• ออกกำลังกายแค่ 10 นาที จุดสัญญาณต้านมะเร็งในร่างกายได้จริง

    งานวิจัยใหม่ที่ถูกเผยแพร่ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายแบบหนักเพียง 10 นาที สามารถกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพในเลือดที่ช่วย ชะลอการเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ได้ทันที นักวิจัยพบว่าหลังจากการปั่นจักรยานอย่างเข้มข้น ร่างกายจะปล่อยโมเลกุลที่ช่วยซ่อมแซม DNA และลดการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของมะเร็ง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่อาจนำไปสู่การพัฒนายารักษาแบบใหม่ในอนาคต

    การทดลองนี้ทำกับอาสาสมัครอายุ 50–78 ปีที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าเฉลี่ย หลังออกกำลังกาย นักวิจัยนำซีรั่มเลือดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในห้องแล็บ และพบการเปลี่ยนแปลงของยีนและสัญญาณการซ่อมแซม DNA ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้จะเป็นเพียงการทดลองในระดับเซลล์ แต่ผลลัพธ์นี้ถือว่าน่าตื่นเต้นมาก

    สิ่งที่โดดเด่นคือ สัญญาณต้านมะเร็งเกิดขึ้นแม้จะออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน ทำให้แนวคิด “ออกกำลังกายสั้นแต่หนัก” (vigorous short bursts) กลายเป็นประเด็นที่วงการแพทย์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น เพราะอาจช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงประโยชน์ด้านสุขภาพได้ง่ายกว่าเดิม

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่านี่เป็นเพียงก้าวแรก ผลลัพธ์ยังไม่ได้พิสูจน์ในมนุษย์จริง และยังต้องศึกษาระยะยาวเพิ่มเติม แต่ก็เพียงพอที่จะย้ำว่า แม้แค่ 10 นาทีต่อวันก็อาจช่วยปกป้องสุขภาพได้มากกว่าที่คิด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่งานวิจัยพบ
    ออกกำลังกายหนัก 10 นาที กระตุ้นโมเลกุลที่ช่วยซ่อมแซม DNA
    ลดการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของมะเร็ง
    ซีรั่มหลังออกกำลังกายมีผลชะลอเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในห้องแล็บ

    ความหมายต่อสุขภาพของเรา
    แม้ออกกำลังกายสั้น ๆ ก็ให้ผลดีต่อร่างกาย
    อาจนำไปสู่การพัฒนายาเลียนแบบผลของการออกกำลังกายในอนาคต
    ช่วยย้ำความสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน

    ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวัง
    การทดลองทำในระดับเซลล์ ไม่ใช่ในมนุษย์จริง
    ยังไม่รู้ผลระยะยาวของการออกกำลังกายแบบสั้นแต่หนัก
    ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็นแนวทางรักษา

    https://www.sciencealert.com/10-minute-bursts-of-exercise-can-trigger-anti-cancer-signals-in-the-body
    🚴‍♂️✨ ออกกำลังกายแค่ 10 นาที จุดสัญญาณต้านมะเร็งในร่างกายได้จริง งานวิจัยใหม่ที่ถูกเผยแพร่ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การออกกำลังกายแบบหนักเพียง 10 นาที สามารถกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพในเลือดที่ช่วย ชะลอการเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ได้ทันที นักวิจัยพบว่าหลังจากการปั่นจักรยานอย่างเข้มข้น ร่างกายจะปล่อยโมเลกุลที่ช่วยซ่อมแซม DNA และลดการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของมะเร็ง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่อาจนำไปสู่การพัฒนายารักษาแบบใหม่ในอนาคต การทดลองนี้ทำกับอาสาสมัครอายุ 50–78 ปีที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าเฉลี่ย หลังออกกำลังกาย นักวิจัยนำซีรั่มเลือดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในห้องแล็บ และพบการเปลี่ยนแปลงของยีนและสัญญาณการซ่อมแซม DNA ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้จะเป็นเพียงการทดลองในระดับเซลล์ แต่ผลลัพธ์นี้ถือว่าน่าตื่นเต้นมาก สิ่งที่โดดเด่นคือ สัญญาณต้านมะเร็งเกิดขึ้นแม้จะออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน ทำให้แนวคิด “ออกกำลังกายสั้นแต่หนัก” (vigorous short bursts) กลายเป็นประเด็นที่วงการแพทย์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น เพราะอาจช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงประโยชน์ด้านสุขภาพได้ง่ายกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่านี่เป็นเพียงก้าวแรก ผลลัพธ์ยังไม่ได้พิสูจน์ในมนุษย์จริง และยังต้องศึกษาระยะยาวเพิ่มเติม แต่ก็เพียงพอที่จะย้ำว่า แม้แค่ 10 นาทีต่อวันก็อาจช่วยปกป้องสุขภาพได้มากกว่าที่คิด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่งานวิจัยพบ ➡️ ออกกำลังกายหนัก 10 นาที กระตุ้นโมเลกุลที่ช่วยซ่อมแซม DNA ➡️ ลดการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของมะเร็ง ➡️ ซีรั่มหลังออกกำลังกายมีผลชะลอเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในห้องแล็บ ✅ ความหมายต่อสุขภาพของเรา ➡️ แม้ออกกำลังกายสั้น ๆ ก็ให้ผลดีต่อร่างกาย ➡️ อาจนำไปสู่การพัฒนายาเลียนแบบผลของการออกกำลังกายในอนาคต ➡️ ช่วยย้ำความสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน ‼️ ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวัง ⛔ การทดลองทำในระดับเซลล์ ไม่ใช่ในมนุษย์จริง ⛔ ยังไม่รู้ผลระยะยาวของการออกกำลังกายแบบสั้นแต่หนัก ⛔ ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็นแนวทางรักษา https://www.sciencealert.com/10-minute-bursts-of-exercise-can-trigger-anti-cancer-signals-in-the-body
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    10-Minute Bursts of Exercise Can Trigger Anti-Cancer Signals in The Body
    Evidence suggests regular exercise can help tackle cancer, and a new study finds that cancer-fighting biological changes can be triggered in the body after just 10 minutes of intense cycling.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline

    #รวมข่าวIT #20260108 #securityonline

    GitLab ออกแพตช์อุดช่องโหว่ร้ายแรงหลายรายการ
    GitLab ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับสูงหลายรายการ ทั้งช่องโหว่ XSS ที่สามารถฝังสคริปต์อันตรายใน Markdown, ช่องโหว่ Web IDE ที่ทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดในเบราว์เซอร์เหยื่อได้เพียงแค่ล่อให้เปิดเว็บเพจที่สร้างขึ้นพิเศษ และช่องโหว่ใน Duo Workflows ที่เปิดทางให้เข้าถึงการตั้งค่า AI โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาระดับกลางอื่น ๆ เช่น การแก้ไขการตั้งค่า AI ผ่าน GraphQL, การโจมตี DoS ระหว่างนำเข้าโปรเจกต์ และการลบ runner ของโปรเจกต์อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดความเสี่ยงทั้งหมดนี้
    https://securityonline.info/gitlab-patch-high-severity-xss-ai-flaws-expose-user-data

    CrazyHunter แรนซัมแวร์สุดโหดไล่ล่าองค์กรสาธารณสุข
    CrazyHunter แรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนามาจาก Prince ransomware กำลังสร้างความเสียหายหนักในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะในไต้หวัน ด้วยเทคนิคเจาะระบบผ่านรหัสผ่านอ่อนแอ ใช้ SharpGPOAbuse กระจายตัวทั่วเครือข่าย และใช้ไดรเวอร์ BYOVD เพื่อปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนเข้ารหัสไฟล์แบบเร็วด้วยวิธี partial encryption พร้อมข่มขู่เหยื่อผ่านช่องทาง Telegram และเว็บไซต์รั่วไหลข้อมูล กลุ่มผู้โจมตีประกาศชัดว่าต้องการความ “โลภแบบ REvil” ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน
    https://securityonline.info/crazyhunter-the-ruthless-ransomware-stalking-healthcare

    พบช่องโหว่ Auth Bypass ร้ายแรงใน TLP เครื่องมือจัดการพลังงานบน Linux
    นักวิจัยจาก SUSE พบช่องโหว่ร้ายแรงใน TLP เวอร์ชัน 1.9.0 ซึ่งมี daemon ใหม่ที่รันด้วยสิทธิ์ root แต่เกิดข้อผิดพลาดในกลไกตรวจสอบสิทธิ์ของ Polkit ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งงาน daemon ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังพบปัญหา DoS จากการสร้าง profile hold ได้ไม่จำกัดจำนวน และการจัดการ cookie ที่ไม่ปลอดภัย ทีมพัฒนาได้ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.9.1 เพื่อแก้ไขทั้งหมดแล้ว ผู้ใช้ Linux ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง
    https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility

    GoBruteforcer กลับมาอีกครั้ง พร้อมบอทเน็ต 50,000 เซิร์ฟเวอร์จากโค้ดตัวอย่างที่ AI สร้าง
    GoBruteforcer เวอร์ชันใหม่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยอาศัยช่องโหว่จาก “โค้ดตัวอย่างที่ AI สร้างให้ผู้ใช้” ซึ่งมักมีค่า default อ่อนแอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถ brute-force บริการยอดนิยมอย่าง MySQL, FTP และ phpMyAdmin ได้ง่ายขึ้น นักวิจัยพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์กว่า 50,000 เครื่องเสี่ยงถูกโจมตี และกลุ่มผู้โจมตียังมุ่งเป้าไปที่ฐานข้อมูลของโปรเจกต์คริปโตเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวมัลแวร์ถูกพัฒนาให้ซ่อนตัวเก่งขึ้น ใช้ชื่อ process ปลอม และหลีกเลี่ยง IP ของ DoD และคลาวด์ใหญ่ ๆ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ
    https://securityonline.info/gobruteforcer-returns-how-ai-code-snippets-fueled-a-50000-server-botnet

    ความจริงเบื้องหลังเหตุ BGP Leak ของเวเนซุเอลา: ความผิดพลาดหรือปฏิบัติการลับ?
    เหตุการณ์ BGP leak ของผู้ให้บริการรัฐ CANTV ในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นก่อนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเป็นการดักข้อมูลโดยเจตนา แต่การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของ Cloudflare ชี้ว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเพียง “ความผิดพลาดทางเทคนิค” จากการตั้งค่าที่ผิดพลาด เช่น การ prepend เส้นทางซ้ำหลายครั้งและการรั่วไหลของเส้นทางที่เกิดขึ้นบ่อยตั้งแต่ปลายปี 2025 ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการโจมตีจริง อีกทั้ง CANTV เป็นผู้ให้บริการ upstream อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำ BGP hijack เพื่อเข้าถึงข้อมูล เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ยังเปราะบาง และเน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานใหม่อย่าง ASPA และการบังคับใช้ OTC เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเส้นทางในอนาคต
    https://securityonline.info/spy-games-or-glitch-the-truth-behind-venezuelas-bgp-leak/

    ไต้หวันเผชิญการโจมตีไซเบอร์กว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันจากจีน
    รายงานล่าสุดของสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าจีนเพิ่มระดับปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉลี่ยวันละกว่า 2.63 ล้านครั้งในปี 2025 โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 1,000% พร้อมความเชื่อมโยงกับการซ้อมรบของกองทัพจีนและเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ ขณะที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับรัฐหลายกลุ่มถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ซับซ้อนและประสานกันอย่างเป็นระบบ
    https://securityonline.info/taiwan-faces-2-6-million-cyberattacks-daily-from-china

    ช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ไร้สาย H3C เปิดทางแฮ็กเกอร์ยึดสิทธิ์ Root
    พบการตั้งค่าที่ผิดพลาดในอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายไร้สายของ H3C ทำให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน และไฟล์เหล่านั้นถูกกำหนดสิทธิ์เป็น root โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้เต็มรูปแบบ ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 9.8 และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบเฟิร์มแวร์และรอแพตช์แก้ไขจากผู้ผลิต
    https://securityonline.info/cve-2025-60262-critical-misconfiguration-in-h3c-wireless-gear-hands-control-to-hackers

    “Ghost Tap” มัลแวร์ Android รุ่นใหม่ เปลี่ยนมือถือเป็นเครื่องรูดเงินเงียบ ๆ
    รายงานจาก Group-IB เปิดเผยตลาดมืดที่กำลังเติบโตของมัลแวร์ NFC บน Android ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์ทำธุรกรรม tap-to-pay จากระยะไกลได้ โดยใช้แอปสองตัวทำงานร่วมกันเพื่อจำลองบัตรของเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถรูดเงินได้แม้บัตรจะอยู่กับเจ้าของ ขบวนการนี้มีทั้งผู้พัฒนาเครื่องมือ ผู้ขาย POS ผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรที่ทำงานข้ามประเทศ พร้อมพบความเสียหายแล้วหลายแสนดอลลาร์
    https://securityonline.info/ghost-tap-rising-new-wave-of-android-malware-turns-phones-into-digital-pickpockets

    🛜 ช่องโหว่ Trendnet CVE-2025-15471 เปิดทางยึดอุปกรณ์ด้วยคำสั่งเดียว
    นักวิจัยพบช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ขยายสัญญาณ Wi-Fi ของ Trendnet ที่เปิดให้ผู้โจมตีส่งคำสั่งผ่าน HTTP เพียงครั้งเดียวก็สามารถรันโค้ดในระดับ root ได้ทันที เนื่องจากระบบ backend รับคำสั่ง shell โดยตรงโดยไม่ตรวจสอบสิทธิ์ ทำให้ผู้โจมตีสามารถเปิด backdoor ดักข้อมูล หรือใช้เป็นฐานโจมตีภายในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตจนกว่าจะมีแพตช์ออกมา
    https://securityonline.info/one-request-to-rule-them-all-critical-trendnet-flaw-cve-2025-15471-allows-total-takeover

    ช่องโหว่ร้ายแรง n8n เปิดทางแฮ็กยึดเซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่อง
    รายงานใหม่เผยช่องโหว่ระดับวิกฤต CVE‑2026‑21858 ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติ n8n ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน โดยอาศัยจุดอ่อนของการประมวลผล Content-Type ทำให้สามารถอ่านไฟล์ภายในระบบและขยายผลสู่การยึดสิทธิ์แอดมินเต็มรูปแบบ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญอย่าง API keys, ฐานข้อมูลลูกค้า และ workflow ขององค์กรจำนวนมากทั่วโลก ผู้ดูแลระบบถูกเตือนให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.121.0 ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่
    https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers

    CISA เตือนด่วน: ช่องโหว่ HPE OneView ระดับ 10/10 และบั๊ก PowerPoint ปี 2009 ฟื้นคืนชีพ
    CISA เพิ่มสองช่องโหว่ใหม่เข้าสู่ KEV Catalog ได้แก่ CVE‑2025‑37164 ใน HPE OneView ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันโค้ดระยะไกลได้โดยไม่ต้องล็อกอิน และช่องโหว่เก่าปี 2009 ใน PowerPoint ที่กลับมาถูกใช้โจมตีอีกครั้ง หน่วยงานรัฐสหรัฐถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขภายใน 28 ม.ค. 2026 เพื่อป้องกันการถูกยึดระบบ โดย HPE ได้ออกแพตช์เร่งด่วนแล้วแต่ต้องติดตั้งซ้ำหลังอัปเกรดบางเวอร์ชัน
    https://securityonline.info/cisa-kev-alert-hpes-maximum-cvss-score-flaw-and-a-zombie-powerpoint-bug

    Lenovo เปิดตัว “Qira” และโรงงานคลาวด์ AI ยักษ์ใหญ่ใน CES 2026
    Lenovo ประกาศยุทธศาสตร์ Hybrid AI พร้อมเปิดตัว “Qira” ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่ทำงานข้ามอุปกรณ์ และจับมือ NVIDIA เปิดตัว AI Cloud Gigafactory ที่สามารถติดตั้งศูนย์ประมวลผลระดับกิกะวัตต์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ พร้อมโชว์นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น ThinkPad Rollable XD, AI Glasses และระบบ AI สำหรับ F1 และ FIFA ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สู่ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เต็มรูปแบบ
    https://securityonline.info/agentic-evolution-lenovo-unveils-qira-and-ai-cloud-gigafactories-at-ces-2026

    Arm ประกาศยุค “Physical AI” และแพลตฟอร์ม AI‑Defined ที่ CES 2026
    Arm ชูวิสัยทัศน์ใหม่ที่ AI จะฝังอยู่ในทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่รถยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นพลังของ Physical AI และ Edge AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์และประหยัดพลังงาน พร้อมเผยว่าชิป Arm ถูกใช้ในระบบขับขี่อัตโนมัติของ Rivian, Tesla AI5 และแพลตฟอร์ม NVIDIA Thor รวมถึงการเติบโตของ Windows on Arm ที่รองรับอุปกรณ์กว่า 100 รุ่นในปีนี้ สะท้อนบทบาทของ Arm ในการเป็นแกนกลางของยุค AI ทุกหนแห่ง
    https://securityonline.info/the-ubiquitous-brain-arm-unveils-the-era-of-physical-ai-and-ai-defined-platforms

    Logitech แก้ปัญหาใหญ่: ใบรับรองหมดอายุทำให้เมาส์บน Mac ใช้งานไม่ได้
    ผู้ใช้ macOS จำนวนมากพบว่า Logi Options+ และ G HUB หยุดทำงานเพราะใบรับรองนักพัฒนา Apple หมดอายุ ทำให้ระบบบล็อกกระบวนการเบื้องหลังทั้งหมด ส่งผลให้การตั้งค่าปุ่มและโปรไฟล์ใช้งานไม่ได้ Logitech ได้ออกอัปเดตพร้อมใบรับรองใหม่แล้ว โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งทับ (ห้ามลบโปรแกรมเดิม) เพื่อกู้คืนการตั้งค่าทั้งหมด ส่วนผู้ใช้ Windows ไม่ได้รับผลกระทบ
    https://securityonline.info/the-logitech-fix-how-to-restore-your-broken-mac-mouse-settings-jan-2026

    Gmail ยุติระบบ Unified Inbox และปิดฟีเจอร์ Gmailify ในปี 2026
    กูเกิลประกาศยุติการดึงอีเมลจากบัญชีภายนอกผ่าน POP3 และยกเลิกฟีเจอร์ Gmailify ทำให้ผู้ใช้ที่เคยรวมหลายบัญชีไว้ในกล่องจดหมายเดียวต้องปรับตัว โดยอาจต้องตั้งระบบ Forward อีเมลจากผู้ให้บริการอื่นแทน แม้ยังสามารถเพิ่มบัญชีภายนอกผ่าน IMAP ได้ แต่จะไม่รวมอยู่ใน Inbox หลักอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและการลดภาระระบบเดิมของกูเกิล
    https://securityonline.info/the-end-of-the-unified-inbox-gmail-kills-pop3-fetching-and-gmailify-in-2026

    Android ปิดประตูความโปร่งใส: Google หยุดปล่อยโค้ด AOSP รายไตรมาสในปี 2026
    Google เตรียมเปลี่ยนรอบการปล่อยซอร์สโค้ด AOSP จากทุกไตรมาสเป็นปีละสองครั้ง ทำให้โค้ดจาก Q1 และ Q3 จะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าจะรวมเข้ารุ่น Q2 และ Q4 ส่งผลให้ชุมชน Custom ROM เช่น LineageOS ต้องรอแพตช์ใหม่ล่าช้า 3 เดือน แม้ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่ความโปร่งใสของระบบ Android จะลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่แพตช์ความปลอดภัยรายเดือนยังคงปล่อยตามปกติ
    ​​​​​​​ https://securityonline.info/android-behind-closed-doors-google-ends-quarterly-aosp-code-drops-in-2026

    📌🔐🟠 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟠🔐📌 #รวมข่าวIT #20260108 #securityonline 🛡️ GitLab ออกแพตช์อุดช่องโหว่ร้ายแรงหลายรายการ GitLab ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับสูงหลายรายการ ทั้งช่องโหว่ XSS ที่สามารถฝังสคริปต์อันตรายใน Markdown, ช่องโหว่ Web IDE ที่ทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดในเบราว์เซอร์เหยื่อได้เพียงแค่ล่อให้เปิดเว็บเพจที่สร้างขึ้นพิเศษ และช่องโหว่ใน Duo Workflows ที่เปิดทางให้เข้าถึงการตั้งค่า AI โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาระดับกลางอื่น ๆ เช่น การแก้ไขการตั้งค่า AI ผ่าน GraphQL, การโจมตี DoS ระหว่างนำเข้าโปรเจกต์ และการลบ runner ของโปรเจกต์อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดความเสี่ยงทั้งหมดนี้ 🔗 https://securityonline.info/gitlab-patch-high-severity-xss-ai-flaws-expose-user-data 💉 CrazyHunter แรนซัมแวร์สุดโหดไล่ล่าองค์กรสาธารณสุข CrazyHunter แรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนามาจาก Prince ransomware กำลังสร้างความเสียหายหนักในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะในไต้หวัน ด้วยเทคนิคเจาะระบบผ่านรหัสผ่านอ่อนแอ ใช้ SharpGPOAbuse กระจายตัวทั่วเครือข่าย และใช้ไดรเวอร์ BYOVD เพื่อปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนเข้ารหัสไฟล์แบบเร็วด้วยวิธี partial encryption พร้อมข่มขู่เหยื่อผ่านช่องทาง Telegram และเว็บไซต์รั่วไหลข้อมูล กลุ่มผู้โจมตีประกาศชัดว่าต้องการความ “โลภแบบ REvil” ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน 🔗 https://securityonline.info/crazyhunter-the-ruthless-ransomware-stalking-healthcare 🔋 พบช่องโหว่ Auth Bypass ร้ายแรงใน TLP เครื่องมือจัดการพลังงานบน Linux นักวิจัยจาก SUSE พบช่องโหว่ร้ายแรงใน TLP เวอร์ชัน 1.9.0 ซึ่งมี daemon ใหม่ที่รันด้วยสิทธิ์ root แต่เกิดข้อผิดพลาดในกลไกตรวจสอบสิทธิ์ของ Polkit ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งงาน daemon ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังพบปัญหา DoS จากการสร้าง profile hold ได้ไม่จำกัดจำนวน และการจัดการ cookie ที่ไม่ปลอดภัย ทีมพัฒนาได้ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.9.1 เพื่อแก้ไขทั้งหมดแล้ว ผู้ใช้ Linux ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility 🤖 GoBruteforcer กลับมาอีกครั้ง พร้อมบอทเน็ต 50,000 เซิร์ฟเวอร์จากโค้ดตัวอย่างที่ AI สร้าง GoBruteforcer เวอร์ชันใหม่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยอาศัยช่องโหว่จาก “โค้ดตัวอย่างที่ AI สร้างให้ผู้ใช้” ซึ่งมักมีค่า default อ่อนแอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถ brute-force บริการยอดนิยมอย่าง MySQL, FTP และ phpMyAdmin ได้ง่ายขึ้น นักวิจัยพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์กว่า 50,000 เครื่องเสี่ยงถูกโจมตี และกลุ่มผู้โจมตียังมุ่งเป้าไปที่ฐานข้อมูลของโปรเจกต์คริปโตเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวมัลแวร์ถูกพัฒนาให้ซ่อนตัวเก่งขึ้น ใช้ชื่อ process ปลอม และหลีกเลี่ยง IP ของ DoD และคลาวด์ใหญ่ ๆ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ 🔗 https://securityonline.info/gobruteforcer-returns-how-ai-code-snippets-fueled-a-50000-server-botnet 🌐 ความจริงเบื้องหลังเหตุ BGP Leak ของเวเนซุเอลา: ความผิดพลาดหรือปฏิบัติการลับ? เหตุการณ์ BGP leak ของผู้ให้บริการรัฐ CANTV ในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นก่อนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเป็นการดักข้อมูลโดยเจตนา แต่การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของ Cloudflare ชี้ว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเพียง “ความผิดพลาดทางเทคนิค” จากการตั้งค่าที่ผิดพลาด เช่น การ prepend เส้นทางซ้ำหลายครั้งและการรั่วไหลของเส้นทางที่เกิดขึ้นบ่อยตั้งแต่ปลายปี 2025 ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการโจมตีจริง อีกทั้ง CANTV เป็นผู้ให้บริการ upstream อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำ BGP hijack เพื่อเข้าถึงข้อมูล เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ยังเปราะบาง และเน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานใหม่อย่าง ASPA และการบังคับใช้ OTC เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเส้นทางในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/spy-games-or-glitch-the-truth-behind-venezuelas-bgp-leak/ 🇨🇳 ไต้หวันเผชิญการโจมตีไซเบอร์กว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันจากจีน รายงานล่าสุดของสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าจีนเพิ่มระดับปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉลี่ยวันละกว่า 2.63 ล้านครั้งในปี 2025 โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 1,000% พร้อมความเชื่อมโยงกับการซ้อมรบของกองทัพจีนและเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ ขณะที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับรัฐหลายกลุ่มถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ซับซ้อนและประสานกันอย่างเป็นระบบ 🔗 https://securityonline.info/taiwan-faces-2-6-million-cyberattacks-daily-from-china 📡 ช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ไร้สาย H3C เปิดทางแฮ็กเกอร์ยึดสิทธิ์ Root พบการตั้งค่าที่ผิดพลาดในอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายไร้สายของ H3C ทำให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน และไฟล์เหล่านั้นถูกกำหนดสิทธิ์เป็น root โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้เต็มรูปแบบ ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 9.8 และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบเฟิร์มแวร์และรอแพตช์แก้ไขจากผู้ผลิต 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-60262-critical-misconfiguration-in-h3c-wireless-gear-hands-control-to-hackers 📱 “Ghost Tap” มัลแวร์ Android รุ่นใหม่ เปลี่ยนมือถือเป็นเครื่องรูดเงินเงียบ ๆ รายงานจาก Group-IB เปิดเผยตลาดมืดที่กำลังเติบโตของมัลแวร์ NFC บน Android ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์ทำธุรกรรม tap-to-pay จากระยะไกลได้ โดยใช้แอปสองตัวทำงานร่วมกันเพื่อจำลองบัตรของเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถรูดเงินได้แม้บัตรจะอยู่กับเจ้าของ ขบวนการนี้มีทั้งผู้พัฒนาเครื่องมือ ผู้ขาย POS ผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรที่ทำงานข้ามประเทศ พร้อมพบความเสียหายแล้วหลายแสนดอลลาร์ 🔗 https://securityonline.info/ghost-tap-rising-new-wave-of-android-malware-turns-phones-into-digital-pickpockets 🛜 ช่องโหว่ Trendnet CVE-2025-15471 เปิดทางยึดอุปกรณ์ด้วยคำสั่งเดียว นักวิจัยพบช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ขยายสัญญาณ Wi-Fi ของ Trendnet ที่เปิดให้ผู้โจมตีส่งคำสั่งผ่าน HTTP เพียงครั้งเดียวก็สามารถรันโค้ดในระดับ root ได้ทันที เนื่องจากระบบ backend รับคำสั่ง shell โดยตรงโดยไม่ตรวจสอบสิทธิ์ ทำให้ผู้โจมตีสามารถเปิด backdoor ดักข้อมูล หรือใช้เป็นฐานโจมตีภายในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตจนกว่าจะมีแพตช์ออกมา 🔗 https://securityonline.info/one-request-to-rule-them-all-critical-trendnet-flaw-cve-2025-15471-allows-total-takeover 🛡️ ช่องโหว่ร้ายแรง n8n เปิดทางแฮ็กยึดเซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่อง รายงานใหม่เผยช่องโหว่ระดับวิกฤต CVE‑2026‑21858 ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติ n8n ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน โดยอาศัยจุดอ่อนของการประมวลผล Content-Type ทำให้สามารถอ่านไฟล์ภายในระบบและขยายผลสู่การยึดสิทธิ์แอดมินเต็มรูปแบบ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญอย่าง API keys, ฐานข้อมูลลูกค้า และ workflow ขององค์กรจำนวนมากทั่วโลก ผู้ดูแลระบบถูกเตือนให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.121.0 ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ 🔗 https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers 🚨 CISA เตือนด่วน: ช่องโหว่ HPE OneView ระดับ 10/10 และบั๊ก PowerPoint ปี 2009 ฟื้นคืนชีพ CISA เพิ่มสองช่องโหว่ใหม่เข้าสู่ KEV Catalog ได้แก่ CVE‑2025‑37164 ใน HPE OneView ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันโค้ดระยะไกลได้โดยไม่ต้องล็อกอิน และช่องโหว่เก่าปี 2009 ใน PowerPoint ที่กลับมาถูกใช้โจมตีอีกครั้ง หน่วยงานรัฐสหรัฐถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขภายใน 28 ม.ค. 2026 เพื่อป้องกันการถูกยึดระบบ โดย HPE ได้ออกแพตช์เร่งด่วนแล้วแต่ต้องติดตั้งซ้ำหลังอัปเกรดบางเวอร์ชัน 🔗 https://securityonline.info/cisa-kev-alert-hpes-maximum-cvss-score-flaw-and-a-zombie-powerpoint-bug 🤖 Lenovo เปิดตัว “Qira” และโรงงานคลาวด์ AI ยักษ์ใหญ่ใน CES 2026 Lenovo ประกาศยุทธศาสตร์ Hybrid AI พร้อมเปิดตัว “Qira” ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่ทำงานข้ามอุปกรณ์ และจับมือ NVIDIA เปิดตัว AI Cloud Gigafactory ที่สามารถติดตั้งศูนย์ประมวลผลระดับกิกะวัตต์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ พร้อมโชว์นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น ThinkPad Rollable XD, AI Glasses และระบบ AI สำหรับ F1 และ FIFA ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สู่ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เต็มรูปแบบ 🔗 https://securityonline.info/agentic-evolution-lenovo-unveils-qira-and-ai-cloud-gigafactories-at-ces-2026 🧠 Arm ประกาศยุค “Physical AI” และแพลตฟอร์ม AI‑Defined ที่ CES 2026 Arm ชูวิสัยทัศน์ใหม่ที่ AI จะฝังอยู่ในทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่รถยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นพลังของ Physical AI และ Edge AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์และประหยัดพลังงาน พร้อมเผยว่าชิป Arm ถูกใช้ในระบบขับขี่อัตโนมัติของ Rivian, Tesla AI5 และแพลตฟอร์ม NVIDIA Thor รวมถึงการเติบโตของ Windows on Arm ที่รองรับอุปกรณ์กว่า 100 รุ่นในปีนี้ สะท้อนบทบาทของ Arm ในการเป็นแกนกลางของยุค AI ทุกหนแห่ง 🔗 https://securityonline.info/the-ubiquitous-brain-arm-unveils-the-era-of-physical-ai-and-ai-defined-platforms 🖱️ Logitech แก้ปัญหาใหญ่: ใบรับรองหมดอายุทำให้เมาส์บน Mac ใช้งานไม่ได้ ผู้ใช้ macOS จำนวนมากพบว่า Logi Options+ และ G HUB หยุดทำงานเพราะใบรับรองนักพัฒนา Apple หมดอายุ ทำให้ระบบบล็อกกระบวนการเบื้องหลังทั้งหมด ส่งผลให้การตั้งค่าปุ่มและโปรไฟล์ใช้งานไม่ได้ Logitech ได้ออกอัปเดตพร้อมใบรับรองใหม่แล้ว โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งทับ (ห้ามลบโปรแกรมเดิม) เพื่อกู้คืนการตั้งค่าทั้งหมด ส่วนผู้ใช้ Windows ไม่ได้รับผลกระทบ 🔗 https://securityonline.info/the-logitech-fix-how-to-restore-your-broken-mac-mouse-settings-jan-2026 📮 Gmail ยุติระบบ Unified Inbox และปิดฟีเจอร์ Gmailify ในปี 2026 กูเกิลประกาศยุติการดึงอีเมลจากบัญชีภายนอกผ่าน POP3 และยกเลิกฟีเจอร์ Gmailify ทำให้ผู้ใช้ที่เคยรวมหลายบัญชีไว้ในกล่องจดหมายเดียวต้องปรับตัว โดยอาจต้องตั้งระบบ Forward อีเมลจากผู้ให้บริการอื่นแทน แม้ยังสามารถเพิ่มบัญชีภายนอกผ่าน IMAP ได้ แต่จะไม่รวมอยู่ใน Inbox หลักอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและการลดภาระระบบเดิมของกูเกิล 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-unified-inbox-gmail-kills-pop3-fetching-and-gmailify-in-2026 🤖 Android ปิดประตูความโปร่งใส: Google หยุดปล่อยโค้ด AOSP รายไตรมาสในปี 2026 Google เตรียมเปลี่ยนรอบการปล่อยซอร์สโค้ด AOSP จากทุกไตรมาสเป็นปีละสองครั้ง ทำให้โค้ดจาก Q1 และ Q3 จะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าจะรวมเข้ารุ่น Q2 และ Q4 ส่งผลให้ชุมชน Custom ROM เช่น LineageOS ต้องรอแพตช์ใหม่ล่าช้า 3 เดือน แม้ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่ความโปร่งใสของระบบ Android จะลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่แพตช์ความปลอดภัยรายเดือนยังคงปล่อยตามปกติ ​​​​​​​🔗 https://securityonline.info/android-behind-closed-doors-google-ends-quarterly-aosp-code-drops-in-2026
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 33 มุมมอง 0 รีวิว
  • ผู้บริหาร AMD แนะผู้ใช้ “ซื้อซีพียูราคาถูกลง” เพื่อรับมือราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูง — ชี้ตลาดมีตัวเลือกหลากหลายไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นแพง

    ผู้บริหารระดับสูงของ AMD ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาหน่วยความจำ (RAM) ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าผู้บริโภคสามารถ “บาลานซ์งบประมาณ” ได้ด้วยการเลือกซีพียูรุ่นที่ราคาถูกลงแทนการซื้อรุ่นท็อป เพราะในตลาดปัจจุบันมีตัวเลือกหลากหลายสำหรับทุกช่วงราคา ไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นแพงเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีเสมอไป คำแนะนำนี้สะท้อนถึงความพยายามของ AMD ในการช่วยผู้ใช้จัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมในยุคที่ต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้นอย่างมาก

    บทความระบุว่าราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาซัพพลายเชนและความต้องการที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาด AI และเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อประกอบพีซีใหม่ ผู้บริหาร AMD จึงเสนอว่าการเลือกซีพียูระดับกลางหรือระดับเริ่มต้น เช่น Ryzen 5 หรือ Ryzen 3 อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในช่วงที่ RAM มีราคาแพงกว่าปกติ

    AMD ยังชี้ว่าซีพียูรุ่นใหม่ของบริษัท เช่น Ryzen 7000 และ 8000 Series มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ แม้จะเป็นรุ่นที่ไม่ใช่ตัวท็อปก็ตาม โดยเฉพาะงานทั่วไป เกมระดับกลาง หรือการทำงานแบบมัลติทาสก์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ซีพียูระดับสูงสุดเสมอไป แนวคิดนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำงบไปลงกับ RAM หรือ SSD ที่มีราคาสูงขึ้นแทน เพื่อให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่สมดุลกว่า

    อย่างไรก็ตาม คำแนะนำนี้ก็ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ของ AMD ในการผลักดันยอดขายซีพียูระดับกลาง–ล่างในช่วงที่ตลาดพีซีชะลอตัว ขณะเดียวกันก็สะท้อนความจริงว่าต้นทุนหน่วยความจำกำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการประกอบพีซีใหม่ในปีนี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้บริหาร AMD แนะนำให้ผู้ใช้เลือกซีพียูราคาถูกลงเพื่อชดเชยราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้น
    ตลาดมีตัวเลือกหลากหลายสำหรับทุกช่วงราคา

    ราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
    สาเหตุจากความต้องการสูงในตลาด AI และปัญหาซัพพลายเชน

    ซีพียูระดับกลางของ AMD เช่น Ryzen 5/3 ยังให้ประสิทธิภาพดีสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่
    เหมาะกับงานทั่วไปและเกมระดับกลาง

    AMD ชี้ว่าผู้ใช้ควรจัดงบให้สมดุลระหว่างซีพียูและ RAM
    เพื่อให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่คุ้มค่าที่สุด

    ราคาหน่วยความจำอาจยังคงสูงต่อเนื่องในปีนี้
    ส่งผลให้ต้นทุนประกอบพีซีเพิ่มขึ้น

    การเลือกซีพียูราคาถูกเกินไปอาจจำกัดประสิทธิภาพในอนาคต
    โดยเฉพาะงานหนักหรือเกม AAA รุ่นใหม่

    คำแนะนำของ AMD อาจมีมุมมองเชิงการตลาด
    ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการจริงของตนเอง

    หากซื้อ RAM ราคาสูงตอนนี้ อาจเจอราคาลดลงในอนาคต
    เสี่ยงต่อการจ่ายแพงเกินจำเป็น

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/senior-amd-executive-suggests-consumers-buy-cheap-cpus-to-combat-memory-pricing-squeeze-says-consumers-have-a-wide-assortment-of-choice-available-for-all-kinds-of-price-points
    🧠💸 ผู้บริหาร AMD แนะผู้ใช้ “ซื้อซีพียูราคาถูกลง” เพื่อรับมือราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูง — ชี้ตลาดมีตัวเลือกหลากหลายไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นแพง ผู้บริหารระดับสูงของ AMD ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาหน่วยความจำ (RAM) ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าผู้บริโภคสามารถ “บาลานซ์งบประมาณ” ได้ด้วยการเลือกซีพียูรุ่นที่ราคาถูกลงแทนการซื้อรุ่นท็อป เพราะในตลาดปัจจุบันมีตัวเลือกหลากหลายสำหรับทุกช่วงราคา ไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นแพงเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีเสมอไป คำแนะนำนี้สะท้อนถึงความพยายามของ AMD ในการช่วยผู้ใช้จัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมในยุคที่ต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้นอย่างมาก บทความระบุว่าราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาซัพพลายเชนและความต้องการที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาด AI และเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อประกอบพีซีใหม่ ผู้บริหาร AMD จึงเสนอว่าการเลือกซีพียูระดับกลางหรือระดับเริ่มต้น เช่น Ryzen 5 หรือ Ryzen 3 อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในช่วงที่ RAM มีราคาแพงกว่าปกติ AMD ยังชี้ว่าซีพียูรุ่นใหม่ของบริษัท เช่น Ryzen 7000 และ 8000 Series มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ แม้จะเป็นรุ่นที่ไม่ใช่ตัวท็อปก็ตาม โดยเฉพาะงานทั่วไป เกมระดับกลาง หรือการทำงานแบบมัลติทาสก์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ซีพียูระดับสูงสุดเสมอไป แนวคิดนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำงบไปลงกับ RAM หรือ SSD ที่มีราคาสูงขึ้นแทน เพื่อให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่สมดุลกว่า อย่างไรก็ตาม คำแนะนำนี้ก็ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ของ AMD ในการผลักดันยอดขายซีพียูระดับกลาง–ล่างในช่วงที่ตลาดพีซีชะลอตัว ขณะเดียวกันก็สะท้อนความจริงว่าต้นทุนหน่วยความจำกำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการประกอบพีซีใหม่ในปีนี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้บริหาร AMD แนะนำให้ผู้ใช้เลือกซีพียูราคาถูกลงเพื่อชดเชยราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้น ➡️ ตลาดมีตัวเลือกหลากหลายสำหรับทุกช่วงราคา ✅ ราคาหน่วยความจำ DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ➡️ สาเหตุจากความต้องการสูงในตลาด AI และปัญหาซัพพลายเชน ✅ ซีพียูระดับกลางของ AMD เช่น Ryzen 5/3 ยังให้ประสิทธิภาพดีสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ➡️ เหมาะกับงานทั่วไปและเกมระดับกลาง ✅ AMD ชี้ว่าผู้ใช้ควรจัดงบให้สมดุลระหว่างซีพียูและ RAM ➡️ เพื่อให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่คุ้มค่าที่สุด ‼️ ราคาหน่วยความจำอาจยังคงสูงต่อเนื่องในปีนี้ ⛔ ส่งผลให้ต้นทุนประกอบพีซีเพิ่มขึ้น ‼️ การเลือกซีพียูราคาถูกเกินไปอาจจำกัดประสิทธิภาพในอนาคต ⛔ โดยเฉพาะงานหนักหรือเกม AAA รุ่นใหม่ ‼️ คำแนะนำของ AMD อาจมีมุมมองเชิงการตลาด ⛔ ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการจริงของตนเอง ‼️ หากซื้อ RAM ราคาสูงตอนนี้ อาจเจอราคาลดลงในอนาคต ⛔ เสี่ยงต่อการจ่ายแพงเกินจำเป็น https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/senior-amd-executive-suggests-consumers-buy-cheap-cpus-to-combat-memory-pricing-squeeze-says-consumers-have-a-wide-assortment-of-choice-available-for-all-kinds-of-price-points
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Senior AMD executive suggests consumers buy cheap CPUs to combat memory pricing squeeze — says ‘consumers have a wide assortment of choice available for all kinds of price points’
    'Consumers have a wide assortment of choice available for all kinds of price points that they can buy for this coming year. So yeah, I'm not not too concerned about that.'
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง — จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการเขียนโค้ด

    รายงานจาก SlashGear เปิดเผยเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการเทคโนโลยี เมื่อวิศวกรของ Google ระบุว่า Claude Code ซึ่งเป็น AI coding agent ของ Anthropic สามารถ “สร้างงานเทียบเท่าผลงานของทีมวิศวกรทั้งปี ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง” เหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย Rohan Paul วิศวกร AI ที่โพสต์ข้อความบน X พร้อมอ้างอิงคำพูดจาก Principal Engineer ของ Google ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนนักพัฒนา

    Claude Code ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยงานด้าน mapping โปรเจกต์, การทดสอบ, และการจัดการโครงสร้างระบบ ซึ่งปกติเป็นงานที่กินเวลามากสำหรับมนุษย์ แต่ AI รุ่นนี้สามารถจัดการงานซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยการอ่านโค้ดจำนวนมาก การ debug ซ้ำ ๆ และการทำ pattern-matching ข้ามระบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่มนุษย์ต้องใช้เวลานานมากในการทำให้เสร็จสมบูรณ์

    สิ่งที่น่าสนใจคือ Jaana Dogan วิศวกร Google ที่ถูกอ้างถึง ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า Claude Code สามารถสร้าง distributed agent orchestrator ที่ทีมของเธอใช้เวลาทั้งปีพัฒนา—ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เธอระบุว่าแม้ AI จะไม่ได้คิดค้นวิธีใหม่ แต่สามารถ “จำลองงานทั้งหมดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการเร่งการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมหาศาล

    อย่างไรก็ตาม Dogan เตือนว่านี่ไม่ใช่เวทมนตร์—AI ยังไม่สมบูรณ์แบบ และต้องอาศัยการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ เธอแนะนำให้นักพัฒนาที่สงสัยลองใช้ AI กับโดเมนที่ตัวเองเชี่ยวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของผลลัพธ์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI จะเป็นทักษะสำคัญในยุคใหม่ของการพัฒนาเทคโนโลยี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลา 1 ชั่วโมง
    ข้อมูลถูกเปิดเผยโดยวิศวกร Google ผ่านโพสต์บน X

    Claude Code เชี่ยวชาญงาน mapping, testing, และการจัดการโครงสร้างระบบ
    ลดเวลางานที่มนุษย์ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น debugging และอ่านโค้ดจำนวนมาก

    Jaana Dogan วิศวกร Google ยืนยันว่า AI ทำซ้ำงานของทีมได้อย่างแม่นยำ
    แม้ไม่คิดวิธีใหม่ แต่สามารถ replicate งานได้เร็วมาก

    ชุมชนนักพัฒนากำลังถกเถียงเรื่องวิธีใช้ AI ในงานจริง
    หลายคนมองว่าเป็นโอกาสใหม่ ขณะที่บางคนกังวลเรื่องผลกระทบต่ออาชีพ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    AI ยังไม่สมบูรณ์แบบและอาจสร้างข้อผิดพลาดที่มองไม่เห็น
    จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโค้ดและสถาปัตยกรรม

    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะมนุษย์ลดลง
    โดยเฉพาะทักษะการ debug และการออกแบบระบบ

    การ replicate งานเร็วไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหรือเหมาะกับ production
    ต้องตรวจสอบด้าน security, performance และ maintainability

    ความเร็วของ AI อาจทำให้เกิดการ deploy ระบบที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเพียงพอ
    เสี่ยงต่อบั๊กหรือช่องโหว่ที่อาจสร้างความเสียหายได้


    https://www.slashgear.com/2069923/google-programmer-claude-code-ai-claim/
    🤖💥 Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง — จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการเขียนโค้ด รายงานจาก SlashGear เปิดเผยเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการเทคโนโลยี เมื่อวิศวกรของ Google ระบุว่า Claude Code ซึ่งเป็น AI coding agent ของ Anthropic สามารถ “สร้างงานเทียบเท่าผลงานของทีมวิศวกรทั้งปี ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง” เหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย Rohan Paul วิศวกร AI ที่โพสต์ข้อความบน X พร้อมอ้างอิงคำพูดจาก Principal Engineer ของ Google ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนนักพัฒนา Claude Code ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยงานด้าน mapping โปรเจกต์, การทดสอบ, และการจัดการโครงสร้างระบบ ซึ่งปกติเป็นงานที่กินเวลามากสำหรับมนุษย์ แต่ AI รุ่นนี้สามารถจัดการงานซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยการอ่านโค้ดจำนวนมาก การ debug ซ้ำ ๆ และการทำ pattern-matching ข้ามระบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่มนุษย์ต้องใช้เวลานานมากในการทำให้เสร็จสมบูรณ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ Jaana Dogan วิศวกร Google ที่ถูกอ้างถึง ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า Claude Code สามารถสร้าง distributed agent orchestrator ที่ทีมของเธอใช้เวลาทั้งปีพัฒนา—ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เธอระบุว่าแม้ AI จะไม่ได้คิดค้นวิธีใหม่ แต่สามารถ “จำลองงานทั้งหมดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการเร่งการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม Dogan เตือนว่านี่ไม่ใช่เวทมนตร์—AI ยังไม่สมบูรณ์แบบ และต้องอาศัยการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ เธอแนะนำให้นักพัฒนาที่สงสัยลองใช้ AI กับโดเมนที่ตัวเองเชี่ยวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของผลลัพธ์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI จะเป็นทักษะสำคัญในยุคใหม่ของการพัฒนาเทคโนโลยี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลา 1 ชั่วโมง ➡️ ข้อมูลถูกเปิดเผยโดยวิศวกร Google ผ่านโพสต์บน X ✅ Claude Code เชี่ยวชาญงาน mapping, testing, และการจัดการโครงสร้างระบบ ➡️ ลดเวลางานที่มนุษย์ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น debugging และอ่านโค้ดจำนวนมาก ✅ Jaana Dogan วิศวกร Google ยืนยันว่า AI ทำซ้ำงานของทีมได้อย่างแม่นยำ ➡️ แม้ไม่คิดวิธีใหม่ แต่สามารถ replicate งานได้เร็วมาก ✅ ชุมชนนักพัฒนากำลังถกเถียงเรื่องวิธีใช้ AI ในงานจริง ➡️ หลายคนมองว่าเป็นโอกาสใหม่ ขณะที่บางคนกังวลเรื่องผลกระทบต่ออาชีพ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ AI ยังไม่สมบูรณ์แบบและอาจสร้างข้อผิดพลาดที่มองไม่เห็น ⛔ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโค้ดและสถาปัตยกรรม ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะมนุษย์ลดลง ⛔ โดยเฉพาะทักษะการ debug และการออกแบบระบบ ‼️ การ replicate งานเร็วไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหรือเหมาะกับ production ⛔ ต้องตรวจสอบด้าน security, performance และ maintainability ‼️ ความเร็วของ AI อาจทำให้เกิดการ deploy ระบบที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเพียงพอ ⛔ เสี่ยงต่อบั๊กหรือช่องโหว่ที่อาจสร้างความเสียหายได้ https://www.slashgear.com/2069923/google-programmer-claude-code-ai-claim/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Google Programmer Claims AI Solved A Problem That Took Human Coders A Year - SlashGear
    As questions about the use of AI in every day tasks are on the rise, a Google programmer has claimed the company's Claude is working faster than humans.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • TUXEDO เปิดตัว InfinityBook Max 16 Gen10 — อัปเกรดจอ OLED ใหม่ พร้อมสเปกแรงทะลุขีดจำกัด

    TUXEDO Computers เปิดตัว InfinityBook Max 16 Gen10 รุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ ทั้งในด้านหน้าจอ, ซีพียู, และจีพียู โดยรุ่นนี้มาพร้อม หน้าจอ OLED ใหม่, ซีพียู Intel รุ่นล่าสุด และตัวเลือก NVIDIA GPU ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ใช้ Linux ที่ต้องการโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงสำหรับงานหนัก เช่น การพัฒนา, การเรนเดอร์, หรือการทำงานด้านกราฟิกขั้นสูง

    นอกจากหน้าจอ OLED แล้ว InfinityBook Max 16 Gen10 ยังรองรับ RAM สูงสุดถึง 96GB DDR5 5600MHz และพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ NVMe PCIe 4.0 สูงสุด 16TB ซึ่งถือว่าเหนือกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กทั่วไปอย่างมาก ทำให้รองรับงานที่ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมากได้อย่างสบาย เช่น VM หลายตัวพร้อมกัน หรือการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่

    อีกหนึ่งจุดเด่นคือแบตเตอรี่ขนาด 99 Wh ซึ่งเป็นความจุสูงสุดตามกฎหมายการบิน ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นแม้จะเป็นเครื่องประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังมาพร้อมตัวเลือกระบบปฏิบัติการ Linux เช่น TUXEDO OS และ Ubuntu 24.04 LTS ให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความถนัด โดยทั้งหมดถูกปรับแต่งให้ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ของ TUXEDO ได้อย่างลื่นไหล

    การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TUXEDO ในการผลักดันตลาดโน้ตบุ๊ก Linux ให้แข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ได้อย่างสูสี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ระดับมืออาชีพที่ต้องการความเสถียรและความเข้ากันได้ของระบบแบบ 100% ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์นี้มาโดยตลอด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    TUXEDO เปิดตัว InfinityBook Max 16 Gen10 รุ่นใหม่
    มาพร้อมหน้าจอ OLED รุ่นล่าสุด

    รองรับ RAM สูงสุด 96GB DDR5 5600MHz
    เหมาะสำหรับงานหนักและ VM จำนวนมาก

    รองรับ SSD NVMe PCIe 4.0 สูงสุด 16TB
    ความเร็วสูงและพื้นที่เหลือเฟือ

    แบตเตอรี่ขนาด 99 Wh
    ความจุสูงสุดตามกฎหมายการบิน

    รองรับ TUXEDO OS และ Ubuntu 24.04 LTS
    ปรับแต่งมาเพื่อการใช้งานบน Linux โดยเฉพาะ

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    สเปกสูงอาจทำให้ราคาค่อนข้างสูง
    ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้สเปกระดับนี้

    หน้าจอ OLED มีโอกาสเกิด burn‑in หากใช้งานภาพนิ่งนาน ๆ
    ควรตั้ง screen timeout หรือใช้ screensaver

    การอัปเกรดภายในอาจต้องใช้ความชำนาญ
    ผู้ใช้ที่ไม่คุ้นเคยควรให้ศูนย์บริการจัดการแทน

    https://9to5linux.com/tuxedo-infinitybook-max-16-gen10-linux-laptop-unveiled-with-new-oled-display
    📰 💻 TUXEDO เปิดตัว InfinityBook Max 16 Gen10 — อัปเกรดจอ OLED ใหม่ พร้อมสเปกแรงทะลุขีดจำกัด TUXEDO Computers เปิดตัว InfinityBook Max 16 Gen10 รุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ ทั้งในด้านหน้าจอ, ซีพียู, และจีพียู โดยรุ่นนี้มาพร้อม หน้าจอ OLED ใหม่, ซีพียู Intel รุ่นล่าสุด และตัวเลือก NVIDIA GPU ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ใช้ Linux ที่ต้องการโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงสำหรับงานหนัก เช่น การพัฒนา, การเรนเดอร์, หรือการทำงานด้านกราฟิกขั้นสูง นอกจากหน้าจอ OLED แล้ว InfinityBook Max 16 Gen10 ยังรองรับ RAM สูงสุดถึง 96GB DDR5 5600MHz และพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ NVMe PCIe 4.0 สูงสุด 16TB ซึ่งถือว่าเหนือกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กทั่วไปอย่างมาก ทำให้รองรับงานที่ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมากได้อย่างสบาย เช่น VM หลายตัวพร้อมกัน หรือการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ อีกหนึ่งจุดเด่นคือแบตเตอรี่ขนาด 99 Wh ซึ่งเป็นความจุสูงสุดตามกฎหมายการบิน ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นแม้จะเป็นเครื่องประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังมาพร้อมตัวเลือกระบบปฏิบัติการ Linux เช่น TUXEDO OS และ Ubuntu 24.04 LTS ให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความถนัด โดยทั้งหมดถูกปรับแต่งให้ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ของ TUXEDO ได้อย่างลื่นไหล การเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ TUXEDO ในการผลักดันตลาดโน้ตบุ๊ก Linux ให้แข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ได้อย่างสูสี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ระดับมืออาชีพที่ต้องการความเสถียรและความเข้ากันได้ของระบบแบบ 100% ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์นี้มาโดยตลอด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ TUXEDO เปิดตัว InfinityBook Max 16 Gen10 รุ่นใหม่ ➡️ มาพร้อมหน้าจอ OLED รุ่นล่าสุด ✅ รองรับ RAM สูงสุด 96GB DDR5 5600MHz ➡️ เหมาะสำหรับงานหนักและ VM จำนวนมาก ✅ รองรับ SSD NVMe PCIe 4.0 สูงสุด 16TB ➡️ ความเร็วสูงและพื้นที่เหลือเฟือ ✅ แบตเตอรี่ขนาด 99 Wh ➡️ ความจุสูงสุดตามกฎหมายการบิน ✅ รองรับ TUXEDO OS และ Ubuntu 24.04 LTS ➡️ ปรับแต่งมาเพื่อการใช้งานบน Linux โดยเฉพาะ คำเตือน / ความเสี่ยง ‼️ สเปกสูงอาจทำให้ราคาค่อนข้างสูง ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้สเปกระดับนี้ ‼️ หน้าจอ OLED มีโอกาสเกิด burn‑in หากใช้งานภาพนิ่งนาน ๆ ⛔ ควรตั้ง screen timeout หรือใช้ screensaver ‼️ การอัปเกรดภายในอาจต้องใช้ความชำนาญ ⛔ ผู้ใช้ที่ไม่คุ้นเคยควรให้ศูนย์บริการจัดการแทน https://9to5linux.com/tuxedo-infinitybook-max-16-gen10-linux-laptop-unveiled-with-new-oled-display
    9TO5LINUX.COM
    TUXEDO InfinityBook Max 16 Gen10 Linux Laptop Unveiled with New OLED Display - 9to5Linux
    TUXEDO Computers unveils the InfinityBook Max 16 Gen10 Linux-powered laptop with NVIDIA GeForce RTX 5000 Series GPUs, OLED display, and more.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260107 #TechRadar

    OpenAI เผยมีผู้ใช้ ChatGPT ด้านสุขภาพกว่า 40 ล้านครั้งต่อวัน
    รายงานใหม่ของ OpenAI ระบุว่าผู้คนทั่วโลกกว่า 40 ล้านครั้งต่อวันใช้ ChatGPT เพื่อถามคำถามด้านสุขภาพ ตั้งแต่ตรวจสอบอาการ ไปจนถึงทำความเข้าใจคำแนะนำทางการแพทย์ โดยบริษัทมองว่า AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยด้านสุขภาพ” ที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและลดความสับสน แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำและความเสี่ยงหากผู้ใช้เชื่อข้อมูลมากเกินไป แต่ตัวเลขการใช้งานสะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกพึ่งพา AI ในช่วงเวลาที่เข้าถึงแพทย์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openai/openai-says-40-million-people-use-chatgpt-for-healthcare-every-day

    Samsung โชว์จอพับไร้รอยพับครั้งแรก คาดเป็นสัญญาณถึง iPhone Fold
    ซัมซุงเปิดตัวเทคโนโลยีจอพับแบบไร้รอยพับที่ CES 2026 ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ใน iPhone Fold รุ่นแรกของ Apple ก่อนที่ซัมซุงเองจะนำไปใช้ในรุ่นถัดไป โดยจอนี้ถูกนำมาเทียบกับ Galaxy Z Fold 7 ให้เห็นชัดว่ารอยพับหายไปเกือบหมด ทำให้ตลาดมือถือพับได้อาจเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยงามและทนทานกว่าเดิม พร้อมคาดการณ์ว่า iPhone Fold อาจเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้
    https://www.techradar.com/phones/iphone/samsung-just-revealed-the-first-creaseless-foldable-screen-and-it-could-be-a-serious-hint-towards-the-iphone-fold

    Google เตรียมยุติการรองรับ POP3 ใน Gmail ปี 2026
    Google ประกาศว่าจะหยุดรองรับ POP3 ใน Gmail ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถดึงอีเมลจากผู้ให้บริการอื่นเข้ามาใน Gmail ได้อีกต่อไป รวมถึงยุติฟีเจอร์ Gmailify ที่เคยช่วยเพิ่มระบบกันสแปมและฟีเจอร์ขั้นสูงให้บัญชีอีเมลภายนอก โดย Google แนะนำให้ใช้ IMAP แทน แม้จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบผู้ใช้ทั่วไปมากกว่าธุรกิจที่มีเครื่องมือย้ายข้อมูลใน Workspace อยู่แล้ว
    https://www.techradar.com/pro/google-set-to-end-pop3-support-heres-what-we-know

    ข่าวลือ OpenAI อาจซื้อ Pinterest จุดกระแสไม่พอใจจากผู้ใช้
    เพียงแค่บทความคาดการณ์ว่า OpenAI อาจเข้าซื้อ Pinterest ก็ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจทันที เพราะกังวลว่าแพลตฟอร์มที่เน้นการคัดสรรด้วยมือจะถูกกลืนด้วย AI และข้อมูลบนบอร์ดของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล แม้จะยังไม่มีดีลจริง แต่กระแสต่อต้านสะท้อนว่าผู้ใช้ยังต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ถูกครอบงำด้วย AI ขณะที่หุ้น Pinterest กลับพุ่งขึ้นเพียงเพราะข่าวลือดังกล่าว
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openais-rumored-acquisition-plans-for-pinterest-provoke-fury-among-some-users

    HP เปิดตัวคีย์บอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ รองรับ Copilot+
    HP เปิดตัว EliteBoard G1a คีย์บอร์ดที่ภายในบรรจุพีซีครบชุด ใช้ชิป AMD Ryzen AI 300 พร้อมพลังประมวลผล AI มากพอสำหรับฟีเจอร์ Copilot+ บน Windows 11 แม้ตัวเครื่องจะบางเพียง 12 มม. แต่รองรับ RAM สูงสุด 64GB, SSD 2TB, ต่อจอ 4K ได้สองจอ และมีแบตเตอรี่ในตัว ทำให้เป็นแนวคิดใหม่ของพีซีแบบพกพาที่รวมทุกอย่างไว้ในคีย์บอร์ดเดียว
    https://www.techradar.com/computing/keyboards/hp-just-squeezed-a-desktop-computer-into-a-keyboard-and-its-powerful-enough-to-be-a-copilot-pc

    Deepfakes และความเชื่อมั่นดิจิทัลกำลังถูกท้าทาย
    ยุคที่ดีปเฟกและการปลอมแปลงด้วย AI แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และสถาบันการเงินเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งการหลอกลวงด้วยใบหน้าเสียงปลอม การใช้วิดีโอปลอมในเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการโจมตีองค์กรที่สร้างความเสียหายมหาศาล จึงเกิดแนวคิด “Proof of Humanness” เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลชีวมิติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความเชื่อมั่นดิจิทัลในอนาคต และเป็นทางรอดจากโลกที่แยกของจริงออกจากของปลอมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/pro/deepfakes-and-distrust-how-human-provenance-can-rebuild-digital-confidence

    ความสับสนเรื่องการรีแบรนด์ Microsoft Office → Microsoft 365 Copilot
    ผู้ใช้จำนวนมากเกิดความงุนงงเมื่อพบว่า Office.com ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Copilot ทั้งที่การรีแบรนด์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 แล้ว โดย Microsoft ต้องการผลักดัน Copilot ให้เป็นศูนย์กลางการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความไม่พอใจ เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ใช้ AI มากเกินไป รวมถึงความกังวลว่าชื่อ “Office” อาจหายไปจากวงการซอฟต์แวร์ในที่สุด
    https://www.techradar.com/pro/microsoft-office-has-been-rebranded-to-microsoft-365-copilot-or-has-it

    มัลแวร์ปลอม Blue Screen of Death หลอกเหยื่อให้ติดตั้งตัวเอง
    แฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซียใช้แคมเปญ ClickFix รูปแบบใหม่ ส่งอีเมลปลอมเรื่องการจองโรงแรมเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ ก่อนแสดงหน้าจอ BSOD ปลอมเพื่อทำให้ตื่นตระหนกและรันสคริปต์ที่เป็นมัลแวร์จริง ซึ่งสามารถปิด Defender ขโมยรหัสผ่าน และดึงข้อมูลคลิปบอร์ดได้ ถือเป็นการโจมตีที่ผสมผสานจิตวิทยาและเทคนิคขั้นสูงเพื่อหลบการตรวจจับ
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-use-blue-screen-of-death-malware-to-target-victims

    มือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงแบบ BlackBerry กลับมาแล้ว
    Clicks Communicator เปิดตัวมือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงด้านล่างและหน้าจอ AMOLED ขนาดกะทัดรัด ให้กลิ่นอาย BlackBerry ยุคทอง เน้นการพิมพ์และการทำงานเป็นหลัก มาพร้อมช่องหูฟัง 3.5 มม. และ microSD สูงสุด 2TB เหมาะสำหรับคนที่คิดถึงความรู้สึกการพิมพ์แบบปุ่มจริง และต้องการมือถือเครื่องที่สองสำหรับงาน Productivity
    https://www.techradar.com/phones/android/missing-your-blackberry-the-clicks-communicator-brings-back-the-physical-keyboard-and-a-3-5mm-headphone-jack

    Edge ถูกรีดีไซน์ให้คล้าย Copilot และผู้ใช้ไม่ปลื้ม
    Microsoft กำลังทดสอบดีไซน์ใหม่ของ Edge ที่ยืมสไตล์จาก Copilot ทั้งโทนสี ฟอนต์ และเมนูต่าง ๆ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมด Copilot ก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่า Microsoft กำลังยัดเยียด AI มากเกินไป และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ “Microslop” แพร่กระจาย เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าประสบการณ์ใช้งานถูกบังคับให้เดินตามทิศทาง AI โดยไม่ฟังเสียงชุมชน
    https://www.techradar.com/computing/windows/microslop-is-heading-for-edge-major-browser-redesign-is-inspired-by-copilot-and-its-already-seriously-unpopular

    ช่องโหว่ WebUI เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ยึดบัญชีและรันโค้ดระยะไกล
    Open WebUI ถูกพบช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 8/10 (CVE‑2025‑64496) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีฉีดโค้ดผ่าน Direct Connection และขโมยโทเคนเพื่อยึดบัญชี รวมถึงอาจลุกลามไปสู่การรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยปัญหาเกิดจากการเชื่อมต่อไปยังโมเดลภายนอกที่ไม่ปลอดภัย และสามารถถูกหลอกให้เพิ่ม URL อันตรายได้ง่าย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 0.6.35 และจำกัดสิทธิ์การใช้เครื่องมือให้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
    https://www.techradar.com/pro/security/this-webui-vulnerability-allows-remote-code-execution-heres-how-to-stay-safe

    องค์กรกว่า 50 แห่งถูกขโมยข้อมูลเพราะไม่เปิดใช้ MFA
    รายงานเผยว่าบริษัทใหญ่ระดับ Deloitte, KPMG และ Samsung ตกเป็นเหยื่อแฮ็กเกอร์ “Zestix” หลังไม่มีการบังคับใช้ MFA ทำให้ข้อมูลล็อกอินที่ถูกขโมยจากมัลแวร์อย่าง RedLine, Lumma และ Vidar ถูกนำไปใช้เข้าถึงคลาวด์และดูดข้อมูลจำนวนมาก บางองค์กรใช้รหัสผ่านเดิมมานานหลายปี ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้าง เช่น Pickett & Associates สูญข้อมูลกว่า 139GB
    https://www.techradar.com/pro/security/dozens-of-organizations-fall-victim-to-infostealers-after-failing-to-enforce-mfa

    งานวิจัยเตือน AI อาจทำให้มนุษย์ต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น แต่ค่าตอบแทนไม่เพิ่ม
    บทความจาก Occupational Medicine ชี้ว่าการนำ AI มาใช้ช่วยงานอาจทำให้มนุษย์ต้องรับบท “ผู้จัดการ AI” เพิ่มภาระ ตรวจสอบความผิดพลาด และรับความเครียดมากขึ้น แม้งานจะถูกมองว่าง่ายขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าการจัดการที่ไม่ดีอาจกระทบต่อสุขภาพ ผลิตภาพ และโครงสร้างแรงงานในอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/new-report-on-ai-adoption-warns-workers-could-face-more-complex-responsibilities-for-lower-pay

    กลุ่มแฮ็กเกอร์ SLH กลับมาอีกครั้ง แต่ดันโดนล่อเข้ากับดัก Honeypot
    กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters อ้างว่าบุกระบบ Resecurity ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าตกหลุม Honeypot ที่สร้างข้อมูลปลอมไว้ล่อ ทำให้ Resecurity สามารถเก็บ IP, บัญชีที่เชื่อมโยง และหลักฐานต่าง ๆ ส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นการพลิกเกมที่ทำให้กลุ่มแฮ็กเกอร์เสี่ยงถูกจับกุมมากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/security/notorious-hacking-collective-returns-but-researchers-say-they-fell-for-a-honeypot

    AMD ประกาศยุค “YottaScale” ชี้ AI จะต้องการพลังประมวลผลระดับมหาศาล
    Lisa Su ซีอีโอ AMD กล่าวบนเวที CES 2026 ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ต้องการพลังประมวลผลระดับ YottaFLOPS ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 10,000 เท่า พร้อมเปิดตัวชิปและโซลูชันใหม่ เช่น MI455 GPU และ EPYC Venice ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในรอบ 50 ปี
    https://www.techradar.com/pro/amd-ceo-welcomes-us-to-the-yottascale-era-lisa-su-says-ai-will-need-yottaflops-of-compute-power-soon

    Lenovo เปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน
    Lenovo เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ชื่อ Qira ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีอย่างไร้รอยต่อ พร้อมฟีเจอร์ Smart Modes, Smart Share และ Smart Care ที่ช่วยปรับแต่งระบบ แชร์ไฟล์เร็วขึ้น และแก้ปัญหาเครื่องด้วย AI รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับธุรกิจ SMB ที่เน้นความปลอดภัยและการประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Lenovo ที่ผลักดัน AI ให้เป็นหัวใจของการทำงานยุคใหม่
    https://www.techradar.com/pro/lenovo-unveils-the-ai-tools-it-hopes-will-supercharge-your-productivity-at-work

    ตำนาน Conner หวนคืนวงการสตอเรจใน CES 2026
    แบรนด์ Conner ผู้บุกเบิกฮาร์ดดิสก์ 3.5 นิ้วในยุค 80–90 กลับมาอีกครั้งใน CES 2026 ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสตอเรจพกพา เช่น SSD ขนาดเล็ก อุปกรณ์สำรองข้อมูลมือถือ และรุ่นที่ผสานพาวเวอร์แบงก์ โดยมุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคโมบายมากกว่าตลาดพีซีแบบเดิม แม้ตลาดแข่งขันสูง แต่การกลับมาครั้งนี้ก็สร้างความสนใจว่าบรรดาแบรนด์ในตำนานอื่น ๆ อาจตามกลับมาเช่นกัน
    https://www.techradar.com/pro/legendary-hdd-brand-that-created-3-5-inch-format-makes-surprising-comeback-at-ces-could-illustrious-names-like-maxtor-iomega-or-syquest-be-next

    OWC เปิดตัว SSD Thunderbolt 5 ความจุ 8TB เร็วแรงทะลุ 6000MB/s
    OWC เปิดตัว Envoy Ultra Thunderbolt 5 SSD ความจุ 8TB ที่รองรับความเร็วสูงกว่า 6000MB/s โดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมไร้พัดลม ทนฝุ่นและน้ำระดับ IP67 และรองรับทั้ง Mac, Windows, iPad Pro และ Chromebook แม้ราคาจะสูงถึง $1,699 แต่ถูกวางตำแหน่งเป็นอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการความเร็วและความจุระดับสูงสุดในตลาดปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/pro/owc-debuts-pcie-gen4-class-8tb-thunderbolt-5-external-ssd-the-largest-and-fastest-in-its-category-but-it-wont-be-cheap

    ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าถูกแฮกข้อมูลลูกค้ากว่า 1 ล้านราย
    Brightspeed หนึ่งในผู้ให้บริการไฟเบอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่กลุ่มแฮกเกอร์ Crimson Collective อ้างว่าขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากว่า 1 ล้านราย รวมถึงชื่อ อีเมล เบอร์โทร และข้อมูลการชำระเงินบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันเหตุการณ์ แต่ระบุว่ากำลังสืบสวนอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ
    https://www.techradar.com/pro/security/one-of-the-largest-us-broadband-providers-investigates-breach

    หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roborock รุ่นใหม่มี “ขา” ปีนบันไดได้จริง
    Roborock เปิดตัว Saros Rover หุ่นยนต์ดูดฝุ่นต้นแบบที่มาพร้อมขาแบบสติลท์ สามารถปีนบันได หมุนตัวบนขั้นบันได เดินบนพื้นต่างระดับ และหลบสิ่งกีดขวางอย่างคล่องตัว แม้ยังเป็นต้นแบบที่ต้องปรับปรุง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่สามารถทำงานในบ้านหลายระดับได้จริง และอาจเปลี่ยนมาตรฐานของตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในอนาคต
    https://www.techradar.com/home/robot-vacuums/i-just-saw-roborocks-new-robot-vacuum-with-legs-and-its-going-to-make-no-go-zones-a-thing-of-the-past

    AI Bubble – ฟองสบู่ที่แตกได้ แต่เทคโนโลยีไม่หายไป
    บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้กระแสการลงทุนด้าน AI จะพองโตเกินจริงและอาจยุบตัวลงในไม่ช้า แต่ตัวเทคโนโลยีเองจะยังคงอยู่และเติบโตต่อไป เพราะ AI ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจในองค์กรทั่วโลก โดยประเทศต่าง ๆ มีท่าทีต่อ AI แตกต่างกัน—สหรัฐฯ เร่งนวัตกรรม จีนเน้นลอกเลียนแบบ ส่วนยุโรปออกกฎเข้ม—และผู้ชนะในยุคนี้จะเป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคน ไม่ใช่ลดคนทำงาน
    https://www.techradar.com/pro/the-ai-bubble-it-will-burst-but-ai-will-still-be-here

    Philips Hue SpatialAware – ระบบไฟอัจฉริยะที่เข้าใจตำแหน่งจริงในห้อง
    Philips Hue เปิดตัวฟีเจอร์ SpatialAware ที่ทำให้ระบบไฟสามารถรับรู้ตำแหน่งของหลอดไฟแต่ละดวงในห้องผ่านการสแกนด้วยกล้องมือถือ แล้วปรับโทนสีและความสว่างให้สมจริงขึ้น เช่น การจำลองแสงพระอาทิตย์ตกหรือท้องฟ้าสว่าง พร้อมอัปเดตให้ Bridge Pro รองรับอุปกรณ์มากขึ้น และเพิ่มความสามารถของผู้ช่วย AI รวมถึงรองรับ Apple Home ได้ดีขึ้น ทำให้บ้านอัจฉริยะมีความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม
    https://www.techradar.com/home/smart-lights/the-philips-hue-app-can-now-customize-lighting-scenes-so-they-suit-the-layout-of-your-rooms

    Lenovo Yoga Mini i – พีซีทรงกระบอกจิ๋ว รองรับ 4 จอ พร้อมพลัง AI
    Lenovo เปิดตัว Yoga Mini i พีซีขนาดเล็กเพียง 600 กรัม แต่รองรับจอภายนอกได้ถึง 4 จอ ใช้ชิป Intel Core Ultra X7 พร้อม RAM สูงสุด 32GB และ SSD สูงสุด 2TB ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Copilot+ เพื่อรองรับงาน AI และมัลติทาสก์ได้ดี แม้จะไม่เล็กเท่า ThinkCentre M75n Nano รุ่นในตำนาน แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับผู้ต้องการพีซีพกพาที่ทำงานจริงจังได้ครบเครื่อง
    https://www.techradar.com/pro/lenovo-adds-copilot-mac-mini-rival-to-yoga-product-line-but-i-am-so-disappointed-that-it-didnt-revive-the-nano-m75n-the-smallest-pc-ever

    Lenovo ThinkCentre X Tower – เวิร์กสเตชันคู่ GPU พร้อมการ์ด AI 1TB ลึกลับ
    ThinkCentre X Tower รุ่นใหม่ของ Lenovo กลับมาพร้อมระบบรองรับ GPU คู่แบบ RTX 5060 Ti รวม VRAM 32GB เพื่อประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ได้ในเครื่องเดียว และยังมี “AI Fusion Card” ขนาด 1TB ที่ช่วยให้ทำ post-training โมเดลระดับ 70B parameters ได้ในเครื่อง พร้อมสเปกจัดเต็มทั้ง Intel Ultra 9, RAM สูงสุด 256GB และพื้นที่เก็บข้อมูล M.2 สูงสุด 6TB เหมาะสำหรับงาน AI inference และงานข้อมูลหนักระดับองค์กร
    https://www.techradar.com/pro/return-of-the-sli-lenovos-new-workstation-pc-supports-up-to-2-rtx-5060-ti-gpus-for-ai-inference-but-im-more-interested-in-the-secretive-1tb-ai-fusion-card

    Motorola Razr Fold – มือถือพับจอใหญ่ 8.1 นิ้ว พร้อมปากกาและกล้องจัดเต็ม
    Motorola เปิดตัว Razr Fold มือถือพับรุ่นใหม่ที่ขยายสู่ตลาดแท็บเล็ตพับได้ ด้วยหน้าจอใหญ่ 8.1 นิ้วและจอหน้าปก 6.6 นิ้ว รองรับปากกา Moto Pen Ultra ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่า Galaxy Fold 7 พร้อมชุดกล้อง 5 ตัว รวมถึงกล้องหน้า 20MP และกล้องเซลฟี่ 32MP ที่ให้ความยืดหยุ่นด้านการถ่ายภาพสูง แม้ยังไม่เปิดเผยสเปกชิปหรือราคา แต่ดีไซน์ ฟีเจอร์ AI และความสามารถด้านมัลติทาสก์ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองมากในตลาดพับได้
    https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/motorola-razr-fold-is-mostly-a-mystery-but-it-already-outdoes-the-galaxy-fold-7-in-one-key-way

    Nvidia เปิดตัว G‑Sync Pulsar: ยกระดับความคมชัดการเคลื่อนไหวสำหรับเกมเมอร์
    Nvidia เผยโฉม G‑Sync Pulsar เทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดปัญหา motion blur โดยใช้ระบบ backlight แบบแบ่งโซนและการสแกนแบบ rolling scan ทำให้ภาพเคลื่อนไหวคมชัดขึ้นอย่างมากจนการเล่นเกม 250fps ให้ความรู้สึกเหมือนจอ 1,000Hz พร้อมเปิดตัวในจอรุ่นใหม่จาก Acer, Asus, AOC และ MSI ในวันที่ 7 มกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ VRR รุ่นถัดไปสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความลื่นไหลสูงสุด
    https://www.techradar.com/computing/monitors/nvidias-new-g-sync-pulsar-update-for-motion-clarity-is-a-big-win-for-pc-gamers-and-heres-why

    Motorola Signature: เรือธงสุดแกร่งที่สเปกจัดเต็ม แต่ชิปยังไม่สุด
    Motorola เปิดตัว Motorola Signature สมาร์ทโฟนเรือธงดีไซน์พรีเมียมที่มาพร้อมกล้อง 50MP ทั้งสี่ตัว หน้าจอ AMOLED 165Hz ความสว่างสูงสุด 6,200 nits แบต 5,200mAh และชาร์จเร็ว 90W พร้อมความทนทานระดับ IP68/IP69 แต่จุดอ่อนคือชิป Snapdragon 8 Gen 5 ที่ยังไม่ใช่รุ่นท็อป ทำให้ประสิทธิภาพไม่โดดเด่นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงคู่แข่งระดับไฮเอนด์ แม้โดยรวมยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความครบเครื่องและอัปเดตยาว 7 ปี
    https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/the-motorola-signature-is-a-stunning-rugged-samsung-galaxy-s25-rival-with-one-unfortunate-weakness

    เตือนภัย! แคมเปญมัลแวร์ใหม่ขโมยแชต AI ผ่านส่วนขยาย Chrome ปลอม
    นักวิจัยพบส่วนขยาย Chrome ปลอมสองตัวที่มีผู้ใช้รวมเกือบ 900,000 ราย แอบดึงข้อมูลการสนทนากับ AI และ URL ของแท็บทุก 30 นาที ส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม โดยปลอมตัวเป็นส่วนขยายยอดนิยมด้าน AI ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของส่วนขยายที่แม้จะอยู่ในร้านค้าอย่างเป็นทางการก็ยังอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรตรวจสอบสิทธิ์และความน่าเชื่อถือก่อนติดตั้งเสมอ
    https://www.techradar.com/pro/security/this-new-malware-campaign-is-stealing-chat-logs-via-chrome-extensions

    Intel Arc B390: iGPU ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาเล่นเกมลื่นระดับสูงได้จริง
    Intel เปิดตัวชิป Core Ultra series 3 พร้อม iGPU Arc B390 ที่สร้างความประทับใจด้วยประสิทธิภาพการเล่นเกมระดับสูง สามารถรันเกมอย่าง Battlefield 6 และ Dying Light: The Beast ที่ 1080p ด้วยเฟรมเรตสูงเกินคาด แม้ไม่มีการ์ดจอแยก ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาในปี 2026 กลายเป็นตัวเลือกที่เล่นเกมได้จริงจังมากขึ้น และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด ultrabook ที่ต้องการทั้งความบางและพลังกราฟิกในตัวเดียว
    https://www.techradar.com/computing/cpu/the-intel-core-ultra-series-3-processors-look-impressive-enough-but-the-arc-b390-igpu-is-the-real-game-changer-here

    เสียงชัดคือหัวใจของการทำงานร่วมกับ AI — ถ้า AI ฟังคุณไม่ได้ มันก็ช่วยคุณไม่ได้
    บทความชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในที่ทำงาน การมีระบบเสียงที่คมชัดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ AI ต้องอาศัยเสียงที่ถูกต้องเพื่อประมวลผล ฟังอารมณ์ และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ทั้งในการประชุม การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการทำงานร่วมกันระหว่างทีมทั่วโลก องค์กรที่ลงทุนในไมโครโฟนและระบบประมวลผลเสียงคุณภาพสูงจึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดความผิดพลาด และปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่
    https://www.techradar.com/pro/if-ai-cant-hear-you-it-cant-help-you-why-clear-audio-drives-real-productivity
    📌📡🟢 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟢📡📌 #รวมข่าวIT #20260107 #TechRadar 🏥 OpenAI เผยมีผู้ใช้ ChatGPT ด้านสุขภาพกว่า 40 ล้านครั้งต่อวัน รายงานใหม่ของ OpenAI ระบุว่าผู้คนทั่วโลกกว่า 40 ล้านครั้งต่อวันใช้ ChatGPT เพื่อถามคำถามด้านสุขภาพ ตั้งแต่ตรวจสอบอาการ ไปจนถึงทำความเข้าใจคำแนะนำทางการแพทย์ โดยบริษัทมองว่า AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยด้านสุขภาพ” ที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและลดความสับสน แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำและความเสี่ยงหากผู้ใช้เชื่อข้อมูลมากเกินไป แต่ตัวเลขการใช้งานสะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกพึ่งพา AI ในช่วงเวลาที่เข้าถึงแพทย์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openai/openai-says-40-million-people-use-chatgpt-for-healthcare-every-day 📱 Samsung โชว์จอพับไร้รอยพับครั้งแรก คาดเป็นสัญญาณถึง iPhone Fold ซัมซุงเปิดตัวเทคโนโลยีจอพับแบบไร้รอยพับที่ CES 2026 ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ใน iPhone Fold รุ่นแรกของ Apple ก่อนที่ซัมซุงเองจะนำไปใช้ในรุ่นถัดไป โดยจอนี้ถูกนำมาเทียบกับ Galaxy Z Fold 7 ให้เห็นชัดว่ารอยพับหายไปเกือบหมด ทำให้ตลาดมือถือพับได้อาจเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยงามและทนทานกว่าเดิม พร้อมคาดการณ์ว่า iPhone Fold อาจเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ 🔗 https://www.techradar.com/phones/iphone/samsung-just-revealed-the-first-creaseless-foldable-screen-and-it-could-be-a-serious-hint-towards-the-iphone-fold 📧 Google เตรียมยุติการรองรับ POP3 ใน Gmail ปี 2026 Google ประกาศว่าจะหยุดรองรับ POP3 ใน Gmail ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถดึงอีเมลจากผู้ให้บริการอื่นเข้ามาใน Gmail ได้อีกต่อไป รวมถึงยุติฟีเจอร์ Gmailify ที่เคยช่วยเพิ่มระบบกันสแปมและฟีเจอร์ขั้นสูงให้บัญชีอีเมลภายนอก โดย Google แนะนำให้ใช้ IMAP แทน แม้จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบผู้ใช้ทั่วไปมากกว่าธุรกิจที่มีเครื่องมือย้ายข้อมูลใน Workspace อยู่แล้ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/google-set-to-end-pop3-support-heres-what-we-know 🎨 ข่าวลือ OpenAI อาจซื้อ Pinterest จุดกระแสไม่พอใจจากผู้ใช้ เพียงแค่บทความคาดการณ์ว่า OpenAI อาจเข้าซื้อ Pinterest ก็ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจทันที เพราะกังวลว่าแพลตฟอร์มที่เน้นการคัดสรรด้วยมือจะถูกกลืนด้วย AI และข้อมูลบนบอร์ดของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล แม้จะยังไม่มีดีลจริง แต่กระแสต่อต้านสะท้อนว่าผู้ใช้ยังต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ถูกครอบงำด้วย AI ขณะที่หุ้น Pinterest กลับพุ่งขึ้นเพียงเพราะข่าวลือดังกล่าว 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openais-rumored-acquisition-plans-for-pinterest-provoke-fury-among-some-users ⌨️ HP เปิดตัวคีย์บอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ รองรับ Copilot+ HP เปิดตัว EliteBoard G1a คีย์บอร์ดที่ภายในบรรจุพีซีครบชุด ใช้ชิป AMD Ryzen AI 300 พร้อมพลังประมวลผล AI มากพอสำหรับฟีเจอร์ Copilot+ บน Windows 11 แม้ตัวเครื่องจะบางเพียง 12 มม. แต่รองรับ RAM สูงสุด 64GB, SSD 2TB, ต่อจอ 4K ได้สองจอ และมีแบตเตอรี่ในตัว ทำให้เป็นแนวคิดใหม่ของพีซีแบบพกพาที่รวมทุกอย่างไว้ในคีย์บอร์ดเดียว 🔗 https://www.techradar.com/computing/keyboards/hp-just-squeezed-a-desktop-computer-into-a-keyboard-and-its-powerful-enough-to-be-a-copilot-pc 🧩 Deepfakes และความเชื่อมั่นดิจิทัลกำลังถูกท้าทาย ยุคที่ดีปเฟกและการปลอมแปลงด้วย AI แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และสถาบันการเงินเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งการหลอกลวงด้วยใบหน้าเสียงปลอม การใช้วิดีโอปลอมในเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการโจมตีองค์กรที่สร้างความเสียหายมหาศาล จึงเกิดแนวคิด “Proof of Humanness” เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลชีวมิติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความเชื่อมั่นดิจิทัลในอนาคต และเป็นทางรอดจากโลกที่แยกของจริงออกจากของปลอมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/pro/deepfakes-and-distrust-how-human-provenance-can-rebuild-digital-confidence 🌀 ความสับสนเรื่องการรีแบรนด์ Microsoft Office → Microsoft 365 Copilot ผู้ใช้จำนวนมากเกิดความงุนงงเมื่อพบว่า Office.com ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Copilot ทั้งที่การรีแบรนด์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 แล้ว โดย Microsoft ต้องการผลักดัน Copilot ให้เป็นศูนย์กลางการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความไม่พอใจ เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ใช้ AI มากเกินไป รวมถึงความกังวลว่าชื่อ “Office” อาจหายไปจากวงการซอฟต์แวร์ในที่สุด 🔗 https://www.techradar.com/pro/microsoft-office-has-been-rebranded-to-microsoft-365-copilot-or-has-it 💀 มัลแวร์ปลอม Blue Screen of Death หลอกเหยื่อให้ติดตั้งตัวเอง แฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซียใช้แคมเปญ ClickFix รูปแบบใหม่ ส่งอีเมลปลอมเรื่องการจองโรงแรมเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ ก่อนแสดงหน้าจอ BSOD ปลอมเพื่อทำให้ตื่นตระหนกและรันสคริปต์ที่เป็นมัลแวร์จริง ซึ่งสามารถปิด Defender ขโมยรหัสผ่าน และดึงข้อมูลคลิปบอร์ดได้ ถือเป็นการโจมตีที่ผสมผสานจิตวิทยาและเทคนิคขั้นสูงเพื่อหลบการตรวจจับ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-use-blue-screen-of-death-malware-to-target-victims ⌨️ มือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงแบบ BlackBerry กลับมาแล้ว Clicks Communicator เปิดตัวมือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงด้านล่างและหน้าจอ AMOLED ขนาดกะทัดรัด ให้กลิ่นอาย BlackBerry ยุคทอง เน้นการพิมพ์และการทำงานเป็นหลัก มาพร้อมช่องหูฟัง 3.5 มม. และ microSD สูงสุด 2TB เหมาะสำหรับคนที่คิดถึงความรู้สึกการพิมพ์แบบปุ่มจริง และต้องการมือถือเครื่องที่สองสำหรับงาน Productivity 🔗 https://www.techradar.com/phones/android/missing-your-blackberry-the-clicks-communicator-brings-back-the-physical-keyboard-and-a-3-5mm-headphone-jack 🧭 Edge ถูกรีดีไซน์ให้คล้าย Copilot และผู้ใช้ไม่ปลื้ม Microsoft กำลังทดสอบดีไซน์ใหม่ของ Edge ที่ยืมสไตล์จาก Copilot ทั้งโทนสี ฟอนต์ และเมนูต่าง ๆ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมด Copilot ก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่า Microsoft กำลังยัดเยียด AI มากเกินไป และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ “Microslop” แพร่กระจาย เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าประสบการณ์ใช้งานถูกบังคับให้เดินตามทิศทาง AI โดยไม่ฟังเสียงชุมชน 🔗 https://www.techradar.com/computing/windows/microslop-is-heading-for-edge-major-browser-redesign-is-inspired-by-copilot-and-its-already-seriously-unpopular ⚠️ ช่องโหว่ WebUI เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ยึดบัญชีและรันโค้ดระยะไกล Open WebUI ถูกพบช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 8/10 (CVE‑2025‑64496) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีฉีดโค้ดผ่าน Direct Connection และขโมยโทเคนเพื่อยึดบัญชี รวมถึงอาจลุกลามไปสู่การรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยปัญหาเกิดจากการเชื่อมต่อไปยังโมเดลภายนอกที่ไม่ปลอดภัย และสามารถถูกหลอกให้เพิ่ม URL อันตรายได้ง่าย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 0.6.35 และจำกัดสิทธิ์การใช้เครื่องมือให้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/this-webui-vulnerability-allows-remote-code-execution-heres-how-to-stay-safe 🔐 องค์กรกว่า 50 แห่งถูกขโมยข้อมูลเพราะไม่เปิดใช้ MFA รายงานเผยว่าบริษัทใหญ่ระดับ Deloitte, KPMG และ Samsung ตกเป็นเหยื่อแฮ็กเกอร์ “Zestix” หลังไม่มีการบังคับใช้ MFA ทำให้ข้อมูลล็อกอินที่ถูกขโมยจากมัลแวร์อย่าง RedLine, Lumma และ Vidar ถูกนำไปใช้เข้าถึงคลาวด์และดูดข้อมูลจำนวนมาก บางองค์กรใช้รหัสผ่านเดิมมานานหลายปี ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้าง เช่น Pickett & Associates สูญข้อมูลกว่า 139GB 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/dozens-of-organizations-fall-victim-to-infostealers-after-failing-to-enforce-mfa 🧠 งานวิจัยเตือน AI อาจทำให้มนุษย์ต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น แต่ค่าตอบแทนไม่เพิ่ม บทความจาก Occupational Medicine ชี้ว่าการนำ AI มาใช้ช่วยงานอาจทำให้มนุษย์ต้องรับบท “ผู้จัดการ AI” เพิ่มภาระ ตรวจสอบความผิดพลาด และรับความเครียดมากขึ้น แม้งานจะถูกมองว่าง่ายขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าการจัดการที่ไม่ดีอาจกระทบต่อสุขภาพ ผลิตภาพ และโครงสร้างแรงงานในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/new-report-on-ai-adoption-warns-workers-could-face-more-complex-responsibilities-for-lower-pay 🎣 กลุ่มแฮ็กเกอร์ SLH กลับมาอีกครั้ง แต่ดันโดนล่อเข้ากับดัก Honeypot กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters อ้างว่าบุกระบบ Resecurity ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าตกหลุม Honeypot ที่สร้างข้อมูลปลอมไว้ล่อ ทำให้ Resecurity สามารถเก็บ IP, บัญชีที่เชื่อมโยง และหลักฐานต่าง ๆ ส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นการพลิกเกมที่ทำให้กลุ่มแฮ็กเกอร์เสี่ยงถูกจับกุมมากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/notorious-hacking-collective-returns-but-researchers-say-they-fell-for-a-honeypot 🚀 AMD ประกาศยุค “YottaScale” ชี้ AI จะต้องการพลังประมวลผลระดับมหาศาล Lisa Su ซีอีโอ AMD กล่าวบนเวที CES 2026 ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ต้องการพลังประมวลผลระดับ YottaFLOPS ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 10,000 เท่า พร้อมเปิดตัวชิปและโซลูชันใหม่ เช่น MI455 GPU และ EPYC Venice ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในรอบ 50 ปี 🔗 https://www.techradar.com/pro/amd-ceo-welcomes-us-to-the-yottascale-era-lisa-su-says-ai-will-need-yottaflops-of-compute-power-soon 🧠✨ Lenovo เปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน Lenovo เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ชื่อ Qira ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีอย่างไร้รอยต่อ พร้อมฟีเจอร์ Smart Modes, Smart Share และ Smart Care ที่ช่วยปรับแต่งระบบ แชร์ไฟล์เร็วขึ้น และแก้ปัญหาเครื่องด้วย AI รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับธุรกิจ SMB ที่เน้นความปลอดภัยและการประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Lenovo ที่ผลักดัน AI ให้เป็นหัวใจของการทำงานยุคใหม่ 🔗 https://www.techradar.com/pro/lenovo-unveils-the-ai-tools-it-hopes-will-supercharge-your-productivity-at-work 💾📦 ตำนาน Conner หวนคืนวงการสตอเรจใน CES 2026 แบรนด์ Conner ผู้บุกเบิกฮาร์ดดิสก์ 3.5 นิ้วในยุค 80–90 กลับมาอีกครั้งใน CES 2026 ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสตอเรจพกพา เช่น SSD ขนาดเล็ก อุปกรณ์สำรองข้อมูลมือถือ และรุ่นที่ผสานพาวเวอร์แบงก์ โดยมุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคโมบายมากกว่าตลาดพีซีแบบเดิม แม้ตลาดแข่งขันสูง แต่การกลับมาครั้งนี้ก็สร้างความสนใจว่าบรรดาแบรนด์ในตำนานอื่น ๆ อาจตามกลับมาเช่นกัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/legendary-hdd-brand-that-created-3-5-inch-format-makes-surprising-comeback-at-ces-could-illustrious-names-like-maxtor-iomega-or-syquest-be-next ⚡🚀 OWC เปิดตัว SSD Thunderbolt 5 ความจุ 8TB เร็วแรงทะลุ 6000MB/s OWC เปิดตัว Envoy Ultra Thunderbolt 5 SSD ความจุ 8TB ที่รองรับความเร็วสูงกว่า 6000MB/s โดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมไร้พัดลม ทนฝุ่นและน้ำระดับ IP67 และรองรับทั้ง Mac, Windows, iPad Pro และ Chromebook แม้ราคาจะสูงถึง $1,699 แต่ถูกวางตำแหน่งเป็นอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการความเร็วและความจุระดับสูงสุดในตลาดปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/owc-debuts-pcie-gen4-class-8tb-thunderbolt-5-external-ssd-the-largest-and-fastest-in-its-category-but-it-wont-be-cheap 🔐⚠️ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าถูกแฮกข้อมูลลูกค้ากว่า 1 ล้านราย Brightspeed หนึ่งในผู้ให้บริการไฟเบอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่กลุ่มแฮกเกอร์ Crimson Collective อ้างว่าขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากว่า 1 ล้านราย รวมถึงชื่อ อีเมล เบอร์โทร และข้อมูลการชำระเงินบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันเหตุการณ์ แต่ระบุว่ากำลังสืบสวนอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/one-of-the-largest-us-broadband-providers-investigates-breach 🤖🦵 หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roborock รุ่นใหม่มี “ขา” ปีนบันไดได้จริง Roborock เปิดตัว Saros Rover หุ่นยนต์ดูดฝุ่นต้นแบบที่มาพร้อมขาแบบสติลท์ สามารถปีนบันได หมุนตัวบนขั้นบันได เดินบนพื้นต่างระดับ และหลบสิ่งกีดขวางอย่างคล่องตัว แม้ยังเป็นต้นแบบที่ต้องปรับปรุง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่สามารถทำงานในบ้านหลายระดับได้จริง และอาจเปลี่ยนมาตรฐานของตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/home/robot-vacuums/i-just-saw-roborocks-new-robot-vacuum-with-legs-and-its-going-to-make-no-go-zones-a-thing-of-the-past 🧠 AI Bubble – ฟองสบู่ที่แตกได้ แต่เทคโนโลยีไม่หายไป บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้กระแสการลงทุนด้าน AI จะพองโตเกินจริงและอาจยุบตัวลงในไม่ช้า แต่ตัวเทคโนโลยีเองจะยังคงอยู่และเติบโตต่อไป เพราะ AI ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจในองค์กรทั่วโลก โดยประเทศต่าง ๆ มีท่าทีต่อ AI แตกต่างกัน—สหรัฐฯ เร่งนวัตกรรม จีนเน้นลอกเลียนแบบ ส่วนยุโรปออกกฎเข้ม—และผู้ชนะในยุคนี้จะเป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคน ไม่ใช่ลดคนทำงาน 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-ai-bubble-it-will-burst-but-ai-will-still-be-here 💡 Philips Hue SpatialAware – ระบบไฟอัจฉริยะที่เข้าใจตำแหน่งจริงในห้อง Philips Hue เปิดตัวฟีเจอร์ SpatialAware ที่ทำให้ระบบไฟสามารถรับรู้ตำแหน่งของหลอดไฟแต่ละดวงในห้องผ่านการสแกนด้วยกล้องมือถือ แล้วปรับโทนสีและความสว่างให้สมจริงขึ้น เช่น การจำลองแสงพระอาทิตย์ตกหรือท้องฟ้าสว่าง พร้อมอัปเดตให้ Bridge Pro รองรับอุปกรณ์มากขึ้น และเพิ่มความสามารถของผู้ช่วย AI รวมถึงรองรับ Apple Home ได้ดีขึ้น ทำให้บ้านอัจฉริยะมีความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม 🔗 https://www.techradar.com/home/smart-lights/the-philips-hue-app-can-now-customize-lighting-scenes-so-they-suit-the-layout-of-your-rooms 🖥️ Lenovo Yoga Mini i – พีซีทรงกระบอกจิ๋ว รองรับ 4 จอ พร้อมพลัง AI Lenovo เปิดตัว Yoga Mini i พีซีขนาดเล็กเพียง 600 กรัม แต่รองรับจอภายนอกได้ถึง 4 จอ ใช้ชิป Intel Core Ultra X7 พร้อม RAM สูงสุด 32GB และ SSD สูงสุด 2TB ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Copilot+ เพื่อรองรับงาน AI และมัลติทาสก์ได้ดี แม้จะไม่เล็กเท่า ThinkCentre M75n Nano รุ่นในตำนาน แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับผู้ต้องการพีซีพกพาที่ทำงานจริงจังได้ครบเครื่อง 🔗 https://www.techradar.com/pro/lenovo-adds-copilot-mac-mini-rival-to-yoga-product-line-but-i-am-so-disappointed-that-it-didnt-revive-the-nano-m75n-the-smallest-pc-ever 🚀 Lenovo ThinkCentre X Tower – เวิร์กสเตชันคู่ GPU พร้อมการ์ด AI 1TB ลึกลับ ThinkCentre X Tower รุ่นใหม่ของ Lenovo กลับมาพร้อมระบบรองรับ GPU คู่แบบ RTX 5060 Ti รวม VRAM 32GB เพื่อประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ได้ในเครื่องเดียว และยังมี “AI Fusion Card” ขนาด 1TB ที่ช่วยให้ทำ post-training โมเดลระดับ 70B parameters ได้ในเครื่อง พร้อมสเปกจัดเต็มทั้ง Intel Ultra 9, RAM สูงสุด 256GB และพื้นที่เก็บข้อมูล M.2 สูงสุด 6TB เหมาะสำหรับงาน AI inference และงานข้อมูลหนักระดับองค์กร 🔗 https://www.techradar.com/pro/return-of-the-sli-lenovos-new-workstation-pc-supports-up-to-2-rtx-5060-ti-gpus-for-ai-inference-but-im-more-interested-in-the-secretive-1tb-ai-fusion-card 📱 Motorola Razr Fold – มือถือพับจอใหญ่ 8.1 นิ้ว พร้อมปากกาและกล้องจัดเต็ม Motorola เปิดตัว Razr Fold มือถือพับรุ่นใหม่ที่ขยายสู่ตลาดแท็บเล็ตพับได้ ด้วยหน้าจอใหญ่ 8.1 นิ้วและจอหน้าปก 6.6 นิ้ว รองรับปากกา Moto Pen Ultra ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่า Galaxy Fold 7 พร้อมชุดกล้อง 5 ตัว รวมถึงกล้องหน้า 20MP และกล้องเซลฟี่ 32MP ที่ให้ความยืดหยุ่นด้านการถ่ายภาพสูง แม้ยังไม่เปิดเผยสเปกชิปหรือราคา แต่ดีไซน์ ฟีเจอร์ AI และความสามารถด้านมัลติทาสก์ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองมากในตลาดพับได้ 🔗 https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/motorola-razr-fold-is-mostly-a-mystery-but-it-already-outdoes-the-galaxy-fold-7-in-one-key-way 🖥️ Nvidia เปิดตัว G‑Sync Pulsar: ยกระดับความคมชัดการเคลื่อนไหวสำหรับเกมเมอร์ Nvidia เผยโฉม G‑Sync Pulsar เทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดปัญหา motion blur โดยใช้ระบบ backlight แบบแบ่งโซนและการสแกนแบบ rolling scan ทำให้ภาพเคลื่อนไหวคมชัดขึ้นอย่างมากจนการเล่นเกม 250fps ให้ความรู้สึกเหมือนจอ 1,000Hz พร้อมเปิดตัวในจอรุ่นใหม่จาก Acer, Asus, AOC และ MSI ในวันที่ 7 มกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ VRR รุ่นถัดไปสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความลื่นไหลสูงสุด 🔗 https://www.techradar.com/computing/monitors/nvidias-new-g-sync-pulsar-update-for-motion-clarity-is-a-big-win-for-pc-gamers-and-heres-why 📱 Motorola Signature: เรือธงสุดแกร่งที่สเปกจัดเต็ม แต่ชิปยังไม่สุด Motorola เปิดตัว Motorola Signature สมาร์ทโฟนเรือธงดีไซน์พรีเมียมที่มาพร้อมกล้อง 50MP ทั้งสี่ตัว หน้าจอ AMOLED 165Hz ความสว่างสูงสุด 6,200 nits แบต 5,200mAh และชาร์จเร็ว 90W พร้อมความทนทานระดับ IP68/IP69 แต่จุดอ่อนคือชิป Snapdragon 8 Gen 5 ที่ยังไม่ใช่รุ่นท็อป ทำให้ประสิทธิภาพไม่โดดเด่นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงคู่แข่งระดับไฮเอนด์ แม้โดยรวมยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความครบเครื่องและอัปเดตยาว 7 ปี 🔗 https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/the-motorola-signature-is-a-stunning-rugged-samsung-galaxy-s25-rival-with-one-unfortunate-weakness 🔐 เตือนภัย! แคมเปญมัลแวร์ใหม่ขโมยแชต AI ผ่านส่วนขยาย Chrome ปลอม นักวิจัยพบส่วนขยาย Chrome ปลอมสองตัวที่มีผู้ใช้รวมเกือบ 900,000 ราย แอบดึงข้อมูลการสนทนากับ AI และ URL ของแท็บทุก 30 นาที ส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม โดยปลอมตัวเป็นส่วนขยายยอดนิยมด้าน AI ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของส่วนขยายที่แม้จะอยู่ในร้านค้าอย่างเป็นทางการก็ยังอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรตรวจสอบสิทธิ์และความน่าเชื่อถือก่อนติดตั้งเสมอ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/this-new-malware-campaign-is-stealing-chat-logs-via-chrome-extensions ⚡ Intel Arc B390: iGPU ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาเล่นเกมลื่นระดับสูงได้จริง Intel เปิดตัวชิป Core Ultra series 3 พร้อม iGPU Arc B390 ที่สร้างความประทับใจด้วยประสิทธิภาพการเล่นเกมระดับสูง สามารถรันเกมอย่าง Battlefield 6 และ Dying Light: The Beast ที่ 1080p ด้วยเฟรมเรตสูงเกินคาด แม้ไม่มีการ์ดจอแยก ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาในปี 2026 กลายเป็นตัวเลือกที่เล่นเกมได้จริงจังมากขึ้น และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด ultrabook ที่ต้องการทั้งความบางและพลังกราฟิกในตัวเดียว 🔗 https://www.techradar.com/computing/cpu/the-intel-core-ultra-series-3-processors-look-impressive-enough-but-the-arc-b390-igpu-is-the-real-game-changer-here 🎙️ เสียงชัดคือหัวใจของการทำงานร่วมกับ AI — ถ้า AI ฟังคุณไม่ได้ มันก็ช่วยคุณไม่ได้ บทความชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในที่ทำงาน การมีระบบเสียงที่คมชัดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ AI ต้องอาศัยเสียงที่ถูกต้องเพื่อประมวลผล ฟังอารมณ์ และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ทั้งในการประชุม การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการทำงานร่วมกันระหว่างทีมทั่วโลก องค์กรที่ลงทุนในไมโครโฟนและระบบประมวลผลเสียงคุณภาพสูงจึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดความผิดพลาด และปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ 🔗 https://www.techradar.com/pro/if-ai-cant-hear-you-it-cant-help-you-why-clear-audio-drives-real-productivity
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 143 มุมมอง 0 รีวิว
  • “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตรอง ผบ.ตร. โดยยืนยันว่า ขณะนี้สำนวนทั้งหมดได้ส่งถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว และตำรวจมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ส่งต่อให้ ป.ป.ช. อย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าไม่มีอคติ พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
    .
    พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า หากมีพยานหรือบุคคลใดประสงค์ให้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้ามาให้ถ้อยคำได้ และตำรวจจะส่งข้อมูลทั้งหมดไปยัง ป.ป.ช. ตามขั้นตอน เนื่องจากเป็นคดีที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง
    .
    ในส่วนของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพยานสำคัญในคดี รอง ผบช.ก. ยอมรับว่าเจ้าตัวเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว จนเกิดความเครียดอย่างรุนแรง แต่ได้ตัดสินใจยืนหยัดต่อสู้กับข้อเท็จจริง พร้อมยอมรับผลตามกระบวนการยุติธรรม
    .
    รอง ผบช.ก. ยังย้ำความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าเป็นองค์กรที่ประชาชนยังสามารถพึ่งพาได้ พร้อมระบุว่าการปรับเปลี่ยนหน้าที่กรรมการที่เกี่ยวข้องกับคดี จะช่วยให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบและโปร่งใสมากขึ้น
    .
    News1 จะติดตามความเคลื่อนไหวของคดีนี้อย่างใกล้ชิด
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001692
    .
    #News1 #News1live #บิ๊กเต่า #ปปช #คดีดัง #กระบวนการยุติธรรม
    “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีตรอง ผบ.ตร. โดยยืนยันว่า ขณะนี้สำนวนทั้งหมดได้ส่งถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว และตำรวจมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ส่งต่อให้ ป.ป.ช. อย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าไม่มีอคติ พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย . พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า หากมีพยานหรือบุคคลใดประสงค์ให้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้ามาให้ถ้อยคำได้ และตำรวจจะส่งข้อมูลทั้งหมดไปยัง ป.ป.ช. ตามขั้นตอน เนื่องจากเป็นคดีที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง . ในส่วนของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพยานสำคัญในคดี รอง ผบช.ก. ยอมรับว่าเจ้าตัวเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว จนเกิดความเครียดอย่างรุนแรง แต่ได้ตัดสินใจยืนหยัดต่อสู้กับข้อเท็จจริง พร้อมยอมรับผลตามกระบวนการยุติธรรม . รอง ผบช.ก. ยังย้ำความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าเป็นองค์กรที่ประชาชนยังสามารถพึ่งพาได้ พร้อมระบุว่าการปรับเปลี่ยนหน้าที่กรรมการที่เกี่ยวข้องกับคดี จะช่วยให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบและโปร่งใสมากขึ้น . News1 จะติดตามความเคลื่อนไหวของคดีนี้อย่างใกล้ชิด . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001692 . #News1 #News1live #บิ๊กเต่า #ปปช #คดีดัง #กระบวนการยุติธรรม
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 147 มุมมอง 0 รีวิว
  • ที่ทำงานไม่ใช่ที่ที่เราจะเลือกคนมาอยู่รอบตัวเองได้เสมอ บางคนเรารู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่บางคน...แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว

    แม้จะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันตรง ๆ แต่พลังงานบางอย่างก็บอกเราว่า “ไม่ชอบเขาเลย” แล้วพอได้ร่วมงานกันจริง ๆ มันก็ยิ่งชัดขึ้นทุกวัน ว่านี่แหละคือคนที่เราไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วย และไม่อยากต้องพึ่งพากันเลยสักนิด

    แต่เพราะเราทำงานอยู่ในที่เดียวกัน มีโปรเจกต์ร่วมกัน มีทีมเดียวกัน เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

    บางคนเลือกเงียบ บางคนเลือกฝืนยิ้ม บางคนพูดแค่เท่าที่จำเป็น บางคนพยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ไม่ว่าจะแสดงออกแบบไหน ข้างในใจก็ยังเหนื่อยเหมือนเดิม

    ทำไมเราถึงไม่ชอบเขา? ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดชัด ๆ

    บางคนเสียงดังเกินไป ชอบพูดแทรกเวลาคนอื่นกำลังเสนอไอเดีย บางคนชอบพูดประชด ใส่น้ำเสียงขัดใจตลอด บางคนชอบโยนงาน หรือรับปากไว้แล้วหาย บางคนพยายามทำตัวเด่นเกิน จนกลายเป็นทำลายบรรยากาศของทีม

    และบางครั้ง เขาอาจไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่เรารู้สึกไม่คลิก ไม่อยากอยู่ใกล้ แค่นั้นจริง ๆ

    ไม่ผิดหรอกที่เราจะไม่ชอบใคร แต่เมื่อเรายังต้องทำงานร่วมกัน เราควรหาวิธี “อยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายใจตัวเอง” มากกว่าแค่ทนไปวัน ๆ

    เขียนกันชวนอ่าน "อยู่ให้ไหว เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า: เข้าใจความรู้สึก และจัดการอย่างมืออาชีพ" ได้บนเว็บไซต์
    https://www.keangun.com/article/13056
    #บทความ
    #การทำงาน
    #การจัดการอารมณ์
    #ความรู้
    #แนวคิด
    #การจัดการตนเอง
    #ฮาวทู
    #เคล็ดลับ
    #เขียนกันดอทคอม
    #Keangun
    ที่ทำงานไม่ใช่ที่ที่เราจะเลือกคนมาอยู่รอบตัวเองได้เสมอ บางคนเรารู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่บางคน...แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว แม้จะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันตรง ๆ แต่พลังงานบางอย่างก็บอกเราว่า “ไม่ชอบเขาเลย” แล้วพอได้ร่วมงานกันจริง ๆ มันก็ยิ่งชัดขึ้นทุกวัน ว่านี่แหละคือคนที่เราไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วย และไม่อยากต้องพึ่งพากันเลยสักนิด แต่เพราะเราทำงานอยู่ในที่เดียวกัน มีโปรเจกต์ร่วมกัน มีทีมเดียวกัน เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี บางคนเลือกเงียบ บางคนเลือกฝืนยิ้ม บางคนพูดแค่เท่าที่จำเป็น บางคนพยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ไม่ว่าจะแสดงออกแบบไหน ข้างในใจก็ยังเหนื่อยเหมือนเดิม ทำไมเราถึงไม่ชอบเขา? ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดชัด ๆ บางคนเสียงดังเกินไป ชอบพูดแทรกเวลาคนอื่นกำลังเสนอไอเดีย บางคนชอบพูดประชด ใส่น้ำเสียงขัดใจตลอด บางคนชอบโยนงาน หรือรับปากไว้แล้วหาย บางคนพยายามทำตัวเด่นเกิน จนกลายเป็นทำลายบรรยากาศของทีม และบางครั้ง เขาอาจไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่เรารู้สึกไม่คลิก ไม่อยากอยู่ใกล้ แค่นั้นจริง ๆ ไม่ผิดหรอกที่เราจะไม่ชอบใคร แต่เมื่อเรายังต้องทำงานร่วมกัน เราควรหาวิธี “อยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายใจตัวเอง” มากกว่าแค่ทนไปวัน ๆ เขียนกันชวนอ่าน "อยู่ให้ไหว เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า: เข้าใจความรู้สึก และจัดการอย่างมืออาชีพ" ได้บนเว็บไซต์ https://www.keangun.com/article/13056 #บทความ #การทำงาน #การจัดการอารมณ์ #ความรู้ #แนวคิด #การจัดการตนเอง #ฮาวทู #เคล็ดลับ #เขียนกันดอทคอม #Keangun
    WWW.KEANGUN.COM
    อยู่ให้ไหว เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า: เข้าใจความรู้สึก และจัดการอย่างมืออาชีพ
    ที่ทำงานไม่ใช่ที่ที่เราจะเลือกคนมาอยู่รอบตัวเองได้เสมอ บางคนเรารู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่บางคน...แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว แม้จะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันตรง ๆ แต่พลังงานบางอย่างก็บอกเราว่า “ไม่ชอบเขาเลย” แล้วพอได้ร่วมงานกันจริง ๆ มันก็ยิ่งชัดขึ้นทุกวัน ว่านี่แหละคือคนที่เราไม่อยากเจอ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 34 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด

    Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น

    เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode

    แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา

    สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode
    ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว
    อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง
    โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย

    ปัญหาที่เกิดขึ้น
    Inline suggestions รบกวน shell
    ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก
    ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI

    สิ่งที่ชอบใน Zed
    เร็วมาก ตอบสนองทันที
    UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที
    ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ
    เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์

    จุดที่ต้องปรับตัว
    ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode
    ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก
    ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก

    การตั้งค่า Python บน Zed
    ใช้ Basedpyright เป็น default
    ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml
    ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์

    ปัญหาที่พบ
    การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright]
    ต้องแก้ทีละโปรเจกต์
    เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด

    บทสรุปของผู้เขียน
    Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go
    ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด”
    VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว

    https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    🧑‍💻⚡ นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode ➡️ ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว ➡️ อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง ➡️ โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย ‼️ ปัญหาที่เกิดขึ้น ⛔ Inline suggestions รบกวน shell ⛔ ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก ⛔ ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI ✅ สิ่งที่ชอบใน Zed ➡️ เร็วมาก ตอบสนองทันที ➡️ UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที ➡️ ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ ➡️ เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์ ‼️ จุดที่ต้องปรับตัว ⛔ ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode ⛔ ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก ⛔ ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก ✅ การตั้งค่า Python บน Zed ➡️ ใช้ Basedpyright เป็น default ➡️ ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml ➡️ ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์ ‼️ ปัญหาที่พบ ⛔ การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright] ⛔ ต้องแก้ทีละโปรเจกต์ ⛔ เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด ✅ บทสรุปของผู้เขียน ➡️ Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go ➡️ ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด” ➡️ VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 46 มุมมอง 0 รีวิว
  • Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง

    งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที

    การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที

    นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย

    แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet
    ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก
    เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet
    พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง
    ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที

    วิธีการทำงานของผู้โจมตี
    ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน
    เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์
    ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ
    เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น

    ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
    เวียดนาม
    บราซิล
    อินเดีย
    ซาอุดีอาระเบีย

    ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ
    ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก
    ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check
    ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น

    หากพบอาการผิดปกติ
    หยุดใช้งานทันที
    อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์

    https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    📺🐺 Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet ➡️ ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก ➡️ เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet ➡️ พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง ⛔ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที ✅ วิธีการทำงานของผู้โจมตี ➡️ ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน ➡️ เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์ ➡️ ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ ⛔ เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น ✅ ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ➡️ เวียดนาม ➡️ บราซิล ➡️ อินเดีย ➡️ ซาอุดีอาระเบีย ‼️ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ ⛔ ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน ✅ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ➡️ หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก ➡️ ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check ➡️ ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น ‼️ หากพบอาการผิดปกติ ⛔ หยุดใช้งานทันที ⛔ อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์ https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    HACKREAD.COM
    Millions of Android Powered TVs and Streaming Devices Infected by Kimwolf Botnet
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 43 มุมมอง 0 รีวิว
  • เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร

    การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี

    สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง
    ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น
    ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา

    ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ
    อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน
    ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์

    ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก
    ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access
    ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล

    ความเสี่ยงด้านข้อมูล
    หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ
    การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย

    ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต
    ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน
    ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง

    ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม
    ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที
    การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง

    ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม
    รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling
    ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers

    ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้
    เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด
    ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว

    ความสำคัญของการทดสอบจริง
    Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก
    การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง

    ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง
    อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy
    ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง

    https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    ⚙️ เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง ➡️ ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น ➡️ ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา ‼️ ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ ⛔ อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน ⛔ ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ✅ ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก ➡️ ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access ➡️ ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล ‼️ ความเสี่ยงด้านข้อมูล ⛔ หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ ⛔ การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย ✅ ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต ➡️ ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน ➡️ ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง ‼️ ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม ⛔ ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที ⛔ การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง ✅ ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม ➡️ รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling ➡️ ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers ‼️ ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้ ⛔ เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด ⛔ ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว ✅ ความสำคัญของการทดสอบจริง ➡️ Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก ➡️ การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง ⛔ อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy ⛔ ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    SECURITYONLINE.INFO
    How to select a secure hosting platform for high-performance applications
    Choosing a hosting platform for high-performance applications is rarely a simple technical decision. When projects rely on GPUs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 69 มุมมอง 0 รีวิว
  • Razer เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรก ร่วมพัฒนา Tenstorrent – ก้าวสู่ยุค AI แบบพกพาเต็มรูปแบบ

    Razer ผนึกกำลัง Tenstorrent เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator แบบคอมแพกต์ ใช้ชิป RISC‑V “Wormhole n150” รองรับ Thunderbolt 5 และต่อพ่วงหลายตัวได้ เหมาะสำหรับนักพัฒนา AI ที่ต้องการพลังประมวลผลแบบพกพา

    อุปกรณ์ AI แบบพกพาที่ออกแบบมาเพื่อ Developer ยุคใหม่
    Razer กำลังขยายตัวจากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาด AI อย่างจริงจัง โดยเปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกับ Tenstorrent ซึ่งใช้ชิป Wormhole n150 บนสถาปัตยกรรม RISC‑V จุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อผ่าน Thunderbolt 5 / 4 หรือ USB4 ทำให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถเพิ่มพลัง AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่

    อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และรองรับการใช้งาน AI/ML หลากหลาย เช่น LLMs, Image Generation และงาน Edge AI อื่นๆ ผ่านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent บน GitHub

    รองรับการต่อพ่วงหลายตัว – สร้างคลัสเตอร์ AI บนโต๊ะทำงาน
    หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือความสามารถในการ daisy-chain ได้สูงสุด 4 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบสเกลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง “AI mini‑cluster” บนโต๊ะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง Server ขนาดใหญ่หรือ GPU ระดับ Data Center

    Razer ระบุว่านี่คือการนำพลัง AI ระดับสูงมาสู่ผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะนักพัฒนาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการทดลองโมเดลต่างๆ

    ดีไซน์โมดูลาร์ + Thunderbolt 5 = ความเร็วและความยืดหยุ่นสูงสุด
    ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลาร์ สามารถอัปเกรดหรือต่อขยายได้ง่าย พร้อมรองรับ Thunderbolt 5 ซึ่งให้แบนด์วิดท์สูงและ latency ต่ำ เหมาะกับงาน AI ที่ต้องการส่งข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Razer และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    อุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรกของ Razer
    ใช้ชิป RISC‑V Tenstorrent Wormhole n150
    รองรับ Thunderbolt 5 / 4 และ USB4

    ออกแบบมาเพื่อ Developer และงาน Edge AI
    รัน LLMs, Image Generation และงาน AI/ML ได้หลากหลาย
    ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent

    รองรับการต่อพ่วงหลายตัว
    Daisy‑chain ได้สูงสุด 4 อุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับการปรับแต่งซอฟต์แวร์และโมเดลที่ใช้
    อาจมีข้อจำกัดด้านความร้อนหรือพลังงานเมื่อใช้งานหลายตัวพร้อมกัน

    https://wccftech.com/razer-partners-tenstorrent-goes-into-full-ai-mode/
    🤖 Razer เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรก ร่วมพัฒนา Tenstorrent – ก้าวสู่ยุค AI แบบพกพาเต็มรูปแบบ Razer ผนึกกำลัง Tenstorrent เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator แบบคอมแพกต์ ใช้ชิป RISC‑V “Wormhole n150” รองรับ Thunderbolt 5 และต่อพ่วงหลายตัวได้ เหมาะสำหรับนักพัฒนา AI ที่ต้องการพลังประมวลผลแบบพกพา ⚡ อุปกรณ์ AI แบบพกพาที่ออกแบบมาเพื่อ Developer ยุคใหม่ Razer กำลังขยายตัวจากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาด AI อย่างจริงจัง โดยเปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกับ Tenstorrent ซึ่งใช้ชิป Wormhole n150 บนสถาปัตยกรรม RISC‑V จุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อผ่าน Thunderbolt 5 / 4 หรือ USB4 ทำให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถเพิ่มพลัง AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และรองรับการใช้งาน AI/ML หลากหลาย เช่น LLMs, Image Generation และงาน Edge AI อื่นๆ ผ่านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent บน GitHub 🧩 รองรับการต่อพ่วงหลายตัว – สร้างคลัสเตอร์ AI บนโต๊ะทำงาน หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือความสามารถในการ daisy-chain ได้สูงสุด 4 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบสเกลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง “AI mini‑cluster” บนโต๊ะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง Server ขนาดใหญ่หรือ GPU ระดับ Data Center Razer ระบุว่านี่คือการนำพลัง AI ระดับสูงมาสู่ผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะนักพัฒนาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการทดลองโมเดลต่างๆ 🛠️ ดีไซน์โมดูลาร์ + Thunderbolt 5 = ความเร็วและความยืดหยุ่นสูงสุด ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลาร์ สามารถอัปเกรดหรือต่อขยายได้ง่าย พร้อมรองรับ Thunderbolt 5 ซึ่งให้แบนด์วิดท์สูงและ latency ต่ำ เหมาะกับงาน AI ที่ต้องการส่งข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Razer และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ อุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรกของ Razer ➡️ ใช้ชิป RISC‑V Tenstorrent Wormhole n150 ➡️ รองรับ Thunderbolt 5 / 4 และ USB4 ✅ ออกแบบมาเพื่อ Developer และงาน Edge AI ➡️ รัน LLMs, Image Generation และงาน AI/ML ได้หลากหลาย ➡️ ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent ✅ รองรับการต่อพ่วงหลายตัว ➡️ Daisy‑chain ได้สูงสุด 4 อุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับการปรับแต่งซอฟต์แวร์และโมเดลที่ใช้ ⛔ อาจมีข้อจำกัดด้านความร้อนหรือพลังงานเมื่อใช้งานหลายตัวพร้อมกัน https://wccftech.com/razer-partners-tenstorrent-goes-into-full-ai-mode/
    WCCFTECH.COM
    Razer Goes Full “AI Mode” with New & Compact AI Accelerator Device Featuring Tenstorrent’s Wormhole n150 AI Chip
    Razer has decided to shift its focus towards AI, as the manufacturer has showcased their first-generation compact AI accelerator device.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 58 มุมมอง 0 รีวิว
  • StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม

    StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา

    ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด

    หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ

    ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon
    ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP)
    RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด
    SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280
    หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits

    ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย
    ใช้ Coreboot firmware
    ปิด Intel ME
    มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi
    เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด

    ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา
    RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้
    ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก
    หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท

    ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้
    Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม
    Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง

    https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    💻 StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon ➡️ ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP) ➡️ RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด ➡️ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ➡️ หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits ✅ ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย ➡️ ใช้ Coreboot firmware ➡️ ปิด Intel ME ➡️ มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi ➡️ เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด ‼️ ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา ⛔ RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้ ⛔ ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก ⛔ หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท ‼️ ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้ ⛔ Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม ⛔ Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 57 มุมมอง 0 รีวิว
  • GNOME และ Firefox อาจปิดฟีเจอร์ “Middle‑Click Paste” โดยค่าเริ่มต้นในอนาคต

    ฟีเจอร์ “middle‑click paste” เป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของ X11 ที่อนุญาตให้ผู้ใช้วางข้อความที่เลือกไว้ (PRIMARY selection) ได้ทันทีด้วยการคลิกปุ่มกลางของเมาส์ โดยไม่ต้องใช้ Ctrl+V อย่างไรก็ตาม นักพัฒนา GNOME อย่าง Jordan Petridis ระบุว่าฟีเจอร์นี้สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ เพราะผู้ใช้จำนวนมากกดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อความถูกวางลงในช่องต่าง ๆ แบบไม่รู้ตัว ซึ่งอาจสร้างความสับสนหรือความเสี่ยงด้านข้อมูลได้

    ข้อเสนอของเขาถูกส่งไปยัง GNOME และ Firefox พร้อมกัน โดยทั้งสองโครงการถูกชี้ว่าฟีเจอร์นี้ “ไม่สามารถค้นพบได้” (undiscoverable) และผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง Freedesktop wiki ยังเรียก PRIMARY selection ว่าเป็น “easter egg สำหรับผู้ใช้ระดับเชี่ยวชาญ” อีกด้วย ทำให้ทีมออกแบบมองว่าควรปิดเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม power users จำนวนมากไม่เห็นด้วย เพราะ middle‑click paste เป็นฟีเจอร์ที่พวกเขาใช้ทุกวัน และถือว่าเป็นหนึ่งใน workflow ที่เร็วที่สุดบน Linux การปิดฟีเจอร์นี้อาจทำให้การทำงานช้าลงหรือไม่สะดวกเหมือนเดิม จึงเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนโอเพ่นซอร์สว่าควรเก็บไว้หรือไม่

    แม้ข้อเสนอยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทั้ง GNOME และ Mozilla แต่ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์นี้ยังสามารถเปิดใช้งานเองได้ เช่น ใช้คำสั่ง gsettings หรือเปิดผ่าน GNOME Tweaks ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความต้องการของตนเอง จึงยังไม่ต้องกังวลว่าฟีเจอร์นี้จะหายไปในทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่เสนอให้ปิด middle‑click paste
    ผู้ใช้กดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดการวางข้อมูลแบบไม่รู้ตัว
    ฟีเจอร์นี้ไม่สามารถค้นพบได้ และผู้ใช้ทั่วไปไม่รู้ว่ามันมีอยู่

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้ทั่วไปจะมีประสบการณ์ที่ปลอดภัยขึ้น ลดความสับสนจากการวางข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ
    power users อาจไม่พอใจเพราะ workflow เดิมถูกกระทบ

    ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
    การวางข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ระหว่าง livestream หรือแชร์หน้าจอ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้
    การกดผิดอาจทำให้ข้อมูลถูกวางในช่องที่ไม่ควร เช่น terminal หรือฟอร์มออนไลน์

    สิ่งที่ต้องติดตาม
    GNOME และ Mozilla ยังไม่ได้อนุมัติข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ
    หากปิดเป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ต้องเปิดเองผ่าน gsettings หรือ GNOME Tweaks

    https://itsfoss.com/news/gnome-firefox-middle-click-paste-removal/
    🖱️ GNOME และ Firefox อาจปิดฟีเจอร์ “Middle‑Click Paste” โดยค่าเริ่มต้นในอนาคต ฟีเจอร์ “middle‑click paste” เป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของ X11 ที่อนุญาตให้ผู้ใช้วางข้อความที่เลือกไว้ (PRIMARY selection) ได้ทันทีด้วยการคลิกปุ่มกลางของเมาส์ โดยไม่ต้องใช้ Ctrl+V อย่างไรก็ตาม นักพัฒนา GNOME อย่าง Jordan Petridis ระบุว่าฟีเจอร์นี้สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ เพราะผู้ใช้จำนวนมากกดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อความถูกวางลงในช่องต่าง ๆ แบบไม่รู้ตัว ซึ่งอาจสร้างความสับสนหรือความเสี่ยงด้านข้อมูลได้ ข้อเสนอของเขาถูกส่งไปยัง GNOME และ Firefox พร้อมกัน โดยทั้งสองโครงการถูกชี้ว่าฟีเจอร์นี้ “ไม่สามารถค้นพบได้” (undiscoverable) และผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง Freedesktop wiki ยังเรียก PRIMARY selection ว่าเป็น “easter egg สำหรับผู้ใช้ระดับเชี่ยวชาญ” อีกด้วย ทำให้ทีมออกแบบมองว่าควรปิดเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม power users จำนวนมากไม่เห็นด้วย เพราะ middle‑click paste เป็นฟีเจอร์ที่พวกเขาใช้ทุกวัน และถือว่าเป็นหนึ่งใน workflow ที่เร็วที่สุดบน Linux การปิดฟีเจอร์นี้อาจทำให้การทำงานช้าลงหรือไม่สะดวกเหมือนเดิม จึงเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนโอเพ่นซอร์สว่าควรเก็บไว้หรือไม่ แม้ข้อเสนอยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทั้ง GNOME และ Mozilla แต่ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์นี้ยังสามารถเปิดใช้งานเองได้ เช่น ใช้คำสั่ง gsettings หรือเปิดผ่าน GNOME Tweaks ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความต้องการของตนเอง จึงยังไม่ต้องกังวลว่าฟีเจอร์นี้จะหายไปในทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่เสนอให้ปิด middle‑click paste ➡️ ผู้ใช้กดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดการวางข้อมูลแบบไม่รู้ตัว ➡️ ฟีเจอร์นี้ไม่สามารถค้นพบได้ และผู้ใช้ทั่วไปไม่รู้ว่ามันมีอยู่ ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ ผู้ใช้ทั่วไปจะมีประสบการณ์ที่ปลอดภัยขึ้น ลดความสับสนจากการวางข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ ➡️ power users อาจไม่พอใจเพราะ workflow เดิมถูกกระทบ ‼️ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ⛔ การวางข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ระหว่าง livestream หรือแชร์หน้าจอ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้ ⛔ การกดผิดอาจทำให้ข้อมูลถูกวางในช่องที่ไม่ควร เช่น terminal หรือฟอร์มออนไลน์ ‼️ สิ่งที่ต้องติดตาม ⛔ GNOME และ Mozilla ยังไม่ได้อนุมัติข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ ⛔ หากปิดเป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ต้องเปิดเองผ่าน gsettings หรือ GNOME Tweaks https://itsfoss.com/news/gnome-firefox-middle-click-paste-removal/
    ITSFOSS.COM
    An X11 Thing! Your Favorite Middle-Click Paste is Likely to be Disabled in Future GNOME Releases
    Proposals for both GNOME and Firefox would disable the feature by default, but the final decision is still pending.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 56 มุมมอง 0 รีวิว
  • GitHub Desktop บน Ubuntu: ทางเลือกใหม่ที่ใช้งานง่ายสำหรับสายโค้ดบนลินุกซ์

    GitHub Desktop แม้จะไม่ได้รองรับอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ชุมชนโอเพ่นซอร์สก็ได้สร้างทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและเสถียรผ่าน “ShiftKey Fork” ซึ่งทำให้ผู้ใช้ Ubuntu สามารถติดตั้งและใช้งานได้เหมือนบน Windows และ macOS ทุกประการ การติดตั้งสามารถทำได้ทั้งผ่าน APT repository และ Flatpak ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและความปลอดภัยที่มากขึ้น

    การใช้งาน GitHub Desktop ช่วยลดความซับซ้อนของ Git CLI โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตร เห็นประวัติการแก้ไขแบบภาพ และช่วยจัดการ branch, commit, merge ได้ง่ายขึ้นมาก ผู้ใช้จำนวนมากชื่นชอบเพราะลดความผิดพลาดจากการพิมพ์คำสั่ง และช่วยให้ทำงานร่วมกับทีมได้ราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังผสานการทำงานกับ GitHub ได้อย่างลื่นไหล ทำให้การ clone, push, pull หรือเปิด pull request ทำได้ในไม่กี่คลิก

    แม้ GitHub Desktop จะไม่ใช่แอปอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ความนิยมของ ShiftKey Fork แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนโอเพ่นซอร์สที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของซอฟต์แวร์ข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม การติดตั้งและถอนการติดตั้งก็ทำได้ง่าย ไม่ว่าจะใช้ APT หรือ Flatpak ผู้ใช้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของตนเองได้อย่างอิสระ

    สุดท้ายนี้ การมีเครื่องมือ GUI อย่าง GitHub Desktop บน Ubuntu ช่วยให้ผู้ใช้ที่ไม่ถนัด command line สามารถเข้าถึงโลกของ Git และการพัฒนาแบบมืออาชีพได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่โอเพ่นซอร์สช่วยเปิดประตูให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    วิธีติดตั้ง GitHub Desktop บน Ubuntu
    ใช้ APT repository ของ ShiftKey เพื่ออัปเดตอัตโนมัติ
    ใช้ Flatpak สำหรับผู้ที่ต้องการ sandbox และความปลอดภัยสูง

    คุณสมบัติเด่นของ GitHub Desktop
    อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
    ช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้ Git ผ่าน command line
    แสดงประวัติการแก้ไขแบบภาพ ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

    ข้อควรระวังในการติดตั้ง
    ไม่ใช่เวอร์ชันทางการจาก GitHub แต่เป็น fork จากชุมชน
    ต้องเพิ่ม key และ repository ภายนอก อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการระบบที่ “pure”

    ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
    ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของ repository ก่อนติดตั้ง
    Flatpak แม้จะปลอดภัยกว่า แต่ใช้พื้นที่มากกว่า

    https://itsfoss.com/install-github-desktop-ubuntu/
    🖥️ GitHub Desktop บน Ubuntu: ทางเลือกใหม่ที่ใช้งานง่ายสำหรับสายโค้ดบนลินุกซ์ GitHub Desktop แม้จะไม่ได้รองรับอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ชุมชนโอเพ่นซอร์สก็ได้สร้างทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและเสถียรผ่าน “ShiftKey Fork” ซึ่งทำให้ผู้ใช้ Ubuntu สามารถติดตั้งและใช้งานได้เหมือนบน Windows และ macOS ทุกประการ การติดตั้งสามารถทำได้ทั้งผ่าน APT repository และ Flatpak ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและความปลอดภัยที่มากขึ้น การใช้งาน GitHub Desktop ช่วยลดความซับซ้อนของ Git CLI โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตร เห็นประวัติการแก้ไขแบบภาพ และช่วยจัดการ branch, commit, merge ได้ง่ายขึ้นมาก ผู้ใช้จำนวนมากชื่นชอบเพราะลดความผิดพลาดจากการพิมพ์คำสั่ง และช่วยให้ทำงานร่วมกับทีมได้ราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังผสานการทำงานกับ GitHub ได้อย่างลื่นไหล ทำให้การ clone, push, pull หรือเปิด pull request ทำได้ในไม่กี่คลิก แม้ GitHub Desktop จะไม่ใช่แอปอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ความนิยมของ ShiftKey Fork แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนโอเพ่นซอร์สที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของซอฟต์แวร์ข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม การติดตั้งและถอนการติดตั้งก็ทำได้ง่าย ไม่ว่าจะใช้ APT หรือ Flatpak ผู้ใช้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของตนเองได้อย่างอิสระ สุดท้ายนี้ การมีเครื่องมือ GUI อย่าง GitHub Desktop บน Ubuntu ช่วยให้ผู้ใช้ที่ไม่ถนัด command line สามารถเข้าถึงโลกของ Git และการพัฒนาแบบมืออาชีพได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่โอเพ่นซอร์สช่วยเปิดประตูให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ วิธีติดตั้ง GitHub Desktop บน Ubuntu ➡️ ใช้ APT repository ของ ShiftKey เพื่ออัปเดตอัตโนมัติ ➡️ ใช้ Flatpak สำหรับผู้ที่ต้องการ sandbox และความปลอดภัยสูง ✅ คุณสมบัติเด่นของ GitHub Desktop ➡️ อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ➡️ ช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้ Git ผ่าน command line ➡️ แสดงประวัติการแก้ไขแบบภาพ ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ‼️ ข้อควรระวังในการติดตั้ง ⛔ ไม่ใช่เวอร์ชันทางการจาก GitHub แต่เป็น fork จากชุมชน ⛔ ต้องเพิ่ม key และ repository ภายนอก อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการระบบที่ “pure” ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของ repository ก่อนติดตั้ง ⛔ Flatpak แม้จะปลอดภัยกว่า แต่ใช้พื้นที่มากกว่า https://itsfoss.com/install-github-desktop-ubuntu/
    ITSFOSS.COM
    Installing GitHub Desktop on Ubuntu Linux (Because I Like it)
    GitHub Desktop is not officially available for Linux. But there are alternative ways to install GitHub Desktop fork on Ubuntu.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 51 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 แนวทางยกระดับทักษะ Linux ของคุณในปี 2026

    บทความนี้พูดถึง “เป้าหมายปีใหม่สำหรับผู้ใช้ Linux” ที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือผู้ใช้ระดับกลางที่เริ่มรู้สึกว่าใช้งาน Linux ได้คล่องแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าควรต่อยอดไปทางไหน ผู้เขียนเสนอ 5 เส้นทางที่ช่วยให้คุณเข้าใจระบบมากขึ้น ทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์ ระบบอัตโนมัติ เครือข่าย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับระบบ

    หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการสร้าง Homelab ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสโลกของ Linux ในมุมมองของ “เซิร์ฟเวอร์จริง” เช่น การจัดการบริการ การสำรองข้อมูล และการดูแล uptime นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้เรียนรู้ Docker เพื่อให้สามารถจัดการแอปแบบ containerized ได้อย่างยืดหยุ่น และไม่ผูกติดกับระบบ Homelab สำเร็จรูป

    บทความยังชวนให้ลองสร้าง Smart Home แบบ Linux-powered ผ่าน Home Assistant เพื่อเรียนรู้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT, Automation และ API ต่าง ๆ รวมถึงการทดลองเชิงลึกกับ Kernel เช่น การคอมไพล์หรือทดสอบ Kernel แบบต่าง ๆ เพื่อเข้าใจระบบปฏิบัติการในระดับล่างมากขึ้น

    สุดท้าย ผู้เขียนแนะนำให้ลองศึกษาการเขียนโปรแกรมระดับระบบ เช่น System Programming หรือ eBPF เพื่อเข้าใจการทำงานของ Linux ตั้งแต่ระดับ Process, Memory, Syscalls ไปจนถึงการสังเกตการณ์ Kernel แบบเรียลไทม์ และยังมี Bonus Resolution คือการลองใช้ Immutable Linux Distro อย่าง NixOS เพื่อท้าทายตัวเองในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    1️⃣ เริ่มต้นทำ Homelab
    ใช้เครื่องเก่าหรือ Raspberry Pi ก็เริ่มได้
    เรียนรู้เรื่องบริการ เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการข้อมูล

    2️⃣ เรียนรู้ Docker
    เข้าใจพื้นฐาน Container, Image, Volume, Compose
    ทำให้ไม่ต้องพึ่งระบบ Homelab สำเร็จรูป

    3️⃣ สร้าง Smart Home ด้วย Linux
    ใช้ Home Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ IoT
    เรียนรู้ Automation, Networking และ API

    คำเตือนด้าน Smart Home
    ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์
    อุปกรณ์บางยี่ห้ออาจเก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป

    4️⃣ ลงลึกด้าน Kernel และ Performance
    ทดลองคอมไพล์ Kernel หรือใช้ Kernel แบบ Low-latency
    เรียนรู้ Scheduler, Flags และการ Benchmark

    5️⃣ เรียนรู้ System Programming หรือ eBPF
    เข้าใจการทำงานระดับล่างของ Linux
    ใช้ eBPF วิเคราะห์ระบบแบบเรียลไทม์

    คำเตือนด้านการทดลอง Kernel
    ไม่ควรทำบนเครื่องหลัก
    อาจทำให้ระบบพังหากตั้งค่าผิด

    Bonus: ลองใช้ Immutable Linux Distro
    เช่น NixOS เพื่อท้าทายตัวเอง
    เรียนรู้ระบบที่ใช้การกำหนดค่าผ่านไฟล์เดียว

    https://itsfoss.com/news/linux-resolutions-2026/
    🐧✨ 5 แนวทางยกระดับทักษะ Linux ของคุณในปี 2026 บทความนี้พูดถึง “เป้าหมายปีใหม่สำหรับผู้ใช้ Linux” ที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปหรือผู้ใช้ระดับกลางที่เริ่มรู้สึกว่าใช้งาน Linux ได้คล่องแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าควรต่อยอดไปทางไหน ผู้เขียนเสนอ 5 เส้นทางที่ช่วยให้คุณเข้าใจระบบมากขึ้น ทั้งด้านเซิร์ฟเวอร์ ระบบอัตโนมัติ เครือข่าย ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมระดับระบบ หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการสร้าง Homelab ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสโลกของ Linux ในมุมมองของ “เซิร์ฟเวอร์จริง” เช่น การจัดการบริการ การสำรองข้อมูล และการดูแล uptime นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้เรียนรู้ Docker เพื่อให้สามารถจัดการแอปแบบ containerized ได้อย่างยืดหยุ่น และไม่ผูกติดกับระบบ Homelab สำเร็จรูป บทความยังชวนให้ลองสร้าง Smart Home แบบ Linux-powered ผ่าน Home Assistant เพื่อเรียนรู้การเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT, Automation และ API ต่าง ๆ รวมถึงการทดลองเชิงลึกกับ Kernel เช่น การคอมไพล์หรือทดสอบ Kernel แบบต่าง ๆ เพื่อเข้าใจระบบปฏิบัติการในระดับล่างมากขึ้น สุดท้าย ผู้เขียนแนะนำให้ลองศึกษาการเขียนโปรแกรมระดับระบบ เช่น System Programming หรือ eBPF เพื่อเข้าใจการทำงานของ Linux ตั้งแต่ระดับ Process, Memory, Syscalls ไปจนถึงการสังเกตการณ์ Kernel แบบเรียลไทม์ และยังมี Bonus Resolution คือการลองใช้ Immutable Linux Distro อย่าง NixOS เพื่อท้าทายตัวเองในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ 1️⃣ เริ่มต้นทำ Homelab ➡️ ใช้เครื่องเก่าหรือ Raspberry Pi ก็เริ่มได้ ➡️ เรียนรู้เรื่องบริการ เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการข้อมูล 2️⃣ เรียนรู้ Docker ➡️ เข้าใจพื้นฐาน Container, Image, Volume, Compose ➡️ ทำให้ไม่ต้องพึ่งระบบ Homelab สำเร็จรูป 3️⃣ สร้าง Smart Home ด้วย Linux ➡️ ใช้ Home Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ IoT ➡️ เรียนรู้ Automation, Networking และ API ‼️ คำเตือนด้าน Smart Home ⛔ ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ ⛔ อุปกรณ์บางยี่ห้ออาจเก็บข้อมูลผู้ใช้มากเกินไป 4️⃣ ลงลึกด้าน Kernel และ Performance ➡️ ทดลองคอมไพล์ Kernel หรือใช้ Kernel แบบ Low-latency ➡️ เรียนรู้ Scheduler, Flags และการ Benchmark 5️⃣ เรียนรู้ System Programming หรือ eBPF ➡️ เข้าใจการทำงานระดับล่างของ Linux ➡️ ใช้ eBPF วิเคราะห์ระบบแบบเรียลไทม์ ‼️ คำเตือนด้านการทดลอง Kernel ⛔ ไม่ควรทำบนเครื่องหลัก ⛔ อาจทำให้ระบบพังหากตั้งค่าผิด ✅ Bonus: ลองใช้ Immutable Linux Distro ➡️ เช่น NixOS เพื่อท้าทายตัวเอง ➡️ เรียนรู้ระบบที่ใช้การกำหนดค่าผ่านไฟล์เดียว https://itsfoss.com/news/linux-resolutions-2026/
    ITSFOSS.COM
    5 Linux Resolutions to Level Up Your Skills in 2026
    Actually, these are mostly based on my New Year resolutions, and not all of these will be applicable to you, but you will surely find one or two to add to your new year resolution as a desktop Linux user.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 62 มุมมอง 0 รีวิว
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมภริยา เดินทางเข้ากราบสักการะสมเด็จพระสังฆราชฯ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 เพื่อขอพรและความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่.
    .
    ระหว่างเดินทางมาที่วัดราชบพิธฯ นายกรัฐมนตรีได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี โดยได้ยกมือไหว้และพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบ บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองและมีสีหน้ายิ้มแย้ม.
    .
    พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้กำลังใจการทำงานของนายกรัฐมนตรี พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอให้อดทนและดำเนินการอย่างรอบคอบ.
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000899
    .
    #News1live #News1 #อนุทินชาญวีรกูล #บิ๊กตู่ #ปีใหม่2569 #ชายแดนไทยกัมพูชา
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมภริยา เดินทางเข้ากราบสักการะสมเด็จพระสังฆราชฯ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 เพื่อขอพรและความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่. . ระหว่างเดินทางมาที่วัดราชบพิธฯ นายกรัฐมนตรีได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี โดยได้ยกมือไหว้และพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบ บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองและมีสีหน้ายิ้มแย้ม. . พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้กำลังใจการทำงานของนายกรัฐมนตรี พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอให้อดทนและดำเนินการอย่างรอบคอบ. . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000899 . #News1live #News1 #อนุทินชาญวีรกูล #บิ๊กตู่ #ปีใหม่2569 #ชายแดนไทยกัมพูชา
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 239 มุมมอง 0 รีวิว
  • “สวิตช์ลับ” ใน Junk DNA อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โรคอัลไซเมอร์เริ่มต้นขึ้น

    งานวิจัยใหม่จากทีมมหาวิทยาลัย UNSW ออสเตรเลียเผยว่าในส่วนของ DNA ที่เคยถูกมองว่าเป็น “ขยะ” หรือ junk DNA นั้น แท้จริงแล้วซ่อน “สวิตช์ควบคุม” หรือ enhancers จำนวนมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของยีนในเซลล์สมองชนิด astrocytes เซลล์ชนิดนี้มีหน้าที่ช่วยเหลือเซลล์ประสาท แต่ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มันกลับทำงานผิดปกติและอาจกลายเป็นตัวเร่งให้โรคพัฒนาเร็วขึ้น

    ใช้ CRISPRi ปิดสวิตช์ทีละตัว พบกว่า 150 ตัวมีผลต่อยีนที่เกี่ยวข้องกับโรค
    ทีมวิจัยใช้เทคนิค CRISPRi ซึ่งสามารถ “ปิดเสียง” ส่วนของ DNA โดยไม่ตัดหรือทำลายมัน จากการทดสอบเกือบ 1,000 ตำแหน่ง พบว่า มากกว่า 150 enhancers มีผลต่อการเปิด–ปิดยีนที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์โดยตรง นี่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าการควบคุมยีนในส่วน non‑coding ของ DNA มีบทบาทสำคัญกว่าที่เคยคิดไว้มาก

    แผนที่วงจรควบคุมยีนใน astrocytes อาจนำไปสู่การรักษาในอนาคต
    แม้จะยังไม่ใช่การรักษา แต่การค้นพบนี้ช่วยสร้าง “แผนที่วงจรไฟฟ้า” ของการควบคุมยีนใน astrocytes ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญก่อนจะพัฒนาแนวทางรักษาใหม่ๆ เช่น การปรับการทำงานของ enhancers เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์เข้าสู่ภาวะผิดปกติที่นำไปสู่อัลไซเมอร์

    ยังต้องศึกษาเพิ่ม เพราะอัลไซเมอร์ซับซ้อนกว่าที่คิด
    นักวิจัยเตือนว่าผลลัพธ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ เพราะอัลไซเมอร์เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม การอักเสบ การสะสมโปรตีนผิดรูป และการเสื่อมของเซลล์ประสาท แต่การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับโรคที่ซับซ้อนที่สุดโรคหนึ่งของมนุษย์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    พบ enhancers กว่า 150 จุดใน junk DNA ที่ควบคุมยีนเกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์
    ใช้เทคนิค CRISPRi ปิดสวิตช์ DNA เพื่อดูผลต่อการแสดงออกของยีน
    Enhancers เหล่านี้อยู่ใน astrocytes ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง
    การค้นพบช่วยสร้างแผนที่ควบคุมยีน อาจนำไปสู่การรักษาในอนาคต

    คำเตือนหรือข้อควรระวัง
    งานวิจัยยังอยู่ในระดับเซลล์ในห้องแล็บ ต้องทดสอบในสมองจริงก่อนสรุปผล
    อัลไซเมอร์มีหลายปัจจัยร่วม การโฟกัสเฉพาะ junk DNA อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด
    การปรับแต่ง enhancers อาจมีผลข้างเคียงต่อยีนอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าใจครบถ้วน
    ยังไม่สามารถนำไปใช้เป็นการรักษาได้ในตอนนี้ ต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก

    https://www.sciencealert.com/junk-dna-could-hide-switches-that-allow-alzheimers-to-take-hold
    🧬🧠 “สวิตช์ลับ” ใน Junk DNA อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โรคอัลไซเมอร์เริ่มต้นขึ้น งานวิจัยใหม่จากทีมมหาวิทยาลัย UNSW ออสเตรเลียเผยว่าในส่วนของ DNA ที่เคยถูกมองว่าเป็น “ขยะ” หรือ junk DNA นั้น แท้จริงแล้วซ่อน “สวิตช์ควบคุม” หรือ enhancers จำนวนมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของยีนในเซลล์สมองชนิด astrocytes เซลล์ชนิดนี้มีหน้าที่ช่วยเหลือเซลล์ประสาท แต่ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ มันกลับทำงานผิดปกติและอาจกลายเป็นตัวเร่งให้โรคพัฒนาเร็วขึ้น 🧪 ใช้ CRISPRi ปิดสวิตช์ทีละตัว พบกว่า 150 ตัวมีผลต่อยีนที่เกี่ยวข้องกับโรค ทีมวิจัยใช้เทคนิค CRISPRi ซึ่งสามารถ “ปิดเสียง” ส่วนของ DNA โดยไม่ตัดหรือทำลายมัน จากการทดสอบเกือบ 1,000 ตำแหน่ง พบว่า มากกว่า 150 enhancers มีผลต่อการเปิด–ปิดยีนที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์โดยตรง นี่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าการควบคุมยีนในส่วน non‑coding ของ DNA มีบทบาทสำคัญกว่าที่เคยคิดไว้มาก 🧠 แผนที่วงจรควบคุมยีนใน astrocytes อาจนำไปสู่การรักษาในอนาคต แม้จะยังไม่ใช่การรักษา แต่การค้นพบนี้ช่วยสร้าง “แผนที่วงจรไฟฟ้า” ของการควบคุมยีนใน astrocytes ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญก่อนจะพัฒนาแนวทางรักษาใหม่ๆ เช่น การปรับการทำงานของ enhancers เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์เข้าสู่ภาวะผิดปกติที่นำไปสู่อัลไซเมอร์ 🔍 ยังต้องศึกษาเพิ่ม เพราะอัลไซเมอร์ซับซ้อนกว่าที่คิด นักวิจัยเตือนว่าผลลัพธ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ เพราะอัลไซเมอร์เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม การอักเสบ การสะสมโปรตีนผิดรูป และการเสื่อมของเซลล์ประสาท แต่การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับโรคที่ซับซ้อนที่สุดโรคหนึ่งของมนุษย์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ พบ enhancers กว่า 150 จุดใน junk DNA ที่ควบคุมยีนเกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์ ➡️ ใช้เทคนิค CRISPRi ปิดสวิตช์ DNA เพื่อดูผลต่อการแสดงออกของยีน ➡️ Enhancers เหล่านี้อยู่ใน astrocytes ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง ➡️ การค้นพบช่วยสร้างแผนที่ควบคุมยีน อาจนำไปสู่การรักษาในอนาคต ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวัง ⛔ งานวิจัยยังอยู่ในระดับเซลล์ในห้องแล็บ ต้องทดสอบในสมองจริงก่อนสรุปผล ⛔ อัลไซเมอร์มีหลายปัจจัยร่วม การโฟกัสเฉพาะ junk DNA อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด ⛔ การปรับแต่ง enhancers อาจมีผลข้างเคียงต่อยีนอื่นๆ ที่ยังไม่เข้าใจครบถ้วน ⛔ ยังไม่สามารถนำไปใช้เป็นการรักษาได้ในตอนนี้ ต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก https://www.sciencealert.com/junk-dna-could-hide-switches-that-allow-alzheimers-to-take-hold
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    'Junk' DNA Could Hide Switches That Allow Alzheimer's to Take Hold
    'Switches' in our DNA that affect gene activity in cells could be crucial to understanding and possibly treating Alzheimer's disease, with researchers identifying more than 150 control signals in specialized brain cells called astrocytes.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 105 มุมมอง 0 รีวิว
  • แหล่งพลังงานลับในเซลล์มนุษย์อาจถูกค้นพบ — งานวิจัยใหม่เผยศักยภาพไฟฟ้าจากเยื่อหุ้มเซลล์

    เยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างไฟฟ้าได้จริง
    งานวิจัยล่าสุดจาก University of Houston และ Rutgers University ชี้ว่า “การสั่นไหวเล็กๆ” ของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของโปรตีนและการใช้พลังงาน ATP อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิโวลต์ได้จริง กลไกนี้อาศัยคุณสมบัติที่เรียกว่า flexoelectricity — การที่วัสดุสร้างแรงดันไฟฟ้าเมื่อถูกดัดงอหรือบิดตัว แม้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าการสั่นไหวแบบสุ่มควรหักล้างกันเอง แต่ทีมวิจัยเสนอว่าเซลล์ “ไม่เคยอยู่ในสภาวะสมดุล” จึงสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้อย่างมีทิศทาง

    แรงดันไฟฟ้าที่มากพอจะกระตุ้นเซลล์ประสาท
    จากการคำนวณของทีมวิจัย แรงดันที่เกิดจาก flexoelectricity อาจสูงถึง 90 มิลลิโวลต์ ซึ่งมากพอที่จะกระตุ้นให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณได้จริง นั่นหมายความว่าการสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนที่ของไอออน การส่งสัญญาณประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อ มากกว่าที่เคยคิดกัน

    ผลกระทบต่อความเข้าใจระบบประสาทและการสื่อสารในร่างกาย
    แรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิวินาทีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจช่วยอธิบายการประสานงานของเซลล์ในเนื้อเยื่อ เช่น การส่งสัญญาณในสมองหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อ งานวิจัยนี้ยังเปิดประตูสู่แนวคิดใหม่ เช่น การใช้หลักการเดียวกันสร้างวัสดุสังเคราะห์ที่เลียนแบบสมอง หรือระบบประมวลผลแบบชีวภาพที่ใช้พลังงานต่ำ

    แรงบันดาลใจสู่ AI และวัสดุอัจฉริยะ
    นักวิจัยเสนอว่า หากเข้าใจกลไกนี้อย่างลึกซึ้ง อาจนำไปสู่การออกแบบเครือข่ายประสาทเทียมที่ใช้พลังงานต่ำ หรือวัสดุที่ตอบสนองต่อแรงดัดงอด้วยสัญญาณไฟฟ้าเหมือนเซลล์มนุษย์ เป็นการเชื่อมโลกชีววิทยาเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    การสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าผ่านกลไก flexoelectricity
    แรงดันที่คำนวณได้สูงถึง 90 มิลลิโวลต์ มากพอให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณ
    กลไกนี้อาจช่วยขับเคลื่อนการเคลื่อนที่ของไอออนและการสื่อสารในร่างกาย
    งานวิจัยชี้ว่าการไม่อยู่ในสภาวะสมดุลของเซลล์ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าได้

    คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว
    งานวิจัยยังเป็นเชิงทฤษฎี ต้องพิสูจน์ในร่างกายจริงก่อนสรุปผล
    การตีความว่าเซลล์ “ผลิตไฟฟ้าเหมือนแบตเตอรี่” อาจเกินจริง
    การนำแนวคิดนี้ไปใช้ใน AI หรือวัสดุสังเคราะห์ยังอยู่ในระดับแนวคิด
    ความซับซ้อนของระบบชีวภาพอาจทำให้ผลลัพธ์ในห้องทดลองไม่ตรงกับในร่างกายจริง

    https://www.sciencealert.com/a-hidden-source-of-power-may-have-been-discovered-surrounding-our-cells
    ⚡ แหล่งพลังงานลับในเซลล์มนุษย์อาจถูกค้นพบ — งานวิจัยใหม่เผยศักยภาพไฟฟ้าจากเยื่อหุ้มเซลล์ 🔬 เยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างไฟฟ้าได้จริง งานวิจัยล่าสุดจาก University of Houston และ Rutgers University ชี้ว่า “การสั่นไหวเล็กๆ” ของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของโปรตีนและการใช้พลังงาน ATP อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิโวลต์ได้จริง กลไกนี้อาศัยคุณสมบัติที่เรียกว่า flexoelectricity — การที่วัสดุสร้างแรงดันไฟฟ้าเมื่อถูกดัดงอหรือบิดตัว แม้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าการสั่นไหวแบบสุ่มควรหักล้างกันเอง แต่ทีมวิจัยเสนอว่าเซลล์ “ไม่เคยอยู่ในสภาวะสมดุล” จึงสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้อย่างมีทิศทาง ⚙️ แรงดันไฟฟ้าที่มากพอจะกระตุ้นเซลล์ประสาท จากการคำนวณของทีมวิจัย แรงดันที่เกิดจาก flexoelectricity อาจสูงถึง 90 มิลลิโวลต์ ซึ่งมากพอที่จะกระตุ้นให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณได้จริง นั่นหมายความว่าการสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนที่ของไอออน การส่งสัญญาณประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อ มากกว่าที่เคยคิดกัน 🧠 ผลกระทบต่อความเข้าใจระบบประสาทและการสื่อสารในร่างกาย แรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิวินาทีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจช่วยอธิบายการประสานงานของเซลล์ในเนื้อเยื่อ เช่น การส่งสัญญาณในสมองหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อ งานวิจัยนี้ยังเปิดประตูสู่แนวคิดใหม่ เช่น การใช้หลักการเดียวกันสร้างวัสดุสังเคราะห์ที่เลียนแบบสมอง หรือระบบประมวลผลแบบชีวภาพที่ใช้พลังงานต่ำ 🤖 แรงบันดาลใจสู่ AI และวัสดุอัจฉริยะ นักวิจัยเสนอว่า หากเข้าใจกลไกนี้อย่างลึกซึ้ง อาจนำไปสู่การออกแบบเครือข่ายประสาทเทียมที่ใช้พลังงานต่ำ หรือวัสดุที่ตอบสนองต่อแรงดัดงอด้วยสัญญาณไฟฟ้าเหมือนเซลล์มนุษย์ เป็นการเชื่อมโลกชีววิทยาเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ การสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าผ่านกลไก flexoelectricity ➡️ แรงดันที่คำนวณได้สูงถึง 90 มิลลิโวลต์ มากพอให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณ ➡️ กลไกนี้อาจช่วยขับเคลื่อนการเคลื่อนที่ของไอออนและการสื่อสารในร่างกาย ➡️ งานวิจัยชี้ว่าการไม่อยู่ในสภาวะสมดุลของเซลล์ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าได้ ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว ⛔ งานวิจัยยังเป็นเชิงทฤษฎี ต้องพิสูจน์ในร่างกายจริงก่อนสรุปผล ⛔ การตีความว่าเซลล์ “ผลิตไฟฟ้าเหมือนแบตเตอรี่” อาจเกินจริง ⛔ การนำแนวคิดนี้ไปใช้ใน AI หรือวัสดุสังเคราะห์ยังอยู่ในระดับแนวคิด ⛔ ความซับซ้อนของระบบชีวภาพอาจทำให้ผลลัพธ์ในห้องทดลองไม่ตรงกับในร่างกายจริง https://www.sciencealert.com/a-hidden-source-of-power-may-have-been-discovered-surrounding-our-cells
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    A Hidden Source of Power May Have Been Discovered Surrounding Our Cells
    Our cells may literally ripple with electricity, acting as a hidden power supply that could help transport materials or even play a role in our body's communication.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 83 มุมมอง 0 รีวิว
  • Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง

    หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA

    แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน

    แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026
    NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง
    community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
    การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver

    ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง
    TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด
    Chrome GPU process crash เมื่อ resize window
    Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11
    scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window

    ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้
    Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ
    keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ
    screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง
    การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user
    ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง
    productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า
    ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker
    ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง

    https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    🖥️ Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026 ➡️ NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง ➡️ community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ➡️ การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver ✅ ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง ➡️ TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด ➡️ Chrome GPU process crash เมื่อ resize window ➡️ Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11 ➡️ scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window ‼️ ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้ ⛔ Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ ⛔ keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ ⛔ screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง ⛔ การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user ⛔ ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง ⛔ productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า ⛔ ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker ⛔ ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    MICHAEL.STAPELBERG.CH
    Can I finally start using Wayland in 2026?
    Wayland is the successor to the X server (X11, Xorg) to implement the graphics stack on Linux. The Wayland project was actually started in 2008, a year before I created the i3 tiling window manager for X11 in 2009 — but for the last 18 years (!), Wayland was never usable on my computers. I don’t want to be stuck on deprecated software, so I try to start using Wayland each year, and this articles outlines what keeps me from migrating to Wayland in 2026.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 93 มุมมอง 0 รีวิว
  • 21 บทเรียนจาก 14 ปีใน Google: สิ่งที่สำคัญกว่า “การเขียนโค้ดเก่ง”

    ประสบการณ์กว่า 14 ปีของ Addy Osmani ใน Google ทำให้เขาค้นพบว่าเส้นทางของวิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้วัดกันที่ “ความเก่งด้านเทคนิค” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความไม่แน่นอน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อทั้งทีมและผู้ใช้จริง บทเรียนเหล่านี้สะท้อนความจริงที่หลายคนมักเรียนรู้ช้าเกินไป—ว่าความสำเร็จในองค์กรใหญ่เกิดจากการเข้าใจ “ระบบนิเวศของงาน” มากกว่าการเขียนโค้ดเพียงลำพัง

    หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “การหมกมุ่นกับปัญหาของผู้ใช้” มากกว่าการหลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ วิศวกรที่สร้างคุณค่ามากที่สุดคือคนที่เข้าใจปัญหาจริงอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่คนที่เริ่มต้นด้วยโซลูชันแล้วค่อยหาปัญหาใส่ นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าความสามารถในการร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้องคนเดียว” เพราะการชนะดีเบตอาจทำให้แพ้ทั้งโปรเจกต์ได้

    อีกบทเรียนที่โดดเด่นคือ “ความชัดเจนสำคัญกว่าความฉลาดล้ำ” โค้ดที่ดีไม่ใช่โค้ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือโค้ดที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุด โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ที่โค้ดของคุณอาจถูกแก้ไขตอนตีสามในเหตุการณ์ outage นอกจากนี้ Addy ยังเตือนว่า “ความแปลกใหม่” ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระในอนาคต ทั้งด้านการบำรุงรักษา การสรรหาคน และความเสี่ยงในการใช้งาน

    ท้ายที่สุด เขาย้ำว่าความก้าวหน้าในอาชีพเกิดจากการสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การเขียน การสอน การล้มเหลว และการเรียนรู้จากมัน—ทั้งหมดนี้คือดอกเบี้ยทบต้นของเส้นทางวิศวกรที่ยั่งยืน ไม่ใช่การหวังลัดหรือการไล่ตามเทคโนโลยีใหม่อย่างไร้ทิศทาง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    บทเรียนด้านการทำงานและความคิด
    เริ่มจากปัญหาของผู้ใช้ ไม่ใช่เทคโนโลยี
    การร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้อง”
    ความชัดเจนในโค้ดคือสัญลักษณ์ของความเป็น senior

    บทเรียนด้านเทคนิคและการออกแบบระบบ
    ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระ
    โค้ดที่ดีที่สุดคือโค้ดที่ไม่ต้องเขียน
    ทีมที่ช้า มักช้าเพราะ “ไม่ตรงกัน” ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง

    ความเสี่ยงที่มักมองข้าม
    การพึ่ง abstraction มากเกินไปจนไม่เข้าใจพื้นฐาน
    การชนะดีเบตมากเกินไปจนสร้างแรงต้านเงียบ
    การทำ “glue work” แบบไร้ขอบเขตจนทำให้เส้นทางอาชีพชะงัก

    ผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพ
    โค้ดดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีใครพูดแทนคุณในห้องประชุม
    การไล่ตามโปรโมชันโดยไม่รู้ว่าตัวเองแลกอะไรไป
    การไม่สร้างเครือข่าย ทำให้พลาดโอกาสในระยะยาว

    https://addyosmani.com/blog/21-lessons/
    🧭 21 บทเรียนจาก 14 ปีใน Google: สิ่งที่สำคัญกว่า “การเขียนโค้ดเก่ง” ประสบการณ์กว่า 14 ปีของ Addy Osmani ใน Google ทำให้เขาค้นพบว่าเส้นทางของวิศวกรซอฟต์แวร์ไม่ได้วัดกันที่ “ความเก่งด้านเทคนิค” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่น การจัดการความไม่แน่นอน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อทั้งทีมและผู้ใช้จริง บทเรียนเหล่านี้สะท้อนความจริงที่หลายคนมักเรียนรู้ช้าเกินไป—ว่าความสำเร็จในองค์กรใหญ่เกิดจากการเข้าใจ “ระบบนิเวศของงาน” มากกว่าการเขียนโค้ดเพียงลำพัง หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “การหมกมุ่นกับปัญหาของผู้ใช้” มากกว่าการหลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ วิศวกรที่สร้างคุณค่ามากที่สุดคือคนที่เข้าใจปัญหาจริงอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่คนที่เริ่มต้นด้วยโซลูชันแล้วค่อยหาปัญหาใส่ นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าความสามารถในการร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้องคนเดียว” เพราะการชนะดีเบตอาจทำให้แพ้ทั้งโปรเจกต์ได้ อีกบทเรียนที่โดดเด่นคือ “ความชัดเจนสำคัญกว่าความฉลาดล้ำ” โค้ดที่ดีไม่ใช่โค้ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือโค้ดที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุด โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ที่โค้ดของคุณอาจถูกแก้ไขตอนตีสามในเหตุการณ์ outage นอกจากนี้ Addy ยังเตือนว่า “ความแปลกใหม่” ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระในอนาคต ทั้งด้านการบำรุงรักษา การสรรหาคน และความเสี่ยงในการใช้งาน ท้ายที่สุด เขาย้ำว่าความก้าวหน้าในอาชีพเกิดจากการสะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง การเขียน การสอน การล้มเหลว และการเรียนรู้จากมัน—ทั้งหมดนี้คือดอกเบี้ยทบต้นของเส้นทางวิศวกรที่ยั่งยืน ไม่ใช่การหวังลัดหรือการไล่ตามเทคโนโลยีใหม่อย่างไร้ทิศทาง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทเรียนด้านการทำงานและความคิด ➡️ เริ่มจากปัญหาของผู้ใช้ ไม่ใช่เทคโนโลยี ➡️ การร่วมกันหาคำตอบสำคัญกว่าการ “ถูกต้อง” ➡️ ความชัดเจนในโค้ดคือสัญลักษณ์ของความเป็น senior ✅ บทเรียนด้านเทคนิคและการออกแบบระบบ ➡️ ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยีคือหนี้ที่ต้องชำระ ➡️ โค้ดที่ดีที่สุดคือโค้ดที่ไม่ต้องเขียน ➡️ ทีมที่ช้า มักช้าเพราะ “ไม่ตรงกัน” ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง ‼️ ความเสี่ยงที่มักมองข้าม ⛔ การพึ่ง abstraction มากเกินไปจนไม่เข้าใจพื้นฐาน ⛔ การชนะดีเบตมากเกินไปจนสร้างแรงต้านเงียบ ⛔ การทำ “glue work” แบบไร้ขอบเขตจนทำให้เส้นทางอาชีพชะงัก ‼️ ผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพ ⛔ โค้ดดีอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีใครพูดแทนคุณในห้องประชุม ⛔ การไล่ตามโปรโมชันโดยไม่รู้ว่าตัวเองแลกอะไรไป ⛔ การไม่สร้างเครือข่าย ทำให้พลาดโอกาสในระยะยาว https://addyosmani.com/blog/21-lessons/
    ADDYOSMANI.COM
    21 Lessons From 14 Years at Google
    Lessons learned from 14 years of engineering at Google, focusing on what truly matters beyond just writing great code.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 72 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่

    บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด

    หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้

    บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น

    สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน
    ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ
    ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม
    กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง
    การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
    ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ
    ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ

    ข้อควรระวัง
    การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก
    การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้
    การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ

    https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    ✉️💼 5 กฎมารยาทอีเมลที่มืออาชีพทุกคนควรรู้ — สรุปจากหน้าที่คุณเปิดอยู่ บทความนี้จาก SlashGear อธิบายอย่างชัดเจนว่าทำไม “อีเมล” ถึงยังเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่ แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไวยากรณ์ การตอบกลับ การตั้งค่าอัตโนมัติ และลายเซ็น ล้วนสะท้อนความเป็นมืออาชีพของผู้ส่งได้อย่างมาก เนื้อหาย้ำว่าอีเมลเป็นการสื่อสารแบบ asynchronous จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ข้อความชัดเจนและไม่สร้างความเข้าใจผิด หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “ไวยากรณ์” เพราะภาษาที่ดีช่วยให้ข้อความมีความแม่นยำและลดความคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Douglas Rushkoff ยังกล่าวว่าแม้แต่ทวีตที่เขียนไม่ดี ก็สะท้อนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบได้เช่นกัน ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจทานอีเมลอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรอบ และใช้เครื่องมือช่วย เช่น Grammarly หรือ Writing Tools บนสมาร์ทโฟน แต่ไม่ควรพึ่งพา AI มากเกินไปเพราะอาจแก้ผิดหรือแก้เกินความจำเป็นได้ บทความยังกล่าวถึง “กฎ 24 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามอีเมล หากส่งอีเมลแล้วไม่ได้รับคำตอบ ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนส่งตาม และไม่ควรเร่งรัดเกินไป งานวิจัยยังพบว่า 90% ของการตอบกลับเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน และครึ่งหนึ่งตอบภายใน 47 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้การติดตามเร็วเกินไปอาจดูเร่งรัดหรือกดดันผู้รับโดยไม่จำเป็น สุดท้ายคือการตั้งค่า “Out-of-office auto‑reply”, การตรวจสอบชื่อผู้รับให้ถูกต้อง และการใช้ “ลายเซ็นอีเมล” ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ และลดความผิดพลาดที่อาจสร้างความเสียหายได้ เช่น การส่งอีเมลผิดคน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน ลายเซ็นยังทำหน้าที่เหมือนนามบัตรดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้รับรู้จักตัวตนและบทบาทของคุณได้ทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ อีเมลเป็นช่องทางสื่อสารหลักในงานมืออาชีพ และต้องใส่ใจมารยาทในการเขียน ➡️ ไวยากรณ์ที่ดีช่วยให้ข้อความชัดเจนและสะท้อนความเป็นมืออาชีพ ➡️ ควรตรวจทานอีเมล 1–2 รอบ และใช้เครื่องมือช่วยอย่างเหมาะสม ➡️ กฎ 24 ชั่วโมง: หากไม่ได้รับคำตอบ ให้รอ 24–48 ชม. ก่อนตามอีกครั้ง ➡️ การตั้งค่า Out‑of‑office ช่วยลดความสับสนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ➡️ ควรตรวจสอบชื่อผู้รับและอีเมลปลายทางให้ถูกต้องเสมอ ➡️ ลายเซ็นอีเมลช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การสะกดชื่อผู้รับผิดเป็นความผิดพลาดที่สร้างความรู้สึกไม่ดีได้มาก ⛔ การส่งอีเมลผิดคนอาจนำไปสู่เหตุการณ์น่าอายหรือข้อมูลรั่วไหลได้ ⛔ การพึ่งพา AI แก้ไวยากรณ์มากเกินไปอาจทำให้ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่เป็นธรรมชาติ https://www.slashgear.com/2065809/professional-email-etiquette-rules-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Email Etiquette Tips Every Professional Should Know - SlashGear
    The difference between a good and great email often comes down to etiquette. Learn what professionals do to get it right every time.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 59 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน

    Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์

    ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ

    ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน

    ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้
    เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้
    ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token
    ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0
    เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ
    อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ
    องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง

    https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    🔐 ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้ ➡️ เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ➡️ ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ➡️ ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0 ➡️ เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ ⛔ อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ⛔ ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ ⛔ องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    SECURITYONLINE.INFO
    CVE-2025-47411: Critical Apache StreamPipes Flaw Allows Standard Users to Seize Admin Control
    Apache StreamPipes patches CVE-2025-47411, a logic flaw allowing users to manipulate JWT tokens and hijack admin accounts. Update to v0.98.0 now!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 62 มุมมอง 0 รีวิว
  • นครปฐม – “บิ๊กอ้อ” พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สภ.สามพราน มอบนโยบายเข้มด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ควบคู่การบริการประชาชน พร้อมกำชับดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของกำลังพล เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้ประชาชน
    .
    ผบช.ภ.7 ตรวจแถวกำลังพล ตรวจจุดบริการประชาชนแบบ One Stop Service และห้องควบคุมผู้ต้องหา เน้นความพร้อมด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการใช้กล้อง CCTV ให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมย้ำให้สถานีตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
    .
    ด้านการทำงาน กำชับพนักงานสอบสวนรับแจ้งความทุกคดีตามระเบียบ เน้นงานเชิงรุก ลงพื้นที่พบประชาชนแบบ Stop Walk & Talk สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ขณะที่งานป้องกันปราบปรามให้เข้มงวดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะยาเสพติด อาวุธปืน และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ
    .
    พร้อมกันนี้ยังเน้นมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและช่วงเทศกาลสำคัญ ควบคู่การดูแลสวัสดิการตำรวจผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000781
    .
    #News1 #News1live #ตำรวจภูธรภาค7 #สภสามพราน #ความปลอดภัยประชาชน
    นครปฐม – “บิ๊กอ้อ” พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สภ.สามพราน มอบนโยบายเข้มด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ควบคู่การบริการประชาชน พร้อมกำชับดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของกำลังพล เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้ประชาชน . ผบช.ภ.7 ตรวจแถวกำลังพล ตรวจจุดบริการประชาชนแบบ One Stop Service และห้องควบคุมผู้ต้องหา เน้นความพร้อมด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการใช้กล้อง CCTV ให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมย้ำให้สถานีตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง . ด้านการทำงาน กำชับพนักงานสอบสวนรับแจ้งความทุกคดีตามระเบียบ เน้นงานเชิงรุก ลงพื้นที่พบประชาชนแบบ Stop Walk & Talk สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ขณะที่งานป้องกันปราบปรามให้เข้มงวดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะยาเสพติด อาวุธปืน และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ . พร้อมกันนี้ยังเน้นมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและช่วงเทศกาลสำคัญ ควบคู่การดูแลสวัสดิการตำรวจผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000781 . #News1 #News1live #ตำรวจภูธรภาค7 #สภสามพราน #ความปลอดภัยประชาชน
    Love
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 188 มุมมอง 0 รีวิว
  • “ยศชนัน” ยิ้มรับ ไม่ติดโผตัวเต็งนายกรัฐมนตรีจากนิด้าโพล ระบุพร้อมน้อมรับทุกความคิดเห็นของประชาชน ไม่กังวลกระแสชาตินิยมกลบนโยบาย แย้มพรรคเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง วันที่ 8 ม.ค.นี้ หลังลงพื้นที่ เติมเต็มสิ่งที่ประชาชนต้องการ
    .
    เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่ชุมชนคลองเตย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง ว่า เป็นนโยบายที่ต่อยอดจากการลงพื้นที่ของแกนนำและผู้สมัครในแต่ละภาค เพื่อนำสิ่งที่ยังขาดมาปรับเติมให้ตรงกับความต้องการของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
    .
    นายยศชนัน ระบุว่า ไม่กังวลที่หลายพรรคทยอยเปิดนโยบายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค สิ่งสำคัญคือการทำให้นโยบายตอบโจทย์ประชาชนจริง พร้อมย้ำว่า วันนี้ประเทศมีหลายปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาหนุนช่วยอย่างเป็นรูปธรรม
    .
    ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่พรรคเพื่อไทยไม่ติดโผในบางพื้นที่ นายยศชนัน ระบุว่า ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชนและพร้อมรับฟังทุกความเห็น พร้อมย้ำว่ายังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนให้พิสูจน์ว่านโยบายสามารถส่งถึงมือประชาชนได้จริง ขณะเดียวกันก็มีหลายโพลที่คะแนนยังนำ ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้ทีมงานเดินหน้าทำงานต่อไป
    .
    นายยศชนัน ยังยิ้มรับกระแสตอบรับจากประชาชนในการลงพื้นที่ พร้อมระบุว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้สมัครและทีมพรรค ที่ช่วยกันสื่อสารนโยบายอย่างใกล้ชิด ทำให้ประชาชนจดจำและให้การตอบรับที่ดีมากขึ้น
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000793
    .
    #News1 #News1live #เพื่อไทย #ยศชนัน #นิด้าโพล #เลือกตั้ง
    “ยศชนัน” ยิ้มรับ ไม่ติดโผตัวเต็งนายกรัฐมนตรีจากนิด้าโพล ระบุพร้อมน้อมรับทุกความคิดเห็นของประชาชน ไม่กังวลกระแสชาตินิยมกลบนโยบาย แย้มพรรคเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง วันที่ 8 ม.ค.นี้ หลังลงพื้นที่ เติมเต็มสิ่งที่ประชาชนต้องการ . เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่ชุมชนคลองเตย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง ว่า เป็นนโยบายที่ต่อยอดจากการลงพื้นที่ของแกนนำและผู้สมัครในแต่ละภาค เพื่อนำสิ่งที่ยังขาดมาปรับเติมให้ตรงกับความต้องการของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด . นายยศชนัน ระบุว่า ไม่กังวลที่หลายพรรคทยอยเปิดนโยบายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค สิ่งสำคัญคือการทำให้นโยบายตอบโจทย์ประชาชนจริง พร้อมย้ำว่า วันนี้ประเทศมีหลายปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาหนุนช่วยอย่างเป็นรูปธรรม . ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่พรรคเพื่อไทยไม่ติดโผในบางพื้นที่ นายยศชนัน ระบุว่า ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชนและพร้อมรับฟังทุกความเห็น พร้อมย้ำว่ายังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนให้พิสูจน์ว่านโยบายสามารถส่งถึงมือประชาชนได้จริง ขณะเดียวกันก็มีหลายโพลที่คะแนนยังนำ ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้ทีมงานเดินหน้าทำงานต่อไป . นายยศชนัน ยังยิ้มรับกระแสตอบรับจากประชาชนในการลงพื้นที่ พร้อมระบุว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้สมัครและทีมพรรค ที่ช่วยกันสื่อสารนโยบายอย่างใกล้ชิด ทำให้ประชาชนจดจำและให้การตอบรับที่ดีมากขึ้น . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000793 . #News1 #News1live #เพื่อไทย #ยศชนัน #นิด้าโพล #เลือกตั้ง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 158 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts