• นักวิจัยเปลี่ยนนมบูดให้กลายเป็นวัสดุสำหรับ 3D Printing — พลิกของเสียเกษตรให้เป็นพลาสติกชีวภาพทางเลือก

    งานวิจัยจาก University of Wisconsin–Platteville กำลังสร้างความสนใจอย่างมากในวงการ 3D Printing เพราะทีมนักวิจัยสามารถ เปลี่ยนนมบูดและของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม ให้กลายเป็นวัสดุชีวภาพที่ใช้พิมพ์ 3 มิติได้จริง แนวคิดนี้เกิดจากปัญหานมส่วนเกินที่ต้องทิ้งในช่วงโควิด ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมพัฒนาวิธีสกัดโปรตีนอย่าง casein และ whey จากนมเสีย แล้วนำไปผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายพลาสติกสำหรับใช้ในเครื่องพิมพ์ 3D

    สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือมันไม่ใช่แค่การทดลองในห้องครัว แต่เป็นงานวิศวกรรมวัสดุเต็มรูปแบบ นักวิจัยต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับสัดส่วนโปรตีน ความบริสุทธิ์ และการผสมผสานกับพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้วัสดุที่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่ทำให้หัวฉีดของเครื่องพิมพ์อุดตัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้วัสดุชีวภาพหลายชนิดไม่สามารถใช้งานจริงได้ในตลาด 3D Printing

    งานนี้ยังสอดคล้องกับความพยายามของวงการ 3D Printing ที่ต้องการลดขยะพลาสติก เช่น การรีไซเคิลชิ้นงานที่พิมพ์พลาด การผลิตเส้นใยจากขวด PET หรือการพัฒนาวัสดุที่ย่อยสลายได้เอง แต่การใช้ ของเสียจากอาหาร มาเป็นวัตถุดิบถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะช่วยลดทั้งขยะอาหารและการพึ่งพาปิโตรเลียมในเวลาเดียวกัน

    หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ ผลกระทบอาจกว้างไกลกว่าที่คิด ทั้งการสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร การลดต้นทุนวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตวัสดุ 3D Printing และการเปิดประตูสู่วัสดุชีวภาพรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์และใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    แนวคิดหลักของงานวิจัย
    สกัดโปรตีนจากนมบูด เช่น casein และ whey
    ผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งานได้จริง

    จุดเด่นของวัสดุใหม่นี้
    แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่อุดตันหัวฉีด
    ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3D ที่มีอยู่แล้วได้ทันที

    บริบทและแรงบันดาลใจ
    เกิดจากปัญหานมส่วนเกินช่วงโควิดที่ต้องทิ้งจำนวนมาก
    เปลี่ยนของเสียเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง

    ผลกระทบที่เป็นไปได้
    ลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม
    เพิ่มโอกาสรายได้ใหม่ให้ผู้ผลิตนมและอุตสาหกรรมวัสดุ

    ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องติดตาม
    ความพร้อมเชิงพาณิชย์
    ต้องพิสูจน์ว่าผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนแข่งขันได้

    ความทนทานของวัสดุ
    ต้องทดสอบเพิ่มเติมในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง

    มาตรฐานความปลอดภัย
    วัสดุชีวภาพใหม่ต้องผ่านการรับรองก่อนใช้งานในอุตสาหกรรม

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/researchers-turn-spoiled-milk-into-3d-printing-materials-extracted-proteins-from-dairy-waste-combined-with-polymers-to-create-plastic-alternative
    🥛🧪 นักวิจัยเปลี่ยนนมบูดให้กลายเป็นวัสดุสำหรับ 3D Printing — พลิกของเสียเกษตรให้เป็นพลาสติกชีวภาพทางเลือก งานวิจัยจาก University of Wisconsin–Platteville กำลังสร้างความสนใจอย่างมากในวงการ 3D Printing เพราะทีมนักวิจัยสามารถ เปลี่ยนนมบูดและของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม ให้กลายเป็นวัสดุชีวภาพที่ใช้พิมพ์ 3 มิติได้จริง แนวคิดนี้เกิดจากปัญหานมส่วนเกินที่ต้องทิ้งในช่วงโควิด ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมพัฒนาวิธีสกัดโปรตีนอย่าง casein และ whey จากนมเสีย แล้วนำไปผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายพลาสติกสำหรับใช้ในเครื่องพิมพ์ 3D สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือมันไม่ใช่แค่การทดลองในห้องครัว แต่เป็นงานวิศวกรรมวัสดุเต็มรูปแบบ นักวิจัยต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับสัดส่วนโปรตีน ความบริสุทธิ์ และการผสมผสานกับพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้วัสดุที่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่ทำให้หัวฉีดของเครื่องพิมพ์อุดตัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้วัสดุชีวภาพหลายชนิดไม่สามารถใช้งานจริงได้ในตลาด 3D Printing งานนี้ยังสอดคล้องกับความพยายามของวงการ 3D Printing ที่ต้องการลดขยะพลาสติก เช่น การรีไซเคิลชิ้นงานที่พิมพ์พลาด การผลิตเส้นใยจากขวด PET หรือการพัฒนาวัสดุที่ย่อยสลายได้เอง แต่การใช้ ของเสียจากอาหาร มาเป็นวัตถุดิบถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะช่วยลดทั้งขยะอาหารและการพึ่งพาปิโตรเลียมในเวลาเดียวกัน หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ ผลกระทบอาจกว้างไกลกว่าที่คิด ทั้งการสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร การลดต้นทุนวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตวัสดุ 3D Printing และการเปิดประตูสู่วัสดุชีวภาพรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์และใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ แนวคิดหลักของงานวิจัย ➡️ สกัดโปรตีนจากนมบูด เช่น casein และ whey ➡️ ผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งานได้จริง ✅ จุดเด่นของวัสดุใหม่นี้ ➡️ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่อุดตันหัวฉีด ➡️ ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3D ที่มีอยู่แล้วได้ทันที ✅ บริบทและแรงบันดาลใจ ➡️ เกิดจากปัญหานมส่วนเกินช่วงโควิดที่ต้องทิ้งจำนวนมาก ➡️ เปลี่ยนของเสียเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง ✅ ผลกระทบที่เป็นไปได้ ➡️ ลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม ➡️ เพิ่มโอกาสรายได้ใหม่ให้ผู้ผลิตนมและอุตสาหกรรมวัสดุ ⚠️ ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องติดตาม ‼️ ความพร้อมเชิงพาณิชย์ ⛔ ต้องพิสูจน์ว่าผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนแข่งขันได้ ‼️ ความทนทานของวัสดุ ⛔ ต้องทดสอบเพิ่มเติมในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง ‼️ มาตรฐานความปลอดภัย ⛔ วัสดุชีวภาพใหม่ต้องผ่านการรับรองก่อนใช้งานในอุตสาหกรรม https://www.tomshardware.com/3d-printing/researchers-turn-spoiled-milk-into-3d-printing-materials-extracted-proteins-from-dairy-waste-combined-with-polymers-to-create-plastic-alternative
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Researchers turn spoiled milk into 3D printing materials — extracted proteins from dairy waste combined with polymers to create plastic alternative
    This work turns what would otherwise be an agricultural liability into a potential input for advanced manufacturing.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 172 มุมมอง 0 รีวิว
  • ท่องเที่ยวไทยขาลง หมดยุคทองทัวร์จีน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่ามีจำนวน 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปีที่ผ่านมา (35.54 ล้านคน) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% จากปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2567) นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงสุด กลับเป็นมาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 9.54% จากปีที่ผ่านมา 4,952,078 คน

    ส่วนอันดับสอง จีน ลดลงจาก 6,733,162 คน ในปีที่ผ่านมา เหลือ 4,473,992 คน หรือลดลง 33.55% อันดับสาม อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82% จากปีที่ผ่านมา 2,129,149 คน อันดับสี่ รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80% จากปีที่ผ่านมา 1,745,327 คน และอันดับห้า เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79% จากปีที่ผ่านมา 1,868,945 คน

    เหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมีหลายปัจจัย เริ่มจากปัญหาสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน ที่นักแสดงจีน ซิง ซิง ถูกหลอกไปที่ชายแดนฝั่งเมียนมา ทำให้ชาวจีนไม่กล้ามาไทยเพราะกังวลความปลอดภัย, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดการปะทะตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ ลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง รวมทั้งมาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน (Free-visa Run) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ไม่นับรวมปัญหาการเมืองในประเทศจากการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงกลางปี ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง

    ในปี 2569 ททท. ว่าจ้างศิลปินชื่อดัง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ Amazing Thailand ในเวทีโลก ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ม.ค. พร้อมเชิญสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย และล่าสุด นำศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Henry Moodie เจาะตลาดยุโรปโดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ ททท. เตรียมปรับเป้าหมายโดยใช้แนวคิด Value over Volume ไม่เน้นเติบโตเชิงตัวเลข แต่เน้นเติบโตจากการสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism), เศรษฐกิจวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture Economy) ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม, เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy), เศรษฐกิจปลอดภาษีจากการชอปปิ้ง (Tax-free Economy), จัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวคุณภาพ

    #Newskit
    ท่องเที่ยวไทยขาลง หมดยุคทองทัวร์จีน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่ามีจำนวน 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปีที่ผ่านมา (35.54 ล้านคน) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% จากปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2567) นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงสุด กลับเป็นมาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 9.54% จากปีที่ผ่านมา 4,952,078 คน ส่วนอันดับสอง จีน ลดลงจาก 6,733,162 คน ในปีที่ผ่านมา เหลือ 4,473,992 คน หรือลดลง 33.55% อันดับสาม อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82% จากปีที่ผ่านมา 2,129,149 คน อันดับสี่ รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80% จากปีที่ผ่านมา 1,745,327 คน และอันดับห้า เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79% จากปีที่ผ่านมา 1,868,945 คน เหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมีหลายปัจจัย เริ่มจากปัญหาสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน ที่นักแสดงจีน ซิง ซิง ถูกหลอกไปที่ชายแดนฝั่งเมียนมา ทำให้ชาวจีนไม่กล้ามาไทยเพราะกังวลความปลอดภัย, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดการปะทะตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ ลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง รวมทั้งมาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน (Free-visa Run) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ไม่นับรวมปัญหาการเมืองในประเทศจากการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงกลางปี ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง ในปี 2569 ททท. ว่าจ้างศิลปินชื่อดัง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ Amazing Thailand ในเวทีโลก ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ม.ค. พร้อมเชิญสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย และล่าสุด นำศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Henry Moodie เจาะตลาดยุโรปโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ททท. เตรียมปรับเป้าหมายโดยใช้แนวคิด Value over Volume ไม่เน้นเติบโตเชิงตัวเลข แต่เน้นเติบโตจากการสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism), เศรษฐกิจวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture Economy) ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม, เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy), เศรษฐกิจปลอดภาษีจากการชอปปิ้ง (Tax-free Economy), จัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวคุณภาพ #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 434 มุมมอง 0 รีวิว
  • Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market: Part 1
    Date: 1 January 2026

    Thailand’s electricity distribution sector is effectively organized as two geographically exclusive retail-distribution monopolies: the Metropolitan Electricity Authority (MEA) serving Bangkok, Nonthaburi, and Samut Prakan, and the Provincial Electricity Authority (PEA) serving the other provinces. This structure delivered reliability and scale in an era of centralized generation and predictable demand growth, but it now creates economic and strategic constraints in a power system increasingly shaped by distributed energy resources (DER), corporate decarbonization requirements, and digitalization.
    At the same time, Thailand is beginning to experiment with market-opening mechanisms—most notably the emerging Third-Party Access (TPA) framework and a direct power purchase agreement (Direct PPA) pathway that would allow certain customers to contract for electricity supply while using existing networks. Thailand’s draft/advancing TPA code discussions and the evolving Direct PPA framework signal a policy direction toward selective liberalization, but they remain limited in scope and must be designed carefully to prevent discrimination, cost shifting, and reliability risks.
    This report proposes an “Open Grid, Open Market” roadmap that preserves national ownership and public-interest obligations of distribution networks, while introducing regulated competition in supply and value-added energy services. The core reform is to separate (functionally and in accounting) the “wires business” from the “energy retail business,” so that MEA/PEA (or their network arms) operate as neutral Distribution System Operators (DSOs) providing nondiscriminatory access to all qualified retailers, aggregators, and prosumers.

    Four pillars define the strategy:
    1. **Neutral network access via enforceable TPA**: Establish nondiscriminatory, transparent access to distribution networks with standardized connection, metering, settlement, and wheeling charges; align this with the evolving TPA code direction.
    2. **Unbundling to remove conflicts of interest**: Implement accounting separation immediately and functional separation on a defined timeline to prevent self-preferencing and cross-subsidies that can entrench monopoly power even after “market opening.”
    3. **Retail competition (phased contestability)**: Start with large customers and special economic zones, then expand to SMEs and households once metering, billing, and consumer protections are mature.
    4. **A digital market layer for DER and P2P**: Scale learnings from sandbox pilots toward a regulated platform for aggregation, peer-to-peer trading, flexibility services, and transparent renewable attribute tracking (where policy chooses to adopt it). Thailand’s P2P trading discussions and sandbox-related materials illustrate both feasibility and the need for rules to move from pilots to an economy-wide framework.
    If executed with discipline, these reforms can (a) lower total system costs through competitive procurement and demand-side flexibility, (b) accelerate clean-energy investment by enabling corporate procurement and DER participation, and (c) improve service quality by shifting utility incentives toward reliability, efficiency, and modernization rather than volume-based retail margins. The transition must be carefully sequenced so that universal service, affordability, and grid stability improve—not erode.

    To be continued——————————————————————————————————
    #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market: Part 1 Date: 1 January 2026 Thailand’s electricity distribution sector is effectively organized as two geographically exclusive retail-distribution monopolies: the Metropolitan Electricity Authority (MEA) serving Bangkok, Nonthaburi, and Samut Prakan, and the Provincial Electricity Authority (PEA) serving the other provinces. This structure delivered reliability and scale in an era of centralized generation and predictable demand growth, but it now creates economic and strategic constraints in a power system increasingly shaped by distributed energy resources (DER), corporate decarbonization requirements, and digitalization. At the same time, Thailand is beginning to experiment with market-opening mechanisms—most notably the emerging Third-Party Access (TPA) framework and a direct power purchase agreement (Direct PPA) pathway that would allow certain customers to contract for electricity supply while using existing networks. Thailand’s draft/advancing TPA code discussions and the evolving Direct PPA framework signal a policy direction toward selective liberalization, but they remain limited in scope and must be designed carefully to prevent discrimination, cost shifting, and reliability risks. This report proposes an “Open Grid, Open Market” roadmap that preserves national ownership and public-interest obligations of distribution networks, while introducing regulated competition in supply and value-added energy services. The core reform is to separate (functionally and in accounting) the “wires business” from the “energy retail business,” so that MEA/PEA (or their network arms) operate as neutral Distribution System Operators (DSOs) providing nondiscriminatory access to all qualified retailers, aggregators, and prosumers. Four pillars define the strategy: 1. **Neutral network access via enforceable TPA**: Establish nondiscriminatory, transparent access to distribution networks with standardized connection, metering, settlement, and wheeling charges; align this with the evolving TPA code direction. 2. **Unbundling to remove conflicts of interest**: Implement accounting separation immediately and functional separation on a defined timeline to prevent self-preferencing and cross-subsidies that can entrench monopoly power even after “market opening.” 3. **Retail competition (phased contestability)**: Start with large customers and special economic zones, then expand to SMEs and households once metering, billing, and consumer protections are mature. 4. **A digital market layer for DER and P2P**: Scale learnings from sandbox pilots toward a regulated platform for aggregation, peer-to-peer trading, flexibility services, and transparent renewable attribute tracking (where policy chooses to adopt it). Thailand’s P2P trading discussions and sandbox-related materials illustrate both feasibility and the need for rules to move from pilots to an economy-wide framework. If executed with discipline, these reforms can (a) lower total system costs through competitive procurement and demand-side flexibility, (b) accelerate clean-energy investment by enabling corporate procurement and DER participation, and (c) improve service quality by shifting utility incentives toward reliability, efficiency, and modernization rather than volume-based retail margins. The transition must be carefully sequenced so that universal service, affordability, and grid stability improve—not erode. To be continued—————————————————————————————————— #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 457 มุมมอง 0 รีวิว
  • Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand: Part 2
    Date: 1 Jan 2026

    The Thai Model: The Clash of Populism and Structural Reform
    Thailand’s political landscape offers a fascinating, albeit volatile, counter-narrative. The creation of prosperity here is not a linear project but a dialectical struggle between two dominant methodologies represented by the current major parties: **Pheu Thai** and the **People’s Party** (the successor to Move Forward).
    1. Pheu Thai: CEO-Style Management and Stimulus
    The ruling Pheu Thai party (and its predecessors Thai Rak Thai) views the nation through a corporate lens. Their model for prosperity is **Demand-Side Economics**. They argue that prosperity is generated by injecting liquidity into the grassroots economy—exemplified by the "Digital Wallet" scheme and agrarian debt relief.
    This approach relies on the "dual-track" policy: boosting domestic consumption while courting international trade. However, this model is often criticized as short-termist. It treats the symptoms of economic stagnation (lack of cash flow) rather than the disease (declining competitiveness), relying on what critics call "fiscal populism" to maintain electoral legitimacy.

    2. The People’s Party: Prosperity Through Structural Reform
    On the other side of the spectrum lies the People’s Party. Their thesis is that Thailand is stuck in a "Middle-Income Trap" not because of a lack of cash, but because of **structural suffocation**.
    Their proposed path to prosperity involves "demonopolization"—dismantling the oligarchic control over energy, alcohol, and retail sectors. They argue that true economic growth will only occur when the bureaucracy is decentralized and the military’s budget is reallocated to social welfare. For this faction, political democratization is a prerequisite for economic modernization.

    To be continued————————————————————————————————————————————-
    Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand: Part 2 Date: 1 Jan 2026 The Thai Model: The Clash of Populism and Structural Reform Thailand’s political landscape offers a fascinating, albeit volatile, counter-narrative. The creation of prosperity here is not a linear project but a dialectical struggle between two dominant methodologies represented by the current major parties: **Pheu Thai** and the **People’s Party** (the successor to Move Forward). 1. Pheu Thai: CEO-Style Management and Stimulus The ruling Pheu Thai party (and its predecessors Thai Rak Thai) views the nation through a corporate lens. Their model for prosperity is **Demand-Side Economics**. They argue that prosperity is generated by injecting liquidity into the grassroots economy—exemplified by the "Digital Wallet" scheme and agrarian debt relief. This approach relies on the "dual-track" policy: boosting domestic consumption while courting international trade. However, this model is often criticized as short-termist. It treats the symptoms of economic stagnation (lack of cash flow) rather than the disease (declining competitiveness), relying on what critics call "fiscal populism" to maintain electoral legitimacy. 2. The People’s Party: Prosperity Through Structural Reform On the other side of the spectrum lies the People’s Party. Their thesis is that Thailand is stuck in a "Middle-Income Trap" not because of a lack of cash, but because of **structural suffocation**. Their proposed path to prosperity involves "demonopolization"—dismantling the oligarchic control over energy, alcohol, and retail sectors. They argue that true economic growth will only occur when the bureaucracy is decentralized and the military’s budget is reallocated to social welfare. For this faction, political democratization is a prerequisite for economic modernization. To be continued————————————————————————————————————————————-
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 326 มุมมอง 0 รีวิว
  • Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand : Part 1
    date: 31 December 2025

    Introduction
    In the landscape of Southeast Asian political economy, few comparisons are as stark or as instructive as that between Singapore and Thailand. As scholars of comparative politics, we are often tasked with deconstructing how political institutions translate ideology into tangible national prosperity.
    While both nations operate within the same geopolitical sphere, their mechanisms for generating wealth and development have diverged radically. Singapore represents the archetype of a **Hegemonic Party System**, where the People’s Action Party (PAP) utilizes technocratic continuity to drive long-term planning. Conversely, Thailand exhibits a **Fractured Multi-Party System** defined by deep ideological cleavages, where prosperity is often pursued through competing—and often discontinuous—models of populism and structural reform.

    The Singaporean Model: The Technocratic Hegemony of the PAP
    To understand prosperity in Singapore, one must understand that the People's Action Party (PAP) does not operate merely as a political party, but as the architect of the state itself. Since 1959, the PAP has maintained a symbiotic relationship with the bureaucracy, allowing for a development strategy defined by **hyper-long-termism**.

    1. State Capitalism and Meritocracy
    The PAP’s approach to prosperity is rooted in a unique brand of state capitalism. Through entities like Temasek Holdings and GIC, the party manages state reserves with the aggression of a hedge fund but the caution of a central bank. Prosperity is created not by "unleashing" the free market entirely, but by guiding it. The party’s legitimacy rests on a strict social contract: the surrender of certain civil liberties in exchange for world-class efficiency, housing (HDB), and economic growth.

    2. Anticipatory Governance
    Unlike most democracies that plan in four-year election cycles, the PAP plans in decades. The transition from Lee Hsien Loong to Lawrence Wong (the "4G" leadership) was orchestrated years in advance to ensure market stability. The PAP creates prosperity by anticipating global shifts—pivoting from manufacturing to finance, and now to deep tech and AI—before the crisis arrives. The party’s mechanism for wealth creation is **stability as a premium**; by being the most predictable jurisdiction in a volatile region, they attract outsized Foreign Direct Investment (FDI).

    To be continued ———————————————————————————————————————
    Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand : Part 1 date: 31 December 2025 Introduction In the landscape of Southeast Asian political economy, few comparisons are as stark or as instructive as that between Singapore and Thailand. As scholars of comparative politics, we are often tasked with deconstructing how political institutions translate ideology into tangible national prosperity. While both nations operate within the same geopolitical sphere, their mechanisms for generating wealth and development have diverged radically. Singapore represents the archetype of a **Hegemonic Party System**, where the People’s Action Party (PAP) utilizes technocratic continuity to drive long-term planning. Conversely, Thailand exhibits a **Fractured Multi-Party System** defined by deep ideological cleavages, where prosperity is often pursued through competing—and often discontinuous—models of populism and structural reform. The Singaporean Model: The Technocratic Hegemony of the PAP To understand prosperity in Singapore, one must understand that the People's Action Party (PAP) does not operate merely as a political party, but as the architect of the state itself. Since 1959, the PAP has maintained a symbiotic relationship with the bureaucracy, allowing for a development strategy defined by **hyper-long-termism**. 1. State Capitalism and Meritocracy The PAP’s approach to prosperity is rooted in a unique brand of state capitalism. Through entities like Temasek Holdings and GIC, the party manages state reserves with the aggression of a hedge fund but the caution of a central bank. Prosperity is created not by "unleashing" the free market entirely, but by guiding it. The party’s legitimacy rests on a strict social contract: the surrender of certain civil liberties in exchange for world-class efficiency, housing (HDB), and economic growth. 2. Anticipatory Governance Unlike most democracies that plan in four-year election cycles, the PAP plans in decades. The transition from Lee Hsien Loong to Lawrence Wong (the "4G" leadership) was orchestrated years in advance to ensure market stability. The PAP creates prosperity by anticipating global shifts—pivoting from manufacturing to finance, and now to deep tech and AI—before the crisis arrives. The party’s mechanism for wealth creation is **stability as a premium**; by being the most predictable jurisdiction in a volatile region, they attract outsized Foreign Direct Investment (FDI). To be continued ———————————————————————————————————————
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 403 มุมมอง 0 รีวิว
  • เศรษฐกิจมืดเบื้องหลัง Ad Fraud – เมื่อบอทและ Deepfake สูบงบโฆษณา

    รายงานล่าสุดเผยให้เห็นว่า เครือข่าย Ad Fraud กำลังเติบโตอย่างเป็นระบบในโลกมืด โดยใช้เครื่องมืออย่าง บอท, Deepfake และการปลอมแปลงทราฟฟิก เพื่อดูดงบโฆษณาออนไลน์ไปอย่างมหาศาล ปัญหานี้ทำให้ผู้ลงโฆษณาสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยที่ข้อมูลในแดชบอร์ดยังคงดู “ปกติ” จนยากจะตรวจจับได้

    หนึ่งในวิธีการที่พบคือการใช้ Botnets และมัลแวร์ เปลี่ยนอุปกรณ์ทั่วไปให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างคลิกปลอม ทำให้ระบบ PPC (Pay-Per-Click) แสดงผลเหมือนมีผู้ชมจริง ทั้งที่เป็นเพียงทราฟฟิกหลอกลวง นอกจากนี้ยังมีการใช้ Traffic Laundering และโดเมนปลอม เช่นกรณี Methbot ที่สร้างวิดีโอวิวปลอมกว่า 300 ล้านครั้งต่อวัน สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านยูโร

    สิ่งที่ทำให้การโจมตีเหล่านี้ร้ายแรงคือการ เลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ ได้อย่างแนบเนียน ทั้งการคลิก, การเลื่อนหน้า, และการใช้เบราว์เซอร์เวอร์ชันเก่าเพื่อให้ดูสมจริง ทำให้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติไม่สามารถแยกแยะได้ง่าย ผู้ลงโฆษณาจึงมักเข้าใจผิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภค

    ผลกระทบไม่ใช่แค่การสูญเสียงบประมาณ แต่ยังทำให้ ข้อมูลเชิงวิเคราะห์บิดเบือน ส่งผลต่อการวางกลยุทธ์การตลาดในระยะยาว นักวิเคราะห์ชี้ว่าการตรวจจับต้องใช้ Forensic PPC Analysis และเครื่องมือเสริม เช่น Ads.txt, Sellers.json, TrafficForensics หรือระบบตรวจสอบ IP reputation เพื่อแยกทราฟฟิกจริงออกจากทราฟฟิกปลอม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เครือข่าย Ad Fraud ในโลกมืด
    ใช้บอท, Deepfake และทราฟฟิกปลอมดูดงบโฆษณา

    เทคนิคที่ใช้
    Botnets, Traffic Laundering, โดเมนปลอม เช่น Methbot

    การเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์
    คลิกและเลื่อนหน้าเหมือนผู้ใช้จริง ทำให้ตรวจจับยาก

    ผลกระทบต่อธุรกิจ
    สูญเสียงบประมาณและข้อมูลเชิงวิเคราะห์บิดเบือน

    ความเสี่ยงจากการไม่ตรวจสอบทราฟฟิก
    อาจทำให้กลยุทธ์การตลาดผิดพลาดและงบประมาณสูญเปล่า

    การพึ่งพาแดชบอร์ดมาตรฐานเพียงอย่างเดียว
    ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณผิดปกติที่ซ่อนอยู่ได้

    https://hackread.com/ad-fraud-dark-web-economy-market/
    💰 เศรษฐกิจมืดเบื้องหลัง Ad Fraud – เมื่อบอทและ Deepfake สูบงบโฆษณา รายงานล่าสุดเผยให้เห็นว่า เครือข่าย Ad Fraud กำลังเติบโตอย่างเป็นระบบในโลกมืด โดยใช้เครื่องมืออย่าง บอท, Deepfake และการปลอมแปลงทราฟฟิก เพื่อดูดงบโฆษณาออนไลน์ไปอย่างมหาศาล ปัญหานี้ทำให้ผู้ลงโฆษณาสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยที่ข้อมูลในแดชบอร์ดยังคงดู “ปกติ” จนยากจะตรวจจับได้ หนึ่งในวิธีการที่พบคือการใช้ Botnets และมัลแวร์ เปลี่ยนอุปกรณ์ทั่วไปให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างคลิกปลอม ทำให้ระบบ PPC (Pay-Per-Click) แสดงผลเหมือนมีผู้ชมจริง ทั้งที่เป็นเพียงทราฟฟิกหลอกลวง นอกจากนี้ยังมีการใช้ Traffic Laundering และโดเมนปลอม เช่นกรณี Methbot ที่สร้างวิดีโอวิวปลอมกว่า 300 ล้านครั้งต่อวัน สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านยูโร สิ่งที่ทำให้การโจมตีเหล่านี้ร้ายแรงคือการ เลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ ได้อย่างแนบเนียน ทั้งการคลิก, การเลื่อนหน้า, และการใช้เบราว์เซอร์เวอร์ชันเก่าเพื่อให้ดูสมจริง ทำให้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติไม่สามารถแยกแยะได้ง่าย ผู้ลงโฆษณาจึงมักเข้าใจผิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภค ผลกระทบไม่ใช่แค่การสูญเสียงบประมาณ แต่ยังทำให้ ข้อมูลเชิงวิเคราะห์บิดเบือน ส่งผลต่อการวางกลยุทธ์การตลาดในระยะยาว นักวิเคราะห์ชี้ว่าการตรวจจับต้องใช้ Forensic PPC Analysis และเครื่องมือเสริม เช่น Ads.txt, Sellers.json, TrafficForensics หรือระบบตรวจสอบ IP reputation เพื่อแยกทราฟฟิกจริงออกจากทราฟฟิกปลอม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เครือข่าย Ad Fraud ในโลกมืด ➡️ ใช้บอท, Deepfake และทราฟฟิกปลอมดูดงบโฆษณา ✅ เทคนิคที่ใช้ ➡️ Botnets, Traffic Laundering, โดเมนปลอม เช่น Methbot ✅ การเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ ➡️ คลิกและเลื่อนหน้าเหมือนผู้ใช้จริง ทำให้ตรวจจับยาก ✅ ผลกระทบต่อธุรกิจ ➡️ สูญเสียงบประมาณและข้อมูลเชิงวิเคราะห์บิดเบือน ‼️ ความเสี่ยงจากการไม่ตรวจสอบทราฟฟิก ⛔ อาจทำให้กลยุทธ์การตลาดผิดพลาดและงบประมาณสูญเปล่า ‼️ การพึ่งพาแดชบอร์ดมาตรฐานเพียงอย่างเดียว ⛔ ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณผิดปกติที่ซ่อนอยู่ได้ https://hackread.com/ad-fraud-dark-web-economy-market/
    HACKREAD.COM
    The Dark Web Economy Behind Ad Fraud: What Marketers Don’t See
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 273 มุมมอง 0 รีวิว
  • นายกฯ ลั่นไม่สนคำวิจารณ์เลียนแบบ ยืนยัน "คนละครึ่งพลัส" และ "บัตรสวัสดิการฯ" สร้างเม็ดเงินในระบบ-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
    https://www.thai-tai.tv/news/22220/
    .
    #ไทยไท #อนุทิน #ยุบสภา #QuickBigWin #คนละครึ่งพลัส #GreenEconomy #ไฟฟ้าชุมชน
    นายกฯ ลั่นไม่สนคำวิจารณ์เลียนแบบ ยืนยัน "คนละครึ่งพลัส" และ "บัตรสวัสดิการฯ" สร้างเม็ดเงินในระบบ-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง https://www.thai-tai.tv/news/22220/ . #ไทยไท #อนุทิน #ยุบสภา #QuickBigWin #คนละครึ่งพลัส #GreenEconomy #ไฟฟ้าชุมชน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 426 มุมมอง 0 รีวิว
  • 'ดร.เอ้ สุชัชวีร์' ชี้ จาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"
    https://www.thai-tai.tv/news/21912/
    .
    #ไทยไท #ไทยก้าวใหม่ #สุชัชวีร์ #เจนนี่ฟีเวอร์ #DigitalCredit #เศรษฐกิจดิจิทัล #LiveToWorld #DigitalTrustEconomy

    'ดร.เอ้ สุชัชวีร์' ชี้ จาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก" https://www.thai-tai.tv/news/21912/ . #ไทยไท #ไทยก้าวใหม่ #สุชัชวีร์ #เจนนี่ฟีเวอร์ #DigitalCredit #เศรษฐกิจดิจิทัล #LiveToWorld #DigitalTrustEconomy
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 393 มุมมอง 0 รีวิว
  • เปิดประตู “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” ในอุตสาหกรรมอวกาศสหรัฐ สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้ และทำงานจริงกับทีมงาน NASA
    https://www.thai-tai.tv/news/21909/
    .
    #ไทยไท #เศรษฐกิจอวกาศ #NASA #USSRC #RocketCity #อุตสาหกรรมอวกาศ #SpaceEconomy

    เปิดประตู “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” ในอุตสาหกรรมอวกาศสหรัฐ สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้ และทำงานจริงกับทีมงาน NASA https://www.thai-tai.tv/news/21909/ . #ไทยไท #เศรษฐกิจอวกาศ #NASA #USSRC #RocketCity #อุตสาหกรรมอวกาศ #SpaceEconomy
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 466 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่องเล่าจากสแตนฟอร์ด: เมื่อ AI กลายเป็นตัวกรองคนเข้าสู่โลกการทำงาน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Generative AI อย่าง ChatGPT, Claude และเครื่องมืออัตโนมัติอื่น ๆ ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบที่หลายคนยังไม่ทันตั้งตัว คือการ “ลดโอกาส” ของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ

    งานวิจัยจาก Stanford Digital Economy Lab วิเคราะห์ข้อมูลจาก ADP ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบเงินเดือนรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2022 ถึงกลางปี 2025 การจ้างงานของคนอายุ 22–25 ปีในสายงานที่ “เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI” เช่น customer service, accounting และ software development ลดลงถึง 13% ขณะที่คนอายุ 35 ปีขึ้นไปในสายงานเดียวกันกลับมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น

    เหตุผลหลักคือ AI สามารถแทนที่ “ความรู้แบบท่องจำ” หรือ codified knowledge ที่คนรุ่นใหม่เพิ่งเรียนจบมาได้ง่าย แต่ยังไม่สามารถแทนที่ “ความรู้จากประสบการณ์” หรือ tacit knowledge ที่คนทำงานมานานสะสมไว้ได้

    นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าในสายงานที่ AI “เสริม” การทำงาน เช่น การช่วยตรวจสอบโค้ดหรือจัดการข้อมูล การจ้างงานกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีทักษะผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและการตัดสินใจ

    ผลกระทบของ AI ต่อแรงงานอายุน้อย
    คนอายุ 22–25 ปีในสายงานที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI มีการจ้างงานลดลง 13%
    สายงานที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ customer service, accounting, software development
    ในขณะที่คนอายุ 35 ปีขึ้นไปในสายงานเดียวกันมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น

    ความแตกต่างระหว่าง codified กับ tacit knowledge
    AI สามารถแทนที่ความรู้แบบท่องจำจากการศึกษาได้ง่าย
    แต่ยังไม่สามารถแทนที่ความรู้จากประสบการณ์ที่ไม่ได้เขียนไว้ในตำรา

    สายงานที่ AI เสริมมากกว่าทดแทน
    ในงานที่ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลหรือช่วยเขียนโค้ด
    การจ้างงานยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีทักษะผสม

    ความพยายามควบคุมตัวแปรอื่น
    งานวิจัยพยายามตัดปัจจัยแทรก เช่น remote work, การจ้างงานภายนอก, หรือภาวะเศรษฐกิจ
    ผลลัพธ์ยังคงชี้ชัดว่า AI เป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อการจ้างงานของคนรุ่นใหม่

    ข้อมูลเสริมจากภายนอก
    การใช้ AI ในองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หมายความว่าผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
    นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏในข้อมูลแรงงานแล้ว


    https://www.cnbc.com/2025/08/28/generative-ai-reshapes-us-job-market-stanford-study-shows-entry-level-young-workers.html
    🎙️ เรื่องเล่าจากสแตนฟอร์ด: เมื่อ AI กลายเป็นตัวกรองคนเข้าสู่โลกการทำงาน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Generative AI อย่าง ChatGPT, Claude และเครื่องมืออัตโนมัติอื่น ๆ ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบที่หลายคนยังไม่ทันตั้งตัว คือการ “ลดโอกาส” ของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ งานวิจัยจาก Stanford Digital Economy Lab วิเคราะห์ข้อมูลจาก ADP ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบเงินเดือนรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ พบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2022 ถึงกลางปี 2025 การจ้างงานของคนอายุ 22–25 ปีในสายงานที่ “เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI” เช่น customer service, accounting และ software development ลดลงถึง 13% ขณะที่คนอายุ 35 ปีขึ้นไปในสายงานเดียวกันกลับมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เหตุผลหลักคือ AI สามารถแทนที่ “ความรู้แบบท่องจำ” หรือ codified knowledge ที่คนรุ่นใหม่เพิ่งเรียนจบมาได้ง่าย แต่ยังไม่สามารถแทนที่ “ความรู้จากประสบการณ์” หรือ tacit knowledge ที่คนทำงานมานานสะสมไว้ได้ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าในสายงานที่ AI “เสริม” การทำงาน เช่น การช่วยตรวจสอบโค้ดหรือจัดการข้อมูล การจ้างงานกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีทักษะผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและการตัดสินใจ ✅ ผลกระทบของ AI ต่อแรงงานอายุน้อย ➡️ คนอายุ 22–25 ปีในสายงานที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI มีการจ้างงานลดลง 13% ➡️ สายงานที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ customer service, accounting, software development ➡️ ในขณะที่คนอายุ 35 ปีขึ้นไปในสายงานเดียวกันมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ✅ ความแตกต่างระหว่าง codified กับ tacit knowledge ➡️ AI สามารถแทนที่ความรู้แบบท่องจำจากการศึกษาได้ง่าย ➡️ แต่ยังไม่สามารถแทนที่ความรู้จากประสบการณ์ที่ไม่ได้เขียนไว้ในตำรา ✅ สายงานที่ AI เสริมมากกว่าทดแทน ➡️ ในงานที่ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลหรือช่วยเขียนโค้ด ➡️ การจ้างงานยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีทักษะผสม ✅ ความพยายามควบคุมตัวแปรอื่น ➡️ งานวิจัยพยายามตัดปัจจัยแทรก เช่น remote work, การจ้างงานภายนอก, หรือภาวะเศรษฐกิจ ➡️ ผลลัพธ์ยังคงชี้ชัดว่า AI เป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ ✅ ข้อมูลเสริมจากภายนอก ➡️ การใช้ AI ในองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หมายความว่าผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ➡️ นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏในข้อมูลแรงงานแล้ว https://www.cnbc.com/2025/08/28/generative-ai-reshapes-us-job-market-stanford-study-shows-entry-level-young-workers.html
    WWW.CNBC.COM
    AI adoption linked to 13% decline in jobs for young U.S. workers, Stanford study reveals
    A Standford study has found evidence that the widespread adoption of generative AI is impacting the job prospects of early career workers.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 401 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่องเล่าจากโลก AI วิดีโอ: Grok Imagine กับโหมด “Spicy” ที่ทั้งสร้างสรรค์และสั่นสะเทือน

    Elon Musk และทีม xAI ได้เปิดตัว Grok Imagine เครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI สำหรับผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) โดยผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกระดับ SuperGrok ($30/เดือน) หรือ Premium+ ($35/เดือน) จะสามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ผ่านแอป Grok ได้ทันที

    Grok Imagine สามารถสร้างวิดีโอสั้นความยาว 6 วินาทีจากข้อความหรือภาพนิ่ง พร้อมเสียงประกอบแบบซิงก์ ซึ่งทำให้มันโดดเด่นกว่าคู่แข่งอย่าง Sora, Veo 3 หรือ Runway ที่ยังไม่มีระบบเสียงในตัว

    แต่สิ่งที่ทำให้เกิดกระแสคือ “Spicy Mode” ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอที่มีเนื้อหาเร้าอารมณ์ได้ในระดับหนึ่ง แม้จะมีระบบกรองไม่ให้เกิดภาพโป๊หรือเนื้อหาทางเพศโดยตรง แต่ก็มีผู้ใช้บางรายพยายามทดสอบขอบเขตของระบบอย่างหนัก เช่นการสร้างภาพนางฟ้าในชุดวาบหวิวที่ Musk เองโพสต์ลง X

    แม้ xAI จะยืนยันว่ามีระบบกรองและตรวจสอบ แต่หลายฝ่ายก็ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อ Grok เคยมีประวัติเกี่ยวกับการแสดงความเห็นสุดโต่งในอดีต

    Grok Imagine เปิดให้ผู้ใช้ SuperGrok และ Premium+ ใช้งาน
    สร้างวิดีโอ 6 วินาทีจากข้อความหรือภาพนิ่ง พร้อมเสียงประกอบ

    Elon Musk เปรียบ Grok Imagine ว่าเป็น “AI Vine”
    เน้นวิดีโอสั้นที่แชร์ง่ายและสร้างได้เร็ว

    Spicy Mode เปิดให้สร้างวิดีโอที่มีเนื้อหาเร้าอารมณ์
    มีระบบกรองไม่ให้เกิดภาพโป๊หรือเนื้อหาทางเพศโดยตรง

    ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพนิ่งเพื่อแปลงเป็นวิดีโอวนลูป
    เพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างคอนเทนต์

    Grok Imagine มีระบบอัปเดตทุกไม่กี่วัน
    เพื่อปรับปรุงคุณภาพและความสามารถของโมเดล

    Grok Imagine ใช้สถาปัตยกรรม Aurora และ GPU กว่า 100,000 ตัว
    เพื่อรองรับการประมวลผลวิดีโอแบบเรียลไทม์

    วิดีโอที่สร้างสามารถดาวน์โหลด แชร์ หรือจัดเก็บเป็นคอลเลกชัน
    ทำให้เหมาะกับการใช้งานเชิงธุรกิจและการเรียนการสอน

    มีการเปรียบเทียบกับ Sora และ Veo 3 ว่า Grok เน้นความเร็วและความกล้า
    โดยเฉพาะในด้านเนื้อหาที่ท้าทายขอบเขต

    Elon Musk เคยกล่าวว่า Grok จะ “ดีขึ้นทุกวัน”
    สะท้อนแนวคิดการพัฒนาแบบต่อเนื่องและเปิดรับฟีดแบ็ก

    มีผู้ใช้บางรายเริ่มใช้ Grok Imagine สร้างวิดีโอโฆษณาและเนื้อหา TikTok
    ทำให้เกิดกระแส “AI creator economy” ใหม่

    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/grok-rolls-out-ai-video-creator-for-x-with-bonus-spicy-mode
    🎬🔥 เรื่องเล่าจากโลก AI วิดีโอ: Grok Imagine กับโหมด “Spicy” ที่ทั้งสร้างสรรค์และสั่นสะเทือน Elon Musk และทีม xAI ได้เปิดตัว Grok Imagine เครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI สำหรับผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) โดยผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกระดับ SuperGrok ($30/เดือน) หรือ Premium+ ($35/เดือน) จะสามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ผ่านแอป Grok ได้ทันที Grok Imagine สามารถสร้างวิดีโอสั้นความยาว 6 วินาทีจากข้อความหรือภาพนิ่ง พร้อมเสียงประกอบแบบซิงก์ ซึ่งทำให้มันโดดเด่นกว่าคู่แข่งอย่าง Sora, Veo 3 หรือ Runway ที่ยังไม่มีระบบเสียงในตัว แต่สิ่งที่ทำให้เกิดกระแสคือ “Spicy Mode” ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอที่มีเนื้อหาเร้าอารมณ์ได้ในระดับหนึ่ง แม้จะมีระบบกรองไม่ให้เกิดภาพโป๊หรือเนื้อหาทางเพศโดยตรง แต่ก็มีผู้ใช้บางรายพยายามทดสอบขอบเขตของระบบอย่างหนัก เช่นการสร้างภาพนางฟ้าในชุดวาบหวิวที่ Musk เองโพสต์ลง X แม้ xAI จะยืนยันว่ามีระบบกรองและตรวจสอบ แต่หลายฝ่ายก็ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อ Grok เคยมีประวัติเกี่ยวกับการแสดงความเห็นสุดโต่งในอดีต ✅ Grok Imagine เปิดให้ผู้ใช้ SuperGrok และ Premium+ ใช้งาน ➡️ สร้างวิดีโอ 6 วินาทีจากข้อความหรือภาพนิ่ง พร้อมเสียงประกอบ ✅ Elon Musk เปรียบ Grok Imagine ว่าเป็น “AI Vine” ➡️ เน้นวิดีโอสั้นที่แชร์ง่ายและสร้างได้เร็ว ✅ Spicy Mode เปิดให้สร้างวิดีโอที่มีเนื้อหาเร้าอารมณ์ ➡️ มีระบบกรองไม่ให้เกิดภาพโป๊หรือเนื้อหาทางเพศโดยตรง ✅ ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพนิ่งเพื่อแปลงเป็นวิดีโอวนลูป ➡️ เพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างคอนเทนต์ ✅ Grok Imagine มีระบบอัปเดตทุกไม่กี่วัน ➡️ เพื่อปรับปรุงคุณภาพและความสามารถของโมเดล ✅ Grok Imagine ใช้สถาปัตยกรรม Aurora และ GPU กว่า 100,000 ตัว ➡️ เพื่อรองรับการประมวลผลวิดีโอแบบเรียลไทม์ ✅ วิดีโอที่สร้างสามารถดาวน์โหลด แชร์ หรือจัดเก็บเป็นคอลเลกชัน ➡️ ทำให้เหมาะกับการใช้งานเชิงธุรกิจและการเรียนการสอน ✅ มีการเปรียบเทียบกับ Sora และ Veo 3 ว่า Grok เน้นความเร็วและความกล้า ➡️ โดยเฉพาะในด้านเนื้อหาที่ท้าทายขอบเขต ✅ Elon Musk เคยกล่าวว่า Grok จะ “ดีขึ้นทุกวัน” ➡️ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาแบบต่อเนื่องและเปิดรับฟีดแบ็ก ✅ มีผู้ใช้บางรายเริ่มใช้ Grok Imagine สร้างวิดีโอโฆษณาและเนื้อหา TikTok ➡️ ทำให้เกิดกระแส “AI creator economy” ใหม่ https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/grok-rolls-out-ai-video-creator-for-x-with-bonus-spicy-mode
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 473 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่องเล่าจากโลกเศรษฐกิจใหม่: AI กำลังกินเศรษฐกิจทั้งระบบ — แบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน

    การใช้จ่ายเพื่อสร้าง AI datacenter กำลังพุ่งสูงจนกระทบตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด เช่น:
    - สหรัฐฯ คาดว่า AI capex จะคิดเป็น ~2% ของ GDP ปี 2025
    - ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง ~0.7%
    - หากนับรวม multiplier ทางเศรษฐศาสตร์ — จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่เห็น

    ขนาดของการลงทุนนี้ใหญ่ใกล้เคียงกับช่วงพีคของการสร้างรางรถไฟในยุค 1800s และสูงกว่าการลงทุนในยุค dot-com boom แล้วด้วยซ้ำ

    ในจีนก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกันจนประธานาธิบดีสีจิ้นผิงออกมาเตือนว่า “ไม่ใช่ทุกมณฑลต้องแข่งกันสร้าง datacenter และ AI project” เพราะมีมากกว่า 250 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

    แต่คำถามใหญ่คือ: เงินมาจากไหน และไปกระทบอะไรบ้าง?

    AI capex ในสหรัฐฯ อาจแตะ 2% ของ GDP ในปี 2025
    ส่งผลให้เศรษฐกิจโตเพิ่ม ~0.7% จากส่วนนี้โดยตรง

    Nvidia มีรายได้จาก datacenter ถึง ~$156B (annualized) ในปีนี้
    โดยประมาณ 99% มาจากขายชิป AI เช่น H100/GH200

    คาดว่า AI capex รวมทั้งหมดอาจมากกว่า ~$520B หากคิดจาก share ของ Nvidia
    คิดเป็นเกือบ 20% ของจุดสูงสุดการลงทุนในระบบรางรถไฟยุคก่อน

    แหล่งเงินทุนมาจาก: cashflow ภายใน, การออกหุ้น, VC, leasing, cloud commitment
    ส่งผลให้เงินทุนจากภาคอื่นถูกเบนเบนออกจาก venture, infra, cloud services

    ส่งผลให้บางกลุ่มถูกตัดงบ เช่น Cloud, biotech และภาคผลิตดั้งเดิม
    เริ่มเกิดการเลิกจ้างในบางบริษัท เช่น Amazon และ Microsoft

    หากไม่มีการลงทุนใน datacenter เศรษฐกิจ Q1/2025 อาจหดตัว -2.1%
    แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียง contraction เล็ก ๆ หรือไม่ติดลบเลย

    การใช้จ่ายอาจกำลัง “กลืน” การลงทุนในภาคเศรษฐกิจอื่น
    เช่น ภาคพลังงาน, การผลิต หรือ venture non-AI ที่กำลังขาดเงินทุนหนัก

    โครงสร้างพื้นฐาน AI มีอายุการใช้งานสั้น — ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์บ่อย
    ไม่เหมือนการสร้างรางรถไฟที่อยู่ได้เป็นศตวรรษ อาจสูญเปล่าระยะยาว

    การย้ายการจ้างงานและทรัพยากรไปที่ AI กำลังทำให้เกิดการเลิกจ้าง
    มีผลกระทบทางแรงงานก่อน AI ถูกใช้งานในวงกว้างเสียอีก

    การลงทุนแบบทุ่มหมดหน้าตักในเทคโนโลยีที่ยังปรับตัวอยู่อาจเป็น “ฟองสบู่”
    หากความคาดหวังเกินผลลัพธ์จริง เศรษฐกิจอาจสะเทือนในอนาคต

    https://paulkedrosky.com/honey-ai-capex-ate-the-economy/
    🎙️ เรื่องเล่าจากโลกเศรษฐกิจใหม่: AI กำลังกินเศรษฐกิจทั้งระบบ — แบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน การใช้จ่ายเพื่อสร้าง AI datacenter กำลังพุ่งสูงจนกระทบตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด เช่น: - สหรัฐฯ คาดว่า AI capex จะคิดเป็น ~2% ของ GDP ปี 2025 - ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง ~0.7% - หากนับรวม multiplier ทางเศรษฐศาสตร์ — จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่เห็น ขนาดของการลงทุนนี้ใหญ่ใกล้เคียงกับช่วงพีคของการสร้างรางรถไฟในยุค 1800s และสูงกว่าการลงทุนในยุค dot-com boom แล้วด้วยซ้ำ ในจีนก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกันจนประธานาธิบดีสีจิ้นผิงออกมาเตือนว่า “ไม่ใช่ทุกมณฑลต้องแข่งกันสร้าง datacenter และ AI project” เพราะมีมากกว่า 250 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่คำถามใหญ่คือ: เงินมาจากไหน และไปกระทบอะไรบ้าง? ✅ AI capex ในสหรัฐฯ อาจแตะ 2% ของ GDP ในปี 2025 ➡️ ส่งผลให้เศรษฐกิจโตเพิ่ม ~0.7% จากส่วนนี้โดยตรง ✅ Nvidia มีรายได้จาก datacenter ถึง ~$156B (annualized) ในปีนี้ ➡️ โดยประมาณ 99% มาจากขายชิป AI เช่น H100/GH200 ✅ คาดว่า AI capex รวมทั้งหมดอาจมากกว่า ~$520B หากคิดจาก share ของ Nvidia ➡️ คิดเป็นเกือบ 20% ของจุดสูงสุดการลงทุนในระบบรางรถไฟยุคก่อน ✅ แหล่งเงินทุนมาจาก: cashflow ภายใน, การออกหุ้น, VC, leasing, cloud commitment ➡️ ส่งผลให้เงินทุนจากภาคอื่นถูกเบนเบนออกจาก venture, infra, cloud services ✅ ส่งผลให้บางกลุ่มถูกตัดงบ เช่น Cloud, biotech และภาคผลิตดั้งเดิม ➡️ เริ่มเกิดการเลิกจ้างในบางบริษัท เช่น Amazon และ Microsoft ✅ หากไม่มีการลงทุนใน datacenter เศรษฐกิจ Q1/2025 อาจหดตัว -2.1% ➡️ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียง contraction เล็ก ๆ หรือไม่ติดลบเลย ‼️ การใช้จ่ายอาจกำลัง “กลืน” การลงทุนในภาคเศรษฐกิจอื่น ⛔ เช่น ภาคพลังงาน, การผลิต หรือ venture non-AI ที่กำลังขาดเงินทุนหนัก ‼️ โครงสร้างพื้นฐาน AI มีอายุการใช้งานสั้น — ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์บ่อย ⛔ ไม่เหมือนการสร้างรางรถไฟที่อยู่ได้เป็นศตวรรษ อาจสูญเปล่าระยะยาว ‼️ การย้ายการจ้างงานและทรัพยากรไปที่ AI กำลังทำให้เกิดการเลิกจ้าง ⛔ มีผลกระทบทางแรงงานก่อน AI ถูกใช้งานในวงกว้างเสียอีก ‼️ การลงทุนแบบทุ่มหมดหน้าตักในเทคโนโลยีที่ยังปรับตัวอยู่อาจเป็น “ฟองสบู่” ⛔ หากความคาดหวังเกินผลลัพธ์จริง เศรษฐกิจอาจสะเทือนในอนาคต https://paulkedrosky.com/honey-ai-capex-ate-the-economy/
    PAULKEDROSKY.COM
    Honey, AI Capex is Eating the Economy
    AI capex is so big that it's affecting economic statistics, boosting the economy, and beginning to approach the railroad boom
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 605 มุมมอง 0 รีวิว
  • "ชัชชาติ" เปิดศึก "เก็บขยะโลก" เฟ้นหาตัวแทนไทยไปญี่ปุ่น ชวนคนกรุงร่วมมือจัดการขยะเพื่อเมืองสะอาดยั่งยืน!
    https://www.thai-tai.tv/news/20239/
    .
    #SPOGOMIWorldCup #SPOGOMIThailand #ชัชชาติ #เก็บขยะโลก #สิ่งแวดล้อม #กรุงเทพมหานคร #CircularEconomy #NetZero #ขยะมีเจ้าของ #เมืองสะอาด
    "ชัชชาติ" เปิดศึก "เก็บขยะโลก" เฟ้นหาตัวแทนไทยไปญี่ปุ่น ชวนคนกรุงร่วมมือจัดการขยะเพื่อเมืองสะอาดยั่งยืน! https://www.thai-tai.tv/news/20239/ . #SPOGOMIWorldCup #SPOGOMIThailand #ชัชชาติ #เก็บขยะโลก #สิ่งแวดล้อม #กรุงเทพมหานคร #CircularEconomy #NetZero #ขยะมีเจ้าของ #เมืองสะอาด
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 793 มุมมอง 0 รีวิว
  • โมร็อกโกจัดงาน Morocco Gaming Expo ปีที่ 2 ที่เมืองราบัต โดยเชิญทั้งนักพัฒนา นักศึกษา และบริษัทจากทั่วโลกมาร่วมงาน ซึ่งในงานก็มีทั้งบูธเกมใหม่ ๆ, VR โลกเสมือนจริง, การแข่ง e-sport, และเวทีหารือระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรม

    เบื้องหลังงานนี้คือยุทธศาสตร์ระดับประเทศ: → รัฐบาลมองว่าอุตสาหกรรมเกมที่มีมูลค่ากว่า $200,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก ควรเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเยาวชนที่กำลังเผชิญอัตราว่างงานสูงเกือบ 30% → จึงลงทุนสร้าง Rabat Gaming City มูลค่ากว่า $26 ล้านดอลลาร์ → มีทั้งพื้นที่ฝึกงาน, co-working space, สตูดิโอผลิตเกม และการฝึกอบรมด้านเกมดีไซน์, VR และการเขียนโปรแกรม

    รัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนของโมร็อกโกยังบอกเลยว่า:

    “เป้าหมายไม่ใช่แค่สร้างรายได้ แต่คือการเปิดโอกาสชีวิตให้กับเยาวชน” “เราต้องเปลี่ยนความหลงใหลของพวกเขาให้กลายเป็นอาชีพ”

    ปัจจุบัน โมร็อกโกสร้างรายได้จากเกมราว $500 ล้านดอลลาร์/ปี และตั้งเป้าเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2030 โดยหวังจะเป็นประเทศแอฟริกาต้นแบบด้านเกม เหมือนที่เกาหลีใต้เป็นผู้นำด้าน e-sport

    ข้อมูลสำคัญจากข่าว:
    รัฐบาลโมร็อกโกลงทุน $26 ล้านสร้าง “Rabat Gaming City” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกม  
    • มี training center, co-working space, production studio  
    • สร้างพื้นที่ฝึกอบรมด้านเกมดีไซน์, VR, coding สำหรับเยาวชน

    จัดงาน Morocco Gaming Expo เพื่อดึงบริษัทเกมระดับโลกเข้ามาในประเทศ  
    • มีการแข่ง e-sport, โชว์เกม, เจรจาธุรกิจ, ทดลอง VR

    รัฐบาลหวังให้อุตสาหกรรมเกมเป็นทางออกสำหรับปัญหาว่างงานเยาวชน (เกือบ 30%)  
    • เน้นเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพดิจิทัล  
    • สนับสนุนให้คนท้องถิ่นพัฒนาเกมของตัวเอง (ไม่ใช่แค่เล่น)

    อุตสาหกรรมเกมของโมร็อกโกสร้างรายได้ $500 ล้าน/ปี และมีแผนเพิ่มเป็น $1,000 ล้านภายในปี 2030

    แนวทางนี้ถือเป็นแบบอย่างการ “กระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ” ของแอฟริกาโดยไม่พึ่งแค่การเกษตรหรือพลังงาน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/07/04/morocco-bets-on-video-game-industry-to-provide-jobs-and-diversify-economy
    โมร็อกโกจัดงาน Morocco Gaming Expo ปีที่ 2 ที่เมืองราบัต โดยเชิญทั้งนักพัฒนา นักศึกษา และบริษัทจากทั่วโลกมาร่วมงาน ซึ่งในงานก็มีทั้งบูธเกมใหม่ ๆ, VR โลกเสมือนจริง, การแข่ง e-sport, และเวทีหารือระหว่างภาครัฐและอุตสาหกรรม เบื้องหลังงานนี้คือยุทธศาสตร์ระดับประเทศ: → รัฐบาลมองว่าอุตสาหกรรมเกมที่มีมูลค่ากว่า $200,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก ควรเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเยาวชนที่กำลังเผชิญอัตราว่างงานสูงเกือบ 30% → จึงลงทุนสร้าง Rabat Gaming City มูลค่ากว่า $26 ล้านดอลลาร์ → มีทั้งพื้นที่ฝึกงาน, co-working space, สตูดิโอผลิตเกม และการฝึกอบรมด้านเกมดีไซน์, VR และการเขียนโปรแกรม รัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนของโมร็อกโกยังบอกเลยว่า: “เป้าหมายไม่ใช่แค่สร้างรายได้ แต่คือการเปิดโอกาสชีวิตให้กับเยาวชน” “เราต้องเปลี่ยนความหลงใหลของพวกเขาให้กลายเป็นอาชีพ” ปัจจุบัน โมร็อกโกสร้างรายได้จากเกมราว $500 ล้านดอลลาร์/ปี และตั้งเป้าเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2030 โดยหวังจะเป็นประเทศแอฟริกาต้นแบบด้านเกม เหมือนที่เกาหลีใต้เป็นผู้นำด้าน e-sport ✅ ข้อมูลสำคัญจากข่าว: ✅ รัฐบาลโมร็อกโกลงทุน $26 ล้านสร้าง “Rabat Gaming City” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกม   • มี training center, co-working space, production studio   • สร้างพื้นที่ฝึกอบรมด้านเกมดีไซน์, VR, coding สำหรับเยาวชน ✅ จัดงาน Morocco Gaming Expo เพื่อดึงบริษัทเกมระดับโลกเข้ามาในประเทศ   • มีการแข่ง e-sport, โชว์เกม, เจรจาธุรกิจ, ทดลอง VR ✅ รัฐบาลหวังให้อุตสาหกรรมเกมเป็นทางออกสำหรับปัญหาว่างงานเยาวชน (เกือบ 30%)   • เน้นเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพดิจิทัล   • สนับสนุนให้คนท้องถิ่นพัฒนาเกมของตัวเอง (ไม่ใช่แค่เล่น) ✅ อุตสาหกรรมเกมของโมร็อกโกสร้างรายได้ $500 ล้าน/ปี และมีแผนเพิ่มเป็น $1,000 ล้านภายในปี 2030 ✅ แนวทางนี้ถือเป็นแบบอย่างการ “กระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ” ของแอฟริกาโดยไม่พึ่งแค่การเกษตรหรือพลังงาน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/07/04/morocco-bets-on-video-game-industry-to-provide-jobs-and-diversify-economy
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Morocco bets on video game industry to provide jobs and diversify economy
    Morocco is laying down foundations to build a homegrown gaming industry by establishing a developer hub in the capital, training coders and launching programmes to draw tech-savvy youth into the sector.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 613 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรียน ทุกท่าน

    แบงก์ชาติอีสาน ขอนำส่งสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสาน เดือนพฤษภาคม 2568 มาเพื่อทราบ ดังนี้

    ประเด็นสำคัญ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม กลับมาหดตัวจากเดือนก่อน"

    ในเดือนก่อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ช่วยสนับสนุนการบริโภค ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาหดตัวหลังเร่งผลิตไปในเดือนก่อน

    เดือนนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาหดตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาหดตัว หลังเร่งไปในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่กลับมาหดตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรชะลอลงตามผลผลิตข้าวนาปรังที่เร่งเก็บเกี่ยวไปในเดือนก่อน ช่วยสนับสนุนการบริโภคได้น้อยลง ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวตามการเร่งผลิตเพื่อส่งออกก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบอินโฟกราฟิก ได้ที่ https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2025-m05-ne-press-and-table.html
    เรียน ทุกท่าน แบงก์ชาติอีสาน ขอนำส่งสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสาน เดือนพฤษภาคม 2568 มาเพื่อทราบ ดังนี้ 📉ประเด็นสำคัญ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม กลับมาหดตัวจากเดือนก่อน" ในเดือนก่อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ช่วยสนับสนุนการบริโภค ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาหดตัวหลังเร่งผลิตไปในเดือนก่อน เดือนนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาหดตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาหดตัว หลังเร่งไปในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่กลับมาหดตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรชะลอลงตามผลผลิตข้าวนาปรังที่เร่งเก็บเกี่ยวไปในเดือนก่อน ช่วยสนับสนุนการบริโภคได้น้อยลง ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวตามการเร่งผลิตเพื่อส่งออกก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 📖 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบอินโฟกราฟิก ได้ที่ https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2025-m05-ne-press-and-table.html
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 940 มุมมอง 0 รีวิว
  • แบงก์ชาติอีสาน ขอนำส่งสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสาน เดือนเมษายน 2568 มาเพื่อทราบ ดังนี้

    ประเด็นสำคัญ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม กลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน"

    ในเดือนก่อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวในทุกหมวดสินค้า เช่นเดียวกับภาคบริการท่องเที่ยวที่กลับมาหดตัวหลังเร่งไปในเดือนก่อน ขณะที่รายได้เกษตรกรขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้การผลิตแปรรูปสินค้าเกษตรในภาคอุตสาหกรรมขยายตัว

    เดือนนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ช่วยสนับสนุนการบริโภค ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาหดตัวหลังเร่งผลิตไปในเดือนก่อน

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบอินโฟกราฟิก ได้ที่ https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2025-m04-ne-press-and-table.html
    แบงก์ชาติอีสาน ขอนำส่งสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสาน เดือนเมษายน 2568 มาเพื่อทราบ ดังนี้ 📈ประเด็นสำคัญ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม กลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน" ในเดือนก่อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวในทุกหมวดสินค้า เช่นเดียวกับภาคบริการท่องเที่ยวที่กลับมาหดตัวหลังเร่งไปในเดือนก่อน ขณะที่รายได้เกษตรกรขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้การผลิตแปรรูปสินค้าเกษตรในภาคอุตสาหกรรมขยายตัว เดือนนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ช่วยสนับสนุนการบริโภค ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาหดตัวหลังเร่งผลิตไปในเดือนก่อน 📖 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบอินโฟกราฟิก ได้ที่ https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2025-m04-ne-press-and-table.html
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 783 มุมมอง 0 รีวิว
  • แบงก์ชาติอีสาน ขอนำส่งสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสาน เดือนเมษายน 2568 มาเพื่อทราบ ดังนี้

    ประเด็นสำคัญ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม กลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน"

    ในเดือนก่อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวในทุกหมวดสินค้า เช่นเดียวกับภาคบริการท่องเที่ยวที่กลับมาหดตัวหลังเร่งไปในเดือนก่อน ขณะที่รายได้เกษตรกรขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้การผลิตแปรรูปสินค้าเกษตรในภาคอุตสาหกรรมขยายตัว

    เดือนนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ช่วยสนับสนุนการบริโภค ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาหดตัวหลังเร่งผลิตไปในเดือนก่อน

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบอินโฟกราฟิก ได้ที่ https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2025-m04-ne-press-and-table.html
    แบงก์ชาติอีสาน ขอนำส่งสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสาน เดือนเมษายน 2568 มาเพื่อทราบ ดังนี้ 📈ประเด็นสำคัญ "กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม กลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน" ในเดือนก่อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวในทุกหมวดสินค้า เช่นเดียวกับภาคบริการท่องเที่ยวที่กลับมาหดตัวหลังเร่งไปในเดือนก่อน ขณะที่รายได้เกษตรกรขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้การผลิตแปรรูปสินค้าเกษตรในภาคอุตสาหกรรมขยายตัว เดือนนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่ขยายตัวตามการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ช่วยสนับสนุนการบริโภค ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาหดตัวหลังเร่งผลิตไปในเดือนก่อน 📖 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรูปแบบอินโฟกราฟิก ได้ที่ https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2025-m04-ne-press-and-table.html
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 784 มุมมอง 0 รีวิว
  • มิถุนายนนี้ ชวนปักหมุดเช็คอินภาคอีสาน กับอีกหนึ่ง Carnival สุดยิ่งใหญ่ งาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช

    ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQIA+ ทั่วโลก เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH อย่างยิ่งใหญ่ทั่วศูนย์การค้าและห้างฯ ทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง “เดอะมอลล์โคราช” จัดไพรด์คาร์นิวาลสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช พบขบวนพาเหรดสีรุ้งแห่งความหลากหลายที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เฉลิมฉลองความเท่าเทียมตลอดเดือนมิถุนายน

    “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” จุดไฟพลังชาว LGBTQIA+ ทุกเจนฯ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม
    ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน ภายใต้คอนเซปต์ THE CENTER OF LOVE | PEACE | EQUALITY ศูนย์กลางความเท่าเทียมและความภาคภูมิใจของคนโคราช โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH ทั่วศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง สนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี การเปิดใจและมีความเข้าใจต่อกันทุกเพศ ทุกวัยอย่างลึกซึ้งร่วมเฉลิมฉลองความเป็นตัวตนที่ภาคภูมิใจไปพร้อมกัน

    วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า "เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะผู้นำศูนย์การค้าระดับพรีเมียม มุ่งขับเคลื่อนความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติธุรกิจ สังคม และการท่องเที่ยว
    "Rainbow Economy และ Rainbow Tourism คือกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกลุ่ม LGBTQIA+ ถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง มีไลฟ์สไตล์เฉพาะเปิดกว้าง พร้อมใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน เป็นเซกเมนต์ใหม่ที่ธุรกิจให้ความสำคัญและโฟกัสความลึกซึ้งในตัวตนนี้มากขึ้น"

    "สำหรับปีนี้ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ และ ร้านอาหารยอดนิยม มีการจัดทำคอลเลกชันสินค้า เมนูพิเศษเพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นมิติของไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย กระตุ้นและสร้างความตื่นตัวในภาพธุรกิจได้ชัดเจน พร้อมตกแต่งศูนย์ฯ ด้วยแลนด์มาร์กสีรุ้งขนาดใหญ่ เสริมบรรยากาศเฉลิมฉลองทั่วทุกสาขา และคาดว่าการจับจ่ายในศูนย์การค้าจะคึกคัก หนุนยอดขายกลุ่มแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์-ร้านอาหารเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าแคมเปญจะช่วยเพิ่มทราฟฟิกในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา"

    สะท้อนความตั้งใจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ต้องการกระจายโอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทุกภูมิภาค ซึ่งในช่วงดังกล่าวเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ จัดแคมเปญ “Bangkok No.1 Shopping Festival 2025” มาช่วยตอบโจทย์การใช้จ่ายในการเฉลิมฉลองของกลุ่ม LGBTQIA+ อีกด้วย “เดอะมอลล์ กรุ๊ป มองว่า PRIDE ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความหลากหลายระดับโลก” นางสาววรลักษณ์ กล่าวปิดท้าย

    โดยวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 7-8 มิ.ย.2568 ได้จัดกิจกรรมแบ่งเป็น 2 วัน ดังนี้
    ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนึ้ ในวันที่ 7 มิ.ย.2568 ตั้งแต่เวลา 13.00น.เป็นต้นไป พบขบวนพาเหรด “Pride Carnival” สุดยิ่งใหญ่ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ซึ่งร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน LGBTQIA+ ทุกเจนฯ กว่า 400 คน ในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน

    มีรูปแบบขบวนแบ่งเป็น 4 ขบวน ได้แก่ We All Love “รัก” ในทุกสิ่ง, We All Understanding เรียนรู้อย่าง “เข้าใจ”, We All Dignity พร้อมด้วย “ศักดิ์ศรี” และ We All Equality ยึดมั่นในความเสมอภาค “เท่าเทียม” โดยกิจกรรมยกระดับงานนี้ให้เป็นเทศกาลระดับเมืองของโคราชที่สะท้อนหัวใจของ “ความรัก ความเข้าใจ และความเท่าเทียม” และเวลา 16.00 น. สนุกสุขมันส์กับฟรีมินิคอนเสิร์ตจาก ZOLAR ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3

    8 มิ.ย.2568 พบการประกวด MISS QUEEN M PLUS นครราชสีมา ชิงเงินรางวัลและ Gift Voucher มูลค่าร่วมกว่า 300,000 บาท สมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
    ดาวน์โหลดใบสมัคร พร้อมรับรายละเอียดการประกวด ได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfTL0jixMRovzjF45ArPcNYemAg8AWNyca3lePatzWAcvPWpA/viewform?usp=header สมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤษภาคม 2568 รอบตัดสิน วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2568 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม 083-429-6491 (คุณเหินฟ้า) หรือ 096-704-5372 (คุณโมโม่)
    มิถุนายนนี้ ชวนปักหมุดเช็คอินภาคอีสาน กับอีกหนึ่ง Carnival สุดยิ่งใหญ่ งาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQIA+ ทั่วโลก เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH อย่างยิ่งใหญ่ทั่วศูนย์การค้าและห้างฯ ทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง “เดอะมอลล์โคราช” จัดไพรด์คาร์นิวาลสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช พบขบวนพาเหรดสีรุ้งแห่งความหลากหลายที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เฉลิมฉลองความเท่าเทียมตลอดเดือนมิถุนายน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” จุดไฟพลังชาว LGBTQIA+ ทุกเจนฯ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน ภายใต้คอนเซปต์ THE CENTER OF LOVE | PEACE | EQUALITY ศูนย์กลางความเท่าเทียมและความภาคภูมิใจของคนโคราช โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH ทั่วศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง สนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี การเปิดใจและมีความเข้าใจต่อกันทุกเพศ ทุกวัยอย่างลึกซึ้งร่วมเฉลิมฉลองความเป็นตัวตนที่ภาคภูมิใจไปพร้อมกัน วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า "เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะผู้นำศูนย์การค้าระดับพรีเมียม มุ่งขับเคลื่อนความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติธุรกิจ สังคม และการท่องเที่ยว "Rainbow Economy และ Rainbow Tourism คือกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกลุ่ม LGBTQIA+ ถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง มีไลฟ์สไตล์เฉพาะเปิดกว้าง พร้อมใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน เป็นเซกเมนต์ใหม่ที่ธุรกิจให้ความสำคัญและโฟกัสความลึกซึ้งในตัวตนนี้มากขึ้น" "สำหรับปีนี้ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ และ ร้านอาหารยอดนิยม มีการจัดทำคอลเลกชันสินค้า เมนูพิเศษเพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นมิติของไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย กระตุ้นและสร้างความตื่นตัวในภาพธุรกิจได้ชัดเจน พร้อมตกแต่งศูนย์ฯ ด้วยแลนด์มาร์กสีรุ้งขนาดใหญ่ เสริมบรรยากาศเฉลิมฉลองทั่วทุกสาขา และคาดว่าการจับจ่ายในศูนย์การค้าจะคึกคัก หนุนยอดขายกลุ่มแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์-ร้านอาหารเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าแคมเปญจะช่วยเพิ่มทราฟฟิกในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา" สะท้อนความตั้งใจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ต้องการกระจายโอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทุกภูมิภาค ซึ่งในช่วงดังกล่าวเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ จัดแคมเปญ “Bangkok No.1 Shopping Festival 2025” มาช่วยตอบโจทย์การใช้จ่ายในการเฉลิมฉลองของกลุ่ม LGBTQIA+ อีกด้วย “เดอะมอลล์ กรุ๊ป มองว่า PRIDE ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความหลากหลายระดับโลก” นางสาววรลักษณ์ กล่าวปิดท้าย โดยวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 7-8 มิ.ย.2568 ได้จัดกิจกรรมแบ่งเป็น 2 วัน ดังนี้ ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนึ้ ในวันที่ 7 มิ.ย.2568 ตั้งแต่เวลา 13.00น.เป็นต้นไป พบขบวนพาเหรด “Pride Carnival” สุดยิ่งใหญ่ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ซึ่งร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน LGBTQIA+ ทุกเจนฯ กว่า 400 คน ในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน มีรูปแบบขบวนแบ่งเป็น 4 ขบวน ได้แก่ We All Love “รัก” ในทุกสิ่ง, We All Understanding เรียนรู้อย่าง “เข้าใจ”, We All Dignity พร้อมด้วย “ศักดิ์ศรี” และ We All Equality ยึดมั่นในความเสมอภาค “เท่าเทียม” โดยกิจกรรมยกระดับงานนี้ให้เป็นเทศกาลระดับเมืองของโคราชที่สะท้อนหัวใจของ “ความรัก ความเข้าใจ และความเท่าเทียม” และเวลา 16.00 น. สนุกสุขมันส์กับฟรีมินิคอนเสิร์ตจาก ZOLAR ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 8 มิ.ย.2568 พบการประกวด MISS QUEEN M PLUS นครราชสีมา ชิงเงินรางวัลและ Gift Voucher มูลค่าร่วมกว่า 300,000 บาท สมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ดาวน์โหลดใบสมัคร พร้อมรับรายละเอียดการประกวด ได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfTL0jixMRovzjF45ArPcNYemAg8AWNyca3lePatzWAcvPWpA/viewform?usp=header สมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤษภาคม 2568 รอบตัดสิน วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2568 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม 083-429-6491 (คุณเหินฟ้า) หรือ 096-704-5372 (คุณโมโม่)
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1277 มุมมอง 0 รีวิว
  • มิถุนายนนี้ ชวนปักหมุดเช็คอินภาคอีสาน กับอีกหนึ่ง Carnival สุดยิ่งใหญ่ งาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช

    ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQIA+ ทั่วโลก เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH อย่างยิ่งใหญ่ทั่วศูนย์การค้าและห้างฯ ทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง “เดอะมอลล์โคราช” จัดไพรด์คาร์นิวาลสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช พบขบวนพาเหรดสีรุ้งแห่งความหลากหลายที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เฉลิมฉลองความเท่าเทียมตลอดเดือนมิถุนายน

    “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” จุดไฟพลังชาว LGBTQIA+ ทุกเจนฯ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม
    ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน ภายใต้คอนเซปต์ THE CENTER OF LOVE | PEACE | EQUALITY ศูนย์กลางความเท่าเทียมและความภาคภูมิใจของคนโคราช โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH ทั่วศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง สนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี การเปิดใจและมีความเข้าใจต่อกันทุกเพศ ทุกวัยอย่างลึกซึ้งร่วมเฉลิมฉลองความเป็นตัวตนที่ภาคภูมิใจไปพร้อมกัน

    วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า "เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะผู้นำศูนย์การค้าระดับพรีเมียม มุ่งขับเคลื่อนความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติธุรกิจ สังคม และการท่องเที่ยว
    "Rainbow Economy และ Rainbow Tourism คือกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกลุ่ม LGBTQIA+ ถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง มีไลฟ์สไตล์เฉพาะเปิดกว้าง พร้อมใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน เป็นเซกเมนต์ใหม่ที่ธุรกิจให้ความสำคัญและโฟกัสความลึกซึ้งในตัวตนนี้มากขึ้น"

    "สำหรับปีนี้ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ และ ร้านอาหารยอดนิยม มีการจัดทำคอลเลกชันสินค้า เมนูพิเศษเพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นมิติของไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย กระตุ้นและสร้างความตื่นตัวในภาพธุรกิจได้ชัดเจน พร้อมตกแต่งศูนย์ฯ ด้วยแลนด์มาร์กสีรุ้งขนาดใหญ่ เสริมบรรยากาศเฉลิมฉลองทั่วทุกสาขา และคาดว่าการจับจ่ายในศูนย์การค้าจะคึกคัก หนุนยอดขายกลุ่มแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์-ร้านอาหารเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าแคมเปญจะช่วยเพิ่มทราฟฟิกในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา"

    สะท้อนความตั้งใจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ต้องการกระจายโอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทุกภูมิภาค ซึ่งในช่วงดังกล่าวเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ จัดแคมเปญ “Bangkok No.1 Shopping Festival 2025” มาช่วยตอบโจทย์การใช้จ่ายในการเฉลิมฉลองของกลุ่ม LGBTQIA+ อีกด้วย “เดอะมอลล์ กรุ๊ป มองว่า PRIDE ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความหลากหลายระดับโลก” นางสาววรลักษณ์ กล่าวปิดท้าย

    โดยวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 7-8 มิ.ย.2568 ได้จัดกิจกรรมแบ่งเป็น 2 วัน ดังนี้
    ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนึ้ ในวันที่ 7 มิ.ย.2568 ตั้งแต่เวลา 13.00น.เป็นต้นไป พบขบวนพาเหรด “Pride Carnival” สุดยิ่งใหญ่ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ซึ่งร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน LGBTQIA+ ทุกเจนฯ กว่า 400 คน ในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน

    มีรูปแบบขบวนแบ่งเป็น 4 ขบวน ได้แก่ We All Love “รัก” ในทุกสิ่ง, We All Understanding เรียนรู้อย่าง “เข้าใจ”, We All Dignity พร้อมด้วย “ศักดิ์ศรี” และ We All Equality ยึดมั่นในความเสมอภาค “เท่าเทียม” โดยกิจกรรมยกระดับงานนี้ให้เป็นเทศกาลระดับเมืองของโคราชที่สะท้อนหัวใจของ “ความรัก ความเข้าใจ และความเท่าเทียม” และเวลา 16.00 น. สนุกสุขมันส์กับฟรีมินิคอนเสิร์ตจาก ZOLAR ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3

    8 มิ.ย.2568 พบการประกวด MISS QUEEN M PLUS นครราชสีมา ชิงเงินรางวัลและ Gift Voucher มูลค่าร่วมกว่า 300,000 บาท สมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
    ดาวน์โหลดใบสมัคร พร้อมรับรายละเอียดการประกวด ได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfTL0jixMRovzjF45ArPcNYemAg8AWNyca3lePatzWAcvPWpA/viewform?usp=header สมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤษภาคม 2568 รอบตัดสิน วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2568 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม 083-429-6491 (คุณเหินฟ้า) หรือ 096-704-5372 (คุณโมโม่)
    มิถุนายนนี้ ชวนปักหมุดเช็คอินภาคอีสาน กับอีกหนึ่ง Carnival สุดยิ่งใหญ่ งาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQIA+ ทั่วโลก เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH อย่างยิ่งใหญ่ทั่วศูนย์การค้าและห้างฯ ทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง “เดอะมอลล์โคราช” จัดไพรด์คาร์นิวาลสุดยิ่งใหญ่ กับงาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” 7-8 มิ.ย.2568 ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์โคราช พบขบวนพาเหรดสีรุ้งแห่งความหลากหลายที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เฉลิมฉลองความเท่าเทียมตลอดเดือนมิถุนายน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” จุดไฟพลังชาว LGBTQIA+ ทุกเจนฯ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน ภายใต้คอนเซปต์ THE CENTER OF LOVE | PEACE | EQUALITY ศูนย์กลางความเท่าเทียมและความภาคภูมิใจของคนโคราช โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำจุดยืน “LGBTQIA+ Friendly Destination” ผ่านแคมเปญใหญ่ “THE MALL LIFESTORE: THE HEART OF PRIDE” ร่วมฉลอง PRIDE MONTH ทั่วศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าทุกสาขา หนุนเศรษฐกิจสีรุ้ง สนับสนุนความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี การเปิดใจและมีความเข้าใจต่อกันทุกเพศ ทุกวัยอย่างลึกซึ้งร่วมเฉลิมฉลองความเป็นตัวตนที่ภาคภูมิใจไปพร้อมกัน วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า "เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะผู้นำศูนย์การค้าระดับพรีเมียม มุ่งขับเคลื่อนความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติธุรกิจ สังคม และการท่องเที่ยว "Rainbow Economy และ Rainbow Tourism คือกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกลุ่ม LGBTQIA+ ถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง มีไลฟ์สไตล์เฉพาะเปิดกว้าง พร้อมใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน เป็นเซกเมนต์ใหม่ที่ธุรกิจให้ความสำคัญและโฟกัสความลึกซึ้งในตัวตนนี้มากขึ้น" "สำหรับปีนี้ แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ และ ร้านอาหารยอดนิยม มีการจัดทำคอลเลกชันสินค้า เมนูพิเศษเพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นมิติของไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย กระตุ้นและสร้างความตื่นตัวในภาพธุรกิจได้ชัดเจน พร้อมตกแต่งศูนย์ฯ ด้วยแลนด์มาร์กสีรุ้งขนาดใหญ่ เสริมบรรยากาศเฉลิมฉลองทั่วทุกสาขา และคาดว่าการจับจ่ายในศูนย์การค้าจะคึกคัก หนุนยอดขายกลุ่มแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์-ร้านอาหารเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าแคมเปญจะช่วยเพิ่มทราฟฟิกในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา" สะท้อนความตั้งใจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ต้องการกระจายโอกาสและการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทุกภูมิภาค ซึ่งในช่วงดังกล่าวเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ จัดแคมเปญ “Bangkok No.1 Shopping Festival 2025” มาช่วยตอบโจทย์การใช้จ่ายในการเฉลิมฉลองของกลุ่ม LGBTQIA+ อีกด้วย “เดอะมอลล์ กรุ๊ป มองว่า PRIDE ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นพลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความหลากหลายระดับโลก” นางสาววรลักษณ์ กล่าวปิดท้าย โดยวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 7-8 มิ.ย.2568 ได้จัดกิจกรรมแบ่งเป็น 2 วัน ดังนี้ ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนึ้ ในวันที่ 7 มิ.ย.2568 ตั้งแต่เวลา 13.00น.เป็นต้นไป พบขบวนพาเหรด “Pride Carnival” สุดยิ่งใหญ่ สร้างพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ซึ่งร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน LGBTQIA+ ทุกเจนฯ กว่า 400 คน ในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยหัวใจเดียวกัน มีรูปแบบขบวนแบ่งเป็น 4 ขบวน ได้แก่ We All Love “รัก” ในทุกสิ่ง, We All Understanding เรียนรู้อย่าง “เข้าใจ”, We All Dignity พร้อมด้วย “ศักดิ์ศรี” และ We All Equality ยึดมั่นในความเสมอภาค “เท่าเทียม” โดยกิจกรรมยกระดับงานนี้ให้เป็นเทศกาลระดับเมืองของโคราชที่สะท้อนหัวใจของ “ความรัก ความเข้าใจ และความเท่าเทียม” และเวลา 16.00 น. สนุกสุขมันส์กับฟรีมินิคอนเสิร์ตจาก ZOLAR ณ วาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3 8 มิ.ย.2568 พบการประกวด MISS QUEEN M PLUS นครราชสีมา ชิงเงินรางวัลและ Gift Voucher มูลค่าร่วมกว่า 300,000 บาท สมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ดาวน์โหลดใบสมัคร พร้อมรับรายละเอียดการประกวด ได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfTL0jixMRovzjF45ArPcNYemAg8AWNyca3lePatzWAcvPWpA/viewform?usp=header สมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤษภาคม 2568 รอบตัดสิน วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2568 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม 083-429-6491 (คุณเหินฟ้า) หรือ 096-704-5372 (คุณโมโม่)
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1252 มุมมอง 0 รีวิว
  • จีนกำลังผลักดัน เศรษฐกิจหมุนเวียนในยุคพลังงานใหม่ โดยใช้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุ เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในการรีไซเคิล

    บริษัทรีไซเคิลในจีน เช่น Ma Long’s recycling company กำลังสร้างกำไรจาก การสกัดลิเธียม, โคบอลต์ และนิกเกิล จากแบตเตอรี่ที่หมดอายุ ซึ่งช่วยให้จีนสามารถ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ในขณะที่สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

    จีนใช้แบตเตอรี่ EV และเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ
    - ช่วยให้สามารถ รีไซเคิลลิเธียม, โคบอลต์ และนิกเกิล
    - ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

    บริษัทรีไซเคิลในจีนกำลังสร้างกำไรจากการสกัดวัสดุสำคัญ
    - เช่น Ma Long’s recycling company
    - ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการ สกัดโลหะมีค่าและนำกลับมาใช้ใหม่

    ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรของจีน
    - ช่วยให้จีนสามารถ รักษาความมั่นคงด้านวัตถุดิบ
    - ลดผลกระทบจาก สงครามการค้ากับสหรัฐฯ

    แนวโน้มของการพัฒนาในอนาคต
    - อุตสาหกรรมรีไซเคิลอาจ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
    - อาจช่วยให้จีน เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในยุคพลังงานใหม่

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/05/06/chinas-dying-ev-batteries-solar-cells-are-powering-a-circular-economy-in-new-energy-era
    จีนกำลังผลักดัน เศรษฐกิจหมุนเวียนในยุคพลังงานใหม่ โดยใช้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุ เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในการรีไซเคิล บริษัทรีไซเคิลในจีน เช่น Ma Long’s recycling company กำลังสร้างกำไรจาก การสกัดลิเธียม, โคบอลต์ และนิกเกิล จากแบตเตอรี่ที่หมดอายุ ซึ่งช่วยให้จีนสามารถ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ในขณะที่สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ✅ จีนใช้แบตเตอรี่ EV และเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ - ช่วยให้สามารถ รีไซเคิลลิเธียม, โคบอลต์ และนิกเกิล - ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ✅ บริษัทรีไซเคิลในจีนกำลังสร้างกำไรจากการสกัดวัสดุสำคัญ - เช่น Ma Long’s recycling company - ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการ สกัดโลหะมีค่าและนำกลับมาใช้ใหม่ ✅ ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรของจีน - ช่วยให้จีนสามารถ รักษาความมั่นคงด้านวัตถุดิบ - ลดผลกระทบจาก สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ✅ แนวโน้มของการพัฒนาในอนาคต - อุตสาหกรรมรีไซเคิลอาจ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว - อาจช่วยให้จีน เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในยุคพลังงานใหม่ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/05/06/chinas-dying-ev-batteries-solar-cells-are-powering-a-circular-economy-in-new-energy-era
    WWW.THESTAR.COM.MY
    China’s dying EV batteries, solar cells are powering a circular economy in new-energy era
    Recycling critical materials such as lithium, cobalt and nickel are driving profits and shoring up China's resource security as trade war with US hits supply chains.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 703 มุมมอง 0 รีวิว
  • เช้านี้ทองดีดตัวแรง เปิดตลาดพุ่งทันที 950 บาท เหตุดอลลาร์อ่อนค่า ส.ค้าทองชี้หากบาทไม่แข็งราคาสูงกว่านี้ https://www.matichon.co.th/economy/news_5169671
    เช้านี้ทองดีดตัวแรง เปิดตลาดพุ่งทันที 950 บาท เหตุดอลลาร์อ่อนค่า ส.ค้าทองชี้หากบาทไม่แข็งราคาสูงกว่านี้ https://www.matichon.co.th/economy/news_5169671
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 440 มุมมอง 0 รีวิว
  • มูดี้ส์ลดอันดับอนาคตของไทย เกิดจากนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 เม.ย. มูดี้ส์ลดอันดับอนาคตของไทยจากสถานะ “ทรงตัว” เป็น “โน้มลง” ถึงแม้ระดับเรตติ้งจะคงเดิมก็ตาม (Baa1)นักวิเคราะห์บางคนเข้าใจว่า เกิดจากปัจจัยภาษีทรัมป์ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมของรัฐบาล โดยอาจดูจากคำบรรยาย[The already announced US tariffs are likely to weigh significantly on global trade and global economic growth, and which will affect Thailand's open economy. In addition, there remains significant uncertainty as to whether the US will implement additional tariffs on Thailand and other countries, after the 90-day pause elapse.][ภาษีทรัมป์จะกระทบเศรษฐกิจการค้าโลก และจะกระทบไทยเนื่องจากมีการส่งออกมาก รวมทั้งไม่ชัดเจนว่า เมื่อครบ 90 วัน สหรัฐจะยังเก็บภาษีตอบโต้เท่าใด]**แต่ในข้อเท็จจริง ปัจจัยหลักที่ มูดี้ส์ ใช้พิจารณานั้น อยู่ที่นโยบายรัฐบาล ดังเห็นได้ว่า คำอธิบายเหตุผลเริ่มต้นว่า[The decision to change the outlook to negative from stable captures the risks that Thailand's economic and fiscal strength will weaken further.][เหตุผลที่เราลดอันดับ เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและฐานะการคลังมีแนวโน้มจะเลวลง][This shock exacerbates Thailand's already sluggish economic recovery post-pandemic, and risk aggravating the trend decline in the country's potential growth. Material downward pressures on Thailand's growth raises risks of further weakening in the government's fiscal position, which has already deteriorated since the pandemic.][เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดอย่างอืดอาด และศักยภาพการเติบโตมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งจะยิ่งทำให้ฐานะการคลังที่อ่อนแออยู่แล้วตั้งแต่โควิด จะเลวลงไปอีก]**นี่เอง ปัจจัยหลักที่ มูดี้ส์ ลดอันดับอนาคตไทย ก็เนื่องจากความเป็นห่วงในฐานะการคลัง **ซึ่งรัฐบาลมีรายจ่ายเกินรายได้ > ทำให้ขาดดุลงบประมาณทุกปี > ประกอบกับรัฐบาลนี้และรัฐบาลก่อนหน้ากู้เงินมาแจกหมื่น > เพื่อกินใช้รายวัน > โดยไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน > ถึงแม้ จีดีพีเพิ่มบ้างเล็กน้อยก็เป็นแบบไฟไหม้ฟาง วูบเดียวก็หมดไป**อย่างไรก็ดี มูดี้ส์ ให้คะแนน 3 ปัจจัยบวกหนึ่ง แบงค์ชาติและระบบราชการน่าเชื่อถือ[The affirmation of the Baa1 ratings reflects the country's moderately strong institutions and governance which support sound monetary and macroeconomic policies.][เรายังคงอันดับเครดิตไว้ที่ Baa1 เพราะองค์กรด้านนโยบายการเงินและพัฒนาเศรษฐกิจยังพอจะสามารถประคองความน่าเชื่อถือ]**ผมเพิ่มเติมว่า คือสังคมไทยยังช่วยกันคัดค้านการแทรกแซงที่ไม่ถูกต้องสอง มีการพัฒนาตลาดพันธบัตรดี[The Baal ratings also take into account Thailand's moderately strong debt affordability - despite the sharp increase in government debt since the pandemic - supported by its deep domestic markets and the fact that its government debt is almost entirely denominated in local currency.][และถึงแม้รัฐบาลจะกู้เงินมากแล้วตั้งแต่วิกฤตโควิด ตลาดพันธบัตรไทยได้พัฒนาจนมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับการกู้เพิ่มได้ การที่หนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นสกุลบาท (ทำให้รัฐบาลไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน)]**ผมเพิ่มเติมว่า บุคคลหลักที่สร้างรากฐานตลาดพันธบัตรไทยคือ 2 อดีตผู้ว่าฯ ม.ร.ว.จตุมงคล และ ม.ร.ว.ปรีดียาธร โดยผมรับลูกในตำแหน่งเลขา ก.ล.ต.สาม มีทุนสำรองมั่นคง[Moreover, Thailand has a strong external position, with ample foreign exchange reserves buffer.][และไทยมีทุนสำรองมากพอ ฐานะหนี้สกุลต่างประเทศต่ำ]ผมจึงขอแนะนำให้รัฐบาลนำข้อวิเคราะห์เหล่านี้ไปปรับปรุงนโยบายเป็นการด่วนวันที่ 30 เมษายน 2568นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    มูดี้ส์ลดอันดับอนาคตของไทย เกิดจากนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 เม.ย. มูดี้ส์ลดอันดับอนาคตของไทยจากสถานะ “ทรงตัว” เป็น “โน้มลง” ถึงแม้ระดับเรตติ้งจะคงเดิมก็ตาม (Baa1)นักวิเคราะห์บางคนเข้าใจว่า เกิดจากปัจจัยภาษีทรัมป์ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมของรัฐบาล โดยอาจดูจากคำบรรยาย[The already announced US tariffs are likely to weigh significantly on global trade and global economic growth, and which will affect Thailand's open economy. In addition, there remains significant uncertainty as to whether the US will implement additional tariffs on Thailand and other countries, after the 90-day pause elapse.][ภาษีทรัมป์จะกระทบเศรษฐกิจการค้าโลก และจะกระทบไทยเนื่องจากมีการส่งออกมาก รวมทั้งไม่ชัดเจนว่า เมื่อครบ 90 วัน สหรัฐจะยังเก็บภาษีตอบโต้เท่าใด]**แต่ในข้อเท็จจริง ปัจจัยหลักที่ มูดี้ส์ ใช้พิจารณานั้น อยู่ที่นโยบายรัฐบาล ดังเห็นได้ว่า คำอธิบายเหตุผลเริ่มต้นว่า[The decision to change the outlook to negative from stable captures the risks that Thailand's economic and fiscal strength will weaken further.][เหตุผลที่เราลดอันดับ เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและฐานะการคลังมีแนวโน้มจะเลวลง][This shock exacerbates Thailand's already sluggish economic recovery post-pandemic, and risk aggravating the trend decline in the country's potential growth. Material downward pressures on Thailand's growth raises risks of further weakening in the government's fiscal position, which has already deteriorated since the pandemic.][เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดอย่างอืดอาด และศักยภาพการเติบโตมีแนวโน้มต่ำลง ซึ่งจะยิ่งทำให้ฐานะการคลังที่อ่อนแออยู่แล้วตั้งแต่โควิด จะเลวลงไปอีก]**นี่เอง ปัจจัยหลักที่ มูดี้ส์ ลดอันดับอนาคตไทย ก็เนื่องจากความเป็นห่วงในฐานะการคลัง **ซึ่งรัฐบาลมีรายจ่ายเกินรายได้ > ทำให้ขาดดุลงบประมาณทุกปี > ประกอบกับรัฐบาลนี้และรัฐบาลก่อนหน้ากู้เงินมาแจกหมื่น > เพื่อกินใช้รายวัน > โดยไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน > ถึงแม้ จีดีพีเพิ่มบ้างเล็กน้อยก็เป็นแบบไฟไหม้ฟาง วูบเดียวก็หมดไป**อย่างไรก็ดี มูดี้ส์ ให้คะแนน 3 ปัจจัยบวกหนึ่ง แบงค์ชาติและระบบราชการน่าเชื่อถือ[The affirmation of the Baa1 ratings reflects the country's moderately strong institutions and governance which support sound monetary and macroeconomic policies.][เรายังคงอันดับเครดิตไว้ที่ Baa1 เพราะองค์กรด้านนโยบายการเงินและพัฒนาเศรษฐกิจยังพอจะสามารถประคองความน่าเชื่อถือ]**ผมเพิ่มเติมว่า คือสังคมไทยยังช่วยกันคัดค้านการแทรกแซงที่ไม่ถูกต้องสอง มีการพัฒนาตลาดพันธบัตรดี[The Baal ratings also take into account Thailand's moderately strong debt affordability - despite the sharp increase in government debt since the pandemic - supported by its deep domestic markets and the fact that its government debt is almost entirely denominated in local currency.][และถึงแม้รัฐบาลจะกู้เงินมากแล้วตั้งแต่วิกฤตโควิด ตลาดพันธบัตรไทยได้พัฒนาจนมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับการกู้เพิ่มได้ การที่หนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นสกุลบาท (ทำให้รัฐบาลไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน)]**ผมเพิ่มเติมว่า บุคคลหลักที่สร้างรากฐานตลาดพันธบัตรไทยคือ 2 อดีตผู้ว่าฯ ม.ร.ว.จตุมงคล และ ม.ร.ว.ปรีดียาธร โดยผมรับลูกในตำแหน่งเลขา ก.ล.ต.สาม มีทุนสำรองมั่นคง[Moreover, Thailand has a strong external position, with ample foreign exchange reserves buffer.][และไทยมีทุนสำรองมากพอ ฐานะหนี้สกุลต่างประเทศต่ำ]ผมจึงขอแนะนำให้รัฐบาลนำข้อวิเคราะห์เหล่านี้ไปปรับปรุงนโยบายเป็นการด่วนวันที่ 30 เมษายน 2568นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1287 มุมมอง 0 รีวิว
  • การสร้างสมดุลของจักรวาลมนุษย์ชาติ (Human Universe) เป็นแนวคิดที่ซับซ้อน ครอบคลุมทั้งมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความปรองดองร่วมกัน ต่อไปนี้คือแนวทางหลักที่อาจนำไปสู่การสร้างสมดุลดังกล่าว:

    ### 1. **สมดุลทางสิ่งแวดล้อม**
    - **เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด**: ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หันไปใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม) และส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
    - **ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)**: ลดการผลิตของเสียโดยออกแบบระบบการใช้วัสดุใหม่ (Reuse-Recycle) และส่งเสริมการบริโภคอย่างรับผิดชอบ
    - **ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ**: ฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างพื้นที่อนุรักษ์ และควบคุมการตัดไม้ทำลายป่า

    ### 2. **สมดุลทางสังคม**
    - **ลดความเหลื่อมล้ำ**: สร้างระบบสวัสดิการที่ทั่วถึง สนับสนุนการศึกษาและสุขภาพฟรีหรือราคาเข้าถึงได้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล
    - **ส่งเสริมความเท่าเทียม**: ขจัดการเลือกปฏิบัติทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และสถานะทางสังคม
    - **สร้างชุมชนเข้มแข็ง**: สนับสนุนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการตัดสินใจ และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

    ### 3. **สมดุลทางเศรษฐกิจ**
    - **เศรษฐกิจแบบกระจายศูนย์**: ลดการผูกขาดโดยบริษัทขนาดใหญ่ สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นและสตาร์ทอัพ
    - **วัดความเจริญด้วยดัชนีใหม่**: ไม่ใช้เพียง GDP แต่รวมถึงความสุขมวลรวม (Gross National Happiness) หรือดัชนีความยั่งยืน
    - **ภาษีโปรเกรสซีฟ**: เก็บภาษีจากกลุ่มรายได้สูงและบริษัทข้ามชาติเพื่อกระจายความมั่งคั่ง

    ### 4. **สมดุลทางเทคโนโลยี**
    - **จริยธรรมเทคโนโลยี**: ควบคุมการใช้ AI และข้อมูลส่วนตัวเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ
    - **เทคโนโลยีเพื่อสังคม**: พัฒนานวัตกรรมที่แก้ปัญหาสังคม เช่น เทคโนโลยีช่วยเกษตรกรหรือระบบสุขภาพดิจิทัล
    - **ลดช่องว่างดิจิทัล**: ให้ทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและความรู้ดิจิทัล

    ### 5. **สมดุลทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ**
    - **เคารพความหลากหลาย**: ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
    - **สร้างจิตสำนึกใหม่**: ปลูกฝังค่านิยมเช่นความพอเพียง (ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง) และความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
    - **ส่งเสริมสติและสุขภาพจิต**: บูรณาการ mindfulness ในการศึกษาและการทำงาน

    ### 6. **สมดุลทางการเมืองและการปกครอง**
    - **ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม**: เปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมนโยบายผ่าน Digital Platform
    - **ความร่วมมือระดับโลก**: เสริมสร้างองค์กรระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาร่วม เช่น ภาวะโลกร้อนหรือการค้ามนุษย์
    - **ต่อต้านการทุจริต**: สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส และส่งเสริมหลักนิติธรรม

    ### 7. **การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง**
    - **เรียนรู้นอกกรอบ**: สอนทักษะศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และทักษะการอยู่ร่วมกัน
    - **การศึกษาเชิงบูรณาการ**: ผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับศิลปะและมนุษยศาสตร์

    ### บทสรุป
    สมดุลของจักรวาลมนุษย์ชาติไม่ใช่สถานะที่ตายตัว แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องอาศัยการปรับตัว ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมองมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไม่ใช่ผู้ครอบครอง การสร้างสมดุลนี้ต้องเริ่มจาก "การเปลี่ยนแปลงภายใน" ของแต่ละคน สู่การขับเคลื่อนนโยบายระดับโลก พร้อมกันนั้น ต้องไม่ลืมว่าความหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรมคือพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่สิ่งต้องกำจัด!
    การสร้างสมดุลของจักรวาลมนุษย์ชาติ (Human Universe) เป็นแนวคิดที่ซับซ้อน ครอบคลุมทั้งมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความปรองดองร่วมกัน ต่อไปนี้คือแนวทางหลักที่อาจนำไปสู่การสร้างสมดุลดังกล่าว: ### 1. **สมดุลทางสิ่งแวดล้อม** - **เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด**: ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หันไปใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม) และส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ - **ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)**: ลดการผลิตของเสียโดยออกแบบระบบการใช้วัสดุใหม่ (Reuse-Recycle) และส่งเสริมการบริโภคอย่างรับผิดชอบ - **ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ**: ฟื้นฟูระบบนิเวศ สร้างพื้นที่อนุรักษ์ และควบคุมการตัดไม้ทำลายป่า ### 2. **สมดุลทางสังคม** - **ลดความเหลื่อมล้ำ**: สร้างระบบสวัสดิการที่ทั่วถึง สนับสนุนการศึกษาและสุขภาพฟรีหรือราคาเข้าถึงได้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล - **ส่งเสริมความเท่าเทียม**: ขจัดการเลือกปฏิบัติทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และสถานะทางสังคม - **สร้างชุมชนเข้มแข็ง**: สนับสนุนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นในการตัดสินใจ และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ### 3. **สมดุลทางเศรษฐกิจ** - **เศรษฐกิจแบบกระจายศูนย์**: ลดการผูกขาดโดยบริษัทขนาดใหญ่ สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นและสตาร์ทอัพ - **วัดความเจริญด้วยดัชนีใหม่**: ไม่ใช้เพียง GDP แต่รวมถึงความสุขมวลรวม (Gross National Happiness) หรือดัชนีความยั่งยืน - **ภาษีโปรเกรสซีฟ**: เก็บภาษีจากกลุ่มรายได้สูงและบริษัทข้ามชาติเพื่อกระจายความมั่งคั่ง ### 4. **สมดุลทางเทคโนโลยี** - **จริยธรรมเทคโนโลยี**: ควบคุมการใช้ AI และข้อมูลส่วนตัวเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ - **เทคโนโลยีเพื่อสังคม**: พัฒนานวัตกรรมที่แก้ปัญหาสังคม เช่น เทคโนโลยีช่วยเกษตรกรหรือระบบสุขภาพดิจิทัล - **ลดช่องว่างดิจิทัล**: ให้ทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและความรู้ดิจิทัล ### 5. **สมดุลทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ** - **เคารพความหลากหลาย**: ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น - **สร้างจิตสำนึกใหม่**: ปลูกฝังค่านิยมเช่นความพอเพียง (ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง) และความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ - **ส่งเสริมสติและสุขภาพจิต**: บูรณาการ mindfulness ในการศึกษาและการทำงาน ### 6. **สมดุลทางการเมืองและการปกครอง** - **ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม**: เปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมนโยบายผ่าน Digital Platform - **ความร่วมมือระดับโลก**: เสริมสร้างองค์กรระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาร่วม เช่น ภาวะโลกร้อนหรือการค้ามนุษย์ - **ต่อต้านการทุจริต**: สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส และส่งเสริมหลักนิติธรรม ### 7. **การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง** - **เรียนรู้นอกกรอบ**: สอนทักษะศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และทักษะการอยู่ร่วมกัน - **การศึกษาเชิงบูรณาการ**: ผสมผสานความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับศิลปะและมนุษยศาสตร์ ### บทสรุป สมดุลของจักรวาลมนุษย์ชาติไม่ใช่สถานะที่ตายตัว แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องอาศัยการปรับตัว ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมองมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไม่ใช่ผู้ครอบครอง การสร้างสมดุลนี้ต้องเริ่มจาก "การเปลี่ยนแปลงภายใน" ของแต่ละคน สู่การขับเคลื่อนนโยบายระดับโลก พร้อมกันนั้น ต้องไม่ลืมว่าความหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรมคือพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่สิ่งต้องกำจัด!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1210 มุมมอง 0 รีวิว
  • อ้าว!
    ทำเนียบขาวปฏิเสธ ไม่ได้มีขยายอัตราการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนทั้งหมด 245% พร้อมชี้แจงว่าเป็นการเข้าใจผิดของ "สื่อ"

    เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวออกมาชี้แจง หลังจากมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการขยายอัตราภาษีใหม่ 245% กับจีน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพาดหัวข่าวที่เข้าใจผิดได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และเกิดความวิตกกังวลของตลาดที่เกิดจากการรายงานข่าวที่ผิดพลาดของสื่อ

    เจ้าหน้าที่ชี้แจงต่ออีกว่า ตัวเลข 245% นั้นไม่ใช่การเรียกเก็บอัตราใหม่ โดยระบุว่าภาษีศุลกากรของทรัมป์ไม่มีอัตราภาษีแบบเหมารวม แต่มุ่งเป้าจัดการไปที่การละเมิดทางการค้าแต่ละประเภท ซึ่งทำให้จีนต้องเผชิญกับภาษีที่มีหลากหลายรูปแบบ

    เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่าตัวเลขดังกล่าวสามารถแบ่งได้ดังนี้:

    — ภาษีศุลกากรตอบโต้ 125%
    — ภาษีศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล 20%
    — ภาษีศุลกากรตามมาตรา 301 สำหรับสินค้าเฉพาะเจาะจง จะมีตั้งแต่ 7.5% ถึง 100%



    แม้ว่าตลาดจะโล่งใจที่นี่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรใหม่ แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าภาษีศุลกากรล่าสุดที่เรียกเก็บกับจีนนั้นน่าสับสนเพียงใด แม้แต่ผู้สังเกตการณ์ตลาดที่ช่ำชองยังรู้สึกมึนงง

    .

    https://ca.investing.com/news/economy-news/245-china-tariff-causes-market-confusion-3959684?utm_medium=feed&utm_source=yahoo&utm_campaign=yahoo-ca

    อ้าว! ทำเนียบขาวปฏิเสธ ไม่ได้มีขยายอัตราการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนทั้งหมด 245% พร้อมชี้แจงว่าเป็นการเข้าใจผิดของ "สื่อ" เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวออกมาชี้แจง หลังจากมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการขยายอัตราภาษีใหม่ 245% กับจีน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพาดหัวข่าวที่เข้าใจผิดได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และเกิดความวิตกกังวลของตลาดที่เกิดจากการรายงานข่าวที่ผิดพลาดของสื่อ เจ้าหน้าที่ชี้แจงต่ออีกว่า ตัวเลข 245% นั้นไม่ใช่การเรียกเก็บอัตราใหม่ โดยระบุว่าภาษีศุลกากรของทรัมป์ไม่มีอัตราภาษีแบบเหมารวม แต่มุ่งเป้าจัดการไปที่การละเมิดทางการค้าแต่ละประเภท ซึ่งทำให้จีนต้องเผชิญกับภาษีที่มีหลากหลายรูปแบบ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่าตัวเลขดังกล่าวสามารถแบ่งได้ดังนี้: — ภาษีศุลกากรตอบโต้ 125% — ภาษีศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล 20% — ภาษีศุลกากรตามมาตรา 301 สำหรับสินค้าเฉพาะเจาะจง จะมีตั้งแต่ 7.5% ถึง 100% แม้ว่าตลาดจะโล่งใจที่นี่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรใหม่ แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าภาษีศุลกากรล่าสุดที่เรียกเก็บกับจีนนั้นน่าสับสนเพียงใด แม้แต่ผู้สังเกตการณ์ตลาดที่ช่ำชองยังรู้สึกมึนงง . https://ca.investing.com/news/economy-news/245-china-tariff-causes-market-confusion-3959684?utm_medium=feed&utm_source=yahoo&utm_campaign=yahoo-ca
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 647 มุมมอง 0 รีวิว
  • Blood Gold เหมืองทองคำสีเลือดแห่งลุ่มน้ำโขง ตอนที่ 1
    .
    ฉากทัศน์ปัจจุบันในลุ่มแม่น้ำโขง ไม่ต่างมากนักกับหนังเรื่อง Blood Diamond ที่สร้างจากเรื่องจริงที่ที่แอฟริกา ว่าด้วยการด้านมืดของทำเหมืองเพชร ฉายในปีค.ศ. 2006 ดารานำคือ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ แสดงคู่กับ โซโลมอน แวนดี้ ชาวประมงผู้ถูกจับตัวไปเป็นแรงงานในเหมืองเพชรของกลุ่มกบฏ
    .
    Blood Diamond ในเรื่องถือเป็นขุมทรัพย์ของกลุ่มกบฏ กระบวนการคือการกดขี่แรงงาน สังหารชาวบ้าน ที่ต่อต้าน ล้างสมองใช้แรงงานเด็กถืออาวุธเคี่ยวเข่น ฟอกเงินจากขายเพชรไปซื้ออาวุธ เสริมสร้างกองทัพ การค้าอาวุธและของเถื่อน เรียกว่าเถื่อนครบวงจร
    .
    หลังจากน้ำท่วมแม่สายอย่างสาหัส ด้วยมวลขุ่นชี้โคลนมหาศาลโถมทับพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สาย ท่าขี้เหล็ก ทางมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation ; SHRF) ได้เปิดผลการศึกษา ว่าด้วย “การขยายตัวของเหมืองแร่ในรัฐฉาน เมียนมา กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในเมียนมาและไทย”
    .
    เสียงสะท้อนจากเรื่องนี้ดังมาจากฝั่งเมียนมาร์ถือเป็นครั้งแรกห้วงเดือนพฤศจิกายน 2567 นอกจากโคลนคือการได้รับของแถมคือ สารหนู นิเกิลและสังกะสีปนเปื้อนในระดับสูง โดยระดับปนเปื้อนของสังกะสีในแม่น้ำสายสูงงกว่าระดับปลอดภัยถึง 18 เท่า
    .
    ประเด็นชี้เป้าไปที่ 4 พื้นที่หลักภายใต้การคือ การขยายตัวของเหมืองทองคำด้านตะวันออกของเมืองสาด รัฐฉาน การทำเหมืองแร่ริมฝั่งแม่น้ำกก รัฐฉาน การทำเหมืองแร่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำรวก รัฐฉาน การทำเหมืองแร่ตามริมฝั่งน้ำเลน รัฐฉาน
    .
    Deep State ที่ตัวแสดงหลักคือกองทัพสหรัฐว้า United Wa State Army ทำขอตกลงกับรัฐบาลเมียนมาคือ เขตปกครองพิเศษที่ 2 มีพื้นที่อิทธิพลในเขตเปกครองตนเองว้า ภาคเหนือติดชายแดนจีน และทางภาคใต้-ตะวันออกของรัฐฉาน ติดกับประเทศไทย และการพันลึกกับจีน
    .
    ปมปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนไทย-เมียนมาร์ ประเด็นร้อนล่าสุดที่ผลกระทบได้ขยายวงแผ่ไปตามกระแสน้ำที่มีมลพิษจากการทำเหมืองทองคำเป็นต้นเหตุหลักในพื้นที่รัฐฉาน ที่ไหลลงแม่น้ำลัดเลาะลงอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านจังหวัดเชียงราย ลงแม่น้ำโขง
    .
    เรื่องนี้มีความน่าสนใจเชิงทรัพยากรเหมืองแร่ที่มีทุนจีนเข้ามาโอบล้อมภาคเหนือของไทยสูบแร่ ที่คิดว่าไม่ใช่เฉพาะทองคำ แต่จะกินไปถึงถ่านหิน และแมงกานีส เป็นอุตสาหกรรมที่มีความลึกลับซับซ้อนเป็นทองคำสีเลือดที่สร้างผลกระทบชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง สุขภาพตายผ่อนส่ง ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ยังไม่รวมเรื่องฝุ่นควันข้ามแดนจากการบายพาสสินค้าไปตลาดจีน คาสิโน บ่อนที่ประชิดชายแดนไทย ทั้งพม่าและคิงส์โรมัน
    .
    ทั้งหมดล้วนพัวพันเป็นเนื้อเดียวที่ส่งสัญญาณอนาคตประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ลุ่มนํ้าสาละวิน กก สาย และอิง ไม่รวมแม่น้ำสาขา น้ำแม่ฝาง น้ำแม่ลาว และน้ำแม่สรวย กำลังเผชิญวิกฤติที่ลุกลามเป็นกินพื้นที่ภาคเหนือ
    .
    ต้องยอมรับว่าการ Reaction ของรัฐไทยช้า และไม่มีพลังที่จะชน Deep State ประเทศเพื่อนบ้าน ภาพปรากฎเป็นการตั้งรับเกือบ 100% และไม่ทันการณ์
    .
    ความอ่อนแอเชิงพื้นที่ที่ได้ถูกกัดกร่อน ทำให้พลังการแสดงออกของพื้นที่เชียงรายอ่อนแรง ทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาชน มิได้ส่งเสียงส่งพลังให้เกิดการมีปฏิกิริยาเชิงรุกกับรัฐบาลไทยเพื่อปกป้องผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือ
    .
    หากประมวลมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวของไทย นอกจากการเกาะติดของสื่อ ก็จะมีข้อเรียกร้องทางให้เปิดโต๊ะเจรจาจีน-เมียนมา-ว้า ประสานพี่ใหญ่จีนด้วยที่มีบริษัทจีนส่วนใหญ่เข้าไปสัมปทาน ทั้งรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ร่วมกันหาทางออกทั้งการยุติการทำเหมืองทอง หรือการควบคุมการปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ
    .
    จังหวัดเชียงรายต้องทำฉากทัศน์ (Scenarios) หลายระดับ 1.ในช่วง 5 ปี หน้าดินที่เสื่อมสลายไป จะทำอย่างไรในเรื่องตะกอน น้ำท่วม และสารพิษในแม่น้ำ 2.ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากเหมืองทองขยายตัวมากกว่านี้ ขยายเหมือนไร่ข้าวโพดในเมียนมา จะมีการบริหารจัดการอย่างไร 3.ประเด็นการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA)
    .
    ก่อนหน้านี้กลางเดือนมีนาคมมีการรวมตัวของชุมชน 700 คน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวกันเพื่อรณรงค์ปกป้องแม่น้ำกก ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำบนต้นน้ำกกที่ห่างจากชายแดนไทยไป 30 กิโลเมตรทางทิศใต้ของเมืองสาด ที่ดำเนินขุดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา การขุดทองในวงกว้างเกิดขึ้นริมแม่น้ำกกในเมืองยอน ตอนใต้ของอำเภอเมืองสาด
    .
    ในแถลงการณ์ระบุว่ามีบริษัทจีนหลัก 4 แห่ง ที่ดำเนินการขุดเหมือง มีซับคอนแทรกอีก 20 ราย มีพนักงานมากกว่า 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน บริษัทเหล่านี้ทำเหมืองบนเนินเขาและริมฝั่งแม่น้ำกก รวมถึงการใช้เรือขุดทองและสกัดบนแม่น้ำกกโดยตรง ทำให้ชาวบ้านไม่มั่นใจการบริโภคในครัวเรือน และทำให้ปลาแทบสูญพันธุ์
    .
    ล่าสุดมีการขยับของ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) โดย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกหนังสือไปยังหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong Committee Secretariat: MRCS) เสนอจัดตั้ง “กลไกความร่วมมือทวิภาคี” สำหรับการตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยมี MRCS ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งต้องติดตามต่อไป
    .
    หลังจากการเปิดฉากเรื่อง Blood Gold เหมืองทองคำสีเลือดแห่งลุ่มน้ำโขง ตอนต่อไปคือการเจาะลึกการขยายอุตสาหกรรมเหมืองทองคำในลุ่มแม่น้ำโขงในเงื้อมมือทุนจีน การเล่นแร่แปรธาตุสู่อาวุธ บ่อน และสงคราม ไปจนทางถึง Supply Chain การเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเหมืองในลุ่มแม่น้ำโขง ผลประโยชน์ขนาดไหน ความสูญเสียของคนลุ่มแม่น้ำโขงในอนาคตภายใต้ความเสี่ยงของมลพิษข้ามแดนจะวิกฤติอย่างไร มีทางออกอย่างไรโปรดติดตาม

    อ้างอิง :
    • มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ https://shanhumanrights.org/
    • วิกฤตสารหนู ‘แม่น้ำกก’ จี้รัฐถก 3 ชาติ ป้องเศรษฐกิจเชียงรายพัง https://www.prachachat.net/local-economy/news-1792140
    • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 https://www.facebook.com/share/p/1D8ZwWYsN1/
    • ไทยกับว้าแดง https://www.facebook.com/share/p/15KvYRaDH1/
    • Toxic Waters, Dysfunctional States The Destruction of the Kok and Sai Rivers
    By Paskorn Jumlongrach https://transbordernews.in.th/home/?p=42108
    Blood Gold เหมืองทองคำสีเลือดแห่งลุ่มน้ำโขง ตอนที่ 1 . ฉากทัศน์ปัจจุบันในลุ่มแม่น้ำโขง ไม่ต่างมากนักกับหนังเรื่อง Blood Diamond ที่สร้างจากเรื่องจริงที่ที่แอฟริกา ว่าด้วยการด้านมืดของทำเหมืองเพชร ฉายในปีค.ศ. 2006 ดารานำคือ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ แสดงคู่กับ โซโลมอน แวนดี้ ชาวประมงผู้ถูกจับตัวไปเป็นแรงงานในเหมืองเพชรของกลุ่มกบฏ . Blood Diamond ในเรื่องถือเป็นขุมทรัพย์ของกลุ่มกบฏ กระบวนการคือการกดขี่แรงงาน สังหารชาวบ้าน ที่ต่อต้าน ล้างสมองใช้แรงงานเด็กถืออาวุธเคี่ยวเข่น ฟอกเงินจากขายเพชรไปซื้ออาวุธ เสริมสร้างกองทัพ การค้าอาวุธและของเถื่อน เรียกว่าเถื่อนครบวงจร . หลังจากน้ำท่วมแม่สายอย่างสาหัส ด้วยมวลขุ่นชี้โคลนมหาศาลโถมทับพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สาย ท่าขี้เหล็ก ทางมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation ; SHRF) ได้เปิดผลการศึกษา ว่าด้วย “การขยายตัวของเหมืองแร่ในรัฐฉาน เมียนมา กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในเมียนมาและไทย” . เสียงสะท้อนจากเรื่องนี้ดังมาจากฝั่งเมียนมาร์ถือเป็นครั้งแรกห้วงเดือนพฤศจิกายน 2567 นอกจากโคลนคือการได้รับของแถมคือ สารหนู นิเกิลและสังกะสีปนเปื้อนในระดับสูง โดยระดับปนเปื้อนของสังกะสีในแม่น้ำสายสูงงกว่าระดับปลอดภัยถึง 18 เท่า . ประเด็นชี้เป้าไปที่ 4 พื้นที่หลักภายใต้การคือ การขยายตัวของเหมืองทองคำด้านตะวันออกของเมืองสาด รัฐฉาน การทำเหมืองแร่ริมฝั่งแม่น้ำกก รัฐฉาน การทำเหมืองแร่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำรวก รัฐฉาน การทำเหมืองแร่ตามริมฝั่งน้ำเลน รัฐฉาน . Deep State ที่ตัวแสดงหลักคือกองทัพสหรัฐว้า United Wa State Army ทำขอตกลงกับรัฐบาลเมียนมาคือ เขตปกครองพิเศษที่ 2 มีพื้นที่อิทธิพลในเขตเปกครองตนเองว้า ภาคเหนือติดชายแดนจีน และทางภาคใต้-ตะวันออกของรัฐฉาน ติดกับประเทศไทย และการพันลึกกับจีน . ปมปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนไทย-เมียนมาร์ ประเด็นร้อนล่าสุดที่ผลกระทบได้ขยายวงแผ่ไปตามกระแสน้ำที่มีมลพิษจากการทำเหมืองทองคำเป็นต้นเหตุหลักในพื้นที่รัฐฉาน ที่ไหลลงแม่น้ำลัดเลาะลงอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านจังหวัดเชียงราย ลงแม่น้ำโขง . เรื่องนี้มีความน่าสนใจเชิงทรัพยากรเหมืองแร่ที่มีทุนจีนเข้ามาโอบล้อมภาคเหนือของไทยสูบแร่ ที่คิดว่าไม่ใช่เฉพาะทองคำ แต่จะกินไปถึงถ่านหิน และแมงกานีส เป็นอุตสาหกรรมที่มีความลึกลับซับซ้อนเป็นทองคำสีเลือดที่สร้างผลกระทบชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขง สุขภาพตายผ่อนส่ง ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่ยังไม่รวมเรื่องฝุ่นควันข้ามแดนจากการบายพาสสินค้าไปตลาดจีน คาสิโน บ่อนที่ประชิดชายแดนไทย ทั้งพม่าและคิงส์โรมัน . ทั้งหมดล้วนพัวพันเป็นเนื้อเดียวที่ส่งสัญญาณอนาคตประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ลุ่มนํ้าสาละวิน กก สาย และอิง ไม่รวมแม่น้ำสาขา น้ำแม่ฝาง น้ำแม่ลาว และน้ำแม่สรวย กำลังเผชิญวิกฤติที่ลุกลามเป็นกินพื้นที่ภาคเหนือ . ต้องยอมรับว่าการ Reaction ของรัฐไทยช้า และไม่มีพลังที่จะชน Deep State ประเทศเพื่อนบ้าน ภาพปรากฎเป็นการตั้งรับเกือบ 100% และไม่ทันการณ์ . ความอ่อนแอเชิงพื้นที่ที่ได้ถูกกัดกร่อน ทำให้พลังการแสดงออกของพื้นที่เชียงรายอ่อนแรง ทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาชน มิได้ส่งเสียงส่งพลังให้เกิดการมีปฏิกิริยาเชิงรุกกับรัฐบาลไทยเพื่อปกป้องผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือ . หากประมวลมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวของไทย นอกจากการเกาะติดของสื่อ ก็จะมีข้อเรียกร้องทางให้เปิดโต๊ะเจรจาจีน-เมียนมา-ว้า ประสานพี่ใหญ่จีนด้วยที่มีบริษัทจีนส่วนใหญ่เข้าไปสัมปทาน ทั้งรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ร่วมกันหาทางออกทั้งการยุติการทำเหมืองทอง หรือการควบคุมการปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ . จังหวัดเชียงรายต้องทำฉากทัศน์ (Scenarios) หลายระดับ 1.ในช่วง 5 ปี หน้าดินที่เสื่อมสลายไป จะทำอย่างไรในเรื่องตะกอน น้ำท่วม และสารพิษในแม่น้ำ 2.ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากเหมืองทองขยายตัวมากกว่านี้ ขยายเหมือนไร่ข้าวโพดในเมียนมา จะมีการบริหารจัดการอย่างไร 3.ประเด็นการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) . ก่อนหน้านี้กลางเดือนมีนาคมมีการรวมตัวของชุมชน 700 คน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมตัวกันเพื่อรณรงค์ปกป้องแม่น้ำกก ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำบนต้นน้ำกกที่ห่างจากชายแดนไทยไป 30 กิโลเมตรทางทิศใต้ของเมืองสาด ที่ดำเนินขุดต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา การขุดทองในวงกว้างเกิดขึ้นริมแม่น้ำกกในเมืองยอน ตอนใต้ของอำเภอเมืองสาด . ในแถลงการณ์ระบุว่ามีบริษัทจีนหลัก 4 แห่ง ที่ดำเนินการขุดเหมือง มีซับคอนแทรกอีก 20 ราย มีพนักงานมากกว่า 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน บริษัทเหล่านี้ทำเหมืองบนเนินเขาและริมฝั่งแม่น้ำกก รวมถึงการใช้เรือขุดทองและสกัดบนแม่น้ำกกโดยตรง ทำให้ชาวบ้านไม่มั่นใจการบริโภคในครัวเรือน และทำให้ปลาแทบสูญพันธุ์ . ล่าสุดมีการขยับของ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) โดย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกหนังสือไปยังหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong Committee Secretariat: MRCS) เสนอจัดตั้ง “กลไกความร่วมมือทวิภาคี” สำหรับการตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยมี MRCS ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งต้องติดตามต่อไป . หลังจากการเปิดฉากเรื่อง Blood Gold เหมืองทองคำสีเลือดแห่งลุ่มน้ำโขง ตอนต่อไปคือการเจาะลึกการขยายอุตสาหกรรมเหมืองทองคำในลุ่มแม่น้ำโขงในเงื้อมมือทุนจีน การเล่นแร่แปรธาตุสู่อาวุธ บ่อน และสงคราม ไปจนทางถึง Supply Chain การเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเหมืองในลุ่มแม่น้ำโขง ผลประโยชน์ขนาดไหน ความสูญเสียของคนลุ่มแม่น้ำโขงในอนาคตภายใต้ความเสี่ยงของมลพิษข้ามแดนจะวิกฤติอย่างไร มีทางออกอย่างไรโปรดติดตาม อ้างอิง : • มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ https://shanhumanrights.org/ • วิกฤตสารหนู ‘แม่น้ำกก’ จี้รัฐถก 3 ชาติ ป้องเศรษฐกิจเชียงรายพัง https://www.prachachat.net/local-economy/news-1792140 • สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 https://www.facebook.com/share/p/1D8ZwWYsN1/ • ไทยกับว้าแดง https://www.facebook.com/share/p/15KvYRaDH1/ • Toxic Waters, Dysfunctional States The Destruction of the Kok and Sai Rivers By Paskorn Jumlongrach https://transbordernews.in.th/home/?p=42108
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1971 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts