• ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้

    งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด

    เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด

    ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing

    เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก : AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon

    แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI

    โดยรวมแล้ว CES 2026 คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป

    #ลุงเขียนหลานอ่าน
    ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้ 🚀 งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส 📍 รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ 📰 เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ✨ ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 🤖 Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 👀 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก 📊: AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect ⚠️ เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI โดยรวมแล้ว CES 2026 ⭐ คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป #ลุงเขียนหลานอ่าน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2 มุมมอง 0 รีวิว
  • สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก

    รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น

    การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที

    Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ
    หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

    หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย
    อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร

    อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ

    ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X
    แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ

    ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้

    Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ
    Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่
    การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา
    เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ

    Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก
    Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK
    เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี
    แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก
    ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK
    ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน
    การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    🇬🇧 สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที 🚨 Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย 💠 อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก 💠 หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ 🧨 ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้ 🗣️ Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ ➡️ การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา ➡️ เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ ✅ Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก ➡️ Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก ➡️ อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK ➡️ เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ⛔ แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก ⛔ ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์ ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK ⛔ ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน ⛔ การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Jensen Huang: “God AI ไม่มีอยู่จริง” — ซีอีโอ Nvidia โต้กระแส Doomer ว่าทำร้ายวงการอย่างรุนแรง

    Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ No Priors โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่ากระแส “doomer narrative” หรือแนวคิดที่ว่า AI จะทำลายโลก เป็นสิ่งที่ “ทำร้ายอย่างมาก” ทั้งต่ออุตสาหกรรม ผู้คน และรัฐบาล เขามองว่าผู้มีอิทธิพลหลายคนกำลังสร้างภาพ AI แบบไซไฟเกินจริง จนทำให้สังคมหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น

    “God AI” ยังห่างไกลระดับจักรวาล ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้
    Huang ระบุว่าแนวคิด “God AI” — AI ที่เข้าใจทุกภาษา ตั้งแต่ภาษามนุษย์ไปจนถึงภาษาของโมเลกุล โปรตีน และฟิสิกส์ — เป็นสิ่งที่ไม่มีนักวิจัยคนใดมีความสามารถสร้างได้ในตอนนี้ และถ้าจะเกิดขึ้นจริงก็ต้องเป็นระดับ “จักรวาลหรือพระคัมภีร์” ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในเร็ววันหรือ “สัปดาห์หน้า” อย่างที่บางคนกังวล

    เขายังเสริมว่าเขา “ไม่ต้องการให้มี God AI” เพราะการมีอำนาจรวมศูนย์ในบริษัทหรือรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป และถ้าจะไปถึงจุดนั้น “เราควรหยุดทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้”

    AI ควรถูกใช้เพื่อยกระดับมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้หวาดกลัว
    Huang ย้ำว่าเป้าหมายของ AI ควรเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ เช่น การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเขาเคยกล่าวว่า “หุ่นยนต์คือ AI immigrants” ที่จะช่วยเติมเต็มแรงงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่าผลลัพธ์ในโลกจริงยังไม่สวยงามนัก เช่น งานวิจัยจาก Stanford ที่พบว่าประกาศรับสมัครงานลดลง 13% ใน 3 ปี และ 95% ของโครงการ AI ไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทตามรายงานของ Fortune

    แม้มีข้อกังวล แต่การลงทุนด้าน AI ยังคงพุ่งทะยาน
    แม้จะมีเสียงวิจารณ์และความกังวล แต่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง เช่น Meta ที่เพิ่งประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 กิกะวัตต์เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ตามแนวทางเดียวกับโครงการ Stargate ของ OpenAI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    มุมมองของ Jensen Huang ต่อ AI
    “God AI” เป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้
    ไม่ต้องการให้มี AI ระดับพระเจ้าเพราะอันตรายต่อมนุษยชาติ
    เชื่อว่ากระแส doomer ทำร้ายวงการและสังคมอย่างมาก

    สถานการณ์ AI ในโลกจริง
    AI ยังไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทส่วนใหญ่
    จำนวนงานลดลงบางส่วนจากการนำ AI มาใช้
    อุตสาหกรรมยังคงลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐาน AI

    ข้อกังวลที่ต้องจับตา
    ความกลัว AI อาจทำให้เกิดนโยบายที่จำกัดนวัตกรรม
    การรวมศูนย์อำนาจ AI ในองค์กรใหญ่เสี่ยงต่อความมั่นคง
    การลงทุนด้านพลังงานมหาศาลอาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/jensen-huang-claims-that-god-ai-is-a-myth-nvidia-chief-says-doomer-narrative-is-extremely-hurtful
    🤖 Jensen Huang: “God AI ไม่มีอยู่จริง” — ซีอีโอ Nvidia โต้กระแส Doomer ว่าทำร้ายวงการอย่างรุนแรง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ No Priors โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่ากระแส “doomer narrative” หรือแนวคิดที่ว่า AI จะทำลายโลก เป็นสิ่งที่ “ทำร้ายอย่างมาก” ทั้งต่ออุตสาหกรรม ผู้คน และรัฐบาล เขามองว่าผู้มีอิทธิพลหลายคนกำลังสร้างภาพ AI แบบไซไฟเกินจริง จนทำให้สังคมหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น 🛑 “God AI” ยังห่างไกลระดับจักรวาล ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้ Huang ระบุว่าแนวคิด “God AI” — AI ที่เข้าใจทุกภาษา ตั้งแต่ภาษามนุษย์ไปจนถึงภาษาของโมเลกุล โปรตีน และฟิสิกส์ — เป็นสิ่งที่ไม่มีนักวิจัยคนใดมีความสามารถสร้างได้ในตอนนี้ และถ้าจะเกิดขึ้นจริงก็ต้องเป็นระดับ “จักรวาลหรือพระคัมภีร์” ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในเร็ววันหรือ “สัปดาห์หน้า” อย่างที่บางคนกังวล เขายังเสริมว่าเขา “ไม่ต้องการให้มี God AI” เพราะการมีอำนาจรวมศูนย์ในบริษัทหรือรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป และถ้าจะไปถึงจุดนั้น “เราควรหยุดทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้” 🧠 AI ควรถูกใช้เพื่อยกระดับมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้หวาดกลัว Huang ย้ำว่าเป้าหมายของ AI ควรเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ เช่น การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเขาเคยกล่าวว่า “หุ่นยนต์คือ AI immigrants” ที่จะช่วยเติมเต็มแรงงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่าผลลัพธ์ในโลกจริงยังไม่สวยงามนัก เช่น งานวิจัยจาก Stanford ที่พบว่าประกาศรับสมัครงานลดลง 13% ใน 3 ปี และ 95% ของโครงการ AI ไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทตามรายงานของ Fortune ⚡ แม้มีข้อกังวล แต่การลงทุนด้าน AI ยังคงพุ่งทะยาน แม้จะมีเสียงวิจารณ์และความกังวล แต่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง เช่น Meta ที่เพิ่งประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 กิกะวัตต์เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ตามแนวทางเดียวกับโครงการ Stargate ของ OpenAI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ มุมมองของ Jensen Huang ต่อ AI ➡️ “God AI” เป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ ➡️ ไม่ต้องการให้มี AI ระดับพระเจ้าเพราะอันตรายต่อมนุษยชาติ ➡️ เชื่อว่ากระแส doomer ทำร้ายวงการและสังคมอย่างมาก ✅ สถานการณ์ AI ในโลกจริง ➡️ AI ยังไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทส่วนใหญ่ ➡️ จำนวนงานลดลงบางส่วนจากการนำ AI มาใช้ ➡️ อุตสาหกรรมยังคงลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐาน AI ‼️ ข้อกังวลที่ต้องจับตา ⛔ ความกลัว AI อาจทำให้เกิดนโยบายที่จำกัดนวัตกรรม ⛔ การรวมศูนย์อำนาจ AI ในองค์กรใหญ่เสี่ยงต่อความมั่นคง ⛔ การลงทุนด้านพลังงานมหาศาลอาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/jensen-huang-claims-that-god-ai-is-a-myth-nvidia-chief-says-doomer-narrative-is-extremely-hurtful
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • โดรน 3D‑Printed ที่เร็วที่สุดในโลก! พุ่งทะลุ 408 mph ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง

    โดรน Peregreen V4 ที่สร้างโดยวิศวกรและยูทูบเบอร์ Luke Maximo Bell ร่วมกับคุณพ่อ ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ว่าเป็น โดรนที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วเฉลี่ยสองรันที่ 657 km/h และความเร็วสูงสุดพร้อมแรงลมส่งที่ 408 mph (659 km/h) ความสำเร็จนี้ทำให้ทั้งคู่กลับมาครองตำแหน่งอีกครั้ง หลังจากถูกทำลายสถิติโดยวิศวกรออสเตรเลีย Ben Biggs ในปีที่ผ่านมา

    โครงสร้าง 3D‑Printed เต็มรูปแบบ + การออกแบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง
    ตัวโดรนถูกพิมพ์ด้วย Bambu Lab H2D โดยใช้วัสดุหลายชนิด เช่น PETG, PA6‑CF และ TPU เพื่อให้ได้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และทนความร้อนตามต้องการ โครงสร้างถูกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพื่อให้ผิวเรียบและลดแรงต้านอากาศอย่างมาก ทีมงานใช้ CFD (Computational Fluid Dynamics) และแพลตฟอร์ม AirShaper เพื่อปรับแต่งรูปทรงให้ลู่ลมที่สุด ก่อนจะขัดและขัดเงาเพื่อให้ได้ผิวที่สมบูรณ์แบบ

    มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ = ความเร็วระดับจรวด
    ทีมงานทดสอบมอเตอร์หลายรุ่น เช่น AOS Supernova และ AMX 2826 ก่อนเลือก T‑Motor 3120 เพราะให้ความเสถียรด้านอุณหภูมิและไม่เกิดการสึกหรอระหว่างทดสอบ พวกเขายังเพิ่มค่า KV จาก 800 เป็น 900 เพื่อให้รอบสูงขึ้นและทำความเร็วปลายได้มากกว่าเดิม ใบพัดถูกตัดจากขนาด 7×5 นิ้วเหลือประมาณ 6 นิ้วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงมากๆ

    มากกว่าสถิติ — เป็นสัญลักษณ์ของยุค DIY ที่พัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดด
    Peregreen V4 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับอากาศยานที่เคยต้องใช้ห้องแลปเฉพาะทาง ตอนนี้สามารถทำได้ด้วย 3D printer บนโต๊ะทำงาน + ซอฟต์แวร์จำลอง + ความพยายามไม่ย่อท้อ โลกของ DIY drone กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเร็วระดับ 600–700 km/h อาจกลายเป็นมาตรฐาน และ Luke เองก็ทิ้งท้ายว่า “สถิตินี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน” เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทำลายมันในเร็วๆ นี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถิติใหม่ระดับโลก
    ความเร็วสูงสุด 659 km/h และเฉลี่ยสองรัน 657 km/h
    เร็วกว่าเจ้าของสถิติก่อนหน้า 14 km/h

    เทคโนโลยีและการออกแบบ
    โครงสร้าง 3D‑printed เต็มรูปแบบด้วย Bambu Lab H2D
    ใช้ CFD และ AirShaper ปรับอากาศพลศาสตร์
    มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    ความเร็วระดับนี้ต้องการพื้นที่ทดสอบปลอดภัยสูง
    ความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้
    ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์

    สิ่งที่ต้องจับตา
    ใครจะเป็นผู้ท้าชิงสถิติรายต่อไป
    การพัฒนาใบพัดและมอเตอร์รุ่นใหม่สำหรับความเร็วเกิน 700 km/h
    บทบาทของ 3D printing ในวงการอากาศยานขนาดเล็ก

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/fully-3d-printed-drone-capable-of-flying-at-408-mph-is-the-fastest-in-the-world-father-son-duo-reclaim-guinness-world-record-title-with-diy-quadcopter
    🚀 โดรน 3D‑Printed ที่เร็วที่สุดในโลก! พุ่งทะลุ 408 mph ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง โดรน Peregreen V4 ที่สร้างโดยวิศวกรและยูทูบเบอร์ Luke Maximo Bell ร่วมกับคุณพ่อ ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ว่าเป็น โดรนที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วเฉลี่ยสองรันที่ 657 km/h และความเร็วสูงสุดพร้อมแรงลมส่งที่ 408 mph (659 km/h) ความสำเร็จนี้ทำให้ทั้งคู่กลับมาครองตำแหน่งอีกครั้ง หลังจากถูกทำลายสถิติโดยวิศวกรออสเตรเลีย Ben Biggs ในปีที่ผ่านมา 🧩 โครงสร้าง 3D‑Printed เต็มรูปแบบ + การออกแบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง ตัวโดรนถูกพิมพ์ด้วย Bambu Lab H2D โดยใช้วัสดุหลายชนิด เช่น PETG, PA6‑CF และ TPU เพื่อให้ได้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และทนความร้อนตามต้องการ โครงสร้างถูกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพื่อให้ผิวเรียบและลดแรงต้านอากาศอย่างมาก ทีมงานใช้ CFD (Computational Fluid Dynamics) และแพลตฟอร์ม AirShaper เพื่อปรับแต่งรูปทรงให้ลู่ลมที่สุด ก่อนจะขัดและขัดเงาเพื่อให้ได้ผิวที่สมบูรณ์แบบ ⚡ มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ = ความเร็วระดับจรวด ทีมงานทดสอบมอเตอร์หลายรุ่น เช่น AOS Supernova และ AMX 2826 ก่อนเลือก T‑Motor 3120 เพราะให้ความเสถียรด้านอุณหภูมิและไม่เกิดการสึกหรอระหว่างทดสอบ พวกเขายังเพิ่มค่า KV จาก 800 เป็น 900 เพื่อให้รอบสูงขึ้นและทำความเร็วปลายได้มากกว่าเดิม ใบพัดถูกตัดจากขนาด 7×5 นิ้วเหลือประมาณ 6 นิ้วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงมากๆ 🏁 มากกว่าสถิติ — เป็นสัญลักษณ์ของยุค DIY ที่พัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดด Peregreen V4 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับอากาศยานที่เคยต้องใช้ห้องแลปเฉพาะทาง ตอนนี้สามารถทำได้ด้วย 3D printer บนโต๊ะทำงาน + ซอฟต์แวร์จำลอง + ความพยายามไม่ย่อท้อ โลกของ DIY drone กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเร็วระดับ 600–700 km/h อาจกลายเป็นมาตรฐาน และ Luke เองก็ทิ้งท้ายว่า “สถิตินี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน” เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทำลายมันในเร็วๆ นี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถิติใหม่ระดับโลก ➡️ ความเร็วสูงสุด 659 km/h และเฉลี่ยสองรัน 657 km/h ➡️ เร็วกว่าเจ้าของสถิติก่อนหน้า 14 km/h ✅ เทคโนโลยีและการออกแบบ ➡️ โครงสร้าง 3D‑printed เต็มรูปแบบด้วย Bambu Lab H2D ➡️ ใช้ CFD และ AirShaper ปรับอากาศพลศาสตร์ ➡️ มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ ความเร็วระดับนี้ต้องการพื้นที่ทดสอบปลอดภัยสูง ⛔ ความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้ ⛔ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตา ⛔ ใครจะเป็นผู้ท้าชิงสถิติรายต่อไป ⛔ การพัฒนาใบพัดและมอเตอร์รุ่นใหม่สำหรับความเร็วเกิน 700 km/h ⛔ บทบาทของ 3D printing ในวงการอากาศยานขนาดเล็ก https://www.tomshardware.com/3d-printing/fully-3d-printed-drone-capable-of-flying-at-408-mph-is-the-fastest-in-the-world-father-son-duo-reclaim-guinness-world-record-title-with-diy-quadcopter
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Fully 3D-printed drone capable of flying at 408 mph is the fastest in the world
    The Peregreen V4 reclaimed the world’s fastest drone title after pushing past a rival’s 626 kmph record.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่

    บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง

    N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด
    N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม
    GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores)
    CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace
    พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek

    ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย

    ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ

    ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ
    Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X
    หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2
    อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่
    การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย

    สเปกและความสำคัญของ N1X
    GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์
    เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค
    ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek

    เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์
    Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ
    ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
    Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่
    Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่
    ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    🚀 Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่ บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง 💻 N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม 💠 GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores) 💠 CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace 💠 พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย 🏁 ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ 🧠 ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X ➡️ หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2 ➡️ อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่ ➡️ การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย ✅ สเปกและความสำคัญของ N1X ➡️ GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์ ➡️ เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค ➡️ ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek ‼️ เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ ⛔ ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์ ⛔ Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ ⛔ ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ⛔ Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่ ⛔ Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่ ⛔ ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial

    Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

    Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น

    แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี

    Micron ชี้แจงการปิด Crucial
    ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI
    ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus

    สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก
    ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ
    ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง
    ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง
    การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา

    แนวโน้มในอนาคต
    โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028
    ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม
    ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    🏭 Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี ✅ Micron ชี้แจงการปิด Crucial ➡️ ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI ➡️ ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus ✅ สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก ➡️ ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ ➡️ ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง ⛔ ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง ⛔ การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา ‼️ แนวโน้มในอนาคต ⛔ โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028 ⛔ ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย

    บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

    ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ
    ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง:
    mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน,
    Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย,
    Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง

    บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน
    ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก

    สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน
    อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting
    mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย
    Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย
    Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ

    สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี
    Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน
    Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos
    Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom
    ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก

    ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น
    ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน
    การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง
    แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

    ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting
    ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย
    ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall
    ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป

    https://fulghum.io/self-hosting
    📰 2026: ปีทองของการ Self‑Hosting – เมื่อ AI Agents ทำให้ทุกคนตั้งเซิร์ฟเวอร์เองได้ง่ายกว่าที่เคย บทความชี้ว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการ self‑hosting เพราะสิ่งที่เคยยาก—ตั้งแต่การคอนฟิก Docker, reverse proxy, ไปจนถึงการดูแล uptime—กำลังถูกแทนที่ด้วย “CLI agents” อย่าง Claude Code ที่สามารถจัดการทุกอย่างแทนผู้ใช้ได้เกือบทั้งหมด ผู้เขียนเล่าว่าเดิมทีอยาก self‑host มานานแต่ท้อกับความยุ่งยาก จนกระทั่งลองใช้ AI agent บนเซิร์ฟเวอร์จริง แล้วพบว่ามันสามารถตั้งค่าระบบทั้งหมดตามที่อธิบายเป็นภาษาคนธรรมดาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว 🖥️ ฮาร์ดแวร์ราคาถูก + Tailscale + Claude Code = สูตรสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้ self‑hosting “ง่ายและสนุก” ในปีนี้ประกอบด้วย 3 อย่าง: 💠 mini PC ราคาถูกแต่แรงพอสำหรับงานบ้าน, 💠 Tailscale ที่ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย, 💠 Claude Code ที่ทำหน้าที่เหมือน sysadmin ส่วนตัว ผู้เขียนใช้ Beelink Mini N150 ราคาไม่ถึง $400 แล้วติดตั้ง Ubuntu Server, Tailscale และ Claude Code จากนั้นเพียงสั่งงานด้วยประโยคธรรมดา เช่น “ตั้ง Docker + Caddy + Vaultwarden ให้ที” แล้วปล่อยให้ AI ทำงานทั้งหมดเอง 🧩 บริการที่ self‑host ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผู้เขียนติดตั้งบริการหลายอย่างที่แทน SaaS ยอดนิยม เช่น Vaultwarden (แทน Bitwarden), Immich (แทน Google Photos), Plex, Home Assistant และ Readeck ซึ่งทั้งหมดทำงานใน Docker และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ผ่าน dashboard ที่ Claude Code สร้างให้แบบอัตโนมัติ ความน่าประทับใจคือระบบทั้งหมดใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความรู้สึก “เป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ” โดยไม่ต้องพึ่งบริการภายนอก 🔐 สำรองข้อมูลอัตโนมัติแบบมืออาชีพ แต่ตั้งง่ายเหมือนสั่งเพื่อน อีกจุดเด่นคือระบบ backup ที่ตั้งได้ง่ายมาก ผู้เขียนเพียงบอก Claude ให้สำรองข้อมูลลง USB drive ทุกวัน และส่งขึ้น AWS Glacier Deep Archive ทุกสัปดาห์ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เซนต์ต่อเดือน ทำให้ self‑hosting ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสนุก แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้ในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมปี 2026 ถึงเป็นปีของ self‑hosting ➡️ mini PC ราคาถูกและแรงขึ้น ทำให้ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่บ้านได้ง่าย ➡️ Tailscale ทำให้เครือข่ายส่วนตัวปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ➡️ Claude Code ทำหน้าที่เป็น sysadmin อัตโนมัติ ลดภาระคอนฟิกระบบ ✅ สิ่งที่ self‑host ได้จริงและใช้งานได้ดี ➡️ Vaultwarden สำหรับจัดการรหัสผ่าน ➡️ Immich สำหรับรูปภาพแทน Google Photos ➡️ Plex, Home Assistant, Readeck และ dashboard แบบ custom ➡️ ระบบ backup ทั้ง local และ cloud ที่ตั้งค่าได้ง่ายมาก ‼️ ข้อควรระวังสำหรับผู้เริ่มต้น ⛔ ต้องคุ้นเคยกับ terminal ระดับพื้นฐาน ⛔ การ build หรือคอนฟิกบางอย่างยังต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง ⛔ แม้ AI ช่วยได้มาก แต่ผู้ใช้ยังต้องเข้าใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ‼️ ประเด็นที่ต้องคิดก่อนเริ่ม self‑hosting ⛔ ต้องมีแผนสำรองข้อมูลที่ดี ไม่เช่นนั้นข้อมูลสำคัญอาจสูญหาย ⛔ ต้องระวังการเปิดบริการออกอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตั้งค่า firewall ⛔ ควรเลือกบริการที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ระบบซับซ้อนเกินไป https://fulghum.io/self-hosting
    FULGHUM.IO
    2026 is the Year of Self-hosting
    CLI agents like Claude Code make self-hosting dramatically easier and actually fun. This is the first time I would recommend it to normal software-literate people.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง

    Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้

    สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI

    Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Cowork คืออะไร และทำอะไรได้
    AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่
    ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
    ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด

    จุดเด่นของ Cowork
    ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต
    ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น
    สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome

    ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
    AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน
    มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก
    ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง

    สถานะการพัฒนา
    ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก
    ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows

    https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    📰 Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้ สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Cowork คืออะไร และทำอะไรได้ ➡️ AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ ➡️ ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ➡️ ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด ✅ จุดเด่นของ Cowork ➡️ ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต ➡️ ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น ➡️ สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน ⛔ มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก ⛔ ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง ‼️ สถานะการพัฒนา ⛔ ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก ⛔ ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    CLAUDE.COM
    Introducing Cowork | Claude
    Claude Code's agentic capabilities, now for everyone. Give Claude access to your files and let it organize, create, and edit documents while you focus on what matters.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps
    ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่

    โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง

    แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

    อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal

    สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026
    Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง
    Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด
    Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่
    Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ
    Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support

    คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026
    attack surface ต่ำ
    มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน
    ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม
    predictable lifecycle

    เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code
    อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ
    มัก rebuild ไม่บ่อย
    หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ

    ข้อควรระวัง
    อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก
    Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug

    Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc
    ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง

    อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า
    ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ

    https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    🛡️ 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 ➡️ Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง ➡️ Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด ➡️ Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่ ➡️ Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ ➡️ Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support ✅ คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026 ➡️ attack surface ต่ำ ➡️ มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน ➡️ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม ➡️ predictable lifecycle ✅ เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code ➡️ อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ ➡️ มัก rebuild ไม่บ่อย ➡️ หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก ⛔ Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug ‼️ Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc ⛔ ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง ‼️ อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า ⛔ ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    HACKREAD.COM
    5 Best Secure Container Images for Modern Applications (2026)
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter

    Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง

    นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน

    การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น

    โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling
    ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter
    แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI

    ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม
    โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น
    การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น

    เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น
    ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland
    รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน

    ข้อควรระวัง
    อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร
    ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร

    การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
    โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า

    ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้
    ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต

    https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    🌐 Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling ➡️ ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter ➡️ แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI ✅ ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม ➡️ โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น ➡️ การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น ✅ เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น ➡️ ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland ➡️ รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร ⛔ ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร ‼️ การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ⛔ โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า ‼️ ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    9TO5LINUX.COM
    Firefox 147 Is Now Available for Download, Here's What's New - 9to5Linux
    Firefox 147 open-source web browser is now available for download with support for Freedesktop.org's XDG Base Directory Specification.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย

    การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ

    เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ

    ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด

    แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ
    ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation
    เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ

    เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store
    มี IntelliSense, binding debugger และ live editing
    เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI

    เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา
    UI ใหม่ด้วย Fluent UI
    เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners

    แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026
    ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน
    ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ

    ข้อควรระวัง
    ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร
    อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่

    ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้
    เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub

    การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว
    ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน

    https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    🪟 Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ ➡️ ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation ➡️ เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ ✅ เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store ➡️ มี IntelliSense, binding debugger และ live editing ➡️ เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI ✅ เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา ➡️ UI ใหม่ด้วย Fluent UI ➡️ เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners ✅ แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026 ➡️ ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน ➡️ ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร ⛔ อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่ ‼️ ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้ ⛔ เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub ‼️ การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว ⛔ ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    ITSFOSS.COM
    Microsoft Open-Sources XAML Studio
    After 8 years, Microsoft's tool for designing Windows apps is now open source.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux

    เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น

    การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน

    เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน

    การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง
    เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI
    ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost

    การจัดการแบตดีขึ้น
    เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง
    ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว

    แก้บั๊กหลายรายการ
    อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น
    แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS

    ติดตั้งได้หลายวิธี
    build จาก source
    ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu

    ข้อควรระวัง
    การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก
    เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป

    การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม
    ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต

    การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ
    หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ

    https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ⚡ auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง ➡️ เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI ➡️ ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost ✅ การจัดการแบตดีขึ้น ➡️ เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง ➡️ ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว ✅ แก้บั๊กหลายรายการ ➡️ อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น ➡️ แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ✅ ติดตั้งได้หลายวิธี ➡️ build จาก source ➡️ ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก ⛔ เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ‼️ การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม ⛔ ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต ‼️ การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ ⛔ หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ITSFOSS.COM
    auto-cpufreq 3.0 Arrives for Linux with Better Battery Handling and CPU Turbo Control
    New release gives Linux laptop users more control over CPU performance while fixing battery detection issues.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux

    โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่

    ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า

    แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก
    ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund
    ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง

    อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต
    มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง
    แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu

    ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก
    Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft
    ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า

    เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux
    เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety
    สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว

    ประเด็นที่ควรระวัง
    การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem
    เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว

    ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก
    อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100%

    การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน
    บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache

    https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    🧰 Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่ ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก ➡️ ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund ➡️ ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง ✅ อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต ➡️ มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง ➡️ แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu ✅ ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก ➡️ Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft ➡️ ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า ✅ เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux ➡️ เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety ➡️ สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem ⛔ เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว ‼️ ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก ⛔ อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100% ‼️ การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน ⛔ บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    ITSFOSS.COM
    BTW, Arch Users! Pacman Might Be Getting a Rust Replacement
    The Rust-based ALPM project is looking suspiciously like Pacman's replacement.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป

    ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้

    ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง

    ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง

    ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template

    สรุปประเด็นสำคัญ
    CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular
    เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด
    คะแนน CVSS สูงถึง 8.5

    เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler
    href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL
    เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding

    ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง
    ขโมย session และข้อมูลสำคัญ
    บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

    มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน
    19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0
    แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script>

    ประเด็นที่ควรระวัง
    แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก
    หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที

    การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้
    นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด

    การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด
    ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง

    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/
    🛡️ Angular เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เปิดทาง XSS บนเว็บแอป ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงใน Angular กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักพัฒนาเว็บทั่วโลก ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE-2026-22610 และมีคะแนนความรุนแรง CVSS 8.5 ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ฉีดโค้ด JavaScript (XSS) ผ่านการจัดการ SVG ที่ผิดพลาดภายใน Angular Template Compiler ฟีเจอร์ SVG ที่ดูเหมือนไม่อันตราย กลับกลายเป็นช่องทางให้โค้ดอันตรายเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันของ Angular ได้ ปัญหานี้เกิดจากการที่ Angular ไม่รู้จักความเสี่ยงของ attribute บางตัวใน <script> ของ SVG เช่น href และ xlink:href ซึ่งควรถูกจัดการในบริบท Resource URL ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ Angular กลับมองว่าเป็นเพียง string ธรรมดา ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ template binding เช่น [attr.href]="userInput" เพื่อส่ง payload อันตราย เช่น data:text/javascript หรือสคริปต์จากภายนอกเข้าสู่ระบบได้โดยตรง ผลกระทบของการโจมตีนี้รุนแรงมาก เพราะเมื่อโค้ดถูกฉีดเข้าไปในเบราว์เซอร์ของเหยื่อ ผู้โจมตีสามารถทำได้ตั้งแต่ ขโมย session, ดึงข้อมูลสำคัญ, ไปจนถึง สั่งให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ส่งฟอร์ม หรือคลิกปุ่มต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแอปมีการใช้ <script> ภายใน SVG และผูกค่าจากผู้ใช้เข้ากับ attribute เหล่านี้โดยตรง ทีม Angular ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในหลายเวอร์ชัน ได้แก่ 19.2.18, 20.3.16, 21.0.7 และ 21.1.0-rc.0 พร้อมคำแนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ทันที หากจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ต้องตรวจสอบ input อย่างเข้มงวดด้วย allowlist เพื่อป้องกัน payload อันตรายไม่ให้หลุดรอดเข้าไปใน template 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2026-22610 เป็นช่องโหว่ XSS รุนแรงใน Angular ➡️ เกิดจากการจัดการ SVG <script> ผิดพลาด ➡️ คะแนน CVSS สูงถึง 8.5 ✅ เกิดจากการ misclassify ของ Angular Template Compiler ➡️ href และ xlink:href ไม่ถูกจัดเป็น Resource URL ➡️ เปิดทางให้ payload อันตรายผ่าน template binding ✅ ผลกระทบของการโจมตีรุนแรง ➡️ ขโมย session และข้อมูลสำคัญ ➡️ บังคับให้เบราว์เซอร์ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ✅ มีแพตช์ออกแล้วหลายเวอร์ชัน ➡️ 19.2.18 / 20.3.16 / 21.0.7 / 21.1.0-rc.0 ➡️ แนะนำให้หยุดใช้ dynamic binding กับ SVG <script> ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ แอปที่ใช้ SVG <script> เสี่ยงสูงมาก ⛔ หากผูกค่าจากผู้ใช้โดยตรง อาจถูกโจมตีทันที ‼️ การ sanitize ของ Angular ไม่ครอบคลุมกรณีนี้ ⛔ นักพัฒนาที่คิดว่าระบบป้องกันของ Angular เพียงพออาจเข้าใจผิด ‼️ การตรวจสอบ input ต้องเข้มงวด ⛔ ห้ามปล่อยให้ URL หรือ data URI จากผู้ใช้เข้าสู่ template โดยไม่กรอง https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss/
    SECURITYONLINE.INFO
    Angular Security Alert: High-Severity SVG Flaw CVE-2026-22610 Exposes Apps to XSS
    Angular CVE-2026-22610 (CVSS 8.5) allows XSS via SVG script attributes. Update to v21.0.7 or v20.3.16 immediately to secure your apps.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว

    ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง

    CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที

    ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต

    Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร

    สรุปประเด็นสำคัญ
    CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง
    อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA
    เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE

    ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์
    ใช้ symlink bypass + path traversal
    ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้

    พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025
    ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research
    มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026
    หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที
    Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ
    ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย

    บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้
    หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด

    แพตช์เดิมไม่เพียงพอ
    ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า
    🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ร้ายแรงใน Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว ช่องโหว่ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA กำลังสร้างความกังวลในวงการ DevSecOps ทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว และเกิดจากการ หลบเลี่ยงแพตช์เดิม ของช่องโหว่ RCE ก่อนหน้า ทำให้ระบบ Gogs ซึ่งเป็น Git service แบบ self‑hosted ที่นิยมใช้ในองค์กรจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่แบบ symlink bypass ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำสามารถทำ path traversal เพื่อเขียนทับไฟล์นอกไดเรกทอรีที่กำหนดได้ ส่งผลให้สามารถหลุดออกจาก sandbox และรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง หากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้โดยผู้ไม่หวังดี ระบบทั้งหมดอาจถูกยึดครองได้ทันที ช่องโหว่นี้ถูกพบครั้งแรกในฐานะ zero‑day เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และมีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน CISA ต้องออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแพตช์หรือปิดระบบก่อนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีอัตโนมัติที่สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ Gogs บนอินเทอร์เน็ต Gogs เป็นระบบที่เบาและติดตั้งง่าย จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในองค์กรและคลาวด์ แต่เพราะเป็นเครื่องมือร่วมงานที่มักเปิดให้เข้าถึงจากภายนอก ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้โจมตีได้ง่ายขึ้น ผู้ดูแลระบบจึงควรอัปเดตแพตช์ทันทีและจำกัดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นเหตุร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ CVE-2025-8110 เป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีจริง ➡️ อยู่ในรายการ “Must-Patch” ของ CISA ➡️ เป็นการ bypass แพตช์เดิมของช่องโหว่ RCE ✅ ช่องโหว่อนุญาตให้ผู้โจมตีรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ ➡️ ใช้ symlink bypass + path traversal ➡️ ผู้ใช้สิทธิ์ต่ำก็สามารถโจมตีได้ ✅ พบการโจมตีตั้งแต่ปี 2025 ➡️ ถูกจัดเป็น zero‑day โดย Wiz Research ➡️ มีหลักฐานการโจมตีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ✅ CISA กำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐแพตช์ก่อน 2 ก.พ. 2026 ➡️ หากไม่แพตช์ต้องปิดระบบทันที ➡️ Gogs มักเปิดสู่สาธารณะ ทำให้เสี่ยงสูง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเสี่ยงจากการเปิด Gogs สู่สาธารณะ ⛔ ผู้โจมตีสามารถสแกนหาและโจมตีอัตโนมัติได้ง่าย ‼️ บัญชีผู้ใช้ระดับต่ำก็สร้างความเสียหายได้ ⛔ หากถูกแฮก อาจนำไปสู่การยึดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ‼️ แพตช์เดิมไม่เพียงพอ ⛔ ช่องโหว่นี้เกิดจากการหลบเลี่ยงแพตช์ก่อนหน้า
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ

    การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น

    ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

    นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต

    หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9
    ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9
    เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น

    ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่
    พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4
    Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ

    อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17
    ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ

    Qualcomm สนับสนุนเต็มที่
    บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน
    รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ

    ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ
    ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple

    ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว
    การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี

    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/
    📡 Google เร่งเปิด Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 – ก้าวใหม่ของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ การพัฒนาเพื่อทำลาย “กำแพงระบบปิด” ระหว่าง Android และ iOS ดูจะเดินหน้าเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เมื่อมีการค้นพบว่า Pixel 9 ได้ซ่อนฟีเจอร์ Quick Share เวอร์ชันใหม่ที่สามารถส่งไฟล์ไปยังอุปกรณ์ Apple ผ่าน AirDrop ได้แล้วภายในเฟิร์มแวร์ทดลอง แม้เดิมที Google ตั้งใจจะเปิดตัวความสามารถนี้พร้อม Pixel 10 แต่การปรากฏตัวก่อนกำหนดบ่งบอกถึงกลยุทธ์เร่งปล่อยฟีเจอร์เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์เร็วขึ้น ภายใน Android Canary build ล่าสุด นักพัฒนาได้พบสตริงโค้ดที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล Quick Share แบบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อการส่งไฟล์ไปยัง iPhone การค้นพบนี้ชี้ว่าฟีเจอร์กำลังถูกเตรียมใช้งานบน Pixel 9 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิป Tensor G4 ขณะที่ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าฟีเจอร์นี้อาจต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการเปิดใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นในอัปเดต Android 16 QPR3 หรืออาจเลื่อนไปถึง Android 17 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Qualcomm ออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ Snapdragon ด้วย ซึ่งหมายความว่าความสามารถในการแชร์ไฟล์ข้ามระบบอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะ Pixel แต่จะขยายไปยังสมาร์ตโฟน Android จำนวนมากในอนาคต หากฟีเจอร์นี้เปิดใช้งานจริง จะถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการส่งไฟล์ระหว่าง Android และ iPhone ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ทั่วโลกเผชิญมานาน และยังสะท้อนแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายภูมิภาคที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Google เตรียมปล่อย Quick Share รองรับ AirDrop บน Pixel 9 ➡️ ฟีเจอร์ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ➡️ เดิมทีตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 แต่เร่งปล่อยให้เร็วขึ้น ✅ ฟีเจอร์อาจรองรับเฉพาะฮาร์ดแวร์ใหม่ ➡️ พบเฉพาะในรุ่นที่ใช้ Tensor G4 ➡️ Pixel 8 และ Pixel 9a ยังไม่พบสัญญาณรองรับ ✅ อาจเปิดใช้งานจริงใน Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ➡️ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบ ✅ Qualcomm สนับสนุนเต็มที่ ➡️ บ่งบอกว่าฟีเจอร์นี้อาจมาถึงอุปกรณ์ Snapdragon จำนวนมาก ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์อาจไม่เท่ากัน ⛔ รุ่นเก่าอาจไม่ได้รับฟีเจอร์นี้แม้จะอัปเดตระบบ ‼️ ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ข้ามระบบ ⛔ ต้องรอการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยจากทั้ง Google และ Apple ‼️ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ การเปิดระบบให้ทำงานร่วมกันมากขึ้นอาจเพิ่มช่องโจมตีหากไม่มีการป้องกันที่ดี https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9/
    SECURITYONLINE.INFO
    Tearing Down the Wall: Google Brings AirDrop Support to the Pixel 9
    Pixel 9 is next in line for AirDrop support! New firmware leaks show Google is backporting the Pixel 10’s game-changing file-sharing bridge to older models.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire

    สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Haha
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 21 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Haha
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 31 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtube.com/shorts/-tGAGhys2Gc?si=UrcQJ6pxHrLXqhpk
    https://youtube.com/shorts/-tGAGhys2Gc?si=UrcQJ6pxHrLXqhpk
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/LxC5QINpOmI?si=CJP_xRJU0WEV-YA5
    https://youtu.be/LxC5QINpOmI?si=CJP_xRJU0WEV-YA5
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/W6R_tW9w3ao?si=qxbty4OJ5gTfjnJg
    https://youtu.be/W6R_tW9w3ao?si=qxbty4OJ5gTfjnJg
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer”

    Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า

    ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น

    นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง

    der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง
    ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง

    เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล
    ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal

    พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal
    ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น

    การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย
    อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล
    อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที

    การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม
    ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส

    การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก
    ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน

    การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน
    ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    ⚙️🔥 “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer” Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง ➡️ ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง ✅ เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล ➡️ ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal ✅ พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal ➡️ ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น ✅ การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย ➡️ อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล ⛔ อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที ‼️ การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม ⛔ ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส ‼️ การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก ⛔ ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน ‼️ การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน ⛔ ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 69 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Gauss MT90: เครื่องพิมพ์โลหะ 3D ที่ปลอดภัยระดับออฟฟิศ — ไม่ใช้ผงโลหะ และทำงานที่อุณหภูมิห้อง”

    MetalPrinting เปิดตัว Gauss MT90 ในงาน CES 2026 พร้อมประกาศว่าเป็น “เกมเชนเจอร์” ของวงการพิมพ์โลหะ 3D เพราะมันสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมสำนักงานโดยไม่ต้องใช้ผงโลหะที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือไฟไหม้ เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าเครื่องนี้ใช้เทคโนโลยี Paste‑based Metal Extrusion (PME) ซึ่งเป็นโลหะแบบ “หมึกพิมพ์” ที่อัดออกมาที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ปลอดภัยกว่าเครื่องพิมพ์โลหะแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ความร้อนสูงมาก.

    ตัวเครื่องมีขนาดเท่าเครื่องพิมพ์ 3D ตั้งโต๊ะทั่วไป ใช้งานง่ายด้วยตลับ “GaussInk” ที่มีวัสดุให้เลือกหลากหลาย เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม นิกเกิล เหล็ก และทังสเตน พร้อมตัวเลือกสั่งทำโลหะผสมพิเศษ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว กล้อง AI สำหรับตรวจสอบงานพิมพ์ และระบบกรองอากาศ HEPA เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน.

    แม้จะพิมพ์ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ชิ้นงานที่ได้ยังต้องนำไปผ่านกระบวนการ sintering ในเตาเผาเพื่อหลอมรวมโลหะให้แข็งแรง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ทำให้หลายคนจับตาว่าระบบนี้จะใช้งานง่ายแค่ไหนในสภาพแวดล้อมสำนักงานจริง.

    Gauss MT90 ได้รับรางวัล CES 2026 Innovation Award และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการทำให้ “การพิมพ์โลหะ” เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีห้องปลอดภัย และไม่ต้องจัดการผงโลหะที่อันตราย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือแม้แต่ทีมวิศวกรในออฟฟิศสามารถผลิตชิ้นส่วนโลหะได้เองอย่างปลอดภัยและสะดวก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Gauss MT90 ใช้เทคโนโลยี PME ที่ไม่ต้องใช้ผงโลหะ
    ลดความเสี่ยงไฟไหม้และการระเบิดจากผงโลหะในอากาศ

    ทำงานที่อุณหภูมิห้องในเครื่องตั้งโต๊ะ
    ปลอดภัยพอสำหรับใช้งานในออฟฟิศ

    รองรับตลับ GaussInk หลายชนิด เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม และทังสเตน
    มีตัวเลือกวัสดุหลากหลายและสั่งทำพิเศษได้

    มีระบบกรอง HEPA และกล้อง AI ตรวจสอบงานพิมพ์
    เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการพิมพ์

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ชิ้นงานยังต้องผ่านการ sintering ก่อนใช้งานจริง
    รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก

    แม้ปลอดภัยกว่า แต่ยังต้องควบคุมสภาพแวดล้อมการพิมพ์อย่างเหมาะสม
    การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้คุณภาพชิ้นงานลดลง

    ราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่ประกาศ
    ผู้สนใจต้องติดต่อบริษัทโดยตรง

    อาจไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการความแข็งแรงระดับสูงมาก
    เทคโนโลยี PME ยังใหม่และต้องพิสูจน์ในงานจริง

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/metalprinting-gauss-mt90-3d-printer-offers-office-safe-metal-printing-without-powders-uses-paste-based-metal-extrusion-pme-tech
    🏭🤖 “Gauss MT90: เครื่องพิมพ์โลหะ 3D ที่ปลอดภัยระดับออฟฟิศ — ไม่ใช้ผงโลหะ และทำงานที่อุณหภูมิห้อง” MetalPrinting เปิดตัว Gauss MT90 ในงาน CES 2026 พร้อมประกาศว่าเป็น “เกมเชนเจอร์” ของวงการพิมพ์โลหะ 3D เพราะมันสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมสำนักงานโดยไม่ต้องใช้ผงโลหะที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือไฟไหม้ เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าเครื่องนี้ใช้เทคโนโลยี Paste‑based Metal Extrusion (PME) ซึ่งเป็นโลหะแบบ “หมึกพิมพ์” ที่อัดออกมาที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ปลอดภัยกว่าเครื่องพิมพ์โลหะแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ความร้อนสูงมาก. ตัวเครื่องมีขนาดเท่าเครื่องพิมพ์ 3D ตั้งโต๊ะทั่วไป ใช้งานง่ายด้วยตลับ “GaussInk” ที่มีวัสดุให้เลือกหลากหลาย เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม นิกเกิล เหล็ก และทังสเตน พร้อมตัวเลือกสั่งทำโลหะผสมพิเศษ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว กล้อง AI สำหรับตรวจสอบงานพิมพ์ และระบบกรองอากาศ HEPA เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน. แม้จะพิมพ์ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ชิ้นงานที่ได้ยังต้องนำไปผ่านกระบวนการ sintering ในเตาเผาเพื่อหลอมรวมโลหะให้แข็งแรง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ทำให้หลายคนจับตาว่าระบบนี้จะใช้งานง่ายแค่ไหนในสภาพแวดล้อมสำนักงานจริง. Gauss MT90 ได้รับรางวัล CES 2026 Innovation Award และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการทำให้ “การพิมพ์โลหะ” เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีห้องปลอดภัย และไม่ต้องจัดการผงโลหะที่อันตราย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือแม้แต่ทีมวิศวกรในออฟฟิศสามารถผลิตชิ้นส่วนโลหะได้เองอย่างปลอดภัยและสะดวก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Gauss MT90 ใช้เทคโนโลยี PME ที่ไม่ต้องใช้ผงโลหะ ➡️ ลดความเสี่ยงไฟไหม้และการระเบิดจากผงโลหะในอากาศ ✅ ทำงานที่อุณหภูมิห้องในเครื่องตั้งโต๊ะ ➡️ ปลอดภัยพอสำหรับใช้งานในออฟฟิศ ✅ รองรับตลับ GaussInk หลายชนิด เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม และทังสเตน ➡️ มีตัวเลือกวัสดุหลากหลายและสั่งทำพิเศษได้ ✅ มีระบบกรอง HEPA และกล้อง AI ตรวจสอบงานพิมพ์ ➡️ เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการพิมพ์ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ชิ้นงานยังต้องผ่านการ sintering ก่อนใช้งานจริง ⛔ รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ‼️ แม้ปลอดภัยกว่า แต่ยังต้องควบคุมสภาพแวดล้อมการพิมพ์อย่างเหมาะสม ⛔ การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้คุณภาพชิ้นงานลดลง ‼️ ราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่ประกาศ ⛔ ผู้สนใจต้องติดต่อบริษัทโดยตรง ‼️ อาจไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการความแข็งแรงระดับสูงมาก ⛔ เทคโนโลยี PME ยังใหม่และต้องพิสูจน์ในงานจริง https://www.tomshardware.com/3d-printing/metalprinting-gauss-mt90-3d-printer-offers-office-safe-metal-printing-without-powders-uses-paste-based-metal-extrusion-pme-tech
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 55 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts