• ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 17

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”
    ตอน 17
    อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ.1941 แต่ก่อนอเมริกาจะเข้าทำสงคราม ถังขยะความคิด Council on Foreign Relations (CFR) และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ภายใต้การกำกับของ CFR ได้รวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ประมาณ 200 คน ระดมสมอง จัดทำโครงการ ที่เรียกว่า War and Peace Studies อย่างลับสุดยอด ตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1940 โครงการนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการ และเงินทุนสนับสนุนทั้งหมด โดยมูลนิธืร้อกกี้เฟลเลอร์
    War and Peace Studies ได้วางแผนไว้เรียบร้อยว่า อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลก และกำหนดเส้นทางของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจนว่า อเมริกาจะต้องเข้าครอบครอง และควบคุมบริเวณใดบ้างของโลกนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโต แข็งแกร่ง ให้แก่เศรษฐกิจของอเมริกา บริเวณดังกล่าว รวมถึงลาตินอเมริกา ยุโรป อาณานิคมของจักรภพอังกฤษ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด War and Peace Studies เรียกบริเวณนี้ว่า ” Grand Area”
    โครงการ War and Peace Studies ยังบอกอีกว่า เราจะต้องได้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาทรัพยากรในบริเวณนี้มาใช้เป็นวัตถุดิบ ให้ญี่ปุ่นทำอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และส่งสินค้านั้นกลับไปขายในประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่เราไป (ปล้น) เอามานั่นแหละ ญี่ปุ่นจะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม ที่มีต้นทุกถูกกว่าบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าของ
    และหลายปี ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม หรืออาจจะก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสงครามด้วยซ้ำ อเมริกา (หรือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ the great ) คิดไว้แล้วว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อเมริกาจะเป็นผู้ครอบครอง และควบคุมญี่ปุ่นหลังสงครามแต่ผู้เดียว
    และอเมริกาก็ทำได้ อเมริกาน่าจะวางแผนนี้นานอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 …
    นักล่าใบตองแห้งแน่จริงๆ วางแผนเป็นขั้นตอน ยาวนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่หลุดแผน และยังไม่จบแผน…
    ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อเมริกาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นแต่ผู้เดียวตามแผน ต่างกับเยอรมัน ซึ่งเมื่อแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ละชาติ ต่างก็พากันตั้งหน่วยทหารของตนเป็นรัฐบาล ปกครองเขตตนในเยอรมัน แต่ญี่ปุ่นมีเขตปกครองเดียวคือ เขตของอเมริกา และอเมริกาใช้รัฐบาลญี่ปุ่นขณะนั้น ปกครองญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแลของอเมริกา
    ประธานาธิบดีทรูแมนแต่งตั้งให้ นายพลแมคอาร์อาเธอร์ มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร Supreme Commander Allied Power (SCAP) มาดูแลญี่ปุ่น โดยผู้ชนะสงครามรายอื่นเช่น นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ,รวมทั้ง นายพลเจียงไคเช็ค ของจีน และแม้แต่สตาลิน ของโซเวียต ก็ไม่ (กล้า) ขัดใจอเมริกา
    และในช่วง 6 ปี ที่ นายพลแมค ใช้อำนาจในฐานะ SCAP ปกครองชาวญี่ปุ่น 83 ล้านคน เขาไม่สนใจกับคณะกรรมมาธิการพันธมิตรอีก 11 ประเทศ Far Eastern Commission ที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง ที่หวังจะมีส่วนร่วมในการ “ดูแล” ญี่ปุ่น แม้แต่น้อย คณะ 11ประเทศ กลายเป็นแค่ “ผู้ดู”
    นายพลแมค มาถึงญี่ปุ่น พร้อมกับภาระกิจใหญ่ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอเมริกา คือ มาทำการปฏิรูปญี่ปุ่น
    แต่ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่น ในวอชิงตันเองก็ไม่ได้มีความเห็นไปทางเดียวกันนัก การเมืองฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปญี่ปุ่น แต่การเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้การปฏิรูปล่มกลางคัน ท่านนายพลแมคน่าจะปวดหัว
    การ”ปฏิรูป” ญี่ปุ่น ที่อเมริกาหวังจะให้ดำเนินการด่วน ภายใต้อำนาจ ของ SCAP
    เรื่องแรก คือ ญี่ปุ่น โดยจักรพรรดิ ต้องออกมารับผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลก
    เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปกองทัพญี่ปุ่น หรือจริงๆ ก็คือ ยกเลิก หรือลดกองกำลังญี่ปุ่นให้เหลือเพียงแค่หยิบมือ ตามมาด้วย
    เรื่องที่สาม คือ จับตัวพวกที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ มาดำเนินคดี
    เรื่องใหญ่ทั้งนั้น นายพลแมคจะรับไหวหรือ แต่นายพลแมค ไม่ได้มาคนเดียว เดี่ยวๆ เขามี Laurence ร้อกกี้เฟลเลอร์ หลานของร้อกกี้ the greatมาเป็นผู้ช่วย และยังมี นายพล Bonner Fellers ประกบติดตัว นายพลแมค มาด้วย
    นายพล Feller มีชื่อเสียงในกองทัพว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับญี่ปุ่น แต่ จริงๆ เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับญี่ปุ่น และแถมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ เขาเป็นพวกเคว้กเกอร์ เช่นเดียวกับเมียของทูต Grew และรอบตัวของจักรพรรดินี แม่ของจักรพรรดิฮืโรฮิโต และเนื่องจากเป็นเคว้กเกอร์ เขารู้จักกับ ชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน ที่พวกเคว้กเกอร์สนับสนุนให้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เป็นเครือข่ายของเคว้กเกอร์ที่อเมริกา เมื่อจบกลับมา หลายคนกลับมาเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น
    Feller ถูกประธานาธิบดี Herbert Hoover ส่งมาประจำกองทัพอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1930 ต้นๆ แต่ดูเหมือนเขาจะอยู่ญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และต่อมาเขากลายเป็นเชือกที่ Hoover ใช้ชักใย นายพลแมค ที่ปกครองญี่ปุ่น ตามอำนาจของ SCAP อ้อ Hoover ก็เป็นพวกเคว้กเกอร์ด้วยครับ
    แล้ว Hoover มาเกี่ยวอะไรกับ นายพลแมค และ SCAP
    Herbert Hoover เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1929-1934 ช่วง Great Depression ของอเมริกา แม้ว่าจะมีคนมองว่า เขาอยู่ในพวกกลุ่มวอลสตรีท แต่เขากู้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้น และแยกทางกันเดินกับพวกมอร์แกนในภายหลัง แต่ที่น่าสนใจ Hoover จริงๆแล้ว เรียนจบมาด้านแร่วิทยา และเป็นผู้ชำนาญเรื่องแร่ เขายุ่งอยู่กับธุรกิจเหมืองแร่ ไปทั่วจนถึงออสเตรเลีย และถึงจีน และในช่วงปี ค.ศ.1899 – 1900 ที่เกิดกบฏนักมวย เขาบังเอิญติดอยู่ที่จีนในช่วงนั้นพอดี ตัวเขาและเมียพูดภาษาจีนแมนดารินได้ดี เล่ากันว่า เมื่อกลับมาอเมริกา และต้องย้ายบ้านไปอยู่ทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง จะส่งภาษาจีนกัน เวลาไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง ว่านินทา หรือด่าใคร
    เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ปีแรกๆ อเมริกาตั้งตัวเป็นกลาง แต่การรบในยุโรปกำลังสาหัส และชาวยุโรปรับบาปเคราะห์ ขาดทั้งอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม ปี ค.ศ.1914 Hoover ซึ่งรวยจนพอจากการเจอแร่สาระพัดแห่ง จึงมาทำการกุศล ช่วยบริหารองค์กรชื่อ Committee for Relief in Belgium (CRB) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 11 ล้านเหรียญ ดูเหมือนในรายชื่อผู้ใจบุญรายใหญ่ของ CRB จะมีชื่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์อยู่ด้วย
    เสร็จจากช่วยคนเจอภัยสงคราม Hoover ก็ไปใจดีต่อที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ซึ่งก็มีคนเจอภัยปฏิวัติ ช่วยคนไป มีเวลาก็สำรวจแร่ไป ในที่สุด นักธุรกิจใหญ่ๆอเมริกัน ก็เข้าไปขุดแร่ทำเหมืองในรัสเซียกันใหญ่ คงไม่ต้องบอกว่า มีชื่อใครบ้าง
    ปี ค.ศ.1927 เกิดน้ำท่วมใหญ่แถวแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ ตอนนั้น Hoover เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ของอเมริกา เลยไปดูแลชาวบ้าน โดยระดมทั้งกองทหาร และกาชาดไปช่วย และด้วยเงินทุนจากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในแถบที่น้ำท่วม และหน่วยอนามัยนี้ ได้ช่วยรักษา ชาวบ้านที่ติดเชื้อมาเลเรีย เชื้อไทฟอยด์ ท้องร่วง ฯลฯ และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งไปตั้งหน่วยค้นคว้าทางแพทย์อยู่ในจีน ก็กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคสาระพัด และก็บังเอิญ เป็นช่วงเดียวกับ นายชิโร อิชิอิ Shiro Ishii แห่งหน่วย 731 ของญี่ปุ่น ก็ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยทดลองการใช้อาวุธชีวภาพ และแบคทีเรียกับมนุษย์ และทดลองกับชาวจีน จนเจ็บป่วยทรมาน แสนสาหัส อยู่แถวทางเหนือของจีน
    เรื่องบังเอิญ มันแยะจริง

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 ส.ค. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 17 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” ตอน 17 อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ.1941 แต่ก่อนอเมริกาจะเข้าทำสงคราม ถังขยะความคิด Council on Foreign Relations (CFR) และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ภายใต้การกำกับของ CFR ได้รวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ประมาณ 200 คน ระดมสมอง จัดทำโครงการ ที่เรียกว่า War and Peace Studies อย่างลับสุดยอด ตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1940 โครงการนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการ และเงินทุนสนับสนุนทั้งหมด โดยมูลนิธืร้อกกี้เฟลเลอร์ War and Peace Studies ได้วางแผนไว้เรียบร้อยว่า อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลก และกำหนดเส้นทางของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจนว่า อเมริกาจะต้องเข้าครอบครอง และควบคุมบริเวณใดบ้างของโลกนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโต แข็งแกร่ง ให้แก่เศรษฐกิจของอเมริกา บริเวณดังกล่าว รวมถึงลาตินอเมริกา ยุโรป อาณานิคมของจักรภพอังกฤษ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด War and Peace Studies เรียกบริเวณนี้ว่า ” Grand Area” โครงการ War and Peace Studies ยังบอกอีกว่า เราจะต้องได้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาทรัพยากรในบริเวณนี้มาใช้เป็นวัตถุดิบ ให้ญี่ปุ่นทำอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และส่งสินค้านั้นกลับไปขายในประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่เราไป (ปล้น) เอามานั่นแหละ ญี่ปุ่นจะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม ที่มีต้นทุกถูกกว่าบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าของ และหลายปี ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม หรืออาจจะก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสงครามด้วยซ้ำ อเมริกา (หรือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ the great ) คิดไว้แล้วว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อเมริกาจะเป็นผู้ครอบครอง และควบคุมญี่ปุ่นหลังสงครามแต่ผู้เดียว และอเมริกาก็ทำได้ อเมริกาน่าจะวางแผนนี้นานอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 … นักล่าใบตองแห้งแน่จริงๆ วางแผนเป็นขั้นตอน ยาวนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่หลุดแผน และยังไม่จบแผน… ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อเมริกาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นแต่ผู้เดียวตามแผน ต่างกับเยอรมัน ซึ่งเมื่อแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ละชาติ ต่างก็พากันตั้งหน่วยทหารของตนเป็นรัฐบาล ปกครองเขตตนในเยอรมัน แต่ญี่ปุ่นมีเขตปกครองเดียวคือ เขตของอเมริกา และอเมริกาใช้รัฐบาลญี่ปุ่นขณะนั้น ปกครองญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแลของอเมริกา ประธานาธิบดีทรูแมนแต่งตั้งให้ นายพลแมคอาร์อาเธอร์ มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร Supreme Commander Allied Power (SCAP) มาดูแลญี่ปุ่น โดยผู้ชนะสงครามรายอื่นเช่น นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ,รวมทั้ง นายพลเจียงไคเช็ค ของจีน และแม้แต่สตาลิน ของโซเวียต ก็ไม่ (กล้า) ขัดใจอเมริกา และในช่วง 6 ปี ที่ นายพลแมค ใช้อำนาจในฐานะ SCAP ปกครองชาวญี่ปุ่น 83 ล้านคน เขาไม่สนใจกับคณะกรรมมาธิการพันธมิตรอีก 11 ประเทศ Far Eastern Commission ที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง ที่หวังจะมีส่วนร่วมในการ “ดูแล” ญี่ปุ่น แม้แต่น้อย คณะ 11ประเทศ กลายเป็นแค่ “ผู้ดู” นายพลแมค มาถึงญี่ปุ่น พร้อมกับภาระกิจใหญ่ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอเมริกา คือ มาทำการปฏิรูปญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่น ในวอชิงตันเองก็ไม่ได้มีความเห็นไปทางเดียวกันนัก การเมืองฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปญี่ปุ่น แต่การเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้การปฏิรูปล่มกลางคัน ท่านนายพลแมคน่าจะปวดหัว การ”ปฏิรูป” ญี่ปุ่น ที่อเมริกาหวังจะให้ดำเนินการด่วน ภายใต้อำนาจ ของ SCAP เรื่องแรก คือ ญี่ปุ่น โดยจักรพรรดิ ต้องออกมารับผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลก เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปกองทัพญี่ปุ่น หรือจริงๆ ก็คือ ยกเลิก หรือลดกองกำลังญี่ปุ่นให้เหลือเพียงแค่หยิบมือ ตามมาด้วย เรื่องที่สาม คือ จับตัวพวกที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ มาดำเนินคดี เรื่องใหญ่ทั้งนั้น นายพลแมคจะรับไหวหรือ แต่นายพลแมค ไม่ได้มาคนเดียว เดี่ยวๆ เขามี Laurence ร้อกกี้เฟลเลอร์ หลานของร้อกกี้ the greatมาเป็นผู้ช่วย และยังมี นายพล Bonner Fellers ประกบติดตัว นายพลแมค มาด้วย นายพล Feller มีชื่อเสียงในกองทัพว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับญี่ปุ่น แต่ จริงๆ เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับญี่ปุ่น และแถมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ เขาเป็นพวกเคว้กเกอร์ เช่นเดียวกับเมียของทูต Grew และรอบตัวของจักรพรรดินี แม่ของจักรพรรดิฮืโรฮิโต และเนื่องจากเป็นเคว้กเกอร์ เขารู้จักกับ ชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน ที่พวกเคว้กเกอร์สนับสนุนให้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เป็นเครือข่ายของเคว้กเกอร์ที่อเมริกา เมื่อจบกลับมา หลายคนกลับมาเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น Feller ถูกประธานาธิบดี Herbert Hoover ส่งมาประจำกองทัพอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1930 ต้นๆ แต่ดูเหมือนเขาจะอยู่ญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และต่อมาเขากลายเป็นเชือกที่ Hoover ใช้ชักใย นายพลแมค ที่ปกครองญี่ปุ่น ตามอำนาจของ SCAP อ้อ Hoover ก็เป็นพวกเคว้กเกอร์ด้วยครับ แล้ว Hoover มาเกี่ยวอะไรกับ นายพลแมค และ SCAP Herbert Hoover เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1929-1934 ช่วง Great Depression ของอเมริกา แม้ว่าจะมีคนมองว่า เขาอยู่ในพวกกลุ่มวอลสตรีท แต่เขากู้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้น และแยกทางกันเดินกับพวกมอร์แกนในภายหลัง แต่ที่น่าสนใจ Hoover จริงๆแล้ว เรียนจบมาด้านแร่วิทยา และเป็นผู้ชำนาญเรื่องแร่ เขายุ่งอยู่กับธุรกิจเหมืองแร่ ไปทั่วจนถึงออสเตรเลีย และถึงจีน และในช่วงปี ค.ศ.1899 – 1900 ที่เกิดกบฏนักมวย เขาบังเอิญติดอยู่ที่จีนในช่วงนั้นพอดี ตัวเขาและเมียพูดภาษาจีนแมนดารินได้ดี เล่ากันว่า เมื่อกลับมาอเมริกา และต้องย้ายบ้านไปอยู่ทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง จะส่งภาษาจีนกัน เวลาไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง ว่านินทา หรือด่าใคร เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ปีแรกๆ อเมริกาตั้งตัวเป็นกลาง แต่การรบในยุโรปกำลังสาหัส และชาวยุโรปรับบาปเคราะห์ ขาดทั้งอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม ปี ค.ศ.1914 Hoover ซึ่งรวยจนพอจากการเจอแร่สาระพัดแห่ง จึงมาทำการกุศล ช่วยบริหารองค์กรชื่อ Committee for Relief in Belgium (CRB) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 11 ล้านเหรียญ ดูเหมือนในรายชื่อผู้ใจบุญรายใหญ่ของ CRB จะมีชื่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์อยู่ด้วย เสร็จจากช่วยคนเจอภัยสงคราม Hoover ก็ไปใจดีต่อที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ซึ่งก็มีคนเจอภัยปฏิวัติ ช่วยคนไป มีเวลาก็สำรวจแร่ไป ในที่สุด นักธุรกิจใหญ่ๆอเมริกัน ก็เข้าไปขุดแร่ทำเหมืองในรัสเซียกันใหญ่ คงไม่ต้องบอกว่า มีชื่อใครบ้าง ปี ค.ศ.1927 เกิดน้ำท่วมใหญ่แถวแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ ตอนนั้น Hoover เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ของอเมริกา เลยไปดูแลชาวบ้าน โดยระดมทั้งกองทหาร และกาชาดไปช่วย และด้วยเงินทุนจากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในแถบที่น้ำท่วม และหน่วยอนามัยนี้ ได้ช่วยรักษา ชาวบ้านที่ติดเชื้อมาเลเรีย เชื้อไทฟอยด์ ท้องร่วง ฯลฯ และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งไปตั้งหน่วยค้นคว้าทางแพทย์อยู่ในจีน ก็กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคสาระพัด และก็บังเอิญ เป็นช่วงเดียวกับ นายชิโร อิชิอิ Shiro Ishii แห่งหน่วย 731 ของญี่ปุ่น ก็ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยทดลองการใช้อาวุธชีวภาพ และแบคทีเรียกับมนุษย์ และทดลองกับชาวจีน จนเจ็บป่วยทรมาน แสนสาหัส อยู่แถวทางเหนือของจีน เรื่องบังเอิญ มันแยะจริง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 ส.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 32 Views 0 Reviews
  • ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 16

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”
    ตอน 16
    ในปี ค.ศ.1941 ธุรกิจต่างชาติในญี่ปุ่น อยู่ในมืออเมริกา ถึง 3 ใน 4 และ เจ้าพ่ออเมริกาในญี่ปุ่น ก่อนปี ค.ศ.1941 คือ เจ พี มอร์แกน กับกลุ่มทุนอเมริกัน ที่เป็นฉากหน้าให้กับ รอทไชลด์ Rothschild บรรดาฑูตอเมริกัน ประจำญี่ปุ่น ในช่วงนั้น ส่วนใหญ่มาจากสายของมอร์แกน เช่น W Camaron Forbes นอกจากเป็นฑูตแล้ว ยังเป็นกรรมการคนหนึ่ง ของมอร์แกน ด้วย ส่วนอีกคน ที่มีบทบาทมาก คือ Joseph Grew (ที่มีเมีย ดองกับเมีย Jack Mogan) จึงไม่แปลก ที่กลุ่มมอร์แกนและอังกฤษ จะครอบญี่ปุ่น โดยการจับมือกับกลุ่มมิตซุย Mitsui ตระกูลใหญ่มากของญี่ปุ่น ที่ครอบงำธุรกิจในญี่ปุ่นอยู่แล้ว
    แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งสร้างอาณาจักรจาก (การปล้น) ทรัพยากร ไม่ใช่ จากธุรกิจการ (ปล้น) เงินและทำอุตสาหกรรมอย่างมอร์แกน คงไม่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้ มอร์แกนและพวกพ้องอังกฤษ คาบเอาเอเซียแปซิฟิกไปง่ายๆ เขาตั้งใจ ยืนยัน และมุ่งมั่นว่า อเมริกา แต่ผู้เดียวเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ครองโลก “โดยไม่แบ่งกับใคร” และมันต้องเป็นอเมริกา ภายใต้การครอบงำ ชักใยของเขาและพวกเท่านั้น ไม่ใช่ ใครอื่น
    และด้วยความตั้งใจ อย่างมุ่งมั่น เช่นนั้น ร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อขยี้ และเขี่ย กลุ่มพันธมิตร ระหว่างมอร์แกน อังกฤษ (และมิตซุย ในกรณีของญี่ปุ่น) ให้แตกกระจุย
    สำหรับ การยึดเอเซียแปซิฟิก ร้อกกี้เฟลเลอร์ เริ่มต้นด้วยการใช้เครือข่ายของ Standard Oil ของเขา และมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ที่ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่จีน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1913 และร่วมมือกับตระกูล Harriman เจ้าพ่อ ทางรถไฟ ที่ร่ำรวยจากสร้างทางรถไฟในอเมริกายังไม่พอ จึงไปบุกตลาดจีน ช่วงเวลาใกล้เคียงกับร้อกกี้เฟลเลอร์
    ตัวจักรใหญ่ ที่เดินสายจัดการตามแผนที่วางคือ สำนักงานฏหมายประจำตระกูลของร้อกกี้เฟลเลอร์ คือ Sullivan and Cromwell ท่านที่เคยอ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษ คงพอจำได้ว่า ทางการของอเมริกา เจอบันทีก การจ่ายเงิน ของสำนักงานนี้ให้แก่ ซุนยัดเซ็น รวมทั้งข้อตกลงของซุนยัดเซ็น ที่จะมอบสัมปทานให้ เมื่อปฏิวัติจีนสำเร็จ
    หัวหน้าทนายใหญ่ ของสำนักงาน Sullivan and Cromwell คือ นาย John Foster Dulles ซึ่งต่อมา ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยประธานาธิบดี Eisenhower ไอเซนฮาว มีนโยบายคัดค้านระบอบคอมมิวนิสม์ อย่างชนิดหัวชนฝา มันคงพออธิบายให้เราได้บ้างเกี่ยวกับตอนจบของ ซุนยัดเซ็น และขอเพิ่มเติมว่า ซุนยัดเซ็นนั้น ในตอนท้ายที่ป่วยและเสียชีวิตนั้น เขาป่วย และเสียชีวิตที่เมืองจีน ในสถานพยาบาล ที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าของ ส่วนน้องชายของ John คือ Allan ก็ได้เป็นผู้อำนวยการ CIA สมัย Eisenhower เช่นเดียวกัน
    เรื่องของ Sullivan And Cromwell น่าจะมาเขียนเป็นเรื่องปล้น ภาคพิศดาร …
    การใช้สำนักงานกฏหมาย หรือตัวทนายความ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนี้ก็ยังใช้กันอยู่ ถ้าจำกันได้ ไอ้โจรร้ายบ้านเรา มันก็ใช้ทนายไปทำทุกเรื่อง โดยเฉพาะไอ้พวกขี้ลืม ชอบเอาห่อขนมก้อนใหญ่ๆ ไปลืมทิ้งไว้ที่โน่นที่นี่ ส่วนไอ้พวกนักล้อบบี้ฝรั่ง ที่ชอบมาสร้างเรื่องระยำในบ้านเรา ก็ทนายทั้งนั้นครับ น่าเสียดายจริงๆ เป็นวิชาชีพที่ช่วยคนได้มาก คนโบราณท่านถึงให้เกียรติเรียกหมอความ แต่ก็มีที่เอาอาชีพที่ดี มาช่วยคนชั่วกัน
    แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ นี่ ก็น่าจะเป็นเจ้าของโรงฟอกย้อมต้วจริง เขาคิดเครื่องมือฟอกย้อม soft power ได้อย่างฝั่งรากลึก แม้จะเป็นรากเทียม แต่ดูเหมือน เมื่อฝังลงไปแล้ว จะทำลายรากจริงได้ด้วยการสร้างรากเทียมของเขา ตั้งแต่การสร้างมหาวิทยาลัย การคิดหลักสูตร เจาะลึกไปในแต่ละท้องที่ ที่เรียกว่า area studies ให้รู้จุดอ่อน จุดแข็งของเหยื่อแต่ละราย และถ้าสังเกตกันให้ดี ขบวนการล้มเจ้า ทำลายความมั่นคงของประเทศเรา ส่วนใหญ่ ก็เริ่มมาจากไอ้พวกอาจารย์ ที่ไปเรียนวิชาเฉพาะ area studies และบางคน ก็ยังสอนวิชานี้อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่นอเมริกา และญี่ปุ่น เพราะอะไรหรือ เพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นจุดแข็ง เป็นความมั่นคงอย่างสำคัญของประเทศเรา มันอยากจะกินเรา ครอบเรา มันก็ใช้วิธีการ บ่อนทำลายจุดแข็งนั้น
    และอีกวิธีการ ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า consent management วิธีจัดการให้คนยินยอม และเห็นพ้องด้วย ตามเหตุผลที่เขา “สร้าง” ขึ้นมาให้เราหลงเชื่อ ผมเขียนเรื่องพวกนี้ไว้ในนิทานเรื่องแกะรอยนักล่า ช่วยประหยัดเวลาคนแก่ ไปเอามาอ่านกันหน่อย จะได้เข้าใจว่า เขาฝังรากเทียมให้เราอย่างไร ถึงแก้ยากแก้เย็นนัก จนลืมรากเหง้าของแท้ของเรากัน
    แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ไม่ใช่นักการเงิน (แม้จะเป็นเจ้าของธนาคาร Chase Manhattan ที่เคยใหญ่คับโลก รวมทั้งในเมืองไทย ช่วงสงครามเวียตนาม และหลังจากนั้น ) เขาเป็นคนชอบวิทยาศาสตร์ จึงค้นคิดสูตรครองโลกเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่ากลัวกว่า ด้านการเงิน การเงินพอแก้เกมกันได้ แต่ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การเกษตร พันธุ์ จีเอ็มโอ การตอนพันธุ์ การคัดสายพันธุ์มนุษย์ ซึ่งรวมถึงอาวุธร้ายรูปแบบต่างนั้น สร้างความเสียหายต่อชีวิต และบ้านเมืองสูงนัก การแก้ทำไม่ได้ง่าย (มีเขียนอยู่ในนิทานเรื่อง มายากลยุทธ) บ้านเรา ก็ขายเมล็ดพันธ์ทางเกษตร และผลผลิต แบบจีเอ็มโอ GMO ทั้งนั้น ซึ่งเป็นการทำลายสายพันธ์อย่างยิ่ง และต้นทุนสูง สร้างหนี้ให้เกษตรกรอย่างน่าสงสาร ขณะเดียวกัน ชีวิตและสุขภาพ ของกินผลิตผล ของจีเอ็มโอ ก็น่าเป็นห่วง ใครขาย ใครปล่อยให้ขาย จะทำลายกันถึงไหน…ใครมีดาบอาญาสิทธิ อยู่ในมือ ก็หันมาดูบ้าง เรื่องใหญ่นะครับ
    กลับมาที่ญี่ปุ่น ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น แม้อเมริกา จะมาทีหลังอังกฤษหลายสิบปี แต่อเมริกาก็สามารถแทรกเข้าไปในสังคม และการเมืองญี่ปุ่น ได้ผลอย่างเหลือเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือฟอกย้อม แบบ ฝังรากเทียมนี่แหละ
    ก่อนที่จะมีหน่วยงานข่าวกรอง หรือหน่วยสืบราชการลับ การหาข่าว ข้อมูล หรือสร้างเครือข่ายในประเทศเป้าหมาย ก็มักจะทำโดยพระ ผู้สอนศาสนา มิชชั่นนารี หรือหน่วยงานที่มาในรูปของการให้ความร่วมมือ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม การศึกษา
    ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อเมริกา ทดลองวิธีหาเหยื่อแบบใหม่ อเมริกา สร้าง Young Men’s Christian Association หรือ YMCA ส่งหนุ่มน้อยเดินสายไปทั่วทุกแห่ง เพื่อสังสรร และชวนเล่นกีฬา มีแต่คนเอ็นดู ทำให้อเมริกาได้ข้อมูล และสร้างเครือข่ายตามที่ต้องการ บ้านเราก็มีมาเหมือนกัน ท่านผู้อ่านนิทานคงเกิดไม่ทันกัน YMCA รุ่นแรก มาบ้านเราตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้ามาตั้งสำนักงานอยู่แถวถนนวรจักร พอสมัยสงครามเวียตนาม ก็ย้ายมาอยู่แถวถนนสาธร สถานที่กว้างขวาง มีคอร์ตเทนนิส โรงหนังโรงละคร ขนาดเล็ก เพื่อนำวัฒนธรรม หรือข้อมูล ที่อเมริกาต้องการฝังหัว ให้แก่สังคมไทย ส่วนที่อเมริกาเลือกแล้วว่า จะเป็นประโยชน์แก่ตัว หลังสงครามเวียตนาม เข้าใจว่า เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ใช้ YMCA เพราะเชยไปแล้ว เปลี่ยนไปใช้แบบพันธ์ผสม มีตั้งแต่ สื่อ นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ จนมาถึงนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ไปจนถึง คนคุมกำเนิด เฮ้อ..
    สำหรับท่านที่อ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษมาแล้ว คงจำได้ว่า อเมริกาก็ส่ง YMCA เข้าไปในรัสเซีย ช่วงที่กำลังสร้างปฏิวัติให้รัสเซียในปี ค.ศ.1917 รวมทั้ง ส่งเข้าไปในจีน หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบใหม่ๆ แปลว่า อเมริกา มีแผนการ คิดกินรวบ ตั้งแต่รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และเอเซียแปซิฟิกมานานแล้ว ไม่ต่างกับอังกฤษ เพียงแต่อเมริกา รอเวลากิน โดยดูตัวอย่างการกินของอังกฤษ ที่แม้จะดูเฉียบคม แต่ก็ทำให้เหยื่อตื่นและเชื่องยาก อเมริกาจึงคิดวิธีกินเหยื่อแบบใหม่ ชนิดเหยื่อเปิดบ้านนอนรอ…
    คนที่ถือธง นำ YMCA เข้ามาที่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1917 ชื่อ Frank Buchman เขาเข้ามาทำความรู้จักกับสังคมญี่ปุ่น ส่วนที่กำลังเห่อฝรั่ง สมาชิก YMCA ญี่ปุ่น มีตั้งแต่ ตระกูลใหญ่ อย่างสุมิโตโม และ มิตซุย ซึ่งเป็นเจ้าพ่อ บรรษัทใหญ่ ที่ผูกขาดธุรกิจของญี่ปุ่น และ บารอน ไออิชิ ชิบุซาวะ Eiichi Shibusawa นักธุรกิจใหญ่อีกคน ซึ่งเป็นคริสเตียน ที่มีความสนิทสนม และมีเครือข่ายกับทั้งฝั่งอังกฤษ และอเมริกา เป็นหัวหน้าสหภาพการค้าของญี่ปุ่น และเป็นผู้ริเริ่มตั้งคณะนิติศาสตร์ ที่ใช้หลักกฏหมายของเยอรมันขึ้น ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว คุ้นๆ ไหมครับ
    เมื่อ ใช้ YMCA แทรกเข้าไปหาข้อมูล และสร้างเครือข่ายได้หลายปีกำลังดี นาย Frank Buchman ก็ไปจากญี่ปุ่น คราวนี้เขาไปตั้งสถาบันชื่อประหลาด Moral Rearmament Movement (MRA) เป็นขบวนการล้างสมองที่น่ากลัวมาก และกลับมาในญี่ปุ่นอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ.1920 คราวนี้ เครือข่าย MRA ในญี่ปุ่นขยายใหญ่กว่าสมัยเป็น YMCA กระทรวงต่างประเทศของอเมริกาให้การสนับสนุน MRA เต็มที่ และในที่สุด MRA ก็เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ที่อเมริกา โดยร้อกกี้เฟลเลอร์ และ ซีไอเอ ใช้สร้างและควบคุม เครือข่ายของตนในญี่ปุ่น (ในปี คศ 1930 MRA มีเครือข่ายอยู่ใน 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และเยอรมัน)
    MRA เริ่มเข้าไปสร้างเครือข่าย ในมหาวิทยาลัยโตเกียว ที่มีนักศึกษาด้านกฏหมาย และเศรษฐศาสตร์ ตามทฤษฏีของ เยอรมัน และสร้างความคิดต่อต้านการเคลื่อนไหวของกรรมกร ผู้ที่สนับสนุนการต่อต้านกรรมกรอย่างเปิดเผย คือ นาย ซาซากาวา Sasagawa Ryoichi ซึ่งเป็นนักโทษร่วมรุ่น กับ นายคิชิ ที่คุก Sugamo และจูงมือออกจากคุกมาพร้อมกัน กับนายโคโดมะ ยากูซ่า
    นายซาซากาวา นั้น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเคยไปร่วมประชุมกับฮิตเล่อร์ และมุสโสลินี ที่พยายามสร้างเครือข่ายการร่วมมือระหว่าง ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ และนาซี เยอรมัน เพื่อต่อต้านโซเวียต มันเป็นโปรแกรมเดียวกับที่ MRA เสนอ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแผนสลับข้าง
    และผู้ที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญ ระหว่าง MRA หรืออเมริกากับกองทัพญี่ปุ่น ก็คือ
    นาย ซาซากาวา คนนี้เอง เขาเป็นพวกชาตินิยมหัวรุนแรง และได้ชื่อว่าเป็นมือที่มองไม่เห็น ชักใยประเทศญี่ปุ่นอยู่ถึง 50 ปี ตั้งแต่ช่วง ปี ค.ศ.1930 -1980
    ซาซากาวา เป็นชาวเมือง Minoo อยู่ใกล้ๆ กับ Osaka ร่ำรวยขึ้นมาจาการเก็งกำไรเรื่องข้าว ในปี ค.ศ.1927 ซาซากาวา ตั้งกลุ่มชื่อ Kokubosha หรือ National Defense Society และปี ค.ศ.1931 ตั้งอีกกลุ่มชื่อ Kokusui-Taihuto หรือ Mass Party of the Patriotic Peoples ทั้ง 2 สมาคม เป็นพวกขวาจัด ชาตินิยมรุนแรง
    นายซาซากาวา สร้างกองกำลังของตัวเองหลายหมื่นคน (น่าจะเป็นยากูซ่าแทบทั้งนั้น) นอกจากมีกองกำลังแล้ว เขายังมีเครื่องบินอีก 20 ลำ แถมลงทุนสร้างสนามบินส่วนตัวใกล้เมืองโอซากา ทั้งหมดเพื่อใช้ในการเข้าไปปฏืบัติการในจีน เพื่อปล้น และยึดทรัพยากร ขนทอง และเพชรจากจีนด้วยเครื่องบินของเขา เที่ยวละหลายสิบกระสอบ รวมทั้งฝิ่น หลายครั้ง 2 สมาคมของซาซากาวา ร่วมปฏิบัติการกับยากูซ่ากลุ่มมังกรดำ ที่นำโดย นายโคดามะ Yoshio Kodama ที่เป็นเพื่อนกัน และเป็นพวกขวาจัด และชาตินิยมเหมือนกัน
    กลุ่มชาตินิยมเหล่านี้ เข้าไปร่วมอยู่กับกองทัพญี่ปุ่นที่แมนจูเรีย และ มองโกเลีย โดยการรู้เห็นและสนับสนุนของกองทัพ รวมถึงรัฐบาลด้วย ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ มีส่วนกับพฤติกรรม ที่ทารุณโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่น มากน้อยแค่ไหน
    นาย ซาซากาวา นั้น เป็นผู้ที่มีเสียงดังฟังชัดว่า อยู่ฝ่ายประเทศมั่งคั่ง กองทัพแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับนายโคดามะ และในช่วงที่การเมืองญี่ปุ่นแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ในช่วงก่อนปี ค.ศ.1931 นักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ฝ่ายที่ไม่เอากองทัพถูกเก็บเป็นว่าเล่น ข่าวว่า เป็นฝีมือกลุ่มในสังกัดของ นายซาซากาวา เกือบทั้งสิ้น และด้วยเงินทุนของนายซาซากาวา ที่ได้มาจากการปล้นจีน ทิศทางของรัฐบาลญี่ปุ่น ก็จึงยิ่งเอียงมาทางให้กองทัพญี่ปุ่น ยกกำลังลงมาทางใต้ และมาบุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
    และในที่สุดกองทัพญี่ปุ่น ก็ตัดสินใจ ยกกำลังลงมาทางใต้ บุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จริงๆ มันเป็นการตัดสินใจภายใต้คำแนะนำ ของ นาย Tsuji Masanobu นักยุทธศาสตร์คนสำคัญประจำกองทัพ ความสำคัญของเขา น่าจะมีมากกว่าระดับกองทัพด้วยซ้ำ มีข่าวว่า ภายหลัง เขามาวางยุทธศาสตร์การรบและตั้งกองบัญชาการอยู่ทางใต้ของบ้านเรา
    มันเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้อง และก็เป็นไปตามโครงการ War and Peace Studies ของ CFR ที่ทำการศึกษาวางแผน อยู่ถึง 2 ปี ในช่วง คศ 1939-1940 ภายใต้การอำนายการของมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    27 ส.ค. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 16 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” ตอน 16 ในปี ค.ศ.1941 ธุรกิจต่างชาติในญี่ปุ่น อยู่ในมืออเมริกา ถึง 3 ใน 4 และ เจ้าพ่ออเมริกาในญี่ปุ่น ก่อนปี ค.ศ.1941 คือ เจ พี มอร์แกน กับกลุ่มทุนอเมริกัน ที่เป็นฉากหน้าให้กับ รอทไชลด์ Rothschild บรรดาฑูตอเมริกัน ประจำญี่ปุ่น ในช่วงนั้น ส่วนใหญ่มาจากสายของมอร์แกน เช่น W Camaron Forbes นอกจากเป็นฑูตแล้ว ยังเป็นกรรมการคนหนึ่ง ของมอร์แกน ด้วย ส่วนอีกคน ที่มีบทบาทมาก คือ Joseph Grew (ที่มีเมีย ดองกับเมีย Jack Mogan) จึงไม่แปลก ที่กลุ่มมอร์แกนและอังกฤษ จะครอบญี่ปุ่น โดยการจับมือกับกลุ่มมิตซุย Mitsui ตระกูลใหญ่มากของญี่ปุ่น ที่ครอบงำธุรกิจในญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งสร้างอาณาจักรจาก (การปล้น) ทรัพยากร ไม่ใช่ จากธุรกิจการ (ปล้น) เงินและทำอุตสาหกรรมอย่างมอร์แกน คงไม่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้ มอร์แกนและพวกพ้องอังกฤษ คาบเอาเอเซียแปซิฟิกไปง่ายๆ เขาตั้งใจ ยืนยัน และมุ่งมั่นว่า อเมริกา แต่ผู้เดียวเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ครองโลก “โดยไม่แบ่งกับใคร” และมันต้องเป็นอเมริกา ภายใต้การครอบงำ ชักใยของเขาและพวกเท่านั้น ไม่ใช่ ใครอื่น และด้วยความตั้งใจ อย่างมุ่งมั่น เช่นนั้น ร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อขยี้ และเขี่ย กลุ่มพันธมิตร ระหว่างมอร์แกน อังกฤษ (และมิตซุย ในกรณีของญี่ปุ่น) ให้แตกกระจุย สำหรับ การยึดเอเซียแปซิฟิก ร้อกกี้เฟลเลอร์ เริ่มต้นด้วยการใช้เครือข่ายของ Standard Oil ของเขา และมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ที่ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่จีน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1913 และร่วมมือกับตระกูล Harriman เจ้าพ่อ ทางรถไฟ ที่ร่ำรวยจากสร้างทางรถไฟในอเมริกายังไม่พอ จึงไปบุกตลาดจีน ช่วงเวลาใกล้เคียงกับร้อกกี้เฟลเลอร์ ตัวจักรใหญ่ ที่เดินสายจัดการตามแผนที่วางคือ สำนักงานฏหมายประจำตระกูลของร้อกกี้เฟลเลอร์ คือ Sullivan and Cromwell ท่านที่เคยอ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษ คงพอจำได้ว่า ทางการของอเมริกา เจอบันทีก การจ่ายเงิน ของสำนักงานนี้ให้แก่ ซุนยัดเซ็น รวมทั้งข้อตกลงของซุนยัดเซ็น ที่จะมอบสัมปทานให้ เมื่อปฏิวัติจีนสำเร็จ หัวหน้าทนายใหญ่ ของสำนักงาน Sullivan and Cromwell คือ นาย John Foster Dulles ซึ่งต่อมา ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยประธานาธิบดี Eisenhower ไอเซนฮาว มีนโยบายคัดค้านระบอบคอมมิวนิสม์ อย่างชนิดหัวชนฝา มันคงพออธิบายให้เราได้บ้างเกี่ยวกับตอนจบของ ซุนยัดเซ็น และขอเพิ่มเติมว่า ซุนยัดเซ็นนั้น ในตอนท้ายที่ป่วยและเสียชีวิตนั้น เขาป่วย และเสียชีวิตที่เมืองจีน ในสถานพยาบาล ที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าของ ส่วนน้องชายของ John คือ Allan ก็ได้เป็นผู้อำนวยการ CIA สมัย Eisenhower เช่นเดียวกัน เรื่องของ Sullivan And Cromwell น่าจะมาเขียนเป็นเรื่องปล้น ภาคพิศดาร … การใช้สำนักงานกฏหมาย หรือตัวทนายความ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนี้ก็ยังใช้กันอยู่ ถ้าจำกันได้ ไอ้โจรร้ายบ้านเรา มันก็ใช้ทนายไปทำทุกเรื่อง โดยเฉพาะไอ้พวกขี้ลืม ชอบเอาห่อขนมก้อนใหญ่ๆ ไปลืมทิ้งไว้ที่โน่นที่นี่ ส่วนไอ้พวกนักล้อบบี้ฝรั่ง ที่ชอบมาสร้างเรื่องระยำในบ้านเรา ก็ทนายทั้งนั้นครับ น่าเสียดายจริงๆ เป็นวิชาชีพที่ช่วยคนได้มาก คนโบราณท่านถึงให้เกียรติเรียกหมอความ แต่ก็มีที่เอาอาชีพที่ดี มาช่วยคนชั่วกัน แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ นี่ ก็น่าจะเป็นเจ้าของโรงฟอกย้อมต้วจริง เขาคิดเครื่องมือฟอกย้อม soft power ได้อย่างฝั่งรากลึก แม้จะเป็นรากเทียม แต่ดูเหมือน เมื่อฝังลงไปแล้ว จะทำลายรากจริงได้ด้วยการสร้างรากเทียมของเขา ตั้งแต่การสร้างมหาวิทยาลัย การคิดหลักสูตร เจาะลึกไปในแต่ละท้องที่ ที่เรียกว่า area studies ให้รู้จุดอ่อน จุดแข็งของเหยื่อแต่ละราย และถ้าสังเกตกันให้ดี ขบวนการล้มเจ้า ทำลายความมั่นคงของประเทศเรา ส่วนใหญ่ ก็เริ่มมาจากไอ้พวกอาจารย์ ที่ไปเรียนวิชาเฉพาะ area studies และบางคน ก็ยังสอนวิชานี้อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่นอเมริกา และญี่ปุ่น เพราะอะไรหรือ เพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นจุดแข็ง เป็นความมั่นคงอย่างสำคัญของประเทศเรา มันอยากจะกินเรา ครอบเรา มันก็ใช้วิธีการ บ่อนทำลายจุดแข็งนั้น และอีกวิธีการ ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า consent management วิธีจัดการให้คนยินยอม และเห็นพ้องด้วย ตามเหตุผลที่เขา “สร้าง” ขึ้นมาให้เราหลงเชื่อ ผมเขียนเรื่องพวกนี้ไว้ในนิทานเรื่องแกะรอยนักล่า ช่วยประหยัดเวลาคนแก่ ไปเอามาอ่านกันหน่อย จะได้เข้าใจว่า เขาฝังรากเทียมให้เราอย่างไร ถึงแก้ยากแก้เย็นนัก จนลืมรากเหง้าของแท้ของเรากัน แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ไม่ใช่นักการเงิน (แม้จะเป็นเจ้าของธนาคาร Chase Manhattan ที่เคยใหญ่คับโลก รวมทั้งในเมืองไทย ช่วงสงครามเวียตนาม และหลังจากนั้น ) เขาเป็นคนชอบวิทยาศาสตร์ จึงค้นคิดสูตรครองโลกเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่ากลัวกว่า ด้านการเงิน การเงินพอแก้เกมกันได้ แต่ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การเกษตร พันธุ์ จีเอ็มโอ การตอนพันธุ์ การคัดสายพันธุ์มนุษย์ ซึ่งรวมถึงอาวุธร้ายรูปแบบต่างนั้น สร้างความเสียหายต่อชีวิต และบ้านเมืองสูงนัก การแก้ทำไม่ได้ง่าย (มีเขียนอยู่ในนิทานเรื่อง มายากลยุทธ) บ้านเรา ก็ขายเมล็ดพันธ์ทางเกษตร และผลผลิต แบบจีเอ็มโอ GMO ทั้งนั้น ซึ่งเป็นการทำลายสายพันธ์อย่างยิ่ง และต้นทุนสูง สร้างหนี้ให้เกษตรกรอย่างน่าสงสาร ขณะเดียวกัน ชีวิตและสุขภาพ ของกินผลิตผล ของจีเอ็มโอ ก็น่าเป็นห่วง ใครขาย ใครปล่อยให้ขาย จะทำลายกันถึงไหน…ใครมีดาบอาญาสิทธิ อยู่ในมือ ก็หันมาดูบ้าง เรื่องใหญ่นะครับ กลับมาที่ญี่ปุ่น ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น แม้อเมริกา จะมาทีหลังอังกฤษหลายสิบปี แต่อเมริกาก็สามารถแทรกเข้าไปในสังคม และการเมืองญี่ปุ่น ได้ผลอย่างเหลือเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือฟอกย้อม แบบ ฝังรากเทียมนี่แหละ ก่อนที่จะมีหน่วยงานข่าวกรอง หรือหน่วยสืบราชการลับ การหาข่าว ข้อมูล หรือสร้างเครือข่ายในประเทศเป้าหมาย ก็มักจะทำโดยพระ ผู้สอนศาสนา มิชชั่นนารี หรือหน่วยงานที่มาในรูปของการให้ความร่วมมือ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม การศึกษา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อเมริกา ทดลองวิธีหาเหยื่อแบบใหม่ อเมริกา สร้าง Young Men’s Christian Association หรือ YMCA ส่งหนุ่มน้อยเดินสายไปทั่วทุกแห่ง เพื่อสังสรร และชวนเล่นกีฬา มีแต่คนเอ็นดู ทำให้อเมริกาได้ข้อมูล และสร้างเครือข่ายตามที่ต้องการ บ้านเราก็มีมาเหมือนกัน ท่านผู้อ่านนิทานคงเกิดไม่ทันกัน YMCA รุ่นแรก มาบ้านเราตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้ามาตั้งสำนักงานอยู่แถวถนนวรจักร พอสมัยสงครามเวียตนาม ก็ย้ายมาอยู่แถวถนนสาธร สถานที่กว้างขวาง มีคอร์ตเทนนิส โรงหนังโรงละคร ขนาดเล็ก เพื่อนำวัฒนธรรม หรือข้อมูล ที่อเมริกาต้องการฝังหัว ให้แก่สังคมไทย ส่วนที่อเมริกาเลือกแล้วว่า จะเป็นประโยชน์แก่ตัว หลังสงครามเวียตนาม เข้าใจว่า เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ใช้ YMCA เพราะเชยไปแล้ว เปลี่ยนไปใช้แบบพันธ์ผสม มีตั้งแต่ สื่อ นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ จนมาถึงนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ไปจนถึง คนคุมกำเนิด เฮ้อ.. สำหรับท่านที่อ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษมาแล้ว คงจำได้ว่า อเมริกาก็ส่ง YMCA เข้าไปในรัสเซีย ช่วงที่กำลังสร้างปฏิวัติให้รัสเซียในปี ค.ศ.1917 รวมทั้ง ส่งเข้าไปในจีน หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบใหม่ๆ แปลว่า อเมริกา มีแผนการ คิดกินรวบ ตั้งแต่รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และเอเซียแปซิฟิกมานานแล้ว ไม่ต่างกับอังกฤษ เพียงแต่อเมริกา รอเวลากิน โดยดูตัวอย่างการกินของอังกฤษ ที่แม้จะดูเฉียบคม แต่ก็ทำให้เหยื่อตื่นและเชื่องยาก อเมริกาจึงคิดวิธีกินเหยื่อแบบใหม่ ชนิดเหยื่อเปิดบ้านนอนรอ… คนที่ถือธง นำ YMCA เข้ามาที่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1917 ชื่อ Frank Buchman เขาเข้ามาทำความรู้จักกับสังคมญี่ปุ่น ส่วนที่กำลังเห่อฝรั่ง สมาชิก YMCA ญี่ปุ่น มีตั้งแต่ ตระกูลใหญ่ อย่างสุมิโตโม และ มิตซุย ซึ่งเป็นเจ้าพ่อ บรรษัทใหญ่ ที่ผูกขาดธุรกิจของญี่ปุ่น และ บารอน ไออิชิ ชิบุซาวะ Eiichi Shibusawa นักธุรกิจใหญ่อีกคน ซึ่งเป็นคริสเตียน ที่มีความสนิทสนม และมีเครือข่ายกับทั้งฝั่งอังกฤษ และอเมริกา เป็นหัวหน้าสหภาพการค้าของญี่ปุ่น และเป็นผู้ริเริ่มตั้งคณะนิติศาสตร์ ที่ใช้หลักกฏหมายของเยอรมันขึ้น ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว คุ้นๆ ไหมครับ เมื่อ ใช้ YMCA แทรกเข้าไปหาข้อมูล และสร้างเครือข่ายได้หลายปีกำลังดี นาย Frank Buchman ก็ไปจากญี่ปุ่น คราวนี้เขาไปตั้งสถาบันชื่อประหลาด Moral Rearmament Movement (MRA) เป็นขบวนการล้างสมองที่น่ากลัวมาก และกลับมาในญี่ปุ่นอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ.1920 คราวนี้ เครือข่าย MRA ในญี่ปุ่นขยายใหญ่กว่าสมัยเป็น YMCA กระทรวงต่างประเทศของอเมริกาให้การสนับสนุน MRA เต็มที่ และในที่สุด MRA ก็เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ที่อเมริกา โดยร้อกกี้เฟลเลอร์ และ ซีไอเอ ใช้สร้างและควบคุม เครือข่ายของตนในญี่ปุ่น (ในปี คศ 1930 MRA มีเครือข่ายอยู่ใน 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และเยอรมัน) MRA เริ่มเข้าไปสร้างเครือข่าย ในมหาวิทยาลัยโตเกียว ที่มีนักศึกษาด้านกฏหมาย และเศรษฐศาสตร์ ตามทฤษฏีของ เยอรมัน และสร้างความคิดต่อต้านการเคลื่อนไหวของกรรมกร ผู้ที่สนับสนุนการต่อต้านกรรมกรอย่างเปิดเผย คือ นาย ซาซากาวา Sasagawa Ryoichi ซึ่งเป็นนักโทษร่วมรุ่น กับ นายคิชิ ที่คุก Sugamo และจูงมือออกจากคุกมาพร้อมกัน กับนายโคโดมะ ยากูซ่า นายซาซากาวา นั้น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเคยไปร่วมประชุมกับฮิตเล่อร์ และมุสโสลินี ที่พยายามสร้างเครือข่ายการร่วมมือระหว่าง ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ และนาซี เยอรมัน เพื่อต่อต้านโซเวียต มันเป็นโปรแกรมเดียวกับที่ MRA เสนอ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแผนสลับข้าง และผู้ที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญ ระหว่าง MRA หรืออเมริกากับกองทัพญี่ปุ่น ก็คือ นาย ซาซากาวา คนนี้เอง เขาเป็นพวกชาตินิยมหัวรุนแรง และได้ชื่อว่าเป็นมือที่มองไม่เห็น ชักใยประเทศญี่ปุ่นอยู่ถึง 50 ปี ตั้งแต่ช่วง ปี ค.ศ.1930 -1980 ซาซากาวา เป็นชาวเมือง Minoo อยู่ใกล้ๆ กับ Osaka ร่ำรวยขึ้นมาจาการเก็งกำไรเรื่องข้าว ในปี ค.ศ.1927 ซาซากาวา ตั้งกลุ่มชื่อ Kokubosha หรือ National Defense Society และปี ค.ศ.1931 ตั้งอีกกลุ่มชื่อ Kokusui-Taihuto หรือ Mass Party of the Patriotic Peoples ทั้ง 2 สมาคม เป็นพวกขวาจัด ชาตินิยมรุนแรง นายซาซากาวา สร้างกองกำลังของตัวเองหลายหมื่นคน (น่าจะเป็นยากูซ่าแทบทั้งนั้น) นอกจากมีกองกำลังแล้ว เขายังมีเครื่องบินอีก 20 ลำ แถมลงทุนสร้างสนามบินส่วนตัวใกล้เมืองโอซากา ทั้งหมดเพื่อใช้ในการเข้าไปปฏืบัติการในจีน เพื่อปล้น และยึดทรัพยากร ขนทอง และเพชรจากจีนด้วยเครื่องบินของเขา เที่ยวละหลายสิบกระสอบ รวมทั้งฝิ่น หลายครั้ง 2 สมาคมของซาซากาวา ร่วมปฏิบัติการกับยากูซ่ากลุ่มมังกรดำ ที่นำโดย นายโคดามะ Yoshio Kodama ที่เป็นเพื่อนกัน และเป็นพวกขวาจัด และชาตินิยมเหมือนกัน กลุ่มชาตินิยมเหล่านี้ เข้าไปร่วมอยู่กับกองทัพญี่ปุ่นที่แมนจูเรีย และ มองโกเลีย โดยการรู้เห็นและสนับสนุนของกองทัพ รวมถึงรัฐบาลด้วย ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ มีส่วนกับพฤติกรรม ที่ทารุณโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่น มากน้อยแค่ไหน นาย ซาซากาวา นั้น เป็นผู้ที่มีเสียงดังฟังชัดว่า อยู่ฝ่ายประเทศมั่งคั่ง กองทัพแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับนายโคดามะ และในช่วงที่การเมืองญี่ปุ่นแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ในช่วงก่อนปี ค.ศ.1931 นักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ฝ่ายที่ไม่เอากองทัพถูกเก็บเป็นว่าเล่น ข่าวว่า เป็นฝีมือกลุ่มในสังกัดของ นายซาซากาวา เกือบทั้งสิ้น และด้วยเงินทุนของนายซาซากาวา ที่ได้มาจากการปล้นจีน ทิศทางของรัฐบาลญี่ปุ่น ก็จึงยิ่งเอียงมาทางให้กองทัพญี่ปุ่น ยกกำลังลงมาทางใต้ และมาบุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในที่สุดกองทัพญี่ปุ่น ก็ตัดสินใจ ยกกำลังลงมาทางใต้ บุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จริงๆ มันเป็นการตัดสินใจภายใต้คำแนะนำ ของ นาย Tsuji Masanobu นักยุทธศาสตร์คนสำคัญประจำกองทัพ ความสำคัญของเขา น่าจะมีมากกว่าระดับกองทัพด้วยซ้ำ มีข่าวว่า ภายหลัง เขามาวางยุทธศาสตร์การรบและตั้งกองบัญชาการอยู่ทางใต้ของบ้านเรา มันเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้อง และก็เป็นไปตามโครงการ War and Peace Studies ของ CFR ที่ทำการศึกษาวางแผน อยู่ถึง 2 ปี ในช่วง คศ 1939-1940 ภายใต้การอำนายการของมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 27 ส.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 42 Views 0 Reviews
  • Reality: บทเพลงอมตะกับเสน่ห์นิรันดร์ของ Sophie Marceau

    เพลง "Reality" โดย Richard Sanderson ถือเป็นหนึ่งในบทเพลงคลาสสิกแห่งยุค 1980s ที่ยังคงก้องกังวานในใจผู้ฟังมาจนถึงปัจจุบัน มันไม่ใช่แค่เพลงรักโรแมนติกธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่อง La Boum (หรือที่รู้จักในชื่อ The Party ในบางประเทศ) ซึ่งออกฉายในปี 1980 และทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย. เนื้อเพลงที่พูดถึงความฝันและความจริงผสานเข้ากับเมโลดี้อ่อนโยน ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักวัยรุ่นที่บริสุทธิ์และน่าจดจำ

    เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นโดย Vladimir Cosma นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง และร้องโดย Richard Sanderson นักร้องชาวอังกฤษที่ในขณะนั้นยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก แต่ La Boum ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เพลง "Reality" ถูกใช้เป็นธีมหลักในภาพยนตร์ โดยเฉพาะในฉากโรแมนติกที่ตัวเอกกำลังตกหลุมรัก ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับเรื่องราว เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี และยังถูกนำไปรีเมคหรือคัฟเวอร์หลายครั้งในภายหลัง. แต่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้พิเศษยิ่งขึ้นคือการเชื่อมโยงกับ Sophie Marceau นักแสดงนำหญิงที่ปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอและฉากสำคัญของภาพยนตร์

    Sophie Marceau ในวัย 13 ปีตอนนั้น รับบทเป็น Vic Beretton สาวน้อยวัยรุ่นที่กำลังค้นหาความรักครั้งแรกใน La Boum การแสดงของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ธรรมชาติและความสดใส ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพการแสดงที่ยาวนานของเธอ ในมิวสิกวิดีโอของเพลง "Reality" เราจะเห็นฉากจากภาพยนตร์ที่ Sophie กำลังฟังเพลงนี้ผ่านหูฟัง ขณะที่หนุ่มน้อยกำลังแบ่งปันช่วงเวลาอบอุ่น ซึ่งกลายเป็นภาพจำคลาสสิกที่แฟนเพลงยังคงพูดถึงจนถึงทุกวันนี้. การปรากฏตัวของเธอไม่เพียงแต่ทำให้เพลงนี้มีชีวิตชีวา แต่ยังช่วยยกระดับให้ La Boum กลายเป็นภาพยนตร์วัยรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ส่งผลให้ Sophie ก้าวขึ้นเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการบันเทิงฝรั่งเศส

    จากจุดเริ่มต้นใน La Boum Sophie Marceau ได้พัฒนาตัวเองเป็นนักแสดงมากความสามารถที่ครองใจผู้ชมทั่วโลก เธอได้รับการยกย่องว่าเป็น "ดาวค้างฟ้า" ของวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส ด้วยผลงานที่หลากหลายทั้งในภาพยนตร์อิสระและบล็อกบัสเตอร์ฮอลลีวูด แต่สิ่งที่ทำให้เธอโด่งดังระดับสากลยิ่งขึ้นคือการรับบท Elektra King ในภาพยนตร์ James Bond เรื่อง The World Is Not Enough (1999) ซึ่งเธอเป็น Bond girl ที่ไม่ใช่แค่สวยงามแต่ยังมีบทบาทซับซ้อนในฐานะตัวร้ายหลัก Elektra เป็นทายาทมหาเศรษฐีน้ำมันที่ถูกจับตัว แต่กลับกลายเป็นผู้บงการแผนการร้าย เธอหลอกลวง James Bond (รับบทโดย Pierce Brosnan) ได้อย่างแนบเนียน ทำให้บทนี้กลายเป็นหนึ่งใน Bond girl ที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ซีรีส์ 007. ในใจของแฟน ๆ หลายคน รวมถึงลุงด้วย Sophie Marceau คือ Bond girl ที่สวยที่สุดจนถึงปัจจุบัน ด้วยเสน่ห์ที่ผสานความงามแบบฝรั่งเศสเข้ากับความฉลาดและลึกลับ ทำให้เธอเหนือกว่า Bond girl คนอื่น ๆ ในซีรีส์

    นอกจากบทบาทนักแสดงนำในภาพยนตร์ฮอลลีวูดและฝรั่งเศสแล้ว Sophie Marceau ยังขยายขอบเขตอาชีพไปยังหน้าที่อื่น ๆ ในวงการบันเทิงอีกด้วย เธอเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีผลงานน่าประทับใจ โดยเริ่มต้นจากการกำกับหนังสั้นเรื่อง L'aube à l'envers ในปี 1995 ก่อนที่จะกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกอย่าง Parlez-moi d'amour (2002) ซึ่งเธอยังรับหน้าที่เขียนบทด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์และทำให้เธอได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์มอนทรีออล ตามมาด้วย La Disparue de Deauville (2007) ที่เธอกำกับและแสดงนำเอง ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านของเธอในฐานะครีเอเตอร์ที่ไม่ยึดติดกับบทบาทนักแสดงเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียน โดยได้ตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง Menteuse ในปี 1996 ซึ่งได้รับความนิยมและสะท้อนมุมมองส่วนตัวของเธอเกี่ยวกับชีวิตและความรัก

    ในส่วนของบทบาทนักแสดงอื่น ๆ ที่น่าจดจำ Sophie Marceau ได้รับการยกย่องจากบท Princess Isabelle ในภาพยนตร์ออสการ์เรื่อง Braveheart (1995) ของ Mel Gibson ซึ่งเธอรับบทเป็นเจ้าหญิงฝรั่งเศสที่ตกหลุมรักนักรบสกอตแลนด์ การแสดงของเธอเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์และความสง่างาม ทำให้บทนี้กลายเป็นไอคอนในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีบท Eloise ใน Firelight (1997) และบท Anna Karenina ในภาพยนตร์ดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิกเรื่อง Anna Karenina (1997) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในบทบาทของเธอ ตั้งแต่ดราม่าประวัติศาสตร์ไปจนถึงโรแมนติกดราม่า

    แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปี นับจาก La Boum แต่เพลง "Reality" และ Sophie Marceau ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความโรแมนติกที่ timeless เธอไม่ใช่แค่นักแสดง แต่เป็นไอคอนที่เชื่อมโยงระหว่างเพลง ภาพยนตร์ และวัฒนธรรมป๊อป หากคุณยังไม่เคยฟังเพลงนี้หรือดูภาพยนตร์เรื่องนั้น ลองย้อนกลับไปสัมผัส แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม Sophie Marceau ถึงเป็นดาวค้างฟ้าที่ส่องสว่างตลอดกาล

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=8ejtIwBpqK4
    💭 Reality: บทเพลงอมตะกับเสน่ห์นิรันดร์ของ Sophie Marceau 🎼 เพลง "Reality" โดย Richard Sanderson ถือเป็นหนึ่งในบทเพลงคลาสสิกแห่งยุค 1980s ที่ยังคงก้องกังวานในใจผู้ฟังมาจนถึงปัจจุบัน มันไม่ใช่แค่เพลงรักโรแมนติกธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่อง La Boum (หรือที่รู้จักในชื่อ The Party ในบางประเทศ) ซึ่งออกฉายในปี 1980 และทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย. เนื้อเพลงที่พูดถึงความฝันและความจริงผสานเข้ากับเมโลดี้อ่อนโยน ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักวัยรุ่นที่บริสุทธิ์และน่าจดจำ 📝 เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นโดย Vladimir Cosma นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง และร้องโดย Richard Sanderson นักร้องชาวอังกฤษที่ในขณะนั้นยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก แต่ La Boum ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เพลง "Reality" ถูกใช้เป็นธีมหลักในภาพยนตร์ โดยเฉพาะในฉากโรแมนติกที่ตัวเอกกำลังตกหลุมรัก ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับเรื่องราว เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี และยังถูกนำไปรีเมคหรือคัฟเวอร์หลายครั้งในภายหลัง. แต่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้พิเศษยิ่งขึ้นคือการเชื่อมโยงกับ Sophie Marceau นักแสดงนำหญิงที่ปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอและฉากสำคัญของภาพยนตร์ 👧 Sophie Marceau ในวัย 13 ปีตอนนั้น รับบทเป็น Vic Beretton สาวน้อยวัยรุ่นที่กำลังค้นหาความรักครั้งแรกใน La Boum การแสดงของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ธรรมชาติและความสดใส ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพการแสดงที่ยาวนานของเธอ ในมิวสิกวิดีโอของเพลง "Reality" เราจะเห็นฉากจากภาพยนตร์ที่ Sophie กำลังฟังเพลงนี้ผ่านหูฟัง ขณะที่หนุ่มน้อยกำลังแบ่งปันช่วงเวลาอบอุ่น ซึ่งกลายเป็นภาพจำคลาสสิกที่แฟนเพลงยังคงพูดถึงจนถึงทุกวันนี้. การปรากฏตัวของเธอไม่เพียงแต่ทำให้เพลงนี้มีชีวิตชีวา แต่ยังช่วยยกระดับให้ La Boum กลายเป็นภาพยนตร์วัยรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ส่งผลให้ Sophie ก้าวขึ้นเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการบันเทิงฝรั่งเศส 🎗️ จากจุดเริ่มต้นใน La Boum Sophie Marceau ได้พัฒนาตัวเองเป็นนักแสดงมากความสามารถที่ครองใจผู้ชมทั่วโลก เธอได้รับการยกย่องว่าเป็น "ดาวค้างฟ้า" ของวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส ด้วยผลงานที่หลากหลายทั้งในภาพยนตร์อิสระและบล็อกบัสเตอร์ฮอลลีวูด แต่สิ่งที่ทำให้เธอโด่งดังระดับสากลยิ่งขึ้นคือการรับบท Elektra King ในภาพยนตร์ James Bond เรื่อง The World Is Not Enough (1999) ซึ่งเธอเป็น Bond girl ที่ไม่ใช่แค่สวยงามแต่ยังมีบทบาทซับซ้อนในฐานะตัวร้ายหลัก Elektra เป็นทายาทมหาเศรษฐีน้ำมันที่ถูกจับตัว แต่กลับกลายเป็นผู้บงการแผนการร้าย เธอหลอกลวง James Bond (รับบทโดย Pierce Brosnan) ได้อย่างแนบเนียน ทำให้บทนี้กลายเป็นหนึ่งใน Bond girl ที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ซีรีส์ 007. ในใจของแฟน ๆ หลายคน รวมถึงลุงด้วย 💘 Sophie Marceau คือ Bond girl ที่สวยที่สุดจนถึงปัจจุบัน ด้วยเสน่ห์ที่ผสานความงามแบบฝรั่งเศสเข้ากับความฉลาดและลึกลับ ทำให้เธอเหนือกว่า Bond girl คนอื่น ๆ ในซีรีส์ 🎦 นอกจากบทบาทนักแสดงนำในภาพยนตร์ฮอลลีวูดและฝรั่งเศสแล้ว Sophie Marceau ยังขยายขอบเขตอาชีพไปยังหน้าที่อื่น ๆ ในวงการบันเทิงอีกด้วย เธอเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีผลงานน่าประทับใจ โดยเริ่มต้นจากการกำกับหนังสั้นเรื่อง L'aube à l'envers ในปี 1995 ก่อนที่จะกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกอย่าง Parlez-moi d'amour (2002) ซึ่งเธอยังรับหน้าที่เขียนบทด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์และทำให้เธอได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์มอนทรีออล ตามมาด้วย La Disparue de Deauville (2007) ที่เธอกำกับและแสดงนำเอง ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้านของเธอในฐานะครีเอเตอร์ที่ไม่ยึดติดกับบทบาทนักแสดงเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียน โดยได้ตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง Menteuse ในปี 1996 ซึ่งได้รับความนิยมและสะท้อนมุมมองส่วนตัวของเธอเกี่ยวกับชีวิตและความรัก ⭐ ในส่วนของบทบาทนักแสดงอื่น ๆ ที่น่าจดจำ Sophie Marceau ได้รับการยกย่องจากบท Princess Isabelle ในภาพยนตร์ออสการ์เรื่อง Braveheart (1995) ของ Mel Gibson ซึ่งเธอรับบทเป็นเจ้าหญิงฝรั่งเศสที่ตกหลุมรักนักรบสกอตแลนด์ การแสดงของเธอเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์และความสง่างาม ทำให้บทนี้กลายเป็นไอคอนในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีบท Eloise ใน Firelight (1997) และบท Anna Karenina ในภาพยนตร์ดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิกเรื่อง Anna Karenina (1997) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในบทบาทของเธอ ตั้งแต่ดราม่าประวัติศาสตร์ไปจนถึงโรแมนติกดราม่า 💫 แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปี นับจาก La Boum แต่เพลง "Reality" และ Sophie Marceau ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความโรแมนติกที่ timeless เธอไม่ใช่แค่นักแสดง แต่เป็นไอคอนที่เชื่อมโยงระหว่างเพลง ภาพยนตร์ และวัฒนธรรมป๊อป หากคุณยังไม่เคยฟังเพลงนี้หรือดูภาพยนตร์เรื่องนั้น ลองย้อนกลับไปสัมผัส แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม Sophie Marceau ถึงเป็นดาวค้างฟ้าที่ส่องสว่างตลอดกาล⭐💫 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=8ejtIwBpqK4
    0 Comments 0 Shares 53 Views 0 Reviews
  • ออกกำลังกายสั้น ๆ แต่ได้ผลทันที

    นักวิจัยจาก Hong Kong Polytechnic University พบว่าเพียงการวิ่งบนลู่วิ่ง 30 นาที ก็ทำให้ผู้เข้าร่วมทั้งที่มีและไม่มีอาการซึมเศร้ารายงานว่าอารมณ์ดีขึ้นทันที ลดความโกรธ ความสับสน ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล ขณะเดียวกันความมั่นใจและพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน.

    กลไกทางชีววิทยา: ฮอร์โมน adiponectin
    การทดลองในหนูแสดงให้เห็นว่าหลังออกกำลังกาย ระดับฮอร์โมน adiponectin ในเลือดและสมองเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนนี้ไปกระตุ้นตัวรับ AdipoR1 ในสมองส่วน medial prefrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ส่งผลให้เกิดการสร้างการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างเซลล์ประสาท คล้ายกับผลที่พบจากการใช้ยา ketamine ที่ออกฤทธิ์เร็ว.

    ความหมายต่อการรักษาโรคซึมเศร้า
    ผลการวิจัยนี้ชี้ว่า การออกกำลังกายอาจเป็นวิธีบำบัดที่รวดเร็วและปลอดภัย สำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนายาใหม่ที่เลียนแบบการทำงานของ adiponectin เพื่อให้ได้ผลเร็วกว่า SSRIs ที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งมักต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผล.

    ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวัง
    แม้ผลการทดลองน่าตื่นเต้น แต่ยังไม่ทราบว่าผลบวกจากการออกกำลังกายจะอยู่ได้นานแค่ไหนในมนุษย์ และการทดลองบางส่วนยังอยู่ในระดับสัตว์ การนำไปใช้จริงจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพ.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการทดลองในมนุษย์
    ออกกำลังกาย 30 นาทีช่วยลดอารมณ์ลบและเพิ่มพลังงาน
    เห็นผลทันทีหลังออกกำลังกาย

    กลไกในสมอง
    ฮอร์โมน adiponectin เพิ่มขึ้นหลังออกกำลังกาย
    กระตุ้นตัวรับ AdipoR1 และสร้างการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างเซลล์ประสาท

    ความหมายต่อการแพทย์
    อาจเป็นแนวทางบำบัดโรคซึมเศร้าแบบรวดเร็ว
    สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนายาใหม่ที่เลียนแบบ adiponectin

    ข้อควรระวัง
    ยังไม่ทราบระยะเวลาที่ผลบวกอยู่ได้นานในมนุษย์
    การทดลองบางส่วนยังอยู่ในระดับสัตว์ ต้องศึกษาเพิ่มเติม

    https://www.sciencealert.com/a-single-30-minute-exercise-session-has-an-immediate-antidepressant-effect
    🏃‍♂️ ออกกำลังกายสั้น ๆ แต่ได้ผลทันที นักวิจัยจาก Hong Kong Polytechnic University พบว่าเพียงการวิ่งบนลู่วิ่ง 30 นาที ก็ทำให้ผู้เข้าร่วมทั้งที่มีและไม่มีอาการซึมเศร้ารายงานว่าอารมณ์ดีขึ้นทันที ลดความโกรธ ความสับสน ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล ขณะเดียวกันความมั่นใจและพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน. 🧪 กลไกทางชีววิทยา: ฮอร์โมน adiponectin การทดลองในหนูแสดงให้เห็นว่าหลังออกกำลังกาย ระดับฮอร์โมน adiponectin ในเลือดและสมองเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนนี้ไปกระตุ้นตัวรับ AdipoR1 ในสมองส่วน medial prefrontal cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ส่งผลให้เกิดการสร้างการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างเซลล์ประสาท คล้ายกับผลที่พบจากการใช้ยา ketamine ที่ออกฤทธิ์เร็ว. 🌟 ความหมายต่อการรักษาโรคซึมเศร้า ผลการวิจัยนี้ชี้ว่า การออกกำลังกายอาจเป็นวิธีบำบัดที่รวดเร็วและปลอดภัย สำหรับผู้ที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนายาใหม่ที่เลียนแบบการทำงานของ adiponectin เพื่อให้ได้ผลเร็วกว่า SSRIs ที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งมักต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผล. ⚠️ ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวัง แม้ผลการทดลองน่าตื่นเต้น แต่ยังไม่ทราบว่าผลบวกจากการออกกำลังกายจะอยู่ได้นานแค่ไหนในมนุษย์ และการทดลองบางส่วนยังอยู่ในระดับสัตว์ การนำไปใช้จริงจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพ. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการทดลองในมนุษย์ ➡️ ออกกำลังกาย 30 นาทีช่วยลดอารมณ์ลบและเพิ่มพลังงาน ➡️ เห็นผลทันทีหลังออกกำลังกาย ✅ กลไกในสมอง ➡️ ฮอร์โมน adiponectin เพิ่มขึ้นหลังออกกำลังกาย ➡️ กระตุ้นตัวรับ AdipoR1 และสร้างการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างเซลล์ประสาท ✅ ความหมายต่อการแพทย์ ➡️ อาจเป็นแนวทางบำบัดโรคซึมเศร้าแบบรวดเร็ว ➡️ สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนายาใหม่ที่เลียนแบบ adiponectin ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ ยังไม่ทราบระยะเวลาที่ผลบวกอยู่ได้นานในมนุษย์ ⛔ การทดลองบางส่วนยังอยู่ในระดับสัตว์ ต้องศึกษาเพิ่มเติม https://www.sciencealert.com/a-single-30-minute-exercise-session-has-an-immediate-antidepressant-effect
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    A Single 30-Minute Exercise Session Has an Immediate Antidepressant Effect
    A single, half-hour session of moderate exercise is enough to confer an immediate mood-boosting effect, and now scientists have figured out why.
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 40 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar
    #รวมข่าวIT #20251129 #TechRadar

    AI อาจทำให้หลายงานหายไป
    มีรายงานใหม่ที่ทำให้ผู้บริหารทั่วโลกเริ่มกังวล เพราะผลการสำรวจพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริหารมองว่าตอนนี้บริษัทมีพนักงานมากเกินความจำเป็นราว 10-19% และในอีกสามปีข้างหน้าอาจเกินถึง 30-50% สาเหตุหลักคือการนำ AI มาใช้ในงานประจำ เช่น งานหลังบ้าน งานบริการลูกค้า และงานเริ่มต้นด้านการเงินหรือ HR ที่ AI สามารถทำแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายองค์กรจึงเริ่มคิดใหม่ว่าบทบาทของคนจะเปลี่ยนไปเป็นการทำงานร่วมกับ AI มากกว่าทำงานแทน AI โดยตรง ขณะเดียวกัน Amazon เองก็ยอมรับว่า AI จะทำให้คนทำงานบางส่วนลดลง แม้จะมีงานใหม่เกิดขึ้น แต่ภาพรวมคือจำนวนคนทำงานอาจลดลงในอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/another-major-survey-warns-ai-could-lead-to-major-job-cuts-at-your-business

    แฮกเกอร์โจมตีผู้ใช้ Zendesk
    กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters ที่เคยโจมตี Salesforce ตอนนี้หันมาเล่นงานผู้ใช้ Zendesk โดยใช้วิธีสร้างโดเมนปลอมกว่า 40 แห่งเพื่อหลอกให้คนกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบ บางครั้งถึงขั้นส่งตั๋วซัพพอร์ตปลอมเข้าไปในระบบ Zendesk เพื่อแพร่มัลแวร์และขโมยสิทธิ์การเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ นักวิจัยด้านความปลอดภัยเตือนว่ากลยุทธ์นี้อันตรายมาก เพราะมันเจาะตรงไปที่ทีมซัพพอร์ตที่มักต้องตอบสนองอย่างเร่งด่วน ทำให้มีโอกาสตกหลุมพรางสูง แม้จะมีข่าวโยงไปถึงการโจมตี Discord แต่กลุ่มนี้ก็ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง
    https://www.techradar.com/pro/security/zendesk-users-targeted-by-scattered-lapsus-usd-hunters-hackers-and-fake-support-sites

    ยุโรปนำหน้าด้านความปลอดภัยไซเบอร์ แต่สหราชอาณาจักรเริ่มตามไม่ทัน
    รายงาน Digital Quality of Life Index 2025 ของ Surfshark เผยว่าประเทศในยุโรปครองอันดับต้น ๆ ด้านความปลอดภัยดิจิทัล เช่น ฟินแลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส แต่สหราชอาณาจักรกลับตกอันดับจากที่เคยอยู่อันดับ 6 ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในปี 2024 ลงมาอยู่อันดับ 39 ในปีนี้ แม้ยังมีจุดแข็งเรื่องการคุ้มครองข้อมูลตามมาตรฐาน GDPR แต่ความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยกลับช้ากว่าประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรยังมีจุดเด่นด้าน AI ที่ติดอันดับ 4 ของโลก ซึ่งอาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยในอนาคต
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/europe-tops-the-charts-in-digital-security-but-the-uk-might-be-quickly-falling-behind-says-surfshark

    OnePlus 15 เตรียมวางขายในสหรัฐฯ หลังผ่านการอนุมัติ
    สมาร์ทโฟน OnePlus 15 ที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับคะแนนรีวิวเต็ม 5 ดาวจาก TechRadar กำลังจะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ หลังผ่านการรับรองจาก FCC ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนวางขาย รุ่นนี้โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ และกล้องที่ยอดเยี่ยม จนถูกยกให้ “ดีกว่าสมบูรณ์แบบ” ราคาที่คาดว่าจะเริ่มต้นราว 899.99 ดอลลาร์ ถือเป็นการกลับมาท้าทายตลาดที่มักถูกครองโดย Samsung และ Google Pixel
    https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/the-oneplus-15-clears-its-final-hurdle-for-a-us-launch-heres-why-we-gave-the-flagship-a-rare-five-stars

    รัฐบาลอังกฤษกดดันบริษัทโทรคมนาคมให้โปร่งใสเรื่องราคา
    รัฐบาลอังกฤษโดยรัฐมนตรีการคลังและรัฐมนตรีเทคโนโลยีออกมาเรียกร้องให้บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ เช่น BT/EE, Vodafone, Sky และ TalkTalk แสดงรายละเอียดราคาที่ชัดเจนขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกขึ้นราคาที่ไม่คาดคิด โดยต้องเปลี่ยนจากการแจ้งเป็นเปอร์เซ็นต์มาเป็นตัวเลขจริงเป็นปอนด์และเพนนี นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง 5G SA ภายในปี 2030 และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิตครอบคลุม 99% ภายในปี 2032
    https://www.techradar.com/pro/uk-government-tells-telecoms-to-do-more-to-protect-customers

    หลายเขตในลอนดอนถูกโจมตีทางไซเบอร์
    มีรายงานว่าหลายสภาท้องถิ่นในกรุงลอนดอนถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ระบบบริการประชาชนบางส่วนหยุดชะงัก การโจมตีครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเพราะกระทบต่อข้อมูลและการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นที่ประชาชนพึ่งพาอยู่ทุกวัน แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐก็เป็นเป้าหมายสำคัญของแฮกเกอร์เช่นกัน และจำเป็นต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกัน
    https://www.techradar.com/pro/security/multiple-london-councils-affected-by-apparent-cyberattack

    Cybersecurity Burnout: เมื่อโลกดิจิทัลทำให้คนทำงานหมดแรง
    ในวงการไซเบอร์ ความเร็วและแรงกดดันคือเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาคือความเหนื่อยล้าสะสมจนกลายเป็น “burnout” ที่กระทบทั้งสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน งานวิจัยล่าสุดเผยว่ากว่า 76% ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์รู้สึกเหนื่อยล้าในปีที่ผ่านมา และ 69% บอกว่ามันแย่ลงเรื่อย ๆ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวบุคคล แต่ยังทำให้ทีมอ่อนแรง เสี่ยงต่อการถูกโจมตีมากขึ้น ทางออกคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน ลดภาระงาน และใช้บริการเสริมอย่าง MDR ที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้จริง เรื่องนี้สะท้อนว่า “การป้องกันภัยไซเบอร์” ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคนด้วย
    https://www.techradar.com/pro/tackling-cybersecurity-burnout-once-and-for-all

    Infosys กับแนวคิดทำงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
    Narayana Murthy ผู้ร่วมก่อตั้ง Infosys จุดกระแสอีกครั้งด้วยการเสนอให้พนักงานทำงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยมองว่านี่คือ “ความขยันที่แท้จริง” แต่เสียงวิจารณ์กลับดังสนั่น เพราะหลักฐานจาก WHO และการทดลองในหลายประเทศ เช่น ไอซ์แลนด์และญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าการทำงานสั้นลงกลับทำให้ผลผลิตและสุขภาพดีขึ้น การผลักดันให้ทำงานหนักเกินไปจึงถูกมองว่าเป็นการละเลยความเป็นอยู่ของคนทำงาน และอาจย้อนกลับมาทำร้ายองค์กรเอง
    https://www.techradar.com/pro/infosys-co-founder-once-again-calls-for-longer-than-70-hour-weeks-and-no-hes-not-joking

    ChatGPT อายุครบ 3 ปี: จากกล่องข้อความสู่เครื่องมือสารพัด
    จากวันที่เปิดตัวในปี 2022 ในฐานะ “การทดลองวิจัย” ChatGPT กลายเป็นหนึ่งในแอปที่โตเร็วที่สุดในโลก และวันนี้มันไม่ใช่แค่เครื่องมือเขียนอีเมล แต่เป็นผู้ช่วยที่ทำได้ทั้งวางแผนทริป สร้างสไลด์ ดีบักโค้ด ไปจนถึงสร้างภาพและเสียง สามปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเบื้องหลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจาก GPT-3.5 จนถึง GPT-5.1 พร้อมความสามารถแบบมัลติโหมดที่รองรับข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ แม้ยังไม่ถึงขั้น “AGI” อย่างที่หลายคนฝัน แต่ก็เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนใช้ AI ในชีวิตประจำวันไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/chatgpt-turns-3-on-sunday-heres-how-far-its-really-come-and-where-its-heading-next

    Amazon Fire TV Stick รุ่นใหม่รองรับ VPN แล้ว
    ข่าวดีสำหรับสายสตรีมมิ่ง Amazon ปล่อยอัปเดต Vega OS ให้ Fire TV Stick รุ่นใหม่รองรับ VPN เป็นครั้งแรก ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ต่างประเทศและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานได้ทันที อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีเพียง NordVPN และ IPVanish ที่พร้อมใช้งานบนระบบใหม่ ส่วนเจ้าอื่นยังตามไม่ทัน การมาของฟีเจอร์นี้ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์สตรีมมิ่งให้ปลอดภัยและหลากหลายขึ้น
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/vpn-support-lands-on-next-gen-amazon-fire-tv-stick-but-only-two-vpns-are-ready

    ช่องโหว่ใหม่ใน AI Browser: แค่ “#” ก็โดนเจาะได้
    นักวิจัยเผยเทคนิค “HashJack” ที่ใช้เพียงการใส่ข้อความหลังเครื่องหมาย # ใน URL ก็สามารถสั่งการ AI assistant ในเบราว์เซอร์ให้ทำงานตามคำสั่งแฝงได้ โดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว หน้าจอยังแสดงเว็บปกติ แต่เบื้องหลังข้อมูลอาจถูกส่งออกไปหรือถูกบิดเบือน นี่คือช่องโหว่ที่ทำให้การใช้ AI browser เสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบแนบเนียน และยากต่อการตรวจจับ การป้องกันจึงต้องเข้มงวดทั้งที่ระดับเครื่องและการออกแบบระบบ ไม่ใช่แค่การตรวจสอบทราฟฟิกทั่วไป
    https://www.techradar.com/pro/thats-not-very-trendy-of-them-ai-browsers-can-be-hacked-with-a-simple-hashtag-experts-warn

    Malicious LLMs: เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือสร้างมัลแวร์
    นักวิจัยเตือนว่าระบบ AI ที่ถูกปรับแต่งอย่างไม่ถูกต้องสามารถกลายเป็น “ผู้ช่วยสร้างมัลแวร์” ให้แม้แต่แฮกเกอร์มือใหม่ได้ง่าย ๆ เพียงแค่พิมพ์คำสั่งก็สามารถสร้างโค้ดอันตรายที่ซับซ้อนขึ้นมาได้ทันที นี่คือการเปิดประตูให้ภัยไซเบอร์แพร่กระจายเร็วกว่าเดิม และทำให้โลกดิจิทัลเสี่ยงต่อการถูกโจมตีในวงกว้างมากขึ้น ปัญหานี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างสรรค์ แต่ยังอาจเป็นอาวุธหากถูกใช้ผิดทาง
    https://www.techradar.com/pro/security/malicious-llms-are-letting-even-unskilled-hackers-to-craft-dangerous-new-malware

    Tapo RV30 Max Plus: หุ่นยนต์ดูดฝุ่นราคาดิ่ง
    ใครที่มีปัญหาขนสุนัขเต็มบ้านคงยิ้มได้ เพราะ Tapo RV30 Max Plus ลดราคาหนักในช่วง Black Friday ทำให้การจัดการบ้านสะอาดง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงเอง รุ่นนี้ถูกรีวิวว่าใช้งานง่าย ดูดแรง และช่วยประหยัดเวลาได้มาก การลดราคาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่อยากลองใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นโดยไม่ต้องจ่ายแพง
    https://www.techradar.com/seasonal-sales/tackling-a-sea-of-dog-hair-was-a-daily-headache-for-me-until-i-bought-this-robot-vacuum

    Cloudways vs InMotion Hosting: ศึกโฮสติ้ง WordPress
    สำหรับคนทำเว็บไซต์ WordPress การเลือกโฮสติ้งคือเรื่องสำคัญ บทความนี้เปรียบเทียบ Cloudways และ InMotion Hosting ว่าใครตอบโจทย์มากกว่ากัน ทั้งในด้านความเร็ว ความเสถียร การสนับสนุนลูกค้า และราคา ผลลัพธ์คือแต่ละเจ้าเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ต่างกัน Cloudways เด่นเรื่องความยืดหยุ่นและการปรับแต่ง ส่วน InMotion Hosting โดดเด่นด้านบริการลูกค้าและความคุ้มค่า
    https://www.techradar.com/pro/website-hosting/cloudways-vs-inmotion-hosting-which-is-better-for-wordpress-sites

    Commodore 64 กลับมาอีกครั้งหลังหายไป 30 ปี
    เครื่องคอมพิวเตอร์ในตำนาน Commodore 64 ที่เคยครองใจคนยุค 80 กำลังกลับมาผลิตใหม่อีกครั้ง แม้จะไม่ใช่เครื่องที่ตอบโจทย์การใช้งานสมัยใหม่ แต่ก็เป็นการปลุกความทรงจำและความหลงใหลในเทคโนโลยีคลาสสิก หลายคนมองว่ามันคือ “ของสะสม” มากกว่าคอมพิวเตอร์จริง ๆ และการกลับมาครั้งนี้ก็สร้างกระแสความตื่นเต้นในหมู่แฟน ๆ ได้ไม่น้อย
    https://www.techradar.com/computing/the-commodore-64-is-back-on-the-production-line-for-the-first-time-in-30-years-and-i-want-it-even-if-it-makes-zero-sense

    ระวังอีเมลหลอกลวงช่วงโบนัสคริสต์มาส
    ใกล้ช่วงโบนัสปลายปี แฮกเกอร์ก็ไม่พลาดโอกาสปลอมอีเมลหลอกลวงให้คนหลงเชื่อ โดยอ้างว่าเป็นการแจ้งโบนัสหรือสิทธิพิเศษ เพื่อให้เหยื่อคลิกและกรอกข้อมูลส่วนตัว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าช่วงนี้ต้องตรวจสอบอีเมลอย่างละเอียด เพราะการโจมตีลักษณะนี้แพร่หลายมากขึ้น และอาจทำให้สูญเสียข้อมูลหรือเงินโดยไม่รู้ตัว
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/pro/security/excited-for-your-christmas-bonus-so-are-scammers-so-check-your-emails-carefully
    📌📡🟣 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟣📡📌 #รวมข่าวIT #20251129 #TechRadar 🧑‍💻 AI อาจทำให้หลายงานหายไป มีรายงานใหม่ที่ทำให้ผู้บริหารทั่วโลกเริ่มกังวล เพราะผลการสำรวจพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริหารมองว่าตอนนี้บริษัทมีพนักงานมากเกินความจำเป็นราว 10-19% และในอีกสามปีข้างหน้าอาจเกินถึง 30-50% สาเหตุหลักคือการนำ AI มาใช้ในงานประจำ เช่น งานหลังบ้าน งานบริการลูกค้า และงานเริ่มต้นด้านการเงินหรือ HR ที่ AI สามารถทำแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายองค์กรจึงเริ่มคิดใหม่ว่าบทบาทของคนจะเปลี่ยนไปเป็นการทำงานร่วมกับ AI มากกว่าทำงานแทน AI โดยตรง ขณะเดียวกัน Amazon เองก็ยอมรับว่า AI จะทำให้คนทำงานบางส่วนลดลง แม้จะมีงานใหม่เกิดขึ้น แต่ภาพรวมคือจำนวนคนทำงานอาจลดลงในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/another-major-survey-warns-ai-could-lead-to-major-job-cuts-at-your-business 🔒 แฮกเกอร์โจมตีผู้ใช้ Zendesk กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters ที่เคยโจมตี Salesforce ตอนนี้หันมาเล่นงานผู้ใช้ Zendesk โดยใช้วิธีสร้างโดเมนปลอมกว่า 40 แห่งเพื่อหลอกให้คนกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบ บางครั้งถึงขั้นส่งตั๋วซัพพอร์ตปลอมเข้าไปในระบบ Zendesk เพื่อแพร่มัลแวร์และขโมยสิทธิ์การเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ นักวิจัยด้านความปลอดภัยเตือนว่ากลยุทธ์นี้อันตรายมาก เพราะมันเจาะตรงไปที่ทีมซัพพอร์ตที่มักต้องตอบสนองอย่างเร่งด่วน ทำให้มีโอกาสตกหลุมพรางสูง แม้จะมีข่าวโยงไปถึงการโจมตี Discord แต่กลุ่มนี้ก็ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/zendesk-users-targeted-by-scattered-lapsus-usd-hunters-hackers-and-fake-support-sites 🌍 ยุโรปนำหน้าด้านความปลอดภัยไซเบอร์ แต่สหราชอาณาจักรเริ่มตามไม่ทัน รายงาน Digital Quality of Life Index 2025 ของ Surfshark เผยว่าประเทศในยุโรปครองอันดับต้น ๆ ด้านความปลอดภัยดิจิทัล เช่น ฟินแลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส แต่สหราชอาณาจักรกลับตกอันดับจากที่เคยอยู่อันดับ 6 ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในปี 2024 ลงมาอยู่อันดับ 39 ในปีนี้ แม้ยังมีจุดแข็งเรื่องการคุ้มครองข้อมูลตามมาตรฐาน GDPR แต่ความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยกลับช้ากว่าประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรยังมีจุดเด่นด้าน AI ที่ติดอันดับ 4 ของโลก ซึ่งอาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/europe-tops-the-charts-in-digital-security-but-the-uk-might-be-quickly-falling-behind-says-surfshark 📱 OnePlus 15 เตรียมวางขายในสหรัฐฯ หลังผ่านการอนุมัติ สมาร์ทโฟน OnePlus 15 ที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับคะแนนรีวิวเต็ม 5 ดาวจาก TechRadar กำลังจะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ หลังผ่านการรับรองจาก FCC ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนวางขาย รุ่นนี้โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ และกล้องที่ยอดเยี่ยม จนถูกยกให้ “ดีกว่าสมบูรณ์แบบ” ราคาที่คาดว่าจะเริ่มต้นราว 899.99 ดอลลาร์ ถือเป็นการกลับมาท้าทายตลาดที่มักถูกครองโดย Samsung และ Google Pixel 🔗 https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/the-oneplus-15-clears-its-final-hurdle-for-a-us-launch-heres-why-we-gave-the-flagship-a-rare-five-stars 📡 รัฐบาลอังกฤษกดดันบริษัทโทรคมนาคมให้โปร่งใสเรื่องราคา รัฐบาลอังกฤษโดยรัฐมนตรีการคลังและรัฐมนตรีเทคโนโลยีออกมาเรียกร้องให้บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ เช่น BT/EE, Vodafone, Sky และ TalkTalk แสดงรายละเอียดราคาที่ชัดเจนขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกขึ้นราคาที่ไม่คาดคิด โดยต้องเปลี่ยนจากการแจ้งเป็นเปอร์เซ็นต์มาเป็นตัวเลขจริงเป็นปอนด์และเพนนี นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง 5G SA ภายในปี 2030 และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิตครอบคลุม 99% ภายในปี 2032 🔗 https://www.techradar.com/pro/uk-government-tells-telecoms-to-do-more-to-protect-customers 🏙️ หลายเขตในลอนดอนถูกโจมตีทางไซเบอร์ มีรายงานว่าหลายสภาท้องถิ่นในกรุงลอนดอนถูกโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ระบบบริการประชาชนบางส่วนหยุดชะงัก การโจมตีครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเพราะกระทบต่อข้อมูลและการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่นที่ประชาชนพึ่งพาอยู่ทุกวัน แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐก็เป็นเป้าหมายสำคัญของแฮกเกอร์เช่นกัน และจำเป็นต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/multiple-london-councils-affected-by-apparent-cyberattack 🛡️ Cybersecurity Burnout: เมื่อโลกดิจิทัลทำให้คนทำงานหมดแรง ในวงการไซเบอร์ ความเร็วและแรงกดดันคือเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาคือความเหนื่อยล้าสะสมจนกลายเป็น “burnout” ที่กระทบทั้งสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงาน งานวิจัยล่าสุดเผยว่ากว่า 76% ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์รู้สึกเหนื่อยล้าในปีที่ผ่านมา และ 69% บอกว่ามันแย่ลงเรื่อย ๆ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวบุคคล แต่ยังทำให้ทีมอ่อนแรง เสี่ยงต่อการถูกโจมตีมากขึ้น ทางออกคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน ลดภาระงาน และใช้บริการเสริมอย่าง MDR ที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้จริง เรื่องนี้สะท้อนว่า “การป้องกันภัยไซเบอร์” ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคนด้วย 🔗 https://www.techradar.com/pro/tackling-cybersecurity-burnout-once-and-for-all ⏱️ Infosys กับแนวคิดทำงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ Narayana Murthy ผู้ร่วมก่อตั้ง Infosys จุดกระแสอีกครั้งด้วยการเสนอให้พนักงานทำงาน 72 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยมองว่านี่คือ “ความขยันที่แท้จริง” แต่เสียงวิจารณ์กลับดังสนั่น เพราะหลักฐานจาก WHO และการทดลองในหลายประเทศ เช่น ไอซ์แลนด์และญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าการทำงานสั้นลงกลับทำให้ผลผลิตและสุขภาพดีขึ้น การผลักดันให้ทำงานหนักเกินไปจึงถูกมองว่าเป็นการละเลยความเป็นอยู่ของคนทำงาน และอาจย้อนกลับมาทำร้ายองค์กรเอง 🔗 https://www.techradar.com/pro/infosys-co-founder-once-again-calls-for-longer-than-70-hour-weeks-and-no-hes-not-joking 🤖 ChatGPT อายุครบ 3 ปี: จากกล่องข้อความสู่เครื่องมือสารพัด จากวันที่เปิดตัวในปี 2022 ในฐานะ “การทดลองวิจัย” ChatGPT กลายเป็นหนึ่งในแอปที่โตเร็วที่สุดในโลก และวันนี้มันไม่ใช่แค่เครื่องมือเขียนอีเมล แต่เป็นผู้ช่วยที่ทำได้ทั้งวางแผนทริป สร้างสไลด์ ดีบักโค้ด ไปจนถึงสร้างภาพและเสียง สามปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเบื้องหลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจาก GPT-3.5 จนถึง GPT-5.1 พร้อมความสามารถแบบมัลติโหมดที่รองรับข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ แม้ยังไม่ถึงขั้น “AGI” อย่างที่หลายคนฝัน แต่ก็เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนใช้ AI ในชีวิตประจำวันไปแล้วอย่างสิ้นเชิง 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/chatgpt-turns-3-on-sunday-heres-how-far-its-really-come-and-where-its-heading-next 📺 Amazon Fire TV Stick รุ่นใหม่รองรับ VPN แล้ว ข่าวดีสำหรับสายสตรีมมิ่ง Amazon ปล่อยอัปเดต Vega OS ให้ Fire TV Stick รุ่นใหม่รองรับ VPN เป็นครั้งแรก ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ต่างประเทศและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานได้ทันที อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีเพียง NordVPN และ IPVanish ที่พร้อมใช้งานบนระบบใหม่ ส่วนเจ้าอื่นยังตามไม่ทัน การมาของฟีเจอร์นี้ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์สตรีมมิ่งให้ปลอดภัยและหลากหลายขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/vpn-support-lands-on-next-gen-amazon-fire-tv-stick-but-only-two-vpns-are-ready ⚠️ ช่องโหว่ใหม่ใน AI Browser: แค่ “#” ก็โดนเจาะได้ นักวิจัยเผยเทคนิค “HashJack” ที่ใช้เพียงการใส่ข้อความหลังเครื่องหมาย # ใน URL ก็สามารถสั่งการ AI assistant ในเบราว์เซอร์ให้ทำงานตามคำสั่งแฝงได้ โดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว หน้าจอยังแสดงเว็บปกติ แต่เบื้องหลังข้อมูลอาจถูกส่งออกไปหรือถูกบิดเบือน นี่คือช่องโหว่ที่ทำให้การใช้ AI browser เสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบแนบเนียน และยากต่อการตรวจจับ การป้องกันจึงต้องเข้มงวดทั้งที่ระดับเครื่องและการออกแบบระบบ ไม่ใช่แค่การตรวจสอบทราฟฟิกทั่วไป 🔗 https://www.techradar.com/pro/thats-not-very-trendy-of-them-ai-browsers-can-be-hacked-with-a-simple-hashtag-experts-warn 🧑‍💻 Malicious LLMs: เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือสร้างมัลแวร์ นักวิจัยเตือนว่าระบบ AI ที่ถูกปรับแต่งอย่างไม่ถูกต้องสามารถกลายเป็น “ผู้ช่วยสร้างมัลแวร์” ให้แม้แต่แฮกเกอร์มือใหม่ได้ง่าย ๆ เพียงแค่พิมพ์คำสั่งก็สามารถสร้างโค้ดอันตรายที่ซับซ้อนขึ้นมาได้ทันที นี่คือการเปิดประตูให้ภัยไซเบอร์แพร่กระจายเร็วกว่าเดิม และทำให้โลกดิจิทัลเสี่ยงต่อการถูกโจมตีในวงกว้างมากขึ้น ปัญหานี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างสรรค์ แต่ยังอาจเป็นอาวุธหากถูกใช้ผิดทาง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/malicious-llms-are-letting-even-unskilled-hackers-to-craft-dangerous-new-malware 🤖 Tapo RV30 Max Plus: หุ่นยนต์ดูดฝุ่นราคาดิ่ง ใครที่มีปัญหาขนสุนัขเต็มบ้านคงยิ้มได้ เพราะ Tapo RV30 Max Plus ลดราคาหนักในช่วง Black Friday ทำให้การจัดการบ้านสะอาดง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงเอง รุ่นนี้ถูกรีวิวว่าใช้งานง่าย ดูดแรง และช่วยประหยัดเวลาได้มาก การลดราคาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีสำหรับคนที่อยากลองใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นโดยไม่ต้องจ่ายแพง 🔗 https://www.techradar.com/seasonal-sales/tackling-a-sea-of-dog-hair-was-a-daily-headache-for-me-until-i-bought-this-robot-vacuum 🌐 Cloudways vs InMotion Hosting: ศึกโฮสติ้ง WordPress สำหรับคนทำเว็บไซต์ WordPress การเลือกโฮสติ้งคือเรื่องสำคัญ บทความนี้เปรียบเทียบ Cloudways และ InMotion Hosting ว่าใครตอบโจทย์มากกว่ากัน ทั้งในด้านความเร็ว ความเสถียร การสนับสนุนลูกค้า และราคา ผลลัพธ์คือแต่ละเจ้าเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ต่างกัน Cloudways เด่นเรื่องความยืดหยุ่นและการปรับแต่ง ส่วน InMotion Hosting โดดเด่นด้านบริการลูกค้าและความคุ้มค่า 🔗 https://www.techradar.com/pro/website-hosting/cloudways-vs-inmotion-hosting-which-is-better-for-wordpress-sites 🕹️ Commodore 64 กลับมาอีกครั้งหลังหายไป 30 ปี เครื่องคอมพิวเตอร์ในตำนาน Commodore 64 ที่เคยครองใจคนยุค 80 กำลังกลับมาผลิตใหม่อีกครั้ง แม้จะไม่ใช่เครื่องที่ตอบโจทย์การใช้งานสมัยใหม่ แต่ก็เป็นการปลุกความทรงจำและความหลงใหลในเทคโนโลยีคลาสสิก หลายคนมองว่ามันคือ “ของสะสม” มากกว่าคอมพิวเตอร์จริง ๆ และการกลับมาครั้งนี้ก็สร้างกระแสความตื่นเต้นในหมู่แฟน ๆ ได้ไม่น้อย 🔗 https://www.techradar.com/computing/the-commodore-64-is-back-on-the-production-line-for-the-first-time-in-30-years-and-i-want-it-even-if-it-makes-zero-sense 📧 ระวังอีเมลหลอกลวงช่วงโบนัสคริสต์มาส ใกล้ช่วงโบนัสปลายปี แฮกเกอร์ก็ไม่พลาดโอกาสปลอมอีเมลหลอกลวงให้คนหลงเชื่อ โดยอ้างว่าเป็นการแจ้งโบนัสหรือสิทธิพิเศษ เพื่อให้เหยื่อคลิกและกรอกข้อมูลส่วนตัว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าช่วงนี้ต้องตรวจสอบอีเมลอย่างละเอียด เพราะการโจมตีลักษณะนี้แพร่หลายมากขึ้น และอาจทำให้สูญเสียข้อมูลหรือเงินโดยไม่รู้ตัว ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/pro/security/excited-for-your-christmas-bonus-so-are-scammers-so-check-your-emails-carefully
    0 Comments 0 Shares 77 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline
    #รวมข่าวIT #20251129 #securityonline

    Google เร่งพัฒนาแว่นตา AI เตรียมเปิดตัวปลายปี 2026
    Google กำลังกลับมาลุยตลาดแว่นตาอัจฉริยะอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้จับมือกับ Foxconn ในการผลิตฮาร์ดแวร์ และใช้การออกแบบจาก Samsung พร้อมชิป Qualcomm เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ รุ่นใหม่นี้จะใช้ระบบเลนส์ waveguide และมีกล้องในตัวเพื่อรองรับการทำงานด้าน AI ขั้นสูง โครงการนี้ไม่ใช่การต่อยอดจาก Project Aura ที่เคยเปิดตัว แต่เป็นอีกเส้นทางที่เดินคู่ขนานกันไป ขณะนี้อยู่ในขั้นทดสอบการผลิตจำนวนเล็ก และหากทุกอย่างราบรื่น คาดว่าจะเปิดตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 จุดแข็งของ Google คือการผสาน Gemini AI เข้ากับ Android XR ทำให้ ecosystem สมบูรณ์และพร้อมแข่งขันกับ Meta, Apple และค่ายอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมแว่นตา AI เช่นกัน
    https://securityonline.info/google-assembles-foxconn-samsung-supply-chain-for-q4-2026-ai-glasses-launch

    EU เปิดสอบ Apple Maps และ Apple Ads อาจเข้าข่าย Gatekeeper
    หลังจากที่ Safari, iOS, iPadOS และ App Store ถูกจัดอยู่ในสถานะ Gatekeeper ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป ตอนนี้ Apple Maps และ Apple Ads กำลังถูกตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีผู้ใช้งานถึงเกณฑ์หรือไม่ หากถูกจัดเป็น Gatekeeper จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเข้มงวด เช่น ห้ามเอื้อประโยชน์ให้บริการตัวเอง และห้ามผูกขาดผู้ใช้ใน ecosystem ของ Apple อย่างไรก็ตาม Apple ไม่เห็นด้วย โดยยืนยันว่า Apple Maps มีผู้ใช้น้อยมากในยุโรป และ Apple Ads ก็ไม่ได้มีอิทธิพลในตลาดเทียบกับ Google หรือ Meta การสอบสวนนี้จะใช้เวลา 45 วันก่อนจะมีการตัดสินใจ
    https://securityonline.info/eu-launches-probe-are-apple-maps-apple-ads-next-for-dma-gatekeeper-status

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Kvrocks เสี่ยงถูกยึดสิทธิ์ Admin
    Apache ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ในฐานข้อมูล Kvrocks ซึ่งเป็น NoSQL ที่ทำงานคล้าย Redis โดยมีช่องโหว่สำคัญ CVE-2025-59790 ที่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้คำสั่ง RESET เพื่อยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Admin ได้ทันที นอกจากนี้ยังมี CVE-2025-59792 ที่ทำให้คำสั่ง MONITOR เผยข้อมูลรหัสผ่านแบบ plaintext ของผู้ใช้รายอื่น ช่องโหว่นี้กระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 และได้รับการแก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 2.14.0 ความเสี่ยงนี้ถือว่าร้ายแรงเพราะอาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและระบบถูกควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต
    https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges

    CISA เตือนช่องโหว่ OpenPLC ถูกโจมตีจริงในระบบอุตสาหกรรม
    หน่วยงาน CISA ของสหรัฐฯ ได้เพิ่มช่องโหว่ CVE-2021-26829 เข้าไปในรายการ Known Exploited Vulnerabilities หลังพบว่ามีการโจมตีจริงในระบบควบคุมอุตสาหกรรม ช่องโหว่นี้เป็น Stored XSS ที่อยู่ใน OpenPLC ScadaBR ทำให้แฮกเกอร์สามารถฝังโค้ดอันตรายไว้ในระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าการตั้งค่า โค้ดจะทำงานทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุม session ของผู้ดูแลและอาจแทรกแซงกระบวนการอุตสาหกรรมได้ CISA กำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลต้องแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA รีบอัปเดตเพื่อป้องกันความเสียหาย
    https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829

    ข้อมูลผู้ใช้ OpenAI API รั่วจากเหตุ Mixpanel ถูกแฮก
    OpenAI ยืนยันว่ามีข้อมูลผู้ใช้ API รั่วไหล แต่ไม่ใช่จากระบบของตนเองโดยตรง ต้นเหตุเกิดจาก Mixpanel บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่ OpenAI ใช้สำหรับติดตามการใช้งาน API โดยแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงและดึงข้อมูลออกไปได้ ข้อมูลที่รั่วประกอบด้วยชื่อ อีเมล ข้อมูลตำแหน่งโดยประมาณ และรายละเอียดเบราว์เซอร์ แต่ไม่มีรหัสผ่าน API key หรือข้อมูลการชำระเงินรั่วไหล OpenAI ได้ยุติการใช้บริการ Mixpanel ทันที และเตือนผู้ใช้ให้ระวังการโจมตีแบบฟิชชิ่งที่อาจตามมา เนื่องจากข้อมูลที่รั่วสามารถถูกนำไปใช้สร้างอีเมลปลอมที่ดูน่าเชื่อถือได้
    https://securityonline.info/openai-api-users-exposed-in-mixpanel-security-breach

    Google ลดโควตาฟรีรายวันสำหรับโมเดล Gemini 3 Pro และ Nano Banana Pro
    Google ประกาศปรับนโยบายการใช้งาน API ของโมเดล AI โดยลดโควตาฟรีรายวันลง ทำให้ผู้ใช้งานต้องพิจารณาเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้นและความต้องการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน Google ยังคงผลักดัน Gemini ให้เป็นแกนหลักของ ecosystem AI ที่เชื่อมโยงกับบริการต่าง ๆ ของบริษัท
    https://securityonline.info/google-cuts-free-daily-quota-for-gemini-3-pro-and-nano-banana-pro-ai-models

    Pixel 10 เปิดโหมดนำทางประหยัดพลังงานใน Google Maps
    Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Pixel 10 โดยเพิ่มโหมดนำทางแบบประหยัดพลังงานใน Google Maps ที่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ถึง 4 ชั่วโมง ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่ต้องเดินทางไกลและไม่สะดวกชาร์จมือถือบ่อย ๆ ถือเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและความทนทานของแบตเตอรี่
    https://securityonline.info/pixel-10-exclusive-google-maps-launches-power-saving-navigation-mode-for-4-hour-battery-boost

    AWS เปิดตัว Route 53 Accelerated Recovery รับประกันกู้คืนภายใน 60 นาที
    Amazon Web Services (AWS) เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Route 53 ที่ชื่อ Accelerated Recovery โดยรับประกันการกู้คืนระบบ DNS ภายในเวลาไม่เกิน 60 นาที ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับองค์กรที่ต้องพึ่งพาบริการออนไลน์ตลอดเวลา ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบ และเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของ AWS ในตลาดคลาวด์
    ​​​​​​​ https://securityonline.info/aws-guarantees-60-minute-recovery-time-with-new-route-53-accelerated-recovery
    📌🔐🟣 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟣🔐📌 #รวมข่าวIT #20251129 #securityonline 🕶️ Google เร่งพัฒนาแว่นตา AI เตรียมเปิดตัวปลายปี 2026 Google กำลังกลับมาลุยตลาดแว่นตาอัจฉริยะอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้จับมือกับ Foxconn ในการผลิตฮาร์ดแวร์ และใช้การออกแบบจาก Samsung พร้อมชิป Qualcomm เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ รุ่นใหม่นี้จะใช้ระบบเลนส์ waveguide และมีกล้องในตัวเพื่อรองรับการทำงานด้าน AI ขั้นสูง โครงการนี้ไม่ใช่การต่อยอดจาก Project Aura ที่เคยเปิดตัว แต่เป็นอีกเส้นทางที่เดินคู่ขนานกันไป ขณะนี้อยู่ในขั้นทดสอบการผลิตจำนวนเล็ก และหากทุกอย่างราบรื่น คาดว่าจะเปิดตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 จุดแข็งของ Google คือการผสาน Gemini AI เข้ากับ Android XR ทำให้ ecosystem สมบูรณ์และพร้อมแข่งขันกับ Meta, Apple และค่ายอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมแว่นตา AI เช่นกัน 🔗 https://securityonline.info/google-assembles-foxconn-samsung-supply-chain-for-q4-2026-ai-glasses-launch 🇪🇺 EU เปิดสอบ Apple Maps และ Apple Ads อาจเข้าข่าย Gatekeeper หลังจากที่ Safari, iOS, iPadOS และ App Store ถูกจัดอยู่ในสถานะ Gatekeeper ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป ตอนนี้ Apple Maps และ Apple Ads กำลังถูกตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีผู้ใช้งานถึงเกณฑ์หรือไม่ หากถูกจัดเป็น Gatekeeper จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเข้มงวด เช่น ห้ามเอื้อประโยชน์ให้บริการตัวเอง และห้ามผูกขาดผู้ใช้ใน ecosystem ของ Apple อย่างไรก็ตาม Apple ไม่เห็นด้วย โดยยืนยันว่า Apple Maps มีผู้ใช้น้อยมากในยุโรป และ Apple Ads ก็ไม่ได้มีอิทธิพลในตลาดเทียบกับ Google หรือ Meta การสอบสวนนี้จะใช้เวลา 45 วันก่อนจะมีการตัดสินใจ 🔗 https://securityonline.info/eu-launches-probe-are-apple-maps-apple-ads-next-for-dma-gatekeeper-status ⚠️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Kvrocks เสี่ยงถูกยึดสิทธิ์ Admin Apache ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ในฐานข้อมูล Kvrocks ซึ่งเป็น NoSQL ที่ทำงานคล้าย Redis โดยมีช่องโหว่สำคัญ CVE-2025-59790 ที่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้คำสั่ง RESET เพื่อยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Admin ได้ทันที นอกจากนี้ยังมี CVE-2025-59792 ที่ทำให้คำสั่ง MONITOR เผยข้อมูลรหัสผ่านแบบ plaintext ของผู้ใช้รายอื่น ช่องโหว่นี้กระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 และได้รับการแก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 2.14.0 ความเสี่ยงนี้ถือว่าร้ายแรงเพราะอาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและระบบถูกควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต 🔗 https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges 🏭 CISA เตือนช่องโหว่ OpenPLC ถูกโจมตีจริงในระบบอุตสาหกรรม หน่วยงาน CISA ของสหรัฐฯ ได้เพิ่มช่องโหว่ CVE-2021-26829 เข้าไปในรายการ Known Exploited Vulnerabilities หลังพบว่ามีการโจมตีจริงในระบบควบคุมอุตสาหกรรม ช่องโหว่นี้เป็น Stored XSS ที่อยู่ใน OpenPLC ScadaBR ทำให้แฮกเกอร์สามารถฝังโค้ดอันตรายไว้ในระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าการตั้งค่า โค้ดจะทำงานทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุม session ของผู้ดูแลและอาจแทรกแซงกระบวนการอุตสาหกรรมได้ CISA กำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลต้องแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA รีบอัปเดตเพื่อป้องกันความเสียหาย 🔗 https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829 🔐 ข้อมูลผู้ใช้ OpenAI API รั่วจากเหตุ Mixpanel ถูกแฮก OpenAI ยืนยันว่ามีข้อมูลผู้ใช้ API รั่วไหล แต่ไม่ใช่จากระบบของตนเองโดยตรง ต้นเหตุเกิดจาก Mixpanel บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่ OpenAI ใช้สำหรับติดตามการใช้งาน API โดยแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงและดึงข้อมูลออกไปได้ ข้อมูลที่รั่วประกอบด้วยชื่อ อีเมล ข้อมูลตำแหน่งโดยประมาณ และรายละเอียดเบราว์เซอร์ แต่ไม่มีรหัสผ่าน API key หรือข้อมูลการชำระเงินรั่วไหล OpenAI ได้ยุติการใช้บริการ Mixpanel ทันที และเตือนผู้ใช้ให้ระวังการโจมตีแบบฟิชชิ่งที่อาจตามมา เนื่องจากข้อมูลที่รั่วสามารถถูกนำไปใช้สร้างอีเมลปลอมที่ดูน่าเชื่อถือได้ 🔗 https://securityonline.info/openai-api-users-exposed-in-mixpanel-security-breach 🤖 Google ลดโควตาฟรีรายวันสำหรับโมเดล Gemini 3 Pro และ Nano Banana Pro Google ประกาศปรับนโยบายการใช้งาน API ของโมเดล AI โดยลดโควตาฟรีรายวันลง ทำให้ผู้ใช้งานต้องพิจารณาเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้นและความต้องการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน Google ยังคงผลักดัน Gemini ให้เป็นแกนหลักของ ecosystem AI ที่เชื่อมโยงกับบริการต่าง ๆ ของบริษัท 🔗 https://securityonline.info/google-cuts-free-daily-quota-for-gemini-3-pro-and-nano-banana-pro-ai-models 🗺️ Pixel 10 เปิดโหมดนำทางประหยัดพลังงานใน Google Maps Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Pixel 10 โดยเพิ่มโหมดนำทางแบบประหยัดพลังงานใน Google Maps ที่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ถึง 4 ชั่วโมง ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่ต้องเดินทางไกลและไม่สะดวกชาร์จมือถือบ่อย ๆ ถือเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและความทนทานของแบตเตอรี่ 🔗 https://securityonline.info/pixel-10-exclusive-google-maps-launches-power-saving-navigation-mode-for-4-hour-battery-boost ☁️ AWS เปิดตัว Route 53 Accelerated Recovery รับประกันกู้คืนภายใน 60 นาที Amazon Web Services (AWS) เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Route 53 ที่ชื่อ Accelerated Recovery โดยรับประกันการกู้คืนระบบ DNS ภายในเวลาไม่เกิน 60 นาที ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับองค์กรที่ต้องพึ่งพาบริการออนไลน์ตลอดเวลา ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบ และเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของ AWS ในตลาดคลาวด์ ​​​​​​​🔗 https://securityonline.info/aws-guarantees-60-minute-recovery-time-with-new-route-53-accelerated-recovery
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
  • เกม Flick Solitaire ถูกลบออกจาก Steam ในรัสเซีย

    Valve ถูกกล่าวหาว่าลบเกม Flick Solitaire ออกจาก Steam ในรัสเซียตามคำร้องของรัฐบาล เนื่องจากเกมมีเด็คไพ่ที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ขณะที่ Apple และ Google ปฏิเสธคำร้องเดียวกัน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องเสรีภาพและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มเกมระดับโลก

    รายงานระบุว่า Roskomnadzor หน่วยงานกำกับดูแลของรัสเซียได้ส่งคำร้องไปยัง Valve, Apple และ Google ให้ลบเกม Flick Solitaire ออกจากแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีเด็คไพ่ที่ “ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ” Valve ตอบสนองโดยลบเกมออกจาก Steam ในรัสเซีย แต่ Apple และ Google ปฏิเสธที่จะทำตาม ทำให้เกมยังคงมีให้ดาวน์โหลดใน App Store และ Google Play

    จุดยืนของผู้พัฒนา Flick Games
    Ian Masters ผู้ก่อตั้ง Flick Games ยืนยันว่าเกมของเขามีเด็คไพ่ที่สร้างโดยศิลปิน LGBTQ+ และไม่เคยเซ็นเซอร์เนื้อหาแม้ในประเทศที่มีกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ เขากล่าวว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่ความตื่นตัวทางสังคม แต่คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” พร้อมเน้นว่าการมีตัวตนของ LGBTQ+ ในเกมเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้เล่นในประเทศที่ยังมีการกีดกัน

    ผลกระทบต่อวงการเกมและเสรีภาพดิจิทัล
    กรณีนี้สะท้อนถึงความแตกต่างของแพลตฟอร์มระดับโลกในการตอบสนองต่อแรงกดดันจากรัฐบาล การที่ Valveยอมทำตามคำร้องถูกมองว่าเป็นการ “บั่นทอนเสรีภาพของผู้เล่น” ขณะที่ Apple และ Google เลือกปกป้องเนื้อหาของผู้พัฒนา นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Valve เคยลบเกมกว่า 260 เกม ตามคำร้องของรัฐบาลรัสเซียในอดีต ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของบริษัทต่อผู้เล่นทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์การลบเกม
    Roskomnadzor ร้องขอให้ Valve, Apple, Google ลบเกม Flick Solitaire
    Valve ทำตาม แต่ Apple และ Google ปฏิเสธ

    จุดยืนของผู้พัฒนา
    Ian Masters ยืนยันไม่เซ็นเซอร์เนื้อหา LGBTQ+
    มองว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่ “wokeness”

    ผลกระทบต่อวงการเกม
    Valve เคยลบเกมกว่า 260 เกมตามคำร้องรัฐบาลรัสเซีย
    กรณีนี้สร้างคำถามเรื่องเสรีภาพและความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม

    คำเตือนจากเหตุการณ์
    การยอมตามแรงกดดันรัฐบาลอาจบั่นทอนเสรีภาพของผู้เล่น
    ความไม่โปร่งใสในการจัดการเนื้อหาอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์ม

    https://wccftech.com/valve-accused-of-removing-games-from-steam-at-russia-request-flick-solitaire/
    🎮 เกม Flick Solitaire ถูกลบออกจาก Steam ในรัสเซีย Valve ถูกกล่าวหาว่าลบเกม Flick Solitaire ออกจาก Steam ในรัสเซียตามคำร้องของรัฐบาล เนื่องจากเกมมีเด็คไพ่ที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ขณะที่ Apple และ Google ปฏิเสธคำร้องเดียวกัน ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องเสรีภาพและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มเกมระดับโลก รายงานระบุว่า Roskomnadzor หน่วยงานกำกับดูแลของรัสเซียได้ส่งคำร้องไปยัง Valve, Apple และ Google ให้ลบเกม Flick Solitaire ออกจากแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีเด็คไพ่ที่ “ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ” Valve ตอบสนองโดยลบเกมออกจาก Steam ในรัสเซีย แต่ Apple และ Google ปฏิเสธที่จะทำตาม ทำให้เกมยังคงมีให้ดาวน์โหลดใน App Store และ Google Play 🏳️‍🌈 จุดยืนของผู้พัฒนา Flick Games Ian Masters ผู้ก่อตั้ง Flick Games ยืนยันว่าเกมของเขามีเด็คไพ่ที่สร้างโดยศิลปิน LGBTQ+ และไม่เคยเซ็นเซอร์เนื้อหาแม้ในประเทศที่มีกฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ เขากล่าวว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่ความตื่นตัวทางสังคม แต่คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” พร้อมเน้นว่าการมีตัวตนของ LGBTQ+ ในเกมเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้เล่นในประเทศที่ยังมีการกีดกัน 🌍 ผลกระทบต่อวงการเกมและเสรีภาพดิจิทัล กรณีนี้สะท้อนถึงความแตกต่างของแพลตฟอร์มระดับโลกในการตอบสนองต่อแรงกดดันจากรัฐบาล การที่ Valveยอมทำตามคำร้องถูกมองว่าเป็นการ “บั่นทอนเสรีภาพของผู้เล่น” ขณะที่ Apple และ Google เลือกปกป้องเนื้อหาของผู้พัฒนา นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Valve เคยลบเกมกว่า 260 เกม ตามคำร้องของรัฐบาลรัสเซียในอดีต ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของบริษัทต่อผู้เล่นทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์การลบเกม ➡️ Roskomnadzor ร้องขอให้ Valve, Apple, Google ลบเกม Flick Solitaire ➡️ Valve ทำตาม แต่ Apple และ Google ปฏิเสธ ✅ จุดยืนของผู้พัฒนา ➡️ Ian Masters ยืนยันไม่เซ็นเซอร์เนื้อหา LGBTQ+ ➡️ มองว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่ “wokeness” ✅ ผลกระทบต่อวงการเกม ➡️ Valve เคยลบเกมกว่า 260 เกมตามคำร้องรัฐบาลรัสเซีย ➡️ กรณีนี้สร้างคำถามเรื่องเสรีภาพและความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม ‼️ คำเตือนจากเหตุการณ์ ⛔ การยอมตามแรงกดดันรัฐบาลอาจบั่นทอนเสรีภาพของผู้เล่น ⛔ ความไม่โปร่งใสในการจัดการเนื้อหาอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์ม https://wccftech.com/valve-accused-of-removing-games-from-steam-at-russia-request-flick-solitaire/
    WCCFTECH.COM
    Valve Has Been Accused of Removing a Solitaire Game with LGBTQ+ Card Decks From Steam In Russia At Government's Request
    Valve has been accused of removing a solitaire game from Steam in Russia at the request of the Russian government over its LGBTQ+ card decks.
    0 Comments 0 Shares 44 Views 0 Reviews
  • Intel 18A-P และการจับมือกับ Apple

    รายงานจากนักวิเคราะห์ชื่อดัง Ming-Chi Kuo ระบุว่า Apple ได้ลงนามในสัญญา NDA กับ Intel เพื่อเข้าถึง PDK (Process Design Kit) ของกระบวนการผลิต 18A-P ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ Foveros Direct 3D hybrid bonding ทำให้สามารถเชื่อมต่อชิปเล็ก ๆ หลายตัวเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Apple มีแผนจะใช้กระบวนการนี้กับชิป M-series รุ่นล่างสำหรับ MacBook และ iPad

    จุดเด่นของ 18A-P
    กระบวนการ 18A-P ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับการทำงานในหลายระดับพลังงานและแรงดันไฟฟ้า มีการปรับค่า threshold voltage เพื่อให้ได้ สมดุลระหว่างประสิทธิภาพและการใช้พลังงาน ซึ่งตรงกับแนวทางของ Apple ที่เน้นชิปแรงแต่ประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังเป็นกระบวนการที่สนับสนุนการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Apple ในการกระจายห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ

    แผนการผลิตและความไม่แน่นอน
    Apple คาดว่า Intel จะเริ่มส่งมอบชิป M-series รุ่นล่างที่ใช้ 18A-P ได้เร็วที่สุดในปี 2027 โดยมีเป้าหมายการผลิตราว 15–20 ล้านชิ้น อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้ยังไม่ถูกยืนยัน 100% เพราะขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ PDK รุ่นใหม่ (1.0/1.1) ที่จะออกในปี 2026 หากผลการทดสอบไม่เป็นไปตามคาด ความร่วมมืออาจถูกเลื่อนหรือยกเลิกได้

    ความหมายต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
    หาก Apple ใช้ Intel เป็นผู้ผลิตชิปจริง จะเป็นการ ลดการพึ่งพา TSMC และสร้างความหลากหลายให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก นอกจากนี้ยังเป็นการฟื้นบทบาทของ Intel ในฐานะผู้ผลิตชิปขั้นสูงที่แข่งขันกับ TSMC และ Samsung ได้อีกครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่อาจส่งผลต่อทั้งตลาดเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Intel 18A-P และ Apple
    Apple ลงนาม NDA เพื่อเข้าถึง PDK ของ Intel
    มีแผนใช้กับชิป M-series รุ่นล่างสำหรับ MacBook และ iPad

    จุดเด่นของ 18A-P
    ใช้ Foveros Direct 3D bonding เชื่อมต่อชิปเล็ก ๆ
    ปรับ threshold voltage เพื่อสมดุลพลังงานและประสิทธิภาพ

    แผนการผลิต
    คาดเริ่มส่งมอบชิปในปี 2027
    เป้าหมายการผลิต 15–20 ล้านชิ้น

    ความหมายต่ออุตสาหกรรม
    ลดการพึ่งพา TSMC และกระจายห่วงโซ่อุปทาน
    ฟื้นบทบาท Intel ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง

    คำเตือนและความเสี่ยง
    ความร่วมมือยังไม่ยืนยัน 100% ขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ PDK 1.0/1.1
    หาก Intel ไม่สามารถส่งมอบตามแผน Apple อาจยังคงพึ่งพา TSMC ต่อไป

    https://wccftech.com/intels-18a-p-process-is-rumored-to-be-adopted-by-apple/
    🖥️ Intel 18A-P และการจับมือกับ Apple รายงานจากนักวิเคราะห์ชื่อดัง Ming-Chi Kuo ระบุว่า Apple ได้ลงนามในสัญญา NDA กับ Intel เพื่อเข้าถึง PDK (Process Design Kit) ของกระบวนการผลิต 18A-P ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ Foveros Direct 3D hybrid bonding ทำให้สามารถเชื่อมต่อชิปเล็ก ๆ หลายตัวเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Apple มีแผนจะใช้กระบวนการนี้กับชิป M-series รุ่นล่างสำหรับ MacBook และ iPad ⚡ จุดเด่นของ 18A-P กระบวนการ 18A-P ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับการทำงานในหลายระดับพลังงานและแรงดันไฟฟ้า มีการปรับค่า threshold voltage เพื่อให้ได้ สมดุลระหว่างประสิทธิภาพและการใช้พลังงาน ซึ่งตรงกับแนวทางของ Apple ที่เน้นชิปแรงแต่ประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังเป็นกระบวนการที่สนับสนุนการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Apple ในการกระจายห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ 📈 แผนการผลิตและความไม่แน่นอน Apple คาดว่า Intel จะเริ่มส่งมอบชิป M-series รุ่นล่างที่ใช้ 18A-P ได้เร็วที่สุดในปี 2027 โดยมีเป้าหมายการผลิตราว 15–20 ล้านชิ้น อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้ยังไม่ถูกยืนยัน 100% เพราะขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ PDK รุ่นใหม่ (1.0/1.1) ที่จะออกในปี 2026 หากผลการทดสอบไม่เป็นไปตามคาด ความร่วมมืออาจถูกเลื่อนหรือยกเลิกได้ 🌍 ความหมายต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หาก Apple ใช้ Intel เป็นผู้ผลิตชิปจริง จะเป็นการ ลดการพึ่งพา TSMC และสร้างความหลากหลายให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก นอกจากนี้ยังเป็นการฟื้นบทบาทของ Intel ในฐานะผู้ผลิตชิปขั้นสูงที่แข่งขันกับ TSMC และ Samsung ได้อีกครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่อาจส่งผลต่อทั้งตลาดเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Intel 18A-P และ Apple ➡️ Apple ลงนาม NDA เพื่อเข้าถึง PDK ของ Intel ➡️ มีแผนใช้กับชิป M-series รุ่นล่างสำหรับ MacBook และ iPad ✅ จุดเด่นของ 18A-P ➡️ ใช้ Foveros Direct 3D bonding เชื่อมต่อชิปเล็ก ๆ ➡️ ปรับ threshold voltage เพื่อสมดุลพลังงานและประสิทธิภาพ ✅ แผนการผลิต ➡️ คาดเริ่มส่งมอบชิปในปี 2027 ➡️ เป้าหมายการผลิต 15–20 ล้านชิ้น ✅ ความหมายต่ออุตสาหกรรม ➡️ ลดการพึ่งพา TSMC และกระจายห่วงโซ่อุปทาน ➡️ ฟื้นบทบาท Intel ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ‼️ คำเตือนและความเสี่ยง ⛔ ความร่วมมือยังไม่ยืนยัน 100% ขึ้นอยู่กับผลการทดสอบ PDK 1.0/1.1 ⛔ หาก Intel ไม่สามารถส่งมอบตามแผน Apple อาจยังคงพึ่งพา TSMC ต่อไป https://wccftech.com/intels-18a-p-process-is-rumored-to-be-adopted-by-apple/
    WCCFTECH.COM
    After Ditching Intel for Its Own Silicon, Apple Now Appears Ready to Return for Future MacBook Chips Built on the 18A-P Process
    Intel Foundry may soon see a breakthrough for its 18A-P process, as a prominent analyst predicts that Apple will adopt the node.
    0 Comments 0 Shares 39 Views 0 Reviews
  • Jensen Huang ผลักดันการใช้ AI ภายในองค์กร

    Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia กระตุ้นให้พนักงานใช้ AI ให้มากขึ้น โดยกล่าวกับผู้จัดการที่พยายามห้ามว่า “Are you insane?” พร้อมย้ำว่า AI จะไม่มาแทนที่งานของพนักงาน แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และบริษัทยังคงต้องการคนเพิ่มอีกหลายพันตำแหน่ง

    ในการประชุมพนักงานหลังจาก Nvidia รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุด Huang ได้กล่าวว่า ผู้จัดการที่ห้ามลูกทีมใช้ AI กำลังคิดผิด เขาย้ำว่า “ทุกงานที่สามารถทำได้ด้วย AI ควรใช้ AI” และสัญญาว่าพนักงานจะยังมีงานทำ เพราะ AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริม ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด

    ความกังวลและการยืนยันของซีอีโอ
    แม้หลายฝ่ายกังวลว่า AI จะทำให้คนตกงาน แต่ Huang ยืนยันว่า Nvidia ยังคงจ้างงานต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาเพิ่มพนักงานกว่า 6,000 คน และยังต้องการอีกประมาณ 10,000 คน เขาเน้นว่า AI จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้คนหมดความจำเป็น

    แนวโน้มในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
    ท่าทีของ Huang สอดคล้องกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Meta และ Microsoft ที่บังคับใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินพนักงาน ขณะที่ Google ก็สั่งให้วิศวกรใช้ AI ในการเขียนโค้ด และ Amazon มีพนักงานเรียกร้องให้บริษัทนำ AI coding tool มาใช้ การผลักดันนี้สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในวงการเทคโนโลยี

    ความเสี่ยงและเสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ
    แม้ Huang จะให้ความมั่นใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า AI อาจทำให้เกิดการตกงานจำนวนมาก เช่น ซีอีโอของ Ford เคยกล่าวว่า AI อาจลบครึ่งหนึ่งของงาน white-collar ในสหรัฐฯ และการศึกษาโดย MIT ร่วมกับ Oak Ridge National Laboratory คาดว่า 11.7% ของแรงงาน อาจถูกแทนที่ด้วย AI ในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    คำพูดของ Jensen Huang
    กระตุ้นให้พนักงานใช้ AI มากขึ้น
    ย้ำว่า AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งแทนที่มนุษย์

    การจ้างงานของ Nvidia
    เพิ่มพนักงานกว่า 6,000 คนในปีที่ผ่านมา
    ต้องการอีกประมาณ 10,000 คน

    แนวโน้มในอุตสาหกรรม
    Meta และ Microsoft บังคับใช้ AI ในการทำงาน
    Google และ Amazon ผลักดันการใช้ AI coding tool

    คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ
    AI อาจทำให้ครึ่งหนึ่งของงาน white-collar หายไป
    การศึกษา MIT คาดว่า 11.7% ของแรงงานเสี่ยงถูกแทนที่

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/nvidia-ceo-jensen-huang-allegedly-asks-managers-discouraging-ai-use-are-you-insane-assures-employees-their-jobs-arent-at-risk-because-of-ai
    🤖 Jensen Huang ผลักดันการใช้ AI ภายในองค์กร Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia กระตุ้นให้พนักงานใช้ AI ให้มากขึ้น โดยกล่าวกับผู้จัดการที่พยายามห้ามว่า “Are you insane?” พร้อมย้ำว่า AI จะไม่มาแทนที่งานของพนักงาน แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และบริษัทยังคงต้องการคนเพิ่มอีกหลายพันตำแหน่ง ในการประชุมพนักงานหลังจาก Nvidia รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุด Huang ได้กล่าวว่า ผู้จัดการที่ห้ามลูกทีมใช้ AI กำลังคิดผิด เขาย้ำว่า “ทุกงานที่สามารถทำได้ด้วย AI ควรใช้ AI” และสัญญาว่าพนักงานจะยังมีงานทำ เพราะ AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริม ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด 📈 ความกังวลและการยืนยันของซีอีโอ แม้หลายฝ่ายกังวลว่า AI จะทำให้คนตกงาน แต่ Huang ยืนยันว่า Nvidia ยังคงจ้างงานต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาเพิ่มพนักงานกว่า 6,000 คน และยังต้องการอีกประมาณ 10,000 คน เขาเน้นว่า AI จะช่วยให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ทำให้คนหมดความจำเป็น 🌍 แนวโน้มในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ท่าทีของ Huang สอดคล้องกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Meta และ Microsoft ที่บังคับใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินพนักงาน ขณะที่ Google ก็สั่งให้วิศวกรใช้ AI ในการเขียนโค้ด และ Amazon มีพนักงานเรียกร้องให้บริษัทนำ AI coding tool มาใช้ การผลักดันนี้สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในวงการเทคโนโลยี ⚠️ ความเสี่ยงและเสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ แม้ Huang จะให้ความมั่นใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า AI อาจทำให้เกิดการตกงานจำนวนมาก เช่น ซีอีโอของ Ford เคยกล่าวว่า AI อาจลบครึ่งหนึ่งของงาน white-collar ในสหรัฐฯ และการศึกษาโดย MIT ร่วมกับ Oak Ridge National Laboratory คาดว่า 11.7% ของแรงงาน อาจถูกแทนที่ด้วย AI ในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ คำพูดของ Jensen Huang ➡️ กระตุ้นให้พนักงานใช้ AI มากขึ้น ➡️ ย้ำว่า AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งแทนที่มนุษย์ ✅ การจ้างงานของ Nvidia ➡️ เพิ่มพนักงานกว่า 6,000 คนในปีที่ผ่านมา ➡️ ต้องการอีกประมาณ 10,000 คน ✅ แนวโน้มในอุตสาหกรรม ➡️ Meta และ Microsoft บังคับใช้ AI ในการทำงาน ➡️ Google และ Amazon ผลักดันการใช้ AI coding tool ‼️ คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ ⛔ AI อาจทำให้ครึ่งหนึ่งของงาน white-collar หายไป ⛔ การศึกษา MIT คาดว่า 11.7% ของแรงงานเสี่ยงถูกแทนที่ https://www.tomshardware.com/tech-industry/nvidia-ceo-jensen-huang-allegedly-asks-managers-discouraging-ai-use-are-you-insane-assures-employees-their-jobs-arent-at-risk-because-of-ai
    0 Comments 0 Shares 47 Views 0 Reviews
  • ความขัดแย้งระหว่าง Wingtech และ Nexperia

    ข่าวนี้เล่าถึงความขัดแย้งระหว่างบริษัท Wingtech ของจีนและ Nexperia สำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ ที่บานปลายจนกระทบต่อการส่งออกเวเฟอร์และสร้างความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

    ความตึงเครียดภายในบริษัท Nexperia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปขนาดใหญ่ของโลก ปะทุขึ้นเมื่อ Wingtech Technology ผู้ถือหุ้นใหญ่จากจีน กล่าวหาสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ว่า “ปิดกั้นและหลอกลวง” โดยเฉพาะการหยุดส่งเวเฟอร์ไปยังจีน และการตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบ IT ของพนักงานจีน ขณะที่ฝั่งเนเธอร์แลนด์ยืนยันว่าพยายามติดต่อและเจรจา แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายจีน

    ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
    การหยุดส่งเวเฟอร์ครั้งนี้สร้างความกังวลต่อ ลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมหนัก เนื่องจาก Nexperia เป็นผู้ผลิตชิป mature-node ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น logic, discretes และ power devices ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในระบบควบคุมรถยนต์และเครื่องจักร หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก

    การเมืองและการลงทุนที่ซ่อนอยู่
    Wingtech กล่าวหาว่าสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์พยายามสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ใช่จีน” เพื่อกันบริษัทแม่ออกจากการตัดสินใจ ขณะที่ฝั่งเนเธอร์แลนด์ประกาศลงทุนกว่า 300 ล้านดอลลาร์ ในโรงงานที่มาเลเซีย ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ความขัดแย้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่ยังสะท้อนถึง การเมืองและความมั่นคงทางเทคโนโลยี ระหว่างยุโรปและจีน

    การแทรกแซงจากรัฐบาล
    เหตุการณ์บานปลายจนถึงขั้น รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีน ต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี และ กรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป เพื่อหาทางออกระยะยาว แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องภายในบริษัท แต่เป็นประเด็นที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สาเหตุของความขัดแย้ง
    Wingtech กล่าวหาสำนักงานใหญ่เนเธอร์แลนด์หยุดส่งเวเฟอร์และตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบ IT
    ฝั่งเนเธอร์แลนด์ยืนยันว่าพยายามเจรจาแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

    ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
    ลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมหนักเสี่ยงขาดชิป
    ชิป mature-node ของ Nexperia เป็นหัวใจสำคัญในระบบควบคุม

    การลงทุนและการเมือง
    เนเธอร์แลนด์ลงทุน 300 ล้านดอลลาร์ในโรงงานมาเลเซีย
    ถูกตีความว่าเป็นการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน

    การแทรกแซงจากรัฐบาล
    จีนหารือกับเยอรมนีและสหภาพยุโรปเพื่อหาทางออก
    ความขัดแย้งกลายเป็นประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    คำเตือนจากเหตุการณ์
    ความขัดแย้งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกหยุดชะงัก
    เสี่ยงต่อการแบ่งขั้วทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและยุโรป

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/wingtech-nexperia-dispute-escalates-as-public-accusations-widen-the-rift
    ⚔️ ความขัดแย้งระหว่าง Wingtech และ Nexperia ข่าวนี้เล่าถึงความขัดแย้งระหว่างบริษัท Wingtech ของจีนและ Nexperia สำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ ที่บานปลายจนกระทบต่อการส่งออกเวเฟอร์และสร้างความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ความตึงเครียดภายในบริษัท Nexperia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปขนาดใหญ่ของโลก ปะทุขึ้นเมื่อ Wingtech Technology ผู้ถือหุ้นใหญ่จากจีน กล่าวหาสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ว่า “ปิดกั้นและหลอกลวง” โดยเฉพาะการหยุดส่งเวเฟอร์ไปยังจีน และการตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบ IT ของพนักงานจีน ขณะที่ฝั่งเนเธอร์แลนด์ยืนยันว่าพยายามติดต่อและเจรจา แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายจีน 🌍 ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก การหยุดส่งเวเฟอร์ครั้งนี้สร้างความกังวลต่อ ลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมหนัก เนื่องจาก Nexperia เป็นผู้ผลิตชิป mature-node ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น logic, discretes และ power devices ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในระบบควบคุมรถยนต์และเครื่องจักร หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก 💼 การเมืองและการลงทุนที่ซ่อนอยู่ Wingtech กล่าวหาว่าสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์พยายามสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ใช่จีน” เพื่อกันบริษัทแม่ออกจากการตัดสินใจ ขณะที่ฝั่งเนเธอร์แลนด์ประกาศลงทุนกว่า 300 ล้านดอลลาร์ ในโรงงานที่มาเลเซีย ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ความขัดแย้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่ยังสะท้อนถึง การเมืองและความมั่นคงทางเทคโนโลยี ระหว่างยุโรปและจีน 🏛️ การแทรกแซงจากรัฐบาล เหตุการณ์บานปลายจนถึงขั้น รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีน ต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี และ กรรมาธิการการค้าของสหภาพยุโรป เพื่อหาทางออกระยะยาว แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องภายในบริษัท แต่เป็นประเด็นที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สาเหตุของความขัดแย้ง ➡️ Wingtech กล่าวหาสำนักงานใหญ่เนเธอร์แลนด์หยุดส่งเวเฟอร์และตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบ IT ➡️ ฝั่งเนเธอร์แลนด์ยืนยันว่าพยายามเจรจาแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ✅ ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ➡️ ลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมหนักเสี่ยงขาดชิป ➡️ ชิป mature-node ของ Nexperia เป็นหัวใจสำคัญในระบบควบคุม ✅ การลงทุนและการเมือง ➡️ เนเธอร์แลนด์ลงทุน 300 ล้านดอลลาร์ในโรงงานมาเลเซีย ➡️ ถูกตีความว่าเป็นการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ✅ การแทรกแซงจากรัฐบาล ➡️ จีนหารือกับเยอรมนีและสหภาพยุโรปเพื่อหาทางออก ➡️ ความขัดแย้งกลายเป็นประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ‼️ คำเตือนจากเหตุการณ์ ⛔ ความขัดแย้งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกหยุดชะงัก ⛔ เสี่ยงต่อการแบ่งขั้วทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและยุโรป https://www.tomshardware.com/tech-industry/semiconductors/wingtech-nexperia-dispute-escalates-as-public-accusations-widen-the-rift
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Embattled Dutch chipmaker Nexperia gets into public spat with Chinese owners — accused of deception and obstruction, suspending wafer shipments
    A governance battle inside one of the world’s biggest suppliers of mature-node chips is now spilling into the open.
    0 Comments 0 Shares 45 Views 0 Reviews
  • ศูนย์ข้อมูลล่มเพราะระบบทำความเย็นเสีย

    เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน CME ต้องหยุดการซื้อขายทั่วโลก เนื่องจาก ระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูล CyrusOne เกิดความขัดข้อง ส่งผลให้เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ประมวลผลการซื้อขายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทีมวิศวกรและผู้รับเหมาถูกเรียกเข้ามาแก้ไขทันที โดยมีการรีสตาร์ทเครื่องทำความเย็นบางส่วนและติดตั้งอุปกรณ์เสริมชั่วคราวเพื่อพยายามฟื้นฟูระบบ

    ผลกระทบต่อการซื้อขายทั่วโลก
    CME เป็นตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมการซื้อขายตั้งแต่สินค้าเกษตร พลังงาน ดัชนีหุ้น ไปจนถึงคริปโตและอัตราดอกเบี้ย การหยุดชะงักครั้งนี้จึงส่งผลกระทบไปถึง ลอนดอน กัวลาลัมเปอร์ และยุโรป โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรและรีโปในยุโรปที่ต้องหยุดทำการ ขณะที่ BrokerTec US และ EU สามารถกลับมาเปิดได้บางส่วน แต่ระบบอื่น ๆ ยังคงหยุดอยู่

    เวลาและความรุนแรงของเหตุการณ์
    เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าวันศุกร์หลังวันหยุด ทำให้ผลกระทบในตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด แต่ในตลาดเอเชียและยุโรปกลับได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีการซื้อขายหนาแน่น เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึง ความเสี่ยงของการพึ่งพาระบบเดียว ในการขับเคลื่อนธุรกรรมระดับโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์

    ความหมายต่ออนาคตของโครงสร้างพื้นฐานการเงิน
    การหยุดชะงักครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดของ CME และเป็นสัญญาณเตือนว่าการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและพลังงานมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก การลงทุนในระบบสำรองและการกระจายความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สาเหตุของการหยุดชะงัก
    ระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูล CyrusOne ขัดข้อง
    ทีมวิศวกรต้องรีสตาร์ทและติดตั้งอุปกรณ์เสริมชั่วคราว

    ผลกระทบต่อการซื้อขาย
    ตลาดอนุพันธ์ CME ครอบคลุมการซื้อขายทั่วโลก
    ตลาดยุโรปและเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    เวลาและความรุนแรง
    เกิดขึ้นเช้าวันศุกร์หลังวันหยุด ทำให้ตลาดสหรัฐฯ กระทบจำกัด
    ตลาดยุโรปและเอเชียได้รับผลกระทบมากกว่า

    ความหมายต่ออนาคต
    สะท้อนความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบเดียว
    จำเป็นต้องลงทุนในระบบสำรองและการกระจายความเสี่ยง

    คำเตือนจากเหตุการณ์
    การหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน IT สามารถกระทบเศรษฐกิจโลกทันที
    ตลาดการเงินต้องเตรียมแผนสำรองเพื่อป้องกันการล่มซ้ำอีกครั้ง

    https://www.tomshardware.com/desktops/servers/data-center-cooling-issue-halts-worlds-largest-derivatives-exchange-cme-trading-shutdown-ripples-across-malaysia-uk-and-eu-markets
    🌡️ ศูนย์ข้อมูลล่มเพราะระบบทำความเย็นเสีย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน CME ต้องหยุดการซื้อขายทั่วโลก เนื่องจาก ระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูล CyrusOne เกิดความขัดข้อง ส่งผลให้เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ประมวลผลการซื้อขายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทีมวิศวกรและผู้รับเหมาถูกเรียกเข้ามาแก้ไขทันที โดยมีการรีสตาร์ทเครื่องทำความเย็นบางส่วนและติดตั้งอุปกรณ์เสริมชั่วคราวเพื่อพยายามฟื้นฟูระบบ 💹 ผลกระทบต่อการซื้อขายทั่วโลก CME เป็นตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมการซื้อขายตั้งแต่สินค้าเกษตร พลังงาน ดัชนีหุ้น ไปจนถึงคริปโตและอัตราดอกเบี้ย การหยุดชะงักครั้งนี้จึงส่งผลกระทบไปถึง ลอนดอน กัวลาลัมเปอร์ และยุโรป โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรและรีโปในยุโรปที่ต้องหยุดทำการ ขณะที่ BrokerTec US และ EU สามารถกลับมาเปิดได้บางส่วน แต่ระบบอื่น ๆ ยังคงหยุดอยู่ 🕒 เวลาและความรุนแรงของเหตุการณ์ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าวันศุกร์หลังวันหยุด ทำให้ผลกระทบในตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด แต่ในตลาดเอเชียและยุโรปกลับได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีการซื้อขายหนาแน่น เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึง ความเสี่ยงของการพึ่งพาระบบเดียว ในการขับเคลื่อนธุรกรรมระดับโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ 🌍 ความหมายต่ออนาคตของโครงสร้างพื้นฐานการเงิน การหยุดชะงักครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดของ CME และเป็นสัญญาณเตือนว่าการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและพลังงานมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก การลงทุนในระบบสำรองและการกระจายความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่ตลาดการเงินต้องให้ความสำคัญมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สาเหตุของการหยุดชะงัก ➡️ ระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูล CyrusOne ขัดข้อง ➡️ ทีมวิศวกรต้องรีสตาร์ทและติดตั้งอุปกรณ์เสริมชั่วคราว ✅ ผลกระทบต่อการซื้อขาย ➡️ ตลาดอนุพันธ์ CME ครอบคลุมการซื้อขายทั่วโลก ➡️ ตลาดยุโรปและเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด ✅ เวลาและความรุนแรง ➡️ เกิดขึ้นเช้าวันศุกร์หลังวันหยุด ทำให้ตลาดสหรัฐฯ กระทบจำกัด ➡️ ตลาดยุโรปและเอเชียได้รับผลกระทบมากกว่า ✅ ความหมายต่ออนาคต ➡️ สะท้อนความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบเดียว ➡️ จำเป็นต้องลงทุนในระบบสำรองและการกระจายความเสี่ยง ‼️ คำเตือนจากเหตุการณ์ ⛔ การหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน IT สามารถกระทบเศรษฐกิจโลกทันที ⛔ ตลาดการเงินต้องเตรียมแผนสำรองเพื่อป้องกันการล่มซ้ำอีกครั้ง https://www.tomshardware.com/desktops/servers/data-center-cooling-issue-halts-worlds-largest-derivatives-exchange-cme-trading-shutdown-ripples-across-malaysia-uk-and-eu-markets
    0 Comments 0 Shares 44 Views 0 Reviews
  • DOOM บุกโลกการออกแบบ PCB

    ข่าวนี้เล่าถึงการทดลองสุดสร้างสรรค์ ที่นำเกม DOOM มารันในโปรแกรมออกแบบแผงวงจร KiCad จนกลายเป็น “KiDOOM” ที่เล่นได้จริง แม้จะดูแปลกตาและย้อนยุค แต่ก็เป็นการผสมผสานโลกเกมกับวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างน่าทึ่ง

    นักพัฒนา Michael Ayles ได้สร้างโปรเจกต์ชื่อ KiDOOM ซึ่งเป็นการนำเกม DOOM มารันผ่านโปรแกรมออกแบบวงจรไฟฟ้า KiCad โดยใช้ตัวโปรแกรมเป็นตัวเรนเดอร์ภาพ ขณะที่เอนจินเกมทำงานแยกต่างหาก ผลลัพธ์คือการเล่นเกมในหน้าต่างออกแบบ PCB ที่เต็มไปด้วยเส้นลายวงจรแทนกำแพง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แทนศัตรูและไอเท็มในเกม

    ภาพลักษณ์แบบย้อนยุค
    ภาพที่ได้จาก KiDOOM มีลักษณะคล้ายเกมยุคเวกเตอร์อย่าง Atari Battlezone หรือเครื่อง Vectrex โดยกำแพงถูกแทนด้วยเส้นลายวงจร ส่วนศัตรูถูกแทนด้วยแพ็กเกจชิป 64 ขา และกระสุนหรือไอเท็มต่าง ๆ ถูกแทนด้วยชิ้นส่วน 3 ขา ทำให้บรรยากาศดูเหมือนเกมยุค 80s ผสมกับความคลาสสิกของ DOOM ในปี 1993

    ประสิทธิภาพและการใช้งาน
    แม้จะเป็นการทดลอง แต่ KiDOOM สามารถรันได้จริงที่ความเร็วประมาณ 15–25 FPS บนเครื่อง M1 MacBook Pro และสูงถึง 28 FPS บนเครื่องที่ใช้ i7 + RTX 3050 Ti โดยทุกเฟรมที่แสดงผลยังถือเป็น “การออกแบบ PCB ที่ถูกต้อง” ซึ่งสามารถนำไปผลิตจริงได้ แม้จะไม่สามารถใช้งานวงจรนั้นได้ แต่ก็กลายเป็นของสะสมที่แปลกใหม่สำหรับแฟนเกมและนักอิเล็กทรอนิกส์

    ความหมายต่อวงการเกมและเทคโนโลยี
    การทดลองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งในวงการเกมและเทคโนโลยี ที่ไม่จำกัดอยู่แค่การเล่นเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงโลกวิศวกรรมเข้ากับวัฒนธรรมเกม ทำให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และเปิดมุมมองว่าซอฟต์แวร์สามารถถูกนำไปใช้ในรูปแบบที่ไม่คาดคิด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    โปรเจกต์ KiDOOM
    นำ DOOM มารันในโปรแกรมออกแบบ PCB KiCad
    ใช้เส้นลายวงจรแทนกำแพง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แทนศัตรู

    ภาพลักษณ์แบบย้อนยุค
    คล้ายเกมเวกเตอร์ Atari Battlezone และ Vectrex
    ศัตรู = ชิป 64 ขา, กระสุน = ชิ้นส่วน 3 ขา

    ประสิทธิภาพการทำงาน
    รันได้ 15–25 FPS บน M1 MacBook Pro
    สูงสุด 28 FPS บน i7 + RTX 3050 Ti

    ความหมายเชิงสร้างสรรค์
    ทุกเฟรมคือ PCB ที่ผลิตได้จริง
    สะท้อนการเชื่อมโยงเกมกับวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/doom-gets-ported-to-board-design-app-transforming-walls-into-pcb-traces-iconic-demons-into-64-pin-packages-and-ammo-into-3-pin-parts-fully-playable-kicad-editor-port-runs-at-up-to-25-fps-on-modern-systems
    🎮 DOOM บุกโลกการออกแบบ PCB ข่าวนี้เล่าถึงการทดลองสุดสร้างสรรค์ ที่นำเกม DOOM มารันในโปรแกรมออกแบบแผงวงจร KiCad จนกลายเป็น “KiDOOM” ที่เล่นได้จริง แม้จะดูแปลกตาและย้อนยุค แต่ก็เป็นการผสมผสานโลกเกมกับวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างน่าทึ่ง นักพัฒนา Michael Ayles ได้สร้างโปรเจกต์ชื่อ KiDOOM ซึ่งเป็นการนำเกม DOOM มารันผ่านโปรแกรมออกแบบวงจรไฟฟ้า KiCad โดยใช้ตัวโปรแกรมเป็นตัวเรนเดอร์ภาพ ขณะที่เอนจินเกมทำงานแยกต่างหาก ผลลัพธ์คือการเล่นเกมในหน้าต่างออกแบบ PCB ที่เต็มไปด้วยเส้นลายวงจรแทนกำแพง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แทนศัตรูและไอเท็มในเกม ⚡ ภาพลักษณ์แบบย้อนยุค ภาพที่ได้จาก KiDOOM มีลักษณะคล้ายเกมยุคเวกเตอร์อย่าง Atari Battlezone หรือเครื่อง Vectrex โดยกำแพงถูกแทนด้วยเส้นลายวงจร ส่วนศัตรูถูกแทนด้วยแพ็กเกจชิป 64 ขา และกระสุนหรือไอเท็มต่าง ๆ ถูกแทนด้วยชิ้นส่วน 3 ขา ทำให้บรรยากาศดูเหมือนเกมยุค 80s ผสมกับความคลาสสิกของ DOOM ในปี 1993 🖥️ ประสิทธิภาพและการใช้งาน แม้จะเป็นการทดลอง แต่ KiDOOM สามารถรันได้จริงที่ความเร็วประมาณ 15–25 FPS บนเครื่อง M1 MacBook Pro และสูงถึง 28 FPS บนเครื่องที่ใช้ i7 + RTX 3050 Ti โดยทุกเฟรมที่แสดงผลยังถือเป็น “การออกแบบ PCB ที่ถูกต้อง” ซึ่งสามารถนำไปผลิตจริงได้ แม้จะไม่สามารถใช้งานวงจรนั้นได้ แต่ก็กลายเป็นของสะสมที่แปลกใหม่สำหรับแฟนเกมและนักอิเล็กทรอนิกส์ 🌐 ความหมายต่อวงการเกมและเทคโนโลยี การทดลองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งในวงการเกมและเทคโนโลยี ที่ไม่จำกัดอยู่แค่การเล่นเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงโลกวิศวกรรมเข้ากับวัฒนธรรมเกม ทำให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และเปิดมุมมองว่าซอฟต์แวร์สามารถถูกนำไปใช้ในรูปแบบที่ไม่คาดคิด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ โปรเจกต์ KiDOOM ➡️ นำ DOOM มารันในโปรแกรมออกแบบ PCB KiCad ➡️ ใช้เส้นลายวงจรแทนกำแพง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แทนศัตรู ✅ ภาพลักษณ์แบบย้อนยุค ➡️ คล้ายเกมเวกเตอร์ Atari Battlezone และ Vectrex ➡️ ศัตรู = ชิป 64 ขา, กระสุน = ชิ้นส่วน 3 ขา ✅ ประสิทธิภาพการทำงาน ➡️ รันได้ 15–25 FPS บน M1 MacBook Pro ➡️ สูงสุด 28 FPS บน i7 + RTX 3050 Ti ✅ ความหมายเชิงสร้างสรรค์ ➡️ ทุกเฟรมคือ PCB ที่ผลิตได้จริง ➡️ สะท้อนการเชื่อมโยงเกมกับวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/doom-gets-ported-to-board-design-app-transforming-walls-into-pcb-traces-iconic-demons-into-64-pin-packages-and-ammo-into-3-pin-parts-fully-playable-kicad-editor-port-runs-at-up-to-25-fps-on-modern-systems
    0 Comments 0 Shares 45 Views 0 Reviews
  • “ศาสตราจารย์ในสหรัฐฯ ร่วมกระแสห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียน”

    ศาสตราจารย์หลายคนในสหรัฐฯ กำลังเข้าร่วมกระแส ห้ามใช้แล็ปท็อปและสมาร์ตโฟนในห้องเรียน โดยให้เหตุผลว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้นักศึกษามีสมาธิและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งกว่า การใช้เครื่องมือดิจิทัลมักทำให้เกิดการเสียสมาธิจากการเล่นโซเชียลมีเดียหรือทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน

    ผลต่อการเรียนรู้
    งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยพบว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลและจดจำข้อมูลได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการพิมพ์ลงบนแล็ปท็อป นอกจากนี้ยังช่วยให้นักศึกษามีส่วนร่วมกับการเรียนมากขึ้น และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียดหรือการเสพติด

    ตัวอย่างจากมหาวิทยาลัย
    เช่นที่ Temple University ศาสตราจารย์ Jody Hey ได้ทดลองห้ามใช้แล็ปท็อปในชั้นเรียนวิชาชีววิทยา นักศึกษาจึงต้องใช้สมุดและปากกาในการจดบันทึก ผลลัพธ์คือบรรยากาศการเรียนที่มีสมาธิและการมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพการเรียนรู้ได้

    แนวโน้มระดับโลก
    แม้การห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียนอาจดูย้อนยุค แต่กระแสนี้กำลังขยายตัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเริ่มมีการถกเถียงถึงบทบาทของเทคโนโลยีในห้องเรียน ว่าควรใช้เพื่อเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนที่วิธีการเรียนรู้แบบดั้งเดิมทั้งหมด

    สรุปสาระสำคัญ
    เหตุผลในการห้ามใช้แล็ปท็อป
    ลดการเสียสมาธิจากโซเชียลมีเดีย
    ส่งเสริมการจดจำและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งขึ้น

    ผลลัพธ์ที่พบในห้องเรียน
    นักศึกษามีสมาธิมากขึ้น
    การมีส่วนร่วมกับการเรียนสูงขึ้น

    งานวิจัยสนับสนุน
    การจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่า
    ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียด

    ข้อควรระวัง
    อาจไม่เหมาะกับนักศึกษาที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง
    เสี่ยงต่อการลดทักษะการใช้เทคโนโลยีในบางสาขา

    ผลกระทบระยะยาว
    ต้องหาสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้แบบดั้งเดิม
    อาจสร้างความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่เลือกนโยบายต่างกัน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/these-professors-say-theyre-part-of-a-growing-movement-banning-laptops-from-the-classroom
    📰 “ศาสตราจารย์ในสหรัฐฯ ร่วมกระแสห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียน” ศาสตราจารย์หลายคนในสหรัฐฯ กำลังเข้าร่วมกระแส ห้ามใช้แล็ปท็อปและสมาร์ตโฟนในห้องเรียน โดยให้เหตุผลว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้นักศึกษามีสมาธิและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งกว่า การใช้เครื่องมือดิจิทัลมักทำให้เกิดการเสียสมาธิจากการเล่นโซเชียลมีเดียหรือทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน 🧠 ผลต่อการเรียนรู้ งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยพบว่าการจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลและจดจำข้อมูลได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการพิมพ์ลงบนแล็ปท็อป นอกจากนี้ยังช่วยให้นักศึกษามีส่วนร่วมกับการเรียนมากขึ้น และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียดหรือการเสพติด 👩‍🏫 ตัวอย่างจากมหาวิทยาลัย เช่นที่ Temple University ศาสตราจารย์ Jody Hey ได้ทดลองห้ามใช้แล็ปท็อปในชั้นเรียนวิชาชีววิทยา นักศึกษาจึงต้องใช้สมุดและปากกาในการจดบันทึก ผลลัพธ์คือบรรยากาศการเรียนที่มีสมาธิและการมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพการเรียนรู้ได้ 🌍 แนวโน้มระดับโลก แม้การห้ามใช้แล็ปท็อปในห้องเรียนอาจดูย้อนยุค แต่กระแสนี้กำลังขยายตัวในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเริ่มมีการถกเถียงถึงบทบาทของเทคโนโลยีในห้องเรียน ว่าควรใช้เพื่อเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนที่วิธีการเรียนรู้แบบดั้งเดิมทั้งหมด 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ เหตุผลในการห้ามใช้แล็ปท็อป ➡️ ลดการเสียสมาธิจากโซเชียลมีเดีย ➡️ ส่งเสริมการจดจำและเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งขึ้น ✅ ผลลัพธ์ที่พบในห้องเรียน ➡️ นักศึกษามีสมาธิมากขึ้น ➡️ การมีส่วนร่วมกับการเรียนสูงขึ้น ✅ งานวิจัยสนับสนุน ➡️ การจดบันทึกด้วยมือช่วยให้สมองประมวลผลข้อมูลได้ดีกว่า ➡️ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่อาจสร้างความเครียด ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ อาจไม่เหมาะกับนักศึกษาที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง ⛔ เสี่ยงต่อการลดทักษะการใช้เทคโนโลยีในบางสาขา ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ ต้องหาสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้แบบดั้งเดิม ⛔ อาจสร้างความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่เลือกนโยบายต่างกัน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/29/these-professors-say-theyre-part-of-a-growing-movement-banning-laptops-from-the-classroom
    WWW.THESTAR.COM.MY
    These professors say they’re part of a growing movement banning laptops from the classroom
    A growing number of professors who have chosen to keep laptop and phone use out of class, with exceptions for students with disabilities who require accommodations.
    Like
    1
    0 Comments 1 Shares 50 Views 0 Reviews
  • “หุ่นยนต์ช่วยประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณใน Pompeii”

    นักวิจัยในโครงการ RePAIR ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีแขนกลสองข้างพร้อมมือที่ยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์ตรวจจับ เพื่อช่วยนักโบราณคดีประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณที่แตกหักในเมือง Pompeii ประเทศอิตาลี หุ่นยนต์นี้ใช้ AI และการจดจำภาพขั้นสูง เพื่อระบุและจับชิ้นส่วนที่เปราะบางโดยไม่ทำให้เสียหาย

    โครงการเริ่มต้นในปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส และทีมวิจัยนานาชาติ จุดประสงค์แรกคือการประกอบเฟรสโกที่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อมาได้ขยายไปยังเฟรสโกจาก “House of the Gladiators” ที่พังทลายลงในปี 2010

    นักวิจัยเปรียบเทียบงานนี้เหมือนการแก้ปริศนาจิ๊กซอว์ขนาดมหึมา โดยไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้ายและยังมีชิ้นส่วนที่หายไป AI จึงถูกใช้เพื่อจับคู่สีและลวดลายที่ตาเปล่าไม่สามารถแยกแยะได้ ทำให้การฟื้นฟูมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น

    การทดลองเบื้องต้นใช้ ชิ้นส่วนจำลอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อของจริง แต่หากประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีนี้อาจเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก และช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สูญหายไปนับพันปีให้กลับคืนมาอีกครั้ง

    สรุปสาระสำคัญ
    รายละเอียดโครงการ RePAIR
    เริ่มปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส
    ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

    เทคโนโลยีที่ใช้
    หุ่นยนต์แขนกลสองข้างพร้อมมือยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์
    AI และการจดจำภาพเพื่อประกอบชิ้นส่วนเฟรสโก

    ตัวอย่างงานบูรณะ
    เฟรสโกที่ถูกทำลายจากสงครามโลกครั้งที่สอง
    เฟรสโกจาก House of the Gladiators ที่พังในปี 2010

    ความท้าทาย
    งานเหมือนการแก้จิ๊กซอว์หลายกล่องที่ปะปนกัน
    มีชิ้นส่วนที่หายไปและไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้าย

    ผลกระทบระยะยาว
    หากสำเร็จจะเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก
    ต้องทดสอบกับชิ้นส่วนจริงอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/28/putting-pompeii039s-pieces-together-with-the-help-of-a-robot
    🤖 “หุ่นยนต์ช่วยประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณใน Pompeii” นักวิจัยในโครงการ RePAIR ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีแขนกลสองข้างพร้อมมือที่ยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์ตรวจจับ เพื่อช่วยนักโบราณคดีประกอบชิ้นส่วนเฟรสโกโบราณที่แตกหักในเมือง Pompeii ประเทศอิตาลี หุ่นยนต์นี้ใช้ AI และการจดจำภาพขั้นสูง เพื่อระบุและจับชิ้นส่วนที่เปราะบางโดยไม่ทำให้เสียหาย โครงการเริ่มต้นในปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส และทีมวิจัยนานาชาติ จุดประสงค์แรกคือการประกอบเฟรสโกที่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อมาได้ขยายไปยังเฟรสโกจาก “House of the Gladiators” ที่พังทลายลงในปี 2010 นักวิจัยเปรียบเทียบงานนี้เหมือนการแก้ปริศนาจิ๊กซอว์ขนาดมหึมา โดยไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้ายและยังมีชิ้นส่วนที่หายไป AI จึงถูกใช้เพื่อจับคู่สีและลวดลายที่ตาเปล่าไม่สามารถแยกแยะได้ ทำให้การฟื้นฟูมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น การทดลองเบื้องต้นใช้ ชิ้นส่วนจำลอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อของจริง แต่หากประสบความสำเร็จ เทคโนโลยีนี้อาจเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก และช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่สูญหายไปนับพันปีให้กลับคืนมาอีกครั้ง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ รายละเอียดโครงการ RePAIR ➡️ เริ่มปี 2021 โดยมหาวิทยาลัย Ca’ Foscari เมืองเวนิส ➡️ ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ✅ เทคโนโลยีที่ใช้ ➡️ หุ่นยนต์แขนกลสองข้างพร้อมมือยืดหยุ่นและเซ็นเซอร์ ➡️ AI และการจดจำภาพเพื่อประกอบชิ้นส่วนเฟรสโก ✅ ตัวอย่างงานบูรณะ ➡️ เฟรสโกที่ถูกทำลายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ➡️ เฟรสโกจาก House of the Gladiators ที่พังในปี 2010 ‼️ ความท้าทาย ⛔ งานเหมือนการแก้จิ๊กซอว์หลายกล่องที่ปะปนกัน ⛔ มีชิ้นส่วนที่หายไปและไม่มีภาพตัวอย่างสุดท้าย ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ หากสำเร็จจะเปลี่ยนวิธีการบูรณะโบราณวัตถุทั่วโลก ⛔ ต้องทดสอบกับชิ้นส่วนจริงอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/28/putting-pompeii039s-pieces-together-with-the-help-of-a-robot
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Putting Pompeii's pieces together, with the help of a robot
    POMPEII, Italy (Reuters) -Pompeii's ancient Roman frescoes, shattered and buried for centuries, could get a second life thanks to a pioneering robotic system designed to support archaeologists in one of their most painstaking tasks: reassembling fragmented artefacts.
    0 Comments 0 Shares 48 Views 0 Reviews
  • “Google TPU – ชิปที่เกิดมาเพื่อยุค AI Inference”

    บทความนี้เจาะลึกการพัฒนา Google TPU (Tensor Processing Unit) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการประมวลผล AI โดยเฉพาะ และกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Google Cloud ในยุค AI inference

    จุดเริ่มต้นของ TPU
    Google เริ่มพัฒนา TPU ตั้งแต่ปี 2013 หลังจากคำนวณว่าหากผู้ใช้ Android ใช้ voice search เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน บริษัทจะต้อง เพิ่มขนาดศูนย์ข้อมูลเป็นสองเท่า ซึ่งเป็นภาระมหาศาล ทั้งด้านการเงินและโลจิสติกส์ จึงเกิดแนวคิดสร้าง ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ที่ออกแบบมาเพื่อรัน TensorFlow โดยเฉพาะ

    ความแตกต่างระหว่าง TPU และ GPU
    GPU ถูกออกแบบมาเพื่อกราฟิกและงานทั่วไป แต่ TPU ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ที่ลดการอ่าน/เขียนข้อมูลจากหน่วยความจำ ทำให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า และเหมาะกับงาน inference ที่ต้องการ throughput สูงและ latency ต่ำ

    ตัวเลขประสิทธิภาพ
    รุ่นใหม่ล่าสุด TPUv7 (Ironwood) มีประสิทธิภาพ 4,614 TFLOPS (BF16) เทียบกับเพียง 459 TFLOPS ของ TPUv5p พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงถึง 7,370 GB/s ซึ่งเหนือกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า นักพัฒนาและลูกค้าหลายรายยืนยันว่า TPU ให้ performance per dollar และ per watt ดีกว่า GPU ในงานที่เหมาะสม

    ปัญหาและโอกาสในการใช้งาน
    แม้ TPU จะทรงพลัง แต่การใช้งานยังจำกัดเพราะ ecosystem ของ Nvidia CUDA ครองตลาดมานาน ขณะที่ TPU ใช้ TensorFlow/JAX และเพิ่งเริ่มรองรับ PyTorch อย่างจริงจัง อีกทั้ง TPU ยังมีให้บริการเฉพาะบน Google Cloud เท่านั้น ทำให้หลายองค์กรลังเลที่จะพึ่งพาเพียงแพลตฟอร์มเดียว

    สรุปสาระสำคัญ
    เหตุผลที่สร้าง TPU
    ลดภาระศูนย์ข้อมูลจากการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น
    ASIC ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ TensorFlow

    จุดเด่นของ TPU
    ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ลด bottleneck หน่วยความจำ
    ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า GPU

    ตัวเลขสำคัญ
    TPUv7: 4,614 TFLOPS (BF16), 192GB memory, 7,370 GB/s bandwidth
    ดีกว่า TPUv5p หลายเท่า

    ข้อจำกัดและความเสี่ยง
    Ecosystem ยังไม่แข็งแรงเท่า CUDA
    ใช้งานได้เฉพาะบน Google Cloud ทำให้เสี่ยงต่อ vendor lock-in

    https://www.uncoveralpha.com/p/the-chip-made-for-the-ai-inference
    ⚙️ “Google TPU – ชิปที่เกิดมาเพื่อยุค AI Inference” บทความนี้เจาะลึกการพัฒนา Google TPU (Tensor Processing Unit) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการประมวลผล AI โดยเฉพาะ และกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Google Cloud ในยุค AI inference 🏛️ จุดเริ่มต้นของ TPU Google เริ่มพัฒนา TPU ตั้งแต่ปี 2013 หลังจากคำนวณว่าหากผู้ใช้ Android ใช้ voice search เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน บริษัทจะต้อง เพิ่มขนาดศูนย์ข้อมูลเป็นสองเท่า ซึ่งเป็นภาระมหาศาล ทั้งด้านการเงินและโลจิสติกส์ จึงเกิดแนวคิดสร้าง ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ที่ออกแบบมาเพื่อรัน TensorFlow โดยเฉพาะ 🔄 ความแตกต่างระหว่าง TPU และ GPU GPU ถูกออกแบบมาเพื่อกราฟิกและงานทั่วไป แต่ TPU ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ที่ลดการอ่าน/เขียนข้อมูลจากหน่วยความจำ ทำให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า และเหมาะกับงาน inference ที่ต้องการ throughput สูงและ latency ต่ำ 📊 ตัวเลขประสิทธิภาพ รุ่นใหม่ล่าสุด TPUv7 (Ironwood) มีประสิทธิภาพ 4,614 TFLOPS (BF16) เทียบกับเพียง 459 TFLOPS ของ TPUv5p พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงถึง 7,370 GB/s ซึ่งเหนือกว่ารุ่นก่อนหลายเท่า นักพัฒนาและลูกค้าหลายรายยืนยันว่า TPU ให้ performance per dollar และ per watt ดีกว่า GPU ในงานที่เหมาะสม 🌐 ปัญหาและโอกาสในการใช้งาน แม้ TPU จะทรงพลัง แต่การใช้งานยังจำกัดเพราะ ecosystem ของ Nvidia CUDA ครองตลาดมานาน ขณะที่ TPU ใช้ TensorFlow/JAX และเพิ่งเริ่มรองรับ PyTorch อย่างจริงจัง อีกทั้ง TPU ยังมีให้บริการเฉพาะบน Google Cloud เท่านั้น ทำให้หลายองค์กรลังเลที่จะพึ่งพาเพียงแพลตฟอร์มเดียว 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ เหตุผลที่สร้าง TPU ➡️ ลดภาระศูนย์ข้อมูลจากการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น ➡️ ASIC ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ TensorFlow ✅ จุดเด่นของ TPU ➡️ ใช้สถาปัตยกรรม Systolic Array ลด bottleneck หน่วยความจำ ➡️ ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่า GPU ✅ ตัวเลขสำคัญ ➡️ TPUv7: 4,614 TFLOPS (BF16), 192GB memory, 7,370 GB/s bandwidth ➡️ ดีกว่า TPUv5p หลายเท่า ‼️ ข้อจำกัดและความเสี่ยง ⛔ Ecosystem ยังไม่แข็งแรงเท่า CUDA ⛔ ใช้งานได้เฉพาะบน Google Cloud ทำให้เสี่ยงต่อ vendor lock-in https://www.uncoveralpha.com/p/the-chip-made-for-the-ai-inference
    WWW.UNCOVERALPHA.COM
    The chip made for the AI inference era – the Google TPU
    I am publishing a comprehensive deep dive, not just a technical overview, but also strategic and financial coverage of the Google TPU.
    0 Comments 0 Shares 45 Views 0 Reviews
  • “GitLab พบการโจมตีซัพพลายเชน npm ครั้งใหญ่ พร้อมมัลแวร์ทำลายข้อมูล”

    ทีมวิจัยด้านความปลอดภัยของ GitLab ได้ค้นพบการโจมตีซัพพลายเชนที่แพร่กระจายผ่านแพ็กเกจ npm โดยมัลแวร์ที่ถูกใช้คือเวอร์ชันใหม่ของ Shai-Hulud ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายไปยังแพ็กเกจอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้การติดเชื้อขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบนิเวศของนักพัฒนา

    มัลแวร์นี้เริ่มต้นด้วยการแทรกสคริปต์ setup_bun.js ลงในไฟล์ package.json โดยอ้างว่าเป็นการติดตั้ง Bun runtime แต่แท้จริงแล้วเป็นตัวโหลดที่เรียกใช้ไฟล์ bun_environment.js ซึ่งถูกเข้ารหัสและมีขนาดใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทั่วไป

    เมื่อทำงาน มัลแวร์จะ เก็บข้อมูล credential จากหลายแหล่ง เช่น GitHub, npm, AWS, GCP และ Azure รวมถึงใช้เครื่องมือ Trufflehog เพื่อค้นหาคีย์และรหัสผ่านที่ซ่อนอยู่ในระบบไฟล์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยัง repository ที่ผู้โจมตีควบคุม โดยใช้คำอธิบายพิเศษ “Sha1-Hulud: The Second Coming” เพื่อระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ติดเชื้อ

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ dead man’s switch ที่ถูกฝังไว้ หากระบบที่ติดเชื้อสูญเสียการเข้าถึงทั้ง GitHub และ npm พร้อมกัน มัลแวร์จะทำลายข้อมูลทันที โดยใน Windows จะลบไฟล์และเขียนทับดิสก์ ส่วนใน Unix จะใช้คำสั่ง shred เพื่อลบไฟล์อย่างถาวร ทำให้การกู้คืนแทบเป็นไปไม่ได้

    สรุปสาระสำคัญ
    ลักษณะการโจมตี
    ใช้มัลแวร์ Shai-Hulud v2 แพร่กระจายผ่าน npm
    มีพฤติกรรม worm-like ติดเชื้อแพ็กเกจอื่นโดยอัตโนมัติ

    วิธีการทำงาน
    แทรกสคริปต์ setup_bun.js ใน package.json
    เรียกใช้ payload bun_environment.js ที่ถูกเข้ารหัส

    การเก็บข้อมูล
    ดึง credential จาก GitHub, npm, AWS, GCP, Azure
    ใช้ Trufflehog สแกนระบบไฟล์หาคีย์และรหัสผ่าน

    ความเสี่ยงร้ายแรง
    มี dead man’s switch ที่ทำลายข้อมูลหากถูกตัดการเชื่อมต่อ
    อาจทำให้ผู้ใช้จำนวนมากสูญเสียข้อมูลพร้อมกัน

    ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
    การแพร่กระจายอัตโนมัติทำให้หลายแพ็กเกจอาจถูกติดเชื้อ
    สร้างเครือข่าย botnet-like ที่แชร์ token ระหว่างระบบที่ติดเชื้อ

    https://about.gitlab.com/blog/gitlab-discovers-widespread-npm-supply-chain-attack/
    🛡️ “GitLab พบการโจมตีซัพพลายเชน npm ครั้งใหญ่ พร้อมมัลแวร์ทำลายข้อมูล” ทีมวิจัยด้านความปลอดภัยของ GitLab ได้ค้นพบการโจมตีซัพพลายเชนที่แพร่กระจายผ่านแพ็กเกจ npm โดยมัลแวร์ที่ถูกใช้คือเวอร์ชันใหม่ของ Shai-Hulud ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายไปยังแพ็กเกจอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้การติดเชื้อขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบนิเวศของนักพัฒนา มัลแวร์นี้เริ่มต้นด้วยการแทรกสคริปต์ setup_bun.js ลงในไฟล์ package.json โดยอ้างว่าเป็นการติดตั้ง Bun runtime แต่แท้จริงแล้วเป็นตัวโหลดที่เรียกใช้ไฟล์ bun_environment.js ซึ่งถูกเข้ารหัสและมีขนาดใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทั่วไป เมื่อทำงาน มัลแวร์จะ เก็บข้อมูล credential จากหลายแหล่ง เช่น GitHub, npm, AWS, GCP และ Azure รวมถึงใช้เครื่องมือ Trufflehog เพื่อค้นหาคีย์และรหัสผ่านที่ซ่อนอยู่ในระบบไฟล์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยัง repository ที่ผู้โจมตีควบคุม โดยใช้คำอธิบายพิเศษ “Sha1-Hulud: The Second Coming” เพื่อระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ติดเชื้อ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ dead man’s switch ที่ถูกฝังไว้ หากระบบที่ติดเชื้อสูญเสียการเข้าถึงทั้ง GitHub และ npm พร้อมกัน มัลแวร์จะทำลายข้อมูลทันที โดยใน Windows จะลบไฟล์และเขียนทับดิสก์ ส่วนใน Unix จะใช้คำสั่ง shred เพื่อลบไฟล์อย่างถาวร ทำให้การกู้คืนแทบเป็นไปไม่ได้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ลักษณะการโจมตี ➡️ ใช้มัลแวร์ Shai-Hulud v2 แพร่กระจายผ่าน npm ➡️ มีพฤติกรรม worm-like ติดเชื้อแพ็กเกจอื่นโดยอัตโนมัติ ✅ วิธีการทำงาน ➡️ แทรกสคริปต์ setup_bun.js ใน package.json ➡️ เรียกใช้ payload bun_environment.js ที่ถูกเข้ารหัส ✅ การเก็บข้อมูล ➡️ ดึง credential จาก GitHub, npm, AWS, GCP, Azure ➡️ ใช้ Trufflehog สแกนระบบไฟล์หาคีย์และรหัสผ่าน ‼️ ความเสี่ยงร้ายแรง ⛔ มี dead man’s switch ที่ทำลายข้อมูลหากถูกตัดการเชื่อมต่อ ⛔ อาจทำให้ผู้ใช้จำนวนมากสูญเสียข้อมูลพร้อมกัน ‼️ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ⛔ การแพร่กระจายอัตโนมัติทำให้หลายแพ็กเกจอาจถูกติดเชื้อ ⛔ สร้างเครือข่าย botnet-like ที่แชร์ token ระหว่างระบบที่ติดเชื้อ https://about.gitlab.com/blog/gitlab-discovers-widespread-npm-supply-chain-attack/
    ABOUT.GITLAB.COM
    GitLab discovers widespread npm supply chain attack
    Malware driving attack includes "dead man's switch" that can harm user data.
    0 Comments 0 Shares 42 Views 0 Reviews
  • “Qualcomm เปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5 พร้อมซัพพอร์ต Linux แบบวันเดียว”

    Qualcomm Technologies ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการ ปล่อยแพตช์ซัพพอร์ต Linux สำหรับ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ภายในวันเดียวหลังจากเปิดตัวชิปใหม่ ถือเป็นการยกระดับแนวคิด developer-first ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการ upstream ที่ยืดเยื้อ

    รายละเอียดฟีเจอร์ที่ถูก upstream
    รองรับ Qualcomm Oryon CPUs พร้อม DVFS และการจัดการพลังงาน
    ระบบ I/O ความเร็วสูง เช่น PCIe, USB 3.0, UFS 4.1
    โมดูลการเชื่อมต่อ WCN7851 สำหรับ Wi-Fi และ Bluetooth
    ซับซิสเต็ม Hexagon DSP สำหรับงาน audio และ compute
    หน่วยประมวลผลภาพและเสียง เช่น Iris VPU, Adreno GPU, WSA8845/WCD9395 codecs

    ความสำคัญต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส
    การ upstream แบบทันทีนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถทดลองใช้ Debian image ที่พร้อมบูตได้ทันที พร้อมเข้าถึงแพตช์บน Linux kernel mailing lists โดยไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ สิ่งนี้ช่วยลด “time-to-market” และสร้างความมั่นใจว่าฟีเจอร์ใหม่จะถูกทดสอบและปรับปรุงอย่างรวดเร็วโดยชุมชน

    ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
    Snapdragon 8 Elite Gen 5 ถูกออกแบบเพื่อรองรับงาน AI inference, multimedia และการประมวลผลกราฟิกขั้นสูง การที่ Qualcomm เปิดให้เข้าถึง upstream ได้ทันทีจึงเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่และการสร้างระบบที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

    สรุปสาระสำคัญ
    การปล่อยแพตช์ทันที
    Qualcomm upstream ซัพพอร์ต Linux ภายในวันเดียวหลังเปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5
    Debian image พร้อมใช้งานสำหรับนักพัฒนา

    ฟีเจอร์หลักที่รองรับ
    Oryon CPUs, PCIe, USB 3.0, UFS 4.1
    Iris VPU, Adreno GPU, Hexagon DSP, Audio codecs

    ผลต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส
    ลดเวลาในการเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่
    เปิดให้ทดสอบและปรับปรุงโดยนักพัฒนาทั่วโลก

    ข้อควรระวัง
    ฟีเจอร์บางส่วน เช่น Display และ GPU device tree ยังไม่ถูก upstream เต็มรูปแบบ
    ต้องติดตามการอัปเดตแพตช์เพิ่มเติมในอนาคต

    https://www.qualcomm.com/developer/blog/2025/10/same-day-snapdragon-8-elite-gen-5-upstream-linux-support
    📰 “Qualcomm เปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5 พร้อมซัพพอร์ต Linux แบบวันเดียว” Qualcomm Technologies ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการ ปล่อยแพตช์ซัพพอร์ต Linux สำหรับ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ภายในวันเดียวหลังจากเปิดตัวชิปใหม่ ถือเป็นการยกระดับแนวคิด developer-first ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการ upstream ที่ยืดเยื้อ 🔧 รายละเอียดฟีเจอร์ที่ถูก upstream 🎗️ รองรับ Qualcomm Oryon CPUs พร้อม DVFS และการจัดการพลังงาน 🎗️ ระบบ I/O ความเร็วสูง เช่น PCIe, USB 3.0, UFS 4.1 🎗️ โมดูลการเชื่อมต่อ WCN7851 สำหรับ Wi-Fi และ Bluetooth 🎗️ ซับซิสเต็ม Hexagon DSP สำหรับงาน audio และ compute 🎗️ หน่วยประมวลผลภาพและเสียง เช่น Iris VPU, Adreno GPU, WSA8845/WCD9395 codecs 🌐 ความสำคัญต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส การ upstream แบบทันทีนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถทดลองใช้ Debian image ที่พร้อมบูตได้ทันที พร้อมเข้าถึงแพตช์บน Linux kernel mailing lists โดยไม่ต้องลงทะเบียนใด ๆ สิ่งนี้ช่วยลด “time-to-market” และสร้างความมั่นใจว่าฟีเจอร์ใหม่จะถูกทดสอบและปรับปรุงอย่างรวดเร็วโดยชุมชน 🚀 ผลกระทบต่อระบบนิเวศ Snapdragon 8 Elite Gen 5 ถูกออกแบบเพื่อรองรับงาน AI inference, multimedia และการประมวลผลกราฟิกขั้นสูง การที่ Qualcomm เปิดให้เข้าถึง upstream ได้ทันทีจึงเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ ทั้งในด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่และการสร้างระบบที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การปล่อยแพตช์ทันที ➡️ Qualcomm upstream ซัพพอร์ต Linux ภายในวันเดียวหลังเปิดตัว Snapdragon 8 Elite Gen 5 ➡️ Debian image พร้อมใช้งานสำหรับนักพัฒนา ✅ ฟีเจอร์หลักที่รองรับ ➡️ Oryon CPUs, PCIe, USB 3.0, UFS 4.1 ➡️ Iris VPU, Adreno GPU, Hexagon DSP, Audio codecs ✅ ผลต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส ➡️ ลดเวลาในการเข้าถึงฟีเจอร์ใหม่ ➡️ เปิดให้ทดสอบและปรับปรุงโดยนักพัฒนาทั่วโลก ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ ฟีเจอร์บางส่วน เช่น Display และ GPU device tree ยังไม่ถูก upstream เต็มรูปแบบ ⛔ ต้องติดตามการอัปเดตแพตช์เพิ่มเติมในอนาคต https://www.qualcomm.com/developer/blog/2025/10/same-day-snapdragon-8-elite-gen-5-upstream-linux-support
    WWW.QUALCOMM.COM
    Same-day upstream Linux support for Snapdragon 8 Elite Gen 5 mobile platform
    Initial kernel and subsystem support for new Snapdragon 8 Elite Gen 5 posted for review. Learn what’s in the patches and how you can start working with them.
    0 Comments 0 Shares 38 Views 0 Reviews
  • “ฟินแลนด์เริ่มสร้างแบตเตอรี่ทราย 250MWh สำหรับความร้อนและบริการเสริม”.

    ฟินแลนด์กำลังจะเริ่มการก่อสร้างแบตเตอรี่ทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความจุถึง 250 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการใช้ ทรายธรรมดา เป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน ซึ่งสามารถเก็บความร้อนไว้ได้นานหลายเดือนและนำมาใช้ในฤดูหนาวที่ต้องการพลังงานสูง

    แบตเตอรี่ทรายทำงานโดยการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ มาสร้างความร้อนและเก็บไว้ในทรายที่มีฉนวนกันความร้อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องการพลังงาน ระบบสามารถปล่อยความร้อนออกมาเพื่อใช้ในการทำความร้อนในเมือง หรือแปลงกลับเป็นไฟฟ้าเพื่อเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า

    โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังมีต้นทุนต่ำกว่าการสร้างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากทรายไม่ติดไฟและไม่เสื่อมสภาพเร็วเหมือนสารเคมีในแบตเตอรี่ทั่วไป

    นอกจากนี้ การพัฒนาแบตเตอรี่ทรายยังสะท้อนถึงแนวโน้มใหม่ในยุโรปที่มุ่งหาวิธีการจัดเก็บพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

    สรุปสาระสำคัญ
    รายละเอียดโครงการ
    แบตเตอรี่ทรายขนาด 250MWh จะเริ่มก่อสร้างในฟินแลนด์
    ใช้ทรายเป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน

    การทำงานของแบตเตอรี่ทราย
    ใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความร้อน
    เก็บความร้อนไว้ในทรายและปล่อยออกมาเมื่อจำเป็น

    ข้อดีของเทคโนโลยีนี้
    ต้นทุนต่ำกว่าการใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
    ปลอดภัย ไม่ติดไฟ และเก็บพลังงานได้นานหลายเดือน

    ความท้าทายและข้อควรระวัง
    การแปลงความร้อนกลับเป็นไฟฟ้ายังมีประสิทธิภาพต่ำ
    ต้องใช้พื้นที่และโครงสร้างขนาดใหญ่ในการติดตั้ง

    ผลกระทบระยะยาว
    หากไม่พัฒนาเทคโนโลยีเสริม อาจจำกัดการใช้งานในบางสถานการณ์
    ต้องพิจารณาการบูรณาการเข้ากับระบบพลังงานเดิมอย่างรอบคอบ

    https://www.energy-storage.news/250mwh-sand-battery-to-start-construction-in-finland-for-both-heating-and-ancillary-services/
    🏗️ “ฟินแลนด์เริ่มสร้างแบตเตอรี่ทราย 250MWh สำหรับความร้อนและบริการเสริม”. ฟินแลนด์กำลังจะเริ่มการก่อสร้างแบตเตอรี่ทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความจุถึง 250 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือการใช้ ทรายธรรมดา เป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน ซึ่งสามารถเก็บความร้อนไว้ได้นานหลายเดือนและนำมาใช้ในฤดูหนาวที่ต้องการพลังงานสูง แบตเตอรี่ทรายทำงานโดยการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ มาสร้างความร้อนและเก็บไว้ในทรายที่มีฉนวนกันความร้อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องการพลังงาน ระบบสามารถปล่อยความร้อนออกมาเพื่อใช้ในการทำความร้อนในเมือง หรือแปลงกลับเป็นไฟฟ้าเพื่อเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังมีต้นทุนต่ำกว่าการสร้างแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากทรายไม่ติดไฟและไม่เสื่อมสภาพเร็วเหมือนสารเคมีในแบตเตอรี่ทั่วไป นอกจากนี้ การพัฒนาแบตเตอรี่ทรายยังสะท้อนถึงแนวโน้มใหม่ในยุโรปที่มุ่งหาวิธีการจัดเก็บพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ รายละเอียดโครงการ ➡️ แบตเตอรี่ทรายขนาด 250MWh จะเริ่มก่อสร้างในฟินแลนด์ ➡️ ใช้ทรายเป็นสื่อเก็บพลังงานความร้อน ✅ การทำงานของแบตเตอรี่ทราย ➡️ ใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความร้อน ➡️ เก็บความร้อนไว้ในทรายและปล่อยออกมาเมื่อจำเป็น ✅ ข้อดีของเทคโนโลยีนี้ ➡️ ต้นทุนต่ำกว่าการใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ➡️ ปลอดภัย ไม่ติดไฟ และเก็บพลังงานได้นานหลายเดือน ‼️ ความท้าทายและข้อควรระวัง ⛔ การแปลงความร้อนกลับเป็นไฟฟ้ายังมีประสิทธิภาพต่ำ ⛔ ต้องใช้พื้นที่และโครงสร้างขนาดใหญ่ในการติดตั้ง ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ หากไม่พัฒนาเทคโนโลยีเสริม อาจจำกัดการใช้งานในบางสถานการณ์ ⛔ ต้องพิจารณาการบูรณาการเข้ากับระบบพลังงานเดิมอย่างรอบคอบ https://www.energy-storage.news/250mwh-sand-battery-to-start-construction-in-finland-for-both-heating-and-ancillary-services/
    WWW.ENERGY-STORAGE.NEWS
    250MWh 'Sand Battery' to start construction in Finland, for both heating and ancillary services
    Polar Night Energy and Lahti Energia have partnered for a project using 'Sand Battery' technology for a district heating network in Finland.
    0 Comments 0 Shares 41 Views 0 Reviews
  • “เรียกร้องให้การทำงาน Open-Source ได้รับการยอมรับเป็นงานอาสาสมัครในเยอรมนี”

    การพัฒนาซอฟต์แวร์ Open-Source ถือเป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารรัฐ การศึกษา วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันงานที่ทำโดยอาสาสมัครนับพันคนยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานอาสาสมัครอย่างเป็นทางการ ทั้งในด้านภาษีและการสนับสนุนทางการเงิน

    ผู้ริเริ่มคำร้องชี้ว่า งาน Open-Source เป็นการสร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และนวัตกรรมของประเทศ เยอรมนีเองก็ระบุในข้อตกลงรัฐบาลว่าซอฟต์แวร์ Open-Source เป็นเสาหลักของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” แต่กลับไม่ให้สถานะทางกฎหมายที่เทียบเท่างานอาสาสมัครอื่น ๆ

    การยอมรับอย่างเป็นทางการจะช่วยให้ผู้พัฒนาได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การชดเชยค่าใช้จ่ายที่ปลอดภาษี การออกใบเสร็จบริจาค และการคุ้มครองด้านความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนและความชัดเจนให้กับการทำงานอาสาสมัครดิจิทัล

    นอกจากนี้ เยอรมนียังถูกมองว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการสนับสนุนงาน Open-Source ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนเชิงสถาบัน หากไม่เร่งแก้ไข อาจทำให้ประเทศเสียเปรียบในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก

    สรุปสาระสำคัญ
    ความสำคัญของ Open-Source ต่อสาธารณะ
    เป็นรากฐานของระบบดิจิทัล เช่น โปรโตคอลอินเทอร์เน็ต ระบบความปลอดภัย และ AI frameworks
    สร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

    ลักษณะงานอาสาสมัคร
    ส่วนใหญ่ทำโดยไม่รับค่าตอบแทนในเวลาว่าง
    มีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ

    ผลประโยชน์จากการยอมรับทางกฎหมาย
    ได้สิทธิชดเชยค่าใช้จ่ายปลอดภาษี
    สามารถออกใบเสร็จบริจาคและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย

    ความเสี่ยงหากไม่ยอมรับ
    อาสาสมัครต้องแบกรับภาระโดยไม่มีการสนับสนุน
    เยอรมนีอาจล้าหลังในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก

    ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ
    ความไม่สมดุลระหว่างผู้ใช้ที่ได้ประโยชน์กับผู้พัฒนาที่ไม่ได้รับการสนับสนุน
    เสี่ยงต่อการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและลดความมั่นคงทางดิจิทัล

    https://www.openpetition.de/petition/online/recognition-of-work-on-open-source-as-volunteering-in-germany
    💻 “เรียกร้องให้การทำงาน Open-Source ได้รับการยอมรับเป็นงานอาสาสมัครในเยอรมนี” การพัฒนาซอฟต์แวร์ Open-Source ถือเป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารรัฐ การศึกษา วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันงานที่ทำโดยอาสาสมัครนับพันคนยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานอาสาสมัครอย่างเป็นทางการ ทั้งในด้านภาษีและการสนับสนุนทางการเงิน ผู้ริเริ่มคำร้องชี้ว่า งาน Open-Source เป็นการสร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และนวัตกรรมของประเทศ เยอรมนีเองก็ระบุในข้อตกลงรัฐบาลว่าซอฟต์แวร์ Open-Source เป็นเสาหลักของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” แต่กลับไม่ให้สถานะทางกฎหมายที่เทียบเท่างานอาสาสมัครอื่น ๆ การยอมรับอย่างเป็นทางการจะช่วยให้ผู้พัฒนาได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การชดเชยค่าใช้จ่ายที่ปลอดภาษี การออกใบเสร็จบริจาค และการคุ้มครองด้านความรับผิดทางกฎหมาย ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนและความชัดเจนให้กับการทำงานอาสาสมัครดิจิทัล นอกจากนี้ เยอรมนียังถูกมองว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการสนับสนุนงาน Open-Source ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนเชิงสถาบัน หากไม่เร่งแก้ไข อาจทำให้ประเทศเสียเปรียบในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ความสำคัญของ Open-Source ต่อสาธารณะ ➡️ เป็นรากฐานของระบบดิจิทัล เช่น โปรโตคอลอินเทอร์เน็ต ระบบความปลอดภัย และ AI frameworks ➡️ สร้างซอฟต์แวร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ✅ ลักษณะงานอาสาสมัคร ➡️ ส่วนใหญ่ทำโดยไม่รับค่าตอบแทนในเวลาว่าง ➡️ มีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ ✅ ผลประโยชน์จากการยอมรับทางกฎหมาย ➡️ ได้สิทธิชดเชยค่าใช้จ่ายปลอดภาษี ➡️ สามารถออกใบเสร็จบริจาคและได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ยอมรับ ⛔ อาสาสมัครต้องแบกรับภาระโดยไม่มีการสนับสนุน ⛔ เยอรมนีอาจล้าหลังในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก ‼️ ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ ⛔ ความไม่สมดุลระหว่างผู้ใช้ที่ได้ประโยชน์กับผู้พัฒนาที่ไม่ได้รับการสนับสนุน ⛔ เสี่ยงต่อการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและลดความมั่นคงทางดิจิทัล https://www.openpetition.de/petition/online/recognition-of-work-on-open-source-as-volunteering-in-germany
    WWW.OPENPETITION.DE
    Recognition of Work on Open-Source as Volunteering in Germany - Online-Petition
    Open-Source-Software builds the foundations of digital infrastructure in big parts - in administration, economy, science and daily life. Even the current coalition agreement of the Federal Government mentions Open-Source-Software as a fundamental building block for the achievement of digital sovereignty. However, the work done by thousands of volunteers for this goal is not recognised as volunteering, neither fiscally nor in terms of funding. This imbalance between societal importance and legal
    0 Comments 0 Shares 36 Views 0 Reviews
  • “Meta ซ่อนหนี้ 27 พันล้านผ่านดีลศูนย์ข้อมูล Hyperion”

    Meta Platforms กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ชื่อ Hyperion ที่ Richland Parish, Louisiana ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ แต่แทนที่จะบันทึกหนี้และสินทรัพย์นี้ในงบการเงินของตนเอง Meta เลือกใช้โครงสร้างร่วมทุนกับ Blue Owl Capital โดยให้บริษัทในเครือ Beignet Investor LLC ถือหุ้น 80% และ Meta ถือเพียง 20%

    แม้ Meta จะถือหุ้นส่วนน้อย แต่บริษัทกลับเป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูลทั้งหมด พร้อมรับประกันค่าเช่าและมูลค่าทรัพย์สินในอนาคตผ่านสัญญา Residual Value Guarantee (RVG) ซึ่งทำให้โครงการนี้ยังคงผูกพันกับความเสี่ยงของ Meta อย่างเข้มข้น แม้จะไม่ปรากฏในงบการเงินโดยตรง

    การจัดโครงสร้างเช่นนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิตและภาพลักษณ์ทางการเงินให้ดู “แข็งแรง” แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการใช้ช่องว่างทางบัญชีเพื่อซ่อนหนี้จริง ๆ ที่บริษัทต้องรับผิดชอบอยู่ดี หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลงหรือเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ Meta อาจต้องแบกรับภาระมหาศาลที่ไม่เคยถูกเปิดเผยในงบการเงิน

    นอกจากนี้ โครงการ Hyperion ยังสะท้อนการแข่งขันด้าน AI ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google และ OpenAI ที่ต่างลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลทั่วโลก การที่ Meta ใช้โครงสร้างทางการเงินเช่นนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็นทั้ง “กลยุทธ์เชิงรุก” และ “ความเสี่ยงเชิงซ่อนเร้น” ในเวลาเดียวกัน

    สรุปสาระสำคัญ
    โครงสร้างการลงทุน Hyperion
    Meta ถือหุ้น 20% แต่ Blue Owl Capital ถือ 80% ผ่าน Beignet Investor LLC
    มูลค่าโครงการรวมกว่า 27 พันล้านดอลลาร์

    บทบาทของ Meta
    Meta เป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูล
    มีสัญญา Residual Value Guarantee เพื่อค้ำประกันมูลค่าทรัพย์สิน

    ผลต่ออันดับเครดิต
    การซ่อนหนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิต A+
    ภาพลักษณ์ทางการเงินดูแข็งแรงแม้มีภาระจริง

    ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
    หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลง Meta ต้องรับภาระค่าเช่าและหนี้
    ช่องว่างทางบัญชีอาจถูกตรวจสอบหากกฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลง

    ผลกระทบระยะยาว
    หากตลาดศูนย์ข้อมูลอิ่มตัว มูลค่าทรัพย์สินอาจต่ำกว่าที่รับประกัน
    อาจกระทบต่อเสถียรภาพการเงินของ Meta ในอนาคต

    https://stohl.substack.com/p/exclusive-credit-report-shows-meta
    🏢 “Meta ซ่อนหนี้ 27 พันล้านผ่านดีลศูนย์ข้อมูล Hyperion” Meta Platforms กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ชื่อ Hyperion ที่ Richland Parish, Louisiana ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ แต่แทนที่จะบันทึกหนี้และสินทรัพย์นี้ในงบการเงินของตนเอง Meta เลือกใช้โครงสร้างร่วมทุนกับ Blue Owl Capital โดยให้บริษัทในเครือ Beignet Investor LLC ถือหุ้น 80% และ Meta ถือเพียง 20% แม้ Meta จะถือหุ้นส่วนน้อย แต่บริษัทกลับเป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูลทั้งหมด พร้อมรับประกันค่าเช่าและมูลค่าทรัพย์สินในอนาคตผ่านสัญญา Residual Value Guarantee (RVG) ซึ่งทำให้โครงการนี้ยังคงผูกพันกับความเสี่ยงของ Meta อย่างเข้มข้น แม้จะไม่ปรากฏในงบการเงินโดยตรง การจัดโครงสร้างเช่นนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิตและภาพลักษณ์ทางการเงินให้ดู “แข็งแรง” แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการใช้ช่องว่างทางบัญชีเพื่อซ่อนหนี้จริง ๆ ที่บริษัทต้องรับผิดชอบอยู่ดี หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลงหรือเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ Meta อาจต้องแบกรับภาระมหาศาลที่ไม่เคยถูกเปิดเผยในงบการเงิน นอกจากนี้ โครงการ Hyperion ยังสะท้อนการแข่งขันด้าน AI ระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google และ OpenAI ที่ต่างลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลทั่วโลก การที่ Meta ใช้โครงสร้างทางการเงินเช่นนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็นทั้ง “กลยุทธ์เชิงรุก” และ “ความเสี่ยงเชิงซ่อนเร้น” ในเวลาเดียวกัน 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ โครงสร้างการลงทุน Hyperion ➡️ Meta ถือหุ้น 20% แต่ Blue Owl Capital ถือ 80% ผ่าน Beignet Investor LLC ➡️ มูลค่าโครงการรวมกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ ✅ บทบาทของ Meta ➡️ Meta เป็นผู้จัดการก่อสร้างและผู้เช่าหลักของศูนย์ข้อมูล ➡️ มีสัญญา Residual Value Guarantee เพื่อค้ำประกันมูลค่าทรัพย์สิน ✅ ผลต่ออันดับเครดิต ➡️ การซ่อนหนี้ช่วยให้ Meta รักษาอันดับเครดิต A+ ➡️ ภาพลักษณ์ทางการเงินดูแข็งแรงแม้มีภาระจริง ‼️ ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ⛔ หากความต้องการศูนย์ข้อมูลลดลง Meta ต้องรับภาระค่าเช่าและหนี้ ⛔ ช่องว่างทางบัญชีอาจถูกตรวจสอบหากกฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลง ‼️ ผลกระทบระยะยาว ⛔ หากตลาดศูนย์ข้อมูลอิ่มตัว มูลค่าทรัพย์สินอาจต่ำกว่าที่รับประกัน ⛔ อาจกระทบต่อเสถียรภาพการเงินของ Meta ในอนาคต https://stohl.substack.com/p/exclusive-credit-report-shows-meta
    STOHL.SUBSTACK.COM
    EXCLUSIVE: Credit Report Shows Meta Keeping $27 Billion Off Its Books Through Advanced Geometry
    FSG LLC’s preliminary rating explains how a data center and selective eyesight create a perfectly legal accounting miracle.
    0 Comments 0 Shares 19 Views 0 Reviews
  • AV Linux 25: ดิสโทรสายมัลติมีเดียรุ่นใหม่
    AV Linux 25 ถือเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ โดยใช้ฐานจาก MX Linux 25 “Infinity” และ Debian 13 “Trixie” จุดเด่นคือการนำเดสก์ท็อป Enlightenment 0.27.1 มาใช้ พร้อมตัวช่วยตั้งค่าแรกเริ่ม (first-run wizard) เพื่อให้ผู้ใช้ใหม่สามารถปรับแต่งระบบได้ง่ายขึ้น.

    ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ
    เมนูคลิกขวาแบบ Openbox
    ธีมใหม่ “Ease” ทั้งโหมด Light และ Dark
    การเชื่อมโยง GTK4 theme กับ libadwaita
    คลังธีมเสริมสำหรับ Enlightenment และ GTK
    เครื่องมือเฉพาะของ AV Linux เช่น Wine4VST สำหรับปลั๊กอินเสียง Windows, Quickemu สำหรับ VM, และ PACPL/FFmpeg สำหรับแปลงไฟล์เสียงและวิดีโอ.

    เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด
    AV Linux 25 มาพร้อมโปรแกรมยอดนิยมสำหรับงานสร้างสรรค์ เช่น Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape และรองรับ AppImage เพื่อให้ติดตั้งแอปที่ไม่มีใน repo ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุง PipeWire ให้ทำงานได้เสถียรและมี latency ต่ำ เหมาะสำหรับงานเสียงแบบมืออาชีพ.

    ประสิทธิภาพและรุ่นใหม่ MX Moksha
    ภายในใช้ Liquorix 6.12 LTS kernel ที่ปรับแต่งสำหรับงาน real-time audio พร้อมการจัดการ IRQ แบบ threaded เพื่อให้ตอบสนองเร็วขึ้น อีกทั้งยังมีรุ่นใหม่ MX Moksha 25 ที่ใช้เดสก์ท็อป Moksha (พัฒนาจาก Enlightenment โดย Bodhi Linux) สำหรับผู้ที่ต้องการระบบเบาและปรับแต่งเองได้.

    สรุปสาระสำคัญ
    ฐานจาก MX Linux 25 และ Debian 13
    ใช้ Enlightenment 0.27.1 พร้อม wizard ตั้งค่าแรกเริ่ม

    ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้มัลติมีเดีย
    เมนูคลิกขวา, ธีม Ease, GTK4-libadwaita integration

    เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด
    Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape, PipeWire ที่เสถียรขึ้น

    รองรับปลั๊กอิน Windows และ VM
    Wine4VST, Quickemu, PACPL, FFmpeg

    ต้องการฮาร์ดแวร์ที่รองรับ real-time kernel
    หากเครื่องไม่รองรับ อาจไม่เสถียรสำหรับงานเสียง

    MX Moksha รุ่นใหม่เน้นความเบา
    ผู้ใช้ต้องปรับแต่งเองมากขึ้น

    https://9to5linux.com/av-linux-25-multimedia-production-distro-brings-enlightenment-to-mx-linux-25
    🎶 AV Linux 25: ดิสโทรสายมัลติมีเดียรุ่นใหม่ AV Linux 25 ถือเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ โดยใช้ฐานจาก MX Linux 25 “Infinity” และ Debian 13 “Trixie” จุดเด่นคือการนำเดสก์ท็อป Enlightenment 0.27.1 มาใช้ พร้อมตัวช่วยตั้งค่าแรกเริ่ม (first-run wizard) เพื่อให้ผู้ใช้ใหม่สามารถปรับแต่งระบบได้ง่ายขึ้น. 🖥️ ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ 💠 เมนูคลิกขวาแบบ Openbox 💠 ธีมใหม่ “Ease” ทั้งโหมด Light และ Dark 💠 การเชื่อมโยง GTK4 theme กับ libadwaita 💠 คลังธีมเสริมสำหรับ Enlightenment และ GTK 💠 เครื่องมือเฉพาะของ AV Linux เช่น Wine4VST สำหรับปลั๊กอินเสียง Windows, Quickemu สำหรับ VM, และ PACPL/FFmpeg สำหรับแปลงไฟล์เสียงและวิดีโอ. 🎨 เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด AV Linux 25 มาพร้อมโปรแกรมยอดนิยมสำหรับงานสร้างสรรค์ เช่น Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape และรองรับ AppImage เพื่อให้ติดตั้งแอปที่ไม่มีใน repo ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุง PipeWire ให้ทำงานได้เสถียรและมี latency ต่ำ เหมาะสำหรับงานเสียงแบบมืออาชีพ. ⚙️ ประสิทธิภาพและรุ่นใหม่ MX Moksha ภายในใช้ Liquorix 6.12 LTS kernel ที่ปรับแต่งสำหรับงาน real-time audio พร้อมการจัดการ IRQ แบบ threaded เพื่อให้ตอบสนองเร็วขึ้น อีกทั้งยังมีรุ่นใหม่ MX Moksha 25 ที่ใช้เดสก์ท็อป Moksha (พัฒนาจาก Enlightenment โดย Bodhi Linux) สำหรับผู้ที่ต้องการระบบเบาและปรับแต่งเองได้. 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ฐานจาก MX Linux 25 และ Debian 13 ➡️ ใช้ Enlightenment 0.27.1 พร้อม wizard ตั้งค่าแรกเริ่ม ✅ ฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้มัลติมีเดีย ➡️ เมนูคลิกขวา, ธีม Ease, GTK4-libadwaita integration ✅ เครื่องมือมัลติมีเดียครบชุด ➡️ Ardour, Kdenlive, Cinelerra-GG, GIMP, Inkscape, PipeWire ที่เสถียรขึ้น ✅ รองรับปลั๊กอิน Windows และ VM ➡️ Wine4VST, Quickemu, PACPL, FFmpeg ‼️ ต้องการฮาร์ดแวร์ที่รองรับ real-time kernel ⛔ หากเครื่องไม่รองรับ อาจไม่เสถียรสำหรับงานเสียง ‼️ MX Moksha รุ่นใหม่เน้นความเบา ⛔ ผู้ใช้ต้องปรับแต่งเองมากขึ้น https://9to5linux.com/av-linux-25-multimedia-production-distro-brings-enlightenment-to-mx-linux-25
    9TO5LINUX.COM
    AV Linux 25 Multimedia Production Distro Brings Enlightenment to MX Linux 25 - 9to5Linux
    AV Linux 25 distribution designed for music and video production is now available for download based on MX Linux 25.
    0 Comments 0 Shares 26 Views 0 Reviews
  • Pebble กลับมาในรูปแบบโอเพ่นซอร์สเต็มตัว
    Pebble ซึ่งเคยเป็นสมาร์ตวอทช์ที่สร้างกระแสบน Kickstarter ในปี 2012 และถูก Fitbit ซื้อแล้วปิดตัวในปี 2016 ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2025 โดย Eric Migicovsky ผู้สร้างดั้งเดิม เขาเปิดตัวบริษัท Core Devices LLC และแบรนด์ rePebble หลังจาก Google ตัดสินใจเปิดซอร์ส PebbleOS เมื่อต้นปี 2025

    ซอฟต์แวร์และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา
    PebbleOS และ companion apps (Android/iOS) ถูกปล่อยเป็นโอเพ่นซอร์สบน GitHub
    เครื่องมือพัฒนาใหม่เป็น browser-based workflow แทน VirtualBox เดิม ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปบน Pebble ได้ง่ายขึ้น
    ใช้ libpebble3 (Kotlin multiplatform library) สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Pebble

    ฮาร์ดแวร์และการซ่อมแซม
    ไฟล์ schematics และ KiCad project files ของ Pebble 2 Duo ถูกปล่อยให้สาธารณะ สามารถสร้างอุปกรณ์ที่เข้ากันได้เอง
    รุ่นใหม่ Pebble Time 2 คาดว่าจะออกช่วงมีนาคม–เมษายน 2026 โดยออกแบบให้ ผู้ใช้เปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้ ด้วยฝาหลังแบบขันสกรู

    ระบบนิเวศและชุมชน
    แอปสโตร์ใหม่รองรับ multiple feeds คล้าย Linux package managers (APT/AUR)
    Core Devices มี feed ของตัวเองที่สำรองไปยัง Internet Archive เพื่อเก็บ watchfaces และแอปเก่า ๆ
    นักพัฒนายังสามารถสร้างรายได้ผ่าน KiezelPay แม้ระบบจะเป็นโอเพ่นซอร์ส

    เหตุผลที่เปิดซอร์สทุกอย่าง
    Migicovsky อธิบายว่าเมื่อ Pebble ถูกปิดในปี 2016 ชุมชนไม่สามารถพัฒนาอะไรต่อได้เพราะ companion apps ไม่เปิดซอร์ส คราวนี้เขาจึงเลือกเปิดทุกอย่างเพื่อให้ ไม่มี single point of failure หากบริษัทหายไป ชุมชนยังคงสามารถใช้งานและพัฒนา Pebble ต่อได้

    สรุปสาระสำคัญ
    PebbleOS และ companion apps เปิดซอร์ส 100%
    พร้อมเครื่องมือพัฒนาใหม่แบบ browser-based

    ฮาร์ดแวร์ Pebble 2 Duo และ Pebble Time 2
    มีไฟล์ schematics สาธารณะ และออกแบบให้ซ่อมแบตเตอรี่เองได้

    ระบบนิเวศใหม่รองรับหลาย app store feeds
    สำรองข้อมูลไปยัง Internet Archive และรองรับการสร้างรายได้

    ยังมีบางส่วนที่ไม่ฟรี
    เช่น heart rate sensor library, crash reporting, speech recognition

    หากไม่อัปเดตหรือใช้เวอร์ชันโอเพ่นซอร์ส
    อาจเสี่ยงต่อการพึ่งพา proprietary components ที่หยุดพัฒนาในอนาคต

    https://itsfoss.com/news/pebble-returns-as-open-source/
    ⌚ Pebble กลับมาในรูปแบบโอเพ่นซอร์สเต็มตัว Pebble ซึ่งเคยเป็นสมาร์ตวอทช์ที่สร้างกระแสบน Kickstarter ในปี 2012 และถูก Fitbit ซื้อแล้วปิดตัวในปี 2016 ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2025 โดย Eric Migicovsky ผู้สร้างดั้งเดิม เขาเปิดตัวบริษัท Core Devices LLC และแบรนด์ rePebble หลังจาก Google ตัดสินใจเปิดซอร์ส PebbleOS เมื่อต้นปี 2025 🛠️ ซอฟต์แวร์และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา 🎗️ PebbleOS และ companion apps (Android/iOS) ถูกปล่อยเป็นโอเพ่นซอร์สบน GitHub 🎗️ เครื่องมือพัฒนาใหม่เป็น browser-based workflow แทน VirtualBox เดิม ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปบน Pebble ได้ง่ายขึ้น 🎗️ ใช้ libpebble3 (Kotlin multiplatform library) สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Pebble 📐 ฮาร์ดแวร์และการซ่อมแซม 💠 ไฟล์ schematics และ KiCad project files ของ Pebble 2 Duo ถูกปล่อยให้สาธารณะ สามารถสร้างอุปกรณ์ที่เข้ากันได้เอง 💠 รุ่นใหม่ Pebble Time 2 คาดว่าจะออกช่วงมีนาคม–เมษายน 2026 โดยออกแบบให้ ผู้ใช้เปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้ ด้วยฝาหลังแบบขันสกรู 🌐 ระบบนิเวศและชุมชน 💠 แอปสโตร์ใหม่รองรับ multiple feeds คล้าย Linux package managers (APT/AUR) 💠 Core Devices มี feed ของตัวเองที่สำรองไปยัง Internet Archive เพื่อเก็บ watchfaces และแอปเก่า ๆ 💠 นักพัฒนายังสามารถสร้างรายได้ผ่าน KiezelPay แม้ระบบจะเป็นโอเพ่นซอร์ส 🔍 เหตุผลที่เปิดซอร์สทุกอย่าง Migicovsky อธิบายว่าเมื่อ Pebble ถูกปิดในปี 2016 ชุมชนไม่สามารถพัฒนาอะไรต่อได้เพราะ companion apps ไม่เปิดซอร์ส คราวนี้เขาจึงเลือกเปิดทุกอย่างเพื่อให้ ไม่มี single point of failure หากบริษัทหายไป ชุมชนยังคงสามารถใช้งานและพัฒนา Pebble ต่อได้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ PebbleOS และ companion apps เปิดซอร์ส 100% ➡️ พร้อมเครื่องมือพัฒนาใหม่แบบ browser-based ✅ ฮาร์ดแวร์ Pebble 2 Duo และ Pebble Time 2 ➡️ มีไฟล์ schematics สาธารณะ และออกแบบให้ซ่อมแบตเตอรี่เองได้ ✅ ระบบนิเวศใหม่รองรับหลาย app store feeds ➡️ สำรองข้อมูลไปยัง Internet Archive และรองรับการสร้างรายได้ ‼️ ยังมีบางส่วนที่ไม่ฟรี ⛔ เช่น heart rate sensor library, crash reporting, speech recognition ‼️ หากไม่อัปเดตหรือใช้เวอร์ชันโอเพ่นซอร์ส ⛔ อาจเสี่ยงต่อการพึ่งพา proprietary components ที่หยุดพัฒนาในอนาคต https://itsfoss.com/news/pebble-returns-as-open-source/
    ITSFOSS.COM
    After Fitbit Killed it in 2016, Pebble Returns with 100% Open Source Software and Hardware
    Creator Eric Migicovsky releases hardware schematics and mobile apps.
    0 Comments 0 Shares 24 Views 0 Reviews
  • Self-Hosting กำลังมาแรง – ผู้ใช้ Linux นำกระแส
    บทความจาก ItsFOSS ชี้ว่า Self-Hosting ไม่ใช่การต่อต้าน Cloud แต่คือการเลือกควบคุมสิ่งที่สำคัญด้วยตัวเอง ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มหันมาโฮสต์บริการต่าง ๆ เช่น อีเมล, ไฟล์, สื่อ, และระบบอัตโนมัติบนเครื่องของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่มักเปลี่ยนนโยบายหรือเก็บข้อมูลผู้ใช้โดยไม่โปร่งใส

    ปัจจัยที่ทำให้ Self-Hosting ง่ายขึ้น
    มี Dockerized services และ one-click bundles ที่ช่วยให้ติดตั้งง่าย
    ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ได้หลากหลาย เช่น mini-PC, NAS, Raspberry Pi
    ชุมชนโอเพ่นซอร์สสร้างเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน เช่น Nextcloud, Jellyfin, Home Assistant

    ข้อมูลจากการสำรวจ
    ผลสำรวจชุมชน selfh.st ปี 2025 (กว่า 4,000 คน) พบว่า กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker เป็น runtime หลักเกือบ 90% แสดงให้เห็นว่า Linux เป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการทำ Self-Hosting

    ประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ
    ความเป็นอิสระจาก Big Tech ลดความเสี่ยงจากการถูกล็อกบัญชีหรือเปลี่ยนนโยบาย
    ต้นทุนระยะยาวถูกกว่า Cloud สำหรับงานที่ต่อเนื่อง เช่น backup, media server, automation
    ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้ควบคุมระบบเอง ไม่ขึ้นกับบริษัทที่อาจยกเลิกบริการ
    การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เช่น containerization, networking, monitoring

    ข้อจำกัดและความท้าทาย
    Self-Hosting ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ผู้ใช้ยังต้องรับผิดชอบเรื่อง patching, backups, security hygiene และต้องจัดการกับข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต เช่น dynamic IP, throttling, power outage รวมถึงบางบริการที่เหมาะสมกว่าหากใช้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น global-scale delivery หรือ email compliance

    สรุปสาระสำคัญ
    Self-Hosting กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
    ผู้ใช้ Linux เป็นกลุ่มนำกระแส

    เครื่องมือและฮาร์ดแวร์ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น
    Docker, one-click bundles, Raspberry Pi

    ผลสำรวจชุมชนชี้ว่า Linux ครองตลาด Self-Hosting
    กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker ใกล้ 90%

    ประโยชน์หลักคือความเป็นอิสระและต้นทุนที่คุ้มค่า
    ลดการพึ่งพา Big Tech และควบคุมระบบเอง

    Self-Hosting ต้องการการดูแลระบบเอง
    ต้องจัดการ patch, backup, และความปลอดภัย

    ข้อจำกัดจากอินเทอร์เน็ตและบริการบางประเภท
    Dynamic IP, throttling, และ compliance email อาจต้องใช้ผู้ให้บริการภายนอก

    https://itsfoss.com/self-hosting-rising/
    🌐 Self-Hosting กำลังมาแรง – ผู้ใช้ Linux นำกระแส บทความจาก ItsFOSS ชี้ว่า Self-Hosting ไม่ใช่การต่อต้าน Cloud แต่คือการเลือกควบคุมสิ่งที่สำคัญด้วยตัวเอง ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มหันมาโฮสต์บริการต่าง ๆ เช่น อีเมล, ไฟล์, สื่อ, และระบบอัตโนมัติบนเครื่องของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่มักเปลี่ยนนโยบายหรือเก็บข้อมูลผู้ใช้โดยไม่โปร่งใส ⚙️ ปัจจัยที่ทำให้ Self-Hosting ง่ายขึ้น 💠 มี Dockerized services และ one-click bundles ที่ช่วยให้ติดตั้งง่าย 💠 ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ได้หลากหลาย เช่น mini-PC, NAS, Raspberry Pi 💠 ชุมชนโอเพ่นซอร์สสร้างเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน เช่น Nextcloud, Jellyfin, Home Assistant 📊 ข้อมูลจากการสำรวจ ผลสำรวจชุมชน selfh.st ปี 2025 (กว่า 4,000 คน) พบว่า กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker เป็น runtime หลักเกือบ 90% แสดงให้เห็นว่า Linux เป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการทำ Self-Hosting 🔍 ประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ 💠 ความเป็นอิสระจาก Big Tech ลดความเสี่ยงจากการถูกล็อกบัญชีหรือเปลี่ยนนโยบาย 💠 ต้นทุนระยะยาวถูกกว่า Cloud สำหรับงานที่ต่อเนื่อง เช่น backup, media server, automation 💠 ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้ควบคุมระบบเอง ไม่ขึ้นกับบริษัทที่อาจยกเลิกบริการ 💠 การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เช่น containerization, networking, monitoring ⚠️ ข้อจำกัดและความท้าทาย Self-Hosting ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ผู้ใช้ยังต้องรับผิดชอบเรื่อง patching, backups, security hygiene และต้องจัดการกับข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต เช่น dynamic IP, throttling, power outage รวมถึงบางบริการที่เหมาะสมกว่าหากใช้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น global-scale delivery หรือ email compliance 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ Self-Hosting กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ➡️ ผู้ใช้ Linux เป็นกลุ่มนำกระแส ✅ เครื่องมือและฮาร์ดแวร์ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น ➡️ Docker, one-click bundles, Raspberry Pi ✅ ผลสำรวจชุมชนชี้ว่า Linux ครองตลาด Self-Hosting ➡️ กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker ใกล้ 90% ✅ ประโยชน์หลักคือความเป็นอิสระและต้นทุนที่คุ้มค่า ➡️ ลดการพึ่งพา Big Tech และควบคุมระบบเอง ‼️ Self-Hosting ต้องการการดูแลระบบเอง ⛔ ต้องจัดการ patch, backup, และความปลอดภัย ‼️ ข้อจำกัดจากอินเทอร์เน็ตและบริการบางประเภท ⛔ Dynamic IP, throttling, และ compliance email อาจต้องใช้ผู้ให้บริการภายนอก https://itsfoss.com/self-hosting-rising/
    ITSFOSS.COM
    Self-Hosting is Rising and Linux Users are Leading This Revolution
    Self‑hosting isn’t anti‑cloud; it’s pro‑agency. It’s choosing the right locus of control for the things you care about.
    0 Comments 0 Shares 18 Views 0 Reviews
  • 13 ซอฟต์แวร์ยอดนิยมที่ “เหมือนโอเพ่นซอร์ส” แต่ไม่ใช่

    แม้ผู้ใช้ Linux ส่วนใหญ่จะนิยมซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่ในชีวิตประจำวันกลับมีหลายโปรแกรมที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็น ซอฟต์แวร์ปิด เพียงแต่มีลักษณะการทำงานและชุมชนที่ทำให้ “ดูเหมือน” โอเพ่นซอร์ส ตัวอย่างเช่น Visual Studio Code, Docker Desktop, Discord, Steam และอีกหลายตัวที่ผู้ใช้มักเข้าใจผิด

    รายชื่อทั้ง 13 ตัว
    Obsidian – แอปจดบันทึก Markdown
    Termius – SSH client แบบ cross-platform
    MobaXterm – เครื่องมือ remote access บน Windows
    Warp – Terminal ที่มี AI ช่วยเหลือ
    Docker Desktop – เครื่องมือ GUI สำหรับจัดการ container
    Visual Studio Code (VS Code) – ตัว build ของ Microsoft มีส่วน proprietary
    Discord – แพลตฟอร์มสื่อสารสำหรับนักพัฒนาและชุมชน
    Vivaldi – เว็บเบราว์เซอร์ที่สร้างบน Chromium แต่ UI เป็น proprietary
    VMWare Workstation – เครื่องมือ virtualization ระดับ enterprise
    Ukuu (Ubuntu Kernel Upgrade Utility) – เครื่องมือจัดการ kernel บน Ubuntu
    Plex – Media server ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
    Tailscale – ระบบ remote access ที่ใช้ WireGuard แต่ backend เป็น proprietary
    Snap Store – ศูนย์รวมซอฟต์แวร์ของ Ubuntu ที่ backend ปิดซอร์ส

    ทำไมซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงถูกเข้าใจผิดบ่อย
    Obsidian: แอปจดบันทึกที่รองรับ Markdown และปลั๊กอิน แต่ตัวหลักเป็น proprietary ทางเลือกคือ Logseq, Joplin
    Termius: SSH client ที่ใช้ง่ายและทันสมัย แต่ปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Tabby
    Warp: Terminal ที่มี AI ช่วย แต่ไม่เปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Wave
    Docker Desktop: แม้ Docker เป็นโอเพ่นซอร์ส แต่ Desktop ไม่ใช่ ทางเลือกคือ Rancher Desktop
    VS Code: ตัว OSS เปิดซอร์ส แต่เวอร์ชัน Microsoft มีส่วน proprietary ทางเลือกคือ VSCodium

    ซอฟต์แวร์ที่มีผลกระทบต่อชุมชน
    โปรแกรมอย่าง Discord และ Steam แม้จะเป็น proprietary แต่กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนผู้พัฒนาและนักเล่นเกมบน Linux ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากยังคงต้องพึ่งพา แม้จะมีทางเลือกโอเพ่นซอร์ส เช่น Element (Matrix) หรือ Lutris/Heroic Games Launcher

    บทสรุปจากบทความ
    ผู้เขียนชี้ว่า การใช้โอเพ่นซอร์สคือเรื่องของ “เสรีภาพ” ไม่ใช่ความบริสุทธิ์แบบสุดโต่ง หลายครั้งผู้ใช้ยังต้องพึ่ง proprietary เพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพ แต่สิ่งสำคัญคือ การตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดและการสนับสนุนทางเลือกโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย

    สรุปสาระสำคัญ
    มีซอฟต์แวร์ 13 ตัวที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโอเพ่นซอร์ส
    เช่น Obsidian, Termius, Warp, Docker Desktop, VS Code, Discord, Steam

    แต่ละตัวมีทางเลือกโอเพ่นซอร์สแทนได้
    เช่น Logseq, Tabby, Rancher Desktop, VSCodium, Element, Lutris

    ซอฟต์แวร์ proprietary ยังถูกใช้งานเพราะความสะดวกและชุมชน
    Discord และ Steam เป็นตัวอย่างที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ Linux

    การพึ่งพา proprietary อาจสร้างข้อจำกัดด้านเสรีภาพซอฟต์แวร์
    ผู้ใช้ควรตระหนักและสนับสนุนโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย

    https://itsfoss.com/popular-software-open-source-feel/
    🖥️ 13 ซอฟต์แวร์ยอดนิยมที่ “เหมือนโอเพ่นซอร์ส” แต่ไม่ใช่ แม้ผู้ใช้ Linux ส่วนใหญ่จะนิยมซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่ในชีวิตประจำวันกลับมีหลายโปรแกรมที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็น ซอฟต์แวร์ปิด เพียงแต่มีลักษณะการทำงานและชุมชนที่ทำให้ “ดูเหมือน” โอเพ่นซอร์ส ตัวอย่างเช่น Visual Studio Code, Docker Desktop, Discord, Steam และอีกหลายตัวที่ผู้ใช้มักเข้าใจผิด 📋 รายชื่อทั้ง 13 ตัว 🎗️ Obsidian – แอปจดบันทึก Markdown 🎗️ Termius – SSH client แบบ cross-platform 🎗️ MobaXterm – เครื่องมือ remote access บน Windows 🎗️ Warp – Terminal ที่มี AI ช่วยเหลือ 🎗️ Docker Desktop – เครื่องมือ GUI สำหรับจัดการ container 🎗️ Visual Studio Code (VS Code) – ตัว build ของ Microsoft มีส่วน proprietary 🎗️ Discord – แพลตฟอร์มสื่อสารสำหรับนักพัฒนาและชุมชน 🎗️ Vivaldi – เว็บเบราว์เซอร์ที่สร้างบน Chromium แต่ UI เป็น proprietary 🎗️ VMWare Workstation – เครื่องมือ virtualization ระดับ enterprise 🎗️ Ukuu (Ubuntu Kernel Upgrade Utility) – เครื่องมือจัดการ kernel บน Ubuntu 🎗️ Plex – Media server ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง 🎗️ Tailscale – ระบบ remote access ที่ใช้ WireGuard แต่ backend เป็น proprietary 🎗️ Snap Store – ศูนย์รวมซอฟต์แวร์ของ Ubuntu ที่ backend ปิดซอร์ส 📒 ทำไมซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงถูกเข้าใจผิดบ่อย 💠 Obsidian: แอปจดบันทึกที่รองรับ Markdown และปลั๊กอิน แต่ตัวหลักเป็น proprietary ทางเลือกคือ Logseq, Joplin 💠 Termius: SSH client ที่ใช้ง่ายและทันสมัย แต่ปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Tabby 💠 Warp: Terminal ที่มี AI ช่วย แต่ไม่เปิดซอร์ส ทางเลือกคือ Wave 💠 Docker Desktop: แม้ Docker เป็นโอเพ่นซอร์ส แต่ Desktop ไม่ใช่ ทางเลือกคือ Rancher Desktop 💠 VS Code: ตัว OSS เปิดซอร์ส แต่เวอร์ชัน Microsoft มีส่วน proprietary ทางเลือกคือ VSCodium 🌐 ซอฟต์แวร์ที่มีผลกระทบต่อชุมชน โปรแกรมอย่าง Discord และ Steam แม้จะเป็น proprietary แต่กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนผู้พัฒนาและนักเล่นเกมบน Linux ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากยังคงต้องพึ่งพา แม้จะมีทางเลือกโอเพ่นซอร์ส เช่น Element (Matrix) หรือ Lutris/Heroic Games Launcher 🔍 บทสรุปจากบทความ ผู้เขียนชี้ว่า การใช้โอเพ่นซอร์สคือเรื่องของ “เสรีภาพ” ไม่ใช่ความบริสุทธิ์แบบสุดโต่ง หลายครั้งผู้ใช้ยังต้องพึ่ง proprietary เพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพ แต่สิ่งสำคัญคือ การตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดและการสนับสนุนทางเลือกโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ มีซอฟต์แวร์ 13 ตัวที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโอเพ่นซอร์ส ➡️ เช่น Obsidian, Termius, Warp, Docker Desktop, VS Code, Discord, Steam ✅ แต่ละตัวมีทางเลือกโอเพ่นซอร์สแทนได้ ➡️ เช่น Logseq, Tabby, Rancher Desktop, VSCodium, Element, Lutris ✅ ซอฟต์แวร์ proprietary ยังถูกใช้งานเพราะความสะดวกและชุมชน ➡️ Discord และ Steam เป็นตัวอย่างที่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ Linux ‼️ การพึ่งพา proprietary อาจสร้างข้อจำกัดด้านเสรีภาพซอฟต์แวร์ ⛔ ผู้ใช้ควรตระหนักและสนับสนุนโอเพ่นซอร์สควบคู่ไปด้วย https://itsfoss.com/popular-software-open-source-feel/
    ITSFOSS.COM
    13 Popular Software That Feel Like Open Source But They Are Not
    From VS Code to Docker Desktop, here’s a list of software often mistaken as open source by Linux users, with open alternatives for each.
    0 Comments 0 Shares 28 Views 0 Reviews
  • Critical Alert: ช่องโหว่ Apache Kvrocks เปิดสิทธิ์แอดมิน

    Apache Software Foundation ได้ออกประกาศเตือนเร่งด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ใน Kvrocks ซึ่งเป็นฐานข้อมูล NoSQL ที่รองรับโปรโตคอล Redis โดยพบว่ามี สองช่องโหว่สำคัญ ที่อาจทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลและสิทธิ์ระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง

    CVE-2025-59790 – RESET Command Flaw
    ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Critical เนื่องจากคำสั่ง RESET สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับสิทธิ์จากผู้ใช้ทั่วไปไปเป็นผู้ดูแลระบบได้ทันที โดยกระทบกับเวอร์ชัน 2.9.0 ถึง 2.13.0 หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถแก้ไขการตั้งค่า, เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือหยุดการทำงานของบริการได้

    CVE-2025-59792 – MONITOR Command Leak
    ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Important และกระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 โดยคำสั่ง MONITOR ที่ใช้สำหรับ debug จะส่งคืนทุกคำสั่งที่เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล แต่กลับเผยให้เห็น รหัสผ่านแบบ plaintext ที่ผู้ใช้รายอื่นส่งเข้ามา ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักจับและนำไปใช้เพื่อเข้าถึงระบบได้

    ผลกระทบและการแก้ไข
    เนื่องจาก Kvrocks ถูกใช้ในระบบ cloud-native และงานที่ต้องจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ช่องโหว่นี้จึงมีผลกระทบต่อ data integrity และ confidentiality อย่างรุนแรง Apache ได้ออกเวอร์ชัน 2.14.0 เพื่อแก้ไขทั้งสองช่องโหว่ และแนะนำให้องค์กรเร่งอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี

    สรุปสาระสำคัญ
    CVE-2025-59790 (RESET Command)
    ยกระดับสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปเป็นแอดมินได้ทันที

    CVE-2025-59792 (MONITOR Command)
    เผยรหัสผ่าน plaintext ของผู้ใช้รายอื่น

    เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ
    2.9.0–2.13.0 (RESET) และ 1.0.0–2.13.0 (MONITOR)

    การแก้ไข
    อัปเดตเป็น Kvrocks 2.14.0 เพื่อปิดช่องโหว่

    ความเสี่ยงต่อระบบ cloud-native
    อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและบริการหยุดชะงัก

    การใช้ MONITOR โดยไม่ระวัง
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีดักจับรหัสผ่านได้ง่ายขึ้น

    https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges/
    🚨 Critical Alert: ช่องโหว่ Apache Kvrocks เปิดสิทธิ์แอดมิน Apache Software Foundation ได้ออกประกาศเตือนเร่งด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ใน Kvrocks ซึ่งเป็นฐานข้อมูล NoSQL ที่รองรับโปรโตคอล Redis โดยพบว่ามี สองช่องโหว่สำคัญ ที่อาจทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลและสิทธิ์ระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง 🛠️ CVE-2025-59790 – RESET Command Flaw ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Critical เนื่องจากคำสั่ง RESET สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับสิทธิ์จากผู้ใช้ทั่วไปไปเป็นผู้ดูแลระบบได้ทันที โดยกระทบกับเวอร์ชัน 2.9.0 ถึง 2.13.0 หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถแก้ไขการตั้งค่า, เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือหยุดการทำงานของบริการได้ 🔑 CVE-2025-59792 – MONITOR Command Leak ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Important และกระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 โดยคำสั่ง MONITOR ที่ใช้สำหรับ debug จะส่งคืนทุกคำสั่งที่เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล แต่กลับเผยให้เห็น รหัสผ่านแบบ plaintext ที่ผู้ใช้รายอื่นส่งเข้ามา ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักจับและนำไปใช้เพื่อเข้าถึงระบบได้ 🌐 ผลกระทบและการแก้ไข เนื่องจาก Kvrocks ถูกใช้ในระบบ cloud-native และงานที่ต้องจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ช่องโหว่นี้จึงมีผลกระทบต่อ data integrity และ confidentiality อย่างรุนแรง Apache ได้ออกเวอร์ชัน 2.14.0 เพื่อแก้ไขทั้งสองช่องโหว่ และแนะนำให้องค์กรเร่งอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ CVE-2025-59790 (RESET Command) ➡️ ยกระดับสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปเป็นแอดมินได้ทันที ✅ CVE-2025-59792 (MONITOR Command) ➡️ เผยรหัสผ่าน plaintext ของผู้ใช้รายอื่น ✅ เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ ➡️ 2.9.0–2.13.0 (RESET) และ 1.0.0–2.13.0 (MONITOR) ✅ การแก้ไข ➡️ อัปเดตเป็น Kvrocks 2.14.0 เพื่อปิดช่องโหว่ ‼️ ความเสี่ยงต่อระบบ cloud-native ⛔ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและบริการหยุดชะงัก ‼️ การใช้ MONITOR โดยไม่ระวัง ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีดักจับรหัสผ่านได้ง่ายขึ้น https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges/
    SECURITYONLINE.INFO
    Critical Alert: Apache Kvrocks 'RESET' Command Flaw Grants Admin Privileges
    Critical Apache Kvrocks flaw (CVE-2025-59790) grants admin privileges via RESET command. Update to v2.14.0 now to prevent unauthorized access and leaks.
    0 Comments 0 Shares 21 Views 0 Reviews
More Results