• https://youtu.be/rmc6Y84b_aE?si=lZBgYT1ls66ioB6u
    https://youtu.be/rmc6Y84b_aE?si=lZBgYT1ls66ioB6u
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสรีรวิทยาการแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
    เปิดสอนรายวิชา SIPS 522 Principles of Physiological Experimentation สำหรับนักศึกษาบัณฑิตศึกษา บุคคลทั่วไป ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผ่านทางบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล (MAP-C) ตามรายละเอียดที่แนบมา
    หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสรีรวิทยาการแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดสอนรายวิชา SIPS 522 Principles of Physiological Experimentation สำหรับนักศึกษาบัณฑิตศึกษา บุคคลทั่วไป ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผ่านทางบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล (MAP-C) ตามรายละเอียดที่แนบมา
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 40 มุมมอง 0 รีวิว
  • Sandisk เปิดตัวไลน์อัป SSD “Optimus” ใหม่แทน WD สีเดิม — ยุคใหม่ของความแรงและความชัดเจนในตลาดสตอเรจ

    Sandisk เดินเกมครั้งใหญ่ด้วยการยุติระบบชื่อรุ่นแบบ “สี” ของ WD ที่คุ้นเคยกันมายาวนาน เช่น WD Blue และ WD Black แล้วแทนที่ด้วยชื่อใหม่ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ Optimus, Optimus GX, และ Optimus GX Pro ซึ่งถูกออกแบบให้ผู้ใช้เข้าใจระดับประสิทธิภาพได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจาก Western Digital แยกธุรกิจแฟลชออกมาให้ Sandisk ดูแลเต็มตัว ทำให้ Sandisk สามารถรีเฟรชภาพลักษณ์และทิศทางผลิตภัณฑ์ได้อย่างอิสระมากขึ้นtomshardware.com

    การกลับมาของชื่อ “Optimus” ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะ Sandisk เคยใช้ชื่อนี้ในตลาดองค์กรตั้งแต่ปี 2013 หลังการซื้อกิจการ SMART Storage Systems แต่ถูกพักไปนานกว่า 10 ปี ก่อนจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในปี 2026 เพื่อใช้กับ SSD สำหรับผู้บริโภคทั่วไป การแบ่งระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยให้ผู้ใช้เลือก SSD ได้ตรงกับงาน เช่น ผู้สร้างคอนเทนต์ เกมเมอร์ หรือมืออาชีพที่ต้องการความเร็วระดับสูงสุด

    หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นคือ Optimus GX 7100M SSD แบบ M.2 2230 ที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องเกมพกพาและโน้ตบุ๊กบางเฉียบ โดยให้ความเร็วอ่านสูงสุดถึง 7,250 MB/s และเขียน 6,900 MB/s ซึ่งถือว่าแรงมากสำหรับฟอร์มแฟกเตอร์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีการปรับดีไซน์แพ็กเกจใหม่ทั้งหมดเพื่อให้โดดเด่นบนชั้นวางสินค้าและสื่อถึงภาพลักษณ์ยุคใหม่ของ Sandisk

    การเปลี่ยนชื่อรุ่นครั้งนี้ยังช่วยลดความสับสนของผู้ใช้ที่เคยต้องจำว่า “สีไหนแรงกว่า” และทำให้ Sandisk สามารถวางกลยุทธ์แข่งขันกับแบรนด์ SSD รายใหญ่ในตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการ SSD ความเร็วสูงเพิ่มขึ้นจากเกม AAA, งานตัดต่อ 4K/8K และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการสตอเรจเร็วแต่กินไฟต่ำ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Sandisk ยกเลิกระบบชื่อรุ่นแบบสีของ WD และเปลี่ยนเป็น Optimus ทั้งหมด
    แบ่งเป็น 3 ระดับ: Optimus / Optimus GX / Optimus GX Pro

    ชื่อ Optimus ถูกนำกลับมาใช้หลังจากหายไปกว่า 10 ปี
    เดิมเคยใช้ในตลาดองค์กรตั้งแต่ปี 2013

    Optimus GX 7100M เปิดตัวใหม่สำหรับเครื่องเกมพกพาและโน้ตบุ๊กบางเฉียบ
    ความเร็วอ่าน 7,250 MB/s และเขียน 6,900 MB/s

    ดีไซน์แพ็กเกจใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ Sandisk ยุคใหม่
    เน้นความชัดเจนและความโดดเด่นบนชั้นวางสินค้า

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ผู้ใช้เดิมอาจสับสนช่วงแรกจากการเปลี่ยนชื่อรุ่นทั้งหมด
    ต้องตรวจสอบชื่อใหม่เทียบกับรุ่น WD เดิมก่อนซื้อ

    ตลาด SSD มีการแข่งขันสูง อาจมีรุ่นใกล้เคียงจากแบรนด์อื่นที่ราคาดีกว่า
    ควรเช็กรีวิวและประสิทธิภาพจริงก่อนตัดสินใจ

    ความเร็วสูงอาจทำให้เกิดความร้อนมากขึ้นในอุปกรณ์พกพา
    ต้องดูระบบระบายความร้อนของอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมด้วย

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ssds/sandisks-new-optimus-ssd-line-up-replaces-retired-wd-color-based-models-new-optimus-gx-and-gx-pro-tiers-for-2026
    🧩 Sandisk เปิดตัวไลน์อัป SSD “Optimus” ใหม่แทน WD สีเดิม — ยุคใหม่ของความแรงและความชัดเจนในตลาดสตอเรจ Sandisk เดินเกมครั้งใหญ่ด้วยการยุติระบบชื่อรุ่นแบบ “สี” ของ WD ที่คุ้นเคยกันมายาวนาน เช่น WD Blue และ WD Black แล้วแทนที่ด้วยชื่อใหม่ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ Optimus, Optimus GX, และ Optimus GX Pro ซึ่งถูกออกแบบให้ผู้ใช้เข้าใจระดับประสิทธิภาพได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจาก Western Digital แยกธุรกิจแฟลชออกมาให้ Sandisk ดูแลเต็มตัว ทำให้ Sandisk สามารถรีเฟรชภาพลักษณ์และทิศทางผลิตภัณฑ์ได้อย่างอิสระมากขึ้นtomshardware.com การกลับมาของชื่อ “Optimus” ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะ Sandisk เคยใช้ชื่อนี้ในตลาดองค์กรตั้งแต่ปี 2013 หลังการซื้อกิจการ SMART Storage Systems แต่ถูกพักไปนานกว่า 10 ปี ก่อนจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในปี 2026 เพื่อใช้กับ SSD สำหรับผู้บริโภคทั่วไป การแบ่งระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยให้ผู้ใช้เลือก SSD ได้ตรงกับงาน เช่น ผู้สร้างคอนเทนต์ เกมเมอร์ หรือมืออาชีพที่ต้องการความเร็วระดับสูงสุด หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นคือ Optimus GX 7100M SSD แบบ M.2 2230 ที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องเกมพกพาและโน้ตบุ๊กบางเฉียบ โดยให้ความเร็วอ่านสูงสุดถึง 7,250 MB/s และเขียน 6,900 MB/s ซึ่งถือว่าแรงมากสำหรับฟอร์มแฟกเตอร์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีการปรับดีไซน์แพ็กเกจใหม่ทั้งหมดเพื่อให้โดดเด่นบนชั้นวางสินค้าและสื่อถึงภาพลักษณ์ยุคใหม่ของ Sandisk การเปลี่ยนชื่อรุ่นครั้งนี้ยังช่วยลดความสับสนของผู้ใช้ที่เคยต้องจำว่า “สีไหนแรงกว่า” และทำให้ Sandisk สามารถวางกลยุทธ์แข่งขันกับแบรนด์ SSD รายใหญ่ในตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการ SSD ความเร็วสูงเพิ่มขึ้นจากเกม AAA, งานตัดต่อ 4K/8K และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการสตอเรจเร็วแต่กินไฟต่ำ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Sandisk ยกเลิกระบบชื่อรุ่นแบบสีของ WD และเปลี่ยนเป็น Optimus ทั้งหมด ➡️ แบ่งเป็น 3 ระดับ: Optimus / Optimus GX / Optimus GX Pro ✅ ชื่อ Optimus ถูกนำกลับมาใช้หลังจากหายไปกว่า 10 ปี ➡️ เดิมเคยใช้ในตลาดองค์กรตั้งแต่ปี 2013 ✅ Optimus GX 7100M เปิดตัวใหม่สำหรับเครื่องเกมพกพาและโน้ตบุ๊กบางเฉียบ ➡️ ความเร็วอ่าน 7,250 MB/s และเขียน 6,900 MB/s ✅ ดีไซน์แพ็กเกจใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ Sandisk ยุคใหม่ ➡️ เน้นความชัดเจนและความโดดเด่นบนชั้นวางสินค้า คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ผู้ใช้เดิมอาจสับสนช่วงแรกจากการเปลี่ยนชื่อรุ่นทั้งหมด ⛔ ต้องตรวจสอบชื่อใหม่เทียบกับรุ่น WD เดิมก่อนซื้อ ‼️ ตลาด SSD มีการแข่งขันสูง อาจมีรุ่นใกล้เคียงจากแบรนด์อื่นที่ราคาดีกว่า ⛔ ควรเช็กรีวิวและประสิทธิภาพจริงก่อนตัดสินใจ ‼️ ความเร็วสูงอาจทำให้เกิดความร้อนมากขึ้นในอุปกรณ์พกพา ⛔ ต้องดูระบบระบายความร้อนของอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมด้วย https://www.tomshardware.com/pc-components/ssds/sandisks-new-optimus-ssd-line-up-replaces-retired-wd-color-based-models-new-optimus-gx-and-gx-pro-tiers-for-2026
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 60 มุมมอง 0 รีวิว
  • Asus ROG จับมือ Xreal เปิดตัวแว่น AR สายเกมมิ่ง ROG Xreal R1 — รีเฟรชเรต 240Hz พร้อมจอเสมือน 171 นิ้ว

    ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Asus ROG และ Xreal ได้เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG Xreal R1 ที่งาน CES 2026 โดยมุ่งเน้นการใช้งานด้านเกมมิ่งและความบันเทิงขั้นสูง เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าแว่นรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกในอุปกรณ์ลักษณะนี้ ทำให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจอใหญ่ระดับ 171 นิ้ว ในแว่นที่หนักเพียง 91 กรัมเท่านั้น

    แว่น ROG Xreal R1 ยังใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor ตัวเดียวกับในตระกูล Xreal One เพื่อช่วยลดความหน่วงและเพิ่มความลื่นไหลของภาพ โดยรองรับ 3 DoF สำหรับการตรึงภาพหรือให้ภาพเคลื่อนตามศีรษะผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเชื่อมต่อก็เรียบง่ายด้วยสาย USB‑C เส้นเดียว รองรับทั้ง PC, สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต และทำงานร่วมกับ ROG Ally ได้แบบ Plug‑and‑Play

    เพื่อขยายการใช้งานให้กว้างขึ้น Asus ยังมีอุปกรณ์เสริม ROG Control Dock ที่มาพร้อมพอร์ต DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง ทำให้สามารถต่อกับเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Nintendo Switch, Xbox Series X และ PlayStation 5 ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีลำโพงในตัวที่ปรับแต่งโดย Bose เพื่อให้ประสบการณ์เสียงสมจริงยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งจุดเด่นคือเลนส์ Electrochromic ที่ปรับความทึบแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงภายนอก หรือเลือกปรับเองได้ 3 ระดับ ช่วยให้ใช้งานได้ทั้งในที่สว่างและที่มืดอย่างสะดวกสบาย แว่นรุ่นนี้มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แต่ยังไม่ประกาศราคา อย่างไรก็ตาม รุ่นก่อนหน้าอย่าง AirVision M1 เคยเปิดตัวที่ราคา 699 ดอลลาร์ จึงคาดว่าราคาน่าจะอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ROG Xreal R1 ใช้จอ Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p
    ให้ภาพเสมือนจอใหญ่ 171 นิ้ว น้ำหนักเพียง 91 กรัม

    ใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor เพื่อลดความหน่วงและรองรับ 3 DoF
    ภาพนิ่งหรือเคลื่อนตามศีรษะได้อย่างลื่นไหล

    เชื่อมต่อด้วย USB‑C เส้นเดียว รองรับ PC, มือถือ, แท็บเล็ต และ ROG Ally
    ใช้งานง่ายแบบ Plug‑and‑Play

    มี ROG Control Dock สำหรับต่อคอนโซลและอุปกรณ์อื่น
    รองรับ DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง

    เลนส์ Electrochromic ปรับความทึบแสงอัตโนมัติ
    มีโหมดปรับเอง 3 ระดับ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ยังไม่ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ
    ราคาจริงอาจสูงกว่าที่คาดจากรุ่นก่อนหน้า

    AR Glasses ยังมีข้อจำกัดด้านความสบายในการใช้งานระยะยาว
    ผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการล้าตาเมื่อใช้งานนาน

    การแสดงผล 240Hz อาจใช้พลังงานสูง
    อุปกรณ์พกพาบางรุ่นอาจมีอายุแบตลดลงเมื่อใช้งานร่วมกัน

    https://www.tomshardware.com/peripherals/wearable-tech/asus-rog-and-xreal-partner-to-deliver-gaming-optimized-ar-glasses-240-hz-micro-leds-with-a-171-inch-virtual-viewing-area
    🎮 Asus ROG จับมือ Xreal เปิดตัวแว่น AR สายเกมมิ่ง ROG Xreal R1 — รีเฟรชเรต 240Hz พร้อมจอเสมือน 171 นิ้ว ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Asus ROG และ Xreal ได้เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG Xreal R1 ที่งาน CES 2026 โดยมุ่งเน้นการใช้งานด้านเกมมิ่งและความบันเทิงขั้นสูง เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าแว่นรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกในอุปกรณ์ลักษณะนี้ ทำให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจอใหญ่ระดับ 171 นิ้ว ในแว่นที่หนักเพียง 91 กรัมเท่านั้น แว่น ROG Xreal R1 ยังใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor ตัวเดียวกับในตระกูล Xreal One เพื่อช่วยลดความหน่วงและเพิ่มความลื่นไหลของภาพ โดยรองรับ 3 DoF สำหรับการตรึงภาพหรือให้ภาพเคลื่อนตามศีรษะผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเชื่อมต่อก็เรียบง่ายด้วยสาย USB‑C เส้นเดียว รองรับทั้ง PC, สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต และทำงานร่วมกับ ROG Ally ได้แบบ Plug‑and‑Play เพื่อขยายการใช้งานให้กว้างขึ้น Asus ยังมีอุปกรณ์เสริม ROG Control Dock ที่มาพร้อมพอร์ต DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง ทำให้สามารถต่อกับเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Nintendo Switch, Xbox Series X และ PlayStation 5 ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีลำโพงในตัวที่ปรับแต่งโดย Bose เพื่อให้ประสบการณ์เสียงสมจริงยิ่งขึ้น อีกหนึ่งจุดเด่นคือเลนส์ Electrochromic ที่ปรับความทึบแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงภายนอก หรือเลือกปรับเองได้ 3 ระดับ ช่วยให้ใช้งานได้ทั้งในที่สว่างและที่มืดอย่างสะดวกสบาย แว่นรุ่นนี้มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แต่ยังไม่ประกาศราคา อย่างไรก็ตาม รุ่นก่อนหน้าอย่าง AirVision M1 เคยเปิดตัวที่ราคา 699 ดอลลาร์ จึงคาดว่าราคาน่าจะอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ROG Xreal R1 ใช้จอ Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p ➡️ ให้ภาพเสมือนจอใหญ่ 171 นิ้ว น้ำหนักเพียง 91 กรัม ✅ ใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor เพื่อลดความหน่วงและรองรับ 3 DoF ➡️ ภาพนิ่งหรือเคลื่อนตามศีรษะได้อย่างลื่นไหล ✅ เชื่อมต่อด้วย USB‑C เส้นเดียว รองรับ PC, มือถือ, แท็บเล็ต และ ROG Ally ➡️ ใช้งานง่ายแบบ Plug‑and‑Play ✅ มี ROG Control Dock สำหรับต่อคอนโซลและอุปกรณ์อื่น ➡️ รองรับ DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง ✅ เลนส์ Electrochromic ปรับความทึบแสงอัตโนมัติ ➡️ มีโหมดปรับเอง 3 ระดับ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ยังไม่ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ⛔ ราคาจริงอาจสูงกว่าที่คาดจากรุ่นก่อนหน้า ‼️ AR Glasses ยังมีข้อจำกัดด้านความสบายในการใช้งานระยะยาว ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการล้าตาเมื่อใช้งานนาน ‼️ การแสดงผล 240Hz อาจใช้พลังงานสูง ⛔ อุปกรณ์พกพาบางรุ่นอาจมีอายุแบตลดลงเมื่อใช้งานร่วมกัน https://www.tomshardware.com/peripherals/wearable-tech/asus-rog-and-xreal-partner-to-deliver-gaming-optimized-ar-glasses-240-hz-micro-leds-with-a-171-inch-virtual-viewing-area
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 70 มุมมอง 0 รีวิว
  • แฮกเกอร์สร้างงานศิลป์บนแผ่นฟลอปปี้ — เปลี่ยนข้อมูลแม่เหล็กให้กลายเป็นภาพพิกเซลลับด้วย pbm2track

    ไอเดียสุดสร้างสรรค์จากนักพัฒนารายหนึ่งได้ปลุกชีวิตใหม่ให้กับ แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ ที่หลายคนคิดว่าไร้ค่าในยุค SSD และแฟลชไดรฟ์ โดยใช้เครื่องมือชื่อ pbm2track เพื่อ “วาดภาพ” ลงบนแผ่นฟลอปปี้ผ่าน track timing diagram ซึ่งเป็นกราฟที่ปกติใช้ตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูลบนแผ่นดิสก์ เนื้อหาจากหน้าเว็บอธิบายว่าเครื่องมือนี้สามารถจัดเรียงจังหวะของสัญญาณแม่เหล็กให้กลายเป็นภาพพิกเซลขาวดำได้อย่างน่าทึ่ง

    เบื้องหลังของเทคนิคนี้คือการใช้ “เวลา” เป็นพิกัดของ “ตำแหน่ง” โดยปกติหัวอ่านของฟลอปปี้จะตรวจจับการกลับขั้วแม่เหล็ก (flux transitions) เพื่อแปลงเป็นข้อมูล แต่ pbm2track จงใจทำให้จังหวะเหล่านี้ “คลาดเคลื่อนอย่างตั้งใจ” เพื่อให้แต่ละจุดบนกราฟเรียงตัวเป็นภาพ เมื่อรวมหลายพันจุดตามร่องแทร็กของแผ่น ก็จะเกิดเป็นภาพพิกเซลที่ซ่อนอยู่ในสนามแม่เหล็กของแผ่นดิสก์

    เครื่องมือนี้สามารถสร้างไดอะแกรมจำลองได้โดยไม่ต้องมีแผ่นจริง แต่ถ้าใครมีฟลอปปี้เหลืออยู่ก็สามารถเขียนภาพลงไปได้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาเตือนว่าอาจไม่สำเร็จในทุกฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะไดรฟ์ที่ไม่รองรับการเขียนข้อมูลดิบแบบ “raw flux” และแนะนำให้ใช้คอนโทรลเลอร์อย่าง GreaseWeazle เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    แม้ภาพที่ได้จะยังมีอาการ “เบลอ” เล็กน้อย แต่โปรเจกต์นี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะและเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก และเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรีไซเคิลแผ่นฟลอปปี้ให้กลายเป็นของสะสมหรือผลงานศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    pbm2track เปลี่ยนสัญญาณแม่เหล็กบนฟลอปปี้ให้กลายเป็นภาพพิกเซล
    ใช้การควบคุมจังหวะ flux transitions เพื่อสร้างภาพบน track timing diagram

    เทคนิคใช้เวลาเป็นพิกัดของตำแหน่งภาพ
    เรียงสัญญาณหลายพันจุดให้เป็นภาพขาวดำ

    สามารถเขียนภาพลงแผ่นจริงได้ หากฮาร์ดแวร์รองรับ
    แนะนำให้ใช้ GreaseWeazle เพื่อผลลัพธ์ที่เสถียร

    เป็นโปรเจกต์เพื่อความสนุกและความสร้างสรรค์ ไม่ได้มีประโยชน์เชิงใช้งานจริง
    เหมาะกับสายเรโทรคอมพิวติ้งและนักสะสม

    https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/developer-turns-floppy-disks-into-secret-black-and-white-picture-canvases-pbm2track-paints-pixel-art-into-the-disks-magnetic-timing-diagram
    🖨️ แฮกเกอร์สร้างงานศิลป์บนแผ่นฟลอปปี้ — เปลี่ยนข้อมูลแม่เหล็กให้กลายเป็นภาพพิกเซลลับด้วย pbm2track ไอเดียสุดสร้างสรรค์จากนักพัฒนารายหนึ่งได้ปลุกชีวิตใหม่ให้กับ แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ ที่หลายคนคิดว่าไร้ค่าในยุค SSD และแฟลชไดรฟ์ โดยใช้เครื่องมือชื่อ pbm2track เพื่อ “วาดภาพ” ลงบนแผ่นฟลอปปี้ผ่าน track timing diagram ซึ่งเป็นกราฟที่ปกติใช้ตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูลบนแผ่นดิสก์ เนื้อหาจากหน้าเว็บอธิบายว่าเครื่องมือนี้สามารถจัดเรียงจังหวะของสัญญาณแม่เหล็กให้กลายเป็นภาพพิกเซลขาวดำได้อย่างน่าทึ่ง เบื้องหลังของเทคนิคนี้คือการใช้ “เวลา” เป็นพิกัดของ “ตำแหน่ง” โดยปกติหัวอ่านของฟลอปปี้จะตรวจจับการกลับขั้วแม่เหล็ก (flux transitions) เพื่อแปลงเป็นข้อมูล แต่ pbm2track จงใจทำให้จังหวะเหล่านี้ “คลาดเคลื่อนอย่างตั้งใจ” เพื่อให้แต่ละจุดบนกราฟเรียงตัวเป็นภาพ เมื่อรวมหลายพันจุดตามร่องแทร็กของแผ่น ก็จะเกิดเป็นภาพพิกเซลที่ซ่อนอยู่ในสนามแม่เหล็กของแผ่นดิสก์ เครื่องมือนี้สามารถสร้างไดอะแกรมจำลองได้โดยไม่ต้องมีแผ่นจริง แต่ถ้าใครมีฟลอปปี้เหลืออยู่ก็สามารถเขียนภาพลงไปได้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาเตือนว่าอาจไม่สำเร็จในทุกฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะไดรฟ์ที่ไม่รองรับการเขียนข้อมูลดิบแบบ “raw flux” และแนะนำให้ใช้คอนโทรลเลอร์อย่าง GreaseWeazle เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แม้ภาพที่ได้จะยังมีอาการ “เบลอ” เล็กน้อย แต่โปรเจกต์นี้ถือเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะและเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก และเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรีไซเคิลแผ่นฟลอปปี้ให้กลายเป็นของสะสมหรือผลงานศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ pbm2track เปลี่ยนสัญญาณแม่เหล็กบนฟลอปปี้ให้กลายเป็นภาพพิกเซล ➡️ ใช้การควบคุมจังหวะ flux transitions เพื่อสร้างภาพบน track timing diagram ✅ เทคนิคใช้เวลาเป็นพิกัดของตำแหน่งภาพ ➡️ เรียงสัญญาณหลายพันจุดให้เป็นภาพขาวดำ ✅ สามารถเขียนภาพลงแผ่นจริงได้ หากฮาร์ดแวร์รองรับ ➡️ แนะนำให้ใช้ GreaseWeazle เพื่อผลลัพธ์ที่เสถียร ✅ เป็นโปรเจกต์เพื่อความสนุกและความสร้างสรรค์ ไม่ได้มีประโยชน์เชิงใช้งานจริง ➡️ เหมาะกับสายเรโทรคอมพิวติ้งและนักสะสม https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/developer-turns-floppy-disks-into-secret-black-and-white-picture-canvases-pbm2track-paints-pixel-art-into-the-disks-magnetic-timing-diagram
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 56 มุมมอง 0 รีวิว
  • Qualcomm เปิดตัว Snapdragon X2 Plus — ชิป ARM 10 คอร์แรงขึ้น 35% พร้อมเขย่าวงการ Windows on ARM

    Qualcomm เดินหน้าขยายไลน์อัป Windows on ARM ด้วยซีรีส์ใหม่ Snapdragon X2 Plus ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน CES 2026 โดยมีสองรุ่นหลักคือ X2P‑64‑100 (10 คอร์) และ X2P‑42‑100 (6 คอร์) ทั้งคู่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Oryon รุ่นใหม่และความเร็วบูสต์สูงสุด 4.0 GHz จุดเด่นสำคัญคือประสิทธิภาพแบบ single‑core ที่เพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า X1 Plus ตามข้อมูลจาก Tom’s Hardware

    รุ่นท็อป X2P‑64‑100 ใช้โครงสร้างคอร์แบบ 6 Prime + 4 Performance พร้อมแคชรวม 34MB และ GPU Adreno X2‑45 ที่ความเร็ว 1.7GHz ส่วนรุ่น 6 คอร์ X2P‑42‑100 ใช้ Prime ทั้งหมด 6 คอร์ ไม่มีคอร์ประหยัดพลังงาน แต่ยังคงบูสต์ได้เท่ากันที่ 4.04GHz ทั้งสองรุ่นผลิตบนกระบวนการ TSMC N3P ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์อย่างมาก

    Qualcomm ยังชูจุดขายด้านประสิทธิภาพเทียบกับคู่แข่ง โดยอ้างว่า X2P‑64‑100 ทำคะแนน Geekbench 6.5 ได้ 3,323 (single‑core) และ 15,084 (multi‑core) ซึ่งสูงกว่า Intel Core Ultra 7 256V และ Ryzen AI 7 350 ในการทดสอบอ้างอิงของบริษัท แม้ผลจริงในโน้ตบุ๊กแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด Windows on ARM กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    ด้านกราฟิก Qualcomm ระบุว่า GPU ใหม่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 29% แม้รุ่น 6 คอร์จะมีความเร็ว GPU ต่ำกว่า (0.9GHz) แต่ยังคงใช้สถาปัตยกรรมเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี NPU 80 TOPS แบบเดียวกับ X2 Elite รองรับงาน AI เต็มรูปแบบ และรองรับหน่วยความจำ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ความเร็ว 9,523 MT/s ทำให้เหมาะกับงานประมวลผลหนักและอุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เปิดตัว Snapdragon X2 Plus สองรุ่น: 10 คอร์ และ 6 คอร์
    ความเร็วบูสต์สูงสุด 4.04GHz

    ประสิทธิภาพ single‑core เพิ่มขึ้น 35% จากรุ่น X1 Plus
    multi‑core เพิ่มขึ้น 17% ในรุ่น 10 คอร์

    ใช้สถาปัตยกรรม Oryon และผลิตบน TSMC N3P
    เพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์และลดความร้อน

    GPU Adreno X2‑45 และ NPU 80 TOPS เหมือนใน X2 Elite
    GPU แรงขึ้นสูงสุด 29% จากรุ่นก่อน

    รองรับ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ 9,523 MT/s
    เหมาะกับงาน AI, ตัดต่อ, และโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูง

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ผลทดสอบจาก reference design อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงในโน้ตบุ๊กวางขาย
    ต้องรอรีวิวจากเครื่องจริงก่อนตัดสินใจ

    รุ่น 6 คอร์อาจด้อยกว่า X1 รุ่นก่อนในงาน multi‑core บางประเภท
    Qualcomm ลดจำนวนคอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์

    การแข่งขัน Windows on ARM ยังต้องพึ่งการปรับแต่งซอฟต์แวร์จากผู้ผลิต
    แอปบางตัวอาจยังไม่รองรับ native เต็มรูปแบบ

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/qualcomm-expands-snapdragon-on-windows-with-x2-plus-10-core-arm-cpu-boasts-35-percent-single-core-jump
    🚀 Qualcomm เปิดตัว Snapdragon X2 Plus — ชิป ARM 10 คอร์แรงขึ้น 35% พร้อมเขย่าวงการ Windows on ARM Qualcomm เดินหน้าขยายไลน์อัป Windows on ARM ด้วยซีรีส์ใหม่ Snapdragon X2 Plus ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน CES 2026 โดยมีสองรุ่นหลักคือ X2P‑64‑100 (10 คอร์) และ X2P‑42‑100 (6 คอร์) ทั้งคู่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Oryon รุ่นใหม่และความเร็วบูสต์สูงสุด 4.0 GHz จุดเด่นสำคัญคือประสิทธิภาพแบบ single‑core ที่เพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า X1 Plus ตามข้อมูลจาก Tom’s Hardware รุ่นท็อป X2P‑64‑100 ใช้โครงสร้างคอร์แบบ 6 Prime + 4 Performance พร้อมแคชรวม 34MB และ GPU Adreno X2‑45 ที่ความเร็ว 1.7GHz ส่วนรุ่น 6 คอร์ X2P‑42‑100 ใช้ Prime ทั้งหมด 6 คอร์ ไม่มีคอร์ประหยัดพลังงาน แต่ยังคงบูสต์ได้เท่ากันที่ 4.04GHz ทั้งสองรุ่นผลิตบนกระบวนการ TSMC N3P ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์อย่างมาก Qualcomm ยังชูจุดขายด้านประสิทธิภาพเทียบกับคู่แข่ง โดยอ้างว่า X2P‑64‑100 ทำคะแนน Geekbench 6.5 ได้ 3,323 (single‑core) และ 15,084 (multi‑core) ซึ่งสูงกว่า Intel Core Ultra 7 256V และ Ryzen AI 7 350 ในการทดสอบอ้างอิงของบริษัท แม้ผลจริงในโน้ตบุ๊กแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด Windows on ARM กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้านกราฟิก Qualcomm ระบุว่า GPU ใหม่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 29% แม้รุ่น 6 คอร์จะมีความเร็ว GPU ต่ำกว่า (0.9GHz) แต่ยังคงใช้สถาปัตยกรรมเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี NPU 80 TOPS แบบเดียวกับ X2 Elite รองรับงาน AI เต็มรูปแบบ และรองรับหน่วยความจำ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ความเร็ว 9,523 MT/s ทำให้เหมาะกับงานประมวลผลหนักและอุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เปิดตัว Snapdragon X2 Plus สองรุ่น: 10 คอร์ และ 6 คอร์ ➡️ ความเร็วบูสต์สูงสุด 4.04GHz ✅ ประสิทธิภาพ single‑core เพิ่มขึ้น 35% จากรุ่น X1 Plus ➡️ multi‑core เพิ่มขึ้น 17% ในรุ่น 10 คอร์ ✅ ใช้สถาปัตยกรรม Oryon และผลิตบน TSMC N3P ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์และลดความร้อน ✅ GPU Adreno X2‑45 และ NPU 80 TOPS เหมือนใน X2 Elite ➡️ GPU แรงขึ้นสูงสุด 29% จากรุ่นก่อน ✅ รองรับ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ 9,523 MT/s ➡️ เหมาะกับงาน AI, ตัดต่อ, และโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูง คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ผลทดสอบจาก reference design อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงในโน้ตบุ๊กวางขาย ⛔ ต้องรอรีวิวจากเครื่องจริงก่อนตัดสินใจ ‼️ รุ่น 6 คอร์อาจด้อยกว่า X1 รุ่นก่อนในงาน multi‑core บางประเภท ⛔ Qualcomm ลดจำนวนคอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์ ‼️ การแข่งขัน Windows on ARM ยังต้องพึ่งการปรับแต่งซอฟต์แวร์จากผู้ผลิต ⛔ แอปบางตัวอาจยังไม่รองรับ native เต็มรูปแบบ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/qualcomm-expands-snapdragon-on-windows-with-x2-plus-10-core-arm-cpu-boasts-35-percent-single-core-jump
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Qualcomm expands Snapdragon on Windows with X2 Plus – 10-core ARM CPU boasts 35% single-core jump
    A 10-core replacement and a new 6-core variant, both bringing big single-threaded improvements.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 64 มุมมอง 0 รีวิว
  • MacBook Air Intel รุ่นสุดท้ายถูกจัดเป็น “Vintage” อย่างเป็นทางการ — สัญลักษณ์การปิดฉากยุค Intel ของ Apple

    Apple ได้เพิ่ม MacBook Air 13 นิ้ว รุ่นปี 2020 ซึ่งเป็น รุ่นสุดท้ายที่ใช้ชิป Intel เข้าไปในรายชื่ออุปกรณ์ “Vintage” อย่างเป็นทางการแล้ว ตามข้อมูลจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ การเปลี่ยนสถานะนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ Apple ที่หันมาใช้ชิปตระกูล Apple Silicon (M‑series) อย่างเต็มตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    สถานะ “Vintage” หมายความว่า Apple หยุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้นมาแล้ว 5 ปี และจะยังซ่อมได้ ถ้ามีอะไหล่เหลืออยู่ แต่เมื่อครบ 7 ปี อุปกรณ์จะถูกจัดเป็น “Obsolete” ซึ่งจะ ไม่สามารถรับบริการซ่อมจาก Apple หรือศูนย์ที่ได้รับอนุญาตได้อีกต่อไป นั่นทำให้ MacBook Air Intel รุ่นนี้กำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในไม่ช้า

    ในช่วงปลายปี 2025 Apple ยังได้เพิ่มอุปกรณ์อีกหลายรายการเข้าสู่กลุ่ม “Obsolete” เช่น iPhone SE รุ่นแรก, iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 2 และ Apple Watch Series 4 รุ่นพิเศษต่าง ๆ การประกาศเหล่านี้สะท้อนถึงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ค่อย ๆ ผลักดันผู้ใช้ไปสู่รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและรองรับซอฟต์แวร์ล่าสุดได้ดีกว่า

    การที่ MacBook Air Intel รุ่นสุดท้ายถูกจัดเป็น Vintage จึงไม่ใช่แค่ข่าวอัปเดตทั่วไป แต่เป็นสัญลักษณ์ของการปิดฉากยุค Intel ที่ยาวนานกว่า 15 ปีของ Apple และยืนยันว่าบริษัทกำลังเดินหน้าเต็มกำลังกับสถาปัตยกรรม Apple Silicon ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงกว่าและใช้พลังงานน้อยกว่าอย่างชัดเจน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    MacBook Air 13” ปี 2020 ถูกจัดเป็น “Vintage” แล้ว
    เป็นรุ่นสุดท้ายที่ใช้ชิป Intel ของ Apple

    สถานะ Vintage หมายถึงหยุดขายมาแล้ว 5 ปี
    ยังซ่อมได้ถ้ามีอะไหล่ แต่ไม่รับประกัน

    จะถูกจัดเป็น Obsolete เมื่อครบ 7 ปี
    ไม่สามารถรับบริการซ่อมจาก Apple ได้อีก

    Apple เพิ่มอุปกรณ์หลายรุ่นเข้า Obsolete ในปลายปี 2025
    เช่น iPhone SE รุ่นแรก และ iPad Pro 12.9 รุ่นที่ 2

    ผู้ใช้ MacBook Air Intel รุ่นนี้อาจเริ่มหาซ่อมยากขึ้นเรื่อย ๆ
    ควรสำรองข้อมูลและเตรียมแผนเปลี่ยนเครื่องในอนาคต

    อะไหล่สำหรับรุ่น Vintage อาจมีจำนวนจำกัด
    ราคาซ่อมอาจสูงขึ้นตามความหายาก

    อัปเดต macOS รุ่นใหม่อาจไม่รองรับในอนาคตอันใกล้
    ส่งผลต่อความปลอดภัยและความเข้ากันได้ของแอป

    https://wccftech.com/the-last-apple-macbook-air-to-run-on-an-intel-chip-declared-vintage/
    🍏 MacBook Air Intel รุ่นสุดท้ายถูกจัดเป็น “Vintage” อย่างเป็นทางการ — สัญลักษณ์การปิดฉากยุค Intel ของ Apple Apple ได้เพิ่ม MacBook Air 13 นิ้ว รุ่นปี 2020 ซึ่งเป็น รุ่นสุดท้ายที่ใช้ชิป Intel เข้าไปในรายชื่ออุปกรณ์ “Vintage” อย่างเป็นทางการแล้ว ตามข้อมูลจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ การเปลี่ยนสถานะนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ Apple ที่หันมาใช้ชิปตระกูล Apple Silicon (M‑series) อย่างเต็มตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานะ “Vintage” หมายความว่า Apple หยุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้นมาแล้ว 5 ปี และจะยังซ่อมได้ ถ้ามีอะไหล่เหลืออยู่ แต่เมื่อครบ 7 ปี อุปกรณ์จะถูกจัดเป็น “Obsolete” ซึ่งจะ ไม่สามารถรับบริการซ่อมจาก Apple หรือศูนย์ที่ได้รับอนุญาตได้อีกต่อไป นั่นทำให้ MacBook Air Intel รุ่นนี้กำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในไม่ช้า ในช่วงปลายปี 2025 Apple ยังได้เพิ่มอุปกรณ์อีกหลายรายการเข้าสู่กลุ่ม “Obsolete” เช่น iPhone SE รุ่นแรก, iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่นที่ 2 และ Apple Watch Series 4 รุ่นพิเศษต่าง ๆ การประกาศเหล่านี้สะท้อนถึงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ค่อย ๆ ผลักดันผู้ใช้ไปสู่รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและรองรับซอฟต์แวร์ล่าสุดได้ดีกว่า การที่ MacBook Air Intel รุ่นสุดท้ายถูกจัดเป็น Vintage จึงไม่ใช่แค่ข่าวอัปเดตทั่วไป แต่เป็นสัญลักษณ์ของการปิดฉากยุค Intel ที่ยาวนานกว่า 15 ปีของ Apple และยืนยันว่าบริษัทกำลังเดินหน้าเต็มกำลังกับสถาปัตยกรรม Apple Silicon ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงกว่าและใช้พลังงานน้อยกว่าอย่างชัดเจน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ MacBook Air 13” ปี 2020 ถูกจัดเป็น “Vintage” แล้ว ➡️ เป็นรุ่นสุดท้ายที่ใช้ชิป Intel ของ Apple ✅ สถานะ Vintage หมายถึงหยุดขายมาแล้ว 5 ปี ➡️ ยังซ่อมได้ถ้ามีอะไหล่ แต่ไม่รับประกัน ✅ จะถูกจัดเป็น Obsolete เมื่อครบ 7 ปี ➡️ ไม่สามารถรับบริการซ่อมจาก Apple ได้อีก ✅ Apple เพิ่มอุปกรณ์หลายรุ่นเข้า Obsolete ในปลายปี 2025 ➡️ เช่น iPhone SE รุ่นแรก และ iPad Pro 12.9 รุ่นที่ 2 ‼️ ผู้ใช้ MacBook Air Intel รุ่นนี้อาจเริ่มหาซ่อมยากขึ้นเรื่อย ๆ ⛔ ควรสำรองข้อมูลและเตรียมแผนเปลี่ยนเครื่องในอนาคต ‼️ อะไหล่สำหรับรุ่น Vintage อาจมีจำนวนจำกัด ⛔ ราคาซ่อมอาจสูงขึ้นตามความหายาก ‼️ อัปเดต macOS รุ่นใหม่อาจไม่รองรับในอนาคตอันใกล้ ⛔ ส่งผลต่อความปลอดภัยและความเข้ากันได้ของแอป https://wccftech.com/the-last-apple-macbook-air-to-run-on-an-intel-chip-declared-vintage/
    WCCFTECH.COM
    The Last Apple MacBook Air To Run On An Intel Chip Declared "Vintage"
    A "vintage" designation is intended to nudge consumers to upgrade to a newer Apple product as repairs no longer remain guaranteed.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 57 มุมมอง 0 รีวิว
  • TSMC เดินเครื่อง 2nm เต็มกำลัง — เป้าผลิต 140,000 แผ่นต่อเดือนภายในปีเดียวหลังเริ่มผลิตจริง

    TSMC กำลังเร่งสปีดการผลิตชิป 2nm อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยข้อมูลจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ระบุว่าโรงงานเตรียมดันกำลังผลิตให้แตะ 140,000 แผ่นต่อเดือนภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ การเติบโตนี้เกิดขึ้นแม้ก่อนหน้านี้ TSMC จะประสบปัญหาคอขวดด้านซัพพลายจนต้องขึ้นราคากระบวนการผลิตระดับสูงต่อเนื่องถึง 4 ปี

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำลังผลิตพุ่งคือการสร้าง โรงงานใหม่ 3 แห่ง ที่เน้นผลิต 2nm โดยเฉพาะ รวมถึงความต้องการมหาศาลจากตลาด AI และลูกค้ารายใหญ่ เช่น Apple ที่ถูกระบุว่าได้จองกำลังผลิตมากกว่าครึ่งตั้งแต่ช่วงแรกของการผลิต ทำให้ผู้ผลิตชิปรายอื่นอย่าง Qualcomm และ MediaTek ต้องหันไปใช้เวอร์ชัน N2P ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงของ 2nm แทน

    สิ่งที่น่าทึ่งคือ TSMC คาดว่าจะทำให้กำลังผลิต 2nm ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดของ 3nm (160,000 แผ่น/เดือน) ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีหลังเริ่มผลิตจริง ซึ่งเป็นความเร็วในการขยายกำลังผลิตที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ ความคืบหน้าที่ดีของ 2nm ยังส่งผลให้ TSMC เร่งแผนพัฒนา 1.4nm (A14) ที่มีรายงานว่ายอดผลผลิต (yield) ดีกว่าที่คาดไว้ และอาจเริ่มผลิตเสี่ยง (risk production) ได้ภายในปี 2027

    ความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงยังอาจทำให้ Apple เสียตำแหน่งลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ TSMC ในปี 2025 ให้กับกลุ่ม High‑Performance Computing (HPC) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับนาโนเมตรกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    TSMC ตั้งเป้าผลิต 2nm ให้ถึง 140,000 แผ่น/เดือนภายในปี 2026
    เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในปีเดียวหลังเริ่มผลิตจริง

    สร้างโรงงานใหม่ 3 แห่งเพื่อรองรับการผลิต 2nm
    ช่วยแก้ปัญหาคอขวดและตอบสนองความต้องการตลาด

    Apple จองกำลังผลิตมากกว่าครึ่งของล็อตแรก
    Qualcomm และ MediaTek ต้องหันไปใช้รุ่น N2P

    ความต้องการชิป AI พุ่งสูง อาจแซง Apple เป็นลูกค้าหลัก
    กลุ่ม HPC มีแนวโน้มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง

    ความคืบหน้า 2nm ช่วยเร่งแผน 1.4nm (A14)
    Yield ดีกว่าคาด อาจเริ่มผลิตเสี่ยงปี 2027

    https://wccftech.com/tsmc-2nm-monthly-production-to-reach-140000-units-in-just-one-year/
    🏭 TSMC เดินเครื่อง 2nm เต็มกำลัง — เป้าผลิต 140,000 แผ่นต่อเดือนภายในปีเดียวหลังเริ่มผลิตจริง TSMC กำลังเร่งสปีดการผลิตชิป 2nm อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยข้อมูลจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ระบุว่าโรงงานเตรียมดันกำลังผลิตให้แตะ 140,000 แผ่นต่อเดือนภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ การเติบโตนี้เกิดขึ้นแม้ก่อนหน้านี้ TSMC จะประสบปัญหาคอขวดด้านซัพพลายจนต้องขึ้นราคากระบวนการผลิตระดับสูงต่อเนื่องถึง 4 ปี หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำลังผลิตพุ่งคือการสร้าง โรงงานใหม่ 3 แห่ง ที่เน้นผลิต 2nm โดยเฉพาะ รวมถึงความต้องการมหาศาลจากตลาด AI และลูกค้ารายใหญ่ เช่น Apple ที่ถูกระบุว่าได้จองกำลังผลิตมากกว่าครึ่งตั้งแต่ช่วงแรกของการผลิต ทำให้ผู้ผลิตชิปรายอื่นอย่าง Qualcomm และ MediaTek ต้องหันไปใช้เวอร์ชัน N2P ซึ่งเป็นรุ่นปรับปรุงของ 2nm แทน สิ่งที่น่าทึ่งคือ TSMC คาดว่าจะทำให้กำลังผลิต 2nm ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดของ 3nm (160,000 แผ่น/เดือน) ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีหลังเริ่มผลิตจริง ซึ่งเป็นความเร็วในการขยายกำลังผลิตที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ ความคืบหน้าที่ดีของ 2nm ยังส่งผลให้ TSMC เร่งแผนพัฒนา 1.4nm (A14) ที่มีรายงานว่ายอดผลผลิต (yield) ดีกว่าที่คาดไว้ และอาจเริ่มผลิตเสี่ยง (risk production) ได้ภายในปี 2027 ความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงยังอาจทำให้ Apple เสียตำแหน่งลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ TSMC ในปี 2025 ให้กับกลุ่ม High‑Performance Computing (HPC) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับนาโนเมตรกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ TSMC ตั้งเป้าผลิต 2nm ให้ถึง 140,000 แผ่น/เดือนภายในปี 2026 ➡️ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในปีเดียวหลังเริ่มผลิตจริง ✅ สร้างโรงงานใหม่ 3 แห่งเพื่อรองรับการผลิต 2nm ➡️ ช่วยแก้ปัญหาคอขวดและตอบสนองความต้องการตลาด ✅ Apple จองกำลังผลิตมากกว่าครึ่งของล็อตแรก ➡️ Qualcomm และ MediaTek ต้องหันไปใช้รุ่น N2P ✅ ความต้องการชิป AI พุ่งสูง อาจแซง Apple เป็นลูกค้าหลัก ➡️ กลุ่ม HPC มีแนวโน้มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ✅ ความคืบหน้า 2nm ช่วยเร่งแผน 1.4nm (A14) ➡️ Yield ดีกว่าคาด อาจเริ่มผลิตเสี่ยงปี 2027 https://wccftech.com/tsmc-2nm-monthly-production-to-reach-140000-units-in-just-one-year/
    WCCFTECH.COM
    TSMC’s 2nm Wafer Production To Witness Ambitious Growth, With Monthly Manufacturing Estimated To Reach 140,000 Units Within Just One Year Of Its Inception
    The AI boom will cause TSMC’s 2nm monthly production figure to hit an impressive 140,000 units within just one year of mass manufacturing the cutting-edge technology
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 63 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/UlMLGchEfYA?si=RL4HYiui66KRMa57
    https://youtu.be/UlMLGchEfYA?si=RL4HYiui66KRMa57
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/K3dG97zCy-0?si=A0xiochw_rAOtkA5
    https://youtu.be/K3dG97zCy-0?si=A0xiochw_rAOtkA5
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtube.com/shorts/OgA5gsiZ7Rk?si=W8dGr48M1wX1nMFi
    https://youtube.com/shorts/OgA5gsiZ7Rk?si=W8dGr48M1wX1nMFi
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/SFULr8XPSpY?si=KS0W9DYZTsDq9AMg
    https://youtu.be/SFULr8XPSpY?si=KS0W9DYZTsDq9AMg
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • ท่องเที่ยวดูเพลินๆ
    https://youtu.be/pzBSxo87ceU?si=r68vygnrgQosY8nd
    #แบกเป้เกอร์
    #ท่องเที่ยว
    #เม็กซิโก
    #Mexico
    ท่องเที่ยวดูเพลินๆ https://youtu.be/pzBSxo87ceU?si=r68vygnrgQosY8nd #แบกเป้เกอร์ #ท่องเที่ยว #เม็กซิโก #Mexico
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • หน่วยทหารช่างนาวิกโยธินเข้าตรวจสอบพื้นที่กาสิโนทมอดา หลังควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนจันทบุรี–ตราด พบถูกใช้เป็นฐานทหารและจุดซุกซ่อนอาวุธยุทโธปกรณ์ของกัมพูชาในช่วงก่อนหน้านี้.
    .
    การเข้าตรวจค้นพบคลังอาวุธขนาดใหญ่ภายในอาคารกาสิโน ตรวจยึดอาวุธหนักหลายชนิด อาทิ เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง RPG-2 และ RPG-7 เครื่องยิงจรวด PF-89 เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนไร้แรงสะท้อน รวมถึงลูกจรวดและลูกระเบิดจำนวนมาก.
    .
    นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืนหลากหลายขนาดรวมนับกว่า 10,000 นัด รวมถึงกระสุนปืนต่อสู้อากาศยาน โดยกรมสรรพาวุธทหารเรือจะนำอาวุธบางส่วนไปเก็บรักษาเพื่อตรวจสอบและศึกษา ส่วนที่เหลือจะดำเนินการทำลายตามขั้นตอนต่อไป.
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001103
    .
    #News1live #News1 #กาสิโนทมอดา #คลังแสง #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง
    หน่วยทหารช่างนาวิกโยธินเข้าตรวจสอบพื้นที่กาสิโนทมอดา หลังควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนจันทบุรี–ตราด พบถูกใช้เป็นฐานทหารและจุดซุกซ่อนอาวุธยุทโธปกรณ์ของกัมพูชาในช่วงก่อนหน้านี้. . การเข้าตรวจค้นพบคลังอาวุธขนาดใหญ่ภายในอาคารกาสิโน ตรวจยึดอาวุธหนักหลายชนิด อาทิ เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง RPG-2 และ RPG-7 เครื่องยิงจรวด PF-89 เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนไร้แรงสะท้อน รวมถึงลูกจรวดและลูกระเบิดจำนวนมาก. . นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืนหลากหลายขนาดรวมนับกว่า 10,000 นัด รวมถึงกระสุนปืนต่อสู้อากาศยาน โดยกรมสรรพาวุธทหารเรือจะนำอาวุธบางส่วนไปเก็บรักษาเพื่อตรวจสอบและศึกษา ส่วนที่เหลือจะดำเนินการทำลายตามขั้นตอนต่อไป. . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001103 . #News1live #News1 #กาสิโนทมอดา #คลังแสง #ชายแดนไทยกัมพูชา #ความมั่นคง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 154 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพเรือออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากำลังพลยึดทรัพย์สินของชาวกัมพูชาหลังการยึดคืนพื้นที่มาเป็นของส่วนตัว โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง.
    .
    โฆษกกองทัพเรือระบุว่า หากตรวจพบทรัพย์สินส่วนบุคคลของทหารหรือประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงชาติอื่น ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติการ จะดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และเก็บรักษาไว้ตามขั้นตอนอย่างรัดกุม เพื่อรอการส่งคืนให้แก่เจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมาย.
    .
    ทั้งนี้ เจ้าของทรัพย์สินสามารถติดต่อขอรับคืนได้ โดยต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันความเป็นเจ้าของ พร้อมย้ำว่ากองทัพเรือปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม.
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001128
    .
    #News1live #News1 #กองทัพเรือ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #ชี้แจง
    กองทัพเรือออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากำลังพลยึดทรัพย์สินของชาวกัมพูชาหลังการยึดคืนพื้นที่มาเป็นของส่วนตัว โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง. . โฆษกกองทัพเรือระบุว่า หากตรวจพบทรัพย์สินส่วนบุคคลของทหารหรือประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงชาติอื่น ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติการ จะดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และเก็บรักษาไว้ตามขั้นตอนอย่างรัดกุม เพื่อรอการส่งคืนให้แก่เจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมาย. . ทั้งนี้ เจ้าของทรัพย์สินสามารถติดต่อขอรับคืนได้ โดยต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันความเป็นเจ้าของ พร้อมย้ำว่ากองทัพเรือปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม. . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001128 . #News1live #News1 #กองทัพเรือ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #ชี้แจง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 160 มุมมอง 0 รีวิว
  • คุณผู้อ่านช่วยกัน ให้ความรู้คนรอบๆตัว ว่าอย่าเฉยเมย ไม่ไปเลือกตั้ง หรือโหวตโน ให้เห็นแก่อนาคตคนรุ่นหลัง แม้บางส่วนจะไม่เคยเห็นกับอนาคตตนเอง หลงผิด
    ช่วยกันให้เสียงไม่กระจาย

    คนที่ตอบเปรียบเทียบตัวเลือกระหว่างนักการเมือง นั้นให้รอลงผู้ว่าฯ

    คนที่เคยเป็นแล้ว คิดกอด MOU ไม่เสื่อมคลาย ที่ทำให้คนรักศักดิ์ศรีไทยเกือบตายในคุกเขมร เราก็ควรปล่อยพวกนี้ไปกับอดีต อย่าปลื้ม มันคืออดีต

    พวกที่มีโอกาสแล้วไม่กล้า แถมเลือกคนทำงานที่เราเห็นๆ กัน กับเรื่องสำคัญมากๆ ก็ถ้านำกลับมาก็จะเป็นแบบเดิมๆ

    พวกไม่เอาเลือดสีโคลน มีสายสัมพันธ์ทางเลวๆ ประชานิยม หวานเจี๊ยบ พวกจับเราต้มกบ ก็ให้เข็ด รู้เช่นเห็นชาติ ก็อย่าให้โอกาสพวกนี้

    ดูคนจริง ของจริง ประวัติความเป็นมา การกระทำ อย่าให้เสียงกระจาย เพื่ออนาคตของทุกคน
    คุณผู้อ่านช่วยกัน ให้ความรู้คนรอบๆตัว ว่าอย่าเฉยเมย ไม่ไปเลือกตั้ง หรือโหวตโน ให้เห็นแก่อนาคตคนรุ่นหลัง แม้บางส่วนจะไม่เคยเห็นกับอนาคตตนเอง หลงผิด ช่วยกันให้เสียงไม่กระจาย คนที่ตอบเปรียบเทียบตัวเลือกระหว่างนักการเมือง นั้นให้รอลงผู้ว่าฯ คนที่เคยเป็นแล้ว คิดกอด MOU ไม่เสื่อมคลาย ที่ทำให้คนรักศักดิ์ศรีไทยเกือบตายในคุกเขมร เราก็ควรปล่อยพวกนี้ไปกับอดีต อย่าปลื้ม มันคืออดีต พวกที่มีโอกาสแล้วไม่กล้า แถมเลือกคนทำงานที่เราเห็นๆ กัน กับเรื่องสำคัญมากๆ ก็ถ้านำกลับมาก็จะเป็นแบบเดิมๆ พวกไม่เอาเลือดสีโคลน มีสายสัมพันธ์ทางเลวๆ ประชานิยม หวานเจี๊ยบ พวกจับเราต้มกบ ก็ให้เข็ด รู้เช่นเห็นชาติ ก็อย่าให้โอกาสพวกนี้ ดูคนจริง ของจริง ประวัติความเป็นมา การกระทำ อย่าให้เสียงกระจาย เพื่ออนาคตของทุกคน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 26 มุมมอง 0 รีวิว
  • อเมริกาส่งตัวมาดูโรขึ้นศาลที่นิวยอร์กในวันจันทร์ (5 ม.ค.) ตั้งข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและครอบครองอาวุธปืนกล โดยที่วันเดียวกันนั้น คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับความชอบธรรมของปฏิบัติการของทรัมป์ในการส่งทหารบุกรวบตัวผู้นำเวเนซุเอลากลางเมืองหลวง ด้านประธานาธิบดีเฉพาะกาลเวเนซุเอลาที่เป็นผู้จงรักภักดีต่อมาดูโร แสดงท่าทีอ่อนลงและแบะท่าอาจร่วมมือกับอเมริกา หลังถูกทรัมป์ขู่โจมตีรอบสอง
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001166

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire

    อเมริกาส่งตัวมาดูโรขึ้นศาลที่นิวยอร์กในวันจันทร์ (5 ม.ค.) ตั้งข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและครอบครองอาวุธปืนกล โดยที่วันเดียวกันนั้น คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับความชอบธรรมของปฏิบัติการของทรัมป์ในการส่งทหารบุกรวบตัวผู้นำเวเนซุเอลากลางเมืองหลวง ด้านประธานาธิบดีเฉพาะกาลเวเนซุเอลาที่เป็นผู้จงรักภักดีต่อมาดูโร แสดงท่าทีอ่อนลงและแบะท่าอาจร่วมมือกับอเมริกา หลังถูกทรัมป์ขู่โจมตีรอบสอง . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001166 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    Sad
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 152 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนการของทรัมป์ในการฮุบอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาและขอให้บริษัทอเมริกันเข้าไปลงทุนฟื้นโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมหนักหลังถูกละเลยและถูกนานาชาติแซงก์ชันมานาน ดูจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะนอกจากต้องใช้เวลาหลายปีและเงินทุนก้อนใหญ่กว่าจะสามารถเพิ่มกำลังผลิตจำนวนมากได้แล้ว ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญกว่านั้นอาจเป็นการหาทางโน้มน้าวให้บริษัทพลังงานกล้าขนเงินเข้าไปลงทุนทั้งที่สถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลายังไร้ความแน่นอน
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001168

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    แผนการของทรัมป์ในการฮุบอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาและขอให้บริษัทอเมริกันเข้าไปลงทุนฟื้นโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมหนักหลังถูกละเลยและถูกนานาชาติแซงก์ชันมานาน ดูจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะนอกจากต้องใช้เวลาหลายปีและเงินทุนก้อนใหญ่กว่าจะสามารถเพิ่มกำลังผลิตจำนวนมากได้แล้ว ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญกว่านั้นอาจเป็นการหาทางโน้มน้าวให้บริษัทพลังงานกล้าขนเงินเข้าไปลงทุนทั้งที่สถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลายังไร้ความแน่นอน . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001168 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    Haha
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 144 มุมมอง 0 รีวิว
  • นิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับยาเสพติดเมื่อวันจันทร์ (5 ม.ค.) หลังจากที่ถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าไปจับกุมถึงบ้านพักในกรุงการากัส ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับผู้นำทั่วโลก และทำให้พวกเจ้าหน้าที่ในเวเนซุเอลาต้องเร่งจัดระเบียบใหม่
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001179

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    นิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับยาเสพติดเมื่อวันจันทร์ (5 ม.ค.) หลังจากที่ถูกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าไปจับกุมถึงบ้านพักในกรุงการากัส ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับผู้นำทั่วโลก และทำให้พวกเจ้าหน้าที่ในเวเนซุเอลาต้องเร่งจัดระเบียบใหม่ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001179 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 155 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ใหม่ CVE‑2025‑43530 ทำ macOS เสี่ยงถูกควบคุมเครื่องแบบไร้การอนุญาต

    ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกเปิดเผยใน macOS ภายใต้รหัส CVE‑2025‑43530 ทำให้ระบบป้องกันความเป็นส่วนตัวของ Apple หรือ TCC (Transparency, Consent, and Control) ถูกเจาะทะลุอีกครั้ง โดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Mickey Jin พบว่ามีจุดอ่อนใน ScreenReader.framework ซึ่งเกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ VoiceOver ทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งงานระบบได้โดยไม่ต้องผ่านหน้าต่างขออนุญาตใด ๆ

    แก่นของปัญหาอยู่ที่บริการ com.apple.scrod ซึ่งใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโปรเซสที่ร้องขอสิทธิ์ แต่ระบบตรวจสอบนี้มีข้อบกพร่องสองจุด ได้แก่ การเชื่อใจไฟล์ที่มีลายเซ็น Apple มากเกินไป และช่องโหว่แบบ TOCTOU (Time-of-Check Time-of-Use) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสลับไฟล์ระหว่างการตรวจสอบได้ ทำให้สามารถแอบอ้างเป็นโปรเซสที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น

    เมื่อผู้โจมตีหลอกระบบสำเร็จ พวกเขาจะสามารถใช้ AppleScript เพื่อควบคุมเครื่องได้เสมือนเป็น “ผู้ใช้เงา” เช่น สั่ง Finder, เปิดไฟล์, เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว หรือแม้แต่ดึงข้อมูลที่ปกติถูกป้องกันโดย TCC เช่น รูปภาพ รายชื่อผู้ติดต่อ หรือข้อมูลตำแหน่ง โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

    Apple ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว โดยระบุว่าได้ “ปรับปรุงการตรวจสอบ” เพื่อปิดช่องโหว่นี้ ผู้ใช้ macOS ทุกคนจึงควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งมีโค้ดตัวอย่างถูกเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่และสาเหตุ
    เกิดจากจุดอ่อนใน ScreenReader.framework และบริการ com.apple.scrod
    ระบบเชื่อใจไฟล์ที่มีลายเซ็น Apple มากเกินไป
    มีช่องโหว่แบบ TOCTOU ทำให้สลับไฟล์ระหว่างตรวจสอบได้

    ผลกระทบ
    ผู้โจมตีสามารถรัน AppleScript โดยไม่ต้องขออนุญาต
    เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น รูปภาพ รายชื่อ หรือข้อมูลตำแหน่ง
    ควบคุมเครื่องได้เหมือนเป็นผู้ใช้จริง

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
    โค้ดโจมตีถูกเผยแพร่แล้ว ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
    อาจถูกใช้ร่วมกับมัลแวร์เพื่อควบคุมเครื่องแบบเงียบ ๆ
    ผู้ใช้ที่ไม่อัปเดต macOS เสี่ยงถูกเจาะระบบสูงมาก

    วิธีป้องกัน
    อัปเดต macOS เป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที
    หลีกเลี่ยงการรันไฟล์หรือแอปที่ไม่รู้จัก
    ตรวจสอบสิทธิ์ Accessibility และ Automation ใน System Settings

    https://securityonline.info/new-tcc-bypass-cve-2025-43530-exposes-macos-to-unchecked-automation/
    🛡️ ช่องโหว่ใหม่ CVE‑2025‑43530 ทำ macOS เสี่ยงถูกควบคุมเครื่องแบบไร้การอนุญาต ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกเปิดเผยใน macOS ภายใต้รหัส CVE‑2025‑43530 ทำให้ระบบป้องกันความเป็นส่วนตัวของ Apple หรือ TCC (Transparency, Consent, and Control) ถูกเจาะทะลุอีกครั้ง โดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Mickey Jin พบว่ามีจุดอ่อนใน ScreenReader.framework ซึ่งเกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ VoiceOver ทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งงานระบบได้โดยไม่ต้องผ่านหน้าต่างขออนุญาตใด ๆ แก่นของปัญหาอยู่ที่บริการ com.apple.scrod ซึ่งใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโปรเซสที่ร้องขอสิทธิ์ แต่ระบบตรวจสอบนี้มีข้อบกพร่องสองจุด ได้แก่ การเชื่อใจไฟล์ที่มีลายเซ็น Apple มากเกินไป และช่องโหว่แบบ TOCTOU (Time-of-Check Time-of-Use) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสลับไฟล์ระหว่างการตรวจสอบได้ ทำให้สามารถแอบอ้างเป็นโปรเซสที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น เมื่อผู้โจมตีหลอกระบบสำเร็จ พวกเขาจะสามารถใช้ AppleScript เพื่อควบคุมเครื่องได้เสมือนเป็น “ผู้ใช้เงา” เช่น สั่ง Finder, เปิดไฟล์, เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว หรือแม้แต่ดึงข้อมูลที่ปกติถูกป้องกันโดย TCC เช่น รูปภาพ รายชื่อผู้ติดต่อ หรือข้อมูลตำแหน่ง โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย Apple ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว โดยระบุว่าได้ “ปรับปรุงการตรวจสอบ” เพื่อปิดช่องโหว่นี้ ผู้ใช้ macOS ทุกคนจึงควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งมีโค้ดตัวอย่างถูกเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่และสาเหตุ ➡️ เกิดจากจุดอ่อนใน ScreenReader.framework และบริการ com.apple.scrod ➡️ ระบบเชื่อใจไฟล์ที่มีลายเซ็น Apple มากเกินไป ➡️ มีช่องโหว่แบบ TOCTOU ทำให้สลับไฟล์ระหว่างตรวจสอบได้ ✅ ผลกระทบ ➡️ ผู้โจมตีสามารถรัน AppleScript โดยไม่ต้องขออนุญาต ➡️ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น รูปภาพ รายชื่อ หรือข้อมูลตำแหน่ง ➡️ ควบคุมเครื่องได้เหมือนเป็นผู้ใช้จริง ‼️ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ⛔ โค้ดโจมตีถูกเผยแพร่แล้ว ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ⛔ อาจถูกใช้ร่วมกับมัลแวร์เพื่อควบคุมเครื่องแบบเงียบ ๆ ⛔ ผู้ใช้ที่ไม่อัปเดต macOS เสี่ยงถูกเจาะระบบสูงมาก ✅ วิธีป้องกัน ➡️ อัปเดต macOS เป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที ➡️ หลีกเลี่ยงการรันไฟล์หรือแอปที่ไม่รู้จัก ➡️ ตรวจสอบสิทธิ์ Accessibility และ Automation ใน System Settings https://securityonline.info/new-tcc-bypass-cve-2025-43530-exposes-macos-to-unchecked-automation/
    SECURITYONLINE.INFO
    New TCC Bypass (CVE-2025-43530) Exposes macOS to Unchecked Automation
    Researcher Mickey Jin uncovers CVE-2025-43530, a critical TCC bypass in macOS allowing attackers to hijack user data via accessibility tools.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่การโจมตีจากภายใน: ผู้ดูแล Adobe ColdFusion สามารถใช้ Remote Shares เป็นอาวุธได้

    งานวิจัยด้านความปลอดภัยล่าสุดเปิดเผยว่า ผู้ดูแลระบบ (Admin) ของ Adobe ColdFusion สามารถใช้สิทธิ์ของตนเองโจมตีระบบจากภายในได้ โดยอาศัยการเชื่อมต่อ Remote File Shares ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่ใน ColdFusion อยู่แล้ว จุดอ่อนนี้ไม่ได้เป็น “ช่องโหว่” แบบผิดพลาดของซอฟต์แวร์ แต่เป็น “การออกแบบที่เสี่ยง” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลที่ไม่หวังดีสามารถใช้สิทธิ์ของตนเพื่อเข้าถึงไฟล์หรือรันโค้ดบนระบบอื่นได้อย่างง่ายดาย

    ปัญหาหลักเกิดจากความสามารถของ ColdFusion ที่อนุญาตให้ Admin เพิ่ม Remote Share แล้วนำไฟล์จากปลายทางนั้นมาใช้ในแอปพลิเคชัน เช่น การ include โค้ด, โหลดสคริปต์, หรือรันไฟล์ CFM จากเครื่องอื่น หากผู้ดูแลมีเจตนาร้าย พวกเขาสามารถชี้ไปยัง Share ที่ควบคุมเอง แล้วสั่งให้ ColdFusion รันโค้ดอันตรายได้ทันที โดยไม่ต้องเจาะระบบใด ๆ เพิ่มเติม เพราะสิทธิ์ Admin มีอยู่แล้ว

    ผลกระทบที่ตามมาคือ ผู้ดูแลสามารถใช้ ColdFusion เป็น “ตัวกลางโจมตี” ไปยังระบบอื่นในเครือข่าย เช่น การรัน Payload, การขโมยข้อมูล, การวาง WebShell หรือแม้แต่การเคลื่อนย้ายภายใน (Lateral Movement) ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่อกันอยู่ ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าองค์กรจำนวนมากมัก “ไว้ใจ Admin มากเกินไป” และลืมว่าการออกแบบระบบที่ให้สิทธิ์สูงโดยไม่มีการตรวจสอบหรือจำกัดขอบเขต อาจทำให้เกิดการโจมตีจากภายในได้ง่ายกว่าการโจมตีจากภายนอกเสียอีก แนวทางป้องกันจึงไม่ใช่เพียงการแพตช์ แต่ต้องออกแบบกระบวนการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบการใช้งานของผู้ดูแลอย่างเข้มงวด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้น
    ColdFusion อนุญาตให้ Admin เพิ่ม Remote File Shares ได้
    สามารถโหลดหรือรันโค้ดจาก Share ภายนอกได้โดยตรง
    ฟีเจอร์นี้ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางโจมตีจากภายในได้

    ผลกระทบ
    ผู้ดูแลสามารถรันโค้ดอันตรายผ่าน ColdFusion ได้
    อาจถูกใช้เพื่อ Lateral Movement ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น
    ColdFusion กลายเป็นตัวกลางแพร่กระจาย Payload

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
    การโจมตีจาก “คนในองค์กร” มักตรวจจับได้ยาก
    การให้สิทธิ์ Admin โดยไม่มีการตรวจสอบเป็นช่องโหว่เชิงนโยบาย
    ระบบที่เชื่อมต่อกันหลายเครื่องยิ่งเสี่ยงถูกโจมตีแบบลูกโซ่

    แนวทางป้องกัน
    จำกัดสิทธิ์ Admin เฉพาะงานที่จำเป็น
    เปิดใช้ Logging และตรวจสอบการเพิ่ม Remote Shares
    แยกเครือข่าย (Network Segmentation) เพื่อลดผลกระทบ

    https://securityonline.info/attacking-from-within-how-adobe-coldfusion-admins-can-weaponize-remote-shares/
    🧨 ช่องโหว่การโจมตีจากภายใน: ผู้ดูแล Adobe ColdFusion สามารถใช้ Remote Shares เป็นอาวุธได้ งานวิจัยด้านความปลอดภัยล่าสุดเปิดเผยว่า ผู้ดูแลระบบ (Admin) ของ Adobe ColdFusion สามารถใช้สิทธิ์ของตนเองโจมตีระบบจากภายในได้ โดยอาศัยการเชื่อมต่อ Remote File Shares ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่ใน ColdFusion อยู่แล้ว จุดอ่อนนี้ไม่ได้เป็น “ช่องโหว่” แบบผิดพลาดของซอฟต์แวร์ แต่เป็น “การออกแบบที่เสี่ยง” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลที่ไม่หวังดีสามารถใช้สิทธิ์ของตนเพื่อเข้าถึงไฟล์หรือรันโค้ดบนระบบอื่นได้อย่างง่ายดาย ปัญหาหลักเกิดจากความสามารถของ ColdFusion ที่อนุญาตให้ Admin เพิ่ม Remote Share แล้วนำไฟล์จากปลายทางนั้นมาใช้ในแอปพลิเคชัน เช่น การ include โค้ด, โหลดสคริปต์, หรือรันไฟล์ CFM จากเครื่องอื่น หากผู้ดูแลมีเจตนาร้าย พวกเขาสามารถชี้ไปยัง Share ที่ควบคุมเอง แล้วสั่งให้ ColdFusion รันโค้ดอันตรายได้ทันที โดยไม่ต้องเจาะระบบใด ๆ เพิ่มเติม เพราะสิทธิ์ Admin มีอยู่แล้ว ผลกระทบที่ตามมาคือ ผู้ดูแลสามารถใช้ ColdFusion เป็น “ตัวกลางโจมตี” ไปยังระบบอื่นในเครือข่าย เช่น การรัน Payload, การขโมยข้อมูล, การวาง WebShell หรือแม้แต่การเคลื่อนย้ายภายใน (Lateral Movement) ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่อกันอยู่ ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าองค์กรจำนวนมากมัก “ไว้ใจ Admin มากเกินไป” และลืมว่าการออกแบบระบบที่ให้สิทธิ์สูงโดยไม่มีการตรวจสอบหรือจำกัดขอบเขต อาจทำให้เกิดการโจมตีจากภายในได้ง่ายกว่าการโจมตีจากภายนอกเสียอีก แนวทางป้องกันจึงไม่ใช่เพียงการแพตช์ แต่ต้องออกแบบกระบวนการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบการใช้งานของผู้ดูแลอย่างเข้มงวด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้น ➡️ ColdFusion อนุญาตให้ Admin เพิ่ม Remote File Shares ได้ ➡️ สามารถโหลดหรือรันโค้ดจาก Share ภายนอกได้โดยตรง ➡️ ฟีเจอร์นี้ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางโจมตีจากภายในได้ ✅ ผลกระทบ ➡️ ผู้ดูแลสามารถรันโค้ดอันตรายผ่าน ColdFusion ได้ ➡️ อาจถูกใช้เพื่อ Lateral Movement ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น ➡️ ColdFusion กลายเป็นตัวกลางแพร่กระจาย Payload ‼️ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ⛔ การโจมตีจาก “คนในองค์กร” มักตรวจจับได้ยาก ⛔ การให้สิทธิ์ Admin โดยไม่มีการตรวจสอบเป็นช่องโหว่เชิงนโยบาย ⛔ ระบบที่เชื่อมต่อกันหลายเครื่องยิ่งเสี่ยงถูกโจมตีแบบลูกโซ่ ✅ แนวทางป้องกัน ➡️ จำกัดสิทธิ์ Admin เฉพาะงานที่จำเป็น ➡️ เปิดใช้ Logging และตรวจสอบการเพิ่ม Remote Shares ➡️ แยกเครือข่าย (Network Segmentation) เพื่อลดผลกระทบ https://securityonline.info/attacking-from-within-how-adobe-coldfusion-admins-can-weaponize-remote-shares/
    SECURITYONLINE.INFO
    Attacking from Within: How Adobe ColdFusion Admins Can Weaponize Remote Shares
    Adobe patches a critical ColdFusion flaw (CVE-2025-61808) that uses remote SMB shares and CAR files to bypass security and achieve total server takeover.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 44 มุมมอง 0 รีวิว
  • MediaTek เปิดปี 2026 ด้วยการยกเครื่องความปลอดภัยครั้งใหญ่สำหรับชิปมือถือ

    MediaTek เปิดศักราชใหม่ด้วยการออก Security Bulletin เดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นหนึ่งในการอัปเดตด้านความปลอดภัยครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท ครอบคลุมช่องโหว่จำนวนมากในชิปเซ็ตมือถือและ IoT หลายรุ่น โดยเฉพาะช่องโหว่ระดับร้ายแรงสูงในส่วนของ Modem Firmware ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารเครือข่ายมือถือ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสมาร์ตโฟนยุคปัจจุบัน

    รายงานระบุว่าช่องโหว่หลายรายการสามารถทำให้เครื่อง ค้าง, รีบูต, สูญเสียสัญญาณ หรือแม้แต่เปิดช่องให้รันโค้ดอันตราย (Arbitrary Code Execution) ได้ หากถูกโจมตีจากสัญญาณเครือข่ายที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยผู้ไม่หวังดี แม้ MediaTek จะยืนยันว่ายังไม่พบการโจมตีจริงในโลกภายนอก แต่ความร้ายแรงของช่องโหว่ทำให้ผู้ผลิตมือถือ Android ต้องรีบออกแพตช์ตามทันที

    หนึ่งในช่องโหว่ที่ถูกจับตามากที่สุดคือ CVE‑2025‑20794 (Stack Overflow) และ CVE‑2025‑20793 (Null Pointer Dereference) ซึ่งส่งผลต่อชิปเซ็ตจำนวนมาก รวมถึงตระกูล Dimensity ที่ใช้ในสมาร์ตโฟนระดับกลางถึงเรือธง นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ Out‑of‑Bounds Write (CVE‑2025‑20795) ในระบบ KeyInstall ซึ่งอาจทำให้หน่วยความจำสำคัญถูกเขียนทับได้

    นอกเหนือจากช่องโหว่ระดับสูง ยังมีช่องโหว่ระดับกลางอีกหลายสิบรายการในส่วนของ Display, Graphics, Battery, Power และ Deep Processing Engine (DPE) ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอย่าง Use‑After‑Free, Double‑Free, Integer Overflow และการคอร์รัปชันของหน่วยความจำในหลายกรณี ทำให้การอัปเดตครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ทุกรายที่ใช้ชิป MediaTek

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่ระดับร้ายแรงที่ถูกแก้ไข
    CVE‑2025‑20794 – Stack Overflow ในโมเด็ม
    CVE‑2025‑20793 – Null Pointer Dereference
    CVE‑2025‑20795 – Out‑of‑Bounds Write ใน KeyInstall
    ส่งผลต่อชิปหลายรุ่น รวมถึง Dimensity รุ่นยอดนิยม

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
    อาจทำให้เครื่องค้างหรือรีบูตเอง
    เสี่ยงต่อการรันโค้ดอันตรายผ่านสัญญาณเครือข่าย
    อุปกรณ์ IoT ที่ไม่ได้อัปเดตมีความเสี่ยงสูง

    การอัปเดตด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม
    แก้ไขช่องโหว่ระดับกลางจำนวนมากใน Display, Graphics, Battery และ DPE
    ป้องกันปัญหา Use‑After‑Free, Double‑Free และ Integer Overflow
    ครอบคลุมชิปเซ็ตหลายรุ่นตั้งแต่รุ่นเก่าไปจนถึงรุ่นใหม่

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้และผู้ผลิต
    ผู้ผลิต Android ต้องรีบปล่อยแพตช์ตาม MediaTek
    ผู้ใช้ควรอัปเดตระบบทันทีเมื่อมีแพตช์ OTA
    อุปกรณ์ที่หยุดซัพพอร์ตอาจยังคงมีความเสี่ยง

    https://securityonline.info/mediatek-kicks-off-2026-with-major-security-overhaul-for-mobile-chipsets/
    🔐 MediaTek เปิดปี 2026 ด้วยการยกเครื่องความปลอดภัยครั้งใหญ่สำหรับชิปมือถือ MediaTek เปิดศักราชใหม่ด้วยการออก Security Bulletin เดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นหนึ่งในการอัปเดตด้านความปลอดภัยครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท ครอบคลุมช่องโหว่จำนวนมากในชิปเซ็ตมือถือและ IoT หลายรุ่น โดยเฉพาะช่องโหว่ระดับร้ายแรงสูงในส่วนของ Modem Firmware ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารเครือข่ายมือถือ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสมาร์ตโฟนยุคปัจจุบัน รายงานระบุว่าช่องโหว่หลายรายการสามารถทำให้เครื่อง ค้าง, รีบูต, สูญเสียสัญญาณ หรือแม้แต่เปิดช่องให้รันโค้ดอันตราย (Arbitrary Code Execution) ได้ หากถูกโจมตีจากสัญญาณเครือข่ายที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยผู้ไม่หวังดี แม้ MediaTek จะยืนยันว่ายังไม่พบการโจมตีจริงในโลกภายนอก แต่ความร้ายแรงของช่องโหว่ทำให้ผู้ผลิตมือถือ Android ต้องรีบออกแพตช์ตามทันที หนึ่งในช่องโหว่ที่ถูกจับตามากที่สุดคือ CVE‑2025‑20794 (Stack Overflow) และ CVE‑2025‑20793 (Null Pointer Dereference) ซึ่งส่งผลต่อชิปเซ็ตจำนวนมาก รวมถึงตระกูล Dimensity ที่ใช้ในสมาร์ตโฟนระดับกลางถึงเรือธง นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ Out‑of‑Bounds Write (CVE‑2025‑20795) ในระบบ KeyInstall ซึ่งอาจทำให้หน่วยความจำสำคัญถูกเขียนทับได้ นอกเหนือจากช่องโหว่ระดับสูง ยังมีช่องโหว่ระดับกลางอีกหลายสิบรายการในส่วนของ Display, Graphics, Battery, Power และ Deep Processing Engine (DPE) ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอย่าง Use‑After‑Free, Double‑Free, Integer Overflow และการคอร์รัปชันของหน่วยความจำในหลายกรณี ทำให้การอัปเดตครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ทุกรายที่ใช้ชิป MediaTek 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่ระดับร้ายแรงที่ถูกแก้ไข ➡️ CVE‑2025‑20794 – Stack Overflow ในโมเด็ม ➡️ CVE‑2025‑20793 – Null Pointer Dereference ➡️ CVE‑2025‑20795 – Out‑of‑Bounds Write ใน KeyInstall ➡️ ส่งผลต่อชิปหลายรุ่น รวมถึง Dimensity รุ่นยอดนิยม ‼️ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ⛔ อาจทำให้เครื่องค้างหรือรีบูตเอง ⛔ เสี่ยงต่อการรันโค้ดอันตรายผ่านสัญญาณเครือข่าย ⛔ อุปกรณ์ IoT ที่ไม่ได้อัปเดตมีความเสี่ยงสูง ✅ การอัปเดตด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม ➡️ แก้ไขช่องโหว่ระดับกลางจำนวนมากใน Display, Graphics, Battery และ DPE ➡️ ป้องกันปัญหา Use‑After‑Free, Double‑Free และ Integer Overflow ➡️ ครอบคลุมชิปเซ็ตหลายรุ่นตั้งแต่รุ่นเก่าไปจนถึงรุ่นใหม่ ‼️ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้และผู้ผลิต ⛔ ผู้ผลิต Android ต้องรีบปล่อยแพตช์ตาม MediaTek ⛔ ผู้ใช้ควรอัปเดตระบบทันทีเมื่อมีแพตช์ OTA ⛔ อุปกรณ์ที่หยุดซัพพอร์ตอาจยังคงมีความเสี่ยง https://securityonline.info/mediatek-kicks-off-2026-with-major-security-overhaul-for-mobile-chipsets/
    SECURITYONLINE.INFO
    MediaTek Kicks Off 2026 with Major Security Overhaul for Mobile Chipsets
    MediaTek's Jan 2026 bulletin reveals critical modem flaws and memory corruption risks across dozens of chipsets. Update your device to stay safe!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 48 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑66518 ใน Apache Kyuubi เปิดให้เข้าถึงไฟล์บนเซิร์ฟเวอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต

    ช่องโหว่นี้เกิดจากการที่ Apache Kyuubi ไม่ทำ Path Normalization อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คำสั่งที่มีรูปแบบ ../ เพื่อเข้าถึงไฟล์ที่อยู่นอกเหนือจากไดเรกทอรีที่ถูกอนุญาตใน kyuubi.session.local.dir.allow.list ได้ แม้ผู้ดูแลระบบจะตั้งค่าจำกัดไว้แล้วก็ตาม

    ผลลัพธ์คือ ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เพียงเล็กน้อย (Low Privilege) แต่สามารถเชื่อมต่อผ่าน Kyuubi frontend protocols จะสามารถอ่านไฟล์ภายในเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ควรเข้าถึงได้ เช่น ไฟล์คอนฟิก ไฟล์ระบบ หรือข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) หรือการเตรียมโจมตีขั้นต่อไปได้

    ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ Apache Kyuubi เวอร์ชัน 1.6.0 ถึง 1.10.2 และได้รับการแก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 1.10.3 ขึ้นไป ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว นอกจากนี้ Apache ยังระบุว่าเป็นช่องโหว่ประเภท Path Traversal (CWE‑27) ซึ่งเป็นรูปแบบการโจมตีที่พบได้บ่อยในระบบที่จัดการไฟล์ไม่รัดกุม

    ด้วยคะแนนความรุนแรง CVSS 8.8 (High Severity) ช่องโหว่นี้ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับองค์กรที่ใช้ Kyuubi ในงาน Big Data, Spark, หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Multi‑tenant ซึ่งมักมีผู้ใช้หลายระดับสิทธิ์ร่วมกันในระบบเดียว ทำให้โอกาสถูกโจมตีจากผู้ใช้ภายในเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดช่องโหว่
    ชนิดช่องโหว่: Path Traversal (CWE‑27)
    ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงไฟล์ที่อยู่นอก allow‑list ได้
    เกิดจากการไม่ normalize path อย่างถูกต้อง

    เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ
    Apache Kyuubi 1.6.0 – 1.10.2

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
    การเข้าถึงไฟล์สำคัญบนเซิร์ฟเวอร์
    ความเสี่ยงต่อ Privilege Escalation
    อาจถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีขั้นสูง

    วิธีป้องกัน
    อัปเดตเป็น Kyuubi 1.10.3 หรือสูงกว่า ทันที
    ตรวจสอบการตั้งค่า allow‑list และสิทธิ์ผู้ใช้
    เปิดระบบ Logging เพื่อตรวจจับการเข้าถึงไฟล์ผิดปกติ

    https://securityonline.info/cve-2025-66518-high-severity-flaw-in-apache-kyuubi-exposes-local-server-files/
    🔥 ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑66518 ใน Apache Kyuubi เปิดให้เข้าถึงไฟล์บนเซิร์ฟเวอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้เกิดจากการที่ Apache Kyuubi ไม่ทำ Path Normalization อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คำสั่งที่มีรูปแบบ ../ เพื่อเข้าถึงไฟล์ที่อยู่นอกเหนือจากไดเรกทอรีที่ถูกอนุญาตใน kyuubi.session.local.dir.allow.list ได้ แม้ผู้ดูแลระบบจะตั้งค่าจำกัดไว้แล้วก็ตาม ผลลัพธ์คือ ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เพียงเล็กน้อย (Low Privilege) แต่สามารถเชื่อมต่อผ่าน Kyuubi frontend protocols จะสามารถอ่านไฟล์ภายในเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ควรเข้าถึงได้ เช่น ไฟล์คอนฟิก ไฟล์ระบบ หรือข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) หรือการเตรียมโจมตีขั้นต่อไปได้ ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ Apache Kyuubi เวอร์ชัน 1.6.0 ถึง 1.10.2 และได้รับการแก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 1.10.3 ขึ้นไป ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว นอกจากนี้ Apache ยังระบุว่าเป็นช่องโหว่ประเภท Path Traversal (CWE‑27) ซึ่งเป็นรูปแบบการโจมตีที่พบได้บ่อยในระบบที่จัดการไฟล์ไม่รัดกุม ด้วยคะแนนความรุนแรง CVSS 8.8 (High Severity) ช่องโหว่นี้ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับองค์กรที่ใช้ Kyuubi ในงาน Big Data, Spark, หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Multi‑tenant ซึ่งมักมีผู้ใช้หลายระดับสิทธิ์ร่วมกันในระบบเดียว ทำให้โอกาสถูกโจมตีจากผู้ใช้ภายในเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดช่องโหว่ ➡️ ชนิดช่องโหว่: Path Traversal (CWE‑27) ➡️ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงไฟล์ที่อยู่นอก allow‑list ได้ ➡️ เกิดจากการไม่ normalize path อย่างถูกต้อง ✅ เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ ➡️ Apache Kyuubi 1.6.0 – 1.10.2 ‼️ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ⛔ การเข้าถึงไฟล์สำคัญบนเซิร์ฟเวอร์ ⛔ ความเสี่ยงต่อ Privilege Escalation ⛔ อาจถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีขั้นสูง ✅ วิธีป้องกัน ➡️ อัปเดตเป็น Kyuubi 1.10.3 หรือสูงกว่า ทันที ➡️ ตรวจสอบการตั้งค่า allow‑list และสิทธิ์ผู้ใช้ ➡️ เปิดระบบ Logging เพื่อตรวจจับการเข้าถึงไฟล์ผิดปกติ https://securityonline.info/cve-2025-66518-high-severity-flaw-in-apache-kyuubi-exposes-local-server-files/
    SECURITYONLINE.INFO
    CVE-2025-66518: High-Severity Flaw in Apache Kyuubi Exposes Local Server Files
    Apache Kyuubi patches a high-severity 8.8 CVSS flaw (CVE-2025-66518) that allows unauthorized local file access via path traversal. Update to v1.10.3!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 45 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 แนวทางยกระดับทักษะ Linux ของคุณในปี 2026

    บทความนี้พูดถึง “เป้าหมายปีใหม่สำหรับผู้ใช้ Linux” ที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือผู้ใช้ระดับกลางที่เริ่มรู้สึกว่าใช้งาน Linux ได้คล่องแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าควรต่อยอดไปทางไหน ผู้เขียนเสนอ 5 เส้นทางที่ช่วยให้คุณเข้าใจระบบมากขึ้น ทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์ ระบบอัตโนมัติ เครือข่าย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับระบบ

    หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการสร้าง Homelab ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสโลกของ Linux ในมุมมองของ “เซิร์ฟเวอร์จริง” เช่น การจัดการบริการ การสำรองข้อมูล และการดูแล uptime นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้เรียนรู้ Docker เพื่อให้สามารถจัดการแอปแบบ containerized ได้อย่างยืดหยุ่น และไม่ผูกติดกับระบบ Homelab สำเร็จรูป

    บทความยังชวนให้ลองสร้าง Smart Home แบบ Linux-powered ผ่าน Home Assistant เพื่อเรียนรู้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT, Automation และ API ต่าง ๆ รวมถึงการทดลองเชิงลึกกับ Kernel เช่น การคอมไพล์หรือทดสอบ Kernel แบบต่าง ๆ เพื่อเข้าใจระบบปฏิบัติการในระดับล่างมากขึ้น

    สุดท้าย ผู้เขียนแนะนำให้ลองศึกษาการเขียนโปรแกรมระดับระบบ เช่น System Programming หรือ eBPF เพื่อเข้าใจการทำงานของ Linux ตั้งแต่ระดับ Process, Memory, Syscalls ไปจนถึงการสังเกตการณ์ Kernel แบบเรียลไทม์ และยังมี Bonus Resolution คือการลองใช้ Immutable Linux Distro อย่าง NixOS เพื่อท้าทายตัวเองในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    1️⃣ เริ่มต้นทำ Homelab
    ใช้เครื่องเก่าหรือ Raspberry Pi ก็เริ่มได้
    เรียนรู้เรื่องบริการ เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการข้อมูล

    2️⃣ เรียนรู้ Docker
    เข้าใจพื้นฐาน Container, Image, Volume, Compose
    ทำให้ไม่ต้องพึ่งระบบ Homelab สำเร็จรูป

    3️⃣ สร้าง Smart Home ด้วย Linux
    ใช้ Home Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ IoT
    เรียนรู้ Automation, Networking และ API

    คำเตือนด้าน Smart Home
    ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์
    อุปกรณ์บางยี่ห้ออาจเก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป

    4️⃣ ลงลึกด้าน Kernel และ Performance
    ทดลองคอมไพล์ Kernel หรือใช้ Kernel แบบ Low-latency
    เรียนรู้ Scheduler, Flags และการ Benchmark

    5️⃣ เรียนรู้ System Programming หรือ eBPF
    เข้าใจการทำงานระดับล่างของ Linux
    ใช้ eBPF วิเคราะห์ระบบแบบเรียลไทม์

    คำเตือนด้านการทดลอง Kernel
    ไม่ควรทำบนเครื่องหลัก
    อาจทำให้ระบบพังหากตั้งค่าผิด

    Bonus: ลองใช้ Immutable Linux Distro
    เช่น NixOS เพื่อท้าทายตัวเอง
    เรียนรู้ระบบที่ใช้การกำหนดค่าผ่านไฟล์เดียว

    https://itsfoss.com/news/linux-resolutions-2026/
    🐧✨ 5 แนวทางยกระดับทักษะ Linux ของคุณในปี 2026 บทความนี้พูดถึง “เป้าหมายปีใหม่สำหรับผู้ใช้ Linux” ที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือผู้ใช้ระดับกลางที่เริ่มรู้สึกว่าใช้งาน Linux ได้คล่องแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าควรต่อยอดไปทางไหน ผู้เขียนเสนอ 5 เส้นทางที่ช่วยให้คุณเข้าใจระบบมากขึ้น ทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์ ระบบอัตโนมัติ เครือข่าย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับระบบ หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการสร้าง Homelab ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสโลกของ Linux ในมุมมองของ “เซิร์ฟเวอร์จริง” เช่น การจัดการบริการ การสำรองข้อมูล และการดูแล uptime นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้เรียนรู้ Docker เพื่อให้สามารถจัดการแอปแบบ containerized ได้อย่างยืดหยุ่น และไม่ผูกติดกับระบบ Homelab สำเร็จรูป บทความยังชวนให้ลองสร้าง Smart Home แบบ Linux-powered ผ่าน Home Assistant เพื่อเรียนรู้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT, Automation และ API ต่าง ๆ รวมถึงการทดลองเชิงลึกกับ Kernel เช่น การคอมไพล์หรือทดสอบ Kernel แบบต่าง ๆ เพื่อเข้าใจระบบปฏิบัติการในระดับล่างมากขึ้น สุดท้าย ผู้เขียนแนะนำให้ลองศึกษาการเขียนโปรแกรมระดับระบบ เช่น System Programming หรือ eBPF เพื่อเข้าใจการทำงานของ Linux ตั้งแต่ระดับ Process, Memory, Syscalls ไปจนถึงการสังเกตการณ์ Kernel แบบเรียลไทม์ และยังมี Bonus Resolution คือการลองใช้ Immutable Linux Distro อย่าง NixOS เพื่อท้าทายตัวเองในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ 1️⃣ เริ่มต้นทำ Homelab ➡️ ใช้เครื่องเก่าหรือ Raspberry Pi ก็เริ่มได้ ➡️ เรียนรู้เรื่องบริการ เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการข้อมูล 2️⃣ เรียนรู้ Docker ➡️ เข้าใจพื้นฐาน Container, Image, Volume, Compose ➡️ ทำให้ไม่ต้องพึ่งระบบ Homelab สำเร็จรูป 3️⃣ สร้าง Smart Home ด้วย Linux ➡️ ใช้ Home Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ IoT ➡️ เรียนรู้ Automation, Networking และ API ‼️ คำเตือนด้าน Smart Home ⛔ ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ ⛔ อุปกรณ์บางยี่ห้ออาจเก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป 4️⃣ ลงลึกด้าน Kernel และ Performance ➡️ ทดลองคอมไพล์ Kernel หรือใช้ Kernel แบบ Low-latency ➡️ เรียนรู้ Scheduler, Flags และการ Benchmark 5️⃣ เรียนรู้ System Programming หรือ eBPF ➡️ เข้าใจการทำงานระดับล่างของ Linux ➡️ ใช้ eBPF วิเคราะห์ระบบแบบเรียลไทม์ ‼️ คำเตือนด้านการทดลอง Kernel ⛔ ไม่ควรทำบนเครื่องหลัก ⛔ อาจทำให้ระบบพังหากตั้งค่าผิด ✅ Bonus: ลองใช้ Immutable Linux Distro ➡️ เช่น NixOS เพื่อท้าทายตัวเอง ➡️ เรียนรู้ระบบที่ใช้การกำหนดค่าผ่านไฟล์เดียว https://itsfoss.com/news/linux-resolutions-2026/
    ITSFOSS.COM
    5 Linux Resolutions to Level Up Your Skills in 2026
    Actually, these are mostly based on my New Year resolutions, and not all of these will be applicable to you, but you will surely find one or two to add to your new year resolution as a desktop Linux user.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 50 มุมมอง 0 รีวิว
  • COCOS 4 เปิดซอร์สเต็มรูปแบบ—ก้าวใหม่ของเอนจินเกมเอเชียสู่เวทีโลก

    COCOS ซึ่งเป็นเอนจินเกมยอดนิยมในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะเกมมือถือและเกมเบา ๆ ได้ประกาศข่าวใหญ่รับปี 2026 ด้วยการเปิดตัว COCOS 4 ภายใต้ MIT License แบบโอเพ่นซอร์สเต็มรูปแบบ หลังจากที่บริษัท SUD เข้าซื้อกิจการในปี 2025 ด้วยมูลค่า 72 ล้านดอลลาร์ การเปิดซอร์สครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของแพลตฟอร์มเกมที่เคยเป็นแบบ proprietary มาก่อน

    การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการแยก Engine ออกจาก Editor อย่างชัดเจน โดย COCOS หมายถึง “เอนจิน” เท่านั้น ส่วน IDE ใหม่ชื่อ PinK จะรับหน้าที่เป็นเครื่องมือพัฒนาแบบเต็มรูปแบบ พร้อมระบบ Agents และฟีเจอร์ด้านภาพที่ย้ายมาจาก Cocos Creator เดิม การเปิดซอร์สครั้งนี้ยังรวมถึง engine core, cross‑platform code, COCOS CLI และโหมด headless ของ IDE

    SUD ระบุว่าการเปิดซอร์สไม่ใช่เพื่อการค้าโดยตรง แต่เพื่อสร้างระบบนิเวศนักพัฒนาให้เติบโต โดยเฉพาะการผลักดันให้ COCOS กลายเป็น AI‑native engine ที่ AI สามารถอ่านโค้ดและช่วยพัฒนาได้ง่ายขึ้น พร้อมหวังให้เกิด Pull Requests จำนวนมากเพื่อสร้าง “วงจรพัฒนาแบบฟีดแบ็กลูป” ที่แข็งแรงขึ้นในระดับโลก

    ในด้านทิศทางการพัฒนา COCOS 4 ยังคงต่อยอดจาก Creator 3.x พร้อมรองรับ SemVer อย่างเคร่งครัด ฟีเจอร์ใหม่จะมาในรูปแบบ MCPs/Agents ตัวเอนจินจะเบาขึ้น เร็วขึ้น และรองรับแพลตฟอร์มมากขึ้น เช่น Steam พร้อมแก้บั๊กเก่า ๆ อย่าง Spine และปรับปรุงประสิทธิภาพด้าน rich text และ lists นอกจากนี้นักพัฒนายังสามารถแก้ไขทุกส่วนของเอนจิน หรือแม้แต่สร้างเอนจินใหม่จาก COCOS 4 ได้เลย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากข่าว
    COCOS 4 เปิดซอร์สภายใต้ MIT License
    Engine และ Editor แยกออกจากกันอย่างเป็นทางการ
    PinK กลายเป็น IDE ใหม่พร้อมระบบ Agents
    รวม engine core, cross‑platform code, CLI และ headless IDE

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    การเปลี่ยนผ่านจาก Cocos Creator อาจทำให้ผู้ใช้เดิมต้องปรับตัว
    ฟีเจอร์บางอย่างจะย้ายไป PinK ในอนาคต อาจเกิด fragmentation ชั่วคราว
    การเปิดซอร์สอาจดึงดูดโค้ดจากหลายทิศทาง ต้องมีการจัดการคุณภาพ

    ทิศทางการพัฒนาในอนาคต
    เน้น AI‑native development ผ่าน MCPs/Agents
    เอนจินเบาและเร็วขึ้น รองรับอุปกรณ์หลากหลาย
    ขยายแพลตฟอร์มไปยัง Steam และอื่น ๆ

    ความเสี่ยงด้าน ecosystem
    การพึ่งพา community contributions อาจทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ
    ผู้พัฒนาเกมเชิงพาณิชย์ต้องประเมินความเสถียรของเวอร์ชันใหม่

    https://itsfoss.com/news/cocos-4-game-engine/
    🎮✨ COCOS 4 เปิดซอร์สเต็มรูปแบบ—ก้าวใหม่ของเอนจินเกมเอเชียสู่เวทีโลก COCOS ซึ่งเป็นเอนจินเกมยอดนิยมในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะเกมมือถือและเกมเบา ๆ ได้ประกาศข่าวใหญ่รับปี 2026 ด้วยการเปิดตัว COCOS 4 ภายใต้ MIT License แบบโอเพ่นซอร์สเต็มรูปแบบ หลังจากที่บริษัท SUD เข้าซื้อกิจการในปี 2025 ด้วยมูลค่า 72 ล้านดอลลาร์ การเปิดซอร์สครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของแพลตฟอร์มเกมที่เคยเป็นแบบ proprietary มาก่อน การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการแยก Engine ออกจาก Editor อย่างชัดเจน โดย COCOS หมายถึง “เอนจิน” เท่านั้น ส่วน IDE ใหม่ชื่อ PinK จะรับหน้าที่เป็นเครื่องมือพัฒนาแบบเต็มรูปแบบ พร้อมระบบ Agents และฟีเจอร์ด้านภาพที่ย้ายมาจาก Cocos Creator เดิม การเปิดซอร์สครั้งนี้ยังรวมถึง engine core, cross‑platform code, COCOS CLI และโหมด headless ของ IDE SUD ระบุว่าการเปิดซอร์สไม่ใช่เพื่อการค้าโดยตรง แต่เพื่อสร้างระบบนิเวศนักพัฒนาให้เติบโต โดยเฉพาะการผลักดันให้ COCOS กลายเป็น AI‑native engine ที่ AI สามารถอ่านโค้ดและช่วยพัฒนาได้ง่ายขึ้น พร้อมหวังให้เกิด Pull Requests จำนวนมากเพื่อสร้าง “วงจรพัฒนาแบบฟีดแบ็กลูป” ที่แข็งแรงขึ้นในระดับโลก ในด้านทิศทางการพัฒนา COCOS 4 ยังคงต่อยอดจาก Creator 3.x พร้อมรองรับ SemVer อย่างเคร่งครัด ฟีเจอร์ใหม่จะมาในรูปแบบ MCPs/Agents ตัวเอนจินจะเบาขึ้น เร็วขึ้น และรองรับแพลตฟอร์มมากขึ้น เช่น Steam พร้อมแก้บั๊กเก่า ๆ อย่าง Spine และปรับปรุงประสิทธิภาพด้าน rich text และ lists นอกจากนี้นักพัฒนายังสามารถแก้ไขทุกส่วนของเอนจิน หรือแม้แต่สร้างเอนจินใหม่จาก COCOS 4 ได้เลย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากข่าว ➡️ COCOS 4 เปิดซอร์สภายใต้ MIT License ➡️ Engine และ Editor แยกออกจากกันอย่างเป็นทางการ ➡️ PinK กลายเป็น IDE ใหม่พร้อมระบบ Agents ➡️ รวม engine core, cross‑platform code, CLI และ headless IDE ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ การเปลี่ยนผ่านจาก Cocos Creator อาจทำให้ผู้ใช้เดิมต้องปรับตัว ⛔ ฟีเจอร์บางอย่างจะย้ายไป PinK ในอนาคต อาจเกิด fragmentation ชั่วคราว ⛔ การเปิดซอร์สอาจดึงดูดโค้ดจากหลายทิศทาง ต้องมีการจัดการคุณภาพ ✅ ทิศทางการพัฒนาในอนาคต ➡️ เน้น AI‑native development ผ่าน MCPs/Agents ➡️ เอนจินเบาและเร็วขึ้น รองรับอุปกรณ์หลากหลาย ➡️ ขยายแพลตฟอร์มไปยัง Steam และอื่น ๆ ‼️ ความเสี่ยงด้าน ecosystem ⛔ การพึ่งพา community contributions อาจทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ⛔ ผู้พัฒนาเกมเชิงพาณิชย์ต้องประเมินความเสถียรของเวอร์ชันใหม่ https://itsfoss.com/news/cocos-4-game-engine/
    ITSFOSS.COM
    First Good News of 2026!COCOS 4 Game Engine Goes Open Source
    Previously proprietary, this game engine is now fully open source.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 62 มุมมอง 0 รีวิว