• https://youtu.be/sf5isJqKBW4?si=5nz2aU7Ut1c1qT_w
    https://youtu.be/sf5isJqKBW4?si=5nz2aU7Ut1c1qT_w
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260111 #TechRadar

    Asus NUC 16 Pro: มินิพีซี AI แรงจัดรุ่นใหม่
    Asus เปิดตัว NUC 16 Pro มินิพีซีขนาดเล็กที่มาพร้อมชิป Intel Core Ultra X9 388H และกราฟิก Arc B390 ที่ให้พลังประมวลผล AI สูงถึง 180TOPS รองรับงานสร้างสรรค์ เกมระดับ 1080p และงานองค์กรได้อย่างคล่องตัว แม้กราฟิกจะยังไม่แซง Radeon 8060S แต่ก็โดดเด่นด้านประสิทธิภาพรวมและการเชื่อมต่อระดับโปร ทำให้เป็นหนึ่งในมินิพีซีที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้
    https://www.techradar.com/pro/asus-vies-for-fastest-mini-pc-ever-with-panther-lake-nuc-16-pro-b390-gpu-inside-the-core-ultra-x9-388h-impresses-but-wont-beat-the-8060s

    Ulefone RugKing: มือถือสายถึกราคาประหยัด
    Ulefone RugKing เป็นสมาร์ทโฟนสายลุยที่โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ IP68/IP69K แบตเตอรี่ 9600 mAh และลำโพง 126dB ที่ดังสะใจ แม้ชิป Unisoc T7255 จะเก่าและประสิทธิภาพไม่สูง รวมถึงชาร์จช้า แต่ด้วยราคาต่ำกว่า $200 ทำให้รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการมือถือใช้งานสมบุกสมบันในงานภาคสนามหรือกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่ต้องจ่ายแพง
    https://www.techradar.com/pro/phone-communications/ulefone-rugking-rugged-phone-review

    WiiM Sound vs Sonos Era 100: ศึกลำโพง Wi‑Fi เสียงดีคุ้มราคา
    การทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง WiiM Sound และ Sonos Era 100 พบว่าทั้งคู่ให้คุณภาพเสียงดีแต่มีเอกลักษณ์ต่างกัน โดย Sonos เด่นด้านเสียงเบสและระบบปรับเสียงตามห้องที่แม่นยำกว่า ส่วน WiiM มีดีไซน์ล้ำพร้อมหน้าจอและรีโมตที่ใช้งานสะดวก แม้เบสจะบางกว่าเล็กน้อย ทำให้ Era 100 ดูคุ้มค่ากว่าในภาพรวม แต่ผู้ที่ชอบดีไซน์และความล้ำของฟีเจอร์อาจเลือก WiiM ได้ไม่ผิดหวัง
    https://www.techradar.com/audio/wireless-bluetooth-speakers/i-tested-wiims-wi-fi-speaker-against-the-sonos-era-100-heres-which-i-think-is-worth-buying

    ปี 2026 กับกระแส Geopatriation และอนาคตคลาวด์ทั่วโลก
    ผู้เชี่ยวชาญด้านคลาวด์คาดว่าในปี 2026 โลกจะเห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากการพึ่งพา hyperscaler ไปสู่โซลูชัน sovereign cloud และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศมากขึ้น หลังเหตุการณ์ outage และความเสี่ยงด้านข้อมูลในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลกำลังผลักดันให้เกิดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานทั่วโลก ทำให้ยุคใหม่ของคลาวด์ต้องบาลานซ์ระหว่างความสะดวก ความปลอดภัย และความยั่งยืน
    https://www.techradar.com/pro/cloud-faces-some-key-challenges-in-2026-we-spoke-to-these-experts-to-find-out-whats-next

    จาก Vibe Coding สู่ Vibe Selling: AI เปลี่ยนงานขายอย่างไร
    แนวคิด “vibe selling” คือการใช้ AI เป็นผู้ช่วยร่วมงานแบบโต้ตอบ ช่วยทำงานซ้ำซาก เช่น วิเคราะห์ข้อมูล เขียนอีเมล หรือสรุปการสนทนากับลูกค้า เพื่อให้เซลส์โฟกัสกับงานที่ต้องใช้มนุษย์จริง ๆ อย่างการสร้างความสัมพันธ์และปิดการขาย โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเซลส์ที่ใช้ AI สามารถสร้างรายได้มากขึ้นถึง 77% แม้ AI จะช่วยงานได้มาก แต่บทบาทของมนุษย์ยังสำคัญในด้านความเชื่อใจและความเข้าใจลูกค้า
    https://www.techradar.com/pro/from-vibe-coding-to-vibe-selling-how-ai-is-reshaping-the-art-of-selling

    “AI จะไม่มาแทนมนุษย์ แต่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้” — มุมมองจาก CEO Lenovo
    เลอโนโวเผยวิสัยทัศน์ว่า AI PC จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ขององค์กร โดยคาดว่าภายในปี 2026 ครึ่งหนึ่งของคอมพิวเตอร์องค์กรจะเป็น AI PC พร้อมย้ำว่า AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความจำ และความคิดสร้างสรรค์ให้ทุกคน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าต้นทุนและการวางแผนระยะยาวยังเป็นความท้าทายท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี
    https://www.techradar.com/pro/nobody-can-avoid-ai-but-it-will-not-replace-humans-lenovo-ceo-explains-why-your-next-work-pc-could-be-an-ai-enabled-device

    Lexar เปิดตัว “AI-Grade Stick” สตอเรจถอดเปลี่ยนร้อนทันทีสำหรับงาน AI
    Lexar เปิดตัวสตอเรจแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI โดยเฉพาะ จุดเด่นคือการถอดเปลี่ยนแบบ hot-swap ได้ทันทีโดยไม่ต้องปิดเครื่อง และให้ประสิทธิภาพสูงสำหรับงานประมวลผลต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีข้อมูลราคาและการรองรับจากผู้ผลิตอุปกรณ์ แต่แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นทิศทางใหม่ของสตอเรจแบบโมดูลาร์สำหรับแล็ปท็อปและเวิร์กสเตชันยุค AI
    https://www.techradar.com/pro/lexar-debuts-mysterious-ai-grade-stick-form-factor-that-promises-hot-swap-blazing-speeds-and-yes-ive-got-absolutely-no-clue-how-much-it-costs-and-whether-device-vendors-will-actually-use-it

    GMKtec EVO‑T2 มินิพีซีพลัง AI สูงกว่า Ryzen AI Max+ ถึง 50%
    GMKtec เปิดตัว EVO‑T2 มินิพีซีที่ใช้ชิป Intel Core Ultra X9 388H พร้อมพลังประมวลผล AI สูงถึง 180 TOPS ซึ่งมากกว่าคู่แข่งจาก AMD ถึง 50% ตัวเครื่องขนาดเล็กแต่รองรับ RAM สูงสุด 128GB, SSD สูงสุด 16TB และพอร์ตความเร็วสูงครบครัน เหมาะทั้งงานสร้างสรรค์และงาน AI หนัก ๆ โดย Intel CEO ยังมาเซ็นต้นแบบด้วยตัวเองในงาน CES 2026
    https://www.techradar.com/pro/gmktec-evo-t2-has-more-ai-firepower-than-ryzen-ai-max-395-mini-pc-core-ultra-x9-388h-delivers-180tops-50-percent-more-than-its-amd-rival

    Broadcom ปรับนิยาม “APU” ใหม่ในชิป Wi‑Fi 8 สำหรับเราเตอร์ยุคถัดไป
    Broadcom เปิดตัวชิป BCM4918 สำหรับเราเตอร์ Wi‑Fi 8 โดยนำคำว่า APU มาใช้ใหม่ในความหมายของชิปประมวลผลเครือข่ายที่รวม CPU, ระบบเร่งการประมวลผลแพ็กเก็ต, ความปลอดภัย และ AI ไว้ในตัวเดียว แม้ไม่มี GPU แต่รองรับ 10GbE และออกแบบให้เราเตอร์ทำงานคล้ายอุปกรณ์ edge computing มากขึ้น ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของฮาร์ดแวร์เครือข่ายในบ้าน
    https://www.techradar.com/pro/broadcom-reinvents-amds-apu-moniker-as-it-launches-wi-fi-8-chip-this-accelerated-processing-unit-doesnt-include-a-gpu-but-has-10gbe-connectivity

    Google Photos เตรียมเพิ่มตัวเลือก “ตั้งเวลาสำรองไฟล์” ควบคุมได้มากขึ้น
    Google Photos อาจเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้ตั้งเวลาสำรองรูปและวิดีโอได้เอง แทนการสำรองอัตโนมัติเมื่อมีอินเทอร์เน็ตเหมือนปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการใช้ดาต้าและช่วงเวลาที่ต้องการให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น แม้ฟีเจอร์ยังไม่เปิดใช้งาน แต่โค้ดภายในแอปบ่งชี้ว่าการอัปเดตนี้ใกล้จะมาถึงแล้ว
    https://www.techradar.com/phones/android/google-photos-might-soon-give-you-more-control-over-how-your-photos-and-videos-are-backed-up
    📌📡🔴 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🔴📡📌 #รวมข่าวIT #20260111 #TechRadar 🖥️ Asus NUC 16 Pro: มินิพีซี AI แรงจัดรุ่นใหม่ Asus เปิดตัว NUC 16 Pro มินิพีซีขนาดเล็กที่มาพร้อมชิป Intel Core Ultra X9 388H และกราฟิก Arc B390 ที่ให้พลังประมวลผล AI สูงถึง 180TOPS รองรับงานสร้างสรรค์ เกมระดับ 1080p และงานองค์กรได้อย่างคล่องตัว แม้กราฟิกจะยังไม่แซง Radeon 8060S แต่ก็โดดเด่นด้านประสิทธิภาพรวมและการเชื่อมต่อระดับโปร ทำให้เป็นหนึ่งในมินิพีซีที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้ 🔗 https://www.techradar.com/pro/asus-vies-for-fastest-mini-pc-ever-with-panther-lake-nuc-16-pro-b390-gpu-inside-the-core-ultra-x9-388h-impresses-but-wont-beat-the-8060s 📱 Ulefone RugKing: มือถือสายถึกราคาประหยัด Ulefone RugKing เป็นสมาร์ทโฟนสายลุยที่โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ IP68/IP69K แบตเตอรี่ 9600 mAh และลำโพง 126dB ที่ดังสะใจ แม้ชิป Unisoc T7255 จะเก่าและประสิทธิภาพไม่สูง รวมถึงชาร์จช้า แต่ด้วยราคาต่ำกว่า $200 ทำให้รุ่นนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการมือถือใช้งานสมบุกสมบันในงานภาคสนามหรือกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่ต้องจ่ายแพง 🔗 https://www.techradar.com/pro/phone-communications/ulefone-rugking-rugged-phone-review 🔊 WiiM Sound vs Sonos Era 100: ศึกลำโพง Wi‑Fi เสียงดีคุ้มราคา การทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง WiiM Sound และ Sonos Era 100 พบว่าทั้งคู่ให้คุณภาพเสียงดีแต่มีเอกลักษณ์ต่างกัน โดย Sonos เด่นด้านเสียงเบสและระบบปรับเสียงตามห้องที่แม่นยำกว่า ส่วน WiiM มีดีไซน์ล้ำพร้อมหน้าจอและรีโมตที่ใช้งานสะดวก แม้เบสจะบางกว่าเล็กน้อย ทำให้ Era 100 ดูคุ้มค่ากว่าในภาพรวม แต่ผู้ที่ชอบดีไซน์และความล้ำของฟีเจอร์อาจเลือก WiiM ได้ไม่ผิดหวัง 🔗 https://www.techradar.com/audio/wireless-bluetooth-speakers/i-tested-wiims-wi-fi-speaker-against-the-sonos-era-100-heres-which-i-think-is-worth-buying 🌍 ปี 2026 กับกระแส Geopatriation และอนาคตคลาวด์ทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านคลาวด์คาดว่าในปี 2026 โลกจะเห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากการพึ่งพา hyperscaler ไปสู่โซลูชัน sovereign cloud และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศมากขึ้น หลังเหตุการณ์ outage และความเสี่ยงด้านข้อมูลในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลกำลังผลักดันให้เกิดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานทั่วโลก ทำให้ยุคใหม่ของคลาวด์ต้องบาลานซ์ระหว่างความสะดวก ความปลอดภัย และความยั่งยืน 🔗 https://www.techradar.com/pro/cloud-faces-some-key-challenges-in-2026-we-spoke-to-these-experts-to-find-out-whats-next 🤝 จาก Vibe Coding สู่ Vibe Selling: AI เปลี่ยนงานขายอย่างไร แนวคิด “vibe selling” คือการใช้ AI เป็นผู้ช่วยร่วมงานแบบโต้ตอบ ช่วยทำงานซ้ำซาก เช่น วิเคราะห์ข้อมูล เขียนอีเมล หรือสรุปการสนทนากับลูกค้า เพื่อให้เซลส์โฟกัสกับงานที่ต้องใช้มนุษย์จริง ๆ อย่างการสร้างความสัมพันธ์และปิดการขาย โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเซลส์ที่ใช้ AI สามารถสร้างรายได้มากขึ้นถึง 77% แม้ AI จะช่วยงานได้มาก แต่บทบาทของมนุษย์ยังสำคัญในด้านความเชื่อใจและความเข้าใจลูกค้า 🔗 https://www.techradar.com/pro/from-vibe-coding-to-vibe-selling-how-ai-is-reshaping-the-art-of-selling 🤖 “AI จะไม่มาแทนมนุษย์ แต่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้” — มุมมองจาก CEO Lenovo เลอโนโวเผยวิสัยทัศน์ว่า AI PC จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ขององค์กร โดยคาดว่าภายในปี 2026 ครึ่งหนึ่งของคอมพิวเตอร์องค์กรจะเป็น AI PC พร้อมย้ำว่า AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความจำ และความคิดสร้างสรรค์ให้ทุกคน ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าต้นทุนและการวางแผนระยะยาวยังเป็นความท้าทายท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี 🔗 https://www.techradar.com/pro/nobody-can-avoid-ai-but-it-will-not-replace-humans-lenovo-ceo-explains-why-your-next-work-pc-could-be-an-ai-enabled-device ⚡ Lexar เปิดตัว “AI-Grade Stick” สตอเรจถอดเปลี่ยนร้อนทันทีสำหรับงาน AI Lexar เปิดตัวสตอเรจแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI โดยเฉพาะ จุดเด่นคือการถอดเปลี่ยนแบบ hot-swap ได้ทันทีโดยไม่ต้องปิดเครื่อง และให้ประสิทธิภาพสูงสำหรับงานประมวลผลต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีข้อมูลราคาและการรองรับจากผู้ผลิตอุปกรณ์ แต่แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นทิศทางใหม่ของสตอเรจแบบโมดูลาร์สำหรับแล็ปท็อปและเวิร์กสเตชันยุค AI 🔗 https://www.techradar.com/pro/lexar-debuts-mysterious-ai-grade-stick-form-factor-that-promises-hot-swap-blazing-speeds-and-yes-ive-got-absolutely-no-clue-how-much-it-costs-and-whether-device-vendors-will-actually-use-it 🖥️ GMKtec EVO‑T2 มินิพีซีพลัง AI สูงกว่า Ryzen AI Max+ ถึง 50% GMKtec เปิดตัว EVO‑T2 มินิพีซีที่ใช้ชิป Intel Core Ultra X9 388H พร้อมพลังประมวลผล AI สูงถึง 180 TOPS ซึ่งมากกว่าคู่แข่งจาก AMD ถึง 50% ตัวเครื่องขนาดเล็กแต่รองรับ RAM สูงสุด 128GB, SSD สูงสุด 16TB และพอร์ตความเร็วสูงครบครัน เหมาะทั้งงานสร้างสรรค์และงาน AI หนัก ๆ โดย Intel CEO ยังมาเซ็นต้นแบบด้วยตัวเองในงาน CES 2026 🔗 https://www.techradar.com/pro/gmktec-evo-t2-has-more-ai-firepower-than-ryzen-ai-max-395-mini-pc-core-ultra-x9-388h-delivers-180tops-50-percent-more-than-its-amd-rival 📡 Broadcom ปรับนิยาม “APU” ใหม่ในชิป Wi‑Fi 8 สำหรับเราเตอร์ยุคถัดไป Broadcom เปิดตัวชิป BCM4918 สำหรับเราเตอร์ Wi‑Fi 8 โดยนำคำว่า APU มาใช้ใหม่ในความหมายของชิปประมวลผลเครือข่ายที่รวม CPU, ระบบเร่งการประมวลผลแพ็กเก็ต, ความปลอดภัย และ AI ไว้ในตัวเดียว แม้ไม่มี GPU แต่รองรับ 10GbE และออกแบบให้เราเตอร์ทำงานคล้ายอุปกรณ์ edge computing มากขึ้น ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของฮาร์ดแวร์เครือข่ายในบ้าน 🔗 https://www.techradar.com/pro/broadcom-reinvents-amds-apu-moniker-as-it-launches-wi-fi-8-chip-this-accelerated-processing-unit-doesnt-include-a-gpu-but-has-10gbe-connectivity 📷 Google Photos เตรียมเพิ่มตัวเลือก “ตั้งเวลาสำรองไฟล์” ควบคุมได้มากขึ้น Google Photos อาจเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้ตั้งเวลาสำรองรูปและวิดีโอได้เอง แทนการสำรองอัตโนมัติเมื่อมีอินเทอร์เน็ตเหมือนปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการใช้ดาต้าและช่วงเวลาที่ต้องการให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น แม้ฟีเจอร์ยังไม่เปิดใช้งาน แต่โค้ดภายในแอปบ่งชี้ว่าการอัปเดตนี้ใกล้จะมาถึงแล้ว 🔗 https://www.techradar.com/phones/android/google-photos-might-soon-give-you-more-control-over-how-your-photos-and-videos-are-backed-up
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 27 มุมมอง 0 รีวิว
  • M-Flow ผ่านมา 5 ปี ใช้ได้แค่มอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง

    วันศุกร์ที่ 16 ม.ค. กรมทางหลวงจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งรับผิดชอบโดย บริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จำกัด (BGSR81) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) โดยเปิดจุดให้บริการสมัครสมาชิกและติดตั้ง RFID Tag ที่หลังด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมค่าผ่านทางทั้ง 8 ด่าน

    นับเป็นมอเตอร์เวย์เส้นทางที่สองที่เปิดให้บริการ M-Flow ต่อจากมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษกตะวันออก) ช่วงบางปะอิน-บางพลี ที่ด่านทับช้างและด่านธัญบุรี ซึ่งเปิดทดสอบเสมือนจริงวันที่ 29 ต.ค. 2564 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2565 ผ่านมาแล้ว 5 ปี แต่ก็ยังพบปัญหารถติดคอขวด ก่อนถึงทางเข้าช่องทาง M-Flow ตลอดทั้งวัน

    ณ เดือนกันยายน 2568 ระบบ M-Flow มีสมาชิกเพียง 760,114 ราย แบ่งเป็นสมัครผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน 647,394 ราย สมัครผ่าน LINE OA (@mflowthai) 112,720 ราย ยานพาหนะทั้งหมด 1,061,723 คัน ทั้งที่ปริมาณการจราจรเฉลี่ยทั้งปีมากกว่า 99 ล้านคัน และอาจสูงถึง 100 ล้านคันต่อปี เมื่อเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา เต็มรูปแบบในปี 2569

    ที่ผ่านมามีความพยายามติดตั้งระบบ M-Flow ในสายทางอื่นๆ ทั้งของกรมทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เช่น ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษจตุโชติ และด่านสุขาภิบาล 5 บนทางพิเศษฉลองรัช (เอกมัย-รามอินทรา-วงแหวนตะวันออก) ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2565 แต่ยังไม่เปิดให้บริการ เช่นเดียวกับทางยกระดับอุตราภิมุข หรือ ดอนเมืองโทลล์เวย์ ที่ติดตั้งระบบ M-Flow ที่ด่านดินแดง จำนวน 2 ช่อง แต่ก็ยังไม่เปิดให้บริการเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม กทพ. ยังคงเลือกที่จะพัฒนาระบบชำระค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass เป็นของตัวเอง ซึ่งเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2553 หรือเมื่อ 16 ปีก่อน ปัจจุบันได้พัฒนาเชื่อมโยงบัตร Easy Pass Plus เข้าสู่ระบบ M-Flow พร้อมจัดรายการส่งเสริมการขาย ซึ่งมีแผนเพิ่มช่อง Easy Pass ให้ได้ 70% ภายในปี 2570

    ถึงกระนั้น การเปิดใช้มอเตอร์เวย์หมายเลข 82 ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย ฝั่งขาออกกรุงเทพฯ กทพ. ยังคงใช้วิธีติดตั้งด่านบางขุนเทียน 2 แบ่งเป็นช่องเงินสดและช่อง Easy Pass และ M Pass เหมือนเดิม โดยไม่รองรับระบบ M-Flow ขณะที่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ใช้ระบบ Single Lane Free Flow (SLFF) ใช้ระบบตรวจจับป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ เพื่อเป็นข้อมูลชำระเงินที่ด่านปลายทาง

    #Newskit
    M-Flow ผ่านมา 5 ปี ใช้ได้แค่มอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง วันศุกร์ที่ 16 ม.ค. กรมทางหลวงจะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งรับผิดชอบโดย บริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จำกัด (BGSR81) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) โดยเปิดจุดให้บริการสมัครสมาชิกและติดตั้ง RFID Tag ที่หลังด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมค่าผ่านทางทั้ง 8 ด่าน นับเป็นมอเตอร์เวย์เส้นทางที่สองที่เปิดให้บริการ M-Flow ต่อจากมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษกตะวันออก) ช่วงบางปะอิน-บางพลี ที่ด่านทับช้างและด่านธัญบุรี ซึ่งเปิดทดสอบเสมือนจริงวันที่ 29 ต.ค. 2564 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2565 ผ่านมาแล้ว 5 ปี แต่ก็ยังพบปัญหารถติดคอขวด ก่อนถึงทางเข้าช่องทาง M-Flow ตลอดทั้งวัน ณ เดือนกันยายน 2568 ระบบ M-Flow มีสมาชิกเพียง 760,114 ราย แบ่งเป็นสมัครผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน 647,394 ราย สมัครผ่าน LINE OA (@mflowthai) 112,720 ราย ยานพาหนะทั้งหมด 1,061,723 คัน ทั้งที่ปริมาณการจราจรเฉลี่ยทั้งปีมากกว่า 99 ล้านคัน และอาจสูงถึง 100 ล้านคันต่อปี เมื่อเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา เต็มรูปแบบในปี 2569 ที่ผ่านมามีความพยายามติดตั้งระบบ M-Flow ในสายทางอื่นๆ ทั้งของกรมทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เช่น ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษจตุโชติ และด่านสุขาภิบาล 5 บนทางพิเศษฉลองรัช (เอกมัย-รามอินทรา-วงแหวนตะวันออก) ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2565 แต่ยังไม่เปิดให้บริการ เช่นเดียวกับทางยกระดับอุตราภิมุข หรือ ดอนเมืองโทลล์เวย์ ที่ติดตั้งระบบ M-Flow ที่ด่านดินแดง จำนวน 2 ช่อง แต่ก็ยังไม่เปิดให้บริการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม กทพ. ยังคงเลือกที่จะพัฒนาระบบชำระค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass เป็นของตัวเอง ซึ่งเปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2553 หรือเมื่อ 16 ปีก่อน ปัจจุบันได้พัฒนาเชื่อมโยงบัตร Easy Pass Plus เข้าสู่ระบบ M-Flow พร้อมจัดรายการส่งเสริมการขาย ซึ่งมีแผนเพิ่มช่อง Easy Pass ให้ได้ 70% ภายในปี 2570 ถึงกระนั้น การเปิดใช้มอเตอร์เวย์หมายเลข 82 ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย ฝั่งขาออกกรุงเทพฯ กทพ. ยังคงใช้วิธีติดตั้งด่านบางขุนเทียน 2 แบ่งเป็นช่องเงินสดและช่อง Easy Pass และ M Pass เหมือนเดิม โดยไม่รองรับระบบ M-Flow ขณะที่ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ใช้ระบบ Single Lane Free Flow (SLFF) ใช้ระบบตรวจจับป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ เพื่อเป็นข้อมูลชำระเงินที่ด่านปลายทาง #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 20 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/jpouv8kUAeo?si=lNrM0Jw7aSaWZWl9
    https://youtu.be/jpouv8kUAeo?si=lNrM0Jw7aSaWZWl9
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • แนวทางที่จะทำ ไม่ใช่ขึ้นค่าแรง ไม่ใช่เพิ่มเบี้ย ลดค่าไฟแบบมีเงื่อนไข ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบชดเชย

    เพิ่งมี พล.อ.รังษี ที่พูดจาฉะฉาน วาดภาพประเทศที่ควรจะเป็น เหลือคุณผู้อ่าน ช่วยกันฟัง ให้โอกาส พลิกประวัติศาสตร์ หลายๆ ด้าน ของการเมืองไทย ให้โอกาสชาติได้ฟื้นจากป่วย ด้วยมือเรา

    https://www.youtube.com/live/G3o9n4c9_Qw?si=QD6O4seqdPsQg7Fr
    แนวทางที่จะทำ ไม่ใช่ขึ้นค่าแรง ไม่ใช่เพิ่มเบี้ย ลดค่าไฟแบบมีเงื่อนไข ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบชดเชย เพิ่งมี พล.อ.รังษี ที่พูดจาฉะฉาน วาดภาพประเทศที่ควรจะเป็น เหลือคุณผู้อ่าน ช่วยกันฟัง ให้โอกาส พลิกประวัติศาสตร์ หลายๆ ด้าน ของการเมืองไทย ให้โอกาสชาติได้ฟื้นจากป่วย ด้วยมือเรา https://www.youtube.com/live/G3o9n4c9_Qw?si=QD6O4seqdPsQg7Fr
    - YouTube
    เพลิดเพลินไปกับวิดีโอและเพลงที่คุณชอบ อัปโหลดเนื้อหาต้นฉบับ และแชร์เนื้อหาทั้งหมดกับเพื่อน ครอบครัว และผู้คนทั่วโลกบน YouTube
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลายใบตอง ตอนที่ 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 2
    เบน โรดส์ ที่เริ่มทำงานเป็นมือร่างสุนทรพจน์ให้ โอบามา พณ. ใบตองแห้ง ตั้งแต่สมัยแรก คงจะร่างได้ถูกใจมาก เลยได้เลื่อนชั้น ขึ้นเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำคณะทำงานของ พณ.ใบตองแห้ง เบนเพิ่งสารภาพถึงความรู้สึกของเขา เกี่ยวกับการที่อเมริกาตัดสินใจหยุดบีบไข่อียิปต์ ไม่นานมานี้เอง ว่า
    …. แล้วเราก็เลยเหมือนยืนอยู่ตรงจุดที่หมาตัวไหนเดินผ่าน ก็ยกขาเยี่ยวรดใส่….
    โฮ้ย… ผมชอบใจไอ้เจ้าเบน มาก มึงช่างพูดให้เห็นภาพของอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ
    ….ไม่ใช่แค่เรื่องอียิปต์นะ มันเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับพวกเราอย่างมาก เจ้าเบนบ่นต่อ…. การจะคุยกับมหามิตรของอเมริกาในตะวันออกกลางตอนนี้น่ะ เป็นเรื่องน่าหนักใจมาก ไล่ไปตั้งริยาร์ด จนถึง ไคโร มันมีการเปลี่ยนไปแยะ เกี่ยวกับตัวผู้นำประเทศ ก็จากเทศกาลอาหรับสปริงนั่นแหล่ะ อเมริกาจะเอาอะไรกันแน่ ระหว่างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน กับเรื่องความมั่นคง และผลประโยชน์ ของอเมริกา อเมริกาต้องถ่วงน้ำหนักให้ดี ตัดสินใจให้ชัดจะเอาอะไรนำหน้า….
    ไม่ใช่แต่เจ้าเบนที่งง คณะทำงานอีกหลายคน และหน่วยงานอื่นที่ต้องประสานงานใกล้ชิดกับ พณ. ท่านอีกประมาณ 2 โหลกว่า ยังนินทา ว่า พณ. ท่าน น่าจะยังหาเครื่องถ่วงน้ำหนักไม่เจอ พณ. ท่าน เลยออกไปทางพูดเพ้อเจ้อ ใช้ถ้อยคำที่ฟังแล้ว น่าทึ่ง แต่ไม่เป็นสัปปะรดเลยในด้านนโยบาย
    …. แล้วพวกเราคนทำงาน ก็เลยมึนสิ ….ตกลง เรากำลังสนับสนุนพวกเผด็จการในตะวันออกกลาง เพื่อให้ผลประโยชน์ของเราปลอดภัยใช่ไหม….
    ….. เราเข้าใจว่า ตอนเขา (โอบามา) อาสาเข้ามาเป็นประธานาธิบดีรอบแรก เขาพยายามจะแสดงให้โลกเห็นว่า อเมริกาจะไม่ใช้นโยบายแบบคาวบอยบุชอีกแล้ว ไอ้ที่จะยกกองทัพไปปราบพวกเผด็จการไม่มีอีกแล้วนะ เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว เขาบอกว่าจะเปลี่ยนเป็นใช้นโยบาย “สร้าง” โดย “สร้าง” ศักดิ์ศรี ของการเป็นประชาธิปไตย และสิทธิของมนุษยชน…
    ย้อนไป เมื่อปี ค.ศ.2009 พณ. ใบตองแห้งไปเยี่ยมอียิปต์ และไปแสดงปาฐกถาให้กับ Muslim world ที่มหาวิทยาลัยไคโรว่า….. เสรีภาพ ความยุติธรรม รัฐบาลที่สุจริต ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดที่เลื่อนลอยของอเมริกา แต่มันเป็นสิทธิ ที่มนุษยชาติทั้งหลายสมควรได้รับ และนั่นเป็นเหตุผลที่เราพยายามสนับสนุนให้ทุกแห่งในโลกมีเช่นนั้น…. (ถ้าผู้อ่านท่านใดจะพักไปกินยาแก้คลื่นไส้ เชิญเลยนะครับ)
    และในช่วงเทอมแรกของ พณ. ใบตองแห้ง คณะทำงานของ พณ. ท่านจึงวุ่นอยู่กับการที่จะกำหนดนโยบายต่างประเทศของอเมริกา ตามแนวทางปาฐกถาอันน่าประทับใจนั้น
    ในที่สุด คณะทำงานก็ออกเอกสารมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า Presidential Study Directive 11 ผมไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี มันเหมือนเป็นคำสั่งในการปฏิบัติงาน ตามแนวความคิด ของ พณ. ใบตองแห้ง เอกสารยาวแค่ 18 หน้า แจกให้ทุกหน่วยงานอ่านในเดือนสิงหาคม เมื่อปี ค.ศ.2010 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่เทศกาลอาหรับสปริงกำลังเริ่ม
    ตอนหนึ่งของเอกสารระบุว่า ….ตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติ การเปลี่ยนแปลงใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ….น่าดีใจอย่างยิ่ง…. ที่ประชาชนในภูมิภาคเริ่มมีความไม่พอใจ กับการปกครองที่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ….
    ขณะที่หน่วยงานในอเมริกา กำลังพยายามทำความเข้าใจกับความคิดของท่านใบตองแห้ง เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 รัฐบาลตูนีเซียก็ถูกโค่นล้ม หลังจากนั้นไม่นาน ที่ไคโร ก็มีผู้คนจำนวนมาก ออกมาชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีมูบารัค
    พณ. ใบตองแห้ง แสดงความเห็นใจและสนับสนุน ที่จะให้คนรุ่นใหม่ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องสื่อสาร ขึ้นมาปกครอง มากกว่าให้เผด็จการรุ่นเก่า อายุ 82 ที่ปกครองประเทศเหมือนรัฐตำรวจ แต่มูบารัค ก็เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของอเมริกา ที่ต่อต้านกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงมาตลอด รวมทั้งยอมรับนโยบายสันติภาพกับอิสราเอลตามที่อเมริกาต้องการ และที่สำคัญ มูบารัค เปิดคลองสุเอซให้เพนตากอนใช้งานเหมือนคลองหลังบ้าน….จะหาใครที่ยอมเดินตาม ตูดอเมริกาอย่างนี้ และนานกว่า 30 ปีอย่างเขาง่ายไหม
    บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ต่างแนะนำให้ พณ. ใบตองแห้ง รับความความจริงว่า อเมริกาควรสนับสนุนมูบารัคต่อไป เพราะผลกระทบจากการเลือกผิดกลุ่ม ผิดคนมันอาจจะมากเกินกว่าจะนึกถึง พวกเขาเปรียบเทียบไปถึงสมัยที่ท่านถั่ว ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ถีบทิ้งพระเจ้าชาห์ ในปี ค.ศ.1979 และมาให้การสนับสนุนอยาโตเลาะห์โคไมนี ว่าเป็นอย่างไร จำได้ไหม อเมริการับอย่างนั้นอีกได้ไหม…. บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ถาม
    แต่ พณ. ใบตองแห้ง ถูกใจคำแนะนำของค่ายเจ้าเบน ที่ในตอนนั้น แนะนำว่า ใหม่กว่า ใสกว่าครับท่าน แล้วคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 มูบารัค ก็กลายเป็นอดีต
    ไม่ใช่ มูบารัคเท่านั้นที่เป็นอดีต “อำนาจ และอิทธิพล” ของอเมริกาในอียิปต์ ก็มีทีท่าว่า จะกลายเป็นอดีตด้วยเช่นกัน ….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    16 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 2 เบน โรดส์ ที่เริ่มทำงานเป็นมือร่างสุนทรพจน์ให้ โอบามา พณ. ใบตองแห้ง ตั้งแต่สมัยแรก คงจะร่างได้ถูกใจมาก เลยได้เลื่อนชั้น ขึ้นเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำคณะทำงานของ พณ.ใบตองแห้ง เบนเพิ่งสารภาพถึงความรู้สึกของเขา เกี่ยวกับการที่อเมริกาตัดสินใจหยุดบีบไข่อียิปต์ ไม่นานมานี้เอง ว่า …. แล้วเราก็เลยเหมือนยืนอยู่ตรงจุดที่หมาตัวไหนเดินผ่าน ก็ยกขาเยี่ยวรดใส่…. โฮ้ย… ผมชอบใจไอ้เจ้าเบน มาก มึงช่างพูดให้เห็นภาพของอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ ….ไม่ใช่แค่เรื่องอียิปต์นะ มันเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับพวกเราอย่างมาก เจ้าเบนบ่นต่อ…. การจะคุยกับมหามิตรของอเมริกาในตะวันออกกลางตอนนี้น่ะ เป็นเรื่องน่าหนักใจมาก ไล่ไปตั้งริยาร์ด จนถึง ไคโร มันมีการเปลี่ยนไปแยะ เกี่ยวกับตัวผู้นำประเทศ ก็จากเทศกาลอาหรับสปริงนั่นแหล่ะ อเมริกาจะเอาอะไรกันแน่ ระหว่างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน กับเรื่องความมั่นคง และผลประโยชน์ ของอเมริกา อเมริกาต้องถ่วงน้ำหนักให้ดี ตัดสินใจให้ชัดจะเอาอะไรนำหน้า…. ไม่ใช่แต่เจ้าเบนที่งง คณะทำงานอีกหลายคน และหน่วยงานอื่นที่ต้องประสานงานใกล้ชิดกับ พณ. ท่านอีกประมาณ 2 โหลกว่า ยังนินทา ว่า พณ. ท่าน น่าจะยังหาเครื่องถ่วงน้ำหนักไม่เจอ พณ. ท่าน เลยออกไปทางพูดเพ้อเจ้อ ใช้ถ้อยคำที่ฟังแล้ว น่าทึ่ง แต่ไม่เป็นสัปปะรดเลยในด้านนโยบาย …. แล้วพวกเราคนทำงาน ก็เลยมึนสิ ….ตกลง เรากำลังสนับสนุนพวกเผด็จการในตะวันออกกลาง เพื่อให้ผลประโยชน์ของเราปลอดภัยใช่ไหม…. ….. เราเข้าใจว่า ตอนเขา (โอบามา) อาสาเข้ามาเป็นประธานาธิบดีรอบแรก เขาพยายามจะแสดงให้โลกเห็นว่า อเมริกาจะไม่ใช้นโยบายแบบคาวบอยบุชอีกแล้ว ไอ้ที่จะยกกองทัพไปปราบพวกเผด็จการไม่มีอีกแล้วนะ เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว เขาบอกว่าจะเปลี่ยนเป็นใช้นโยบาย “สร้าง” โดย “สร้าง” ศักดิ์ศรี ของการเป็นประชาธิปไตย และสิทธิของมนุษยชน… ย้อนไป เมื่อปี ค.ศ.2009 พณ. ใบตองแห้งไปเยี่ยมอียิปต์ และไปแสดงปาฐกถาให้กับ Muslim world ที่มหาวิทยาลัยไคโรว่า….. เสรีภาพ ความยุติธรรม รัฐบาลที่สุจริต ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดที่เลื่อนลอยของอเมริกา แต่มันเป็นสิทธิ ที่มนุษยชาติทั้งหลายสมควรได้รับ และนั่นเป็นเหตุผลที่เราพยายามสนับสนุนให้ทุกแห่งในโลกมีเช่นนั้น…. (ถ้าผู้อ่านท่านใดจะพักไปกินยาแก้คลื่นไส้ เชิญเลยนะครับ) และในช่วงเทอมแรกของ พณ. ใบตองแห้ง คณะทำงานของ พณ. ท่านจึงวุ่นอยู่กับการที่จะกำหนดนโยบายต่างประเทศของอเมริกา ตามแนวทางปาฐกถาอันน่าประทับใจนั้น ในที่สุด คณะทำงานก็ออกเอกสารมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า Presidential Study Directive 11 ผมไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี มันเหมือนเป็นคำสั่งในการปฏิบัติงาน ตามแนวความคิด ของ พณ. ใบตองแห้ง เอกสารยาวแค่ 18 หน้า แจกให้ทุกหน่วยงานอ่านในเดือนสิงหาคม เมื่อปี ค.ศ.2010 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่เทศกาลอาหรับสปริงกำลังเริ่ม ตอนหนึ่งของเอกสารระบุว่า ….ตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติ การเปลี่ยนแปลงใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ….น่าดีใจอย่างยิ่ง…. ที่ประชาชนในภูมิภาคเริ่มมีความไม่พอใจ กับการปกครองที่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ…. ขณะที่หน่วยงานในอเมริกา กำลังพยายามทำความเข้าใจกับความคิดของท่านใบตองแห้ง เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 รัฐบาลตูนีเซียก็ถูกโค่นล้ม หลังจากนั้นไม่นาน ที่ไคโร ก็มีผู้คนจำนวนมาก ออกมาชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีมูบารัค พณ. ใบตองแห้ง แสดงความเห็นใจและสนับสนุน ที่จะให้คนรุ่นใหม่ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องสื่อสาร ขึ้นมาปกครอง มากกว่าให้เผด็จการรุ่นเก่า อายุ 82 ที่ปกครองประเทศเหมือนรัฐตำรวจ แต่มูบารัค ก็เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของอเมริกา ที่ต่อต้านกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงมาตลอด รวมทั้งยอมรับนโยบายสันติภาพกับอิสราเอลตามที่อเมริกาต้องการ และที่สำคัญ มูบารัค เปิดคลองสุเอซให้เพนตากอนใช้งานเหมือนคลองหลังบ้าน….จะหาใครที่ยอมเดินตาม ตูดอเมริกาอย่างนี้ และนานกว่า 30 ปีอย่างเขาง่ายไหม บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ต่างแนะนำให้ พณ. ใบตองแห้ง รับความความจริงว่า อเมริกาควรสนับสนุนมูบารัคต่อไป เพราะผลกระทบจากการเลือกผิดกลุ่ม ผิดคนมันอาจจะมากเกินกว่าจะนึกถึง พวกเขาเปรียบเทียบไปถึงสมัยที่ท่านถั่ว ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ถีบทิ้งพระเจ้าชาห์ ในปี ค.ศ.1979 และมาให้การสนับสนุนอยาโตเลาะห์โคไมนี ว่าเป็นอย่างไร จำได้ไหม อเมริการับอย่างนั้นอีกได้ไหม…. บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ถาม แต่ พณ. ใบตองแห้ง ถูกใจคำแนะนำของค่ายเจ้าเบน ที่ในตอนนั้น แนะนำว่า ใหม่กว่า ใสกว่าครับท่าน แล้วคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 มูบารัค ก็กลายเป็นอดีต ไม่ใช่ มูบารัคเท่านั้นที่เป็นอดีต “อำนาจ และอิทธิพล” ของอเมริกาในอียิปต์ ก็มีทีท่าว่า จะกลายเป็นอดีตด้วยเช่นกัน …. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 16 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 21 มุมมอง 0 รีวิว
  • อิรัก ลิเบีย โดนอะไร ในอดีต คุณผู้อ่านสังเกตได้ คราวนี้อิหร่าน เจอป่วน แล้วฟังคลิป

    https://youtu.be/7rUuq8njgHE?si=GdLudxOGl-f3dvPA
    อิรัก ลิเบีย โดนอะไร ในอดีต คุณผู้อ่านสังเกตได้ คราวนี้อิหร่าน เจอป่วน แล้วฟังคลิป https://youtu.be/7rUuq8njgHE?si=GdLudxOGl-f3dvPA
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • "ไมดินมาร์ท" ค้าปลีกไซซ์เล็ก เจาะพื้นที่ชนบทมาเลเซีย

    ไมดิน โมฮัมหมัด โฮลดิ้ง (MYDIN) ธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในมาเลเซีย เปิดร้านไมดินมาร์ท (MYDIN MART) สาขาล่าสุด ในเมืองปาร์เซมัส รัฐกลันตัน เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ชนบท สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของชุมชน ซึ่งปัจจุบันนิยมซื้อของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันใกล้บ้าน มากกว่าเดินทางเข้าเมือง

    นายอามีร์ อาลี ไมดิน กรรมการผู้จัดการไมดินฯ กล่าวกับ Sinar Harian สื่อมาเลเซีย ว่า การเปิดสาขาไมดินมาร์ท นอกจากทำให้คนในพื้นที่ชนบทเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ผ่านการจ้างงานและกิจกรรมทางธุรกิจอีกด้วย ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ไม่ต้องการเดินทางเข้าเมืองอีกต่อไป ดังนั้นจึงเปิดสาขาเล็กๆ ที่เน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น

    การเปิดสาขาไมดินมาร์ทแต่ละแห่ง ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.5 ล้านริงกิต (ประมาณ 12 ล้านบาท) สามารถสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับคนในท้องถิ่นได้ประมาณ 30 ถึง 35 คน ปัจจุบันไมดินมาร์ทมีสาขา 30 แห่ง จากสาขาไมดินทั้งหมด 72 แห่ง โดยไฮดิน ไฮเปอร์มาร์เก็ต มี 25 แห่ง ซึ่งบริษัทฯ วางแผนที่จะเปิดสาขาไมดินมาร์ทเพิ่มอีก 20 แห่งทั่วประเทศ

    สำหรับไมดิน ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์ค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าในราคาขายส่ง ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1957 โดยนายไมดิน โมฮาเหม็ด จากร้านไม้เล็กๆ บนจาลัน (ถนน) ต็อก ฮาคิม เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย จำหน่ายสินค้าจากประเทศไทยในราคาถูก รวมทั้งจำหน่ายของเล่นอย่างไพ่อะลาดิน ส่งตรงจากร้านของบิดาในเกาะปีนัง ต่อมาในปี ค.ศ.1979 ได้ขยายสาขาไปยังกัวลาตรังกานู รัฐตรังกานู และในปี ค.ศ.1989 ขยับเข้าไปยังเขตแคลงวัลเลย์ เปิดร้านไมดินสาขาแรกที่จาลันมัสยิดอินเดีย กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ที่ผ่านมาไมดินมีร้านค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งไมดินซูเปอร์มาร์เก็ต ไมดินเอ็มโพเรียม (ร้านค้าส่งแบบสแตนด์อะโลน) ไมดินบาร์ซา ร้านสะดวกซื้อไมมาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม แซมส์ โกรเชอรี่ (SAM's Groceria) 2 สาขา ที่ศูนย์การค้านูเซ็นทรัล กัวลาลัมเปอร์ และศูนย์การค้าสเตรทส์ คีย์ บนเกาะปีนัง โดยมีทายาทอย่างนายอามีร์ อาลี ไมดิน สืบทอดกิจการจากบิดาที่ล่วงลับในปี ค.ศ.2016 สำหรับนักท่องเที่ยวจากไทย ส่วนหนึ่งนิยมชอปปิ้งที่ห้างไมดิน ทั้งที่กรุงกัวลาลัมเปอร์และเกาะปีนัง โดยเฉพาะขนมหวานและช็อกโกแลตซึ่งราคาถูกกว่าที่อื่น

    #Newskit
    "ไมดินมาร์ท" ค้าปลีกไซซ์เล็ก เจาะพื้นที่ชนบทมาเลเซีย ไมดิน โมฮัมหมัด โฮลดิ้ง (MYDIN) ธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในมาเลเซีย เปิดร้านไมดินมาร์ท (MYDIN MART) สาขาล่าสุด ในเมืองปาร์เซมัส รัฐกลันตัน เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ชนบท สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของชุมชน ซึ่งปัจจุบันนิยมซื้อของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันใกล้บ้าน มากกว่าเดินทางเข้าเมือง นายอามีร์ อาลี ไมดิน กรรมการผู้จัดการไมดินฯ กล่าวกับ Sinar Harian สื่อมาเลเซีย ว่า การเปิดสาขาไมดินมาร์ท นอกจากทำให้คนในพื้นที่ชนบทเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น ผ่านการจ้างงานและกิจกรรมทางธุรกิจอีกด้วย ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ไม่ต้องการเดินทางเข้าเมืองอีกต่อไป ดังนั้นจึงเปิดสาขาเล็กๆ ที่เน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่น การเปิดสาขาไมดินมาร์ทแต่ละแห่ง ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.5 ล้านริงกิต (ประมาณ 12 ล้านบาท) สามารถสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับคนในท้องถิ่นได้ประมาณ 30 ถึง 35 คน ปัจจุบันไมดินมาร์ทมีสาขา 30 แห่ง จากสาขาไมดินทั้งหมด 72 แห่ง โดยไฮดิน ไฮเปอร์มาร์เก็ต มี 25 แห่ง ซึ่งบริษัทฯ วางแผนที่จะเปิดสาขาไมดินมาร์ทเพิ่มอีก 20 แห่งทั่วประเทศ สำหรับไมดิน ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์ค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าในราคาขายส่ง ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1957 โดยนายไมดิน โมฮาเหม็ด จากร้านไม้เล็กๆ บนจาลัน (ถนน) ต็อก ฮาคิม เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย จำหน่ายสินค้าจากประเทศไทยในราคาถูก รวมทั้งจำหน่ายของเล่นอย่างไพ่อะลาดิน ส่งตรงจากร้านของบิดาในเกาะปีนัง ต่อมาในปี ค.ศ.1979 ได้ขยายสาขาไปยังกัวลาตรังกานู รัฐตรังกานู และในปี ค.ศ.1989 ขยับเข้าไปยังเขตแคลงวัลเลย์ เปิดร้านไมดินสาขาแรกที่จาลันมัสยิดอินเดีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ผ่านมาไมดินมีร้านค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งไมดินซูเปอร์มาร์เก็ต ไมดินเอ็มโพเรียม (ร้านค้าส่งแบบสแตนด์อะโลน) ไมดินบาร์ซา ร้านสะดวกซื้อไมมาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม แซมส์ โกรเชอรี่ (SAM's Groceria) 2 สาขา ที่ศูนย์การค้านูเซ็นทรัล กัวลาลัมเปอร์ และศูนย์การค้าสเตรทส์ คีย์ บนเกาะปีนัง โดยมีทายาทอย่างนายอามีร์ อาลี ไมดิน สืบทอดกิจการจากบิดาที่ล่วงลับในปี ค.ศ.2016 สำหรับนักท่องเที่ยวจากไทย ส่วนหนึ่งนิยมชอปปิ้งที่ห้างไมดิน ทั้งที่กรุงกัวลาลัมเปอร์และเกาะปีนัง โดยเฉพาะขนมหวานและช็อกโกแลตซึ่งราคาถูกกว่าที่อื่น #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • สายตาสั้น หรือสายตายาว สายตาปกติ ก็มีให้เลือกตามขนาดสายตา เลนส์ออกแดดเปลี่ยนสี คุณภาพดีราคาประหยัด อย่ารอนานจัดเลย!!!!

    Linkนี้มีของดี

    https://vt.tiktok.com/ZSHEwc8J57rWH-3qvFk/

    #ลุงช้างหญ่าย #ลุงช้างรีวิวดะ #รีวิวของดีบอกต่อ #แว่นสายตาออโต้เลนส์
    สายตาสั้น หรือสายตายาว สายตาปกติ ก็มีให้เลือกตามขนาดสายตา เลนส์ออกแดดเปลี่ยนสี คุณภาพดีราคาประหยัด อย่ารอนานจัดเลย!!!! Linkนี้มีของดี https://vt.tiktok.com/ZSHEwc8J57rWH-3qvFk/ #ลุงช้างหญ่าย #ลุงช้างรีวิวดะ #รีวิวของดีบอกต่อ #แว่นสายตาออโต้เลนส์
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 17 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • จีน รัสเซียและอิหร่าน เริ่มซ้อมรบร่วมทางทะเลเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ในน่านน้ำแอฟริกาใต้ ในวันเสาร์(10ม.ค.) ในสิ่งที่ประเทศเจ้าภาพให้คำนิยามว่าเป็นปฏิบัติการ BRICS Plus สำหรับรับประกันความปลอดภัยด้านการเดินเรือและกิจกรรมเศรษฐกิจทางทะเล อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS หลายชาติ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000002917

    #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes #SondhiX #สนธิเล่าเรื่อง #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    จีน รัสเซียและอิหร่าน เริ่มซ้อมรบร่วมทางทะเลเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ในน่านน้ำแอฟริกาใต้ ในวันเสาร์(10ม.ค.) ในสิ่งที่ประเทศเจ้าภาพให้คำนิยามว่าเป็นปฏิบัติการ BRICS Plus สำหรับรับประกันความปลอดภัยด้านการเดินเรือและกิจกรรมเศรษฐกิจทางทะเล อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับประเทศสมาชิกกลุ่ม BRICS หลายชาติ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000002917 #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes #SondhiX #สนธิเล่าเรื่อง #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 81 มุมมอง 0 รีวิว
  • SpaceX ได้รับอนุมัติปล่อย “ดาวเทียมรุ่นถัดไป” เพิ่มอีก 15,000 ดวง — ก้าวใหญ่สู่ยุคอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศ

    การอนุมัติครั้งใหม่จาก FCC ทำให้ SpaceX สามารถขยายโครงการ Starlink Gen2 ได้อย่างก้าวกระโดด โดยได้รับสิทธิ์ให้ปล่อยและใช้งานดาวเทียมรุ่นใหม่ได้มากถึง 15,000 ดวง ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนจากเดิมอย่างมหาศาล การอนุมัตินี้ถูกมองว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพราะ Gen2 ถูกออกแบบให้รองรับความเร็วสูงขึ้น ความหน่วงต่ำลง และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนโดยตรง

    ดาวเทียม Gen2 ของ SpaceX มีความสามารถที่โดดเด่น เช่น เพิ่มแบนด์วิดท์ได้มากขึ้นถึง 20 เท่า, ระบบหลบหลีกการชนแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญคือ Direct-to-Cell ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดการสื่อสารยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ Apple เองก็มีแผนจะนำ 5G ผ่านดาวเทียมมาใช้ใน iPhone รุ่นถัดไป

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง SpaceX และ Apple ที่เริ่มใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจาก SpaceX ซื้อคลื่นความถี่จาก EchoStar มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์ และเริ่มทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเพื่อให้สมาร์ตโฟนรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน Globalstar ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของ Apple ก็กำลังเผชิญปัญหาทางธุรกิจ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า Apple อาจหันมาใช้เทคโนโลยีของ Starlink มากขึ้นในอนาคต

    โดยรวมแล้ว การอนุมัติครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มจำนวนดาวเทียม แต่ยังเป็นการปูทางสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ทั้งในด้านการสื่อสาร การกู้ภัย และการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล ซึ่ง SpaceX ยังคงเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    FCC อนุมัติ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Gen2 เพิ่มเป็น 15,000 ดวง
    เพิ่มจำนวนได้อีกประมาณ 7,500 ดวงจากที่มีอยู่
    ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งใหญ่ที่สุดของ Starlink

    ดาวเทียม Gen2 มีความสามารถล้ำสมัย
    แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 20 เท่า
    รองรับ Direct-to-Cell เชื่อมต่อมือถือโดยตรง
    ระบบหลบหลีกการชนอัตโนมัติ

    SpaceX–Apple อาจร่วมมือกันมากขึ้น
    Starlink รองรับคลื่นที่ iPhone ใช้
    Apple เตรียมเพิ่ม 5G ผ่านดาวเทียมในปี 2026

    การแข่งขันด้านดาวเทียมสื่อสารรุนแรงขึ้น
    Globalstar อาจเสียความร่วมมือกับ Apple
    ตลาดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างผู้ให้บริการ

    ความเสี่ยงด้านความแออัดในวงโคจร
    จำนวนดาวเทียมเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มโอกาสการชน
    ต้องพึ่งพาระบบหลบหลีกอัตโนมัติอย่างเข้มงวด

    https://wccftech.com/spacex-just-received-approval-for-15000-next-gen-satellites/
    🛰️🚀 SpaceX ได้รับอนุมัติปล่อย “ดาวเทียมรุ่นถัดไป” เพิ่มอีก 15,000 ดวง — ก้าวใหญ่สู่ยุคอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศ การอนุมัติครั้งใหม่จาก FCC ทำให้ SpaceX สามารถขยายโครงการ Starlink Gen2 ได้อย่างก้าวกระโดด โดยได้รับสิทธิ์ให้ปล่อยและใช้งานดาวเทียมรุ่นใหม่ได้มากถึง 15,000 ดวง ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนจากเดิมอย่างมหาศาล การอนุมัตินี้ถูกมองว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพราะ Gen2 ถูกออกแบบให้รองรับความเร็วสูงขึ้น ความหน่วงต่ำลง และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนโดยตรง ดาวเทียม Gen2 ของ SpaceX มีความสามารถที่โดดเด่น เช่น เพิ่มแบนด์วิดท์ได้มากขึ้นถึง 20 เท่า, ระบบหลบหลีกการชนแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญคือ Direct-to-Cell ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดการสื่อสารยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ Apple เองก็มีแผนจะนำ 5G ผ่านดาวเทียมมาใช้ใน iPhone รุ่นถัดไป อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง SpaceX และ Apple ที่เริ่มใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจาก SpaceX ซื้อคลื่นความถี่จาก EchoStar มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์ และเริ่มทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเพื่อให้สมาร์ตโฟนรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน Globalstar ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของ Apple ก็กำลังเผชิญปัญหาทางธุรกิจ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า Apple อาจหันมาใช้เทคโนโลยีของ Starlink มากขึ้นในอนาคต โดยรวมแล้ว การอนุมัติครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มจำนวนดาวเทียม แต่ยังเป็นการปูทางสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ทั้งในด้านการสื่อสาร การกู้ภัย และการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล ซึ่ง SpaceX ยังคงเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ FCC อนุมัติ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Gen2 เพิ่มเป็น 15,000 ดวง ➡️ เพิ่มจำนวนได้อีกประมาณ 7,500 ดวงจากที่มีอยู่ ➡️ ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งใหญ่ที่สุดของ Starlink ✅ ดาวเทียม Gen2 มีความสามารถล้ำสมัย ➡️ แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 20 เท่า ➡️ รองรับ Direct-to-Cell เชื่อมต่อมือถือโดยตรง ➡️ ระบบหลบหลีกการชนอัตโนมัติ ✅ SpaceX–Apple อาจร่วมมือกันมากขึ้น ➡️ Starlink รองรับคลื่นที่ iPhone ใช้ ➡️ Apple เตรียมเพิ่ม 5G ผ่านดาวเทียมในปี 2026 ‼️ การแข่งขันด้านดาวเทียมสื่อสารรุนแรงขึ้น ⛔ Globalstar อาจเสียความร่วมมือกับ Apple ⛔ ตลาดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างผู้ให้บริการ ‼️ ความเสี่ยงด้านความแออัดในวงโคจร ⛔ จำนวนดาวเทียมเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มโอกาสการชน ⛔ ต้องพึ่งพาระบบหลบหลีกอัตโนมัติอย่างเข้มงวด https://wccftech.com/spacex-just-received-approval-for-15000-next-gen-satellites/
    WCCFTECH.COM
    SpaceX Just Received Approval For 15,000 "Next-Gen Satellites"
    SpaceX can now launch around 7,500 new Gen2 satellites to bring its total second-gen strength to 15,000 units.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 39 มุมมอง 0 รีวิว
  • การ์ดจอ Blackwell ถูกดัดแปลงเป็น “Blower GPU” เพื่อป้อนตลาด AI จีน

    การ์ดจอซีรีส์ Nvidia Blackwell (RTX 50 Series) ซึ่งปกติออกแบบมาสำหรับเกมมิ่ง กำลังถูกนำไปดัดแปลงเป็น รุ่น Blower-style เพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูล AI โดยเฉพาะในจีน ที่มีความต้องการ GPU สูงมากจนเกิดตลาดดัดแปลงแบบ “ใต้ดิน” ขึ้นมา

    การดัดแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะการ์ดจอแบบ Blower สามารถระบายความร้อนได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีการ์ดจำนวนมากวางชิดกัน เช่นใน AI farms หรือ data centers ต่างจากการ์ดเกมมิ่งทั่วไปที่ออกแบบให้ใช้ในเคสพีซีปกติ เมื่อรวมกับความต้องการ GPU ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในจีน ทำให้มีการนำการ์ดเกมมิ่งอย่าง RTX 5090, 5080, 5070 Ti และ 5060 Ti มาปรับแต่งใหม่ให้เหมาะกับงาน AI

    ราคาของการ์ดเหล่านี้สูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก เช่น RTX 5090 Blower ราคาเกือบ 4,156 ดอลลาร์, ส่วนรุ่นรองลงมาก็แพงขึ้นเช่นกัน เพราะถูกมองว่าเป็นสินค้าสำหรับงาน AI ที่ให้ผลตอบแทนสูง ผู้ซื้อจำนวนมากยอมจ่ายแพงเพื่อให้ได้ GPU ที่ใช้งานได้ทันที แม้จะเป็นการดัดแปลงแบบไม่เป็นทางการก็ตาม

    นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่ม VRAM ให้สูงขึ้นในบางรุ่น เช่น 32GB หรือมากกว่านั้น เพื่อรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ ทำให้การ์ดเกมมิ่งที่ควรจะอยู่ในตลาดผู้เล่นเกม กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม AI ไปโดยปริยาย สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด GPU ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่าเกมมิ่งอย่างชัดเจน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การ์ดเกมมิ่งถูกดัดแปลงเป็น Blower GPU
    ใช้การ์ด RTX 5090, 5080, 5070 Ti, 5060 Ti มาทำเป็นรุ่น Blower
    เหมาะกับศูนย์ข้อมูล AI มากกว่าเคสพีซีทั่วไป
    เป็นการดัดแปลงแบบ aftermarket ไม่ใช่ของ Nvidia โดยตรง

    เหตุผลที่ตลาดจีนต้องการสูง
    ความต้องการ GPU สำหรับ AI พุ่งสูง
    การ์ดบางรุ่นถูกควบคุมการส่งออก ทำให้เกิดตลาดใต้ดิน
    Blower-style ช่วยระบายความร้อนในระบบ GPU หนาแน่นได้ดีกว่า

    ผลกระทบต่อตลาด
    ราคาการ์ดดัดแปลงสูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก
    ผู้ใช้เกมมิ่งอาจหาการ์ดบางรุ่นได้ยากขึ้น
    ตลาด GPU ถูกเบียดไปทาง AI มากขึ้นเรื่อยๆ

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    การดัดแปลงไม่ใช่ของทางการ อาจมีปัญหาคุณภาพ
    การเพิ่ม VRAM แบบไม่เป็นทางการอาจทำให้เสถียรภาพลดลง
    การใช้งานผิดประเภทอาจทำให้ประกันหมดสิทธิ์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidias-blackwell-gaming-gpus-go-through-blower-style-transformation-to-fuel-ai-data-centers-rtx-5080-rtx-5070-ti-rtx-5060-ti-blower-gpus-up-for-purchase-in-china
    🚀🌀 การ์ดจอ Blackwell ถูกดัดแปลงเป็น “Blower GPU” เพื่อป้อนตลาด AI จีน การ์ดจอซีรีส์ Nvidia Blackwell (RTX 50 Series) ซึ่งปกติออกแบบมาสำหรับเกมมิ่ง กำลังถูกนำไปดัดแปลงเป็น รุ่น Blower-style เพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูล AI โดยเฉพาะในจีน ที่มีความต้องการ GPU สูงมากจนเกิดตลาดดัดแปลงแบบ “ใต้ดิน” ขึ้นมา การดัดแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะการ์ดจอแบบ Blower สามารถระบายความร้อนได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีการ์ดจำนวนมากวางชิดกัน เช่นใน AI farms หรือ data centers ต่างจากการ์ดเกมมิ่งทั่วไปที่ออกแบบให้ใช้ในเคสพีซีปกติ เมื่อรวมกับความต้องการ GPU ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในจีน ทำให้มีการนำการ์ดเกมมิ่งอย่าง RTX 5090, 5080, 5070 Ti และ 5060 Ti มาปรับแต่งใหม่ให้เหมาะกับงาน AI ราคาของการ์ดเหล่านี้สูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก เช่น RTX 5090 Blower ราคาเกือบ 4,156 ดอลลาร์, ส่วนรุ่นรองลงมาก็แพงขึ้นเช่นกัน เพราะถูกมองว่าเป็นสินค้าสำหรับงาน AI ที่ให้ผลตอบแทนสูง ผู้ซื้อจำนวนมากยอมจ่ายแพงเพื่อให้ได้ GPU ที่ใช้งานได้ทันที แม้จะเป็นการดัดแปลงแบบไม่เป็นทางการก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่ม VRAM ให้สูงขึ้นในบางรุ่น เช่น 32GB หรือมากกว่านั้น เพื่อรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ ทำให้การ์ดเกมมิ่งที่ควรจะอยู่ในตลาดผู้เล่นเกม กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม AI ไปโดยปริยาย สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด GPU ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่าเกมมิ่งอย่างชัดเจน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การ์ดเกมมิ่งถูกดัดแปลงเป็น Blower GPU ➡️ ใช้การ์ด RTX 5090, 5080, 5070 Ti, 5060 Ti มาทำเป็นรุ่น Blower ➡️ เหมาะกับศูนย์ข้อมูล AI มากกว่าเคสพีซีทั่วไป ➡️ เป็นการดัดแปลงแบบ aftermarket ไม่ใช่ของ Nvidia โดยตรง ✅ เหตุผลที่ตลาดจีนต้องการสูง ➡️ ความต้องการ GPU สำหรับ AI พุ่งสูง ➡️ การ์ดบางรุ่นถูกควบคุมการส่งออก ทำให้เกิดตลาดใต้ดิน ➡️ Blower-style ช่วยระบายความร้อนในระบบ GPU หนาแน่นได้ดีกว่า ‼️ ผลกระทบต่อตลาด ⛔ ราคาการ์ดดัดแปลงสูงกว่ารุ่นเกมมิ่งมาก ⛔ ผู้ใช้เกมมิ่งอาจหาการ์ดบางรุ่นได้ยากขึ้น ⛔ ตลาด GPU ถูกเบียดไปทาง AI มากขึ้นเรื่อยๆ ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ การดัดแปลงไม่ใช่ของทางการ อาจมีปัญหาคุณภาพ ⛔ การเพิ่ม VRAM แบบไม่เป็นทางการอาจทำให้เสถียรภาพลดลง ⛔ การใช้งานผิดประเภทอาจทำให้ประกันหมดสิทธิ์ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidias-blackwell-gaming-gpus-go-through-blower-style-transformation-to-fuel-ai-data-centers-rtx-5080-rtx-5070-ti-rtx-5060-ti-blower-gpus-up-for-purchase-in-china
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 40 มุมมอง 0 รีวิว
  • ผู้ดูแลระบบได้สิทธิ์ลบ Microsoft Copilot ออกจาก Windows 11 แล้ว!

    Microsoft ได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถ ถอนการติดตั้ง Microsoft Copilot App ออกจากอุปกรณ์ Windows 11 เวอร์ชัน Pro, Enterprise และ Education ได้แล้ว ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ

    ฟีเจอร์นี้ถูกปล่อยผ่าน Windows Insider Preview Build 26220.7535 (KB5072046) โดยเพิ่มนโยบายใหม่ชื่อ RemoveMicrosoftCopilotApp ที่ช่วยให้ Admin สามารถลบ Copilot เวอร์ชันฟรีที่ติดมากับ Windows 11 ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังคงมี Microsoft 365 Copilot อยู่ในระบบ เพราะเป็นบริการแบบสมัครสมาชิกที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง

    แม้จะฟังดูง่าย แต่การลบ Copilot ไม่ได้ทำได้ทุกเครื่อง เพราะ Microsoft กำหนดเงื่อนไขไว้หลายข้อ เช่น อุปกรณ์ต้องมีทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ติดตั้งอยู่, แอป Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ต้องไม่เปิด Copilot ภายใน 28 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ และยังมีคีย์ลัดที่กดโดนได้ง่าย เช่น Windows + C หรือ Alt + Space

    แม้จะมีข้อจำกัด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณว่า Microsoft เริ่มเปิดทางให้ผู้ใช้และองค์กรควบคุมระบบได้มากขึ้น หลังจากกระแสต่อต้านการยัดเยียดฟีเจอร์ AI ใน Windows 11 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรอาจมองว่านี่คือโอกาสในการจัดการระบบให้เบาลง ปลอดภัยขึ้น และเหมาะกับนโยบายภายในมากกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ดูแลระบบ
    Admin สามารถลบ Microsoft Copilot App ออกจาก Windows 11 ได้
    ใช้ผ่านนโยบาย RemoveMicrosoftCopilotApp ใน Group Policy
    มีผลใน Windows Insider Build 26220.7535

    เงื่อนไขที่อุปกรณ์ต้องมี
    ต้องติดตั้งทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot
    Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง
    แอปต้องไม่ถูกเปิดใช้งานในช่วง 28 วันล่าสุด

    ข้อจำกัดและความท้าทาย
    Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ ทำให้ยากต่อการเข้าเงื่อนไข
    คีย์ลัด Copilot อาจทำให้เปิดแอปโดยไม่ตั้งใจ
    ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สามารถลบได้เอง ต้องให้ Admin จัดการ

    ผลกระทบต่อองค์กรและผู้ใช้
    องค์กรต้องประเมินผลกระทบก่อนลบ Copilot
    ผู้ใช้ที่ต้องการใช้ AI อาจต้องติดตั้งใหม่เอง
    การจัดการระบบอาจซับซ้อนขึ้นหากมีหลายเวอร์ชันของ Copilot

    https://www.tomshardware.com/software/windows/admins-finally-get-the-power-to-uninstall-microsoft-copilot-on-windows-11-pro-enterprise-and-edu-versions-devices-must-meet-specific-conditions-to-allow-the-removal-of-the-ai-app
    🧩💻 ผู้ดูแลระบบได้สิทธิ์ลบ Microsoft Copilot ออกจาก Windows 11 แล้ว! Microsoft ได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ดูแลระบบ (Admins) สามารถ ถอนการติดตั้ง Microsoft Copilot App ออกจากอุปกรณ์ Windows 11 เวอร์ชัน Pro, Enterprise และ Education ได้แล้ว ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ ฟีเจอร์นี้ถูกปล่อยผ่าน Windows Insider Preview Build 26220.7535 (KB5072046) โดยเพิ่มนโยบายใหม่ชื่อ RemoveMicrosoftCopilotApp ที่ช่วยให้ Admin สามารถลบ Copilot เวอร์ชันฟรีที่ติดมากับ Windows 11 ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังคงมี Microsoft 365 Copilot อยู่ในระบบ เพราะเป็นบริการแบบสมัครสมาชิกที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง แม้จะฟังดูง่าย แต่การลบ Copilot ไม่ได้ทำได้ทุกเครื่อง เพราะ Microsoft กำหนดเงื่อนไขไว้หลายข้อ เช่น อุปกรณ์ต้องมีทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ติดตั้งอยู่, แอป Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ต้องไม่เปิด Copilot ภายใน 28 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ และยังมีคีย์ลัดที่กดโดนได้ง่าย เช่น Windows + C หรือ Alt + Space แม้จะมีข้อจำกัด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณว่า Microsoft เริ่มเปิดทางให้ผู้ใช้และองค์กรควบคุมระบบได้มากขึ้น หลังจากกระแสต่อต้านการยัดเยียดฟีเจอร์ AI ใน Windows 11 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรอาจมองว่านี่คือโอกาสในการจัดการระบบให้เบาลง ปลอดภัยขึ้น และเหมาะกับนโยบายภายในมากกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ดูแลระบบ ➡️ Admin สามารถลบ Microsoft Copilot App ออกจาก Windows 11 ได้ ➡️ ใช้ผ่านนโยบาย RemoveMicrosoftCopilotApp ใน Group Policy ➡️ มีผลใน Windows Insider Build 26220.7535 ✅ เงื่อนไขที่อุปกรณ์ต้องมี ➡️ ต้องติดตั้งทั้ง Microsoft 365 Copilot และ Microsoft Copilot ➡️ Copilot ต้องไม่ใช่แอปที่ผู้ใช้ติดตั้งเอง ➡️ แอปต้องไม่ถูกเปิดใช้งานในช่วง 28 วันล่าสุด ‼️ ข้อจำกัดและความท้าทาย ⛔ Copilot เปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ระบบ ทำให้ยากต่อการเข้าเงื่อนไข ⛔ คีย์ลัด Copilot อาจทำให้เปิดแอปโดยไม่ตั้งใจ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่สามารถลบได้เอง ต้องให้ Admin จัดการ ‼️ ผลกระทบต่อองค์กรและผู้ใช้ ⛔ องค์กรต้องประเมินผลกระทบก่อนลบ Copilot ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้ AI อาจต้องติดตั้งใหม่เอง ⛔ การจัดการระบบอาจซับซ้อนขึ้นหากมีหลายเวอร์ชันของ Copilot https://www.tomshardware.com/software/windows/admins-finally-get-the-power-to-uninstall-microsoft-copilot-on-windows-11-pro-enterprise-and-edu-versions-devices-must-meet-specific-conditions-to-allow-the-removal-of-the-ai-app
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • HP มองหาซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน หลังตลาดขาดแคลนหนัก — นักวิเคราะห์ชี้ “ชิปหน่วยความจำคือสินค้าโภคภัณฑ์ เปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่าย”

    ความต้องการหน่วยความจำทั่วโลกกำลังพุ่งสูงจากกระแส AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน DRAM และ NAND อย่างหนัก ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสาม — Samsung, SK hynix และ Micron — ไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทัน ส่งผลให้บริษัทอย่าง HP เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์จากจีน เพื่อป้อนตลาดเอเชียและยุโรปบางส่วน

    นักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP ได้แจ้งกับ Bank of America ว่ากำลัง “คัดเลือกซัพพลายเออร์เพิ่มเติมจากจีน” แม้ยังไม่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์จริง แต่ถือเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะเมื่อชิปหน่วยความจำถูกมองว่าเป็น commodity ที่สามารถสลับผู้ผลิตได้ง่าย ต่างจากชิป AI ที่มีความเฉพาะทางสูง

    ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหน่วยความจำจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังฉวยโอกาสจากตลาดที่ตึงตัว CXMT เปิดตัว DDR5‑8000 และ LPDDR5X‑10667 แม้จะถูกจำกัดการส่งออกจากสหรัฐ และยังเตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต ส่วน YMTC ก็มีแผนเข้าสู่ตลาด DRAM และอาจจับมือ CXMT เพื่อผลิต HBM ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงที่สุดในยุค AI

    แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีจาก Samsung แต่ภาวะขาดแคลนทำให้หลายบริษัทอาจ “ยอมมองข้าม” เพื่อให้สินค้าทันตลาด เพราะผู้ใช้ปลายทางส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าชิปมาจากประเทศใด ตราบใดที่ประสิทธิภาพดีและราคาคุ้มค่า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    HP กำลังคัดเลือกซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน
    เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ

    ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์
    นักวิเคราะห์ชี้ว่าสามารถเปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่ายกว่า AI chips

    ตลาดขาดแคลนเพราะความต้องการ HBM สูงมากจากกระแส AI
    ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เพิ่มกำลังผลิตเพราะเสี่ยงฟองสบู่

    ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังรุกตลาดหนัก
    เปิดตัว DDR5 รุ่นใหม่และเตรียม IPO มูลค่ามหาศาล

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การใช้ชิปจากจีนอาจมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
    โดยเฉพาะข้อจำกัดการส่งออกและแรงกดดันจากสหรัฐ

    ข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีอาจกระทบความเชื่อมั่น
    แม้บริษัทปลายทางอาจจำเป็นต้องซื้อเพราะตลาดตึงตัว

    ตลาดหน่วยความจำมีวัฏจักรขึ้นลงรุนแรง
    การลงทุนเพิ่มอาจเสี่ยงหากความต้องการลดลงในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/hp-reportedly-eyes-chinese-suppliers-for-dram-as-global-shortage-sparks-shake-up-analyst-says-memory-chips-are-commodities-that-can-easily-be-replaced
    🧠💾 HP มองหาซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน หลังตลาดขาดแคลนหนัก — นักวิเคราะห์ชี้ “ชิปหน่วยความจำคือสินค้าโภคภัณฑ์ เปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่าย” ความต้องการหน่วยความจำทั่วโลกกำลังพุ่งสูงจากกระแส AI ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน DRAM และ NAND อย่างหนัก ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสาม — Samsung, SK hynix และ Micron — ไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ทัน ส่งผลให้บริษัทอย่าง HP เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะซัพพลายเออร์จากจีน เพื่อป้อนตลาดเอเชียและยุโรปบางส่วน นักวิเคราะห์ Tae Kim ระบุว่า HP ได้แจ้งกับ Bank of America ว่ากำลัง “คัดเลือกซัพพลายเออร์เพิ่มเติมจากจีน” แม้ยังไม่ยืนยันว่าจะเปลี่ยนซัพพลายเออร์จริง แต่ถือเป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะเมื่อชิปหน่วยความจำถูกมองว่าเป็น commodity ที่สามารถสลับผู้ผลิตได้ง่าย ต่างจากชิป AI ที่มีความเฉพาะทางสูง ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหน่วยความจำจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังฉวยโอกาสจากตลาดที่ตึงตัว CXMT เปิดตัว DDR5‑8000 และ LPDDR5X‑10667 แม้จะถูกจำกัดการส่งออกจากสหรัฐ และยังเตรียม IPO มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังผลิต ส่วน YMTC ก็มีแผนเข้าสู่ตลาด DRAM และอาจจับมือ CXMT เพื่อผลิต HBM ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงที่สุดในยุค AI แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีจาก Samsung แต่ภาวะขาดแคลนทำให้หลายบริษัทอาจ “ยอมมองข้าม” เพื่อให้สินค้าทันตลาด เพราะผู้ใช้ปลายทางส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจว่าชิปมาจากประเทศใด ตราบใดที่ประสิทธิภาพดีและราคาคุ้มค่า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ HP กำลังคัดเลือกซัพพลายเออร์ DRAM จากจีน ➡️ เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ ✅ ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ➡️ นักวิเคราะห์ชี้ว่าสามารถเปลี่ยนผู้ผลิตได้ง่ายกว่า AI chips ✅ ตลาดขาดแคลนเพราะความต้องการ HBM สูงมากจากกระแส AI ➡️ ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เพิ่มกำลังผลิตเพราะเสี่ยงฟองสบู่ ✅ ผู้ผลิตจีนอย่าง CXMT และ YMTC กำลังรุกตลาดหนัก ➡️ เปิดตัว DDR5 รุ่นใหม่และเตรียม IPO มูลค่ามหาศาล คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การใช้ชิปจากจีนอาจมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ⛔ โดยเฉพาะข้อจำกัดการส่งออกและแรงกดดันจากสหรัฐ ‼️ ข้อกล่าวหาเรื่องการลอกเทคโนโลยีอาจกระทบความเชื่อมั่น ⛔ แม้บริษัทปลายทางอาจจำเป็นต้องซื้อเพราะตลาดตึงตัว ‼️ ตลาดหน่วยความจำมีวัฏจักรขึ้นลงรุนแรง ⛔ การลงทุนเพิ่มอาจเสี่ยงหากความต้องการลดลงในอนาคต https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/hp-reportedly-eyes-chinese-suppliers-for-dram-as-global-shortage-sparks-shake-up-analyst-says-memory-chips-are-commodities-that-can-easily-be-replaced
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 41 มุมมอง 0 รีวิว
  • Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A — CEO ยืนยัน “มีลูกค้าภายนอกแล้ว” และพร้อมเร่งพัฒนาเพื่อแซงคู่แข่ง

    Intel ใช้เวที CES 2026 ไม่เพียงเปิดตัว Panther Lake แต่ยังส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ Foundry ด้วยการประกาศว่า บริษัทกำลัง “เดินหน้าเต็มกำลัง” กับกระบวนการผลิต 14A (1.4nm-class) ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับคำพูดเมื่อกลางปีที่ระบุว่าอาจ “หยุดหรือยกเลิก” หากไม่ได้ลูกค้าภายนอก แต่ตอนนี้ CEO Lip‑Bu Tan ยืนยันว่า 14A มี “โมเมนตัมที่ดีมาก” และมีลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายแล้ว

    กระบวนการผลิต 14A จะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 โดย Intel เตรียมปล่อย PDK รุ่นแรกให้ลูกค้าภายนอกภายในปีนี้ จุดเด่นของ 14A คือการต่อยอดจาก 18A ด้วย RibbonFET รุ่นที่ 2, ระบบจ่ายไฟแบบ PowerDirect BSPDN รุ่นใหม่, และ Turbo Cells ที่ช่วยเพิ่มความเร็วโดยไม่เพิ่มพื้นที่หรือพลังงานมากนัก ทำให้ 14A เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ Intel หวังใช้กลับมาท้าชน TSMC และ Samsung ในตลาด Foundry ระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม Intel ยังมีความท้าทายสำคัญ เพราะ แผนลงทุนปัจจุบันไม่ได้รวมกำลังการผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก หมายความว่าหากมีบริษัทใหญ่ เช่น Apple, Nvidia, AMD หรือ Qualcomm ต้องการใช้ 14A จริง Intel จะต้องลงทุนเพิ่มทันที ซึ่งอาจทำให้จุดคุ้มทุนของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริหารเชื่อว่านักลงทุน “ยอมรับได้” หากเป็นสัญญาณว่าบริษัทสามารถดึงลูกค้าภายนอกได้จริง

    การแข่งขันในตลาด Foundry กำลังดุเดือด เพราะ TSMC และ Samsung มักสร้างกำลังการผลิตล่วงหน้าพร้อมลูกค้าหลักหลายราย ขณะที่ Intel ต้องสร้างกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในก่อน ทำให้การดึงลูกค้าภายนอกต้องอาศัยความมั่นใจสูงมาก ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของโรงงาน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A
    CEO ยืนยันว่ามีลูกค้าภายนอกมากกว่าหนึ่งรายแล้ว

    14A จะพร้อมผลิตจริงในปี 2027
    PDK สำหรับลูกค้าภายนอกจะออกภายในปีนี้

    เทคโนโลยีใหม่: RibbonFET Gen 2, PowerDirect BSPDN, Turbo Cells
    เพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาด้านพลังงาน

    Intel ต้องการลูกค้าภายนอกเพื่อคุ้มทุนการพัฒนา 14A
    แต่แผนลงทุนปัจจุบันยังไม่รวมกำลังผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก

    18A ยังมีลูกค้าภายนอกน้อยมาก
    ทำให้ 14A เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ Intel Foundry

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    Intel อาจต้องลงทุนเพิ่มอย่างมากหากได้ลูกค้ารายใหญ่
    อาจทำให้กำไรของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป

    การแข่งขันกับ TSMC และ Samsung ยังหนักมาก
    ทั้งสองบริษัทมีโมเดลการสร้างกำลังผลิตที่มั่นคงกว่า

    ความสำเร็จของ 14A ขึ้นอยู่กับการดึงลูกค้าภายนอกให้ได้จริง
    หากไม่สำเร็จ Intel อาจเสียโอกาสในตลาดระดับสูงอีกครั้ง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/intel-is-going-big-time-into-14a-says-ceo-lip-bu-tan-serve-the-customer-well-remark-hints-at-external-client
    🏭⚡ Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A — CEO ยืนยัน “มีลูกค้าภายนอกแล้ว” และพร้อมเร่งพัฒนาเพื่อแซงคู่แข่ง Intel ใช้เวที CES 2026 ไม่เพียงเปิดตัว Panther Lake แต่ยังส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจ Foundry ด้วยการประกาศว่า บริษัทกำลัง “เดินหน้าเต็มกำลัง” กับกระบวนการผลิต 14A (1.4nm-class) ซึ่งเป็นท่าทีที่สวนทางกับคำพูดเมื่อกลางปีที่ระบุว่าอาจ “หยุดหรือยกเลิก” หากไม่ได้ลูกค้าภายนอก แต่ตอนนี้ CEO Lip‑Bu Tan ยืนยันว่า 14A มี “โมเมนตัมที่ดีมาก” และมีลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายแล้ว กระบวนการผลิต 14A จะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 โดย Intel เตรียมปล่อย PDK รุ่นแรกให้ลูกค้าภายนอกภายในปีนี้ จุดเด่นของ 14A คือการต่อยอดจาก 18A ด้วย RibbonFET รุ่นที่ 2, ระบบจ่ายไฟแบบ PowerDirect BSPDN รุ่นใหม่, และ Turbo Cells ที่ช่วยเพิ่มความเร็วโดยไม่เพิ่มพื้นที่หรือพลังงานมากนัก ทำให้ 14A เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ Intel หวังใช้กลับมาท้าชน TSMC และ Samsung ในตลาด Foundry ระดับสูง อย่างไรก็ตาม Intel ยังมีความท้าทายสำคัญ เพราะ แผนลงทุนปัจจุบันไม่ได้รวมกำลังการผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก หมายความว่าหากมีบริษัทใหญ่ เช่น Apple, Nvidia, AMD หรือ Qualcomm ต้องการใช้ 14A จริง Intel จะต้องลงทุนเพิ่มทันที ซึ่งอาจทำให้จุดคุ้มทุนของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริหารเชื่อว่านักลงทุน “ยอมรับได้” หากเป็นสัญญาณว่าบริษัทสามารถดึงลูกค้าภายนอกได้จริง การแข่งขันในตลาด Foundry กำลังดุเดือด เพราะ TSMC และ Samsung มักสร้างกำลังการผลิตล่วงหน้าพร้อมลูกค้าหลักหลายราย ขณะที่ Intel ต้องสร้างกำลังผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในก่อน ทำให้การดึงลูกค้าภายนอกต้องอาศัยความมั่นใจสูงมาก ทั้งในด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของโรงงาน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Intel เดินหน้าเต็มกำลังกับกระบวนการผลิต 14A ➡️ CEO ยืนยันว่ามีลูกค้าภายนอกมากกว่าหนึ่งรายแล้ว ✅ 14A จะพร้อมผลิตจริงในปี 2027 ➡️ PDK สำหรับลูกค้าภายนอกจะออกภายในปีนี้ ✅ เทคโนโลยีใหม่: RibbonFET Gen 2, PowerDirect BSPDN, Turbo Cells ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาด้านพลังงาน ✅ Intel ต้องการลูกค้าภายนอกเพื่อคุ้มทุนการพัฒนา 14A ➡️ แต่แผนลงทุนปัจจุบันยังไม่รวมกำลังผลิตสำหรับลูกค้าภายนอก ✅ 18A ยังมีลูกค้าภายนอกน้อยมาก ➡️ ทำให้ 14A เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ Intel Foundry คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ Intel อาจต้องลงทุนเพิ่มอย่างมากหากได้ลูกค้ารายใหญ่ ⛔ อาจทำให้กำไรของธุรกิจ Foundry ถูกเลื่อนออกไป ‼️ การแข่งขันกับ TSMC และ Samsung ยังหนักมาก ⛔ ทั้งสองบริษัทมีโมเดลการสร้างกำลังผลิตที่มั่นคงกว่า ‼️ ความสำเร็จของ 14A ขึ้นอยู่กับการดึงลูกค้าภายนอกให้ได้จริง ⛔ หากไม่สำเร็จ Intel อาจเสียโอกาสในตลาดระดับสูงอีกครั้ง https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/intel-is-going-big-time-into-14a-says-ceo-lip-bu-tan-serve-the-customer-well-remark-hints-at-external-client
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 52 มุมมอง 0 รีวิว
  • ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า

    ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้

    เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่
    ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo

    แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB

    ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

    นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5
    เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS

    ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า
    ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น

    เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo
    X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A

    แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่
    AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่

    Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง
    Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต
    ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต

    การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน
    ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน

    ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows
    โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า

    https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    🧩⚡ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้ เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่ 💠 ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 ➡️ เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ✅ ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า ➡️ ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น ✅ เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo ➡️ X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A ✅ แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่ ➡️ AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่ ✅ Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง ➡️ Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต ⛔ ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต ‼️ การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน ‼️ ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows ⛔ โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 รีวิว
  • ฮีตเตอร์ทำน้ำร้อนที่ “ขุดบิตคอยน์ได้” — อุปกรณ์ราคา $2,000 ที่บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปี

    บริษัท Superheat เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ชื่อ Superheat H1 ที่งาน CES 2026 โดยชูจุดขายว่าเป็น “เครื่องทำน้ำร้อนที่จ่ายเงินคืนให้คุณ” เพราะมันใช้ ความร้อนจากการขุด Bitcoin มาอุ่นน้ำแทนการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม แนวคิดคือแทนที่จะปล่อยความร้อนจากเครื่องขุดให้สูญเปล่า ก็จับมาใช้ประโยชน์ในบ้านแทน ทำให้ค่าไฟที่ใช้ขุดถูกชดเชยด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำร้อนไปพร้อมกัน

    Superheat เคลมว่า H1 สามารถสร้างรายได้จากการขุดได้ประมาณ $1,000 ต่อปี และช่วยลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% หากตัวเลขนี้เป็นจริง ผู้ใช้จะคืนทุนภายในประมาณ 2 ปี และอุปกรณ์มีอายุการใช้งานราว 10 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทยังอ้างว่าหากนำไปใช้ในอพาร์ตเมนต์ 700 ห้อง อาจสร้างรายได้รวมถึง $980,000 ต่อปี จากการขุด Bitcoin

    แนวคิดนี้เกิดจากปัญหาค่าใช้จ่ายด้านความร้อนในศูนย์ข้อมูลและเหมืองคริปโตที่สูงมาก โดยเฉพาะค่า “ระบายความร้อน” ซึ่งเป็นต้นทุนอันดับสองรองจากค่าไฟฟ้า การนำความร้อนเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นแนวทางที่หลายบริษัทเริ่มสนใจ และ Superheat ก็พยายามนำไอเดียนี้มาสู่ระดับครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขุดยังขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนสูง ปัจจุบัน BTC อยู่ราว $91,000 หลังจากเคยขึ้นไปแตะ $125,000 ในปีที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้อาจแกว่งในช่วง $75,000–$225,000 ซึ่งหมายความว่ารายได้จริงอาจมากหรือน้อยกว่าที่บริษัทคาดไว้มาก นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องคอยตามข่าวราคาและแนวโน้มตลาดอยู่เสมอ เพราะรายได้จากการขุดไม่แน่นอนเลยแม้แต่น้อย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Superheat H1 คือเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ความร้อนจากการขุด Bitcoin
    ใช้ ASIC ภายในแทนฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม

    ราคาเครื่องอยู่ที่ $2,000
    บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปีจากรายได้ขุดและการลดค่าไฟ

    สร้างรายได้ประมาณ $1,000 ต่อปีจากการขุด
    พร้อมลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80%

    อายุการใช้งานประมาณ 10 ปี
    ใกล้เคียงเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป

    บริษัทอ้างว่าสามารถขยายสเกลไปยังอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมได้
    700 ห้องอาจสร้างรายได้รวมเกือบ $1M ต่อปี

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    รายได้จากการขุดขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนมาก
    อาจทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก

    ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้ไม่คุ้มทุน
    โดยเฉพาะประเทศที่ค่าไฟสูง

    อุปกรณ์มีชิ้นส่วน ASIC ที่อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป
    ต้องพิจารณาค่าเปลี่ยนอะไหล่

    การขุดคริปโตอาจมีข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดในบางประเทศ
    ผู้ใช้ต้องตรวจสอบก่อนติดตั้ง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/bitcoin-mining-water-heater-firm-says-its-usd2-000-product-can-rake-back-usd1-000-a-year-in-btc-and-claims-it-can-offset-up-to-80-percent-of-electricity-and-water-costs
    🔥💰 ฮีตเตอร์ทำน้ำร้อนที่ “ขุดบิตคอยน์ได้” — อุปกรณ์ราคา $2,000 ที่บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปี บริษัท Superheat เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ชื่อ Superheat H1 ที่งาน CES 2026 โดยชูจุดขายว่าเป็น “เครื่องทำน้ำร้อนที่จ่ายเงินคืนให้คุณ” เพราะมันใช้ ความร้อนจากการขุด Bitcoin มาอุ่นน้ำแทนการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม แนวคิดคือแทนที่จะปล่อยความร้อนจากเครื่องขุดให้สูญเปล่า ก็จับมาใช้ประโยชน์ในบ้านแทน ทำให้ค่าไฟที่ใช้ขุดถูกชดเชยด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำร้อนไปพร้อมกัน Superheat เคลมว่า H1 สามารถสร้างรายได้จากการขุดได้ประมาณ $1,000 ต่อปี และช่วยลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% หากตัวเลขนี้เป็นจริง ผู้ใช้จะคืนทุนภายในประมาณ 2 ปี และอุปกรณ์มีอายุการใช้งานราว 10 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทยังอ้างว่าหากนำไปใช้ในอพาร์ตเมนต์ 700 ห้อง อาจสร้างรายได้รวมถึง $980,000 ต่อปี จากการขุด Bitcoin แนวคิดนี้เกิดจากปัญหาค่าใช้จ่ายด้านความร้อนในศูนย์ข้อมูลและเหมืองคริปโตที่สูงมาก โดยเฉพาะค่า “ระบายความร้อน” ซึ่งเป็นต้นทุนอันดับสองรองจากค่าไฟฟ้า การนำความร้อนเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นแนวทางที่หลายบริษัทเริ่มสนใจ และ Superheat ก็พยายามนำไอเดียนี้มาสู่ระดับครัวเรือน อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขุดยังขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนสูง ปัจจุบัน BTC อยู่ราว $91,000 หลังจากเคยขึ้นไปแตะ $125,000 ในปีที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้อาจแกว่งในช่วง $75,000–$225,000 ซึ่งหมายความว่ารายได้จริงอาจมากหรือน้อยกว่าที่บริษัทคาดไว้มาก นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องคอยตามข่าวราคาและแนวโน้มตลาดอยู่เสมอ เพราะรายได้จากการขุดไม่แน่นอนเลยแม้แต่น้อย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Superheat H1 คือเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ความร้อนจากการขุด Bitcoin ➡️ ใช้ ASIC ภายในแทนฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม ✅ ราคาเครื่องอยู่ที่ $2,000 ➡️ บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปีจากรายได้ขุดและการลดค่าไฟ ✅ สร้างรายได้ประมาณ $1,000 ต่อปีจากการขุด ➡️ พร้อมลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% ✅ อายุการใช้งานประมาณ 10 ปี ➡️ ใกล้เคียงเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป ✅ บริษัทอ้างว่าสามารถขยายสเกลไปยังอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมได้ ➡️ 700 ห้องอาจสร้างรายได้รวมเกือบ $1M ต่อปี คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ รายได้จากการขุดขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนมาก ⛔ อาจทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ‼️ ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้ไม่คุ้มทุน ⛔ โดยเฉพาะประเทศที่ค่าไฟสูง ‼️ อุปกรณ์มีชิ้นส่วน ASIC ที่อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป ⛔ ต้องพิจารณาค่าเปลี่ยนอะไหล่ ‼️ การขุดคริปโตอาจมีข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดในบางประเทศ ⛔ ผู้ใช้ต้องตรวจสอบก่อนติดตั้ง https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/bitcoin-mining-water-heater-firm-says-its-usd2-000-product-can-rake-back-usd1-000-a-year-in-btc-and-claims-it-can-offset-up-to-80-percent-of-electricity-and-water-costs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 43 มุมมอง 0 รีวิว
  • Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

    Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน

    บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง

    เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ”

    ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber
    จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล

    Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown
    ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก

    Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก
    GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ

    ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล
    Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown

    Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์
    ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน
    เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown

    ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย
    โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน

    ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม
    เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร

    https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    📝🌍 Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ” ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber ➡️ จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล ✅ Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ➡️ ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก ✅ Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก ➡️ GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ ✅ ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล ➡️ Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown ✅ Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์ ➡️ ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน ⛔ เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown ‼️ ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย ⛔ โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน ‼️ ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม ⛔ เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    WWW.ANILDASH.COM
    How Markdown took over the world - Anil Dash
    A blog about making culture. Since 1999.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 50 มุมมอง 0 รีวิว
  • งานวิจัยใหม่ชี้ “การออกกำลังกาย” ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้พอ ๆ กับการทำจิตบำบัด

    งานวิจัยขนาดใหญ่จาก Cochrane พบหลักฐานที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การออกกำลังกายสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ในระดับใกล้เคียงกับการทำจิตบำบัด และอาจให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี แม้หลักฐานด้านการเปรียบเทียบกับยาอาจยังไม่แน่นหนาเท่า แต่ผลลัพธ์โดยรวมชี้ชัดว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็น “เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย” สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า

    งานทบทวนนี้รวบรวมข้อมูลจาก 73 งานวิจัยแบบสุ่มควบคุม (RCT) รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน พบว่าการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางที่ทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ให้ผลดีที่สุดในการลดอาการซึมเศร้า โดยไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดโดดเด่นเหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้แต่การฝึกแรงต้าน (resistance training) ก็ให้ผลดีไม่แพ้การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

    ผลข้างเคียงจากการออกกำลังกายพบได้น้อยมาก เช่น อาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาต้านซึมเศร้าพบผลข้างเคียงตามปกติ เช่น อ่อนเพลียหรือปัญหาทางเดินอาหาร งานวิจัยยังชี้ว่าการออกกำลังกาย “เหมาะกับบางคนมากกว่าบางคน” และความสำเร็จขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ต่อเนื่องจริงในชีวิตประจำวัน

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าหลายงานวิจัยมีขนาดตัวอย่างเล็ก และยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับผลลัพธ์ระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อระบุว่า “รูปแบบการออกกำลังกายแบบใดเหมาะกับใคร” และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนหลังหยุดโปรแกรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การออกกำลังกายลดอาการซึมเศร้าได้ใกล้เคียงจิตบำบัด
    พบจากการวิเคราะห์งานวิจัย 73 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน

    ให้ผลใกล้เคียงยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี
    แต่หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางได้ผลดีที่สุด
    โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง

    ผลข้างเคียงน้อยมากเมื่อเทียบกับยา
    ส่วนใหญ่เป็นอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ

    ไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดเหนือกว่าอย่างชัดเจน
    แต่การผสมผสานหลายรูปแบบและ resistance training อาจให้ผลดีกว่าแอโรบิกอย่างเดียว

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ข้อมูลระยะยาวยังไม่ชัดเจน
    งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามผลหลังจบโปรแกรม

    งานวิจัยจำนวนมากมีขนาดตัวอย่างเล็ก
    ทำให้ข้อสรุปบางส่วนยังไม่แข็งแรงพอ

    การออกกำลังกายไม่ได้เหมาะกับทุกคน
    ต้องเลือกกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้จริงและต่อเนื่อง

    https://www.sciencedaily.com/releases/2026/01/260107225516.htm
    🧠🏃 งานวิจัยใหม่ชี้ “การออกกำลังกาย” ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้พอ ๆ กับการทำจิตบำบัด งานวิจัยขนาดใหญ่จาก Cochrane พบหลักฐานที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การออกกำลังกายสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ในระดับใกล้เคียงกับการทำจิตบำบัด และอาจให้ผลใกล้เคียงกับยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี แม้หลักฐานด้านการเปรียบเทียบกับยาอาจยังไม่แน่นหนาเท่า แต่ผลลัพธ์โดยรวมชี้ชัดว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็น “เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย” สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า งานทบทวนนี้รวบรวมข้อมูลจาก 73 งานวิจัยแบบสุ่มควบคุม (RCT) รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน พบว่าการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางที่ทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ให้ผลดีที่สุดในการลดอาการซึมเศร้า โดยไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดโดดเด่นเหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้แต่การฝึกแรงต้าน (resistance training) ก็ให้ผลดีไม่แพ้การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ผลข้างเคียงจากการออกกำลังกายพบได้น้อยมาก เช่น อาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาต้านซึมเศร้าพบผลข้างเคียงตามปกติ เช่น อ่อนเพลียหรือปัญหาทางเดินอาหาร งานวิจัยยังชี้ว่าการออกกำลังกาย “เหมาะกับบางคนมากกว่าบางคน” และความสำเร็จขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ต่อเนื่องจริงในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าหลายงานวิจัยมีขนาดตัวอย่างเล็ก และยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับผลลัพธ์ระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีงานวิจัยคุณภาพสูงเพิ่มเติมเพื่อระบุว่า “รูปแบบการออกกำลังกายแบบใดเหมาะกับใคร” และผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนหลังหยุดโปรแกรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การออกกำลังกายลดอาการซึมเศร้าได้ใกล้เคียงจิตบำบัด ➡️ พบจากการวิเคราะห์งานวิจัย 73 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วมเกือบ 5,000 คน ✅ ให้ผลใกล้เคียงยาต้านซึมเศร้าในบางกรณี ➡️ แต่หลักฐานยังมีความไม่แน่นอนสูง ✅ ออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลางได้ผลดีที่สุด ➡️ โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่อง 13–36 ครั้ง ✅ ผลข้างเคียงน้อยมากเมื่อเทียบกับยา ➡️ ส่วนใหญ่เป็นอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ✅ ไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายใดเหนือกว่าอย่างชัดเจน ➡️ แต่การผสมผสานหลายรูปแบบและ resistance training อาจให้ผลดีกว่าแอโรบิกอย่างเดียว คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ข้อมูลระยะยาวยังไม่ชัดเจน ⛔ งานวิจัยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามผลหลังจบโปรแกรม ‼️ งานวิจัยจำนวนมากมีขนาดตัวอย่างเล็ก ⛔ ทำให้ข้อสรุปบางส่วนยังไม่แข็งแรงพอ ‼️ การออกกำลังกายไม่ได้เหมาะกับทุกคน ⛔ ต้องเลือกกิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้จริงและต่อเนื่อง https://www.sciencedaily.com/releases/2026/01/260107225516.htm
    WWW.SCIENCEDAILY.COM
    Scientists find exercise rivals therapy for depression
    A large review of studies suggests that exercise can ease depression about as effectively as psychological therapy. Compared with antidepressants, exercise showed similar benefits, though the evidence was less certain. Researchers found that light to moderate activity over multiple sessions worked best, with few side effects. While it’s not a cure-all, exercise may be a powerful and accessible tool for many people.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 30 มุมมอง 0 รีวิว
  • Debian 13.3 “Trixie” อัปเดตใหญ่ แก้บั๊ก 108 จุด อุดช่องโหว่ความปลอดภัย 37 รายการ

    Debian 13.3 “Trixie” เป็นอัปเดตแบบ point release ล่าสุดของ Debian 13 ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบ โดยทีมพัฒนาได้รวมแพตช์แก้ไขบั๊กกว่า 108 รายการ และอัปเดตด้านความปลอดภัยอีก 37 รายการ เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าระบบมีความเสถียรและปลอดภัยมากขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนเวอร์ชันหลักของระบบปฏิบัติการ

    อัปเดตครั้งนี้ครอบคลุมแพ็กเกจสำคัญจำนวนมาก เช่น systemd, Linux kernel, GNOME, KDE Plasma, Firefox ESR และไลบรารีต่าง ๆ ที่เป็นหัวใจของระบบ ทำให้ผู้ใช้ทั้งเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์ได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความเสถียรระดับองค์กรตามสไตล์ Debian Stable

    นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เช่น ปัญหาการแสดงผล UI, บั๊กของไดรเวอร์บางรุ่น, ปัญหาการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ใหม่ รวมถึงการอุดช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงระดับสูงในแพ็กเกจยอดนิยมหลายตัว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบที่ใช้งานระยะยาว

    ผู้ใช้ Debian 13 สามารถอัปเดตได้ทันทีผ่านคำสั่ง apt โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ และยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องตามรอบอัปเดตของ Debian Stable ที่เน้นความมั่นคงและความน่าเชื่อถือเป็นหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Debian 13.3 “Trixie” ออกอัปเดตใหม่
    เป็น point release สำหรับ Debian 13 Stable

    แก้บั๊กจำนวนมาก
    รวมทั้งหมดกว่า 108 รายการ

    อัปเดตความปลอดภัย
    มีการอุดช่องโหว่ 37 รายการ

    อัปเดตแพ็กเกจสำคัญ
    เช่น systemd, kernel, GNOME, KDE, Firefox ESR

    ผู้ใช้สามารถอัปเดตผ่าน apt ได้ทันที
    ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    อัปเดตอาจกระทบแพ็กเกจที่ปรับแต่งเอง
    ผู้ใช้ที่คอมไพล์แพ็กเกจเองควรตรวจสอบ compatibility

    ระบบที่ใช้ kernel รุ่นเก่าอาจต้องรีบูต
    เพื่อให้แพตช์ความปลอดภัยทำงานสมบูรณ์

    บางแพ็กเกจอาจมีการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย
    ควรตรวจ changelog หากใช้ในงาน production

    https://9to5linux.com/debian-13-3-trixie-released-with-108-bug-fixes-and-37-security-updates
    🐧 Debian 13.3 “Trixie” อัปเดตใหญ่ แก้บั๊ก 108 จุด อุดช่องโหว่ความปลอดภัย 37 รายการ Debian 13.3 “Trixie” เป็นอัปเดตแบบ point release ล่าสุดของ Debian 13 ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบ โดยทีมพัฒนาได้รวมแพตช์แก้ไขบั๊กกว่า 108 รายการ และอัปเดตด้านความปลอดภัยอีก 37 รายการ เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าระบบมีความเสถียรและปลอดภัยมากขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนเวอร์ชันหลักของระบบปฏิบัติการ อัปเดตครั้งนี้ครอบคลุมแพ็กเกจสำคัญจำนวนมาก เช่น systemd, Linux kernel, GNOME, KDE Plasma, Firefox ESR และไลบรารีต่าง ๆ ที่เป็นหัวใจของระบบ ทำให้ผู้ใช้ทั้งเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์ได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความเสถียรระดับองค์กรตามสไตล์ Debian Stable นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เช่น ปัญหาการแสดงผล UI, บั๊กของไดรเวอร์บางรุ่น, ปัญหาการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ใหม่ รวมถึงการอุดช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงระดับสูงในแพ็กเกจยอดนิยมหลายตัว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบที่ใช้งานระยะยาว ผู้ใช้ Debian 13 สามารถอัปเดตได้ทันทีผ่านคำสั่ง apt โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ และยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องตามรอบอัปเดตของ Debian Stable ที่เน้นความมั่นคงและความน่าเชื่อถือเป็นหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Debian 13.3 “Trixie” ออกอัปเดตใหม่ ➡️ เป็น point release สำหรับ Debian 13 Stable ✅ แก้บั๊กจำนวนมาก ➡️ รวมทั้งหมดกว่า 108 รายการ ✅ อัปเดตความปลอดภัย ➡️ มีการอุดช่องโหว่ 37 รายการ ✅ อัปเดตแพ็กเกจสำคัญ ➡️ เช่น systemd, kernel, GNOME, KDE, Firefox ESR ✅ ผู้ใช้สามารถอัปเดตผ่าน apt ได้ทันที ➡️ ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ อัปเดตอาจกระทบแพ็กเกจที่ปรับแต่งเอง ⛔ ผู้ใช้ที่คอมไพล์แพ็กเกจเองควรตรวจสอบ compatibility ‼️ ระบบที่ใช้ kernel รุ่นเก่าอาจต้องรีบูต ⛔ เพื่อให้แพตช์ความปลอดภัยทำงานสมบูรณ์ ‼️ บางแพ็กเกจอาจมีการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย ⛔ ควรตรวจ changelog หากใช้ในงาน production https://9to5linux.com/debian-13-3-trixie-released-with-108-bug-fixes-and-37-security-updates
    9TO5LINUX.COM
    Debian 13.3 "Trixie" Released with 108 Bug Fixes and 37 Security Updates - 9to5Linux
    Debian 13.3 is now available for download as a new point release to Debian 13 “Trixie” with 108 bug fixes and 37 security updates.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 28 มุมมอง 0 รีวิว
  • The financial reports of a power company : Part 4
    Date : 11 January 2026

    ## 7. Debt structure, interest expense and loan covenants

    - A company ’s long‑term borrowings and debentures are restructured or refinanced during 2022–2024, but the average effective interest expense does not rise in line with market rate increases, especially in 2023–2024.
    - Disclosures of loan covenants and key financial ratios required by lenders are limited, which obscures the extent of covenant pressure and the potential incentives to manage reported numbers.

    **Audit concerns**

    - Whether interest expense is fully recognised in accordance with the effective interest method, including amortisation of premiums, discounts and transaction costs.
    - Whether any accounting choices (e.g. capitalisation of borrowing costs, classification of leases) are influenced by a need to avoid covenant breaches.

    ***

    ## 8. Employee benefit obligations and actuarial assumptions

    - Defined benefit obligations and other long‑term employee benefit liabilities show relatively limited volatility across 2022–2024, even though discount rates and inflation expectations change materially with the interest‑rate cycle.
    - This stability may indicate the use of actuarial assumptions that dampen the impact of market movements on reported obligations and OCI.

    **Audit concerns**

    - Whether actuarial assumptions (discount rate, salary growth, mortality, staff turnover) are consistent with market benchmarks and internal HR data.
    - Whether sensitivity analyses and disclosures provide sufficient transparency regarding the potential impact on equity and profit if assumptions were more conservative.

    To be continued—————————————————————————————————————————————————-
    #FinancialAudit #PowerCompany #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    The financial reports of a power company : Part 4 Date : 11 January 2026 ## 7. Debt structure, interest expense and loan covenants - A company ’s long‑term borrowings and debentures are restructured or refinanced during 2022–2024, but the average effective interest expense does not rise in line with market rate increases, especially in 2023–2024. - Disclosures of loan covenants and key financial ratios required by lenders are limited, which obscures the extent of covenant pressure and the potential incentives to manage reported numbers. **Audit concerns** - Whether interest expense is fully recognised in accordance with the effective interest method, including amortisation of premiums, discounts and transaction costs. - Whether any accounting choices (e.g. capitalisation of borrowing costs, classification of leases) are influenced by a need to avoid covenant breaches. *** ## 8. Employee benefit obligations and actuarial assumptions - Defined benefit obligations and other long‑term employee benefit liabilities show relatively limited volatility across 2022–2024, even though discount rates and inflation expectations change materially with the interest‑rate cycle. - This stability may indicate the use of actuarial assumptions that dampen the impact of market movements on reported obligations and OCI. **Audit concerns** - Whether actuarial assumptions (discount rate, salary growth, mortality, staff turnover) are consistent with market benchmarks and internal HR data. - Whether sensitivity analyses and disclosures provide sufficient transparency regarding the potential impact on equity and profit if assumptions were more conservative. To be continued—————————————————————————————————————————————————- #FinancialAudit #PowerCompany #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 46 มุมมอง 0 รีวิว
  • EP 174
    ยังคงเฝ้าติดตาม MASTER ย่อตัวลงมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
    BY.
    EP 174 ยังคงเฝ้าติดตาม MASTER ย่อตัวลงมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว BY.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • เช้าวันนี้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานครปรับตัวสูงขึ้น ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 37.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินค่ามาตรฐาน และเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน ส่งผลให้หลายพื้นที่ขยับเข้าสู่ระดับสีส้ม
    .
    ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครระบุว่า หลายเขตมีค่าฝุ่นเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพเหนือ กรุงเทพตะวันออก และกรุงธนใต้ ขณะที่แนวโน้มในช่วงนี้อากาศปิด ทำให้ฝุ่นสะสมต่อเนื่องราว 4 วัน
    .
    กรุงเทพมหานครแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากป้องกัน PM2.5 เมื่อต้องออกนอกอาคาร ลดกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002889
    .
    #News1live #News1 #PM25 #ฝุ่นกรุงเทพ #อากาศปิด #สุขภาพ
    เช้าวันนี้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานครปรับตัวสูงขึ้น ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 37.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินค่ามาตรฐาน และเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน ส่งผลให้หลายพื้นที่ขยับเข้าสู่ระดับสีส้ม . ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครระบุว่า หลายเขตมีค่าฝุ่นเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพเหนือ กรุงเทพตะวันออก และกรุงธนใต้ ขณะที่แนวโน้มในช่วงนี้อากาศปิด ทำให้ฝุ่นสะสมต่อเนื่องราว 4 วัน . กรุงเทพมหานครแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากป้องกัน PM2.5 เมื่อต้องออกนอกอาคาร ลดกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก และเฝ้าระวังอาการผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002889 . #News1live #News1 #PM25 #ฝุ่นกรุงเทพ #อากาศปิด #สุขภาพ
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 88 มุมมอง 0 รีวิว
  • อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเบิกไพร เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่ง แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลังไม่ดำเนินการคืนสิทธิและชดใช้ค่าตอบแทนตามคำพิพากษาศาล
    .
    กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการถูกสั่งให้พ้นตำแหน่งเมื่อปี 2565 จากคดีโครงการตลาดน้ำเบิกไพร ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 จะมีคำพิพากษายกฟ้องในปี 2567 และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งพ้นตำแหน่งภายใน 15 วัน
    .
    ผู้ร้องระบุว่าได้ยื่นหนังสือขอคืนสิทธิและขอรับค่าตอบแทนย้อนหลังรวมกว่า 3 ปี มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่มีการดำเนินการหรือชี้แจง จึงจำเป็นต้องแจ้งความเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002865
    .
    #News1live #News1 #ราชบุรี #มาตรา157 #คดีปกครอง #คืนสิทธิ
    อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเบิกไพร เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่ง แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลังไม่ดำเนินการคืนสิทธิและชดใช้ค่าตอบแทนตามคำพิพากษาศาล . กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการถูกสั่งให้พ้นตำแหน่งเมื่อปี 2565 จากคดีโครงการตลาดน้ำเบิกไพร ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 จะมีคำพิพากษายกฟ้องในปี 2567 และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งพ้นตำแหน่งภายใน 15 วัน . ผู้ร้องระบุว่าได้ยื่นหนังสือขอคืนสิทธิและขอรับค่าตอบแทนย้อนหลังรวมกว่า 3 ปี มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่มีการดำเนินการหรือชี้แจง จึงจำเป็นต้องแจ้งความเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002865 . #News1live #News1 #ราชบุรี #มาตรา157 #คดีปกครอง #คืนสิทธิ
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 88 มุมมอง 0 รีวิว
  • สถานการณ์การเมืองและภาพลักษณ์ของกัมพูชาถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีความพยายามดึงบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลกเข้ามาช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งภายในและต่างประเทศ
    .
    รายงานระบุว่าทางการกัมพูชาพยายามติดต่อ แองเจลินา โจลี นักแสดงฮอลลีวูดที่เคยได้รับสัญชาติกัมพูชา เพื่อร่วมสร้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่สื่อและชาวเน็ตกัมพูชามีทั้งเสียงสนับสนุนและโจมตีอย่างรุนแรงเมื่อความพยายามไม่เป็นผล
    .
    ขณะเดียวกัน กัมพูชายังดำเนินการควบคุมตัวและส่งตัว เฉิน จื้อ นักธุรกิจผู้อื้อฉาวกลับประเทศจีน ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคี ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่องการเลือกส่งตัวให้จีน ทั้งที่สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายดำเนินคดีและอายัดทรัพย์ พร้อมมาตรการด้านการเดินทางและสนามบินที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงความตึงเครียดกับไทย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002763
    .
    #News1live #News1 #กัมพูชา #การเมืองภูมิภาค #สงครามข้อมูลข่าวสาร #เฉินจื้อ
    สถานการณ์การเมืองและภาพลักษณ์ของกัมพูชาถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีความพยายามดึงบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลกเข้ามาช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งภายในและต่างประเทศ . รายงานระบุว่าทางการกัมพูชาพยายามติดต่อ แองเจลินา โจลี นักแสดงฮอลลีวูดที่เคยได้รับสัญชาติกัมพูชา เพื่อร่วมสร้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่สื่อและชาวเน็ตกัมพูชามีทั้งเสียงสนับสนุนและโจมตีอย่างรุนแรงเมื่อความพยายามไม่เป็นผล . ขณะเดียวกัน กัมพูชายังดำเนินการควบคุมตัวและส่งตัว เฉิน จื้อ นักธุรกิจผู้อื้อฉาวกลับประเทศจีน ภายใต้ความร่วมมือทวิภาคี ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่องการเลือกส่งตัวให้จีน ทั้งที่สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายดำเนินคดีและอายัดทรัพย์ พร้อมมาตรการด้านการเดินทางและสนามบินที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงความตึงเครียดกับไทย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002763 . #News1live #News1 #กัมพูชา #การเมืองภูมิภาค #สงครามข้อมูลข่าวสาร #เฉินจื้อ
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 92 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts