad
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 47 มุมมอง 0 รีวิว
  • รถไฟหาดใหญ่ไปกัวลาลัมเปอร์ My Sawasdee มีตลอดปี 69

    การรถไฟมาเลเซีย (KTM Berhad) ประกาศกำหนดการเดินรถไฟขบวนพิเศษมายสวัสดี (My Sawasdee) จากสถานีเคแอล เซ็นทรัล (KL Sentral) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ ประเทศไทย ประจำปี 2569 รวม 14 เที่ยว ซึ่งจะเปิดให้สำรองที่นั่งตามวันที่กำหนด สามารถจองแบบเที่ยวเดียว (One Way) หรือแบบไป-กลับ (Round Trip) ก็ได้

    ขาไป ขบวน 1004 (KL Sentral-หาดใหญ่) รถออกจากสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 22.30 น. ตามเวลามาเลเซีย จอดรับผู้โดยสารที่สถานีสุไหงบุเลาะห์ (Sungai Buloh) อิโปห์ (Ipoh) ไทปิง (Taiping) และปาดังเบซาร์ (Padang Besar) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 08.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง 20 นาที

    ส่วนขากลับ ขบวน 1005 (หาดใหญ่-KL Sentral) ออกจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 10.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผ่านตรวจคนเข้าเมืองที่สถานีปาดังเบซาร์ หยุดจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีไทปิง อิโปห์ สุไหงบุเลาะห์ ถึงสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 23.15 น. ตามเวลามาเลเซีย ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง 55 นาที

    ค่าโดยสาร รถนั่ง ราคา 95 ริงกิต (ประมาณ 735 บาท) รถนอน เตียงบน ราคา 109 ริงกิต (ประมาณ 841 บาท) เตียงล่าง ราคา 119 ริงกิต (ประมาณ 918 บาท) สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ https://www.ktmb.com.my หรือแอปพลิเคชัน KITS Style รับชำระด้วยบัตร VISA และ Mastercard

    คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย เนื่องจากรถไฟจะถึงปลายทางกรุงกัวลาลัมเปอร์ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ควรมองหาโรงแรมที่มีเวลาเช็กอินยืดหยุ่นหลังเที่ยงคืน

    ที่สถานี KL Sentral รถไฟฟ้า LRT สายเกอลานาจายา (Kelana Jaya) ไปปูตราไฮส์ (Putra Heights) เที่ยวสุดท้าย 24.08 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.50 น.) ไปกอมบัค (Gombak) เที่ยวสุดท้าย 24.12 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.42 น.) ส่วนรถไฟโมโนเรลไปตีตี้วังซา (Titiwangsa) เที่ยวสุดท้าย 23.30 น. และรถไฟฟ้า KLIA Ekspres เที่ยวสุดท้ายไปท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ 24.00 น.

    ขากลับจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีรถไฟ ETS จากสถานี KL Sentral ถึงสถานีปาดังเบซาร์ ได้แก่ ขบวน EP9224 เวลา 07.20 น. และขบวน EP9226 เวลา 09.55 น. แล้วต่อรถไฟขบวนที่ 950 ปาดังเบซาร์-ชุมทางหาดใหญ่ เวลา 15.40 น. ตามเวลาประเทศไทย (16.40 น. ตามเวลามาเลเซีย) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ 16.25 น.

    นอกจากนี้ ยังมีรถโดยสารจากสถานีขนส่งทีบีเอส (TBS) ถึงหาดใหญ่ และเที่ยวบินจากท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ ถึงท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย และบาติกแอร์ วันละ 1 เที่ยวบิน

    #Newskit
    รถไฟหาดใหญ่ไปกัวลาลัมเปอร์ My Sawasdee มีตลอดปี 69 การรถไฟมาเลเซีย (KTM Berhad) ประกาศกำหนดการเดินรถไฟขบวนพิเศษมายสวัสดี (My Sawasdee) จากสถานีเคแอล เซ็นทรัล (KL Sentral) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ ประเทศไทย ประจำปี 2569 รวม 14 เที่ยว ซึ่งจะเปิดให้สำรองที่นั่งตามวันที่กำหนด สามารถจองแบบเที่ยวเดียว (One Way) หรือแบบไป-กลับ (Round Trip) ก็ได้ ขาไป ขบวน 1004 (KL Sentral-หาดใหญ่) รถออกจากสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 22.30 น. ตามเวลามาเลเซีย จอดรับผู้โดยสารที่สถานีสุไหงบุเลาะห์ (Sungai Buloh) อิโปห์ (Ipoh) ไทปิง (Taiping) และปาดังเบซาร์ (Padang Besar) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 08.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง 20 นาที ส่วนขากลับ ขบวน 1005 (หาดใหญ่-KL Sentral) ออกจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 10.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผ่านตรวจคนเข้าเมืองที่สถานีปาดังเบซาร์ หยุดจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีไทปิง อิโปห์ สุไหงบุเลาะห์ ถึงสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 23.15 น. ตามเวลามาเลเซีย ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง 55 นาที ค่าโดยสาร รถนั่ง ราคา 95 ริงกิต (ประมาณ 735 บาท) รถนอน เตียงบน ราคา 109 ริงกิต (ประมาณ 841 บาท) เตียงล่าง ราคา 119 ริงกิต (ประมาณ 918 บาท) สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ https://www.ktmb.com.my หรือแอปพลิเคชัน KITS Style รับชำระด้วยบัตร VISA และ Mastercard คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย เนื่องจากรถไฟจะถึงปลายทางกรุงกัวลาลัมเปอร์ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ควรมองหาโรงแรมที่มีเวลาเช็กอินยืดหยุ่นหลังเที่ยงคืน ที่สถานี KL Sentral รถไฟฟ้า LRT สายเกอลานาจายา (Kelana Jaya) ไปปูตราไฮส์ (Putra Heights) เที่ยวสุดท้าย 24.08 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.50 น.) ไปกอมบัค (Gombak) เที่ยวสุดท้าย 24.12 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.42 น.) ส่วนรถไฟโมโนเรลไปตีตี้วังซา (Titiwangsa) เที่ยวสุดท้าย 23.30 น. และรถไฟฟ้า KLIA Ekspres เที่ยวสุดท้ายไปท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ 24.00 น. ขากลับจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีรถไฟ ETS จากสถานี KL Sentral ถึงสถานีปาดังเบซาร์ ได้แก่ ขบวน EP9224 เวลา 07.20 น. และขบวน EP9226 เวลา 09.55 น. แล้วต่อรถไฟขบวนที่ 950 ปาดังเบซาร์-ชุมทางหาดใหญ่ เวลา 15.40 น. ตามเวลาประเทศไทย (16.40 น. ตามเวลามาเลเซีย) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ 16.25 น. นอกจากนี้ ยังมีรถโดยสารจากสถานีขนส่งทีบีเอส (TBS) ถึงหาดใหญ่ และเที่ยวบินจากท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ ถึงท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย และบาติกแอร์ วันละ 1 เที่ยวบิน #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 46 มุมมอง 0 รีวิว
  • เพลงที่เพื่อนทำด้วย AI นำมาแชร์ จะเลือกตั้งแล้ว คิดถึงอนาคตชาติให้มากๆ

    เพลงที่เพื่อนทำด้วย AI นำมาแชร์ จะเลือกตั้งแล้ว คิดถึงอนาคตชาติให้มากๆ
    0 ความคิดเห็น 1 การแบ่งปัน 20 มุมมอง 0 0 รีวิว
Pages Boosts