• FENGSHUI DAILY
    อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว
    สีเสริมดวง เสริมความเฮง
    ทิศมงคล เวลามงคล
    อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่
    วันพฤหัสบดีที่ 8 เดือนมกราคม พ.ศ.2569
    ___________________________________
    FengshuiBizDesigner
    ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    FENGSHUI DAILY อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว สีเสริมดวง เสริมความเฮง ทิศมงคล เวลามงคล อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่ วันพฤหัสบดีที่ 8 เดือนมกราคม พ.ศ.2569 ___________________________________ FengshuiBizDesigner ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 0 มุมมอง 0 รีวิว
  • Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ

    Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ

    Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง

    Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026

    Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Pebble Round 2
    จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ
    แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์
    บางเฉียบเพียง 8.1 มม.
    ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์
    รองรับ iOS และ Android
    ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส

    ข้อควรรู้
    ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน)
    iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก
    ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง

    ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม
    มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm
    รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm
    มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่

    สิ่งที่ต้องระวัง
    ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้)
    รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า

    สถานะการผลิตและการเปิดตัว
    เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025
    ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT
    พรีออเดอร์ราคา $199
    ส่งมอบ พฤษภาคม 2026
    โชว์ตัวจริงที่ CES 2026

    ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง
    สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT
    จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด

    https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    🕒✨ Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026 Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Pebble Round 2 ➡️ จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ ➡️ แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์ ➡️ บางเฉียบเพียง 8.1 มม. ➡️ ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์ ➡️ รองรับ iOS และ Android ➡️ ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ‼️ ข้อควรรู้ ⛔ ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน) ⛔ iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก ⛔ ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง ✅ ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม ➡️ มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm ➡️ รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ➡️ มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่ ‼️ สิ่งที่ต้องระวัง ⛔ ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้) ⛔ รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า ✅ สถานะการผลิตและการเปิดตัว ➡️ เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025 ➡️ ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT ➡️ พรีออเดอร์ราคา $199 ➡️ ส่งมอบ พฤษภาคม 2026 ➡️ โชว์ตัวจริงที่ CES 2026 ‼️ ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง ⛔ สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT ⛔ จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    REPEBBLE.COM
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 26 มุมมอง 0 รีวิว
  • Brave ปรับปรุงระบบ Adblock ครั้งใหญ่ ลดการใช้ RAM ลงถึง 75% — เบา เร็ว และประหยัดแบตยิ่งกว่าเดิม

    Brave เปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ให้กับ Rust‑based adblock engine โดยลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 75% ซึ่งเทียบเท่าการประหยัด RAM ประมาณ 45 MB บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Android, iOS และ Desktop การปรับปรุงนี้ช่วยให้เบราว์เซอร์ทำงานลื่นขึ้น โดยเฉพาะบนมือถือและอุปกรณ์สเปกต่ำ พร้อมช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มความเสถียรในการเปิดหลายแท็บพร้อมกัน

    การอัปเกรดนี้เกิดจากการย้ายระบบจัดเก็บ filter จำนวนกว่า 100,000 รายการ จากโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม (Vec, HashMap, struct) ไปสู่ FlatBuffers ซึ่งเป็น binary format แบบ zero‑copy ที่กินพื้นที่น้อยกว่าและโหลดเร็วกว่า นอกจากนี้ Brave ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เช่น การจัดการหน่วยความจำ การ tokenize regex และการแชร์ resource ระหว่าง instance ของ adblock engine

    การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผลแล้วใน Brave v1.85 และจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมใน v1.86 ซึ่งรวมถึงการลด allocation เพิ่มเติม การเพิ่มความเร็ว matching และการลดการใช้ RAM ภายในระบบอีกหลายส่วน การอัปเกรดนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบของ Brave ที่มี adblock แบบ built‑in ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วย Manifest V3 เหมือน extension ทั่วไป

    ผลลัพธ์คือ Brave กลายเป็นหนึ่งในเบราว์เซอร์ที่มี adblock ประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ทั้งเร็ว เบา และปลอดภัย โดยยังคงให้ความเป็นส่วนตัวระดับสูงแก่ผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การปรับปรุงหลักของ Brave
    ลดการใช้ RAM ของ adblock engine ลง 75%
    ประหยัด RAM เฉลี่ย 45 MB บนอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์ม
    ใช้ FlatBuffers แทนโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม

    ความเสี่ยง/ข้อควรรู้
    ผู้ใช้ที่เปิด adblock lists เพิ่มเติมอาจเห็นผลต่างกันตามจำนวน filter
    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอาจทำให้ extension บางตัวต้องปรับตัวตาม

    การเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ
    ลด memory allocation ลง 19%
    เพิ่มความเร็ว filter matching ขึ้น 13%
    แชร์ resource ระหว่าง engine instance ลด RAM ลงอีก ~2 MB
    ปรับปรุง storage efficiency ลดการใช้หน่วยความจำลง 30%

    สิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
    การเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมจะทยอยปล่อยใน Brave v1.86
    ผู้ใช้บางรายอาจต้องอัปเดตเบราว์เซอร์ก่อนเห็นผลเต็มที่

    ข้อดีเหนือ adblock แบบ extension
    Brave มี adblock แบบ built‑in ไม่ถูกจำกัดโดย Manifest V3
    ทำงานเร็วกว่าและใช้ RAM น้อยกว่า extension ทั่วไป
    ได้รับการดูแลโดยทีม privacy ของ Brave โดยตรง

    ความเสี่ยงของ adblock แบบ extension
    ถูกจำกัดด้วย API ของเบราว์เซอร์
    ไม่สามารถทำ optimization ระดับลึกแบบ Brave ได้

    https://brave.com/privacy-updates/36-adblock-memory-reduction/
    🦁⚡ Brave ปรับปรุงระบบ Adblock ครั้งใหญ่ ลดการใช้ RAM ลงถึง 75% — เบา เร็ว และประหยัดแบตยิ่งกว่าเดิม Brave เปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ให้กับ Rust‑based adblock engine โดยลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 75% ซึ่งเทียบเท่าการประหยัด RAM ประมาณ 45 MB บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Android, iOS และ Desktop การปรับปรุงนี้ช่วยให้เบราว์เซอร์ทำงานลื่นขึ้น โดยเฉพาะบนมือถือและอุปกรณ์สเปกต่ำ พร้อมช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มความเสถียรในการเปิดหลายแท็บพร้อมกัน การอัปเกรดนี้เกิดจากการย้ายระบบจัดเก็บ filter จำนวนกว่า 100,000 รายการ จากโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม (Vec, HashMap, struct) ไปสู่ FlatBuffers ซึ่งเป็น binary format แบบ zero‑copy ที่กินพื้นที่น้อยกว่าและโหลดเร็วกว่า นอกจากนี้ Brave ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เช่น การจัดการหน่วยความจำ การ tokenize regex และการแชร์ resource ระหว่าง instance ของ adblock engine การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผลแล้วใน Brave v1.85 และจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมใน v1.86 ซึ่งรวมถึงการลด allocation เพิ่มเติม การเพิ่มความเร็ว matching และการลดการใช้ RAM ภายในระบบอีกหลายส่วน การอัปเกรดนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบของ Brave ที่มี adblock แบบ built‑in ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วย Manifest V3 เหมือน extension ทั่วไป ผลลัพธ์คือ Brave กลายเป็นหนึ่งในเบราว์เซอร์ที่มี adblock ประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ทั้งเร็ว เบา และปลอดภัย โดยยังคงให้ความเป็นส่วนตัวระดับสูงแก่ผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การปรับปรุงหลักของ Brave ➡️ ลดการใช้ RAM ของ adblock engine ลง 75% ➡️ ประหยัด RAM เฉลี่ย 45 MB บนอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์ม ➡️ ใช้ FlatBuffers แทนโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม ‼️ ความเสี่ยง/ข้อควรรู้ ⛔ ผู้ใช้ที่เปิด adblock lists เพิ่มเติมอาจเห็นผลต่างกันตามจำนวน filter ⛔ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอาจทำให้ extension บางตัวต้องปรับตัวตาม ✅ การเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ ➡️ ลด memory allocation ลง 19% ➡️ เพิ่มความเร็ว filter matching ขึ้น 13% ➡️ แชร์ resource ระหว่าง engine instance ลด RAM ลงอีก ~2 MB ➡️ ปรับปรุง storage efficiency ลดการใช้หน่วยความจำลง 30% ‼️ สิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ⛔ การเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมจะทยอยปล่อยใน Brave v1.86 ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจต้องอัปเดตเบราว์เซอร์ก่อนเห็นผลเต็มที่ ✅ ข้อดีเหนือ adblock แบบ extension ➡️ Brave มี adblock แบบ built‑in ไม่ถูกจำกัดโดย Manifest V3 ➡️ ทำงานเร็วกว่าและใช้ RAM น้อยกว่า extension ทั่วไป ➡️ ได้รับการดูแลโดยทีม privacy ของ Brave โดยตรง ‼️ ความเสี่ยงของ adblock แบบ extension ⛔ ถูกจำกัดด้วย API ของเบราว์เซอร์ ⛔ ไม่สามารถทำ optimization ระดับลึกแบบ Brave ได้ https://brave.com/privacy-updates/36-adblock-memory-reduction/
    BRAVE.COM
    Brave overhauls adblock engine, cutting its memory consumption by 75% | Brave
    Brave has overhauled its Rust-based adblock engine to reduce memory consumption by 75%, bringing better battery life and smoother multitasking to all users.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • AWS ปรับขึ้นราคา GPU Capacity Blocks 15% แบบเงียบ ๆ — เขย่าวงการคลาวด์ ML ทั่วโลก

    AWS ได้ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ประมาณ 15% แบบไม่ประกาศล่วงหน้า และที่สำคัญคือทำในวันเสาร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรไม่ทันสังเกต การขึ้นราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning ระดับองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการการันตี GPU สำหรับงานเทรนนิ่งที่ต้องใช้เวลานานและไม่สามารถเสี่ยงกับ Spot Instance ได้

    ราคาของอินสแตนซ์ยอดนิยมอย่าง p5e.48xlarge (8× NVIDIA H200) เพิ่มจาก $34.61 → $39.80 ต่อชั่วโมง ส่วน p5en.48xlarge เพิ่มจาก $36.18 → $41.61 และในบางภูมิภาค เช่น US West (N. California) ราคาพุ่งสูงกว่านั้นอีก การขึ้นราคานี้เกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจาก AWS เคยประกาศ “ลดราคา GPU สูงสุด 45%” แต่ครั้งนั้นเป็นการลดเฉพาะ On‑Demand และ Savings Plans ไม่ใช่ Capacity Blocks

    AWS ระบุว่าการขึ้นราคาครั้งนี้สะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ AWS ลดราคาอย่างเดียวกำลังจะจบลง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นราคาในบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรที่ขาดแคลน เช่น GPU และ RAM ซึ่งเป็นหัวใจของงาน AI

    การขึ้นราคานี้ยังเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Azure และ Google Cloud ใช้เป็นจุดโจมตีทางการตลาด แม้พวกเขาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลน GPU เช่นกัน แต่ perception มีผลมากในดีลระดับองค์กร ทำให้ AWS อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากลูกค้ารายใหญ่ที่มีสัญญา EDP ซึ่งผูกส่วนลดไว้กับ “ราคา public” ที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดการขึ้นราคา
    AWS ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ~15%
    p5e.48xlarge: $34.61 → $39.80/hr
    p5en.48xlarge: $36.18 → $41.61/hr
    ภูมิภาค US West (N. California) ขึ้นสูงกว่าเฉลี่ย

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ค่าใช้จ่าย ML training เพิ่มขึ้นทันที
    ลูกค้าที่มี Enterprise Discount Program (EDP) อาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะส่วนลดอิงราคาปัจจุบัน
    คู่แข่งสามารถใช้ข่าวนี้โจมตี AWS ในดีลองค์กร

    เหตุผลที่ AWS อ้าง
    ราคาสะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสนี้
    GPU ขาดแคลนทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

    ความเสี่ยงในอนาคต
    อาจเป็นสัญญาณว่าบริการอื่น เช่น RAM‑heavy instances อาจขึ้นราคาตาม
    ทำลายความเชื่อที่ว่า “ราคาคลาวด์มีแต่ลดลง” ซึ่ง AWS สร้างมานานกว่า 20 ปี

    มุมมองเชิงกลยุทธ์
    Capacity Blocks เป็นบริการสำหรับองค์กร ML ระดับใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป
    การขึ้นราคาครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดคลาวด์ AI

    ความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม
    หาก AWS ขึ้นราคาแล้วไม่มีผลกระทบมาก การขึ้นครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น
    อาจเกิด “โดมิโน” ให้ผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นขึ้นราคาตาม

    https://www.theregister.com/2026/01/05/aws_price_increase/
    💸🔥 AWS ปรับขึ้นราคา GPU Capacity Blocks 15% แบบเงียบ ๆ — เขย่าวงการคลาวด์ ML ทั่วโลก AWS ได้ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ประมาณ 15% แบบไม่ประกาศล่วงหน้า และที่สำคัญคือทำในวันเสาร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรไม่ทันสังเกต การขึ้นราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning ระดับองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการการันตี GPU สำหรับงานเทรนนิ่งที่ต้องใช้เวลานานและไม่สามารถเสี่ยงกับ Spot Instance ได้ ราคาของอินสแตนซ์ยอดนิยมอย่าง p5e.48xlarge (8× NVIDIA H200) เพิ่มจาก $34.61 → $39.80 ต่อชั่วโมง ส่วน p5en.48xlarge เพิ่มจาก $36.18 → $41.61 และในบางภูมิภาค เช่น US West (N. California) ราคาพุ่งสูงกว่านั้นอีก การขึ้นราคานี้เกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจาก AWS เคยประกาศ “ลดราคา GPU สูงสุด 45%” แต่ครั้งนั้นเป็นการลดเฉพาะ On‑Demand และ Savings Plans ไม่ใช่ Capacity Blocks AWS ระบุว่าการขึ้นราคาครั้งนี้สะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ AWS ลดราคาอย่างเดียวกำลังจะจบลง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นราคาในบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรที่ขาดแคลน เช่น GPU และ RAM ซึ่งเป็นหัวใจของงาน AI การขึ้นราคานี้ยังเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Azure และ Google Cloud ใช้เป็นจุดโจมตีทางการตลาด แม้พวกเขาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลน GPU เช่นกัน แต่ perception มีผลมากในดีลระดับองค์กร ทำให้ AWS อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากลูกค้ารายใหญ่ที่มีสัญญา EDP ซึ่งผูกส่วนลดไว้กับ “ราคา public” ที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดการขึ้นราคา ➡️ AWS ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ~15% ➡️ p5e.48xlarge: $34.61 → $39.80/hr ➡️ p5en.48xlarge: $36.18 → $41.61/hr ➡️ ภูมิภาค US West (N. California) ขึ้นสูงกว่าเฉลี่ย ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ ค่าใช้จ่าย ML training เพิ่มขึ้นทันที ⛔ ลูกค้าที่มี Enterprise Discount Program (EDP) อาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะส่วนลดอิงราคาปัจจุบัน ⛔ คู่แข่งสามารถใช้ข่าวนี้โจมตี AWS ในดีลองค์กร ✅ เหตุผลที่ AWS อ้าง ➡️ ราคาสะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสนี้ ➡️ GPU ขาดแคลนทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ‼️ ความเสี่ยงในอนาคต ⛔ อาจเป็นสัญญาณว่าบริการอื่น เช่น RAM‑heavy instances อาจขึ้นราคาตาม ⛔ ทำลายความเชื่อที่ว่า “ราคาคลาวด์มีแต่ลดลง” ซึ่ง AWS สร้างมานานกว่า 20 ปี ✅ มุมมองเชิงกลยุทธ์ ➡️ Capacity Blocks เป็นบริการสำหรับองค์กร ML ระดับใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป ➡️ การขึ้นราคาครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดคลาวด์ AI ‼️ ความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม ⛔ หาก AWS ขึ้นราคาแล้วไม่มีผลกระทบมาก การขึ้นครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น ⛔ อาจเกิด “โดมิโน” ให้ผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นขึ้นราคาตาม https://www.theregister.com/2026/01/05/aws_price_increase/
    WWW.THEREGISTER.COM
    AWS raises GPU prices 15% on a Saturday
    : An anomaly or the beginning of a new trend? My bet's on the latter
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทัวร์เกาหลี ปูซาน โซล
    เดินทาง มี.ค. 69 เริ่ม 14,999

    🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน
    ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์
    พักโรงแรม

    หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน
    วัดแฮดง ยงกุงซา
    ชายหาดแฮอุนแด
    ตลาดแฮอุนแดไนท์มาร์เก็ต
    เที่ยวปูซานแบบอิสระด้วยตัวเอง
    เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี ">https://eTravelWay.com
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    : 021166395

    #ทัวร์เกาหลี #ปูซาน #โซล #korea #busan #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้
    #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    ทัวร์เกาหลี ปูซาน โซล 🇰🇷 🗓️ เดินทาง มี.ค. 69 😍 เริ่ม 14,999 🔥🔥 🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐ 📍 หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน 📍 วัดแฮดง ยงกุงซา 📍 ชายหาดแฮอุนแด 📍 ตลาดแฮอุนแดไนท์มาร์เก็ต 📍 เที่ยวปูซานแบบอิสระด้วยตัวเอง 📍 เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์เกาหลี #ปูซาน #โซล #korea #busan #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • ทัวร์เกาหลี เที่ยวโซล
    เดินทาง มี.ค. - พ.ค. 69 เริ่ม 11,999

    🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน
    ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์
    พักโรงแรม

    AURORA MEDIA SHOW
    เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี ">https://eTravelWay.com
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    : 021166395

    #ทัวร์เกาหลี #ทัวร์โซล #korea #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้
    #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    ทัวร์เกาหลี เที่ยวโซล 🇰🇷 🗓️ เดินทาง มี.ค. - พ.ค. 69 😍 เริ่ม 11,999 🔥🔥 🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐ 📍 AURORA MEDIA SHOW 📍 เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์เกาหลี #ทัวร์โซล #korea #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง

    งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที

    การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที

    นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย

    แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet
    ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก
    เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet
    พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง
    ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที

    วิธีการทำงานของผู้โจมตี
    ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน
    เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์
    ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ
    เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น

    ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
    เวียดนาม
    บราซิล
    อินเดีย
    ซาอุดีอาระเบีย

    ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ
    ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก
    ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check
    ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น

    หากพบอาการผิดปกติ
    หยุดใช้งานทันที
    อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์

    https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    📺🐺 Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet ➡️ ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก ➡️ เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet ➡️ พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง ⛔ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที ✅ วิธีการทำงานของผู้โจมตี ➡️ ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน ➡️ เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์ ➡️ ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ ⛔ เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น ✅ ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ➡️ เวียดนาม ➡️ บราซิล ➡️ อินเดีย ➡️ ซาอุดีอาระเบีย ‼️ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ ⛔ ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน ✅ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ➡️ หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก ➡️ ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check ➡️ ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น ‼️ หากพบอาการผิดปกติ ⛔ หยุดใช้งานทันที ⛔ อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์ https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    HACKREAD.COM
    Millions of Android Powered TVs and Streaming Devices Infected by Kimwolf Botnet
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • eSIM สะดวก ปลอดภัย และทันสมัยกว่าเดิม — แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเปลี่ยน

    eSIM กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงที่เริ่มตัดถาดซิมออกไปแล้ว จุดเด่นสำคัญคือความสะดวกในการเปิดใช้งาน ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และการรองรับหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว ทำให้เหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อยหรือไม่อยากพกซิมหลายใบ อย่างไรก็ตาม eSIM ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ความยุ่งยากในการย้ายเครื่อง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในบางสถานการณ์

    ในด้านความสะดวก eSIM ช่วยลดขั้นตอนการไปศูนย์บริการหรือรอซิมส่งถึงบ้าน เพียงสแกน QR code ก็เปิดใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังเก็บโปรไฟล์ซิมได้หลายใบในเครื่องเดียว ทำให้สลับใช้งานได้รวดเร็วโดยไม่ต้องถอดซิมจริง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่องสำหรับแบตเตอรี่หรือระบบกันน้ำที่ดีขึ้น เช่น iPhone 17 Pro รุ่น eSIM‑only ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมถึง 2 ชั่วโมงในการเล่นวิดีโอ

    แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย เช่น การย้าย eSIM ไปเครื่องใหม่ที่ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ไม่สามารถ “ดึงซิมออกแล้วเสียบเครื่องใหม่” แบบเดิมได้ทันที รวมถึงความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้ หากซื้อเครื่องใหม่ที่ไม่รองรับ eSIM ก็ต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอแปลงกลับเป็นซิมจริง นอกจากนี้ การเปิดใช้งาน eSIM ครั้งแรกจำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นปัญหาในพื้นที่สัญญาณอ่อนหรือในต่างประเทศ

    โดยรวม eSIM เป็นเทคโนโลยีที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แบบ eSIM เต็มรูปแบบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อดีของ eSIM
    เปิดใช้งานง่าย เพียงสแกน QR code ไม่ต้องรอซิมจริง
    เก็บหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว สลับใช้งานได้รวดเร็ว
    ปลอดภัยกว่า เพราะไม่สามารถถอดซิมไปใช้ในเครื่องอื่นได้
    ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่อง เช่น แบตใหญ่ขึ้นหรือกันน้ำดีขึ้น

    ข้อควรระวัง
    การย้ายเครื่องยุ่งยากกว่า ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า
    อุปกรณ์ใหม่ต้องรองรับ eSIM ไม่เช่นนั้นต้องติดต่อค่ายเพื่อแปลงกลับ
    ต้องมีอินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจไม่สะดวกในบางพื้นที่

    เหมาะกับใคร
    ผู้ที่เดินทางบ่อยและต้องสลับซิมหลายประเทศ
    ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
    ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องบาง กันน้ำดี หรือแบตอึดขึ้น

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยและต้องการย้ายซิมแบบรวดเร็ว
    ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร
    ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่รองรับ eSIM

    https://www.slashgear.com/2067395/esim-phone-pros-cons-explained/
    📱✨ eSIM สะดวก ปลอดภัย และทันสมัยกว่าเดิม — แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเปลี่ยน eSIM กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงที่เริ่มตัดถาดซิมออกไปแล้ว จุดเด่นสำคัญคือความสะดวกในการเปิดใช้งาน ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และการรองรับหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว ทำให้เหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อยหรือไม่อยากพกซิมหลายใบ อย่างไรก็ตาม eSIM ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ความยุ่งยากในการย้ายเครื่อง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในบางสถานการณ์ ในด้านความสะดวก eSIM ช่วยลดขั้นตอนการไปศูนย์บริการหรือรอซิมส่งถึงบ้าน เพียงสแกน QR code ก็เปิดใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังเก็บโปรไฟล์ซิมได้หลายใบในเครื่องเดียว ทำให้สลับใช้งานได้รวดเร็วโดยไม่ต้องถอดซิมจริง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่องสำหรับแบตเตอรี่หรือระบบกันน้ำที่ดีขึ้น เช่น iPhone 17 Pro รุ่น eSIM‑only ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมถึง 2 ชั่วโมงในการเล่นวิดีโอ แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย เช่น การย้าย eSIM ไปเครื่องใหม่ที่ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ไม่สามารถ “ดึงซิมออกแล้วเสียบเครื่องใหม่” แบบเดิมได้ทันที รวมถึงความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้ หากซื้อเครื่องใหม่ที่ไม่รองรับ eSIM ก็ต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอแปลงกลับเป็นซิมจริง นอกจากนี้ การเปิดใช้งาน eSIM ครั้งแรกจำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นปัญหาในพื้นที่สัญญาณอ่อนหรือในต่างประเทศ โดยรวม eSIM เป็นเทคโนโลยีที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แบบ eSIM เต็มรูปแบบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อดีของ eSIM ➡️ เปิดใช้งานง่าย เพียงสแกน QR code ไม่ต้องรอซิมจริง ➡️ เก็บหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว สลับใช้งานได้รวดเร็ว ➡️ ปลอดภัยกว่า เพราะไม่สามารถถอดซิมไปใช้ในเครื่องอื่นได้ ➡️ ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่อง เช่น แบตใหญ่ขึ้นหรือกันน้ำดีขึ้น ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การย้ายเครื่องยุ่งยากกว่า ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ⛔ อุปกรณ์ใหม่ต้องรองรับ eSIM ไม่เช่นนั้นต้องติดต่อค่ายเพื่อแปลงกลับ ⛔ ต้องมีอินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจไม่สะดวกในบางพื้นที่ ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ที่เดินทางบ่อยและต้องสลับซิมหลายประเทศ ➡️ ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ➡️ ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องบาง กันน้ำดี หรือแบตอึดขึ้น ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยและต้องการย้ายซิมแบบรวดเร็ว ⛔ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ⛔ ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่รองรับ eSIM https://www.slashgear.com/2067395/esim-phone-pros-cons-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    eSim Phones Have Their Pros, But It's Not All Roses - SlashGear
    eSIMs offer faster activation, better security, and easy travel SIMs, but drawbacks include harder transfers, carrier limits, and compatibility issues.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • Devuan 6 “Excalibur” บน Raspberry Pi 5 — เร็ว เบา ปราศจาก systemd พร้อมความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ

    Devuan GNU+Linux 6.1 “Excalibur” ได้ปล่อยอิมเมจสำหรับ Raspberry Pi อย่างเป็นทางการ และถูกทดสอบบน Raspberry Pi 5 พบว่าทำงานได้รวดเร็ว เบา และให้ความยืดหยุ่นสูง โดยยังคงเอกลักษณ์สำคัญคือ ไม่มี systemd แต่ใช้ SysVinit เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้บูตเร็วและเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมระบบอย่างละเอียด Devuan 6.1 เป็นอัปเดตย่อยจาก Devuan 6.0 ที่อิงบน Debian 13 “Trixie” และใช้ Linux Kernel 6.12 LTS ซึ่งรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ดีขึ้น

    อิมเมจสำหรับ Raspberry Pi รองรับตั้งแต่รุ่น 2, 3, 4 จนถึง 5 แต่เฉพาะเวอร์ชันใหม่อย่าง Excalibur 6.0 และ Daedalus 5.0 เท่านั้นที่ทำงานได้ดีบน Pi 4 และ Pi 5 ในการใช้งานจริง Devuan บน Pi 5 ทำงานได้เร็วและสะอาด แต่ ไม่ได้มาพร้อม Desktop Environment ผู้ใช้ต้องติดตั้งเอง เช่น Xfce พร้อม Xorg และ Display Manager อย่าง LightDM หรือ SDDM ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบ DIY

    Devuan 6 มาพร้อมเครื่องมือใหม่ชื่อ menu-config ซึ่งเป็นระบบตั้งค่าแบบเมนูสำหรับผู้ใช้ใหม่ ช่วยตั้งค่าพื้นฐาน เช่น network, hostname, locale, timezone, keymap, CPU governor และตัวเลือกเฉพาะของ Raspberry Pi เครื่องมือนี้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาผ่านคอนโซล และช่วยให้การตั้งค่าระบบเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แม้จะไม่มี GUI เริ่มต้นก็ตาม

    โดยรวม Devuan ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ Linux แบบเบา ปลอด systemd และต้องการควบคุมระบบอย่างเต็มที่บน Raspberry Pi 5 เหมาะทั้งสาย minimal, DIY และผู้ที่ชื่นชอบความเป็นอิสระของซอฟต์แวร์แบบแท้จริง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    จุดเด่นของ Devuan 6 “Excalibur”
    ใช้ SysVinit แทน systemd ทำให้บูตเร็วและควบคุมง่าย
    อิงบน Debian 13 “Trixie” พร้อม Linux Kernel 6.12 LTS

    ข้อจำกัดที่ควรรู้
    ไม่มี Desktop Environment มาให้ ต้องติดตั้งเอง
    ต้องติดตั้ง Xorg และ Display Manager แยกต่างหาก

    รองรับ Raspberry Pi หลายรุ่น
    ใช้งานได้บน Pi 2, 3, 4 และ 5
    รุ่นใหม่อย่าง Pi 4/5 ต้องใช้ Devuan 6.0+ หรือ Daedalus 5.0

    ความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้
    เวอร์ชันเก่าอาจไม่รองรับ Pi รุ่นใหม่
    ผู้ใช้มือใหม่อาจตั้งค่าระบบยากกว่า distro ที่มี GUI

    เครื่องมือใหม่ช่วยตั้งค่า
    menu-config ใช้งานง่าย ตั้งค่าระบบพื้นฐานได้ครบ
    รองรับการตั้งค่าเฉพาะของ Raspberry Pi

    สิ่งที่ต้องระวัง
    หากไม่ติดตั้ง GUI จะใช้งานได้เฉพาะ CLI
    ต้องเลือก Display Manager ให้เหมาะกับสเปก Pi

    เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่ต้องการ Linux แบบ minimal
    ผู้ที่ไม่ต้องการ systemd และต้องการควบคุมระบบเต็มที่

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่ต้องการระบบพร้อมใช้งานแบบ Desktop ทันที
    ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการตั้งค่าระบบด้วยตนเอง

    https://9to5linux.com/first-look-at-devuan-gnulinux-6-excalibur-on-raspberry-pi-5
    🐧⚡ Devuan 6 “Excalibur” บน Raspberry Pi 5 — เร็ว เบา ปราศจาก systemd พร้อมความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ Devuan GNU+Linux 6.1 “Excalibur” ได้ปล่อยอิมเมจสำหรับ Raspberry Pi อย่างเป็นทางการ และถูกทดสอบบน Raspberry Pi 5 พบว่าทำงานได้รวดเร็ว เบา และให้ความยืดหยุ่นสูง โดยยังคงเอกลักษณ์สำคัญคือ ไม่มี systemd แต่ใช้ SysVinit เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้บูตเร็วและเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมระบบอย่างละเอียด Devuan 6.1 เป็นอัปเดตย่อยจาก Devuan 6.0 ที่อิงบน Debian 13 “Trixie” และใช้ Linux Kernel 6.12 LTS ซึ่งรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ดีขึ้น อิมเมจสำหรับ Raspberry Pi รองรับตั้งแต่รุ่น 2, 3, 4 จนถึง 5 แต่เฉพาะเวอร์ชันใหม่อย่าง Excalibur 6.0 และ Daedalus 5.0 เท่านั้นที่ทำงานได้ดีบน Pi 4 และ Pi 5 ในการใช้งานจริง Devuan บน Pi 5 ทำงานได้เร็วและสะอาด แต่ ไม่ได้มาพร้อม Desktop Environment ผู้ใช้ต้องติดตั้งเอง เช่น Xfce พร้อม Xorg และ Display Manager อย่าง LightDM หรือ SDDM ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบ DIY Devuan 6 มาพร้อมเครื่องมือใหม่ชื่อ menu-config ซึ่งเป็นระบบตั้งค่าแบบเมนูสำหรับผู้ใช้ใหม่ ช่วยตั้งค่าพื้นฐาน เช่น network, hostname, locale, timezone, keymap, CPU governor และตัวเลือกเฉพาะของ Raspberry Pi เครื่องมือนี้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาผ่านคอนโซล และช่วยให้การตั้งค่าระบบเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แม้จะไม่มี GUI เริ่มต้นก็ตาม โดยรวม Devuan ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ Linux แบบเบา ปลอด systemd และต้องการควบคุมระบบอย่างเต็มที่บน Raspberry Pi 5 เหมาะทั้งสาย minimal, DIY และผู้ที่ชื่นชอบความเป็นอิสระของซอฟต์แวร์แบบแท้จริง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ จุดเด่นของ Devuan 6 “Excalibur” ➡️ ใช้ SysVinit แทน systemd ทำให้บูตเร็วและควบคุมง่าย ➡️ อิงบน Debian 13 “Trixie” พร้อม Linux Kernel 6.12 LTS ‼️ ข้อจำกัดที่ควรรู้ ⛔ ไม่มี Desktop Environment มาให้ ต้องติดตั้งเอง ⛔ ต้องติดตั้ง Xorg และ Display Manager แยกต่างหาก ✅ รองรับ Raspberry Pi หลายรุ่น ➡️ ใช้งานได้บน Pi 2, 3, 4 และ 5 ➡️ รุ่นใหม่อย่าง Pi 4/5 ต้องใช้ Devuan 6.0+ หรือ Daedalus 5.0 ‼️ ความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้ ⛔ เวอร์ชันเก่าอาจไม่รองรับ Pi รุ่นใหม่ ⛔ ผู้ใช้มือใหม่อาจตั้งค่าระบบยากกว่า distro ที่มี GUI ✅ เครื่องมือใหม่ช่วยตั้งค่า ➡️ menu-config ใช้งานง่าย ตั้งค่าระบบพื้นฐานได้ครบ ➡️ รองรับการตั้งค่าเฉพาะของ Raspberry Pi ‼️ สิ่งที่ต้องระวัง ⛔ หากไม่ติดตั้ง GUI จะใช้งานได้เฉพาะ CLI ⛔ ต้องเลือก Display Manager ให้เหมาะกับสเปก Pi ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ใช้ที่ต้องการ Linux แบบ minimal ➡️ ผู้ที่ไม่ต้องการ systemd และต้องการควบคุมระบบเต็มที่ ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการระบบพร้อมใช้งานแบบ Desktop ทันที ⛔ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการตั้งค่าระบบด้วยตนเอง https://9to5linux.com/first-look-at-devuan-gnulinux-6-excalibur-on-raspberry-pi-5
    9TO5LINUX.COM
    First Look at Devuan GNU+Linux 6 "Excalibur" on Raspberry Pi 5 - 9to5Linux
    Here’s our first look at the Devuan GNU+Linux 6 "Excalibur" operating system series on the Raspberry Pi 5 single-board computer.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • Chrome 143 ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ WebView ระดับร้ายแรงที่เสี่ยงหลุด Sandbox

    Google ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญสำหรับ Chrome เวอร์ชัน 143 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ WebView tag ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงนโยบายความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ได้ ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 และถูกจัดระดับ High Severity โดยมีผลกระทบต่อผู้ใช้ Windows, macOS และ Linux ทั่วโลก การอัปเดตนี้ถูกผลักเข้าสู่ Stable Channel แล้ว และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตี

    WebView เป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังใน Chrome Apps ที่ใช้ฝังเนื้อหาเว็บแบบแยกกระบวนการ แต่ด้วยการบังคับใช้นโยบายที่ไม่สมบูรณ์ อาจเปิดช่องให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึงได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Gal Weizman เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 และอยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google’s Vulnerability Reward Program

    Google ระบุว่ารายละเอียดเชิงลึกของบั๊กจะถูกปิดไว้ชั่วคราวจนกว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะอัปเดตเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีย้อนรอยแพตช์และสร้าง exploit ขึ้นมาโจมตี ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและอัปเดตได้ด้วยตนเองผ่านเมนู Help > About Google Chrome ซึ่งจะเริ่มดาวน์โหลดอัปเดตโดยอัตโนมัติ

    การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการช่องโหว่ในส่วนประกอบที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่าง WebView แต่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยโดยรวมของเบราว์เซอร์อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เว็บแอปและ Chrome Apps ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดช่องโหว่
    ช่องโหว่ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628
    เป็นปัญหา Insufficient policy enforcement ใน WebView tag

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    อาจทำให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox
    เสี่ยงต่อการ bypass นโยบายความปลอดภัยของ Chrome

    การอัปเดตที่ปล่อยออกมา
    Chrome เวอร์ชันที่ได้รับแพตช์: 143.0.7499.192/.193 บน Windows/macOS และ 143.0.7499.192 บน Linux
    อัปเดตอยู่ใน Stable Channel และทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วโลก

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ผู้โจมตีอาจ reverse-engineer แพตช์เพื่อสร้าง exploit
    ผู้ใช้ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตีแบบ zero‑day

    ข้อมูลจากนักวิจัย
    ช่องโหว่ถูกรายงานโดย Gal Weizman เมื่อ 23 พ.ย. 2025
    อยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google VRP

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้ Chrome Apps ที่ใช้ WebView เสี่ยงมากเป็นพิเศษ
    อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีระบบอื่นต่อเนื่อง

    คำแนะนำ
    อัปเดต Chrome ผ่าน Help > About Google Chrome
    ตรวจสอบว่าเวอร์ชันเป็น 143.0.7499.192/.193 หรือใหม่กว่า

    ความเสี่ยงหากละเลย
    ระบบอาจถูกโจมตีผ่าน WebView โดยไม่รู้ตัว
    อาจสูญเสียข้อมูลหรือถูกเข้าควบคุมผ่านช่องโหว่

    https://securityonline.info/google-patches-high-severity-webview-flaw-in-chrome-143/
    🛡️ Chrome 143 ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ WebView ระดับร้ายแรงที่เสี่ยงหลุด Sandbox Google ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญสำหรับ Chrome เวอร์ชัน 143 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ WebView tag ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงนโยบายความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ได้ ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 และถูกจัดระดับ High Severity โดยมีผลกระทบต่อผู้ใช้ Windows, macOS และ Linux ทั่วโลก การอัปเดตนี้ถูกผลักเข้าสู่ Stable Channel แล้ว และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตี WebView เป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังใน Chrome Apps ที่ใช้ฝังเนื้อหาเว็บแบบแยกกระบวนการ แต่ด้วยการบังคับใช้นโยบายที่ไม่สมบูรณ์ อาจเปิดช่องให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึงได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Gal Weizman เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 และอยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google’s Vulnerability Reward Program Google ระบุว่ารายละเอียดเชิงลึกของบั๊กจะถูกปิดไว้ชั่วคราวจนกว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะอัปเดตเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีย้อนรอยแพตช์และสร้าง exploit ขึ้นมาโจมตี ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและอัปเดตได้ด้วยตนเองผ่านเมนู Help > About Google Chrome ซึ่งจะเริ่มดาวน์โหลดอัปเดตโดยอัตโนมัติ การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการช่องโหว่ในส่วนประกอบที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่าง WebView แต่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยโดยรวมของเบราว์เซอร์อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เว็บแอปและ Chrome Apps ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดช่องโหว่ ➡️ ช่องโหว่ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 ➡️ เป็นปัญหา Insufficient policy enforcement ใน WebView tag ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ อาจทำให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox ⛔ เสี่ยงต่อการ bypass นโยบายความปลอดภัยของ Chrome ✅ การอัปเดตที่ปล่อยออกมา ➡️ Chrome เวอร์ชันที่ได้รับแพตช์: 143.0.7499.192/.193 บน Windows/macOS และ 143.0.7499.192 บน Linux ➡️ อัปเดตอยู่ใน Stable Channel และทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วโลก ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ผู้โจมตีอาจ reverse-engineer แพตช์เพื่อสร้าง exploit ⛔ ผู้ใช้ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตีแบบ zero‑day ✅ ข้อมูลจากนักวิจัย ➡️ ช่องโหว่ถูกรายงานโดย Gal Weizman เมื่อ 23 พ.ย. 2025 ➡️ อยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google VRP ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ Chrome Apps ที่ใช้ WebView เสี่ยงมากเป็นพิเศษ ⛔ อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีระบบอื่นต่อเนื่อง ✅ คำแนะนำ ➡️ อัปเดต Chrome ผ่าน Help > About Google Chrome ➡️ ตรวจสอบว่าเวอร์ชันเป็น 143.0.7499.192/.193 หรือใหม่กว่า ‼️ ความเสี่ยงหากละเลย ⛔ ระบบอาจถูกโจมตีผ่าน WebView โดยไม่รู้ตัว ⛔ อาจสูญเสียข้อมูลหรือถูกเข้าควบคุมผ่านช่องโหว่ https://securityonline.info/google-patches-high-severity-webview-flaw-in-chrome-143/
    SECURITYONLINE.INFO
    Google Patches High-Severity "WebView" Flaw in Chrome 143
    Google's Chrome 143 update fixes high-severity flaw CVE-2026-0628. The "WebView" vulnerability allows policy bypass. Update your browser immediately.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • Zero‑Day “Chronomaly” เขย่าโลก Linux — ช่องโหว่ใหม่เปิดทางสู่ Root Access

    ช่องโหว่ความปลอดภัยล่าสุดที่ถูกตั้งชื่อว่า Chronomaly กำลังสร้างความกังวลในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากเป็น Zero‑Day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้วบน Linux Kernel สาย 5.10.x โดยเฉพาะในอุปกรณ์ Android หลายรุ่น ช่องโหว่นี้ถูกติดตามภายใต้รหัส CVE‑2025‑38352 ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับ High Severity (CVSS 7.4) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Elevation of Privilege (EoP) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Root ได้

    ต้นตอของปัญหาเกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ซึ่งทำให้กระบวนการ cleanup ของ task ทำงานผิดพลาดจนเกิด memory corruption เมื่อถูกโจมตีสำเร็จ อาจนำไปสู่การล่มของระบบ (crash), การโจมตีแบบ DoS หรือการยึดสิทธิ์ Root แบบสมบูรณ์ นักวิจัย farazsth98 ได้เผยแพร่ exploit สาธารณะชื่อ “Chronomaly” ซึ่งสามารถทำงานได้บน Linux kernel v5.10.157 และคาดว่าจะใช้ได้กับทุกเวอร์ชันในสาย 5.10.x เพราะไม่ต้องพึ่งพา memory offset เฉพาะรุ่น

    Google ยืนยันว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ limited, targeted exploitation ซึ่งหมายความว่าเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้โจมตีระดับสูง (APT) อาจเป็นผู้ใช้ช่องโหว่นี้ก่อนที่แพตช์จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ การอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2025 ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว และผู้ใช้อุปกรณ์ Android ที่ใช้ kernel สายนี้ควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่

    ผลกระทบของ Chronomaly ไม่ได้จำกัดแค่ Android เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงของระบบที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ IoT, ระบบฝังตัว และเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดต การโจมตีแบบ local privilege escalation แม้จะต้องเข้าถึงเครื่องก่อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดระบบทั้งหมดได้อย่างง่ายดายหากผู้โจมตีมี foothold อยู่แล้ว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่และรายละเอียดทางเทคนิค
    CVE‑2025‑38352 เป็นช่องโหว่ EoP ระดับ High Severity
    เกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ทำให้เกิด memory corruption

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root ได้
    อาจทำให้ระบบ crash หรือถูก DoS

    การโจมตีและ exploit ที่ถูกเผยแพร่
    exploit “Chronomaly” ใช้งานได้บน Linux kernel v5.10.157
    คาดว่าจะใช้ได้กับทุก kernel ในสาย 5.10.x

    ความเสี่ยงจากการมี exploit สาธารณะ
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปนำไปใช้
    ระบบที่ยังไม่อัปเดตมีความเสี่ยงสูงขึ้นทันที

    การยืนยันจาก Google
    ตรวจพบการโจมตีจริงแบบ targeted exploitation
    แพตช์แก้ไขถูกปล่อยในอัปเดตความปลอดภัยเดือนกันยายน 2025

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    อุปกรณ์ Android ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตี
    องค์กรที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าอาจถูกเจาะระบบได้ง่ายขึ้น

    ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย
    อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที
    ตรวจสอบระบบที่ใช้ kernel 5.10.x เป็นพิเศษ

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ผู้โจมตีสามารถยึดระบบได้จากการเข้าถึงเพียงเล็กน้อย
    อาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีระบบอื่นในเครือข่าย

    https://securityonline.info/zero-day-chronomaly-exploit-grants-root-access-to-vulnerable-linux-kernels/
    🛡️ Zero‑Day “Chronomaly” เขย่าโลก Linux — ช่องโหว่ใหม่เปิดทางสู่ Root Access ช่องโหว่ความปลอดภัยล่าสุดที่ถูกตั้งชื่อว่า Chronomaly กำลังสร้างความกังวลในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากเป็น Zero‑Day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้วบน Linux Kernel สาย 5.10.x โดยเฉพาะในอุปกรณ์ Android หลายรุ่น ช่องโหว่นี้ถูกติดตามภายใต้รหัส CVE‑2025‑38352 ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับ High Severity (CVSS 7.4) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Elevation of Privilege (EoP) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Root ได้ ต้นตอของปัญหาเกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ซึ่งทำให้กระบวนการ cleanup ของ task ทำงานผิดพลาดจนเกิด memory corruption เมื่อถูกโจมตีสำเร็จ อาจนำไปสู่การล่มของระบบ (crash), การโจมตีแบบ DoS หรือการยึดสิทธิ์ Root แบบสมบูรณ์ นักวิจัย farazsth98 ได้เผยแพร่ exploit สาธารณะชื่อ “Chronomaly” ซึ่งสามารถทำงานได้บน Linux kernel v5.10.157 และคาดว่าจะใช้ได้กับทุกเวอร์ชันในสาย 5.10.x เพราะไม่ต้องพึ่งพา memory offset เฉพาะรุ่น Google ยืนยันว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ limited, targeted exploitation ซึ่งหมายความว่าเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้โจมตีระดับสูง (APT) อาจเป็นผู้ใช้ช่องโหว่นี้ก่อนที่แพตช์จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ การอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2025 ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว และผู้ใช้อุปกรณ์ Android ที่ใช้ kernel สายนี้ควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ ผลกระทบของ Chronomaly ไม่ได้จำกัดแค่ Android เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงของระบบที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ IoT, ระบบฝังตัว และเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดต การโจมตีแบบ local privilege escalation แม้จะต้องเข้าถึงเครื่องก่อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดระบบทั้งหมดได้อย่างง่ายดายหากผู้โจมตีมี foothold อยู่แล้ว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่และรายละเอียดทางเทคนิค ➡️ CVE‑2025‑38352 เป็นช่องโหว่ EoP ระดับ High Severity ➡️ เกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ทำให้เกิด memory corruption ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root ได้ ⛔ อาจทำให้ระบบ crash หรือถูก DoS ✅ การโจมตีและ exploit ที่ถูกเผยแพร่ ➡️ exploit “Chronomaly” ใช้งานได้บน Linux kernel v5.10.157 ➡️ คาดว่าจะใช้ได้กับทุก kernel ในสาย 5.10.x ‼️ ความเสี่ยงจากการมี exploit สาธารณะ ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปนำไปใช้ ⛔ ระบบที่ยังไม่อัปเดตมีความเสี่ยงสูงขึ้นทันที ✅ การยืนยันจาก Google ➡️ ตรวจพบการโจมตีจริงแบบ targeted exploitation ➡️ แพตช์แก้ไขถูกปล่อยในอัปเดตความปลอดภัยเดือนกันยายน 2025 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ อุปกรณ์ Android ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตี ⛔ องค์กรที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าอาจถูกเจาะระบบได้ง่ายขึ้น ✅ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย ➡️ อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที ➡️ ตรวจสอบระบบที่ใช้ kernel 5.10.x เป็นพิเศษ ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ผู้โจมตีสามารถยึดระบบได้จากการเข้าถึงเพียงเล็กน้อย ⛔ อาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีระบบอื่นในเครือข่าย https://securityonline.info/zero-day-chronomaly-exploit-grants-root-access-to-vulnerable-linux-kernels/
    SECURITYONLINE.INFO
    Zero-Day Chronomaly Exploit Grants Root Access to Vulnerable Linux Kernels
    The Chronomaly exploit weaponizes CVE-2025-38352, a Linux kernel race condition. It allows any local user to gain root access across Android and Linux.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • ยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐฯ ลักพาตัว 'นิโคลัส มาดูโร' ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 80 ราย ในนั้นมีทั้งทหารและพลเรือน ตามรายงานข่าวของนิวยอร์กไทม์สเมื่อวันอาทิตย์(4ม.ค.) อ้างอิงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลา
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001565

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐฯ ลักพาตัว 'นิโคลัส มาดูโร' ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 80 ราย ในนั้นมีทั้งทหารและพลเรือน ตามรายงานข่าวของนิวยอร์กไทม์สเมื่อวันอาทิตย์(4ม.ค.) อ้างอิงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลา . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001565 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 40 มุมมอง 0 รีวิว
  • หลังจากไทยกล่าวหากัมพูชายิงเข้าใส่ระหว่างหยุดยิง เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญ ไม่ส่งเสียงตำหนิใดๆ พูดเพียงแค่ปักกิ่งแสดงความหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเดินหน้ายึดถือข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อความยั่งยืนของข้อตกลง ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตามรายงานของพนมเปญโพสต์
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001567

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    หลังจากไทยกล่าวหากัมพูชายิงเข้าใส่ระหว่างหยุดยิง เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญ ไม่ส่งเสียงตำหนิใดๆ พูดเพียงแค่ปักกิ่งแสดงความหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเดินหน้ายึดถือข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อความยั่งยืนของข้อตกลง ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตามรายงานของพนมเปญโพสต์ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001567 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 41 มุมมอง 0 รีวิว
  • อดีตทหารแนวหน้าเตือน อย่าเพิ่งวางใจว่าชายแดนเงียบสงบ ล่าสุดสายข่าวรายงานสัญญาณเตือนภัยระดับสูง ฝั่งเพื่อนบ้านสั่ง 'ปิดตาย' พื้นที่โอว์เสม็ด อพยพชาวบ้านด่วนกลางดึก คาดเป็นการล้างพื้นที่เปิดทางอาวุธหนัก ขณะที่แนวหน้าเนิน 469 พบการยิงหยั่งเชิงหวังเช็คพิกัดไทย ทัพไทยลั่น! รู้ทันทุกเกม ตรึงกำลังแน่นหนาอธิปไตยนี้ ใครก็แตะไม่ได้
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001566

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    อดีตทหารแนวหน้าเตือน อย่าเพิ่งวางใจว่าชายแดนเงียบสงบ ล่าสุดสายข่าวรายงานสัญญาณเตือนภัยระดับสูง ฝั่งเพื่อนบ้านสั่ง 'ปิดตาย' พื้นที่โอว์เสม็ด อพยพชาวบ้านด่วนกลางดึก คาดเป็นการล้างพื้นที่เปิดทางอาวุธหนัก ขณะที่แนวหน้าเนิน 469 พบการยิงหยั่งเชิงหวังเช็คพิกัดไทย ทัพไทยลั่น! รู้ทันทุกเกม ตรึงกำลังแน่นหนาอธิปไตยนี้ ใครก็แตะไม่ได้ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001566 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Love
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 43 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/k9IzpGyNRBM?si=fsOdlGxSxluGsMhP
    https://youtu.be/k9IzpGyNRBM?si=fsOdlGxSxluGsMhP
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtube.com/shorts/uqyl3r9w8xc?si=wUJnj2aysGezp7WJ
    https://youtube.com/shorts/uqyl3r9w8xc?si=wUJnj2aysGezp7WJ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • ท่องเที่ยวไทยขาลง หมดยุคทองทัวร์จีน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่ามีจำนวน 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปีที่ผ่านมา (35.54 ล้านคน) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% จากปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2567) นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงสุด กลับเป็นมาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 9.54% จากปีที่ผ่านมา 4,952,078 คน

    ส่วนอันดับสอง จีน ลดลงจาก 6,733,162 คน ในปีที่ผ่านมา เหลือ 4,473,992 คน หรือลดลง 33.55% อันดับสาม อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82% จากปีที่ผ่านมา 2,129,149 คน อันดับสี่ รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80% จากปีที่ผ่านมา 1,745,327 คน และอันดับห้า เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79% จากปีที่ผ่านมา 1,868,945 คน

    เหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมีหลายปัจจัย เริ่มจากปัญหาสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน ที่นักแสดงจีน ซิง ซิง ถูกหลอกไปที่ชายแดนฝั่งเมียนมา ทำให้ชาวจีนไม่กล้ามาไทยเพราะกังวลความปลอดภัย, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดการปะทะตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ ลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง รวมทั้งมาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน (Free-visa Run) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ไม่นับรวมปัญหาการเมืองในประเทศจากการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงกลางปี ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง

    ในปี 2569 ททท. ว่าจ้างศิลปินชื่อดัง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ Amazing Thailand ในเวทีโลก ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ม.ค. พร้อมเชิญสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย และล่าสุด นำศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Henry Moodie เจาะตลาดยุโรปโดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ ททท. เตรียมปรับเป้าหมายโดยใช้แนวคิด Value over Volume ไม่เน้นเติบโตเชิงตัวเลข แต่เน้นเติบโตจากการสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism), เศรษฐกิจวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture Economy) ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม, เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy), เศรษฐกิจปลอดภาษีจากการชอปปิ้ง (Tax-free Economy), จัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวคุณภาพ

    #Newskit
    ท่องเที่ยวไทยขาลง หมดยุคทองทัวร์จีน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่ามีจำนวน 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปีที่ผ่านมา (35.54 ล้านคน) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% จากปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2567) นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงสุด กลับเป็นมาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 9.54% จากปีที่ผ่านมา 4,952,078 คน ส่วนอันดับสอง จีน ลดลงจาก 6,733,162 คน ในปีที่ผ่านมา เหลือ 4,473,992 คน หรือลดลง 33.55% อันดับสาม อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82% จากปีที่ผ่านมา 2,129,149 คน อันดับสี่ รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80% จากปีที่ผ่านมา 1,745,327 คน และอันดับห้า เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79% จากปีที่ผ่านมา 1,868,945 คน เหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมีหลายปัจจัย เริ่มจากปัญหาสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน ที่นักแสดงจีน ซิง ซิง ถูกหลอกไปที่ชายแดนฝั่งเมียนมา ทำให้ชาวจีนไม่กล้ามาไทยเพราะกังวลความปลอดภัย, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดการปะทะตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ ลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง รวมทั้งมาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน (Free-visa Run) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ไม่นับรวมปัญหาการเมืองในประเทศจากการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงกลางปี ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง ในปี 2569 ททท. ว่าจ้างศิลปินชื่อดัง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ Amazing Thailand ในเวทีโลก ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ม.ค. พร้อมเชิญสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย และล่าสุด นำศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Henry Moodie เจาะตลาดยุโรปโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ททท. เตรียมปรับเป้าหมายโดยใช้แนวคิด Value over Volume ไม่เน้นเติบโตเชิงตัวเลข แต่เน้นเติบโตจากการสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism), เศรษฐกิจวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture Economy) ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม, เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy), เศรษฐกิจปลอดภาษีจากการชอปปิ้ง (Tax-free Economy), จัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวคุณภาพ #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 39 มุมมอง 0 รีวิว
  • Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD Gen5 รุ่นประหยัด “E37T” – เร็ว 14.7 GB/s, ไม่ต้องใช้ DRAM, กินไฟต่ำกว่า 2.3W

    Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD รุ่นใหม่ E37T ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวเลือก “คุ้มค่า” สำหรับ SSD PCIe Gen5 โดยเน้นความเร็วสูงในขณะที่ลดต้นทุนด้วยดีไซน์ DRAM-less และการใช้พลังงานต่ำมาก เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, พีซีขนาดเล็ก และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการความเร็วระดับ Gen5 แต่ไม่ต้องการความร้อนหรือการใช้พลังงานสูงเหมือนรุ่นท็อป

    คอนโทรลเลอร์รุ่นนี้รองรับ NAND แบบ 3D ที่ความเร็วสูงถึง 4800 MT/s พร้อมสถาปัตยกรรมแบบ 4-channel ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าแพลตฟอร์มระดับคุ้มค่ารุ่นก่อนถึง 38% ตามข้อมูลของ Phison นอกจากนี้ยังรองรับฟอร์มแฟกเตอร์ยอดนิยมอย่าง M.2 2280 / 2242 / 2230 ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์หลากหลายประเภทตั้งแต่โน้ตบุ๊กจนถึง Mini PC

    ด้านความเร็ว Phison E37T ทำได้สูงสุด 14.7 GB/s (อ่าน) และ 13.0 GB/s (เขียน) พร้อมประสิทธิภาพสุ่มสูงสุด 2,000K IOPS ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคอนโทรลเลอร์แบบ DRAM-less จุดเด่นอีกอย่างคือการใช้พลังงานต่ำกว่า 2.3W ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงแต่ควบคุมความร้อนได้ดี

    Phison คาดว่า SSD ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ E37T จะเริ่มปรากฏในตลาดช่วง Computex 2026 ขณะเดียวกันบริษัทก็ประกาศอัปเดตคอนโทรลเลอร์รุ่นท็อป E28 ให้รองรับความจุสูงสุด 8TB พร้อมความเร็วสูงสุด 14.9 GB/s เพื่อเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับคุ้มค่าถึงระดับเรือธง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Phison E37T คือคอนโทรลเลอร์ Gen5 แบบคุ้มค่า
    ดีไซน์ DRAM-less ลดต้นทุน
    รองรับ NAND 3D 4800 MT/s
    สถาปัตยกรรม 4-channel รุ่นใหม่

    ประสิทธิภาพสูงแม้เป็นรุ่นประหยัด
    Sequential Read สูงสุด 14.7 GB/s
    Sequential Write สูงสุด 13.0 GB/s
    Random IOPS สูงสุด 2,000K

    ใช้พลังงานต่ำมาก
    กินไฟไม่เกิน 2.3W
    เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, handheld, Mini PC

    ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด
    DRAM-less อาจมี latency สูงกว่า SSD ระดับไฮเอนด์
    ประสิทธิภาพจริงขึ้นกับ NAND ที่ผู้ผลิต SSD เลือกใช้

    https://wccftech.com/phison-e37t-cost-optimized-gen5-ssd-controller-14-7-gbps-speeds-dram-less-2-3w/
    ⚡ Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD Gen5 รุ่นประหยัด “E37T” – เร็ว 14.7 GB/s, ไม่ต้องใช้ DRAM, กินไฟต่ำกว่า 2.3W Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD รุ่นใหม่ E37T ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวเลือก “คุ้มค่า” สำหรับ SSD PCIe Gen5 โดยเน้นความเร็วสูงในขณะที่ลดต้นทุนด้วยดีไซน์ DRAM-less และการใช้พลังงานต่ำมาก เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, พีซีขนาดเล็ก และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการความเร็วระดับ Gen5 แต่ไม่ต้องการความร้อนหรือการใช้พลังงานสูงเหมือนรุ่นท็อป คอนโทรลเลอร์รุ่นนี้รองรับ NAND แบบ 3D ที่ความเร็วสูงถึง 4800 MT/s พร้อมสถาปัตยกรรมแบบ 4-channel ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าแพลตฟอร์มระดับคุ้มค่ารุ่นก่อนถึง 38% ตามข้อมูลของ Phison นอกจากนี้ยังรองรับฟอร์มแฟกเตอร์ยอดนิยมอย่าง M.2 2280 / 2242 / 2230 ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์หลากหลายประเภทตั้งแต่โน้ตบุ๊กจนถึง Mini PC ด้านความเร็ว Phison E37T ทำได้สูงสุด 14.7 GB/s (อ่าน) และ 13.0 GB/s (เขียน) พร้อมประสิทธิภาพสุ่มสูงสุด 2,000K IOPS ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคอนโทรลเลอร์แบบ DRAM-less จุดเด่นอีกอย่างคือการใช้พลังงานต่ำกว่า 2.3W ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงแต่ควบคุมความร้อนได้ดี Phison คาดว่า SSD ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ E37T จะเริ่มปรากฏในตลาดช่วง Computex 2026 ขณะเดียวกันบริษัทก็ประกาศอัปเดตคอนโทรลเลอร์รุ่นท็อป E28 ให้รองรับความจุสูงสุด 8TB พร้อมความเร็วสูงสุด 14.9 GB/s เพื่อเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับคุ้มค่าถึงระดับเรือธง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Phison E37T คือคอนโทรลเลอร์ Gen5 แบบคุ้มค่า ➡️ ดีไซน์ DRAM-less ลดต้นทุน ➡️ รองรับ NAND 3D 4800 MT/s ➡️ สถาปัตยกรรม 4-channel รุ่นใหม่ ✅ ประสิทธิภาพสูงแม้เป็นรุ่นประหยัด ➡️ Sequential Read สูงสุด 14.7 GB/s ➡️ Sequential Write สูงสุด 13.0 GB/s ➡️ Random IOPS สูงสุด 2,000K ✅ ใช้พลังงานต่ำมาก ➡️ กินไฟไม่เกิน 2.3W ➡️ เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, handheld, Mini PC ‼️ ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด ⛔ DRAM-less อาจมี latency สูงกว่า SSD ระดับไฮเอนด์ ⛔ ประสิทธิภาพจริงขึ้นกับ NAND ที่ผู้ผลิต SSD เลือกใช้ https://wccftech.com/phison-e37t-cost-optimized-gen5-ssd-controller-14-7-gbps-speeds-dram-less-2-3w/
    WCCFTECH.COM
    Phison Intros E37T "Cost-Optimized" Gen5 SSD Controller: Up To 14.7 GB/s Speeds With DRAM-Less Design & Under 2.3W Power
    Phison has introduced its brand new Gen5 SSD controller, the E37T, which is designed to be more cost-effective with a DRAM-less design.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • ราคาพุ่ง! Raspberry Pi และ Mini PC แทบไม่ต่างกันอีกต่อไป หลัง DRAM ขาดตลาดหนัก

    ราคาของอุปกรณ์ทำโฮมแลบกำลังพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งฝั่ง Raspberry Pi 5 และ Mini PC ที่ใช้ Intel N100/N150 จนเกิด “ภาวะราคาเท่ากัน” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลจากการตรวจสอบของ Jeff Geerling และการยืนยันโดย Tom’s Hardware ระบุว่า ชุด Raspberry Pi 5 (16GB + SSD + เคส + PSU) และ GMKTec Nucbox G3 Plus มีราคาแทบไม่ต่างกันเลยในปี 2026

    สาเหตุหลักมาจาก ต้นทุน DRAM และ Flash ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจนต้องเปิดตัวรุ่น Pi 5 แบบ 1GB เพื่อคงราคาเริ่มต้นไว้ที่ $45

    ผลลัพธ์คือผู้ที่ต้องการสร้างโฮมแลบต้องชั่งใจมากขึ้นระหว่าง พลังประมวลผลที่สูงกว่า (Mini PC) กับ การใช้พลังงานต่ำกว่า (Raspberry Pi) เพราะต้นทุนรวมของทั้งสองแพลตฟอร์มแทบไม่ต่างกันอีกต่อไป นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า วิกฤตราคา DRAM อาจลากยาวหลายปี ทำให้สถานการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว

    ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Geerling เชื่อว่า “ปีนี้จะเป็นปีแห่งการนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่” เพราะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงของอุปกรณ์ใหม่ทุกประเภทในตลาดโฮมแลบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ราคาของ Raspberry Pi และ Mini PC ใกล้เคียงกันมาก
    Raspberry Pi 5 ชุด 16GB พร้อม SSD และอุปกรณ์เสริมแตะ $246.95
    GMKTec Nucbox G3 Plus ราคา $246.99 ในปี 2026

    ต้นทุน DRAM และ Flash พุ่งสูงทั่วโลก
    ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาทุกรุ่น
    Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเปิดตัวรุ่น 1GB เพื่อคุมราคาเริ่มต้น

    Mini PC ยังแรงกว่า แต่กินไฟมากกว่า
    Intel N100/N150 ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Pi 5 อย่างชัดเจน
    แต่ Raspberry Pi ยังคงเป็นแชมป์ด้านการใช้พลังงานต่ำที่สุดในกลุ่มนี้

    ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากสถานการณ์นี้
    ราคาหน่วยความจำอาจยังพุ่งต่อเนื่องหลายปี
    ต้นทุนสร้างโฮมแลบอาจสูงขึ้นจนไม่คุ้มสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่

    https://www.tomshardware.com/raspberry-pi/raspberry-pi-and-mini-pc-home-lab-prices-hit-parity-as-dram-costs-skyrocket-price-hikes-force-hobbyists-to-weigh-up-performance-versus-power-consumption
    💸 ราคาพุ่ง! Raspberry Pi และ Mini PC แทบไม่ต่างกันอีกต่อไป หลัง DRAM ขาดตลาดหนัก ราคาของอุปกรณ์ทำโฮมแลบกำลังพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งฝั่ง Raspberry Pi 5 และ Mini PC ที่ใช้ Intel N100/N150 จนเกิด “ภาวะราคาเท่ากัน” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลจากการตรวจสอบของ Jeff Geerling และการยืนยันโดย Tom’s Hardware ระบุว่า ชุด Raspberry Pi 5 (16GB + SSD + เคส + PSU) และ GMKTec Nucbox G3 Plus มีราคาแทบไม่ต่างกันเลยในปี 2026 สาเหตุหลักมาจาก ต้นทุน DRAM และ Flash ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจนต้องเปิดตัวรุ่น Pi 5 แบบ 1GB เพื่อคงราคาเริ่มต้นไว้ที่ $45 ผลลัพธ์คือผู้ที่ต้องการสร้างโฮมแลบต้องชั่งใจมากขึ้นระหว่าง พลังประมวลผลที่สูงกว่า (Mini PC) กับ การใช้พลังงานต่ำกว่า (Raspberry Pi) เพราะต้นทุนรวมของทั้งสองแพลตฟอร์มแทบไม่ต่างกันอีกต่อไป นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า วิกฤตราคา DRAM อาจลากยาวหลายปี ทำให้สถานการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Geerling เชื่อว่า “ปีนี้จะเป็นปีแห่งการนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่” เพราะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงของอุปกรณ์ใหม่ทุกประเภทในตลาดโฮมแลบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ราคาของ Raspberry Pi และ Mini PC ใกล้เคียงกันมาก ➡️ Raspberry Pi 5 ชุด 16GB พร้อม SSD และอุปกรณ์เสริมแตะ $246.95 ➡️ GMKTec Nucbox G3 Plus ราคา $246.99 ในปี 2026 ✅ ต้นทุน DRAM และ Flash พุ่งสูงทั่วโลก ➡️ ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาทุกรุ่น ➡️ Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเปิดตัวรุ่น 1GB เพื่อคุมราคาเริ่มต้น ✅ Mini PC ยังแรงกว่า แต่กินไฟมากกว่า ➡️ Intel N100/N150 ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Pi 5 อย่างชัดเจน ➡️ แต่ Raspberry Pi ยังคงเป็นแชมป์ด้านการใช้พลังงานต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากสถานการณ์นี้ ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจยังพุ่งต่อเนื่องหลายปี ⛔ ต้นทุนสร้างโฮมแลบอาจสูงขึ้นจนไม่คุ้มสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ https://www.tomshardware.com/raspberry-pi/raspberry-pi-and-mini-pc-home-lab-prices-hit-parity-as-dram-costs-skyrocket-price-hikes-force-hobbyists-to-weigh-up-performance-versus-power-consumption
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • Commodore 1541: เมื่อ “ไดรฟ์ฟล็อปปี้” กลายร่างเป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วได้จริง

    วงการเรโทรคอมพิวติ้งกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อช่อง Commodore History บน YouTube ทดลองพิสูจน์ว่า Commodore 1541—ไดรฟ์ฟล็อปปี้ 5.25 นิ้วของปี 1982—สามารถทำงานเป็น “คอมพิวเตอร์แบบสแตนด์อโลน” ได้จริง แม้จะถูกออกแบบมาเป็นเพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลของ Commodore 64 แต่ภายในกลับมีทั้ง CPU MOS 6502 ความเร็ว 1 MHz, RAM, ROM และชิป I/O ครบชุด ทำให้มันมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนเคยคิดไว้

    การทดลองครั้งนี้เริ่มจากคำถามของผู้ชมว่า 1541 สามารถทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้หรือไม่ Dave ผู้ทำการทดลองจึงเลือกแนวทางที่ “ไม่ดัดแปลงฮาร์ดแวร์หนัก” เพื่อรักษาความคลาสสิกของเครื่อง เขาจึงนำแนวคิดของ Commodore KIM‑1 คอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวรุ่นแรกของบริษัทมาเป็นต้นแบบ แล้วแก้ไขเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้ทำงานบน 1541 พร้อมปรับระบบ I/O ให้สื่อสารผ่านเทอร์มินัลแบบ TTY ได้

    หลังจากเบิร์น ROM ใหม่ลงใน EEPROM และเชื่อมต่อผ่านอะแดปเตอร์ USB‑to‑RS232‑to‑TTL เครื่อง 1541 ก็สามารถรับคำสั่งผ่านเทอร์มินัลบน MacBook ได้สำเร็จ และรันโปรแกรม Assembly “Hello World” ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทดสอบ นอกจากนี้ Dave ยังเพิ่ม Tiny BASIC ลงใน ROM เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้สะดวกขึ้น ทำให้ 1541 ทำงานใกล้เคียงคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะยังจำกัดด้าน I/O อยู่มากก็ตาม

    โปรเจกต์นี้ไม่เพียงโชว์ความสามารถของฮาร์ดแวร์เรโทร แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า อุปกรณ์สมัยใหม่อย่างคอนโทรลเลอร์ของ SSD หรือไดรฟ์ต่างๆ อาจมีพลังประมวลผลมากกว่าที่เราคิด และอาจถูกนำมาใช้ในงานที่เหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคเก่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Commodore 1541 มีศักยภาพเป็นคอมพิวเตอร์
    ภายในมี CPU MOS 6502, RAM, ROM และ I/O ครบชุด
    สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับ VIC‑20 และ KIM‑1

    การดัดแปลงเพื่อให้ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์
    ปรับเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ 1541
    ใช้เทอร์มินัล TTY ผ่านอะแดปเตอร์ USB‑RS232‑TTL

    ผลลัพธ์ของการทดลอง
    รัน Assembly “Hello World” ได้สำเร็จ
    เพิ่ม Tiny BASIC เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

    ข้อจำกัดของการใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์
    ขาดระบบกราฟิกและเสียงแบบ VIC‑20
    I/O จำกัดมาก ทำงานได้เฉพาะผ่านเทอร์มินัล

    ความเสี่ยงหรือข้อควรระวังในการดัดแปลงฮาร์ดแวร์เรโทร
    อุปกรณ์มีอายุหลายสิบปี อาจเสียหายได้ง่าย
    การเบิร์น ROM หรือเชื่อมต่อผิดพลาดอาจทำให้เครื่องพังถาวร

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/commodore-64-floppy-drive-has-the-power-to-be-a-computer-bulky-1982-commodore-1541-5-25-inch-drive-packs-a-1-mhz-mos-6502-cpu
    🖥️ Commodore 1541: เมื่อ “ไดรฟ์ฟล็อปปี้” กลายร่างเป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วได้จริง วงการเรโทรคอมพิวติ้งกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อช่อง Commodore History บน YouTube ทดลองพิสูจน์ว่า Commodore 1541—ไดรฟ์ฟล็อปปี้ 5.25 นิ้วของปี 1982—สามารถทำงานเป็น “คอมพิวเตอร์แบบสแตนด์อโลน” ได้จริง แม้จะถูกออกแบบมาเป็นเพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลของ Commodore 64 แต่ภายในกลับมีทั้ง CPU MOS 6502 ความเร็ว 1 MHz, RAM, ROM และชิป I/O ครบชุด ทำให้มันมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนเคยคิดไว้ การทดลองครั้งนี้เริ่มจากคำถามของผู้ชมว่า 1541 สามารถทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้หรือไม่ Dave ผู้ทำการทดลองจึงเลือกแนวทางที่ “ไม่ดัดแปลงฮาร์ดแวร์หนัก” เพื่อรักษาความคลาสสิกของเครื่อง เขาจึงนำแนวคิดของ Commodore KIM‑1 คอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวรุ่นแรกของบริษัทมาเป็นต้นแบบ แล้วแก้ไขเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้ทำงานบน 1541 พร้อมปรับระบบ I/O ให้สื่อสารผ่านเทอร์มินัลแบบ TTY ได้ หลังจากเบิร์น ROM ใหม่ลงใน EEPROM และเชื่อมต่อผ่านอะแดปเตอร์ USB‑to‑RS232‑to‑TTL เครื่อง 1541 ก็สามารถรับคำสั่งผ่านเทอร์มินัลบน MacBook ได้สำเร็จ และรันโปรแกรม Assembly “Hello World” ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทดสอบ นอกจากนี้ Dave ยังเพิ่ม Tiny BASIC ลงใน ROM เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้สะดวกขึ้น ทำให้ 1541 ทำงานใกล้เคียงคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะยังจำกัดด้าน I/O อยู่มากก็ตาม โปรเจกต์นี้ไม่เพียงโชว์ความสามารถของฮาร์ดแวร์เรโทร แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า อุปกรณ์สมัยใหม่อย่างคอนโทรลเลอร์ของ SSD หรือไดรฟ์ต่างๆ อาจมีพลังประมวลผลมากกว่าที่เราคิด และอาจถูกนำมาใช้ในงานที่เหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคเก่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Commodore 1541 มีศักยภาพเป็นคอมพิวเตอร์ ➡️ ภายในมี CPU MOS 6502, RAM, ROM และ I/O ครบชุด ➡️ สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับ VIC‑20 และ KIM‑1 ✅ การดัดแปลงเพื่อให้ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ ➡️ ปรับเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ 1541 ➡️ ใช้เทอร์มินัล TTY ผ่านอะแดปเตอร์ USB‑RS232‑TTL ✅ ผลลัพธ์ของการทดลอง ➡️ รัน Assembly “Hello World” ได้สำเร็จ ➡️ เพิ่ม Tiny BASIC เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ‼️ ข้อจำกัดของการใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์ ⛔ ขาดระบบกราฟิกและเสียงแบบ VIC‑20 ⛔ I/O จำกัดมาก ทำงานได้เฉพาะผ่านเทอร์มินัล ‼️ ความเสี่ยงหรือข้อควรระวังในการดัดแปลงฮาร์ดแวร์เรโทร ⛔ อุปกรณ์มีอายุหลายสิบปี อาจเสียหายได้ง่าย ⛔ การเบิร์น ROM หรือเชื่อมต่อผิดพลาดอาจทำให้เครื่องพังถาวร https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/commodore-64-floppy-drive-has-the-power-to-be-a-computer-bulky-1982-commodore-1541-5-25-inch-drive-packs-a-1-mhz-mos-6502-cpu
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 32 มุมมอง 0 รีวิว
  • NVIDIA เปิดตัว DLSS 4.5 และ Multi‑Frame Generation 6X ที่ CES 2026 — อัปสเกลคมขึ้น ลื่นขึ้น และฉลาดขึ้นกว่าเดิม

    NVIDIA ใช้เวที CES 2026 เปิดตัว DLSS 4.5 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่สองของโมเดล Transformer Upscaling พร้อมปรับปรุงคุณภาพภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลด “shimmering” บนพื้นผิวคงที่ และลด “ghosting” ที่เกิดหลังวัตถุใกล้ผู้เล่น เช่น ปืนหรือดาบ ทำให้ภาพนิ่งกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม เช่น Indiana Jones and the Great Circle อีกด้วย

    DLSS 4.5 ยังใช้พลังประมวลผลมากขึ้น แต่ RTX 40 และ RTX 50 จะได้ประโยชน์จาก Tensor Core FP8 acceleration ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแม้โมเดลใหญ่ขึ้น ส่วน RTX 20 และ 30 ยังใช้งานได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเล็กน้อยเพราะไม่มี FP8 acceleration

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Multi‑Frame Generation (MFG) รุ่นใหม่ รองรับสูงสุด 6X จากเดิม 4X โดยอาศัยข้อมูลภาพที่ดีขึ้นจาก DLSS 4.5 ทำให้สร้างเฟรมเพิ่มได้มากขึ้นโดยยังรักษาคุณภาพภาพไว้ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำให้เกม 30 FPS เล่นได้ลื่น แต่เพื่อผลักดันจอรีเฟรชเรตสูงระดับ 360–480Hz ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อมีเฟรมพื้นฐานเพียงพอ (เช่น 90 FPS ขึ้นไป)

    NVIDIA ยังเพิ่มโหมด Dynamic MFG ที่จะปรับตัวคูณเฟรมอัตโนมัติเพื่อรักษาเฟรมเรตตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ตั้งไว้ในแอป NVIDIA App หากสลับคูณเฟรมได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เกิด stutter ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังมากสำหรับเกมเมอร์สายแข่งขัน ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2026 และเป็น เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ RTX 50‑series

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ DLSS 4.5
    ลด shimmering บนพื้นผิวคงที่
    ลด ghosting หลังวัตถุใกล้ผู้เล่น
    ปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม
    ใช้โมเดล Transformer รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น

    Multi‑Frame Generation 6X
    เพิ่มตัวคูณเฟรมจาก 4X → 6X
    เหมาะกับจอ 360–480Hz
    ต้องมีเฟรมพื้นฐานสูงพอ (เช่น 90 FPS)
    ใช้ข้อมูลภาพจาก DLSS 4.5 เพื่อคุณภาพเฟรมที่ดีขึ้น

    ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด
    RTX 20/30 ใช้ DLSS 4.5 ได้ แต่ไม่มี FP8 acceleration อาจช้าลง
    MFG 6X ไม่ได้ช่วยให้เกม 30 FPS ลื่นขึ้น
    Dynamic MFG ยังต้องทดสอบว่าการสลับตัวคูณจะลื่นจริงหรือไม่

    สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
    ประสิทธิภาพจริงของ DLSS 4.5 บนการ์ดรุ่นเก่า
    คุณภาพเฟรมของ MFG 6X ในเกมที่มีฉากเคลื่อนไหวเร็ว
    การเปิดตัว Reflex 2 + Frame Warp ที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนา

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-introduces-dlss-4-5-and-multi-frame-generation-6x-at-ces-2026-updated-models-can-generate-higher-quality-upscaled-frames-and-more-of-them-dynamically
    🚀 NVIDIA เปิดตัว DLSS 4.5 และ Multi‑Frame Generation 6X ที่ CES 2026 — อัปสเกลคมขึ้น ลื่นขึ้น และฉลาดขึ้นกว่าเดิม NVIDIA ใช้เวที CES 2026 เปิดตัว DLSS 4.5 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่สองของโมเดล Transformer Upscaling พร้อมปรับปรุงคุณภาพภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลด “shimmering” บนพื้นผิวคงที่ และลด “ghosting” ที่เกิดหลังวัตถุใกล้ผู้เล่น เช่น ปืนหรือดาบ ทำให้ภาพนิ่งกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม เช่น Indiana Jones and the Great Circle อีกด้วย DLSS 4.5 ยังใช้พลังประมวลผลมากขึ้น แต่ RTX 40 และ RTX 50 จะได้ประโยชน์จาก Tensor Core FP8 acceleration ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแม้โมเดลใหญ่ขึ้น ส่วน RTX 20 และ 30 ยังใช้งานได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเล็กน้อยเพราะไม่มี FP8 acceleration อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Multi‑Frame Generation (MFG) รุ่นใหม่ รองรับสูงสุด 6X จากเดิม 4X โดยอาศัยข้อมูลภาพที่ดีขึ้นจาก DLSS 4.5 ทำให้สร้างเฟรมเพิ่มได้มากขึ้นโดยยังรักษาคุณภาพภาพไว้ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำให้เกม 30 FPS เล่นได้ลื่น แต่เพื่อผลักดันจอรีเฟรชเรตสูงระดับ 360–480Hz ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อมีเฟรมพื้นฐานเพียงพอ (เช่น 90 FPS ขึ้นไป) NVIDIA ยังเพิ่มโหมด Dynamic MFG ที่จะปรับตัวคูณเฟรมอัตโนมัติเพื่อรักษาเฟรมเรตตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ตั้งไว้ในแอป NVIDIA App หากสลับคูณเฟรมได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เกิด stutter ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังมากสำหรับเกมเมอร์สายแข่งขัน ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2026 และเป็น เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ RTX 50‑series 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ DLSS 4.5 ➡️ ลด shimmering บนพื้นผิวคงที่ ➡️ ลด ghosting หลังวัตถุใกล้ผู้เล่น ➡️ ปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม ➡️ ใช้โมเดล Transformer รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น ✅ Multi‑Frame Generation 6X ➡️ เพิ่มตัวคูณเฟรมจาก 4X → 6X ➡️ เหมาะกับจอ 360–480Hz ➡️ ต้องมีเฟรมพื้นฐานสูงพอ (เช่น 90 FPS) ➡️ ใช้ข้อมูลภาพจาก DLSS 4.5 เพื่อคุณภาพเฟรมที่ดีขึ้น ‼️ ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด ⛔ RTX 20/30 ใช้ DLSS 4.5 ได้ แต่ไม่มี FP8 acceleration อาจช้าลง ⛔ MFG 6X ไม่ได้ช่วยให้เกม 30 FPS ลื่นขึ้น ⛔ Dynamic MFG ยังต้องทดสอบว่าการสลับตัวคูณจะลื่นจริงหรือไม่ ‼️ สิ่งที่ต้องติดตามต่อ ⛔ ประสิทธิภาพจริงของ DLSS 4.5 บนการ์ดรุ่นเก่า ⛔ คุณภาพเฟรมของ MFG 6X ในเกมที่มีฉากเคลื่อนไหวเร็ว ⛔ การเปิดตัว Reflex 2 + Frame Warp ที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนา https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-introduces-dlss-4-5-and-multi-frame-generation-6x-at-ces-2026-updated-models-can-generate-higher-quality-upscaled-frames-and-more-of-them-dynamically
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 31 มุมมอง 0 รีวิว
  • StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม

    StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา

    ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด

    หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ

    ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon
    ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP)
    RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด
    SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280
    หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits

    ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย
    ใช้ Coreboot firmware
    ปิด Intel ME
    มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi
    เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด

    ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา
    RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้
    ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก
    หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท

    ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้
    Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม
    Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง

    https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    💻 StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon ➡️ ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP) ➡️ RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด ➡️ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ➡️ หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits ✅ ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย ➡️ ใช้ Coreboot firmware ➡️ ปิด Intel ME ➡️ มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi ➡️ เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด ‼️ ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา ⛔ RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้ ⛔ ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก ⛔ หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท ‼️ ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้ ⛔ Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม ⛔ Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 34 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพบก ชี้แจงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทยยึดครองบ้านเรือนและทรัพย์สินของพลเรือนในช่วงการสู้รบ ยืนยันข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้สังคมเข้าใจผิด และการปฏิบัติการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคง
    .
    โฆษกกองทัพบก ระบุว่า พื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมทั้งหมดอยู่ในเขตอธิปไตยไทย ซึ่งเดิมถูกลักลอบรุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย การควบคุมอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สิน เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้นำกลับไปใช้ประโยชน์ทางการทหารหรือก่อภัยคุกคาม
    .
    กองทัพบก ย้ำว่า การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นไปตามหลักกฎหมาย เนื่องจากรุกล้ำดินแดนไทย ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจพบจะถูกรวบรวมและเก็บรักษาตามขั้นตอน โดยไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และทุกการปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001516
    .
    #News1live #News1 #กองทัพบก #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #สิทธิมนุษยชน
    กองทัพบก ชี้แจงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทยยึดครองบ้านเรือนและทรัพย์สินของพลเรือนในช่วงการสู้รบ ยืนยันข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้สังคมเข้าใจผิด และการปฏิบัติการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคง . โฆษกกองทัพบก ระบุว่า พื้นที่ที่ฝ่ายไทยเข้าควบคุมทั้งหมดอยู่ในเขตอธิปไตยไทย ซึ่งเดิมถูกลักลอบรุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย การควบคุมอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สิน เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้นำกลับไปใช้ประโยชน์ทางการทหารหรือก่อภัยคุกคาม . กองทัพบก ย้ำว่า การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นไปตามหลักกฎหมาย เนื่องจากรุกล้ำดินแดนไทย ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจพบจะถูกรวบรวมและเก็บรักษาตามขั้นตอน โดยไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และทุกการปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001516 . #News1live #News1 #กองทัพบก #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #สิทธิมนุษยชน
    Like
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 84 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองปราบปราม จับกุมสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลังร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายโดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวหาเกี่ยวข้องคดีฟอกเงิน ก่อนข่มขู่ให้โอนเงินไปตรวจสอบความบริสุทธิ์
    .
    คดีนี้ผู้เสียหายซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ถูกคนร้ายหลอกผ่านโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ ให้โอนเงินจากบัญชีในต่างประเทศและในประเทศไทย รวมมูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท ก่อนเงินจะถูกกระจายไปยังบัญชีของผู้ต้องหารายอื่น
    .
    ตำรวจระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ มีผู้ร่วมขบวนการมากกว่า 75 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมเพิ่มเติม ขณะที่ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหา และถูกส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001518
    .
    #News1live #News1 #สแกมเมอร์ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #กองปราบ #อาชญากรรมออนไลน์
    กองปราบปราม จับกุมสมาชิกแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลังร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายโดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวหาเกี่ยวข้องคดีฟอกเงิน ก่อนข่มขู่ให้โอนเงินไปตรวจสอบความบริสุทธิ์ . คดีนี้ผู้เสียหายซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา ถูกคนร้ายหลอกผ่านโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ ให้โอนเงินจากบัญชีในต่างประเทศและในประเทศไทย รวมมูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท ก่อนเงินจะถูกกระจายไปยังบัญชีของผู้ต้องหารายอื่น . ตำรวจระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ มีผู้ร่วมขบวนการมากกว่า 75 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมเพิ่มเติม ขณะที่ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหา และถูกส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001518 . #News1live #News1 #สแกมเมอร์ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #กองปราบ #อาชญากรรมออนไลน์
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 83 มุมมอง 0 รีวิว
  • จีนออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังอ้างว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้ครอบครองเกาะกรีนแลนด์ เนื่องจากมีเรือของจีนและรัสเซียอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ เลิกใช้วาทกรรม “ภัยคุกคามจากจีน” เป็นข้ออ้างแสวงหาผลประโยชน์
    .
    นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ข้ออ้างของสหรัฐฯ ไม่อาจปกปิดธาตุแท้ของนโยบายที่มุ่งใช้อำนาจแทรกแซงและแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าจีนมีสิทธิพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศต่าง ๆ ตามปกติ
    .
    ขณะที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์ออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยชี้ว่าการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของทรัมป์เป็นเรื่องเหลวไหล และสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์ผนวกดินแดนของผู้อื่น ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากยุโรปและประชาคมโลก
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001337
    .
    #News1live #News1 #ทรัมป์ #จีน #กรีนแลนด์ #การเมืองโลก
    จีนออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังอ้างว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้ครอบครองเกาะกรีนแลนด์ เนื่องจากมีเรือของจีนและรัสเซียอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ เลิกใช้วาทกรรม “ภัยคุกคามจากจีน” เป็นข้ออ้างแสวงหาผลประโยชน์ . นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ข้ออ้างของสหรัฐฯ ไม่อาจปกปิดธาตุแท้ของนโยบายที่มุ่งใช้อำนาจแทรกแซงและแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าจีนมีสิทธิพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศต่าง ๆ ตามปกติ . ขณะที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์ออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยชี้ว่าการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของทรัมป์เป็นเรื่องเหลวไหล และสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์ผนวกดินแดนของผู้อื่น ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากยุโรปและประชาคมโลก . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001337 . #News1live #News1 #ทรัมป์ #จีน #กรีนแลนด์ #การเมืองโลก
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 83 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts