• การลงทุนในทองคำช่วงนี้มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งในแง่บวกและลบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มราคาทองคำ มาดูรายละเอียดกัน:

    ### **ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนทองคำช่วงนี้**
    1. **ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน**
    - ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตการเงิน หรือความขัดแย้งทางการเมือง อาจส่งผลให้นักลงทุน转向ไปสู่ทองคำซึ่งเป็น Safe Haven Asset
    - หากตลาดหุ้นผันผวนหรือเกิดวิกฤต ทองคำมักได้รับความนิยมมากขึ้น

    2. **อัตราดอกเบี้ยและนโยบายของ Fed**
    - หาก Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2024-2025 เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองคำ (ซึ่งซื้อขายด้วย USD) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
    - ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ

    3. **ความต้องการทองคำจากประเทศกำลังพัฒนา**
    - ธนาคารกลางหลายประเทศ (เช่น จีน, รัสเซีย, อินเดีย) ยังคงสะสมทองคำเป็นทุนสำรอง สนับสนุนราคาทองในระยะยาว

    4. **เงินเฟ้อและค่าครองชีพ**
    - ทองคำมักทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกัน (Hedge) ต่อเงินเฟ้อ หากภาวะเงินเฟ้อยังสูง ทองคำอาจเป็นทางเลือกที่ดี

    ---

    ### **ปัจจัยที่ต้องระวัง**
    1. **เงินดอลลาร์แข็งค่า**
    - หาก USD แข็งตัวจากเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งหรือ Fed ยังขึ้นดอกเบี้ยต่อ ราคาทองคำอาจถูกกดดัน

    2. **ตลาดหุ้นและความเสี่ยงอื่นๆ**
    - หากตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดการถือทองคำลง

    3. **ความผันผวนในระยะสั้น**
    - ราคาทองคำอาจปรับตัวลงชั่วคราวจากปัจจัยทางเทคนิคหรือข่าวเศรษฐกิจ

    ---

    ### **สรุป: ควรลงทุนทองคำตอนนี้ไหม?**
    - **ระยะยาว (Hold)** → **เหมาะ** เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน
    - **ระยะสั้น (เทรด)** → ต้องติดตามปัจจัยหลัก เช่น นโยบาย Fed, ดอลลาร์, และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    **คำแนะนำเพิ่มเติม:**
    - **Diversify** ไม่ควรลงทุนทองคำ 100% ของพอร์ต แต่แบ่งสัดส่วน (เช่น 5-15%)
    - **รูปแบบการลงทุน**
    - **ทองคำรูปพรรณ** เหมาะสำหรับถือยาว แต่ต้องคำนึงถึงส่วนต่างราคา (Premium)
    - **ทองคำ ETF (เช่น GLD)** หรือ **สัญญาซื้อขายล่วงหน้า** สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง
    - **เหมืองทองคำ (หุ้น)** ให้ความได้เปรียบจาก Leverage Effect แต่มีความเสี่ยงเพิ่ม

    หากคุณต้องการลงทุน ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ครับ! 📊🚀
    การลงทุนในทองคำช่วงนี้มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งในแง่บวกและลบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มราคาทองคำ มาดูรายละเอียดกัน: ### **ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนทองคำช่วงนี้** 1. **ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน** - ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตการเงิน หรือความขัดแย้งทางการเมือง อาจส่งผลให้นักลงทุน转向ไปสู่ทองคำซึ่งเป็น Safe Haven Asset - หากตลาดหุ้นผันผวนหรือเกิดวิกฤต ทองคำมักได้รับความนิยมมากขึ้น 2. **อัตราดอกเบี้ยและนโยบายของ Fed** - หาก Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2024-2025 เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองคำ (ซึ่งซื้อขายด้วย USD) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น - ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ 3. **ความต้องการทองคำจากประเทศกำลังพัฒนา** - ธนาคารกลางหลายประเทศ (เช่น จีน, รัสเซีย, อินเดีย) ยังคงสะสมทองคำเป็นทุนสำรอง สนับสนุนราคาทองในระยะยาว 4. **เงินเฟ้อและค่าครองชีพ** - ทองคำมักทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกัน (Hedge) ต่อเงินเฟ้อ หากภาวะเงินเฟ้อยังสูง ทองคำอาจเป็นทางเลือกที่ดี --- ### **ปัจจัยที่ต้องระวัง** 1. **เงินดอลลาร์แข็งค่า** - หาก USD แข็งตัวจากเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งหรือ Fed ยังขึ้นดอกเบี้ยต่อ ราคาทองคำอาจถูกกดดัน 2. **ตลาดหุ้นและความเสี่ยงอื่นๆ** - หากตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดการถือทองคำลง 3. **ความผันผวนในระยะสั้น** - ราคาทองคำอาจปรับตัวลงชั่วคราวจากปัจจัยทางเทคนิคหรือข่าวเศรษฐกิจ --- ### **สรุป: ควรลงทุนทองคำตอนนี้ไหม?** - **ระยะยาว (Hold)** → **เหมาะ** เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน - **ระยะสั้น (เทรด)** → ต้องติดตามปัจจัยหลัก เช่น นโยบาย Fed, ดอลลาร์, และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ **คำแนะนำเพิ่มเติม:** - **Diversify** ไม่ควรลงทุนทองคำ 100% ของพอร์ต แต่แบ่งสัดส่วน (เช่น 5-15%) - **รูปแบบการลงทุน** - **ทองคำรูปพรรณ** เหมาะสำหรับถือยาว แต่ต้องคำนึงถึงส่วนต่างราคา (Premium) - **ทองคำ ETF (เช่น GLD)** หรือ **สัญญาซื้อขายล่วงหน้า** สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง - **เหมืองทองคำ (หุ้น)** ให้ความได้เปรียบจาก Leverage Effect แต่มีความเสี่ยงเพิ่ม หากคุณต้องการลงทุน ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ครับ! 📊🚀
    0 Comments 0 Shares 64 Views 0 Reviews
  • TDRI เตือนรัฐหยุดแจกเงินดิจิทัล หลังไปไม่ช่วยกระตุ้น ศก. แนะใช้งบแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวแทน

    (21 มี.ค. 68) ดร.สมชัย จิตสุชน เตือนรัฐ หยุดเดินหน้าโครงการเงินดิจิทัลในเฟสต่อไป แนะใช้งบแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวแทน ขณะที่เฟส 3 หนุนทบทวนเงื่อนไขเปิดทางใช้เงินหมื่นซื้อคอร์สอัปสกิล-รีสกิลได้ หวังพัฒนาทักษะคน เตือน รัฐบาลรับมือเศรษฐกิจซบเซา จากปัจจัยภายนอก-ในประเทศ โดยเฉพาะความปั่นป่วนจากสงครามการค้า – หนี้ครัวเรือนสูง ห่วงภาระการคลัง ทำเรตติงประเทศตก

    ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายเงินดิจิทัลเฟส 3 ที่ให้กับผู้มีอายุ 16-20 ปีว่า มีการคาดการณ์กันว่าในเฟสที่ 3 นี้อาจได้ผลบ้าง เพราะกลุ่มคนที่แจกยังไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ที่ไม่มากนัก เมื่อได้เงินมาอาจจะใช้เร็ว แต่เชื่อว่าไม่น่าจะได้ผลมากกว่าเฟส 1 ที่มอบให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตามหากอยากให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจริง ๆ รัฐบาลควรละทิ้งแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวมากขึ้น และไม่ควรเปิดทางให้นำเงินจำนวนนี้ไปซื้ออะไรก็ได้ แต่ควรกำหนดให้ใช้ไปกับการหาความรู้ อัปสกิล รีสกิล ซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มเยาวชนพอดี เพราะเป็นกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่กำลังแรงงานซึ่งอาจจะนำเงินจำนวนนี้ไปเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งแม้จะไม่เห็นผลในระยะสั้นมากนัก แต่ผลในระยะยาวจะดีกว่ากันมากเพราะเป็นการดึงศักยภาพของคนซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์

    สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าทุกคนที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับสิทธิทั้งหมดนั้น ดร.สมชัย กล่าวว่า เป็นการทำให้ตรงกับที่หาเสียงไว้ แต่เห็นชัดแล้วว่าการดำเนินโครงการทั้งเฟส 1- 2 รวมทั้งเฟส 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีจริงอย่างที่หาเสียงไว้ จึงควรทบทวน

    “ตอนที่หาเสียงไว้ และตอนที่เป็นรัฐบาลใหม่ ๆ บอกว่าโครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู บางคนบอกจะทำให้ไทยหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็ไม่มีคนเชื่อ และวันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ในเมื่อมันพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ก็ไม่ควรจะเดินหน้าต่อ เรามองว่าเงินนี้นำไปทําอย่างอื่นที่มีประโยชน์ได้มากกว่าเยอะ” ดร.สมชัยระบุ

    เตือนหยุดสุรุ่ยสุร่ายแจกเงินหมื่น แนะใช้งบพัฒนาดิจิทัล อินเทอร์เน็ตฟรี ดึงศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ ดร.สมชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากงบประมาณหลายแสนล้านที่ต้องเสียไปจากการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาสด้วย ซึ่งถือว่าเป็นความสูญเสียที่มากกว่าตัวเงินเสียอีก เพราะอย่าลืมว่าวันนี้ภาคการคลังของไทยอ่อนแอมาก ประเทศไทยมีเงินน้อยลง ประชาชนก็มีเงินน้อยลง เพราะฉะนั้นนำเงินงบประมาณไปใช้ต้องคิดอย่างระมัดระวัง ถ้านำไปใช้ในเรื่องที่ไม่สมควรใช้ จนทำให้เรื่องที่สมควรใช้จะถูกตัดทิ้งไปก็น่าเสียดาย เช่น เรื่องการพัฒนาทักษะของคน การปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อน การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งระบบสวัสดิการสังคมของไทยก็ยังมีปัญหาในบางจุด และเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัล ซึ่งจะทําให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งกันดีขึ้น ทั้งหมดนี้จําเป็นต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลในการเดินหน้า แต่อาจถูกชะลอออกไปเพราะเอาเงินมาใช้ในเรื่องที่ไม่สมควรใช้แบบนี้ ดังนั้นไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าเงินดิจิทัลในเฟสต่อไปอีก

    “รัฐบาลควรนำงบประมาณไปลงทุนในเรื่องของดิจิทัล ทําอินเทอร์เน็ตฟรี ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยได้มาก ในเรื่องของผลิตภาพของประชาชน เพราะเกิดการพัฒนาตัวเองและสร้างรายได้ ผมเชื่อว่ามีอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ ของประเทศอยู่มาก เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้รับโอกาส รัฐบาลก็ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่เขามีอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าทํา แต่คงไม่ได้ทํา ถ้าเกิดว่าต้องมาจ่ายเงินแบบสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไปเรื่อย ๆ” ดร.สมชัยระบุ

    สงครามการค้าจะทำเศรษฐกิจไทยซบเซา ห่วงภาคการคลังมีปัญหา หนี้รัฐ-ครัวเรือนสูงชนเพดาน ดร.สมชัย ในฐานะอดีตกนง.ยังมีข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า ต้องพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น อย่าเน้นระยะสั้น เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต กาสิโน พนันออนไลน์ แต่ควรเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มมาตรการระยะยาวมากขึ้น และจะต้องเตรียมรับมือกับความยากลําบากที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้าที่คาดว่าจะมาแบบเต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับยุคทรัมป์ 1.0 ต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในหลายปีที่ผ่านมาถูกมองว่าดีเกินไปจนน่าจะมาถึงอาจจะซบเซาลงตามวัฏจักร รวมทั้งเรื่องของสงครามยูเครนในยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อไทยในฐานประเทศที่พึ่งพาการส่งออก และท่องเที่ยวมาก ขณะที่ในประเทศเองหนี้ครัวเรือนสูง ความสามารถในการผลิตไม่ได้ดีมากนัก เพราะฉะนั้นจะมีปัจจัยทั้งภายนอกและภายในเข้ามาพร้อมกัน

    “เศรษฐกิจคงซบเซาต่อไป และมองไป 4 ปีถัดไป ภาพก็จะคล้ายกันถ้าไม่ได้มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว และถ้ามีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่ระมัดระวังแบบนี้ ภาคการคลังจะมีปัญหา หนี้สาธารณะก็คงจะถึง 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีภายในไม่กี่ปีนี้ ในขณะที่ภาระการจ่ายหนี้ของรัฐบาล ทั้งดอกเบี้ย และเงินต้น ก็มีสิทธิ์ที่จะขึ้นไปใกล้ ๆ ชน 15 เปอร์เซ็นต์ที่กําหนดในกฎหมาย ทั้งหมดนี้จะทําให้เรตติ้งของภาครัฐไทยแย่ลงในสายตาของบริษัทประเมินเรตติง ซึ่งเป็นผลเสียระยะยาว เพราะว่าหมายถึง ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล และจะลามไปถึงภาคเอกชนอาจจะสูงขึ้น ซึ่งก็จะซ้ำเติมเรื่องของเศรษฐกิจเข้าไปอีก” ดร.สมชัยกล่าว

    Cr. #TheStatesTimes
    TDRI เตือนรัฐหยุดแจกเงินดิจิทัล หลังไปไม่ช่วยกระตุ้น ศก. แนะใช้งบแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวแทน (21 มี.ค. 68) ดร.สมชัย จิตสุชน เตือนรัฐ หยุดเดินหน้าโครงการเงินดิจิทัลในเฟสต่อไป แนะใช้งบแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวแทน ขณะที่เฟส 3 หนุนทบทวนเงื่อนไขเปิดทางใช้เงินหมื่นซื้อคอร์สอัปสกิล-รีสกิลได้ หวังพัฒนาทักษะคน เตือน รัฐบาลรับมือเศรษฐกิจซบเซา จากปัจจัยภายนอก-ในประเทศ โดยเฉพาะความปั่นป่วนจากสงครามการค้า – หนี้ครัวเรือนสูง ห่วงภาระการคลัง ทำเรตติงประเทศตก ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายเงินดิจิทัลเฟส 3 ที่ให้กับผู้มีอายุ 16-20 ปีว่า มีการคาดการณ์กันว่าในเฟสที่ 3 นี้อาจได้ผลบ้าง เพราะกลุ่มคนที่แจกยังไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ที่ไม่มากนัก เมื่อได้เงินมาอาจจะใช้เร็ว แต่เชื่อว่าไม่น่าจะได้ผลมากกว่าเฟส 1 ที่มอบให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตามหากอยากให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจริง ๆ รัฐบาลควรละทิ้งแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวมากขึ้น และไม่ควรเปิดทางให้นำเงินจำนวนนี้ไปซื้ออะไรก็ได้ แต่ควรกำหนดให้ใช้ไปกับการหาความรู้ อัปสกิล รีสกิล ซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มเยาวชนพอดี เพราะเป็นกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่กำลังแรงงานซึ่งอาจจะนำเงินจำนวนนี้ไปเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งแม้จะไม่เห็นผลในระยะสั้นมากนัก แต่ผลในระยะยาวจะดีกว่ากันมากเพราะเป็นการดึงศักยภาพของคนซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์ สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าทุกคนที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับสิทธิทั้งหมดนั้น ดร.สมชัย กล่าวว่า เป็นการทำให้ตรงกับที่หาเสียงไว้ แต่เห็นชัดแล้วว่าการดำเนินโครงการทั้งเฟส 1- 2 รวมทั้งเฟส 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีจริงอย่างที่หาเสียงไว้ จึงควรทบทวน “ตอนที่หาเสียงไว้ และตอนที่เป็นรัฐบาลใหม่ ๆ บอกว่าโครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู บางคนบอกจะทำให้ไทยหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็ไม่มีคนเชื่อ และวันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ในเมื่อมันพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ก็ไม่ควรจะเดินหน้าต่อ เรามองว่าเงินนี้นำไปทําอย่างอื่นที่มีประโยชน์ได้มากกว่าเยอะ” ดร.สมชัยระบุ เตือนหยุดสุรุ่ยสุร่ายแจกเงินหมื่น แนะใช้งบพัฒนาดิจิทัล อินเทอร์เน็ตฟรี ดึงศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ ดร.สมชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากงบประมาณหลายแสนล้านที่ต้องเสียไปจากการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาสด้วย ซึ่งถือว่าเป็นความสูญเสียที่มากกว่าตัวเงินเสียอีก เพราะอย่าลืมว่าวันนี้ภาคการคลังของไทยอ่อนแอมาก ประเทศไทยมีเงินน้อยลง ประชาชนก็มีเงินน้อยลง เพราะฉะนั้นนำเงินงบประมาณไปใช้ต้องคิดอย่างระมัดระวัง ถ้านำไปใช้ในเรื่องที่ไม่สมควรใช้ จนทำให้เรื่องที่สมควรใช้จะถูกตัดทิ้งไปก็น่าเสียดาย เช่น เรื่องการพัฒนาทักษะของคน การปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อน การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งระบบสวัสดิการสังคมของไทยก็ยังมีปัญหาในบางจุด และเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัล ซึ่งจะทําให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งกันดีขึ้น ทั้งหมดนี้จําเป็นต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลในการเดินหน้า แต่อาจถูกชะลอออกไปเพราะเอาเงินมาใช้ในเรื่องที่ไม่สมควรใช้แบบนี้ ดังนั้นไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าเงินดิจิทัลในเฟสต่อไปอีก “รัฐบาลควรนำงบประมาณไปลงทุนในเรื่องของดิจิทัล ทําอินเทอร์เน็ตฟรี ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยได้มาก ในเรื่องของผลิตภาพของประชาชน เพราะเกิดการพัฒนาตัวเองและสร้างรายได้ ผมเชื่อว่ามีอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ ของประเทศอยู่มาก เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้รับโอกาส รัฐบาลก็ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่เขามีอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าทํา แต่คงไม่ได้ทํา ถ้าเกิดว่าต้องมาจ่ายเงินแบบสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไปเรื่อย ๆ” ดร.สมชัยระบุ สงครามการค้าจะทำเศรษฐกิจไทยซบเซา ห่วงภาคการคลังมีปัญหา หนี้รัฐ-ครัวเรือนสูงชนเพดาน ดร.สมชัย ในฐานะอดีตกนง.ยังมีข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า ต้องพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น อย่าเน้นระยะสั้น เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต กาสิโน พนันออนไลน์ แต่ควรเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มมาตรการระยะยาวมากขึ้น และจะต้องเตรียมรับมือกับความยากลําบากที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้าที่คาดว่าจะมาแบบเต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับยุคทรัมป์ 1.0 ต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในหลายปีที่ผ่านมาถูกมองว่าดีเกินไปจนน่าจะมาถึงอาจจะซบเซาลงตามวัฏจักร รวมทั้งเรื่องของสงครามยูเครนในยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อไทยในฐานประเทศที่พึ่งพาการส่งออก และท่องเที่ยวมาก ขณะที่ในประเทศเองหนี้ครัวเรือนสูง ความสามารถในการผลิตไม่ได้ดีมากนัก เพราะฉะนั้นจะมีปัจจัยทั้งภายนอกและภายในเข้ามาพร้อมกัน “เศรษฐกิจคงซบเซาต่อไป และมองไป 4 ปีถัดไป ภาพก็จะคล้ายกันถ้าไม่ได้มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว และถ้ามีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่ระมัดระวังแบบนี้ ภาคการคลังจะมีปัญหา หนี้สาธารณะก็คงจะถึง 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีภายในไม่กี่ปีนี้ ในขณะที่ภาระการจ่ายหนี้ของรัฐบาล ทั้งดอกเบี้ย และเงินต้น ก็มีสิทธิ์ที่จะขึ้นไปใกล้ ๆ ชน 15 เปอร์เซ็นต์ที่กําหนดในกฎหมาย ทั้งหมดนี้จะทําให้เรตติ้งของภาครัฐไทยแย่ลงในสายตาของบริษัทประเมินเรตติง ซึ่งเป็นผลเสียระยะยาว เพราะว่าหมายถึง ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล และจะลามไปถึงภาคเอกชนอาจจะสูงขึ้น ซึ่งก็จะซ้ำเติมเรื่องของเศรษฐกิจเข้าไปอีก” ดร.สมชัยกล่าว Cr. #TheStatesTimes
    0 Comments 0 Shares 410 Views 0 Reviews
  • โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดชวนให้คิด ว่าแคนาดาควรกลายมาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา จนกว่าประเทศแห่งนี้จะจัดการระงับกระแสการไหลบ่าเข้ามาของพวกผู้อพยพผิดกฎหมายและพวกขนยาเสพติดข้ามชายแดนติดกับสหรัฐฯ ตามรายงานของสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ในวันจันทร์ (2 ธ.ค.)
    .
    อ้างอิงรายงานของฟ็อกซ์นิวส์ ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของอเมริกา ส่งเสียงขู่แบบหยอกดังๆ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (29 พ.ย.) ระหว่างรับประทานอาหารค่ำกับ จิสตัน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา
    .
    ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ขู่รีดภาษี 25% ต่อสินค้าต่างๆ ที่นำเข้ามาจากทั้งแคนาดาและเม็กซิโก ครั้งที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง แก้แค้นกรณีผู้อพยพผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับ "อาชญากรรมและยาเสพติด" ที่ไหลบ่าข้ามชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ เข้าสู่สหรัฐฯ
    .
    มีรายงานว่า ทรูโด ต่อสายโทรศัพท์หา ทรัมป์ ไม่นานหลังจากถูกขู่รีดภาษี ในความพยายามยับยั้งว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากการเดินหน้าข้อเสนอขึ้นภาษี และในวันศุกร์ (29 พ.ย.) ก็รุดเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศของทรัมป์ ในมาร์ราอาโก เพื่อหารือกันต่อ
    .
    รายงานข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ อ้างอิงบุคคลที่เข้าร่วมรับประทานอาหารค่ำในวันศุกร์ (29 พ.ย.) และได้ยินการพูดคุยระหว่างทรัมป์กับทรูโด เล่าว่า ทรัมป์ เน้นย้ำคำกล่าวหาของเขาก่อนหน้านี้ ว่าแคนาดาล้มเหลวในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ด้วยการปล่อยให้ยาเสพติดและผู้อพยพผิดกฎหมายจากประเทศต่างๆ กว่า 70 ชาติ ไหลบ่าเข้าสู่สหรัฐฯ นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ทรัมป์ ยังได้กล่าวโทษ แคนาดาต่อกรณีที่อเมริกาขาดดุลการค้ากับประเทศแห่งนี้ ที่เขาประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราว 100,000 ล้านดอลลาร์
    .
    ในรายงานข่าวระบุว่า ทรูโด ได้บอกกับ ทรัมป์ กลับไปว่า การลงโทษทางภาษีดังกล่าวจะทำลายเศรษฐกิของแคนาดา แต่มันกระตุ้นให้ ทรัมป์ พูดสวนล้อเล่นด้วยท่าทีที่จริงจัง แนะนำว่าแคนาดา สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ได้ ด้วยการกลายมาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา โดยมี ทรูโด เป็นผู้ว่าการ จากนั้นเขาก็ขยายความแนวคิดดังกล่าว บอกถึงขั้นว่าแคนาดาอาจถูกแบ่งเป็น 2 รัฐ โดยรัฐหนึ่งเป็นรัฐอนุรักษนิยม และอีกรัฐเป็นรัฐหัวเสรี
    .
    ทรูโดและผู้เข้าร่วมดินเนอร์คนอื่นๆ หัวเราะแบบมีท่าทีวิตกกังวล ตอบสนองคำพูดดังกล่าวของทรัมป์ ในขณะที่ ทรัมป์ เน้นย้ำว่าเขามีแผนทำตามคำขู่ ทันทีที่เขากลับสู่ทำเนียบขาวในวันที่ 20 มกราคม
    .
    ตัวแทนของทรัมป์และทรูโด ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวนี้ของฟ็อกซ์นิวส์
    .
    หลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารค่ำ ทรูโดบอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่าเขามีการสนทนาที่ยอดเยี่ยมกับทรัมป์ แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ต่อมา ทรัมป์ กล่าวว่าการประชุมระหว่างเขากับทรูโด นั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเน้นว่านายกรัฐมนตรีแคนาดา รับปากว่าจะทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ในประเด็นความกังวลหลักต่างๆ ของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้พาดพิงถึงคำขู่ขึ้นภาษีของเขา
    .
    พวกนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่ามาตรการรีดภาษีของทรัมป์ ที่ประกาศเล่นงานชาติต่างๆ อาจก่อไฟย้อนศรเล่นงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง เนื่องจากมันอาจทำให้ราคาสินค้าภายในประเทศพุ่งทะยาน และอาจนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวแก้แค้นของเหล่าชาติที่ตกเป็นเป้าหมาย ซึ่งสุดท้ายแล้วมันอาจเป็นการจุดชนวนสงครามการค้า
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000116542
    ..............
    Sondhi X
    โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดชวนให้คิด ว่าแคนาดาควรกลายมาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา จนกว่าประเทศแห่งนี้จะจัดการระงับกระแสการไหลบ่าเข้ามาของพวกผู้อพยพผิดกฎหมายและพวกขนยาเสพติดข้ามชายแดนติดกับสหรัฐฯ ตามรายงานของสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ในวันจันทร์ (2 ธ.ค.) . อ้างอิงรายงานของฟ็อกซ์นิวส์ ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของอเมริกา ส่งเสียงขู่แบบหยอกดังๆ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (29 พ.ย.) ระหว่างรับประทานอาหารค่ำกับ จิสตัน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา . ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ขู่รีดภาษี 25% ต่อสินค้าต่างๆ ที่นำเข้ามาจากทั้งแคนาดาและเม็กซิโก ครั้งที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง แก้แค้นกรณีผู้อพยพผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับ "อาชญากรรมและยาเสพติด" ที่ไหลบ่าข้ามชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ เข้าสู่สหรัฐฯ . มีรายงานว่า ทรูโด ต่อสายโทรศัพท์หา ทรัมป์ ไม่นานหลังจากถูกขู่รีดภาษี ในความพยายามยับยั้งว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากการเดินหน้าข้อเสนอขึ้นภาษี และในวันศุกร์ (29 พ.ย.) ก็รุดเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศของทรัมป์ ในมาร์ราอาโก เพื่อหารือกันต่อ . รายงานข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ อ้างอิงบุคคลที่เข้าร่วมรับประทานอาหารค่ำในวันศุกร์ (29 พ.ย.) และได้ยินการพูดคุยระหว่างทรัมป์กับทรูโด เล่าว่า ทรัมป์ เน้นย้ำคำกล่าวหาของเขาก่อนหน้านี้ ว่าแคนาดาล้มเหลวในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ด้วยการปล่อยให้ยาเสพติดและผู้อพยพผิดกฎหมายจากประเทศต่างๆ กว่า 70 ชาติ ไหลบ่าเข้าสู่สหรัฐฯ นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ทรัมป์ ยังได้กล่าวโทษ แคนาดาต่อกรณีที่อเมริกาขาดดุลการค้ากับประเทศแห่งนี้ ที่เขาประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราว 100,000 ล้านดอลลาร์ . ในรายงานข่าวระบุว่า ทรูโด ได้บอกกับ ทรัมป์ กลับไปว่า การลงโทษทางภาษีดังกล่าวจะทำลายเศรษฐกิของแคนาดา แต่มันกระตุ้นให้ ทรัมป์ พูดสวนล้อเล่นด้วยท่าทีที่จริงจัง แนะนำว่าแคนาดา สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ได้ ด้วยการกลายมาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา โดยมี ทรูโด เป็นผู้ว่าการ จากนั้นเขาก็ขยายความแนวคิดดังกล่าว บอกถึงขั้นว่าแคนาดาอาจถูกแบ่งเป็น 2 รัฐ โดยรัฐหนึ่งเป็นรัฐอนุรักษนิยม และอีกรัฐเป็นรัฐหัวเสรี . ทรูโดและผู้เข้าร่วมดินเนอร์คนอื่นๆ หัวเราะแบบมีท่าทีวิตกกังวล ตอบสนองคำพูดดังกล่าวของทรัมป์ ในขณะที่ ทรัมป์ เน้นย้ำว่าเขามีแผนทำตามคำขู่ ทันทีที่เขากลับสู่ทำเนียบขาวในวันที่ 20 มกราคม . ตัวแทนของทรัมป์และทรูโด ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวนี้ของฟ็อกซ์นิวส์ . หลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารค่ำ ทรูโดบอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่าเขามีการสนทนาที่ยอดเยี่ยมกับทรัมป์ แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ต่อมา ทรัมป์ กล่าวว่าการประชุมระหว่างเขากับทรูโด นั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเน้นว่านายกรัฐมนตรีแคนาดา รับปากว่าจะทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ในประเด็นความกังวลหลักต่างๆ ของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้พาดพิงถึงคำขู่ขึ้นภาษีของเขา . พวกนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่ามาตรการรีดภาษีของทรัมป์ ที่ประกาศเล่นงานชาติต่างๆ อาจก่อไฟย้อนศรเล่นงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง เนื่องจากมันอาจทำให้ราคาสินค้าภายในประเทศพุ่งทะยาน และอาจนำมาซึ่งความเคลื่อนไหวแก้แค้นของเหล่าชาติที่ตกเป็นเป้าหมาย ซึ่งสุดท้ายแล้วมันอาจเป็นการจุดชนวนสงครามการค้า . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000116542 .............. Sondhi X
    Like
    Sad
    4
    0 Comments 0 Shares 1031 Views 1 Reviews
  • นี่ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐฯในรอบหลายทศวรรษ คนงานท่าเรือกว่า 50,000 คนทั่วสหรัฐฯ ประท้วงหยุดงานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 หากการโจมตีครั้งนี้กินเวลานาน 1 เดือน สหรัฐฯ จะต้องสูญเสียเงินมากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์

    2 ตุลาคม 2567-รายงานวิเคราะห์ข่าวจากThe Kobeissi Letter ระบุว่าท่าเรือ50,000แห่งเหล่านี้รับผิดชอบการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ทั้งหมดเกือบ 40% และอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียเงินมากถึง 5 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน

    ทั้งนี้ คนงานท่าเรือประท้วงหยุดงานเนื่องจากการเจรจาต่อรองทำสัญญาต่ออายุล้มเหลวหลังจากเมื่อวันที่ 30 กันยายน สัญญาสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการโดยไม่มีข้อตกลง

    ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน สหภาพ ILA ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของคนงานท่าเรือ ได้ระงับการเจรจากับ United States Maritime Alliance

    สัญญาจ้างงาน ILA ที่ปัจจุบันมีสมาชิกสหภาพแรงงานที่ได้รับค่าจ้างอยู่ระหว่าง 20 ถึง 37 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงโดยขึ้นอยู่กับอายุงาน คนงานขนถ่ายสินค้าสามารถมีรายได้ 150,000-250,000 ดอลลาร์ต่อปีภายใต้เงื่อนไขสัญญาปัจจุบัน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านท่าเรือกล่าวว่าสหภาพ ILA ตั้งเป้าที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 32% ใน 6 ปี

    ในปัจจุบัน ประมาณ 38% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ได้รับการดำเนินการผ่านท่าเรือทางชายฝั่งตะวันออกและชายฝั่งอ่าว

    เจพีมอร์แกนประเมินว่าการหยุดงานครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเสียหาย 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐถึง 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ซึ่งหมายความว่าการหยุดงานหนึ่งสัปดาห์อาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์

    สินค้าเกษตรกรรมเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาท่าเรือชายฝั่งตะวันออกเป็นอย่างมาก มีการนำเข้าถั่วเหลืองผ่านท่าเรือเหล่านี้ 2.67 ล้านเมตริกตันในปี 2566 และยังมีการนำเข้าสัตว์ปีกมายังที่นี่จำนวน 1.95 ล้านเมตริกตัน

    ผลกระทบจะส่งผลภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารอาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง หากการหยุดงานครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป

    สำหรับบริษัทนำเข้าสินค้าชั้นนำบางส่วนของสหรัฐฯ ผ่านท่าเรือฝั่งตะวันออกและชายฝั่งอ่าว เช่น Walmart เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ และมีผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่รายอื่นๆ เช่น Ikea, Home Depot, Dollar General และ Amazon

    สัญญาณอีกประการหนึ่งที่บ่งชี้ว่าการหยุดงานครั้งนี้สามารถนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ ตลาดส่งออกยังต้องพึ่งพาท่าเรือเหล่านี้เป็นอย่างมาก

    ประเทศจีนรับสินค้าส่งออกจากท่าเรือสหรัฐเหล่านี้ 1.91 ล้านเมตริกตัน และประเทศอินโดนีเซียรับสินค้าส่งออกจากท่าเรือแห่งนี้ของสหรัฐ 1.30 ล้านเมตริกตัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการหยุดงานครั้งนี้

    นอกจากนี้ผลกระทบต่อผู้บริโภคจะเกิดขาดแคลน เพราะในแต่ละปี สหรัฐนำเข้ากล้วยมากกว่า 3.8 ล้านเมตริกตันหรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของกล้วยทั้งหมดของประเทศ มาถึงท่าเรือที่จัดการโดยสหภาพ ILA และนำเข้าเชอร์รี่เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ อาหารกระป๋อง 85 เปอร์เซ็นต์ พริก 82 เปอร์เซ็นต์ และช็อกโกแลต 80 เปอร์เซ็นต์ ที่นำเข้าผ่านท่าเรือนี้

    การหยุดงานท่าเรือครั้งนี้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดผันผวนไปจนถึงสิ้นปีระหว่างการเลือกตั้งอเมริกา และการคาดเดาอัตราดอกเบี้ยของเฟด

    หากการโจมตีครั้งนี้กินเวลานาน 1 เดือน สหรัฐฯ จะต้องสูญเสียเงินมากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์

    นี่ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ

    ที่มา : The Kobeissi Letter

    #Thaitimes
    นี่ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐฯในรอบหลายทศวรรษ คนงานท่าเรือกว่า 50,000 คนทั่วสหรัฐฯ ประท้วงหยุดงานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 หากการโจมตีครั้งนี้กินเวลานาน 1 เดือน สหรัฐฯ จะต้องสูญเสียเงินมากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ 2 ตุลาคม 2567-รายงานวิเคราะห์ข่าวจากThe Kobeissi Letter ระบุว่าท่าเรือ50,000แห่งเหล่านี้รับผิดชอบการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ทั้งหมดเกือบ 40% และอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียเงินมากถึง 5 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน ทั้งนี้ คนงานท่าเรือประท้วงหยุดงานเนื่องจากการเจรจาต่อรองทำสัญญาต่ออายุล้มเหลวหลังจากเมื่อวันที่ 30 กันยายน สัญญาสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการโดยไม่มีข้อตกลง ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน สหภาพ ILA ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของคนงานท่าเรือ ได้ระงับการเจรจากับ United States Maritime Alliance สัญญาจ้างงาน ILA ที่ปัจจุบันมีสมาชิกสหภาพแรงงานที่ได้รับค่าจ้างอยู่ระหว่าง 20 ถึง 37 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงโดยขึ้นอยู่กับอายุงาน คนงานขนถ่ายสินค้าสามารถมีรายได้ 150,000-250,000 ดอลลาร์ต่อปีภายใต้เงื่อนไขสัญญาปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านท่าเรือกล่าวว่าสหภาพ ILA ตั้งเป้าที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 32% ใน 6 ปี ในปัจจุบัน ประมาณ 38% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ได้รับการดำเนินการผ่านท่าเรือทางชายฝั่งตะวันออกและชายฝั่งอ่าว เจพีมอร์แกนประเมินว่าการหยุดงานครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเสียหาย 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐถึง 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ซึ่งหมายความว่าการหยุดงานหนึ่งสัปดาห์อาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ สินค้าเกษตรกรรมเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาท่าเรือชายฝั่งตะวันออกเป็นอย่างมาก มีการนำเข้าถั่วเหลืองผ่านท่าเรือเหล่านี้ 2.67 ล้านเมตริกตันในปี 2566 และยังมีการนำเข้าสัตว์ปีกมายังที่นี่จำนวน 1.95 ล้านเมตริกตัน ผลกระทบจะส่งผลภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารอาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง หากการหยุดงานครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป สำหรับบริษัทนำเข้าสินค้าชั้นนำบางส่วนของสหรัฐฯ ผ่านท่าเรือฝั่งตะวันออกและชายฝั่งอ่าว เช่น Walmart เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ และมีผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่รายอื่นๆ เช่น Ikea, Home Depot, Dollar General และ Amazon สัญญาณอีกประการหนึ่งที่บ่งชี้ว่าการหยุดงานครั้งนี้สามารถนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ ตลาดส่งออกยังต้องพึ่งพาท่าเรือเหล่านี้เป็นอย่างมาก ประเทศจีนรับสินค้าส่งออกจากท่าเรือสหรัฐเหล่านี้ 1.91 ล้านเมตริกตัน และประเทศอินโดนีเซียรับสินค้าส่งออกจากท่าเรือแห่งนี้ของสหรัฐ 1.30 ล้านเมตริกตัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการหยุดงานครั้งนี้ นอกจากนี้ผลกระทบต่อผู้บริโภคจะเกิดขาดแคลน เพราะในแต่ละปี สหรัฐนำเข้ากล้วยมากกว่า 3.8 ล้านเมตริกตันหรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของกล้วยทั้งหมดของประเทศ มาถึงท่าเรือที่จัดการโดยสหภาพ ILA และนำเข้าเชอร์รี่เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ อาหารกระป๋อง 85 เปอร์เซ็นต์ พริก 82 เปอร์เซ็นต์ และช็อกโกแลต 80 เปอร์เซ็นต์ ที่นำเข้าผ่านท่าเรือนี้ การหยุดงานท่าเรือครั้งนี้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดผันผวนไปจนถึงสิ้นปีระหว่างการเลือกตั้งอเมริกา และการคาดเดาอัตราดอกเบี้ยของเฟด หากการโจมตีครั้งนี้กินเวลานาน 1 เดือน สหรัฐฯ จะต้องสูญเสียเงินมากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ นี่ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ ที่มา : The Kobeissi Letter #Thaitimes
    Like
    6
    0 Comments 0 Shares 848 Views 0 Reviews
  • 🔥🔥 02/10/2567 เช้านี้ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลง
    เพราะความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
    ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มว่าสงครามจะขยายวงกว้าง

    🚩นักลงทุนต่างพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้น
    เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล
    ไปที่อิสราเอลเมื่อวันอังคาร เพื่อเป็นการตอบโต้
    ที่อิสราเอลโจมตีกลุ่มพันธมิตรฮิซบอลเลาะห์
    ของเตหะรานในเลบานอน

    โดยดัชนี Nikkei ญี่ปุ่น ลดลง -583 จุด (-1.51%) ในช่วงเช้า

    🚩นอกจากนี้ความกังวลของการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ
    หรือ จีดีพี ในไตรมาส 3/2567 โดยแบบจำลอง GDPNow
    ของธนาคารกลางสหรัฐ ประจำแอตแลนตา
    สำหรับการเติบโตของจีดีพีสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3
    เมื่อวันอังคาร ถูกปรับลดลงเหลือ 2.5% จาก 3.1%
    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งการลดลง 6 ใน 10 ของ 1%
    ถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการประมาณการ
    การติดตามผลในไตรมาสที่ 3 เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม

    🚩ทั้ง 2 เรื่องสำคัญ คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ระหว่าง
    อิหร่านและ อิสลาเอล รวมทั้ง คาดการณ์การเติบโตทาง
    เศรษฐกิจสหรัฐ ในไตรมาส 3/2567 คือสิ่งที่กำหนดทิศทาง
    ของตลาดหุ้นในภาพใหญ่ของวันพุธนี้

    ที่มา : Reuters

    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #อิหร่านอิสลาเอล #thaitimes
    🔥🔥 02/10/2567 เช้านี้ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลง เพราะความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มว่าสงครามจะขยายวงกว้าง 🚩นักลงทุนต่างพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เช่นหุ้น เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ไปที่อิสราเอลเมื่อวันอังคาร เพื่อเป็นการตอบโต้ ที่อิสราเอลโจมตีกลุ่มพันธมิตรฮิซบอลเลาะห์ ของเตหะรานในเลบานอน โดยดัชนี Nikkei ญี่ปุ่น ลดลง -583 จุด (-1.51%) ในช่วงเช้า 🚩นอกจากนี้ความกังวลของการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ หรือ จีดีพี ในไตรมาส 3/2567 โดยแบบจำลอง GDPNow ของธนาคารกลางสหรัฐ ประจำแอตแลนตา สำหรับการเติบโตของจีดีพีสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 เมื่อวันอังคาร ถูกปรับลดลงเหลือ 2.5% จาก 3.1% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งการลดลง 6 ใน 10 ของ 1% ถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการประมาณการ การติดตามผลในไตรมาสที่ 3 เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 🚩ทั้ง 2 เรื่องสำคัญ คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ระหว่าง อิหร่านและ อิสลาเอล รวมทั้ง คาดการณ์การเติบโตทาง เศรษฐกิจสหรัฐ ในไตรมาส 3/2567 คือสิ่งที่กำหนดทิศทาง ของตลาดหุ้นในภาพใหญ่ของวันพุธนี้ ที่มา : Reuters #หุ้นติดดอย #การลงทุน #อิหร่านอิสลาเอล #thaitimes
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 756 Views 0 Reviews
  • ซีอีโอเจพีมอร์แกนเตือนวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่ม BRICS ขยายอำนาจ
    .
    JPMorgan CEO Warns of US Economic Crisis as BRICS Power Grows

    https://watcher.guru/news/jpmorgan-ceo-warns-of-us-economic-crisis-as-brics-power-grows
    .
    11:44 PM · Sep 19, 2024 · 92.5K Views
    https://x.com/BRICSinfo/status/1836808632068927596
    ซีอีโอเจพีมอร์แกนเตือนวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่ม BRICS ขยายอำนาจ . JPMorgan CEO Warns of US Economic Crisis as BRICS Power Grows https://watcher.guru/news/jpmorgan-ceo-warns-of-us-economic-crisis-as-brics-power-grows . 11:44 PM · Sep 19, 2024 · 92.5K Views https://x.com/BRICSinfo/status/1836808632068927596
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 366 Views 0 Reviews
  • FED ธนาคารกลางสหรัฐ มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงมากถึง 0.5% นับเป็นการลดครั้งแรกในรอบ 4 ปี เพื่อให้เงินเฟ้อขยับลงอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจสหรัฐsoft landing

    19 กันยายน 2567-คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งประชุมกันเมื่อวันที่ 17-18 กันยายนที่ผ่านมา มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงมากถึง 0.5% นับเป็นการลดครั้งแรกในรอบ 4 ปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยลงไปอยู่ในระดับ 4.75-5% อย่างไรก็ตาม มติครั้งนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากมีกรรมการ 1 คนคัดค้าน โดยเห็นว่าควรลดเพียง 0.25%

    เหตุผลของกรรมการส่วนใหญ่ที่เห็นว่าควรลด 0.5% ก็เพราะมั่นใจมากขึ้นว่าเงินเฟ้อลดลงอย่างยั่งยืนและเคลื่อนไหวในทิศทางที่เชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2% ขณะเดียวกัน ก็เพื่อรักษาอัตราการจ้างงานไปด้วย โดยสภาวการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างมีความสมดุลที่จะเอื้อให้บรรลุเป้าหมายทั้งด้านเงินเฟ้อและอัตราการจ้างงาน

    การลดดอกเบี้ย 0.5% ถูกมองว่าเป็นการลดแบบ “จัมโบ้” หรือค่อนข้างมาก แต่ก็เป็นไปตามที่ตลาดคาดหมาย หลังจากในระยะหลังนักลงทุนเปลี่ยนความคิด จากเดิมที่เชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยครั้งแรกเพียง 0.25% มาเป็น 0.5% เพื่อป้องกันเศรษฐกิจถดถอย

    ขณะเดียวกัน เมื่อดูจากคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล หรือ “Dot Plot” บ่งชี้ว่า จะมีการลดดอกเบี้ยอีก 0.5% ภายในสิ้นปี 2024 นี้ ซึ่งจะมีการประชุมเหลืออยู่ 2 ครั้ง คือ เดือนพฤศจิกายน และธันวาคม จากนั้นปี 2025 จะลดอีก 1% และปีถัดไป 2026 ลดอีก 0.5%

    “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการ “ปรับปรุง” นโยบายการเงินให้เหมาะสมเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน และขณะเดียวกัน ก็สามารถทำให้เงินเฟ้อมีเสถียรภาพ เป้าหมายของเฟดคือรักษาอัตราเงินเฟ้อให้มีเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน ก็ต้องแน่ใจว่าอัตราว่างงานจะไม่สูงขึ้น เป็นการรักษาเสถียรภาพราคาไปพร้อม ๆ กับรักษาการจ้างงานเอาไว้

    ดังนั้น นักลงทุนควรมองว่าการลด 0.5% เป็นการแสดงความ “แน่วแน่” ของเฟดที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ขณะนี้กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะที่ดี เติบโตแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานยังเข้มแข็ง เงินเฟ้อลดต่ำลง

    พาวเวลล์ย้ำว่า ไม่ต้องการให้นักลงทุนหรือตลาดสันนิษฐานเอาเองว่าการลด 0.5% ในครั้งนี้ จะหมายถึงว่าในอนาคตเฟดจะลดในอัตรานี้ไปเรื่อย ๆ อย่าคิดว่านี่คืออัตราใหม่สำหรับเฟด เพราะเฟดจะไม่เร่งรีบในการผ่อนคลายด้านการเงิน เฟดจะยังทำเหมือนเดิมคือพิจารณาอย่างระมัดระวังในการประชุมแต่ละครั้งก่อนตัดสินใจ

    “ที่ผ่านมาจะเห็นว่าความอดทนรอของเราให้ผลตอบแทนที่ดีกลับมา เห็นได้จากเงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลงอย่างยั่งยืน จนกระทั่งทำให้เราสามารถลดดอกเบี้ยได้มากในวันนี้” พาวเวลล์ระบุ

    ถึงแม้การลด 0.5% จะเป็นที่ชอบใจของนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่บางคนก็มีมุมมองต่างออกไป เช่น สก๊อต เฮลฟ์สไตน์ หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนของโกลบอล เอ็กซ์ ระบุว่า การลด 0.5% อาจมากเกินไป เพราะตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในระยะหลังนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตน้อยลง ไม่จำเป็นต้องลดมากขนาดนั้น ซึ่งอัตรานี้จะสนับสนุนให้มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

    แนนซี เทนเกลอร์ ประธานบริหารของลาฟเฟอร์ เทนเกลอร์ อินเวสต์เมนต์ เห็นว่า เฟดเคลื่อนไหวเร็วเกินไป เพราะถึงแม้เศรษฐกิจจะชะลอลง แต่ยังคงแข็งแกร่ง ถึงแม้การว่างงานจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังไม่มีการเลิกจ้าง อีกทั้งการเปิดรับตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐยังคงมีจำนวนมากกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดด้วยซ้ำ “คำวิพากษ์วิจารณ์ของฉันที่มีต่อเฟดก็คือเน้นการมองในระยะสั้น โดยมุ่งเน้นดูข้อมูลย้อนหลัง แค่ข้อมูลจ้างงานที่อ่อนแอเพียงสัปดาห์เดียว ก็ทำให้ลดดอกเบี้ยมากขนาดนี้”

    ฟิลิป สแตรล ประธานเจ้าหน้าที่ลงทุน ของมอร์นิ่งสตาร์ เวลธ์ ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยถึง 0.5% เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างเช่น วิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงในปี 2008 และโควิด-19 ระบาดในปี 2020 สำหรับในครั้งนี้ถือว่าลดมากเกินไปและเร็วเกินไป ทั้งที่ข้อมูลเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับการผ่อนคลายทางการเงินช่วงอื่น ๆ ภายใต้การว่างงานที่ 4.2% นอกจากนี้จีดีพีไตรมาส 2 ก็ขยายตัวถึง 3%

    “การลดมากขนาดนี้เป็นตัวชี้ว่าเฟดมีความสบายใจที่เงินเฟ้อขยับลงอย่างยั่งยืน และตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนทิศทางไปมุ่งเน้นการทำให้เศรษฐกิจชะลอลงอย่างSoft Landing “

    ที่มา : https://youtu.be/EgW_pSJqQEc?si=uk4HLrZSsqAVl2AL

    #Thaitimes
    FED ธนาคารกลางสหรัฐ มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงมากถึง 0.5% นับเป็นการลดครั้งแรกในรอบ 4 ปี เพื่อให้เงินเฟ้อขยับลงอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจสหรัฐsoft landing 19 กันยายน 2567-คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งประชุมกันเมื่อวันที่ 17-18 กันยายนที่ผ่านมา มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลงมากถึง 0.5% นับเป็นการลดครั้งแรกในรอบ 4 ปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยลงไปอยู่ในระดับ 4.75-5% อย่างไรก็ตาม มติครั้งนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากมีกรรมการ 1 คนคัดค้าน โดยเห็นว่าควรลดเพียง 0.25% เหตุผลของกรรมการส่วนใหญ่ที่เห็นว่าควรลด 0.5% ก็เพราะมั่นใจมากขึ้นว่าเงินเฟ้อลดลงอย่างยั่งยืนและเคลื่อนไหวในทิศทางที่เชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2% ขณะเดียวกัน ก็เพื่อรักษาอัตราการจ้างงานไปด้วย โดยสภาวการณ์ในขณะนี้ค่อนข้างมีความสมดุลที่จะเอื้อให้บรรลุเป้าหมายทั้งด้านเงินเฟ้อและอัตราการจ้างงาน การลดดอกเบี้ย 0.5% ถูกมองว่าเป็นการลดแบบ “จัมโบ้” หรือค่อนข้างมาก แต่ก็เป็นไปตามที่ตลาดคาดหมาย หลังจากในระยะหลังนักลงทุนเปลี่ยนความคิด จากเดิมที่เชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยครั้งแรกเพียง 0.25% มาเป็น 0.5% เพื่อป้องกันเศรษฐกิจถดถอย ขณะเดียวกัน เมื่อดูจากคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล หรือ “Dot Plot” บ่งชี้ว่า จะมีการลดดอกเบี้ยอีก 0.5% ภายในสิ้นปี 2024 นี้ ซึ่งจะมีการประชุมเหลืออยู่ 2 ครั้ง คือ เดือนพฤศจิกายน และธันวาคม จากนั้นปี 2025 จะลดอีก 1% และปีถัดไป 2026 ลดอีก 0.5% “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการ “ปรับปรุง” นโยบายการเงินให้เหมาะสมเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน และขณะเดียวกัน ก็สามารถทำให้เงินเฟ้อมีเสถียรภาพ เป้าหมายของเฟดคือรักษาอัตราเงินเฟ้อให้มีเสถียรภาพ ขณะเดียวกัน ก็ต้องแน่ใจว่าอัตราว่างงานจะไม่สูงขึ้น เป็นการรักษาเสถียรภาพราคาไปพร้อม ๆ กับรักษาการจ้างงานเอาไว้ ดังนั้น นักลงทุนควรมองว่าการลด 0.5% เป็นการแสดงความ “แน่วแน่” ของเฟดที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ขณะนี้กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะที่ดี เติบโตแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานยังเข้มแข็ง เงินเฟ้อลดต่ำลง พาวเวลล์ย้ำว่า ไม่ต้องการให้นักลงทุนหรือตลาดสันนิษฐานเอาเองว่าการลด 0.5% ในครั้งนี้ จะหมายถึงว่าในอนาคตเฟดจะลดในอัตรานี้ไปเรื่อย ๆ อย่าคิดว่านี่คืออัตราใหม่สำหรับเฟด เพราะเฟดจะไม่เร่งรีบในการผ่อนคลายด้านการเงิน เฟดจะยังทำเหมือนเดิมคือพิจารณาอย่างระมัดระวังในการประชุมแต่ละครั้งก่อนตัดสินใจ “ที่ผ่านมาจะเห็นว่าความอดทนรอของเราให้ผลตอบแทนที่ดีกลับมา เห็นได้จากเงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลงอย่างยั่งยืน จนกระทั่งทำให้เราสามารถลดดอกเบี้ยได้มากในวันนี้” พาวเวลล์ระบุ ถึงแม้การลด 0.5% จะเป็นที่ชอบใจของนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่บางคนก็มีมุมมองต่างออกไป เช่น สก๊อต เฮลฟ์สไตน์ หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนของโกลบอล เอ็กซ์ ระบุว่า การลด 0.5% อาจมากเกินไป เพราะตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในระยะหลังนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตน้อยลง ไม่จำเป็นต้องลดมากขนาดนั้น ซึ่งอัตรานี้จะสนับสนุนให้มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แนนซี เทนเกลอร์ ประธานบริหารของลาฟเฟอร์ เทนเกลอร์ อินเวสต์เมนต์ เห็นว่า เฟดเคลื่อนไหวเร็วเกินไป เพราะถึงแม้เศรษฐกิจจะชะลอลง แต่ยังคงแข็งแกร่ง ถึงแม้การว่างงานจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังไม่มีการเลิกจ้าง อีกทั้งการเปิดรับตำแหน่งงานใหม่ในสหรัฐยังคงมีจำนวนมากกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดด้วยซ้ำ “คำวิพากษ์วิจารณ์ของฉันที่มีต่อเฟดก็คือเน้นการมองในระยะสั้น โดยมุ่งเน้นดูข้อมูลย้อนหลัง แค่ข้อมูลจ้างงานที่อ่อนแอเพียงสัปดาห์เดียว ก็ทำให้ลดดอกเบี้ยมากขนาดนี้” ฟิลิป สแตรล ประธานเจ้าหน้าที่ลงทุน ของมอร์นิ่งสตาร์ เวลธ์ ชี้ว่า การลดดอกเบี้ยถึง 0.5% เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างเช่น วิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงในปี 2008 และโควิด-19 ระบาดในปี 2020 สำหรับในครั้งนี้ถือว่าลดมากเกินไปและเร็วเกินไป ทั้งที่ข้อมูลเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับการผ่อนคลายทางการเงินช่วงอื่น ๆ ภายใต้การว่างงานที่ 4.2% นอกจากนี้จีดีพีไตรมาส 2 ก็ขยายตัวถึง 3% “การลดมากขนาดนี้เป็นตัวชี้ว่าเฟดมีความสบายใจที่เงินเฟ้อขยับลงอย่างยั่งยืน และตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนทิศทางไปมุ่งเน้นการทำให้เศรษฐกิจชะลอลงอย่างSoft Landing “ ที่มา : https://youtu.be/EgW_pSJqQEc?si=uk4HLrZSsqAVl2AL #Thaitimes
    Like
    Haha
    2
    0 Comments 0 Shares 2233 Views 0 Reviews
  • 💥💥ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด
    ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรก
    ในรอบกว่า 4 ปี เพื่อพยุงเศรษฐกิจสหรัฐ
    โดยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไป 50 จุดพื้นฐาน
    จากเดิม 5.50-5.25% ลดเหลือ 5.00-4.75%
    ที่มา : Reuters

    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #thaitimes
    💥💥ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรก ในรอบกว่า 4 ปี เพื่อพยุงเศรษฐกิจสหรัฐ โดยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไป 50 จุดพื้นฐาน จากเดิม 5.50-5.25% ลดเหลือ 5.00-4.75% ที่มา : Reuters #หุ้นติดดอย #การลงทุน #thaitimes
    0 Comments 0 Shares 1770 Views 0 Reviews
  • Ray Dalio ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ผู้ทรงอิทธิพลของโลก หวั่นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเสี่ยงเจอวิกฤตหนัก 5 ประการ ปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้นรุมเร้าและการเมืองภายในแตกแยก ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนทวีความรุนแรงเป็นสงครามการค้าตั้งกำแพงภาษี ท่ามกลางภัยธรรมชาติรุนแรงสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินยิ่งกว่าสงคราม

    ในการประชุมสุดยอดเอเชียของ Milken Institute ที่สิงคโปร์ เรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับมหาเศรษฐี ได้ระบุถึงแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ประการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยระบุถึงลักษณะเป็นวัฏจักรและเชื่อมโยงกัน ตามรายงานของลี อิง ชาน นักข่าว CNBC

    ในการพูดก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ทุกคนรอคอยมานาน ดาลิโอได้เน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับวิธีการที่สหรัฐฯ จะจัดการหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยที่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้จ่ายเงิน 1.049 ล้านล้านดอลลาร์ในการชำระหนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบเป็นรายปี ดาลิโอตั้งคำถามว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินของสหรัฐฯ และบทบาทของสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ในฐานะแหล่งเก็บความมั่งคั่งที่เชื่อถือได้อย่างไร

    ตามรายงานของ CNBC ดาลิโอยังได้ดึงความสนใจไปที่สิ่งที่เขาเรียกว่า "ความไม่สงบภายใน" ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะความแตกแยกทางการเมืองที่ขยายตัวก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 เขาเตือนว่าความแตกต่างที่ไม่อาจปรองดองได้ระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายทางการเมือง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่ง อาจขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ แม้ว่ารองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริสจะถูกมองว่าเป็นผู้นำ แต่ดาลิโอแนะนำว่าความไม่มั่นคงทางการเมืองอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่านโยบายของผู้สมัครคนใด ๆ

    บนเวทีระหว่างประเทศ ดาลิโออ้างถึงความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีนว่าเป็นแหล่งความกังวลที่สำคัญ ดาลิโอกล่าวว่าปัญหาเช่นสถานะทางการเมืองของไต้หวันและภาษีศุลกากรทางเศรษฐกิจได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจทั้งสองตึงเครียด ในขณะที่ดาลิโอตั้งข้อสังเกตว่าความกลัวต่อการทำลายล้างซึ่งกันและกันอาจป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง เขากล่าวว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วโลก

    ดาลิโอเน้นย้ำถึงผลกระทบที่เพิ่มมากขึ้นของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า "ภัยธรรมชาติ" เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาด มักก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางสังคมมากกว่าสงคราม CNBC เน้นย้ำถึงคำเตือนของเขาว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าในไม่ช้านี้ โดยคาดว่า GDP ทั่วโลกจะหดตัวลง 12% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส

    สุดท้าย Dalio เน้นย้ำถึงพลังการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เขาแนะนำว่าผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้รับประโยชน์อย่างมาก ในขณะเดียวกันก็เตือนด้วยว่าเทคโนโลยีอาจทำให้ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น การประเมินโดยรวมของ Dalio นั้นระมัดระวัง โดยคำพูดสุดท้ายของเขาบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบมากกว่าโอกาสด้านบวก

    ที่มา : https://www.cryptoglobe.com/latest/2024/09/billionaire-ray-dalio-warns-of-soaring-u-s-debt-geopolitical-tensions-and-tech-wars-between-nations/

    #Thaitimes
    Ray Dalio ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ผู้ทรงอิทธิพลของโลก หวั่นเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเสี่ยงเจอวิกฤตหนัก 5 ประการ ปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้นรุมเร้าและการเมืองภายในแตกแยก ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนทวีความรุนแรงเป็นสงครามการค้าตั้งกำแพงภาษี ท่ามกลางภัยธรรมชาติรุนแรงสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินยิ่งกว่าสงคราม ในการประชุมสุดยอดเอเชียของ Milken Institute ที่สิงคโปร์ เรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับมหาเศรษฐี ได้ระบุถึงแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ประการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยระบุถึงลักษณะเป็นวัฏจักรและเชื่อมโยงกัน ตามรายงานของลี อิง ชาน นักข่าว CNBC ในการพูดก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ทุกคนรอคอยมานาน ดาลิโอได้เน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับวิธีการที่สหรัฐฯ จะจัดการหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยที่อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้จ่ายเงิน 1.049 ล้านล้านดอลลาร์ในการชำระหนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบเป็นรายปี ดาลิโอตั้งคำถามว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินของสหรัฐฯ และบทบาทของสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ในฐานะแหล่งเก็บความมั่งคั่งที่เชื่อถือได้อย่างไร ตามรายงานของ CNBC ดาลิโอยังได้ดึงความสนใจไปที่สิ่งที่เขาเรียกว่า "ความไม่สงบภายใน" ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะความแตกแยกทางการเมืองที่ขยายตัวก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 เขาเตือนว่าความแตกต่างที่ไม่อาจปรองดองได้ระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายทางการเมือง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่ง อาจขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ แม้ว่ารองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริสจะถูกมองว่าเป็นผู้นำ แต่ดาลิโอแนะนำว่าความไม่มั่นคงทางการเมืองอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่านโยบายของผู้สมัครคนใด ๆ บนเวทีระหว่างประเทศ ดาลิโออ้างถึงความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีนว่าเป็นแหล่งความกังวลที่สำคัญ ดาลิโอกล่าวว่าปัญหาเช่นสถานะทางการเมืองของไต้หวันและภาษีศุลกากรทางเศรษฐกิจได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจทั้งสองตึงเครียด ในขณะที่ดาลิโอตั้งข้อสังเกตว่าความกลัวต่อการทำลายล้างซึ่งกันและกันอาจป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง เขากล่าวว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วโลก ดาลิโอเน้นย้ำถึงผลกระทบที่เพิ่มมากขึ้นของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า "ภัยธรรมชาติ" เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาด มักก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางสังคมมากกว่าสงคราม CNBC เน้นย้ำถึงคำเตือนของเขาว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าในไม่ช้านี้ โดยคาดว่า GDP ทั่วโลกจะหดตัวลง 12% ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส สุดท้าย Dalio เน้นย้ำถึงพลังการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เขาแนะนำว่าผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้รับประโยชน์อย่างมาก ในขณะเดียวกันก็เตือนด้วยว่าเทคโนโลยีอาจทำให้ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น การประเมินโดยรวมของ Dalio นั้นระมัดระวัง โดยคำพูดสุดท้ายของเขาบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบมากกว่าโอกาสด้านบวก ที่มา : https://www.cryptoglobe.com/latest/2024/09/billionaire-ray-dalio-warns-of-soaring-u-s-debt-geopolitical-tensions-and-tech-wars-between-nations/ #Thaitimes
    WWW.CRYPTOGLOBE.COM
    Ray Dalio Reveals the Top Five Forces Influencing the Global Economy
    Ray Dalio foresees a dangerous convergence of forces that could reshape the global order.
    Like
    3
    0 Comments 0 Shares 1668 Views 0 Reviews
  • 🔥🔥บริษัท เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ ของปู่วอร์เรน บัฟเฟต
    ได้ทำการขายหุ้น Bank of America Company (BAC) อีกครั้ง
    ใน 3 วันทำการ คือ วันศุกร์, จันทร์ และ อังคาร
    จำนวนรวม 5.8 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 228.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    หรือประมาณ 7,730 ล้านบาท โดยมีมูลค่าราคาเฉลี่ย
    ที่ 39.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น

    🚩โดยตั้งแต่กลางเดือน กรกฎาคม เป็นต้นมา เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์
    ได้ขายหุ้น BAC ไปแล้วมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
    หรือประมาณ 2.37 แสนล้านบาท และมีหุ้น BAC ที่ถือครอง
    ณ ปัจจุบัน เหลืออยู่ 11%

    🚩หมายเหตุ: เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ ของปู่วอร์เรน บัฟเฟต
    เข้าเข้าซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์และใบสำคัญแสดงสิทธิของ BAC
    มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2011 หลังจากวิกฤตการณ์
    ทางการเงิน และแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิเหล่านั้นในปี 2017

    🚩ทำให้เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด
    ของ BAC จากนั้นก็เพิ่มหุ้นอีก 300 ล้านหุ้น ในช่วงปี
    2018 และ 2019

    🚩โดยเริ่มทะยอยขายหุ้นในช่วงกลางเดือน กรกฎาคม ปีนี้
    หลังจากราคาหุ้น BAC ได้ปรับตัวสูงขึ้น ประมาณ 20-23%

    🚩และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณถดถอย
    ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงมีนโยบาย ให้ถือครองเงินสดไว้
    ในบริษัทให้มากที่สุด เพื่อรอจังหวะการลงทุนใหม่ๆ นั่นเอง

    🚩ซึ่งคาดการณ์กันว่า ปู่วอร์เรน น่าจะซื้อหุน BAC ในช่วงปี
    2011 ที่ราคา ประมาณ 5.5 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น
    และขายทำกำไรในช่วงราคา 30-39 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น
    (กำไรมากกว่า 80-85%)

    ที่มา : cnbc
    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #วอร์เรนบัฟเฟตต์ #thaitimes
    #เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์
    🔥🔥บริษัท เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ ของปู่วอร์เรน บัฟเฟต ได้ทำการขายหุ้น Bank of America Company (BAC) อีกครั้ง ใน 3 วันทำการ คือ วันศุกร์, จันทร์ และ อังคาร จำนวนรวม 5.8 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 228.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,730 ล้านบาท โดยมีมูลค่าราคาเฉลี่ย ที่ 39.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น 🚩โดยตั้งแต่กลางเดือน กรกฎาคม เป็นต้นมา เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ ได้ขายหุ้น BAC ไปแล้วมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.37 แสนล้านบาท และมีหุ้น BAC ที่ถือครอง ณ ปัจจุบัน เหลืออยู่ 11% 🚩หมายเหตุ: เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ ของปู่วอร์เรน บัฟเฟต เข้าเข้าซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์และใบสำคัญแสดงสิทธิของ BAC มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2011 หลังจากวิกฤตการณ์ ทางการเงิน และแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิเหล่านั้นในปี 2017 🚩ทำให้เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ของ BAC จากนั้นก็เพิ่มหุ้นอีก 300 ล้านหุ้น ในช่วงปี 2018 และ 2019 🚩โดยเริ่มทะยอยขายหุ้นในช่วงกลางเดือน กรกฎาคม ปีนี้ หลังจากราคาหุ้น BAC ได้ปรับตัวสูงขึ้น ประมาณ 20-23% 🚩และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณถดถอย ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ จึงมีนโยบาย ให้ถือครองเงินสดไว้ ในบริษัทให้มากที่สุด เพื่อรอจังหวะการลงทุนใหม่ๆ นั่นเอง 🚩ซึ่งคาดการณ์กันว่า ปู่วอร์เรน น่าจะซื้อหุน BAC ในช่วงปี 2011 ที่ราคา ประมาณ 5.5 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น และขายทำกำไรในช่วงราคา 30-39 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น (กำไรมากกว่า 80-85%) ที่มา : cnbc #หุ้นติดดอย #การลงทุน #วอร์เรนบัฟเฟตต์ #thaitimes #เบิร์กเชียร์แฮทาเวย์
    0 Comments 0 Shares 1293 Views 0 Reviews
  • 🔥🔥09/09/2567
    ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงในวันจันทร์นี้
    หลังจากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ
    ที่อาจ ชะลอตัวลง ส่งผลให้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท
    ได้รับผลกระทบ

    🚩ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และ
    ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ลดลง เนื่องจากนักลงทุนหลีกเลี่ยง
    สินทรัพย์เสี่ยง และหันไปลงทุน ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

    🚩โดยดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่น เปิดตลาด ทำการซื้อขาย
    ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากการขายในช่วงเช้า
    เนื่องจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น สร้างแรงกดดัน
    ต่อผู้ส่งออก โดยลดลง 2.4% จากที่ลดลงเกือบ 6%
    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
    ที่มา : Reuters

    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #ตลาดหุ้น #thaitimes
    🔥🔥09/09/2567 ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงในวันจันทร์นี้ หลังจากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจ ชะลอตัวลง ส่งผลให้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ได้รับผลกระทบ 🚩ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็ลดลง เนื่องจากนักลงทุนหลีกเลี่ยง สินทรัพย์เสี่ยง และหันไปลงทุน ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า 🚩โดยดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่น เปิดตลาด ทำการซื้อขาย ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากการขายในช่วงเช้า เนื่องจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น สร้างแรงกดดัน ต่อผู้ส่งออก โดยลดลง 2.4% จากที่ลดลงเกือบ 6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มา : Reuters #หุ้นติดดอย #การลงทุน #ตลาดหุ้น #thaitimes
    0 Comments 0 Shares 839 Views 0 Reviews
  • 🔥🔥วันนี้นักลงทุนทั่วโลก ต่างจับตามอง ตัวเลขการจ้างงาน
    นอกภาคการเกษตรของสหรัฐ ที่จะประกาศในวันนี้

    🚩โดยเช้าวันที่ 6 ก.ย. 2567 ดัชนีหุ้นทั่วโลกของ MSCI
    ร่วงลงเล็กน้อย ในวันพฤหัสบดีก่อนข้อมูล
    การจ้างงานภาคการเกษตรของสหรัฐฯ
    จะประกาศในคืนนี้

    🚩สำหรับข้อมูลของวันพฤหัสบดี (เมื่อวาน) แสดงให้เห็นว่า
    นายจ้างภาคเอกชนของสหรัฐฯ จ้างคนงานน้อยที่สุด
    ในรอบ 3 ปีครึ่ง ในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ตัวเลข
    เดือนกรกฎาคมถูกปรับลดลง ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการชะลอตัว
    ของตลาดแรงงานอย่างรุนแรง

    🚩สำหรับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ
    ประจำเดือนสิงหาคมในวันศุกร์ ซึ่งคาดว่าจะชี้แจงได้ว่า
    ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเพียงใด
    ในการประชุมเดือนกันยายน นี้

    🚩โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการจ้างงานใหม่ 160,000
    ตำแหน่ง ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นจาก 114,000 ตำแหน่ง
    ในเดือนกรกฎาคม

    ที่มา : Reuters

    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #เศรษฐกิจสหรัฐ #การจ้างงาน
    #thaitimes
    🔥🔥วันนี้นักลงทุนทั่วโลก ต่างจับตามอง ตัวเลขการจ้างงาน นอกภาคการเกษตรของสหรัฐ ที่จะประกาศในวันนี้ 🚩โดยเช้าวันที่ 6 ก.ย. 2567 ดัชนีหุ้นทั่วโลกของ MSCI ร่วงลงเล็กน้อย ในวันพฤหัสบดีก่อนข้อมูล การจ้างงานภาคการเกษตรของสหรัฐฯ จะประกาศในคืนนี้ 🚩สำหรับข้อมูลของวันพฤหัสบดี (เมื่อวาน) แสดงให้เห็นว่า นายจ้างภาคเอกชนของสหรัฐฯ จ้างคนงานน้อยที่สุด ในรอบ 3 ปีครึ่ง ในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ตัวเลข เดือนกรกฎาคมถูกปรับลดลง ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการชะลอตัว ของตลาดแรงงานอย่างรุนแรง 🚩สำหรับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนสิงหาคมในวันศุกร์ ซึ่งคาดว่าจะชี้แจงได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเพียงใด ในการประชุมเดือนกันยายน นี้ 🚩โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการจ้างงานใหม่ 160,000 ตำแหน่ง ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นจาก 114,000 ตำแหน่ง ในเดือนกรกฎาคม ที่มา : Reuters #หุ้นติดดอย #การลงทุน #เศรษฐกิจสหรัฐ #การจ้างงาน #thaitimes
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 1019 Views 0 Reviews
  • 🔥🔥แนวโน้ม และความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐ
    ได้กดดันให้ราคาบิทคอยน์ และคริปโตเคอเรนซี รวมทั้ง
    ราคาหุ้นตกต่ำในวันนี้

    🚩การที่ราคาลดลงในวันนี้ สะท้อนการลดลงในตลาดเสี่ยงทั่วโลก
    เนื่องมาจากความกลัวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้ม
    ถดถอย

    🚩ณ วันที่ 4 กันยายน บิทคอยน์ ร่วงลง 3.30% เหลือประมาณ
    55,600 ดอลลาร์สหรัฐ/BTC ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน
    ในทำนองเดียวกัน สัญญาฟิวเจอร์ส S&P 500 ก็ร่วงลง 0.4%
    หลังจากทำผลงานได้แย่ที่สุดนับตั้งแต่ตลาดตกต่ำ
    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    🚩ผู้ค้าคริปโต กำลังเตรียมตัวรับมือกับความผันผวน
    ของตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากพวกเขารอข้อมูลเศรษฐกิจ
    ที่สำคัญเพื่อดูว่าสหรัฐฯ กำลังใกล้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจ
    ถดถอยหรือไม่ และธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับ
    นโยบายอย่างไร

    🚩รายงานการจ้างงานในวันที่ 4 กันยายน น่าจะแสดงให้เห็นถึง
    การชะลอตัวของตลาดแรงงาน หลังจากข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่า
    กิจกรรมการผลิตลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 โดยความกังวล
    เปลี่ยนจากภาวะเงินเฟ้อ เป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    ข้อมูลมหภาคที่อ่อนแอนี้ กดดันหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง เช่น
    สกุลเงินดิจิทัล

    🚩ตัวอย่างเช่น การคาดการณ์ว่าตลาดงานจะเย็นลงนั้น
    เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสเงินไหลออกจากกองทุนซื้อขาย
    แลกเปลี่ยน Bitcoin (ETF) มูลค่า 287.80 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
    หรือประมาณ 9,800 ล้านบาทต่อวัน
    ซึ่งถือเป็นกระแสเงินไหลออกที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่
    เดือนมิถุนายน
    ที่มา : cointelegraph
    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #บิทคอยน์ #เศรษฐกิจสหรัฐ
    #thaitimes
    🔥🔥แนวโน้ม และความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐ ได้กดดันให้ราคาบิทคอยน์ และคริปโตเคอเรนซี รวมทั้ง ราคาหุ้นตกต่ำในวันนี้ 🚩การที่ราคาลดลงในวันนี้ สะท้อนการลดลงในตลาดเสี่ยงทั่วโลก เนื่องมาจากความกลัวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้ม ถดถอย 🚩ณ วันที่ 4 กันยายน บิทคอยน์ ร่วงลง 3.30% เหลือประมาณ 55,600 ดอลลาร์สหรัฐ/BTC ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน ในทำนองเดียวกัน สัญญาฟิวเจอร์ส S&P 500 ก็ร่วงลง 0.4% หลังจากทำผลงานได้แย่ที่สุดนับตั้งแต่ตลาดตกต่ำ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา 🚩ผู้ค้าคริปโต กำลังเตรียมตัวรับมือกับความผันผวน ของตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากพวกเขารอข้อมูลเศรษฐกิจ ที่สำคัญเพื่อดูว่าสหรัฐฯ กำลังใกล้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจ ถดถอยหรือไม่ และธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับ นโยบายอย่างไร 🚩รายงานการจ้างงานในวันที่ 4 กันยายน น่าจะแสดงให้เห็นถึง การชะลอตัวของตลาดแรงงาน หลังจากข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่า กิจกรรมการผลิตลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 โดยความกังวล เปลี่ยนจากภาวะเงินเฟ้อ เป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ข้อมูลมหภาคที่อ่อนแอนี้ กดดันหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง เช่น สกุลเงินดิจิทัล 🚩ตัวอย่างเช่น การคาดการณ์ว่าตลาดงานจะเย็นลงนั้น เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสเงินไหลออกจากกองทุนซื้อขาย แลกเปลี่ยน Bitcoin (ETF) มูลค่า 287.80 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 9,800 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือเป็นกระแสเงินไหลออกที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ เดือนมิถุนายน ที่มา : cointelegraph #หุ้นติดดอย #การลงทุน #บิทคอยน์ #เศรษฐกิจสหรัฐ #thaitimes
    0 Comments 0 Shares 1411 Views 0 Reviews
  • 🔥🔥คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำกลับมาอีกครั้ง
    วันนี้ 04/09/2567 ดัชนีหลักของวอลล์สตรีทร่วงลง
    ในวันอังคาร โดย S&P 500 ลดลงมากกว่า 2% และ
    Nasdaq Composite ลดลงมากกว่า 3%
    เนื่องจากนักลงทุนลดความเชื่อมั่นที่มีต่อ AI ลง
    ท่ามกลางการเทขายหุ้นในตลาดทั่วไปที่เร่งตัวขึ้น
    หลังจากที่มีข้อมูลเศรษฐกิจ และข้อมูลการผลิต(PMI)
    ที่ไม่สู้ดีนัก

    🚩โดยดัชนี S&P 500, Nasdaq และ Dow ร่วงลงมากที่สุด
    นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม

    🚩ส่วนหุ้นของชิป ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดย Nvidia
    ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ร่วงลงเกือบ -10% และ
    ดัชนีชิปของวอลล์สตรีท ดัชนีชิป PHLX ลดลงร้อยละ 8

    ที่มา : Reuters

    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #ตลาดหุ้นสหรัฐ #ภาวะเศรษฐกิจ
    #thaitimes
    🔥🔥คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำกลับมาอีกครั้ง วันนี้ 04/09/2567 ดัชนีหลักของวอลล์สตรีทร่วงลง ในวันอังคาร โดย S&P 500 ลดลงมากกว่า 2% และ Nasdaq Composite ลดลงมากกว่า 3% เนื่องจากนักลงทุนลดความเชื่อมั่นที่มีต่อ AI ลง ท่ามกลางการเทขายหุ้นในตลาดทั่วไปที่เร่งตัวขึ้น หลังจากที่มีข้อมูลเศรษฐกิจ และข้อมูลการผลิต(PMI) ที่ไม่สู้ดีนัก 🚩โดยดัชนี S&P 500, Nasdaq และ Dow ร่วงลงมากที่สุด นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 🚩ส่วนหุ้นของชิป ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดย Nvidia ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ร่วงลงเกือบ -10% และ ดัชนีชิปของวอลล์สตรีท ดัชนีชิป PHLX ลดลงร้อยละ 8 ที่มา : Reuters #หุ้นติดดอย #การลงทุน #ตลาดหุ้นสหรัฐ #ภาวะเศรษฐกิจ #thaitimes
    0 Comments 0 Shares 1029 Views 0 Reviews
  • Black Monday 5 สิงหา 2024 วันเดียวตลาดหุ้นสหรัฐฯ มูลค่าหายไปกว่า 1.93 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจาก Nasdaq ร่วงลงกว่า 1,000 จุด เจ้าหน้าที่กล่าวว่า Nasdaq ไม่เคยต่ำขนาดนี้มาก่อน

    5 สิงหาคม 2567 -ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ 5สิงหาคม เนื่องมาจากแรงเทขายในตลาดโลกที่มุ่งเป้าไปที่ความกลัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถดถอย ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นร่วงลง 12% ซึ่งถือเป็นวันตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ Black Monday เมื่อปี 1987 สำหรับตลาดหุ้นวอลล์สตรีท

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลง 1,031 จุด หรือ 2.6% ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 4.1% และดัชนี S&P 500 ลดลง 3.2%

    ความหวาดกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ เป็นสาเหตุหลักของการล่มสลายของตลาดทุนตลาดการเงินโลก หลังจากรายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่น่าผิดหวังเมื่อวันศุกร์ นักลงทุนยังกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ล่าช้าในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    #Thaitimes
    Black Monday 5 สิงหา 2024 วันเดียวตลาดหุ้นสหรัฐฯ มูลค่าหายไปกว่า 1.93 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจาก Nasdaq ร่วงลงกว่า 1,000 จุด เจ้าหน้าที่กล่าวว่า Nasdaq ไม่เคยต่ำขนาดนี้มาก่อน 5 สิงหาคม 2567 -ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ 5สิงหาคม เนื่องมาจากแรงเทขายในตลาดโลกที่มุ่งเป้าไปที่ความกลัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถดถอย ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นร่วงลง 12% ซึ่งถือเป็นวันตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ Black Monday เมื่อปี 1987 สำหรับตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลง 1,031 จุด หรือ 2.6% ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 4.1% และดัชนี S&P 500 ลดลง 3.2% ความหวาดกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ เป็นสาเหตุหลักของการล่มสลายของตลาดทุนตลาดการเงินโลก หลังจากรายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่น่าผิดหวังเมื่อวันศุกร์ นักลงทุนยังกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ล่าช้าในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว #Thaitimes
    0 Comments 0 Shares 748 Views 0 Reviews