• หมากรุก ตอนที่ 5

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 5
    ตลอด 70 ปี ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ของอเมริกาชัดเจนว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการครองโลกแต่ผู้เดียวของอเมริกา ดังนั้นแผนดำเนินการ หรือการเดินหมากของอเมริกา จึงเน้นที่การปิดล้อมและการปิดกั้น ผู้ที่อาจจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งในการครองโลกของตน ไม่ให้มีโอกาสเข้าไปถึงแหล่งทรัพยากร ที่จะทำให้คู่แข่ง มีโอกาส หรือมีอำนาจมากกว่า หรือขึ้นมาเทียบ
    และด้วยการคิดแบบนี้ ย่ำอยู่กับที่มา 70 ปีแล้ว อเมริกา จึงเน้นแต่การสร้างเครือข่ายด้านการทหาร โดยสร้างฐานทัพ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มกำลังอาวุธ กำลังพล รูปแบบต่างๆ ที่มีทั้งเป็นทหารในระบบสังกัดกองทัพ และทหารนอกระบบ เช่นทหารรับจ้าง หรือพวก contractor อย่างพวกน้ำดำ Blackwater รวมไปถึงกองกำลังนอกระบบที่เรียกว่า พวกปฏิบัติการหลังฉาก หรือพวก stay behind และตอนนี้ก็เห็นกันแล้วว่า อเมริกาสร้างแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ก่อการร้าย
    ความคิดของอเมริกา ที่นำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกนั้น มันเป็นความคิดที่เก่าตกรุ่น ไม่มีมิติ ของการสร้างสรร และที่สำคัญ มันเป็นความคิด หรือยุทธศาสตร์ที่มุ่งหมายที่จะทำลายล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรือความต้องการของอเมริกา มันเป็นยุทธศาสตร์เชิงทำลาย ….
    บทความชื่อ ” The rise of US nuclear primacy” เขียนโดย Kier Lieber และ Daryl Press ในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ฉบับเดือนมีนาคม/เมษนยน ค.ศ.2006 น่าจะยืนยันได้ดีถึงยุทธศาสตร์เชิงทำลายของอเมริกา ซึ่งสรุปว่า…..
    …. วันนี้ เป็นครั้งแรกในเวลากว่า 50 ปี ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า อเมริกาคือสุดยอดของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป็นไปได้ว่าอีกไม่ช้านี้ ที่อเมริกาจะเป็นผู้ลงมือก่อน (first strike) ในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ระยะไกล ของรัสเซีย หรือจีน
    …..การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มาจากการปรับปรุงระบบนิวเคลียร์ของอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การพัฒนาทางอาวุธของรัสเซียเสื่อมถอยลงแบบตกเขา ส่วนจีนเองการพัฒนาอาวุธให้ทันสมัย ไปถึงระดับนิวเคลียร์ก็เป็นไปอย่างช้ามาก …..ยกเว้นแต่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัว หรือรัสเซีย จีนจะรีบเร่งเครื่อง เพื่อสร้างขนาดและความพร้อมของกองทัพตัวเองเสียใหม่ ……ไม่เช่นนั้น รัสเซีย จีน และทั้งหมดในโลกนี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงาของอเมริกา ที่เป็นเจ้าของสุดยอดของอาวุธนิวเคลียร์ ไปอีกนานนนนน….
    คน(โปร)อเมริกันอ่านแล้ว คงภูมิใจฉิบหายเลยนะครับ
    บทความข้างต้น คงไม่ผิดความจริงมากนัก เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 รัฐบาลคาวบอยบุช ก็ประกาศว่า
    ….. อเมริกากำลังใช้ยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ ด้วยการสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นโครงการใหญ่และมีความสำคัญลำดับแรกๆ ของรัฐบาลคาวบอย นั่นคือ การสร้างระบบการต่อสู้ด้วยจรวด อเมริกาบอกกับพลเมืองของตนว่า เราต้องทำ เพื่อเตรียมรับมือกับการก่อการร้าย…..
    แต่น่าสังเกตว่า ที่อเมริกากำลังสร้างนั้น มันเป็นระบบรุก offensive ไม่ใช่เป็นระบบป้องกัน defensive ดังนั้น เป้าหมายจริง น่าจะเป็นการเตรียมการส่งให้แก่ รัสเซีย จีน
    เสียละมากกว่า
    และก็ต้องนับว่าอเมริกา นี่ลื่นมาก ใช้ผู้ก่อการ้ายมาเป็นข้ออ้างมาตั้งแต่ตอนโน้นเลย แต่ พอมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ดันสูดกลิ่นไม่ได้ หาไม่เจอ ปราบไม่สำเร็จ… ได้แต่ทำหน้าเครียด ตาขวางขู่ผ่านสื่อว่า you are next….ใคร ใคร (วะ) ฮาชะมัด
    ส่วนรัสเซีย ตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ในปี ค.ศ.1991 การพัฒนาอาวุธของรัสเซียที่เป็นทายาท ตามข่าวเหมือนจะแผ่วลงไป เพราะรัสเซียกำลังคร่ำเคร่งในการประคองตัวให้ยืนได้เสียก่อน
    และน่าสนใจว่า เพราะยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำลาย ของอเมริกานั่นเอง ที่ทำให้รัสเซียและจีน หันมาจับมือกันแน่นเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง
    รัสเซียและจีน น่าจะคิดไม่ต่างกัน ต่างมีนโยบายที่ต้องการสร้างประเทศให้เข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และสร้างแนวร่วมที่สามารถจะช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเอง
    ปี ค.ศ.2001 รัสเซีย จีน ทำสัญญา Russia China Friendship and Cooperation Treaty เป็นสัญญาทวิภาคีฉบับแรกระหว่างกัน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1950
    สัญญานี้ เน้นการร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรับมือกับการทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของโลกของอเมริกา โดยรัสเซีย จีน ตกลงที่จะให้ร่วมมือกันทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ
    รัสเซียเริ่มแบ่งข้อมูลของตัว เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการพัฒนาอาวุธให้แก่จีน และจีน จอมแกะแบบและจอมก๊อบ ก็แกะ และก๊อบ และช่วยพัฒนากลับให้กับรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ ทั้งรัสเซียและจีน จึงก้าวไปข้างหน้าด้วยกันด้านอาวุธ รัสเซียและจีนน่าจะขอบใจ ไอ้ปากมอมที่มาช่วยเตือนว่า คนหนึ่งกำลังดิ่งลงหน้าผา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เดินช้าเหมือนเต่า
    ขณะเดียวกัน รัสเซียมองดูตัวเอง เหมือนคนที่ต้องเริ่มตั้งตัวใหม่ หลังจากฉิบหายบ้านแตกสาแหรกขาด แถมล้มละลายอีกต่างหาก สมบัติติดตัวมีค่า คือทรัพย์ในดิน รัสเซียมีแหล่งแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก มีบ่อน้ำมันมากกว่า 130,000 บ่อ ยังมีแหล่งน้ำมันและแก๊ส ที่ยังไม่ได้สำรวจอีกประมาณ 2,000 แห่ง ทางรอดของรัสเซียคือ สร้างประเทศ ที่เละจากการถูกรุมตี ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ยืนขึ้นมาใหม่ให้ได้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ไม่ใช่คิดแต่สร้างอาวุธ เพื่อเอาไปใช้ปล้นสมบัติคนอื่น ปล้นเสร็จก็ฆ่าเจ้าของทิ้ง พร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน เหมือนที่ไอ้บางพวกมันชอบทำกัน
    รัสเซียจึงเริ่มต้นสร้างประเทศให้แข็งแรง ด้วยยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายเหมือนกัน มันไม่ใช่เครือข่ายด้านกำลังทหาร แต่เป็นเครือข่ายท่อส่งแก๊ส และน้ำมัน !!! ให้กับเพื่อนและลูกค้า ที่น่าจะเป็นการช่วยให้สถานะของตนเองเป็นอันตรายน้อยลง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ฟังดูไม่น่าตื่นเต้น แต่น่าสนใจครับ
    ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) รัสเซีย ในสมัยที่นายบอริส เยลซิน เป็นประธานาธิบดี ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในบ้าน ไม่น่าเชื่อว่ามันมาจากพิษต้มยำกุ้ง ที่ลามข้ามทวีป จนเป็นโอกาสให้ไอเอมเอฟ เข้ามาจัดการรัสเซีย ด้วยการใช้นโยบายแปรรูปกิจการรัฐ เอาออกขายให้พวกขายชาติไม่กี่ตัว ที่สมคบกับต่างชาติ ซื้อเอาเป็นกิจการส่วนตัว เล่นเอาเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งกำลังเปราะบางเหมือนข้าวเกรียบว่าว ก็แตกกระจาย นี่ผมเขียนเรื่องรัสเซียนะครับ แต่มันเหมือนกับบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่ไม่เหมือน คือวิธีแก้เกม วิธีพาประเทศออกจากกับดักอเมริกา ของรัสเซีย กับของสมันน้อย ต่างกันยังกับหนังคนละม้วน (ตอนนั้นเป็นสมันน้อยจริงๆ ตอนนี้ “หวัง” ว่าจะไม่ใช่แล้ว)
    และในปีนั้น คุณพี่ปูติน ซึ่งอยู่ในคณะทำงานของรัฐบาลรัสเซีย ก็เสนอนโยบายให้กับรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการให้รัฐเป็นผู้ควบคุมแหล่งพลังงาน และทรัพยากรของประเทศเสียเอง รวมทั้ง เป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำมันและแก๊ส ขาย และส่งออกเองด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุน จากการค้ากำไรของพ่อค้า และจะทำให้ชาวรัสเซียได้ใช้น้ำมันและแก๊สของรัสเซียเองในราคาถูก เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศส่วนหนึ่ง และนำกำไรจากการขายส่งออกพลังงาน ให้กลับมาอยู่ที่รัฐบาล เพื่อเอามาสร้างประเทศต่อไป
    นอกจากนั้น คุณพี่ปูติน ยังเสนอให้ มีการออกกฏหมายห้ามการค้าแบบผูกขาด ไม่ว่าจะผูกโดยธุรกิจใน หรือนอกประเทศ และห้ามต่างประเทศเข้ามามีส่วนถือหุ้นหรือลงทุน ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ทรัพย์ในดินของประเทศ
    สรุปสั้นๆ ว่า คุณพี่ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป การเอาทรัพย์สินสำคัญของชาติออกขายให้ต่างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรี ฯลฯ ที่อเมริกาเอามาแพร่เชื้อ ที่ไอเอมเอฟเอามารัดคอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัสเซียฉิบหายหนักขึ้นจนในที่สุดถึงล้มละลาย ข้อเสนอของคุณพี่ปูติน เป็น การหักดิบ ตัดขาด จาก นโยบาย ความคิดและทฤษฏีลวงของอเมริกา อย่างสิ้นเชิง
    ปี ค.ศ.2000 คุณพี่ปูติน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นโยบายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลปูตินคือ จัดการโอนเอากิจการสำคัญกลับมาเป็นของรัฐ โดยเฉพาะ Gazprom ที่จะต้องมาทำหน้าที่เป็นเจ้าของเครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัฐ ต่อจากนั้น เขาพยายามระงับการขายหุ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน Yokos และ Sibneft ที่กำลังเตรียมการ ที่จะขายให้กับบริษัทอเมริกัน (หน้าม้าของคาวบอยบุช)
    แค่ 2 เรื่องนี่ ก็คงพอทำให้อเมริกาและสื่อตะวันตก ช่วยกันประทับตราคุณพี่ปูติน ว่าเป็นคนเลวอย่างที่สุดแล้ว เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติตน มากกว่าเสรีภาพของมนุษย์ในการแสดงออก ฮา
    ขั้นตอนต่อไป คุณพี่ปูตินจัดการรวมเอานักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่รัสเซียเรียกว่า ” siloviki” หรือ nationalist พวกชาตินิยม มาเป็นผู้ร่วมร่างแผนการฟื้นฟูประเทศ และบริหารองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ แต่ตะวันตกบอก เป็นพวก เคจีบี หรือ อยู่ฝ่ายความมั่นคงต่างหาก และด่าปูตินว่า กำลังดำเนินการฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซีย ทำแบบนี้แถวบ้านเรา คงถูกเรียกว่า เป็นพวกเผด็จการคลั่งชาติ
    แต่คุณพี่ปูตินไม่สนใจ เดินหน้าสร้างเครือข่ายท่อส่งแก็ส ตามยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัสเซียเหมือนใส่หมวกกันน๊อก กันถูกตักดีหัว หรือ ล้มอีกทีต้องหัวไม่แตก
    รัสเซียสร้างเครือข่ายท่อส่งที่โยงใยไปทั่ว เป็นระยะทางทั้งหมดไม่น้อยกว่า 150,000 กม เครือข่ายท่อส่งนี้ มี Gazprom ที่เป็นของรัฐ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียว
    แค่ในปี ค.ศ.2009 แก๊สของรัสเซียส่งออกไปให้ยุโรป ผ่านท่อส่ง 12 เส้น
    3 ท่อส่ง วิ่งตรงไปยัง ฟินแลนด์ แอสโทเนีย และลัตเวีย
    4 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่เบราลุส และส่งออกต่อไปยัง ลิทัวเนีย และ โปแลนด์
    5 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่ยูเครน เพื่อให้ยูเครน ส่งต่อให้ สโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี และ โปแลนด์
    เห็นจำนวนท่อส่งและสถานที่รับแก๊สแล้ว คงพอเข้าใจนะครับ ว่า ทำไมยูเครน ถึงต้องมีปฏิวัติ เพื่อเอาคนของอเมริกามาคุมยูเครน และเรื่องยูเครนก็จะไม่มีวันสงบง่ายๆ และ รัสเซียก็จะเดินหน้าเรื่องท่อส่งแก๊สมาที่ยุโรป แบบมีเชือกคอยกระตุกให้หงายท้องอยู่ตลอดเวลา
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    26 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 5 ตลอด 70 ปี ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ของอเมริกาชัดเจนว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการครองโลกแต่ผู้เดียวของอเมริกา ดังนั้นแผนดำเนินการ หรือการเดินหมากของอเมริกา จึงเน้นที่การปิดล้อมและการปิดกั้น ผู้ที่อาจจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งในการครองโลกของตน ไม่ให้มีโอกาสเข้าไปถึงแหล่งทรัพยากร ที่จะทำให้คู่แข่ง มีโอกาส หรือมีอำนาจมากกว่า หรือขึ้นมาเทียบ และด้วยการคิดแบบนี้ ย่ำอยู่กับที่มา 70 ปีแล้ว อเมริกา จึงเน้นแต่การสร้างเครือข่ายด้านการทหาร โดยสร้างฐานทัพ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มกำลังอาวุธ กำลังพล รูปแบบต่างๆ ที่มีทั้งเป็นทหารในระบบสังกัดกองทัพ และทหารนอกระบบ เช่นทหารรับจ้าง หรือพวก contractor อย่างพวกน้ำดำ Blackwater รวมไปถึงกองกำลังนอกระบบที่เรียกว่า พวกปฏิบัติการหลังฉาก หรือพวก stay behind และตอนนี้ก็เห็นกันแล้วว่า อเมริกาสร้างแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ก่อการร้าย ความคิดของอเมริกา ที่นำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกนั้น มันเป็นความคิดที่เก่าตกรุ่น ไม่มีมิติ ของการสร้างสรร และที่สำคัญ มันเป็นความคิด หรือยุทธศาสตร์ที่มุ่งหมายที่จะทำลายล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรือความต้องการของอเมริกา มันเป็นยุทธศาสตร์เชิงทำลาย …. บทความชื่อ ” The rise of US nuclear primacy” เขียนโดย Kier Lieber และ Daryl Press ในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ฉบับเดือนมีนาคม/เมษนยน ค.ศ.2006 น่าจะยืนยันได้ดีถึงยุทธศาสตร์เชิงทำลายของอเมริกา ซึ่งสรุปว่า….. …. วันนี้ เป็นครั้งแรกในเวลากว่า 50 ปี ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า อเมริกาคือสุดยอดของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป็นไปได้ว่าอีกไม่ช้านี้ ที่อเมริกาจะเป็นผู้ลงมือก่อน (first strike) ในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ระยะไกล ของรัสเซีย หรือจีน …..การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มาจากการปรับปรุงระบบนิวเคลียร์ของอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การพัฒนาทางอาวุธของรัสเซียเสื่อมถอยลงแบบตกเขา ส่วนจีนเองการพัฒนาอาวุธให้ทันสมัย ไปถึงระดับนิวเคลียร์ก็เป็นไปอย่างช้ามาก …..ยกเว้นแต่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัว หรือรัสเซีย จีนจะรีบเร่งเครื่อง เพื่อสร้างขนาดและความพร้อมของกองทัพตัวเองเสียใหม่ ……ไม่เช่นนั้น รัสเซีย จีน และทั้งหมดในโลกนี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงาของอเมริกา ที่เป็นเจ้าของสุดยอดของอาวุธนิวเคลียร์ ไปอีกนานนนนน…. คน(โปร)อเมริกันอ่านแล้ว คงภูมิใจฉิบหายเลยนะครับ บทความข้างต้น คงไม่ผิดความจริงมากนัก เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 รัฐบาลคาวบอยบุช ก็ประกาศว่า ….. อเมริกากำลังใช้ยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ ด้วยการสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นโครงการใหญ่และมีความสำคัญลำดับแรกๆ ของรัฐบาลคาวบอย นั่นคือ การสร้างระบบการต่อสู้ด้วยจรวด อเมริกาบอกกับพลเมืองของตนว่า เราต้องทำ เพื่อเตรียมรับมือกับการก่อการร้าย….. แต่น่าสังเกตว่า ที่อเมริกากำลังสร้างนั้น มันเป็นระบบรุก offensive ไม่ใช่เป็นระบบป้องกัน defensive ดังนั้น เป้าหมายจริง น่าจะเป็นการเตรียมการส่งให้แก่ รัสเซีย จีน เสียละมากกว่า และก็ต้องนับว่าอเมริกา นี่ลื่นมาก ใช้ผู้ก่อการ้ายมาเป็นข้ออ้างมาตั้งแต่ตอนโน้นเลย แต่ พอมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ดันสูดกลิ่นไม่ได้ หาไม่เจอ ปราบไม่สำเร็จ… ได้แต่ทำหน้าเครียด ตาขวางขู่ผ่านสื่อว่า you are next….ใคร ใคร (วะ) ฮาชะมัด ส่วนรัสเซีย ตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ในปี ค.ศ.1991 การพัฒนาอาวุธของรัสเซียที่เป็นทายาท ตามข่าวเหมือนจะแผ่วลงไป เพราะรัสเซียกำลังคร่ำเคร่งในการประคองตัวให้ยืนได้เสียก่อน และน่าสนใจว่า เพราะยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำลาย ของอเมริกานั่นเอง ที่ทำให้รัสเซียและจีน หันมาจับมือกันแน่นเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง รัสเซียและจีน น่าจะคิดไม่ต่างกัน ต่างมีนโยบายที่ต้องการสร้างประเทศให้เข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และสร้างแนวร่วมที่สามารถจะช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเอง ปี ค.ศ.2001 รัสเซีย จีน ทำสัญญา Russia China Friendship and Cooperation Treaty เป็นสัญญาทวิภาคีฉบับแรกระหว่างกัน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 สัญญานี้ เน้นการร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรับมือกับการทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของโลกของอเมริกา โดยรัสเซีย จีน ตกลงที่จะให้ร่วมมือกันทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ รัสเซียเริ่มแบ่งข้อมูลของตัว เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการพัฒนาอาวุธให้แก่จีน และจีน จอมแกะแบบและจอมก๊อบ ก็แกะ และก๊อบ และช่วยพัฒนากลับให้กับรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ ทั้งรัสเซียและจีน จึงก้าวไปข้างหน้าด้วยกันด้านอาวุธ รัสเซียและจีนน่าจะขอบใจ ไอ้ปากมอมที่มาช่วยเตือนว่า คนหนึ่งกำลังดิ่งลงหน้าผา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เดินช้าเหมือนเต่า ขณะเดียวกัน รัสเซียมองดูตัวเอง เหมือนคนที่ต้องเริ่มตั้งตัวใหม่ หลังจากฉิบหายบ้านแตกสาแหรกขาด แถมล้มละลายอีกต่างหาก สมบัติติดตัวมีค่า คือทรัพย์ในดิน รัสเซียมีแหล่งแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก มีบ่อน้ำมันมากกว่า 130,000 บ่อ ยังมีแหล่งน้ำมันและแก๊ส ที่ยังไม่ได้สำรวจอีกประมาณ 2,000 แห่ง ทางรอดของรัสเซียคือ สร้างประเทศ ที่เละจากการถูกรุมตี ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ยืนขึ้นมาใหม่ให้ได้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ไม่ใช่คิดแต่สร้างอาวุธ เพื่อเอาไปใช้ปล้นสมบัติคนอื่น ปล้นเสร็จก็ฆ่าเจ้าของทิ้ง พร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน เหมือนที่ไอ้บางพวกมันชอบทำกัน รัสเซียจึงเริ่มต้นสร้างประเทศให้แข็งแรง ด้วยยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายเหมือนกัน มันไม่ใช่เครือข่ายด้านกำลังทหาร แต่เป็นเครือข่ายท่อส่งแก๊ส และน้ำมัน !!! ให้กับเพื่อนและลูกค้า ที่น่าจะเป็นการช่วยให้สถานะของตนเองเป็นอันตรายน้อยลง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ฟังดูไม่น่าตื่นเต้น แต่น่าสนใจครับ ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) รัสเซีย ในสมัยที่นายบอริส เยลซิน เป็นประธานาธิบดี ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในบ้าน ไม่น่าเชื่อว่ามันมาจากพิษต้มยำกุ้ง ที่ลามข้ามทวีป จนเป็นโอกาสให้ไอเอมเอฟ เข้ามาจัดการรัสเซีย ด้วยการใช้นโยบายแปรรูปกิจการรัฐ เอาออกขายให้พวกขายชาติไม่กี่ตัว ที่สมคบกับต่างชาติ ซื้อเอาเป็นกิจการส่วนตัว เล่นเอาเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งกำลังเปราะบางเหมือนข้าวเกรียบว่าว ก็แตกกระจาย นี่ผมเขียนเรื่องรัสเซียนะครับ แต่มันเหมือนกับบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่ไม่เหมือน คือวิธีแก้เกม วิธีพาประเทศออกจากกับดักอเมริกา ของรัสเซีย กับของสมันน้อย ต่างกันยังกับหนังคนละม้วน (ตอนนั้นเป็นสมันน้อยจริงๆ ตอนนี้ “หวัง” ว่าจะไม่ใช่แล้ว) และในปีนั้น คุณพี่ปูติน ซึ่งอยู่ในคณะทำงานของรัฐบาลรัสเซีย ก็เสนอนโยบายให้กับรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการให้รัฐเป็นผู้ควบคุมแหล่งพลังงาน และทรัพยากรของประเทศเสียเอง รวมทั้ง เป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำมันและแก๊ส ขาย และส่งออกเองด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุน จากการค้ากำไรของพ่อค้า และจะทำให้ชาวรัสเซียได้ใช้น้ำมันและแก๊สของรัสเซียเองในราคาถูก เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศส่วนหนึ่ง และนำกำไรจากการขายส่งออกพลังงาน ให้กลับมาอยู่ที่รัฐบาล เพื่อเอามาสร้างประเทศต่อไป นอกจากนั้น คุณพี่ปูติน ยังเสนอให้ มีการออกกฏหมายห้ามการค้าแบบผูกขาด ไม่ว่าจะผูกโดยธุรกิจใน หรือนอกประเทศ และห้ามต่างประเทศเข้ามามีส่วนถือหุ้นหรือลงทุน ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ทรัพย์ในดินของประเทศ สรุปสั้นๆ ว่า คุณพี่ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป การเอาทรัพย์สินสำคัญของชาติออกขายให้ต่างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรี ฯลฯ ที่อเมริกาเอามาแพร่เชื้อ ที่ไอเอมเอฟเอามารัดคอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัสเซียฉิบหายหนักขึ้นจนในที่สุดถึงล้มละลาย ข้อเสนอของคุณพี่ปูติน เป็น การหักดิบ ตัดขาด จาก นโยบาย ความคิดและทฤษฏีลวงของอเมริกา อย่างสิ้นเชิง ปี ค.ศ.2000 คุณพี่ปูติน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นโยบายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลปูตินคือ จัดการโอนเอากิจการสำคัญกลับมาเป็นของรัฐ โดยเฉพาะ Gazprom ที่จะต้องมาทำหน้าที่เป็นเจ้าของเครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัฐ ต่อจากนั้น เขาพยายามระงับการขายหุ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน Yokos และ Sibneft ที่กำลังเตรียมการ ที่จะขายให้กับบริษัทอเมริกัน (หน้าม้าของคาวบอยบุช) แค่ 2 เรื่องนี่ ก็คงพอทำให้อเมริกาและสื่อตะวันตก ช่วยกันประทับตราคุณพี่ปูติน ว่าเป็นคนเลวอย่างที่สุดแล้ว เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติตน มากกว่าเสรีภาพของมนุษย์ในการแสดงออก ฮา ขั้นตอนต่อไป คุณพี่ปูตินจัดการรวมเอานักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่รัสเซียเรียกว่า ” siloviki” หรือ nationalist พวกชาตินิยม มาเป็นผู้ร่วมร่างแผนการฟื้นฟูประเทศ และบริหารองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ แต่ตะวันตกบอก เป็นพวก เคจีบี หรือ อยู่ฝ่ายความมั่นคงต่างหาก และด่าปูตินว่า กำลังดำเนินการฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซีย ทำแบบนี้แถวบ้านเรา คงถูกเรียกว่า เป็นพวกเผด็จการคลั่งชาติ แต่คุณพี่ปูตินไม่สนใจ เดินหน้าสร้างเครือข่ายท่อส่งแก็ส ตามยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัสเซียเหมือนใส่หมวกกันน๊อก กันถูกตักดีหัว หรือ ล้มอีกทีต้องหัวไม่แตก รัสเซียสร้างเครือข่ายท่อส่งที่โยงใยไปทั่ว เป็นระยะทางทั้งหมดไม่น้อยกว่า 150,000 กม เครือข่ายท่อส่งนี้ มี Gazprom ที่เป็นของรัฐ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียว แค่ในปี ค.ศ.2009 แก๊สของรัสเซียส่งออกไปให้ยุโรป ผ่านท่อส่ง 12 เส้น 3 ท่อส่ง วิ่งตรงไปยัง ฟินแลนด์ แอสโทเนีย และลัตเวีย 4 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่เบราลุส และส่งออกต่อไปยัง ลิทัวเนีย และ โปแลนด์ 5 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่ยูเครน เพื่อให้ยูเครน ส่งต่อให้ สโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี และ โปแลนด์ เห็นจำนวนท่อส่งและสถานที่รับแก๊สแล้ว คงพอเข้าใจนะครับ ว่า ทำไมยูเครน ถึงต้องมีปฏิวัติ เพื่อเอาคนของอเมริกามาคุมยูเครน และเรื่องยูเครนก็จะไม่มีวันสงบง่ายๆ และ รัสเซียก็จะเดินหน้าเรื่องท่อส่งแก๊สมาที่ยุโรป แบบมีเชือกคอยกระตุกให้หงายท้องอยู่ตลอดเวลา สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 26 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 66 มุมมอง 0 รีวิว
  • “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” ออกโรงโต้เดือด หลังทนายความของ “บิ๊กโจ๊ก” พาดพิงกล่าวหามีข้อตกลงแลกเปลี่ยนคดี ยืนยันพยานคดีทองเป็นคนละส่วนกับคดีเว็บพนันมินนี่ ชี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
    .
    พ.ต.อ.ภาคภูมิ ระบุ การให้สัมภาษณ์ของทนายมีลักษณะโจมตีใส่ร้ายครอบครัว ปล่อยข้อมูลเท็จคล้ายนำปฏิบัติการไอโอมาใช้ ย้ำชัดคดีของภรรยาและน้องภรรยาไม่เกี่ยวกับการเป็นพยานในคดีทอง พร้อมยืนยันน้องภรรยาเข้ามอบตัวตั้งแต่ปี 2566 แล้ว
    .
    พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีผู้กล่าวหาบางรายเลือกแจ้งความในพื้นที่อื่น ทั้งที่เหตุเกิดคนละจังหวัด ชี้อาจมีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน
    .
    พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมรับหมดศรัทธาอดีตผู้บังคับบัญชา พร้อมท้า “บิ๊กโจ๊ก” ออกมาพูดความจริงต่อสาธารณะ ยืนยันพร้อมเผชิญหน้า หรือโฟนอิน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001664
    .
    #News1 #News1live #บิ๊กโจ๊ก #ภาคภูมิ #คดีดัง #การเมืองตำรวจ
    “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” ออกโรงโต้เดือด หลังทนายความของ “บิ๊กโจ๊ก” พาดพิงกล่าวหามีข้อตกลงแลกเปลี่ยนคดี ยืนยันพยานคดีทองเป็นคนละส่วนกับคดีเว็บพนันมินนี่ ชี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง . พ.ต.อ.ภาคภูมิ ระบุ การให้สัมภาษณ์ของทนายมีลักษณะโจมตีใส่ร้ายครอบครัว ปล่อยข้อมูลเท็จคล้ายนำปฏิบัติการไอโอมาใช้ ย้ำชัดคดีของภรรยาและน้องภรรยาไม่เกี่ยวกับการเป็นพยานในคดีทอง พร้อมยืนยันน้องภรรยาเข้ามอบตัวตั้งแต่ปี 2566 แล้ว . พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีผู้กล่าวหาบางรายเลือกแจ้งความในพื้นที่อื่น ทั้งที่เหตุเกิดคนละจังหวัด ชี้อาจมีเครือข่ายเชื่อมโยงกัน . พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมรับหมดศรัทธาอดีตผู้บังคับบัญชา พร้อมท้า “บิ๊กโจ๊ก” ออกมาพูดความจริงต่อสาธารณะ ยืนยันพร้อมเผชิญหน้า หรือโฟนอิน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001664 . #News1 #News1live #บิ๊กโจ๊ก #ภาคภูมิ #คดีดัง #การเมืองตำรวจ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 107 มุมมอง 0 รีวิว
  • เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร

    การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี

    สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง
    ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น
    ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา

    ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ
    อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน
    ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์

    ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก
    ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access
    ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล

    ความเสี่ยงด้านข้อมูล
    หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ
    การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย

    ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต
    ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน
    ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง

    ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม
    ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที
    การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง

    ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม
    รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling
    ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers

    ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้
    เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด
    ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว

    ความสำคัญของการทดสอบจริง
    Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก
    การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง

    ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง
    อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy
    ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง

    https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    ⚙️ เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง ➡️ ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น ➡️ ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา ‼️ ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ ⛔ อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน ⛔ ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ✅ ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก ➡️ ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access ➡️ ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล ‼️ ความเสี่ยงด้านข้อมูล ⛔ หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ ⛔ การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย ✅ ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต ➡️ ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน ➡️ ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง ‼️ ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม ⛔ ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที ⛔ การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง ✅ ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม ➡️ รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling ➡️ ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers ‼️ ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้ ⛔ เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด ⛔ ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว ✅ ความสำคัญของการทดสอบจริง ➡️ Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก ➡️ การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง ⛔ อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy ⛔ ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    SECURITYONLINE.INFO
    How to select a secure hosting platform for high-performance applications
    Choosing a hosting platform for high-performance applications is rarely a simple technical decision. When projects rely on GPUs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 47 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทภ.2แถลงด่วนสถานการณ์ล่าสุด ความจริงที่ช่องบกอุบลฯเป็นแบบนี้ (06/01/69) #news1 #เขมรละเมิดเจรจาหยุดยิง #ช่องบก

    https://youtube.com/shorts/nXZmYS2AqcE
    ทภ.2แถลงด่วนสถานการณ์ล่าสุด ความจริงที่ช่องบกอุบลฯเป็นแบบนี้ (06/01/69) #news1 #เขมรละเมิดเจรจาหยุดยิง #ช่องบก https://youtube.com/shorts/nXZmYS2AqcE
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 65 มุมมอง 0 รีวิว
  • ยืนยันแล้ว! ยุงสามารถเก็บ “คลัง DNA ของสัตว์หลายชนิด” ไว้ในตัวได้จริง

    งานวิจัยใหม่เผยว่ายุงไม่ได้ดูดเลือดแค่จากสัตว์ชนิดเดียว แต่ยังสามารถเก็บ ดีเอ็นเอของสัตว์หลายชนิดพร้อมกัน ไว้ในร่างกายราวกับ “ไลบรารีชีวภาพขนาดจิ๋ว” ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ยุงเป็นเครื่องมือสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างทรงพลัง การค้นพบนี้ทำให้แนวคิดใน Jurassic Park ดูไม่ไกลเกินจริงนัก—แม้จะยังไม่ถึงขั้นชุบชีวิตไดโนเสาร์ก็ตาม

    นักวิจัยพบว่าเมื่อยุงดูดเลือดจากสัตว์หลายชนิด ดีเอ็นเอเหล่านั้นสามารถคงอยู่ในระบบย่อยอาหารของยุงได้นานพอที่จะตรวจจับได้ด้วยเทคนิคทางพันธุกรรมสมัยใหม่ เช่น metabarcoding ซึ่งช่วยให้ระบุได้ว่ายุงตัวหนึ่งเคยกัดสัตว์อะไรบ้างในช่วงเวลาสั้นๆ การค้นพบนี้เปิดประตูสู่การใช้ยุงเป็น “อุปกรณ์เก็บตัวอย่างชีวภาพเคลื่อนที่” ที่สามารถบอกได้ว่าสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่ในพื้นที่หนึ่งโดยไม่ต้องติดตั้งกล้องหรือดักจับสัตว์โดยตรง

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ยุงสามารถเก็บดีเอ็นเอจากสัตว์หลายชนิดในมื้อเดียว เช่น นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบนิเวศและพฤติกรรมการหาอาหารของยุงเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบสัตว์หายากหรือสัตว์ที่ยากต่อการติดตามได้ง่ายขึ้น เช่น สัตว์กลางคืนหรือสัตว์ที่หลบซ่อนเก่ง

    แม้จะฟังดูเหมือนก้าวแรกสู่การคืนชีพไดโนเสาร์ แต่ความจริงคือดีเอ็นเอที่อยู่ในยุงจะสลายตัวอย่างรวดเร็วและไม่สามารถใช้สร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้มีผลกระทบสำคัญต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า การติดตามโรคระบาด และการทำความเข้าใจระบบนิเวศในระดับที่ละเอียดกว่าที่เคยเป็นมา

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ยุงสามารถเก็บดีเอ็นเอของสัตว์หลายชนิดได้ในคราวเดียว
    ดีเอ็นเอคงอยู่ในระบบย่อยอาหารนานพอให้ตรวจจับได้
    ใช้เทคนิค metabarcoding เพื่อระบุชนิดสัตว์ที่ถูกกัด

    ยุงกลายเป็นเครื่องมือสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ
    ช่วยตรวจพบสัตว์หายากหรือสัตว์ที่ติดตามยาก
    ลดความจำเป็นในการติดตั้งกล้องหรือดักจับสัตว์

    ดีเอ็นเอในยุงเสื่อมสภาพเร็ว ไม่สามารถใช้ชุบชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ได้
    แนวคิดแบบ Jurassic Park ยังเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง

    การตีความข้อมูลผิดอาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพันธุศาสตร์
    ต้องใช้เทคนิควิเคราะห์ที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ผิดพลาด

    https://www.sciencealert.com/jurassic-park-was-right-mosquitoes-really-can-carry-libraries-of-animal-dna
    🦟🧬 ยืนยันแล้ว! ยุงสามารถเก็บ “คลัง DNA ของสัตว์หลายชนิด” ไว้ในตัวได้จริง งานวิจัยใหม่เผยว่ายุงไม่ได้ดูดเลือดแค่จากสัตว์ชนิดเดียว แต่ยังสามารถเก็บ ดีเอ็นเอของสัตว์หลายชนิดพร้อมกัน ไว้ในร่างกายราวกับ “ไลบรารีชีวภาพขนาดจิ๋ว” ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ยุงเป็นเครื่องมือสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างทรงพลัง การค้นพบนี้ทำให้แนวคิดใน Jurassic Park ดูไม่ไกลเกินจริงนัก—แม้จะยังไม่ถึงขั้นชุบชีวิตไดโนเสาร์ก็ตาม นักวิจัยพบว่าเมื่อยุงดูดเลือดจากสัตว์หลายชนิด ดีเอ็นเอเหล่านั้นสามารถคงอยู่ในระบบย่อยอาหารของยุงได้นานพอที่จะตรวจจับได้ด้วยเทคนิคทางพันธุกรรมสมัยใหม่ เช่น metabarcoding ซึ่งช่วยให้ระบุได้ว่ายุงตัวหนึ่งเคยกัดสัตว์อะไรบ้างในช่วงเวลาสั้นๆ การค้นพบนี้เปิดประตูสู่การใช้ยุงเป็น “อุปกรณ์เก็บตัวอย่างชีวภาพเคลื่อนที่” ที่สามารถบอกได้ว่าสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่ในพื้นที่หนึ่งโดยไม่ต้องติดตั้งกล้องหรือดักจับสัตว์โดยตรง สิ่งที่น่าสนใจคือ ยุงสามารถเก็บดีเอ็นเอจากสัตว์หลายชนิดในมื้อเดียว เช่น นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบนิเวศและพฤติกรรมการหาอาหารของยุงเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบสัตว์หายากหรือสัตว์ที่ยากต่อการติดตามได้ง่ายขึ้น เช่น สัตว์กลางคืนหรือสัตว์ที่หลบซ่อนเก่ง แม้จะฟังดูเหมือนก้าวแรกสู่การคืนชีพไดโนเสาร์ แต่ความจริงคือดีเอ็นเอที่อยู่ในยุงจะสลายตัวอย่างรวดเร็วและไม่สามารถใช้สร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้มีผลกระทบสำคัญต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า การติดตามโรคระบาด และการทำความเข้าใจระบบนิเวศในระดับที่ละเอียดกว่าที่เคยเป็นมา 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ยุงสามารถเก็บดีเอ็นเอของสัตว์หลายชนิดได้ในคราวเดียว ➡️ ดีเอ็นเอคงอยู่ในระบบย่อยอาหารนานพอให้ตรวจจับได้ ➡️ ใช้เทคนิค metabarcoding เพื่อระบุชนิดสัตว์ที่ถูกกัด ✅ ยุงกลายเป็นเครื่องมือสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ ➡️ ช่วยตรวจพบสัตว์หายากหรือสัตว์ที่ติดตามยาก ➡️ ลดความจำเป็นในการติดตั้งกล้องหรือดักจับสัตว์ ‼️ ดีเอ็นเอในยุงเสื่อมสภาพเร็ว ไม่สามารถใช้ชุบชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ได้ ⛔ แนวคิดแบบ Jurassic Park ยังเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง ‼️ การตีความข้อมูลผิดอาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ ⛔ ต้องใช้เทคนิควิเคราะห์ที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ผิดพลาด https://www.sciencealert.com/jurassic-park-was-right-mosquitoes-really-can-carry-libraries-of-animal-dna
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Jurassic Park Was Right: Mosquitoes Really Can Carry Libraries of Animal DNA
    From missing dinosaur feathers to fictitious pack-hunting behaviors, many details of the Jurassic Park movie franchise belong firmly in fantasy.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 79 มุมมอง 0 รีวิว
  • เซลล์ของแม่ยังอยู่ในตัวเราตลอดชีวิต – และนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบ “กลไกสำคัญ” ที่ทำให้มันเกิดขึ้น

    นักวิทยาศาสตร์พบความจริงที่น่าทึ่งว่า มนุษย์ทุกคนมี “เซลล์ของแม่” อยู่ในร่างกายตั้งแต่เกิด และเซลล์เหล่านี้สามารถอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า microchimerism ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างแม่และทารกในครรภ์ แม้ระบบภูมิคุ้มกันของเราควรจะโจมตีเซลล์แปลกปลอม แต่กลับไม่ทำเช่นนั้น และล่าสุดนักภูมิคุ้มกันวิทยาก็พบคำตอบว่าทำไม

    งานวิจัยใหม่เผยว่า มี “กลุ่มเล็กมาก” ของเซลล์ภูมิคุ้มกันจากแม่ที่ข้ามรกเข้ามาในตัวทารก และเซลล์กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง มันทำหน้าที่ ฝึกระบบภูมิคุ้มกันของทารก ให้ยอมรับเซลล์ของแม่ว่าเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู กระบวนการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์และยังคงส่งผลต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

    นักวิจัยทดลองในหนูโดยการกำจัดเซลล์เฉพาะกลุ่มนี้ออกจากลูกหนู ผลลัพธ์ชัดเจนมาก—เซลล์ T ชนิดควบคุม (regulatory T cells) ที่ช่วยยับยั้งการโจมตีของภูมิคุ้มกันหายไป และระบบภูมิคุ้มกันก็เริ่มโจมตีเซลล์ของแม่ทันที แสดงให้เห็นว่า “ความทนทานต่อเซลล์ของแม่” ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นครั้งเดียวตอนอยู่ในครรภ์

    การค้นพบนี้เปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับโรคหลายชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง มะเร็ง และโรคทางระบบประสาท เพราะ microchimerism ถูกพบในหลายภาวะ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็น “สาเหตุของโรค” หรือเป็น “ส่วนหนึ่งของกระบวนการซ่อมแซมร่างกาย” งานวิจัยนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการไขปริศนานั้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    มนุษย์ทุกคนมีเซลล์ของแม่อยู่ในร่างกาย
    เกิดจากการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างแม่และทารกในครรภ์ (microchimerism)

    เซลล์ของแม่ช่วยฝึกระบบภูมิคุ้มกันของทารก
    เซลล์ภูมิคุ้มกันจากแม่สอนให้ร่างกายยอมรับเซลล์ของแม่ว่าไม่ใช่ศัตรู

    ความทนทานต่อเซลล์ของแม่ต้องถูกดูแลตลอดชีวิต
    หากกำจัดเซลล์กลุ่มนี้ออก ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มโจมตีเซลล์ของแม่ทันที

    microchimerism อาจเกี่ยวข้องกับโรคหลายชนิด
    ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นสาเหตุของโรค หรือเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมแซมร่างกาย

    การทำความเข้าใจผิดอาจนำไปสู่การตีความด้านสุขภาพที่คลาดเคลื่อน
    จำเป็นต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ทางการแพทย์หรือวินิจฉัยโรค

    https://www.sciencealert.com/millions-of-your-mothers-cells-persist-inside-you-and-now-we-know-how
    🧬👶 เซลล์ของแม่ยังอยู่ในตัวเราตลอดชีวิต – และนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบ “กลไกสำคัญ” ที่ทำให้มันเกิดขึ้น นักวิทยาศาสตร์พบความจริงที่น่าทึ่งว่า มนุษย์ทุกคนมี “เซลล์ของแม่” อยู่ในร่างกายตั้งแต่เกิด และเซลล์เหล่านี้สามารถอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า microchimerism ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างแม่และทารกในครรภ์ แม้ระบบภูมิคุ้มกันของเราควรจะโจมตีเซลล์แปลกปลอม แต่กลับไม่ทำเช่นนั้น และล่าสุดนักภูมิคุ้มกันวิทยาก็พบคำตอบว่าทำไม งานวิจัยใหม่เผยว่า มี “กลุ่มเล็กมาก” ของเซลล์ภูมิคุ้มกันจากแม่ที่ข้ามรกเข้ามาในตัวทารก และเซลล์กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง มันทำหน้าที่ ฝึกระบบภูมิคุ้มกันของทารก ให้ยอมรับเซลล์ของแม่ว่าเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู กระบวนการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์และยังคงส่งผลต่อเนื่องไปตลอดชีวิต นักวิจัยทดลองในหนูโดยการกำจัดเซลล์เฉพาะกลุ่มนี้ออกจากลูกหนู ผลลัพธ์ชัดเจนมาก—เซลล์ T ชนิดควบคุม (regulatory T cells) ที่ช่วยยับยั้งการโจมตีของภูมิคุ้มกันหายไป และระบบภูมิคุ้มกันก็เริ่มโจมตีเซลล์ของแม่ทันที แสดงให้เห็นว่า “ความทนทานต่อเซลล์ของแม่” ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นครั้งเดียวตอนอยู่ในครรภ์ การค้นพบนี้เปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับโรคหลายชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง มะเร็ง และโรคทางระบบประสาท เพราะ microchimerism ถูกพบในหลายภาวะ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็น “สาเหตุของโรค” หรือเป็น “ส่วนหนึ่งของกระบวนการซ่อมแซมร่างกาย” งานวิจัยนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการไขปริศนานั้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ มนุษย์ทุกคนมีเซลล์ของแม่อยู่ในร่างกาย ➡️ เกิดจากการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างแม่และทารกในครรภ์ (microchimerism) ✅ เซลล์ของแม่ช่วยฝึกระบบภูมิคุ้มกันของทารก ➡️ เซลล์ภูมิคุ้มกันจากแม่สอนให้ร่างกายยอมรับเซลล์ของแม่ว่าไม่ใช่ศัตรู ✅ ความทนทานต่อเซลล์ของแม่ต้องถูกดูแลตลอดชีวิต ➡️ หากกำจัดเซลล์กลุ่มนี้ออก ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มโจมตีเซลล์ของแม่ทันที ‼️ microchimerism อาจเกี่ยวข้องกับโรคหลายชนิด ⛔ ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นสาเหตุของโรค หรือเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมแซมร่างกาย ‼️ การทำความเข้าใจผิดอาจนำไปสู่การตีความด้านสุขภาพที่คลาดเคลื่อน ⛔ จำเป็นต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ทางการแพทย์หรือวินิจฉัยโรค https://www.sciencealert.com/millions-of-your-mothers-cells-persist-inside-you-and-now-we-know-how
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 62 มุมมอง 0 รีวิว
  • ฟรีแลนซ์รับงานสร้างเว็บเพจเดียว แต่สุดท้ายได้ค่าจ้าง $21,000 — เรื่องจริงที่สะท้อนความวุ่นวายในองค์กรใหญ่

    เรื่องราวเริ่มจากงานง่าย ๆ ที่ควรใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน: สร้าง หน้า HTML เดียว พร้อมแอนิเมชันเล็กน้อยและวิดีโอฝัง แต่เมื่อบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งติดต่อ Ibrahim Diallo อย่างเร่งด่วน เขาจึงเสนอราคาแบบระมัดระวังที่ 20 ชั่วโมง = $1,500 พร้อมเดินทางไปทำงานที่สำนักงานดาวเทียมของบริษัท 25 ไมล์จากบ้าน แต่ทันทีที่เริ่มงาน เขากลับพบว่าบริษัทไม่มีไฟล์ ไม่มีข้อมูล และไม่มีใครตอบอีเมล ทำให้วันแรกทั้งวันหมดไปกับการตั้งค่าเครื่อง

    สิ่งที่ควรเป็นงาน 3 วัน กลายเป็น 7 สัปดาห์ ของการนั่งรออีเมล กินข้าวฟรี และทำงานแทบไม่ได้เลย เพราะทุกครั้งที่เขาขอไฟล์หรือข้อมูล จะถูกโยนข้ามทีมไปมาแบบไร้ทิศทาง บางคนไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร บางคนอยู่ลาพักร้อน บางคนตอบช้าเป็นสัปดาห์ จนเขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ “ขุดอีเมล” เหมือนนักโบราณคดีเพื่อหาคำตอบ ทั้งหมดนี้เพื่อทำหน้าเว็บเพียงหน้าเดียว

    เมื่อเขาทำงานเสร็จและส่งให้ทีมผ่าน GitHub การรีวิวงานก็แทบไม่มีความหมาย เพราะทีมประชุมกันเรื่องอื่น และเพียงแค่พูดว่า “โอเค เดี๋ยว merge ให้คืนนี้” หลังจากนั้น Diallo ต้องเผชิญความจริงที่ว่าเขาใช้เวลา 7 สัปดาห์เต็มในโปรเจกต์ที่ควรใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง เขาจึงส่งใบแจ้งหนี้ตามจำนวนชั่วโมงจริง รวมเป็น $18,000 แม้จะรู้สึกผิด แต่ก็เป็นเวลาที่เขาทำงานให้บริษัทจริง

    สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ผู้จัดการกลับตอบกลับมาพร้อม “คำนวณใหม่” ให้เขา — และพบว่าบริษัทติดค้างเขา $21,000 ไม่ใช่ $18,000 เขาจึงได้รับเงินมากกว่าที่คิด และเรื่องนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความไร้ประสิทธิภาพขององค์กรใหญ่ ที่บางครั้งทำให้โปรเจกต์ง่าย ๆ กลายเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลโดยไม่จำเป็น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง
    งานที่ควรใช้เวลา 1 วัน ถูกยืดเป็น 7 สัปดาห์
    บริษัทไม่มีไฟล์ ไม่มีข้อมูล และตอบอีเมลช้ามาก
    Diallo ส่งใบแจ้งหนี้ $18,000 แต่บริษัทคำนวณให้ใหม่เป็น $21,000

    ประเด็นที่สะท้อนปัญหาองค์กร
    การสื่อสารภายในที่แย่ทำให้โปรเจกต์ล่าช้า
    การโยนอีเมลข้ามทีมทำให้ไม่มีใครรับผิดชอบ
    ความไร้ประสิทธิภาพทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

    มุมมองของผู้เขียน
    เขาไม่ได้ตั้งใจ “โกง” แต่ทำงานตามเวลาที่บริษัททำให้เสียไป
    เขาเรียนรู้ว่าบริษัทใหญ่มีความซับซ้อนและช้าโดยธรรมชาติ
    งานง่าย ๆ อาจกลายเป็นรายได้ก้อนใหญ่เพราะระบบภายในที่วุ่นวาย

    ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้
    ฟรีแลนซ์ควรประเมินเวลารวม “งานที่ไม่ใช่งาน” เช่น การรอไฟล์
    บริษัทควรมีระบบส่งต่อข้อมูลที่ชัดเจน
    ความล่าช้าขององค์กรอาจสร้างต้นทุนที่สูงกว่าที่คิด

    https://idiallo.com/blog/18000-dollars-static-web-page
    💸🧑‍💻 ฟรีแลนซ์รับงานสร้างเว็บเพจเดียว แต่สุดท้ายได้ค่าจ้าง $21,000 — เรื่องจริงที่สะท้อนความวุ่นวายในองค์กรใหญ่ เรื่องราวเริ่มจากงานง่าย ๆ ที่ควรใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน: สร้าง หน้า HTML เดียว พร้อมแอนิเมชันเล็กน้อยและวิดีโอฝัง แต่เมื่อบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งติดต่อ Ibrahim Diallo อย่างเร่งด่วน เขาจึงเสนอราคาแบบระมัดระวังที่ 20 ชั่วโมง = $1,500 พร้อมเดินทางไปทำงานที่สำนักงานดาวเทียมของบริษัท 25 ไมล์จากบ้าน แต่ทันทีที่เริ่มงาน เขากลับพบว่าบริษัทไม่มีไฟล์ ไม่มีข้อมูล และไม่มีใครตอบอีเมล ทำให้วันแรกทั้งวันหมดไปกับการตั้งค่าเครื่อง สิ่งที่ควรเป็นงาน 3 วัน กลายเป็น 7 สัปดาห์ ของการนั่งรออีเมล กินข้าวฟรี และทำงานแทบไม่ได้เลย เพราะทุกครั้งที่เขาขอไฟล์หรือข้อมูล จะถูกโยนข้ามทีมไปมาแบบไร้ทิศทาง บางคนไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร บางคนอยู่ลาพักร้อน บางคนตอบช้าเป็นสัปดาห์ จนเขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ “ขุดอีเมล” เหมือนนักโบราณคดีเพื่อหาคำตอบ ทั้งหมดนี้เพื่อทำหน้าเว็บเพียงหน้าเดียว เมื่อเขาทำงานเสร็จและส่งให้ทีมผ่าน GitHub การรีวิวงานก็แทบไม่มีความหมาย เพราะทีมประชุมกันเรื่องอื่น และเพียงแค่พูดว่า “โอเค เดี๋ยว merge ให้คืนนี้” หลังจากนั้น Diallo ต้องเผชิญความจริงที่ว่าเขาใช้เวลา 7 สัปดาห์เต็มในโปรเจกต์ที่ควรใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง เขาจึงส่งใบแจ้งหนี้ตามจำนวนชั่วโมงจริง รวมเป็น $18,000 แม้จะรู้สึกผิด แต่ก็เป็นเวลาที่เขาทำงานให้บริษัทจริง สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ผู้จัดการกลับตอบกลับมาพร้อม “คำนวณใหม่” ให้เขา — และพบว่าบริษัทติดค้างเขา $21,000 ไม่ใช่ $18,000 เขาจึงได้รับเงินมากกว่าที่คิด และเรื่องนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความไร้ประสิทธิภาพขององค์กรใหญ่ ที่บางครั้งทำให้โปรเจกต์ง่าย ๆ กลายเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลโดยไม่จำเป็น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง ➡️ งานที่ควรใช้เวลา 1 วัน ถูกยืดเป็น 7 สัปดาห์ ➡️ บริษัทไม่มีไฟล์ ไม่มีข้อมูล และตอบอีเมลช้ามาก ➡️ Diallo ส่งใบแจ้งหนี้ $18,000 แต่บริษัทคำนวณให้ใหม่เป็น $21,000 ‼️ ประเด็นที่สะท้อนปัญหาองค์กร ⛔ การสื่อสารภายในที่แย่ทำให้โปรเจกต์ล่าช้า ⛔ การโยนอีเมลข้ามทีมทำให้ไม่มีใครรับผิดชอบ ⛔ ความไร้ประสิทธิภาพทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น ✅ มุมมองของผู้เขียน ➡️ เขาไม่ได้ตั้งใจ “โกง” แต่ทำงานตามเวลาที่บริษัททำให้เสียไป ➡️ เขาเรียนรู้ว่าบริษัทใหญ่มีความซับซ้อนและช้าโดยธรรมชาติ ➡️ งานง่าย ๆ อาจกลายเป็นรายได้ก้อนใหญ่เพราะระบบภายในที่วุ่นวาย ‼️ ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ ⛔ ฟรีแลนซ์ควรประเมินเวลารวม “งานที่ไม่ใช่งาน” เช่น การรอไฟล์ ⛔ บริษัทควรมีระบบส่งต่อข้อมูลที่ชัดเจน ⛔ ความล่าช้าขององค์กรอาจสร้างต้นทุนที่สูงกว่าที่คิด https://idiallo.com/blog/18000-dollars-static-web-page
    IDIALLO.COM
    I charged $18,000 for a Static HTML Page
    Not too long ago, I made a living working as a contractor where I would hop from project to project. Some were short term where I would work for a week and quickly deliver my service. Others lasted a
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 52 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพเรือออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากำลังพลยึดทรัพย์สินของชาวกัมพูชาหลังการยึดคืนพื้นที่มาเป็นของส่วนตัว โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง.
    .
    โฆษกกองทัพเรือระบุว่า หากตรวจพบทรัพย์สินส่วนบุคคลของทหารหรือประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงชาติอื่น ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติการ จะดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และเก็บรักษาไว้ตามขั้นตอนอย่างรัดกุม เพื่อรอการส่งคืนให้แก่เจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมาย.
    .
    ทั้งนี้ เจ้าของทรัพย์สินสามารถติดต่อขอรับคืนได้ โดยต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันความเป็นเจ้าของ พร้อมย้ำว่ากองทัพเรือปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม.
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001128
    .
    #News1live #News1 #กองทัพเรือ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #ชี้แจง
    กองทัพเรือออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากำลังพลยึดทรัพย์สินของชาวกัมพูชาหลังการยึดคืนพื้นที่มาเป็นของส่วนตัว โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง. . โฆษกกองทัพเรือระบุว่า หากตรวจพบทรัพย์สินส่วนบุคคลของทหารหรือประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงชาติอื่น ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติการ จะดำเนินการรวบรวม ตรวจสอบ และเก็บรักษาไว้ตามขั้นตอนอย่างรัดกุม เพื่อรอการส่งคืนให้แก่เจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมาย. . ทั้งนี้ เจ้าของทรัพย์สินสามารถติดต่อขอรับคืนได้ โดยต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันความเป็นเจ้าของ พร้อมย้ำว่ากองทัพเรือปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบกฎหมายและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม. . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001128 . #News1live #News1 #กองทัพเรือ #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #ชี้แจง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 163 มุมมอง 0 รีวิว
  • ชีวิตสุดสาหัสของทหารโรมันบนพรมแดนเหนือ ถูกเปิดเผยจากหลักฐานโบราณคดี

    เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้กำแพงเฮเดรียน
    งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นความจริงอันโหดร้ายของชีวิตทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda ใกล้กำแพงเฮเดรียน ทางตอนเหนือของอังกฤษ ทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยปรสิต ทั้งพยาธิลำไส้ เหา และโรคติดเชื้อจากสุขอนามัยที่ย่ำแย่ แม้จะมีโรงอาบน้ำและระบบน้ำใช้ แต่การปนเปื้อนจากอุจจาระในอาหาร น้ำ และมือของผู้คนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้เกิดการระบาดของโรคเรื้อรังที่บั่นทอนกำลังรบอย่างหนัก

    หลักฐานจาก “ท่อระบายน้ำโบราณ” ที่เล่าเรื่องได้มากกว่าหนังสือประวัติศาสตร์
    นักวิจัยจากเคมบริดจ์และอ็อกซ์ฟอร์ดตรวจสอบตะกอนจากท่อระบายน้ำโบราณกว่า 60 ตัวอย่าง พบไข่พยาธิจำนวนมาก รวมถึงพยาธิตัวกลม พยาธิปากขอ และที่น่าตื่นเต้นคือหลักฐานแรกของ Giardia duodenalis ในบริเตนยุคโรมัน ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงและเรื้อรัง การติดเชื้อเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และขาดน้ำอย่างหนัก จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่

    ชีวิตประจำวันของทหารที่ไม่ได้มีแต่การรบ แต่เต็มไปด้วยโรคภัย
    แม้ป้อมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานโรมัน แต่สภาพแวดล้อมชายแดนที่เปียกชื้นและหนาวเย็นทำให้โรคแพร่กระจายง่าย หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกกว่า 1,700 แผ่นยังระบุว่ามีทหารหลายคนถูกปลดจากเวรเพราะโรคตาแดง (conjunctivitis) ซึ่งเกิดจากนิสัยสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การสัมผัสอุจจาระแล้วขยี้ตา นอกจากนี้ อาหารที่จำกัดและเน้นเนื้อหมูยังทำให้รูปแบบปรสิตคล้ายกับป้อมทหารโรมันในยุโรปเหนือหลายแห่ง

    ภาพลวงตาของ “ความสะอาดแบบโรมัน” ที่ไม่ตรงกับความจริง
    แม้ชาวโรมันจะมีชื่อเสียงเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ล้ำสมัย แต่หลักฐานจาก Vindolanda ชี้ว่าความเป็นจริงในพื้นที่ชายแดนนั้นสกปรกและเต็มไปด้วยโรคมากกว่าที่เราคิด ทหารที่นี่ต้องทนทุกข์กับพยาธิตัวยาวถึง 30 เซนติเมตรในร่างกาย และโรคติดเชื้อที่อาจลุกลามเป็นการระบาดใหญ่ได้ง่าย ชีวิตชายแดนจึงไม่ได้มีแต่การต่อสู้กับศัตรู แต่ยังต้องต่อสู้กับโรคภัยที่มองไม่เห็นอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda พบการติดเชื้อพยาธิและโรคทางเดินอาหารจำนวนมาก
    ตรวจพบไข่พยาธิหลายชนิด รวมถึงหลักฐานแรกของ Giardia ในบริเตนยุคโรมัน
    สุขอนามัยที่ไม่ดีทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหาร น้ำ และมือของผู้คน
    โรคเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และไม่พร้อมรบ
    หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกเผยว่ามีทหารจำนวนหนึ่งป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

    คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว
    สุขอนามัยที่ไม่ดี—even ในสังคมที่มีระบบน้ำและอาบน้ำ—ยังคงทำให้เกิดโรคระบาดได้
    การปนเปื้อนอุจจาระในอาหารและน้ำเป็นสาเหตุหลักของโรคทางเดินอาหาร
    การตีความว่าชาวโรมัน “สะอาดมาก” อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะหลักฐานจริงชี้ว่าชายแดนเต็มไปด้วยโรค
    โรคติดเชื้อเรื้อรังสามารถทำลายกำลังรบและความสามารถของกองทัพได้อย่างรุนแรง

    https://www.sciencealert.com/horror-of-life-on-roman-frontier-revealed-in-gut-wrenching-study
    🛡️ ชีวิตสุดสาหัสของทหารโรมันบนพรมแดนเหนือ ถูกเปิดเผยจากหลักฐานโบราณคดี 🏺 เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้กำแพงเฮเดรียน งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นความจริงอันโหดร้ายของชีวิตทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda ใกล้กำแพงเฮเดรียน ทางตอนเหนือของอังกฤษ ทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยปรสิต ทั้งพยาธิลำไส้ เหา และโรคติดเชื้อจากสุขอนามัยที่ย่ำแย่ แม้จะมีโรงอาบน้ำและระบบน้ำใช้ แต่การปนเปื้อนจากอุจจาระในอาหาร น้ำ และมือของผู้คนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้เกิดการระบาดของโรคเรื้อรังที่บั่นทอนกำลังรบอย่างหนัก 🧫 หลักฐานจาก “ท่อระบายน้ำโบราณ” ที่เล่าเรื่องได้มากกว่าหนังสือประวัติศาสตร์ นักวิจัยจากเคมบริดจ์และอ็อกซ์ฟอร์ดตรวจสอบตะกอนจากท่อระบายน้ำโบราณกว่า 60 ตัวอย่าง พบไข่พยาธิจำนวนมาก รวมถึงพยาธิตัวกลม พยาธิปากขอ และที่น่าตื่นเต้นคือหลักฐานแรกของ Giardia duodenalis ในบริเตนยุคโรมัน ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงและเรื้อรัง การติดเชื้อเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และขาดน้ำอย่างหนัก จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ 🪖 ชีวิตประจำวันของทหารที่ไม่ได้มีแต่การรบ แต่เต็มไปด้วยโรคภัย แม้ป้อมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานโรมัน แต่สภาพแวดล้อมชายแดนที่เปียกชื้นและหนาวเย็นทำให้โรคแพร่กระจายง่าย หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกกว่า 1,700 แผ่นยังระบุว่ามีทหารหลายคนถูกปลดจากเวรเพราะโรคตาแดง (conjunctivitis) ซึ่งเกิดจากนิสัยสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การสัมผัสอุจจาระแล้วขยี้ตา นอกจากนี้ อาหารที่จำกัดและเน้นเนื้อหมูยังทำให้รูปแบบปรสิตคล้ายกับป้อมทหารโรมันในยุโรปเหนือหลายแห่ง 🧱 ภาพลวงตาของ “ความสะอาดแบบโรมัน” ที่ไม่ตรงกับความจริง แม้ชาวโรมันจะมีชื่อเสียงเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ล้ำสมัย แต่หลักฐานจาก Vindolanda ชี้ว่าความเป็นจริงในพื้นที่ชายแดนนั้นสกปรกและเต็มไปด้วยโรคมากกว่าที่เราคิด ทหารที่นี่ต้องทนทุกข์กับพยาธิตัวยาวถึง 30 เซนติเมตรในร่างกาย และโรคติดเชื้อที่อาจลุกลามเป็นการระบาดใหญ่ได้ง่าย ชีวิตชายแดนจึงไม่ได้มีแต่การต่อสู้กับศัตรู แต่ยังต้องต่อสู้กับโรคภัยที่มองไม่เห็นอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda พบการติดเชื้อพยาธิและโรคทางเดินอาหารจำนวนมาก ➡️ ตรวจพบไข่พยาธิหลายชนิด รวมถึงหลักฐานแรกของ Giardia ในบริเตนยุคโรมัน ➡️ สุขอนามัยที่ไม่ดีทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหาร น้ำ และมือของผู้คน ➡️ โรคเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และไม่พร้อมรบ ➡️ หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกเผยว่ามีทหารจำนวนหนึ่งป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว ⛔ สุขอนามัยที่ไม่ดี—even ในสังคมที่มีระบบน้ำและอาบน้ำ—ยังคงทำให้เกิดโรคระบาดได้ ⛔ การปนเปื้อนอุจจาระในอาหารและน้ำเป็นสาเหตุหลักของโรคทางเดินอาหาร ⛔ การตีความว่าชาวโรมัน “สะอาดมาก” อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะหลักฐานจริงชี้ว่าชายแดนเต็มไปด้วยโรค ⛔ โรคติดเชื้อเรื้อรังสามารถทำลายกำลังรบและความสามารถของกองทัพได้อย่างรุนแรง https://www.sciencealert.com/horror-of-life-on-roman-frontier-revealed-in-gut-wrenching-study
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Horror of Life on Roman Frontier Revealed in Gut-Wrenching Study
    Roman soldiers garrisoned at the fort of Vindolanda, located near Hadrian's Wall in northern England, were riddled with parasites that sapped their fighting fitness.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 107 มุมมอง 0 รีวิว
  • Windows 11 แพ้ยับ! ทดสอบ 6 รุ่น Windows พบ 8.1 เร็วที่สุดบนฮาร์ดแวร์เก่า

    การทดสอบล่าสุดจากครีเอเตอร์รายหนึ่งได้สร้างกระแสในชุมชนไอที เมื่อเขานำ Windows ทั้ง 6 รุ่น—ตั้งแต่ XP จนถึง 11—มาวัดประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์เก่ารุ่น ThinkPad X220 ผลลัพธ์กลับทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะ Windows 11 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่สุด กลับทำผลงานได้แย่ที่สุดในแทบทุกการทดสอบ ขณะที่ Windows 8.1 กลับเฉิดฉายขึ้นมาเป็นแชมป์แบบเหนือความคาดหมาย

    แม้ผลลัพธ์จะดู “ตลกแต่เจ็บจริง” สำหรับผู้ใช้ Windows 11 แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทดสอบนี้มีความลำเอียงโดยธรรมชาติ เพราะฮาร์ดแวร์ที่ใช้ไม่รองรับ Windows 11 อย่างเป็นทางการ และยังใช้ HDD แทน SSD ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้าลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความต้องการทรัพยากรของ Windows 11 ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน

    การทดสอบครอบคลุมตั้งแต่เวลาเปิดเครื่อง การใช้พื้นที่เก็บข้อมูล การใช้ RAM จำนวนแท็บที่เปิดได้ในเบราว์เซอร์ ไปจนถึงงานจริงอย่างตัดต่อเสียง–วิดีโอ และการรันโปรแกรมต่าง ๆ ผลคือ Windows 11 มักจบอันดับสุดท้ายหรือใกล้เคียงสุดท้ายเสมอ ขณะที่ Windows XP และ Windows 8.1 กลับทำคะแนนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในงานเบา ๆ และการจัดการหน่วยความจำ

    ท้ายที่สุด ผู้ทดสอบสรุปว่า Windows 8.1 ให้ประสบการณ์ที่ “ลื่นที่สุด” บนฮาร์ดแวร์เก่า และยังมีความทันสมัยพอสมควรเมื่อเทียบกับ XP หรือ 7 อย่างไรก็ตาม หากใช้ฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ผลลัพธ์จะกลับตาลปัตรทันที เพราะ Windows 11 ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ SSD, CPU รุ่นใหม่ และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่าเดิมมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Windows ทั้ง 6 รุ่น
    Windows 11 ทำคะแนนต่ำสุดในแทบทุกหมวด
    Windows 8.1 ทำคะแนนดีที่สุดโดยรวม
    Windows XP ชนะในงานเบา ๆ เช่น RAM และพื้นที่จัดเก็บ

    สาเหตุที่ Windows 11 ทำผลงานแย่
    ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ทดสอบไม่รองรับ Windows 11
    HDD ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้ากว่าปกติ
    Windows 11 มีบริการพื้นหลังและระบบความปลอดภัยที่ใช้ทรัพยากรสูง

    ข้อควรระวังในการตีความผลทดสอบ
    การทดสอบไม่สะท้อนประสบการณ์จริงบนฮาร์ดแวร์ยุคใหม่
    ผลลัพธ์อาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า Windows 11 “แย่เสมอ”
    การใช้ HDD ทำให้ระบบใหม่เสียเปรียบอย่างมาก

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป
    ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์เก่าอาจพบว่า Windows 11 ช้ากว่ารุ่นก่อน
    ผู้ใช้ที่ยังใช้ HDD ควรพิจารณาอัปเกรดเป็น SSD ก่อนลง Windows 10/11
    การยึดติดกับผลทดสอบนี้อาจทำให้ตัดสินใจผิดในการเลือก OS

    https://www.tomshardware.com/software/windows/speed-test-pits-six-generations-of-windows-against-each-other-windows-11-placed-dead-last-across-most-benchmarks-8-1-emerges-as-unexpected-winner-in-this-unscientific-comparison
    ⚡ Windows 11 แพ้ยับ! ทดสอบ 6 รุ่น Windows พบ 8.1 เร็วที่สุดบนฮาร์ดแวร์เก่า การทดสอบล่าสุดจากครีเอเตอร์รายหนึ่งได้สร้างกระแสในชุมชนไอที เมื่อเขานำ Windows ทั้ง 6 รุ่น—ตั้งแต่ XP จนถึง 11—มาวัดประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์เก่ารุ่น ThinkPad X220 ผลลัพธ์กลับทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะ Windows 11 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่สุด กลับทำผลงานได้แย่ที่สุดในแทบทุกการทดสอบ ขณะที่ Windows 8.1 กลับเฉิดฉายขึ้นมาเป็นแชมป์แบบเหนือความคาดหมาย แม้ผลลัพธ์จะดู “ตลกแต่เจ็บจริง” สำหรับผู้ใช้ Windows 11 แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทดสอบนี้มีความลำเอียงโดยธรรมชาติ เพราะฮาร์ดแวร์ที่ใช้ไม่รองรับ Windows 11 อย่างเป็นทางการ และยังใช้ HDD แทน SSD ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้าลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความต้องการทรัพยากรของ Windows 11 ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน การทดสอบครอบคลุมตั้งแต่เวลาเปิดเครื่อง การใช้พื้นที่เก็บข้อมูล การใช้ RAM จำนวนแท็บที่เปิดได้ในเบราว์เซอร์ ไปจนถึงงานจริงอย่างตัดต่อเสียง–วิดีโอ และการรันโปรแกรมต่าง ๆ ผลคือ Windows 11 มักจบอันดับสุดท้ายหรือใกล้เคียงสุดท้ายเสมอ ขณะที่ Windows XP และ Windows 8.1 กลับทำคะแนนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในงานเบา ๆ และการจัดการหน่วยความจำ ท้ายที่สุด ผู้ทดสอบสรุปว่า Windows 8.1 ให้ประสบการณ์ที่ “ลื่นที่สุด” บนฮาร์ดแวร์เก่า และยังมีความทันสมัยพอสมควรเมื่อเทียบกับ XP หรือ 7 อย่างไรก็ตาม หากใช้ฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ผลลัพธ์จะกลับตาลปัตรทันที เพราะ Windows 11 ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ SSD, CPU รุ่นใหม่ และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่าเดิมมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Windows ทั้ง 6 รุ่น ➡️ Windows 11 ทำคะแนนต่ำสุดในแทบทุกหมวด ➡️ Windows 8.1 ทำคะแนนดีที่สุดโดยรวม ➡️ Windows XP ชนะในงานเบา ๆ เช่น RAM และพื้นที่จัดเก็บ ✅ สาเหตุที่ Windows 11 ทำผลงานแย่ ➡️ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ทดสอบไม่รองรับ Windows 11 ➡️ HDD ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้ากว่าปกติ ➡️ Windows 11 มีบริการพื้นหลังและระบบความปลอดภัยที่ใช้ทรัพยากรสูง ‼️ ข้อควรระวังในการตีความผลทดสอบ ⛔ การทดสอบไม่สะท้อนประสบการณ์จริงบนฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ⛔ ผลลัพธ์อาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า Windows 11 “แย่เสมอ” ⛔ การใช้ HDD ทำให้ระบบใหม่เสียเปรียบอย่างมาก ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป ⛔ ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์เก่าอาจพบว่า Windows 11 ช้ากว่ารุ่นก่อน ⛔ ผู้ใช้ที่ยังใช้ HDD ควรพิจารณาอัปเกรดเป็น SSD ก่อนลง Windows 10/11 ⛔ การยึดติดกับผลทดสอบนี้อาจทำให้ตัดสินใจผิดในการเลือก OS https://www.tomshardware.com/software/windows/speed-test-pits-six-generations-of-windows-against-each-other-windows-11-placed-dead-last-across-most-benchmarks-8-1-emerges-as-unexpected-winner-in-this-unscientific-comparison
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 100 มุมมอง 0 รีวิว
  • Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง

    หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA

    แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน

    แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026
    NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง
    community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
    การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver

    ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง
    TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด
    Chrome GPU process crash เมื่อ resize window
    Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11
    scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window

    ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้
    Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ
    keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ
    screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง
    การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user
    ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง
    productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า
    ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker
    ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง

    https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    🖥️ Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026 ➡️ NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง ➡️ community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ➡️ การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver ✅ ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง ➡️ TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด ➡️ Chrome GPU process crash เมื่อ resize window ➡️ Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11 ➡️ scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window ‼️ ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้ ⛔ Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ ⛔ keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ ⛔ screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง ⛔ การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user ⛔ ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง ⛔ productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า ⛔ ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker ⛔ ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    MICHAEL.STAPELBERG.CH
    Can I finally start using Wayland in 2026?
    Wayland is the successor to the X server (X11, Xorg) to implement the graphics stack on Linux. The Wayland project was actually started in 2008, a year before I created the i3 tiling window manager for X11 in 2009 — but for the last 18 years (!), Wayland was never usable on my computers. I don’t want to be stuck on deprecated software, so I try to start using Wayland each year, and this articles outlines what keeps me from migrating to Wayland in 2026.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 86 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความสุขอันเรียบง่ายของการนั่งคนเดียวในคาเฟ่: พื้นที่เงียบที่ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

    การนั่งคนเดียวในคาเฟ่อาจดูขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพบปะผู้คน แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนกลายเป็นช่วงเวลาที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ การตัดสินใจทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้านและเดินเล่นกับสุนัขทำให้เวลาเดินช้าลงอย่างนุ่มนวล และเมื่อเขาเดินเข้าไปในคาเฟ่โดยไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ความเงียบภายในใจกลับดังขึ้นอย่างชัดเจน

    การนั่งอยู่กับตัวเองทำให้เขาเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัว—การพูดคุย เสียงหัวเราะ ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตา และความจริงที่ว่าเรามักมองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนที่เดินผ่านเราไปในหนึ่งวินาที เมื่อไม่มีโทรศัพท์คอยดึงความสนใจ เขากลับเห็นโลกชัดขึ้น เห็นความเปราะบางของผู้คน และเห็นความคิดของตัวเองที่เคยถูกกลบด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน

    ในอีกมุมหนึ่ง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่ยังเผยให้เห็นความจริงที่ยากยอมรับ—เราควบคุมความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อาจมองว่าเขาเป็น “คนแปลกๆ กับสุนัข” หรือเพื่อนที่อิจฉาเวลาว่างของเขา ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและปล่อยวางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

    ท้ายที่สุด เขาพบว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเสมอไป เพราะในคาเฟ่เดียวกันนั้น เขาเห็นอีกคนหนึ่งที่นั่งคนเดียวโดยไม่มีสิ่งรบกวนเช่นกัน—และเพียงแค่การสบตา ก็ทำให้เขารู้ว่า “เราไม่ได้แปลกอยู่คนเดียว” ความสุขเล็กๆ นี้ยิ่งงอกงามขึ้นเมื่อเขาหยิบปากกามาเขียนช้าๆ บนกระดาษ ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามจังหวะของมือและหัวใจ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความหมายของการอยู่คนเดียวในคาเฟ่
    เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น
    ช่วยให้เราสังเกตผู้คนและความเป็นมนุษย์รอบตัว
    ทำให้เวลาเดินช้าลงและมีความหมายมากขึ้น

    สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบจากประสบการณ์นี้
    ความสงบเกิดขึ้นเมื่อไม่มีสิ่งรบกวน เช่น โทรศัพท์
    การมองตาผู้คนเผยให้เห็นความกังวลและความรู้สึกจริง
    การเขียนด้วยมือช่วยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

    ความท้าทายทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น
    ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อรู้ว่าควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้
    ความไม่สบายใจเมื่อต้องเผชิญสายตาหรือการตีความของคนรอบข้าง
    ความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเอง

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงบวก
    ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านความเงียบ
    สร้างความกล้าที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งรบกวน
    เปิดโอกาสให้พบ “คนแปลกเหมือนกัน” ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว

    https://candost.blog/the-unbearable-joy-of-sitting-alone-in-a-cafe/
    ☕ ความสุขอันเรียบง่ายของการนั่งคนเดียวในคาเฟ่: พื้นที่เงียบที่ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่อาจดูขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพบปะผู้คน แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนกลายเป็นช่วงเวลาที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ การตัดสินใจทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้านและเดินเล่นกับสุนัขทำให้เวลาเดินช้าลงอย่างนุ่มนวล และเมื่อเขาเดินเข้าไปในคาเฟ่โดยไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ความเงียบภายในใจกลับดังขึ้นอย่างชัดเจน การนั่งอยู่กับตัวเองทำให้เขาเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัว—การพูดคุย เสียงหัวเราะ ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตา และความจริงที่ว่าเรามักมองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนที่เดินผ่านเราไปในหนึ่งวินาที เมื่อไม่มีโทรศัพท์คอยดึงความสนใจ เขากลับเห็นโลกชัดขึ้น เห็นความเปราะบางของผู้คน และเห็นความคิดของตัวเองที่เคยถูกกลบด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน ในอีกมุมหนึ่ง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่ยังเผยให้เห็นความจริงที่ยากยอมรับ—เราควบคุมความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อาจมองว่าเขาเป็น “คนแปลกๆ กับสุนัข” หรือเพื่อนที่อิจฉาเวลาว่างของเขา ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและปล่อยวางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ท้ายที่สุด เขาพบว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเสมอไป เพราะในคาเฟ่เดียวกันนั้น เขาเห็นอีกคนหนึ่งที่นั่งคนเดียวโดยไม่มีสิ่งรบกวนเช่นกัน—และเพียงแค่การสบตา ก็ทำให้เขารู้ว่า “เราไม่ได้แปลกอยู่คนเดียว” ความสุขเล็กๆ นี้ยิ่งงอกงามขึ้นเมื่อเขาหยิบปากกามาเขียนช้าๆ บนกระดาษ ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามจังหวะของมือและหัวใจ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความหมายของการอยู่คนเดียวในคาเฟ่ ➡️ เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น ➡️ ช่วยให้เราสังเกตผู้คนและความเป็นมนุษย์รอบตัว ➡️ ทำให้เวลาเดินช้าลงและมีความหมายมากขึ้น ✅ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบจากประสบการณ์นี้ ➡️ ความสงบเกิดขึ้นเมื่อไม่มีสิ่งรบกวน เช่น โทรศัพท์ ➡️ การมองตาผู้คนเผยให้เห็นความกังวลและความรู้สึกจริง ➡️ การเขียนด้วยมือช่วยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ‼️ ความท้าทายทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น ⛔ ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อรู้ว่าควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้ ⛔ ความไม่สบายใจเมื่อต้องเผชิญสายตาหรือการตีความของคนรอบข้าง ⛔ ความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเอง ‼️ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงบวก ⛔ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านความเงียบ ⛔ สร้างความกล้าที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งรบกวน ⛔ เปิดโอกาสให้พบ “คนแปลกเหมือนกัน” ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว https://candost.blog/the-unbearable-joy-of-sitting-alone-in-a-cafe/
    CANDOST.BLOG
    The Unbearable Joy of Sitting Alone in A Café
    Hunting timeless insights into humans and software and helping others on the way.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 64 มุมมอง 0 รีวิว
  • 21 บทเรียนจาก 14 ปีใน Google: สิ่งที่สำคัญกว่า “การเขียนโค้ดเก่ง”

    ประสบการณ์กว่า 14 ปีของ Addy Osmani ใน Google ทำให้เขาค้นพบว่าเส้นทางของวิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้วัดกันที่ “ความเก่งด้านเทคนิค” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความไม่แน่นอน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อทั้งทีมและผู้ใช้จริง บทเรียนเหล่านี้สะท้อนความจริงที่หลายคนมักเรียนรู้ช้าเกินไป—ว่าความสำเร็จในองค์กรใหญ่เกิดจากการเข้าใจ “ระบบนิเวศของงาน” มากกว่าการเขียนโค้ดเพียงลำพัง

    หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “การหมกมุ่นกับปัญหาของผู้ใช้” มากกว่าการหลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ วิศวกรที่สร้างคุณค่ามากที่สุดคือคนที่เข้าใจปัญหาจริงอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่คนที่เริ่มต้นด้วยโซลูชันแล้วค่อยหาปัญหาใส่ นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าความสามารถในการร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้องคนเดียว” เพราะการชนะดีเบตอาจทำให้แพ้ทั้งโปรเจกต์ได้

    อีกบทเรียนที่โดดเด่นคือ “ความชัดเจนสำคัญกว่าความฉลาดล้ำ” โค้ดที่ดีไม่ใช่โค้ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือโค้ดที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุด โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ที่โค้ดของคุณอาจถูกแก้ไขตอนตีสามในเหตุการณ์ outage นอกจากนี้ Addy ยังเตือนว่า “ความแปลกใหม่” ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระในอนาคต ทั้งด้านการบำรุงรักษา การสรรหาคน และความเสี่ยงในการใช้งาน

    ท้ายที่สุด เขาย้ำว่าความก้าวหน้าในอาชีพเกิดจากการสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การเขียน การสอน การล้มเหลว และการเรียนรู้จากมัน—ทั้งหมดนี้คือดอกเบี้ยทบต้นของเส้นทางวิศวกรที่ยั่งยืน ไม่ใช่การหวังลัดหรือการไล่ตามเทคโนโลยีใหม่อย่างไร้ทิศทาง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    บทเรียนด้านการทำงานและความคิด
    เริ่มจากปัญหาของผู้ใช้ ไม่ใช่เทคโนโลยี
    การร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้อง”
    ความชัดเจนในโค้ดคือสัญลักษณ์ของความเป็น senior

    บทเรียนด้านเทคนิคและการออกแบบระบบ
    ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระ
    โค้ดที่ดีที่สุดคือโค้ดที่ไม่ต้องเขียน
    ทีมที่ช้า มักช้าเพราะ “ไม่ตรงกัน” ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง

    ความเสี่ยงที่มักมองข้าม
    การพึ่ง abstraction มากเกินไปจนไม่เข้าใจพื้นฐาน
    การชนะดีเบตมากเกินไปจนสร้างแรงต้านเงียบ
    การทำ “glue work” แบบไร้ขอบเขตจนทำให้เส้นทางอาชีพชะงัก

    ผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพ
    โค้ดดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีใครพูดแทนคุณในห้องประชุม
    การไล่ตามโปรโมชันโดยไม่รู้ว่าตัวเองแลกอะไรไป
    การไม่สร้างเครือข่าย ทำให้พลาดโอกาสในระยะยาว

    https://addyosmani.com/blog/21-lessons/
    🧭 21 บทเรียนจาก 14 ปีใน Google: สิ่งที่สำคัญกว่า “การเขียนโค้ดเก่ง” ประสบการณ์กว่า 14 ปีของ Addy Osmani ใน Google ทำให้เขาค้นพบว่าเส้นทางของวิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้วัดกันที่ “ความเก่งด้านเทคนิค” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความไม่แน่นอน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อทั้งทีมและผู้ใช้จริง บทเรียนเหล่านี้สะท้อนความจริงที่หลายคนมักเรียนรู้ช้าเกินไป—ว่าความสำเร็จในองค์กรใหญ่เกิดจากการเข้าใจ “ระบบนิเวศของงาน” มากกว่าการเขียนโค้ดเพียงลำพัง หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “การหมกมุ่นกับปัญหาของผู้ใช้” มากกว่าการหลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ วิศวกรที่สร้างคุณค่ามากที่สุดคือคนที่เข้าใจปัญหาจริงอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่คนที่เริ่มต้นด้วยโซลูชันแล้วค่อยหาปัญหาใส่ นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าความสามารถในการร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้องคนเดียว” เพราะการชนะดีเบตอาจทำให้แพ้ทั้งโปรเจกต์ได้ อีกบทเรียนที่โดดเด่นคือ “ความชัดเจนสำคัญกว่าความฉลาดล้ำ” โค้ดที่ดีไม่ใช่โค้ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือโค้ดที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุด โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ที่โค้ดของคุณอาจถูกแก้ไขตอนตีสามในเหตุการณ์ outage นอกจากนี้ Addy ยังเตือนว่า “ความแปลกใหม่” ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระในอนาคต ทั้งด้านการบำรุงรักษา การสรรหาคน และความเสี่ยงในการใช้งาน ท้ายที่สุด เขาย้ำว่าความก้าวหน้าในอาชีพเกิดจากการสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การเขียน การสอน การล้มเหลว และการเรียนรู้จากมัน—ทั้งหมดนี้คือดอกเบี้ยทบต้นของเส้นทางวิศวกรที่ยั่งยืน ไม่ใช่การหวังลัดหรือการไล่ตามเทคโนโลยีใหม่อย่างไร้ทิศทาง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทเรียนด้านการทำงานและความคิด ➡️ เริ่มจากปัญหาของผู้ใช้ ไม่ใช่เทคโนโลยี ➡️ การร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้อง” ➡️ ความชัดเจนในโค้ดคือสัญลักษณ์ของความเป็น senior ✅ บทเรียนด้านเทคนิคและการออกแบบระบบ ➡️ ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระ ➡️ โค้ดที่ดีที่สุดคือโค้ดที่ไม่ต้องเขียน ➡️ ทีมที่ช้า มักช้าเพราะ “ไม่ตรงกัน” ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง ‼️ ความเสี่ยงที่มักมองข้าม ⛔ การพึ่ง abstraction มากเกินไปจนไม่เข้าใจพื้นฐาน ⛔ การชนะดีเบตมากเกินไปจนสร้างแรงต้านเงียบ ⛔ การทำ “glue work” แบบไร้ขอบเขตจนทำให้เส้นทางอาชีพชะงัก ‼️ ผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพ ⛔ โค้ดดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีใครพูดแทนคุณในห้องประชุม ⛔ การไล่ตามโปรโมชันโดยไม่รู้ว่าตัวเองแลกอะไรไป ⛔ การไม่สร้างเครือข่าย ทำให้พลาดโอกาสในระยะยาว https://addyosmani.com/blog/21-lessons/
    ADDYOSMANI.COM
    21 Lessons From 14 Years at Google
    Lessons learned from 14 years of engineering at Google, focusing on what truly matters beyond just writing great code.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 66 มุมมอง 0 รีวิว
  • 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย
    บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด

    แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ

    1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ
    ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล
    แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้

    2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต
    ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น
    ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม
    ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม
    ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น

    นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้

    3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด”
    ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น
    ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี
    ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง

    โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม

    4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น”
    โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง
    “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?”
    จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น
    “เป็น memory drift”
    “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง
    GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด
    โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้
    ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป
    โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง
    คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน

    ข้อควรระวังในการใช้งาน
    อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย
    อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก
    ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง
    โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง

    https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    🧠⚡ 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ 🔒 1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้ 🧩 2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น 🎗️ ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม 🎗️ ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม 🎗️ ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้ 🌀 3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด” ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น 🎗️ ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี 🎗️ ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม 🪞 4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น” โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?” จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น 🎗️ “เป็น memory drift” 🎗️ “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง ➡️ GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด ➡️ โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้ ➡️ ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป ➡️ โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง ➡️ คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ‼️ ข้อควรระวังในการใช้งาน ⛔ อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ⛔ อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก ⛔ ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง ⛔ โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    4 Simple Questions ChatGPT Still Can't Answer - SlashGear
    Simple questions ChatGPT still can't answer in 2026. Discover why GPT-5.2 fails at basic logic puzzles and movie facts. Learn about AI's persistent weaknesses.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 80 มุมมอง 0 รีวิว
  • บทเพลงแห่งความจริง The World Must Know : Sondhitalk (ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง) EP.326
    .
    คลิก >> https://www.youtube.com/watch?v=LLOXSfd2i2g
    บทเพลงแห่งความจริง The World Must Know : Sondhitalk (ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง) EP.326 . คลิก >> https://www.youtube.com/watch?v=LLOXSfd2i2g
    Like
    Love
    5
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 238 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 9

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 9
    แผนตะวันออกกลางใหม่ หรือแผนพิฆาตรัสเซียของอเมริกาและพวก เดินมาตามจังหวะ แม้จะมีสดุดบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในแผน ไม่มีหลุดออกนอกกระดาน จนถึงวันที่คุณพี่ปูติน ยาตราทัพรัสเซียเข้ามาในซีเรียอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 เดือนกันยายน ค.ศ.2015 นั่นแหละ โดยรัสเซียประกาศว่า เป็นการยาตราเข้ามา ตามคำร้องขอของรัฐบาลซีเรีย
    วันนั้นอาจจะเป็นวันสำคัญ ที่จะได้ลงบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเด็กนักเรียนในอีก 50 ปี ข้างหน้า คงได้อ่านข้อความในหลักสูตรประวัติศาสตร์สากล ที่เขียนโดยตะวันตกว่า….. สงครามโลกครั้งที่ 3 มีสาเหตุมาจากการที่กองกำลังของรัสเซียบุกเข้าไปในซีเรีย เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.2015 ฝ่ายอเมริกาและพันธมิตร ได้พยายามปกป้องไม่ให้ตะวันออกกลางกลายเป็นดินแดนมิคสัญญี แต่ไม่สามารถทานความก้าวร้าวของรัสเซียได้….
    แต่เราๆ ที่อยู่ในช่วงเวลานี้ ที่เป็นเวลาสำคัญ ที่อาจจะมีเหตุการณ์ใหญ่ในโลกเกิดขึ้นได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก จะไม่สนใจใฝ่หาความจริงกันบ้างหรือ ไม่สนใจภาพใหญ่ทั้งโลก ก็น่าจะติดตามดูบ้างว่า มันจะมากระทบถึงบ้านเมืองเรา และตัวเราไหม จะได้เตรียมตัว เตรียมใจถูก
    ผมพยายามหาข้อมูลย้อนหลังเหตุการณ์มาเล่าให้ฟัง เท่าที่จะทำได้ตามสภาพของผม หวังว่าคงพอจะช่วยทำให้ท่านผู้อ่านเห็นอะไรเพิ่มเติมขึ้นบ้างว่า รัสเซียเข้าไปในซีเรียเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2015 ทำไม และหลังจากรัสเซียเข้าไปแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเพราะอะไร
    ท่านผู้อ่านอาจจะมีมุมมอง ข้อคิด และเรื่องเล่าของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผม แต่ละคนก็อาจมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างมุมกัน
    ส่วนผมมีมุมมอง และความคิดเกี่ยวกับการเข้าไปตะวันออกกลางของรัสเซีย และเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากที่รัสเซียเข้าไป อย่างนี้ครับ
    รัสเซียตัวเอกของเรื่อง คงรู้แผนพิฆาต ที่ไอ้สามแสบวางเอาไว้นานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ ค.ศ.1998 แต่เหตุการณ์ที่ทำให้รัสเซียเห็นชัด ก็วันที่เกิดการปฏิวัติยึดจอร์เจีย ในปี ค.ศ.2003 ที่อเมริกาเป็นผู้วางแผนให้ นับเป็นปฏิวัติหลากสีรายแรกที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก อเมริกาเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้จอร์เจีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 หลังจากจอร์เจียเป็นอิสระภายหลังที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย และอเมริกาวางตัวให้นายสากขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีจอร์เจีย เพื่ออเมริกาจะได้ชักใยจอร์เจียได้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับจอร์เจียและนายสากได้ในนิทานเรื่อง “หักหน้า หักหลัง” กับ นิทาน เรื่องของนายสาก ครับ)
    จอร์เจีย เป็นอดีตรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต ที่อยู่ใกล้กับเอเซียกลาง จอร์เจียไม่ได้มีพลังงานมากมายให้น่ากิน แล้วอเมริกาลงทุนวางแผนอมจอร์เจียทำไม ก็เพราะจอร์เจียเป็นทางเข้าหลังบ้านรัสเซีย ถ้าไม่มีแผนเข้าปล้นบ้านรัสเซีย จะเสือกไปปักหลักยึดเมืองเล็กๆ ท้ายบ้านเขาทำไม
    หลังจากจัดให้มีปฏิวัติสีกุหลาบในจอร์เจียในปี ค.ศ.2003 ในปี ค.ศ.2004 อเมริกาก็จัดให้มีปฏิวัติสีส้มในยูเครนต่อ มันเป็นการปิดล้อมรัสเซียรอบใหม่ เมื่อเห็นรัสเซียเริ่มยืนได้ ไม่ต่างกับการปิดล้อมสหภาพโซเวียตสมัยสงครามเย็น
    รัสเซียตอบโต้การปฏิวัติยูเครน ด้วยการผนวกไครเมียที่อยู่ติดกัน เหมือนเอาไม้คานมาขวางทางเข้าประตูหลังบ้านตัวเองไว้ ผลคือ รัสเซียถูกโลกประณามว่าก้าวร้าว อยู่ดีๆ ก็ไปยึดไครเมีย แต่เรื่องจอร์เจีย ยูเครน ที่อเมริกาเข้าไปจัดการผ่านทั้งมือเท้าของตน โลกไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครด่าอเมริกา
    นอกจากนี้ อเมริกายังวางแผนลวงให้บรรดาประเทศในยุโรปตะวันออก ยกพวงกันเข้ามาอยู่ในนาโต้ หลังจากม่านเหล็กปิดฉาก (ปลอมๆ) แล้วแบบนี้ รัสเซียจะแปลออก รู้ตัวไหม ว่า อนาคตของตนจะเป็นอย่างไร
    รัสเซียรู้ตัวอย่างดี แต่รัสเซียยังไม่แข็งแรงพอ รัสเซียจึงตั้งหน้าสร้างบ้านให้แข็งแรง และสร้างสัมพันธ์หาเพื่อน หาแนวร่วม รอเวลาที่ตัวเองและเพื่อนจะพร้อม
    รัสเซียและเพื่อนคงคิดหนัก ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่า เวลามีไม่มาก เพราะอีกฝ่ายนั้นลับมีดเตรียมเชือดรัสเซียมานานหลายสิบปีแล้ว และการเชือดนี้ แม้เป้าจะเล็งไปที่รัสเซียเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่ถ้ารัสเซียโดนเชือด จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมสาบาน ก็คงไม่แคล้วโดนเฉือน โดนฉีกเป็นชิ้นๆด้วยเหมือนกัน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง
    แต่รัสเซียมีทางเลือก จะรอให้เขาลับมีดเสร็จ แล้วยกทัพมาเชือดตัวถึงในบ้าน หรือรัสเซียจะเดินเข้าไปกลางสนาม แล้วบอกว่า เรามาลุยกันเลยดีไหม ไหนๆ วันนั้นก็จะต้องมาถึงอยู่แล้ว เอามันตอนนี้แหละ ตอนที่อีกฝ่ายยังลับมีดใหญ่ไม่เสร็จ ส่งแต่ไอ้พวกนักรบเติมเงิน จะพันธุ์ไหนกลุ่มไหนบ้างคนจ่ายรู้เอง มารบแทนไปก่อน
    หรือรัสเซียจะเลือกนั่งหน้าตก หายใจไม่เต็มอกอยู่แต่ในมอสโคว์ รอคนใหญ่คนโตบัญชาว่า พณะท่านอยากได้อย่างไรในโลกนี้ แบบนี้ ก็เท่ากับรัสเซียที่โดนฝ่ายตะวันตกรุมสกรัมครั้งแล้ว ครั้งเล่า มาเป็นร้อยปีแล้ว ก็คงโดนรุมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าชื่อรัสเซียจะหายไปจากแผนที่โลก หรือมีชื่อรัสเซียอยู่ในแผนที่โลกนี้ต่อไป แต่แปะติดอยู่กับพรมเช็ด…..
    ในที่สุดรัสเซียก็ตัดสินใจ เลือกเดินเข้าไปในสนามซีเรีย บ้านของเพื่อนเก่า ในวันที่เพื่อนเก่ากำลังถูกรุม จากสาระพัดพันธุ์ที่มาด้วยความ ชัง โลภ โง่เง่าและ งมงาย และถ้าซีเรียรับมือกับการรุมไม่อยู่ ฝ่ายรัสเซีย นอกจากจะเสียเพื่อนแล้ว พวกตัวก็มีสิทธิไปทั้งพวงได้เหมือนกัน……
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    3 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 9 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 9 แผนตะวันออกกลางใหม่ หรือแผนพิฆาตรัสเซียของอเมริกาและพวก เดินมาตามจังหวะ แม้จะมีสดุดบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในแผน ไม่มีหลุดออกนอกกระดาน จนถึงวันที่คุณพี่ปูติน ยาตราทัพรัสเซียเข้ามาในซีเรียอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 เดือนกันยายน ค.ศ.2015 นั่นแหละ โดยรัสเซียประกาศว่า เป็นการยาตราเข้ามา ตามคำร้องขอของรัฐบาลซีเรีย วันนั้นอาจจะเป็นวันสำคัญ ที่จะได้ลงบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเด็กนักเรียนในอีก 50 ปี ข้างหน้า คงได้อ่านข้อความในหลักสูตรประวัติศาสตร์สากล ที่เขียนโดยตะวันตกว่า….. สงครามโลกครั้งที่ 3 มีสาเหตุมาจากการที่กองกำลังของรัสเซียบุกเข้าไปในซีเรีย เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.2015 ฝ่ายอเมริกาและพันธมิตร ได้พยายามปกป้องไม่ให้ตะวันออกกลางกลายเป็นดินแดนมิคสัญญี แต่ไม่สามารถทานความก้าวร้าวของรัสเซียได้…. แต่เราๆ ที่อยู่ในช่วงเวลานี้ ที่เป็นเวลาสำคัญ ที่อาจจะมีเหตุการณ์ใหญ่ในโลกเกิดขึ้นได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก จะไม่สนใจใฝ่หาความจริงกันบ้างหรือ ไม่สนใจภาพใหญ่ทั้งโลก ก็น่าจะติดตามดูบ้างว่า มันจะมากระทบถึงบ้านเมืองเรา และตัวเราไหม จะได้เตรียมตัว เตรียมใจถูก ผมพยายามหาข้อมูลย้อนหลังเหตุการณ์มาเล่าให้ฟัง เท่าที่จะทำได้ตามสภาพของผม หวังว่าคงพอจะช่วยทำให้ท่านผู้อ่านเห็นอะไรเพิ่มเติมขึ้นบ้างว่า รัสเซียเข้าไปในซีเรียเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2015 ทำไม และหลังจากรัสเซียเข้าไปแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเพราะอะไร ท่านผู้อ่านอาจจะมีมุมมอง ข้อคิด และเรื่องเล่าของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผม แต่ละคนก็อาจมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างมุมกัน ส่วนผมมีมุมมอง และความคิดเกี่ยวกับการเข้าไปตะวันออกกลางของรัสเซีย และเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากที่รัสเซียเข้าไป อย่างนี้ครับ รัสเซียตัวเอกของเรื่อง คงรู้แผนพิฆาต ที่ไอ้สามแสบวางเอาไว้นานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ ค.ศ.1998 แต่เหตุการณ์ที่ทำให้รัสเซียเห็นชัด ก็วันที่เกิดการปฏิวัติยึดจอร์เจีย ในปี ค.ศ.2003 ที่อเมริกาเป็นผู้วางแผนให้ นับเป็นปฏิวัติหลากสีรายแรกที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก อเมริกาเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้จอร์เจีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 หลังจากจอร์เจียเป็นอิสระภายหลังที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย และอเมริกาวางตัวให้นายสากขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีจอร์เจีย เพื่ออเมริกาจะได้ชักใยจอร์เจียได้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับจอร์เจียและนายสากได้ในนิทานเรื่อง “หักหน้า หักหลัง” กับ นิทาน เรื่องของนายสาก ครับ) จอร์เจีย เป็นอดีตรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต ที่อยู่ใกล้กับเอเซียกลาง จอร์เจียไม่ได้มีพลังงานมากมายให้น่ากิน แล้วอเมริกาลงทุนวางแผนอมจอร์เจียทำไม ก็เพราะจอร์เจียเป็นทางเข้าหลังบ้านรัสเซีย ถ้าไม่มีแผนเข้าปล้นบ้านรัสเซีย จะเสือกไปปักหลักยึดเมืองเล็กๆ ท้ายบ้านเขาทำไม หลังจากจัดให้มีปฏิวัติสีกุหลาบในจอร์เจียในปี ค.ศ.2003 ในปี ค.ศ.2004 อเมริกาก็จัดให้มีปฏิวัติสีส้มในยูเครนต่อ มันเป็นการปิดล้อมรัสเซียรอบใหม่ เมื่อเห็นรัสเซียเริ่มยืนได้ ไม่ต่างกับการปิดล้อมสหภาพโซเวียตสมัยสงครามเย็น รัสเซียตอบโต้การปฏิวัติยูเครน ด้วยการผนวกไครเมียที่อยู่ติดกัน เหมือนเอาไม้คานมาขวางทางเข้าประตูหลังบ้านตัวเองไว้ ผลคือ รัสเซียถูกโลกประณามว่าก้าวร้าว อยู่ดีๆ ก็ไปยึดไครเมีย แต่เรื่องจอร์เจีย ยูเครน ที่อเมริกาเข้าไปจัดการผ่านทั้งมือเท้าของตน โลกไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครด่าอเมริกา นอกจากนี้ อเมริกายังวางแผนลวงให้บรรดาประเทศในยุโรปตะวันออก ยกพวงกันเข้ามาอยู่ในนาโต้ หลังจากม่านเหล็กปิดฉาก (ปลอมๆ) แล้วแบบนี้ รัสเซียจะแปลออก รู้ตัวไหม ว่า อนาคตของตนจะเป็นอย่างไร รัสเซียรู้ตัวอย่างดี แต่รัสเซียยังไม่แข็งแรงพอ รัสเซียจึงตั้งหน้าสร้างบ้านให้แข็งแรง และสร้างสัมพันธ์หาเพื่อน หาแนวร่วม รอเวลาที่ตัวเองและเพื่อนจะพร้อม รัสเซียและเพื่อนคงคิดหนัก ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่า เวลามีไม่มาก เพราะอีกฝ่ายนั้นลับมีดเตรียมเชือดรัสเซียมานานหลายสิบปีแล้ว และการเชือดนี้ แม้เป้าจะเล็งไปที่รัสเซียเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่ถ้ารัสเซียโดนเชือด จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมสาบาน ก็คงไม่แคล้วโดนเฉือน โดนฉีกเป็นชิ้นๆด้วยเหมือนกัน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง แต่รัสเซียมีทางเลือก จะรอให้เขาลับมีดเสร็จ แล้วยกทัพมาเชือดตัวถึงในบ้าน หรือรัสเซียจะเดินเข้าไปกลางสนาม แล้วบอกว่า เรามาลุยกันเลยดีไหม ไหนๆ วันนั้นก็จะต้องมาถึงอยู่แล้ว เอามันตอนนี้แหละ ตอนที่อีกฝ่ายยังลับมีดใหญ่ไม่เสร็จ ส่งแต่ไอ้พวกนักรบเติมเงิน จะพันธุ์ไหนกลุ่มไหนบ้างคนจ่ายรู้เอง มารบแทนไปก่อน หรือรัสเซียจะเลือกนั่งหน้าตก หายใจไม่เต็มอกอยู่แต่ในมอสโคว์ รอคนใหญ่คนโตบัญชาว่า พณะท่านอยากได้อย่างไรในโลกนี้ แบบนี้ ก็เท่ากับรัสเซียที่โดนฝ่ายตะวันตกรุมสกรัมครั้งแล้ว ครั้งเล่า มาเป็นร้อยปีแล้ว ก็คงโดนรุมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าชื่อรัสเซียจะหายไปจากแผนที่โลก หรือมีชื่อรัสเซียอยู่ในแผนที่โลกนี้ต่อไป แต่แปะติดอยู่กับพรมเช็ด….. ในที่สุดรัสเซียก็ตัดสินใจ เลือกเดินเข้าไปในสนามซีเรีย บ้านของเพื่อนเก่า ในวันที่เพื่อนเก่ากำลังถูกรุม จากสาระพัดพันธุ์ที่มาด้วยความ ชัง โลภ โง่เง่าและ งมงาย และถ้าซีเรียรับมือกับการรุมไม่อยู่ ฝ่ายรัสเซีย นอกจากจะเสียเพื่อนแล้ว พวกตัวก็มีสิทธิไปทั้งพวงได้เหมือนกัน…… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 3 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 150 มุมมอง 0 รีวิว
  • # สรุปเจาะลึก Sondhitalk EP.326: “วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น” — เมื่อประวัติศาสตร์กำลังหมุนมาทวงคืน

    **"ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มันหมุนเป็นวงกลม"** คือหัวใจสำคัญของรายการในสัปดาห์นี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกทฤษฎีระดับโลกมาฉายภาพให้เห็นว่าทำไมปี 2569 (2026) ถึงเป็นช่วงเวลาที่ **"อันตรายที่สุด"** และทำไมไทยถึงกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากเพื่อนบ้าน
    ***
    ## 1. ถอดรหัสทฤษฎี “The Fourth Turning” (จุดเปลี่ยนที่ 4)

    รายการอ้างอิงหนังสือระดับตำนาน *The Fourth Turning* ของ Neil Howe และ William Strauss ที่ระบุว่ามนุษยชาติมีวงรอบประวัติศาสตร์ (Saeculum) กินเวลาประมาณ **80-100 ปี** (เทียบเท่าช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น) ซึ่งใน 1 รอบ จะแบ่งย่อยเป็น 4 ฤดูกาล หรือ 4 ยุคสมัย (Turnings) ยุคละประมาณ 20 ปี:

    ### 1. The High (ยุคฟื้นฟู/รุ่งโรจน์)

    * **ลักษณะ:** สถาบันสังคมเข้มแข็ง ผู้คนสามัคคีกันเพื่อสร้างชาติใหม่ ทิศทางสังคมเป็นปึกแผ่น
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุค Baby Boomers เกิด)
    * **บรรยากาศ:** "เราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้บ้าง?"

    ### 2. The Awakening (ยุคตื่นรู้)

    * **ลักษณะ:** คนเริ่มตั้งคำถามกับระเบียบเก่า แสวงหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณและความเป็นปัจเจก
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฮิปปี้, การประท้วงสงครามเวียดนาม
    * **บรรยากาศ:** "ทำไมเราต้องเชื่อฟังรัฐ? ฉันต้องการเป็นตัวของตัวเอง"

    ### 3. The Unraveling (ยุคเสื่อมถอย/แยกตัว)

    * **ลักษณะ:** ความเป็นปึกแผ่นของสังคมเริ่มคลายตัว สถาบันอ่อนแอลง ผู้คนมุ่งเน้นความสุขส่วนตัวและบริโภคนิยมสูงสุด
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฟองสบู่เศรษฐกิจ, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
    * **บรรยากาศ:** "ตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา"

    ### 4. The Crisis (ยุควิกฤต/กลียุค) — **"เรากำลังอยู่ที่นี่"**

    * **ลักษณะ:** เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด โครงสร้างสังคมเก่าพังทลาย เกิดสงครามใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง เพื่อ "รื้อและสร้างใหม่"
    * **ช่วงเวลาปัจจุบัน:** เริ่มต้นประมาณปี 2008 และจะพีคสูงสุดในช่วงนี้ (2025-2030)
    * **เป้าหมายของยุคนี้:** เคลียร์ปัญหาหมักหมม เพื่อส่งไม้ต่อให้ยุค The High รอบใหม่

    ***
    ## 2. สถานการณ์โลก: ทำไมต้อง "ปีนี้"?

    คุณสนธิชี้ให้เห็นว่าโลกเรากำลังเดินทางมาสู่ **"จุดพีคของ The Crisis"**

    * **สัญญาณชัดเจน:** สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, และความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการของโลกที่กำลัง "ผลัดใบ"
    * **ความเสี่ยง:** ในช่วง The Crisis สังคมจะต้องการ "ผู้นำที่เด็ดขาด" (Strongman) และมักจบลงด้วยสงครามแตกหัก (Total War) หรือการล่มสลายของระบบเงินตราเก่า

    ***
    ## 3. เจาะประเด็นร้อน: ไทย-กัมพูชา และเพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้ใจ

    เนื้อหาสำคัญใน EP นี้ยังเชื่อมโยงทฤษฎีโลกมาสู่บริบทไทย โดยเฉพาะประเด็น **"กัมพูชา"** (Cambodia):

    * **ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม:** คุณสนธิย้อนอดีตให้เห็นว่า ไทยเคยมีบทบาทสำคัญในการ "กู้ชาติ" และช่วยเหลือเขมรจากการล่มสลายในยุคสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
    * **ความจริงวันนี้:** แต่ปัจจุบัน กลับเกิดกระแส **Anti-Thai** (เกลียดชังไทย) ในกัมพูชา ซึ่งถูกปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน
    * **บทวิเคราะห์:** ไทยกำลังเผชิญกับเพื่อนบ้านที่ "ไม่สำนึกบุญคุณ" และพร้อมจะแทงข้างหลังเมื่อสบโอกาส ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราต้องระวังตัวอย่างหนัก ไม่ใช่แค่มองโลกในแง่ดี

    ***

    ## 4. บทสรุป: How to Survive? (ทำอย่างไรให้รอด)

    ในเมื่อเราหนีวัฏจักร 80 ปีนี้ไม่พ้น สิ่งที่คุณสนธิฝากไว้เป็นข้อคิดคือ:

    1. **ยอมรับความจริง:** เลิกโลกสวยว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม โลกกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่
    2. **รู้ทันคน:** ให้ระวัง "คนโง่ที่ขยัน" และ "คนเนรคุณ" เพราะในยุควิกฤต คนเหล่านี้จะสร้างความเสียหายมากที่สุด
    3. **เตรียมพร้อม:** ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราข้ามผ่านพายุลูกนี้ไปสู่วัฏจักรใหม่ได้

    ***

    **ที่มา:** Sondhitalk EP.326 "วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น" (3 มกราคม 2569)
    #Sondhitalk #วัฏจักร80ปี #TheFourthTurning #ประวัติศาสตร์โลก #ไทยกัมพูชา #สนธิลิ้มทองกุล
    # 🌏 สรุปเจาะลึก Sondhitalk EP.326: “วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น” — เมื่อประวัติศาสตร์กำลังหมุนมาทวงคืน **"ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มันหมุนเป็นวงกลม"** คือหัวใจสำคัญของรายการในสัปดาห์นี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกทฤษฎีระดับโลกมาฉายภาพให้เห็นว่าทำไมปี 2569 (2026) ถึงเป็นช่วงเวลาที่ **"อันตรายที่สุด"** และทำไมไทยถึงกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากเพื่อนบ้าน *** ## 1. ถอดรหัสทฤษฎี “The Fourth Turning” (จุดเปลี่ยนที่ 4) รายการอ้างอิงหนังสือระดับตำนาน *The Fourth Turning* ของ Neil Howe และ William Strauss ที่ระบุว่ามนุษยชาติมีวงรอบประวัติศาสตร์ (Saeculum) กินเวลาประมาณ **80-100 ปี** (เทียบเท่าช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น) ซึ่งใน 1 รอบ จะแบ่งย่อยเป็น 4 ฤดูกาล หรือ 4 ยุคสมัย (Turnings) ยุคละประมาณ 20 ปี: ### 🟢 1. The High (ยุคฟื้นฟู/รุ่งโรจน์) * **ลักษณะ:** สถาบันสังคมเข้มแข็ง ผู้คนสามัคคีกันเพื่อสร้างชาติใหม่ ทิศทางสังคมเป็นปึกแผ่น * **ช่วงเวลาในอดีต:** หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุค Baby Boomers เกิด) * **บรรยากาศ:** "เราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้บ้าง?" ### 🟡 2. The Awakening (ยุคตื่นรู้) * **ลักษณะ:** คนเริ่มตั้งคำถามกับระเบียบเก่า แสวงหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณและความเป็นปัจเจก * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฮิปปี้, การประท้วงสงครามเวียดนาม * **บรรยากาศ:** "ทำไมเราต้องเชื่อฟังรัฐ? ฉันต้องการเป็นตัวของตัวเอง" ### 🟠 3. The Unraveling (ยุคเสื่อมถอย/แยกตัว) * **ลักษณะ:** ความเป็นปึกแผ่นของสังคมเริ่มคลายตัว สถาบันอ่อนแอลง ผู้คนมุ่งเน้นความสุขส่วนตัวและบริโภคนิยมสูงสุด * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฟองสบู่เศรษฐกิจ, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ * **บรรยากาศ:** "ตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา" ### 🔴 4. The Crisis (ยุควิกฤต/กลียุค) — **"เรากำลังอยู่ที่นี่"** * **ลักษณะ:** เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด โครงสร้างสังคมเก่าพังทลาย เกิดสงครามใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง เพื่อ "รื้อและสร้างใหม่" * **ช่วงเวลาปัจจุบัน:** เริ่มต้นประมาณปี 2008 และจะพีคสูงสุดในช่วงนี้ (2025-2030) * **เป้าหมายของยุคนี้:** เคลียร์ปัญหาหมักหมม เพื่อส่งไม้ต่อให้ยุค The High รอบใหม่ *** ## 2. สถานการณ์โลก: ทำไมต้อง "ปีนี้"? คุณสนธิชี้ให้เห็นว่าโลกเรากำลังเดินทางมาสู่ **"จุดพีคของ The Crisis"** * **สัญญาณชัดเจน:** สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, และความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการของโลกที่กำลัง "ผลัดใบ" * **ความเสี่ยง:** ในช่วง The Crisis สังคมจะต้องการ "ผู้นำที่เด็ดขาด" (Strongman) และมักจบลงด้วยสงครามแตกหัก (Total War) หรือการล่มสลายของระบบเงินตราเก่า *** ## 3. เจาะประเด็นร้อน: ไทย-กัมพูชา และเพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้ใจ เนื้อหาสำคัญใน EP นี้ยังเชื่อมโยงทฤษฎีโลกมาสู่บริบทไทย โดยเฉพาะประเด็น **"กัมพูชา"** (Cambodia): * **ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม:** คุณสนธิย้อนอดีตให้เห็นว่า ไทยเคยมีบทบาทสำคัญในการ "กู้ชาติ" และช่วยเหลือเขมรจากการล่มสลายในยุคสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ * **ความจริงวันนี้:** แต่ปัจจุบัน กลับเกิดกระแส **Anti-Thai** (เกลียดชังไทย) ในกัมพูชา ซึ่งถูกปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน * **บทวิเคราะห์:** ไทยกำลังเผชิญกับเพื่อนบ้านที่ "ไม่สำนึกบุญคุณ" และพร้อมจะแทงข้างหลังเมื่อสบโอกาส ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราต้องระวังตัวอย่างหนัก ไม่ใช่แค่มองโลกในแง่ดี *** ## 4. บทสรุป: How to Survive? (ทำอย่างไรให้รอด) ในเมื่อเราหนีวัฏจักร 80 ปีนี้ไม่พ้น สิ่งที่คุณสนธิฝากไว้เป็นข้อคิดคือ: 1. **ยอมรับความจริง:** เลิกโลกสวยว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม โลกกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ 2. **รู้ทันคน:** ให้ระวัง "คนโง่ที่ขยัน" และ "คนเนรคุณ" เพราะในยุควิกฤต คนเหล่านี้จะสร้างความเสียหายมากที่สุด 3. **เตรียมพร้อม:** ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราข้ามผ่านพายุลูกนี้ไปสู่วัฏจักรใหม่ได้ *** 📌 **ที่มา:** Sondhitalk EP.326 "วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น" (3 มกราคม 2569) #Sondhitalk #วัฏจักร80ปี #TheFourthTurning #ประวัติศาสตร์โลก #ไทยกัมพูชา #สนธิลิ้มทองกุล
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 260 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพไทยออกโรงโต้ข่าวสื่อต่างชาติ หลังมีการรายงานว่าไทยใช้กำลัง “ยึดดินแดน” และ “ห้ามชาวกัมพูชากลับเข้าบ้าน” ยืนยันไม่เป็นความจริง!! การปฏิบัติการของฝ่ายไทยเกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย และเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เท่านั้น
    .
    ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ระบุว่า รายงานข่าวดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของพื้นที่ โดยไทยไม่ได้รุกรานหรือยึดครองดินแดนของกัมพูชา แต่เป็นการดำเนินการในพื้นที่ของไทย หรือพื้นที่ใกล้บริเวณที่มีข้ออ้างสิทธิทับซ้อน ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    การดำเนินการของไทยมีเป้าหมายชัดเจน คือ คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ป้องกันการละเมิดอธิปไตย และควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม พร้อมยึดหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    กองทัพไทยย้ำยึดมั่นในสันติวิธี การเจรจา และความร่วมมือกับทุกฝ่าย พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนต่างประเทศ นำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ใช้ถ้อยคำที่สะท้อนสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเวทีนานาชาติ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000276
    .
    #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #โต้ข่าวสื่อนอก #อธิปไตยไทย #ความมั่นคง #ข่าวต่างประเทศ
    กองทัพไทยออกโรงโต้ข่าวสื่อต่างชาติ หลังมีการรายงานว่าไทยใช้กำลัง “ยึดดินแดน” และ “ห้ามชาวกัมพูชากลับเข้าบ้าน” ยืนยันไม่เป็นความจริง!! การปฏิบัติการของฝ่ายไทยเกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย และเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เท่านั้น . ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ระบุว่า รายงานข่าวดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของพื้นที่ โดยไทยไม่ได้รุกรานหรือยึดครองดินแดนของกัมพูชา แต่เป็นการดำเนินการในพื้นที่ของไทย หรือพื้นที่ใกล้บริเวณที่มีข้ออ้างสิทธิทับซ้อน ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ . การดำเนินการของไทยมีเป้าหมายชัดเจน คือ คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ป้องกันการละเมิดอธิปไตย และควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม พร้อมยึดหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ . กองทัพไทยย้ำยึดมั่นในสันติวิธี การเจรจา และความร่วมมือกับทุกฝ่าย พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนต่างประเทศ นำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ใช้ถ้อยคำที่สะท้อนสถานะทางกฎหมายของพื้นที่อย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเวทีนานาชาติ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000276 . #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #โต้ข่าวสื่อนอก #อธิปไตยไทย #ความมั่นคง #ข่าวต่างประเทศ
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 335 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 3
    ย้อนให้เห็นภาพกันหน่อย ไอซิส ISIS ที่เวลานี้กำลังขึ้นแท่น เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของโลก มีที่มาอย่างไร จะได้เข้าใจว่า ไอซิส นี่ เกี่ยวกับกลุ่มกบฏซีเรีย และเกี่ยวพันกับอเมริกาขนาดไหน
    เมื่ออเมริกานำกองทัพเข้าไปถล่มซัดดัมในอิรัค กลุ่มที่คอยตอด คอยซุ่มเล่นงานอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.2004 คือ อัลไคด้า สาขาอิรัค (AQI) ที่นำโดย Abu Musab al-Zarkawi กลุ่มนี้มีชื่อว่า เป็นนักรบ โหดเหี้ยม ฆ่าไม่เลือก รวมทั้งฆ่าชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอิสลามสุนนี่ หรือชีอ่ะ พวกเขาขึ้นชื่อในเรื่องการก่อการร้ายแบบพลีชีพ และการฆ่าตัดคอนักโทษ
    ความรุนแรงของ AQI ของ al-Zarkawi ก็ทำให้กลุ่มนี้ แตกคอกับ อัลไคด้ากลาง (AQC) AQI บอกไม่มีปัญหา งั้นเราแยกทางกันเดิน al-Zarkawi ไปตั้งกลุ่มใหม่ และชื่อเรียกกลุ่มใหม่ของตัวว่า Islamic State of Iraq (ISI) ต่อมาในปี ค.ศ.2006 มีข่าวว่า al-Zarkawi ถูกอเมริกาเก็บ และ ISI ได้หัวหน้าใหม่ ชื่อ Abu Bakr al-Baghdadi ขึ้นมาแทน น่าสนใจนะครับ
    ในปี ค.ศ.2011 ISI ประกาศเป็นนักรบจีฮัด และเตรียมขยายปฏิบัติการไปที่ซีเรีย แต่แล้วก็มีการแตกคอภายในกันอีก ในที่สุด Baghdadi ก็พาพรรคพวกแยกตัวออกมา แล้วเปลี่ยนชื่อกลุ่ม จาก ISI เป็น ISIS ในปี ค.ศ.2012 และย้ายฐานจากอิรัค มาอยู่ซีเรีย และในช่วงนี้ ISIS ดังเป็นพลุแตก ได้สมาชิกใหม่ เป็นหนุ่มอิสลามที่อยู่นอกตะวันออกกลาง หรือจากยุโรป เข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก
    ทำไม ISIS หรือ ไอซิส ถึงโด่งดัง และมีอานุภาพรุนแรงนัก เรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องลิเบีย สำหรับท่านที่เคยอ่านนิทาน เรื่องแผนช้่วมาแล้ว ก็ถือว่าอ่านซ้ำ ให้เห็นความจัญไรชัดขึ้น และต่อกับปัจจุบันได้ แบบเห็นภาพเป็นแผ่นเดียวกันนะครับ
    เรื่องการไล่ล่ากัดดาฟีของลิเบีย ที่มีซีไอเอ เป็นดารานำแสดงนั้น นิทานเรามีเขียนถึงแล้ว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของความโหดของอเมริกา ได้ในนิทานเรื่องแผนชั่ว ตอนนางสิงห์สั่งฆ่า) แต่ที่เรายังไม่ค่อยรู้กัน คือ เรื่องดารา ที่มารับบทเป็นกบฏลิเบียนั้น นำแสดงโดยกลุ่มนักรบจีฮัด กลุ่มเดียวกับนักรบที่กำลังต่อสู้กับกองทัพของอิรัคในตอนนี้ เรียกว่าสัญญาจ้างยาว ออกหลายฉากกันเลย
    เมื่อวันที่กลุ่มกบฏลิเบีย จับตัวกัดดาฟีได้ ด้วยความช่วยเหลือของอเมริกา และนาโต้นั้น ขณะที่กลุ่มกบฏกำลังเชือดกัดดาฟี พวกเขาตะโกนว่า Allah Akbar (อัลเลาะหฺ อัคบาร์) ซึ่งเป็นการประกาศตามปกติของพวกจีฮัด ก่อนฆ่าคนเพื่อพระเจ้า ทำนองนั้น แบบนี้ก็น่าจะมีคนงง อเมริกา นาโต้ เข้าไปไล่ฆ่ากัดดาฟี ด้วยข้อหาเป็นเผด็จการ ส่วนพวกทำการกบฏ ก็น่าจะเป็นพวกต้องการเป็นประชาธิปไตย เอ้า เชือดเผด็จการเสร็จ แล้วดันร้องขอบคุณพระเจ้า พวกจีฮัดนี่ ตกลงต้องการเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน น่างงไหมครับ
    หลังจากกัดดาฟีถูกเก็บ คลังอาวุธของกัดดาฟีก็ถูกกวาด หรือขโมยนั่นแหละ จนเกลี้ยง และขนออกมาจากลิเบีย มาที่ซีเรีย ผ่านทางตุรกี ใครนะ ที่คอยรับอาวุธอยู่ที่ซีเรีย… แต่คนที่ดูแลการขนส่งอาวุธ เขาว่าคือ Chris Stevens ทูตอเมริกันประจำลิเบีย ซึ่งดูแลประสานงานเรื่องนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ.2011 และในที่สุด ทูต Stevens ก็ถูกฆ่าตายอยู่ในสถานกงสุลอเมริกา ที่เมืองเบงกาซี ลิเบีย เพียง 3 วัน ก่อนหน้าที่อาวุธลิเบียจะถูกส่งมาถึงซีเรีย
    นอกเหนือจากทูต Stevens แล้ว ฝ่ายประสานงานเรื่องนี้ คือ ซีไอเอ ตุรกี และกลุ่มกบฏซีเรีย ซึ่งร่วมกันวางแผน และจัดการขนส่ง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นการควักกระเป๋าลงขันร่วมกัน ของโต้โผใหญ่ของฝ่ายสนับสนุนกบฏซีเรีย คือ ซาอุดิอารเบีย การ์ตา จอร์แดน อิสราเอลและตุรกี
    หลังจากอาวุธมาถึงซีเรีย ก็เป็นช่วงเดียวกับที่นักรบจีฮัดพากันทะลักเข้ามาในซีเรียด้วย นักรบรุ่นแรกที่เข้ามา ไม่ใช่พวกละอ่อน แต่เป็นระดับหัวหน้า หรือพวกเจนสนามแทบทั้งสิ้น เรื่องนี้ ไม่เป็นความลับ อเมริกาและพวก ที่สนับสนุนฝ่ายกบฏซีเรีย ก็รู้ดี และเมื่อฝ่ายกบฏซีเรีย ที่มีนักรบจีฮัดมาร่วมด้วย เริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบฝ่ายรัฐบาลอัสสาด และใช้ความรุนแรง มากขึ้น ทางวอชิงตันก็ต้องตอบคำถามมากขึ้น .. ไหนว่าฝ่ายกบฏที่เราสนับสนุน เป็นพวกไม่รุนแรงไง (moderate) ทำไมมีฆ่าตัดคอล่ะ…
    วอชิงตันไม่ตอบ และก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร การรบกับรัฐบาลอัสสาด ก็ยังดำเนินต่อไป โดยกลุ่มเดิม และแบบเดิม
    Jamal Maarouf ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่มกบฏซีเรีย ให้สัมภาษณ์ เมื่อ เมษายน ค.ศ.2014 ว่า นักรบที่ทางโต้โผใหญ่ส่งมาช่วยรบ คือ กลุ่มอัลไคด้าซีเรีย ซึ่งเรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า Al-Nusra ทางด้าน Al-Nusra ก็ให้ข่าวสอดคล้องกันว่า กลุ่มของตัวมาร่วมกับพวกกบฏซีเรีย เพราะต้องการให้ซีเรียปกครองด้วยกฏของศาสนา Sharia law
    แต่ความจริง Al-Nusra กับกลุ่มไอซิส ร่วมมือกันในการปฏิบัติการในซีเรียมาพักใหญ่แล้ว และเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 Al-Nursra ก็ประกาศเป็นทางการ ถึงการรวมกลุ่มกับกลุ่มไอซิส และมีฐานอยู่ทั้งในเขตซีเรีย และอิรัค
    แล้ว อเมริกา กับพวกตะวันตก รวมทั้งโต้โผใหญ่ในตะวันออกกลางทั้งหลาย รู้เรื่องนี้ไหม รู้สิ ยิ่งกว่ารู้อีก…..
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 3 ย้อนให้เห็นภาพกันหน่อย ไอซิส ISIS ที่เวลานี้กำลังขึ้นแท่น เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของโลก มีที่มาอย่างไร จะได้เข้าใจว่า ไอซิส นี่ เกี่ยวกับกลุ่มกบฏซีเรีย และเกี่ยวพันกับอเมริกาขนาดไหน เมื่ออเมริกานำกองทัพเข้าไปถล่มซัดดัมในอิรัค กลุ่มที่คอยตอด คอยซุ่มเล่นงานอเมริกาในช่วงปี ค.ศ.2004 คือ อัลไคด้า สาขาอิรัค (AQI) ที่นำโดย Abu Musab al-Zarkawi กลุ่มนี้มีชื่อว่า เป็นนักรบ โหดเหี้ยม ฆ่าไม่เลือก รวมทั้งฆ่าชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอิสลามสุนนี่ หรือชีอ่ะ พวกเขาขึ้นชื่อในเรื่องการก่อการร้ายแบบพลีชีพ และการฆ่าตัดคอนักโทษ ความรุนแรงของ AQI ของ al-Zarkawi ก็ทำให้กลุ่มนี้ แตกคอกับ อัลไคด้ากลาง (AQC) AQI บอกไม่มีปัญหา งั้นเราแยกทางกันเดิน al-Zarkawi ไปตั้งกลุ่มใหม่ และชื่อเรียกกลุ่มใหม่ของตัวว่า Islamic State of Iraq (ISI) ต่อมาในปี ค.ศ.2006 มีข่าวว่า al-Zarkawi ถูกอเมริกาเก็บ และ ISI ได้หัวหน้าใหม่ ชื่อ Abu Bakr al-Baghdadi ขึ้นมาแทน น่าสนใจนะครับ ในปี ค.ศ.2011 ISI ประกาศเป็นนักรบจีฮัด และเตรียมขยายปฏิบัติการไปที่ซีเรีย แต่แล้วก็มีการแตกคอภายในกันอีก ในที่สุด Baghdadi ก็พาพรรคพวกแยกตัวออกมา แล้วเปลี่ยนชื่อกลุ่ม จาก ISI เป็น ISIS ในปี ค.ศ.2012 และย้ายฐานจากอิรัค มาอยู่ซีเรีย และในช่วงนี้ ISIS ดังเป็นพลุแตก ได้สมาชิกใหม่ เป็นหนุ่มอิสลามที่อยู่นอกตะวันออกกลาง หรือจากยุโรป เข้ามาร่วมเป็นจำนวนมาก ทำไม ISIS หรือ ไอซิส ถึงโด่งดัง และมีอานุภาพรุนแรงนัก เรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องลิเบีย สำหรับท่านที่เคยอ่านนิทาน เรื่องแผนช้่วมาแล้ว ก็ถือว่าอ่านซ้ำ ให้เห็นความจัญไรชัดขึ้น และต่อกับปัจจุบันได้ แบบเห็นภาพเป็นแผ่นเดียวกันนะครับ เรื่องการไล่ล่ากัดดาฟีของลิเบีย ที่มีซีไอเอ เป็นดารานำแสดงนั้น นิทานเรามีเขียนถึงแล้ว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของความโหดของอเมริกา ได้ในนิทานเรื่องแผนชั่ว ตอนนางสิงห์สั่งฆ่า) แต่ที่เรายังไม่ค่อยรู้กัน คือ เรื่องดารา ที่มารับบทเป็นกบฏลิเบียนั้น นำแสดงโดยกลุ่มนักรบจีฮัด กลุ่มเดียวกับนักรบที่กำลังต่อสู้กับกองทัพของอิรัคในตอนนี้ เรียกว่าสัญญาจ้างยาว ออกหลายฉากกันเลย เมื่อวันที่กลุ่มกบฏลิเบีย จับตัวกัดดาฟีได้ ด้วยความช่วยเหลือของอเมริกา และนาโต้นั้น ขณะที่กลุ่มกบฏกำลังเชือดกัดดาฟี พวกเขาตะโกนว่า Allah Akbar (อัลเลาะหฺ อัคบาร์) ซึ่งเป็นการประกาศตามปกติของพวกจีฮัด ก่อนฆ่าคนเพื่อพระเจ้า ทำนองนั้น แบบนี้ก็น่าจะมีคนงง อเมริกา นาโต้ เข้าไปไล่ฆ่ากัดดาฟี ด้วยข้อหาเป็นเผด็จการ ส่วนพวกทำการกบฏ ก็น่าจะเป็นพวกต้องการเป็นประชาธิปไตย เอ้า เชือดเผด็จการเสร็จ แล้วดันร้องขอบคุณพระเจ้า พวกจีฮัดนี่ ตกลงต้องการเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน น่างงไหมครับ หลังจากกัดดาฟีถูกเก็บ คลังอาวุธของกัดดาฟีก็ถูกกวาด หรือขโมยนั่นแหละ จนเกลี้ยง และขนออกมาจากลิเบีย มาที่ซีเรีย ผ่านทางตุรกี ใครนะ ที่คอยรับอาวุธอยู่ที่ซีเรีย… แต่คนที่ดูแลการขนส่งอาวุธ เขาว่าคือ Chris Stevens ทูตอเมริกันประจำลิเบีย ซึ่งดูแลประสานงานเรื่องนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ.2011 และในที่สุด ทูต Stevens ก็ถูกฆ่าตายอยู่ในสถานกงสุลอเมริกา ที่เมืองเบงกาซี ลิเบีย เพียง 3 วัน ก่อนหน้าที่อาวุธลิเบียจะถูกส่งมาถึงซีเรีย นอกเหนือจากทูต Stevens แล้ว ฝ่ายประสานงานเรื่องนี้ คือ ซีไอเอ ตุรกี และกลุ่มกบฏซีเรีย ซึ่งร่วมกันวางแผน และจัดการขนส่ง โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นการควักกระเป๋าลงขันร่วมกัน ของโต้โผใหญ่ของฝ่ายสนับสนุนกบฏซีเรีย คือ ซาอุดิอารเบีย การ์ตา จอร์แดน อิสราเอลและตุรกี หลังจากอาวุธมาถึงซีเรีย ก็เป็นช่วงเดียวกับที่นักรบจีฮัดพากันทะลักเข้ามาในซีเรียด้วย นักรบรุ่นแรกที่เข้ามา ไม่ใช่พวกละอ่อน แต่เป็นระดับหัวหน้า หรือพวกเจนสนามแทบทั้งสิ้น เรื่องนี้ ไม่เป็นความลับ อเมริกาและพวก ที่สนับสนุนฝ่ายกบฏซีเรีย ก็รู้ดี และเมื่อฝ่ายกบฏซีเรีย ที่มีนักรบจีฮัดมาร่วมด้วย เริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบฝ่ายรัฐบาลอัสสาด และใช้ความรุนแรง มากขึ้น ทางวอชิงตันก็ต้องตอบคำถามมากขึ้น .. ไหนว่าฝ่ายกบฏที่เราสนับสนุน เป็นพวกไม่รุนแรงไง (moderate) ทำไมมีฆ่าตัดคอล่ะ… วอชิงตันไม่ตอบ และก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร การรบกับรัฐบาลอัสสาด ก็ยังดำเนินต่อไป โดยกลุ่มเดิม และแบบเดิม Jamal Maarouf ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่มกบฏซีเรีย ให้สัมภาษณ์ เมื่อ เมษายน ค.ศ.2014 ว่า นักรบที่ทางโต้โผใหญ่ส่งมาช่วยรบ คือ กลุ่มอัลไคด้าซีเรีย ซึ่งเรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า Al-Nusra ทางด้าน Al-Nusra ก็ให้ข่าวสอดคล้องกันว่า กลุ่มของตัวมาร่วมกับพวกกบฏซีเรีย เพราะต้องการให้ซีเรียปกครองด้วยกฏของศาสนา Sharia law แต่ความจริง Al-Nusra กับกลุ่มไอซิส ร่วมมือกันในการปฏิบัติการในซีเรียมาพักใหญ่แล้ว และเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 Al-Nursra ก็ประกาศเป็นทางการ ถึงการรวมกลุ่มกับกลุ่มไอซิส และมีฐานอยู่ทั้งในเขตซีเรีย และอิรัค แล้ว อเมริกา กับพวกตะวันตก รวมทั้งโต้โผใหญ่ในตะวันออกกลางทั้งหลาย รู้เรื่องนี้ไหม รู้สิ ยิ่งกว่ารู้อีก….. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 316 มุมมอง 0 รีวิว
  • พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท เปิดหน้าแฉ บิ๊กโจ๊ก หลังทนทุกข์ในบ่วงกรรมมา 10 ปี ลั่นยอมทรยศอีกสิบครั้งเพื่อความจริงและความถูกต้อง ยืนยันไม่ได้ขายนายเพื่อหวังกลับเข้ารับราชการ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000126445

    #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes #SondhiX #สนธิเล่าเรื่อง #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตลูกน้องคนสนิท เปิดหน้าแฉ บิ๊กโจ๊ก หลังทนทุกข์ในบ่วงกรรมมา 10 ปี ลั่นยอมทรยศอีกสิบครั้งเพื่อความจริงและความถูกต้อง ยืนยันไม่ได้ขายนายเพื่อหวังกลับเข้ารับราชการ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000126445 #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes #SondhiX #สนธิเล่าเรื่อง #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    Like
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 401 มุมมอง 0 รีวิว
  • บทความกฎหมาย EP.50

    ข่าวกรองคือกระบวนการทางปัญญาที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั่วไปเพราะในทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของรัฐข่าวกรองเปรียบเสมือนพยานหลักฐานที่ผ่านการกลั่นกรองและตรวจสอบความถูกต้องมาอย่างเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความมั่นคงข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบย่อมถือเป็นเพียงข่าวลือหรือข่าวสารดิบที่ไม่สามารถนำมาอ้างอิงเป็นฐานในการใช้อำนาจตามกฎหมายได้การที่หน่วยงานรัฐจะดำเนินมาตรการใดๆที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหรือการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยข่าวกรองที่มีความแม่นยำสูงมีแหล่งที่มาที่ชัดเจนและได้รับการยืนยันผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือการสืบสวนเชิงลึกเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมที่กำหนดว่าการใช้อำนาจรัฐต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วเท่านั้นกระบวนการเปลี่ยนข่าวสารให้กลายเป็นข่าวกรองจึงถือเป็นพันธกิจหลักที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการยึดมั่นในระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อส่วนรวมหรือการละเมิดสิทธิของบุคคลโดยมิชอบ

    ในมิติด้านกฎหมายมหาชนและการตีความพยานหลักฐานการนิยามว่าข่าวกรองคือข่าวที่ได้รับการตรวจสอบหลักฐานแล้วว่าเชื่อถือได้สะท้อนถึงมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดคล้ายคลึงกับหลักการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นศาลซึ่งต้องมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงและความสมเหตุสมผลของข้อมูลในทุกมิติข่าวกรองที่มีคุณภาพจึงต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญคือความถูกต้องความทันสมัยและความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยมีกฎหมายรองรับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงภายใต้ขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้การทำหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดแต่คือการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างความจริงกับความลวงโดยใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและสติปัญญาของมนุษย์ผสมผสานกันเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างแน่นหนาความน่าเชื่อถือของข่าวกรองจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รัฐสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าและยับยั้งภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการป้องกันก่อนเกิดเหตุซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรและการคุ้มครองอธิปไตยของชาติในโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง

    โดยสรุปแล้วข่าวกรองจึงมิใช่เพียงคำจำกัดความของการรู้แจ้งเห็นจริงในเหตุการณ์ต่างๆเท่านั้นแต่เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินที่ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ทราบความจริงก่อนการตัดสินใจดำเนินการใดๆในนามของรัฐการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการข่าวกรองจึงเท่ากับการรักษามาตรฐานความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคมโดยรวมเพราะเมื่อข่าวกรองมีความชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยย่อมทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและมีพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ซึ่งจะส่งผลให้รัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์ที่สุดในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงของชาติในทุกมิติ
    บทความกฎหมาย EP.50 ข่าวกรองคือกระบวนการทางปัญญาที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั่วไปเพราะในทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของรัฐข่าวกรองเปรียบเสมือนพยานหลักฐานที่ผ่านการกลั่นกรองและตรวจสอบความถูกต้องมาอย่างเป็นระบบเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความมั่นคงข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบย่อมถือเป็นเพียงข่าวลือหรือข่าวสารดิบที่ไม่สามารถนำมาอ้างอิงเป็นฐานในการใช้อำนาจตามกฎหมายได้การที่หน่วยงานรัฐจะดำเนินมาตรการใดๆที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหรือการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยข่าวกรองที่มีความแม่นยำสูงมีแหล่งที่มาที่ชัดเจนและได้รับการยืนยันผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือการสืบสวนเชิงลึกเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมที่กำหนดว่าการใช้อำนาจรัฐต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วเท่านั้นกระบวนการเปลี่ยนข่าวสารให้กลายเป็นข่าวกรองจึงถือเป็นพันธกิจหลักที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการยึดมั่นในระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อส่วนรวมหรือการละเมิดสิทธิของบุคคลโดยมิชอบ ในมิติด้านกฎหมายมหาชนและการตีความพยานหลักฐานการนิยามว่าข่าวกรองคือข่าวที่ได้รับการตรวจสอบหลักฐานแล้วว่าเชื่อถือได้สะท้อนถึงมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดคล้ายคลึงกับหลักการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นศาลซึ่งต้องมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงและความสมเหตุสมผลของข้อมูลในทุกมิติข่าวกรองที่มีคุณภาพจึงต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญคือความถูกต้องความทันสมัยและความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยมีกฎหมายรองรับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงภายใต้ขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้การทำหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดแต่คือการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างความจริงกับความลวงโดยใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและสติปัญญาของมนุษย์ผสมผสานกันเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่มีพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างแน่นหนาความน่าเชื่อถือของข่าวกรองจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รัฐสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าและยับยั้งภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการป้องกันก่อนเกิดเหตุซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรและการคุ้มครองอธิปไตยของชาติในโลกยุคข้อมูลข่าวสารที่เต็มไปด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยสรุปแล้วข่าวกรองจึงมิใช่เพียงคำจำกัดความของการรู้แจ้งเห็นจริงในเหตุการณ์ต่างๆเท่านั้นแต่เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินที่ให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ทราบความจริงก่อนการตัดสินใจดำเนินการใดๆในนามของรัฐการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการข่าวกรองจึงเท่ากับการรักษามาตรฐานความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคมโดยรวมเพราะเมื่อข่าวกรองมีความชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยย่อมทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและมีพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ซึ่งจะส่งผลให้รัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์ที่สุดในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงของชาติในทุกมิติ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 296 มุมมอง 0 รีวิว
  • “ยึดพื้นที่ได้ ไม่ได้แปลว่าพื้นที่ปลอดภัย” — นี่คือความจริงของสนามรบยุคใหม่ที่ประชาชนควรเข้าใจ
    .
    กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภาพหลักฐานการตรวจพบกับระเบิดและทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ “เนิน 350” สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญของการปฏิบัติการทางทหารว่า แม้จะสามารถเข้าควบคุมและยึดพื้นที่เป้าหมายได้แล้ว แต่การรุกคืบต่อไปกลับไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน
    .
    ในทางทหาร ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ความฝืดในสนามรบ” หมายถึงปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติการชะลอตัว แม้ฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบเชิงพื้นที่แล้วก็ตาม โดยกรณีของเนิน 350 ปัจจัยหลักคือสนามทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่องที่ถูกฝังและพรางไว้ทั้งใต้ดินและบนผิวพื้นที่
    .
    แม้พื้นที่จะอยู่ในการควบคุมของฝ่ายเราแล้ว แต่ยังไม่ถือว่าปลอดภัย กำลังพลไม่สามารถเคลื่อนย้าย เสริมกำลัง หรือใช้ยุทโธปกรณ์หนัก เช่น รถถัง ยานเกราะ รวมถึงการลำเลียงเวชภัณฑ์ได้อย่างอิสระ ทุกย่างก้าวต้องหยุดหรือชะลอ เพื่อรอการเข้าพื้นที่ของทหารช่างในการตรวจค้น กู้ และทำลายทุ่นระเบิดอย่างเป็นขั้นตอนและรอบคอบ
    .
    กับระเบิดคือภัยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีอานุภาพร้ายแรงถึงชีวิต เพียงก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียทันที ทำให้การรบต้องดำเนินไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด แม้จะเป็นพื้นที่ที่ยึดครองได้แล้วก็ตาม
    .
    ผลที่ตามมาคือ
    – การรุกต้องชะลอลง ไม่สามารถเร่งปฏิบัติการได้
    – การใช้พื้นที่ยังจำกัด ไม่อาจเคลื่อนกำลังหรือยุทโธปกรณ์ได้เต็มที่
    – เพิ่มภาระด้านความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่
    ..
    ทั้งนี้ ความล่าช้าในสนามรบไม่ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอของกองกำลัง หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์อย่างรับผิดชอบ เพื่อรักษาชีวิตกำลังพล ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และควบคุมสถานการณ์อย่างรอบคอบที่สุด
    .
    สนามรบที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิด คือสนามรบที่แม้จะมีชัยเหนือข้าศึกแล้ว ก็ยังไม่อาจประมาทได้ ทุกตารางเมตรอาจแฝงอันตราย และทุกนาทีที่การปฏิบัติการช้าลง คือความพยายามรักษาชีวิตของทหารแนวหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
    .
    นี่คือความจริงของ “ความฝืดในสนามรบ” ที่สังคมควรรับรู้และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
    .
    อ่านเพิ่มเติม >> https://news1live.com/detail/9680000123773
    .
    #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #เนิน350 #สนามรบ #ความมั่นคง #ข่าววิเคราะห์
    “ยึดพื้นที่ได้ ไม่ได้แปลว่าพื้นที่ปลอดภัย” — นี่คือความจริงของสนามรบยุคใหม่ที่ประชาชนควรเข้าใจ . กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภาพหลักฐานการตรวจพบกับระเบิดและทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ “เนิน 350” สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญของการปฏิบัติการทางทหารว่า แม้จะสามารถเข้าควบคุมและยึดพื้นที่เป้าหมายได้แล้ว แต่การรุกคืบต่อไปกลับไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน . ในทางทหาร ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ความฝืดในสนามรบ” หมายถึงปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติการชะลอตัว แม้ฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบเชิงพื้นที่แล้วก็ตาม โดยกรณีของเนิน 350 ปัจจัยหลักคือสนามทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่องที่ถูกฝังและพรางไว้ทั้งใต้ดินและบนผิวพื้นที่ . แม้พื้นที่จะอยู่ในการควบคุมของฝ่ายเราแล้ว แต่ยังไม่ถือว่าปลอดภัย กำลังพลไม่สามารถเคลื่อนย้าย เสริมกำลัง หรือใช้ยุทโธปกรณ์หนัก เช่น รถถัง ยานเกราะ รวมถึงการลำเลียงเวชภัณฑ์ได้อย่างอิสระ ทุกย่างก้าวต้องหยุดหรือชะลอ เพื่อรอการเข้าพื้นที่ของทหารช่างในการตรวจค้น กู้ และทำลายทุ่นระเบิดอย่างเป็นขั้นตอนและรอบคอบ . กับระเบิดคือภัยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีอานุภาพร้ายแรงถึงชีวิต เพียงก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการสูญเสียทันที ทำให้การรบต้องดำเนินไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด แม้จะเป็นพื้นที่ที่ยึดครองได้แล้วก็ตาม . ผลที่ตามมาคือ – การรุกต้องชะลอลง ไม่สามารถเร่งปฏิบัติการได้ – การใช้พื้นที่ยังจำกัด ไม่อาจเคลื่อนกำลังหรือยุทโธปกรณ์ได้เต็มที่ – เพิ่มภาระด้านความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ .. ทั้งนี้ ความล่าช้าในสนามรบไม่ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอของกองกำลัง หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์อย่างรับผิดชอบ เพื่อรักษาชีวิตกำลังพล ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และควบคุมสถานการณ์อย่างรอบคอบที่สุด . สนามรบที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิด คือสนามรบที่แม้จะมีชัยเหนือข้าศึกแล้ว ก็ยังไม่อาจประมาทได้ ทุกตารางเมตรอาจแฝงอันตราย และทุกนาทีที่การปฏิบัติการช้าลง คือความพยายามรักษาชีวิตของทหารแนวหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ . นี่คือความจริงของ “ความฝืดในสนามรบ” ที่สังคมควรรับรู้และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ . อ่านเพิ่มเติม >> https://news1live.com/detail/9680000123773 . #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #เนิน350 #สนามรบ #ความมั่นคง #ข่าววิเคราะห์
    Like
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 419 มุมมอง 0 รีวิว
  • จินนี่ ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่”
    ตอน 4
    อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร
    อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง
    เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ”
    ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ
    มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย
    นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย
    ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?)
    ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว
    ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน
    ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!!
    โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก
    และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย
    …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง….
    แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ
    เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ
    2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015
    สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น
    เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน
    พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย
    การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่
    ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน
    ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..)
    แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง
    หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…”
    ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย
    เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    6 พ.ย. 2558
    จินนี่ ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่” ตอน 4 อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ” ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?) ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!! โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง…. แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ 2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015 สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่ ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..) แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…” ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 6 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 535 มุมมอง 0 รีวิว
  • จินนี่ ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่”
    ตอน 3
    เรื่องความมั่นคงของอัสสาดในซีเรีย และเรื่องแก๊สของซีเรียและอิหร่านในตะวันออกกลาง ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รัสเซีย ตัดสินใจยกกองทัพเข้าไปในซีเรีย เพราะทั้ง 2 เรื่องเกี่ยวพันกับความมั่นคงของฝ่ายรัสเซียและเพื่อน (รายละเอียดอยู่ในนิทานเรื่องลองเชิง) แต่สาเหตุที่รัสเซียยาตราเข้าไป ตะวันออกกลาง คงไม่ได้มีเพียงเท่านั้น
    คงจำกันได้ ผมได้เล่าให้ฟังแล้วว่า ในตะวันออกกลาง มีหัวโจกอยู่ 3 ราย คือ อิหร่าน ซาอุดิอารเบีย และอิสราเอล ซึ่งก็ชัดเจนว่า รายแรก สังกัดกลุ่มรัสเซีย และ 2 รายหลังสังกัดกลุ่มอเมริกา
    แต่ 2 รายหลัง แม้จะสังกัดกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่รักกัน การมาจับร่วมมือทำกิจกรรมเกี่ยวกับซีเรียกัน ก็เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการไล่
    อัสสาด ที่เอาอิหร่านและรัสเซีย ให้พ้นไปจากซีเรีย เพื่อที่กลุ่มพวกตัวจะได้ส่งตัวเลือกของกลุ่มเข้าไปปกครองซีเรียแทน และแน่นอน ต้องเป็นคนที่ไม่เอาอิหร่านและรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ จะทำให้ซีเรีย ที่เป็นเหมือนด่านหน้าของอิหร่าน แตกกับอิหร่าน และอิหร่าน ที่ไม่มีซีเรียเป็นกันชนให้ ก็จะตกอยู่ในสภาพที่อาจจะล้มได้ง่ายขึ้น
    หากอิหร่านล้มไป ทั้งซาอุดิอารเบียและอิสราเอล ก็จะแข่งกันเอง เพื่อเป็นลูกพี่ใหญ่ควบคุมตะวันออกกลางแต่ผู้เดียว แม้จะดูเป็นความหวังที่ค่อนข้างฝันเฟื่อง แต่ทั้ง 2 นักฝัน ก็พร้อมทำ เพราะได้รับประทานลูกยุ จากพี่เบิ้มอเมริกาเสียจนพุงกางทั้งคู่
    คิดจะเป็นใหญ่ ตามตำราเขาว่า ก็ต้องมีพลังงานเป็นของตัวเอง ไม่มีเอง ก็ต้องหาทางครอบครองให้ได้ อย่างที่อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เพ้อมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เรื่องนี้ จึงทำให้ ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่กระหยิ่มหน้าเชิด ก็มีแหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก จะไม่ให้เชิดเลยหรือ ในเมื่อใครๆก็วิ่งเหงื่อซกสร้างท่อ ขุดบ่อหาน้ำมันกันทั้งนั้น แต่เสี่ยปั๊มใหญ่ แค่นั่งเฉยๆ ก็มีคนมาคุกเข่า สอพลอขอน้ำมัน อย่างนี้จะไม่ให้ตัวพองได้อย่างไร แต่คงไม่มีใครกล้าเตือนเสี่ยปั๊มใหญ่นะครับว่า การมีของดีมากๆ แต่ไม่ฉลาดรักษา (ทั้งตัว ทั้งของดี) ก็อาจนำมาซึ่งเภทภัยและหายนะ ให้ตัวเองเอวังได้เหมือนกัน
    ส่วนอิสราเอล นอกจากจะเป็นข้าวนอกนา ทรายพลัดถิ่น มาอยู่ในตะวันออกกลางแล้ว ยังไม่เคยถูกรางวัลใหญ่ เจาะเจอน้ำมันอะไรกับเขาเลย ต้องนับถือสายตาอันคมกริบของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่ช่างเลือกที่ให้ชาวยิวมาอยู่ในตะวันออกกลางจริงๆ ใครที่คิดว่ายิวคุมอังกฤษ ก็ลองทบทวนความจริงเรื่องนี้ หลายๆรอบหน่อยครับ มันเป็นเรื่องการผลัดกันหลอก ลวงกันใช้เสียละมากกว่า แต่ยิวฉลาด “สร้างเงา” คนที่มองเห็นแต่เงา ก็คงหลงเชื่อเป็นธรรมดา
    อิสราเอล เพิ่งมาโชคดีเจอหลุมแก๊สในทะเลหน้าบ้านเอาเมื่อในปี ค.ศ.2010 นี้เอง และคราวนี้ ก็มาเจอน้ำมัน shale oil เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ด้วย คราวนี้ ถึงตาอิสราเอลเชิดหน้าบ้างสิ ยิวมีน้ำมันแล้ววว แบบนี้มันต้องตีปีบ ให้โลกรู้กันหน่อย เดียวเขาจะว่าจ๋อย ไม่มีทางสู้เสี่ยปั๊มใหญ่ได้
    การถูตะเกียงให้คุณจินนี่ปรากฏตัวในช่วงจังหวะนี้ จึงน่าคิด เรื่องการค้นพบน้ำมันในที่ราบสูงโกลานที่อ้างว่า น่าจะมีปริมาณมหึมา เหมือนจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น้ำมันตั้งแยะ ไม่ว่าฝ่ายไหน ก็น่าจะตาถล่นร้อนฉ่าด้วยความอิจฉา และหมั่นไส้
    ยิ่งดูจากรายชื่อที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ของคุณจินนี่แล้ว ผมละขนหัวลุก สยองขวัญเหลือเกิน ขุดมาแต่ละชื่อ ยังกับเอาเทียนลนให้ผีดิบคืนชีพ แบบนี้แปลว่าขาใหญ่ทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษจับมือกันเล่น หรือไง!? ยิ่งแถมเอานาย Kho คู่แค้นคุณพี่ปูตินมาด้วย แปลว่าต้องการยั่วพยาธิคุณพี่ปูตินขนาดหนัก และแถมยังได้แหย่ต่อมหลอนของเสี่ยปั๊มได้ด้วย เสี่ยปั๊มใหญ่เห็นภาพหลอนง่ายจะตาย หลอนเรื่องอิหร่านทุกวันทุกคืนอยู่แล้ว เพิ่มยิวหลอนตอนเช้าไปอีกมื้อ เดี๋ยวเสี่ยปั้มใหญ่ก็ดิ้นพล่าน ลุกขึ้นมาไล่ถล่มอะไรแก้กลุ้ม ไม่มีปัญหาสำหรับเสี่ยปั๊มใหญ่ เงินเหลือใช้ คนล้นประเทศ หลอกให้ไปรบแทนเสีย 3,4 แสน
    อย่างนี้ คนหลอก คนยุ ก็ไม่ต้องออกแรงมาก ประหยัดทั้งกระเป๋า ประหยัดทั้งคนของตัว สบายไป…
    แต่นั่นแหละนะ อะไรที่มันตีปีบแรงไป ของจริงมันมักจะตรงข้าม ของดีไม่ต้องโฆษณามาก ยิ่งมีดีมากต้องยิ่งกบไต๋ ผมเลยเกรงว่า รายการถูตะเกียง เอาจินนี่ออกมาขู่คราวนี้ มันเหมือนการตีปีบ ตีเกราะเคาะไม้ หลอกไล่พระราหูที่กำลังอมพระจันทร์ ไล่รัสเซียที่กำลังปักหลักพักค้าง ทำท่าจะอยู่ยาวในตะวันออกกลางเสียมากกว่า
    นอกจากนี้ น้ำมันที่บริษัทในเครือของคุณจินนี่ประกาศว่าเจอ เป็นน้ำมันชนิดที่เรียกว่า shale oil ที่อยู่ในชั้นหินดินดาน การขุดเจาะต้องใช้แรงน้ำผสมสารเคมี กระแทกให้หินแตก เพื่อดูดน้ำมันออกมา ยิ่งบอกว่าชั้นหินดินดานที่โกลาน หนากว่าปกติถึง 10 เท่า ไม่รู้ว่า แปลว่าดีหรือไม่ดี ที่สำคัญ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ราบสูงโกลานเป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญ การใช้วิธีกระแทกหินใช้สารเคมีใส่เข้าไป จะมีผลกับแหล่งน้ำจืดมากน้อยแค่ไหน และเป็นแหล่งน้ำจืด ที่ทั้งอิสราเอลและซีเรียยังต้องพึ่งอยู่ จึงน่าคิดว่า การตีข่าวเอาจีนนี่ออกมา ไม่น่าจะใช่เรื่องน้ำมันเสียทีเดียว
    ผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้ว นับแต่วันที่คุณพี่ปูติน พาพรรคพวกเข้าไปเดินเล่นอยู่ในซีเรีย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการเมืองโลก และทั้งโลก ก็กำลังจับตาดูปฏิกริยาของอเมริกาในเรื่องนี้ แต่อเมริกายังเงียบผิดปรกติ ผิดมาดของผู้ที่อ้างตัวเอง และมีผู้คนก้มหัวยกให้เป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มักจะส่งเสียงทุกครั้งที่เห็นใบตองแห้งไหว
    จิ๊กโก๋คุมซอยเพลิดเพลินอยู่คนเดียวมานาน 70 ปี วันดีคืนดี มีหนุ่มห้าวเดินเข้ามาในซอย ตั้งใจจะมาจัดระเบียบวินมอร์ไซด์ปากซอยเสียใหม่ เพราะมีคนไปบอกว่า ไอ้อาด เพื่อนเก่าของหนุ่มห้าว ที่ขี่มอร์ไซด์อยู่เส้นทางนี้มาตั้งนานแล้ว กำลังถูกรุม ไล่ให้ออกไปจากวิน สาเหตุเพราะไอ้อาดขี่มานานเกินไป แต่มอร์ไซด์ของไอ้อาดยังดูเอี่ยมอ่อง
    หนุ่มห้าวไม่พูดมากความ บอก ไอ้อาดมึงขี่ต่อไป แต่ห้ามร่วงนะมึง ต่อไปนี้ ใครรุมมึง ใครซ่ามาก กูตบกกหูร่วงอย่าว่ากูใจดำ มึงอยู่กันดีๆไม่เป็นหรือไง ว่าแล้วก็ตบกกหูไอ้ปื๊ด ลูกน้องตัวสำคัญของจิ๊กโก๋คุมซอยให้ดูเป็นอย่าง
    ลูกน้องถูกตบ จนกกหูบวมเป่งมา 2 เดือนกว่า แถมหนุ่มห้าวยังไม่ไปไหน ทุกเช้า 8 โมงยังมายืนกอดอกดูอยู่ปากซอย แต่จิ๊กโก๋คุมซอย ยังไม่โผล่หัวเข้ามาในซอยอีกเลยตั้งแต่ลูกน้องถูกตบกกหู ได้แต่ส่งเสียงสลับใบตองแห้งปลิว ผ่านลูกกระเป๋งหลากหน้าว่า มึงมีสิทธิอะไรมายุ่งในซอยที่กูคุมมม ๆๆๆ ซ้ำไปซ้ำมา อยู่แค่นั้น
    แบบนี้แปลว่าอะไรครับ แปลว่า เป็นจิ๊กโก๋พันธุ์ใบตองแห้งจริงๆ มีแต่ปาก หรือจิ๊กโก๋กำลังซุ่ม เตรียมสมัครพรรคพวก ไว้แอบเฉาะกระบานไอ้หนุ่มห้าวเอาให้หงายเก๋ง ค้างแห้งอยู่กลางทะเลทรายเสียเลย
    จิ๊กโก๋คุมซอยมา 70 ปี คงไม่ยอมเสียตำแหน่งให้ใครง่ายๆ กะแค่หนุ่มห้าวตบกกหูไอ้ปื้ด จิ๊กโก๋บอกไม่มีปัญหา กูมีไอ้ปื้ดเป็นแสนๆ อยู่แถบนั้น เข้าใจไหม ปั่นหัวแผลบเดียว เดี๋ยวก็ดาหน้าเข้ามาใส่ไอ้หนุ่มห้าว จนมึงนั่นแหละ จะเผ่นออกจากตะวันออกกลางไม่ทัน….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    5 พ.ย. 2558
    จินนี่ ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่” ตอน 3 เรื่องความมั่นคงของอัสสาดในซีเรีย และเรื่องแก๊สของซีเรียและอิหร่านในตะวันออกกลาง ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รัสเซีย ตัดสินใจยกกองทัพเข้าไปในซีเรีย เพราะทั้ง 2 เรื่องเกี่ยวพันกับความมั่นคงของฝ่ายรัสเซียและเพื่อน (รายละเอียดอยู่ในนิทานเรื่องลองเชิง) แต่สาเหตุที่รัสเซียยาตราเข้าไป ตะวันออกกลาง คงไม่ได้มีเพียงเท่านั้น คงจำกันได้ ผมได้เล่าให้ฟังแล้วว่า ในตะวันออกกลาง มีหัวโจกอยู่ 3 ราย คือ อิหร่าน ซาอุดิอารเบีย และอิสราเอล ซึ่งก็ชัดเจนว่า รายแรก สังกัดกลุ่มรัสเซีย และ 2 รายหลังสังกัดกลุ่มอเมริกา แต่ 2 รายหลัง แม้จะสังกัดกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่รักกัน การมาจับร่วมมือทำกิจกรรมเกี่ยวกับซีเรียกัน ก็เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการไล่ อัสสาด ที่เอาอิหร่านและรัสเซีย ให้พ้นไปจากซีเรีย เพื่อที่กลุ่มพวกตัวจะได้ส่งตัวเลือกของกลุ่มเข้าไปปกครองซีเรียแทน และแน่นอน ต้องเป็นคนที่ไม่เอาอิหร่านและรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ จะทำให้ซีเรีย ที่เป็นเหมือนด่านหน้าของอิหร่าน แตกกับอิหร่าน และอิหร่าน ที่ไม่มีซีเรียเป็นกันชนให้ ก็จะตกอยู่ในสภาพที่อาจจะล้มได้ง่ายขึ้น หากอิหร่านล้มไป ทั้งซาอุดิอารเบียและอิสราเอล ก็จะแข่งกันเอง เพื่อเป็นลูกพี่ใหญ่ควบคุมตะวันออกกลางแต่ผู้เดียว แม้จะดูเป็นความหวังที่ค่อนข้างฝันเฟื่อง แต่ทั้ง 2 นักฝัน ก็พร้อมทำ เพราะได้รับประทานลูกยุ จากพี่เบิ้มอเมริกาเสียจนพุงกางทั้งคู่ คิดจะเป็นใหญ่ ตามตำราเขาว่า ก็ต้องมีพลังงานเป็นของตัวเอง ไม่มีเอง ก็ต้องหาทางครอบครองให้ได้ อย่างที่อังกฤษ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เพ้อมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เรื่องนี้ จึงทำให้ ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่กระหยิ่มหน้าเชิด ก็มีแหล่งน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก จะไม่ให้เชิดเลยหรือ ในเมื่อใครๆก็วิ่งเหงื่อซกสร้างท่อ ขุดบ่อหาน้ำมันกันทั้งนั้น แต่เสี่ยปั๊มใหญ่ แค่นั่งเฉยๆ ก็มีคนมาคุกเข่า สอพลอขอน้ำมัน อย่างนี้จะไม่ให้ตัวพองได้อย่างไร แต่คงไม่มีใครกล้าเตือนเสี่ยปั๊มใหญ่นะครับว่า การมีของดีมากๆ แต่ไม่ฉลาดรักษา (ทั้งตัว ทั้งของดี) ก็อาจนำมาซึ่งเภทภัยและหายนะ ให้ตัวเองเอวังได้เหมือนกัน ส่วนอิสราเอล นอกจากจะเป็นข้าวนอกนา ทรายพลัดถิ่น มาอยู่ในตะวันออกกลางแล้ว ยังไม่เคยถูกรางวัลใหญ่ เจาะเจอน้ำมันอะไรกับเขาเลย ต้องนับถือสายตาอันคมกริบของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่ช่างเลือกที่ให้ชาวยิวมาอยู่ในตะวันออกกลางจริงๆ ใครที่คิดว่ายิวคุมอังกฤษ ก็ลองทบทวนความจริงเรื่องนี้ หลายๆรอบหน่อยครับ มันเป็นเรื่องการผลัดกันหลอก ลวงกันใช้เสียละมากกว่า แต่ยิวฉลาด “สร้างเงา” คนที่มองเห็นแต่เงา ก็คงหลงเชื่อเป็นธรรมดา อิสราเอล เพิ่งมาโชคดีเจอหลุมแก๊สในทะเลหน้าบ้านเอาเมื่อในปี ค.ศ.2010 นี้เอง และคราวนี้ ก็มาเจอน้ำมัน shale oil เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ด้วย คราวนี้ ถึงตาอิสราเอลเชิดหน้าบ้างสิ ยิวมีน้ำมันแล้ววว แบบนี้มันต้องตีปีบ ให้โลกรู้กันหน่อย เดียวเขาจะว่าจ๋อย ไม่มีทางสู้เสี่ยปั๊มใหญ่ได้ การถูตะเกียงให้คุณจินนี่ปรากฏตัวในช่วงจังหวะนี้ จึงน่าคิด เรื่องการค้นพบน้ำมันในที่ราบสูงโกลานที่อ้างว่า น่าจะมีปริมาณมหึมา เหมือนจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น้ำมันตั้งแยะ ไม่ว่าฝ่ายไหน ก็น่าจะตาถล่นร้อนฉ่าด้วยความอิจฉา และหมั่นไส้ ยิ่งดูจากรายชื่อที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ของคุณจินนี่แล้ว ผมละขนหัวลุก สยองขวัญเหลือเกิน ขุดมาแต่ละชื่อ ยังกับเอาเทียนลนให้ผีดิบคืนชีพ แบบนี้แปลว่าขาใหญ่ทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษจับมือกันเล่น หรือไง!? ยิ่งแถมเอานาย Kho คู่แค้นคุณพี่ปูตินมาด้วย แปลว่าต้องการยั่วพยาธิคุณพี่ปูตินขนาดหนัก และแถมยังได้แหย่ต่อมหลอนของเสี่ยปั๊มได้ด้วย เสี่ยปั๊มใหญ่เห็นภาพหลอนง่ายจะตาย หลอนเรื่องอิหร่านทุกวันทุกคืนอยู่แล้ว เพิ่มยิวหลอนตอนเช้าไปอีกมื้อ เดี๋ยวเสี่ยปั้มใหญ่ก็ดิ้นพล่าน ลุกขึ้นมาไล่ถล่มอะไรแก้กลุ้ม ไม่มีปัญหาสำหรับเสี่ยปั๊มใหญ่ เงินเหลือใช้ คนล้นประเทศ หลอกให้ไปรบแทนเสีย 3,4 แสน อย่างนี้ คนหลอก คนยุ ก็ไม่ต้องออกแรงมาก ประหยัดทั้งกระเป๋า ประหยัดทั้งคนของตัว สบายไป… แต่นั่นแหละนะ อะไรที่มันตีปีบแรงไป ของจริงมันมักจะตรงข้าม ของดีไม่ต้องโฆษณามาก ยิ่งมีดีมากต้องยิ่งกบไต๋ ผมเลยเกรงว่า รายการถูตะเกียง เอาจินนี่ออกมาขู่คราวนี้ มันเหมือนการตีปีบ ตีเกราะเคาะไม้ หลอกไล่พระราหูที่กำลังอมพระจันทร์ ไล่รัสเซียที่กำลังปักหลักพักค้าง ทำท่าจะอยู่ยาวในตะวันออกกลางเสียมากกว่า นอกจากนี้ น้ำมันที่บริษัทในเครือของคุณจินนี่ประกาศว่าเจอ เป็นน้ำมันชนิดที่เรียกว่า shale oil ที่อยู่ในชั้นหินดินดาน การขุดเจาะต้องใช้แรงน้ำผสมสารเคมี กระแทกให้หินแตก เพื่อดูดน้ำมันออกมา ยิ่งบอกว่าชั้นหินดินดานที่โกลาน หนากว่าปกติถึง 10 เท่า ไม่รู้ว่า แปลว่าดีหรือไม่ดี ที่สำคัญ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ราบสูงโกลานเป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญ การใช้วิธีกระแทกหินใช้สารเคมีใส่เข้าไป จะมีผลกับแหล่งน้ำจืดมากน้อยแค่ไหน และเป็นแหล่งน้ำจืด ที่ทั้งอิสราเอลและซีเรียยังต้องพึ่งอยู่ จึงน่าคิดว่า การตีข่าวเอาจีนนี่ออกมา ไม่น่าจะใช่เรื่องน้ำมันเสียทีเดียว ผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้ว นับแต่วันที่คุณพี่ปูติน พาพรรคพวกเข้าไปเดินเล่นอยู่ในซีเรีย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการเมืองโลก และทั้งโลก ก็กำลังจับตาดูปฏิกริยาของอเมริกาในเรื่องนี้ แต่อเมริกายังเงียบผิดปรกติ ผิดมาดของผู้ที่อ้างตัวเอง และมีผู้คนก้มหัวยกให้เป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มักจะส่งเสียงทุกครั้งที่เห็นใบตองแห้งไหว จิ๊กโก๋คุมซอยเพลิดเพลินอยู่คนเดียวมานาน 70 ปี วันดีคืนดี มีหนุ่มห้าวเดินเข้ามาในซอย ตั้งใจจะมาจัดระเบียบวินมอร์ไซด์ปากซอยเสียใหม่ เพราะมีคนไปบอกว่า ไอ้อาด เพื่อนเก่าของหนุ่มห้าว ที่ขี่มอร์ไซด์อยู่เส้นทางนี้มาตั้งนานแล้ว กำลังถูกรุม ไล่ให้ออกไปจากวิน สาเหตุเพราะไอ้อาดขี่มานานเกินไป แต่มอร์ไซด์ของไอ้อาดยังดูเอี่ยมอ่อง หนุ่มห้าวไม่พูดมากความ บอก ไอ้อาดมึงขี่ต่อไป แต่ห้ามร่วงนะมึง ต่อไปนี้ ใครรุมมึง ใครซ่ามาก กูตบกกหูร่วงอย่าว่ากูใจดำ มึงอยู่กันดีๆไม่เป็นหรือไง ว่าแล้วก็ตบกกหูไอ้ปื๊ด ลูกน้องตัวสำคัญของจิ๊กโก๋คุมซอยให้ดูเป็นอย่าง ลูกน้องถูกตบ จนกกหูบวมเป่งมา 2 เดือนกว่า แถมหนุ่มห้าวยังไม่ไปไหน ทุกเช้า 8 โมงยังมายืนกอดอกดูอยู่ปากซอย แต่จิ๊กโก๋คุมซอย ยังไม่โผล่หัวเข้ามาในซอยอีกเลยตั้งแต่ลูกน้องถูกตบกกหู ได้แต่ส่งเสียงสลับใบตองแห้งปลิว ผ่านลูกกระเป๋งหลากหน้าว่า มึงมีสิทธิอะไรมายุ่งในซอยที่กูคุมมม ๆๆๆ ซ้ำไปซ้ำมา อยู่แค่นั้น แบบนี้แปลว่าอะไรครับ แปลว่า เป็นจิ๊กโก๋พันธุ์ใบตองแห้งจริงๆ มีแต่ปาก หรือจิ๊กโก๋กำลังซุ่ม เตรียมสมัครพรรคพวก ไว้แอบเฉาะกระบานไอ้หนุ่มห้าวเอาให้หงายเก๋ง ค้างแห้งอยู่กลางทะเลทรายเสียเลย จิ๊กโก๋คุมซอยมา 70 ปี คงไม่ยอมเสียตำแหน่งให้ใครง่ายๆ กะแค่หนุ่มห้าวตบกกหูไอ้ปื้ด จิ๊กโก๋บอกไม่มีปัญหา กูมีไอ้ปื้ดเป็นแสนๆ อยู่แถบนั้น เข้าใจไหม ปั่นหัวแผลบเดียว เดี๋ยวก็ดาหน้าเข้ามาใส่ไอ้หนุ่มห้าว จนมึงนั่นแหละ จะเผ่นออกจากตะวันออกกลางไม่ทัน…. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 5 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 359 มุมมอง 0 รีวิว
  • จีนปรับกฎ One‑Pedal Driving: ไม่ได้แบน แต่ห้ามตั้งเป็นค่าเริ่มต้น

    จีนประกาศมาตรฐานใหม่ GB 21670‑2025 ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการรถยนต์ไฟฟ้า เพราะแม้จะมีข่าวลือว่า “จีนแบน One‑Pedal Driving” แต่ความจริงคือ จีนเพียง “ห้ามผู้ผลิตตั้ง One‑Pedal เป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงาน” ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป ผู้ขับยังสามารถเลือกเปิดใช้ได้เหมือนเดิม แต่รัฐต้องการให้ผู้ใช้ตระหนักถึงพฤติกรรมการเบรกมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งการหน่วงมอเตอร์เพียงอย่างเดียว

    One‑Pedal Driving เป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ EV ชื่นชอบ เพราะช่วยชะลอรถจนหยุดได้โดยไม่ต้องแตะแป้นเบรก ผ่านระบบ Regenerative Braking ที่ดึงพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ ทำให้เพิ่มระยะทางวิ่งได้จริง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ผู้ขับบางกลุ่ม “ชินกับแรงหน่วงมากเกินไป” จนทำให้ตอบสนองช้าลงในสถานการณ์ที่ต้องเบรกแรงแบบฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่จีนต้องเข้ามากำกับ

    กฎใหม่ยังมีข้อบังคับเพิ่มเติม เช่น ตั้งแต่ปี 2026 รถ EV ที่หน่วงด้วยแรงเกิน 1.3 m/s² ต้องเปิดไฟเบรกอัตโนมัติ เพื่อเตือนรถด้านหลังว่ากำลังชะลออย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงการชนท้ายในเมืองที่รถ EV มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ รถ EV ทุกคันต้องติดตั้ง ABS เป็นมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเบรกบนถนนลื่นหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

    ในภาพรวม จีนไม่ได้ต่อต้าน One‑Pedal Driving แต่ต้องการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ในยุคที่รถไฟฟ้ากำลังกลายเป็นยานพาหนะหลักของประเทศ การควบคุมให้ผู้ขับ “เข้าใจระบบ” มากขึ้น ถือเป็นการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของการใช้ EV ในระยะยาว และอาจกลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศนำไปปรับใช้ในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามกฎใหม่ของจีน
    ไม่ได้แบน One‑Pedal Driving แต่ห้ามตั้งเป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงาน
    ผู้ขับยังเปิดใช้ One‑Pedal ได้ตามปกติในเมนูรถ
    รถที่หน่วงแรงเกิน 1.3 m/s² ต้องเปิดไฟเบรกอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี 2026
    รถ EV ทุกคันต้องมี ABS เป็นมาตรฐานความปลอดภัย

    ความเสี่ยงและเหตุผลที่ทำให้จีนต้องออกกฎนี้
    ผู้ขับพึ่งแรงหน่วงมากเกินไป ทำให้ตอบสนองช้าลงในสถานการณ์เบรกฉุกเฉิน
    ความเข้าใจระบบไม่เท่ากัน ผู้ใช้ใหม่อาจไม่รู้ว่าแรงหน่วงเปลี่ยนตามโหมดขับขี่
    เสี่ยงต่อการชนท้าย หากรถชะลอแรงโดยไม่เปิดไฟเบรก (ก่อนมีข้อบังคับใหม่)
    ความแตกต่างของระบบแต่ละค่าย ทำให้พฤติกรรมรถไม่สอดคล้องกันในท้องถนน

    https://www.slashgear.com/2055079/china-one-pedal-driving-ban-explained/
    🚗⚡ จีนปรับกฎ One‑Pedal Driving: ไม่ได้แบน แต่ห้ามตั้งเป็นค่าเริ่มต้น จีนประกาศมาตรฐานใหม่ GB 21670‑2025 ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการรถยนต์ไฟฟ้า เพราะแม้จะมีข่าวลือว่า “จีนแบน One‑Pedal Driving” แต่ความจริงคือ จีนเพียง “ห้ามผู้ผลิตตั้ง One‑Pedal เป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงาน” ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป ผู้ขับยังสามารถเลือกเปิดใช้ได้เหมือนเดิม แต่รัฐต้องการให้ผู้ใช้ตระหนักถึงพฤติกรรมการเบรกมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งการหน่วงมอเตอร์เพียงอย่างเดียว One‑Pedal Driving เป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ EV ชื่นชอบ เพราะช่วยชะลอรถจนหยุดได้โดยไม่ต้องแตะแป้นเบรก ผ่านระบบ Regenerative Braking ที่ดึงพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ ทำให้เพิ่มระยะทางวิ่งได้จริง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ผู้ขับบางกลุ่ม “ชินกับแรงหน่วงมากเกินไป” จนทำให้ตอบสนองช้าลงในสถานการณ์ที่ต้องเบรกแรงแบบฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่จีนต้องเข้ามากำกับ กฎใหม่ยังมีข้อบังคับเพิ่มเติม เช่น ตั้งแต่ปี 2026 รถ EV ที่หน่วงด้วยแรงเกิน 1.3 m/s² ต้องเปิดไฟเบรกอัตโนมัติ เพื่อเตือนรถด้านหลังว่ากำลังชะลออย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงการชนท้ายในเมืองที่รถ EV มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ รถ EV ทุกคันต้องติดตั้ง ABS เป็นมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเบรกบนถนนลื่นหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ในภาพรวม จีนไม่ได้ต่อต้าน One‑Pedal Driving แต่ต้องการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ในยุคที่รถไฟฟ้ากำลังกลายเป็นยานพาหนะหลักของประเทศ การควบคุมให้ผู้ขับ “เข้าใจระบบ” มากขึ้น ถือเป็นการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของการใช้ EV ในระยะยาว และอาจกลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศนำไปปรับใช้ในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามกฎใหม่ของจีน ➡️ ไม่ได้แบน One‑Pedal Driving แต่ห้ามตั้งเป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงาน ➡️ ผู้ขับยังเปิดใช้ One‑Pedal ได้ตามปกติในเมนูรถ ➡️ รถที่หน่วงแรงเกิน 1.3 m/s² ต้องเปิดไฟเบรกอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี 2026 ➡️ รถ EV ทุกคันต้องมี ABS เป็นมาตรฐานความปลอดภัย ‼️ ความเสี่ยงและเหตุผลที่ทำให้จีนต้องออกกฎนี้ ⛔ ผู้ขับพึ่งแรงหน่วงมากเกินไป ทำให้ตอบสนองช้าลงในสถานการณ์เบรกฉุกเฉิน ⛔ ความเข้าใจระบบไม่เท่ากัน ผู้ใช้ใหม่อาจไม่รู้ว่าแรงหน่วงเปลี่ยนตามโหมดขับขี่ ⛔ เสี่ยงต่อการชนท้าย หากรถชะลอแรงโดยไม่เปิดไฟเบรก (ก่อนมีข้อบังคับใหม่) ⛔ ความแตกต่างของระบบแต่ละค่าย ทำให้พฤติกรรมรถไม่สอดคล้องกันในท้องถนน https://www.slashgear.com/2055079/china-one-pedal-driving-ban-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Why Is China Banning One-Pedal Driving? - SlashGear
    China isn’t banning one-pedal driving, but new EV rules will stop it from being the default mode due to safety concerns around braking response.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 229 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts