• ถนนเอเชีย–พหลโยธิน แน่นตั้งแต่เช้า
    ประชาชนแห่กลับกรุง วันหยุดสุดท้ายปีใหม่
    .
    บรรยากาศการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครในวันหยุดสุดท้ายของเทศกาลปีใหม่ ยังคงคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยประชาชนจำนวนมากเร่งเดินทางกลับ หลังกลับภูมิลำเนาไปฉลองปีใหม่กับครอบครัว
    .
    สภาพการจราจรถนนสายเอเชีย ขาเข้ากรุงเทพฯ จากภาคเหนือ ช่วงสะพานต่างระดับอยุธยา ถึงบางปะอิน พบรถหนาแน่นเต็มทุกช่องทาง แต่ยังสามารถเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่อง ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 90–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    .
    เช่นเดียวกับถนนพหลโยธิน ช่วงอำเภอวังน้อย มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ มีปริมาณรถมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นติดขัด สามารถใช้ความเร็วได้ใกล้เคียงกัน
    .
    ขณะเดียวกัน ถนนสาย 347 มุ่งหน้าปทุมธานี และถนนวงแหวนรอบนอกหมายเลข 9 ช่วงพระนครศรีอยุธยา ปริมาณรถเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ภาพรวมยังเคลื่อนตัวได้ดี
    .
    เจ้าหน้าที่คาดว่า ตลอดทั้งวันจนถึงช่วงค่ำ จะยังมีประชาชนทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวเริ่มทำงานในวันแรกหลังหยุดยาว
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000650
    .
    #News1 #News1live #จราจร #ถนนเอเชีย #พหลโยธิน #กลับกรุง #ปีใหม่2569
    ถนนเอเชีย–พหลโยธิน แน่นตั้งแต่เช้า ประชาชนแห่กลับกรุง วันหยุดสุดท้ายปีใหม่ . บรรยากาศการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครในวันหยุดสุดท้ายของเทศกาลปีใหม่ ยังคงคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยประชาชนจำนวนมากเร่งเดินทางกลับ หลังกลับภูมิลำเนาไปฉลองปีใหม่กับครอบครัว . สภาพการจราจรถนนสายเอเชีย ขาเข้ากรุงเทพฯ จากภาคเหนือ ช่วงสะพานต่างระดับอยุธยา ถึงบางปะอิน พบรถหนาแน่นเต็มทุกช่องทาง แต่ยังสามารถเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่อง ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 90–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง . เช่นเดียวกับถนนพหลโยธิน ช่วงอำเภอวังน้อย มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ มีปริมาณรถมาก แต่ยังไม่ถึงขั้นติดขัด สามารถใช้ความเร็วได้ใกล้เคียงกัน . ขณะเดียวกัน ถนนสาย 347 มุ่งหน้าปทุมธานี และถนนวงแหวนรอบนอกหมายเลข 9 ช่วงพระนครศรีอยุธยา ปริมาณรถเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ภาพรวมยังเคลื่อนตัวได้ดี . เจ้าหน้าที่คาดว่า ตลอดทั้งวันจนถึงช่วงค่ำ จะยังมีประชาชนทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวเริ่มทำงานในวันแรกหลังหยุดยาว . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000650 . #News1 #News1live #จราจร #ถนนเอเชีย #พหลโยธิน #กลับกรุง #ปีใหม่2569
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 200 มุมมอง 0 รีวิว
  • แอร์เอเชียช่วยเหลือเด็กน้อย แพ้ความสูงกะทันหัน

    เรื่องราวประทับใจของเที่ยวบินแอร์เอเชีย ที่มีชาวเน็ตแชร์กว่า 2 หมื่นครั้ง เกิดขึ้นเมื่อผู้โดยสารที่ใช้นามว่า จาซินธา ฟลอเรนติอุส (Jacyntha Florentius) ผู้โดยสารบนเที่ยวบินที่ AK115 เส้นทางกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ชื่นชมนักบินและลูกเรือทุกคนในเที่ยวบินดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา

    เธอระบุว่า เด็กที่นั่งมาด้วยคือ นาตาชยา (Natashya) ลูกสาววัย 1 ขวบ 7 เดือน เมื่อเครื่องเทกออฟเวลา 05.55 น. ลูกได้หลับลง จากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อมาลูกตื่นขึ้น เธอจึงให้นมลูก หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นนั่งและมองไปรอบๆ ทันใดนั้นลูกดูกระสับกระส่าย ร้องไห้สักพัก แล้วก็เงียบไป จากนั้นใบหน้าและริมฝีปากลูกซีดลง และดูเหมือนว่าลูกกำลังดิ้นรนที่จะหายใจ อ่อนแอ และไม่ค่อยตอบสนอง

    ตนพยายามอุ้มลูก ตบหลัง ถูมือและเท้า พยายามทำให้ส่งเสียงร้องออกมา เพื่อดูว่าร่างกายตอบสนองหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน จาซินธาร้องขอหน้ากากออกซิเจนจากลูกเรือ ซึ่งลูกเรือได้ประสานปล่อยหน้ากากออกซิเจนลงมา ก่อนที่จะให้ออกซิเจนแก่ลูก จากนั้นอาการเริ่มดีขึ้น ริมฝีปากเริ่มเป็นสีชมพูอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ลูกเรือประกาศบนเที่ยวบินตามหาผู้โดยสารที่เป็นแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ โชคดีที่มีแพทย์รายหนึ่งบนเที่ยวบินช่วยดูอาการให้

    ขณะที่ลูกเรือได้คุยกับนักบินเพื่อขอลดระดับความสูงลงมาเล็กน้อย ซึ่งนักบินก็ลดระดับความสูงให้ ไม่นานหลังจากนั้นอาการลูกดูคงที่ นักบินประกาศว่าเที่ยวบินนี้จะเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินที่ใกล้ที่สุด คือ สนามบินโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อรับการรักษาพยาบาล ระหว่างการรอลงจอด 30 นาที ลูกเรือก็เข้ามาตรวจดูลูกอยู่เรื่อยๆ นวดมือ เท้า และตรวจชีพจร ทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินโฮจิมินห์ ทีมแพทย์ที่เตรียมพร้อมได้ขึ้นเครื่องบินเพื่อประเมินอาการ และตัดสินใจว่าควรลงจากเครื่องเพื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลในนครโฮจิมินห์

    ตนและลูกสาวพร้อมสามีลงจากเครื่องบิน สัมภาระถูกขนลงจากเครื่องอย่างรวดเร็ว และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็พาไปที่รถพยาบาลทันที พร้อมอยู่ดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ ลูกสาวได้รับการรักษาแบบเร่งด่วน ภายในหนึ่งชั่วโมง ก็มีการตรวจร่างกายทั้งหมด รวมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ และการเอกซเรย์ นอกจากนี้ เมื่อทำการรักษาจนอาการดีขึ้น แอร์เอเชีย ยังให้เที่ยวบินฟรีแก่ตน ลูกสาว และสามีเพื่อเดินทางกลับกรุงกัวลาลัมเปอร์อีกด้วย สำหรับสาเหตุ คาดว่าลูกสาวน่าจะป่วยด้วยอาการแพ้ความสูงอย่างกะทันหันขณะอยู่บนเครื่องบิน

    #Newskit
    แอร์เอเชียช่วยเหลือเด็กน้อย แพ้ความสูงกะทันหัน เรื่องราวประทับใจของเที่ยวบินแอร์เอเชีย ที่มีชาวเน็ตแชร์กว่า 2 หมื่นครั้ง เกิดขึ้นเมื่อผู้โดยสารที่ใช้นามว่า จาซินธา ฟลอเรนติอุส (Jacyntha Florentius) ผู้โดยสารบนเที่ยวบินที่ AK115 เส้นทางกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ชื่นชมนักบินและลูกเรือทุกคนในเที่ยวบินดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา เธอระบุว่า เด็กที่นั่งมาด้วยคือ นาตาชยา (Natashya) ลูกสาววัย 1 ขวบ 7 เดือน เมื่อเครื่องเทกออฟเวลา 05.55 น. ลูกได้หลับลง จากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อมาลูกตื่นขึ้น เธอจึงให้นมลูก หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นนั่งและมองไปรอบๆ ทันใดนั้นลูกดูกระสับกระส่าย ร้องไห้สักพัก แล้วก็เงียบไป จากนั้นใบหน้าและริมฝีปากลูกซีดลง และดูเหมือนว่าลูกกำลังดิ้นรนที่จะหายใจ อ่อนแอ และไม่ค่อยตอบสนอง ตนพยายามอุ้มลูก ตบหลัง ถูมือและเท้า พยายามทำให้ส่งเสียงร้องออกมา เพื่อดูว่าร่างกายตอบสนองหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน จาซินธาร้องขอหน้ากากออกซิเจนจากลูกเรือ ซึ่งลูกเรือได้ประสานปล่อยหน้ากากออกซิเจนลงมา ก่อนที่จะให้ออกซิเจนแก่ลูก จากนั้นอาการเริ่มดีขึ้น ริมฝีปากเริ่มเป็นสีชมพูอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ลูกเรือประกาศบนเที่ยวบินตามหาผู้โดยสารที่เป็นแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ โชคดีที่มีแพทย์รายหนึ่งบนเที่ยวบินช่วยดูอาการให้ ขณะที่ลูกเรือได้คุยกับนักบินเพื่อขอลดระดับความสูงลงมาเล็กน้อย ซึ่งนักบินก็ลดระดับความสูงให้ ไม่นานหลังจากนั้นอาการลูกดูคงที่ นักบินประกาศว่าเที่ยวบินนี้จะเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินที่ใกล้ที่สุด คือ สนามบินโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อรับการรักษาพยาบาล ระหว่างการรอลงจอด 30 นาที ลูกเรือก็เข้ามาตรวจดูลูกอยู่เรื่อยๆ นวดมือ เท้า และตรวจชีพจร ทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินโฮจิมินห์ ทีมแพทย์ที่เตรียมพร้อมได้ขึ้นเครื่องบินเพื่อประเมินอาการ และตัดสินใจว่าควรลงจากเครื่องเพื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลในนครโฮจิมินห์ ตนและลูกสาวพร้อมสามีลงจากเครื่องบิน สัมภาระถูกขนลงจากเครื่องอย่างรวดเร็ว และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็พาไปที่รถพยาบาลทันที พร้อมอยู่ดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ ลูกสาวได้รับการรักษาแบบเร่งด่วน ภายในหนึ่งชั่วโมง ก็มีการตรวจร่างกายทั้งหมด รวมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ และการเอกซเรย์ นอกจากนี้ เมื่อทำการรักษาจนอาการดีขึ้น แอร์เอเชีย ยังให้เที่ยวบินฟรีแก่ตน ลูกสาว และสามีเพื่อเดินทางกลับกรุงกัวลาลัมเปอร์อีกด้วย สำหรับสาเหตุ คาดว่าลูกสาวน่าจะป่วยด้วยอาการแพ้ความสูงอย่างกะทันหันขณะอยู่บนเครื่องบิน #Newskit
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 699 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์กล่าวว่า การออกจากการประชุม G7 ก่อนกำหนด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แต่เป็นเรื่องที่ "ใหญ่กว่านั้นมาก"

    ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งพยายามประชาสัมพันธ์ประเทศ ได้กล่าวอย่างผิดพลาดว่า ข้าพเจ้าออกจากการประชุมสุดยอด G7 ที่แคนาดาเพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อทำงานเกี่ยวกับ “การหยุดยิง” ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

    ผิด! เขาไม่รู้ว่าทำไมข้าพเจ้าจึงเดินทางไปวอชิงตันในตอนนี้ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการหยุดยิงอย่างแน่นอน

    ใหญ่กว่านั้นมาก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เอ็มมานูเอลมักจะพูดผิดเสมอ โปรดติดตาม!
    ทรัมป์กล่าวว่า การออกจากการประชุม G7 ก่อนกำหนด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน แต่เป็นเรื่องที่ "ใหญ่กว่านั้นมาก" ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งพยายามประชาสัมพันธ์ประเทศ ได้กล่าวอย่างผิดพลาดว่า ข้าพเจ้าออกจากการประชุมสุดยอด G7 ที่แคนาดาเพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อทำงานเกี่ยวกับ “การหยุดยิง” ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ผิด! เขาไม่รู้ว่าทำไมข้าพเจ้าจึงเดินทางไปวอชิงตันในตอนนี้ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการหยุดยิงอย่างแน่นอน ใหญ่กว่านั้นมาก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เอ็มมานูเอลมักจะพูดผิดเสมอ โปรดติดตาม!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 269 มุมมอง 0 รีวิว
  • ประชาชนชาวเนปาลหลายแสนคน (บางแหล่งข่าวระบุมากกว่าล้านคน) มารวมตัวกันเพื่อต้อนรับ "สมเด็จพระราชาธิบดีคยาเนนทรา พีระ พิกรม ชาห์ เทวะ" กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของเนปาล หลังจากสถาบันกษัตริย์ถูกยุบในปีพ.ศ. 2551 (2008) ขณะพระองค์เสด็จกลับกรุงกาฐมาณฑุ [กาด-มาน-ดุ] เมืองหลวงของเนปาล ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศพยายามเรียกร้องให้เนปาลฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์มานานหลายปี

    ผู้ชุมนุมที่มาต้อนรับฯรายหนึ่งบอกว่า เค้าเป็นผู้ที่เคยร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านพระองค์เมื่อปี 2006 แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจต้องการให้มีสถาบันฯ ต้องการให้พระองค์กลับมาครองราช เพราะนักการเมืองคอร์รัปชั่นกันอย่างเลวร้าย เหล่าผู้มีอำนาจไม่ทำอะไรให้ประเทศเลย

    ตอนนั้นที่เค้าออกมาชุมนุมประท้วงไม่เอาสถาบันกษัตริย์เพราะคิดว่าจะช่วยทำให้ประเทศดีขึ้น แต่เค้าคิดผิด ประเทศย่ำแย่หนักกว่าเดิม ตอนนี้เลยเปลี่ยนใจอยากให้ฟื้นฟูสถาบันฯ

    ในปีพ.ศ. 2551 สภานิติบัญญัติแห่งชาติของเนปาล ได้มีมติยกเลิกการปกครองระบอบราชาธิปไตย และสถาปนาสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เป็นการสิ้นสุดระบอบการปกครองของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ปกครองประเทศกว่า 240 ปี และราชวงศ์ชาห์ซึ่งปกครองแผ่นดินนี้เกือบ 500 ปี
    .
    ก่อนการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์เนปาล:
    สรุปคร่าวๆมาจาก ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
    https://www.posttoday.com/columnist/639757
    หลังเหตุการณ์สังหารหมู่ของราชวงศ์เนปาลในปี 2001 ส่งผลให้พระมหากษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะและสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์

    ต่อมาเจ้าชายชญาเนนทร พระอนุชาของพระมหากษัตริย์พิเรนทราพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายการเมืองอย่างรุนแรง โดยที่กษัตริย์ชญาเนนทรพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างเต็มที่ โดยอ้างสาเหตุจากการทุจริตคอรัปชั่น และการบริหารเทศที่ล้มเหลวของพรรคการเมืองทั้งหลาย

    ในปี 2002 กษัตริย์ชญาเนนทรทรงประกาศยุบสภา แต่การเมืองที่วุ่นวาย ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้สำเร็จ จนที่สุดพระองค์ตัดสินใจยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2005 ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจากพรรคการเมืองต่างๆ

    ในปี 2006 กลุ่มพันธมิตรพรรคการเมืองรวมตัวกันต่อต้านการปกครองของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทร จนเกิดความวุ่นวายภายในประเทศ จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่ไม่พอใจสถาบันกษัตริย์

    ในที่สุดพระมหากษัตริย์ชญาเนนทร ทรงยอมให้อำนาจบริหารแก่พรรคการเมืองเพื่อกลับคืนสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง และพรรคการเมืองต่างเรียกร้องให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อกำหนดบทบาทในการเมืองของพระมหากษัตริย์

    10 มิถุนายน ค.ศ. 2006 รัฐสภาเนปาลได้ยกเลิกอำนาจที่สำคัญๆของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทำงานร่วมกับรัฐสภาได้สิ้นสุดลง (King in Parliament) และลดทอนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงตรายาง แต่ให้พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ประมุขของรัฐในการต้อนรับอาคันตุกะและทูตานุทูตต่อไปได้ และรัฐสภาได้โอนอำนาจที่พระมหากษัตริย์เคยมีไปที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาตลอด 239 ปีมีอันต้องสิ้นสุดลง

    23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 รัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านของเนปาลได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทรที่สืบจากพระเชษฐาของพระองค์ให้เป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งพระราชวัง (Narayanhiti Palace) แต่ไม่ได้ยึดทรัพย์สินที่กษัตริย์ชญาเนนทรครอบครองก่อนขึ้นครองราชย์

    24 ธันวาคม ค.ศ. 2007 รัฐสภารักษาการได้ลงมติว่า อาจจะมีการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยุติลงชั่วคราวในปี ค.ศ. 2008 อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพกับพวกกบฏเหมาอิสต์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้คือร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนเนปาลให้เป็นสาธารณรัฐนั่นเอง

    28 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศอย่างเป็นทางการว่าในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และเนปาลจะเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ กษัตริย์ชญาเนนทรยอมรับการตัดสินดังกล่าว และขอให้รัฐบาลจัดที่พักอาศัยให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ และรัฐบาลได้จัดให้พระองค์พำนักอยู่ที่วังแห่งหนึ่ง (Nirmal Niwas Palace)

    ประชาชนชาวเนปาลหลายแสนคน (บางแหล่งข่าวระบุมากกว่าล้านคน) มารวมตัวกันเพื่อต้อนรับ "สมเด็จพระราชาธิบดีคยาเนนทรา พีระ พิกรม ชาห์ เทวะ" กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของเนปาล หลังจากสถาบันกษัตริย์ถูกยุบในปีพ.ศ. 2551 (2008) ขณะพระองค์เสด็จกลับกรุงกาฐมาณฑุ [กาด-มาน-ดุ] เมืองหลวงของเนปาล ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศพยายามเรียกร้องให้เนปาลฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์มานานหลายปี ผู้ชุมนุมที่มาต้อนรับฯรายหนึ่งบอกว่า เค้าเป็นผู้ที่เคยร่วมชุมนุมประท้วงต่อต้านพระองค์เมื่อปี 2006 แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจต้องการให้มีสถาบันฯ ต้องการให้พระองค์กลับมาครองราช เพราะนักการเมืองคอร์รัปชั่นกันอย่างเลวร้าย เหล่าผู้มีอำนาจไม่ทำอะไรให้ประเทศเลย ตอนนั้นที่เค้าออกมาชุมนุมประท้วงไม่เอาสถาบันกษัตริย์เพราะคิดว่าจะช่วยทำให้ประเทศดีขึ้น แต่เค้าคิดผิด ประเทศย่ำแย่หนักกว่าเดิม ตอนนี้เลยเปลี่ยนใจอยากให้ฟื้นฟูสถาบันฯ ในปีพ.ศ. 2551 สภานิติบัญญัติแห่งชาติของเนปาล ได้มีมติยกเลิกการปกครองระบอบราชาธิปไตย และสถาปนาสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล เป็นการสิ้นสุดระบอบการปกครองของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ปกครองประเทศกว่า 240 ปี และราชวงศ์ชาห์ซึ่งปกครองแผ่นดินนี้เกือบ 500 ปี . ก่อนการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์เนปาล: สรุปคร่าวๆมาจาก ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร https://www.posttoday.com/columnist/639757 หลังเหตุการณ์สังหารหมู่ของราชวงศ์เนปาลในปี 2001 ส่งผลให้พระมหากษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะและสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์ ต่อมาเจ้าชายชญาเนนทร พระอนุชาของพระมหากษัตริย์พิเรนทราพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายการเมืองอย่างรุนแรง โดยที่กษัตริย์ชญาเนนทรพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างเต็มที่ โดยอ้างสาเหตุจากการทุจริตคอรัปชั่น และการบริหารเทศที่ล้มเหลวของพรรคการเมืองทั้งหลาย ในปี 2002 กษัตริย์ชญาเนนทรทรงประกาศยุบสภา แต่การเมืองที่วุ่นวาย ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้สำเร็จ จนที่สุดพระองค์ตัดสินใจยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2005 ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจากพรรคการเมืองต่างๆ ในปี 2006 กลุ่มพันธมิตรพรรคการเมืองรวมตัวกันต่อต้านการปกครองของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทร จนเกิดความวุ่นวายภายในประเทศ จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่ไม่พอใจสถาบันกษัตริย์ ในที่สุดพระมหากษัตริย์ชญาเนนทร ทรงยอมให้อำนาจบริหารแก่พรรคการเมืองเพื่อกลับคืนสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง และพรรคการเมืองต่างเรียกร้องให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อกำหนดบทบาทในการเมืองของพระมหากษัตริย์ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2006 รัฐสภาเนปาลได้ยกเลิกอำนาจที่สำคัญๆของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทำงานร่วมกับรัฐสภาได้สิ้นสุดลง (King in Parliament) และลดทอนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงตรายาง แต่ให้พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ประมุขของรัฐในการต้อนรับอาคันตุกะและทูตานุทูตต่อไปได้ และรัฐสภาได้โอนอำนาจที่พระมหากษัตริย์เคยมีไปที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาตลอด 239 ปีมีอันต้องสิ้นสุดลง 23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 รัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านของเนปาลได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทรที่สืบจากพระเชษฐาของพระองค์ให้เป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งพระราชวัง (Narayanhiti Palace) แต่ไม่ได้ยึดทรัพย์สินที่กษัตริย์ชญาเนนทรครอบครองก่อนขึ้นครองราชย์ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2007 รัฐสภารักษาการได้ลงมติว่า อาจจะมีการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยุติลงชั่วคราวในปี ค.ศ. 2008 อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพกับพวกกบฏเหมาอิสต์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้คือร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนเนปาลให้เป็นสาธารณรัฐนั่นเอง 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศอย่างเป็นทางการว่าในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และเนปาลจะเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ กษัตริย์ชญาเนนทรยอมรับการตัดสินดังกล่าว และขอให้รัฐบาลจัดที่พักอาศัยให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ และรัฐบาลได้จัดให้พระองค์พำนักอยู่ที่วังแห่งหนึ่ง (Nirmal Niwas Palace)
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1071 มุมมอง 0 รีวิว
  • "เบิร์ด" เดือดผมไม่กลัวใคร ไม่เชื่อ "แตงโม" ตกเรือ : [THE MESSAGE]

    เบิร์ด เทคนิค แฟน แตงโม นิดา เผยหลังให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในคดีการเสียชีวิตของแตงโม เปิดไทม์ไลน์ไปภูเก็ตวันที่ 17 ก.พ. 2565 กลับกรุงเทพ 19 ก.พ. เพราะแตงโมมีถ่ายละคร ส่วนวันเกิดเหตุ 24 ก.พ. แตงโมบอกก่อนลงเรือ 1 คืน ว่าจะไปกินข้าวกับกระติกและเพื่อน วันเกิดเหตุแตงโมแต่งตัวตามปกติ จากนั้นมาหอมแก้มแล้วบอกว่า “ที่รักเค้าไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วนะ” ยืนยันไม่รู้จักคนบนเรือ รู้จักกระติกคนเดียวแต่ไม่สนิทกัน ซึ่งเวลา 19.19 น.ได้คุยกับแตงโมครั้งสุดท้าย โดยแตงโมส่งข้อความบอกว่า "เธอกินข้าวหรือยัง เค้าถึงร้านอาหารลงเรือกินข้าวแล้ว เธอทำอะไร" ตนตอบกลับว่า "กินแล้ว" ไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ ส่วนที่ไม่ออกมาพูดตลอด 3 ปี เพราะทำตามใจตัวเอง ไม่ได้ทำตามใจคนอื่น แต่ผมเสียใจ แต่ละคนจิตใจไม่เหมือนกัน รับได้ไม่เท่ากัน ผมรับได้เท่านี้ อยากให้สังคมเสพข่าวแต่ไม่ต้องเชื่อทั้งหมด ต้องคิดวิเคราะห์แยกแยะ ไม่เคยโดนข่มขู่และไม่กลัวใคร
    "เบิร์ด" เดือดผมไม่กลัวใคร ไม่เชื่อ "แตงโม" ตกเรือ : [THE MESSAGE] เบิร์ด เทคนิค แฟน แตงโม นิดา เผยหลังให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในคดีการเสียชีวิตของแตงโม เปิดไทม์ไลน์ไปภูเก็ตวันที่ 17 ก.พ. 2565 กลับกรุงเทพ 19 ก.พ. เพราะแตงโมมีถ่ายละคร ส่วนวันเกิดเหตุ 24 ก.พ. แตงโมบอกก่อนลงเรือ 1 คืน ว่าจะไปกินข้าวกับกระติกและเพื่อน วันเกิดเหตุแตงโมแต่งตัวตามปกติ จากนั้นมาหอมแก้มแล้วบอกว่า “ที่รักเค้าไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วนะ” ยืนยันไม่รู้จักคนบนเรือ รู้จักกระติกคนเดียวแต่ไม่สนิทกัน ซึ่งเวลา 19.19 น.ได้คุยกับแตงโมครั้งสุดท้าย โดยแตงโมส่งข้อความบอกว่า "เธอกินข้าวหรือยัง เค้าถึงร้านอาหารลงเรือกินข้าวแล้ว เธอทำอะไร" ตนตอบกลับว่า "กินแล้ว" ไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ ส่วนที่ไม่ออกมาพูดตลอด 3 ปี เพราะทำตามใจตัวเอง ไม่ได้ทำตามใจคนอื่น แต่ผมเสียใจ แต่ละคนจิตใจไม่เหมือนกัน รับได้ไม่เท่ากัน ผมรับได้เท่านี้ อยากให้สังคมเสพข่าวแต่ไม่ต้องเชื่อทั้งหมด ต้องคิดวิเคราะห์แยกแยะ ไม่เคยโดนข่มขู่และไม่กลัวใคร
    Like
    6
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1343 มุมมอง 42 0 รีวิว
  • ข้อความสุดท้าย 19.19 น. ไม่เชื่อเป็นอุบัติเหตุ : [NEWS UPDATE]

    เบิร์ด เทคนิค แฟน แตงโม นิดา เผยหลังให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในคดีการเสียชีวิตของแตงโม โดยใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง โดยไทม์ไลน์ไปภูเก็ตคือวันที่ 17 ก.พ. 2565 กลับกรุงเทพ 19 ก.พ. เพราะแตงโมมีถ่ายละคร ส่วนวันเกิดเหตุ 24 ก.พ. แตงโมบอกก่อนลงเรือ 1 คืน ว่าจะไปกินข้าวกับกระติกและเพื่อน วันเกิดเหตุแตงโมแต่งตัวตามปกติ จากนั้นมาหอมแก้มแล้วบอกว่า “ที่รักเค้าไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วนะ” ยืนยันไม่รู้จักคนบนเรือ รู้จักเพียงกระติกคนเดียวแต่ไม่สนิทกัน ซึ่งเวลา 19.19 น.ได้คุยกับแตงโมครั้งสุดท้าย โดยแตงโมส่งข้อความบอกว่า "เธอกินข้าวหรือยัง เค้าถึงร้านอาหารลงเรือกินข้าวแล้ว เธอทำอะไร" ตนตอบกลับไปว่า "กินแล้ว" ไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ อยากให้สังคมเสพข่าวแต่ไม่ต้องเชื่อทั้งหมด ต้องคิดวิเคราะห์แยกแยะ ไม่เคยโดนข่มขู่และไม่กลัวใคร ส่วนที่ไม่ออกมาพูดตลอด 3 ปี เพราะทำตามใจตัวเอง ไม่ได้ทำตามใจคนอื่น แต่ผมเสียใจ แต่ละคนจิตใจไม่เหมือนกัน รับได้ไม่เท่ากัน ผมรับได้เท่านี้

    -เตรียมเก็บวัสดุวิเคราะห์

    -"แสวง"ให้นำโพยเข้าคูหา?

    -โมโตจีพีดันศก. 5 พันล้าน

    -แก้เกณฑ์ 50 ล้านเล่นกาสิโน
    ข้อความสุดท้าย 19.19 น. ไม่เชื่อเป็นอุบัติเหตุ : [NEWS UPDATE] เบิร์ด เทคนิค แฟน แตงโม นิดา เผยหลังให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในคดีการเสียชีวิตของแตงโม โดยใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง โดยไทม์ไลน์ไปภูเก็ตคือวันที่ 17 ก.พ. 2565 กลับกรุงเทพ 19 ก.พ. เพราะแตงโมมีถ่ายละคร ส่วนวันเกิดเหตุ 24 ก.พ. แตงโมบอกก่อนลงเรือ 1 คืน ว่าจะไปกินข้าวกับกระติกและเพื่อน วันเกิดเหตุแตงโมแต่งตัวตามปกติ จากนั้นมาหอมแก้มแล้วบอกว่า “ที่รักเค้าไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วนะ” ยืนยันไม่รู้จักคนบนเรือ รู้จักเพียงกระติกคนเดียวแต่ไม่สนิทกัน ซึ่งเวลา 19.19 น.ได้คุยกับแตงโมครั้งสุดท้าย โดยแตงโมส่งข้อความบอกว่า "เธอกินข้าวหรือยัง เค้าถึงร้านอาหารลงเรือกินข้าวแล้ว เธอทำอะไร" ตนตอบกลับไปว่า "กินแล้ว" ไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ อยากให้สังคมเสพข่าวแต่ไม่ต้องเชื่อทั้งหมด ต้องคิดวิเคราะห์แยกแยะ ไม่เคยโดนข่มขู่และไม่กลัวใคร ส่วนที่ไม่ออกมาพูดตลอด 3 ปี เพราะทำตามใจตัวเอง ไม่ได้ทำตามใจคนอื่น แต่ผมเสียใจ แต่ละคนจิตใจไม่เหมือนกัน รับได้ไม่เท่ากัน ผมรับได้เท่านี้ -เตรียมเก็บวัสดุวิเคราะห์ -"แสวง"ให้นำโพยเข้าคูหา? -โมโตจีพีดันศก. 5 พันล้าน -แก้เกณฑ์ 50 ล้านเล่นกาสิโน
    Like
    6
    0 ความคิดเห็น 1 การแบ่งปัน 1561 มุมมอง 47 0 รีวิว
  • “เบิร์ด-เทคนิค” เดินทางเข้าพบดีเอสไอให้ข้อมูลคดี "แตงโม" เชื่อไม่เป็นอุบัติเหตุและไม่เคยโดนข่มขู่ ส่วนคนบนเรือรู้จักแค่กระติกคนเดียวแต่ไม่สนิท

    วันนี้ (3 มี.ค.) เวลา 18.45 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) "เบิร์ด-เทคนิค" อดีตแฟนสาว น.ส.ภัทรธิดา (นิดา) พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม เปิดเผยหลังการเข้าพบ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้ข้อมูลคดี โดยใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง

    เบิร์ด เทคนิค กล่าวว่า วันนี้ดีใจที่ได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์และทำตามหน้าที่ทำในสิ่งที่นัดหมายไว้กับดีเอสไอ ถ้ามีปัญหาหรือเรื่องสำคัญอะไรเพิ่มเติมก็ให้ดีเอสไอติดต่อตนได้โดยตรง ซึ่งวันนี้ให้ข้อมูลทางคดีกับดีเอสไอเรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนไทม์ไลน์ที่ตนไปภูเก็ตคือตนไป จ.ภูเก็ต วันที่ 17 ก.พ. และกลับกรุงเทพฯในวันที่ 19 ก.พ. เพราะแตงโมมีถ่ายละครวันที่ 22 หรือ 23 ก.พ. ตนไม่แน่ใจ แต่วันเกิดเหตุวันที่ 24 ก.พ. โดยแตงโมบอกกับตนก่อนลงเรือ 1 คืนว่าจะไปกินข้าวกับกระติกและเพื่อน

    เบิร์ด เทคนิค กล่าวอีกว่า ก่อนวันเกิดเหตุ แตงโมแต่งตัวตามปกติ จากนั้นมาหอมแก้มแล้วบอกกับตนว่า “ที่รักเค้าไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วนะ” ระหว่างตนนอนอยู่บนเตียง ตอนนั้นตนไม่เอะใจว่าเป็นการบอกลา เพราะทำเป็นปกติก่อนออกไปข้างนอกอยู่แล้ว ทั้งนี้ตนยืนยันว่าไม่รู้จักกับคนบนเรือสักคน รู้จักเพียงกระติกคนเดียว แต่ก็ไม่สนิทกัน ส่วนคนชื่อเอ็กซ์ที่ให้ข้อมูลคนบนเรือ ตนไม่ได้สนิทด้วยรู้จักกันเพียงแค่วันไปขับรถเล่นที่บางแสน จ.ชลบุรี เพียงวันเดียว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาเลย ส่วนรายละเอียดอื่นอยู่ในสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว

    นอกจากนี้ วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 19.19 น. ตนคุยกับแตงโมครั้งสุดท้าย โดยแตงโมบอกว่าถึงร้านอาหารแล้ว กินข้าวแล้ว เธอกินข้าวหรือยัง ตนตอบกลับไปว่ากินแล้ว กำลังทำงานอยู่ หลังจากที่เบิร์ดพูดประเด็นดังกล่าวปรากฏว่าเพื่อนของเบิร์ดที่มาด้วยพยายามดึงตัวเบิร์ดออกไปแล้วบอกว่า “พอแล้ว”

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>https://mgronline.com/crime/detail/9680000020781

    #MGROnline #เบิร์ดเทคนิค #ดีเอสไอ
    “เบิร์ด-เทคนิค” เดินทางเข้าพบดีเอสไอให้ข้อมูลคดี "แตงโม" เชื่อไม่เป็นอุบัติเหตุและไม่เคยโดนข่มขู่ ส่วนคนบนเรือรู้จักแค่กระติกคนเดียวแต่ไม่สนิท • วันนี้ (3 มี.ค.) เวลา 18.45 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) "เบิร์ด-เทคนิค" อดีตแฟนสาว น.ส.ภัทรธิดา (นิดา) พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม เปิดเผยหลังการเข้าพบ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้ข้อมูลคดี โดยใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง • เบิร์ด เทคนิค กล่าวว่า วันนี้ดีใจที่ได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์และทำตามหน้าที่ทำในสิ่งที่นัดหมายไว้กับดีเอสไอ ถ้ามีปัญหาหรือเรื่องสำคัญอะไรเพิ่มเติมก็ให้ดีเอสไอติดต่อตนได้โดยตรง ซึ่งวันนี้ให้ข้อมูลทางคดีกับดีเอสไอเรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนไทม์ไลน์ที่ตนไปภูเก็ตคือตนไป จ.ภูเก็ต วันที่ 17 ก.พ. และกลับกรุงเทพฯในวันที่ 19 ก.พ. เพราะแตงโมมีถ่ายละครวันที่ 22 หรือ 23 ก.พ. ตนไม่แน่ใจ แต่วันเกิดเหตุวันที่ 24 ก.พ. โดยแตงโมบอกกับตนก่อนลงเรือ 1 คืนว่าจะไปกินข้าวกับกระติกและเพื่อน • เบิร์ด เทคนิค กล่าวอีกว่า ก่อนวันเกิดเหตุ แตงโมแต่งตัวตามปกติ จากนั้นมาหอมแก้มแล้วบอกกับตนว่า “ที่รักเค้าไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วนะ” ระหว่างตนนอนอยู่บนเตียง ตอนนั้นตนไม่เอะใจว่าเป็นการบอกลา เพราะทำเป็นปกติก่อนออกไปข้างนอกอยู่แล้ว ทั้งนี้ตนยืนยันว่าไม่รู้จักกับคนบนเรือสักคน รู้จักเพียงกระติกคนเดียว แต่ก็ไม่สนิทกัน ส่วนคนชื่อเอ็กซ์ที่ให้ข้อมูลคนบนเรือ ตนไม่ได้สนิทด้วยรู้จักกันเพียงแค่วันไปขับรถเล่นที่บางแสน จ.ชลบุรี เพียงวันเดียว และตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาเลย ส่วนรายละเอียดอื่นอยู่ในสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว • นอกจากนี้ วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 19.19 น. ตนคุยกับแตงโมครั้งสุดท้าย โดยแตงโมบอกว่าถึงร้านอาหารแล้ว กินข้าวแล้ว เธอกินข้าวหรือยัง ตนตอบกลับไปว่ากินแล้ว กำลังทำงานอยู่ หลังจากที่เบิร์ดพูดประเด็นดังกล่าวปรากฏว่าเพื่อนของเบิร์ดที่มาด้วยพยายามดึงตัวเบิร์ดออกไปแล้วบอกว่า “พอแล้ว” • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>https://mgronline.com/crime/detail/9680000020781 • #MGROnline #เบิร์ดเทคนิค #ดีเอสไอ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1118 มุมมอง 0 รีวิว
  • เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ท่าอากาศยานนราธิวาส โดยคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องผูกไว้กับรถกระบะของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสนามบิน ทำให้รถได้รับความเสียหาย ก่อนที่อดีตนายกฯ ทักษิณ รองนายกฯ ภูมิธรรม และคณะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนหน้านี้เกิดเหุระเบิดที่บันนังสตา
    .
    วันนี้ (23 ก.พ.) รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 08.35 น. เหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่ท่าอากาศยานนราธิวาส หรือสนามบินบ้านทอน ต.โคกเคียน อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส โดยคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องผูกไว้ใต้ท้องรถกระบะ อีซูซุ ดีแมกซ์ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน บฉ 6955 นราธิวาส ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ท่าอากาศยานนราธิวาส ทำให้รถกระบะได้รับความเสียหาย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอีกประมาณ 50 นาทีข้างหน้า ส่วนบรรยากาศภายในสนามบิน เจ้าหน้าที่ได้มีการกันรถที่ไม่เกี่ยวข้องบางส่วนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
    .
    ก่อนหน้านี้เมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ก.พ.) เกิดเหตุระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดร้อยเวร 2-0 สายตรวจบริการ และ ชป.จู่โจม ของ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตเทศบาลบันนังสตา เหตุเกิดบริเวณหน้าร้านมินิบิ๊กซี สาขาบันนังสตา ทำให้มีกำลังพลซึ่งเป็นตำรวจได้รับบาดเจ็บ 7 นาย อีกทั้งยังมีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย โดยล่าสุดมีรายงานว่า มีชาวบ้านเสียชีวิตแล้ว 1 ราย
    .
    สำหรับกำหนดการนายทักษิณ ที่ปรึกษานายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปี 2568 และคณะ ประกอบด้วย นายภูมิธรรม เวชยะชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มจากสนามกีฬา อบต.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ต่อด้วยวัดประชุมชนธารา โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา จากนั้นไปยังโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี อุทยานการเรียนรู้ TK Park เทศบาลนครยะลา จ.ยะลา และบ้านนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร บ้านศรียะลา จ.ยะลา ก่อนกลับกรุงเทพมหานคร
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000017778
    ..............
    Sondhi X
    เกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ท่าอากาศยานนราธิวาส โดยคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องผูกไว้กับรถกระบะของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสนามบิน ทำให้รถได้รับความเสียหาย ก่อนที่อดีตนายกฯ ทักษิณ รองนายกฯ ภูมิธรรม และคณะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนหน้านี้เกิดเหุระเบิดที่บันนังสตา . วันนี้ (23 ก.พ.) รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 08.35 น. เหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่ท่าอากาศยานนราธิวาส หรือสนามบินบ้านทอน ต.โคกเคียน อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส โดยคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องผูกไว้ใต้ท้องรถกระบะ อีซูซุ ดีแมกซ์ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน บฉ 6955 นราธิวาส ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ท่าอากาศยานนราธิวาส ทำให้รถกระบะได้รับความเสียหาย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอีกประมาณ 50 นาทีข้างหน้า ส่วนบรรยากาศภายในสนามบิน เจ้าหน้าที่ได้มีการกันรถที่ไม่เกี่ยวข้องบางส่วนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย . ก่อนหน้านี้เมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ก.พ.) เกิดเหตุระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดร้อยเวร 2-0 สายตรวจบริการ และ ชป.จู่โจม ของ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตเทศบาลบันนังสตา เหตุเกิดบริเวณหน้าร้านมินิบิ๊กซี สาขาบันนังสตา ทำให้มีกำลังพลซึ่งเป็นตำรวจได้รับบาดเจ็บ 7 นาย อีกทั้งยังมีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย โดยล่าสุดมีรายงานว่า มีชาวบ้านเสียชีวิตแล้ว 1 ราย . สำหรับกำหนดการนายทักษิณ ที่ปรึกษานายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปี 2568 และคณะ ประกอบด้วย นายภูมิธรรม เวชยะชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มจากสนามกีฬา อบต.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ต่อด้วยวัดประชุมชนธารา โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา จากนั้นไปยังโรงเรียนสายบุรีอิสลามวิทยา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี อุทยานการเรียนรู้ TK Park เทศบาลนครยะลา จ.ยะลา และบ้านนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร บ้านศรียะลา จ.ยะลา ก่อนกลับกรุงเทพมหานคร . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000017778 .............. Sondhi X
    Like
    10
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2501 มุมมอง 0 รีวิว
  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ถ้วยรางวัลภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 36 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับรางวัลชนะเลิศ

    วันนี้ (6 ธ.ค.) เมื่อเวลา 15.01 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ ห้องกานดา ฮอลล์ โรงแรมบียอนด์ กะตะ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรการจัดงานฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรการจัดงานฯ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ และกราบบังคมทูลเบิก พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

    จากนั้นพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายเควินรอเบิร์ต วิทคร๊าฟท์ ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ กราบบังคมทูลเบิก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เข้ารับรางวัลชนะเลิศ ในนามทีมเรือใบวายุ และเบิกผู้ชนะการแข่งขัน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานรางวัลต่างๆ และผู้ให้การสนับสนุนการแข่งขัน ฯเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานโล่ที่ระลึกตามลำดับ

    ต่อจากนั้น เสด็จออกจากห้องกานดา ฮอลล์ สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>
    https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000117522

    #MGROnline #ในหลวง #พระราชินี #ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า #เรือใบ #ทีมวายุ #หาดกะตะ #ภูเก็ต
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ถ้วยรางวัลภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 36 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับรางวัลชนะเลิศ • วันนี้ (6 ธ.ค.) เมื่อเวลา 15.01 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ ห้องกานดา ฮอลล์ โรงแรมบียอนด์ กะตะ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรการจัดงานฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรการจัดงานฯ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน ฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ และกราบบังคมทูลเบิก พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย • จากนั้นพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายเควินรอเบิร์ต วิทคร๊าฟท์ ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ กราบบังคมทูลเบิก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เข้ารับรางวัลชนะเลิศ ในนามทีมเรือใบวายุ และเบิกผู้ชนะการแข่งขัน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานรางวัลต่างๆ และผู้ให้การสนับสนุนการแข่งขัน ฯเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานโล่ที่ระลึกตามลำดับ • ต่อจากนั้น เสด็จออกจากห้องกานดา ฮอลล์ สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000117522 • #MGROnline #ในหลวง #พระราชินี #ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า #เรือใบ #ทีมวายุ #หาดกะตะ #ภูเก็ต
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1201 มุมมอง 0 รีวิว
  • #เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงของผู้เขียน# .....ย้อนหลังไปเกือบ 30 ปีก่อน ขับรถพาลูกสาวอายุ 3 ขวบ กลับกรุงเทพ...ออกจากเชียงใหม่ น่าจะสัก 4 ทุ่มแล้ว ...เพราะคิดว่า ลูกคงหลับ แล้ววจะได้ตื่นตอนถึงเช้าเลย...ตอนนั้นใช้รถ cefiro ...ก็ขับมาเรื่อยๆ ค่อนข้างเร็ว 150-160 ตลอด ...จนมาถึงเขตจังหวัดตาก นน่าจะเที่ยงคืนกว่า...ลูกสาว 3 ขวบ..จากนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ..ก็ลุกขึ้นยืน..แล้วถามผู้เขียนว่า...พ่อ แมวอะไร....เราถาม..ไหนแมวที่ไหน...นี่ไง..เกาะอยู่ตรงนี้.... (ที่กระจกมองข้าง) ..เราก็ถาม แมวอะไรลูก...ลูกสาวก็ตอบว่า แมวสีดำ....เราก็นิ่งไปสัก 5 นาที....ก็ถามลูกอีก..แมวยังอยู่ไหม? ....ลูกสาวตอบ..อยู่ ก็อยู่นี่ไง? ...เราก็เลยบอกว่า ไม่ต้องไปมองมันลูก...ช่างมัน....ลูกก็พูดจึ้นมาว่า สงสัยแมวปีศาจละมั้ง.....!! (คำพูดของเด็กผู้หญิง 3 ขวบ) ...เราฉุกคิด ..เขามาเตือนอะไรรึปล่าว.เด็ก 3 ขวบ จะมาโกหกอะไร ? แต่เราไม่เห็นนะ ..จึงลดความเร็วลงเหลือ 80 และใช้ความระมัดมากขึ้น..แบบเยอะๆเลย....ก็ถึง กรุงเทพเช้า โดนสวัสดิภาพ....,,#จบ#.
    #เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงของผู้เขียน# .....ย้อนหลังไปเกือบ 30 ปีก่อน ขับรถพาลูกสาวอายุ 3 ขวบ กลับกรุงเทพ...ออกจากเชียงใหม่ น่าจะสัก 4 ทุ่มแล้ว ...เพราะคิดว่า ลูกคงหลับ แล้ววจะได้ตื่นตอนถึงเช้าเลย...ตอนนั้นใช้รถ cefiro ...ก็ขับมาเรื่อยๆ ค่อนข้างเร็ว 150-160 ตลอด ...จนมาถึงเขตจังหวัดตาก นน่าจะเที่ยงคืนกว่า...ลูกสาว 3 ขวบ..จากนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ..ก็ลุกขึ้นยืน..แล้วถามผู้เขียนว่า...พ่อ แมวอะไร....เราถาม..ไหนแมวที่ไหน...นี่ไง..เกาะอยู่ตรงนี้.... (ที่กระจกมองข้าง) ..เราก็ถาม แมวอะไรลูก...ลูกสาวก็ตอบว่า แมวสีดำ....เราก็นิ่งไปสัก 5 นาที....ก็ถามลูกอีก..แมวยังอยู่ไหม? ....ลูกสาวตอบ..อยู่ ก็อยู่นี่ไง? ...เราก็เลยบอกว่า ไม่ต้องไปมองมันลูก...ช่างมัน....ลูกก็พูดจึ้นมาว่า สงสัยแมวปีศาจละมั้ง.....!! (คำพูดของเด็กผู้หญิง 3 ขวบ) ...เราฉุกคิด ..เขามาเตือนอะไรรึปล่าว.เด็ก 3 ขวบ จะมาโกหกอะไร ? แต่เราไม่เห็นนะ ..จึงลดความเร็วลงเหลือ 80 และใช้ความระมัดมากขึ้น..แบบเยอะๆเลย....ก็ถึง กรุงเทพเช้า โดนสวัสดิภาพ....,,#จบ#.
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 481 มุมมอง 0 รีวิว
  • #ประสบการณ์ขนลุก# สัก 17 ปีก่อน ..ผู้เขียนได้ไปฉลองปีใหม่ ที่ อ.ดอยสะเก็ด กับพรรคพวก ที่ไปจากกรุงเทพฯจำนวนนึง...ขับรถจากกรุงเทพ ถึง รีสอร์ท ตี 4 กว่า..เราก็เข้าห้อง เป็นบ้านหลัง มี 2 ชั้น..มีหลายห้องนอน..เราก็เลือกนอนชั้นล่าง เพราะขี้เกียจขึ้นแล้ว ขับรถมาตั้งหลายชั่วโมง...เอนตัวนอน...ประสาทค้าง...คือ ระวังมาตลอดทาง...ใครขับรถทางไกล จะทราบความรู้สึกนี้...นอนไปสักพัก มีเสียงกระดานไม้ลั่น เหมือนมีคนเดินอยู่บนหัวเรา...ก็เดินไปหาเพื่อนที่มาด้วยกัน ที่เขาอยู่ห้องถัดไป..ข้างล่างเหมือนกัน...มากันแค่ 2 คน...ที่เหลือตามมาทีหลังจองบ้านไว้ 3 หลัง...เราก็ถามเขาบอก มีคนมาเพิ่มแล้วก็เหรอ...เขาก็บอก...ไม่มีนะ..เราก็ถามต่อ...เมื่อกี้ขึ้นไปข้างบนเหรอ...เขาบอกปล่าว...อาบน้ำเพิ่งเสร็จ...เอาละ ความสงสัยเริ่มเกิด...แต่คิด เข้าค่อยว่ากัน...ก็เดินกลับห้องไปนอน...สักพักเดียว มีเสียงไม้เสียดสีกันอีก...บนหัวเรา เหมือนมีคนเดิน (ลืมบอกไป เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง) ...เราก็คิดเออ..เช้าค่อยว่ากัน...พอตื่นมา..เดินขึ้นไปสำรวจ...สิ่งที่เจอ...มีโกฏิกระดูกเล็กๆ อยู่ในตู้เสื้อผ้า....เราก็นึก...ทำไมเอามาไว้ที่นี่ ไม่เก็บที่อื่น...แล้วก็ตั้งใจแล้วว่าคืนนี้ เราไม่นอนนี่แน่ กลับไปนอนในเมืองดีกว่า (อ่อในเมืองมีบ้านพักของญาติกันอยู่) ...ก็กินดื่มกันไปยาวจน เราก็เล่าเรื่องเช้ามืดให้ฟัง..แต่ไม่มีใครเชื่อ..จนถึง พอ countdown เสร็จ เที่ยงคืนกว่า..เราบอกขอลงไปนอนในเมือง...ก็ขับรถออกมา...ใครเคยไปดอยสะเก็ดจะทราบว่า ลักษณะจะโค้ง ตามภูเขา...ก็ขับไป...พอออกจากโค้ง เจอศาลเพียงตา..ตั้งอยู่ก็ไม่คิดอะไร....ก็ขับต่อไปอีกสัก 5 นาที...หลุดโค้งมาก็เจอศาลเพียงตาอีก..ก็ยังไม่ฉุกคิดอะไร...ทีนี้ รอบที่ 3 ....เฮ้ย ศาลเพียงตา มันอันเดิมนี่......ไม่ปกติแล้ว...เราเอาสร้อยพระที่คอ...มากำแล้วบอกว่า ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองข้าพเจ้า...เปิดทางให้ที....!! ...อีกแค่เพียง 2 นาที ก็ถึงถนนหลัก...มีไฟถนนชัดเจน...เราก็ดูเวลา...ตั้งแต่จากรีสอร์ทเราใช้เวลาไป 30 กว่านาที...ทั้งๆที่ตอนขาขึ้นไป เราใช้เวลาไม่น่าเกิน 10 นาที....กำหนดการคือ อยู่กัน สองคืน...รวมทั้งคณะ น่าจะประมาณ 10 คน...พอผ่านคืนแรก ..รุ่งขึ้นก็ไปนัดกินข้าวกันในเมือง...เขารีบบอกเลย...ย้ายกันออกมาหมดแล้ว ลงมานอนในเมือง...เราถามเจออะไร? ...เขาบอก..หลายอย่าง..แต่กลับกรุงเทพค่อยเล่า..(แต่หลังจากดลับมาก็ลืมถาม).สรุปบ้าน 3 หลัง ที่จอง 2 คืน..ทิ้งหมด เสียเงินฟรี...#ประสบการณ์ตรงที่เกิดกับตนเอง..
    #ประสบการณ์ขนลุก# สัก 17 ปีก่อน ..ผู้เขียนได้ไปฉลองปีใหม่ ที่ อ.ดอยสะเก็ด กับพรรคพวก ที่ไปจากกรุงเทพฯจำนวนนึง...ขับรถจากกรุงเทพ ถึง รีสอร์ท ตี 4 กว่า..เราก็เข้าห้อง เป็นบ้านหลัง มี 2 ชั้น..มีหลายห้องนอน..เราก็เลือกนอนชั้นล่าง เพราะขี้เกียจขึ้นแล้ว ขับรถมาตั้งหลายชั่วโมง...เอนตัวนอน...ประสาทค้าง...คือ ระวังมาตลอดทาง...ใครขับรถทางไกล จะทราบความรู้สึกนี้...นอนไปสักพัก มีเสียงกระดานไม้ลั่น เหมือนมีคนเดินอยู่บนหัวเรา...ก็เดินไปหาเพื่อนที่มาด้วยกัน ที่เขาอยู่ห้องถัดไป..ข้างล่างเหมือนกัน...มากันแค่ 2 คน...ที่เหลือตามมาทีหลังจองบ้านไว้ 3 หลัง...เราก็ถามเขาบอก มีคนมาเพิ่มแล้วก็เหรอ...เขาก็บอก...ไม่มีนะ..เราก็ถามต่อ...เมื่อกี้ขึ้นไปข้างบนเหรอ...เขาบอกปล่าว...อาบน้ำเพิ่งเสร็จ...เอาละ ความสงสัยเริ่มเกิด...แต่คิด เข้าค่อยว่ากัน...ก็เดินกลับห้องไปนอน...สักพักเดียว มีเสียงไม้เสียดสีกันอีก...บนหัวเรา เหมือนมีคนเดิน (ลืมบอกไป เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง) ...เราก็คิดเออ..เช้าค่อยว่ากัน...พอตื่นมา..เดินขึ้นไปสำรวจ...สิ่งที่เจอ...มีโกฏิกระดูกเล็กๆ อยู่ในตู้เสื้อผ้า....เราก็นึก...ทำไมเอามาไว้ที่นี่ ไม่เก็บที่อื่น...แล้วก็ตั้งใจแล้วว่าคืนนี้ เราไม่นอนนี่แน่ กลับไปนอนในเมืองดีกว่า (อ่อในเมืองมีบ้านพักของญาติกันอยู่) ...ก็กินดื่มกันไปยาวจน เราก็เล่าเรื่องเช้ามืดให้ฟัง..แต่ไม่มีใครเชื่อ..จนถึง พอ countdown เสร็จ เที่ยงคืนกว่า..เราบอกขอลงไปนอนในเมือง...ก็ขับรถออกมา...ใครเคยไปดอยสะเก็ดจะทราบว่า ลักษณะจะโค้ง ตามภูเขา...ก็ขับไป...พอออกจากโค้ง เจอศาลเพียงตา..ตั้งอยู่ก็ไม่คิดอะไร....ก็ขับต่อไปอีกสัก 5 นาที...หลุดโค้งมาก็เจอศาลเพียงตาอีก..ก็ยังไม่ฉุกคิดอะไร...ทีนี้ รอบที่ 3 ....เฮ้ย ศาลเพียงตา มันอันเดิมนี่......ไม่ปกติแล้ว...เราเอาสร้อยพระที่คอ...มากำแล้วบอกว่า ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองข้าพเจ้า...เปิดทางให้ที....!! ...อีกแค่เพียง 2 นาที ก็ถึงถนนหลัก...มีไฟถนนชัดเจน...เราก็ดูเวลา...ตั้งแต่จากรีสอร์ทเราใช้เวลาไป 30 กว่านาที...ทั้งๆที่ตอนขาขึ้นไป เราใช้เวลาไม่น่าเกิน 10 นาที....กำหนดการคือ อยู่กัน สองคืน...รวมทั้งคณะ น่าจะประมาณ 10 คน...พอผ่านคืนแรก ..รุ่งขึ้นก็ไปนัดกินข้าวกันในเมือง...เขารีบบอกเลย...ย้ายกันออกมาหมดแล้ว ลงมานอนในเมือง...เราถามเจออะไร? ...เขาบอก..หลายอย่าง..แต่กลับกรุงเทพค่อยเล่า..(แต่หลังจากดลับมาก็ลืมถาม).สรุปบ้าน 3 หลัง ที่จอง 2 คืน..ทิ้งหมด เสียเงินฟรี...#ประสบการณ์ตรงที่เกิดกับตนเอง..
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 496 มุมมอง 0 รีวิว
  • 📽 #วันนี้ในอดีต.... 13 พฤศจิกายน 2498 📽
    กำเนิด "ภาพดอกไม้แห่งหัวใจ" คุณยายตุ้ม จันทนิตย์
    (ภาพสแกนจากต้นฉบับภาพถ่ายขนาด 10x12 นิ้ว)

    หญิงชราวัย 102 ปี (เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2396) บ้านธาตุน้อย ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม ห่างจากจุดที่ทางราชการกำหนดให้เป็นจุดรับเสด็จ ประมาณ 700 เมตร ก็ไม่ต่างจากครอบครัวอื่นๆ ที่ลูกหลานได้นำ "คุณยายตุ้ม จันทนิตย์" ไปรอรับเสด็จด้วย โดยตามคำบอกเล่าของ นางเพ็ง จันทนิตย์ (ลูกสะใภ้) และนางหอม แสงพระธาตุ (น้องสาวของนางเพ็ง) ได้ความว่า ลูกหลานได้นำคุณยายตุ้มไปรอบรับเสด็จตั้งแต่เช้าโดยนางหอมฯ เป็นผู้จัด "ดอกบัวสีชมพู" ให้แก่คุณยายจำนวน 3 ดอก เพื่อนำขึ้นจบบูชาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพาออกไปรอเฝ้ารับเสด็จที่แถวหน้าสุดเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นที่ชาวไทยคุ้นตา ประทับใจในหัวใจเป็นที่สุด

    และตามที่ท่านเจ้าคุณพระราชธีราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครพนม/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ให้ความรู้ “ ดอกบัวในใจยังคงบานไม่มีโรยรา ” บนเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินทางสามแยกชยางกูร- เรณูนคร ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมเมื่อบ่ายวันที่ 13 พฤศจิกายน 2498 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรภาคอีสานเป็นครั้งแรก คุณยายไปรอรับเสด็จพร้อมดอกบัวสายสีชมพู จำนวนสามดอก ตั้งแต่เช้าจนบ่าย แสงแดดแผดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย แต่หัวใจความจงรักภักดีของหญิงชรา ยังคงเบิกบาน

    เมื่อในหลวงเสด็จมาถึง ตรงมาที่คุณยายได้ยกดอกบัวสายโรยราสามดอกนั้นขึ้นจนเหนือศีรษะ แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโน้มพระองค์ลงมาจนพระพักตร์ เกือบชิดกับศีรษะของคุณยาย ทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของเกษตรกรชาวภาคอีสานอย่างนุ่มนวล ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใดกับคุณยาย แต่แน่นอนว่า คุณยายไม่มีวันลืมเช่นเดียวกับที่ในหลวงไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญที่ทรงพบริมถนนวันนั้น

    หลังจากที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ แล้วทางสำนักพระราชวัง ได้ส่งภาพรับเสด็จของคุณยายตุ้ม พร้อมพระบรมรูปหล่อด้วยปูนพาสเตอร์ ผ่านมาทางอำเภอธาตุพนม ให้คุณยายตุ้มไว้เป็นที่ระลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ อาจมีส่วนชุบชูชีวิตให้คุณยายอายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย ความสุขต่อมาอีก 3 ปี เต็ม ๆ โดยคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ ถังแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2501 หลังจากนั้นลูกหลานได้สร้างธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ ไว้ ณ หน้าบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 11 ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในบริเวณพื้นที่ 2 งาน โดยยกผืนดินดังกล่าวให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ สมบัติของแผ่นดิน ภาพที่คุณยายตุ้ม จันทนิตย์ ทูลเกล้าฯถวายดอกบัวสามดอก ถ่ายโดยหัวหน้าช่างภาพส่วนพระองค์ อาณัติ บุนนาค ได้บันทึกภาพวินาทีสำคัญที่ถูกเรียกว่า "ภาพดอกไม้แห่งหัวใจ" ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งของประเทศไทย และเป็นภาพที่ใช้แทนคำพูดได้มากกว่าหนึ่งล้านคำ

    ขอบคุณข้อมูลจาก www.nakhonphanom.go.th

    https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1204518543071397&id=929668850556369
    📽 #วันนี้ในอดีต.... 13 พฤศจิกายน 2498 📽 กำเนิด "ภาพดอกไม้แห่งหัวใจ" คุณยายตุ้ม จันทนิตย์ (ภาพสแกนจากต้นฉบับภาพถ่ายขนาด 10x12 นิ้ว) หญิงชราวัย 102 ปี (เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2396) บ้านธาตุน้อย ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม ห่างจากจุดที่ทางราชการกำหนดให้เป็นจุดรับเสด็จ ประมาณ 700 เมตร ก็ไม่ต่างจากครอบครัวอื่นๆ ที่ลูกหลานได้นำ "คุณยายตุ้ม จันทนิตย์" ไปรอรับเสด็จด้วย โดยตามคำบอกเล่าของ นางเพ็ง จันทนิตย์ (ลูกสะใภ้) และนางหอม แสงพระธาตุ (น้องสาวของนางเพ็ง) ได้ความว่า ลูกหลานได้นำคุณยายตุ้มไปรอบรับเสด็จตั้งแต่เช้าโดยนางหอมฯ เป็นผู้จัด "ดอกบัวสีชมพู" ให้แก่คุณยายจำนวน 3 ดอก เพื่อนำขึ้นจบบูชาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพาออกไปรอเฝ้ารับเสด็จที่แถวหน้าสุดเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นที่ชาวไทยคุ้นตา ประทับใจในหัวใจเป็นที่สุด และตามที่ท่านเจ้าคุณพระราชธีราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครพนม/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ให้ความรู้ “ ดอกบัวในใจยังคงบานไม่มีโรยรา ” บนเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินทางสามแยกชยางกูร- เรณูนคร ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมเมื่อบ่ายวันที่ 13 พฤศจิกายน 2498 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรภาคอีสานเป็นครั้งแรก คุณยายไปรอรับเสด็จพร้อมดอกบัวสายสีชมพู จำนวนสามดอก ตั้งแต่เช้าจนบ่าย แสงแดดแผดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย แต่หัวใจความจงรักภักดีของหญิงชรา ยังคงเบิกบาน เมื่อในหลวงเสด็จมาถึง ตรงมาที่คุณยายได้ยกดอกบัวสายโรยราสามดอกนั้นขึ้นจนเหนือศีรษะ แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโน้มพระองค์ลงมาจนพระพักตร์ เกือบชิดกับศีรษะของคุณยาย ทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของเกษตรกรชาวภาคอีสานอย่างนุ่มนวล ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใดกับคุณยาย แต่แน่นอนว่า คุณยายไม่มีวันลืมเช่นเดียวกับที่ในหลวงไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญที่ทรงพบริมถนนวันนั้น หลังจากที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ แล้วทางสำนักพระราชวัง ได้ส่งภาพรับเสด็จของคุณยายตุ้ม พร้อมพระบรมรูปหล่อด้วยปูนพาสเตอร์ ผ่านมาทางอำเภอธาตุพนม ให้คุณยายตุ้มไว้เป็นที่ระลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ อาจมีส่วนชุบชูชีวิตให้คุณยายอายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย ความสุขต่อมาอีก 3 ปี เต็ม ๆ โดยคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ ถังแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2501 หลังจากนั้นลูกหลานได้สร้างธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ ไว้ ณ หน้าบ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 11 ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในบริเวณพื้นที่ 2 งาน โดยยกผืนดินดังกล่าวให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ สมบัติของแผ่นดิน ภาพที่คุณยายตุ้ม จันทนิตย์ ทูลเกล้าฯถวายดอกบัวสามดอก ถ่ายโดยหัวหน้าช่างภาพส่วนพระองค์ อาณัติ บุนนาค ได้บันทึกภาพวินาทีสำคัญที่ถูกเรียกว่า "ภาพดอกไม้แห่งหัวใจ" ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งของประเทศไทย และเป็นภาพที่ใช้แทนคำพูดได้มากกว่าหนึ่งล้านคำ ขอบคุณข้อมูลจาก www.nakhonphanom.go.th https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1204518543071397&id=929668850556369
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1341 มุมมอง 0 รีวิว
  • ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.1
    》นัดเจอรถตู้ (vip) และเพื่อนๆที่จะไปพิชิตเขาหลวงสุโขทัย
    》》ที่ ทางเข้า MRTจตุจักร ประตู 3
    ลานจอดรถ
    ☆วันที่ 4 ตุลาคม ออกเดินทาง 21:00 น.
    ☆เช้ามืดวันที่ 5 ตุลาคม
    แวะตลาด และ ร้านเซเว่น เพื่อเตรียมอาหารกินมื้อเช้า และ มื้อกลางวัน
    ส่วนมื้อเย็น ข้างบนยอดเขาหลวงสุโขทัย มีข้าวไข่เจียวจำหน่าย ค้างคืนบนเขา 1 คืน
    ระยะทางจากอุทยานรามคำแหง ถึง ยอดเขาหลวงสุโขทัย 3.7 กม. ใช้เวลาเดิน 4-5 ช.ม.
    ☆วันที่ 6 ตุลาคม ชมพระอาทิตย์ขึ้น กินข้าวเช้าบนเขาหลวงสุโขทัย พร้อมเดินลง ใช้เวลาเดิน 2-3 ช.ม.
    อาบน้ำ ขึ้นรถตู้กลับกรุงเทพฯ
    》》ค่ารถตู้คนละ 1,200 บาท
    ท่านใดสนใจทริปไหนก็ติดต่อ
    ☆หวาน หวาน อัพ จี
    》》
    https://www.facebook.com/profile.php?id=100007026153834&mibextid=ZbWKwL
    《《
    ได้เลย
    มะนาวก้าวเดิน เดินทางรถตู้พี่จ่าบ่อยมาก และ ปีนี้ก็ยังมีอีกหลายทริปที่จะไปอีก
    》》แล้วตาม มะนาวก้าวเดิน ไปเขาหลวงสุโขทัย กันนนน《《
    ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.1
    ●ชมวีดีโอ
    》》
    https://youtu.be/gtQGE_vJRqA?si=fmNI6J5Qo4MexV_e
    ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.2
    ●ชมวีดีโอ
    》》
    https://youtu.be/z0Gr1LC5tDU?si=EZxuvdp3IMkKQTdu
    ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.3
    ●ชมวีดีโอ
    》》
    https://youtu.be/pqGM-u7fUa4?si=AOnYPH7GlOSpN2i5
    ■■■■■■■■■
    #มะนาวก้าวเดิน #พิชิตเขาหลวงสุโขทัย #เขาหลวงสุโขทัย #หารเฉลี่ยรถรับส่งภูสอยดาวByพี่จ่า #พิชิตเขาหลวงสุโขทัย
    #thaitimes #thaitimesเที่ยวไทย #thaitimesมะนาวก้าวเดิน #thaitimesmanowjourney
    ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.1 》นัดเจอรถตู้ (vip) และเพื่อนๆที่จะไปพิชิตเขาหลวงสุโขทัย 》》ที่ ทางเข้า MRTจตุจักร ประตู 3 ลานจอดรถ ☆วันที่ 4 ตุลาคม ออกเดินทาง 21:00 น. ☆เช้ามืดวันที่ 5 ตุลาคม แวะตลาด และ ร้านเซเว่น เพื่อเตรียมอาหารกินมื้อเช้า และ มื้อกลางวัน ส่วนมื้อเย็น ข้างบนยอดเขาหลวงสุโขทัย มีข้าวไข่เจียวจำหน่าย ค้างคืนบนเขา 1 คืน ระยะทางจากอุทยานรามคำแหง ถึง ยอดเขาหลวงสุโขทัย 3.7 กม. ใช้เวลาเดิน 4-5 ช.ม. ☆วันที่ 6 ตุลาคม ชมพระอาทิตย์ขึ้น กินข้าวเช้าบนเขาหลวงสุโขทัย พร้อมเดินลง ใช้เวลาเดิน 2-3 ช.ม. อาบน้ำ ขึ้นรถตู้กลับกรุงเทพฯ 》》ค่ารถตู้คนละ 1,200 บาท ท่านใดสนใจทริปไหนก็ติดต่อ ☆หวาน หวาน อัพ จี 》》 https://www.facebook.com/profile.php?id=100007026153834&mibextid=ZbWKwL 《《 ได้เลย มะนาวก้าวเดิน เดินทางรถตู้พี่จ่าบ่อยมาก และ ปีนี้ก็ยังมีอีกหลายทริปที่จะไปอีก 》》แล้วตาม มะนาวก้าวเดิน ไปเขาหลวงสุโขทัย กันนนน《《 ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.1 ●ชมวีดีโอ 》》 https://youtu.be/gtQGE_vJRqA?si=fmNI6J5Qo4MexV_e ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.2 ●ชมวีดีโอ 》》 https://youtu.be/z0Gr1LC5tDU?si=EZxuvdp3IMkKQTdu ☆พิชิตเขาหลวงสุโขทัย EP.3 ●ชมวีดีโอ 》》 https://youtu.be/pqGM-u7fUa4?si=AOnYPH7GlOSpN2i5 ■■■■■■■■■ #มะนาวก้าวเดิน #พิชิตเขาหลวงสุโขทัย #เขาหลวงสุโขทัย #หารเฉลี่ยรถรับส่งภูสอยดาวByพี่จ่า #พิชิตเขาหลวงสุโขทัย #thaitimes #thaitimesเที่ยวไทย #thaitimesมะนาวก้าวเดิน #thaitimesmanowjourney
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2573 มุมมอง 373 0 รีวิว
  • ☆รีวิว นั่งรถไฟไปเที่ยวตลาดหนองมน และไปพัก Marina​ Bangsaen​ ติดชายหาดบางแสน
    》》
    https://youtu.be/1MtcXzs_GkE

    มะนาวก้าวเดิน จะพานั่งรถไฟไปเที่ยวตลาดหนองมน จ.ชลบุรี และพาไปพัก Marina​ Bangsaen​ ติดชายหาดบางแสนสุดคูลล์​
    ☆อ่านรีวิว
    》》
    https://bit.ly/2M56Gw0

    ค่าใช้จ่ายทริป
    ค่ารถไฟ ขาไป คนละ 26 บาท 2 ท่าน = 52 บาท
    ค่ารถสองแถวจากสถานีรถไฟเขาพระบาทมาตลาดหนองมน คนละ15 บาท​ 2​ท่าน = 30 บาท
    ค่ารถสองแถวตลาดหนองมน ไปบางแสน คนละ 15 บาท 2 ท่าน = 30 บาท
    ค่าห้องพัก 1,850 บาทพร้อมอาหารเช้า
    ค่ารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากที่พักไปท่ารถตู้ คนละ 30 บาท2 ท่าน =60 บาท
    ค่ารถตู้กลับกรุงเทพฯ จอดที่เอกมัย คนละ 100 บาท 2 ท่าน = 200 บาท
    รวมค่าเดินทางและที่พัก 2,222 บาท
    หาร 2 ท่านละ 1,111 บาท
    _____________________
    #มะนาวก้าวเดิน#รีวิวบางแสน#ที่พักติดทะเล#marinabangsaen#marinaseaviewbangsaen#รถไฟไปหนองมน#manowjourney#ชลบุรี#หนองมน#บางแสน
    #thaitimes #thaitimesเที่ยวไทย #thaitimesมะนาวก้าวเดิน #thaitimesmanowjourney
    ☆รีวิว นั่งรถไฟไปเที่ยวตลาดหนองมน และไปพัก Marina​ Bangsaen​ ติดชายหาดบางแสน 》》 https://youtu.be/1MtcXzs_GkE 🏖️ มะนาวก้าวเดิน จะพานั่งรถไฟไปเที่ยวตลาดหนองมน จ.ชลบุรี และพาไปพัก Marina​ Bangsaen​ ติดชายหาดบางแสนสุดคูลล์​ ☆อ่านรีวิว 》》 https://bit.ly/2M56Gw0 ❣️ค่าใช้จ่ายทริป 🌟ค่ารถไฟ ขาไป คนละ 26 บาท 2 ท่าน = 52 บาท 🌟ค่ารถสองแถวจากสถานีรถไฟเขาพระบาทมาตลาดหนองมน คนละ15 บาท​ 2​ท่าน = 30 บาท 🌟ค่ารถสองแถวตลาดหนองมน ไปบางแสน คนละ 15 บาท 2 ท่าน = 30 บาท 🌟ค่าห้องพัก 1,850 บาทพร้อมอาหารเช้า 🌟ค่ารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากที่พักไปท่ารถตู้ คนละ 30 บาท2 ท่าน =60 บาท 🌟ค่ารถตู้กลับกรุงเทพฯ จอดที่เอกมัย คนละ 100 บาท 2 ท่าน = 200 บาท ❣️รวมค่าเดินทางและที่พัก 2,222 บาท ❣️หาร 2 ท่านละ 1,111 บาท _____________________ #มะนาวก้าวเดิน​ #รีวิวบางแสน​ #ที่พักติดทะเล​ #marinabangsaen​ #marinaseaviewbangsaen​ #รถไฟไปหนองมน​ #manowjourney​ #ชลบุรี​ #หนองมน​ #บางแสน #thaitimes #thaitimesเที่ยวไทย #thaitimesมะนาวก้าวเดิน #thaitimesmanowjourney
    Love
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1796 มุมมอง 0 รีวิว
  • ร้านอาหารที่จริงใจ ด้วยความที่หิวมากและรีบกลับกรุงเทพ เลยไม่ได้ถ่ายภาพบรรยากาศภายในร้านมาฝาก แต่ก็มีบางท่านได้รีวิวถึงความอร่อยและราคาที่สบายกระเป๋าเราก็เลยตามมาทาน ปรากฎว่าเป็นไปตามที่รีวิว เราสั่งไปประมาณ 10 เมนู ราคาแค่ 1 ใบเทา เท่านั้น แต่ละเมนูราคาหลักสิบเมนูแพงสุดน่าจะไม่เกิน 300บาท และที่ประทับใจมากๆ เจ้าของร้านใจดีมากๆ ยืนทักทายพูดคุยกับลูกค้า สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่มีให้กับลูกค้าค่ะ หากใครแวะมาที่จังหวัดพิษณุโลก อยากให้แวะมาที่ร้านอาหารบ้านสวนริมคลอง ตำบลมะขามสูง รอบหน้าจะกลับไปทานอีกครั้งแน่นอนคะ
    ร้านอาหารที่จริงใจ ด้วยความที่หิวมากและรีบกลับกรุงเทพ เลยไม่ได้ถ่ายภาพบรรยากาศภายในร้านมาฝาก แต่ก็มีบางท่านได้รีวิวถึงความอร่อยและราคาที่สบายกระเป๋าเราก็เลยตามมาทาน ปรากฎว่าเป็นไปตามที่รีวิว เราสั่งไปประมาณ 10 เมนู ราคาแค่ 1 ใบเทา เท่านั้น แต่ละเมนูราคาหลักสิบเมนูแพงสุดน่าจะไม่เกิน 300บาท และที่ประทับใจมากๆ เจ้าของร้านใจดีมากๆ ยืนทักทายพูดคุยกับลูกค้า สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่มีให้กับลูกค้าค่ะ หากใครแวะมาที่จังหวัดพิษณุโลก อยากให้แวะมาที่ร้านอาหารบ้านสวนริมคลอง ตำบลมะขามสูง รอบหน้าจะกลับไปทานอีกครั้งแน่นอนคะ 🥰
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 327 มุมมอง 0 รีวิว
  • ☆นั่งรถไฟไปทะเลหัวหิน 42 บาท
    ☆อ่านรีวิวการเดินทาง
    》》
    https://manowjourney.wixsite.com/manowjourney/post/untitled-1
    《《
    ■■■■■■■■■■■■■
    ☆สถานีรถไฟ ธนบุรี - หลังสวน
    ☆เวลา 7:30 น.
    ☆35 สถานี
    ☆ถึง สถานีรถไฟหัวหิน
    เวลา 11:45 น.
    ราคา 42 บาท
    ☆รถธรรมดา พัดลม
    ■■■■■■■■■■■■■■
    >>อัปเดต ตารางเวลาเดินรถสายใต้ ไปใต้ ล่าสุด วันที่ 24 มีนาคม 2566<<
    ◇3 ขบวนหลัก จาก กรุงเทพฯ ไป หัวหิน
    ชั้น3 พัดลม ไม่มีเลขที่นั่ง◇
    ☆ขบวน 255
    ธนบุรี - หลังสวน
    ■ขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี
    เวลา 07:30 น.
    ถึง
    สถานีหัวหิน
    เวลา 12:46 น.
    ราคา 42 บาท
    ☆ขบวน 251
    ธนบุรี - ประจวบคีรีขันธ์
    ■ขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี
    เวลา 13:10 น.
    ถึง
    สถานีหัวหิน
    เวลา 18:15 น.
    ราคา 42 บาท
    ☆ขบวน 261
    สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) - หัวหิน
    ■ขึ้นรถไฟที่สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง)
    เวลา 09:20 น.
    ถึง
    สถานีหัวหิน
    เวลา 14:15 น.
    ราคา 44 บาท
    -----------------------------
    >>อัปเดต ตารางเวลาเดินรถสายใต้ ไป กรุงเทพฯ ล่าสุด วันที่ 24 มีนาคม 2566<<
    ◇3 ขบวนหลักจากหัวหิน กลับ กรุงเทพฯ
    ชั้น3 พัดลม ไม่มีเลขที่นั่ง◇
    ☆ขบวน 252
    ประจวบคีรีขันธ์ - ธนบุรี
    ■ขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหิน
    เวลา 06:33 น.
    ถึง
    สถานีธนบุรี
    เวลา 11:45 น.
    ราคา 42 บาท
    ☆ขบวน 254
    หลังสวน - ธนบุรี
    ■ขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหิน
    เวลา 13:04 น.
    ถึง
    สถานีธนบุรี
    เวลา 18:30 น.
    ราคา 42 บาท
    ☆ขบวน 262
    หัวหิน - สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง)
    ■ขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหิน
    เวลา 14:30 น.
    ถึง
    สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง)
    เวลา 20:20 น.
    ราคา 44 บาท
    ☆เบอร์โทรสถานีรถไฟหัวหิน
    032 511076
    ☆ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ Call Center สายด่วน 1690 ติดต่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ ของการรถไฟฯ
    ■■■■■■■■■■■■■
    #มะนาวก้าวเดิน #เวลารถไฟสายใต้ไปใต้ #รถไฟหัวหิน #หัวหินกลับกรุงเทพ #หัวหิน #รถไฟ #รถไฟธนบุรีไปหัวหิน #รถไฟหัวลำโพงไปหัวหิน #thaitimes #thaitimesmanowjourney #thaitimesเที่ยวไทย #thaitimesมะนาวก้าวเดิน
    ☆นั่งรถไฟไปทะเลหัวหิน 42 บาท ☆อ่านรีวิวการเดินทาง 》》 https://manowjourney.wixsite.com/manowjourney/post/untitled-1 《《 ■■■■■■■■■■■■■ ☆สถานีรถไฟ ธนบุรี - หลังสวน ☆เวลา 7:30 น. ☆35 สถานี ☆ถึง สถานีรถไฟหัวหิน เวลา 11:45 น. ราคา 42 บาท ☆รถธรรมดา พัดลม ■■■■■■■■■■■■■■ >>อัปเดต ตารางเวลาเดินรถสายใต้ ไปใต้ ล่าสุด วันที่ 24 มีนาคม 2566<< ◇3 ขบวนหลัก จาก กรุงเทพฯ ไป หัวหิน ชั้น3 พัดลม ไม่มีเลขที่นั่ง◇ ☆ขบวน 255 ธนบุรี - หลังสวน ■ขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี เวลา 07:30 น. ถึง สถานีหัวหิน เวลา 12:46 น. ราคา 42 บาท ☆ขบวน 251 ธนบุรี - ประจวบคีรีขันธ์ ■ขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี เวลา 13:10 น. ถึง สถานีหัวหิน เวลา 18:15 น. ราคา 42 บาท ☆ขบวน 261 สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) - หัวหิน ■ขึ้นรถไฟที่สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) เวลา 09:20 น. ถึง สถานีหัวหิน เวลา 14:15 น. ราคา 44 บาท ----------------------------- >>อัปเดต ตารางเวลาเดินรถสายใต้ ไป กรุงเทพฯ ล่าสุด วันที่ 24 มีนาคม 2566<< ◇3 ขบวนหลักจากหัวหิน กลับ กรุงเทพฯ ชั้น3 พัดลม ไม่มีเลขที่นั่ง◇ ☆ขบวน 252 ประจวบคีรีขันธ์ - ธนบุรี ■ขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหิน เวลา 06:33 น. ถึง สถานีธนบุรี เวลา 11:45 น. ราคา 42 บาท ☆ขบวน 254 หลังสวน - ธนบุรี ■ขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหิน เวลา 13:04 น. ถึง สถานีธนบุรี เวลา 18:30 น. ราคา 42 บาท ☆ขบวน 262 หัวหิน - สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) ■ขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหิน เวลา 14:30 น. ถึง สถานีกรุงเทพ(หัวลำโพง) เวลา 20:20 น. ราคา 44 บาท ☆เบอร์โทรสถานีรถไฟหัวหิน 032 511076 ☆ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ Call Center สายด่วน 1690 ติดต่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ ของการรถไฟฯ ■■■■■■■■■■■■■ #มะนาวก้าวเดิน #เวลารถไฟสายใต้ไปใต้ #รถไฟหัวหิน #หัวหินกลับกรุงเทพ #หัวหิน #รถไฟ #รถไฟธนบุรีไปหัวหิน #รถไฟหัวลำโพงไปหัวหิน #thaitimes #thaitimesmanowjourney #thaitimesเที่ยวไทย #thaitimesมะนาวก้าวเดิน
    Like
    Love
    2
    0 ความคิดเห็น 1 การแบ่งปัน 1459 มุมมอง 221 0 รีวิว
  • พระสันตปาปาทรงชื่นชมจีนว่า“ “จีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการสนทนาและความเข้าใจที่เหนือกว่าประเทศระบบประชาธิปไตย“ก่อนที่จะมีการต่ออายุข้อตกลงระหว่างปักกิ่งและนครรัฐวาติกันเรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราช(บิชอป)

    15 กันยายน2567-สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีพระชนมายุ 87 พรรษา ทรงตรัสแถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวขณะอยู่บนเครื่องบินของพระองค์ขณะเสด็จกลับกรุงโรมหลังจากเสด็จเยือนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นเวลา 12 วันว่า “ข้าพเจ้าอยากไปเยือนประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่”

    พระสันตปาปาตรัสว่า “ข้าพเจ้าชื่นชมจีน ข้าพเจ้าเคารพจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่นับพันปีและมีศักยภาพในการเจรจากับความสามารถเข้าใจซึ่งกันและกันซึ่งเหนือกว่าระบบประชาธิปไตยที่มีอยู่”

    “ข้าพเจ้าเชื่อว่าจีนคือคำมั่นสัญญาและความหวังของคริสตจักร” โป๊ปฟรานซิสตรัสและเสริมว่าพระองค์พอใจกับการเจรจาอย่างต่อเนื่องระหว่างวาติกันกับจีน

    ความคิดเห็นของพระองค์ดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ข้อตกลงระหว่างปักกิ่งและวาติกันเรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราช(บิชอป)ซึ่งเป็นประมุขสังฆมณฑลในเขตปกครองศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกจะมีการต่ออายุอย่างเป็นทางการ
    ทั้งสองฝ่ายตกลงทำข้อตกลงทางประวัติศาสตร์แต่เป็นความลับเมื่อปี 2018 ซึ่งให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ในการแต่งตั้งบาทหลวงคาธอลิกในประเทศคอมมิวนิสต์

    ข้อตกลงดังกล่าวมีการต่ออายุในปี 2020 และ 2022 ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำชาวคาธอลิกที่ติดอยู่ระหว่างคริสตจักรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นทางการในจีนและขบวนการใต้ดินที่จงรักภักดีต่อโรมมารวมกัน ทั้งนี้เป็นการให้พระสันตปาปามีอำนาจขั้นสุดท้ายในการแต่งตั้งบิชอป

    ทั้งนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีพระชนมายุ 87 พรรษา เสร็จสิ้นภารกิจเสด็จเยือนเอเชีย-แปซิฟิก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน โดยเสด็จเยือน4 ประเทศคือ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี ติมอร์-เลสเต และสิงคโปร์ ขณะที่ทรงเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ มากกว่า 40 กิจกรรม ระยะเดินทาง 33,000 กม. แม้สุขภาพพระสันตะปาปาอ่อนแอลง แต่พระองค์มักจะได้รับพลังพิเศษอยู่เสมอท่ามกลางศรัทธาของศาสนิกชนชาวคริสต์ โรมันคาทอลิก
    “ "ข้าพเจ้าขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ข้าพเจ้าคิดว่านี่เป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดที่เคยมีมา"

    ที่มา:https://x.com/rnaudbertrand/status/1835171408256942149?s=46&t=nn3z3yuHSlOFcPbFyzmrQA

    #Thaitimes
    พระสันตปาปาทรงชื่นชมจีนว่า“ “จีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการสนทนาและความเข้าใจที่เหนือกว่าประเทศระบบประชาธิปไตย“ก่อนที่จะมีการต่ออายุข้อตกลงระหว่างปักกิ่งและนครรัฐวาติกันเรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราช(บิชอป) 15 กันยายน2567-สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีพระชนมายุ 87 พรรษา ทรงตรัสแถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวขณะอยู่บนเครื่องบินของพระองค์ขณะเสด็จกลับกรุงโรมหลังจากเสด็จเยือนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นเวลา 12 วันว่า “ข้าพเจ้าอยากไปเยือนประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่” พระสันตปาปาตรัสว่า “ข้าพเจ้าชื่นชมจีน ข้าพเจ้าเคารพจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่นับพันปีและมีศักยภาพในการเจรจากับความสามารถเข้าใจซึ่งกันและกันซึ่งเหนือกว่าระบบประชาธิปไตยที่มีอยู่” “ข้าพเจ้าเชื่อว่าจีนคือคำมั่นสัญญาและความหวังของคริสตจักร” โป๊ปฟรานซิสตรัสและเสริมว่าพระองค์พอใจกับการเจรจาอย่างต่อเนื่องระหว่างวาติกันกับจีน ความคิดเห็นของพระองค์ดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ข้อตกลงระหว่างปักกิ่งและวาติกันเรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราช(บิชอป)ซึ่งเป็นประมุขสังฆมณฑลในเขตปกครองศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกจะมีการต่ออายุอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายตกลงทำข้อตกลงทางประวัติศาสตร์แต่เป็นความลับเมื่อปี 2018 ซึ่งให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ในการแต่งตั้งบาทหลวงคาธอลิกในประเทศคอมมิวนิสต์ ข้อตกลงดังกล่าวมีการต่ออายุในปี 2020 และ 2022 ได้รับการออกแบบมาเพื่อนำชาวคาธอลิกที่ติดอยู่ระหว่างคริสตจักรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นทางการในจีนและขบวนการใต้ดินที่จงรักภักดีต่อโรมมารวมกัน ทั้งนี้เป็นการให้พระสันตปาปามีอำนาจขั้นสุดท้ายในการแต่งตั้งบิชอป ทั้งนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีพระชนมายุ 87 พรรษา เสร็จสิ้นภารกิจเสด็จเยือนเอเชีย-แปซิฟิก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน โดยเสด็จเยือน4 ประเทศคือ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี ติมอร์-เลสเต และสิงคโปร์ ขณะที่ทรงเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ มากกว่า 40 กิจกรรม ระยะเดินทาง 33,000 กม. แม้สุขภาพพระสันตะปาปาอ่อนแอลง แต่พระองค์มักจะได้รับพลังพิเศษอยู่เสมอท่ามกลางศรัทธาของศาสนิกชนชาวคริสต์ โรมันคาทอลิก “ "ข้าพเจ้าขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ข้าพเจ้าคิดว่านี่เป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดที่เคยมีมา" ที่มา:https://x.com/rnaudbertrand/status/1835171408256942149?s=46&t=nn3z3yuHSlOFcPbFyzmrQA #Thaitimes
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 722 มุมมอง 0 รีวิว
  • อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ชัยค์ ฮาสินา แห่งบังกลาเทศ ซึ่งถูกบีบให้ลาออกและหลบหนีออกนอกประเทศ ท่ามกลางการประท้วงใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวหาสหรัฐฯ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับไล่เธอพ้นจากอำนาจเพราะไม่ยอมให้อเมริกาตั้งฐานทัพในบังคลาเทศ

    13 สิงหาคม 2567 -เพจเฟซบุ๊ก around the world รายงานข่าวจากอาร์ทีนิวส์ว่า ระหว่างให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อีโคโนมิกไทม์ส ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์(11ส.ค.) ฮาสินา บ่งชี้ว่าเธออาจยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป หากว่าเธอยินยอมอ้าแขนรับให้กองทัพสหรัฐฯเข้ามาตั้งฐานทัพในบังกลาเทศ

    "ฉันลาออกแล้ว เพื่อที่ว่า ฉันจะไม่ได้เห็นขบวนแห่ศพผู้เสียชีวิต พวกเขาต้องการก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยศพของพวกนักศึกษา แต่ฉันไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น ฉันลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ฮาสินากล่าว "ฉันอาจยังคงอยู่ในอำนาจ หากว่าฉันยอมสละอธิปไตยของเกาะเซนต์มาร์ติน และเปิดทางให้อเมริกามีอิทธิพลเหนืออ่าวเบงกอล ฉันขอวิงวอนผู้คนในแผ่นดินของฉัน กรุณาอย่าถูกบิดเบือนด้วยพวกหัวรุนแรง"

    ฮาสินา อ้างถึงเกาะพืดหินปะการังของบังกลาเทศ ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเบงกอล ที่กล่าวอ้างว่าวอชิงตันพยายามยึดครองมัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่บังกลาเทศหลายคนกล่าวอ้างในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่าอเมริกาขอเช่าเกาะแห่งนี้ในหลายๆโอกาส แต่ถูกปฏิเสธ ขณะที่ ฮาสินา บอกว่า "พวกชายผิวขาว" คำที่เธอใช้เรียกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยมาขอเข้าพบเธอก่อนศึกเลือกตั้งก่อนหน้านี้ และขอให้เธอสนับสนุนโครงการก่อสร้างฐานทัพอากาศบนเกาะเซนต์มาร์ติน

    นักการเมืองหญิงวัย 76 ปี ซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 15 ปี หลบหนีไปยังอินเดีย ประเทศเพื่อนบ้าน หลังลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 สิงหาคม อย่างไรก็ตามเธอประกาศว่าจะเดินทางกลับกรุงธากาเร็วๆนี้ "ด้วยพระคุณแห่งผู้ทรงฤทธานุภาพ พระอัลเลาะห์"

    การพ้นจากตำแหน่งของฮาสินา มีขึ้นหลังจากเกิดการประท้วงทั่วประเทศที่นำโดยนักศีกษาต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับระบบโควตางานของรัฐบาล ซึ่งถูกวิพาษ์วิจารณ์ว่าเอื้ออำนวยต่อคนที่เกี่ยวข้องกับพรรครัฐบาล การชุมชุมเริ่มต้นอย่างสันติ แต่จากนั้นได้ลุกลามกลายเป็นสถานการณ์ความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 400 คน และถูกจัมกุมประมาณ 11,000 คน

    ไม่นานหลังจาก ฮาสินา ลาออก ทางพลเอกวาเกอร์-อุซ-ซามัน ประธานคณะเสนาธิการร่วมของบังกลาเทศ แถลงว่าเขาจะตั้งรัฐบาลรักษาการ โดยที่ มูฮัมหมัด ยูนูส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ผู้ริเริ่มและพัฒนาแนวคิดการให้กู้เงินแก่คนจนโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลรักษาการ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม
    (ที่มา:อาร์ทีนิวส์)

    ภาพจาก อีโคโนมิกไทม์ส

    #Thaitimes
    อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ชัยค์ ฮาสินา แห่งบังกลาเทศ ซึ่งถูกบีบให้ลาออกและหลบหนีออกนอกประเทศ ท่ามกลางการประท้วงใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวหาสหรัฐฯ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับไล่เธอพ้นจากอำนาจเพราะไม่ยอมให้อเมริกาตั้งฐานทัพในบังคลาเทศ 13 สิงหาคม 2567 -เพจเฟซบุ๊ก around the world รายงานข่าวจากอาร์ทีนิวส์ว่า ระหว่างให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อีโคโนมิกไทม์ส ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์(11ส.ค.) ฮาสินา บ่งชี้ว่าเธออาจยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป หากว่าเธอยินยอมอ้าแขนรับให้กองทัพสหรัฐฯเข้ามาตั้งฐานทัพในบังกลาเทศ "ฉันลาออกแล้ว เพื่อที่ว่า ฉันจะไม่ได้เห็นขบวนแห่ศพผู้เสียชีวิต พวกเขาต้องการก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยศพของพวกนักศึกษา แต่ฉันไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น ฉันลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ฮาสินากล่าว "ฉันอาจยังคงอยู่ในอำนาจ หากว่าฉันยอมสละอธิปไตยของเกาะเซนต์มาร์ติน และเปิดทางให้อเมริกามีอิทธิพลเหนืออ่าวเบงกอล ฉันขอวิงวอนผู้คนในแผ่นดินของฉัน กรุณาอย่าถูกบิดเบือนด้วยพวกหัวรุนแรง" ฮาสินา อ้างถึงเกาะพืดหินปะการังของบังกลาเทศ ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเบงกอล ที่กล่าวอ้างว่าวอชิงตันพยายามยึดครองมัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่บังกลาเทศหลายคนกล่าวอ้างในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่าอเมริกาขอเช่าเกาะแห่งนี้ในหลายๆโอกาส แต่ถูกปฏิเสธ ขณะที่ ฮาสินา บอกว่า "พวกชายผิวขาว" คำที่เธอใช้เรียกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยมาขอเข้าพบเธอก่อนศึกเลือกตั้งก่อนหน้านี้ และขอให้เธอสนับสนุนโครงการก่อสร้างฐานทัพอากาศบนเกาะเซนต์มาร์ติน นักการเมืองหญิงวัย 76 ปี ซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 15 ปี หลบหนีไปยังอินเดีย ประเทศเพื่อนบ้าน หลังลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 สิงหาคม อย่างไรก็ตามเธอประกาศว่าจะเดินทางกลับกรุงธากาเร็วๆนี้ "ด้วยพระคุณแห่งผู้ทรงฤทธานุภาพ พระอัลเลาะห์" การพ้นจากตำแหน่งของฮาสินา มีขึ้นหลังจากเกิดการประท้วงทั่วประเทศที่นำโดยนักศีกษาต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับระบบโควตางานของรัฐบาล ซึ่งถูกวิพาษ์วิจารณ์ว่าเอื้ออำนวยต่อคนที่เกี่ยวข้องกับพรรครัฐบาล การชุมชุมเริ่มต้นอย่างสันติ แต่จากนั้นได้ลุกลามกลายเป็นสถานการณ์ความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 400 คน และถูกจัมกุมประมาณ 11,000 คน ไม่นานหลังจาก ฮาสินา ลาออก ทางพลเอกวาเกอร์-อุซ-ซามัน ประธานคณะเสนาธิการร่วมของบังกลาเทศ แถลงว่าเขาจะตั้งรัฐบาลรักษาการ โดยที่ มูฮัมหมัด ยูนูส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ผู้ริเริ่มและพัฒนาแนวคิดการให้กู้เงินแก่คนจนโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลรักษาการ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม (ที่มา:อาร์ทีนิวส์) ภาพจาก อีโคโนมิกไทม์ส #Thaitimes
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 926 มุมมอง 0 รีวิว