• หมากรุก ตอนที่ 6

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 6
    อันที่จริงจะว่าไป คุณพี่ปูติน คิดยุทธศาสตร์สร้างเครือข่ายท่อส่งขึ้นมา ก็อาจจะเพราะโดนอเมริกาอังกฤษวางยาเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันและแก๊สของรัสเซีย
    ปี ค.ศ.1990 ต้นๆ รัฐบาลรัสเซีย นำโดยประธานาธิบดี บอริส เยลซิน พยายามให้ต่างชาติมาลงทุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี เกี่ยวกับกิจการน้ำมันและแก๊สของรัสเซีย เยลซินตกลงให้สัมปทานแก่ บริษัทใหญ่ของอเมริกา และยุโรป ในการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมัน 2 แห่ง คือ Sakhalin 1 และ Sakhalin 2 โดยการทำข้อตกลงแบ่งผลผลิตกัน production sharing agreement (PSA) โดยมี ExxonMobil เป็นหัวหน้าฝ่ายผู้ลงทุน มันเป็นสัมปทานที่ไม่ต้องเสียภาษีใดๆทั้งสิ้นให้แก่รัสเซีย….เยี่ยม คุณปู่เยลซิน เนื้อยุ่ยเคี้ยวง่าย
    ตามสัญญานี้ รัฐบาลรัสเซียจะได้รับส่วนแบ่ง เป็นน้ำมัน หรือแก๊สที่ผลิตได้ ….แต่รัสเซียจะได้ส่วนแบ่งนี้ ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนได้ค่าลงทุนในโครงการคืนไปหมดก่อน แบบนี้น่าจะเรียกว่า สัญญาปล้นมากกว่าสัญญาแบ่งผลผลิต
    ผมขอแถมหน่อย สัญญาแบบนี้ มีที่มาน่ารู้จัก มันเป็นสัญญาแม่แบบ ที่ร่างโดย James Baker Institute ถังขยะความคิดของ เจมส์ เบเกอร์ที่ 3 ที่ไอ้โจรร้ายหนีคุก เคยเชิญมาหารือเรื่องการลงทุนกับกลุ่มคาร์ไลล์ Carlyle Group สมัยที่ไอ้โจรร้ายมันนั่งทำเนียบ จำกันได้ไหมครับ ยังมีอดีตนายกรัฐมนตรีไทยอีกท่านหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับ คาร์ไลล์ กรุ๊ปนี่ด้วย ( ข้อมูลส่วนที่มีผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่มคาร์ไลน์นี้ ผมเอามาจากข้อเขียนของสื่อใหญ่ ชื่อ ทนง ขันทอง เขียนมา 10 กว่าปีแล้ว ลากมารับความดีความชอบด้วยกันซะหน่อยนะครับอาจารย์ )
    สัญญาร่วมลงทุน หรือสัญญาปล้นพิมพ์นี้ คณะทำงานของไอ้เหยี่ยวกระหายเลือด ดิก เชนี่ เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ และเอาไปใช้กับอิรัค และประเทศที่เรียกว่ากำลังพัฒนาแบบบ้านเรา จริงๆ มันเหมือนเป็นสัญญาต้มตุ๋น หรือ ปล้นหน้าด้านๆ หน่วยงานในบ้านเราอ่านเจอ ก็ระวังกันไว้บ้างแล้วกันครับ
    ไม่นานก่อนที่ ExxonMobil จะประกาศแจ้งว่า โครงการ Sakhalin 1 จะเริ่มทำการผลิต ExxonMobil แจ้งทางรัสเซียว่า ต้นทุนของการผลิตเพิ่มขึ้นไปอีก 30% ดังนั้น ส่วนแบ่งน้ำมันของรัสเซียจึงต้อง “รอ” ไปก่อน มันเป็นการแจ้งโดยนายเจมส์ เบเกอร์ ในฐานะทนายของ ExxonMobil มันคงนึกว่ารัสเซียกินหญ้ามากกว่ามันฝรั่ง
    และ 1 วันก่อนที่ ExxonMobil จะประกาศเปิดสถานีส่งน้ำมันที่ De Kastri ของโครงการ Sakhalin 1 อย่างเป็นทางการ หน่วยงานที่ดูแลสิ่งแวดล้อมของรัสเซียก็ประกาศว่า สถานีส่งน้ำมันของ ExxonMobil ไม่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องผิวดิน จึงสั่งระงับการผลิตน้ำมันไว้ก่อน
    เรียบร้อยคุณพี่ปูติน มีใครฝันว่าจะเห็นเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นในบ้านเราไหมครับ ผมมันพวกคลั่งชาติขอฝันหน่อย
    และเช่นเดียวกับโครงการ Sakhalin 2 ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง Royal Dutch Shell ของอังกฤษกับบริษัทน้ำมันญี่ปุ่น ในการสำรวจและผลิตทั้งน้ำมันและแก๊ส ที่ใช้สัญญาพิมพ์เดียวกันกับโครงการ Sakhalin 1 ก็ได้ถูกรัฐบาลของคุณพี่ปูตินยกเลิกการออกใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม และะทำให้การผลิตหยุดชะงักลง เขาว่า Royal Dutch Shell ลงทุนไป 2 หมื่นกว่าล้านเหรียญ เป็นโครงการที่ใหญ่มาก จ้างคนทำงานเกือบ 2 พันคน
    ต้องนับว่าคุณพี่ปูตินนี่ใจถึงจรืงๆ จะสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ มันต้องมีความกล้าหาญ ถ้าทำเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง แม้จะเหมือนนั่งอยู่หน้ากองไฟ หน้าไหม้หน้าเกรียมไปบ้าง แต่ยิ่งกว่าคุ้มครับ
    คงมีคนสงสัย รัสเซียที่มีทั้งน้ำมันและแก๊ส ทำไมรัสเซียถึงเน้นสร้างแต่เครือข่ายด้านแก๊ส
    คำตอบแรก คือ น้ำมันมีมาเฟียใหญ่คุมแยะ จากตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้น มันอาจจะไปยาก ที่จะเริ่มสร้างชาติให้แข็งแรง ด้วยการวิ่งเข้าไปในดงตีนทันที จะฝ่าดงตีน ต้องมีความพร้อมพอสมควร ด้วยการเตรียมการส่วนอื่นด้วย
    คำตอบที่สอง คือ นำ้มัน สามารถมีการปั่นราคาขึ้นลงได้ ขืนลงทุนสร้างประเทศจากน้ำมัน ไอ้พวกมาเฟียใหญ่ที่คุมทั้งน้ำมัน ทั้งตลาดเงิน ทั้งตลาดหุ้น คงปั่นน้ำมันจนคุณพี่ปูติน จากสุดแกร่ง อาจกลายสภาพเป็นจิ้งหรีดได้ไม่ยาก
    คำตอบที่สาม คือ พวกเสี่ยปั้มตะวันออกกลางครองตลาดน้ำมันไว้แยะแล้ว มาที่หลัง จะให้แซง ของแถมจากมาเฟียใหญ่คงส่งมาเพียบ ยังไม่พร้อม ก็เก็บคะแนนทางอื่นไว้ รอวันพร้อมดีกว่า
    คำตอบที่สี่ คือ แก็ส กำลังเข้ามาแทนที่พลังงานน้ำมันในหลายจุด ความนิยมเริ่มพุ่ง และในยุโรป (ยัง) ไม่มีคู่แข่ง พวกมาเฟียยังนึกไม่ทัน
    คำตอบที่ห้า คือ แก๊ส ขนส่งยากโดยระบบอื่น ต้องใช้อุปกรณ์ค่อนข้างพิเศษ ทำให้มีต้นทุนสูง ส่วนการสร้างท่อส่ง เป็นการลงทุนครั้งเดียว ระยะยาวคุ้มกว่า และการซื้อขายแก๊สทางท่อส่งนี้ มีการทำสัญญาซื้อขายคิดราคาตายตัวล่วงหน้า ตัดโอกาสปั่นราคาออกไปได้ พวกมาเฟียมันจะได้กินแห้วบ้าง
    คำตอบที่หก และเป็นคำตอบที่น่าจะสำคัญที่สุด คือ สภาพภูมิประเทศของรัสเซีย ที่อยู่ใจกลางยูเรเซีย ตามที่ครูแมคพูดไว้ อุดมไปด้วยแหล่งพลังงาน และบริเวณที่ตั้งของรัสเซีย ที่เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ มีเขตแดน ติดต่อกับ 14 ประเทศ 3 ทวีป หาใครมาเทียบยาก จึงเหมาะที่จะใช้เครือข่ายท่อส่ง เป็นยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์การเมือง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    27 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 6 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 6 อันที่จริงจะว่าไป คุณพี่ปูติน คิดยุทธศาสตร์สร้างเครือข่ายท่อส่งขึ้นมา ก็อาจจะเพราะโดนอเมริกาอังกฤษวางยาเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันและแก๊สของรัสเซีย ปี ค.ศ.1990 ต้นๆ รัฐบาลรัสเซีย นำโดยประธานาธิบดี บอริส เยลซิน พยายามให้ต่างชาติมาลงทุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี เกี่ยวกับกิจการน้ำมันและแก๊สของรัสเซีย เยลซินตกลงให้สัมปทานแก่ บริษัทใหญ่ของอเมริกา และยุโรป ในการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมัน 2 แห่ง คือ Sakhalin 1 และ Sakhalin 2 โดยการทำข้อตกลงแบ่งผลผลิตกัน production sharing agreement (PSA) โดยมี ExxonMobil เป็นหัวหน้าฝ่ายผู้ลงทุน มันเป็นสัมปทานที่ไม่ต้องเสียภาษีใดๆทั้งสิ้นให้แก่รัสเซีย….เยี่ยม คุณปู่เยลซิน เนื้อยุ่ยเคี้ยวง่าย ตามสัญญานี้ รัฐบาลรัสเซียจะได้รับส่วนแบ่ง เป็นน้ำมัน หรือแก๊สที่ผลิตได้ ….แต่รัสเซียจะได้ส่วนแบ่งนี้ ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนได้ค่าลงทุนในโครงการคืนไปหมดก่อน แบบนี้น่าจะเรียกว่า สัญญาปล้นมากกว่าสัญญาแบ่งผลผลิต ผมขอแถมหน่อย สัญญาแบบนี้ มีที่มาน่ารู้จัก มันเป็นสัญญาแม่แบบ ที่ร่างโดย James Baker Institute ถังขยะความคิดของ เจมส์ เบเกอร์ที่ 3 ที่ไอ้โจรร้ายหนีคุก เคยเชิญมาหารือเรื่องการลงทุนกับกลุ่มคาร์ไลล์ Carlyle Group สมัยที่ไอ้โจรร้ายมันนั่งทำเนียบ จำกันได้ไหมครับ ยังมีอดีตนายกรัฐมนตรีไทยอีกท่านหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับ คาร์ไลล์ กรุ๊ปนี่ด้วย ( ข้อมูลส่วนที่มีผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่มคาร์ไลน์นี้ ผมเอามาจากข้อเขียนของสื่อใหญ่ ชื่อ ทนง ขันทอง เขียนมา 10 กว่าปีแล้ว ลากมารับความดีความชอบด้วยกันซะหน่อยนะครับอาจารย์ ) สัญญาร่วมลงทุน หรือสัญญาปล้นพิมพ์นี้ คณะทำงานของไอ้เหยี่ยวกระหายเลือด ดิก เชนี่ เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ และเอาไปใช้กับอิรัค และประเทศที่เรียกว่ากำลังพัฒนาแบบบ้านเรา จริงๆ มันเหมือนเป็นสัญญาต้มตุ๋น หรือ ปล้นหน้าด้านๆ หน่วยงานในบ้านเราอ่านเจอ ก็ระวังกันไว้บ้างแล้วกันครับ ไม่นานก่อนที่ ExxonMobil จะประกาศแจ้งว่า โครงการ Sakhalin 1 จะเริ่มทำการผลิต ExxonMobil แจ้งทางรัสเซียว่า ต้นทุนของการผลิตเพิ่มขึ้นไปอีก 30% ดังนั้น ส่วนแบ่งน้ำมันของรัสเซียจึงต้อง “รอ” ไปก่อน มันเป็นการแจ้งโดยนายเจมส์ เบเกอร์ ในฐานะทนายของ ExxonMobil มันคงนึกว่ารัสเซียกินหญ้ามากกว่ามันฝรั่ง และ 1 วันก่อนที่ ExxonMobil จะประกาศเปิดสถานีส่งน้ำมันที่ De Kastri ของโครงการ Sakhalin 1 อย่างเป็นทางการ หน่วยงานที่ดูแลสิ่งแวดล้อมของรัสเซียก็ประกาศว่า สถานีส่งน้ำมันของ ExxonMobil ไม่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องผิวดิน จึงสั่งระงับการผลิตน้ำมันไว้ก่อน เรียบร้อยคุณพี่ปูติน มีใครฝันว่าจะเห็นเรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นในบ้านเราไหมครับ ผมมันพวกคลั่งชาติขอฝันหน่อย และเช่นเดียวกับโครงการ Sakhalin 2 ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง Royal Dutch Shell ของอังกฤษกับบริษัทน้ำมันญี่ปุ่น ในการสำรวจและผลิตทั้งน้ำมันและแก๊ส ที่ใช้สัญญาพิมพ์เดียวกันกับโครงการ Sakhalin 1 ก็ได้ถูกรัฐบาลของคุณพี่ปูตินยกเลิกการออกใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม และะทำให้การผลิตหยุดชะงักลง เขาว่า Royal Dutch Shell ลงทุนไป 2 หมื่นกว่าล้านเหรียญ เป็นโครงการที่ใหญ่มาก จ้างคนทำงานเกือบ 2 พันคน ต้องนับว่าคุณพี่ปูตินนี่ใจถึงจรืงๆ จะสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ มันต้องมีความกล้าหาญ ถ้าทำเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง แม้จะเหมือนนั่งอยู่หน้ากองไฟ หน้าไหม้หน้าเกรียมไปบ้าง แต่ยิ่งกว่าคุ้มครับ คงมีคนสงสัย รัสเซียที่มีทั้งน้ำมันและแก๊ส ทำไมรัสเซียถึงเน้นสร้างแต่เครือข่ายด้านแก๊ส คำตอบแรก คือ น้ำมันมีมาเฟียใหญ่คุมแยะ จากตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้น มันอาจจะไปยาก ที่จะเริ่มสร้างชาติให้แข็งแรง ด้วยการวิ่งเข้าไปในดงตีนทันที จะฝ่าดงตีน ต้องมีความพร้อมพอสมควร ด้วยการเตรียมการส่วนอื่นด้วย คำตอบที่สอง คือ นำ้มัน สามารถมีการปั่นราคาขึ้นลงได้ ขืนลงทุนสร้างประเทศจากน้ำมัน ไอ้พวกมาเฟียใหญ่ที่คุมทั้งน้ำมัน ทั้งตลาดเงิน ทั้งตลาดหุ้น คงปั่นน้ำมันจนคุณพี่ปูติน จากสุดแกร่ง อาจกลายสภาพเป็นจิ้งหรีดได้ไม่ยาก คำตอบที่สาม คือ พวกเสี่ยปั้มตะวันออกกลางครองตลาดน้ำมันไว้แยะแล้ว มาที่หลัง จะให้แซง ของแถมจากมาเฟียใหญ่คงส่งมาเพียบ ยังไม่พร้อม ก็เก็บคะแนนทางอื่นไว้ รอวันพร้อมดีกว่า คำตอบที่สี่ คือ แก็ส กำลังเข้ามาแทนที่พลังงานน้ำมันในหลายจุด ความนิยมเริ่มพุ่ง และในยุโรป (ยัง) ไม่มีคู่แข่ง พวกมาเฟียยังนึกไม่ทัน คำตอบที่ห้า คือ แก๊ส ขนส่งยากโดยระบบอื่น ต้องใช้อุปกรณ์ค่อนข้างพิเศษ ทำให้มีต้นทุนสูง ส่วนการสร้างท่อส่ง เป็นการลงทุนครั้งเดียว ระยะยาวคุ้มกว่า และการซื้อขายแก๊สทางท่อส่งนี้ มีการทำสัญญาซื้อขายคิดราคาตายตัวล่วงหน้า ตัดโอกาสปั่นราคาออกไปได้ พวกมาเฟียมันจะได้กินแห้วบ้าง คำตอบที่หก และเป็นคำตอบที่น่าจะสำคัญที่สุด คือ สภาพภูมิประเทศของรัสเซีย ที่อยู่ใจกลางยูเรเซีย ตามที่ครูแมคพูดไว้ อุดมไปด้วยแหล่งพลังงาน และบริเวณที่ตั้งของรัสเซีย ที่เป็นผืนแผ่นดินใหญ่ มีเขตแดน ติดต่อกับ 14 ประเทศ 3 ทวีป หาใครมาเทียบยาก จึงเหมาะที่จะใช้เครือข่ายท่อส่ง เป็นยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์การเมือง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 27 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 38 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260107 #TechRadar

    OpenAI เผยมีผู้ใช้ ChatGPT ด้านสุขภาพกว่า 40 ล้านครั้งต่อวัน
    รายงานใหม่ของ OpenAI ระบุว่าผู้คนทั่วโลกกว่า 40 ล้านครั้งต่อวันใช้ ChatGPT เพื่อถามคำถามด้านสุขภาพ ตั้งแต่ตรวจสอบอาการ ไปจนถึงทำความเข้าใจคำแนะนำทางการแพทย์ โดยบริษัทมองว่า AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยด้านสุขภาพ” ที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและลดความสับสน แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำและความเสี่ยงหากผู้ใช้เชื่อข้อมูลมากเกินไป แต่ตัวเลขการใช้งานสะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกพึ่งพา AI ในช่วงเวลาที่เข้าถึงแพทย์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openai/openai-says-40-million-people-use-chatgpt-for-healthcare-every-day

    Samsung โชว์จอพับไร้รอยพับครั้งแรก คาดเป็นสัญญาณถึง iPhone Fold
    ซัมซุงเปิดตัวเทคโนโลยีจอพับแบบไร้รอยพับที่ CES 2026 ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ใน iPhone Fold รุ่นแรกของ Apple ก่อนที่ซัมซุงเองจะนำไปใช้ในรุ่นถัดไป โดยจอนี้ถูกนำมาเทียบกับ Galaxy Z Fold 7 ให้เห็นชัดว่ารอยพับหายไปเกือบหมด ทำให้ตลาดมือถือพับได้อาจเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยงามและทนทานกว่าเดิม พร้อมคาดการณ์ว่า iPhone Fold อาจเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้
    https://www.techradar.com/phones/iphone/samsung-just-revealed-the-first-creaseless-foldable-screen-and-it-could-be-a-serious-hint-towards-the-iphone-fold

    Google เตรียมยุติการรองรับ POP3 ใน Gmail ปี 2026
    Google ประกาศว่าจะหยุดรองรับ POP3 ใน Gmail ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถดึงอีเมลจากผู้ให้บริการอื่นเข้ามาใน Gmail ได้อีกต่อไป รวมถึงยุติฟีเจอร์ Gmailify ที่เคยช่วยเพิ่มระบบกันสแปมและฟีเจอร์ขั้นสูงให้บัญชีอีเมลภายนอก โดย Google แนะนำให้ใช้ IMAP แทน แม้จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบผู้ใช้ทั่วไปมากกว่าธุรกิจที่มีเครื่องมือย้ายข้อมูลใน Workspace อยู่แล้ว
    https://www.techradar.com/pro/google-set-to-end-pop3-support-heres-what-we-know

    ข่าวลือ OpenAI อาจซื้อ Pinterest จุดกระแสไม่พอใจจากผู้ใช้
    เพียงแค่บทความคาดการณ์ว่า OpenAI อาจเข้าซื้อ Pinterest ก็ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจทันที เพราะกังวลว่าแพลตฟอร์มที่เน้นการคัดสรรด้วยมือจะถูกกลืนด้วย AI และข้อมูลบนบอร์ดของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล แม้จะยังไม่มีดีลจริง แต่กระแสต่อต้านสะท้อนว่าผู้ใช้ยังต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ถูกครอบงำด้วย AI ขณะที่หุ้น Pinterest กลับพุ่งขึ้นเพียงเพราะข่าวลือดังกล่าว
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openais-rumored-acquisition-plans-for-pinterest-provoke-fury-among-some-users

    HP เปิดตัวคีย์บอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ รองรับ Copilot+
    HP เปิดตัว EliteBoard G1a คีย์บอร์ดที่ภายในบรรจุพีซีครบชุด ใช้ชิป AMD Ryzen AI 300 พร้อมพลังประมวลผล AI มากพอสำหรับฟีเจอร์ Copilot+ บน Windows 11 แม้ตัวเครื่องจะบางเพียง 12 มม. แต่รองรับ RAM สูงสุด 64GB, SSD 2TB, ต่อจอ 4K ได้สองจอ และมีแบตเตอรี่ในตัว ทำให้เป็นแนวคิดใหม่ของพีซีแบบพกพาที่รวมทุกอย่างไว้ในคีย์บอร์ดเดียว
    https://www.techradar.com/computing/keyboards/hp-just-squeezed-a-desktop-computer-into-a-keyboard-and-its-powerful-enough-to-be-a-copilot-pc

    Deepfakes และความเชื่อมั่นดิจิทัลกำลังถูกท้าทาย
    ยุคที่ดีปเฟกและการปลอมแปลงด้วย AI แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และสถาบันการเงินเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งการหลอกลวงด้วยใบหน้าเสียงปลอม การใช้วิดีโอปลอมในเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการโจมตีองค์กรที่สร้างความเสียหายมหาศาล จึงเกิดแนวคิด “Proof of Humanness” เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลชีวมิติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความเชื่อมั่นดิจิทัลในอนาคต และเป็นทางรอดจากโลกที่แยกของจริงออกจากของปลอมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/pro/deepfakes-and-distrust-how-human-provenance-can-rebuild-digital-confidence

    ความสับสนเรื่องการรีแบรนด์ Microsoft Office → Microsoft 365 Copilot
    ผู้ใช้จำนวนมากเกิดความงุนงงเมื่อพบว่า Office.com ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Copilot ทั้งที่การรีแบรนด์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 แล้ว โดย Microsoft ต้องการผลักดัน Copilot ให้เป็นศูนย์กลางการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความไม่พอใจ เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ใช้ AI มากเกินไป รวมถึงความกังวลว่าชื่อ “Office” อาจหายไปจากวงการซอฟต์แวร์ในที่สุด
    https://www.techradar.com/pro/microsoft-office-has-been-rebranded-to-microsoft-365-copilot-or-has-it

    มัลแวร์ปลอม Blue Screen of Death หลอกเหยื่อให้ติดตั้งตัวเอง
    แฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซียใช้แคมเปญ ClickFix รูปแบบใหม่ ส่งอีเมลปลอมเรื่องการจองโรงแรมเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ ก่อนแสดงหน้าจอ BSOD ปลอมเพื่อทำให้ตื่นตระหนกและรันสคริปต์ที่เป็นมัลแวร์จริง ซึ่งสามารถปิด Defender ขโมยรหัสผ่าน และดึงข้อมูลคลิปบอร์ดได้ ถือเป็นการโจมตีที่ผสมผสานจิตวิทยาและเทคนิคขั้นสูงเพื่อหลบการตรวจจับ
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-use-blue-screen-of-death-malware-to-target-victims

    มือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงแบบ BlackBerry กลับมาแล้ว
    Clicks Communicator เปิดตัวมือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงด้านล่างและหน้าจอ AMOLED ขนาดกะทัดรัด ให้กลิ่นอาย BlackBerry ยุคทอง เน้นการพิมพ์และการทำงานเป็นหลัก มาพร้อมช่องหูฟัง 3.5 มม. และ microSD สูงสุด 2TB เหมาะสำหรับคนที่คิดถึงความรู้สึกการพิมพ์แบบปุ่มจริง และต้องการมือถือเครื่องที่สองสำหรับงาน Productivity
    https://www.techradar.com/phones/android/missing-your-blackberry-the-clicks-communicator-brings-back-the-physical-keyboard-and-a-3-5mm-headphone-jack

    Edge ถูกรีดีไซน์ให้คล้าย Copilot และผู้ใช้ไม่ปลื้ม
    Microsoft กำลังทดสอบดีไซน์ใหม่ของ Edge ที่ยืมสไตล์จาก Copilot ทั้งโทนสี ฟอนต์ และเมนูต่าง ๆ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมด Copilot ก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่า Microsoft กำลังยัดเยียด AI มากเกินไป และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ “Microslop” แพร่กระจาย เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าประสบการณ์ใช้งานถูกบังคับให้เดินตามทิศทาง AI โดยไม่ฟังเสียงชุมชน
    https://www.techradar.com/computing/windows/microslop-is-heading-for-edge-major-browser-redesign-is-inspired-by-copilot-and-its-already-seriously-unpopular

    ช่องโหว่ WebUI เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ยึดบัญชีและรันโค้ดระยะไกล
    Open WebUI ถูกพบช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 8/10 (CVE‑2025‑64496) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีฉีดโค้ดผ่าน Direct Connection และขโมยโทเคนเพื่อยึดบัญชี รวมถึงอาจลุกลามไปสู่การรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยปัญหาเกิดจากการเชื่อมต่อไปยังโมเดลภายนอกที่ไม่ปลอดภัย และสามารถถูกหลอกให้เพิ่ม URL อันตรายได้ง่าย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 0.6.35 และจำกัดสิทธิ์การใช้เครื่องมือให้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
    https://www.techradar.com/pro/security/this-webui-vulnerability-allows-remote-code-execution-heres-how-to-stay-safe

    องค์กรกว่า 50 แห่งถูกขโมยข้อมูลเพราะไม่เปิดใช้ MFA
    รายงานเผยว่าบริษัทใหญ่ระดับ Deloitte, KPMG และ Samsung ตกเป็นเหยื่อแฮ็กเกอร์ “Zestix” หลังไม่มีการบังคับใช้ MFA ทำให้ข้อมูลล็อกอินที่ถูกขโมยจากมัลแวร์อย่าง RedLine, Lumma และ Vidar ถูกนำไปใช้เข้าถึงคลาวด์และดูดข้อมูลจำนวนมาก บางองค์กรใช้รหัสผ่านเดิมมานานหลายปี ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้าง เช่น Pickett & Associates สูญข้อมูลกว่า 139GB
    https://www.techradar.com/pro/security/dozens-of-organizations-fall-victim-to-infostealers-after-failing-to-enforce-mfa

    งานวิจัยเตือน AI อาจทำให้มนุษย์ต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น แต่ค่าตอบแทนไม่เพิ่ม
    บทความจาก Occupational Medicine ชี้ว่าการนำ AI มาใช้ช่วยงานอาจทำให้มนุษย์ต้องรับบท “ผู้จัดการ AI” เพิ่มภาระ ตรวจสอบความผิดพลาด และรับความเครียดมากขึ้น แม้งานจะถูกมองว่าง่ายขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าการจัดการที่ไม่ดีอาจกระทบต่อสุขภาพ ผลิตภาพ และโครงสร้างแรงงานในอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/new-report-on-ai-adoption-warns-workers-could-face-more-complex-responsibilities-for-lower-pay

    กลุ่มแฮ็กเกอร์ SLH กลับมาอีกครั้ง แต่ดันโดนล่อเข้ากับดัก Honeypot
    กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters อ้างว่าบุกระบบ Resecurity ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าตกหลุม Honeypot ที่สร้างข้อมูลปลอมไว้ล่อ ทำให้ Resecurity สามารถเก็บ IP, บัญชีที่เชื่อมโยง และหลักฐานต่าง ๆ ส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นการพลิกเกมที่ทำให้กลุ่มแฮ็กเกอร์เสี่ยงถูกจับกุมมากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/security/notorious-hacking-collective-returns-but-researchers-say-they-fell-for-a-honeypot

    AMD ประกาศยุค “YottaScale” ชี้ AI จะต้องการพลังประมวลผลระดับมหาศาล
    Lisa Su ซีอีโอ AMD กล่าวบนเวที CES 2026 ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ต้องการพลังประมวลผลระดับ YottaFLOPS ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 10,000 เท่า พร้อมเปิดตัวชิปและโซลูชันใหม่ เช่น MI455 GPU และ EPYC Venice ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในรอบ 50 ปี
    https://www.techradar.com/pro/amd-ceo-welcomes-us-to-the-yottascale-era-lisa-su-says-ai-will-need-yottaflops-of-compute-power-soon

    Lenovo เปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน
    Lenovo เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ชื่อ Qira ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีอย่างไร้รอยต่อ พร้อมฟีเจอร์ Smart Modes, Smart Share และ Smart Care ที่ช่วยปรับแต่งระบบ แชร์ไฟล์เร็วขึ้น และแก้ปัญหาเครื่องด้วย AI รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับธุรกิจ SMB ที่เน้นความปลอดภัยและการประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Lenovo ที่ผลักดัน AI ให้เป็นหัวใจของการทำงานยุคใหม่
    https://www.techradar.com/pro/lenovo-unveils-the-ai-tools-it-hopes-will-supercharge-your-productivity-at-work

    ตำนาน Conner หวนคืนวงการสตอเรจใน CES 2026
    แบรนด์ Conner ผู้บุกเบิกฮาร์ดดิสก์ 3.5 นิ้วในยุค 80–90 กลับมาอีกครั้งใน CES 2026 ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสตอเรจพกพา เช่น SSD ขนาดเล็ก อุปกรณ์สำรองข้อมูลมือถือ และรุ่นที่ผสานพาวเวอร์แบงก์ โดยมุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคโมบายมากกว่าตลาดพีซีแบบเดิม แม้ตลาดแข่งขันสูง แต่การกลับมาครั้งนี้ก็สร้างความสนใจว่าบรรดาแบรนด์ในตำนานอื่น ๆ อาจตามกลับมาเช่นกัน
    https://www.techradar.com/pro/legendary-hdd-brand-that-created-3-5-inch-format-makes-surprising-comeback-at-ces-could-illustrious-names-like-maxtor-iomega-or-syquest-be-next

    OWC เปิดตัว SSD Thunderbolt 5 ความจุ 8TB เร็วแรงทะลุ 6000MB/s
    OWC เปิดตัว Envoy Ultra Thunderbolt 5 SSD ความจุ 8TB ที่รองรับความเร็วสูงกว่า 6000MB/s โดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมไร้พัดลม ทนฝุ่นและน้ำระดับ IP67 และรองรับทั้ง Mac, Windows, iPad Pro และ Chromebook แม้ราคาจะสูงถึง $1,699 แต่ถูกวางตำแหน่งเป็นอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการความเร็วและความจุระดับสูงสุดในตลาดปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/pro/owc-debuts-pcie-gen4-class-8tb-thunderbolt-5-external-ssd-the-largest-and-fastest-in-its-category-but-it-wont-be-cheap

    ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าถูกแฮกข้อมูลลูกค้ากว่า 1 ล้านราย
    Brightspeed หนึ่งในผู้ให้บริการไฟเบอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่กลุ่มแฮกเกอร์ Crimson Collective อ้างว่าขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากว่า 1 ล้านราย รวมถึงชื่อ อีเมล เบอร์โทร และข้อมูลการชำระเงินบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันเหตุการณ์ แต่ระบุว่ากำลังสืบสวนอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ
    https://www.techradar.com/pro/security/one-of-the-largest-us-broadband-providers-investigates-breach

    หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roborock รุ่นใหม่มี “ขา” ปีนบันไดได้จริง
    Roborock เปิดตัว Saros Rover หุ่นยนต์ดูดฝุ่นต้นแบบที่มาพร้อมขาแบบสติลท์ สามารถปีนบันได หมุนตัวบนขั้นบันได เดินบนพื้นต่างระดับ และหลบสิ่งกีดขวางอย่างคล่องตัว แม้ยังเป็นต้นแบบที่ต้องปรับปรุง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่สามารถทำงานในบ้านหลายระดับได้จริง และอาจเปลี่ยนมาตรฐานของตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในอนาคต
    https://www.techradar.com/home/robot-vacuums/i-just-saw-roborocks-new-robot-vacuum-with-legs-and-its-going-to-make-no-go-zones-a-thing-of-the-past

    AI Bubble – ฟองสบู่ที่แตกได้ แต่เทคโนโลยีไม่หายไป
    บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้กระแสการลงทุนด้าน AI จะพองโตเกินจริงและอาจยุบตัวลงในไม่ช้า แต่ตัวเทคโนโลยีเองจะยังคงอยู่และเติบโตต่อไป เพราะ AI ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจในองค์กรทั่วโลก โดยประเทศต่าง ๆ มีท่าทีต่อ AI แตกต่างกัน—สหรัฐฯ เร่งนวัตกรรม จีนเน้นลอกเลียนแบบ ส่วนยุโรปออกกฎเข้ม—และผู้ชนะในยุคนี้จะเป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคน ไม่ใช่ลดคนทำงาน
    https://www.techradar.com/pro/the-ai-bubble-it-will-burst-but-ai-will-still-be-here

    Philips Hue SpatialAware – ระบบไฟอัจฉริยะที่เข้าใจตำแหน่งจริงในห้อง
    Philips Hue เปิดตัวฟีเจอร์ SpatialAware ที่ทำให้ระบบไฟสามารถรับรู้ตำแหน่งของหลอดไฟแต่ละดวงในห้องผ่านการสแกนด้วยกล้องมือถือ แล้วปรับโทนสีและความสว่างให้สมจริงขึ้น เช่น การจำลองแสงพระอาทิตย์ตกหรือท้องฟ้าสว่าง พร้อมอัปเดตให้ Bridge Pro รองรับอุปกรณ์มากขึ้น และเพิ่มความสามารถของผู้ช่วย AI รวมถึงรองรับ Apple Home ได้ดีขึ้น ทำให้บ้านอัจฉริยะมีความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม
    https://www.techradar.com/home/smart-lights/the-philips-hue-app-can-now-customize-lighting-scenes-so-they-suit-the-layout-of-your-rooms

    Lenovo Yoga Mini i – พีซีทรงกระบอกจิ๋ว รองรับ 4 จอ พร้อมพลัง AI
    Lenovo เปิดตัว Yoga Mini i พีซีขนาดเล็กเพียง 600 กรัม แต่รองรับจอภายนอกได้ถึง 4 จอ ใช้ชิป Intel Core Ultra X7 พร้อม RAM สูงสุด 32GB และ SSD สูงสุด 2TB ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Copilot+ เพื่อรองรับงาน AI และมัลติทาสก์ได้ดี แม้จะไม่เล็กเท่า ThinkCentre M75n Nano รุ่นในตำนาน แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับผู้ต้องการพีซีพกพาที่ทำงานจริงจังได้ครบเครื่อง
    https://www.techradar.com/pro/lenovo-adds-copilot-mac-mini-rival-to-yoga-product-line-but-i-am-so-disappointed-that-it-didnt-revive-the-nano-m75n-the-smallest-pc-ever

    Lenovo ThinkCentre X Tower – เวิร์กสเตชันคู่ GPU พร้อมการ์ด AI 1TB ลึกลับ
    ThinkCentre X Tower รุ่นใหม่ของ Lenovo กลับมาพร้อมระบบรองรับ GPU คู่แบบ RTX 5060 Ti รวม VRAM 32GB เพื่อประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ได้ในเครื่องเดียว และยังมี “AI Fusion Card” ขนาด 1TB ที่ช่วยให้ทำ post-training โมเดลระดับ 70B parameters ได้ในเครื่อง พร้อมสเปกจัดเต็มทั้ง Intel Ultra 9, RAM สูงสุด 256GB และพื้นที่เก็บข้อมูล M.2 สูงสุด 6TB เหมาะสำหรับงาน AI inference และงานข้อมูลหนักระดับองค์กร
    https://www.techradar.com/pro/return-of-the-sli-lenovos-new-workstation-pc-supports-up-to-2-rtx-5060-ti-gpus-for-ai-inference-but-im-more-interested-in-the-secretive-1tb-ai-fusion-card

    Motorola Razr Fold – มือถือพับจอใหญ่ 8.1 นิ้ว พร้อมปากกาและกล้องจัดเต็ม
    Motorola เปิดตัว Razr Fold มือถือพับรุ่นใหม่ที่ขยายสู่ตลาดแท็บเล็ตพับได้ ด้วยหน้าจอใหญ่ 8.1 นิ้วและจอหน้าปก 6.6 นิ้ว รองรับปากกา Moto Pen Ultra ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่า Galaxy Fold 7 พร้อมชุดกล้อง 5 ตัว รวมถึงกล้องหน้า 20MP และกล้องเซลฟี่ 32MP ที่ให้ความยืดหยุ่นด้านการถ่ายภาพสูง แม้ยังไม่เปิดเผยสเปกชิปหรือราคา แต่ดีไซน์ ฟีเจอร์ AI และความสามารถด้านมัลติทาสก์ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองมากในตลาดพับได้
    https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/motorola-razr-fold-is-mostly-a-mystery-but-it-already-outdoes-the-galaxy-fold-7-in-one-key-way

    Nvidia เปิดตัว G‑Sync Pulsar: ยกระดับความคมชัดการเคลื่อนไหวสำหรับเกมเมอร์
    Nvidia เผยโฉม G‑Sync Pulsar เทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดปัญหา motion blur โดยใช้ระบบ backlight แบบแบ่งโซนและการสแกนแบบ rolling scan ทำให้ภาพเคลื่อนไหวคมชัดขึ้นอย่างมากจนการเล่นเกม 250fps ให้ความรู้สึกเหมือนจอ 1,000Hz พร้อมเปิดตัวในจอรุ่นใหม่จาก Acer, Asus, AOC และ MSI ในวันที่ 7 มกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ VRR รุ่นถัดไปสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความลื่นไหลสูงสุด
    https://www.techradar.com/computing/monitors/nvidias-new-g-sync-pulsar-update-for-motion-clarity-is-a-big-win-for-pc-gamers-and-heres-why

    Motorola Signature: เรือธงสุดแกร่งที่สเปกจัดเต็ม แต่ชิปยังไม่สุด
    Motorola เปิดตัว Motorola Signature สมาร์ทโฟนเรือธงดีไซน์พรีเมียมที่มาพร้อมกล้อง 50MP ทั้งสี่ตัว หน้าจอ AMOLED 165Hz ความสว่างสูงสุด 6,200 nits แบต 5,200mAh และชาร์จเร็ว 90W พร้อมความทนทานระดับ IP68/IP69 แต่จุดอ่อนคือชิป Snapdragon 8 Gen 5 ที่ยังไม่ใช่รุ่นท็อป ทำให้ประสิทธิภาพไม่โดดเด่นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงคู่แข่งระดับไฮเอนด์ แม้โดยรวมยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความครบเครื่องและอัปเดตยาว 7 ปี
    https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/the-motorola-signature-is-a-stunning-rugged-samsung-galaxy-s25-rival-with-one-unfortunate-weakness

    เตือนภัย! แคมเปญมัลแวร์ใหม่ขโมยแชต AI ผ่านส่วนขยาย Chrome ปลอม
    นักวิจัยพบส่วนขยาย Chrome ปลอมสองตัวที่มีผู้ใช้รวมเกือบ 900,000 ราย แอบดึงข้อมูลการสนทนากับ AI และ URL ของแท็บทุก 30 นาที ส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม โดยปลอมตัวเป็นส่วนขยายยอดนิยมด้าน AI ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของส่วนขยายที่แม้จะอยู่ในร้านค้าอย่างเป็นทางการก็ยังอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรตรวจสอบสิทธิ์และความน่าเชื่อถือก่อนติดตั้งเสมอ
    https://www.techradar.com/pro/security/this-new-malware-campaign-is-stealing-chat-logs-via-chrome-extensions

    Intel Arc B390: iGPU ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาเล่นเกมลื่นระดับสูงได้จริง
    Intel เปิดตัวชิป Core Ultra series 3 พร้อม iGPU Arc B390 ที่สร้างความประทับใจด้วยประสิทธิภาพการเล่นเกมระดับสูง สามารถรันเกมอย่าง Battlefield 6 และ Dying Light: The Beast ที่ 1080p ด้วยเฟรมเรตสูงเกินคาด แม้ไม่มีการ์ดจอแยก ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาในปี 2026 กลายเป็นตัวเลือกที่เล่นเกมได้จริงจังมากขึ้น และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด ultrabook ที่ต้องการทั้งความบางและพลังกราฟิกในตัวเดียว
    https://www.techradar.com/computing/cpu/the-intel-core-ultra-series-3-processors-look-impressive-enough-but-the-arc-b390-igpu-is-the-real-game-changer-here

    เสียงชัดคือหัวใจของการทำงานร่วมกับ AI — ถ้า AI ฟังคุณไม่ได้ มันก็ช่วยคุณไม่ได้
    บทความชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในที่ทำงาน การมีระบบเสียงที่คมชัดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ AI ต้องอาศัยเสียงที่ถูกต้องเพื่อประมวลผล ฟังอารมณ์ และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ทั้งในการประชุม การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการทำงานร่วมกันระหว่างทีมทั่วโลก องค์กรที่ลงทุนในไมโครโฟนและระบบประมวลผลเสียงคุณภาพสูงจึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดความผิดพลาด และปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่
    https://www.techradar.com/pro/if-ai-cant-hear-you-it-cant-help-you-why-clear-audio-drives-real-productivity
    📌📡🟢 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟢📡📌 #รวมข่าวIT #20260107 #TechRadar 🏥 OpenAI เผยมีผู้ใช้ ChatGPT ด้านสุขภาพกว่า 40 ล้านครั้งต่อวัน รายงานใหม่ของ OpenAI ระบุว่าผู้คนทั่วโลกกว่า 40 ล้านครั้งต่อวันใช้ ChatGPT เพื่อถามคำถามด้านสุขภาพ ตั้งแต่ตรวจสอบอาการ ไปจนถึงทำความเข้าใจคำแนะนำทางการแพทย์ โดยบริษัทมองว่า AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยด้านสุขภาพ” ที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและลดความสับสน แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำและความเสี่ยงหากผู้ใช้เชื่อข้อมูลมากเกินไป แต่ตัวเลขการใช้งานสะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกพึ่งพา AI ในช่วงเวลาที่เข้าถึงแพทย์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openai/openai-says-40-million-people-use-chatgpt-for-healthcare-every-day 📱 Samsung โชว์จอพับไร้รอยพับครั้งแรก คาดเป็นสัญญาณถึง iPhone Fold ซัมซุงเปิดตัวเทคโนโลยีจอพับแบบไร้รอยพับที่ CES 2026 ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ใน iPhone Fold รุ่นแรกของ Apple ก่อนที่ซัมซุงเองจะนำไปใช้ในรุ่นถัดไป โดยจอนี้ถูกนำมาเทียบกับ Galaxy Z Fold 7 ให้เห็นชัดว่ารอยพับหายไปเกือบหมด ทำให้ตลาดมือถือพับได้อาจเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยงามและทนทานกว่าเดิม พร้อมคาดการณ์ว่า iPhone Fold อาจเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ 🔗 https://www.techradar.com/phones/iphone/samsung-just-revealed-the-first-creaseless-foldable-screen-and-it-could-be-a-serious-hint-towards-the-iphone-fold 📧 Google เตรียมยุติการรองรับ POP3 ใน Gmail ปี 2026 Google ประกาศว่าจะหยุดรองรับ POP3 ใน Gmail ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถดึงอีเมลจากผู้ให้บริการอื่นเข้ามาใน Gmail ได้อีกต่อไป รวมถึงยุติฟีเจอร์ Gmailify ที่เคยช่วยเพิ่มระบบกันสแปมและฟีเจอร์ขั้นสูงให้บัญชีอีเมลภายนอก โดย Google แนะนำให้ใช้ IMAP แทน แม้จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบผู้ใช้ทั่วไปมากกว่าธุรกิจที่มีเครื่องมือย้ายข้อมูลใน Workspace อยู่แล้ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/google-set-to-end-pop3-support-heres-what-we-know 🎨 ข่าวลือ OpenAI อาจซื้อ Pinterest จุดกระแสไม่พอใจจากผู้ใช้ เพียงแค่บทความคาดการณ์ว่า OpenAI อาจเข้าซื้อ Pinterest ก็ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจทันที เพราะกังวลว่าแพลตฟอร์มที่เน้นการคัดสรรด้วยมือจะถูกกลืนด้วย AI และข้อมูลบนบอร์ดของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล แม้จะยังไม่มีดีลจริง แต่กระแสต่อต้านสะท้อนว่าผู้ใช้ยังต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ถูกครอบงำด้วย AI ขณะที่หุ้น Pinterest กลับพุ่งขึ้นเพียงเพราะข่าวลือดังกล่าว 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openais-rumored-acquisition-plans-for-pinterest-provoke-fury-among-some-users ⌨️ HP เปิดตัวคีย์บอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ รองรับ Copilot+ HP เปิดตัว EliteBoard G1a คีย์บอร์ดที่ภายในบรรจุพีซีครบชุด ใช้ชิป AMD Ryzen AI 300 พร้อมพลังประมวลผล AI มากพอสำหรับฟีเจอร์ Copilot+ บน Windows 11 แม้ตัวเครื่องจะบางเพียง 12 มม. แต่รองรับ RAM สูงสุด 64GB, SSD 2TB, ต่อจอ 4K ได้สองจอ และมีแบตเตอรี่ในตัว ทำให้เป็นแนวคิดใหม่ของพีซีแบบพกพาที่รวมทุกอย่างไว้ในคีย์บอร์ดเดียว 🔗 https://www.techradar.com/computing/keyboards/hp-just-squeezed-a-desktop-computer-into-a-keyboard-and-its-powerful-enough-to-be-a-copilot-pc 🧩 Deepfakes และความเชื่อมั่นดิจิทัลกำลังถูกท้าทาย ยุคที่ดีปเฟกและการปลอมแปลงด้วย AI แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และสถาบันการเงินเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งการหลอกลวงด้วยใบหน้าเสียงปลอม การใช้วิดีโอปลอมในเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการโจมตีองค์กรที่สร้างความเสียหายมหาศาล จึงเกิดแนวคิด “Proof of Humanness” เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลชีวมิติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความเชื่อมั่นดิจิทัลในอนาคต และเป็นทางรอดจากโลกที่แยกของจริงออกจากของปลอมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/pro/deepfakes-and-distrust-how-human-provenance-can-rebuild-digital-confidence 🌀 ความสับสนเรื่องการรีแบรนด์ Microsoft Office → Microsoft 365 Copilot ผู้ใช้จำนวนมากเกิดความงุนงงเมื่อพบว่า Office.com ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Copilot ทั้งที่การรีแบรนด์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 แล้ว โดย Microsoft ต้องการผลักดัน Copilot ให้เป็นศูนย์กลางการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความไม่พอใจ เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ใช้ AI มากเกินไป รวมถึงความกังวลว่าชื่อ “Office” อาจหายไปจากวงการซอฟต์แวร์ในที่สุด 🔗 https://www.techradar.com/pro/microsoft-office-has-been-rebranded-to-microsoft-365-copilot-or-has-it 💀 มัลแวร์ปลอม Blue Screen of Death หลอกเหยื่อให้ติดตั้งตัวเอง แฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซียใช้แคมเปญ ClickFix รูปแบบใหม่ ส่งอีเมลปลอมเรื่องการจองโรงแรมเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ ก่อนแสดงหน้าจอ BSOD ปลอมเพื่อทำให้ตื่นตระหนกและรันสคริปต์ที่เป็นมัลแวร์จริง ซึ่งสามารถปิด Defender ขโมยรหัสผ่าน และดึงข้อมูลคลิปบอร์ดได้ ถือเป็นการโจมตีที่ผสมผสานจิตวิทยาและเทคนิคขั้นสูงเพื่อหลบการตรวจจับ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-use-blue-screen-of-death-malware-to-target-victims ⌨️ มือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงแบบ BlackBerry กลับมาแล้ว Clicks Communicator เปิดตัวมือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงด้านล่างและหน้าจอ AMOLED ขนาดกะทัดรัด ให้กลิ่นอาย BlackBerry ยุคทอง เน้นการพิมพ์และการทำงานเป็นหลัก มาพร้อมช่องหูฟัง 3.5 มม. และ microSD สูงสุด 2TB เหมาะสำหรับคนที่คิดถึงความรู้สึกการพิมพ์แบบปุ่มจริง และต้องการมือถือเครื่องที่สองสำหรับงาน Productivity 🔗 https://www.techradar.com/phones/android/missing-your-blackberry-the-clicks-communicator-brings-back-the-physical-keyboard-and-a-3-5mm-headphone-jack 🧭 Edge ถูกรีดีไซน์ให้คล้าย Copilot และผู้ใช้ไม่ปลื้ม Microsoft กำลังทดสอบดีไซน์ใหม่ของ Edge ที่ยืมสไตล์จาก Copilot ทั้งโทนสี ฟอนต์ และเมนูต่าง ๆ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมด Copilot ก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่า Microsoft กำลังยัดเยียด AI มากเกินไป และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ “Microslop” แพร่กระจาย เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าประสบการณ์ใช้งานถูกบังคับให้เดินตามทิศทาง AI โดยไม่ฟังเสียงชุมชน 🔗 https://www.techradar.com/computing/windows/microslop-is-heading-for-edge-major-browser-redesign-is-inspired-by-copilot-and-its-already-seriously-unpopular ⚠️ ช่องโหว่ WebUI เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ยึดบัญชีและรันโค้ดระยะไกล Open WebUI ถูกพบช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 8/10 (CVE‑2025‑64496) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีฉีดโค้ดผ่าน Direct Connection และขโมยโทเคนเพื่อยึดบัญชี รวมถึงอาจลุกลามไปสู่การรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยปัญหาเกิดจากการเชื่อมต่อไปยังโมเดลภายนอกที่ไม่ปลอดภัย และสามารถถูกหลอกให้เพิ่ม URL อันตรายได้ง่าย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 0.6.35 และจำกัดสิทธิ์การใช้เครื่องมือให้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/this-webui-vulnerability-allows-remote-code-execution-heres-how-to-stay-safe 🔐 องค์กรกว่า 50 แห่งถูกขโมยข้อมูลเพราะไม่เปิดใช้ MFA รายงานเผยว่าบริษัทใหญ่ระดับ Deloitte, KPMG และ Samsung ตกเป็นเหยื่อแฮ็กเกอร์ “Zestix” หลังไม่มีการบังคับใช้ MFA ทำให้ข้อมูลล็อกอินที่ถูกขโมยจากมัลแวร์อย่าง RedLine, Lumma และ Vidar ถูกนำไปใช้เข้าถึงคลาวด์และดูดข้อมูลจำนวนมาก บางองค์กรใช้รหัสผ่านเดิมมานานหลายปี ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้าง เช่น Pickett & Associates สูญข้อมูลกว่า 139GB 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/dozens-of-organizations-fall-victim-to-infostealers-after-failing-to-enforce-mfa 🧠 งานวิจัยเตือน AI อาจทำให้มนุษย์ต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น แต่ค่าตอบแทนไม่เพิ่ม บทความจาก Occupational Medicine ชี้ว่าการนำ AI มาใช้ช่วยงานอาจทำให้มนุษย์ต้องรับบท “ผู้จัดการ AI” เพิ่มภาระ ตรวจสอบความผิดพลาด และรับความเครียดมากขึ้น แม้งานจะถูกมองว่าง่ายขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าการจัดการที่ไม่ดีอาจกระทบต่อสุขภาพ ผลิตภาพ และโครงสร้างแรงงานในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/new-report-on-ai-adoption-warns-workers-could-face-more-complex-responsibilities-for-lower-pay 🎣 กลุ่มแฮ็กเกอร์ SLH กลับมาอีกครั้ง แต่ดันโดนล่อเข้ากับดัก Honeypot กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters อ้างว่าบุกระบบ Resecurity ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าตกหลุม Honeypot ที่สร้างข้อมูลปลอมไว้ล่อ ทำให้ Resecurity สามารถเก็บ IP, บัญชีที่เชื่อมโยง และหลักฐานต่าง ๆ ส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นการพลิกเกมที่ทำให้กลุ่มแฮ็กเกอร์เสี่ยงถูกจับกุมมากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/notorious-hacking-collective-returns-but-researchers-say-they-fell-for-a-honeypot 🚀 AMD ประกาศยุค “YottaScale” ชี้ AI จะต้องการพลังประมวลผลระดับมหาศาล Lisa Su ซีอีโอ AMD กล่าวบนเวที CES 2026 ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ต้องการพลังประมวลผลระดับ YottaFLOPS ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 10,000 เท่า พร้อมเปิดตัวชิปและโซลูชันใหม่ เช่น MI455 GPU และ EPYC Venice ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในรอบ 50 ปี 🔗 https://www.techradar.com/pro/amd-ceo-welcomes-us-to-the-yottascale-era-lisa-su-says-ai-will-need-yottaflops-of-compute-power-soon 🧠✨ Lenovo เปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน Lenovo เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ชื่อ Qira ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีอย่างไร้รอยต่อ พร้อมฟีเจอร์ Smart Modes, Smart Share และ Smart Care ที่ช่วยปรับแต่งระบบ แชร์ไฟล์เร็วขึ้น และแก้ปัญหาเครื่องด้วย AI รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับธุรกิจ SMB ที่เน้นความปลอดภัยและการประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Lenovo ที่ผลักดัน AI ให้เป็นหัวใจของการทำงานยุคใหม่ 🔗 https://www.techradar.com/pro/lenovo-unveils-the-ai-tools-it-hopes-will-supercharge-your-productivity-at-work 💾📦 ตำนาน Conner หวนคืนวงการสตอเรจใน CES 2026 แบรนด์ Conner ผู้บุกเบิกฮาร์ดดิสก์ 3.5 นิ้วในยุค 80–90 กลับมาอีกครั้งใน CES 2026 ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสตอเรจพกพา เช่น SSD ขนาดเล็ก อุปกรณ์สำรองข้อมูลมือถือ และรุ่นที่ผสานพาวเวอร์แบงก์ โดยมุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคโมบายมากกว่าตลาดพีซีแบบเดิม แม้ตลาดแข่งขันสูง แต่การกลับมาครั้งนี้ก็สร้างความสนใจว่าบรรดาแบรนด์ในตำนานอื่น ๆ อาจตามกลับมาเช่นกัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/legendary-hdd-brand-that-created-3-5-inch-format-makes-surprising-comeback-at-ces-could-illustrious-names-like-maxtor-iomega-or-syquest-be-next ⚡🚀 OWC เปิดตัว SSD Thunderbolt 5 ความจุ 8TB เร็วแรงทะลุ 6000MB/s OWC เปิดตัว Envoy Ultra Thunderbolt 5 SSD ความจุ 8TB ที่รองรับความเร็วสูงกว่า 6000MB/s โดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมไร้พัดลม ทนฝุ่นและน้ำระดับ IP67 และรองรับทั้ง Mac, Windows, iPad Pro และ Chromebook แม้ราคาจะสูงถึง $1,699 แต่ถูกวางตำแหน่งเป็นอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการความเร็วและความจุระดับสูงสุดในตลาดปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/owc-debuts-pcie-gen4-class-8tb-thunderbolt-5-external-ssd-the-largest-and-fastest-in-its-category-but-it-wont-be-cheap 🔐⚠️ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าถูกแฮกข้อมูลลูกค้ากว่า 1 ล้านราย Brightspeed หนึ่งในผู้ให้บริการไฟเบอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่กลุ่มแฮกเกอร์ Crimson Collective อ้างว่าขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากว่า 1 ล้านราย รวมถึงชื่อ อีเมล เบอร์โทร และข้อมูลการชำระเงินบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันเหตุการณ์ แต่ระบุว่ากำลังสืบสวนอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/one-of-the-largest-us-broadband-providers-investigates-breach 🤖🦵 หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roborock รุ่นใหม่มี “ขา” ปีนบันไดได้จริง Roborock เปิดตัว Saros Rover หุ่นยนต์ดูดฝุ่นต้นแบบที่มาพร้อมขาแบบสติลท์ สามารถปีนบันได หมุนตัวบนขั้นบันได เดินบนพื้นต่างระดับ และหลบสิ่งกีดขวางอย่างคล่องตัว แม้ยังเป็นต้นแบบที่ต้องปรับปรุง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่สามารถทำงานในบ้านหลายระดับได้จริง และอาจเปลี่ยนมาตรฐานของตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/home/robot-vacuums/i-just-saw-roborocks-new-robot-vacuum-with-legs-and-its-going-to-make-no-go-zones-a-thing-of-the-past 🧠 AI Bubble – ฟองสบู่ที่แตกได้ แต่เทคโนโลยีไม่หายไป บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้กระแสการลงทุนด้าน AI จะพองโตเกินจริงและอาจยุบตัวลงในไม่ช้า แต่ตัวเทคโนโลยีเองจะยังคงอยู่และเติบโตต่อไป เพราะ AI ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจในองค์กรทั่วโลก โดยประเทศต่าง ๆ มีท่าทีต่อ AI แตกต่างกัน—สหรัฐฯ เร่งนวัตกรรม จีนเน้นลอกเลียนแบบ ส่วนยุโรปออกกฎเข้ม—และผู้ชนะในยุคนี้จะเป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคน ไม่ใช่ลดคนทำงาน 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-ai-bubble-it-will-burst-but-ai-will-still-be-here 💡 Philips Hue SpatialAware – ระบบไฟอัจฉริยะที่เข้าใจตำแหน่งจริงในห้อง Philips Hue เปิดตัวฟีเจอร์ SpatialAware ที่ทำให้ระบบไฟสามารถรับรู้ตำแหน่งของหลอดไฟแต่ละดวงในห้องผ่านการสแกนด้วยกล้องมือถือ แล้วปรับโทนสีและความสว่างให้สมจริงขึ้น เช่น การจำลองแสงพระอาทิตย์ตกหรือท้องฟ้าสว่าง พร้อมอัปเดตให้ Bridge Pro รองรับอุปกรณ์มากขึ้น และเพิ่มความสามารถของผู้ช่วย AI รวมถึงรองรับ Apple Home ได้ดีขึ้น ทำให้บ้านอัจฉริยะมีความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม 🔗 https://www.techradar.com/home/smart-lights/the-philips-hue-app-can-now-customize-lighting-scenes-so-they-suit-the-layout-of-your-rooms 🖥️ Lenovo Yoga Mini i – พีซีทรงกระบอกจิ๋ว รองรับ 4 จอ พร้อมพลัง AI Lenovo เปิดตัว Yoga Mini i พีซีขนาดเล็กเพียง 600 กรัม แต่รองรับจอภายนอกได้ถึง 4 จอ ใช้ชิป Intel Core Ultra X7 พร้อม RAM สูงสุด 32GB และ SSD สูงสุด 2TB ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Copilot+ เพื่อรองรับงาน AI และมัลติทาสก์ได้ดี แม้จะไม่เล็กเท่า ThinkCentre M75n Nano รุ่นในตำนาน แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับผู้ต้องการพีซีพกพาที่ทำงานจริงจังได้ครบเครื่อง 🔗 https://www.techradar.com/pro/lenovo-adds-copilot-mac-mini-rival-to-yoga-product-line-but-i-am-so-disappointed-that-it-didnt-revive-the-nano-m75n-the-smallest-pc-ever 🚀 Lenovo ThinkCentre X Tower – เวิร์กสเตชันคู่ GPU พร้อมการ์ด AI 1TB ลึกลับ ThinkCentre X Tower รุ่นใหม่ของ Lenovo กลับมาพร้อมระบบรองรับ GPU คู่แบบ RTX 5060 Ti รวม VRAM 32GB เพื่อประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ได้ในเครื่องเดียว และยังมี “AI Fusion Card” ขนาด 1TB ที่ช่วยให้ทำ post-training โมเดลระดับ 70B parameters ได้ในเครื่อง พร้อมสเปกจัดเต็มทั้ง Intel Ultra 9, RAM สูงสุด 256GB และพื้นที่เก็บข้อมูล M.2 สูงสุด 6TB เหมาะสำหรับงาน AI inference และงานข้อมูลหนักระดับองค์กร 🔗 https://www.techradar.com/pro/return-of-the-sli-lenovos-new-workstation-pc-supports-up-to-2-rtx-5060-ti-gpus-for-ai-inference-but-im-more-interested-in-the-secretive-1tb-ai-fusion-card 📱 Motorola Razr Fold – มือถือพับจอใหญ่ 8.1 นิ้ว พร้อมปากกาและกล้องจัดเต็ม Motorola เปิดตัว Razr Fold มือถือพับรุ่นใหม่ที่ขยายสู่ตลาดแท็บเล็ตพับได้ ด้วยหน้าจอใหญ่ 8.1 นิ้วและจอหน้าปก 6.6 นิ้ว รองรับปากกา Moto Pen Ultra ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่า Galaxy Fold 7 พร้อมชุดกล้อง 5 ตัว รวมถึงกล้องหน้า 20MP และกล้องเซลฟี่ 32MP ที่ให้ความยืดหยุ่นด้านการถ่ายภาพสูง แม้ยังไม่เปิดเผยสเปกชิปหรือราคา แต่ดีไซน์ ฟีเจอร์ AI และความสามารถด้านมัลติทาสก์ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองมากในตลาดพับได้ 🔗 https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/motorola-razr-fold-is-mostly-a-mystery-but-it-already-outdoes-the-galaxy-fold-7-in-one-key-way 🖥️ Nvidia เปิดตัว G‑Sync Pulsar: ยกระดับความคมชัดการเคลื่อนไหวสำหรับเกมเมอร์ Nvidia เผยโฉม G‑Sync Pulsar เทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดปัญหา motion blur โดยใช้ระบบ backlight แบบแบ่งโซนและการสแกนแบบ rolling scan ทำให้ภาพเคลื่อนไหวคมชัดขึ้นอย่างมากจนการเล่นเกม 250fps ให้ความรู้สึกเหมือนจอ 1,000Hz พร้อมเปิดตัวในจอรุ่นใหม่จาก Acer, Asus, AOC และ MSI ในวันที่ 7 มกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ VRR รุ่นถัดไปสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความลื่นไหลสูงสุด 🔗 https://www.techradar.com/computing/monitors/nvidias-new-g-sync-pulsar-update-for-motion-clarity-is-a-big-win-for-pc-gamers-and-heres-why 📱 Motorola Signature: เรือธงสุดแกร่งที่สเปกจัดเต็ม แต่ชิปยังไม่สุด Motorola เปิดตัว Motorola Signature สมาร์ทโฟนเรือธงดีไซน์พรีเมียมที่มาพร้อมกล้อง 50MP ทั้งสี่ตัว หน้าจอ AMOLED 165Hz ความสว่างสูงสุด 6,200 nits แบต 5,200mAh และชาร์จเร็ว 90W พร้อมความทนทานระดับ IP68/IP69 แต่จุดอ่อนคือชิป Snapdragon 8 Gen 5 ที่ยังไม่ใช่รุ่นท็อป ทำให้ประสิทธิภาพไม่โดดเด่นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงคู่แข่งระดับไฮเอนด์ แม้โดยรวมยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความครบเครื่องและอัปเดตยาว 7 ปี 🔗 https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/the-motorola-signature-is-a-stunning-rugged-samsung-galaxy-s25-rival-with-one-unfortunate-weakness 🔐 เตือนภัย! แคมเปญมัลแวร์ใหม่ขโมยแชต AI ผ่านส่วนขยาย Chrome ปลอม นักวิจัยพบส่วนขยาย Chrome ปลอมสองตัวที่มีผู้ใช้รวมเกือบ 900,000 ราย แอบดึงข้อมูลการสนทนากับ AI และ URL ของแท็บทุก 30 นาที ส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม โดยปลอมตัวเป็นส่วนขยายยอดนิยมด้าน AI ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของส่วนขยายที่แม้จะอยู่ในร้านค้าอย่างเป็นทางการก็ยังอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรตรวจสอบสิทธิ์และความน่าเชื่อถือก่อนติดตั้งเสมอ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/this-new-malware-campaign-is-stealing-chat-logs-via-chrome-extensions ⚡ Intel Arc B390: iGPU ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาเล่นเกมลื่นระดับสูงได้จริง Intel เปิดตัวชิป Core Ultra series 3 พร้อม iGPU Arc B390 ที่สร้างความประทับใจด้วยประสิทธิภาพการเล่นเกมระดับสูง สามารถรันเกมอย่าง Battlefield 6 และ Dying Light: The Beast ที่ 1080p ด้วยเฟรมเรตสูงเกินคาด แม้ไม่มีการ์ดจอแยก ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาในปี 2026 กลายเป็นตัวเลือกที่เล่นเกมได้จริงจังมากขึ้น และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด ultrabook ที่ต้องการทั้งความบางและพลังกราฟิกในตัวเดียว 🔗 https://www.techradar.com/computing/cpu/the-intel-core-ultra-series-3-processors-look-impressive-enough-but-the-arc-b390-igpu-is-the-real-game-changer-here 🎙️ เสียงชัดคือหัวใจของการทำงานร่วมกับ AI — ถ้า AI ฟังคุณไม่ได้ มันก็ช่วยคุณไม่ได้ บทความชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในที่ทำงาน การมีระบบเสียงที่คมชัดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ AI ต้องอาศัยเสียงที่ถูกต้องเพื่อประมวลผล ฟังอารมณ์ และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ทั้งในการประชุม การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการทำงานร่วมกันระหว่างทีมทั่วโลก องค์กรที่ลงทุนในไมโครโฟนและระบบประมวลผลเสียงคุณภาพสูงจึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดความผิดพลาด และปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ 🔗 https://www.techradar.com/pro/if-ai-cant-hear-you-it-cant-help-you-why-clear-audio-drives-real-productivity
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 67 มุมมอง 0 รีวิว
  • ปีทองของ PostgreSQL, สงคราม MCP, และการปะทะกันของยักษ์ใหญ่ — ภาพรวมโลกฐานข้อมูลปี 2025

    ปี 2025 เป็นปีที่วงการฐานข้อมูล “เดือดที่สุดในรอบทศวรรษ” ตามคำบรรยายของ Andy Pavlo โดยมีทั้งการเติบโตของ PostgreSQL แบบก้าวกระโดด การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์ การเกิดขึ้นของมาตรฐานใหม่อย่าง MCP และการปะทะกันทางกฎหมายระหว่าง MongoDB กับ FerretDB รวมถึงการปิดตัวของสตาร์ทอัพสายฐานข้อมูลหลายรายที่ไม่สามารถยืนหยัดในตลาดที่แข่งขันสูงได้อีกต่อไป ปีนี้ยังเป็นปีที่มีการควบรวมกิจการครั้งใหญ่หลายดีล และการระดมทุนระดับพันล้านดอลลาร์ที่สะท้อนว่าฐานข้อมูลยังเป็นหัวใจของยุค AI อย่างแท้จริง

    PostgreSQL ยังคงเป็น “ราชาแห่งฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส” โดยมีทั้งฟีเจอร์ใหม่ในเวอร์ชัน 18 และการลงทุนจากบริษัทใหญ่ เช่น Databricks, Snowflake และ Microsoft ที่ต่างเปิดตัวบริการ PostgreSQL ของตัวเองหรือเข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีโครงการใหม่ที่ผลักดัน PostgreSQL ให้รองรับการกระจายข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ เช่น Multigres, Neki และ PgDog ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงคราม PostgreSQL แบบกระจายศูนย์” ในอนาคต

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเติบโตของ Model Context Protocol (MCP) ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางให้ LLM เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทุกประเภท ทำให้ผู้ผลิต DBMS ทุกรายต้องออก MCP server ของตัวเองอย่างเร่งด่วน ทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และแม้แต่ระบบที่ไม่ใช่ PostgreSQL โดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ฐานข้อมูลกลายเป็น “เครื่องมือของ AI agents” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง

    ในอีกด้านหนึ่ง ปี 2025 ยังเป็นปีที่มีการฟ้องร้องครั้งใหญ่ระหว่าง MongoDB และ FerretDB ซึ่งอาจกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้าน API compatibility ขณะเดียวกันตลาดก็เห็นการปิดตัวของสตาร์ทอัพหลายราย เช่น Fauna, PostgresML, Hydra และ Voltron Data ที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดที่ถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่และความต้องการด้าน AI ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สุดท้าย Andy ยังปิดท้ายด้วยเรื่องราว “ปีแห่งความรุ่งโรจน์ของ Larry Ellison” ที่ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากความสำเร็จของ Oracle

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การเติบโตของ PostgreSQL
    PostgreSQL 18 เปิดตัวพร้อมระบบ I/O แบบใหม่และ skip scans
    Databricks ซื้อ Neon มูลค่า $1B และ Snowflake ซื้อ CrunchyData
    Microsoft เปิดตัว HorizonDB บน Azure
    โครงการกระจายข้อมูลใหม่: Multigres, Neki, PgDog

    ความเสี่ยงและความท้าทาย
    PostgreSQL ecosystem แตกแขนงจนเริ่มเกิด fragmentation
    การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์อาจทำให้มาตรฐานแตกต่างกัน
    ระบบกระจายข้อมูลยังต้องพิสูจน์ความเสถียรในงานจริง

    การครองโลกของ MCP (Model Context Protocol)
    ทุก DBMS ออก MCP server ของตัวเองในปีเดียว
    รองรับทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และ multi-database gateway
    ช่วยให้ LLM agents ทำงานกับฐานข้อมูลได้โดยตรง

    ความเสี่ยงของ MCP
    LLM อาจรันคำสั่งอันตรายหากไม่มีการจำกัดสิทธิ์
    ระบบ MCP ส่วนใหญ่เป็นเพียง proxy ไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยลึก
    องค์กรที่ให้สิทธิ์ admin อาจเสี่ยงต่อการ “ลบฐานข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ”

    คดีใหญ่: MongoDB vs FerretDB
    MongoDB ฟ้อง FerretDB เรื่องลอก API และละเมิดลิขสิทธิ์
    คดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของ API compatibility
    DocumentDB ของ Microsoft ถูกจับตามองเพราะคล้าย FerretDB

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    คดีนี้อาจกระทบ ecosystem ของฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส
    ความไม่ชัดเจนของกฎหมายเกี่ยวกับการจำลอง API
    อาจเกิด “สงคราม API” ระหว่างผู้ผลิต DBMS

    การแข่งขันด้านไฟล์ฟอร์แมต
    ผู้ท้าชิง Parquet เกิดขึ้นหลายราย เช่น F3, Vortex, FastLanes
    Parquet เตรียมอัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อตอบโจทย์ยุค AI
    การแข่งขันเน้นไปที่ความเร็ว, GPU support และ interoperability

    ความเสี่ยง
    ecosystem แตกเป็นหลายมาตรฐาน
    ปัญหาความเข้ากันได้ของ reader/writer ในหลายภาษา
    องค์กรอาจต้องแบกรับต้นทุน migration สูง

    การควบรวมกิจการและการระดมทุน
    Databricks ระดมทุนรวม $5B ในปีเดียว
    IBM ซื้อ DataStax และ Confluent
    Snowflake ซื้อ Datometry และ CrunchyData
    Fivetran และ dbt Labs รวมกิจการเป็นบริษัทเดียว

    ความเสี่ยงของตลาด
    การผูกขาดโดยบริษัทใหญ่
    สตาร์ทอัพเล็กแข่งขันยากขึ้น
    ตลาดฐานข้อมูลเริ่มเข้าสู่ยุค consolidation

    การปิดตัวของสตาร์ทอัพ
    Fauna, Hydra, PostgresML, MyScaleDB, Voltron Data ปิดกิจการ
    หลายรายล้มเหลวเพราะไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่
    บางรายล้มเหลวเพราะตลาด AI เปลี่ยนเร็วเกินไป

    สัญญาณอันตราย
    ตลาดฐานข้อมูลเริ่มอิ่มตัว
    การพึ่งพา AI trend ทำให้ธุรกิจเสี่ยงสูง
    การขาด product-market fit ทำให้หลายบริษัทไปไม่รอด

    https://www.cs.cmu.edu/~pavlo/blog/2026/01/2025-databases-retrospective.html
    🗄️🚀 ปีทองของ PostgreSQL, สงคราม MCP, และการปะทะกันของยักษ์ใหญ่ — ภาพรวมโลกฐานข้อมูลปี 2025 ปี 2025 เป็นปีที่วงการฐานข้อมูล “เดือดที่สุดในรอบทศวรรษ” ตามคำบรรยายของ Andy Pavlo โดยมีทั้งการเติบโตของ PostgreSQL แบบก้าวกระโดด การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์ การเกิดขึ้นของมาตรฐานใหม่อย่าง MCP และการปะทะกันทางกฎหมายระหว่าง MongoDB กับ FerretDB รวมถึงการปิดตัวของสตาร์ทอัพสายฐานข้อมูลหลายรายที่ไม่สามารถยืนหยัดในตลาดที่แข่งขันสูงได้อีกต่อไป ปีนี้ยังเป็นปีที่มีการควบรวมกิจการครั้งใหญ่หลายดีล และการระดมทุนระดับพันล้านดอลลาร์ที่สะท้อนว่าฐานข้อมูลยังเป็นหัวใจของยุค AI อย่างแท้จริง PostgreSQL ยังคงเป็น “ราชาแห่งฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส” โดยมีทั้งฟีเจอร์ใหม่ในเวอร์ชัน 18 และการลงทุนจากบริษัทใหญ่ เช่น Databricks, Snowflake และ Microsoft ที่ต่างเปิดตัวบริการ PostgreSQL ของตัวเองหรือเข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีโครงการใหม่ที่ผลักดัน PostgreSQL ให้รองรับการกระจายข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ เช่น Multigres, Neki และ PgDog ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงคราม PostgreSQL แบบกระจายศูนย์” ในอนาคต อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเติบโตของ Model Context Protocol (MCP) ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางให้ LLM เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทุกประเภท ทำให้ผู้ผลิต DBMS ทุกรายต้องออก MCP server ของตัวเองอย่างเร่งด่วน ทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และแม้แต่ระบบที่ไม่ใช่ PostgreSQL โดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ฐานข้อมูลกลายเป็น “เครื่องมือของ AI agents” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง ในอีกด้านหนึ่ง ปี 2025 ยังเป็นปีที่มีการฟ้องร้องครั้งใหญ่ระหว่าง MongoDB และ FerretDB ซึ่งอาจกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้าน API compatibility ขณะเดียวกันตลาดก็เห็นการปิดตัวของสตาร์ทอัพหลายราย เช่น Fauna, PostgresML, Hydra และ Voltron Data ที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดที่ถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่และความต้องการด้าน AI ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สุดท้าย Andy ยังปิดท้ายด้วยเรื่องราว “ปีแห่งความรุ่งโรจน์ของ Larry Ellison” ที่ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากความสำเร็จของ Oracle 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การเติบโตของ PostgreSQL ➡️ PostgreSQL 18 เปิดตัวพร้อมระบบ I/O แบบใหม่และ skip scans ➡️ Databricks ซื้อ Neon มูลค่า $1B และ Snowflake ซื้อ CrunchyData ➡️ Microsoft เปิดตัว HorizonDB บน Azure ➡️ โครงการกระจายข้อมูลใหม่: Multigres, Neki, PgDog ‼️ ความเสี่ยงและความท้าทาย ⛔ PostgreSQL ecosystem แตกแขนงจนเริ่มเกิด fragmentation ⛔ การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์อาจทำให้มาตรฐานแตกต่างกัน ⛔ ระบบกระจายข้อมูลยังต้องพิสูจน์ความเสถียรในงานจริง ✅ การครองโลกของ MCP (Model Context Protocol) ➡️ ทุก DBMS ออก MCP server ของตัวเองในปีเดียว ➡️ รองรับทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และ multi-database gateway ➡️ ช่วยให้ LLM agents ทำงานกับฐานข้อมูลได้โดยตรง ‼️ ความเสี่ยงของ MCP ⛔ LLM อาจรันคำสั่งอันตรายหากไม่มีการจำกัดสิทธิ์ ⛔ ระบบ MCP ส่วนใหญ่เป็นเพียง proxy ไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยลึก ⛔ องค์กรที่ให้สิทธิ์ admin อาจเสี่ยงต่อการ “ลบฐานข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ” ✅ คดีใหญ่: MongoDB vs FerretDB ➡️ MongoDB ฟ้อง FerretDB เรื่องลอก API และละเมิดลิขสิทธิ์ ➡️ คดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของ API compatibility ➡️ DocumentDB ของ Microsoft ถูกจับตามองเพราะคล้าย FerretDB ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ คดีนี้อาจกระทบ ecosystem ของฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส ⛔ ความไม่ชัดเจนของกฎหมายเกี่ยวกับการจำลอง API ⛔ อาจเกิด “สงคราม API” ระหว่างผู้ผลิต DBMS ✅ การแข่งขันด้านไฟล์ฟอร์แมต ➡️ ผู้ท้าชิง Parquet เกิดขึ้นหลายราย เช่น F3, Vortex, FastLanes ➡️ Parquet เตรียมอัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อตอบโจทย์ยุค AI ➡️ การแข่งขันเน้นไปที่ความเร็ว, GPU support และ interoperability ‼️ ความเสี่ยง ⛔ ecosystem แตกเป็นหลายมาตรฐาน ⛔ ปัญหาความเข้ากันได้ของ reader/writer ในหลายภาษา ⛔ องค์กรอาจต้องแบกรับต้นทุน migration สูง ✅ การควบรวมกิจการและการระดมทุน ➡️ Databricks ระดมทุนรวม $5B ในปีเดียว ➡️ IBM ซื้อ DataStax และ Confluent ➡️ Snowflake ซื้อ Datometry และ CrunchyData ➡️ Fivetran และ dbt Labs รวมกิจการเป็นบริษัทเดียว ‼️ ความเสี่ยงของตลาด ⛔ การผูกขาดโดยบริษัทใหญ่ ⛔ สตาร์ทอัพเล็กแข่งขันยากขึ้น ⛔ ตลาดฐานข้อมูลเริ่มเข้าสู่ยุค consolidation ✅ การปิดตัวของสตาร์ทอัพ ➡️ Fauna, Hydra, PostgresML, MyScaleDB, Voltron Data ปิดกิจการ ➡️ หลายรายล้มเหลวเพราะไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ ➡️ บางรายล้มเหลวเพราะตลาด AI เปลี่ยนเร็วเกินไป ‼️ สัญญาณอันตราย ⛔ ตลาดฐานข้อมูลเริ่มอิ่มตัว ⛔ การพึ่งพา AI trend ทำให้ธุรกิจเสี่ยงสูง ⛔ การขาด product-market fit ทำให้หลายบริษัทไปไม่รอด https://www.cs.cmu.edu/~pavlo/blog/2026/01/2025-databases-retrospective.html
    WWW.CS.CMU.EDU
    Databases in 2025: A Year in Review
    The world tried to kill Andy off but he had to stay alive to to talk about what happened with databases in 2025.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 74 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ดาวเทียมค้นพบแหล่งลิเทียมขนาดมหึมาในแคนาดา — อาจเปลี่ยนเกมพลังงานโลก

    การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมพลังงานยุคใหม่ เมื่อ Fleet Space บริษัทเทคโนโลยีด้านอวกาศประกาศว่าได้ตรวจพบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา โดยใช้ระบบดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วย AI การค้นพบนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 41,000 เฮกตาร์ และอาจมีศักยภาพในการขุดได้มากถึง 329 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจด้านทรัพยากรสำคัญของโลกได้

    Fleet Space ใช้แพลตฟอร์ม Exosphere ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ธรณีฟิสิกส์หลายชั้นที่ผสานข้อมูลจากเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินเข้ากับการประมวลผล AI บนดาวเทียม ระบบนี้สามารถสแกนใต้พื้นดินลึกถึง 7 กิโลเมตร และมีความไวสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึง 10 เท่า ทำให้สามารถระบุโครงสร้างหินและแร่ที่มีศักยภาพได้อย่างแม่นยำกว่าวิธีเดิมมาก

    การค้นพบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการแข่งขันแย่งชิงลิเทียมอย่างดุเดือด โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดการแปรรูปแร่ลิเทียม Fleet Space ระบุว่า AI ช่วยเร่งกระบวนการสำรวจ ลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำในการเลือกจุดเจาะสำรวจที่มีโอกาสสูงสุด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในอุตสาหกรรมที่มีอัตราความสำเร็จต่ำมาก—เพียง 1 เหมืองจาก 1,000 โครงการสำรวจ ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุปซอลา

    แม้การค้นพบแหล่งลิเทียมจะเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังไม่รับประกันว่าจะสามารถพัฒนาเป็นเหมืองได้จริง เพราะต้องผ่านการสำรวจเชิงลึก การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการลงทุนมหาศาล อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดาวเทียม + AI กำลังเปลี่ยนวิธีการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และอาจทำให้แคนาดากลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดลิเทียมโลกในอนาคตอันใกล้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    Fleet Space พบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในควิเบก ครอบคลุม 41,000 เฮกตาร์
    ประเมินศักยภาพสูงสุดถึง 329 ล้านตันของแร่ลิเทียม
    ใช้ระบบดาวเทียม Exosphere ที่สแกนลึกได้ถึง 7 กม. และไวกว่าเดิม 10 เท่า
    AI ช่วยคาดการณ์ตำแหน่งแร่ใต้ดินและลดต้นทุนการสำรวจ
    อัตราความสำเร็จของการสำรวจเหมืองต่ำมาก—1 จาก 1,000 โครงการ

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    การค้นพบไม่เท่ากับการทำเหมืองได้จริง ต้องผ่านขั้นตอนอีกมาก
    ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลต่อการพัฒนาแหล่งแร่
    การขุดลิเทียมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องประเมินอย่างรอบคอบ

    https://www.slashgear.com/2064850/canada-ai-satellite-locates-lithium-deposit/
    🇨🇦⚡ AI ดาวเทียมค้นพบแหล่งลิเทียมขนาดมหึมาในแคนาดา — อาจเปลี่ยนเกมพลังงานโลก การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมพลังงานยุคใหม่ เมื่อ Fleet Space บริษัทเทคโนโลยีด้านอวกาศประกาศว่าได้ตรวจพบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา โดยใช้ระบบดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วย AI การค้นพบนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 41,000 เฮกตาร์ และอาจมีศักยภาพในการขุดได้มากถึง 329 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจด้านทรัพยากรสำคัญของโลกได้ Fleet Space ใช้แพลตฟอร์ม Exosphere ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ธรณีฟิสิกส์หลายชั้นที่ผสานข้อมูลจากเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินเข้ากับการประมวลผล AI บนดาวเทียม ระบบนี้สามารถสแกนใต้พื้นดินลึกถึง 7 กิโลเมตร และมีความไวสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึง 10 เท่า ทำให้สามารถระบุโครงสร้างหินและแร่ที่มีศักยภาพได้อย่างแม่นยำกว่าวิธีเดิมมาก การค้นพบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการแข่งขันแย่งชิงลิเทียมอย่างดุเดือด โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดการแปรรูปแร่ลิเทียม Fleet Space ระบุว่า AI ช่วยเร่งกระบวนการสำรวจ ลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำในการเลือกจุดเจาะสำรวจที่มีโอกาสสูงสุด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในอุตสาหกรรมที่มีอัตราความสำเร็จต่ำมาก—เพียง 1 เหมืองจาก 1,000 โครงการสำรวจ ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุปซอลา แม้การค้นพบแหล่งลิเทียมจะเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังไม่รับประกันว่าจะสามารถพัฒนาเป็นเหมืองได้จริง เพราะต้องผ่านการสำรวจเชิงลึก การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการลงทุนมหาศาล อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดาวเทียม + AI กำลังเปลี่ยนวิธีการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และอาจทำให้แคนาดากลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดลิเทียมโลกในอนาคตอันใกล้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ Fleet Space พบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในควิเบก ครอบคลุม 41,000 เฮกตาร์ ➡️ ประเมินศักยภาพสูงสุดถึง 329 ล้านตันของแร่ลิเทียม ➡️ ใช้ระบบดาวเทียม Exosphere ที่สแกนลึกได้ถึง 7 กม. และไวกว่าเดิม 10 เท่า ➡️ AI ช่วยคาดการณ์ตำแหน่งแร่ใต้ดินและลดต้นทุนการสำรวจ ➡️ อัตราความสำเร็จของการสำรวจเหมืองต่ำมาก—1 จาก 1,000 โครงการ ‼️ คำเตือน / ความเสี่ยง ⛔ การค้นพบไม่เท่ากับการทำเหมืองได้จริง ต้องผ่านขั้นตอนอีกมาก ⛔ ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลต่อการพัฒนาแหล่งแร่ ⛔ การขุดลิเทียมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องประเมินอย่างรอบคอบ https://www.slashgear.com/2064850/canada-ai-satellite-locates-lithium-deposit/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    A Huge Lithium Deposit In Canada May Have Just Been Found Thanks To AI Satellites - SlashGear
    Using AI and satellite-based sensing, researchers have identified a huge lithium deposit in Canada, that could reshape North America’s battery supply chain.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 72 มุมมอง 0 รีวิว
  • The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank ปิดดีลประวัติศาสตร์ เข้าถือหุ้น OpenAI ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเอกชน

    SoftBank Group ของญี่ปุ่นประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ชำระเงินลงทุนเพิ่มอีก 22.5 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดลงทุนรวม—ทั้งการลงทุนตรงและการร่วมลงทุน—พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 41 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในดีลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของ OpenAI รองจาก Microsoft และ OpenAI Foundation

    ดีลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นแบบ “ทุ่มสุดตัว” ของ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งเลือกขายสินทรัพย์สำคัญอย่างหุ้น NVIDIA มูลค่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ และหุ้น T-Mobile US มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนเข้าสู่ OpenAI การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของฮาร์ดแวร์ ไปสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของ “สมอง” แห่งยุค AI โดยตรง

    หลังการปรับโครงสร้างองค์กรของ OpenAI ในเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรแสวงกำไรภายใต้การกำกับของ OpenAI Group PBC โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ชัดเจนขึ้น โดยมูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับ 500 พันล้านดอลลาร์ SoftBank ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังเข้าซื้อกิจการ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และเตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Stargate” ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ที่ OpenAI และ Oracle กำลังวางแผน

    ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ SoftBank ในอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ผ่านการสร้างอาณาจักรแนวตั้งที่ครอบคลุมพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และโมเดล AI ขนาดใหญ่ เมื่อ Microsoft, SoftBank และ OpenAI รวมตัวกันเป็น “AI Iron Triangle” โลก AI ในปี 2026 จะยิ่งดุเดือดขึ้นในการแข่งขันกับกลุ่มนำโดย Google และ Meta

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    SoftBank ลงทุนรวม 41 พันล้านดอลลาร์ ใน OpenAI
    ถือหุ้นประมาณ 11% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3
    ขายหุ้น NVIDIA และ T-Mobile เพื่อระดมทุน
    มูลค่า OpenAI พุ่งแตะ 500 พันล้านดอลลาร์
    โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่: Microsoft 27%, OpenAI Foundation 26%, SoftBank 11%
    SoftBank ซื้อ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์
    เกี่ยวพันกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ “Stargate” ของ OpenAI–Oracle

    คำเตือนด้านความปลอดภัย / ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
    การขายสินทรัพย์หลักเพื่อทุ่มลงทุนใน AI มีความเสี่ยงสูง
    การรวมศูนย์อำนาจของผู้เล่นรายใหญ่ใน AI อาจสร้างความกังวลด้านการแข่งขัน
    การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์อาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
    การแข่งขันระหว่าง “AI Iron Triangle” กับ Google–Meta อาจนำไปสู่การเร่งพัฒนาแบบกดดันตลาด

    https://securityonline.info/the-41-billion-golden-ticket-softbank-seals-historic-openai-stake/
    💰🤖 The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank ปิดดีลประวัติศาสตร์ เข้าถือหุ้น OpenAI ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเอกชน SoftBank Group ของญี่ปุ่นประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ชำระเงินลงทุนเพิ่มอีก 22.5 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดลงทุนรวม—ทั้งการลงทุนตรงและการร่วมลงทุน—พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 41 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในดีลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของ OpenAI รองจาก Microsoft และ OpenAI Foundation ดีลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นแบบ “ทุ่มสุดตัว” ของ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งเลือกขายสินทรัพย์สำคัญอย่างหุ้น NVIDIA มูลค่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ และหุ้น T-Mobile US มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนเข้าสู่ OpenAI การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของฮาร์ดแวร์ ไปสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของ “สมอง” แห่งยุค AI โดยตรง หลังการปรับโครงสร้างองค์กรของ OpenAI ในเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรแสวงกำไรภายใต้การกำกับของ OpenAI Group PBC โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ชัดเจนขึ้น โดยมูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับ 500 พันล้านดอลลาร์ SoftBank ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังเข้าซื้อกิจการ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และเตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Stargate” ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ที่ OpenAI และ Oracle กำลังวางแผน ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ SoftBank ในอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ผ่านการสร้างอาณาจักรแนวตั้งที่ครอบคลุมพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และโมเดล AI ขนาดใหญ่ เมื่อ Microsoft, SoftBank และ OpenAI รวมตัวกันเป็น “AI Iron Triangle” โลก AI ในปี 2026 จะยิ่งดุเดือดขึ้นในการแข่งขันกับกลุ่มนำโดย Google และ Meta 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ SoftBank ลงทุนรวม 41 พันล้านดอลลาร์ ใน OpenAI ➡️ ถือหุ้นประมาณ 11% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ➡️ ขายหุ้น NVIDIA และ T-Mobile เพื่อระดมทุน ➡️ มูลค่า OpenAI พุ่งแตะ 500 พันล้านดอลลาร์ ➡️ โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่: Microsoft 27%, OpenAI Foundation 26%, SoftBank 11% ➡️ SoftBank ซื้อ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ ➡️ เกี่ยวพันกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ “Stargate” ของ OpenAI–Oracle ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย / ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ⛔ การขายสินทรัพย์หลักเพื่อทุ่มลงทุนใน AI มีความเสี่ยงสูง ⛔ การรวมศูนย์อำนาจของผู้เล่นรายใหญ่ใน AI อาจสร้างความกังวลด้านการแข่งขัน ⛔ การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์อาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ⛔ การแข่งขันระหว่าง “AI Iron Triangle” กับ Google–Meta อาจนำไปสู่การเร่งพัฒนาแบบกดดันตลาด https://securityonline.info/the-41-billion-golden-ticket-softbank-seals-historic-openai-stake/
    SECURITYONLINE.INFO
    The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank Seals Historic OpenAI Stake
    SoftBank completes a historic $41B investment in OpenAI, securing 11% ownership. Masayoshi Son bets the future on AGI after liquidating his NVIDIA stake.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 96 มุมมอง 0 รีวิว
  • Raspberry Pi กู้วิกฤติค่า Subscription: 5 โปรเจกต์ที่ช่วยลดรายจ่ายดิจิทัล

    ในยุคที่บริการออนไลน์แทบทุกอย่างต้อง “สมัครรายเดือน” ไม่ว่าจะเป็นสตรีมมิง เพลง เกม ไปจนถึงบริการพื้นฐานอย่าง Password Manager หลายคนเริ่มมองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายระยะยาว Raspberry Pi กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะราคาไม่แพง ปรับแต่งได้สูง และมีคอมมูนิตี้ที่แชร์วิธีทำมากมายให้ทำตามได้ง่ายๆ

    หนึ่งในโปรเจกต์ยอดนิยมคือการเปลี่ยน Raspberry Pi ให้เป็นกล่องสตรีมมิงส่วนตัว ใช้ Kodi หรือ LibreELEC เพื่อเล่นไฟล์หนังของตัวเองแบบ 4K HDR ได้สบายๆ โดยไม่ต้องง้อบริการสตรีมมิงที่ขึ้นราคาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมผ่านรีโมตเดิมของทีวีด้วย HDMI-CEC หรือควบคุมผ่านมือถือก็ได้ ทำให้ใช้งานแทนกล่องสตรีมมิงเชิงพาณิชย์ได้อย่างสมบูรณ์

    อีกโปรเจกต์ที่ได้รับความนิยมคือการสร้าง NAS ส่วนตัวเพื่อเก็บไฟล์แทนบริการ Cloud Storage แม้จะต้องลงทุนฮาร์ดแวร์เพิ่ม เช่น SATA HAT หรือ HDD หลายลูก แต่เมื่อใช้งานระยะยาวจะคุ้มค่ากว่าการจ่ายรายเดือน และยังควบคุมความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ต้องดูแลระบบเองทั้งหมด ทั้งการอัปเดต ความปลอดภัย และการสำรองข้อมูล

    สุดท้าย Raspberry Pi ยังสามารถกลายเป็น Password Manager แบบ Self‑hosted, Music Streaming Server หรือแม้แต่ Game Streaming Client ผ่าน Steam Link ได้อีกด้วย ทำให้มันเป็นอุปกรณ์เล็กๆ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายดิจิทัลได้หลายด้าน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เรียนรู้เทคโนโลยีไปในตัว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับสายประหยัดและสายไอทีเหมือนกัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    โปรเจกต์ Raspberry Pi ที่ช่วยลดค่า subscription
    กล่องสตรีมมิงส่วนตัว เล่นไฟล์ 4K HDR ผ่าน Kodi/LibreELEC
    NAS ส่วนตัว ใช้เก็บไฟล์แทน Cloud Storage รายเดือน
    Password Manager แบบ Self‑hosted ใช้ Bitwarden บน Docker
    Music Streaming Server ผ่าน Jellyfin หรือ Navidrome
    Game Streaming Client ผ่าน Steam Link หรือ Moonlight

    ข้อควรระวังและความเสี่ยงในการใช้งาน Raspberry Pi แทนบริการรายเดือน
    ต้องดูแลระบบเองทั้งหมด เช่น อัปเดต แพตช์ความปลอดภัย
    ความเสี่ยงด้านข้อมูลสูญหาย หาก NAS เสียหาย ไฟดับ น้ำท่วม หรือถูกขโมย
    การเข้าถึงจากนอกบ้านอาจยุ่งยาก ต้องตั้งค่า VPN หรือบริการเสริม
    ประสิทธิภาพอาจไม่เท่าบริการเชิงพาณิชย์ เช่น ความเร็ว NAS หรือการสตรีมเกม

    https://www.slashgear.com/2055727/raspberry-pi-projects-replace-subscription-services/
    📺🔧 Raspberry Pi กู้วิกฤติค่า Subscription: 5 โปรเจกต์ที่ช่วยลดรายจ่ายดิจิทัล ในยุคที่บริการออนไลน์แทบทุกอย่างต้อง “สมัครรายเดือน” ไม่ว่าจะเป็นสตรีมมิง เพลง เกม ไปจนถึงบริการพื้นฐานอย่าง Password Manager หลายคนเริ่มมองหาวิธีลดค่าใช้จ่ายระยะยาว Raspberry Pi กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะราคาไม่แพง ปรับแต่งได้สูง และมีคอมมูนิตี้ที่แชร์วิธีทำมากมายให้ทำตามได้ง่ายๆ หนึ่งในโปรเจกต์ยอดนิยมคือการเปลี่ยน Raspberry Pi ให้เป็นกล่องสตรีมมิงส่วนตัว ใช้ Kodi หรือ LibreELEC เพื่อเล่นไฟล์หนังของตัวเองแบบ 4K HDR ได้สบายๆ โดยไม่ต้องง้อบริการสตรีมมิงที่ขึ้นราคาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมผ่านรีโมตเดิมของทีวีด้วย HDMI-CEC หรือควบคุมผ่านมือถือก็ได้ ทำให้ใช้งานแทนกล่องสตรีมมิงเชิงพาณิชย์ได้อย่างสมบูรณ์ อีกโปรเจกต์ที่ได้รับความนิยมคือการสร้าง NAS ส่วนตัวเพื่อเก็บไฟล์แทนบริการ Cloud Storage แม้จะต้องลงทุนฮาร์ดแวร์เพิ่ม เช่น SATA HAT หรือ HDD หลายลูก แต่เมื่อใช้งานระยะยาวจะคุ้มค่ากว่าการจ่ายรายเดือน และยังควบคุมความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ต้องดูแลระบบเองทั้งหมด ทั้งการอัปเดต ความปลอดภัย และการสำรองข้อมูล สุดท้าย Raspberry Pi ยังสามารถกลายเป็น Password Manager แบบ Self‑hosted, Music Streaming Server หรือแม้แต่ Game Streaming Client ผ่าน Steam Link ได้อีกด้วย ทำให้มันเป็นอุปกรณ์เล็กๆ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายดิจิทัลได้หลายด้าน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เรียนรู้เทคโนโลยีไปในตัว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวสำหรับสายประหยัดและสายไอทีเหมือนกัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ โปรเจกต์ Raspberry Pi ที่ช่วยลดค่า subscription ➡️ กล่องสตรีมมิงส่วนตัว เล่นไฟล์ 4K HDR ผ่าน Kodi/LibreELEC ➡️ NAS ส่วนตัว ใช้เก็บไฟล์แทน Cloud Storage รายเดือน ➡️ Password Manager แบบ Self‑hosted ใช้ Bitwarden บน Docker ➡️ Music Streaming Server ผ่าน Jellyfin หรือ Navidrome ➡️ Game Streaming Client ผ่าน Steam Link หรือ Moonlight ‼️ ข้อควรระวังและความเสี่ยงในการใช้งาน Raspberry Pi แทนบริการรายเดือน ⛔ ต้องดูแลระบบเองทั้งหมด เช่น อัปเดต แพตช์ความปลอดภัย ⛔ ความเสี่ยงด้านข้อมูลสูญหาย หาก NAS เสียหาย ไฟดับ น้ำท่วม หรือถูกขโมย ⛔ การเข้าถึงจากนอกบ้านอาจยุ่งยาก ต้องตั้งค่า VPN หรือบริการเสริม ⛔ ประสิทธิภาพอาจไม่เท่าบริการเชิงพาณิชย์ เช่น ความเร็ว NAS หรือการสตรีมเกม https://www.slashgear.com/2055727/raspberry-pi-projects-replace-subscription-services/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Raspberry Pi Projects That Can Replace Your Expensive Subscriptions - SlashGear
    Subscription services are everywhere these days, and they only seem to get more expensive. Luckily, with a Raspberry Pi, you can cut down on some of the bloat.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 267 มุมมอง 0 รีวิว
  • อันนี้ลุงสงสัยมากว่า... ทำไมกัน?

    สหรัฐฯ สั่งหยุดก่อสร้างกังหันลมนอกชายฝั่งทั้งประเทศ อ้างเหตุผล “ลับทางทหาร”

    รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของทรัมป์ประกาศหยุดการก่อสร้างโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งทั้ง 5 แห่งที่กำลังดำเนินงานอยู่ แม้หลายโครงการจะใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับหลายรัฐที่พึ่งพาพลังงานสะอาดจากโครงการเหล่านี้ โดยกระทรวงมหาดไทยอ้างว่าได้รับรายงาน “ลับ” จากกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความมั่นคง แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ ต่อสาธารณะหรือศาล ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังใช้การจัดชั้นความลับเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทางกฎหมายหรือไม่

    ก่อนหน้านี้ ศาลได้เพิกถอนคำสั่งหยุดโครงการลักษณะเดียวกัน เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถให้เหตุผลที่ชัดเจนได้ แต่ครั้งนี้การอ้างข้อมูลลับทำให้การท้าทายทางกฎหมายยากขึ้นอย่างมาก โครงการที่ได้รับผลกระทบรวมถึง Coastal Virginia Offshore Wind (2.6 GW), Empire Wind (810 MW), Revolution Wind (700 MW), Sunrise Wind (925 MW) และ Vineyard Wind 1 (800 MW) ซึ่งหลายโครงการลงทุนไปเกือบครบแล้วและกำลังรอเริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อคืนทุน

    รัฐต่าง ๆ เช่น คอนเนตทิคัตและนิวยอร์กออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง โดยมองว่าการหยุดงานครั้งนี้ “ไร้เหตุผลและผิดกฎหมาย” และอาจเป็นเพียงความพยายามของฝ่ายบริหารในการทำลายโครงการพลังงานลมตามความชอบส่วนตัวของประธานาธิบดีมากกว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีข้อมูลรองรับ ข้อมูลในคดีเก่าระบุว่าภายในรัฐบาลเองก็ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคที่ชัดเจนในการกลับคำอนุมัติที่มีมานานหลายปี

    เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่การหยุดโครงการพลังงานสะอาด แต่สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างนโยบายพลังงาน การเมือง และความมั่นคงแห่งชาติที่ถูกใช้เป็นเหตุผลแบบ “ตรวจสอบไม่ได้” ซึ่งอาจกลายเป็นแบบอย่างอันตรายต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในอนาคต หากไม่มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสจากศาลและสาธารณะ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งหยุดโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งทั้งหมด
    อ้างรายงานลับจากกระทรวงกลาโหม
    ทำให้การตรวจสอบทางกฎหมายทำได้ยากขึ้น

    โครงการที่ได้รับผลกระทบมีมูลค่ามหาศาล
    Coastal Virginia (2.6 GW), Empire Wind, Revolution Wind, Sunrise Wind, Vineyard Wind 1
    หลายโครงการใกล้เสร็จและลงทุนไปเกือบครบแล้ว

    รัฐและบริษัทพลังงานออกมาต่อต้าน
    มองว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไร้เหตุผล
    ศาลเคยเพิกถอนคำสั่งลักษณะเดียวกันมาก่อน

    ความเสี่ยงและผลกระทบที่ต้องจับตา
    การใช้ “ข้อมูลลับ” อาจกลายเป็นช่องทางเลี่ยงการตรวจสอบ
    ความไม่แน่นอนอาจทำลายความเชื่อมั่นในโครงการพลังงานสะอาด
    อาจเป็นแบบอย่างให้รัฐบาลใช้เหตุผลด้านความมั่นคงเพื่อหยุดโครงการอื่นในอนาคต


    https://arstechnica.com/science/2025/12/us-government-finds-new-excuse-to-stop-construction-of-offshore-wind/
    อันนี้ลุงสงสัยมากว่า... ทำไมกัน? 🌬️⚠️ สหรัฐฯ สั่งหยุดก่อสร้างกังหันลมนอกชายฝั่งทั้งประเทศ อ้างเหตุผล “ลับทางทหาร” รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของทรัมป์ประกาศหยุดการก่อสร้างโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งทั้ง 5 แห่งที่กำลังดำเนินงานอยู่ แม้หลายโครงการจะใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับหลายรัฐที่พึ่งพาพลังงานสะอาดจากโครงการเหล่านี้ โดยกระทรวงมหาดไทยอ้างว่าได้รับรายงาน “ลับ” จากกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความมั่นคง แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ ต่อสาธารณะหรือศาล ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังใช้การจัดชั้นความลับเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทางกฎหมายหรือไม่ ก่อนหน้านี้ ศาลได้เพิกถอนคำสั่งหยุดโครงการลักษณะเดียวกัน เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถให้เหตุผลที่ชัดเจนได้ แต่ครั้งนี้การอ้างข้อมูลลับทำให้การท้าทายทางกฎหมายยากขึ้นอย่างมาก โครงการที่ได้รับผลกระทบรวมถึง Coastal Virginia Offshore Wind (2.6 GW), Empire Wind (810 MW), Revolution Wind (700 MW), Sunrise Wind (925 MW) และ Vineyard Wind 1 (800 MW) ซึ่งหลายโครงการลงทุนไปเกือบครบแล้วและกำลังรอเริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อคืนทุน รัฐต่าง ๆ เช่น คอนเนตทิคัตและนิวยอร์กออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง โดยมองว่าการหยุดงานครั้งนี้ “ไร้เหตุผลและผิดกฎหมาย” และอาจเป็นเพียงความพยายามของฝ่ายบริหารในการทำลายโครงการพลังงานลมตามความชอบส่วนตัวของประธานาธิบดีมากกว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีข้อมูลรองรับ ข้อมูลในคดีเก่าระบุว่าภายในรัฐบาลเองก็ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคที่ชัดเจนในการกลับคำอนุมัติที่มีมานานหลายปี เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่การหยุดโครงการพลังงานสะอาด แต่สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างนโยบายพลังงาน การเมือง และความมั่นคงแห่งชาติที่ถูกใช้เป็นเหตุผลแบบ “ตรวจสอบไม่ได้” ซึ่งอาจกลายเป็นแบบอย่างอันตรายต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในอนาคต หากไม่มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสจากศาลและสาธารณะ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งหยุดโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งทั้งหมด ➡️ อ้างรายงานลับจากกระทรวงกลาโหม ➡️ ทำให้การตรวจสอบทางกฎหมายทำได้ยากขึ้น ✅ โครงการที่ได้รับผลกระทบมีมูลค่ามหาศาล ➡️ Coastal Virginia (2.6 GW), Empire Wind, Revolution Wind, Sunrise Wind, Vineyard Wind 1 ➡️ หลายโครงการใกล้เสร็จและลงทุนไปเกือบครบแล้ว ✅ รัฐและบริษัทพลังงานออกมาต่อต้าน ➡️ มองว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไร้เหตุผล ➡️ ศาลเคยเพิกถอนคำสั่งลักษณะเดียวกันมาก่อน ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบที่ต้องจับตา ⛔ การใช้ “ข้อมูลลับ” อาจกลายเป็นช่องทางเลี่ยงการตรวจสอบ ⛔ ความไม่แน่นอนอาจทำลายความเชื่อมั่นในโครงการพลังงานสะอาด ⛔ อาจเป็นแบบอย่างให้รัฐบาลใช้เหตุผลด้านความมั่นคงเพื่อหยุดโครงการอื่นในอนาคต https://arstechnica.com/science/2025/12/us-government-finds-new-excuse-to-stop-construction-of-offshore-wind/
    ARSTECHNICA.COM
    US blocks all offshore wind construction, says reason is classified
    Projects with hardware in the water stopped due to Department of Defense fears.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 305 มุมมอง 0 รีวิว
  • Atari Hotel เปิดระดมทุนสาธารณะ — โรงแรมธีมเกมยุคคลาสสิกมูลค่า $124M ที่คุณเป็นเจ้าของได้ด้วยเงินเพียง $500

    โครงการ Atari Hotel ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งหลังจากเงียบไปหลายปี โดยตอนนี้โครงการแรกกำลังจะถูกสร้างขึ้นที่ Phoenix, Arizona พร้อมเปิดให้บุคคลทั่วไปลงทุนผ่าน Regulation A Tier 2 ของ SEC ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง $500 การลงทุนนี้ไม่ใช่การซื้อของที่ระลึก แต่เป็นการถือหุ้นจริงในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีธีมเกมยุคเรโทรและวัฒนธรรมป๊อปเป็นแกนกลาง

    แม้ชื่อ Atari จะถูกใช้เป็นแบรนด์หลัก แต่โรงแรมนี้ไม่ได้สร้างโดยบริษัท Atari เอง หากเป็นผลงานของ Intersection Development และดีไซเนอร์ räkkhaus ที่ได้รับสิทธิ์ใช้แบรนด์ Atari เพื่อสร้างประสบการณ์แบบ “cyberpunk arena” ที่ผสมผสานเกม เทคโนโลยี และศิลปะเข้าด้วยกัน ภาพเรนเดอร์ของโครงการเผยให้เห็นพื้นที่กว่า 118,770 ตารางฟุต พร้อมสปอร์ตเซ็นเตอร์ ร้านค้า และล็อบบี้ที่เต็มไปด้วย LED walls ขนาดใหญ่

    โครงการนี้มีงบประมาณรวม $124 ล้าน โดยระดมทุนไปแล้ว $14 ล้าน และตั้งเป้าเพิ่มอีก $35–40 ล้าน แต่ตามกฎของ SEC สามารถรับเงินได้สูงสุดถึง $75 ล้าน นักลงทุนจะได้รับสิทธิ์เข้าชมไซต์แบบ virtual ก่อนเปิดจริง และมี “digital brick” ของตัวเองในล็อบบี้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุนอสังหาฯ กับวัฒนธรรมแฟนคลับในยุคดิจิทัล

    โรงแรมมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปีหน้า และตั้งเป้าเปิดให้บริการช่วงกลางถึงปลายปี 2028 แม้จะมีความเสี่ยงด้านเงินทุนและความไม่แน่นอนของตลาดอสังหาฯ แต่โครงการนี้สะท้อนความพยายามของแบรนด์ Atari ที่กำลังทดลองเส้นทางใหม่ๆ ตั้งแต่ NFT ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อฟื้นบทบาทของตนในโลกสมัยใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    โครงการ Atari Hotel เปิดให้บุคคลทั่วไปลงทุน
    ใช้ Regulation A Tier 2 ของ SEC
    เริ่มลงทุนได้ที่ $500 และสูงสุดกว่า $50,000

    โรงแรมธีมเกมและวัฒนธรรมป๊อปมูลค่า $124 ล้าน
    พื้นที่รวม 118,770 ตารางฟุต พร้อมสปอร์ตเซ็นเตอร์และร้านค้า
    ล็อบบี้มี LED walls และงานศิลปะตามธีม Atari

    สิทธิพิเศษสำหรับนักลงทุน
    virtual tour ก่อนเปิดจริง
    “digital brick” ในล็อบบี้เป็นสัญลักษณ์การมีส่วนร่วม

    ความเสี่ยงด้านเงินทุนและการก่อสร้าง
    ต้องการเงินอย่างน้อย ~$8.7M เพื่อให้ข้อเสนอเดินหน้าต่อ
    แม้จะรับได้สูงสุด $75M แต่ยังต้องหาเงินเพิ่มจากแหล่งอื่น

    ความไม่แน่นอนของแบรนด์ Atari ในยุคใหม่
    เคยทดลองธุรกิจหลากหลาย เช่น crypto และ NFT ที่ไม่ประสบความสำเร็จ
    โครงการอาจถูกมองว่าใช้แบรนด์ Atari เพื่อดึงดูดนักลงทุนมากกว่าการสร้างคุณค่าจริง

    https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/you-can-own-a-piece-of-the-first-usd124-million-atari-hotel-in-phoenix-for-as-little-as-usd500-developer-launches-sec-backed-fundraiser-with-construction-set-to-begin-next-year
    🏨 Atari Hotel เปิดระดมทุนสาธารณะ — โรงแรมธีมเกมยุคคลาสสิกมูลค่า $124M ที่คุณเป็นเจ้าของได้ด้วยเงินเพียง $500 โครงการ Atari Hotel ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งหลังจากเงียบไปหลายปี โดยตอนนี้โครงการแรกกำลังจะถูกสร้างขึ้นที่ Phoenix, Arizona พร้อมเปิดให้บุคคลทั่วไปลงทุนผ่าน Regulation A Tier 2 ของ SEC ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง $500 การลงทุนนี้ไม่ใช่การซื้อของที่ระลึก แต่เป็นการถือหุ้นจริงในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีธีมเกมยุคเรโทรและวัฒนธรรมป๊อปเป็นแกนกลาง แม้ชื่อ Atari จะถูกใช้เป็นแบรนด์หลัก แต่โรงแรมนี้ไม่ได้สร้างโดยบริษัท Atari เอง หากเป็นผลงานของ Intersection Development และดีไซเนอร์ räkkhaus ที่ได้รับสิทธิ์ใช้แบรนด์ Atari เพื่อสร้างประสบการณ์แบบ “cyberpunk arena” ที่ผสมผสานเกม เทคโนโลยี และศิลปะเข้าด้วยกัน ภาพเรนเดอร์ของโครงการเผยให้เห็นพื้นที่กว่า 118,770 ตารางฟุต พร้อมสปอร์ตเซ็นเตอร์ ร้านค้า และล็อบบี้ที่เต็มไปด้วย LED walls ขนาดใหญ่ โครงการนี้มีงบประมาณรวม $124 ล้าน โดยระดมทุนไปแล้ว $14 ล้าน และตั้งเป้าเพิ่มอีก $35–40 ล้าน แต่ตามกฎของ SEC สามารถรับเงินได้สูงสุดถึง $75 ล้าน นักลงทุนจะได้รับสิทธิ์เข้าชมไซต์แบบ virtual ก่อนเปิดจริง และมี “digital brick” ของตัวเองในล็อบบี้ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการลงทุนอสังหาฯ กับวัฒนธรรมแฟนคลับในยุคดิจิทัล โรงแรมมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปีหน้า และตั้งเป้าเปิดให้บริการช่วงกลางถึงปลายปี 2028 แม้จะมีความเสี่ยงด้านเงินทุนและความไม่แน่นอนของตลาดอสังหาฯ แต่โครงการนี้สะท้อนความพยายามของแบรนด์ Atari ที่กำลังทดลองเส้นทางใหม่ๆ ตั้งแต่ NFT ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อฟื้นบทบาทของตนในโลกสมัยใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ โครงการ Atari Hotel เปิดให้บุคคลทั่วไปลงทุน ➡️ ใช้ Regulation A Tier 2 ของ SEC ➡️ เริ่มลงทุนได้ที่ $500 และสูงสุดกว่า $50,000 ✅ โรงแรมธีมเกมและวัฒนธรรมป๊อปมูลค่า $124 ล้าน ➡️ พื้นที่รวม 118,770 ตารางฟุต พร้อมสปอร์ตเซ็นเตอร์และร้านค้า ➡️ ล็อบบี้มี LED walls และงานศิลปะตามธีม Atari ✅ สิทธิพิเศษสำหรับนักลงทุน ➡️ virtual tour ก่อนเปิดจริง ➡️ “digital brick” ในล็อบบี้เป็นสัญลักษณ์การมีส่วนร่วม ‼️ ความเสี่ยงด้านเงินทุนและการก่อสร้าง ⛔ ต้องการเงินอย่างน้อย ~$8.7M เพื่อให้ข้อเสนอเดินหน้าต่อ ⛔ แม้จะรับได้สูงสุด $75M แต่ยังต้องหาเงินเพิ่มจากแหล่งอื่น ‼️ ความไม่แน่นอนของแบรนด์ Atari ในยุคใหม่ ⛔ เคยทดลองธุรกิจหลากหลาย เช่น crypto และ NFT ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ⛔ โครงการอาจถูกมองว่าใช้แบรนด์ Atari เพื่อดึงดูดนักลงทุนมากกว่าการสร้างคุณค่าจริง https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/you-can-own-a-piece-of-the-first-usd124-million-atari-hotel-in-phoenix-for-as-little-as-usd500-developer-launches-sec-backed-fundraiser-with-construction-set-to-begin-next-year
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 380 มุมมอง 0 รีวิว
  • Biren เปิดตัว IPO ในฮ่องกง — มังกรตัวใหม่ในศึกชิงบัลลังก์ AI GPU จาก Nvidia

    Biren Intelligent Technology ผู้ผลิต GPU ชั้นนำของจีนเริ่มกระบวนการ bookbuilding สำหรับการเข้าตลาดหุ้นฮ่องกง โดยตั้งเป้าระดมทุนสูงสุดถึง 4.85 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 624 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิต GPU จากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าจดทะเบียนในฮ่องกง และสะท้อนความเร่งรีบของบริษัทจีนที่ต้องการเงินทุนเพื่อเร่งพัฒนา AI accelerators ท่ามกลางความต้องการมหาศาลจากตลาดโลก

    การเข้าตลาดของ Biren เกิดขึ้นในช่วงที่สตาร์ทอัพ GPU จีนกำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดย Moore Threads และ MetaX ต่างสร้างสถิติราคาหุ้นพุ่งขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในวันแรกของการซื้อขาย ทำให้ทั้งสามบริษัท รวมถึง Enflame ถูกเรียกว่า “สี่มังกรน้อย” ของวงการ GPU จีน ซึ่งต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือท้าทายความเป็นเจ้าตลาดของ Nvidia ในตลาด AI accelerator

    แม้ Biren จะเริ่มมีรายได้จากโซลูชันคอมพิวติ้งอัจฉริยะตั้งแต่ปี 2023 แต่บริษัทก็ยังขาดทุนอย่างหนัก โดยขาดทุนเกือบ 9 พันล้านหยวนในครึ่งแรกของปี 2025 จากการลงทุนด้าน R&D และซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Biren ยังได้รับผลกระทบจากการถูกสหรัฐฯ ใส่ใน Entity List ทำให้เข้าถึงเทคโนโลยีต่างประเทศได้ยากขึ้น และต้องหันมาพึ่งซัพพลายเชนภายในประเทศมากขึ้น

    การเข้าตลาดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นการประกาศจุดยืนของจีนในสงครามเทคโนโลยีระดับโลก โดย Biren, MiniMax, Zhipu และบริษัท AI อื่นๆ ต่างเร่งเข้าตลาดเพื่อเสริมทุนและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ในขณะที่การแข่งขันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ AI ภายในจีนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Biren เปิดตัว IPO มูลค่าสูงสุด 624 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    เป็นผู้ผลิต GPU จีนรายแรกที่เข้าตลาดฮ่องกง
    เสนอขายหุ้น 247.7 ล้านหุ้น ราคา 17–19.60 ดอลลาร์ฮ่องกง

    กระแส “สี่มังกรน้อย” ของวงการ GPU จีนกำลังมาแรง
    Moore Threads และ MetaX ทำราคาหุ้นพุ่งหลายร้อยเปอร์เซ็นต์
    ทั้งหมดมีเป้าหมายท้าทาย Nvidia ในตลาด AI accelerator

    Biren มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ยังขาดทุนหนัก
    รายได้ปี 2023 อยู่ที่ 336.8 ล้านหยวน
    ขาดทุนครึ่งแรกปี 2025 เกือบ 9 พันล้านหยวนจากการลงทุน R&D

    ความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางการเมืองและซัพพลายเชน
    ถูกสหรัฐฯ ใส่ใน Entity List ทำให้เข้าถึงเทคโนโลยีต่างประเทศยากขึ้น
    ต้องพึ่งซัพพลายเชนภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งยังไม่สมบูรณ์

    การแข่งขันในตลาด AI จีนกำลังรุนแรงขึ้น
    MiniMax และ Zhipu ก็เตรียมเข้าตลาดเช่นกัน
    บริษัทต้องเร่งพัฒนาเพื่อไม่ให้ตามหลังคู่แข่งทั้งในและนอกประเทศ

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/biren-kicks-off-hong-kong-ipo
    🐉 Biren เปิดตัว IPO ในฮ่องกง — มังกรตัวใหม่ในศึกชิงบัลลังก์ AI GPU จาก Nvidia Biren Intelligent Technology ผู้ผลิต GPU ชั้นนำของจีนเริ่มกระบวนการ bookbuilding สำหรับการเข้าตลาดหุ้นฮ่องกง โดยตั้งเป้าระดมทุนสูงสุดถึง 4.85 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 624 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิต GPU จากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าจดทะเบียนในฮ่องกง และสะท้อนความเร่งรีบของบริษัทจีนที่ต้องการเงินทุนเพื่อเร่งพัฒนา AI accelerators ท่ามกลางความต้องการมหาศาลจากตลาดโลก การเข้าตลาดของ Biren เกิดขึ้นในช่วงที่สตาร์ทอัพ GPU จีนกำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดย Moore Threads และ MetaX ต่างสร้างสถิติราคาหุ้นพุ่งขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในวันแรกของการซื้อขาย ทำให้ทั้งสามบริษัท รวมถึง Enflame ถูกเรียกว่า “สี่มังกรน้อย” ของวงการ GPU จีน ซึ่งต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือท้าทายความเป็นเจ้าตลาดของ Nvidia ในตลาด AI accelerator แม้ Biren จะเริ่มมีรายได้จากโซลูชันคอมพิวติ้งอัจฉริยะตั้งแต่ปี 2023 แต่บริษัทก็ยังขาดทุนอย่างหนัก โดยขาดทุนเกือบ 9 พันล้านหยวนในครึ่งแรกของปี 2025 จากการลงทุนด้าน R&D และซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Biren ยังได้รับผลกระทบจากการถูกสหรัฐฯ ใส่ใน Entity List ทำให้เข้าถึงเทคโนโลยีต่างประเทศได้ยากขึ้น และต้องหันมาพึ่งซัพพลายเชนภายในประเทศมากขึ้น การเข้าตลาดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นการประกาศจุดยืนของจีนในสงครามเทคโนโลยีระดับโลก โดย Biren, MiniMax, Zhipu และบริษัท AI อื่นๆ ต่างเร่งเข้าตลาดเพื่อเสริมทุนและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ในขณะที่การแข่งขันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ AI ภายในจีนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Biren เปิดตัว IPO มูลค่าสูงสุด 624 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ➡️ เป็นผู้ผลิต GPU จีนรายแรกที่เข้าตลาดฮ่องกง ➡️ เสนอขายหุ้น 247.7 ล้านหุ้น ราคา 17–19.60 ดอลลาร์ฮ่องกง ✅ กระแส “สี่มังกรน้อย” ของวงการ GPU จีนกำลังมาแรง ➡️ Moore Threads และ MetaX ทำราคาหุ้นพุ่งหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ➡️ ทั้งหมดมีเป้าหมายท้าทาย Nvidia ในตลาด AI accelerator ✅ Biren มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ยังขาดทุนหนัก ➡️ รายได้ปี 2023 อยู่ที่ 336.8 ล้านหยวน ➡️ ขาดทุนครึ่งแรกปี 2025 เกือบ 9 พันล้านหยวนจากการลงทุน R&D ‼️ ความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางการเมืองและซัพพลายเชน ⛔ ถูกสหรัฐฯ ใส่ใน Entity List ทำให้เข้าถึงเทคโนโลยีต่างประเทศยากขึ้น ⛔ ต้องพึ่งซัพพลายเชนภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ ‼️ การแข่งขันในตลาด AI จีนกำลังรุนแรงขึ้น ⛔ MiniMax และ Zhipu ก็เตรียมเข้าตลาดเช่นกัน ⛔ บริษัทต้องเร่งพัฒนาเพื่อไม่ให้ตามหลังคู่แข่งทั้งในและนอกประเทศ https://www.tomshardware.com/tech-industry/biren-kicks-off-hong-kong-ipo
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    China's premier GPU maker Biren kicks off Hong Kong IPO — GPU startups vying for Nvidia's crown race to fund AI chip development
    Shanghai-based Biren is targeting up to US$624 million in what would be the first Hong Kong listing by a mainland GPU developer.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 326 มุมมอง 0 รีวิว
  • GnuCash 5.14 อัปเดตใหญ่: เพิ่มการรองรับ US Bonds และยกระดับระบบดึงข้อมูลการเงิน

    GnuCash 5.14 มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่สำคัญอย่างการรองรับ US Bonds ผ่านโมดูล Finance::Quote ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถดึงราคาของพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภท E, EE และ I ได้โดยตรงจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ การเพิ่มความสามารถนี้สะท้อนทิศทางของ GnuCash ที่ต้องการเป็นเครื่องมือบัญชีส่วนบุคคลและธุรกิจขนาดเล็กที่ตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ต้องการติดตามสินทรัพย์หลากหลายประเภทในพอร์ตเดียว

    การอัปเดตครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อเนื่องในการทำให้ GnuCash รองรับสินทรัพย์ทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เติบโตในปี 2025 เมื่อผู้ใช้ทั่วไปเริ่มลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น ทั้งเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพื่อรับผลตอบแทนที่มั่นคงกว่าในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน การรองรับ US Bonds จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ GnuCash แข่งขันกับซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ดีขึ้น

    นอกจากนี้ การอัปเดตยังคงเน้นความเสถียรและการแก้ไขบั๊กในหลายส่วน ซึ่งเป็นจุดแข็งของโครงการโอเพ่นซอร์สที่มีชุมชนผู้ใช้และผู้พัฒนาขนาดใหญ่ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้ GnuCash ยังคงเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์บัญชีฟรีที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน Linux, Windows และ macOS โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังอย่างละเอียด

    ในภาพรวม GnuCash 5.14 เป็นอัปเดตที่แม้จะดูเล็ก แต่มีผลต่อผู้ใช้ที่ลงทุนในตราสารหนี้อย่างชัดเจน และยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังผลักดันให้ซอฟต์แวร์รองรับสินทรัพย์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้ใช้ยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ใน GnuCash 5.14
    รองรับ US Bonds (E, EE, I) ผ่าน Finance::Quote
    ดึงข้อมูลราคาพันธบัตรได้โดยตรงจากแหล่งข้อมูลออนไลน์

    ทิศทางการพัฒนา
    เน้นรองรับสินทรัพย์การเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น
    ปรับปรุงเสถียรภาพและแก้ไขบั๊กอย่างต่อเนื่อง

    ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง
    การดึงข้อมูล Finance::Quote อาจขึ้นกับความพร้อมของแหล่งข้อมูลภายนอก
    ผู้ใช้ที่ไม่อัปเดตโมดูล Perl อาจพบปัญหาการดึงข้อมูล

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    อัปเดต GnuCash และ Finance::Quote ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลพันธบัตรก่อนบันทึกในบัญชี

    https://9to5linux.com/gnucash-5-14-open-source-accounting-software-adds-support-for-us-bonds
    💵 GnuCash 5.14 อัปเดตใหญ่: เพิ่มการรองรับ US Bonds และยกระดับระบบดึงข้อมูลการเงิน GnuCash 5.14 มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่สำคัญอย่างการรองรับ US Bonds ผ่านโมดูล Finance::Quote ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถดึงราคาของพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภท E, EE และ I ได้โดยตรงจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ การเพิ่มความสามารถนี้สะท้อนทิศทางของ GnuCash ที่ต้องการเป็นเครื่องมือบัญชีส่วนบุคคลและธุรกิจขนาดเล็กที่ตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ต้องการติดตามสินทรัพย์หลากหลายประเภทในพอร์ตเดียว การอัปเดตครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อเนื่องในการทำให้ GnuCash รองรับสินทรัพย์ทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เติบโตในปี 2025 เมื่อผู้ใช้ทั่วไปเริ่มลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น ทั้งเพื่อกระจายความเสี่ยงและเพื่อรับผลตอบแทนที่มั่นคงกว่าในสภาวะเศรษฐกิจผันผวน การรองรับ US Bonds จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ GnuCash แข่งขันกับซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การอัปเดตยังคงเน้นความเสถียรและการแก้ไขบั๊กในหลายส่วน ซึ่งเป็นจุดแข็งของโครงการโอเพ่นซอร์สที่มีชุมชนผู้ใช้และผู้พัฒนาขนาดใหญ่ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้ GnuCash ยังคงเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์บัญชีฟรีที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน Linux, Windows และ macOS โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังอย่างละเอียด ในภาพรวม GnuCash 5.14 เป็นอัปเดตที่แม้จะดูเล็ก แต่มีผลต่อผู้ใช้ที่ลงทุนในตราสารหนี้อย่างชัดเจน และยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังผลักดันให้ซอฟต์แวร์รองรับสินทรัพย์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้ใช้ยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน GnuCash 5.14 ➡️ รองรับ US Bonds (E, EE, I) ผ่าน Finance::Quote ➡️ ดึงข้อมูลราคาพันธบัตรได้โดยตรงจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ ✅ ทิศทางการพัฒนา ➡️ เน้นรองรับสินทรัพย์การเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น ➡️ ปรับปรุงเสถียรภาพและแก้ไขบั๊กอย่างต่อเนื่อง ‼️ ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง ⛔ การดึงข้อมูล Finance::Quote อาจขึ้นกับความพร้อมของแหล่งข้อมูลภายนอก ⛔ ผู้ใช้ที่ไม่อัปเดตโมดูล Perl อาจพบปัญหาการดึงข้อมูล ‼️ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ⛔ อัปเดต GnuCash และ Finance::Quote ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ⛔ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลพันธบัตรก่อนบันทึกในบัญชี https://9to5linux.com/gnucash-5-14-open-source-accounting-software-adds-support-for-us-bonds
    9TO5LINUX.COM
    GnuCash 5.14 Open-Source Accounting Software Adds Support for US Bonds - 9to5Linux
    GnuCash 5.14 open-source, free, and cross-platform accounting software is now available for download with various improvements and bug fixes.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 213 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่อง แตกคอ แตกคอ
    “แตกคอ แตกคอก”
    ตอน 1
    กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน เหตุการณ์แถวบ้านยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย แต่วงพนันแถวบ้านผม เขาเอียงไปทางออกก้อยมากกว่านะ เอะ พูดถึงใครกันลุง ก็จะใครเสียอีกล่ะ เสี่ยปั๊มคนใหญ่ คนถูกข่าวลือเล่นใส่นั่นไงครับ วันนี้มาอีกแล้ว สื่ออังกฤษยังเล่นไม่เลิก บอกว่าพระญาติพระวงศ์กำลังร่วมกันทำหนังสือ เสนอให้ปลดกษัตริย์ ซาลมาน จากตำแหน่งกษัตริย์ คราวนี้ในหนังสือบอกชื่อมาเลยว่า ต้องการใครมาแทน แน่จริงๆ แถม 2 วันนี้ ยังเพิ่มข่าวให้อีกว่า มีเจ้าชายชาวซาอุดิ หลานกษัตริย์ ถูกจับที่เลบานอน เพราะขนยาบ้าหนักกว่า 2 ตัน มาในเครื่องบินส่วนตัว
    เล่นกันแรงจริง กลัวคุณพี่ปูตินเขาจะฉกเอาปั๊มไปครองก่อนหรือครับ
    ตะวันออกกลางกำลังระส่ำจริงๆ เอาแค่เฉพาะพวกที่ลากกันมาจับมือ เมื่อปี ค.ศ.1981 ต้ังก๊วนชาวอ่าว the Gulf Cooperation Council (GCC) กันไม่ให้ใครออกอ่าวไปลำพัง ดูเผินๆ เหมือนรักกันจัง แต่เขาว่า นั้นมันหน้าฉาก ของจริงไม่ใช่อย่างที่ภาพออกมาหรอก
    ก๊วนริมอ่าวมีกัน 6 ประเทศ ลูกพี่ใหญ่ หรือปั๊มใหญ่สุด ก็ซาอุดิอารเบียนั่นเอง ที่มีเพื่อนรักในก๊วนอีกราย เป็นเหมือนลูกกระเดือกติดคอหอยคือ บาห์เรน 2 เสี่ยปั๊มนี่ เกลียดอิหร่านอย่างที่สุด มองว่าอิหร่านคือ นักล่า… อ้าว นั่นมันสมญาคู่รักคู่ขุด ของเสี่ยเองนะครับ อย่าไปปนกัน เดี๋ยวงอนผิดคน (ฮา) 2 เสี่ยปั๊มใหญ่บอกว่า อิหร่านเป็นตัวร้าย ความปั่นป่วนในตะวันกลางน่ะ มาจากฝีมือของอิหร่านทั้งนั้น เชื่อถือไม่ได้ ไว้ใจไม่ลง ถึงขนาดนั้นเอาเลย
    ซาอุดิ ถูกหลอนทั้งเวลาหลับเวลาตื่นว่า อิหร่านคู่แข่งตัวสำคัญ ในตะวันออกกลาง ทำทุกอย่างเพื่อแย่งความเป็นใหญ่ ในตะวันออกกลางไปจากซาอุดิอารเบีย ยิ่งอเมริกาไปเสียเวลามากมาย ในการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซาอุก็มองว่า อเมริกากำลังอ่อนข้อ แถมเสียเชิงให้อิหร่านไปแล้วด้วย ทำเอาเสี่ยปั๊มใหญ่งอนกับอเมริกา จนถูกนินทาไปค่อนโลก
    แต่ชาวอ่าวอีก 3 รายคือ โอมาน การ์ตา และเอมิเรต ดูไบ บอกว่า เรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นนะ อิหร่านตกลงหยุดผลิตนิวเคลียร์ ก็ดีกับพวกเราไม่ใช่หรือ เราน่าคุยกับอิหร่านดีๆ ยังไงก็เป็นชาวตะวันออกกลางด้วยกัน จับมือกัน ทำการค้าด้วยกัน แบ่งพลังงานกันใช้ (ฮั่นแน่..) และร่วมมือกันเรื่องความมั่นคง
    ตั้งแต่มีกลุ่ม Islamic State หรือ IS เกิดขึ้นในอิรัคและซีเรีย ซึ่งนับว่าเป็นการคุกคาม ทั้งฝ่ายก๊วนชาวอ่าว ทั้งฝ่ายอิหร่าน ก็ทำให้บางประเทศในก๊วนชาวอ่าวเอง พยายามหาทางจับมือคุยกับอิหร่าน แหม ใครจะอยากเปิดศึกมันทุกด้าน
    เมื่อ ฮัสซัน รูฮานี่ Hassan Rouhani เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่าน เมื่อปี ค.ศ.2013 เขาบอกว่าภาระกิจสำคัญอันดับแรกของเขาคือ การพยายามที่จะคุยกับประเทศเล็กๆในก๊วนชาวอ่าว ให้มาร่วมมือกับอิหร่าน ในการแก้ปัญหาความมั่นคงของภูมิภาค และคูเวต เป็นประเทศแรกใน
ก๊วนชาวอ่าว ที่ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านไปเยี่ยม หลังจากเสร็จการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับกลุ่มพี่เบิ้ม แต่ถ้าดูแผนที่ ว่าคูเวต ตั้งอยู่ที่ไหนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า อิหร่านคิดไกล…
    อิหร่านบอกกับคูเวตว่า ประเทศเดียวจะแก้ปัญหาของภูมิภาคไม่ได้หรอก มันต้องร่วมมือกัน และต้องถือว่าการคุกคามประเทศใด คือการคุกคามทั้งภูมิภาค เราจึงต้องร่วมต่อสู้ด้วยกัน
    แต่การบอกกล่าวแบบนี้ของอิหร่าน กลับเจอศอกกลับ จากบางเสี้ยวของก๊วนชาวอ่าว ที่ซัดกลับว่า อิหร่านต่างหาก เป็นผู้สนับสนุนอาวุธ และให้การฝึกกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ที่กำลังแซะความมั่นคงของบางประเทศในก๊วนชาวอ่าว แล้วแบบนี้จะพูดกันรู้เรื่องไหม อย่าว่าแต่จะร่วมมือกันเลย
    และอเมริกาก็คงยิ้มอยู่ในหน้า โอกาสเอาแต่ปั้มไม่เอาคน ยิ่งใกล้ความเป็นจริง … ถ้ารัสเซียไม่โผล่เข้ามาแทรกเรื่องซีเรียเสียก่อน อย่างไม่ทันรู้ตัว ตื่นไม่ทัน
    ###############
ตอน 2
    เมื่อซาอุดิอารเบีย เกิดอาการหน้ามืด ขานชื่อเรียกรวมพล เพื่อถล่มเยเมน ในปลายเดือนมีนาคม ต้นปี ค.ศ.2015 นั้น มีก๊วนชาวอ่าว 1 ราย คือ โอมาน ไม่มาร่วมรายการด้วย เรื่องนี้น่าสนใจมาก มันทำให้เห็นว่า แม้ในตะวันออกกลางเอง ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับขั้วอำนาจ
    โอมานเป็นประเทศไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่โดยสภาพภูมิศาสตร์ถือว่า อยู่ในจุดที่ทั้งสำคัญและอันตราย เพราะโอมานอยู่ตรงปากอ่าวโอมาน ฝั่งตรงกันข้ามกับอิหร่าน คุมเชิงช่องแคบฮอร์มุส เส้นทางเดินของน้ำมัน ที่แออัดที่สุดในโลกด้วยกัน
    โอมาน แม้จะสังกัดก๊วนชาวอ่าว แต่การที่โอมานอยู่ฝั่งตรงกันข้าม กับปากอิหร่าน โอมานจึงมีสภาพเหมือนคนขี่รถจักรยานสองล้อ ถีบอยู่ตรงกลาง ระหว่างรถสิบล้อ 2 คัน ที่กำลังวิ่งแข่งกัน รักษาระยะไม่ดี มีหวังถูกเบียดบี้แหลกคาถนน แต่โอมาน ก็ดูเหมือนจะรักษาระยะได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะหลังจากเกิดเทศกาลอาหรับสปริง ที่เสี่ยปั้มใหญ่ซาอุดิอารเบีย พยายามบีบมือชาวอ่าวตัวเล็กๆให้แน่นขึ้น เพราะไม่ไว้ใจ กลัวจะหลุดมือไปอิงฝั่งอิหร่าน ถึงขนาดยอมควักกระเป๋าหลายหน เพื่อสนับสนุนทั้งด้านอาวุธและด้านเศรษฐกิจให้ชาวอ่าวตัวเล็กๆ
    แต่โอมาน ถึงจะไม่รวย และเหมือนอยู่ใต้มือของซาอุ และแถมยังเป็นเพื่อนกับอเมริกาอีกด้วย แต่โอมานน่าจะขี่จักรยานระหว่างทางแคบเก่ง จึงยังคงค้าขาย และผูกสัมพันธ์กับอิหร่านไว้สม่ำเสมอ แม้อเมริกาจะพยายามทัดทาน ไม่ให้โอมานไปมีสัมพันธ์กับอิหร่าน แต่ดูเหมือนอเมริกาก็จะห้ามไม่สำเร็จ ยิ่งจะไปถามว่า เมื่อไหร่โอมานจะเป็นประชาธิปไตย เมื่อไหร่จะมีเลือกตั้ง อเมริกาคงไม่กล้าเสือก เพราะอะไร ก็ลองนึกดูกันนะครับ ใครมีของดี ก็ต้องรู้ตัว รู้จักใช้
    เพราะฉะนั้นใครที่ว่าอเมริกายิ่งใหญ่ เป็นพี่เบิ้ม แห่งค่ายประชาธิปไตย ใครไม่เป็นประชาธิปไตย กูคว่ำบาตรหมด ผมว่าน่าทุเรศครับ ถ้ามีใครมาเสือกยุ่ง ถามว่า เมื่อไหร่แดนสยามเราจะมีการเลือกตั้ง ฝากลุงตู่ศอกกลับด้วยนะครับ ว่า ไอ้ 6 ประเทศชาวอ่าว นอกจากไม่มีเลือกตั้ง ไม่รู้จักรัฐธรรมนูญ ยังใช้การปกครองแบบ ที่ผู้มีอำนาจปกครอง เป็นกษัตริย์ หรือสุลต่าน มีอำนาจสูงสุด ยิ่งกว่าเผด็จการเสียอีก ทำไมพวกมีงไม่ชวนกันไปคว่ำบาตรให้หมด มายุ่งอะไรกับประเทศผม
    จากข้อมูลของ Oil and Gas Journal ระบุว่า โอมานมีแหล่งพลังงานมากเป็นอันดับที่ 23 ของโลก แต่โอมานเอาไว้ขายเป็นรายได้ให้ประเทศ มากกว่าจะเอามาใช้ในประเทศ ย้อนไปตั้งแต่ ปี ค.ศ.2005 โอมานเรื่มซื้อแก๊สจากอิหร่านแล้ว และในปี ค.ศ.2007 โอมานก็ซื้อแก๊ส LNG จากอิหร่านด้วย ในช่วงนั้น โอมานเป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่ยังคงค้าขายกับอิหร่าน ขี่จักรยานในทางแคบไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจการกดดันของอเมริกา ที่จะให้โอมานไปซื้อแก๊สจากการ์ตาแทน
    และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวว่า โอมานกับอิหร่านกำลังเดินหน้า ที่จะร่วมมือกันสร้างท่อส่งแก๊ส วิ่งตรงระหว่าง 2 ประเทศ ยาว 173 ไมล์ รอดใต้ทะเล เรื่องนี้เป็นข่าวมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ.2013 ว่า ทั้ง 2 ประเทศ ทำบันทึกความเข้าใจกันไว้ แต่ยังไม่ได้ลงมือ
    แค่ไม่กี่วันหลังจาก การลงนามเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ โอมานก็ทำบันทึกข้อตกลงที่จะซื้อแก๊สจากอิหร่านประมาณ 20 ล้านคิวบิกเมตรต่อวัน เป็นระยะเวลา 25 ปี คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด ประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญ! และตัวเลขนี้คงมีการเพิ่มขึ้นอีกมาก เมื่อท่อส่งแก๊สสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 2018 ค่าก่อสร้างท่อประมาณมูลค่า 1 พันล้านเหรียญ เป็นการลงทุนของโอมาน ที่เหมือนโอมานตัดสินใจโหนสิบล้อยี่ห้ออิหร่านไปแล้ว
    ###############
ตอน 3
    ปัจจุบัน ซาอุดิอารเบียขายทั้งน้ำมันและแก๊สให้แก่โอมาน มูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญต่อปี ไม่มีการลดราคา ไม่มีการแบ่งส่วนกำไร เสี่ยปั๊มใหญ่ หน้าใหญ่จริงเพื่อความมั่นคงของตัว แต่เค็มจังเวลาค้าขาย โอมานคงคิดแล้วว่า จ่ายค่าน้ำมันแก๊สทุกปีอย่างนี้ให้ลูกพี่ใหญ่ ก็คงอยู่เท่านี้ แต่ข้อเสนอของอิหร่าน เป็นการร่วมลงทุนในบริษัทที่จะตั้งร่วมกัน เพื่อขายแก็สอิหร่านที่ส่งมาตามท่อส่ง กำไรจากการขายแก๊สก็แบ่งกัน ด้วยวิธีนี้ โอมานจะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการขายแก๊ส และมีแก๊สพอใช้ในประเทศด้วย
    สรุปว่า ค่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน ใช้แผนยุทธศาสตร์ สู่ด้วยท่อส่งเหมือนกัน ท่อส่งไปที่ไหน เจ้าของบริเวณที่ท่อส่งไปถึง ที่เป็นเจ้าของร่วมกัน ก็ต้องช่วยดูแลให้ เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน แบบนี้ น่าจะดีกว่า สร้างขบวนการจราจล การแตกแยกขึ้นในประเทศเขา ระหว่างเขารบกัน ก็ถือโอกาสปล้นทรัพยากรเขาไปจนเกลี้ยง
    การที่โอมานไปตกลงกับอิหร่านแบบนี้ แน่นอน คงยิ่งทำให้ซาอุดิอารเบียหงุดหงิด อาการหลอนเรื่องอิหร่าน ยิ่งกำเริบหนัก แต่หลอนเรื่องอิหร่านจะเป็นใหญ่ในตะวันออกกลาง ดูเหมือนจะไม่น่าเสียวไส้เท่าเรื่อง กระเป๋าเสี่ยปั๊มใหญ่จะเบาหวิว…
    หลายปีที่ผ่านมา เสี่ยปั๊มใหญ่ถือว่ามีน้ำมันแยะ ขยายตลาดไปทั่ว และในราคาที่สูงลิ่ว ไม่มีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นเต็มอัตรา ถือว่าน้ำกำลังขึ้น แต่วันนี้ ดูเหมือนน้ำจะเริ่มลงเสียแล้ว น้ำมันเหลือประมาณ 44.2 และ 46.65 ต่อบาเรล (เป็นราคาที่แสดงของ ICE และ NYMEX ซึ่งปรากฏอยู่ในข้อมูลลงวันที่ 6 ตุลาคมที่ผมอ่าน ครับ) และทำให้ บัญชีรายรับของซาอุดิอารเบีย เริ่มแสดงรายการ ขาดทุน !!!
    แต่น้ำมันและแก๊สของอิหร่าน กำลังจะมีตลาดเพิ่มขึ้น (ขณะนี้ EU ยกเลิก การคว่ำบาตร ให้ผู้ผลิตน้ำมันของอิหร่านไป 2 รายแล้ว) ไม่ใช่แค่ว่า จะเป็นการเข้ามาเบียดตลาดของซาอุดิอารเบียเท่านั้น ถ้าอิหร่านยังสามารถรักษา ราคาขายที่ต่ำในระดับนี้ได้ต่อไปอีก ซาอุดิอารเบียมีหวังกระอัก และจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจของซาอุดิอารเบีย อย่างรุนแรง เพราะเศรษฐกิจของซาอุ พึ่งอยู่กับการขายน้ำมันอย่างเดียว และตอนนี้ เริ่มมีนักวิเคราะห์ ประเมินสถานะของซาอุแล้วว่า ถ้าสภาพตลาดน้ำมันยังเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปอีก 2 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงได้เห็นเสี่ยปั๊มใหญ่ ซาอุดิอารเบีย ล้มละลายแน่นอน….ฮู้ย….เดี๋ยวได้ขายอูฐแน่
    การจับมือระหว่างโอมานกับอิหร่าน สร้างท่อส่งแก๊ส จึงเหมือนหมัดชกใส่หน้าเสี่ยปั๊มใหญ่ แม้ไม่คว่ำ แต่ทำให้เซเหมือนกัน โอมาน เป็นที่ยอมรับจากผู้คนส่วนใหญ่ในความเป็นกลาง แต่ตอนนี้ เหมือนโอมาน จะเอียงออกมานอกกลุ่มชาวอ่าวค่อนข้างชัด เมื่อตอนที่เสี่ยปั๊มใหญ่เรียก ระดมพลไปถล่มเยเมน โอมานไม่ไปร่วม พอมีข้ออ้างได้ว่า โอมานเป็นกลาง ไม่อยากเข้าไปยุ่งในกิจการบ้านคนอื่น แต่การที่โอมานตกลงจับมือกับอิหร่าน เพื่อสร้างท่อส่งเแก๊ส นี่ เหมือนโอมานกำลังบอกใครว่า การคบกับอิหร่าน นอกจากไม่เป็นการคุกคามบ้านตัวแล้ว ดูเหมือนจะดีกับเศรษฐกิจของบ้านตัวเองเสียอีกด้วย
    เรื่องโอมาน คงไม่ทำให้ซาอุดิอารเบียกลุ้มใจรายเดียว คู่รักคู่ขุด ก็น่าจะกลุ้มใจด้วย ถ้าโอมานเอียงไปจับมือกับอิหร่าน โอกาสที่อเมริกาจะควบคุม ช่องแคบฮอร์มุส คงแทบจะเป็นเรื่องเพ้อ และเรื่องกลับเข้าไปใหญ่ในตะวันออกกลาง อาจจะเป็นเรื่องหลอนอเมริกาบ้าง คราวนี้ จะได้สมเป็นคู่รักคู่หลอนกันเลย ฮาจังวุ้ย
    แค่เรื่องโอมานนี่ ก็ทำให้เสียปั้มใหญ่เซแล้วนะ แต่เขาว่าข่าวร้ายเวลามา มันไม่มาเรื่องเดียวหรอก
    การ์ตา เสี่ยปั้มซ่าหนุ่มสำอางค์ ตอนแรกทำคึกคักไปร่วมกับเสี่ยปั้มใหญ่ ไล่ถล่มซีเรียจนเละ มาวันนี้ วันที่คุณพี่ปูตินเดินท่าหล่อ พากองทัพเรือ บก อากาศ ยาตราเข้าเข้ามาในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยซีเรียเพื่อนเก่า ที่กำลังถูกรุมทึ้ง เขาว่า ตอนนี้การ์ตาเอง ก็กำลังเตรียมกลับลำ แอบไปเจรจากับอิหร่านแล้ว
    …พี่ครับ หลุมแก๊สเราหลุมเดียวกันนะครับ ลงทุนทำท่อส่งแก๊สร่วมกัน รวยด้วยกัน แทนที่จะรบกัน ดีไหมครับ เอาแบบ แฟร์ แฟร์ เลยนะพี่นะ ( นี่ผมเดาเอานะ ว่า เสี่ยรุ่นใหม่เขาคงจะพูดแบบนี้)
    ส่วน อินเดีย อีนี่ ก็มีข่าวว่า กำลังเจรจากับอิหร่านและโอมาน ให้ต่อท่อส่งแก๊ส ยาวไปถึงฝั่งอินเดียเสียด้วยเลย ตัดหน้าปากีสถาน ที่ก็มีแผนสร้างท่อส่งเหมือนกัน
    โอ้ย… ตอนนี้ใครไม่รู้จักยุทธศาสตร์ท่อส่ง โน่น ไปอยู่หลังเขา กับค่ายประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งได้เลย เชยฉิบหาย โลกหมุนไปทุกวัน มึงคิดได้แต่ทวงเมื่อไหร่จะมีเลือกตั้ง….
    ซาอุดิอารเบีย ส่งน้ำมันให้อินเดียประมาณ ปีละ 29.2 พันล้านเหรียญ เงินจำนวนนี้ อาจหายไปจากบัญชีรายรับของเสี่ยปั้มใหญ่ และก็คงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับซาอุ อ๋อ…. มิน่า เสี่ยปั๊มใหญ่ถึงไม่พอใจ ดิ้นเร้าๆ ….. ผมนี่คิดช้าจัง ถ้าเขาตกลงเรื่องนิวเคลียร์กันได้ และมีการยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านก็ติดปีก ยึดตลาดพลังงาน ซาอุดิอารเบีย ก็คงถลาลงดิน และอีก อ๋อ… มิน่า ตอนนี้อเมริกา ถึงเอาใจอีนี่แขกอินเดียจัง แต่เรื่องแขกอินเดียนี่ สุภาษิตไทยว่าไว้อย่างไร อเมริกาคงไม่รู้จัก ฮา อีกแล้ว แหม เขียนเรื่องนี้สนุกดีจัง เห็นความฉลาดของคุณพ่ออเมริกาของใครไม่รู้ หายเหี้ยนเลย
    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซาอุดิอารเบียกล่าวหาว่าอิหร่านยุแยงเพื่อแย่งความเป็นใหญ่ในตะวันออกกลาง นี่ถ้าเรื่องการ์ตาจะไปจับมือกับอิหร่าน เป็นจริง อาจมีชาวอ่าว ทะยอยแตกคอก ออกไปอีก มันไม่ใช่เรื่องประสาทหลอนแล้ว เรื่องหลอนจะกลายเป็นเรื่องจริง อย่างน้อยๆ การที่รัสเซียเดินเข้ามายืนเคียงอิหร่านในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยซีเรียเพื่อนเก่า และอื่นๆ ผมว่า แค่นี้ก็คงทำให้เสี่ยปั๊มใหญ่ ระทมอยู่ในอกเอาเรื่อง นอกจากไม่มีเพื่อนรัก คู่รักมายืนเคียงแล้ว ยังมีแต่ข่าวลือ ข่าวร้ายออกมาเพิ่มไม่จบ เสี่ยปั๊มใหญ่จะทนระทมต่อไปไหวหรือครับ เป็นผมมีคู่รักใจจืดใส่ ยามยากแบบนี้ ถีบให้ตกเตียงไปเลยครับ
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
30 ต.ค. 2558
    เรื่อง แตกคอ แตกคอ “แตกคอ แตกคอก” ตอน 1 กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน เหตุการณ์แถวบ้านยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อย แต่วงพนันแถวบ้านผม เขาเอียงไปทางออกก้อยมากกว่านะ เอะ พูดถึงใครกันลุง ก็จะใครเสียอีกล่ะ เสี่ยปั๊มคนใหญ่ คนถูกข่าวลือเล่นใส่นั่นไงครับ วันนี้มาอีกแล้ว สื่ออังกฤษยังเล่นไม่เลิก บอกว่าพระญาติพระวงศ์กำลังร่วมกันทำหนังสือ เสนอให้ปลดกษัตริย์ ซาลมาน จากตำแหน่งกษัตริย์ คราวนี้ในหนังสือบอกชื่อมาเลยว่า ต้องการใครมาแทน แน่จริงๆ แถม 2 วันนี้ ยังเพิ่มข่าวให้อีกว่า มีเจ้าชายชาวซาอุดิ หลานกษัตริย์ ถูกจับที่เลบานอน เพราะขนยาบ้าหนักกว่า 2 ตัน มาในเครื่องบินส่วนตัว เล่นกันแรงจริง กลัวคุณพี่ปูตินเขาจะฉกเอาปั๊มไปครองก่อนหรือครับ ตะวันออกกลางกำลังระส่ำจริงๆ เอาแค่เฉพาะพวกที่ลากกันมาจับมือ เมื่อปี ค.ศ.1981 ต้ังก๊วนชาวอ่าว the Gulf Cooperation Council (GCC) กันไม่ให้ใครออกอ่าวไปลำพัง ดูเผินๆ เหมือนรักกันจัง แต่เขาว่า นั้นมันหน้าฉาก ของจริงไม่ใช่อย่างที่ภาพออกมาหรอก ก๊วนริมอ่าวมีกัน 6 ประเทศ ลูกพี่ใหญ่ หรือปั๊มใหญ่สุด ก็ซาอุดิอารเบียนั่นเอง ที่มีเพื่อนรักในก๊วนอีกราย เป็นเหมือนลูกกระเดือกติดคอหอยคือ บาห์เรน 2 เสี่ยปั๊มนี่ เกลียดอิหร่านอย่างที่สุด มองว่าอิหร่านคือ นักล่า… อ้าว นั่นมันสมญาคู่รักคู่ขุด ของเสี่ยเองนะครับ อย่าไปปนกัน เดี๋ยวงอนผิดคน (ฮา) 2 เสี่ยปั๊มใหญ่บอกว่า อิหร่านเป็นตัวร้าย ความปั่นป่วนในตะวันกลางน่ะ มาจากฝีมือของอิหร่านทั้งนั้น เชื่อถือไม่ได้ ไว้ใจไม่ลง ถึงขนาดนั้นเอาเลย ซาอุดิ ถูกหลอนทั้งเวลาหลับเวลาตื่นว่า อิหร่านคู่แข่งตัวสำคัญ ในตะวันออกกลาง ทำทุกอย่างเพื่อแย่งความเป็นใหญ่ ในตะวันออกกลางไปจากซาอุดิอารเบีย ยิ่งอเมริกาไปเสียเวลามากมาย ในการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซาอุก็มองว่า อเมริกากำลังอ่อนข้อ แถมเสียเชิงให้อิหร่านไปแล้วด้วย ทำเอาเสี่ยปั๊มใหญ่งอนกับอเมริกา จนถูกนินทาไปค่อนโลก แต่ชาวอ่าวอีก 3 รายคือ โอมาน การ์ตา และเอมิเรต ดูไบ บอกว่า เรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นนะ อิหร่านตกลงหยุดผลิตนิวเคลียร์ ก็ดีกับพวกเราไม่ใช่หรือ เราน่าคุยกับอิหร่านดีๆ ยังไงก็เป็นชาวตะวันออกกลางด้วยกัน จับมือกัน ทำการค้าด้วยกัน แบ่งพลังงานกันใช้ (ฮั่นแน่..) และร่วมมือกันเรื่องความมั่นคง ตั้งแต่มีกลุ่ม Islamic State หรือ IS เกิดขึ้นในอิรัคและซีเรีย ซึ่งนับว่าเป็นการคุกคาม ทั้งฝ่ายก๊วนชาวอ่าว ทั้งฝ่ายอิหร่าน ก็ทำให้บางประเทศในก๊วนชาวอ่าวเอง พยายามหาทางจับมือคุยกับอิหร่าน แหม ใครจะอยากเปิดศึกมันทุกด้าน เมื่อ ฮัสซัน รูฮานี่ Hassan Rouhani เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีอิหร่าน เมื่อปี ค.ศ.2013 เขาบอกว่าภาระกิจสำคัญอันดับแรกของเขาคือ การพยายามที่จะคุยกับประเทศเล็กๆในก๊วนชาวอ่าว ให้มาร่วมมือกับอิหร่าน ในการแก้ปัญหาความมั่นคงของภูมิภาค และคูเวต เป็นประเทศแรกใน
ก๊วนชาวอ่าว ที่ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านไปเยี่ยม หลังจากเสร็จการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับกลุ่มพี่เบิ้ม แต่ถ้าดูแผนที่ ว่าคูเวต ตั้งอยู่ที่ไหนแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า อิหร่านคิดไกล… อิหร่านบอกกับคูเวตว่า ประเทศเดียวจะแก้ปัญหาของภูมิภาคไม่ได้หรอก มันต้องร่วมมือกัน และต้องถือว่าการคุกคามประเทศใด คือการคุกคามทั้งภูมิภาค เราจึงต้องร่วมต่อสู้ด้วยกัน แต่การบอกกล่าวแบบนี้ของอิหร่าน กลับเจอศอกกลับ จากบางเสี้ยวของก๊วนชาวอ่าว ที่ซัดกลับว่า อิหร่านต่างหาก เป็นผู้สนับสนุนอาวุธ และให้การฝึกกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ที่กำลังแซะความมั่นคงของบางประเทศในก๊วนชาวอ่าว แล้วแบบนี้จะพูดกันรู้เรื่องไหม อย่าว่าแต่จะร่วมมือกันเลย และอเมริกาก็คงยิ้มอยู่ในหน้า โอกาสเอาแต่ปั้มไม่เอาคน ยิ่งใกล้ความเป็นจริง … ถ้ารัสเซียไม่โผล่เข้ามาแทรกเรื่องซีเรียเสียก่อน อย่างไม่ทันรู้ตัว ตื่นไม่ทัน ###############
ตอน 2 เมื่อซาอุดิอารเบีย เกิดอาการหน้ามืด ขานชื่อเรียกรวมพล เพื่อถล่มเยเมน ในปลายเดือนมีนาคม ต้นปี ค.ศ.2015 นั้น มีก๊วนชาวอ่าว 1 ราย คือ โอมาน ไม่มาร่วมรายการด้วย เรื่องนี้น่าสนใจมาก มันทำให้เห็นว่า แม้ในตะวันออกกลางเอง ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับขั้วอำนาจ โอมานเป็นประเทศไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่โดยสภาพภูมิศาสตร์ถือว่า อยู่ในจุดที่ทั้งสำคัญและอันตราย เพราะโอมานอยู่ตรงปากอ่าวโอมาน ฝั่งตรงกันข้ามกับอิหร่าน คุมเชิงช่องแคบฮอร์มุส เส้นทางเดินของน้ำมัน ที่แออัดที่สุดในโลกด้วยกัน โอมาน แม้จะสังกัดก๊วนชาวอ่าว แต่การที่โอมานอยู่ฝั่งตรงกันข้าม กับปากอิหร่าน โอมานจึงมีสภาพเหมือนคนขี่รถจักรยานสองล้อ ถีบอยู่ตรงกลาง ระหว่างรถสิบล้อ 2 คัน ที่กำลังวิ่งแข่งกัน รักษาระยะไม่ดี มีหวังถูกเบียดบี้แหลกคาถนน แต่โอมาน ก็ดูเหมือนจะรักษาระยะได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะหลังจากเกิดเทศกาลอาหรับสปริง ที่เสี่ยปั้มใหญ่ซาอุดิอารเบีย พยายามบีบมือชาวอ่าวตัวเล็กๆให้แน่นขึ้น เพราะไม่ไว้ใจ กลัวจะหลุดมือไปอิงฝั่งอิหร่าน ถึงขนาดยอมควักกระเป๋าหลายหน เพื่อสนับสนุนทั้งด้านอาวุธและด้านเศรษฐกิจให้ชาวอ่าวตัวเล็กๆ แต่โอมาน ถึงจะไม่รวย และเหมือนอยู่ใต้มือของซาอุ และแถมยังเป็นเพื่อนกับอเมริกาอีกด้วย แต่โอมานน่าจะขี่จักรยานระหว่างทางแคบเก่ง จึงยังคงค้าขาย และผูกสัมพันธ์กับอิหร่านไว้สม่ำเสมอ แม้อเมริกาจะพยายามทัดทาน ไม่ให้โอมานไปมีสัมพันธ์กับอิหร่าน แต่ดูเหมือนอเมริกาก็จะห้ามไม่สำเร็จ ยิ่งจะไปถามว่า เมื่อไหร่โอมานจะเป็นประชาธิปไตย เมื่อไหร่จะมีเลือกตั้ง อเมริกาคงไม่กล้าเสือก เพราะอะไร ก็ลองนึกดูกันนะครับ ใครมีของดี ก็ต้องรู้ตัว รู้จักใช้ เพราะฉะนั้นใครที่ว่าอเมริกายิ่งใหญ่ เป็นพี่เบิ้ม แห่งค่ายประชาธิปไตย ใครไม่เป็นประชาธิปไตย กูคว่ำบาตรหมด ผมว่าน่าทุเรศครับ ถ้ามีใครมาเสือกยุ่ง ถามว่า เมื่อไหร่แดนสยามเราจะมีการเลือกตั้ง ฝากลุงตู่ศอกกลับด้วยนะครับ ว่า ไอ้ 6 ประเทศชาวอ่าว นอกจากไม่มีเลือกตั้ง ไม่รู้จักรัฐธรรมนูญ ยังใช้การปกครองแบบ ที่ผู้มีอำนาจปกครอง เป็นกษัตริย์ หรือสุลต่าน มีอำนาจสูงสุด ยิ่งกว่าเผด็จการเสียอีก ทำไมพวกมีงไม่ชวนกันไปคว่ำบาตรให้หมด มายุ่งอะไรกับประเทศผม จากข้อมูลของ Oil and Gas Journal ระบุว่า โอมานมีแหล่งพลังงานมากเป็นอันดับที่ 23 ของโลก แต่โอมานเอาไว้ขายเป็นรายได้ให้ประเทศ มากกว่าจะเอามาใช้ในประเทศ ย้อนไปตั้งแต่ ปี ค.ศ.2005 โอมานเรื่มซื้อแก๊สจากอิหร่านแล้ว และในปี ค.ศ.2007 โอมานก็ซื้อแก๊ส LNG จากอิหร่านด้วย ในช่วงนั้น โอมานเป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่ยังคงค้าขายกับอิหร่าน ขี่จักรยานในทางแคบไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจการกดดันของอเมริกา ที่จะให้โอมานไปซื้อแก๊สจากการ์ตาแทน และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวว่า โอมานกับอิหร่านกำลังเดินหน้า ที่จะร่วมมือกันสร้างท่อส่งแก๊ส วิ่งตรงระหว่าง 2 ประเทศ ยาว 173 ไมล์ รอดใต้ทะเล เรื่องนี้เป็นข่าวมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ.2013 ว่า ทั้ง 2 ประเทศ ทำบันทึกความเข้าใจกันไว้ แต่ยังไม่ได้ลงมือ แค่ไม่กี่วันหลังจาก การลงนามเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์ โอมานก็ทำบันทึกข้อตกลงที่จะซื้อแก๊สจากอิหร่านประมาณ 20 ล้านคิวบิกเมตรต่อวัน เป็นระยะเวลา 25 ปี คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด ประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญ! และตัวเลขนี้คงมีการเพิ่มขึ้นอีกมาก เมื่อท่อส่งแก๊สสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 2018 ค่าก่อสร้างท่อประมาณมูลค่า 1 พันล้านเหรียญ เป็นการลงทุนของโอมาน ที่เหมือนโอมานตัดสินใจโหนสิบล้อยี่ห้ออิหร่านไปแล้ว ###############
ตอน 3 ปัจจุบัน ซาอุดิอารเบียขายทั้งน้ำมันและแก๊สให้แก่โอมาน มูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญต่อปี ไม่มีการลดราคา ไม่มีการแบ่งส่วนกำไร เสี่ยปั๊มใหญ่ หน้าใหญ่จริงเพื่อความมั่นคงของตัว แต่เค็มจังเวลาค้าขาย โอมานคงคิดแล้วว่า จ่ายค่าน้ำมันแก๊สทุกปีอย่างนี้ให้ลูกพี่ใหญ่ ก็คงอยู่เท่านี้ แต่ข้อเสนอของอิหร่าน เป็นการร่วมลงทุนในบริษัทที่จะตั้งร่วมกัน เพื่อขายแก็สอิหร่านที่ส่งมาตามท่อส่ง กำไรจากการขายแก๊สก็แบ่งกัน ด้วยวิธีนี้ โอมานจะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการขายแก๊ส และมีแก๊สพอใช้ในประเทศด้วย สรุปว่า ค่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน ใช้แผนยุทธศาสตร์ สู่ด้วยท่อส่งเหมือนกัน ท่อส่งไปที่ไหน เจ้าของบริเวณที่ท่อส่งไปถึง ที่เป็นเจ้าของร่วมกัน ก็ต้องช่วยดูแลให้ เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน แบบนี้ น่าจะดีกว่า สร้างขบวนการจราจล การแตกแยกขึ้นในประเทศเขา ระหว่างเขารบกัน ก็ถือโอกาสปล้นทรัพยากรเขาไปจนเกลี้ยง การที่โอมานไปตกลงกับอิหร่านแบบนี้ แน่นอน คงยิ่งทำให้ซาอุดิอารเบียหงุดหงิด อาการหลอนเรื่องอิหร่าน ยิ่งกำเริบหนัก แต่หลอนเรื่องอิหร่านจะเป็นใหญ่ในตะวันออกกลาง ดูเหมือนจะไม่น่าเสียวไส้เท่าเรื่อง กระเป๋าเสี่ยปั๊มใหญ่จะเบาหวิว… หลายปีที่ผ่านมา เสี่ยปั๊มใหญ่ถือว่ามีน้ำมันแยะ ขยายตลาดไปทั่ว และในราคาที่สูงลิ่ว ไม่มีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นเต็มอัตรา ถือว่าน้ำกำลังขึ้น แต่วันนี้ ดูเหมือนน้ำจะเริ่มลงเสียแล้ว น้ำมันเหลือประมาณ 44.2 และ 46.65 ต่อบาเรล (เป็นราคาที่แสดงของ ICE และ NYMEX ซึ่งปรากฏอยู่ในข้อมูลลงวันที่ 6 ตุลาคมที่ผมอ่าน ครับ) และทำให้ บัญชีรายรับของซาอุดิอารเบีย เริ่มแสดงรายการ ขาดทุน !!! แต่น้ำมันและแก๊สของอิหร่าน กำลังจะมีตลาดเพิ่มขึ้น (ขณะนี้ EU ยกเลิก การคว่ำบาตร ให้ผู้ผลิตน้ำมันของอิหร่านไป 2 รายแล้ว) ไม่ใช่แค่ว่า จะเป็นการเข้ามาเบียดตลาดของซาอุดิอารเบียเท่านั้น ถ้าอิหร่านยังสามารถรักษา ราคาขายที่ต่ำในระดับนี้ได้ต่อไปอีก ซาอุดิอารเบียมีหวังกระอัก และจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจของซาอุดิอารเบีย อย่างรุนแรง เพราะเศรษฐกิจของซาอุ พึ่งอยู่กับการขายน้ำมันอย่างเดียว และตอนนี้ เริ่มมีนักวิเคราะห์ ประเมินสถานะของซาอุแล้วว่า ถ้าสภาพตลาดน้ำมันยังเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปอีก 2 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงได้เห็นเสี่ยปั๊มใหญ่ ซาอุดิอารเบีย ล้มละลายแน่นอน….ฮู้ย….เดี๋ยวได้ขายอูฐแน่ การจับมือระหว่างโอมานกับอิหร่าน สร้างท่อส่งแก๊ส จึงเหมือนหมัดชกใส่หน้าเสี่ยปั๊มใหญ่ แม้ไม่คว่ำ แต่ทำให้เซเหมือนกัน โอมาน เป็นที่ยอมรับจากผู้คนส่วนใหญ่ในความเป็นกลาง แต่ตอนนี้ เหมือนโอมาน จะเอียงออกมานอกกลุ่มชาวอ่าวค่อนข้างชัด เมื่อตอนที่เสี่ยปั๊มใหญ่เรียก ระดมพลไปถล่มเยเมน โอมานไม่ไปร่วม พอมีข้ออ้างได้ว่า โอมานเป็นกลาง ไม่อยากเข้าไปยุ่งในกิจการบ้านคนอื่น แต่การที่โอมานตกลงจับมือกับอิหร่าน เพื่อสร้างท่อส่งเแก๊ส นี่ เหมือนโอมานกำลังบอกใครว่า การคบกับอิหร่าน นอกจากไม่เป็นการคุกคามบ้านตัวแล้ว ดูเหมือนจะดีกับเศรษฐกิจของบ้านตัวเองเสียอีกด้วย เรื่องโอมาน คงไม่ทำให้ซาอุดิอารเบียกลุ้มใจรายเดียว คู่รักคู่ขุด ก็น่าจะกลุ้มใจด้วย ถ้าโอมานเอียงไปจับมือกับอิหร่าน โอกาสที่อเมริกาจะควบคุม ช่องแคบฮอร์มุส คงแทบจะเป็นเรื่องเพ้อ และเรื่องกลับเข้าไปใหญ่ในตะวันออกกลาง อาจจะเป็นเรื่องหลอนอเมริกาบ้าง คราวนี้ จะได้สมเป็นคู่รักคู่หลอนกันเลย ฮาจังวุ้ย แค่เรื่องโอมานนี่ ก็ทำให้เสียปั้มใหญ่เซแล้วนะ แต่เขาว่าข่าวร้ายเวลามา มันไม่มาเรื่องเดียวหรอก การ์ตา เสี่ยปั้มซ่าหนุ่มสำอางค์ ตอนแรกทำคึกคักไปร่วมกับเสี่ยปั้มใหญ่ ไล่ถล่มซีเรียจนเละ มาวันนี้ วันที่คุณพี่ปูตินเดินท่าหล่อ พากองทัพเรือ บก อากาศ ยาตราเข้าเข้ามาในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยซีเรียเพื่อนเก่า ที่กำลังถูกรุมทึ้ง เขาว่า ตอนนี้การ์ตาเอง ก็กำลังเตรียมกลับลำ แอบไปเจรจากับอิหร่านแล้ว …พี่ครับ หลุมแก๊สเราหลุมเดียวกันนะครับ ลงทุนทำท่อส่งแก๊สร่วมกัน รวยด้วยกัน แทนที่จะรบกัน ดีไหมครับ เอาแบบ แฟร์ แฟร์ เลยนะพี่นะ ( นี่ผมเดาเอานะ ว่า เสี่ยรุ่นใหม่เขาคงจะพูดแบบนี้) ส่วน อินเดีย อีนี่ ก็มีข่าวว่า กำลังเจรจากับอิหร่านและโอมาน ให้ต่อท่อส่งแก๊ส ยาวไปถึงฝั่งอินเดียเสียด้วยเลย ตัดหน้าปากีสถาน ที่ก็มีแผนสร้างท่อส่งเหมือนกัน โอ้ย… ตอนนี้ใครไม่รู้จักยุทธศาสตร์ท่อส่ง โน่น ไปอยู่หลังเขา กับค่ายประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งได้เลย เชยฉิบหาย โลกหมุนไปทุกวัน มึงคิดได้แต่ทวงเมื่อไหร่จะมีเลือกตั้ง…. ซาอุดิอารเบีย ส่งน้ำมันให้อินเดียประมาณ ปีละ 29.2 พันล้านเหรียญ เงินจำนวนนี้ อาจหายไปจากบัญชีรายรับของเสี่ยปั้มใหญ่ และก็คงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับซาอุ อ๋อ…. มิน่า เสี่ยปั๊มใหญ่ถึงไม่พอใจ ดิ้นเร้าๆ ….. ผมนี่คิดช้าจัง ถ้าเขาตกลงเรื่องนิวเคลียร์กันได้ และมีการยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านก็ติดปีก ยึดตลาดพลังงาน ซาอุดิอารเบีย ก็คงถลาลงดิน และอีก อ๋อ… มิน่า ตอนนี้อเมริกา ถึงเอาใจอีนี่แขกอินเดียจัง แต่เรื่องแขกอินเดียนี่ สุภาษิตไทยว่าไว้อย่างไร อเมริกาคงไม่รู้จัก ฮา อีกแล้ว แหม เขียนเรื่องนี้สนุกดีจัง เห็นความฉลาดของคุณพ่ออเมริกาของใครไม่รู้ หายเหี้ยนเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซาอุดิอารเบียกล่าวหาว่าอิหร่านยุแยงเพื่อแย่งความเป็นใหญ่ในตะวันออกกลาง นี่ถ้าเรื่องการ์ตาจะไปจับมือกับอิหร่าน เป็นจริง อาจมีชาวอ่าว ทะยอยแตกคอก ออกไปอีก มันไม่ใช่เรื่องประสาทหลอนแล้ว เรื่องหลอนจะกลายเป็นเรื่องจริง อย่างน้อยๆ การที่รัสเซียเดินเข้ามายืนเคียงอิหร่านในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยซีเรียเพื่อนเก่า และอื่นๆ ผมว่า แค่นี้ก็คงทำให้เสี่ยปั๊มใหญ่ ระทมอยู่ในอกเอาเรื่อง นอกจากไม่มีเพื่อนรัก คู่รักมายืนเคียงแล้ว ยังมีแต่ข่าวลือ ข่าวร้ายออกมาเพิ่มไม่จบ เสี่ยปั๊มใหญ่จะทนระทมต่อไปไหวหรือครับ เป็นผมมีคู่รักใจจืดใส่ ยามยากแบบนี้ ถีบให้ตกเตียงไปเลยครับ สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
30 ต.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 659 มุมมอง 0 รีวิว
  • Samsung พลิกเกมตลาด HBM แซง Micron หลังโชว์ศักยภาพ HBM3E และ HBM4

    หลังจากช่วงต้นปี 2025 ที่ Samsung ดูเหมือนจะตามหลังคู่แข่งในตลาด HBM แต่การปรับโครงสร้างภายในและการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจังทำให้บริษัทสามารถกลับมาทวงพื้นที่ได้สำเร็จ โดยเฉพาะเมื่อ AMD และ NVIDIA เริ่มหันมาใช้กระบวนการผลิต HBM3E และ HBM4 ของ Samsung ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรม AI เริ่มให้ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของบริษัทมากขึ้น

    ในไตรมาส 3 ปี 2025 Samsung สามารถทำยอดขาย HBM จนมีส่วนแบ่งตลาด 22% แซงหน้า Micron แม้ยังตามหลัง SK hynix อยู่ แต่ก็ถือเป็นการฟื้นตัวครั้งใหญ่จากปีที่แล้วที่ส่วนแบ่งเคยอยู่ที่ 40% ก่อนจะร่วงลงอย่างหนัก การกลับมาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด DRAM และ HBM ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะขาดแคลน ทำให้ผู้ผลิตที่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทันกลายเป็นผู้ได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ทันที

    ความได้เปรียบสำคัญของ Samsung คือความเร็ว pin speed ของ HBM4 ที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการตั้งราคาที่แข่งขันได้ ซึ่งช่วยดึงดูดลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องการหน่วยความจำสำหรับงาน AI ขนาดใหญ่ เช่น NVIDIA Rubin และ AMD Instinct MI400 ที่จะเปิดตัวในปี 2026 การที่ Samsung สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านเทคโนโลยีและราคา ทำให้บริษัทกลับมาเป็นผู้เล่นที่น่ากลัวในตลาดนี้อีกครั้ง

    เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ผลลัพธ์ของการลงทุนด้าน HBM จะยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ HBM4 จะเริ่มเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Samsung กลับมาท้าทาย SK hynix อย่างจริงจังในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากความต้องการด้าน AI, LLM, และระบบประมวลผลความเร็วสูงทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญแบบ
    Samsung ฟื้นตัวในตลาด HBM
    ส่วนแบ่งตลาด Q3 2025 ขึ้นมาที่ 22% แซง Micron
    การปรับนโยบายภายในและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีช่วยให้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง

    การดึงลูกค้ารายใหญ่กลับมา
    AMD และ NVIDIA เริ่มใช้ HBM3E และ HBM4 ของ Samsung
    ความเร็ว pin speed ของ HBM4 สูงที่สุดในอุตสาหกรรม ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

    บริบทตลาด HBM และ DRAM
    ตลาดกำลังขาดแคลนอย่างหนัก ทำให้ผู้ผลิตที่เพิ่มกำลังผลิตได้มีความได้เปรียบ
    ความต้องการจาก AI และ Data Center พุ่งสูงต่อเนื่องทั่วโลก

    ผลกระทบเชิงกลยุทธ์
    Samsung มีโอกาสกลับมาท้าทาย SK hynix ในปี 2026
    การตั้งราคาที่แข่งขันได้ช่วยดึงลูกค้าระดับองค์กรกลับมา

    ประเด็นเสี่ยงและคำเตือนที่ควรจับตา
    ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
    ความต้องการ HBM สูงกว่ากำลังผลิตรวมของ Samsung, SK hynix และ Micron อาจทำให้เกิดคอขวดต่อเนื่อง

    ความท้าทายด้านการแข่งขัน
    SK hynix ยังคงเป็นผู้นำตลาด และอาจเร่งเปิดตัว HBM4E เพื่อตอบโต้
    หาก Samsungไม่สามารถรักษาคุณภาพและ yield rate ของ HBM4 ได้ อาจเสียโมเมนตัมอีกครั้ง

    https://wccftech.com/the-tables-are-turning-for-samsung-in-the-hbm-market/
    🚀 Samsung พลิกเกมตลาด HBM แซง Micron หลังโชว์ศักยภาพ HBM3E และ HBM4 หลังจากช่วงต้นปี 2025 ที่ Samsung ดูเหมือนจะตามหลังคู่แข่งในตลาด HBM แต่การปรับโครงสร้างภายในและการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจังทำให้บริษัทสามารถกลับมาทวงพื้นที่ได้สำเร็จ โดยเฉพาะเมื่อ AMD และ NVIDIA เริ่มหันมาใช้กระบวนการผลิต HBM3E และ HBM4 ของ Samsung ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรม AI เริ่มให้ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของบริษัทมากขึ้น ในไตรมาส 3 ปี 2025 Samsung สามารถทำยอดขาย HBM จนมีส่วนแบ่งตลาด 22% แซงหน้า Micron แม้ยังตามหลัง SK hynix อยู่ แต่ก็ถือเป็นการฟื้นตัวครั้งใหญ่จากปีที่แล้วที่ส่วนแบ่งเคยอยู่ที่ 40% ก่อนจะร่วงลงอย่างหนัก การกลับมาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด DRAM และ HBM ทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะขาดแคลน ทำให้ผู้ผลิตที่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทันกลายเป็นผู้ได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ทันที ความได้เปรียบสำคัญของ Samsung คือความเร็ว pin speed ของ HBM4 ที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการตั้งราคาที่แข่งขันได้ ซึ่งช่วยดึงดูดลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องการหน่วยความจำสำหรับงาน AI ขนาดใหญ่ เช่น NVIDIA Rubin และ AMD Instinct MI400 ที่จะเปิดตัวในปี 2026 การที่ Samsung สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านเทคโนโลยีและราคา ทำให้บริษัทกลับมาเป็นผู้เล่นที่น่ากลัวในตลาดนี้อีกครั้ง เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ผลลัพธ์ของการลงทุนด้าน HBM จะยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ HBM4 จะเริ่มเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Samsung กลับมาท้าทาย SK hynix อย่างจริงจังในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากความต้องการด้าน AI, LLM, และระบบประมวลผลความเร็วสูงทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญแบบ ✅ Samsung ฟื้นตัวในตลาด HBM ➡️ ส่วนแบ่งตลาด Q3 2025 ขึ้นมาที่ 22% แซง Micron ➡️ การปรับนโยบายภายในและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีช่วยให้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง ✅ การดึงลูกค้ารายใหญ่กลับมา ➡️ AMD และ NVIDIA เริ่มใช้ HBM3E และ HBM4 ของ Samsung ➡️ ความเร็ว pin speed ของ HBM4 สูงที่สุดในอุตสาหกรรม ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ✅ บริบทตลาด HBM และ DRAM ➡️ ตลาดกำลังขาดแคลนอย่างหนัก ทำให้ผู้ผลิตที่เพิ่มกำลังผลิตได้มีความได้เปรียบ ➡️ ความต้องการจาก AI และ Data Center พุ่งสูงต่อเนื่องทั่วโลก ✅ ผลกระทบเชิงกลยุทธ์ ➡️ Samsung มีโอกาสกลับมาท้าทาย SK hynix ในปี 2026 ➡️ การตั้งราคาที่แข่งขันได้ช่วยดึงลูกค้าระดับองค์กรกลับมา ⚠️ ประเด็นเสี่ยงและคำเตือนที่ควรจับตา ‼️ ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ⛔ ความต้องการ HBM สูงกว่ากำลังผลิตรวมของ Samsung, SK hynix และ Micron อาจทำให้เกิดคอขวดต่อเนื่อง ‼️ ความท้าทายด้านการแข่งขัน ⛔ SK hynix ยังคงเป็นผู้นำตลาด และอาจเร่งเปิดตัว HBM4E เพื่อตอบโต้ ⛔ หาก Samsungไม่สามารถรักษาคุณภาพและ yield rate ของ HBM4 ได้ อาจเสียโมเมนตัมอีกครั้ง https://wccftech.com/the-tables-are-turning-for-samsung-in-the-hbm-market/
    WCCFTECH.COM
    The Tables Are Turning for Samsung in the HBM Market, as It Has Now Overtaken Micron After Recent HBM3E & HBM4 Breakthroughs
    Samsung's HBM business has managed to make a massive comeback, as the firm now sees its quarterly market share surpassing that of Micron's.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 294 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไต้หวันพิจารณากฎ N-2 สำหรับการส่งออก

    รัฐบาลไต้หวันกังวลว่าการขยายโรงงานของ TSMC ในสหรัฐฯ อาจทำให้ความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศลดลง จึงเสนอ N-2 rule ที่อนุญาตให้ส่งออกเฉพาะเทคโนโลยีที่ล้าหลังจากระดับสูงสุดในประเทศอย่างน้อยสองเจเนอเรชัน เดิมทีใช้กฎ N-1 ที่อนุญาตให้ส่งออกเทคโนโลยีที่ล้าหลังเพียงหนึ่งเจเนอเรชัน

    ผลกระทบต่อการขยายโรงงานในสหรัฐฯ
    หากกฎใหม่ถูกบังคับใช้ โรงงาน Fab 21 ของ TSMC ในรัฐแอริโซนา ซึ่งปัจจุบันผลิตชิปที่ระดับ N4/N5 จะยังสอดคล้องกับกฎ แต่เมื่อโรงงานเฟส 2 เริ่มผลิตที่ระดับ N3 ในปี 2027 อาจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เพราะ N3 ถือว่าล้าหลังเพียงหนึ่งเจเนอเรชันจาก N2 ที่จะผลิตในไต้หวัน

    มิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
    การจำกัดการส่งออกนี้สะท้อนถึงความพยายามของไต้หวันในการรักษาความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีและป้องกันการสูญเสียทรัพยากรบุคคลด้าน R&D ไปต่างประเทศ รัฐบาลยังเน้นว่าบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการรั่วไหลของทรัพย์สินทางปัญญา

    ข้อควรระวังและความท้าทาย
    แม้กฎนี้จะช่วยรักษาความเป็นผู้นำของไต้หวัน แต่ก็อาจทำให้การลงทุนในสหรัฐฯ ชะลอตัว และกระทบต่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ อีกทั้งยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับลูกค้าและพันธมิตรที่ต้องการใช้เทคโนโลยีล่าสุดในตลาดโลก

    สรุปเป็นหัวข้อ
    กฎ N-2 ที่เสนอโดยไต้หวัน
    อนุญาตให้ส่งออกเทคโนโลยีที่ล้าหลังอย่างน้อย 2 เจเนอเรชัน
    เดิมใช้กฎ N-1 ที่ล้าหลังเพียง 1 เจเนอเรชัน

    ผลกระทบต่อโรงงานในสหรัฐฯ
    Fab 21 เฟส 1 (N4/N5) ยังสอดคล้องกับกฎ
    Fab 21 เฟส 2 (N3) ในปี 2027 อาจไม่สอดคล้อง

    มิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
    รักษาความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีของไต้หวัน
    ควบคุมบุคลากร R&D และป้องกันการรั่วไหลของ IP

    คำเตือนและความท้าทาย
    อาจทำให้การลงทุนในสหรัฐฯ ชะลอตัว
    กระทบต่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ
    สร้างความไม่แน่นอนให้กับลูกค้าและพันธมิตร

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/taiwan-considers-tsmc-export-ban-that-would-prevent-manufacturing-its-newest-chip-nodes-in-u-s-limit-exports-to-two-generations-behind-leading-edge-nodes-could-slow-down-u-s-expansion
    🏭 ไต้หวันพิจารณากฎ N-2 สำหรับการส่งออก รัฐบาลไต้หวันกังวลว่าการขยายโรงงานของ TSMC ในสหรัฐฯ อาจทำให้ความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศลดลง จึงเสนอ N-2 rule ที่อนุญาตให้ส่งออกเฉพาะเทคโนโลยีที่ล้าหลังจากระดับสูงสุดในประเทศอย่างน้อยสองเจเนอเรชัน เดิมทีใช้กฎ N-1 ที่อนุญาตให้ส่งออกเทคโนโลยีที่ล้าหลังเพียงหนึ่งเจเนอเรชัน ⚡ ผลกระทบต่อการขยายโรงงานในสหรัฐฯ หากกฎใหม่ถูกบังคับใช้ โรงงาน Fab 21 ของ TSMC ในรัฐแอริโซนา ซึ่งปัจจุบันผลิตชิปที่ระดับ N4/N5 จะยังสอดคล้องกับกฎ แต่เมื่อโรงงานเฟส 2 เริ่มผลิตที่ระดับ N3 ในปี 2027 อาจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เพราะ N3 ถือว่าล้าหลังเพียงหนึ่งเจเนอเรชันจาก N2 ที่จะผลิตในไต้หวัน 🌐 มิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การจำกัดการส่งออกนี้สะท้อนถึงความพยายามของไต้หวันในการรักษาความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีและป้องกันการสูญเสียทรัพยากรบุคคลด้าน R&D ไปต่างประเทศ รัฐบาลยังเน้นว่าบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการรั่วไหลของทรัพย์สินทางปัญญา ⚠️ ข้อควรระวังและความท้าทาย แม้กฎนี้จะช่วยรักษาความเป็นผู้นำของไต้หวัน แต่ก็อาจทำให้การลงทุนในสหรัฐฯ ชะลอตัว และกระทบต่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ อีกทั้งยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับลูกค้าและพันธมิตรที่ต้องการใช้เทคโนโลยีล่าสุดในตลาดโลก 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ กฎ N-2 ที่เสนอโดยไต้หวัน ➡️ อนุญาตให้ส่งออกเทคโนโลยีที่ล้าหลังอย่างน้อย 2 เจเนอเรชัน ➡️ เดิมใช้กฎ N-1 ที่ล้าหลังเพียง 1 เจเนอเรชัน ✅ ผลกระทบต่อโรงงานในสหรัฐฯ ➡️ Fab 21 เฟส 1 (N4/N5) ยังสอดคล้องกับกฎ ➡️ Fab 21 เฟส 2 (N3) ในปี 2027 อาจไม่สอดคล้อง ✅ มิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ➡️ รักษาความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีของไต้หวัน ➡️ ควบคุมบุคลากร R&D และป้องกันการรั่วไหลของ IP ‼️ คำเตือนและความท้าทาย ⛔ อาจทำให้การลงทุนในสหรัฐฯ ชะลอตัว ⛔ กระทบต่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ ⛔ สร้างความไม่แน่นอนให้กับลูกค้าและพันธมิตร https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/taiwan-considers-tsmc-export-ban-that-would-prevent-manufacturing-its-newest-chip-nodes-in-u-s-limit-exports-to-two-generations-behind-leading-edge-nodes-could-slow-down-u-s-expansion
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 368 มุมมอง 0 รีวิว
  • หน่วยความจำ DDR5 รุ่นใหม่ที่ผ่านการรับรองจาก Intel

    SK hynix ประกาศว่าโมดูล DDR5 RDIMM ขนาด 256GB ที่ใช้ชิปหน่วยความจำ 32Gb บนกระบวนการผลิต 1b (5th Gen 10nm-class) ได้รับการรับรองจาก Intel Data Center Certified เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม จุดเด่นคือการรวมความจุสูงเข้ากับการใช้พลังงานต่ำและประสิทธิภาพสูง ซึ่งเหมาะกับเซิร์ฟเวอร์ AI และระบบ hyperscale cloud ที่ต้องการทั้งความเร็วและความคุ้มค่า

    ประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน
    โมดูล DDR5 รุ่นใหม่นี้สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 18% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ 256GB รุ่นก่อนหน้า โดยเฉลี่ยแล้วจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 32.4W ต่อเครื่อง Xeon 6 แบบ single-CPU ซึ่งหากนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูลที่มีเครื่องนับหมื่นเครื่อง จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้หลายล้านดอลลาร์ต่อปี

    ผลกระทบต่อศูนย์ข้อมูลและ AI workloads
    AI servers ใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาลทั้ง HBM และ DDR5 SDRAM การลดพลังงานในระดับโมดูลจึงมีผลกระทบมหาศาลต่อการดำเนินงาน โดยเฉพาะ hyperscale data centers ที่ต้องการทั้ง throughput สูงและการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ การรับรองจาก Intel ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรที่ต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    แม้จะมีการประหยัดพลังงานที่ชัดเจน แต่การใช้โมดูลความจุสูงเช่นนี้ยังมีต้นทุนที่สูง และอาจไม่เหมาะกับ workload ที่ไม่ได้ต้องการหน่วยความจำขนาดใหญ่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปใช้ DDR5 รุ่นใหม่ยังต้องพิจารณาความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่

    สรุปเป็นหัวข้อ
    การรับรองจาก Intel
    SK hynix 256GB DDR5 RDIMM ผ่าน Intel Data Center Certified
    ใช้ชิป 32Gb บนกระบวนการผลิต 1b

    ประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน
    ลดการใช้พลังงานได้ 18% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
    ประหยัดได้ 32.4W ต่อเครื่อง Xeon 6

    ผลกระทบต่อศูนย์ข้อมูล
    ลดค่าใช้จ่ายมหาศาลใน hyperscale data centers
    เหมาะกับ AI workloads ที่ต้องการ throughput สูง

    ข้อควรระวัง
    ราคาสูง อาจไม่เหมาะกับ workload ที่ไม่ต้องการหน่วยความจำขนาดใหญ่
    ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/dram/intel-certified-256-gb-ddr5-stick-could-cut-xeon-memory-power-by-18-percent-saving-millions-of-dollars-a-32w-per-socket-reduction-could-save-millions-per-hyperscale-data-center
    🖥️ หน่วยความจำ DDR5 รุ่นใหม่ที่ผ่านการรับรองจาก Intel SK hynix ประกาศว่าโมดูล DDR5 RDIMM ขนาด 256GB ที่ใช้ชิปหน่วยความจำ 32Gb บนกระบวนการผลิต 1b (5th Gen 10nm-class) ได้รับการรับรองจาก Intel Data Center Certified เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม จุดเด่นคือการรวมความจุสูงเข้ากับการใช้พลังงานต่ำและประสิทธิภาพสูง ซึ่งเหมาะกับเซิร์ฟเวอร์ AI และระบบ hyperscale cloud ที่ต้องการทั้งความเร็วและความคุ้มค่า ⚡ ประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน โมดูล DDR5 รุ่นใหม่นี้สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 18% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ 256GB รุ่นก่อนหน้า โดยเฉลี่ยแล้วจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 32.4W ต่อเครื่อง Xeon 6 แบบ single-CPU ซึ่งหากนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูลที่มีเครื่องนับหมื่นเครื่อง จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้หลายล้านดอลลาร์ต่อปี 🌐 ผลกระทบต่อศูนย์ข้อมูลและ AI workloads AI servers ใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาลทั้ง HBM และ DDR5 SDRAM การลดพลังงานในระดับโมดูลจึงมีผลกระทบมหาศาลต่อการดำเนินงาน โดยเฉพาะ hyperscale data centers ที่ต้องการทั้ง throughput สูงและการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ การรับรองจาก Intel ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรที่ต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ⚠️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด แม้จะมีการประหยัดพลังงานที่ชัดเจน แต่การใช้โมดูลความจุสูงเช่นนี้ยังมีต้นทุนที่สูง และอาจไม่เหมาะกับ workload ที่ไม่ได้ต้องการหน่วยความจำขนาดใหญ่ นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปใช้ DDR5 รุ่นใหม่ยังต้องพิจารณาความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่ 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ การรับรองจาก Intel ➡️ SK hynix 256GB DDR5 RDIMM ผ่าน Intel Data Center Certified ➡️ ใช้ชิป 32Gb บนกระบวนการผลิต 1b ✅ ประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน ➡️ ลดการใช้พลังงานได้ 18% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ➡️ ประหยัดได้ 32.4W ต่อเครื่อง Xeon 6 ✅ ผลกระทบต่อศูนย์ข้อมูล ➡️ ลดค่าใช้จ่ายมหาศาลใน hyperscale data centers ➡️ เหมาะกับ AI workloads ที่ต้องการ throughput สูง ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ ราคาสูง อาจไม่เหมาะกับ workload ที่ไม่ต้องการหน่วยความจำขนาดใหญ่ ⛔ ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ https://www.tomshardware.com/pc-components/dram/intel-certified-256-gb-ddr5-stick-could-cut-xeon-memory-power-by-18-percent-saving-millions-of-dollars-a-32w-per-socket-reduction-could-save-millions-per-hyperscale-data-center
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 285 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20251218 #TechRadar

    มินิพีซีราคาสุดคุ้มที่ AI ยังยกนิ้วให้
    เรื่องนี้เล่าถึงการท้าทายตัวเองของนักเขียนที่พยายามประกอบคอมให้แรงกว่ามินิพีซี Machenike ที่ขายในราคาเพียง 379 ดอลลาร์ แต่สุดท้ายกลับแพ้ เพราะแค่ CPU และ RAM ก็เกือบเท่าราคาทั้งเครื่องแล้ว เมื่อรวมทุกชิ้นส่วน ค่าใช้จ่ายพุ่งไปเกือบ 570 ดอลลาร์ ยังไม่รวมค่าไลเซนส์ Windows อีก ทำให้เห็นชัดว่าการซื้อเครื่องสำเร็จรูปในช่วงที่ตลาดชิ้นส่วนแพงขึ้นนั้นคุ้มกว่าเยอะ AI อย่าง ChatGPT ถึงกับบอกว่า “คุ้มสุด ๆ” ส่วน Gemini ก็ว่า “ราคานี้บ้าไปแล้ว” สรุปคือใครที่อยากได้เครื่องแรง ๆ ในงบจำกัด การซื้อสำเร็จรูปคือทางเลือกที่ไม่เสียเวลาและไม่เจ็บกระเป๋า
    https://www.techradar.com/pro/chatgpt-calls-this-mini-pc-a-steal-while-gemini-says-its-insane-value-for-money-meet-the-usd379-amd-ryzen-7-8745hs-powerhouse-that-ai-is-raving-about

    ปัญหา Windows ล่าสุดที่ทำธุรกิจปวดหัว
    Microsoft ออกแพตช์ประจำเดือนธันวาคม แต่ดันทำให้บริการ MSMQ บน Windows Server และ Windows 10 สำหรับองค์กรมีปัญหา ส่งผลให้แอปและเว็บไซต์ที่ใช้ IIS ทำงานผิดพลาด ทั้งคิวที่ไม่ทำงาน การเขียนข้อมูลล้มเหลว และข้อความแจ้งว่า “ทรัพยากรไม่เพียงพอ” ทั้งที่จริง ๆ มีอยู่เต็ม ๆ ตอนนี้ Microsoft ยังไม่มีแพตช์แก้ไขถาวร แต่แนะนำให้ธุรกิจติดต่อฝ่ายสนับสนุนโดยตรงเพื่อหาทางแก้หรือย้อนกลับการอัปเดตไปก่อน
    https://www.techradar.com/pro/security/having-windows-app-issues-microsoft-is-making-businesses-reach-out-directly-to-get-a-fix

    สิ่งที่ต้องจำเมื่อใช้แชตบอท AI
    บทความนี้เตือนว่าเวลาคุยกับแชตบอท AI อย่าลืมว่าข้อมูลที่เราพิมพ์ไปอาจไม่หายไปไหน บางครั้งบริษัทที่พัฒนา AI มีทีมงานที่เห็นข้อมูลจริง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น วันเกิดหรือเลขบัญชี หากไม่ได้ลบออกก่อน การแชร์เอกสารทั้งฉบับกับบอทก็เสี่ยงมาก เพราะข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลต่อไปโดยไม่รู้ตัว ผู้เขียนจึงย้ำว่าทั้งธุรกิจและผู้ใช้ต้องมีวินัยในการจัดการข้อมูล ไม่ใช่แค่ปิดบัง แต่ต้องลบให้ถาวรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในยุคที่ AI ถูกใช้แพร่หลาย
    https://www.techradar.com/pro/5-things-businesses-and-users-should-remember-when-using-ai-chatbots

    ช่องโหว่เก่าของ Asus ที่ยังตามหลอกหลอน
    CISA ของสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนถึงช่องโหว่ในโปรแกรม Asus Live Update ที่เคยถูกโจมตีตั้งแต่ปี 2018–2019 โดยมีการฝังโค้ดอันตรายลงในเซิร์ฟเวอร์อัปเดต ทำให้เครื่องที่ดาวน์โหลดตัวติดตั้งบางรุ่นถูกควบคุมได้ ช่องโหว่นี้ถูกจัดเป็นระดับวิกฤติ และหน่วยงานรัฐต้องแก้ไขภายในต้นเดือนมกราคม แม้โปรแกรมจะหมดการสนับสนุนไปแล้ว แต่ก็ยังมีผลกับเครื่องที่ใช้เวอร์ชันเก่า ๆ องค์กรเอกชนก็ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตหรือหยุดใช้งานเช่นกัน
    https://www.techradar.com/pro/security/cisa-reveals-warning-on-asus-software-flaw-heres-what-you-need-to-do-to-stay-safe

    กริ่งประตู Ring ที่พูดตอบเองได้ด้วย Alexa+
    Ring เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Alexa+ Greetings ที่ใช้ AI ช่วยตอบคนที่มากดกริ่ง โดยมันสามารถแยกแยะว่าใครมา เช่น คนส่งของ เพื่อน หรือแม้แต่เซลส์แมน แล้วตอบกลับตามคำสั่งที่เจ้าของตั้งไว้ เช่น บอกให้วางพัสดุไว้หลังบ้าน หรือปฏิเสธการขายตรงอย่างสุภาพ ฟีเจอร์นี้ยังสามารถตอบคำถามต่อเนื่องได้ เช่น ถ้าต้องเซ็นรับของ Alexa+ ก็จะบอกให้ส่งกลับไปที่ศูนย์ ฟีเจอร์กำลังทยอยเปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ และแคนาดา ถือเป็นการยกระดับความสะดวกสบายของบ้านอัจฉริยะอีกขั้น
    https://www.techradar.com/home/smart-home/your-ring-doorbell-can-now-use-alexa-to-identify-whos-calling-and-give-them-an-appropriate-greeting

    ช่องโหว่ใหม่ใน Cisco ที่ถูกโจมตีแล้ว
    Cisco ออกมาเตือนว่ามีการค้นพบช่องโหว่แบบ zero-day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์จากจีนเป็นผู้เกี่ยวข้อง ช่องโหว่นี้กระทบกับลูกค้าที่ใช้ซอฟต์แวร์ของ Cisco ทำให้ระบบถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นภัยร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นจริง และ Cisco กำลังเร่งออกแพตช์แก้ไขเพื่อป้องกันการโจมตีเพิ่มเติม
    https://www.techradar.com/pro/security/cisco-says-chinese-hackers-are-exploiting-its-customers-with-a-new-zero-day

    รีวิว Agile CRM ปี 2026
    Agile CRM ถูกรีวิวอีกครั้งในปี 2026 โดยเน้นไปที่การใช้งานสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง จุดเด่นคือการรวมเครื่องมือด้านการตลาด การขาย และการบริการลูกค้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ทีมงานสามารถติดตามลูกค้าได้ครบวงจร แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านการปรับแต่งและการรองรับการขยายตัวสำหรับองค์กรใหญ่ รีวิวนี้จึงชี้ว่า Agile CRM เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการโซลูชันครบวงจรในราคาที่เข้าถึงได้
    https://www.techradar.com/pro/software-services/agile-crm-review

    จาก SaaS สู่ AI: การเปลี่ยนแปลงที่ผู้นำต้องเผชิญ
    บทความนี้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมที่ผู้นำองค์กรต้องรับมือ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจาก SaaS ไปสู่การใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องมือ แต่ยังรวมถึงการปรับตัวของทีมงาน วัฒนธรรมองค์กร และการกำกับดูแล การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบ
    https://www.techradar.com/pro/from-saas-to-ai-the-technological-and-cultural-shifts-leaders-must-confront

    โค้ดที่ AI สร้างมีบั๊กมากกว่ามนุษย์
    รายงานล่าสุดชี้ว่าโค้ดที่สร้างโดย AI มีแนวโน้มจะมีบั๊กและข้อผิดพลาดมากกว่าที่มนุษย์เขียนเอง แม้ AI จะช่วยให้การพัฒนาเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้ทีมงานต้องเสียเวลาในการตรวจสอบและแก้ไขมากขึ้น บทความนี้จึงเตือนว่าการใช้ AI ในการเขียนโค้ดควรถูกมองเป็นเครื่องมือช่วย ไม่ใช่การแทนที่นักพัฒนา
    https://www.techradar.com/pro/security/ai-generated-code-contains-more-bugs-and-errors-than-human-output

    รีวิว Geekom AX8 Max mini PC
    Geekom AX8 Max mini PC ถูกรีวิวโดยเน้นไปที่ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในเครื่องเล็ก ๆ รุ่นนี้มาพร้อมสเปกที่ตอบโจทย์ทั้งงานทั่วไปและการใช้งานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงในขนาดกะทัดรัด ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากได้เครื่องเล็กแต่แรง
    https://www.techradar.com/computing/geekom-ax8-max-mini-pc-review

    Google Maps เข้าใจคำพูดด้วย Gemini
    ผู้เขียนทดลองใช้ Gemini คุยกับ Google Maps ด้วยเสียง พบว่ามันสามารถตีความคำพูดที่ซับซ้อน เช่น “พาไปที่ร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ ๆ และเปิดตอนนี้” ได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่แค่เส้นทาง แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขเพิ่มเติม ทำให้การใช้งานแผนที่สะดวกขึ้นมาก ถือเป็นการยกระดับจากการพิมพ์หรือกดเลือกไปสู่การสื่อสารแบบธรรมชาติ
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/i-tried-talking-to-google-maps-with-gemini-and-it-actually-understood-what-i-wanted

    Ford เปลี่ยนโฟกัสจากรถไฟฟ้าไปสู่แบตเตอรี่ยักษ์
    Ford กำลังปรับกลยุทธ์จากการผลิตรถบรรทุกไฟฟ้าไปสู่การสร้างระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อใช้กับโครงข่ายไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วสหรัฐฯ โดยมีแผนสร้างกำลังการผลิตถึง 20GWh การเปลี่ยนทิศนี้สะท้อนว่าตลาดรถไฟฟ้าอาจไม่ใช่เส้นทางเดียว แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานก็เป็นโอกาสใหม่ที่ใหญ่ไม่แพ้กัน
    https://www.techradar.com/pro/ford-is-switching-some-battery-focus-from-cars-to-data-centers-with-plans-for-huge-20gwh-capacity

    คนรุ่นใหม่หลงรัก Microsoft Excel
    ผลสำรวจเผยว่าคนทำงานสายการเงินรุ่นใหม่มีความผูกพันกับ Excel มากกว่ารุ่นก่อน ๆ แม้จะมีเครื่องมือคู่แข่งออกมาแข่งหลายสิบปี แต่ Excel ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่พวกเขาเลือกใช้ ความภักดีนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความคุ้นเคยที่ฝังลึกในวัฒนธรรมการทำงาน
    https://www.techradar.com/pro/security/more-than-half-of-workers-say-they-really-love-excel-and-surprisingly-enough-its-younger-workers-who-are-apparently-more-infatuated

    Nex Playground คอนโซลราคาประหยัดสำหรับครอบครัว
    รีวิว Nex Playground ชี้ว่าเป็นเครื่องเล่นเกมที่ราคาถูกกว่า แต่ยังมอบประสบการณ์สนุกสำหรับทุกคนในบ้าน แม้จะไม่แรงเท่าคอนโซลใหญ่ แต่ก็เพียงพอสำหรับเกมที่เล่นร่วมกัน ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับครอบครัวที่อยากได้ความบันเทิงโดยไม่ต้องจ่ายแพง
    https://www.techradar.com/gaming/nex-playground-review

    ระวังอีเมลปลอมจาก PayPal
    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามีการใช้ระบบสมัครสมาชิกของ PayPal ในทางที่ผิด ส่งอีเมลปลอมแจ้งการซื้อเพื่อหลอกให้ผู้ใช้กดลิงก์หรือให้ข้อมูลส่วนตัว แม้จะดูเหมือนอีเมลจริง แต่จริง ๆ เป็นการฟิชชิ่งที่อันตราย ผู้ใช้จึงต้องตรวจสอบทุกครั้งก่อนคลิกลิงก์หรือยืนยันการชำระเงิน
    https://www.techradar.com/pro/security/paypal-user-beware-experts-warn-subscriptions-being-abused-to-send-fake-purchase-emails

    Urban VPN Proxy แอบสอดส่องผู้ใช้
    มีการเปิดเผยว่า Urban VPN Proxy ซึ่งเป็นบริการฟรี กำลังถูกใช้เพื่อสอดแนมข้อมูลผู้ใช้ โดยเก็บข้อมูลการใช้งานและอาจส่งต่อไปยังบุคคลที่สาม ทำให้ผู้ใช้ที่คิดว่าได้ความปลอดภัยจาก VPN กลับเสี่ยงต่อการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว บทความนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ VPN ฟรี และเลือกบริการที่มีความน่าเชื่อถือแทน
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/urban-vpn-proxy-is-the-latest-free-vpn-spying-on-users-heres-how-to-stay-safe

    Proton VPN รองรับ Linux มากขึ้น
    Proton VPN ได้ขยายการรองรับไปยังอุปกรณ์ Linux เพิ่มเติม ทำให้ผู้ใช้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้สามารถติดตั้งและใช้งานแอปอย่างเป็นทางการได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ที่ต้องการเชื่อมต่อ VPN บนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/official-proton-vpn-app-lands-on-even-more-linux-devices

    📌📡🟠 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟠📡📌 #รวมข่าวIT #20251218 #TechRadar 🖥️ มินิพีซีราคาสุดคุ้มที่ AI ยังยกนิ้วให้ เรื่องนี้เล่าถึงการท้าทายตัวเองของนักเขียนที่พยายามประกอบคอมให้แรงกว่ามินิพีซี Machenike ที่ขายในราคาเพียง 379 ดอลลาร์ แต่สุดท้ายกลับแพ้ เพราะแค่ CPU และ RAM ก็เกือบเท่าราคาทั้งเครื่องแล้ว เมื่อรวมทุกชิ้นส่วน ค่าใช้จ่ายพุ่งไปเกือบ 570 ดอลลาร์ ยังไม่รวมค่าไลเซนส์ Windows อีก ทำให้เห็นชัดว่าการซื้อเครื่องสำเร็จรูปในช่วงที่ตลาดชิ้นส่วนแพงขึ้นนั้นคุ้มกว่าเยอะ AI อย่าง ChatGPT ถึงกับบอกว่า “คุ้มสุด ๆ” ส่วน Gemini ก็ว่า “ราคานี้บ้าไปแล้ว” สรุปคือใครที่อยากได้เครื่องแรง ๆ ในงบจำกัด การซื้อสำเร็จรูปคือทางเลือกที่ไม่เสียเวลาและไม่เจ็บกระเป๋า 🔗 https://www.techradar.com/pro/chatgpt-calls-this-mini-pc-a-steal-while-gemini-says-its-insane-value-for-money-meet-the-usd379-amd-ryzen-7-8745hs-powerhouse-that-ai-is-raving-about ⚠️ ปัญหา Windows ล่าสุดที่ทำธุรกิจปวดหัว Microsoft ออกแพตช์ประจำเดือนธันวาคม แต่ดันทำให้บริการ MSMQ บน Windows Server และ Windows 10 สำหรับองค์กรมีปัญหา ส่งผลให้แอปและเว็บไซต์ที่ใช้ IIS ทำงานผิดพลาด ทั้งคิวที่ไม่ทำงาน การเขียนข้อมูลล้มเหลว และข้อความแจ้งว่า “ทรัพยากรไม่เพียงพอ” ทั้งที่จริง ๆ มีอยู่เต็ม ๆ ตอนนี้ Microsoft ยังไม่มีแพตช์แก้ไขถาวร แต่แนะนำให้ธุรกิจติดต่อฝ่ายสนับสนุนโดยตรงเพื่อหาทางแก้หรือย้อนกลับการอัปเดตไปก่อน 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/having-windows-app-issues-microsoft-is-making-businesses-reach-out-directly-to-get-a-fix 🤖 สิ่งที่ต้องจำเมื่อใช้แชตบอท AI บทความนี้เตือนว่าเวลาคุยกับแชตบอท AI อย่าลืมว่าข้อมูลที่เราพิมพ์ไปอาจไม่หายไปไหน บางครั้งบริษัทที่พัฒนา AI มีทีมงานที่เห็นข้อมูลจริง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น วันเกิดหรือเลขบัญชี หากไม่ได้ลบออกก่อน การแชร์เอกสารทั้งฉบับกับบอทก็เสี่ยงมาก เพราะข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลต่อไปโดยไม่รู้ตัว ผู้เขียนจึงย้ำว่าทั้งธุรกิจและผู้ใช้ต้องมีวินัยในการจัดการข้อมูล ไม่ใช่แค่ปิดบัง แต่ต้องลบให้ถาวรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในยุคที่ AI ถูกใช้แพร่หลาย 🔗 https://www.techradar.com/pro/5-things-businesses-and-users-should-remember-when-using-ai-chatbots 🔒 ช่องโหว่เก่าของ Asus ที่ยังตามหลอกหลอน CISA ของสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนถึงช่องโหว่ในโปรแกรม Asus Live Update ที่เคยถูกโจมตีตั้งแต่ปี 2018–2019 โดยมีการฝังโค้ดอันตรายลงในเซิร์ฟเวอร์อัปเดต ทำให้เครื่องที่ดาวน์โหลดตัวติดตั้งบางรุ่นถูกควบคุมได้ ช่องโหว่นี้ถูกจัดเป็นระดับวิกฤติ และหน่วยงานรัฐต้องแก้ไขภายในต้นเดือนมกราคม แม้โปรแกรมจะหมดการสนับสนุนไปแล้ว แต่ก็ยังมีผลกับเครื่องที่ใช้เวอร์ชันเก่า ๆ องค์กรเอกชนก็ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตหรือหยุดใช้งานเช่นกัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/cisa-reveals-warning-on-asus-software-flaw-heres-what-you-need-to-do-to-stay-safe 🏠 กริ่งประตู Ring ที่พูดตอบเองได้ด้วย Alexa+ Ring เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ Alexa+ Greetings ที่ใช้ AI ช่วยตอบคนที่มากดกริ่ง โดยมันสามารถแยกแยะว่าใครมา เช่น คนส่งของ เพื่อน หรือแม้แต่เซลส์แมน แล้วตอบกลับตามคำสั่งที่เจ้าของตั้งไว้ เช่น บอกให้วางพัสดุไว้หลังบ้าน หรือปฏิเสธการขายตรงอย่างสุภาพ ฟีเจอร์นี้ยังสามารถตอบคำถามต่อเนื่องได้ เช่น ถ้าต้องเซ็นรับของ Alexa+ ก็จะบอกให้ส่งกลับไปที่ศูนย์ ฟีเจอร์กำลังทยอยเปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ และแคนาดา ถือเป็นการยกระดับความสะดวกสบายของบ้านอัจฉริยะอีกขั้น 🔗 https://www.techradar.com/home/smart-home/your-ring-doorbell-can-now-use-alexa-to-identify-whos-calling-and-give-them-an-appropriate-greeting 🛡️ ช่องโหว่ใหม่ใน Cisco ที่ถูกโจมตีแล้ว Cisco ออกมาเตือนว่ามีการค้นพบช่องโหว่แบบ zero-day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์จากจีนเป็นผู้เกี่ยวข้อง ช่องโหว่นี้กระทบกับลูกค้าที่ใช้ซอฟต์แวร์ของ Cisco ทำให้ระบบถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นภัยร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นจริง และ Cisco กำลังเร่งออกแพตช์แก้ไขเพื่อป้องกันการโจมตีเพิ่มเติม 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/cisco-says-chinese-hackers-are-exploiting-its-customers-with-a-new-zero-day 📊 รีวิว Agile CRM ปี 2026 Agile CRM ถูกรีวิวอีกครั้งในปี 2026 โดยเน้นไปที่การใช้งานสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง จุดเด่นคือการรวมเครื่องมือด้านการตลาด การขาย และการบริการลูกค้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ทีมงานสามารถติดตามลูกค้าได้ครบวงจร แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านการปรับแต่งและการรองรับการขยายตัวสำหรับองค์กรใหญ่ รีวิวนี้จึงชี้ว่า Agile CRM เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการโซลูชันครบวงจรในราคาที่เข้าถึงได้ 🔗 https://www.techradar.com/pro/software-services/agile-crm-review 🌐 จาก SaaS สู่ AI: การเปลี่ยนแปลงที่ผู้นำต้องเผชิญ บทความนี้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมที่ผู้นำองค์กรต้องรับมือ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจาก SaaS ไปสู่การใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องมือ แต่ยังรวมถึงการปรับตัวของทีมงาน วัฒนธรรมองค์กร และการกำกับดูแล การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบ 🔗 https://www.techradar.com/pro/from-saas-to-ai-the-technological-and-cultural-shifts-leaders-must-confront 🐞 โค้ดที่ AI สร้างมีบั๊กมากกว่ามนุษย์ รายงานล่าสุดชี้ว่าโค้ดที่สร้างโดย AI มีแนวโน้มจะมีบั๊กและข้อผิดพลาดมากกว่าที่มนุษย์เขียนเอง แม้ AI จะช่วยให้การพัฒนาเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้ทีมงานต้องเสียเวลาในการตรวจสอบและแก้ไขมากขึ้น บทความนี้จึงเตือนว่าการใช้ AI ในการเขียนโค้ดควรถูกมองเป็นเครื่องมือช่วย ไม่ใช่การแทนที่นักพัฒนา 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/ai-generated-code-contains-more-bugs-and-errors-than-human-output 💻 รีวิว Geekom AX8 Max mini PC Geekom AX8 Max mini PC ถูกรีวิวโดยเน้นไปที่ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในเครื่องเล็ก ๆ รุ่นนี้มาพร้อมสเปกที่ตอบโจทย์ทั้งงานทั่วไปและการใช้งานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงในขนาดกะทัดรัด ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากได้เครื่องเล็กแต่แรง 🔗 https://www.techradar.com/computing/geekom-ax8-max-mini-pc-review 🗺️ Google Maps เข้าใจคำพูดด้วย Gemini ผู้เขียนทดลองใช้ Gemini คุยกับ Google Maps ด้วยเสียง พบว่ามันสามารถตีความคำพูดที่ซับซ้อน เช่น “พาไปที่ร้านกาแฟที่อยู่ใกล้ ๆ และเปิดตอนนี้” ได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่แค่เส้นทาง แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขเพิ่มเติม ทำให้การใช้งานแผนที่สะดวกขึ้นมาก ถือเป็นการยกระดับจากการพิมพ์หรือกดเลือกไปสู่การสื่อสารแบบธรรมชาติ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/i-tried-talking-to-google-maps-with-gemini-and-it-actually-understood-what-i-wanted 🔋 Ford เปลี่ยนโฟกัสจากรถไฟฟ้าไปสู่แบตเตอรี่ยักษ์ Ford กำลังปรับกลยุทธ์จากการผลิตรถบรรทุกไฟฟ้าไปสู่การสร้างระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อใช้กับโครงข่ายไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วสหรัฐฯ โดยมีแผนสร้างกำลังการผลิตถึง 20GWh การเปลี่ยนทิศนี้สะท้อนว่าตลาดรถไฟฟ้าอาจไม่ใช่เส้นทางเดียว แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานก็เป็นโอกาสใหม่ที่ใหญ่ไม่แพ้กัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/ford-is-switching-some-battery-focus-from-cars-to-data-centers-with-plans-for-huge-20gwh-capacity 📈 คนรุ่นใหม่หลงรัก Microsoft Excel ผลสำรวจเผยว่าคนทำงานสายการเงินรุ่นใหม่มีความผูกพันกับ Excel มากกว่ารุ่นก่อน ๆ แม้จะมีเครื่องมือคู่แข่งออกมาแข่งหลายสิบปี แต่ Excel ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่พวกเขาเลือกใช้ ความภักดีนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความคุ้นเคยที่ฝังลึกในวัฒนธรรมการทำงาน 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/more-than-half-of-workers-say-they-really-love-excel-and-surprisingly-enough-its-younger-workers-who-are-apparently-more-infatuated 🎮 Nex Playground คอนโซลราคาประหยัดสำหรับครอบครัว รีวิว Nex Playground ชี้ว่าเป็นเครื่องเล่นเกมที่ราคาถูกกว่า แต่ยังมอบประสบการณ์สนุกสำหรับทุกคนในบ้าน แม้จะไม่แรงเท่าคอนโซลใหญ่ แต่ก็เพียงพอสำหรับเกมที่เล่นร่วมกัน ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับครอบครัวที่อยากได้ความบันเทิงโดยไม่ต้องจ่ายแพง 🔗 https://www.techradar.com/gaming/nex-playground-review 💳 ระวังอีเมลปลอมจาก PayPal ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ามีการใช้ระบบสมัครสมาชิกของ PayPal ในทางที่ผิด ส่งอีเมลปลอมแจ้งการซื้อเพื่อหลอกให้ผู้ใช้กดลิงก์หรือให้ข้อมูลส่วนตัว แม้จะดูเหมือนอีเมลจริง แต่จริง ๆ เป็นการฟิชชิ่งที่อันตราย ผู้ใช้จึงต้องตรวจสอบทุกครั้งก่อนคลิกลิงก์หรือยืนยันการชำระเงิน 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/paypal-user-beware-experts-warn-subscriptions-being-abused-to-send-fake-purchase-emails 🌐 Urban VPN Proxy แอบสอดส่องผู้ใช้ มีการเปิดเผยว่า Urban VPN Proxy ซึ่งเป็นบริการฟรี กำลังถูกใช้เพื่อสอดแนมข้อมูลผู้ใช้ โดยเก็บข้อมูลการใช้งานและอาจส่งต่อไปยังบุคคลที่สาม ทำให้ผู้ใช้ที่คิดว่าได้ความปลอดภัยจาก VPN กลับเสี่ยงต่อการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว บทความนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ VPN ฟรี และเลือกบริการที่มีความน่าเชื่อถือแทน 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/urban-vpn-proxy-is-the-latest-free-vpn-spying-on-users-heres-how-to-stay-safe 🐧 Proton VPN รองรับ Linux มากขึ้น Proton VPN ได้ขยายการรองรับไปยังอุปกรณ์ Linux เพิ่มเติม ทำให้ผู้ใช้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้สามารถติดตั้งและใช้งานแอปอย่างเป็นทางการได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ที่ต้องการเชื่อมต่อ VPN บนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/official-proton-vpn-app-lands-on-even-more-linux-devices
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 853 มุมมอง 0 รีวิว
  • Texas Instruments เปิดโรงงานใหม่ ผลิตชิปวันละหลายสิบล้าน

    Texas Instruments (TI) ประกาศเปิดโรงงานผลิตเวเฟอร์ 300 มิลลิเมตร แห่งใหม่ที่เมือง Sherman รัฐเท็กซัส หลังจากลงทุนกว่า 60 พันล้านดอลลาร์ โดยโรงงานนี้ถือเป็นหนึ่งในสี่แห่งที่ TI วางแผนสร้างเพื่อเสริมกำลังการผลิตในสหรัฐฯ โรงงานแรก (SM1) เริ่มเดินเครื่องแล้ว และพร้อมส่งมอบชิปให้ลูกค้าในตลาดทันที

    โรงงาน SM1 จะเน้นผลิตชิปสำหรับระบบพลังงาน เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟส่องสว่างในรถยนต์ และระบบพลังงานในศูนย์ข้อมูล ไม่ได้มุ่งผลิตชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับคอมพิวเตอร์ขั้นสูงเหมือน Intel หรือ TSMC แต่จะเน้นตลาดที่ต้องการความเสถียรและการผลิตในปริมาณมหาศาล ซึ่ง TI มองว่าเป็นจุดแข็งของบริษัท

    การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “Made in USA” เพื่อเสริมความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ TI คาดว่าโรงงานทั้งสี่แห่งใน Sherman จะสร้างงานโดยตรงกว่า 3,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน TI ก็ทยอยปิดโรงงานเก่าที่ผลิตเวเฟอร์ 150 มิลลิเมตร เพื่อปรับสมดุลกำลังการผลิตไปสู่มาตรฐานใหม่

    นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตแล้ว TI ยังเน้นพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน เช่น การลดการใช้พลังงานขณะสแตนด์บาย การเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน และการลดสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) เพื่อให้ชิปที่ผลิตออกมามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และศูนย์ข้อมูลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    สรุปสาระสำคัญและคำเตือน
    การลงทุนครั้งใหญ่ของ TI
    มูลค่า 60 พันล้านดอลลาร์ สร้างโรงงาน 4 แห่งที่ Sherman, Texas

    โรงงาน SM1 เริ่มผลิตแล้ว
    เน้นชิปสำหรับระบบพลังงาน เช่น รถยนต์และศูนย์ข้อมูล

    ผลกระทบต่อการจ้างงาน
    คาดว่าจะสร้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่งในพื้นที่

    การปรับสมดุลกำลังการผลิต
    ปิดโรงงานเก่าที่ผลิตเวเฟอร์ 150 มม. เพื่อย้ายไปสู่มาตรฐาน 300 มม.

    การพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน
    ลดการใช้พลังงานสแตนด์บาย เพิ่มความหนาแน่น และลด EMI

    คำเตือนด้านการแข่งขันและห่วงโซ่อุปทาน
    TI ไม่ได้ผลิตชิปขั้นสูงสำหรับ AI หรือ HPC อาจเสียเปรียบในตลาดประสิทธิภาพสูง
    แม้จะช่วยเสริมความมั่นคง แต่การลงทุนมหาศาลยังเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดเซมิคอนดักเตอร์

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/new-texas-instruments-fab-will-pump-out-tens-of-millions-of-chips-per-day-first-300mm-fab-starts-production-after-usd60-billion-investment
    🏭 Texas Instruments เปิดโรงงานใหม่ ผลิตชิปวันละหลายสิบล้าน Texas Instruments (TI) ประกาศเปิดโรงงานผลิตเวเฟอร์ 300 มิลลิเมตร แห่งใหม่ที่เมือง Sherman รัฐเท็กซัส หลังจากลงทุนกว่า 60 พันล้านดอลลาร์ โดยโรงงานนี้ถือเป็นหนึ่งในสี่แห่งที่ TI วางแผนสร้างเพื่อเสริมกำลังการผลิตในสหรัฐฯ โรงงานแรก (SM1) เริ่มเดินเครื่องแล้ว และพร้อมส่งมอบชิปให้ลูกค้าในตลาดทันที โรงงาน SM1 จะเน้นผลิตชิปสำหรับระบบพลังงาน เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟส่องสว่างในรถยนต์ และระบบพลังงานในศูนย์ข้อมูล ไม่ได้มุ่งผลิตชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับคอมพิวเตอร์ขั้นสูงเหมือน Intel หรือ TSMC แต่จะเน้นตลาดที่ต้องการความเสถียรและการผลิตในปริมาณมหาศาล ซึ่ง TI มองว่าเป็นจุดแข็งของบริษัท การลงทุนครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “Made in USA” เพื่อเสริมความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ TI คาดว่าโรงงานทั้งสี่แห่งใน Sherman จะสร้างงานโดยตรงกว่า 3,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน TI ก็ทยอยปิดโรงงานเก่าที่ผลิตเวเฟอร์ 150 มิลลิเมตร เพื่อปรับสมดุลกำลังการผลิตไปสู่มาตรฐานใหม่ นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตแล้ว TI ยังเน้นพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน เช่น การลดการใช้พลังงานขณะสแตนด์บาย การเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน และการลดสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) เพื่อให้ชิปที่ผลิตออกมามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และศูนย์ข้อมูลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว 📌 สรุปสาระสำคัญและคำเตือน ✅ การลงทุนครั้งใหญ่ของ TI ➡️ มูลค่า 60 พันล้านดอลลาร์ สร้างโรงงาน 4 แห่งที่ Sherman, Texas ✅ โรงงาน SM1 เริ่มผลิตแล้ว ➡️ เน้นชิปสำหรับระบบพลังงาน เช่น รถยนต์และศูนย์ข้อมูล ✅ ผลกระทบต่อการจ้างงาน ➡️ คาดว่าจะสร้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่งในพื้นที่ ✅ การปรับสมดุลกำลังการผลิต ➡️ ปิดโรงงานเก่าที่ผลิตเวเฟอร์ 150 มม. เพื่อย้ายไปสู่มาตรฐาน 300 มม. ✅ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน ➡️ ลดการใช้พลังงานสแตนด์บาย เพิ่มความหนาแน่น และลด EMI ‼️ คำเตือนด้านการแข่งขันและห่วงโซ่อุปทาน ⛔ TI ไม่ได้ผลิตชิปขั้นสูงสำหรับ AI หรือ HPC อาจเสียเปรียบในตลาดประสิทธิภาพสูง ⛔ แม้จะช่วยเสริมความมั่นคง แต่การลงทุนมหาศาลยังเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/new-texas-instruments-fab-will-pump-out-tens-of-millions-of-chips-per-day-first-300mm-fab-starts-production-after-usd60-billion-investment
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 416 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ใช้พลังงานและน้ำมากกว่า Bitcoin Mining

    รายงานจาก Alex de Vries-Gao นักวิจัยจาก VU Amsterdam Institute for Environmental Studies ระบุว่า ความต้องการพลังงานของ AI อาจสูงถึง 23 กิกะวัตต์ในปี 2025 ซึ่งมากกว่าการใช้พลังงานของ Bitcoin mining ทั้งปี 2024 นอกจากนี้ยังคาดว่า AI จะใช้น้ำระหว่าง 312.5 ถึง 764.6 พันล้านลิตร สำหรับการระบายความร้อนในศูนย์ข้อมูล เทียบเท่ากับปริมาณน้ำดื่มบรรจุขวดที่คนทั้งโลกบริโภคในหนึ่งปี

    แม้ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นการประมาณ แต่ก็สะท้อนถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ที่ต้องใช้พลังงานและน้ำจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ไม่เปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรจริงในรายงานความยั่งยืน ทำให้การประเมินต้องอาศัยการคาดการณ์จากข้อมูลการลงทุนและการติดตั้งฮาร์ดแวร์

    ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงมาก โดยคาดว่า AI อาจสร้างคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 56 ล้านตันต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสิงคโปร์ทั้งประเทศในปี 2022 นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากไม่ได้รวมผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทาน เช่น การขุดแร่ การผลิตชิป และการกำจัดอุปกรณ์

    นักการเมืองในสหรัฐฯ เริ่มแสดงความกังวลต่อการใช้ทรัพยากรของ AI โดยมีการเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำอย่างละเอียด รวมถึงข้อเสนอให้ชะลอการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

    สรุปสาระสำคัญและคำเตือน
    การใช้พลังงานของ AI
    คาดว่าจะสูงถึง 23GW ในปี 2025 มากกว่า Bitcoin mining ปี 2024

    การใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน
    อยู่ระหว่าง 312.5–764.6 พันล้านลิตร เทียบเท่าน้ำดื่มบรรจุขวดที่คนทั้งโลกบริโภค

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    เฉลี่ย 56 ล้านตันต่อปี ใกล้เคียงกับการปล่อยของประเทศสิงคโปร์ในปี 2022

    ความโปร่งใสของบริษัทเทคโนโลยี
    ยังไม่เปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำในรายงานความยั่งยืน

    คำเตือนด้านสิ่งแวดล้อม
    ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากไม่ได้รวมผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทาน
    การขยายศูนย์ข้อมูล AI อาจกระทบต่อทรัพยากรน้ำและพลังงานของประชาชนในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/ai-surpasses-2024-bitcoin-mining-in-energy-usage-uses-more-h20-than-the-bottles-of-water-people-drink-globally-study-claims-says-ai-demand-could-hit-23gw-and-up-to-764-billion-liters-of-water-in-2025
    ⚡ AI ใช้พลังงานและน้ำมากกว่า Bitcoin Mining รายงานจาก Alex de Vries-Gao นักวิจัยจาก VU Amsterdam Institute for Environmental Studies ระบุว่า ความต้องการพลังงานของ AI อาจสูงถึง 23 กิกะวัตต์ในปี 2025 ซึ่งมากกว่าการใช้พลังงานของ Bitcoin mining ทั้งปี 2024 นอกจากนี้ยังคาดว่า AI จะใช้น้ำระหว่าง 312.5 ถึง 764.6 พันล้านลิตร สำหรับการระบายความร้อนในศูนย์ข้อมูล เทียบเท่ากับปริมาณน้ำดื่มบรรจุขวดที่คนทั้งโลกบริโภคในหนึ่งปี แม้ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นการประมาณ แต่ก็สะท้อนถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ที่ต้องใช้พลังงานและน้ำจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ไม่เปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรจริงในรายงานความยั่งยืน ทำให้การประเมินต้องอาศัยการคาดการณ์จากข้อมูลการลงทุนและการติดตั้งฮาร์ดแวร์ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงมาก โดยคาดว่า AI อาจสร้างคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 56 ล้านตันต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสิงคโปร์ทั้งประเทศในปี 2022 นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากไม่ได้รวมผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทาน เช่น การขุดแร่ การผลิตชิป และการกำจัดอุปกรณ์ นักการเมืองในสหรัฐฯ เริ่มแสดงความกังวลต่อการใช้ทรัพยากรของ AI โดยมีการเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำอย่างละเอียด รวมถึงข้อเสนอให้ชะลอการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง 📌 สรุปสาระสำคัญและคำเตือน ✅ การใช้พลังงานของ AI ➡️ คาดว่าจะสูงถึง 23GW ในปี 2025 มากกว่า Bitcoin mining ปี 2024 ✅ การใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน ➡️ อยู่ระหว่าง 312.5–764.6 พันล้านลิตร เทียบเท่าน้ำดื่มบรรจุขวดที่คนทั้งโลกบริโภค ✅ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ➡️ เฉลี่ย 56 ล้านตันต่อปี ใกล้เคียงกับการปล่อยของประเทศสิงคโปร์ในปี 2022 ✅ ความโปร่งใสของบริษัทเทคโนโลยี ➡️ ยังไม่เปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำในรายงานความยั่งยืน ‼️ คำเตือนด้านสิ่งแวดล้อม ⛔ ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากไม่ได้รวมผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทาน ⛔ การขยายศูนย์ข้อมูล AI อาจกระทบต่อทรัพยากรน้ำและพลังงานของประชาชนในอนาคต https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/ai-surpasses-2024-bitcoin-mining-in-energy-usage-uses-more-h20-than-the-bottles-of-water-people-drink-globally-study-claims-says-ai-demand-could-hit-23gw-and-up-to-764-billion-liters-of-water-in-2025
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 403 มุมมอง 0 รีวิว
  • วิกฤติหน่วยความจำ: Micron เตือน DRAM ขาดตลาดยาวถึงปี 2026

    Micron รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2026 พร้อมยืนยันว่าแม้จะปิดแบรนด์ Crucial ไปแล้ว แต่ความต้องการ DRAM และ NAND ยังคงสูงมาก โดยเฉพาะจากศูนย์ข้อมูล AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริษัททำรายได้สูงถึง 13.64 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 57% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็ยอมรับว่าจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เต็มที่ และคาดว่าการขาดแคลนจะยืดเยื้อต่อไปหลังปี 2026

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งใช้พื้นที่เวเฟอร์มากกว่า DDR5 ถึงสามเท่า ทำให้ทรัพยากรการผลิตตึงตัวมากขึ้น Micron คาดว่าตลาด HBM จะมีมูลค่าถึง 100 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 ซึ่งจะกลายเป็นตลาดใหญ่กว่าทั้ง DRAM ในปี 2024 การแข่งขันด้านการผลิตจึงเข้มข้นขึ้น และผู้ผลิตหลายรายเริ่มทำสัญญาระยะยาวเพื่อรักษาซัพพลาย

    Micron กำลังลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในไอดาโฮและนิวยอร์ก โดยโรงงานแรกจะเริ่มผลิตกลางปี 2027 ส่วนอีกแห่งจะเริ่มก่อสร้างในปี 2026 และคาดว่าจะผลิตจริงราวปี 2030 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขยายกำลังผลิต บริษัทก็ยังคาดว่าจะสามารถตอบสนองได้เพียงครึ่งถึงสองในสามของความต้องการลูกค้าหลักเท่านั้น

    ผลกระทบต่อผู้บริโภคเริ่มเห็นชัดเจนแล้ว ราคาของ DDR5 พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตบางรายเช่น Kingston เตือนว่าราคาจะยังคงปรับขึ้น ส่วน Sapphire คาดว่าราคาจะเริ่มทรงตัวในอีก 6–8 เดือน แต่ก็อาจไม่ใช่ระดับราคาที่ผู้ใช้ต้องการ นอกจากนี้ยังมีปัญหาสินค้าปลอมและการฉ้อโกงในตลาดออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นตามแรงกดดันของราคา

    สรุปสาระสำคัญและคำเตือน
    ผลประกอบการ Micron
    รายได้ไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2026 สูงถึง 13.64 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 57%

    การขาดแคลน DRAM ต่อเนื่อง
    Micron คาดว่าปัญหาจะยืดเยื้อไปหลังปี 2026 และตอบสนองได้เพียง 50–66% ของความต้องการ

    การเติบโตของตลาด HBM
    ใช้พื้นที่เวเฟอร์มากกว่า DDR5 ถึง 3 เท่า และคาดว่ามูลค่าตลาดจะถึง 100 พันล้านดอลลาร์ในปี 2028

    การลงทุนโรงงานใหม่
    โรงงานในไอดาโฮจะเริ่มผลิตปี 2027 และโรงงานนิวยอร์กคาดว่าจะผลิตจริงราวปี 2030

    ผลกระทบต่อผู้บริโภค
    ราคาของ DDR5 พุ่งสูงขึ้น และผู้ผลิตบางรายเตือนว่าราคาจะยังคงเพิ่มต่อไป

    คำเตือนด้านราคาและตลาด
    ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับไปสู่ระดับที่ผู้ใช้คาดหวัง แม้จะเริ่มทรงตัว
    ความเสี่ยงจากสินค้าปลอมและการฉ้อโกงออนไลน์เพิ่มขึ้นตามแรงกดดันของราคา

    https://www.tomshardware.com/pc-components/dram/micron-outlines-grim-outlook-for-dram-supply-in-first-earnings-call-since-killing-crucial-memory-and-ssd-brand-ceo-says-it-can-only-meet-half-to-two-thirds-of-demand
    🖥️ วิกฤติหน่วยความจำ: Micron เตือน DRAM ขาดตลาดยาวถึงปี 2026 Micron รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2026 พร้อมยืนยันว่าแม้จะปิดแบรนด์ Crucial ไปแล้ว แต่ความต้องการ DRAM และ NAND ยังคงสูงมาก โดยเฉพาะจากศูนย์ข้อมูล AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริษัททำรายได้สูงถึง 13.64 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 57% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็ยอมรับว่าจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เต็มที่ และคาดว่าการขาดแคลนจะยืดเยื้อต่อไปหลังปี 2026 หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเติบโตของ HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งใช้พื้นที่เวเฟอร์มากกว่า DDR5 ถึงสามเท่า ทำให้ทรัพยากรการผลิตตึงตัวมากขึ้น Micron คาดว่าตลาด HBM จะมีมูลค่าถึง 100 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 ซึ่งจะกลายเป็นตลาดใหญ่กว่าทั้ง DRAM ในปี 2024 การแข่งขันด้านการผลิตจึงเข้มข้นขึ้น และผู้ผลิตหลายรายเริ่มทำสัญญาระยะยาวเพื่อรักษาซัพพลาย Micron กำลังลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในไอดาโฮและนิวยอร์ก โดยโรงงานแรกจะเริ่มผลิตกลางปี 2027 ส่วนอีกแห่งจะเริ่มก่อสร้างในปี 2026 และคาดว่าจะผลิตจริงราวปี 2030 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขยายกำลังผลิต บริษัทก็ยังคาดว่าจะสามารถตอบสนองได้เพียงครึ่งถึงสองในสามของความต้องการลูกค้าหลักเท่านั้น ผลกระทบต่อผู้บริโภคเริ่มเห็นชัดเจนแล้ว ราคาของ DDR5 พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตบางรายเช่น Kingston เตือนว่าราคาจะยังคงปรับขึ้น ส่วน Sapphire คาดว่าราคาจะเริ่มทรงตัวในอีก 6–8 เดือน แต่ก็อาจไม่ใช่ระดับราคาที่ผู้ใช้ต้องการ นอกจากนี้ยังมีปัญหาสินค้าปลอมและการฉ้อโกงในตลาดออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นตามแรงกดดันของราคา 📌 สรุปสาระสำคัญและคำเตือน ✅ ผลประกอบการ Micron ➡️ รายได้ไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2026 สูงถึง 13.64 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 57% ✅ การขาดแคลน DRAM ต่อเนื่อง ➡️ Micron คาดว่าปัญหาจะยืดเยื้อไปหลังปี 2026 และตอบสนองได้เพียง 50–66% ของความต้องการ ✅ การเติบโตของตลาด HBM ➡️ ใช้พื้นที่เวเฟอร์มากกว่า DDR5 ถึง 3 เท่า และคาดว่ามูลค่าตลาดจะถึง 100 พันล้านดอลลาร์ในปี 2028 ✅ การลงทุนโรงงานใหม่ ➡️ โรงงานในไอดาโฮจะเริ่มผลิตปี 2027 และโรงงานนิวยอร์กคาดว่าจะผลิตจริงราวปี 2030 ✅ ผลกระทบต่อผู้บริโภค ➡️ ราคาของ DDR5 พุ่งสูงขึ้น และผู้ผลิตบางรายเตือนว่าราคาจะยังคงเพิ่มต่อไป ‼️ คำเตือนด้านราคาและตลาด ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับไปสู่ระดับที่ผู้ใช้คาดหวัง แม้จะเริ่มทรงตัว ⛔ ความเสี่ยงจากสินค้าปลอมและการฉ้อโกงออนไลน์เพิ่มขึ้นตามแรงกดดันของราคา https://www.tomshardware.com/pc-components/dram/micron-outlines-grim-outlook-for-dram-supply-in-first-earnings-call-since-killing-crucial-memory-and-ssd-brand-ceo-says-it-can-only-meet-half-to-two-thirds-of-demand
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 378 มุมมอง 0 รีวิว
  • Mozilla ก้าวสู่บทใหม่ภายใต้ CEO คนใหม่

    Anthony Enzor-DeMeo เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Mozilla Corporation เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2025 โดยเขาเน้นว่าความไว้วางใจจะเป็น “ประเด็นนิยาม” ของเทคโนโลยีในยุคนี้ และเบราว์เซอร์คือสนามรบหลักที่เรื่องความโปร่งใสและการควบคุมข้อมูลจะถูกทดสอบ เขาขอบคุณ Laura Chambers อดีต CEO ชั่วคราวที่นำ Mozilla ผ่านช่วงสำคัญ ทั้งการมาถึงของ AI, คดีต่อต้านการผูกขาด, การเติบโตของ Firefox บนมือถือ และการเริ่มต้นกลยุทธ์กระจายรายได้.

    Enzor-DeMeo ระบุว่า Mozilla จะมุ่งสู่การเป็น Trusted Software Company โดยมีสามเสาหลัก ได้แก่ (1) ทุกผลิตภัณฑ์ต้องให้ผู้ใช้มีสิทธิ์ควบคุมและเข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่อง AI และข้อมูล, (2) โมเดลธุรกิจต้องโปร่งใสและสอดคล้องกับความไว้วางใจ, และ (3) Firefox จะขยายจากเบราว์เซอร์ไปสู่ ecosystem ของซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้ โดยยังคงเป็น “anchor” ขององค์กร.

    Mozilla วางเป้าหมายในสามปีข้างหน้าเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด ได้แก่ การลงทุนใน AI ที่สะท้อน Mozilla Manifesto, การกระจายรายได้ให้พ้นจากการพึ่งพาการค้นหา, และการสร้างเครื่องมือใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้หลายเจเนอเรชัน โดยจะวัดผลด้วย “double bottom line” คือทั้งความสำเร็จทางธุรกิจและการขับเคลื่อนพันธกิจด้านความโปร่งใสและสิทธิผู้ใช้.

    Enzor-DeMeo ย้ำว่า AI กำลังเปลี่ยนซอฟต์แวร์และเบราว์เซอร์กำลังกลายเป็นจุดควบคุมชีวิตดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและความคาดหวังของผู้ใช้เป็นโอกาสที่ Mozilla สามารถใช้จุดแข็งด้านแบรนด์และความไว้วางใจเพื่อสร้างความยั่งยืนและความเป็นอิสระในตลาด เขาสรุปว่า Mozilla พร้อมสำหรับบทใหม่ที่จะยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์.

    สรุปเป็นหัวข้อ
    การแต่งตั้ง CEO คนใหม่
    Anthony Enzor-DeMeo รับตำแหน่ง CEO Mozilla
    ขอบคุณ Laura Chambers ที่นำองค์กรผ่านช่วงสำคัญ

    กลยุทธ์ Trusted Software Company
    ทุกผลิตภัณฑ์ต้องโปร่งใสและให้ผู้ใช้ควบคุมได้
    โมเดลธุรกิจต้องสอดคล้องกับความไว้วางใจ
    Firefox จะขยายสู่ ecosystem ของซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้

    เป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า
    ลงทุนใน AI ที่สะท้อน Mozilla Manifesto
    กระจายรายได้พ้นจากการพึ่งพาการค้นหา
    วัดผลด้วย double bottom line (พันธกิจ + ธุรกิจ)

    คำเตือนและความท้าทาย
    การผสาน AI ต้องโปร่งใสและให้ผู้ใช้เลือกได้ ไม่เช่นนั้นอาจบั่นทอนความเชื่อมั่น
    การขยาย Firefox สู่ ecosystem ใหม่เสี่ยงต่อการสูญเสียเอกลักษณ์หากไม่รักษาจุดแข็งเดิม

    https://blog.mozilla.org/en/mozilla/leadership/mozillas-next-chapter-anthony-enzor-demeo-new-ceo/
    🌐 Mozilla ก้าวสู่บทใหม่ภายใต้ CEO คนใหม่ Anthony Enzor-DeMeo เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Mozilla Corporation เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2025 โดยเขาเน้นว่าความไว้วางใจจะเป็น “ประเด็นนิยาม” ของเทคโนโลยีในยุคนี้ และเบราว์เซอร์คือสนามรบหลักที่เรื่องความโปร่งใสและการควบคุมข้อมูลจะถูกทดสอบ เขาขอบคุณ Laura Chambers อดีต CEO ชั่วคราวที่นำ Mozilla ผ่านช่วงสำคัญ ทั้งการมาถึงของ AI, คดีต่อต้านการผูกขาด, การเติบโตของ Firefox บนมือถือ และการเริ่มต้นกลยุทธ์กระจายรายได้. Enzor-DeMeo ระบุว่า Mozilla จะมุ่งสู่การเป็น Trusted Software Company โดยมีสามเสาหลัก ได้แก่ (1) ทุกผลิตภัณฑ์ต้องให้ผู้ใช้มีสิทธิ์ควบคุมและเข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่อง AI และข้อมูล, (2) โมเดลธุรกิจต้องโปร่งใสและสอดคล้องกับความไว้วางใจ, และ (3) Firefox จะขยายจากเบราว์เซอร์ไปสู่ ecosystem ของซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้ โดยยังคงเป็น “anchor” ขององค์กร. Mozilla วางเป้าหมายในสามปีข้างหน้าเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด ได้แก่ การลงทุนใน AI ที่สะท้อน Mozilla Manifesto, การกระจายรายได้ให้พ้นจากการพึ่งพาการค้นหา, และการสร้างเครื่องมือใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้หลายเจเนอเรชัน โดยจะวัดผลด้วย “double bottom line” คือทั้งความสำเร็จทางธุรกิจและการขับเคลื่อนพันธกิจด้านความโปร่งใสและสิทธิผู้ใช้. Enzor-DeMeo ย้ำว่า AI กำลังเปลี่ยนซอฟต์แวร์และเบราว์เซอร์กำลังกลายเป็นจุดควบคุมชีวิตดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและความคาดหวังของผู้ใช้เป็นโอกาสที่ Mozilla สามารถใช้จุดแข็งด้านแบรนด์และความไว้วางใจเพื่อสร้างความยั่งยืนและความเป็นอิสระในตลาด เขาสรุปว่า Mozilla พร้อมสำหรับบทใหม่ที่จะยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์. 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ การแต่งตั้ง CEO คนใหม่ ➡️ Anthony Enzor-DeMeo รับตำแหน่ง CEO Mozilla ➡️ ขอบคุณ Laura Chambers ที่นำองค์กรผ่านช่วงสำคัญ ✅ กลยุทธ์ Trusted Software Company ➡️ ทุกผลิตภัณฑ์ต้องโปร่งใสและให้ผู้ใช้ควบคุมได้ ➡️ โมเดลธุรกิจต้องสอดคล้องกับความไว้วางใจ ➡️ Firefox จะขยายสู่ ecosystem ของซอฟต์แวร์ที่เชื่อถือได้ ✅ เป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า ➡️ ลงทุนใน AI ที่สะท้อน Mozilla Manifesto ➡️ กระจายรายได้พ้นจากการพึ่งพาการค้นหา ➡️ วัดผลด้วย double bottom line (พันธกิจ + ธุรกิจ) ‼️ คำเตือนและความท้าทาย ⛔ การผสาน AI ต้องโปร่งใสและให้ผู้ใช้เลือกได้ ไม่เช่นนั้นอาจบั่นทอนความเชื่อมั่น ⛔ การขยาย Firefox สู่ ecosystem ใหม่เสี่ยงต่อการสูญเสียเอกลักษณ์หากไม่รักษาจุดแข็งเดิม https://blog.mozilla.org/en/mozilla/leadership/mozillas-next-chapter-anthony-enzor-demeo-new-ceo/
    BLOG.MOZILLA.ORG
    Mozilla’s next chapter: Building the world’s most trusted software company
    Today, I step into the role of CEO of Mozilla Corporation. It is a privilege to lead an organization with a long history of standing up for people and buil
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 278 มุมมอง 0 รีวิว
  • ตำรวจกองปราบปรามจับกุมหญิงสาววัย 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้าให้ขบวนการหลอกลงทุนหุ้นปลอม หลังมีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินลงทุน สูญเงินรวมกว่า 3 ล้านบาท
    .
    คดีนี้ผู้เสียหายถูกชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหุ้น และใช้แพลตฟอร์มปลอมแสดงผลลักษณะคล้ายการซื้อขายจริง จนเกิดความเชื่อถือและโอนเงินหลายครั้ง
    .
    จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่าได้เปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชีและนำไปมอบให้ขบวนการสแกมเมอร์ โดยได้รับค่าตอบแทน ก่อนที่บัญชีดังกล่าวจะถูกนำไปใช้หลอกลวงประชาชน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องรายอื่นเพิ่มเติม
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122050
    .
    #News1live #News1 #กองปราบ #บัญชีม้า #หุ้นทิพย์ #สแกมเมอร์ #อาชญากรรมออนไลน์
    ตำรวจกองปราบปรามจับกุมหญิงสาววัย 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้าให้ขบวนการหลอกลงทุนหุ้นปลอม หลังมีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินลงทุน สูญเงินรวมกว่า 3 ล้านบาท . คดีนี้ผู้เสียหายถูกชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหุ้น และใช้แพลตฟอร์มปลอมแสดงผลลักษณะคล้ายการซื้อขายจริง จนเกิดความเชื่อถือและโอนเงินหลายครั้ง . จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่าได้เปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชีและนำไปมอบให้ขบวนการสแกมเมอร์ โดยได้รับค่าตอบแทน ก่อนที่บัญชีดังกล่าวจะถูกนำไปใช้หลอกลวงประชาชน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องรายอื่นเพิ่มเติม . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9680000122050 . #News1live #News1 #กองปราบ #บัญชีม้า #หุ้นทิพย์ #สแกมเมอร์ #อาชญากรรมออนไลน์
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 486 มุมมอง 0 รีวิว
  • ย้อนรอย SET ปลายปี 17/12/68 #กะเทาะหุ้น #SET #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย #การลงทุน
    ย้อนรอย SET ปลายปี 17/12/68 #กะเทาะหุ้น #SET #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย #การลงทุน
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 190 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • “Trump ดันดีล Korea Zinc – โรงงานแร่หายากใน Tennessee ลดการพึ่งพาจีน”

    การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โรงงานใหม่ใน Tennessee จะมีความสามารถในการผลิตแร่หายากกว่า 540,000 ตันต่อปี ครอบคลุม gallium, germanium, indium และทรัพยากรอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการผลิตชิป, ดาวเทียม, เครื่องยนต์เจ็ต และระบบอาวุธสมัยใหม่

    สหรัฐฯ ปัจจุบันพึ่งพาจีนอย่างหนักในด้านการนำเข้าและการแปรรูปแร่หายาก โดยจีนครองตลาดโลกกว่า 90% การสร้างโรงงานนี้จึงถูกมองว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากการถูกจีนควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เมื่อจีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเพื่อตอบโต้สงครามการค้า

    นอกจากโรงงานของ Korea Zinc แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังพิจารณาใช้เงินทุนจาก CHIPS Act กว่า 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านแร่หายากและลิเธียม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในอนาคต การลงทุนนี้สะท้อนให้เห็นว่าแร่หายากกำลังถูกยกระดับเป็น “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ต่างจากน้ำมันในศตวรรษที่ 20

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Trump ประกาศดีลกับ Korea Zinc
    สร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากใน Tennessee

    กำลังการผลิตมหาศาล
    ผลิต gallium, germanium, indium และอื่น ๆ รวมกว่า 540,000 ตันต่อปี

    ลดการพึ่งพาจีน
    จีนครองตลาดแร่หายากกว่า 90% และเคยใช้มาตรการควบคุมการส่งออก

    เชื่อมโยงกับ CHIPS Act
    รัฐบาลสหรัฐฯ พิจารณาใช้เงินทุน 2 พันล้านดอลลาร์เสริมความมั่นคงด้านแร่หายาก

    คำเตือนด้านความเสี่ยง
    การลงทุนต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะลดการพึ่งพาจีนได้จริง
    ความต้องการแร่หายากยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องจาก AI, พลังงานสะอาด และการทหาร

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/trump-secures-deal-with-korea-zinc-to-build-rare-earths-processing-facility-in-tennessee-facility-expected-to-have-annual-output-of-540-000-tons-of-gallium-germanium-indium-and-other-resources
    📰 “Trump ดันดีล Korea Zinc – โรงงานแร่หายากใน Tennessee ลดการพึ่งพาจีน” การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โรงงานใหม่ใน Tennessee จะมีความสามารถในการผลิตแร่หายากกว่า 540,000 ตันต่อปี ครอบคลุม gallium, germanium, indium และทรัพยากรอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการผลิตชิป, ดาวเทียม, เครื่องยนต์เจ็ต และระบบอาวุธสมัยใหม่ สหรัฐฯ ปัจจุบันพึ่งพาจีนอย่างหนักในด้านการนำเข้าและการแปรรูปแร่หายาก โดยจีนครองตลาดโลกกว่า 90% การสร้างโรงงานนี้จึงถูกมองว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากการถูกจีนควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เมื่อจีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเพื่อตอบโต้สงครามการค้า นอกจากโรงงานของ Korea Zinc แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังพิจารณาใช้เงินทุนจาก CHIPS Act กว่า 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านแร่หายากและลิเธียม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในอนาคต การลงทุนนี้สะท้อนให้เห็นว่าแร่หายากกำลังถูกยกระดับเป็น “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ต่างจากน้ำมันในศตวรรษที่ 20 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Trump ประกาศดีลกับ Korea Zinc ➡️ สร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากใน Tennessee ✅ กำลังการผลิตมหาศาล ➡️ ผลิต gallium, germanium, indium และอื่น ๆ รวมกว่า 540,000 ตันต่อปี ✅ ลดการพึ่งพาจีน ➡️ จีนครองตลาดแร่หายากกว่า 90% และเคยใช้มาตรการควบคุมการส่งออก ✅ เชื่อมโยงกับ CHIPS Act ➡️ รัฐบาลสหรัฐฯ พิจารณาใช้เงินทุน 2 พันล้านดอลลาร์เสริมความมั่นคงด้านแร่หายาก ‼️ คำเตือนด้านความเสี่ยง ⛔ การลงทุนต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะลดการพึ่งพาจีนได้จริง ⛔ ความต้องการแร่หายากยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องจาก AI, พลังงานสะอาด และการทหาร https://www.tomshardware.com/tech-industry/trump-secures-deal-with-korea-zinc-to-build-rare-earths-processing-facility-in-tennessee-facility-expected-to-have-annual-output-of-540-000-tons-of-gallium-germanium-indium-and-other-resources
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 448 มุมมอง 0 รีวิว
  • “วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จี้ Big Tech – AI Data Center ดันค่าไฟประชาชนพุ่ง”

    สามวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ได้แก่ Elizabeth Warren, Chris Van Hollen และ Richard Blumenthal ได้ส่งจดหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Amazon, Google, Meta, Microsoft และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายอื่น ๆ เพื่อสอบถามถึงผลกระทบของการสร้าง AI Data Center ต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยระบุว่าการใช้พลังงานมหาศาลทำให้บริษัทไฟฟ้าต้องลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการอัปเกรดระบบ และผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค

    รายงานระบุว่า ค่าไฟฟ้าครัวเรือนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ภายในปีเดียว โดยบางพื้นที่ที่มีการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของ AI ไม่ได้มีแต่ผลดีด้านนวัตกรรม แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

    แม้บางการศึกษาชี้ว่า AI Data Center อาจช่วยแบกรับต้นทุนการอัปเกรดระบบไฟฟ้าแทนประชาชน แต่แนวโน้มค่าไฟที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดข้อสงสัยว่าใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง และใครคือผู้แบกรับภาระในระยะยาว

    นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกับจีนที่ลงทุนด้านพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI อย่างจริงจัง จนบางนักวิเคราะห์เตือนว่าสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบใน “การแข่งขัน AI ระดับโลก” หากไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่เพียงพอของพลังงานได้ทันเวลา

    สรุปประเด็นสำคัญ
    วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
    ส่งจดหมายถึง Amazon, Google, Meta และบริษัทอื่น ๆ เพื่อขอคำชี้แจง

    AI Data Center ใช้พลังงานมหาศาล
    บริษัทไฟฟ้าต้องลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการอัปเกรดระบบ

    ค่าไฟฟ้าครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7%
    บางพื้นที่ที่มีศูนย์ข้อมูลใหม่ ค่าไฟเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น

    จีนลงทุนด้านพลังงานเพื่อรองรับ AI
    นักวิเคราะห์เตือนว่าสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบในระยะยาว

    คำเตือนต่อประชาชน
    ค่าไฟอาจยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง หากไม่มีมาตรการควบคุมหรือการลงทุนด้านพลังงานใหม่

    ความเสี่ยงต่อการแข่งขัน AI
    สหรัฐฯ อาจถูกจีนแซงหน้าในด้าน AI หากปัญหาพลังงานไม่ถูกแก้ไขทันเวลา

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/elizabeth-warren-other-u-s-senators-concerned-about-big-tech-pushing-up-electricity-costs-demands-explanation-from-amazon-google-meta-as-ai-data-centers-drive-up-residential-energy-bills
    📰 “วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จี้ Big Tech – AI Data Center ดันค่าไฟประชาชนพุ่ง” สามวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ได้แก่ Elizabeth Warren, Chris Van Hollen และ Richard Blumenthal ได้ส่งจดหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Amazon, Google, Meta, Microsoft และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายอื่น ๆ เพื่อสอบถามถึงผลกระทบของการสร้าง AI Data Center ต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยระบุว่าการใช้พลังงานมหาศาลทำให้บริษัทไฟฟ้าต้องลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการอัปเกรดระบบ และผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค รายงานระบุว่า ค่าไฟฟ้าครัวเรือนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ภายในปีเดียว โดยบางพื้นที่ที่มีการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของ AI ไม่ได้มีแต่ผลดีด้านนวัตกรรม แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน แม้บางการศึกษาชี้ว่า AI Data Center อาจช่วยแบกรับต้นทุนการอัปเกรดระบบไฟฟ้าแทนประชาชน แต่แนวโน้มค่าไฟที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดข้อสงสัยว่าใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง และใครคือผู้แบกรับภาระในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกับจีนที่ลงทุนด้านพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI อย่างจริงจัง จนบางนักวิเคราะห์เตือนว่าสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบใน “การแข่งขัน AI ระดับโลก” หากไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่เพียงพอของพลังงานได้ทันเวลา 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ➡️ ส่งจดหมายถึง Amazon, Google, Meta และบริษัทอื่น ๆ เพื่อขอคำชี้แจง ✅ AI Data Center ใช้พลังงานมหาศาล ➡️ บริษัทไฟฟ้าต้องลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการอัปเกรดระบบ ✅ ค่าไฟฟ้าครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ➡️ บางพื้นที่ที่มีศูนย์ข้อมูลใหม่ ค่าไฟเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น ✅ จีนลงทุนด้านพลังงานเพื่อรองรับ AI ➡️ นักวิเคราะห์เตือนว่าสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบในระยะยาว ‼️ คำเตือนต่อประชาชน ⛔ ค่าไฟอาจยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง หากไม่มีมาตรการควบคุมหรือการลงทุนด้านพลังงานใหม่ ‼️ ความเสี่ยงต่อการแข่งขัน AI ⛔ สหรัฐฯ อาจถูกจีนแซงหน้าในด้าน AI หากปัญหาพลังงานไม่ถูกแก้ไขทันเวลา https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/elizabeth-warren-other-u-s-senators-concerned-about-big-tech-pushing-up-electricity-costs-demands-explanation-from-amazon-google-meta-as-ai-data-centers-drive-up-residential-energy-bills
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 361 มุมมอง 0 รีวิว
  • OpenAI จะเป็นยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี หรือ Netscape แห่งยุค AI?

    สามปีหลังจากการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกและทำลายสถิติการเติบโตของผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค OpenAI กลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จัก ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ ทั้งแบบเสียเงินและฟรี แต่ในขณะเดียวกันบริษัทก็ยัง ขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี และไม่คาดว่าจะทำกำไรก่อนปี 2029

    นักลงทุนชื่อดัง Michael Burry เปรียบเทียบ OpenAI ว่าอาจเป็น “Netscape รุ่นใหม่” ที่แม้เคยครองตลาดเว็บเบราว์เซอร์ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับ Microsoft ในยุค 90 ขณะที่นักวิจัยอย่าง Gary Marcus ก็วิจารณ์ว่า OpenAI กำลัง “เผาเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อเดือน” และสูญเสียความได้เปรียบที่เคยมีเมื่อเปิดตัว ChatGPT

    แม้จะมีข้อกังวล แต่ OpenAI ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น Microsoft และล่าสุดยังมีการร่วมมือกับ Disney เพื่อนำตัวละครมาใช้ใน ChatGPT และเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora นอกจากนี้บริษัทได้ทำสัญญามูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ กับผู้ผลิตชิปและผู้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของ AI

    นักวิเคราะห์บางรายมองว่าแม้ OpenAI จะเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง Google, Amazon และ Meta แต่ตลาด AI ไม่ใช่ “ผู้ชนะกินรวบ” และยังมีพื้นที่ให้หลายบริษัทเติบโตไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่คือการพิสูจน์ว่าเงินลงทุนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การเติบโตของ ChatGPT
    เปิดตัวปี 2022 และสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก
    มีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์

    สถานะทางการเงินของ OpenAI
    ขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
    ไม่คาดว่าจะทำกำไรก่อนปี 2029

    การลงทุนและพันธมิตร
    สัญญามูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์กับผู้ผลิตชิปและดาต้าเซ็นเตอร์
    ร่วมมือกับ Disney ในการใช้ตัวละครและเทคโนโลยี Sora

    มุมมองนักวิเคราะห์
    Michael Burry เปรียบ OpenAI กับ Netscape
    Gary Marcus วิจารณ์ว่าเผาเงินมหาศาลและสูญเสียความได้เปรียบ

    ความเสี่ยงและคำเตือน
    การแข่งขันรุนแรงจาก Google, Amazon, Meta และ Microsoft
    ต้องพิสูจน์ว่าเงินลงทุนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนจริง

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/12/16/will-openai-be-the-next-tech-giant-or-next-netscape
    🤖 OpenAI จะเป็นยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี หรือ Netscape แห่งยุค AI? สามปีหลังจากการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกและทำลายสถิติการเติบโตของผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค OpenAI กลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จัก ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ ทั้งแบบเสียเงินและฟรี แต่ในขณะเดียวกันบริษัทก็ยัง ขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี และไม่คาดว่าจะทำกำไรก่อนปี 2029 นักลงทุนชื่อดัง Michael Burry เปรียบเทียบ OpenAI ว่าอาจเป็น “Netscape รุ่นใหม่” ที่แม้เคยครองตลาดเว็บเบราว์เซอร์ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับ Microsoft ในยุค 90 ขณะที่นักวิจัยอย่าง Gary Marcus ก็วิจารณ์ว่า OpenAI กำลัง “เผาเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อเดือน” และสูญเสียความได้เปรียบที่เคยมีเมื่อเปิดตัว ChatGPT แม้จะมีข้อกังวล แต่ OpenAI ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น Microsoft และล่าสุดยังมีการร่วมมือกับ Disney เพื่อนำตัวละครมาใช้ใน ChatGPT และเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora นอกจากนี้บริษัทได้ทำสัญญามูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ กับผู้ผลิตชิปและผู้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของ AI นักวิเคราะห์บางรายมองว่าแม้ OpenAI จะเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง Google, Amazon และ Meta แต่ตลาด AI ไม่ใช่ “ผู้ชนะกินรวบ” และยังมีพื้นที่ให้หลายบริษัทเติบโตไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่คือการพิสูจน์ว่าเงินลงทุนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การเติบโตของ ChatGPT ➡️ เปิดตัวปี 2022 และสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ➡️ มีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ ✅ สถานะทางการเงินของ OpenAI ➡️ ขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ➡️ ไม่คาดว่าจะทำกำไรก่อนปี 2029 ✅ การลงทุนและพันธมิตร ➡️ สัญญามูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์กับผู้ผลิตชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ ➡️ ร่วมมือกับ Disney ในการใช้ตัวละครและเทคโนโลยี Sora ✅ มุมมองนักวิเคราะห์ ➡️ Michael Burry เปรียบ OpenAI กับ Netscape ➡️ Gary Marcus วิจารณ์ว่าเผาเงินมหาศาลและสูญเสียความได้เปรียบ ‼️ ความเสี่ยงและคำเตือน ⛔ การแข่งขันรุนแรงจาก Google, Amazon, Meta และ Microsoft ⛔ ต้องพิสูจน์ว่าเงินลงทุนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนจริง https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/12/16/will-openai-be-the-next-tech-giant-or-next-netscape
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Will OpenAI be the next tech giant or next Netscape?
    Three years after ChatGPT made OpenAI the leader in artificial intelligence and a household name, rivals have closed the gap and some investors are wondering if the sensation has the wherewithal to stay dominant.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 305 มุมมอง 0 รีวิว
  • GitHub Actions ปรับราคาใหม่ปี 2026 – ลดค่าใช้จ่าย แต่เพิ่มค่าบริการ Cloud Platform

    ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 GitHub จะลดราคาสำหรับ GitHub-hosted runners ลงสูงสุดถึง 39% ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องที่ใช้ โดยยังคงโควตาการใช้งานฟรีเหมือนเดิม การปรับราคาครั้งนี้ทำให้การใช้งาน CI/CD บน GitHub เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับนักพัฒนาและทีมงานขนาดเล็กที่ต้องการประสิทธิภาพสูงในราคาที่เหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026 GitHub จะเริ่มเก็บค่าบริการใหม่ที่เรียกว่า “Actions cloud platform charge” ในอัตรา $0.002 ต่อนาที สำหรับการใช้งาน self-hosted runners โดยค่าใช้จ่ายนี้จะนับรวมกับโควตาการใช้งานที่มีอยู่ในแต่ละแผน ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ที่พึ่งพา self-hosted runners จะต้องวางแผนการใช้งานอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากการที่ GitHub ต้องรองรับการเติบโตอย่างมหาศาลของแพลตฟอร์ม Actions ซึ่งปัจจุบันประมวลผลงานกว่า 70 ล้าน jobs ต่อวัน การปรับโครงสร้างราคาจึงเป็นการจัดสมดุลระหว่างการให้บริการที่มีคุณภาพและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น autoscaling ที่รองรับ Windows และแพลตฟอร์มอื่น ๆ นอกเหนือจาก Linux

    ในภาพรวม การปรับราคาครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้อยมาก โดย 96% ของลูกค้า GitHub Actions จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในบิล และในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่จะเห็นค่าใช้จ่ายลดลง ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของ GitHub ในการสร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการคิดค่าบริการ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การลดราคา GitHub-hosted runners
    ลดสูงสุดถึง 39% ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่อง
    โควตาการใช้งานฟรียังคงเดิม

    การเพิ่มค่าบริการใหม่สำหรับ self-hosted runners
    เริ่มเก็บ $0.002 ต่อนาที ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026
    นับรวมกับโควตาการใช้งานในแต่ละแผน

    การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่
    รองรับ autoscaling ที่หลากหลายมากขึ้น
    เพิ่มการสนับสนุน Windows และแพลตฟอร์มอื่น ๆ

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ส่วนใหญ่
    96% ของผู้ใช้จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในบิล
    ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะเห็นค่าใช้จ่ายลดลง

    คำเตือนสำหรับผู้ใช้ self-hosted runners
    ต้องวางแผนการใช้งานเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
    ทีมที่ใช้ workload หนักอาจเห็นบิลเพิ่มขึ้นหลังมีการเก็บค่าบริการใหม่

    https://github.blog/changelog/2025-12-16-coming-soon-simpler-pricing-and-a-better-experience-for-github-actions/
    🖥️ GitHub Actions ปรับราคาใหม่ปี 2026 – ลดค่าใช้จ่าย แต่เพิ่มค่าบริการ Cloud Platform ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 GitHub จะลดราคาสำหรับ GitHub-hosted runners ลงสูงสุดถึง 39% ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องที่ใช้ โดยยังคงโควตาการใช้งานฟรีเหมือนเดิม การปรับราคาครั้งนี้ทำให้การใช้งาน CI/CD บน GitHub เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับนักพัฒนาและทีมงานขนาดเล็กที่ต้องการประสิทธิภาพสูงในราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026 GitHub จะเริ่มเก็บค่าบริการใหม่ที่เรียกว่า “Actions cloud platform charge” ในอัตรา $0.002 ต่อนาที สำหรับการใช้งาน self-hosted runners โดยค่าใช้จ่ายนี้จะนับรวมกับโควตาการใช้งานที่มีอยู่ในแต่ละแผน ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ที่พึ่งพา self-hosted runners จะต้องวางแผนการใช้งานอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากการที่ GitHub ต้องรองรับการเติบโตอย่างมหาศาลของแพลตฟอร์ม Actions ซึ่งปัจจุบันประมวลผลงานกว่า 70 ล้าน jobs ต่อวัน การปรับโครงสร้างราคาจึงเป็นการจัดสมดุลระหว่างการให้บริการที่มีคุณภาพและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น autoscaling ที่รองรับ Windows และแพลตฟอร์มอื่น ๆ นอกเหนือจาก Linux ในภาพรวม การปรับราคาครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้อยมาก โดย 96% ของลูกค้า GitHub Actions จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในบิล และในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่จะเห็นค่าใช้จ่ายลดลง ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของ GitHub ในการสร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการคิดค่าบริการ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การลดราคา GitHub-hosted runners ➡️ ลดสูงสุดถึง 39% ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่อง ➡️ โควตาการใช้งานฟรียังคงเดิม ✅ การเพิ่มค่าบริการใหม่สำหรับ self-hosted runners ➡️ เริ่มเก็บ $0.002 ต่อนาที ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026 ➡️ นับรวมกับโควตาการใช้งานในแต่ละแผน ✅ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ➡️ รองรับ autoscaling ที่หลากหลายมากขึ้น ➡️ เพิ่มการสนับสนุน Windows และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ส่วนใหญ่ ➡️ 96% ของผู้ใช้จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในบิล ➡️ ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะเห็นค่าใช้จ่ายลดลง ‼️ คำเตือนสำหรับผู้ใช้ self-hosted runners ⛔ ต้องวางแผนการใช้งานเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ⛔ ทีมที่ใช้ workload หนักอาจเห็นบิลเพิ่มขึ้นหลังมีการเก็บค่าบริการใหม่ https://github.blog/changelog/2025-12-16-coming-soon-simpler-pricing-and-a-better-experience-for-github-actions/
    GITHUB.BLOG
    Coming soon: Simpler pricing and a better experience for GitHub Actions · GitHub Changelog
    On January 1, 2026, GitHub will reduce the price of GitHub-hosted runners by up to 39% depending on the machine type used. The free usage minute quotas will remain the…
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 270 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts