• การติดอยู่ในบ่วงความสำเร็จจนคุ้นชิน แล้วในวันหนึ่งทุกอย่างพังทลายลง จนเกินจะรับมือไหว

    นั่นคือที่สุดของการเผชิญหน้ากับ ความเปราะบาง (Fragility) ของความสำเร็จที่ดูมั่นคง แต่แท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ มิอาจคาดการณ์ได้ ซึ่งต้องปรับมุมมองให้มองตามความจริงว่า ความสำเร็จนั้นเป็นเพียง "เส้นทาง" ไม่ใช่ "จุดหมาย" พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ โดยฝึกการยอมรับความไม่แน่นอน, สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองจากภายใน (Internal Validation), และพัฒนาความสามารถในการปรับตัว (Resilience) เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงของชีวิต.

    ความหมายของ "ติดอยู่ในบ่วงความสำเร็จ"
    • ความสุขจากความสำเร็จชั่วคราว: เราอาจพึ่งพา "ความรู้สึกดี" จากการได้รับคำชม/รางวัล จนหลงลืมการพัฒนาตัวเองทั้งในมิติ Outside in และ Inside out อย่างต่อเนื่อง.
    • ความกลัวที่จะสูญเสีย: กลัวความสำเร็จจะหายไป ทำให้กดดันตัวเองมากเกินไป หรือไม่กล้าเสี่ยง.
    • การยึดติดกับผลลัพธ์: มองว่าตัวเองคือ "ผู้สำเร็จ" แต่เมื่อผลลัพธ์เปลี่ยนไป อาจรู้สึกเหมือนตัวเองหมดคุณค่า.

    ทำไมถึง "พังทลายในชั่วข้ามคืน"
    • ความไม่แน่นอนของโลก: เศรษฐกิจ, เทคโนโลยี, หรือแม้แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรืออาชีพได้อย่างรวดเร็ว.
    • ความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม: การประมาทเมื่อประสบความสำเร็จ อาจทำให้ละเลยการวางแผนสำรอง และการหลงลืมทางเลือกอื่น (Another choice) อันหลากหลาย

    วิธีรับมือและสร้างความมั่นคงที่แท้จริง
    • เปลี่ยนมุมมองความสำเร็จ: มองว่าความสำเร็จคือผลลัพธ์จากการเติบโตในทุกๆ วัน ไม่ใช่สถานะคงที่.
    • สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Resilience):
    • การฝึกสติ: อยู่กับปัจจุบัน และยอมรับความรู้สึก, ความผิดพลาด, หรือความสูญเสีย โดยไม่ตัดสินตัวเอง.
    • การสร้างคุณค่าจากภายใน: หาคุณค่าในตัวเองจากความพยายาม, ความรู้, หรือความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่จากสถานะภายนอกเพียงอย่างเดียว.
    • การเรียนรู้ตลอดชีวิต: พัฒนาทักษะใหม่ๆ และเปิดรับโอกาสใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองหยุดนิ่ง.
    • วางแผนฉุกเฉิน (Contingency Plan): เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ, เช่น การกระจายความเสี่ยงทางการเงิน, การมีทักษะสำรอง.
    • หาความสมดุล: อย่าทุ่มเทให้กับงานจนละเลยสุขภาพและการพักผ่อน เพราะร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญ.

    การเผชิญความจริง ที่ว่าทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน และทำให้เราพร้อมที่จะสร้างความสำเร็จครั้งใหม่ได้เสมอ แม้อาจไม่ใช่ Level เดิม...ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม
    เพราะบางครั้งสิ่ง " สามัญ " สภาวะ " ธรรมดา " อาจนำพาความสุขมาทำให้หัวใจเราชุ่มชื่นได้มากกว่า ความสำเร็จ ก็เป็นได้

    @ คืนวันที่ 4 มกราคม ปี 2569
    การติดอยู่ในบ่วงความสำเร็จจนคุ้นชิน แล้วในวันหนึ่งทุกอย่างพังทลายลง จนเกินจะรับมือไหว นั่นคือที่สุดของการเผชิญหน้ากับ ความเปราะบาง (Fragility) ของความสำเร็จที่ดูมั่นคง แต่แท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ มิอาจคาดการณ์ได้ ซึ่งต้องปรับมุมมองให้มองตามความจริงว่า ความสำเร็จนั้นเป็นเพียง "เส้นทาง" ไม่ใช่ "จุดหมาย" พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ โดยฝึกการยอมรับความไม่แน่นอน, สร้างความภาคภูมิใจในตัวเองจากภายใน (Internal Validation), และพัฒนาความสามารถในการปรับตัว (Resilience) เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงของชีวิต. ความหมายของ "ติดอยู่ในบ่วงความสำเร็จ" • ความสุขจากความสำเร็จชั่วคราว: เราอาจพึ่งพา "ความรู้สึกดี" จากการได้รับคำชม/รางวัล จนหลงลืมการพัฒนาตัวเองทั้งในมิติ Outside in และ Inside out อย่างต่อเนื่อง. • ความกลัวที่จะสูญเสีย: กลัวความสำเร็จจะหายไป ทำให้กดดันตัวเองมากเกินไป หรือไม่กล้าเสี่ยง. • การยึดติดกับผลลัพธ์: มองว่าตัวเองคือ "ผู้สำเร็จ" แต่เมื่อผลลัพธ์เปลี่ยนไป อาจรู้สึกเหมือนตัวเองหมดคุณค่า. ทำไมถึง "พังทลายในชั่วข้ามคืน" • ความไม่แน่นอนของโลก: เศรษฐกิจ, เทคโนโลยี, หรือแม้แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรืออาชีพได้อย่างรวดเร็ว. • ความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม: การประมาทเมื่อประสบความสำเร็จ อาจทำให้ละเลยการวางแผนสำรอง และการหลงลืมทางเลือกอื่น (Another choice) อันหลากหลาย • วิธีรับมือและสร้างความมั่นคงที่แท้จริง • เปลี่ยนมุมมองความสำเร็จ: มองว่าความสำเร็จคือผลลัพธ์จากการเติบโตในทุกๆ วัน ไม่ใช่สถานะคงที่. • สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ (Resilience): • การฝึกสติ: อยู่กับปัจจุบัน และยอมรับความรู้สึก, ความผิดพลาด, หรือความสูญเสีย โดยไม่ตัดสินตัวเอง. • การสร้างคุณค่าจากภายใน: หาคุณค่าในตัวเองจากความพยายาม, ความรู้, หรือความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่จากสถานะภายนอกเพียงอย่างเดียว. • การเรียนรู้ตลอดชีวิต: พัฒนาทักษะใหม่ๆ และเปิดรับโอกาสใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองหยุดนิ่ง. • วางแผนฉุกเฉิน (Contingency Plan): เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ, เช่น การกระจายความเสี่ยงทางการเงิน, การมีทักษะสำรอง. • หาความสมดุล: อย่าทุ่มเทให้กับงานจนละเลยสุขภาพและการพักผ่อน เพราะร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญ. การเผชิญความจริง ที่ว่าทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน และทำให้เราพร้อมที่จะสร้างความสำเร็จครั้งใหม่ได้เสมอ แม้อาจไม่ใช่ Level เดิม...ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะบางครั้งสิ่ง " สามัญ " สภาวะ " ธรรมดา " อาจนำพาความสุขมาทำให้หัวใจเราชุ่มชื่นได้มากกว่า ความสำเร็จ ก็เป็นได้ @ คืนวันที่ 4 มกราคม ปี 2569
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • SpaceX ได้รับอนุมัติปล่อย “ดาวเทียมรุ่นถัดไป” เพิ่มอีก 15,000 ดวง — ก้าวใหญ่สู่ยุคอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศ

    การอนุมัติครั้งใหม่จาก FCC ทำให้ SpaceX สามารถขยายโครงการ Starlink Gen2 ได้อย่างก้าวกระโดด โดยได้รับสิทธิ์ให้ปล่อยและใช้งานดาวเทียมรุ่นใหม่ได้มากถึง 15,000 ดวง ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนจากเดิมอย่างมหาศาล การอนุมัตินี้ถูกมองว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพราะ Gen2 ถูกออกแบบให้รองรับความเร็วสูงขึ้น ความหน่วงต่ำลง และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนโดยตรง

    ดาวเทียม Gen2 ของ SpaceX มีความสามารถที่โดดเด่น เช่น เพิ่มแบนด์วิดท์ได้มากขึ้นถึง 20 เท่า, ระบบหลบหลีกการชนแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญคือ Direct-to-Cell ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดการสื่อสารยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ Apple เองก็มีแผนจะนำ 5G ผ่านดาวเทียมมาใช้ใน iPhone รุ่นถัดไป

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง SpaceX และ Apple ที่เริ่มใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจาก SpaceX ซื้อคลื่นความถี่จาก EchoStar มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์ และเริ่มทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเพื่อให้สมาร์ตโฟนรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน Globalstar ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของ Apple ก็กำลังเผชิญปัญหาทางธุรกิจ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า Apple อาจหันมาใช้เทคโนโลยีของ Starlink มากขึ้นในอนาคต

    โดยรวมแล้ว การอนุมัติครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มจำนวนดาวเทียม แต่ยังเป็นการปูทางสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ทั้งในด้านการสื่อสาร การกู้ภัย และการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล ซึ่ง SpaceX ยังคงเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    FCC อนุมัติ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Gen2 เพิ่มเป็น 15,000 ดวง
    เพิ่มจำนวนได้อีกประมาณ 7,500 ดวงจากที่มีอยู่
    ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งใหญ่ที่สุดของ Starlink

    ดาวเทียม Gen2 มีความสามารถล้ำสมัย
    แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 20 เท่า
    รองรับ Direct-to-Cell เชื่อมต่อมือถือโดยตรง
    ระบบหลบหลีกการชนอัตโนมัติ

    SpaceX–Apple อาจร่วมมือกันมากขึ้น
    Starlink รองรับคลื่นที่ iPhone ใช้
    Apple เตรียมเพิ่ม 5G ผ่านดาวเทียมในปี 2026

    การแข่งขันด้านดาวเทียมสื่อสารรุนแรงขึ้น
    Globalstar อาจเสียความร่วมมือกับ Apple
    ตลาดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างผู้ให้บริการ

    ความเสี่ยงด้านความแออัดในวงโคจร
    จำนวนดาวเทียมเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มโอกาสการชน
    ต้องพึ่งพาระบบหลบหลีกอัตโนมัติอย่างเข้มงวด

    https://wccftech.com/spacex-just-received-approval-for-15000-next-gen-satellites/
    🛰️🚀 SpaceX ได้รับอนุมัติปล่อย “ดาวเทียมรุ่นถัดไป” เพิ่มอีก 15,000 ดวง — ก้าวใหญ่สู่ยุคอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศ การอนุมัติครั้งใหม่จาก FCC ทำให้ SpaceX สามารถขยายโครงการ Starlink Gen2 ได้อย่างก้าวกระโดด โดยได้รับสิทธิ์ให้ปล่อยและใช้งานดาวเทียมรุ่นใหม่ได้มากถึง 15,000 ดวง ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนจากเดิมอย่างมหาศาล การอนุมัตินี้ถูกมองว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพราะ Gen2 ถูกออกแบบให้รองรับความเร็วสูงขึ้น ความหน่วงต่ำลง และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนโดยตรง ดาวเทียม Gen2 ของ SpaceX มีความสามารถที่โดดเด่น เช่น เพิ่มแบนด์วิดท์ได้มากขึ้นถึง 20 เท่า, ระบบหลบหลีกการชนแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญคือ Direct-to-Cell ซึ่งทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม เทคโนโลยีนี้กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดการสื่อสารยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ Apple เองก็มีแผนจะนำ 5G ผ่านดาวเทียมมาใช้ใน iPhone รุ่นถัดไป อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง SpaceX และ Apple ที่เริ่มใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจาก SpaceX ซื้อคลื่นความถี่จาก EchoStar มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์ และเริ่มทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิปเพื่อให้สมาร์ตโฟนรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมโดยตรง ขณะเดียวกัน Globalstar ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของ Apple ก็กำลังเผชิญปัญหาทางธุรกิจ ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า Apple อาจหันมาใช้เทคโนโลยีของ Starlink มากขึ้นในอนาคต โดยรวมแล้ว การอนุมัติครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มจำนวนดาวเทียม แต่ยังเป็นการปูทางสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ทั้งในด้านการสื่อสาร การกู้ภัย และการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล ซึ่ง SpaceX ยังคงเป็นผู้นำที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ FCC อนุมัติ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Gen2 เพิ่มเป็น 15,000 ดวง ➡️ เพิ่มจำนวนได้อีกประมาณ 7,500 ดวงจากที่มีอยู่ ➡️ ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งใหญ่ที่สุดของ Starlink ✅ ดาวเทียม Gen2 มีความสามารถล้ำสมัย ➡️ แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 20 เท่า ➡️ รองรับ Direct-to-Cell เชื่อมต่อมือถือโดยตรง ➡️ ระบบหลบหลีกการชนอัตโนมัติ ✅ SpaceX–Apple อาจร่วมมือกันมากขึ้น ➡️ Starlink รองรับคลื่นที่ iPhone ใช้ ➡️ Apple เตรียมเพิ่ม 5G ผ่านดาวเทียมในปี 2026 ‼️ การแข่งขันด้านดาวเทียมสื่อสารรุนแรงขึ้น ⛔ Globalstar อาจเสียความร่วมมือกับ Apple ⛔ ตลาดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างผู้ให้บริการ ‼️ ความเสี่ยงด้านความแออัดในวงโคจร ⛔ จำนวนดาวเทียมเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มโอกาสการชน ⛔ ต้องพึ่งพาระบบหลบหลีกอัตโนมัติอย่างเข้มงวด https://wccftech.com/spacex-just-received-approval-for-15000-next-gen-satellites/
    WCCFTECH.COM
    SpaceX Just Received Approval For 15,000 "Next-Gen Satellites"
    SpaceX can now launch around 7,500 new Gen2 satellites to bring its total second-gen strength to 15,000 units.
    0 Comments 0 Shares 11 Views 0 Reviews
  • How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า”

    บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?”

    ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ

    เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

    ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย
    พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง
    ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด

    การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก
    ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน

    ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง
    ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์
    ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก

    การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน
    โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง

    การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง
    ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ

    https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    🌟🚶 How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?” ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย ➡️ พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ✅ แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง ➡️ ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด ✅ การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก ➡️ ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน ✅ ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง ➡️ ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ⛔ ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก ‼️ การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน ⛔ โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง ‼️ การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง ⛔ ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    KK.ORG
    How Will the Miracle Happen Today?
    When I was in my twenties I would hitchhike to work every day. I’d walk down three blocks to Route 22 in New Jersey, stick out my thumb and wait for a ride to work. Someone always picked me up. … Continue reading →
    0 Comments 0 Shares 22 Views 0 Reviews
  • ดอยไตแลง ฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพรัฐฉานใต้ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ มีพ่อแม่ ผู้ปกครอง และเด็กจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
    .
    กิจกรรมจัดขึ้นที่โรงเรียนเชื้อชาติ บนดอยไตแลง ตั้งแต่ช่วงเช้า มีกิจกรรมการแสดงวัฒนธรรม การละเล่น แข่งขันกีฬา การจัดแสดงอาวุธของกองกำลัง พร้อมการกล่าวเปิดงานและให้โอวาทแก่เด็กๆ โดยผู้บริหารและนายทหารของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน
    .
    งานวันเด็กครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม และบทบาทหน้าที่ของตนเองในอนาคต พร้อมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนบนพื้นที่ดอยไตแลง
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002832
    .
    #News1live #News1 #ดอยไตแลง #วันเด็ก #รัฐฉานใต้ #กองทัพรัฐฉาน
    ดอยไตแลง ฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพรัฐฉานใต้ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ มีพ่อแม่ ผู้ปกครอง และเด็กจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก . กิจกรรมจัดขึ้นที่โรงเรียนเชื้อชาติ บนดอยไตแลง ตั้งแต่ช่วงเช้า มีกิจกรรมการแสดงวัฒนธรรม การละเล่น แข่งขันกีฬา การจัดแสดงอาวุธของกองกำลัง พร้อมการกล่าวเปิดงานและให้โอวาทแก่เด็กๆ โดยผู้บริหารและนายทหารของสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน . งานวันเด็กครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม และบทบาทหน้าที่ของตนเองในอนาคต พร้อมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนบนพื้นที่ดอยไตแลง . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002832 . #News1live #News1 #ดอยไตแลง #วันเด็ก #รัฐฉานใต้ #กองทัพรัฐฉาน
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 58 Views 0 Reviews
  • เรื่อง จุดฝักแค
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค”
    ตอน 1
    ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน…
    ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก
    ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง
    คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ
    วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย
    หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า
    นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย
    แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้
    ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น
    การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้…
    แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง
    และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา
    ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย
    ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา
    ###############
ตอน 2
    ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน
    หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที
    … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น….
    …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด….
    …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์…
    หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป…
    ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน
    เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด
    หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น
    ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ
    ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก
    ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน
    แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง
    สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่
    ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน
    การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน
    ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง
    แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ
    เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน…
    ###############
ตอน 3
    ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน
    อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ
    ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์
    หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา…
    ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ
    ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ
    ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ
    ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ
    ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม….
    และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
    พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ……
    ###############
ตอน 4 (จบ)
    ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด
    แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง
    ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ
    อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ …
    หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ
    บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ
    ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์
    อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้
    ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น…
    แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง
    แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก
    ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว….
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    เรื่อง จุดฝักแค นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค” ตอน 1 ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน… ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้ ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้… แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา ###############
ตอน 2 ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น…. …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด…. …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์… หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป… ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่ ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน… ###############
ตอน 3 ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์ หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา… ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม…. และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ…… ###############
ตอน 4 (จบ) ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ … หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์ อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น… แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว…. สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 88 Views 0 Reviews
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ประกาศแผนเตรียมนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติหลายสิบแห่ง โดยให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ
    .
    รายชื่อองค์กรที่อยู่ระหว่างการถอนตัว ครอบคลุมทั้งองค์กรนอกสหประชาชาติ 35 แห่ง และหน่วยงานของสหประชาชาติ 31 แห่ง รวมถึงกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ โดยทำเนียบขาวระบุว่าการถอนตัวจะหมายถึงการยุติการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทางการเงินในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
    .
    ทำเนียบขาวชี้ว่า องค์กรเหล่านี้ส่งเสริมนโยบายระดับโลกที่ขัดกับอธิปไตยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับองค์กรระหว่างรัฐบาล อนุสัญญา และสนธิสัญญาระหว่างประเทศทั้งหมด
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001968
    .
    #News1live #News1 #สหรัฐอเมริกา #โดนัลด์ทรัมป์ #สหประชาชาติ #การเมืองโลก
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ประกาศแผนเตรียมนำสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติหลายสิบแห่ง โดยให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ . รายชื่อองค์กรที่อยู่ระหว่างการถอนตัว ครอบคลุมทั้งองค์กรนอกสหประชาชาติ 35 แห่ง และหน่วยงานของสหประชาชาติ 31 แห่ง รวมถึงกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ โดยทำเนียบขาวระบุว่าการถอนตัวจะหมายถึงการยุติการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทางการเงินในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต . ทำเนียบขาวชี้ว่า องค์กรเหล่านี้ส่งเสริมนโยบายระดับโลกที่ขัดกับอธิปไตยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับองค์กรระหว่างรัฐบาล อนุสัญญา และสนธิสัญญาระหว่างประเทศทั้งหมด . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001968 . #News1live #News1 #สหรัฐอเมริกา #โดนัลด์ทรัมป์ #สหประชาชาติ #การเมืองโลก
    Like
    1
    0 Comments 1 Shares 312 Views 0 Reviews
  • วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทีมที่ปรึกษา กำลังพิจารณาแผนระยะยาวเพื่อครอบงำอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยตั้งเป้าว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจช่วยลดราคาน้ำมันโลกลงเหลือราว 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    .
    รายงานระบุว่า หนึ่งในแนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการที่สหรัฐฯ จะเข้าไปควบคุมรัฐวิสาหกิจน้ำมัน PDVSA ของเวเนซุเอลาบางส่วน รวมถึงการเข้าซื้อและทำการตลาดน้ำมันส่วนใหญ่ของบริษัท ขณะที่รอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลดังกล่าวได้ และทำเนียบขาวยังไม่ออกมาแสดงความเห็น
    .
    ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเพิ่งบรรลุข้อตกลงเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงน้ำมันดิบของเวเนซุเอลามูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการขยับความสัมพันธ์ด้านพลังงาน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังดำเนินอยู่
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002034
    .
    #News1live #News1 #ทรัมป์ #เวเนซุเอลา #PDVSA #ราคาน้ำมัน
    วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทีมที่ปรึกษา กำลังพิจารณาแผนระยะยาวเพื่อครอบงำอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยตั้งเป้าว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจช่วยลดราคาน้ำมันโลกลงเหลือราว 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล . รายงานระบุว่า หนึ่งในแนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการที่สหรัฐฯ จะเข้าไปควบคุมรัฐวิสาหกิจน้ำมัน PDVSA ของเวเนซุเอลาบางส่วน รวมถึงการเข้าซื้อและทำการตลาดน้ำมันส่วนใหญ่ของบริษัท ขณะที่รอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลดังกล่าวได้ และทำเนียบขาวยังไม่ออกมาแสดงความเห็น . ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเพิ่งบรรลุข้อตกลงเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงน้ำมันดิบของเวเนซุเอลามูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการขยับความสัมพันธ์ด้านพลังงาน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังดำเนินอยู่ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002034 . #News1live #News1 #ทรัมป์ #เวเนซุเอลา #PDVSA #ราคาน้ำมัน
    0 Comments 0 Shares 299 Views 0 Reviews
  • ค้นพบฟอสซิลอายุ 773,000 ปี ที่อาจอยู่ใกล้รากกำเนิดมนุษย์สมัยใหม่

    การค้นพบฟอสซิลในถ้ำ Grotte à Hominidés เมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก กำลังสร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ในวงการมานุษยวิทยา ฟอสซิลเหล่านี้ประกอบด้วยขากรรไกร ฟัน กระดูกสันหลัง และกระดูกต้นขาบางส่วน ซึ่งมีอายุประมาณ 773,000 ปี อยู่ในช่วงเวลาที่สายพันธุ์มนุษย์เริ่มแยกออกจากบรรพบุรุษร่วมกับนีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซแวนอย่างพอดี การวิเคราะห์พบว่าฟอสซิลมีลักษณะผสมผสานระหว่างมนุษย์สมัยใหม่ นีแอนเดอร์ทัล และลักษณะโบราณของ Homo erectus ซึ่งสะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของวิวัฒนาการมนุษย์

    สิ่งที่ทำให้การค้นพบนี้โดดเด่นคือการระบุอายุฟอสซิลได้อย่างแม่นยำจากหลักฐานการกลับขั้วแม่เหล็กโลกครั้งล่าสุดที่เรียกว่า Matuyama–Brunhes reversal ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อราว 773,000 ปีก่อน และพบสัญญาณนี้ในชั้นตะกอนเดียวกับฟอสซิลโดยตรง ทำให้มั่นใจได้ว่าฟอสซิลอยู่ในช่วงเวลานั้นจริงๆ ไม่ใช่การคาดการณ์แบบกว้างๆ เหมือนฟอสซิลอื่นจำนวนมาก

    นักวิจัยเสนอว่ากลุ่มมนุษย์ในถ้ำแห่งนี้อาจเป็น “สายต้นกำเนิดในแอฟริกา” ที่อยู่ใกล้กับรากของสายพันธุ์มนุษย์สมัยใหม่มากที่สุดเท่าที่เคยพบมา ขณะที่ฟอสซิล Homo antecessor จากยุโรปที่มีอายุใกล้เคียงกันอาจเป็น “สายพี่น้อง” ที่แยกออกไปทางยูเรเชีย ไม่ใช่บรรพบุรุษโดยตรงของมนุษย์ปัจจุบัน การค้นพบนี้จึงช่วยย้ำว่า ต้นกำเนิดของมนุษย์สมัยใหม่มีรากลึกในทวีปแอฟริกา มากกว่าที่เคยถกเถียงกันก่อนหน้า

    นอกจากนี้ การวิเคราะห์ฟันด้วย CT scan ยังเผยให้เห็นโครงสร้างภายในที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่เหมือนทั้ง H. erectus และ H. antecessor โดยตรง แสดงให้เห็นว่ามีความหลากหลายของประชากรมนุษย์ในแอฟริกาในช่วงต้นไพลสโตซีนมากกว่าที่เคยคิดไว้ การค้นพบนี้จึงไม่เพียงเติมเต็มช่องว่างของประวัติศาสตร์มนุษย์ แต่ยังเปิดประตูสู่คำถามใหม่เกี่ยวกับการกระจายตัวและวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคแรกๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    พบฟอสซิลมนุษย์อายุ 773,000 ปีในถ้ำ Grotte à Hominidés ประเทศโมร็อกโก
    ฟอสซิลมีลักษณะผสมระหว่างมนุษย์สมัยใหม่ นีแอนเดอร์ทัล และลักษณะโบราณของ Homo erectus
    การระบุอายุฟอสซิลแม่นยำจากเหตุการณ์กลับขั้วแม่เหล็กโลก Matuyama–Brunhes reversal
    นักวิจัยชี้ว่าฟอสซิลนี้อาจเป็นประชากรใกล้รากกำเนิดของมนุษย์สมัยใหม่ในแอฟริกา
    ฟันและขากรรไกรเผยให้เห็นความหลากหลายของมนุษย์ยุคต้นในแอฟริกา มากกว่าที่เคยคิดไว้

    คำเตือน / ข้อควรระวังในการตีความ
    ฟอสซิลยังมีจำนวนจำกัด ทำให้การสรุปภาพรวมของประชากรมนุษย์ยุคนี้ยังไม่สมบูรณ์
    ความสัมพันธ์เชิงสายวิวัฒนาการระหว่างกลุ่มมนุษย์โบราณยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม
    การตีความฟอสซิลอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีการค้นพบใหม่ในอนาคต
    ไม่สามารถยืนยันได้ว่าฟอสซิลนี้เป็นบรรพบุรุษโดยตรงของมนุษย์สมัยใหม่ แต่เป็น “สายใกล้เคียง” เท่านั้น

    https://www.sciencealert.com/moroccan-cave-fossils-capture-a-crossroads-in-modern-human-evolution
    🌍 ค้นพบฟอสซิลอายุ 773,000 ปี ที่อาจอยู่ใกล้รากกำเนิดมนุษย์สมัยใหม่ การค้นพบฟอสซิลในถ้ำ Grotte à Hominidés เมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก กำลังสร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ในวงการมานุษยวิทยา ฟอสซิลเหล่านี้ประกอบด้วยขากรรไกร ฟัน กระดูกสันหลัง และกระดูกต้นขาบางส่วน ซึ่งมีอายุประมาณ 773,000 ปี อยู่ในช่วงเวลาที่สายพันธุ์มนุษย์เริ่มแยกออกจากบรรพบุรุษร่วมกับนีแอนเดอร์ทัลและเดนิโซแวนอย่างพอดี การวิเคราะห์พบว่าฟอสซิลมีลักษณะผสมผสานระหว่างมนุษย์สมัยใหม่ นีแอนเดอร์ทัล และลักษณะโบราณของ Homo erectus ซึ่งสะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของวิวัฒนาการมนุษย์ สิ่งที่ทำให้การค้นพบนี้โดดเด่นคือการระบุอายุฟอสซิลได้อย่างแม่นยำจากหลักฐานการกลับขั้วแม่เหล็กโลกครั้งล่าสุดที่เรียกว่า Matuyama–Brunhes reversal ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อราว 773,000 ปีก่อน และพบสัญญาณนี้ในชั้นตะกอนเดียวกับฟอสซิลโดยตรง ทำให้มั่นใจได้ว่าฟอสซิลอยู่ในช่วงเวลานั้นจริงๆ ไม่ใช่การคาดการณ์แบบกว้างๆ เหมือนฟอสซิลอื่นจำนวนมาก นักวิจัยเสนอว่ากลุ่มมนุษย์ในถ้ำแห่งนี้อาจเป็น “สายต้นกำเนิดในแอฟริกา” ที่อยู่ใกล้กับรากของสายพันธุ์มนุษย์สมัยใหม่มากที่สุดเท่าที่เคยพบมา ขณะที่ฟอสซิล Homo antecessor จากยุโรปที่มีอายุใกล้เคียงกันอาจเป็น “สายพี่น้อง” ที่แยกออกไปทางยูเรเชีย ไม่ใช่บรรพบุรุษโดยตรงของมนุษย์ปัจจุบัน การค้นพบนี้จึงช่วยย้ำว่า ต้นกำเนิดของมนุษย์สมัยใหม่มีรากลึกในทวีปแอฟริกา มากกว่าที่เคยถกเถียงกันก่อนหน้า นอกจากนี้ การวิเคราะห์ฟันด้วย CT scan ยังเผยให้เห็นโครงสร้างภายในที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่เหมือนทั้ง H. erectus และ H. antecessor โดยตรง แสดงให้เห็นว่ามีความหลากหลายของประชากรมนุษย์ในแอฟริกาในช่วงต้นไพลสโตซีนมากกว่าที่เคยคิดไว้ การค้นพบนี้จึงไม่เพียงเติมเต็มช่องว่างของประวัติศาสตร์มนุษย์ แต่ยังเปิดประตูสู่คำถามใหม่เกี่ยวกับการกระจายตัวและวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคแรกๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ พบฟอสซิลมนุษย์อายุ 773,000 ปีในถ้ำ Grotte à Hominidés ประเทศโมร็อกโก ➡️ ฟอสซิลมีลักษณะผสมระหว่างมนุษย์สมัยใหม่ นีแอนเดอร์ทัล และลักษณะโบราณของ Homo erectus ➡️ การระบุอายุฟอสซิลแม่นยำจากเหตุการณ์กลับขั้วแม่เหล็กโลก Matuyama–Brunhes reversal ➡️ นักวิจัยชี้ว่าฟอสซิลนี้อาจเป็นประชากรใกล้รากกำเนิดของมนุษย์สมัยใหม่ในแอฟริกา ➡️ ฟันและขากรรไกรเผยให้เห็นความหลากหลายของมนุษย์ยุคต้นในแอฟริกา มากกว่าที่เคยคิดไว้ ‼️ คำเตือน / ข้อควรระวังในการตีความ ⛔ ฟอสซิลยังมีจำนวนจำกัด ทำให้การสรุปภาพรวมของประชากรมนุษย์ยุคนี้ยังไม่สมบูรณ์ ⛔ ความสัมพันธ์เชิงสายวิวัฒนาการระหว่างกลุ่มมนุษย์โบราณยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม ⛔ การตีความฟอสซิลอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีการค้นพบใหม่ในอนาคต ⛔ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าฟอสซิลนี้เป็นบรรพบุรุษโดยตรงของมนุษย์สมัยใหม่ แต่เป็น “สายใกล้เคียง” เท่านั้น https://www.sciencealert.com/moroccan-cave-fossils-capture-a-crossroads-in-modern-human-evolution
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Moroccan Cave Fossils Capture a Crossroads in Modern Human Evolution
    Ancient bones discovered in a cave in Casablanca, Morocco, could fill in some of the blanks about human evolution.
    0 Comments 0 Shares 123 Views 0 Reviews
  • ☕️ คาเฟอีนในเลือดอาจมีผลต่อไขมันในร่างกายและความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 – งานวิจัยใหม่ชี้ชัด

    งานวิจัยจากหลายสถาบันในยุโรปเผยให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือด ปริมาณไขมันในร่างกาย และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ข้อมูลพันธุกรรมของคนเกือบ 10,000 คนเพื่อวิเคราะห์ว่า “คนที่สลายคาเฟอีนช้ากว่า” มักมีระดับคาเฟอีนในเลือดสูงกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีค่า BMI ต่ำลง ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานได้ด้วย งานวิจัยนี้ยังชี้ว่าครึ่งหนึ่งของผลป้องกันเบาหวานอาจเกิดจากการที่คาเฟอีนช่วยลดไขมันในร่างกายโดยตรง

    นักวิจัยอธิบายว่ากลไกที่เป็นไปได้คือคาเฟอีนช่วยเพิ่มกระบวนการ thermogenesis หรือการสร้างความร้อนในร่างกาย รวมถึงเพิ่มการเผาผลาญไขมัน (fat oxidation) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเมตาบอลิซึมโดยรวม แม้ผลลัพธ์จะสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณสูง

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้พบความเชื่อมโยงระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ภาพรวมของผลกระทบคาเฟอีนต่อสุขภาพชัดเจนขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคาเฟอีนก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น ความกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือผลต่อความดันโลหิตในบางคน

    ในอนาคต นักวิจัยเสนอว่าการใช้เครื่องดื่มคาเฟอีนแบบไม่มีแคลอรี่อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน แต่จำเป็นต้องมีการทดลองแบบควบคุมเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของแนวทางนี้อย่างแท้จริง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากงานวิจัย
    ระดับคาเฟอีนในเลือดสูงสัมพันธ์กับ BMI และไขมันในร่างกายที่ต่ำลง
    ความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงเมื่อระดับคาเฟอีนสูงขึ้น โดยครึ่งหนึ่งของผลเกิดจากการลดไขมันในร่างกาย
    คาเฟอีนอาจเพิ่ม thermogenesis และ fat oxidation ซึ่งช่วยระบบเผาผลาญ
    ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น หัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดสมอง

    คำเตือนและข้อควรระวัง
    คาเฟอีนมีผลข้างเคียง เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือความดันสูงในบางคน
    งานวิจัยแบบ Mendelian randomization ยังมีข้อจำกัด และอาจมีปัจจัยอื่นที่ยังไม่ได้วิเคราะห์
    ผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
    ไม่ควรเพิ่มปริมาณคาเฟอีนเองโดยไม่พิจารณาสุขภาพส่วนบุคคลหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

    https://www.sciencealert.com/caffeine-in-your-blood-might-affect-body-fat-and-diabetes-risk-study-shows
    ☕️ คาเฟอีนในเลือดอาจมีผลต่อไขมันในร่างกายและความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 – งานวิจัยใหม่ชี้ชัด งานวิจัยจากหลายสถาบันในยุโรปเผยให้เห็นความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือด ปริมาณไขมันในร่างกาย และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้ข้อมูลพันธุกรรมของคนเกือบ 10,000 คนเพื่อวิเคราะห์ว่า “คนที่สลายคาเฟอีนช้ากว่า” มักมีระดับคาเฟอีนในเลือดสูงกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีค่า BMI ต่ำลง ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานได้ด้วย งานวิจัยนี้ยังชี้ว่าครึ่งหนึ่งของผลป้องกันเบาหวานอาจเกิดจากการที่คาเฟอีนช่วยลดไขมันในร่างกายโดยตรง นักวิจัยอธิบายว่ากลไกที่เป็นไปได้คือคาเฟอีนช่วยเพิ่มกระบวนการ thermogenesis หรือการสร้างความร้อนในร่างกาย รวมถึงเพิ่มการเผาผลาญไขมัน (fat oxidation) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเมตาบอลิซึมโดยรวม แม้ผลลัพธ์จะสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณสูง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้พบความเชื่อมโยงระหว่างระดับคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ภาพรวมของผลกระทบคาเฟอีนต่อสุขภาพชัดเจนขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคาเฟอีนก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น ความกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือผลต่อความดันโลหิตในบางคน ในอนาคต นักวิจัยเสนอว่าการใช้เครื่องดื่มคาเฟอีนแบบไม่มีแคลอรี่อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน แต่จำเป็นต้องมีการทดลองแบบควบคุมเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของแนวทางนี้อย่างแท้จริง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากงานวิจัย ➡️ ระดับคาเฟอีนในเลือดสูงสัมพันธ์กับ BMI และไขมันในร่างกายที่ต่ำลง ➡️ ความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงเมื่อระดับคาเฟอีนสูงขึ้น โดยครึ่งหนึ่งของผลเกิดจากการลดไขมันในร่างกาย ➡️ คาเฟอีนอาจเพิ่ม thermogenesis และ fat oxidation ซึ่งช่วยระบบเผาผลาญ ➡️ ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างคาเฟอีนในเลือดกับโรคหัวใจ เช่น หัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดสมอง ‼️ คำเตือนและข้อควรระวัง ⛔ คาเฟอีนมีผลข้างเคียง เช่น ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือความดันสูงในบางคน ⛔ งานวิจัยแบบ Mendelian randomization ยังมีข้อจำกัด และอาจมีปัจจัยอื่นที่ยังไม่ได้วิเคราะห์ ⛔ ผลในระยะยาวของการบริโภคคาเฟอีนยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ⛔ ไม่ควรเพิ่มปริมาณคาเฟอีนเองโดยไม่พิจารณาสุขภาพส่วนบุคคลหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ https://www.sciencealert.com/caffeine-in-your-blood-might-affect-body-fat-and-diabetes-risk-study-shows
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Caffeine in Your Blood Might Affect Body Fat And Diabetes Risk, Study Shows
    The levels of caffeine in your blood could affect the amount of body fat you carry, a factor that in turn could determine your risk of developing type 2 diabetes and cardiovascular diseases.
    0 Comments 0 Shares 146 Views 0 Reviews
  • อวสานเฉิน จื้อ กัมพูชาจับแล้วส่งจีน

    เมื่อแรงกดดันที่มีต่อกัมพูชาให้จัดการขบวนการสแกมเมอร์ ในที่สุด นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือ วินเซนต์ (Vincent) วัย 39 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ถูกทางการกัมพูชาจับกุมและส่งตัวกลับประเทศจีนไปแล้ว หลังถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ สร้างความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลกัมพูชา ภายใต้บงการของนายฮุน เซน ถึงขนาดได้รับยศ "เนี๊ยะออกญา" (Neak Oknha) มาแล้ว

    กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางการกัมพูชาจับกุมชาวจีน 3 คน คือ นายเฉิน จื้อ นายซู จี เหลียง (Xu Ji Liang) และนายเซา จี ฮุ่ย (Shao Ji Hui) ตามคำขอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศจีน ภายใต้ความร่วมมือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. หลังทางการกัมพูชาและจีนสืบสวนร่วมกันหลายเดือน อีกทั้งสัญชาติกัมพูชาของนายเฉิน จื้อ ได้ถูกเพิกถอนไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา

    นายเฉิน จื้อ เกิดที่มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เริ่มต้นทำบริษัทเกมออนไลน์ขนาดเล็ก ย้ายไปประเทศกัมพูชาเมื่อปี 2553 เข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ ก่อนสละสัญชาติจีนและได้รับสัญชาติกัมพูชาเมื่อปี 2557 เขาก่อตั้งบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป เมื่อปี 2558 ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ มากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา และมีนิคมเทคโนโลยีในเมืองสีหนุวิลล์ ในทางการเมืองเป็นที่ปรึกษาให้กับนายซอร์ เค็ง อดีต รมว.มหาดไทยกัมพูชา ในปี 2560 และลงทุนร่วมกับ นายซอร์ โสกา ลูกชายของนายซอร์ เค็ง ลงทุนโครงการจินเป่ย บริเวณชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ยื่นฟ้องยึดทรัพย์บิตคอยน์ของนายเฉิน จื้อ มูลค่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังถูกดำเนินคดีในข้อหาคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และคบคิดฟอกเงิน โดยใช้วิธีบังคับผู้คนในศูนย์สแกมเมอร์ หลอกลวงให้เหยื่อลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เรียกว่ากลโกงเชือดหมู (Pig butchering) สร้างความเสียหายหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากผู้เสียหายในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก หลังจากนั้นถูกทางการฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ได้อายัดทรัพย์สินรวมกันไม่น้อยกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ชาวกัมพูชาแห่ถอนเงินออกจากธนาคารปรินซ์แบงก์ กลายเป็นวิกฤตถอนเงินฝากครั้งใหญ่ (Bank Run) มาแล้ว

    #Newskit
    อวสานเฉิน จื้อ กัมพูชาจับแล้วส่งจีน เมื่อแรงกดดันที่มีต่อกัมพูชาให้จัดการขบวนการสแกมเมอร์ ในที่สุด นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือ วินเซนต์ (Vincent) วัย 39 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัทปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ถูกทางการกัมพูชาจับกุมและส่งตัวกลับประเทศจีนไปแล้ว หลังถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการฉ้อโกงและฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ สร้างความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลกัมพูชา ภายใต้บงการของนายฮุน เซน ถึงขนาดได้รับยศ "เนี๊ยะออกญา" (Neak Oknha) มาแล้ว กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางการกัมพูชาจับกุมชาวจีน 3 คน คือ นายเฉิน จื้อ นายซู จี เหลียง (Xu Ji Liang) และนายเซา จี ฮุ่ย (Shao Ji Hui) ตามคำขอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศจีน ภายใต้ความร่วมมือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. หลังทางการกัมพูชาและจีนสืบสวนร่วมกันหลายเดือน อีกทั้งสัญชาติกัมพูชาของนายเฉิน จื้อ ได้ถูกเพิกถอนไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ เกิดที่มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เริ่มต้นทำบริษัทเกมออนไลน์ขนาดเล็ก ย้ายไปประเทศกัมพูชาเมื่อปี 2553 เข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ ก่อนสละสัญชาติจีนและได้รับสัญชาติกัมพูชาเมื่อปี 2557 เขาก่อตั้งบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป เมื่อปี 2558 ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ มากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา และมีนิคมเทคโนโลยีในเมืองสีหนุวิลล์ ในทางการเมืองเป็นที่ปรึกษาให้กับนายซอร์ เค็ง อดีต รมว.มหาดไทยกัมพูชา ในปี 2560 และลงทุนร่วมกับ นายซอร์ โสกา ลูกชายของนายซอร์ เค็ง ลงทุนโครงการจินเป่ย บริเวณชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ยื่นฟ้องยึดทรัพย์บิตคอยน์ของนายเฉิน จื้อ มูลค่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังถูกดำเนินคดีในข้อหาคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และคบคิดฟอกเงิน โดยใช้วิธีบังคับผู้คนในศูนย์สแกมเมอร์ หลอกลวงให้เหยื่อลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เรียกว่ากลโกงเชือดหมู (Pig butchering) สร้างความเสียหายหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากผู้เสียหายในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก หลังจากนั้นถูกทางการฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ได้อายัดทรัพย์สินรวมกันไม่น้อยกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ชาวกัมพูชาแห่ถอนเงินออกจากธนาคารปรินซ์แบงก์ กลายเป็นวิกฤตถอนเงินฝากครั้งใหญ่ (Bank Run) มาแล้ว #Newskit
    1 Comments 0 Shares 309 Views 0 Reviews
  • หลังจากไทยกล่าวหากัมพูชายิงเข้าใส่ระหว่างหยุดยิง เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญ ไม่ส่งเสียงตำหนิใดๆ พูดเพียงแค่ปักกิ่งแสดงความหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเดินหน้ายึดถือข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อความยั่งยืนของข้อตกลง ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตามรายงานของพนมเปญโพสต์
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001567

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    หลังจากไทยกล่าวหากัมพูชายิงเข้าใส่ระหว่างหยุดยิง เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญ ไม่ส่งเสียงตำหนิใดๆ พูดเพียงแค่ปักกิ่งแสดงความหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเดินหน้ายึดถือข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อความยั่งยืนของข้อตกลง ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตามรายงานของพนมเปญโพสต์ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001567 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 Comments 1 Shares 266 Views 0 Reviews
  • จีนออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังอ้างว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้ครอบครองเกาะกรีนแลนด์ เนื่องจากมีเรือของจีนและรัสเซียอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ เลิกใช้วาทกรรม “ภัยคุกคามจากจีน” เป็นข้ออ้างแสวงหาผลประโยชน์
    .
    นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ข้ออ้างของสหรัฐฯ ไม่อาจปกปิดธาตุแท้ของนโยบายที่มุ่งใช้อำนาจแทรกแซงและแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าจีนมีสิทธิพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศต่าง ๆ ตามปกติ
    .
    ขณะที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์ออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยชี้ว่าการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของทรัมป์เป็นเรื่องเหลวไหล และสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์ผนวกดินแดนของผู้อื่น ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากยุโรปและประชาคมโลก
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001337
    .
    #News1live #News1 #ทรัมป์ #จีน #กรีนแลนด์ #การเมืองโลก
    จีนออกมาตอบโต้ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังอ้างว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องได้ครอบครองเกาะกรีนแลนด์ เนื่องจากมีเรือของจีนและรัสเซียอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ เลิกใช้วาทกรรม “ภัยคุกคามจากจีน” เป็นข้ออ้างแสวงหาผลประโยชน์ . นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ข้ออ้างของสหรัฐฯ ไม่อาจปกปิดธาตุแท้ของนโยบายที่มุ่งใช้อำนาจแทรกแซงและแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าจีนมีสิทธิพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศต่าง ๆ ตามปกติ . ขณะที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์ออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยชี้ว่าการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของทรัมป์เป็นเรื่องเหลวไหล และสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์ผนวกดินแดนของผู้อื่น ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากยุโรปและประชาคมโลก . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001337 . #News1live #News1 #ทรัมป์ #จีน #กรีนแลนด์ #การเมืองโลก
    Like
    2
    0 Comments 0 Shares 195 Views 0 Reviews
  • ช่วยคนอื่น…ช่วยสมองเราเอง! งานวิจัยชี้ “การอาสา” อาจชะลอความเสื่อมของสมองได้

    การศึกษาจากมหาวิทยาลัย Texas at Austin และ University of Massachusetts Boston พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง “การช่วยเหลือผู้อื่น” กับ “อัตราการเสื่อมของสมอง” โดยข้อมูลจากการติดตามผู้สูงอายุกว่า 31,000 คนเป็นเวลาร่วม 20 ปีเผยว่า ผู้ที่อาสาช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประจำ—ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ—มีอัตราการเสื่อมถอยทางความคิดช้าลงถึงประมาณ 15–20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าน่าทึ่งในงานวิจัยด้านผู้สูงอายุและภาวะสมองเสื่อม

    สิ่งที่โดดเด่นคือ “ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว” แต่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้คนช่วยเหลือผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอาสาเพียง 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะเห็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชี้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การใช้ความคิด และความรู้สึกมีคุณค่าในสังคม อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สมองยังคงทำงานได้ดีในระยะยาว

    นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า “การหยุดช่วยเหลือผู้อื่น” มีความสัมพันธ์กับการลดลงของคะแนนทดสอบสมองและการเสื่อมถอยที่เร็วขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าการมีบทบาทในสังคมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยป้องกันความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีความหมาย โดยเฉพาะในยุคที่จำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

    เมื่อมองในภาพรวม การช่วยเหลือผู้อื่นไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อสังคม แต่ยังเป็น “กิจกรรมดูแลสมอง” ที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังต้องการมีบทบาทในชุมชน การอาสาเพียงเล็กน้อยแต่สม่ำเสมออาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความแข็งแรงของสมองในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญจากข่าว
    การช่วยเหลือผู้อื่นช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง
    งานวิจัยพบว่าช่วยลดอัตราการเสื่อมของสมองได้ราว 15–20%
    ทั้งการอาสาแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน

    ปริมาณเวลาที่เหมาะสมคือ 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
    การช่วยเหลือในระดับนี้ให้ผลดีที่สุดโดยไม่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจล้าเกินไป

    ผลลัพธ์เป็นแบบสะสมในระยะยาว
    ยิ่งช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สมองยิ่งได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น

    การหยุดช่วยเหลืออาจสัมพันธ์กับการเสื่อมของสมองที่เร็วขึ้น
    ผู้ที่หยุดกิจกรรมช่วยเหลือมีคะแนนทดสอบสมองลดลงเร็วกว่ากลุ่มที่ยังคงช่วยเหลือ

    การช่วยเหลือมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า
    การอาสาเกินระดับที่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ

    https://www.sciencealert.com/helping-others-may-be-an-easy-way-to-keep-your-brain-young-study-finds
    🧠✨ ช่วยคนอื่น…ช่วยสมองเราเอง! งานวิจัยชี้ “การอาสา” อาจชะลอความเสื่อมของสมองได้ การศึกษาจากมหาวิทยาลัย Texas at Austin และ University of Massachusetts Boston พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง “การช่วยเหลือผู้อื่น” กับ “อัตราการเสื่อมของสมอง” โดยข้อมูลจากการติดตามผู้สูงอายุกว่า 31,000 คนเป็นเวลาร่วม 20 ปีเผยว่า ผู้ที่อาสาช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประจำ—ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ—มีอัตราการเสื่อมถอยทางความคิดช้าลงถึงประมาณ 15–20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าน่าทึ่งในงานวิจัยด้านผู้สูงอายุและภาวะสมองเสื่อม สิ่งที่โดดเด่นคือ “ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว” แต่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้คนช่วยเหลือผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอาสาเพียง 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะเห็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชี้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การใช้ความคิด และความรู้สึกมีคุณค่าในสังคม อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สมองยังคงทำงานได้ดีในระยะยาว นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า “การหยุดช่วยเหลือผู้อื่น” มีความสัมพันธ์กับการลดลงของคะแนนทดสอบสมองและการเสื่อมถอยที่เร็วขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าการมีบทบาทในสังคมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยป้องกันความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีความหมาย โดยเฉพาะในยุคที่จำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก เมื่อมองในภาพรวม การช่วยเหลือผู้อื่นไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อสังคม แต่ยังเป็น “กิจกรรมดูแลสมอง” ที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังต้องการมีบทบาทในชุมชน การอาสาเพียงเล็กน้อยแต่สม่ำเสมออาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความแข็งแรงของสมองในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญจากข่าว ✅ การช่วยเหลือผู้อื่นช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ➡️ งานวิจัยพบว่าช่วยลดอัตราการเสื่อมของสมองได้ราว 15–20% ➡️ ทั้งการอาสาแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน ✅ ปริมาณเวลาที่เหมาะสมคือ 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ➡️ การช่วยเหลือในระดับนี้ให้ผลดีที่สุดโดยไม่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจล้าเกินไป ✅ ผลลัพธ์เป็นแบบสะสมในระยะยาว ➡️ ยิ่งช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สมองยิ่งได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ‼️ การหยุดช่วยเหลืออาจสัมพันธ์กับการเสื่อมของสมองที่เร็วขึ้น ⛔ ผู้ที่หยุดกิจกรรมช่วยเหลือมีคะแนนทดสอบสมองลดลงเร็วกว่ากลุ่มที่ยังคงช่วยเหลือ ‼️ การช่วยเหลือมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ⛔ การอาสาเกินระดับที่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ https://www.sciencealert.com/helping-others-may-be-an-easy-way-to-keep-your-brain-young-study-finds
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Helping Others May Be an Easy Way to Keep Your Brain Young, Study Finds
    Our bodies age at different rates, sometimes closely correlated to the years we've spent alive, and sometimes less so.
    0 Comments 0 Shares 120 Views 0 Reviews
  • หลายคนเชื่อว่าความรักคือที่ปลอดภัย ที่พักใจ ที่เราจะได้หยุดวิ่งแล้วหายใจได้เต็มปอดสักที แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกความรักจะเป็นแบบนั้น บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่ กลับทำให้เราต้องอดทน ฝืนใจ และค่อย ๆ หายไปจากตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัว
    ความสัมพันธ์ที่ควรเยียวยา กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เราต้องหาวิธีอยู่ให้ได้โดยไม่พัง และคำถามสำคัญก็คือ เราจะจัดการอย่างไร เมื่อคนที่เรารัก กลับกลายเป็นเหตุของความเหนื่อยล้า?
    .
    ในบทความนี้ เราจะค่อย ๆ แกะความรู้สึกเหล่านี้ออก และเสนอแนวทางจัดการความสัมพันธ์ที่กำลังกลืนใจ โดยไม่ต้องใช้การประชด หรือการตัดใจแบบหักดิบ เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การหนี แต่คือ **“วิธีอยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายตัวเอง”**
    .
    อ่าน 'เมื่อ "คนรัก" ไม่ใช่ที่พักใจ: จะอยู่ต่อหรือเดินออกยังไงไม่ให้เจ็บซ้ำ' ได้บนเว็บไซต์:
    https://www.keangun.com/article/12989
    #บทความ
    #ความรู้
    #ชีวิตคู่
    #ความรัก
    #ครอบครัว
    #อารมณ์
    #เขียนกันดอทคอม
    #Keangun
    หลายคนเชื่อว่าความรักคือที่ปลอดภัย ที่พักใจ ที่เราจะได้หยุดวิ่งแล้วหายใจได้เต็มปอดสักที แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกความรักจะเป็นแบบนั้น บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่ กลับทำให้เราต้องอดทน ฝืนใจ และค่อย ๆ หายไปจากตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ที่ควรเยียวยา กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เราต้องหาวิธีอยู่ให้ได้โดยไม่พัง และคำถามสำคัญก็คือ เราจะจัดการอย่างไร เมื่อคนที่เรารัก กลับกลายเป็นเหตุของความเหนื่อยล้า? . ในบทความนี้ เราจะค่อย ๆ แกะความรู้สึกเหล่านี้ออก และเสนอแนวทางจัดการความสัมพันธ์ที่กำลังกลืนใจ โดยไม่ต้องใช้การประชด หรือการตัดใจแบบหักดิบ เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การหนี แต่คือ **“วิธีอยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายตัวเอง”** . อ่าน 'เมื่อ "คนรัก" ไม่ใช่ที่พักใจ: จะอยู่ต่อหรือเดินออกยังไงไม่ให้เจ็บซ้ำ' ได้บนเว็บไซต์: https://www.keangun.com/article/12989 #บทความ #ความรู้ #ชีวิตคู่ #ความรัก #ครอบครัว #อารมณ์ #เขียนกันดอทคอม #Keangun
    WWW.KEANGUN.COM
    เมื่อ "คนรัก" ไม่ใช่ที่พักใจ: จะอยู่ต่อหรือเดินออกยังไงไม่ให้เจ็บซ้ำ
    หลายคนเชื่อว่าความรักคือที่ปลอดภัย ที่พักใจ ที่เราจะได้หยุดวิ่งแล้วหายใจได้เต็มปอดสักที แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกความรักจะเป็นแบบนั้น บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่ กลับทำให้เราต้องอดทน ฝืนใจ และค่อย ๆ หายไปจากตัวเองทุกวันโดยไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ที่ควรเยียวยา กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เราต้องหาวิธีอยู่ใ
    0 Comments 0 Shares 98 Views 0 Reviews
  • เหรียญหลวงปู่ทวดหลังพระอรหันต์จี้กง มูลนิธิเทิดคุณธรรม เต็กก่าจีหน่ำเกาะ
    เหรียญหลวงปู่ทวดหลังพระอรหันต์จี้กง เนื้อผิวไฟ (หลังตอกโค็ด) มูลนิธิเทิดคุณธรรม เต็กก่าจีหน่ำเกาะ //พระดีพิธีใหญ่ // พระสภาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ //#รับประกันพระแท้ตลอดชีพครับ >>

    ** พุทธคุณด้านนิรันตราย แคล้วคลาด โชคลาภ ค้าขาย รับทรัพย์ ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ บุญวาสนา อำนาจ บารมี เฮง โชคดีตลอด มีเงินมีทองยิ่งยิ่งขึ้น ปัดเป่าทุกข์ภัย ทุกข์โศก ขจัดทูตผีปีศาจ ช่วยบันดาลโชคลาภ ปัดเป่าโรคภัย **

    ** มูลนิธิเทิดคุณธรรม เต็กก่าจีหน่ำเกาะ คือ องค์กรการกุศลที่เผยแพร่คุณธรรมตามหลักคำสอนของพระอรหันต์จี้กง และเป็นเครือข่ายของมูลนิธิเต็กก่าในภาคใต้ของไทย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย, ส่งเสริมการศึกษา (ผ่านโรงเรียนคุณธรรมวิทยา), จัดกิจกรรมสาธารณะ เช่น ทิ้งกระจาด ล้างป่าช้า และเชื่อมความสัมพันธ์กับเครือข่ายเต็กก่าในต่างประเทศ **

    ** พระสภาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ

    โทรศัพท์ 0881915131
    LINE 0881915131
    เหรียญหลวงปู่ทวดหลังพระอรหันต์จี้กง มูลนิธิเทิดคุณธรรม เต็กก่าจีหน่ำเกาะ เหรียญหลวงปู่ทวดหลังพระอรหันต์จี้กง เนื้อผิวไฟ (หลังตอกโค็ด) มูลนิธิเทิดคุณธรรม เต็กก่าจีหน่ำเกาะ //พระดีพิธีใหญ่ // พระสภาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ //#รับประกันพระแท้ตลอดชีพครับ >> ** พุทธคุณด้านนิรันตราย แคล้วคลาด โชคลาภ ค้าขาย รับทรัพย์ ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ บุญวาสนา อำนาจ บารมี เฮง โชคดีตลอด มีเงินมีทองยิ่งยิ่งขึ้น ปัดเป่าทุกข์ภัย ทุกข์โศก ขจัดทูตผีปีศาจ ช่วยบันดาลโชคลาภ ปัดเป่าโรคภัย ** ** มูลนิธิเทิดคุณธรรม เต็กก่าจีหน่ำเกาะ คือ องค์กรการกุศลที่เผยแพร่คุณธรรมตามหลักคำสอนของพระอรหันต์จี้กง และเป็นเครือข่ายของมูลนิธิเต็กก่าในภาคใต้ของไทย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย, ส่งเสริมการศึกษา (ผ่านโรงเรียนคุณธรรมวิทยา), จัดกิจกรรมสาธารณะ เช่น ทิ้งกระจาด ล้างป่าช้า และเชื่อมความสัมพันธ์กับเครือข่ายเต็กก่าในต่างประเทศ ** ** พระสภาพสวยมาก พระสถาพสมบูรณ์ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ โทรศัพท์ 0881915131 LINE 0881915131
    0 Comments 0 Shares 109 Views 0 Reviews
  • 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่

    บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด

    หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้

    บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น

    สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน
    ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ
    ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม
    กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง
    การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
    ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ
    ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ

    ข้อควรระวัง
    การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก
    การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้
    การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ

    https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    ✉️💼 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่ บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้ บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน ➡️ ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ ➡️ ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม ➡️ กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง ➡️ การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ➡️ ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ ➡️ ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก ⛔ การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้ ⛔ การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Email Etiquette Tips Every Professional Should Know - SlashGear
    The difference between a good and great email often comes down to etiquette. Learn what professionals do to get it right every time.
    0 Comments 0 Shares 106 Views 0 Reviews
  • “How I rebooted my social life” — เมื่อชีวิตสบายเกินไปจนความสัมพันธ์หายไป

    บทความนี้เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ James O’Malley ที่พบว่าชีวิตของเขา “ดีเกินไป” จนทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมหายไปโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะมีบ้านที่น่าอยู่ งานที่ทำจากที่บ้านได้ทั้งหมด และความสะดวกสบายรอบด้าน แต่สิ่งที่ค่อย ๆ หายไปคือการพบปะผู้คนจริง ๆ จนทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและเหมือนกำลัง “เสียสติ” อยู่เงียบ ๆ

    เขาอธิบายว่าปัจจัยที่ทำให้สังคมของเขาหายไปเกิดจากหลายอย่าง ทั้งการทำงานจากบ้าน 100%, การไม่มีลูก, เพื่อนที่มีครอบครัวจนไม่ค่อยเจอกัน, และความสบายที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเลย ความสบายเหล่านี้ทำให้เขา “over-optimize” ชีวิตจนตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกโดยไม่ตั้งใจ

    จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าแม้จะมีเพื่อนมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่เขา “ไม่มีชุมชน” อยู่จริง ๆ เขาเคยต่อต้านแนวคิดเรื่องชุมชนเพราะมองว่ามันจำกัดเสรีภาพ แต่เมื่อถึงจุดที่ความสัมพันธ์หายไป เขากลับพบว่าชุมชนคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างลึกซึ้ง ทั้งเพื่อความผูกพัน ความหมาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง

    สุดท้ายเขาตัดสินใจ “สร้างชุมชนขึ้นเอง” โดยเริ่มจากการจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ แล้วขยายเป็นกิจกรรมพบปะรายเดือน เชิญเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ และคนรู้จักหลวม ๆ ให้มารวมตัวกัน ผลลัพธ์คือเขาได้สร้างเครือข่ายสังคมใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้เขียน
    ชีวิตสบายจนไม่ต้องออกจากบ้าน
    ความสัมพันธ์หายไปเพราะทำงานจากบ้านและเพื่อนมีครอบครัว
    มีเพื่อนออนไลน์มาก แต่ไม่มี “ชุมชนจริง”

    สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบ
    มนุษย์ต้องการชุมชนเพื่อความผูกพันและสุขภาพจิต
    ชุมชนช่วยสร้างความหมายและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง
    การต่อต้านชุมชนเพราะกลัว “ค่านิยมกดทับ” อาจทำให้โดดเดี่ยว

    ข้อควรระวังหรือบทเรียนสำคัญ
    การอยู่บ้านมากเกินไปอาจทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ หายไป
    ความสบายอาจทำให้เราตัดตัวเองออกจากโลกโดยไม่รู้ตัว
    การรอให้ชุมชนเกิดขึ้นเองอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย

    https://takes.jamesomalley.co.uk/p/this-might-be-oversharing
    🧑‍🤝‍🧑 “How I rebooted my social life” — เมื่อชีวิตสบายเกินไปจนความสัมพันธ์หายไป บทความนี้เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ James O’Malley ที่พบว่าชีวิตของเขา “ดีเกินไป” จนทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมหายไปโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะมีบ้านที่น่าอยู่ งานที่ทำจากที่บ้านได้ทั้งหมด และความสะดวกสบายรอบด้าน แต่สิ่งที่ค่อย ๆ หายไปคือการพบปะผู้คนจริง ๆ จนทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและเหมือนกำลัง “เสียสติ” อยู่เงียบ ๆ เขาอธิบายว่าปัจจัยที่ทำให้สังคมของเขาหายไปเกิดจากหลายอย่าง ทั้งการทำงานจากบ้าน 100%, การไม่มีลูก, เพื่อนที่มีครอบครัวจนไม่ค่อยเจอกัน, และความสบายที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเลย ความสบายเหล่านี้ทำให้เขา “over-optimize” ชีวิตจนตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกโดยไม่ตั้งใจ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าแม้จะมีเพื่อนมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่เขา “ไม่มีชุมชน” อยู่จริง ๆ เขาเคยต่อต้านแนวคิดเรื่องชุมชนเพราะมองว่ามันจำกัดเสรีภาพ แต่เมื่อถึงจุดที่ความสัมพันธ์หายไป เขากลับพบว่าชุมชนคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างลึกซึ้ง ทั้งเพื่อความผูกพัน ความหมาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง สุดท้ายเขาตัดสินใจ “สร้างชุมชนขึ้นเอง” โดยเริ่มจากการจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ แล้วขยายเป็นกิจกรรมพบปะรายเดือน เชิญเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ และคนรู้จักหลวม ๆ ให้มารวมตัวกัน ผลลัพธ์คือเขาได้สร้างเครือข่ายสังคมใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้เขียน ➡️ ชีวิตสบายจนไม่ต้องออกจากบ้าน ➡️ ความสัมพันธ์หายไปเพราะทำงานจากบ้านและเพื่อนมีครอบครัว ➡️ มีเพื่อนออนไลน์มาก แต่ไม่มี “ชุมชนจริง” ✅ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบ ➡️ มนุษย์ต้องการชุมชนเพื่อความผูกพันและสุขภาพจิต ➡️ ชุมชนช่วยสร้างความหมายและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ➡️ การต่อต้านชุมชนเพราะกลัว “ค่านิยมกดทับ” อาจทำให้โดดเดี่ยว ‼️ ข้อควรระวังหรือบทเรียนสำคัญ ⛔ การอยู่บ้านมากเกินไปอาจทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ หายไป ⛔ ความสบายอาจทำให้เราตัดตัวเองออกจากโลกโดยไม่รู้ตัว ⛔ การรอให้ชุมชนเกิดขึ้นเองอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย https://takes.jamesomalley.co.uk/p/this-might-be-oversharing
    0 Comments 0 Shares 131 Views 0 Reviews
  • แผนจัญไร ตอนที่ 12

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 12
    จับลุงโอลองเข้าที่แล้ว คราวนี้ปาหี่ ก็ต้องเล่นฉากต่อไป ตัดกลับมาที่บ้านไอ้สองแสบ อเมริกาหน้าเครียด ทำเป็นถกกันว่า ตกลงจะเอาไงเรื่องไอซิส ในวันประชุม G8 ไม่กี่วันจากเกิดเหตุศุกร์ 13 ท่านใบตองแห้ง ยังบอกอยู่เลยว่า การที่อเมริกาเอากองทัพเข้าไป อาจจะเป็นเรื่องผิดพลาด เพราะวันนั้น ท่านใบตองแห้งยังล้อมคอกไม่เสร็จ จัดกองทัพไม่ทัน เลยต้องตีกรรเชียงไปก่อน
    ส่วนชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ก็บอกว่าต้องถามความเห็นกันในสภาก่อน และก็ยังจัดประชุมไม่ได้ เพราะคะแนนเสียงให้เรียกประชุมสภายังไม่พอ
    แปลว่าเป็นบทตีกรรเชียงถ่วงเวลาของไอ้สองแสบครับ เพราะทั้งอเมริกา และอังกฤษ ยังอ่านเกมรัสเซียไม่ขาด โดยเฉพาะในแง่อาวุธและกองกำลัง และที่สำคัญ ยังไม่แน่ใจท่าที ของตัวละครสำคัญ อีก 3 ราย
    (สำหรับท่านที่เข้ามาอ่านนิทานใหม่ๆ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ผมหมายถึงอังกฤษนะครับ มีคนว่ามาแล้ว ว่า ไม่ชอบที่ผมเรียกแบบนี้ แต่ผมชอบของผม ส่วนท่านใบตองแห้ง ก็มีผู้ถามมาเช่นกัน ว่าใครคะ ผมหมายถึง อเมริกา และหัวหน้าใหญ่ของอเมริกาครับ ที่ชอบออกอาการเหมือนไอ้ตัวที่นอนอยู่แถวหน้าประตูบ้านผม เวลามันเห็นลมพัดใบตองแห้ง มันเป็นต้องส่งเสียงทุกที ทั้งๆที่บางทีไม่อะไรเลย นอกจากใบตองแห้ง กับเงาของมันเอง หาเรื่องให้เราตื่นเต้นตามอยู่เรื่อย)
    ตัวละครสำคัญ 3 ราย เป็นใครนะ บางรายน่าจะเดากันถูก แต่บางรายอาจนึกไม่ถึงกัน
    รายที่หนึ่ง คือ จีน ที่คาดกันอยู่แล้วว่า อยู่เคียงข้างรัสเซีย แต่เคียงข้างขนาดไหนในการที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ที่อาจบานปลายไปเป็นการรบใหญ่ จะเคียงข้างหลัง แบบฝรั่งเศสกับอเมริกาที่ผลัดกันด่าหรือเปล่า หรือ เคียงข้างแบบไหล่ชนไหล่กัน เหมือนอเมริกากับอังกฤษ
    รายที่สอง คือ อินเดีย ที่ทั้งฝ่ายรัสเซียและฝ่ายอเมริกา ต่างก็อยากได้อินเดียเป็นพวกทั้งสิ้น เพราะ อินเดียถือเป็น swing state รายหนึ่ง ที่มีน้ำหนักมากทั้งในแง่เศรษฐกิจ และสถานที่ตั้ง
    เราจึงเห็นว่า ระหว่างที่รัสเซียไล่ถล่มฝ่ายกบฏอยู่ในซีเรีย และอเมริกาแสดงท่าเนือยๆ เหมือนไม่สนใจจะร่วมรายการใดด้วย แต่แท้จริงแล้ว ไอ้สองแสบแบ่งบทกันเล่น ชาวเกาะรับหน้าที่ถือปรอทวัดอุณหภูมิของจีนและอินเดียแทนอเมริกา โปรดอย่าลืมลิ้นการทูตอันยาวของอังกฤษ ที่สามารถตวัดให้สงครามโลกเกิดมาแล้วถึง 2 ครั้ง
    อาจมีผู้ค้านว่า อังกฤษน่าจะมีหมายเชิญ จีนและอินเดีย มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเชิญมาวัดปรอท แต่ผมมีความเห็นว่า เชิญเมื่อไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับ “ต้อนรับ” อย่างไร และผู้ที่ติดตามข่าว คงเห็นแล้วว่า อังกฤษต้อนรับจีน ชนิดครบเครื่องใหญ่ แบบที่เรียกว่า ปูพรมแดง ต่างกับอเมริกา ที่รับจีนก่อนหน้านั้น อย่างแทบจะเรียกว่า แบบเสียไม่ได้
    ส่วนการต้อนรับอินเดียก็ใหญ่โตเช่นเดียวกัน และผมเข้าใจว่า การวัดปรอทของอินเดีย คงออกมาได้ผลตามต้องการ ว่าไม่น่ามีโรคแทรกซ้อน ส่วนของจีนนั้น ปรอทคงทำงานไม่ค่อยแม่นยำ เพราะจีนไม่ได้ดูง่าย การขนเอาราชวงศ์ใส่มงกุฏเพชรเพียบมารับจีน นึกว่าจีนจะเคลิ้ม อังกฤษคงลืมไป ชุดงิ้วจีนใช่ว่าไม่มีเครื่องประดับแพรวพราวนะครับ แค่นี้คงไม่ทำให้จีนตื่นเต้น อีกอย่างจีนคงยังไม่อยากกลับไปติดฝิ่นอีก ต่างกับอินเดีย ที่ตอนนี้ทำท่าจะเป็นฝรั่งมากกว่าตะวันตกเอาด้วยซ้ำ
    รายที่สาม คือ ตุรกี ตุรกีนก 2 หัว ผมตามดูพฤติกรรมตุรกีมาประมาณ 2 ปี ว่า เมื่อถึงเวลาสำคัญ ตุรกี จะยืนตรงไหน การดูของผมไม่มีความหมายมากมาย มันเป็นการทดสอบว่า ทฤษฏีการวิเคราะห์ของตัวเอง ออกอ่าวหรือเปล่าเท่านั้น แต่ตุรกีจะยืนอยู่ทางไหน สำหรับอเมริกาและ รัสเซียต่างหาก ที่สำคัญอย่างยิ่ง
    และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตุรกี ก็ตอบข้อสงสัยของผม
    สื่อพากันลงข่าวใหญ่ว่า ตุรกีสอยเครื่องบินรบของรัสเซีย!
    ฮ้า … ตุรกีสอยทำไม หรือเราอาจจะต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ใครสอยเครื่องบินรบรัสเซียกันแน่ แล้วทำไมตุรกีต้องเสือกมาออกรับแทน
    ผมว่า ตุรกีไม่มีความกล้าหาญพอที่จะยิงเครื่องบินรบรัสเซีย ตุรกีมีแต่ความถนัดกลิ้ง แต่ไม่ถนัดรบครับ อ้าวแล้วทะลึ่งไปสอยซูกอยของเขาทำไม ก็นั่นนะซี ถึงว่าไม่น่าจะใช่ฝีมือตุรกี
    ถ้างั้นใครสอยล่ะ ก็ใครล่ะที่มีฐานทัพใหญ่เบ้อเริ่มที่ Incirik ในตุรกี ก็ไม่พ้นอเมริกาอีก….
    ถ้าตุรกีไม่ได้สอย เป็นอเมริกาสอย อเมริกาทำ ทำไม และทำไมตุรกียอมสมอ้าง
    คำตอบมีเยอะแยะ
    คำตอบแรก คือ อเมริกาทำ เพราะต้องการสร้างเรื่อง หรือตอกลิ่มให้ตุรกีหลุดจากความสัมพันธ์กับฝ่ายรัสเซียโดยสิ้นเชิง เพราะ อย่าลืมว่า ตามทฤษฏีของไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ตุรกี เป็น 1 ใน 2 ประเทศ ที่สำคัญต่อแผนพิฆาตรัสเซีย
    ตุรกี รัสเซีย อิหร่าน มีสัมพันธ์ระหว่างกันมานาน และอเมริกาก็จับตาความสัมพันธ์ของ 3 หน่อ อย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้าอิหร่านไปจับมือกับรัสเซีย อเมริกายิ่งต้องพยายามไม่ให้ตุรกีหลุดมือ
    ตุรกี มีทีท่าว่า ไม่ใช่แค่จับมือกับรัสเซีย แต่ยังจะจับมือกับจีน เพื่อนรักของรัสเซีย อีกด้วย สำหรับท่านที่เคยอ่านนิทานเรื่องเก่าๆ คงจำได้ว่า ตุรกีคิดจะสร้างระบบต่อต้านการยิงจรวด มาตั้งแต่ ค.ศ.2009 ตุรกี ประกาศเชิญชวนผู้มารับเหมาสร้างระบบ ฝ่ายตะวันตกส่งเข้าประกวดเพียบ รวมทั้งมีม้ามืด คือ จีน และตุรกีก็ประกาศ ในปี ค.ศ.2013 ว่า ม้ามืดเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก
    แบบนี้ก็งานเข้า ฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกา ด่าเช็ดตุรกี ว่าอย่างนี้ ก็เท่ากับเป็นการเปิดไต๋ให้จีนรู้ระบบความมั่นคงของทางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะของอเมริกา นาโต้ ที่แชร์ระบบกับตุรกีน่ะสิ และอาจจะรู้ไปถึงรัสเซียด้วย มิฉิบหายกันหมดเรอะ หลังจากนั้น ก็มีการระเบิด การประท้วง เกิดขึ้นถี่ ที่ตุรกี แทบจะไม่เว้นแต่ละวัน บทแบบนี้คุ้นไหมครับ
    ตุรกี เลื่อนการประกาศการทำสัญญากับจีน ประมาณ 4 ครั้ง ในช่วงปีครึ่ง และในที่สุดก็ประกาศยกเลิกเมื่อประมาณต้นปี ค.ศ.2015 นี้เอง บอกว่า ไม่สร้างแล้วเว้ย และนั่นคงทำให้รัสเซียเห็นแล้วว่า อเมริกากำลังเดินเกม ตามแผนพิฆาตอย่างไม่มีหลุด อเมริกา ไม่มีทางปล่อยมือจากคอตุรกี
    คำตอบที่สอง ที่ผมคิดว่าอเมริกาน่าจะเป็นคนสอยซูกอย เพราะอเมริกาน่าจะต้องการเปลี่ยนสนามรบ มารบในแถบตุรกี ที่ตุรกีสามารถใช้สิทธิยิงเครื่องบินรัสเซียและพวกได้ อย่างถูกต้องตามกฏนานาชาติ นอกจากนี้ อเมริกามีฐานทัพใหญ่ อยู่ในตุรกีหลายแห่ง และยังอยู่ใกล้กับกองทัพนาโต้ ที่มีอยู่เต็มด้านนั้น และมีทางหนีที่ไล่ ดีกว่าเข้าไปรบกับรัสเซียในเขตซีเรีย ที่นาโต้ยังไม่ได้เข้าไป และไม่แน่ว่าเข้าไปแล้วจะเจออะไร เพราะรัสเซียกับพวก ได้เข้าไปก่อนแล้ว ใครเข้าไปก่อนย่อมได้เปรียบ
    ถ้าอเมริกาต้องการเป็นฝ่ายกำหนดสนามรบ อเมริกาก็ต้องสร้างเรื่อง ให้รัสเซียโกรธจัดตุรกี โกรธพอที่ย้ายสนามรบจากซีเรีย มาตุรกี และดูเหมือน อเมริกาจะทำสำเร็จ คือทำให้รัสเซียโกรธ แต่จะได้ผลอื่นตามแผนของอเมริกา หรือไม่ ต้องดูกันต่อไป
    อย่างนี้ แปลว่า อเมริกาน่าจะกำลังจัดทัพ เตรียมตัวที่จะรบแล้ว ?!
    มาถึงคำถามต่อไป แล้วตุรกีรับสมอ้างว่า ตนเองเป็นฝ่ายยิงทำไม
    คำตอบ คือ ตุรกีอยู่กับฝ่ายเอาอเมริกามาตลอดเวลา ไม่เคยเปลี่ยนใจ เพราะตุรกีนั้นแม้จะอยู่ในตะวันออกกลาง แต่ก็ปลื้มตะวันตก เอียงไปทางฝรั่งตะวันตกมาตลอดตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ร้อยกว่าปีมาแล้วนะ ตุรกีเห็นอังกฤษเป็นต้นแบบอย่างไร ก็เห็นอยู่อย่างนั้น การมาคบค้ากับรัสเซีย อิหร่าน จีน ก็เพื่อผลประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ใช่น้ำใจไมตรีจริงจัง แม้จะเล่นบทงอนกับอเมริกา ก็ไม่ต่างกับบทงอนของอิสราเอล หรือ ซาอุดิอารเบีย มันเป็นบทงอนขึ้นราคา ทั้งนั้น
    รัสเซียและอิหร่าน คงเห็นไส้ในของตุรกีชัดแล้วจากกรณีซีเรีย ที่ตุรกี เป็นหนึ่งในโต้โผ ที่ไปจัดหนัก ทั้งนักรบเติมเงิน และอาวุธมาถล่มอัสสาด ถ้ารัสเซียเอียงไปทางตุรกี รัสเซียคงไม่เข้ามาในซีเรียแน่ ยกเว้นแต่ จะมีรายการตกลงต้ม 3 ชั้นกันไว้ และการสอยซูกอย คงเป็นอุบัติการณ์สำคัญ ที่ทำให้รัสเซียหลุดปากออกมาว่า เป็นการถูกแทงข้างหลัง
    เพราะฉะนั้น ในความเห็นผม เรื่องกบฏชาวเคิร์ด เรื่องลูกชายประธานาธิบดีตุรกี (ที่ถูกสื่อแดกเอาว่าเป็นสุลต่าน) ค้าน้ำมันกับไอซิส ไม่ใช่เป็นสาเหตุเกี่ยวกับการสอยซูกอยเลย
    ผมกลับมองว่า คุณพี่ปูตินนี่แสบไม่เบา เอาเรื่องลูกสุลต่านค้าน้ำมันกับไอซิสมากระจายหน้าจอ เพราะมันเป็นการซื้อน้ำมันราคาถูก ที่ใครๆ ก็ซื้อกันทั้งนั้น แต่คนที่กำลังกระอัก คือคนที่หวังจะขายน้ำมันราคาแพงต่างหาก แบบพวกเสี่ยปั้มใหญ่และก๊วน และอีกพวกที่สำคัญกว่าสำหรับอเมริกาคือ บริษัทน้ำมันของพวกตะวันตกเองนั่นแหละครับ ที่กำลังขาดรายได้จากน้ำมันไอซิสราคาถูก ที่กำลังกระจายในตลาด มันเป็นการแฉ ให้พวกเดียวเชือดกันเอง มึงอยากเป็นนกสองหัวดีนัก และเราก็คอยดูไปแล้วกันว่า ท่านสุลต่านจะนั่งบัลลังค์ได้นานไหม แม้จะยอมให้อ้างชื่อว่าเป็นคนสอยซูกอย
    วันนี้ขอจบการวิเคราะห์ ไว้แค่นี้ก่อน เราคงต้องจับตาดูว่า อเมริกา อังกฤษ อียู นาโต้ จะเคลื่อนไหวอย่างไร แต่ผมคาดว่า ยังจัดทัพกันไม่เสร็จครับ คงยังมีการตีกรรเชียงต่อ อีกสักฉาก 2 ฉาก และผมจะกลับมาเขียนตอนต่อไป ส่วนที่น่าจะเกี่ยวกับบ้านเรา หลังวันที่ 5 ธันวาคมนะครับ วันพ่อ ของดเขียนเรื่องไม่เป็นมงคลครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    4 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 12 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 12 จับลุงโอลองเข้าที่แล้ว คราวนี้ปาหี่ ก็ต้องเล่นฉากต่อไป ตัดกลับมาที่บ้านไอ้สองแสบ อเมริกาหน้าเครียด ทำเป็นถกกันว่า ตกลงจะเอาไงเรื่องไอซิส ในวันประชุม G8 ไม่กี่วันจากเกิดเหตุศุกร์ 13 ท่านใบตองแห้ง ยังบอกอยู่เลยว่า การที่อเมริกาเอากองทัพเข้าไป อาจจะเป็นเรื่องผิดพลาด เพราะวันนั้น ท่านใบตองแห้งยังล้อมคอกไม่เสร็จ จัดกองทัพไม่ทัน เลยต้องตีกรรเชียงไปก่อน ส่วนชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ก็บอกว่าต้องถามความเห็นกันในสภาก่อน และก็ยังจัดประชุมไม่ได้ เพราะคะแนนเสียงให้เรียกประชุมสภายังไม่พอ แปลว่าเป็นบทตีกรรเชียงถ่วงเวลาของไอ้สองแสบครับ เพราะทั้งอเมริกา และอังกฤษ ยังอ่านเกมรัสเซียไม่ขาด โดยเฉพาะในแง่อาวุธและกองกำลัง และที่สำคัญ ยังไม่แน่ใจท่าที ของตัวละครสำคัญ อีก 3 ราย (สำหรับท่านที่เข้ามาอ่านนิทานใหม่ๆ ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ผมหมายถึงอังกฤษนะครับ มีคนว่ามาแล้ว ว่า ไม่ชอบที่ผมเรียกแบบนี้ แต่ผมชอบของผม ส่วนท่านใบตองแห้ง ก็มีผู้ถามมาเช่นกัน ว่าใครคะ ผมหมายถึง อเมริกา และหัวหน้าใหญ่ของอเมริกาครับ ที่ชอบออกอาการเหมือนไอ้ตัวที่นอนอยู่แถวหน้าประตูบ้านผม เวลามันเห็นลมพัดใบตองแห้ง มันเป็นต้องส่งเสียงทุกที ทั้งๆที่บางทีไม่อะไรเลย นอกจากใบตองแห้ง กับเงาของมันเอง หาเรื่องให้เราตื่นเต้นตามอยู่เรื่อย) ตัวละครสำคัญ 3 ราย เป็นใครนะ บางรายน่าจะเดากันถูก แต่บางรายอาจนึกไม่ถึงกัน รายที่หนึ่ง คือ จีน ที่คาดกันอยู่แล้วว่า อยู่เคียงข้างรัสเซีย แต่เคียงข้างขนาดไหนในการที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ที่อาจบานปลายไปเป็นการรบใหญ่ จะเคียงข้างหลัง แบบฝรั่งเศสกับอเมริกาที่ผลัดกันด่าหรือเปล่า หรือ เคียงข้างแบบไหล่ชนไหล่กัน เหมือนอเมริกากับอังกฤษ รายที่สอง คือ อินเดีย ที่ทั้งฝ่ายรัสเซียและฝ่ายอเมริกา ต่างก็อยากได้อินเดียเป็นพวกทั้งสิ้น เพราะ อินเดียถือเป็น swing state รายหนึ่ง ที่มีน้ำหนักมากทั้งในแง่เศรษฐกิจ และสถานที่ตั้ง เราจึงเห็นว่า ระหว่างที่รัสเซียไล่ถล่มฝ่ายกบฏอยู่ในซีเรีย และอเมริกาแสดงท่าเนือยๆ เหมือนไม่สนใจจะร่วมรายการใดด้วย แต่แท้จริงแล้ว ไอ้สองแสบแบ่งบทกันเล่น ชาวเกาะรับหน้าที่ถือปรอทวัดอุณหภูมิของจีนและอินเดียแทนอเมริกา โปรดอย่าลืมลิ้นการทูตอันยาวของอังกฤษ ที่สามารถตวัดให้สงครามโลกเกิดมาแล้วถึง 2 ครั้ง อาจมีผู้ค้านว่า อังกฤษน่าจะมีหมายเชิญ จีนและอินเดีย มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเชิญมาวัดปรอท แต่ผมมีความเห็นว่า เชิญเมื่อไหร่ ไม่สำคัญเท่ากับ “ต้อนรับ” อย่างไร และผู้ที่ติดตามข่าว คงเห็นแล้วว่า อังกฤษต้อนรับจีน ชนิดครบเครื่องใหญ่ แบบที่เรียกว่า ปูพรมแดง ต่างกับอเมริกา ที่รับจีนก่อนหน้านั้น อย่างแทบจะเรียกว่า แบบเสียไม่ได้ ส่วนการต้อนรับอินเดียก็ใหญ่โตเช่นเดียวกัน และผมเข้าใจว่า การวัดปรอทของอินเดีย คงออกมาได้ผลตามต้องการ ว่าไม่น่ามีโรคแทรกซ้อน ส่วนของจีนนั้น ปรอทคงทำงานไม่ค่อยแม่นยำ เพราะจีนไม่ได้ดูง่าย การขนเอาราชวงศ์ใส่มงกุฏเพชรเพียบมารับจีน นึกว่าจีนจะเคลิ้ม อังกฤษคงลืมไป ชุดงิ้วจีนใช่ว่าไม่มีเครื่องประดับแพรวพราวนะครับ แค่นี้คงไม่ทำให้จีนตื่นเต้น อีกอย่างจีนคงยังไม่อยากกลับไปติดฝิ่นอีก ต่างกับอินเดีย ที่ตอนนี้ทำท่าจะเป็นฝรั่งมากกว่าตะวันตกเอาด้วยซ้ำ รายที่สาม คือ ตุรกี ตุรกีนก 2 หัว ผมตามดูพฤติกรรมตุรกีมาประมาณ 2 ปี ว่า เมื่อถึงเวลาสำคัญ ตุรกี จะยืนตรงไหน การดูของผมไม่มีความหมายมากมาย มันเป็นการทดสอบว่า ทฤษฏีการวิเคราะห์ของตัวเอง ออกอ่าวหรือเปล่าเท่านั้น แต่ตุรกีจะยืนอยู่ทางไหน สำหรับอเมริกาและ รัสเซียต่างหาก ที่สำคัญอย่างยิ่ง และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตุรกี ก็ตอบข้อสงสัยของผม สื่อพากันลงข่าวใหญ่ว่า ตุรกีสอยเครื่องบินรบของรัสเซีย! ฮ้า … ตุรกีสอยทำไม หรือเราอาจจะต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ใครสอยเครื่องบินรบรัสเซียกันแน่ แล้วทำไมตุรกีต้องเสือกมาออกรับแทน ผมว่า ตุรกีไม่มีความกล้าหาญพอที่จะยิงเครื่องบินรบรัสเซีย ตุรกีมีแต่ความถนัดกลิ้ง แต่ไม่ถนัดรบครับ อ้าวแล้วทะลึ่งไปสอยซูกอยของเขาทำไม ก็นั่นนะซี ถึงว่าไม่น่าจะใช่ฝีมือตุรกี ถ้างั้นใครสอยล่ะ ก็ใครล่ะที่มีฐานทัพใหญ่เบ้อเริ่มที่ Incirik ในตุรกี ก็ไม่พ้นอเมริกาอีก…. ถ้าตุรกีไม่ได้สอย เป็นอเมริกาสอย อเมริกาทำ ทำไม และทำไมตุรกียอมสมอ้าง คำตอบมีเยอะแยะ คำตอบแรก คือ อเมริกาทำ เพราะต้องการสร้างเรื่อง หรือตอกลิ่มให้ตุรกีหลุดจากความสัมพันธ์กับฝ่ายรัสเซียโดยสิ้นเชิง เพราะ อย่าลืมว่า ตามทฤษฏีของไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ตุรกี เป็น 1 ใน 2 ประเทศ ที่สำคัญต่อแผนพิฆาตรัสเซีย ตุรกี รัสเซีย อิหร่าน มีสัมพันธ์ระหว่างกันมานาน และอเมริกาก็จับตาความสัมพันธ์ของ 3 หน่อ อย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้าอิหร่านไปจับมือกับรัสเซีย อเมริกายิ่งต้องพยายามไม่ให้ตุรกีหลุดมือ ตุรกี มีทีท่าว่า ไม่ใช่แค่จับมือกับรัสเซีย แต่ยังจะจับมือกับจีน เพื่อนรักของรัสเซีย อีกด้วย สำหรับท่านที่เคยอ่านนิทานเรื่องเก่าๆ คงจำได้ว่า ตุรกีคิดจะสร้างระบบต่อต้านการยิงจรวด มาตั้งแต่ ค.ศ.2009 ตุรกี ประกาศเชิญชวนผู้มารับเหมาสร้างระบบ ฝ่ายตะวันตกส่งเข้าประกวดเพียบ รวมทั้งมีม้ามืด คือ จีน และตุรกีก็ประกาศ ในปี ค.ศ.2013 ว่า ม้ามืดเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก แบบนี้ก็งานเข้า ฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกา ด่าเช็ดตุรกี ว่าอย่างนี้ ก็เท่ากับเป็นการเปิดไต๋ให้จีนรู้ระบบความมั่นคงของทางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะของอเมริกา นาโต้ ที่แชร์ระบบกับตุรกีน่ะสิ และอาจจะรู้ไปถึงรัสเซียด้วย มิฉิบหายกันหมดเรอะ หลังจากนั้น ก็มีการระเบิด การประท้วง เกิดขึ้นถี่ ที่ตุรกี แทบจะไม่เว้นแต่ละวัน บทแบบนี้คุ้นไหมครับ ตุรกี เลื่อนการประกาศการทำสัญญากับจีน ประมาณ 4 ครั้ง ในช่วงปีครึ่ง และในที่สุดก็ประกาศยกเลิกเมื่อประมาณต้นปี ค.ศ.2015 นี้เอง บอกว่า ไม่สร้างแล้วเว้ย และนั่นคงทำให้รัสเซียเห็นแล้วว่า อเมริกากำลังเดินเกม ตามแผนพิฆาตอย่างไม่มีหลุด อเมริกา ไม่มีทางปล่อยมือจากคอตุรกี คำตอบที่สอง ที่ผมคิดว่าอเมริกาน่าจะเป็นคนสอยซูกอย เพราะอเมริกาน่าจะต้องการเปลี่ยนสนามรบ มารบในแถบตุรกี ที่ตุรกีสามารถใช้สิทธิยิงเครื่องบินรัสเซียและพวกได้ อย่างถูกต้องตามกฏนานาชาติ นอกจากนี้ อเมริกามีฐานทัพใหญ่ อยู่ในตุรกีหลายแห่ง และยังอยู่ใกล้กับกองทัพนาโต้ ที่มีอยู่เต็มด้านนั้น และมีทางหนีที่ไล่ ดีกว่าเข้าไปรบกับรัสเซียในเขตซีเรีย ที่นาโต้ยังไม่ได้เข้าไป และไม่แน่ว่าเข้าไปแล้วจะเจออะไร เพราะรัสเซียกับพวก ได้เข้าไปก่อนแล้ว ใครเข้าไปก่อนย่อมได้เปรียบ ถ้าอเมริกาต้องการเป็นฝ่ายกำหนดสนามรบ อเมริกาก็ต้องสร้างเรื่อง ให้รัสเซียโกรธจัดตุรกี โกรธพอที่ย้ายสนามรบจากซีเรีย มาตุรกี และดูเหมือน อเมริกาจะทำสำเร็จ คือทำให้รัสเซียโกรธ แต่จะได้ผลอื่นตามแผนของอเมริกา หรือไม่ ต้องดูกันต่อไป อย่างนี้ แปลว่า อเมริกาน่าจะกำลังจัดทัพ เตรียมตัวที่จะรบแล้ว ?! มาถึงคำถามต่อไป แล้วตุรกีรับสมอ้างว่า ตนเองเป็นฝ่ายยิงทำไม คำตอบ คือ ตุรกีอยู่กับฝ่ายเอาอเมริกามาตลอดเวลา ไม่เคยเปลี่ยนใจ เพราะตุรกีนั้นแม้จะอยู่ในตะวันออกกลาง แต่ก็ปลื้มตะวันตก เอียงไปทางฝรั่งตะวันตกมาตลอดตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ร้อยกว่าปีมาแล้วนะ ตุรกีเห็นอังกฤษเป็นต้นแบบอย่างไร ก็เห็นอยู่อย่างนั้น การมาคบค้ากับรัสเซีย อิหร่าน จีน ก็เพื่อผลประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ใช่น้ำใจไมตรีจริงจัง แม้จะเล่นบทงอนกับอเมริกา ก็ไม่ต่างกับบทงอนของอิสราเอล หรือ ซาอุดิอารเบีย มันเป็นบทงอนขึ้นราคา ทั้งนั้น รัสเซียและอิหร่าน คงเห็นไส้ในของตุรกีชัดแล้วจากกรณีซีเรีย ที่ตุรกี เป็นหนึ่งในโต้โผ ที่ไปจัดหนัก ทั้งนักรบเติมเงิน และอาวุธมาถล่มอัสสาด ถ้ารัสเซียเอียงไปทางตุรกี รัสเซียคงไม่เข้ามาในซีเรียแน่ ยกเว้นแต่ จะมีรายการตกลงต้ม 3 ชั้นกันไว้ และการสอยซูกอย คงเป็นอุบัติการณ์สำคัญ ที่ทำให้รัสเซียหลุดปากออกมาว่า เป็นการถูกแทงข้างหลัง เพราะฉะนั้น ในความเห็นผม เรื่องกบฏชาวเคิร์ด เรื่องลูกชายประธานาธิบดีตุรกี (ที่ถูกสื่อแดกเอาว่าเป็นสุลต่าน) ค้าน้ำมันกับไอซิส ไม่ใช่เป็นสาเหตุเกี่ยวกับการสอยซูกอยเลย ผมกลับมองว่า คุณพี่ปูตินนี่แสบไม่เบา เอาเรื่องลูกสุลต่านค้าน้ำมันกับไอซิสมากระจายหน้าจอ เพราะมันเป็นการซื้อน้ำมันราคาถูก ที่ใครๆ ก็ซื้อกันทั้งนั้น แต่คนที่กำลังกระอัก คือคนที่หวังจะขายน้ำมันราคาแพงต่างหาก แบบพวกเสี่ยปั้มใหญ่และก๊วน และอีกพวกที่สำคัญกว่าสำหรับอเมริกาคือ บริษัทน้ำมันของพวกตะวันตกเองนั่นแหละครับ ที่กำลังขาดรายได้จากน้ำมันไอซิสราคาถูก ที่กำลังกระจายในตลาด มันเป็นการแฉ ให้พวกเดียวเชือดกันเอง มึงอยากเป็นนกสองหัวดีนัก และเราก็คอยดูไปแล้วกันว่า ท่านสุลต่านจะนั่งบัลลังค์ได้นานไหม แม้จะยอมให้อ้างชื่อว่าเป็นคนสอยซูกอย วันนี้ขอจบการวิเคราะห์ ไว้แค่นี้ก่อน เราคงต้องจับตาดูว่า อเมริกา อังกฤษ อียู นาโต้ จะเคลื่อนไหวอย่างไร แต่ผมคาดว่า ยังจัดทัพกันไม่เสร็จครับ คงยังมีการตีกรรเชียงต่อ อีกสักฉาก 2 ฉาก และผมจะกลับมาเขียนตอนต่อไป ส่วนที่น่าจะเกี่ยวกับบ้านเรา หลังวันที่ 5 ธันวาคมนะครับ วันพ่อ ของดเขียนเรื่องไม่เป็นมงคลครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 4 ธ.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 265 Views 0 Reviews
  • ไทยโต้กลับกัมพูชา ไม่รุกล้ำแดนเขมร ย้ำหลักการสันติวิธีกองทัพไทยออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน กรณีอ้างว่าฝ่ายไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดของกองทัพไทยเป็นการปฏิบัติภารกิจภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด และยังคงยึดมั่นแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
    .
    ฝ่ายไทยชี้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวเส้นเขตแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี โดยในอดีตฝ่ายกัมพูชามีการรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยหลายจุด ทั้งการวางกำลัง ตั้งฐานทหาร รวมถึงการสนับสนุนให้มีการก่อสร้างบ้านเรือนและชุมชนพลเรือนในพื้นที่ฝั่งไทย ซึ่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงผ่านกลไกความร่วมมือ MOU 43 มาแล้วนับร้อยครั้ง
    .
    กองทัพไทยย้ำว่า การจัดระเบียบและควบคุมพื้นที่ในปัจจุบัน เป็นการดำเนินการภายในอธิปไตยของไทยอย่างถูกต้อง และเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาอาจคุ้นชินกับการเข้ามาอยู่ในพื้นที่บางจุดเป็นเวลานาน จนเกิดความเข้าใจผิดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชาได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่ดินแดนของกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง
    .
    ขณะเดียวกัน ภายหลังการมีผลบังคับใช้ของข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยได้ออกแถลงย้ำจุดยืนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ ปฏิบัติตามหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
    .
    ประเทศไทยยังยืนยันแนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาทวิภาคี โดยเฉพาะกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในระยะยาว
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9690000000653
    .
    #News1live #News1 #ข่าว #ชายแดนไทยกัมพูชา #อธิปไตยไทย #สันติวิธี #สถานการณ์ชายแดน #newsupdate #truthfromthailand
    ไทยโต้กลับกัมพูชา ไม่รุกล้ำแดนเขมร ย้ำหลักการสันติวิธีกองทัพไทยออกมาชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน กรณีอ้างว่าฝ่ายไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดของกองทัพไทยเป็นการปฏิบัติภารกิจภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด และยังคงยึดมั่นแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ . ฝ่ายไทยชี้ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแนวเส้นเขตแดนที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี โดยในอดีตฝ่ายกัมพูชามีการรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยหลายจุด ทั้งการวางกำลัง ตั้งฐานทหาร รวมถึงการสนับสนุนให้มีการก่อสร้างบ้านเรือนและชุมชนพลเรือนในพื้นที่ฝั่งไทย ซึ่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงผ่านกลไกความร่วมมือ MOU 43 มาแล้วนับร้อยครั้ง . กองทัพไทยย้ำว่า การจัดระเบียบและควบคุมพื้นที่ในปัจจุบัน เป็นการดำเนินการภายในอธิปไตยของไทยอย่างถูกต้อง และเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาอาจคุ้นชินกับการเข้ามาอยู่ในพื้นที่บางจุดเป็นเวลานาน จนเกิดความเข้าใจผิดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชาได้ยอมรับข้อเท็จจริงแล้วว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตอธิปไตยของไทย ไม่ใช่ดินแดนของกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง . ขณะเดียวกัน ภายหลังการมีผลบังคับใช้ของข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยได้ออกแถลงย้ำจุดยืนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศ ปฏิบัติตามหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด . ประเทศไทยยังยืนยันแนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาทวิภาคี โดยเฉพาะกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในระยะยาว . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9690000000653 . #News1live #News1 #ข่าว #ชายแดนไทยกัมพูชา #อธิปไตยไทย #สันติวิธี #สถานการณ์ชายแดน #newsupdate #truthfromthailand
    Like
    Haha
    3
    0 Comments 0 Shares 376 Views 0 Reviews
  • ปชป.หวังปักธงกทม. 10 คน ‘ส้ม' เปิดศึกกองทัพต่อเนื่อง โต้เดือดวาทกรรมด้อยค่าทหาร พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าลุยสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ตั้งเป้าคว้า ส.ส.ราว 10 ที่นั่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้าย โดยประเมินจากกระแสตอบรับในพื้นที่และผลโพลที่สะท้อนแนวโน้มคะแนนที่ดีขึ้น พร้อมชูนโยบายที่ทำได้จริงและการเมืองสุจริตเป็นจุดขายหลัก
    .
    ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเมืองยังร้อนแรงจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพ จากกรณีวาทกรรมวิพากษ์กองทัพและข้อเสนอปฏิรูปศาลทหาร ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้กันอย่างเผ็ดร้อน สะท้อนรอยร้าวทางความคิด และความท้าทายของความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสถาบันทหารในสังคมไทย
    .
    ทั้งสองประเด็นสะท้อนภาพการเลือกตั้งที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่ในสนามคะแนนเสียง แต่ยังเป็นการปะทะทางแนวคิด นโยบาย และท่าทีต่อโครงสร้างอำนาจสำคัญของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9690000000654
    .
    #News1live #News1 #ข่าว #การเมือง #เลือกตั้ง #กรุงเทพมหานคร #ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาชน #กองทัพ #truthfromthailand #newsupdate
    ปชป.หวังปักธงกทม. 10 คน ‘ส้ม' เปิดศึกกองทัพต่อเนื่อง โต้เดือดวาทกรรมด้อยค่าทหาร พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าลุยสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ตั้งเป้าคว้า ส.ส.ราว 10 ที่นั่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้าย โดยประเมินจากกระแสตอบรับในพื้นที่และผลโพลที่สะท้อนแนวโน้มคะแนนที่ดีขึ้น พร้อมชูนโยบายที่ทำได้จริงและการเมืองสุจริตเป็นจุดขายหลัก . ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเมืองยังร้อนแรงจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพ จากกรณีวาทกรรมวิพากษ์กองทัพและข้อเสนอปฏิรูปศาลทหาร ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้กันอย่างเผ็ดร้อน สะท้อนรอยร้าวทางความคิด และความท้าทายของความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสถาบันทหารในสังคมไทย . ทั้งสองประเด็นสะท้อนภาพการเลือกตั้งที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่ในสนามคะแนนเสียง แต่ยังเป็นการปะทะทางแนวคิด นโยบาย และท่าทีต่อโครงสร้างอำนาจสำคัญของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9690000000654 . #News1live #News1 #ข่าว #การเมือง #เลือกตั้ง #กรุงเทพมหานคร #ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาชน #กองทัพ #truthfromthailand #newsupdate
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 289 Views 0 Reviews
  • แผนจัญไร ตอนที่ 6

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 6
    ตกลงอเมริกาสร้างหรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส ISIS ขึ้นมาทำไม
    อเมริกาต้องมีแผนแน่นอน แต่แผนของอเมริกามันขนาดไหนล่ะ กินบริเวณแค่แถวตะวันออกกลาง หรือกินบริเวณไกลไปกว่านั้น……
    ลองมาไล่เรียงกันดูว่า มีทฤษฏีอะไรบ้าง ที่ทำให้อเมริกาต้องสร้าง หรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส
    ทฤษฏีแรกคือ การแย่งชิงพลังงานในโลก มันเป็นทฤษฏีเก่าใช้กันมานานตั้งแต่สมัยทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่น่าจะโบราณตกรุ่นไปแล้ว แต่ทฤษฏีนี้ยังได้ผลอยู่ครับ ตราบใดที่น้ำมันยังมีส่วนเกี่ยวพันกับชีวิตเราเกือบทุกวัน
    และเพื่อจะรักษาการเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของตนไว้ อเมริกาจึงพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะคุมแหล่งพลังงานทั้งโลกไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามคำกล่าวของนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ……ควบคุมน้ำมันได้ คุณก็ควบคุมชาติต่างๆได้ control oil and you control nations…..
    อเมริกามีแหล่งพลังงานของตัวเอง เพียงพอที่จะเลี้ยงประเทศตัวเองไปได้นานหลายปี เช่นเดียวกับรัสเซีย ที่กำลังขึ้นมาท้าทายการเป็นขั้วอำนาจใหม่ในโลกอีกขั้วหนึ่ง ก็มีแหล่งพลังงานเหลือเฟือ แบบนี้อเมริกาก็ต้องเร่งเครื่อง ไม่ให้ใครมาแซง
    แต่บริเวณที่ไม่ใช่ของอเมริกา และไม่ใช่ของรัสเซีย ที่มีแหล่งพลังงานมากที่สุดในโลก ที่มีทั้งน้ำมันและแก๊ส หอมหวลชวนให้ครอบครอง หรือควบคุม คงไม่พ้นตะวันออกกลาง (และน้องใหม่ อาฟริกา) และทั้ง 2 บริเวณนี้ ก็คงไม่มีวันสงบสุข
    อเมริกา ครอบครองและควบคุมประเทศในแถบตะวันออกกลางไว้แล้วกว่าครึ่ง คือ กลุ่มซาอุดิอารเบีย มี บาห์เรน การ์ตา คูเวต เอมิเรต และจอร์แดน
    โอมาน ชาวอ่าวที่น่าจะสังกัดอยู่ในกลุ่มซาอุดิอารเบีย แต่พักหลังดูเหมือนโอมานจะทิ้งระยะห่างจากซาอุ อย่างน่าสังเกต และแถมมีที่ท่าว่าจะวางตัวเป็นกลาง หรือเอียงไปทางอิหร่านด้วยซ้ำ ท้ายที่สุด เชื่อว่าอเมริกาคงไม่ปล่อยมือจากโอมาน และอีกไม่นาน ความไม่สงบก็คงจะเกิดขึ้นในโอมาน
    ส่วนตุรกีนกสองหัว ที่ชอบเล่นเกมเสียว และตอนนี้กำลังได้เสียวสมใจ ถลำลึกลงไปในหลุมที่อเมริกาขุดล่อไว้ …ต่อไป ยังไม่แน่ว่าจะมีเหลือสักหัวไหม ตอนนี้เหมือนจะต้องนับว่าอยู่ในความควบคุมของอเมริกา แต่เกมยังอีกยาว รอดูกันไปอีกหน่อยนะครับ
    สำหรับอิสราเอล คงไม่ต้องบรรยายมาก แม้จะเล่นละครด่ากัน เหน็บกันไปมา กับอเมริกา แก้น้ำลายบูด แต่เชื่อได้เลยว่าอยู่กับอเมริกาเต็มห้าร้อย
    ประเทศที่ชัดเจนว่าไม่เอาอเมริกา คือ อิหร่าน ซีเรีย แม้จะจำนวนแค่ 2 ประเทศแต่ปริมาณพลังงานของอิหร่าน บวกกับของซีเรีย ก็ทำให้อเมริกาและพวกตะวันตก น้ำลายหยดเช็ดไม่ทันเหมือนกัน
    ประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้อำนาจ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง เปลี่ยนแปลงอย่างนึกไม่ถึง คือ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์และเลบานอน ฝ่ายไหนได้ 5 ประเทศนี้ไป ฝ่ายนั้นได้คุมตะวันออกกลาง เบ็ดเสร็จ
    นอกจากนี้ อียิปต์ แม้จะไม่ใช่ชาวตะวันออกกลาง แต่การที่อียิปต์ มีบริเวณตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับซาอุ และคุมคลองสุเอซ บวกแหล่งแก๊ส Zohr ที่เพิ่งเจอ ทำให้อียิปต์ ราศีจับจนมีคนอิจฉา และถ้าใครคว้าข้อมืออียิปต์ไว้ได้ ก็เหมือนได้ลาภลอย ถ้าคุยกับอืยิปต์รู้เรื่อง
    ถ้าเป็นตามทฤษฏีนี้ ฝ่ายอเมริกาก็คงจะทำทุกอย่าง ที่ให้ได้ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์ และเลบานอน และเราก็เห็นแล้วว่า ขณะนี้ทั้ง 5 ประเทศ มีการสู้รบ ความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างน่าเศร้าใจขนาดไหน ขณะเดียวกัน อิหร่าน ก็คงต้องดิ้นรนอย่างที่สุด เพื่อไม่ให้ 5 ประเทศนี้ ตกไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ไม่เช่นนั้นแล้ว อิหร่านเอง ก็จะถูกรุมกินโต๊ะ ถึงขนาดสิ้นชาติได้ทีเดียว
    อันที่จริงอเมริกา จะปล่อยให้ตะวันออกกลาง ตัดสินใจความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากันเองก็ได้ แต่แบบนั้น มันจะทำให้อเมริกาควบคุมตะวันออกกลางไม่เบ็ดเสร็จ ไม่ได้ควบคุมแหล่งพลังงานทั้งหมดตามแผน อเมริกาจึงใช้วิธี แบ่งแยกและยึด Divide and Conquer โดยอเมริกาจับจุดอ่อนของตะวันออกกลาง เกี่ยวกับเรื่องการแตกแยกทางนิกายศาสนาได้ อเมริกาจึงส่งลิ่ม ชื่อไอซิส เข้ามาตอกย้ำในซีเรียและอิรัค ว่า พวกชีอ่ะต้องการทำลายพวกสุนนี่ในซีเรียและอิรัค และขณะเดียวกัน ก็ให้สุนนี่ซาอุดิอารเบีย รับหน้าที่จัดการเยเมน ที่มีหลายเผ่าพันธ์ ส่วนอิสราเอล รับเรื่องเลบานอน ปาเลสไตน์ไป ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับนิกายศาสนา แต่เป็นเรื่องดินแดน ตามแผนที่อังกฤษวางสนุ๊กไว้ ร้อยกว่าปีมาแล้ว
    แต่ แผนแบ่งแยกและยึดตะวันออกกลาง ในความหมายของอเมริกา น่าจะหมายยาวไปกว่าแค่ การยึดได้ตะวันออกกลาง มันคงเป็นตะวันออกกลางแบบ “เอาปั๊ม ไม่เอาคน” ต้มคนตะวันออกกลางอีกต่อ
    อเมริการู้ว่า วันหนึ่งน้ำมันในตะวันออกกลางก็จะต้องหมด และบางประเทศ เช่น ซาอุดิอารเบีย และหลายประเทศแถวอ่าว ก็ใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อเทียบกับอิหร่าน บวกกับประชากรที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว และบางประเทศสร้างแต่ตึกสูงแบบเศรษฐีทั้งเมือง กินน้ำมันกันจุแบบนี้ อเมริกาทนไม่ได้หรอก แล้วกูจะเหลืออะไร มันถึงต้องวางแผน เอาแต่ปั๊ม ไม่เอาคน
    และเมื่อจะเอาแต่ปั๊มไม่เอาคน มันก็ต้องเป็นการวางแผน ให้ตะวันออกกลางเกิดความอลหม่านวุ่นวายให้มากที่สุด โดยอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตัวเองน้อยที่สุด ดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าสร้างเครื่องมือชื่อ ไอซิส มาเป็นเป้าล่อ ให้คนในถล่มกันเอง ให้ซีเรีย และอิรัคร่วงก่อน
    ถ้า ซีเรีย อิรัคใกล้ร่วง อิหร่านก็อยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกโรง เพราะถ้าอิรัค ซีเรียไป อิหร่านก็ไปด้วย และด้วยการวางแผนเช่นนี้ ในที่สุดตะวันออกกลางก็จะเละสมใจอเมริกาและพวก เหลือแต่ปั๊ม (แทบ) ไม่เหลือคน
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    30 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 6 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 6 ตกลงอเมริกาสร้างหรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส ISIS ขึ้นมาทำไม อเมริกาต้องมีแผนแน่นอน แต่แผนของอเมริกามันขนาดไหนล่ะ กินบริเวณแค่แถวตะวันออกกลาง หรือกินบริเวณไกลไปกว่านั้น…… ลองมาไล่เรียงกันดูว่า มีทฤษฏีอะไรบ้าง ที่ทำให้อเมริกาต้องสร้าง หรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส ทฤษฏีแรกคือ การแย่งชิงพลังงานในโลก มันเป็นทฤษฏีเก่าใช้กันมานานตั้งแต่สมัยทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่น่าจะโบราณตกรุ่นไปแล้ว แต่ทฤษฏีนี้ยังได้ผลอยู่ครับ ตราบใดที่น้ำมันยังมีส่วนเกี่ยวพันกับชีวิตเราเกือบทุกวัน และเพื่อจะรักษาการเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของตนไว้ อเมริกาจึงพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะคุมแหล่งพลังงานทั้งโลกไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามคำกล่าวของนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ……ควบคุมน้ำมันได้ คุณก็ควบคุมชาติต่างๆได้ control oil and you control nations….. อเมริกามีแหล่งพลังงานของตัวเอง เพียงพอที่จะเลี้ยงประเทศตัวเองไปได้นานหลายปี เช่นเดียวกับรัสเซีย ที่กำลังขึ้นมาท้าทายการเป็นขั้วอำนาจใหม่ในโลกอีกขั้วหนึ่ง ก็มีแหล่งพลังงานเหลือเฟือ แบบนี้อเมริกาก็ต้องเร่งเครื่อง ไม่ให้ใครมาแซง แต่บริเวณที่ไม่ใช่ของอเมริกา และไม่ใช่ของรัสเซีย ที่มีแหล่งพลังงานมากที่สุดในโลก ที่มีทั้งน้ำมันและแก๊ส หอมหวลชวนให้ครอบครอง หรือควบคุม คงไม่พ้นตะวันออกกลาง (และน้องใหม่ อาฟริกา) และทั้ง 2 บริเวณนี้ ก็คงไม่มีวันสงบสุข อเมริกา ครอบครองและควบคุมประเทศในแถบตะวันออกกลางไว้แล้วกว่าครึ่ง คือ กลุ่มซาอุดิอารเบีย มี บาห์เรน การ์ตา คูเวต เอมิเรต และจอร์แดน โอมาน ชาวอ่าวที่น่าจะสังกัดอยู่ในกลุ่มซาอุดิอารเบีย แต่พักหลังดูเหมือนโอมานจะทิ้งระยะห่างจากซาอุ อย่างน่าสังเกต และแถมมีที่ท่าว่าจะวางตัวเป็นกลาง หรือเอียงไปทางอิหร่านด้วยซ้ำ ท้ายที่สุด เชื่อว่าอเมริกาคงไม่ปล่อยมือจากโอมาน และอีกไม่นาน ความไม่สงบก็คงจะเกิดขึ้นในโอมาน ส่วนตุรกีนกสองหัว ที่ชอบเล่นเกมเสียว และตอนนี้กำลังได้เสียวสมใจ ถลำลึกลงไปในหลุมที่อเมริกาขุดล่อไว้ …ต่อไป ยังไม่แน่ว่าจะมีเหลือสักหัวไหม ตอนนี้เหมือนจะต้องนับว่าอยู่ในความควบคุมของอเมริกา แต่เกมยังอีกยาว รอดูกันไปอีกหน่อยนะครับ สำหรับอิสราเอล คงไม่ต้องบรรยายมาก แม้จะเล่นละครด่ากัน เหน็บกันไปมา กับอเมริกา แก้น้ำลายบูด แต่เชื่อได้เลยว่าอยู่กับอเมริกาเต็มห้าร้อย ประเทศที่ชัดเจนว่าไม่เอาอเมริกา คือ อิหร่าน ซีเรีย แม้จะจำนวนแค่ 2 ประเทศแต่ปริมาณพลังงานของอิหร่าน บวกกับของซีเรีย ก็ทำให้อเมริกาและพวกตะวันตก น้ำลายหยดเช็ดไม่ทันเหมือนกัน ประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้อำนาจ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง เปลี่ยนแปลงอย่างนึกไม่ถึง คือ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์และเลบานอน ฝ่ายไหนได้ 5 ประเทศนี้ไป ฝ่ายนั้นได้คุมตะวันออกกลาง เบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ อียิปต์ แม้จะไม่ใช่ชาวตะวันออกกลาง แต่การที่อียิปต์ มีบริเวณตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับซาอุ และคุมคลองสุเอซ บวกแหล่งแก๊ส Zohr ที่เพิ่งเจอ ทำให้อียิปต์ ราศีจับจนมีคนอิจฉา และถ้าใครคว้าข้อมืออียิปต์ไว้ได้ ก็เหมือนได้ลาภลอย ถ้าคุยกับอืยิปต์รู้เรื่อง ถ้าเป็นตามทฤษฏีนี้ ฝ่ายอเมริกาก็คงจะทำทุกอย่าง ที่ให้ได้ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์ และเลบานอน และเราก็เห็นแล้วว่า ขณะนี้ทั้ง 5 ประเทศ มีการสู้รบ ความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างน่าเศร้าใจขนาดไหน ขณะเดียวกัน อิหร่าน ก็คงต้องดิ้นรนอย่างที่สุด เพื่อไม่ให้ 5 ประเทศนี้ ตกไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ไม่เช่นนั้นแล้ว อิหร่านเอง ก็จะถูกรุมกินโต๊ะ ถึงขนาดสิ้นชาติได้ทีเดียว อันที่จริงอเมริกา จะปล่อยให้ตะวันออกกลาง ตัดสินใจความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากันเองก็ได้ แต่แบบนั้น มันจะทำให้อเมริกาควบคุมตะวันออกกลางไม่เบ็ดเสร็จ ไม่ได้ควบคุมแหล่งพลังงานทั้งหมดตามแผน อเมริกาจึงใช้วิธี แบ่งแยกและยึด Divide and Conquer โดยอเมริกาจับจุดอ่อนของตะวันออกกลาง เกี่ยวกับเรื่องการแตกแยกทางนิกายศาสนาได้ อเมริกาจึงส่งลิ่ม ชื่อไอซิส เข้ามาตอกย้ำในซีเรียและอิรัค ว่า พวกชีอ่ะต้องการทำลายพวกสุนนี่ในซีเรียและอิรัค และขณะเดียวกัน ก็ให้สุนนี่ซาอุดิอารเบีย รับหน้าที่จัดการเยเมน ที่มีหลายเผ่าพันธ์ ส่วนอิสราเอล รับเรื่องเลบานอน ปาเลสไตน์ไป ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับนิกายศาสนา แต่เป็นเรื่องดินแดน ตามแผนที่อังกฤษวางสนุ๊กไว้ ร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่ แผนแบ่งแยกและยึดตะวันออกกลาง ในความหมายของอเมริกา น่าจะหมายยาวไปกว่าแค่ การยึดได้ตะวันออกกลาง มันคงเป็นตะวันออกกลางแบบ “เอาปั๊ม ไม่เอาคน” ต้มคนตะวันออกกลางอีกต่อ อเมริการู้ว่า วันหนึ่งน้ำมันในตะวันออกกลางก็จะต้องหมด และบางประเทศ เช่น ซาอุดิอารเบีย และหลายประเทศแถวอ่าว ก็ใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อเทียบกับอิหร่าน บวกกับประชากรที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว และบางประเทศสร้างแต่ตึกสูงแบบเศรษฐีทั้งเมือง กินน้ำมันกันจุแบบนี้ อเมริกาทนไม่ได้หรอก แล้วกูจะเหลืออะไร มันถึงต้องวางแผน เอาแต่ปั๊ม ไม่เอาคน และเมื่อจะเอาแต่ปั๊มไม่เอาคน มันก็ต้องเป็นการวางแผน ให้ตะวันออกกลางเกิดความอลหม่านวุ่นวายให้มากที่สุด โดยอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตัวเองน้อยที่สุด ดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าสร้างเครื่องมือชื่อ ไอซิส มาเป็นเป้าล่อ ให้คนในถล่มกันเอง ให้ซีเรีย และอิรัคร่วงก่อน ถ้า ซีเรีย อิรัคใกล้ร่วง อิหร่านก็อยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกโรง เพราะถ้าอิรัค ซีเรียไป อิหร่านก็ไปด้วย และด้วยการวางแผนเช่นนี้ ในที่สุดตะวันออกกลางก็จะเละสมใจอเมริกาและพวก เหลือแต่ปั๊ม (แทบ) ไม่เหลือคน สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 30 พ.ย. 2558
    0 Comments 0 Shares 237 Views 0 Reviews
  • สหรัฐอเมริกาแสดงความยินดีต่อกรณีที่ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ซึ่งถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยมองว่าเป็นก้าวเชิงบวกในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
    .
    ทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในถ้อยแถลงว่า สหรัฐฯชื่นชมความมุ่งมั่นของทั้งไทยและกัมพูชาในการยึดถือข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียทำหน้าที่เป็นคนกลาง พร้อมยืนยันการสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าตามมาตรการที่เห็นพ้องร่วมกันในปฏิญญาร่วมเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม
    .
    รายงานระบุว่า ทหารกัมพูชา 18 นาย ถูกส่งตัวกลับประเทศผ่านจุดผ่านแดนบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี เชื่อมต่อกับเมืองพรม จังหวัดไพลิน ของกัมพูชา โดยการปล่อยตัวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง หลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนที่ยืดเยื้อเกือบ 3 สัปดาห์ และคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 99 ราย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000023
    .
    #News1live #News1 #ไทยกัมพูชา #สหรัฐอเมริกา #ข้อตกลงหยุดยิง
    สหรัฐอเมริกาแสดงความยินดีต่อกรณีที่ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ซึ่งถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยมองว่าเป็นก้าวเชิงบวกในการฟื้นฟูความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน . ทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในถ้อยแถลงว่า สหรัฐฯชื่นชมความมุ่งมั่นของทั้งไทยและกัมพูชาในการยึดถือข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียทำหน้าที่เป็นคนกลาง พร้อมยืนยันการสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าตามมาตรการที่เห็นพ้องร่วมกันในปฏิญญาร่วมเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม . รายงานระบุว่า ทหารกัมพูชา 18 นาย ถูกส่งตัวกลับประเทศผ่านจุดผ่านแดนบ้านผักกาด จังหวัดจันทบุรี เชื่อมต่อกับเมืองพรม จังหวัดไพลิน ของกัมพูชา โดยการปล่อยตัวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง หลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนที่ยืดเยื้อเกือบ 3 สัปดาห์ และคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 99 ราย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000023 . #News1live #News1 #ไทยกัมพูชา #สหรัฐอเมริกา #ข้อตกลงหยุดยิง
    Sad
    1
    0 Comments 0 Shares 466 Views 0 Reviews
  • ลมหวน ตอนที่ 1

    เรื่องนี้ผมเขียนตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ ที่ 13 พย ตั้งใจจะเอาลงให้อ่านเช้าวันเสาร์ มาเจอเหตุการณ์ ศุกร์ 13 ที่ปารีส เลยต้องชลอไว้ แต่เห็นว่าเรื่องราวมันต่อเนื่องกัน และต่อเร็วเหลือเกิน เลยเอามาลงให้อ่านรวดเดียว และคงเห็นกันแล้วว่า รายการสกัดลมหวน รวมทั้งคิดบัญชี มันรุนแรงจริงๆ แล้วอย่างนี้ เรื่องมันจะจบ แบบต่างคนต่างอยู่ ได้หรือ……
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลมหวน”
    ตอน 1
    วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.2015 เครื่องบินโดยสารรัสเซียที่มีผู้โดยสารจำนวน 224 คน บินขึ้นจากเมือง Sharm El-Sheikh ในอิยิปต์ มุ่งหน้าไป St Petersburg เกิดเหตุร่วงลงพื้นดิน ผู้โดยสารลูกเรือเสียชีวิตหมด ข่าวสับสนอยู่หลายวัน ถึงสาเหตุของเครื่องบินตก ล่าสุดบอกว่า ถูกระเบิดจากในหรือนอกเครื่อง โดยอังกฤษออกมาปูดก่อนว่า เครื่องบินโดนระเบิด หลังจากนั้น อเมริการับลูก บอกมีความเป็นไปได้สูงมาก แต่อียิปต์ เจ้าของสถานที่ และรัสเซียผู้เสียหายยังไม่เห็นด้วย
    ทำไมต้องเป็นเครื่องบินรัสเซีย ที่มีชาวรัสเซียนั่งมาเต็มเครื่อง และทำไมต้องเกิดเหตุที่อียิปต์
    สื่อตะวันตกหัวรุนแรงบอกว่า นี่น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ฝัก
    ฝ่ายการ์ตา และมักจะก่อเรื่องวุ่นวายแถบไซนายของในอียิปต์ ถ้าเป็นเรื่องจริง อียิปต์กับการ์ตา คงมองหน้ากันไม่สนิท
    อียิปต์ แม้จะถูกลากไปร่วมรายการถล่มเยเมนกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ ซาอุดิอารเบียตั้งแต่เดือนมีนาคมต้นปี แต่ในเรื่องเกี่ยวกับซีเรีย อียิปต์ไม่ได้คอเดียวกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ และ Adbel Fattah el-Sisi ประธานาธิบดีของอียิปต์ ออกจะไม่เห็นด้วยกับซาอุและการ์ต้าด้วยซ้ำ ที่มุ่งหน้าจะแก้ปัญหาซีเรีย ด้วยการเขี่ยอัสสาดให้พ้นไปจากซีเรียอย่างเดียว
    แต่เรื่องนี้ คงไม่น่าจะทำให้อียิปต์ถึงกับตกเป็น “เป้า”
    อียิปต์ มี “เรื่อง” ที่ทำให้มีคนขัดใจมากกว่านั้น
    นาย Abdel Fattah el- Sisi อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของอียิปต์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอียิปต์ ด้วยคะแนนเสียงถล่มทะลายเกือบเอกฉันท์ เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2014 และแค่ในช่วง 3 เดือนแรก จากที่รับตำแหน่ง เขาเดินทางไปพบกับคุณพี่ปูตินที่มอสโคว์ ถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้น สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย ก็ถูกสื่อตะวันตกจับจ้อง และตีข่าวว่า หรือ ลมกำลังหวน…
    รัสเซีย (สหภาพโซเวียตในขณะนั้น) กับอียิปต์ เคยเป็นมิตรรักกันมาก่อน ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะสมัยนายพลนัสเซอร์ เป็นประธานาธิบดีอียิปต์ แต่สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย มาจางลงหลังจากที่ประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัด ที่สังกัดฝ่ายอเมริกาเต็มตัว ขึ้นมาปกครองอียิปต์แทนนัสเซอร์ ท่ามกลางข่าวลือว่า ซาดัต ที่เป็นมือขวาของนัสเซอร์ ดัดหลัง วางยาพิษนัสเซอร์จนเสียชีวิต แต่สื่อออกข่าวว่านัสเซอร์หัวใจวายตาย
    เมื่อซาดัตขึ้นปกครองอียิปต์ รายการแรกๆที่เขาทำคือ สั่งปลดที่ปรึกษาด้านการทหารชาวรัสเซียจำนวน 15,000 คน ส่งกลับบ้านหมด และหลังจากนั้นซาดัต ก็ประกาศสิ้นสุดสนธิสัญญาว่าด้วยความสัมพันธ์กับรัสเซีย ในปึ ค.ศ.1976 และกองทัพอียิปต์ก็กลายเป็นกองทัพ (ยุค) ของอเมริกา
    Sisi เป็นประธานาธิบดีได้แค่ 3 เดือน ไปจู๋จี๋กับคุณพี่ปูตินบ่อยขนาดนั้น ก็ต้องมีคนเขม็งมองจนตาคว่ำ เขาไปคุยอะไรกันนักหนา
    คู่รักลมหวนบอกว่า อียิปต์เป็นประเทศที่นำเข้าข้าวสาลีสูงสุดประเทศหนึ่ง ส่วนรัสเซียก็มีพื้นที่กว้างใหญ่ ปลูกข้าวสาลีส่งให้อียิปต์ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนที่อียิปต์ต้องการ เราก็ไปคุยกันเรื่องข้าวสาลี … ไม่จริงมั้ง ซื้อข้าวขายข้าว มันจะต้องบินไปบินมา ไปซื้อขายด้วยตัวเองบ่อยงั้นเชียวหรือ เด็กๆ มันก็ทำได้
    คู่รักลมหวนบอก แล้วเราก็คุยเรื่องอาวุธ อย่าลืมว่า อียิปต์เคยมีกองทัพใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออกกลาง ตั้งแต่สมัยที่ใครๆยังเลี้ยงอูฐอยู่เลย แต่ตอนนี้เหตุการณ์แถวบ้านเรา มันห่างกับคำว่า “สงบ” มากมาย เราจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงด้านกองทัพ และรัสเซียก็มีอาวุธทันสมัยเหมาะกับการใช้ของกองทัพเรา …
    แล้วอียิปต์ก็เลยทำสัญญาซื้ออาวุธจากรัสเซีย รอบแรกประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญเท่านั้นเอง อียิปต์ไม่ได้รวยเหมือนเพื่อนบ้านนะ อาวุธที่ซื้อก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ระบบสกัดจรวดอันโด่งดัง จนถึงเครื่องบินรุ่น Sukhoi ที่บางกองทัพ ได้ยินชื่อแล้วขยาด ถึงขนาดมีทหารยื่นใบลาออกน่ะ … แน่ะ หลุดมาแล้ว เรื่องอาวุธ มีอะไรอีก บอกมาให้หมด
    อียิปต์ไม่รวยน้ำมัน ไม่มีพลังงานพอสร้างความสว่างให้ประเทศ ที่กำลังต้องฟื้นฟูเรื่องการท่องเที่ยว หลังจากไอ้ชั่วตัวไหนไม่รู้ มันมาจัดเทศกาลอาหรับสปริงแถวนี้ จนฉิบหายไปหมด อียิปต์เลยคิดจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดย Rosatom ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย รับงานนี้ไปแล้ว … โอ้โห ชิ้นปลามัน นี่เขาคงคู่รักลมหวนจริง ๆนะ เล่นเอามีคนกินแห้วกันเป็นแถวๆ อย่างนี้ คู่รักคู่ขุด มิหงุดหงิด อิจฉาแย่หรือครับ
    มีอีกมั้ย รายการช๊อปปิ้ง ยังอมอะไรไว้ … อ้อ เราก็สั่งซื้อแก๊สจาก Rosnet ของรัสเซียด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดานี่นะ เพราะรัสเซียเขาเจ้าพ่อแก๊สอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องตื่นเต้นกันเลย
    สำหรับ Sisi การเป็นเพื่อนกับรัสเซีย มีความหมายกับอียิปต์ ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อย่าลืมว่า สหภาพโซเวียตเป็นคนช่วยสร้างเขื่อนอัสวานให้อียิปต์ หลังจากที่อเมริกาทิ้งอียิปต์ในช่วงนัสเซอร์เป็นประธานาธิบดี สหภาพโซเวียตยังช่วยสร้างอู่ต่อเรือใหญ่ที่อเล็กซานเดรีย โรงถลุงเหล็ก และศูนย์อุตสาหกรรมอลูมิเนียมให้อียิปต์อีกด้วย
    สื่อตะวันตกค่ายชาวเกาะใหญ่บอกว่า ทั้งรัสเซียและอียิปต์ ต่างเจอความขมของตะวันตกเหมือนกัน และคงอยากจะสร้างสัมพันธ์ระหว่างพวกขม ด้วยกัน รัสเซียเจอเรื่องแซงชั่น อียิปต์เจอพิษอาหรับสปริง และ Sisi คงซึ้งในวิธีการโยนทิ้งพรมเช็ดเท้าของอเมริกา จากกรณี มูบารัคและมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาส่งเสริม เปรียบเทียบกับการที่รัสเซียเข้ามาช่วยเพื่อนเก่าอย่างซีเรีย แบบนี้ Sisi ก็คงไม่ต้องคิดมาก ในการเลือกใช้นโยบายลมหวลกับรัสเซีย
    และอียิปต์ก็มีความหมายกับรัสเซีย ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
    ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน รัสเซียมีฐานทัพเรืออยู่ที่ซีเรียประเทศเดียว นี่ถ้าเหตุการณ์ในซีเรียมันยกระดับขึ้นเรื่อยๆ มีอียิปต์เป็นเพื่อนอยู่ริมทะเลแถบนั้นอีกราย มันก็ไม่เลว จะได้มานั่งรำลึกเรื่องความหลังด้วยกัน
    แน่นอนรายการลมหวนนี้ น่าจะสร้างความกังวล และหงุดหงิดให้แก่หลายคน และหลายมุม
    ขอแถมสักหน่อยครับ อาหรับสปริงในอียิปต์ ก็มาจากการจัดรายการของอเมริกานั่นเอง และเมื่อมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาก็เป็นฝ่ายหนุนอีกนั่นแหละ ขึ้นมาปกครองอียิปต์ อเมริกาก็ตัดความช่วยเหลือทางทหารที่เคยมีให้อียิปต์ทิ้งเสีย เพราะอ้างว่า อิยิปต์ไม่เป็นประชาธิปไตย มอร์ซิ ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง จริงๆ ไอ้มาตรการหลังเขาแบบนี้ของอเมริกา ก็มีดีเหมือนกันนะ ทำให้ท่านใบตองแห้ง มีอาชีพเสริม ทำหน้าที่เป็นพนักงานช่วยขายอาวุธรัสเซียให้คุณพี่ปูติน หมดเทอมเมื่อไหร่ ไปสมัครเป็นพนักงานประจำ ขายอาวุธของรัสเซียได้เลย ฮา
    ท่านใบตองแห้ง อย่าลืมไปทวงค่าคอมจากคุณพี่ปูตินนะครับ แต่จะได้ค่าคอมมาเป็นอะไร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    15 พ.ย. 2558
    ลมหวน ตอนที่ 1 เรื่องนี้ผมเขียนตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ ที่ 13 พย ตั้งใจจะเอาลงให้อ่านเช้าวันเสาร์ มาเจอเหตุการณ์ ศุกร์ 13 ที่ปารีส เลยต้องชลอไว้ แต่เห็นว่าเรื่องราวมันต่อเนื่องกัน และต่อเร็วเหลือเกิน เลยเอามาลงให้อ่านรวดเดียว และคงเห็นกันแล้วว่า รายการสกัดลมหวน รวมทั้งคิดบัญชี มันรุนแรงจริงๆ แล้วอย่างนี้ เรื่องมันจะจบ แบบต่างคนต่างอยู่ ได้หรือ…… นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลมหวน” ตอน 1 วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.2015 เครื่องบินโดยสารรัสเซียที่มีผู้โดยสารจำนวน 224 คน บินขึ้นจากเมือง Sharm El-Sheikh ในอิยิปต์ มุ่งหน้าไป St Petersburg เกิดเหตุร่วงลงพื้นดิน ผู้โดยสารลูกเรือเสียชีวิตหมด ข่าวสับสนอยู่หลายวัน ถึงสาเหตุของเครื่องบินตก ล่าสุดบอกว่า ถูกระเบิดจากในหรือนอกเครื่อง โดยอังกฤษออกมาปูดก่อนว่า เครื่องบินโดนระเบิด หลังจากนั้น อเมริการับลูก บอกมีความเป็นไปได้สูงมาก แต่อียิปต์ เจ้าของสถานที่ และรัสเซียผู้เสียหายยังไม่เห็นด้วย ทำไมต้องเป็นเครื่องบินรัสเซีย ที่มีชาวรัสเซียนั่งมาเต็มเครื่อง และทำไมต้องเกิดเหตุที่อียิปต์ สื่อตะวันตกหัวรุนแรงบอกว่า นี่น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ฝัก ฝ่ายการ์ตา และมักจะก่อเรื่องวุ่นวายแถบไซนายของในอียิปต์ ถ้าเป็นเรื่องจริง อียิปต์กับการ์ตา คงมองหน้ากันไม่สนิท อียิปต์ แม้จะถูกลากไปร่วมรายการถล่มเยเมนกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ ซาอุดิอารเบียตั้งแต่เดือนมีนาคมต้นปี แต่ในเรื่องเกี่ยวกับซีเรีย อียิปต์ไม่ได้คอเดียวกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ และ Adbel Fattah el-Sisi ประธานาธิบดีของอียิปต์ ออกจะไม่เห็นด้วยกับซาอุและการ์ต้าด้วยซ้ำ ที่มุ่งหน้าจะแก้ปัญหาซีเรีย ด้วยการเขี่ยอัสสาดให้พ้นไปจากซีเรียอย่างเดียว แต่เรื่องนี้ คงไม่น่าจะทำให้อียิปต์ถึงกับตกเป็น “เป้า” อียิปต์ มี “เรื่อง” ที่ทำให้มีคนขัดใจมากกว่านั้น นาย Abdel Fattah el- Sisi อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของอียิปต์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอียิปต์ ด้วยคะแนนเสียงถล่มทะลายเกือบเอกฉันท์ เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2014 และแค่ในช่วง 3 เดือนแรก จากที่รับตำแหน่ง เขาเดินทางไปพบกับคุณพี่ปูตินที่มอสโคว์ ถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้น สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย ก็ถูกสื่อตะวันตกจับจ้อง และตีข่าวว่า หรือ ลมกำลังหวน… รัสเซีย (สหภาพโซเวียตในขณะนั้น) กับอียิปต์ เคยเป็นมิตรรักกันมาก่อน ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะสมัยนายพลนัสเซอร์ เป็นประธานาธิบดีอียิปต์ แต่สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย มาจางลงหลังจากที่ประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัด ที่สังกัดฝ่ายอเมริกาเต็มตัว ขึ้นมาปกครองอียิปต์แทนนัสเซอร์ ท่ามกลางข่าวลือว่า ซาดัต ที่เป็นมือขวาของนัสเซอร์ ดัดหลัง วางยาพิษนัสเซอร์จนเสียชีวิต แต่สื่อออกข่าวว่านัสเซอร์หัวใจวายตาย เมื่อซาดัตขึ้นปกครองอียิปต์ รายการแรกๆที่เขาทำคือ สั่งปลดที่ปรึกษาด้านการทหารชาวรัสเซียจำนวน 15,000 คน ส่งกลับบ้านหมด และหลังจากนั้นซาดัต ก็ประกาศสิ้นสุดสนธิสัญญาว่าด้วยความสัมพันธ์กับรัสเซีย ในปึ ค.ศ.1976 และกองทัพอียิปต์ก็กลายเป็นกองทัพ (ยุค) ของอเมริกา Sisi เป็นประธานาธิบดีได้แค่ 3 เดือน ไปจู๋จี๋กับคุณพี่ปูตินบ่อยขนาดนั้น ก็ต้องมีคนเขม็งมองจนตาคว่ำ เขาไปคุยอะไรกันนักหนา คู่รักลมหวนบอกว่า อียิปต์เป็นประเทศที่นำเข้าข้าวสาลีสูงสุดประเทศหนึ่ง ส่วนรัสเซียก็มีพื้นที่กว้างใหญ่ ปลูกข้าวสาลีส่งให้อียิปต์ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนที่อียิปต์ต้องการ เราก็ไปคุยกันเรื่องข้าวสาลี … ไม่จริงมั้ง ซื้อข้าวขายข้าว มันจะต้องบินไปบินมา ไปซื้อขายด้วยตัวเองบ่อยงั้นเชียวหรือ เด็กๆ มันก็ทำได้ คู่รักลมหวนบอก แล้วเราก็คุยเรื่องอาวุธ อย่าลืมว่า อียิปต์เคยมีกองทัพใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออกกลาง ตั้งแต่สมัยที่ใครๆยังเลี้ยงอูฐอยู่เลย แต่ตอนนี้เหตุการณ์แถวบ้านเรา มันห่างกับคำว่า “สงบ” มากมาย เราจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงด้านกองทัพ และรัสเซียก็มีอาวุธทันสมัยเหมาะกับการใช้ของกองทัพเรา … แล้วอียิปต์ก็เลยทำสัญญาซื้ออาวุธจากรัสเซีย รอบแรกประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญเท่านั้นเอง อียิปต์ไม่ได้รวยเหมือนเพื่อนบ้านนะ อาวุธที่ซื้อก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ระบบสกัดจรวดอันโด่งดัง จนถึงเครื่องบินรุ่น Sukhoi ที่บางกองทัพ ได้ยินชื่อแล้วขยาด ถึงขนาดมีทหารยื่นใบลาออกน่ะ … แน่ะ หลุดมาแล้ว เรื่องอาวุธ มีอะไรอีก บอกมาให้หมด อียิปต์ไม่รวยน้ำมัน ไม่มีพลังงานพอสร้างความสว่างให้ประเทศ ที่กำลังต้องฟื้นฟูเรื่องการท่องเที่ยว หลังจากไอ้ชั่วตัวไหนไม่รู้ มันมาจัดเทศกาลอาหรับสปริงแถวนี้ จนฉิบหายไปหมด อียิปต์เลยคิดจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดย Rosatom ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย รับงานนี้ไปแล้ว … โอ้โห ชิ้นปลามัน นี่เขาคงคู่รักลมหวนจริง ๆนะ เล่นเอามีคนกินแห้วกันเป็นแถวๆ อย่างนี้ คู่รักคู่ขุด มิหงุดหงิด อิจฉาแย่หรือครับ มีอีกมั้ย รายการช๊อปปิ้ง ยังอมอะไรไว้ … อ้อ เราก็สั่งซื้อแก๊สจาก Rosnet ของรัสเซียด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดานี่นะ เพราะรัสเซียเขาเจ้าพ่อแก๊สอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องตื่นเต้นกันเลย สำหรับ Sisi การเป็นเพื่อนกับรัสเซีย มีความหมายกับอียิปต์ ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อย่าลืมว่า สหภาพโซเวียตเป็นคนช่วยสร้างเขื่อนอัสวานให้อียิปต์ หลังจากที่อเมริกาทิ้งอียิปต์ในช่วงนัสเซอร์เป็นประธานาธิบดี สหภาพโซเวียตยังช่วยสร้างอู่ต่อเรือใหญ่ที่อเล็กซานเดรีย โรงถลุงเหล็ก และศูนย์อุตสาหกรรมอลูมิเนียมให้อียิปต์อีกด้วย สื่อตะวันตกค่ายชาวเกาะใหญ่บอกว่า ทั้งรัสเซียและอียิปต์ ต่างเจอความขมของตะวันตกเหมือนกัน และคงอยากจะสร้างสัมพันธ์ระหว่างพวกขม ด้วยกัน รัสเซียเจอเรื่องแซงชั่น อียิปต์เจอพิษอาหรับสปริง และ Sisi คงซึ้งในวิธีการโยนทิ้งพรมเช็ดเท้าของอเมริกา จากกรณี มูบารัคและมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาส่งเสริม เปรียบเทียบกับการที่รัสเซียเข้ามาช่วยเพื่อนเก่าอย่างซีเรีย แบบนี้ Sisi ก็คงไม่ต้องคิดมาก ในการเลือกใช้นโยบายลมหวลกับรัสเซีย และอียิปต์ก็มีความหมายกับรัสเซีย ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน รัสเซียมีฐานทัพเรืออยู่ที่ซีเรียประเทศเดียว นี่ถ้าเหตุการณ์ในซีเรียมันยกระดับขึ้นเรื่อยๆ มีอียิปต์เป็นเพื่อนอยู่ริมทะเลแถบนั้นอีกราย มันก็ไม่เลว จะได้มานั่งรำลึกเรื่องความหลังด้วยกัน แน่นอนรายการลมหวนนี้ น่าจะสร้างความกังวล และหงุดหงิดให้แก่หลายคน และหลายมุม ขอแถมสักหน่อยครับ อาหรับสปริงในอียิปต์ ก็มาจากการจัดรายการของอเมริกานั่นเอง และเมื่อมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาก็เป็นฝ่ายหนุนอีกนั่นแหละ ขึ้นมาปกครองอียิปต์ อเมริกาก็ตัดความช่วยเหลือทางทหารที่เคยมีให้อียิปต์ทิ้งเสีย เพราะอ้างว่า อิยิปต์ไม่เป็นประชาธิปไตย มอร์ซิ ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง จริงๆ ไอ้มาตรการหลังเขาแบบนี้ของอเมริกา ก็มีดีเหมือนกันนะ ทำให้ท่านใบตองแห้ง มีอาชีพเสริม ทำหน้าที่เป็นพนักงานช่วยขายอาวุธรัสเซียให้คุณพี่ปูติน หมดเทอมเมื่อไหร่ ไปสมัครเป็นพนักงานประจำ ขายอาวุธของรัสเซียได้เลย ฮา ท่านใบตองแห้ง อย่าลืมไปทวงค่าคอมจากคุณพี่ปูตินนะครับ แต่จะได้ค่าคอมมาเป็นอะไร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน…. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 15 พ.ย. 2558
    0 Comments 0 Shares 641 Views 0 Reviews
  • Queen Of The World (2025/129)

    หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2018 ซึ่งในขณะนั้นสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2(ต่อไปจะเขียนว่า ควีนฯ) ยังมีชีวิตอยู่ (พระองค์ท่านสวรรคตเมื่อวันที่ 8/9/2022)

    เมื่ออ่านจบเล่มแล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าชื่อหนังสือ Queen Of The World ค่อนข้างจะสื่อความหมายได้ตรงตามความต้องการของผู้เขียนเลย

    ถ้าหากต้องการอ่านชีวประวัติของควีนฯ เกิดที่ไหน นิสัยเป็นแบบไหน การเรียน ความรัก ฯลฯ ไม่สามารถหาอ่านได้ในเล่มนี้แน่นอน แต่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ โดยเน้นเฉพาะการไปเยือนประเทศต่างๆ ทั้งในเครือจักรภพและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงการรับรองแขกบ้านแขกเมือง เรื่องนี้ผู้เขียนเน้นย้ำเลยว่านี่คือ “Solf Power” ของประเทศอังกฤษ

    แน่นอนว่าด้วยการที่ควีนฯ ทรงดำรงตำแหน่งประมุขสูงสุดมาตั้งแต่อายุ 26ปี จึงได้มีการไปเยี่ยมเยียนประเทศรอบโลก ได้ผ่านช่วงเวลาที่หนักหนามาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งที่อังกฤษเกือบล้มลายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชาของอังกฤษในขณะนั้นและเป็นพระบิดาของควีนฯ สิ้นพระชนม์ด้วยความคิดมากและเสียพระทัย ควีนฯจึงต้องมารับตำแหน่งประมุขสูงสุดทั้งๆที่อายุเพียง26ปี แต่งงานได้ไม่นาน และมีลูกอายุน้อย

    หลังจากครองราชย์ได้ไม่นาน ควีนฯยังต้องประสบพบเจอกับปัญหาแต่ขอแยกเป็นอิสระของประเทศที่อยู่ในเครือจักรภพ ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายกับโดมิโนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องๆไปเรื่อยๆ จนทั่งเข้าสู่ภาวะเป็นเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน ประเทศที่สร้างความกังวลกับควีนฯ ได้แก่สองประเทศใหญ่คือ อินเดีย และประเทศแอฟริกาใต้

    ในเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆกับควีนฯ ก็น่าสนใจไม่น้อย ทั้งประเทศอเมริกา ประเทศในทวีปแอฟริกา รวมไปถึงจีนและรัสเซีย ซึ่งควีนฯได้ไปเสด็จเยือนมาทั้งหมดแล้ว มีอีกเรื่องที่น่าใจมากๆคือ เรื่องของเรือยอร์ชพระที่นั่งบริทานเนียของควีนฯ เรือบริทาเนียใช้ในการเดินทางเยือนประเทศต่างๆ นอกจากนั้นยังเป็นที่พักส่วนพระองค์ขณะไปเยือนต่างประเทศ เป็นภัตรคารรับรองประมุขของประเทศนั้นๆ และยังเป็นสถานที่เจรจาทางการเมืองอีกด้วย เรือบริทาเนียก็เปรียบเสมือนประเทศราชของควีนฯเคลื่อนที่ได้

    ท้ายเล่มผู้เขียนเพิ่มเติมเรื่องราวของพระกรณียกิจของ พระสวามีดยุคฟิลิป , เจ้าฟ้าชายชาลส์(กษัตริย์ชาลส์ที่ 3) , เจ้าหญิงไดอานา , เจ้าหญิงแอนน์ , เจ้าชายแอนดรู , เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด รวมไปถึงรุ่นหลานของควีนฯ คือเจ้าชายวิลลียมและเจ้าชายแฮรี่อีกด้วย

    #QueenOfTheWorld #รีวิวหนังสือ
    Queen Of The World (2025/129) หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2018 ซึ่งในขณะนั้นสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2(ต่อไปจะเขียนว่า ควีนฯ) ยังมีชีวิตอยู่ (พระองค์ท่านสวรรคตเมื่อวันที่ 8/9/2022) เมื่ออ่านจบเล่มแล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าชื่อหนังสือ Queen Of The World ค่อนข้างจะสื่อความหมายได้ตรงตามความต้องการของผู้เขียนเลย ถ้าหากต้องการอ่านชีวประวัติของควีนฯ เกิดที่ไหน นิสัยเป็นแบบไหน การเรียน ความรัก ฯลฯ ไม่สามารถหาอ่านได้ในเล่มนี้แน่นอน แต่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ โดยเน้นเฉพาะการไปเยือนประเทศต่างๆ ทั้งในเครือจักรภพและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงการรับรองแขกบ้านแขกเมือง เรื่องนี้ผู้เขียนเน้นย้ำเลยว่านี่คือ “Solf Power” ของประเทศอังกฤษ แน่นอนว่าด้วยการที่ควีนฯ ทรงดำรงตำแหน่งประมุขสูงสุดมาตั้งแต่อายุ 26ปี จึงได้มีการไปเยี่ยมเยียนประเทศรอบโลก ได้ผ่านช่วงเวลาที่หนักหนามาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งที่อังกฤษเกือบล้มลายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชาของอังกฤษในขณะนั้นและเป็นพระบิดาของควีนฯ สิ้นพระชนม์ด้วยความคิดมากและเสียพระทัย ควีนฯจึงต้องมารับตำแหน่งประมุขสูงสุดทั้งๆที่อายุเพียง26ปี แต่งงานได้ไม่นาน และมีลูกอายุน้อย หลังจากครองราชย์ได้ไม่นาน ควีนฯยังต้องประสบพบเจอกับปัญหาแต่ขอแยกเป็นอิสระของประเทศที่อยู่ในเครือจักรภพ ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายกับโดมิโนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องๆไปเรื่อยๆ จนทั่งเข้าสู่ภาวะเป็นเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน ประเทศที่สร้างความกังวลกับควีนฯ ได้แก่สองประเทศใหญ่คือ อินเดีย และประเทศแอฟริกาใต้ ในเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆกับควีนฯ ก็น่าสนใจไม่น้อย ทั้งประเทศอเมริกา ประเทศในทวีปแอฟริกา รวมไปถึงจีนและรัสเซีย ซึ่งควีนฯได้ไปเสด็จเยือนมาทั้งหมดแล้ว มีอีกเรื่องที่น่าใจมากๆคือ เรื่องของเรือยอร์ชพระที่นั่งบริทานเนียของควีนฯ เรือบริทาเนียใช้ในการเดินทางเยือนประเทศต่างๆ นอกจากนั้นยังเป็นที่พักส่วนพระองค์ขณะไปเยือนต่างประเทศ เป็นภัตรคารรับรองประมุขของประเทศนั้นๆ และยังเป็นสถานที่เจรจาทางการเมืองอีกด้วย เรือบริทาเนียก็เปรียบเสมือนประเทศราชของควีนฯเคลื่อนที่ได้ ท้ายเล่มผู้เขียนเพิ่มเติมเรื่องราวของพระกรณียกิจของ พระสวามีดยุคฟิลิป , เจ้าฟ้าชายชาลส์(กษัตริย์ชาลส์ที่ 3) , เจ้าหญิงไดอานา , เจ้าหญิงแอนน์ , เจ้าชายแอนดรู , เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด รวมไปถึงรุ่นหลานของควีนฯ คือเจ้าชายวิลลียมและเจ้าชายแฮรี่อีกด้วย #QueenOfTheWorld #รีวิวหนังสือ
    0 Comments 0 Shares 320 Views 0 Reviews
  • ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้รวมตัวชุมนุมหน้าสถานทูตกัมพูชาประจำกรุงโซล เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมกดดันรัฐบาลโซลให้ใช้มาตรการตอบโต้ที่จริงจังและเป็นรูปธรรม หลังมีชาวเกาหลีจำนวนมากตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมหลอกลวง
    .
    สื่อท้องถิ่นรายงานว่า กลุ่มแนวร่วมภาคประชาชนและองค์กรกว่า 30 แห่ง ชูป้ายประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง พร้อมตั้งคำถามต่อฝ่ายการเมืองเกาหลีใต้ที่เคยเดินทางเยือนกัมพูชา แต่ไม่ได้นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง
    .
    แกนนำการชุมนุมระบุว่า ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชาไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นโครงข่ายข้ามชาติที่สร้างความเสียหายต่อพลเมืองเกาหลีใต้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลโซลทบทวนความสัมพันธ์ทางการทูต ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ และมาตรการด้านความมั่นคง หากกัมพูชายังไม่แสดงความร่วมมืออย่างชัดเจน
    .
    การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันทางสังคมที่เพิ่มขึ้นในเกาหลีใต้ ต่อบทบาทของกัมพูชาในปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และอาจกลายเป็นประเด็นร้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไป
    .
    อ่านเพิ่มเติม >> https://news1live.com/detail/9680000123199
    .
    #News1live #News1 #เกาหลีใต้ #กัมพูชา #สแกมเมอร์ #อาชญากรรมข้ามชาติ #การทูต
    ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้รวมตัวชุมนุมหน้าสถานทูตกัมพูชาประจำกรุงโซล เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมกดดันรัฐบาลโซลให้ใช้มาตรการตอบโต้ที่จริงจังและเป็นรูปธรรม หลังมีชาวเกาหลีจำนวนมากตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมหลอกลวง . สื่อท้องถิ่นรายงานว่า กลุ่มแนวร่วมภาคประชาชนและองค์กรกว่า 30 แห่ง ชูป้ายประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง พร้อมตั้งคำถามต่อฝ่ายการเมืองเกาหลีใต้ที่เคยเดินทางเยือนกัมพูชา แต่ไม่ได้นำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจัง . แกนนำการชุมนุมระบุว่า ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชาไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นโครงข่ายข้ามชาติที่สร้างความเสียหายต่อพลเมืองเกาหลีใต้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลโซลทบทวนความสัมพันธ์ทางการทูต ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ และมาตรการด้านความมั่นคง หากกัมพูชายังไม่แสดงความร่วมมืออย่างชัดเจน . การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันทางสังคมที่เพิ่มขึ้นในเกาหลีใต้ ต่อบทบาทของกัมพูชาในปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และอาจกลายเป็นประเด็นร้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไป . อ่านเพิ่มเติม >> https://news1live.com/detail/9680000123199 . #News1live #News1 #เกาหลีใต้ #กัมพูชา #สแกมเมอร์ #อาชญากรรมข้ามชาติ #การทูต
    Like
    Love
    3
    0 Comments 0 Shares 594 Views 0 Reviews
More Results