• 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner

    ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ

    สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล

    บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ เบื้องหลังเพลง และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner

    GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น
    GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ

    ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น

    เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ

    ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น
    การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ
    การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ
    ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น

    ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI

    นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่
    Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม
    Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond
    Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ
    Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย
    Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด

    ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 อีกด้วย

    “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน
    เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner

    แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว

    นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น

    Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด
    Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน

    จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย
    เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

    บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น
    แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ

    การคัมแบ็กระดับตำนาน
    ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก

    มรดกแห่งความสำเร็จ
    เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้
    เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม

    บทสรุป
    GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก

    ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น —
    “See the world with the dark and cold eyes…” —
    มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    🎬 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner 🎤✨ ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” 🎯 หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” 🎵 ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner 👑 เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ 🎥 เบื้องหลังเพลง 🎼 และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner 💎 🌍 GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ 🚀 ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย 💰 ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 🌐 Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ✈️ การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ 🚗 การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ 🌊 ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่ 🎩 Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม 🕶️ Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond 💻 Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ 🔥 Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย 👩‍💼 Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 🎮 อีกด้วย 🎶 “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 🎸 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ 🎤✨ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว 📈 นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น 👑 Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด 💿 และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน 🌱 จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ 💔 บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ ✊ 🌟 การคัมแบ็กระดับตำนาน ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก 🌍 🏆 มรดกแห่งความสำเร็จ เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล 🏅 ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้ เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม ✨ 🎯 บทสรุป GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง 🎬 แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก 🌟 ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น — 🎵 “See the world with the dark and cold eyes…” — มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ 🕶️💥 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักวิจัยเปลี่ยนนมบูดให้กลายเป็นวัสดุสำหรับ 3D Printing — พลิกของเสียเกษตรให้เป็นพลาสติกชีวภาพทางเลือก

    งานวิจัยจาก University of Wisconsin–Platteville กำลังสร้างความสนใจอย่างมากในวงการ 3D Printing เพราะทีมนักวิจัยสามารถ เปลี่ยนนมบูดและของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม ให้กลายเป็นวัสดุชีวภาพที่ใช้พิมพ์ 3 มิติได้จริง แนวคิดนี้เกิดจากปัญหานมส่วนเกินที่ต้องทิ้งในช่วงโควิด ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมพัฒนาวิธีสกัดโปรตีนอย่าง casein และ whey จากนมเสีย แล้วนำไปผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายพลาสติกสำหรับใช้ในเครื่องพิมพ์ 3D

    สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือมันไม่ใช่แค่การทดลองในห้องครัว แต่เป็นงานวิศวกรรมวัสดุเต็มรูปแบบ นักวิจัยต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับสัดส่วนโปรตีน ความบริสุทธิ์ และการผสมผสานกับพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้วัสดุที่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่ทำให้หัวฉีดของเครื่องพิมพ์อุดตัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้วัสดุชีวภาพหลายชนิดไม่สามารถใช้งานจริงได้ในตลาด 3D Printing

    งานนี้ยังสอดคล้องกับความพยายามของวงการ 3D Printing ที่ต้องการลดขยะพลาสติก เช่น การรีไซเคิลชิ้นงานที่พิมพ์พลาด การผลิตเส้นใยจากขวด PET หรือการพัฒนาวัสดุที่ย่อยสลายได้เอง แต่การใช้ ของเสียจากอาหาร มาเป็นวัตถุดิบถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะช่วยลดทั้งขยะอาหารและการพึ่งพาปิโตรเลียมในเวลาเดียวกัน

    หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ ผลกระทบอาจกว้างไกลกว่าที่คิด ทั้งการสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร การลดต้นทุนวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตวัสดุ 3D Printing และการเปิดประตูสู่วัสดุชีวภาพรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์และใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    แนวคิดหลักของงานวิจัย
    สกัดโปรตีนจากนมบูด เช่น casein และ whey
    ผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งานได้จริง

    จุดเด่นของวัสดุใหม่นี้
    แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่อุดตันหัวฉีด
    ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3D ที่มีอยู่แล้วได้ทันที

    บริบทและแรงบันดาลใจ
    เกิดจากปัญหานมส่วนเกินช่วงโควิดที่ต้องทิ้งจำนวนมาก
    เปลี่ยนของเสียเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง

    ผลกระทบที่เป็นไปได้
    ลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม
    เพิ่มโอกาสรายได้ใหม่ให้ผู้ผลิตนมและอุตสาหกรรมวัสดุ

    ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องติดตาม
    ความพร้อมเชิงพาณิชย์
    ต้องพิสูจน์ว่าผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนแข่งขันได้

    ความทนทานของวัสดุ
    ต้องทดสอบเพิ่มเติมในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง

    มาตรฐานความปลอดภัย
    วัสดุชีวภาพใหม่ต้องผ่านการรับรองก่อนใช้งานในอุตสาหกรรม

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/researchers-turn-spoiled-milk-into-3d-printing-materials-extracted-proteins-from-dairy-waste-combined-with-polymers-to-create-plastic-alternative
    🥛🧪 นักวิจัยเปลี่ยนนมบูดให้กลายเป็นวัสดุสำหรับ 3D Printing — พลิกของเสียเกษตรให้เป็นพลาสติกชีวภาพทางเลือก งานวิจัยจาก University of Wisconsin–Platteville กำลังสร้างความสนใจอย่างมากในวงการ 3D Printing เพราะทีมนักวิจัยสามารถ เปลี่ยนนมบูดและของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม ให้กลายเป็นวัสดุชีวภาพที่ใช้พิมพ์ 3 มิติได้จริง แนวคิดนี้เกิดจากปัญหานมส่วนเกินที่ต้องทิ้งในช่วงโควิด ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมพัฒนาวิธีสกัดโปรตีนอย่าง casein และ whey จากนมเสีย แล้วนำไปผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายพลาสติกสำหรับใช้ในเครื่องพิมพ์ 3D สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือมันไม่ใช่แค่การทดลองในห้องครัว แต่เป็นงานวิศวกรรมวัสดุเต็มรูปแบบ นักวิจัยต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับสัดส่วนโปรตีน ความบริสุทธิ์ และการผสมผสานกับพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้วัสดุที่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่ทำให้หัวฉีดของเครื่องพิมพ์อุดตัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้วัสดุชีวภาพหลายชนิดไม่สามารถใช้งานจริงได้ในตลาด 3D Printing งานนี้ยังสอดคล้องกับความพยายามของวงการ 3D Printing ที่ต้องการลดขยะพลาสติก เช่น การรีไซเคิลชิ้นงานที่พิมพ์พลาด การผลิตเส้นใยจากขวด PET หรือการพัฒนาวัสดุที่ย่อยสลายได้เอง แต่การใช้ ของเสียจากอาหาร มาเป็นวัตถุดิบถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะช่วยลดทั้งขยะอาหารและการพึ่งพาปิโตรเลียมในเวลาเดียวกัน หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ ผลกระทบอาจกว้างไกลกว่าที่คิด ทั้งการสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร การลดต้นทุนวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตวัสดุ 3D Printing และการเปิดประตูสู่วัสดุชีวภาพรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์และใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ แนวคิดหลักของงานวิจัย ➡️ สกัดโปรตีนจากนมบูด เช่น casein และ whey ➡️ ผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งานได้จริง ✅ จุดเด่นของวัสดุใหม่นี้ ➡️ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่อุดตันหัวฉีด ➡️ ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3D ที่มีอยู่แล้วได้ทันที ✅ บริบทและแรงบันดาลใจ ➡️ เกิดจากปัญหานมส่วนเกินช่วงโควิดที่ต้องทิ้งจำนวนมาก ➡️ เปลี่ยนของเสียเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง ✅ ผลกระทบที่เป็นไปได้ ➡️ ลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม ➡️ เพิ่มโอกาสรายได้ใหม่ให้ผู้ผลิตนมและอุตสาหกรรมวัสดุ ⚠️ ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องติดตาม ‼️ ความพร้อมเชิงพาณิชย์ ⛔ ต้องพิสูจน์ว่าผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนแข่งขันได้ ‼️ ความทนทานของวัสดุ ⛔ ต้องทดสอบเพิ่มเติมในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง ‼️ มาตรฐานความปลอดภัย ⛔ วัสดุชีวภาพใหม่ต้องผ่านการรับรองก่อนใช้งานในอุตสาหกรรม https://www.tomshardware.com/3d-printing/researchers-turn-spoiled-milk-into-3d-printing-materials-extracted-proteins-from-dairy-waste-combined-with-polymers-to-create-plastic-alternative
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Researchers turn spoiled milk into 3D printing materials — extracted proteins from dairy waste combined with polymers to create plastic alternative
    This work turns what would otherwise be an agricultural liability into a potential input for advanced manufacturing.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 48 มุมมอง 0 รีวิว
  • Mini‑PC ยุคใหม่ในร่างเครื่องเกมยุค 90! Acemagic เปิดตัว Retro Mini‑PC ดีไซน์ NES และ PlayStation 1

    Acemagic กำลังสร้างกระแสในงาน CES ด้วยการเปิดตัว Mini‑PC ดีไซน์ย้อนยุค ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Nintendo NES และ PlayStation 1 แต่ภายในกลับซ่อนพลังระดับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เอาไว้เต็มเปี่ยม ทั้งสองรุ่นใช้ดีไซน์สีเทา‑เบจแบบเครื่องเกมยุค 90 ที่คุ้นตา แต่เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นพอร์ตเชื่อมต่อครบครันและสเปกที่แรงเกินตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

    ภายในตัวเครื่องสามารถติดตั้ง AMD Ryzen AI 9 HX 470 หรือ Ryzen AI 9 465, มาพร้อมกราฟิก Radeon 890M หรือ 880M, รองรับ RAM สูงสุด 64GB DDR5, และ SSD แบบ M.2 NVMe สูงสุด 4TB × 2 ช่อง เรียกได้ว่าเป็น Mini‑PC ที่สามารถใช้ทำงานหนัก เล่นเกม หรือเป็นเครื่องจำลองเกม (emulation) ได้อย่างเหลือเฟือ นอกจากนี้ยังรองรับ Wi‑Fi 7, Bluetooth 5.4, LAN คู่, และพอร์ต USB‑C/USB‑A ครบชุด

    ดีไซน์ภายนอกยังคงความคลาสสิก เช่น รุ่น NES สามารถเปิดฝาเครื่องด้วย latch แบบดั้งเดิม ส่วนรุ่นที่คล้าย PlayStation 1 ก็มีสัดส่วนใกล้เคียงต้นฉบับมากจนต้องมองสองรอบถึงจะรู้ว่าเป็น PC ไม่ใช่คอนโซลจริง ๆ จุดเด่นคือขนาดเล็กเพียง 140 × 128 × 41 มม. ทำให้วางบนโต๊ะหรือชั้นวางทีวีได้อย่างลงตัว

    นอกจากรุ่น Retro แล้ว Acemagic ยังโชว์ Mini‑PC รุ่นแรงที่ใช้ Intel Panther Lake พร้อม TDP สูงสุด 120W, รองรับ RAM สูงสุด 96GB, และมีพอร์ต OCULink สำหรับ VR โดยเฉพาะ เหมาะกับผู้ที่ต้องการพลังระดับ Desktop ในร่างเครื่องเล็กกะทัดรัด ถือเป็นไลน์อัปที่ครอบคลุมทั้งสายเรโทรและสายประสิทธิภาพสูงในงานเดียว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ดีไซน์ย้อนยุคสุดโดดเด่น
    ตัวเครื่องเลียนแบบ NES และ PlayStation 1 อย่างสมจริง
    ขนาดเล็กกะทัดรัด วางได้ทุกมุมโต๊ะ

    สเปกภายในแรงเกินตัว
    ใช้ Ryzen AI 9 HX 470 / 465 พร้อม Radeon 890M / 880M
    รองรับ RAM สูงสุด 64GB และ SSD สูงสุด 8TB (4TB × 2)

    การเชื่อมต่อครบครัน
    มี LAN คู่, Wi‑Fi 7, Bluetooth 5.4
    พอร์ต USB‑C, USB‑A และช่องเสียงครบชุด

    รุ่นประสิทธิภาพสูงเพิ่มเติม
    ใช้ Intel Panther Lake TDP สูงสุด 120W
    รองรับ RAM 96GB และมีพอร์ต OCULink สำหรับ VR

    ข้อควรพิจารณา
    ดีไซน์คล้ายเครื่องเกมจริงมาก
    อาจทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นคอนโซล ไม่ใช่ PC

    ยังไม่ประกาศราคา
    ราคาจริงอาจสูงกว่าที่คาดเพราะสเปกระดับพรีเมียม

    ความร้อนและเสียงพัดลม
    รุ่นที่ใช้ TDP สูงอาจต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีเป็นพิเศษ

    https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/acemagic-presents-mini-pcs-inspired-by-the-nes-and-playstation-1-retro-shells-conceal-ryzen-ai-9-465-up-to-64gb-of-ram-and-up-to-4tb-of-ssd-storage
    🕹️ Mini‑PC ยุคใหม่ในร่างเครื่องเกมยุค 90! Acemagic เปิดตัว Retro Mini‑PC ดีไซน์ NES และ PlayStation 1 Acemagic กำลังสร้างกระแสในงาน CES ด้วยการเปิดตัว Mini‑PC ดีไซน์ย้อนยุค ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Nintendo NES และ PlayStation 1 แต่ภายในกลับซ่อนพลังระดับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่เอาไว้เต็มเปี่ยม ทั้งสองรุ่นใช้ดีไซน์สีเทา‑เบจแบบเครื่องเกมยุค 90 ที่คุ้นตา แต่เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นพอร์ตเชื่อมต่อครบครันและสเปกที่แรงเกินตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ภายในตัวเครื่องสามารถติดตั้ง AMD Ryzen AI 9 HX 470 หรือ Ryzen AI 9 465, มาพร้อมกราฟิก Radeon 890M หรือ 880M, รองรับ RAM สูงสุด 64GB DDR5, และ SSD แบบ M.2 NVMe สูงสุด 4TB × 2 ช่อง เรียกได้ว่าเป็น Mini‑PC ที่สามารถใช้ทำงานหนัก เล่นเกม หรือเป็นเครื่องจำลองเกม (emulation) ได้อย่างเหลือเฟือ นอกจากนี้ยังรองรับ Wi‑Fi 7, Bluetooth 5.4, LAN คู่, และพอร์ต USB‑C/USB‑A ครบชุด ดีไซน์ภายนอกยังคงความคลาสสิก เช่น รุ่น NES สามารถเปิดฝาเครื่องด้วย latch แบบดั้งเดิม ส่วนรุ่นที่คล้าย PlayStation 1 ก็มีสัดส่วนใกล้เคียงต้นฉบับมากจนต้องมองสองรอบถึงจะรู้ว่าเป็น PC ไม่ใช่คอนโซลจริง ๆ จุดเด่นคือขนาดเล็กเพียง 140 × 128 × 41 มม. ทำให้วางบนโต๊ะหรือชั้นวางทีวีได้อย่างลงตัว นอกจากรุ่น Retro แล้ว Acemagic ยังโชว์ Mini‑PC รุ่นแรงที่ใช้ Intel Panther Lake พร้อม TDP สูงสุด 120W, รองรับ RAM สูงสุด 96GB, และมีพอร์ต OCULink สำหรับ VR โดยเฉพาะ เหมาะกับผู้ที่ต้องการพลังระดับ Desktop ในร่างเครื่องเล็กกะทัดรัด ถือเป็นไลน์อัปที่ครอบคลุมทั้งสายเรโทรและสายประสิทธิภาพสูงในงานเดียว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ดีไซน์ย้อนยุคสุดโดดเด่น ➡️ ตัวเครื่องเลียนแบบ NES และ PlayStation 1 อย่างสมจริง ➡️ ขนาดเล็กกะทัดรัด วางได้ทุกมุมโต๊ะ ✅ สเปกภายในแรงเกินตัว ➡️ ใช้ Ryzen AI 9 HX 470 / 465 พร้อม Radeon 890M / 880M ➡️ รองรับ RAM สูงสุด 64GB และ SSD สูงสุด 8TB (4TB × 2) ✅ การเชื่อมต่อครบครัน ➡️ มี LAN คู่, Wi‑Fi 7, Bluetooth 5.4 ➡️ พอร์ต USB‑C, USB‑A และช่องเสียงครบชุด ✅ รุ่นประสิทธิภาพสูงเพิ่มเติม ➡️ ใช้ Intel Panther Lake TDP สูงสุด 120W ➡️ รองรับ RAM 96GB และมีพอร์ต OCULink สำหรับ VR ⚠️ ข้อควรพิจารณา ‼️ ดีไซน์คล้ายเครื่องเกมจริงมาก ⛔ อาจทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นคอนโซล ไม่ใช่ PC ‼️ ยังไม่ประกาศราคา ⛔ ราคาจริงอาจสูงกว่าที่คาดเพราะสเปกระดับพรีเมียม ‼️ ความร้อนและเสียงพัดลม ⛔ รุ่นที่ใช้ TDP สูงอาจต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีเป็นพิเศษ https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/acemagic-presents-mini-pcs-inspired-by-the-nes-and-playstation-1-retro-shells-conceal-ryzen-ai-9-465-up-to-64gb-of-ram-and-up-to-4tb-of-ssd-storage
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 53 มุมมอง 0 รีวิว
  • ฟิลเตอร์ “ปากปลา” นวัตกรรมใหม่ที่กำจัดไมโครพลาสติกจากน้ำทิ้งซักผ้าได้ถึง 99%

    นักวิทยาศาสตร์จากเยอรมนีได้พัฒนาฟิลเตอร์รูปทรง “ปากปลา” ที่เลียนแบบโครงสร้างปากของปลากินแพลงก์ตอน เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทู และปลาแอนโชวี่ ซึ่งมีระบบซี่กรอง (gill rakers) ที่สามารถดักจับอนุภาคเล็กระดับไมโครได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้เผยว่าฟิลเตอร์ต้นแบบสามารถกำจัดไมโครพลาสติกจากน้ำทิ้งของเครื่องซักผ้าได้มากถึง 99% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดมลพิษพลาสติกที่กำลังสะสมในสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว

    ไมโครพลาสติกจากเสื้อผ้าคือปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คิด
    ทุกครั้งที่เราซักผ้า เส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์และไนลอนจะหลุดออกเป็นไมโครพลาสติกนับล้านชิ้น ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ และสุดท้ายลงสู่แม่น้ำ ทะเล หรือแม้แต่กลับมาสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านอาหารและน้ำดื่ม ปัจจุบันมีการประเมินว่ามากถึง 90% ของพลาสติกในตะกอนน้ำเสีย มาจากเครื่องซักผ้าโดยตรง ทำให้การแก้ปัญหาที่ต้นทางเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

    ฟิลเตอร์ปากปลาทำงานอย่างไร?
    แทนที่อนุภาคพลาสติกจะชนกับตะแกรงตรงๆ แบบฟิลเตอร์ทั่วไป นักวิจัยออกแบบให้อนุภาค “กลิ้ง” ไปตามผิวกรวยด้านในเหมือนการเคลื่อนตัวของแพลงก์ตอนในปากปลา ทำให้มีพื้นที่กรองมากขึ้น ลดการอุดตันได้ถึง 85% และเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับอย่างมหาศาล ไมโครพลาสติกที่ถูกดักจับจะถูกส่งไปยังช่องเก็บพิเศษที่สามารถถอดออกมาทิ้งได้ทุกๆ หลายรอบการซัก คล้ายกับการทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องอบผ้า

    ก้าวสำคัญสู่อนาคตที่สะอาดขึ้น
    ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา มีไมโครไฟเบอร์สังเคราะห์อย่างน้อย 5.6 ล้านตัน หลุดออกสู่สิ่งแวดล้อมจากเสื้อผ้าของมนุษย์ การพัฒนาฟิลเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นนี้จึงเป็นความหวังใหม่ในการลดมลพิษที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง งานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นต้น แต่ทีมผู้พัฒนาได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว และหวังว่าจะนำไปใช้จริงในเครื่องซักผ้าในอนาคตอันใกล้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ฟิลเตอร์ “ปากปลา” สามารถกำจัดไมโครพลาสติกจากน้ำทิ้งซักผ้าได้ถึง 99%
    แรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างปากของปลากินแพลงก์ตอน
    ลดการอุดตันได้มากถึง 85% เมื่อเทียบกับฟิลเตอร์ทั่วไป
    ไมโครพลาสติกจากเสื้อผ้าเป็นแหล่งมลพิษใหญ่ โดยคิดเป็น 90% ของพลาสติกในตะกอนน้ำเสีย
    ทีมวิจัยได้ยื่นจดสิทธิบัตรและหวังนำไปใช้จริงในอนาคต

    คำเตือนหรือข้อควรระวัง
    ปัญหาไมโครพลาสติกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีเทคโนโลยีใหม่
    ฟิลเตอร์ยังอยู่ในขั้นทดลอง ต้องทดสอบในสภาพใช้งานจริงก่อนวางจำหน่าย
    การพึ่งพาฟิลเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องลดการใช้เส้นใยสังเคราะห์ควบคู่กัน
    ไมโครพลาสติกอาจส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลกระทบ

    https://www.sciencealert.com/fish-mouth-filter-removes-99-of-microplastics-from-laundry-waste
    🐟 ฟิลเตอร์ “ปากปลา” นวัตกรรมใหม่ที่กำจัดไมโครพลาสติกจากน้ำทิ้งซักผ้าได้ถึง 99% นักวิทยาศาสตร์จากเยอรมนีได้พัฒนาฟิลเตอร์รูปทรง “ปากปลา” ที่เลียนแบบโครงสร้างปากของปลากินแพลงก์ตอน เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทู และปลาแอนโชวี่ ซึ่งมีระบบซี่กรอง (gill rakers) ที่สามารถดักจับอนุภาคเล็กระดับไมโครได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้เผยว่าฟิลเตอร์ต้นแบบสามารถกำจัดไมโครพลาสติกจากน้ำทิ้งของเครื่องซักผ้าได้มากถึง 99% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดมลพิษพลาสติกที่กำลังสะสมในสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว 🧵 ไมโครพลาสติกจากเสื้อผ้าคือปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คิด ทุกครั้งที่เราซักผ้า เส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์และไนลอนจะหลุดออกเป็นไมโครพลาสติกนับล้านชิ้น ไหลลงสู่ท่อระบายน้ำ และสุดท้ายลงสู่แม่น้ำ ทะเล หรือแม้แต่กลับมาสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านอาหารและน้ำดื่ม ปัจจุบันมีการประเมินว่ามากถึง 90% ของพลาสติกในตะกอนน้ำเสีย มาจากเครื่องซักผ้าโดยตรง ทำให้การแก้ปัญหาที่ต้นทางเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง 🌀 ฟิลเตอร์ปากปลาทำงานอย่างไร? แทนที่อนุภาคพลาสติกจะชนกับตะแกรงตรงๆ แบบฟิลเตอร์ทั่วไป นักวิจัยออกแบบให้อนุภาค “กลิ้ง” ไปตามผิวกรวยด้านในเหมือนการเคลื่อนตัวของแพลงก์ตอนในปากปลา ทำให้มีพื้นที่กรองมากขึ้น ลดการอุดตันได้ถึง 85% และเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับอย่างมหาศาล ไมโครพลาสติกที่ถูกดักจับจะถูกส่งไปยังช่องเก็บพิเศษที่สามารถถอดออกมาทิ้งได้ทุกๆ หลายรอบการซัก คล้ายกับการทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นของเครื่องอบผ้า 🌱 ก้าวสำคัญสู่อนาคตที่สะอาดขึ้น ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา มีไมโครไฟเบอร์สังเคราะห์อย่างน้อย 5.6 ล้านตัน หลุดออกสู่สิ่งแวดล้อมจากเสื้อผ้าของมนุษย์ การพัฒนาฟิลเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นนี้จึงเป็นความหวังใหม่ในการลดมลพิษที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง งานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นต้น แต่ทีมผู้พัฒนาได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว และหวังว่าจะนำไปใช้จริงในเครื่องซักผ้าในอนาคตอันใกล้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ฟิลเตอร์ “ปากปลา” สามารถกำจัดไมโครพลาสติกจากน้ำทิ้งซักผ้าได้ถึง 99% ➡️ แรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างปากของปลากินแพลงก์ตอน ➡️ ลดการอุดตันได้มากถึง 85% เมื่อเทียบกับฟิลเตอร์ทั่วไป ➡️ ไมโครพลาสติกจากเสื้อผ้าเป็นแหล่งมลพิษใหญ่ โดยคิดเป็น 90% ของพลาสติกในตะกอนน้ำเสีย ➡️ ทีมวิจัยได้ยื่นจดสิทธิบัตรและหวังนำไปใช้จริงในอนาคต ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวัง ⛔ ปัญหาไมโครพลาสติกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ ⛔ ฟิลเตอร์ยังอยู่ในขั้นทดลอง ต้องทดสอบในสภาพใช้งานจริงก่อนวางจำหน่าย ⛔ การพึ่งพาฟิลเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องลดการใช้เส้นใยสังเคราะห์ควบคู่กัน ⛔ ไมโครพลาสติกอาจส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ แต่ยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลกระทบ https://www.sciencealert.com/fish-mouth-filter-removes-99-of-microplastics-from-laundry-waste
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    'Fish Mouth' Filter Removes 99% of Microplastics From Laundry Waste
    The ancient evolution of fish mouths could help solve a modern source of plastic pollution.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 172 มุมมอง 0 รีวิว
  • แหล่งพลังงานลับในเซลล์มนุษย์อาจถูกค้นพบ — งานวิจัยใหม่เผยศักยภาพไฟฟ้าจากเยื่อหุ้มเซลล์

    เยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างไฟฟ้าได้จริง
    งานวิจัยล่าสุดจาก University of Houston และ Rutgers University ชี้ว่า “การสั่นไหวเล็กๆ” ของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของโปรตีนและการใช้พลังงาน ATP อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิโวลต์ได้จริง กลไกนี้อาศัยคุณสมบัติที่เรียกว่า flexoelectricity — การที่วัสดุสร้างแรงดันไฟฟ้าเมื่อถูกดัดงอหรือบิดตัว แม้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าการสั่นไหวแบบสุ่มควรหักล้างกันเอง แต่ทีมวิจัยเสนอว่าเซลล์ “ไม่เคยอยู่ในสภาวะสมดุล” จึงสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้อย่างมีทิศทาง

    แรงดันไฟฟ้าที่มากพอจะกระตุ้นเซลล์ประสาท
    จากการคำนวณของทีมวิจัย แรงดันที่เกิดจาก flexoelectricity อาจสูงถึง 90 มิลลิโวลต์ ซึ่งมากพอที่จะกระตุ้นให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณได้จริง นั่นหมายความว่าการสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนที่ของไอออน การส่งสัญญาณประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อ มากกว่าที่เคยคิดกัน

    ผลกระทบต่อความเข้าใจระบบประสาทและการสื่อสารในร่างกาย
    แรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิวินาทีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจช่วยอธิบายการประสานงานของเซลล์ในเนื้อเยื่อ เช่น การส่งสัญญาณในสมองหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อ งานวิจัยนี้ยังเปิดประตูสู่แนวคิดใหม่ เช่น การใช้หลักการเดียวกันสร้างวัสดุสังเคราะห์ที่เลียนแบบสมอง หรือระบบประมวลผลแบบชีวภาพที่ใช้พลังงานต่ำ

    แรงบันดาลใจสู่ AI และวัสดุอัจฉริยะ
    นักวิจัยเสนอว่า หากเข้าใจกลไกนี้อย่างลึกซึ้ง อาจนำไปสู่การออกแบบเครือข่ายประสาทเทียมที่ใช้พลังงานต่ำ หรือวัสดุที่ตอบสนองต่อแรงดัดงอด้วยสัญญาณไฟฟ้าเหมือนเซลล์มนุษย์ เป็นการเชื่อมโลกชีววิทยาเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    การสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าผ่านกลไก flexoelectricity
    แรงดันที่คำนวณได้สูงถึง 90 มิลลิโวลต์ มากพอให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณ
    กลไกนี้อาจช่วยขับเคลื่อนการเคลื่อนที่ของไอออนและการสื่อสารในร่างกาย
    งานวิจัยชี้ว่าการไม่อยู่ในสภาวะสมดุลของเซลล์ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าได้

    คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว
    งานวิจัยยังเป็นเชิงทฤษฎี ต้องพิสูจน์ในร่างกายจริงก่อนสรุปผล
    การตีความว่าเซลล์ “ผลิตไฟฟ้าเหมือนแบตเตอรี่” อาจเกินจริง
    การนำแนวคิดนี้ไปใช้ใน AI หรือวัสดุสังเคราะห์ยังอยู่ในระดับแนวคิด
    ความซับซ้อนของระบบชีวภาพอาจทำให้ผลลัพธ์ในห้องทดลองไม่ตรงกับในร่างกายจริง

    https://www.sciencealert.com/a-hidden-source-of-power-may-have-been-discovered-surrounding-our-cells
    ⚡ แหล่งพลังงานลับในเซลล์มนุษย์อาจถูกค้นพบ — งานวิจัยใหม่เผยศักยภาพไฟฟ้าจากเยื่อหุ้มเซลล์ 🔬 เยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างไฟฟ้าได้จริง งานวิจัยล่าสุดจาก University of Houston และ Rutgers University ชี้ว่า “การสั่นไหวเล็กๆ” ของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของโปรตีนและการใช้พลังงาน ATP อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิโวลต์ได้จริง กลไกนี้อาศัยคุณสมบัติที่เรียกว่า flexoelectricity — การที่วัสดุสร้างแรงดันไฟฟ้าเมื่อถูกดัดงอหรือบิดตัว แม้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าการสั่นไหวแบบสุ่มควรหักล้างกันเอง แต่ทีมวิจัยเสนอว่าเซลล์ “ไม่เคยอยู่ในสภาวะสมดุล” จึงสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้อย่างมีทิศทาง ⚙️ แรงดันไฟฟ้าที่มากพอจะกระตุ้นเซลล์ประสาท จากการคำนวณของทีมวิจัย แรงดันที่เกิดจาก flexoelectricity อาจสูงถึง 90 มิลลิโวลต์ ซึ่งมากพอที่จะกระตุ้นให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณได้จริง นั่นหมายความว่าการสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนที่ของไอออน การส่งสัญญาณประสาท และการทำงานของกล้ามเนื้อ มากกว่าที่เคยคิดกัน 🧠 ผลกระทบต่อความเข้าใจระบบประสาทและการสื่อสารในร่างกาย แรงดันไฟฟ้าระดับมิลลิวินาทีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจช่วยอธิบายการประสานงานของเซลล์ในเนื้อเยื่อ เช่น การส่งสัญญาณในสมองหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อ งานวิจัยนี้ยังเปิดประตูสู่แนวคิดใหม่ เช่น การใช้หลักการเดียวกันสร้างวัสดุสังเคราะห์ที่เลียนแบบสมอง หรือระบบประมวลผลแบบชีวภาพที่ใช้พลังงานต่ำ 🤖 แรงบันดาลใจสู่ AI และวัสดุอัจฉริยะ นักวิจัยเสนอว่า หากเข้าใจกลไกนี้อย่างลึกซึ้ง อาจนำไปสู่การออกแบบเครือข่ายประสาทเทียมที่ใช้พลังงานต่ำ หรือวัสดุที่ตอบสนองต่อแรงดัดงอด้วยสัญญาณไฟฟ้าเหมือนเซลล์มนุษย์ เป็นการเชื่อมโลกชีววิทยาเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ การสั่นไหวของเยื่อหุ้มเซลล์อาจสร้างแรงดันไฟฟ้าผ่านกลไก flexoelectricity ➡️ แรงดันที่คำนวณได้สูงถึง 90 มิลลิโวลต์ มากพอให้เซลล์ประสาทยิงสัญญาณ ➡️ กลไกนี้อาจช่วยขับเคลื่อนการเคลื่อนที่ของไอออนและการสื่อสารในร่างกาย ➡️ งานวิจัยชี้ว่าการไม่อยู่ในสภาวะสมดุลของเซลล์ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าได้ ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว ⛔ งานวิจัยยังเป็นเชิงทฤษฎี ต้องพิสูจน์ในร่างกายจริงก่อนสรุปผล ⛔ การตีความว่าเซลล์ “ผลิตไฟฟ้าเหมือนแบตเตอรี่” อาจเกินจริง ⛔ การนำแนวคิดนี้ไปใช้ใน AI หรือวัสดุสังเคราะห์ยังอยู่ในระดับแนวคิด ⛔ ความซับซ้อนของระบบชีวภาพอาจทำให้ผลลัพธ์ในห้องทดลองไม่ตรงกับในร่างกายจริง https://www.sciencealert.com/a-hidden-source-of-power-may-have-been-discovered-surrounding-our-cells
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    A Hidden Source of Power May Have Been Discovered Surrounding Our Cells
    Our cells may literally ripple with electricity, acting as a hidden power supply that could help transport materials or even play a role in our body's communication.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 134 มุมมอง 0 รีวิว
  • กล้องโทรทรรศน์ยักษ์สแกนดาวหาง 3I/ATLAS หาหลักฐานเอเลียน แต่พบเพียง ‘ความเงียบ’ จากอวกาศ

    การสแกนครั้งใหญ่ของโครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้องโทรทรรศน์ Green Bank ขนาด 100 เมตร เพื่อตรวจจับสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ก่อนที่มันจะเฉียดโลกในเดือนธันวาคม 2025 ผลลัพธ์คือ “ความเงียบสนิท” ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา แต่การค้นพบนี้กลับยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สนุกกับการตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับวัตถุจากนอกระบบสุริยะของเรา

    3I/ATLAS ถูกค้นพบในเดือนกรกฎาคม 2025 และถูกยืนยันว่าเดินทางมาจากนอกระบบสุริยะ เช่นเดียวกับ Oumuamua และ 2I/Borisov ในอดีต แม้รูปลักษณ์และพฤติกรรมของมันจะสอดคล้องกับ “ดาวหางธรรมดา” แต่โอกาสที่จะตรวจสอบวัตถุจากต่างระบบอย่างใกล้ชิดนั้นหาได้ยากมาก นักวิจัยจึงไม่พลาดที่จะฟังสัญญาณวิทยุจากมัน แม้จะรู้ว่าโอกาสพบสิ่งผิดปกติแทบเป็นศูนย์ก็ตาม

    การสแกนใช้เทคนิค ABACAD ที่สลับการชี้กล้องไปยังดาวหางและพื้นที่อื่นของท้องฟ้าเพื่อกรองสัญญาณรบกวน หลังการประมวลผลพบสัญญาณต้องสงสัย 9 รายการ แต่ทั้งหมดเป็นสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์เอง ไม่ใช่จากดาวหาง 3I/ATLAS แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า “การไม่พบอะไรเลย ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีค่า” เพราะช่วยยืนยันว่า 3I/ATLAS ไม่ใช่ยานสำรวจหรือสถานีส่งสัญญาณของเอเลียน

    แม้ผลลัพธ์จะธรรมดา แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการสำรวจวัตถุระหว่างดวงดาว ซึ่งอาจช่วยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับในอนาคต และเปิดประตูสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึง การตั้งคำถามและตรวจสอบแม้ในสิ่งที่ดูไม่น่าจะมีอะไร คือหัวใจของวิทยาศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้การสำรวจอวกาศก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    โครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้อง Green Bank สแกนหาสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหาง 3I/ATLAS
    ไม่พบสัญญาณใดที่มาจากดาวหาง มีเพียงสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์
    3I/ATLAS เป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะที่เฉียดโลกในปี 2025
    นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าการ “ไม่พบอะไร” ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวิจัย

    คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว
    การตีความวัตถุระหว่างดวงดาวว่าเป็น “ยานเอเลียน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากไม่มีหลักฐานรองรับ
    สัญญาณวิทยุที่ตรวจพบอาจเป็นสัญญาณรบกวนจากมนุษย์เสมอ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
    การคาดเดาเกินจริงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลจริง
    วัตถุจากนอกระบบสุริยะยังมีข้อมูลจำกัด การสรุปผลเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการตีความ

    https://www.sciencealert.com/a-giant-telescope-searched-3i-atlas-for-signs-of-aliens-heres-why
    🛰️ กล้องโทรทรรศน์ยักษ์สแกนดาวหาง 3I/ATLAS หาหลักฐานเอเลียน แต่พบเพียง ‘ความเงียบ’ จากอวกาศ การสแกนครั้งใหญ่ของโครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้องโทรทรรศน์ Green Bank ขนาด 100 เมตร เพื่อตรวจจับสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ก่อนที่มันจะเฉียดโลกในเดือนธันวาคม 2025 ผลลัพธ์คือ “ความเงียบสนิท” ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา แต่การค้นพบนี้กลับยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สนุกกับการตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับวัตถุจากนอกระบบสุริยะของเรา 3I/ATLAS ถูกค้นพบในเดือนกรกฎาคม 2025 และถูกยืนยันว่าเดินทางมาจากนอกระบบสุริยะ เช่นเดียวกับ Oumuamua และ 2I/Borisov ในอดีต แม้รูปลักษณ์และพฤติกรรมของมันจะสอดคล้องกับ “ดาวหางธรรมดา” แต่โอกาสที่จะตรวจสอบวัตถุจากต่างระบบอย่างใกล้ชิดนั้นหาได้ยากมาก นักวิจัยจึงไม่พลาดที่จะฟังสัญญาณวิทยุจากมัน แม้จะรู้ว่าโอกาสพบสิ่งผิดปกติแทบเป็นศูนย์ก็ตาม การสแกนใช้เทคนิค ABACAD ที่สลับการชี้กล้องไปยังดาวหางและพื้นที่อื่นของท้องฟ้าเพื่อกรองสัญญาณรบกวน หลังการประมวลผลพบสัญญาณต้องสงสัย 9 รายการ แต่ทั้งหมดเป็นสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์เอง ไม่ใช่จากดาวหาง 3I/ATLAS แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า “การไม่พบอะไรเลย ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีค่า” เพราะช่วยยืนยันว่า 3I/ATLAS ไม่ใช่ยานสำรวจหรือสถานีส่งสัญญาณของเอเลียน แม้ผลลัพธ์จะธรรมดา แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการสำรวจวัตถุระหว่างดวงดาว ซึ่งอาจช่วยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับในอนาคต และเปิดประตูสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึง การตั้งคำถามและตรวจสอบแม้ในสิ่งที่ดูไม่น่าจะมีอะไร คือหัวใจของวิทยาศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้การสำรวจอวกาศก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ โครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้อง Green Bank สแกนหาสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหาง 3I/ATLAS ➡️ ไม่พบสัญญาณใดที่มาจากดาวหาง มีเพียงสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์ ➡️ 3I/ATLAS เป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะที่เฉียดโลกในปี 2025 ➡️ นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าการ “ไม่พบอะไร” ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวิจัย ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว ⛔ การตีความวัตถุระหว่างดวงดาวว่าเป็น “ยานเอเลียน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากไม่มีหลักฐานรองรับ ⛔ สัญญาณวิทยุที่ตรวจพบอาจเป็นสัญญาณรบกวนจากมนุษย์เสมอ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ⛔ การคาดเดาเกินจริงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลจริง ⛔ วัตถุจากนอกระบบสุริยะยังมีข้อมูลจำกัด การสรุปผลเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการตีความ https://www.sciencealert.com/a-giant-telescope-searched-3i-atlas-for-signs-of-aliens-heres-why
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    A Giant Telescope Searched 3I/ATLAS For Signs of Aliens. Here's Why.
    A dedicated scan for signs of radio-transmitting technology in interstellar comet 3I/ATLAS has come back with absolute cometary radio silence.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 119 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ออกแบบบ้านยุคใหม่: เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แต่ยังต้องมีมนุษย์กำกับ

    เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโลกของการออกแบบภายในอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการทำแบบร่างและเรนเดอร์ภาพ ตอนนี้แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak และ Hover สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ของห้องจริงได้ภายในไม่กี่วินาที เพียงอัปโหลดรูปห้องและตอบคำถามไม่กี่ข้อ ผู้ใช้ก็จะได้เห็นภาพห้องในสไตล์ใหม่แบบทันทีทันใด ทำให้การรีโนเวตบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนเล่นแอปแต่งภาพบนมือถือ

    อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยให้การออกแบบเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความแม่นยำของขนาดพื้นที่ การเลือกวัสดุที่มีอยู่จริง หรือการจัดวางที่อาจผิดหลักการก่อสร้าง นักออกแบบและผู้รับเหมายังคงต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของแบบที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่น ประตูที่เปิดไม่ได้ หรือการติดตั้งอุปกรณ์บนผนังที่ไม่เหมาะสม

    ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังช่วยให้เจ้าของบ้านมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น คล้ายกับยุค Pinterest ที่ผู้ใช้เริ่มนำภาพแรงบันดาลใจมาให้ดีไซเนอร์ แต่ตอนนี้ผู้ใช้สามารถ “ลองแต่งห้องเอง” ได้ก่อนจะคุยกับมืออาชีพ ทำให้การสื่อสารระหว่างลูกค้าและนักออกแบบชัดเจนขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนและประหยัดเวลาอย่างมาก

    แม้หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานนักออกแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับมองว่า AI จะช่วยลดงานเอกสารและงานเรนเดอร์ที่กินเวลา ทำให้นักออกแบบมีเวลาสร้างสรรค์งานเชิงศิลป์มากขึ้น และอาจทำให้เกิด “การกลับมาของงานคราฟต์” เช่น การวาดแบบด้วยมือ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและเอกลักษณ์มากกว่าแบบที่ AI สร้างขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ช่วยให้การออกแบบบ้านเร็วขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น
    ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพและได้ภาพเรนเดอร์ 3D ภายในไม่กี่วินาที
    แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak, Hover และ Block นำ AI มาใช้ในงานออกแบบอย่างแพร่หลาย

    ผู้ใช้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น
    AI ทำให้เจ้าของบ้านทดลองแต่งห้องเองได้ก่อนคุยกับนักออกแบบ
    ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างลูกค้าและผู้รับเหมา

    AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อนของนักออกแบบ
    ลดเวลาทำเรนเดอร์และงานเอกสาร
    เปิดโอกาสให้นักออกแบบโฟกัสงานสร้างสรรค์มากขึ้น

    ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการใช้ AI ออกแบบบ้าน
    แบบที่ AI สร้างอาจผิดหลักการก่อสร้าง เช่น การวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่ง
    ความแม่นยำของขนาดพื้นที่และวัสดุอาจไม่ตรงกับของจริง

    AI ยังไม่สามารถแทนที่นักออกแบบได้เต็มรูปแบบ
    ยังขาดความ “มีชีวิต” และความประณีตแบบมนุษย์
    ต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเป็นไปได้ก่อนนำไปก่อสร้างจริง

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/would-you-let-ai-design-your-living-room
    🛋️ AI ออกแบบบ้านยุคใหม่: เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แต่ยังต้องมีมนุษย์กำกับ เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโลกของการออกแบบภายในอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการทำแบบร่างและเรนเดอร์ภาพ ตอนนี้แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak และ Hover สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ของห้องจริงได้ภายในไม่กี่วินาที เพียงอัปโหลดรูปห้องและตอบคำถามไม่กี่ข้อ ผู้ใช้ก็จะได้เห็นภาพห้องในสไตล์ใหม่แบบทันทีทันใด ทำให้การรีโนเวตบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนเล่นแอปแต่งภาพบนมือถือ อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยให้การออกแบบเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความแม่นยำของขนาดพื้นที่ การเลือกวัสดุที่มีอยู่จริง หรือการจัดวางที่อาจผิดหลักการก่อสร้าง นักออกแบบและผู้รับเหมายังคงต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของแบบที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่น ประตูที่เปิดไม่ได้ หรือการติดตั้งอุปกรณ์บนผนังที่ไม่เหมาะสม ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังช่วยให้เจ้าของบ้านมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น คล้ายกับยุค Pinterest ที่ผู้ใช้เริ่มนำภาพแรงบันดาลใจมาให้ดีไซเนอร์ แต่ตอนนี้ผู้ใช้สามารถ “ลองแต่งห้องเอง” ได้ก่อนจะคุยกับมืออาชีพ ทำให้การสื่อสารระหว่างลูกค้าและนักออกแบบชัดเจนขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนและประหยัดเวลาอย่างมาก แม้หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานนักออกแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับมองว่า AI จะช่วยลดงานเอกสารและงานเรนเดอร์ที่กินเวลา ทำให้นักออกแบบมีเวลาสร้างสรรค์งานเชิงศิลป์มากขึ้น และอาจทำให้เกิด “การกลับมาของงานคราฟต์” เช่น การวาดแบบด้วยมือ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและเอกลักษณ์มากกว่าแบบที่ AI สร้างขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ช่วยให้การออกแบบบ้านเร็วขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น ➡️ ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพและได้ภาพเรนเดอร์ 3D ภายในไม่กี่วินาที ➡️ แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak, Hover และ Block นำ AI มาใช้ในงานออกแบบอย่างแพร่หลาย ✅ ผู้ใช้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น ➡️ AI ทำให้เจ้าของบ้านทดลองแต่งห้องเองได้ก่อนคุยกับนักออกแบบ ➡️ ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างลูกค้าและผู้รับเหมา ✅ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อนของนักออกแบบ ➡️ ลดเวลาทำเรนเดอร์และงานเอกสาร ➡️ เปิดโอกาสให้นักออกแบบโฟกัสงานสร้างสรรค์มากขึ้น ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการใช้ AI ออกแบบบ้าน ⛔ แบบที่ AI สร้างอาจผิดหลักการก่อสร้าง เช่น การวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่ง ⛔ ความแม่นยำของขนาดพื้นที่และวัสดุอาจไม่ตรงกับของจริง ‼️ AI ยังไม่สามารถแทนที่นักออกแบบได้เต็มรูปแบบ ⛔ ยังขาดความ “มีชีวิต” และความประณีตแบบมนุษย์ ⛔ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเป็นไปได้ก่อนนำไปก่อสร้างจริง https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/would-you-let-ai-design-your-living-room
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Would you let AI design your living room?
    A growing number of home renovation and interior design platforms are rolling out A.I.-enabled imaging tools capable of redesigning rooms in an instant.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 106 มุมมอง 0 รีวิว
  • 12 ปีแห่ง “HODL” — จากโพสต์เมาๆ สู่กลยุทธ์ลงทุนที่ทำกำไร 16,666%

    ย้อนกลับไปวันที่ 18 ธันวาคม 2013 ผู้ใช้ชื่อ GameKyuubi บนฟอรั่ม Bitcointalk ได้โพสต์ข้อความที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความเมา พร้อมพิมพ์ผิดคำว่า “HOLD” กลายเป็น “HODL” โดยบอกว่าตัวเองเป็น “นักเทรดที่ห่วย” และจะไม่ขายแม้ราคา Bitcoin จะร่วงหนัก ข้อความนั้นกลายเป็นมีมระดับตำนาน และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม “ถือยาวไม่ขาย” ที่ครองใจนักลงทุนคริปโตทั่วโลก.

    ในเวลานั้น Bitcoin มีราคาเพียง $523 ต่อ 1 BTC ซึ่งถือว่าตกลงมามากจากจุดสูงสุด $1,132 ในเดือนก่อนหน้า แต่ถ้าใคร “HODL” จริงตามโพสต์นั้นและถือยาวมาถึงวันนี้ มูลค่าจะพุ่งขึ้นเป็นกว่า $87,623 ต่อ BTC หรือคิดเป็นกำไร 16,666% ตามข้อมูลในข่าว นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพลังการถือยาวในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin.

    แม้คำว่า HODL จะเกิดจากความเมา แต่วงการคริปโตได้ตีความใหม่ให้เป็น “Hold On for Dear Life” หรือ “จับไว้ให้แน่น” ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวมากกว่าการเทรดสั้นๆ ที่ต้องใช้ทักษะสูงและเสี่ยงต่อการขาดทุน การถือยาวจึงกลายเป็นทั้งวัฒนธรรมและกลยุทธ์ที่นักลงทุนจำนวนมากยึดถือ โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวนหนัก.

    อย่างไรก็ตาม แม้ตัวอย่างนี้จะดูสวยงาม แต่นักลงทุนแบบดั้งเดิมเตือนว่ากลยุทธ์ HODL อาจไม่เหมาะกับทุกคน เพราะการไม่ตัดขาดทุนเลยอาจทำให้พอร์ตเสียหายหนักในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง การจัดการความเสี่ยงและการวางแผนจึงยังเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะอยู่ในโลกคริปโตที่เต็มไปด้วยความเชื่อและวัฒนธรรมเฉพาะตัวก็ตาม.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ต้นกำเนิด HODL มาจากโพสต์เมาๆ ของ GameKyuubi ปี 2013
    พิมพ์ผิดจาก “HOLD” เป็น “HODL” แต่กลายเป็นมีมระดับโลก
    เกิดขึ้นช่วงราคา BTC ร่วงหนักจนชุมชนตื่นตระหนก

    การถือ 1 BTC จากปี 2013 ถึงวันนี้ให้ผลตอบแทน 16,666%
    จาก $523 → มากกว่า $87,000
    เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการถือยาวในสินทรัพย์ผันผวน

    HODL ถูกตีความใหม่เป็น “Hold On for Dear Life”
    กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของนักลงทุนคริปโต
    เน้นความเชื่อมั่นระยะยาวมากกว่าการเทรดรายวัน

    ข่าวชี้ว่ากลยุทธ์นี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในวงการคริปโต
    แม้จะเริ่มจากความเมา แต่กลายเป็นหลักคิดที่ทรงพลัง

    ประเด็นที่ควรระวัง / คำเตือน
    กลยุทธ์ HODL ไม่เหมาะกับทุกคน
    การไม่ตัดขาดทุนอาจทำให้พอร์ตเสียหายหนักในตลาดผันผวน

    การตีความ “ถือยาว” อาจทำให้มองข้ามความเสี่ยงจริง
    นักลงทุนบางรายอาจเข้าใจผิดว่า HODL คือวิธีที่ปลอดภัยเสมอ

    ข้อมูลในข่าวชี้ว่าควรระวังการมองอดีตเป็นตัวชี้อนาคต
    ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลลัพธ์ในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptocurrency/hodlers-began-hodling-bitcoin-12-years-ago-iconic-whisky-fuelled-investment-strategy-would-have-turned-usd523-into-over-usd87-000-a-16-666-percent-gain
    🥃🚀 12 ปีแห่ง “HODL” — จากโพสต์เมาๆ สู่กลยุทธ์ลงทุนที่ทำกำไร 16,666% ย้อนกลับไปวันที่ 18 ธันวาคม 2013 ผู้ใช้ชื่อ GameKyuubi บนฟอรั่ม Bitcointalk ได้โพสต์ข้อความที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความเมา พร้อมพิมพ์ผิดคำว่า “HOLD” กลายเป็น “HODL” โดยบอกว่าตัวเองเป็น “นักเทรดที่ห่วย” และจะไม่ขายแม้ราคา Bitcoin จะร่วงหนัก ข้อความนั้นกลายเป็นมีมระดับตำนาน และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม “ถือยาวไม่ขาย” ที่ครองใจนักลงทุนคริปโตทั่วโลก. ในเวลานั้น Bitcoin มีราคาเพียง $523 ต่อ 1 BTC ซึ่งถือว่าตกลงมามากจากจุดสูงสุด $1,132 ในเดือนก่อนหน้า แต่ถ้าใคร “HODL” จริงตามโพสต์นั้นและถือยาวมาถึงวันนี้ มูลค่าจะพุ่งขึ้นเป็นกว่า $87,623 ต่อ BTC หรือคิดเป็นกำไร 16,666% ตามข้อมูลในข่าว นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพลังการถือยาวในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin. แม้คำว่า HODL จะเกิดจากความเมา แต่วงการคริปโตได้ตีความใหม่ให้เป็น “Hold On for Dear Life” หรือ “จับไว้ให้แน่น” ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นระยะยาวมากกว่าการเทรดสั้นๆ ที่ต้องใช้ทักษะสูงและเสี่ยงต่อการขาดทุน การถือยาวจึงกลายเป็นทั้งวัฒนธรรมและกลยุทธ์ที่นักลงทุนจำนวนมากยึดถือ โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวนหนัก. อย่างไรก็ตาม แม้ตัวอย่างนี้จะดูสวยงาม แต่นักลงทุนแบบดั้งเดิมเตือนว่ากลยุทธ์ HODL อาจไม่เหมาะกับทุกคน เพราะการไม่ตัดขาดทุนเลยอาจทำให้พอร์ตเสียหายหนักในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง การจัดการความเสี่ยงและการวางแผนจึงยังเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะอยู่ในโลกคริปโตที่เต็มไปด้วยความเชื่อและวัฒนธรรมเฉพาะตัวก็ตาม. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ต้นกำเนิด HODL มาจากโพสต์เมาๆ ของ GameKyuubi ปี 2013 ➡️ พิมพ์ผิดจาก “HOLD” เป็น “HODL” แต่กลายเป็นมีมระดับโลก ➡️ เกิดขึ้นช่วงราคา BTC ร่วงหนักจนชุมชนตื่นตระหนก ✅ การถือ 1 BTC จากปี 2013 ถึงวันนี้ให้ผลตอบแทน 16,666% ➡️ จาก $523 → มากกว่า $87,000 ➡️ เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการถือยาวในสินทรัพย์ผันผวน ✅ HODL ถูกตีความใหม่เป็น “Hold On for Dear Life” ➡️ กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของนักลงทุนคริปโต ➡️ เน้นความเชื่อมั่นระยะยาวมากกว่าการเทรดรายวัน ✅ ข่าวชี้ว่ากลยุทธ์นี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในวงการคริปโต ➡️ แม้จะเริ่มจากความเมา แต่กลายเป็นหลักคิดที่ทรงพลัง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง / คำเตือน ‼️ กลยุทธ์ HODL ไม่เหมาะกับทุกคน ⛔ การไม่ตัดขาดทุนอาจทำให้พอร์ตเสียหายหนักในตลาดผันผวน ‼️ การตีความ “ถือยาว” อาจทำให้มองข้ามความเสี่ยงจริง ⛔ นักลงทุนบางรายอาจเข้าใจผิดว่า HODL คือวิธีที่ปลอดภัยเสมอ ‼️ ข้อมูลในข่าวชี้ว่าควรระวังการมองอดีตเป็นตัวชี้อนาคต ⛔ ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลลัพธ์ในอนาคต https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptocurrency/hodlers-began-hodling-bitcoin-12-years-ago-iconic-whisky-fuelled-investment-strategy-would-have-turned-usd523-into-over-usd87-000-a-16-666-percent-gain
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 354 มุมมอง 0 รีวิว
  • Astral เปิดตัว ty – Type Checker ที่เร็วที่สุดสำหรับ Python

    Astral ผู้พัฒนาเครื่องมือดังอย่าง uv (package manager) และ Ruff (linter/formatter) ประกาศเปิดตัว ty ในสถานะ Beta รุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาเป็น extremely fast Python type checker และ language server เขียนด้วย Rust เพื่อเป็นทางเลือกแทน mypy, Pyright และ Pylance โดยทีมงานยืนยันว่าได้ใช้ ty ในโปรเจกต์จริงแล้ว และพร้อมแนะนำให้ผู้ใช้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงนำไปใช้ใน production.

    จุดเด่นของ ty คือ ความเร็วเหนือชั้น โดยไม่ใช้ caching ก็ยังเร็วกว่า mypy และ Pyright ถึง 10–60 เท่า และเมื่อใช้งานใน editor ความต่างยิ่งชัดเจน เช่น การแก้ไขไฟล์สำคัญใน PyTorch repository ty ใช้เวลาเพียง 4.7ms ในการ recompute diagnostics เทียบกับ Pyright ที่ใช้ 386ms และ Pyrefly ที่ใช้ 2.38 วินาที นั่นหมายถึงการตอบสนองแบบ real-time ที่แทบไม่สะดุดสำหรับนักพัฒนา.

    นอกจากความเร็วแล้ว ty ยังมาพร้อม ฟีเจอร์เชิงทฤษฎีขั้นสูง เช่น intersection types, type narrowing และ reachability analysis ที่ช่วยลด false positives และให้ feedback ที่แม่นยำกว่าเดิม ระบบ diagnostic ได้แรงบันดาลใจจาก Rust compiler โดยสามารถอธิบายปัญหาแบบ cross-file และเสนอแนวทางแก้ไข ทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ทั้ง “อะไรผิด” และ “ทำไมผิด”.

    ty รองรับ Language Server Protocol เต็มรูปแบบ เช่น Go to Definition, Auto-Complete, Semantic Highlighting และ Inlay Hints พร้อม extension สำหรับ VS Code และ Cursor ทีม Astral ตั้งเป้าออก Stable release ในปีหน้า โดยจะเพิ่มการรองรับ third-party libraries อย่าง Pydantic และ Django รวมถึงฟีเจอร์เชิง semantic เช่น dead code elimination, CVE reachability analysis และ type-aware linting เพื่อผลักดัน Python ให้เป็น ecosystem ที่ productive ที่สุด.

    สรุปเป็นหัวข้อ
    เปิดตัว ty Beta โดย Astral
    เขียนด้วย Rust เป็นทางเลือกแทน mypy, Pyright, Pylance
    ใช้งานจริงแล้วในโปรเจกต์ของทีม Astral

    ความเร็วเหนือคู่แข่ง
    เร็วกว่า mypy และ Pyright 10–60 เท่า
    Recompute diagnostics ใน PyTorch repository เพียง 4.7ms

    ฟีเจอร์เชิงทฤษฎีและระบบ Diagnostic
    Intersection types, type narrowing, reachability analysis
    Diagnostic อธิบายปัญหาแบบ cross-file พร้อมแนวทางแก้ไข

    รองรับการใช้งานใน Editor และ Ecosystem
    รองรับ LSP เต็มรูปแบบ (Auto-Complete, Go to Definition ฯลฯ)
    เตรียมเพิ่มการรองรับ Pydantic, Django และฟีเจอร์ semantic อื่น ๆ

    คำเตือนและข้อควรระวัง
    ยังอยู่ในสถานะ Beta อาจมีบั๊กและต้องการเสถียรภาพเพิ่ม
    การใช้งานกับ third-party libraries ยังไม่สมบูรณ์ ต้องรอ Stable release

    https://astral.sh/blog/ty
    🚀 Astral เปิดตัว ty – Type Checker ที่เร็วที่สุดสำหรับ Python Astral ผู้พัฒนาเครื่องมือดังอย่าง uv (package manager) และ Ruff (linter/formatter) ประกาศเปิดตัว ty ในสถานะ Beta รุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาเป็น extremely fast Python type checker และ language server เขียนด้วย Rust เพื่อเป็นทางเลือกแทน mypy, Pyright และ Pylance โดยทีมงานยืนยันว่าได้ใช้ ty ในโปรเจกต์จริงแล้ว และพร้อมแนะนำให้ผู้ใช้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงนำไปใช้ใน production. จุดเด่นของ ty คือ ความเร็วเหนือชั้น โดยไม่ใช้ caching ก็ยังเร็วกว่า mypy และ Pyright ถึง 10–60 เท่า และเมื่อใช้งานใน editor ความต่างยิ่งชัดเจน เช่น การแก้ไขไฟล์สำคัญใน PyTorch repository ty ใช้เวลาเพียง 4.7ms ในการ recompute diagnostics เทียบกับ Pyright ที่ใช้ 386ms และ Pyrefly ที่ใช้ 2.38 วินาที นั่นหมายถึงการตอบสนองแบบ real-time ที่แทบไม่สะดุดสำหรับนักพัฒนา. นอกจากความเร็วแล้ว ty ยังมาพร้อม ฟีเจอร์เชิงทฤษฎีขั้นสูง เช่น intersection types, type narrowing และ reachability analysis ที่ช่วยลด false positives และให้ feedback ที่แม่นยำกว่าเดิม ระบบ diagnostic ได้แรงบันดาลใจจาก Rust compiler โดยสามารถอธิบายปัญหาแบบ cross-file และเสนอแนวทางแก้ไข ทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้ทั้ง “อะไรผิด” และ “ทำไมผิด”. ty รองรับ Language Server Protocol เต็มรูปแบบ เช่น Go to Definition, Auto-Complete, Semantic Highlighting และ Inlay Hints พร้อม extension สำหรับ VS Code และ Cursor ทีม Astral ตั้งเป้าออก Stable release ในปีหน้า โดยจะเพิ่มการรองรับ third-party libraries อย่าง Pydantic และ Django รวมถึงฟีเจอร์เชิง semantic เช่น dead code elimination, CVE reachability analysis และ type-aware linting เพื่อผลักดัน Python ให้เป็น ecosystem ที่ productive ที่สุด. 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ เปิดตัว ty Beta โดย Astral ➡️ เขียนด้วย Rust เป็นทางเลือกแทน mypy, Pyright, Pylance ➡️ ใช้งานจริงแล้วในโปรเจกต์ของทีม Astral ✅ ความเร็วเหนือคู่แข่ง ➡️ เร็วกว่า mypy และ Pyright 10–60 เท่า ➡️ Recompute diagnostics ใน PyTorch repository เพียง 4.7ms ✅ ฟีเจอร์เชิงทฤษฎีและระบบ Diagnostic ➡️ Intersection types, type narrowing, reachability analysis ➡️ Diagnostic อธิบายปัญหาแบบ cross-file พร้อมแนวทางแก้ไข ✅ รองรับการใช้งานใน Editor และ Ecosystem ➡️ รองรับ LSP เต็มรูปแบบ (Auto-Complete, Go to Definition ฯลฯ) ➡️ เตรียมเพิ่มการรองรับ Pydantic, Django และฟีเจอร์ semantic อื่น ๆ ‼️ คำเตือนและข้อควรระวัง ⛔ ยังอยู่ในสถานะ Beta อาจมีบั๊กและต้องการเสถียรภาพเพิ่ม ⛔ การใช้งานกับ third-party libraries ยังไม่สมบูรณ์ ต้องรอ Stable release https://astral.sh/blog/ty
    ASTRAL.SH
    ty: An extremely fast Python type checker and language server
    ty is an extremely fast Python type checker and language server, written in Rust, and designed as an alternative to mypy, Pyright, and Pylance.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 226 มุมมอง 0 รีวิว
  • เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของ จางเสวียเฉียง ไรเดอร์หนุ่มวัย 25 ปี จากมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน หลังเปิดเผยว่าใช้เวลาเพียง 5 ปีจากจุดล้มเหลวทางธุรกิจ สร้างรายได้จนมีเงินเก็บกว่า 5 ล้านบาท จากอาชีพส่งอาหารในเซี่ยงไฮ้
    .
    จางเคยประสบปัญหาร้านอาหารล้มเหลวและมีหนี้สิน ก่อนตัดสินใจผันตัวมาเป็นไรเดอร์ ทำงานอย่างหนักแทบทุกวัน วันละหลายชั่วโมง เน้นความประหยัดและวินัยทางการเงิน จนได้รับฉายาในกลุ่มเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็น “ราชาแห่งออเดอร์”
    .
    เขาระบุว่าการเปิดเผยเรื่องราวครั้งนี้ไม่ใช่เพื่ออวดรายได้ แต่ต้องการบันทึกความพยายามและความอดทนที่ทำให้สามารถปลดหนี้และตั้งหลักชีวิตได้ พร้อมวางแผนกลับไปทำธุรกิจร้านอาหารอีกครั้งในอนาคต
    .
    อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000121442
    .
    #News1live #News1 #ไรเดอร์ #เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ #ขยันอดทน #แรงงานยุคใหม่ #จีน
    เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของ จางเสวียเฉียง ไรเดอร์หนุ่มวัย 25 ปี จากมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน หลังเปิดเผยว่าใช้เวลาเพียง 5 ปีจากจุดล้มเหลวทางธุรกิจ สร้างรายได้จนมีเงินเก็บกว่า 5 ล้านบาท จากอาชีพส่งอาหารในเซี่ยงไฮ้ . จางเคยประสบปัญหาร้านอาหารล้มเหลวและมีหนี้สิน ก่อนตัดสินใจผันตัวมาเป็นไรเดอร์ ทำงานอย่างหนักแทบทุกวัน วันละหลายชั่วโมง เน้นความประหยัดและวินัยทางการเงิน จนได้รับฉายาในกลุ่มเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็น “ราชาแห่งออเดอร์” . เขาระบุว่าการเปิดเผยเรื่องราวครั้งนี้ไม่ใช่เพื่ออวดรายได้ แต่ต้องการบันทึกความพยายามและความอดทนที่ทำให้สามารถปลดหนี้และตั้งหลักชีวิตได้ พร้อมวางแผนกลับไปทำธุรกิจร้านอาหารอีกครั้งในอนาคต . อ่านต่อ… https://news1live.com/detail/9680000121442 . #News1live #News1 #ไรเดอร์ #เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ #ขยันอดทน #แรงงานยุคใหม่ #จีน
    Like
    Love
    4
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 333 มุมมอง 0 รีวิว
  • ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยความคืบหน้าเหตุ กราดยิงงานฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิว ที่หาดบอนได เมืองซิดนีย์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568 และถือเป็นเหตุกราดยิงรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีของประเทศ
    .
    ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 21.55 น. ทางการออสเตรเลียระบุว่า คนร้ายเป็น พ่อ–ลูก โดยพบข้อมูลว่า ทั้งสองเพิ่งเดินทางไป ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส)
    .
    เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย รวมถึงมือปืนผู้เป็นพ่อที่ถูกตำรวจวิสามัญ ขณะที่มือปืนผู้เป็นลูกได้รับบาดเจ็บสาหัสและอยู่ระหว่างการรักษา ทั้งนี้ตำรวจพบ อุปกรณ์ระเบิดแสวงเครื่องและสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับไอเอส ภายในรถของคนร้าย
    .
    นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี แอลเบนีส ระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนี้มีลักษณะเป็นการก่อการร้ายที่พุ่งเป้าไปยัง ชุมชนชาวยิว พร้อมประกาศทบทวนมาตรการควบคุมอาวุธปืน หลังพบว่ามือปืนผู้พ่อมีใบอนุญาตครอบครองปืนถูกต้องและมีอาวุธจดทะเบียนหลายกระบอก
    .
    ทางการยังอยู่ระหว่างขยายผลสอบสวนเส้นทางการเดินทาง ความเชื่อมโยงกับกลุ่มหัวรุนแรง และกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต
    .
    อ่านต่อ >>> https://news1live.com/detail/9680000121193
    .
    #News1live #News1 #กราดยิงบอนได #Australia #ก่อการร้าย #กลุ่มรัฐอิสลาม #ความมั่นคงโลก
    ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยความคืบหน้าเหตุ กราดยิงงานฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิว ที่หาดบอนได เมืองซิดนีย์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568 และถือเป็นเหตุกราดยิงรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีของประเทศ . ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 21.55 น. ทางการออสเตรเลียระบุว่า คนร้ายเป็น พ่อ–ลูก โดยพบข้อมูลว่า ทั้งสองเพิ่งเดินทางไป ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และเชื่อว่าอาจได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) . เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย รวมถึงมือปืนผู้เป็นพ่อที่ถูกตำรวจวิสามัญ ขณะที่มือปืนผู้เป็นลูกได้รับบาดเจ็บสาหัสและอยู่ระหว่างการรักษา ทั้งนี้ตำรวจพบ อุปกรณ์ระเบิดแสวงเครื่องและสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับไอเอส ภายในรถของคนร้าย . นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโทนี แอลเบนีส ระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนี้มีลักษณะเป็นการก่อการร้ายที่พุ่งเป้าไปยัง ชุมชนชาวยิว พร้อมประกาศทบทวนมาตรการควบคุมอาวุธปืน หลังพบว่ามือปืนผู้พ่อมีใบอนุญาตครอบครองปืนถูกต้องและมีอาวุธจดทะเบียนหลายกระบอก . ทางการยังอยู่ระหว่างขยายผลสอบสวนเส้นทางการเดินทาง ความเชื่อมโยงกับกลุ่มหัวรุนแรง และกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต . อ่านต่อ >>> https://news1live.com/detail/9680000121193 . #News1live #News1 #กราดยิงบอนได #Australia #ก่อการร้าย #กลุ่มรัฐอิสลาม #ความมั่นคงโลก
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 450 มุมมอง 0 รีวิว
  • Google Tensor G6 กำลังยืมแนวคิดจาก MediaTek Dimensity 9500

    รายงานล่าสุดเผยว่า Google Tensor G6 ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในปี 2026 ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของ MediaTek Dimensity 9500 โดยมีการปรับปรุงโครงสร้าง CPU และการเลือกใช้คอร์รุ่นใหม่ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดที่พบใน Tensor G5

    สถาปัตยกรรมใหม่ของ Tensor G6
    Tensor G6 จะใช้โครงสร้าง 1+6+1 cores แทนที่แบบ 1+5+2 cores ของ Tensor G5 ซึ่งหมายถึงการลดจำนวนคอร์ประหยัดพลังงาน (efficiency cores) และเพิ่มคอร์ประสิทธิภาพ (big cores) อีกหนึ่งตัว แนวทางนี้คล้ายกับ Dimensity 9500 ที่เลือกละทิ้ง efficiency cores เพื่อเพิ่มพลังประมวลผลโดยตรง นอกจากนี้ Tensor G6 ยังจะใช้ ARM Cortex-X930 Super Core และ Cortex-A730 Big Cores ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ต่างจาก Tensor G5 ที่ยังใช้ Cortex-X4 ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2023

    GPU และ AI
    แม้ CPU จะได้รับการปรับปรุง แต่ GPU ของ Tensor G6 กลับใช้ IMG CXT รุ่นเก่า ซึ่งด้อยกว่า GPU ใน Tensor G5 ที่เป็น IMG DXT รุ่นใหม่กว่า อย่างไรก็ตาม Tensor G6 จะมี nano-TPU เพิ่มเข้ามาเพื่อจัดการงาน AI ที่เบากว่า ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน Google ยังเลือกใช้ MediaTek M90 modem ที่รองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 12Gbps แทนโมเดมของ Samsung

    ความหมายต่อการแข่งขัน
    การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า Google กำลังเรียนรู้จาก MediaTek ที่กล้าเสี่ยงและใช้คอร์รุ่นใหม่ทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือ Tensor G6 อาจมีพลังประมวลผลที่เหนือกว่า Tensor G5 อย่างชัดเจน แต่ยังคงมีข้อกังขาเรื่อง GPU ที่ล้าหลัง ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Qualcomm และ MediaTek เอง

    สรุปสาระสำคัญ
    การปรับปรุง CPU
    โครงสร้างใหม่ 1+6+1 cores
    ใช้ ARM Cortex-X930 และ Cortex-A730

    การพัฒนา AI และโมเดม
    เพิ่ม nano-TPU สำหรับงานเบา
    ใช้ MediaTek M90 modem ความเร็วสูงสุด 12Gbps

    จุดแข็ง
    ประสิทธิภาพ CPU ดีขึ้นอย่างมาก
    เรียนรู้จากแนวทาง Dimensity 9500

    จุดอ่อน
    GPU ใช้รุ่นเก่ากว่า Tensor G5
    อาจเสียเปรียบคู่แข่งที่เน้นกราฟิกขั้นสูง

    https://wccftech.com/googles-tensor-g6-is-borrowing-ideas-from-mediateks-dimensity-9500/
    📱 Google Tensor G6 กำลังยืมแนวคิดจาก MediaTek Dimensity 9500 รายงานล่าสุดเผยว่า Google Tensor G6 ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในปี 2026 ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของ MediaTek Dimensity 9500 โดยมีการปรับปรุงโครงสร้าง CPU และการเลือกใช้คอร์รุ่นใหม่ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดที่พบใน Tensor G5 ⚙️ สถาปัตยกรรมใหม่ของ Tensor G6 Tensor G6 จะใช้โครงสร้าง 1+6+1 cores แทนที่แบบ 1+5+2 cores ของ Tensor G5 ซึ่งหมายถึงการลดจำนวนคอร์ประหยัดพลังงาน (efficiency cores) และเพิ่มคอร์ประสิทธิภาพ (big cores) อีกหนึ่งตัว แนวทางนี้คล้ายกับ Dimensity 9500 ที่เลือกละทิ้ง efficiency cores เพื่อเพิ่มพลังประมวลผลโดยตรง นอกจากนี้ Tensor G6 ยังจะใช้ ARM Cortex-X930 Super Core และ Cortex-A730 Big Cores ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ต่างจาก Tensor G5 ที่ยังใช้ Cortex-X4 ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2023 🎮 GPU และ AI แม้ CPU จะได้รับการปรับปรุง แต่ GPU ของ Tensor G6 กลับใช้ IMG CXT รุ่นเก่า ซึ่งด้อยกว่า GPU ใน Tensor G5 ที่เป็น IMG DXT รุ่นใหม่กว่า อย่างไรก็ตาม Tensor G6 จะมี nano-TPU เพิ่มเข้ามาเพื่อจัดการงาน AI ที่เบากว่า ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน Google ยังเลือกใช้ MediaTek M90 modem ที่รองรับความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 12Gbps แทนโมเดมของ Samsung 🚀 ความหมายต่อการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า Google กำลังเรียนรู้จาก MediaTek ที่กล้าเสี่ยงและใช้คอร์รุ่นใหม่ทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือ Tensor G6 อาจมีพลังประมวลผลที่เหนือกว่า Tensor G5 อย่างชัดเจน แต่ยังคงมีข้อกังขาเรื่อง GPU ที่ล้าหลัง ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Qualcomm และ MediaTek เอง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การปรับปรุง CPU ➡️ โครงสร้างใหม่ 1+6+1 cores ➡️ ใช้ ARM Cortex-X930 และ Cortex-A730 ✅ การพัฒนา AI และโมเดม ➡️ เพิ่ม nano-TPU สำหรับงานเบา ➡️ ใช้ MediaTek M90 modem ความเร็วสูงสุด 12Gbps ✅ จุดแข็ง ➡️ ประสิทธิภาพ CPU ดีขึ้นอย่างมาก ➡️ เรียนรู้จากแนวทาง Dimensity 9500 ‼️ จุดอ่อน ⛔ GPU ใช้รุ่นเก่ากว่า Tensor G5 ⛔ อาจเสียเปรียบคู่แข่งที่เน้นกราฟิกขั้นสูง https://wccftech.com/googles-tensor-g6-is-borrowing-ideas-from-mediateks-dimensity-9500/
    WCCFTECH.COM
    Google's Tensor G6 Is Borrowing Ideas From MediaTek's Dimensity 9500
    The Dimensity 9500 chip has panache, and all of the bubbly effervescence of carefree youth, which is now rubbing off on the Tensor G6 chip.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 249 มุมมอง 0 รีวิว
  • แนวทางใหม่ในการสร้าง HTML Tools

    Simon Willison ใช้คำว่า HTML tools เรียกแอปพลิเคชันที่เขาสร้างขึ้นกว่า 150 ตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เขียนขึ้นด้วยความช่วยเหลือจาก LLMs จุดเด่นคือ รวมทุกอย่างไว้ในไฟล์เดียว ทำให้สามารถ copy-paste ไปใช้งานหรือโฮสต์บน GitHub Pages ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ React หรือ build step ที่ซับซ้อน

    เทคนิคสำคัญในการพัฒนา
    เขาแนะนำให้ โหลด dependencies จาก CDN เพื่อลดความยุ่งยาก และใช้ copy-paste เป็นกลไกหลัก เช่น การสร้างปุ่ม “Copy to clipboard” เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการใช้ localStorage สำหรับเก็บ state หรือ API keys และการเก็บข้อมูลใน URL เพื่อแชร์หรือ bookmark ได้ง่าย

    การต่อยอดด้วย Pyodide และ WebAssembly
    หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือการใช้ Pyodide เพื่อรัน Python ในเบราว์เซอร์ และการใช้ WebAssembly เพื่อเปิดโอกาสให้ซอฟต์แวร์จากภาษาอื่น ๆ ทำงานบน HTML tools ได้ เช่น OCR หรือการบีบอัดภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้ HTML tools สามารถทำงานซับซ้อนโดยไม่ต้องพึ่ง server

    บทเรียนและแรงบันดาลใจ
    Simon ย้ำว่า การสร้าง HTML tools เป็นวิธีที่สนุกและทรงพลังในการเรียนรู้ความสามารถของ LLMs และยังช่วยให้เข้าใจศักยภาพของ Web APIs ได้ลึกขึ้น เขาแนะนำให้ทุกคนลองสร้างคอลเลกชันของตัวเอง โดยเริ่มจาก GitHub Pages และไฟล์ HTML ง่าย ๆ

    สรุปเป็นหัวข้อ
    แนวคิด HTML Tools
    แอปพลิเคชันเล็ก ๆ รวม HTML, CSS, JS ในไฟล์เดียว
    ไม่ต้องใช้ React หรือ build step

    เทคนิคการพัฒนา
    โหลด dependencies จาก CDN
    ใช้ copy-paste และปุ่ม clipboard
    เก็บข้อมูลใน URL และ localStorage

    การต่อยอดด้วยเทคโนโลยี
    Pyodide สำหรับรัน Python ในเบราว์เซอร์
    WebAssembly สำหรับ OCR และ image compression

    คำเตือนในการใช้งาน
    การฝัง API key ใน HTML อาจเสี่ยงถูกขโมย
    การพึ่งพา CDN ต้องตรวจสอบเวอร์ชันและความปลอดภัย
    การใช้ localStorage เก็บข้อมูลสำคัญอาจเสี่ยงต่อการรั่วไหล

    https://simonwillison.net/2025/Dec/10/html-tools/
    🛠️ แนวทางใหม่ในการสร้าง HTML Tools Simon Willison ใช้คำว่า HTML tools เรียกแอปพลิเคชันที่เขาสร้างขึ้นกว่า 150 ตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เขียนขึ้นด้วยความช่วยเหลือจาก LLMs จุดเด่นคือ รวมทุกอย่างไว้ในไฟล์เดียว ทำให้สามารถ copy-paste ไปใช้งานหรือโฮสต์บน GitHub Pages ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ React หรือ build step ที่ซับซ้อน 🌐 เทคนิคสำคัญในการพัฒนา เขาแนะนำให้ โหลด dependencies จาก CDN เพื่อลดความยุ่งยาก และใช้ copy-paste เป็นกลไกหลัก เช่น การสร้างปุ่ม “Copy to clipboard” เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการใช้ localStorage สำหรับเก็บ state หรือ API keys และการเก็บข้อมูลใน URL เพื่อแชร์หรือ bookmark ได้ง่าย ⚡ การต่อยอดด้วย Pyodide และ WebAssembly หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือการใช้ Pyodide เพื่อรัน Python ในเบราว์เซอร์ และการใช้ WebAssembly เพื่อเปิดโอกาสให้ซอฟต์แวร์จากภาษาอื่น ๆ ทำงานบน HTML tools ได้ เช่น OCR หรือการบีบอัดภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้ HTML tools สามารถทำงานซับซ้อนโดยไม่ต้องพึ่ง server 🚀 บทเรียนและแรงบันดาลใจ Simon ย้ำว่า การสร้าง HTML tools เป็นวิธีที่สนุกและทรงพลังในการเรียนรู้ความสามารถของ LLMs และยังช่วยให้เข้าใจศักยภาพของ Web APIs ได้ลึกขึ้น เขาแนะนำให้ทุกคนลองสร้างคอลเลกชันของตัวเอง โดยเริ่มจาก GitHub Pages และไฟล์ HTML ง่าย ๆ 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ แนวคิด HTML Tools ➡️ แอปพลิเคชันเล็ก ๆ รวม HTML, CSS, JS ในไฟล์เดียว ➡️ ไม่ต้องใช้ React หรือ build step ✅ เทคนิคการพัฒนา ➡️ โหลด dependencies จาก CDN ➡️ ใช้ copy-paste และปุ่ม clipboard ➡️ เก็บข้อมูลใน URL และ localStorage ✅ การต่อยอดด้วยเทคโนโลยี ➡️ Pyodide สำหรับรัน Python ในเบราว์เซอร์ ➡️ WebAssembly สำหรับ OCR และ image compression ‼️ คำเตือนในการใช้งาน ⛔ การฝัง API key ใน HTML อาจเสี่ยงถูกขโมย ⛔ การพึ่งพา CDN ต้องตรวจสอบเวอร์ชันและความปลอดภัย ⛔ การใช้ localStorage เก็บข้อมูลสำคัญอาจเสี่ยงต่อการรั่วไหล https://simonwillison.net/2025/Dec/10/html-tools/
    SIMONWILLISON.NET
    Useful patterns for building HTML tools
    I’ve started using the term HTML tools to refer to HTML applications that I’ve been building which combine HTML, JavaScript, and CSS in a single file and use them to …
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 252 มุมมอง 0 รีวิว
  • Gleam กลายเป็นดาวเด่นใน Advent of Code 2025

    Advent of Code ปีนี้จัดเพียง 12 วัน แต่ความเข้มข้นไม่ลดลง ผู้เขียนเลือก Gleam เป็นภาษาหลัก และพบว่า compiler ของ Gleam ให้ error message ที่ชัดเจนระดับ Rust ทำให้การเรียนรู้และแก้โจทย์เป็นไปอย่างราบรื่น การใช้ pipeline และ functional style ทำให้การแก้โจทย์ที่ซับซ้อน เช่น parsing และการแปลงข้อมูล มีความชัดเจนและกระชับมากขึ้น

    จุดแข็งที่ทำให้ Gleam น่าสนใจ
    หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือ echo ซึ่งช่วย inspect ค่าได้ทันทีโดยไม่ต้อง format string อีกทั้ง Gleam มีฟังก์ชัน list ที่ครบครัน เช่น list.transpose ที่ช่วยแก้โจทย์ day 6 ได้อย่างง่ายดาย และ list.combination_pairs ที่ทำให้การหาคู่ข้อมูลเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ฟังก์ชัน fold_until ยังช่วยให้การหยุด loop ทำได้อย่างชัดเจนและตรงตามเจตนา

    ความท้าทายและข้อจำกัด
    แม้ Gleam จะมีจุดแข็ง แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่มี file I/O ใน standard library, ต้องใช้ dependency เสริมสำหรับ regex, และ pattern matching บน list ยังไม่ยืดหยุ่นเท่าที่ควร อีกทั้งเมื่อ target ไปที่ JavaScript ต้องระวังเรื่อง big integers ที่ไม่รองรับ arbitrary precision เหมือนบน Erlang VM

    บทเรียนและแรงบันดาลใจ
    ผู้เขียนสรุปว่า Gleam เป็นภาษาที่เหมาะกับการเรียนรู้ผ่าน AoC เพราะทำให้การแก้โจทย์ซับซ้อนชัดเจนขึ้น และยังสร้างแรงบันดาลใจให้นำ Gleam ไปใช้ในโปรเจกต์จริง เช่นการเขียน webserver ในอนาคต การทดลองครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการแก้โจทย์ แต่ยังเป็นการค้นพบเครื่องมือใหม่ที่ทรงพลังสำหรับงานจริง

    สรุปเป็นหัวข้อ
    จุดแข็งของ Gleam
    Syntax สะอาด และ error message ระดับ Rust
    ฟังก์ชัน list เช่น transpose และ combination_pairs ช่วยแก้โจทย์ได้ง่าย
    echo ทำให้ inspect ค่าได้สะดวก
    fold_until ช่วยหยุด loop ได้ตรงตามเจตนา

    ประสบการณ์ Advent of Code 2025
    ปีนี้มีเพียง 12 วัน แต่โจทย์เข้มข้น
    Gleam ทำให้การเรียนรู้ functional programming สนุกและชัดเจน

    ข้อจำกัดของ Gleam
    ไม่มี file I/O ใน standard library
    ต้องใช้ dependency เสริมสำหรับ regex
    Pattern matching บน list ยังไม่ยืดหยุ่น
    Big integers บน JavaScript มีข้อจำกัด ไม่เหมือน Erlang VM

    แรงบันดาลใจต่อยอด
    ผู้เขียนตั้งใจจะลองใช้ Gleam เขียน webserver จริง
    AoC ช่วยให้ค้นพบศักยภาพของ Gleam ในงานจริง

    https://blog.tymscar.com/posts/gleamaoc2025/
    💻 Gleam กลายเป็นดาวเด่นใน Advent of Code 2025 Advent of Code ปีนี้จัดเพียง 12 วัน แต่ความเข้มข้นไม่ลดลง ผู้เขียนเลือก Gleam เป็นภาษาหลัก และพบว่า compiler ของ Gleam ให้ error message ที่ชัดเจนระดับ Rust ทำให้การเรียนรู้และแก้โจทย์เป็นไปอย่างราบรื่น การใช้ pipeline และ functional style ทำให้การแก้โจทย์ที่ซับซ้อน เช่น parsing และการแปลงข้อมูล มีความชัดเจนและกระชับมากขึ้น 🔧 จุดแข็งที่ทำให้ Gleam น่าสนใจ หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือ echo ซึ่งช่วย inspect ค่าได้ทันทีโดยไม่ต้อง format string อีกทั้ง Gleam มีฟังก์ชัน list ที่ครบครัน เช่น list.transpose ที่ช่วยแก้โจทย์ day 6 ได้อย่างง่ายดาย และ list.combination_pairs ที่ทำให้การหาคู่ข้อมูลเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ฟังก์ชัน fold_until ยังช่วยให้การหยุด loop ทำได้อย่างชัดเจนและตรงตามเจตนา ⚡ ความท้าทายและข้อจำกัด แม้ Gleam จะมีจุดแข็ง แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่มี file I/O ใน standard library, ต้องใช้ dependency เสริมสำหรับ regex, และ pattern matching บน list ยังไม่ยืดหยุ่นเท่าที่ควร อีกทั้งเมื่อ target ไปที่ JavaScript ต้องระวังเรื่อง big integers ที่ไม่รองรับ arbitrary precision เหมือนบน Erlang VM 🚀 บทเรียนและแรงบันดาลใจ ผู้เขียนสรุปว่า Gleam เป็นภาษาที่เหมาะกับการเรียนรู้ผ่าน AoC เพราะทำให้การแก้โจทย์ซับซ้อนชัดเจนขึ้น และยังสร้างแรงบันดาลใจให้นำ Gleam ไปใช้ในโปรเจกต์จริง เช่นการเขียน webserver ในอนาคต การทดลองครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการแก้โจทย์ แต่ยังเป็นการค้นพบเครื่องมือใหม่ที่ทรงพลังสำหรับงานจริง 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ จุดแข็งของ Gleam ➡️ Syntax สะอาด และ error message ระดับ Rust ➡️ ฟังก์ชัน list เช่น transpose และ combination_pairs ช่วยแก้โจทย์ได้ง่าย ➡️ echo ทำให้ inspect ค่าได้สะดวก ➡️ fold_until ช่วยหยุด loop ได้ตรงตามเจตนา ✅ ประสบการณ์ Advent of Code 2025 ➡️ ปีนี้มีเพียง 12 วัน แต่โจทย์เข้มข้น ➡️ Gleam ทำให้การเรียนรู้ functional programming สนุกและชัดเจน ‼️ ข้อจำกัดของ Gleam ⛔ ไม่มี file I/O ใน standard library ⛔ ต้องใช้ dependency เสริมสำหรับ regex ⛔ Pattern matching บน list ยังไม่ยืดหยุ่น ⛔ Big integers บน JavaScript มีข้อจำกัด ไม่เหมือน Erlang VM ✅ แรงบันดาลใจต่อยอด ➡️ ผู้เขียนตั้งใจจะลองใช้ Gleam เขียน webserver จริง ➡️ AoC ช่วยให้ค้นพบศักยภาพของ Gleam ในงานจริง https://blog.tymscar.com/posts/gleamaoc2025/
    BLOG.TYMSCAR.COM
    I Tried Gleam for Advent of Code, and I Get the Hype
    A 12 day Advent of Code year convinced me Gleam is the real deal, thanks to Rust-like errors, great pipes, and surprisingly ergonomic FP.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 244 มุมมอง 0 รีวิว
  • การหายตัวไปของผู้สร้าง Bitcoin

    เมื่อปี 2010–2011 บุคคลลึกลับที่ใช้นามแฝง Satoshi Nakamoto ได้หยุดการสื่อสารกับชุมชนคริปโต หลังจากสร้าง Bitcoin และวางรากฐานระบบบล็อกเชนที่เปลี่ยนโลกการเงินไปตลอดกาล ข้อความสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้คือ “I’ve moved on to other things” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการจากไปโดยไม่หวนกลับมาอีก

    ผลงานที่เปลี่ยนโลก
    Bitcoin ไม่เพียงเป็นสกุลเงินดิจิทัลแรก แต่ยังเป็นการปฏิวัติแนวคิดเรื่อง การเงินแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Finance) ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคารหรือรัฐบาล การออกแบบระบบ Proof-of-Work และบล็อกเชนที่โปร่งใสทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อคริปโตอื่น ๆ และต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี Web3, NFT และ DeFi ในปัจจุบัน

    ปริศนาตัวตนที่ยังไม่คลี่คลาย
    แม้มีการคาดเดามากมายว่า Satoshi อาจเป็นนักพัฒนาจากญี่ปุ่น นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่กลุ่มคน แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ตัวตนของเขายังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเทคโนโลยี และยิ่งทำให้ตำนานของ Bitcoin มีเสน่ห์มากขึ้น

    มรดกที่ยังคงอยู่
    แม้ผู้สร้างจะหายไป แต่ Bitcoin ยังคงเติบโตและเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดในโลก สะท้อนถึงพลังของแนวคิดที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีผู้สร้างคอยควบคุม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การหายตัวไปของ Satoshi Nakamoto
    ทิ้งข้อความสุดท้ายว่า “I’ve moved on to other things”

    ผลงานที่เปลี่ยนโลก
    Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกและวางรากฐานบล็อกเชน

    ปริศนาตัวตน
    ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า Satoshi เป็นใครจนถึงปัจจุบัน

    มรดกที่ยังคงอยู่
    Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

    ความไม่แน่นอนของตัวตน
    การไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้าง อาจทำให้เกิดการคาดเดาและข่าวลือที่บิดเบือน

    ความเสี่ยงในตลาดคริปโต
    การขาดผู้นำที่ชัดเจนทำให้ Bitcoin ขึ้นอยู่กับแรงตลาดและการเก็งกำไร

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptocurrency/bitcoin-creator-satoshi-disappeared-on-this-day-15-years-ago-leaving-a-final-public-message-ive-moved-on-to-other-things-true-identity-of-satoshi-nakamoto-entity-remains-unknown
    🕵️‍♂️ การหายตัวไปของผู้สร้าง Bitcoin เมื่อปี 2010–2011 บุคคลลึกลับที่ใช้นามแฝง Satoshi Nakamoto ได้หยุดการสื่อสารกับชุมชนคริปโต หลังจากสร้าง Bitcoin และวางรากฐานระบบบล็อกเชนที่เปลี่ยนโลกการเงินไปตลอดกาล ข้อความสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้คือ “I’ve moved on to other things” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการจากไปโดยไม่หวนกลับมาอีก 💻 ผลงานที่เปลี่ยนโลก Bitcoin ไม่เพียงเป็นสกุลเงินดิจิทัลแรก แต่ยังเป็นการปฏิวัติแนวคิดเรื่อง การเงินแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Finance) ที่ไม่ต้องพึ่งธนาคารหรือรัฐบาล การออกแบบระบบ Proof-of-Work และบล็อกเชนที่โปร่งใสทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อคริปโตอื่น ๆ และต่อยอดไปสู่เทคโนโลยี Web3, NFT และ DeFi ในปัจจุบัน 🌍 ปริศนาตัวตนที่ยังไม่คลี่คลาย แม้มีการคาดเดามากมายว่า Satoshi อาจเป็นนักพัฒนาจากญี่ปุ่น นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่กลุ่มคน แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ตัวตนของเขายังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกเทคโนโลยี และยิ่งทำให้ตำนานของ Bitcoin มีเสน่ห์มากขึ้น 📈 มรดกที่ยังคงอยู่ แม้ผู้สร้างจะหายไป แต่ Bitcoin ยังคงเติบโตและเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดในโลก สะท้อนถึงพลังของแนวคิดที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีผู้สร้างคอยควบคุม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การหายตัวไปของ Satoshi Nakamoto ➡️ ทิ้งข้อความสุดท้ายว่า “I’ve moved on to other things” ✅ ผลงานที่เปลี่ยนโลก ➡️ Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกและวางรากฐานบล็อกเชน ✅ ปริศนาตัวตน ➡️ ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า Satoshi เป็นใครจนถึงปัจจุบัน ✅ มรดกที่ยังคงอยู่ ➡️ Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ‼️ ความไม่แน่นอนของตัวตน ⛔ การไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้าง อาจทำให้เกิดการคาดเดาและข่าวลือที่บิดเบือน ‼️ ความเสี่ยงในตลาดคริปโต ⛔ การขาดผู้นำที่ชัดเจนทำให้ Bitcoin ขึ้นอยู่กับแรงตลาดและการเก็งกำไร https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptocurrency/bitcoin-creator-satoshi-disappeared-on-this-day-15-years-ago-leaving-a-final-public-message-ive-moved-on-to-other-things-true-identity-of-satoshi-nakamoto-entity-remains-unknown
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 426 มุมมอง 0 รีวิว
  • Roxette ถือเป็นหนึ่งในวงดนตรีป๊อปร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจากสวีเดนในยุค 80s-90s โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1986 ที่เมืองฮาล์มสตัด ประเทศสวีเดน วงประกอบด้วยสมาชิกหลักสองคนคือ Marie Fredriksson นักร้องนำหญิงที่มีน้ำเสียงอันทรงพลังและเคยมีอาชีพเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จในสวีเดนตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และ Per Gessle นักร้อง นักแต่งเพลง และมือกีตาร์ที่เคยโด่งดังกับวง Gyllene Tider ซึ่งเป็นวงร็อกสวีเดนที่ฮิตมากในประเทศบ้านเกิดตั้งแต่ปี 1979

    การรวมตัวของทั้งคู่เริ่มต้นจากความร่วมมือในโปรเจกต์เดี่ยวของ Marie ที่ Per เข้ามาช่วยแต่งเพลง “Neverending Love” ซึ่งกลายเป็นฮิตในสวีเดนปี 1986 และนำไปสู่การก่อตั้ง Roxette อย่างเป็นทางการ ชื่อวงได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง “Roxette” ของวงร็อกอังกฤษ Dr. Feelgood ซึ่ง Per ชื่นชอบเป็นพิเศษ。 ในช่วงแรก Roxette มุ่งเน้นตลาดสวีเดนและยุโรป โดยอัลบั้มแรก Pearls of Passion (1986) ประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค แต่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาขยายสู่ตลาดนานาชาติด้วยอัลบั้ม Look Sharp! ในปี 1988 ซึ่งมีเพลงฮิตอย่าง “The Look” ที่ขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาในปี 1989 และทำให้ Roxette กลายเป็นศิลปินสวีเดนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกนับตั้งแต่ ABBA 。 วงออกอัลบั้มต่อเนื่องอย่าง Joyride (1991) ซึ่งมีเพลงฮิตอันดับ 1 อีกเพลงอย่าง “Joyride” และ “It Must Have Been Love” ที่ใช้ในภาพยนตร์ Pretty Woman ทำให้ยอดขายทะลุ 11 ล้านชุดทั่วโลก 。 Roxette มีช่วงหยุดพักในปี 2002 หลังจาก Marie ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสมอง แต่พวกเขากลับมาร่วมงานกันในปี 2010 กับอัลบั้ม Charm School และทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก จนกระทั่ง Marie เสียชีวิตในปี 2019 ด้วยวัย 61 ปีจากโรคแทรกซ้อน。 หลังจากนั้น Per ได้ดำเนินโครงการต่อในชื่อ PG Roxette ตั้งแต่ปี 2022 เพื่อรำลึกถึง Marie และรักษามรดกของวงไว้。 โดยรวม Roxette ขายอัลบั้มได้กว่า 75 ล้านชุดทั่วโลกและมีเพลงฮิตอันดับ 1 ในสหรัฐถึง 4 เพลง ซึ่งเป็นสถิติที่หาได้ยากสำหรับศิลปินที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ 。

    เพลง “Listen To Your Heart” เป็นหนึ่งในผลงานที่กำหนดเอกลักษณ์ของ Roxette โดยถูกเขียนขึ้นในปี 1988 และออกครั้งแรกในสวีเดนเดือนกันยายน 1988 ในฐานะซิงเกิลที่สองจากอัลบั้ม Look Sharp! ซึ่งผลิตโดย Clarence Öfwerman 。 Per Gessle ผู้แต่งเนื้อร้องและทำนองหลัก ร่วมกับ Mats Persson มือกีตาร์จาก Gyllene Tider ได้รับแรงบันดาลใจจากบทสนทนายามดึกกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่กำลังเผชิญความรักที่ยุ่งยากและเจ็บปวด โดยเพื่อนคนนั้นถูกกดดันจากสังคมให้เลิกกับคนรัก 。 เพลงนี้มีโครงสร้างแบบบัลลาดป๊อปร็อก เริ่มต้นด้วยเปียโนช้า ๆ ก่อนเข้าสู่ส่วนกีตาร์และเสียงร้องอันไพเราะของ Marie ที่เพิ่มความเข้มข้นในท่อนคอรัส。 ในเวอร์ชันแรก เพลงนี้ได้รับความนิยมในสวีเดนและยุโรปเหนือ แต่การปรับแต่งสำหรับตลาดสหรัฐโดย Tom Keane ทำให้มันมีเวอร์ชันที่ยาวขึ้นและเน้นเสียงซินธ์มากกว่า。 น่าสนใจว่ามีการเปรียบเทียบกับเพลง “Alone” ของ Heart ในปี 1987 ซึ่งมีทำนองคล้ายกัน จน Roxette ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์บางส่วนให้ Heart แม้ Per จะยืนยันว่าเป็นเรื่องบังเอิญ。 เพลงนี้ถูกบันทึกที่สตูดิโอ EMI ในสตอกโฮล์ม และกลายเป็นส่วนสำคัญของอัลบั้ม Look Sharp! ที่มียอดขายกว่า 9 ล้านชุด。

    ในแง่ความหมาย เพลง “Listen To Your Heart” สื่อสารข้อความที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการฟังเสียงหัวใจตัวเองในเรื่องความรัก โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ถูกท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ความเห็นจากสังคม เพื่อนฝูง หรืออุปสรรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้คู่รักต้องแยกทาง 。 เนื้อเพลงอย่าง “I know there’s something in the wake of your smile / I get a notion from the look in your eyes” แสดงถึงการสังเกตสัญญาณความรักที่แท้จริง ก่อนที่จะเตือนว่า “Listen to your heart when he’s calling for you / Listen to your heart, there’s nothing else you can do”。 มันเป็นเพลงที่ให้กำลังใจให้เชื่อมั่นในความรู้สึกภายใน แม้จะเจ็บปวดหรือสับสน และบางครั้งถูกตีความว่าเป็นการต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอกในความรักที่บริสุทธิ์。 ในบริบทกว้างขึ้น เพลงนี้ยังถูกนำไปประยุกต์กับธีมอื่น ๆ เช่น การต่อสู้กับโรคหัวใจหรือปัญหาสุขภาพส่วนตัวในยุคปัจจุบัน โดยบางคนมองว่ามันเป็นเพลงที่ให้แรงบันดาลใจในการ “ฟังหัวใจ” ในความหมายตามตัวอักษร 。 ความหมายนี้ทำให้เพลงคงความนิยมข้ามกาลเวลา และถูกนำไปใช้ในสื่อต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ โฆษณา และรายการทีวี。

    ความสำเร็จระดับโลกของ “Listen To Your Heart” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ Roxette โดยเพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดของปี 1989 ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ต Billboard Hot 100 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1989 และครองตำแหน่งนั้น 1 สัปดาห์ รวมถึงขึ้นอันดับ 1 ในแคนาดาและติดชาร์ตสูงในยุโรป 。 มันเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 เพลงที่สองของ Roxette ในสหรัฐ ต่อจาก “The Look” และช่วยให้วงมีเพลงอันดับ 1 รวม 4 เพลงใน Billboard Hot 100 ซึ่งเป็นสถิติที่ ABBA ยังไม่เคยทำได้ 。 ในออสเตรเลีย เพลงนี้ขึ้นอันดับ 10 ในชาร์ต ARIA เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1989 และเป็นส่วนหนึ่งของเพลงฮิตจากอัลบั้ม Look Sharp! ที่รวม “Dressed For Success” (อันดับ 3) และ “Dangerous” (อันดับ 9)。 ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากนักศึกษาชาวอเมริกันจากมินนิโซตาที่ศึกษาอยู่ในสวีเดนและนำเทปเพลงกลับไปโปรโมตในสถานีวิทยุท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่การเซ็นสัญญากับ EMI ในสหรัฐและการบุกตลาดโลก 。 เพลงนี้ยังได้รับการรับรองแพลตตินัมในหลายประเทศและถูก cover โดยศิลปินอื่น ๆ เช่น เวอร์ชันแดนซ์ของ D.H.T. ในปี 2005 ที่ขึ้นอันดับ 8 ใน Billboard Hot 100 。 มรดกของเพลงนี้ยังคงอยู่ โดยถูกนำไปใช้ในวัฒนธรรมป๊อปและได้รับการยกย่องว่าเป็นเพลงคลาสสิกยุค 80s ที่ช่วยกำหนดภาพลักษณ์ของ Roxette ในฐานะศิลปินสวีเดนที่บุกตลาดโลกได้สำเร็จ。

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=dpfbKWoBpRw
    😇 Roxette ถือเป็นหนึ่งในวงดนตรีป๊อปร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจากสวีเดนในยุค 80s-90s โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1986 ที่เมืองฮาล์มสตัด ประเทศสวีเดน วงประกอบด้วยสมาชิกหลักสองคนคือ Marie Fredriksson นักร้องนำหญิงที่มีน้ำเสียงอันทรงพลังและเคยมีอาชีพเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จในสวีเดนตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และ Per Gessle นักร้อง นักแต่งเพลง และมือกีตาร์ที่เคยโด่งดังกับวง Gyllene Tider ซึ่งเป็นวงร็อกสวีเดนที่ฮิตมากในประเทศบ้านเกิดตั้งแต่ปี 1979 🎸 การรวมตัวของทั้งคู่เริ่มต้นจากความร่วมมือในโปรเจกต์เดี่ยวของ Marie ที่ Per เข้ามาช่วยแต่งเพลง “Neverending Love” ซึ่งกลายเป็นฮิตในสวีเดนปี 1986 และนำไปสู่การก่อตั้ง Roxette อย่างเป็นทางการ ชื่อวงได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง “Roxette” ของวงร็อกอังกฤษ Dr. Feelgood ซึ่ง Per ชื่นชอบเป็นพิเศษ。 ในช่วงแรก Roxette มุ่งเน้นตลาดสวีเดนและยุโรป โดยอัลบั้มแรก Pearls of Passion (1986) ประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค แต่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาขยายสู่ตลาดนานาชาติด้วยอัลบั้ม Look Sharp! ในปี 1988 ซึ่งมีเพลงฮิตอย่าง “The Look” ที่ขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาในปี 1989 และทำให้ Roxette กลายเป็นศิลปินสวีเดนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกนับตั้งแต่ ABBA 。 วงออกอัลบั้มต่อเนื่องอย่าง Joyride (1991) ซึ่งมีเพลงฮิตอันดับ 1 อีกเพลงอย่าง “Joyride” และ “It Must Have Been Love” ที่ใช้ในภาพยนตร์ Pretty Woman ทำให้ยอดขายทะลุ 11 ล้านชุดทั่วโลก 。 Roxette มีช่วงหยุดพักในปี 2002 หลังจาก Marie ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสมอง แต่พวกเขากลับมาร่วมงานกันในปี 2010 กับอัลบั้ม Charm School และทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก จนกระทั่ง Marie เสียชีวิตในปี 2019 ด้วยวัย 61 ปีจากโรคแทรกซ้อน。 หลังจากนั้น Per ได้ดำเนินโครงการต่อในชื่อ PG Roxette ตั้งแต่ปี 2022 เพื่อรำลึกถึง Marie และรักษามรดกของวงไว้。 โดยรวม Roxette ขายอัลบั้มได้กว่า 75 ล้านชุดทั่วโลกและมีเพลงฮิตอันดับ 1 ในสหรัฐถึง 4 เพลง ซึ่งเป็นสถิติที่หาได้ยากสำหรับศิลปินที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ 。 🎶 เพลง “Listen To Your Heart” เป็นหนึ่งในผลงานที่กำหนดเอกลักษณ์ของ Roxette โดยถูกเขียนขึ้นในปี 1988 และออกครั้งแรกในสวีเดนเดือนกันยายน 1988 ในฐานะซิงเกิลที่สองจากอัลบั้ม Look Sharp! ซึ่งผลิตโดย Clarence Öfwerman 。 Per Gessle ผู้แต่งเนื้อร้องและทำนองหลัก ร่วมกับ Mats Persson มือกีตาร์จาก Gyllene Tider ได้รับแรงบันดาลใจจากบทสนทนายามดึกกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่กำลังเผชิญความรักที่ยุ่งยากและเจ็บปวด โดยเพื่อนคนนั้นถูกกดดันจากสังคมให้เลิกกับคนรัก 。 เพลงนี้มีโครงสร้างแบบบัลลาดป๊อปร็อก เริ่มต้นด้วยเปียโนช้า ๆ ก่อนเข้าสู่ส่วนกีตาร์และเสียงร้องอันไพเราะของ Marie ที่เพิ่มความเข้มข้นในท่อนคอรัส。 ในเวอร์ชันแรก เพลงนี้ได้รับความนิยมในสวีเดนและยุโรปเหนือ แต่การปรับแต่งสำหรับตลาดสหรัฐโดย Tom Keane ทำให้มันมีเวอร์ชันที่ยาวขึ้นและเน้นเสียงซินธ์มากกว่า。 น่าสนใจว่ามีการเปรียบเทียบกับเพลง “Alone” ของ Heart ในปี 1987 ซึ่งมีทำนองคล้ายกัน จน Roxette ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์บางส่วนให้ Heart แม้ Per จะยืนยันว่าเป็นเรื่องบังเอิญ。 เพลงนี้ถูกบันทึกที่สตูดิโอ EMI ในสตอกโฮล์ม และกลายเป็นส่วนสำคัญของอัลบั้ม Look Sharp! ที่มียอดขายกว่า 9 ล้านชุด。 💖 ในแง่ความหมาย เพลง “Listen To Your Heart” สื่อสารข้อความที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการฟังเสียงหัวใจตัวเองในเรื่องความรัก โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ถูกท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ความเห็นจากสังคม เพื่อนฝูง หรืออุปสรรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้คู่รักต้องแยกทาง 。 เนื้อเพลงอย่าง “I know there’s something in the wake of your smile / I get a notion from the look in your eyes” แสดงถึงการสังเกตสัญญาณความรักที่แท้จริง ก่อนที่จะเตือนว่า “Listen to your heart when he’s calling for you / Listen to your heart, there’s nothing else you can do”。 มันเป็นเพลงที่ให้กำลังใจให้เชื่อมั่นในความรู้สึกภายใน แม้จะเจ็บปวดหรือสับสน และบางครั้งถูกตีความว่าเป็นการต่อต้านการแทรกแซงจากภายนอกในความรักที่บริสุทธิ์。 ในบริบทกว้างขึ้น เพลงนี้ยังถูกนำไปประยุกต์กับธีมอื่น ๆ เช่น การต่อสู้กับโรคหัวใจหรือปัญหาสุขภาพส่วนตัวในยุคปัจจุบัน โดยบางคนมองว่ามันเป็นเพลงที่ให้แรงบันดาลใจในการ “ฟังหัวใจ” ในความหมายตามตัวอักษร 。 ความหมายนี้ทำให้เพลงคงความนิยมข้ามกาลเวลา และถูกนำไปใช้ในสื่อต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ โฆษณา และรายการทีวี。 🌍 ความสำเร็จระดับโลกของ “Listen To Your Heart” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ Roxette โดยเพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดของปี 1989 ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ต Billboard Hot 100 ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1989 และครองตำแหน่งนั้น 1 สัปดาห์ รวมถึงขึ้นอันดับ 1 ในแคนาดาและติดชาร์ตสูงในยุโรป 。 มันเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 เพลงที่สองของ Roxette ในสหรัฐ ต่อจาก “The Look” และช่วยให้วงมีเพลงอันดับ 1 รวม 4 เพลงใน Billboard Hot 100 ซึ่งเป็นสถิติที่ ABBA ยังไม่เคยทำได้ 。 ในออสเตรเลีย เพลงนี้ขึ้นอันดับ 10 ในชาร์ต ARIA เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1989 และเป็นส่วนหนึ่งของเพลงฮิตจากอัลบั้ม Look Sharp! ที่รวม “Dressed For Success” (อันดับ 3) และ “Dangerous” (อันดับ 9)。 ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากนักศึกษาชาวอเมริกันจากมินนิโซตาที่ศึกษาอยู่ในสวีเดนและนำเทปเพลงกลับไปโปรโมตในสถานีวิทยุท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่การเซ็นสัญญากับ EMI ในสหรัฐและการบุกตลาดโลก 。 เพลงนี้ยังได้รับการรับรองแพลตตินัมในหลายประเทศและถูก cover โดยศิลปินอื่น ๆ เช่น เวอร์ชันแดนซ์ของ D.H.T. ในปี 2005 ที่ขึ้นอันดับ 8 ใน Billboard Hot 100 。 มรดกของเพลงนี้ยังคงอยู่ โดยถูกนำไปใช้ในวัฒนธรรมป๊อปและได้รับการยกย่องว่าเป็นเพลงคลาสสิกยุค 80s ที่ช่วยกำหนดภาพลักษณ์ของ Roxette ในฐานะศิลปินสวีเดนที่บุกตลาดโลกได้สำเร็จ。 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=dpfbKWoBpRw
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 657 มุมมอง 0 รีวิว
  • การทดลอง “4 Billion If Statements”

    บทความนี้เป็นการเล่าเชิงบันทึกเกี่ยวกับการทดลองเขียนโค้ดที่มีเงื่อนไข if จำนวนมหาศาล (4 พันล้านครั้ง) เพื่อสำรวจประสิทธิภาพและผลกระทบต่อการทำงานของโปรแกรม รวมถึงการสะท้อนถึงความไร้ประโยชน์เชิงปฏิบัติ แต่มีคุณค่าทางการเรียนรู้และความสนุกเชิงทดลอง.

    ผู้เขียนบล็อกได้ทำการทดลองสร้างโปรแกรมที่มี คำสั่ง if จำนวนมหาศาลกว่า 4 พันล้านครั้ง เพื่อดูว่าคอมไพล์เลอร์และระบบจะจัดการอย่างไรกับโค้ดที่ไร้สาระในเชิงปฏิบัติ แต่ท้าทายเชิงเทคนิค. จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อสร้างโปรแกรมที่ใช้งานได้จริง แต่เพื่อสำรวจขีดจำกัดของเครื่องมือและระบบที่ใช้.

    การทดลองนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้โค้ดจะไม่มีประโยชน์ในเชิงการทำงาน แต่ก็สามารถเปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับ การจัดการหน่วยความจำ, เวลาในการคอมไพล์, และการทำงานของ optimization ในคอมไพล์เลอร์. สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้พัฒนามีความเข้าใจลึกขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ทุกวัน.

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลอง “4 Billion If Statements” ก็คือการแสดงให้เห็นว่าโค้ดที่มีเงื่อนไขจำนวนมหาศาลนั้น ไม่สามารถใช้งานได้จริงในเชิงปฏิบัติ แต่กลับเผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจของระบบและเครื่องมือที่ใช้ เช่น:
    โปรแกรมใช้เวลาคอมไพล์นานมากจนแทบไม่สมเหตุสมผล
    ขนาดไฟล์ที่สร้างขึ้นใหญ่ผิดปกติและกินทรัพยากรเครื่องมหาศาล
    คอมไพล์เลอร์พยายามทำ optimization เพื่อลดความซ้ำซ้อน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาและหน่วยความจำจำนวนมาก
    สุดท้ายโค้ดที่ได้ไม่มีประโยชน์เชิงการทำงาน แต่เป็นการทดลองที่ช่วยให้เข้าใจขีดจำกัดของเครื่องมือและระบบ

    นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ในโลกโปรแกรมมิ่ง ที่บางครั้งการทดลองที่ดู “ไร้สาระ” ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสนุกให้กับนักพัฒนาได้ โดยเฉพาะในแง่ของการตั้งคำถามว่า “ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ จะเกิดอะไรขึ้น?” ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้เชิงทดลอง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การทดลองหลัก
    สร้างโปรแกรมที่มี if statements จำนวน 4 พันล้านครั้ง
    จุดประสงค์เพื่อทดสอบขีดจำกัด ไม่ใช่การใช้งานจริง

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลอง “4 Billion If Statements”
    โปรแกรมใช้เวลาคอมไพล์นานมากจนแทบไม่สมเหตุสมผล
    ขนาดไฟล์ที่สร้างขึ้นใหญ่ผิดปกติและกินทรัพยากรเครื่องมหาศาล
    คอมไพล์เลอร์พยายามทำ optimization เพื่อลดความซ้ำซ้อน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาและหน่วยความจำจำนวนมาก
    สุดท้ายโค้ดที่ได้ไม่มีประโยชน์เชิงการทำงาน แต่เป็นการทดลองที่ช่วยให้เข้าใจขีดจำกัดของเครื่องมือและระบบ

    สิ่งที่ได้เรียนรู้
    พฤติกรรมของคอมไพล์เลอร์และ optimization เมื่อเจอโค้ดมหาศาล
    ผลกระทบต่อหน่วยความจำและเวลาในการคอมไพล์

    คุณค่าทางการทดลอง
    เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องมือ
    เป็นการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจ

    ข้อควรระวัง
    โค้ดลักษณะนี้ไม่มีประโยชน์เชิงปฏิบัติและอาจทำให้ระบบทำงานช้าหรือค้าง
    ไม่ควรใช้ในโปรเจกต์จริง เนื่องจากเป็นการทดลองเชิงท้าทายเท่านั้น

    https://andreasjhkarlsson.github.io//jekyll/update/2023/12/27/4-billion-if-statements.html
    💻 การทดลอง “4 Billion If Statements” บทความนี้เป็นการเล่าเชิงบันทึกเกี่ยวกับการทดลองเขียนโค้ดที่มีเงื่อนไข if จำนวนมหาศาล (4 พันล้านครั้ง) เพื่อสำรวจประสิทธิภาพและผลกระทบต่อการทำงานของโปรแกรม รวมถึงการสะท้อนถึงความไร้ประโยชน์เชิงปฏิบัติ แต่มีคุณค่าทางการเรียนรู้และความสนุกเชิงทดลอง. ผู้เขียนบล็อกได้ทำการทดลองสร้างโปรแกรมที่มี คำสั่ง if จำนวนมหาศาลกว่า 4 พันล้านครั้ง เพื่อดูว่าคอมไพล์เลอร์และระบบจะจัดการอย่างไรกับโค้ดที่ไร้สาระในเชิงปฏิบัติ แต่ท้าทายเชิงเทคนิค. จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อสร้างโปรแกรมที่ใช้งานได้จริง แต่เพื่อสำรวจขีดจำกัดของเครื่องมือและระบบที่ใช้. การทดลองนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้โค้ดจะไม่มีประโยชน์ในเชิงการทำงาน แต่ก็สามารถเปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับ การจัดการหน่วยความจำ, เวลาในการคอมไพล์, และการทำงานของ optimization ในคอมไพล์เลอร์. สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้พัฒนามีความเข้าใจลึกขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ทุกวัน. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลอง “4 Billion If Statements” ก็คือการแสดงให้เห็นว่าโค้ดที่มีเงื่อนไขจำนวนมหาศาลนั้น ไม่สามารถใช้งานได้จริงในเชิงปฏิบัติ แต่กลับเผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจของระบบและเครื่องมือที่ใช้ เช่น: 💠 โปรแกรมใช้เวลาคอมไพล์นานมากจนแทบไม่สมเหตุสมผล 💠 ขนาดไฟล์ที่สร้างขึ้นใหญ่ผิดปกติและกินทรัพยากรเครื่องมหาศาล 💠 คอมไพล์เลอร์พยายามทำ optimization เพื่อลดความซ้ำซ้อน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาและหน่วยความจำจำนวนมาก 💠 สุดท้ายโค้ดที่ได้ไม่มีประโยชน์เชิงการทำงาน แต่เป็นการทดลองที่ช่วยให้เข้าใจขีดจำกัดของเครื่องมือและระบบ นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ในโลกโปรแกรมมิ่ง ที่บางครั้งการทดลองที่ดู “ไร้สาระ” ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสนุกให้กับนักพัฒนาได้ โดยเฉพาะในแง่ของการตั้งคำถามว่า “ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ จะเกิดอะไรขึ้น?” ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้เชิงทดลอง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การทดลองหลัก ➡️ สร้างโปรแกรมที่มี if statements จำนวน 4 พันล้านครั้ง ➡️ จุดประสงค์เพื่อทดสอบขีดจำกัด ไม่ใช่การใช้งานจริง ✅ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลอง “4 Billion If Statements” ➡️ โปรแกรมใช้เวลาคอมไพล์นานมากจนแทบไม่สมเหตุสมผล ➡️ ขนาดไฟล์ที่สร้างขึ้นใหญ่ผิดปกติและกินทรัพยากรเครื่องมหาศาล ➡️ คอมไพล์เลอร์พยายามทำ optimization เพื่อลดความซ้ำซ้อน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาและหน่วยความจำจำนวนมาก ➡️ สุดท้ายโค้ดที่ได้ไม่มีประโยชน์เชิงการทำงาน แต่เป็นการทดลองที่ช่วยให้เข้าใจขีดจำกัดของเครื่องมือและระบบ ✅ สิ่งที่ได้เรียนรู้ ➡️ พฤติกรรมของคอมไพล์เลอร์และ optimization เมื่อเจอโค้ดมหาศาล ➡️ ผลกระทบต่อหน่วยความจำและเวลาในการคอมไพล์ ✅ คุณค่าทางการทดลอง ➡️ เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องมือ ➡️ เป็นการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจ ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ โค้ดลักษณะนี้ไม่มีประโยชน์เชิงปฏิบัติและอาจทำให้ระบบทำงานช้าหรือค้าง ⛔ ไม่ควรใช้ในโปรเจกต์จริง เนื่องจากเป็นการทดลองเชิงท้าทายเท่านั้น https://andreasjhkarlsson.github.io//jekyll/update/2023/12/27/4-billion-if-statements.html
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 233 มุมมอง 0 รีวิว
  • การ์ดจอเก่า AMD FirePro S10000 ปี 2012 ที่กลับมามีชีวิตใหม่

    AMD FirePro S10000 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 เป็นการ์ดจอระดับเวิร์กสเตชันที่ใช้ชิป Tahiti สองตัวบนบอร์ดเดียวกัน เดิมทีออกแบบมาเพื่อการประมวลผลเชิงวิชาชีพ เช่น CAD และงานเรนเดอร์ ไม่ใช่สำหรับเล่นเกม แต่ยูทูบเบอร์สายฮาร์ดแวร์ได้ทดลองนำมาปรับแต่งใหม่ในปี 2025 เพื่อดูว่ามันยังพอเล่นเกมได้หรือไม่ ผลคือสามารถรัน Arc Raiders ได้ที่เฟรมเรตประมาณ 40-45 FPS แม้จะใช้เพียง GPU เดียวจากสองตัวที่มีอยู่

    การปรับแต่งเพื่อเล่นเกม
    การ์ดรุ่นนี้ไม่รองรับไดรเวอร์ Adrenalin โดยตรง ทำให้ต้องแฟลช BIOS ให้กลายเป็น Radeon HD 7990 เพื่อเปิดใช้งาน CrossFire และใช้ไดรเวอร์ใหม่กว่า หลังจากปรับแต่งแล้ว ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น Crysis สามารถวิ่งได้เกิน 110 FPS โดยใช้ GPU ทั้งสองตัวพร้อมกัน ถือเป็นการพิสูจน์ว่าฮาร์ดแวร์เก่าหากได้รับการปรับแต่งก็ยังมีศักยภาพซ่อนอยู่

    ข้อจำกัดและความท้าทาย
    แม้จะทำงานได้ แต่การ์ดนี้มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ความร้อนสูง การใช้พลังงานมากถึง 375W และไม่รองรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของเกมยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ เกมใหม่ส่วนใหญ่ไม่รองรับระบบ Multi-GPU แล้ว ทำให้ศักยภาพของการ์ดถูกใช้ไม่เต็มที่ ตัวอย่างเช่น Cyberpunk 2077 ทำเฟรมเรตได้เพียง 20-30 FPS แม้จะปรับกราฟิกต่ำสุด

    มุมมองจากเกมยุคใหม่
    เมื่อเทียบกับสเปกขั้นต่ำของ Arc Raiders ที่ต้องการการ์ดระดับ GTX 1050 Ti หรือ RX 580 พร้อม RAM 12GB การ์ด FirePro S10000 แม้จะเก่า แต่ยังพอมีพลังใกล้เคียงกับการ์ดเกมมิ่งรุ่นกลางในอดีต การทดลองนี้จึงสะท้อนว่าเทคโนโลยีเก่าหากถูกปรับแต่งอย่างถูกวิธีก็ยังสามารถใช้งานได้ในโลกเกมยุคใหม่ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้สายโมดิฟาย

    สรุปเป็นหัวข้อ
    การ์ดจอ AMD FirePro S10000
    เปิดตัวปี 2012 ใช้ชิป Tahiti สองตัว
    เดิมออกแบบเพื่อเวิร์กสเตชัน ไม่ใช่เล่นเกม

    การปรับแต่งเพื่อเล่นเกม
    แฟลช BIOS ให้กลายเป็น Radeon HD 7990
    ใช้ไดรเวอร์ Adrenalin เพื่อเปิด CrossFire

    ผลลัพธ์การทดสอบ
    Crysis วิ่งได้เกิน 110 FPS
    Arc Raiders รันได้ 40-45 FPS
    CS2 ทำได้ 120-160 FPS

    ข้อจำกัดและคำเตือน
    ใช้พลังงานสูงถึง 375W
    ความร้อนสูง ต้องจัดการระบบระบายอากาศ
    เกมใหม่ไม่รองรับ Multi-GPU ทำให้ศักยภาพถูกใช้ไม่เต็มที่
    เกมหนักอย่าง Cyberpunk 2077 รันได้เพียง 20-30 FPS

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/2012-amd-firepro-s10000-dual-gpu-card-runs-arc-raiders-at-playable-frame-rates-but-half-of-its-gpu-power-goes-unused-in-the-process
    🖥️ การ์ดจอเก่า AMD FirePro S10000 ปี 2012 ที่กลับมามีชีวิตใหม่ AMD FirePro S10000 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2012 เป็นการ์ดจอระดับเวิร์กสเตชันที่ใช้ชิป Tahiti สองตัวบนบอร์ดเดียวกัน เดิมทีออกแบบมาเพื่อการประมวลผลเชิงวิชาชีพ เช่น CAD และงานเรนเดอร์ ไม่ใช่สำหรับเล่นเกม แต่ยูทูบเบอร์สายฮาร์ดแวร์ได้ทดลองนำมาปรับแต่งใหม่ในปี 2025 เพื่อดูว่ามันยังพอเล่นเกมได้หรือไม่ ผลคือสามารถรัน Arc Raiders ได้ที่เฟรมเรตประมาณ 40-45 FPS แม้จะใช้เพียง GPU เดียวจากสองตัวที่มีอยู่ 🎮 การปรับแต่งเพื่อเล่นเกม การ์ดรุ่นนี้ไม่รองรับไดรเวอร์ Adrenalin โดยตรง ทำให้ต้องแฟลช BIOS ให้กลายเป็น Radeon HD 7990 เพื่อเปิดใช้งาน CrossFire และใช้ไดรเวอร์ใหม่กว่า หลังจากปรับแต่งแล้ว ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น Crysis สามารถวิ่งได้เกิน 110 FPS โดยใช้ GPU ทั้งสองตัวพร้อมกัน ถือเป็นการพิสูจน์ว่าฮาร์ดแวร์เก่าหากได้รับการปรับแต่งก็ยังมีศักยภาพซ่อนอยู่ ⚡ ข้อจำกัดและความท้าทาย แม้จะทำงานได้ แต่การ์ดนี้มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ความร้อนสูง การใช้พลังงานมากถึง 375W และไม่รองรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของเกมยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ เกมใหม่ส่วนใหญ่ไม่รองรับระบบ Multi-GPU แล้ว ทำให้ศักยภาพของการ์ดถูกใช้ไม่เต็มที่ ตัวอย่างเช่น Cyberpunk 2077 ทำเฟรมเรตได้เพียง 20-30 FPS แม้จะปรับกราฟิกต่ำสุด 🔍 มุมมองจากเกมยุคใหม่ เมื่อเทียบกับสเปกขั้นต่ำของ Arc Raiders ที่ต้องการการ์ดระดับ GTX 1050 Ti หรือ RX 580 พร้อม RAM 12GB การ์ด FirePro S10000 แม้จะเก่า แต่ยังพอมีพลังใกล้เคียงกับการ์ดเกมมิ่งรุ่นกลางในอดีต การทดลองนี้จึงสะท้อนว่าเทคโนโลยีเก่าหากถูกปรับแต่งอย่างถูกวิธีก็ยังสามารถใช้งานได้ในโลกเกมยุคใหม่ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้สายโมดิฟาย 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ การ์ดจอ AMD FirePro S10000 ➡️ เปิดตัวปี 2012 ใช้ชิป Tahiti สองตัว ➡️ เดิมออกแบบเพื่อเวิร์กสเตชัน ไม่ใช่เล่นเกม ✅ การปรับแต่งเพื่อเล่นเกม ➡️ แฟลช BIOS ให้กลายเป็น Radeon HD 7990 ➡️ ใช้ไดรเวอร์ Adrenalin เพื่อเปิด CrossFire ✅ ผลลัพธ์การทดสอบ ➡️ Crysis วิ่งได้เกิน 110 FPS ➡️ Arc Raiders รันได้ 40-45 FPS ➡️ CS2 ทำได้ 120-160 FPS ‼️ ข้อจำกัดและคำเตือน ⛔ ใช้พลังงานสูงถึง 375W ⛔ ความร้อนสูง ต้องจัดการระบบระบายอากาศ ⛔ เกมใหม่ไม่รองรับ Multi-GPU ทำให้ศักยภาพถูกใช้ไม่เต็มที่ ⛔ เกมหนักอย่าง Cyberpunk 2077 รันได้เพียง 20-30 FPS https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/2012-amd-firepro-s10000-dual-gpu-card-runs-arc-raiders-at-playable-frame-rates-but-half-of-its-gpu-power-goes-unused-in-the-process
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 221 มุมมอง 0 รีวิว
  • การทดลองฝึก LLM บนเครื่องส่วนตัว

    บทความของ Giles Thomas เล่าประสบการณ์การ train LLM ขนาดเล็ก (163M parameters) ด้วยการ์ดจอ RTX 3090 ที่บ้าน โดยใช้ชุดข้อมูล FineWeb และ FineWeb-Edu จาก Hugging Face ผลลัพธ์คือสามารถฝึกโมเดล GPT-2 ขนาดเล็กให้มีคุณภาพใกล้เคียงต้นฉบับภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสร้าง base model ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เฉพาะในห้องแล็บใหญ่ ๆ อีกต่อไป.

    Giles เริ่มจากแรงบันดาลใจในหนังสือของ Sebastian Raschka ที่สอนการสร้าง LLM จากศูนย์ และตั้งคำถามว่า สามารถฝึกโมเดลจริง ๆ บนเครื่องส่วนตัวได้หรือไม่ เขาเลือกใช้สเปก GPT-2 small (163M parameters, context length 1024, 12 layers, 12 heads) และตัดสินใจไม่ใช้ weight tying เพื่อความง่ายในการทดลอง.

    ข้อมูลที่ใช้ในการฝึก
    เขาเลือกใช้ FineWeb 10B tokens และ FineWeb-Edu ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่คัดกรองเนื้อหาการศึกษา โดยรวมแล้วได้ข้อมูลกว่า 14 ล้านเอกสาร (~29GB) และอีก 9 ล้านเอกสาร (~27GB) จาก FineWeb-Edu หลังจาก tokenize พบว่ามีข้อมูลประมาณ 10 พันล้าน tokens ซึ่งเพียงพอสำหรับการฝึกตาม Chinchilla heuristic (20 tokens ต่อ parameter).

    ประสิทธิภาพการฝึก
    การทดสอบ batch size พบว่า RTX 3090 สามารถประมวลผลได้ราว 12,000 tokens ต่อวินาที ทำให้การฝึกโมเดล 163M parameters บน 3.2 พันล้าน tokens ใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งถือว่าเป็นไปได้จริงสำหรับเครื่องระดับ consumer. Giles ใช้เทคนิค TF32 และ mixed precision เพื่อเร่งความเร็ว และพบว่า การฝึกแบบ Chinchilla-optimal สามารถเสร็จสิ้นภายใน 48 ชั่วโมง.

    ความหมายต่อวงการ AI
    บทความนี้ชี้ว่า การสร้าง base model ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เฉพาะบริษัทใหญ่ อีกต่อไป นักวิจัยอิสระหรือผู้สนใจสามารถทดลองฝึกโมเดลด้วยเครื่อง consumer-grade ได้แล้ว แม้จะไม่สามารถแข่งขันกับโมเดลระดับพันล้านพารามิเตอร์ แต่ก็เพียงพอสำหรับการศึกษา, การทดลอง และการสร้างโมเดลเฉพาะทาง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สเปกโมเดลที่ใช้
    GPT-2 small, 163M parameters, context length 1024
    ไม่ใช้ weight tying เพื่อความง่าย

    ข้อมูลที่ใช้
    FineWeb 10B tokens (~29GB)
    FineWeb-Edu (~27GB)
    รวมกว่า 10 พันล้าน tokens

    ผลการฝึก
    RTX 3090 ทำได้ ~12,000 tokens/วินาที
    ใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงในการฝึกจนใกล้เคียง GPT-2 ต้นฉบับ

    คำเตือนและข้อจำกัด
    ไม่สามารถฝึกโมเดลขนาดใหญ่ระดับพันล้านพารามิเตอร์ได้บนเครื่องเดียว
    การใช้ข้อมูลที่ไม่ได้กรองอาจทำให้คุณภาพโมเดลลดลง
    ต้องใช้เทคนิค mixed precision และการจัดการหน่วยความจำอย่างระมัดระวัง

    https://www.gilesthomas.com/2025/12/llm-from-scratch-28-training-a-base-model-from-scratch
    🖥️ การทดลองฝึก LLM บนเครื่องส่วนตัว บทความของ Giles Thomas เล่าประสบการณ์การ train LLM ขนาดเล็ก (163M parameters) ด้วยการ์ดจอ RTX 3090 ที่บ้าน โดยใช้ชุดข้อมูล FineWeb และ FineWeb-Edu จาก Hugging Face ผลลัพธ์คือสามารถฝึกโมเดล GPT-2 ขนาดเล็กให้มีคุณภาพใกล้เคียงต้นฉบับภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสร้าง base model ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เฉพาะในห้องแล็บใหญ่ ๆ อีกต่อไป. Giles เริ่มจากแรงบันดาลใจในหนังสือของ Sebastian Raschka ที่สอนการสร้าง LLM จากศูนย์ และตั้งคำถามว่า สามารถฝึกโมเดลจริง ๆ บนเครื่องส่วนตัวได้หรือไม่ เขาเลือกใช้สเปก GPT-2 small (163M parameters, context length 1024, 12 layers, 12 heads) และตัดสินใจไม่ใช้ weight tying เพื่อความง่ายในการทดลอง. 📚 ข้อมูลที่ใช้ในการฝึก เขาเลือกใช้ FineWeb 10B tokens และ FineWeb-Edu ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่คัดกรองเนื้อหาการศึกษา โดยรวมแล้วได้ข้อมูลกว่า 14 ล้านเอกสาร (~29GB) และอีก 9 ล้านเอกสาร (~27GB) จาก FineWeb-Edu หลังจาก tokenize พบว่ามีข้อมูลประมาณ 10 พันล้าน tokens ซึ่งเพียงพอสำหรับการฝึกตาม Chinchilla heuristic (20 tokens ต่อ parameter). ⚡ ประสิทธิภาพการฝึก การทดสอบ batch size พบว่า RTX 3090 สามารถประมวลผลได้ราว 12,000 tokens ต่อวินาที ทำให้การฝึกโมเดล 163M parameters บน 3.2 พันล้าน tokens ใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งถือว่าเป็นไปได้จริงสำหรับเครื่องระดับ consumer. Giles ใช้เทคนิค TF32 และ mixed precision เพื่อเร่งความเร็ว และพบว่า การฝึกแบบ Chinchilla-optimal สามารถเสร็จสิ้นภายใน 48 ชั่วโมง. 🌍 ความหมายต่อวงการ AI บทความนี้ชี้ว่า การสร้าง base model ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เฉพาะบริษัทใหญ่ อีกต่อไป นักวิจัยอิสระหรือผู้สนใจสามารถทดลองฝึกโมเดลด้วยเครื่อง consumer-grade ได้แล้ว แม้จะไม่สามารถแข่งขันกับโมเดลระดับพันล้านพารามิเตอร์ แต่ก็เพียงพอสำหรับการศึกษา, การทดลอง และการสร้างโมเดลเฉพาะทาง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สเปกโมเดลที่ใช้ ➡️ GPT-2 small, 163M parameters, context length 1024 ➡️ ไม่ใช้ weight tying เพื่อความง่าย ✅ ข้อมูลที่ใช้ ➡️ FineWeb 10B tokens (~29GB) ➡️ FineWeb-Edu (~27GB) ➡️ รวมกว่า 10 พันล้าน tokens ✅ ผลการฝึก ➡️ RTX 3090 ทำได้ ~12,000 tokens/วินาที ➡️ ใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงในการฝึกจนใกล้เคียง GPT-2 ต้นฉบับ ‼️ คำเตือนและข้อจำกัด ⛔ ไม่สามารถฝึกโมเดลขนาดใหญ่ระดับพันล้านพารามิเตอร์ได้บนเครื่องเดียว ⛔ การใช้ข้อมูลที่ไม่ได้กรองอาจทำให้คุณภาพโมเดลลดลง ⛔ ต้องใช้เทคนิค mixed precision และการจัดการหน่วยความจำอย่างระมัดระวัง https://www.gilesthomas.com/2025/12/llm-from-scratch-28-training-a-base-model-from-scratch
    WWW.GILESTHOMAS.COM
    Writing an LLM from scratch, part 28 -- training a base model from scratch on an RTX 3090
    I felt like it should be possible to train a GPT-2 small level model on my own hardware using modern tools and open datasets from scratch. It was!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 166 มุมมอง 0 รีวิว
  • Portable Commodore 64: ความรักในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์

    นักออกแบบอุตสาหกรรม Kevin Noki ได้สร้างต้นแบบ Commodore 64 Laptop ที่ไม่เคยมีอยู่จริงในยุค 1980 โดยผสมผสานแรงบันดาลใจจาก Commodore 64 bread-bin และ Apple Lisa Portable พร้อมใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Raspberry Pi 5 และ VICE emulator เพื่อให้เครื่องทำงานได้จริง ถือเป็น “ประวัติศาสตร์ทางเลือก” ที่น่าทึ่งสำหรับแฟนคอมพิวเตอร์คลาสสิก

    ขั้นตอนการสร้าง
    ใช้ 3D design software ออกแบบตัวเครื่อง และพิมพ์ชิ้นส่วนกว่า 30 ชิ้นด้วย Bambu Lab P2S รวมเวลาพิมพ์กว่า 38 ชั่วโมง
    ตัวเครื่องถูกประกอบด้วย superglue และ metal pins ก่อนจะขัด, พ่นสี และตกแต่งด้วยโทนสี beige แบบดั้งเดิมของ C64
    คีย์บอร์ดถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด: พิมพ์ keycaps ด้วยหัวฉีด 0.2mm, ใช้ waterslide transfers สำหรับตัวอักษร และเคลือบด้วย acrylic lacquer เพื่อความทนทาน
    แผงวงจรคีย์บอร์ดผลิตโดย PCBWay พร้อมบัดกรีไดโอดกว่า 60 ตัว และใช้ Raspberry Pi Pico รันเฟิร์มแวร์ QMK เพื่อเชื่อมต่อกับ Pi 5

    ฟีเจอร์และฮาร์ดแวร์
    ใช้ Raspberry Pi 5 รัน VICE emulator แต่ยังรองรับการเชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์จริง เช่น 1541 floppy drive และ Datasette cassette ผ่านอะแดปเตอร์ที่สร้างเอง
    จอภาพขนาด 10 นิ้ว อัตราส่วน 4:3 พร้อม bezel หนาแบบยุค 80 และปรับความสว่าง/เสียงด้วยปุ่มหมุนด้านข้าง
    ระบบพลังงานใช้ UPS ราคาประมาณ 10 ดอลลาร์ พร้อมแบตเตอรี่ 18650 ที่เข้าถึงได้ผ่าน trapdoor ใต้เครื่อง
    น้ำหนักรวมประมาณ 4 กิโลกรัม (8 ปอนด์) และบูตเข้าสู่หน้าจอ BASIC ได้ภายใน 11 วินาที

    ประสบการณ์ใช้งาน
    สามารถโหลดเกมดั้งเดิมจาก floppy และ cassette ได้ เช่น Pac-Man
    รองรับ Competition Pro 9-pin joysticks โดยใช้ Python script แปลงสัญญาณ joystick เป็น key presses
    สำหรับการพกพา ผู้สร้างเลือกใช้ SD card ที่บรรจุเกมและแอปพลิเคชัน เพื่อความสะดวกมากกว่าอุปกรณ์จริง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การออกแบบและการสร้าง
    ใช้ 3D printing กว่า 30 ชิ้นและคีย์บอร์ด custom
    ผสมผสานดีไซน์ Commodore 64 และ Apple Lisa Portable

    ฮาร์ดแวร์และฟีเจอร์
    Raspberry Pi 5 รัน VICE emulator พร้อมรองรับ floppy และ cassette
    จอ 10 นิ้ว 4:3, ระบบพลังงาน UPS + 18650

    ประสบการณ์ใช้งาน
    โหลดเกมดั้งเดิมได้จริง เช่น Pac-Man
    รองรับ joystick ผ่าน Python script

    คำเตือนและข้อจำกัด
    น้ำหนักเครื่องประมาณ 4 กิโลกรัม อาจไม่สะดวกต่อการพกพา
    แบตเตอรี่ยังไม่ถูกทดสอบเรื่องอายุการใช้งานแบบ untethered

    https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/this-scratch-built-period-correct-design-portable-commodore-64-is-a-love-letter-to-an-alternate-commodore-history-nokis-cleverly-designed-homage-to-the-era-merges-commodore-apple-and-raspberry-pi
    💻 Portable Commodore 64: ความรักในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักออกแบบอุตสาหกรรม Kevin Noki ได้สร้างต้นแบบ Commodore 64 Laptop ที่ไม่เคยมีอยู่จริงในยุค 1980 โดยผสมผสานแรงบันดาลใจจาก Commodore 64 bread-bin และ Apple Lisa Portable พร้อมใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Raspberry Pi 5 และ VICE emulator เพื่อให้เครื่องทำงานได้จริง ถือเป็น “ประวัติศาสตร์ทางเลือก” ที่น่าทึ่งสำหรับแฟนคอมพิวเตอร์คลาสสิก 🛠️ ขั้นตอนการสร้าง 💠 ใช้ 3D design software ออกแบบตัวเครื่อง และพิมพ์ชิ้นส่วนกว่า 30 ชิ้นด้วย Bambu Lab P2S รวมเวลาพิมพ์กว่า 38 ชั่วโมง 💠 ตัวเครื่องถูกประกอบด้วย superglue และ metal pins ก่อนจะขัด, พ่นสี และตกแต่งด้วยโทนสี beige แบบดั้งเดิมของ C64 💠 คีย์บอร์ดถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด: พิมพ์ keycaps ด้วยหัวฉีด 0.2mm, ใช้ waterslide transfers สำหรับตัวอักษร และเคลือบด้วย acrylic lacquer เพื่อความทนทาน 💠 แผงวงจรคีย์บอร์ดผลิตโดย PCBWay พร้อมบัดกรีไดโอดกว่า 60 ตัว และใช้ Raspberry Pi Pico รันเฟิร์มแวร์ QMK เพื่อเชื่อมต่อกับ Pi 5 ⚡ ฟีเจอร์และฮาร์ดแวร์ 💠 ใช้ Raspberry Pi 5 รัน VICE emulator แต่ยังรองรับการเชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์จริง เช่น 1541 floppy drive และ Datasette cassette ผ่านอะแดปเตอร์ที่สร้างเอง 💠 จอภาพขนาด 10 นิ้ว อัตราส่วน 4:3 พร้อม bezel หนาแบบยุค 80 และปรับความสว่าง/เสียงด้วยปุ่มหมุนด้านข้าง 💠 ระบบพลังงานใช้ UPS ราคาประมาณ 10 ดอลลาร์ พร้อมแบตเตอรี่ 18650 ที่เข้าถึงได้ผ่าน trapdoor ใต้เครื่อง 💠 น้ำหนักรวมประมาณ 4 กิโลกรัม (8 ปอนด์) และบูตเข้าสู่หน้าจอ BASIC ได้ภายใน 11 วินาที 🎮 ประสบการณ์ใช้งาน 💠 สามารถโหลดเกมดั้งเดิมจาก floppy และ cassette ได้ เช่น Pac-Man 💠 รองรับ Competition Pro 9-pin joysticks โดยใช้ Python script แปลงสัญญาณ joystick เป็น key presses 💠 สำหรับการพกพา ผู้สร้างเลือกใช้ SD card ที่บรรจุเกมและแอปพลิเคชัน เพื่อความสะดวกมากกว่าอุปกรณ์จริง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การออกแบบและการสร้าง ➡️ ใช้ 3D printing กว่า 30 ชิ้นและคีย์บอร์ด custom ➡️ ผสมผสานดีไซน์ Commodore 64 และ Apple Lisa Portable ✅ ฮาร์ดแวร์และฟีเจอร์ ➡️ Raspberry Pi 5 รัน VICE emulator พร้อมรองรับ floppy และ cassette ➡️ จอ 10 นิ้ว 4:3, ระบบพลังงาน UPS + 18650 ✅ ประสบการณ์ใช้งาน ➡️ โหลดเกมดั้งเดิมได้จริง เช่น Pac-Man ➡️ รองรับ joystick ผ่าน Python script ‼️ คำเตือนและข้อจำกัด ⛔ น้ำหนักเครื่องประมาณ 4 กิโลกรัม อาจไม่สะดวกต่อการพกพา ⛔ แบตเตอรี่ยังไม่ถูกทดสอบเรื่องอายุการใช้งานแบบ untethered https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/this-scratch-built-period-correct-design-portable-commodore-64-is-a-love-letter-to-an-alternate-commodore-history-nokis-cleverly-designed-homage-to-the-era-merges-commodore-apple-and-raspberry-pi
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 473 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20251208 #TechRadar

    โปรเจ็กเตอร์พกพา Xgimi Horizon 20 Max
    ถ้าใครกำลังมองหาโปรเจ็กเตอร์ที่ทั้งสว่างและภาพสวยจัด ๆ รุ่นใหม่จาก Xgimi ตัวนี้ถือว่าเป็นเรือธงเลย มันใช้ระบบเลเซอร์สามสี ให้ความสว่างสูงถึง 5,700 ISO lumens รองรับ Dolby Vision, HDR10+ และ IMAX Enhanced เรียกว่าดูหนังหรือเล่นเกมก็ได้ภาพคมชัด สีสด และเสียงที่ติดตั้งมาก็ไม่ธรรมดา มีลำโพงจาก Harman Kardon ที่ให้เสียงเบสแน่นและเสียงพูดชัดเจน จุดเด่นอีกอย่างคือฟีเจอร์ปรับภาพอัตโนมัติ ทั้ง keystone, zoom และ lens shift ทำให้ติดตั้งง่ายมาก แต่ข้อเสียคือราคาค่อนข้างสูง และยังไม่รองรับ 4K 120Hz สำหรับเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าเป็นโปรเจ็กเตอร์พกพาที่ครบเครื่องที่สุดในตลาดตอนนี้
    https://www.techradar.com/televisions/projectors/xgimi-horizon-20-max-review

    ลำโพง Marshall Middleton II
    Marshall กลับมาอีกครั้งกับลำโพง Bluetooth ขนาดกลางที่ชื่อ Middleton II จุดขายคือเสียงสเตอริโอที่แยกซ้ายขวาได้ชัดเจน ทำให้ฟังเพลงมีมิติและรายละเอียดมากกว่าลำโพงพกพาทั่วไป เสียงเบสลงได้ลึก เสียงกลางและสูงก็สมดุลดี แม้เปิดดังสุดเบสจะอัดแน่นไปบ้างแต่ยังถือว่าดีมาก แถมแบตเตอรี่ใช้งานได้ถึง 30 ชั่วโมง ดีไซน์ยังคงความคลาสสิกสไตล์แอมป์ Marshall พร้อมกันฝุ่นและกันน้ำระดับ IP67 แต่ด้วยขนาดและน้ำหนักที่ไม่เบามาก ทำให้พกพาไม่สะดวกเท่ารุ่นเล็ก Emberton III และราคาก็ใกล้เคียงรุ่นใหญ่ Kilburn III จนบางคนอาจลังเลว่าจะเลือกตัวไหนดี ถึงอย่างนั้นถ้าอยากได้ลำโพงกลางที่เสียงดีและดูเท่ Middleton II ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก
    https://www.techradar.com/audio/wireless-bluetooth-speakers/marshall-middleton-ii-review

    iOS 26 ยังขาดฟีเจอร์สำคัญ
    แม้ iOS 26 จะเปิดตัวไปแล้วและมีอัปเดตย่อยออกมา แต่ยังมีหลายฟีเจอร์ที่ผู้ใช้รอคอย เช่น การยกเครื่อง Siri ด้วย AI ที่คาดว่าจะมาในปี 2026 โดยใช้เทคโนโลยี Gemini ของ Google เพื่อให้ฉลาดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับ Liquid Glass ให้ผู้ใช้ปรับความโปร่งใสได้เอง, AirDrop ที่แชร์กับคนไม่อยู่ในรายชื่อได้ง่ายขึ้น, Podcasts ที่จะมีการสร้าง chapter อัตโนมัติ และสุดท้ายคือการตั้ง “alarm” ให้กับ reminder เพื่อไม่ให้พลาดสิ่งสำคัญ ทั้งหมดนี้คาดว่าจะทยอยมาในอัปเดตย่อยของ iOS 26 ก่อนจะไปสู่ iOS 27 ในปีหน้า
    https://www.techradar.com/phones/iphone/5-features-that-are-still-missing-from-ios-26-and-its-not-just-the-siri-update

    ภัยไซเบอร์ที่ต้องจับตาในปีนี้
    โลกไซเบอร์ไม่ได้หยุดนิ่ง และปี 2026 มีแนวโน้มที่อันตรายจะซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จากรายงานพบว่ากลุ่มแฮกเกอร์เปลี่ยนวิธีโจมตีจากการเข้ารหัสไฟล์เรียกค่าไถ่ มาเป็นการขโมยข้อมูลแล้วขู่เปิดเผยเพื่อกดดันให้เหยื่อจ่ายเงิน ตัวอย่างเช่นการโจมตีบริษัทโทรคมนาคมในอังกฤษที่ข้อมูลพนักงานและลูกค้าถูกขโมยไปมหาศาล นอกจากนี้ยังมีการใช้ช่องโหว่ในระบบ VPN และอุปกรณ์ edge เพื่อเจาะเข้าระบบ รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ “EDR killers” ที่ทำให้ระบบตรวจจับภัยทำงานยากขึ้น สิ่งเหล่านี้บอกชัดว่าองค์กรต้องเร่งอุดช่องโหว่และเสริมการเฝ้าระวัง เพราะภัยไซเบอร์กำลังพัฒนาเร็วไม่แพ้เทคโนโลยีที่เราใช้
    https://www.techradar.com/pro/threats-to-watch-this-year-from-data-theft-and-extortion-to-edr-killers

    Starforge Systems Frieren PC สำหรับแฟนอนิเมะ
    นี่คือคอมพิวเตอร์เกมมิ่งที่ออกแบบมาเอาใจแฟนอนิเมะ Frieren: Beyond Journey’s End โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้เคส Lian Li O11 Dynamic ที่ตกแต่งด้วยงานศิลป์จากอนิเมะ พร้อมไฟ RGB ที่ปรับได้เต็มที่ ภายในประกอบด้วย Intel Core i5-14600K, การ์ดจอ AMD Radeon RX 9070 XT, RAM 32GB และ SSD 1TB ทำให้เล่นเกมได้ลื่นทั้ง 1080p, 1440p และถึงขั้น 4K ถ้าเปิด FSR ของ AMD เสริม จุดเด่นคือดีไซน์สวยมากและมีของแถมอย่าง desk mat และ art panel แต่ราคาก็สูงถึง $2,499.99 ซึ่งถือว่าเป็นพรีเมียมสำหรับแฟนอนิเมะที่อยากได้เครื่องแรงและสวยในเวลาเดียวกัน
    https://www.techradar.com/computing/gaming-pcs/starforge-systems-frieren-pc-review

    กระเป๋ากล้อง Ulanzi 9L Sling Bag
    สำหรับคนที่ชอบพกกล้องไปถ่ายรูปนอกบ้าน Ulanzi 9L Sling Bag รุ่นนี้ถือว่าออกแบบมาได้ลงตัวมาก ขนาดกะทัดรัดแต่ใส่กล้องและเลนส์ได้ครบ พร้อมช่องสำหรับขาตั้งกล้องที่ติดตั้งมาให้โดยเฉพาะ วัสดุแข็งแรง กันละอองน้ำได้ดี และมีช่องแบ่งภายในที่ปรับได้ตามอุปกรณ์ จุดเด่นคือการเข้าถึงกล้องได้รวดเร็วเพราะเป็นแบบ sling สะพายข้าง แต่ข้อจำกัดคือความจุไม่มากนัก เหมาะกับคนที่พกอุปกรณ์ไม่เยอะและอยากได้ความคล่องตัวเป็นหลัก
    https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/ulanzi-9l-camera-sling-bag-with-tripod-holder-b122-review

    มอเตอร์ไซค์ Flying Flea รุ่นไฟฟ้า
    จากตำนานรถจักรยานยนต์ในสงครามโลกครั้งที่สอง Flying Flea ได้ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ในเวอร์ชันไฟฟ้า ปี 2026 นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด รถยังคงรูปลักษณ์คลาสสิกแต่เพิ่มเทคโนโลยีทันสมัยเข้าไป เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงบิดทันใจ แบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนได้ และระบบเบรกที่ปลอดภัยกว่าเดิม จุดขายคือการผสมผสานความเป็นประวัติศาสตร์กับนวัตกรรมใหม่ ทำให้คนที่หลงใหลในรถคลาสสิกและสาย EV ต่างจับตามอง แต่แน่นอนว่าราคาก็ไม่ถูก และยังเป็นรุ่นที่ผลิตจำนวนจำกัด
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/this-electrified-ww2-motorbike-is-one-of-the-most-exciting-of-2026-here-are-5-things-you-need-know-about-the-flying-flea

    ประสบการณ์ซื้อ Kia EV6 คันแรก
    เรื่องเล่าของคนที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า Kia EV6 แบบไม่ตั้งใจ แต่กลับพบทั้งข้อดีและสิ่งที่อยากให้รู้ก่อนซื้อ เขาเล่าว่าการชาร์จมีหลายระดับ ตั้งแต่ปลั๊กบ้านธรรมดาที่ช้ามาก ไปจนถึงเครื่องชาร์จเร็วที่ใช้เวลาเพียง 20 นาทีถึง 80% แต่ก็ต้องทำใจว่าการชาร์จสาธารณะไม่ฟรีเสมอไป และระบบแอปพลิเคชันที่ใช้กับแต่ละเครือข่ายก็ทำให้ยุ่งยากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องระวัง เช่น ระยะทางที่ลดลงในอากาศหนาว การไม่มียางอะไหล่ และแบตเตอรี่เล็ก 12V ที่ยังคงต้องดูแลเหมือนรถน้ำมัน แต่ข้อดีคือแรงบิดทันใจ ความเร็วที่น่าประทับใจ และไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอีกต่อไป
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/i-bought-a-kia-ev6-my-first-electric-car-here-are-9-things-i-wish-id-known-before-buying-an-ev

    รีวิวมือถือถึก Doogee V Max LR
    มือถือรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสายลุยจริง ๆ ด้วยแบตเตอรี่ขนาดมหึมา 20,500 mAh ที่ใช้งานได้เป็นสัปดาห์ และฟีเจอร์วัดระยะทางที่เหมาะกับคนทำงานก่อสร้าง แม้จะหนักและใหญ่จนพกพาลำบาก แต่ก็มีข้อดีคือทนทาน กันน้ำ กันฝุ่น และมีกล้องความละเอียดสูง จุดต่างจากรุ่น Play คือไม่มีโปรเจ็กเตอร์ ทำให้ราคาถูกลง แต่ยังคงข้อเสียเรื่องการออกแบบเคสที่ใช้งานไม่สะดวก
    https://www.techradar.com/pro/phone-communications/doogee-v-max-lr-rugged-phone-review

    ข่าวลือ iPhone 18 อาจซ่อนกล้องใต้จอ
    มีรายงานว่า Apple กำลังทดสอบเทคโนโลยีกล้องหน้าใต้จอสำหรับ iPhone 18 ที่จะเปิดตัวในปี 2026 ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้หน้าจอดูเต็มตาไร้รอยบากเหมือนเดิม เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ Samsung เคยลองใช้กับ Galaxy Z Fold 3 ตั้งแต่ปี 2021 แต่คุณภาพยังไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม Apple มักจะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาให้ใช้งานได้ดีกว่าเดิม ทำให้หลายคนคาดหวังว่ากล้องใต้จอของ iPhone จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
    https://www.techradar.com/phones/iphone/the-iphone-18-may-finally-add-a-camera-feature-that-samsung-introduced-on-its-flagship-phones-in-2021

    แว่น MR ของ Meta เลื่อนเปิดตัวถึงปี 2027
    Meta มีแผนจะเปิดตัวแว่นตา Mixed Reality รุ่นใหม่ที่มีโค้ดเนมว่า Phoenix แต่ล่าสุดมีข้อมูลว่าการเปิดตัวถูกเลื่อนออกไปจนถึงปี 2027 เพื่อให้ทีมงานมีเวลาพัฒนาประสบการณ์ใช้งานให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น แว่นรุ่นนี้คาดว่าจะมีอุปกรณ์เสริมแยกสำหรับแบตเตอรี่และการประมวลผล ทำให้เบาขึ้นและใช้งานสะดวกกว่าเดิม แม้จะต้องรอนาน แต่ก็สะท้อนว่าบริษัทต้องการให้ผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างไร้ข้อบกพร่อง
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/we-may-have-to-wait-until-2027-for-the-launch-of-the-next-pair-of-meta-mixed-reality-smart-glasses

    แอป Go Jauntly ชวนออกไปเดินเล่น
    นี่คือแอปที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนที่ใช้ชีวิตติดโต๊ะทำงานได้ออกไปเดินเล่นมากขึ้น แอปจะเสนอเส้นทางเดินที่น่าสนใจใกล้บ้านหรือที่ทำงาน พร้อมทั้งมีฟีเจอร์บันทึกเส้นทาง แชร์กับเพื่อน และค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จากชุมชนผู้ใช้ จุดเด่นคือช่วยให้การเดินเล่นกลายเป็นกิจกรรมที่สนุกและมีเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่ยังเป็นการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว
    https://www.techradar.com/computing/websites-apps/go-jauntly

    ชิปจีนท้าชน Nvidia
    บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่จากจีนกำลังเร่งการผลิตเพื่อแข่งขันกับ Nvidia ในตลาดกราฟิกและ AI แม้จะยังมีคำถามว่าความสามารถจะทัดเทียมได้จริงหรือไม่ แต่การขยายกำลังผลิตครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และสร้างอุตสาหกรรมชิปที่แข็งแกร่งขึ้น
    https://www.techradar.com/news/this-chinese-chip-giant-is-boosting-production-to-try-and-take-on-nvidia-but-how-will-huawei-feel

    รีวิว Doogee V Max Play – โทรศัพท์ถึกที่เหมือนแบกก้อนอิฐ
    เรื่องราวของ Doogee V Max Play คือการพยายามสร้างสมาร์ทโฟนที่รวมทุกฟีเจอร์ไว้ในเครื่องเดียว แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นโทรศัพท์ที่หนักเกือบ 800 กรัม จนเหมือนต้องมี “ล่อ” ช่วยแบกเวลาเดินทาง จุดเด่นคือแบตเตอรี่ขนาด 20,500 mAh ที่อึดจนใช้งานได้เป็นสัปดาห์ กล้องหลัก 200MP ที่ถ่ายภาพคมชัด และยังมีโปรเจ็กเตอร์ในตัว แม้จะสว่างไม่มากแต่ก็พอใช้ดูหนังในห้องมืดได้ จุดอ่อนคือดีไซน์ที่เทอะทะและบัมเปอร์ที่ออกแบบพลาดจนใช้งานไม่สะดวก สรุปแล้วนี่คือโทรศัพท์ที่เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้งหรือวางบนรถมากกว่าพกติดตัวไปเดินเล่น
    https://www.techradar.com/pro/phone-communications/doogee-v-max-play-rugged-phone-review

    Windows 11 ยังไม่สามารถโค่น Windows 10 ได้
    แม้ Microsoft จะพยายามผลักดัน Windows 11 แต่ข้อมูลล่าสุดยังบอกว่า Windows 10 ยังคงครองใจผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังเลือกใช้ Windows 10 พร้อมซื้อแพ็กเกจอัปเดตความปลอดภัยเพิ่มเติมแทนการย้ายไป Windows 11 เหตุผลหลักคือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบสูง ทั้งฮาร์ดแวร์ใหม่ การทดสอบความเข้ากันได้ และการฝึกอบรมพนักงาน อีกทั้ง Windows 11 ยังไม่มีฟีเจอร์ที่บังคับให้ต้องเปลี่ยนทันที ทำให้การเติบโตของ Windows 11 มาจากเครื่องใหม่มากกว่าการแทนที่เครื่องเก่า
    https://www.techradar.com/pro/windows-11-still-cant-topple-its-older-siblings-usage-stats-show-windows-10-remains-mind-boggingly-popular

    เครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติปรับแรงดูดเอง – จริงๆ ไม่ได้ทำให้สะอาดขึ้น
    ปัจจุบันเครื่องดูดฝุ่นหลายรุ่นมีโหมด “Auto” ที่ปรับแรงดูดตามสภาพพื้นผิวหรือปริมาณฝุ่น เช่น Dyson ที่สามารถตรวจจับขนาดฝุ่นและแสดงผลบนหน้าจอ หรือ Shark ที่เพิ่มแรงดูดเมื่อถึงขอบห้อง แม้ฟังดูฉลาด แต่จากการทดสอบพบว่าการปรับแรงดูดอัตโนมัติไม่ได้ทำให้การทำความสะอาดดีขึ้นเสมอไป สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือกำลังดูดและการออกแบบหัวดูดมากกว่า อย่างไรก็ตามโหมด Auto ก็ช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้นและยืดอายุแบตเตอรี่ได้ เพราะเครื่องจะใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น
    https://www.techradar.com/home/vacuums/how-useful-is-suction-automation-on-a-vacuum

    UPerfect UColor T3 – จอพกพาที่ใหญ่จนแทบไม่พก
    UPerfect UColor T3 เป็นจอ 4K ขนาด 23.8 นิ้วที่ถูกเรียกว่า “พกพา” แต่จริงๆ แล้วใหญ่จนใส่กระเป๋าเป้ไม่ได้ จุดเด่นคือดีไซน์บางเหมือนแท็บเล็ต ใช้สาย USB-C เส้นเดียวก็ทำงานได้ และยังมีขาตั้งในตัวพร้อมรองรับการติดตั้ง VESA เหมาะกับคนที่ต้องการจอเสริมคุณภาพสูงสำหรับการทำงานนอกสถานที่หรือใช้ในเซิร์ฟเวอร์รูม แม้ความสว่างไม่สูงนัก แต่หน้าจอแบบด้านช่วยลดแสงสะท้อน ทำให้ใช้งานได้ดีในสภาพแวดล้อมทั่วไป ถือเป็นจอที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง “จอเดสก์ท็อป” และ “จอพกพา” อย่างแท้จริง
    https://www.techradar.com/pro/i-reviewed-the-uperfect-ucolor-t3-and-this-4k-portable-monitor-challenges-what-portable-means

    AGM G3 Pro – โทรศัพท์ถึกพร้อมกล้องถ่ายภาพความร้อน
    AGM G3 Pro เป็นสมาร์ทโฟนสายถึกที่ดูหรูหราและมีฟีเจอร์พิเศษคือกล้องถ่ายภาพความร้อน สามารถตรวจจับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -20°C ถึง 550°C เหมาะสำหรับงานช่าง วิศวกรรม หรือการตรวจสอบอุปกรณ์ที่ร้อนผิดปกติ ตัวเครื่องหนักเพียง 375 กรัม ซึ่งถือว่าเบากว่าหลายรุ่นในตลาด ใช้ชิป Dimensity 7300 พร้อม RAM 12GB และความจุ 512GB จุดเด่นอีกอย่างคือรองรับการชาร์จไร้สายและมีไฟ LED สำหรับใช้เป็นไฟแคมป์ แต่ราคาที่สูงเกือบ 700 ดอลลาร์ทำให้หลายคนลังเล เพราะมีรุ่นอื่นที่มีกล้องถ่ายความร้อนเช่นกันแต่ราคาถูกกว่า
    https://www.techradar.com/pro/phone-communications/agm-g3-pro-rugged-phone-review

    ทางเลือกใหม่แทน Ring Doorbell ราคาประหยัด
    ผู้เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฮมแนะนำว่าถ้าไม่อยากจ่ายแพงกับ Ring Doorbell ยังมีตัวเลือกที่คุ้มค่า เช่น Blink Video Doorbell ที่ราคาย่อมเยาและใช้งานง่าย, Eufy Security Video Doorbell ที่ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกคลาวด์ และ Wyze Video Doorbell ที่มีฟีเจอร์ครบในราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ทั้งหมดนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความปลอดภัยหน้าบ้านโดยไม่ต้องลงทุนสูง แม้คุณภาพภาพและระบบอาจไม่เทียบเท่า Ring แต่ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
    https://www.techradar.com/home/home-security/want-a-cheap-ring-doorbell-alternative-im-a-smart-home-tech-expert-and-these-are-the-3-i-recommend

    Cybersecurity กลายเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัทเทค
    ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและการแข่งขันสูง บริษัทเทคโนโลยีเริ่มมอง Cybersecurity ไม่ใช่แค่การป้องกัน แต่เป็น “กลยุทธ์” ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความได้เปรียบทางธุรกิจ การลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างและลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาจทำให้เสียชื่อเสียงหรือสูญเสียข้อมูลสำคัญ แนวโน้มนี้สะท้อนว่าความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนธุรกิจในระดับสูง
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/pro/why-cybersecurity-is-now-a-strategic-lever-for-tech-firms-navigating-uncertainty
    📌📡🟡 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟡📡📌 #รวมข่าวIT #20251208 #TechRadar 🎥 โปรเจ็กเตอร์พกพา Xgimi Horizon 20 Max ถ้าใครกำลังมองหาโปรเจ็กเตอร์ที่ทั้งสว่างและภาพสวยจัด ๆ รุ่นใหม่จาก Xgimi ตัวนี้ถือว่าเป็นเรือธงเลย มันใช้ระบบเลเซอร์สามสี ให้ความสว่างสูงถึง 5,700 ISO lumens รองรับ Dolby Vision, HDR10+ และ IMAX Enhanced เรียกว่าดูหนังหรือเล่นเกมก็ได้ภาพคมชัด สีสด และเสียงที่ติดตั้งมาก็ไม่ธรรมดา มีลำโพงจาก Harman Kardon ที่ให้เสียงเบสแน่นและเสียงพูดชัดเจน จุดเด่นอีกอย่างคือฟีเจอร์ปรับภาพอัตโนมัติ ทั้ง keystone, zoom และ lens shift ทำให้ติดตั้งง่ายมาก แต่ข้อเสียคือราคาค่อนข้างสูง และยังไม่รองรับ 4K 120Hz สำหรับเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าเป็นโปรเจ็กเตอร์พกพาที่ครบเครื่องที่สุดในตลาดตอนนี้ 🔗 https://www.techradar.com/televisions/projectors/xgimi-horizon-20-max-review 🔊 ลำโพง Marshall Middleton II Marshall กลับมาอีกครั้งกับลำโพง Bluetooth ขนาดกลางที่ชื่อ Middleton II จุดขายคือเสียงสเตอริโอที่แยกซ้ายขวาได้ชัดเจน ทำให้ฟังเพลงมีมิติและรายละเอียดมากกว่าลำโพงพกพาทั่วไป เสียงเบสลงได้ลึก เสียงกลางและสูงก็สมดุลดี แม้เปิดดังสุดเบสจะอัดแน่นไปบ้างแต่ยังถือว่าดีมาก แถมแบตเตอรี่ใช้งานได้ถึง 30 ชั่วโมง ดีไซน์ยังคงความคลาสสิกสไตล์แอมป์ Marshall พร้อมกันฝุ่นและกันน้ำระดับ IP67 แต่ด้วยขนาดและน้ำหนักที่ไม่เบามาก ทำให้พกพาไม่สะดวกเท่ารุ่นเล็ก Emberton III และราคาก็ใกล้เคียงรุ่นใหญ่ Kilburn III จนบางคนอาจลังเลว่าจะเลือกตัวไหนดี ถึงอย่างนั้นถ้าอยากได้ลำโพงกลางที่เสียงดีและดูเท่ Middleton II ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก 🔗 https://www.techradar.com/audio/wireless-bluetooth-speakers/marshall-middleton-ii-review 📱 iOS 26 ยังขาดฟีเจอร์สำคัญ แม้ iOS 26 จะเปิดตัวไปแล้วและมีอัปเดตย่อยออกมา แต่ยังมีหลายฟีเจอร์ที่ผู้ใช้รอคอย เช่น การยกเครื่อง Siri ด้วย AI ที่คาดว่าจะมาในปี 2026 โดยใช้เทคโนโลยี Gemini ของ Google เพื่อให้ฉลาดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับ Liquid Glass ให้ผู้ใช้ปรับความโปร่งใสได้เอง, AirDrop ที่แชร์กับคนไม่อยู่ในรายชื่อได้ง่ายขึ้น, Podcasts ที่จะมีการสร้าง chapter อัตโนมัติ และสุดท้ายคือการตั้ง “alarm” ให้กับ reminder เพื่อไม่ให้พลาดสิ่งสำคัญ ทั้งหมดนี้คาดว่าจะทยอยมาในอัปเดตย่อยของ iOS 26 ก่อนจะไปสู่ iOS 27 ในปีหน้า 🔗 https://www.techradar.com/phones/iphone/5-features-that-are-still-missing-from-ios-26-and-its-not-just-the-siri-update 🛡️ ภัยไซเบอร์ที่ต้องจับตาในปีนี้ โลกไซเบอร์ไม่ได้หยุดนิ่ง และปี 2026 มีแนวโน้มที่อันตรายจะซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จากรายงานพบว่ากลุ่มแฮกเกอร์เปลี่ยนวิธีโจมตีจากการเข้ารหัสไฟล์เรียกค่าไถ่ มาเป็นการขโมยข้อมูลแล้วขู่เปิดเผยเพื่อกดดันให้เหยื่อจ่ายเงิน ตัวอย่างเช่นการโจมตีบริษัทโทรคมนาคมในอังกฤษที่ข้อมูลพนักงานและลูกค้าถูกขโมยไปมหาศาล นอกจากนี้ยังมีการใช้ช่องโหว่ในระบบ VPN และอุปกรณ์ edge เพื่อเจาะเข้าระบบ รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ “EDR killers” ที่ทำให้ระบบตรวจจับภัยทำงานยากขึ้น สิ่งเหล่านี้บอกชัดว่าองค์กรต้องเร่งอุดช่องโหว่และเสริมการเฝ้าระวัง เพราะภัยไซเบอร์กำลังพัฒนาเร็วไม่แพ้เทคโนโลยีที่เราใช้ 🔗 https://www.techradar.com/pro/threats-to-watch-this-year-from-data-theft-and-extortion-to-edr-killers 💻 Starforge Systems Frieren PC สำหรับแฟนอนิเมะ นี่คือคอมพิวเตอร์เกมมิ่งที่ออกแบบมาเอาใจแฟนอนิเมะ Frieren: Beyond Journey’s End โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้เคส Lian Li O11 Dynamic ที่ตกแต่งด้วยงานศิลป์จากอนิเมะ พร้อมไฟ RGB ที่ปรับได้เต็มที่ ภายในประกอบด้วย Intel Core i5-14600K, การ์ดจอ AMD Radeon RX 9070 XT, RAM 32GB และ SSD 1TB ทำให้เล่นเกมได้ลื่นทั้ง 1080p, 1440p และถึงขั้น 4K ถ้าเปิด FSR ของ AMD เสริม จุดเด่นคือดีไซน์สวยมากและมีของแถมอย่าง desk mat และ art panel แต่ราคาก็สูงถึง $2,499.99 ซึ่งถือว่าเป็นพรีเมียมสำหรับแฟนอนิเมะที่อยากได้เครื่องแรงและสวยในเวลาเดียวกัน 🔗 https://www.techradar.com/computing/gaming-pcs/starforge-systems-frieren-pc-review 🎒 กระเป๋ากล้อง Ulanzi 9L Sling Bag สำหรับคนที่ชอบพกกล้องไปถ่ายรูปนอกบ้าน Ulanzi 9L Sling Bag รุ่นนี้ถือว่าออกแบบมาได้ลงตัวมาก ขนาดกะทัดรัดแต่ใส่กล้องและเลนส์ได้ครบ พร้อมช่องสำหรับขาตั้งกล้องที่ติดตั้งมาให้โดยเฉพาะ วัสดุแข็งแรง กันละอองน้ำได้ดี และมีช่องแบ่งภายในที่ปรับได้ตามอุปกรณ์ จุดเด่นคือการเข้าถึงกล้องได้รวดเร็วเพราะเป็นแบบ sling สะพายข้าง แต่ข้อจำกัดคือความจุไม่มากนัก เหมาะกับคนที่พกอุปกรณ์ไม่เยอะและอยากได้ความคล่องตัวเป็นหลัก 🔗 https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/ulanzi-9l-camera-sling-bag-with-tripod-holder-b122-review 🏍️ มอเตอร์ไซค์ Flying Flea รุ่นไฟฟ้า จากตำนานรถจักรยานยนต์ในสงครามโลกครั้งที่สอง Flying Flea ได้ถูกนำกลับมาสร้างใหม่ในเวอร์ชันไฟฟ้า ปี 2026 นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในโปรเจ็กต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด รถยังคงรูปลักษณ์คลาสสิกแต่เพิ่มเทคโนโลยีทันสมัยเข้าไป เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงบิดทันใจ แบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนได้ และระบบเบรกที่ปลอดภัยกว่าเดิม จุดขายคือการผสมผสานความเป็นประวัติศาสตร์กับนวัตกรรมใหม่ ทำให้คนที่หลงใหลในรถคลาสสิกและสาย EV ต่างจับตามอง แต่แน่นอนว่าราคาก็ไม่ถูก และยังเป็นรุ่นที่ผลิตจำนวนจำกัด 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/this-electrified-ww2-motorbike-is-one-of-the-most-exciting-of-2026-here-are-5-things-you-need-know-about-the-flying-flea 🚗 ประสบการณ์ซื้อ Kia EV6 คันแรก เรื่องเล่าของคนที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า Kia EV6 แบบไม่ตั้งใจ แต่กลับพบทั้งข้อดีและสิ่งที่อยากให้รู้ก่อนซื้อ เขาเล่าว่าการชาร์จมีหลายระดับ ตั้งแต่ปลั๊กบ้านธรรมดาที่ช้ามาก ไปจนถึงเครื่องชาร์จเร็วที่ใช้เวลาเพียง 20 นาทีถึง 80% แต่ก็ต้องทำใจว่าการชาร์จสาธารณะไม่ฟรีเสมอไป และระบบแอปพลิเคชันที่ใช้กับแต่ละเครือข่ายก็ทำให้ยุ่งยากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องระวัง เช่น ระยะทางที่ลดลงในอากาศหนาว การไม่มียางอะไหล่ และแบตเตอรี่เล็ก 12V ที่ยังคงต้องดูแลเหมือนรถน้ำมัน แต่ข้อดีคือแรงบิดทันใจ ความเร็วที่น่าประทับใจ และไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอีกต่อไป 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/i-bought-a-kia-ev6-my-first-electric-car-here-are-9-things-i-wish-id-known-before-buying-an-ev 📱 รีวิวมือถือถึก Doogee V Max LR มือถือรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสายลุยจริง ๆ ด้วยแบตเตอรี่ขนาดมหึมา 20,500 mAh ที่ใช้งานได้เป็นสัปดาห์ และฟีเจอร์วัดระยะทางที่เหมาะกับคนทำงานก่อสร้าง แม้จะหนักและใหญ่จนพกพาลำบาก แต่ก็มีข้อดีคือทนทาน กันน้ำ กันฝุ่น และมีกล้องความละเอียดสูง จุดต่างจากรุ่น Play คือไม่มีโปรเจ็กเตอร์ ทำให้ราคาถูกลง แต่ยังคงข้อเสียเรื่องการออกแบบเคสที่ใช้งานไม่สะดวก 🔗 https://www.techradar.com/pro/phone-communications/doogee-v-max-lr-rugged-phone-review 📷 ข่าวลือ iPhone 18 อาจซ่อนกล้องใต้จอ มีรายงานว่า Apple กำลังทดสอบเทคโนโลยีกล้องหน้าใต้จอสำหรับ iPhone 18 ที่จะเปิดตัวในปี 2026 ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้หน้าจอดูเต็มตาไร้รอยบากเหมือนเดิม เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ Samsung เคยลองใช้กับ Galaxy Z Fold 3 ตั้งแต่ปี 2021 แต่คุณภาพยังไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม Apple มักจะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาให้ใช้งานได้ดีกว่าเดิม ทำให้หลายคนคาดหวังว่ากล้องใต้จอของ iPhone จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ 🔗 https://www.techradar.com/phones/iphone/the-iphone-18-may-finally-add-a-camera-feature-that-samsung-introduced-on-its-flagship-phones-in-2021 🥽 แว่น MR ของ Meta เลื่อนเปิดตัวถึงปี 2027 Meta มีแผนจะเปิดตัวแว่นตา Mixed Reality รุ่นใหม่ที่มีโค้ดเนมว่า Phoenix แต่ล่าสุดมีข้อมูลว่าการเปิดตัวถูกเลื่อนออกไปจนถึงปี 2027 เพื่อให้ทีมงานมีเวลาพัฒนาประสบการณ์ใช้งานให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น แว่นรุ่นนี้คาดว่าจะมีอุปกรณ์เสริมแยกสำหรับแบตเตอรี่และการประมวลผล ทำให้เบาขึ้นและใช้งานสะดวกกว่าเดิม แม้จะต้องรอนาน แต่ก็สะท้อนว่าบริษัทต้องการให้ผลิตภัณฑ์ออกมาอย่างไร้ข้อบกพร่อง 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/we-may-have-to-wait-until-2027-for-the-launch-of-the-next-pair-of-meta-mixed-reality-smart-glasses 🌿 แอป Go Jauntly ชวนออกไปเดินเล่น นี่คือแอปที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนที่ใช้ชีวิตติดโต๊ะทำงานได้ออกไปเดินเล่นมากขึ้น แอปจะเสนอเส้นทางเดินที่น่าสนใจใกล้บ้านหรือที่ทำงาน พร้อมทั้งมีฟีเจอร์บันทึกเส้นทาง แชร์กับเพื่อน และค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จากชุมชนผู้ใช้ จุดเด่นคือช่วยให้การเดินเล่นกลายเป็นกิจกรรมที่สนุกและมีเป้าหมาย ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่ยังเป็นการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว 🔗 https://www.techradar.com/computing/websites-apps/go-jauntly 💻 ชิปจีนท้าชน Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่จากจีนกำลังเร่งการผลิตเพื่อแข่งขันกับ Nvidia ในตลาดกราฟิกและ AI แม้จะยังมีคำถามว่าความสามารถจะทัดเทียมได้จริงหรือไม่ แต่การขยายกำลังผลิตครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และสร้างอุตสาหกรรมชิปที่แข็งแกร่งขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/news/this-chinese-chip-giant-is-boosting-production-to-try-and-take-on-nvidia-but-how-will-huawei-feel 📱 รีวิว Doogee V Max Play – โทรศัพท์ถึกที่เหมือนแบกก้อนอิฐ เรื่องราวของ Doogee V Max Play คือการพยายามสร้างสมาร์ทโฟนที่รวมทุกฟีเจอร์ไว้ในเครื่องเดียว แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นโทรศัพท์ที่หนักเกือบ 800 กรัม จนเหมือนต้องมี “ล่อ” ช่วยแบกเวลาเดินทาง จุดเด่นคือแบตเตอรี่ขนาด 20,500 mAh ที่อึดจนใช้งานได้เป็นสัปดาห์ กล้องหลัก 200MP ที่ถ่ายภาพคมชัด และยังมีโปรเจ็กเตอร์ในตัว แม้จะสว่างไม่มากแต่ก็พอใช้ดูหนังในห้องมืดได้ จุดอ่อนคือดีไซน์ที่เทอะทะและบัมเปอร์ที่ออกแบบพลาดจนใช้งานไม่สะดวก สรุปแล้วนี่คือโทรศัพท์ที่เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้งหรือวางบนรถมากกว่าพกติดตัวไปเดินเล่น 🔗 https://www.techradar.com/pro/phone-communications/doogee-v-max-play-rugged-phone-review 💻 Windows 11 ยังไม่สามารถโค่น Windows 10 ได้ แม้ Microsoft จะพยายามผลักดัน Windows 11 แต่ข้อมูลล่าสุดยังบอกว่า Windows 10 ยังคงครองใจผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังเลือกใช้ Windows 10 พร้อมซื้อแพ็กเกจอัปเดตความปลอดภัยเพิ่มเติมแทนการย้ายไป Windows 11 เหตุผลหลักคือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบสูง ทั้งฮาร์ดแวร์ใหม่ การทดสอบความเข้ากันได้ และการฝึกอบรมพนักงาน อีกทั้ง Windows 11 ยังไม่มีฟีเจอร์ที่บังคับให้ต้องเปลี่ยนทันที ทำให้การเติบโตของ Windows 11 มาจากเครื่องใหม่มากกว่าการแทนที่เครื่องเก่า 🔗 https://www.techradar.com/pro/windows-11-still-cant-topple-its-older-siblings-usage-stats-show-windows-10-remains-mind-boggingly-popular 🧹 เครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติปรับแรงดูดเอง – จริงๆ ไม่ได้ทำให้สะอาดขึ้น ปัจจุบันเครื่องดูดฝุ่นหลายรุ่นมีโหมด “Auto” ที่ปรับแรงดูดตามสภาพพื้นผิวหรือปริมาณฝุ่น เช่น Dyson ที่สามารถตรวจจับขนาดฝุ่นและแสดงผลบนหน้าจอ หรือ Shark ที่เพิ่มแรงดูดเมื่อถึงขอบห้อง แม้ฟังดูฉลาด แต่จากการทดสอบพบว่าการปรับแรงดูดอัตโนมัติไม่ได้ทำให้การทำความสะอาดดีขึ้นเสมอไป สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือกำลังดูดและการออกแบบหัวดูดมากกว่า อย่างไรก็ตามโหมด Auto ก็ช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้นและยืดอายุแบตเตอรี่ได้ เพราะเครื่องจะใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น 🔗 https://www.techradar.com/home/vacuums/how-useful-is-suction-automation-on-a-vacuum 🖥️ UPerfect UColor T3 – จอพกพาที่ใหญ่จนแทบไม่พก UPerfect UColor T3 เป็นจอ 4K ขนาด 23.8 นิ้วที่ถูกเรียกว่า “พกพา” แต่จริงๆ แล้วใหญ่จนใส่กระเป๋าเป้ไม่ได้ จุดเด่นคือดีไซน์บางเหมือนแท็บเล็ต ใช้สาย USB-C เส้นเดียวก็ทำงานได้ และยังมีขาตั้งในตัวพร้อมรองรับการติดตั้ง VESA เหมาะกับคนที่ต้องการจอเสริมคุณภาพสูงสำหรับการทำงานนอกสถานที่หรือใช้ในเซิร์ฟเวอร์รูม แม้ความสว่างไม่สูงนัก แต่หน้าจอแบบด้านช่วยลดแสงสะท้อน ทำให้ใช้งานได้ดีในสภาพแวดล้อมทั่วไป ถือเป็นจอที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง “จอเดสก์ท็อป” และ “จอพกพา” อย่างแท้จริง 🔗 https://www.techradar.com/pro/i-reviewed-the-uperfect-ucolor-t3-and-this-4k-portable-monitor-challenges-what-portable-means 🔥 AGM G3 Pro – โทรศัพท์ถึกพร้อมกล้องถ่ายภาพความร้อน AGM G3 Pro เป็นสมาร์ทโฟนสายถึกที่ดูหรูหราและมีฟีเจอร์พิเศษคือกล้องถ่ายภาพความร้อน สามารถตรวจจับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -20°C ถึง 550°C เหมาะสำหรับงานช่าง วิศวกรรม หรือการตรวจสอบอุปกรณ์ที่ร้อนผิดปกติ ตัวเครื่องหนักเพียง 375 กรัม ซึ่งถือว่าเบากว่าหลายรุ่นในตลาด ใช้ชิป Dimensity 7300 พร้อม RAM 12GB และความจุ 512GB จุดเด่นอีกอย่างคือรองรับการชาร์จไร้สายและมีไฟ LED สำหรับใช้เป็นไฟแคมป์ แต่ราคาที่สูงเกือบ 700 ดอลลาร์ทำให้หลายคนลังเล เพราะมีรุ่นอื่นที่มีกล้องถ่ายความร้อนเช่นกันแต่ราคาถูกกว่า 🔗 https://www.techradar.com/pro/phone-communications/agm-g3-pro-rugged-phone-review 🔔 ทางเลือกใหม่แทน Ring Doorbell ราคาประหยัด ผู้เชี่ยวชาญด้านสมาร์ทโฮมแนะนำว่าถ้าไม่อยากจ่ายแพงกับ Ring Doorbell ยังมีตัวเลือกที่คุ้มค่า เช่น Blink Video Doorbell ที่ราคาย่อมเยาและใช้งานง่าย, Eufy Security Video Doorbell ที่ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกคลาวด์ และ Wyze Video Doorbell ที่มีฟีเจอร์ครบในราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ทั้งหมดนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความปลอดภัยหน้าบ้านโดยไม่ต้องลงทุนสูง แม้คุณภาพภาพและระบบอาจไม่เทียบเท่า Ring แต่ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป 🔗 https://www.techradar.com/home/home-security/want-a-cheap-ring-doorbell-alternative-im-a-smart-home-tech-expert-and-these-are-the-3-i-recommend 🛡️ Cybersecurity กลายเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัทเทค ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและการแข่งขันสูง บริษัทเทคโนโลยีเริ่มมอง Cybersecurity ไม่ใช่แค่การป้องกัน แต่เป็น “กลยุทธ์” ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความได้เปรียบทางธุรกิจ การลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างและลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาจทำให้เสียชื่อเสียงหรือสูญเสียข้อมูลสำคัญ แนวโน้มนี้สะท้อนว่าความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนธุรกิจในระดับสูง ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/pro/why-cybersecurity-is-now-a-strategic-lever-for-tech-firms-navigating-uncertainty
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1170 มุมมอง 0 รีวิว
  • The Past Was Not That Cute – Julia Wise

    บทความนี้โดย Julia Wise พูดถึงการมองย้อนอดีตผ่านกระแส cottagecore และความโรแมนติกที่ผู้คนมักมีต่อ “ชีวิตเรียบง่ายในอดีต” แต่เธอชี้ให้เห็นว่า ความจริงแล้วอดีตเต็มไปด้วยความลำบาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม ไม่ได้สวยงามอย่างที่ภาพจำบอกไว้

    Julia ยกตัวอย่างจาก Laura Ingalls Wilder ผู้เขียน Little House on the Prairie ที่เล่าเรื่องครอบครัวพยายามดิ้นรนในยุคบุกเบิก แม้หนังสือจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่เบื้องหลังคือความจริงอันโหดร้าย เช่น การล้มเหลวของพืชผลต่อเนื่องหลายปี ดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 36% และสุขภาพที่ทรุดโทรมจากการทำงานหนัก

    เธอยังสะท้อนถึง ความเข้าใจผิดเรื่องบุคลิกคนในอดีต ที่มักถูกโรแมนติไซส์ผ่านเพลงพื้นบ้านและวัฒนธรรม แต่จริงๆ แล้วสังคมเล็กๆ ในอดีตเต็มไปด้วยข้อจำกัด เช่น การเลือกคู่ที่จำกัดในกลุ่มเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่คน และการที่ผู้หญิงมักถูกกดทับด้วยบทบาทครอบครัวและงานบ้านมากกว่าที่เราจินตนาการ

    ท้ายที่สุด Julia ย้ำว่า แม้เราจะยังคงสนุกกับการดึงแรงบันดาลใจจากอดีต เช่น การทำขนมปังเองหรือเล่นดนตรีร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า ความสะดวกสบายในปัจจุบัน เช่น ไฟฟ้า น้ำสะอาด และการรักษาทางทันตกรรม คือสิ่งที่ทำให้เรามีอิสระในการเลือก “สุนทรียะ” โดยไม่ต้องเผชิญความทุกข์ยากแบบคนรุ่นก่อน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Cottagecore และภาพจำอดีต
    ผู้คนมักโรแมนติไซส์อดีตว่าเรียบง่ายและอบอุ่น

    ความจริงเบื้องหลัง Little House on the Prairie
    ครอบครัว Wilder ต้องเผชิญ crop failure ต่อเนื่องและดอกเบี้ยสูง

    บุคลิกและชีวิตคนในอดีต
    สังคมเล็กๆ มีข้อจำกัดมาก ทั้งการเลือกคู่และบทบาทผู้หญิง

    คุณค่าของความสะดวกสบายปัจจุบัน
    ไฟฟ้า น้ำสะอาด และการแพทย์ทำให้เรามีอิสระในการเลือกสุนทรียะ

    ความเสี่ยงจากการโรแมนติไซส์อดีตเกินจริง
    อาจทำให้มองข้ามความยากลำบากและความไม่เท่าเทียมที่คนรุ่นก่อนเผชิญ

    https://juliawise.net/the-past-was-not-that-cute/
    🏡 The Past Was Not That Cute – Julia Wise บทความนี้โดย Julia Wise พูดถึงการมองย้อนอดีตผ่านกระแส cottagecore และความโรแมนติกที่ผู้คนมักมีต่อ “ชีวิตเรียบง่ายในอดีต” แต่เธอชี้ให้เห็นว่า ความจริงแล้วอดีตเต็มไปด้วยความลำบาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม ไม่ได้สวยงามอย่างที่ภาพจำบอกไว้ Julia ยกตัวอย่างจาก Laura Ingalls Wilder ผู้เขียน Little House on the Prairie ที่เล่าเรื่องครอบครัวพยายามดิ้นรนในยุคบุกเบิก แม้หนังสือจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่เบื้องหลังคือความจริงอันโหดร้าย เช่น การล้มเหลวของพืชผลต่อเนื่องหลายปี ดอกเบี้ยเงินกู้สูงถึง 36% และสุขภาพที่ทรุดโทรมจากการทำงานหนัก เธอยังสะท้อนถึง ความเข้าใจผิดเรื่องบุคลิกคนในอดีต ที่มักถูกโรแมนติไซส์ผ่านเพลงพื้นบ้านและวัฒนธรรม แต่จริงๆ แล้วสังคมเล็กๆ ในอดีตเต็มไปด้วยข้อจำกัด เช่น การเลือกคู่ที่จำกัดในกลุ่มเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่คน และการที่ผู้หญิงมักถูกกดทับด้วยบทบาทครอบครัวและงานบ้านมากกว่าที่เราจินตนาการ ท้ายที่สุด Julia ย้ำว่า แม้เราจะยังคงสนุกกับการดึงแรงบันดาลใจจากอดีต เช่น การทำขนมปังเองหรือเล่นดนตรีร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า ความสะดวกสบายในปัจจุบัน เช่น ไฟฟ้า น้ำสะอาด และการรักษาทางทันตกรรม คือสิ่งที่ทำให้เรามีอิสระในการเลือก “สุนทรียะ” โดยไม่ต้องเผชิญความทุกข์ยากแบบคนรุ่นก่อน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Cottagecore และภาพจำอดีต ➡️ ผู้คนมักโรแมนติไซส์อดีตว่าเรียบง่ายและอบอุ่น ✅ ความจริงเบื้องหลัง Little House on the Prairie ➡️ ครอบครัว Wilder ต้องเผชิญ crop failure ต่อเนื่องและดอกเบี้ยสูง ✅ บุคลิกและชีวิตคนในอดีต ➡️ สังคมเล็กๆ มีข้อจำกัดมาก ทั้งการเลือกคู่และบทบาทผู้หญิง ✅ คุณค่าของความสะดวกสบายปัจจุบัน ➡️ ไฟฟ้า น้ำสะอาด และการแพทย์ทำให้เรามีอิสระในการเลือกสุนทรียะ ‼️ ความเสี่ยงจากการโรแมนติไซส์อดีตเกินจริง ⛔ อาจทำให้มองข้ามความยากลำบากและความไม่เท่าเทียมที่คนรุ่นก่อนเผชิญ https://juliawise.net/the-past-was-not-that-cute/
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 401 มุมมอง 0 รีวิว
  • Deep Blue จุดเริ่มต้นของ AI ในเกมหมากรุก

    ครบรอบ 30 ปีการเปิดตัว Deep Blue ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นหมากรุก และสามารถเอาชนะ Garry Kasparov แชมป์โลกในปี 1997 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์และ AI

    IBM เปิดตัวต้นแบบ Deep Blue ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1995 โดยใช้เวิร์กสเตชัน RS/6000 พร้อม 14 โปรเซสเซอร์สำหรับค้นหาตำแหน่งหมากรุก สามารถวิเคราะห์ได้ 3-5 ล้านตำแหน่งต่อวินาที แม้จะยังไม่สามารถเอาชนะโปรแกรมหมากรุกชั้นนำในยุคนั้น แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของการใช้ “พลังประมวลผลมหาศาล” เพื่อแข่งขันกับมนุษย์

    การเผชิญหน้ากับ Kasparov
    ปี 1996 Deep Blue พบกับ Kasparov เป็นครั้งแรก และสามารถชนะเกมเปิดได้ แต่สุดท้าย Kasparov เอาชนะไปด้วยคะแนน 4-2 อย่างไรก็ตาม IBM ไม่ยอมแพ้ และในปี 1997 ได้ปรับปรุงระบบใหม่ ใช้ 30 เวิร์กสเตชัน PowerPC ควบคุมชิปหมากรุก 16 ตัวต่อเครื่อง สามารถวิเคราะห์ได้ถึง 200 ล้านตำแหน่งต่อวินาที และในที่สุดก็เอาชนะ Kasparov ด้วยคะแนน 3.5-2.5

    ผลกระทบต่อวงการเทคโนโลยี
    ชัยชนะของ Deep Blue ไม่เพียงแต่เป็นการพิสูจน์ว่าคอมพิวเตอร์สามารถเอาชนะมนุษย์ในเกมที่ซับซ้อน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการมอง AI ว่าเป็น “คู่แข่งทางความคิด” ของมนุษย์ IBM ใช้ชัยชนะนี้สร้างภาพลักษณ์ใหม่จากบริษัทที่ถูกมองว่า “ล้าหลัง” ให้กลับมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา AI ในหลายสาขา

    มุมมองจากปัจจุบัน
    แม้ Deep Blue จะใช้วิธี brute force ที่แตกต่างจาก AI ยุคใหม่ซึ่งเน้นการเรียนรู้เชิงสถิติ แต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการที่เครื่องจักรสามารถท้าทายความคิดมนุษย์ได้ และเป็นรากฐานให้เกิดการพัฒนา AI ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในปัจจุบัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    IBM เปิดตัว Deep Blue ปี 1995
    วิเคราะห์ได้ 3-5 ล้านตำแหน่งต่อวินาที

    การแข่งกับ Kasparov ปี 1996 และ 1997
    ปีแรกแพ้ 4-2 แต่ปีถัดมาชนะ 3.5-2.5

    ผลกระทบต่อ IBM และวงการ AI
    สร้างภาพลักษณ์ใหม่และเป็นแรงบันดาลใจให้การพัฒนา AI

    คำเตือนจากบทเรียน Deep Blue
    วิธี brute force ไม่ใช่แนวทางเดียวของ AI
    ความสำเร็จในเกมไม่ได้หมายถึงการเข้าใจเชิงลึกแบบมนุษย์

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/ibm-unveiled-its-deep-blue-chess-supercomputer-prototype-30-years-ago-today-two-years-later-in-its-second-attempt-it-defeated-grandmaster-garry-kasparov
    ♟️ Deep Blue จุดเริ่มต้นของ AI ในเกมหมากรุก ครบรอบ 30 ปีการเปิดตัว Deep Blue ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นหมากรุก และสามารถเอาชนะ Garry Kasparov แชมป์โลกในปี 1997 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์และ AI IBM เปิดตัวต้นแบบ Deep Blue ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1995 โดยใช้เวิร์กสเตชัน RS/6000 พร้อม 14 โปรเซสเซอร์สำหรับค้นหาตำแหน่งหมากรุก สามารถวิเคราะห์ได้ 3-5 ล้านตำแหน่งต่อวินาที แม้จะยังไม่สามารถเอาชนะโปรแกรมหมากรุกชั้นนำในยุคนั้น แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของการใช้ “พลังประมวลผลมหาศาล” เพื่อแข่งขันกับมนุษย์ 🏆 การเผชิญหน้ากับ Kasparov ปี 1996 Deep Blue พบกับ Kasparov เป็นครั้งแรก และสามารถชนะเกมเปิดได้ แต่สุดท้าย Kasparov เอาชนะไปด้วยคะแนน 4-2 อย่างไรก็ตาม IBM ไม่ยอมแพ้ และในปี 1997 ได้ปรับปรุงระบบใหม่ ใช้ 30 เวิร์กสเตชัน PowerPC ควบคุมชิปหมากรุก 16 ตัวต่อเครื่อง สามารถวิเคราะห์ได้ถึง 200 ล้านตำแหน่งต่อวินาที และในที่สุดก็เอาชนะ Kasparov ด้วยคะแนน 3.5-2.5 🌍 ผลกระทบต่อวงการเทคโนโลยี ชัยชนะของ Deep Blue ไม่เพียงแต่เป็นการพิสูจน์ว่าคอมพิวเตอร์สามารถเอาชนะมนุษย์ในเกมที่ซับซ้อน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการมอง AI ว่าเป็น “คู่แข่งทางความคิด” ของมนุษย์ IBM ใช้ชัยชนะนี้สร้างภาพลักษณ์ใหม่จากบริษัทที่ถูกมองว่า “ล้าหลัง” ให้กลับมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา AI ในหลายสาขา ⚠️ มุมมองจากปัจจุบัน แม้ Deep Blue จะใช้วิธี brute force ที่แตกต่างจาก AI ยุคใหม่ซึ่งเน้นการเรียนรู้เชิงสถิติ แต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการที่เครื่องจักรสามารถท้าทายความคิดมนุษย์ได้ และเป็นรากฐานให้เกิดการพัฒนา AI ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในปัจจุบัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ IBM เปิดตัว Deep Blue ปี 1995 ➡️ วิเคราะห์ได้ 3-5 ล้านตำแหน่งต่อวินาที ✅ การแข่งกับ Kasparov ปี 1996 และ 1997 ➡️ ปีแรกแพ้ 4-2 แต่ปีถัดมาชนะ 3.5-2.5 ✅ ผลกระทบต่อ IBM และวงการ AI ➡️ สร้างภาพลักษณ์ใหม่และเป็นแรงบันดาลใจให้การพัฒนา AI ‼️ คำเตือนจากบทเรียน Deep Blue ⛔ วิธี brute force ไม่ใช่แนวทางเดียวของ AI ⛔ ความสำเร็จในเกมไม่ได้หมายถึงการเข้าใจเชิงลึกแบบมนุษย์ https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/ibm-unveiled-its-deep-blue-chess-supercomputer-prototype-30-years-ago-today-two-years-later-in-its-second-attempt-it-defeated-grandmaster-garry-kasparov
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 392 มุมมอง 0 รีวิว
  • ชายสหรัฐฯ ถูกฟ้องคดี Cyberstalking โดยอ้าง ChatGPT

    Brett Michael Dadig จากเมือง Whitehall ถูกอัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา 14 กระทงในคดี การคุกคามและตามรังควานผู้หญิง ทั้งใน Pittsburgh และอีกหลายรัฐ เขาถูกกล่าวหาว่าข่มขู่ โพสต์ภาพ และเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อบนอินเทอร์เน็ต โดย Dadig อ้างว่า ChatGPT แนะนำให้เขาไปพบ “ภรรยาในอนาคต” ที่ยิมหรือชุมชนกีฬา และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสร้างชื่อเสียง

    การใช้ AI ในทางที่ผิด
    ในพอดแคสต์ของเขา Dadig เรียก ChatGPT ว่าเป็น “นักบำบัด” และ “เพื่อนสนิท” พร้อมยอมรับว่าได้รับแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของ AI ให้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อโดดเด่นในสังคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการคุกคามผู้หญิงและพนักงานยิมอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางโพสต์ออนไลน์ โทรศัพท์ และการปรากฏตัวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

    ผลกระทบทางกฎหมาย
    อัยการระบุว่าเหยื่อกว่า 11 คนได้รับผลกระทบจากการกระทำของ Dadig โดยบางคนถึงขั้นต้องขอคำสั่งคุ้มครอง (Protection-from-abuse orders) ซึ่งเขายังละเมิดซ้ำอีกด้วย หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 70 ปี และปรับเป็นเงินกว่า 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ความเสี่ยงและคำเตือน
    กรณีนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการใช้ AI โดยไม่เข้าใจขอบเขตและผลกระทบ การพึ่งพา AI เป็น “ที่ปรึกษา” โดยไม่ใช้วิจารณญาณอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นอย่างร้ายแรง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหา Cyberstalking 14 กระทง
    เหยื่อกว่า 11 คนในหลายรัฐ รวมถึง Pittsburgh

    อ้างว่าได้รับคำแนะนำจาก ChatGPT
    ใช้ AI เป็น “นักบำบัด” และ “เพื่อนสนิท”

    ผลกระทบต่อเหยื่อและสังคม
    เหยื่อบางคนต้องขอคำสั่งคุ้มครอง แต่ถูกละเมิดซ้ำ

    คำเตือนด้านการใช้ AI
    การพึ่งพา AI โดยไม่ใช้วิจารณญาณอาจนำไปสู่พฤติกรรมผิดกฎหมาย
    เสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวม

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/12/06/a-us-man-was-indicted-for-allegedly-cyberstalking-women-he-says-he-took-advice-from-chatgpt
    📰 ชายสหรัฐฯ ถูกฟ้องคดี Cyberstalking โดยอ้าง ChatGPT Brett Michael Dadig จากเมือง Whitehall ถูกอัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา 14 กระทงในคดี การคุกคามและตามรังควานผู้หญิง ทั้งใน Pittsburgh และอีกหลายรัฐ เขาถูกกล่าวหาว่าข่มขู่ โพสต์ภาพ และเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อบนอินเทอร์เน็ต โดย Dadig อ้างว่า ChatGPT แนะนำให้เขาไปพบ “ภรรยาในอนาคต” ที่ยิมหรือชุมชนกีฬา และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสร้างชื่อเสียง 🎙️ การใช้ AI ในทางที่ผิด ในพอดแคสต์ของเขา Dadig เรียก ChatGPT ว่าเป็น “นักบำบัด” และ “เพื่อนสนิท” พร้อมยอมรับว่าได้รับแรงบันดาลใจจากคำแนะนำของ AI ให้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อโดดเด่นในสังคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการคุกคามผู้หญิงและพนักงานยิมอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางโพสต์ออนไลน์ โทรศัพท์ และการปรากฏตัวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ⚖️ ผลกระทบทางกฎหมาย อัยการระบุว่าเหยื่อกว่า 11 คนได้รับผลกระทบจากการกระทำของ Dadig โดยบางคนถึงขั้นต้องขอคำสั่งคุ้มครอง (Protection-from-abuse orders) ซึ่งเขายังละเมิดซ้ำอีกด้วย หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 70 ปี และปรับเป็นเงินกว่า 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ⚠️ ความเสี่ยงและคำเตือน กรณีนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการใช้ AI โดยไม่เข้าใจขอบเขตและผลกระทบ การพึ่งพา AI เป็น “ที่ปรึกษา” โดยไม่ใช้วิจารณญาณอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นอย่างร้ายแรง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหา Cyberstalking 14 กระทง ➡️ เหยื่อกว่า 11 คนในหลายรัฐ รวมถึง Pittsburgh ✅ อ้างว่าได้รับคำแนะนำจาก ChatGPT ➡️ ใช้ AI เป็น “นักบำบัด” และ “เพื่อนสนิท” ✅ ผลกระทบต่อเหยื่อและสังคม ➡️ เหยื่อบางคนต้องขอคำสั่งคุ้มครอง แต่ถูกละเมิดซ้ำ ‼️ คำเตือนด้านการใช้ AI ⛔ การพึ่งพา AI โดยไม่ใช้วิจารณญาณอาจนำไปสู่พฤติกรรมผิดกฎหมาย ⛔ เสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นและสังคมโดยรวม https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/12/06/a-us-man-was-indicted-for-allegedly-cyberstalking-women-he-says-he-took-advice-from-chatgpt
    WWW.THESTAR.COM.MY
    A US man was indicted for allegedly cyberstalking women. He says he took advice from ChatGPT.
    On his podcast, Mr Dadig called the AI chatbot his "therapist" and "best friend," the indictment says.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 316 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักวิทยาศาสตร์สร้างผ้าดำที่สุดในโลก ดูดซับแสงได้ถึง 99.87%

    ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐฯ ได้พัฒนาผ้าขนสัตว์เมอริโนที่ผ่านการเคลือบด้วยโพลีโดปามีนและการบำบัดด้วยพลาสมา จนเกิดโครงสร้างระดับนาโนที่สามารถดักจับและสะท้อนแสงภายใน ทำให้ผ้าชนิดนี้ดูดซับแสงได้มากถึง 99.87% ซึ่งถือเป็นผ้าที่ดำที่สุดที่เคยถูกสร้างขึ้นมา

    แรงบันดาลใจของงานวิจัยนี้มาจากนก Magnificent Riflebird ที่มีขนดำพิเศษซึ่งสามารถดูดซับแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยเลียนแบบโครงสร้างเส้นใยเล็กๆ (nanofibrils) ของขนดังกล่าว เพื่อสร้างเอฟเฟกต์ “ultrablack” ที่ไม่สะท้อนแสงแม้มองจากมุมต่างๆ ถึง 60 องศา ซึ่งเหนือกว่าความสามารถของขนนกจริง

    แม้จะไม่ดำที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับวัสดุอย่าง Vantablack (ดูดซับแสง 99.96%) หรือวัสดุคาร์บอนนาโนทิวบ์จาก MIT (99.995%) แต่ผ้าดำใหม่นี้มีข้อได้เปรียบคือ ผลิตง่ายและราคาถูกกว่า จึงมีศักยภาพในการนำไปใช้จริงในหลายด้าน เช่น แฟชั่น การถ่ายภาพ และงานวิทยาศาสตร์ที่ต้องการวัสดุควบคุมแสง

    นอกจากนี้ นักศึกษาด้านแฟชั่นของคอร์เนลล์ยังได้นำผ้าดำพิเศษนี้ไปสร้างชุดเดรสที่มีการไล่เฉดสีจากเทาเข้มไปจนถึงดำสนิท พร้อมจุดสีฟ้า-เขียวตรงกลางเพื่อเลียนแบบอกของนก riflebird ถือเป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะที่น่าทึ่ง

    สรุปสาระสำคัญและคำเตือน
    ผ้าดำที่สุดที่เคยสร้าง
    ดูดซับแสงได้ 99.87%
    ใช้โพลีโดปามีนและการบำบัดพลาสมา

    แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
    เลียนแบบโครงสร้างขนนก Magnificent Riflebird
    สร้างเอฟเฟกต์ ultrablack ที่คงทนแม้มองจากหลายมุม

    เปรียบเทียบกับวัสดุอื่น
    ดำไม่เท่า Vantablack หรือคาร์บอนนาโนทิวบ์
    แต่ผลิตง่ายและราคาถูกกว่า เหมาะต่อการใช้งานจริง

    การประยุกต์ใช้งาน
    แฟชั่นและการออกแบบเสื้อผ้า
    งานวิทยาศาสตร์และการถ่ายภาพที่ต้องการควบคุมแสง

    ข้อควรระวัง
    แม้จะผลิตง่าย แต่ยังต้องตรวจสอบความทนทานระยะยาว
    การใช้งานในอุตสาหกรรมต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

    https://www.sciencealert.com/blackest-fabric-ever-made-absorbs-99-87-of-all-light-that-hits-it
    ✨ นักวิทยาศาสตร์สร้างผ้าดำที่สุดในโลก ดูดซับแสงได้ถึง 99.87% ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐฯ ได้พัฒนาผ้าขนสัตว์เมอริโนที่ผ่านการเคลือบด้วยโพลีโดปามีนและการบำบัดด้วยพลาสมา จนเกิดโครงสร้างระดับนาโนที่สามารถดักจับและสะท้อนแสงภายใน ทำให้ผ้าชนิดนี้ดูดซับแสงได้มากถึง 99.87% ซึ่งถือเป็นผ้าที่ดำที่สุดที่เคยถูกสร้างขึ้นมา แรงบันดาลใจของงานวิจัยนี้มาจากนก Magnificent Riflebird ที่มีขนดำพิเศษซึ่งสามารถดูดซับแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยเลียนแบบโครงสร้างเส้นใยเล็กๆ (nanofibrils) ของขนดังกล่าว เพื่อสร้างเอฟเฟกต์ “ultrablack” ที่ไม่สะท้อนแสงแม้มองจากมุมต่างๆ ถึง 60 องศา ซึ่งเหนือกว่าความสามารถของขนนกจริง แม้จะไม่ดำที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับวัสดุอย่าง Vantablack (ดูดซับแสง 99.96%) หรือวัสดุคาร์บอนนาโนทิวบ์จาก MIT (99.995%) แต่ผ้าดำใหม่นี้มีข้อได้เปรียบคือ ผลิตง่ายและราคาถูกกว่า จึงมีศักยภาพในการนำไปใช้จริงในหลายด้าน เช่น แฟชั่น การถ่ายภาพ และงานวิทยาศาสตร์ที่ต้องการวัสดุควบคุมแสง นอกจากนี้ นักศึกษาด้านแฟชั่นของคอร์เนลล์ยังได้นำผ้าดำพิเศษนี้ไปสร้างชุดเดรสที่มีการไล่เฉดสีจากเทาเข้มไปจนถึงดำสนิท พร้อมจุดสีฟ้า-เขียวตรงกลางเพื่อเลียนแบบอกของนก riflebird ถือเป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะที่น่าทึ่ง 📌 สรุปสาระสำคัญและคำเตือน ✅ ผ้าดำที่สุดที่เคยสร้าง ➡️ ดูดซับแสงได้ 99.87% ➡️ ใช้โพลีโดปามีนและการบำบัดพลาสมา ✅ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ➡️ เลียนแบบโครงสร้างขนนก Magnificent Riflebird ➡️ สร้างเอฟเฟกต์ ultrablack ที่คงทนแม้มองจากหลายมุม ✅ เปรียบเทียบกับวัสดุอื่น ➡️ ดำไม่เท่า Vantablack หรือคาร์บอนนาโนทิวบ์ ➡️ แต่ผลิตง่ายและราคาถูกกว่า เหมาะต่อการใช้งานจริง ✅ การประยุกต์ใช้งาน ➡️ แฟชั่นและการออกแบบเสื้อผ้า ➡️ งานวิทยาศาสตร์และการถ่ายภาพที่ต้องการควบคุมแสง ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ แม้จะผลิตง่าย แต่ยังต้องตรวจสอบความทนทานระยะยาว ⛔ การใช้งานในอุตสาหกรรมต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม https://www.sciencealert.com/blackest-fabric-ever-made-absorbs-99-87-of-all-light-that-hits-it
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Blackest Fabric Ever Made Absorbs 99.87% of All Light That Hits It
    If you want to stand out at your next metal gig, don't settle for a spot of color in a sea of black – go ultrablack instead.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 275 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts