• สถานการณ์ของสงครามการค้าโลกในปัจจุบันยังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยมีทั้งแนวโน้มที่ดีขึ้นและความท้าทายที่ยังคงอยู่ ดังนี้

    ### 1. **แนวโน้มที่ดีขึ้น**
    - **การลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน**:
    แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังไม่สิ้นสุด แต่ทั้งสองฝ่ายเริ่มหันมาเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม เช่น การยกเลิกภาษีบางส่วนในสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การประชุมระดับสูงระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในช่วงปลายปี 2022-2023 ช่วยฟื้นฟูช่องทางการสื่อสาร แม้จะยังไม่มีการแก้ไขข้อพิพาทหลัก เช่น ปัญหาไต้หวันหรือการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง

    - **ความร่วมมือระดับภูมิภาค**:
    ความตกลงทางการค้าในรูปแบบภูมิภาคขยายตัว เช่น **RCEP** (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ในเอเชีย-แปซิฟิก และ **AfCFTA** (เขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา) ซึ่งช่วยกระตุ้นการค้าภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว

    - **นโยบายการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม**:
    หลายประเทศเริ่มผนวกเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเข้ากับนโยบายการค้า เช่น สหภาพยุโรป推行 **CBAM** (มาตรการปรับคาร์บอนชายแดน) เพื่อส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน แม้อาจก่อความขัดแย้งใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานสากลร่วมกัน

    ---

    ### 2. **ความท้าทายที่ยังคงอยู่**
    - **การแข่งขันทางเทคโนโลยีและการแยกห่วงโซ่อุปทาน**:
    สหรัฐฯ ยังคงจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์) ไปยังจีน ขณะที่จีนพยายามสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนเอง (เช่น การพัฒนาชิปด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรของ Huawei) ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกแตกออกเป็น "สองขั้ว" (Tech Decoupling)

    - **ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์**:
    สงครามยูเครน-รัสเซียและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ยังส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางการค้า รวมถึงกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หันมาเก็บกักเสบียงอาหารและทรัพยากร стратеติกมากขึ้น

    - **ความอ่อนแอของระบบพหุภาคี**:
    องค์การการค้าโลก (WTO) ยังไม่สามารถปฏิรูปกลไกระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Body) ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดกลไกกลางในการจัดการความขัดแย้งทางการค้า

    ---

    ### 3. **ทิศทางในอนาคต**
    - **เศรษฐกิจโลกอาจแบ่งเป็น "บล็อก"**:
    การค้าโลกกำลังเคลื่อนไปสู่รูปแบบ "friend-shoring" (การผลิตในประเทศพันธมิตร) และ "near-shoring" (การผลิตในประเทศใกล้เคียง) เพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เพิ่มความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน

    - **การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว**:
    การเติบโตของการค้าอิเล็กทรอนิกส์และมาตรการลดคาร์บอนจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของระบบการค้าโลก แม้อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องกฎระเบียบระหว่างประเทศ

    ---

    ### สรุป
    สถานการณ์สงครามการค้าโลกมีทั้งพัฒนาการในทางที่ดี เช่น การเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งและการขยายความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่ก็ยังมีแรงกดดันจากความแข่งขันทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจทำให้การค้าโลกไม่กลับสู่รูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปรับตัวสู่ระบบที่ "แบ่งกลุ่มแต่เชื่อมโยง" มากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนสูง
    สถานการณ์ของสงครามการค้าโลกในปัจจุบันยังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยมีทั้งแนวโน้มที่ดีขึ้นและความท้าทายที่ยังคงอยู่ ดังนี้ ### 1. **แนวโน้มที่ดีขึ้น** - **การลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน**: แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังไม่สิ้นสุด แต่ทั้งสองฝ่ายเริ่มหันมาเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม เช่น การยกเลิกภาษีบางส่วนในสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การประชุมระดับสูงระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในช่วงปลายปี 2022-2023 ช่วยฟื้นฟูช่องทางการสื่อสาร แม้จะยังไม่มีการแก้ไขข้อพิพาทหลัก เช่น ปัญหาไต้หวันหรือการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง - **ความร่วมมือระดับภูมิภาค**: ความตกลงทางการค้าในรูปแบบภูมิภาคขยายตัว เช่น **RCEP** (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ในเอเชีย-แปซิฟิก และ **AfCFTA** (เขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา) ซึ่งช่วยกระตุ้นการค้าภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว - **นโยบายการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม**: หลายประเทศเริ่มผนวกเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเข้ากับนโยบายการค้า เช่น สหภาพยุโรป推行 **CBAM** (มาตรการปรับคาร์บอนชายแดน) เพื่อส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน แม้อาจก่อความขัดแย้งใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานสากลร่วมกัน --- ### 2. **ความท้าทายที่ยังคงอยู่** - **การแข่งขันทางเทคโนโลยีและการแยกห่วงโซ่อุปทาน**: สหรัฐฯ ยังคงจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์) ไปยังจีน ขณะที่จีนพยายามสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนเอง (เช่น การพัฒนาชิปด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรของ Huawei) ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกแตกออกเป็น "สองขั้ว" (Tech Decoupling) - **ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์**: สงครามยูเครน-รัสเซียและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ยังส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางการค้า รวมถึงกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หันมาเก็บกักเสบียงอาหารและทรัพยากร стратеติกมากขึ้น - **ความอ่อนแอของระบบพหุภาคี**: องค์การการค้าโลก (WTO) ยังไม่สามารถปฏิรูปกลไกระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Body) ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดกลไกกลางในการจัดการความขัดแย้งทางการค้า --- ### 3. **ทิศทางในอนาคต** - **เศรษฐกิจโลกอาจแบ่งเป็น "บล็อก"**: การค้าโลกกำลังเคลื่อนไปสู่รูปแบบ "friend-shoring" (การผลิตในประเทศพันธมิตร) และ "near-shoring" (การผลิตในประเทศใกล้เคียง) เพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เพิ่มความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน - **การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว**: การเติบโตของการค้าอิเล็กทรอนิกส์และมาตรการลดคาร์บอนจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของระบบการค้าโลก แม้อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องกฎระเบียบระหว่างประเทศ --- ### สรุป สถานการณ์สงครามการค้าโลกมีทั้งพัฒนาการในทางที่ดี เช่น การเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งและการขยายความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่ก็ยังมีแรงกดดันจากความแข่งขันทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจทำให้การค้าโลกไม่กลับสู่รูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปรับตัวสู่ระบบที่ "แบ่งกลุ่มแต่เชื่อมโยง" มากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนสูง
    0 Comments 0 Shares 422 Views 0 Reviews
  • Seagate ได้เปิดตัว NVMe HDD รุ่นใหม่ที่ออกแบบเพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูลและงาน AI โดยฮาร์ดแวร์นี้ช่วยลดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูล ระบบต้นแบบยังมีการผสาน SSD และเทคโนโลยี GPU ของ Nvidia เพื่อลดความล่าช้าในกระบวนการทำงาน การออกแบบนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในอนาคตสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI และการจัดเก็บข้อมูล

    ข้อดีของ NVMe HDD:
    - NVMe HDD รุ่นใหม่ช่วยลดพลังงานและต้นทุนการจัดเก็บได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน มากกว่า SSD ถึง 10 เท่า และยังลดการใช้ทรัพยากรคาร์บอนต่อเทราไบต์.

    การผสมผสานฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัย:
    - ระบบต้นแบบของ Seagate ใช้ NVMe HDD ควบคู่กับ SSD เพื่อการเก็บข้อมูลที่ใช้งานบ่อยและ HDD สำหรับข้อมูลระยะยาวในงาน AI เช่น การฝึกโมเดล.

    ข้อแตกต่างจากระบบเดิม:
    - NVMe HDD ได้รับการออกแบบให้สามารถสื่อสารกับ GPU โดยตรง และไม่ต้องใช้ HBA หรือโปรโตคอลบริดจ์ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในสถาปัตยกรรมระบบ.

    ศักยภาพในการประยุกต์ใช้:
    - แม้ยังไม่มีแผนวางจำหน่าย Seagate กำลังทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อศึกษาโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่รองรับเทคโนโลยี NVMe สำหรับยุคถัดไป.

    https://www.techradar.com/pro/seagate-teams-with-nvidia-to-build-an-nvme-hard-drive-proof-of-concept-more-than-3-years-after-the-last-one
    Seagate ได้เปิดตัว NVMe HDD รุ่นใหม่ที่ออกแบบเพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูลและงาน AI โดยฮาร์ดแวร์นี้ช่วยลดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูล ระบบต้นแบบยังมีการผสาน SSD และเทคโนโลยี GPU ของ Nvidia เพื่อลดความล่าช้าในกระบวนการทำงาน การออกแบบนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในอนาคตสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI และการจัดเก็บข้อมูล ข้อดีของ NVMe HDD: - NVMe HDD รุ่นใหม่ช่วยลดพลังงานและต้นทุนการจัดเก็บได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน มากกว่า SSD ถึง 10 เท่า และยังลดการใช้ทรัพยากรคาร์บอนต่อเทราไบต์. การผสมผสานฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัย: - ระบบต้นแบบของ Seagate ใช้ NVMe HDD ควบคู่กับ SSD เพื่อการเก็บข้อมูลที่ใช้งานบ่อยและ HDD สำหรับข้อมูลระยะยาวในงาน AI เช่น การฝึกโมเดล. ข้อแตกต่างจากระบบเดิม: - NVMe HDD ได้รับการออกแบบให้สามารถสื่อสารกับ GPU โดยตรง และไม่ต้องใช้ HBA หรือโปรโตคอลบริดจ์ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในสถาปัตยกรรมระบบ. ศักยภาพในการประยุกต์ใช้: - แม้ยังไม่มีแผนวางจำหน่าย Seagate กำลังทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อศึกษาโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่รองรับเทคโนโลยี NVMe สำหรับยุคถัดไป. https://www.techradar.com/pro/seagate-teams-with-nvidia-to-build-an-nvme-hard-drive-proof-of-concept-more-than-3-years-after-the-last-one
    0 Comments 0 Shares 145 Views 0 Reviews
  • Apple เตรียมเปิดตัวชิป A20 ใน iPhone 18 โดยใช้เทคโนโลยี 2 นาโนเมตรจาก TSMC ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ 15% และช่วยให้ใช้งานแบตเตอรี่นานขึ้นด้วยแบตเตอรี่ซิลิคอนคาร์บอน รุ่นนี้อาจมีราคาสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต แต่จะมอบประสบการณ์ที่ทรงพลังและคุ้มค่า

    ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี:
    - ชิป A20 ถูกพัฒนาบนกระบวนการ 2 นาโนเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อการใช้พลังงานอย่างมหาศาล แต่ค่าใช้จ่ายการผลิตสูงขึ้น โดยราคาเวเฟอร์คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ $30,000 ต่อแผ่น.
    - Apple อาจต้องเพิ่มราคาของ iPhone 18 ที่ใช้ชิป A20 เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น.

    การใช้งานแบตเตอรี่แบบใหม่:
    - Apple สำรวจการใช้แบตเตอรี่ซิลิคอนคาร์บอนที่ช่วยเพิ่มความจุโดยไม่ทำให้อุปกรณ์หนาขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับชิป A20 จะช่วยให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานกว่าเดิม.

    การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังในรุ่น iPhone 18:
    - ซีรีส์นี้อาจมีการปรับปรุงเพื่อเน้นประสิทธิภาพและความยั่งยืน ทำให้ iPhone 18 เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในแง่ของเทคโนโลยีชิปและแบตเตอรี่.

    https://wccftech.com/apple-a20-rumored-to-be-15-percent-faster-than-a19-at-the-same-power-consumption/
    Apple เตรียมเปิดตัวชิป A20 ใน iPhone 18 โดยใช้เทคโนโลยี 2 นาโนเมตรจาก TSMC ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ 15% และช่วยให้ใช้งานแบตเตอรี่นานขึ้นด้วยแบตเตอรี่ซิลิคอนคาร์บอน รุ่นนี้อาจมีราคาสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต แต่จะมอบประสบการณ์ที่ทรงพลังและคุ้มค่า ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี: - ชิป A20 ถูกพัฒนาบนกระบวนการ 2 นาโนเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อการใช้พลังงานอย่างมหาศาล แต่ค่าใช้จ่ายการผลิตสูงขึ้น โดยราคาเวเฟอร์คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ $30,000 ต่อแผ่น. - Apple อาจต้องเพิ่มราคาของ iPhone 18 ที่ใช้ชิป A20 เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น. การใช้งานแบตเตอรี่แบบใหม่: - Apple สำรวจการใช้แบตเตอรี่ซิลิคอนคาร์บอนที่ช่วยเพิ่มความจุโดยไม่ทำให้อุปกรณ์หนาขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับชิป A20 จะช่วยให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานกว่าเดิม. การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังในรุ่น iPhone 18: - ซีรีส์นี้อาจมีการปรับปรุงเพื่อเน้นประสิทธิภาพและความยั่งยืน ทำให้ iPhone 18 เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในแง่ของเทคโนโลยีชิปและแบตเตอรี่. https://wccftech.com/apple-a20-rumored-to-be-15-percent-faster-than-a19-at-the-same-power-consumption/
    WCCFTECH.COM
    Apple’s A20 For The iPhone 18 Series Rumored To Be 15 Percent Faster Than The A19 At The Same Power Consumption, Thanks To Upgrading To TSMC’s Next-Generation 2nm Process
    The benefit of switching to TSMC’s 2nm process is that Apple’s A20 is said to deliver 15 percent better performance than the A19
    0 Comments 0 Shares 227 Views 0 Reviews
  • บริษัทใหญ่อย่าง Amazon, Meta และ Google กำลังร่วมมือกันสนับสนุนการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกถึงสามเท่าภายในปี 2050 เพราะพลังงานนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการพลังงานมหาศาลจาก AI แถมยังเป็นพลังงานสะอาดและต่อเนื่อง พวกเขายังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างเตาปฏิกรณ์จิ๋วเพื่อให้ใช้งานได้เร็วขึ้น โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศและบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก

    เป้าหมายของโครงการ:
    - พลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างพลังงานสะอาดและต่อเนื่องสำหรับศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI ซึ่งมีความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ.
    - โครงการนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกถึงสามเท่าภายในปี 2050 ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น micro nuclear reactors ที่คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2030.

    บริษัทที่มีบทบาทสำคัญ:
    - Amazon ได้ลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในโครงการและเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ในปีที่ผ่านมา และมุ่งสู่เป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2040.
    - Meta และ Google มุ่งส่งเสริมเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว.

    การสนับสนุนระดับโลก:
    - โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก 31 ประเทศ บริษัทในอุตสาหกรรมกว่า 140 แห่ง และธนาคารใหญ่ ๆ อีก 14 แห่งทั่วโลก ผ่านการประชุมที่ World Nuclear Symposium 2023.

    ความสำคัญต่อ AI และศูนย์ข้อมูล:
    - พลังงานนิวเคลียร์เป็นคำตอบสำหรับการป้องกันความไม่เสถียรของระบบพลังงานในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง เช่น การประมวลผล AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล

    https://www.techradar.com/pro/microsoft-is-mia-as-amazon-meta-google-and-others-join-consortium-to-triple-nuclear-energy-output-by-2050
    บริษัทใหญ่อย่าง Amazon, Meta และ Google กำลังร่วมมือกันสนับสนุนการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกถึงสามเท่าภายในปี 2050 เพราะพลังงานนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการพลังงานมหาศาลจาก AI แถมยังเป็นพลังงานสะอาดและต่อเนื่อง พวกเขายังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างเตาปฏิกรณ์จิ๋วเพื่อให้ใช้งานได้เร็วขึ้น โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศและบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก เป้าหมายของโครงการ: - พลังงานนิวเคลียร์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างพลังงานสะอาดและต่อเนื่องสำหรับศูนย์ข้อมูลที่รองรับ AI ซึ่งมีความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ. - โครงการนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกถึงสามเท่าภายในปี 2050 ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น micro nuclear reactors ที่คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2030. บริษัทที่มีบทบาทสำคัญ: - Amazon ได้ลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในโครงการและเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ในปีที่ผ่านมา และมุ่งสู่เป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2040. - Meta และ Google มุ่งส่งเสริมเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว. การสนับสนุนระดับโลก: - โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก 31 ประเทศ บริษัทในอุตสาหกรรมกว่า 140 แห่ง และธนาคารใหญ่ ๆ อีก 14 แห่งทั่วโลก ผ่านการประชุมที่ World Nuclear Symposium 2023. ความสำคัญต่อ AI และศูนย์ข้อมูล: - พลังงานนิวเคลียร์เป็นคำตอบสำหรับการป้องกันความไม่เสถียรของระบบพลังงานในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง เช่น การประมวลผล AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล https://www.techradar.com/pro/microsoft-is-mia-as-amazon-meta-google-and-others-join-consortium-to-triple-nuclear-energy-output-by-2050
    0 Comments 0 Shares 300 Views 0 Reviews
  • 17/3/68

    #ข่าวประชาสัมพันธ์

    รพ.รามาฯ #ขอรับบริจาคเลือด
    #หลังไฟไหม้ทำคลังเลือดเสียหาย
    #กระทบการผ่าตัดคนไข้

    ความคืบหน้าเหตุพลิงไหม้ ภายในชั้น 2 อาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารหลัก โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี ซึ่งเป็นอาคาร 9 ชั้น โดยต้นเพลิง อยู่ใกล้กับห้องตรวจเลือดและตู้เก็บความเย็น ก่อนลุกลามไปยังโต๊ะทำงานและเอกสาร เจ้าหน้าที่ต้องตัดกระแสไฟฟ้า ใช้เวลาฉีดน้ำสกัด กว่า 20 นาที ก่อนจะควบคุมเพลิงไว้ได้

    ขณะนี้ยังคงมีกลิ่นควันไฟอยู่ภายโรงพยาบาล เจ้าหน้าเร่งกำจัดกลิ่นควันไม่ให้กระทบกับผู้ที่มาใช้บริการ เเละโดยเฉพาะคนไข้ที่เข้ารักษา โดยมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยซึ่งมีทั้งเด็กทารกเเรกเกิดและผู้สูงอายุ ไปอยู่ในอาคารที่ปลอดภัย ตั้งเเต่เมื่อคืนที่เกิดเหตุ มีแพทย์และพยาบาล ดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเคลื่อนย้ายเครื่องมือเเพทย์บางส่วน แม้จะควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่อาคารนี้เป็นที่รวมของแผนกต่างๆ ในการให้บริการในโรงพยาบาล ทั้งคลังเลือด เอ็กซเรย์ ห้องคลอด และ 2 ห้องผ่าตัด จึงต้องปิดทำการชั่วคราว

    ด้าน พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) นำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบ ภายในที่เกิดเหตุไฟไหม้ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของเพลิงไหม้ ขณะที่มีรายงานจากทาง ผู้กำกับการสถานีตำรวจพญาไท เปิดเผยว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากระบบไฟฟ้า เพราะดูจากกล้องวงจรปิด พบว่ามีการเกิดประกายไฟ จึงมุ่งไปที่ไฟฟ้าลัดวงจร

    ผลกระทบที่เกิดขึ้น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ โรงพยาบาลรามาธิบดีจะของดให้บริการภายในอาคารหลัก (อาคาร 1) ทั้งหมด งดให้บริการผู้ป่วยใหม่ที่ห้องฉุกเฉินสำหรับงานเวชระเบียนการบริจาคโลหิต จุดเจาะเลือด ขอให้ใช้บริการที่อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์แทน ส่วนอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เบื้องต้นเปิดให้บริการตามปกติ โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่วิศวกร จะเข้าการตรวจสอบโครงสร้างของอาคารเพื่อความปลอดภัย

    ขณะเดียวกัน เวลานี้ ทางโรงพยาบาลฯ นำโดย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีเเพทยศาสตร์์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ,รศ.นพ.อมร วิจิตพาวรรณ ผู้ช่วยคณะบดีฝ่ายกายภาพเเละสิ่งอำนวยความสะดวก ,ผศ. นพ. ปริย พรรณเชษฐ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาล

    โดย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อช่วงค่ำ 19.20 น. ภายในอาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารหลัก ที่บริเวณชั้น 2 ของ อาคารนี้ สร้างมา 60 ปี ที่เกิดเหตุอาคารสำนักงานรังสีวิทยา แผนกเอ็กซเรย์ ใกล้คลังเลือดเเละคลังเเลปพยาธิวิทยา เเจ้งกลุ่มควันขึ้นไปชั้น 3-4 มีคนป่วยจำนวนมาก โดยพบว่ากลุ่มควันไฟได้กระจายหลายจุดไปทั่วอาคาร จึงได้เร่งอพยพเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่อยู่ใน อาคารประมาณ 500 เตียง ออกจากพื้นที่ ไปในพื้นที่ปลอดภัยก่อน โดยมีการย้ายผู้ป่วยในอาคารด้านทิศใต้ ไปในโซนทิศเหนือของโรงพยาบาล ทั้งคนไข้ที่อยู่ในไอซียู ผู้ป่วยทั่วไป โดยได้รับความร่วมมือจาก ทหาร ตำรวจ บุคคลากรเคลื่อนย้าย ใช้เวลาควบคุมเพลิง 1 ชั่วโมง คุมเพลิงได้ เเละนำคนไข้กลับมาฝั่งเหนือกลับมาทั้งหมด พร้อมประสานโรงพยาบาลใกล้เคียง โรงพยาบาลพระมงกุฏ และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เเต่มี 2 ตึกของโรงพยาบาล ที่ไม่ได้รับผลกระทบ จึงยังไม่จำเป็น โรงพยาบาลสามารถดูเเลคนไข้ทั้งหมด

    สำหรับผลกระทบ ห้องชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 พยาธิ เเละห้องรังสีวิทยา ห้องคลอด ห้องผ่าตัด ปิดการทำการไปก่อน เเละจำกัดคนไข้ที่จะเข้ารับการบริการ ไม่สามารถรับผู้ป่วยใหม่จนกว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติ จะรักษาคนไข้เดิม คนที่นัดไว้ อาจทำให้คนไข้ไม่ได้รับความสะดวกบ้าง

    ครั้งนี้โชคดี ผู้ป่วยทุกคนได้รับการปลอดภัย ไม่มีใครบาดเจ็บและกลับมารักษาตามเเผนเดิม มีเพียงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ที่กลับเข้าไปช่วยผู้ตกค้าง ได้รับบาดเจ็บ จนสำลักควัน ออกซิเจนในร่างกายน้อยลง คาร์บอนมอนออกไซด์ เข้าไปในปอด เเต่ยืนยันว่าที่มเเพทย์ จะช่วยให้กลับมาปลอดภัยได้ ส่วนเรื่องของรังสีกัมมันตภาพรั่วไหล ยืนยันว่าไม่มีรังสีรั่วไหล เพราะไม่มีการเปิดสวิต์ไฟ และไม่ใช่ที่เก็บกัมมันตภาพรังสี

    ส่วนผลกระทบด้านคลังเลือด ในช่วงเพลิงไหม้มีความจำเป็นต้องดับไฟ เมื่อเลือดไม่เย็นจะเสียภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งพบว่าเลือดเสียหายทั้งหมดรวม 100 ยูนิต ทำให้เลือดที่มีอยู่น้อยลงไป ต้องใช้เลือดในการผ่าตัดอย่างประหยัด ปกติจะใช้ 10-20 ยูนิตในการผ่าตัด คลังเลือดดังกล่าวเป็นคลังเลือดใหญ่ของโรงพยาบาล เเต่ยังมีคลังเลือดสำรองขนาดเล็กสำรองอยู่ จึงมีความจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ในการรับบริจาคเลือด สำหรับการผ่าตัดที่ต้องใช้เลือดปริมาณมาก เช่น การปลูกถ่ายตับ การผ่าตัดหัวใจ ยังสามารถเลื่อนออกไปก่อนได้

    สำหรับความเสียหายของอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ พบว่าเป็นห้องที่ขนาด 50 ตาราเมตร ส่วนใหญ่ภายในเป็นอุปกรณ์สำนักงาน เเละ เอกสาร เเต่ที่มีความกังสลคือ อุปการณ์เเพทย์ที่มีความละเอียดอ่อน ในการตรวจวิเคราะห์กล้องจุลทรรศน์ที่อยู่ชั้น 3-4 ได้รับความเสียหายจากเขม่าควัน จากการการฉีดน้ำ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบเย่างละเอียด จึงยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้อย่างชัดเจน

    สำหรับการกลับมาให้บริการของโรงพยาบาล จะรีบดำเนินการให้กลับมาเปิดใช้บริการได้อย่างเร็วที่สุด เบื้องต้นต้องมีการตรวจสอบระบบไฟ ระบบเเอร์ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

    ด้าน พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) เปิดเผยในเบื้องต้นว่า โรงพยาบาลจัดการได้อย่างดีเยี่ยม วันนี้นำทีมฟิสิกส์เข้ามาหาสาเหตุ พบต้นเพลิง จุดที่มีการสปาร์คของไฟ บนฝ้าเพดาน ที่เป็นอาคารเก่า มีการรีโนเวทบ่อยครั้ง พบรอยสปาร์ค พบสายไฟหลอมละลาย จึงมุ่งไปที่ไฟฟ้าลัดวงจร จะนำสายไฟไปตรวจสอบหาสาเหตุที่เเท้จริง มั่นใจว่าไม่ใช่การวางเพลิง เพราะลักษณะการเกิดเพลิงไหม้มีความเเตกต่างกัน ยืนยันว่าไม่ใช่การด่วนสรุป เเละจะนำผลการตรวจสายไฟ รวมถึงจุดต้นเพลิง เทียบเคียงกับกล้องวงจรปิด ว่าเป็นจุดเดียวกันกับจุดที่พบสายไฟหลอมละลายหรือไม่

    ขณะที่ รศ.ศิริวัฒน์ ไชยชนะ นำทีมวิศกร จากวิศกรรมสถานเเห่งประเทศไทย ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุสภาพอาคาร เบื้องต้นจากการใช้วิธีการสำรวจโครงสร้าง ด้วยสายตา ทางกายภาพพบว่าอาคารยังคงปกติ เเต่อาจมีความสียหายบ้างในบ้างจุด โดยเฉพาะพื้นห้องอาคารชั้น 3 จากความร้อน ส่วนการตรวจสอบเชิงลึก จะนำอุปกรณ์ เพื่อออกมาเป็นค่าตัวเลข เเละทำการโหลดเทส หรือ การตรวจสอบการรับน้ำหนัก เพื่อสร้างความมั่นใจในการกลับใช้งาน

    #รับบริจาคเลือด
    #โรงพยาบาลรามาธิบดี #ไฟไหม้

    cr:ฝันดีฝันเด่น
    17/3/68 #ข่าวประชาสัมพันธ์ รพ.รามาฯ #ขอรับบริจาคเลือด #หลังไฟไหม้ทำคลังเลือดเสียหาย #กระทบการผ่าตัดคนไข้ ความคืบหน้าเหตุพลิงไหม้ ภายในชั้น 2 อาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารหลัก โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี ซึ่งเป็นอาคาร 9 ชั้น โดยต้นเพลิง อยู่ใกล้กับห้องตรวจเลือดและตู้เก็บความเย็น ก่อนลุกลามไปยังโต๊ะทำงานและเอกสาร เจ้าหน้าที่ต้องตัดกระแสไฟฟ้า ใช้เวลาฉีดน้ำสกัด กว่า 20 นาที ก่อนจะควบคุมเพลิงไว้ได้ ขณะนี้ยังคงมีกลิ่นควันไฟอยู่ภายโรงพยาบาล เจ้าหน้าเร่งกำจัดกลิ่นควันไม่ให้กระทบกับผู้ที่มาใช้บริการ เเละโดยเฉพาะคนไข้ที่เข้ารักษา โดยมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยซึ่งมีทั้งเด็กทารกเเรกเกิดและผู้สูงอายุ ไปอยู่ในอาคารที่ปลอดภัย ตั้งเเต่เมื่อคืนที่เกิดเหตุ มีแพทย์และพยาบาล ดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเคลื่อนย้ายเครื่องมือเเพทย์บางส่วน แม้จะควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่อาคารนี้เป็นที่รวมของแผนกต่างๆ ในการให้บริการในโรงพยาบาล ทั้งคลังเลือด เอ็กซเรย์ ห้องคลอด และ 2 ห้องผ่าตัด จึงต้องปิดทำการชั่วคราว ด้าน พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) นำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบ ภายในที่เกิดเหตุไฟไหม้ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของเพลิงไหม้ ขณะที่มีรายงานจากทาง ผู้กำกับการสถานีตำรวจพญาไท เปิดเผยว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากระบบไฟฟ้า เพราะดูจากกล้องวงจรปิด พบว่ามีการเกิดประกายไฟ จึงมุ่งไปที่ไฟฟ้าลัดวงจร ผลกระทบที่เกิดขึ้น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ โรงพยาบาลรามาธิบดีจะของดให้บริการภายในอาคารหลัก (อาคาร 1) ทั้งหมด งดให้บริการผู้ป่วยใหม่ที่ห้องฉุกเฉินสำหรับงานเวชระเบียนการบริจาคโลหิต จุดเจาะเลือด ขอให้ใช้บริการที่อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์แทน ส่วนอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เบื้องต้นเปิดให้บริการตามปกติ โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่วิศวกร จะเข้าการตรวจสอบโครงสร้างของอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน เวลานี้ ทางโรงพยาบาลฯ นำโดย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีเเพทยศาสตร์์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ,รศ.นพ.อมร วิจิตพาวรรณ ผู้ช่วยคณะบดีฝ่ายกายภาพเเละสิ่งอำนวยความสะดวก ,ผศ. นพ. ปริย พรรณเชษฐ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อช่วงค่ำ 19.20 น. ภายในอาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารหลัก ที่บริเวณชั้น 2 ของ อาคารนี้ สร้างมา 60 ปี ที่เกิดเหตุอาคารสำนักงานรังสีวิทยา แผนกเอ็กซเรย์ ใกล้คลังเลือดเเละคลังเเลปพยาธิวิทยา เเจ้งกลุ่มควันขึ้นไปชั้น 3-4 มีคนป่วยจำนวนมาก โดยพบว่ากลุ่มควันไฟได้กระจายหลายจุดไปทั่วอาคาร จึงได้เร่งอพยพเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่อยู่ใน อาคารประมาณ 500 เตียง ออกจากพื้นที่ ไปในพื้นที่ปลอดภัยก่อน โดยมีการย้ายผู้ป่วยในอาคารด้านทิศใต้ ไปในโซนทิศเหนือของโรงพยาบาล ทั้งคนไข้ที่อยู่ในไอซียู ผู้ป่วยทั่วไป โดยได้รับความร่วมมือจาก ทหาร ตำรวจ บุคคลากรเคลื่อนย้าย ใช้เวลาควบคุมเพลิง 1 ชั่วโมง คุมเพลิงได้ เเละนำคนไข้กลับมาฝั่งเหนือกลับมาทั้งหมด พร้อมประสานโรงพยาบาลใกล้เคียง โรงพยาบาลพระมงกุฏ และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน เเต่มี 2 ตึกของโรงพยาบาล ที่ไม่ได้รับผลกระทบ จึงยังไม่จำเป็น โรงพยาบาลสามารถดูเเลคนไข้ทั้งหมด สำหรับผลกระทบ ห้องชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 พยาธิ เเละห้องรังสีวิทยา ห้องคลอด ห้องผ่าตัด ปิดการทำการไปก่อน เเละจำกัดคนไข้ที่จะเข้ารับการบริการ ไม่สามารถรับผู้ป่วยใหม่จนกว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติ จะรักษาคนไข้เดิม คนที่นัดไว้ อาจทำให้คนไข้ไม่ได้รับความสะดวกบ้าง ครั้งนี้โชคดี ผู้ป่วยทุกคนได้รับการปลอดภัย ไม่มีใครบาดเจ็บและกลับมารักษาตามเเผนเดิม มีเพียงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ที่กลับเข้าไปช่วยผู้ตกค้าง ได้รับบาดเจ็บ จนสำลักควัน ออกซิเจนในร่างกายน้อยลง คาร์บอนมอนออกไซด์ เข้าไปในปอด เเต่ยืนยันว่าที่มเเพทย์ จะช่วยให้กลับมาปลอดภัยได้ ส่วนเรื่องของรังสีกัมมันตภาพรั่วไหล ยืนยันว่าไม่มีรังสีรั่วไหล เพราะไม่มีการเปิดสวิต์ไฟ และไม่ใช่ที่เก็บกัมมันตภาพรังสี ส่วนผลกระทบด้านคลังเลือด ในช่วงเพลิงไหม้มีความจำเป็นต้องดับไฟ เมื่อเลือดไม่เย็นจะเสียภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งพบว่าเลือดเสียหายทั้งหมดรวม 100 ยูนิต ทำให้เลือดที่มีอยู่น้อยลงไป ต้องใช้เลือดในการผ่าตัดอย่างประหยัด ปกติจะใช้ 10-20 ยูนิตในการผ่าตัด คลังเลือดดังกล่าวเป็นคลังเลือดใหญ่ของโรงพยาบาล เเต่ยังมีคลังเลือดสำรองขนาดเล็กสำรองอยู่ จึงมีความจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ในการรับบริจาคเลือด สำหรับการผ่าตัดที่ต้องใช้เลือดปริมาณมาก เช่น การปลูกถ่ายตับ การผ่าตัดหัวใจ ยังสามารถเลื่อนออกไปก่อนได้ สำหรับความเสียหายของอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ พบว่าเป็นห้องที่ขนาด 50 ตาราเมตร ส่วนใหญ่ภายในเป็นอุปกรณ์สำนักงาน เเละ เอกสาร เเต่ที่มีความกังสลคือ อุปการณ์เเพทย์ที่มีความละเอียดอ่อน ในการตรวจวิเคราะห์กล้องจุลทรรศน์ที่อยู่ชั้น 3-4 ได้รับความเสียหายจากเขม่าควัน จากการการฉีดน้ำ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบเย่างละเอียด จึงยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้อย่างชัดเจน สำหรับการกลับมาให้บริการของโรงพยาบาล จะรีบดำเนินการให้กลับมาเปิดใช้บริการได้อย่างเร็วที่สุด เบื้องต้นต้องมีการตรวจสอบระบบไฟ ระบบเเอร์ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ด้าน พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) เปิดเผยในเบื้องต้นว่า โรงพยาบาลจัดการได้อย่างดีเยี่ยม วันนี้นำทีมฟิสิกส์เข้ามาหาสาเหตุ พบต้นเพลิง จุดที่มีการสปาร์คของไฟ บนฝ้าเพดาน ที่เป็นอาคารเก่า มีการรีโนเวทบ่อยครั้ง พบรอยสปาร์ค พบสายไฟหลอมละลาย จึงมุ่งไปที่ไฟฟ้าลัดวงจร จะนำสายไฟไปตรวจสอบหาสาเหตุที่เเท้จริง มั่นใจว่าไม่ใช่การวางเพลิง เพราะลักษณะการเกิดเพลิงไหม้มีความเเตกต่างกัน ยืนยันว่าไม่ใช่การด่วนสรุป เเละจะนำผลการตรวจสายไฟ รวมถึงจุดต้นเพลิง เทียบเคียงกับกล้องวงจรปิด ว่าเป็นจุดเดียวกันกับจุดที่พบสายไฟหลอมละลายหรือไม่ ขณะที่ รศ.ศิริวัฒน์ ไชยชนะ นำทีมวิศกร จากวิศกรรมสถานเเห่งประเทศไทย ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุสภาพอาคาร เบื้องต้นจากการใช้วิธีการสำรวจโครงสร้าง ด้วยสายตา ทางกายภาพพบว่าอาคารยังคงปกติ เเต่อาจมีความสียหายบ้างในบ้างจุด โดยเฉพาะพื้นห้องอาคารชั้น 3 จากความร้อน ส่วนการตรวจสอบเชิงลึก จะนำอุปกรณ์ เพื่อออกมาเป็นค่าตัวเลข เเละทำการโหลดเทส หรือ การตรวจสอบการรับน้ำหนัก เพื่อสร้างความมั่นใจในการกลับใช้งาน #รับบริจาคเลือด #โรงพยาบาลรามาธิบดี #ไฟไหม้ cr:ฝันดีฝันเด่น
    0 Comments 0 Shares 746 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับแผนสำคัญของ Chevron ในการพัฒนา ศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ โดยเน้นการสร้างแหล่งพลังงานเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน โดย Chevron ได้เข้าสู่ขั้นตอนการขอใบอนุญาตและการออกแบบวิศวกรรมสำหรับโครงการนี้ และคาดว่าศูนย์ข้อมูลดังกล่าวจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปี 2027 หรือ 2028

    สิ่งที่น่าสนใจในโครงการนี้คือ:
    - ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูงระดับเดียวกับเมืองขนาดกลาง
    - พลังงานที่จะใช้เป็นส่วนใหญ่จะมาจาก ก๊าซธรรมชาติ ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพลังงานที่มีราคาถูกและสร้างได้รวดเร็วกว่าพลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานหมุนเวียนบางประเภท

    Chevron ยังให้ความสำคัญกับ ความน่าเชื่อถือและความรวดเร็ว ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้กังหันพลังงาน GE Vernova และวางแผนเพิ่มการดักจับคาร์บอนในบางพื้นที่ รวมถึงการพิจารณาสร้างพลังงานหมุนเวียนในอนาคต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจพลังงานน้ำมัน เพื่อเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาล เช่น ศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI

    ปัจจุบัน อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ กำลังเผชิญความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังเติบโต Chevron ไม่เพียงแต่ใช้พลังงานสำหรับการดำเนินธุรกิจของตัวเอง แต่ยังเริ่มเข้าสู่การผลิตไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/15/chevron-advances-plans-to-develop-us-data-centers-with-power-generation
    ข่าวนี้เกี่ยวข้องกับแผนสำคัญของ Chevron ในการพัฒนา ศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ โดยเน้นการสร้างแหล่งพลังงานเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน โดย Chevron ได้เข้าสู่ขั้นตอนการขอใบอนุญาตและการออกแบบวิศวกรรมสำหรับโครงการนี้ และคาดว่าศูนย์ข้อมูลดังกล่าวจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปี 2027 หรือ 2028 สิ่งที่น่าสนใจในโครงการนี้คือ: - ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูงระดับเดียวกับเมืองขนาดกลาง - พลังงานที่จะใช้เป็นส่วนใหญ่จะมาจาก ก๊าซธรรมชาติ ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพลังงานที่มีราคาถูกและสร้างได้รวดเร็วกว่าพลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานหมุนเวียนบางประเภท Chevron ยังให้ความสำคัญกับ ความน่าเชื่อถือและความรวดเร็ว ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้กังหันพลังงาน GE Vernova และวางแผนเพิ่มการดักจับคาร์บอนในบางพื้นที่ รวมถึงการพิจารณาสร้างพลังงานหมุนเวียนในอนาคต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจพลังงานน้ำมัน เพื่อเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาล เช่น ศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ปัจจุบัน อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ กำลังเผชิญความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังเติบโต Chevron ไม่เพียงแต่ใช้พลังงานสำหรับการดำเนินธุรกิจของตัวเอง แต่ยังเริ่มเข้าสู่การผลิตไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/15/chevron-advances-plans-to-develop-us-data-centers-with-power-generation
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Chevron advances plans to develop US data centers with power generation
    HOUSTON (Reuters) - Chevron is advancing plans to tap into data center power demand, with the oil major recently entering the permitting and engineering phases for multiple U.S. sites to develop the centers and the electricity to supply them, a company executive told Reuters this week.
    0 Comments 0 Shares 251 Views 0 Reviews
  • ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นถึง 50 กิกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปี! โดยพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถรองรับบ้านเรือนได้ประมาณ 8.5 ล้านหลังเลยทีเดียว นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตแผงโซลาร์ภายในประเทศยังเติบโตขึ้นมาก โดยโรงงานในสหรัฐฯ สามารถรองรับความต้องการในประเทศได้เกือบทั้งหมด และเริ่มกลับมาผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศอีกครั้ง

    รัฐเท็กซัสเป็นผู้นำในด้านนี้ โดยเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์มากถึง 11.6 กิกะวัตต์ในปีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าประทับใจ อย่างไรก็ตาม ตลาดโซลาร์สำหรับที่อยู่อาศัยกลับชะลอตัวลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่คาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์นี้จะพลิกฟื้นและเติบโตอีกครั้ง

    ในขณะเดียวกัน กลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Google และ Meta ได้หันมาลงทุนในพลังงานนิวเคลียร์ด้วยการสนับสนุนให้เพิ่มกำลังการผลิตทั่วโลกให้ได้สามเท่าภายในปี 2050 โดยเฉพาะเทคโนโลยี "เครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก" ซึ่งมีความยืดหยุ่นและต้นทุนต่ำกว่าการสร้างเครื่องปฏิกรณ์แบบเดิม บริษัทเหล่านี้ยังมองว่านิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่ดี เพราะช่วยตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่ต่อเนื่องเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลและระบบ AI ที่ต้องการพลังงานสูง

    แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยคาร์บอน แต่นิวเคลียร์ยังคงมีความสำคัญในด้านความเสถียรของพลังงานในระยะยาว การผสมผสานพลังงานทั้งสองรูปแบบนี้ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือความท้าทายด้านพลังงานของโลกในอนาคต

    https://www.techspot.com/news/107123-solar-energy-booms-tech-giants-back-nuclear-expansion.html
    ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นถึง 50 กิกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปี! โดยพลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถรองรับบ้านเรือนได้ประมาณ 8.5 ล้านหลังเลยทีเดียว นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตแผงโซลาร์ภายในประเทศยังเติบโตขึ้นมาก โดยโรงงานในสหรัฐฯ สามารถรองรับความต้องการในประเทศได้เกือบทั้งหมด และเริ่มกลับมาผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศอีกครั้ง รัฐเท็กซัสเป็นผู้นำในด้านนี้ โดยเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์มากถึง 11.6 กิกะวัตต์ในปีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าประทับใจ อย่างไรก็ตาม ตลาดโซลาร์สำหรับที่อยู่อาศัยกลับชะลอตัวลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่คาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์นี้จะพลิกฟื้นและเติบโตอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน กลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Google และ Meta ได้หันมาลงทุนในพลังงานนิวเคลียร์ด้วยการสนับสนุนให้เพิ่มกำลังการผลิตทั่วโลกให้ได้สามเท่าภายในปี 2050 โดยเฉพาะเทคโนโลยี "เครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก" ซึ่งมีความยืดหยุ่นและต้นทุนต่ำกว่าการสร้างเครื่องปฏิกรณ์แบบเดิม บริษัทเหล่านี้ยังมองว่านิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่ดี เพราะช่วยตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่ต่อเนื่องเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลและระบบ AI ที่ต้องการพลังงานสูง แม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีศักยภาพสูงในการลดการปล่อยคาร์บอน แต่นิวเคลียร์ยังคงมีความสำคัญในด้านความเสถียรของพลังงานในระยะยาว การผสมผสานพลังงานทั้งสองรูปแบบนี้ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือความท้าทายด้านพลังงานของโลกในอนาคต https://www.techspot.com/news/107123-solar-energy-booms-tech-giants-back-nuclear-expansion.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Solar power sets record in the US with 50 GW added, meanwhile Big Tech bets on nuclear
    According to the US Solar Market Insight 2024 Year in Review report by the Solar Energy Industries Association (SEIA) and Wood Mackenzie, solar and storage together accounted...
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 301 Views 0 Reviews
  • น้ำมีพิษ น้ำอัดลม หนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมนั้น ทำมาจากการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปน้ำด้วยความดันสูงมากจนก๊าซนี้บางส่วนละลายในน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก นอกจากนี้น้ำอัดลมยังมีส่วนผสมอื่นๆ อีกคือ น้ำตาล กรดฟอสฟอริก คาเฟอีน สีและกลิ่นหรือรส รวมถึงสารกันบูดอีกด้วย จึงควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมด้วย มาร่วมไขปัญหาวิทยาศาสตร์
    น้ำมีพิษ น้ำอัดลม หนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมนั้น ทำมาจากการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปน้ำด้วยความดันสูงมากจนก๊าซนี้บางส่วนละลายในน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก นอกจากนี้น้ำอัดลมยังมีส่วนผสมอื่นๆ อีกคือ น้ำตาล กรดฟอสฟอริก คาเฟอีน สีและกลิ่นหรือรส รวมถึงสารกันบูดอีกด้วย จึงควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมด้วย มาร่วมไขปัญหาวิทยาศาสตร์
    0 Comments 0 Shares 156 Views 0 Reviews
  • 34 ปี โศกนาฏกรรม คลังสารเคมีคลองเตยระเบิด! “คาร์บอนแบล็ค” ฟุ้งกระจาย สูญเสียครั้งใหญ่ที่ถูกลืม ตายทันที 4 ศพ เจ็บ 1,700 คน การท่าเรือได้พื้นที่คืนสมใจ 200 ไร่

    📌 ย้อนรอยโศกนาฏกรรมท่าเรือคลองเตย 2534 ผ่านมา 34 ปีเต็ม กับเหตุการณ์โกดังเก็บสารเคมีระเบิด ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2534 ที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร นำไปสู่การสูญเสียชีวิต และสุขภาพของผู้คนหลายพันราย แต่กลับไม่มีใครได้รับผิดชอบ อย่างแท้จริง! ⏳

    📆 บ่ายวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2534 เวลา 13.30 น. เสียงระเบิดดังสนั่น จากโกดังเก็บสารเคมีหมายเลข 3 ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังโกดังหมายเลข 4 และ 5 สารเคมีหลายชนิดถูกเผาไหม้ และปล่อยควันพิษมหาศาล รถดับเพลิงกว่า 100 คัน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 500 นาย ถูกระดมเข้าไปดับไฟ แต่กลับทำให้เกิดการระเบิด เพิ่มขึ้นอีก! 🔥

    🚨 แรงระเบิดทำให้เกิดไฟไหม้ ลามไปถึงบ้านเรือนประชาชนในรัศมี 1 กิโลเมตร ชุมชนคลองเตยถูกเผาผลาญไปกว่า 642 หลังคาเรือน กลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา

    ☠️ ผลกระทบจากการระเบิด สูญเสียมหาศาล!
    🔴 ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
    ✅ เสียชีวิตทันที 4 ศพ
    ✅ บาดเจ็บสาหัส 30 ราย รวมเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 16 นาย
    ✅ ได้รับสารพิษต้องรักษาในโรงพยาบาล 1,700 คน รวมหญิงมีครรภ์ 499 คน
    ✅ เสียชีวิตจากผลกระทบระยะยาว 43 ราย
    ✅ ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย กว่า 5,000 คน

    💀 “คาร์บอนแบล็ค” และสารพิษที่แทรกซึมร่างกายผู้คน หนึ่งในสารเคมีอันตราย ที่กระจายออกมาจากเหตุการณ์นี้คือ "คาร์บอนแบล็ค" (Carbon Black) ซึ่งเป็นเขม่าสีดำ ที่เกิดจากการเผาไหม้สารเคมีในอุณหภูมิสูง มันไม่เพียงแต่กระจายไปไกล กว่า 13 กิโลเมตร แต่ยังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผู้คนโดยตรง

    🔬 นักวิจัยตรวจพบว่า
    ✔️ ฝุ่นคาร์บอนแบล็คกระจายไปตามบ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ
    ✔️ มีการปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำ ส่งผลให้สัตว์ทดลองตายใน 24-96 ชั่วโมง
    ✔️ ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ และมะเร็ง

    ⛔ ไม่มีแพทย์รายใดกล้ารับรองว่า โรคเหล่านี้เกิดจากพิษสารเคมีโดยตรง! ส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบ
    ไม่ได้รับการเยียวยา อย่างเป็นธรรม

    🚒 การรับมือที่ผิดพลาด ทำไมความเสียหายถึงรุนแรง?
    ❌ การดับเพลิงที่ไม่ถูกต้อง สารเคมีหลายชนิด ห้ามใช้น้ำดับเพลิง แต่เจ้าหน้าที่กลับฉีดน้ำเข้าไป โดยไม่ทราบข้อมูล ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี ที่ทำให้ไฟลุกลามและระเบิดซ้ำ 🔥

    ❌ ไม่มีมาตรการอพยพฉุกเฉิน ประชาชนในพื้นที่ ไม่ถูกสั่งให้อพยพอย่างเป็นระบบ หลายคนยังคงอยู่ในพื้นที่ ที่เต็มไปด้วยสารพิษ ส่งผลให้มีผู้ป่วย จากการสูดดมควันพิษจำนวนมาก 🏃‍♂️

    ❌ ขาดการเปิดเผยข้อมูล เจ้าหน้าที่และภาครัฐ ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี ที่เก็บอยู่ในโกดัง ทำให้แพทย์ไม่สามารถให้การรักษาผู้ป่วย ได้อย่างถูกต้อง 📢

    💰 ใครต้องรับผิดชอบ? แต่กลับไม่มีใครต้องรับโทษ! การสอบสวนพบว่า โกดังที่ระเบิด เป็นที่เก็บสารเคมีอันตรายหลายชนิด แต่กลับสรุปว่า เหตุการณ์นี้เป็น "อุบัติเหตุ" 🚔

    🔍 การท่าเรือแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าของสถานที่
    ✔️ ให้เงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตเพียง 1,000 - 12,000 บาท
    ✔️ ใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท สร้างแฟลตใหม่ แต่ไม่ใช่ค่าชดเชยให้กับผู้ประสบภัย
    ✔️ ไม่เคยมีการฟ้องร้องผู้บริหารระดับสูง ของการท่าเรือฯ หรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง

    📜 มีการฟ้องร้องจากผู้ป่วยเพียง 2 ราย ในปี 2539 และ 2542 ซึ่งการดำเนินคดี เต็มไปด้วยอุปสรรคและไม่เป็นที่สนใจของรัฐ

    ⚖️ บทเรียนราคาแพงที่ไม่มีการแก้ไข
    📌 เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาสำคัญ หลายประการ
    ✅ การจัดเก็บสารเคมีที่อันตราย ในพื้นที่ชุมชน
    ✅ การไม่เปิดเผยข้อมูลอันตราย ต่อประชาชน
    ✅ ระบบกฎหมายไทย ที่ไม่สามารถคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ
    ✅ ขาดมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในระยะยาว

    📢 34 ปีผ่านไป แต่เหตุการณ์นี้ ยังคงเป็นโศกนาฏกรรมที่ถูกลืม!

    🔴 34 ปีผ่านไป ท่าเรือคลองเตยได้พื้นที่คืน แต่ความเป็นธรรมยังมาไม่ถึง! วันนี้ที่ดินกว่า 200 ไร่ ที่เคยเป็นโกดังเก็บสารเคมี ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ใช้สอย ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตามแผนเดิมที่วางไว้ ⏳

    💬 คำถามคือ
    ✔️ ใครได้ประโยชน์ จากโศกนาฏกรรมครั้งนี้?
    ✔️ ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ต่อชีวิตที่สูญเสียไป?
    ✔️ ระบบความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมีในประเทศไทย พัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน?

    ⛔ อย่าปล่อยให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ถูกลืม! 💔

    📌 #คลองเตยระเบิด #โศกนาฏกรรมที่ถูกลืม #คาร์บอนแบล็ค #ภัยสารเคมี #กฎหมายสิ่งแวดล้อม #ความยุติธรรมที่หายไป #34ปีคลองเตย #อุบัติภัยครั้งใหญ่ #ระเบิดสารเคมี #สิ่งแวดล้อมไทย
    34 ปี โศกนาฏกรรม คลังสารเคมีคลองเตยระเบิด! “คาร์บอนแบล็ค” ฟุ้งกระจาย สูญเสียครั้งใหญ่ที่ถูกลืม ตายทันที 4 ศพ เจ็บ 1,700 คน การท่าเรือได้พื้นที่คืนสมใจ 200 ไร่ 📌 ย้อนรอยโศกนาฏกรรมท่าเรือคลองเตย 2534 ผ่านมา 34 ปีเต็ม กับเหตุการณ์โกดังเก็บสารเคมีระเบิด ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2534 ที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร นำไปสู่การสูญเสียชีวิต และสุขภาพของผู้คนหลายพันราย แต่กลับไม่มีใครได้รับผิดชอบ อย่างแท้จริง! ⏳ 📆 บ่ายวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2534 เวลา 13.30 น. เสียงระเบิดดังสนั่น จากโกดังเก็บสารเคมีหมายเลข 3 ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังโกดังหมายเลข 4 และ 5 สารเคมีหลายชนิดถูกเผาไหม้ และปล่อยควันพิษมหาศาล รถดับเพลิงกว่า 100 คัน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 500 นาย ถูกระดมเข้าไปดับไฟ แต่กลับทำให้เกิดการระเบิด เพิ่มขึ้นอีก! 🔥 🚨 แรงระเบิดทำให้เกิดไฟไหม้ ลามไปถึงบ้านเรือนประชาชนในรัศมี 1 กิโลเมตร ชุมชนคลองเตยถูกเผาผลาญไปกว่า 642 หลังคาเรือน กลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา ☠️ ผลกระทบจากการระเบิด สูญเสียมหาศาล! 🔴 ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ✅ เสียชีวิตทันที 4 ศพ ✅ บาดเจ็บสาหัส 30 ราย รวมเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 16 นาย ✅ ได้รับสารพิษต้องรักษาในโรงพยาบาล 1,700 คน รวมหญิงมีครรภ์ 499 คน ✅ เสียชีวิตจากผลกระทบระยะยาว 43 ราย ✅ ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย กว่า 5,000 คน 💀 “คาร์บอนแบล็ค” และสารพิษที่แทรกซึมร่างกายผู้คน หนึ่งในสารเคมีอันตราย ที่กระจายออกมาจากเหตุการณ์นี้คือ "คาร์บอนแบล็ค" (Carbon Black) ซึ่งเป็นเขม่าสีดำ ที่เกิดจากการเผาไหม้สารเคมีในอุณหภูมิสูง มันไม่เพียงแต่กระจายไปไกล กว่า 13 กิโลเมตร แต่ยังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผู้คนโดยตรง 🔬 นักวิจัยตรวจพบว่า ✔️ ฝุ่นคาร์บอนแบล็คกระจายไปตามบ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ ✔️ มีการปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำ ส่งผลให้สัตว์ทดลองตายใน 24-96 ชั่วโมง ✔️ ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ผิวหนังอักเสบ และมะเร็ง ⛔ ไม่มีแพทย์รายใดกล้ารับรองว่า โรคเหล่านี้เกิดจากพิษสารเคมีโดยตรง! ส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ได้รับการเยียวยา อย่างเป็นธรรม 🚒 การรับมือที่ผิดพลาด ทำไมความเสียหายถึงรุนแรง? ❌ การดับเพลิงที่ไม่ถูกต้อง สารเคมีหลายชนิด ห้ามใช้น้ำดับเพลิง แต่เจ้าหน้าที่กลับฉีดน้ำเข้าไป โดยไม่ทราบข้อมูล ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี ที่ทำให้ไฟลุกลามและระเบิดซ้ำ 🔥 ❌ ไม่มีมาตรการอพยพฉุกเฉิน ประชาชนในพื้นที่ ไม่ถูกสั่งให้อพยพอย่างเป็นระบบ หลายคนยังคงอยู่ในพื้นที่ ที่เต็มไปด้วยสารพิษ ส่งผลให้มีผู้ป่วย จากการสูดดมควันพิษจำนวนมาก 🏃‍♂️ ❌ ขาดการเปิดเผยข้อมูล เจ้าหน้าที่และภาครัฐ ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี ที่เก็บอยู่ในโกดัง ทำให้แพทย์ไม่สามารถให้การรักษาผู้ป่วย ได้อย่างถูกต้อง 📢 💰 ใครต้องรับผิดชอบ? แต่กลับไม่มีใครต้องรับโทษ! การสอบสวนพบว่า โกดังที่ระเบิด เป็นที่เก็บสารเคมีอันตรายหลายชนิด แต่กลับสรุปว่า เหตุการณ์นี้เป็น "อุบัติเหตุ" 🚔 🔍 การท่าเรือแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าของสถานที่ ✔️ ให้เงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตเพียง 1,000 - 12,000 บาท ✔️ ใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท สร้างแฟลตใหม่ แต่ไม่ใช่ค่าชดเชยให้กับผู้ประสบภัย ✔️ ไม่เคยมีการฟ้องร้องผู้บริหารระดับสูง ของการท่าเรือฯ หรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง 📜 มีการฟ้องร้องจากผู้ป่วยเพียง 2 ราย ในปี 2539 และ 2542 ซึ่งการดำเนินคดี เต็มไปด้วยอุปสรรคและไม่เป็นที่สนใจของรัฐ ⚖️ บทเรียนราคาแพงที่ไม่มีการแก้ไข 📌 เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาสำคัญ หลายประการ ✅ การจัดเก็บสารเคมีที่อันตราย ในพื้นที่ชุมชน ✅ การไม่เปิดเผยข้อมูลอันตราย ต่อประชาชน ✅ ระบบกฎหมายไทย ที่ไม่สามารถคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ ✅ ขาดมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในระยะยาว 📢 34 ปีผ่านไป แต่เหตุการณ์นี้ ยังคงเป็นโศกนาฏกรรมที่ถูกลืม! 🔴 34 ปีผ่านไป ท่าเรือคลองเตยได้พื้นที่คืน แต่ความเป็นธรรมยังมาไม่ถึง! วันนี้ที่ดินกว่า 200 ไร่ ที่เคยเป็นโกดังเก็บสารเคมี ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ใช้สอย ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตามแผนเดิมที่วางไว้ ⏳ 💬 คำถามคือ ✔️ ใครได้ประโยชน์ จากโศกนาฏกรรมครั้งนี้? ✔️ ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ต่อชีวิตที่สูญเสียไป? ✔️ ระบบความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมีในประเทศไทย พัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน? ⛔ อย่าปล่อยให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ถูกลืม! 💔 📌 #คลองเตยระเบิด #โศกนาฏกรรมที่ถูกลืม #คาร์บอนแบล็ค #ภัยสารเคมี #กฎหมายสิ่งแวดล้อม #ความยุติธรรมที่หายไป #34ปีคลองเตย #อุบัติภัยครั้งใหญ่ #ระเบิดสารเคมี #สิ่งแวดล้อมไทย
    0 Comments 0 Shares 785 Views 0 Reviews
  • Rolls-Royce กำลังมุ่งหน้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัวรถรุ่น Black Badge Spectre ซึ่งเป็นรถที่ทรงพลังที่สุดที่แบรนด์เคยพัฒนามา นี่เป็นความก้าวหน้าตามธรรมชาติของผู้ผลิตรถหรูที่มีชื่อเสียงมายาวนาน โดยเน้นที่ความเงียบสงบและการขับขี่ที่นุ่มนวล

    Black Badge Spectre นั้นสร้างต่อยอดจากความสำเร็จของรถ Spectre รุ่นมาตรฐาน ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Rolls-Royce โดยในปีที่ผ่านมา Spectre รุ่นมาตรฐานเป็นรุ่นที่มีความต้องการมากที่สุดในยุโรป ความนิยมนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มลูกค้า Rolls-Royce ที่กำลังมีอายุน้อยลงและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    Black Badge Spectre มีการออกแบบที่ผสมผสานความหรูหราแบบดั้งเดิมของ Rolls-Royce เข้ากับความทันสมัยและดุดันมากขึ้น คุณสมบัติเด่น ได้แก่ กระจังหน้าที่ส่องสว่าง Illuminated Pantheon Grille และตัวเลือกสีใหม่ Vapour Violet ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงนีออนของวัฒนธรรมคลับในยุค 1980s และ 1990s นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนส่วนประกอบโครเมียมให้เป็นสีเข้ม และสามารถเลือกฝากระโปรงหน้าสี Ice Black เพื่อเพิ่มความโดดเด่นได้

    ภายในรถมีการตกแต่งด้วยลายทอคาร์บอนและล้ออะลูมิเนียมฟอร์จขนาด 23 นิ้วที่มี 5 ซี่ ซึ่งเสริมให้รถดูทันสมัยยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการออกแบบที่ดึงดูดสายตาแล้ว Black Badge Spectre ยังมอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีพลังงานสูงถึง 485 กิโลวัตต์ (659 แรงม้า) ที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยปุ่ม Infinity บนพวงมาลัย ระบบแชสซีและการควบคุมการเลี้ยวได้รับการปรับปรุงเพื่อลดการโยนตัวของรถขณะเร่งและเบรก

    นอกจากนี้ รถยังมีฟีเจอร์ใหม่ Spirited Mode ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับระบบควบคุมการเร่ง (launch control) ทำให้สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.1 วินาที ซึ่งเร็วกว่า Spectre รุ่นมาตรฐานถึง 0.3 วินาที โดยสามารถทำได้ด้วยแรงบิดที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวถึง 1,075 นิวตันเมตร (Nm)

    แม้ว่า Rolls-Royce จะยังคงไม่เปิดเผยราคาหรือยอดขาย แต่คาดว่าความต้องการของ Black Badge Spectre จะสูงมาก เนื่องจากความสนใจจากลูกค้าตั้งแต่เริ่มเปิดตัวทำให้บริษัทต้องสร้างรถรุ่นนี้ไว้ล่วงหน้าเป็นกลุ่มลับก่อนที่จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

    ในเรื่องของการชาร์จ แบตเตอรี่ขนาด 120 กิโลวัตต์ชั่วโมงของ Spectre มีความเร็วในการชาร์จสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ ซึ่งอาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าของ Rolls-Royce ซึ่งมักมีผู้ช่วยส่วนตัวในการดูแลเรื่องการชาร์จและการบำรุงรักษา จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

    การเปลี่ยนแปลงสู่รถยนต์ไฟฟ้าของ Rolls-Royce ดูเหมือนจะราบรื่นกว่าแบรนด์รถหรูอื่น ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสนับสนุนจาก BMW Group ที่มอบเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนต์ iDrive เวอร์ชันที่ปรับแต่งเฉพาะ

    https://www.techspot.com/news/106888-rolls-royce-goes-bolder-black-badge-spectre-ev.html
    Rolls-Royce กำลังมุ่งหน้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัวรถรุ่น Black Badge Spectre ซึ่งเป็นรถที่ทรงพลังที่สุดที่แบรนด์เคยพัฒนามา นี่เป็นความก้าวหน้าตามธรรมชาติของผู้ผลิตรถหรูที่มีชื่อเสียงมายาวนาน โดยเน้นที่ความเงียบสงบและการขับขี่ที่นุ่มนวล Black Badge Spectre นั้นสร้างต่อยอดจากความสำเร็จของรถ Spectre รุ่นมาตรฐาน ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Rolls-Royce โดยในปีที่ผ่านมา Spectre รุ่นมาตรฐานเป็นรุ่นที่มีความต้องการมากที่สุดในยุโรป ความนิยมนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มลูกค้า Rolls-Royce ที่กำลังมีอายุน้อยลงและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น Black Badge Spectre มีการออกแบบที่ผสมผสานความหรูหราแบบดั้งเดิมของ Rolls-Royce เข้ากับความทันสมัยและดุดันมากขึ้น คุณสมบัติเด่น ได้แก่ กระจังหน้าที่ส่องสว่าง Illuminated Pantheon Grille และตัวเลือกสีใหม่ Vapour Violet ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงนีออนของวัฒนธรรมคลับในยุค 1980s และ 1990s นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนส่วนประกอบโครเมียมให้เป็นสีเข้ม และสามารถเลือกฝากระโปรงหน้าสี Ice Black เพื่อเพิ่มความโดดเด่นได้ ภายในรถมีการตกแต่งด้วยลายทอคาร์บอนและล้ออะลูมิเนียมฟอร์จขนาด 23 นิ้วที่มี 5 ซี่ ซึ่งเสริมให้รถดูทันสมัยยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการออกแบบที่ดึงดูดสายตาแล้ว Black Badge Spectre ยังมอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีพลังงานสูงถึง 485 กิโลวัตต์ (659 แรงม้า) ที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยปุ่ม Infinity บนพวงมาลัย ระบบแชสซีและการควบคุมการเลี้ยวได้รับการปรับปรุงเพื่อลดการโยนตัวของรถขณะเร่งและเบรก นอกจากนี้ รถยังมีฟีเจอร์ใหม่ Spirited Mode ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับระบบควบคุมการเร่ง (launch control) ทำให้สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.1 วินาที ซึ่งเร็วกว่า Spectre รุ่นมาตรฐานถึง 0.3 วินาที โดยสามารถทำได้ด้วยแรงบิดที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวถึง 1,075 นิวตันเมตร (Nm) แม้ว่า Rolls-Royce จะยังคงไม่เปิดเผยราคาหรือยอดขาย แต่คาดว่าความต้องการของ Black Badge Spectre จะสูงมาก เนื่องจากความสนใจจากลูกค้าตั้งแต่เริ่มเปิดตัวทำให้บริษัทต้องสร้างรถรุ่นนี้ไว้ล่วงหน้าเป็นกลุ่มลับก่อนที่จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ในเรื่องของการชาร์จ แบตเตอรี่ขนาด 120 กิโลวัตต์ชั่วโมงของ Spectre มีความเร็วในการชาร์จสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ ซึ่งอาจจะดูน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าของ Rolls-Royce ซึ่งมักมีผู้ช่วยส่วนตัวในการดูแลเรื่องการชาร์จและการบำรุงรักษา จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล การเปลี่ยนแปลงสู่รถยนต์ไฟฟ้าของ Rolls-Royce ดูเหมือนจะราบรื่นกว่าแบรนด์รถหรูอื่น ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสนับสนุนจาก BMW Group ที่มอบเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนต์ iDrive เวอร์ชันที่ปรับแต่งเฉพาะ https://www.techspot.com/news/106888-rolls-royce-goes-bolder-black-badge-spectre-ev.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Rolls-Royce goes bolder with the Black Badge Spectre EV
    The Black Badge Spectre builds on the success of the standard Spectre – Rolls-Royce's first electric car – which was reportedly the most requested Rolls-Royce model in...
    0 Comments 0 Shares 341 Views 0 Reviews
  • การจราจรทางอากาศในอนาคตคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคการบิน บางแนวโน้มและความเป็นไปได้ในอนาคตของการจราจรทางอากาศ ได้แก่:

    1. **อากาศยานไร้คนขับ (Drones และ UAVs)**: การใช้โดรーンสำหรับการส่งสินค้าและการบริการอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล

    2. **อากาศยานไฟฟ้า (Electric Aircraft)**: การพัฒนาอากาศยานที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และลดต้นทุนการดำเนินการ

    3. **ระบบการจัดการการจราจรทางอากาศอัตโนมัติ (Automated Air Traffic Management)**: การใช้ AI และ machine learning เพื่อจัดการการจราจรทางอากาศจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย

    4. **การบินส่วนบุคคล (Personal Air Vehicles)**: ยานพาหนะบินได้ส่วนบุคคลอาจกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่การจราจรทางบหนาแน่น

    5. **Hyperloop และเทคโนโลยีการขนส่งความเร็วสูง**: แม้ว่าจะไม่ใช่การบิน แต่เทคโนโลยีเช่น Hyperloop อาจเปลี่ยนโฉมการขนส่งทางไกลและมีผลต่อการจราจรทางอากาศ

    6. **การบินเชิงพาณิชย์ที่เร็วขึ้น**: การพัฒนาของเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง (Supersonic และ Hypersonic) อาจทำให้การเดินทางทางอากาศเร็วขึ้นมาก

    7. **ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว**: ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ความท้าทายด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวจะเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการและกฎระเบียบใหม่ๆ

    8. **การบินในอวกาศ (Space Travel)**: การท่องเที่ยวอวกาศและการขนส่งระหว่างดาวเคราะห์อาจกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคตอันไกล

    การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนากฎระเบียบที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบการจราจรทางอากาศในอนาคต
    การจราจรทางอากาศในอนาคตคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคการบิน บางแนวโน้มและความเป็นไปได้ในอนาคตของการจราจรทางอากาศ ได้แก่: 1. **อากาศยานไร้คนขับ (Drones และ UAVs)**: การใช้โดรーンสำหรับการส่งสินค้าและการบริการอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล 2. **อากาศยานไฟฟ้า (Electric Aircraft)**: การพัฒนาอากาศยานที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และลดต้นทุนการดำเนินการ 3. **ระบบการจัดการการจราจรทางอากาศอัตโนมัติ (Automated Air Traffic Management)**: การใช้ AI และ machine learning เพื่อจัดการการจราจรทางอากาศจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย 4. **การบินส่วนบุคคล (Personal Air Vehicles)**: ยานพาหนะบินได้ส่วนบุคคลอาจกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่การจราจรทางบหนาแน่น 5. **Hyperloop และเทคโนโลยีการขนส่งความเร็วสูง**: แม้ว่าจะไม่ใช่การบิน แต่เทคโนโลยีเช่น Hyperloop อาจเปลี่ยนโฉมการขนส่งทางไกลและมีผลต่อการจราจรทางอากาศ 6. **การบินเชิงพาณิชย์ที่เร็วขึ้น**: การพัฒนาของเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง (Supersonic และ Hypersonic) อาจทำให้การเดินทางทางอากาศเร็วขึ้นมาก 7. **ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว**: ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ความท้าทายด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวจะเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการและกฎระเบียบใหม่ๆ 8. **การบินในอวกาศ (Space Travel)**: การท่องเที่ยวอวกาศและการขนส่งระหว่างดาวเคราะห์อาจกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคตอันไกล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนากฎระเบียบที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบการจราจรทางอากาศในอนาคต
    0 Comments 0 Shares 403 Views 0 Reviews
  • DARPA (Defense Advanced Research Projects Agency) เป็นหน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา โดยมีหน้าที่ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ กำลังเริ่มขั้นตอนสุดท้ายของโครงการ NOM4D (Novel Orbital and Moon Manufacturing, Materials, and Mass Efficient Design) โดยเปลี่ยนจากการทดสอบในห้องทดลองมาเป็นการสาธิตในวงโคจรขนาดเล็ก วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือการพัฒนาวัสดุและเทคนิคการประกอบใหม่ ๆ ในอวกาศ เพื่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยทำได้

    หนึ่งในความท้าทายหลักในการก่อสร้างในอวกาศคือข้อจำกัดด้านขนาดและน้ำหนักของโครงสร้างที่สามารถนำขึ้นไปในจรวด โครงการ NOM4D มีแนวทางใหม่โดยการใช้วัสดุน้ำหนักเบาที่จะถูกนำขึ้นไปในจรวดเพื่อประกอบในอวกาศ ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

    ในโครงการนี้ Caltech ได้ร่วมมือกับ Momentus เพื่อแสดงเทคโนโลยีการประกอบหุ่นยนต์อัตโนมัติบนยาน Momentus Vigoride Orbital Services Vehicle ซึ่งจะถูกส่งขึ้นไปในอวกาศโดยจรวด SpaceX Falcon 9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โครงสร้างที่จะสร้างขึ้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.4 เมตร ทำจากวัสดุคอมโพสิตไฟเบอร์น้ำหนักเบา ซึ่งจะจำลองสถาปัตยกรรมของช่องเปิดเสาอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ในอวกาศ

    ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์บานา-แชมเปญ ได้พัฒนากระบวนการขึ้นรูปคอมโพสิตที่มีความแม่นยำสูงในอวกาศ ร่วมกับ Voyager Space และจะสาธิตเทคโนโลยีนี้บนสถานีอวกาศนานาชาติในเดือนเมษายน 2026 กระบวนการนี้ใช้วิธี "frontal polymerization" ที่ทำให้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แข็งโดยไม่ต้องใช้เตาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการบุกเบิกที่สามารถทำให้การก่อสร้างโครงสร้างในอวกาศเป็นไปได้

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยฟลอริด้ายังมีการวิจัยเกี่ยวกับเทคนิคการดัดแผ่นโลหะด้วยเลเซอร์ร่วมกับ NASA's Marshall Space Flight Center ซึ่งงานนี้สามารถให้ความสามารถในการผลิตที่สำคัญสำหรับการก่อสร้างในอวกาศในอนาคต

    ความสำเร็จของการสาธิตเหล่านี้อาจมีผลกระทบที่กว้างขวางทั้งในด้านการพาณิชย์และความมั่นคงของชาติ โดยเทคโนโลยีที่พัฒนาเหล่านี้สามารถเพิ่มศักยภาพในการสร้างเสาอากาศขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เมตร ที่จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่ใกล้ดวงจันทร์ (cislunar space) นอกจากนี้ โครงการ NOM4D ยังสามารถช่วยในการสร้างระบบนิเวศการผลิตในอวกาศ เช่น สถานีเติมเชื้อเพลิงในอวกาศ ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่สำคัญทั้งสำหรับการพาณิชย์และความมั่นคงของชาติ

    https://www.techspot.com/news/106775-darpa-begins-testing-phase-orbit-space-construction.html
    DARPA (Defense Advanced Research Projects Agency) เป็นหน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา โดยมีหน้าที่ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ กำลังเริ่มขั้นตอนสุดท้ายของโครงการ NOM4D (Novel Orbital and Moon Manufacturing, Materials, and Mass Efficient Design) โดยเปลี่ยนจากการทดสอบในห้องทดลองมาเป็นการสาธิตในวงโคจรขนาดเล็ก วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือการพัฒนาวัสดุและเทคนิคการประกอบใหม่ ๆ ในอวกาศ เพื่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยทำได้ หนึ่งในความท้าทายหลักในการก่อสร้างในอวกาศคือข้อจำกัดด้านขนาดและน้ำหนักของโครงสร้างที่สามารถนำขึ้นไปในจรวด โครงการ NOM4D มีแนวทางใหม่โดยการใช้วัสดุน้ำหนักเบาที่จะถูกนำขึ้นไปในจรวดเพื่อประกอบในอวกาศ ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ในโครงการนี้ Caltech ได้ร่วมมือกับ Momentus เพื่อแสดงเทคโนโลยีการประกอบหุ่นยนต์อัตโนมัติบนยาน Momentus Vigoride Orbital Services Vehicle ซึ่งจะถูกส่งขึ้นไปในอวกาศโดยจรวด SpaceX Falcon 9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โครงสร้างที่จะสร้างขึ้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.4 เมตร ทำจากวัสดุคอมโพสิตไฟเบอร์น้ำหนักเบา ซึ่งจะจำลองสถาปัตยกรรมของช่องเปิดเสาอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ในอวกาศ ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์บานา-แชมเปญ ได้พัฒนากระบวนการขึ้นรูปคอมโพสิตที่มีความแม่นยำสูงในอวกาศ ร่วมกับ Voyager Space และจะสาธิตเทคโนโลยีนี้บนสถานีอวกาศนานาชาติในเดือนเมษายน 2026 กระบวนการนี้ใช้วิธี "frontal polymerization" ที่ทำให้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แข็งโดยไม่ต้องใช้เตาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการบุกเบิกที่สามารถทำให้การก่อสร้างโครงสร้างในอวกาศเป็นไปได้ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยฟลอริด้ายังมีการวิจัยเกี่ยวกับเทคนิคการดัดแผ่นโลหะด้วยเลเซอร์ร่วมกับ NASA's Marshall Space Flight Center ซึ่งงานนี้สามารถให้ความสามารถในการผลิตที่สำคัญสำหรับการก่อสร้างในอวกาศในอนาคต ความสำเร็จของการสาธิตเหล่านี้อาจมีผลกระทบที่กว้างขวางทั้งในด้านการพาณิชย์และความมั่นคงของชาติ โดยเทคโนโลยีที่พัฒนาเหล่านี้สามารถเพิ่มศักยภาพในการสร้างเสาอากาศขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เมตร ที่จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในพื้นที่ใกล้ดวงจันทร์ (cislunar space) นอกจากนี้ โครงการ NOM4D ยังสามารถช่วยในการสร้างระบบนิเวศการผลิตในอวกาศ เช่น สถานีเติมเชื้อเพลิงในอวกาศ ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่สำคัญทั้งสำหรับการพาณิชย์และความมั่นคงของชาติ https://www.techspot.com/news/106775-darpa-begins-testing-phase-orbit-space-construction.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    DARPA begins testing phase for in-orbit space construction
    DARPA has announced a major shift in the final phase of its NOM4D program, transitioning from laboratory testing to small-scale orbital demonstrations. This move aims to evaluate...
    0 Comments 0 Shares 519 Views 0 Reviews
  • เมื่อคนส่วนใหญ่บนโลกปฏิเสธเทคโนโลยีหากคนส่วนใหญ่บนโลกปฏิเสธเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะซับซ้อนและส่งผลทั้งเชิงบวกและลบต่อสังคม ดังนี้:

    ### 1. **ผลกระทบเชิงลบ:**
    - **เศรษฐกิจถดถอย:** อุตสาหกรรมหลัก (เช่น การผลิต, การสื่อสาร, การขนส่ง) พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างหนัก การหยุดชะงักอาจนำไปสู่การว่างงานมวลชน ระบบการเงินล่มสลาย และการขาดแคลนสินค้าจำเป็น เช่น ยาและอาหาร
    - **การแพทย์ถดถอย:** เทคโนโลยีช่วยในด้านการวินิจฉัยโรค การผลิตยา และการวิจัย การปฏิเสธอาจทำให้อายุขัยเฉลี่ยลดลง และโรคระบาดกลับมาระบาดรุนแรง
    - **การสื่อสารชะลอตัว:** การขาดอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ทำให้การประสานงานระหว่างประเทศยากขึ้น อาจเกิดความขัดแย้งจากความเข้าใจผิดหรือข้อมูลไม่ทันสมัย
    - **ความรู้ถูกลืม:** การเก็บข้อมูลดิจิทัลหายไป ส่งผลให้ความรู้สมัยใหม่หลายด้านสูญหาย โดยเฉพาะหากระบบการศึกษาไม่ปรับตัวทัน

    ### 2. **ผลกระทบเชิงบวก:**
    - **สิ่งแวดล้อมฟื้นตัว:** การลดใช้เทคโนโลยีอาจลดมลภาวะ การใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น และการปล่อยคาร์บอน ช่วยให้ระบบนิเวศค่อยๆ ฟื้นตัว
    - **ชุมชนแข็งแรงขึ้น:** ผู้คนหันมาพึ่งพากันในท้องถิ่นมากขึ้น เน้นทักษะ手工งานและเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สังคมอาจใกล้ชิดกันขึ้น
    - **ชีวิตช้าลง:** การลดการแข่งขันทางเทคโนโลยีอาจลดความเครียด เปิดพื้นที่ให้มนุษย์โฟกัสความสัมพันธ์และความคิดสร้างสรรค์

    ### 3. **ความท้าทายในการปรับตัว:**
    - **ความเหลื่อมล้ำ:** กลุ่มที่ยังใช้เทคโนโลยีลับๆ อาจได้เปรียบด้านอำนาจและทรัพยากร ขณะที่ชุมชนที่ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเสี่ยงถูกกดขี่
    - **การจัดการความขัดแย้ง:** การขาดเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่อาจทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งใช้เวลานานและรุนแรงขึ้น
    - **การรักษาความรู้:** ต้องพึ่งพาการบันทึกความรู้แบบเดิม (เช่น กระดาษ) ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายและเข้าถึงยาก

    ### 4. **สถานการณ์สมมติที่เป็นไปได้:**
    - **สังคมแบ่งขั้ว:** เกิดกลุ่ม "ผู้คงไว้ซึ่งเทคโนโลยี" กับ "ผู้ปฏิเสธ" อย่างชัดเจน นำไปสู่ความตึงเครียดหรือสงคราม
    - **การฟื้นฟูธรรมชาติ:** โลกเข้าสู่ยุคฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ต้องแลกกับความสะดวกสบายและความก้าวหน้าของมนุษย์
    - **การพัฒนาทางเลือก:** มนุษย์อาจหันไปใช้เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Low-tech) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยั่งยืนกว่า

    ### 5. **บทสรุป:**
    การปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ใช่ทางออกแบบสุดขั้ว แต่สะท้อนความต้องการปรับสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับความยั่งยืน ในทางปฏิบัติ สังคมอาจต้อง **เลือกรับใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ** มากกว่าการตัดสินใจแบบ "ทั้งหมดหรือไม่เลย" เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะแต่ยังรักษาแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติและมนุษย์เอง
    เมื่อคนส่วนใหญ่บนโลกปฏิเสธเทคโนโลยีหากคนส่วนใหญ่บนโลกปฏิเสธเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะซับซ้อนและส่งผลทั้งเชิงบวกและลบต่อสังคม ดังนี้: ### 1. **ผลกระทบเชิงลบ:** - **เศรษฐกิจถดถอย:** อุตสาหกรรมหลัก (เช่น การผลิต, การสื่อสาร, การขนส่ง) พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างหนัก การหยุดชะงักอาจนำไปสู่การว่างงานมวลชน ระบบการเงินล่มสลาย และการขาดแคลนสินค้าจำเป็น เช่น ยาและอาหาร - **การแพทย์ถดถอย:** เทคโนโลยีช่วยในด้านการวินิจฉัยโรค การผลิตยา และการวิจัย การปฏิเสธอาจทำให้อายุขัยเฉลี่ยลดลง และโรคระบาดกลับมาระบาดรุนแรง - **การสื่อสารชะลอตัว:** การขาดอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ทำให้การประสานงานระหว่างประเทศยากขึ้น อาจเกิดความขัดแย้งจากความเข้าใจผิดหรือข้อมูลไม่ทันสมัย - **ความรู้ถูกลืม:** การเก็บข้อมูลดิจิทัลหายไป ส่งผลให้ความรู้สมัยใหม่หลายด้านสูญหาย โดยเฉพาะหากระบบการศึกษาไม่ปรับตัวทัน ### 2. **ผลกระทบเชิงบวก:** - **สิ่งแวดล้อมฟื้นตัว:** การลดใช้เทคโนโลยีอาจลดมลภาวะ การใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น และการปล่อยคาร์บอน ช่วยให้ระบบนิเวศค่อยๆ ฟื้นตัว - **ชุมชนแข็งแรงขึ้น:** ผู้คนหันมาพึ่งพากันในท้องถิ่นมากขึ้น เน้นทักษะ手工งานและเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สังคมอาจใกล้ชิดกันขึ้น - **ชีวิตช้าลง:** การลดการแข่งขันทางเทคโนโลยีอาจลดความเครียด เปิดพื้นที่ให้มนุษย์โฟกัสความสัมพันธ์และความคิดสร้างสรรค์ ### 3. **ความท้าทายในการปรับตัว:** - **ความเหลื่อมล้ำ:** กลุ่มที่ยังใช้เทคโนโลยีลับๆ อาจได้เปรียบด้านอำนาจและทรัพยากร ขณะที่ชุมชนที่ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเสี่ยงถูกกดขี่ - **การจัดการความขัดแย้ง:** การขาดเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่อาจทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งใช้เวลานานและรุนแรงขึ้น - **การรักษาความรู้:** ต้องพึ่งพาการบันทึกความรู้แบบเดิม (เช่น กระดาษ) ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายและเข้าถึงยาก ### 4. **สถานการณ์สมมติที่เป็นไปได้:** - **สังคมแบ่งขั้ว:** เกิดกลุ่ม "ผู้คงไว้ซึ่งเทคโนโลยี" กับ "ผู้ปฏิเสธ" อย่างชัดเจน นำไปสู่ความตึงเครียดหรือสงคราม - **การฟื้นฟูธรรมชาติ:** โลกเข้าสู่ยุคฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ต้องแลกกับความสะดวกสบายและความก้าวหน้าของมนุษย์ - **การพัฒนาทางเลือก:** มนุษย์อาจหันไปใช้เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Low-tech) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยั่งยืนกว่า ### 5. **บทสรุป:** การปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ใช่ทางออกแบบสุดขั้ว แต่สะท้อนความต้องการปรับสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับความยั่งยืน ในทางปฏิบัติ สังคมอาจต้อง **เลือกรับใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ** มากกว่าการตัดสินใจแบบ "ทั้งหมดหรือไม่เลย" เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะแต่ยังรักษาแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติและมนุษย์เอง
    0 Comments 0 Shares 353 Views 0 Reviews
  • การประมวลผลด้วย AI โดยเฉพาะในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมากเพื่อการหล่อเย็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโลกได้หลายทาง ดังนี้:

    ### 1. **การใช้ทรัพยากรน้ำ**
    - **การใช้น้ำเพิ่มขึ้น:** ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข่งขันในการใช้น้ำกับชุมชนและเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ
    - **ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม:** การใช้น้ำมากเกินไปอาจทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติลดลง ส่งผลต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

    ### 2. **การปล่อยคาร์บอน**
    - **การใช้พลังงาน:** แม้การใช้น้ำจะช่วยลดการใช้พลังงาน แต่กระบวนการผลิตน้ำเย็นและการบำบัดน้ำอาจเพิ่มการปล่อยคาร์บอน
    - **การจัดการน้ำเสีย:** น้ำที่ใช้แล้วอาจมีสารเคมีปนเปื้อน หากไม่ได้รับการบำบัดที่ดี อาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ

    ### 3. **การแก้ไขปัญหา**
    - **เทคโนโลยีใหม่:** การพัฒนาเทคโนโลยีหล่อเย็นที่ประหยัดน้ำมากขึ้น เช่น การใช้อากาศหรือระบบระบายความร้อนแบบปิด
    - **การใช้น้ำอย่างยั่งยืน:** การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และการใช้น้ำฝนสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้
    - **การวางแผนเชิงกลยุทธ์:** การสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์และสภาพอากาศเย็นสามารถลดความต้องการน้ำและพลังงานได้

    ### 4. **ความรับผิดชอบขององค์กร**
    - **การรายงานและการตรวจสอบ:** องค์กรควรรายงานการใช้น้ำและพลังงานอย่างโปร่งใส และตั้งเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    - **ความร่วมมือ:** การทำงานร่วมกับรัฐบาลและชุมชนเพื่อจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

    ### สรุป
    การใช้น้ำในการหล่อเย็นศูนย์ข้อมูล AI อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยเทคโนโลยีและการจัดการที่ดี เราสามารถลดผลกระทบเหล่านี้ได้ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อโลก
    การประมวลผลด้วย AI โดยเฉพาะในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมากเพื่อการหล่อเย็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโลกได้หลายทาง ดังนี้: ### 1. **การใช้ทรัพยากรน้ำ** - **การใช้น้ำเพิ่มขึ้น:** ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข่งขันในการใช้น้ำกับชุมชนและเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ - **ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม:** การใช้น้ำมากเกินไปอาจทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติลดลง ส่งผลต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ### 2. **การปล่อยคาร์บอน** - **การใช้พลังงาน:** แม้การใช้น้ำจะช่วยลดการใช้พลังงาน แต่กระบวนการผลิตน้ำเย็นและการบำบัดน้ำอาจเพิ่มการปล่อยคาร์บอน - **การจัดการน้ำเสีย:** น้ำที่ใช้แล้วอาจมีสารเคมีปนเปื้อน หากไม่ได้รับการบำบัดที่ดี อาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ### 3. **การแก้ไขปัญหา** - **เทคโนโลยีใหม่:** การพัฒนาเทคโนโลยีหล่อเย็นที่ประหยัดน้ำมากขึ้น เช่น การใช้อากาศหรือระบบระบายความร้อนแบบปิด - **การใช้น้ำอย่างยั่งยืน:** การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และการใช้น้ำฝนสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ - **การวางแผนเชิงกลยุทธ์:** การสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์และสภาพอากาศเย็นสามารถลดความต้องการน้ำและพลังงานได้ ### 4. **ความรับผิดชอบขององค์กร** - **การรายงานและการตรวจสอบ:** องค์กรควรรายงานการใช้น้ำและพลังงานอย่างโปร่งใส และตั้งเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม - **ความร่วมมือ:** การทำงานร่วมกับรัฐบาลและชุมชนเพื่อจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ### สรุป การใช้น้ำในการหล่อเย็นศูนย์ข้อมูล AI อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยเทคโนโลยีและการจัดการที่ดี เราสามารถลดผลกระทบเหล่านี้ได้ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อโลก
    0 Comments 0 Shares 284 Views 0 Reviews
  • มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการใช้งาน CAPTCHA และ reCAPTCHA โดยพบว่าไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันบอท และยังสร้างความเสียเวลามหาศาลให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

    การวิจัยนี้เปิดเผยว่าผู้ใช้ได้ใช้เวลากว่า 819 ล้านชั่วโมงในการแก้ปริศนา reCAPTCHA ซึ่งทำให้ Google ได้รับรายได้ประมาณ 888 พันล้านดอลลาร์จากข้อมูลคุกกี้ที่ใช้ในการติดตามผู้ใช้และการโฆษณา ปริศนาเหล่านี้ยังสร้างการใช้พลังงานถึง 7.5 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงหรือ 7.5 ล้านปอนด์ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    CAPTCHAs มีหลายประเภท เช่น การใช้ข้อความแบบบิดเบือนหรือการเลือกภาพจาก Google Street View ผู้ใช้ต้องเลือกภาพที่มีวัตถุเช่น จักรยานหรือไฟจราจร แม้ว่าจะเป็นเรื่องไม่สะดวก แต่ AI ในปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทำให้ CAPTCHA ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันบอท

    รายงานยังแสดงให้เห็นว่าการทดสอบ CAPTCHA ทำให้มีการแพร่กระจายมัลแวร์และการใช้งานคุกกี้ที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัว ในปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ที่เรียกว่า "การท้าทายที่มองไม่เห็น" ซึ่งใช้อัลกอริธึมที่ซับซ้อนและการวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อแยกแยะระหว่างมนุษย์และบอท โดยไม่ต้องการการโต้ตอบจากผู้ใช้

    https://www.techradar.com/pro/security/a-tracking-cookie-farm-for-profit-report-claims-recaptcha-has-caused-819-million-hours-of-wasted-human-time-and-billions-in-google-profits
    มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการใช้งาน CAPTCHA และ reCAPTCHA โดยพบว่าไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันบอท และยังสร้างความเสียเวลามหาศาลให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต การวิจัยนี้เปิดเผยว่าผู้ใช้ได้ใช้เวลากว่า 819 ล้านชั่วโมงในการแก้ปริศนา reCAPTCHA ซึ่งทำให้ Google ได้รับรายได้ประมาณ 888 พันล้านดอลลาร์จากข้อมูลคุกกี้ที่ใช้ในการติดตามผู้ใช้และการโฆษณา ปริศนาเหล่านี้ยังสร้างการใช้พลังงานถึง 7.5 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงหรือ 7.5 ล้านปอนด์ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CAPTCHAs มีหลายประเภท เช่น การใช้ข้อความแบบบิดเบือนหรือการเลือกภาพจาก Google Street View ผู้ใช้ต้องเลือกภาพที่มีวัตถุเช่น จักรยานหรือไฟจราจร แม้ว่าจะเป็นเรื่องไม่สะดวก แต่ AI ในปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทำให้ CAPTCHA ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันบอท รายงานยังแสดงให้เห็นว่าการทดสอบ CAPTCHA ทำให้มีการแพร่กระจายมัลแวร์และการใช้งานคุกกี้ที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัว ในปัจจุบันมีทางเลือกใหม่ที่เรียกว่า "การท้าทายที่มองไม่เห็น" ซึ่งใช้อัลกอริธึมที่ซับซ้อนและการวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อแยกแยะระหว่างมนุษย์และบอท โดยไม่ต้องการการโต้ตอบจากผู้ใช้ https://www.techradar.com/pro/security/a-tracking-cookie-farm-for-profit-report-claims-recaptcha-has-caused-819-million-hours-of-wasted-human-time-and-billions-in-google-profits
    0 Comments 0 Shares 287 Views 0 Reviews
  • Samsung กำลังพิจารณาแผนที่จะนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนมาใช้ในซีรีส์ Galaxy S26 ซึ่งอาจทำให้ความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นถึง 7,000mAh จากเดิม 5,000mAh ใน Galaxy S25 Ultra

    การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้สามารถใช้งานหน้าจอได้นานยิ่งขึ้น แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์หากนำแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนมาใช้ Samsung มีความระมัดระวังในเรื่องนี้เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดมากกว่าบริษัทอื่นที่ใช้แพลตฟอร์ม Android ของ Google

    การพัฒนาแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนนี้ทำให้ไม่ต้องเพิ่มความหนาของสมาร์ทโฟนและสามารถนำไปใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Samsung ได้ หากแผนนี้ประสบความสำเร็จ Samsung จะเป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในสมาร์ทโฟน

    การใช้แบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนมีข้อดีที่ทำให้ความจุพลังงานมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ เนื่องจากสามารถลดการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ได้ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเธียม-พอลิเมอร์ทั่วไป นอกจากนี้ การพัฒนานี้ยังช่วยให้การชาร์จเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้พลังงานสูง

    https://wccftech.com/samsung-galaxy-s26-plan-reviewing-to-adopt-silicon-carbon-battery-increase-capacity-to-7000mah/
    Samsung กำลังพิจารณาแผนที่จะนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนมาใช้ในซีรีส์ Galaxy S26 ซึ่งอาจทำให้ความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นถึง 7,000mAh จากเดิม 5,000mAh ใน Galaxy S25 Ultra การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้สามารถใช้งานหน้าจอได้นานยิ่งขึ้น แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์หากนำแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนมาใช้ Samsung มีความระมัดระวังในเรื่องนี้เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดมากกว่าบริษัทอื่นที่ใช้แพลตฟอร์ม Android ของ Google การพัฒนาแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนนี้ทำให้ไม่ต้องเพิ่มความหนาของสมาร์ทโฟนและสามารถนำไปใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ Samsung ได้ หากแผนนี้ประสบความสำเร็จ Samsung จะเป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในสมาร์ทโฟน การใช้แบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนมีข้อดีที่ทำให้ความจุพลังงานมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ เนื่องจากสามารถลดการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ได้ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเธียม-พอลิเมอร์ทั่วไป นอกจากนี้ การพัฒนานี้ยังช่วยให้การชาร์จเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้พลังงานสูง https://wccftech.com/samsung-galaxy-s26-plan-reviewing-to-adopt-silicon-carbon-battery-increase-capacity-to-7000mah/
    WCCFTECH.COM
    Samsung Is Reportedly Reviewing Its Plan To Adopt Silicon-Carbon Battery Technology To The Galaxy S26 Series, Capacity Could Be Increased To 7,000mAh
    The Galaxy S26 lineup could transition to silicon-carbon batteries, allowing Samsung to cram in a cell as big as 7,000mAh in capacity
    0 Comments 0 Shares 316 Views 0 Reviews
  • ถึงเวลาปิโตรนาส ปรับโครงสร้างองค์กร

    ปิโตรนาส (Petronas) บริษัทพลังงานแห่งชาติของมาเลเซีย เพิ่งฉลองครบรอบ 50 ปีไปเมื่อปีที่แล้ว กำลังจะปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการปรับลดขนาดกำลังคนที่มีกว่า 50,000 คน ซึ่งนายเต็งกู มูฮัมหมัด เตาฟิก ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ตามรายงานของ The Edge สื่อออนไลน์ในมาเลเซีย ยืนยันว่าไม่ใช้การเลิกจ้าง แต่เป็นการปรับลดขนาดกำลังคนเพื่อความอยู่รอดในอีกสิบปีข้างหน้า

    สำหรับจำนวนพนักงานที่ได้รับผลกระทบยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากโครงสร้างองค์กรใหม่จะประกาศใช้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งพนักงานบางส่วนจะถูกย้ายไปทำหน้าที่ใหม่ บางส่วนจะถูกเลิกจ้าง คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนฝ่ายสนับสนุน (Enablers) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งบริหาร ที่มีอยู่ประมาณ 15,000-16,000 คน เมื่อเทียบกับกำลังคนทั่วโลกที่มีอยู่ 52,000-53,000 คน ซึ่งจะปรับขนาดของกำลังบุคลากรให้เหมาะสม

    พร้อมกันนี้ การปรับลดขนาดกำลังคนไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ยุติบทบาทผู้รวบรวมก๊าซในรัฐซาราวัก แต่ได้พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน ทั้งปัจจัยทางธรณีวิทยาที่ทำให้ส่วนแบ่งรายได้ในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ลดลง อัตรากำไรขั้นต้นลดลง จากเดิมสูงกว่า 20% ซึ่งในอนาคตจะต้องจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนให้กับลูกค้า เช่น บลูแอมโมเนีย (Blue Ammonia) ก๊าซที่ผลิตจากไฮโดรคาร์บอน จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและคล่องตัวตอบสนองต่อพลวัตของตลาดใหม่

    ซีอีโอของปิโตรนาสยังกล่าวกับสำนักข่าวเบอร์นามา (Bernama) ว่า นับตั้งแต่ปิโตรนาสก่อตั้ง ได้มีส่วนสนับสนุนประเทศชาติกว่า 1.5 ล้านล้านริงกิต ในรูปแบบเงินปันผล ภาษีการขายของรัฐ เงินสด ภาษีส่งออก และกองทุนมรดกแห่งชาติ ซึ่งในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ แต่ดำเนินการในฐานะบริษัทน้ำมันระหว่างประเทศมาโดยตลอด และคู่แข่งก็ตัดสินใจลำบากเช่นกัน เพราะอัตรากำไรของอุตสาหกรรมและก๊าซถูกบีบลงจากเดิม 40-45% เหลือเพียง 20% ซึ่งปิโตรนาสก็ประสบปัญหาคล้ายกัน

    เพื่อที่ปิโตรนาสจะมีส่วนสนับสนุนประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนและขยายตัวในพลังงานสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน จึงจำเป็นต้องมีบุคลากรที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังงานราคาถูก ปลอดภัย และยั่งยืนมากขึ้น จึงต้องพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง ขับเคลื่อนโดยผลผลิต นวัตกรรม ความยั่งยืน และความมุ่งมั่นเพื่อความเป็นเลิศ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปในอนาคตได้

    #Newskit
    ถึงเวลาปิโตรนาส ปรับโครงสร้างองค์กร ปิโตรนาส (Petronas) บริษัทพลังงานแห่งชาติของมาเลเซีย เพิ่งฉลองครบรอบ 50 ปีไปเมื่อปีที่แล้ว กำลังจะปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการปรับลดขนาดกำลังคนที่มีกว่า 50,000 คน ซึ่งนายเต็งกู มูฮัมหมัด เตาฟิก ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ตามรายงานของ The Edge สื่อออนไลน์ในมาเลเซีย ยืนยันว่าไม่ใช้การเลิกจ้าง แต่เป็นการปรับลดขนาดกำลังคนเพื่อความอยู่รอดในอีกสิบปีข้างหน้า สำหรับจำนวนพนักงานที่ได้รับผลกระทบยังไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากโครงสร้างองค์กรใหม่จะประกาศใช้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งพนักงานบางส่วนจะถูกย้ายไปทำหน้าที่ใหม่ บางส่วนจะถูกเลิกจ้าง คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนฝ่ายสนับสนุน (Enablers) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งบริหาร ที่มีอยู่ประมาณ 15,000-16,000 คน เมื่อเทียบกับกำลังคนทั่วโลกที่มีอยู่ 52,000-53,000 คน ซึ่งจะปรับขนาดของกำลังบุคลากรให้เหมาะสม พร้อมกันนี้ การปรับลดขนาดกำลังคนไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ยุติบทบาทผู้รวบรวมก๊าซในรัฐซาราวัก แต่ได้พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน ทั้งปัจจัยทางธรณีวิทยาที่ทำให้ส่วนแบ่งรายได้ในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ลดลง อัตรากำไรขั้นต้นลดลง จากเดิมสูงกว่า 20% ซึ่งในอนาคตจะต้องจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนให้กับลูกค้า เช่น บลูแอมโมเนีย (Blue Ammonia) ก๊าซที่ผลิตจากไฮโดรคาร์บอน จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและคล่องตัวตอบสนองต่อพลวัตของตลาดใหม่ ซีอีโอของปิโตรนาสยังกล่าวกับสำนักข่าวเบอร์นามา (Bernama) ว่า นับตั้งแต่ปิโตรนาสก่อตั้ง ได้มีส่วนสนับสนุนประเทศชาติกว่า 1.5 ล้านล้านริงกิต ในรูปแบบเงินปันผล ภาษีการขายของรัฐ เงินสด ภาษีส่งออก และกองทุนมรดกแห่งชาติ ซึ่งในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ แต่ดำเนินการในฐานะบริษัทน้ำมันระหว่างประเทศมาโดยตลอด และคู่แข่งก็ตัดสินใจลำบากเช่นกัน เพราะอัตรากำไรของอุตสาหกรรมและก๊าซถูกบีบลงจากเดิม 40-45% เหลือเพียง 20% ซึ่งปิโตรนาสก็ประสบปัญหาคล้ายกัน เพื่อที่ปิโตรนาสจะมีส่วนสนับสนุนประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนและขยายตัวในพลังงานสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน จึงจำเป็นต้องมีบุคลากรที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังงานราคาถูก ปลอดภัย และยั่งยืนมากขึ้น จึงต้องพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง ขับเคลื่อนโดยผลผลิต นวัตกรรม ความยั่งยืน และความมุ่งมั่นเพื่อความเป็นเลิศ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถดำรงอยู่ต่อไปในอนาคตได้ #Newskit
    Like
    3
    0 Comments 0 Shares 556 Views 0 Reviews
  • ข้าพเจ้าสนับสนุนการเผาฟางแบบสุดตัว

    ข้าพเจ้าเผามาตลอด อย่าว่าแต่ฟางเลย หญ้า ใบไม้ก็เผา ใครห้ามก็ไม่ฟัง ก็จะเผา จะทำไม

    ขั้นตอนหนึ่ง ในการทำนาของข้าพเจ้า คือ หลังจากเกี่ยวข้าวและจัดการข้าวเปลือกเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าจะเผาฟางทั้งหมด ด้วยวิธีทางชีวภาพ นั้นคือการทำปุ๋ยหมัก ตามวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง วิศวกรรมแม่โจ้ 1 แต่ข้าพเจ้าจะพูดว่า เผาฟางโดยไม่ใช้ไฟ

    ถ้าทำแบบขี้เกียจ จะใช้เวลาหมัก 2 เดือน คนหมักมีหน้าที่แค่รักษาความชื้น และคอยเจาะกองปุ๋ย เติมน้ำ ทุก 10 วัน เพื่อรักษาความชื้นภายใน ไม่ให้แห้ง จุลินทรีย์จะได้ทำหน้าที่ย่อยสลายได้อย่างต่อเนื่อง ควันที่เห็นเกิดจากความร้อนในกระบวนการย่อยสลาย ปะทะเข้ากับอากาศเย็น ถ้าทำหน้าร้อนจะเห็นเป็นเปลวความร้อน

    เนื่องจากเป็นการหมักแบบใช้ออกซิเจน ก๊าซที่ได้จึงเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซนี้จะถูกใช้โดยต้นไม้ ตามวัฏจักรคาร์บอน สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำเพิ่มเติม คือ ต้องปลูกต้นไม้ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพื่อกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ ได้คาร์บอนเครดิต ไปเต็มๆ แต่อันนี้ไม่ขาย เอาไว้โม้ แฮ่ๆ

    เมื่อครบ 2 เดือน ล้มกอง ตากให้แห้งพอหมาดๆ จะได้ปุ๋ยหมักชั้นเยี่ยม อ.ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร(ลูกศิษย์เรียกจารย์ลุง) ผู้ทำวิจัย เคลมว่า ถ้าทำตามวิธีของจารย์ลุง ปุ๋ยหมักจะผ่านตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ประเทศไทย ข้าพเจ้าไม่เชื่อ เลยส่งไปตรวจ 2 ครั้งเขาตรวจ 20 กว่ารายการ ทั้งธาตุอาหารหลัก อาหารรอง อินทรีย์วัตถุ โลหะหนัก ฯ ปรากฎว่าผ่านเกณฑ์จริง น่าจะเชื่อตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องเสียเงิน เพราะงานวิจัยของจารย์ลุง ได้รางวัลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ

    แม้แต่หญ้าที่ตัดแล้ว ใบไม้ที่ร่วงหล่น ข้าพเจ้าจะรวบรวมไว้ และก็เผาแบบเดียวกัน เผาโดยไม่ใช้ไฟ ไร้ PM10 PM2.5 ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไว้ใส่พืช ผัก ผลไม้ มันช่างดีจริงจริง

    เมื่อถึงฤดูทำนา เวลาเตรียมดิน ข้าพเจ้าจะขนฟางที่เผาแล้วทั้งหมดลงใส่นา จบเรื่องปุ๋ย ตลอดฤดูการปลูก เกี่ยวข้าวเสร็จ เผาฟางต่อ เผาโดยไม่ใช้ไฟ ทำวนไป ได้ดินดี ได้ข้าวอินทรีย์ธรรมดาแสนดี ไว้กินตลอดปี
    ข้าพเจ้าสนับสนุนการเผาฟางแบบสุดตัว ข้าพเจ้าเผามาตลอด อย่าว่าแต่ฟางเลย หญ้า ใบไม้ก็เผา ใครห้ามก็ไม่ฟัง ก็จะเผา จะทำไม ขั้นตอนหนึ่ง ในการทำนาของข้าพเจ้า คือ หลังจากเกี่ยวข้าวและจัดการข้าวเปลือกเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าจะเผาฟางทั้งหมด ด้วยวิธีทางชีวภาพ นั้นคือการทำปุ๋ยหมัก ตามวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง วิศวกรรมแม่โจ้ 1 แต่ข้าพเจ้าจะพูดว่า เผาฟางโดยไม่ใช้ไฟ ถ้าทำแบบขี้เกียจ จะใช้เวลาหมัก 2 เดือน คนหมักมีหน้าที่แค่รักษาความชื้น และคอยเจาะกองปุ๋ย เติมน้ำ ทุก 10 วัน เพื่อรักษาความชื้นภายใน ไม่ให้แห้ง จุลินทรีย์จะได้ทำหน้าที่ย่อยสลายได้อย่างต่อเนื่อง ควันที่เห็นเกิดจากความร้อนในกระบวนการย่อยสลาย ปะทะเข้ากับอากาศเย็น ถ้าทำหน้าร้อนจะเห็นเป็นเปลวความร้อน เนื่องจากเป็นการหมักแบบใช้ออกซิเจน ก๊าซที่ได้จึงเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซนี้จะถูกใช้โดยต้นไม้ ตามวัฏจักรคาร์บอน สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำเพิ่มเติม คือ ต้องปลูกต้นไม้ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพื่อกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ ได้คาร์บอนเครดิต ไปเต็มๆ แต่อันนี้ไม่ขาย เอาไว้โม้ แฮ่ๆ เมื่อครบ 2 เดือน ล้มกอง ตากให้แห้งพอหมาดๆ จะได้ปุ๋ยหมักชั้นเยี่ยม อ.ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร(ลูกศิษย์เรียกจารย์ลุง) ผู้ทำวิจัย เคลมว่า ถ้าทำตามวิธีของจารย์ลุง ปุ๋ยหมักจะผ่านตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ประเทศไทย ข้าพเจ้าไม่เชื่อ เลยส่งไปตรวจ 2 ครั้งเขาตรวจ 20 กว่ารายการ ทั้งธาตุอาหารหลัก อาหารรอง อินทรีย์วัตถุ โลหะหนัก ฯ ปรากฎว่าผ่านเกณฑ์จริง น่าจะเชื่อตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องเสียเงิน เพราะงานวิจัยของจารย์ลุง ได้รางวัลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ แม้แต่หญ้าที่ตัดแล้ว ใบไม้ที่ร่วงหล่น ข้าพเจ้าจะรวบรวมไว้ และก็เผาแบบเดียวกัน เผาโดยไม่ใช้ไฟ ไร้ PM10 PM2.5 ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ไว้ใส่พืช ผัก ผลไม้ มันช่างดีจริงจริง เมื่อถึงฤดูทำนา เวลาเตรียมดิน ข้าพเจ้าจะขนฟางที่เผาแล้วทั้งหมดลงใส่นา จบเรื่องปุ๋ย ตลอดฤดูการปลูก เกี่ยวข้าวเสร็จ เผาฟางต่อ เผาโดยไม่ใช้ไฟ ทำวนไป ได้ดินดี ได้ข้าวอินทรีย์ธรรมดาแสนดี ไว้กินตลอดปี
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 388 Views 0 Reviews
  • บริษัท Singapore Telecommunications (SingTel) ได้รับสินเชื่อสีเขียวมูลค่า 476 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาแหล่งข้อมูลศูนย์ (data centre) ใหม่ในสิงคโปร์ ศูนย์ข้อมูลนี้จะมีขนาดใหญ่ถึง 58 เมกะวัตต์และคาดว่าจะเริ่มใช้งานในปี 2026 โดยสินเชื่อสีเขียวนี้เป็นสินเชื่อที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    สินเชื่อสีเขียวมาจากธนาคาร DBS, OCBC, Standard Chartered, HSBC, และ United Overseas Bank ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ SingTel มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

    สิ่งที่น่าสนใจในข่าวนี้คือการที่การพัฒนาศูนย์ข้อมูลนี้จะมีความหนาแน่นสูง เหมาะสำหรับการประมวลผลงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจะช่วยเสริมสร้างความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ นอกจากนั้นในเดือนธันวาคมปี 2023 SingTel ยังได้รับสินเชื่อสีเขียวมูลค่า 535 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อใช้ชำระหนี้และพัฒนาศูนย์ข้อมูลอีกสองแห่ง

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/07/singtel-secures-476-million-green-loan-to-develop-data-centre
    บริษัท Singapore Telecommunications (SingTel) ได้รับสินเชื่อสีเขียวมูลค่า 476 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาแหล่งข้อมูลศูนย์ (data centre) ใหม่ในสิงคโปร์ ศูนย์ข้อมูลนี้จะมีขนาดใหญ่ถึง 58 เมกะวัตต์และคาดว่าจะเริ่มใช้งานในปี 2026 โดยสินเชื่อสีเขียวนี้เป็นสินเชื่อที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สินเชื่อสีเขียวมาจากธนาคาร DBS, OCBC, Standard Chartered, HSBC, และ United Overseas Bank ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ SingTel มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ สิ่งที่น่าสนใจในข่าวนี้คือการที่การพัฒนาศูนย์ข้อมูลนี้จะมีความหนาแน่นสูง เหมาะสำหรับการประมวลผลงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจะช่วยเสริมสร้างความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ นอกจากนั้นในเดือนธันวาคมปี 2023 SingTel ยังได้รับสินเชื่อสีเขียวมูลค่า 535 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อใช้ชำระหนี้และพัฒนาศูนย์ข้อมูลอีกสองแห่ง https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/02/07/singtel-secures-476-million-green-loan-to-develop-data-centre
    WWW.THESTAR.COM.MY
    SingTel secures $476 million green loan to develop data centre
    (Reuters) - Singapore Telecommunications (SingTel) said on Friday that it had secured a S$643 million ($476.16 million) green loan to finance the development of a new 58 megawatt (MW) data centre in the city-state.
    0 Comments 0 Shares 344 Views 0 Reviews
  • ทรัมป์ออก executive order จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง ( sovereign wealth fund --U.S. government-owned investment fund) ระบุ กองทุนนี้จะเข้าลงทุนใน TikTok และสินทรัพย์อื่นที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเงินกองทุนจะมาจากการเก็บภาษีนำเข้า คาร์บอนเครดิต รายได้รัฐบาล
    *ทรัมป์ต้องการที่จะให้สหรัฐถือหุ้นใน tiktok 50% (เบื้องต้นยังไม่ระบุว่าจะให้ใครเข้าไปซื้ออย่างชัดเจน)
    **แต่อย่างไรก็ตามยังต้องผ่านสภาก่อน สหรัฐไม่เคยมีกองทุนความมั่งคั่งมาก่อน

    sovereign wealth fund เป็นกองทุนการลงทุนที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทำหน้าที่บริหารเงินของประเทศ ส่วนใหญ่จะเกิดจากเงินรายได้ของประเทศที่มีในระดับสูง อยู่ในภาวะเกินดุล กองทุนฯ จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น ตลาดหุ้น พันธบัตร อสังหาฯ บริษัทต่าง ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนและสนับสุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจ หรืออาจจะเพื่อหาเงินทุนให้กับโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ประเทศที่มี SWF เช่น สวีเดน นอร์เวย์
    ..........................
    พลังงาน
    นโยบายทรัมป์ที่จะหนุนการขุดเจาะน้ำมันในประเทศ
    บริษัทขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐและทางซาอุฯ ปฏิเสธที่จะเพิ่มกำลังการผลิต
    บริษัทขุดเจาะสหรัฐ มุ่งความสนใจไปที่การลดต้นทุนและสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนมากกว่าจะลงทุนเพิ่ม
    ทรัมป์ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง (จากซัพพลายที่เพิ่ม) จะช่วยแก้ปัญหาให้กับหลาย ๆ ประเทศ
    ทรัมป์ออก executive order จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง ( sovereign wealth fund --U.S. government-owned investment fund) ระบุ กองทุนนี้จะเข้าลงทุนใน TikTok และสินทรัพย์อื่นที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเงินกองทุนจะมาจากการเก็บภาษีนำเข้า คาร์บอนเครดิต รายได้รัฐบาล *ทรัมป์ต้องการที่จะให้สหรัฐถือหุ้นใน tiktok 50% (เบื้องต้นยังไม่ระบุว่าจะให้ใครเข้าไปซื้ออย่างชัดเจน) **แต่อย่างไรก็ตามยังต้องผ่านสภาก่อน สหรัฐไม่เคยมีกองทุนความมั่งคั่งมาก่อน sovereign wealth fund เป็นกองทุนการลงทุนที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทำหน้าที่บริหารเงินของประเทศ ส่วนใหญ่จะเกิดจากเงินรายได้ของประเทศที่มีในระดับสูง อยู่ในภาวะเกินดุล กองทุนฯ จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น ตลาดหุ้น พันธบัตร อสังหาฯ บริษัทต่าง ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนและสนับสุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจ หรืออาจจะเพื่อหาเงินทุนให้กับโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ประเทศที่มี SWF เช่น สวีเดน นอร์เวย์ .......................... พลังงาน นโยบายทรัมป์ที่จะหนุนการขุดเจาะน้ำมันในประเทศ บริษัทขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐและทางซาอุฯ ปฏิเสธที่จะเพิ่มกำลังการผลิต บริษัทขุดเจาะสหรัฐ มุ่งความสนใจไปที่การลดต้นทุนและสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนมากกว่าจะลงทุนเพิ่ม ทรัมป์ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง (จากซัพพลายที่เพิ่ม) จะช่วยแก้ปัญหาให้กับหลาย ๆ ประเทศ
    0 Comments 0 Shares 398 Views 0 Reviews
  • มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างวัสดุนาโนที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงกว่าที่เคยมีมา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตได้ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างวัสดุนาโนที่มีความแข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็กกล้าคาร์บอน แต่มีน้ำหนักเบาเหมือนโฟมสไตโรโฟม การพัฒนานี้สามารถมีผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงอวกาศ

    ทีมวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ Tobin Filleter ได้สร้างวัสดุนาโนที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และสามารถปรับแต่งได้ วัสดุเหล่านี้ประกอบด้วยหน่วยย่อยขนาดเล็กเพียงไม่กี่ร้อยนาโนเมตร ซึ่งเล็กมากจนกว่า 100 หน่วยจะเรียงกันได้เพียงความหนาของเส้นผมมนุษย์

    นักวิจัยใช้การเพิ่มประสิทธิภาพแบบเบย์เซียน (Bayesian) หลายวัตถุประสงค์เพื่อทำนายรูปทรงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกระจายความเครียดและปรับปรุงอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักของการออกแบบนาโน อัลกอริทึมนี้ต้องการข้อมูลเพียง 400 จุดเท่านั้น ในขณะที่อัลกอริทึมอื่นๆ อาจต้องการมากกว่า 20,000 จุด ทำให้นักวิจัยสามารถทำงานกับชุดข้อมูลที่มีคุณภาพสูงและขนาดเล็กได้

    ทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบวัสดุนาโนคาร์บอนที่ได้รับการปรับแต่งโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3D แบบโพลิเมอไรเซชันสองโฟตอน วัสดุนาโนที่ได้รับการปรับแต่งนี้มีความแข็งแรงมากกว่าการออกแบบที่มีอยู่ถึงสองเท่า โดยสามารถทนต่อความเครียดได้ 2.03 เมกะปาสคาลต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตรต่อกิโลกรัมของความหนาแน่น ซึ่งแข็งแรงกว่าที่ไทเทเนียมถึงห้าเท่า

    ศาสตราจารย์ Filleter มองเห็นการใช้งานที่เป็นไปได้ในอุตสาหกรรมอวกาศ เช่น การสร้างชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบามากสำหรับเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และยานอวกาศ นักวิจัยคาดว่าการแทนที่ชิ้นส่วนไทเทเนียมบนเครื่องบินด้วยวัสดุใหม่นี้สามารถประหยัดน้ำมันได้ 80 ลิตรต่อปีสำหรับทุกกิโลกรัมของวัสดุที่ถูกแทนที่

    การวิจัยนี้เป็นการรวมเอาวิทยาศาสตร์วัสดุ การเรียนรู้ของเครื่อง เคมี และกลศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมีการร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศจากสถาบันเทคโนโลยีคาร์ลสรูเฮในเยอรมนี MIT และมหาวิทยาลัยไรซ์ ขั้นตอนต่อไปคือการปรับปรุงการขยายขนาดของการออกแบบวัสดุเหล่านี้ และสำรวจเมทริกซ์ใหม่ๆ ที่สามารถลดความหนาแน่นของวัสดุในขณะที่ยังคงความแข็งแรงและความแข็งแกร่งสูง

    https://www.techspot.com/news/106610-researchers-used-ai-build-groundbreaking-nanomaterials-lighter-stronger.html
    มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างวัสดุนาโนที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงกว่าที่เคยมีมา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตได้ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างวัสดุนาโนที่มีความแข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็กกล้าคาร์บอน แต่มีน้ำหนักเบาเหมือนโฟมสไตโรโฟม การพัฒนานี้สามารถมีผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงอวกาศ ทีมวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ Tobin Filleter ได้สร้างวัสดุนาโนที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และสามารถปรับแต่งได้ วัสดุเหล่านี้ประกอบด้วยหน่วยย่อยขนาดเล็กเพียงไม่กี่ร้อยนาโนเมตร ซึ่งเล็กมากจนกว่า 100 หน่วยจะเรียงกันได้เพียงความหนาของเส้นผมมนุษย์ นักวิจัยใช้การเพิ่มประสิทธิภาพแบบเบย์เซียน (Bayesian) หลายวัตถุประสงค์เพื่อทำนายรูปทรงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกระจายความเครียดและปรับปรุงอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักของการออกแบบนาโน อัลกอริทึมนี้ต้องการข้อมูลเพียง 400 จุดเท่านั้น ในขณะที่อัลกอริทึมอื่นๆ อาจต้องการมากกว่า 20,000 จุด ทำให้นักวิจัยสามารถทำงานกับชุดข้อมูลที่มีคุณภาพสูงและขนาดเล็กได้ ทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบวัสดุนาโนคาร์บอนที่ได้รับการปรับแต่งโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3D แบบโพลิเมอไรเซชันสองโฟตอน วัสดุนาโนที่ได้รับการปรับแต่งนี้มีความแข็งแรงมากกว่าการออกแบบที่มีอยู่ถึงสองเท่า โดยสามารถทนต่อความเครียดได้ 2.03 เมกะปาสคาลต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตรต่อกิโลกรัมของความหนาแน่น ซึ่งแข็งแรงกว่าที่ไทเทเนียมถึงห้าเท่า ศาสตราจารย์ Filleter มองเห็นการใช้งานที่เป็นไปได้ในอุตสาหกรรมอวกาศ เช่น การสร้างชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบามากสำหรับเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และยานอวกาศ นักวิจัยคาดว่าการแทนที่ชิ้นส่วนไทเทเนียมบนเครื่องบินด้วยวัสดุใหม่นี้สามารถประหยัดน้ำมันได้ 80 ลิตรต่อปีสำหรับทุกกิโลกรัมของวัสดุที่ถูกแทนที่ การวิจัยนี้เป็นการรวมเอาวิทยาศาสตร์วัสดุ การเรียนรู้ของเครื่อง เคมี และกลศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมีการร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศจากสถาบันเทคโนโลยีคาร์ลสรูเฮในเยอรมนี MIT และมหาวิทยาลัยไรซ์ ขั้นตอนต่อไปคือการปรับปรุงการขยายขนาดของการออกแบบวัสดุเหล่านี้ และสำรวจเมทริกซ์ใหม่ๆ ที่สามารถลดความหนาแน่นของวัสดุในขณะที่ยังคงความแข็งแรงและความแข็งแกร่งสูง https://www.techspot.com/news/106610-researchers-used-ai-build-groundbreaking-nanomaterials-lighter-stronger.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Researchers used AI to build groundbreaking nanomaterials lighter and stronger than titanium
    The research team, led by Professor Tobin Filleter, has engineered nanomaterials that offer unprecedented strength, weight, and customizability. These materials are composed of tiny building blocks, or...
    0 Comments 0 Shares 216 Views 0 Reviews
  • มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการพัฒนาคริสตัลหน่วยความจำ 5 มิติ (5D memory crystal) ที่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 360 เทราไบต์ (TB) และมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 14 พันล้านปี คริสตัลนี้ถูกพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน และมีชื่อเรียกว่า "Superman memory crystal" เนื่องจากความทนทานและความสามารถในการเก็บข้อมูลในระยะยาว

    คริสตัลหน่วยความจำ 5 มิติใช้เลเซอร์ความเร็วสูงในการเขียนข้อมูลลงในโครงสร้างนาโนภายในวัสดุซิลิกา ซึ่งทำให้ข้อมูลมีความทนทานต่อความร้อน แรงกระแทก และรังสีคอสมิก คริสตัลนี้สามารถเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งหมดได้ ซึ่งประกอบด้วยคู่เบสประมาณ 3 พันล้านคู่ที่จัดเรียงอยู่ในโครโมโซม 23 คู่ในนิวเคลียสของแต่ละเซลล์

    คริสตัลนี้ถูกเก็บไว้ใน Memory of Mankind archive ซึ่งเป็นแคปซูลเวลาที่ตั้งอยู่ในถ้ำเกลือในเมือง Hallstatt ประเทศออสเตรีย เพื่อรักษาประวัติศาสตร์และความรู้ของมนุษย์สำหรับคนรุ่นหลัง ข้อมูลที่ถูกเขียนลงในคริสตัลนี้ถูกอธิบายด้วยองค์ประกอบสากล เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน คาร์บอน และไนโตรเจน รวมถึงฐาน DNA สี่ตัวคือ อะดีนีน ไซโตซีน กัวนีน และไทมีน ที่ประกอบขึ้นเป็นรหัสพันธุกรรม

    อย่างไรก็ตาม การเขียนและการอ่านข้อมูลจากคริสตัลหน่วยความจำ 5 มิติต้องใช้ทักษะเฉพาะทางและอุปกรณ์ขั้นสูง ซึ่งทำให้การใช้งานในปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัด

    ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเก็บข้อมูลในระยะยาวและการรักษาข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ในอนาคต

    https://www.techradar.com/pro/eternal-5d-memory-crystal-capable-of-storing-360-tb-of-data-for-billions-of-years-now-holds-a-full-human-genome
    มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการพัฒนาคริสตัลหน่วยความจำ 5 มิติ (5D memory crystal) ที่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 360 เทราไบต์ (TB) และมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 14 พันล้านปี คริสตัลนี้ถูกพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน และมีชื่อเรียกว่า "Superman memory crystal" เนื่องจากความทนทานและความสามารถในการเก็บข้อมูลในระยะยาว คริสตัลหน่วยความจำ 5 มิติใช้เลเซอร์ความเร็วสูงในการเขียนข้อมูลลงในโครงสร้างนาโนภายในวัสดุซิลิกา ซึ่งทำให้ข้อมูลมีความทนทานต่อความร้อน แรงกระแทก และรังสีคอสมิก คริสตัลนี้สามารถเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งหมดได้ ซึ่งประกอบด้วยคู่เบสประมาณ 3 พันล้านคู่ที่จัดเรียงอยู่ในโครโมโซม 23 คู่ในนิวเคลียสของแต่ละเซลล์ คริสตัลนี้ถูกเก็บไว้ใน Memory of Mankind archive ซึ่งเป็นแคปซูลเวลาที่ตั้งอยู่ในถ้ำเกลือในเมือง Hallstatt ประเทศออสเตรีย เพื่อรักษาประวัติศาสตร์และความรู้ของมนุษย์สำหรับคนรุ่นหลัง ข้อมูลที่ถูกเขียนลงในคริสตัลนี้ถูกอธิบายด้วยองค์ประกอบสากล เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน คาร์บอน และไนโตรเจน รวมถึงฐาน DNA สี่ตัวคือ อะดีนีน ไซโตซีน กัวนีน และไทมีน ที่ประกอบขึ้นเป็นรหัสพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม การเขียนและการอ่านข้อมูลจากคริสตัลหน่วยความจำ 5 มิติต้องใช้ทักษะเฉพาะทางและอุปกรณ์ขั้นสูง ซึ่งทำให้การใช้งานในปัจจุบันยังคงมีข้อจำกัด ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเก็บข้อมูลในระยะยาวและการรักษาข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ในอนาคต https://www.techradar.com/pro/eternal-5d-memory-crystal-capable-of-storing-360-tb-of-data-for-billions-of-years-now-holds-a-full-human-genome
    WWW.TECHRADAR.COM
    'Eternal' 5D memory crystal capable of storing 360 TB of data for billions of years now holds a full human genome
    Specialized skills and advanced equipment are needed for data inscription and retrieval
    0 Comments 0 Shares 341 Views 0 Reviews
  • 23/1/68

    PM 2.5 หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช็ก 4 อาการเสี่ยงระดับรุนแรง

    ฝุ่น PM2.5 ทำให้ค่าอายุเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.78 ปี โดยกรมอนามัย ระบุ ผลกระทบต่อสุขภาพ ในระยะสั้น ไอ จาม ระคายเคืองผิวหนัง ผื่น คัน ระคายเคืองตา แสบตา ตาแดง ส่วนผลกระทบระยะยาว ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หัวใจวาย ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตสูง ,ระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ,เบาหวาน, มะเร็งปอด ,เสี่ยงแท้ง/คลอดก่อนกำหนด ,กระทบต่อพัฒนาการ/ระบบสมองของทารกและทารกแรกคลอดผิดปกติ/น้ำหนักน้อย

    4 อาการ เสี่ยงระดับรุนแรง
    การประเมินตนเองผ่านคลินิกมลพิษออนไลน์ หากมีอาการ 1 ใน 4 รายการนี้เพียง 1 ข้อ ถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์ ได้แก่

    แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

    หอบ หายใจเสียงดังวี๊ด

    เจ็บหน้าอก

    เหนื่อยมากจนต้องนั่งพักหรือทำงานไม่ได้

    ฝุ่น PM 2.5 ทำร้ายเซลล์หลอดเลือด

    พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ผอ.กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ข้อมูลสะสมตั้งแต่ ต.ค.2567-ม.ค.2568 มีรายงานผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคที่เฝ้าระวังประมาณ 1 ล้านราย มากที่สุดคือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นราว 2 แสนราย เป็นต้น

    การได้รับฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่อง กรณีที่ป่วยอยู่แล้ว ในระยะยาวจะทำให้ป่วยรุนแรง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือหอบหืดอยู่แล้ว แทนที่จะหายใจได้บ้างก็กลายเป็นหายใจลำบาก เพราะฝุ่นทำให้โรคไม่หายเสียที นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้รับสารเคมีตัวอื่นที่เกาะกับฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายได้ด้วย ฝุ่น PM 2.5 เข้าไปได้ลึกถึงถุงลม สารเคมีที่มาจับกับฝุ่นก็ลงไปได้ลึกเท่านั้น ที่กังวลคือการก่อมะเร็งปอดในอนาคต
    “ผลกระทบจริงๆ ของฝุ่น PM 2.5 เข้าไปทำร้ายเซลล์หลอดเลือด เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ เนื่องจากฝุ่น PM2.5 เข้าไปทำให้ผนังเส้นเลือดไม่แข็งแรง หรือกรณีที่เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคเกี่ยวกับสมองเพราะฝุ่น PM2.5 เข้าไปทำให้เส้นเลือดสมองไม่แข็งแรง ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย”พญ.ฉันทนากล่าว

    หากเป็นกรณีการอักเสบ เหมือนเป็นแผล ถ้าไม่มีฝุ่น PM2.5 เข้ามาทำให้เกิดการระคายเคืองอีก ก็สามารถหายได้ แต่กรณีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืดก็จะเข้าสู่ภาวะโรคปกติ เช่น ยังต้องพ่นยาอยู่ แต่ก็ไม่ต้องพ่นเยอะเหมือนช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 แต่ในส่วนของมะเร็งอาจจะต้องดูระยะยาว ต้องติดตาม

    พญ.ฉันทนา กล่าวอีกว่า มะเร็งปอดที่มาจากฝุ่น PM2.5 ยังต้องเก็บข้อมูลในระยะยาว แต่ก็เห็นตัวอย่างในหลายๆ ประเทศแล้ว แม้แต่ในไทยก็พบมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด ทั้งที่มีประวัติคลีนมาก ก็อาจเป็นเรื่องของฝุ่นเป็นหลัก ปัจจุบันคาดการณ์จากประเทศอื่นๆ ที่ทำวิจัย ส่วนในประเทศไทย กำลังมีการศึกษาวิจัยไปข้างหน้าว่ามันจะเกิดขึ้นไหม ยังไม่นานพอที่จะทำให้เห็นว่าเกี่ยวกับฝุ่น แต่ก็พอเห็นกรณีที่มีความเป็นไปได้ว่ามาจากฝุ่น

    ปัญหาฝุ่น PM2.5 มาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ คือ การเผาในที่โล่ง ซึ่งพบมากที่สุดในตอนนี้ ต่อมาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่ง นอกจากฝุ่น PM 2.5 ยังมีสารพิษที่น่ากลัว และน่ากังวลที่สามารถเกาะมากับ PM2.5 คือ สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon : PAHs) โดยเฉพาะการเผาไหม้ที่เกิดจากการเผายาง หรือการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ทำให้เกิดสาร PAHs เช่นกัน

    เสี่ยง โรคหัวใจ-สมองขาดเลือดเฉียบพลัน
    ขณะที่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ค่า PM2.5 ที่บ้านริมน้ำวัดได้สูงสุดตอนเจ็ดโมงเช้าที่ 102.9 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร(มคก./ลบ.ม.) ค่ารายชั่วโมงที่ 75 มคก./ลบ.ม. สำหรับคนทั่วไปอาจจะถึงขั้น เจ็บได้ คือ แสบจมูกและคอ ระคายเคืองตาและผิวหนัง

    แต่ถ้าขึ้นไปถึง 150 มคก./ลบ.ม. อาจตายได้ จากโรคหัวใจขาดเลือดและสมองขาดเลือดเฉียบพลัน สำหรับกลุ่มคนเปราะบาง ค่าเจ็บได้จะอยู่ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. จากโรคหืดและโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้กำเริบ โรคถุงลมโป่งพองกำเริบ โรคหัวใจและสมองกำเริบ ส่วนค่าที่อาจตายได้จะอยู่ที่ 75 มคก./ลบ.ม. หรือเอาง่าย ๆ คือ ครึ่งหนึ่งของคนปกติ

    มะเร็งปอดภาคเหนือสูง
    ดังที่ทราบว่าภาคเหนือมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 มานานนับ 10 ปี การศึกษาวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ในการเปรียบเทียบอัตราการตายของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด ตั้งแต่ปี 2553-2564 ระหว่าง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ พบว่าภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ และลำปาง มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบสัดส่วนของผู้ป่วยมะเร็งปอดในคนหนุ่มสาวของประชากรภาคเหนือสูงกว่าภาคอื่นๆ

    นอกจากนี้ งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มช. ยังบ่งบอกหลักฐานสนับสนุนความสัมพันธ์ของฝุ่น PM2.5 กับมะเร็ง โดยการศึกษาผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองในพื้นที่ อ.เชียงดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีค่า PM2.5 สูงอันดับต้นๆของจ.เชียงใหม่ โดยการขูดเซลล์บริเวณกระพุ้งแก้มของผู้ป่วยถุงลมโป่งพองไปตรวจ เปรียบเทียบกันระหว่างช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูงและช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 ต่ำ ผลปรากฏว่าในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง เซลล์กระพุ้งแก้มของผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลง บ่งบอกว่ายีนมีความผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลในระยะยาว จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ในอนาคต
    23/1/68 PM 2.5 หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช็ก 4 อาการเสี่ยงระดับรุนแรง ฝุ่น PM2.5 ทำให้ค่าอายุเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.78 ปี โดยกรมอนามัย ระบุ ผลกระทบต่อสุขภาพ ในระยะสั้น ไอ จาม ระคายเคืองผิวหนัง ผื่น คัน ระคายเคืองตา แสบตา ตาแดง ส่วนผลกระทบระยะยาว ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หัวใจวาย ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตสูง ,ระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ,เบาหวาน, มะเร็งปอด ,เสี่ยงแท้ง/คลอดก่อนกำหนด ,กระทบต่อพัฒนาการ/ระบบสมองของทารกและทารกแรกคลอดผิดปกติ/น้ำหนักน้อย 4 อาการ เสี่ยงระดับรุนแรง การประเมินตนเองผ่านคลินิกมลพิษออนไลน์ หากมีอาการ 1 ใน 4 รายการนี้เพียง 1 ข้อ ถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์ ได้แก่ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หอบ หายใจเสียงดังวี๊ด เจ็บหน้าอก เหนื่อยมากจนต้องนั่งพักหรือทำงานไม่ได้ ฝุ่น PM 2.5 ทำร้ายเซลล์หลอดเลือด พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ผอ.กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ข้อมูลสะสมตั้งแต่ ต.ค.2567-ม.ค.2568 มีรายงานผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคที่เฝ้าระวังประมาณ 1 ล้านราย มากที่สุดคือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นราว 2 แสนราย เป็นต้น การได้รับฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่อง กรณีที่ป่วยอยู่แล้ว ในระยะยาวจะทำให้ป่วยรุนแรง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือหอบหืดอยู่แล้ว แทนที่จะหายใจได้บ้างก็กลายเป็นหายใจลำบาก เพราะฝุ่นทำให้โรคไม่หายเสียที นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้รับสารเคมีตัวอื่นที่เกาะกับฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายได้ด้วย ฝุ่น PM 2.5 เข้าไปได้ลึกถึงถุงลม สารเคมีที่มาจับกับฝุ่นก็ลงไปได้ลึกเท่านั้น ที่กังวลคือการก่อมะเร็งปอดในอนาคต “ผลกระทบจริงๆ ของฝุ่น PM 2.5 เข้าไปทำร้ายเซลล์หลอดเลือด เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ เนื่องจากฝุ่น PM2.5 เข้าไปทำให้ผนังเส้นเลือดไม่แข็งแรง หรือกรณีที่เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคเกี่ยวกับสมองเพราะฝุ่น PM2.5 เข้าไปทำให้เส้นเลือดสมองไม่แข็งแรง ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย”พญ.ฉันทนากล่าว หากเป็นกรณีการอักเสบ เหมือนเป็นแผล ถ้าไม่มีฝุ่น PM2.5 เข้ามาทำให้เกิดการระคายเคืองอีก ก็สามารถหายได้ แต่กรณีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืดก็จะเข้าสู่ภาวะโรคปกติ เช่น ยังต้องพ่นยาอยู่ แต่ก็ไม่ต้องพ่นเยอะเหมือนช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 แต่ในส่วนของมะเร็งอาจจะต้องดูระยะยาว ต้องติดตาม พญ.ฉันทนา กล่าวอีกว่า มะเร็งปอดที่มาจากฝุ่น PM2.5 ยังต้องเก็บข้อมูลในระยะยาว แต่ก็เห็นตัวอย่างในหลายๆ ประเทศแล้ว แม้แต่ในไทยก็พบมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด ทั้งที่มีประวัติคลีนมาก ก็อาจเป็นเรื่องของฝุ่นเป็นหลัก ปัจจุบันคาดการณ์จากประเทศอื่นๆ ที่ทำวิจัย ส่วนในประเทศไทย กำลังมีการศึกษาวิจัยไปข้างหน้าว่ามันจะเกิดขึ้นไหม ยังไม่นานพอที่จะทำให้เห็นว่าเกี่ยวกับฝุ่น แต่ก็พอเห็นกรณีที่มีความเป็นไปได้ว่ามาจากฝุ่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 มาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ คือ การเผาในที่โล่ง ซึ่งพบมากที่สุดในตอนนี้ ต่อมาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่ง นอกจากฝุ่น PM 2.5 ยังมีสารพิษที่น่ากลัว และน่ากังวลที่สามารถเกาะมากับ PM2.5 คือ สารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon : PAHs) โดยเฉพาะการเผาไหม้ที่เกิดจากการเผายาง หรือการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ทำให้เกิดสาร PAHs เช่นกัน เสี่ยง โรคหัวใจ-สมองขาดเลือดเฉียบพลัน ขณะที่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ค่า PM2.5 ที่บ้านริมน้ำวัดได้สูงสุดตอนเจ็ดโมงเช้าที่ 102.9 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร(มคก./ลบ.ม.) ค่ารายชั่วโมงที่ 75 มคก./ลบ.ม. สำหรับคนทั่วไปอาจจะถึงขั้น เจ็บได้ คือ แสบจมูกและคอ ระคายเคืองตาและผิวหนัง แต่ถ้าขึ้นไปถึง 150 มคก./ลบ.ม. อาจตายได้ จากโรคหัวใจขาดเลือดและสมองขาดเลือดเฉียบพลัน สำหรับกลุ่มคนเปราะบาง ค่าเจ็บได้จะอยู่ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. จากโรคหืดและโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้กำเริบ โรคถุงลมโป่งพองกำเริบ โรคหัวใจและสมองกำเริบ ส่วนค่าที่อาจตายได้จะอยู่ที่ 75 มคก./ลบ.ม. หรือเอาง่าย ๆ คือ ครึ่งหนึ่งของคนปกติ มะเร็งปอดภาคเหนือสูง ดังที่ทราบว่าภาคเหนือมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 มานานนับ 10 ปี การศึกษาวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ในการเปรียบเทียบอัตราการตายของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด ตั้งแต่ปี 2553-2564 ระหว่าง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ พบว่าภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ และลำปาง มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบสัดส่วนของผู้ป่วยมะเร็งปอดในคนหนุ่มสาวของประชากรภาคเหนือสูงกว่าภาคอื่นๆ นอกจากนี้ งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มช. ยังบ่งบอกหลักฐานสนับสนุนความสัมพันธ์ของฝุ่น PM2.5 กับมะเร็ง โดยการศึกษาผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองในพื้นที่ อ.เชียงดาว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีค่า PM2.5 สูงอันดับต้นๆของจ.เชียงใหม่ โดยการขูดเซลล์บริเวณกระพุ้งแก้มของผู้ป่วยถุงลมโป่งพองไปตรวจ เปรียบเทียบกันระหว่างช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูงและช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 ต่ำ ผลปรากฏว่าในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง เซลล์กระพุ้งแก้มของผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลง บ่งบอกว่ายีนมีความผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลในระยะยาว จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ในอนาคต
    0 Comments 0 Shares 1086 Views 0 Reviews
  • อุตสาหกรรมพลังงานกำลังใช้แนวคิด "net-zero hero" เพื่อเปลี่ยนความรับผิดชอบในการลดการปล่อยคาร์บอนให้กับผู้บริโภค! แนวคิดนี้หมายถึงการกระทำที่ผู้บริโภคทำเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

    การวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์พบว่า แนวคิดนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมพลังงานลดความรับผิดชอบของตนเองในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยการเน้นให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบหลัก การวิจัยนี้วิเคราะห์รายงานสาธารณะและข่าวประชาสัมพันธ์จากอุตสาหกรรมพลังงานในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2022 และพบว่าแนวคิด "net-zero hero" ถูกส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

    ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวถึง 14.51 ตันต่อคน และอุตสาหกรรมพลังงานคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวที่ 13.64 ตันต่อคน

    การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การเน้นให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนอาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกหมดหวังและไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก นอกจากนี้ การสร้าง "ตลาดในจินตนาการ" ของผู้บริโภคพลังงานขนาดเล็กที่ทุกคนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกันในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด อาจทำให้ความรับผิดชอบขององค์กรใหญ่ ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถูกลดลง

    https://www.techspot.com/news/106422-energy-industry-using-net-zero-hero-narrative-shifting.html
    อุตสาหกรรมพลังงานกำลังใช้แนวคิด "net-zero hero" เพื่อเปลี่ยนความรับผิดชอบในการลดการปล่อยคาร์บอนให้กับผู้บริโภค! แนวคิดนี้หมายถึงการกระทำที่ผู้บริโภคทำเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า การวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์พบว่า แนวคิดนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมพลังงานลดความรับผิดชอบของตนเองในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยการเน้นให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบหลัก การวิจัยนี้วิเคราะห์รายงานสาธารณะและข่าวประชาสัมพันธ์จากอุตสาหกรรมพลังงานในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2022 และพบว่าแนวคิด "net-zero hero" ถูกส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวถึง 14.51 ตันต่อคน และอุตสาหกรรมพลังงานคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการปล่อยก๊าซทั้งหมดของประเทศ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวที่ 13.64 ตันต่อคน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การเน้นให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนอาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกหมดหวังและไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก นอกจากนี้ การสร้าง "ตลาดในจินตนาการ" ของผู้บริโภคพลังงานขนาดเล็กที่ทุกคนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกันในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด อาจทำให้ความรับผิดชอบขององค์กรใหญ่ ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถูกลดลง https://www.techspot.com/news/106422-energy-industry-using-net-zero-hero-narrative-shifting.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    The energy industry is using a "net-zero hero" narrative shifting blame to consumers
    The energy sector's narrative of individual responsibility in combating climate change is being challenged by new research from the University of Sydney. The study, which analyzed hundreds...
    0 Comments 0 Shares 329 Views 0 Reviews
  • "อันตรายแต่น่าทึ่ง" ลุงขอเตือนว่าอย่าได้ทำตามโดยไม่มีความรู้มากพอต่อการป้องกันอันตรายจากรังสีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และอาจจะขัดกับกฎหมายความปลอดภัยต่างๆ ได้

    มีชายคนหนึ่งในแคนาดาที่สามารถสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์ที่บ้านได้ด้วยงบประมาณเพียง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ! เขาใช้ AI ของ Anthropic ที่ชื่อว่า Claude เพื่อช่วยในการค้นคว้าและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์นี้

    ชายคนนี้ชื่อ Hudzah ได้ถ่ายทอดสดการทดลองของเขาผ่านแพลตฟอร์ม X และใช้วัสดุที่หาได้ง่าย เช่น ไฮโดรคาร์บอนและดีเทอเรียมออกไซด์ (น้ำมวลหนัก) Claude ช่วยเขาในการค้นหาข้อมูลและคำแนะนำในการสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์ และ OpenAI's o1 Pro ช่วยในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการประกอบและการเดินสายไฟฟ้า

    เป้าหมายของ Hudzah คือการสร้างฟิวเซอร์เพื่อตรวจจับนิวตรอน เขาใช้เวลาสองวันในการประกอบชิ้นส่วนและตรวจสอบว่าห้องสูญญากาศสามารถรักษาความดันต่ำได้ถึง 3 mTorr (คิดเป็นประมาณ 0.000395% ของความดันบรรยากาศปกติ) หลังจากนั้นเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการหาหม้อแปลงไฟฟ้าและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนสามารถสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์ได้สำเร็จ

    ฟิวเซอร์ (fusor) ทำงานโดยการสร้างสนามไฟฟ้าสูงเพื่อเร่งอนุภาคไฮโดรเจน (เช่น ดิวเทอเรียม) ให้ชนกันที่ความเร็วสูงในห้องสูญญากาศที่มีความดันต่ำมาก ๆ เมื่ออนุภาคไฮโดรเจนชนกันที่ความเร็วสูง พวกมันจะรวมตัวกันเป็นนิวเคลียสที่หนักขึ้นและปล่อยพลังงานออกมาในรูปของนิวตรอนและรังสีเอกซ์

    Hudzah เตือนว่าการทดลองนี้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากนิวตรอนและรังสีเอกซ์ที่ปล่อยออกมาสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ และควรใช้แผ่นตะกั่วเพื่อป้องกัน เขายังกล่าวว่า AI ช่วยเขาในการแก้ไขปัญหาและประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

    https://wccftech.com/man-achieves-nuclear-fusion-at-home-in-3000-with-help-from-ai/
    "อันตรายแต่น่าทึ่ง" ลุงขอเตือนว่าอย่าได้ทำตามโดยไม่มีความรู้มากพอต่อการป้องกันอันตรายจากรังสีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และอาจจะขัดกับกฎหมายความปลอดภัยต่างๆ ได้ มีชายคนหนึ่งในแคนาดาที่สามารถสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์ที่บ้านได้ด้วยงบประมาณเพียง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ! เขาใช้ AI ของ Anthropic ที่ชื่อว่า Claude เพื่อช่วยในการค้นคว้าและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์นี้ ชายคนนี้ชื่อ Hudzah ได้ถ่ายทอดสดการทดลองของเขาผ่านแพลตฟอร์ม X และใช้วัสดุที่หาได้ง่าย เช่น ไฮโดรคาร์บอนและดีเทอเรียมออกไซด์ (น้ำมวลหนัก) Claude ช่วยเขาในการค้นหาข้อมูลและคำแนะนำในการสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์ และ OpenAI's o1 Pro ช่วยในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการประกอบและการเดินสายไฟฟ้า เป้าหมายของ Hudzah คือการสร้างฟิวเซอร์เพื่อตรวจจับนิวตรอน เขาใช้เวลาสองวันในการประกอบชิ้นส่วนและตรวจสอบว่าห้องสูญญากาศสามารถรักษาความดันต่ำได้ถึง 3 mTorr (คิดเป็นประมาณ 0.000395% ของความดันบรรยากาศปกติ) หลังจากนั้นเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการหาหม้อแปลงไฟฟ้าและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนสามารถสร้างฟิวชั่นนิวเคลียร์ได้สำเร็จ ฟิวเซอร์ (fusor) ทำงานโดยการสร้างสนามไฟฟ้าสูงเพื่อเร่งอนุภาคไฮโดรเจน (เช่น ดิวเทอเรียม) ให้ชนกันที่ความเร็วสูงในห้องสูญญากาศที่มีความดันต่ำมาก ๆ เมื่ออนุภาคไฮโดรเจนชนกันที่ความเร็วสูง พวกมันจะรวมตัวกันเป็นนิวเคลียสที่หนักขึ้นและปล่อยพลังงานออกมาในรูปของนิวตรอนและรังสีเอกซ์ Hudzah เตือนว่าการทดลองนี้มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากนิวตรอนและรังสีเอกซ์ที่ปล่อยออกมาสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ และควรใช้แผ่นตะกั่วเพื่อป้องกัน เขายังกล่าวว่า AI ช่วยเขาในการแก้ไขปัญหาและประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว https://wccftech.com/man-achieves-nuclear-fusion-at-home-in-3000-with-help-from-ai/
    WCCFTECH.COM
    Man Allegedly Achieves Nuclear Fusion At Home In $3,000 With Help From AI
    A man in Canada has achieved nuclear fusion at home in just $3,000 by using AI for help and building a custom setup.
    0 Comments 0 Shares 250 Views 0 Reviews
More Results