• บางบัวทอง-บางปะอิน จะเป็นมอเตอร์เวย์เก็บเงิน

    เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางบัวทอง-บางปะอิน พ.ศ. ... หรือมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 ฝั่งตะวันตก ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยจะเริ่มเก็บเงินหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งกรมทางหลวงมีแผนเปิดให้บริการในปี 2573 คิดตามระยะทางเริ่มต้น 20 บาท สูงสุด 120 บาท และปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 ปี คาดว่าในช่วงปีแรกจะจัดเก็บได้ประมาณ 308 ล้านบาทต่อปี และในปีที่ 30 จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,429 ล้านบาทต่อปี

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ประชุม ครม. อนุมัติให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างงานโยธา วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ 7,123 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 6 ปี โดยปรับปรุงทางหลวงเดิมเป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) ระยะทาง 35 กิโลเมตร มีด่านเก็บเงิน 6 แห่ง ได้แก่ ด่านบางบัวทอง ด่านลาดหลุมแก้ว 1 และ 2 ด่านสามโคก 1 และ 2 และด่านบางไทร การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ใช้รูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินการเองทั้งหมด เนื่องจากโครงการไม่มีความคุ้มค่าทางการเงิน ไม่สามารถจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนได้ อีกทั้งกรมทางหลวงมีศักยภาพดำเนินงานได้เอง

    ที่ผ่านมากรมทางหลวงได้ก่อสร้างทางขนาน ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน เป็นผิวทางคอนกรีต ทิศทางละ 3 ช่องจราจร ตั้งแต่ปี 2562-2568 เพื่อใช้เป็นทางบริการ เมื่อก่อสร้างมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 บนช่องทางหลัก และเก็บค่าผ่านทางในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังเหลือการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานเชียงราก) คืบหน้าเพียง 61.07% เนื่องจากมีการปรับแบบ โดยสิ้นสุดสัญญาวันที่ 27 ส.ค. 2569 หากก่อสร้างแล้วเสร็จ ช่องทางหลัก 2 ช่องจราจร ก็จะปิดปรับปรุงเพื่อก่อสร้างมอเตอร์เวย์ต่อไป

    ขณะเดียวกัน โครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 ตอนทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทอง ระยะทาง 35 กิโลเมตร ซึ่ง ครม.ชุดที่แล้วมีมติเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 อนุมัติโครงการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แบบสร้าง–โอนกรรมสิทธิ์–ดำเนินงาน (BTO) โดยมีแผนเปิดให้บริการภายในปี 2573 ในอนาคตจากด่านบางขุนเทียน จะสามารถใช้มอเตอร์เวย์ต่อเนื่องมุ่งหน้าบางปะอิน และมีทางเชื่อมไปยังมอเตอร์เวย์ หมายเลข 6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) เหลือแต่ผู้ใช้ทางจะรับได้หรือไม่ ที่ต้องยอมจ่ายค่าผ่านทางที่สูงนับร้อยบาท เพื่อเดินทางอย่างไม่สะดุดหรือติดขัด

    #Newskit
    บางบัวทอง-บางปะอิน จะเป็นมอเตอร์เวย์เก็บเงิน เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 2 (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางบัวทอง-บางปะอิน พ.ศ. ... หรือมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 ฝั่งตะวันตก ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยจะเริ่มเก็บเงินหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งกรมทางหลวงมีแผนเปิดให้บริการในปี 2573 คิดตามระยะทางเริ่มต้น 20 บาท สูงสุด 120 บาท และปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 ปี คาดว่าในช่วงปีแรกจะจัดเก็บได้ประมาณ 308 ล้านบาทต่อปี และในปีที่ 30 จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,429 ล้านบาทต่อปี ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ประชุม ครม. อนุมัติให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างงานโยธา วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ 7,123 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 6 ปี โดยปรับปรุงทางหลวงเดิมเป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) ระยะทาง 35 กิโลเมตร มีด่านเก็บเงิน 6 แห่ง ได้แก่ ด่านบางบัวทอง ด่านลาดหลุมแก้ว 1 และ 2 ด่านสามโคก 1 และ 2 และด่านบางไทร การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ใช้รูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินการเองทั้งหมด เนื่องจากโครงการไม่มีความคุ้มค่าทางการเงิน ไม่สามารถจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนได้ อีกทั้งกรมทางหลวงมีศักยภาพดำเนินงานได้เอง ที่ผ่านมากรมทางหลวงได้ก่อสร้างทางขนาน ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน เป็นผิวทางคอนกรีต ทิศทางละ 3 ช่องจราจร ตั้งแต่ปี 2562-2568 เพื่อใช้เป็นทางบริการ เมื่อก่อสร้างมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 บนช่องทางหลัก และเก็บค่าผ่านทางในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังเหลือการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (สะพานเชียงราก) คืบหน้าเพียง 61.07% เนื่องจากมีการปรับแบบ โดยสิ้นสุดสัญญาวันที่ 27 ส.ค. 2569 หากก่อสร้างแล้วเสร็จ ช่องทางหลัก 2 ช่องจราจร ก็จะปิดปรับปรุงเพื่อก่อสร้างมอเตอร์เวย์ต่อไป ขณะเดียวกัน โครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 9 ตอนทางยกระดับบางขุนเทียน-บางบัวทอง ระยะทาง 35 กิโลเมตร ซึ่ง ครม.ชุดที่แล้วมีมติเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 อนุมัติโครงการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แบบสร้าง–โอนกรรมสิทธิ์–ดำเนินงาน (BTO) โดยมีแผนเปิดให้บริการภายในปี 2573 ในอนาคตจากด่านบางขุนเทียน จะสามารถใช้มอเตอร์เวย์ต่อเนื่องมุ่งหน้าบางปะอิน และมีทางเชื่อมไปยังมอเตอร์เวย์ หมายเลข 6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) เหลือแต่ผู้ใช้ทางจะรับได้หรือไม่ ที่ต้องยอมจ่ายค่าผ่านทางที่สูงนับร้อยบาท เพื่อเดินทางอย่างไม่สะดุดหรือติดขัด #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่อง ขัดขา
    “ขัดขา”
    ตอน 1
    เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อระดับโลกต่างลงข่าวใหญ่ พาดหัวใกล้เคียงกัน … อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงเกี่ยวกับนิวเคลียร์… การคว่ำบาตรยกเลิก….
    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกนะครับ เพราะมันเป็นหลักไมล์ ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในอิหร่านเอง ในภูมิภาค และในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตามมาก
    ถ้ามีการยกเลิกการคว่ำบาตรจริง ข่าวว่าอิหร่านอาจได้เงินที่ถูกกักไว้คืน ประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญ จากค่าขายน้ำมัน ที่ถูกกักไว้ไม่รู้กี่สิบปี
แบบนี้อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์สองลูกของผมก็รวยจ้ำบ๊ะ และซาอุดิ อารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ ก็คงยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก คราวนี้ จะหาเรื่องอะไรระบายอารมณ์ดีล่ะ
ถล่มเยเมนก็กำลังทำอยู่แล้ว แต่เสือกติดหล่ม เดินหน้าไม่ไปถอยไม่ออก
ฉับ ฉับ ก็เล่นแล้ว เหลืออย่างเดียวคือ ส่งบ้องข้าวหลามใส่อิหร่าน เสียเลย เอาไหมครับ จะได้เข้าทางแผน ที่เขาวางไว้ ไม่ต้องเสียเวลาลุ้น ลุยเลยครับ จะได้จบๆเสียที
นึกว่าจะโซ้ยกันตั้งกะปลายปีที่แล้ว ผมรอลุ้นจนง่วง
    บรรดาสื่อนานาชาติ โดยเฉพาะสื่อค่ายใบตองแห้ง กับค่ายชาวเกาะนิ้วก้อย
ตีปี๊บบอกว่า เรื่องยกเลิกการคว่ำบาตร มันโยงกับการแลกเปลี่ยนนักโทษ ระหว่างอิหร่านกับอเมริกานะ อเมริกาขอให้ปล่อยนักโทษ 5 คน ที่อิหร่านจับใส่คุกไว้ โดยเฉพาะ คนสำคัญชื่อ นายJason Rezaian ซึ่งเป็นนักข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แถวตุรกี แม่ก็อยู่ตุรกี
    ส่วนอิหร่านขอให้อเมริกาปล่อยคนของตัว ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจของอิหร่าน ที่อเมริกาอ้างว่า ทำผิดกฏการคว่ำบาตรด้านการเงิน กับมีบางคนกระทำการเข้าข่ายผู้ก่อการร้าย
    เขาว่า คุณจอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนง ทุกครั้งที่เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ผ่านมา หลังการเจรจาเป็นต้องสะกิด รัฐมนตรี ตปท. อิหร่าน ขอแถมทุกครั้งว่า ถ้าเรื่องเรียบร้อย ลื้ออย่าลืมปล่อยไอ้อ้วน Rezaian ให้ไอนะ
    เจ้าอ้วน ติดคุกเดี่ยวอยู่ในอิหร่าน ปีกว่า น้ำหนักลดไปเกือบสามสิบโล อันที่จริง เจ้าตัวอาจไม่เดือดร้อนในเรื่องน้ำหนักลด เพราะก่อนติดคุก น้ำหนัก ร้อยกว่าโล ลดไปเกือบ
สามสิบโลอาจหล่อขึ้น แต่สื่อช่วยตีให้อิหร่านเป็นคุกโหด เข้าใจเล่น
    ต่อรองกันไปมา ตกลงสรุปว่า ที่อิหร่าน ขอไป 20 อเมริกาให้ 7
ส่วนที่อเมริกา ขอไป 5 อิหร่านให้ 4+1 คน
    อิหร่านยอมลดแยะนะ แต่ข่าว ซีเอนเอนบอกว่า นักการเมืองอเมริกัน หงุดหงิดว่า อิหร่านเจรจาได้เปรียบอเมริกา นักโทษอิหร่านได้รับการปล่อยตัวมากกว่าอีก
จอห์นเงี้ยว เจรจาเฮงซวย โอบามาก็ห่วย ที่ไปยอมอิหร่าน ผมดูข่าวด้วยความมึน
    สำหรับเจ้าอ้วน Rezaian นั้น อเมริกาบอกต้องเอาออกมาให้ได้ เพราะไอ้หมอนี่ รู้เรื่องเบื้องหลังนิวเคลียร์ของอิหร่านดีมาก ท่านใบตองแห้งถึงกับกล่าวชมว่า เขากล้าหาญมาก เอะ แล้วทำไม อิหร่านถึงยอมปล่อยตัวง่ายๆ เพราะอิหร่านอยากได้เงินแสนล้านเหรียญหรือ… แหม นึกว่า จะได้ง่ายๆ หรือครับ ดูไปก็แล้วกัน อเมริกาอาจจะบอกเราเปิดไฟเขียวให้ แต่ดันไปติดไฟแดงของธนาคาร… ฮู้ย เรื่องแบบนี้ เล่นไม่ยาก
    แล้วคิดว่า เสี่ยนิวเคลียร์ของผมจะใจเย็นรอไฟแดงไหมครับ
    ###############
ตอน 2
    ย้อนกลับไปในเช้าวันเสาร์ที่ 16 มกราคม เจ้าหน้าที่ของไอ้เอกับอีเอ IAEA ของ สหประชาชาติ ประกาศรับรองว่า อิหร่านได้ยุติกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบทำนองนี้จะดำเนินไปอีก 10 ถึง 15 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า นกยูงอิหร่าน ไม่ติดปีกติดกรงเล็บแข่งกับนกอินทรี
    หลังจากนั้น ถ้าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันเรียบร้อย การยกเลิกการแซงชั่น
การคว่ำบาตรอิหร่าน ที่อเมริกาและพวกใช้บีบอิหร่านมาประมาณ 30 ปี จะค่อยๆทยอยยกเลิก หงายบาตร ตามข้อตกลงระหว่างพี่เบิ้มทั้งหลายกับอิหร่าน
    ในที่สุดอิหร่านก็ปล่อยตัวเจ้าอ้วน และชาวคุกอีก 3 คน ออกจากคุกเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์ ส่วนอีกหนึ่งคน ข่าวบอกว่า เป็นนักศึกษา ขั้นตอนการปล่อยตัวแยกต่างหากกับกลุ่มเจ้าอ้วน หลังจากนั้นอเมริกาก็ขนเจ้าอ้วนและพวกอีก 2 คนที่เพิ่งออกจากคุกขึ้นเครื่องบินพิเศษ ส่งไปนอนเล่นที่ฐานทัพของอเมริกาที่เยอรมันกลางดึกของวันเสาร์ ส่วนอีกคน ข่าวไม่รายงานว่าให้ไปหลบที่ไหน
    พอเครื่องบินที่เจ้าอ้วนกับพวกนั่ง บินพ้นเขตอิหร่านยังไม่ทันถึงชั่วโมงดี อเมริกาก็ออกมาประกาศว่า จะคว่ำบาตรนักธุรกิจอิหร่านที่เป็นทั้งบริษัทและเอกชน ที่ทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา “รอบใหม่” ทันที ทำเอาอิหร่านที่กำลังเดินเพลิน หัวคะมำ…. นี่…..รู้จักท่านใบตองแห้งซะบ้าง เขี้ยวยาว วาวเป็นประกายเลย
    อเมริกากล่าวหา ว่า อิหร่านแอบทดลองทำการยิงจรวดเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่อเมริกาอ้างว่ารู้นานแล้วล่ะ แต่รอให้เจ้าอ้วนกลับบ้านก่อน พณ. ใบต้องแห้งบอก smart move! ใคร ใครนะว่าท่านใบตองแห้งโง่งี่เง่า เป็นแพะ เป็นเหยื่อ….
    ผู้ที่จะได้รับเกียรติถูกท่านใบตองคว่ำบาตร รุ่นล่าสุดมี 11 ราย อเมริกาบอกว่า พวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทดลองยิงจรวดของอิหร่านทั้งนั้น โดยมีการทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา เช่น มีการสั่งซื้อชิ้นส่วน ที่นำมาใช้ในจรวดที่ทำการทดลอง ซึ่ง เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกด้วย อย่างนี้ต้องมีการแซงชั่น คว่ำบาตรจากนานาชาติรอบใหม่…..ฮู้ย พณ. ท่าน รุกใหญ่เลยนะครับ ปล่อยให้เขาวิ่ง แป๊บเดียว ยื่นขาไปขัดเขาซะแล้ว รายการโชว์เขี้ยวจริงๆ
    อเมริกาเล่นแรงนะ กล่าวหากันอย่างนั้น แบบนี้อิหร่านยอมได้ไหม ไอ้เอกับอีเอ ที่เพิ่งประกาศรับรองไปแหมบๆ มิหน้าแหกหรือครับ เป็นผมเอาหัวมุดโอ่งอายตายห่า สั่งให้กูไปตรวจ กูก็ไป ตรวจแล้วไม่เจออะไร กูก็บอกไปตามตรง เสร็จแล้วมึงดันมาประกาศหักหน้า…. ต่อไปนี้ เราจะต้องฟังใครครับ ใบรับรองจาก IAEA ของสหประชาชาติ มีความหมายไม่ต่างกับกระดาษชำระ
    เมื่อวันเสาร์ หลังจากการแลกตัวนักโทษเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันรูฮานี ออกมาใช้เสียงทุ้ม บอกว่า ทีนี้ ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าอิหร่านเชื่อถือได้
    แต่วันอาทิตย์ หลังจากรู้ข่าวว่า ถูกขัดขาจนหน้าคะมำ อเมริกันเตรียมคว่ำบาตรรุ่นใหม่ ท่านประธานาธิบดี รูฮานี ปิดพลาสเตอร์ที่หน้าแล้วกลับมาออกไมค์ ใช้เสียงเย็น แต่ไม่ถึงกับยะเยือก สงสัยยังหวัง หนึ่งแสนล้านเหรียญ ….การกระทำแบบนี้(ของอเมริกา) ก็จะได้รับปฏิกริยาตอบโต้….ท่านประธานาธิบดีอิหร่านบอก
    เป็นไงครับ เห็นฝีมือการเปลี่ยนหน้ากากของท่านใบตองแห้งหรือยัง เปลี่ยนได้รวดเร็ว เล่นเอาอิหร่านต้องตั้งหลักใหม่
    หลังจากนั้น ในวันจันทร์ ที่ 18 มกราคม กระทรวงต่างประเทศ อิหร่านออกมาตอบโต้เป็นรายการแรก ….ระบบการยิงจรวดของเราไม่ได้ออกแบบมา เพื่อสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้นะ … การคว่ำบาตรของอเมริกา ในเรื่องนี้ ไม่ถูกกฏหมายและไม่ชอบธรรม….อเมริกาเอง ขายอาวุธเป็นหมื่นๆล้านเหรียญให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ และอาวุธเหล่านั้น ก็นำไปใช้กับชาวปาเลสไตน์ชาวเลบานอน และล่าสุด ชาวเยเมนก็กำลังรับเคราะห์อยู่….
    นี่เป็นการตบกลับเบาๆรอบแรกของอิหร่าน
    ###############
    ตอน 3
    เป็นไงครับ นึกว่ากำลังอ่านลายใบตองภาค 2 ก็แล้วกัน มันจะมีกี่ภาคผมก็ยังไม่รู้
    ตกลงอิหร่านดีลนี่ ใครได้ ใครเสีย รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านด้วย
    เมื่ออเมริกา เริ่มเจรจากับอิหร่านเกี่ยวกับการหยุดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อประมาณเดือนกันยายน ค.ศ.2013 อเมริกาได้รับแต่ก้อนอิฐจากพันธมิตรของตัว โดยเฉพาะ จากซาอุดิอารเบีย คู่รักฝักแค ที่มองว่าอเมริกากำลังอ่อนข้อให้อิหร่าน คู่แข่งสำคัญของซาอุ นอกจากซาอุแล้ว อิสราเอลก็เป็นอีกประเทศที่ฉุนขาด หลายประเทศไม่เชื่อขี้หน้าอิหร่าน ว่าจะพูดจริงทำจริง
    แต่ที่พิลึกที่สุดคือ บรรดานักการเมืองของอเมริกา ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างออกมาพูดทำนองไม่เชื่อขี้หน้าท่านใบตองแห้ง…. สงสัยจะดีแต่พล่าม ไม่มีทางจะจัดการเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์สำเร็จ….
    ฝ่ายอิหร่านเองก็ใช่ว่าจะร้องเพลงเสียงเดียวกันในเรื่องนี้ ฝ่ายประธานาธิบดี รูฮานี และ รม. ตปท. ของอิหร่าน สนับสนุนการเจรจากับฝ่ายอเมริกา แต่ฝ่ายขวาจัด คือพวกทหารที่เรียกว่า Revolutionary Guards ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา มองว่าเป็นเกมหลอกของอเมริกา ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน บอกว่าเจรจาไปก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับอิหร่าน ก็เลิกเจรจา
    ฝ่ายอิหร่านที่สนับสนุนการเจรจา เพราะหวังจะให้อเมริกาและพวก ยกเลิกการแซงชั่น ยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านจะได้สบายเสียที อยู่อย่างอด อย่างทน กันมาสามสิบปีแล้วนะ ขอสบายบ้างเถอะน่า ข่าวบอกว่าอิหร่านถึงกับมีชอปปิ้งลิสต์ เตรียมไว้เพียบ ว่า ถ้าได้เงินคืน จะเอาไปซื้ออะไรบ้าง รายการใหญ่ ที่เขาว่าอิหร่านเล็งไว้คือ ซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่เอี่ยม จากค่ายแอร์บัสของยุโรปจำนวน 114 เครื่อง!
    นอกจากนี้ อิหร่านยังกะจะเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ จากวันละ 1.1 ล้านบาเรลขึ้นอีก 5
แสนบาเรล ในช่วงแรก และอีก 5 แสนในช่วงต่อไป เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประเทศ
    แค่มีข่าวว่า อิหร่านอาจจะส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกของ Brent crude oil ก็รูดลงต่ำกว่า 29 เหรียญ และขณะที่ผมเขียนนิทานนี้ ดูเหมือนจะลงไปที่ 27 เหรียญแล้ว
    ข่าวนี้นอกจากจะทำให้ ราคาน้ำมันเริ่มตกแล้ว อาการวิตกจริตของ ซาอุดิอารเบีย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ให้เสี่ยปั๊มใหญ่เครียดได้ยังไง ปีนี้ งบประมาณประเทศของซาอุ จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นครั้งแรก และจะต้องมีการตัดสวัสดิการของประชาชนที่เคยได้รับ ลดลงไปหลายรายการ โอกาสที่ความไม่สงบในประเทศจะเกิดขึ้น ก็น่าจะสูงขึ้น
    นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า ซาอุดิอารเบีย ยังคิดจะเฉือนเอาบางส่วนของหุ้น บริษัท Aramco ที่อ้างว่าเป็นของรัฐ (แต่อยู่ในความดูแลของราชวงศ์) ที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งประเทศ ออกขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป เพื่อเอาเงินมาโปะงบประมาณที่ขาดดุลย์
    เอาแค่ที่เล่ามานี้ก่อน ใครได้ประโยชน์ครับ อิหร่านได้เงิน ดูเหมือนประชาชนจะสบายขึ้น แต่จริงๆแล้วอิหร่านก็คงเอาไปซื้อของ ซื้อสินค้า รวมทั้งซื้ออาวุธ ที่อั้นมาสามสิบปี
    ถ้าอิหร่านซื้ออาวุธเพิ่ม ซาอุ จะยืนดูตาปริบๆอยู่เฉยๆไหม เสี่ยปั๊มใหญ่อยู่เฉยไม่ไหวหรอก มันก็ต้องซื้อแข่ง และที่ผ่านมา 2 ปี เพราะความประสาทกลัวอิหร่านนิวเคลียร์ดีลนี่แหละ เสี่ยปั้มใหญ่ ถึงเร่งซื้ออาวุธ ไว้แสดงแสนยานุภาพ จนงบเริ่มติดลบ ใครได้ประโยชน์ครับ
    จะมีใคร ก็อเมริกาที่ปั่นหัวไป ขายอาวุธไป เข้าแผนทุกทาง
    เอะ แล้วอเมริกาไม่ห่วงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือ ต้องมีคนสงสัยแน่
    อเมริกาคงไม่ห่วง เพราะอเมริกาไม่ได้เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อหวังให้อิหร่าน “เลิกสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ” อเมริการู้นานแล้วว่า อิหร่านมีนิวเคลียร์ และก็คงไม่เลิกสร้าง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่อเมริกาเป็นห่วงมากมาย อเมริกาหวัง หรือ ต้องการอย่างอื่นมากกว่า
    ที่อเมริกาหวัง หรือต้องการ คือ “เวลา” กับหวังให้อิหร่าน “เปิดประตูเมือง”
    ###############
    ตอน 4 (จบ)
    ถ้ายังจำกันได้ อเมริกาประกาศนโยบาย Pivot to Asia กลางปี ค.ศ.2012 ในที่ประชุมด้านความมั่นคงทั่วโลก Shangrila Dialogue ที่สิงคโปร์ว่า อเมริกาจะปรับกองกำลังของตัว ไปอยู่ที่เอเซียมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี ค.ศ.2020 จะมีกองกำลังอยู่ในเอเซีย ถึงจำนวน 60% ของจำนวนกองกำลังของตนทั้งหมด ที่อยู่ต่างประเทศ มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า อเมริกายกให้จีน เป็น “ว่าที่” ศัตรูหมายเลขหนึ่ง และปี 2020 คงเป็นปีที่อเมริกาคาดว่า จะมีการเผชิญหน้ากับมังกรทะยานฟ้า
    ขณะเดียวกับที่อเมริกา ทำให้โลกเข้าใจว่า อเมริการะวังจีน อเมริกาก็มีแผนซ่อน เตรียมล่อหลอกรัสเซีย ที่อเมริกาถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาลด้วย
    อเมริกาเริ่มตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2005 ว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างโตเร็วเกินคาด และทั้ง 2 ประเทศ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งสร้างกองทัพอย่างเอาจริง มันคงใช้เวลาไม่นานมาก ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศ กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอเมริกา อเมริกาจึงปรับแผนของตัวมาตลอด
    อเมริกาวางแผนการทำลายรัสเซีย จากรอบนอก ด้วยการจัดเทศกาลอาหรับสปริง ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนในตะวันออกกลางได้อย่างรุนแรง และความปั่นป่วนนั้น จะกระทบไปถึงรัสเซียด้วย ส่วนอิหร่านเป็นเป้าวงใน ถ้าเจาะดีๆให้ถึงข้างในอิหร่าน จะกระแทกรัสเซียได้ด้วย ไม่มีอะไรดีกว่าหาทางให้อิหร่านเปิดประตูบ้าน การสร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ ย่อมง่ายกว่าการที่อเมริกาจะยกทัพเข้าไปเอง อาหรับสปริงเกิดได้ทุกแห่ง ทำไมจะเกิดในอิหร่านไม่ได้ การยกเลิกการแซงชั่น การทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะได้สบาย….หากความหวังนั้น สลายไป อิหร่านสปริง คงเกิดไม่ยาก….
    ” เวลา” จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอเมริกา เพื่อบ่มให้ทั้งแผนใหญ่ และแผนเล็กของตัวเอง สุกทันการณ์ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ต้องไม่ช้าเกินไป และไม่เร็วเกินไป
    ถ้าจำกันได้ อเมริกา “ต่อเวลา” การเจรจานิวเคลียร์หลายครั้ง แต่ละครั้ง การเจรจาทำทีเหมือนจะล่ม แต่แล้วก็ไม่ล่ม ถ้าอเมริกาต้องการเล่นงานอิหร่านจริงๆ เรื่องการสร้างนิวเคลียร์ การเจรจาล่มไปนานแล้วครับ
    อิหร่านนิวเคลียร์ดีล จึงเป็นละครฉากใหญ่ ที่อเมริกาเล่นได้เฉียบขาดมาก
    แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้อื่นเล่นละครกันไม่เป็น หรือไม่รู้จักวิธีขัดขากลับ
    หมากระดับโลก เขาเดินกันลึกซึ้ง ใช้เวลานาน และมีการปรับชั้นเชิง ขัดขากันไปขัดขากันมาตลอดเวลา ไม่งั้นมังกรคงไม่เลือกไปท่องทะเลทรายยามหน้าขวานหน้าสิ่วแบบนี้ ถ้าเรามองชั้นเดียว แบบจอแบนและแคบ ก็คงเห็นภาพไม่ครบ…
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
22 ม.ค. 2559
    เรื่อง ขัดขา “ขัดขา” ตอน 1 เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อระดับโลกต่างลงข่าวใหญ่ พาดหัวใกล้เคียงกัน … อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงเกี่ยวกับนิวเคลียร์… การคว่ำบาตรยกเลิก…. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกนะครับ เพราะมันเป็นหลักไมล์ ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในอิหร่านเอง ในภูมิภาค และในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตามมาก ถ้ามีการยกเลิกการคว่ำบาตรจริง ข่าวว่าอิหร่านอาจได้เงินที่ถูกกักไว้คืน ประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญ จากค่าขายน้ำมัน ที่ถูกกักไว้ไม่รู้กี่สิบปี
แบบนี้อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์สองลูกของผมก็รวยจ้ำบ๊ะ และซาอุดิ อารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ ก็คงยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก คราวนี้ จะหาเรื่องอะไรระบายอารมณ์ดีล่ะ
ถล่มเยเมนก็กำลังทำอยู่แล้ว แต่เสือกติดหล่ม เดินหน้าไม่ไปถอยไม่ออก
ฉับ ฉับ ก็เล่นแล้ว เหลืออย่างเดียวคือ ส่งบ้องข้าวหลามใส่อิหร่าน เสียเลย เอาไหมครับ จะได้เข้าทางแผน ที่เขาวางไว้ ไม่ต้องเสียเวลาลุ้น ลุยเลยครับ จะได้จบๆเสียที
นึกว่าจะโซ้ยกันตั้งกะปลายปีที่แล้ว ผมรอลุ้นจนง่วง บรรดาสื่อนานาชาติ โดยเฉพาะสื่อค่ายใบตองแห้ง กับค่ายชาวเกาะนิ้วก้อย
ตีปี๊บบอกว่า เรื่องยกเลิกการคว่ำบาตร มันโยงกับการแลกเปลี่ยนนักโทษ ระหว่างอิหร่านกับอเมริกานะ อเมริกาขอให้ปล่อยนักโทษ 5 คน ที่อิหร่านจับใส่คุกไว้ โดยเฉพาะ คนสำคัญชื่อ นายJason Rezaian ซึ่งเป็นนักข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แถวตุรกี แม่ก็อยู่ตุรกี ส่วนอิหร่านขอให้อเมริกาปล่อยคนของตัว ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจของอิหร่าน ที่อเมริกาอ้างว่า ทำผิดกฏการคว่ำบาตรด้านการเงิน กับมีบางคนกระทำการเข้าข่ายผู้ก่อการร้าย เขาว่า คุณจอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนง ทุกครั้งที่เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ผ่านมา หลังการเจรจาเป็นต้องสะกิด รัฐมนตรี ตปท. อิหร่าน ขอแถมทุกครั้งว่า ถ้าเรื่องเรียบร้อย ลื้ออย่าลืมปล่อยไอ้อ้วน Rezaian ให้ไอนะ เจ้าอ้วน ติดคุกเดี่ยวอยู่ในอิหร่าน ปีกว่า น้ำหนักลดไปเกือบสามสิบโล อันที่จริง เจ้าตัวอาจไม่เดือดร้อนในเรื่องน้ำหนักลด เพราะก่อนติดคุก น้ำหนัก ร้อยกว่าโล ลดไปเกือบ
สามสิบโลอาจหล่อขึ้น แต่สื่อช่วยตีให้อิหร่านเป็นคุกโหด เข้าใจเล่น ต่อรองกันไปมา ตกลงสรุปว่า ที่อิหร่าน ขอไป 20 อเมริกาให้ 7
ส่วนที่อเมริกา ขอไป 5 อิหร่านให้ 4+1 คน อิหร่านยอมลดแยะนะ แต่ข่าว ซีเอนเอนบอกว่า นักการเมืองอเมริกัน หงุดหงิดว่า อิหร่านเจรจาได้เปรียบอเมริกา นักโทษอิหร่านได้รับการปล่อยตัวมากกว่าอีก
จอห์นเงี้ยว เจรจาเฮงซวย โอบามาก็ห่วย ที่ไปยอมอิหร่าน ผมดูข่าวด้วยความมึน สำหรับเจ้าอ้วน Rezaian นั้น อเมริกาบอกต้องเอาออกมาให้ได้ เพราะไอ้หมอนี่ รู้เรื่องเบื้องหลังนิวเคลียร์ของอิหร่านดีมาก ท่านใบตองแห้งถึงกับกล่าวชมว่า เขากล้าหาญมาก เอะ แล้วทำไม อิหร่านถึงยอมปล่อยตัวง่ายๆ เพราะอิหร่านอยากได้เงินแสนล้านเหรียญหรือ… แหม นึกว่า จะได้ง่ายๆ หรือครับ ดูไปก็แล้วกัน อเมริกาอาจจะบอกเราเปิดไฟเขียวให้ แต่ดันไปติดไฟแดงของธนาคาร… ฮู้ย เรื่องแบบนี้ เล่นไม่ยาก แล้วคิดว่า เสี่ยนิวเคลียร์ของผมจะใจเย็นรอไฟแดงไหมครับ ###############
ตอน 2 ย้อนกลับไปในเช้าวันเสาร์ที่ 16 มกราคม เจ้าหน้าที่ของไอ้เอกับอีเอ IAEA ของ สหประชาชาติ ประกาศรับรองว่า อิหร่านได้ยุติกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบทำนองนี้จะดำเนินไปอีก 10 ถึง 15 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า นกยูงอิหร่าน ไม่ติดปีกติดกรงเล็บแข่งกับนกอินทรี หลังจากนั้น ถ้าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันเรียบร้อย การยกเลิกการแซงชั่น
การคว่ำบาตรอิหร่าน ที่อเมริกาและพวกใช้บีบอิหร่านมาประมาณ 30 ปี จะค่อยๆทยอยยกเลิก หงายบาตร ตามข้อตกลงระหว่างพี่เบิ้มทั้งหลายกับอิหร่าน ในที่สุดอิหร่านก็ปล่อยตัวเจ้าอ้วน และชาวคุกอีก 3 คน ออกจากคุกเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์ ส่วนอีกหนึ่งคน ข่าวบอกว่า เป็นนักศึกษา ขั้นตอนการปล่อยตัวแยกต่างหากกับกลุ่มเจ้าอ้วน หลังจากนั้นอเมริกาก็ขนเจ้าอ้วนและพวกอีก 2 คนที่เพิ่งออกจากคุกขึ้นเครื่องบินพิเศษ ส่งไปนอนเล่นที่ฐานทัพของอเมริกาที่เยอรมันกลางดึกของวันเสาร์ ส่วนอีกคน ข่าวไม่รายงานว่าให้ไปหลบที่ไหน พอเครื่องบินที่เจ้าอ้วนกับพวกนั่ง บินพ้นเขตอิหร่านยังไม่ทันถึงชั่วโมงดี อเมริกาก็ออกมาประกาศว่า จะคว่ำบาตรนักธุรกิจอิหร่านที่เป็นทั้งบริษัทและเอกชน ที่ทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา “รอบใหม่” ทันที ทำเอาอิหร่านที่กำลังเดินเพลิน หัวคะมำ…. นี่…..รู้จักท่านใบตองแห้งซะบ้าง เขี้ยวยาว วาวเป็นประกายเลย อเมริกากล่าวหา ว่า อิหร่านแอบทดลองทำการยิงจรวดเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่อเมริกาอ้างว่ารู้นานแล้วล่ะ แต่รอให้เจ้าอ้วนกลับบ้านก่อน พณ. ใบต้องแห้งบอก smart move! ใคร ใครนะว่าท่านใบตองแห้งโง่งี่เง่า เป็นแพะ เป็นเหยื่อ…. ผู้ที่จะได้รับเกียรติถูกท่านใบตองคว่ำบาตร รุ่นล่าสุดมี 11 ราย อเมริกาบอกว่า พวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทดลองยิงจรวดของอิหร่านทั้งนั้น โดยมีการทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา เช่น มีการสั่งซื้อชิ้นส่วน ที่นำมาใช้ในจรวดที่ทำการทดลอง ซึ่ง เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกด้วย อย่างนี้ต้องมีการแซงชั่น คว่ำบาตรจากนานาชาติรอบใหม่…..ฮู้ย พณ. ท่าน รุกใหญ่เลยนะครับ ปล่อยให้เขาวิ่ง แป๊บเดียว ยื่นขาไปขัดเขาซะแล้ว รายการโชว์เขี้ยวจริงๆ อเมริกาเล่นแรงนะ กล่าวหากันอย่างนั้น แบบนี้อิหร่านยอมได้ไหม ไอ้เอกับอีเอ ที่เพิ่งประกาศรับรองไปแหมบๆ มิหน้าแหกหรือครับ เป็นผมเอาหัวมุดโอ่งอายตายห่า สั่งให้กูไปตรวจ กูก็ไป ตรวจแล้วไม่เจออะไร กูก็บอกไปตามตรง เสร็จแล้วมึงดันมาประกาศหักหน้า…. ต่อไปนี้ เราจะต้องฟังใครครับ ใบรับรองจาก IAEA ของสหประชาชาติ มีความหมายไม่ต่างกับกระดาษชำระ เมื่อวันเสาร์ หลังจากการแลกตัวนักโทษเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันรูฮานี ออกมาใช้เสียงทุ้ม บอกว่า ทีนี้ ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าอิหร่านเชื่อถือได้ แต่วันอาทิตย์ หลังจากรู้ข่าวว่า ถูกขัดขาจนหน้าคะมำ อเมริกันเตรียมคว่ำบาตรรุ่นใหม่ ท่านประธานาธิบดี รูฮานี ปิดพลาสเตอร์ที่หน้าแล้วกลับมาออกไมค์ ใช้เสียงเย็น แต่ไม่ถึงกับยะเยือก สงสัยยังหวัง หนึ่งแสนล้านเหรียญ ….การกระทำแบบนี้(ของอเมริกา) ก็จะได้รับปฏิกริยาตอบโต้….ท่านประธานาธิบดีอิหร่านบอก เป็นไงครับ เห็นฝีมือการเปลี่ยนหน้ากากของท่านใบตองแห้งหรือยัง เปลี่ยนได้รวดเร็ว เล่นเอาอิหร่านต้องตั้งหลักใหม่ หลังจากนั้น ในวันจันทร์ ที่ 18 มกราคม กระทรวงต่างประเทศ อิหร่านออกมาตอบโต้เป็นรายการแรก ….ระบบการยิงจรวดของเราไม่ได้ออกแบบมา เพื่อสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้นะ … การคว่ำบาตรของอเมริกา ในเรื่องนี้ ไม่ถูกกฏหมายและไม่ชอบธรรม….อเมริกาเอง ขายอาวุธเป็นหมื่นๆล้านเหรียญให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ และอาวุธเหล่านั้น ก็นำไปใช้กับชาวปาเลสไตน์ชาวเลบานอน และล่าสุด ชาวเยเมนก็กำลังรับเคราะห์อยู่…. นี่เป็นการตบกลับเบาๆรอบแรกของอิหร่าน ############### ตอน 3 เป็นไงครับ นึกว่ากำลังอ่านลายใบตองภาค 2 ก็แล้วกัน มันจะมีกี่ภาคผมก็ยังไม่รู้ ตกลงอิหร่านดีลนี่ ใครได้ ใครเสีย รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านด้วย เมื่ออเมริกา เริ่มเจรจากับอิหร่านเกี่ยวกับการหยุดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อประมาณเดือนกันยายน ค.ศ.2013 อเมริกาได้รับแต่ก้อนอิฐจากพันธมิตรของตัว โดยเฉพาะ จากซาอุดิอารเบีย คู่รักฝักแค ที่มองว่าอเมริกากำลังอ่อนข้อให้อิหร่าน คู่แข่งสำคัญของซาอุ นอกจากซาอุแล้ว อิสราเอลก็เป็นอีกประเทศที่ฉุนขาด หลายประเทศไม่เชื่อขี้หน้าอิหร่าน ว่าจะพูดจริงทำจริง แต่ที่พิลึกที่สุดคือ บรรดานักการเมืองของอเมริกา ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างออกมาพูดทำนองไม่เชื่อขี้หน้าท่านใบตองแห้ง…. สงสัยจะดีแต่พล่าม ไม่มีทางจะจัดการเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์สำเร็จ…. ฝ่ายอิหร่านเองก็ใช่ว่าจะร้องเพลงเสียงเดียวกันในเรื่องนี้ ฝ่ายประธานาธิบดี รูฮานี และ รม. ตปท. ของอิหร่าน สนับสนุนการเจรจากับฝ่ายอเมริกา แต่ฝ่ายขวาจัด คือพวกทหารที่เรียกว่า Revolutionary Guards ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา มองว่าเป็นเกมหลอกของอเมริกา ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน บอกว่าเจรจาไปก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับอิหร่าน ก็เลิกเจรจา ฝ่ายอิหร่านที่สนับสนุนการเจรจา เพราะหวังจะให้อเมริกาและพวก ยกเลิกการแซงชั่น ยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านจะได้สบายเสียที อยู่อย่างอด อย่างทน กันมาสามสิบปีแล้วนะ ขอสบายบ้างเถอะน่า ข่าวบอกว่าอิหร่านถึงกับมีชอปปิ้งลิสต์ เตรียมไว้เพียบ ว่า ถ้าได้เงินคืน จะเอาไปซื้ออะไรบ้าง รายการใหญ่ ที่เขาว่าอิหร่านเล็งไว้คือ ซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่เอี่ยม จากค่ายแอร์บัสของยุโรปจำนวน 114 เครื่อง! นอกจากนี้ อิหร่านยังกะจะเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ จากวันละ 1.1 ล้านบาเรลขึ้นอีก 5
แสนบาเรล ในช่วงแรก และอีก 5 แสนในช่วงต่อไป เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประเทศ แค่มีข่าวว่า อิหร่านอาจจะส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกของ Brent crude oil ก็รูดลงต่ำกว่า 29 เหรียญ และขณะที่ผมเขียนนิทานนี้ ดูเหมือนจะลงไปที่ 27 เหรียญแล้ว ข่าวนี้นอกจากจะทำให้ ราคาน้ำมันเริ่มตกแล้ว อาการวิตกจริตของ ซาอุดิอารเบีย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ให้เสี่ยปั๊มใหญ่เครียดได้ยังไง ปีนี้ งบประมาณประเทศของซาอุ จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นครั้งแรก และจะต้องมีการตัดสวัสดิการของประชาชนที่เคยได้รับ ลดลงไปหลายรายการ โอกาสที่ความไม่สงบในประเทศจะเกิดขึ้น ก็น่าจะสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า ซาอุดิอารเบีย ยังคิดจะเฉือนเอาบางส่วนของหุ้น บริษัท Aramco ที่อ้างว่าเป็นของรัฐ (แต่อยู่ในความดูแลของราชวงศ์) ที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งประเทศ ออกขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป เพื่อเอาเงินมาโปะงบประมาณที่ขาดดุลย์ เอาแค่ที่เล่ามานี้ก่อน ใครได้ประโยชน์ครับ อิหร่านได้เงิน ดูเหมือนประชาชนจะสบายขึ้น แต่จริงๆแล้วอิหร่านก็คงเอาไปซื้อของ ซื้อสินค้า รวมทั้งซื้ออาวุธ ที่อั้นมาสามสิบปี ถ้าอิหร่านซื้ออาวุธเพิ่ม ซาอุ จะยืนดูตาปริบๆอยู่เฉยๆไหม เสี่ยปั๊มใหญ่อยู่เฉยไม่ไหวหรอก มันก็ต้องซื้อแข่ง และที่ผ่านมา 2 ปี เพราะความประสาทกลัวอิหร่านนิวเคลียร์ดีลนี่แหละ เสี่ยปั้มใหญ่ ถึงเร่งซื้ออาวุธ ไว้แสดงแสนยานุภาพ จนงบเริ่มติดลบ ใครได้ประโยชน์ครับ จะมีใคร ก็อเมริกาที่ปั่นหัวไป ขายอาวุธไป เข้าแผนทุกทาง เอะ แล้วอเมริกาไม่ห่วงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือ ต้องมีคนสงสัยแน่ อเมริกาคงไม่ห่วง เพราะอเมริกาไม่ได้เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อหวังให้อิหร่าน “เลิกสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ” อเมริการู้นานแล้วว่า อิหร่านมีนิวเคลียร์ และก็คงไม่เลิกสร้าง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่อเมริกาเป็นห่วงมากมาย อเมริกาหวัง หรือ ต้องการอย่างอื่นมากกว่า ที่อเมริกาหวัง หรือต้องการ คือ “เวลา” กับหวังให้อิหร่าน “เปิดประตูเมือง” ############### ตอน 4 (จบ) ถ้ายังจำกันได้ อเมริกาประกาศนโยบาย Pivot to Asia กลางปี ค.ศ.2012 ในที่ประชุมด้านความมั่นคงทั่วโลก Shangrila Dialogue ที่สิงคโปร์ว่า อเมริกาจะปรับกองกำลังของตัว ไปอยู่ที่เอเซียมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี ค.ศ.2020 จะมีกองกำลังอยู่ในเอเซีย ถึงจำนวน 60% ของจำนวนกองกำลังของตนทั้งหมด ที่อยู่ต่างประเทศ มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า อเมริกายกให้จีน เป็น “ว่าที่” ศัตรูหมายเลขหนึ่ง และปี 2020 คงเป็นปีที่อเมริกาคาดว่า จะมีการเผชิญหน้ากับมังกรทะยานฟ้า ขณะเดียวกับที่อเมริกา ทำให้โลกเข้าใจว่า อเมริการะวังจีน อเมริกาก็มีแผนซ่อน เตรียมล่อหลอกรัสเซีย ที่อเมริกาถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาลด้วย อเมริกาเริ่มตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2005 ว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างโตเร็วเกินคาด และทั้ง 2 ประเทศ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งสร้างกองทัพอย่างเอาจริง มันคงใช้เวลาไม่นานมาก ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศ กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอเมริกา อเมริกาจึงปรับแผนของตัวมาตลอด อเมริกาวางแผนการทำลายรัสเซีย จากรอบนอก ด้วยการจัดเทศกาลอาหรับสปริง ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนในตะวันออกกลางได้อย่างรุนแรง และความปั่นป่วนนั้น จะกระทบไปถึงรัสเซียด้วย ส่วนอิหร่านเป็นเป้าวงใน ถ้าเจาะดีๆให้ถึงข้างในอิหร่าน จะกระแทกรัสเซียได้ด้วย ไม่มีอะไรดีกว่าหาทางให้อิหร่านเปิดประตูบ้าน การสร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ ย่อมง่ายกว่าการที่อเมริกาจะยกทัพเข้าไปเอง อาหรับสปริงเกิดได้ทุกแห่ง ทำไมจะเกิดในอิหร่านไม่ได้ การยกเลิกการแซงชั่น การทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะได้สบาย….หากความหวังนั้น สลายไป อิหร่านสปริง คงเกิดไม่ยาก…. ” เวลา” จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอเมริกา เพื่อบ่มให้ทั้งแผนใหญ่ และแผนเล็กของตัวเอง สุกทันการณ์ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ต้องไม่ช้าเกินไป และไม่เร็วเกินไป ถ้าจำกันได้ อเมริกา “ต่อเวลา” การเจรจานิวเคลียร์หลายครั้ง แต่ละครั้ง การเจรจาทำทีเหมือนจะล่ม แต่แล้วก็ไม่ล่ม ถ้าอเมริกาต้องการเล่นงานอิหร่านจริงๆ เรื่องการสร้างนิวเคลียร์ การเจรจาล่มไปนานแล้วครับ อิหร่านนิวเคลียร์ดีล จึงเป็นละครฉากใหญ่ ที่อเมริกาเล่นได้เฉียบขาดมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้อื่นเล่นละครกันไม่เป็น หรือไม่รู้จักวิธีขัดขากลับ หมากระดับโลก เขาเดินกันลึกซึ้ง ใช้เวลานาน และมีการปรับชั้นเชิง ขัดขากันไปขัดขากันมาตลอดเวลา ไม่งั้นมังกรคงไม่เลือกไปท่องทะเลทรายยามหน้าขวานหน้าสิ่วแบบนี้ ถ้าเรามองชั้นเดียว แบบจอแบนและแคบ ก็คงเห็นภาพไม่ครบ… สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
22 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 52 มุมมอง 0 รีวิว
  • โฆษกศาลยุติธรรม เผยผลงาน “ตำรวจศาล” หรือ Court Marshal เดินหน้าติดตามจับกุมจำเลยที่หลบหนีการพิจารณาคดีตามหมายจับศาล รวมกว่า 22,172 หมาย ตั้งแต่ปี 2564 – 2568
    .
    เฉพาะปี 2568 ปีเดียว สามารถจับกุมได้ถึง 5,133 หมาย ช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดีของศาลสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    .
    ตำรวจศาลมีภารกิจสำคัญทั้งการดูแลความปลอดภัยภายในศาล และการบังคับตามคำสั่งศาล รวมถึงการติดตามจับกุมจำเลยที่ได้รับการประกันตัวแล้วหลบหนี
    .
    ปัจจุบันมีเจ้าพนักงานตำรวจศาลประจำการทั่วประเทศ 679 นาย กระจายอยู่ทุกศาลทั่วไทย เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้กระบวนการยุติธรรม
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003797
    .
    #News1 #News1live #ตำรวจศาล #CourtMarshal #หนีคดีไม่รอด #กระบวนการยุติธรรม
    โฆษกศาลยุติธรรม เผยผลงาน “ตำรวจศาล” หรือ Court Marshal เดินหน้าติดตามจับกุมจำเลยที่หลบหนีการพิจารณาคดีตามหมายจับศาล รวมกว่า 22,172 หมาย ตั้งแต่ปี 2564 – 2568 . เฉพาะปี 2568 ปีเดียว สามารถจับกุมได้ถึง 5,133 หมาย ช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดีของศาลสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ . ตำรวจศาลมีภารกิจสำคัญทั้งการดูแลความปลอดภัยภายในศาล และการบังคับตามคำสั่งศาล รวมถึงการติดตามจับกุมจำเลยที่ได้รับการประกันตัวแล้วหลบหนี . ปัจจุบันมีเจ้าพนักงานตำรวจศาลประจำการทั่วประเทศ 679 นาย กระจายอยู่ทุกศาลทั่วไทย เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้กระบวนการยุติธรรม . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003797 . #News1 #News1live #ตำรวจศาล #CourtMarshal #หนีคดีไม่รอด #กระบวนการยุติธรรม
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 39 มุมมอง 0 รีวิว
  • รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยความคืบหน้าคดีลอบวางระเบิด 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุเจ้าหน้าที่เริ่มได้เบาะแสกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว อยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุม พร้อมตรวจพิสูจน์หลักฐานเชิงลึกทางนิติวิทยาศาสตร์
    .
    ย้ำว่าหลังเกิดเหตุ ทุกหน่วยงานได้ทบทวนและปรับแผนด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมด เพื่อถอดบทเรียนและปรับยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความเข้มงวดของรัฐกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
    .
    รอง ผบ.ตร. ระบุยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับประเด็นการเมืองหรือไม่ ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนก่อน พร้อมยืนยันจะเร่งคลี่คลายคดีและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003817
    .
    #News1live #News1 #ชายแดนใต้ #บึ้ม11จุด #ความมั่นคง #ตำรวจ
    รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยความคืบหน้าคดีลอบวางระเบิด 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุเจ้าหน้าที่เริ่มได้เบาะแสกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว อยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุม พร้อมตรวจพิสูจน์หลักฐานเชิงลึกทางนิติวิทยาศาสตร์ . ย้ำว่าหลังเกิดเหตุ ทุกหน่วยงานได้ทบทวนและปรับแผนด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมด เพื่อถอดบทเรียนและปรับยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความเข้มงวดของรัฐกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ . รอง ผบ.ตร. ระบุยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับประเด็นการเมืองหรือไม่ ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนก่อน พร้อมยืนยันจะเร่งคลี่คลายคดีและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003817 . #News1live #News1 #ชายแดนใต้ #บึ้ม11จุด #ความมั่นคง #ตำรวจ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 44 มุมมอง 0 รีวิว
  • ฝากมุมคิด กับท่านผู้อ่าน ที่คิด no vote หรือไม่เลือกใคร หรือไม่ออกไปใช้สิทธิ์

    เราต่างรู้กันว่าประเทศเราป่วยมานาน ล่อแหลมอยู่ใต้ แก๊งค์เทาต่างๆ ตามที่สื่อ หรือสแกมเมอร์มาถึงตัวเรา แล้วการพยักหน้า ร่วมกัน no vote ที่แม้เคยตกลงกัน ในสมัยก่อน ก็ได้คะแนนไม่พอ ไม่มีการนำมาขยาย เราจึงเป็นสะใจส่วนตัว ไม่มีพลังพอ

    ดังนั้น ชวนคุณผู้อ่าน พิจารณา เราจะปล่อยประเทศไปตามยถากรรม ได้เพียงสะใจ แล้วทนทุกข์เพราะเราเป็นประชาชน ร่วมเรือลำเดียวกัน กับพยายามให้โอกาส พรรคเศรษฐกิจ หรือพรรคไทยภักดี ได้ลอง เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ เหมือนสมัยลุงจำลอง มาเป็นผู้ว่า กทม. คิดดู
    * หากพรรคเดียว หรือสองพรรค เป็นรัฐบาล
    * ยกเลิก MOU พันธนาการ กับประเทศข้างบ้าน และผลประโยชน์
    * เมกกะโปรเจค ที่สร้างงาน สร้างความเจริญ ในท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์อันเป็นภัยได้
    * เราอาจได้เกาะประจันคีรีเขต กลับมาสู่ประเทศ
    * นโยบายและแนวทางที่จะทำในแต่ละกระทรวง และ นายกฯ จะทำอะไร มีการหาเสียงแบบนี้แบบชัด ๆ เคยมีไหม
    * เราทุกคนสร้างประวัติศาสตร์ ไม่สนบ้านใหญ่ เลือกจากการไตร่ตรอง มองไกลๆ
    * ปราบคอรัปชั่น ปราบโกง ได้เหมือนเวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่เริ่มสร้างความเชื่อมั่นให้การลงทุน
    * ค่าไฟฟ้าที่ถูกลง ลดต้นทุนของธุรกิจ
    * ไม่เชื่อฮุนเซน ที่แนะให้เลือกสีแดงหรือสีส้ม

    ฝากพิจารณาด้วยนะครับ อย่าปล่อยโอกาสที่ต้องทำด้วย no vote
    ฝากมุมคิด กับท่านผู้อ่าน ที่คิด no vote หรือไม่เลือกใคร หรือไม่ออกไปใช้สิทธิ์ เราต่างรู้กันว่าประเทศเราป่วยมานาน ล่อแหลมอยู่ใต้ แก๊งค์เทาต่างๆ ตามที่สื่อ หรือสแกมเมอร์มาถึงตัวเรา แล้วการพยักหน้า ร่วมกัน no vote ที่แม้เคยตกลงกัน ในสมัยก่อน ก็ได้คะแนนไม่พอ ไม่มีการนำมาขยาย เราจึงเป็นสะใจส่วนตัว ไม่มีพลังพอ ดังนั้น ชวนคุณผู้อ่าน พิจารณา เราจะปล่อยประเทศไปตามยถากรรม ได้เพียงสะใจ แล้วทนทุกข์เพราะเราเป็นประชาชน ร่วมเรือลำเดียวกัน กับพยายามให้โอกาส พรรคเศรษฐกิจ หรือพรรคไทยภักดี ได้ลอง เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ เหมือนสมัยลุงจำลอง มาเป็นผู้ว่า กทม. คิดดู * หากพรรคเดียว หรือสองพรรค เป็นรัฐบาล * ยกเลิก MOU พันธนาการ กับประเทศข้างบ้าน และผลประโยชน์ * เมกกะโปรเจค ที่สร้างงาน สร้างความเจริญ ในท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์อันเป็นภัยได้ * เราอาจได้เกาะประจันคีรีเขต กลับมาสู่ประเทศ * นโยบายและแนวทางที่จะทำในแต่ละกระทรวง และ นายกฯ จะทำอะไร มีการหาเสียงแบบนี้แบบชัด ๆ เคยมีไหม * เราทุกคนสร้างประวัติศาสตร์ ไม่สนบ้านใหญ่ เลือกจากการไตร่ตรอง มองไกลๆ * ปราบคอรัปชั่น ปราบโกง ได้เหมือนเวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่เริ่มสร้างความเชื่อมั่นให้การลงทุน * ค่าไฟฟ้าที่ถูกลง ลดต้นทุนของธุรกิจ * ไม่เชื่อฮุนเซน ที่แนะให้เลือกสีแดงหรือสีส้ม ฝากพิจารณาด้วยนะครับ อย่าปล่อยโอกาสที่ต้องทำด้วย no vote
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar

    แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด
    รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies

    Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M
    Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine

    Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central
    Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ
    https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now

    Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103%
    ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike

    Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร
    โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง
    https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold

    อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี
    อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น
    https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why

    AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง
    CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns

    Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล
    หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative
    https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing

    คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว
    มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก
    https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026

    ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว
    Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว
    https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last

    ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด
    ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด
    https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed

    นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน
    ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง
    https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways

    Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year

    อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ
    อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know

    ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน
    OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030
    https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job

    GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V
    Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there

    AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health
    Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you

    RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์
    Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ
    https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor

    ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง
    รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์
    https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds

    Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้
    Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์
    https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    📌📡🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷📡📌 #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar 🔐 แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies ⚖️ Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine 🛡️ Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now 🚫 Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103% ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike 🧱 Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง 🔗 https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold 📸 อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why ⚠️ AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns 🧹 Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative 🔗 https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing 🏂 คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก 🔗 https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026 💻 ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last 🕵️‍♂️ ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed 👨‍💻 นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง 🔗 https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways 🍏 Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year 🚫 อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know 💼 ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030 🔗 https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job ⚡ GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there 🏥 AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you 🎨 RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์ Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor 💾 ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds 🖥️ Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้ Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 164 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline

    ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694)
    ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้
    https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices

    สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8)
    พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด
    https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8

    Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9
    Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต
    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9

    Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI
    Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon
    https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp

    Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค
    แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม
    https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative

    “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT
    แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น
    https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network

    Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone
    https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri

    อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค
    รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก
    https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt

    QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant
    QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง
    https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant

    พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ
    มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที
    https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce

    Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก
    รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย
    https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้
    มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที
    https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation

    CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว
    CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026
    https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild

    มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง
    รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก
    https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs

    Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS
    ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้
    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    📌🔐🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷🔐📌 #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline 🔥 ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694) ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices ⚠️ สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8) พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด 🔗 https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8 📱 Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9 Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9 🛒 Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp 💻 Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม 🔗 https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative 🕵️‍♂️ “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น 🔗 https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network 🤖 Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone 🔗 https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri 🇮🇳 อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก 🔗 https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt 🧩 QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง 🔗 https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant 🔐 พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที 🔗 https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce 🔐 Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย 🔗 https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws 🕵️‍♂️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้ มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที 🔗 https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation 🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026 🔗 https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild 📄 มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก 🔗 https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs 🛡️ Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้ 🔗 https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 112 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้

    งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด

    เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด

    ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing

    เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก : AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon

    แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI

    โดยรวมแล้ว CES 2026 คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป

    #ลุงเขียนหลานอ่าน
    ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้ 🚀 งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส 📍 รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ 📰 เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ✨ ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 🤖 Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 👀 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก 📊: AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect ⚠️ เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI โดยรวมแล้ว CES 2026 ⭐ คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป #ลุงเขียนหลานอ่าน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 116 มุมมอง 0 รีวิว
  • สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก

    รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น

    การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที

    Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ
    หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

    หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย
    อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร

    อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ

    ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X
    แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ

    ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้

    Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ
    Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่
    การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา
    เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ

    Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก
    Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK
    เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี
    แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก
    ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK
    ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน
    การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    🇬🇧 สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที 🚨 Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย 💠 อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก 💠 หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ 🧨 ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้ 🗣️ Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ ➡️ การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา ➡️ เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ ✅ Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก ➡️ Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก ➡️ อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK ➡️ เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ⛔ แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก ⛔ ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์ ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK ⛔ ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน ⛔ การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 59 มุมมอง 0 รีวิว
  • 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย

    บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

    ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ
    ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง:
    mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน,
    Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย,
    Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง

    บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน
    ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก

    สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน
    อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting
    mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย
    Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย
    Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ

    สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี
    Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน
    Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos
    Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom
    ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก

    ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น
    ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน
    การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง
    แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

    ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting
    ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย
    ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall
    ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป

    https://fulghum.io/self-hosting
    📰 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว 🖥️ ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง: 💠 mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน, 💠 Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย, 💠 Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง 🧩 บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก 🔐 สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting ➡️ mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย ➡️ Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ➡️ Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ ✅ สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี ➡️ Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน ➡️ Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos ➡️ Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom ➡️ ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก ‼️ ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น ⛔ ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน ⛔ การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ⛔ แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ‼️ ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting ⛔ ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย ⛔ ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall ⛔ ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป https://fulghum.io/self-hosting
    FULGHUM.IO
    2026 is the Year of Self-hosting
    CLI agents like Claude Code make self-hosting dramatically easier and actually fun. This is the first time I would recommend it to normal software-literate people.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 55 มุมมอง 0 รีวิว
  • เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย

    เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว

    พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม

    แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา
    ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด
    พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว

    สาระสำคัญในแถลงการณ์
    พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง
    ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
    ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด
    ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้
    ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน
    ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ

    https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    📰 เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ➡️ DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา ➡️ ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด ➡️ พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว ✅ สาระสำคัญในแถลงการณ์ ➡️ พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง ➡️ ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ➡️ ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด ⛔ ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ⛔ การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026 ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้ ⛔ ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน ⛔ ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    WWW.FEDERALRESERVE.GOV
    Statement from Federal Reserve Chair Jerome H. Powell
    Good evening. On Friday, the Department of Justice served the Federal Reserve with grand jury subpoenas, threatening a criminal indictment related to my testi
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 63 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง

    Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้

    สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI

    Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Cowork คืออะไร และทำอะไรได้
    AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่
    ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
    ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด

    จุดเด่นของ Cowork
    ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต
    ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น
    สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome

    ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
    AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน
    มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก
    ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง

    สถานะการพัฒนา
    ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก
    ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows

    https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    📰 Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้ สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Cowork คืออะไร และทำอะไรได้ ➡️ AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ ➡️ ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ➡️ ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด ✅ จุดเด่นของ Cowork ➡️ ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต ➡️ ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น ➡️ สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน ⛔ มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก ⛔ ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง ‼️ สถานะการพัฒนา ⛔ ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก ⛔ ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    CLAUDE.COM
    Introducing Cowork | Claude
    Claude Code's agentic capabilities, now for everyone. Give Claude access to your files and let it organize, create, and edit documents while you focus on what matters.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • รัสเซีย BlueDelta (Fancy Bear) ใช้ไฟล์ PDF หลอกขโมยรหัสใน 2 วินาที – แค่อ่านเอกสารก็โดนได้

    กลุ่มแฮ็กเกอร์รัฐสนับสนุนจากรัสเซียที่รู้จักกันในชื่อ BlueDelta / Fancy Bear ถูกพบว่ากำลังใช้เทคนิคใหม่ที่อันตรายและแนบเนียนกว่าเดิม โดยอาศัย “ไฟล์ PDF จริง” เป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะสลับหน้าเว็บไปยังหน้าล็อกอินปลอมภายในเวลาเพียง 2 วินาที ขณะที่เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์เตือนว่านี่เป็นหนึ่งในแคมเปญขโมยรหัสผ่านที่แนบเนียนที่สุดในปี 2025–2026

    การโจมตีนี้ถูกบันทึกโดยทีม Insikt Group ของ Recorded Future ซึ่งพบว่ากลุ่ม BlueDelta มุ่งเป้าไปที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน นิวเคลียร์ และนักวิจัยในยุโรปและตุรกี โดยใช้ PDF จากองค์กรจริง เช่น Gulf Research Centre (GRC) และ EcoClimate Foundation เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเหยื่อเปิดไฟล์ PDF หน้าเว็บจะทำงานเบื้องหลัง และหลังจากนั้นเพียง 2 วินาทีจะสลับไปยังหน้า Google, Microsoft Outlook หรือ Sophos VPN ปลอมเพื่อหลอกให้กรอกรหัสผ่าน

    สิ่งที่น่าตกใจคือ BlueDelta ใช้เพียงบริการฟรีบนอินเทอร์เน็ต เช่น Webhook.site, ngrok, และ InfinityFree เพื่อรับข้อมูลที่เหยื่อกรอก ทำให้เป็นการโจมตีแบบ “ต้นทุนต่ำ แต่ผลลัพธ์สูง” เมื่อเหยื่อกรอกรหัส ระบบจะส่งข้อมูลให้แฮ็กเกอร์ทันที ก่อนจะพาเหยื่อกลับไปยังหน้าเว็บจริง ทำให้แทบไม่มีใครรู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูลไปแล้ว

    แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม BlueDelta กำลังขยายการปฏิบัติการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าผู้ใช้ควรตรวจสอบ URL ทุกครั้งก่อนกรอกรหัสผ่าน และเปิดใช้ Multi‑Factor Authentication (MFA) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    BlueDelta ใช้ PDF จริงเป็นเหยื่อล่อ
    ใช้เอกสารจาก GRC และ EcoClimate เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
    เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ก็ถูกสลับหน้าเว็บทันที

    ขโมยรหัสผ่านภายใน 2 วินาที
    หน้าเว็บเปลี่ยนเป็น Google / Microsoft / Sophos VPN ปลอม
    เหยื่อกรอกรหัสแล้วถูกส่งให้แฮ็กเกอร์ทันที

    ใช้บริการฟรีเพื่อรับข้อมูล
    Webhook.site, ngrok, InfinityFree
    ทำให้เป็นการโจมตีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง

    เป้าหมายคือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
    พลังงาน นิวเคลียร์ นักวิจัยยุโรป–ตุรกี
    ขยายปฏิบัติการเก็บข้อมูลจากรัฐบาลและสถาบันวิจัย

    ข้อควรระวัง
    หน้าเว็บปลอมอาจโผล่ขึ้นระหว่างอ่าน PDF
    อย่ากรอกรหัสผ่านหาก URL ดูผิดปกติ

    บริการฟรีถูกใช้เป็นช่องทางรับข้อมูล
    ควรบล็อกโดเมนที่น่าสงสัย เช่น webhook.site

    เหยื่อมักไม่รู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูล
    เปิดใช้ MFA ทุกบัญชีสำคัญเพื่อลดความเสี่ยง

    https://hackread.com/russian-bluedelta-fancy-bear-pdfs-steal-login/
    📰 รัสเซีย BlueDelta (Fancy Bear) ใช้ไฟล์ PDF หลอกขโมยรหัสใน 2 วินาที – แค่อ่านเอกสารก็โดนได้ กลุ่มแฮ็กเกอร์รัฐสนับสนุนจากรัสเซียที่รู้จักกันในชื่อ BlueDelta / Fancy Bear ถูกพบว่ากำลังใช้เทคนิคใหม่ที่อันตรายและแนบเนียนกว่าเดิม โดยอาศัย “ไฟล์ PDF จริง” เป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะสลับหน้าเว็บไปยังหน้าล็อกอินปลอมภายในเวลาเพียง 2 วินาที ขณะที่เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์เตือนว่านี่เป็นหนึ่งในแคมเปญขโมยรหัสผ่านที่แนบเนียนที่สุดในปี 2025–2026 การโจมตีนี้ถูกบันทึกโดยทีม Insikt Group ของ Recorded Future ซึ่งพบว่ากลุ่ม BlueDelta มุ่งเป้าไปที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน นิวเคลียร์ และนักวิจัยในยุโรปและตุรกี โดยใช้ PDF จากองค์กรจริง เช่น Gulf Research Centre (GRC) และ EcoClimate Foundation เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเหยื่อเปิดไฟล์ PDF หน้าเว็บจะทำงานเบื้องหลัง และหลังจากนั้นเพียง 2 วินาทีจะสลับไปยังหน้า Google, Microsoft Outlook หรือ Sophos VPN ปลอมเพื่อหลอกให้กรอกรหัสผ่าน สิ่งที่น่าตกใจคือ BlueDelta ใช้เพียงบริการฟรีบนอินเทอร์เน็ต เช่น Webhook.site, ngrok, และ InfinityFree เพื่อรับข้อมูลที่เหยื่อกรอก ทำให้เป็นการโจมตีแบบ “ต้นทุนต่ำ แต่ผลลัพธ์สูง” เมื่อเหยื่อกรอกรหัส ระบบจะส่งข้อมูลให้แฮ็กเกอร์ทันที ก่อนจะพาเหยื่อกลับไปยังหน้าเว็บจริง ทำให้แทบไม่มีใครรู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูลไปแล้ว แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม BlueDelta กำลังขยายการปฏิบัติการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลและสถาบันวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าผู้ใช้ควรตรวจสอบ URL ทุกครั้งก่อนกรอกรหัสผ่าน และเปิดใช้ Multi‑Factor Authentication (MFA) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ BlueDelta ใช้ PDF จริงเป็นเหยื่อล่อ ➡️ ใช้เอกสารจาก GRC และ EcoClimate เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ➡️ เหยื่อกำลังอ่านเอกสารอยู่ก็ถูกสลับหน้าเว็บทันที ✅ ขโมยรหัสผ่านภายใน 2 วินาที ➡️ หน้าเว็บเปลี่ยนเป็น Google / Microsoft / Sophos VPN ปลอม ➡️ เหยื่อกรอกรหัสแล้วถูกส่งให้แฮ็กเกอร์ทันที ✅ ใช้บริการฟรีเพื่อรับข้อมูล ➡️ Webhook.site, ngrok, InfinityFree ➡️ ทำให้เป็นการโจมตีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ✅ เป้าหมายคือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ➡️ พลังงาน นิวเคลียร์ นักวิจัยยุโรป–ตุรกี ➡️ ขยายปฏิบัติการเก็บข้อมูลจากรัฐบาลและสถาบันวิจัย ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ หน้าเว็บปลอมอาจโผล่ขึ้นระหว่างอ่าน PDF ⛔ อย่ากรอกรหัสผ่านหาก URL ดูผิดปกติ ‼️ บริการฟรีถูกใช้เป็นช่องทางรับข้อมูล ⛔ ควรบล็อกโดเมนที่น่าสงสัย เช่น webhook.site ‼️ เหยื่อมักไม่รู้ตัวว่าถูกขโมยข้อมูล ⛔ เปิดใช้ MFA ทุกบัญชีสำคัญเพื่อลดความเสี่ยง https://hackread.com/russian-bluedelta-fancy-bear-pdfs-steal-login/
    HACKREAD.COM
    Russian BlueDelta (Fancy Bear) Uses PDFs to Steal Logins in Just 2 Seconds
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 56 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps
    ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่

    โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง

    แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

    อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal

    สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026
    Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง
    Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด
    Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่
    Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ
    Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support

    คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026
    attack surface ต่ำ
    มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน
    ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม
    predictable lifecycle

    เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code
    อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ
    มัก rebuild ไม่บ่อย
    หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ

    ข้อควรระวัง
    อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก
    Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug

    Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc
    ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง

    อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า
    ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ

    https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    🛡️ 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 ➡️ Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง ➡️ Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด ➡️ Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่ ➡️ Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ ➡️ Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support ✅ คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026 ➡️ attack surface ต่ำ ➡️ มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน ➡️ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม ➡️ predictable lifecycle ✅ เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code ➡️ อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ ➡️ มัก rebuild ไม่บ่อย ➡️ หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก ⛔ Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug ‼️ Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc ⛔ ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง ‼️ อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า ⛔ ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    HACKREAD.COM
    5 Best Secure Container Images for Modern Applications (2026)
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 57 มุมมอง 0 รีวิว
  • 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย

    เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น

    บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย

    โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว

    หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง”
    Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ
    Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย

    งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI
    บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้”

    คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง
    บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ

    AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
    งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini
    ลิงก์ตรง / URL / citation
    จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ
    ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์
    ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง
    ตัวเลขสุ่ม
    ปริศนาเชิงพื้นที่
    การนับวัตถุในภาพ
    ASCII art
    การแทนส่วนผสมทำอาหาร
    การอ่านลายมือ
    สถิติกีฬา minor league
    งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร
    การระบุหัวต่ออุปกรณ์
    ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์
    การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์

    เหตุผลที่ไม่ควรถาม
    AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์
    มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination)
    ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์
    ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ
    ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร
    ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์

    https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/
    🧠 15 เรื่องที่ไม่ควรถาม Google Gemini – เพราะอาจได้คำตอบผิดพลาดหรืออันตราย เนื้อหาจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่เตือนอย่างชัดเจนว่า แม้ Gemini จะเก่งและตอบได้หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ข้อมูลผิด หรือแม้แต่ความเสี่ยงในชีวิตจริงได้ เพราะ LLM ไม่ได้ “เข้าใจ” โลก แต่เพียงทำนายข้อความที่น่าจะตามมาเท่านั้น บทความชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของ Gemini คือ “ความมั่นใจเกินจริง” (overconfidence) ซึ่งทำให้มันตอบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างมั่นใจมาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ตัวเลข, ลิงก์, การวิเคราะห์ภาพ, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่มีในชุดข้อมูลฝึกสอน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างหลายกรณีที่คำตอบผิดของ AI เคยนำไปสู่ความเข้าใจผิดระดับสังคม เช่น คำแนะนำด้านอาหารหรือสุขภาพที่อันตราย โดยรวมแล้ว บทความนี้เป็นการเตือนผู้ใช้ให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI และไม่ใช้ Gemini ในงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น การแพทย์, การเงิน, การวิเคราะห์ข้อมูลจริง, หรือการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตจริง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว 📰 หัวข้อข่าว: “15 สิ่งที่ไม่ควรถาม Google Gemini เพราะอาจพาคุณหลงทาง” 🤖 Gemini ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ — แค่เครื่องทำนายข้อความ Gemini ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างข้อความที่ “ฟังดูดี” มากกว่าข้อความที่ “ถูกต้องจริง” ซึ่งทำให้มันตอบคำถามผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะคำถามที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ลิงก์, ตัวเลข, หรือข้อมูลเฉพาะทางที่ไม่แพร่หลาย 🔍 งานที่ต้องการความแม่นยำ = จุดอ่อนของ AI บทความยกตัวอย่างหลายกรณีที่ Gemini มักตอบผิด เช่น การสร้าง URL ปลอม, การนับจำนวนวัตถุในภาพผิด, การแก้ปริศนาเชิงพื้นที่ไม่ได้, หรือการให้ข้อมูล SEO ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันไม่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมักเติมข้อมูลที่ “น่าจะใช่” แทนการบอกว่า “ไม่รู้” ⚠️ คำตอบผิดอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในชีวิตจริง บางคำถาม เช่น การอ่านลายมือหมอ, การแนะนำส่วนผสมทำอาหาร, หรือการระบุหัวต่ออุปกรณ์ อาจทำให้เกิดอันตรายจริง เช่น ใช้ยาผิด, อาหารเสียสูตร, หรือทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะ Gemini ไม่มีความเข้าใจทางกายภาพหรือเคมีจริง ๆ 🎭 AI ยังไม่เข้าใจความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ งานเขียนเชิงศิลปะ เช่น lipogram หรือการประเมินงานเขียนเชิงสไตล์ ก็เป็นอีกจุดที่ Gemini มักทำผิด เพราะมันมองคำเป็น “โทเคน” ไม่ใช่ตัวอักษร ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวอักษรที่ใช้ หรือประเมินความตั้งใจเชิงศิลป์ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ไม่ควรถาม Gemini ➡️ ลิงก์ตรง / URL / citation ➡️ จำนวนคำแบบเป๊ะ ๆ ➡️ ข้อมูล SEO แบบเรียลไทม์ ➡️ ชีวประวัติคนที่ไม่ดัง ➡️ ตัวเลขสุ่ม ➡️ ปริศนาเชิงพื้นที่ ➡️ การนับวัตถุในภาพ ➡️ ASCII art ➡️ การแทนส่วนผสมทำอาหาร ➡️ การอ่านลายมือ ➡️ สถิติกีฬา minor league ➡️ งานเขียนแบบจำกัดตัวอักษร ➡️ การระบุหัวต่ออุปกรณ์ ➡️ ราคาสินค้าแบบเรียลไทม์ ➡️ การให้คะแนนงานเขียนเชิงศิลป์ ‼️ เหตุผลที่ไม่ควรถาม ⛔ AI ไม่มีข้อมูลเรียลไทม์ ⛔ มักสร้างข้อมูลขึ้นเอง (hallucination) ⛔ ไม่เข้าใจโลกจริงหรือกฎฟิสิกส์ ⛔ ไม่สามารถนับหรือวิเคราะห์ภาพอย่างแม่นยำ ⛔ ไม่เข้าใจเคมี/การทำอาหาร ⛔ ไม่เข้าใจศิลปะหรือสไตล์การเขียนของมนุษย์ https://www.slashgear.com/2071184/never-ask-google-gemini-these-things/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    15 Things You Should Never Ask Google's Gemini - SlashGear
    Google Gemini may perform competency very convincingly, but if you use it for everything, you may end up dealing with wrong answers and damaged equipment.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 64 มุมมอง 0 รีวิว
  • Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter

    Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง

    นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน

    การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น

    โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling
    ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter
    แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI

    ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม
    โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น
    การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น

    เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น
    ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland
    รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน

    ข้อควรระวัง
    อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร
    ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร

    การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
    โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า

    ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้
    ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต

    https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    🌐 Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling ➡️ ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter ➡️ แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI ✅ ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม ➡️ โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น ➡️ การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น ✅ เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น ➡️ ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland ➡️ รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร ⛔ ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร ‼️ การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ⛔ โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า ‼️ ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    9TO5LINUX.COM
    Firefox 147 Is Now Available for Download, Here's What's New - 9to5Linux
    Firefox 147 open-source web browser is now available for download with support for Freedesktop.org's XDG Base Directory Specification.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 47 มุมมอง 0 รีวิว
  • Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย

    การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ

    เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ

    ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด

    แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ
    ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation
    เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ

    เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store
    มี IntelliSense, binding debugger และ live editing
    เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI

    เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา
    UI ใหม่ด้วย Fluent UI
    เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners

    แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026
    ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน
    ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ

    ข้อควรระวัง
    ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร
    อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่

    ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้
    เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub

    การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว
    ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน

    https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    🪟 Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ ➡️ ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation ➡️ เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ ✅ เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store ➡️ มี IntelliSense, binding debugger และ live editing ➡️ เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI ✅ เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา ➡️ UI ใหม่ด้วย Fluent UI ➡️ เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners ✅ แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026 ➡️ ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน ➡️ ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร ⛔ อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่ ‼️ ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้ ⛔ เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub ‼️ การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว ⛔ ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    ITSFOSS.COM
    Microsoft Open-Sources XAML Studio
    After 8 years, Microsoft's tool for designing Windows apps is now open source.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 58 มุมมอง 0 รีวิว
  • auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux

    เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น

    การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน

    เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน

    การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง
    เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI
    ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost

    การจัดการแบตดีขึ้น
    เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง
    ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว

    แก้บั๊กหลายรายการ
    อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น
    แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS

    ติดตั้งได้หลายวิธี
    build จาก source
    ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu

    ข้อควรระวัง
    การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก
    เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป

    การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม
    ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต

    การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ
    หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ

    https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ⚡ auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง ➡️ เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI ➡️ ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost ✅ การจัดการแบตดีขึ้น ➡️ เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง ➡️ ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว ✅ แก้บั๊กหลายรายการ ➡️ อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น ➡️ แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ✅ ติดตั้งได้หลายวิธี ➡️ build จาก source ➡️ ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก ⛔ เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ‼️ การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม ⛔ ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต ‼️ การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ ⛔ หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ITSFOSS.COM
    auto-cpufreq 3.0 Arrives for Linux with Better Battery Handling and CPU Turbo Control
    New release gives Linux laptop users more control over CPU performance while fixing battery detection issues.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 43 มุมมอง 0 รีวิว
  • Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux

    โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่

    ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า

    แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก
    ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund
    ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง

    อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต
    มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง
    แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu

    ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก
    Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft
    ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า

    เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux
    เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety
    สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว

    ประเด็นที่ควรระวัง
    การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem
    เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว

    ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก
    อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100%

    การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน
    บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache

    https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    🧰 Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่ ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก ➡️ ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund ➡️ ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง ✅ อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต ➡️ มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง ➡️ แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu ✅ ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก ➡️ Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft ➡️ ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า ✅ เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux ➡️ เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety ➡️ สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem ⛔ เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว ‼️ ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก ⛔ อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100% ‼️ การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน ⛔ บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    ITSFOSS.COM
    BTW, Arch Users! Pacman Might Be Getting a Rust Replacement
    The Rust-based ALPM project is looking suspiciously like Pacman's replacement.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 40 มุมมอง 0 รีวิว
  • Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป

    ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้

    ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง

    ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง

    ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template

    สรุปประเด็นสำคัญ
    CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular
    เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด
    คะแนน CVSS สูงถึง 8.5

    เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler
    href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL
    เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding

    ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง
    ขโมย session และข้อมูลสำคัญ
    บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

    มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน
    19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0
    แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script>

    ประเด็นที่ควรระวัง
    แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก
    หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที

    การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้
    นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด

    การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด
    ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง

    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/
    🛡️ Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้ ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular ➡️ เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด ➡️ คะแนน CVSS สูงถึง 8.5 ✅ เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler ➡️ href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL ➡️ เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding ✅ ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง ➡️ ขโมย session และข้อมูลสำคัญ ➡️ บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ✅ มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน ➡️ 19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0 ➡️ แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก ⛔ หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที ‼️ การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้ ⛔ นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด ‼️ การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด ⛔ ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/
    SECURITYONLINE.INFO
    Angular Security Alert: High-Severity SVG Flaw CVE-2026-22610 Exposes Apps to XSS
    Angular CVE-2026-22610 (CVSS 8.5) allows XSS via SVG script attributes. Update to v21.0.7 or v20.3.16 immediately to secure your apps.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 44 มุมมอง 0 รีวิว
  • CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว

    ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง

    CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที

    ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต

    Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร

    สรุปประเด็นสำคัญ
    CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง
    อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA
    เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE

    ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์
    ใช้ symlink bypass + path traversal
    ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้

    พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025
    ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research
    มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026
    หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที
    Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ
    ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย

    บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้
    หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด

    แพตช์เดิมไม่เพียงพอ
    ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า
    🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง ➡️ อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA ➡️ เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE ✅ ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ ➡️ ใช้ symlink bypass + path traversal ➡️ ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้ ✅ พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025 ➡️ ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research ➡️ มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ✅ CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026 ➡️ หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที ➡️ Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ ⛔ ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย ‼️ บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้ ⛔ หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ‼️ แพตช์เดิมไม่เพียงพอ ⛔ ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 32 มุมมอง 0 รีวิว
  • Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ

    การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น

    ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

    นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต

    หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9
    ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9
    เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น

    ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่
    พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4
    Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ

    อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17
    ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ

    Qualcomm สนับสนุนเต็มที่
    บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน
    รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ

    ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ
    ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple

    ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว
    การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี

    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/
    📡 Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 ➡️ ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ➡️ เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น ✅ ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่ ➡️ พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4 ➡️ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ✅ อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ➡️ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ ✅ Qualcomm สนับสนุนเต็มที่ ➡️ บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน ⛔ รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ ‼️ ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ ⛔ ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple ‼️ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/
    SECURITYONLINE.INFO
    Tearing Down the Wall: Google Brings AirDrop Support to the Pixel 9
    Pixel 9 is next in line for AirDrop support! New firmware leaks show Google is backporting the Pixel 10’s game-changing file-sharing bridge to older models.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 45 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Haha
    Sad
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 128 มุมมอง 0 รีวิว
  • ศาลายา-สาย 4 เนื้อหอม รถไฟฟ้าสายสีแดงกำลังมา

    ย่านถนนพุทธมณฑล สาย 4 และศาลายา อ.พุุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นย่านที่อยู่อาศัยชานเมืองกรุงเทพมหานคร ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล มีศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตีมอลล์ จึงมีโครงการมีบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมระดับโลว์ไรส์บนถนนสายหลักจำนวนมาก ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีข่าวดีเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญตามมาเป็นระยะ

    เริ่มจาก โครงการถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 ขนาด 8 ช่องจราจร ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร แม้ล่าสุดจะขยายเส้นทางถึงถนนพุทธมณฑล สาย 3 ก็ตาม แต่โครงการส่วนที่เหลืออีก 3 กิโลเมตร มีแผนเปิดให้สัญจรถึงถนนทวีวัฒนา ภายในเดือน มิ.ย. 2569 และจะก่อสร้างถนนพื้นราบ ถึงถนนพุทธมณฑล สาย 4 ช่วงปลายปี 2569 อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือสะพานทางแยกต่างระดับ ที่สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร กำลังอยู่ในระหว่างขอใช้พื้นที่จากกรมทางหลวง

    ที่ผ่านมาถนนเส้นดังกล่าวช่วยแบ่งเบาภาระจากถนนเพชรเกษม และถนนบรมราชชนนี ไปยังสี่แยกไฟฉาย ถนนพรานนก และถนนจรัญสนิทวงศ์ มีโครงการบ้านจัดสรร ร้านค้า ร้านอาหารมาตั้ง รวมทั้งตลาดค้าส่งดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่ ตลาดวงศ์เจริญ และล่าสุดจะเปิดตัวคอมมูนิตีมิอลล์ Little Walk พรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 ถึงกระนั้นยังคงมีปัญหาการจราจรบริเวณสี่แยกไฟฉายในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งถนนพรานนกจะมีลักษณะเป็นคอขวดถึงโรงพยาบาลศิริราช

    อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 20.5 กิโลเมตร และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย-กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) เมื่อวันที่ 12 ม.ค. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศผลการเสนอราคา พบว่ากิจการร่วมค้ายูที ได้แก่ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ และบริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด เสนอราคาต่ำสุดอยู่ที่ 14,720 ล้านบาท

    คาดว่าจะได้ข้อสรุป ประกาศผลผู้ชนะ และลงนามสัญญาจ้างได้ภายในเดือน ก.พ. 2569 โดยใช้เวลาก่อสร้าง 36 เดือน กำหนดแล้วเสร็จเดือน ก.พ. 2572 และเปิดให้บริการได้ในเดือน มี.ค. 2572 เป็นต้นไป

    คงเหลือโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ไปถึงถนนพุทธมณฑล สาย 4 กรมทางหลวงอยู่ระหว่างเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาอนุมัติราคา ส่วนโครงการทางหลวงแนวใหม่เชื่อมโยงถนนพุทธมณฑลสาย 4 กับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร การสำรวจออกแบบแล้วเสร็จแต่ยังไม่มีความคืบหน้า

    #Newskit
    ศาลายา-สาย 4 เนื้อหอม รถไฟฟ้าสายสีแดงกำลังมา ย่านถนนพุทธมณฑล สาย 4 และศาลายา อ.พุุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นย่านที่อยู่อาศัยชานเมืองกรุงเทพมหานคร ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล มีศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตีมอลล์ จึงมีโครงการมีบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมระดับโลว์ไรส์บนถนนสายหลักจำนวนมาก ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีข่าวดีเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญตามมาเป็นระยะ เริ่มจาก โครงการถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 ขนาด 8 ช่องจราจร ระยะทาง 16.4 กิโลเมตร แม้ล่าสุดจะขยายเส้นทางถึงถนนพุทธมณฑล สาย 3 ก็ตาม แต่โครงการส่วนที่เหลืออีก 3 กิโลเมตร มีแผนเปิดให้สัญจรถึงถนนทวีวัฒนา ภายในเดือน มิ.ย. 2569 และจะก่อสร้างถนนพื้นราบ ถึงถนนพุทธมณฑล สาย 4 ช่วงปลายปี 2569 อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือสะพานทางแยกต่างระดับ ที่สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร กำลังอยู่ในระหว่างขอใช้พื้นที่จากกรมทางหลวง ที่ผ่านมาถนนเส้นดังกล่าวช่วยแบ่งเบาภาระจากถนนเพชรเกษม และถนนบรมราชชนนี ไปยังสี่แยกไฟฉาย ถนนพรานนก และถนนจรัญสนิทวงศ์ มีโครงการบ้านจัดสรร ร้านค้า ร้านอาหารมาตั้ง รวมทั้งตลาดค้าส่งดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่ ตลาดวงศ์เจริญ และล่าสุดจะเปิดตัวคอมมูนิตีมิอลล์ Little Walk พรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 ถึงกระนั้นยังคงมีปัญหาการจราจรบริเวณสี่แยกไฟฉายในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งถนนพรานนกจะมีลักษณะเป็นคอขวดถึงโรงพยาบาลศิริราช อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 20.5 กิโลเมตร และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย-กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) เมื่อวันที่ 12 ม.ค. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศผลการเสนอราคา พบว่ากิจการร่วมค้ายูที ได้แก่ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ และบริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด เสนอราคาต่ำสุดอยู่ที่ 14,720 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุป ประกาศผลผู้ชนะ และลงนามสัญญาจ้างได้ภายในเดือน ก.พ. 2569 โดยใช้เวลาก่อสร้าง 36 เดือน กำหนดแล้วเสร็จเดือน ก.พ. 2572 และเปิดให้บริการได้ในเดือน มี.ค. 2572 เป็นต้นไป คงเหลือโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ไปถึงถนนพุทธมณฑล สาย 4 กรมทางหลวงอยู่ระหว่างเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาอนุมัติราคา ส่วนโครงการทางหลวงแนวใหม่เชื่อมโยงถนนพุทธมณฑลสาย 4 กับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร การสำรวจออกแบบแล้วเสร็จแต่ยังไม่มีความคืบหน้า #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 89 มุมมอง 0 รีวิว
  • รถไฟหาดใหญ่ไปกัวลาลัมเปอร์ My Sawasdee มีตลอดปี 69

    การรถไฟมาเลเซีย (KTM Berhad) ประกาศกำหนดการเดินรถไฟขบวนพิเศษมายสวัสดี (My Sawasdee) จากสถานีเคแอล เซ็นทรัล (KL Sentral) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ ประเทศไทย ประจำปี 2569 รวม 14 เที่ยว ซึ่งจะเปิดให้สำรองที่นั่งตามวันที่กำหนด สามารถจองแบบเที่ยวเดียว (One Way) หรือแบบไป-กลับ (Round Trip) ก็ได้

    ขาไป ขบวน 1004 (KL Sentral-หาดใหญ่) รถออกจากสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 22.30 น. ตามเวลามาเลเซีย จอดรับผู้โดยสารที่สถานีสุไหงบุเลาะห์ (Sungai Buloh) อิโปห์ (Ipoh) ไทปิง (Taiping) และปาดังเบซาร์ (Padang Besar) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 08.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง 20 นาที

    ส่วนขากลับ ขบวน 1005 (หาดใหญ่-KL Sentral) ออกจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 10.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผ่านตรวจคนเข้าเมืองที่สถานีปาดังเบซาร์ หยุดจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีไทปิง อิโปห์ สุไหงบุเลาะห์ ถึงสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 23.15 น. ตามเวลามาเลเซีย ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง 55 นาที

    ค่าโดยสาร รถนั่ง ราคา 95 ริงกิต (ประมาณ 735 บาท) รถนอน เตียงบน ราคา 109 ริงกิต (ประมาณ 841 บาท) เตียงล่าง ราคา 119 ริงกิต (ประมาณ 918 บาท) สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ https://www.ktmb.com.my หรือแอปพลิเคชัน KITS Style รับชำระด้วยบัตร VISA และ Mastercard

    คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย เนื่องจากรถไฟจะถึงปลายทางกรุงกัวลาลัมเปอร์ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ควรมองหาโรงแรมที่มีเวลาเช็กอินยืดหยุ่นหลังเที่ยงคืน

    ที่สถานี KL Sentral รถไฟฟ้า LRT สายเกอลานาจายา (Kelana Jaya) ไปปูตราไฮส์ (Putra Heights) เที่ยวสุดท้าย 24.08 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.50 น.) ไปกอมบัค (Gombak) เที่ยวสุดท้าย 24.12 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.42 น.) ส่วนรถไฟโมโนเรลไปตีตี้วังซา (Titiwangsa) เที่ยวสุดท้าย 23.30 น. และรถไฟฟ้า KLIA Ekspres เที่ยวสุดท้ายไปท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ 24.00 น.

    ขากลับจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีรถไฟ ETS จากสถานี KL Sentral ถึงสถานีปาดังเบซาร์ ได้แก่ ขบวน EP9224 เวลา 07.20 น. และขบวน EP9226 เวลา 09.55 น. แล้วต่อรถไฟขบวนที่ 950 ปาดังเบซาร์-ชุมทางหาดใหญ่ เวลา 15.40 น. ตามเวลาประเทศไทย (16.40 น. ตามเวลามาเลเซีย) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ 16.25 น.

    นอกจากนี้ ยังมีรถโดยสารจากสถานีขนส่งทีบีเอส (TBS) ถึงหาดใหญ่ และเที่ยวบินจากท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ ถึงท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย และบาติกแอร์ วันละ 1 เที่ยวบิน

    #Newskit
    รถไฟหาดใหญ่ไปกัวลาลัมเปอร์ My Sawasdee มีตลอดปี 69 การรถไฟมาเลเซีย (KTM Berhad) ประกาศกำหนดการเดินรถไฟขบวนพิเศษมายสวัสดี (My Sawasdee) จากสถานีเคแอล เซ็นทรัล (KL Sentral) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ ประเทศไทย ประจำปี 2569 รวม 14 เที่ยว ซึ่งจะเปิดให้สำรองที่นั่งตามวันที่กำหนด สามารถจองแบบเที่ยวเดียว (One Way) หรือแบบไป-กลับ (Round Trip) ก็ได้ ขาไป ขบวน 1004 (KL Sentral-หาดใหญ่) รถออกจากสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 22.30 น. ตามเวลามาเลเซีย จอดรับผู้โดยสารที่สถานีสุไหงบุเลาะห์ (Sungai Buloh) อิโปห์ (Ipoh) ไทปิง (Taiping) และปาดังเบซาร์ (Padang Besar) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 08.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง 20 นาที ส่วนขากลับ ขบวน 1005 (หาดใหญ่-KL Sentral) ออกจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ เวลา 10.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผ่านตรวจคนเข้าเมืองที่สถานีปาดังเบซาร์ หยุดจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีไทปิง อิโปห์ สุไหงบุเลาะห์ ถึงสถานีเคแอล เซ็นทรัล เวลา 23.15 น. ตามเวลามาเลเซีย ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง 55 นาที ค่าโดยสาร รถนั่ง ราคา 95 ริงกิต (ประมาณ 735 บาท) รถนอน เตียงบน ราคา 109 ริงกิต (ประมาณ 841 บาท) เตียงล่าง ราคา 119 ริงกิต (ประมาณ 918 บาท) สำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ https://www.ktmb.com.my หรือแอปพลิเคชัน KITS Style รับชำระด้วยบัตร VISA และ Mastercard คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย เนื่องจากรถไฟจะถึงปลายทางกรุงกัวลาลัมเปอร์ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ควรมองหาโรงแรมที่มีเวลาเช็กอินยืดหยุ่นหลังเที่ยงคืน ที่สถานี KL Sentral รถไฟฟ้า LRT สายเกอลานาจายา (Kelana Jaya) ไปปูตราไฮส์ (Putra Heights) เที่ยวสุดท้าย 24.08 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.50 น.) ไปกอมบัค (Gombak) เที่ยวสุดท้าย 24.12 น. (วันอาทิตย์และวันหยุด 23.42 น.) ส่วนรถไฟโมโนเรลไปตีตี้วังซา (Titiwangsa) เที่ยวสุดท้าย 23.30 น. และรถไฟฟ้า KLIA Ekspres เที่ยวสุดท้ายไปท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ 24.00 น. ขากลับจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีรถไฟ ETS จากสถานี KL Sentral ถึงสถานีปาดังเบซาร์ ได้แก่ ขบวน EP9224 เวลา 07.20 น. และขบวน EP9226 เวลา 09.55 น. แล้วต่อรถไฟขบวนที่ 950 ปาดังเบซาร์-ชุมทางหาดใหญ่ เวลา 15.40 น. ตามเวลาประเทศไทย (16.40 น. ตามเวลามาเลเซีย) ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ 16.25 น. นอกจากนี้ ยังมีรถโดยสารจากสถานีขนส่งทีบีเอส (TBS) ถึงหาดใหญ่ และเที่ยวบินจากท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ ถึงท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย และบาติกแอร์ วันละ 1 เที่ยวบิน #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 92 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts