• หมากรุก ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 4
    หลังจากสับคอต่อ คู่แข่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เยอรมัน กับญี่ปุ่น จนคอตั้งหัวตรงบนบ่าไม่เป็น ไปเรียบร้อยในปี ค.ศ.1945 ตลอดเวลา 70 ปี หลังจากนั้น อเมริกาก็คร่ำเคร่ง อยู่กับการวางกองกำลังหลายชั้น สลับซับซ้อน เพื่อเป็นการปิดล้อมรัสเซียกับจีน รายหนึ่งอยู่ heartland กล่องดวงใจของยูเรเซีย อีกราย แม้จะอยู่นอกกล่อง แต่ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ไม่ใช่ห่างคนละซีกโลกเหมือนตัว เกิดเขาเอื้อมมาคว้าเอากล่องดวงใจไปครองได้ก่อน อเมริกาจะทำยังไง คิดแล้วก็เสียวจนปวดท้อง อย่างนี้ มันก็ต้องวางแผนซ่อนกันหน่อย
    อเมริกาเห็นตัวอย่าง จากการเป็นผู้นำโลกของจักรภพอังกฤษ ที่(เคย) เป็นนักล่าอาณานิคมหมายเลขหนึ่ง มีจุดโหว่แยะ อเมริกาจึงสร้างเสื้อคลุมประชาธิปไตย มาใส่หลอกชาวบ้าน เพื่อปิดจุดโหว่ ทำเป็นปิด แต่ ยุทธศาสตร์ของจริงอเมริกา ก็ไม่ได้ต่างกับของอังกฤษ มันเป็นการสร้างจักรวรรดิอเมริกา ขึ้นมาแทนที่จักรภพอังกฤษ เพื่อมาเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีเป้าหมายที่จะไม่ให้รัสเซีย หรือจีน เข้ามาชิงตำแหน่งมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งนี้ไปอย่างเด็ดขาด
    อันที่จริงในปี ค.ศ.1943 สองปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง ครูแมคซึ่งแก่มากแล้ว แต่ยังมองโลกกลมเหมือนเดิม ได้เขียนบทความชื่อ ” The Round World and the Winning of Peace” โลกกลมกับชัยชนะของสันติภาพ ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ที่ใหญ่คับโลก เตือนสติอเมริกา ไว้ว่า
    …..”dream of a global air power” would not change geopolitical basics … If the Soviet Union emerges from this war as conqueror of Germany .. she must rank as the greatest land power on the globe… controlling the greatest natural fortress on earth”
    …..ความฝันของการเป็นเจ้าแห่งเวหา ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …..ถ้าโซเวียต เกิดเป็นผู้ชนะเยอรมันในสงครามครั้งนี้ โซเวียตจะกลายเป็นมหาอำนาจใหญ่ยิ่งแห่งภาคพื้นดินของโลก …และเป็นผู้ครอบครองดินแดน ที่มีป้อมปราการทางธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้….
    ดูเหมือนบทความของครูแมค จะกลายเป็นตัวเร่ง ให้อเมริกาออกคำสั่งประหารสหภาพโซเวียต
    และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อเมริกาก็ประกาศศักราชแห่งเสรีภาพ Pax Americana ด้วยการเริ่มรายการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ที่อยู่ฝ่ายเดียวกันในตอนทำสงครามโลก โดยการใช้อำนาจทางกองทัพเรือของตน รายล้อมรอบยูเรเซียไว้จนหมดสิ้น เสื้อคลุมเสรีภาพทำงานหนักมาก
    – กองทัพเรือที่ 6 ตั้งฐานไว้ที่เมืองเนเปิลส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 เพื่อควบคุมมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
    – กองทัพเรือที่ 7 ตั้งฐานไว้ที่อ่าวซูบิคของฟิลิปปีนส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 เพื่อควบคุมแปซิฟิคด้านตะวันตก
    – กองทัพเรือที่ 5 ตั้งฐานไว้ที่บาห์เรน ที่อ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995
    ทั้ง heartland และ rimland อยู่ในวงล้อมเรียบร้อย
    ต่อจากนั้น อเมริกาก็ใช้อำนาจทางด้านการทูต เข้ามาเสริมการปิดล้อมทางทหารอีกชั้น ด้วยการลากและจูงลูกหาบ มาเป็นสมาชิกองค์กรนาโต้ The North Atlantic Treaty Organization ในปี ค.ศ.1949
    ยังไม่พอใช่ไหม เสื้อคลุมเสรีภาพยังครอบคลุมไม่พอ ….. อเมริกาจึงตั้ง The Middle East Treaty Organization ในปี ค.ศ.1955
    อ้าว แล้วแถวเอเซียล่ะ….ไม่รอดหรอกน่า…. แล้ว The Southeast Asia Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันว่า ซีโต้ ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1954 และ US -Japan Securty Treaty ในปี ค.ศ.1951 ก็ตามมา
    ถึงปี ค.ศ.1955 อเมริกาตั้งเครือข่ายฐานทัพไว้เกือบทั่วโลก ประมาณ 450 ฐานทัพ ใน 36 ประเทศ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมรัสเซียและจีน เป็นยุทธศาสตร์ ที่เหมือนบังเอิญสร้างจากทฤษฏีครูแมค ทั้งปิดทั้งล้อม พวกที่อยู่บนแผ่นดิน โดยพวกที่อยู่บนเกาะ…
    สงครามเย็นเลิกในปี ค.ศ.1991 แต่การปิดล้อมรัสเซียกับจีน กลับเพิ่มมากขึ้น ฐานทัพอเมริกันเพิ่มเป็นกว่า 700 แห่ง มีเครื่องบินรบประมาณ 1,763 เครื่อง ประจำการพร้อมรบ มีอาวุธนิวเคลียร์และระบบต้านการโจมตีทางจรวดกว่า 1,000 ชุด มีเรือรบประมาณ 600 ลำ รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ 15 ลูก ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม
    อ่าวเปอร์เซีย ถูกเลือกให้เป็นจุดศูนย์กลาง ของยุทธศาสตร์ของอเมริกาในการปิดล้อม World Island และบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จึงถูกอเมริกาเข้าไปแทรกแซงมากที่สุด ทั้งทางตรง ทางอ้อม เปิดเผย และแปลงตัว หรือ พรางตัว
    การปฏิวัติในอิหร่านเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง การโค่นล้มซัดดัมแห่งอิรัค การสร้างนักรบมูจาฮิดีนของอาฟกานิสถาน ทั้งหมดล้วนเป็นแผนตามยุทธศาสตร์ของอเมริกา ที่ต้องการสร้างความสั่นคลอนให้กับโซเวียตในทางตรง และทางอ้อมทั้งสิ้น ถ้าเอาแผนที่มาดูบริเวณที่ตั้งของประเทศเหล่านี้ คงจะเข้าใจการเดินหมากของอเมริกามากขึ้น
    ขนาดเจอแผนตามยุทธศาสตร์ แบบจัดหนักขนาดนี้ แต่โซเวียตก็ยังไม่ตายสนิทสมใจอเมริกา ไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ที่ปรึกษาของพณฯ ท่านถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ จึงเสนอให้ใช้ปฏิบัติการ Operation Cyclone ในช่วงปี ค.ศ.1980 กว่าๆ ที่ใช้งบสูงถึงปีละประมาณ 500 ล้านเหรียญ เพื่อจัดตั้งกองทัพมุสลิม เอาไว้โจมตีเอเซียกลาง และจัดส่งอิสลามหัวรุนแรงเข้าไปในโซเวียต heartland
    ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับกองทัพของอาฟกานิสถาน ที่เคยเป็นเพื่อนกับโซเวียต และค่อยๆแซะให้ยุโรปตะวันออก แยกตัวมาจากการเกาะกลุ่มกับโซเวียต
    เมื่อมีผู้ถามไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้ ภายหลังว่า คิดยังไงถึงสร้างกองกำลังมุสลิม ที่ภายหลังก็กลายเป็นปัญหากับอเมริกาเอง ไอ้คุณแสบย้อนถามกลับว่า อะไรสำคัญกว่าในประวัติศาสตร์ของโลก พวกตาลีบัน หรือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต?
    คำตอบนี้ น่าจะทำให้เราเริ่มรู้จัก “ยุทธศาสตร์” ของอเมริกา….
    แม้อเมริกาจะมีชัยชนะจากสงครามเย็น โซเวียตล่มสลายตามแผน แต่ชัยชนะนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ของ World Island ได้
    หลังจากทุบกำแพงเบอร์ลินทิ้งลง ในปี ค.ศ.1989 อเมริกาก็รีบร่างนโยบายต่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นปฏิบัติการยุค “หลัง” สงครามเย็น มันก็คือการปิดล้อมต่อนั่นแหละ แต่มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการยึดอ่าวเปอร์เซียเป็นที่มั่น โดยใช้การบุกคูเวตของซัดดัมเป็นข้ออ้าง…
    ปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกาบุกอิรัค Paul Kennedy นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่เห็นพ้องกับทฤษฏีของครูแมค ได้เขียนในสื่ออังกฤษ The Guardian ว่า … ขณะนี้ ทหารจำนวนหลายแสนของอเมริกา กำลังอยู่ที่ชายขอบ rimland ของยูเรเซีย ดูเหมือนว่า อเมริกากำลังเดินตามคำเตือนของครูแมค โดยมุ่งมั่นที่จะควบคุม ” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ” the geographical pivot of history
    เวลาผ่านไป อเมริกาก็เพิ่มการปิดล้อม เหนือชั้นขึ้นไปอีก แค่เอาทหารไปประจำการ boots on the ground มันยังล้อมไม่ถึงใจ ครอบคลุมไม่ได้หมด อเมริกาจึงใช้ ลูกตา และอาวุธลอยฟ้า ที่เรียกว่า “โดรน” drone เพิ่มเข้ามา
    ปี ค.ศ.2011 กองทัพอากาศอเมริกันร่วมงานกับซีไอเอ สร้างฐานโดรนขึ้นมารอบ World Island ตั้งแต่ ซินโยเนลลาในซิซีลี ไปจนถึง อินเซอลิกที่ตุรกี ลงมาที่จิบูติ ตรงทะเลแดง ขึ้นไปที่กาตาร์ อาบูดาบี ที่อ่าวเปอร์เซีย ออกมาต่อที่หมู่เกาะซีเชลล์ ในมหาสมุทรอินเดีย จาลาละบัด โคสต์ กันดาหาร์ ชินดัน ในอาฟกานิสถาน ลงมาแปซิฟิก แซมบิโอก้า ในฟิลิปปินส์ รวมทั้งที่สนามบินแอนเดอร์สัน ที่เกาะกวม โฮ๊ย… ไล่อ่านชื่อตามแผนที่เสียลูกตาแทบหลุด
    เพนตากอนจ่ายเงิน สำหรับโครนลอยฟ้าไปแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสร้างฝูงโดรนตาเหยี่ยว Global Hawk 99 ตัว ที่ติดตั้งกล้องสำรวจพื้นที่รัศมีหลายร้อยไมล์ มีเครื่องอีเลคโทรนิคที่พร้อมสื่อสารเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 35 ชั่วโมง และในระยะทางไม่น้อยกว่า 8,700 ไมล์
    แค่เขียนเล่าก็เหนื่อยแล้วครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าอะไร ถ้ามันบ้าทฤษฏีครูแมคนัก ทำไมมันไม่ได้คิดต่อจากที่ครูแมคพูดเลยหรือ … แม้แต่การเป็นเจ้าเวหา ก็ใช่ว่าจะเอาชนะรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ ….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    25 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 4 หลังจากสับคอต่อ คู่แข่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เยอรมัน กับญี่ปุ่น จนคอตั้งหัวตรงบนบ่าไม่เป็น ไปเรียบร้อยในปี ค.ศ.1945 ตลอดเวลา 70 ปี หลังจากนั้น อเมริกาก็คร่ำเคร่ง อยู่กับการวางกองกำลังหลายชั้น สลับซับซ้อน เพื่อเป็นการปิดล้อมรัสเซียกับจีน รายหนึ่งอยู่ heartland กล่องดวงใจของยูเรเซีย อีกราย แม้จะอยู่นอกกล่อง แต่ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ไม่ใช่ห่างคนละซีกโลกเหมือนตัว เกิดเขาเอื้อมมาคว้าเอากล่องดวงใจไปครองได้ก่อน อเมริกาจะทำยังไง คิดแล้วก็เสียวจนปวดท้อง อย่างนี้ มันก็ต้องวางแผนซ่อนกันหน่อย อเมริกาเห็นตัวอย่าง จากการเป็นผู้นำโลกของจักรภพอังกฤษ ที่(เคย) เป็นนักล่าอาณานิคมหมายเลขหนึ่ง มีจุดโหว่แยะ อเมริกาจึงสร้างเสื้อคลุมประชาธิปไตย มาใส่หลอกชาวบ้าน เพื่อปิดจุดโหว่ ทำเป็นปิด แต่ ยุทธศาสตร์ของจริงอเมริกา ก็ไม่ได้ต่างกับของอังกฤษ มันเป็นการสร้างจักรวรรดิอเมริกา ขึ้นมาแทนที่จักรภพอังกฤษ เพื่อมาเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีเป้าหมายที่จะไม่ให้รัสเซีย หรือจีน เข้ามาชิงตำแหน่งมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งนี้ไปอย่างเด็ดขาด อันที่จริงในปี ค.ศ.1943 สองปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง ครูแมคซึ่งแก่มากแล้ว แต่ยังมองโลกกลมเหมือนเดิม ได้เขียนบทความชื่อ ” The Round World and the Winning of Peace” โลกกลมกับชัยชนะของสันติภาพ ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ที่ใหญ่คับโลก เตือนสติอเมริกา ไว้ว่า …..”dream of a global air power” would not change geopolitical basics … If the Soviet Union emerges from this war as conqueror of Germany .. she must rank as the greatest land power on the globe… controlling the greatest natural fortress on earth” …..ความฝันของการเป็นเจ้าแห่งเวหา ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …..ถ้าโซเวียต เกิดเป็นผู้ชนะเยอรมันในสงครามครั้งนี้ โซเวียตจะกลายเป็นมหาอำนาจใหญ่ยิ่งแห่งภาคพื้นดินของโลก …และเป็นผู้ครอบครองดินแดน ที่มีป้อมปราการทางธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้…. ดูเหมือนบทความของครูแมค จะกลายเป็นตัวเร่ง ให้อเมริกาออกคำสั่งประหารสหภาพโซเวียต และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อเมริกาก็ประกาศศักราชแห่งเสรีภาพ Pax Americana ด้วยการเริ่มรายการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ที่อยู่ฝ่ายเดียวกันในตอนทำสงครามโลก โดยการใช้อำนาจทางกองทัพเรือของตน รายล้อมรอบยูเรเซียไว้จนหมดสิ้น เสื้อคลุมเสรีภาพทำงานหนักมาก – กองทัพเรือที่ 6 ตั้งฐานไว้ที่เมืองเนเปิลส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 เพื่อควบคุมมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน – กองทัพเรือที่ 7 ตั้งฐานไว้ที่อ่าวซูบิคของฟิลิปปีนส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 เพื่อควบคุมแปซิฟิคด้านตะวันตก – กองทัพเรือที่ 5 ตั้งฐานไว้ที่บาห์เรน ที่อ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 ทั้ง heartland และ rimland อยู่ในวงล้อมเรียบร้อย ต่อจากนั้น อเมริกาก็ใช้อำนาจทางด้านการทูต เข้ามาเสริมการปิดล้อมทางทหารอีกชั้น ด้วยการลากและจูงลูกหาบ มาเป็นสมาชิกองค์กรนาโต้ The North Atlantic Treaty Organization ในปี ค.ศ.1949 ยังไม่พอใช่ไหม เสื้อคลุมเสรีภาพยังครอบคลุมไม่พอ ….. อเมริกาจึงตั้ง The Middle East Treaty Organization ในปี ค.ศ.1955 อ้าว แล้วแถวเอเซียล่ะ….ไม่รอดหรอกน่า…. แล้ว The Southeast Asia Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันว่า ซีโต้ ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1954 และ US -Japan Securty Treaty ในปี ค.ศ.1951 ก็ตามมา ถึงปี ค.ศ.1955 อเมริกาตั้งเครือข่ายฐานทัพไว้เกือบทั่วโลก ประมาณ 450 ฐานทัพ ใน 36 ประเทศ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมรัสเซียและจีน เป็นยุทธศาสตร์ ที่เหมือนบังเอิญสร้างจากทฤษฏีครูแมค ทั้งปิดทั้งล้อม พวกที่อยู่บนแผ่นดิน โดยพวกที่อยู่บนเกาะ… สงครามเย็นเลิกในปี ค.ศ.1991 แต่การปิดล้อมรัสเซียกับจีน กลับเพิ่มมากขึ้น ฐานทัพอเมริกันเพิ่มเป็นกว่า 700 แห่ง มีเครื่องบินรบประมาณ 1,763 เครื่อง ประจำการพร้อมรบ มีอาวุธนิวเคลียร์และระบบต้านการโจมตีทางจรวดกว่า 1,000 ชุด มีเรือรบประมาณ 600 ลำ รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ 15 ลูก ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม อ่าวเปอร์เซีย ถูกเลือกให้เป็นจุดศูนย์กลาง ของยุทธศาสตร์ของอเมริกาในการปิดล้อม World Island และบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จึงถูกอเมริกาเข้าไปแทรกแซงมากที่สุด ทั้งทางตรง ทางอ้อม เปิดเผย และแปลงตัว หรือ พรางตัว การปฏิวัติในอิหร่านเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง การโค่นล้มซัดดัมแห่งอิรัค การสร้างนักรบมูจาฮิดีนของอาฟกานิสถาน ทั้งหมดล้วนเป็นแผนตามยุทธศาสตร์ของอเมริกา ที่ต้องการสร้างความสั่นคลอนให้กับโซเวียตในทางตรง และทางอ้อมทั้งสิ้น ถ้าเอาแผนที่มาดูบริเวณที่ตั้งของประเทศเหล่านี้ คงจะเข้าใจการเดินหมากของอเมริกามากขึ้น ขนาดเจอแผนตามยุทธศาสตร์ แบบจัดหนักขนาดนี้ แต่โซเวียตก็ยังไม่ตายสนิทสมใจอเมริกา ไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ที่ปรึกษาของพณฯ ท่านถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ จึงเสนอให้ใช้ปฏิบัติการ Operation Cyclone ในช่วงปี ค.ศ.1980 กว่าๆ ที่ใช้งบสูงถึงปีละประมาณ 500 ล้านเหรียญ เพื่อจัดตั้งกองทัพมุสลิม เอาไว้โจมตีเอเซียกลาง และจัดส่งอิสลามหัวรุนแรงเข้าไปในโซเวียต heartland ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับกองทัพของอาฟกานิสถาน ที่เคยเป็นเพื่อนกับโซเวียต และค่อยๆแซะให้ยุโรปตะวันออก แยกตัวมาจากการเกาะกลุ่มกับโซเวียต เมื่อมีผู้ถามไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้ ภายหลังว่า คิดยังไงถึงสร้างกองกำลังมุสลิม ที่ภายหลังก็กลายเป็นปัญหากับอเมริกาเอง ไอ้คุณแสบย้อนถามกลับว่า อะไรสำคัญกว่าในประวัติศาสตร์ของโลก พวกตาลีบัน หรือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต? คำตอบนี้ น่าจะทำให้เราเริ่มรู้จัก “ยุทธศาสตร์” ของอเมริกา…. แม้อเมริกาจะมีชัยชนะจากสงครามเย็น โซเวียตล่มสลายตามแผน แต่ชัยชนะนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ของ World Island ได้ หลังจากทุบกำแพงเบอร์ลินทิ้งลง ในปี ค.ศ.1989 อเมริกาก็รีบร่างนโยบายต่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นปฏิบัติการยุค “หลัง” สงครามเย็น มันก็คือการปิดล้อมต่อนั่นแหละ แต่มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการยึดอ่าวเปอร์เซียเป็นที่มั่น โดยใช้การบุกคูเวตของซัดดัมเป็นข้ออ้าง… ปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกาบุกอิรัค Paul Kennedy นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่เห็นพ้องกับทฤษฏีของครูแมค ได้เขียนในสื่ออังกฤษ The Guardian ว่า … ขณะนี้ ทหารจำนวนหลายแสนของอเมริกา กำลังอยู่ที่ชายขอบ rimland ของยูเรเซีย ดูเหมือนว่า อเมริกากำลังเดินตามคำเตือนของครูแมค โดยมุ่งมั่นที่จะควบคุม ” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ” the geographical pivot of history เวลาผ่านไป อเมริกาก็เพิ่มการปิดล้อม เหนือชั้นขึ้นไปอีก แค่เอาทหารไปประจำการ boots on the ground มันยังล้อมไม่ถึงใจ ครอบคลุมไม่ได้หมด อเมริกาจึงใช้ ลูกตา และอาวุธลอยฟ้า ที่เรียกว่า “โดรน” drone เพิ่มเข้ามา ปี ค.ศ.2011 กองทัพอากาศอเมริกันร่วมงานกับซีไอเอ สร้างฐานโดรนขึ้นมารอบ World Island ตั้งแต่ ซินโยเนลลาในซิซีลี ไปจนถึง อินเซอลิกที่ตุรกี ลงมาที่จิบูติ ตรงทะเลแดง ขึ้นไปที่กาตาร์ อาบูดาบี ที่อ่าวเปอร์เซีย ออกมาต่อที่หมู่เกาะซีเชลล์ ในมหาสมุทรอินเดีย จาลาละบัด โคสต์ กันดาหาร์ ชินดัน ในอาฟกานิสถาน ลงมาแปซิฟิก แซมบิโอก้า ในฟิลิปปินส์ รวมทั้งที่สนามบินแอนเดอร์สัน ที่เกาะกวม โฮ๊ย… ไล่อ่านชื่อตามแผนที่เสียลูกตาแทบหลุด เพนตากอนจ่ายเงิน สำหรับโครนลอยฟ้าไปแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสร้างฝูงโดรนตาเหยี่ยว Global Hawk 99 ตัว ที่ติดตั้งกล้องสำรวจพื้นที่รัศมีหลายร้อยไมล์ มีเครื่องอีเลคโทรนิคที่พร้อมสื่อสารเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 35 ชั่วโมง และในระยะทางไม่น้อยกว่า 8,700 ไมล์ แค่เขียนเล่าก็เหนื่อยแล้วครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าอะไร ถ้ามันบ้าทฤษฏีครูแมคนัก ทำไมมันไม่ได้คิดต่อจากที่ครูแมคพูดเลยหรือ … แม้แต่การเป็นเจ้าเวหา ก็ใช่ว่าจะเอาชนะรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 25 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 รีวิว
  • Anna’s Archive ถูกระงับโดเมน .ORG แบบไม่ทันตั้งตัว — คาดมีคำสั่งศาลอยู่เบื้องหลัง

    โดเมนหลัก annas-archive.org ของ Anna’s Archive ถูกระงับแบบกะทันหันและถูกตั้งสถานะ serverHold ซึ่งเป็นสถานะที่ทำให้โดเมนหยุดทำงานทันที และมักเกิดขึ้นเมื่อ “ผู้ให้บริการโดเมนได้รับคำสั่งจากหน่วยงานทางกฎหมาย” การระงับครั้งนี้สร้างความประหลาดใจ เพราะ .ORG เป็นโดเมนที่มักไม่ถูกระงับง่าย ๆ และผู้ให้บริการอย่าง PIR เคยปฏิเสธคำขอระงับโดเมนของ The Pirate Bay มาก่อน

    Anna’s Archive เป็น meta‑search engine สำหรับ shadow libraries ที่ช่วยค้นหาหนังสือและบทความละเมิดลิขสิทธิ์จากหลายแหล่ง และยังถูกจับตามองมากขึ้นหลังประกาศว่ามี สำเนา Spotify ขนาด 300TB ที่กำลังทยอยปล่อยสู่สาธารณะ แม้ผู้ดูแลจะยืนยันว่าเหตุการณ์โดเมนถูกระงับ “ไม่เกี่ยวกับ Spotify backup” แต่หลายฝ่ายมองว่าการเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นผลจากแรงกดดันของผู้ถือลิขสิทธิ์

    ก่อนหน้านี้ Anna’s Archive เคยย้ายจาก .ORG ไปใช้โดเมน .GS เพื่อหลบการยึดโดเมนในคดี WorldCat แต่โดเมน .GS ก็ถูกระงับอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องกลับมาใช้ .ORG อีกครั้ง การถูกระงับครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก และสะท้อนว่าผู้ให้บริการโดเมนหลายรายเริ่มเข้มงวดกับเว็บไซต์ประเภท shadow library มากขึ้น

    แม้โดเมนหลักจะถูกปิด แต่ Anna’s Archive ยังคงออนไลน์ผ่านโดเมนสำรอง เช่น .li, .se, .in, .pm และผู้ดูแลแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบโดเมนล่าสุดผ่านหน้า Wikipedia ของโครงการ อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงกดดันทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไม่มีการรับประกันว่าโดเมนสำรองเหล่านี้จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้นในข่าว
    โดเมน annas-archive.org ถูกตั้งสถานะ serverHold และหยุดทำงาน
    การระงับ .ORG ถือว่า “ผิดปกติ” เพราะ PIR มักไม่ทำโดยสมัครใจ
    Anna’s Archive ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับ Spotify backup
    เว็บไซต์ยังเข้าถึงได้ผ่านโดเมนสำรองหลายตัว

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    มีความเป็นไปได้สูงว่ามี “คำสั่งศาล” อยู่เบื้องหลัง
    โดเมนสำรองอาจถูกระงับตามมาในอนาคต
    Shadow libraries ถูกเพ่งเล็งมากขึ้นหลังคดี WorldCat และ Spotify

    ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
    Anna’s Archive เปิดตัวหลัง Z‑Library ถูกปิดในปี 2022
    ให้บริการค้นหาหนังสือและไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์จากหลายแหล่ง
    ช่วยนักวิจัย AI เข้าถึงข้อมูลสำหรับการฝึกโมเดล

    คำเตือนด้านความเสี่ยง
    การเข้าถึง shadow libraries อาจผิดกฎหมายในบางประเทศ
    ผู้ใช้ควรระวังโดเมนปลอมที่อาจแฝงมัลแวร์
    การระงับโดเมนอาจเป็นสัญญาณของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น

    https://torrentfreak.com/annas-archive-loses-org-domain-after-surprise-suspension/
    🌐🚫 Anna’s Archive ถูกระงับโดเมน .ORG แบบไม่ทันตั้งตัว — คาดมีคำสั่งศาลอยู่เบื้องหลัง โดเมนหลัก annas-archive.org ของ Anna’s Archive ถูกระงับแบบกะทันหันและถูกตั้งสถานะ serverHold ซึ่งเป็นสถานะที่ทำให้โดเมนหยุดทำงานทันที และมักเกิดขึ้นเมื่อ “ผู้ให้บริการโดเมนได้รับคำสั่งจากหน่วยงานทางกฎหมาย” การระงับครั้งนี้สร้างความประหลาดใจ เพราะ .ORG เป็นโดเมนที่มักไม่ถูกระงับง่าย ๆ และผู้ให้บริการอย่าง PIR เคยปฏิเสธคำขอระงับโดเมนของ The Pirate Bay มาก่อน Anna’s Archive เป็น meta‑search engine สำหรับ shadow libraries ที่ช่วยค้นหาหนังสือและบทความละเมิดลิขสิทธิ์จากหลายแหล่ง และยังถูกจับตามองมากขึ้นหลังประกาศว่ามี สำเนา Spotify ขนาด 300TB ที่กำลังทยอยปล่อยสู่สาธารณะ แม้ผู้ดูแลจะยืนยันว่าเหตุการณ์โดเมนถูกระงับ “ไม่เกี่ยวกับ Spotify backup” แต่หลายฝ่ายมองว่าการเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นผลจากแรงกดดันของผู้ถือลิขสิทธิ์ ก่อนหน้านี้ Anna’s Archive เคยย้ายจาก .ORG ไปใช้โดเมน .GS เพื่อหลบการยึดโดเมนในคดี WorldCat แต่โดเมน .GS ก็ถูกระงับอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องกลับมาใช้ .ORG อีกครั้ง การถูกระงับครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก และสะท้อนว่าผู้ให้บริการโดเมนหลายรายเริ่มเข้มงวดกับเว็บไซต์ประเภท shadow library มากขึ้น แม้โดเมนหลักจะถูกปิด แต่ Anna’s Archive ยังคงออนไลน์ผ่านโดเมนสำรอง เช่น .li, .se, .in, .pm และผู้ดูแลแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบโดเมนล่าสุดผ่านหน้า Wikipedia ของโครงการ อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงกดดันทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไม่มีการรับประกันว่าโดเมนสำรองเหล่านี้จะอยู่รอดได้นานแค่ไหน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้นในข่าว ➡️ โดเมน annas-archive.org ถูกตั้งสถานะ serverHold และหยุดทำงาน ➡️ การระงับ .ORG ถือว่า “ผิดปกติ” เพราะ PIR มักไม่ทำโดยสมัครใจ ➡️ Anna’s Archive ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับ Spotify backup ➡️ เว็บไซต์ยังเข้าถึงได้ผ่านโดเมนสำรองหลายตัว ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ มีความเป็นไปได้สูงว่ามี “คำสั่งศาล” อยู่เบื้องหลัง ⛔ โดเมนสำรองอาจถูกระงับตามมาในอนาคต ⛔ Shadow libraries ถูกเพ่งเล็งมากขึ้นหลังคดี WorldCat และ Spotify ✅ ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ➡️ Anna’s Archive เปิดตัวหลัง Z‑Library ถูกปิดในปี 2022 ➡️ ให้บริการค้นหาหนังสือและไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์จากหลายแหล่ง ➡️ ช่วยนักวิจัย AI เข้าถึงข้อมูลสำหรับการฝึกโมเดล ‼️ คำเตือนด้านความเสี่ยง ⛔ การเข้าถึง shadow libraries อาจผิดกฎหมายในบางประเทศ ⛔ ผู้ใช้ควรระวังโดเมนปลอมที่อาจแฝงมัลแวร์ ⛔ การระงับโดเมนอาจเป็นสัญญาณของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น https://torrentfreak.com/annas-archive-loses-org-domain-after-surprise-suspension/
    TORRENTFREAK.COM
    Anna’s Archive Loses .Org Domain After Surprise Suspension
    Popular shadow library Anna's Archive has lost control over its main domain name. Annas-archive.org was suspended and put on serverhold status.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 41 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักออกแบบวิจารณ์ยับ! ไอคอนใหม่ของ macOS Tahoe ถูกชี้ว่า ‘รก–สับสน–ไร้มาตรฐาน’ จนทำลายประสบการณ์ผู้ใช้

    บทความของ Tonksy วิจารณ์อย่างหนักถึงการตัดสินใจของ Apple ที่เพิ่มไอคอนให้ “ทุกเมนู” ใน macOS Tahoe ซึ่งตรงข้ามกับหลักการออกแบบดั้งเดิมของ Macintosh Human Interface Guidelines ปี 1992 ที่เน้นความเรียบง่ายและการใช้ไอคอนเฉพาะเมื่อจำเป็น ผู้เขียนชี้ว่าไอคอนจำนวนมากใน Tahoe ไม่ได้ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาฟังก์ชันได้เร็วขึ้น แต่กลับทำให้เมนูรกและอ่านยากกว่าเดิมอย่างชัดเจน

    ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ความไม่สอดคล้องกัน ทั้งระหว่างแอปและภายในแอปเดียวกัน เช่น คำสั่งพื้นฐานอย่าง New, Open, Save, Close, Find หรือ Delete กลับมีไอคอนหลายแบบในแต่ละแอป บางครั้งใช้สัญลักษณ์เดียวกันแต่หมายถึงคนละฟังก์ชัน หรือใช้สัญลักษณ์ต่างกันแต่หมายถึงฟังก์ชันเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถสร้าง “ความจำเชิงภาพ” (visual memory) ได้เลย

    นอกจากนี้ ไอคอนจำนวนมากยังมี รายละเอียดเล็กเกินไป สำหรับขนาด 12×12 พิกเซลจริงบนหน้าจอ Retina เช่น ไอคอนที่มีตัวอักษรสูงเพียง 2 พิกเซล หรือกล้องที่มีช่องมองภาพจิ๋วที่แทบมองไม่เห็น ผู้เขียนชี้ว่า Apple ใช้ไอคอนแบบเวกเตอร์แทนบิตแมป ทำให้เส้นไม่ตรงกับพิกเซลและเกิดความเบลอ ซึ่งเป็นปัญหาที่นักออกแบบไอคอนรู้กันดีว่าต้องหลีกเลี่ยง

    บทความยังชี้ให้เห็นถึง การใช้สัญลักษณ์ผิดความหมาย เช่น ไอคอน Select All ที่ไม่สื่อถึงการเลือกข้อความเลย หรือไอคอน Bookmark ที่ใช้รูป “หนังสือ” แทน “ที่คั่นหน้า” รวมถึงการใช้สัญลักษณ์ระบบ เช่น ลูกศรหรือจุดไข่ปลา ในบริบทที่ผิดจนทำให้ผู้ใช้สับสน ผู้เขียนสรุปว่า Apple พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” คือใส่ไอคอนให้ทุกเมนู ทั้งที่ไม่มีไอคอนที่ดีพอสำหรับทุกคำสั่ง และยิ่งทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัญหาหลักของไอคอน macOS Tahoe
    ไอคอนมากเกินไป ทำให้เมนูรกและอ่านยาก
    ขาดความสอดคล้องระหว่างแอปและภายในแอปเดียวกัน
    รายละเอียดเล็กเกินไปจนมองไม่เห็นในขนาดจริง
    ใช้สัญลักษณ์ผิดความหมายหรือสื่อความหมายไม่ชัดเจน

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ไอคอนเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน ทำให้ผู้ใช้สับสน
    ไอคอนต่างกันแต่ความหมายเดียวกัน ทำลายความจำเชิงภาพ
    การใช้เวกเตอร์แทนบิตแมปทำให้ไอคอนเบลอและไม่คมชัด

    หลักการออกแบบที่บทความย้ำ
    ไอคอนควรใช้เฉพาะเมื่อช่วยให้ค้นหาฟังก์ชันได้เร็วขึ้น
    ควรมีมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ
    ควรออกแบบให้สื่อความหมายได้แม้ในขนาดเล็กมาก

    ข้อสรุปเชิงวิจารณ์
    Apple พยายามใส่ไอคอนให้ทุกเมนู ทั้งที่ไม่จำเป็น
    หลักการออกแบบที่ดีจาก HIG 1992 ถูกละเลย
    ผู้ใช้ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการอ่านเมนูแทนที่จะง่ายขึ้น

    https://tonsky.me/blog/tahoe-icons/
    🎨💥 นักออกแบบวิจารณ์ยับ! ไอคอนใหม่ของ macOS Tahoe ถูกชี้ว่า ‘รก–สับสน–ไร้มาตรฐาน’ จนทำลายประสบการณ์ผู้ใช้ บทความของ Tonksy วิจารณ์อย่างหนักถึงการตัดสินใจของ Apple ที่เพิ่มไอคอนให้ “ทุกเมนู” ใน macOS Tahoe ซึ่งตรงข้ามกับหลักการออกแบบดั้งเดิมของ Macintosh Human Interface Guidelines ปี 1992 ที่เน้นความเรียบง่ายและการใช้ไอคอนเฉพาะเมื่อจำเป็น ผู้เขียนชี้ว่าไอคอนจำนวนมากใน Tahoe ไม่ได้ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาฟังก์ชันได้เร็วขึ้น แต่กลับทำให้เมนูรกและอ่านยากกว่าเดิมอย่างชัดเจน ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ความไม่สอดคล้องกัน ทั้งระหว่างแอปและภายในแอปเดียวกัน เช่น คำสั่งพื้นฐานอย่าง New, Open, Save, Close, Find หรือ Delete กลับมีไอคอนหลายแบบในแต่ละแอป บางครั้งใช้สัญลักษณ์เดียวกันแต่หมายถึงคนละฟังก์ชัน หรือใช้สัญลักษณ์ต่างกันแต่หมายถึงฟังก์ชันเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถสร้าง “ความจำเชิงภาพ” (visual memory) ได้เลย นอกจากนี้ ไอคอนจำนวนมากยังมี รายละเอียดเล็กเกินไป สำหรับขนาด 12×12 พิกเซลจริงบนหน้าจอ Retina เช่น ไอคอนที่มีตัวอักษรสูงเพียง 2 พิกเซล หรือกล้องที่มีช่องมองภาพจิ๋วที่แทบมองไม่เห็น ผู้เขียนชี้ว่า Apple ใช้ไอคอนแบบเวกเตอร์แทนบิตแมป ทำให้เส้นไม่ตรงกับพิกเซลและเกิดความเบลอ ซึ่งเป็นปัญหาที่นักออกแบบไอคอนรู้กันดีว่าต้องหลีกเลี่ยง บทความยังชี้ให้เห็นถึง การใช้สัญลักษณ์ผิดความหมาย เช่น ไอคอน Select All ที่ไม่สื่อถึงการเลือกข้อความเลย หรือไอคอน Bookmark ที่ใช้รูป “หนังสือ” แทน “ที่คั่นหน้า” รวมถึงการใช้สัญลักษณ์ระบบ เช่น ลูกศรหรือจุดไข่ปลา ในบริบทที่ผิดจนทำให้ผู้ใช้สับสน ผู้เขียนสรุปว่า Apple พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” คือใส่ไอคอนให้ทุกเมนู ทั้งที่ไม่มีไอคอนที่ดีพอสำหรับทุกคำสั่ง และยิ่งทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัญหาหลักของไอคอน macOS Tahoe ➡️ ไอคอนมากเกินไป ทำให้เมนูรกและอ่านยาก ➡️ ขาดความสอดคล้องระหว่างแอปและภายในแอปเดียวกัน ➡️ รายละเอียดเล็กเกินไปจนมองไม่เห็นในขนาดจริง ➡️ ใช้สัญลักษณ์ผิดความหมายหรือสื่อความหมายไม่ชัดเจน ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ไอคอนเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน ทำให้ผู้ใช้สับสน ⛔ ไอคอนต่างกันแต่ความหมายเดียวกัน ทำลายความจำเชิงภาพ ⛔ การใช้เวกเตอร์แทนบิตแมปทำให้ไอคอนเบลอและไม่คมชัด ✅ หลักการออกแบบที่บทความย้ำ ➡️ ไอคอนควรใช้เฉพาะเมื่อช่วยให้ค้นหาฟังก์ชันได้เร็วขึ้น ➡️ ควรมีมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ ➡️ ควรออกแบบให้สื่อความหมายได้แม้ในขนาดเล็กมาก ‼️ ข้อสรุปเชิงวิจารณ์ ⛔ Apple พยายามใส่ไอคอนให้ทุกเมนู ทั้งที่ไม่จำเป็น ⛔ หลักการออกแบบที่ดีจาก HIG 1992 ถูกละเลย ⛔ ผู้ใช้ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการอ่านเมนูแทนที่จะง่ายขึ้น https://tonsky.me/blog/tahoe-icons/
    TONSKY.ME
    It’s hard to justify Tahoe icons
    Looking at the first principles of icon design—and how Apple failed to apply all of them in macOS Tahoe
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 แนวทางยกระดับทักษะ Linux ของคุณในปี 2026

    บทความนี้พูดถึง “เป้าหมายปีใหม่สำหรับผู้ใช้ Linux” ที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือผู้ใช้ระดับกลางที่เริ่มรู้สึกว่าใช้งาน Linux ได้คล่องแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าควรต่อยอดไปทางไหน ผู้เขียนเสนอ 5 เส้นทางที่ช่วยให้คุณเข้าใจระบบมากขึ้น ทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์ ระบบอัตโนมัติ เครือข่าย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับระบบ

    หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการสร้าง Homelab ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสโลกของ Linux ในมุมมองของ “เซิร์ฟเวอร์จริง” เช่น การจัดการบริการ การสำรองข้อมูล และการดูแล uptime นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้เรียนรู้ Docker เพื่อให้สามารถจัดการแอปแบบ containerized ได้อย่างยืดหยุ่น และไม่ผูกติดกับระบบ Homelab สำเร็จรูป

    บทความยังชวนให้ลองสร้าง Smart Home แบบ Linux-powered ผ่าน Home Assistant เพื่อเรียนรู้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT, Automation และ API ต่าง ๆ รวมถึงการทดลองเชิงลึกกับ Kernel เช่น การคอมไพล์หรือทดสอบ Kernel แบบต่าง ๆ เพื่อเข้าใจระบบปฏิบัติการในระดับล่างมากขึ้น

    สุดท้าย ผู้เขียนแนะนำให้ลองศึกษาการเขียนโปรแกรมระดับระบบ เช่น System Programming หรือ eBPF เพื่อเข้าใจการทำงานของ Linux ตั้งแต่ระดับ Process, Memory, Syscalls ไปจนถึงการสังเกตการณ์ Kernel แบบเรียลไทม์ และยังมี Bonus Resolution คือการลองใช้ Immutable Linux Distro อย่าง NixOS เพื่อท้าทายตัวเองในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    1️⃣ เริ่มต้นทำ Homelab
    ใช้เครื่องเก่าหรือ Raspberry Pi ก็เริ่มได้
    เรียนรู้เรื่องบริการ เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการข้อมูล

    2️⃣ เรียนรู้ Docker
    เข้าใจพื้นฐาน Container, Image, Volume, Compose
    ทำให้ไม่ต้องพึ่งระบบ Homelab สำเร็จรูป

    3️⃣ สร้าง Smart Home ด้วย Linux
    ใช้ Home Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ IoT
    เรียนรู้ Automation, Networking และ API

    คำเตือนด้าน Smart Home
    ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์
    อุปกรณ์บางยี่ห้ออาจเก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป

    4️⃣ ลงลึกด้าน Kernel และ Performance
    ทดลองคอมไพล์ Kernel หรือใช้ Kernel แบบ Low-latency
    เรียนรู้ Scheduler, Flags และการ Benchmark

    5️⃣ เรียนรู้ System Programming หรือ eBPF
    เข้าใจการทำงานระดับล่างของ Linux
    ใช้ eBPF วิเคราะห์ระบบแบบเรียลไทม์

    คำเตือนด้านการทดลอง Kernel
    ไม่ควรทำบนเครื่องหลัก
    อาจทำให้ระบบพังหากตั้งค่าผิด

    Bonus: ลองใช้ Immutable Linux Distro
    เช่น NixOS เพื่อท้าทายตัวเอง
    เรียนรู้ระบบที่ใช้การกำหนดค่าผ่านไฟล์เดียว

    https://itsfoss.com/news/linux-resolutions-2026/
    🐧✨ 5 แนวทางยกระดับทักษะ Linux ของคุณในปี 2026 บทความนี้พูดถึง “เป้าหมายปีใหม่สำหรับผู้ใช้ Linux” ที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือผู้ใช้ระดับกลางที่เริ่มรู้สึกว่าใช้งาน Linux ได้คล่องแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าควรต่อยอดไปทางไหน ผู้เขียนเสนอ 5 เส้นทางที่ช่วยให้คุณเข้าใจระบบมากขึ้น ทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์ ระบบอัตโนมัติ เครือข่าย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับระบบ หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการสร้าง Homelab ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสโลกของ Linux ในมุมมองของ “เซิร์ฟเวอร์จริง” เช่น การจัดการบริการ การสำรองข้อมูล และการดูแล uptime นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้เรียนรู้ Docker เพื่อให้สามารถจัดการแอปแบบ containerized ได้อย่างยืดหยุ่น และไม่ผูกติดกับระบบ Homelab สำเร็จรูป บทความยังชวนให้ลองสร้าง Smart Home แบบ Linux-powered ผ่าน Home Assistant เพื่อเรียนรู้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT, Automation และ API ต่าง ๆ รวมถึงการทดลองเชิงลึกกับ Kernel เช่น การคอมไพล์หรือทดสอบ Kernel แบบต่าง ๆ เพื่อเข้าใจระบบปฏิบัติการในระดับล่างมากขึ้น สุดท้าย ผู้เขียนแนะนำให้ลองศึกษาการเขียนโปรแกรมระดับระบบ เช่น System Programming หรือ eBPF เพื่อเข้าใจการทำงานของ Linux ตั้งแต่ระดับ Process, Memory, Syscalls ไปจนถึงการสังเกตการณ์ Kernel แบบเรียลไทม์ และยังมี Bonus Resolution คือการลองใช้ Immutable Linux Distro อย่าง NixOS เพื่อท้าทายตัวเองในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ 1️⃣ เริ่มต้นทำ Homelab ➡️ ใช้เครื่องเก่าหรือ Raspberry Pi ก็เริ่มได้ ➡️ เรียนรู้เรื่องบริการ เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการข้อมูล 2️⃣ เรียนรู้ Docker ➡️ เข้าใจพื้นฐาน Container, Image, Volume, Compose ➡️ ทำให้ไม่ต้องพึ่งระบบ Homelab สำเร็จรูป 3️⃣ สร้าง Smart Home ด้วย Linux ➡️ ใช้ Home Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ IoT ➡️ เรียนรู้ Automation, Networking และ API ‼️ คำเตือนด้าน Smart Home ⛔ ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ ⛔ อุปกรณ์บางยี่ห้ออาจเก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป 4️⃣ ลงลึกด้าน Kernel และ Performance ➡️ ทดลองคอมไพล์ Kernel หรือใช้ Kernel แบบ Low-latency ➡️ เรียนรู้ Scheduler, Flags และการ Benchmark 5️⃣ เรียนรู้ System Programming หรือ eBPF ➡️ เข้าใจการทำงานระดับล่างของ Linux ➡️ ใช้ eBPF วิเคราะห์ระบบแบบเรียลไทม์ ‼️ คำเตือนด้านการทดลอง Kernel ⛔ ไม่ควรทำบนเครื่องหลัก ⛔ อาจทำให้ระบบพังหากตั้งค่าผิด ✅ Bonus: ลองใช้ Immutable Linux Distro ➡️ เช่น NixOS เพื่อท้าทายตัวเอง ➡️ เรียนรู้ระบบที่ใช้การกำหนดค่าผ่านไฟล์เดียว https://itsfoss.com/news/linux-resolutions-2026/
    ITSFOSS.COM
    5 Linux Resolutions to Level Up Your Skills in 2026
    Actually, these are mostly based on my New Year resolutions, and not all of these will be applicable to you, but you will surely find one or two to add to your new year resolution as a desktop Linux user.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 36 มุมมอง 0 รีวิว
  • หลายคนเชื่อว่าความรักคือที่ปลอดภัย ที่พักใจ ที่เราจะได้หยุดวิ่งแล้วหายใจได้เต็มปอดสักที แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกความรักจะเป็นแบบนั้น บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่ กลับทำให้เราต้องอดทน ฝืนใจ และค่อย ๆ หายไปจากตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัว
    ความสัมพันธ์ที่ควรเยียวยา กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เราต้องหาวิธีอยู่ให้ได้โดยไม่พัง และคำถามสำคัญก็คือ เราจะจัดการอย่างไร เมื่อคนที่เรารัก กลับกลายเป็นเหตุของความเหนื่อยล้า?
    .
    ในบทความนี้ เราจะค่อย ๆ แกะความรู้สึกเหล่านี้ออก และเสนอแนวทางจัดการความสัมพันธ์ที่กำลังกลืนใจ โดยไม่ต้องใช้การประชด หรือการตัดใจแบบหักดิบ เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การหนี แต่คือ **“วิธีอยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายตัวเอง”**
    .
    อ่าน 'เมื่อ "คนรัก" ไม่ใช่ที่พักใจ: จะอยู่ต่อหรือเดินออกยังไงไม่ให้เจ็บซ้ำ' ได้บนเว็บไซต์:
    https://www.keangun.com/article/12989
    #บทความ
    #ความรู้
    #ชีวิตคู่
    #ความรัก
    #ครอบครัว
    #อารมณ์
    #เขียนกันดอทคอม
    #Keangun
    หลายคนเชื่อว่าความรักคือที่ปลอดภัย ที่พักใจ ที่เราจะได้หยุดวิ่งแล้วหายใจได้เต็มปอดสักที แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกความรักจะเป็นแบบนั้น บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่ กลับทำให้เราต้องอดทน ฝืนใจ และค่อย ๆ หายไปจากตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ที่ควรเยียวยา กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เราต้องหาวิธีอยู่ให้ได้โดยไม่พัง และคำถามสำคัญก็คือ เราจะจัดการอย่างไร เมื่อคนที่เรารัก กลับกลายเป็นเหตุของความเหนื่อยล้า? . ในบทความนี้ เราจะค่อย ๆ แกะความรู้สึกเหล่านี้ออก และเสนอแนวทางจัดการความสัมพันธ์ที่กำลังกลืนใจ โดยไม่ต้องใช้การประชด หรือการตัดใจแบบหักดิบ เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การหนี แต่คือ **“วิธีอยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายตัวเอง”** . อ่าน 'เมื่อ "คนรัก" ไม่ใช่ที่พักใจ: จะอยู่ต่อหรือเดินออกยังไงไม่ให้เจ็บซ้ำ' ได้บนเว็บไซต์: https://www.keangun.com/article/12989 #บทความ #ความรู้ #ชีวิตคู่ #ความรัก #ครอบครัว #อารมณ์ #เขียนกันดอทคอม #Keangun
    WWW.KEANGUN.COM
    เมื่อ "คนรัก" ไม่ใช่ที่พักใจ: จะอยู่ต่อหรือเดินออกยังไงไม่ให้เจ็บซ้ำ
    หลายคนเชื่อว่าความรักคือที่ปลอดภัย ที่พักใจ ที่เราจะได้หยุดวิ่งแล้วหายใจได้เต็มปอดสักที แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกความรักจะเป็นแบบนั้น บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่ กลับทำให้เราต้องอดทน ฝืนใจ และค่อย ๆ หายไปจากตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ที่ควรเยียวยา กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เราต้องหาวิธีอยู่ใ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 38 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260105 #TechRadar

    LG เปิดตัว C6 / C6H OLED รุ่นใหม่ ต่างกันชัดเรื่องความสว่างและพาเนล
    LG เปิดตัวทีวี OLED C6 สองรุ่นคือ C6 และ C6H โดยรุ่น C6H ใช้พาเนล Primary RGB Tandem แบบเดียวกับ G5 ทำให้สว่างกว่า สีสดกว่า แต่มีเฉพาะขนาดใหญ่ 77 และ 83 นิ้ว ส่วน C6 ปกติยังใกล้เคียง C5 แต่ได้ชิปประมวลผล Alpha 11 Gen 3 ตัวใหม่ที่ช่วยอัปสเกลภาพและรองรับฟีเจอร์ระดับเรือธงเหมือน G6 แม้ความสว่างจะด้อยกว่าในรุ่นเล็กก็ตาม
    https://www.techradar.com/televisions/the-lg-c6-oled-tv-comes-in-two-versions-and-ones-way-better-than-the-other-heres-what-you-need-to-know

    Intel ครองชาร์ตราคาต่อประสิทธิภาพ PassMark ทิ้ง AMD แบบไม่ต้องพึ่งของลดราคา
    ผลจัดอันดับ PassMark ชี้ว่า Intel ครอง 7 อันดับจาก 10 อันดับ CPU คุ้มค่าที่สุด แม้ AMD จะได้อันดับ 1–2 แต่เกิดจากรุ่น Ryzen 5 ที่ลดราคาล้างสต็อก ทำให้ไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงของรุ่นใหม่ ๆ ขณะที่ Intel ทำคะแนนคุ้มค่าครอบคลุมหลายช่วงราคา จึงเหมาะกับผู้ต้องการความแรงต่อเงินที่เสถียรกว่าในตลาดปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/pro/intel-beats-amd-on-sheer-value-as-it-ranks-7-cpus-in-passmarks-top-10-price-performance-leaderboard-amd-gets-number-1-but-its-just-an-entry-level-ryzen-5-on-clearance-sales

    7 เกมกระดานช่วยให้มกราคม 2026 ไม่น่าเบื่อ ทั้งเล่นง่าย เล่นยาก และเหมาะทุกวัย
    คอลัมนิสต์เกมกระดานแนะนำ 7 เกมเด่นประจำเดือนมกราคม 2026 ตั้งแต่เกมวางแผนอย่าง Railroad Tiles, เกมปาร์ตี้อย่าง Sounds Fishy และ Herd Mentality ไปจนถึงเกม TCG อย่าง Riftbound และเกมกลยุทธ์หนัก ๆ อย่าง Arcs โดยทุกเกมถูกคัดมาเพื่อให้เล่นได้ทั้งมือใหม่และสายฮาร์ดคอร์ ช่วยให้ช่วงต้นปีสนุกขึ้นแม้จะอากาศหนาวหรืออยู่บ้านมากขึ้นก็ตาม
    https://www.techradar.com/tech/im-a-huge-board-games-fan-here-are-the-7-best-ones-to-help-you-survive-january-2026

    Xreal 1S แว่น AR จอเสมือน 200 นิ้ว เน้นความเรียบง่ายและความคมชัด
    Xreal 1S เป็นแว่น AR แบบ “จอเสมือน” ที่ไม่ใช่สมาร์ตกลาสเต็มรูปแบบ แต่โดดเด่นด้วยจอ Micro‑OLED ความสว่างสูง 700 nits รีเฟรชเรต 120Hz และน้ำหนักเบาเพียง 84 กรัม ใช้งานง่ายแค่เสียบ USB‑C ก็ได้จอใหญ่เหมือนพกโรงหนังไปทุกที่ เหมาะกับดูหนัง เล่นเกม หรือใช้เป็นจอเสริม แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องมุมมองและฟีเจอร์ 3D ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/the-xreal-1s-glasses-put-a-big-virtual-screen-in-front-of-your-face-and-im-loving-the-simplicity-and-pure-entertainment-value

    หลุด Samsung Galaxy S26 Ultra เผยสีใหม่ ดีไซน์กล้องหรูขึ้น และ S Pen โค้งรับตัวเครื่อง
    ข้อมูลหลุดล่าสุดของ Galaxy S26 Ultra ระบุว่าจะมีสีใหม่อย่าง Black Shadow, White Shadow, Galactial Blue และ Ultravioiet พร้อมดีไซน์วงแหวนกล้องแบบโลหะที่ดูพรีเมียมกว่าเดิม และ S Pen รุ่นใหม่ที่โค้งรับขอบเครื่องมากขึ้น แม้การอัปเกรดส่วนใหญ่จะเป็นเชิงดีไซน์ แต่คาดว่าจะเปิดตัวกุมภาพันธ์และวางขายมีนาคมตามรอบเดิมของซีรีส์ S
    https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/new-samsung-galaxy-s26-ultra-leaks-tip-colors-camera-and-s-pen-changes-here-are-all-the-details

    ExpressVPN ปรับโฉมครั้งใหญ่ ทำความเป็นส่วนตัวให้ “เข้าถึงได้จริง” ในปี 2026
    ExpressVPN เดินหน้าปรับโครงสร้างราคาใหม่เป็น 3 แพ็กเกจ พร้อมแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ค้างคามานานอย่าง Split Tunneling บน macOS และผลักดันมาตรฐาน Post‑Quantum WireGuard เพื่อรับมือภัยคุกคามยุคควอนตัม ทำให้บริการ VPN ที่เคยถูกมองว่าแพง กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายขึ้นและพร้อมสำหรับอนาคตของความปลอดภัยออนไลน์
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/expressvpns-road-to-accessible-privacy-is-it-really-possible-in-2026

    USB ครบรอบ 30 ปี—เส้นทางจากความวุ่นวายสู่มาตรฐานที่โลกใช้ร่วมกัน
    จากยุคที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยพอร์ตสารพัดแบบ USB 1.0 ในปี 1996 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการเชื่อมต่อ จนพัฒนาต่อเนื่องสู่ USB 2.0, 3.0, USB4 และท้ายที่สุด USB‑C ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางของอุปกรณ์ทั่วโลกในปัจจุบัน ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวก และความเข้ากันได้ที่แทบไร้ข้อจำกัด
    https://www.techradar.com/pro/usbs-hit-the-scene-30-years-ago-this-month-we-look-back-on-its-jhourney-to-standardization-success

    วิธีล้างหม้อทอดไร้น้ำมันให้สะอาดเหมือนใหม่ ง่ายกว่าที่คิด
    หม้อทอดไร้น้ำมันแม้ใช้น้ำมันน้อย แต่คราบไขมันและเศษอาหารยังสะสมได้ง่าย บทความนี้แนะนำวิธีทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายในอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อุ่น การล้างชิ้นส่วนที่ถอดได้ ไปจนถึงเทคนิคแก้กลิ่นติดเครื่องด้วยเลมอน เพื่อให้หม้อทอดใช้งานได้ดีและปลอดกลิ่นไม่พึงประสงค์
    https://www.techradar.com/home/air-fryers/how-to-give-your-air-fryer-a-deep-clean

    ชิป AI แบบโฟโตนิกของจีน อ้างเร็วกว่า Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในงานเฉพาะทาง
    นักวิจัยจีนเปิดตัวชิป AI แบบใช้แสง (photonic) ที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลงาน generative เฉพาะด้าน เช่น การสร้างภาพหรือวิดีโอ โดยอ้างว่าสามารถทำงานเร็วกว่า GPU อย่าง Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในบางกรณี แม้ยังเป็นงานวิจัยในห้องทดลอง แต่สะท้อนศักยภาพของการประมวลผลด้วยแสงที่อาจเปลี่ยนเกมในอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/not-exactly-a-deepseek-moment-for-ai-accelerators-but-this-chinese-optical-chip-may-well-be-100x-faster-than-nvidias-a100-on-some-tasks

    ศึก CPU ตัวท็อป—AMD Ryzen 9 9950X3D แรงกว่าเล็กน้อย แต่ Intel Core Ultra 9 285K คุ้มค่ากว่า
    ผลทดสอบล่าสุดเผยว่า Ryzen 9 9950X3D ของ AMD แม้ทำคะแนนรวมสูงกว่าเล็กน้อย แต่ราคาที่แพงกว่ามากทำให้ความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพเอนเอียงไปทาง Intel Core Ultra 9 285K ที่ให้พลังใกล้เคียงกัน ใช้ไฟน้อยกว่า และราคาถูกกว่าชัดเจน กลายเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและเกมเมอร์
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/pro/the-core-9-ultra-285k-is-intels-fastest-cpu-and-costs-under-usd500-so-why-is-it-so-much-cheaper-compared-to-amd-usd679-ryzen-9-9950x3d
    📌📡🟡 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 📡📌 #รวมข่าวIT #20260105 #TechRadar 📺 LG เปิดตัว C6 / C6H OLED รุ่นใหม่ ต่างกันชัดเรื่องความสว่างและพาเนล LG เปิดตัวทีวี OLED C6 สองรุ่นคือ C6 และ C6H โดยรุ่น C6H ใช้พาเนล Primary RGB Tandem แบบเดียวกับ G5 ทำให้สว่างกว่า สีสดกว่า แต่มีเฉพาะขนาดใหญ่ 77 และ 83 นิ้ว ส่วน C6 ปกติยังใกล้เคียง C5 แต่ได้ชิปประมวลผล Alpha 11 Gen 3 ตัวใหม่ที่ช่วยอัปสเกลภาพและรองรับฟีเจอร์ระดับเรือธงเหมือน G6 แม้ความสว่างจะด้อยกว่าในรุ่นเล็กก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/televisions/the-lg-c6-oled-tv-comes-in-two-versions-and-ones-way-better-than-the-other-heres-what-you-need-to-know 🖥️ Intel ครองชาร์ตราคาต่อประสิทธิภาพ PassMark ทิ้ง AMD แบบไม่ต้องพึ่งของลดราคา ผลจัดอันดับ PassMark ชี้ว่า Intel ครอง 7 อันดับจาก 10 อันดับ CPU คุ้มค่าที่สุด แม้ AMD จะได้อันดับ 1–2 แต่เกิดจากรุ่น Ryzen 5 ที่ลดราคาล้างสต็อก ทำให้ไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงของรุ่นใหม่ ๆ ขณะที่ Intel ทำคะแนนคุ้มค่าครอบคลุมหลายช่วงราคา จึงเหมาะกับผู้ต้องการความแรงต่อเงินที่เสถียรกว่าในตลาดปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/intel-beats-amd-on-sheer-value-as-it-ranks-7-cpus-in-passmarks-top-10-price-performance-leaderboard-amd-gets-number-1-but-its-just-an-entry-level-ryzen-5-on-clearance-sales 🎲 7 เกมกระดานช่วยให้มกราคม 2026 ไม่น่าเบื่อ ทั้งเล่นง่าย เล่นยาก และเหมาะทุกวัย คอลัมนิสต์เกมกระดานแนะนำ 7 เกมเด่นประจำเดือนมกราคม 2026 ตั้งแต่เกมวางแผนอย่าง Railroad Tiles, เกมปาร์ตี้อย่าง Sounds Fishy และ Herd Mentality ไปจนถึงเกม TCG อย่าง Riftbound และเกมกลยุทธ์หนัก ๆ อย่าง Arcs โดยทุกเกมถูกคัดมาเพื่อให้เล่นได้ทั้งมือใหม่และสายฮาร์ดคอร์ ช่วยให้ช่วงต้นปีสนุกขึ้นแม้จะอากาศหนาวหรืออยู่บ้านมากขึ้นก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/tech/im-a-huge-board-games-fan-here-are-the-7-best-ones-to-help-you-survive-january-2026 🕶️ Xreal 1S แว่น AR จอเสมือน 200 นิ้ว เน้นความเรียบง่ายและความคมชัด Xreal 1S เป็นแว่น AR แบบ “จอเสมือน” ที่ไม่ใช่สมาร์ตกลาสเต็มรูปแบบ แต่โดดเด่นด้วยจอ Micro‑OLED ความสว่างสูง 700 nits รีเฟรชเรต 120Hz และน้ำหนักเบาเพียง 84 กรัม ใช้งานง่ายแค่เสียบ USB‑C ก็ได้จอใหญ่เหมือนพกโรงหนังไปทุกที่ เหมาะกับดูหนัง เล่นเกม หรือใช้เป็นจอเสริม แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องมุมมองและฟีเจอร์ 3D ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/the-xreal-1s-glasses-put-a-big-virtual-screen-in-front-of-your-face-and-im-loving-the-simplicity-and-pure-entertainment-value 📱 หลุด Samsung Galaxy S26 Ultra เผยสีใหม่ ดีไซน์กล้องหรูขึ้น และ S Pen โค้งรับตัวเครื่อง ข้อมูลหลุดล่าสุดของ Galaxy S26 Ultra ระบุว่าจะมีสีใหม่อย่าง Black Shadow, White Shadow, Galactial Blue และ Ultravioiet พร้อมดีไซน์วงแหวนกล้องแบบโลหะที่ดูพรีเมียมกว่าเดิม และ S Pen รุ่นใหม่ที่โค้งรับขอบเครื่องมากขึ้น แม้การอัปเกรดส่วนใหญ่จะเป็นเชิงดีไซน์ แต่คาดว่าจะเปิดตัวกุมภาพันธ์และวางขายมีนาคมตามรอบเดิมของซีรีส์ S 🔗 https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/new-samsung-galaxy-s26-ultra-leaks-tip-colors-camera-and-s-pen-changes-here-are-all-the-details 🔐 ExpressVPN ปรับโฉมครั้งใหญ่ ทำความเป็นส่วนตัวให้ “เข้าถึงได้จริง” ในปี 2026 ExpressVPN เดินหน้าปรับโครงสร้างราคาใหม่เป็น 3 แพ็กเกจ พร้อมแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ค้างคามานานอย่าง Split Tunneling บน macOS และผลักดันมาตรฐาน Post‑Quantum WireGuard เพื่อรับมือภัยคุกคามยุคควอนตัม ทำให้บริการ VPN ที่เคยถูกมองว่าแพง กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายขึ้นและพร้อมสำหรับอนาคตของความปลอดภัยออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/expressvpns-road-to-accessible-privacy-is-it-really-possible-in-2026 🔌 USB ครบรอบ 30 ปี—เส้นทางจากความวุ่นวายสู่มาตรฐานที่โลกใช้ร่วมกัน จากยุคที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยพอร์ตสารพัดแบบ USB 1.0 ในปี 1996 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการเชื่อมต่อ จนพัฒนาต่อเนื่องสู่ USB 2.0, 3.0, USB4 และท้ายที่สุด USB‑C ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางของอุปกรณ์ทั่วโลกในปัจจุบัน ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวก และความเข้ากันได้ที่แทบไร้ข้อจำกัด 🔗 https://www.techradar.com/pro/usbs-hit-the-scene-30-years-ago-this-month-we-look-back-on-its-jhourney-to-standardization-success 🍳 วิธีล้างหม้อทอดไร้น้ำมันให้สะอาดเหมือนใหม่ ง่ายกว่าที่คิด หม้อทอดไร้น้ำมันแม้ใช้น้ำมันน้อย แต่คราบไขมันและเศษอาหารยังสะสมได้ง่าย บทความนี้แนะนำวิธีทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายในอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อุ่น การล้างชิ้นส่วนที่ถอดได้ ไปจนถึงเทคนิคแก้กลิ่นติดเครื่องด้วยเลมอน เพื่อให้หม้อทอดใช้งานได้ดีและปลอดกลิ่นไม่พึงประสงค์ 🔗 https://www.techradar.com/home/air-fryers/how-to-give-your-air-fryer-a-deep-clean 💡 ชิป AI แบบโฟโตนิกของจีน อ้างเร็วกว่า Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในงานเฉพาะทาง นักวิจัยจีนเปิดตัวชิป AI แบบใช้แสง (photonic) ที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลงาน generative เฉพาะด้าน เช่น การสร้างภาพหรือวิดีโอ โดยอ้างว่าสามารถทำงานเร็วกว่า GPU อย่าง Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในบางกรณี แม้ยังเป็นงานวิจัยในห้องทดลอง แต่สะท้อนศักยภาพของการประมวลผลด้วยแสงที่อาจเปลี่ยนเกมในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/not-exactly-a-deepseek-moment-for-ai-accelerators-but-this-chinese-optical-chip-may-well-be-100x-faster-than-nvidias-a100-on-some-tasks 🖥️ ศึก CPU ตัวท็อป—AMD Ryzen 9 9950X3D แรงกว่าเล็กน้อย แต่ Intel Core Ultra 9 285K คุ้มค่ากว่า ผลทดสอบล่าสุดเผยว่า Ryzen 9 9950X3D ของ AMD แม้ทำคะแนนรวมสูงกว่าเล็กน้อย แต่ราคาที่แพงกว่ามากทำให้ความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพเอนเอียงไปทาง Intel Core Ultra 9 285K ที่ให้พลังใกล้เคียงกัน ใช้ไฟน้อยกว่า และราคาถูกกว่าชัดเจน กลายเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและเกมเมอร์ ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/pro/the-core-9-ultra-285k-is-intels-fastest-cpu-and-costs-under-usd500-so-why-is-it-so-much-cheaper-compared-to-amd-usd679-ryzen-9-9950x3d
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 142 มุมมอง 0 รีวิว
  • “The Suck Is Why We’re Here”: ทำไมความยากคือหัวใจของงานสร้างสรรค์

    ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่มีคนสร้างโมเดล AI ที่เลียนแบบสไตล์การเขียนของเขา โดยนำงานเก่ามาฝึกและให้ AI เขียนต่อจากหัวข้อและย่อหน้าเปิดของโพสต์ปี 2025 ผลลัพธ์ที่ได้ “ดูเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่” — เหมือนภาพ AI ที่ดูดีในแวบแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะรู้สึกแปลก ๆ เพราะ AI มักเขียนผิดทิศทาง หรือให้ความมั่นใจในจุดที่มนุษย์จะลังเล และลังเลในจุดที่มนุษย์จะมั่นใจ

    ผู้เขียนจึงบอกกับผู้สร้างโมเดลว่า แม้ AI จะเขียนได้ “เหมือน” เขาแค่ไหน ก็ไม่มีวันแทนที่การเขียนของเขาได้ เพราะเขาไม่ได้เขียนบล็อกทุกวันเพื่อผลิต “ชิ้นงาน” แต่เพื่อฝึกสมอง ฝึกความคิด และรักษาคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน การเขียนคือการออกกำลังกายทางความคิด ไม่ใช่แค่การสร้างผลลัพธ์ให้เสร็จเร็วที่สุด

    บทความยังอ้างถึง Ezra Klein ที่บอกว่า AI ไม่สามารถทำงานแทน “การคิด” ของมนุษย์ได้ เพราะการอ่าน การค้นคว้า และการเชื่อมโยงข้อมูลคือสิ่งที่ทำให้งานเขียนมีเอกลักษณ์ การให้ AI สรุปหนังสือแทนจึงเป็น “หายนะ” เพราะมันไม่รู้ว่าคุณอยากรู้อะไรจริง ๆ และจะไม่สร้างความเชื่อมโยงที่คุณจะสร้างเองเมื่ออ่านทุกคำด้วยตัวเอง

    สุดท้าย ผู้เขียนสรุปว่า AI จะทำให้โลกของงานเขียนยิ่งโดดเด่นสำหรับคนที่ “ไม่ลัด” เพราะยิ่งมีคนใช้ทางลัดมากเท่าไร คุณภาพเฉลี่ยก็จะลดลง และคนที่ยอมผ่านความยาก ความติดขัด และความอึดอัดของการคิดด้วยตัวเอง จะเป็นคนที่สร้างงานที่มีคุณค่าจริงในระยะยาว — เพราะ “The suck is why we’re here.” ความยากคือสนามฝึกที่แท้จริงของศิลปินและนักสร้างสรรค์ทุกคน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่ AI ไม่สามารถแทนที่การเขียนของมนุษย์
    AI ขาดความเข้าใจเจตนาและความเชื่อมโยงเชิงลึก
    ผลงาน AI มัก “ดูดีแต่ผิดทิศ” เมื่ออ่านละเอียด
    การคิดคือหัวใจของงานเขียน ไม่ใช่แค่การผลิตข้อความ

    คุณค่าของการเขียนด้วยตัวเอง
    เป็นการฝึกสมองและความคิดอย่างสม่ำเสมอ
    เป็นพิธีกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างวินัยและความชัดเจน
    เป็นคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์

    ความเสี่ยงของการใช้ AI เป็นทางลัด
    ทำให้ขาดการคิดเชิงลึกและการเชื่อมโยงข้อมูล
    ผลงานอาจกลายเป็น “สะพานความคิดที่เปราะบาง”
    ทำให้คุณภาพงานลดลงแม้ปริมาณจะเพิ่มขึ้น

    ผลกระทบต่อวงการสร้างสรรค์
    คนที่ใช้ทางลัดจะโดดเด่นน้อยลงเรื่อย ๆ
    คนที่ยอมผ่านความยากจะยิ่งโดดเด่นขึ้น
    ความยากกลายเป็นตัวคัดกรองศิลปินและนักคิดตัวจริง

    https://nik.art/the-suck-is-why-were-here/
    💡 “The Suck Is Why We’re Here”: ทำไมความยากคือหัวใจของงานสร้างสรรค์ ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่มีคนสร้างโมเดล AI ที่เลียนแบบสไตล์การเขียนของเขา โดยนำงานเก่ามาฝึกและให้ AI เขียนต่อจากหัวข้อและย่อหน้าเปิดของโพสต์ปี 2025 ผลลัพธ์ที่ได้ “ดูเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่” — เหมือนภาพ AI ที่ดูดีในแวบแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะรู้สึกแปลก ๆ เพราะ AI มักเขียนผิดทิศทาง หรือให้ความมั่นใจในจุดที่มนุษย์จะลังเล และลังเลในจุดที่มนุษย์จะมั่นใจ ผู้เขียนจึงบอกกับผู้สร้างโมเดลว่า แม้ AI จะเขียนได้ “เหมือน” เขาแค่ไหน ก็ไม่มีวันแทนที่การเขียนของเขาได้ เพราะเขาไม่ได้เขียนบล็อกทุกวันเพื่อผลิต “ชิ้นงาน” แต่เพื่อฝึกสมอง ฝึกความคิด และรักษาคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน การเขียนคือการออกกำลังกายทางความคิด ไม่ใช่แค่การสร้างผลลัพธ์ให้เสร็จเร็วที่สุด บทความยังอ้างถึง Ezra Klein ที่บอกว่า AI ไม่สามารถทำงานแทน “การคิด” ของมนุษย์ได้ เพราะการอ่าน การค้นคว้า และการเชื่อมโยงข้อมูลคือสิ่งที่ทำให้งานเขียนมีเอกลักษณ์ การให้ AI สรุปหนังสือแทนจึงเป็น “หายนะ” เพราะมันไม่รู้ว่าคุณอยากรู้อะไรจริง ๆ และจะไม่สร้างความเชื่อมโยงที่คุณจะสร้างเองเมื่ออ่านทุกคำด้วยตัวเอง สุดท้าย ผู้เขียนสรุปว่า AI จะทำให้โลกของงานเขียนยิ่งโดดเด่นสำหรับคนที่ “ไม่ลัด” เพราะยิ่งมีคนใช้ทางลัดมากเท่าไร คุณภาพเฉลี่ยก็จะลดลง และคนที่ยอมผ่านความยาก ความติดขัด และความอึดอัดของการคิดด้วยตัวเอง จะเป็นคนที่สร้างงานที่มีคุณค่าจริงในระยะยาว — เพราะ “The suck is why we’re here.” ความยากคือสนามฝึกที่แท้จริงของศิลปินและนักสร้างสรรค์ทุกคน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่ AI ไม่สามารถแทนที่การเขียนของมนุษย์ ➡️ AI ขาดความเข้าใจเจตนาและความเชื่อมโยงเชิงลึก ➡️ ผลงาน AI มัก “ดูดีแต่ผิดทิศ” เมื่ออ่านละเอียด ➡️ การคิดคือหัวใจของงานเขียน ไม่ใช่แค่การผลิตข้อความ ✅ คุณค่าของการเขียนด้วยตัวเอง ➡️ เป็นการฝึกสมองและความคิดอย่างสม่ำเสมอ ➡️ เป็นพิธีกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างวินัยและความชัดเจน ➡️ เป็นคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์ ‼️ ความเสี่ยงของการใช้ AI เป็นทางลัด ⛔ ทำให้ขาดการคิดเชิงลึกและการเชื่อมโยงข้อมูล ⛔ ผลงานอาจกลายเป็น “สะพานความคิดที่เปราะบาง” ⛔ ทำให้คุณภาพงานลดลงแม้ปริมาณจะเพิ่มขึ้น ‼️ ผลกระทบต่อวงการสร้างสรรค์ ⛔ คนที่ใช้ทางลัดจะโดดเด่นน้อยลงเรื่อย ๆ ⛔ คนที่ยอมผ่านความยากจะยิ่งโดดเด่นขึ้น ⛔ ความยากกลายเป็นตัวคัดกรองศิลปินและนักคิดตัวจริง https://nik.art/the-suck-is-why-were-here/
    NIK.ART
    The Suck Is Why We're Here | nik.art
    On a catchup call, I told my friend Nick Wignall how someone had trained an AI model to write blog posts in my style. It was a pure research exercise on their part. The idea was to train the tool on my past work, then give it the headlines and opening paragraphs of my 2025 […]
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 45 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความสุขอันเรียบง่ายของการนั่งคนเดียวในคาเฟ่: พื้นที่เงียบที่ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

    การนั่งคนเดียวในคาเฟ่อาจดูขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพบปะผู้คน แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนกลายเป็นช่วงเวลาที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ การตัดสินใจทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้านและเดินเล่นกับสุนัขทำให้เวลาเดินช้าลงอย่างนุ่มนวล และเมื่อเขาเดินเข้าไปในคาเฟ่โดยไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ความเงียบภายในใจกลับดังขึ้นอย่างชัดเจน

    การนั่งอยู่กับตัวเองทำให้เขาเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัว—การพูดคุย เสียงหัวเราะ ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตา และความจริงที่ว่าเรามักมองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนที่เดินผ่านเราไปในหนึ่งวินาที เมื่อไม่มีโทรศัพท์คอยดึงความสนใจ เขากลับเห็นโลกชัดขึ้น เห็นความเปราะบางของผู้คน และเห็นความคิดของตัวเองที่เคยถูกกลบด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน

    ในอีกมุมหนึ่ง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่ยังเผยให้เห็นความจริงที่ยากยอมรับ—เราควบคุมความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อาจมองว่าเขาเป็น “คนแปลกๆ กับสุนัข” หรือเพื่อนที่อิจฉาเวลาว่างของเขา ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและปล่อยวางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

    ท้ายที่สุด เขาพบว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเสมอไป เพราะในคาเฟ่เดียวกันนั้น เขาเห็นอีกคนหนึ่งที่นั่งคนเดียวโดยไม่มีสิ่งรบกวนเช่นกัน—และเพียงแค่การสบตา ก็ทำให้เขารู้ว่า “เราไม่ได้แปลกอยู่คนเดียว” ความสุขเล็กๆ นี้ยิ่งงอกงามขึ้นเมื่อเขาหยิบปากกามาเขียนช้าๆ บนกระดาษ ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามจังหวะของมือและหัวใจ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความหมายของการอยู่คนเดียวในคาเฟ่
    เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น
    ช่วยให้เราสังเกตผู้คนและความเป็นมนุษย์รอบตัว
    ทำให้เวลาเดินช้าลงและมีความหมายมากขึ้น

    สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบจากประสบการณ์นี้
    ความสงบเกิดขึ้นเมื่อไม่มีสิ่งรบกวน เช่น โทรศัพท์
    การมองตาผู้คนเผยให้เห็นความกังวลและความรู้สึกจริง
    การเขียนด้วยมือช่วยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

    ความท้าทายทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น
    ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อรู้ว่าควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้
    ความไม่สบายใจเมื่อต้องเผชิญสายตาหรือการตีความของคนรอบข้าง
    ความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเอง

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงบวก
    ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านความเงียบ
    สร้างความกล้าที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งรบกวน
    เปิดโอกาสให้พบ “คนแปลกเหมือนกัน” ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว

    https://candost.blog/the-unbearable-joy-of-sitting-alone-in-a-cafe/
    ☕ ความสุขอันเรียบง่ายของการนั่งคนเดียวในคาเฟ่: พื้นที่เงียบที่ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่อาจดูขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพบปะผู้คน แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนกลายเป็นช่วงเวลาที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ การตัดสินใจทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้านและเดินเล่นกับสุนัขทำให้เวลาเดินช้าลงอย่างนุ่มนวล และเมื่อเขาเดินเข้าไปในคาเฟ่โดยไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ความเงียบภายในใจกลับดังขึ้นอย่างชัดเจน การนั่งอยู่กับตัวเองทำให้เขาเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัว—การพูดคุย เสียงหัวเราะ ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตา และความจริงที่ว่าเรามักมองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนที่เดินผ่านเราไปในหนึ่งวินาที เมื่อไม่มีโทรศัพท์คอยดึงความสนใจ เขากลับเห็นโลกชัดขึ้น เห็นความเปราะบางของผู้คน และเห็นความคิดของตัวเองที่เคยถูกกลบด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน ในอีกมุมหนึ่ง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่ยังเผยให้เห็นความจริงที่ยากยอมรับ—เราควบคุมความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อาจมองว่าเขาเป็น “คนแปลกๆ กับสุนัข” หรือเพื่อนที่อิจฉาเวลาว่างของเขา ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและปล่อยวางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ท้ายที่สุด เขาพบว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเสมอไป เพราะในคาเฟ่เดียวกันนั้น เขาเห็นอีกคนหนึ่งที่นั่งคนเดียวโดยไม่มีสิ่งรบกวนเช่นกัน—และเพียงแค่การสบตา ก็ทำให้เขารู้ว่า “เราไม่ได้แปลกอยู่คนเดียว” ความสุขเล็กๆ นี้ยิ่งงอกงามขึ้นเมื่อเขาหยิบปากกามาเขียนช้าๆ บนกระดาษ ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามจังหวะของมือและหัวใจ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความหมายของการอยู่คนเดียวในคาเฟ่ ➡️ เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น ➡️ ช่วยให้เราสังเกตผู้คนและความเป็นมนุษย์รอบตัว ➡️ ทำให้เวลาเดินช้าลงและมีความหมายมากขึ้น ✅ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบจากประสบการณ์นี้ ➡️ ความสงบเกิดขึ้นเมื่อไม่มีสิ่งรบกวน เช่น โทรศัพท์ ➡️ การมองตาผู้คนเผยให้เห็นความกังวลและความรู้สึกจริง ➡️ การเขียนด้วยมือช่วยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ‼️ ความท้าทายทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น ⛔ ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อรู้ว่าควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้ ⛔ ความไม่สบายใจเมื่อต้องเผชิญสายตาหรือการตีความของคนรอบข้าง ⛔ ความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเอง ‼️ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงบวก ⛔ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านความเงียบ ⛔ สร้างความกล้าที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งรบกวน ⛔ เปิดโอกาสให้พบ “คนแปลกเหมือนกัน” ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว https://candost.blog/the-unbearable-joy-of-sitting-alone-in-a-cafe/
    CANDOST.BLOG
    The Unbearable Joy of Sitting Alone in A Café
    Hunting timeless insights into humans and software and helping others on the way.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 51 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่

    ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน

    แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว

    AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่
    frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals
    backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก
    นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

    AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง
    เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล
    AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น
    สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ
    โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่
    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย

    ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ
    ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น
    ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ
    ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้

    https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    🚀 AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่ ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่ ➡️ frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals ➡️ backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก ➡️ นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ✅ AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง ➡️ เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล ➡️ AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น ➡️ สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ ⛔ โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่ ⛔ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย ‼️ ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ ⛔ ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น ⛔ ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ ⛔ ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้ https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    MA.TTIAS.BE
    Web development is fun again
    AI tools brought me back to levels of productivity I haven't felt in years. Web development is fun again.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 60 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 สิ่งที่ไม่ควรทำบนโทรศัพท์บริษัท — ถ้าไม่อยากมีปัญหาใหญ่ตามมา

    โทรศัพท์บริษัทอาจดูเหมือนเป็นของส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นทรัพย์สินขององค์กร และมักถูกติดตั้งระบบ MDM ที่สามารถตรวจสอบการใช้งาน แอปที่เปิด และทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตได้อย่างละเอียด การใช้งานผิดประเภทไม่เพียงเสี่ยงต่อข้อมูลบริษัท แต่ยังอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของคุณเองด้วย บทความนี้จึงเตือน 5 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

    หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทำให้ข้อมูลส่วนตัวปะปนกับอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการคลิกลิงก์หลอกลวงที่อาจทำให้มัลแวร์เข้ามาในระบบองค์กร นอกจากนี้ การติดตั้งแอปการเงินหรือแอปธนาคารก็เป็นความเสี่ยงสูง เพราะข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือ 2FA อาจถูกเปิดเผย และหากบริษัทลบข้อมูลจากระยะไกล คุณอาจสูญเสียการเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้

    บทความยังเตือนเรื่องการ sideload แอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มัลแวร์ใช้เจาะระบบมือถือ รวมถึงการดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะแม้จะเปิดโหมด incognito แต่ฝ่าย IT ก็ยังเห็นทราฟฟิกได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางวินัยร้ายแรง สุดท้ายคือการหางานใหม่หรือจดไอเดียสตาร์ทอัปบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทุกอย่างถูกบันทึกเป็นร่องรอยดิจิทัล และอาจทำให้บริษัทอ้างสิทธิ์ในไอเดียนั้นได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    โทรศัพท์บริษัทเป็นทรัพย์สินองค์กรและถูกตรวจสอบได้ผ่านระบบ MDM
    ไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะเสี่ยงข้อมูลรั่วและกระทบประเมินผลงาน
    ห้ามติดตั้งแอปการเงินหรือใช้เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับธุรกรรม เพราะเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและการลบข้อมูลจากระยะไกล
    หลีกเลี่ยงการ sideload แอปจากแหล่งภายนอก เพราะเป็นช่องทางมัลแวร์เข้าระบบได้ง่ายมาก
    ไม่ควรดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะ incognito ไม่ช่วยปกปิดทราฟฟิกจากฝ่าย IT
    ห้ามหางานใหม่หรือจดไอเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทิ้งร่องรอยดิจิทัลและอาจถูกอ้างสิทธิ์โดยบริษัทได้

    คำเตือนสำคัญ
    การใช้โทรศัพท์บริษัทผิดประเภทอาจทำให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล
    การติดตั้งแอปนอกสโตร์เสี่ยงต่อมัลแวร์และการถูกเจาะระบบ
    การดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัย
    การจดไอเดียธุรกิจบนอุปกรณ์บริษัทอาจทำให้บริษัทถือสิทธิ์ในผลงานนั้น

    https://www.slashgear.com/2066263/things-you-should-never-do-on-company-phone/
    📱🚫 5 สิ่งที่ไม่ควรทำบนโทรศัพท์บริษัท — ถ้าไม่อยากมีปัญหาใหญ่ตามมา โทรศัพท์บริษัทอาจดูเหมือนเป็นของส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นทรัพย์สินขององค์กร และมักถูกติดตั้งระบบ MDM ที่สามารถตรวจสอบการใช้งาน แอปที่เปิด และทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตได้อย่างละเอียด การใช้งานผิดประเภทไม่เพียงเสี่ยงต่อข้อมูลบริษัท แต่ยังอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของคุณเองด้วย บทความนี้จึงเตือน 5 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทำให้ข้อมูลส่วนตัวปะปนกับอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการคลิกลิงก์หลอกลวงที่อาจทำให้มัลแวร์เข้ามาในระบบองค์กร นอกจากนี้ การติดตั้งแอปการเงินหรือแอปธนาคารก็เป็นความเสี่ยงสูง เพราะข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือ 2FA อาจถูกเปิดเผย และหากบริษัทลบข้อมูลจากระยะไกล คุณอาจสูญเสียการเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้ บทความยังเตือนเรื่องการ sideload แอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มัลแวร์ใช้เจาะระบบมือถือ รวมถึงการดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะแม้จะเปิดโหมด incognito แต่ฝ่าย IT ก็ยังเห็นทราฟฟิกได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางวินัยร้ายแรง สุดท้ายคือการหางานใหม่หรือจดไอเดียสตาร์ทอัปบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทุกอย่างถูกบันทึกเป็นร่องรอยดิจิทัล และอาจทำให้บริษัทอ้างสิทธิ์ในไอเดียนั้นได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ โทรศัพท์บริษัทเป็นทรัพย์สินองค์กรและถูกตรวจสอบได้ผ่านระบบ MDM ➡️ ไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะเสี่ยงข้อมูลรั่วและกระทบประเมินผลงาน ➡️ ห้ามติดตั้งแอปการเงินหรือใช้เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับธุรกรรม เพราะเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและการลบข้อมูลจากระยะไกล ➡️ หลีกเลี่ยงการ sideload แอปจากแหล่งภายนอก เพราะเป็นช่องทางมัลแวร์เข้าระบบได้ง่ายมาก ➡️ ไม่ควรดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะ incognito ไม่ช่วยปกปิดทราฟฟิกจากฝ่าย IT ➡️ ห้ามหางานใหม่หรือจดไอเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทิ้งร่องรอยดิจิทัลและอาจถูกอ้างสิทธิ์โดยบริษัทได้ ‼️ คำเตือนสำคัญ ⛔ การใช้โทรศัพท์บริษัทผิดประเภทอาจทำให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล ⛔ การติดตั้งแอปนอกสโตร์เสี่ยงต่อมัลแวร์และการถูกเจาะระบบ ⛔ การดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัย ⛔ การจดไอเดียธุรกิจบนอุปกรณ์บริษัทอาจทำให้บริษัทถือสิทธิ์ในผลงานนั้น https://www.slashgear.com/2066263/things-you-should-never-do-on-company-phone/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Things You Should Never Do On A Company Phone, Unless You Like Trouble - SlashGear
    Avoid mishaps and embarrassment: these are the things you should never do on a company phone, including social media, financial apps, and personal browsing.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 42 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่

    บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด

    หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้

    บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น

    สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน
    ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ
    ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม
    กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง
    การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
    ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ
    ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ

    ข้อควรระวัง
    การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก
    การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้
    การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ

    https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    ✉️💼 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่ บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้ บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน ➡️ ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ ➡️ ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม ➡️ กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง ➡️ การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ➡️ ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ ➡️ ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก ⛔ การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้ ⛔ การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Email Etiquette Tips Every Professional Should Know - SlashGear
    The difference between a good and great email often comes down to etiquette. Learn what professionals do to get it right every time.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 45 มุมมอง 0 รีวิว
  • 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย
    บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด

    แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ

    1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ
    ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล
    แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้

    2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต
    ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น
    ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม
    ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม
    ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น

    นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้

    3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด”
    ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น
    ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี
    ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง

    โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม

    4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น”
    โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง
    “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?”
    จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น
    “เป็น memory drift”
    “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง
    GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด
    โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้
    ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป
    โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง
    คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน

    ข้อควรระวังในการใช้งาน
    อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย
    อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก
    ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง
    โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง

    https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    🧠⚡ 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ 🔒 1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้ 🧩 2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น 🎗️ ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม 🎗️ ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม 🎗️ ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้ 🌀 3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด” ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น 🎗️ ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี 🎗️ ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม 🪞 4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น” โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?” จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น 🎗️ “เป็น memory drift” 🎗️ “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง ➡️ GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด ➡️ โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้ ➡️ ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป ➡️ โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง ➡️ คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ‼️ ข้อควรระวังในการใช้งาน ⛔ อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ⛔ อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก ⛔ ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง ⛔ โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    4 Simple Questions ChatGPT Still Can't Answer - SlashGear
    Simple questions ChatGPT still can't answer in 2026. Discover why GPT-5.2 fails at basic logic puzzles and movie facts. Learn about AI's persistent weaknesses.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 58 มุมมอง 0 รีวิว
  • คอลัมน์รายสะดวก
    "เปิดหน้า" ให้ชัดไปเลย!
    ถึงเวลา "เลือกข้าง" เมื่อ "ความเป็นกลาง" ไม่มีจริง

    ---------

    "...เหตุที่ผมอยากเขียนเรื่องตามที่พาดหัวไว้นี้รับปีใหม่ เพราะว่าต้นเดือนหน้า (กุมภาพันธ์ 2569) ก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไป หลังนายกฯ ประกาศยุบสภาเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา... นี่ประการหนึ่ง

    อีกประการหนึ่ง... เป็น "ความอึดอัด" ส่วนตัวของผมเอง

    ก็เลยอยากเขียนอะไรในเชิง "ท้าทาย" วงการสื่อไทยซะหน่อย..."

    ---------

    อ่านบทความเต็ม
    https://sites.google.com/view/weerapat-articles/homepage/archives/2026-01-05
    คอลัมน์รายสะดวก "เปิดหน้า" ให้ชัดไปเลย! ถึงเวลา "เลือกข้าง" เมื่อ "ความเป็นกลาง" ไม่มีจริง --------- "...เหตุที่ผมอยากเขียนเรื่องตามที่พาดหัวไว้นี้รับปีใหม่ เพราะว่าต้นเดือนหน้า (กุมภาพันธ์ 2569) ก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไป หลังนายกฯ ประกาศยุบสภาเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา... นี่ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง... เป็น "ความอึดอัด" ส่วนตัวของผมเอง ก็เลยอยากเขียนอะไรในเชิง "ท้าทาย" วงการสื่อไทยซะหน่อย..." --------- อ่านบทความเต็ม https://sites.google.com/view/weerapat-articles/homepage/archives/2026-01-05
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 55 มุมมอง 0 รีวิว
  • เขายกเลิกสัญญาหนังสือของตัวเอง — เรื่องจริงของนักเขียนที่เกือบมีหนังสือ แต่เลือกเดินออกมา

    Austin Henley เล่าเรื่องราวการเดินทางที่เริ่มจากความฝันอยากเขียนหนังสือ ไปจนถึงการเซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์ใหญ่ แต่สุดท้ายกลับตัดสินใจ “ยกเลิกสัญญา” ทั้งหมด แม้จะเขียนต้นฉบับไปแล้วหนึ่งส่วนสามก็ตาม จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อบล็อกของเขาได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปี 2020–2022 ทำให้สำนักพิมพ์หลายแห่งติดต่อเข้ามา แต่เขาปฏิเสธทั้งหมดเพราะอยาก self‑publish จนกระทั่งมีบรรณาธิการคนหนึ่งที่มีพื้นฐานคล้ายกัน ทำให้เขารู้สึกว่า “นี่แหละใช่” และตัดสินใจเซ็นสัญญาในที่สุด

    เขาเสนอไอเดียหนังสือที่รวมโปรเจกต์โปรแกรมมิงคลาสสิก เช่น ray tracer, compiler, game, emulator ซึ่งเป็นสไตล์ที่แฟนบล็อกของเขาชื่นชอบมาก สำนักพิมพ์ก็เห็นด้วยและเริ่มต้นกระบวนการอย่างเป็นทางการ ทั้งการกำหนดหัวข้อย่อยทุกบท, จำนวนหน้า, จำนวนภาพประกอบ, และกำหนดส่งต้นฉบับ พร้อมเงินล่วงหน้า $5,000 ซึ่งเขายอมรับว่า “แทบไม่มีค่าอะไรเลย” เมื่อเทียบกับเวลาที่ต้องใช้

    แต่เมื่อเริ่มเขียนจริง ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เขาถูกเร่งส่งต้นฉบับตลอดเวลา ถูกขอให้ “ทำเนื้อหาให้โง่ลง” เพื่อตลาดกว้างขึ้น และถูกกดดันให้เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับ AI ทั้งที่ขัดกับคอนเซปต์หนังสือโดยสิ้นเชิง ความสนุกในการเขียนหายไป เหลือเพียงความเครียดและความรู้สึกว่าหนังสือกำลังจะกลายเป็นงานที่ไร้ตัวตนของเขาเอง

    เมื่อชีวิตจริงเริ่มยุ่ง—งานด้าน AI, ความเป็นไปได้ที่จะย้ายงาน, และงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามา—เขาตัดสินใจหยุดทั้งหมด และขอ “แช่แข็งโปรเจกต์” จนสุดท้ายสำนักพิมพ์ยกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ และคืนสิทธิ์ทั้งหมดให้เขา เขายังรักไอเดียหนังสือเล่มนี้ และประกาศว่าจะ self‑publish แทน พร้อมเปิดให้พรีออเดอร์ e‑book แล้วในตอนท้ายของบทความ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมเขาถึงเซ็นสัญญาหนังสือ
    บล็อกดังมากจนสำนักพิมพ์ติดต่อหลายเจ้า
    บรรณาธิการคนหนึ่งมีพื้นฐานคล้ายกัน ทำให้รู้สึก “ใช่”
    อยากทำหนังสือรวมโปรเจกต์โปรแกรมมิงคลาสสิก

    ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทำงานกับสำนักพิมพ์
    ถูกเร่งส่งต้นฉบับตลอดเวลา
    ถูกขอให้ลดความซับซ้อนของเนื้อหา
    ถูกกดดันให้เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับ AI
    กระบวนการทำงานทำให้หมดความสนุกในการเขียน

    เหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจยกเลิกสัญญา
    ชีวิตยุ่งมาก ทั้งงานใหม่และงานแต่ง
    ไม่อยากให้หนังสือกลายเป็นงานที่ไร้ตัวตน
    ไม่ชอบกระบวนการของสำนักพิมพ์ที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
    รู้สึกว่าหนังสือแบบนี้อาจถูก AI กลืนตลาด

    https://austinhenley.com/blog/canceledbookdeal.html
    📚 เขายกเลิกสัญญาหนังสือของตัวเอง — เรื่องจริงของนักเขียนที่เกือบมีหนังสือ แต่เลือกเดินออกมา Austin Henley เล่าเรื่องราวการเดินทางที่เริ่มจากความฝันอยากเขียนหนังสือ ไปจนถึงการเซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์ใหญ่ แต่สุดท้ายกลับตัดสินใจ “ยกเลิกสัญญา” ทั้งหมด แม้จะเขียนต้นฉบับไปแล้วหนึ่งส่วนสามก็ตาม จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อบล็อกของเขาได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปี 2020–2022 ทำให้สำนักพิมพ์หลายแห่งติดต่อเข้ามา แต่เขาปฏิเสธทั้งหมดเพราะอยาก self‑publish จนกระทั่งมีบรรณาธิการคนหนึ่งที่มีพื้นฐานคล้ายกัน ทำให้เขารู้สึกว่า “นี่แหละใช่” และตัดสินใจเซ็นสัญญาในที่สุด เขาเสนอไอเดียหนังสือที่รวมโปรเจกต์โปรแกรมมิงคลาสสิก เช่น ray tracer, compiler, game, emulator ซึ่งเป็นสไตล์ที่แฟนบล็อกของเขาชื่นชอบมาก สำนักพิมพ์ก็เห็นด้วยและเริ่มต้นกระบวนการอย่างเป็นทางการ ทั้งการกำหนดหัวข้อย่อยทุกบท, จำนวนหน้า, จำนวนภาพประกอบ, และกำหนดส่งต้นฉบับ พร้อมเงินล่วงหน้า $5,000 ซึ่งเขายอมรับว่า “แทบไม่มีค่าอะไรเลย” เมื่อเทียบกับเวลาที่ต้องใช้ แต่เมื่อเริ่มเขียนจริง ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เขาถูกเร่งส่งต้นฉบับตลอดเวลา ถูกขอให้ “ทำเนื้อหาให้โง่ลง” เพื่อตลาดกว้างขึ้น และถูกกดดันให้เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับ AI ทั้งที่ขัดกับคอนเซปต์หนังสือโดยสิ้นเชิง ความสนุกในการเขียนหายไป เหลือเพียงความเครียดและความรู้สึกว่าหนังสือกำลังจะกลายเป็นงานที่ไร้ตัวตนของเขาเอง เมื่อชีวิตจริงเริ่มยุ่ง—งานด้าน AI, ความเป็นไปได้ที่จะย้ายงาน, และงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามา—เขาตัดสินใจหยุดทั้งหมด และขอ “แช่แข็งโปรเจกต์” จนสุดท้ายสำนักพิมพ์ยกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ และคืนสิทธิ์ทั้งหมดให้เขา เขายังรักไอเดียหนังสือเล่มนี้ และประกาศว่าจะ self‑publish แทน พร้อมเปิดให้พรีออเดอร์ e‑book แล้วในตอนท้ายของบทความ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมเขาถึงเซ็นสัญญาหนังสือ ➡️ บล็อกดังมากจนสำนักพิมพ์ติดต่อหลายเจ้า ➡️ บรรณาธิการคนหนึ่งมีพื้นฐานคล้ายกัน ทำให้รู้สึก “ใช่” ➡️ อยากทำหนังสือรวมโปรเจกต์โปรแกรมมิงคลาสสิก ✅ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทำงานกับสำนักพิมพ์ ➡️ ถูกเร่งส่งต้นฉบับตลอดเวลา ➡️ ถูกขอให้ลดความซับซ้อนของเนื้อหา ➡️ ถูกกดดันให้เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับ AI ➡️ กระบวนการทำงานทำให้หมดความสนุกในการเขียน ‼️ เหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจยกเลิกสัญญา ⛔ ชีวิตยุ่งมาก ทั้งงานใหม่และงานแต่ง ⛔ ไม่อยากให้หนังสือกลายเป็นงานที่ไร้ตัวตน ⛔ ไม่ชอบกระบวนการของสำนักพิมพ์ที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ⛔ รู้สึกว่าหนังสือแบบนี้อาจถูก AI กลืนตลาด https://austinhenley.com/blog/canceledbookdeal.html
    AUSTINHENLEY.COM
    I canceled my book deal
    I've always wanted to write a book, and I was close, but not this time.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 67 มุมมอง 0 รีวิว
  • กล้องและเลนส์ทำงานอย่างไร? — การอธิบายแบบเห็นภาพที่สุดบนอินเทอร์เน็ต

    บทความนี้พาเราย้อนกลับไปตั้งแต่หลักการพื้นฐานที่สุดของการถ่ายภาพ ตั้งแต่การตรวจจับแสงด้วยเซนเซอร์ ไปจนถึงการสร้างภาพคมชัดด้วยเลนส์แบบต่าง ๆ โดยใช้แอนิเมชันอินเทอร์แอคทีฟที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ จุดเริ่มต้นคือการอธิบายว่าเซนเซอร์ดิจิทัลทำงานอย่างไร—แต่ละพิกเซลคือโฟโตดีเทคเตอร์ที่รับโฟตอนและแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนจะผ่านกระบวนการ demosaicing เพื่อสร้างภาพสีจาก Bayer filter

    จากนั้นบทความพาเราไปดูปัญหาของ “เซนเซอร์เปล่า ๆ” ที่รับแสงจากทุกทิศทางจนภาพออกมาเป็นเพียงแสงมั่ว ๆ ก่อนจะอธิบายว่าทำไมต้องมี “pinhole camera” เพื่อจำกัดทิศทางของแสง และทำให้เกิดภาพที่คมชัดขึ้น แม้จะแลกกับความมืดและข้อจำกัดด้านความสว่าง

    ต่อมาคือการอธิบายว่าทำไมเลนส์จึงจำเป็น—เพราะ pinhole แม้จะให้ภาพคม แต่รับแสงได้น้อยมาก เลนส์ช่วยรวมแสงให้มากขึ้น ควบคุมความคมชัด และสร้าง “จุดโฟกัส” ที่ทำให้ภาพชัดเจน พร้อมอธิบายหลักการของ refraction, Snell’s law, focal length และ thin lens equation ผ่านภาพจำลองที่เข้าใจง่ายกว่าหนังสือเรียนฟิสิกส์หลายเล่ม

    สุดท้ายบทความลงลึกถึงเรื่อง depth of field, bokeh, aperture, circle of confusion และการทำงานของเลนส์จริงที่ประกอบด้วยหลายชิ้นแก้วเพื่อแก้ความคลาดต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหวที่ทำให้เห็นทุกอย่างแบบ “ตาเห็นจริง” จนแม้คนไม่เคยเรียนฟิสิกส์ก็เข้าใจได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    หลักการทำงานของเซนเซอร์ดิจิทัล
    เซนเซอร์ประกอบด้วยโฟโตดีเทคเตอร์ที่รับโฟตอนและแปลงเป็นสัญญาณ
    ใช้ Bayer filter เพื่อแยกสี และ demosaicing เพื่อสร้างภาพสี
    ปริมาณแสงที่รับได้ขึ้นกับเวลาเปิดรับ (shutter speed)

    ทำไมต้องมี pinhole และเลนส์
    pinhole จำกัดทิศทางแสง ทำให้เกิดภาพที่คมขึ้น
    แต่รับแสงได้น้อยมาก ทำให้ภาพมืด
    เลนส์ช่วยรวมแสงและควบคุมความคมชัดได้ดีกว่า

    ข้อจำกัดและความท้าทายของระบบถ่ายภาพ
    pinhole เล็กเกินไปทำให้ภาพมืด และเกิด diffraction
    เลนส์จริงมีความคลาด (aberrations) ต้องใช้หลายชิ้นแก้วแก้ไข
    depth of field จำกัดตามขนาด aperture และ focal length

    https://ciechanow.ski/cameras-and-lenses/
    📸 กล้องและเลนส์ทำงานอย่างไร? — การอธิบายแบบเห็นภาพที่สุดบนอินเทอร์เน็ต บทความนี้พาเราย้อนกลับไปตั้งแต่หลักการพื้นฐานที่สุดของการถ่ายภาพ ตั้งแต่การตรวจจับแสงด้วยเซนเซอร์ ไปจนถึงการสร้างภาพคมชัดด้วยเลนส์แบบต่าง ๆ โดยใช้แอนิเมชันอินเทอร์แอคทีฟที่ช่วยให้เข้าใจได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ จุดเริ่มต้นคือการอธิบายว่าเซนเซอร์ดิจิทัลทำงานอย่างไร—แต่ละพิกเซลคือโฟโตดีเทคเตอร์ที่รับโฟตอนและแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนจะผ่านกระบวนการ demosaicing เพื่อสร้างภาพสีจาก Bayer filter จากนั้นบทความพาเราไปดูปัญหาของ “เซนเซอร์เปล่า ๆ” ที่รับแสงจากทุกทิศทางจนภาพออกมาเป็นเพียงแสงมั่ว ๆ ก่อนจะอธิบายว่าทำไมต้องมี “pinhole camera” เพื่อจำกัดทิศทางของแสง และทำให้เกิดภาพที่คมชัดขึ้น แม้จะแลกกับความมืดและข้อจำกัดด้านความสว่าง ต่อมาคือการอธิบายว่าทำไมเลนส์จึงจำเป็น—เพราะ pinhole แม้จะให้ภาพคม แต่รับแสงได้น้อยมาก เลนส์ช่วยรวมแสงให้มากขึ้น ควบคุมความคมชัด และสร้าง “จุดโฟกัส” ที่ทำให้ภาพชัดเจน พร้อมอธิบายหลักการของ refraction, Snell’s law, focal length และ thin lens equation ผ่านภาพจำลองที่เข้าใจง่ายกว่าหนังสือเรียนฟิสิกส์หลายเล่ม สุดท้ายบทความลงลึกถึงเรื่อง depth of field, bokeh, aperture, circle of confusion และการทำงานของเลนส์จริงที่ประกอบด้วยหลายชิ้นแก้วเพื่อแก้ความคลาดต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหวที่ทำให้เห็นทุกอย่างแบบ “ตาเห็นจริง” จนแม้คนไม่เคยเรียนฟิสิกส์ก็เข้าใจได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ หลักการทำงานของเซนเซอร์ดิจิทัล ➡️ เซนเซอร์ประกอบด้วยโฟโตดีเทคเตอร์ที่รับโฟตอนและแปลงเป็นสัญญาณ ➡️ ใช้ Bayer filter เพื่อแยกสี และ demosaicing เพื่อสร้างภาพสี ➡️ ปริมาณแสงที่รับได้ขึ้นกับเวลาเปิดรับ (shutter speed) ✅ ทำไมต้องมี pinhole และเลนส์ ➡️ pinhole จำกัดทิศทางแสง ทำให้เกิดภาพที่คมขึ้น ➡️ แต่รับแสงได้น้อยมาก ทำให้ภาพมืด ➡️ เลนส์ช่วยรวมแสงและควบคุมความคมชัดได้ดีกว่า ‼️ ข้อจำกัดและความท้าทายของระบบถ่ายภาพ ⛔ pinhole เล็กเกินไปทำให้ภาพมืด และเกิด diffraction ⛔ เลนส์จริงมีความคลาด (aberrations) ต้องใช้หลายชิ้นแก้วแก้ไข ⛔ depth of field จำกัดตามขนาด aperture และ focal length https://ciechanow.ski/cameras-and-lenses/
    CIECHANOW.SKI
    Cameras and Lenses – Bartosz Ciechanowski
    Interactive article explaining how cameras and lenses work.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 57 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Linux ดีพอแล้วในปี 2026” — บทความที่กล้าพูดสิ่งที่หลายคนคิดแต่ไม่กล้าบอก

    บทความจาก PC Gamer ชิ้นนี้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ปี 2026 คือปีที่ Linux Desktop “ดีพอจริง ๆ” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่ใช่แค่สำหรับสายเทคนิคอีกต่อไป ผู้เขียนยืนยันว่าประสบการณ์ใช้งาน Linux วันนี้ลื่นไหล ใช้งานง่าย และรองรับซอฟต์แวร์มากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุคก่อนที่ต้องแก้ปัญหาไดรเวอร์หรือคอมไพล์โปรแกรมเอง

    หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ การเติบโตของ Proton และ Steam Deck ที่ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกมโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาของเดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE Plasma ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และรองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก รวมถึงการที่ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบของตัวเองได้เต็มที่โดยไม่ถูกบังคับอัปเดตหรือจำกัดสิทธิ์เหมือนบน Windows

    ผู้เขียนยังชี้ว่า Windows 11 และ 12 ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์จริง ๆ” เพราะเต็มไปด้วยโฆษณา การบังคับผูกบัญชี และการเก็บข้อมูลผู้ใช้ ในขณะที่ Linux ให้ความรู้สึกตรงกันข้าม คือ เป็นระบบที่ผู้ใช้ควบคุมได้จริง ปรับแต่งได้ทุกอย่าง และไม่มีใครมาบังคับคุณว่าจะต้องใช้อะไร

    สุดท้ายบทความสรุปว่า แม้ Linux จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในปี 2026 มัน “ดีพอแล้ว” สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจำนวนมาก และถ้าคุณอยากรู้สึกว่าคุณเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ของตัวเองจริง ๆ ปีนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการลองย้ายมาใช้ Linux Desktop

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไม Linux ถึง “ดีพอแล้ว” ในปี 2026
    Proton ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกม
    เดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE ลื่นขึ้น เสถียรขึ้น
    รองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก
    ไม่มีโฆษณา ไม่มีการบังคับผูกบัญชี

    ข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายจาก Windows
    ควบคุมระบบได้เต็มที่
    ไม่มีการบังคับอัปเดต
    ไม่มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบ invasive
    ปรับแต่งได้ลึกและอิสระกว่า

    ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
    บางโปรแกรมเฉพาะทางยังไม่มีเวอร์ชัน Linux
    เกมบางเกมที่ใช้ anti‑cheat ยังไม่รองรับ
    ผู้ใช้ใหม่อาจต้องเรียนรู้ระบบไฟล์และแพ็กเกจเล็กน้อย

    https://www.pcgamer.com/software/linux/im-brave-enough-to-say-it-linux-is-good-now-and-if-you-want-to-feel-like-you-actually-own-your-pc-make-2026-the-year-of-linux-on-your-desktop/
    🐧 “Linux ดีพอแล้วในปี 2026” — บทความที่กล้าพูดสิ่งที่หลายคนคิดแต่ไม่กล้าบอก บทความจาก PC Gamer ชิ้นนี้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ปี 2026 คือปีที่ Linux Desktop “ดีพอจริง ๆ” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่ใช่แค่สำหรับสายเทคนิคอีกต่อไป ผู้เขียนยืนยันว่าประสบการณ์ใช้งาน Linux วันนี้ลื่นไหล ใช้งานง่าย และรองรับซอฟต์แวร์มากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุคก่อนที่ต้องแก้ปัญหาไดรเวอร์หรือคอมไพล์โปรแกรมเอง หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ การเติบโตของ Proton และ Steam Deck ที่ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกมโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาของเดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE Plasma ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และรองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก รวมถึงการที่ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบของตัวเองได้เต็มที่โดยไม่ถูกบังคับอัปเดตหรือจำกัดสิทธิ์เหมือนบน Windows ผู้เขียนยังชี้ว่า Windows 11 และ 12 ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์จริง ๆ” เพราะเต็มไปด้วยโฆษณา การบังคับผูกบัญชี และการเก็บข้อมูลผู้ใช้ ในขณะที่ Linux ให้ความรู้สึกตรงกันข้าม คือ เป็นระบบที่ผู้ใช้ควบคุมได้จริง ปรับแต่งได้ทุกอย่าง และไม่มีใครมาบังคับคุณว่าจะต้องใช้อะไร สุดท้ายบทความสรุปว่า แม้ Linux จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในปี 2026 มัน “ดีพอแล้ว” สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจำนวนมาก และถ้าคุณอยากรู้สึกว่าคุณเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ของตัวเองจริง ๆ ปีนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการลองย้ายมาใช้ Linux Desktop 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไม Linux ถึง “ดีพอแล้ว” ในปี 2026 ➡️ Proton ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกม ➡️ เดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE ลื่นขึ้น เสถียรขึ้น ➡️ รองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก ➡️ ไม่มีโฆษณา ไม่มีการบังคับผูกบัญชี ✅ ข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายจาก Windows ➡️ ควบคุมระบบได้เต็มที่ ➡️ ไม่มีการบังคับอัปเดต ➡️ ไม่มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบ invasive ➡️ ปรับแต่งได้ลึกและอิสระกว่า ‼️ ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด ⛔ บางโปรแกรมเฉพาะทางยังไม่มีเวอร์ชัน Linux ⛔ เกมบางเกมที่ใช้ anti‑cheat ยังไม่รองรับ ⛔ ผู้ใช้ใหม่อาจต้องเรียนรู้ระบบไฟล์และแพ็กเกจเล็กน้อย https://www.pcgamer.com/software/linux/im-brave-enough-to-say-it-linux-is-good-now-and-if-you-want-to-feel-like-you-actually-own-your-pc-make-2026-the-year-of-linux-on-your-desktop/
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 73 มุมมอง 0 รีวิว
  • “How I rebooted my social life” — เมื่อชีวิตสบายเกินไปจนความสัมพันธ์หายไป

    บทความนี้เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ James O’Malley ที่พบว่าชีวิตของเขา “ดีเกินไป” จนทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมหายไปโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะมีบ้านที่น่าอยู่ งานที่ทำจากที่บ้านได้ทั้งหมด และความสะดวกสบายรอบด้าน แต่สิ่งที่ค่อย ๆ หายไปคือการพบปะผู้คนจริง ๆ จนทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและเหมือนกำลัง “เสียสติ” อยู่เงียบ ๆ

    เขาอธิบายว่าปัจจัยที่ทำให้สังคมของเขาหายไปเกิดจากหลายอย่าง ทั้งการทำงานจากบ้าน 100%, การไม่มีลูก, เพื่อนที่มีครอบครัวจนไม่ค่อยเจอกัน, และความสบายที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเลย ความสบายเหล่านี้ทำให้เขา “over-optimize” ชีวิตจนตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกโดยไม่ตั้งใจ

    จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าแม้จะมีเพื่อนมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่เขา “ไม่มีชุมชน” อยู่จริง ๆ เขาเคยต่อต้านแนวคิดเรื่องชุมชนเพราะมองว่ามันจำกัดเสรีภาพ แต่เมื่อถึงจุดที่ความสัมพันธ์หายไป เขากลับพบว่าชุมชนคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างลึกซึ้ง ทั้งเพื่อความผูกพัน ความหมาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง

    สุดท้ายเขาตัดสินใจ “สร้างชุมชนขึ้นเอง” โดยเริ่มจากการจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ แล้วขยายเป็นกิจกรรมพบปะรายเดือน เชิญเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ และคนรู้จักหลวม ๆ ให้มารวมตัวกัน ผลลัพธ์คือเขาได้สร้างเครือข่ายสังคมใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้เขียน
    ชีวิตสบายจนไม่ต้องออกจากบ้าน
    ความสัมพันธ์หายไปเพราะทำงานจากบ้านและเพื่อนมีครอบครัว
    มีเพื่อนออนไลน์มาก แต่ไม่มี “ชุมชนจริง”

    สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบ
    มนุษย์ต้องการชุมชนเพื่อความผูกพันและสุขภาพจิต
    ชุมชนช่วยสร้างความหมายและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง
    การต่อต้านชุมชนเพราะกลัว “ค่านิยมกดทับ” อาจทำให้โดดเดี่ยว

    ข้อควรระวังหรือบทเรียนสำคัญ
    การอยู่บ้านมากเกินไปอาจทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ หายไป
    ความสบายอาจทำให้เราตัดตัวเองออกจากโลกโดยไม่รู้ตัว
    การรอให้ชุมชนเกิดขึ้นเองอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย

    https://takes.jamesomalley.co.uk/p/this-might-be-oversharing
    🧑‍🤝‍🧑 “How I rebooted my social life” — เมื่อชีวิตสบายเกินไปจนความสัมพันธ์หายไป บทความนี้เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ James O’Malley ที่พบว่าชีวิตของเขา “ดีเกินไป” จนทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมหายไปโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะมีบ้านที่น่าอยู่ งานที่ทำจากที่บ้านได้ทั้งหมด และความสะดวกสบายรอบด้าน แต่สิ่งที่ค่อย ๆ หายไปคือการพบปะผู้คนจริง ๆ จนทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและเหมือนกำลัง “เสียสติ” อยู่เงียบ ๆ เขาอธิบายว่าปัจจัยที่ทำให้สังคมของเขาหายไปเกิดจากหลายอย่าง ทั้งการทำงานจากบ้าน 100%, การไม่มีลูก, เพื่อนที่มีครอบครัวจนไม่ค่อยเจอกัน, และความสบายที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเลย ความสบายเหล่านี้ทำให้เขา “over-optimize” ชีวิตจนตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกโดยไม่ตั้งใจ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าแม้จะมีเพื่อนมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่เขา “ไม่มีชุมชน” อยู่จริง ๆ เขาเคยต่อต้านแนวคิดเรื่องชุมชนเพราะมองว่ามันจำกัดเสรีภาพ แต่เมื่อถึงจุดที่ความสัมพันธ์หายไป เขากลับพบว่าชุมชนคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างลึกซึ้ง ทั้งเพื่อความผูกพัน ความหมาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง สุดท้ายเขาตัดสินใจ “สร้างชุมชนขึ้นเอง” โดยเริ่มจากการจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ แล้วขยายเป็นกิจกรรมพบปะรายเดือน เชิญเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ และคนรู้จักหลวม ๆ ให้มารวมตัวกัน ผลลัพธ์คือเขาได้สร้างเครือข่ายสังคมใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้เขียน ➡️ ชีวิตสบายจนไม่ต้องออกจากบ้าน ➡️ ความสัมพันธ์หายไปเพราะทำงานจากบ้านและเพื่อนมีครอบครัว ➡️ มีเพื่อนออนไลน์มาก แต่ไม่มี “ชุมชนจริง” ✅ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบ ➡️ มนุษย์ต้องการชุมชนเพื่อความผูกพันและสุขภาพจิต ➡️ ชุมชนช่วยสร้างความหมายและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ➡️ การต่อต้านชุมชนเพราะกลัว “ค่านิยมกดทับ” อาจทำให้โดดเดี่ยว ‼️ ข้อควรระวังหรือบทเรียนสำคัญ ⛔ การอยู่บ้านมากเกินไปอาจทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ หายไป ⛔ ความสบายอาจทำให้เราตัดตัวเองออกจากโลกโดยไม่รู้ตัว ⛔ การรอให้ชุมชนเกิดขึ้นเองอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย https://takes.jamesomalley.co.uk/p/this-might-be-oversharing
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 73 มุมมอง 0 รีวิว
  • Daft Punk แอบเล่นมุก? ค้นพบว่า BPM ของ “Harder, Better, Faster, Stronger” คือ 123.45 แบบเป๊ะ!

    บทความต้นฉบับเล่าว่าแม้หลายแหล่ง—including Google, Spotify และฐานข้อมูล BPM ต่าง ๆ—จะบอกว่าเพลง HBFS ของ Daft Punk มีความเร็วประมาณ 123 BPM แต่ผู้เขียนซึ่งเป็นนักพัฒนาแอปตรวจจับ BPM พบสิ่งแปลก ๆ มานานหลายปี เพราะซอฟต์แวร์ของเขามักตรวจได้ค่าระหว่าง 123–124 แต่ไม่เคยลงล็อกที่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งแบบเป๊ะ ๆ จนกระทั่งเขาปรับปรุงระบบตรวจจับใหม่ให้แม่นยำขึ้น และพบว่าความเร็วจริงของเพลงคือ 123.45 BPM

    เพื่อพิสูจน์ เขาใช้วิธี “มนุษย์ทำได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์” คือเปิด waveform ของเพลงในโปรแกรมตัดต่อเสียง เลือกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของ beat ที่ชัดเจน แล้วนับจำนวน beat ทั้งหมดก่อนคำนวณด้วยสูตร BPM แบบตรงไปตรงมา ผลลัพธ์จากทั้ง CD rip และ YouTube official audio ต่างก็ให้ค่าใกล้เคียง 123.45 อย่างน่าประหลาดใจ

    จากนั้นผู้เขียนตั้งคำถามว่า Daft Punk ตั้งใจทำให้ BPM เป็น 123.45 หรือไม่ เพราะอุปกรณ์ที่พวกเขาใช้ในยุคนั้น เช่น E-mu SP‑1200 และ Akai MPC‑3000 รองรับทศนิยมเพียง 1 ตำแหน่ง แต่ Logic Audio (ของ Emagic ก่อน Apple ซื้อ) รองรับถึง 4 ตำแหน่ง ซึ่งทำให้การตั้ง BPM แบบ 123.45 เป็นไปได้จริงในเชิงเทคนิค

    แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน 100% ว่าพวกเขาตั้งใจ แต่ความแม่นยำของเวอร์ชัน CD ที่ใกล้เคียง 123.45 อย่างเหลือเชื่อ ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่านี่อาจเป็น “อีสเตอร์เอ้ก” ที่ซ่อนอยู่ในเพลงมานานกว่า 25 ปี และเป็นมุกแบบหุ่นยนต์ที่ Daft Punk ตั้งใจทิ้งไว้ให้แฟน ๆ ค้นพบในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ค้นพบเกี่ยวกับ BPM ของ HBFS
    BPM จริงของเพลงคือ 123.45 ไม่ใช่ 123 ตามที่หลายเว็บระบุ
    ยืนยันด้วยการนับ beat แบบ manual จาก waveform
    ทั้ง CD rip และ YouTube official audio ให้ค่าที่ใกล้เคียงกันมาก

    ทำไมค่าถึงแม่นยำขนาดนี้?
    Logic Audio รองรับ BPM ทศนิยม 4 ตำแหน่ง
    อุปกรณ์อื่นรองรับเพียง 1 ตำแหน่ง แต่ยังเป็นไปได้ว่ามีการใช้ Logic ในการผลิต
    ความแม่นยำของเวอร์ชัน CD ทำให้ดู “ตั้งใจ” มากกว่าบังเอิญ

    ข้อควรระวังหรือข้อสังเกต
    ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า Daft Punk ตั้งใจจริง
    ค่าที่ได้อาจต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งไฟล์
    การวัด BPM แบบอัตโนมัติยังมีข้อจำกัดจาก noise และ harmonics

    https://www.madebywindmill.com/tempi/blog/hbfs-bpm/
    🎧 Daft Punk แอบเล่นมุก? ค้นพบว่า BPM ของ “Harder, Better, Faster, Stronger” คือ 123.45 แบบเป๊ะ! บทความต้นฉบับเล่าว่าแม้หลายแหล่ง—including Google, Spotify และฐานข้อมูล BPM ต่าง ๆ—จะบอกว่าเพลง HBFS ของ Daft Punk มีความเร็วประมาณ 123 BPM แต่ผู้เขียนซึ่งเป็นนักพัฒนาแอปตรวจจับ BPM พบสิ่งแปลก ๆ มานานหลายปี เพราะซอฟต์แวร์ของเขามักตรวจได้ค่าระหว่าง 123–124 แต่ไม่เคยลงล็อกที่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งแบบเป๊ะ ๆ จนกระทั่งเขาปรับปรุงระบบตรวจจับใหม่ให้แม่นยำขึ้น และพบว่าความเร็วจริงของเพลงคือ 123.45 BPM เพื่อพิสูจน์ เขาใช้วิธี “มนุษย์ทำได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์” คือเปิด waveform ของเพลงในโปรแกรมตัดต่อเสียง เลือกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของ beat ที่ชัดเจน แล้วนับจำนวน beat ทั้งหมดก่อนคำนวณด้วยสูตร BPM แบบตรงไปตรงมา ผลลัพธ์จากทั้ง CD rip และ YouTube official audio ต่างก็ให้ค่าใกล้เคียง 123.45 อย่างน่าประหลาดใจ จากนั้นผู้เขียนตั้งคำถามว่า Daft Punk ตั้งใจทำให้ BPM เป็น 123.45 หรือไม่ เพราะอุปกรณ์ที่พวกเขาใช้ในยุคนั้น เช่น E-mu SP‑1200 และ Akai MPC‑3000 รองรับทศนิยมเพียง 1 ตำแหน่ง แต่ Logic Audio (ของ Emagic ก่อน Apple ซื้อ) รองรับถึง 4 ตำแหน่ง ซึ่งทำให้การตั้ง BPM แบบ 123.45 เป็นไปได้จริงในเชิงเทคนิค แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน 100% ว่าพวกเขาตั้งใจ แต่ความแม่นยำของเวอร์ชัน CD ที่ใกล้เคียง 123.45 อย่างเหลือเชื่อ ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่านี่อาจเป็น “อีสเตอร์เอ้ก” ที่ซ่อนอยู่ในเพลงมานานกว่า 25 ปี และเป็นมุกแบบหุ่นยนต์ที่ Daft Punk ตั้งใจทิ้งไว้ให้แฟน ๆ ค้นพบในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ค้นพบเกี่ยวกับ BPM ของ HBFS ➡️ BPM จริงของเพลงคือ 123.45 ไม่ใช่ 123 ตามที่หลายเว็บระบุ ➡️ ยืนยันด้วยการนับ beat แบบ manual จาก waveform ➡️ ทั้ง CD rip และ YouTube official audio ให้ค่าที่ใกล้เคียงกันมาก ✅ ทำไมค่าถึงแม่นยำขนาดนี้? ➡️ Logic Audio รองรับ BPM ทศนิยม 4 ตำแหน่ง ➡️ อุปกรณ์อื่นรองรับเพียง 1 ตำแหน่ง แต่ยังเป็นไปได้ว่ามีการใช้ Logic ในการผลิต ➡️ ความแม่นยำของเวอร์ชัน CD ทำให้ดู “ตั้งใจ” มากกว่าบังเอิญ ‼️ ข้อควรระวังหรือข้อสังเกต ⛔ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า Daft Punk ตั้งใจจริง ⛔ ค่าที่ได้อาจต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งไฟล์ ⛔ การวัด BPM แบบอัตโนมัติยังมีข้อจำกัดจาก noise และ harmonics https://www.madebywindmill.com/tempi/blog/hbfs-bpm/
    WWW.MADEBYWINDMILL.COM
    Was Daft Punk Having a Laugh When They Chose the Tempo of Harder, Better, Faster, Stronger?
    Was Daft Punk Having a Laugh When They Chose the Tempo of Harder, Better, Faster, Stronger?
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 59 มุมมอง 0 รีวิว
  • 4 แอป Linux ที่ผู้เขียนใช้บ่อยที่สุดในปี 2025 — เครื่องมือโอเพ่นซอร์สที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

    ปี 2025 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้เขียนบทความต้นฉบับ ทั้งในด้านงานและชีวิตส่วนตัว แต่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น เขากลับพบว่าแอปโอเพ่นซอร์สบน Linux หลายตัวช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนบทความ การจัดการไฟล์ การตรวจสอบระบบ หรือแม้แต่การอ่านหนังสืออีบุ๊ก ทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ workflow ที่ขาดไม่ได้เลยในปีที่ผ่านมา

    หนึ่งในแอปที่โดดเด่นคือ Converseen ซึ่งใช้แทน XnConvert สำหรับการแปลงภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะการย่อไฟล์ PNG ให้เล็กลงเพื่อใช้ในบทความ นอกจากนี้ยังมี Packet ที่ช่วยส่งไฟล์ระหว่าง Linux กับ Android ได้ง่ายขึ้นผ่าน Quick Share โดยไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่มในมือถือ ทำให้การทำงานข้ามอุปกรณ์สะดวกขึ้นมาก

    สำหรับงานตรวจสอบระบบ ผู้เขียนเลือกใช้ Btop++ ซึ่งเป็น system monitor แบบเทอร์มินัลที่สวยงามและใช้งานง่าย แถมยังใช้เป็น screensaver แบบเท่ ๆ ได้อีกด้วย ส่วนงานอ่านและจัดการอีบุ๊กก็มี Calibre ที่ช่วยจัดการ metadata, แปลงไฟล์ และซิงก์กับ eReader ได้อย่างครบเครื่อง รวมถึงฟีเจอร์ AI ใหม่ที่ช่วยพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือได้ด้วย

    แอปเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ecosystem ของ Linux เติบโตขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และผู้ใช้สามารถสร้าง workflow ที่ทรงพลังได้โดยไม่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ proprietary เลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของโอเพ่นซอร์สที่ยังคงแข็งแรงและน่าตื่นเต้นเสมอ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    แอปที่ผู้เขียนใช้บ่อยที่สุดในปี 2025
    Converseen — แปลงภาพแบบ batch, รองรับกว่า 100 ฟอร์แมต
    Packet — ส่งไฟล์ Linux ↔ Android ผ่าน Quick Share
    Btop++ — system monitor สวยงาม ใช้งานง่าย
    Calibre — จัดการอีบุ๊กครบวงจร พร้อมฟีเจอร์ AI

    เหตุผลที่แอปเหล่านี้โดดเด่น
    ช่วยลดเวลาทำงานซ้ำ ๆ
    ทำงานข้ามอุปกรณ์ได้สะดวก
    เพิ่มความเข้าใจระบบด้วยข้อมูลแบบ real-time
    ทำให้การอ่านและจัดการหนังสือง่ายขึ้นมาก

    ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
    แอปบางตัวอาจต้องติดตั้งผ่าน repo เสริม
    Packet อาจทำงานได้ไม่เต็มที่บน Android รุ่นเก่า
    Calibre ใช้ทรัพยากรพอสมควรบนเครื่องสเปกต่ำ

    https://itsfoss.com/news/my-choice-linux-apps-2025/
    🧰 4 แอป Linux ที่ผู้เขียนใช้บ่อยที่สุดในปี 2025 — เครื่องมือโอเพ่นซอร์สที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ปี 2025 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้เขียนบทความต้นฉบับ ทั้งในด้านงานและชีวิตส่วนตัว แต่ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น เขากลับพบว่าแอปโอเพ่นซอร์สบน Linux หลายตัวช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนบทความ การจัดการไฟล์ การตรวจสอบระบบ หรือแม้แต่การอ่านหนังสืออีบุ๊ก ทั้งหมดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ workflow ที่ขาดไม่ได้เลยในปีที่ผ่านมา หนึ่งในแอปที่โดดเด่นคือ Converseen ซึ่งใช้แทน XnConvert สำหรับการแปลงภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะการย่อไฟล์ PNG ให้เล็กลงเพื่อใช้ในบทความ นอกจากนี้ยังมี Packet ที่ช่วยส่งไฟล์ระหว่าง Linux กับ Android ได้ง่ายขึ้นผ่าน Quick Share โดยไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่มในมือถือ ทำให้การทำงานข้ามอุปกรณ์สะดวกขึ้นมาก สำหรับงานตรวจสอบระบบ ผู้เขียนเลือกใช้ Btop++ ซึ่งเป็น system monitor แบบเทอร์มินัลที่สวยงามและใช้งานง่าย แถมยังใช้เป็น screensaver แบบเท่ ๆ ได้อีกด้วย ส่วนงานอ่านและจัดการอีบุ๊กก็มี Calibre ที่ช่วยจัดการ metadata, แปลงไฟล์ และซิงก์กับ eReader ได้อย่างครบเครื่อง รวมถึงฟีเจอร์ AI ใหม่ที่ช่วยพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือได้ด้วย แอปเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ecosystem ของ Linux เติบโตขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และผู้ใช้สามารถสร้าง workflow ที่ทรงพลังได้โดยไม่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ proprietary เลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของโอเพ่นซอร์สที่ยังคงแข็งแรงและน่าตื่นเต้นเสมอ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ แอปที่ผู้เขียนใช้บ่อยที่สุดในปี 2025 ➡️ Converseen — แปลงภาพแบบ batch, รองรับกว่า 100 ฟอร์แมต ➡️ Packet — ส่งไฟล์ Linux ↔ Android ผ่าน Quick Share ➡️ Btop++ — system monitor สวยงาม ใช้งานง่าย ➡️ Calibre — จัดการอีบุ๊กครบวงจร พร้อมฟีเจอร์ AI ✅ เหตุผลที่แอปเหล่านี้โดดเด่น ➡️ ช่วยลดเวลาทำงานซ้ำ ๆ ➡️ ทำงานข้ามอุปกรณ์ได้สะดวก ➡️ เพิ่มความเข้าใจระบบด้วยข้อมูลแบบ real-time ➡️ ทำให้การอ่านและจัดการหนังสือง่ายขึ้นมาก ‼️ ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด ⛔ แอปบางตัวอาจต้องติดตั้งผ่าน repo เสริม ⛔ Packet อาจทำงานได้ไม่เต็มที่บน Android รุ่นเก่า ⛔ Calibre ใช้ทรัพยากรพอสมควรบนเครื่องสเปกต่ำ https://itsfoss.com/news/my-choice-linux-apps-2025/
    ITSFOSS.COM
    These are the Linux Apps I Couldn't Live Without in 2025
    These open source gems have helped me refine my workflow.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 65 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 7

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 7
    ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา
    คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน
    คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม….
    แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน
    การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต…
    ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน
    นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก
    ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล
    Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน
    ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช
    เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง….
    อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว
    แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา…
    บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา
    อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา…
    หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ
    อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี
    ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า
    …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา….
    …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน…..
    …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล…..
    แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง
    ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย
    ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน
    ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ
    ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล
    ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค
    ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน
    และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
    หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ…
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    1 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 7 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 7 ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม…. แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต… ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง…. อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา… บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา… หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา…. …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน….. …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล….. แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 1 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 209 มุมมอง 0 รีวิว
  • การผงาดของพรรคบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และคำถามที่สังคมยังคลางแคลงใจ

    บทความโดย : สุรวิชช์ วีรวรรณ

    คลิก>> https://mgronline.com/daily/detail/9690000000198
    การผงาดของพรรคบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และคำถามที่สังคมยังคลางแคลงใจ บทความโดย : สุรวิชช์ วีรวรรณ คลิก>> https://mgronline.com/daily/detail/9690000000198
    MGRONLINE.COM
    การผงาดของพรรคบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และคำถามที่สังคมยังคลางแคลงใจ
    การเมืองไทยไม่เคยเป็นสนามของประชาธิปไตยแบบบริสุทธิ์ด้วยจิตสำนึกของพลเมือง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 74 มุมมอง 0 รีวิว
  • พรรคส้มกับฝันที่ไม่มีวันไปถึง

    บทความโดย : สุรวิชช์ วีรวรรณ

    คลิก>> https://mgronline.com/daily/detail/9690000000024
    พรรคส้มกับฝันที่ไม่มีวันไปถึง บทความโดย : สุรวิชช์ วีรวรรณ คลิก>> https://mgronline.com/daily/detail/9690000000024
    MGRONLINE.COM
    พรรคส้มกับฝันที่ไม่มีวันไปถึง
    พรรคประชาชนออกมาพูดชัดว่า จะไม่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในการหาเสียง เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยห้ามไว้ ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ แต่การไม่หยิบยกมาหาเสียง ไม่ได้แปลว่า พรรคประชาชนจะไม่แก้มาตรา 112 หากได้เป็น
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 61 มุมมอง 0 รีวิว
  • บทความกฎหมาย EP.50

    ข่าวกรองคือกระบวนการทางปัญญาที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั่วไปเพราะในทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของรัฐข่าวกรองเปรียบเสมือนพยานหลักฐานที่ผ่านการกลั่นกรองและตรวจสอบความถูกต้องมาอย่างเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความมั่นคงข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบย่อมถือเป็นเพียงข่าวลือหรือข่าวสารดิบที่ไม่สามารถนำมาอ้างอิงเป็นฐานในการใช้อำนาจตามกฎหมายได้การที่หน่วยงานรัฐจะดำเนินมาตรการใดๆที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหรือการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยข่าวกรองที่มีความแม่นยำสูงมีแหล่งที่มาที่ชัดเจนและได้รับการยืนยันผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือการสืบสวนเชิงลึกเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมที่กำหนดว่าการใช้อำนาจรัฐต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วเท่านั้นกระบวนการเปลี่ยนข่าวสารให้กลายเป็นข่าวกรองจึงถือเป็นพันธกิจหลักที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการยึดมั่นในระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อส่วนรวมหรือการละเมิดสิทธิของบุคคลโดยมิชอบ

    ในมิติด้านกฎหมายมหาชนและการตีความพยานหลักฐานการนิยามว่าข่าวกรองคือข่าวที่ได้รับการตรวจสอบหลักฐานแล้วว่าเชื่อถือได้สะท้อนถึงมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดคล้ายคลึงกับหลักการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นศาลซึ่งต้องมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงและความสมเหตุสมผลของข้อมูลในทุกมิติข่าวกรองที่มีคุณภาพจึงต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญคือความถูกต้องความทันสมัยและความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยมีกฎหมายรองรับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงภายใต้ขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้การทำหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดแต่คือการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างความจริงกับความลวงโดยใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและสติปัญญาของมนุษย์ผสมผสานกันเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างแน่นหนาความน่าเชื่อถือของข่าวกรองจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รัฐสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าและยับยั้งภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการป้องกันก่อนเกิดเหตุซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรและการคุ้มครองอธิปไตยของชาติในโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง

    โดยสรุปแล้วข่าวกรองจึงมิใช่เพียงคำจำกัดความของการรู้แจ้งเห็นจริงในเหตุการณ์ต่างๆเท่านั้นแต่เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินที่ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ทราบความจริงก่อนการตัดสินใจดำเนินการใดๆในนามของรัฐการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการข่าวกรองจึงเท่ากับการรักษามาตรฐานความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคมโดยรวมเพราะเมื่อข่าวกรองมีความชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยย่อมทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและมีพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ซึ่งจะส่งผลให้รัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์ที่สุดในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงของชาติในทุกมิติ
    บทความกฎหมาย EP.50 ข่าวกรองคือกระบวนการทางปัญญาที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั่วไปเพราะในทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของรัฐข่าวกรองเปรียบเสมือนพยานหลักฐานที่ผ่านการกลั่นกรองและตรวจสอบความถูกต้องมาอย่างเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความมั่นคงข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบย่อมถือเป็นเพียงข่าวลือหรือข่าวสารดิบที่ไม่สามารถนำมาอ้างอิงเป็นฐานในการใช้อำนาจตามกฎหมายได้การที่หน่วยงานรัฐจะดำเนินมาตรการใดๆที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหรือการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยข่าวกรองที่มีความแม่นยำสูงมีแหล่งที่มาที่ชัดเจนและได้รับการยืนยันผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือการสืบสวนเชิงลึกเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมที่กำหนดว่าการใช้อำนาจรัฐต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วเท่านั้นกระบวนการเปลี่ยนข่าวสารให้กลายเป็นข่าวกรองจึงถือเป็นพันธกิจหลักที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการยึดมั่นในระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อส่วนรวมหรือการละเมิดสิทธิของบุคคลโดยมิชอบ ในมิติด้านกฎหมายมหาชนและการตีความพยานหลักฐานการนิยามว่าข่าวกรองคือข่าวที่ได้รับการตรวจสอบหลักฐานแล้วว่าเชื่อถือได้สะท้อนถึงมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดคล้ายคลึงกับหลักการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นศาลซึ่งต้องมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงและความสมเหตุสมผลของข้อมูลในทุกมิติข่าวกรองที่มีคุณภาพจึงต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญคือความถูกต้องความทันสมัยและความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยมีกฎหมายรองรับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงภายใต้ขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้การทำหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดแต่คือการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างความจริงกับความลวงโดยใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและสติปัญญาของมนุษย์ผสมผสานกันเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างแน่นหนาความน่าเชื่อถือของข่าวกรองจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รัฐสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าและยับยั้งภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการป้องกันก่อนเกิดเหตุซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรและการคุ้มครองอธิปไตยของชาติในโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยสรุปแล้วข่าวกรองจึงมิใช่เพียงคำจำกัดความของการรู้แจ้งเห็นจริงในเหตุการณ์ต่างๆเท่านั้นแต่เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินที่ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ทราบความจริงก่อนการตัดสินใจดำเนินการใดๆในนามของรัฐการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการข่าวกรองจึงเท่ากับการรักษามาตรฐานความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคมโดยรวมเพราะเมื่อข่าวกรองมีความชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยย่อมทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและมีพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ซึ่งจะส่งผลให้รัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์ที่สุดในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงของชาติในทุกมิติ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 290 มุมมอง 0 รีวิว
  • ยุคใหม่ของการติดตั้งแอปบน Linux: 7 เครื่องมือจัดการ GitHub Binaries ที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อน

    โลกของ Linux กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อซอฟต์แวร์จำนวนมากเลือกปล่อยเป็น pre‑compiled binaries บน GitHub Releases แทนการเข้าระบบแพ็กเกจของดิสโทรแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ใช้ต้องคอยเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์เองอยู่บ่อยครั้ง บทความจาก It’s FOSS ชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือรุ่นใหม่เหล่านี้ช่วย “ปิดช่องว่าง” ระหว่างแพ็กเกจเมเนเจอร์แบบเดิมกับโลกของ GitHub ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    หนึ่งในเครื่องมือที่โดดเด่นคือ Eget ซึ่งช่วยดาวน์โหลดและติดตั้งไบนารีจาก GitHub โดยอัตโนมัติ เพียงระบุชื่อรีโป มันจะเลือกไฟล์ที่เหมาะกับสถาปัตยกรรมของระบบให้ทันที นอกจากนี้ยังมี deb‑get ที่นำแนวคิด apt-get มาประยุกต์ใช้กับ .deb จาก GitHub, PPA และลิงก์ตรง ทำให้ผู้ใช้ Ubuntu และ Debian สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์นอกรีโปได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

    ฝั่ง GUI ก็มี Autonomix ที่ใช้ GTK4 + libadwaita ให้หน้าตาทันสมัย รองรับทั้ง .deb, .rpm, AppImage, Flatpak และ Snap พร้อมระบบติดตามเวอร์ชันในตัว ส่วนเครื่องมืออย่าง bin, Install Release, stew และ AFX ก็เน้นความสามารถเฉพาะทาง เช่น การจัดการหลายแหล่งซอฟต์แวร์, การซิงก์สถานะข้ามเครื่อง, การติดตั้งแบบ declarative และการจัดการปลั๊กอินเชลล์อย่างเป็นระบบ

    ภาพรวมแล้ว เครื่องมือเหล่านี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Linux ที่กำลังเคลื่อนสู่โลกที่ผู้พัฒนาปล่อยซอฟต์แวร์เองมากขึ้น และผู้ใช้ต้องการระบบจัดการไบนารีที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ไม่ต้องรอแพ็กเกจจากดิสโทร และยังสามารถอัปเดตได้อัตโนมัติแบบแพ็กเกจเมเนเจอร์ดั้งเดิม ถือเป็นการผสมผสานระหว่างความคล่องตัวของ GitHub กับความสะดวกของระบบจัดการแพ็กเกจที่ผู้ใช้คุ้นเคย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เครื่องมือเด่นสำหรับจัดการ GitHub Binaries
    deb‑get: apt‑get สำหรับ .deb จาก GitHub, PPA, direct download
    Autonomix: ตัวเลือก GUI รองรับหลายฟอร์แมต เช่น deb/rpm/AppImage/Flatpak/Snap
    Eget: ดาวน์โหลดไบนารีอัตโนมัติจาก GitHub พร้อมเลือกไฟล์ที่ตรงสถาปัตยกรรม
    Install Release: ซิงก์สถานะแพ็กเกจข้ามเครื่องผ่านไฟล์ JSON
    bin: จัดการไบนารีจากหลายแหล่ง เช่น GitHub, GitLab, Docker, Hashicorp
    stew: ระบบ declarative ผ่าน Stewfile + UI แบบ interactive
    AFX: จัดการปลั๊กอินเชลล์ + ไบนารีด้วย YAML config

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ต้องพึ่งพา GitHub API ซึ่งอาจเจอ rate‑limit หากไม่ใช้ token
    บางเครื่องมือยังใหม่มาก เช่น Autonomix อาจมีบั๊กหรือฟีเจอร์ไม่ครบ
    การติดตั้งไบนารีนอกรีโปอาจขาดการตรวจสอบความปลอดภัยจากดิสโทร
    ระบบ declarative หรือ multi‑source อาจซับซ้อนสำหรับผู้ใช้ใหม่

    https://itsfoss.com/github-binaries-tools/
    📦⚙️ ยุคใหม่ของการติดตั้งแอปบน Linux: 7 เครื่องมือจัดการ GitHub Binaries ที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อน โลกของ Linux กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อซอฟต์แวร์จำนวนมากเลือกปล่อยเป็น pre‑compiled binaries บน GitHub Releases แทนการเข้าระบบแพ็กเกจของดิสโทรแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้ใช้ต้องคอยเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์เองอยู่บ่อยครั้ง บทความจาก It’s FOSS ชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือรุ่นใหม่เหล่านี้ช่วย “ปิดช่องว่าง” ระหว่างแพ็กเกจเมเนเจอร์แบบเดิมกับโลกของ GitHub ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในเครื่องมือที่โดดเด่นคือ Eget ซึ่งช่วยดาวน์โหลดและติดตั้งไบนารีจาก GitHub โดยอัตโนมัติ เพียงระบุชื่อรีโป มันจะเลือกไฟล์ที่เหมาะกับสถาปัตยกรรมของระบบให้ทันที นอกจากนี้ยังมี deb‑get ที่นำแนวคิด apt-get มาประยุกต์ใช้กับ .deb จาก GitHub, PPA และลิงก์ตรง ทำให้ผู้ใช้ Ubuntu และ Debian สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์นอกรีโปได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ฝั่ง GUI ก็มี Autonomix ที่ใช้ GTK4 + libadwaita ให้หน้าตาทันสมัย รองรับทั้ง .deb, .rpm, AppImage, Flatpak และ Snap พร้อมระบบติดตามเวอร์ชันในตัว ส่วนเครื่องมืออย่าง bin, Install Release, stew และ AFX ก็เน้นความสามารถเฉพาะทาง เช่น การจัดการหลายแหล่งซอฟต์แวร์, การซิงก์สถานะข้ามเครื่อง, การติดตั้งแบบ declarative และการจัดการปลั๊กอินเชลล์อย่างเป็นระบบ ภาพรวมแล้ว เครื่องมือเหล่านี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Linux ที่กำลังเคลื่อนสู่โลกที่ผู้พัฒนาปล่อยซอฟต์แวร์เองมากขึ้น และผู้ใช้ต้องการระบบจัดการไบนารีที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ไม่ต้องรอแพ็กเกจจากดิสโทร และยังสามารถอัปเดตได้อัตโนมัติแบบแพ็กเกจเมเนเจอร์ดั้งเดิม ถือเป็นการผสมผสานระหว่างความคล่องตัวของ GitHub กับความสะดวกของระบบจัดการแพ็กเกจที่ผู้ใช้คุ้นเคย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เครื่องมือเด่นสำหรับจัดการ GitHub Binaries ➡️ deb‑get: apt‑get สำหรับ .deb จาก GitHub, PPA, direct download ➡️ Autonomix: ตัวเลือก GUI รองรับหลายฟอร์แมต เช่น deb/rpm/AppImage/Flatpak/Snap ➡️ Eget: ดาวน์โหลดไบนารีอัตโนมัติจาก GitHub พร้อมเลือกไฟล์ที่ตรงสถาปัตยกรรม ➡️ Install Release: ซิงก์สถานะแพ็กเกจข้ามเครื่องผ่านไฟล์ JSON ➡️ bin: จัดการไบนารีจากหลายแหล่ง เช่น GitHub, GitLab, Docker, Hashicorp ➡️ stew: ระบบ declarative ผ่าน Stewfile + UI แบบ interactive ➡️ AFX: จัดการปลั๊กอินเชลล์ + ไบนารีด้วย YAML config ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ต้องพึ่งพา GitHub API ซึ่งอาจเจอ rate‑limit หากไม่ใช้ token ⛔ บางเครื่องมือยังใหม่มาก เช่น Autonomix อาจมีบั๊กหรือฟีเจอร์ไม่ครบ ⛔ การติดตั้งไบนารีนอกรีโปอาจขาดการตรวจสอบความปลอดภัยจากดิสโทร ⛔ ระบบ declarative หรือ multi‑source อาจซับซ้อนสำหรับผู้ใช้ใหม่ https://itsfoss.com/github-binaries-tools/
    ITSFOSS.COM
    Stop Manually Checking GitHub Releases — These Tools Automatically Install & Update Apps on Linux
    These handy utilities tools simplify installing and managing binaries from GitHub releases on Linux.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 240 มุมมอง 0 รีวิว
  • Linux 2026: 9 เทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลกเดสก์ท็อปโอเพ่นซอร์ส

    ปี 2025 เป็นปีที่เดสก์ท็อป Linux เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Rust ที่เริ่มเข้ามาในเคอร์เนล, AI ที่เริ่มฝังในแอป, และการเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างจริงจัง บทความจาก It’s FOSS มองไปข้างหน้าและคาดการณ์ว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่ Linux เดสก์ท็อป “เปลี่ยนหน้า” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

    หนึ่งในเทรนด์สำคัญคือ Local AI ที่จะถูกฝังในแอปมากขึ้น ตั้งแต่ Calibre, ONLYOFFICE ไปจนถึง Kdenlive โดยใช้ LLM แบบรันบนเครื่อง เช่น Ollama หรือ LM Studio ทำให้ผู้ใช้สามารถสรุปเอกสาร ค้นไฟล์ หรือจัดการข้อมูลส่วนตัวได้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ นี่คือการเปลี่ยน Linux ให้เป็น “AI workstation ส่วนตัว” อย่างแท้จริง

    ด้านระบบกราฟิก Wayland จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ หลัง Ubuntu, Fedora และ KDE Plasma ต่างประกาศเดินหน้าเต็มตัวในปี 2025 ทำให้ปี 2026 จะเป็นปีที่ Xorg ถูกลดบทบาทอย่างชัดเจน แม้จะยังต้องพึ่ง XWayland สำหรับแอปเก่า แต่ทิศทางโดยรวมชัดเจนว่า Linux เดสก์ท็อปกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ลื่นไหลและปลอดภัยกว่าเดิม

    นอกจากนี้ยังมีเทรนด์สำคัญอื่นๆ เช่น การเติบโตของ RISC‑V ในฮาร์ดแวร์ผู้ใช้ทั่วไป, GNOME ที่เดินหน้าปรับแอปดีฟอลต์ให้ทันสมัย, ดิสโทรแบบ Immutable ที่เริ่มกลายเป็นตัวเลือกหลัก, Hyprland ที่ยังคงครองใจสายแต่งเดสก์ท็อป และแนวโน้มรัฐบาลยุโรปที่หันมาใช้โอเพ่นซอร์สมากขึ้นเพื่อความมั่นคงและลดการพึ่งพาบริษัทต่างชาติ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เทรนด์ Linux 2026 ที่โดดเด่นที่สุด
    Local AI ในแอป Linux เพิ่มขึ้น เช่น Calibre, ONLYOFFICE, Kdenlive
    Wayland กลายเป็นมาตรฐาน หลังดิสโทรใหญ่ทยอยเลิก Xorg
    Linux Gaming โตต่อเนื่อง จาก Proton, Wine, Rust‑based NVIDIA driver และ Steam Machine
    RISC‑V เข้าสู่ตลาดผู้ใช้ทั่วไป เช่น Framework Mainboard และอุปกรณ์พกพาใหม่ๆ
    GNOME เปลี่ยนแอปดีฟอลต์หลายตัว ไปสู่ GTK4 + libadwaita
    Immutable Distros มาแรง เช่น Fedora Atomic, openSUSE MicroOS, Nitrux
    Hyprland ยังคงเติบโต และถูกดิสโทรหลายตัวเพิ่มเป็นตัวเลือกหลัก
    Rustification เพิ่มขึ้น ทั้งในเคอร์เนลและเครื่องมือระบบ เช่น sudo, coreutils
    รัฐบาลยุโรปหันมาใช้โอเพ่นซอร์ส เช่น เดนมาร์ก, เยอรมนี, แคนาดา

    ความเสี่ยงและข้อควรระวังในเทรนด์เหล่านี้
    แอปเก่าที่ไม่รองรับ Wayland อาจมีปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    Hyprland ยังต้องจัดการไฟล์คอนฟิกจำนวนมาก แม้จะดีขึ้นแล้วก็ตาม
    Rustification อาจทำให้เกิด fragmentation หากโครงการต่างๆ รีไรต์โดยไม่ประสานกัน
    Immutable Distros ต้องการการเรียนรู้ใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป

    https://itsfoss.com/news/linux-future-prediction-2026/
    🐧🔮 Linux 2026: 9 เทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลกเดสก์ท็อปโอเพ่นซอร์ส ปี 2025 เป็นปีที่เดสก์ท็อป Linux เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Rust ที่เริ่มเข้ามาในเคอร์เนล, AI ที่เริ่มฝังในแอป, และการเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างจริงจัง บทความจาก It’s FOSS มองไปข้างหน้าและคาดการณ์ว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่ Linux เดสก์ท็อป “เปลี่ยนหน้า” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หนึ่งในเทรนด์สำคัญคือ Local AI ที่จะถูกฝังในแอปมากขึ้น ตั้งแต่ Calibre, ONLYOFFICE ไปจนถึง Kdenlive โดยใช้ LLM แบบรันบนเครื่อง เช่น Ollama หรือ LM Studio ทำให้ผู้ใช้สามารถสรุปเอกสาร ค้นไฟล์ หรือจัดการข้อมูลส่วนตัวได้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ นี่คือการเปลี่ยน Linux ให้เป็น “AI workstation ส่วนตัว” อย่างแท้จริง ด้านระบบกราฟิก Wayland จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ หลัง Ubuntu, Fedora และ KDE Plasma ต่างประกาศเดินหน้าเต็มตัวในปี 2025 ทำให้ปี 2026 จะเป็นปีที่ Xorg ถูกลดบทบาทอย่างชัดเจน แม้จะยังต้องพึ่ง XWayland สำหรับแอปเก่า แต่ทิศทางโดยรวมชัดเจนว่า Linux เดสก์ท็อปกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ลื่นไหลและปลอดภัยกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีเทรนด์สำคัญอื่นๆ เช่น การเติบโตของ RISC‑V ในฮาร์ดแวร์ผู้ใช้ทั่วไป, GNOME ที่เดินหน้าปรับแอปดีฟอลต์ให้ทันสมัย, ดิสโทรแบบ Immutable ที่เริ่มกลายเป็นตัวเลือกหลัก, Hyprland ที่ยังคงครองใจสายแต่งเดสก์ท็อป และแนวโน้มรัฐบาลยุโรปที่หันมาใช้โอเพ่นซอร์สมากขึ้นเพื่อความมั่นคงและลดการพึ่งพาบริษัทต่างชาติ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เทรนด์ Linux 2026 ที่โดดเด่นที่สุด ➡️ Local AI ในแอป Linux เพิ่มขึ้น เช่น Calibre, ONLYOFFICE, Kdenlive ➡️ Wayland กลายเป็นมาตรฐาน หลังดิสโทรใหญ่ทยอยเลิก Xorg ➡️ Linux Gaming โตต่อเนื่อง จาก Proton, Wine, Rust‑based NVIDIA driver และ Steam Machine ➡️ RISC‑V เข้าสู่ตลาดผู้ใช้ทั่วไป เช่น Framework Mainboard และอุปกรณ์พกพาใหม่ๆ ➡️ GNOME เปลี่ยนแอปดีฟอลต์หลายตัว ไปสู่ GTK4 + libadwaita ➡️ Immutable Distros มาแรง เช่น Fedora Atomic, openSUSE MicroOS, Nitrux ➡️ Hyprland ยังคงเติบโต และถูกดิสโทรหลายตัวเพิ่มเป็นตัวเลือกหลัก ➡️ Rustification เพิ่มขึ้น ทั้งในเคอร์เนลและเครื่องมือระบบ เช่น sudo, coreutils ➡️ รัฐบาลยุโรปหันมาใช้โอเพ่นซอร์ส เช่น เดนมาร์ก, เยอรมนี, แคนาดา ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวังในเทรนด์เหล่านี้ ⛔ แอปเก่าที่ไม่รองรับ Wayland อาจมีปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ⛔ Hyprland ยังต้องจัดการไฟล์คอนฟิกจำนวนมาก แม้จะดีขึ้นแล้วก็ตาม ⛔ Rustification อาจทำให้เกิด fragmentation หากโครงการต่างๆ รีไรต์โดยไม่ประสานกัน ⛔ Immutable Distros ต้องการการเรียนรู้ใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป https://itsfoss.com/news/linux-future-prediction-2026/
    ITSFOSS.COM
    Here's Our Prediction for the Future of Desktop Linux in 2026
    Our take on the trends that will shape desktop Linux and open source in the year ahead.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 292 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts