Thinking from Paper to Screen.
คิดจากกระดาษสู่หน้าจอ ... ข่าวออนไลน์ อารมณ์หนังสือพิมพ์ กับเรื่องราวทั้งไทยและอาเซียน
อย่าลืมกดไอคอนรูปหัวใจ เพื่อให้โพสต์ของเราปรากฎใน News Feed ของคุณ
คิดจากกระดาษสู่หน้าจอ ... ข่าวออนไลน์ อารมณ์หนังสือพิมพ์ กับเรื่องราวทั้งไทยและอาเซียน
อย่าลืมกดไอคอนรูปหัวใจ เพื่อให้โพสต์ของเราปรากฎใน News Feed ของคุณ
- 1155 คนติดตามเรื่องนี้
- 573 โพสต์
- 568 รูปภาพ
- 3 วิดีโอ
- 7 รีวิว 4.9
- ข่าวและการเมือง
อัปเดตล่าสุด
- สมรภูมิค้าปลีกมาเลเซีย
กรณีที่ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เจ้าของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ของไทย ซื้อกิจการ เดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ (The Food Purveyor) ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม Village Grocer, Ben’s Independent Grocer (B.I.G.) และ The Food Merchant ในประเทศมาเลเซีย แม้จะดูเหมือนน่าตื่นเต้นในกลุ่มนักลงทุนไทย แต่สมรภูมิค้าปลีกมาเลเซีย แบรนด์อันดับหนึ่งอย่าง Jaya Grocer ก็เคยถูก Grab บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ เข้าซื้อกิจการเมื่อปลายปี 2564 ด้วยมูลค่าใกล้เคียงกัน อีกทั้งมูลค่าตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย คิดเป็น 15% ของตลาดค้าปลีกโดยรวมเท่านั้น
ถึงกระนั้น ประเทศที่มีประชากรพหุวัฒนธรรมทั้งมุสลิม จีน และอินเดีย มากกว่า 34 ล้านคน สมรภูมิค้าปลีกกลับมีความหลากหลายกว่าไทย แม้จะมีไม่กี่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย (Bursa Malaysia) เช่น กลุ่มร้านสะดวกซื้ออย่าง 99 SPEED MART ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุด 28,896 ล้านริงกิต แซงหน้า SEM (7-ELEVEN MALAYSIA) ของกลุ่มเบอร์จายากรุ๊ป หรือ MYNEWS ที่มีร้านสะดวกซื้อ myNEWS, ร้านสไตล์เกาหลี CU และ ร้าน WHSmith ส่วนกลุ่มห้างสรรพสินค้ามีทั้ง AEON และ PARKSON กลุ่มร้านค้าอย่าง MR.D.I.Y., ECO SHOP กลุ่มน้ำมันและการค้าปลีกอย่าง PETRONAS DAGANGAN ที่มีปั๊มน้ำมันปิโตรนาสและร้านสะดวกซื้อ Kedai Mesra เป็นต้น
อีกด้านหนึ่ง พบว่าธุรกิจค้าปลีกนอกตลาด มีอยู่หลายแห่งที่คุ้นหูและมีส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก เช่น MYDIN ซึ่งมีทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีก เน้นสินค้าฮาลาลและสินค้าราคาประหยัด, กลุ่ม Macrovalue ที่มีแบรนด์ Giant, Cold Storage, Mercato และ TMC รวมทั้งกลุ่ม Econsave ที่เน้นสินค้าราคาประหยัด นอกจากนี้ ในบางรัฐยังมีแบรนด์ท้องถิ่น เช่น GAMA ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในปีนัง, ห้าง Sunshine Retail ที่มี 5 สาขาในปีนัง และ E-Mart Group กลุ่มค้าปลีกในรัฐซาราวัก เป็นต้น
สิ่งที่ควรรู้สำหรับผู้ประกอบการชาวไทย ประเทศมาเลเซียเข้มงวดมาตรฐานฮาลาลอย่างมาก โดยมีสำนักงานการพัฒนากิจการศาสนาอิสลามแห่งประเทศมาเลเซีย (JAKIM) กำกับดูแลด้านฮาลาล อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยที่มีเครื่องหมายฮาลาล ของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) ได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน รวมถึงผู้บริโภคมาเลเซีย ถึงกระนั้น จึงควรเรียนรู้รสนิยมและลักษณะการบริโภค โดยเน้นสินค้าที่มีจุดแข็ง เช่น รสชาติไทยและฮาลาลแท้
#Newskit
(ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ลงใน Facebook และ Instagram วันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2569)สมรภูมิค้าปลีกมาเลเซีย กรณีที่ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เจ้าของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ของไทย ซื้อกิจการ เดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ (The Food Purveyor) ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม Village Grocer, Ben’s Independent Grocer (B.I.G.) และ The Food Merchant ในประเทศมาเลเซีย แม้จะดูเหมือนน่าตื่นเต้นในกลุ่มนักลงทุนไทย แต่สมรภูมิค้าปลีกมาเลเซีย แบรนด์อันดับหนึ่งอย่าง Jaya Grocer ก็เคยถูก Grab บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ เข้าซื้อกิจการเมื่อปลายปี 2564 ด้วยมูลค่าใกล้เคียงกัน อีกทั้งมูลค่าตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย คิดเป็น 15% ของตลาดค้าปลีกโดยรวมเท่านั้น ถึงกระนั้น ประเทศที่มีประชากรพหุวัฒนธรรมทั้งมุสลิม จีน และอินเดีย มากกว่า 34 ล้านคน สมรภูมิค้าปลีกกลับมีความหลากหลายกว่าไทย แม้จะมีไม่กี่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย (Bursa Malaysia) เช่น กลุ่มร้านสะดวกซื้ออย่าง 99 SPEED MART ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงสุด 28,896 ล้านริงกิต แซงหน้า SEM (7-ELEVEN MALAYSIA) ของกลุ่มเบอร์จายากรุ๊ป หรือ MYNEWS ที่มีร้านสะดวกซื้อ myNEWS, ร้านสไตล์เกาหลี CU และ ร้าน WHSmith ส่วนกลุ่มห้างสรรพสินค้ามีทั้ง AEON และ PARKSON กลุ่มร้านค้าอย่าง MR.D.I.Y., ECO SHOP กลุ่มน้ำมันและการค้าปลีกอย่าง PETRONAS DAGANGAN ที่มีปั๊มน้ำมันปิโตรนาสและร้านสะดวกซื้อ Kedai Mesra เป็นต้น อีกด้านหนึ่ง พบว่าธุรกิจค้าปลีกนอกตลาด มีอยู่หลายแห่งที่คุ้นหูและมีส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก เช่น MYDIN ซึ่งมีทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีก เน้นสินค้าฮาลาลและสินค้าราคาประหยัด, กลุ่ม Macrovalue ที่มีแบรนด์ Giant, Cold Storage, Mercato และ TMC รวมทั้งกลุ่ม Econsave ที่เน้นสินค้าราคาประหยัด นอกจากนี้ ในบางรัฐยังมีแบรนด์ท้องถิ่น เช่น GAMA ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในปีนัง, ห้าง Sunshine Retail ที่มี 5 สาขาในปีนัง และ E-Mart Group กลุ่มค้าปลีกในรัฐซาราวัก เป็นต้น สิ่งที่ควรรู้สำหรับผู้ประกอบการชาวไทย ประเทศมาเลเซียเข้มงวดมาตรฐานฮาลาลอย่างมาก โดยมีสำนักงานการพัฒนากิจการศาสนาอิสลามแห่งประเทศมาเลเซีย (JAKIM) กำกับดูแลด้านฮาลาล อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยที่มีเครื่องหมายฮาลาล ของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) ได้รับการยอมรับจากหน่วยงาน รวมถึงผู้บริโภคมาเลเซีย ถึงกระนั้น จึงควรเรียนรู้รสนิยมและลักษณะการบริโภค โดยเน้นสินค้าที่มีจุดแข็ง เช่น รสชาติไทยและฮาลาลแท้ #Newskit (ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ลงใน Facebook และ Instagram วันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2569)1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 161 มุมมอง 0 รีวิวกรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อกดถูกใจ แชร์ และแสดงความคิดเห็น! - กลุ่มซีพีบุกมาเลเซีย ซื้อเดอะฟู้ดเพอร์วีเยอร์
ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เจ้าของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกแม็คโคร (Marko) และโลตัส (Lotus's) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ส่งบริษัทย่อย Lotuss Stores (Malaysia) เจ้าของโลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต 43 สาขา โลตัส ซูเปอร์มาร์เก็ต 26 สาขา ซื้อกิจการบริษัท เดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ (The Food Purveyor) ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในประเทศมาเลเซีย ภายใต้แบรนด์ Village Grocer 34 สาขา, Ben’s Independent Grocer (B.I.G.) 6 สาขา, BSC Fine Foods 1 สาขา, OTK Pasaraya 3 สาขา และ The Food Merchant 6 สาขา ด้วยงบลงทุน 1,660 ล้านริงกิต หรือประมาณ 13,483 ล้านบาท ส่งผลทำให้กลุ่มซีพีของไทย มีเครือข่ายค้าปลีกในมาเลเซียครอบคลุมตั้งแต่ลูกค้าระดับแมสถึงระดับพรีเมียม
เดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ มีจุดเริ่มต้นมาจากร้านขายของชำเล็กๆ ในอำเภอกอมบัค รัฐสลังงอร์ เมื่อปี 2493 ก่อนเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต OTK Pasaraya แห่งแรกในกอมบัคเมื่อปี 2540 และขยายสาขาไปยังเมืองเซ็นตุล (Sentul) และปูชง (Puchong) จากนั้นก้าวสู่ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม เปิด Village Grocer สาขาแรกที่ Bangsar Village เมื่อปี 2547 กระทั่งได้รับความนิยมจึงขยายสาขาไปยัง Sunway Giza ในปี 2552 และ Mont Kiara ในปี 2554 จากนั้นบริษัท Navis Capital เข้าถือหุ้นใหญ่ใน Village Grocer เมื่อปี 2557 กระทั่งในปี 2557-2559 ขยายสาขาแบบก้าวกระโดดในเขตแคลงวัลเลย์ ต่อมาในปี 2560 เข้าซื้อกิจการ Ben’s Independent Grocer และขยายสาขา Village Grocer นอกเขตแคลงวัลเลย์ ไปยัง Paradigm Mall ยะโฮร์บาห์รู และปี 2564 ไปยัง City Junction บนเกาะปีนัง
ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย มีมูลค่าตลาด 4,100 ล้านริงกิต หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตโดยรวม 27,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 216,000 ล้านบาท โดยเดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ มีส่วนแบ่งตลาดอันดับสอง 31% รองจาก Jaya Grocer ของบริษัทเทรนด์เซลล์ (Trendcell) ครองส่วนแบ่งตลาดราว 52% ด้วยจำนวนสาขากว่า 50 แห่ง ซึ่ง Grab บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ เข้าซื้อกิจการในปี 2564 นอกนั้นมีทั้ง Mercató และ Cold Storage ของกลุ่ม Macrovalue, MaxValu Prime ของกลุ่ม AEON, Sam's Groceria ของกลุ่ม MYDIN, แบรนด์น้องใหม่อย่าง Qra รวมทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าอย่าง Isetan Foodmarket ในห้างอิเซตัน, SOGO Supermarket ในห้างโซโก และกลุ่มค้าปลีกท้องถิ่นที่ทำซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม เช่น Everrise และ Groceli ที่เมืองกูชิง รัฐซาราวัก เป็นต้น
#Newskit
(ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ลงใน Facebook และ Instagram วันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2569)กลุ่มซีพีบุกมาเลเซีย ซื้อเดอะฟู้ดเพอร์วีเยอร์ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เจ้าของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกแม็คโคร (Marko) และโลตัส (Lotus's) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ส่งบริษัทย่อย Lotuss Stores (Malaysia) เจ้าของโลตัส ไฮเปอร์มาร์เก็ต 43 สาขา โลตัส ซูเปอร์มาร์เก็ต 26 สาขา ซื้อกิจการบริษัท เดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ (The Food Purveyor) ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในประเทศมาเลเซีย ภายใต้แบรนด์ Village Grocer 34 สาขา, Ben’s Independent Grocer (B.I.G.) 6 สาขา, BSC Fine Foods 1 สาขา, OTK Pasaraya 3 สาขา และ The Food Merchant 6 สาขา ด้วยงบลงทุน 1,660 ล้านริงกิต หรือประมาณ 13,483 ล้านบาท ส่งผลทำให้กลุ่มซีพีของไทย มีเครือข่ายค้าปลีกในมาเลเซียครอบคลุมตั้งแต่ลูกค้าระดับแมสถึงระดับพรีเมียม เดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ มีจุดเริ่มต้นมาจากร้านขายของชำเล็กๆ ในอำเภอกอมบัค รัฐสลังงอร์ เมื่อปี 2493 ก่อนเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต OTK Pasaraya แห่งแรกในกอมบัคเมื่อปี 2540 และขยายสาขาไปยังเมืองเซ็นตุล (Sentul) และปูชง (Puchong) จากนั้นก้าวสู่ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม เปิด Village Grocer สาขาแรกที่ Bangsar Village เมื่อปี 2547 กระทั่งได้รับความนิยมจึงขยายสาขาไปยัง Sunway Giza ในปี 2552 และ Mont Kiara ในปี 2554 จากนั้นบริษัท Navis Capital เข้าถือหุ้นใหญ่ใน Village Grocer เมื่อปี 2557 กระทั่งในปี 2557-2559 ขยายสาขาแบบก้าวกระโดดในเขตแคลงวัลเลย์ ต่อมาในปี 2560 เข้าซื้อกิจการ Ben’s Independent Grocer และขยายสาขา Village Grocer นอกเขตแคลงวัลเลย์ ไปยัง Paradigm Mall ยะโฮร์บาห์รู และปี 2564 ไปยัง City Junction บนเกาะปีนัง ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซีย มีมูลค่าตลาด 4,100 ล้านริงกิต หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตโดยรวม 27,000 ล้านริงกิต หรือประมาณ 216,000 ล้านบาท โดยเดอะ ฟู้ด เพอร์วีเยอร์ มีส่วนแบ่งตลาดอันดับสอง 31% รองจาก Jaya Grocer ของบริษัทเทรนด์เซลล์ (Trendcell) ครองส่วนแบ่งตลาดราว 52% ด้วยจำนวนสาขากว่า 50 แห่ง ซึ่ง Grab บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ เข้าซื้อกิจการในปี 2564 นอกนั้นมีทั้ง Mercató และ Cold Storage ของกลุ่ม Macrovalue, MaxValu Prime ของกลุ่ม AEON, Sam's Groceria ของกลุ่ม MYDIN, แบรนด์น้องใหม่อย่าง Qra รวมทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าอย่าง Isetan Foodmarket ในห้างอิเซตัน, SOGO Supermarket ในห้างโซโก และกลุ่มค้าปลีกท้องถิ่นที่ทำซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม เช่น Everrise และ Groceli ที่เมืองกูชิง รัฐซาราวัก เป็นต้น #Newskit (ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ลงใน Facebook และ Instagram วันศุกร์ที่ 6 มี.ค. 2569)1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 147 มุมมอง 0 รีวิว - แพนิกตุนน้ำมัน หวั่นตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ประกอบกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบทางเรือที่สำคัญของโลก และกระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่ามีสต็อกน้ำมันในประเทศเพียงพอใช้งานราว 60 วัน เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ผู้จำหน่ายน้ำมันอย่างเชลล์ ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 4.20 บาทต่อลิตร น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ 1.50 บาทต่อลิตร ตามมาด้วยคาลเท็กซ์ ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 1.80 บาทต่อลิตร และน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ 0.90 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดความวิตกกังวลแก่ผู้ใช้รถ แห่ไปเติมน้ำมันและกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ เพราะเกรงว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นไปอีก
ผู้ประกอบการขนส่ง และรับเหมาก่อสร้างรายหนึ่งในภาคกลาง เปิดเผยกับ Newskit ว่า ตัดสินใจเก็บน้ำมันสำรองในถังน้ำมันขนาด 1,000 ลิตร และ 200 ลิตร รวมประมาณ 2,000 ลิตร เนื่องจากกังวลถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยืดเยื้อก็มีแนวโน้มว่าน้ำมันจะขาดแคลน แต่พบว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่ง เมื่อเห็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ก็ปฎิเสธจำหน่ายน้ำมัน อ้างว่าเป็นนโยบายของบริษัทฯ แต่สถานีบริการน้ำมันอื่นยังสามารถเติมให้ได้ คาดว่าหากไม่ได้รับงานจำนวนมาก ก็สามารถใช้ได้ประมาณ 2 เดือน แต่หากเป็นรถบรรทุกหนักหรือเครื่องจักร เช่น รถบรรทุก 6 ล้อหรือรถแบคโฮ อาจจะใช้ได้ไม่ถึง 2 เดือน
บ่ายวันเดียวกัน ปตท. ประกาศว่า ยังคงไม่ปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงเวลานี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ขอให้ผู้ใช้พลังงานไม่ตื่นตระหนกหรือกักตุนเชื้อเพลิง เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันและระบบขนส่งในประเทศยังคงเป็นไปตามปกติ เช่นเดียวกับบางจาก แจ้งว่าจะคงราคาจำหน่ายน้ำมันในระดับปัจจุบันจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ถึงกระนั้น ปตท. และผู้ประกอบการหลายราย ประกาศงดการเติมน้ำมันใส่แกลลอน หรือภาชนะบรรจุทุกประเภทชั่วคราว เช่น ถัง 200 ลิตร การเติมน้ำมันเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และรถเชิงพาณิชย์ สามารถให้บริการตามปกติ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบางราย เช่น เกษตรกร ประมง ก่อสร้าง ไม่สามารถซื้อน้ำมันใส่แกลลอนหรือถังขนาด 200 ลิตรเพื่อใช้งานได้
ขณะที่ประชาชนยังวิตกกังวล ทยอยเติมน้ำมันเต็มถังอย่างต่อเนื่อง ที่สุดแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 15 วัน โดย ปตท. จะจำหน่ายน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
#Newskitแพนิกตุนน้ำมัน หวั่นตะวันออกกลางยืดเยื้อ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ประกอบกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบทางเรือที่สำคัญของโลก และกระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่ามีสต็อกน้ำมันในประเทศเพียงพอใช้งานราว 60 วัน เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ผู้จำหน่ายน้ำมันอย่างเชลล์ ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 4.20 บาทต่อลิตร น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ 1.50 บาทต่อลิตร ตามมาด้วยคาลเท็กซ์ ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 1.80 บาทต่อลิตร และน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ 0.90 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดความวิตกกังวลแก่ผู้ใช้รถ แห่ไปเติมน้ำมันและกักตุนน้ำมันทั่วประเทศ เพราะเกรงว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นไปอีก ผู้ประกอบการขนส่ง และรับเหมาก่อสร้างรายหนึ่งในภาคกลาง เปิดเผยกับ Newskit ว่า ตัดสินใจเก็บน้ำมันสำรองในถังน้ำมันขนาด 1,000 ลิตร และ 200 ลิตร รวมประมาณ 2,000 ลิตร เนื่องจากกังวลถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยืดเยื้อก็มีแนวโน้มว่าน้ำมันจะขาดแคลน แต่พบว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่ง เมื่อเห็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ก็ปฎิเสธจำหน่ายน้ำมัน อ้างว่าเป็นนโยบายของบริษัทฯ แต่สถานีบริการน้ำมันอื่นยังสามารถเติมให้ได้ คาดว่าหากไม่ได้รับงานจำนวนมาก ก็สามารถใช้ได้ประมาณ 2 เดือน แต่หากเป็นรถบรรทุกหนักหรือเครื่องจักร เช่น รถบรรทุก 6 ล้อหรือรถแบคโฮ อาจจะใช้ได้ไม่ถึง 2 เดือน บ่ายวันเดียวกัน ปตท. ประกาศว่า ยังคงไม่ปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงเวลานี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน ขอให้ผู้ใช้พลังงานไม่ตื่นตระหนกหรือกักตุนเชื้อเพลิง เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันและระบบขนส่งในประเทศยังคงเป็นไปตามปกติ เช่นเดียวกับบางจาก แจ้งว่าจะคงราคาจำหน่ายน้ำมันในระดับปัจจุบันจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ถึงกระนั้น ปตท. และผู้ประกอบการหลายราย ประกาศงดการเติมน้ำมันใส่แกลลอน หรือภาชนะบรรจุทุกประเภทชั่วคราว เช่น ถัง 200 ลิตร การเติมน้ำมันเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และรถเชิงพาณิชย์ สามารถให้บริการตามปกติ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบางราย เช่น เกษตรกร ประมง ก่อสร้าง ไม่สามารถซื้อน้ำมันใส่แกลลอนหรือถังขนาด 200 ลิตรเพื่อใช้งานได้ ขณะที่ประชาชนยังวิตกกังวล ทยอยเติมน้ำมันเต็มถังอย่างต่อเนื่อง ที่สุดแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 15 วัน โดย ปตท. จะจำหน่ายน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท หลังจากนั้นจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 193 มุมมอง 0 รีวิว - SABAY บริษัทดิจิทัลยักษ์ เจ้าของใหม่เมเจอร์ กัมพูชา
หลังจากที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กัมพูชา ซึ่งประกอบกิจการยาวนาน 12 ปี มีสาขาทั้งหมด 6 แห่ง รวม 33 โรงภาพยนตร์ 7,058 ที่นั่ง รวมทั้งธุรกิจโบว์ลิ่ง 2 สาขา 277 เลนโบว์ลิ่ง และธุรกิจพื้นที่เช่า 1 สาขา พื้นที่ 891 ตารางเมตร ตัดสินใจถอนการลงทุนออกจากกัมพูชา หลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รวมทั้งการรณรงค์คว่ำบาตรสินค้าและบริการจากประเทศไทยของชาวกัมพูชา
ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดใน บริษัท เมเจอร์ แพลตินั่ม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด โดยจำหน่ายหุ้นสามัญ 7,000 หุ้น หรือ 70% ของหุ้นทั้งหมด ให้แก่ SABAY DIGITAL GROUP PTE. LTD. คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 5.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 161.30 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2569 (ส่วนหุ้นสามัญอีก 30% ถือโดยบริษัท M.V.P.C. Entertainment ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในกัมพูชา)
สำหรับ SABAY DIGITAL GROUP PTE. LTD. (SDG) แม้จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ แต่เจ้าของก็คือบริษัท สะบาย ดิจิทัล พลัส (Sabay Digital Plus) ซึ่งในภาษาเขมร สะบายหมายถึงความสุข ก่อตั้งเมื่อปี 2550 เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคอนเทนต์ดิจิทัลแบบครบวงจรในกัมพูชา นำเสนอบริการเกมออนไลน์แห่งแรกในกัมพูชา รวมถึงคอนเทนต์ผ่าน SMS ภาพยนตร์ เพลง รายการโทรทัศน์แบบออริจินัล บริการคลาวด์ และพอร์ทัลข่าวบันเทิงออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ sabay.com.kh มีสำนักงานใหญ่ในกัมพูชา ขยายสำนักงานไปยังสิงคโปร์ เมียนมา และจีน ในปี 2560 เครือข่ายมือถือ SMART Axiata ในกัมพูชา ที่มีบริษัทแม่คือ Axiata Group มาเลเซีย เข้าถือหุ้น 30% เป็นพันธมิตรด้านเนื้อหาข่าวและวิดีโอ แพลตฟอร์มการชำระเงิน โฆษณาดิจิทัล และโครงการดิจิทัลอื่นๆ ในอนาคต โดยสะบายแยกบริษัทเกมออนไลน์ออกไป
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คือ นายชาย ศิลา (Chy Sila) เริ่มต้นธุรกิจแรกในปี 2541 ด้วยเงินทุน 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากมีประสบการณ์เป็นไกด์ท่องเที่ยว ทำงานด้านโฆษณาและออกแบบ เขาและหุ้นส่วนได้ก่อตั้งบริษัท CBM Corporation ในปี 2545 ประกอบธุรกิจอาหารและจัดเลี้ยง 8 แบรนด์ ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มหลายแห่งในกัมพูชา และเป็นหุ้นส่วนการลงทุนในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่หลายแห่งในกัมพูชา ส่วนประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ (COO) คือ Mike Gaertner สัญชาติเยอรมัน ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมไอทีในกัมพูชามากกว่า 20 ปี
#NewskitSABAY บริษัทดิจิทัลยักษ์ เจ้าของใหม่เมเจอร์ กัมพูชา หลังจากที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กัมพูชา ซึ่งประกอบกิจการยาวนาน 12 ปี มีสาขาทั้งหมด 6 แห่ง รวม 33 โรงภาพยนตร์ 7,058 ที่นั่ง รวมทั้งธุรกิจโบว์ลิ่ง 2 สาขา 277 เลนโบว์ลิ่ง และธุรกิจพื้นที่เช่า 1 สาขา พื้นที่ 891 ตารางเมตร ตัดสินใจถอนการลงทุนออกจากกัมพูชา หลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รวมทั้งการรณรงค์คว่ำบาตรสินค้าและบริการจากประเทศไทยของชาวกัมพูชา ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดใน บริษัท เมเจอร์ แพลตินั่ม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด โดยจำหน่ายหุ้นสามัญ 7,000 หุ้น หรือ 70% ของหุ้นทั้งหมด ให้แก่ SABAY DIGITAL GROUP PTE. LTD. คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 5.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 161.30 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2569 (ส่วนหุ้นสามัญอีก 30% ถือโดยบริษัท M.V.P.C. Entertainment ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในกัมพูชา) สำหรับ SABAY DIGITAL GROUP PTE. LTD. (SDG) แม้จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ แต่เจ้าของก็คือบริษัท สะบาย ดิจิทัล พลัส (Sabay Digital Plus) ซึ่งในภาษาเขมร สะบายหมายถึงความสุข ก่อตั้งเมื่อปี 2550 เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคอนเทนต์ดิจิทัลแบบครบวงจรในกัมพูชา นำเสนอบริการเกมออนไลน์แห่งแรกในกัมพูชา รวมถึงคอนเทนต์ผ่าน SMS ภาพยนตร์ เพลง รายการโทรทัศน์แบบออริจินัล บริการคลาวด์ และพอร์ทัลข่าวบันเทิงออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ sabay.com.kh มีสำนักงานใหญ่ในกัมพูชา ขยายสำนักงานไปยังสิงคโปร์ เมียนมา และจีน ในปี 2560 เครือข่ายมือถือ SMART Axiata ในกัมพูชา ที่มีบริษัทแม่คือ Axiata Group มาเลเซีย เข้าถือหุ้น 30% เป็นพันธมิตรด้านเนื้อหาข่าวและวิดีโอ แพลตฟอร์มการชำระเงิน โฆษณาดิจิทัล และโครงการดิจิทัลอื่นๆ ในอนาคต โดยสะบายแยกบริษัทเกมออนไลน์ออกไป ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คือ นายชาย ศิลา (Chy Sila) เริ่มต้นธุรกิจแรกในปี 2541 ด้วยเงินทุน 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากมีประสบการณ์เป็นไกด์ท่องเที่ยว ทำงานด้านโฆษณาและออกแบบ เขาและหุ้นส่วนได้ก่อตั้งบริษัท CBM Corporation ในปี 2545 ประกอบธุรกิจอาหารและจัดเลี้ยง 8 แบรนด์ ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มหลายแห่งในกัมพูชา และเป็นหุ้นส่วนการลงทุนในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่หลายแห่งในกัมพูชา ส่วนประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ (COO) คือ Mike Gaertner สัญชาติเยอรมัน ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมไอทีในกัมพูชามากกว่า 20 ปี #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 221 มุมมอง 0 รีวิว - EMV Contactless หักดิบคนใช้รถไฟฟ้า
การประกาศยกเลิกบัตรเติมเงิน MRT Card และ MRT Plus สำหรับใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป นับเป็นการยกเลิกแบบหักดิบ เพื่อให้ผู้โดยสารเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้บัตรมาตรฐาน EMV (Euro Mastercard Visa) ได้แก่ บัตรเครดิตทุกธนาคาร บัตรเดบิต หรือบัตรเติมเงิน (Prepaid Card) อย่างใดอย่างหนึ่ง เดินทางในระบบรถไฟฟ้าแทน หลังจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับผู้ให้บริการ คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM นำระบบ EMV Contactless มาใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. 2565 เป็นต้นมา นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 จะยุติการใช้เหรียญโดยสาร (Token) สำหรับผู้เดินทางเที่ยวเดียว โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบ QR Ticket แตะเข้าระบบรถไฟฟ้าแทน
เหตุผลที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ EMV Contactless เต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้บัตรเพียงใบเดียวเดินทางรถไฟฟ้า MRT รวม 4 เส้นทางแบบไร้รอยต่อ รวมทั้งสามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ รถประจำทาง ขสมก. กว่า 3,000 คัน และรองรับนโยบายตั๋วร่วมของภาครัฐ ซึ่งพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ตั้งเป้าหมายยกระดับระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ (AFC Migration Plan) ไปสู่ระบบ Account Based Ticketing (ABT) ที่สามารถรองรับรูปแบบการชำระเงินประเภท Open-Loop System ด้วยบัตรมาตรฐาน EMV Contactless อย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม การจัดทำระบบตั๋วร่วม ยังต้องออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม อีกทั้งหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลขนส่งสาธารณะต่างๆ เช่น รฟม. กรุงเทพมหานคร จะต้องเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทานกับเอกชนให้สอดคล้องกับการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม (Common Fare) แต่ปัญหาก็คือ ยังมีผู้ประกอบการบางรายไม่ร่วมระบบ EMV Contactless เช่น กลุ่มบริษัทบีทีเอส ยังคงใช้บัตรแรบบิท (Rabbit) ของตัวเอง แม้จะพัฒนาให้มีฟังก์ชัน ABT ก็ตาม
การยกเลิกบัตรเติมเงินแบบหักดิบดังกล่าว แม้ รฟม. และ BEM จะให้เปลี่ยนเป็นบัตรแมงมุม EMV (Mangmoom EMV) ได้ฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม จ่ายเฉพาะมูลค่าเดินทางเริ่มต้น 100 บาทก็ตาม ก็ถูกมองว่ายุ่งยาก ไม่นับรวมเสียงวิจารณ์ถึงระบบยังไม่เสถียร ไม่ตัดยอดเงินในบัตรแบบเรียลไทม์ แต่หักรวมกันเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันถัดไป หากยอดเงินไม่พอ หักค่าโดยสารไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถแตะบัตรเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าได้ และอีกสารพันปัญหา ซึ่ง รฟม. และ BEM ก็ต้องนำเสียงสะท้อนไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป
#NewskitEMV Contactless หักดิบคนใช้รถไฟฟ้า การประกาศยกเลิกบัตรเติมเงิน MRT Card และ MRT Plus สำหรับใช้เดินทางในระบบรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป นับเป็นการยกเลิกแบบหักดิบ เพื่อให้ผู้โดยสารเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้บัตรมาตรฐาน EMV (Euro Mastercard Visa) ได้แก่ บัตรเครดิตทุกธนาคาร บัตรเดบิต หรือบัตรเติมเงิน (Prepaid Card) อย่างใดอย่างหนึ่ง เดินทางในระบบรถไฟฟ้าแทน หลังจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับผู้ให้บริการ คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM นำระบบ EMV Contactless มาใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. 2565 เป็นต้นมา นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 จะยุติการใช้เหรียญโดยสาร (Token) สำหรับผู้เดินทางเที่ยวเดียว โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบ QR Ticket แตะเข้าระบบรถไฟฟ้าแทน เหตุผลที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ EMV Contactless เต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้บัตรเพียงใบเดียวเดินทางรถไฟฟ้า MRT รวม 4 เส้นทางแบบไร้รอยต่อ รวมทั้งสามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ รถประจำทาง ขสมก. กว่า 3,000 คัน และรองรับนโยบายตั๋วร่วมของภาครัฐ ซึ่งพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ตั้งเป้าหมายยกระดับระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ (AFC Migration Plan) ไปสู่ระบบ Account Based Ticketing (ABT) ที่สามารถรองรับรูปแบบการชำระเงินประเภท Open-Loop System ด้วยบัตรมาตรฐาน EMV Contactless อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การจัดทำระบบตั๋วร่วม ยังต้องออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม อีกทั้งหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลขนส่งสาธารณะต่างๆ เช่น รฟม. กรุงเทพมหานคร จะต้องเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทานกับเอกชนให้สอดคล้องกับการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม (Common Fare) แต่ปัญหาก็คือ ยังมีผู้ประกอบการบางรายไม่ร่วมระบบ EMV Contactless เช่น กลุ่มบริษัทบีทีเอส ยังคงใช้บัตรแรบบิท (Rabbit) ของตัวเอง แม้จะพัฒนาให้มีฟังก์ชัน ABT ก็ตาม การยกเลิกบัตรเติมเงินแบบหักดิบดังกล่าว แม้ รฟม. และ BEM จะให้เปลี่ยนเป็นบัตรแมงมุม EMV (Mangmoom EMV) ได้ฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม จ่ายเฉพาะมูลค่าเดินทางเริ่มต้น 100 บาทก็ตาม ก็ถูกมองว่ายุ่งยาก ไม่นับรวมเสียงวิจารณ์ถึงระบบยังไม่เสถียร ไม่ตัดยอดเงินในบัตรแบบเรียลไทม์ แต่หักรวมกันเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันถัดไป หากยอดเงินไม่พอ หักค่าโดยสารไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถแตะบัตรเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าได้ และอีกสารพันปัญหา ซึ่ง รฟม. และ BEM ก็ต้องนำเสียงสะท้อนไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 322 มุมมอง 0 รีวิว1
- Hop Inn ปี 69 ปักหมุดรัชดา ประเดิมสาขาแรกในเกาหลีใต้
ฮ็อปอินน์ (Hop Inn) เครือข่ายโรงแรมบัดเจ็ทสัญชาติไทย ของบริษัท ฮ็อป อินน์ โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ปัจจุบันมีสาขามากถึง 71 แห่งใน 48 จังหวัด รวม 5,643 ห้อง ที่น่าสนใจก็คือในปี 2569 มีแผนขยายสาขาเพิ่มเติม 8 แห่งในไทย ทั้งจังหวัดที่ไม่เคยมีโรงแรมฮ็อปอินน์มาก่อน จังหวัดที่เปิดสาขาเพิ่ม รวมถึงสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ โดยไตรมาสแรกของปี 2569 จะเปิด 2 สาขา ได้แก่ สาขาชลบุรี บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อยู่ในซอยห้วยปราบ-เทิดพระเกียรติ 2 หรือซอยบุญส่งแมนชั่น รวม 79 ห้อง และสาขาทุ่งสง จ.นครศรีรรมราช ใกล้แยกต่างระดับทุ่งสง ถนนสายเอเชียหมายเลข 41 รวม 70 ห้อง เป็นสาขาที่สองของจังหวัด นับตั้งแต่เปิดสาขานครศรีธรรมราชเมื่อเดือน พ.ย. 2558
ส่วนสาขาที่เหลือประกอบด้วย สาขาศรีสะเกษ ตั้งอยู่บริเวณสามแยกโรงเลื่อย ถนนศรีสุมังค์ กับถนนรอบเมืองใต้ เป็นสาขาที่ 15 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, สาขาเพชรบุรี เป็นสาขาที่ 5 ของภาคตะวันตก, สาขาอุตรดิตถ์ เป็นสาขาที่ 7 ของภาคเหนือ ที่น่าสนใจก็คือ การเปิดสาขาชลบุรี อมตะ จะทำให้จังหวัดชลบุรีมีโรงแรมฮ็อปอินน์มากถึง 5 สาขา ได้แก่ สาขาชลบุรี, สาขาศรีราชา, สาขาพัทยากลาง สาขาบ่อวิน และสาขาชลบุรี อมตะ ส่วนจังหวัดอุดรธานี จะเปิดสาขาอุดรธานี ซิตี้ เซ็นเตอร์ ถือเป็นสาขาที่สองของจังหวัด นับตั้งแต่เปิดสาขาอุดรธานี ถนนโพศรี เมื่อเดือน มิ.ย. 2557
อีกหนึ่งสาขาที่น่าสนใจ คือ โรงแรมฮ็อป อินน์ รัชดา ตั้งอยู่ที่ซอยรัชดาภิเษก 14 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง ประมาณ 400 เมตร เป็นอาคารสูง 7 ชั้น มีจำนวนห้องพักรวม 114 ห้อง ได้รับอนุมัติรายงาน EIA ไปเมื่อเดือน มี.ค. 2568 นับเป็นสาขาที่ 4 ในกรุงเทพมหานคร ต่อจากสาขาบางนา เปิดให้บริการเมื่อเดือน ต.ค. 2565 ขนาด 132 ห้อง ตามมาด้วยสาขาอ่อนนุช ขนาด 133 ห้อง และสาขาสถานีกรุงธนบุรี ขนาด 120 ห้อง
ส่วนสาขาต่างประเทศ ปีนี้จะเปิดสาขาแรกในเกาหลีใต้ หลังเปิดสาขาที่ประเทศฟิลิปปินส์ 10 แห่งในกรุงมะนิลา อีโลอีโล เซบู ดาเวา ประเทศญี่ปุ่น 4 แห่งในกรุงโตเกียว และเกียวโต โดยเทคโอเวอร์โรงแรมสเตย์ บี (Stay B) ที่ย่านเมียงดงในกรุงโซล รวม 97 ห้อง ใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจากเอเชีย คาดว่าจะเปิดในไตรมาส 2 ของปี 2569 ซึ่งจะทำให้ในปีนี้มีสาขาใหม่ทั้งในและต่างประเทศ 9 แห่ง รวม 710 ห้อง จากเป้าหมายในปี 2573 จะมีสาขาในประเทศไทย 100 แห่ง และเปิดสาขาต่างประเทศที่สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และออสเตรเลีย
#Newskit
Hop Inn ปี 69 ปักหมุดรัชดา ประเดิมสาขาแรกในเกาหลีใต้ ฮ็อปอินน์ (Hop Inn) เครือข่ายโรงแรมบัดเจ็ทสัญชาติไทย ของบริษัท ฮ็อป อินน์ โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ปัจจุบันมีสาขามากถึง 71 แห่งใน 48 จังหวัด รวม 5,643 ห้อง ที่น่าสนใจก็คือในปี 2569 มีแผนขยายสาขาเพิ่มเติม 8 แห่งในไทย ทั้งจังหวัดที่ไม่เคยมีโรงแรมฮ็อปอินน์มาก่อน จังหวัดที่เปิดสาขาเพิ่ม รวมถึงสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ โดยไตรมาสแรกของปี 2569 จะเปิด 2 สาขา ได้แก่ สาขาชลบุรี บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อยู่ในซอยห้วยปราบ-เทิดพระเกียรติ 2 หรือซอยบุญส่งแมนชั่น รวม 79 ห้อง และสาขาทุ่งสง จ.นครศรีรรมราช ใกล้แยกต่างระดับทุ่งสง ถนนสายเอเชียหมายเลข 41 รวม 70 ห้อง เป็นสาขาที่สองของจังหวัด นับตั้งแต่เปิดสาขานครศรีธรรมราชเมื่อเดือน พ.ย. 2558 ส่วนสาขาที่เหลือประกอบด้วย สาขาศรีสะเกษ ตั้งอยู่บริเวณสามแยกโรงเลื่อย ถนนศรีสุมังค์ กับถนนรอบเมืองใต้ เป็นสาขาที่ 15 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, สาขาเพชรบุรี เป็นสาขาที่ 5 ของภาคตะวันตก, สาขาอุตรดิตถ์ เป็นสาขาที่ 7 ของภาคเหนือ ที่น่าสนใจก็คือ การเปิดสาขาชลบุรี อมตะ จะทำให้จังหวัดชลบุรีมีโรงแรมฮ็อปอินน์มากถึง 5 สาขา ได้แก่ สาขาชลบุรี, สาขาศรีราชา, สาขาพัทยากลาง สาขาบ่อวิน และสาขาชลบุรี อมตะ ส่วนจังหวัดอุดรธานี จะเปิดสาขาอุดรธานี ซิตี้ เซ็นเตอร์ ถือเป็นสาขาที่สองของจังหวัด นับตั้งแต่เปิดสาขาอุดรธานี ถนนโพศรี เมื่อเดือน มิ.ย. 2557 อีกหนึ่งสาขาที่น่าสนใจ คือ โรงแรมฮ็อป อินน์ รัชดา ตั้งอยู่ที่ซอยรัชดาภิเษก 14 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง ประมาณ 400 เมตร เป็นอาคารสูง 7 ชั้น มีจำนวนห้องพักรวม 114 ห้อง ได้รับอนุมัติรายงาน EIA ไปเมื่อเดือน มี.ค. 2568 นับเป็นสาขาที่ 4 ในกรุงเทพมหานคร ต่อจากสาขาบางนา เปิดให้บริการเมื่อเดือน ต.ค. 2565 ขนาด 132 ห้อง ตามมาด้วยสาขาอ่อนนุช ขนาด 133 ห้อง และสาขาสถานีกรุงธนบุรี ขนาด 120 ห้อง ส่วนสาขาต่างประเทศ ปีนี้จะเปิดสาขาแรกในเกาหลีใต้ หลังเปิดสาขาที่ประเทศฟิลิปปินส์ 10 แห่งในกรุงมะนิลา อีโลอีโล เซบู ดาเวา ประเทศญี่ปุ่น 4 แห่งในกรุงโตเกียว และเกียวโต โดยเทคโอเวอร์โรงแรมสเตย์ บี (Stay B) ที่ย่านเมียงดงในกรุงโซล รวม 97 ห้อง ใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจากเอเชีย คาดว่าจะเปิดในไตรมาส 2 ของปี 2569 ซึ่งจะทำให้ในปีนี้มีสาขาใหม่ทั้งในและต่างประเทศ 9 แห่ง รวม 710 ห้อง จากเป้าหมายในปี 2573 จะมีสาขาในประเทศไทย 100 แห่ง และเปิดสาขาต่างประเทศที่สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และออสเตรเลีย #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 279 มุมมอง 0 รีวิว - เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ บอกลากัมพูชา
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบไปถึงธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา ล่าสุด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เลิกกิจการโรงภาพยนตร์ในกัมพูชา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 โดยได้ออกประกาศผ่านเฟซบุ๊ก Major Cineplex Cambodia ระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งภาพยนตร์นับไม่ถ้วน ตั้งแต่การชมภาพยนตร์เรื่องแรก ไปจนถึงความทรงจำอันแสนพิเศษร่วมกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ของคุณ
"เราขอขอบคุณจากใจจริงต่อทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเราตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ความไว้วางใจและความรักจากคุณมีความหมายกับพวกเราอย่างลึกซึ้ง และกลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่ายิ่ง วันนี้ เราขอส่งต่อคำขอบคุณจากหัวใจ สำหรับทุกช่วงเวลาที่เราได้ร่วมแบ่งปันกัน จากใจจริง ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเรา"
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าชาวเน็ตกัมพูชาแทบจะไม่อาลัยอาวรณ์กับประกาศฉบับนี้ ประกาศความสำเร็จที่สามารถบอยคอตแบรนด์โรงภาพยนตร์สัญชาติไทยได้ หลายคนกล่าวว่า ไปแล้วอย่ากลับมา อย่าไปเสียใจกับธุรกิจที่เสียม (ประเทศไทย) บริหาร มีความเห็นหนึ่งระบุว่า ขอบคุณที่ในอดีตเคยช่วยเขมรไว้มากมาย ด้วยการให้โอกาสทำงาน แต่ความเจ็บปวดที่ชาวสยามทำให้เราไม่สามารถตอบแทนได้ สิ่งที่เขมรแข็งแกร่งคือการรวมพลังทำให้ทุกธุรกิจที่มีชาวสยามร่วมด้วยต้องล่มสลาย
สำหรับโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กัมพูชา ก่อตั้งเมื่อปี 2557 ดำเนินงานภายใต้ชื่อ บริษัท เมเจอร์ แพลตินั่ม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด ร่วมกับบริษัทนิติบุคคลในกัมพูชา โดยกัมพูชาเป็นประเทศแรกที่เมเจอร์ฯ เข้าไปลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ในต่างประเทศ มีสาขาในกัมพูขารวม 6 สาขา ได้แก่ อิออน มอลล์, โซย่า พนมเปญ, แพลตตินั่ม เสียมราฐ, อิออน มอลล์ 2, บิ๊กซี ปอยเปต และอิออน มอลล์ 3 รวม 33 โรงภาพยนตร์ 7,058 ที่นั่ง ถึงกระนั้น เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ยังมีธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศลาว 3 แห่ง ได้แก่ เวียงจันทน์เซ็นเตอร์ ลาวไอเต็ก และปากเซ รวม 13 โรงภาพยนตร์ 3,078 ที่นั่ง
อนึ่ง โรงภาพยนตร์มาตรฐานสากลอันดับหนึ่งในกัมพูชา คือโรงภาพยนตร์เลเจนด์ ซีนีมา (Legend Cinema) ก่อตั้งเมื่อปี 2554 โดยมีนายเตอ ซง (Te Song) เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ 13 สาขา โดยมี 11 สาขาในพนมเปญ และอีก 2 สาขาในเสียมราฐและสีหนุวิลล์ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง โคคา-โคล่า กัมพูชา จัดจำหน่ายน้ำอัดลม และ Smart Axiata เครือข่ายมือถือรายใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งมีบริษัทแม่คือ Axiata บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ สัญชาติมาเลเซีย
#Newskit
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ บอกลากัมพูชา ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบไปถึงธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา ล่าสุด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เลิกกิจการโรงภาพยนตร์ในกัมพูชา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 โดยได้ออกประกาศผ่านเฟซบุ๊ก Major Cineplex Cambodia ระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งภาพยนตร์นับไม่ถ้วน ตั้งแต่การชมภาพยนตร์เรื่องแรก ไปจนถึงความทรงจำอันแสนพิเศษร่วมกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ของคุณ "เราขอขอบคุณจากใจจริงต่อทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเราตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ความไว้วางใจและความรักจากคุณมีความหมายกับพวกเราอย่างลึกซึ้ง และกลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่ายิ่ง วันนี้ เราขอส่งต่อคำขอบคุณจากหัวใจ สำหรับทุกช่วงเวลาที่เราได้ร่วมแบ่งปันกัน จากใจจริง ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเรา" อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าชาวเน็ตกัมพูชาแทบจะไม่อาลัยอาวรณ์กับประกาศฉบับนี้ ประกาศความสำเร็จที่สามารถบอยคอตแบรนด์โรงภาพยนตร์สัญชาติไทยได้ หลายคนกล่าวว่า ไปแล้วอย่ากลับมา อย่าไปเสียใจกับธุรกิจที่เสียม (ประเทศไทย) บริหาร มีความเห็นหนึ่งระบุว่า ขอบคุณที่ในอดีตเคยช่วยเขมรไว้มากมาย ด้วยการให้โอกาสทำงาน แต่ความเจ็บปวดที่ชาวสยามทำให้เราไม่สามารถตอบแทนได้ สิ่งที่เขมรแข็งแกร่งคือการรวมพลังทำให้ทุกธุรกิจที่มีชาวสยามร่วมด้วยต้องล่มสลาย สำหรับโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กัมพูชา ก่อตั้งเมื่อปี 2557 ดำเนินงานภายใต้ชื่อ บริษัท เมเจอร์ แพลตินั่ม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด ร่วมกับบริษัทนิติบุคคลในกัมพูชา โดยกัมพูชาเป็นประเทศแรกที่เมเจอร์ฯ เข้าไปลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ในต่างประเทศ มีสาขาในกัมพูขารวม 6 สาขา ได้แก่ อิออน มอลล์, โซย่า พนมเปญ, แพลตตินั่ม เสียมราฐ, อิออน มอลล์ 2, บิ๊กซี ปอยเปต และอิออน มอลล์ 3 รวม 33 โรงภาพยนตร์ 7,058 ที่นั่ง ถึงกระนั้น เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ยังมีธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศลาว 3 แห่ง ได้แก่ เวียงจันทน์เซ็นเตอร์ ลาวไอเต็ก และปากเซ รวม 13 โรงภาพยนตร์ 3,078 ที่นั่ง อนึ่ง โรงภาพยนตร์มาตรฐานสากลอันดับหนึ่งในกัมพูชา คือโรงภาพยนตร์เลเจนด์ ซีนีมา (Legend Cinema) ก่อตั้งเมื่อปี 2554 โดยมีนายเตอ ซง (Te Song) เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ 13 สาขา โดยมี 11 สาขาในพนมเปญ และอีก 2 สาขาในเสียมราฐและสีหนุวิลล์ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง โคคา-โคล่า กัมพูชา จัดจำหน่ายน้ำอัดลม และ Smart Axiata เครือข่ายมือถือรายใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งมีบริษัทแม่คือ Axiata บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ สัญชาติมาเลเซีย #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 305 มุมมอง 0 รีวิว1
- OMODA & JAECOO ลอยแพประเทศไทย?
ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป สำหรับเหตุการณ์ที่ บริษัท โอโมดาแอนด์เจคู (ประเทศไทย) จำกัด และเชอรี (ประเทศไทย) หนึ่งในค่ายรถรายใหญ่ของจีน ประกาศเลื่อนกำหนดการจัดพิธีเปิดโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) ที่จังหวัดระยอง จากเดิมเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ก.พ. 2569 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าผู้บริหารระดับสูงของ Chery Automobile Group จากประเทศจีนซึ่งมีกำหนดเป็นประธานในพิธีเกิดเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้
ทั้งที่บรรดาแขกผู้มีเกียรติ ประกอบด้วยตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ ไปเปิดโรงแรมรอที่จังหวัดชลบุรี และระยองหลายคน รวมทั้งมีการเชิญบุคคลสำคัญระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องมีการเชิญและนัดหมายกันล่วงหน้าเป็นเดือน หากยกเลิกงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ด้วยเหตุผลอื่นยังพอยอมรับได้ แต่คราวนี้เป็นการยกเลิกก่อนงานจะเริ่มไม่ถึง 10 ชั่วโมงเท่านั้น และแม้ผู้บริหารระดับสูงจะมาไม่ได้ ก็ต้องมอบหมายให้ผู้อื่นทำหน้าที่แทน
โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 104 ไร่ ในพื้นที่ ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง เดิมมีกำหนดเปิดตัวตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ก่อนจะถูกเลื่อนมาเป็นวันที่ 26 ก.พ. 2569 แล้วก็เจอโรคเลื่อนซ้ำอีก
นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ กูรูด้านยานยนต์ ไม่เชื่อว่าจะขัดข้องเพียงแค่ประธานมาไม่ได้เท่านั้น เพราะการยกเลิกกระทันหันอย่างนี้ เหมือนกับตบหน้าบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เชิญเอาไว้ หรือหากจะมองให้เลวร้ายกว่านั้น เหมือนกับไม่เห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา จะทำอย่างไรก็ได้ จะมาก็มา จะไปก็ไป โดยที่ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ แล้วอย่างนี้คนที่ใช้รถของพวกเขา หรือคนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจจะซื้อรถ จะไว้ใจได้อย่างไร ว่าจะไม่มีการตัดสินใจที่ฉับพลันเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เชอรี (ประเทศไทย) มีท่าทีที่แปลกประหลาดกับประเทศไทย เพราะก่อนหน้านี้ โอโมดาแอนด์เจคู ก็เคยแจ้งให้ลูกค้าที่มีความประสงค์รับรถก่อนปีใหม่ ต้องไปรับรถเองที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี โดยไม่มีการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ หรือ PDI (Pre-Delivery Inspection) อ้างว่ารถเทรลเลอร์คู่สัญญา มีรถไม่เพียงพอ และมีกำหนดหยุดงานตามรอบปฎิทินในช่วงปลายปี เมื่อลูกค้ากดดัน สุดท้ายจึงทำการ PDI รถทุกคันให้ได้มากที่สุด
ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่บัดนี้เชอรี่ รวมทั้งแบรนด์โอโมดาแอนด์เจคู ก็ทำลายความน่าเชื่อถือแบรนด์ตัวเองในประเทศไทยไปแล้ว ที่น่าสงสารที่สุดก็คือผู้ใช้รถยนต์ค่ายนี้จำนวนไม่น้อย จะเจอแจ็คพอตเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้
#NewskitOMODA & JAECOO ลอยแพประเทศไทย? ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป สำหรับเหตุการณ์ที่ บริษัท โอโมดาแอนด์เจคู (ประเทศไทย) จำกัด และเชอรี (ประเทศไทย) หนึ่งในค่ายรถรายใหญ่ของจีน ประกาศเลื่อนกำหนดการจัดพิธีเปิดโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) ที่จังหวัดระยอง จากเดิมเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ก.พ. 2569 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าผู้บริหารระดับสูงของ Chery Automobile Group จากประเทศจีนซึ่งมีกำหนดเป็นประธานในพิธีเกิดเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ ทั้งที่บรรดาแขกผู้มีเกียรติ ประกอบด้วยตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ ไปเปิดโรงแรมรอที่จังหวัดชลบุรี และระยองหลายคน รวมทั้งมีการเชิญบุคคลสำคัญระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องมีการเชิญและนัดหมายกันล่วงหน้าเป็นเดือน หากยกเลิกงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ด้วยเหตุผลอื่นยังพอยอมรับได้ แต่คราวนี้เป็นการยกเลิกก่อนงานจะเริ่มไม่ถึง 10 ชั่วโมงเท่านั้น และแม้ผู้บริหารระดับสูงจะมาไม่ได้ ก็ต้องมอบหมายให้ผู้อื่นทำหน้าที่แทน โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 104 ไร่ ในพื้นที่ ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง เดิมมีกำหนดเปิดตัวตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ก่อนจะถูกเลื่อนมาเป็นวันที่ 26 ก.พ. 2569 แล้วก็เจอโรคเลื่อนซ้ำอีก นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ กูรูด้านยานยนต์ ไม่เชื่อว่าจะขัดข้องเพียงแค่ประธานมาไม่ได้เท่านั้น เพราะการยกเลิกกระทันหันอย่างนี้ เหมือนกับตบหน้าบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เชิญเอาไว้ หรือหากจะมองให้เลวร้ายกว่านั้น เหมือนกับไม่เห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา จะทำอย่างไรก็ได้ จะมาก็มา จะไปก็ไป โดยที่ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ แล้วอย่างนี้คนที่ใช้รถของพวกเขา หรือคนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจจะซื้อรถ จะไว้ใจได้อย่างไร ว่าจะไม่มีการตัดสินใจที่ฉับพลันเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ใช่ครั้งแรกที่เชอรี (ประเทศไทย) มีท่าทีที่แปลกประหลาดกับประเทศไทย เพราะก่อนหน้านี้ โอโมดาแอนด์เจคู ก็เคยแจ้งให้ลูกค้าที่มีความประสงค์รับรถก่อนปีใหม่ ต้องไปรับรถเองที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี โดยไม่มีการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ หรือ PDI (Pre-Delivery Inspection) อ้างว่ารถเทรลเลอร์คู่สัญญา มีรถไม่เพียงพอ และมีกำหนดหยุดงานตามรอบปฎิทินในช่วงปลายปี เมื่อลูกค้ากดดัน สุดท้ายจึงทำการ PDI รถทุกคันให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่บัดนี้เชอรี่ รวมทั้งแบรนด์โอโมดาแอนด์เจคู ก็ทำลายความน่าเชื่อถือแบรนด์ตัวเองในประเทศไทยไปแล้ว ที่น่าสงสารที่สุดก็คือผู้ใช้รถยนต์ค่ายนี้จำนวนไม่น้อย จะเจอแจ็คพอตเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 303 มุมมอง 0 รีวิว - อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ผ่านมา 7 ปี สัตว์ป่าใช้ได้จริง
หลังจากที่กรมทางหลวงได้เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่า (Wildlife Corridor) เขาใหญ่-ทับลาน ทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) รอยต่อระหว่างจังหวัดปราจีนบุรี กับจังหวัดนครราชสีมา ตามโครงการปรับปรุงทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 19 กิโลเมตร มูลค่าโครงการรวม 2,908 ล้านบาท ไปเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2562 ผ่านมาแล้ว 7 ปี พบข่าวดีเป็นที่น่าพอใจ เมื่อรายงานผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ พบว่าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น 16 ชนิด
คณะผู้บริหาร คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำโดย นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงพื้นที่อุโมงค์เชื่อมผืนป่า เขาใหญ่-ทับลาน เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการ
โดยกรมทางหลวงรายงานผลการติดตาม ภายหลังการเปิดใช้ในปี 2562 พบว่าสัตว์ป่าสามารถใช้งานอุโมงค์เชื่อมผืนป่าได้จริงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสัตว์ป่าหลากหลายกลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากรายงาน EIA เดิม พบว่าความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ป่าในพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 156 ชนิด เป็น 172 ชนิด นอกจากจะเชื่อมต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ลดผลกระทบจากการแบ่งแยกพื้นที่ธรรมชาติแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุระหว่างยานพาหนะกับสัตว์ป่า เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ทาง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเสริมสร้างความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว
กรมทางหลวงมีแนวคิดที่จะนำอุโมงค์เชื่อมผืนป่าไปต่อยอดและขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยมีโครงการสำรวจและออกแบบที่อยู่ระหว่างจัดทำ EIA ได้แก่ โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 3486 ช่วงบ้านกุดเตย-บ้านใหม่ไทยถาวร กับทางหลวงหมายเลข 348 ช่วงตาพระยา-โนนดินแดง รอยต่อระหว่างจังหวัดสระแก้วและจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 61 (MR2) ช่วงปราจีนบุรี-นครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างศึกษาวิเคราะห์และจัดทำแผนการพัฒนาโครงการ
สำหรับอุโมงค์เชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน มีทั้งหมด 2 จุด ความยาว 180 เมตร และ 250 เมตร ใช้แผ่นอุโมงค์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูป 2 แผ่นเชื่อมต่อกัน กว้าง 11.45 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร ไหล่ทางข้างละ 3.50 เมตร สูง 18.04 เมตร พร้อมรั้วกั้นสูง 2.50 เมตร จากนั้นถมดินด้านบนอุโมงค์ อัดให้แน่นเป็นแผ่นดิน แล้วนำดินท้องถิ่นที่อยู่ในเกณฑ์คุณภาพดีนำมาถม และปลูกต้นไม้ให้สัตว์ได้อาศัย
(หมายเหตุ : ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม วันที่ 23 ก.พ. 2569)
#Newskitอุโมงค์เชื่อมผืนป่า ผ่านมา 7 ปี สัตว์ป่าใช้ได้จริง หลังจากที่กรมทางหลวงได้เปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่า (Wildlife Corridor) เขาใหญ่-ทับลาน ทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) รอยต่อระหว่างจังหวัดปราจีนบุรี กับจังหวัดนครราชสีมา ตามโครงการปรับปรุงทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 19 กิโลเมตร มูลค่าโครงการรวม 2,908 ล้านบาท ไปเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2562 ผ่านมาแล้ว 7 ปี พบข่าวดีเป็นที่น่าพอใจ เมื่อรายงานผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ พบว่าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น 16 ชนิด คณะผู้บริหาร คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำโดย นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงพื้นที่อุโมงค์เชื่อมผืนป่า เขาใหญ่-ทับลาน เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการ โดยกรมทางหลวงรายงานผลการติดตาม ภายหลังการเปิดใช้ในปี 2562 พบว่าสัตว์ป่าสามารถใช้งานอุโมงค์เชื่อมผืนป่าได้จริงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสัตว์ป่าหลากหลายกลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากรายงาน EIA เดิม พบว่าความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ป่าในพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 156 ชนิด เป็น 172 ชนิด นอกจากจะเชื่อมต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ลดผลกระทบจากการแบ่งแยกพื้นที่ธรรมชาติแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุระหว่างยานพาหนะกับสัตว์ป่า เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้ทาง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเสริมสร้างความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว กรมทางหลวงมีแนวคิดที่จะนำอุโมงค์เชื่อมผืนป่าไปต่อยอดและขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยมีโครงการสำรวจและออกแบบที่อยู่ระหว่างจัดทำ EIA ได้แก่ โครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 3486 ช่วงบ้านกุดเตย-บ้านใหม่ไทยถาวร กับทางหลวงหมายเลข 348 ช่วงตาพระยา-โนนดินแดง รอยต่อระหว่างจังหวัดสระแก้วและจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 61 (MR2) ช่วงปราจีนบุรี-นครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างศึกษาวิเคราะห์และจัดทำแผนการพัฒนาโครงการ สำหรับอุโมงค์เชื่อมผืนป่าเขาใหญ่-ทับลาน มีทั้งหมด 2 จุด ความยาว 180 เมตร และ 250 เมตร ใช้แผ่นอุโมงค์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนคอนกรีตอัดแรงสำเร็จรูป 2 แผ่นเชื่อมต่อกัน กว้าง 11.45 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร ไหล่ทางข้างละ 3.50 เมตร สูง 18.04 เมตร พร้อมรั้วกั้นสูง 2.50 เมตร จากนั้นถมดินด้านบนอุโมงค์ อัดให้แน่นเป็นแผ่นดิน แล้วนำดินท้องถิ่นที่อยู่ในเกณฑ์คุณภาพดีนำมาถม และปลูกต้นไม้ให้สัตว์ได้อาศัย (หมายเหตุ : ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม วันที่ 23 ก.พ. 2569) #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 437 มุมมอง 0 รีวิว - AOT คิดดีแล้วหรือ? ขึ้นภาษีสนามบินเป็น 1,120 บาท
คงมีคนสงสัยว่าคิดดีแล้วหรือ ที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOT) ประกาศปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) หรือเรียกโดยทั่วไปว่าภาษีสนามบิน (Airport Tax) เส้นทางระหว่างประเทศใหม่ สำหรับท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากเดิม 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป อ้างว่าจะนำไปใช้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานดอนเมือง, การนำระบบระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้
อีกทั้งยังอ้างว่าได้สำรวจความคิดเห็นผู้โดยสารและสายการบินแล้ว ผู้โดยสารส่วนใหญ่เห็นว่าอยู่ในระดับเหมาะสม และไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนว่าเปิดให้สำรวจความคิดเห็นเมื่อใด ส่วนสายการบินมีความเห็นสอดคล้องกับแนวทางการปรับอัตราฯ พร้อมเสนอให้ AOT พัฒนาคุณภาพการให้บริการควบคู่กัน ซึ่ง AOT ได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบที่ตามมาหลังการขึ้นภาษีสนามบิน จะทำให้ตั๋วเครื่องบินเส้นทางระหว่างประเทศแพงขึ้นอย่างน้อย 390 บาท สายการบินฟลูเซอร์วิส เส้นทางระยะไกลอาจไม่มีผลมาก แต่สายการบินราคาประหยัด เส้นทางระยะใกล้อย่างมาเลเซียและเวียดนาม ที่มีสายการบินแอร์เอเชียและเวียตเจ็ตแอร์ให้บริการ รวมถึงเส้นทางประเทศจีน ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT (Free Independent Travelers) อาจตัดสินใจไปเที่ยวเส้นทางบินอื่นที่ภาษีสนามบินถูกกว่า เช่น ท่าอากาศยานกระบี่ ของกรมท่าอากาศยาน ที่คิดภาษีสนามบิน 425 บาท หรือหนักที่สุดไปเที่ยวประเทศอื่นที่ถูกกว่าแทน
ขณะที่บนสื่อโซเชียลฯ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กเพจ AOT Official ต่างวิจารณ์ว่าปัจจุบันคุณภาพการให้บริการท่าอากาศยานของ AOT ยังไม่เหมาะสมกับภาษีสนามบินที่จ่าย และยังแพงกว่าสนามบินอื่นๆ เช่น ไทเป เถาหยวนของไต้หวัน, โซล อินชอนของเกาหลีใต้, โตเกียว นาริตะ และโอซากา คันไซของญี่ปุ่น ที่เก็บน้อยกว่าเท่าตัวแต่บริการผู้โดยสารดีมาก แต่ท่าอากาศยานในไทยโดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ห้องน้ำกลับมีน้อยและสกปรก เก้าอี้นั่งไม่พอ ตู้น้ำดื่มมีน้อยและพังบ่อย จึงเห็นว่าปรับขึ้นแล้วไม่เคยมีอะไรดีขึ้น นอกจากโบนัสผู้บริหารและพนักงาน เป็นต้น
อนึ่ง ผลประกอบการของ AOT (ต.ค.2567 ถึง ก.ย.2568) มีรายได้รวมทั้งหมด 68,586 ล้านบาท (+1.12%) กำไรสุทธิรวม 18,125 ล้านบาท
(หมายเหตุ : ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม วันที่ 23 ก.พ. 2569)
#NewskitAOT คิดดีแล้วหรือ? ขึ้นภาษีสนามบินเป็น 1,120 บาท คงมีคนสงสัยว่าคิดดีแล้วหรือ ที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOT) ประกาศปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) หรือเรียกโดยทั่วไปว่าภาษีสนามบิน (Airport Tax) เส้นทางระหว่างประเทศใหม่ สำหรับท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จากเดิม 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป อ้างว่าจะนำไปใช้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานดอนเมือง, การนำระบบระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ (CUPPS) มาใช้ อีกทั้งยังอ้างว่าได้สำรวจความคิดเห็นผู้โดยสารและสายการบินแล้ว ผู้โดยสารส่วนใหญ่เห็นว่าอยู่ในระดับเหมาะสม และไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อนว่าเปิดให้สำรวจความคิดเห็นเมื่อใด ส่วนสายการบินมีความเห็นสอดคล้องกับแนวทางการปรับอัตราฯ พร้อมเสนอให้ AOT พัฒนาคุณภาพการให้บริการควบคู่กัน ซึ่ง AOT ได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่ตามมาหลังการขึ้นภาษีสนามบิน จะทำให้ตั๋วเครื่องบินเส้นทางระหว่างประเทศแพงขึ้นอย่างน้อย 390 บาท สายการบินฟลูเซอร์วิส เส้นทางระยะไกลอาจไม่มีผลมาก แต่สายการบินราคาประหยัด เส้นทางระยะใกล้อย่างมาเลเซียและเวียดนาม ที่มีสายการบินแอร์เอเชียและเวียตเจ็ตแอร์ให้บริการ รวมถึงเส้นทางประเทศจีน ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT (Free Independent Travelers) อาจตัดสินใจไปเที่ยวเส้นทางบินอื่นที่ภาษีสนามบินถูกกว่า เช่น ท่าอากาศยานกระบี่ ของกรมท่าอากาศยาน ที่คิดภาษีสนามบิน 425 บาท หรือหนักที่สุดไปเที่ยวประเทศอื่นที่ถูกกว่าแทน ขณะที่บนสื่อโซเชียลฯ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กเพจ AOT Official ต่างวิจารณ์ว่าปัจจุบันคุณภาพการให้บริการท่าอากาศยานของ AOT ยังไม่เหมาะสมกับภาษีสนามบินที่จ่าย และยังแพงกว่าสนามบินอื่นๆ เช่น ไทเป เถาหยวนของไต้หวัน, โซล อินชอนของเกาหลีใต้, โตเกียว นาริตะ และโอซากา คันไซของญี่ปุ่น ที่เก็บน้อยกว่าเท่าตัวแต่บริการผู้โดยสารดีมาก แต่ท่าอากาศยานในไทยโดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ห้องน้ำกลับมีน้อยและสกปรก เก้าอี้นั่งไม่พอ ตู้น้ำดื่มมีน้อยและพังบ่อย จึงเห็นว่าปรับขึ้นแล้วไม่เคยมีอะไรดีขึ้น นอกจากโบนัสผู้บริหารและพนักงาน เป็นต้น อนึ่ง ผลประกอบการของ AOT (ต.ค.2567 ถึง ก.ย.2568) มีรายได้รวมทั้งหมด 68,586 ล้านบาท (+1.12%) กำไรสุทธิรวม 18,125 ล้านบาท (หมายเหตุ : ลงวันที่ล่วงหน้า เพราะจะตีพิมพ์ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม วันที่ 23 ก.พ. 2569) #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 540 มุมมอง 0 รีวิว - กสิกรไทยช่วยหาดใหญ่ ฟื้นตลาดกิมหยงหลังน้ำลด
เหตุการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีสารพัดความช่วยเหลือหลังน้ำลดหลั่งไหลเข้ามา หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK นอกจากจะออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ เช่น สินเชื่อบ้านและสินเชื่อธุรกิจ พักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยสูงสุด 3 เดือน หรือออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านกู้เพิ่มได้เพื่อซ่อมแซมบ้าน และสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมสถานประกอบการ อีกด้านหนึ่ง ยังจัดงานการกุศลระดมทุนฉุกเฉิน “HAT YAI HOPE รวมพลังใจฟื้นฟูหาดใหญ่” ที่ให้กลุ่มลูกค้าไพรเวทแบงกิ้ง ล่องเรือรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งได้เงินบริจาคกว่า 3 ล้านบาท
ล่าสุด ร่วมกับตลาดกิมหยง แหล่งชอปปิ้งยอดนิยมในตัวเมืองหาดใหญ่ จัดกิจกรรม “KBank Day ร้านค้าทั่วไทย ไปกันต่อ” ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนลูกค้าที่มีเครื่องรับบัตร MPOS และ EDC แต่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถนำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่ได้ฟรี ส่วนร้านค้าที่จดทะเบียนในพื้นที่จังหวัดสงขลา สามารถซื้อเครื่องรับบัตร MPOS จากปกติ 2,900 บาท เหลือเพียง 1,450 บาท ถึง 31 มี.ค. 2569 และร้านค้าที่ลงทะเบียนสมัครเครื่องรับบัตร MPOS ในจังหวัดสงขลา คิดค่าธรรมเนียมการรับบัตรเหลือเพียง 1% จากปกติเริ่มต้น 1.5% ตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. ถึง 31 ก.ค. 2569
ผู้ประกอบการในจังหวัดสงขลาที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามจุดบริการในตลาดต่างๆ อาทิ ตลาดกิมหยง, ตลาดกรีนเวย์, ตลาด Small 5.5, ตลาดอาเซี่ยนไนท์บาร์ซาร์ และตลาดถนนคนเดินสงขลา
นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า บรรยากาศตลาดกิมหยงเมื่อเทียบกับช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กลับมาคึกคักใกล้เคียงภาวะปกติ แม่ค้ามีกำลังใจเดินหน้าธุรกิจต่อไป ธนาคารมีแผนพิจารณาโครงการสนับสนุนด้านสินเชื่อเพิ่มเติมในอนาคต รวมถึงแนวคิดขยายสาขาในพื้นที่ตลาดกิมหยง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านบริการทางการเงินให้ครอบคลุม ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น
นายศุภชัย ชีววัฒนพงศ์ ผู้บริหารตลาดกิมหยง เปิดเผยว่า บรรยากาศภาพรวมในปัจจุบันพบว่าร้านค้าต่างๆ กลับมาเปิดขายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2568 ยืนยันความพร้อมของตลาดที่ฟื้นฟูกลับมาสะอาด มีสินค้าคุณภาพดีให้บริการเช่นเดิม และคึกคักใกล้เคียงกับสภาวะปกติอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ได้เสนอให้ธนาคารพิจารณาเปิดสาขาบริเวณชั้น 2 ของตลาดซึ่งเป็นจุดที่น้ำไม่ท่วม เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าไม่ต้องเดินทางไกลไปใช้บริการที่สาขาอื่น
#Newskit
กสิกรไทยช่วยหาดใหญ่ ฟื้นตลาดกิมหยงหลังน้ำลด เหตุการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีสารพัดความช่วยเหลือหลังน้ำลดหลั่งไหลเข้ามา หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK นอกจากจะออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ เช่น สินเชื่อบ้านและสินเชื่อธุรกิจ พักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยสูงสุด 3 เดือน หรือออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านกู้เพิ่มได้เพื่อซ่อมแซมบ้าน และสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมสถานประกอบการ อีกด้านหนึ่ง ยังจัดงานการกุศลระดมทุนฉุกเฉิน “HAT YAI HOPE รวมพลังใจฟื้นฟูหาดใหญ่” ที่ให้กลุ่มลูกค้าไพรเวทแบงกิ้ง ล่องเรือรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งได้เงินบริจาคกว่า 3 ล้านบาท ล่าสุด ร่วมกับตลาดกิมหยง แหล่งชอปปิ้งยอดนิยมในตัวเมืองหาดใหญ่ จัดกิจกรรม “KBank Day ร้านค้าทั่วไทย ไปกันต่อ” ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนลูกค้าที่มีเครื่องรับบัตร MPOS และ EDC แต่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถนำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่ได้ฟรี ส่วนร้านค้าที่จดทะเบียนในพื้นที่จังหวัดสงขลา สามารถซื้อเครื่องรับบัตร MPOS จากปกติ 2,900 บาท เหลือเพียง 1,450 บาท ถึง 31 มี.ค. 2569 และร้านค้าที่ลงทะเบียนสมัครเครื่องรับบัตร MPOS ในจังหวัดสงขลา คิดค่าธรรมเนียมการรับบัตรเหลือเพียง 1% จากปกติเริ่มต้น 1.5% ตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. ถึง 31 ก.ค. 2569 ผู้ประกอบการในจังหวัดสงขลาที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามจุดบริการในตลาดต่างๆ อาทิ ตลาดกิมหยง, ตลาดกรีนเวย์, ตลาด Small 5.5, ตลาดอาเซี่ยนไนท์บาร์ซาร์ และตลาดถนนคนเดินสงขลา นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า บรรยากาศตลาดกิมหยงเมื่อเทียบกับช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กลับมาคึกคักใกล้เคียงภาวะปกติ แม่ค้ามีกำลังใจเดินหน้าธุรกิจต่อไป ธนาคารมีแผนพิจารณาโครงการสนับสนุนด้านสินเชื่อเพิ่มเติมในอนาคต รวมถึงแนวคิดขยายสาขาในพื้นที่ตลาดกิมหยง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านบริการทางการเงินให้ครอบคลุม ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น นายศุภชัย ชีววัฒนพงศ์ ผู้บริหารตลาดกิมหยง เปิดเผยว่า บรรยากาศภาพรวมในปัจจุบันพบว่าร้านค้าต่างๆ กลับมาเปิดขายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2568 ยืนยันความพร้อมของตลาดที่ฟื้นฟูกลับมาสะอาด มีสินค้าคุณภาพดีให้บริการเช่นเดิม และคึกคักใกล้เคียงกับสภาวะปกติอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ได้เสนอให้ธนาคารพิจารณาเปิดสาขาบริเวณชั้น 2 ของตลาดซึ่งเป็นจุดที่น้ำไม่ท่วม เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าไม่ต้องเดินทางไกลไปใช้บริการที่สาขาอื่น #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 496 มุมมอง 0 รีวิว1
- รถไฟ RTS มาเลย์ฯ-สิงคโปร์ ค่าโดยสารอาจไม่ถูก
แม้โครงการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนด่วนพิเศษ RTS Link (Rapid Transit System) ระหว่างเมืองยะโฮร์บาห์รู รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย กับด่านวู้ดแลนด์ ประเทศสิงคโปร์ มีเป้าหมายจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 ม.ค. 2570 แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ถึงค่าโดยสารที่จะออกมา หลังจากนายแอนโทนี โลค รมว.คมนาคมมาเลเซีย กล่าวว่า การประกาศอัตราค่าโดยสาร คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจมีราคาประมาณ 5 ถึง 7 ดอลลาร์สิงคโปร์ (125-175 บาท) ต่อเที่ยว แม้ราคาจะไม่ถูกเท่ากับระบบขนส่งสาธารณะในกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่ก็ยังคุ้มค่ากว่าการเดินทางข้ามแดนไปสิงคโปร์ด้วยรถยนต์
ค่าโดยสารถูกกำหนดร่วมกันโดยบริษัท RTS Operations ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Prasarana Malaysia Berhad ของมาเลเซีย กับบริษัท SMRT Corporation ของสิงคโปร์ โดยยึดหลักทางการค้าเป็นสำคัญ เมื่อรัฐบาลสิงคโปร์จะไม่ให้เงินอุดหนุน รูปแบบการดำเนินงานต้องรับประกันว่าจะมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนบัตรโดยสารรายเดือนและส่วนลด เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียจะไม่ให้เงินอุดหนุนแก่ผู้โดยสารชาวสิงคโปร์ จึงเป็นไปได้ยาก
เฟซบุุ๊กเพจ NST Online ของสำนักข่าวนิวสเตรทไทมส์ ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งไม่เห็นด้วย เพราะราคานี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและนักเดินทาง แต่ไม่เหมาะคนทำงานรับจ้างรายวัน (หมายถึงชาวมาเลเซียในรัฐยะโฮร์ ข้ามไปทำงานที่ฝั่งสิงคโปร์แบบเช้าไปเย็นกลับ) พวกเขาจะใช้ทางสะพานคอสเวย์ (Causeway) แทน กลายเป็นว่าสะพานคอสเวย์รถติดเหมือนเดิม ชาวสิงคโปร์บางคนที่เคยคิดว่าจะเช่าบ้านที่ยะโฮร์บาห์รูแล้วขึ้นรถไฟไปทำงานที่สิงคโปร์คงต้องคิดใหม่ นอกจากนี้ยังเห็นว่า ควรมีบัตรโดยสารรายเดือนราคาพิเศษ สำหรับชาวบ้านทั่วไปและผู้สูงอายุ แต่อีกฝั่งหนึ่งก็เห็นด้วยกับความสะดวกสบายที่ได้รับ เมื่อเทียบกับต้องเผชิญกับการจราจรติดขัด หากถึงปลายทางง่ายและรวดเร็วก็มีคนพร้อมที่จะยอมจ่าย
ส่วนนายตัน คิน เลียน (Tan Kin Lian) นักธุรกิจและนักการเมืองชาวสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า รถไฟ Shuttle Tebrau ของการรถไฟมาเลเซีย มีเพียงวันละ 8,600 ที่นั่ง เต็มทุกที่นั่ง ค่าโดยสารจากสิงคโปร์ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากฝั่งยะโฮร์ 5 ริงกิตมาเลเซีย ส่วนรถไฟ RTS มีความจุวันละ 300,000 คน คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 50,000 คนต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์ที่ยินดีจ่ายราคานี้ มากกว่าความจุของรถไฟเดิมถึง 6 เท่า เพื่อให้มีคนใช้บริการรถไฟ RTS มากขึ้นเต็มความจุ 300,000 ที่นั่ง เห็นว่าค่าโดยสารควรจะลดลง อาจจะเหลือ 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเที่ยว
#Newskitรถไฟ RTS มาเลย์ฯ-สิงคโปร์ ค่าโดยสารอาจไม่ถูก แม้โครงการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนด่วนพิเศษ RTS Link (Rapid Transit System) ระหว่างเมืองยะโฮร์บาห์รู รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย กับด่านวู้ดแลนด์ ประเทศสิงคโปร์ มีเป้าหมายจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 ม.ค. 2570 แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ถึงค่าโดยสารที่จะออกมา หลังจากนายแอนโทนี โลค รมว.คมนาคมมาเลเซีย กล่าวว่า การประกาศอัตราค่าโดยสาร คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจมีราคาประมาณ 5 ถึง 7 ดอลลาร์สิงคโปร์ (125-175 บาท) ต่อเที่ยว แม้ราคาจะไม่ถูกเท่ากับระบบขนส่งสาธารณะในกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่ก็ยังคุ้มค่ากว่าการเดินทางข้ามแดนไปสิงคโปร์ด้วยรถยนต์ ค่าโดยสารถูกกำหนดร่วมกันโดยบริษัท RTS Operations ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Prasarana Malaysia Berhad ของมาเลเซีย กับบริษัท SMRT Corporation ของสิงคโปร์ โดยยึดหลักทางการค้าเป็นสำคัญ เมื่อรัฐบาลสิงคโปร์จะไม่ให้เงินอุดหนุน รูปแบบการดำเนินงานต้องรับประกันว่าจะมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนบัตรโดยสารรายเดือนและส่วนลด เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียจะไม่ให้เงินอุดหนุนแก่ผู้โดยสารชาวสิงคโปร์ จึงเป็นไปได้ยาก เฟซบุุ๊กเพจ NST Online ของสำนักข่าวนิวสเตรทไทมส์ ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งไม่เห็นด้วย เพราะราคานี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและนักเดินทาง แต่ไม่เหมาะคนทำงานรับจ้างรายวัน (หมายถึงชาวมาเลเซียในรัฐยะโฮร์ ข้ามไปทำงานที่ฝั่งสิงคโปร์แบบเช้าไปเย็นกลับ) พวกเขาจะใช้ทางสะพานคอสเวย์ (Causeway) แทน กลายเป็นว่าสะพานคอสเวย์รถติดเหมือนเดิม ชาวสิงคโปร์บางคนที่เคยคิดว่าจะเช่าบ้านที่ยะโฮร์บาห์รูแล้วขึ้นรถไฟไปทำงานที่สิงคโปร์คงต้องคิดใหม่ นอกจากนี้ยังเห็นว่า ควรมีบัตรโดยสารรายเดือนราคาพิเศษ สำหรับชาวบ้านทั่วไปและผู้สูงอายุ แต่อีกฝั่งหนึ่งก็เห็นด้วยกับความสะดวกสบายที่ได้รับ เมื่อเทียบกับต้องเผชิญกับการจราจรติดขัด หากถึงปลายทางง่ายและรวดเร็วก็มีคนพร้อมที่จะยอมจ่าย ส่วนนายตัน คิน เลียน (Tan Kin Lian) นักธุรกิจและนักการเมืองชาวสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า รถไฟ Shuttle Tebrau ของการรถไฟมาเลเซีย มีเพียงวันละ 8,600 ที่นั่ง เต็มทุกที่นั่ง ค่าโดยสารจากสิงคโปร์ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากฝั่งยะโฮร์ 5 ริงกิตมาเลเซีย ส่วนรถไฟ RTS มีความจุวันละ 300,000 คน คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 50,000 คนต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์ที่ยินดีจ่ายราคานี้ มากกว่าความจุของรถไฟเดิมถึง 6 เท่า เพื่อให้มีคนใช้บริการรถไฟ RTS มากขึ้นเต็มความจุ 300,000 ที่นั่ง เห็นว่าค่าโดยสารควรจะลดลง อาจจะเหลือ 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเที่ยว #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 497 มุมมอง 0 รีวิว1
- นครปฐมผวาเศรษฐกิจพัง สร้างคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี
การก่อสร้างบนถนนพระรามที่ 2 เส้นทางหลักสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 82 ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ที่เกิดโศกนาฎกรรมจากการก่อสร้างบ่อยครั้ง เช่น เครนถล่ม นอกจากจะทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหวาดผวา ไม่กล้าใช้เส้นทางนี้แล้ว ยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ตลาดมหาชัยจากที่เคยมีผู้คนแวะซื้ออาหารทะเลกลับเงียบเหงาลงถนัดตา ธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดสมุทรสาคร ยอดขายลดลงกว่า 30% ลามมาถึงอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นักท่องเที่ยวไม่กล้ามาเยือน โซนชายหาดชะอำ-หัวหิน เริ่มแนะนำให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น
ความไม่ไว้วางใจต่อมาตรฐานการก่อสร้าง ลามมาถึงโครงการส่วนต่อขยายทางยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 338 (ถนนบรมราชชนนี) ช่วงพุทธมณฑลสาย 3 ถึงพุทธมณฑลสาย 4 เริ่มมีข่าวว่าจะปิดการจราจรถนนบรมราชชนนี ช่องทางหลัก 100% ช่วงถนนพุทธมณฑลสาย 3 ถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4 ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อก่อสร้างส่วนต่อขยายทางยกระดับ ทำเอาคนที่อาศัยย่านศาลายา และจังหวัดนครปฐมส่วนหนึ่งเริ่มวิตกกังวล โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ร้านอาหารในจังหวัดนครปฐมบางแห่ง เห็นข่าวปิดถนนก็เริ่มคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเกรงว่าจะเจ๊งซ้ำรอยถนนพระรามที่ 2
ที่สุดแล้วกรมทางหลวงจึงออกข่าวว่าการปิดถนนบรมราชชนนีในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าไม่เป็นความจริง อ้างว่ายังไม่มีการเริ่มดำเนินการก่อสร้าง และยังไม่มีการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) แต่อย่างใด แต่จะเริ่มก่อสร้างก็ต่อเมื่อโครงการมอเตอร์เวย์ M82 คืนผิวจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ตามปกติแล้วเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทาง และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการจราจรในภาพรวมเกินความจำเป็น ระหว่างนี้ จะบูรณาการแผนการบริหารจัดการจราจรร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กรุงเทพมหานคร และภาคส่วนต่างๆ
ผู้ใช้รถใช้ถนนเริ่มมีทางเลือกน้อยลง ก่อนหน้านี้ถนนบรมราชชนนีเพิ่งก่อสร้างขยายถนน และสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน แล้วเสร็จเมื่อกลางปี 2568 ขณะที่ถนนเพชรเกษม ขณะนี้มีการก่อสร้างสะพานข้ามแยกโรมัน-เทียนดัด อ.สามพราน จ.นครปฐม งบประมาณ 880 ล้านบาท คาดว่าแล้วเสร็จปี 2571 ส่วนมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี เริ่มเก็บค่าผ่านทางเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ถูกวิจารณ์ว่าเรียกเก็บในอัตราที่สูง รถยนต์สี่ล้อจากด่านบางใหญ่ ไปด่านนครชัยศรี 45 บาท ด่านศีรษะทอง 55 บาท ด่านนครปฐมฝั่งตะวันออก (ถนนนครปฐม-ดอนตูม) 60 บาท ด่านนครปฐมฝั่งตะวันตก (ถนนมาลัยแมน) 75 บาท และด่านกาญจนบุรี 150 บาท
#Newskitนครปฐมผวาเศรษฐกิจพัง สร้างคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี การก่อสร้างบนถนนพระรามที่ 2 เส้นทางหลักสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 82 ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ที่เกิดโศกนาฎกรรมจากการก่อสร้างบ่อยครั้ง เช่น เครนถล่ม นอกจากจะทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหวาดผวา ไม่กล้าใช้เส้นทางนี้แล้ว ยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ตลาดมหาชัยจากที่เคยมีผู้คนแวะซื้ออาหารทะเลกลับเงียบเหงาลงถนัดตา ธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดสมุทรสาคร ยอดขายลดลงกว่า 30% ลามมาถึงอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นักท่องเที่ยวไม่กล้ามาเยือน โซนชายหาดชะอำ-หัวหิน เริ่มแนะนำให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ความไม่ไว้วางใจต่อมาตรฐานการก่อสร้าง ลามมาถึงโครงการส่วนต่อขยายทางยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 338 (ถนนบรมราชชนนี) ช่วงพุทธมณฑลสาย 3 ถึงพุทธมณฑลสาย 4 เริ่มมีข่าวว่าจะปิดการจราจรถนนบรมราชชนนี ช่องทางหลัก 100% ช่วงถนนพุทธมณฑลสาย 3 ถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4 ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อก่อสร้างส่วนต่อขยายทางยกระดับ ทำเอาคนที่อาศัยย่านศาลายา และจังหวัดนครปฐมส่วนหนึ่งเริ่มวิตกกังวล โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ร้านอาหารในจังหวัดนครปฐมบางแห่ง เห็นข่าวปิดถนนก็เริ่มคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะเกรงว่าจะเจ๊งซ้ำรอยถนนพระรามที่ 2 ที่สุดแล้วกรมทางหลวงจึงออกข่าวว่าการปิดถนนบรมราชชนนีในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าไม่เป็นความจริง อ้างว่ายังไม่มีการเริ่มดำเนินการก่อสร้าง และยังไม่มีการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) แต่อย่างใด แต่จะเริ่มก่อสร้างก็ต่อเมื่อโครงการมอเตอร์เวย์ M82 คืนผิวจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ตามปกติแล้วเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทาง และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการจราจรในภาพรวมเกินความจำเป็น ระหว่างนี้ จะบูรณาการแผนการบริหารจัดการจราจรร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กรุงเทพมหานคร และภาคส่วนต่างๆ ผู้ใช้รถใช้ถนนเริ่มมีทางเลือกน้อยลง ก่อนหน้านี้ถนนบรมราชชนนีเพิ่งก่อสร้างขยายถนน และสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน แล้วเสร็จเมื่อกลางปี 2568 ขณะที่ถนนเพชรเกษม ขณะนี้มีการก่อสร้างสะพานข้ามแยกโรมัน-เทียนดัด อ.สามพราน จ.นครปฐม งบประมาณ 880 ล้านบาท คาดว่าแล้วเสร็จปี 2571 ส่วนมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี เริ่มเก็บค่าผ่านทางเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ถูกวิจารณ์ว่าเรียกเก็บในอัตราที่สูง รถยนต์สี่ล้อจากด่านบางใหญ่ ไปด่านนครชัยศรี 45 บาท ด่านศีรษะทอง 55 บาท ด่านนครปฐมฝั่งตะวันออก (ถนนนครปฐม-ดอนตูม) 60 บาท ด่านนครปฐมฝั่งตะวันตก (ถนนมาลัยแมน) 75 บาท และด่านกาญจนบุรี 150 บาท #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 557 มุมมอง 0 รีวิว - Santan จากเที่ยวบินสู่เมืองไทย
Santan (ซันตัน) แบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม บนเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชีย ที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2558 ด้วยเมนูที่มีชื่อเสียงทั้ง Pak Nasser's Nasi Lemak ข้าวอบใบเตยสไตล์มาเลเซีย, ข้าวกะเพราไก่หม่อมน้อย, ข้าวหน้าไก่อังเคิลชิน, ชานมไต้หวันไข่มุกบุก และกาแฟมะพร้าว santan Latte ได้ขยายตลาดมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มใหม่ เพื่อสร้างสีสันให้ประสบการณ์การเดินทาง
ล่าสุด จับมือกับ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว แบรนด์สตรีทฟู้ดยอดนิยมของไทย เปิดตัวเมนู บะหมี่เป็ดย่างกะเพรากรอบ ใช้เส้นบะหมี่ไข่สีเหลืองเข้ากับเป็ดย่าง ซอสกะเพราสูตรเข้มข้น จำหน่ายบนเที่ยวบินไทยแอร์เอเชีย เพื่อสนับสนุนอาหารไทยให้คนทั่วโลกรู้จักผ่านเครือข่ายเส้นทางบิน พร้อมกับเมนูห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน โคโค่นัทชิกเก้นเทนเดอร์ น้ำมังคุดเลมอนเนดพีชเจลลี่ นมมะพร้าวลิ้นจี่ ชานมมะพร้าวลิ้นจี่ และขนมหยกสดอินทนิล จำหน่ายถึง 19 เม.ย. 2569
นอกจากบนเที่ยวบินแอร์เอเชียแล้ว Santan ยังขยายตลาดบนพื้นดิน โดยจับมือกับร้านกาแฟสัญชาติมาเลเซีย ซุส คอฟฟี่ (Zus Coffee) ที่ขยายตลาดในไทยราว 10 สาขา จำหน่ายอาหารร้อน 4 เมนู อาทิ ข้าวหน้าไก่ย่างเทริยากิ ข้าวหน้าไก่อังเคิลชิน ไก่ย่างกับซอสพริกไทยดำ และข้าวแกงเขียวหวานไก่ไข่เค็ม มาจำหน่ายในราคากล่องละ 109 บาท โดยประเทศไทย Santan ได้ว่าจ้าง บริษัท สีฟ้าฟู้ด จำกัด จ.สมุทรปราการ เป็นผู้ผลิต
อีกด้านหนึ่ง ขบวนรถไฟ My Sawasdee ของการรถไฟมาเลเซีย (KTM Berhad) เส้นทางระหว่างสถานี KL Sentral กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา ประเทศไทย ที่ให้บริการเป็นประจำในช่วงเทศกาล ก็มีร้าน Santan ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มบนรถไฟ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. และ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ต้องการมอบประสบการณ์สุดพิเศษ ในการเพลิดเพลินกับเมนูอาหารบนรถไฟ แบบเดียวกับที่จำหน่ายบนเครื่องบิน
อนึ่ง ในปี 2569 Santan ได้ขึ้นราคาจำหน่ายอาหารบนเที่ยวบินไทยแอร์เอเชีย (FD) ประมาณ 10-30 บาทต่อเมนู อาทิ Pak Nasser's Nasi Lemak จากเดิม 150 บาทเป็น 180 บาท หากสั่งแบบคอมโบพร้อมเครื่องดื่ม (อเมริกาโน่ ชาเขียวมะลิ หรือเครื่องดื่มโค้กกระป๋อง) จากเดิม 180 บาทเป็น 200 บาท ส่วนข้าวกะเพราไก่คลุก จากเดิม 120 บาทเป็น 140 บาท หากสั่งแบบคอมโบ จากเดิม 150 บาทเป็น 160 บาท ส่วนเมนูเครื่องดื่มยังจำหน่ายราคาเดิม โดยบริการอาหารร้อนจะให้บริการเฉพาะผู้ที่สั่งอาหารล่วงหน้าเท่านั้น ผ่านเมนูจัดการบุ๊คกิ้ง ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนกำหนดออกเดินทาง
#NewskitSantan จากเที่ยวบินสู่เมืองไทย Santan (ซันตัน) แบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม บนเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชีย ที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2558 ด้วยเมนูที่มีชื่อเสียงทั้ง Pak Nasser's Nasi Lemak ข้าวอบใบเตยสไตล์มาเลเซีย, ข้าวกะเพราไก่หม่อมน้อย, ข้าวหน้าไก่อังเคิลชิน, ชานมไต้หวันไข่มุกบุก และกาแฟมะพร้าว santan Latte ได้ขยายตลาดมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มใหม่ เพื่อสร้างสีสันให้ประสบการณ์การเดินทาง ล่าสุด จับมือกับ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว แบรนด์สตรีทฟู้ดยอดนิยมของไทย เปิดตัวเมนู บะหมี่เป็ดย่างกะเพรากรอบ ใช้เส้นบะหมี่ไข่สีเหลืองเข้ากับเป็ดย่าง ซอสกะเพราสูตรเข้มข้น จำหน่ายบนเที่ยวบินไทยแอร์เอเชีย เพื่อสนับสนุนอาหารไทยให้คนทั่วโลกรู้จักผ่านเครือข่ายเส้นทางบิน พร้อมกับเมนูห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน โคโค่นัทชิกเก้นเทนเดอร์ น้ำมังคุดเลมอนเนดพีชเจลลี่ นมมะพร้าวลิ้นจี่ ชานมมะพร้าวลิ้นจี่ และขนมหยกสดอินทนิล จำหน่ายถึง 19 เม.ย. 2569 นอกจากบนเที่ยวบินแอร์เอเชียแล้ว Santan ยังขยายตลาดบนพื้นดิน โดยจับมือกับร้านกาแฟสัญชาติมาเลเซีย ซุส คอฟฟี่ (Zus Coffee) ที่ขยายตลาดในไทยราว 10 สาขา จำหน่ายอาหารร้อน 4 เมนู อาทิ ข้าวหน้าไก่ย่างเทริยากิ ข้าวหน้าไก่อังเคิลชิน ไก่ย่างกับซอสพริกไทยดำ และข้าวแกงเขียวหวานไก่ไข่เค็ม มาจำหน่ายในราคากล่องละ 109 บาท โดยประเทศไทย Santan ได้ว่าจ้าง บริษัท สีฟ้าฟู้ด จำกัด จ.สมุทรปราการ เป็นผู้ผลิต อีกด้านหนึ่ง ขบวนรถไฟ My Sawasdee ของการรถไฟมาเลเซีย (KTM Berhad) เส้นทางระหว่างสถานี KL Sentral กรุงกัวลาลัมเปอร์ ถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา ประเทศไทย ที่ให้บริการเป็นประจำในช่วงเทศกาล ก็มีร้าน Santan ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มบนรถไฟ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. และ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ต้องการมอบประสบการณ์สุดพิเศษ ในการเพลิดเพลินกับเมนูอาหารบนรถไฟ แบบเดียวกับที่จำหน่ายบนเครื่องบิน อนึ่ง ในปี 2569 Santan ได้ขึ้นราคาจำหน่ายอาหารบนเที่ยวบินไทยแอร์เอเชีย (FD) ประมาณ 10-30 บาทต่อเมนู อาทิ Pak Nasser's Nasi Lemak จากเดิม 150 บาทเป็น 180 บาท หากสั่งแบบคอมโบพร้อมเครื่องดื่ม (อเมริกาโน่ ชาเขียวมะลิ หรือเครื่องดื่มโค้กกระป๋อง) จากเดิม 180 บาทเป็น 200 บาท ส่วนข้าวกะเพราไก่คลุก จากเดิม 120 บาทเป็น 140 บาท หากสั่งแบบคอมโบ จากเดิม 150 บาทเป็น 160 บาท ส่วนเมนูเครื่องดื่มยังจำหน่ายราคาเดิม โดยบริการอาหารร้อนจะให้บริการเฉพาะผู้ที่สั่งอาหารล่วงหน้าเท่านั้น ผ่านเมนูจัดการบุ๊คกิ้ง ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนกำหนดออกเดินทาง #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 560 มุมมอง 0 รีวิว - POLICE CARE แอปฯ ตำรวจใกล้ฉัน
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันก่อน สำหรับแอปพลิเคชัน POLICE CARE ที่พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (CITC) รวมบริการและข้อมูลทุกอย่างของตำรวจ ซึ่งเป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการไว้ในแอปพลิเคชันเดียว โดยเฉพาะการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสถานีตำรวจ ข้อมูลกฎหมาย ข้อมูลคดีและการแจ้งความ ตลอดจนข่าวสารเตือนภัยต่างๆ
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายการบริหารราชการ ที่ต้องการจัดระบบเทคโนโลยีของตำรวจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้ประชาชน จึงได้จัดทำแอปพลิเคชัน POLICE CARE ขึ้นมา ที่เป็นเสมือนคู่มือประชาชนแบบ One Stop Service ที่เป็นศูนย์รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การแจ้งความ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารเตือนภัยต่าง ๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการอัปเดตและพัฒนาฟังก์ชันต่างๆ เพื่อให้ประชาชนใช้งานให้เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่เสมอ และตอบโจทย์ประชาชนในทุกด้านให้มากที่สุด เช่น ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ได้จัดทำฟีเจอร์กฎหมายความรัก ซึ่งรวมข้อมูลกฎหมายสมรสเท่าเทียม กฎหมายอาญาเกี่ยวเรื่องการคุกคามทางเพศ เพื่อให้ประชาชนมีความรักได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย โดยการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้ดำเนินการโดยไม่ใช้งบประมาณของราชการแต่อย่างใด
สำหรับแอปพลิเคชัน POLICE CARE ประกอบด้วย ข่าวสารและอัปเดต บริการต่างๆ วีดีโอแนะนำ กฎหมายน่ารู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตำรวจ เบอร์โทรศัพท์แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร เมื่อเข้าไปที่เมนู "บริการตำรวจ" สามารถตรวจสอบรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากฐานข้อมูลทางการ ป้องกันสแกมเมอร์ ค้นหาสถานีตำรวจใกล้ฉัน เฉพาะขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน จากสถานีตำรวจใกล้ที่สุด และค้นหาสถานีตำรวจในพื้นที่ความรับผิดชอบเพื่อแจ้งเหตุ แจ้งความ ร้องทุกข์ (ต้องตั้งค่าโดยเปิดการค้นหาตำแหน่ง) และตรวจสอบข้อมูลสถานีตำรวจ ซึ่งจะระบุชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้กำกับการสถานีตำรวจที่เราค้นหา
ส่วนเมนู "ข้อมูลของฉัน" ต้องเข้าสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ก่อนใช้งาน สามารถตรวจสอบข้อมูลใบสั่งจราจร ข้อมูลบันทึกประจำวัน ข้อมูลคดีอาญา ข้อมูลคดีจราจร ข้อมูลคดีออนไลน์ ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ และตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ เป็นต้น
ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดใช้งานแอปพลิเคชัน POLICE CARE ได้แล้วทั้งระบบ Android และ iOS ผ่านทาง App Store และ Google Play โปรดระวังแอปพลิเคชันปลอมและเลียนแบบ
#NewskitPOLICE CARE แอปฯ ตำรวจใกล้ฉัน เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันก่อน สำหรับแอปพลิเคชัน POLICE CARE ที่พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (CITC) รวมบริการและข้อมูลทุกอย่างของตำรวจ ซึ่งเป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการไว้ในแอปพลิเคชันเดียว โดยเฉพาะการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสถานีตำรวจ ข้อมูลกฎหมาย ข้อมูลคดีและการแจ้งความ ตลอดจนข่าวสารเตือนภัยต่างๆ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายการบริหารราชการ ที่ต้องการจัดระบบเทคโนโลยีของตำรวจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้ประชาชน จึงได้จัดทำแอปพลิเคชัน POLICE CARE ขึ้นมา ที่เป็นเสมือนคู่มือประชาชนแบบ One Stop Service ที่เป็นศูนย์รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การแจ้งความ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารเตือนภัยต่าง ๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการอัปเดตและพัฒนาฟังก์ชันต่างๆ เพื่อให้ประชาชนใช้งานให้เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่เสมอ และตอบโจทย์ประชาชนในทุกด้านให้มากที่สุด เช่น ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ได้จัดทำฟีเจอร์กฎหมายความรัก ซึ่งรวมข้อมูลกฎหมายสมรสเท่าเทียม กฎหมายอาญาเกี่ยวเรื่องการคุกคามทางเพศ เพื่อให้ประชาชนมีความรักได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย โดยการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้ดำเนินการโดยไม่ใช้งบประมาณของราชการแต่อย่างใด สำหรับแอปพลิเคชัน POLICE CARE ประกอบด้วย ข่าวสารและอัปเดต บริการต่างๆ วีดีโอแนะนำ กฎหมายน่ารู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตำรวจ เบอร์โทรศัพท์แจ้งอายัดบัญชีธนาคาร เมื่อเข้าไปที่เมนู "บริการตำรวจ" สามารถตรวจสอบรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากฐานข้อมูลทางการ ป้องกันสแกมเมอร์ ค้นหาสถานีตำรวจใกล้ฉัน เฉพาะขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน จากสถานีตำรวจใกล้ที่สุด และค้นหาสถานีตำรวจในพื้นที่ความรับผิดชอบเพื่อแจ้งเหตุ แจ้งความ ร้องทุกข์ (ต้องตั้งค่าโดยเปิดการค้นหาตำแหน่ง) และตรวจสอบข้อมูลสถานีตำรวจ ซึ่งจะระบุชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้กำกับการสถานีตำรวจที่เราค้นหา ส่วนเมนู "ข้อมูลของฉัน" ต้องเข้าสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ก่อนใช้งาน สามารถตรวจสอบข้อมูลใบสั่งจราจร ข้อมูลบันทึกประจำวัน ข้อมูลคดีอาญา ข้อมูลคดีจราจร ข้อมูลคดีออนไลน์ ตรวจสอบบัญชีมิจฉาชีพ และตรวจสอบเบอร์มิจฉาชีพ เป็นต้น ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดใช้งานแอปพลิเคชัน POLICE CARE ได้แล้วทั้งระบบ Android และ iOS ผ่านทาง App Store และ Google Play โปรดระวังแอปพลิเคชันปลอมและเลียนแบบ #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 653 มุมมอง 0 รีวิว - งานวิ่งเทที่เขาใหญ่
กลายเป็นข่าวหลายครั้งสำหรับงานวิ่งที่ผู้จัดงานยกเลิกจัดกิจกรรมกลางคัน ล่าสุดงาน Khao Yai Wild Breeze Run 2026 ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 14-15 ก.พ. 2569 ถูกผู้จัดงานประกาศยกเลิก ทำให้นักวิ่งจำนวนมากได้รับผลกระทบ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ต้องช่วยเหลือผู้เข้าร่วมงาน ทั้งจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณลานกางเต็นท์เขาร่ม จัดเตรียมอาหารเช้า จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งสำหรับผู้ที่ยังอยู่ร่วมงาน 1,000 คน และจัดรถรับ-ส่งไปยังจุดขึ้นรถมินิบัสปากช่อง และสถานีรถไฟปากช่อง ส่วนผู้จัดงานกลับแจ้งให้นักวิ่งทุกคนส่งสลิปการโอนเงินตอนสมัคร กับเลขที่บัญชี แล้วจะทยอยโอนเงินกลับให้ แต่จะหักส่วนหนึ่งเพราะจัดทำเหรียญและเสื้อวิ่งแล้ว
งานวิ่งดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ฟันรัน 5 กิโลเมตร 999 บาท มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร 999 บาท และฮันนีมูนบัดดี้ 2 คน 1,999 บาท ซึ่งจะได้บิบ เสื้อวิ่ง เต็นท์ที่พัก กิจกรรมเดินเทรลป่า ไนต์ซาฟารี คูปองอาหารและเครื่องดื่ม และลุ้นรับรางวัลใหญ่รถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน โดยให้โอนเงินค่าสมัครเข้าบัญชีผู้จัดงาน อีกส่วนหนึ่งรับสมัครผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท ไทยดอทรัน จำกัด (THAIRUN) ซึ่งขณะนี้ได้เปิดระบบแจ้งขอรับเงินคืนเงินค่าสมัคร เฉพาะผู้สมัครงานผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว และจะดำเนินการโอนเงินคืนภายในวันที่ 6 มี.ค. 2569
ด้านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ชี้แจงว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดโดย บริษัท ฮอสพิทอล เฮลท์แคร์ จำกัด ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา ขออนุญาตใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง ปรากฏว่าการบริหารจัดการภายในของผู้จัดงานเกิดความผิดพลาด ไม่สามารถจัดเตรียมที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกได้เพียงพอ อีกทั้งมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพิ่มเติมที่ไม่เป็นไปตามแผนและมาตรการที่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปทบทวน และปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาอนุญาตในครั้งต่อไป ให้มีความรอบคอบและละเอียดมากยิ่งขึ้น
ข่าวคราวที่ผู้จัดงานวิ่งยกเลิกจัดกิจกรรมกลางคัน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Running Event Organizer และผู้สนับสนุนกิจกรรม เสียหายจากภาพลักษณ์และการสนับสนุน รวมทั้งกระทบต่อ Sport Tourism ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี เพราะนักวิ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติ สิ่งหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องตระหนัก คือ การเลือกผู้จัดงานวิ่งที่มีประสบการณ์ มีหน่วยงานรับรอง มีบริษัทเป็นหลักแหล่ง และระมัดระวังงานวิ่งที่มีเงินรางวัล หรือสิ่งของล่อใจเกินจากความเป็นจริง เมื่อเทียบกับเงินค่าสมัครที่เสียไป เพื่อไม่ให้กลายเป็นเหยื่อถูกหลอกในภายหลัง
#Newskit
งานวิ่งเทที่เขาใหญ่ กลายเป็นข่าวหลายครั้งสำหรับงานวิ่งที่ผู้จัดงานยกเลิกจัดกิจกรรมกลางคัน ล่าสุดงาน Khao Yai Wild Breeze Run 2026 ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 14-15 ก.พ. 2569 ถูกผู้จัดงานประกาศยกเลิก ทำให้นักวิ่งจำนวนมากได้รับผลกระทบ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ต้องช่วยเหลือผู้เข้าร่วมงาน ทั้งจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณลานกางเต็นท์เขาร่ม จัดเตรียมอาหารเช้า จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งสำหรับผู้ที่ยังอยู่ร่วมงาน 1,000 คน และจัดรถรับ-ส่งไปยังจุดขึ้นรถมินิบัสปากช่อง และสถานีรถไฟปากช่อง ส่วนผู้จัดงานกลับแจ้งให้นักวิ่งทุกคนส่งสลิปการโอนเงินตอนสมัคร กับเลขที่บัญชี แล้วจะทยอยโอนเงินกลับให้ แต่จะหักส่วนหนึ่งเพราะจัดทำเหรียญและเสื้อวิ่งแล้ว งานวิ่งดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ฟันรัน 5 กิโลเมตร 999 บาท มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร 999 บาท และฮันนีมูนบัดดี้ 2 คน 1,999 บาท ซึ่งจะได้บิบ เสื้อวิ่ง เต็นท์ที่พัก กิจกรรมเดินเทรลป่า ไนต์ซาฟารี คูปองอาหารและเครื่องดื่ม และลุ้นรับรางวัลใหญ่รถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน โดยให้โอนเงินค่าสมัครเข้าบัญชีผู้จัดงาน อีกส่วนหนึ่งรับสมัครผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท ไทยดอทรัน จำกัด (THAIRUN) ซึ่งขณะนี้ได้เปิดระบบแจ้งขอรับเงินคืนเงินค่าสมัคร เฉพาะผู้สมัครงานผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว และจะดำเนินการโอนเงินคืนภายในวันที่ 6 มี.ค. 2569 ด้านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ชี้แจงว่า กิจกรรมดังกล่าวจัดโดย บริษัท ฮอสพิทอล เฮลท์แคร์ จำกัด ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา ขออนุญาตใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง ปรากฏว่าการบริหารจัดการภายในของผู้จัดงานเกิดความผิดพลาด ไม่สามารถจัดเตรียมที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกได้เพียงพอ อีกทั้งมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพิ่มเติมที่ไม่เป็นไปตามแผนและมาตรการที่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปทบทวน และปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาอนุญาตในครั้งต่อไป ให้มีความรอบคอบและละเอียดมากยิ่งขึ้น ข่าวคราวที่ผู้จัดงานวิ่งยกเลิกจัดกิจกรรมกลางคัน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Running Event Organizer และผู้สนับสนุนกิจกรรม เสียหายจากภาพลักษณ์และการสนับสนุน รวมทั้งกระทบต่อ Sport Tourism ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี เพราะนักวิ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติ สิ่งหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องตระหนัก คือ การเลือกผู้จัดงานวิ่งที่มีประสบการณ์ มีหน่วยงานรับรอง มีบริษัทเป็นหลักแหล่ง และระมัดระวังงานวิ่งที่มีเงินรางวัล หรือสิ่งของล่อใจเกินจากความเป็นจริง เมื่อเทียบกับเงินค่าสมัครที่เสียไป เพื่อไม่ให้กลายเป็นเหยื่อถูกหลอกในภายหลัง #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 594 มุมมอง 0 รีวิว - เที่ยวมาเลเซีย ถ้าไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง
เมื่อวันก่อน นายเตียง คิง ซิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมของมาเลเซีย เรียกร้องให้ชาวมาเลเซีย ทั้งภาคท่องเที่ยว ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ปรับทัศนคติให้เป็นมิตรต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในช่วงแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว Visit Malaysia 2026 ของรัฐบาลนายอันวาร์ อิบราฮิม เพราะที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวมาเลเซีย และชาวต่างชาติร้องเรียนว่าถูกชาวมาเลเซียปฎิบัติอย่างไม่เป็นมิตร ขาดไมตรีจิตในการให้บริการ
ยกตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวถูกประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าราชการ พูดจาไม่สุภาพเมื่อสอบถามเส้นทางหรือขอความช่วยเหลือที่ตลาดและสถานีรถไฟ หรือจะเป็นคนขับรถโดยสารบางรายต่อว่านักท่องเที่ยวที่สอบถามจุดหมายปลายทาง พร้อมบอกว่าหากไม่เข้าใจก็ไม่ต้องใช้บริการ ซึ่งนายเตียงตำหนิว่า แล้วนักท่องเที่ยวจะไปไหน เดินเอาหรือ นี่คือรากของปัญหา นอกจากนี้ ร้านค้าปลีกบางแห่ง นักท่องเที่ยวเข้าไปในร้านเพื่อจะซื้อสินค้า กลับถูกปฏิบัติราวกับเป็นหนี้ผู้ขายมา 10 ปี
นายเตียงยังขอให้ชาวมาเลเซียทุกคนช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ อย่าให้ภาพลักษณ์เสียหายจนผู้มาเยือนมองว่ามาเลเซียเป็นประเทศที่ไม่เป็นมิตร เราต้องเป็นมิตร ไม่เพียงต่อนักท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นมิตรแก่ประชาชนซึ่งกันและกันด้วย จุดแข็งของมาเลเซียไม่ได้มีเพียงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหาร ศิลปะ ประเพณี รวมถึงความงดงามทางธรรมชาติและการเข้าถึงที่สะดวก สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทัศนคติของชาวมาเลเซียที่สุภาพ อบอุ่น และพร้อมช่วยเหลือเสมอ
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปเยือนมาเลเซียเกือบทุกปี หากเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรุงกัวลาลัมเปอร์ หรือเมืองท่องเที่ยวอย่างจอร์จทาวน์ รัฐปีนัง ไม่ค่อยมีปัญหา รวมถึงเมืองที่ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย อย่างอลอร์สตาร์ รัฐเกดะห์, อิโปห์ รัฐเปรัก หรือโกตาบารู รัฐกลันตัน คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างดี แต่ก็มีบางเมืองที่ไปเยือนแล้วรู้สึกไม่เป็นมิตร แม้เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่เมื่อเซอร์วิสมายด์ในการให้บริการอาจแตกต่างจากคนไทย จึงต้องเผื่อใจไว้ล่วงหน้า
โดยส่วนตัวเห็นว่ามาเลเซียยังคงเป็นประเทศที่น่ามาเยือน ด้วยไลฟ์สไตล์สังคมเมืองใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ รถไฟฟ้าในกรุงกัวลาลัมเปอร์ค่าโดยสารถูกกว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย อาหารการกินที่น่าลองอย่างนาซีเลอมัค ชาก๋วยเตี๋ยว วันตันหมี่ รวมทั้งเรียนรู้ความหลากหลายด้านพหุวัฒนธรรม แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ความสุภาพ ความใจเย็น การมีกาลเทศะ รวมทั้งรอยยิ้มของคนไทย ยังคงใช้ได้ดีเสมอในต่างแดน
#Newskit
เที่ยวมาเลเซีย ถ้าไม่คาดหวังก็ไม่ผิดหวัง เมื่อวันก่อน นายเตียง คิง ซิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมของมาเลเซีย เรียกร้องให้ชาวมาเลเซีย ทั้งภาคท่องเที่ยว ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ปรับทัศนคติให้เป็นมิตรต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในช่วงแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว Visit Malaysia 2026 ของรัฐบาลนายอันวาร์ อิบราฮิม เพราะที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวมาเลเซีย และชาวต่างชาติร้องเรียนว่าถูกชาวมาเลเซียปฎิบัติอย่างไม่เป็นมิตร ขาดไมตรีจิตในการให้บริการ ยกตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวถูกประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าราชการ พูดจาไม่สุภาพเมื่อสอบถามเส้นทางหรือขอความช่วยเหลือที่ตลาดและสถานีรถไฟ หรือจะเป็นคนขับรถโดยสารบางรายต่อว่านักท่องเที่ยวที่สอบถามจุดหมายปลายทาง พร้อมบอกว่าหากไม่เข้าใจก็ไม่ต้องใช้บริการ ซึ่งนายเตียงตำหนิว่า แล้วนักท่องเที่ยวจะไปไหน เดินเอาหรือ นี่คือรากของปัญหา นอกจากนี้ ร้านค้าปลีกบางแห่ง นักท่องเที่ยวเข้าไปในร้านเพื่อจะซื้อสินค้า กลับถูกปฏิบัติราวกับเป็นหนี้ผู้ขายมา 10 ปี นายเตียงยังขอให้ชาวมาเลเซียทุกคนช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ อย่าให้ภาพลักษณ์เสียหายจนผู้มาเยือนมองว่ามาเลเซียเป็นประเทศที่ไม่เป็นมิตร เราต้องเป็นมิตร ไม่เพียงต่อนักท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นมิตรแก่ประชาชนซึ่งกันและกันด้วย จุดแข็งของมาเลเซียไม่ได้มีเพียงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหาร ศิลปะ ประเพณี รวมถึงความงดงามทางธรรมชาติและการเข้าถึงที่สะดวก สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทัศนคติของชาวมาเลเซียที่สุภาพ อบอุ่น และพร้อมช่วยเหลือเสมอ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปเยือนมาเลเซียเกือบทุกปี หากเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรุงกัวลาลัมเปอร์ หรือเมืองท่องเที่ยวอย่างจอร์จทาวน์ รัฐปีนัง ไม่ค่อยมีปัญหา รวมถึงเมืองที่ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย อย่างอลอร์สตาร์ รัฐเกดะห์, อิโปห์ รัฐเปรัก หรือโกตาบารู รัฐกลันตัน คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างดี แต่ก็มีบางเมืองที่ไปเยือนแล้วรู้สึกไม่เป็นมิตร แม้เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่เมื่อเซอร์วิสมายด์ในการให้บริการอาจแตกต่างจากคนไทย จึงต้องเผื่อใจไว้ล่วงหน้า โดยส่วนตัวเห็นว่ามาเลเซียยังคงเป็นประเทศที่น่ามาเยือน ด้วยไลฟ์สไตล์สังคมเมืองใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ รถไฟฟ้าในกรุงกัวลาลัมเปอร์ค่าโดยสารถูกกว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย อาหารการกินที่น่าลองอย่างนาซีเลอมัค ชาก๋วยเตี๋ยว วันตันหมี่ รวมทั้งเรียนรู้ความหลากหลายด้านพหุวัฒนธรรม แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ความสุภาพ ความใจเย็น การมีกาลเทศะ รวมทั้งรอยยิ้มของคนไทย ยังคงใช้ได้ดีเสมอในต่างแดน #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 572 มุมมอง 0 รีวิว - นาจิบ อดีตผู้นำมาเลย์ฯ เคลมผลงานรถไฟ ECRL
โครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออกมาเลเซีย (East Coast Rail Link) ระยะทาง 665 กิโลเมตร การก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 91.7% พร้อมกับเปิดตัวขบวนรถไฟ Golden EMU ให้แขกวีไอพีและตัวแทนสื่อมวลชนสัมผัสประสบการณ์ขบวนรถไฟที่ทันสมัย ระหว่างสถานีโกตาซาส (KotaSAS) ถึงสถานีกวนตันพอร์ตซิตี้ (Kuantan Port City) รัฐปะหัง เมื่อวันที่ 11 ก.พ. โดยนายแอนโทนี โลค รมว.คมนาคมมาเลเซีย ประกาศว่า ชาวบ้านที่อาศัยในย่านหุบเขาแคลง (Klang Valley) รอเพียงเดือนเชาวาลเดียวเท่านั้น จะได้กลับภูมิลำเนาไปเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายออิดิลฟิตรีในปี 2570 ด้วยรถไฟ ECRL สายนี้
รัฐบาลกลางมาเลเซียประกาศความก้าวหน้าไม่ทันไร เฟซบุ๊กอดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก หรือที่แฟนคลับเรียกติดปากว่า "Bossku" ซึ่งเจ้าตัวกำลังถูกจำคุกในคดีทุจริตกองทุนวันเอ็มดีบี (1MDB) กลับโพสต์ข้อความว่า "ECRL. Tak lama lagi" (ECRL อีกไม่นานเกินรอ) ทำให้ผู้สนับสนุนรายหนึ่งยกสำนวนมลายูว่า "Lembu punya susu, sapi dapat nama" เปรียบเปรยว่าวัวกินหญ้า ควายกินชื่อ สื่อว่านายนาจิบเป็นคนลงแรงลงความคิดริเริ่มโครงการ แต่รัฐบาลอันวาร์กลับมาตัดริบบิ้นและรับคำชม ทั้งที่นักการเมืองฝั่งรัฐบาลอันวาร์หลายคนเคยคัดค้านอย่างหนักเมื่อคนกลุ่มเดิมมายืนยิ้มถ่ายรูปคู่กับขบวนรถไฟ ECRL ชาวเน็ตจึงใช้คำรุนแรง เช่น "Muka tak malu" (พวกหน้าไม่อาย) หรือ "Kaki Claim" (พวกชอบเคลมผลงาน) หากนายนาจิบไม่แพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2561 (PRU14) โครงการนี้คงเสร็จสิ้นไปนานแล้ว เศรษฐกิจของรัฐฝั่งชายฝั่งตะวันออกเจริญมากกว่านี้
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะโครงการ ECRL เริ่มต้นขึ้นในสมัยรัฐบาลนาจิบ เมื่อปี 2559 โดยเซ็นสัญญากับประเทศจีนภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) แต่ถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายค้านขณะนั้นว่า ขายชาติให้จีน กับดักหนี้จีน โครงการฟอกเงิน 1MDB และอีกสารพัดข้อกล่าวหา แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลอันวาร์ กลับเดินหน้าโครงการต่อ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะหากยกเลิกกลางคัน มาเลเซียจะต้องจ่ายค่าปรับมหาศาล (Termination Cost) แก่จีนซึ่งอาจไม่คุ้ม อาศัยปรับลดงบประมาณลงจากเดิมที่ประเมินไว้สูงถึง 85,000 ล้านริงกิต เหลือ 74,900 ล้านริงกิต กระทั่งนายอันวาร์ได้ใช้โครงการ ECRL เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างมาเลเซีย-จีน โดยต้อนรับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในพิธีวางศิลาฤกษ์สถานีสำคัญอีกด้วย
แม้ในสายตาชาวเน็ตอาจมองว่าเป็นการเคลมผลงาน แต่ในเชิงรัฐศาสตร์ ถือเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
#Newskitนาจิบ อดีตผู้นำมาเลย์ฯ เคลมผลงานรถไฟ ECRL โครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออกมาเลเซีย (East Coast Rail Link) ระยะทาง 665 กิโลเมตร การก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 91.7% พร้อมกับเปิดตัวขบวนรถไฟ Golden EMU ให้แขกวีไอพีและตัวแทนสื่อมวลชนสัมผัสประสบการณ์ขบวนรถไฟที่ทันสมัย ระหว่างสถานีโกตาซาส (KotaSAS) ถึงสถานีกวนตันพอร์ตซิตี้ (Kuantan Port City) รัฐปะหัง เมื่อวันที่ 11 ก.พ. โดยนายแอนโทนี โลค รมว.คมนาคมมาเลเซีย ประกาศว่า ชาวบ้านที่อาศัยในย่านหุบเขาแคลง (Klang Valley) รอเพียงเดือนเชาวาลเดียวเท่านั้น จะได้กลับภูมิลำเนาไปเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายออิดิลฟิตรีในปี 2570 ด้วยรถไฟ ECRL สายนี้ รัฐบาลกลางมาเลเซียประกาศความก้าวหน้าไม่ทันไร เฟซบุ๊กอดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก หรือที่แฟนคลับเรียกติดปากว่า "Bossku" ซึ่งเจ้าตัวกำลังถูกจำคุกในคดีทุจริตกองทุนวันเอ็มดีบี (1MDB) กลับโพสต์ข้อความว่า "ECRL. Tak lama lagi" (ECRL อีกไม่นานเกินรอ) ทำให้ผู้สนับสนุนรายหนึ่งยกสำนวนมลายูว่า "Lembu punya susu, sapi dapat nama" เปรียบเปรยว่าวัวกินหญ้า ควายกินชื่อ สื่อว่านายนาจิบเป็นคนลงแรงลงความคิดริเริ่มโครงการ แต่รัฐบาลอันวาร์กลับมาตัดริบบิ้นและรับคำชม ทั้งที่นักการเมืองฝั่งรัฐบาลอันวาร์หลายคนเคยคัดค้านอย่างหนักเมื่อคนกลุ่มเดิมมายืนยิ้มถ่ายรูปคู่กับขบวนรถไฟ ECRL ชาวเน็ตจึงใช้คำรุนแรง เช่น "Muka tak malu" (พวกหน้าไม่อาย) หรือ "Kaki Claim" (พวกชอบเคลมผลงาน) หากนายนาจิบไม่แพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2561 (PRU14) โครงการนี้คงเสร็จสิ้นไปนานแล้ว เศรษฐกิจของรัฐฝั่งชายฝั่งตะวันออกเจริญมากกว่านี้ เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะโครงการ ECRL เริ่มต้นขึ้นในสมัยรัฐบาลนาจิบ เมื่อปี 2559 โดยเซ็นสัญญากับประเทศจีนภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) แต่ถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายค้านขณะนั้นว่า ขายชาติให้จีน กับดักหนี้จีน โครงการฟอกเงิน 1MDB และอีกสารพัดข้อกล่าวหา แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลอันวาร์ กลับเดินหน้าโครงการต่อ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะหากยกเลิกกลางคัน มาเลเซียจะต้องจ่ายค่าปรับมหาศาล (Termination Cost) แก่จีนซึ่งอาจไม่คุ้ม อาศัยปรับลดงบประมาณลงจากเดิมที่ประเมินไว้สูงถึง 85,000 ล้านริงกิต เหลือ 74,900 ล้านริงกิต กระทั่งนายอันวาร์ได้ใช้โครงการ ECRL เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างมาเลเซีย-จีน โดยต้อนรับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในพิธีวางศิลาฤกษ์สถานีสำคัญอีกด้วย แม้ในสายตาชาวเน็ตอาจมองว่าเป็นการเคลมผลงาน แต่ในเชิงรัฐศาสตร์ ถือเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 748 มุมมอง 0 รีวิว - ซื้อเสียงยกเบอร์ พรรคเล็กส้มหล่น
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า มีเรื่องร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งแล้ว 113 เรื่อง พบความผิดจากการซื้อเสียงมากที่สุด ถึงกระนั้นนับตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้ง จากแบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA) มาเป็นแบบผสมเสียงข้างมาก หรือบัตรเลือกตั้งสองใบ กลับพบว่ามี สส. บัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่ไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน ได้เก้าอี้ในสภาฯ จำนวนมาก
ยกตัวอย่างเช่น หมายเลข 1 พรรคไทยทรัพย์ทวี ได้ สส. 1 ที่นั่ง 284,761 คะแนน, หมายเลข 2 พรรคเพื่อชาติไทย ได้ สส. 2 ที่นั่ง 628,493 คะแนน, หมายเลข 3 พรรคใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง 294,239 คะแนน, หมายเลข 4 พรรคมิติใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง 230,170 คะแนน, หมายเลข 5 พรรครวมใจไทย ได้ สส. 1 ที่นั่ง 403,671 คะแนน, หมายเลข 8 พรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง 237,672 คะแนน
สาเหตุเพราะบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใช้หมายเลขผู้สมัครไม่เหมือนกัน สส.แบบแบ่งเขต จะใช้หมายเลขตามจำนวนผู้สมัคร เช่น หากมีผู้สมัครรรับเลือกตั้ง 20 คน ใช้หมายเลข 1 ถึง 20 ส่วน สส.แบบบัญชีรายชื่อ จะใช้หมายเลขตามที่ตัวแทนพรรคจับสลากได้ ซึ่งมีทั้งหมด 57 พรรคการเมือง จึงทำให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งบางรายเกิดความสับสน โดยเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองที่ได้หมายเลข 1 คนที่ไม่รู้จะเลือกใครก็มักจะเลือกเบอร์ 1 เป็นลำดับต้นๆ
ถึงกระนั้นมีรายงานว่า ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตบางคน ซื้อเสียงเลือกตั้งด้วยการให้ลงคะแนนหมายเลขผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อเบอร์เดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ โดยไม่ต้องสนใจคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมือง เป็นผลทำให้พรรคเล็กได้ สส. แบบส้มหล่น จากการสังเกตคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเล็กที่ไม่มีชื่อเสียงพรรคหนึ่ง พบว่าเขตเลือกตั้งที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด อยู่ในจังหวัดทางภาคอีสาน กว่า 4,100 คะแนน เมื่อค้นไปที่หมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขตเบอร์เดียวกัน พบว่ามาจากพรรคการเมืองใหญ่ ได้คะแนนมากกว่า 40,000 คะแนน
แม้เทคโนโลยีจะสามารถจับคู่ได้ว่าเขตไหน พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ไม่มีชื่อเสียง แต่คะแนนบัญชีรายชื่อกลับสูงผิดปกติ แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐาน จึงเป็นเพียงแค่ข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตที่รอการแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นช่องโหว่ให้มีการทุจริตการเลือกตั้งไปเรื่อย
อนึ่ง หมายเลข 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 7 พรรคพลวัต และหมายเลข 9 พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว จึงยากต่อการค้นหาความผิดปกติ
#Newskitซื้อเสียงยกเบอร์ พรรคเล็กส้มหล่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า มีเรื่องร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งแล้ว 113 เรื่อง พบความผิดจากการซื้อเสียงมากที่สุด ถึงกระนั้นนับตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้ง จากแบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA) มาเป็นแบบผสมเสียงข้างมาก หรือบัตรเลือกตั้งสองใบ กลับพบว่ามี สส. บัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่ไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน ได้เก้าอี้ในสภาฯ จำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น หมายเลข 1 พรรคไทยทรัพย์ทวี ได้ สส. 1 ที่นั่ง 284,761 คะแนน, หมายเลข 2 พรรคเพื่อชาติไทย ได้ สส. 2 ที่นั่ง 628,493 คะแนน, หมายเลข 3 พรรคใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง 294,239 คะแนน, หมายเลข 4 พรรคมิติใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง 230,170 คะแนน, หมายเลข 5 พรรครวมใจไทย ได้ สส. 1 ที่นั่ง 403,671 คะแนน, หมายเลข 8 พรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง 237,672 คะแนน สาเหตุเพราะบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใช้หมายเลขผู้สมัครไม่เหมือนกัน สส.แบบแบ่งเขต จะใช้หมายเลขตามจำนวนผู้สมัคร เช่น หากมีผู้สมัครรรับเลือกตั้ง 20 คน ใช้หมายเลข 1 ถึง 20 ส่วน สส.แบบบัญชีรายชื่อ จะใช้หมายเลขตามที่ตัวแทนพรรคจับสลากได้ ซึ่งมีทั้งหมด 57 พรรคการเมือง จึงทำให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งบางรายเกิดความสับสน โดยเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองที่ได้หมายเลข 1 คนที่ไม่รู้จะเลือกใครก็มักจะเลือกเบอร์ 1 เป็นลำดับต้นๆ ถึงกระนั้นมีรายงานว่า ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตบางคน ซื้อเสียงเลือกตั้งด้วยการให้ลงคะแนนหมายเลขผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อเบอร์เดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ โดยไม่ต้องสนใจคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมือง เป็นผลทำให้พรรคเล็กได้ สส. แบบส้มหล่น จากการสังเกตคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเล็กที่ไม่มีชื่อเสียงพรรคหนึ่ง พบว่าเขตเลือกตั้งที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด อยู่ในจังหวัดทางภาคอีสาน กว่า 4,100 คะแนน เมื่อค้นไปที่หมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขตเบอร์เดียวกัน พบว่ามาจากพรรคการเมืองใหญ่ ได้คะแนนมากกว่า 40,000 คะแนน แม้เทคโนโลยีจะสามารถจับคู่ได้ว่าเขตไหน พรรคการเมืองขนาดเล็กที่ไม่มีชื่อเสียง แต่คะแนนบัญชีรายชื่อกลับสูงผิดปกติ แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐาน จึงเป็นเพียงแค่ข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตที่รอการแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นช่องโหว่ให้มีการทุจริตการเลือกตั้งไปเรื่อย อนึ่ง หมายเลข 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 7 พรรคพลวัต และหมายเลข 9 พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว จึงยากต่อการค้นหาความผิดปกติ #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 601 มุมมอง 0 รีวิว - หักปากกาเซียนพลัส
ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. อย่างไม่เป็นทางการ พบว่าพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ที่นั่ง สส. เขตมากกว่า 100 ที่นั่ง จากเมื่อปี 2566 ได้ 68 ที่นั่ง ขยับขึ้นไปเป็น 177 ที่นั่ง เมื่อรวมกับ สส.บัญชีรายชื่อแล้ว คาดว่าจะได้ที่นั่ง สส. เกือบ 200 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่มาจากพรรคก้าวไกลเดิม ได้ สส. ลดลง จากเมื่อปี 2566 ได้ 151 ที่นั่ง คาดว่าเหลือเพียงประมาณ 100 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย นำโดย นายชศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ สส. ลดลง จากเมื่อปี 2566 ได้ 141 ที่นั่ง คาดว่าเหลือเพียงประมาณ 80 ที่นั่ง
ถือเป็นการหักปากกาเซียนที่บรรดากูรูการเมือง นักวิชาการ รวมถึงสำนักโพลต่างๆ วิเคราะห์ว่าพรรคประชาชนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคภูมิใจไทย นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ไปไกลว่า พรรคประชาชนจะได้ สส. มากถึง 200 ที่นั่ง สำทับด้วยสำนักโพลต่างๆ มักจะให้พรรคประชาชนยืนหนึ่งทุกโพล โดยเฉพาะนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่มักจะให้พรรคประชาชนมีคะแนนนิยมนำพอๆ คนที่ไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร และหลังปิดหีบเลือกตั้งยังวิเคราะห์ว่าจะได้ สส. 125-135 ที่นั่ง ไม่นับรวมสื่อมวลชนหลายสำนัก มักจะเปิดพื้นที่ข่าวให้พรรคประชาชนมากกว่าพรรคอื่น
มาถึงบรรยากาศจริง พบว่าหลังจากพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำ จากเสียงเฮของกองเชียร์ในช่วงเย็น กลายเป็นความเงียบสนิทในช่วงค่ำ มวลชนที่รอประกาศชัยชนะเริ่มบางตาลง ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและตึงเครียดมากขึ้น ก่อนที่เวลาต่อมานายณัฐพงศ์จะแถลงยอมรับว่า คะแนนเวลานี้พรรคอาจไม่ใช่พรรคอันดับ 1 จึงขอให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 คือพรรคภูมิใจไทย ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน และยืนยันว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน ยังไงก็ต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว
ขณะที่นายอนุทิน แถลงขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคภูมิใจไทย ชัยชนะครั้งนี้เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของสมาชิกพรรคกลุ่มเดียว น้อมรับการตัดสินใจที่ต้องการให้พรรคเข้ามาบริหารประเทศ ทำความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน แก้ปัญหาทั้งหลายที่รบกวนใจประชาชนชาวไทย ขอน้อมรับข้อสั่งการที่จะบริหารบ้านเมืองด้วยความสุจริต ด้วยความทุ่มเท ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะยึดถือประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นเป้าหมายการทำงานทุกคน และขอแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองทุกพรรค หวังว่าทุกคนจะร่วมกันทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างเต็มกำลังความสามารถเช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม
#Newskitหักปากกาเซียนพลัส ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. อย่างไม่เป็นทางการ พบว่าพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ที่นั่ง สส. เขตมากกว่า 100 ที่นั่ง จากเมื่อปี 2566 ได้ 68 ที่นั่ง ขยับขึ้นไปเป็น 177 ที่นั่ง เมื่อรวมกับ สส.บัญชีรายชื่อแล้ว คาดว่าจะได้ที่นั่ง สส. เกือบ 200 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่มาจากพรรคก้าวไกลเดิม ได้ สส. ลดลง จากเมื่อปี 2566 ได้ 151 ที่นั่ง คาดว่าเหลือเพียงประมาณ 100 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย นำโดย นายชศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ สส. ลดลง จากเมื่อปี 2566 ได้ 141 ที่นั่ง คาดว่าเหลือเพียงประมาณ 80 ที่นั่ง ถือเป็นการหักปากกาเซียนที่บรรดากูรูการเมือง นักวิชาการ รวมถึงสำนักโพลต่างๆ วิเคราะห์ว่าพรรคประชาชนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนพรรคภูมิใจไทย นักวิชาการบางคนวิเคราะห์ไปไกลว่า พรรคประชาชนจะได้ สส. มากถึง 200 ที่นั่ง สำทับด้วยสำนักโพลต่างๆ มักจะให้พรรคประชาชนยืนหนึ่งทุกโพล โดยเฉพาะนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่มักจะให้พรรคประชาชนมีคะแนนนิยมนำพอๆ คนที่ไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร และหลังปิดหีบเลือกตั้งยังวิเคราะห์ว่าจะได้ สส. 125-135 ที่นั่ง ไม่นับรวมสื่อมวลชนหลายสำนัก มักจะเปิดพื้นที่ข่าวให้พรรคประชาชนมากกว่าพรรคอื่น มาถึงบรรยากาศจริง พบว่าหลังจากพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำ จากเสียงเฮของกองเชียร์ในช่วงเย็น กลายเป็นความเงียบสนิทในช่วงค่ำ มวลชนที่รอประกาศชัยชนะเริ่มบางตาลง ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและตึงเครียดมากขึ้น ก่อนที่เวลาต่อมานายณัฐพงศ์จะแถลงยอมรับว่า คะแนนเวลานี้พรรคอาจไม่ใช่พรรคอันดับ 1 จึงขอให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 คือพรรคภูมิใจไทย ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน และยืนยันว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน ยังไงก็ต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอยู่แล้ว ขณะที่นายอนุทิน แถลงขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคภูมิใจไทย ชัยชนะครั้งนี้เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของสมาชิกพรรคกลุ่มเดียว น้อมรับการตัดสินใจที่ต้องการให้พรรคเข้ามาบริหารประเทศ ทำความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน แก้ปัญหาทั้งหลายที่รบกวนใจประชาชนชาวไทย ขอน้อมรับข้อสั่งการที่จะบริหารบ้านเมืองด้วยความสุจริต ด้วยความทุ่มเท ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะยึดถือประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นเป้าหมายการทำงานทุกคน และขอแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองทุกพรรค หวังว่าทุกคนจะร่วมกันทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างเต็มกำลังความสามารถเช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ตาม #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 604 มุมมอง 0 รีวิว - "เอียน ฟาง" อดีตนักแสดงจีน หมดอนาคตที่สิงคโปร์
นอกจากถูกจำคุกเป็นเวลา 40 เดือน จากเหตุล่วงละเมิดทางเพศเยาวชนหญิงอายุ 15 ปี ล่าสุด นายเอียน ฟาง เหวยจี้ (Ian Fang Weijie) ชายสัญชาติจีนวัย 36 ปี ครูสอนการแสดง และอดีตนักแสดงสังกัดค่ายมีเดียคอร์ป (MediaCorp) ประเทศสิงคโปร์ ก็ถูกลงโทษดาบที่สอง เมื่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ (ICA) ได้เพิกถอนสถานะผู้พำนักถาวร หรือ PR (Permanent Resident) แก่นายฟางไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา และจะถูกเนรเทศออกจากประเทศสิงคโปร์ทันทีที่พ้นโทษออกจากเรือนจำ พร้อมกับห้ามไม่ให้กลับเข้าประเทศสิงคโปร์อีกด้วย
โฆษก ICA กล่าวกับสื่อมวลชนท้องถิ่นว่า ผู้พำนักถาวรในสิงคโปร์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมาย จะได้รับการทบทวนสถานะการพำนักถาวร ซึ่ง ICA เพิกถอนสถานะผู้พำนักถาวรของนายฟางไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.พ. และจะถูกเนรเทศพร้อมมีคำสั่งห้ามกลับเข้าประเทศสิงคโปร์อีก ซึ่งนายฟางพื้นเพมาจากนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และได้รับสถานะผู้พำนักถาวรเมื่อปี 2558
นายฟางถูกศาลชั้นต้นของสิงคโปร์พิพากษาจำคุก 40 เดือน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 หลังก่อเหตุล่อลวงลูกศิษย์การแสดงที่เป็นเยาวชนวัย 16 ปี มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึง 9 ครั้ง เมื่อปี 2567 รวมทั้งข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และข้อหาคุกคามจากการส่งข้อความไปหาเหยื่อ ก่อนที่นายฟางจะเข้ามอบตัวต่อศาลเพื่อเริ่มรับโทษจำคุกเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568
หากนับเต็มจำนวน นายฟางจะพ้นโทษในเดือน ต.ค. 2571 แต่ตามกฎหมายสิงคโปร์ (Prisons Act) หากนายฟางมีความประพฤติดีจะได้รับส่วนลดโทษ 1 ใน 3 (One-third reduction) โดยอัตโนมัติ คาดว่าจะพ้นโทษในเดือน ก.ย. 2570 ถึงกระนั้น นายฟางจำต้องจากดินแดนที่เคยสร้างชื่อเสียงเงินทองให้เขา และกลับเข้าไปไม่ได้อีกตลอดชีวิต
นายฟางเข้าสู่วงการเมื่อปี 2554 มีผลงานทั้งภาพยนตร์ ละคร พิธีกรรายการวาไรตี ผลงานเพลง เช่น ละครเรื่อง Don't Stop Believin' และภาพยนตร์เรื่อง Goodbye Mr. Loser แต่ไม่ต่อสัญญาและออกจากวงการบันเทิงเมื่อปี 2566 ไปเป็นครูสอนการแสดงให้กับเยาวชนอายุระหว่าง 4 ถึง 14 ปี กระทั่งได้ก่อเหตุอื้อฉาวดังกล่าว ระหว่างพิจารณาคดียังพบว่าพยายามเกลี้ยกล่อมให้แม่ของเหยื่อถอนแจ้งความ ขู่ว่าจะจบชีวิตตัวเอง รวมทั้งทนายความร้องต่อศาลห้ามเปิดเผยตัวตนของนายฟางอีกด้วย
ก่อนรับโทษจำคุก นายฟางกล่าวขอโทษทุกฝ่ายที่ต่างเจ็บปวดกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า "เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และมีค่าใช้จ่ายสูงมากที่ผมต้องชดใช้" เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้เป็นคนที่ดีขึ้น และหวังว่าทุกคนจะให้โอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
#Newskit"เอียน ฟาง" อดีตนักแสดงจีน หมดอนาคตที่สิงคโปร์ นอกจากถูกจำคุกเป็นเวลา 40 เดือน จากเหตุล่วงละเมิดทางเพศเยาวชนหญิงอายุ 15 ปี ล่าสุด นายเอียน ฟาง เหวยจี้ (Ian Fang Weijie) ชายสัญชาติจีนวัย 36 ปี ครูสอนการแสดง และอดีตนักแสดงสังกัดค่ายมีเดียคอร์ป (MediaCorp) ประเทศสิงคโปร์ ก็ถูกลงโทษดาบที่สอง เมื่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ (ICA) ได้เพิกถอนสถานะผู้พำนักถาวร หรือ PR (Permanent Resident) แก่นายฟางไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา และจะถูกเนรเทศออกจากประเทศสิงคโปร์ทันทีที่พ้นโทษออกจากเรือนจำ พร้อมกับห้ามไม่ให้กลับเข้าประเทศสิงคโปร์อีกด้วย โฆษก ICA กล่าวกับสื่อมวลชนท้องถิ่นว่า ผู้พำนักถาวรในสิงคโปร์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมาย จะได้รับการทบทวนสถานะการพำนักถาวร ซึ่ง ICA เพิกถอนสถานะผู้พำนักถาวรของนายฟางไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.พ. และจะถูกเนรเทศพร้อมมีคำสั่งห้ามกลับเข้าประเทศสิงคโปร์อีก ซึ่งนายฟางพื้นเพมาจากนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และได้รับสถานะผู้พำนักถาวรเมื่อปี 2558 นายฟางถูกศาลชั้นต้นของสิงคโปร์พิพากษาจำคุก 40 เดือน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 หลังก่อเหตุล่อลวงลูกศิษย์การแสดงที่เป็นเยาวชนวัย 16 ปี มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึง 9 ครั้ง เมื่อปี 2567 รวมทั้งข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และข้อหาคุกคามจากการส่งข้อความไปหาเหยื่อ ก่อนที่นายฟางจะเข้ามอบตัวต่อศาลเพื่อเริ่มรับโทษจำคุกเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 หากนับเต็มจำนวน นายฟางจะพ้นโทษในเดือน ต.ค. 2571 แต่ตามกฎหมายสิงคโปร์ (Prisons Act) หากนายฟางมีความประพฤติดีจะได้รับส่วนลดโทษ 1 ใน 3 (One-third reduction) โดยอัตโนมัติ คาดว่าจะพ้นโทษในเดือน ก.ย. 2570 ถึงกระนั้น นายฟางจำต้องจากดินแดนที่เคยสร้างชื่อเสียงเงินทองให้เขา และกลับเข้าไปไม่ได้อีกตลอดชีวิต นายฟางเข้าสู่วงการเมื่อปี 2554 มีผลงานทั้งภาพยนตร์ ละคร พิธีกรรายการวาไรตี ผลงานเพลง เช่น ละครเรื่อง Don't Stop Believin' และภาพยนตร์เรื่อง Goodbye Mr. Loser แต่ไม่ต่อสัญญาและออกจากวงการบันเทิงเมื่อปี 2566 ไปเป็นครูสอนการแสดงให้กับเยาวชนอายุระหว่าง 4 ถึง 14 ปี กระทั่งได้ก่อเหตุอื้อฉาวดังกล่าว ระหว่างพิจารณาคดียังพบว่าพยายามเกลี้ยกล่อมให้แม่ของเหยื่อถอนแจ้งความ ขู่ว่าจะจบชีวิตตัวเอง รวมทั้งทนายความร้องต่อศาลห้ามเปิดเผยตัวตนของนายฟางอีกด้วย ก่อนรับโทษจำคุก นายฟางกล่าวขอโทษทุกฝ่ายที่ต่างเจ็บปวดกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า "เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และมีค่าใช้จ่ายสูงมากที่ผมต้องชดใช้" เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้เป็นคนที่ดีขึ้น และหวังว่าทุกคนจะให้โอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 756 มุมมอง 0 รีวิว - เลือกตั้ง 69 ไม่มีเบิร์ด ธงไชยที่คูหา
ทิศทางข่าวในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้ นอกจากผู้สื่อข่าวจะตามติดการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคแล้ว หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ นักร้องวัย 67 ปี ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแทบทุกครั้ง ที่หน่วยเลือกตั้งบริเวณชุมชนหมู่บ้านสุขใจ ซอยวชิรธรรมสาธิต 43 เขตพระโขนง กรุงเทพฯ จึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ตามวิถีประชาธิปไตย น่าเสียดายที่การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติปีนี้ คงไม่ได้เห็นภาพ เบิร์ด ธงไชย ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่คูหาเหมือนเช่นทุกปี
เฟซบุ๊ก "Bird Thongchai" ระบุว่า "วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอเชิญชวนทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันนะครับ ของพี่เบิร์ดครั้งนี้ พี่เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรตามที่ทางการกำหนด และก็ได้รับทราบว่าทางสถานทูตไทยที่สวิตเซอร์แลนด์ก็ได้นำส่งผลถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ปีนี้เราเลยไม่ได้พบกันที่หน่วยเลือกตั้ง 59 ที่เต็นท์บริเวณชุมชนหมู่บ้านสุขใจ วชิรธรรมสาธิต 43 อย่างเคย ฝากขอโทษพี่น้องนักข่าวด้วยนะครับ เพราะทุกๆ ครั้งที่พบกันในวันเลือกตั้งก็จะเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานทุกครั้งครับ ขอบคุณครับ"
สำหรับบัตรเลือกของคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้ส่งมอบให้การบินไทย ส่งผ่านเที่ยวบินที่ TG971 ไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.พ. เมื่อถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศรอรับบัตรเลือกตั้ง เพื่อนำส่งแต่ละจังหวัดและเขตเลือกตั้งต่อไป
ย้อนกลับไปในครั้งการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 เบิร์ด ธงไชย กล่าวว่า อยากให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ถึงจะรักใครชอบใคร จะมีในใจที่แตกต่างกัน มีความคิดที่แตกต่างกันก็ตาม ขอให้ออกมาใช้เสียงของตัวเอง ชื่อของเรามีมาเทียบกับบัตรประชาชนของเราจะได้รู้ว่าเราเป็นคนไทยใช้สิทธิของเรา พร้อมกับฝากนายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามา พยายามท่องจำในสิ่งที่ตัวเองพูดเอาไว้ว่าเราจะทำอะไร จำไม่ได้ก็ยูทูบเปิดดูว่าเคยพูดอะไรไว้ ถ้าได้ไปก็ขอเอาใจช่วย ใครก็ตามเป็นนายกฯ ขอให้รักคนไทย รักเมืองไทย รักแผ่นดินจริง
"ออกมาใช้สิทธิของตัวเองกันนะครับ แล้วจะรู้ว่ามันมีความสุขขนาดไหนที่เราได้ใช้คุณค่าของตัวเราเอง พี่เบิร์ดชอบคำหนึ่งคือการบริหารบ้านเมือง เราก็มีส่วนเหมือนกัน เราทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือเราเอง"
สำหรับการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. เวลา 08.00-17.00 น.
#Newskitเลือกตั้ง 69 ไม่มีเบิร์ด ธงไชยที่คูหา ทิศทางข่าวในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้ นอกจากผู้สื่อข่าวจะตามติดการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคแล้ว หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ นักร้องวัย 67 ปี ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแทบทุกครั้ง ที่หน่วยเลือกตั้งบริเวณชุมชนหมู่บ้านสุขใจ ซอยวชิรธรรมสาธิต 43 เขตพระโขนง กรุงเทพฯ จึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ตามวิถีประชาธิปไตย น่าเสียดายที่การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติปีนี้ คงไม่ได้เห็นภาพ เบิร์ด ธงไชย ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่คูหาเหมือนเช่นทุกปี เฟซบุ๊ก "Bird Thongchai" ระบุว่า "วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอเชิญชวนทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันนะครับ ของพี่เบิร์ดครั้งนี้ พี่เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรตามที่ทางการกำหนด และก็ได้รับทราบว่าทางสถานทูตไทยที่สวิตเซอร์แลนด์ก็ได้นำส่งผลถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ปีนี้เราเลยไม่ได้พบกันที่หน่วยเลือกตั้ง 59 ที่เต็นท์บริเวณชุมชนหมู่บ้านสุขใจ วชิรธรรมสาธิต 43 อย่างเคย ฝากขอโทษพี่น้องนักข่าวด้วยนะครับ เพราะทุกๆ ครั้งที่พบกันในวันเลือกตั้งก็จะเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานทุกครั้งครับ ขอบคุณครับ" สำหรับบัตรเลือกของคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้ส่งมอบให้การบินไทย ส่งผ่านเที่ยวบินที่ TG971 ไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.พ. เมื่อถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศรอรับบัตรเลือกตั้ง เพื่อนำส่งแต่ละจังหวัดและเขตเลือกตั้งต่อไป ย้อนกลับไปในครั้งการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 เบิร์ด ธงไชย กล่าวว่า อยากให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ถึงจะรักใครชอบใคร จะมีในใจที่แตกต่างกัน มีความคิดที่แตกต่างกันก็ตาม ขอให้ออกมาใช้เสียงของตัวเอง ชื่อของเรามีมาเทียบกับบัตรประชาชนของเราจะได้รู้ว่าเราเป็นคนไทยใช้สิทธิของเรา พร้อมกับฝากนายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามา พยายามท่องจำในสิ่งที่ตัวเองพูดเอาไว้ว่าเราจะทำอะไร จำไม่ได้ก็ยูทูบเปิดดูว่าเคยพูดอะไรไว้ ถ้าได้ไปก็ขอเอาใจช่วย ใครก็ตามเป็นนายกฯ ขอให้รักคนไทย รักเมืองไทย รักแผ่นดินจริง "ออกมาใช้สิทธิของตัวเองกันนะครับ แล้วจะรู้ว่ามันมีความสุขขนาดไหนที่เราได้ใช้คุณค่าของตัวเราเอง พี่เบิร์ดชอบคำหนึ่งคือการบริหารบ้านเมือง เราก็มีส่วนเหมือนกัน เราทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงได้ด้วยมือเราเอง" สำหรับการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. เวลา 08.00-17.00 น. #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 815 มุมมอง 0 รีวิว - ซีเค เจิง : หลานยายสองพัน เรื่องจริงหรือจ้อจี้
กรณีที่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของเมืองไทย อย่าง ซีเค เจิง (CK Cheong) ผู้บริหารบริษัทฟาสต์เวิร์ค (Fastwork) แพลตฟอร์มจัดหาฟรีแลนซ์ออนไลน์ในไทย ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 2 ก.พ. อ้างว่าตนได้โทรศัพท์ไปหายาย และอ้างว่ายายรับเงินซื้อเสียงเลือกตั้ง 2,000 บาท เพื่อให้เลือกพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ในการเลือกตั้ง สส. ที่จะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ. ก่อนที่ซีเคจะขู่ว่า จะส่งคนมายึดโทรทัศน์ที่ซื้อมาให้คืน
แมัจะเรียกเสียงวิจารณ์จากชาวเน็ตว่า ทำไมซีเคไม่พายายไปแจ้งความกับตำรวจ หรือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะมีหลักฐานครบ และถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ซีเคกลับลบข้อความดังกล่าวออกไป กลายเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นเรื่องจริงหรือแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อโจมตีพรรคการเมืองอื่น
กระแสดังกล่าวทำให้วันต่อมา มีรายงานข่าวว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. สั่งการให้สำนักงาน กกต. เรียกตัว ซีเค เจิง มาสอบสวน กรณีโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก อ้างว่ามีการซื้อเสียงกับยายหัวละ 2,000 บาท
ซีเค เจิง หนุ่มลูกครึ่งไทย-จีน (มาเก๊า) แม่เป็นคนไทย พ่อเป็นมาเก๊า ถูกส่งไปอยู่กับโฮสแฟมิลี่ที่รัฐไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา เมื่ออายุ 13 ปี จบปริญญาตรีด้านบัญชีและการเงิน ทำงานเป็นที่ปรึกษาการเงินที่บริษัทบัญชีดีลอยท์ (Deloitte) ก่อนตัดสินใจกลับมาประเทศไทย ก่อตั้งแพลตฟอร์มฟาสเวิร์ค กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน ไอดอลของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ต่อจาก จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือ ท็อป บิทคับ แม้ชาวเน็ตอีกส่วนหนึ่งจะไม่ชอบถึงคำคมแบบมั่นหน้ามั่นใจเกินไปก็ตาม
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม ทางลงของซีเคก็ไม่ราบรื่นนัก หากเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ซีเคอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) นำเข้าข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จ ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือผู้อื่น โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่หัวคะแนนที่ถูกดำเนินคดี ยายของซีเคอาจผิดกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง 2561 มาตรา 101 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งในทางปฎิบัติ ถ้ายายของซีเคให้การกับ กกต. อาจพิจารณากันไว้เป็นพยาน หรืออาจผ่อนหนักเป็นเบาได้
ถือเป็นบทเรียนสำหรับบทบาทนักแฉในโซเชียลมีเดีย ยุคนี้หากจะโพสต์อะไรต้องมั่นใจว่ามีพยานหลักฐานเสียก่อน เพราะสุดท้ายดิจิทัลฟุตพรินต์จะหลอกหลอนไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน
#Newskitซีเค เจิง : หลานยายสองพัน เรื่องจริงหรือจ้อจี้ กรณีที่อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของเมืองไทย อย่าง ซีเค เจิง (CK Cheong) ผู้บริหารบริษัทฟาสต์เวิร์ค (Fastwork) แพลตฟอร์มจัดหาฟรีแลนซ์ออนไลน์ในไทย ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 2 ก.พ. อ้างว่าตนได้โทรศัพท์ไปหายาย และอ้างว่ายายรับเงินซื้อเสียงเลือกตั้ง 2,000 บาท เพื่อให้เลือกพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ในการเลือกตั้ง สส. ที่จะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ. ก่อนที่ซีเคจะขู่ว่า จะส่งคนมายึดโทรทัศน์ที่ซื้อมาให้คืน แมัจะเรียกเสียงวิจารณ์จากชาวเน็ตว่า ทำไมซีเคไม่พายายไปแจ้งความกับตำรวจ หรือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะมีหลักฐานครบ และถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ซีเคกลับลบข้อความดังกล่าวออกไป กลายเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เป็นเรื่องจริงหรือแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อโจมตีพรรคการเมืองอื่น กระแสดังกล่าวทำให้วันต่อมา มีรายงานข่าวว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. สั่งการให้สำนักงาน กกต. เรียกตัว ซีเค เจิง มาสอบสวน กรณีโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก อ้างว่ามีการซื้อเสียงกับยายหัวละ 2,000 บาท ซีเค เจิง หนุ่มลูกครึ่งไทย-จีน (มาเก๊า) แม่เป็นคนไทย พ่อเป็นมาเก๊า ถูกส่งไปอยู่กับโฮสแฟมิลี่ที่รัฐไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา เมื่ออายุ 13 ปี จบปริญญาตรีด้านบัญชีและการเงิน ทำงานเป็นที่ปรึกษาการเงินที่บริษัทบัญชีดีลอยท์ (Deloitte) ก่อนตัดสินใจกลับมาประเทศไทย ก่อตั้งแพลตฟอร์มฟาสเวิร์ค กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงิน ไอดอลของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ต่อจาก จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือ ท็อป บิทคับ แม้ชาวเน็ตอีกส่วนหนึ่งจะไม่ชอบถึงคำคมแบบมั่นหน้ามั่นใจเกินไปก็ตาม ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม ทางลงของซีเคก็ไม่ราบรื่นนัก หากเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ซีเคอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) นำเข้าข้อมูลบิดเบือน ปลอม หรือเท็จ ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือผู้อื่น โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่หัวคะแนนที่ถูกดำเนินคดี ยายของซีเคอาจผิดกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง 2561 มาตรา 101 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งในทางปฎิบัติ ถ้ายายของซีเคให้การกับ กกต. อาจพิจารณากันไว้เป็นพยาน หรืออาจผ่อนหนักเป็นเบาได้ ถือเป็นบทเรียนสำหรับบทบาทนักแฉในโซเชียลมีเดีย ยุคนี้หากจะโพสต์อะไรต้องมั่นใจว่ามีพยานหลักฐานเสียก่อน เพราะสุดท้ายดิจิทัลฟุตพรินต์จะหลอกหลอนไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 859 มุมมอง 0 รีวิว - KKV กลับมาเจาะตลาดอินโดนีเซียอีกครั้ง
KKV ร้านจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติจีน ที่มีสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องเขียน อาหาร และแฟชั่น มากกว่า 20,000 รายการ จะกลับมาเปิดให้บริการที่ประเทศอินโดนีเซียอีกครั้ง ประเดิมสาขาแรกที่ศูนย์การค้ามัล อาธา กาดิง (Mal Artha Gading หรือ MAG) ทางตอนเหนือของกรุงจาการ์ตา หลังจาก KK Group บริษัทสัญชาติจีนเคยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค (Central Park) กรุงจาการ์ตา เมื่อเดือน มี.ค. 2563 แต่สุดท้ายกลับขายหุ้นส่วนที่เหลือ 80% ให้กับพันธมิตรในท้องถิ่นเมื่อกลางปี 2565 จากนั้นสาขา KKV ที่มีกว่า 67 แห่งก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น โอ้! ซัม (Oh!Some) สัญชาติสิงคโปร์เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2567 เป็นต้นมา
การกลับมาของ KKV ครั้งนี้ ได้พันธมิตรอย่าง มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. กรุ๊ป (Mr. D.I.Y. Group) ธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติมาเลเซีย เปิดตลาดทั่วภูมิภาคอาเซียน หลังเปิดสาขาแรกที่ย่านบูกิตบินตัง (Bukit Bintang) แหล่งชอปปิ้งใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2567 ก่อนขยายสาขาไปยังรัฐปีนัง รัฐยะโฮร์ และรัฐมะละกา กระทั่งไม่นานนัก มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. จึงเข้าถือหุ้น 49% ในกิจการ KKV Malaysia และได้ขยายสาขาไปยังประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมทั้งการนำร้านเครื่องสำอาง เดอะคัลเลอร์ริส (THE COLORIST) และร้านจำหน่ายของเล่นศิลปะ ของสะสมอนิเมะ เอ็กซ์อีเลฟเว่น (X11) มาเปิดที่มาเลเซีย
ก่อนหน้านี้ KK Group เปิดร้านแบรนด์ในเครืออย่าง เอ็กซ์ อีเลฟเว่น (X11) สาขาแรกที่ศูนย์การค้าปารีส แวน ชวา (Paris Van Java) เมืองบันดุง จังหวัดชวาบารัต หรือชวาตะวันตก เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ก่อนจะทยอยเปิดสาขาทรานส์ สตูดิโอ มอลล์ ชิบูเบอร์ (Trans Studio Mall Cibubur) กาแลคซี่ มอลล์ ทู ชวาติมัวร์ (Galaxy Mall 2, Jawa Timur) หรือชวาตะวันออก, ปูริ อินดะห์ มอลล์ (Puri Indah Mall) กรุงจาการ์ตา และ เค สแควร์ เคอปูลาวัน จังหวัดรีเยา (K Square Kepulauan Riau) ในเดือนเดียวกัน หลังขยายสาขาที่มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
นอกจากร้าน KKV แล้ว ในปีนี้ยังเตรียมนำร้าน THE COLORIST มาเปิดในปีนี้อีกด้วย ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายร้านค้าทั้งสามแบรนด์มากกว่า 500 แห่ง อีกทั้งกำลังประเมินที่จะนำร้านค้าแนวใหม่ในกลุ่มตลาดสัตว์เลี้ยง อย่าง เพท ไทรบ์ส (PET TRIBES) ที่เปิดตัวในประเทศจีนเมื่อปี 2568 พร้อมกับแบรนด์พันธมิตรอื่นๆ ที่มีศักยภาพเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซียในอนาคต คาดการณ์ว่าจะมีร้านค้าในเครือข่ายของ KK Group มากกว่า 1,000 แห่งในอินโดนีเซีย
#NewskitKKV กลับมาเจาะตลาดอินโดนีเซียอีกครั้ง KKV ร้านจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติจีน ที่มีสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องเขียน อาหาร และแฟชั่น มากกว่า 20,000 รายการ จะกลับมาเปิดให้บริการที่ประเทศอินโดนีเซียอีกครั้ง ประเดิมสาขาแรกที่ศูนย์การค้ามัล อาธา กาดิง (Mal Artha Gading หรือ MAG) ทางตอนเหนือของกรุงจาการ์ตา หลังจาก KK Group บริษัทสัญชาติจีนเคยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค (Central Park) กรุงจาการ์ตา เมื่อเดือน มี.ค. 2563 แต่สุดท้ายกลับขายหุ้นส่วนที่เหลือ 80% ให้กับพันธมิตรในท้องถิ่นเมื่อกลางปี 2565 จากนั้นสาขา KKV ที่มีกว่า 67 แห่งก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น โอ้! ซัม (Oh!Some) สัญชาติสิงคโปร์เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2567 เป็นต้นมา การกลับมาของ KKV ครั้งนี้ ได้พันธมิตรอย่าง มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. กรุ๊ป (Mr. D.I.Y. Group) ธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์สัญชาติมาเลเซีย เปิดตลาดทั่วภูมิภาคอาเซียน หลังเปิดสาขาแรกที่ย่านบูกิตบินตัง (Bukit Bintang) แหล่งชอปปิ้งใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2567 ก่อนขยายสาขาไปยังรัฐปีนัง รัฐยะโฮร์ และรัฐมะละกา กระทั่งไม่นานนัก มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. จึงเข้าถือหุ้น 49% ในกิจการ KKV Malaysia และได้ขยายสาขาไปยังประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมทั้งการนำร้านเครื่องสำอาง เดอะคัลเลอร์ริส (THE COLORIST) และร้านจำหน่ายของเล่นศิลปะ ของสะสมอนิเมะ เอ็กซ์อีเลฟเว่น (X11) มาเปิดที่มาเลเซีย ก่อนหน้านี้ KK Group เปิดร้านแบรนด์ในเครืออย่าง เอ็กซ์ อีเลฟเว่น (X11) สาขาแรกที่ศูนย์การค้าปารีส แวน ชวา (Paris Van Java) เมืองบันดุง จังหวัดชวาบารัต หรือชวาตะวันตก เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ก่อนจะทยอยเปิดสาขาทรานส์ สตูดิโอ มอลล์ ชิบูเบอร์ (Trans Studio Mall Cibubur) กาแลคซี่ มอลล์ ทู ชวาติมัวร์ (Galaxy Mall 2, Jawa Timur) หรือชวาตะวันออก, ปูริ อินดะห์ มอลล์ (Puri Indah Mall) กรุงจาการ์ตา และ เค สแควร์ เคอปูลาวัน จังหวัดรีเยา (K Square Kepulauan Riau) ในเดือนเดียวกัน หลังขยายสาขาที่มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม นอกจากร้าน KKV แล้ว ในปีนี้ยังเตรียมนำร้าน THE COLORIST มาเปิดในปีนี้อีกด้วย ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายร้านค้าทั้งสามแบรนด์มากกว่า 500 แห่ง อีกทั้งกำลังประเมินที่จะนำร้านค้าแนวใหม่ในกลุ่มตลาดสัตว์เลี้ยง อย่าง เพท ไทรบ์ส (PET TRIBES) ที่เปิดตัวในประเทศจีนเมื่อปี 2568 พร้อมกับแบรนด์พันธมิตรอื่นๆ ที่มีศักยภาพเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซียในอนาคต คาดการณ์ว่าจะมีร้านค้าในเครือข่ายของ KK Group มากกว่า 1,000 แห่งในอินโดนีเซีย #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 865 มุมมอง 0 รีวิว - BAS.MY ปฎิรูปรถเมล์แบบมาเลเซีย
โครงการปฎิรูปรถโดยสารประจำทาง (Stage Bus Service Transformation หรือ SBST) ที่รัฐบาลกลางโดยกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย ดำเนินโครงการภายใต้ชื่อ BAS.MY อย่างต่อเนื่องรวม 9 รัฐ ล่าสุดเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา
โดยนายแอนโทนี โลค รมว.คมนาคมมาเลเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกลางมาเลเซียใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านริงกิต (1,590 ล้านบาท) ต่อปี ดำเนินโครงการภายใต้รูปแบบต้นทุนคงที่ รัฐบาลจะทำสัญญากับผู้ประกอบการเดินรถเอกชน 5 ปี จ่ายค่าเดินรถเป็นรายเดือน ตามจำนวนเที่ยวเดินทางและระยะทางที่กำหนดไว้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน สามารถขอสินเชื่อและลงทุนจัดหารถโดยสารใหม่ได้
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากในอดีต ที่ผู้ประกอบการต้องประสบกับภาวะขาดทุน โดยเฉพาะช่วงโรคระบาดโควิด 19 มีผู้โดยสารลดลง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างยั่งยืน
นายโลคกล่าวว่า แม้โดยทั่วไปจำนวนผู้โดยสาร BAS.MY ทั่วประเทศจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่าอัตราการใช้บริการแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเดินทางและการยอมรับจากประชาชน โดยเมืองโกตาบารู รัฐจัดสรรงบประมาณปีละกว่า 21 ล้านริงกิต (167 ล้านบาท) สนับสนุนรถโดยสารปรับอากาศ 64 คัน ให้บริการ 16 เส้นทางจากเมืองโกตาบารู ไปยัง 11 พื้นที่ในรัฐกลันตัน
นอกจากนี้ รัฐบาลได้เปิดตัวบัตรโดยสารแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง 30 วัน เมื่อเดือน ส.ค. 2566 ในราคา 50 ริงกิต (400 บาท) แต่สำนักงานขนส่งสาธารณะทางบก (APAD) ได้แนะนำให้ลดเหลือ 30 ริงกิต (240 บาท) ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และเดินทางได้ไม่จำกัดเส้นทาง BAS.MY ทั้ง 16 เส้นทาง ยกตัวอย่างการเดินทางจากเมืองโกตาบารูไปอำเภอตุมปัต ปกติเที่ยวละ 2.60 ริงกิต (21 บาท) ไป-กลับ 5.20 ริงกิต (42 บาท) ต่อวัน หากนับประมาณ 20 วันทำการ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 104 ริงกิต (827 บาทต่อเดือน) แต่หากใช้บัตรโดยสาร BAS.MY แบบ 30 วัน เท่ากับประหยัดได้ถึง 71%
อนึ่ง สำหรับพื้นที่คาบสมุทรมาเลเซีย เฉพาะกรุงกัวลาลัมเปอร์ รัฐสลังงอร์ และรัฐปีนัง มีบริษัทพราซารานา (Prasarana) เป็นผู้ประกอบการเดินรถภายใต้ชื่อ Rapid KL และ RapidPenang ก่อนหน้านี้เคยประกอบการเดินรถที่เมืองกวนตัน รัฐปะหัง ภายใต้ชื่อ RapidKuantan แต่ได้ยุติการเดินรถไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568 เพื่อเปิดทางให้กับโครงการ BAS.MY Kuantan ของรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งมีบริษัท ซันวา ทัวร์ (Sanwa Tours) เป็นผู้ประกอบการเดินรถ
#NewskitBAS.MY ปฎิรูปรถเมล์แบบมาเลเซีย โครงการปฎิรูปรถโดยสารประจำทาง (Stage Bus Service Transformation หรือ SBST) ที่รัฐบาลกลางโดยกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย ดำเนินโครงการภายใต้ชื่อ BAS.MY อย่างต่อเนื่องรวม 9 รัฐ ล่าสุดเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยนายแอนโทนี โลค รมว.คมนาคมมาเลเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกลางมาเลเซียใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านริงกิต (1,590 ล้านบาท) ต่อปี ดำเนินโครงการภายใต้รูปแบบต้นทุนคงที่ รัฐบาลจะทำสัญญากับผู้ประกอบการเดินรถเอกชน 5 ปี จ่ายค่าเดินรถเป็นรายเดือน ตามจำนวนเที่ยวเดินทางและระยะทางที่กำหนดไว้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน สามารถขอสินเชื่อและลงทุนจัดหารถโดยสารใหม่ได้ แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากในอดีต ที่ผู้ประกอบการต้องประสบกับภาวะขาดทุน โดยเฉพาะช่วงโรคระบาดโควิด 19 มีผู้โดยสารลดลง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างยั่งยืน นายโลคกล่าวว่า แม้โดยทั่วไปจำนวนผู้โดยสาร BAS.MY ทั่วประเทศจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่าอัตราการใช้บริการแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเดินทางและการยอมรับจากประชาชน โดยเมืองโกตาบารู รัฐจัดสรรงบประมาณปีละกว่า 21 ล้านริงกิต (167 ล้านบาท) สนับสนุนรถโดยสารปรับอากาศ 64 คัน ให้บริการ 16 เส้นทางจากเมืองโกตาบารู ไปยัง 11 พื้นที่ในรัฐกลันตัน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เปิดตัวบัตรโดยสารแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง 30 วัน เมื่อเดือน ส.ค. 2566 ในราคา 50 ริงกิต (400 บาท) แต่สำนักงานขนส่งสาธารณะทางบก (APAD) ได้แนะนำให้ลดเหลือ 30 ริงกิต (240 บาท) ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และเดินทางได้ไม่จำกัดเส้นทาง BAS.MY ทั้ง 16 เส้นทาง ยกตัวอย่างการเดินทางจากเมืองโกตาบารูไปอำเภอตุมปัต ปกติเที่ยวละ 2.60 ริงกิต (21 บาท) ไป-กลับ 5.20 ริงกิต (42 บาท) ต่อวัน หากนับประมาณ 20 วันทำการ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 104 ริงกิต (827 บาทต่อเดือน) แต่หากใช้บัตรโดยสาร BAS.MY แบบ 30 วัน เท่ากับประหยัดได้ถึง 71% อนึ่ง สำหรับพื้นที่คาบสมุทรมาเลเซีย เฉพาะกรุงกัวลาลัมเปอร์ รัฐสลังงอร์ และรัฐปีนัง มีบริษัทพราซารานา (Prasarana) เป็นผู้ประกอบการเดินรถภายใต้ชื่อ Rapid KL และ RapidPenang ก่อนหน้านี้เคยประกอบการเดินรถที่เมืองกวนตัน รัฐปะหัง ภายใต้ชื่อ RapidKuantan แต่ได้ยุติการเดินรถไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568 เพื่อเปิดทางให้กับโครงการ BAS.MY Kuantan ของรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งมีบริษัท ซันวา ทัวร์ (Sanwa Tours) เป็นผู้ประกอบการเดินรถ #Newskit1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 694 มุมมอง 0 รีวิว
เรื่องราวเพิ่มเติม