• ข่าวนี้พูดถึงช่องโหว่ความปลอดภัยใน ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งอาจทำให้ นักโจมตีทางไซเบอร์ สามารถควบคุมการผลิตพลังงาน แทรกแซงข้อมูลส่วนตัว หรือแม้กระทั่งขัดขวางการทำงานของโครงข่ายพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญจาก Forescout – Vedere Labs ระบุช่องโหว่ใหม่ถึง 46 รายการในอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์จากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Sungrow, Growatt และ SMA โดย 80% ของช่องโหว่ที่รายงานถือเป็นปัญหาร้ายแรงหรือสำคัญ

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อออนไลน์:
    - หลายอินเวอร์เตอร์ในระบบพลังงานแสงอาทิตย์มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง ทำให้ง่ายต่อการโจมตีผ่านการใช้เฟิร์มแวร์ที่ล้าสมัยหรือการเข้ารหัสข้อมูลที่อ่อนแอ

    ผลกระทบที่เกิดขึ้น:
    - การโจมตีสามารถทำให้เกิดความไม่สมดุลในโครงข่ายพลังงาน การขโมยข้อมูลที่ละเมิดข้อกำหนดด้าน GDPR รวมถึงการควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้านอัจฉริยะ เช่น เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

    คำแนะนำในการป้องกัน:
    - ผู้ผลิตควรเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการอัปเดตระบบ ปรับปรุงโค้ดให้ปลอดภัย และทดสอบเจาะระบบอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ควรมีการใช้ Web Application Firewall และมาตรการความปลอดภัยมาตรฐาน เช่น NIST IR 8259

    บทบาทของเจ้าของระบบพลังงานแสงอาทิตย์:
    - การแยกเครือข่ายของอุปกรณ์แสงอาทิตย์ การตั้งค่าระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย และการใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันภัยไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้ควรดำเนินการ

    https://www.techradar.com/pro/millions-of-solar-power-systems-could-be-at-risk-of-cyber-attacks-after-researchers-find-flurry-of-vulnerabilities
    ข่าวนี้พูดถึงช่องโหว่ความปลอดภัยใน ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งอาจทำให้ นักโจมตีทางไซเบอร์ สามารถควบคุมการผลิตพลังงาน แทรกแซงข้อมูลส่วนตัว หรือแม้กระทั่งขัดขวางการทำงานของโครงข่ายพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญจาก Forescout – Vedere Labs ระบุช่องโหว่ใหม่ถึง 46 รายการในอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์จากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Sungrow, Growatt และ SMA โดย 80% ของช่องโหว่ที่รายงานถือเป็นปัญหาร้ายแรงหรือสำคัญ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมต่อออนไลน์: - หลายอินเวอร์เตอร์ในระบบพลังงานแสงอาทิตย์มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง ทำให้ง่ายต่อการโจมตีผ่านการใช้เฟิร์มแวร์ที่ล้าสมัยหรือการเข้ารหัสข้อมูลที่อ่อนแอ ผลกระทบที่เกิดขึ้น: - การโจมตีสามารถทำให้เกิดความไม่สมดุลในโครงข่ายพลังงาน การขโมยข้อมูลที่ละเมิดข้อกำหนดด้าน GDPR รวมถึงการควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้านอัจฉริยะ เช่น เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า คำแนะนำในการป้องกัน: - ผู้ผลิตควรเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการอัปเดตระบบ ปรับปรุงโค้ดให้ปลอดภัย และทดสอบเจาะระบบอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ควรมีการใช้ Web Application Firewall และมาตรการความปลอดภัยมาตรฐาน เช่น NIST IR 8259 บทบาทของเจ้าของระบบพลังงานแสงอาทิตย์: - การแยกเครือข่ายของอุปกรณ์แสงอาทิตย์ การตั้งค่าระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย และการใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันภัยไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้ควรดำเนินการ https://www.techradar.com/pro/millions-of-solar-power-systems-could-be-at-risk-of-cyber-attacks-after-researchers-find-flurry-of-vulnerabilities
    0 Comments 0 Shares 157 Views 0 Reviews
  • รีโพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก Dr.Pete Peerapar “ห้องคอนโดที่เช่าแตกร้าว เสียหาย จนอยู่ไม่ได้ ใครมีหน้าที่ต้องซ่อม และผู้เช่าบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ ?เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวาน หากห้องที่เราเช่าอยู่เสียหาย แบบนี้เรามีสิทธิอย่างไรบ้างตามกฎหมายมาลองไล่เรียงข้อกฎหมาย และทำความเข้าใจสิทธิของเรากันดูครับ......✅ สัญญาเช่าเราต้องเข้าใจก่อนว่า #สัญญาเช่า คือ สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ (ผู้ให้เช่า) ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้อีกฝ่าย (ผู้เช่า) #ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน ในชั่วระยะเวลาอันจำกัด และผู้เช่าตกลงจะจ่ายค่าเช่าให้แสดงว่า สาระสำคัญของสัญญาเช่า คือ การส่งมอบทรัพย์สินให้อีกฝ่ายผู้เช่าได้ใช้ หรือ ได้รับประโยชน์นั่นเองหมายความว่า หากผู้เช่าไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าได้ สัญญาเช่านั้นก็เป็นอันยกเลิกแต่ถ้าเสียหายเพียงบางส่วน แบบนี้ผู้เช่าสามารถขอลดค่าเช่าลงตามส่วน หรือ จะเลิกสัญญาก็ได้ หากไม่สามารถใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าได้ตามความมุ่งหมายที่เข้าทำสัญญาเช่าอธิบายแบบภาษาบ้าน ๆ คือกรณีที่ 1 ถ้าคอนโดที่เราเช่าอยู่นั้น พังไปทั้งหมด แบบนี้สัญญาเช่าเลิกทันที เพราะ ทรัพย์สินที่เช่า ไม่เหลืออยู่แล้วกรณีที่ 2 ถ้าคอนโดที่เราเช่าอยู่นั้น แตกร้าว เสียหาย แบบนี้ก็จะต้องพิจารณาก่อนว่า ความเสียหายดังกล่าวสามารถซ่อมแซมแก้ไขได้หรือไม่ถ้าแก้ไขได้ ผู้ให้เช่าก็จะต้องรีบดำเนินการแก้ไขซ่อมแซม เพื่อให้ผู้เช่าสามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้ตามปกติ กรณีนี้ก็อาจยังไม่ถึงขั้นที่จะเลิกสัญญากันได้แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ เช่น หน่วยงานราชการประกาศว่าอาคารนี้ไม่ปลอดภัย แม้ห้องจะยังไม่ได้พังไป แต่ผู้เช่าก็ไม่สามารถเข้าไปใช้สอยได้ตามความมุ่งหมาย (เข้าไปอยู่อาศัย) กรณีนี้ ผู้เช่าก็สามารถเลิกสัญญาได้ทันทีทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องความปลอดภัยนี้ คนที่จะบอกว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย ถ้าคู่สัญญาเถียงกันอาจจะหาข้อยุติไม่ได้ คนที่จะช่วยชี้ขาดได้ คือ คนกลางอย่างหน่วยงานราชการ หรือ วิศวกรที่ได้รับใบอนุญาต.......✅ ถ้ายังอยู่ได้ แต่ห้องแตกร้าว แบบนี้ใครต้องจ่ายค่าซ่อมโดยหลักแล้ว ฝ่ายที่ทำให้เกิดความเสียหายจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าซ่อม แต่ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย (เหตุที่ไม่มีใครสามารถป้องกันได้) เช่น แผ่นดินไหว แบบนี้จะถือว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดเลยเราก็จะต้องว่ากันไปตามหลักกฎหมายเรื่องการเช่า ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี ตามความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีแรก ถ้าโดยความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินซึ่งเช่า หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า ต้องซ่อมใหญ่ เช่น ห้องแตกร้าว เพดานพัง ประตูพัง แบบนี้จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่ากรณีที่สอง ถ้าเป็นการบำรุงรักษาตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเพียงเล็กน้อย เช่น หลอดไฟขาด ผนังเป็นรอยเล็กน้อย แบบนี้ตามกฎหมายจะเป็นหน้าที่ของผู้เช่าดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในห้องจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวาน เราต้องพิจารณากันก่อนว่า เป็นกรณีที่ซ่อมใหญ่ หรือซ่อมเล็ก ถ้าเป็นการซ่อมใหญ่ ผู้ให้เช่าก็จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการซ่อมเล็ก แบบนี้ ผู้เช่าก็จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง......✅ ประกันคอนโด คุ้มครองแผ่นดินไหว หรือไม่ขอแถมเรื่องประกันให้อีกสักเรื่องหลายคอนโด ท่านอาจจะเคยเห็นนิติบุคคลขออนุมัติทำประกันอัคคีภัยไว้ตอนประชุมลูกบ้านส่วนใหญ่ประกันอัคคีภัย หรือ ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk) ที่นิติบุคคลทำนั้น มักจะมีความคุ้มครองในเรื่องความเสียหายอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวอยู่แล้วดังนั้น หากคอนโดเสียหาย แตกร้าว จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ประกันก็จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ทั้งหมดแต่ท่านเจ้าของห้องอย่าพึ่งดีใจนะครับ เพราะ ที่บอกว่าประกันรับผิดชอบให้นั้น หมายถึง เขารับผิดชอบในส่วนกลางของคอนโดเท่านั้น ไม่รวมถึงความเสียหายในห้องของท่าน เว้นแต่ส่วนที่เป็นโครงสร้างของอาคารเพราะ กรณีทรัพย์สิน หรือเฟอร์นิเจอร์ของท่านเสียหาย หรือบุบสลาย ประกันของส่วนกลางจะไม่คุ้มครองด้วย หากจะได้รับความคุ้มครอง ต้องเป็นกรณีที่ท่านเจ้าของห้องมีการทำประกันภัยในส่วนของท่านเพิ่มเติมอีกกรมธรรม์หนึ่งหลายท่านที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของการทำประกัน ก็อาจจะได้ตระหนักถึงความสำคัญเมื่อเกิดเหตุขึ้นนี่แหละครับ....ทั้งหมดที่เล่าไป เป็นเพียงหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น แต่เพื่อน ๆ จะต้องไปดูข้อความโดยละเอียดในสัญญาเช่า และกรมธรรม์ประกันภัย ที่ท่านมีด้วยอีกครั้งที่สำคัญและอยากฝากไว้ คือ ความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่าในยามที่เกิดเหตุเช่นนี้ เป็นสิ่งสำคัญกว่าการที่เราจะมุ่งเอาชนะกันด้วยข้อกฎหมาย https://www.facebook.com/share/p/16NCZE8YFL/?mibextid=wwXIfr
    รีโพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก Dr.Pete Peerapar “ห้องคอนโดที่เช่าแตกร้าว เสียหาย จนอยู่ไม่ได้ ใครมีหน้าที่ต้องซ่อม และผู้เช่าบอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ ?เพื่อน ๆ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวาน หากห้องที่เราเช่าอยู่เสียหาย แบบนี้เรามีสิทธิอย่างไรบ้างตามกฎหมายมาลองไล่เรียงข้อกฎหมาย และทำความเข้าใจสิทธิของเรากันดูครับ......✅ สัญญาเช่าเราต้องเข้าใจก่อนว่า #สัญญาเช่า คือ สัญญาที่ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ (ผู้ให้เช่า) ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้อีกฝ่าย (ผู้เช่า) #ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน ในชั่วระยะเวลาอันจำกัด และผู้เช่าตกลงจะจ่ายค่าเช่าให้แสดงว่า สาระสำคัญของสัญญาเช่า คือ การส่งมอบทรัพย์สินให้อีกฝ่ายผู้เช่าได้ใช้ หรือ ได้รับประโยชน์นั่นเองหมายความว่า หากผู้เช่าไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าได้ สัญญาเช่านั้นก็เป็นอันยกเลิกแต่ถ้าเสียหายเพียงบางส่วน แบบนี้ผู้เช่าสามารถขอลดค่าเช่าลงตามส่วน หรือ จะเลิกสัญญาก็ได้ หากไม่สามารถใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าได้ตามความมุ่งหมายที่เข้าทำสัญญาเช่าอธิบายแบบภาษาบ้าน ๆ คือกรณีที่ 1 ถ้าคอนโดที่เราเช่าอยู่นั้น พังไปทั้งหมด แบบนี้สัญญาเช่าเลิกทันที เพราะ ทรัพย์สินที่เช่า ไม่เหลืออยู่แล้วกรณีที่ 2 ถ้าคอนโดที่เราเช่าอยู่นั้น แตกร้าว เสียหาย แบบนี้ก็จะต้องพิจารณาก่อนว่า ความเสียหายดังกล่าวสามารถซ่อมแซมแก้ไขได้หรือไม่ถ้าแก้ไขได้ ผู้ให้เช่าก็จะต้องรีบดำเนินการแก้ไขซ่อมแซม เพื่อให้ผู้เช่าสามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้ตามปกติ กรณีนี้ก็อาจยังไม่ถึงขั้นที่จะเลิกสัญญากันได้แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ เช่น หน่วยงานราชการประกาศว่าอาคารนี้ไม่ปลอดภัย แม้ห้องจะยังไม่ได้พังไป แต่ผู้เช่าก็ไม่สามารถเข้าไปใช้สอยได้ตามความมุ่งหมาย (เข้าไปอยู่อาศัย) กรณีนี้ ผู้เช่าก็สามารถเลิกสัญญาได้ทันทีทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องความปลอดภัยนี้ คนที่จะบอกว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย ถ้าคู่สัญญาเถียงกันอาจจะหาข้อยุติไม่ได้ คนที่จะช่วยชี้ขาดได้ คือ คนกลางอย่างหน่วยงานราชการ หรือ วิศวกรที่ได้รับใบอนุญาต.......✅ ถ้ายังอยู่ได้ แต่ห้องแตกร้าว แบบนี้ใครต้องจ่ายค่าซ่อมโดยหลักแล้ว ฝ่ายที่ทำให้เกิดความเสียหายจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าซ่อม แต่ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย (เหตุที่ไม่มีใครสามารถป้องกันได้) เช่น แผ่นดินไหว แบบนี้จะถือว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดเลยเราก็จะต้องว่ากันไปตามหลักกฎหมายเรื่องการเช่า ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี ตามความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีแรก ถ้าโดยความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินซึ่งเช่า หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า ต้องซ่อมใหญ่ เช่น ห้องแตกร้าว เพดานพัง ประตูพัง แบบนี้จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่ากรณีที่สอง ถ้าเป็นการบำรุงรักษาตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเพียงเล็กน้อย เช่น หลอดไฟขาด ผนังเป็นรอยเล็กน้อย แบบนี้ตามกฎหมายจะเป็นหน้าที่ของผู้เช่าดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในห้องจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวาน เราต้องพิจารณากันก่อนว่า เป็นกรณีที่ซ่อมใหญ่ หรือซ่อมเล็ก ถ้าเป็นการซ่อมใหญ่ ผู้ให้เช่าก็จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการซ่อมเล็ก แบบนี้ ผู้เช่าก็จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง......✅ ประกันคอนโด คุ้มครองแผ่นดินไหว หรือไม่ขอแถมเรื่องประกันให้อีกสักเรื่องหลายคอนโด ท่านอาจจะเคยเห็นนิติบุคคลขออนุมัติทำประกันอัคคีภัยไว้ตอนประชุมลูกบ้านส่วนใหญ่ประกันอัคคีภัย หรือ ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk) ที่นิติบุคคลทำนั้น มักจะมีความคุ้มครองในเรื่องความเสียหายอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหวอยู่แล้วดังนั้น หากคอนโดเสียหาย แตกร้าว จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ประกันก็จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ทั้งหมดแต่ท่านเจ้าของห้องอย่าพึ่งดีใจนะครับ เพราะ ที่บอกว่าประกันรับผิดชอบให้นั้น หมายถึง เขารับผิดชอบในส่วนกลางของคอนโดเท่านั้น ไม่รวมถึงความเสียหายในห้องของท่าน เว้นแต่ส่วนที่เป็นโครงสร้างของอาคารเพราะ กรณีทรัพย์สิน หรือเฟอร์นิเจอร์ของท่านเสียหาย หรือบุบสลาย ประกันของส่วนกลางจะไม่คุ้มครองด้วย หากจะได้รับความคุ้มครอง ต้องเป็นกรณีที่ท่านเจ้าของห้องมีการทำประกันภัยในส่วนของท่านเพิ่มเติมอีกกรมธรรม์หนึ่งหลายท่านที่ไม่เคยเห็นความสำคัญของการทำประกัน ก็อาจจะได้ตระหนักถึงความสำคัญเมื่อเกิดเหตุขึ้นนี่แหละครับ....ทั้งหมดที่เล่าไป เป็นเพียงหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น แต่เพื่อน ๆ จะต้องไปดูข้อความโดยละเอียดในสัญญาเช่า และกรมธรรม์ประกันภัย ที่ท่านมีด้วยอีกครั้งที่สำคัญและอยากฝากไว้ คือ ความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่าในยามที่เกิดเหตุเช่นนี้ เป็นสิ่งสำคัญกว่าการที่เราจะมุ่งเอาชนะกันด้วยข้อกฎหมาย https://www.facebook.com/share/p/16NCZE8YFL/?mibextid=wwXIfr
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 162 Views 0 Reviews
  • ช่องโหว่สำคัญใน Ingress-NGINX ของ Kubernetes ที่ถูกขนานนามว่า IngressNightmare สามารถทำให้แฮกเกอร์ควบคุมคลัสเตอร์โดยไม่ต้องล็อกอิน ข้อมูลลับของคลัสเตอร์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะส่งผลให้ระบบหลายพันคลัสเตอร์และบริษัทชั้นนำในกลุ่ม Fortune 500 เสี่ยงต่อการโจมตี แนะนำให้อัปเดตระบบทันทีหรือใช้มาตรการป้องกันชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากช่องโหว่

    ช่องโหว่ที่ระบุ:
    - ช่องโหว่ทั้ง 5 ได้รับการแก้ไขใน Ingress-NGINX Controller รุ่น 1.12.1 และ 1.11.5 ซึ่งรวมถึง CVE-2025-1974 ที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในกลุ่มนี้ โดยมีคะแนนความรุนแรง 9.8 บนมาตรวัด CVSS.

    ความสำคัญของระบบ Kubernetes:
    - ระบบ Kubernetes ถูกใช้ในการจัดการบริการแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ โดยกระจายแอปพลิเคชันออกเป็นเครือข่ายของไมโครเซอร์วิส ซึ่งช่องโหว่ในระบบสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงระดับวิกฤติ.

    แนวทางลดความเสี่ยง:
    - ผู้ดูแลระบบสามารถอัปเกรด Ingress-NGINX Controller หรือในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ทันที สามารถปิดการทำงานของ ValidatingWebhookConfiguration และลบอาร์กิวเมนต์ที่เกี่ยวข้องชั่วคราวเพื่อป้องกันการใช้งานช่องโหว่ที่ง่ายขึ้น.

    ผลกระทบในระดับใหญ่:
    - เมื่อช่องโหว่ผสมผสานกัน เช่น CVE-2025-1974 สามารถทำให้ใครก็ตามที่เข้าถึงเครือข่าย Pod มีโอกาสควบคุมคลัสเตอร์ได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์ในการบริหารหรือการเข้าถึงข้อมูลประจำตัว.

    https://www.csoonline.com/article/3854089/critical-rce-flaws-put-kubernetes-clusters-at-risk-of-takeover.html
    ช่องโหว่สำคัญใน Ingress-NGINX ของ Kubernetes ที่ถูกขนานนามว่า IngressNightmare สามารถทำให้แฮกเกอร์ควบคุมคลัสเตอร์โดยไม่ต้องล็อกอิน ข้อมูลลับของคลัสเตอร์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะส่งผลให้ระบบหลายพันคลัสเตอร์และบริษัทชั้นนำในกลุ่ม Fortune 500 เสี่ยงต่อการโจมตี แนะนำให้อัปเดตระบบทันทีหรือใช้มาตรการป้องกันชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากช่องโหว่ ช่องโหว่ที่ระบุ: - ช่องโหว่ทั้ง 5 ได้รับการแก้ไขใน Ingress-NGINX Controller รุ่น 1.12.1 และ 1.11.5 ซึ่งรวมถึง CVE-2025-1974 ที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในกลุ่มนี้ โดยมีคะแนนความรุนแรง 9.8 บนมาตรวัด CVSS. ความสำคัญของระบบ Kubernetes: - ระบบ Kubernetes ถูกใช้ในการจัดการบริการแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ โดยกระจายแอปพลิเคชันออกเป็นเครือข่ายของไมโครเซอร์วิส ซึ่งช่องโหว่ในระบบสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงระดับวิกฤติ. แนวทางลดความเสี่ยง: - ผู้ดูแลระบบสามารถอัปเกรด Ingress-NGINX Controller หรือในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ทันที สามารถปิดการทำงานของ ValidatingWebhookConfiguration และลบอาร์กิวเมนต์ที่เกี่ยวข้องชั่วคราวเพื่อป้องกันการใช้งานช่องโหว่ที่ง่ายขึ้น. ผลกระทบในระดับใหญ่: - เมื่อช่องโหว่ผสมผสานกัน เช่น CVE-2025-1974 สามารถทำให้ใครก็ตามที่เข้าถึงเครือข่าย Pod มีโอกาสควบคุมคลัสเตอร์ได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์ในการบริหารหรือการเข้าถึงข้อมูลประจำตัว. https://www.csoonline.com/article/3854089/critical-rce-flaws-put-kubernetes-clusters-at-risk-of-takeover.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Critical RCE flaws put Kubernetes clusters at risk of takeover
    The vulnerabilities dubbed IngressNightmare can allow unauthenticated users to inject malicious NGINX configurations and execute malicious code into the Ingress NGINX pod, potentially exposing all cluster secrets and leading to cluster takeover.
    0 Comments 0 Shares 143 Views 0 Reviews
  • VMware ได้แก้ไขช่องโหว่ระดับสูงใน VMware Tools สำหรับ Windows ที่อาจทำให้ผู้โจมตียกระดับสิทธิ์และดำเนินการที่อันตรายภายในระบบ การโจมตีนี้มีความซับซ้อนต่ำและเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม แพตช์เวอร์ชัน 12.5.1 ได้ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผู้ใช้งานจึงควรรีบอัปเดตเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบ

    ผลกระทบที่ร้ายแรง:
    - ช่องโหว่นี้เปิดช่องให้ผู้โจมตีสามารถหลบหนีออกจาก VM เพื่อโจมตีโฮสต์, ขยายการเข้าถึงไปยัง VM อื่น หรือสร้าง VM ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจส่งผลต่อการรักษาความปลอดภัยในศูนย์ข้อมูลหรือระบบคลาวด์.

    ความสำคัญในการอัปเดต:
    - Broadcom ย้ำว่าช่องโหว่นี้ไม่มีวิธีแก้ไขชั่วคราว ผู้ใช้งานต้องติดตั้งแพตช์เวอร์ชัน 12.5.1 เพื่อแก้ไขปัญหาโดยทันที VMware Tools บน Linux และ macOS ไม่ได้รับผลกระทบ.

    แรงจูงใจของผู้โจมตี:
    - ระบบที่ใช้ VMware นับเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับผู้โจมตี เนื่องจากการใช้งานที่แพร่หลายในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งการโจมตีสามารถนำไปสู่การรบกวนบริการที่สำคัญและสร้างโอกาสในการเคลื่อนไหวระหว่างระบบเสมือนจริง.

    https://www.csoonline.com/article/3854374/vmware-plugs-a-high-risk-vulnerability-affecting-its-windows-based-virtualization.html
    VMware ได้แก้ไขช่องโหว่ระดับสูงใน VMware Tools สำหรับ Windows ที่อาจทำให้ผู้โจมตียกระดับสิทธิ์และดำเนินการที่อันตรายภายในระบบ การโจมตีนี้มีความซับซ้อนต่ำและเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม แพตช์เวอร์ชัน 12.5.1 ได้ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผู้ใช้งานจึงควรรีบอัปเดตเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบ ผลกระทบที่ร้ายแรง: - ช่องโหว่นี้เปิดช่องให้ผู้โจมตีสามารถหลบหนีออกจาก VM เพื่อโจมตีโฮสต์, ขยายการเข้าถึงไปยัง VM อื่น หรือสร้าง VM ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจส่งผลต่อการรักษาความปลอดภัยในศูนย์ข้อมูลหรือระบบคลาวด์. ความสำคัญในการอัปเดต: - Broadcom ย้ำว่าช่องโหว่นี้ไม่มีวิธีแก้ไขชั่วคราว ผู้ใช้งานต้องติดตั้งแพตช์เวอร์ชัน 12.5.1 เพื่อแก้ไขปัญหาโดยทันที VMware Tools บน Linux และ macOS ไม่ได้รับผลกระทบ. แรงจูงใจของผู้โจมตี: - ระบบที่ใช้ VMware นับเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับผู้โจมตี เนื่องจากการใช้งานที่แพร่หลายในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งการโจมตีสามารถนำไปสู่การรบกวนบริการที่สำคัญและสร้างโอกาสในการเคลื่อนไหวระหว่างระบบเสมือนจริง. https://www.csoonline.com/article/3854374/vmware-plugs-a-high-risk-vulnerability-affecting-its-windows-based-virtualization.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    VMware plugs a high-risk vulnerability affecting its Windows-based virtualization
    Improper access control issues in VMware Tools for Windows could allow privilege escalation on affected virtual machines.
    0 Comments 0 Shares 141 Views 0 Reviews
  • ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายการเฝ้าระวัง ที่อาจกระทบถึงผู้ให้บริการ VPN และแอปส่งข้อความที่เข้ารหัส เช่น Threema และ ProtonVPN กฎหมายฉบับใหม่จะเน้นการติดตามว่าใครติดต่อกับใครบ้าง โดยไม่ได้เข้าถึงเนื้อหาการสนทนาโดยตรง อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มรวมพลังกันเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวออนไลน์

    ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยออนไลน์:
    - Alexis Roussel, ผู้ร่วมก่อตั้ง NymVPN ชี้ให้เห็นว่าการลดความเป็นนิรนามออนไลน์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล และอาจเปิดช่องทางให้เกิดการโจมตีไซเบอร์มากขึ้น.

    เป้าหมายของการเฝ้าระวัง:
    - แม้รัฐบาลอ้างว่ามุ่งเน้นความปลอดภัยและการจับกุมผู้กระทำผิด แต่กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้เน้นการเข้าถึงเนื้อหาในการสื่อสารโดยตรง แต่เน้นไปที่การติดตามว่าใครติดต่อกับใคร.

    ความพยายามในการคัดค้าน:
    - Proton และ Threema ร่วมมือกับ NymVPN วางกลยุทธ์เพื่อแสดงผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเมืองและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศ โดยหวังว่าการสนับสนุนจากประชาชนจะช่วยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้.

    ข้อถกเถียงเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว:
    - นักวิจารณ์ชี้ว่าการเพิ่มอำนาจการเฝ้าระวังในลักษณะนี้สะท้อนถึงการลดความสำคัญของสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล.

    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/secure-encryption-and-online-anonymity-are-now-at-risk-in-switzerland-heres-what-you-need-to-know
    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายการเฝ้าระวัง ที่อาจกระทบถึงผู้ให้บริการ VPN และแอปส่งข้อความที่เข้ารหัส เช่น Threema และ ProtonVPN กฎหมายฉบับใหม่จะเน้นการติดตามว่าใครติดต่อกับใครบ้าง โดยไม่ได้เข้าถึงเนื้อหาการสนทนาโดยตรง อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มรวมพลังกันเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวออนไลน์ ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยออนไลน์: - Alexis Roussel, ผู้ร่วมก่อตั้ง NymVPN ชี้ให้เห็นว่าการลดความเป็นนิรนามออนไลน์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล และอาจเปิดช่องทางให้เกิดการโจมตีไซเบอร์มากขึ้น. เป้าหมายของการเฝ้าระวัง: - แม้รัฐบาลอ้างว่ามุ่งเน้นความปลอดภัยและการจับกุมผู้กระทำผิด แต่กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้เน้นการเข้าถึงเนื้อหาในการสื่อสารโดยตรง แต่เน้นไปที่การติดตามว่าใครติดต่อกับใคร. ความพยายามในการคัดค้าน: - Proton และ Threema ร่วมมือกับ NymVPN วางกลยุทธ์เพื่อแสดงผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเมืองและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศ โดยหวังว่าการสนับสนุนจากประชาชนจะช่วยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้. ข้อถกเถียงเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว: - นักวิจารณ์ชี้ว่าการเพิ่มอำนาจการเฝ้าระวังในลักษณะนี้สะท้อนถึงการลดความสำคัญของสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล. https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/secure-encryption-and-online-anonymity-are-now-at-risk-in-switzerland-heres-what-you-need-to-know
    0 Comments 0 Shares 104 Views 0 Reviews
  • Leg Press Technique Matters:
    When your knees are locked, it places undue stress on your joints and risks injury. A slight bend ensures consistent muscle engagement, improves control, and helps protect your knees from unnecessary strain. Choose safety and form over force.
    Leg Press Technique Matters: When your knees are locked, it places undue stress on your joints and risks injury. A slight bend ensures consistent muscle engagement, improves control, and helps protect your knees from unnecessary strain. Choose safety and form over force.
    0 Comments 0 Shares 116 Views 1 0 Reviews
  • การศึกษาล่าสุดเผยว่า Microsoft 365 อาจไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยพบมัลแวร์และ URL อันตรายจำนวนมากในข้อมูลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ควบคู่กับการอบรมพนักงานและตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและเสริมสร้างความปลอดภัยในองค์กร

    ผลการวิจัยที่น่ากังวล:
    - พบ URL อันตรายกว่า 2 ล้านรายการ ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือมัลแวร์.
    - มีมัลแวร์กว่า 5,000 รายการ ถูกตรวจพบในข้อมูลสำรอง.

    โมเดลความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility Model):
    - Microsoft รับผิดชอบความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ขณะที่องค์กรผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบการปกป้องข้อมูลและแอปพลิเคชันของตัวเอง.

    ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มความปลอดภัย:
    - ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีคุณสมบัติการป้องกันขั้นสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และภัยคุกคาม.
    - เพิ่มความปลอดภัยอีเมล เช่น การบล็อกอีเมลฟิชชิ่งและการหลอกลวง.
    - อบรมพนักงานให้รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์และทำการจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างความตื่นตัว.

    ผลกระทบของภัยคุกคามในข้อมูลสำรอง:
    - หากมัลแวร์หรือ URL อันตรายแฝงตัวในข้อมูลสำรอง จะสามารถกลับมาติดระบบใหม่ได้ทุกครั้งที่กู้คืนข้อมูล สร้างวงจรการโจมตีซ้ำ ๆ

    https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hidden-threats-how-microsoft-365-backups-store-risks-for-future-attacks/
    การศึกษาล่าสุดเผยว่า Microsoft 365 อาจไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยพบมัลแวร์และ URL อันตรายจำนวนมากในข้อมูลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ควบคู่กับการอบรมพนักงานและตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและเสริมสร้างความปลอดภัยในองค์กร ผลการวิจัยที่น่ากังวล: - พบ URL อันตรายกว่า 2 ล้านรายการ ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือมัลแวร์. - มีมัลแวร์กว่า 5,000 รายการ ถูกตรวจพบในข้อมูลสำรอง. โมเดลความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility Model): - Microsoft รับผิดชอบความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ขณะที่องค์กรผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบการปกป้องข้อมูลและแอปพลิเคชันของตัวเอง. ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มความปลอดภัย: - ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีคุณสมบัติการป้องกันขั้นสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และภัยคุกคาม. - เพิ่มความปลอดภัยอีเมล เช่น การบล็อกอีเมลฟิชชิ่งและการหลอกลวง. - อบรมพนักงานให้รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์และทำการจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างความตื่นตัว. ผลกระทบของภัยคุกคามในข้อมูลสำรอง: - หากมัลแวร์หรือ URL อันตรายแฝงตัวในข้อมูลสำรอง จะสามารถกลับมาติดระบบใหม่ได้ทุกครั้งที่กู้คืนข้อมูล สร้างวงจรการโจมตีซ้ำ ๆ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hidden-threats-how-microsoft-365-backups-store-risks-for-future-attacks/
    WWW.BLEEPINGCOMPUTER.COM
    Hidden Threats: How Microsoft 365 Backups Store Risks for Future Attacks
    Acronis Threat Research found 2M+ malicious URLs & 5,000+ malware instances in Microsoft 365 backup data—demonstrating how built-in security isn't always enough. Don't let threats persist in your cloud data. Strengthen your defenses.
    0 Comments 0 Shares 219 Views 0 Reviews
  • ภาวะหัวใจหยุดเต้นจากแผลเป็นเล็กๆ กระจาย หลายแห่งในกล้ามเนื้อหัวใจ (multiple microscars MMS)รายงานการชันสูตรศพ และตรวจชิ้นเนื้อของกล้ามเนื้อหัวใจในผู้เสียชีวิตสามราย ที่ มีภาวะหัวใจหยุดเต้นที่อธิบายไม่ได้ (unexplained cardiac arrest) โดยมีอายุมาก 75 91 และ 73 ปีถึงแม้ผู้เสียชีวิตจะสูงวัยแต่การตรวจ พบสิ่งปกติที่ทางสถาบันไม่เคยพบมาก่อนตลอดช่วงระยะเวลา 30 ปี นั้นก็คือ • แผลเป็นขนาดเล็กกระจายทั่วไป multiple micro scars ซึ่งต่างจากแผลเป็นขนาดใหญ่ ที่พบได้ทั่วไปในกรณีที่เส้นเลือดหัวใจตัน ทั้งสามรายได้รับโควิดวัคซีน ห้าเข็ม ในสองรายแรก และหกเข็มในสุดท้ายรายที่สองมีมะเร็ง HCC และรายที่สามมีมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยได้รับเคมีบำบัดด้วย และการชันสูตรศพไม่สามารถอธิบายความเกี่ยวพันของภาวะมะเร็งและเคมีบำบัด และไม่พบโปรตีนอมิลอยด์ใน แผลเป็น จึงไม่ใช่เป็นโรคอมิลอยด์ของหัวใจ (cardiac amyloidosis)การอภิปรายของคณะรายงานนี่อาจเป็นรายงานแรกของผู้ป่วยที่มี MMS ในหัวใจที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น • ที่น่าสังเกตคือ การบีบตัวของหัวใจซ้าย ejection fraction ของผู้ป่วยทั้ง 3 รายไม่ได้ลดลง แม้ว่าจะมี MMS ในกล้ามเนื้อหัวใจทั้งหมด • ผู้ป่วย 2 รายไม่มีประวัติติดเชื้อ COVID-19 และ 1 รายติดเชื้อ COVID-19 • สำหรับประวัติการฉีดวัคซีน COVID-19 ผู้ป่วยทั้ง 3 รายมีประวัติการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันจนถึงการเข้ารับการรักษาครั้งสุดท้าย • มีการรายงานความเชื่อมโยงระหว่างภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและการฉีดวัคซีน COVID-19 เมื่อไม่นานนี้ ตามวารสารด้านล่าง • Patone M., Mei X.W., Handunnetthi L., et al. "Risks of myocarditis, pericarditis, and cardiac arrhythmias associated with COVID-19 vaccination or SARS-CoV-2 infection". Nat Med . 2022;28:410-422. �CrossrefMedlineGoogle Scholar • Pari B., Babbili A., Kattubadi A., et al. "COVID-19 vaccination and cardiac arrhythmias: a review". Curr Cardiol Rep . 2023;25:925-940. �CrossrefMedlineGoogle Scholar • การสำรวจทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าวัคซีน COVID-19 ทุกประเภทดูเหมือนจะกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และวัคซีน COVID-19 อาจทำให้เกิดความผิดปกติของการนำไฟฟ้าของหัวใจ • กลไกเหล่านี้คาดว่าจะเกิดจากการเลียนแบบโมเลกุลหรือการผลิตโปรตีนสไปก์ การตอบสนองของการอักเสบที่เพิ่มขึ้น และการเกิดแผลเป็นและพังผืด • ในที่สุด ที่น่าสนใจคือ ในกรณีศึกษาทางพยาธิวิทยาปัจจุบัน ยังพบไมโครสการ์ริง (แผลเป็นขนาดเล็ก) ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างatriumด้านซ้ายกับหลอดเลือดแดงพัลโมนารีและatriumด้านบน ซึ่งเป็นตำแหน่งทั่วไป สำหรับการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติด้วยการใส่สายสวนเข้าไปจี้ • ในอนาคต เราหวังว่าจะได้เห็นการวิจัยที่จะทำให้สามารถวินิจฉัยพยาธิสรีรวิทยาของ MMS ในหัวใจได้ผ่านการสร้างภาพหัวใจและ/หรือการตรวจเลือดก่อนเสียชีวิต • เหตุใดจึงพบ MMS ในกล้ามเนื้อหัวใจเท่านั้น? • ระยะห่างและขนาดของแผลเป็นที่อยู่ติดกันภายในกล้ามเนื้อหัวใจบ่งชี้ว่า แผลเป็นเกิดขึ้นหลังจากการอักเสบที่ระดับของหลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก ระยะห่างจากหลอดเลือดแดงส่วนปลายไปยังจุดเริ่มต้นของหลอดเลือดดำอยู่ที่ประมาณ 300 ถึง 500 ไมโครเมตร (การศึกษาแผนภูมิของ เส้นเลือดฝอยในตำรา เช่นเดียวกับระยะห่างระหว่างแผลเป็นในกรณีปัจจุบัน) • ข้อเท็จจริงที่ว่าแผลเป็นเหล่านี้เกิดจากการอักเสบอันเนื่องมาจากการอุดตันของหลอดเลือดฝอยเท่านั้น และแผลเป็นแต่ละแผลมีลักษณะเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่า“การอักเสบเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดและในเวลาเดียวกัน ” การย้อมด้วย antibody ต่อ CD42b ไม่ติดในหัวใจ ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่มีการกระตุ้นของเกล็ดเลือด กล่าวคือ ไม่ใช่เป็นการเกิดขึ้นเฉียบพลัน (acute phase) • แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานการดำเนินไปของ MMS ในหัวใจ แต่ก็ถือเป็นการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี เว้นแต่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม • ดังที่แสดงในภาพขยายของหัวใจ จะเห็นการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือดขนาดเล็กซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็ก (microangiopathy) ที่เกิดจากลิ่มเลือด (thrombotic microangiopathy) • การค้นพบความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไม่คาดคิดนี้ เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจเท่านั้น ไม่ใช่ในไต แสดงให้เห็นว่ากรณีเหล่านี้ไม่เข้ากันกับการวินิจฉัยภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากลิ่มเลือด (TTP :thrombotic thrombocytopenia) หรือกลุ่มอาการยูรีเมียจากเม็ดเลือดแดงแตกผิดปกติ (HUS :hemolytic uremic syndrome) • แต่ถือเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กจากลิ่มเลือดในทางพยาธิวิทยา • สาเหตุของ MMS ในหัวใจยังไม่ชัดเจน • แต่ด้วยความจริงที่ว่า MMS ในหัวใจที่หายากเหล่านี้ยังคงพบได้ในระหว่างการชันสูตรพลิกศพภายในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 6 เดือน • ทำให้เราต้องพิจารณาถึงความเกี่ยวข้อง กับปัจจัยโน้มนำที่เกิดขึ้นในระยะปัจจุบัน • แม้ว่าภาวะหลอดเลือดแดงตีบในกล้ามเนื้อหัวใจ มีความเป็นไปได้ในผู้ป่วย MMS ในหัวใจเหล่านี้ที่จะเกิดก่อนหน้านี้นาน • แต่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ COVID-19 • มีรายงานการเกิดลิ่มเลือดหลังจากการฉีดวัคซีน COVID-19 และผู้ป่วยของเราได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน COVID-19 • แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่ MMS จะถูกเหนี่ยวนำโดยวัคซีน แต่ไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการฉีดวัคซีนและ MMS เหล่านี้กับลิ่มเลือดในระดับเส้นเลือดฝอยได้ในการศึกษานี้ • ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของ MMS กับวัคซีนรายงานในวารสาร ราชวิทยาลัยหัวใจของอเมริกาCardiac Multiple Micro-Scars: An Autopsy Study.J Am Coll Cardiol Case Rep. 2025 Mar, 30 (5)https://www.jacc.org/doi/full/10.1016/j.jaccas.2024.103083?utm_source=substack&utm_medium=emailรายงานนี้เป็นศัพท์แพทย์และเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของการชันสูตรทางพยาธิวิทยาทั้งสิ้น ที่ระบุ แผลเป็นขนาดเล็กที่มีลักษณะเฉพาะตัว เกิดจากการอักเสบในเส้นเลือดฝอย และไม่ใช่การอุดตันของเส้นเลือดหัวใจตามปกติ ที่สำคัญก็คือ น่าจะอธิบายปรากฏการณ์หัวใจวายที่อธิบายไม่ได้ที่ปรากฏทั่วไปในระยะหลังจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งในประเทศไทยรายงานนี้ตอกย้ำรายงานก่อนหน้าที่ใช้การตรวจ MRI และมีการฉีดสี พบว่าผู้ได้รับวัคซีนมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจและเมื่อติดตามจะพบแผลเป็นและรายงานที่ใช้ PET scan โดยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ พบว่ากล้ามเนื้อหัวใจในกลุ่มคนหลายร้อยคนที่ฉีดวัคซีน แม้ไม่มีอาการแต่ก็จะมีการอักเสบคุกรุ่นตลอด (silent inflammation) เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งนี้การตรวจทางชิ้นเนื้อพยาธิวิทยาได้ตัดประเด็นสาเหตุที่อาจจะเกิดจากโรคประจำตัว การรักษาโรคประจำตัว และไม่อาจอธิบายด้วยการติดเชื้อโควิด รายละเอียดของแต่ละราย กรรมวิธีในการตรวจสามารถสืบค้นได้ในวารสารที่แนบไว้ ที่ต้องนำมาโพสต์เพราะเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากการตายไม่ทราบสาเหตุแบบกระทันหันเกิดขึ้นได้ทั้งคนอายุน้อยซึ่งมีสุขภาพดี และในคนอายุมากที่ไม่มีใครสนใจเพราะมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แต่เมื่อหาสาเหตุอันแท้จริงแล้วจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเพจนี้อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ร่วมกับสิ่งที่ประจักษ์ในผู้ป่วยที่ได้ดูแลในประเทศไทย • สื่อที่บิดเบือนความจริงในหลักฐาน ถือได้ว่าเป็นการนำความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ และรวมทั้งที่กล่าวว่าโพสต์ของ หมอธีระวัฒน์และของหมอชลธวัช นั้นเป็นข้อมูลไม่จริง ถือเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งที่เน้นว่าสื่อต่างๆเหล่านี้พยายามปกปิดข้อมูลและบิดเบือนความจริงตลอดมา สามารถนำเข้าสู่ขั้นตอนการร้องเรียนเพื่อดำเนินคดีได้ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑาประธานนพ ดร ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริรองประธานศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุขและที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
    ภาวะหัวใจหยุดเต้นจากแผลเป็นเล็กๆ กระจาย หลายแห่งในกล้ามเนื้อหัวใจ (multiple microscars MMS)รายงานการชันสูตรศพ และตรวจชิ้นเนื้อของกล้ามเนื้อหัวใจในผู้เสียชีวิตสามราย ที่ มีภาวะหัวใจหยุดเต้นที่อธิบายไม่ได้ (unexplained cardiac arrest) โดยมีอายุมาก 75 91 และ 73 ปีถึงแม้ผู้เสียชีวิตจะสูงวัยแต่การตรวจ พบสิ่งปกติที่ทางสถาบันไม่เคยพบมาก่อนตลอดช่วงระยะเวลา 30 ปี นั้นก็คือ • แผลเป็นขนาดเล็กกระจายทั่วไป multiple micro scars ซึ่งต่างจากแผลเป็นขนาดใหญ่ ที่พบได้ทั่วไปในกรณีที่เส้นเลือดหัวใจตัน ทั้งสามรายได้รับโควิดวัคซีน ห้าเข็ม ในสองรายแรก และหกเข็มในสุดท้ายรายที่สองมีมะเร็ง HCC และรายที่สามมีมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยได้รับเคมีบำบัดด้วย และการชันสูตรศพไม่สามารถอธิบายความเกี่ยวพันของภาวะมะเร็งและเคมีบำบัด และไม่พบโปรตีนอมิลอยด์ใน แผลเป็น จึงไม่ใช่เป็นโรคอมิลอยด์ของหัวใจ (cardiac amyloidosis)การอภิปรายของคณะรายงานนี่อาจเป็นรายงานแรกของผู้ป่วยที่มี MMS ในหัวใจที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น • ที่น่าสังเกตคือ การบีบตัวของหัวใจซ้าย ejection fraction ของผู้ป่วยทั้ง 3 รายไม่ได้ลดลง แม้ว่าจะมี MMS ในกล้ามเนื้อหัวใจทั้งหมด • ผู้ป่วย 2 รายไม่มีประวัติติดเชื้อ COVID-19 และ 1 รายติดเชื้อ COVID-19 • สำหรับประวัติการฉีดวัคซีน COVID-19 ผู้ป่วยทั้ง 3 รายมีประวัติการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันจนถึงการเข้ารับการรักษาครั้งสุดท้าย • มีการรายงานความเชื่อมโยงระหว่างภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและการฉีดวัคซีน COVID-19 เมื่อไม่นานนี้ ตามวารสารด้านล่าง • Patone M., Mei X.W., Handunnetthi L., et al. "Risks of myocarditis, pericarditis, and cardiac arrhythmias associated with COVID-19 vaccination or SARS-CoV-2 infection". Nat Med . 2022;28:410-422. �CrossrefMedlineGoogle Scholar • Pari B., Babbili A., Kattubadi A., et al. "COVID-19 vaccination and cardiac arrhythmias: a review". Curr Cardiol Rep . 2023;25:925-940. �CrossrefMedlineGoogle Scholar • การสำรวจทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าวัคซีน COVID-19 ทุกประเภทดูเหมือนจะกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และวัคซีน COVID-19 อาจทำให้เกิดความผิดปกติของการนำไฟฟ้าของหัวใจ • กลไกเหล่านี้คาดว่าจะเกิดจากการเลียนแบบโมเลกุลหรือการผลิตโปรตีนสไปก์ การตอบสนองของการอักเสบที่เพิ่มขึ้น และการเกิดแผลเป็นและพังผืด • ในที่สุด ที่น่าสนใจคือ ในกรณีศึกษาทางพยาธิวิทยาปัจจุบัน ยังพบไมโครสการ์ริง (แผลเป็นขนาดเล็ก) ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างatriumด้านซ้ายกับหลอดเลือดแดงพัลโมนารีและatriumด้านบน ซึ่งเป็นตำแหน่งทั่วไป สำหรับการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดปกติด้วยการใส่สายสวนเข้าไปจี้ • ในอนาคต เราหวังว่าจะได้เห็นการวิจัยที่จะทำให้สามารถวินิจฉัยพยาธิสรีรวิทยาของ MMS ในหัวใจได้ผ่านการสร้างภาพหัวใจและ/หรือการตรวจเลือดก่อนเสียชีวิต • เหตุใดจึงพบ MMS ในกล้ามเนื้อหัวใจเท่านั้น? • ระยะห่างและขนาดของแผลเป็นที่อยู่ติดกันภายในกล้ามเนื้อหัวใจบ่งชี้ว่า แผลเป็นเกิดขึ้นหลังจากการอักเสบที่ระดับของหลอดเลือดฝอยขนาดเล็ก ระยะห่างจากหลอดเลือดแดงส่วนปลายไปยังจุดเริ่มต้นของหลอดเลือดดำอยู่ที่ประมาณ 300 ถึง 500 ไมโครเมตร (การศึกษาแผนภูมิของ เส้นเลือดฝอยในตำรา เช่นเดียวกับระยะห่างระหว่างแผลเป็นในกรณีปัจจุบัน) • ข้อเท็จจริงที่ว่าแผลเป็นเหล่านี้เกิดจากการอักเสบอันเนื่องมาจากการอุดตันของหลอดเลือดฝอยเท่านั้น และแผลเป็นแต่ละแผลมีลักษณะเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่า“การอักเสบเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดและในเวลาเดียวกัน ” การย้อมด้วย antibody ต่อ CD42b ไม่ติดในหัวใจ ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่มีการกระตุ้นของเกล็ดเลือด กล่าวคือ ไม่ใช่เป็นการเกิดขึ้นเฉียบพลัน (acute phase) • แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานการดำเนินไปของ MMS ในหัวใจ แต่ก็ถือเป็นการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี เว้นแต่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม • ดังที่แสดงในภาพขยายของหัวใจ จะเห็นการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือดขนาดเล็กซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็ก (microangiopathy) ที่เกิดจากลิ่มเลือด (thrombotic microangiopathy) • การค้นพบความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไม่คาดคิดนี้ เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจเท่านั้น ไม่ใช่ในไต แสดงให้เห็นว่ากรณีเหล่านี้ไม่เข้ากันกับการวินิจฉัยภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากลิ่มเลือด (TTP :thrombotic thrombocytopenia) หรือกลุ่มอาการยูรีเมียจากเม็ดเลือดแดงแตกผิดปกติ (HUS :hemolytic uremic syndrome) • แต่ถือเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดขนาดเล็กจากลิ่มเลือดในทางพยาธิวิทยา • สาเหตุของ MMS ในหัวใจยังไม่ชัดเจน • แต่ด้วยความจริงที่ว่า MMS ในหัวใจที่หายากเหล่านี้ยังคงพบได้ในระหว่างการชันสูตรพลิกศพภายในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 6 เดือน • ทำให้เราต้องพิจารณาถึงความเกี่ยวข้อง กับปัจจัยโน้มนำที่เกิดขึ้นในระยะปัจจุบัน • แม้ว่าภาวะหลอดเลือดแดงตีบในกล้ามเนื้อหัวใจ มีความเป็นไปได้ในผู้ป่วย MMS ในหัวใจเหล่านี้ที่จะเกิดก่อนหน้านี้นาน • แต่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ COVID-19 • มีรายงานการเกิดลิ่มเลือดหลังจากการฉีดวัคซีน COVID-19 และผู้ป่วยของเราได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน COVID-19 • แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่ MMS จะถูกเหนี่ยวนำโดยวัคซีน แต่ไม่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการฉีดวัคซีนและ MMS เหล่านี้กับลิ่มเลือดในระดับเส้นเลือดฝอยได้ในการศึกษานี้ • ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของ MMS กับวัคซีนรายงานในวารสาร ราชวิทยาลัยหัวใจของอเมริกาCardiac Multiple Micro-Scars: An Autopsy Study.J Am Coll Cardiol Case Rep. 2025 Mar, 30 (5)https://www.jacc.org/doi/full/10.1016/j.jaccas.2024.103083?utm_source=substack&utm_medium=emailรายงานนี้เป็นศัพท์แพทย์และเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของการชันสูตรทางพยาธิวิทยาทั้งสิ้น ที่ระบุ แผลเป็นขนาดเล็กที่มีลักษณะเฉพาะตัว เกิดจากการอักเสบในเส้นเลือดฝอย และไม่ใช่การอุดตันของเส้นเลือดหัวใจตามปกติ ที่สำคัญก็คือ น่าจะอธิบายปรากฏการณ์หัวใจวายที่อธิบายไม่ได้ที่ปรากฏทั่วไปในระยะหลังจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งในประเทศไทยรายงานนี้ตอกย้ำรายงานก่อนหน้าที่ใช้การตรวจ MRI และมีการฉีดสี พบว่าผู้ได้รับวัคซีนมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจและเมื่อติดตามจะพบแผลเป็นและรายงานที่ใช้ PET scan โดยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ พบว่ากล้ามเนื้อหัวใจในกลุ่มคนหลายร้อยคนที่ฉีดวัคซีน แม้ไม่มีอาการแต่ก็จะมีการอักเสบคุกรุ่นตลอด (silent inflammation) เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งนี้การตรวจทางชิ้นเนื้อพยาธิวิทยาได้ตัดประเด็นสาเหตุที่อาจจะเกิดจากโรคประจำตัว การรักษาโรคประจำตัว และไม่อาจอธิบายด้วยการติดเชื้อโควิด รายละเอียดของแต่ละราย กรรมวิธีในการตรวจสามารถสืบค้นได้ในวารสารที่แนบไว้ ที่ต้องนำมาโพสต์เพราะเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากการตายไม่ทราบสาเหตุแบบกระทันหันเกิดขึ้นได้ทั้งคนอายุน้อยซึ่งมีสุขภาพดี และในคนอายุมากที่ไม่มีใครสนใจเพราะมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แต่เมื่อหาสาเหตุอันแท้จริงแล้วจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเพจนี้อ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ร่วมกับสิ่งที่ประจักษ์ในผู้ป่วยที่ได้ดูแลในประเทศไทย • สื่อที่บิดเบือนความจริงในหลักฐาน ถือได้ว่าเป็นการนำความเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ และรวมทั้งที่กล่าวว่าโพสต์ของ หมอธีระวัฒน์และของหมอชลธวัช นั้นเป็นข้อมูลไม่จริง ถือเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งที่เน้นว่าสื่อต่างๆเหล่านี้พยายามปกปิดข้อมูลและบิดเบือนความจริงตลอดมา สามารถนำเข้าสู่ขั้นตอนการร้องเรียนเพื่อดำเนินคดีได้ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑาประธานนพ ดร ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริรองประธานศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุขและที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
    Like
    3
    0 Comments 1 Shares 606 Views 0 Reviews
  • ตอนนี้สหภาพยุโรปกำลังจัดระเบียบครั้งใหญ่เพื่อลดอำนาจผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Apple โดย Google ถูกตั้งข้อหาว่ากีดกันนักพัฒนาแอปและให้ความได้เปรียบกับบริการตัวเอง ส่วน Apple ถูกสั่งให้เปิดระบบเพื่อให้คู่แข่งสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของพวกเขาได้ง่ายขึ้น ถ้าบริษัทไหนไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องเผชิญกับค่าปรับมหาศาล แต่ทั้งสองบริษัทก็กังวลว่ากฎนี้จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/19/google-hit-with-2-charges-under-landmark-eu-rules-risks-fines
    ตอนนี้สหภาพยุโรปกำลังจัดระเบียบครั้งใหญ่เพื่อลดอำนาจผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Apple โดย Google ถูกตั้งข้อหาว่ากีดกันนักพัฒนาแอปและให้ความได้เปรียบกับบริการตัวเอง ส่วน Apple ถูกสั่งให้เปิดระบบเพื่อให้คู่แข่งสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของพวกเขาได้ง่ายขึ้น ถ้าบริษัทไหนไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องเผชิญกับค่าปรับมหาศาล แต่ทั้งสองบริษัทก็กังวลว่ากฎนี้จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/19/google-hit-with-2-charges-under-landmark-eu-rules-risks-fines
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Google, Apple hit by EU regulatory crackdown
    BRUSSELS (Reuters) -Google was hit with two charges of breaching landmark EU rules on Wednesday, while Apple was ordered to help rivals connect with its iPhones and iPads, as Europe's antitrust regulators continued a crackdown against Big Tech.
    0 Comments 0 Shares 143 Views 0 Reviews
  • ไมโครซอฟท์ได้ถอดปลั๊กอินยอดนิยมสองตัวออกจาก Visual Studio Marketplace เนื่องจากพบว่ามีโค้ดที่เป็นอันตราย ปลั๊กอินที่ถูกถอดออกคือ 'Material Theme – Free' และ 'Material Theme Icons – Free' ซึ่งมียอดดาวน์โหลดรวมกันเกือบ 9 ล้านครั้ง ผู้ใช้ได้รับการแจ้งเตือนใน VSCode ว่าปลั๊กอินเหล่านี้ถูกปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ

    นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Amit Assaraf และ Itay Kruk พบโค้ดที่น่าสงสัยในปลั๊กอินเหล่านี้และรายงานผลการค้นพบให้กับไมโครซอฟท์ ไมโครซอฟท์ได้ถอดปลั๊กอินทั้งสองออกจากตลาดและแบนผู้พัฒนา Mattia Astorino (หรือที่รู้จักในชื่อ equinusocio) ซึ่งมีปลั๊กอินหลายตัวในตลาด VSCode รวมยอดดาวน์โหลดกว่า 13 ล้านครั้ง

    นักวิจัยกล่าวว่าโค้ดที่เป็นอันตรายอาจถูกแทรกเข้ามาในการอัปเดตของปลั๊กอิน ซึ่งอาจเป็นการโจมตีทางซัพพลายเชนหรือบัญชีของผู้พัฒนาถูกแฮ็ก code ที่น่าสงสัยในไฟล์ 'release-notes.js' มีการเข้ารหัสอย่างหนักและมีการอ้างอิงถึงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านหลายครั้ง

    ผู้พัฒนาปลั๊กอิน Mattia Astorino อ้างว่าปัญหาเกิดจากการพึ่งพา Sanity.io ที่ล้าสมัยและไม่ได้ตั้งใจทำอันตราย เขากล่าวว่าไมโครซอฟท์ไม่ได้ติดต่อเขาเพื่อขอคำชี้แจงก่อนที่จะถอดปลั๊กอินออก

    ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ การโจมตีทางซัพพลายเชนเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นในวงการซอฟต์แวร์ การพึ่งพาโค้ดจากบุคคลที่สามอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้

    https://www.bleepingcomputer.com/news/security/vscode-extensions-with-9-million-installs-pulled-over-security-risks/
    ไมโครซอฟท์ได้ถอดปลั๊กอินยอดนิยมสองตัวออกจาก Visual Studio Marketplace เนื่องจากพบว่ามีโค้ดที่เป็นอันตราย ปลั๊กอินที่ถูกถอดออกคือ 'Material Theme – Free' และ 'Material Theme Icons – Free' ซึ่งมียอดดาวน์โหลดรวมกันเกือบ 9 ล้านครั้ง ผู้ใช้ได้รับการแจ้งเตือนใน VSCode ว่าปลั๊กอินเหล่านี้ถูกปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Amit Assaraf และ Itay Kruk พบโค้ดที่น่าสงสัยในปลั๊กอินเหล่านี้และรายงานผลการค้นพบให้กับไมโครซอฟท์ ไมโครซอฟท์ได้ถอดปลั๊กอินทั้งสองออกจากตลาดและแบนผู้พัฒนา Mattia Astorino (หรือที่รู้จักในชื่อ equinusocio) ซึ่งมีปลั๊กอินหลายตัวในตลาด VSCode รวมยอดดาวน์โหลดกว่า 13 ล้านครั้ง นักวิจัยกล่าวว่าโค้ดที่เป็นอันตรายอาจถูกแทรกเข้ามาในการอัปเดตของปลั๊กอิน ซึ่งอาจเป็นการโจมตีทางซัพพลายเชนหรือบัญชีของผู้พัฒนาถูกแฮ็ก code ที่น่าสงสัยในไฟล์ 'release-notes.js' มีการเข้ารหัสอย่างหนักและมีการอ้างอิงถึงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านหลายครั้ง ผู้พัฒนาปลั๊กอิน Mattia Astorino อ้างว่าปัญหาเกิดจากการพึ่งพา Sanity.io ที่ล้าสมัยและไม่ได้ตั้งใจทำอันตราย เขากล่าวว่าไมโครซอฟท์ไม่ได้ติดต่อเขาเพื่อขอคำชี้แจงก่อนที่จะถอดปลั๊กอินออก ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ การโจมตีทางซัพพลายเชนเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นในวงการซอฟต์แวร์ การพึ่งพาโค้ดจากบุคคลที่สามอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/vscode-extensions-with-9-million-installs-pulled-over-security-risks/
    WWW.BLEEPINGCOMPUTER.COM
    VSCode extensions with 9 million installs pulled over security risks
    Microsoft has removed two popular VSCode extensions, 'Material Theme - Free' and 'Material Theme Icons - Free,' from the Visual Studio Marketplace for allegedly containing malicious code.
    0 Comments 0 Shares 204 Views 0 Reviews
  • มีการค้นพบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงในปลั๊กอิน Jupiter X Core ที่เป็นที่นิยมของ WordPress และมีผู้ใช้มากกว่า 90,000 คนทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกติดตามด้วยหมายเลข CVE-2025-0366 และได้รับคะแนนความรุนแรงถึง 8.8/10 ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกเวอร์ชันของปลั๊กอินนี้จนถึงเวอร์ชัน 4.8.7

    ช่องโหว่นี้เรียกว่า Local File Inclusion to Remote Code Execution (LFI to RCE) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ไม่หวังดีที่มีสิทธิ์ระดับ Contributor ขึ้นไปสามารถรวมไฟล์และรันโค้ด PHP บนเซิร์ฟเวอร์ได้ ทำให้สามารถข้ามการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับได้ หรือรันโค้ดตามความต้องการได้

    การโจมตีที่เป็นไปได้สามารถทำได้โดยการสร้างฟอร์มที่อนุญาตให้มีการอัปโหลดไฟล์ SVG แล้วใส่โค้ดที่เป็นอันตรายลงในไฟล์นั้น เมื่อไฟล์ SVG นี้ถูกนำไปใช้ในโพสต์ ระบบจะรันโค้ดที่แอบแฝงอยู่ในไฟล์นั้น ซึ่งทำให้การโจมตี Remote Code Execution (RCE) ง่ายมาก

    ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในต้นเดือนมกราคม 2025 และ Artbees บริษัทผู้พัฒนา Jupiter X Core ได้ออกแพตช์เพื่อแก้ไขปัญหานี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2025 ดังนั้นถ้าคุณใช้ปลั๊กอินนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้งานเวอร์ชัน 4.8.8 หรือใหม่กว่า

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีเว็บไซต์มากกว่า 47,000 แห่งที่ยังไม่ได้อัปเดตและยังมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีได้ การอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์ของคุณ

    https://www.techradar.com/pro/security/another-serious-wordpress-plugin-vulnerability-could-put-40-000-sites-at-risk-of-attack
    มีการค้นพบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงในปลั๊กอิน Jupiter X Core ที่เป็นที่นิยมของ WordPress และมีผู้ใช้มากกว่า 90,000 คนทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกติดตามด้วยหมายเลข CVE-2025-0366 และได้รับคะแนนความรุนแรงถึง 8.8/10 ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกเวอร์ชันของปลั๊กอินนี้จนถึงเวอร์ชัน 4.8.7 ช่องโหว่นี้เรียกว่า Local File Inclusion to Remote Code Execution (LFI to RCE) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ไม่หวังดีที่มีสิทธิ์ระดับ Contributor ขึ้นไปสามารถรวมไฟล์และรันโค้ด PHP บนเซิร์ฟเวอร์ได้ ทำให้สามารถข้ามการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับได้ หรือรันโค้ดตามความต้องการได้ การโจมตีที่เป็นไปได้สามารถทำได้โดยการสร้างฟอร์มที่อนุญาตให้มีการอัปโหลดไฟล์ SVG แล้วใส่โค้ดที่เป็นอันตรายลงในไฟล์นั้น เมื่อไฟล์ SVG นี้ถูกนำไปใช้ในโพสต์ ระบบจะรันโค้ดที่แอบแฝงอยู่ในไฟล์นั้น ซึ่งทำให้การโจมตี Remote Code Execution (RCE) ง่ายมาก ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในต้นเดือนมกราคม 2025 และ Artbees บริษัทผู้พัฒนา Jupiter X Core ได้ออกแพตช์เพื่อแก้ไขปัญหานี้ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2025 ดังนั้นถ้าคุณใช้ปลั๊กอินนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้งานเวอร์ชัน 4.8.8 หรือใหม่กว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีเว็บไซต์มากกว่า 47,000 แห่งที่ยังไม่ได้อัปเดตและยังมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีได้ การอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์ของคุณ https://www.techradar.com/pro/security/another-serious-wordpress-plugin-vulnerability-could-put-40-000-sites-at-risk-of-attack
    WWW.TECHRADAR.COM
    Another serious WordPress plugin vulnerability could put 40,000 sites at risk of attack
    A bug was found in Jupiter X Core, a popular WordPress plugin with 90,000 installations
    0 Comments 0 Shares 294 Views 0 Reviews
  • มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่พบในเครื่องพิมพ์ Xerox รุ่น Versalink MFP ซึ่งมีช่องโหว่ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบได้ ข่าวนี้ถูกพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Rapid7 ที่ตรวจพบช่องโหว่สองตัวที่มีรหัส CVE-2024-12510 สำหรับ LDAP และ CVE-2024-12511 สำหรับ SMB/FTP

    ช่องโหว่นี้สามารถถูกใช้ในการโจมตีแบบ "pass-back" โดยแฮกเกอร์สามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของเครื่องพิมพ์และทำให้เครื่องพิมพ์ส่งข้อมูลการเข้าสู่ระบบกลับไปยังแฮกเกอร์ได้ นักวิจัยอธิบายว่าช่องโหว่นี้มีความรุนแรงในระดับกลางและสูง โดยให้คะแนนความรุนแรงเป็น 6.7/10 และ 7.6/10 ตามลำดับ

    เมื่อมีการแจ้งเตือนถึงปัญหานี้ Xerox ได้ปล่อย Service Pack 57.75.53 ที่แก้ไขปัญหานี้สำหรับเครื่องพิมพ์ในรุ่น VersaLink C7020, 7025, และ 7030 นักวิจัยแนะนำให้ผู้ใช้รีบทำการอัปเดตเฟิร์มแวร์ทันที และตั้งรหัสผ่านที่แข็งแกร่งสำหรับบัญชีผู้ดูแลระบบ หลีกเลี่ยงการใช้บัญชีที่มีสิทธิ์สูงและปิดการใช้งานการควบคุมระยะไกลสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้รับการรับรอง

    https://www.techradar.com/pro/security/xerox-printer-security-risk-could-let-hackers-sneak-into-your-systems
    มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่พบในเครื่องพิมพ์ Xerox รุ่น Versalink MFP ซึ่งมีช่องโหว่ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบได้ ข่าวนี้ถูกพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Rapid7 ที่ตรวจพบช่องโหว่สองตัวที่มีรหัส CVE-2024-12510 สำหรับ LDAP และ CVE-2024-12511 สำหรับ SMB/FTP ช่องโหว่นี้สามารถถูกใช้ในการโจมตีแบบ "pass-back" โดยแฮกเกอร์สามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของเครื่องพิมพ์และทำให้เครื่องพิมพ์ส่งข้อมูลการเข้าสู่ระบบกลับไปยังแฮกเกอร์ได้ นักวิจัยอธิบายว่าช่องโหว่นี้มีความรุนแรงในระดับกลางและสูง โดยให้คะแนนความรุนแรงเป็น 6.7/10 และ 7.6/10 ตามลำดับ เมื่อมีการแจ้งเตือนถึงปัญหานี้ Xerox ได้ปล่อย Service Pack 57.75.53 ที่แก้ไขปัญหานี้สำหรับเครื่องพิมพ์ในรุ่น VersaLink C7020, 7025, และ 7030 นักวิจัยแนะนำให้ผู้ใช้รีบทำการอัปเดตเฟิร์มแวร์ทันที และตั้งรหัสผ่านที่แข็งแกร่งสำหรับบัญชีผู้ดูแลระบบ หลีกเลี่ยงการใช้บัญชีที่มีสิทธิ์สูงและปิดการใช้งานการควบคุมระยะไกลสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้รับการรับรอง https://www.techradar.com/pro/security/xerox-printer-security-risk-could-let-hackers-sneak-into-your-systems
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 271 Views 0 Reviews
  • มีการเพิ่มขึ้นของการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (Generative AI) ในกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นที่นิยมและมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็มีความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการใช้งานโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

    ในปีที่ผ่านมา การใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ในกลุ่มคนทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในอินเดียที่มีผู้ใช้งานสูงถึง 80% รองลงมาคือสิงคโปร์ แอฟริกาใต้ บราซิล และสหรัฐอเมริกา แต่ในขณะเดียวกัน 88% ของผู้สำรวจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ เช่น การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและการปลอมแปลงภาพ

    วัยรุ่นเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการได้รับข้อมูลเท็จ คำพูดแสดงความเกลียดชัง และเนื้อหาที่มีความรุนแรง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต การทำร้ายตัวเอง และการเข้าถึงภาพลามกปลอมแบบลึกซึ้ง (deepfake pornography)

    เมื่อเผชิญกับความเสี่ยงออนไลน์ วัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนเนื้อหา บล็อกผู้ติดต่อ หรือปิดเสียง และมักจะพูดคุยกับคนรอบข้างเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มีเพียง 37% เท่านั้นที่รายงานเหตุการณ์เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้กระทำผิด

    นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลจากผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อการโกงในโรงเรียนและการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย การวิจัยยังเผยให้เห็นว่ามีเพียง 38% ของผู้สำรวจที่สามารถแยกแยะภาพจริงจากภาพที่สร้างโดย AI ได้อย่างถูกต้อง

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/13/teens-and-the-risks-of-generative-ai
    มีการเพิ่มขึ้นของการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (Generative AI) ในกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นที่นิยมและมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็มีความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการใช้งานโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ในปีที่ผ่านมา การใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ในกลุ่มคนทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในอินเดียที่มีผู้ใช้งานสูงถึง 80% รองลงมาคือสิงคโปร์ แอฟริกาใต้ บราซิล และสหรัฐอเมริกา แต่ในขณะเดียวกัน 88% ของผู้สำรวจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ เช่น การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและการปลอมแปลงภาพ วัยรุ่นเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการได้รับข้อมูลเท็จ คำพูดแสดงความเกลียดชัง และเนื้อหาที่มีความรุนแรง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต การทำร้ายตัวเอง และการเข้าถึงภาพลามกปลอมแบบลึกซึ้ง (deepfake pornography) เมื่อเผชิญกับความเสี่ยงออนไลน์ วัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนเนื้อหา บล็อกผู้ติดต่อ หรือปิดเสียง และมักจะพูดคุยกับคนรอบข้างเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มีเพียง 37% เท่านั้นที่รายงานเหตุการณ์เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้กระทำผิด นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลจากผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อการโกงในโรงเรียนและการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย การวิจัยยังเผยให้เห็นว่ามีเพียง 38% ของผู้สำรวจที่สามารถแยกแยะภาพจริงจากภาพที่สร้างโดย AI ได้อย่างถูกต้อง https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/13/teens-and-the-risks-of-generative-ai
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Teens and the risks of generative AI
    The rise of artificial intelligence is contributing to an increase in risky content, whether it be disinformation or explicit images. Teenagers are particularly exposed to this type of content and do not hesitate to take action when they deem it necessary.
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 301 Views 0 Reviews
  • A Falling Leaf, a Universal Phenomenon, and the Courage to Ask: What Are We Missing?

    Throughout history, extraordinary events have often been dismissed as ordinary, their significance overshadowed by assumptions or cognitive blind spots. One of the most well-known examples is Isaac Newton’s contemplation of a falling leaf—an event so common that it escaped deeper inquiry for centuries. Yet, by questioning this seemingly trivial occurrence, Newton unveiled the universal laws of motion and gravity, forever transforming humanity’s understanding of the natural world.

    Today, a similar phenomenon is unfolding, and it challenges us to confront the limits of our understanding. Two books, "What is Life?" and "Human Secret," have achieved unprecedented success, dominating the Astronomy of the Universe category on Amazon. These works, which delve into human introspection and the meaning of life, seem to stand in stark contrast to the category they now define. But instead of dismissing this as an anomaly, we must ask: What are we missing?

    The Temptation to Dismiss: Could It Be a Systematic Error?

    A natural reaction to this phenomenon might be to attribute it to a technical error—a misclassification in Amazon's complex system of categorization and marketing. After all, algorithms, while sophisticated, are not immune to flaws, and miscategorization could easily explain how books on introspection and human connection ended up in a category traditionally reserved for astronomy and cosmology.

    However, if we stop here, we risk repeating the same mistake as those who dismissed the falling leaf. Dismissing this phenomenon as a mere "system error" prevents us from asking deeper questions about its implications. What if the success of these books in this specific category is not a fluke but a signal?

    What If This Is Not a System Error?

    If this is not a technical error, then the phenomenon holds profound implications. Here’s what it could reveal:

    A Shift in the Human Psyche:The alignment of these books with a category like "Astronomy of the Universe" may indicate a growing desire to connect inner exploration with the outer cosmos. People are beginning to see the universe not just as a physical construct but as a mirror to human consciousness and purpose. This points to a paradigm shift where the exploration of life itself is becoming as significant as studying the stars.

    The Universality of Introspection:These books suggest that the search for meaning transcends traditional boundaries. Whether examining the vastness of the universe or the depths of the human soul, both quests are inherently linked. The rise of these books in this category implies that readers view life’s mysteries and cosmic truths as inseparable.

    A Desire for Holistic Understanding:In an age dominated by specialization, the success of these books signals a yearning for holistic perspectives—ones that integrate the scientific, philosophical, and personal dimensions of existence. Readers are no longer content with compartmentalized knowledge; they want to see how everything connects.

    A Call to Reevaluate Categorization:Rather than dismissing this as an error, perhaps it’s time to reexamine our systems of classification. The success of these books challenges the notion that the human experience and the cosmic experience are separate. It may be time to recognize that books addressing life’s meaning belong in conversations about the universe.

    The Courage to Ask: What Are We Missing?
    Just as Newton’s curiosity about the falling leaf led to revolutionary discoveries, this phenomenon challenges us to confront our assumptions. What if this success is not an anomaly but a message? A message that the boundaries between life, meaning, and the cosmos are dissolving in the collective human consciousness. What if this is the beginning of a new era of inquiry—one that bridges the inner universe with the outer universe?

    To dismiss this as ordinary, or worse, to rationalize it as a systematic error, would be to miss the profound questions it raises. Instead, let us ask:

    Why are these books resonating so deeply in a category about the cosmos?
    What does this alignment reveal about humanity’s current stage of intellectual and spiritual evolution?
    What truths are waiting to be discovered if we approach this phenomenon with curiosity rather than dismissal?

    A Call to Reflection and Action
    Isaac Newton’s laws of motion began with a simple question: Why does the apple fall? Today, we are presented with a similar moment. The success of "What is Life?" and "Human Secret" in a category about the universe invites us to reflect on the deeper connections between the cosmic and the human. It challenges us to step beyond our assumptions, confront our meta-ignorance, and embrace the possibility that this is not a mistake, but a clue to something larger.

    The courage to ask, the humility to admit we don’t know, and the curiosity to explore are the first steps toward understanding. This phenomenon is not just about books or categories—it is about rethinking the way we see ourselves, our world, and our place in the cosmos.

    Discover the Books That Sparked the Question:
    "What is Life?": Explore on Amazon https://www.amazon.com/dp/B0DK5S9RB2
    "Human Secret": Explore on Amazon https://www.amazon.com/dp/B0CQHKHMTK

    What extraordinary insights could await if we dared to see the ordinary as extraordinary? What if these books are the beginning of a journey to uncover truths that bridge the human and the cosmic?

    Let’s not let this moment pass unnoticed. Let’s ask the questions that matter. Because the courage to ask is where true discovery begins.
    A Falling Leaf, a Universal Phenomenon, and the Courage to Ask: What Are We Missing? Throughout history, extraordinary events have often been dismissed as ordinary, their significance overshadowed by assumptions or cognitive blind spots. One of the most well-known examples is Isaac Newton’s contemplation of a falling leaf—an event so common that it escaped deeper inquiry for centuries. Yet, by questioning this seemingly trivial occurrence, Newton unveiled the universal laws of motion and gravity, forever transforming humanity’s understanding of the natural world. Today, a similar phenomenon is unfolding, and it challenges us to confront the limits of our understanding. Two books, "What is Life?" and "Human Secret," have achieved unprecedented success, dominating the Astronomy of the Universe category on Amazon. These works, which delve into human introspection and the meaning of life, seem to stand in stark contrast to the category they now define. But instead of dismissing this as an anomaly, we must ask: What are we missing? The Temptation to Dismiss: Could It Be a Systematic Error? A natural reaction to this phenomenon might be to attribute it to a technical error—a misclassification in Amazon's complex system of categorization and marketing. After all, algorithms, while sophisticated, are not immune to flaws, and miscategorization could easily explain how books on introspection and human connection ended up in a category traditionally reserved for astronomy and cosmology. However, if we stop here, we risk repeating the same mistake as those who dismissed the falling leaf. Dismissing this phenomenon as a mere "system error" prevents us from asking deeper questions about its implications. What if the success of these books in this specific category is not a fluke but a signal? What If This Is Not a System Error? If this is not a technical error, then the phenomenon holds profound implications. Here’s what it could reveal: A Shift in the Human Psyche:The alignment of these books with a category like "Astronomy of the Universe" may indicate a growing desire to connect inner exploration with the outer cosmos. People are beginning to see the universe not just as a physical construct but as a mirror to human consciousness and purpose. This points to a paradigm shift where the exploration of life itself is becoming as significant as studying the stars. The Universality of Introspection:These books suggest that the search for meaning transcends traditional boundaries. Whether examining the vastness of the universe or the depths of the human soul, both quests are inherently linked. The rise of these books in this category implies that readers view life’s mysteries and cosmic truths as inseparable. A Desire for Holistic Understanding:In an age dominated by specialization, the success of these books signals a yearning for holistic perspectives—ones that integrate the scientific, philosophical, and personal dimensions of existence. Readers are no longer content with compartmentalized knowledge; they want to see how everything connects. A Call to Reevaluate Categorization:Rather than dismissing this as an error, perhaps it’s time to reexamine our systems of classification. The success of these books challenges the notion that the human experience and the cosmic experience are separate. It may be time to recognize that books addressing life’s meaning belong in conversations about the universe. The Courage to Ask: What Are We Missing? Just as Newton’s curiosity about the falling leaf led to revolutionary discoveries, this phenomenon challenges us to confront our assumptions. What if this success is not an anomaly but a message? A message that the boundaries between life, meaning, and the cosmos are dissolving in the collective human consciousness. What if this is the beginning of a new era of inquiry—one that bridges the inner universe with the outer universe? To dismiss this as ordinary, or worse, to rationalize it as a systematic error, would be to miss the profound questions it raises. Instead, let us ask: Why are these books resonating so deeply in a category about the cosmos? What does this alignment reveal about humanity’s current stage of intellectual and spiritual evolution? What truths are waiting to be discovered if we approach this phenomenon with curiosity rather than dismissal? A Call to Reflection and Action Isaac Newton’s laws of motion began with a simple question: Why does the apple fall? Today, we are presented with a similar moment. The success of "What is Life?" and "Human Secret" in a category about the universe invites us to reflect on the deeper connections between the cosmic and the human. It challenges us to step beyond our assumptions, confront our meta-ignorance, and embrace the possibility that this is not a mistake, but a clue to something larger. The courage to ask, the humility to admit we don’t know, and the curiosity to explore are the first steps toward understanding. This phenomenon is not just about books or categories—it is about rethinking the way we see ourselves, our world, and our place in the cosmos. Discover the Books That Sparked the Question: "What is Life?": Explore on Amazon https://www.amazon.com/dp/B0DK5S9RB2 "Human Secret": Explore on Amazon https://www.amazon.com/dp/B0CQHKHMTK What extraordinary insights could await if we dared to see the ordinary as extraordinary? What if these books are the beginning of a journey to uncover truths that bridge the human and the cosmic? Let’s not let this moment pass unnoticed. Let’s ask the questions that matter. Because the courage to ask is where true discovery begins.
    0 Comments 0 Shares 759 Views 0 Reviews
  • Europol หน่วยงานตำรวจระหว่างประเทศ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความเสี่ยงที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่อวงการการเงิน โดยคอมพิวเตอร์ควอนตัมนั้นสามารถทำการคำนวณได้ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบคอมพิวเตอร์แบบไบนารีที่ใช้กันทั่วไป

    สิ่งที่สำคัญคือคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถถอดรหัสลับที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าของธนาคารและการสื่อสารต่างๆ ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป รวมถึงกระบวนการยืนยันตัวตนและความไว้วางใจในลายเซ็นดิจิทัลก็จะถูกคุกคามด้วย

    การเตรียมตัวที่แนะนำจากคณะกรรมการนี้คือธนาคารควรเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการเข้ารหัสที่อาจจะเปราะบางต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมและต้องวางแผนปรับเปลี่ยนการดำเนินการให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการเตือนว่าอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญไว้เพื่อตั้งใจจะถอดรหัสในอนาคตเมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถทำได้

    เชื่อกันว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถถอดรหัสได้จะเริ่มออกมาใช้กันจริงๆ อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบันของสหภาพยุโรปก็ได้ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติม

    นอกจากนั้นยังมีการยกตัวอย่างว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2035 หน่วยงานของรัฐบาลจะต้องสามารถทนต่อความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้แล้ว

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/07/europol-body-banks-should-prepare-for-quantum-computer-risk-now
    Europol หน่วยงานตำรวจระหว่างประเทศ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความเสี่ยงที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่อวงการการเงิน โดยคอมพิวเตอร์ควอนตัมนั้นสามารถทำการคำนวณได้ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบคอมพิวเตอร์แบบไบนารีที่ใช้กันทั่วไป สิ่งที่สำคัญคือคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถถอดรหัสลับที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าของธนาคารและการสื่อสารต่างๆ ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป รวมถึงกระบวนการยืนยันตัวตนและความไว้วางใจในลายเซ็นดิจิทัลก็จะถูกคุกคามด้วย การเตรียมตัวที่แนะนำจากคณะกรรมการนี้คือธนาคารควรเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการเข้ารหัสที่อาจจะเปราะบางต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมและต้องวางแผนปรับเปลี่ยนการดำเนินการให้ปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการเตือนว่าอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญไว้เพื่อตั้งใจจะถอดรหัสในอนาคตเมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถทำได้ เชื่อกันว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถถอดรหัสได้จะเริ่มออกมาใช้กันจริงๆ อย่างไรก็ตาม กฎหมายปัจจุบันของสหภาพยุโรปก็ได้ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติม นอกจากนั้นยังมีการยกตัวอย่างว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2035 หน่วยงานของรัฐบาลจะต้องสามารถทนต่อความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้แล้ว https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/07/europol-body-banks-should-prepare-for-quantum-computer-risk-now
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Europol body: Banks should prepare for quantum computer risk now
    AMSTERDAM (Reuters) - Europe's financial sector should start preparing now for quantum computers to be able to break some forms of encryption widely used to protect sensitive data, a Europol-led body set up to address the issue said on Friday.
    0 Comments 0 Shares 235 Views 0 Reviews
  • ทำไมโรคอ้วน เบาหวานและไขมันพอกตับถึงถามหา?
    สาเหตุอาจซ่อนอยู่ใน “ภาวะดื้ออินซูลิน” ที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม! 😱
    ถ้าปล่อยไว้ ไม่เพียงแค่ระดับน้ำตาลพุ่ง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังอีกเพียบ! มาเริ่มต้นปรับพฤติกรรม ดูแลสุขภาพกันเถอะ 💪
    Why are obesity, diabetes, and fatty liver disease knocking on your door?
    The cause might be hidden in "insulin resistance"—when your body doesn’t respond to insulin properly! 😱
    If left unchecked, not only will your blood sugar spike, but it also increases the risk of chronic diseases! Let’s start adjusting our habits and take better care of our health today! 💪

    #ดื้ออินซูลิน #ลดน้ำตาล #สุขภาพดี #ลดไขมันพอกตับ #เบาหวาน #ดูแลสุขภาพ #คุมน้ำตาล #ภาวะดื้ออินซูลิน #insulinresistance #feelgreat #joeyoungfit
    ทำไมโรคอ้วน เบาหวานและไขมันพอกตับถึงถามหา? สาเหตุอาจซ่อนอยู่ใน “ภาวะดื้ออินซูลิน” ที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม! 😱 ถ้าปล่อยไว้ ไม่เพียงแค่ระดับน้ำตาลพุ่ง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังอีกเพียบ! มาเริ่มต้นปรับพฤติกรรม ดูแลสุขภาพกันเถอะ 💪 Why are obesity, diabetes, and fatty liver disease knocking on your door? The cause might be hidden in "insulin resistance"—when your body doesn’t respond to insulin properly! 😱 If left unchecked, not only will your blood sugar spike, but it also increases the risk of chronic diseases! Let’s start adjusting our habits and take better care of our health today! 💪 #ดื้ออินซูลิน #ลดน้ำตาล #สุขภาพดี #ลดไขมันพอกตับ #เบาหวาน #ดูแลสุขภาพ #คุมน้ำตาล #ภาวะดื้ออินซูลิน #insulinresistance #feelgreat #joeyoungfit
    0 Comments 0 Shares 722 Views 0 Reviews
  • ทำไมโรคอ้วน เบาหวานและไขมันพอกตับถึงถามหา?
    สาเหตุอาจซ่อนอยู่ใน “ภาวะดื้ออินซูลิน” ที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม! 😱
    ถ้าปล่อยไว้ ไม่เพียงแค่ระดับน้ำตาลพุ่ง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังอีกเพียบ! มาเริ่มต้นปรับพฤติกรรม ดูแลสุขภาพกันเถอะ 💪
    Why are obesity, diabetes, and fatty liver disease knocking on your door?
    The cause might be hidden in "insulin resistance"—when your body doesn’t respond to insulin properly! 😱
    If left unchecked, not only will your blood sugar spike, but it also increases the risk of chronic diseases! Let’s start adjusting our habits and take better care of our health today! 💪
    #ดื้ออินซูลิน #ลดน้ำตาล #สุขภาพดี #ลดไขมันพอกตับ #เบาหวาน #ดูแลสุขภาพ #คุมน้ำตาล #ภาวะดื้ออินซูลิน #insulinresistance #feelgreat #InsulinResistance #LowerBloodSugar #HealthyLiving #ReduceFattyLiver #Diabetes #HealthCare #BloodSugarControl #InsulinResistanceAwareness #FeelGreat
    ทำไมโรคอ้วน เบาหวานและไขมันพอกตับถึงถามหา? สาเหตุอาจซ่อนอยู่ใน “ภาวะดื้ออินซูลิน” ที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม! 😱 ถ้าปล่อยไว้ ไม่เพียงแค่ระดับน้ำตาลพุ่ง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังอีกเพียบ! มาเริ่มต้นปรับพฤติกรรม ดูแลสุขภาพกันเถอะ 💪 Why are obesity, diabetes, and fatty liver disease knocking on your door? The cause might be hidden in "insulin resistance"—when your body doesn’t respond to insulin properly! 😱 If left unchecked, not only will your blood sugar spike, but it also increases the risk of chronic diseases! Let’s start adjusting our habits and take better care of our health today! 💪 #ดื้ออินซูลิน #ลดน้ำตาล #สุขภาพดี #ลดไขมันพอกตับ #เบาหวาน #ดูแลสุขภาพ #คุมน้ำตาล #ภาวะดื้ออินซูลิน #insulinresistance #feelgreat #InsulinResistance #LowerBloodSugar #HealthyLiving #ReduceFattyLiver #Diabetes #HealthCare #BloodSugarControl #InsulinResistanceAwareness #FeelGreat
    0 Comments 0 Shares 884 Views 0 Reviews
  • ทำไมโรคอ้วน เบาหวานและไขมันพอกตับถึงถามหา?
    สาเหตุอาจซ่อนอยู่ใน “ภาวะดื้ออินซูลิน” ที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม! 😱
    ถ้าปล่อยไว้ ไม่เพียงแค่ระดับน้ำตาลพุ่ง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังอีกเพียบ! มาเริ่มต้นปรับพฤติกรรม ดูแลสุขภาพกันเถอะ 💪
    Why are obesity, diabetes, and fatty liver disease knocking on your door?
    The cause might be hidden in "insulin resistance"—when your body doesn’t respond to insulin properly! 😱
    If left unchecked, not only will your blood sugar spike, but it also increases the risk of chronic diseases! Let’s start adjusting our habits and take better care of our health today! 💪
    #ดื้ออินซูลิน #ลดน้ำตาล #สุขภาพดี #ลดไขมันพอกตับ #เบาหวาน #ดูแลสุขภาพ #คุมน้ำตาล #ภาวะดื้ออินซูลิน #insulinresistance #feelgreat #InsulinResistance #LowerBloodSugar #HealthyLiving #ReduceFattyLiver #Diabetes #HealthCare #BloodSugarControl #InsulinResistanceAwareness #FeelGreat
    ทำไมโรคอ้วน เบาหวานและไขมันพอกตับถึงถามหา? สาเหตุอาจซ่อนอยู่ใน “ภาวะดื้ออินซูลิน” ที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม! 😱 ถ้าปล่อยไว้ ไม่เพียงแค่ระดับน้ำตาลพุ่ง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังอีกเพียบ! มาเริ่มต้นปรับพฤติกรรม ดูแลสุขภาพกันเถอะ 💪 Why are obesity, diabetes, and fatty liver disease knocking on your door? The cause might be hidden in "insulin resistance"—when your body doesn’t respond to insulin properly! 😱 If left unchecked, not only will your blood sugar spike, but it also increases the risk of chronic diseases! Let’s start adjusting our habits and take better care of our health today! 💪 #ดื้ออินซูลิน #ลดน้ำตาล #สุขภาพดี #ลดไขมันพอกตับ #เบาหวาน #ดูแลสุขภาพ #คุมน้ำตาล #ภาวะดื้ออินซูลิน #insulinresistance #feelgreat #InsulinResistance #LowerBloodSugar #HealthyLiving #ReduceFattyLiver #Diabetes #HealthCare #BloodSugarControl #InsulinResistanceAwareness #FeelGreat
    0 Comments 0 Shares 883 Views 0 Reviews
  • Google ได้บล็อกแอปพลิเคชัน Android ที่มีความเสี่ยงจำนวน 2.36 ล้านแอปจาก Play Store ในปี 2024 เนื่องจากการละเมิดนโยบายที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ นอกจากนี้ยังมีการแบนบัญชีนักพัฒนาจำนวน 158,000 บัญชีที่พยายามเผยแพร่แอปพลิเคชันที่เป็นอันตราย เช่น มัลแวร์และสปายแวร์บน Play Store

    การบล็อกแอปพลิเคชันที่มีความเสี่ยงในปี 2024 มีจำนวนมากกว่าปี 2023 ที่บล็อกแอปพลิเคชันจำนวน 2.28 ล้านแอป และปี 2022 ที่บล็อกแอปพลิเคชันจำนวน 1.5 ล้านแอป การเพิ่มขึ้นของจำนวนแอปพลิเคชันที่ถูกบล็อกในปี 2024 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้ AI ในการช่วยตรวจสอบแอปพลิเคชัน ซึ่งใช้ใน 92% ของกรณีที่มีการละเมิด

    Google รายงานว่าได้ป้องกันแอปพลิเคชันจำนวน 1.3 ล้านแอปจากการขอสิทธิ์ที่เกินความจำเป็น ซึ่งอาจทำให้แอปพลิเคชันเหล่านี้เข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของผู้ใช้โดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ Google Play Protect ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยในตัวของ Android ได้รับการอัปเกรดอย่างมีนัยสำคัญในปี 2024 เพื่อเพิ่มการป้องกันแบบเรียลไทม์ต่อแอปพลิเคชันที่เป็นอันตราย การหลอกลวง และการฉ้อโกง แม้กระทั่งแอปพลิเคชันที่ติดตั้งจากนอก Play Store

    ในปี 2024 การสแกนแอปพลิเคชันของ Google Play Protect ได้ตรวจพบแอปพลิเคชันมัลแวร์ใหม่มากกว่า 13 ล้านแอปที่มาจากนอก Play Store นอกจากนี้ นักพัฒนายังได้รับเครื่องมือใหม่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันของตนจาก SDK ที่เป็นอันตรายและการละเมิด

    สาระที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ ระบบการบล็อกการติดตั้ง APK ที่ไม่น่าเชื่อถือของ Google ซึ่งเปิดตัวเป็นการทดลองในสิงคโปร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ได้ขยายไปยังประเทศอื่นๆ เช่น บราซิล ฮ่องกง อินเดีย เคนยา ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ ไทย และเวียดนาม ความสำเร็จของระบบนี้ในปี 2024 แสดงให้เห็นถึงการหยุดการติดตั้งแอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายจำนวน 36 ล้านครั้งจากแอปพลิเคชันที่ไม่ซ้ำกัน 200,000 แอปในอุปกรณ์ Android จำนวน 10 ล้านเครื่อง

    การป้องกันของ Google ต่อแอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีช่องโหว่ในด้านความปลอดภัย ผู้ใช้ควรระมัดระวังและเชื่อถือเฉพาะผู้เผยแพร่ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น รวมถึงตรวจสอบและยกเลิกสิทธิ์การใช้งานแอปพลิเคชันที่มีความเสี่ยง และให้แน่ใจว่า Google Play Protect ทำงานอยู่ตลอดเวลา

    https://www.bleepingcomputer.com/news/security/google-blocked-236-million-risky-android-apps-from-play-store-in-2024/
    Google ได้บล็อกแอปพลิเคชัน Android ที่มีความเสี่ยงจำนวน 2.36 ล้านแอปจาก Play Store ในปี 2024 เนื่องจากการละเมิดนโยบายที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ นอกจากนี้ยังมีการแบนบัญชีนักพัฒนาจำนวน 158,000 บัญชีที่พยายามเผยแพร่แอปพลิเคชันที่เป็นอันตราย เช่น มัลแวร์และสปายแวร์บน Play Store การบล็อกแอปพลิเคชันที่มีความเสี่ยงในปี 2024 มีจำนวนมากกว่าปี 2023 ที่บล็อกแอปพลิเคชันจำนวน 2.28 ล้านแอป และปี 2022 ที่บล็อกแอปพลิเคชันจำนวน 1.5 ล้านแอป การเพิ่มขึ้นของจำนวนแอปพลิเคชันที่ถูกบล็อกในปี 2024 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้ AI ในการช่วยตรวจสอบแอปพลิเคชัน ซึ่งใช้ใน 92% ของกรณีที่มีการละเมิด Google รายงานว่าได้ป้องกันแอปพลิเคชันจำนวน 1.3 ล้านแอปจากการขอสิทธิ์ที่เกินความจำเป็น ซึ่งอาจทำให้แอปพลิเคชันเหล่านี้เข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของผู้ใช้โดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ Google Play Protect ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยในตัวของ Android ได้รับการอัปเกรดอย่างมีนัยสำคัญในปี 2024 เพื่อเพิ่มการป้องกันแบบเรียลไทม์ต่อแอปพลิเคชันที่เป็นอันตราย การหลอกลวง และการฉ้อโกง แม้กระทั่งแอปพลิเคชันที่ติดตั้งจากนอก Play Store ในปี 2024 การสแกนแอปพลิเคชันของ Google Play Protect ได้ตรวจพบแอปพลิเคชันมัลแวร์ใหม่มากกว่า 13 ล้านแอปที่มาจากนอก Play Store นอกจากนี้ นักพัฒนายังได้รับเครื่องมือใหม่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันของตนจาก SDK ที่เป็นอันตรายและการละเมิด สาระที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ ระบบการบล็อกการติดตั้ง APK ที่ไม่น่าเชื่อถือของ Google ซึ่งเปิดตัวเป็นการทดลองในสิงคโปร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ได้ขยายไปยังประเทศอื่นๆ เช่น บราซิล ฮ่องกง อินเดีย เคนยา ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ ไทย และเวียดนาม ความสำเร็จของระบบนี้ในปี 2024 แสดงให้เห็นถึงการหยุดการติดตั้งแอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายจำนวน 36 ล้านครั้งจากแอปพลิเคชันที่ไม่ซ้ำกัน 200,000 แอปในอุปกรณ์ Android จำนวน 10 ล้านเครื่อง การป้องกันของ Google ต่อแอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีช่องโหว่ในด้านความปลอดภัย ผู้ใช้ควรระมัดระวังและเชื่อถือเฉพาะผู้เผยแพร่ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น รวมถึงตรวจสอบและยกเลิกสิทธิ์การใช้งานแอปพลิเคชันที่มีความเสี่ยง และให้แน่ใจว่า Google Play Protect ทำงานอยู่ตลอดเวลา https://www.bleepingcomputer.com/news/security/google-blocked-236-million-risky-android-apps-from-play-store-in-2024/
    WWW.BLEEPINGCOMPUTER.COM
    Google blocked 2.36 million risky Android apps from Play Store in 2024
    Google blocked 2.3 million Android app submissions to the Play Store in 2024 due to violations of its policies that made them potentially risky for users.
    0 Comments 0 Shares 469 Views 0 Reviews
  • สั้น ๆ
    ... เป็นการเคลื่อนย้ายทองจากอังกฤษเข้าสหรัฐ จากเกรงนโยบาย tariff ของทรัมป์ (ทั้งที่ไม่มี mention ใด ๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับทองคำเลย) กระทบสภาพคล่องทองคำของลอนดอน
    ... ระยะเวลาการส่งมอบทองคำของ BoE ถูกยืดจากไม่กี่วันเป็น 4 -8 สัปดาห์
    ... ปี 2024 จีนเก็บทองเข้าทุนสำรองเพิ่ม 600 ตัน
    ... ช่วง ~2 เดือนที่ผ่านมากทองคำจำนวน 12.2 ล้านทรอยออนซ์ถูกนำส่งเข้าคลัง COMEX ส่งผลจำนวนทองคำในสต็อกขึ้น 70% ไปแตะ 29.8 ล้านออนซ์ สูงสุดนับจาก สค. 2022
    ... มีคำถามว่า มูฟนี้กระทบอะไรมั้ย ทาง BoE ตอบว่า เราไม่ได้อยู่ใน gold standard แล้ว มูฟนี้ไม่มีผลกระทบอะไรที่มีความสำคัญ

    *ธนาคารกลางเพิ่มการซื้อทองคำเข้าพอร์ต + อีกกว่า 40 ประเทศที่ดึงทองคำ (ทองจริง ไม่ใช่สัญญากระดาษ) กลับเข้าคลังตัวเองจากสหรัฐและอังกฤษ
    ............................
    London gold market queues up to borrow central bank gold after big shipments to US, sources say
    By Polina Devitt
    Jan 30, 2025

    LONDON, Jan 29 (Reuters) - London bullion market players are racing to borrow gold from central banks, which store bullion in London, following a surge in gold deliveries to the United States on speculation of potential import tariffs there, two sources familiar with the matter said.
    The minimum waiting time to load gold out of the Bank of England, which stores gold for central banks, has reached four weeks, one of the sources said. In normal times, the release time is a few days or a week.
    Advertisement · Scroll to continue

    U.S. President Donald Trump has not mentioned precious metals in his tariff plans, but the risk has been enough to boost gold deliveries to New York as part of the market sought to hedge its positions on the U.S. COMEX (CME.O), opens new tab exchange and part sought to benefit from a jump in the price premium of COMEX futures over London spot prices .
    London is home to the world's largest over-the-counter gold trading hub, where market players trade directly with each other rather than via an exchange.
    Advertisement · Scroll to continue

    "The key with the BoE is that they are not a commercial vault so not prepared to handle the onslaught of gold borrowing banks are requesting from the central banks," said Robert Gottlieb, an industry expert and former head of precious metals at Koch Supply and Trading.
    The size of so-called Loco London free float, the amount of gold readily available to the London OTC market stored in London, has fallen after the jump in supplies to New York.

    Over the last two months, 12.2 million troy ounces of gold were delivered to COMEX-approved warehouses , raising stocks there by 70% to 29.8 million ounces, the highest since August 2022.

    Reports of the flow of gold to New York attracted the attention of the British parliament's Treasury Committee, one of whose members asked BoE Governor Andrew Bailey on Wednesday whether he saw any risks in this development.

    "We are not in the gold standard anymore, it doesn't have significance for policy in that sense," Bailey replied, referring to an extinct monetary system where gold backed the value of a currency.
    However, London remained a major gold market, and "if you want to be involved in that market and you want to trade and use your gold, you really need to have it in London," Bailey added.

    Deliveries to the U.S. left less free-float metal in London vaults, the metal that is not owned by central banks or holdings of physically-backed gold exchange-traded funds. This in turn boosted demand from players in London who are ready to lease their gold and make it available to the OTC market.

    Liquidity challenges in other large trading hubs are less pronounced than in London but are being felt globally, said Alexander Zumpfe, a precious metals trader at Heraeus Metals.

    "The logistical complexities of moving large quantities of gold, particularly from Europe to the U.S., are amplifying these stresses. Asia has also seen some knock-on effects, particularly in markets like Singapore and Hong Kong," Zumpfe added.

    ... CME gold stocks rose by 12.2 mln oz, or 70% over two months
    ... Deliveries to NY tightened London gold market free float
    ... London bullion market seeks to borrow gold from central banks
    ... Ripple effects felt in other gold hubs after CME deliveries

    Reporting by Polina Devitt, Additional reporting by Pratima Desai and David Milliken, Editing by Mark Potter and Chris Reese
    Summary

    https://www.reuters.com/world/uk/london-gold-market-queues-up-borrow-central-bank-gold-after-big-shipments-us-2025-01-29/
    สั้น ๆ ... เป็นการเคลื่อนย้ายทองจากอังกฤษเข้าสหรัฐ จากเกรงนโยบาย tariff ของทรัมป์ (ทั้งที่ไม่มี mention ใด ๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับทองคำเลย) กระทบสภาพคล่องทองคำของลอนดอน ... ระยะเวลาการส่งมอบทองคำของ BoE ถูกยืดจากไม่กี่วันเป็น 4 -8 สัปดาห์ ... ปี 2024 จีนเก็บทองเข้าทุนสำรองเพิ่ม 600 ตัน ... ช่วง ~2 เดือนที่ผ่านมากทองคำจำนวน 12.2 ล้านทรอยออนซ์ถูกนำส่งเข้าคลัง COMEX ส่งผลจำนวนทองคำในสต็อกขึ้น 70% ไปแตะ 29.8 ล้านออนซ์ สูงสุดนับจาก สค. 2022 ... มีคำถามว่า มูฟนี้กระทบอะไรมั้ย ทาง BoE ตอบว่า เราไม่ได้อยู่ใน gold standard แล้ว มูฟนี้ไม่มีผลกระทบอะไรที่มีความสำคัญ *ธนาคารกลางเพิ่มการซื้อทองคำเข้าพอร์ต + อีกกว่า 40 ประเทศที่ดึงทองคำ (ทองจริง ไม่ใช่สัญญากระดาษ) กลับเข้าคลังตัวเองจากสหรัฐและอังกฤษ ............................ London gold market queues up to borrow central bank gold after big shipments to US, sources say By Polina Devitt Jan 30, 2025 LONDON, Jan 29 (Reuters) - London bullion market players are racing to borrow gold from central banks, which store bullion in London, following a surge in gold deliveries to the United States on speculation of potential import tariffs there, two sources familiar with the matter said. The minimum waiting time to load gold out of the Bank of England, which stores gold for central banks, has reached four weeks, one of the sources said. In normal times, the release time is a few days or a week. Advertisement · Scroll to continue U.S. President Donald Trump has not mentioned precious metals in his tariff plans, but the risk has been enough to boost gold deliveries to New York as part of the market sought to hedge its positions on the U.S. COMEX (CME.O), opens new tab exchange and part sought to benefit from a jump in the price premium of COMEX futures over London spot prices . London is home to the world's largest over-the-counter gold trading hub, where market players trade directly with each other rather than via an exchange. Advertisement · Scroll to continue "The key with the BoE is that they are not a commercial vault so not prepared to handle the onslaught of gold borrowing banks are requesting from the central banks," said Robert Gottlieb, an industry expert and former head of precious metals at Koch Supply and Trading. The size of so-called Loco London free float, the amount of gold readily available to the London OTC market stored in London, has fallen after the jump in supplies to New York. Over the last two months, 12.2 million troy ounces of gold were delivered to COMEX-approved warehouses , raising stocks there by 70% to 29.8 million ounces, the highest since August 2022. Reports of the flow of gold to New York attracted the attention of the British parliament's Treasury Committee, one of whose members asked BoE Governor Andrew Bailey on Wednesday whether he saw any risks in this development. "We are not in the gold standard anymore, it doesn't have significance for policy in that sense," Bailey replied, referring to an extinct monetary system where gold backed the value of a currency. However, London remained a major gold market, and "if you want to be involved in that market and you want to trade and use your gold, you really need to have it in London," Bailey added. Deliveries to the U.S. left less free-float metal in London vaults, the metal that is not owned by central banks or holdings of physically-backed gold exchange-traded funds. This in turn boosted demand from players in London who are ready to lease their gold and make it available to the OTC market. Liquidity challenges in other large trading hubs are less pronounced than in London but are being felt globally, said Alexander Zumpfe, a precious metals trader at Heraeus Metals. "The logistical complexities of moving large quantities of gold, particularly from Europe to the U.S., are amplifying these stresses. Asia has also seen some knock-on effects, particularly in markets like Singapore and Hong Kong," Zumpfe added. ... CME gold stocks rose by 12.2 mln oz, or 70% over two months ... Deliveries to NY tightened London gold market free float ... London bullion market seeks to borrow gold from central banks ... Ripple effects felt in other gold hubs after CME deliveries Reporting by Polina Devitt, Additional reporting by Pratima Desai and David Milliken, Editing by Mark Potter and Chris Reese Summary https://www.reuters.com/world/uk/london-gold-market-queues-up-borrow-central-bank-gold-after-big-shipments-us-2025-01-29/
    0 Comments 0 Shares 796 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้พูดถึงความเสี่ยงที่งานของคุณอาจถูกแทนที่ด้วย AI และสิ่งที่คุณควรทำก่อนที่จะสายเกินไป โดยมีการอ้างอิงถึงรายงานจาก World Economic Forum ที่คาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตของงานและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานในอีกห้าปีข้างหน้า รายงานนี้ระบุว่า AI จะสร้างงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่ง และทำให้งาน 92 ล้านตำแหน่งหายไป นอกจากนี้ยังมีการเน้นถึงความสำคัญของทักษะใหม่ ๆ เช่น AI, Big Data, และ Cybersecurity

    นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงทักษะที่สำคัญในอนาคต เช่น ความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รายงานยังระบุว่า 59% ของแรงงานทั่วโลกจะต้องได้รับการฝึกอบรมใหม่ภายในปี 2030 และ 85% ของนายจ้างจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ

    ในส่วนของโอกาสใหญ่ที่ทุกคนอาจมองข้าม ผู้เขียนเชื่อว่าทักษะการสื่อสารจะเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคต เนื่องจากการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

    https://www.zdnet.com/article/could-your-job-be-at-risk-due-to-ai-do-this-before-its-too-late/
    ข่าวนี้พูดถึงความเสี่ยงที่งานของคุณอาจถูกแทนที่ด้วย AI และสิ่งที่คุณควรทำก่อนที่จะสายเกินไป โดยมีการอ้างอิงถึงรายงานจาก World Economic Forum ที่คาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตของงานและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานในอีกห้าปีข้างหน้า รายงานนี้ระบุว่า AI จะสร้างงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่ง และทำให้งาน 92 ล้านตำแหน่งหายไป นอกจากนี้ยังมีการเน้นถึงความสำคัญของทักษะใหม่ ๆ เช่น AI, Big Data, และ Cybersecurity นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงทักษะที่สำคัญในอนาคต เช่น ความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รายงานยังระบุว่า 59% ของแรงงานทั่วโลกจะต้องได้รับการฝึกอบรมใหม่ภายในปี 2030 และ 85% ของนายจ้างจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ในส่วนของโอกาสใหญ่ที่ทุกคนอาจมองข้าม ผู้เขียนเชื่อว่าทักษะการสื่อสารจะเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคต เนื่องจากการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น https://www.zdnet.com/article/could-your-job-be-at-risk-due-to-ai-do-this-before-its-too-late/
    WWW.ZDNET.COM
    Could your job be at risk due to AI? Do this before it's too late
    I have 78 million reasons why your career depends on what you do today. Here is everything you need to know.
    0 Comments 0 Shares 236 Views 0 Reviews
  • FTC (Federal Trade Commission) ของสหรัฐฯ ได้สั่งให้ General Motors (GM) หยุดการเก็บและขายข้อมูลการขับขี่ของผู้ใช้! เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ GM และบริษัทลูก OnStar ได้เก็บข้อมูลตำแหน่งที่แม่นยำและพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้จากรถยนต์หลายล้านคัน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ก่อน

    FTC พบว่า GM เก็บข้อมูลตำแหน่งที่แม่นยำทุก ๆ สามวินาที และข้อมูลการขับขี่ เช่น การเบรกและการเร่งความเร็ว จากรถยนต์หลายล้านคัน แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปขายให้กับบริษัทต่าง ๆ เช่น Verisk และ Lexis Nexis ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการประเมินอัตราประกันภัยของผู้ใช้ หรือแม้กระทั่งการปฏิเสธการคุ้มครอง.ฃ

    นอกจากนี้ FTC ยังพบว่า GM ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า ฟีเจอร์ "Smart Driver" ของ OnStar เป็นเครื่องมือประเมินพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเป็นการเก็บข้อมูลการขับขี่

    FTC ได้เสนอข้อตกลงที่ห้าม GM และ OnStar ทำการเก็บและขายข้อมูลในลักษณะนี้เป็นเวลา 5 ปี และต้องให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและลบข้อมูลของตัวเองได้ง่ายขึ้น รวมถึงต้องปรับปรุงความโปร่งใสในการจัดการข้อมูล

    https://www.bleepingcomputer.com/news/legal/ftc-orders-gm-to-stop-collecting-and-selling-drivers-data/
    FTC (Federal Trade Commission) ของสหรัฐฯ ได้สั่งให้ General Motors (GM) หยุดการเก็บและขายข้อมูลการขับขี่ของผู้ใช้! เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ GM และบริษัทลูก OnStar ได้เก็บข้อมูลตำแหน่งที่แม่นยำและพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้จากรถยนต์หลายล้านคัน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ก่อน FTC พบว่า GM เก็บข้อมูลตำแหน่งที่แม่นยำทุก ๆ สามวินาที และข้อมูลการขับขี่ เช่น การเบรกและการเร่งความเร็ว จากรถยนต์หลายล้านคัน แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปขายให้กับบริษัทต่าง ๆ เช่น Verisk และ Lexis Nexis ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการประเมินอัตราประกันภัยของผู้ใช้ หรือแม้กระทั่งการปฏิเสธการคุ้มครอง.ฃ นอกจากนี้ FTC ยังพบว่า GM ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า ฟีเจอร์ "Smart Driver" ของ OnStar เป็นเครื่องมือประเมินพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเป็นการเก็บข้อมูลการขับขี่ FTC ได้เสนอข้อตกลงที่ห้าม GM และ OnStar ทำการเก็บและขายข้อมูลในลักษณะนี้เป็นเวลา 5 ปี และต้องให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและลบข้อมูลของตัวเองได้ง่ายขึ้น รวมถึงต้องปรับปรุงความโปร่งใสในการจัดการข้อมูล https://www.bleepingcomputer.com/news/legal/ftc-orders-gm-to-stop-collecting-and-selling-drivers-data/
    WWW.BLEEPINGCOMPUTER.COM
    FTC orders GM to stop collecting and selling driver’s data
    The Federal Trade Commission (FTC) has announced action against General Motors (GM) and its subsidiary, OnStar, for unlawful collection and sale of drivers' precise geolocation and driving behavior data without first obtaining their consent.
    0 Comments 0 Shares 243 Views 0 Reviews
  • บทความ: เส้นโลหิตหัวใจตีบ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนวทางป้องกันที่คุณทำได้

    💔 เส้นโลหิตหัวใจตีบคืออะไร และทำไมถึงอันตราย?
    เส้นโลหิตหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เกิดจากการสะสมของไขมันและพลัค (plaque) ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง จนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ อาการที่พบบ่อยคือเจ็บหน้าอก (Angina) หายใจไม่อิ่ม และในบางกรณีอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

    🍎 แนวทางป้องกันโรคเส้นโลหิตหัวใจตีบที่คุณทำได้
    1. ปรับอาหารการกิน: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น อาหารทอด เนื้อสัตว์แปรรูป และของหวาน เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ
    2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
    3. เลิกบุหรี่: บุหรี่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและตีบตัน
    4. ควบคุมน้ำหนักและความดันโลหิต: รักษาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม
    5. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: เพื่อประเมินระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต

    🌟 อาหารเสริมคอเลสเตอรอลบาลานซ์จาก USA: ตัวช่วยที่คุณควรรู้
    ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีส่วนผสมเฉพาะ เช่น Plant Sterols/Stanols, Omega-3 Fatty Acids, หรือ Red Yeast Rice อาจช่วยลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานผ่านกลไกการยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ และเสริมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

    ผลิตภัณฑ์คอเลสเตอรอลบาลานซ์ Made in USA ผ่านการรับรองมาตรฐาน และมีงานวิจัยรองรับว่าเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย สามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างมีนัยสำคัญ

    📢 :
    “สุขภาพดีเริ่มต้นที่เรา 💪 ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป 🫀✨ #เส้นโลหิตหัวใจตีบ #ป้องกันได้ #หมอสาวเล่าเรื่อง #HealthyLiving #CholesterolBalanceMadeInUSA”

    #หัวใจแข็งแรง #โรคหัวใจรู้ทันป้องกันได้ #สุขภาพดีที่สร้างได้ #คอเลสเตอรอลบาลานซ์

    การดูแลหัวใจ เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้!

    Article: Coronary Artery Disease – The Hidden Danger and How to Prevent It

    💔 What is Coronary Artery Disease, and Why is it Dangerous?
    Coronary Artery Disease (CAD) occurs when fatty deposits and plaque build up in the walls of the coronary arteries, narrowing them and reducing blood flow to the heart. This condition can lead to chest pain (angina), shortness of breath, and in severe cases, heart attacks. If left untreated, it can be life-threatening and significantly impact your quality of life.

    🍎 How to Prevent Coronary Artery Disease
    1. Adopt a Heart-Healthy Diet: Avoid foods high in saturated fats, such as fried foods, processed meats, and sugary treats. Instead, focus on vegetables, fruits, whole grains, and plant-based proteins like legumes and nuts.
    2. Exercise Regularly: Aim for at least 150 minutes of moderate-intensity exercise per week, such as brisk walking, swimming, or cycling.
    3. Quit Smoking: Smoking damages blood vessels and accelerates plaque buildup, increasing the risk of heart disease.
    4. Manage Weight and Blood Pressure: Maintain a healthy BMI and reduce salt intake to control blood pressure.
    5. Get Regular Health Checkups: Monitor your cholesterol levels, blood sugar, and blood pressure to catch potential issues early.

    🌟 Cholesterol Balance Supplements from the USA: Your Extra Defense
    High-quality cholesterol balance supplements made in the USA, containing ingredients like Plant Sterols/Stanols, Omega-3 Fatty Acids, or Red Yeast Rice, can effectively lower LDL cholesterol levels. These supplements work by reducing cholesterol absorption in the intestines and promoting fat metabolism in the body.

    Backed by scientific research, these supplements are an excellent complement to a healthy diet and lifestyle, helping to reduce the risk of coronary artery disease significantly.

    📢 :
    “A healthy heart starts with you 💪 Lower your cholesterol and protect your heart before it’s too late 🫀✨ #CoronaryArteryDisease #PreventionIsKey #DoctorTales #HealthyLiving #CholesterolBalanceUSA”

    #HeartHealthMatters #PreventHeartDisease #WellnessJourney #CholesterolBalance

    Start taking care of your heart today!
    บทความ: เส้นโลหิตหัวใจตีบ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนวทางป้องกันที่คุณทำได้ 💔 เส้นโลหิตหัวใจตีบคืออะไร และทำไมถึงอันตราย? เส้นโลหิตหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) เกิดจากการสะสมของไขมันและพลัค (plaque) ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง จนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ อาการที่พบบ่อยคือเจ็บหน้าอก (Angina) หายใจไม่อิ่ม และในบางกรณีอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 🍎 แนวทางป้องกันโรคเส้นโลหิตหัวใจตีบที่คุณทำได้ 1. ปรับอาหารการกิน: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น อาหารทอด เนื้อสัตว์แปรรูป และของหวาน เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ 2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน 3. เลิกบุหรี่: บุหรี่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและตีบตัน 4. ควบคุมน้ำหนักและความดันโลหิต: รักษาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม 5. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: เพื่อประเมินระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต 🌟 อาหารเสริมคอเลสเตอรอลบาลานซ์จาก USA: ตัวช่วยที่คุณควรรู้ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีส่วนผสมเฉพาะ เช่น Plant Sterols/Stanols, Omega-3 Fatty Acids, หรือ Red Yeast Rice อาจช่วยลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานผ่านกลไกการยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ และเสริมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ผลิตภัณฑ์คอเลสเตอรอลบาลานซ์ Made in USA ผ่านการรับรองมาตรฐาน และมีงานวิจัยรองรับว่าเมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย สามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างมีนัยสำคัญ 📢 : “สุขภาพดีเริ่มต้นที่เรา 💪 ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป 🫀✨ #เส้นโลหิตหัวใจตีบ #ป้องกันได้ #หมอสาวเล่าเรื่อง #HealthyLiving #CholesterolBalanceMadeInUSA” #หัวใจแข็งแรง #โรคหัวใจรู้ทันป้องกันได้ #สุขภาพดีที่สร้างได้ #คอเลสเตอรอลบาลานซ์ การดูแลหัวใจ เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้! Article: Coronary Artery Disease – The Hidden Danger and How to Prevent It 💔 What is Coronary Artery Disease, and Why is it Dangerous? Coronary Artery Disease (CAD) occurs when fatty deposits and plaque build up in the walls of the coronary arteries, narrowing them and reducing blood flow to the heart. This condition can lead to chest pain (angina), shortness of breath, and in severe cases, heart attacks. If left untreated, it can be life-threatening and significantly impact your quality of life. 🍎 How to Prevent Coronary Artery Disease 1. Adopt a Heart-Healthy Diet: Avoid foods high in saturated fats, such as fried foods, processed meats, and sugary treats. Instead, focus on vegetables, fruits, whole grains, and plant-based proteins like legumes and nuts. 2. Exercise Regularly: Aim for at least 150 minutes of moderate-intensity exercise per week, such as brisk walking, swimming, or cycling. 3. Quit Smoking: Smoking damages blood vessels and accelerates plaque buildup, increasing the risk of heart disease. 4. Manage Weight and Blood Pressure: Maintain a healthy BMI and reduce salt intake to control blood pressure. 5. Get Regular Health Checkups: Monitor your cholesterol levels, blood sugar, and blood pressure to catch potential issues early. 🌟 Cholesterol Balance Supplements from the USA: Your Extra Defense High-quality cholesterol balance supplements made in the USA, containing ingredients like Plant Sterols/Stanols, Omega-3 Fatty Acids, or Red Yeast Rice, can effectively lower LDL cholesterol levels. These supplements work by reducing cholesterol absorption in the intestines and promoting fat metabolism in the body. Backed by scientific research, these supplements are an excellent complement to a healthy diet and lifestyle, helping to reduce the risk of coronary artery disease significantly. 📢 : “A healthy heart starts with you 💪 Lower your cholesterol and protect your heart before it’s too late 🫀✨ #CoronaryArteryDisease #PreventionIsKey #DoctorTales #HealthyLiving #CholesterolBalanceUSA” #HeartHealthMatters #PreventHeartDisease #WellnessJourney #CholesterolBalance Start taking care of your heart today!
    0 Comments 0 Shares 1503 Views 0 Reviews
  • EP5 นี้ขอนำเสนอข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นด้านความปลอดภัยทางการบินที่ขอมุ่งเน้นไปทางด้านความปลอดภัยของเครื่องบินขณะทำการวิ่งขึ้นหรือกำลังวิ่งลงบนทางวิ่งที่สนามบินนะครับ

    จากข้อมูลรายงานด้านความปลอดภัย (Safety Report) ปี 2024 ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ได้จำแนกเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากที่จำเป็นจะต้องจัดการอย่างเร่งด่วนอยู่ 5 เหตุการณ์ คือ 1 การควบคุมอากาศยานเข้าสู่สภาพภูมิประเทศ (Controlled Flight Into Terrain: CFIT) 2 การสูญเสียการควบคุมขณะทำการบิน (Loss Of Control In-Flight: LOC-I) 3 การชนกันกลางอากาศ (Mid-Air Collision: MAC) 4 การเกิดอากาศยานไถลออกนอกทางวิ่ง (Runway Excursion: RE) และ 5 การล่วงล้ำบนทางวิ่ง (Runway Incursion: RI)

    ที่จะขอพูดถึงในครั้งนี้ขอกล่าวถึงอากาศยานไถลออกนอกทางวิ่งเป็นหลักเพื่อที่จะนำเข้าสู่หัวข้อและเนื้อหาการประชุมของ ICAO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ( ICAO APAC) เมื่อต้นป 67 ที่ผ่านมา

    การไถลออกนอกทางวิ่ง ICAO ได้ให้นิยามไว้คือการที่เครื่องบินเบี่ยงเบนออกจากทางวิ่งหรือการวิ่งเลยออกปลายทางวิ่งในขณะที่ทำการบินลงหรือวิ่งขึ้นซึ่งในปัจจุบันเรามักจะได้ยินข่าวจากต่างประเทศตามสื่อต่างๆเกี่ยวกับเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงที่สนามบินมีสภาพอากาศแปรปรวนหรือมีฝนตกฟ้าคะนอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้ประเทศไทยเราก็มีกรณีเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งเช่นเดียวกันที่จังหวัดเชียงรายซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีรายงานผลการสอบสวนอากาศยานอุบัติการณ์รุนแรงฉบับสุดท้าย (Final Aircraft Serious Incident Investigation Report) ที่จะแจ้งให้ทราบถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์นั้นว่าคืออะไร (โดยตามมาตรฐาน ICAO นั้น รายงานฉบับสุดท้ายควรออกมาภายใน 12 เดือนหลังจากที่เกิดเหตุการณ์)

    การไถลออกนอกทางวิ่งบนพื้นที่ของสนามบินที่ออกแบบและสร้างได้ตามมาตรฐานหรือสูงกว่ามาตรฐานจะลดโอกาสการเกิดความเสียหายต่อตัวอากาศยานและการบาดเจ็บของผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คล้ายๆกับการที่เราบังเอิญขับรถพุ่งออกจากถนนจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ แต่พอดีพื้นที่ด้านข้างหรือไหล่ถนนนั้นเป็นพื้นที่โล่งๆที่มีความยาวและความกว้างเพียงพอให้เราควบคุมรถยนต์ให้ค่อยๆหยุดลงได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ได้ปะทะหรือชนเข้ากับสิ่งใดเราก็ปลอดภัย แต่ถ้าหากพื้นที่ด้านข้างถนนแคบหรือมีน้อยแถมมีสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เช่น ต้นไม้ เสาไฟฟ้า เกาะกลางถนนหรือเป็นคลองส่งน้ำชลประทานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด เราก็ยิ่งมีโอกาสได้รับอันตรายมากเท่านั้น แต่สำหรับสิ่งที่เราพูดถึงอยู่นี้เป็นอากาศยานหรือวัตถุที่มีขนาด มวล น้ำหนัก และความเร็วที่แตกต่างกันกับรถยนต์มาก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างจากกรณีของรถยนต์อย่างสิ้นเชิง

    ในส่วนของพื้นที่ที่รองรับการออกนอกทางวิ่งของเครื่องบินเราเรียกว่าพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งหรือ Runway Strip ซึ่งจะมีขนาดที่แตกต่างกันตามประเภทของทางวิ่งที่รองรับอากาศยานรวมทั้งทางหยุด (Stop Way) (ถ้ามี) ทั้งนี้ยังรวมถึงอีกพื้นที่หนึ่งก็คือพื้นที่ปลอดภัยปลายทางวิ่ง (Runway End Safety Area: RESA) ที่เอาไว้สำหรับรองรับการวิ่งเลยปลายทางวิ่งออกไปและในกรณีที่เครื่องบินลงก่อนถึงจุดเริ่มต้นของหัวทางวิ่ง (Runway Threshold) ด้วยเช่นกัน (สามารถดาวน์โหลดข้อกำหนดสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) ฉบับที่ 37 ในเว็ปไซต์ กพท.หรือ ICAO Annex 14 Vol.1 ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อดูในรายละเอียดได้) พื้นที่เหล่านี้จะถูกออกแบบมาเพื่อให้เครื่องบินสามารถหยุดได้อย่างปลอดภัยในกรณีเกิด Runway excursion ขึ้น

    เราลองมาดูนิยามและมาตรฐานในข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ก่อนดีกว่า ความหมายของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งตามข้อกำหนด กพท. ฉบับที่ 37 (อ้างอิงจากมาตรฐานของ ICAO Annex 14 Vol.1 - Aerodrome Design and Operations) กำหนดไว้ว่า “พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway Strip) หมายความว่า พื้นที่ที่กําหนดไว้ซึ่งรวมถึงทางวิ่งและทางหยุด (ถ้ามี) ที่กําหนดไว้เพื่อ (1) ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายแก่อากาศยานที่วิ่งออกนอกทางวิ่ง และ (2) ป้องกันอากาศยานที่บินอยู่เหนือพื้นที่ดังกล่าวระหว่างการปฏิบัติการวิ่งขึ้นหรือการบินลงของอากาศยาน
    2. ขนาดของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง
    ข้อ 145 พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งต้องขยายต่อออกไปจากหัวทางวิ่งและยาวเลยปลายทางวิ่งหรือทางหยุดไม่น้อยกว่าระยะทาง ดังต่อไปนี้
    (1) หกสิบ (60) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 2, 3 หรือ 4
    (2) หกสิบ (60) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1 และเป็นทางวิ่งแบบบินลงด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน
    (3) สามสิบ (30) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1 และเป็นทางวิ่งแบบบินลงโดยไม่ใช้เครื่องวัดประกอบการบิน
    ข้อ 146 พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งของทางวิ่งแบบพรีซิชั่น (Precision) และทางวิ่งแบบนอนพรีซิชั่น (Non-Precision) ต้องขยายไปทางด้านข้างแต่ละด้านของเส้นกึ่งกลางทางวิ่งและแนวเส้นกึ่งกลางทางวิ่งที่ต่อขยายออกไปตลอดความยาวของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งนั้นเป็นระยะทางอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
    (1) หนึ่งร้อยสี่สิบ (140) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 3 หรือ 4
    (2) เจ็ดสิบ (70) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1 หรือ 2
    4. การปรับระดับพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง
    ข้อ 152 เพื่อประโยชน์ในการรองรับเครื่องบินที่จะใช้ทางวิ่ง ในกรณีที่เครื่องบินวิ่งออกนอกทางวิ่ง สนามบินต้องปรับระดับ (Graded portion) ส่วนของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งของทางวิ่งแบบบินลงด้วยเครื่องวัด

    ประกอบการบิน อย่างน้อยภายในระยะจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่งและแนวเส้นกึ่งกลางทางวิ่งที่ขยายออกไปดังต่อไปนี้
    (1) หนึ่งร้อยห้า (105) เมตร สําหรับทางวิ่งแบบพรีซิชั่นที่มีรหัสตัวเลขเป็น 3 หรือ 4 ตามรูปที่ 9
    (2) เจ็ดสิบห้า (75) เมตร สําหรับทางวิ่งแบบนอนพรีซิชั่นที่มีรหัสตัวเลขเป็น 3 หรือ 4
    (3) สี่สิบ (40) เมตร สําหรับทางวิ่งแบบพรีซิชั่นและทางวิ่งแบบนอนพรีซิชั่นที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1หรือ 2
    ข้อ 161 หากมีความจำเป็นต้องมีการระบายน้ำที่เหมาะสม สนามบินอาจจัดให้มีรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งบริเวณพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) ที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งได้ แต่ต้องวางตําแหน่งของรางระบายน้ำให้อยู่ห่างจากทางวิ่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้” อันนี้คือข้อมูลที่อยู่ในข้อกำหนด กพท.ฉบับ37

    สนามบินสุวรรณภูมิมีรหัสอ้างอิงของสนามบิน 4E (ตามข้อกำหนด กพท. ฉบับที่ 37 ส่วนที่ 4 รหัสอ้างอิงสนามบิน ข้อ 23, 24 และ25) คือมีความยาวของทางวิ่งเกิน 1800 เมตร และรองรับเครื่องบินที่มีระยะห่างระหว่างปลายปีก 65 เมตรขึ้นไปแต่ไม่ถึง 80 เมตร ดังนั้นพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งด้านข้างที่วัดออกจากจุดเส้นกึ่งกลางทางวิ่งจึงต้องมีขนาดอย่างน้อย 140 เมตรตลอดแนวความยาวของทางวิ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่ามีการใช้คำว่า “อย่างน้อย” นั้น ถ้ามากกว่าก็จะยิ่งดี

    สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นสนามบินหลักของบ้านเราที่มีภาพประกอบวาระการประชุมของ ICAO Asia and Pacific (ICAO APAC) ที่จะได้กล่าวต่อไป ได้มีการติดตั้งรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งตามความยาวของทางวิ่งฝั่งตะวันออกห่างจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่งที่ระยะ 120 เมตร (ข้อมูลจาก AIP Thailand) เพื่อวัตถุประสงค์ในการช่วยระบายน้ำสำหรับกรณีมีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากอยู่บนทางวิ่งหรือพื้นที่โดยรอบ ตรงบริเวณที่เรียกว่าพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion of Runway Strip) หรือตั้งแต่ 105 เมตรจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่งเป็นต้นไป (ตามข้อกำหนด กพท. 4. การปรับระดับพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง ข้อ 152 วงเล็บ 1)

    ขณะที่มาตรฐานของ ICAO Annex 14 Vol.1 - Aerodrome Design and Operations, 9 edition July 2022 หน้า 3-13 ข้อ 3.4.16 บันทึก (Note) 1 ได้ระบุว่า รางระบายน้ำแบบเปิดโล่งสามารถที่จะติดตั้งได้ในกรณีที่มีความจำเป็นต่อการระบายน้ำฝนจำนวนมากแต่จะต้องพิจารณาติดตั้งให้ไกลที่สุดเท่าที่จะปฏิบัติได้บนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับหรือพื้นที่ “Non-graded portion” ของทางวิ่ง (Note 1. - Where deemed necessary for proper drainage, an open-air storm water conveyance may be allowed in the non-graded portion of a runway strip and would be placed as far as practicable from the runway.) ดังนั้นการมีรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งของสนามบินนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการติดตั้งที่ไม่สอดคล้องหรือผิดจากมาตรฐานการก่อสร้างแต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม จากรายงานการประชุมครั้งที่ 5 ของ ICAO APAC ของคณะทำงาน Aerodrome Design and Operations Task Force เมื่อวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 67 ที่จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงรายโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศภาคีสมาชิก 14 ประเทศและองค์กรทางการบินระหว่างประเทศอีก 3 หน่วยงานรวม 62 คน ( The Fifth Meeting of the Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force: AP-ADO/TF/5: Chiang Rai) ในหัวข้อวาระประชุมที่ 4 เรื่อง “การวางแผน การออกแบบ และการก่อสร้างสนามบิน” (Planning, Design and Construction of Aerodromes) นั้น มีการหยิบยกประเด็นของรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งที่อยู่บนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (OPEN-AIR STORM WATER CONVEYANCE IN RUNWAY STRIP) ขึ้นมาใหม่ซึ่งนำเสนอโดย ICAO-The Cooperative Development of Operational Safety and Continuing Airworthiness Programme – South East Asia (COSCAP-SEA) โดยระบุว่าการมีอยู่ของรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งบนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) ของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway Strip) อาจนำมาซึ่งอันตรายต่างๆโดยเฉพาะกับเครื่องบินที่ไถลออกนอกทางวิ่ง ยิ่งในช่วงที่สนามบินมีสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกและทางวิ่งเปียกลื่น การมีอยู่ของรางระบายน้ำนั้นอาจจะทำให้เหตุการณ์ลื่นไถลออกนอกทางวิ่ง(ที่ไปถึงบริเวณที่ติดตั้งรางระบายน้ำฯ) รุนแรงยิ่งขึ้น อันนี้เองอาจจะถือได้ว่าเป็นการเริ่มทบทวนมาตรฐานด้านกายภาพสนามบินของ ICAO ก็เป็นได้ และจากการนำเสนอข้อมูลในวาระนี้ก่อนที่จะสรุปอยู่ในรายงานในภาพรวมนั้นได้มีการนำรูปภาพตัวอย่างของกรณีการไถลออกนอกทางวิ่งในประเทศต่างๆ รวมทั้งตัวอย่างภาพของสนามบินสุวรรณภูมิที่มีเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งและหยุดอยู่ตรงหน้ารางระบายน้ำคอนกรีตเพียงไม่กี่เมตรมาแสดงด้วย

    มีข้อที่น่าสนใจและน่าสังเกตก็คือจากภาพที่มีการนำเสนอที่มีการไถลออกนอกทางวิ่งจากวาระการประชุมนี้รูปหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นที่สนามบินฮิโรชิมาประเทศญี่ปุ่นมีการไถลออกจากทางวิ่งไปจนเกือบถึงขอบของ Runway Strip ซึ่งไม่โครงสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างใดหรือแม้แต่รางระบายน้ำคอนกรีตอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) นี้เลย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากมีรางระบายน้ำอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับนี้ซึ่งตามมาตรฐานของ ICAO สามารถอยู่ได้เราคงพอจะนึกภาพออก และเมื่อไปดูข้อมูลด้านกายภาพของสนามบินฮิโรชิมานี้ใน AIP Japan (Aeronautical Information Publication, Japan) พบว่าพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งหรือ Runway Strip ของสนามบินนี้อยู่ที่ 150 เมตรจากกึ่งกลางทางวิ่งซึ่งสูงกว่ามาตรฐานปัจจุบันซึ่งมีการก่อสร้างมานานแล้วนั่นหมายความว่าถ้าหากมีรางระบายน้ำหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดบนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งนี้แม้มาตรฐานสากลจะยอมให้อยู่ได้ อากาศยานอุบัติการณ์รุนแรงก็สามารถจะคาดการณ์ว่าเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับสนามบินสมุยที่มีอาคาร Tower เก่าอยู่บน Runway Strip แล้วเครื่องไถลออกไปก็ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาแล้วเมื่อ 4 สิงหาคม 2552 หรือกรณีของสายการบิน One to Go ที่สนามบินภูเก็ตที่ผ่านมาหลายปีมาแล้วเช่นกันที่พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการรองรับอากาศยาน

    ในที่ประชุมคณะทำงาน Aerodrome Design and Operations Task Force - ICAO APAC ยังได้มีการกล่าวถึงข้อมูลสถิติการศึกษาการออกนอกทางวิ่งของอากาศยานในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ได้ทำไว้ โดยแสดงให้เห็นว่าในจำนวน 100 เปอร์เซ็นต์ของเหตุการณ์ออกนอกทางวิ่ง 90 เปอร์เซ็นต์เครื่องบินสามารถหยุดได้อย่างปลอดภัยบนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway strip) บนขอบเขตของพื้นที่ปรับระดับ (Graded portion) คืออยู่ในระยะ 105 เมตรจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่ง ส่วนที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์จะเลย 105 เมตรออกไปถึงพื้นที่ที่ไม่ปรับระดับ (Non-graded portion) คือตั้งแต่ 105 เมตรขึ้นไปจนถึงขอบของ Runway strip ซึ่งจากสถิติข้อมูลการศึกษาอันนี้ในจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์นี้ในบางครั้งมีการไถลออกไปไกลถึง 152 เมตร และบางครั้งถึง 210 เมตรเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามมีตัวอย่างหนึ่งที่เครื่องบินไถลออกไปจากทางวิ่งไปถึง 219 เมตรที่ประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2019 ก็มีมาแล้ว (มีภาพประกอบ)

    เนื้อหาข้อมูลใน Final Report ของที่ประชุมคณะทำงาน Aerodrome Design and Operations Task Force นี้ (ในหน้า 4-5) นี้ มีการระบุให้ข้อมูลว่ามีตัวอย่างของเอกสารคำแนะนำ (Advisory circular) AC150/5300-13B ของหน่วยงานการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) ว่าตำแหน่งของร่องน้ำหรือรางระบายน้ำหรือกำแพงป้องกันนั้นขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละพื้นที่บริเวณนั้นแต่ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามจะไม่มีการตั้งอยู่บนขอบเขตของพื้นที่ปลอดภัยของทางวิ่งเลย โดยความกว้างของพื้นที่ปลอดภัยทางวิ่งของเขาจะอยู่ที่ 500 ฟุต หรือ152 เมตร
    “4.28 The WP/20 provided an example of the FAA advisory circular: AC150/5300-13B where it reads, “location of ditch, swale, or headwall depends on the site condition but in no case within the limits of runway safety area (RSA).” The width of the RSA, as specified in Appendix G of the AC is 500 feet (152m).”
    นอกจากนี้ผู้แทนของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนของสาธารณรัฐเกาหลีได้ออกมาให้การสนับสนุนประเด็นหัวข้อนี้และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากฎระเบียบด้านการบินของเกาหลีใต้ในหัวข้อที่เกี่ยวกับมาตรฐานพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งของสนามบินนั้นออกข้อกำหนดไว้ว่าการก่อสร้างรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งจะต้องก่อสร้างให้เลยจากพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-graded portion) ของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway strip) ออกไปเท่านั้นและยังเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ พัฒนาคู่มือนโนบายและวิธีปฏิบัติในการที่จะยอมรับกายภาพที่ไม่สอดคล้องตามมาตรฐานของตนบนพื้นฐานจากการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    “4.31 The Republic of Korea supported the Working Paper and shared that their regulations required open air drains to be constructed beyond the non-graded portion of the runway strips and expressed the need for States to develop Policy and Procedures for accepting non-compliances based on safety risk assessment”.

    สำหรับสนามบินหลักของบ้านเราที่มีรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งบนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway strip) ในส่วนที่เรียกว่าพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-graded portion) นี้นั้น ถ้าดูจากสถิติตามรายงานของที่ประชุมนี้แล้ว 90 เปอร์เซ็นของเครื่องบินที่ไถลออกนอกทางวิ่งจะออกไปไม่ถึงพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ หรือบริเวณที่มีรางระบายน้ำคอนกรีตฯนี้ ยกเว้นเพียง 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น อย่างไรก็ดีจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่รัฐหรือผู้ดำเนินการสนามบินจะนำเรื่องดังกล่าวมาทบทวนข้อมูลสถิติ จำนวนและชนิดของอากาศยานที่มาใช้บริการ โอกาสความเป็นไปได้ต่าง ๆ รวมทั้งทบทวนกฎระเบียบหรือทำการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอีกครั้งตามที่หน่วยงานการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนของสาธารณรัฐเกาหลีได้ได้นำเสนอมาในรายงาน เพื่อลดโอกาสความรุนแรงจากการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น ถ้าตัวเลขในปัจจุบันจำนวนเที่ยวบินของทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น จำนวนการไถลออกนอกทางวิ่งของทั้ง 90 เปอร์เซ็นและของ 10 เปอร์เซ็นก็น่าจะมากตาม คงไม่น่าจะมีใครอยากคิดว่าตนเองจะเป็นผู้ที่อยู่ใน 10 เปอร์เซ็นนั้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้หากดูข้อมูลเหตุการณ์ของสายการบิน Asiana airlines ที่ออกนอกทางวิ่งสนามบินฮิโรชิมาของญี่ปุ่นที่มี Runway strip ที่ 150 เมตรจากกึ่งกลางทางวิ่งโดยไถลไปไกลจนเกือบถึงขอบ Runway strip โดยไม่มีรางระบายน้ำฯหรือสิ่งปลูกสร้างใดบนพื้นที่บริเวณนี้แม้แต่น้อยตามที่กล่าวไว้ข้างต้นกับในขณะที่เหตุการณ์ของสุวรรณภูมิที่เครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งจนไปเกือบถึงรางระบายน้ำแบบเปิดโล่ง แต่โชคดีที่คานยึดของฐานล้อเครื่องบินมีการครูดเป็นร่องลึกและเป็นทางยาวไปกับทางวิ่งประมาณเกือบ 400 เมตร (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับสุดท้ายของสำนักงานคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน) ก่อนหยุดลง จึงเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้ก่อให้เกิดอากาศยานอุบัติเหตุแต่อย่างใด แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปได้ทุกครั้ง หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นเราต้องสูญเสียอะไรบ้างกับการไม่ได้ป้องกันกันแต่เนิ่น ๆ เป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะนำไปพิจารณาทบทวนดูหรือไม่

    โดยรวมแล้วการที่สนามบินมีรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่ง (Open-Air Storm Water Conveyance) อยู่บนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway Strip) ตรงบริเวณที่เรียกว่าพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ(Non-Graded Portion) สามารถทำได้หรือจัดให้มีอยู่ได้โดยไม่ได้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดจากมาตรฐานแต่อย่างใดเพราะ ICAO Annex 14 Vol. 1 เปิดไว้ให้ทำได้เพียงแต่ขอให้พิจารณาติดตั้งให้ไกลที่สุดจากทางวิ่งซึ่งไม่ได้กำหนดว่าระยะเท่าไร ดังนั้นจึงอยู่ในดุลยพินิจของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินหรือการดำเนินการของสนามบินในแต่ละประเทศที่จะพิจารณากันในมิติต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
    จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ซึ่งรวมถึงเนื้อหาในรายงานการประชุมของ ICAO ในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า
    1. ประเทศบางประเทศอย่างเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีได้มีการพัฒนาให้มีกฎระเบียบหรือกฎหมายด้านความปลอดภัยทางการบินของตนเองที่สูงกว่ามาตรฐานของ ICAO โดยไม่ต้องมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่ชัดเจนของ ICAO Annex ออกมาแต่อย่างใด
    2. มาตรฐานที่ ICAO ออกมาในรูปแบบ Annex ต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อให้แต่ละประเทศนำไปออกเป็นกฎหมายหรือกฎระเบียบข้อบังคับของตนเองนั้นยังมีช่องว่าง (Gap) ส่วนที่จะต้องมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงให้ดียิ่งขึ้นหรือปลอดภัยมากขึ้นอยู่เสมอ
    3. กรณีที่มีเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งอีก โอกาสของ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เครื่องบินจะวิ่งเลยไปถึงพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) ยังมีอยู่หากยังไม่ได้ทำการประเมินความเสี่ยงและมีการกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะสนามบินที่รองรับแบบอากาศยาน (Aircraft Code) ชนิดใหญ่ ๆ ได้
    4. รายงานฉบับสุดท้ายการสอบสวนอากาศยานแบบ Airbus A330-321ที่ไถลออกนอกทางวิ่งที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 8 กันยายน 2556 มีการระบุถึงการครูดของคานยึดฐานล้อหลักด้านขวาประมาณ 365 เมตร และวิ่งพ้นขอบทางวิ่งไปบนพื้นดินที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของทางวิ่งระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตรจึงหยุดนิ่ง กรณีเช่นนี้ถ้าหากไม่มีการครูดกับทางวิ่งด้วยระยะทางและความลึกตามรายงานดังกล่าว โอกาสที่อากาศยานอาจจะไปถึงรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งก็เป็นได้เมื่อลองเปรียบเทียบกับกรณีของสายการบิน Asiana Airlines ที่สนามบินฮิโรชิมา อย่างไรก็ตามรายงานผลการสอบสวนฯควรมีข้อแนะนำโดยตรงไปยัง ICAO (Safety recommendations to ICAO) ด้วยหรือไม่ถึงความเป็นไปได้ของสภาวะอันตรายนี้เพื่อให้ ICAO มีการพิจารณาหรืออาจจะทบทวนมาตรฐานกายภาพของทางวิ่งที่ยอมให้มีรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งบนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับนี้

    ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลที่จะนำสรุปได้ว่าแต่ละประเทศที่มีลักษณะทางกายภาพทางวิ่งของสนามบินแบบนี้โดยเฉพาะประเทศเรานั้นจะดำเนินการไปในในทิศทางใด หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาเสนออีกครั้งการจะทำให้สมดุลกันระหว่างการลงทุนรายจ่ายการป้องกันด้านความปลอดภัย (Protection) กับการสร้างรายได้การดำเนินงาน (Production) เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องจะเลือกวิธีแบบใด และแบบไหนจะยั่งยืนกว่ากัน ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถมีส่วนร่วมได้หรือไม่

    ข้อมูลทั้งหมดเป็นทัศนคติส่วนบุคคลที่อ้างอิงจากเอกสารและรายงานที่เปิดเผยในเวปไซต์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ สามารถค้นหาและสืบค้นได้โดยทั่วไป อาจมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ได้กล่าวถึงและข้อมูลบางอย่างปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้วตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป ผู้อ่านโปรดใช้ดุลยพินิจและพิจารณาอีกครั้ง

    เอกสารอ้างอิง(สามารสืบค้นได้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต):
    1. ICAO Safety Report 2024Edition
    2. ICAO Annex 14 - Aerodrome Design and Operations, 9 edition, July 2022
    3. ข้อกำหนดสำนักงานการบินพลเรือนฉบับที่ 37
    4. Aircraft Accident Investigation Report, Asiana Airlines INC. HL-7762, November 24,2016 - JTSB
    5. www.telegraph.co.uk/travel/news/asiana-plane-skids-off-runway-in-japan-leaving-20-injured/
    6. รายงานฉบับสุดท้ายการสอบสวนอากาศยานแบบ Airbus A330-321 เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน HS-TEFฯ โดยคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักรปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยานประเทศไทย
    7. Agenda Item 4: Planning, Design and Construction of Aerodromes/ “Open-Air Strom Water Conveyance in Runway Strip” - The Fifth Meeting of the Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force (AP-ADO/TF/5) Chaing Rai, Thailand 30 January – 2 February 2024
    8. Final Report: The Fifth Meeting of the Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force (AP-ADO/TF/5) Chaing Rai, Thailand 30 January – 2 February 2024
    9. AIP Japan HIROSHIMA, RJOA AD2-6 (13/9/18)
    10. AIP Thailand, AD 2-VTBS-1-16, 28 NOV 24, VTBS AD2.12 RUNWAY PHYSICAL CHARACTERISTICS
    11. https://en.wikipedia.org/wiki/Bangkok_Airways_Flight_266
    12. https://www.theguardian.com/world/2009/aug/04/thailand-plane-crash
    13. https://en.wikipedia.org/wiki/One-Two-Go_Airlines_Flight_269
    14. https://www.aviation-accidents.net/jet-airways-boeing-b737-800-vt-jbg-flight-9w2374/



    EP5 นี้ขอนำเสนอข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นด้านความปลอดภัยทางการบินที่ขอมุ่งเน้นไปทางด้านความปลอดภัยของเครื่องบินขณะทำการวิ่งขึ้นหรือกำลังวิ่งลงบนทางวิ่งที่สนามบินนะครับ จากข้อมูลรายงานด้านความปลอดภัย (Safety Report) ปี 2024 ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ได้จำแนกเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากที่จำเป็นจะต้องจัดการอย่างเร่งด่วนอยู่ 5 เหตุการณ์ คือ 1 การควบคุมอากาศยานเข้าสู่สภาพภูมิประเทศ (Controlled Flight Into Terrain: CFIT) 2 การสูญเสียการควบคุมขณะทำการบิน (Loss Of Control In-Flight: LOC-I) 3 การชนกันกลางอากาศ (Mid-Air Collision: MAC) 4 การเกิดอากาศยานไถลออกนอกทางวิ่ง (Runway Excursion: RE) และ 5 การล่วงล้ำบนทางวิ่ง (Runway Incursion: RI) ที่จะขอพูดถึงในครั้งนี้ขอกล่าวถึงอากาศยานไถลออกนอกทางวิ่งเป็นหลักเพื่อที่จะนำเข้าสู่หัวข้อและเนื้อหาการประชุมของ ICAO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ( ICAO APAC) เมื่อต้นป 67 ที่ผ่านมา การไถลออกนอกทางวิ่ง ICAO ได้ให้นิยามไว้คือการที่เครื่องบินเบี่ยงเบนออกจากทางวิ่งหรือการวิ่งเลยออกปลายทางวิ่งในขณะที่ทำการบินลงหรือวิ่งขึ้นซึ่งในปัจจุบันเรามักจะได้ยินข่าวจากต่างประเทศตามสื่อต่างๆเกี่ยวกับเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงที่สนามบินมีสภาพอากาศแปรปรวนหรือมีฝนตกฟ้าคะนอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้ประเทศไทยเราก็มีกรณีเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งเช่นเดียวกันที่จังหวัดเชียงรายซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีรายงานผลการสอบสวนอากาศยานอุบัติการณ์รุนแรงฉบับสุดท้าย (Final Aircraft Serious Incident Investigation Report) ที่จะแจ้งให้ทราบถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์นั้นว่าคืออะไร (โดยตามมาตรฐาน ICAO นั้น รายงานฉบับสุดท้ายควรออกมาภายใน 12 เดือนหลังจากที่เกิดเหตุการณ์) การไถลออกนอกทางวิ่งบนพื้นที่ของสนามบินที่ออกแบบและสร้างได้ตามมาตรฐานหรือสูงกว่ามาตรฐานจะลดโอกาสการเกิดความเสียหายต่อตัวอากาศยานและการบาดเจ็บของผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องได้อย่างมีนัยสำคัญ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คล้ายๆกับการที่เราบังเอิญขับรถพุ่งออกจากถนนจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ แต่พอดีพื้นที่ด้านข้างหรือไหล่ถนนนั้นเป็นพื้นที่โล่งๆที่มีความยาวและความกว้างเพียงพอให้เราควบคุมรถยนต์ให้ค่อยๆหยุดลงได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ได้ปะทะหรือชนเข้ากับสิ่งใดเราก็ปลอดภัย แต่ถ้าหากพื้นที่ด้านข้างถนนแคบหรือมีน้อยแถมมีสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เช่น ต้นไม้ เสาไฟฟ้า เกาะกลางถนนหรือเป็นคลองส่งน้ำชลประทานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด เราก็ยิ่งมีโอกาสได้รับอันตรายมากเท่านั้น แต่สำหรับสิ่งที่เราพูดถึงอยู่นี้เป็นอากาศยานหรือวัตถุที่มีขนาด มวล น้ำหนัก และความเร็วที่แตกต่างกันกับรถยนต์มาก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างจากกรณีของรถยนต์อย่างสิ้นเชิง ในส่วนของพื้นที่ที่รองรับการออกนอกทางวิ่งของเครื่องบินเราเรียกว่าพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งหรือ Runway Strip ซึ่งจะมีขนาดที่แตกต่างกันตามประเภทของทางวิ่งที่รองรับอากาศยานรวมทั้งทางหยุด (Stop Way) (ถ้ามี) ทั้งนี้ยังรวมถึงอีกพื้นที่หนึ่งก็คือพื้นที่ปลอดภัยปลายทางวิ่ง (Runway End Safety Area: RESA) ที่เอาไว้สำหรับรองรับการวิ่งเลยปลายทางวิ่งออกไปและในกรณีที่เครื่องบินลงก่อนถึงจุดเริ่มต้นของหัวทางวิ่ง (Runway Threshold) ด้วยเช่นกัน (สามารถดาวน์โหลดข้อกำหนดสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) ฉบับที่ 37 ในเว็ปไซต์ กพท.หรือ ICAO Annex 14 Vol.1 ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อดูในรายละเอียดได้) พื้นที่เหล่านี้จะถูกออกแบบมาเพื่อให้เครื่องบินสามารถหยุดได้อย่างปลอดภัยในกรณีเกิด Runway excursion ขึ้น เราลองมาดูนิยามและมาตรฐานในข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ก่อนดีกว่า ความหมายของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งตามข้อกำหนด กพท. ฉบับที่ 37 (อ้างอิงจากมาตรฐานของ ICAO Annex 14 Vol.1 - Aerodrome Design and Operations) กำหนดไว้ว่า “พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway Strip) หมายความว่า พื้นที่ที่กําหนดไว้ซึ่งรวมถึงทางวิ่งและทางหยุด (ถ้ามี) ที่กําหนดไว้เพื่อ (1) ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายแก่อากาศยานที่วิ่งออกนอกทางวิ่ง และ (2) ป้องกันอากาศยานที่บินอยู่เหนือพื้นที่ดังกล่าวระหว่างการปฏิบัติการวิ่งขึ้นหรือการบินลงของอากาศยาน 2. ขนาดของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง ข้อ 145 พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งต้องขยายต่อออกไปจากหัวทางวิ่งและยาวเลยปลายทางวิ่งหรือทางหยุดไม่น้อยกว่าระยะทาง ดังต่อไปนี้ (1) หกสิบ (60) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 2, 3 หรือ 4 (2) หกสิบ (60) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1 และเป็นทางวิ่งแบบบินลงด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน (3) สามสิบ (30) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1 และเป็นทางวิ่งแบบบินลงโดยไม่ใช้เครื่องวัดประกอบการบิน ข้อ 146 พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งของทางวิ่งแบบพรีซิชั่น (Precision) และทางวิ่งแบบนอนพรีซิชั่น (Non-Precision) ต้องขยายไปทางด้านข้างแต่ละด้านของเส้นกึ่งกลางทางวิ่งและแนวเส้นกึ่งกลางทางวิ่งที่ต่อขยายออกไปตลอดความยาวของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งนั้นเป็นระยะทางอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (1) หนึ่งร้อยสี่สิบ (140) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 3 หรือ 4 (2) เจ็ดสิบ (70) เมตร สําหรับทางวิ่งที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1 หรือ 2 4. การปรับระดับพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง ข้อ 152 เพื่อประโยชน์ในการรองรับเครื่องบินที่จะใช้ทางวิ่ง ในกรณีที่เครื่องบินวิ่งออกนอกทางวิ่ง สนามบินต้องปรับระดับ (Graded portion) ส่วนของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งของทางวิ่งแบบบินลงด้วยเครื่องวัด ประกอบการบิน อย่างน้อยภายในระยะจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่งและแนวเส้นกึ่งกลางทางวิ่งที่ขยายออกไปดังต่อไปนี้ (1) หนึ่งร้อยห้า (105) เมตร สําหรับทางวิ่งแบบพรีซิชั่นที่มีรหัสตัวเลขเป็น 3 หรือ 4 ตามรูปที่ 9 (2) เจ็ดสิบห้า (75) เมตร สําหรับทางวิ่งแบบนอนพรีซิชั่นที่มีรหัสตัวเลขเป็น 3 หรือ 4 (3) สี่สิบ (40) เมตร สําหรับทางวิ่งแบบพรีซิชั่นและทางวิ่งแบบนอนพรีซิชั่นที่มีรหัสตัวเลขเป็น 1หรือ 2 ข้อ 161 หากมีความจำเป็นต้องมีการระบายน้ำที่เหมาะสม สนามบินอาจจัดให้มีรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งบริเวณพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) ที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งได้ แต่ต้องวางตําแหน่งของรางระบายน้ำให้อยู่ห่างจากทางวิ่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้” อันนี้คือข้อมูลที่อยู่ในข้อกำหนด กพท.ฉบับ37 สนามบินสุวรรณภูมิมีรหัสอ้างอิงของสนามบิน 4E (ตามข้อกำหนด กพท. ฉบับที่ 37 ส่วนที่ 4 รหัสอ้างอิงสนามบิน ข้อ 23, 24 และ25) คือมีความยาวของทางวิ่งเกิน 1800 เมตร และรองรับเครื่องบินที่มีระยะห่างระหว่างปลายปีก 65 เมตรขึ้นไปแต่ไม่ถึง 80 เมตร ดังนั้นพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งด้านข้างที่วัดออกจากจุดเส้นกึ่งกลางทางวิ่งจึงต้องมีขนาดอย่างน้อย 140 เมตรตลอดแนวความยาวของทางวิ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่ามีการใช้คำว่า “อย่างน้อย” นั้น ถ้ามากกว่าก็จะยิ่งดี สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นสนามบินหลักของบ้านเราที่มีภาพประกอบวาระการประชุมของ ICAO Asia and Pacific (ICAO APAC) ที่จะได้กล่าวต่อไป ได้มีการติดตั้งรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งตามความยาวของทางวิ่งฝั่งตะวันออกห่างจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่งที่ระยะ 120 เมตร (ข้อมูลจาก AIP Thailand) เพื่อวัตถุประสงค์ในการช่วยระบายน้ำสำหรับกรณีมีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากอยู่บนทางวิ่งหรือพื้นที่โดยรอบ ตรงบริเวณที่เรียกว่าพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion of Runway Strip) หรือตั้งแต่ 105 เมตรจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่งเป็นต้นไป (ตามข้อกำหนด กพท. 4. การปรับระดับพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง ข้อ 152 วงเล็บ 1) ขณะที่มาตรฐานของ ICAO Annex 14 Vol.1 - Aerodrome Design and Operations, 9 edition July 2022 หน้า 3-13 ข้อ 3.4.16 บันทึก (Note) 1 ได้ระบุว่า รางระบายน้ำแบบเปิดโล่งสามารถที่จะติดตั้งได้ในกรณีที่มีความจำเป็นต่อการระบายน้ำฝนจำนวนมากแต่จะต้องพิจารณาติดตั้งให้ไกลที่สุดเท่าที่จะปฏิบัติได้บนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับหรือพื้นที่ “Non-graded portion” ของทางวิ่ง (Note 1. - Where deemed necessary for proper drainage, an open-air storm water conveyance may be allowed in the non-graded portion of a runway strip and would be placed as far as practicable from the runway.) ดังนั้นการมีรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งของสนามบินนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการติดตั้งที่ไม่สอดคล้องหรือผิดจากมาตรฐานการก่อสร้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากรายงานการประชุมครั้งที่ 5 ของ ICAO APAC ของคณะทำงาน Aerodrome Design and Operations Task Force เมื่อวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 67 ที่จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงรายโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศภาคีสมาชิก 14 ประเทศและองค์กรทางการบินระหว่างประเทศอีก 3 หน่วยงานรวม 62 คน ( The Fifth Meeting of the Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force: AP-ADO/TF/5: Chiang Rai) ในหัวข้อวาระประชุมที่ 4 เรื่อง “การวางแผน การออกแบบ และการก่อสร้างสนามบิน” (Planning, Design and Construction of Aerodromes) นั้น มีการหยิบยกประเด็นของรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งที่อยู่บนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (OPEN-AIR STORM WATER CONVEYANCE IN RUNWAY STRIP) ขึ้นมาใหม่ซึ่งนำเสนอโดย ICAO-The Cooperative Development of Operational Safety and Continuing Airworthiness Programme – South East Asia (COSCAP-SEA) โดยระบุว่าการมีอยู่ของรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งบนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) ของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway Strip) อาจนำมาซึ่งอันตรายต่างๆโดยเฉพาะกับเครื่องบินที่ไถลออกนอกทางวิ่ง ยิ่งในช่วงที่สนามบินมีสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกและทางวิ่งเปียกลื่น การมีอยู่ของรางระบายน้ำนั้นอาจจะทำให้เหตุการณ์ลื่นไถลออกนอกทางวิ่ง(ที่ไปถึงบริเวณที่ติดตั้งรางระบายน้ำฯ) รุนแรงยิ่งขึ้น อันนี้เองอาจจะถือได้ว่าเป็นการเริ่มทบทวนมาตรฐานด้านกายภาพสนามบินของ ICAO ก็เป็นได้ และจากการนำเสนอข้อมูลในวาระนี้ก่อนที่จะสรุปอยู่ในรายงานในภาพรวมนั้นได้มีการนำรูปภาพตัวอย่างของกรณีการไถลออกนอกทางวิ่งในประเทศต่างๆ รวมทั้งตัวอย่างภาพของสนามบินสุวรรณภูมิที่มีเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งและหยุดอยู่ตรงหน้ารางระบายน้ำคอนกรีตเพียงไม่กี่เมตรมาแสดงด้วย มีข้อที่น่าสนใจและน่าสังเกตก็คือจากภาพที่มีการนำเสนอที่มีการไถลออกนอกทางวิ่งจากวาระการประชุมนี้รูปหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นที่สนามบินฮิโรชิมาประเทศญี่ปุ่นมีการไถลออกจากทางวิ่งไปจนเกือบถึงขอบของ Runway Strip ซึ่งไม่โครงสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างใดหรือแม้แต่รางระบายน้ำคอนกรีตอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) นี้เลย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากมีรางระบายน้ำอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับนี้ซึ่งตามมาตรฐานของ ICAO สามารถอยู่ได้เราคงพอจะนึกภาพออก และเมื่อไปดูข้อมูลด้านกายภาพของสนามบินฮิโรชิมานี้ใน AIP Japan (Aeronautical Information Publication, Japan) พบว่าพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งหรือ Runway Strip ของสนามบินนี้อยู่ที่ 150 เมตรจากกึ่งกลางทางวิ่งซึ่งสูงกว่ามาตรฐานปัจจุบันซึ่งมีการก่อสร้างมานานแล้วนั่นหมายความว่าถ้าหากมีรางระบายน้ำหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดบนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งนี้แม้มาตรฐานสากลจะยอมให้อยู่ได้ อากาศยานอุบัติการณ์รุนแรงก็สามารถจะคาดการณ์ว่าเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับสนามบินสมุยที่มีอาคาร Tower เก่าอยู่บน Runway Strip แล้วเครื่องไถลออกไปก็ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาแล้วเมื่อ 4 สิงหาคม 2552 หรือกรณีของสายการบิน One to Go ที่สนามบินภูเก็ตที่ผ่านมาหลายปีมาแล้วเช่นกันที่พื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการรองรับอากาศยาน ในที่ประชุมคณะทำงาน Aerodrome Design and Operations Task Force - ICAO APAC ยังได้มีการกล่าวถึงข้อมูลสถิติการศึกษาการออกนอกทางวิ่งของอากาศยานในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ได้ทำไว้ โดยแสดงให้เห็นว่าในจำนวน 100 เปอร์เซ็นต์ของเหตุการณ์ออกนอกทางวิ่ง 90 เปอร์เซ็นต์เครื่องบินสามารถหยุดได้อย่างปลอดภัยบนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway strip) บนขอบเขตของพื้นที่ปรับระดับ (Graded portion) คืออยู่ในระยะ 105 เมตรจากเส้นกึ่งกลางทางวิ่ง ส่วนที่เหลืออีก 10 เปอร์เซ็นต์จะเลย 105 เมตรออกไปถึงพื้นที่ที่ไม่ปรับระดับ (Non-graded portion) คือตั้งแต่ 105 เมตรขึ้นไปจนถึงขอบของ Runway strip ซึ่งจากสถิติข้อมูลการศึกษาอันนี้ในจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์นี้ในบางครั้งมีการไถลออกไปไกลถึง 152 เมตร และบางครั้งถึง 210 เมตรเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามมีตัวอย่างหนึ่งที่เครื่องบินไถลออกไปจากทางวิ่งไปถึง 219 เมตรที่ประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2019 ก็มีมาแล้ว (มีภาพประกอบ) เนื้อหาข้อมูลใน Final Report ของที่ประชุมคณะทำงาน Aerodrome Design and Operations Task Force นี้ (ในหน้า 4-5) นี้ มีการระบุให้ข้อมูลว่ามีตัวอย่างของเอกสารคำแนะนำ (Advisory circular) AC150/5300-13B ของหน่วยงานการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) ว่าตำแหน่งของร่องน้ำหรือรางระบายน้ำหรือกำแพงป้องกันนั้นขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละพื้นที่บริเวณนั้นแต่ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามจะไม่มีการตั้งอยู่บนขอบเขตของพื้นที่ปลอดภัยของทางวิ่งเลย โดยความกว้างของพื้นที่ปลอดภัยทางวิ่งของเขาจะอยู่ที่ 500 ฟุต หรือ152 เมตร “4.28 The WP/20 provided an example of the FAA advisory circular: AC150/5300-13B where it reads, “location of ditch, swale, or headwall depends on the site condition but in no case within the limits of runway safety area (RSA).” The width of the RSA, as specified in Appendix G of the AC is 500 feet (152m).” นอกจากนี้ผู้แทนของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนของสาธารณรัฐเกาหลีได้ออกมาให้การสนับสนุนประเด็นหัวข้อนี้และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากฎระเบียบด้านการบินของเกาหลีใต้ในหัวข้อที่เกี่ยวกับมาตรฐานพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งของสนามบินนั้นออกข้อกำหนดไว้ว่าการก่อสร้างรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งจะต้องก่อสร้างให้เลยจากพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-graded portion) ของพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway strip) ออกไปเท่านั้นและยังเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ พัฒนาคู่มือนโนบายและวิธีปฏิบัติในการที่จะยอมรับกายภาพที่ไม่สอดคล้องตามมาตรฐานของตนบนพื้นฐานจากการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย “4.31 The Republic of Korea supported the Working Paper and shared that their regulations required open air drains to be constructed beyond the non-graded portion of the runway strips and expressed the need for States to develop Policy and Procedures for accepting non-compliances based on safety risk assessment”. สำหรับสนามบินหลักของบ้านเราที่มีรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งบนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway strip) ในส่วนที่เรียกว่าพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-graded portion) นี้นั้น ถ้าดูจากสถิติตามรายงานของที่ประชุมนี้แล้ว 90 เปอร์เซ็นของเครื่องบินที่ไถลออกนอกทางวิ่งจะออกไปไม่ถึงพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ หรือบริเวณที่มีรางระบายน้ำคอนกรีตฯนี้ ยกเว้นเพียง 10 เปอร์เซ็นเท่านั้น อย่างไรก็ดีจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่รัฐหรือผู้ดำเนินการสนามบินจะนำเรื่องดังกล่าวมาทบทวนข้อมูลสถิติ จำนวนและชนิดของอากาศยานที่มาใช้บริการ โอกาสความเป็นไปได้ต่าง ๆ รวมทั้งทบทวนกฎระเบียบหรือทำการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอีกครั้งตามที่หน่วยงานการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนของสาธารณรัฐเกาหลีได้ได้นำเสนอมาในรายงาน เพื่อลดโอกาสความรุนแรงจากการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น ถ้าตัวเลขในปัจจุบันจำนวนเที่ยวบินของทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น จำนวนการไถลออกนอกทางวิ่งของทั้ง 90 เปอร์เซ็นและของ 10 เปอร์เซ็นก็น่าจะมากตาม คงไม่น่าจะมีใครอยากคิดว่าตนเองจะเป็นผู้ที่อยู่ใน 10 เปอร์เซ็นนั้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้หากดูข้อมูลเหตุการณ์ของสายการบิน Asiana airlines ที่ออกนอกทางวิ่งสนามบินฮิโรชิมาของญี่ปุ่นที่มี Runway strip ที่ 150 เมตรจากกึ่งกลางทางวิ่งโดยไถลไปไกลจนเกือบถึงขอบ Runway strip โดยไม่มีรางระบายน้ำฯหรือสิ่งปลูกสร้างใดบนพื้นที่บริเวณนี้แม้แต่น้อยตามที่กล่าวไว้ข้างต้นกับในขณะที่เหตุการณ์ของสุวรรณภูมิที่เครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งจนไปเกือบถึงรางระบายน้ำแบบเปิดโล่ง แต่โชคดีที่คานยึดของฐานล้อเครื่องบินมีการครูดเป็นร่องลึกและเป็นทางยาวไปกับทางวิ่งประมาณเกือบ 400 เมตร (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับสุดท้ายของสำนักงานคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน) ก่อนหยุดลง จึงเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่ได้ก่อให้เกิดอากาศยานอุบัติเหตุแต่อย่างใด แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปได้ทุกครั้ง หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นเราต้องสูญเสียอะไรบ้างกับการไม่ได้ป้องกันกันแต่เนิ่น ๆ เป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะนำไปพิจารณาทบทวนดูหรือไม่ โดยรวมแล้วการที่สนามบินมีรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่ง (Open-Air Storm Water Conveyance) อยู่บนพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่ง (Runway Strip) ตรงบริเวณที่เรียกว่าพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ(Non-Graded Portion) สามารถทำได้หรือจัดให้มีอยู่ได้โดยไม่ได้ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดจากมาตรฐานแต่อย่างใดเพราะ ICAO Annex 14 Vol. 1 เปิดไว้ให้ทำได้เพียงแต่ขอให้พิจารณาติดตั้งให้ไกลที่สุดจากทางวิ่งซึ่งไม่ได้กำหนดว่าระยะเท่าไร ดังนั้นจึงอยู่ในดุลยพินิจของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินหรือการดำเนินการของสนามบินในแต่ละประเทศที่จะพิจารณากันในมิติต่าง ๆ อย่างรอบคอบ จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ซึ่งรวมถึงเนื้อหาในรายงานการประชุมของ ICAO ในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า 1. ประเทศบางประเทศอย่างเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีได้มีการพัฒนาให้มีกฎระเบียบหรือกฎหมายด้านความปลอดภัยทางการบินของตนเองที่สูงกว่ามาตรฐานของ ICAO โดยไม่ต้องมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่ชัดเจนของ ICAO Annex ออกมาแต่อย่างใด 2. มาตรฐานที่ ICAO ออกมาในรูปแบบ Annex ต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อให้แต่ละประเทศนำไปออกเป็นกฎหมายหรือกฎระเบียบข้อบังคับของตนเองนั้นยังมีช่องว่าง (Gap) ส่วนที่จะต้องมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงให้ดียิ่งขึ้นหรือปลอดภัยมากขึ้นอยู่เสมอ 3. กรณีที่มีเครื่องบินไถลออกนอกทางวิ่งอีก โอกาสของ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เครื่องบินจะวิ่งเลยไปถึงพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับ (Non-Graded Portion) ยังมีอยู่หากยังไม่ได้ทำการประเมินความเสี่ยงและมีการกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะสนามบินที่รองรับแบบอากาศยาน (Aircraft Code) ชนิดใหญ่ ๆ ได้ 4. รายงานฉบับสุดท้ายการสอบสวนอากาศยานแบบ Airbus A330-321ที่ไถลออกนอกทางวิ่งที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 8 กันยายน 2556 มีการระบุถึงการครูดของคานยึดฐานล้อหลักด้านขวาประมาณ 365 เมตร และวิ่งพ้นขอบทางวิ่งไปบนพื้นดินที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของทางวิ่งระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตรจึงหยุดนิ่ง กรณีเช่นนี้ถ้าหากไม่มีการครูดกับทางวิ่งด้วยระยะทางและความลึกตามรายงานดังกล่าว โอกาสที่อากาศยานอาจจะไปถึงรางระบายน้ำคอนกรีตแบบเปิดโล่งก็เป็นได้เมื่อลองเปรียบเทียบกับกรณีของสายการบิน Asiana Airlines ที่สนามบินฮิโรชิมา อย่างไรก็ตามรายงานผลการสอบสวนฯควรมีข้อแนะนำโดยตรงไปยัง ICAO (Safety recommendations to ICAO) ด้วยหรือไม่ถึงความเป็นไปได้ของสภาวะอันตรายนี้เพื่อให้ ICAO มีการพิจารณาหรืออาจจะทบทวนมาตรฐานกายภาพของทางวิ่งที่ยอมให้มีรางระบายน้ำแบบเปิดโล่งบนพื้นที่ที่ไม่ต้องปรับระดับนี้ ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลที่จะนำสรุปได้ว่าแต่ละประเทศที่มีลักษณะทางกายภาพทางวิ่งของสนามบินแบบนี้โดยเฉพาะประเทศเรานั้นจะดำเนินการไปในในทิศทางใด หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาเสนออีกครั้งการจะทำให้สมดุลกันระหว่างการลงทุนรายจ่ายการป้องกันด้านความปลอดภัย (Protection) กับการสร้างรายได้การดำเนินงาน (Production) เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องจะเลือกวิธีแบบใด และแบบไหนจะยั่งยืนกว่ากัน ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถมีส่วนร่วมได้หรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดเป็นทัศนคติส่วนบุคคลที่อ้างอิงจากเอกสารและรายงานที่เปิดเผยในเวปไซต์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ สามารถค้นหาและสืบค้นได้โดยทั่วไป อาจมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ได้กล่าวถึงและข้อมูลบางอย่างปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้วตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป ผู้อ่านโปรดใช้ดุลยพินิจและพิจารณาอีกครั้ง เอกสารอ้างอิง(สามารสืบค้นได้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต): 1. ICAO Safety Report 2024Edition 2. ICAO Annex 14 - Aerodrome Design and Operations, 9 edition, July 2022 3. ข้อกำหนดสำนักงานการบินพลเรือนฉบับที่ 37 4. Aircraft Accident Investigation Report, Asiana Airlines INC. HL-7762, November 24,2016 - JTSB 5. www.telegraph.co.uk/travel/news/asiana-plane-skids-off-runway-in-japan-leaving-20-injured/ 6. รายงานฉบับสุดท้ายการสอบสวนอากาศยานแบบ Airbus A330-321 เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน HS-TEFฯ โดยคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักรปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยานประเทศไทย 7. Agenda Item 4: Planning, Design and Construction of Aerodromes/ “Open-Air Strom Water Conveyance in Runway Strip” - The Fifth Meeting of the Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force (AP-ADO/TF/5) Chaing Rai, Thailand 30 January – 2 February 2024 8. Final Report: The Fifth Meeting of the Asia/Pacific Aerodrome Design and Operations Task Force (AP-ADO/TF/5) Chaing Rai, Thailand 30 January – 2 February 2024 9. AIP Japan HIROSHIMA, RJOA AD2-6 (13/9/18) 10. AIP Thailand, AD 2-VTBS-1-16, 28 NOV 24, VTBS AD2.12 RUNWAY PHYSICAL CHARACTERISTICS 11. https://en.wikipedia.org/wiki/Bangkok_Airways_Flight_266 12. https://www.theguardian.com/world/2009/aug/04/thailand-plane-crash 13. https://en.wikipedia.org/wiki/One-Two-Go_Airlines_Flight_269 14. https://www.aviation-accidents.net/jet-airways-boeing-b737-800-vt-jbg-flight-9w2374/
    0 Comments 0 Shares 1066 Views 0 Reviews
  • อาหารเม็ดแมว ฟริสกี้ส์ Purina Friskies

    พิกัด
    Shopee:
    https://s.shopee.co.th/7ANGUpRpwI
    LAZADA:
    https://s.lazada.co.th/s.H7Bce
    TikTok:
    https://vt.tiktok.com/ZS6NTfVxP/
    .
    อาหารเม็ดแมว ฟริสกี้ส์ Purina Friskies พิกัด Shopee: https://s.shopee.co.th/7ANGUpRpwI LAZADA: https://s.lazada.co.th/s.H7Bce TikTok: https://vt.tiktok.com/ZS6NTfVxP/ .
    1 Comments 0 Shares 361 Views 4 0 Reviews
More Results