“The Suck Is Why We’re Here”: ทำไมความยากคือหัวใจของงานสร้างสรรค์
ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่มีคนสร้างโมเดล AI ที่เลียนแบบสไตล์การเขียนของเขา โดยนำงานเก่ามาฝึกและให้ AI เขียนต่อจากหัวข้อและย่อหน้าเปิดของโพสต์ปี 2025 ผลลัพธ์ที่ได้ “ดูเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่” — เหมือนภาพ AI ที่ดูดีในแวบแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะรู้สึกแปลก ๆ เพราะ AI มักเขียนผิดทิศทาง หรือให้ความมั่นใจในจุดที่มนุษย์จะลังเล และลังเลในจุดที่มนุษย์จะมั่นใจ
ผู้เขียนจึงบอกกับผู้สร้างโมเดลว่า แม้ AI จะเขียนได้ “เหมือน” เขาแค่ไหน ก็ไม่มีวันแทนที่การเขียนของเขาได้ เพราะเขาไม่ได้เขียนบล็อกทุกวันเพื่อผลิต “ชิ้นงาน” แต่เพื่อฝึกสมอง ฝึกความคิด และรักษาคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน การเขียนคือการออกกำลังกายทางความคิด ไม่ใช่แค่การสร้างผลลัพธ์ให้เสร็จเร็วที่สุด
บทความยังอ้างถึง Ezra Klein ที่บอกว่า AI ไม่สามารถทำงานแทน “การคิด” ของมนุษย์ได้ เพราะการอ่าน การค้นคว้า และการเชื่อมโยงข้อมูลคือสิ่งที่ทำให้งานเขียนมีเอกลักษณ์ การให้ AI สรุปหนังสือแทนจึงเป็น “หายนะ” เพราะมันไม่รู้ว่าคุณอยากรู้อะไรจริง ๆ และจะไม่สร้างความเชื่อมโยงที่คุณจะสร้างเองเมื่ออ่านทุกคำด้วยตัวเอง
สุดท้าย ผู้เขียนสรุปว่า AI จะทำให้โลกของงานเขียนยิ่งโดดเด่นสำหรับคนที่ “ไม่ลัด” เพราะยิ่งมีคนใช้ทางลัดมากเท่าไร คุณภาพเฉลี่ยก็จะลดลง และคนที่ยอมผ่านความยาก ความติดขัด และความอึดอัดของการคิดด้วยตัวเอง จะเป็นคนที่สร้างงานที่มีคุณค่าจริงในระยะยาว — เพราะ “The suck is why we’re here.” ความยากคือสนามฝึกที่แท้จริงของศิลปินและนักสร้างสรรค์ทุกคน
สรุปประเด็นสำคัญ
เหตุผลที่ AI ไม่สามารถแทนที่การเขียนของมนุษย์
AI ขาดความเข้าใจเจตนาและความเชื่อมโยงเชิงลึก
ผลงาน AI มัก “ดูดีแต่ผิดทิศ” เมื่ออ่านละเอียด
การคิดคือหัวใจของงานเขียน ไม่ใช่แค่การผลิตข้อความ
คุณค่าของการเขียนด้วยตัวเอง
เป็นการฝึกสมองและความคิดอย่างสม่ำเสมอ
เป็นพิธีกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างวินัยและความชัดเจน
เป็นคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์
ความเสี่ยงของการใช้ AI เป็นทางลัด
ทำให้ขาดการคิดเชิงลึกและการเชื่อมโยงข้อมูล
ผลงานอาจกลายเป็น “สะพานความคิดที่เปราะบาง”
ทำให้คุณภาพงานลดลงแม้ปริมาณจะเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อวงการสร้างสรรค์
คนที่ใช้ทางลัดจะโดดเด่นน้อยลงเรื่อย ๆ
คนที่ยอมผ่านความยากจะยิ่งโดดเด่นขึ้น
ความยากกลายเป็นตัวคัดกรองศิลปินและนักคิดตัวจริง
https://nik.art/the-suck-is-why-were-here/
ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่มีคนสร้างโมเดล AI ที่เลียนแบบสไตล์การเขียนของเขา โดยนำงานเก่ามาฝึกและให้ AI เขียนต่อจากหัวข้อและย่อหน้าเปิดของโพสต์ปี 2025 ผลลัพธ์ที่ได้ “ดูเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่” — เหมือนภาพ AI ที่ดูดีในแวบแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะรู้สึกแปลก ๆ เพราะ AI มักเขียนผิดทิศทาง หรือให้ความมั่นใจในจุดที่มนุษย์จะลังเล และลังเลในจุดที่มนุษย์จะมั่นใจ
ผู้เขียนจึงบอกกับผู้สร้างโมเดลว่า แม้ AI จะเขียนได้ “เหมือน” เขาแค่ไหน ก็ไม่มีวันแทนที่การเขียนของเขาได้ เพราะเขาไม่ได้เขียนบล็อกทุกวันเพื่อผลิต “ชิ้นงาน” แต่เพื่อฝึกสมอง ฝึกความคิด และรักษาคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน การเขียนคือการออกกำลังกายทางความคิด ไม่ใช่แค่การสร้างผลลัพธ์ให้เสร็จเร็วที่สุด
บทความยังอ้างถึง Ezra Klein ที่บอกว่า AI ไม่สามารถทำงานแทน “การคิด” ของมนุษย์ได้ เพราะการอ่าน การค้นคว้า และการเชื่อมโยงข้อมูลคือสิ่งที่ทำให้งานเขียนมีเอกลักษณ์ การให้ AI สรุปหนังสือแทนจึงเป็น “หายนะ” เพราะมันไม่รู้ว่าคุณอยากรู้อะไรจริง ๆ และจะไม่สร้างความเชื่อมโยงที่คุณจะสร้างเองเมื่ออ่านทุกคำด้วยตัวเอง
สุดท้าย ผู้เขียนสรุปว่า AI จะทำให้โลกของงานเขียนยิ่งโดดเด่นสำหรับคนที่ “ไม่ลัด” เพราะยิ่งมีคนใช้ทางลัดมากเท่าไร คุณภาพเฉลี่ยก็จะลดลง และคนที่ยอมผ่านความยาก ความติดขัด และความอึดอัดของการคิดด้วยตัวเอง จะเป็นคนที่สร้างงานที่มีคุณค่าจริงในระยะยาว — เพราะ “The suck is why we’re here.” ความยากคือสนามฝึกที่แท้จริงของศิลปินและนักสร้างสรรค์ทุกคน
สรุปประเด็นสำคัญ
เหตุผลที่ AI ไม่สามารถแทนที่การเขียนของมนุษย์
AI ขาดความเข้าใจเจตนาและความเชื่อมโยงเชิงลึก
ผลงาน AI มัก “ดูดีแต่ผิดทิศ” เมื่ออ่านละเอียด
การคิดคือหัวใจของงานเขียน ไม่ใช่แค่การผลิตข้อความ
คุณค่าของการเขียนด้วยตัวเอง
เป็นการฝึกสมองและความคิดอย่างสม่ำเสมอ
เป็นพิธีกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างวินัยและความชัดเจน
เป็นคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์
ความเสี่ยงของการใช้ AI เป็นทางลัด
ทำให้ขาดการคิดเชิงลึกและการเชื่อมโยงข้อมูล
ผลงานอาจกลายเป็น “สะพานความคิดที่เปราะบาง”
ทำให้คุณภาพงานลดลงแม้ปริมาณจะเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อวงการสร้างสรรค์
คนที่ใช้ทางลัดจะโดดเด่นน้อยลงเรื่อย ๆ
คนที่ยอมผ่านความยากจะยิ่งโดดเด่นขึ้น
ความยากกลายเป็นตัวคัดกรองศิลปินและนักคิดตัวจริง
https://nik.art/the-suck-is-why-were-here/
💡 “The Suck Is Why We’re Here”: ทำไมความยากคือหัวใจของงานสร้างสรรค์
ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่มีคนสร้างโมเดล AI ที่เลียนแบบสไตล์การเขียนของเขา โดยนำงานเก่ามาฝึกและให้ AI เขียนต่อจากหัวข้อและย่อหน้าเปิดของโพสต์ปี 2025 ผลลัพธ์ที่ได้ “ดูเหมือนใช่ แต่ไม่ใช่” — เหมือนภาพ AI ที่ดูดีในแวบแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะรู้สึกแปลก ๆ เพราะ AI มักเขียนผิดทิศทาง หรือให้ความมั่นใจในจุดที่มนุษย์จะลังเล และลังเลในจุดที่มนุษย์จะมั่นใจ
ผู้เขียนจึงบอกกับผู้สร้างโมเดลว่า แม้ AI จะเขียนได้ “เหมือน” เขาแค่ไหน ก็ไม่มีวันแทนที่การเขียนของเขาได้ เพราะเขาไม่ได้เขียนบล็อกทุกวันเพื่อผลิต “ชิ้นงาน” แต่เพื่อฝึกสมอง ฝึกความคิด และรักษาคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน การเขียนคือการออกกำลังกายทางความคิด ไม่ใช่แค่การสร้างผลลัพธ์ให้เสร็จเร็วที่สุด
บทความยังอ้างถึง Ezra Klein ที่บอกว่า AI ไม่สามารถทำงานแทน “การคิด” ของมนุษย์ได้ เพราะการอ่าน การค้นคว้า และการเชื่อมโยงข้อมูลคือสิ่งที่ทำให้งานเขียนมีเอกลักษณ์ การให้ AI สรุปหนังสือแทนจึงเป็น “หายนะ” เพราะมันไม่รู้ว่าคุณอยากรู้อะไรจริง ๆ และจะไม่สร้างความเชื่อมโยงที่คุณจะสร้างเองเมื่ออ่านทุกคำด้วยตัวเอง
สุดท้าย ผู้เขียนสรุปว่า AI จะทำให้โลกของงานเขียนยิ่งโดดเด่นสำหรับคนที่ “ไม่ลัด” เพราะยิ่งมีคนใช้ทางลัดมากเท่าไร คุณภาพเฉลี่ยก็จะลดลง และคนที่ยอมผ่านความยาก ความติดขัด และความอึดอัดของการคิดด้วยตัวเอง จะเป็นคนที่สร้างงานที่มีคุณค่าจริงในระยะยาว — เพราะ “The suck is why we’re here.” ความยากคือสนามฝึกที่แท้จริงของศิลปินและนักสร้างสรรค์ทุกคน
📌 สรุปประเด็นสำคัญ
✅ เหตุผลที่ AI ไม่สามารถแทนที่การเขียนของมนุษย์
➡️ AI ขาดความเข้าใจเจตนาและความเชื่อมโยงเชิงลึก
➡️ ผลงาน AI มัก “ดูดีแต่ผิดทิศ” เมื่ออ่านละเอียด
➡️ การคิดคือหัวใจของงานเขียน ไม่ใช่แค่การผลิตข้อความ
✅ คุณค่าของการเขียนด้วยตัวเอง
➡️ เป็นการฝึกสมองและความคิดอย่างสม่ำเสมอ
➡️ เป็นพิธีกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างวินัยและความชัดเจน
➡️ เป็นคำมั่นสัญญาต่อผู้อ่าน ไม่ใช่แค่การผลิตคอนเทนต์
‼️ ความเสี่ยงของการใช้ AI เป็นทางลัด
⛔ ทำให้ขาดการคิดเชิงลึกและการเชื่อมโยงข้อมูล
⛔ ผลงานอาจกลายเป็น “สะพานความคิดที่เปราะบาง”
⛔ ทำให้คุณภาพงานลดลงแม้ปริมาณจะเพิ่มขึ้น
‼️ ผลกระทบต่อวงการสร้างสรรค์
⛔ คนที่ใช้ทางลัดจะโดดเด่นน้อยลงเรื่อย ๆ
⛔ คนที่ยอมผ่านความยากจะยิ่งโดดเด่นขึ้น
⛔ ความยากกลายเป็นตัวคัดกรองศิลปินและนักคิดตัวจริง
https://nik.art/the-suck-is-why-were-here/
0 ความคิดเห็น
0 การแบ่งปัน
55 มุมมอง
0 รีวิว