• Samsung เปิดตัวคอนเซ็ปต์สุดล้ำ! AI OLED Cassette & Turntable โชว์อนาคตจอวงกลมในยุค AI

    Samsung Display สร้างความฮือฮาในงาน CES 2026 ด้วยการเผยโฉมคอนเซ็ปต์อุปกรณ์ใหม่ที่ใช้จอ OLED ทรงกลม ทั้ง AI OLED Cassette และ AI OLED Turntable ซึ่งเป็นดีไซน์แนวเรโทรผสมเทคโนโลยีล้ำยุค จุดประสงค์คือโชว์ศักยภาพของจอ OLED รุ่นล่าสุดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ๆ ได้หลากหลาย

    AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 1.5 นิ้วสองจอ โดยหนึ่งจอทำหน้าที่คล้ายหน้าปัดสมาร์ตวอทช์ ส่วนอีกจอเป็นหน้าสถานะ พร้อมด้วยจอทรงรีด้านบนที่ดูเหมือนเป็นปุ่มหมุนหรือแผงควบคุมแบบสัมผัส ดีไซน์โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นเทปยุคเก่า แต่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และจอ OLED รุ่นใหม่

    ส่วน AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาดใหญ่ถึง 13.4 นิ้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคอนาล็อก แต่เปลี่ยนเป็นจอสัมผัสเต็มพื้นที่ แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงแบบไหน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการโชว์ศักยภาพจอ OLED ทรงกลมในอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ๆ

    นอกจากสองคอนเซ็ปต์นี้ Samsung ยังโชว์เทคโนโลยี OLED อื่นๆ เช่น จอที่ทนทานขึ้นผ่านการทดสอบลูกเหล็กตกใส่และทดสอบความเย็นจัด รวมถึงจอสำหรับรถยนต์ จอ Ultra Thin OLED ที่เบาลง 30% และบางลง 30% และจอ XR microdisplay ความละเอียดสูงถึง 5,000 PPI สำหรับอุปกรณ์สวมศีรษะในอนาคตอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ Samsung นำมาโชว์ใน CES 2026
    AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลม 1.5 นิ้วสองจอ
    AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 13.4 นิ้ว
    ทั้งสองออกแบบแนวเรโทรผสมเทคโนโลยี AI

    จุดเด่นของเทคโนโลยี OLED รุ่นใหม่
    ความยืดหยุ่นสูง นำไปใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ได้
    ความทนทานเพิ่มขึ้น ผ่านการทดสอบแรงกระแทกและอุณหภูมิต่ำ
    จอ Ultra Thin OLED เบาและบางลง 30%

    ข้อควรระวังในการตีความคอนเซ็ปต์
    อุปกรณ์เหล่านี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่สินค้าจริง
    ฟีเจอร์การใช้งานจริงยังไม่เปิดเผย
    ดีไซน์อาจถูกปรับเปลี่ยนก่อนเข้าสู่ตลาด

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจอภาพ
    ผู้ผลิตรายอื่นอาจต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจอรูปทรงใหม่
    ตลาดอุปกรณ์ AI อาจเปลี่ยนไปสู่ดีไซน์เรโทรผสมอนาคต
    ความต้องการจอ OLED ทรงกลมอาจเพิ่มขึ้นในอุปกรณ์เฉพาะทาง

    https://www.tomshardware.com/monitors/samsung-teases-ai-oled-cassette-and-turntable-display-division-stretches-the-feasible-use-cases-for-its-latest-tech-at-ces-2026
    🎧 Samsung เปิดตัวคอนเซ็ปต์สุดล้ำ! AI OLED Cassette & Turntable โชว์อนาคตจอวงกลมในยุค AI Samsung Display สร้างความฮือฮาในงาน CES 2026 ด้วยการเผยโฉมคอนเซ็ปต์อุปกรณ์ใหม่ที่ใช้จอ OLED ทรงกลม ทั้ง AI OLED Cassette และ AI OLED Turntable ซึ่งเป็นดีไซน์แนวเรโทรผสมเทคโนโลยีล้ำยุค จุดประสงค์คือโชว์ศักยภาพของจอ OLED รุ่นล่าสุดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ๆ ได้หลากหลาย AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 1.5 นิ้วสองจอ โดยหนึ่งจอทำหน้าที่คล้ายหน้าปัดสมาร์ตวอทช์ ส่วนอีกจอเป็นหน้าสถานะ พร้อมด้วยจอทรงรีด้านบนที่ดูเหมือนเป็นปุ่มหมุนหรือแผงควบคุมแบบสัมผัส ดีไซน์โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นเทปยุคเก่า แต่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และจอ OLED รุ่นใหม่ ส่วน AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาดใหญ่ถึง 13.4 นิ้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคอนาล็อก แต่เปลี่ยนเป็นจอสัมผัสเต็มพื้นที่ แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงแบบไหน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการโชว์ศักยภาพจอ OLED ทรงกลมในอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ๆ นอกจากสองคอนเซ็ปต์นี้ Samsung ยังโชว์เทคโนโลยี OLED อื่นๆ เช่น จอที่ทนทานขึ้นผ่านการทดสอบลูกเหล็กตกใส่และทดสอบความเย็นจัด รวมถึงจอสำหรับรถยนต์ จอ Ultra Thin OLED ที่เบาลง 30% และบางลง 30% และจอ XR microdisplay ความละเอียดสูงถึง 5,000 PPI สำหรับอุปกรณ์สวมศีรษะในอนาคตอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ Samsung นำมาโชว์ใน CES 2026 ➡️ AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลม 1.5 นิ้วสองจอ ➡️ AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 13.4 นิ้ว ➡️ ทั้งสองออกแบบแนวเรโทรผสมเทคโนโลยี AI ✅ จุดเด่นของเทคโนโลยี OLED รุ่นใหม่ ➡️ ความยืดหยุ่นสูง นำไปใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ได้ ➡️ ความทนทานเพิ่มขึ้น ผ่านการทดสอบแรงกระแทกและอุณหภูมิต่ำ ➡️ จอ Ultra Thin OLED เบาและบางลง 30% ‼️ ข้อควรระวังในการตีความคอนเซ็ปต์ ⛔ อุปกรณ์เหล่านี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่สินค้าจริง ⛔ ฟีเจอร์การใช้งานจริงยังไม่เปิดเผย ⛔ ดีไซน์อาจถูกปรับเปลี่ยนก่อนเข้าสู่ตลาด ‼️ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจอภาพ ⛔ ผู้ผลิตรายอื่นอาจต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจอรูปทรงใหม่ ⛔ ตลาดอุปกรณ์ AI อาจเปลี่ยนไปสู่ดีไซน์เรโทรผสมอนาคต ⛔ ความต้องการจอ OLED ทรงกลมอาจเพิ่มขึ้นในอุปกรณ์เฉพาะทาง https://www.tomshardware.com/monitors/samsung-teases-ai-oled-cassette-and-turntable-display-division-stretches-the-feasible-use-cases-for-its-latest-tech-at-ces-2026
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Samsung teases AI OLED Cassette and Turntable — display division stretches the feasible use cases for its latest tech at CES 2026
    These retro-analog designs showcase the firm's latest circular 1.5-inch and 13.4-inch OLED displays.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 0 มุมมอง 0 รีวิว
  • Blu‑ray ครบรอบ 20 ปี: จากเทคโนโลยีล้ำยุคสู่สื่อเก็บข้อมูลที่ยังไม่ยอมตาย

    ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ Blu‑ray Disc เทคโนโลยีสื่อเก็บข้อมูลที่เปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะในงาน CES 2006 และกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ DVD อย่างเป็นทางการ จุดเด่นของ Blu‑ray คือความจุที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า—จาก DVD 4.7GB กระโดดเป็น 25GB ต่อชั้น—ด้วยการใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วงความยาวคลื่นสั้น ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้หนาแน่นขึ้นอย่างมาก.

    แม้ยุคสตรีมมิงจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ Blu‑ray ก็ยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ต้องการคุณภาพภาพ‑เสียงระดับสูงสุด เพราะแผ่น Blu‑ray 4K ยังให้บิตเรตสูงกว่าการสตรีมหลายเท่า ทำให้ภาพคมกว่า สีแม่นกว่า และเสียงสมบูรณ์กว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ “จับต้องได้” ซึ่งยังมีคุณค่าทางอารมณ์สำหรับหลายคน.

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณถอยห่างจากสื่อประเภทนี้ เช่น Sony หยุดผลิตแผ่น Blu‑ray แบบบันทึกได้ในปี 2025 และ LG เลิกผลิตเครื่องเล่น Blu‑ray ตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลติดมาให้แล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างญี่ปุ่นที่ยังมีความต้องการสูงขึ้นในช่วง Windows 10 หมดอายุ.

    แม้จะถูกมองว่าใกล้ถึงจุดจบ แต่ Blu‑ray ก็ยังคงมีบทบาทในบางตลาด เช่น การจัดจำหน่ายภาพยนตร์คุณภาพสูง การเก็บข้อมูลระยะยาว และการใช้งานเฉพาะทางในบางอุตสาหกรรม ทำให้สื่อชนิดนี้ยังไม่ “ตายสนิท” และอาจยังอยู่กับเราไปอีกหลายปี.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Blu‑ray เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006
    ใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วง 405nm เพื่อเพิ่มความจุ
    ความจุสูงกว่า DVD หลายเท่า (25GB ต่อชั้น)

    ยังเป็นสื่อคุณภาพสูงที่เหนือกว่าสตรีมมิง
    บิตเรตสูงกว่า ทำให้ภาพและเสียงดีกว่า
    เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมและผู้รักคุณภาพ

    อุตสาหกรรมเริ่มลดการสนับสนุน
    Sony และ LG หยุดผลิตบางส่วนของสายผลิตภัณฑ์
    คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลแล้ว

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ความนิยมลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะสตรีมมิงครองตลาด
    อุปกรณ์เล่น Blu‑ray หาซื้อยากขึ้นเรื่อย ๆ

    อนาคตอาจไม่สดใส
    ผู้ผลิตสื่อและฮาร์ดแวร์ทยอยถอนตัว
    ความเสี่ยงที่ Blu‑ray จะกลายเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/blu-ray-hits-20-optical-disc-format-was-introduced-to-the-public-at-ces-2006
    💿 Blu‑ray ครบรอบ 20 ปี: จากเทคโนโลยีล้ำยุคสู่สื่อเก็บข้อมูลที่ยังไม่ยอมตาย ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ Blu‑ray Disc เทคโนโลยีสื่อเก็บข้อมูลที่เปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะในงาน CES 2006 และกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ DVD อย่างเป็นทางการ จุดเด่นของ Blu‑ray คือความจุที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า—จาก DVD 4.7GB กระโดดเป็น 25GB ต่อชั้น—ด้วยการใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วงความยาวคลื่นสั้น ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้หนาแน่นขึ้นอย่างมาก. แม้ยุคสตรีมมิงจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ Blu‑ray ก็ยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ต้องการคุณภาพภาพ‑เสียงระดับสูงสุด เพราะแผ่น Blu‑ray 4K ยังให้บิตเรตสูงกว่าการสตรีมหลายเท่า ทำให้ภาพคมกว่า สีแม่นกว่า และเสียงสมบูรณ์กว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ “จับต้องได้” ซึ่งยังมีคุณค่าทางอารมณ์สำหรับหลายคน. อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณถอยห่างจากสื่อประเภทนี้ เช่น Sony หยุดผลิตแผ่น Blu‑ray แบบบันทึกได้ในปี 2025 และ LG เลิกผลิตเครื่องเล่น Blu‑ray ตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลติดมาให้แล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างญี่ปุ่นที่ยังมีความต้องการสูงขึ้นในช่วง Windows 10 หมดอายุ. แม้จะถูกมองว่าใกล้ถึงจุดจบ แต่ Blu‑ray ก็ยังคงมีบทบาทในบางตลาด เช่น การจัดจำหน่ายภาพยนตร์คุณภาพสูง การเก็บข้อมูลระยะยาว และการใช้งานเฉพาะทางในบางอุตสาหกรรม ทำให้สื่อชนิดนี้ยังไม่ “ตายสนิท” และอาจยังอยู่กับเราไปอีกหลายปี. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Blu‑ray เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 ➡️ ใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วง 405nm เพื่อเพิ่มความจุ ➡️ ความจุสูงกว่า DVD หลายเท่า (25GB ต่อชั้น) ✅ ยังเป็นสื่อคุณภาพสูงที่เหนือกว่าสตรีมมิง ➡️ บิตเรตสูงกว่า ทำให้ภาพและเสียงดีกว่า ➡️ เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมและผู้รักคุณภาพ ✅ อุตสาหกรรมเริ่มลดการสนับสนุน ➡️ Sony และ LG หยุดผลิตบางส่วนของสายผลิตภัณฑ์ ➡️ คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลแล้ว ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ความนิยมลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะสตรีมมิงครองตลาด ⛔ อุปกรณ์เล่น Blu‑ray หาซื้อยากขึ้นเรื่อย ๆ ‼️ อนาคตอาจไม่สดใส ⛔ ผู้ผลิตสื่อและฮาร์ดแวร์ทยอยถอนตัว ⛔ ความเสี่ยงที่ Blu‑ray จะกลายเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มในอนาคต https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/blu-ray-hits-20-optical-disc-format-was-introduced-to-the-public-at-ces-2006
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 0 มุมมอง 0 รีวิว
  • MSI RTX 5090 Lightning ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว: การ์ดจอระดับมอนสเตอร์เพื่อสายโอเวอร์คล็อก

    MSI เตรียมปล่อยซีรีส์ GeForce RTX 5090 Lightning ซึ่งถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการโอเวอร์คล็อก เพราะมีข้อมูลหลุดออกมาว่า การ์ดรุ่นนี้สามารถทำลายสถิติคะแนน benchmark ได้ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะคะแนน 3DMark ที่สูงกว่ารุ่นเรือธงปัจจุบันแบบ “ทิ้งห่างหลายช่วงตัว”. จุดเด่นที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นคือระบบภาคจ่ายไฟที่โหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดการ์ดจอผู้บริโภค.

    หนึ่งในสเปกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานของการ์ดจอทั่วไปหลายเท่า ทำให้รองรับการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำได้อย่างเสถียร และลดอุณหภูมิได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี คอนเนกเตอร์ไฟแบบ Dual 12V-2x6 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า MSI ตั้งใจให้รุ่น Lightning เป็น “สัตว์ร้ายสำหรับนักโอเวอร์คล็อกระดับโลก”.

    ดีไซน์ของการ์ดรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Lightning คือเน้นความแข็งแรง พัดลมขนาดใหญ่ และฮีตซิงก์อลูมิเนียมที่กินพื้นที่หลายสล็อต ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ต้องเตรียมเคสขนาดใหญ่รองรับ แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เหนือกว่าการ์ดทั่วไปอย่างมาก เหมาะสำหรับการใช้งานแบบ extreme เช่น LN2 หรือการดันความเร็วให้ทะลุขีดจำกัด.

    แม้ยังไม่มีวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลที่หลุดออกมาทำให้ RTX 5090 Lightning ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “การ์ดจอที่แรงที่สุดในโลก” สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและนักโอเวอร์คล็อกมืออาชีพ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการ์ดจอ high-end สั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อเปิดตัวจริง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สเปกที่โดดเด่นของ RTX 5090 Lightning
    ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ที่ไม่เคยมีมาก่อน
    ใช้คอนเนกเตอร์ไฟ Dual 12V-2x6 รองรับพลังงานระดับสูงมาก

    ประสิทธิภาพที่ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว
    คะแนน benchmark สูงกว่าการ์ดเรือธงปัจจุบันอย่างชัดเจน
    ถูกออกแบบมาสำหรับโอเวอร์คล็อกแบบ extreme เช่น LN2

    ดีไซน์และระบบระบายความร้อนระดับมอนสเตอร์
    ฮีตซิงก์ขนาดใหญ่และพัดลมแรงสูง
    เหมาะกับเคสขนาดใหญ่และระบบที่ต้องการเสถียรภาพสูง

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    อาจกินไฟสูงมากจนต้องใช้ PSU ระดับ 1200W–1600W
    ขนาดการ์ดใหญ่ อาจไม่พอดีกับเคสทั่วไป

    ความเสี่ยงสำหรับสายโอเวอร์คล็อก
    การโอเวอร์คล็อกหนักอาจทำให้หมดประกัน
    ต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นอาจเกิด thermal throttling

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/msis-rtx-5090-lightning-shatters-gpu-records-before-launch-40-phase-vram-and-dual-12v-2x6-connectors-turn-heads-on-upcoming-overclocking-monster
    ⚡ MSI RTX 5090 Lightning ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว: การ์ดจอระดับมอนสเตอร์เพื่อสายโอเวอร์คล็อก MSI เตรียมปล่อยซีรีส์ GeForce RTX 5090 Lightning ซึ่งถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการโอเวอร์คล็อก เพราะมีข้อมูลหลุดออกมาว่า การ์ดรุ่นนี้สามารถทำลายสถิติคะแนน benchmark ได้ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะคะแนน 3DMark ที่สูงกว่ารุ่นเรือธงปัจจุบันแบบ “ทิ้งห่างหลายช่วงตัว”. จุดเด่นที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นคือระบบภาคจ่ายไฟที่โหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดการ์ดจอผู้บริโภค. หนึ่งในสเปกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานของการ์ดจอทั่วไปหลายเท่า ทำให้รองรับการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำได้อย่างเสถียร และลดอุณหภูมิได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี คอนเนกเตอร์ไฟแบบ Dual 12V-2x6 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า MSI ตั้งใจให้รุ่น Lightning เป็น “สัตว์ร้ายสำหรับนักโอเวอร์คล็อกระดับโลก”. ดีไซน์ของการ์ดรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Lightning คือเน้นความแข็งแรง พัดลมขนาดใหญ่ และฮีตซิงก์อลูมิเนียมที่กินพื้นที่หลายสล็อต ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ต้องเตรียมเคสขนาดใหญ่รองรับ แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เหนือกว่าการ์ดทั่วไปอย่างมาก เหมาะสำหรับการใช้งานแบบ extreme เช่น LN2 หรือการดันความเร็วให้ทะลุขีดจำกัด. แม้ยังไม่มีวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลที่หลุดออกมาทำให้ RTX 5090 Lightning ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “การ์ดจอที่แรงที่สุดในโลก” สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและนักโอเวอร์คล็อกมืออาชีพ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการ์ดจอ high-end สั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อเปิดตัวจริง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สเปกที่โดดเด่นของ RTX 5090 Lightning ➡️ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ที่ไม่เคยมีมาก่อน ➡️ ใช้คอนเนกเตอร์ไฟ Dual 12V-2x6 รองรับพลังงานระดับสูงมาก ✅ ประสิทธิภาพที่ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว ➡️ คะแนน benchmark สูงกว่าการ์ดเรือธงปัจจุบันอย่างชัดเจน ➡️ ถูกออกแบบมาสำหรับโอเวอร์คล็อกแบบ extreme เช่น LN2 ✅ ดีไซน์และระบบระบายความร้อนระดับมอนสเตอร์ ➡️ ฮีตซิงก์ขนาดใหญ่และพัดลมแรงสูง ➡️ เหมาะกับเคสขนาดใหญ่และระบบที่ต้องการเสถียรภาพสูง ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ อาจกินไฟสูงมากจนต้องใช้ PSU ระดับ 1200W–1600W ⛔ ขนาดการ์ดใหญ่ อาจไม่พอดีกับเคสทั่วไป ‼️ ความเสี่ยงสำหรับสายโอเวอร์คล็อก ⛔ การโอเวอร์คล็อกหนักอาจทำให้หมดประกัน ⛔ ต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นอาจเกิด thermal throttling https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/msis-rtx-5090-lightning-shatters-gpu-records-before-launch-40-phase-vram-and-dual-12v-2x6-connectors-turn-heads-on-upcoming-overclocking-monster
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 0 มุมมอง 0 รีวิว
  • เดนมาร์กเรียกร้องสหรัฐฯหยุด "คุกคาม" เกาะกรีนแลนด์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อมวลชนอเมริกาว่าเขาต้องการดินแดนแห่งนี้จริงๆ หนึ่งวันหลังวอชิงตันจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา ในขณะเดียวกันภรรยาผู้ช่วยระดับสูงของผู้นำสหรัฐฯ ก็ได้โพสต์ภาพเป็นนัย เกาะกรีนแลนด์เป็นสีธงชาติอเมริกา พร้อมกับเขียนข้อความว่า "เร็วๆนี้"
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000000846

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    เดนมาร์กเรียกร้องสหรัฐฯหยุด "คุกคาม" เกาะกรีนแลนด์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับสื่อมวลชนอเมริกาว่าเขาต้องการดินแดนแห่งนี้จริงๆ หนึ่งวันหลังวอชิงตันจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา ในขณะเดียวกันภรรยาผู้ช่วยระดับสูงของผู้นำสหรัฐฯ ก็ได้โพสต์ภาพเป็นนัย เกาะกรีนแลนด์เป็นสีธงชาติอเมริกา พร้อมกับเขียนข้อความว่า "เร็วๆนี้" . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000000846 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง

    หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA

    แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน

    แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026
    NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง
    community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
    การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver

    ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง
    TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด
    Chrome GPU process crash เมื่อ resize window
    Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11
    scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window

    ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้
    Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ
    keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ
    screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง
    การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user
    ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง
    productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า
    ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker
    ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง

    https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    🖥️ Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026 ➡️ NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง ➡️ community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ➡️ การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver ✅ ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง ➡️ TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด ➡️ Chrome GPU process crash เมื่อ resize window ➡️ Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11 ➡️ scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window ‼️ ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้ ⛔ Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ ⛔ keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ ⛔ screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง ⛔ การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user ⛔ ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง ⛔ productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า ⛔ ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker ⛔ ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    MICHAEL.STAPELBERG.CH
    Can I finally start using Wayland in 2026?
    Wayland is the successor to the X server (X11, Xorg) to implement the graphics stack on Linux. The Wayland project was actually started in 2008, a year before I created the i3 tiling window manager for X11 in 2009 — but for the last 18 years (!), Wayland was never usable on my computers. I don’t want to be stuck on deprecated software, so I try to start using Wayland each year, and this articles outlines what keeps me from migrating to Wayland in 2026.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่

    ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน

    แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว

    AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่
    frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals
    backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก
    นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

    AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง
    เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล
    AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น
    สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ
    โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่
    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย

    ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ
    ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น
    ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ
    ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้

    https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    🚀 AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่ ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่ ➡️ frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals ➡️ backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก ➡️ นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ✅ AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง ➡️ เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล ➡️ AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น ➡️ สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ ⛔ โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่ ⛔ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย ‼️ ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ ⛔ ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น ⛔ ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ ⛔ ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้ https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    MA.TTIAS.BE
    Web development is fun again
    AI tools brought me back to levels of productivity I haven't felt in years. Web development is fun again.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • 21 บทเรียนจาก 14 ปีใน Google: สิ่งที่สำคัญกว่า “การเขียนโค้ดเก่ง”

    ประสบการณ์กว่า 14 ปีของ Addy Osmani ใน Google ทำให้เขาค้นพบว่าเส้นทางของวิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้วัดกันที่ “ความเก่งด้านเทคนิค” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความไม่แน่นอน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อทั้งทีมและผู้ใช้จริง บทเรียนเหล่านี้สะท้อนความจริงที่หลายคนมักเรียนรู้ช้าเกินไป—ว่าความสำเร็จในองค์กรใหญ่เกิดจากการเข้าใจ “ระบบนิเวศของงาน” มากกว่าการเขียนโค้ดเพียงลำพัง

    หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “การหมกมุ่นกับปัญหาของผู้ใช้” มากกว่าการหลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ วิศวกรที่สร้างคุณค่ามากที่สุดคือคนที่เข้าใจปัญหาจริงอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่คนที่เริ่มต้นด้วยโซลูชันแล้วค่อยหาปัญหาใส่ นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าความสามารถในการร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้องคนเดียว” เพราะการชนะดีเบตอาจทำให้แพ้ทั้งโปรเจกต์ได้

    อีกบทเรียนที่โดดเด่นคือ “ความชัดเจนสำคัญกว่าความฉลาดล้ำ” โค้ดที่ดีไม่ใช่โค้ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือโค้ดที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุด โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ที่โค้ดของคุณอาจถูกแก้ไขตอนตีสามในเหตุการณ์ outage นอกจากนี้ Addy ยังเตือนว่า “ความแปลกใหม่” ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระในอนาคต ทั้งด้านการบำรุงรักษา การสรรหาคน และความเสี่ยงในการใช้งาน

    ท้ายที่สุด เขาย้ำว่าความก้าวหน้าในอาชีพเกิดจากการสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การเขียน การสอน การล้มเหลว และการเรียนรู้จากมัน—ทั้งหมดนี้คือดอกเบี้ยทบต้นของเส้นทางวิศวกรที่ยั่งยืน ไม่ใช่การหวังลัดหรือการไล่ตามเทคโนโลยีใหม่อย่างไร้ทิศทาง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    บทเรียนด้านการทำงานและความคิด
    เริ่มจากปัญหาของผู้ใช้ ไม่ใช่เทคโนโลยี
    การร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้อง”
    ความชัดเจนในโค้ดคือสัญลักษณ์ของความเป็น senior

    บทเรียนด้านเทคนิคและการออกแบบระบบ
    ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระ
    โค้ดที่ดีที่สุดคือโค้ดที่ไม่ต้องเขียน
    ทีมที่ช้า มักช้าเพราะ “ไม่ตรงกัน” ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง

    ความเสี่ยงที่มักมองข้าม
    การพึ่ง abstraction มากเกินไปจนไม่เข้าใจพื้นฐาน
    การชนะดีเบตมากเกินไปจนสร้างแรงต้านเงียบ
    การทำ “glue work” แบบไร้ขอบเขตจนทำให้เส้นทางอาชีพชะงัก

    ผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพ
    โค้ดดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีใครพูดแทนคุณในห้องประชุม
    การไล่ตามโปรโมชันโดยไม่รู้ว่าตัวเองแลกอะไรไป
    การไม่สร้างเครือข่าย ทำให้พลาดโอกาสในระยะยาว

    https://addyosmani.com/blog/21-lessons/
    🧭 21 บทเรียนจาก 14 ปีใน Google: สิ่งที่สำคัญกว่า “การเขียนโค้ดเก่ง” ประสบการณ์กว่า 14 ปีของ Addy Osmani ใน Google ทำให้เขาค้นพบว่าเส้นทางของวิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้วัดกันที่ “ความเก่งด้านเทคนิค” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความไม่แน่นอน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อทั้งทีมและผู้ใช้จริง บทเรียนเหล่านี้สะท้อนความจริงที่หลายคนมักเรียนรู้ช้าเกินไป—ว่าความสำเร็จในองค์กรใหญ่เกิดจากการเข้าใจ “ระบบนิเวศของงาน” มากกว่าการเขียนโค้ดเพียงลำพัง หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “การหมกมุ่นกับปัญหาของผู้ใช้” มากกว่าการหลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ วิศวกรที่สร้างคุณค่ามากที่สุดคือคนที่เข้าใจปัญหาจริงอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่คนที่เริ่มต้นด้วยโซลูชันแล้วค่อยหาปัญหาใส่ นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าความสามารถในการร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้องคนเดียว” เพราะการชนะดีเบตอาจทำให้แพ้ทั้งโปรเจกต์ได้ อีกบทเรียนที่โดดเด่นคือ “ความชัดเจนสำคัญกว่าความฉลาดล้ำ” โค้ดที่ดีไม่ใช่โค้ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือโค้ดที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุด โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ที่โค้ดของคุณอาจถูกแก้ไขตอนตีสามในเหตุการณ์ outage นอกจากนี้ Addy ยังเตือนว่า “ความแปลกใหม่” ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระในอนาคต ทั้งด้านการบำรุงรักษา การสรรหาคน และความเสี่ยงในการใช้งาน ท้ายที่สุด เขาย้ำว่าความก้าวหน้าในอาชีพเกิดจากการสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การเขียน การสอน การล้มเหลว และการเรียนรู้จากมัน—ทั้งหมดนี้คือดอกเบี้ยทบต้นของเส้นทางวิศวกรที่ยั่งยืน ไม่ใช่การหวังลัดหรือการไล่ตามเทคโนโลยีใหม่อย่างไร้ทิศทาง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทเรียนด้านการทำงานและความคิด ➡️ เริ่มจากปัญหาของผู้ใช้ ไม่ใช่เทคโนโลยี ➡️ การร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้อง” ➡️ ความชัดเจนในโค้ดคือสัญลักษณ์ของความเป็น senior ✅ บทเรียนด้านเทคนิคและการออกแบบระบบ ➡️ ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระ ➡️ โค้ดที่ดีที่สุดคือโค้ดที่ไม่ต้องเขียน ➡️ ทีมที่ช้า มักช้าเพราะ “ไม่ตรงกัน” ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง ‼️ ความเสี่ยงที่มักมองข้าม ⛔ การพึ่ง abstraction มากเกินไปจนไม่เข้าใจพื้นฐาน ⛔ การชนะดีเบตมากเกินไปจนสร้างแรงต้านเงียบ ⛔ การทำ “glue work” แบบไร้ขอบเขตจนทำให้เส้นทางอาชีพชะงัก ‼️ ผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพ ⛔ โค้ดดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีใครพูดแทนคุณในห้องประชุม ⛔ การไล่ตามโปรโมชันโดยไม่รู้ว่าตัวเองแลกอะไรไป ⛔ การไม่สร้างเครือข่าย ทำให้พลาดโอกาสในระยะยาว https://addyosmani.com/blog/21-lessons/
    ADDYOSMANI.COM
    21 Lessons From 14 Years at Google
    Lessons learned from 14 years of engineering at Google, focusing on what truly matters beyond just writing great code.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทักษะไซเบอร์สำคัญกว่า “จำนวนคน” ในยุค AI: องค์กรต้องเร่งอัปสกิลก่อนถูกโจมตี

    รายงาน ISC2 Workforce Study ปี 2025 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อ “ช่องว่างทักษะ” กลายเป็นปัญหาหลักที่รุนแรงกว่า “จำนวนบุคลากร” ที่ไม่เพียงพอ องค์กรจำนวนมากแม้จะหยุดลดงบประมาณและชะลอการปลดพนักงานแล้ว แต่ความกดดันกลับเพิ่มขึ้น เพราะบุคลากรที่มีอยู่ยังขาดทักษะสำคัญในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่

    สิ่งที่น่าตกใจคือ 88% ของผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ระบุว่าองค์กรของตนเคยเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพราะขาดทักษะที่จำเป็น และกว่า 59% ยอมรับว่าช่องว่างทักษะในทีมของตน “รุนแรงหรือวิกฤต” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ องค์กรจำนวนมากยังต้องให้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญ หรือปล่อยให้บางส่วนของระบบ “ไร้การป้องกัน” เพราะไม่มีคนที่มีความสามารถเพียงพอ

    ในอีกด้านหนึ่ง AI กลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญกว่า 69% ระบุว่าองค์กรของตนกำลังทดสอบหรือใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย และกว่า 73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ ที่จำเป็นต่ออาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ไม่ใช่แค่การกดปุ่มใช้งาน ทำให้การอัปสกิลด้าน AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับบุคลากรทุกระดับ

    แม้ความกดดันจะสูง แต่รายงานยังเผยด้านบวกว่า 80% ของผู้เชี่ยวชาญยังรู้สึก “หลงใหล” ในงานด้านไซเบอร์ และ 87% เชื่อว่าอาชีพนี้จะยังคงมีความต้องการสูงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยล้าจากการต้องตามภัยคุกคามใหม่ๆ และภาระงานที่หนักยังคงเป็นปัญหาที่องค์กรต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องว่างทักษะไซเบอร์กำลังรุนแรงขึ้น
    88% ขององค์กรเคยเกิดเหตุด้านความปลอดภัยเพราะขาดทักษะ
    59% ระบุว่าช่องว่างทักษะอยู่ในระดับ “รุนแรงหรือวิกฤต”
    องค์กรบางแห่งต้องใช้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญมารับงานสำคัญ

    AI กลายเป็นทักษะจำเป็นอันดับต้นๆ
    69% ขององค์กรกำลังใช้งานหรือทดสอบ AI
    73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่
    48% เริ่มเรียนรู้พื้นฐาน AI ด้วยตนเอง

    ความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดทักษะ
    ระบบบางส่วนถูกปล่อยให้ไร้การป้องกัน
    เกิดการตั้งค่าระบบผิดพลาด (misconfiguration)
    ไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการฝึกอบรมบุคลากร

    ผลกระทบต่อบุคลากรและองค์กร
    บุคลากร 48% รู้สึกเหนื่อยล้าจากการตามภัยคุกคาม
    ภาระงานสูงทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการลาออก
    องค์กรที่ไม่ลงทุนด้านทักษะจะเสี่ยงต่อเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น

    https://www.csoonline.com/article/4108270/cybersecurity-skills-matter-more-than-headcount-in-the-ai-era.html
    🤖 ทักษะไซเบอร์สำคัญกว่า “จำนวนคน” ในยุค AI: องค์กรต้องเร่งอัปสกิลก่อนถูกโจมตี รายงาน ISC2 Workforce Study ปี 2025 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อ “ช่องว่างทักษะ” กลายเป็นปัญหาหลักที่รุนแรงกว่า “จำนวนบุคลากร” ที่ไม่เพียงพอ องค์กรจำนวนมากแม้จะหยุดลดงบประมาณและชะลอการปลดพนักงานแล้ว แต่ความกดดันกลับเพิ่มขึ้น เพราะบุคลากรที่มีอยู่ยังขาดทักษะสำคัญในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ สิ่งที่น่าตกใจคือ 88% ของผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ระบุว่าองค์กรของตนเคยเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพราะขาดทักษะที่จำเป็น และกว่า 59% ยอมรับว่าช่องว่างทักษะในทีมของตน “รุนแรงหรือวิกฤต” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ องค์กรจำนวนมากยังต้องให้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญ หรือปล่อยให้บางส่วนของระบบ “ไร้การป้องกัน” เพราะไม่มีคนที่มีความสามารถเพียงพอ ในอีกด้านหนึ่ง AI กลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญกว่า 69% ระบุว่าองค์กรของตนกำลังทดสอบหรือใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย และกว่า 73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ ที่จำเป็นต่ออาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ไม่ใช่แค่การกดปุ่มใช้งาน ทำให้การอัปสกิลด้าน AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับบุคลากรทุกระดับ แม้ความกดดันจะสูง แต่รายงานยังเผยด้านบวกว่า 80% ของผู้เชี่ยวชาญยังรู้สึก “หลงใหล” ในงานด้านไซเบอร์ และ 87% เชื่อว่าอาชีพนี้จะยังคงมีความต้องการสูงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยล้าจากการต้องตามภัยคุกคามใหม่ๆ และภาระงานที่หนักยังคงเป็นปัญหาที่องค์กรต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องว่างทักษะไซเบอร์กำลังรุนแรงขึ้น ➡️ 88% ขององค์กรเคยเกิดเหตุด้านความปลอดภัยเพราะขาดทักษะ ➡️ 59% ระบุว่าช่องว่างทักษะอยู่ในระดับ “รุนแรงหรือวิกฤต” ➡️ องค์กรบางแห่งต้องใช้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญมารับงานสำคัญ ✅ AI กลายเป็นทักษะจำเป็นอันดับต้นๆ ➡️ 69% ขององค์กรกำลังใช้งานหรือทดสอบ AI ➡️ 73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่ ➡️ 48% เริ่มเรียนรู้พื้นฐาน AI ด้วยตนเอง ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดทักษะ ⛔ ระบบบางส่วนถูกปล่อยให้ไร้การป้องกัน ⛔ เกิดการตั้งค่าระบบผิดพลาด (misconfiguration) ⛔ ไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการฝึกอบรมบุคลากร ‼️ ผลกระทบต่อบุคลากรและองค์กร ⛔ บุคลากร 48% รู้สึกเหนื่อยล้าจากการตามภัยคุกคาม ⛔ ภาระงานสูงทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการลาออก ⛔ องค์กรที่ไม่ลงทุนด้านทักษะจะเสี่ยงต่อเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น https://www.csoonline.com/article/4108270/cybersecurity-skills-matter-more-than-headcount-in-the-ai-era.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Cybersecurity skills matter more than headcount in the AI era
    The latest ISC2 workforce study reveals that skills gaps are increasing as cybersecurity professionals adopt AI tools and report critical staffing needs across organizations.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่

    บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด

    หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้

    บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น

    สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน
    ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ
    ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม
    กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง
    การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
    ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ
    ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ

    ข้อควรระวัง
    การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก
    การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้
    การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ

    https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    ✉️💼 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่ บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้ บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน ➡️ ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ ➡️ ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม ➡️ กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง ➡️ การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ➡️ ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ ➡️ ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก ⛔ การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้ ⛔ การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Email Etiquette Tips Every Professional Should Know - SlashGear
    The difference between a good and great email often comes down to etiquette. Learn what professionals do to get it right every time.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย
    บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด

    แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ

    1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ
    ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล
    แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้

    2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต
    ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น
    ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม
    ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม
    ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น

    นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้

    3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด”
    ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น
    ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี
    ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง

    โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม

    4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น”
    โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง
    “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?”
    จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น
    “เป็น memory drift”
    “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง
    GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด
    โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้
    ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป
    โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง
    คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน

    ข้อควรระวังในการใช้งาน
    อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย
    อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก
    ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง
    โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง

    https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    🧠⚡ 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ 🔒 1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้ 🧩 2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น 🎗️ ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม 🎗️ ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม 🎗️ ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้ 🌀 3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด” ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น 🎗️ ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี 🎗️ ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม 🪞 4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น” โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?” จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น 🎗️ “เป็น memory drift” 🎗️ “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง ➡️ GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด ➡️ โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้ ➡️ ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป ➡️ โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง ➡️ คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ‼️ ข้อควรระวังในการใช้งาน ⛔ อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ⛔ อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก ⛔ ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง ⛔ โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    4 Simple Questions ChatGPT Still Can't Answer - SlashGear
    Simple questions ChatGPT still can't answer in 2026. Discover why GPT-5.2 fails at basic logic puzzles and movie facts. Learn about AI's persistent weaknesses.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ดาวเทียมค้นพบแหล่งลิเทียมขนาดมหึมาในแคนาดา — อาจเปลี่ยนเกมพลังงานโลก

    การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมพลังงานยุคใหม่ เมื่อ Fleet Space บริษัทเทคโนโลยีด้านอวกาศประกาศว่าได้ตรวจพบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา โดยใช้ระบบดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วย AI การค้นพบนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 41,000 เฮกตาร์ และอาจมีศักยภาพในการขุดได้มากถึง 329 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจด้านทรัพยากรสำคัญของโลกได้

    Fleet Space ใช้แพลตฟอร์ม Exosphere ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ธรณีฟิสิกส์หลายชั้นที่ผสานข้อมูลจากเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินเข้ากับการประมวลผล AI บนดาวเทียม ระบบนี้สามารถสแกนใต้พื้นดินลึกถึง 7 กิโลเมตร และมีความไวสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึง 10 เท่า ทำให้สามารถระบุโครงสร้างหินและแร่ที่มีศักยภาพได้อย่างแม่นยำกว่าวิธีเดิมมาก

    การค้นพบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการแข่งขันแย่งชิงลิเทียมอย่างดุเดือด โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดการแปรรูปแร่ลิเทียม Fleet Space ระบุว่า AI ช่วยเร่งกระบวนการสำรวจ ลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำในการเลือกจุดเจาะสำรวจที่มีโอกาสสูงสุด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในอุตสาหกรรมที่มีอัตราความสำเร็จต่ำมาก—เพียง 1 เหมืองจาก 1,000 โครงการสำรวจ ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุปซอลา

    แม้การค้นพบแหล่งลิเทียมจะเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังไม่รับประกันว่าจะสามารถพัฒนาเป็นเหมืองได้จริง เพราะต้องผ่านการสำรวจเชิงลึก การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการลงทุนมหาศาล อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดาวเทียม + AI กำลังเปลี่ยนวิธีการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และอาจทำให้แคนาดากลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดลิเทียมโลกในอนาคตอันใกล้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    Fleet Space พบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในควิเบก ครอบคลุม 41,000 เฮกตาร์
    ประเมินศักยภาพสูงสุดถึง 329 ล้านตันของแร่ลิเทียม
    ใช้ระบบดาวเทียม Exosphere ที่สแกนลึกได้ถึง 7 กม. และไวกว่าเดิม 10 เท่า
    AI ช่วยคาดการณ์ตำแหน่งแร่ใต้ดินและลดต้นทุนการสำรวจ
    อัตราความสำเร็จของการสำรวจเหมืองต่ำมาก—1 จาก 1,000 โครงการ

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    การค้นพบไม่เท่ากับการทำเหมืองได้จริง ต้องผ่านขั้นตอนอีกมาก
    ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลต่อการพัฒนาแหล่งแร่
    การขุดลิเทียมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องประเมินอย่างรอบคอบ

    https://www.slashgear.com/2064850/canada-ai-satellite-locates-lithium-deposit/
    🇨🇦⚡ AI ดาวเทียมค้นพบแหล่งลิเทียมขนาดมหึมาในแคนาดา — อาจเปลี่ยนเกมพลังงานโลก การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมพลังงานยุคใหม่ เมื่อ Fleet Space บริษัทเทคโนโลยีด้านอวกาศประกาศว่าได้ตรวจพบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา โดยใช้ระบบดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วย AI การค้นพบนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 41,000 เฮกตาร์ และอาจมีศักยภาพในการขุดได้มากถึง 329 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจด้านทรัพยากรสำคัญของโลกได้ Fleet Space ใช้แพลตฟอร์ม Exosphere ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ธรณีฟิสิกส์หลายชั้นที่ผสานข้อมูลจากเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินเข้ากับการประมวลผล AI บนดาวเทียม ระบบนี้สามารถสแกนใต้พื้นดินลึกถึง 7 กิโลเมตร และมีความไวสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึง 10 เท่า ทำให้สามารถระบุโครงสร้างหินและแร่ที่มีศักยภาพได้อย่างแม่นยำกว่าวิธีเดิมมาก การค้นพบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการแข่งขันแย่งชิงลิเทียมอย่างดุเดือด โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดการแปรรูปแร่ลิเทียม Fleet Space ระบุว่า AI ช่วยเร่งกระบวนการสำรวจ ลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำในการเลือกจุดเจาะสำรวจที่มีโอกาสสูงสุด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในอุตสาหกรรมที่มีอัตราความสำเร็จต่ำมาก—เพียง 1 เหมืองจาก 1,000 โครงการสำรวจ ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุปซอลา แม้การค้นพบแหล่งลิเทียมจะเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังไม่รับประกันว่าจะสามารถพัฒนาเป็นเหมืองได้จริง เพราะต้องผ่านการสำรวจเชิงลึก การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการลงทุนมหาศาล อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดาวเทียม + AI กำลังเปลี่ยนวิธีการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และอาจทำให้แคนาดากลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดลิเทียมโลกในอนาคตอันใกล้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ Fleet Space พบแหล่งลิเทียมขนาดใหญ่ในควิเบก ครอบคลุม 41,000 เฮกตาร์ ➡️ ประเมินศักยภาพสูงสุดถึง 329 ล้านตันของแร่ลิเทียม ➡️ ใช้ระบบดาวเทียม Exosphere ที่สแกนลึกได้ถึง 7 กม. และไวกว่าเดิม 10 เท่า ➡️ AI ช่วยคาดการณ์ตำแหน่งแร่ใต้ดินและลดต้นทุนการสำรวจ ➡️ อัตราความสำเร็จของการสำรวจเหมืองต่ำมาก—1 จาก 1,000 โครงการ ‼️ คำเตือน / ความเสี่ยง ⛔ การค้นพบไม่เท่ากับการทำเหมืองได้จริง ต้องผ่านขั้นตอนอีกมาก ⛔ ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลต่อการพัฒนาแหล่งแร่ ⛔ การขุดลิเทียมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องประเมินอย่างรอบคอบ https://www.slashgear.com/2064850/canada-ai-satellite-locates-lithium-deposit/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    A Huge Lithium Deposit In Canada May Have Just Been Found Thanks To AI Satellites - SlashGear
    Using AI and satellite-based sensing, researchers have identified a huge lithium deposit in Canada, that could reshape North America’s battery supply chain.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank ปิดดีลประวัติศาสตร์ เข้าถือหุ้น OpenAI ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเอกชน

    SoftBank Group ของญี่ปุ่นประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ชำระเงินลงทุนเพิ่มอีก 22.5 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดลงทุนรวม—ทั้งการลงทุนตรงและการร่วมลงทุน—พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 41 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในดีลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของ OpenAI รองจาก Microsoft และ OpenAI Foundation

    ดีลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นแบบ “ทุ่มสุดตัว” ของ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งเลือกขายสินทรัพย์สำคัญอย่างหุ้น NVIDIA มูลค่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ และหุ้น T-Mobile US มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนเข้าสู่ OpenAI การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของฮาร์ดแวร์ ไปสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของ “สมอง” แห่งยุค AI โดยตรง

    หลังการปรับโครงสร้างองค์กรของ OpenAI ในเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรแสวงกำไรภายใต้การกำกับของ OpenAI Group PBC โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ชัดเจนขึ้น โดยมูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับ 500 พันล้านดอลลาร์ SoftBank ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังเข้าซื้อกิจการ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และเตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Stargate” ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ที่ OpenAI และ Oracle กำลังวางแผน

    ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ SoftBank ในอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ผ่านการสร้างอาณาจักรแนวตั้งที่ครอบคลุมพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และโมเดล AI ขนาดใหญ่ เมื่อ Microsoft, SoftBank และ OpenAI รวมตัวกันเป็น “AI Iron Triangle” โลก AI ในปี 2026 จะยิ่งดุเดือดขึ้นในการแข่งขันกับกลุ่มนำโดย Google และ Meta

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    SoftBank ลงทุนรวม 41 พันล้านดอลลาร์ ใน OpenAI
    ถือหุ้นประมาณ 11% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3
    ขายหุ้น NVIDIA และ T-Mobile เพื่อระดมทุน
    มูลค่า OpenAI พุ่งแตะ 500 พันล้านดอลลาร์
    โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่: Microsoft 27%, OpenAI Foundation 26%, SoftBank 11%
    SoftBank ซื้อ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์
    เกี่ยวพันกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ “Stargate” ของ OpenAI–Oracle

    คำเตือนด้านความปลอดภัย / ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
    การขายสินทรัพย์หลักเพื่อทุ่มลงทุนใน AI มีความเสี่ยงสูง
    การรวมศูนย์อำนาจของผู้เล่นรายใหญ่ใน AI อาจสร้างความกังวลด้านการแข่งขัน
    การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์อาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
    การแข่งขันระหว่าง “AI Iron Triangle” กับ Google–Meta อาจนำไปสู่การเร่งพัฒนาแบบกดดันตลาด

    https://securityonline.info/the-41-billion-golden-ticket-softbank-seals-historic-openai-stake/
    💰🤖 The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank ปิดดีลประวัติศาสตร์ เข้าถือหุ้น OpenAI ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเอกชน SoftBank Group ของญี่ปุ่นประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ชำระเงินลงทุนเพิ่มอีก 22.5 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดลงทุนรวม—ทั้งการลงทุนตรงและการร่วมลงทุน—พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 41 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในดีลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของ OpenAI รองจาก Microsoft และ OpenAI Foundation ดีลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นแบบ “ทุ่มสุดตัว” ของ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งเลือกขายสินทรัพย์สำคัญอย่างหุ้น NVIDIA มูลค่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ และหุ้น T-Mobile US มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนเข้าสู่ OpenAI การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของฮาร์ดแวร์ ไปสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของ “สมอง” แห่งยุค AI โดยตรง หลังการปรับโครงสร้างองค์กรของ OpenAI ในเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรแสวงกำไรภายใต้การกำกับของ OpenAI Group PBC โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ชัดเจนขึ้น โดยมูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับ 500 พันล้านดอลลาร์ SoftBank ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังเข้าซื้อกิจการ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และเตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Stargate” ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ที่ OpenAI และ Oracle กำลังวางแผน ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ SoftBank ในอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ผ่านการสร้างอาณาจักรแนวตั้งที่ครอบคลุมพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และโมเดล AI ขนาดใหญ่ เมื่อ Microsoft, SoftBank และ OpenAI รวมตัวกันเป็น “AI Iron Triangle” โลก AI ในปี 2026 จะยิ่งดุเดือดขึ้นในการแข่งขันกับกลุ่มนำโดย Google และ Meta 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ SoftBank ลงทุนรวม 41 พันล้านดอลลาร์ ใน OpenAI ➡️ ถือหุ้นประมาณ 11% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ➡️ ขายหุ้น NVIDIA และ T-Mobile เพื่อระดมทุน ➡️ มูลค่า OpenAI พุ่งแตะ 500 พันล้านดอลลาร์ ➡️ โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่: Microsoft 27%, OpenAI Foundation 26%, SoftBank 11% ➡️ SoftBank ซื้อ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ ➡️ เกี่ยวพันกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ “Stargate” ของ OpenAI–Oracle ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย / ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ⛔ การขายสินทรัพย์หลักเพื่อทุ่มลงทุนใน AI มีความเสี่ยงสูง ⛔ การรวมศูนย์อำนาจของผู้เล่นรายใหญ่ใน AI อาจสร้างความกังวลด้านการแข่งขัน ⛔ การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์อาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ⛔ การแข่งขันระหว่าง “AI Iron Triangle” กับ Google–Meta อาจนำไปสู่การเร่งพัฒนาแบบกดดันตลาด https://securityonline.info/the-41-billion-golden-ticket-softbank-seals-historic-openai-stake/
    SECURITYONLINE.INFO
    The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank Seals Historic OpenAI Stake
    SoftBank completes a historic $41B investment in OpenAI, securing 11% ownership. Masayoshi Son bets the future on AGI after liquidating his NVIDIA stake.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • EmEditor ถูกเจาะ! มัลแวร์ปลอมชื่อ “WALSHAM” ปลอมตัวเป็นตัวติดตั้งจริงและดูดข้อมูลผู้ใช้

    เหตุการณ์โจมตีซัพพลายเชนครั้งใหญ่เกิดขึ้นก่อนวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วัน เมื่อ EmEditor โปรแกรมแก้ไขข้อความยอดนิยมถูกแฮกเกอร์สลับตัวติดตั้งจริงกับไฟล์ MSI อันตรายเป็นเวลานานเกือบ 4 วัน รายงานจากทีม RedDrip ของ Qianxin เผยว่าผู้ใช้จำนวนมาก—ตั้งแต่นักพัฒนาไปจนถึงทีมไอที—ดาวน์โหลดโทรจันขโมยข้อมูลโดยไม่รู้ตัวผ่านปุ่ม “Download Now” บนเว็บไซต์ทางการที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางอย่างแนบเนียน

    สิ่งที่ทำให้การโจมตีครั้งนี้อันตรายยิ่งขึ้นคือไฟล์ปลอมถูกเซ็นด้วยใบรับรองดิจิทัลของบริษัทลวงชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” แทนที่จะเป็น “Emurasoft, Inc.” ตัวมัลแวร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวดาวน์โหลดธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือดูดข้อมูลขั้นสูงที่รันสคริปต์ PowerShell เพื่อเก็บข้อมูลระบบ สร้างกุญแจ RSA และเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกขโมย ก่อนส่งกลับไปยังผู้โจมตี

    ขอบเขตของข้อมูลที่ถูกล้วงมีความรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่คอนฟิก VPN, คุกกี้และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์ยอดนิยม, ไปจนถึงข้อมูลแอปพลิเคชันอย่าง Discord, Slack, Zoom, WinSCP และ PuTTY รวมถึงไฟล์ใน Desktop, Documents และ Downloads นอกจากนี้ มัลแวร์ยังติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมชื่อ “Google Drive Caching” ซึ่งเป็นเครื่องมือจารกรรมเต็มรูปแบบที่สามารถ keylogging, ถ่ายภาพหน้าจอ, ขโมยบัญชีโฆษณา Facebook และดักเปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าคริปโตในคลิปบอร์ดได้

    ที่น่าสนใจคือมัลแวร์มี “รายการประเทศที่ไม่ต้องการติดเชื้อ” โดยจะหยุดทำงานทันทีหากพบภาษาระบบที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย ยูเครน คาซัคสถาน หรืออิหร่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในกลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐบางกลุ่ม เหตุการณ์นี้ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในจีนและประเทศที่ใช้ EmEditor อย่างแพร่หลาย ทีมความปลอดภัยถูกแนะนำให้ตรวจสอบใบรับรอง “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” และส่วนขยาย “Google Drive Caching” ทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    EmEditor ถูกโจมตีซัพพลายเชนระหว่าง 19–22 ธันวาคม 2025
    ปุ่มดาวน์โหลดถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง MSI อันตราย
    ไฟล์ปลอมเซ็นด้วยชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED”
    มัลแวร์ใช้ PowerShell เก็บข้อมูลและเข้ารหัสด้วย RSA
    ขโมยข้อมูล VPN, เบราว์เซอร์, แอปพลิเคชัน และไฟล์สำคัญ
    ติดตั้งส่วนขยายปลอม “Google Drive Caching” เพื่อคงอยู่ในระบบ
    ส่วนขยายมีความสามารถ keylogging, screenshot, ขโมยบัญชี และดักกระเป๋าคริปโต
    มัลแวร์หยุดทำงานหากพบภาษาระบบของรัสเซีย–อดีตโซเวียต–อิหร่าน
    เหตุการณ์ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและรัฐบาล

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    ซัพพลายเชนซอฟต์แวร์เป็นจุดโจมตีที่ตรวจจับยากและสร้างความเสียหายวงกว้าง
    ไฟล์ MSI ที่เซ็นด้วยใบรับรองปลอมสามารถหลอกผู้ใช้ได้ง่าย
    ส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมเป็นช่องทางคงอยู่ที่อันตรายมาก
    ข้อมูลที่ถูกขโมยครอบคลุมทั้งระบบงานและข้อมูลส่วนบุคคล
    องค์กรควรตรวจสอบใบรับรองและส่วนขยายต้องสงสัยทันที

    https://securityonline.info/emeditor-compromised-walsham-imposter-poisons-official-installer-with-spyware/
    🧨💻 EmEditor ถูกเจาะ! มัลแวร์ปลอมชื่อ “WALSHAM” ปลอมตัวเป็นตัวติดตั้งจริงและดูดข้อมูลผู้ใช้ เหตุการณ์โจมตีซัพพลายเชนครั้งใหญ่เกิดขึ้นก่อนวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วัน เมื่อ EmEditor โปรแกรมแก้ไขข้อความยอดนิยมถูกแฮกเกอร์สลับตัวติดตั้งจริงกับไฟล์ MSI อันตรายเป็นเวลานานเกือบ 4 วัน รายงานจากทีม RedDrip ของ Qianxin เผยว่าผู้ใช้จำนวนมาก—ตั้งแต่นักพัฒนาไปจนถึงทีมไอที—ดาวน์โหลดโทรจันขโมยข้อมูลโดยไม่รู้ตัวผ่านปุ่ม “Download Now” บนเว็บไซต์ทางการที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางอย่างแนบเนียน สิ่งที่ทำให้การโจมตีครั้งนี้อันตรายยิ่งขึ้นคือไฟล์ปลอมถูกเซ็นด้วยใบรับรองดิจิทัลของบริษัทลวงชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” แทนที่จะเป็น “Emurasoft, Inc.” ตัวมัลแวร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวดาวน์โหลดธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือดูดข้อมูลขั้นสูงที่รันสคริปต์ PowerShell เพื่อเก็บข้อมูลระบบ สร้างกุญแจ RSA และเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกขโมย ก่อนส่งกลับไปยังผู้โจมตี ขอบเขตของข้อมูลที่ถูกล้วงมีความรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่คอนฟิก VPN, คุกกี้และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์ยอดนิยม, ไปจนถึงข้อมูลแอปพลิเคชันอย่าง Discord, Slack, Zoom, WinSCP และ PuTTY รวมถึงไฟล์ใน Desktop, Documents และ Downloads นอกจากนี้ มัลแวร์ยังติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมชื่อ “Google Drive Caching” ซึ่งเป็นเครื่องมือจารกรรมเต็มรูปแบบที่สามารถ keylogging, ถ่ายภาพหน้าจอ, ขโมยบัญชีโฆษณา Facebook และดักเปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าคริปโตในคลิปบอร์ดได้ ที่น่าสนใจคือมัลแวร์มี “รายการประเทศที่ไม่ต้องการติดเชื้อ” โดยจะหยุดทำงานทันทีหากพบภาษาระบบที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย ยูเครน คาซัคสถาน หรืออิหร่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในกลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐบางกลุ่ม เหตุการณ์นี้ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในจีนและประเทศที่ใช้ EmEditor อย่างแพร่หลาย ทีมความปลอดภัยถูกแนะนำให้ตรวจสอบใบรับรอง “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” และส่วนขยาย “Google Drive Caching” ทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ EmEditor ถูกโจมตีซัพพลายเชนระหว่าง 19–22 ธันวาคม 2025 ➡️ ปุ่มดาวน์โหลดถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง MSI อันตราย ➡️ ไฟล์ปลอมเซ็นด้วยชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” ➡️ มัลแวร์ใช้ PowerShell เก็บข้อมูลและเข้ารหัสด้วย RSA ➡️ ขโมยข้อมูล VPN, เบราว์เซอร์, แอปพลิเคชัน และไฟล์สำคัญ ➡️ ติดตั้งส่วนขยายปลอม “Google Drive Caching” เพื่อคงอยู่ในระบบ ➡️ ส่วนขยายมีความสามารถ keylogging, screenshot, ขโมยบัญชี และดักกระเป๋าคริปโต ➡️ มัลแวร์หยุดทำงานหากพบภาษาระบบของรัสเซีย–อดีตโซเวียต–อิหร่าน ➡️ เหตุการณ์ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและรัฐบาล ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ ซัพพลายเชนซอฟต์แวร์เป็นจุดโจมตีที่ตรวจจับยากและสร้างความเสียหายวงกว้าง ⛔ ไฟล์ MSI ที่เซ็นด้วยใบรับรองปลอมสามารถหลอกผู้ใช้ได้ง่าย ⛔ ส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมเป็นช่องทางคงอยู่ที่อันตรายมาก ⛔ ข้อมูลที่ถูกขโมยครอบคลุมทั้งระบบงานและข้อมูลส่วนบุคคล ⛔ องค์กรควรตรวจสอบใบรับรองและส่วนขยายต้องสงสัยทันที https://securityonline.info/emeditor-compromised-walsham-imposter-poisons-official-installer-with-spyware/
    SECURITYONLINE.INFO
    EmEditor Compromised: "WALSHAM" Imposter Poisons Official Installer with Spyware
    EmEditor confirms its official site was compromised, redirecting users to a malicious MSI signed by WALSHAM INVESTMENTS LIMITED to steal sensitive data.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • RondoDoX กลับมาถล่มอีกครั้ง: หลักฐานหลุดเผยแคมเปญโจมตี Next.js และ IoT ยาวนาน 9 เดือน

    RondoDoX หนึ่งในบ็อตเน็ตที่เคยสร้างความปั่นป่วนในโลกไซเบอร์ ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมอาวุธใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่เน้นโจมตีเราเตอร์ทั่วไป บ็อตเน็ตตัวนี้ได้ยกระดับเป้าหมายไปสู่ระบบระดับองค์กร โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เฟรมเวิร์ก Next.js ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทใหญ่ทั่วโลกใช้งาน รายงานล่าสุดจาก CloudSEK เปิดเผยว่าแคมเปญนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน และอาศัยช่องโหว่ล้ำสมัยเพื่อเจาะระบบตั้งแต่สมาร์ทโฮมไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์องค์กร

    การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนักวิจัยพบ “บันทึกคำสั่ง C2 ที่ถูกเปิดเผย” ซึ่งเป็นหลักฐานที่ผู้โจมตีทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ บันทึกเหล่านี้ครอบคลุมช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2025 และเผยให้เห็นพฤติกรรมการโจมตีอย่างละเอียด รวมถึงการนำช่องโหว่ใหม่อย่าง React2Shell มาใช้เจาะ Next.js Server Actions ซึ่งมีช่องโหว่ด้าน prototype pollution ที่นำไปสู่การรันโค้ดจากระยะไกล (RCE) ได้อย่างสมบูรณ์

    แม้จะขยายการโจมตีไปยังระบบเว็บสมัยใหม่ RondoDoX ก็ยังไม่ละทิ้งสนามล่าดั้งเดิมอย่างอุปกรณ์ IoT รายงานระบุว่าบ็อตเน็ตยังคงยิงการโจมตีแบบอัตโนมัติทุกชั่วโมงใส่อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต เช่น เราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS รวมถึงกล้อง IP โดยตัวมัลแวร์ถูกออกแบบให้รองรับสถาปัตยกรรมแทบทุกแบบ ตั้งแต่ x86, ARM ไปจนถึง PowerPC ทำให้สามารถแพร่กระจายได้ทั้งในคลาวด์และอุปกรณ์ปลายทาง

    เมื่อเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้แล้ว RondoDoX จะไม่หยุดเพียงแค่ติดตั้งตัวเอง แต่ยังสแกนกระบวนการในระบบทุก 45 วินาทีเพื่อฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทั้งหมด ทำให้มันครอบครองอุปกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ ความสามารถในการโจมตีทั้ง IoT รุ่นเก่าและแอปพลิเคชัน Next.js รุ่นใหม่ ทำให้ RondoDoX กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดในปี 2025

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    RondoDoX เปิดแคมเปญโจมตีต่อเนื่อง 9 เดือน (มี.ค.–ธ.ค. 2025)
    ใช้ช่องโหว่ React2Shell เจาะ Next.js Server Actions
    ช่องโหว่ Next.js ทำให้เกิด RCE ผ่าน deserialization flaw
    โจมตี IoT อย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมง
    เป้าหมายรวมถึงเราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS และกล้อง IP
    มัลแวร์รองรับหลายสถาปัตยกรรม: x86, ARM, MIPS, PowerPC
    ฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทุก 45 วินาทีเพื่อยึดอุปกรณ์แบบถาวร

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    องค์กรที่ใช้ Next.js รุ่นที่มีช่องโหว่เสี่ยงถูกยึดเซิร์ฟเวอร์เต็มรูปแบบ
    อุปกรณ์ IoT ที่ไม่ได้อัปเดตเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยงสูงมาก
    บ็อตเน็ตที่รองรับหลายสถาปัตยกรรมสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว
    การฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทำให้การตรวจจับยากขึ้นและเพิ่มความเสียหาย

    https://securityonline.info/rondodox-strikes-back-exposed-logs-reveal-massive-9-month-campaign-targeting-next-js-and-iot/
    ⚔️🕸️ RondoDoX กลับมาถล่มอีกครั้ง: หลักฐานหลุดเผยแคมเปญโจมตี Next.js และ IoT ยาวนาน 9 เดือน RondoDoX หนึ่งในบ็อตเน็ตที่เคยสร้างความปั่นป่วนในโลกไซเบอร์ ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมอาวุธใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่เน้นโจมตีเราเตอร์ทั่วไป บ็อตเน็ตตัวนี้ได้ยกระดับเป้าหมายไปสู่ระบบระดับองค์กร โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เฟรมเวิร์ก Next.js ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทใหญ่ทั่วโลกใช้งาน รายงานล่าสุดจาก CloudSEK เปิดเผยว่าแคมเปญนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน และอาศัยช่องโหว่ล้ำสมัยเพื่อเจาะระบบตั้งแต่สมาร์ทโฮมไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์องค์กร การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนักวิจัยพบ “บันทึกคำสั่ง C2 ที่ถูกเปิดเผย” ซึ่งเป็นหลักฐานที่ผู้โจมตีทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ บันทึกเหล่านี้ครอบคลุมช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2025 และเผยให้เห็นพฤติกรรมการโจมตีอย่างละเอียด รวมถึงการนำช่องโหว่ใหม่อย่าง React2Shell มาใช้เจาะ Next.js Server Actions ซึ่งมีช่องโหว่ด้าน prototype pollution ที่นำไปสู่การรันโค้ดจากระยะไกล (RCE) ได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะขยายการโจมตีไปยังระบบเว็บสมัยใหม่ RondoDoX ก็ยังไม่ละทิ้งสนามล่าดั้งเดิมอย่างอุปกรณ์ IoT รายงานระบุว่าบ็อตเน็ตยังคงยิงการโจมตีแบบอัตโนมัติทุกชั่วโมงใส่อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต เช่น เราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS รวมถึงกล้อง IP โดยตัวมัลแวร์ถูกออกแบบให้รองรับสถาปัตยกรรมแทบทุกแบบ ตั้งแต่ x86, ARM ไปจนถึง PowerPC ทำให้สามารถแพร่กระจายได้ทั้งในคลาวด์และอุปกรณ์ปลายทาง เมื่อเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้แล้ว RondoDoX จะไม่หยุดเพียงแค่ติดตั้งตัวเอง แต่ยังสแกนกระบวนการในระบบทุก 45 วินาทีเพื่อฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทั้งหมด ทำให้มันครอบครองอุปกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ ความสามารถในการโจมตีทั้ง IoT รุ่นเก่าและแอปพลิเคชัน Next.js รุ่นใหม่ ทำให้ RondoDoX กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดในปี 2025 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ RondoDoX เปิดแคมเปญโจมตีต่อเนื่อง 9 เดือน (มี.ค.–ธ.ค. 2025) ➡️ ใช้ช่องโหว่ React2Shell เจาะ Next.js Server Actions ➡️ ช่องโหว่ Next.js ทำให้เกิด RCE ผ่าน deserialization flaw ➡️ โจมตี IoT อย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมง ➡️ เป้าหมายรวมถึงเราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS และกล้อง IP ➡️ มัลแวร์รองรับหลายสถาปัตยกรรม: x86, ARM, MIPS, PowerPC ➡️ ฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทุก 45 วินาทีเพื่อยึดอุปกรณ์แบบถาวร ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ องค์กรที่ใช้ Next.js รุ่นที่มีช่องโหว่เสี่ยงถูกยึดเซิร์ฟเวอร์เต็มรูปแบบ ⛔ อุปกรณ์ IoT ที่ไม่ได้อัปเดตเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยงสูงมาก ⛔ บ็อตเน็ตที่รองรับหลายสถาปัตยกรรมสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว ⛔ การฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทำให้การตรวจจับยากขึ้นและเพิ่มความเสียหาย https://securityonline.info/rondodox-strikes-back-exposed-logs-reveal-massive-9-month-campaign-targeting-next-js-and-iot/
    SECURITYONLINE.INFO
    "RondoDoX" Strikes Back: Exposed Logs Reveal Massive 9-Month Campaign Targeting Next.js and IoT
    CloudSEK uncovers the RondoDoX botnet's expansion into enterprise Next.js apps via the React2Shell exploit, alongside global IoT compromises.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • The Insider Crisis: เมื่อพนักงาน Outsource ถูกซื้อให้ขายความลับล้ำค่าของ Ubisoft

    เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนวงการเกมและความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เมื่อกลุ่มวิจัย vx‑underground เปิดเผยข้อมูลการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยัง Ubisoft และแฟรนไชส์ดังอย่าง Rainbow Six Siege โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่าพนักงาน Outsource ในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรข้ามชาติที่พึ่งพาการ Outsource อย่างหนัก และเผยให้เห็น “ตลาดมืดของพนักงานภายใน” ที่พร้อมขายสิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา

    จากข้อมูลที่ VX เปิดเผย แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครื่องมือสำคัญของ Ubisoft เช่น Microsoft Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ผ่านสิทธิ์ของพนักงานที่ถูกซื้อไป ในการโจมตีล่าสุด ผู้โจมตีซ่อนตัวอยู่ในระบบนานถึง 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูลมากถึง 900 GB โดยเป้าหมายหลักคือข้อมูลของ Rainbow Six Siege รวมถึงความพยายามฉีดเงินในเกมและไอเท็มมูลค่ากว่า 339 พันล้านดอลลาร์เข้าไปในบัญชีผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับชุมชนเกมทั่วโลก

    แท้จริงแล้ว แฮกเกอร์ไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่แบบแรนซัมแวร์ทั่วไป แต่ต้องการควบคุมบัญชีเกมและเข้าถึงทรัพย์สินภายใน เช่น ซอร์สโค้ดของเกม พวกเขายังร่วมมือกับพนักงานภายในเพื่อสร้าง “ซัพพลายเชนใต้ดิน” ที่ช่วยให้สามารถแก้ไขบัญชีผู้เล่นตามคำสั่ง และพยายามใช้ช่องโหว่ MongoDB “MongoBleed” เพื่อเจาะลึกเข้าไปยัง Git repository ของ Ubisoft แม้ Ubisoft จะยืนยันว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่ภาพหน้าจอภายในชี้ว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเอกสารพัฒนาเกมและการสื่อสารภายในบางส่วนได้จริง

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากค่าตอบแทนที่ต่ำของทีม Outsource ซึ่งทำงานด้านสนับสนุนลูกค้าเป็นหลัก ทำให้สินบนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ทั้งปีของพวกเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้—กรณี Coinbase ก็เคยถูกเจาะเพราะพนักงาน Outsource ทำหน้าที่เป็น Insider เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากบริษัทไม่แก้ไขปัญหาความซื่อสัตย์ของบุคลากรและไม่บังคับใช้หลักการ least‑privilege อย่างเข้มงวด การป้องกันด้วยไฟร์วอลล์หรือการเข้ารหัสก็แทบไม่มีความหมาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    vx‑underground เปิดเผยการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน Outsource ของ Ubisoft
    พนักงานในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์
    แฮกเกอร์เข้าถึง Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas
    ผู้โจมตีอยู่ในระบบ 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูล 900 GB
    มีการฉีดเงินและไอเท็มในเกม Rainbow Six Siege มูลค่า $339T
    เป้าหมายคือบัญชีเกมและซอร์สโค้ด ไม่ใช่การเรียกค่าไถ่
    มีความพยายามใช้ช่องโหว่ MongoBleed เพื่อเข้าถึง Git repository
    Ubisoft ระบุว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่มีการเข้าถึงเอกสารภายในบางส่วน

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    Outsource ที่ค่าตอบแทนต่ำเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการถูกซื้อให้เป็น Insider
    การตรวจสอบและควบคุมสิทธิ์ในศูนย์ปฏิบัติการต่างประเทศทำได้ยาก
    การถ่ายภาพข้อมูลจากหน้าจอเป็นช่องโหว่ที่ระบบตรวจจับไม่สามารถป้องกันได้
    หากบุคลากรภายในขายสิทธิ์เข้าถึง แม้ระบบเข้ารหัสหรือไฟร์วอลล์ก็ไม่สามารถป้องกันได้

    https://securityonline.info/the-insider-crisis-how-bribed-outsourced-staff-sold-out-ubisofts-crown-jewels
    🕵️‍♀️🔥 The Insider Crisis: เมื่อพนักงาน Outsource ถูกซื้อให้ขายความลับล้ำค่าของ Ubisoft เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนวงการเกมและความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เมื่อกลุ่มวิจัย vx‑underground เปิดเผยข้อมูลการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยัง Ubisoft และแฟรนไชส์ดังอย่าง Rainbow Six Siege โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่าพนักงาน Outsource ในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรข้ามชาติที่พึ่งพาการ Outsource อย่างหนัก และเผยให้เห็น “ตลาดมืดของพนักงานภายใน” ที่พร้อมขายสิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา จากข้อมูลที่ VX เปิดเผย แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครื่องมือสำคัญของ Ubisoft เช่น Microsoft Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ผ่านสิทธิ์ของพนักงานที่ถูกซื้อไป ในการโจมตีล่าสุด ผู้โจมตีซ่อนตัวอยู่ในระบบนานถึง 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูลมากถึง 900 GB โดยเป้าหมายหลักคือข้อมูลของ Rainbow Six Siege รวมถึงความพยายามฉีดเงินในเกมและไอเท็มมูลค่ากว่า 339 พันล้านดอลลาร์เข้าไปในบัญชีผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับชุมชนเกมทั่วโลก แท้จริงแล้ว แฮกเกอร์ไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่แบบแรนซัมแวร์ทั่วไป แต่ต้องการควบคุมบัญชีเกมและเข้าถึงทรัพย์สินภายใน เช่น ซอร์สโค้ดของเกม พวกเขายังร่วมมือกับพนักงานภายในเพื่อสร้าง “ซัพพลายเชนใต้ดิน” ที่ช่วยให้สามารถแก้ไขบัญชีผู้เล่นตามคำสั่ง และพยายามใช้ช่องโหว่ MongoDB “MongoBleed” เพื่อเจาะลึกเข้าไปยัง Git repository ของ Ubisoft แม้ Ubisoft จะยืนยันว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่ภาพหน้าจอภายในชี้ว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเอกสารพัฒนาเกมและการสื่อสารภายในบางส่วนได้จริง ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากค่าตอบแทนที่ต่ำของทีม Outsource ซึ่งทำงานด้านสนับสนุนลูกค้าเป็นหลัก ทำให้สินบนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ทั้งปีของพวกเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้—กรณี Coinbase ก็เคยถูกเจาะเพราะพนักงาน Outsource ทำหน้าที่เป็น Insider เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากบริษัทไม่แก้ไขปัญหาความซื่อสัตย์ของบุคลากรและไม่บังคับใช้หลักการ least‑privilege อย่างเข้มงวด การป้องกันด้วยไฟร์วอลล์หรือการเข้ารหัสก็แทบไม่มีความหมาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ vx‑underground เปิดเผยการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน Outsource ของ Ubisoft ➡️ พนักงานในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์ ➡️ แฮกเกอร์เข้าถึง Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ➡️ ผู้โจมตีอยู่ในระบบ 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูล 900 GB ➡️ มีการฉีดเงินและไอเท็มในเกม Rainbow Six Siege มูลค่า $339T ➡️ เป้าหมายคือบัญชีเกมและซอร์สโค้ด ไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ ➡️ มีความพยายามใช้ช่องโหว่ MongoBleed เพื่อเข้าถึง Git repository ➡️ Ubisoft ระบุว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่มีการเข้าถึงเอกสารภายในบางส่วน ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ Outsource ที่ค่าตอบแทนต่ำเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการถูกซื้อให้เป็น Insider ⛔ การตรวจสอบและควบคุมสิทธิ์ในศูนย์ปฏิบัติการต่างประเทศทำได้ยาก ⛔ การถ่ายภาพข้อมูลจากหน้าจอเป็นช่องโหว่ที่ระบบตรวจจับไม่สามารถป้องกันได้ ⛔ หากบุคลากรภายในขายสิทธิ์เข้าถึง แม้ระบบเข้ารหัสหรือไฟร์วอลล์ก็ไม่สามารถป้องกันได้ https://securityonline.info/the-insider-crisis-how-bribed-outsourced-staff-sold-out-ubisofts-crown-jewels
    SECURITYONLINE.INFO
    The Insider Crisis: How Bribed Outsourced Staff Sold Out Ubisoft’s Crown Jewels
    Hackers bribed Ubisoft outsourced staff for backend access, leading to a $339T currency exploit and a massive source code leak. Is outsourcing to blame?
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งคำเตือนอย่างโต้งๆไปถึงรัฐบาลเม็กซิโก โคลอมเบียและคิวบา ตามหลังกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯบุกโจมตีเวเนซุเอลา พร้อมจู่โจมจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000000845

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งคำเตือนอย่างโต้งๆไปถึงรัฐบาลเม็กซิโก โคลอมเบียและคิวบา ตามหลังกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯบุกโจมตีเวเนซุเอลา พร้อมจู่โจมจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000000845 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 27 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cybersecurity Pros Admit to Moonlighting as BlackCat Ransomware Affiliates

    คดีนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์สองรายในสหรัฐฯ ยอมรับสารภาพว่าแอบทำงานเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการ (affiliate) ให้กับแก๊งแรนซัมแวร์ชื่อกระฉ่อนอย่าง ALPHV/BlackCat ทั้งที่หน้าที่จริงของพวกเขาคือการปกป้องระบบเครือข่าย แต่กลับใช้ทักษะเดียวกันเพื่อโจมตีและรีดไถเงินจากเหยื่อแทน เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นด้านมืดของวงการไซเบอร์ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามได้

    ผู้ต้องหา Ryan Goldberg วัย 40 ปี และ Kevin Martin วัย 36 ปี ยอมรับผิดในศาลรัฐบาลกลางฟลอริดา โดยถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อก่อเหตุกรรโชกผ่านแรนซัมแวร์ BlackCat ซึ่งเคยเล่นงานเหยื่อมากกว่า 1,000 รายทั่วโลก จุดที่ทำให้คดีนี้โดดเด่นคือทั้งคู่เป็นบุคลากรในอุตสาหกรรมไซเบอร์จริง ๆ และใช้ความรู้ระดับมืออาชีพในการเจาะระบบ เลือกเป้าหมาย และปล่อย payload แรนซัมแวร์ในฐานะ affiliate ของโมเดล Ransomware‑as‑a‑Service (RaaS)

    ตามเอกสารของศาล ทั้งคู่ทำงานร่วมกับผู้พัฒนา BlackCat ระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2023 โดยแบ่งผลประโยชน์ตามมาตรฐาน: 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat และ 80% เป็นของพวกเขาเอง หนึ่งในเหยื่อถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินราว 1.2 ล้านดอลลาร์เป็น Bitcoin ซึ่งถูกแบ่งและฟอกเงินเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน การกระทำนี้ตอกย้ำว่าภัยคุกคามแรนซัมแวร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มอาชญากรต่างชาติ แต่สามารถเกิดจากบุคคลภายในประเทศที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบและมีทักษะสูง

    ในช่วงปลายปี 2023 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการใหญ่เพื่อรื้อโครงสร้างของ BlackCat ยึดเว็บไซต์หลายแห่ง และปล่อยเครื่องมือถอดรหัสที่ช่วยเหยื่อประหยัดเงินได้กว่า 99 ล้านดอลลาร์ สุดท้าย Goldberg และ Martin ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อขัดขวางหรือทำให้การค้าล่าช้าโดยการกรรโชก และมีกำหนดพิพากษาในเดือนมีนาคม 2026 โดยโทษสูงสุดอาจถึง 20 ปีในเรือนจำ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ 2 รายยอมรับว่าเป็น affiliate ของแรนซัมแวร์ BlackCat
    ทั้งคู่ใช้ทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อโจมตีแทนที่จะป้องกัน
    ทำงานในโมเดล RaaS ระหว่างเมษายน–ธันวาคม 2023
    แบ่งรายได้ 80% ให้ affiliate และ 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat
    มีเหยื่อรายหนึ่งถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินประมาณ $1.2M
    DOJ เปิดปฏิบัติการยึดเว็บไซต์ BlackCat และปล่อยเครื่องมือถอดรหัส
    ทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อกรรโชก และรอพิพากษาในปี 2026

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    บุคลากรภายในที่มีทักษะสูงอาจกลายเป็นภัยคุกคามได้
    โมเดล RaaS ทำให้ผู้โจมตีหน้าใหม่เข้าถึงเครื่องมือแรนซัมแวร์ได้ง่ายขึ้น
    การเข้าถึงระบบโดยชอบธรรมสามารถถูกนำไปใช้เพื่อโจมตีองค์กรได้
    องค์กรควรตรวจสอบสิทธิ์และพฤติกรรมของพนักงานด้านไอทีอย่างเข้มงวด

    https://securityonline.info/cybersecurity-pros-admit-to-moonlighting-as-blackcat-ransomware-affiliates/
    🕵️‍♂️💀 Cybersecurity Pros Admit to Moonlighting as BlackCat Ransomware Affiliates คดีนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์สองรายในสหรัฐฯ ยอมรับสารภาพว่าแอบทำงานเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการ (affiliate) ให้กับแก๊งแรนซัมแวร์ชื่อกระฉ่อนอย่าง ALPHV/BlackCat ทั้งที่หน้าที่จริงของพวกเขาคือการปกป้องระบบเครือข่าย แต่กลับใช้ทักษะเดียวกันเพื่อโจมตีและรีดไถเงินจากเหยื่อแทน เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นด้านมืดของวงการไซเบอร์ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามได้ ผู้ต้องหา Ryan Goldberg วัย 40 ปี และ Kevin Martin วัย 36 ปี ยอมรับผิดในศาลรัฐบาลกลางฟลอริดา โดยถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อก่อเหตุกรรโชกผ่านแรนซัมแวร์ BlackCat ซึ่งเคยเล่นงานเหยื่อมากกว่า 1,000 รายทั่วโลก จุดที่ทำให้คดีนี้โดดเด่นคือทั้งคู่เป็นบุคลากรในอุตสาหกรรมไซเบอร์จริง ๆ และใช้ความรู้ระดับมืออาชีพในการเจาะระบบ เลือกเป้าหมาย และปล่อย payload แรนซัมแวร์ในฐานะ affiliate ของโมเดล Ransomware‑as‑a‑Service (RaaS) ตามเอกสารของศาล ทั้งคู่ทำงานร่วมกับผู้พัฒนา BlackCat ระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2023 โดยแบ่งผลประโยชน์ตามมาตรฐาน: 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat และ 80% เป็นของพวกเขาเอง หนึ่งในเหยื่อถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินราว 1.2 ล้านดอลลาร์เป็น Bitcoin ซึ่งถูกแบ่งและฟอกเงินเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน การกระทำนี้ตอกย้ำว่าภัยคุกคามแรนซัมแวร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มอาชญากรต่างชาติ แต่สามารถเกิดจากบุคคลภายในประเทศที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบและมีทักษะสูง ในช่วงปลายปี 2023 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการใหญ่เพื่อรื้อโครงสร้างของ BlackCat ยึดเว็บไซต์หลายแห่ง และปล่อยเครื่องมือถอดรหัสที่ช่วยเหยื่อประหยัดเงินได้กว่า 99 ล้านดอลลาร์ สุดท้าย Goldberg และ Martin ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อขัดขวางหรือทำให้การค้าล่าช้าโดยการกรรโชก และมีกำหนดพิพากษาในเดือนมีนาคม 2026 โดยโทษสูงสุดอาจถึง 20 ปีในเรือนจำ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ 2 รายยอมรับว่าเป็น affiliate ของแรนซัมแวร์ BlackCat ➡️ ทั้งคู่ใช้ทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อโจมตีแทนที่จะป้องกัน ➡️ ทำงานในโมเดล RaaS ระหว่างเมษายน–ธันวาคม 2023 ➡️ แบ่งรายได้ 80% ให้ affiliate และ 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat ➡️ มีเหยื่อรายหนึ่งถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินประมาณ $1.2M ➡️ DOJ เปิดปฏิบัติการยึดเว็บไซต์ BlackCat และปล่อยเครื่องมือถอดรหัส ➡️ ทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อกรรโชก และรอพิพากษาในปี 2026 ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ บุคลากรภายในที่มีทักษะสูงอาจกลายเป็นภัยคุกคามได้ ⛔ โมเดล RaaS ทำให้ผู้โจมตีหน้าใหม่เข้าถึงเครื่องมือแรนซัมแวร์ได้ง่ายขึ้น ⛔ การเข้าถึงระบบโดยชอบธรรมสามารถถูกนำไปใช้เพื่อโจมตีองค์กรได้ ⛔ องค์กรควรตรวจสอบสิทธิ์และพฤติกรรมของพนักงานด้านไอทีอย่างเข้มงวด https://securityonline.info/cybersecurity-pros-admit-to-moonlighting-as-blackcat-ransomware-affiliates/
    SECURITYONLINE.INFO
    Cybersecurity Pros Admit to Moonlighting as BlackCat Ransomware Affiliates
    Two US cybersecurity pros, Ryan Goldberg and Kevin Martin, plead guilty to moonlighting as ALPHV/BlackCat affiliates, extorting $1.2M from victims.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน

    Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์

    ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ

    ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน

    ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้
    เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้
    ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token
    ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0
    เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ
    อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ
    องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง

    https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    🔐 ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้ ➡️ เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ➡️ ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ➡️ ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0 ➡️ เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ ⛔ อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ⛔ ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ ⛔ องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    SECURITYONLINE.INFO
    CVE-2025-47411: Critical Apache StreamPipes Flaw Allows Standard Users to Seize Admin Control
    Apache StreamPipes patches CVE-2025-47411, a logic flaw allowing users to manipulate JWT tokens and hijack admin accounts. Update to v0.98.0 now!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงกรณีหลายฝ่ายตั้งคำถามเหตุใดจึงไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า โดยย้ำชัดว่า ไม่ใช่เรื่องของการบริหารจัดการ แต่เป็นเพราะกฎหมายกำหนดให้การออกเสียงประชามติมีได้เพียงวันเดียว หากดำเนินการเกินจากที่กฎหมายบัญญัติ อาจทำให้การทำประชามติเป็นโมฆะได้
    .
    อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนสามารถ “ออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด” ได้ในวันเดียวกับวันลงประชามติ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. ที่สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์
    .
    เลขาธิการ กกต. ระบุว่า การเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า กับการออกเสียงประชามตินอกเขต เป็นคนละกระบวนการ แม้จะถูกจัดให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้วันเลือกตั้งทั่วไปและวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนต้องวางแผนการใช้สิทธิ์มากขึ้น
    .
    พร้อมกันนี้ กกต. แนะนำ 4 แนวทางเพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ์ ได้แก่
    1) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติพร้อมกันในวันที่ 8 ก.พ.
    2) ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และไปออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ 8 ก.พ.
    3) เลือกใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเดียว และแจ้งเหตุไม่อาจไปออกเสียงประชามติ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์
    4) การลงทะเบียนสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ ภายในกำหนดไม่เกินวันที่ 5 ม.ค.นี้
    .
    กกต. ย้ำให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิ์และตัดสินใจลงทะเบียนให้ตรงกับแผนการเดินทาง เพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเองอย่างครบถ้วน
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000819
    .
    #news1 #กกต #ประชามติ #เลือกตั้ง2569 #สิทธิเลือกตั้ง #แสวงบุญมี
    “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงกรณีหลายฝ่ายตั้งคำถามเหตุใดจึงไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า โดยย้ำชัดว่า ไม่ใช่เรื่องของการบริหารจัดการ แต่เป็นเพราะกฎหมายกำหนดให้การออกเสียงประชามติมีได้เพียงวันเดียว หากดำเนินการเกินจากที่กฎหมายบัญญัติ อาจทำให้การทำประชามติเป็นโมฆะได้ . อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนสามารถ “ออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด” ได้ในวันเดียวกับวันลงประชามติ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. ที่สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ . เลขาธิการ กกต. ระบุว่า การเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า กับการออกเสียงประชามตินอกเขต เป็นคนละกระบวนการ แม้จะถูกจัดให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้วันเลือกตั้งทั่วไปและวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนต้องวางแผนการใช้สิทธิ์มากขึ้น . พร้อมกันนี้ กกต. แนะนำ 4 แนวทางเพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ์ ได้แก่ 1) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติพร้อมกันในวันที่ 8 ก.พ. 2) ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และไปออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ 8 ก.พ. 3) เลือกใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเดียว และแจ้งเหตุไม่อาจไปออกเสียงประชามติ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์ 4) การลงทะเบียนสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ ภายในกำหนดไม่เกินวันที่ 5 ม.ค.นี้ . กกต. ย้ำให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิ์และตัดสินใจลงทะเบียนให้ตรงกับแผนการเดินทาง เพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเองอย่างครบถ้วน . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000819 . #news1 #กกต #ประชามติ #เลือกตั้ง2569 #สิทธิเลือกตั้ง #แสวงบุญมี
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องกัมพูชาหยุดการสื่อสารในลักษณะยั่วยุและบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ขัดต่อข้อตกลงลดความตึงเครียด และผิดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงข้อ 14 และ 16 กระทบความไว้วางใจระหว่างกัน
    .
    เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องยึดมั่นมาตรการลดความตึงเครียดที่ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะการสื่อสารต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากมีการกล่าวหาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และเป็นการเคลื่อนไหวเชิงยั่วยุที่บั่นทอนบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ
    .
    ศูนย์แถลงข่าวฯ ระบุว่า การสื่อสารในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชางดการนำเสนอข่าวหรือการกระทำที่มีลักษณะยั่วยุ และหันมาใช้กลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้ตกลงร่วมกันอย่างโปร่งใส
    .
    ทั้งนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการดำเนินการผ่านช่องทางการสื่อสารโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ ตามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการหยุดยิง ข้อ 14 และข้อ 16 รวมถึงยึดแนวทางการเจรจา การทูต และกลไกสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000812
    .
    #News1 #news1Live #ชายแดนไทยกัมพูชา #หยุดยิง #สันติวิธี #ความมั่นคง
    กองทัพไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องกัมพูชาหยุดการสื่อสารในลักษณะยั่วยุและบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ขัดต่อข้อตกลงลดความตึงเครียด และผิดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงข้อ 14 และ 16 กระทบความไว้วางใจระหว่างกัน . เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องยึดมั่นมาตรการลดความตึงเครียดที่ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะการสื่อสารต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากมีการกล่าวหาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และเป็นการเคลื่อนไหวเชิงยั่วยุที่บั่นทอนบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ . ศูนย์แถลงข่าวฯ ระบุว่า การสื่อสารในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชางดการนำเสนอข่าวหรือการกระทำที่มีลักษณะยั่วยุ และหันมาใช้กลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้ตกลงร่วมกันอย่างโปร่งใส . ทั้งนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการดำเนินการผ่านช่องทางการสื่อสารโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ ตามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการหยุดยิง ข้อ 14 และข้อ 16 รวมถึงยึดแนวทางการเจรจา การทูต และกลไกสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000812 . #News1 #news1Live #ชายแดนไทยกัมพูชา #หยุดยิง #สันติวิธี #ความมั่นคง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องกัมพูชาหยุดการสื่อสารในลักษณะยั่วยุและบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ขัดต่อข้อตกลงลดความตึงเครียด และผิดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงข้อ 14 และ 16 กระทบความไว้วางใจระหว่างกัน
    .
    เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องยึดมั่นมาตรการลดความตึงเครียดที่ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะการสื่อสารต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากมีการกล่าวหาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และเป็นการเคลื่อนไหวเชิงยั่วยุที่บั่นทอนบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ
    .
    ศูนย์แถลงข่าวฯ ระบุว่า การสื่อสารในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชางดการนำเสนอข่าวหรือการกระทำที่มีลักษณะยั่วยุ และหันมาใช้กลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้ตกลงร่วมกันอย่างโปร่งใส
    .
    ทั้งนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการดำเนินการผ่านช่องทางการสื่อสารโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ ตามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการหยุดยิง ข้อ 14 และข้อ 16 รวมถึงยึดแนวทางการเจรจา การทูต และกลไกสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000812
    .
    #News1 #news1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #หยุดยิง #สันติวิธี #ความมั่นคง
    กองทัพไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องกัมพูชาหยุดการสื่อสารในลักษณะยั่วยุและบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ขัดต่อข้อตกลงลดความตึงเครียด และผิดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิงข้อ 14 และ 16 กระทบความไว้วางใจระหว่างกัน . เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องยึดมั่นมาตรการลดความตึงเครียดที่ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะการสื่อสารต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากมีการกล่าวหาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และเป็นการเคลื่อนไหวเชิงยั่วยุที่บั่นทอนบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ . ศูนย์แถลงข่าวฯ ระบุว่า การสื่อสารในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชางดการนำเสนอข่าวหรือการกระทำที่มีลักษณะยั่วยุ และหันมาใช้กลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้ตกลงร่วมกันอย่างโปร่งใส . ทั้งนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการดำเนินการผ่านช่องทางการสื่อสารโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ ตามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการหยุดยิง ข้อ 14 และข้อ 16 รวมถึงยึดแนวทางการเจรจา การทูต และกลไกสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000812 . #News1 #news1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #หยุดยิง #สันติวิธี #ความมั่นคง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • ถนนสายเอเชียขาเข้ากรุงเทพมหานครคืนวันสุดท้ายก่อนเปิดทำงานปีใหม่ เผชิญปริมาณรถหนาแน่นเต็มทุกช่องจราจร ส่งผลให้การจราจรชะลอตัวสลับหยุดนิ่งหลายจุด คาดยืดเยื้อยาวถึงช่วงเช้าวันทำงานแรก
    .
    ค่ำวันนี้ (4 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการจราจรบนถนนสายเอเชีย ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่ามีรถยนต์หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเย็น หลังประชาชนทยอยเดินทางกลับจากภูมิลำเนาและแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือ ภายหลังสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่
    .
    บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นมาก คือช่วงก่อนขึ้นทางต่างระดับบางปะอิน ตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ 1 อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบรถเต็มทุกช่องทาง มีทั้งรถเลี้ยวเข้าออกปั๊มน้ำมัน รถเบี่ยงออกถนนพหลโยธินเพื่อขึ้นมอเตอร์เวย์ รวมถึงรถที่ชะลอความเร็วเพื่อขึ้น–ลงต่างระดับบางปะอิน มุ่งหน้าถนนวงแหวนรอบนอกหมายเลข 9 และถนนพหลโยธินขาเข้ากรุงเทพมหานคร
    .
    สภาพการจราจรในจุดดังกล่าวเคลื่อนตัวได้ช้า สลับหยุดนิ่งเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องยาวประมาณ 5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต้องเร่งอำนวยความสะดวกและจัดระเบียบการจราจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบายรถให้คล่องตัวมากที่สุด
    .
    ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณรถที่เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะยังคงหนาแน่นต่อเนื่องตลอดทั้งคืนไปจนถึงช่วงเช้า เนื่องจากเป็นวันหยุดวันสุดท้ายของหลายหน่วยงาน ก่อนเริ่มต้นวันทำงานแรกหลังเทศกาลปีใหม่
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000805
    .
    #News1 #News1live #สายเอเชีย #รถติด #กลับเข้ากรุง #ปีใหม่2569
    ถนนสายเอเชียขาเข้ากรุงเทพมหานครคืนวันสุดท้ายก่อนเปิดทำงานปีใหม่ เผชิญปริมาณรถหนาแน่นเต็มทุกช่องจราจร ส่งผลให้การจราจรชะลอตัวสลับหยุดนิ่งหลายจุด คาดยืดเยื้อยาวถึงช่วงเช้าวันทำงานแรก . ค่ำวันนี้ (4 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการจราจรบนถนนสายเอเชีย ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่ามีรถยนต์หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเย็น หลังประชาชนทยอยเดินทางกลับจากภูมิลำเนาและแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือ ภายหลังสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ . บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นมาก คือช่วงก่อนขึ้นทางต่างระดับบางปะอิน ตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ 1 อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบรถเต็มทุกช่องทาง มีทั้งรถเลี้ยวเข้าออกปั๊มน้ำมัน รถเบี่ยงออกถนนพหลโยธินเพื่อขึ้นมอเตอร์เวย์ รวมถึงรถที่ชะลอความเร็วเพื่อขึ้น–ลงต่างระดับบางปะอิน มุ่งหน้าถนนวงแหวนรอบนอกหมายเลข 9 และถนนพหลโยธินขาเข้ากรุงเทพมหานคร . สภาพการจราจรในจุดดังกล่าวเคลื่อนตัวได้ช้า สลับหยุดนิ่งเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องยาวประมาณ 5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต้องเร่งอำนวยความสะดวกและจัดระเบียบการจราจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบายรถให้คล่องตัวมากที่สุด . ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณรถที่เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะยังคงหนาแน่นต่อเนื่องตลอดทั้งคืนไปจนถึงช่วงเช้า เนื่องจากเป็นวันหยุดวันสุดท้ายของหลายหน่วยงาน ก่อนเริ่มต้นวันทำงานแรกหลังเทศกาลปีใหม่ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000805 . #News1 #News1live #สายเอเชีย #รถติด #กลับเข้ากรุง #ปีใหม่2569
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 59 มุมมอง 0 รีวิว
  • “ยศชนัน” ยิ้มรับ ไม่ติดโผตัวเต็งนายกรัฐมนตรีจากนิด้าโพล ระบุพร้อมน้อมรับทุกความคิดเห็นของประชาชน ไม่กังวลกระแสชาตินิยมกลบนโยบาย แย้มพรรคเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง วันที่ 8 ม.ค.นี้ หลังลงพื้นที่ เติมเต็มสิ่งที่ประชาชนต้องการ
    .
    เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่ชุมชนคลองเตย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง ว่า เป็นนโยบายที่ต่อยอดจากการลงพื้นที่ของแกนนำและผู้สมัครในแต่ละภาค เพื่อนำสิ่งที่ยังขาดมาปรับเติมให้ตรงกับความต้องการของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
    .
    นายยศชนัน ระบุว่า ไม่กังวลที่หลายพรรคทยอยเปิดนโยบายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค สิ่งสำคัญคือการทำให้นโยบายตอบโจทย์ประชาชนจริง พร้อมย้ำว่า วันนี้ประเทศมีหลายปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาหนุนช่วยอย่างเป็นรูปธรรม
    .
    ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่พรรคเพื่อไทยไม่ติดโผในบางพื้นที่ นายยศชนัน ระบุว่า ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชนและพร้อมรับฟังทุกความเห็น พร้อมย้ำว่ายังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนให้พิสูจน์ว่านโยบายสามารถส่งถึงมือประชาชนได้จริง ขณะเดียวกันก็มีหลายโพลที่คะแนนยังนำ ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้ทีมงานเดินหน้าทำงานต่อไป
    .
    นายยศชนัน ยังยิ้มรับกระแสตอบรับจากประชาชนในการลงพื้นที่ พร้อมระบุว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้สมัครและทีมพรรค ที่ช่วยกันสื่อสารนโยบายอย่างใกล้ชิด ทำให้ประชาชนจดจำและให้การตอบรับที่ดีมากขึ้น
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000793
    .
    #News1 #News1live #เพื่อไทย #ยศชนัน #นิด้าโพล #เลือกตั้ง
    “ยศชนัน” ยิ้มรับ ไม่ติดโผตัวเต็งนายกรัฐมนตรีจากนิด้าโพล ระบุพร้อมน้อมรับทุกความคิดเห็นของประชาชน ไม่กังวลกระแสชาตินิยมกลบนโยบาย แย้มพรรคเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง วันที่ 8 ม.ค.นี้ หลังลงพื้นที่ เติมเต็มสิ่งที่ประชาชนต้องการ . เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่ชุมชนคลองเตย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง ว่า เป็นนโยบายที่ต่อยอดจากการลงพื้นที่ของแกนนำและผู้สมัครในแต่ละภาค เพื่อนำสิ่งที่ยังขาดมาปรับเติมให้ตรงกับความต้องการของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด . นายยศชนัน ระบุว่า ไม่กังวลที่หลายพรรคทยอยเปิดนโยบายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค สิ่งสำคัญคือการทำให้นโยบายตอบโจทย์ประชาชนจริง พร้อมย้ำว่า วันนี้ประเทศมีหลายปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาหนุนช่วยอย่างเป็นรูปธรรม . ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่พรรคเพื่อไทยไม่ติดโผในบางพื้นที่ นายยศชนัน ระบุว่า ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชนและพร้อมรับฟังทุกความเห็น พร้อมย้ำว่ายังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนให้พิสูจน์ว่านโยบายสามารถส่งถึงมือประชาชนได้จริง ขณะเดียวกันก็มีหลายโพลที่คะแนนยังนำ ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้ทีมงานเดินหน้าทำงานต่อไป . นายยศชนัน ยังยิ้มรับกระแสตอบรับจากประชาชนในการลงพื้นที่ พร้อมระบุว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้สมัครและทีมพรรค ที่ช่วยกันสื่อสารนโยบายอย่างใกล้ชิด ทำให้ประชาชนจดจำและให้การตอบรับที่ดีมากขึ้น . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000793 . #News1 #News1live #เพื่อไทย #ยศชนัน #นิด้าโพล #เลือกตั้ง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 59 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไล่ล่าขบวนการยานรก! กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย นบ.ยส.24 สนธิกำลังหลายหน่วย ปฏิบัติการสกัดขบวนการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน สามารถตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 600,000 เม็ด หลังคนร้ายทิ้งรถและของกลางก่อนอาศัยความมืดหลบหนีเข้าป่า
    .
    เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) บก.ควบคุมที่ 3 (ร.8) ภายใต้การอำนวยการของกองทัพภาคที่ 2 สนธิกำลังร่วมกับร้อย.ฉก.ทพ.2109 ร้อย.ฉก.ทพ.2102 และ สภ.ปากชม ปฏิบัติการเฝ้าตรวจตามเส้นทางต้องสงสัย หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านพื้นที่ อ.ปากชม จ.เลย
    .
    กระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์อีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ ตรงตามข้อมูลเป้าหมาย เมื่อแสดงตัวขอตรวจค้น ผู้ต้องสงสัยได้เร่งเครื่องหลบหนี ก่อนมุ่งหน้าไปยังพื้นที่บ้านโนนสูงใหม่ หมู่ 15 ต.บ้านหยวก อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี แล้วทิ้งกระสอบสีดำจำนวน 3 กระสอบไว้ในป่าอ้อยใกล้กระท่อมไม่มีเลขที่ ก่อนอาศัยความมืดหลบหนีเข้าป่าไป
    .
    จากการตรวจสอบของกลาง พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมประมาณ 600,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์อีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ จำนวน 1 คัน ไว้เป็นของกลาง เบื้องต้นยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้
    .
    เจ้าหน้าที่ได้บันทึกหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอ ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้ สภ.ปากชม เพื่อดำเนินการตรวจสอบ ขยายผล และติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000716
    .
    #News1 #News1live #นบยส24 #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #สกัดยาบ้า #ข่าวอาชญากรรม
    ไล่ล่าขบวนการยานรก! กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย นบ.ยส.24 สนธิกำลังหลายหน่วย ปฏิบัติการสกัดขบวนการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน สามารถตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 600,000 เม็ด หลังคนร้ายทิ้งรถและของกลางก่อนอาศัยความมืดหลบหนีเข้าป่า . เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2569 หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) บก.ควบคุมที่ 3 (ร.8) ภายใต้การอำนวยการของกองทัพภาคที่ 2 สนธิกำลังร่วมกับร้อย.ฉก.ทพ.2109 ร้อย.ฉก.ทพ.2102 และ สภ.ปากชม ปฏิบัติการเฝ้าตรวจตามเส้นทางต้องสงสัย หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านพื้นที่ อ.ปากชม จ.เลย . กระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถยนต์อีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ ตรงตามข้อมูลเป้าหมาย เมื่อแสดงตัวขอตรวจค้น ผู้ต้องสงสัยได้เร่งเครื่องหลบหนี ก่อนมุ่งหน้าไปยังพื้นที่บ้านโนนสูงใหม่ หมู่ 15 ต.บ้านหยวก อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี แล้วทิ้งกระสอบสีดำจำนวน 3 กระสอบไว้ในป่าอ้อยใกล้กระท่อมไม่มีเลขที่ ก่อนอาศัยความมืดหลบหนีเข้าป่าไป . จากการตรวจสอบของกลาง พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมประมาณ 600,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์อีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ จำนวน 1 คัน ไว้เป็นของกลาง เบื้องต้นยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ . เจ้าหน้าที่ได้บันทึกหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอ ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้ สภ.ปากชม เพื่อดำเนินการตรวจสอบ ขยายผล และติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000716 . #News1 #News1live #นบยส24 #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #สกัดยาบ้า #ข่าวอาชญากรรม
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 61 มุมมอง 0 รีวิว
  • กกต.แจ้งเตือนประชาชน พรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า และการออกเสียงประชามตินอกเขต–นอกราชอาณาจักร สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้รีบดำเนินการภายในกำหนด
    .
    วันนี้ (4 ม.ค.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ไม่สะดวกไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยื่นลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้า ภายในวันพรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เพื่อไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
    .
    การลงทะเบียนสามารถยื่นได้ต่อนายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น หรือเอกอัครราชทูตหรือผู้ได้รับมอบหมาย ภายในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2569 หรือยื่นทางไปรษณีย์โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ รวมถึงยื่นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (เฉพาะนอกเขต–นอกราชอาณาจักร) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะปิดอัตโนมัติเวลา 24.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
    .
    สำหรับการออกเสียงประชามติ ผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หน่วยออกเสียงตามทะเบียนบ้าน ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนใช้ออกเสียงนอกเขต นอกราชอาณาจักร หรือสถานที่ออกเสียงสำหรับคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ภายในวันพรุ่งนี้เช่นกัน โดยใช้ช่องทางเดียวกัน
    .
    ทั้งนี้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า หรือออกเสียงประชามตินอกเขต ต้องเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่จังหวัดตามทะเบียนบ้านของตนเอง หากลงทะเบียนผิดเขตจะไม่สามารถใช้สิทธิได้
    .
    ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกต. www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน 1444
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000772
    .
    #News1 #News1live #กกต #เลือกตั้งล่วงหน้า #ประชามติ #ใช้สิทธิเลือกตั้ง
    กกต.แจ้งเตือนประชาชน พรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า และการออกเสียงประชามตินอกเขต–นอกราชอาณาจักร สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้รีบดำเนินการภายในกำหนด . วันนี้ (4 ม.ค.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ไม่สะดวกไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยื่นลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้า ภายในวันพรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เพื่อไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 . การลงทะเบียนสามารถยื่นได้ต่อนายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น หรือเอกอัครราชทูตหรือผู้ได้รับมอบหมาย ภายในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2569 หรือยื่นทางไปรษณีย์โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ รวมถึงยื่นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (เฉพาะนอกเขต–นอกราชอาณาจักร) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะปิดอัตโนมัติเวลา 24.00 น. ตามเวลาประเทศไทย . สำหรับการออกเสียงประชามติ ผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หน่วยออกเสียงตามทะเบียนบ้าน ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนใช้ออกเสียงนอกเขต นอกราชอาณาจักร หรือสถานที่ออกเสียงสำหรับคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ภายในวันพรุ่งนี้เช่นกัน โดยใช้ช่องทางเดียวกัน . ทั้งนี้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า หรือออกเสียงประชามตินอกเขต ต้องเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่จังหวัดตามทะเบียนบ้านของตนเอง หากลงทะเบียนผิดเขตจะไม่สามารถใช้สิทธิได้ . ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกต. www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน 1444 . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000772 . #News1 #News1live #กกต #เลือกตั้งล่วงหน้า #ประชามติ #ใช้สิทธิเลือกตั้ง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 57 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts