• ยังไม่ทันถามเจ้าตัว แต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมาพูดเองเออเองอีกระลอก อ้างว่ารัฐบาลชั่วคราวเวเนซุเอลาจะมอบน้ำมันคุณภาพสูงให้สหรัฐฯ สูงถึง 30–50 ล้านบาร์เรล และเงินจากการขายจะอยู่ภายใต้ “การควบคุมโดยตรงของเขา”
    .
    ทรัมป์ระบุว่า ได้สั่งการให้รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ เดินหน้าแผนดังกล่าวทันที พร้อมย้ำว่าน้ำมันจะถูกขนส่งตรงเข้าสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
    .
    คำกล่าวอ้างดังกล่าวสวนทางกับท่าทีของ เดลซี โรดริเกซ ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา ที่ยืนยันชัด “จะไม่มีอำนาจต่างชาติใดปกครองเวเนซุเอลา” พร้อมประกาศว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาจะดูแลประเทศด้วยตนเอง
    .
    ท่ามกลางความตึงเครียด ทำเนียบขาวยังเตรียมเรียกประชุมผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันสหรัฐฯ เช่น เอ็กซอน เชฟรอน และโคโนโคฟิลิปส์ ท่ามกลางคำถามใหญ่จากนานาชาติว่า ทรัมป์กำลังพูดแทนใคร และใครกันแน่ที่ให้คำมั่นเรื่อง “น้ำมัน 50 ล้านบาร์เรล”
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001583
    .
    #News1 #News1live #ทรัมป์ #เวเนซุเอลา #น้ำมันโลก #การเมืองโลก #สหรัฐฯ
    ยังไม่ทันถามเจ้าตัว แต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมาพูดเองเออเองอีกระลอก อ้างว่ารัฐบาลชั่วคราวเวเนซุเอลาจะมอบน้ำมันคุณภาพสูงให้สหรัฐฯ สูงถึง 30–50 ล้านบาร์เรล และเงินจากการขายจะอยู่ภายใต้ “การควบคุมโดยตรงของเขา” . ทรัมป์ระบุว่า ได้สั่งการให้รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ เดินหน้าแผนดังกล่าวทันที พร้อมย้ำว่าน้ำมันจะถูกขนส่งตรงเข้าสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ . คำกล่าวอ้างดังกล่าวสวนทางกับท่าทีของ เดลซี โรดริเกซ ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา ที่ยืนยันชัด “จะไม่มีอำนาจต่างชาติใดปกครองเวเนซุเอลา” พร้อมประกาศว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาจะดูแลประเทศด้วยตนเอง . ท่ามกลางความตึงเครียด ทำเนียบขาวยังเตรียมเรียกประชุมผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันสหรัฐฯ เช่น เอ็กซอน เชฟรอน และโคโนโคฟิลิปส์ ท่ามกลางคำถามใหญ่จากนานาชาติว่า ทรัมป์กำลังพูดแทนใคร และใครกันแน่ที่ให้คำมั่นเรื่อง “น้ำมัน 50 ล้านบาร์เรล” . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001583 . #News1 #News1live #ทรัมป์ #เวเนซุเอลา #น้ำมันโลก #การเมืองโลก #สหรัฐฯ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • สถานการณ์เวเนซุเอลายังร้อนแรง หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงข่มขู่ผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลาอย่างตรงไปตรงมา ว่าจะต้อง “ชดใช้ราคาแพง” หากไม่ยอมร่วมมือกับวอชิงตัน ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ บุกจับกุม “นิโคลัส มาดูโร” อดีตประธานาธิบดี พร้อมภรรยา ส่งตัวไปดำเนินคดีในศาลนิวยอร์ก
    .
    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า หาก “เดลซี โรดริเกซ” ซึ่งได้รับการรับรองจากกองทัพเวเนซุเอลาในฐานะรักษาการประธานาธิบดี ไม่ทำในสิ่งที่สหรัฐฯ เห็นว่า “ถูกต้อง” เธออาจต้องเผชิญผลลัพธ์ที่รุนแรงยิ่งกว่ามาดูโร พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมทำงานกับคณะรัฐมนตรีเดิม ตราบใดที่เปิดทางให้วอชิงตันเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา
    .
    ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่าไม่ได้ทำสงครามกับเวเนซุเอลา แต่กำลังต่อสู้กับเครือข่ายค้ายาเสพติด รัฐมนตรีต่างประเทศ “มาร์โก รูบิโอ” ระบุว่าสหรัฐฯ ยังไม่มุ่งเป้าเปลี่ยนการปกครองทั้งระบบหรือจัดการเลือกตั้งใหม่ ทว่าแรงกดดันยังคงดำเนินต่อไป โดยกองเรือสหรัฐฯ จะประจำการในทะเลแคริบเบียน เพื่อปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นเครื่องต่อรอง
    .
    แม้กรุงการากัสจะกลับสู่ความสงบในระดับหนึ่ง และประชาชนเริ่มใช้ชีวิตตามปกติ แต่คำขู่ของทรัมป์และท่าทีแข็งกร้าวของวอชิงตัน ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวของสหรัฐฯ ว่าจะเป็นเพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หรือกำลังปูทางไปสู่การควบคุมประเทศที่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเต็มรูปแบบ
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000828
    .
    #news1 #Trump #Venezuela #Maduro #น้ำมันโลก #การเมืองโลก #สหรัฐอเมริกา
    สถานการณ์เวเนซุเอลายังร้อนแรง หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงข่มขู่ผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลาอย่างตรงไปตรงมา ว่าจะต้อง “ชดใช้ราคาแพง” หากไม่ยอมร่วมมือกับวอชิงตัน ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ บุกจับกุม “นิโคลัส มาดูโร” อดีตประธานาธิบดี พร้อมภรรยา ส่งตัวไปดำเนินคดีในศาลนิวยอร์ก . ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า หาก “เดลซี โรดริเกซ” ซึ่งได้รับการรับรองจากกองทัพเวเนซุเอลาในฐานะรักษาการประธานาธิบดี ไม่ทำในสิ่งที่สหรัฐฯ เห็นว่า “ถูกต้อง” เธออาจต้องเผชิญผลลัพธ์ที่รุนแรงยิ่งกว่ามาดูโร พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมทำงานกับคณะรัฐมนตรีเดิม ตราบใดที่เปิดทางให้วอชิงตันเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา . ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่าไม่ได้ทำสงครามกับเวเนซุเอลา แต่กำลังต่อสู้กับเครือข่ายค้ายาเสพติด รัฐมนตรีต่างประเทศ “มาร์โก รูบิโอ” ระบุว่าสหรัฐฯ ยังไม่มุ่งเป้าเปลี่ยนการปกครองทั้งระบบหรือจัดการเลือกตั้งใหม่ ทว่าแรงกดดันยังคงดำเนินต่อไป โดยกองเรือสหรัฐฯ จะประจำการในทะเลแคริบเบียน เพื่อปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นเครื่องต่อรอง . แม้กรุงการากัสจะกลับสู่ความสงบในระดับหนึ่ง และประชาชนเริ่มใช้ชีวิตตามปกติ แต่คำขู่ของทรัมป์และท่าทีแข็งกร้าวของวอชิงตัน ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวของสหรัฐฯ ว่าจะเป็นเพียงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หรือกำลังปูทางไปสู่การควบคุมประเทศที่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเต็มรูปแบบ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000828 . #news1 #Trump #Venezuela #Maduro #น้ำมันโลก #การเมืองโลก #สหรัฐอเมริกา
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 212 มุมมอง 0 รีวิว
  • ข่าวลือ ข่าวลวง ตอนสุดท้าย 3

    “ข่าวลือ ข่าวลวง’
    ตอนสุดท้าย 3
    เรามาทำความเข้าใจ กับเรื่องเส้นทางขนส่งน้ำมันของตะวันออกกลางกันอีกทีก่อน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความจุกอกของอเมริกา และซาอุดิอารเบีย ชัดเจนขึ้น
    ตะวันออกกลางผลิตน้ำมันรวมกันทั้งหมดประมาณ 32 % ของ ปริมาณน้ำมันโลก ตามตัวเลขในปี ค.ศ.2013 เท่ากับประมาณ 28.3 พันล้านบาเรลต่อ วัน (bbl/d) และน้ำมันทั้งหมดดังกล่าว ส่งออกจากตะวันออกกลาง 2 ทาง
    ทางหนึ่งคือ ช่องแคบฮอร์มุส ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่แออัด ที่สุดในโลก ตัวเลขของ Energy Information Administration (EIA) ที่รายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2014 ระบุว่า มีน้ำมันประมาณ 167 ล้านบาเรล ต่อวัน ผ่านช่องแคบนี้
    และ 85% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุสนี้ ส่งต่อไปยังตลาดเอเซีย ที่มีลูกค้ารายใหญ่คือ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และจีน
    ส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุส หรือที่เรียกกันว่า จุดรัดคอ choke point กว้างแค่ 21 ไมล์ แต่มีส่วนที่มีความลึกพอให้เรือบรรทุกแล่นผ่านไป มา 2 ด้าน กว้างด้านละแค่ 2 ไมล์ โดยมีช่องห่างระหว่างกัน 2 ไมล์
    ถ้าไม่ใช้เรือขนส่งน้ำมัน ก็ต้องขนส่งทางท่อส่ง และในกลุ่มซาอุมีเพียง 2 ประเทศ ที่จะมีทางเลือกไปใช้ท่อส่งน้ำมันได้คือ ซาอุดิอารเบียกับเอมิเรตส์ เท่านั้น และน้ำมันที่จะส่งผ่านท่อรวมกัน 2 ประเทศ ได้แค่จำนวนไม่เกิน 4.3 ล้านบาเรลต่อวันเท่านั้น นอกจากนี้ท่อส่งของทั้ง 2 ประเทศไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้สมบูรณ์ เนื่องจากความด้อยในการดูแลรักษา และเส้นทางท่อส่งก็จะต้องผ่านไปในเขตการต่อสู้ ที่มีอยู่มากมายในแถบนั้น
    ยิ่งไปกว่านั้น ท่อส่งอาจเจออุปสรรคอย่างอื่นอีกด้วย ท่อส่งของซาอุดิอารเบีย ส่งออกทางทะเลแดง ซึ่งยังมีปัญหาเกี่ยวกับเยเมน จึงมีความไม่แน่นอนว่า น้ำมันจะส่งผ่านทะเลแดงออกไปได้ไหม ส่วนท่อส่งของเอมิเรตส์ ก็ไปออกที่อ่าวของโอมาน ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะทำตัวเป็นกลาง เพราะเมื่อ ซาอุ เรียกให้มาถล่มร่วมเยเมนเมื่อเดือนมีนาคม โอมานบอกไม่ว่างไป …มาแปลกนี่
    แปลว่าน้ำมันของตะวันออกกลาง แม้จะผลิตได้มาก แต่ต้องพึ่งการขนส่ง ผ่านเส้นทางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุสสูงอย่างน่าตกใจ และที่น่าตกใจกว่าสำหรับอเมริกาคือ อเมริกายังไม่สามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุสได้ ….และดูเหมือนจะกลายเป็นฝ่ายอิหร่าน ที่ตอนนี้ คุมอยู่….
    อเมริการู้จุดอ่อนของตัว และความเสี่ยงนี้ดีอยู่แก่ใจ จึงพยายามลดการนำเข้าน้ำมันในประเทศตัว แต่จากรายงานของ EIA เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นี้เอง ระบุว่าในปี ค.ศ.2014 อเมริกายังนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวน 27% ของการใช้ และจาก Annual Energy Outlook บอกว่า อเมริกายังจะต้องมีการนำเข้าเชื้อเพลิงชนิดเหลว ซึ่งจำเป็นสำหรับการขนส่งภายในประเทศของอเมริกา ต่อไปอีกถึงงปี ค.ศ.2040 และตัวเลขที่นำเข้า กลับจะเพิ่มเอาด้วยซ้ำ
    ตัวเลขเหล่านี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์
    แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนของอเมริกาคือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกา ยังจะต้องผูกติดอยู่กับการนำเข้าสินค้าทางอุตสาหกรรม เพราะอเมริกาแทบจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่แล้ว และแม้ตัวเลขพวกนี้อาจต่างกันตามแหล่งที่มา แต่จากรายงานของ ซีไอเอ ที่ออกมาล่าสุด เมื่อ วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.2015 แสดงตัวเลขนำเข้าสินค้าของอเมริกา สูงถึง 2.27 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2013 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่นำมาแสดงของอเมริกา
    (การนำเข้าจำนวนดังกล่าว เท่ากับ 13.6 % ของจีดีพีรวมจำนวน 16.72 ล้านล้านเหรียญ )
    การนำเข้าของอเมริกา แม้จะเป็นน้ำมันเพียง 8.2% แต่อีก 86.9 % เป็นสินค้า ที่เป็นผลผลิตทางอุตสาหกรรม และอย่างน้อย ประมาณ 35% ของสินค้านั้น ผลิตจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งประเทศเหล่านี้ ต้องพึ่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง
    ฮู้ย… พี่เบิ้ม ไหงใหญ่แบบ กลวงอย่างนี้ครับ
    (การพึ่งน้ำมันในทางอ้อม จากการนำเข้าของอเมริกาในจำนวนขนาดนี้ มีผลกระทบกับเศรษฐกิจของอเมริกา โดยติดลบสุทธิจากการนำเข้าสินค้า เป็นจำนวน 690 พันล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับติดลบสุทธิการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวน 186 พันล้านเหรียญ)
    ดูเหมือน เมื่อตอนที่อเมริกา เปลี่ยนนโยบาย (จริง หรือ หลอก) ที่จะไม่อุ้มตะวันออกกลาง คนร่างนโยบายของพี่เบิ้ม ใบตองแห้ง นักล่าผู้ยิ่งใหญ่ คงลืมไปว่า กำลังใช้เสื้อผ้า เข้าของ เครื่องมือเครื่องใช้ ฯลฯ ที่ผลิตนอกอเมริกาทั้งสิ้น เวร…
    ปัจจุบัน สินค้าที่อเมริกายังผลิตอยู่เองเป็นเรื่องเป็นราว ดูเหมือนจะมีแต่กระดาษสีเขียวตรานกอินทรีย์ อาวุธตรานกอินทรีย์ ยาตรานกอินทรีย์ กับสื่อและการบันเทิงตรานกอินทรีย์ เท่านั้นเอง
    แต่จะผลิตกระดาษสีเขียวต่อ ก็ต้องมีอำนาจกับเศรษฐกิจหนุน ไม่ใช่มีแต่ลมปาก ตอนนี้อำนาจก็กำลังถูกท้าทาย ถ้าเศรษฐกิจดันสะดุด เพราะถูกเขาปิดเส้นทางส่งน้ำมัน… คิดแค่นี้ ผมก็เสียวแทนพี่เบิ้มใบตองแห้งจัง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    25 ต.ค. 2558
    ข่าวลือ ข่าวลวง ตอนสุดท้าย 3 “ข่าวลือ ข่าวลวง’ ตอนสุดท้าย 3 เรามาทำความเข้าใจ กับเรื่องเส้นทางขนส่งน้ำมันของตะวันออกกลางกันอีกทีก่อน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความจุกอกของอเมริกา และซาอุดิอารเบีย ชัดเจนขึ้น ตะวันออกกลางผลิตน้ำมันรวมกันทั้งหมดประมาณ 32 % ของ ปริมาณน้ำมันโลก ตามตัวเลขในปี ค.ศ.2013 เท่ากับประมาณ 28.3 พันล้านบาเรลต่อ วัน (bbl/d) และน้ำมันทั้งหมดดังกล่าว ส่งออกจากตะวันออกกลาง 2 ทาง ทางหนึ่งคือ ช่องแคบฮอร์มุส ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่แออัด ที่สุดในโลก ตัวเลขของ Energy Information Administration (EIA) ที่รายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2014 ระบุว่า มีน้ำมันประมาณ 167 ล้านบาเรล ต่อวัน ผ่านช่องแคบนี้ และ 85% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุสนี้ ส่งต่อไปยังตลาดเอเซีย ที่มีลูกค้ารายใหญ่คือ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และจีน ส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุส หรือที่เรียกกันว่า จุดรัดคอ choke point กว้างแค่ 21 ไมล์ แต่มีส่วนที่มีความลึกพอให้เรือบรรทุกแล่นผ่านไป มา 2 ด้าน กว้างด้านละแค่ 2 ไมล์ โดยมีช่องห่างระหว่างกัน 2 ไมล์ ถ้าไม่ใช้เรือขนส่งน้ำมัน ก็ต้องขนส่งทางท่อส่ง และในกลุ่มซาอุมีเพียง 2 ประเทศ ที่จะมีทางเลือกไปใช้ท่อส่งน้ำมันได้คือ ซาอุดิอารเบียกับเอมิเรตส์ เท่านั้น และน้ำมันที่จะส่งผ่านท่อรวมกัน 2 ประเทศ ได้แค่จำนวนไม่เกิน 4.3 ล้านบาเรลต่อวันเท่านั้น นอกจากนี้ท่อส่งของทั้ง 2 ประเทศไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้สมบูรณ์ เนื่องจากความด้อยในการดูแลรักษา และเส้นทางท่อส่งก็จะต้องผ่านไปในเขตการต่อสู้ ที่มีอยู่มากมายในแถบนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ท่อส่งอาจเจออุปสรรคอย่างอื่นอีกด้วย ท่อส่งของซาอุดิอารเบีย ส่งออกทางทะเลแดง ซึ่งยังมีปัญหาเกี่ยวกับเยเมน จึงมีความไม่แน่นอนว่า น้ำมันจะส่งผ่านทะเลแดงออกไปได้ไหม ส่วนท่อส่งของเอมิเรตส์ ก็ไปออกที่อ่าวของโอมาน ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะทำตัวเป็นกลาง เพราะเมื่อ ซาอุ เรียกให้มาถล่มร่วมเยเมนเมื่อเดือนมีนาคม โอมานบอกไม่ว่างไป …มาแปลกนี่ แปลว่าน้ำมันของตะวันออกกลาง แม้จะผลิตได้มาก แต่ต้องพึ่งการขนส่ง ผ่านเส้นทางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุสสูงอย่างน่าตกใจ และที่น่าตกใจกว่าสำหรับอเมริกาคือ อเมริกายังไม่สามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุสได้ ….และดูเหมือนจะกลายเป็นฝ่ายอิหร่าน ที่ตอนนี้ คุมอยู่…. อเมริการู้จุดอ่อนของตัว และความเสี่ยงนี้ดีอยู่แก่ใจ จึงพยายามลดการนำเข้าน้ำมันในประเทศตัว แต่จากรายงานของ EIA เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นี้เอง ระบุว่าในปี ค.ศ.2014 อเมริกายังนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวน 27% ของการใช้ และจาก Annual Energy Outlook บอกว่า อเมริกายังจะต้องมีการนำเข้าเชื้อเพลิงชนิดเหลว ซึ่งจำเป็นสำหรับการขนส่งภายในประเทศของอเมริกา ต่อไปอีกถึงงปี ค.ศ.2040 และตัวเลขที่นำเข้า กลับจะเพิ่มเอาด้วยซ้ำ ตัวเลขเหล่านี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนของอเมริกาคือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกา ยังจะต้องผูกติดอยู่กับการนำเข้าสินค้าทางอุตสาหกรรม เพราะอเมริกาแทบจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่แล้ว และแม้ตัวเลขพวกนี้อาจต่างกันตามแหล่งที่มา แต่จากรายงานของ ซีไอเอ ที่ออกมาล่าสุด เมื่อ วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.2015 แสดงตัวเลขนำเข้าสินค้าของอเมริกา สูงถึง 2.27 ล้านล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2013 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่นำมาแสดงของอเมริกา (การนำเข้าจำนวนดังกล่าว เท่ากับ 13.6 % ของจีดีพีรวมจำนวน 16.72 ล้านล้านเหรียญ ) การนำเข้าของอเมริกา แม้จะเป็นน้ำมันเพียง 8.2% แต่อีก 86.9 % เป็นสินค้า ที่เป็นผลผลิตทางอุตสาหกรรม และอย่างน้อย ประมาณ 35% ของสินค้านั้น ผลิตจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งประเทศเหล่านี้ ต้องพึ่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ฮู้ย… พี่เบิ้ม ไหงใหญ่แบบ กลวงอย่างนี้ครับ (การพึ่งน้ำมันในทางอ้อม จากการนำเข้าของอเมริกาในจำนวนขนาดนี้ มีผลกระทบกับเศรษฐกิจของอเมริกา โดยติดลบสุทธิจากการนำเข้าสินค้า เป็นจำนวน 690 พันล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับติดลบสุทธิการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวน 186 พันล้านเหรียญ) ดูเหมือน เมื่อตอนที่อเมริกา เปลี่ยนนโยบาย (จริง หรือ หลอก) ที่จะไม่อุ้มตะวันออกกลาง คนร่างนโยบายของพี่เบิ้ม ใบตองแห้ง นักล่าผู้ยิ่งใหญ่ คงลืมไปว่า กำลังใช้เสื้อผ้า เข้าของ เครื่องมือเครื่องใช้ ฯลฯ ที่ผลิตนอกอเมริกาทั้งสิ้น เวร… ปัจจุบัน สินค้าที่อเมริกายังผลิตอยู่เองเป็นเรื่องเป็นราว ดูเหมือนจะมีแต่กระดาษสีเขียวตรานกอินทรีย์ อาวุธตรานกอินทรีย์ ยาตรานกอินทรีย์ กับสื่อและการบันเทิงตรานกอินทรีย์ เท่านั้นเอง แต่จะผลิตกระดาษสีเขียวต่อ ก็ต้องมีอำนาจกับเศรษฐกิจหนุน ไม่ใช่มีแต่ลมปาก ตอนนี้อำนาจก็กำลังถูกท้าทาย ถ้าเศรษฐกิจดันสะดุด เพราะถูกเขาปิดเส้นทางส่งน้ำมัน… คิดแค่นี้ ผมก็เสียวแทนพี่เบิ้มใบตองแห้งจัง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 25 ต.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 403 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่อง ปั่นหัวเสี่ยปั้ม
    “ปั่นหัวเสี่ยปั้ม”

    (1)

    ตะวันออกกลางร้อนระอุขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันซาอุ ดิ ทนร้อนไม่ไหว ลุกออกมาไล่ถล่มพวก Houthi ในเยเมน แหม เสี่ยก็ใจร้อนไปได้ ช่วงนี้ที่ไหนๆ ก็ร้อนทั้งนั้น อุณหภูมิบ้านสมันน้อย ยังพุ่งปรืดร้อนไปถึง 44 องศาเลยคร้าบ

    ทำไมเสี่ยซาอุต้องเป็นเดือดเป็นร้อน ที่พวก Houthi เขาจะลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลมืออ่อนในบ้านของเขา

    Foreign Affairs นิตยสาร ของ Council on Foreign Relations (CFR) ถังขยะความคิดจอมจุ้น ลงบทความเรื่อง Houthi and the Blowback เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ 2015 นี้ บอกว่า ซาอุดิกำลังใช้กระสุนนัดเดียวยิงนกหลายตัว ซาอุดิถือว่า การที่พวก Houthi กล้าลุกหือขึ้นมาสู้กับรัฐบาลตัวก็เพราะมีลูกพี่อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์ยุแยง ถ้าเสี่ยใหญ่ซาอุทำเฉย ก็เหมือนจะยอมให้อิหร่านขี่คอ แต่ถ้าปราบ Houthi ให้หมอบราบได้ บารมีของเสี่ยใหญ่ซาอุ ก็จะฉายแสงสำแดงรัศมี ให้ลูกกระเป๋งแถบอ่าว Gulf Cooperation Coucil (GCC) นับถือในความเป็นพี่ใหญ่ของเสี่ยซาอุ ที่สามารถจัดระเบียบในตะวันออกกลางได้ โดยไม่ต้องประสาทหลอนกันว่า เรื่องมันจะบานปลาย เพราะความไม่สมดุลยของอำนาจในตะวันออกกลาง ระหว่างซาอุดิอารเบียกับอิหร่าน หมายความว่าไม่ได้กลัวอิหร่านจนหดหมดอีกแล้ว

    ถังขยะความคิด CFR ซึ่งเหมือนเป็นผู้ออกใบสั่งนโยบาย ของไอ้นักล่า บอกว่า เสี่ยปั้มทำได้น่า ยิงมันแรงๆ นัดเดียว แล้วได้นกหลายตัวน่ะ ถ้าเล่นให้เป็น ยิงให้แม่น มันจะเป็นการช่วยไม่ให้สถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลาง ร้อนฉ่าขึ้นไปอีก เพราะเสี่ยใหญ่ จะกลายเป็นผู้คุมตะวันออกกลาง

    นี่มันปั่นให้พวกเสี่ยตะวันออกกลางเขาขี่อูฐมาชนกันเองนี่หว่า ไอ้นักล่าใบตองแห้งสงสัยมีแผนชั่ว

    เยเมน เป็นหนามตำใจของซาอุดิ และกลุ่มประเทศที่อยู่ริมอ่าว รวมทั้งโอมาน มาตั้งแต่ เยเมนตั้งประเทศแล้ว เพราะรสนิยมเยเมน ออกไปทางชอบสีแดง ฝักฝ่ายในลัทธิมาร์กซ ฯลฯ แถมระยะหลัง ยังพ่วงเอาพวกกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง พวกอัลกออิดะ เข้าไปสามัคคีชุมนุมกันอีกด้วย ยิ่งทำให้ ซาอุดิอารเบียที่หลังบ้านติดกับเยเมน นอนหลับแบบผวา ไม่ว่านอนกลางวัน หรือนอนกลางคืน ยิ่งมาเห็น พวก Houthi ทำท่าจะชนะในการไล่รัฐบาลของตัว เสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน คนรวยแต่ขวัญอ่อน ก็ยิ่งผวาหนัก

    นี่ถ้า Houthi ซึ่งเป็นชีอ่ะ และมีอิหร่านหนุน ยึดเยเมนไปได้ พวกเรามิควันโขมงทั้งเมืองหรือ เสี่ยซาอุจึงต้องสั่งระดมพลพรรค ลูกกระเป๋ง ทั้งหลาย เช่น บาห์เรน อียิปต์ จอร์แดน คูเวต มอรอคโค ปากีสถาน กาต้าร์ ซูดาน เอมิเรต มาช่วยกันสำแดงเดช ไม่ให้พวก Houthi ยึดครองเยเมน และมาปิดอ่าวเอเดน Gulf of Aden ด้านเยเมน
    เสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันซาอุ โวยข้ามทะเลทรายให้เข้าหูท่านประธานาธิบดีนักล่าใบตองแห้งว่า การใช้กำลังทางอากาศของพวกเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน ไม่แน่ว่าจะสามารถจัดการให้เรื่องราวในเยเมนสงบราบเรียบได้หรอกนะ และถ้ามันไม่สงบ ผลกระทบของมันจะบานไปในหลายประเทศเลย และรัศมีอิทธิพลของเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน ก็จะแผ่วลงอย่างน่าใจหาย ไอ้ที่จะให้เสี่ยใหญ่ดูแลเด็กๆแถวอ่าว พวก GCC คงเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ที่สำคัญ มันจะไปกระตุ้นต่อมฮึกเหิมของอิหร่านเสี่ยนิวเคลียร์อย่างช่วยไม่ได้ และแน่นอนเสี่ยนิวเคลียร์ก็คงแบ่งเอาความฮึกเหิมไปทิ้งใว้ใน อิรัค ซีเรีย เลบานอน เยเมน และที่อื่นๆ อีก คิดแล้วเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันก็รันทดใจ รวยซะเปล่า แต่หามีความสุขไม่ มันเป็นการรำพึงที่น่าสนใจ ว่านักล่าใบตองแห้งจะตอบรับอย่างไร

    ถังขยะความคิดรีบเติมเชื้อ กลัวเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันจะระทมไม่พอ บอกว่า อะไรกัน สัมพันธ์ระหว่าง ซาอุดิกับอเมริกาก็ยังแข็งแรง ไม่ได้สั่นคลอนเสียหน่อย ไม่ต้อง ป ส ด ไปก่อน และที่คนแถวนี้พูดกันลั่นไปหมดว่า อเมริกากำลังประะเคนข้อเสนอใส่ถาดทองให้อิหร่าน แลกกับข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ มันเป็นแค่ข่าวลือเข้าใจไหม คิดมากไปได้น่าเสี่ย

    แม้หลายคน ในรัฐบาลใบตองแห้ง อาจจะบอกว่า เสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน ทำเกินไป ไม่ควรจะต้องไปยกระดับ ยกกำลัง ไปให้ความสำคัญกับพวก Houthi ถึงขนาดนี้ ซึ่งจะทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ทั้งในบ้านตัวเองและในภูมิภาค แต่ในความเป็นจริงด้านยุทธศาสตร์แล้ว เสี่ยใหญ่ไม่ได้ทำพลาดเรื่องเยเมน มันสมควรแล้วที่เสี่ยใหญ่จะต้องประสาทรับประทาน สถานการณ์ในเยเมน เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของซาอุดิอารเบียทีเดียว

    อันที่จริงไม่ใช่เรื่องคอขาดของเสี่ยปั้มน้ำมันฝ่ายเดียว

    หากเยเมน ยอมให้อิหร่านมานั่งสบายใจอยู่ที่ Bab El Mandebของเยเมน ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่าง Red sea (ทะเลแดง) อ่าวเอเดน ( Gulf of Aden) และคลองสุเอซ ซึ่งอิหร่านได้พยายามที่จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเกือบหนึ่งในสี่ ของน้ำมันโลก จะต้องผ่าน แทนที่จะกล่าวหาว่าเสี่ยใหญ่ซาอุ ป ส ด ทางวอชิงตันนั่นแหละ ควรทบทวนท่าทีของตนบ้าง หรือทางวอชิตันมีแผนอะไร ที่เสี่ยใหญ่ไม่รู้ ไม่เฉลียวใจ

    (2)

    ไปเอาแผนที่มาดูกันหน่อย จะได้เข้าใจหัวอกเสี่ยใหญ่ซาอุว่า ขวัญแข็ง หรือขวัญอ่อน ประสาทรับประทาน

    ด้านเหนือของซาอุดิอารเบียติดกับจอร์แดน ซี่งเป็นเด็กอยู่ในบัญชีรายจ่าย ของเสี่ยใหญ่ซาอุ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วง ตัดทิ้งไปได้ ถัดไปเป็น อิรัค และเหนืออิรัคเป็นเลบานอน ทั้ง 2 ประเทศ เสี่ยใหญ่ซาอุ กล่าวหา (หรือเป็นเรื่องจริง ! ) ว่า อยู่ในบัญชีรายจ่ายของอิหร่านเสี่ยนิวเคลียร์ ถ้าเป็นเรื่องจริง และถ้าเยเมนตกไปอยู่ในมือ Houthi ซึ่งซาอุก็ว่าอิหร่านสนับสนุนด้วย เช่นกัน ถ้าเด็กในบัญชีอิหร่าน ทั้ง 3 รายการ จับมือกัน ซาอุดิ เท่ากับถูกล็อก ทั้งข้างบนข้างล่าง และประตูออกทะเลของ ซาอุดิอารเบียจะถูกบีบเหลือให้ออกด้านเดียว คือออกได้เฉพาะทางอ่าวเปอร์เซีย

    แปลว่าอะไรครับ แปลว่าซาอุดิอารเบียถูกบีบให้ไป เดินผ่านปากของอิหร่าน ไปสู่ทะเลที่ อ่าวโอมานเท่านั้น ผ่านกลุ่มประเทศแถบอ่าว เช่น บาห์เรน การ์ต้า อามิเรต โอมาน ฯลฯ แล้วไปออกอ่าว แถบนั้นเต็มไปด้วยฐานทัพอากาศ และฐานทัพเรือที่ประเทศเหล่านั้น ยอมให้อเมริกาขนกองกำลัง ขนอาวุธมาตั้งอยูเต็ม เพื่อเป็นการดักคออิหร่านไว้ และด้วยความพร้อมใจของพวกเสี่ยคนรวย แต่ขวัญอ่อนทั้งหลาย ที่อยากอุ่นอยู่ในเงื้อมมือของนักล่าใบตองแห้ง เออ แดดทะเลทรายมันคงแรงจริง พวกเสี่ยเขาถึงคิดได้เพี้ยนกันแบบนั้น
    ดูๆก็ ไม่น่าจะเป็นปัญหากับเสี่ยใหญ่ซาอุ ที่มีฐานทัพนักล่าใบตองแห้งอยู่เต็มแถบปากอ่าว แต่เมื่อมันเยื้องอยู่กับปากอิหร่าน ก็ต้องถามเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันซาอุว่า ด่าอิหร่านเอาไว้แยะ กล้าเดินผ่านปากเขาไหม หรือว่ากล้า เพราะมีฐานทัพของยอดรักนักล่าใบตองแห้ง ต้ังฐานกระจายไว้เต็มอยู่ตรงแถบนั้น

    เสี่ยก็คิดให้ดีแล้วกันว่า ยามนี้มีฐานทัพของไอ้นักล่าใบตองแห้งอยู่ใกล้ตัว มันเป็นโชคดีหรือโชคร้าย เผลอๆจะเป็นตัวล่อเป้า ไม่ใช่เฉพาะแต่ตัวเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันเท่าน้ันนะ ที่ต้องระวัง ลูกกระเป๋งที่เอาใจเจ้านายให้เขามาตั้งฐานทัพน่ะอยู่ริมอ่าวน่ะ ระวังจะโดนทะลายหายไปพร้อมกับฐานทัพด้วย

    Duncan Campbell สื่อกัดติดเรื่องของนาย Edward Snowden จอมแฉ รายงานว่า จากข้อมูลที่จอมแฉทะยอยปล่อยออกมา เมือง Seeb ในรัฐโอมาน เป็นชุมสายใหญ่ของสายไยแก้ว fiber optic ชื่อรหัส CIRCUIT ที่โอมานยอมให้ GCHQ (Government Communication Headquarters) ของอังกฤษ มาติดตั้งระบบ CIRCUIT ของ ECHELON เครื่องดักสัญญานสุดยอดไว้ตั้งแต่ปี 2009 เพื่อเก็บข้อมูลทุกชิ้นที่ผ่าน ไปมาในแถบนั้น และแชร์ข้อมูลกับพวก 5 ตา the Five Eyes คือ อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา หลังจากนั้นข้อมูลจะวิ่งขึ้นฝั่งไปถูกเก็บอยู่ที่ คอนวอล (Cornwall) ของอังกฤษ เหมือนกับที่ไปติดตั้งไว้ที่สวีเดน คอยดักข้อมูลของรัสเซีย

    คราวนี้ คงคอยดักข้อมูลของอิหร่านที่อยู่เยื้องกัน แถมเส้นทางเดินเรือแถบน้ัน อาเฮียของคุณพี่ปูตินเขาก็ชอบใช้ขนน้ำมันจากอาฟริกาไปจีน เรื่องดักฟังที่สวีเดน เขาว่าทำให้สวีเดนได้รับการเยี่ยมเยียน จากเรือดำน้ำรัสเซียถึงหน้ากรุงสต๊อกโฮม คราวนี้ ไม่รู้อาเฮียและอิหร่าน และ ฯลฯ จะส่งอะไรไปเยี่ยมโอมาน

    แค่มีฐานทัพของไอ้นักล่าใบตองแห้ง อยู่แถบอ่าว ก็เป็นเป้าล่อพอแล้ว คราวนี้ยังมี ลูกปิงปอง ECHELON เครื่องดักสัญญานเป็นสายล่อฟ้า คอยอยู่ที่โอมาน ผมก็กลุ้มใจแทนเสี่ยใหญ่ปั้มนำ้มันซาอุจริงๆ ว่าจะตัดสินใจเดินทางไหน ที่จะทำให้ไม่ต้องทุกข์ระทม แต่ดูจากเรื่องราว และบทความของ Foreign Affairs แล้ว ผมคลับคล้าย คราวนี้ เสี่ยใหญ่ซาอุ จะถูกหลอกใช้ ให้เป็นเครื่องสังเวยยังไงไม่รู้ เขามีแผนอยากได้แต่ปั้มน้ำมัน ไม่อยากได้คนคุมปั้มติดไปด้วย เสี่ยพอนึกออกไหมครับ

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    3 เม.ย. 2558
    เรื่อง ปั่นหัวเสี่ยปั้ม “ปั่นหัวเสี่ยปั้ม” (1) ตะวันออกกลางร้อนระอุขึ้นมาอีกแล้ว เมื่อเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันซาอุ ดิ ทนร้อนไม่ไหว ลุกออกมาไล่ถล่มพวก Houthi ในเยเมน แหม เสี่ยก็ใจร้อนไปได้ ช่วงนี้ที่ไหนๆ ก็ร้อนทั้งนั้น อุณหภูมิบ้านสมันน้อย ยังพุ่งปรืดร้อนไปถึง 44 องศาเลยคร้าบ ทำไมเสี่ยซาอุต้องเป็นเดือดเป็นร้อน ที่พวก Houthi เขาจะลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลมืออ่อนในบ้านของเขา Foreign Affairs นิตยสาร ของ Council on Foreign Relations (CFR) ถังขยะความคิดจอมจุ้น ลงบทความเรื่อง Houthi and the Blowback เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ 2015 นี้ บอกว่า ซาอุดิกำลังใช้กระสุนนัดเดียวยิงนกหลายตัว ซาอุดิถือว่า การที่พวก Houthi กล้าลุกหือขึ้นมาสู้กับรัฐบาลตัวก็เพราะมีลูกพี่อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์ยุแยง ถ้าเสี่ยใหญ่ซาอุทำเฉย ก็เหมือนจะยอมให้อิหร่านขี่คอ แต่ถ้าปราบ Houthi ให้หมอบราบได้ บารมีของเสี่ยใหญ่ซาอุ ก็จะฉายแสงสำแดงรัศมี ให้ลูกกระเป๋งแถบอ่าว Gulf Cooperation Coucil (GCC) นับถือในความเป็นพี่ใหญ่ของเสี่ยซาอุ ที่สามารถจัดระเบียบในตะวันออกกลางได้ โดยไม่ต้องประสาทหลอนกันว่า เรื่องมันจะบานปลาย เพราะความไม่สมดุลยของอำนาจในตะวันออกกลาง ระหว่างซาอุดิอารเบียกับอิหร่าน หมายความว่าไม่ได้กลัวอิหร่านจนหดหมดอีกแล้ว ถังขยะความคิด CFR ซึ่งเหมือนเป็นผู้ออกใบสั่งนโยบาย ของไอ้นักล่า บอกว่า เสี่ยปั้มทำได้น่า ยิงมันแรงๆ นัดเดียว แล้วได้นกหลายตัวน่ะ ถ้าเล่นให้เป็น ยิงให้แม่น มันจะเป็นการช่วยไม่ให้สถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลาง ร้อนฉ่าขึ้นไปอีก เพราะเสี่ยใหญ่ จะกลายเป็นผู้คุมตะวันออกกลาง นี่มันปั่นให้พวกเสี่ยตะวันออกกลางเขาขี่อูฐมาชนกันเองนี่หว่า ไอ้นักล่าใบตองแห้งสงสัยมีแผนชั่ว เยเมน เป็นหนามตำใจของซาอุดิ และกลุ่มประเทศที่อยู่ริมอ่าว รวมทั้งโอมาน มาตั้งแต่ เยเมนตั้งประเทศแล้ว เพราะรสนิยมเยเมน ออกไปทางชอบสีแดง ฝักฝ่ายในลัทธิมาร์กซ ฯลฯ แถมระยะหลัง ยังพ่วงเอาพวกกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง พวกอัลกออิดะ เข้าไปสามัคคีชุมนุมกันอีกด้วย ยิ่งทำให้ ซาอุดิอารเบียที่หลังบ้านติดกับเยเมน นอนหลับแบบผวา ไม่ว่านอนกลางวัน หรือนอนกลางคืน ยิ่งมาเห็น พวก Houthi ทำท่าจะชนะในการไล่รัฐบาลของตัว เสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน คนรวยแต่ขวัญอ่อน ก็ยิ่งผวาหนัก นี่ถ้า Houthi ซึ่งเป็นชีอ่ะ และมีอิหร่านหนุน ยึดเยเมนไปได้ พวกเรามิควันโขมงทั้งเมืองหรือ เสี่ยซาอุจึงต้องสั่งระดมพลพรรค ลูกกระเป๋ง ทั้งหลาย เช่น บาห์เรน อียิปต์ จอร์แดน คูเวต มอรอคโค ปากีสถาน กาต้าร์ ซูดาน เอมิเรต มาช่วยกันสำแดงเดช ไม่ให้พวก Houthi ยึดครองเยเมน และมาปิดอ่าวเอเดน Gulf of Aden ด้านเยเมน เสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันซาอุ โวยข้ามทะเลทรายให้เข้าหูท่านประธานาธิบดีนักล่าใบตองแห้งว่า การใช้กำลังทางอากาศของพวกเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน ไม่แน่ว่าจะสามารถจัดการให้เรื่องราวในเยเมนสงบราบเรียบได้หรอกนะ และถ้ามันไม่สงบ ผลกระทบของมันจะบานไปในหลายประเทศเลย และรัศมีอิทธิพลของเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน ก็จะแผ่วลงอย่างน่าใจหาย ไอ้ที่จะให้เสี่ยใหญ่ดูแลเด็กๆแถวอ่าว พวก GCC คงเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ที่สำคัญ มันจะไปกระตุ้นต่อมฮึกเหิมของอิหร่านเสี่ยนิวเคลียร์อย่างช่วยไม่ได้ และแน่นอนเสี่ยนิวเคลียร์ก็คงแบ่งเอาความฮึกเหิมไปทิ้งใว้ใน อิรัค ซีเรีย เลบานอน เยเมน และที่อื่นๆ อีก คิดแล้วเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันก็รันทดใจ รวยซะเปล่า แต่หามีความสุขไม่ มันเป็นการรำพึงที่น่าสนใจ ว่านักล่าใบตองแห้งจะตอบรับอย่างไร ถังขยะความคิดรีบเติมเชื้อ กลัวเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันจะระทมไม่พอ บอกว่า อะไรกัน สัมพันธ์ระหว่าง ซาอุดิกับอเมริกาก็ยังแข็งแรง ไม่ได้สั่นคลอนเสียหน่อย ไม่ต้อง ป ส ด ไปก่อน และที่คนแถวนี้พูดกันลั่นไปหมดว่า อเมริกากำลังประะเคนข้อเสนอใส่ถาดทองให้อิหร่าน แลกกับข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ มันเป็นแค่ข่าวลือเข้าใจไหม คิดมากไปได้น่าเสี่ย แม้หลายคน ในรัฐบาลใบตองแห้ง อาจจะบอกว่า เสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมัน ทำเกินไป ไม่ควรจะต้องไปยกระดับ ยกกำลัง ไปให้ความสำคัญกับพวก Houthi ถึงขนาดนี้ ซึ่งจะทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ทั้งในบ้านตัวเองและในภูมิภาค แต่ในความเป็นจริงด้านยุทธศาสตร์แล้ว เสี่ยใหญ่ไม่ได้ทำพลาดเรื่องเยเมน มันสมควรแล้วที่เสี่ยใหญ่จะต้องประสาทรับประทาน สถานการณ์ในเยเมน เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของซาอุดิอารเบียทีเดียว อันที่จริงไม่ใช่เรื่องคอขาดของเสี่ยปั้มน้ำมันฝ่ายเดียว หากเยเมน ยอมให้อิหร่านมานั่งสบายใจอยู่ที่ Bab El Mandebของเยเมน ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่าง Red sea (ทะเลแดง) อ่าวเอเดน ( Gulf of Aden) และคลองสุเอซ ซึ่งอิหร่านได้พยายามที่จะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเกือบหนึ่งในสี่ ของน้ำมันโลก จะต้องผ่าน แทนที่จะกล่าวหาว่าเสี่ยใหญ่ซาอุ ป ส ด ทางวอชิงตันนั่นแหละ ควรทบทวนท่าทีของตนบ้าง หรือทางวอชิตันมีแผนอะไร ที่เสี่ยใหญ่ไม่รู้ ไม่เฉลียวใจ (2) ไปเอาแผนที่มาดูกันหน่อย จะได้เข้าใจหัวอกเสี่ยใหญ่ซาอุว่า ขวัญแข็ง หรือขวัญอ่อน ประสาทรับประทาน ด้านเหนือของซาอุดิอารเบียติดกับจอร์แดน ซี่งเป็นเด็กอยู่ในบัญชีรายจ่าย ของเสี่ยใหญ่ซาอุ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วง ตัดทิ้งไปได้ ถัดไปเป็น อิรัค และเหนืออิรัคเป็นเลบานอน ทั้ง 2 ประเทศ เสี่ยใหญ่ซาอุ กล่าวหา (หรือเป็นเรื่องจริง ! ) ว่า อยู่ในบัญชีรายจ่ายของอิหร่านเสี่ยนิวเคลียร์ ถ้าเป็นเรื่องจริง และถ้าเยเมนตกไปอยู่ในมือ Houthi ซึ่งซาอุก็ว่าอิหร่านสนับสนุนด้วย เช่นกัน ถ้าเด็กในบัญชีอิหร่าน ทั้ง 3 รายการ จับมือกัน ซาอุดิ เท่ากับถูกล็อก ทั้งข้างบนข้างล่าง และประตูออกทะเลของ ซาอุดิอารเบียจะถูกบีบเหลือให้ออกด้านเดียว คือออกได้เฉพาะทางอ่าวเปอร์เซีย แปลว่าอะไรครับ แปลว่าซาอุดิอารเบียถูกบีบให้ไป เดินผ่านปากของอิหร่าน ไปสู่ทะเลที่ อ่าวโอมานเท่านั้น ผ่านกลุ่มประเทศแถบอ่าว เช่น บาห์เรน การ์ต้า อามิเรต โอมาน ฯลฯ แล้วไปออกอ่าว แถบนั้นเต็มไปด้วยฐานทัพอากาศ และฐานทัพเรือที่ประเทศเหล่านั้น ยอมให้อเมริกาขนกองกำลัง ขนอาวุธมาตั้งอยูเต็ม เพื่อเป็นการดักคออิหร่านไว้ และด้วยความพร้อมใจของพวกเสี่ยคนรวย แต่ขวัญอ่อนทั้งหลาย ที่อยากอุ่นอยู่ในเงื้อมมือของนักล่าใบตองแห้ง เออ แดดทะเลทรายมันคงแรงจริง พวกเสี่ยเขาถึงคิดได้เพี้ยนกันแบบนั้น ดูๆก็ ไม่น่าจะเป็นปัญหากับเสี่ยใหญ่ซาอุ ที่มีฐานทัพนักล่าใบตองแห้งอยู่เต็มแถบปากอ่าว แต่เมื่อมันเยื้องอยู่กับปากอิหร่าน ก็ต้องถามเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันซาอุว่า ด่าอิหร่านเอาไว้แยะ กล้าเดินผ่านปากเขาไหม หรือว่ากล้า เพราะมีฐานทัพของยอดรักนักล่าใบตองแห้ง ต้ังฐานกระจายไว้เต็มอยู่ตรงแถบนั้น เสี่ยก็คิดให้ดีแล้วกันว่า ยามนี้มีฐานทัพของไอ้นักล่าใบตองแห้งอยู่ใกล้ตัว มันเป็นโชคดีหรือโชคร้าย เผลอๆจะเป็นตัวล่อเป้า ไม่ใช่เฉพาะแต่ตัวเสี่ยใหญ่ปั้มน้ำมันเท่าน้ันนะ ที่ต้องระวัง ลูกกระเป๋งที่เอาใจเจ้านายให้เขามาตั้งฐานทัพน่ะอยู่ริมอ่าวน่ะ ระวังจะโดนทะลายหายไปพร้อมกับฐานทัพด้วย Duncan Campbell สื่อกัดติดเรื่องของนาย Edward Snowden จอมแฉ รายงานว่า จากข้อมูลที่จอมแฉทะยอยปล่อยออกมา เมือง Seeb ในรัฐโอมาน เป็นชุมสายใหญ่ของสายไยแก้ว fiber optic ชื่อรหัส CIRCUIT ที่โอมานยอมให้ GCHQ (Government Communication Headquarters) ของอังกฤษ มาติดตั้งระบบ CIRCUIT ของ ECHELON เครื่องดักสัญญานสุดยอดไว้ตั้งแต่ปี 2009 เพื่อเก็บข้อมูลทุกชิ้นที่ผ่าน ไปมาในแถบนั้น และแชร์ข้อมูลกับพวก 5 ตา the Five Eyes คือ อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา หลังจากนั้นข้อมูลจะวิ่งขึ้นฝั่งไปถูกเก็บอยู่ที่ คอนวอล (Cornwall) ของอังกฤษ เหมือนกับที่ไปติดตั้งไว้ที่สวีเดน คอยดักข้อมูลของรัสเซีย คราวนี้ คงคอยดักข้อมูลของอิหร่านที่อยู่เยื้องกัน แถมเส้นทางเดินเรือแถบน้ัน อาเฮียของคุณพี่ปูตินเขาก็ชอบใช้ขนน้ำมันจากอาฟริกาไปจีน เรื่องดักฟังที่สวีเดน เขาว่าทำให้สวีเดนได้รับการเยี่ยมเยียน จากเรือดำน้ำรัสเซียถึงหน้ากรุงสต๊อกโฮม คราวนี้ ไม่รู้อาเฮียและอิหร่าน และ ฯลฯ จะส่งอะไรไปเยี่ยมโอมาน แค่มีฐานทัพของไอ้นักล่าใบตองแห้ง อยู่แถบอ่าว ก็เป็นเป้าล่อพอแล้ว คราวนี้ยังมี ลูกปิงปอง ECHELON เครื่องดักสัญญานเป็นสายล่อฟ้า คอยอยู่ที่โอมาน ผมก็กลุ้มใจแทนเสี่ยใหญ่ปั้มนำ้มันซาอุจริงๆ ว่าจะตัดสินใจเดินทางไหน ที่จะทำให้ไม่ต้องทุกข์ระทม แต่ดูจากเรื่องราว และบทความของ Foreign Affairs แล้ว ผมคลับคล้าย คราวนี้ เสี่ยใหญ่ซาอุ จะถูกหลอกใช้ ให้เป็นเครื่องสังเวยยังไงไม่รู้ เขามีแผนอยากได้แต่ปั้มน้ำมัน ไม่อยากได้คนคุมปั้มติดไปด้วย เสี่ยพอนึกออกไหมครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 3 เม.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 961 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่อง เตียงหัก
    ” เตียงหัก !”

    (1)

    หลังจากที่กษัตริย์อับดุลลาแห่งซาอุดิอารเบีย สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.2015
    มงกุฏราชกุมาร เจ้าชายซาลมาน ซึ่งเป็นน้องชายก็ขึ้นครองบัลลังก์ต่อ เป็นช่วงที่ตะวันออกกลางกำลังแดดร้อน ลมพัดแรง จะถึงกับมีพายุทะเลทรายหรือไม่ น่าเป็นห่วง

    เยเมน ที่อยู่ทางใต้ของซาอุดิ กำลังวุ่นวายเกิดศึกชิงเก้าอี้กัน ทางเหนือหน่อไอซิสยังไม่หยุดงอกทั้งพันธุ์แท้ พันธุ์เทียม และกลายพันธุ์ ทั้งที่อิรัคและที่ซีเรีย ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านชื่ออิสราเอล ก็ยังบูดเหมือนเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะมองหน้าและยิ้มให้กันได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าเพื่อน น่าจะเป็นเรื่องอิหร่าน ซึ่งถึงจะอยู่ห่างกันคนละฟาก แต่ซาอุดิก็เห็นอิหร่านเป็นคู่แข่งรัศมี ชิงความเป็นพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางกันมาตลอด

    อิหร่านกำลังก้มหน้าก้มตาพัฒนาระบบนิวเคลียร์ ที่อ้างว่าไม่ไช่เป็นอาวุธนะ อย่าเข้าใจผิด แต่ถึงอย่างนั้น ซาอุดิก็หงุดหงิด ไม่พอใจ จะพอใจได้ยังไง ก็ตัวเองยังไม่มีนิวเคลียร์กับ เขาสักลูก แถมอาวุธที่มีอยู่ ยังต้องกัดฟันซื้อ โดยเฉพาะจากอเมริกา นึกว่าเขาให้ฟรีๆหรือ เปล่าหรอก แค่ลดราคาให้เท่านั้นเอง เค็มชะมัด แบบนี้ไม่หงุดหงิดได้ไง

    แต่ที่ไม่พอใจมากที่สุด คือไม่พอใจในอากัปกริยา ท่าทีของอเมริกา มากกว่า

    ซาอุดิอารเบียกับอเมริกา มีความสัมพันธ์ยาวนาน และแข็งแรงอย่างเป็นทางการมาประมาณ 70 ปีแล้ว ตั้งแต่ประธานาธิบดี Franklin D Roosevelt กับกษัตริย์ Abd al-Aziz ibn Sa’ud ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดิอารเบีย นั่งจับมือกันบนเรือรบ USS Quincy เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1945

    แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ จะแข็งแรงมากน้อยขนาดไหนไม่มีใครรู้ดี มีนักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ ทั้ง 2 ประเทศ อุปมาไว้น่าฟังว่า มันเหมือนการแต่งงาน เพื่อความเหมาะสม a marriage for convenience ไม่ใช่มาจากรักแรกพบ หรือรักแบบดูดดื่มฝังใจ เพาะบ่มรอกันมา 20 ปี

    เมื่อเป็นการแต่งงาน เพื่อความเหมาะสม จะให้หวือหวา หวานชื่นกันตลอด คงเป็นไปไม่ได้ มันคงจะเป็นประเภท ต่างก็ยี่ต๊อกใส่กันว่า ฉันได้มากกว่าเสีย หรือเธอได้มากกว่าฉันหรือเปล่า ทำนองนั้น เรื่องอะไรที่ไม่พอใจ ตราบใดที่บัญชีของทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่เป็นตัวแดง ก็ยังคงกล้อมแกล้ม กัดฟันอยู่กันต่อไป

    ตลอดการอยู่ร่วมกันของคู่แต่งงาน ซาอุดิฉุนจัดครั้งแรก ก็เมื่ออเมริกามีทีท่าว่าจะมีใจให้กับอิสราเอล สาวข้างบ้าน ที่อเมริกาให้การรับรองเมื่อปี ค.ศ.1948 แต่มันเป็นช่วงระหว่างการก่อร่างสร้างเมืองของซาอุดิ กษัตริย์ Abd al-Aziz จึงต้องกัดฟันมองไปทางอื่นแทน ขณะที่รอบข้างกดดันให้ยกเลิกสัมปทาน ที่ซาอุดิให้แก่ Aramco ของอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1933
    หลังจากนั้น ก็มีเรื่องการสั่งห้ามซื้อขายน้ำมัน Oil Embargo ระหว่างกลุ่มค้าน้ำมันชาติอาหรับ กับกลุ่มตะวันตกในปี ค.ศ.1973-74 ซึ่งเป็นการเล่นกล หลอกต้มทั้งคนขายน้ำมันและคนใช้ น้ำมัน โดยพวกนักการเงินวอลสตรีท ที่จัดฉากโดยนาย Henry Kissinger ตัวแสบ ภายใต้การชักใยของ พวกโคตรรวย Rockefeller แต่เรื่องนี้มันก็ลงความเห็นยากว่า ฝ่ายไหนเสียมากกว่า ดูเหมือนจะเป็นมวยล้มต้มคนดู พวกที่เสียหายจริงๆ น่าจะเป็นพวกซื้อน้ำมัน จนแล้วยังทำซ่า อยากเป็นเสือตัวที่ห้ามากกว่า ไปอ่านรายละเอียดได้ จากนิทานเรื่องมายากลยุทธนะครับ

    ซาอุดิ เริ่มขัดใจจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการบุกเข้าไปขยี้อิรัคของอเมริกา ไม่ใช่เพราะซาอุดิใจอ่อนสงสารอิรัคหรอก อย่าเข้าใจผิด แต่ซาอุดิเห็นว่า เป็นการทำให้ดุลยอำนาจในภูมิภาคเอียง ไปเข้าทางอิหร่านมากกว่า เพราะเป็นการเปิดทางให้อิหร่าน เข้าไปสนับสนุนกลุ่ม Nouri al-Maliki ขึ้นมามีอำนาจในอิรัค หลังจากซัดดัมถูกโค่น และทำให้อิรัคกับอิหร่าน ก็ใกล้เคียงกับการเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกันตั้งแต่บัดนั้น มันเป็นการเสริมบารมี เสริมกำลัง ให้กับอิหร่านมากขึ้น เกินกว่าที่ซาอุดิ จะไม่สนใจ

    แต่ที่เป็นหนามตำใจมาตลอด คือเรื่องสาวข้างบ้าน อิสราเอลนั่นแหละ ที่ทำให้ซาอุดิเห็นว่า อเมริกา ตาชั่งเอียงจนน่าเกลียด เรื่องนี้ไม่มีทางแก้แน่นอน ซาอุดิรู้ดีอยู่แก่ใจ มีแต่ทางเดินออก ซาอุดิจะกล้าเดินออกไหมเท่านั้น

    พอไปรวมกับเรื่องอียิปต์ ซึ่งซาอุดิเห็นว่า ขนาด Hosni Mubarak ผู้ซึ่งเป็นลูกหาบที่ซื่อสัตย์มาให้อเมริกา 30 กว่าปี อเมริกายังโยนทิ้งเฉย ปล่อยให้ Muslim Brotherhood มุสลิมหัวรุนแรงที่ไม่เอาพวกตะวัน ตก ขึ้นมาปกครองอียิปต์แทน แน่นอน ซาอุดิต้องหงุดหงิด กลุ้มใจ จนหน้าคล้ำหนักไปกว่าเดิม แบบนี้แปลว่าอะไร อเมริกาไม่สนใจหรือว่า มันจะยิ่งสร้างความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางมากขึ้น เผลอๆ เรื่องแบบนี้อาจจะเกิดที่ซาอุดิก็ได้ อเมริกาปล่อยให้เป็นอย่านี้ได้อย่างไร

    เรื่องอิสราเอลยังแก้ไม่ออก เรื่องอียิปต์ดันมาเกิดขึ้นต่อ บวกกับเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ยังค้างคา นี่ยังมามีเรื่องซีเรียอีก เรื่องซีเรียที่ซาอุดิก็ไม่รัก เอะ เสี่ยซาอุรักใครมั่งนะ ชักสงสัย สู้กันมา3 ปีกว่าแล้ว เรื่องยังไม่จบเสียที ไอ้เจ้า Assad นี่มันทนทายาด แล้วอเมริกาก็ดันประกาศ (ในปี ค.ศ. 2013) ว่าจะไม่ใช้กองกำลังจัดการเรื่องซีเรีย โอ้ย กลุ้มใจโว้ย ยังถอนใจไม่หายเหนื่อย หน่อไอซิสก็ทะลี่งได้ปุ๋ยดี บานเต็มท้องทุ่งซีเรีย อิรัค นี่ถ้ามันดันชอบอากาศแถวซาอุดิ มางอกต่อแถวนี้ พวกซาอุดิจะเอาอยู่ไหม

    หงุดหงิดแล้ว ก็เลยพาลน้อยใจต่อ ซาอุดิน้อยใจ คิดหนัก คิดจริงจังคือ เรื่องอิหร่าน (อีกแล้ว) การเจรจา ระหว่างพวกตะวันตกกับอิหร่าน เรื่องการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ซาอุดิมองว่า ถ้าการเจรจาเข้าทางอิหร่าน ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะฝ่ายของซาอุดิจะเสียเปรียบ และอาจจะถึงเสียหายเลยทีเดียว ฝ่ายที่มีนิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง คือฝ่ายที่มีอำนาจควบคุมอ่าวเปอร์เซีย รวมไปทั้งตะวันออกกลาง ที่สำคัญ ซาอุดิมองว่า การใช้วิธีเจรจากับอิหร่าน ดูเหมือนเป็นการเริ่มกลับมาสานสัมพันธ์ใหม่ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน อย่าลืมว่าคู่นี้ เขาเคยเป็นคู่รัก คู่แค้นกันมาก่อน หรือถ่านไฟเก่ามันจะคุขึ้นมาใหม่ ?!?!

    (2)
    ตกลงอเมริกากำลัง “shifting away” หันเหไปจากสัมพันธ์พิเศษกับซาอุดิหรือ มันดูเหมือนมีอาการของการนอกใจ ที่มองเห็นได้จากทั้งฝ่ายซาอุดิและฝ่ายอเมริกาเอง

    ทางฝ่ายซาอุดินั้น อดีตหัวหน้าหน่วยงานข่าวกรอง และอดีตฑูตซาอุดิประจำอเมริกา Prince Bandar bin Sultan พูดตั้งแต่ปลายปี 2013 แล้วว่า ทางซาอุดิอาจจะมีการเปลี่ยนแนวทางของความสัมพันธ์ ระหว่างซาอุดิกับอเมริกา เป็นการประท้วงอเมริกาที่ไม่ขยับอะไรเลย เกี่ยวกับเรื่องการรบในซีเรีย รวมทั้งการที่อเมริกามีท่าที เหมือนจะไปสานสัมพันธ์ใหม่กับอิหร่าน อ้อ เรื่องนี้เอง ที่มันคาใจคนนอนเตียงเดียวกัน

    คำพูดของ Prince Bandar คนเดียวคงไม่พอ Prince Turki al-Faisal อดีตหัวหน้าสายลับ และฑูตซาอุดิประจำสหประชาชาติ ออกมาทำเสียงเข้มว่า นโยบายเกี่ยวกับซีเรีย ของนายโอบามา ฟังแล้วน่าเศร้าใจ พร้อมกับบอกว่า ข้อตกลงระหว่างรัสเซียกับอเมริกา เรื่องการห้ามมิให้ Assad ใช้อาวุธเคมี เป็นหลุมพรางล่อให้อเมริกาตกพลั่ก เขวไปจากการใช้กำลังทหารจัดการในซีเรีย

    เขาต่อว่ากันแรงดีนะครับ ไม่เหมือนสมันน้อย คำน้อยคำ ก็ไม่ค่อยจะกล้าออกมาพาดพิงถึงลูกพี่ เชื่องดีจัง ( ช ช้างสะกดนะครับ ไม่ใช่ ข ไข่ เดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด ฮา)

    นักจัดรายการทีวีชาวอเมริกัน Fred Kaplan วิจารณ์ว่า คำพูดของฝ่ายซาอุดิในเรื่องนี้ เหมือน “game of high-way chicken” เขาเตือนนายโอบามาว่า ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไก่อาจหลุดมือ วิ่งหายไปได้ หรือโอบามาไม่สนใจ เพราะอเมริกากำลังตื่นเต้นกับการค้นพบพลังงานใหม่ ที่จะไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจแล้ว หรือปล่อยให้ไก่วิ่งจนเหนื่อยก่อน

    หลังจากนั้น ขบวนการกดดันอเมริกาโดยกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC) ลูกน้องคุณพี่ซาอุก็เกิดขึ้น นำโดยอาหรับอามิเรต และกาต้าร์เศรษฐีใหญ่ทั้งคู่ ออกโรงเดินสายคุยกับพวกถังความคิด Think Tank ของอเมริกา พร้อมเอาเงินบริจาคกล่องใหญ่ไปฝาก การลงทุนได้ผล ถังความคิดรีบออกรายงานทันที อเมริกาจะปล่อยให้พรรคพวกในตะวันออกกลาง แก้ไขปัญหาเรื่องซีเรียกับไอซิส โดยลำพังหรือ มันดูเหมือนอเมริกากำลังทิ้งเพื่อนที่มีความสัมพันธ์พิเศษนะ เพราะถ้าพวกเขาจัดการไม่ได้ คนที่จะตกที่นั่งลำบากคืออเมริกา แหม! นึกว่าถังความคิดชั้นนำระดับโลกจะสั่งไม่ได้ มีเงินจ่ายก็ใช้ได้ทั้งนั่นแหละครับ

    อเมริกา ถึงยังทิ้งกระบองยอดเพชร ที่อยู่ด้วยกันมานานถึง 70 ปี ไม่ลง

    นายโอบามา ทำหน้าชื่นไปหากษัตริย์ Abdullah เมื่อประมาณเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลังจากนั่งปรับความไม่เข้าใจกัน การแถลงข่าวภายหลังการปรับคลื่น สรุปว่าทั้ง 2 ฝ่าย มีการหารือกัน เรื่องซีเรีย เรื่องการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ การร่วมกันต่อต้านการก่อการร้าย และสนับสนุนการเจรจา เพื่อให้มีสันติภาพเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง (จากการแถลงข่าวของ ทำเนียบขาว เมื่อ 28 มีนาคม 2014)
    เอกสารที่แจกในการแถลงข่าว บอกด้วยว่าซาอุดิอารเบีย เป็นลูกค้าต่างประเทศรายใหญ่ที่สุด ที่ซื้ออาวุธของอเมริกา U S Foreign Military Sales (FMS) คือประมาณ 97 พันล้านเหรียญ และอเมริกา ส่งสินค้าออกไปยังซาอุดิอารเบียในปี 2013 จำนวน 35 พันล้านเหรียญ และขณะนี้มีชาวซาอุดิ ประมาณ 8 หมื่นคน เรียนหนังสืออยู่ในอเมริกา

    อืม ดูเหมือนจะเป็นรายงาน ที่แปลงความสัมพันธ์เป็นตัวเงิน (รายได้) ของอเมริกา มากกว่าจะเป็นการให้ข้อมูล ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น

    นอกจากนี้ การรายงานข่าวของสื่อในช่วงนั้น ยังสรุปไปทิศทางเดียวกันว่า แม้จะมีความเห็นไม่สอดคล้องกันทุกเรื่อง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับซาอุดิอารเบีย ก็ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก not broken เตียงยังไม่หัก ไม่ชำรุดขาเตียงยังอยู่ครบดี ไม่ว่าจะเป็น การร่วมมือทางการต่อต้านผู้ก่อการร้าย การทหาร การธุรกิจและด้านยุทธศาสตร์ อู้ย พูดกันรู้เรื่องดีคร้าบ

    แต่ก็คงจะเร็วไป ที่จะสรุปว่าคู่นี่เขาจะยังมั่นคงกันดีตลอดไป เพราะมันก็ยังเห็นรอยร้าวค้างอยู่ และแม้จะยังไม่ถึงกับทำให้ซาอุดิอารเบีย แยกทางกับอเมริกา แต่ซาอุดิอารเบียก็บอกว่า ไม่ปิดทางตัวเองที่จะมองหาหุ้นส่วนรายใหม่เช่นเดียวกัน นโยบายไม่แทงม้าตัวเดียว ไม่ใช่มีแต่อเมริกาเท่านั้นที่เล่นเป็น เอะ แล้วใครนะที่ซาอุดิอารเบีย เริ่มเจรจาต้าอวยไว้

    (3)

    ถังความคิดตัวแสบ CSIS Think Tank ได้ออกรายงานการวิเคราะห์ The True Nature of the Saudi Succession “Crisis” วิกฤติตามธรรมชาติของการสืบสันตติวงศ์ของ Saudi เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2015 นี้ก่อนการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ Abdullah ไม่นานนัก

    รายงานสรุปว่า กษัตริย์ Abdullah ได้เตรียมการล่วงหน้ามานานแล้วอย่างเรียบร้อยดี ทั้งเรื่องในพระราชวงศ์ เรื่องในประเทศ ทั้งด้านศาสนา และรัฐบาล รวมทั้งเรื่องการต่างประเทศ เท่าที่จะทำได้ แน่นอนหลายปัจจัย ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องมีตามสภาพ….รายงานแจงค่อนข้างละเอียดว่า เตรียมการอะไร ใครเป็นใคร ตามประสา นิสัยเสือกทุกเรื่องของอเมริกา

    แต่ที่น่าจะสนใจคือ บางส่วนที่รายงานการวิคราะห์ดังกล่าวระบุถึง ซึ่งไม่ได้เกี่ยว หรือมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนกษัตริย์ผู้ปกครอง แต่เป็นเรื่องที่รายงานการวิเคราะห์ ระบุถึงสภาพสังคมของซาอุดิอารเบีย
    เป็นส่วนของรายงานที่บอกว่า ปี 2015 ซาอุดิจะมีประชากรประมาณ 27.8 ล้านคน ปี 2025 จะมี 31.9 ล้านคน และปี 2050 จะมีประชากร 40.3 ล้านคน ปัจจุบัน ซาอุดิอารเบียเป็นสังคมที่มีวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ในวัยที่ต้องทำงานแต่ไม่ทำงาน โดยอยู่ด้วยสวัสดิการของรัฐ มีตลาดแรงงานประมาณ 8.4 ล้านคน แต่เป็นชาวซาอุดิเพียง 1.7 ล้านคน ที่ผ่านมา ซาอุดิรับมือกับวัยรุ่นจำนวนมากที่ไม่ทำงานได้พอสมควร เพราะที่ผ่านมา ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงกว่าปัจจุบันมากมาย

    ขณะที่อัตราประชากรเพิ่ม และมีคนไม่ยอมทำงาน แต่รายรับของประเทศ ซึ่งมาจากน้ำมันอย่างเดียว ลดลง ตามราคาน้ำมันโลก (หรือจากการร่วมมือกันกดราคาน้ำมันก็ตาม) ขณะเดียวกัน ซาอุดิก็มีรายจ่ายเกี่ยวกับความ มั่นคงของรัฐ สูงที่สุดในโลก ซาอุดิ มีสตรูมากหน้า ทั้งที่เป็นรัฐ และไม่ใช่รัฐ รวมทั้งมีก่อการร้ายเสมอ จากการที่เป็นผู้ดูแลสถานที่
    เรื่อง เตียงหัก ” เตียงหัก !” (1) หลังจากที่กษัตริย์อับดุลลาแห่งซาอุดิอารเบีย สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.2015 มงกุฏราชกุมาร เจ้าชายซาลมาน ซึ่งเป็นน้องชายก็ขึ้นครองบัลลังก์ต่อ เป็นช่วงที่ตะวันออกกลางกำลังแดดร้อน ลมพัดแรง จะถึงกับมีพายุทะเลทรายหรือไม่ น่าเป็นห่วง เยเมน ที่อยู่ทางใต้ของซาอุดิ กำลังวุ่นวายเกิดศึกชิงเก้าอี้กัน ทางเหนือหน่อไอซิสยังไม่หยุดงอกทั้งพันธุ์แท้ พันธุ์เทียม และกลายพันธุ์ ทั้งที่อิรัคและที่ซีเรีย ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านชื่ออิสราเอล ก็ยังบูดเหมือนเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะมองหน้าและยิ้มให้กันได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าเพื่อน น่าจะเป็นเรื่องอิหร่าน ซึ่งถึงจะอยู่ห่างกันคนละฟาก แต่ซาอุดิก็เห็นอิหร่านเป็นคู่แข่งรัศมี ชิงความเป็นพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางกันมาตลอด อิหร่านกำลังก้มหน้าก้มตาพัฒนาระบบนิวเคลียร์ ที่อ้างว่าไม่ไช่เป็นอาวุธนะ อย่าเข้าใจผิด แต่ถึงอย่างนั้น ซาอุดิก็หงุดหงิด ไม่พอใจ จะพอใจได้ยังไง ก็ตัวเองยังไม่มีนิวเคลียร์กับ เขาสักลูก แถมอาวุธที่มีอยู่ ยังต้องกัดฟันซื้อ โดยเฉพาะจากอเมริกา นึกว่าเขาให้ฟรีๆหรือ เปล่าหรอก แค่ลดราคาให้เท่านั้นเอง เค็มชะมัด แบบนี้ไม่หงุดหงิดได้ไง แต่ที่ไม่พอใจมากที่สุด คือไม่พอใจในอากัปกริยา ท่าทีของอเมริกา มากกว่า ซาอุดิอารเบียกับอเมริกา มีความสัมพันธ์ยาวนาน และแข็งแรงอย่างเป็นทางการมาประมาณ 70 ปีแล้ว ตั้งแต่ประธานาธิบดี Franklin D Roosevelt กับกษัตริย์ Abd al-Aziz ibn Sa’ud ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดิอารเบีย นั่งจับมือกันบนเรือรบ USS Quincy เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1945 แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ จะแข็งแรงมากน้อยขนาดไหนไม่มีใครรู้ดี มีนักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ ทั้ง 2 ประเทศ อุปมาไว้น่าฟังว่า มันเหมือนการแต่งงาน เพื่อความเหมาะสม a marriage for convenience ไม่ใช่มาจากรักแรกพบ หรือรักแบบดูดดื่มฝังใจ เพาะบ่มรอกันมา 20 ปี เมื่อเป็นการแต่งงาน เพื่อความเหมาะสม จะให้หวือหวา หวานชื่นกันตลอด คงเป็นไปไม่ได้ มันคงจะเป็นประเภท ต่างก็ยี่ต๊อกใส่กันว่า ฉันได้มากกว่าเสีย หรือเธอได้มากกว่าฉันหรือเปล่า ทำนองนั้น เรื่องอะไรที่ไม่พอใจ ตราบใดที่บัญชีของทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่เป็นตัวแดง ก็ยังคงกล้อมแกล้ม กัดฟันอยู่กันต่อไป ตลอดการอยู่ร่วมกันของคู่แต่งงาน ซาอุดิฉุนจัดครั้งแรก ก็เมื่ออเมริกามีทีท่าว่าจะมีใจให้กับอิสราเอล สาวข้างบ้าน ที่อเมริกาให้การรับรองเมื่อปี ค.ศ.1948 แต่มันเป็นช่วงระหว่างการก่อร่างสร้างเมืองของซาอุดิ กษัตริย์ Abd al-Aziz จึงต้องกัดฟันมองไปทางอื่นแทน ขณะที่รอบข้างกดดันให้ยกเลิกสัมปทาน ที่ซาอุดิให้แก่ Aramco ของอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1933 หลังจากนั้น ก็มีเรื่องการสั่งห้ามซื้อขายน้ำมัน Oil Embargo ระหว่างกลุ่มค้าน้ำมันชาติอาหรับ กับกลุ่มตะวันตกในปี ค.ศ.1973-74 ซึ่งเป็นการเล่นกล หลอกต้มทั้งคนขายน้ำมันและคนใช้ น้ำมัน โดยพวกนักการเงินวอลสตรีท ที่จัดฉากโดยนาย Henry Kissinger ตัวแสบ ภายใต้การชักใยของ พวกโคตรรวย Rockefeller แต่เรื่องนี้มันก็ลงความเห็นยากว่า ฝ่ายไหนเสียมากกว่า ดูเหมือนจะเป็นมวยล้มต้มคนดู พวกที่เสียหายจริงๆ น่าจะเป็นพวกซื้อน้ำมัน จนแล้วยังทำซ่า อยากเป็นเสือตัวที่ห้ามากกว่า ไปอ่านรายละเอียดได้ จากนิทานเรื่องมายากลยุทธนะครับ ซาอุดิ เริ่มขัดใจจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องการบุกเข้าไปขยี้อิรัคของอเมริกา ไม่ใช่เพราะซาอุดิใจอ่อนสงสารอิรัคหรอก อย่าเข้าใจผิด แต่ซาอุดิเห็นว่า เป็นการทำให้ดุลยอำนาจในภูมิภาคเอียง ไปเข้าทางอิหร่านมากกว่า เพราะเป็นการเปิดทางให้อิหร่าน เข้าไปสนับสนุนกลุ่ม Nouri al-Maliki ขึ้นมามีอำนาจในอิรัค หลังจากซัดดัมถูกโค่น และทำให้อิรัคกับอิหร่าน ก็ใกล้เคียงกับการเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกกันตั้งแต่บัดนั้น มันเป็นการเสริมบารมี เสริมกำลัง ให้กับอิหร่านมากขึ้น เกินกว่าที่ซาอุดิ จะไม่สนใจ แต่ที่เป็นหนามตำใจมาตลอด คือเรื่องสาวข้างบ้าน อิสราเอลนั่นแหละ ที่ทำให้ซาอุดิเห็นว่า อเมริกา ตาชั่งเอียงจนน่าเกลียด เรื่องนี้ไม่มีทางแก้แน่นอน ซาอุดิรู้ดีอยู่แก่ใจ มีแต่ทางเดินออก ซาอุดิจะกล้าเดินออกไหมเท่านั้น พอไปรวมกับเรื่องอียิปต์ ซึ่งซาอุดิเห็นว่า ขนาด Hosni Mubarak ผู้ซึ่งเป็นลูกหาบที่ซื่อสัตย์มาให้อเมริกา 30 กว่าปี อเมริกายังโยนทิ้งเฉย ปล่อยให้ Muslim Brotherhood มุสลิมหัวรุนแรงที่ไม่เอาพวกตะวัน ตก ขึ้นมาปกครองอียิปต์แทน แน่นอน ซาอุดิต้องหงุดหงิด กลุ้มใจ จนหน้าคล้ำหนักไปกว่าเดิม แบบนี้แปลว่าอะไร อเมริกาไม่สนใจหรือว่า มันจะยิ่งสร้างความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางมากขึ้น เผลอๆ เรื่องแบบนี้อาจจะเกิดที่ซาอุดิก็ได้ อเมริกาปล่อยให้เป็นอย่านี้ได้อย่างไร เรื่องอิสราเอลยังแก้ไม่ออก เรื่องอียิปต์ดันมาเกิดขึ้นต่อ บวกกับเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ยังค้างคา นี่ยังมามีเรื่องซีเรียอีก เรื่องซีเรียที่ซาอุดิก็ไม่รัก เอะ เสี่ยซาอุรักใครมั่งนะ ชักสงสัย สู้กันมา3 ปีกว่าแล้ว เรื่องยังไม่จบเสียที ไอ้เจ้า Assad นี่มันทนทายาด แล้วอเมริกาก็ดันประกาศ (ในปี ค.ศ. 2013) ว่าจะไม่ใช้กองกำลังจัดการเรื่องซีเรีย โอ้ย กลุ้มใจโว้ย ยังถอนใจไม่หายเหนื่อย หน่อไอซิสก็ทะลี่งได้ปุ๋ยดี บานเต็มท้องทุ่งซีเรีย อิรัค นี่ถ้ามันดันชอบอากาศแถวซาอุดิ มางอกต่อแถวนี้ พวกซาอุดิจะเอาอยู่ไหม หงุดหงิดแล้ว ก็เลยพาลน้อยใจต่อ ซาอุดิน้อยใจ คิดหนัก คิดจริงจังคือ เรื่องอิหร่าน (อีกแล้ว) การเจรจา ระหว่างพวกตะวันตกกับอิหร่าน เรื่องการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ซาอุดิมองว่า ถ้าการเจรจาเข้าทางอิหร่าน ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะฝ่ายของซาอุดิจะเสียเปรียบ และอาจจะถึงเสียหายเลยทีเดียว ฝ่ายที่มีนิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง คือฝ่ายที่มีอำนาจควบคุมอ่าวเปอร์เซีย รวมไปทั้งตะวันออกกลาง ที่สำคัญ ซาอุดิมองว่า การใช้วิธีเจรจากับอิหร่าน ดูเหมือนเป็นการเริ่มกลับมาสานสัมพันธ์ใหม่ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน อย่าลืมว่าคู่นี้ เขาเคยเป็นคู่รัก คู่แค้นกันมาก่อน หรือถ่านไฟเก่ามันจะคุขึ้นมาใหม่ ?!?! (2) ตกลงอเมริกากำลัง “shifting away” หันเหไปจากสัมพันธ์พิเศษกับซาอุดิหรือ มันดูเหมือนมีอาการของการนอกใจ ที่มองเห็นได้จากทั้งฝ่ายซาอุดิและฝ่ายอเมริกาเอง ทางฝ่ายซาอุดินั้น อดีตหัวหน้าหน่วยงานข่าวกรอง และอดีตฑูตซาอุดิประจำอเมริกา Prince Bandar bin Sultan พูดตั้งแต่ปลายปี 2013 แล้วว่า ทางซาอุดิอาจจะมีการเปลี่ยนแนวทางของความสัมพันธ์ ระหว่างซาอุดิกับอเมริกา เป็นการประท้วงอเมริกาที่ไม่ขยับอะไรเลย เกี่ยวกับเรื่องการรบในซีเรีย รวมทั้งการที่อเมริกามีท่าที เหมือนจะไปสานสัมพันธ์ใหม่กับอิหร่าน อ้อ เรื่องนี้เอง ที่มันคาใจคนนอนเตียงเดียวกัน คำพูดของ Prince Bandar คนเดียวคงไม่พอ Prince Turki al-Faisal อดีตหัวหน้าสายลับ และฑูตซาอุดิประจำสหประชาชาติ ออกมาทำเสียงเข้มว่า นโยบายเกี่ยวกับซีเรีย ของนายโอบามา ฟังแล้วน่าเศร้าใจ พร้อมกับบอกว่า ข้อตกลงระหว่างรัสเซียกับอเมริกา เรื่องการห้ามมิให้ Assad ใช้อาวุธเคมี เป็นหลุมพรางล่อให้อเมริกาตกพลั่ก เขวไปจากการใช้กำลังทหารจัดการในซีเรีย เขาต่อว่ากันแรงดีนะครับ ไม่เหมือนสมันน้อย คำน้อยคำ ก็ไม่ค่อยจะกล้าออกมาพาดพิงถึงลูกพี่ เชื่องดีจัง ( ช ช้างสะกดนะครับ ไม่ใช่ ข ไข่ เดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด ฮา) นักจัดรายการทีวีชาวอเมริกัน Fred Kaplan วิจารณ์ว่า คำพูดของฝ่ายซาอุดิในเรื่องนี้ เหมือน “game of high-way chicken” เขาเตือนนายโอบามาว่า ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไก่อาจหลุดมือ วิ่งหายไปได้ หรือโอบามาไม่สนใจ เพราะอเมริกากำลังตื่นเต้นกับการค้นพบพลังงานใหม่ ที่จะไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจแล้ว หรือปล่อยให้ไก่วิ่งจนเหนื่อยก่อน หลังจากนั้น ขบวนการกดดันอเมริกาโดยกลุ่ม Gulf Cooperation Council (GCC) ลูกน้องคุณพี่ซาอุก็เกิดขึ้น นำโดยอาหรับอามิเรต และกาต้าร์เศรษฐีใหญ่ทั้งคู่ ออกโรงเดินสายคุยกับพวกถังความคิด Think Tank ของอเมริกา พร้อมเอาเงินบริจาคกล่องใหญ่ไปฝาก การลงทุนได้ผล ถังความคิดรีบออกรายงานทันที อเมริกาจะปล่อยให้พรรคพวกในตะวันออกกลาง แก้ไขปัญหาเรื่องซีเรียกับไอซิส โดยลำพังหรือ มันดูเหมือนอเมริกากำลังทิ้งเพื่อนที่มีความสัมพันธ์พิเศษนะ เพราะถ้าพวกเขาจัดการไม่ได้ คนที่จะตกที่นั่งลำบากคืออเมริกา แหม! นึกว่าถังความคิดชั้นนำระดับโลกจะสั่งไม่ได้ มีเงินจ่ายก็ใช้ได้ทั้งนั่นแหละครับ อเมริกา ถึงยังทิ้งกระบองยอดเพชร ที่อยู่ด้วยกันมานานถึง 70 ปี ไม่ลง นายโอบามา ทำหน้าชื่นไปหากษัตริย์ Abdullah เมื่อประมาณเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลังจากนั่งปรับความไม่เข้าใจกัน การแถลงข่าวภายหลังการปรับคลื่น สรุปว่าทั้ง 2 ฝ่าย มีการหารือกัน เรื่องซีเรีย เรื่องการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ การร่วมกันต่อต้านการก่อการร้าย และสนับสนุนการเจรจา เพื่อให้มีสันติภาพเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง (จากการแถลงข่าวของ ทำเนียบขาว เมื่อ 28 มีนาคม 2014) เอกสารที่แจกในการแถลงข่าว บอกด้วยว่าซาอุดิอารเบีย เป็นลูกค้าต่างประเทศรายใหญ่ที่สุด ที่ซื้ออาวุธของอเมริกา U S Foreign Military Sales (FMS) คือประมาณ 97 พันล้านเหรียญ และอเมริกา ส่งสินค้าออกไปยังซาอุดิอารเบียในปี 2013 จำนวน 35 พันล้านเหรียญ และขณะนี้มีชาวซาอุดิ ประมาณ 8 หมื่นคน เรียนหนังสืออยู่ในอเมริกา อืม ดูเหมือนจะเป็นรายงาน ที่แปลงความสัมพันธ์เป็นตัวเงิน (รายได้) ของอเมริกา มากกว่าจะเป็นการให้ข้อมูล ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น นอกจากนี้ การรายงานข่าวของสื่อในช่วงนั้น ยังสรุปไปทิศทางเดียวกันว่า แม้จะมีความเห็นไม่สอดคล้องกันทุกเรื่อง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับซาอุดิอารเบีย ก็ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก not broken เตียงยังไม่หัก ไม่ชำรุดขาเตียงยังอยู่ครบดี ไม่ว่าจะเป็น การร่วมมือทางการต่อต้านผู้ก่อการร้าย การทหาร การธุรกิจและด้านยุทธศาสตร์ อู้ย พูดกันรู้เรื่องดีคร้าบ แต่ก็คงจะเร็วไป ที่จะสรุปว่าคู่นี่เขาจะยังมั่นคงกันดีตลอดไป เพราะมันก็ยังเห็นรอยร้าวค้างอยู่ และแม้จะยังไม่ถึงกับทำให้ซาอุดิอารเบีย แยกทางกับอเมริกา แต่ซาอุดิอารเบียก็บอกว่า ไม่ปิดทางตัวเองที่จะมองหาหุ้นส่วนรายใหม่เช่นเดียวกัน นโยบายไม่แทงม้าตัวเดียว ไม่ใช่มีแต่อเมริกาเท่านั้นที่เล่นเป็น เอะ แล้วใครนะที่ซาอุดิอารเบีย เริ่มเจรจาต้าอวยไว้ (3) ถังความคิดตัวแสบ CSIS Think Tank ได้ออกรายงานการวิเคราะห์ The True Nature of the Saudi Succession “Crisis” วิกฤติตามธรรมชาติของการสืบสันตติวงศ์ของ Saudi เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2015 นี้ก่อนการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ Abdullah ไม่นานนัก รายงานสรุปว่า กษัตริย์ Abdullah ได้เตรียมการล่วงหน้ามานานแล้วอย่างเรียบร้อยดี ทั้งเรื่องในพระราชวงศ์ เรื่องในประเทศ ทั้งด้านศาสนา และรัฐบาล รวมทั้งเรื่องการต่างประเทศ เท่าที่จะทำได้ แน่นอนหลายปัจจัย ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องมีตามสภาพ….รายงานแจงค่อนข้างละเอียดว่า เตรียมการอะไร ใครเป็นใคร ตามประสา นิสัยเสือกทุกเรื่องของอเมริกา แต่ที่น่าจะสนใจคือ บางส่วนที่รายงานการวิคราะห์ดังกล่าวระบุถึง ซึ่งไม่ได้เกี่ยว หรือมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนกษัตริย์ผู้ปกครอง แต่เป็นเรื่องที่รายงานการวิเคราะห์ ระบุถึงสภาพสังคมของซาอุดิอารเบีย เป็นส่วนของรายงานที่บอกว่า ปี 2015 ซาอุดิจะมีประชากรประมาณ 27.8 ล้านคน ปี 2025 จะมี 31.9 ล้านคน และปี 2050 จะมีประชากร 40.3 ล้านคน ปัจจุบัน ซาอุดิอารเบียเป็นสังคมที่มีวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ในวัยที่ต้องทำงานแต่ไม่ทำงาน โดยอยู่ด้วยสวัสดิการของรัฐ มีตลาดแรงงานประมาณ 8.4 ล้านคน แต่เป็นชาวซาอุดิเพียง 1.7 ล้านคน ที่ผ่านมา ซาอุดิรับมือกับวัยรุ่นจำนวนมากที่ไม่ทำงานได้พอสมควร เพราะที่ผ่านมา ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงกว่าปัจจุบันมากมาย ขณะที่อัตราประชากรเพิ่ม และมีคนไม่ยอมทำงาน แต่รายรับของประเทศ ซึ่งมาจากน้ำมันอย่างเดียว ลดลง ตามราคาน้ำมันโลก (หรือจากการร่วมมือกันกดราคาน้ำมันก็ตาม) ขณะเดียวกัน ซาอุดิก็มีรายจ่ายเกี่ยวกับความ มั่นคงของรัฐ สูงที่สุดในโลก ซาอุดิ มีสตรูมากหน้า ทั้งที่เป็นรัฐ และไม่ใช่รัฐ รวมทั้งมีก่อการร้ายเสมอ จากการที่เป็นผู้ดูแลสถานที่
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1238 มุมมอง 0 รีวิว
  • แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3 ตอนที่ 3
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3”
    ตอนที่ 3

    เมื่อสหภาพโซเวียตพ้นไปจากเส้นทางครองโลก อเมริกาจึงเดินหน้าเต็มตัวเพื่อปฏิบัติการชิงโลก โดยมุ่งหน้าสู่การครอบครอง Eurasia ตามยุทธศาสตร์ครู Mac

    ปี ค.ศ.1999 หนึ่งปี ก่อนที่คาวบอย Bush จะเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่ คาวบอย Bush ได้จัดทัพสำหรับปฎิบัติการชิงโลก ไว้เรียบร้อย โดยมีแม่ทัพชื่อ **** Cheney เป็นผู้นำ Cheney ได้วางยุทธศาสตร์ ที่มีคนช่างนินทาเรียกว่า “Cheney Strategy” ซึ่งเป็นนโยบายด้านต่างประเทศ ที่เน้นเรื่องการจัดการ การขโมย และควบคุมแหล่งพลังงานของโลก ผ่านเครือข่ายและการดำเนินงานของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกา หรือบริษัทที่เกี่ยวพันกัน ที่เรียกว่า the Big Four คือ Chevron, Texaco, Exxon Mobil, BP หรือ Royal Dutch Shell

    นอกเหนือจากอาวุธที่ทรงอานุภาพ แล้ว น้ำมันที่อุดมสบูรณ์ และกองทัพที่แข็งแกร่ง เป็นอีก 2 ปัจจัยสำคัญ ที่อเมริกาต้องมี ในการชิงโลกใบนี้มาครอง ดังนั้นในช่วงรัฐบาลคาวบอย Bush โดยการนำทัพ ของ Cheney จึงเกิดการร่วมมือกันอย่างแนบแน่นระหว่างบริษัทน้ำมันยักษ์ ใหญ่ และบริษัทผลิตอาวุธ เห็นตัวอย่างได้ชัดเจน จากบริษัท Halliburton Inc ซึ่งเป็นบริษัทของ **** Cheney เอง ใน ช่วงนั้นประกอบกิจการเป็นทั้งบริษัทขุดน้ำมัน บริษัทสำรวจ และบริษัทรับเหมาก่อสร้างฐานทัพให้กับกองทัพ มันเอาทุกท่าจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่สูตรนี้มีคนทำตามแยะ

    ในช่วงระหว่างการจัดทัพเตรียม ชิงน้ำมัน Cheney ได้ไปพูดที่ London Institute of Petroleum เมื่อ เดือนกันยายน ค.ศ.1999 สรุปความว่า โลกจะเกิดการขาดแคลนน้ำมัน จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมากและรวดเร็ว ของประเทศใหญ่ๆหลายประเทศ เขาประมาณว่าในปี ค.ศ.2010 อย่างน้อยโลกต้องมีน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกจำนวนอย่างน้อย 50% ต่อ วัน จากจำนวนที่มีอยู่ต่อวันในปี ค.ศ.1999 มันหมายถึงอย่างน้อยต้องได้แหล่งน้ำมันขนาดเดียวกันกับของซาอุดิอารเบีย อีก 5 แหล่ง ! จะไปหาจากที่ไหน?

    ขณะนั้น ตะวันออกกลางเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันถึง 2 ใน 3 ของแหล่งน้ำมันโลก และเป็นน้ำมันที่มีต้นทุนต่ำ และที่นั่นคือบริเวณที่อเมริกาจะต้องเข้าไปยึดครอง แต่แหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางขณะนั้นเป็นของรัฐ หรืออยู่ในความควบคุมของรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่มีที่สำหรับคนนอกอย่างอเมริกาและพวก แน่นอนเป็นภาระของ Cheney และพวกที่จะต้องหาทางส่งให้ Exxon Mobil หรือ Chevron หรือ Shell หรือ BP เข้าไปมีที่ยืนในดินแดนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว
    การสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมัน ในกรณีที่มีน้ำมันเพียงพอ ใช้เวลาเร็วที่สุดประมาณ 7 ปี กว่าจะได้ผลผลิตน้ำมัน คาวบอย Bush และ Cheney รอไม่ไหวแน่

    ขณะเดียวกัน อิรัก ซึ่งขณะนั้น มีแหล่งน้ำมันมากเป็นที่สองในตะวันออกกลาง รองจากซาอุดิอารเบีย มี Saddam Hussein เป็น ผู้ครอบครอง ส่วนอิหร่านมีแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่เป็นที่สองของโลก รวมทั้งมีแหล่งน้ำมันใหญ่มหึมาอีกด้วย อิหร่านในตอนนั้นปกครองโดยผู้นำทางศาสนา ซึ่งไม่เปิดประตูให้บริษัทน้ำมันอเมริกันเข้าไปทำมาหากิน

    ปี ค.ศ.2000 เมื่อคาวบอย Bush ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี นโยบายแรกของคาวบอย คือการเสริมสร้างด้านความมั่นคง ให้อเมริกาเสียใหม่ Re-building America’s Defense ซึ่งออกมาภายใต้ชื่อ Project of the New American Century (PNAC) อินทรีย์สยายปีก เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการยึด Eurasia

    PNAC เป็น การปูพื้น วางเส้นทางเข้าชิงน้ำมันในอิรัก อเมริกาจำเป็นต้องมีกองกำลังที่เกรียงไกรเพื่อเข้าใปยึดพื้นที่ในตะวันออกกลาง และจัดการปลี่ยนแปลงผู้ปกครองอิรัก เล่นกันดื้อๆแบบนั้น Saddam ดี เลว เป็นเผด็จการหรือไม่ ไม่เกี่ยวกันเลย เป็นการตอแหล หาเรื่องอ้างของอเมริกาอย่างหน้าด้านๆ เพื่อเข้าไปในอิรัก เพื่อไปยึดแหล่งน้ำมันเขา ไปเอารางวัลใหญ่ ที่คอยอยู่ตรงนั้นต่างหาก

    Cheney ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะทำงานด้านพลังงาน President of Energy Task Force Project หรือ ตำแหน่งหัวหน้าโครงการขโมยน้ำมัน แต่แผนขโมยปิดไม่มิด ใน ปี ค.ศ.2003 กระทรวงพาณิชย์ของอเมริกา เกิดทำเอกสารหล่นมาถึงสื่อ เป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดของบ่อน้ำมันในอิรักทั้งหมด รวมทั้งท่อส่ง โรงกลั่น และคลังน้ำมัน รวมทั้งเอกสารที่แสดงรายละเอียด ของโครงการน้ำมันและก๊าซในอนาคตของอิรัก และผู้ที่ขอเข้าเป็นคู่สัญญาในโครงการเหล่านั้น ซึ่งมีทั้งรัสเซีย จีน และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ที่คัดค้านสหประชาชาติที่อนุมัติ ให้อเมริกาบุกเข้าไปในอิรัก อืม.. น่าให้รางวัลคนทำหล่นจริงๆ

    แน่นอน หลังจากอเมริกายึดครองอิรักได้ สิ่งแรกที่อเมริการีบทำคือ ยกเลิกสัญญาที่อิรักทำกับรัสเซีย จีน และฝรั่งเศส น้ำมันของอิรักจะต้องดูแลและจัดการโดยบริษัทน้ำมันของอเมริกาและอังกฤษเท่า นั้น แผนการชิงโลกของอเมริกาสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

    แต่ ภาระกิจที่สำคัญที่สุดของการชิงโลก ตั้งแต่การทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ.1991 คือ การทำทุกอย่าง ที่จะไม่ให้รัสเซียสร้างชาติขึ้นมาใหม่ได้ และทำให้อดีตรัฐสมาชิกของสหภาพโซเวียต ไม่มีวันกลับมารวมตัวกันได้อีก เพื่ออเมริกาจะได้เข้าไปครอบครองแหล่งน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่มหึมาในแถบ Eurasia แถบที่มีรางวัลใหญ่กว่าคอยอยู่…

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    1 ธค. 2557
    แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3 ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แกะรอยสงครามโลกครั้งที่ 3” ตอนที่ 3 เมื่อสหภาพโซเวียตพ้นไปจากเส้นทางครองโลก อเมริกาจึงเดินหน้าเต็มตัวเพื่อปฏิบัติการชิงโลก โดยมุ่งหน้าสู่การครอบครอง Eurasia ตามยุทธศาสตร์ครู Mac ปี ค.ศ.1999 หนึ่งปี ก่อนที่คาวบอย Bush จะเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่ คาวบอย Bush ได้จัดทัพสำหรับปฎิบัติการชิงโลก ไว้เรียบร้อย โดยมีแม่ทัพชื่อ Dick Cheney เป็นผู้นำ Cheney ได้วางยุทธศาสตร์ ที่มีคนช่างนินทาเรียกว่า “Cheney Strategy” ซึ่งเป็นนโยบายด้านต่างประเทศ ที่เน้นเรื่องการจัดการ การขโมย และควบคุมแหล่งพลังงานของโลก ผ่านเครือข่ายและการดำเนินงานของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกา หรือบริษัทที่เกี่ยวพันกัน ที่เรียกว่า the Big Four คือ Chevron, Texaco, Exxon Mobil, BP หรือ Royal Dutch Shell นอกเหนือจากอาวุธที่ทรงอานุภาพ แล้ว น้ำมันที่อุดมสบูรณ์ และกองทัพที่แข็งแกร่ง เป็นอีก 2 ปัจจัยสำคัญ ที่อเมริกาต้องมี ในการชิงโลกใบนี้มาครอง ดังนั้นในช่วงรัฐบาลคาวบอย Bush โดยการนำทัพ ของ Cheney จึงเกิดการร่วมมือกันอย่างแนบแน่นระหว่างบริษัทน้ำมันยักษ์ ใหญ่ และบริษัทผลิตอาวุธ เห็นตัวอย่างได้ชัดเจน จากบริษัท Halliburton Inc ซึ่งเป็นบริษัทของ Dick Cheney เอง ใน ช่วงนั้นประกอบกิจการเป็นทั้งบริษัทขุดน้ำมัน บริษัทสำรวจ และบริษัทรับเหมาก่อสร้างฐานทัพให้กับกองทัพ มันเอาทุกท่าจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่สูตรนี้มีคนทำตามแยะ ในช่วงระหว่างการจัดทัพเตรียม ชิงน้ำมัน Cheney ได้ไปพูดที่ London Institute of Petroleum เมื่อ เดือนกันยายน ค.ศ.1999 สรุปความว่า โลกจะเกิดการขาดแคลนน้ำมัน จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมากและรวดเร็ว ของประเทศใหญ่ๆหลายประเทศ เขาประมาณว่าในปี ค.ศ.2010 อย่างน้อยโลกต้องมีน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกจำนวนอย่างน้อย 50% ต่อ วัน จากจำนวนที่มีอยู่ต่อวันในปี ค.ศ.1999 มันหมายถึงอย่างน้อยต้องได้แหล่งน้ำมันขนาดเดียวกันกับของซาอุดิอารเบีย อีก 5 แหล่ง ! จะไปหาจากที่ไหน? ขณะนั้น ตะวันออกกลางเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันถึง 2 ใน 3 ของแหล่งน้ำมันโลก และเป็นน้ำมันที่มีต้นทุนต่ำ และที่นั่นคือบริเวณที่อเมริกาจะต้องเข้าไปยึดครอง แต่แหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางขณะนั้นเป็นของรัฐ หรืออยู่ในความควบคุมของรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่มีที่สำหรับคนนอกอย่างอเมริกาและพวก แน่นอนเป็นภาระของ Cheney และพวกที่จะต้องหาทางส่งให้ Exxon Mobil หรือ Chevron หรือ Shell หรือ BP เข้าไปมีที่ยืนในดินแดนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว การสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมัน ในกรณีที่มีน้ำมันเพียงพอ ใช้เวลาเร็วที่สุดประมาณ 7 ปี กว่าจะได้ผลผลิตน้ำมัน คาวบอย Bush และ Cheney รอไม่ไหวแน่ ขณะเดียวกัน อิรัก ซึ่งขณะนั้น มีแหล่งน้ำมันมากเป็นที่สองในตะวันออกกลาง รองจากซาอุดิอารเบีย มี Saddam Hussein เป็น ผู้ครอบครอง ส่วนอิหร่านมีแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่เป็นที่สองของโลก รวมทั้งมีแหล่งน้ำมันใหญ่มหึมาอีกด้วย อิหร่านในตอนนั้นปกครองโดยผู้นำทางศาสนา ซึ่งไม่เปิดประตูให้บริษัทน้ำมันอเมริกันเข้าไปทำมาหากิน ปี ค.ศ.2000 เมื่อคาวบอย Bush ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี นโยบายแรกของคาวบอย คือการเสริมสร้างด้านความมั่นคง ให้อเมริกาเสียใหม่ Re-building America’s Defense ซึ่งออกมาภายใต้ชื่อ Project of the New American Century (PNAC) อินทรีย์สยายปีก เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการยึด Eurasia PNAC เป็น การปูพื้น วางเส้นทางเข้าชิงน้ำมันในอิรัก อเมริกาจำเป็นต้องมีกองกำลังที่เกรียงไกรเพื่อเข้าใปยึดพื้นที่ในตะวันออกกลาง และจัดการปลี่ยนแปลงผู้ปกครองอิรัก เล่นกันดื้อๆแบบนั้น Saddam ดี เลว เป็นเผด็จการหรือไม่ ไม่เกี่ยวกันเลย เป็นการตอแหล หาเรื่องอ้างของอเมริกาอย่างหน้าด้านๆ เพื่อเข้าไปในอิรัก เพื่อไปยึดแหล่งน้ำมันเขา ไปเอารางวัลใหญ่ ที่คอยอยู่ตรงนั้นต่างหาก Cheney ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะทำงานด้านพลังงาน President of Energy Task Force Project หรือ ตำแหน่งหัวหน้าโครงการขโมยน้ำมัน แต่แผนขโมยปิดไม่มิด ใน ปี ค.ศ.2003 กระทรวงพาณิชย์ของอเมริกา เกิดทำเอกสารหล่นมาถึงสื่อ เป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดของบ่อน้ำมันในอิรักทั้งหมด รวมทั้งท่อส่ง โรงกลั่น และคลังน้ำมัน รวมทั้งเอกสารที่แสดงรายละเอียด ของโครงการน้ำมันและก๊าซในอนาคตของอิรัก และผู้ที่ขอเข้าเป็นคู่สัญญาในโครงการเหล่านั้น ซึ่งมีทั้งรัสเซีย จีน และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ที่คัดค้านสหประชาชาติที่อนุมัติ ให้อเมริกาบุกเข้าไปในอิรัก อืม.. น่าให้รางวัลคนทำหล่นจริงๆ แน่นอน หลังจากอเมริกายึดครองอิรักได้ สิ่งแรกที่อเมริการีบทำคือ ยกเลิกสัญญาที่อิรักทำกับรัสเซีย จีน และฝรั่งเศส น้ำมันของอิรักจะต้องดูแลและจัดการโดยบริษัทน้ำมันของอเมริกาและอังกฤษเท่า นั้น แผนการชิงโลกของอเมริกาสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว แต่ ภาระกิจที่สำคัญที่สุดของการชิงโลก ตั้งแต่การทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ.1991 คือ การทำทุกอย่าง ที่จะไม่ให้รัสเซียสร้างชาติขึ้นมาใหม่ได้ และทำให้อดีตรัฐสมาชิกของสหภาพโซเวียต ไม่มีวันกลับมารวมตัวกันได้อีก เพื่ออเมริกาจะได้เข้าไปครอบครองแหล่งน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่มหึมาในแถบ Eurasia แถบที่มีรางวัลใหญ่กว่าคอยอยู่… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 1 ธค. 2557
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 663 มุมมอง 0 รีวิว
  • เหยื่อ – เคี้ยว ตอนที่ 1
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เหยื่อ”
ตอนที่ 3 : “เคี้ยว 1”
    การแบ่งเค้กตะวันออกกลาง ระหว่างประเทศผู้ชนะสงคราม ดูเหมือนจะยังไม่ลงตัว เดือนเมษายน ค.ศ. 1920 รัฐมนตรีต่างประเทศที่ชนะสงคราม แอบจัดประชุมกันอีกที่ San Remo ประเทศอิตาลี โดยไม่มีผู้แทนของอเมริกาได้รับเชิญให้เข้าประชุมด้วย !

ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ หัวเรือใหญ่บอก อเมริกามาที่หลัง ไม่เกี่ยวกับเรื่องการแบ่งเค้กที่ได้มาจากการทะลายออตโตมานนี่นา เขามาเกี่ยวตรงไหน เราเป็นคนคิดริเริ่มนะ (เอะ ! พูดแบบนี้ เดี๋ยวสวยแน่ อเมริกาเพิ่งเขี้ยวงอกก็จริง แต่เป็นเขี้ยวเล็กและแหลมคม อย่าได้ประมาทเชียว) การประชุมที่ San Remo จึงเป็นการกำหนดและการกำกับ โดย นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Lloyd George และประธานาธิบดีฝรั่งเศส Alexander Millerand ซึ่งไว้ใจกันเองมาก ถึงขนาดเดินประกบกันทุกฝีก้าว เข้าใจว่าใครไปเข้าห้องน้ำ อีกคนคงต้องตามไปด้วย
    เพื่อเป็นการปิดปากฝรั่งเศส อังกฤษตัดใจประกาศอย่างเป็นทางการ ต่อหน้าที่ประชุม เรา อังกฤษ ยินดียกหุ้นในบริษัทที่ได้สัมปทานน้ำมันในเมโสโปเตเมีย ให้แก่ฝรั่งเศส มิตรรักร่วมรบ เอาไปเลย 25% ของบริษัท เป็นของขวัญจากเรา แต่เมโสโปเตเมีย ต้องอยู่ในความดูแลของเราอังกฤษ ตกลงตามนี้นะ
    มันเป็นหุ้น 25% ของ Turkish Petroleum Gesellshaft ที่ Deutsche Bank ตั้งขึ้นภายหลังที่ออตโตมานให้ สิทธิ 20 กิโลเมตร 2 ข้างทางรถไฟ (Right of way) ของเส้นทาง Berlin Bagdad ส่วนอีก 75% แน่นอน ชาวเกาะบอก ต้องเป็นของเรา โดยมอบให้ Anglo Persian Oil ที่ไปหลอกต้มมาจาก นาย D’Arcy ผู้น่าสมเพชนั่นแหละ เป็นผู้รับโอนไป
    นี่มันทั้งขยี้เขา แล้วยังขโมยของในบ้านเขาต่ออีกด้วย สันดานแบบนี้ เป็นคนก็คบไม่ได้เลย
    San Remo Agreement เป็นฝีมือวางแผนของคน ที่ได้ชื่อต่อมาว่า เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเกาะใหญ่ เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ในสมัยนั้น เขาคือ Sir Henry Deterding
    นาย Deterding เป็นชาวดัชท์ เขาเป็นอีกคนหนึ่ง นอกเหนือจากกัปตัน Fisher ที่เห็นคุณค่า และอานุภาพของน้ำมัน ว่าจะเป็นทรัพยากรที่จะเป็นอาวุธสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ !
    นาย Deterding ทำงานให้รัฐบาลดัชท์ ในบริษัท Dutch East Indies ที่เกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นอาณานิคมของดัชท์ขณะนั้น สุมาตราก็มีน้ำมันตะเกียง นาย Deterding จึงตั้งบริษัทผลิตน้ำมันตะเกียง จากน้ำมันอินโดนีเซีย ชื่อบริษัท Royal Dutch Oil Company
    เมื่อธุรกิจนำมันของเขาก้าวหน้า มากขึ้น ค.ศ. 1897 นาย Deterding ตัดสินใจควบบริษัท Royal Dutch Oil Company เข้ากับบริษัท Shell Transport & Trading Company ของนาย Marcus Samuel (ซึ่งต่อมาได้เป็น Lord Bearsted) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเรือขนส่งสินค้า และเป็นผู้ริเริ่มสร้างแท้งค์บรรจุน้ำมัน การควบรวมบริษัทนี้ ทำให้เกิดเป็นบริษัท Royal Dutch Shell Company ยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันของอังกฤษ และทำให้อังกฤษผงาดขึ้นมาเป็นผู้ค้าน้ำมันระดับโลก และในที่สุด เป็นคู่แข่งแบบเผ็ดร้อนกับ Standard Oil Group ของตระกูล Rockefeller ในอเมริกา
    ความสำเร็จของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ในกิจการน้ำมัน มาจากการวางแผนและสนับสนุนเกินร้อยของรัฐบาลอังกฤษ ภายใต้แผนการใช้ตัวแทน ให้เข้าไปดำเนินการฝังตัวตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาข่าวกรอง และปฎิบัติการลับไปเกือบทุกแห่งในโลก นาย Deterding เองนั้น ภายหลังก็มีข่าวหลุดมาว่า แท้จริงแล้ว เขาสังกัดอยู่ในหน่วยราชการลับของอังกฤษตั้งแต่ต้น ถูกส่งให้ไปทำงานตั้งแต่ที่เกาะสุมาตรา ไม่งั้นมันจะไปควบรวม บริษัทใหญ่อย่างนั้นได้ ง่าย ๆ อย่างไร
    ค.ศ. 1912 ก่อนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษมีส่วนแบ่งในตลาดน้ำมันโลก เพียง 12 % หลังสงครามโลก ภายหลังจากการล่าเหยื่อ หลอกเหยื่อ ขยี้เหยื่อ จนเหลือแต่ซากแล้ว ค.ศ. 1925 อังกฤษกลายเป็นขาใหญ่ในวงการน้ำมันโลก ที่กำลังจะมาแรง
    ปฎิบัติการ San Remo นาย Deterding ทำงานร่วมกับ Sir John Cadman ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษ เข้าไปดูแล Anglo Persian Oil Company ทั้ง 2 คน เดินสายนอกรอบ ทั้งหว่าน ทั้งล้อมฝรั่งเศส ให้ฝรั่งเศสรับ 25% ของหุ้นใน Turkish Petroleum ไป แทนการเอาเมือง Mosul ฝรั่งเศส เหมือนเด็กได้อมยิ้มไป 1 กล่องในวันเดียว ดีใจเกือบตาย แทนที่จะได้ทั้งกล่องทุกวันไปตลอดชีวิต
    และด้วยอมยิ้ม 1 กล่อง ฝรั่งเศสใจป้ำ ตกลงว่าถ้าขุดน้ำมันเจอจริง และจะต้องวางท่อส่งน้ำมัน ผ่านมาทางซีเรีย ซึ่งฝรั่งเศสได้สิทธิปกครอง ฝรั่งเศสบอกเรายินดีนะ และภาษีอะไรที่ต้องมีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝรั่งเศสยกเว้นให้หมด เป็นการตอบแทน เอ้อ ! เซ่อได้สมใจ เคี้ยวนุ่มอร่อยนาน
    อังกฤษมองไกล ต่อไปนี้ ตะวันออกกลาง เค้กทั้งก้อน ไม่ใช่แค่ชิ้นเดียว ต้องไม่พ้นมือเรา
    San Remo Agreement ยังใส่เงื่อนไขไว้ในสัญญาด้วยอีกว่า ต่างชาติอื่นนอกเหนือไปจากนี้ ไม่มีสิทธิมาขุดเจาะ เสาะหาน้ำมันในอาณาบริเวณเมโส โปเตเมีย เขียนแบบนี้ แปลว่า อเมริกาอย่ามาแหยม ! ไม่เชิญเขามาร่วมประชุม ก็หน้าด้านมากพอ แต่นี่ถึงขนาดตัดขาด จากการงานกินเค้ก ในอนาคตด้วยนี่ มันชักส่ออาการตระกรามมากไป
    นอกจากกันอเมริกาออกไปแล้ว San Remo Agreement ยังระบุด้วยว่า ในเรื่องน้ำมันที่โรมาเนีย และที่รัสเซีย ฝรั่งเศสจะต้องให้ความร่วมมือกับอังกฤษ ตามที่อังกฤษจูงอีกด้วย ข้อตกลงแบบนี้เหมือนการปฏิวัติเงียบ เกี่ยวกับน้ำมันในเมโสโปเตเมีย โดยชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อย ฯ เลยทีเดียว
    เมื่อกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา รู้เรื่องการวางไม้ขวางของอังกฤษ จึงทำหนังสือประท้วงการตัดสิทธิของ American Standard Oil ออกไปจากสัมปทานในเมโสโปเตเมีย รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ขณะนั้น Lord Curzon ทำหนังสือลงวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1921 แจ้งไปยังทูตอังกฤษที่ประจำอยู่ในวอชิตัน ให้ไปแจ้งต่ออเมริกาว่า อังกฤษเสียใจจริง ๆ ที่ไม่สามารถจะจัดการให้บริษัทน้ำมันอเมริกัน ได้รับสัมปทานในตะวันออกกลางได้
    เด็ดขาดจริงลูกพี่ ! เขียนได้เด็ด ! แต่จะขาดกันแค่ไหน เห็นจะต้องดูกันต่อไป นั่นมันเรื่อง 100 ปีมาแล้ว
    San Remo Agreement น่าจะเป็นหัวเชื้อ ในการทำสงครามชิงน้ำมัน ในตะวันออกกลางระหว่างอังกฤษกับอเมริกา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยเหยื่อที่เป็นเจ้าของน้ำมันตัวจริง ในตะวันออกกลางคงยังกำลังงง ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรกับพวกตน และดินแดนของพวกตน และไม่รู้ว่าบัดนี้ยังจะเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน ! ?
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
11 ก.ย. 57
    เหยื่อ – เคี้ยว ตอนที่ 1 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เหยื่อ”
ตอนที่ 3 : “เคี้ยว 1” การแบ่งเค้กตะวันออกกลาง ระหว่างประเทศผู้ชนะสงคราม ดูเหมือนจะยังไม่ลงตัว เดือนเมษายน ค.ศ. 1920 รัฐมนตรีต่างประเทศที่ชนะสงคราม แอบจัดประชุมกันอีกที่ San Remo ประเทศอิตาลี โดยไม่มีผู้แทนของอเมริกาได้รับเชิญให้เข้าประชุมด้วย !

ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ หัวเรือใหญ่บอก อเมริกามาที่หลัง ไม่เกี่ยวกับเรื่องการแบ่งเค้กที่ได้มาจากการทะลายออตโตมานนี่นา เขามาเกี่ยวตรงไหน เราเป็นคนคิดริเริ่มนะ (เอะ ! พูดแบบนี้ เดี๋ยวสวยแน่ อเมริกาเพิ่งเขี้ยวงอกก็จริง แต่เป็นเขี้ยวเล็กและแหลมคม อย่าได้ประมาทเชียว) การประชุมที่ San Remo จึงเป็นการกำหนดและการกำกับ โดย นายกรัฐมนตรีอังกฤษ Lloyd George และประธานาธิบดีฝรั่งเศส Alexander Millerand ซึ่งไว้ใจกันเองมาก ถึงขนาดเดินประกบกันทุกฝีก้าว เข้าใจว่าใครไปเข้าห้องน้ำ อีกคนคงต้องตามไปด้วย เพื่อเป็นการปิดปากฝรั่งเศส อังกฤษตัดใจประกาศอย่างเป็นทางการ ต่อหน้าที่ประชุม เรา อังกฤษ ยินดียกหุ้นในบริษัทที่ได้สัมปทานน้ำมันในเมโสโปเตเมีย ให้แก่ฝรั่งเศส มิตรรักร่วมรบ เอาไปเลย 25% ของบริษัท เป็นของขวัญจากเรา แต่เมโสโปเตเมีย ต้องอยู่ในความดูแลของเราอังกฤษ ตกลงตามนี้นะ มันเป็นหุ้น 25% ของ Turkish Petroleum Gesellshaft ที่ Deutsche Bank ตั้งขึ้นภายหลังที่ออตโตมานให้ สิทธิ 20 กิโลเมตร 2 ข้างทางรถไฟ (Right of way) ของเส้นทาง Berlin Bagdad ส่วนอีก 75% แน่นอน ชาวเกาะบอก ต้องเป็นของเรา โดยมอบให้ Anglo Persian Oil ที่ไปหลอกต้มมาจาก นาย D’Arcy ผู้น่าสมเพชนั่นแหละ เป็นผู้รับโอนไป นี่มันทั้งขยี้เขา แล้วยังขโมยของในบ้านเขาต่ออีกด้วย สันดานแบบนี้ เป็นคนก็คบไม่ได้เลย San Remo Agreement เป็นฝีมือวางแผนของคน ที่ได้ชื่อต่อมาว่า เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเกาะใหญ่ เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ในสมัยนั้น เขาคือ Sir Henry Deterding นาย Deterding เป็นชาวดัชท์ เขาเป็นอีกคนหนึ่ง นอกเหนือจากกัปตัน Fisher ที่เห็นคุณค่า และอานุภาพของน้ำมัน ว่าจะเป็นทรัพยากรที่จะเป็นอาวุธสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ ! นาย Deterding ทำงานให้รัฐบาลดัชท์ ในบริษัท Dutch East Indies ที่เกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นอาณานิคมของดัชท์ขณะนั้น สุมาตราก็มีน้ำมันตะเกียง นาย Deterding จึงตั้งบริษัทผลิตน้ำมันตะเกียง จากน้ำมันอินโดนีเซีย ชื่อบริษัท Royal Dutch Oil Company เมื่อธุรกิจนำมันของเขาก้าวหน้า มากขึ้น ค.ศ. 1897 นาย Deterding ตัดสินใจควบบริษัท Royal Dutch Oil Company เข้ากับบริษัท Shell Transport & Trading Company ของนาย Marcus Samuel (ซึ่งต่อมาได้เป็น Lord Bearsted) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเรือขนส่งสินค้า และเป็นผู้ริเริ่มสร้างแท้งค์บรรจุน้ำมัน การควบรวมบริษัทนี้ ทำให้เกิดเป็นบริษัท Royal Dutch Shell Company ยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันของอังกฤษ และทำให้อังกฤษผงาดขึ้นมาเป็นผู้ค้าน้ำมันระดับโลก และในที่สุด เป็นคู่แข่งแบบเผ็ดร้อนกับ Standard Oil Group ของตระกูล Rockefeller ในอเมริกา ความสำเร็จของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ในกิจการน้ำมัน มาจากการวางแผนและสนับสนุนเกินร้อยของรัฐบาลอังกฤษ ภายใต้แผนการใช้ตัวแทน ให้เข้าไปดำเนินการฝังตัวตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาข่าวกรอง และปฎิบัติการลับไปเกือบทุกแห่งในโลก นาย Deterding เองนั้น ภายหลังก็มีข่าวหลุดมาว่า แท้จริงแล้ว เขาสังกัดอยู่ในหน่วยราชการลับของอังกฤษตั้งแต่ต้น ถูกส่งให้ไปทำงานตั้งแต่ที่เกาะสุมาตรา ไม่งั้นมันจะไปควบรวม บริษัทใหญ่อย่างนั้นได้ ง่าย ๆ อย่างไร ค.ศ. 1912 ก่อนเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษมีส่วนแบ่งในตลาดน้ำมันโลก เพียง 12 % หลังสงครามโลก ภายหลังจากการล่าเหยื่อ หลอกเหยื่อ ขยี้เหยื่อ จนเหลือแต่ซากแล้ว ค.ศ. 1925 อังกฤษกลายเป็นขาใหญ่ในวงการน้ำมันโลก ที่กำลังจะมาแรง ปฎิบัติการ San Remo นาย Deterding ทำงานร่วมกับ Sir John Cadman ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษ เข้าไปดูแล Anglo Persian Oil Company ทั้ง 2 คน เดินสายนอกรอบ ทั้งหว่าน ทั้งล้อมฝรั่งเศส ให้ฝรั่งเศสรับ 25% ของหุ้นใน Turkish Petroleum ไป แทนการเอาเมือง Mosul ฝรั่งเศส เหมือนเด็กได้อมยิ้มไป 1 กล่องในวันเดียว ดีใจเกือบตาย แทนที่จะได้ทั้งกล่องทุกวันไปตลอดชีวิต และด้วยอมยิ้ม 1 กล่อง ฝรั่งเศสใจป้ำ ตกลงว่าถ้าขุดน้ำมันเจอจริง และจะต้องวางท่อส่งน้ำมัน ผ่านมาทางซีเรีย ซึ่งฝรั่งเศสได้สิทธิปกครอง ฝรั่งเศสบอกเรายินดีนะ และภาษีอะไรที่ต้องมีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝรั่งเศสยกเว้นให้หมด เป็นการตอบแทน เอ้อ ! เซ่อได้สมใจ เคี้ยวนุ่มอร่อยนาน อังกฤษมองไกล ต่อไปนี้ ตะวันออกกลาง เค้กทั้งก้อน ไม่ใช่แค่ชิ้นเดียว ต้องไม่พ้นมือเรา San Remo Agreement ยังใส่เงื่อนไขไว้ในสัญญาด้วยอีกว่า ต่างชาติอื่นนอกเหนือไปจากนี้ ไม่มีสิทธิมาขุดเจาะ เสาะหาน้ำมันในอาณาบริเวณเมโส โปเตเมีย เขียนแบบนี้ แปลว่า อเมริกาอย่ามาแหยม ! ไม่เชิญเขามาร่วมประชุม ก็หน้าด้านมากพอ แต่นี่ถึงขนาดตัดขาด จากการงานกินเค้ก ในอนาคตด้วยนี่ มันชักส่ออาการตระกรามมากไป นอกจากกันอเมริกาออกไปแล้ว San Remo Agreement ยังระบุด้วยว่า ในเรื่องน้ำมันที่โรมาเนีย และที่รัสเซีย ฝรั่งเศสจะต้องให้ความร่วมมือกับอังกฤษ ตามที่อังกฤษจูงอีกด้วย ข้อตกลงแบบนี้เหมือนการปฏิวัติเงียบ เกี่ยวกับน้ำมันในเมโสโปเตเมีย โดยชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อย ฯ เลยทีเดียว เมื่อกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา รู้เรื่องการวางไม้ขวางของอังกฤษ จึงทำหนังสือประท้วงการตัดสิทธิของ American Standard Oil ออกไปจากสัมปทานในเมโสโปเตเมีย รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ขณะนั้น Lord Curzon ทำหนังสือลงวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1921 แจ้งไปยังทูตอังกฤษที่ประจำอยู่ในวอชิตัน ให้ไปแจ้งต่ออเมริกาว่า อังกฤษเสียใจจริง ๆ ที่ไม่สามารถจะจัดการให้บริษัทน้ำมันอเมริกัน ได้รับสัมปทานในตะวันออกกลางได้ เด็ดขาดจริงลูกพี่ ! เขียนได้เด็ด ! แต่จะขาดกันแค่ไหน เห็นจะต้องดูกันต่อไป นั่นมันเรื่อง 100 ปีมาแล้ว San Remo Agreement น่าจะเป็นหัวเชื้อ ในการทำสงครามชิงน้ำมัน ในตะวันออกกลางระหว่างอังกฤษกับอเมริกา ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยเหยื่อที่เป็นเจ้าของน้ำมันตัวจริง ในตะวันออกกลางคงยังกำลังงง ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรกับพวกตน และดินแดนของพวกตน และไม่รู้ว่าบัดนี้ยังจะเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน ! ? สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
11 ก.ย. 57
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 683 มุมมอง 0 รีวิว
  • นิทานเรื่องจริง เรื่อง “มายากลยุทธ”
    ภาคสอง ตอน เสกกระดาษเป็นน้ำมัน
    ตอนที่ 24 : สร้างกับดัก
    จากเหตุการณ์ไล่ Shah ออกไป การประท้วงรุนแรงลุกลาม ราคาน้ำมันโลกก็พุ่งกระฉูดอีกรอบ เหมือนปี ค.ศ. 1973 แต่อเมริกาแก้ภาวะวิกฤติในรูปแบบใหม่ โดยคำกระซิบของนายเหนือ David Rockefeller และเหล่าสถาบันการเงินผู้ทรงอิทธิพลและ Wall Street บอกให้นาย Paul Volcker ซึ่งเป็นประธาน Fed ขณะนั้น “จัดการ” ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ แน่นอนโลกการเงินย่อมมึนเหมือนโดนตีหัว มันไปเอาวิธีแก้เงินเฟ้อ แบบนี้มาจากตำราไหนวะ ทำไมนาย Volcker ถึงได้ตัดสินใจแบบนี้ โปรดอย่าลืมว่านาย Volcker เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Trillateral Commission ของพวกโคตรรวย (ถ้าลืมช่วยกลับไปอ่าน ตอน 4 นะครับ)
    มารู้ประวัติเขาสักนิด นาย Volcker เริ่มต้นเป็นเศรษฐกร ตัวเล็ก ๆ ที่ New York Federal Reserve Bank ช่วงปี ค.ศ. 1950 ต้น ๆ หลังทำงานอยู่ประมาณ 5 ปี นาย David Rockefeller ก็บังเอิญเดินเลี้ยวไปเจอ เลยชวนให้มาทำงานที่ Chase Bank ของพรรคโคตรรวย หลังจากนั้นก็หนุนให้นาย Volcker เป็นผู้ช่วยกรรมาธิการด้านการเงิน และเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่กระทรวงการคลังของอเมริกา (เขาสั่งได้จริง ๆ !) ปี ค.ศ. 1965 ก็กลับมาอยู่ที่ Chase กับนาย David ในฐานะผู้ช่วย คราวนี้มาดูแลด้านธุรกิจ ตปท. ให้ เมื่อ Nixon เป็นประธานาธิบดี ฟ้าก็ส่งให้นาย Volcker ขึ้นเป็นใหญ่ ลำดับ 3 ของกระทรวงการคลัง และทำให้เขามีส่วนที่ช่วย “ดำเนินการ” ให้มีการยกเลิกข้อตกลง Bretton Woods ที่ตัดเชือกผูกระหว่างเงินดอลล่าร์กับทองคำ ปี ค.ศ. 1973 เขาได้รับการชวนให้เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Trillateral Commission และปี ค.ศ. 1975 เขาก็ได้เป็นประธานของ New York Federal Reserve Bank สาขาที่ทรงอำนาจที่สุดใน 12 สาขา ของ Fed
    ในปี ค.ศ. 1979 ประธานาธิบดี Carter ถูกกระซิบ (อีกแล้ว) ให้ตั้งนาย Arthur Miller ซึ่งเป็นประธานของ Fed ขณะนั้น ให้ไปดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ตำแหน่งประธาน Fed ก็เลยว่าง แน่นอน ราชรถมาเกยที่นาย Volcker การชักใยจึงทำได้สะดวกโยธิน ตามแผนของนักเล่นกล
    ปรกติอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างประเทศ จะอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี แต่จากเหตุวิกฤติเรื่องราคาน้ำมันพุ่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ขึ้นจาก 2% ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เป็น 18% ในช่วงปี ค.ศ. 1980 ผู้ที่รับผลกระทบดอกเบี้ยขึ้นสูงนี้ คือ ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศในโลกที่ 3
    ประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น Mexico, Brazil, Venezuela, Argentina และหลายประเทศใน อาฟริกา ซึ่งเพิ่งได้รับเอกราชมาจากอังกฤษ ช่วงปี ค.ศ. 1950 และหลายประเทศในแถบเอเซีย ประเทศเหล่านี้มีน้ำมัน แต่ยังต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ เพราะกำลังตั้งตัว เพื่อมาพัฒนาประเทศ เพื่อจะให้มีเศรษฐกิจใกล้เคียงหรือตามทันประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติน้ำมันบวกกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยที่ประเทศพวกนี้ ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ถึงกับท่วมเงินต้น แล้วมันจะไปอยู่รอดได้อย่างไร
    แล้วก็มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยประเทศลูกหนี้เหล่านี้ คงเดากันออก พระเอกใส่เสื้อคลุมยี่ห้อ IMF, World Bank ซึ่งรีบออกโปรแกรมใหม่ เรียกว่า “SAP” (ไปถามอ้ายน้อยดูแล้วกัน ตอนวิกฤติ ต้มยำกุ้งบ้านเรา เราได้ SAP ไปแค่ไหน) คือ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้นั่นแหละ (Structural Adjustment Programs) SAPs มาพร้อมกับเงื่อนไข 508ประการ (ช่วยกลับไปอ่านจิกโก๋ปากซอย ตอน 14/2 นะครับ ขี้เกียจเขียนซ้ำ เขียนซ้ำก็ช้ำใจซ้ำ !) หลาย ๆ เงื่อนไขที่ SAPs วางแทบจะไม่เป็น เงื่อนไขเกี่ยวกับเงินกู้เลย บางครั้งเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และที่แย่บางครั้ง เป็นเรื่องกระทบอธิปไตยของประเทศผู้กู้เสียด้วย ผลจากการปฏิบัติการของคุณ SAPs ทำให้ประเทศของโลกที่สาม หรือที่กำลังพัฒนา หยุดการพัฒนาไปโดยปริยาย
    ตั้งแต่ ค.ศ. 1980 ถึงหลัง ค.ศ. 1990 แต่ก็ยังมีหนี้ท่วมอยู่ ประเทศเหล่านี้ไม่มีทางเลือก เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ต้องยอมเปิดประตูให้ผู้ให้กู้ตปท. นักธุรกิจตปท.เข้ามาทึ้งสมบัติในประเทศ
    นี่คือรูปแบบของการล่าอาณานิคมยุคใหม่ ที่ไม่ต้องใช้อาวุธยิงถล่มบ้านเมืองให้พังพินาศ แต่ใช้อาวุธทางการเงินที่เราขวนขวาย แสวงหา และตะกายทำตามเพราะนึกว่าจะทำให้เรากลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเขา หารู้ไม่ว่าเครื่องมือและกลไกทางการเงินต่าง ๆ นั้น คือ “กับดัก” สมันน้อยชาติต่าง ๆ ก็พากันเดินเข้าไปสู่กับดักอย่างไม่รู้ตัว ถ้าไม่รู้จักเดินเลี่ยงจากกับดัก หรือหาทางแกะกับดักนี้ให้ออก มันจะกลายเป็นสิ่งที่นำพาให้สมันน้อย ไม่มีอะไรเหลือในประเทศ หรือถึงขั้น อาจไม่เหลือประเทศอยู่ และทั้งหมดที่นักมายากลเขาสร้าง เครื่องมือต่าง ๆ มาดักสมันน้อย ก็เพื่อช่วงชิงน้ำมันและแสดงให้โลกเห็นว่า ใครคือผู้มีอำนาจครองโลกที่แท้จริง นี่คือการแสดงมายากลระดับตั๋วราคาโคตรแพง ! ! !


    คนเล่านิทาน
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “มายากลยุทธ” ภาคสอง ตอน เสกกระดาษเป็นน้ำมัน ตอนที่ 24 : สร้างกับดัก จากเหตุการณ์ไล่ Shah ออกไป การประท้วงรุนแรงลุกลาม ราคาน้ำมันโลกก็พุ่งกระฉูดอีกรอบ เหมือนปี ค.ศ. 1973 แต่อเมริกาแก้ภาวะวิกฤติในรูปแบบใหม่ โดยคำกระซิบของนายเหนือ David Rockefeller และเหล่าสถาบันการเงินผู้ทรงอิทธิพลและ Wall Street บอกให้นาย Paul Volcker ซึ่งเป็นประธาน Fed ขณะนั้น “จัดการ” ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ แน่นอนโลกการเงินย่อมมึนเหมือนโดนตีหัว มันไปเอาวิธีแก้เงินเฟ้อ แบบนี้มาจากตำราไหนวะ ทำไมนาย Volcker ถึงได้ตัดสินใจแบบนี้ โปรดอย่าลืมว่านาย Volcker เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Trillateral Commission ของพวกโคตรรวย (ถ้าลืมช่วยกลับไปอ่าน ตอน 4 นะครับ) มารู้ประวัติเขาสักนิด นาย Volcker เริ่มต้นเป็นเศรษฐกร ตัวเล็ก ๆ ที่ New York Federal Reserve Bank ช่วงปี ค.ศ. 1950 ต้น ๆ หลังทำงานอยู่ประมาณ 5 ปี นาย David Rockefeller ก็บังเอิญเดินเลี้ยวไปเจอ เลยชวนให้มาทำงานที่ Chase Bank ของพรรคโคตรรวย หลังจากนั้นก็หนุนให้นาย Volcker เป็นผู้ช่วยกรรมาธิการด้านการเงิน และเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่กระทรวงการคลังของอเมริกา (เขาสั่งได้จริง ๆ !) ปี ค.ศ. 1965 ก็กลับมาอยู่ที่ Chase กับนาย David ในฐานะผู้ช่วย คราวนี้มาดูแลด้านธุรกิจ ตปท. ให้ เมื่อ Nixon เป็นประธานาธิบดี ฟ้าก็ส่งให้นาย Volcker ขึ้นเป็นใหญ่ ลำดับ 3 ของกระทรวงการคลัง และทำให้เขามีส่วนที่ช่วย “ดำเนินการ” ให้มีการยกเลิกข้อตกลง Bretton Woods ที่ตัดเชือกผูกระหว่างเงินดอลล่าร์กับทองคำ ปี ค.ศ. 1973 เขาได้รับการชวนให้เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของ Trillateral Commission และปี ค.ศ. 1975 เขาก็ได้เป็นประธานของ New York Federal Reserve Bank สาขาที่ทรงอำนาจที่สุดใน 12 สาขา ของ Fed ในปี ค.ศ. 1979 ประธานาธิบดี Carter ถูกกระซิบ (อีกแล้ว) ให้ตั้งนาย Arthur Miller ซึ่งเป็นประธานของ Fed ขณะนั้น ให้ไปดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ตำแหน่งประธาน Fed ก็เลยว่าง แน่นอน ราชรถมาเกยที่นาย Volcker การชักใยจึงทำได้สะดวกโยธิน ตามแผนของนักเล่นกล ปรกติอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างประเทศ จะอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี แต่จากเหตุวิกฤติเรื่องราคาน้ำมันพุ่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ขึ้นจาก 2% ในช่วงปี ค.ศ. 1970 เป็น 18% ในช่วงปี ค.ศ. 1980 ผู้ที่รับผลกระทบดอกเบี้ยขึ้นสูงนี้ คือ ประเทศที่กำลังพัฒนา หรือประเทศในโลกที่ 3 ประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น Mexico, Brazil, Venezuela, Argentina และหลายประเทศใน อาฟริกา ซึ่งเพิ่งได้รับเอกราชมาจากอังกฤษ ช่วงปี ค.ศ. 1950 และหลายประเทศในแถบเอเซีย ประเทศเหล่านี้มีน้ำมัน แต่ยังต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ เพราะกำลังตั้งตัว เพื่อมาพัฒนาประเทศ เพื่อจะให้มีเศรษฐกิจใกล้เคียงหรือตามทันประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติน้ำมันบวกกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยที่ประเทศพวกนี้ ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ถึงกับท่วมเงินต้น แล้วมันจะไปอยู่รอดได้อย่างไร แล้วก็มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยประเทศลูกหนี้เหล่านี้ คงเดากันออก พระเอกใส่เสื้อคลุมยี่ห้อ IMF, World Bank ซึ่งรีบออกโปรแกรมใหม่ เรียกว่า “SAP” (ไปถามอ้ายน้อยดูแล้วกัน ตอนวิกฤติ ต้มยำกุ้งบ้านเรา เราได้ SAP ไปแค่ไหน) คือ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้นั่นแหละ (Structural Adjustment Programs) SAPs มาพร้อมกับเงื่อนไข 508ประการ (ช่วยกลับไปอ่านจิกโก๋ปากซอย ตอน 14/2 นะครับ ขี้เกียจเขียนซ้ำ เขียนซ้ำก็ช้ำใจซ้ำ !) หลาย ๆ เงื่อนไขที่ SAPs วางแทบจะไม่เป็น เงื่อนไขเกี่ยวกับเงินกู้เลย บางครั้งเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และที่แย่บางครั้ง เป็นเรื่องกระทบอธิปไตยของประเทศผู้กู้เสียด้วย ผลจากการปฏิบัติการของคุณ SAPs ทำให้ประเทศของโลกที่สาม หรือที่กำลังพัฒนา หยุดการพัฒนาไปโดยปริยาย ตั้งแต่ ค.ศ. 1980 ถึงหลัง ค.ศ. 1990 แต่ก็ยังมีหนี้ท่วมอยู่ ประเทศเหล่านี้ไม่มีทางเลือก เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ต้องยอมเปิดประตูให้ผู้ให้กู้ตปท. นักธุรกิจตปท.เข้ามาทึ้งสมบัติในประเทศ นี่คือรูปแบบของการล่าอาณานิคมยุคใหม่ ที่ไม่ต้องใช้อาวุธยิงถล่มบ้านเมืองให้พังพินาศ แต่ใช้อาวุธทางการเงินที่เราขวนขวาย แสวงหา และตะกายทำตามเพราะนึกว่าจะทำให้เรากลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเขา หารู้ไม่ว่าเครื่องมือและกลไกทางการเงินต่าง ๆ นั้น คือ “กับดัก” สมันน้อยชาติต่าง ๆ ก็พากันเดินเข้าไปสู่กับดักอย่างไม่รู้ตัว ถ้าไม่รู้จักเดินเลี่ยงจากกับดัก หรือหาทางแกะกับดักนี้ให้ออก มันจะกลายเป็นสิ่งที่นำพาให้สมันน้อย ไม่มีอะไรเหลือในประเทศ หรือถึงขั้น อาจไม่เหลือประเทศอยู่ และทั้งหมดที่นักมายากลเขาสร้าง เครื่องมือต่าง ๆ มาดักสมันน้อย ก็เพื่อช่วงชิงน้ำมันและแสดงให้โลกเห็นว่า ใครคือผู้มีอำนาจครองโลกที่แท้จริง นี่คือการแสดงมายากลระดับตั๋วราคาโคตรแพง ! ! ! คนเล่านิทาน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 753 มุมมอง 0 รีวิว
  • นิทานเรื่องจริง เรื่อง “มายากลยุทธ”
    ภาคสอง ตอน เสกกระดาษเป็นน้ำมัน
    ตอนที่ 17 : หลอกยิวกลับบ้าน
    ค.ศ. 1870 น้ำมันของรัสเซียที่แหล่ง Baku ทำท่าจะแซง ความเป็นพี่เบิ้มของ Standard Oil ส่วนตระกูลเศรษฐีโคตรรวยฝั่งยุโรป Rothchild หลังจากส้มหล่น รวยเอารวยเอา จนถือได้ว่ากลางศตวรรษที่ 19 ตระกูลนี้รวยที่สุดในโลก มีสาขาธุรกิจการเงินการธนาคาร แผ่ขยายไปทั่วยุโรป เป็นกลุ่มบรรษัทข้ามชาติของแท้รุ่นแรก นาย Alfonse de Rothchild แอบไปลงทุนในน้ำมันของรัสเซียมาหลายสิบปีเรียบร้อยแล้ว เศรษฐีนี่สงสัยจมูกยาวเป็นพิเศษ ได้กลิ่นเงินก่อนใคร
    ปีค.ศ. 1880 Rothchild มีโรงกลั่นน้ำมันใน Baku ประมาณ 200 แห่ง ไม่แค่นั้น เขาเริ่มส่งน้ำมันไปทั่วยุโรปและตะวันออกไกล ทางรถไฟ Baku – Batumi ทำท่าว่าจะสั้นไปสำหรับการส่งน้ำมัน พวกเขาเริ่มดูเส้นทางใหม่เอี่ยม คลองสุเอช ยาว 4,000 ไมล์ น่าสนใจ ! แต่จะให้ดีต้องมีใครคุมอยู่แถวนั้น แล้วเขาก็วางแผนเรื่อง Palestine เมื่อรัฐบาลอียิปต์ล้มละลายในปี ค.ศ. 1874 รัฐบาลอังกฤษจับมือให้ Rothchild (เอะ หรือ Rothchild จับมือรัฐบาลกันแน่ ?!) ซึ่งหุ้นในบริษัท Suez Canal เวลาประชุมผู้ถือหุ้น ก็นั่งเคียงกับรัฐบาลอังกฤษ มีพระอันดับ เช่น Baring Brothers, Morgan Grenfell และ Lazard Brothers คงเห็นกันแล้วว่า พวกเศรษฐีเขาหาเงินกันยังไง !
    ตระกูล Rothchild ทำธุรกิจขยายไปตามสาขาของครอบครัวตระกูล ที่อยู่ในฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และรัสเซีย เมื่อพระเจ้า Czar ตาย ลูกชายคือ Czar Nicholas ที่ 2 ขึ้นครองราชย์แทน พร้อมกันทำงานที่พ่อเริ่มไว้คือ ผลักดันให้ชาวยิวในรัสเซีย ย้ายออกไปจากรัสเซีย พวกยิวก็มุ่งหน้าไปทางยุโรปตะวันตก ยิวพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกสังคมนิยม เมื่อจะเดินเท้าเข้ายังยุโรปตะวันตก พวกเศรษฐียุโรปก็ย่อมตกใจเป็นธรรมดา โดยเฉพาะพวกที่กำลังนั่งโกยเงินอยู่ในอังกฤษ ถ้ายิวกลุ่มนี้เข้ามาก่อความวุ่นวายแถวลอนดอน ธุรกิจการค้าของเขาก็จะชะงักงัน (เห็นไหม ท่านผู้อ่านนิทาน นักธุรกิจก็คิดเป็นเท่านี้แหละ ใครจะทำอะไร เพื่ออะไร ถูกหรือผิด เขาไม่สนใจ สนใจอย่างเดียว อย่าให้การค้าของเขากระทบแล้ว เหมือนกันหมดทุกชาติ ทุกสมัย !)
    เพราะฉะนั้น Palestine คือ คำตอบ มันเป็นการล็อคสเปค ไอ้ที่อ้างว่าส่งยิวกลับบ้านน่ะ มันข่าวประเภท CNN หรือข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ของจริงเป็นยังไง อ่านต่อไปท่านผู้อ่านนิทาน
    ตระกูล Rothchilds เป็นที่รู้กันว่า pro ยิว (pro – Zionist) แม้รัสเซียจะเขี่ยยิวออกไปจากประเทศ ไอ้พวกโคตรรวยส้มหล่นนี่ก็ยังต้องทำเป็นไม่เดือดร้อน แถมเข้าไปสนับสนุนรัสเซียต่อ เพราะมันอยากได้น้ำมันเขา เงินทองมันหอมยวนใจ แล้วตระกูลโคตรรวย 2 ฝั่งคาบสมุทร ก็หันมาจับมือกัน ปี ค.ศ. 1895 Rothchilds ก็ทำสัญญากับ Standad Oil ของ Rockefeller เพื่อตกลงแบ่งส่วนครองตลาดน้ำมันโลกกัน พวกมันนึกว่า มันเป็นเจ้าของโลกจริง ๆ
    แต่รัสเซียไม่ได้โง่ มีบ่อน้ำมันอยู่ในมือ จะให้เศรษฐีหลอกรับประทานอยู่ข้างเดียวได้ยังไง รัสเซียจึงวางเงื่อนไข กลับไปที่เศรษฐีส้มหล่น
    จะเอายังไงเพื่อน จะอุ้มยิวหรือจะเอาน้ำมัน เศรษฐีโคตรรวยทำเป็นยัวะ มันไม่เห็นแก่หน้าเราเลยนะ นึกว่ามีอำนาจแล้ว สั่งคนรวยได้หรือ เงินก็ซื้ออำนาจได้เหมือนกันนะ อย่าลืม หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาว่า ตระกูล Rothchild ขายหุ้นทั้งหมดที่ตนมีอยู่ในธุรกิจน้ำมันที่รัสเซีย ให้แก่ Royal Dutch Shell แต่ของจริง คือ Rothchild “ประเมิน” ไว้แล้วว่า การเมืองในรัสเซีย น่าจะเกิดปัญหาในอีกไม่กี่ปี ถือหุ้นน้ำมันไปก็เหนื่อย ขายออกมาทำกำไรก่อนดีกว่า 555 นักเล่นหุ้น ควรดูฝีมือลงทุนของตระกูลนี้ไว้ เผื่อจะส้มหล่นกันบ้าง ตั้งแต่เริ่มแรกจนบัดนี้ เขาเอาอะไรเป็นตัววัด ในการซื้อ การขาย การลงทุน
    แล้วรัสเซียก็เกิดความวุ่นวายในประเทศเป็นระลอก ๆ จริง ๆ ตามที่เศรษฐีส้มหล่น “ประเมิน”
    ปี ค.ศ. 1917 ความวุ่นวายคร้ังนี้ เริ่มมาจากการประท้วงของกรรมกร ที่ทำงานในแหล่งน้ำมันที่ Baku แล้วก็มีกองทัพของ Azerbaijan บุกเข้ามายึดบ่อน้ำมันที่ Baku ระหว่างที่กรรมกรกำลังก่อเหตุนั่นแหละ อ้าว ! โผล่มาจากไหนละ กองทัพ Azerbaijan นี่น่ะ ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้ หลังจาก Azerbaijan ยึด Baku ไปแล้ว ก็มีบริษัทม้ามืดชื่อ SONJ ย่อมาจาก Standard Oil of New Jersey เข้ามาทำสัญญาสำรวจน้ำมันในแถบ Baku แทน ระหว่างเกิดเหตุความวุ่นวาย บริษัทต่างชาติก็วิ่งเข้ามาแย่งซื้อสัมปทานในรัสเซีย หวังจะได้ส้มหล่นบ้าง แต่ไม่ทันเขาหรอก ส่วนใหญ่ก็ตกเป็นของ SONJ ซึ่งบัดนี้ใช้ชื่อว่า Exxon Mobile !
    มาถึงตรงนี้นักธุรกิจอย่าง J D Rockefeller และนักค้าเงินแถว Wall Street อย่าง JP Morgan ก็มองเห็นทางข้างหน้าชัดเจนว่า หนทางที่จะเหมาเข่งธุรกิจการค้า ไม่มีอะไรดีกว่า “เล่นการเมือง” และท่านผู้อ่านนิทานก็คงพอจะมองออกแล้วว่า เขาเล่นกลกันอย่างไร


    คนเล่านิทาน
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “มายากลยุทธ” ภาคสอง ตอน เสกกระดาษเป็นน้ำมัน ตอนที่ 17 : หลอกยิวกลับบ้าน ค.ศ. 1870 น้ำมันของรัสเซียที่แหล่ง Baku ทำท่าจะแซง ความเป็นพี่เบิ้มของ Standard Oil ส่วนตระกูลเศรษฐีโคตรรวยฝั่งยุโรป Rothchild หลังจากส้มหล่น รวยเอารวยเอา จนถือได้ว่ากลางศตวรรษที่ 19 ตระกูลนี้รวยที่สุดในโลก มีสาขาธุรกิจการเงินการธนาคาร แผ่ขยายไปทั่วยุโรป เป็นกลุ่มบรรษัทข้ามชาติของแท้รุ่นแรก นาย Alfonse de Rothchild แอบไปลงทุนในน้ำมันของรัสเซียมาหลายสิบปีเรียบร้อยแล้ว เศรษฐีนี่สงสัยจมูกยาวเป็นพิเศษ ได้กลิ่นเงินก่อนใคร ปีค.ศ. 1880 Rothchild มีโรงกลั่นน้ำมันใน Baku ประมาณ 200 แห่ง ไม่แค่นั้น เขาเริ่มส่งน้ำมันไปทั่วยุโรปและตะวันออกไกล ทางรถไฟ Baku – Batumi ทำท่าว่าจะสั้นไปสำหรับการส่งน้ำมัน พวกเขาเริ่มดูเส้นทางใหม่เอี่ยม คลองสุเอช ยาว 4,000 ไมล์ น่าสนใจ ! แต่จะให้ดีต้องมีใครคุมอยู่แถวนั้น แล้วเขาก็วางแผนเรื่อง Palestine เมื่อรัฐบาลอียิปต์ล้มละลายในปี ค.ศ. 1874 รัฐบาลอังกฤษจับมือให้ Rothchild (เอะ หรือ Rothchild จับมือรัฐบาลกันแน่ ?!) ซึ่งหุ้นในบริษัท Suez Canal เวลาประชุมผู้ถือหุ้น ก็นั่งเคียงกับรัฐบาลอังกฤษ มีพระอันดับ เช่น Baring Brothers, Morgan Grenfell และ Lazard Brothers คงเห็นกันแล้วว่า พวกเศรษฐีเขาหาเงินกันยังไง ! ตระกูล Rothchild ทำธุรกิจขยายไปตามสาขาของครอบครัวตระกูล ที่อยู่ในฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และรัสเซีย เมื่อพระเจ้า Czar ตาย ลูกชายคือ Czar Nicholas ที่ 2 ขึ้นครองราชย์แทน พร้อมกันทำงานที่พ่อเริ่มไว้คือ ผลักดันให้ชาวยิวในรัสเซีย ย้ายออกไปจากรัสเซีย พวกยิวก็มุ่งหน้าไปทางยุโรปตะวันตก ยิวพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกสังคมนิยม เมื่อจะเดินเท้าเข้ายังยุโรปตะวันตก พวกเศรษฐียุโรปก็ย่อมตกใจเป็นธรรมดา โดยเฉพาะพวกที่กำลังนั่งโกยเงินอยู่ในอังกฤษ ถ้ายิวกลุ่มนี้เข้ามาก่อความวุ่นวายแถวลอนดอน ธุรกิจการค้าของเขาก็จะชะงักงัน (เห็นไหม ท่านผู้อ่านนิทาน นักธุรกิจก็คิดเป็นเท่านี้แหละ ใครจะทำอะไร เพื่ออะไร ถูกหรือผิด เขาไม่สนใจ สนใจอย่างเดียว อย่าให้การค้าของเขากระทบแล้ว เหมือนกันหมดทุกชาติ ทุกสมัย !) เพราะฉะนั้น Palestine คือ คำตอบ มันเป็นการล็อคสเปค ไอ้ที่อ้างว่าส่งยิวกลับบ้านน่ะ มันข่าวประเภท CNN หรือข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ของจริงเป็นยังไง อ่านต่อไปท่านผู้อ่านนิทาน ตระกูล Rothchilds เป็นที่รู้กันว่า pro ยิว (pro – Zionist) แม้รัสเซียจะเขี่ยยิวออกไปจากประเทศ ไอ้พวกโคตรรวยส้มหล่นนี่ก็ยังต้องทำเป็นไม่เดือดร้อน แถมเข้าไปสนับสนุนรัสเซียต่อ เพราะมันอยากได้น้ำมันเขา เงินทองมันหอมยวนใจ แล้วตระกูลโคตรรวย 2 ฝั่งคาบสมุทร ก็หันมาจับมือกัน ปี ค.ศ. 1895 Rothchilds ก็ทำสัญญากับ Standad Oil ของ Rockefeller เพื่อตกลงแบ่งส่วนครองตลาดน้ำมันโลกกัน พวกมันนึกว่า มันเป็นเจ้าของโลกจริง ๆ แต่รัสเซียไม่ได้โง่ มีบ่อน้ำมันอยู่ในมือ จะให้เศรษฐีหลอกรับประทานอยู่ข้างเดียวได้ยังไง รัสเซียจึงวางเงื่อนไข กลับไปที่เศรษฐีส้มหล่น จะเอายังไงเพื่อน จะอุ้มยิวหรือจะเอาน้ำมัน เศรษฐีโคตรรวยทำเป็นยัวะ มันไม่เห็นแก่หน้าเราเลยนะ นึกว่ามีอำนาจแล้ว สั่งคนรวยได้หรือ เงินก็ซื้ออำนาจได้เหมือนกันนะ อย่าลืม หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาว่า ตระกูล Rothchild ขายหุ้นทั้งหมดที่ตนมีอยู่ในธุรกิจน้ำมันที่รัสเซีย ให้แก่ Royal Dutch Shell แต่ของจริง คือ Rothchild “ประเมิน” ไว้แล้วว่า การเมืองในรัสเซีย น่าจะเกิดปัญหาในอีกไม่กี่ปี ถือหุ้นน้ำมันไปก็เหนื่อย ขายออกมาทำกำไรก่อนดีกว่า 555 นักเล่นหุ้น ควรดูฝีมือลงทุนของตระกูลนี้ไว้ เผื่อจะส้มหล่นกันบ้าง ตั้งแต่เริ่มแรกจนบัดนี้ เขาเอาอะไรเป็นตัววัด ในการซื้อ การขาย การลงทุน แล้วรัสเซียก็เกิดความวุ่นวายในประเทศเป็นระลอก ๆ จริง ๆ ตามที่เศรษฐีส้มหล่น “ประเมิน” ปี ค.ศ. 1917 ความวุ่นวายคร้ังนี้ เริ่มมาจากการประท้วงของกรรมกร ที่ทำงานในแหล่งน้ำมันที่ Baku แล้วก็มีกองทัพของ Azerbaijan บุกเข้ามายึดบ่อน้ำมันที่ Baku ระหว่างที่กรรมกรกำลังก่อเหตุนั่นแหละ อ้าว ! โผล่มาจากไหนละ กองทัพ Azerbaijan นี่น่ะ ไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้ หลังจาก Azerbaijan ยึด Baku ไปแล้ว ก็มีบริษัทม้ามืดชื่อ SONJ ย่อมาจาก Standard Oil of New Jersey เข้ามาทำสัญญาสำรวจน้ำมันในแถบ Baku แทน ระหว่างเกิดเหตุความวุ่นวาย บริษัทต่างชาติก็วิ่งเข้ามาแย่งซื้อสัมปทานในรัสเซีย หวังจะได้ส้มหล่นบ้าง แต่ไม่ทันเขาหรอก ส่วนใหญ่ก็ตกเป็นของ SONJ ซึ่งบัดนี้ใช้ชื่อว่า Exxon Mobile ! มาถึงตรงนี้นักธุรกิจอย่าง J D Rockefeller และนักค้าเงินแถว Wall Street อย่าง JP Morgan ก็มองเห็นทางข้างหน้าชัดเจนว่า หนทางที่จะเหมาเข่งธุรกิจการค้า ไม่มีอะไรดีกว่า “เล่นการเมือง” และท่านผู้อ่านนิทานก็คงพอจะมองออกแล้วว่า เขาเล่นกลกันอย่างไร คนเล่านิทาน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 664 มุมมอง 0 รีวิว
  • นิทานเรื่องจริง เรื่อง “มายากลยุทธ”
    ภาคสอง ตอนเสกกระดาษเป็นน้ำมัน
    ตอนที่ 14 : คู่แค้น
    ช่วงประมาณ ค.ศ. 1908 เปอร์เซีย (หรืออิหร่านในปัจจุบัน) ค้นพบแหล่งน้ำมันในประเทศตนเอง อังกฤษจมูกไวได้กลิ่นก่อนใคร รีบวิ่งเป็นเจ้าแรก เข้าไปตีซี้เข้าทำสัญญาขอสิทธิพิเศษ สำหรับน้ำมันที่จะขุดได้ โดยตั้งบริษัทร่วมกับเปอร์เซีย ชื่อ Anglo Persian Oil Company (APOC) ซึ่งต่อมาภายหลังในปี ค.ศ. 1954 ได้กลายเป็น British Petroleum Company (BP) ผู้ซึ่งเวลานี้มีชื่อเป็นเจ้าของแปลงสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน เกือบจะทุกแห่งในโลก รวมทั้งดินแดนของสมันน้อย
    แล้วฝนก็ตกทั่วฟ้า อังกฤษน้ำมันขอดบ่อ เยอรมันก็ใช่ว่าจะไปได้ไกลกว่า ในการศึกชิงน้ำมัน โครงการรถไฟของเยอรมันชักไปไม่ถึงฝั่ง เพราะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จำเป็นต้องหาเงินพวกมาช่วย เยอรมันกัดฟันหันไปหาอังกฤษ ลูกเข้าเท้าอังกฤษอย่างเหลือเชื่อ อังกฤษรับปากจะช่วย แต่ทำทุกทางที่จะถ่วง แค่นั้นยังไม่ชั่วพอ กลับตัดหน้าเยอรมัน ไปแย่งทำสัญญาเช่าบ่อน้ำมันกับอิรัคและคูเวต การวิ่งแข่งชิงแหล่งน้ำมันเข้มข้นขึ้น เยอรมันไม่รู้ไปทำอีกท่าไหน นอกจากจะได้ทำทางรถไฟสาย Berlin Bagdad แล้ว จักรพรรดิแห่ง Ottoman ยังแถมให้สิทธิในการขุดหาแหล่งน้ำมันและแร่ กว้าง 20 กิโลเมตร 2 ข้างทางขนานกับทางรถไฟ นี่มันทำให้อังกฤษถึงกระอักโลหิต ศึกชิงน้ำมันของจริงเริ่มขึ้นแล้ว ระหว่างมวยคู่อังกฤษกับเยอรมัน
    สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ความตั้งใจ ของบริษัทน้ำมันสัญชาติเยอรมันที่จะไม่ขึ้นกับ กลุ่มผลประโยชน์ของตระกูล Rockefeller ชะงักงัน ขณะนั้นอเมริกาผลิตน้ำมันมากกว่า 63% ของน้ำมันโลก รัสเซีย 19% เม็กซิโก 5% และอังกฤษ โดย APOC ยังเป็นละอ่อนหน้าใหม่ในตลาด ตั้งตัวยังไม่
    ติด ผลิตไม่ได้เท่าไหร่ ท่าน Lord Winston Churchill ฮึดสู้ เกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลอังกฤษ ซื้อหุ้นข้างมากของ APOC และทำให้กลายมาเป็นต้นกำเนิดของ BP ลูกพี่ใหญ่ในวงการน้ำมันต่อมา
    ถึงตอนนั้นอังกฤษก็ประกาศ กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะต้องครอบครองน้ำมัน และทำทุกอย่างที่จะกันเยอรมัน คู่แข่งออกไปจากเส้นทาง แม้จะต้องทำสงครามถ้าจำเป็น เมื่อมียุทธศาสตร์เช่นนี้ อังกฤษก็เริ่มตั้งก๊วนกับฝรั่งเศสกับรัสเซีย เพื่อต่อต้านเยอรมัน ซึ่งจับมืออยู่กับออสเตรียและฮังการี อย่านึกว่าผมทองเหมือนกันจะรักกันตลอดไปนะ เรื่องผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งอย่างพวกผมดำ นึกว่าเขารักเขาอุ้มชู โน่นไปท้ายแถวเลย และเมื่อไหร่เขาใช้จนหมดประโยชน์ เขาก็จัดการห่อใส่ผ้า เอาลงหีบเก็บถาวร เข้าใจไหม ใครที่คิดว่าเขากำลังอุ้ม ยังยืนลอยหน้าลอยตาอยู่นะ พี่เลี้ยงอ่านตอนนี้ให้ฟังหน่อยนะ แต่สงสัยหนูแกก็คงฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี ฮา
    แผนของอังกฤษเริ่มจะเห็นผล ถึงปี ค.ศ. 1914 สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เกิดขึ้น
    ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ต่างกับสงครามอื่น ๆ ฉ.ห กันทั่วหน้า ทำสงครามกัน ทั้ง ๆ ที่รู้ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ! ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้อังกฤษล้มละลาย แต่เขาว่าคนล้มอย่าเพิ่งข้าม อังกฤษล้มจริง แต่มันล้มบนฟูก เพราะหลังจากนั้นก็เกิดการสุมหัวรวมตัว กับนักธุรกิจใหญ่ของอเมริกา House of Morgan สร้างกลยุทธกันใหม่ นักเล่นกลไม่ได้มีเจ้าเดียว
    ผลของสงครามโลก ทำให้อาณาจักรใหญ่ 4 แห่ง ย่อยยับ อาณาจักร Ottoman – Turkey, Austria – Hungary, Germany – Russia และรวมทั้งอังกฤษเองด้วย แต่แท้จริง สงครามโลก ครั้งที่ 1 เป็นแผนมายากลของพวกผมทอง สุดกร่าง เพื่อวางแผนจัดสรร การครอบครองแหล่งน้ำมันเสียใหม่ เจ้าของแหล่งน้ำมัน รวมทั้งก๊วนที่เล่นเกมสงครามด้วยกันมา ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ดูเกมนี้ไม่ทัน


    คนเล่านิทาน
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “มายากลยุทธ” ภาคสอง ตอนเสกกระดาษเป็นน้ำมัน ตอนที่ 14 : คู่แค้น ช่วงประมาณ ค.ศ. 1908 เปอร์เซีย (หรืออิหร่านในปัจจุบัน) ค้นพบแหล่งน้ำมันในประเทศตนเอง อังกฤษจมูกไวได้กลิ่นก่อนใคร รีบวิ่งเป็นเจ้าแรก เข้าไปตีซี้เข้าทำสัญญาขอสิทธิพิเศษ สำหรับน้ำมันที่จะขุดได้ โดยตั้งบริษัทร่วมกับเปอร์เซีย ชื่อ Anglo Persian Oil Company (APOC) ซึ่งต่อมาภายหลังในปี ค.ศ. 1954 ได้กลายเป็น British Petroleum Company (BP) ผู้ซึ่งเวลานี้มีชื่อเป็นเจ้าของแปลงสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน เกือบจะทุกแห่งในโลก รวมทั้งดินแดนของสมันน้อย แล้วฝนก็ตกทั่วฟ้า อังกฤษน้ำมันขอดบ่อ เยอรมันก็ใช่ว่าจะไปได้ไกลกว่า ในการศึกชิงน้ำมัน โครงการรถไฟของเยอรมันชักไปไม่ถึงฝั่ง เพราะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จำเป็นต้องหาเงินพวกมาช่วย เยอรมันกัดฟันหันไปหาอังกฤษ ลูกเข้าเท้าอังกฤษอย่างเหลือเชื่อ อังกฤษรับปากจะช่วย แต่ทำทุกทางที่จะถ่วง แค่นั้นยังไม่ชั่วพอ กลับตัดหน้าเยอรมัน ไปแย่งทำสัญญาเช่าบ่อน้ำมันกับอิรัคและคูเวต การวิ่งแข่งชิงแหล่งน้ำมันเข้มข้นขึ้น เยอรมันไม่รู้ไปทำอีกท่าไหน นอกจากจะได้ทำทางรถไฟสาย Berlin Bagdad แล้ว จักรพรรดิแห่ง Ottoman ยังแถมให้สิทธิในการขุดหาแหล่งน้ำมันและแร่ กว้าง 20 กิโลเมตร 2 ข้างทางขนานกับทางรถไฟ นี่มันทำให้อังกฤษถึงกระอักโลหิต ศึกชิงน้ำมันของจริงเริ่มขึ้นแล้ว ระหว่างมวยคู่อังกฤษกับเยอรมัน สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ความตั้งใจ ของบริษัทน้ำมันสัญชาติเยอรมันที่จะไม่ขึ้นกับ กลุ่มผลประโยชน์ของตระกูล Rockefeller ชะงักงัน ขณะนั้นอเมริกาผลิตน้ำมันมากกว่า 63% ของน้ำมันโลก รัสเซีย 19% เม็กซิโก 5% และอังกฤษ โดย APOC ยังเป็นละอ่อนหน้าใหม่ในตลาด ตั้งตัวยังไม่ ติด ผลิตไม่ได้เท่าไหร่ ท่าน Lord Winston Churchill ฮึดสู้ เกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลอังกฤษ ซื้อหุ้นข้างมากของ APOC และทำให้กลายมาเป็นต้นกำเนิดของ BP ลูกพี่ใหญ่ในวงการน้ำมันต่อมา ถึงตอนนั้นอังกฤษก็ประกาศ กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะต้องครอบครองน้ำมัน และทำทุกอย่างที่จะกันเยอรมัน คู่แข่งออกไปจากเส้นทาง แม้จะต้องทำสงครามถ้าจำเป็น เมื่อมียุทธศาสตร์เช่นนี้ อังกฤษก็เริ่มตั้งก๊วนกับฝรั่งเศสกับรัสเซีย เพื่อต่อต้านเยอรมัน ซึ่งจับมืออยู่กับออสเตรียและฮังการี อย่านึกว่าผมทองเหมือนกันจะรักกันตลอดไปนะ เรื่องผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งอย่างพวกผมดำ นึกว่าเขารักเขาอุ้มชู โน่นไปท้ายแถวเลย และเมื่อไหร่เขาใช้จนหมดประโยชน์ เขาก็จัดการห่อใส่ผ้า เอาลงหีบเก็บถาวร เข้าใจไหม ใครที่คิดว่าเขากำลังอุ้ม ยังยืนลอยหน้าลอยตาอยู่นะ พี่เลี้ยงอ่านตอนนี้ให้ฟังหน่อยนะ แต่สงสัยหนูแกก็คงฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี ฮา แผนของอังกฤษเริ่มจะเห็นผล ถึงปี ค.ศ. 1914 สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เกิดขึ้น ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ต่างกับสงครามอื่น ๆ ฉ.ห กันทั่วหน้า ทำสงครามกัน ทั้ง ๆ ที่รู้ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ! ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้อังกฤษล้มละลาย แต่เขาว่าคนล้มอย่าเพิ่งข้าม อังกฤษล้มจริง แต่มันล้มบนฟูก เพราะหลังจากนั้นก็เกิดการสุมหัวรวมตัว กับนักธุรกิจใหญ่ของอเมริกา House of Morgan สร้างกลยุทธกันใหม่ นักเล่นกลไม่ได้มีเจ้าเดียว ผลของสงครามโลก ทำให้อาณาจักรใหญ่ 4 แห่ง ย่อยยับ อาณาจักร Ottoman – Turkey, Austria – Hungary, Germany – Russia และรวมทั้งอังกฤษเองด้วย แต่แท้จริง สงครามโลก ครั้งที่ 1 เป็นแผนมายากลของพวกผมทอง สุดกร่าง เพื่อวางแผนจัดสรร การครอบครองแหล่งน้ำมันเสียใหม่ เจ้าของแหล่งน้ำมัน รวมทั้งก๊วนที่เล่นเกมสงครามด้วยกันมา ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ ดูเกมนี้ไม่ทัน คนเล่านิทาน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 673 มุมมอง 0 รีวิว
  • มายากลยุทธ ภาค 1 ตอน เรื่องของคนโคตรรวย (1)
    นิทานเรื่ิิองจริง เรื่อง “มายากลยุทธ ”
    ตอนที่ 4 : เรื่องของคนโคตรรวย (1)
    ช่วงปี ค.ศ. 1960 ศูนย์อำนาจของอเมริกาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังถูกกำกับโดยกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นชนชั้นนำของอเมริกา (Elites) พูดง่ายๆ ว่าเป็นพวกคนรวยผู้มีอิทธิพลในสังคมชั้นสูงนั่นแหละ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ควบคุมแนวความคิดของบรรดานักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ นักการเงินและสื่อ
    ผู้นำกลุ่มศูนย์อำนาจนี้ คือ ครอบครัว Rockefeller
    อิทธิพลของตระกูล Rockefeller มีสูงและครอบคลุมไปทั่วอย่างที่ในประวัติศาสตร์อเมริกา ยังไม่เคยมีตระกูลใดทำได้ถึงขนาดนี้ เขาใช้อะไรครอบอะไรคลุมล่ะ คนรวยเข้าใช้อะไรครอบขี้ข้า เงินไงล่ะ พี่น้อง แบบนี้เขาเรียกผู้มีบารมีเหนือประชาธิปไตย หรือเปล่านะ (ฮา)
    ตระกูล Rockefeller ร่ำรวยมาจากธุรกิจน้ำมัน (ไม่ใช่ธุระกิจมือถือ ดาวเทียม นั่นมันเศรษฐีปลายแถว อย่ามาตีเสมอ) ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จากบริษัท Standard Oil (ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Exxon Mobil เมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1999) ของตระกูล ต่อมาก็ทำธุรกิจธนาคาร โดยเป็นเจ้าของธนาคาร Chase Manhattan ซึ่งเป็น 1 ในธนาคารใหญ่ระดับโลก และด้วยเงินมหาศาลของครอบครัว ตระกูลนี้ก็เริ่มเข้าไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมการเกษตร และที่สำคัญได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อนักการเมือง (ถึงว่าซิ มันต้องรวยจากน้ำมัน ถึงจะเจ๋งจริง)
    บริษัท Standard Oil ถือเป็น ผู้ครอบครองอาณาจักรธุรกิจน้ำมัน ระดับยักษ์ใหญ่จริง ๆ เป็นอาณาจักรที่ครอบครอง บ่อน้ำมันในประเทศ 20,000 แห่ง มีท่อส่งน้ำมันยาวถึง 4,000 ไมล์ รถขนส่งน้ำมัน 5,000 คัน และมีพนักงานมากกว่า 100,000 คน เป็นบริษัทที่ทำการกลั่นน้ำมัน จำนวน 80 – 90 % ของน้ำมันโลก ตลอดศตวรรษดังกล่าว
    ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตระกูล Rockefeller เกือบจะเป็นเจ้าของตึกส่วนใหญ่ใน New York City ซึ่งรวมถึง ตึก World Trade Centre Tower, Lincoln Centre, One Chase Manhattan Plaza และ Nelson A. Rockefeller Empire State Plaza
    นอกจากในวงการธุรกิจแล้ว ตระกูล Rockefeller ยังเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย Chicago และมหาวิทยาลัย Philippines และเป็นผู้อุปถัมภ์ใหญ่ ให้แก่มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกา ที่เรียกว่า Ivy League ได้แก่
    – Harvard University
    – Dartmouth College
    – Princeton University
    – Standford University
    – Yale University
    – Massachusetts Institute of Technology (MIT)
    – Brown University
    – Columbia University
    – Cornell University
    etc.

    คนเล่านิทาน
    มายากลยุทธ ภาค 1 ตอน เรื่องของคนโคตรรวย (1) นิทานเรื่ิิองจริง เรื่อง “มายากลยุทธ ” ตอนที่ 4 : เรื่องของคนโคตรรวย (1) ช่วงปี ค.ศ. 1960 ศูนย์อำนาจของอเมริกาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังถูกกำกับโดยกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นชนชั้นนำของอเมริกา (Elites) พูดง่ายๆ ว่าเป็นพวกคนรวยผู้มีอิทธิพลในสังคมชั้นสูงนั่นแหละ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ควบคุมแนวความคิดของบรรดานักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ นักการเงินและสื่อ ผู้นำกลุ่มศูนย์อำนาจนี้ คือ ครอบครัว Rockefeller อิทธิพลของตระกูล Rockefeller มีสูงและครอบคลุมไปทั่วอย่างที่ในประวัติศาสตร์อเมริกา ยังไม่เคยมีตระกูลใดทำได้ถึงขนาดนี้ เขาใช้อะไรครอบอะไรคลุมล่ะ คนรวยเข้าใช้อะไรครอบขี้ข้า เงินไงล่ะ พี่น้อง แบบนี้เขาเรียกผู้มีบารมีเหนือประชาธิปไตย หรือเปล่านะ (ฮา) ตระกูล Rockefeller ร่ำรวยมาจากธุรกิจน้ำมัน (ไม่ใช่ธุระกิจมือถือ ดาวเทียม นั่นมันเศรษฐีปลายแถว อย่ามาตีเสมอ) ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จากบริษัท Standard Oil (ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Exxon Mobil เมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1999) ของตระกูล ต่อมาก็ทำธุรกิจธนาคาร โดยเป็นเจ้าของธนาคาร Chase Manhattan ซึ่งเป็น 1 ในธนาคารใหญ่ระดับโลก และด้วยเงินมหาศาลของครอบครัว ตระกูลนี้ก็เริ่มเข้าไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมการเกษตร และที่สำคัญได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อนักการเมือง (ถึงว่าซิ มันต้องรวยจากน้ำมัน ถึงจะเจ๋งจริง) บริษัท Standard Oil ถือเป็น ผู้ครอบครองอาณาจักรธุรกิจน้ำมัน ระดับยักษ์ใหญ่จริง ๆ เป็นอาณาจักรที่ครอบครอง บ่อน้ำมันในประเทศ 20,000 แห่ง มีท่อส่งน้ำมันยาวถึง 4,000 ไมล์ รถขนส่งน้ำมัน 5,000 คัน และมีพนักงานมากกว่า 100,000 คน เป็นบริษัทที่ทำการกลั่นน้ำมัน จำนวน 80 – 90 % ของน้ำมันโลก ตลอดศตวรรษดังกล่าว ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตระกูล Rockefeller เกือบจะเป็นเจ้าของตึกส่วนใหญ่ใน New York City ซึ่งรวมถึง ตึก World Trade Centre Tower, Lincoln Centre, One Chase Manhattan Plaza และ Nelson A. Rockefeller Empire State Plaza นอกจากในวงการธุรกิจแล้ว ตระกูล Rockefeller ยังเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย Chicago และมหาวิทยาลัย Philippines และเป็นผู้อุปถัมภ์ใหญ่ ให้แก่มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกา ที่เรียกว่า Ivy League ได้แก่ – Harvard University – Dartmouth College – Princeton University – Standford University – Yale University – Massachusetts Institute of Technology (MIT) – Brown University – Columbia University – Cornell University etc. คนเล่านิทาน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 496 มุมมอง 0 รีวิว
  • ผนง-เหมน-จตกม
    เมิงไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน
    ไม่มีท่าเรือขนถ่าย
    สั่งซื้อตอนน้ำมันโลกพุ่ง
    สั่งระงับน้ำมันจากไทย
    ดีสิ กรูมีสำรองเพิ่ม
    #คิงส์โพธิ์แดง
    ผนง-เหมน-จตกม เมิงไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ไม่มีท่าเรือขนถ่าย สั่งซื้อตอนน้ำมันโลกพุ่ง สั่งระงับน้ำมันจากไทย ดีสิ กรูมีสำรองเพิ่ม #คิงส์โพธิ์แดง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 201 มุมมอง 0 รีวิว
  • โง่ไม่พอ ยังซวยเพิ่ม หลังฮุนมาเนต ระงับนำเข้าน้ำมันจากไทย แต่น้ำมันโลกปั่นป่วนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถึงคราวต้องพึ่งหมอผีเสกค่าออกเทนใส่น้ำมันพราย มาใช้แทนน้ำมันสำเร็จรูปไปพลางๆ
    #คิงส์โพธิ์แดง
    โง่ไม่พอ ยังซวยเพิ่ม หลังฮุนมาเนต ระงับนำเข้าน้ำมันจากไทย แต่น้ำมันโลกปั่นป่วนจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถึงคราวต้องพึ่งหมอผีเสกค่าออกเทนใส่น้ำมันพราย มาใช้แทนน้ำมันสำเร็จรูปไปพลางๆ #คิงส์โพธิ์แดง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 206 มุมมอง 0 รีวิว
  • ปัญหาภายในของซาอุดีอาระเบียมีหลากหลายประเด็นทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม. ปัญหาทางเศรษฐกิจรวมถึงการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันที่มากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณน้ำมันโลก. ปัญหาสังคมรวมถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ ความไม่พอใจต่อวิสัยทัศน์ 2030 และปัญหาการทุจริต. ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมรวมถึงการขยายตัวของเมืองที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ มลพิษทางดิน และปัญหาการขาดแคลนน้ำ.
    รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาภายในซาอุดีอาระเบีย:
    ปัญหาทางเศรษฐกิจ:
    การพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมัน: ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่การพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันมากเกินไปทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณน้ำมันโลก.
    ขาดดุลงบประมาณ: ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงทำให้ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณ.
    การกระจายเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ: ซาอุดีอาระเบียพยายามกระจายเม็ดเงินทางเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมอื่นผ่านโครงการวิสัยทัศน์ 2030.
    ปัญหาการทุจริต: มีรายงานการทุจริตในระบบราชการซาอุดีอาระเบีย.
    ปัญหาสังคม:
    ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ: ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในซาอุดีอาระเบีย.
    ความไม่พอใจต่อวิสัยทัศน์ 2030: บางกลุ่มมีความไม่พอใจต่อวิสัยทัศน์ 2030 ที่รัฐบาลพยายามนำมาใช้.
    การอพยพออกนอกประเทศ: มีชาวซาอุดีอาระเบียจำนวนมากขึ้นที่อพยพออกนอกประเทศ เนื่องจากความไม่พอใจในสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ.
    แรงงานต่างชาติ: ซาอุดีอาระเบียพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำ และอาจเผชิญกับปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน.
    ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม:
    มลพิษทางอากาศ: ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของตะวันออกกลาง.
    มลพิษทางดิน: การขุดเจาะน้ำมันและการขยายตัวของเมืองทำให้เกิดมลพิษทางดิน.
    ปัญหาการขาดแคลนน้ำ: พื้นที่เพาะปลูกสามในสี่เสื่อมโทรม และประชากร 60% ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ.
    ปัญหาการใช้พลังงาน: การใช้เครื่องปรับอากาศปริมาณมากส่งผลต่อปัญหาการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก.
    ปัญหาภายในของซาอุดีอาระเบียมีหลากหลายประเด็นทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม. ปัญหาทางเศรษฐกิจรวมถึงการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันที่มากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณน้ำมันโลก. ปัญหาสังคมรวมถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ ความไม่พอใจต่อวิสัยทัศน์ 2030 และปัญหาการทุจริต. ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมรวมถึงการขยายตัวของเมืองที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ มลพิษทางดิน และปัญหาการขาดแคลนน้ำ. รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาภายในซาอุดีอาระเบีย: ปัญหาทางเศรษฐกิจ: การพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมัน: ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่การพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันมากเกินไปทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณน้ำมันโลก. ขาดดุลงบประมาณ: ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงทำให้ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณ. การกระจายเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ: ซาอุดีอาระเบียพยายามกระจายเม็ดเงินทางเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมอื่นผ่านโครงการวิสัยทัศน์ 2030. ปัญหาการทุจริต: มีรายงานการทุจริตในระบบราชการซาอุดีอาระเบีย. ปัญหาสังคม: ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ: ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในซาอุดีอาระเบีย. ความไม่พอใจต่อวิสัยทัศน์ 2030: บางกลุ่มมีความไม่พอใจต่อวิสัยทัศน์ 2030 ที่รัฐบาลพยายามนำมาใช้. การอพยพออกนอกประเทศ: มีชาวซาอุดีอาระเบียจำนวนมากขึ้นที่อพยพออกนอกประเทศ เนื่องจากความไม่พอใจในสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ. แรงงานต่างชาติ: ซาอุดีอาระเบียพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำ และอาจเผชิญกับปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน. ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม: มลพิษทางอากาศ: ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของตะวันออกกลาง. มลพิษทางดิน: การขุดเจาะน้ำมันและการขยายตัวของเมืองทำให้เกิดมลพิษทางดิน. ปัญหาการขาดแคลนน้ำ: พื้นที่เพาะปลูกสามในสี่เสื่อมโทรม และประชากร 60% ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ. ปัญหาการใช้พลังงาน: การใช้เครื่องปรับอากาศปริมาณมากส่งผลต่อปัญหาการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 621 มุมมอง 0 รีวิว
  • Keith Kellogg ทูตพิเศษของทรัมป์ประจำยูเครนวางแผนกดราคาน้ำมันโลกลงให้เหลือประมาณ 45 เหรียญต่อบาร์เรลเพื่อหวังให้รายได้รัสเซียหายไป และจำต้องหันหน้ามาเจรจากับยูเครน

    Kellogg คงไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ มีต้นทุนราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 52 เหรียญ และอุตสาหกรรมของรัสเซียสามารถผลิตได้ถูกกว่าตัวเลขที่ Kellogg ตั้งไว้อย่างมาก

    "ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายเจ็บปวด!"
    Keith Kellogg ทูตพิเศษของทรัมป์ประจำยูเครนวางแผนกดราคาน้ำมันโลกลงให้เหลือประมาณ 45 เหรียญต่อบาร์เรลเพื่อหวังให้รายได้รัสเซียหายไป และจำต้องหันหน้ามาเจรจากับยูเครน Kellogg คงไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ มีต้นทุนราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 52 เหรียญ และอุตสาหกรรมของรัสเซียสามารถผลิตได้ถูกกว่าตัวเลขที่ Kellogg ตั้งไว้อย่างมาก "ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายเจ็บปวด!"
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 360 มุมมอง 14 0 รีวิว
  • สหรัฐประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!!

    มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวของสหรัฐมุ่งเป้าไปที่กลุ่มค้าขายน้ำมันของรัสเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะส่งผลต่อการขนส่งไปยังผู้ซื้อรายใหญ่ เช่น อินเดียและจีน
    โดยมีบริษัทเป้าหมายที่ถูกคว่ำบาตร ได้แก่:
    "Surgutneftegaz" และ "Gazprom Neft"
    เรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 180 ลำของกองเรือ "เงา" ของรัสเซีย
    บริษัทประกันภัย "Alfastrakhovanie" และ "Ingosstrakh"
    ตัวแทนต่างชาติที่ค้าขายน้ำมันของรัสเซียและผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานเหล่านี้

    การดำเนินการคว่ำบาตรครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกแล้ว โดยดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม

    ในคำประกาศจากกระทรวงการคลังสหรัฐ มีความคาดหวังที่สำคัญที่ต้องการให้บรรลุผล ได้แก่:

    ⭕️ คาดว่ามาตรการใหม่นี้จะทำให้รัสเซียสูญเสียเงิน "หลายพันล้านดอลลาร์" ทุกเดือน ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนรูเบิล และอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหลักของธนาคารกลางรัสเซียปรับขึ้นขนานใหญ่

    ⭕️ มาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของตลาดน้ำมันโลก เนื่องจากไม่มีภัยคุกคามจากการขาดแคลนอุปทาน และผลผลิตน้ำมันของสหรัฐในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก ตลาดภายในประเทศยังคงมีอุปทานที่ล้นตลาดอยู่

    ⭕️ การคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียครั้งนี้ จะสร้างเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ให้ตลาดภายในประเทศของสหรัฐ สามารถส่งออกน้ำมันที่ล้นตลาดอยู่ขณะนี้ออกนอกประเทศได้

    https://home.treasury.gov/news/press-releases/jy2777
    สหรัฐประกาศมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!! มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวของสหรัฐมุ่งเป้าไปที่กลุ่มค้าขายน้ำมันของรัสเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะส่งผลต่อการขนส่งไปยังผู้ซื้อรายใหญ่ เช่น อินเดียและจีน โดยมีบริษัทเป้าหมายที่ถูกคว่ำบาตร ได้แก่: ➖ "Surgutneftegaz" และ "Gazprom Neft" ➖ เรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 180 ลำของกองเรือ "เงา" ของรัสเซีย ➖ บริษัทประกันภัย "Alfastrakhovanie" และ "Ingosstrakh" ➖ ตัวแทนต่างชาติที่ค้าขายน้ำมันของรัสเซียและผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานเหล่านี้ การดำเนินการคว่ำบาตรครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกแล้ว โดยดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ในคำประกาศจากกระทรวงการคลังสหรัฐ มีความคาดหวังที่สำคัญที่ต้องการให้บรรลุผล ได้แก่: ⭕️ คาดว่ามาตรการใหม่นี้จะทำให้รัสเซียสูญเสียเงิน "หลายพันล้านดอลลาร์" ทุกเดือน ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนรูเบิล และอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหลักของธนาคารกลางรัสเซียปรับขึ้นขนานใหญ่ ⭕️ มาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของตลาดน้ำมันโลก เนื่องจากไม่มีภัยคุกคามจากการขาดแคลนอุปทาน และผลผลิตน้ำมันของสหรัฐในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก ตลาดภายในประเทศยังคงมีอุปทานที่ล้นตลาดอยู่ ⭕️ การคว่ำบาตรภาคพลังงานของรัสเซียครั้งนี้ จะสร้างเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ให้ตลาดภายในประเทศของสหรัฐ สามารถส่งออกน้ำมันที่ล้นตลาดอยู่ขณะนี้ออกนอกประเทศได้ https://home.treasury.gov/news/press-releases/jy2777
    Like
    Sad
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 723 มุมมอง 0 รีวิว
  • อินเดียจะเป็นผู้นำการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลก, โดยเพิ่มเกือบ ๒ ล้านบาร์เรลต่อวัน จนถึงปี ๒๐๓๕
    .
    India to lead global oil demand growth, adding nearly 2 million barrels per day through 2035.
    .
    6:22 AM · Dec 27, 2024 · 120.4K Views
    https://x.com/BRICSinfo/status/1872422715053027756
    🇮🇳 อินเดียจะเป็นผู้นำการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลก, โดยเพิ่มเกือบ ๒ ล้านบาร์เรลต่อวัน จนถึงปี ๒๐๓๕ . 🇮🇳 India to lead global oil demand growth, adding nearly 2 million barrels per day through 2035. . 6:22 AM · Dec 27, 2024 · 120.4K Views https://x.com/BRICSinfo/status/1872422715053027756
    Like
    Wow
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 276 มุมมอง 0 รีวิว
  • 22-10-67/01 : หมี CNN / เผย..อีเหลี่ยมชาติชั่วขอเผ่นออกดูไบ 3 ครั้ง แต่ศาลปฎิเสธ! จ่ายครบ จ่ายจบ เชิญไสหัวไป ไม่มีตีกินฟรี ใครก็ช่วยมรึงไม่ได้ โง่เอง! เพราะไม่มีทางเลือก กลับมาเหยียบกับดักเต็มตรีน ไม่คืน คือจบทั้งตระกูล! ดิ ไอ(คอน)สัส วงแตก! หนีเอาตัวรอด คายหมดเปลือก ตั้งแต่ขั้นตอน ขบวนการฟอกเงิน เบื้องหลังรู้ชัด ใครวางแผน ใครสั่ง? ล้วงให้ลูกสุดใจ ไอ้สัส! เจ้าเก่านี่หว่า..ขบวนการเด็กขี้ข้าเหี้ย C ทั้งนั้น ทุนนิยมเหี้ยสามานย์ MADE IN USA จ๋า? สื่อเสี้ยม สื่อชง ใครกำกับ ดันสุดลิ่มทิ่มประตู ทั้งหมดมากันเป็นขบวนการมนุษย์ไฟฟ้าเหี้ยชัดเจน! แก๊งค์คอลเซนเตอร์ทั่วไทย ก็ไม่รอด? ที่ผ่านมารอดเพราะอีสีกากีรับส่วย แต่งวดนี้ต่างกัน เขียวบิ๊กบู๊ทตรีนโต ลงมากำกับเอง เหี้ยถึงได้ผวา! วงการกากีเน่าเฟะ ไม่เหลือเหี้ยอะไรให้ภาคภูมิใจอีก ภาพชัด วงการเขียวขจัดแตงโม ล้มเจ้า เคลียร์เสร็จ เข้ามาจัดการอีกากีต่อทันที เพื่อให้ขบวนการยุติธรรมกลับคืนมาดั่งเดิม งานนี้ศาลชงให้ตบ แม้แต่อีอัยกวยที่หาแดร๊กบนความเดือดร้อนของชาวบ้าน อุ้มบริษัทยักษืใหญ่ที่ผ่านมา ถูกกาหัวหมาเช่นกัน ใครเป็นใคร ลายออกหมดเกลี้ยง กลียุคกำลังจะแตก เหี้ยเผ่นออกนอกกันใหญ่ ออกไปคือไม่ก่อความวุ่นวาย แล้วตามเก็บเงินภายหลัง ไม่ต้องห่วง หน่วยลับมีไว้เฉพาะการณ์นี้ ไม่จ่ายคืนคือตายห่า! ยิ่งกว่าหนังฮอลีวู๊ด? ลุ้น LISA จ่อขึ้นเวที COUNTDOWN NY 2025 THAILAND โปรโมตแผ่นดินทองให้ยับกันไปเลย หลังเยาวราชขึ้นแท่นระดับโลก การท่องเที่ยวแจ่ม ไม่มีที่ไหน อุ่นใจ อร่อย คุ้มค่า เท่าที่นี่ SOFT POWER ไทย ไม่ว่าเรื่องอะไร? ขายแดร๊กได้หมด มรึงว่าไทยเราธรรมดาที่ไหนกันล่ะ? เด่นดังเกินตัว จนเพื่อนบ้านอิจฉา กูว่าแล้ว! 10000 แรกหมด 10000 ต่อไปยังไง? ไปต่อไม่ไหว กับดักเพี๊ยบ จะเล่นแบบนี้ชิมิ? กูทำแล้ว แต่เค้าไม่ให้กูไปต่อ อ้างควายเพื่อหาบันไดลง เพราะโดนล่อทุกดอก งัดทุกคดีความ ต่างกรรม ต่างวาระ ทั้งอีครม.นอนคุกยกแผง อย่าคิดว่าง่าย อย่าคิดว่าจะรอด? งับเหยื่อแล้ว ดิ้นยาก! หลักฐานมัดตั้งแต่เล่นแร่แปรวิญญานไม่ผ่านสภา เงินมรึงเหรอ? เงินแผ่นดินน่ะจ๊ะ? ใครยังมองไม่ออก ไม่เห็นภาพ ว่าจะจบยังไง? แค่รอ! ศาลเชือดยกพรรค อยู่ดีดี มรึงคิดว่าเกรียงไกร ธีรยุทธ ออกมาทำไม? หากไม่มีหลักฐานมัดจนดิ้นไม่หลุด? ใครสั่ง ใครชง ใครตบ จบที่ศาล? สูตรหาแดร๊กเหี้ยเหมือนเดิม รู้ว่าจะถูกยุบพรรค รีบชิงยุบสภาก่อนสิน่ะ? มันไม่จบแค่นั้นดอก ศาลไล่เบี้ย เป็นบรรทัดฐานให้กกต. ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งพรรค ทั้งคน ทุกไอ้อี อาจหมดสิทธิ์ไปตลอดชีวิต เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่พรรคแค่นั้น แต่เค้าตั้งใจล่อหัวเรือใหญ่ อีเหลี่ยมต่างหากล่ะ? ผู้อยู่เบื้องหลัง รับใช้เหี้ย C สุดโต่ง เพื่อล้มเจ้า อยากขึ้นเป็น KING แบบอีฮุนเซน บุญไม่มี มีแต่กรรมชั่ว ยังหวังจะได้ขึ้นสวรรค์ หนทางเดียวที่มรึงมีคือ "นรกขุมที่ 18" ทั้งบนโลก และใต้ดิน อย่าดูถูกกฎหมายไทย มันจะตามล่ามรึงไปตลอดชีวิต เพราะไม่มีกำหนดเวลา จ่ายซะก็จบ แล้วเผ่นออกนอกไปให้หมดทั้งตระกูล เงินตามเก็บได้ ชีวิตตามเก็บได้ ไม่ใช่ปัญหา แค่บอก KGB เก่า เก็บงาน งานดี เงียบกริบ ไร้ล่องลอย ข้ามมาโลกตอแหลกันบ้าง : อียิวปล่อยข่าวลวง หลอกควายตามเคย ชี้เฮซบอเลาะห์ฝังสมบัติ 10000 ล้านใต้รพ. ควายยังเอือม หลอกกูได้ทุกวี่วัน ปัญหาคือ มีปัญญาจะปล้นเค้ามุย? ใครยังเสพสื่อควายอยู่ คือ มรึงไม่ใช่คน ชัดน่ะ? เพราะคนคือมีสติ และมีปัญญา ใช้แต่หูกับตา แปลว่ามรึงยังไม่ได้ตกผลึก! แค่คิด แค่ไตร่ตรอง มรึงจะรู้แจ้งเห็นจริงเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก? ล่าสุด SU-57 โผล่ยูเครน บินถล่มฐานยุทธศาสตร์ในโอเดสซ่าหายวับ ระบบป้องกันภัยเหี้ยมะกันเสียหมาตามเคย มีก็เหมือนไม่มี ทำห่าอะไรไม่ได้เลย? SU-57 คือบินรบอันดับ 1 โลกตอนนี้ ใครเห็นก็เผ่น มรึงกล้ามั้ยล่ะ? สังหารเป้าหมายได้ 10 เป้าหมายพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ยิงดาวเทียมยังได้ บินเร็วกว่าขีปนาวุธเหี้ยมะกันซะอีก ล่องหนไร้ทิศทาง จับทางลำบาก พลางตัวขั้นเทพ! ไทยขอซักเครื่อง จะไม่ลืมพระคุณ เท่าไหร่ก็จ่ายจ๊ะ ผบ.ทอ.รู้ดี ว่าของมันแน่ ของจริง ช่างแตกต่าง? อีเวียดนามขอ SU-35 ไป ไทยเราต้องขอ SU-57 ไปเลย งานนี้ช็อคทั้งอาเซียน! เดี๋ยวให้หมูเด้งไปขอปูตินถึงวังเครมลินแม่งซะเลย เชื่อเหอะ ปูตินทนความน่าร๊ากของหมูเด้งไม่ได้แน่นอน! อีขะแมร์อยากได้บ้าง เห็นไทยขี้ ขี้ตามไทย ส่ง "เหี้ย(ตะกวด)เด้ง" ขอบ้าง โดนสวนด้วยส้นตรีนเบอร์ 13!

    ปล.จากเหตุเพจเจอร์ MADE IN USA ระเบิด ตายหลักสิบ ในเลบานอน แต่จีนรวยเละเทะ ยอดสั่งซื้ออุปกรณ์สื่อสารจีน เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด จากที่พุ่งทะยานอยู่แล้ว เป็นเหตุให้แบรนด์อุปกรณ์สื่อสารเหี้ยมะกันขายไม่ออก จีนขอบคุณ ที่ทำให้โลกรู้เช่นเห็นชาติมรึง! อุปกรณ์ติดตัวทุกอย่าง MADE IN USA ฝังเครื่องดักฟัง สอดแนมหมดเกลี้ยง โลกโซเชี่ยลไล่ยาว ใครพกไอโฟน ระวัง วันดีคืนดี แบตระเบิดได้โดยไม่รู้ตัวและไม่รู้สาเหตุ ขอแค่มรึงอย่าเป็นศัตรู อย่าแฉความจริง ก็พอ? แล้วจะมีไปทำไม ค่าโง่ แถมเสี่ยงตาย นวตกรรมจีนไปไกลแล้ว แบรนด์อุปกรณ์สื่อสารของจีน กินตลาดโลกรวมกันมากกว่าเหี้ยถึง 3 เท่า และจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ เมื่อ BRICS สั่งเทดอลล่าร์หมดโลก หมายความว่า เงินดอลล่าร์จะซื้อขายเหี้ยอะไรอีกลำบาก เพราะเค้าไม่รับไงล่ะ? หยวนจะครองตลาดทั้งโลกแทน เพราะตอนนี้ ก็ขึ้นมาเป็นเงินสกุลหลักแทนดอลล่าร์ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อ 3 เดือนก่อน ยอดใช้หยวนทะลุเป้า รูเบิล เรียลอิหร่าน ก็ขึ้นเช่นกัน เห็นชัด พลังงานนำร่อง โลกต้องการอะไร อยู่ที่ "เอเซีย" หมด ไอ้อีตะวันตก อเมริกา อังกฤษ ไม่มีอำนาจต่อรองอีกต่อไป ตลาดน้ำมันโลก ตลาดทองคำ ได้ย้ายมาอยู่มอสโคว์ ปักกิ่ง ชัวร์! เดาไม่ยาก? อียิวกระอีกเลือด ผบ.แห่กันตายโหงรายวัน กูยังจะเหลือนายพลกี่ตัวฟ่ะเนี่ย? ไอ้ที่สู้มาเนี่ย ติดกับดักฮามาสทั้งนั้น เดินเข้าไปตายห่าเองล้วนๆ เค้าขุดเหยื่อล่อ มรึงก็โง่จะเข้าให้ได้ สุดท้าย ตายโหงยกกองร้อย แม้แต่ไอ้อีตะวันตก สูญเสียนายพลไปเป็นร้อย ทหารนาโต้ แทบจะสูญพันธุ์เพราะลูกยาว ปืนใหญ่ รัสเซีย ตัวหัวเรือใหญ่ ถูกจับไปขังในสวนสัตว์มอสโคว์ อายหมามั้ยล่ะ? อยู่มาจะครบปีแล้ว ดูท่าทางจะเชื่องลงไปเยอะ หลังลูกหลานราสปูติน มอบขนมหวานให้แดร๊กคนละตุบสองตุบ คายหมดเปลือก ฐานที่มั่น แผนการ เส้นทางลำเลียง จำนวนหน่วย และแนวยุทธศาสตร์ป้องกัน ไม่แปลกที่มรึงจะแพ้ยับ ไม่มีประวัติหน้าไหน ที่นายพลถูกเอาไปขังรวมกันเยอะที่สุดในโลก ปูตินทำได้! "อัจฉริยะ" จะมีใคร ที่ยอมให้นักบัญชี นักการเงิน มานั่งหัวคุมกลาโหม มองทะลุ สงครามต้องใช้เงิน ใช้เงินเป็น จัดระเบียบ มีระบบ ตรวจสอบได้ เงินไม่รั่วไหล ใช้ทุกเหรียญอย่างคุ้มค่า มีแค่ชาติเดียวที่ทำ! แล้วหันไปดูสหรัฐ อิสราเอล อังกฤษ บัญชีแดงล้นทะลัก ใช้เงินเกินงบ เติมเท่าไหร่ก็ไม่พอ สุดท้าย ไม่ได้แพ้เพราะสงครามดอก แต่แพ้ภัยตัวเอง เศรษฐกิจล่มสลายคือจบ แผนนี้ ปูตินตั้งใจ เพื่อให้ดาบนั้นคืนสนอง วอชิงตัน ลอนดอน เยรูซาเล็ม พินาศเพราะถังแตก เงินขายไม่ออก มรึงก็จบเห่แล้ว! ฮาแตก! แผนถล่มอิหร่าน รั่ว ว่อนเน็ตโซเชี่ยล เหี้ย C อีตาเพน มีหนอนบ่อนไส้ ไม่ต้องมีแผนดอก ยังไงมรึงก็แพ้ เพราะโง่กว่าขั้วใหม่เยอะ จงใจปล่อยน่ะสิมรึง เพื่อหาข้ออ้าง ไม่รบ เพราะรู้ดีว่า รบแล้ว ตายจริง ไม่มีสแตนอินไงล่ะ? ไม่ใช่ฮอลีวู๊ดน่ะมรึง! อียิวมั่น สอดแนมไปทั่ว หารู้ไม่ มรึงถูกวางยาเอาไว้แต่ต้น เหี้ยซะขนาดนี้ คนอยากลงแขกมรึงมีเป็นล้าน? แผนลอบกัด แผนลองโจมตี อิหร่านรู้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ไอ้ที่เห็น แค่จัดฉาก ละครปาหี่ เพื่อให้โลกเดินตามกัน ตราหน้าอียิว "อาชญากรโลก" แผนสำเร็จเกินเป้าหมาย ดอกนี้ อิหร่านชนะขาด! เข้าหนาวแล้ว ยิ่งรบยิ่งเป็นรอง ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ยังอยากจะเสี้ยนเปิดศึกแปซิฟิคต่อมุย? หลังบ้านมรึงรั่วซะขนาดนี้ ระวังทำเนียบขาวหายไม่รู้ตัว? ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของรัสเซีย จีน อิหร่าน โสมแดง หมดแล้ว ผลลัพธ์ออกมานานแล้ว แค่ลดการสูญเสีย ให้เหี้ยยิ่งดิ้น ยิ่งตาย โดยที่ไม่ต้องเอาอะไรไปแลกให้เสียของ? เวลาจะทำให้เหี้ยแพ้ราบคาบ เพราะความจริงปรากฎขึ้นทุกวี่วันไงล่ะ?

    หมี CNN(โลกรอดูอยู่? เหี้ยจะสิ้นคิดเมื่อไหร่? กล้าใช้หน่อยดิ? จะได้จบเร็ว จบจริง จบตลอดกาล เหี้ยแค่ซื้อเวลา แต่เวลาที่เดินไปคือการสูญเสียไม่รู้จบ ตะวันตกเอือมระอา BRICS ผงาดและโตขึ้นเรื่อยๆ SCO จะได้ชาติสมาชิกใหม่มาเติมไม่หยุด AIIB จะขยายฐานการค้าครอบคลุมโลกมากยิ่งขึ้น อาเซียนยังจับมือกันแน่น เกมส์การเมือง กับเกมส์ความมั่นคง คนละเรื่อง ฉากหน้า ฉากหลัง คนละสเปซี่ อย่าหลงทาง เหี้ยเสี้ยมไม่ได้ คือตายชัวร์)
    22 ตุลาคม 67
    11.35 น.

    ------------------------------------------------------------------------—
    เข้าถ้ำ RONIN คลิกที่ LINK ตามนี้ : https://line.me/R/ti/p/@mheecnn

    หรือเข้า LINE OFFICIAL ACCOUNT
    https://voom-studio.line.biz/account/@hfs0310u/voom หรือเสิร์หหาใน LINE ได้ที่ @hfs0310u

    **เพจหลักของหมี CNN คือ**
    https://www.minds.com/mheecnn2/

    เพจ VK ของรัสเซีย พิมคำว่า Frank Mheecnn
    www.vk.com/id448335733

    **เพจหมี CNN ใน Twitter ตัวใหม่ล่าสุด!**
    https://twitter.com/CnnMhee

    **เพจหมี CNN ใน FB ห้องปิด ตัวใหม่ล่าสุด!**
    https://www.facebook.com/chatchai.sathitsit.77
    22-10-67/01 : หมี CNN / เผย..อีเหลี่ยมชาติชั่วขอเผ่นออกดูไบ 3 ครั้ง แต่ศาลปฎิเสธ! จ่ายครบ จ่ายจบ เชิญไสหัวไป ไม่มีตีกินฟรี ใครก็ช่วยมรึงไม่ได้ โง่เอง! เพราะไม่มีทางเลือก กลับมาเหยียบกับดักเต็มตรีน ไม่คืน คือจบทั้งตระกูล! ดิ ไอ(คอน)สัส วงแตก! หนีเอาตัวรอด คายหมดเปลือก ตั้งแต่ขั้นตอน ขบวนการฟอกเงิน เบื้องหลังรู้ชัด ใครวางแผน ใครสั่ง? ล้วงให้ลูกสุดใจ ไอ้สัส! เจ้าเก่านี่หว่า..ขบวนการเด็กขี้ข้าเหี้ย C ทั้งนั้น ทุนนิยมเหี้ยสามานย์ MADE IN USA จ๋า? สื่อเสี้ยม สื่อชง ใครกำกับ ดันสุดลิ่มทิ่มประตู ทั้งหมดมากันเป็นขบวนการมนุษย์ไฟฟ้าเหี้ยชัดเจน! แก๊งค์คอลเซนเตอร์ทั่วไทย ก็ไม่รอด? ที่ผ่านมารอดเพราะอีสีกากีรับส่วย แต่งวดนี้ต่างกัน เขียวบิ๊กบู๊ทตรีนโต ลงมากำกับเอง เหี้ยถึงได้ผวา! วงการกากีเน่าเฟะ ไม่เหลือเหี้ยอะไรให้ภาคภูมิใจอีก ภาพชัด วงการเขียวขจัดแตงโม ล้มเจ้า เคลียร์เสร็จ เข้ามาจัดการอีกากีต่อทันที เพื่อให้ขบวนการยุติธรรมกลับคืนมาดั่งเดิม งานนี้ศาลชงให้ตบ แม้แต่อีอัยกวยที่หาแดร๊กบนความเดือดร้อนของชาวบ้าน อุ้มบริษัทยักษืใหญ่ที่ผ่านมา ถูกกาหัวหมาเช่นกัน ใครเป็นใคร ลายออกหมดเกลี้ยง กลียุคกำลังจะแตก เหี้ยเผ่นออกนอกกันใหญ่ ออกไปคือไม่ก่อความวุ่นวาย แล้วตามเก็บเงินภายหลัง ไม่ต้องห่วง หน่วยลับมีไว้เฉพาะการณ์นี้ ไม่จ่ายคืนคือตายห่า! ยิ่งกว่าหนังฮอลีวู๊ด? ลุ้น LISA จ่อขึ้นเวที COUNTDOWN NY 2025 THAILAND โปรโมตแผ่นดินทองให้ยับกันไปเลย หลังเยาวราชขึ้นแท่นระดับโลก การท่องเที่ยวแจ่ม ไม่มีที่ไหน อุ่นใจ อร่อย คุ้มค่า เท่าที่นี่ SOFT POWER ไทย ไม่ว่าเรื่องอะไร? ขายแดร๊กได้หมด มรึงว่าไทยเราธรรมดาที่ไหนกันล่ะ? เด่นดังเกินตัว จนเพื่อนบ้านอิจฉา กูว่าแล้ว! 10000 แรกหมด 10000 ต่อไปยังไง? ไปต่อไม่ไหว กับดักเพี๊ยบ จะเล่นแบบนี้ชิมิ? กูทำแล้ว แต่เค้าไม่ให้กูไปต่อ อ้างควายเพื่อหาบันไดลง เพราะโดนล่อทุกดอก งัดทุกคดีความ ต่างกรรม ต่างวาระ ทั้งอีครม.นอนคุกยกแผง อย่าคิดว่าง่าย อย่าคิดว่าจะรอด? งับเหยื่อแล้ว ดิ้นยาก! หลักฐานมัดตั้งแต่เล่นแร่แปรวิญญานไม่ผ่านสภา เงินมรึงเหรอ? เงินแผ่นดินน่ะจ๊ะ? ใครยังมองไม่ออก ไม่เห็นภาพ ว่าจะจบยังไง? แค่รอ! ศาลเชือดยกพรรค อยู่ดีดี มรึงคิดว่าเกรียงไกร ธีรยุทธ ออกมาทำไม? หากไม่มีหลักฐานมัดจนดิ้นไม่หลุด? ใครสั่ง ใครชง ใครตบ จบที่ศาล? สูตรหาแดร๊กเหี้ยเหมือนเดิม รู้ว่าจะถูกยุบพรรค รีบชิงยุบสภาก่อนสิน่ะ? มันไม่จบแค่นั้นดอก ศาลไล่เบี้ย เป็นบรรทัดฐานให้กกต. ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งพรรค ทั้งคน ทุกไอ้อี อาจหมดสิทธิ์ไปตลอดชีวิต เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่พรรคแค่นั้น แต่เค้าตั้งใจล่อหัวเรือใหญ่ อีเหลี่ยมต่างหากล่ะ? ผู้อยู่เบื้องหลัง รับใช้เหี้ย C สุดโต่ง เพื่อล้มเจ้า อยากขึ้นเป็น KING แบบอีฮุนเซน บุญไม่มี มีแต่กรรมชั่ว ยังหวังจะได้ขึ้นสวรรค์ หนทางเดียวที่มรึงมีคือ "นรกขุมที่ 18" ทั้งบนโลก และใต้ดิน อย่าดูถูกกฎหมายไทย มันจะตามล่ามรึงไปตลอดชีวิต เพราะไม่มีกำหนดเวลา จ่ายซะก็จบ แล้วเผ่นออกนอกไปให้หมดทั้งตระกูล เงินตามเก็บได้ ชีวิตตามเก็บได้ ไม่ใช่ปัญหา แค่บอก KGB เก่า เก็บงาน งานดี เงียบกริบ ไร้ล่องลอย ข้ามมาโลกตอแหลกันบ้าง : อียิวปล่อยข่าวลวง หลอกควายตามเคย ชี้เฮซบอเลาะห์ฝังสมบัติ 10000 ล้านใต้รพ. ควายยังเอือม หลอกกูได้ทุกวี่วัน ปัญหาคือ มีปัญญาจะปล้นเค้ามุย? ใครยังเสพสื่อควายอยู่ คือ มรึงไม่ใช่คน ชัดน่ะ? เพราะคนคือมีสติ และมีปัญญา ใช้แต่หูกับตา แปลว่ามรึงยังไม่ได้ตกผลึก! แค่คิด แค่ไตร่ตรอง มรึงจะรู้แจ้งเห็นจริงเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก? ล่าสุด SU-57 โผล่ยูเครน บินถล่มฐานยุทธศาสตร์ในโอเดสซ่าหายวับ ระบบป้องกันภัยเหี้ยมะกันเสียหมาตามเคย มีก็เหมือนไม่มี ทำห่าอะไรไม่ได้เลย? SU-57 คือบินรบอันดับ 1 โลกตอนนี้ ใครเห็นก็เผ่น มรึงกล้ามั้ยล่ะ? สังหารเป้าหมายได้ 10 เป้าหมายพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ยิงดาวเทียมยังได้ บินเร็วกว่าขีปนาวุธเหี้ยมะกันซะอีก ล่องหนไร้ทิศทาง จับทางลำบาก พลางตัวขั้นเทพ! ไทยขอซักเครื่อง จะไม่ลืมพระคุณ เท่าไหร่ก็จ่ายจ๊ะ ผบ.ทอ.รู้ดี ว่าของมันแน่ ของจริง ช่างแตกต่าง? อีเวียดนามขอ SU-35 ไป ไทยเราต้องขอ SU-57 ไปเลย งานนี้ช็อคทั้งอาเซียน! เดี๋ยวให้หมูเด้งไปขอปูตินถึงวังเครมลินแม่งซะเลย เชื่อเหอะ ปูตินทนความน่าร๊ากของหมูเด้งไม่ได้แน่นอน! อีขะแมร์อยากได้บ้าง เห็นไทยขี้ ขี้ตามไทย ส่ง "เหี้ย(ตะกวด)เด้ง" ขอบ้าง โดนสวนด้วยส้นตรีนเบอร์ 13! ปล.จากเหตุเพจเจอร์ MADE IN USA ระเบิด ตายหลักสิบ ในเลบานอน แต่จีนรวยเละเทะ ยอดสั่งซื้ออุปกรณ์สื่อสารจีน เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด จากที่พุ่งทะยานอยู่แล้ว เป็นเหตุให้แบรนด์อุปกรณ์สื่อสารเหี้ยมะกันขายไม่ออก จีนขอบคุณ ที่ทำให้โลกรู้เช่นเห็นชาติมรึง! อุปกรณ์ติดตัวทุกอย่าง MADE IN USA ฝังเครื่องดักฟัง สอดแนมหมดเกลี้ยง โลกโซเชี่ยลไล่ยาว ใครพกไอโฟน ระวัง วันดีคืนดี แบตระเบิดได้โดยไม่รู้ตัวและไม่รู้สาเหตุ ขอแค่มรึงอย่าเป็นศัตรู อย่าแฉความจริง ก็พอ? แล้วจะมีไปทำไม ค่าโง่ แถมเสี่ยงตาย นวตกรรมจีนไปไกลแล้ว แบรนด์อุปกรณ์สื่อสารของจีน กินตลาดโลกรวมกันมากกว่าเหี้ยถึง 3 เท่า และจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ เมื่อ BRICS สั่งเทดอลล่าร์หมดโลก หมายความว่า เงินดอลล่าร์จะซื้อขายเหี้ยอะไรอีกลำบาก เพราะเค้าไม่รับไงล่ะ? หยวนจะครองตลาดทั้งโลกแทน เพราะตอนนี้ ก็ขึ้นมาเป็นเงินสกุลหลักแทนดอลล่าร์ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อ 3 เดือนก่อน ยอดใช้หยวนทะลุเป้า รูเบิล เรียลอิหร่าน ก็ขึ้นเช่นกัน เห็นชัด พลังงานนำร่อง โลกต้องการอะไร อยู่ที่ "เอเซีย" หมด ไอ้อีตะวันตก อเมริกา อังกฤษ ไม่มีอำนาจต่อรองอีกต่อไป ตลาดน้ำมันโลก ตลาดทองคำ ได้ย้ายมาอยู่มอสโคว์ ปักกิ่ง ชัวร์! เดาไม่ยาก? อียิวกระอีกเลือด ผบ.แห่กันตายโหงรายวัน กูยังจะเหลือนายพลกี่ตัวฟ่ะเนี่ย? ไอ้ที่สู้มาเนี่ย ติดกับดักฮามาสทั้งนั้น เดินเข้าไปตายห่าเองล้วนๆ เค้าขุดเหยื่อล่อ มรึงก็โง่จะเข้าให้ได้ สุดท้าย ตายโหงยกกองร้อย แม้แต่ไอ้อีตะวันตก สูญเสียนายพลไปเป็นร้อย ทหารนาโต้ แทบจะสูญพันธุ์เพราะลูกยาว ปืนใหญ่ รัสเซีย ตัวหัวเรือใหญ่ ถูกจับไปขังในสวนสัตว์มอสโคว์ อายหมามั้ยล่ะ? อยู่มาจะครบปีแล้ว ดูท่าทางจะเชื่องลงไปเยอะ หลังลูกหลานราสปูติน มอบขนมหวานให้แดร๊กคนละตุบสองตุบ คายหมดเปลือก ฐานที่มั่น แผนการ เส้นทางลำเลียง จำนวนหน่วย และแนวยุทธศาสตร์ป้องกัน ไม่แปลกที่มรึงจะแพ้ยับ ไม่มีประวัติหน้าไหน ที่นายพลถูกเอาไปขังรวมกันเยอะที่สุดในโลก ปูตินทำได้! "อัจฉริยะ" จะมีใคร ที่ยอมให้นักบัญชี นักการเงิน มานั่งหัวคุมกลาโหม มองทะลุ สงครามต้องใช้เงิน ใช้เงินเป็น จัดระเบียบ มีระบบ ตรวจสอบได้ เงินไม่รั่วไหล ใช้ทุกเหรียญอย่างคุ้มค่า มีแค่ชาติเดียวที่ทำ! แล้วหันไปดูสหรัฐ อิสราเอล อังกฤษ บัญชีแดงล้นทะลัก ใช้เงินเกินงบ เติมเท่าไหร่ก็ไม่พอ สุดท้าย ไม่ได้แพ้เพราะสงครามดอก แต่แพ้ภัยตัวเอง เศรษฐกิจล่มสลายคือจบ แผนนี้ ปูตินตั้งใจ เพื่อให้ดาบนั้นคืนสนอง วอชิงตัน ลอนดอน เยรูซาเล็ม พินาศเพราะถังแตก เงินขายไม่ออก มรึงก็จบเห่แล้ว! ฮาแตก! แผนถล่มอิหร่าน รั่ว ว่อนเน็ตโซเชี่ยล เหี้ย C อีตาเพน มีหนอนบ่อนไส้ ไม่ต้องมีแผนดอก ยังไงมรึงก็แพ้ เพราะโง่กว่าขั้วใหม่เยอะ จงใจปล่อยน่ะสิมรึง เพื่อหาข้ออ้าง ไม่รบ เพราะรู้ดีว่า รบแล้ว ตายจริง ไม่มีสแตนอินไงล่ะ? ไม่ใช่ฮอลีวู๊ดน่ะมรึง! อียิวมั่น สอดแนมไปทั่ว หารู้ไม่ มรึงถูกวางยาเอาไว้แต่ต้น เหี้ยซะขนาดนี้ คนอยากลงแขกมรึงมีเป็นล้าน? แผนลอบกัด แผนลองโจมตี อิหร่านรู้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ไอ้ที่เห็น แค่จัดฉาก ละครปาหี่ เพื่อให้โลกเดินตามกัน ตราหน้าอียิว "อาชญากรโลก" แผนสำเร็จเกินเป้าหมาย ดอกนี้ อิหร่านชนะขาด! เข้าหนาวแล้ว ยิ่งรบยิ่งเป็นรอง ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ยังอยากจะเสี้ยนเปิดศึกแปซิฟิคต่อมุย? หลังบ้านมรึงรั่วซะขนาดนี้ ระวังทำเนียบขาวหายไม่รู้ตัว? ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของรัสเซีย จีน อิหร่าน โสมแดง หมดแล้ว ผลลัพธ์ออกมานานแล้ว แค่ลดการสูญเสีย ให้เหี้ยยิ่งดิ้น ยิ่งตาย โดยที่ไม่ต้องเอาอะไรไปแลกให้เสียของ? เวลาจะทำให้เหี้ยแพ้ราบคาบ เพราะความจริงปรากฎขึ้นทุกวี่วันไงล่ะ? หมี CNN(โลกรอดูอยู่? เหี้ยจะสิ้นคิดเมื่อไหร่? กล้าใช้หน่อยดิ? จะได้จบเร็ว จบจริง จบตลอดกาล เหี้ยแค่ซื้อเวลา แต่เวลาที่เดินไปคือการสูญเสียไม่รู้จบ ตะวันตกเอือมระอา BRICS ผงาดและโตขึ้นเรื่อยๆ SCO จะได้ชาติสมาชิกใหม่มาเติมไม่หยุด AIIB จะขยายฐานการค้าครอบคลุมโลกมากยิ่งขึ้น อาเซียนยังจับมือกันแน่น เกมส์การเมือง กับเกมส์ความมั่นคง คนละเรื่อง ฉากหน้า ฉากหลัง คนละสเปซี่ อย่าหลงทาง เหี้ยเสี้ยมไม่ได้ คือตายชัวร์) 22 ตุลาคม 67 11.35 น. ------------------------------------------------------------------------— เข้าถ้ำ RONIN คลิกที่ LINK ตามนี้ : https://line.me/R/ti/p/@mheecnn หรือเข้า LINE OFFICIAL ACCOUNT https://voom-studio.line.biz/account/@hfs0310u/voom หรือเสิร์หหาใน LINE ได้ที่ @hfs0310u **เพจหลักของหมี CNN คือ** https://www.minds.com/mheecnn2/ เพจ VK ของรัสเซีย พิมคำว่า Frank Mheecnn www.vk.com/id448335733 **เพจหมี CNN ใน Twitter ตัวใหม่ล่าสุด!** https://twitter.com/CnnMhee **เพจหมี CNN ใน FB ห้องปิด ตัวใหม่ล่าสุด!** https://www.facebook.com/chatchai.sathitsit.77
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2027 มุมมอง 0 รีวิว
  • การออกจากเปโตดอลลาร์ของซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูต-เศรษฐกิจ

    ขอบคุณภาพจาก bhattandjoshiassociates.com/

    ระบบ Petrodollar ถือเป็นรากฐานสำคัญของการค้าโลกมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 โดยเชื่อมโยงการขายน้ำมันกับดอลลาร์สหรัฐฯ และเสริมสร้างอำนาจเหนือของดอลลาร์ในตลาดต่างประเทศ เมื่อไม่นานนี้ ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจออกจากข้อตกลงที่มีมายาวนานนี้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจเพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูตและเศรษฐกิจในเวทีโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะสำรวจปัจจัยที่นำไปสู่การออกจากระบบ Petrodollar ของซาอุดีอาระเบีย ประโยชน์ของระบบนี้ และผลกระทบที่กว้างขึ้นต่อการทูตและการค้าระดับโลก

    ระบบ Petrodollar ถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 1970 เมื่อสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบียตกลงที่จะกำหนดราคาน้ำมันเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ระบบนี้ช่วยเสริมสถานะของดอลลาร์ให้เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก ทำให้มีความต้องการดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง และบูรณาการตลาดน้ำมันโลกเข้ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ข้อตกลงนี้มีอิทธิพลต่อพลวัตของการค้าโลกและเสริมสร้างบทบาทสำคัญของดอลลาร์ในระบบการเงินระหว่างประเทศ

    สำหรับปัจจัยที่นำไปสู่การถอนตัวของซาอุดีอาระเบียจากค่าเงินเปโตรดอลลาร์ คือ

    1. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก
    สงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก ความขัดแย้งส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักและความผันผวนอย่างมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประมาณ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม 2022 การพุ่งสูงขึ้นของราคานี้สร้างโอกาสให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสามารถใช้ประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้ ซาอุดีอาระเบียซึ่งเห็นพลวัตเหล่านี้มองเห็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในการกระจายการใช้สกุลเงินสำหรับการขายน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    2. พันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
    ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นของซาอุดีอาระเบียกับจีนและประเทศ BRICS อื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้ การที่ซาอุดีอาระเบียเป็นสมาชิกของ BRICS ร่วมกับประเทศต่างๆ เช่น รัสเซีย จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นในการลดการพึ่งพาระบบการเงินของตะวันตก โครงการต่างๆ เช่น Project mBridge ซึ่งสำรวจแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายสกุลเงิน ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการกระจายพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการดำเนินการทางการเงิน

    ส่วนประโยชน์ของการออกจากระบบ Petrodollar ของซาอุดีอาระเบีย คือ

    1. ความยืดหยุ่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
    ด้วยการซื้อขายสกุลเงินหลายสกุล ซาอุดีอาระเบียจึงลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนของเงินดอลลาร์ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจนี้ช่วยให้มีกระแสรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น และทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินระดับโลกได้ดีขึ้น

    2. การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า
    การเจรจาเงื่อนไขการค้าเฉพาะประเทศและเฉพาะสกุลเงินช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ ตัวอย่างเช่น การซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวนของจีนหรือเงินรูปีอินเดียไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับตลาดสำคัญเหล่านี้อีกด้วย ส่งเสริมให้ความร่วมมือทางการค้ามีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น

    3. อำนาจการต่อรองที่เพิ่มขึ้น
    การยอมรับสกุลเงินหลายสกุลช่วยปรับปรุงตำแหน่งทางการตลาดของซาอุดีอาระเบียด้วยการทำให้ราคาน้ำมันน่าดึงดูดใจสำหรับผู้ซื้อในวงกว้างมากขึ้น ความยืดหยุ่นดังกล่าวสามารถนำไปสู่เงื่อนไขการค้าที่เอื้ออำนวยมากขึ้น เช่น ราคาที่ดีขึ้น เสถียรภาพด้านอุปทาน และการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของซาอุดีอาระเบีย

    4. อิทธิพลทางการทูต เอกราชทางการเมือง
    การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ซาอุดีอาระเบียมีอิสระมากขึ้นในนโยบายต่างประเทศ เอกราชนี้ทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถดำเนินตามผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ได้โดยไม่ถูกอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ มากเกินไป จึงช่วยเพิ่มอิทธิพลทางการทูตบนเวทีโลก

    5. ความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์
    ในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ความสามารถของซาอุดีอาระเบียในการค้าสกุลเงินหลายสกุลทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถรักษาตำแหน่งที่เป็นกลางและมียุทธศาสตร์มากขึ้นได้ ความเป็นกลางนี้สามารถใช้ประโยชน์เพื่อสร้างสมดุลให้กับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจระดับโลกที่แข่งขันกัน ซึ่งจะทำให้ซาอุดีอาระเบียมีอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์สูงสุด

    ขณะเดียวกันก็มีผลกระทบในอนาคต ดังนี้

    1. ผลกระทบต่อระบบการเงินโลก
    เนื่องจากมีประเทศต่างๆ มากขึ้นที่เดินตามรอยซาอุดีอาระเบียในการเลิกใช้เงินดอลลาร์ อิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าโลกอาจลดน้อยลง การเพิ่มขึ้นของสกุลเงินทางเลือกและแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลอาจเปลี่ยนแปลงระบบการเงินระหว่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดระเบียบเศรษฐกิจแบบหลายขั้วมากขึ้น และ

    2. บทบาทของซาอุดีอาระเบียในการค้าโลก
    การที่ซาอุดีอาระเบียออกจากระบบเปโตรดอลลาร์ทำให้ซาอุดีอาระเบียมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของการค้าโลก ความสามารถในการมีอิทธิพลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและแนวทางการค้าผ่านการใช้สกุลเงินที่หลากหลายและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

    การตัดสินใจของซาอุดีอาระเบียที่จะออกจากระบบเปโตรดอลลาร์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพลวัตทางเศรษฐกิจโลก การนำสกุลเงินหลายสกุลมาใช้และเสริมสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทำให้ซาอุดีอาระเบียมีอำนาจต่อรองทางการทูตและเศรษฐกิจมากขึ้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมเสถียรภาพและความยืดหยุ่นที่มากขึ้นสำหรับซาอุดีอาระเบียเท่านั้น แต่ยังสร้างเวทีสำหรับยุคใหม่ในการค้าและการทูตโลก ซึ่งระบบการเงินที่หลากหลายและความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์มีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้น

    IMCT News

    ที่มา https://bhattandjoshiassociates.com/saudi-arabias-petrodollar-exit-enhancing-diplomatic-and-economic-leverage/
    การออกจากเปโตดอลลาร์ของซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูต-เศรษฐกิจ ขอบคุณภาพจาก bhattandjoshiassociates.com/ ระบบ Petrodollar ถือเป็นรากฐานสำคัญของการค้าโลกมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 โดยเชื่อมโยงการขายน้ำมันกับดอลลาร์สหรัฐฯ และเสริมสร้างอำนาจเหนือของดอลลาร์ในตลาดต่างประเทศ เมื่อไม่นานนี้ ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจออกจากข้อตกลงที่มีมายาวนานนี้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจเพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูตและเศรษฐกิจในเวทีโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะสำรวจปัจจัยที่นำไปสู่การออกจากระบบ Petrodollar ของซาอุดีอาระเบีย ประโยชน์ของระบบนี้ และผลกระทบที่กว้างขึ้นต่อการทูตและการค้าระดับโลก ระบบ Petrodollar ถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 1970 เมื่อสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบียตกลงที่จะกำหนดราคาน้ำมันเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ระบบนี้ช่วยเสริมสถานะของดอลลาร์ให้เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก ทำให้มีความต้องการดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง และบูรณาการตลาดน้ำมันโลกเข้ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ข้อตกลงนี้มีอิทธิพลต่อพลวัตของการค้าโลกและเสริมสร้างบทบาทสำคัญของดอลลาร์ในระบบการเงินระหว่างประเทศ สำหรับปัจจัยที่นำไปสู่การถอนตัวของซาอุดีอาระเบียจากค่าเงินเปโตรดอลลาร์ คือ 1. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก สงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก ความขัดแย้งส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักและความผันผวนอย่างมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประมาณ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม 2022 การพุ่งสูงขึ้นของราคานี้สร้างโอกาสให้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสามารถใช้ประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้ ซาอุดีอาระเบียซึ่งเห็นพลวัตเหล่านี้มองเห็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในการกระจายการใช้สกุลเงินสำหรับการขายน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2. พันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นของซาอุดีอาระเบียกับจีนและประเทศ BRICS อื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้ การที่ซาอุดีอาระเบียเป็นสมาชิกของ BRICS ร่วมกับประเทศต่างๆ เช่น รัสเซีย จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นในการลดการพึ่งพาระบบการเงินของตะวันตก โครงการต่างๆ เช่น Project mBridge ซึ่งสำรวจแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายสกุลเงิน ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการกระจายพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการดำเนินการทางการเงิน ส่วนประโยชน์ของการออกจากระบบ Petrodollar ของซาอุดีอาระเบีย คือ 1. ความยืดหยุ่นและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยการซื้อขายสกุลเงินหลายสกุล ซาอุดีอาระเบียจึงลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความผันผวนของเงินดอลลาร์ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจนี้ช่วยให้มีกระแสรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น และทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินระดับโลกได้ดีขึ้น 2. การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า การเจรจาเงื่อนไขการค้าเฉพาะประเทศและเฉพาะสกุลเงินช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ ตัวอย่างเช่น การซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวนของจีนหรือเงินรูปีอินเดียไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับตลาดสำคัญเหล่านี้อีกด้วย ส่งเสริมให้ความร่วมมือทางการค้ามีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น 3. อำนาจการต่อรองที่เพิ่มขึ้น การยอมรับสกุลเงินหลายสกุลช่วยปรับปรุงตำแหน่งทางการตลาดของซาอุดีอาระเบียด้วยการทำให้ราคาน้ำมันน่าดึงดูดใจสำหรับผู้ซื้อในวงกว้างมากขึ้น ความยืดหยุ่นดังกล่าวสามารถนำไปสู่เงื่อนไขการค้าที่เอื้ออำนวยมากขึ้น เช่น ราคาที่ดีขึ้น เสถียรภาพด้านอุปทาน และการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของซาอุดีอาระเบีย 4. อิทธิพลทางการทูต เอกราชทางการเมือง การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ซาอุดีอาระเบียมีอิสระมากขึ้นในนโยบายต่างประเทศ เอกราชนี้ทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถดำเนินตามผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ได้โดยไม่ถูกอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ มากเกินไป จึงช่วยเพิ่มอิทธิพลทางการทูตบนเวทีโลก 5. ความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์ ในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ความสามารถของซาอุดีอาระเบียในการค้าสกุลเงินหลายสกุลทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถรักษาตำแหน่งที่เป็นกลางและมียุทธศาสตร์มากขึ้นได้ ความเป็นกลางนี้สามารถใช้ประโยชน์เพื่อสร้างสมดุลให้กับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจระดับโลกที่แข่งขันกัน ซึ่งจะทำให้ซาอุดีอาระเบียมีอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์สูงสุด ขณะเดียวกันก็มีผลกระทบในอนาคต ดังนี้ 1. ผลกระทบต่อระบบการเงินโลก เนื่องจากมีประเทศต่างๆ มากขึ้นที่เดินตามรอยซาอุดีอาระเบียในการเลิกใช้เงินดอลลาร์ อิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าโลกอาจลดน้อยลง การเพิ่มขึ้นของสกุลเงินทางเลือกและแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลอาจเปลี่ยนแปลงระบบการเงินระหว่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดระเบียบเศรษฐกิจแบบหลายขั้วมากขึ้น และ 2. บทบาทของซาอุดีอาระเบียในการค้าโลก การที่ซาอุดีอาระเบียออกจากระบบเปโตรดอลลาร์ทำให้ซาอุดีอาระเบียมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของการค้าโลก ความสามารถในการมีอิทธิพลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและแนวทางการค้าผ่านการใช้สกุลเงินที่หลากหลายและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การตัดสินใจของซาอุดีอาระเบียที่จะออกจากระบบเปโตรดอลลาร์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพลวัตทางเศรษฐกิจโลก การนำสกุลเงินหลายสกุลมาใช้และเสริมสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทำให้ซาอุดีอาระเบียมีอำนาจต่อรองทางการทูตและเศรษฐกิจมากขึ้น การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมเสถียรภาพและความยืดหยุ่นที่มากขึ้นสำหรับซาอุดีอาระเบียเท่านั้น แต่ยังสร้างเวทีสำหรับยุคใหม่ในการค้าและการทูตโลก ซึ่งระบบการเงินที่หลากหลายและความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์มีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้น IMCT News ที่มา https://bhattandjoshiassociates.com/saudi-arabias-petrodollar-exit-enhancing-diplomatic-and-economic-leverage/
    BHATTANDJOSHIASSOCIATES.COM
    Saudi Arabia’s Petrodollar Exit: Enhancing Diplomatic and Economic Leverage - Bhatt & Joshi Associates
    Explore the impact of Saudi Arabia’s petrodollar exit on global diplomacy, trade dynamics, and economic stability.
    Like
    11
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2478 มุมมอง 0 รีวิว
  • องค์กรของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)
    ได้ปรับลดมุมมองการเติบโตของอุปสงค์
    หรือความต้องการใช้น้ำมันดิบโลกในปี 2567
    และ ปี 2568 อีกครั้ง

    โดยวันอังคารนี้ กลุ่มโอเปก OPEC ได้ปรับลด
    คาดการณ์การเติบโต ของความต้องการน้ำมันโลก
    ในปี 2567 ซึ่งเป็นการปรับลดข้อมูลที่ได้รับ
    จนถึงตอนนี้ในปีนี้ และยังได้ปรับลดคาดการณ์
    สำหรับปีหน้าด้วย ซึ่งถือเป็นการปรับลดคาดการณ์
    ครั้งที่สองติดต่อกันของกลุ่มผู้ผลิต

    โอเปก ได้เปิดเผยรายงานประจำเดือนว่า ความต้องการ
    น้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้น 2.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567
    ซึ่งลดลงจากการเติบโต 2.11 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    ตามที่คาดไว้ในเดือนที่แล้ว

    และ โอเปกยังปรับลดประมาณการเติบโตของอุปสงค์
    ทั่วโลกในปี 2568 ลงเหลือ 1.74 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    จาก 1.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    โอเปกระบุในรายงานว่า "เมื่อมองไปข้างหน้า การเติบโต
    ทางเศรษฐกิจของจีน คาดว่าจะยังคงได้รับการสนับสนุน
    เป็นอย่างดี"

    “อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในภาคอสังหาริมทรัพย์และ
    การเพิ่มขึ้นของรถบรรทุก LNG และยานยนต์ไฟฟ้า
    มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความต้องการน้ำมันดีเซล
    และน้ำมันเบนซินในอนาคต”

    ที่มา : Reuters

    #หุ้นติดดอย #การลงทุน #OPEC #โอเปก #thaitimes
    🔥🔥องค์กรของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้ปรับลดมุมมองการเติบโตของอุปสงค์ หรือความต้องการใช้น้ำมันดิบโลกในปี 2567 และ ปี 2568 อีกครั้ง 🚩โดยวันอังคารนี้ กลุ่มโอเปก OPEC ได้ปรับลด คาดการณ์การเติบโต ของความต้องการน้ำมันโลก ในปี 2567 ซึ่งเป็นการปรับลดข้อมูลที่ได้รับ จนถึงตอนนี้ในปีนี้ และยังได้ปรับลดคาดการณ์ สำหรับปีหน้าด้วย ซึ่งถือเป็นการปรับลดคาดการณ์ ครั้งที่สองติดต่อกันของกลุ่มผู้ผลิต 🚩โอเปก ได้เปิดเผยรายงานประจำเดือนว่า ความต้องการ น้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้น 2.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567 ซึ่งลดลงจากการเติบโต 2.11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามที่คาดไว้ในเดือนที่แล้ว 🚩และ โอเปกยังปรับลดประมาณการเติบโตของอุปสงค์ ทั่วโลกในปี 2568 ลงเหลือ 1.74 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน 🚩โอเปกระบุในรายงานว่า "เมื่อมองไปข้างหน้า การเติบโต ทางเศรษฐกิจของจีน คาดว่าจะยังคงได้รับการสนับสนุน เป็นอย่างดี" 🚩“อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในภาคอสังหาริมทรัพย์และ การเพิ่มขึ้นของรถบรรทุก LNG และยานยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความต้องการน้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินในอนาคต” ที่มา : Reuters #หุ้นติดดอย #การลงทุน #OPEC #โอเปก #thaitimes
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1102 มุมมอง 0 รีวิว