• Self-Hosting กำลังมาแรง – ผู้ใช้ Linux นำกระแส
    บทความจาก ItsFOSS ชี้ว่า Self-Hosting ไม่ใช่การต่อต้าน Cloud แต่คือการเลือกควบคุมสิ่งที่สำคัญด้วยตัวเอง ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มหันมาโฮสต์บริการต่าง ๆ เช่น อีเมล, ไฟล์, สื่อ, และระบบอัตโนมัติบนเครื่องของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่มักเปลี่ยนนโยบายหรือเก็บข้อมูลผู้ใช้โดยไม่โปร่งใส

    ปัจจัยที่ทำให้ Self-Hosting ง่ายขึ้น
    มี Dockerized services และ one-click bundles ที่ช่วยให้ติดตั้งง่าย
    ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ได้หลากหลาย เช่น mini-PC, NAS, Raspberry Pi
    ชุมชนโอเพ่นซอร์สสร้างเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน เช่น Nextcloud, Jellyfin, Home Assistant

    ข้อมูลจากการสำรวจ
    ผลสำรวจชุมชน selfh.st ปี 2025 (กว่า 4,000 คน) พบว่า กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker เป็น runtime หลักเกือบ 90% แสดงให้เห็นว่า Linux เป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการทำ Self-Hosting

    ประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ
    ความเป็นอิสระจาก Big Tech ลดความเสี่ยงจากการถูกล็อกบัญชีหรือเปลี่ยนนโยบาย
    ต้นทุนระยะยาวถูกกว่า Cloud สำหรับงานที่ต่อเนื่อง เช่น backup, media server, automation
    ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้ควบคุมระบบเอง ไม่ขึ้นกับบริษัทที่อาจยกเลิกบริการ
    การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เช่น containerization, networking, monitoring

    ข้อจำกัดและความท้าทาย
    Self-Hosting ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ผู้ใช้ยังต้องรับผิดชอบเรื่อง patching, backups, security hygiene และต้องจัดการกับข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต เช่น dynamic IP, throttling, power outage รวมถึงบางบริการที่เหมาะสมกว่าหากใช้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น global-scale delivery หรือ email compliance

    สรุปสาระสำคัญ
    Self-Hosting กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
    ผู้ใช้ Linux เป็นกลุ่มนำกระแส

    เครื่องมือและฮาร์ดแวร์ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น
    Docker, one-click bundles, Raspberry Pi

    ผลสำรวจชุมชนชี้ว่า Linux ครองตลาด Self-Hosting
    กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker ใกล้ 90%

    ประโยชน์หลักคือความเป็นอิสระและต้นทุนที่คุ้มค่า
    ลดการพึ่งพา Big Tech และควบคุมระบบเอง

    Self-Hosting ต้องการการดูแลระบบเอง
    ต้องจัดการ patch, backup, และความปลอดภัย

    ข้อจำกัดจากอินเทอร์เน็ตและบริการบางประเภท
    Dynamic IP, throttling, และ compliance email อาจต้องใช้ผู้ให้บริการภายนอก

    https://itsfoss.com/self-hosting-rising/
    🌐 Self-Hosting กำลังมาแรง – ผู้ใช้ Linux นำกระแส บทความจาก ItsFOSS ชี้ว่า Self-Hosting ไม่ใช่การต่อต้าน Cloud แต่คือการเลือกควบคุมสิ่งที่สำคัญด้วยตัวเอง ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มหันมาโฮสต์บริการต่าง ๆ เช่น อีเมล, ไฟล์, สื่อ, และระบบอัตโนมัติบนเครื่องของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่มักเปลี่ยนนโยบายหรือเก็บข้อมูลผู้ใช้โดยไม่โปร่งใส ⚙️ ปัจจัยที่ทำให้ Self-Hosting ง่ายขึ้น 💠 มี Dockerized services และ one-click bundles ที่ช่วยให้ติดตั้งง่าย 💠 ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ได้หลากหลาย เช่น mini-PC, NAS, Raspberry Pi 💠 ชุมชนโอเพ่นซอร์สสร้างเครื่องมือที่พร้อมใช้งาน เช่น Nextcloud, Jellyfin, Home Assistant 📊 ข้อมูลจากการสำรวจ ผลสำรวจชุมชน selfh.st ปี 2025 (กว่า 4,000 คน) พบว่า กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker เป็น runtime หลักเกือบ 90% แสดงให้เห็นว่า Linux เป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการทำ Self-Hosting 🔍 ประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ 💠 ความเป็นอิสระจาก Big Tech ลดความเสี่ยงจากการถูกล็อกบัญชีหรือเปลี่ยนนโยบาย 💠 ต้นทุนระยะยาวถูกกว่า Cloud สำหรับงานที่ต่อเนื่อง เช่น backup, media server, automation 💠 ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้ควบคุมระบบเอง ไม่ขึ้นกับบริษัทที่อาจยกเลิกบริการ 💠 การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เช่น containerization, networking, monitoring ⚠️ ข้อจำกัดและความท้าทาย Self-Hosting ไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง ผู้ใช้ยังต้องรับผิดชอบเรื่อง patching, backups, security hygiene และต้องจัดการกับข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ต เช่น dynamic IP, throttling, power outage รวมถึงบางบริการที่เหมาะสมกว่าหากใช้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น global-scale delivery หรือ email compliance 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ Self-Hosting กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ➡️ ผู้ใช้ Linux เป็นกลุ่มนำกระแส ✅ เครื่องมือและฮาร์ดแวร์ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น ➡️ Docker, one-click bundles, Raspberry Pi ✅ ผลสำรวจชุมชนชี้ว่า Linux ครองตลาด Self-Hosting ➡️ กว่า 80% ใช้ Linux และ Docker ใกล้ 90% ✅ ประโยชน์หลักคือความเป็นอิสระและต้นทุนที่คุ้มค่า ➡️ ลดการพึ่งพา Big Tech และควบคุมระบบเอง ‼️ Self-Hosting ต้องการการดูแลระบบเอง ⛔ ต้องจัดการ patch, backup, และความปลอดภัย ‼️ ข้อจำกัดจากอินเทอร์เน็ตและบริการบางประเภท ⛔ Dynamic IP, throttling, และ compliance email อาจต้องใช้ผู้ให้บริการภายนอก https://itsfoss.com/self-hosting-rising/
    ITSFOSS.COM
    Self-Hosting is Rising and Linux Users are Leading This Revolution
    Self‑hosting isn’t anti‑cloud; it’s pro‑agency. It’s choosing the right locus of control for the things you care about.
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 Reviews
  • IPO ครั้งใหญ่ของ Moore Threads

    บริษัท Moore Threads ผู้ผลิต GPU ของจีนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “NVIDIA of China” ก่อนการทำ IPO มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ แต่ยังมีข้อสงสัยว่าบริษัทมีศักยภาพจริงหรือไม่เมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับโลก

    Moore Threads เตรียมเข้าตลาดหุ้น STAR Market ที่เซี่ยงไฮ้ โดยตั้งเป้าระดมทุนกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม GPU ของจีน ความสนใจจากนักลงทุนสูงมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 4,000 ราย สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะเป็นเสาหลักด้านเทคโนโลยีของประเทศ

    ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
    Moore Threads มีไลน์ผลิตภัณฑ์ GPU สำหรับผู้บริโภค เช่น MTT S80 และ MTT S90 รวมถึงเวิร์กสเตชัน MTT S4000 และ MTT X300 จุดเด่นคือการรองรับ PCIe Gen 5 และเทคโนโลยี MTLink ที่คล้ายกับ NVLink ของ NVIDIA อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบจริงยังไม่สามารถแข่งขันกับ GPU รุ่นใหม่ของ NVIDIA ได้ โดย MTT S80 มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ GTX 1050 Ti รุ่นเก่า ขณะที่ MTT S90 เพิ่งเริ่มทดสอบว่ามีระดับใกล้เคียง RTX 4060

    จุดแข็งและข้อจำกัด
    แม้ Moore Threads จะเป็นบริษัทแรกในจีนที่พัฒนา GPU ที่รองรับ AI และ HPC workloads แต่ยังขาดซอฟต์แวร์และไดรเวอร์ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าคู่แข่งระดับโลก การพัฒนา AI chip platform ยังอยู่ในขั้นต้น ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าบริษัทสมควรได้รับฉายา “NVIDIA of China” หรือไม่

    ความหมายเชิงยุทธศาสตร์
    การผลักดัน Moore Threads สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้าง ความเป็นอิสระด้านเทคโนโลยี เพื่อลดการพึ่งพา NVIDIA และ AMD แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถแข่งขันได้เต็มที่ แต่การระดมทุนครั้งใหญ่จะช่วยเพิ่มงบวิจัยและพัฒนา ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลของตลาด GPU ในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Moore Threads เตรียม IPO มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์
    มีนักลงทุนสนใจเข้าร่วมกว่า 4,000 ราย

    ผลิตภัณฑ์ GPU ที่เปิดตัว
    MTT S80, S90 สำหรับผู้บริโภค และ S4000, X300 สำหรับเวิร์กสเตชัน

    เทคโนโลยีที่ใช้
    รองรับ PCIe Gen 5 และ MTLink สำหรับการเชื่อมต่อหลาย GPU

    จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์
    ลดการพึ่งพา NVIDIA และ AMD สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี

    ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ
    MTT S80 ยังด้อยกว่า GPU รุ่นใหม่ของ NVIDIA และ AMD

    ปัญหาซอฟต์แวร์และไดรเวอร์
    ยังไม่สามารถแข่งขันกับ ecosystem ของ NVIDIA ได้เต็มที่

    https://wccftech.com/moore-threads-is-being-touted-as-the-nvidia-of-china-ahead-of-its-mega-ipo-but-is-the-firm-worth-of-this-title/
    💹 IPO ครั้งใหญ่ของ Moore Threads บริษัท Moore Threads ผู้ผลิต GPU ของจีนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “NVIDIA of China” ก่อนการทำ IPO มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ แต่ยังมีข้อสงสัยว่าบริษัทมีศักยภาพจริงหรือไม่เมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับโลก Moore Threads เตรียมเข้าตลาดหุ้น STAR Market ที่เซี่ยงไฮ้ โดยตั้งเป้าระดมทุนกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม GPU ของจีน ความสนใจจากนักลงทุนสูงมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 4,000 ราย สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะเป็นเสาหลักด้านเทคโนโลยีของประเทศ 🎮 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี Moore Threads มีไลน์ผลิตภัณฑ์ GPU สำหรับผู้บริโภค เช่น MTT S80 และ MTT S90 รวมถึงเวิร์กสเตชัน MTT S4000 และ MTT X300 จุดเด่นคือการรองรับ PCIe Gen 5 และเทคโนโลยี MTLink ที่คล้ายกับ NVLink ของ NVIDIA อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบจริงยังไม่สามารถแข่งขันกับ GPU รุ่นใหม่ของ NVIDIA ได้ โดย MTT S80 มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ GTX 1050 Ti รุ่นเก่า ขณะที่ MTT S90 เพิ่งเริ่มทดสอบว่ามีระดับใกล้เคียง RTX 4060 ⚡ จุดแข็งและข้อจำกัด แม้ Moore Threads จะเป็นบริษัทแรกในจีนที่พัฒนา GPU ที่รองรับ AI และ HPC workloads แต่ยังขาดซอฟต์แวร์และไดรเวอร์ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าคู่แข่งระดับโลก การพัฒนา AI chip platform ยังอยู่ในขั้นต้น ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าบริษัทสมควรได้รับฉายา “NVIDIA of China” หรือไม่ 🌍 ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ การผลักดัน Moore Threads สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้าง ความเป็นอิสระด้านเทคโนโลยี เพื่อลดการพึ่งพา NVIDIA และ AMD แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถแข่งขันได้เต็มที่ แต่การระดมทุนครั้งใหญ่จะช่วยเพิ่มงบวิจัยและพัฒนา ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลของตลาด GPU ในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Moore Threads เตรียม IPO มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ ➡️ มีนักลงทุนสนใจเข้าร่วมกว่า 4,000 ราย ✅ ผลิตภัณฑ์ GPU ที่เปิดตัว ➡️ MTT S80, S90 สำหรับผู้บริโภค และ S4000, X300 สำหรับเวิร์กสเตชัน ✅ เทคโนโลยีที่ใช้ ➡️ รองรับ PCIe Gen 5 และ MTLink สำหรับการเชื่อมต่อหลาย GPU ✅ จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ ➡️ ลดการพึ่งพา NVIDIA และ AMD สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ‼️ ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ ⛔ MTT S80 ยังด้อยกว่า GPU รุ่นใหม่ของ NVIDIA และ AMD ‼️ ปัญหาซอฟต์แวร์และไดรเวอร์ ⛔ ยังไม่สามารถแข่งขันกับ ecosystem ของ NVIDIA ได้เต็มที่ https://wccftech.com/moore-threads-is-being-touted-as-the-nvidia-of-china-ahead-of-its-mega-ipo-but-is-the-firm-worth-of-this-title/
    WCCFTECH.COM
    Moore Threads Is Being Touted as the “NVIDIA of China” Ahead of Its Mega-IPO, But Is the Firm Truly Worthy of the Title?
    Moore Threads is on its way to a mega-IPO in Shanghai, and some call the Chinese firm the "NVIDIA" of the region.
    0 Comments 0 Shares 97 Views 0 Reviews
  • การพัฒนา GPTPU ของ Zhonghao Xinying

    สตาร์ทอัพจีนชื่อ Zhonghao Xinying ที่ก่อตั้งโดยอดีตวิศวกร Google อ้างว่าพัฒนา General Purpose TPU (GPTPU) ได้เอง โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่า Nvidia A100 ถึง 1.5 เท่า และใช้พลังงานน้อยลง 42% ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการสร้างชิป AI โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก

    บริษัท Zhonghao Xinying เปิดตัวชิป “Ghana” GPTPU ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการเทรนและประมวลผลโมเดล AI โดยอ้างว่าใช้ Intellectual Property ที่พัฒนาเองทั้งหมด ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ซอฟต์แวร์ และการผลิต จุดเด่นคือการออกแบบแบบ ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ที่ตัดส่วนการประมวลผลที่ไม่จำเป็นออกไป ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น

    ประสิทธิภาพเทียบกับ Nvidia A100
    เร็วกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับ Nvidia A100 (เปิดตัวปี 2020)
    ใช้พลังงานน้อยลง 42% โดยลดการใช้พลังงานลงเหลือ 75% ของ A100
    แม้ยังตามหลังสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Hopper (2022) และ Blackwell Ultra (2025) แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับตลาดภายในจีนที่ยังต้องพึ่งพา GPU รุ่นเก่า

    ความหมายเชิงยุทธศาสตร์
    การพัฒนาชิปนี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้าง ความเป็นอิสระด้านซิลิคอน เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia และบริษัทตะวันตก โดยเฉพาะในช่วงที่มีข้อจำกัดด้านการส่งออกชิปขั้นสูง การมีทางเลือกภายในประเทศช่วยให้จีนสามารถเดินหน้าพัฒนา AI ได้ต่อเนื่อง

    อนาคตของตลาด AI Hardware
    แม้ GPU จาก Nvidia และ AMD จะยังครองตลาดด้วยความยืดหยุ่นสูง แต่การมาของ ASICs อย่าง GPTPU อาจเป็นทางเลือกใหม่สำหรับบริษัทที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานและหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ตะวันตก หากชิปนี้พิสูจน์ได้จริง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันใหม่ในตลาด AI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การเปิดตัวชิป GPTPU “Ghana” โดย Zhonghao Xinying
    พัฒนาเองทั้งหมด ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก

    ประสิทธิภาพเทียบกับ Nvidia A100
    เร็วกว่า 1.5 เท่า และใช้พลังงานน้อยลง 42%

    ความหมายเชิงยุทธศาสตร์
    ลดการพึ่งพา GPU ต่างชาติและสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี

    ศักยภาพของ ASICs ในตลาด AI
    อาจเป็นทางเลือกใหม่แทน GPU สำหรับงานเฉพาะด้าน

    ข้อจำกัดเมื่อเทียบกับ GPU รุ่นใหม่
    ยังตามหลัง Hopper และ Blackwell Ultra ในด้านประสิทธิภาพรวม

    ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ
    หากไม่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์จริง อาจถูกมองว่าเป็นการโฆษณาเกินจริง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/chinese-startup-founded-by-google-engineer-claims-to-have-developed-its-own-tpu-reportedly-1-5-times-faster-than-nvidias-a100-gpu-from-2020-42-percent-more-efficient
    🚀 การพัฒนา GPTPU ของ Zhonghao Xinying สตาร์ทอัพจีนชื่อ Zhonghao Xinying ที่ก่อตั้งโดยอดีตวิศวกร Google อ้างว่าพัฒนา General Purpose TPU (GPTPU) ได้เอง โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่า Nvidia A100 ถึง 1.5 เท่า และใช้พลังงานน้อยลง 42% ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการสร้างชิป AI โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก บริษัท Zhonghao Xinying เปิดตัวชิป “Ghana” GPTPU ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการเทรนและประมวลผลโมเดล AI โดยอ้างว่าใช้ Intellectual Property ที่พัฒนาเองทั้งหมด ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ซอฟต์แวร์ และการผลิต จุดเด่นคือการออกแบบแบบ ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ที่ตัดส่วนการประมวลผลที่ไม่จำเป็นออกไป ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น ⚡ ประสิทธิภาพเทียบกับ Nvidia A100 🔷 เร็วกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับ Nvidia A100 (เปิดตัวปี 2020) 🔷 ใช้พลังงานน้อยลง 42% โดยลดการใช้พลังงานลงเหลือ 75% ของ A100 🔷 แม้ยังตามหลังสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Hopper (2022) และ Blackwell Ultra (2025) แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับตลาดภายในจีนที่ยังต้องพึ่งพา GPU รุ่นเก่า 🌍 ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาชิปนี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้าง ความเป็นอิสระด้านซิลิคอน เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia และบริษัทตะวันตก โดยเฉพาะในช่วงที่มีข้อจำกัดด้านการส่งออกชิปขั้นสูง การมีทางเลือกภายในประเทศช่วยให้จีนสามารถเดินหน้าพัฒนา AI ได้ต่อเนื่อง 🔮 อนาคตของตลาด AI Hardware แม้ GPU จาก Nvidia และ AMD จะยังครองตลาดด้วยความยืดหยุ่นสูง แต่การมาของ ASICs อย่าง GPTPU อาจเป็นทางเลือกใหม่สำหรับบริษัทที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานและหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ตะวันตก หากชิปนี้พิสูจน์ได้จริง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันใหม่ในตลาด AI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การเปิดตัวชิป GPTPU “Ghana” โดย Zhonghao Xinying ➡️ พัฒนาเองทั้งหมด ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก ✅ ประสิทธิภาพเทียบกับ Nvidia A100 ➡️ เร็วกว่า 1.5 เท่า และใช้พลังงานน้อยลง 42% ✅ ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ ➡️ ลดการพึ่งพา GPU ต่างชาติและสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี ✅ ศักยภาพของ ASICs ในตลาด AI ➡️ อาจเป็นทางเลือกใหม่แทน GPU สำหรับงานเฉพาะด้าน ‼️ ข้อจำกัดเมื่อเทียบกับ GPU รุ่นใหม่ ⛔ ยังตามหลัง Hopper และ Blackwell Ultra ในด้านประสิทธิภาพรวม ‼️ ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ ⛔ หากไม่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์จริง อาจถูกมองว่าเป็นการโฆษณาเกินจริง https://www.tomshardware.com/tech-industry/chinese-startup-founded-by-google-engineer-claims-to-have-developed-its-own-tpu-reportedly-1-5-times-faster-than-nvidias-a100-gpu-from-2020-42-percent-more-efficient
    0 Comments 0 Shares 107 Views 0 Reviews
  • ใครคือเจ้าของ Claude AI?

    Claude AI เป็นผลงานของบริษัท Anthropic สตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโก ก่อตั้งในปี 2021 โดยอดีตผู้บริหาร OpenAI คือ Dario และ Daniela Amodei จุดเด่นของ Anthropic คือการมุ่งเน้นเรื่อง ความปลอดภัยและความโปร่งใสในการพัฒนา AI โดย Claude ได้รับการตั้งชื่อตาม Claude Shannon บิดาแห่งทฤษฎีสารสนเทศ และเปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2023.

    การลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่
    แม้ว่า Anthropic จะยังคงเป็นบริษัทอิสระ แต่ก็ได้รับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากหลายบริษัท เช่น Amazon ที่ทุ่มสูงสุดถึง 8 พันล้านดอลลาร์ พร้อมให้ใช้โครงสร้างพื้นฐาน AWS และชิป AI ของตนเอง, Google ที่ลงทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์, รวมถึง Salesforce และ Spark Capital ที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทำให้ Anthropic มีพันธมิตรเชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่งในตลาด.

    ความสัมพันธ์กับ Microsoft และการใช้งานจริง
    นอกจาก Amazon และ Google แล้ว Microsoft ก็มีบทบาทเช่นกัน โดยนำ Claude มารวมไว้ในชุด Microsoft 365 Copilot ควบคู่กับ GPT models สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Claude ไม่ได้เป็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นเทคโนโลยีที่หลายยักษ์ใหญ่ในวงการเข้ามามีส่วนร่วมและผลักดัน.

    โครงสร้างบริษัทและความสำคัญ
    Anthropic ถูกจัดตั้งเป็น Public-Benefit Corporation (PBC) ซึ่งหมายความว่ามีพันธกิจด้านความปลอดภัยระยะยาวควบคู่ไปกับการทำกำไร ทำให้แม้จะมีนักลงทุนรายใหญ่ แต่ก็ยากที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะเข้ามาควบคุมทั้งหมดได้ การที่ Claude อยู่ในกลุ่ม AI ระดับแนวหน้าจึงทำให้โครงสร้างการถือครองและการลงทุนมีความสำคัญต่ออนาคตของวงการ AI โดยรวม.

    สรุปสาระสำคัญ
    Claude AI เป็นผลงานของ Anthropic
    ก่อตั้งโดย Dario และ Daniela Amodei อดีตผู้บริหาร OpenAI

    เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2023
    ตั้งชื่อตาม Claude Shannon

    Amazon ลงทุนสูงสุดถึง 8 พันล้านดอลลาร์
    พร้อมให้ใช้ AWS และชิป AI

    Google ลงทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์
    มี Salesforce และ Spark Capital ร่วมด้วย

    Microsoft นำ Claude ไปใช้ใน 365 Copilot
    ทำงานร่วมกับ GPT models

    Anthropic แม้มีนักลงทุนรายใหญ่ แต่ยังคงเป็นบริษัทอิสระ
    ไม่มีบริษัทใดครอบครองทั้งหมด

    โครงสร้างแบบ Public-Benefit Corporation เน้นความปลอดภัยระยะยาว
    ทำให้การควบคุมโดยนักลงทุนรายเดียวเป็นไปได้ยาก

    https://www.slashgear.com/2035429/who-owns-claude-ai/
    🧠 ใครคือเจ้าของ Claude AI? Claude AI เป็นผลงานของบริษัท Anthropic สตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโก ก่อตั้งในปี 2021 โดยอดีตผู้บริหาร OpenAI คือ Dario และ Daniela Amodei จุดเด่นของ Anthropic คือการมุ่งเน้นเรื่อง ความปลอดภัยและความโปร่งใสในการพัฒนา AI โดย Claude ได้รับการตั้งชื่อตาม Claude Shannon บิดาแห่งทฤษฎีสารสนเทศ และเปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2023. 💵 การลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ แม้ว่า Anthropic จะยังคงเป็นบริษัทอิสระ แต่ก็ได้รับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากหลายบริษัท เช่น Amazon ที่ทุ่มสูงสุดถึง 8 พันล้านดอลลาร์ พร้อมให้ใช้โครงสร้างพื้นฐาน AWS และชิป AI ของตนเอง, Google ที่ลงทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์, รวมถึง Salesforce และ Spark Capital ที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทำให้ Anthropic มีพันธมิตรเชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่งในตลาด. 🔗 ความสัมพันธ์กับ Microsoft และการใช้งานจริง นอกจาก Amazon และ Google แล้ว Microsoft ก็มีบทบาทเช่นกัน โดยนำ Claude มารวมไว้ในชุด Microsoft 365 Copilot ควบคู่กับ GPT models สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Claude ไม่ได้เป็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นเทคโนโลยีที่หลายยักษ์ใหญ่ในวงการเข้ามามีส่วนร่วมและผลักดัน. ⚖️ โครงสร้างบริษัทและความสำคัญ Anthropic ถูกจัดตั้งเป็น Public-Benefit Corporation (PBC) ซึ่งหมายความว่ามีพันธกิจด้านความปลอดภัยระยะยาวควบคู่ไปกับการทำกำไร ทำให้แม้จะมีนักลงทุนรายใหญ่ แต่ก็ยากที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะเข้ามาควบคุมทั้งหมดได้ การที่ Claude อยู่ในกลุ่ม AI ระดับแนวหน้าจึงทำให้โครงสร้างการถือครองและการลงทุนมีความสำคัญต่ออนาคตของวงการ AI โดยรวม. 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ Claude AI เป็นผลงานของ Anthropic ➡️ ก่อตั้งโดย Dario และ Daniela Amodei อดีตผู้บริหาร OpenAI ✅ เปิดตัวครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2023 ➡️ ตั้งชื่อตาม Claude Shannon ✅ Amazon ลงทุนสูงสุดถึง 8 พันล้านดอลลาร์ ➡️ พร้อมให้ใช้ AWS และชิป AI ✅ Google ลงทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ ➡️ มี Salesforce และ Spark Capital ร่วมด้วย ✅ Microsoft นำ Claude ไปใช้ใน 365 Copilot ➡️ ทำงานร่วมกับ GPT models ‼️ Anthropic แม้มีนักลงทุนรายใหญ่ แต่ยังคงเป็นบริษัทอิสระ ⛔ ไม่มีบริษัทใดครอบครองทั้งหมด ‼️ โครงสร้างแบบ Public-Benefit Corporation เน้นความปลอดภัยระยะยาว ⛔ ทำให้การควบคุมโดยนักลงทุนรายเดียวเป็นไปได้ยาก https://www.slashgear.com/2035429/who-owns-claude-ai/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Who Owns Claude AI (And Is It Amazon?) - SlashGear
    Anthropic owns Claude AI, not Amazon. Big-tech funding and cloud partnerships exist, but no single company controls the model or the startup.
    0 Comments 0 Shares 63 Views 0 Reviews
  • O.P.K.
    คดีเครื่องจักรสังหาร: ศึกตัดสินโดยไร้พ่อ

    การปรากฏตัวของหุ่นสังหาร

    เหตุการณ์ฆาตกรรมปริศนา

    เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ไม่มีร่องรอยการบุกรุก
    เหยื่อทั้งหมดเป็นบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

    ```mermaid
    graph TB
    A[นักวิทยาศาสตร์<br>ถูกฆาตกรรม] --> B[ไม่มีร่องรอย<br>การบุกรุก]
    C[นักธุรกิจ<br>ถูกฆาตกรรม] --> B
    D[นักวิจัย<br>ถูกฆาตกรรม] --> B
    B --> E[หนูดีต้อง<br>สืบสวนแทนพ่อ]
    ```

    ลักษณะคดีที่น่าสงสัย

    · ไม่มีลายนิ้วมือ: ไม่มีร่องรอยมนุษย์
    · ไม่มีการต่อสู้: เหยื่อเหมือนยอมให้ฆ่า
    · เวลาเกิดเหตุ: ตรงกันทุกครั้งคือ 03:33 น.

    การสืบสวนโดยไร้ประสบการณ์

    ความยากลำบากของหนูดี

    หนูดีต้องสืบสวนคดีครั้งแรกโดยไม่มีพ่อคอยแนะนำ:

    ```python
    class InvestigationChallenges:
    def __init__(self):
    self.lack_of_experience = [
    "ไม่รู้ขั้นตอนการสืบสวนที่ถูกต้อง",
    "ไม่มีความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์",
    "ไม่เคยจัดการกับพยานหลักฐาน",
    "ไม่รู้วิธีเขียนรายงานการสืบสวน"
    ]

    self.emotional_struggles = [
    "คิดถึงพ่อในยามยาก",
    "ไม่มั่นใจในความสามารถตัวเอง",
    "กลัวที่จะล้มเหลว",
    "รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงาน"
    ]
    ```

    การขอความช่วยเหลือ

    หนูดีต้องหันไปหาผู้ช่วยใหม่:

    · ธรรมบาลเทพ: ให้คำแนะนำแต่ไม่สามารถช่วยโดยตรง
    · โอปปาติกะรุ่นพี่: ให้ข้อมูลแต่ขาดประสบการณ์สืบสวน
    · เพื่อนตำรวจของพ่อ: ช่วยเหลือแต่ไม่เข้าใจพลังพิเศษ

    การค้นพบที่น่าตกใจ

    หลักฐานทางเทคโนโลยี

    หนูดีค้นพบว่าเหยื่อทั้งหมดเกี่ยวข้องกับโครงการลับ:

    ```mermaid
    graph LR
    A[เหยื่อคนที่ 1<br>ผู้เชี่ยวชาญ AI] --> D[โครงการ<br>"จิตวิญญาณจักรกล"]
    B[เหยื่อคนที่ 2<br>นักวิทยหุ่นยนต์] --> D
    C[เหยื่อคนที่ 3<br>นักประสาทวิทยาศาสตร์] --> D
    ```

    การลักลอบใช้เทคโนโลยี

    โครงการ "จิตวิญญาณจักรกล" เกี่ยวข้องกับ:

    · การถ่ายโอนจิตสำนึก: สู่ร่างหุ่นยนต์
    · ฮิวแมนนอยด์ขั้นสูง: ที่แทบไม่ต่างจากมนุษย์
    · การสร้างหุ่นพยนต์: ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ตัวตนของนักฆ่าจักรกล

    หุ่นพยนต์รุ่นใหม่

    นักฆ่าคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ถูกจุติด้วยจิตวิญญาณมาร:

    ```python
    class MechanicalAssassin:
    def __init__(self):
    self.specifications = {
    "model": "Mara-X7",
    "appearance": "เหมือนมนุษย์ทุกประการ",
    "abilities": [
    "เปลี่ยนรูปลักษณ์ได้",
    "ลบร่องรอยดิจิตอล",
    "เคลื่อนไหวไร้เสียง",
    "ทนทานต่ออาวุธทั่วไป"
    ],
    "weakness": "ไวต่อพลังงานจิตบริสุทธิ์"
    }

    self.origin = {
    "creator": "กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นอกระบบ",
    "purpose": "กำจัดผู้ที่รู้ความลับโครงการ",
    "soul_source": "จิตวิญญาณมารระดับสูง",
    "control_system": "AI ที่เรียนรู้ได้เอง"
    }
    ```

    วิธีการทำงาน

    หุ่นพยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ:

    · สอดแนม: ผ่านระบบเครือข่าย
    · วางแผน: ด้วย AI ที่คำนวณความเสี่ยง
    · ปฏิบัติการ: อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
    · หลบหนี: โดยไม่ทิ้งร่องรอย

    การเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก

    การต่อสู้ครั้งแรก

    หนูดีเผชิญหน้ากับหุ่นพยนต์แต่พบว่าตนเองไม่พร้อม:
    "ฉันทำไม่ได้...ฉันไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร"
    หนูดีรู้สึกหมดกำลังใจเมื่อนึกถึงพ่อ

    ความช่วยเหลือจากเทพคุ้มครอง

    ธรรมบาลเทพปรากฏตัวแต่ช่วยได้จำกัด:
    "เราสามารถให้คำแนะนำได้แต่เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะสู้ด้วยตัวเอง"

    การเรียนรู้อย่างเร่งด่วน

    หนูดีต้องเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว:

    ```mermaid
    graph TB
    A[หนูดี<br>ขาดประสบการณ์] --> B[เร่งเรียน<br>การสืบสวน]
    A --> C[ฝึกฝน<br>การต่อสู้]
    A --> D[เรียนรู้<br>เทคโนโลยี]
    B --> E[พัฒนาทักษะ<br>อย่างรวดเร็ว]
    C --> E
    D --> E
    ```

    การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

    การใช้พลังพิเศษ

    หนูดีค้นพบว่าหุ่นพยนต์มีจุดอ่อน:

    · พลังงานจิต: รบกวนระบบอิเล็กทรอนิกส์
    · อารมณ์มนุษย์: สิ่งที่ AI เข้าใจยาก
    · ความไม่แน่นอน: ที่การคำนวณทำนายไม่ได้

    การพัฒนายุทธวิธีใหม่

    หนูดีสร้างวิธีการต่อสู้อันซับซ้อน

    ```python
    class BattleStrategy:
    def __init__(self):
    self.psychological_warfare = [
    "ใช้ความไม่แน่นอนทำให้ AI สับสน",
    "สร้างสถานการณ์ที่คำนวณไม่ได้",
    "ใช้จิตวิทยากับจิตวิญญาณมาร",
    "สร้างความขัดแย้งในระบบ"
    ]

    self.technical_countermeasures = [
    "ใช้พลังงานจิตรบกวนเซ็นเซอร์",
    "สร้างสนามพลังยับยั้งการสื่อสาร",
    "ใช้คลื่นอารมณ์ทำลายเสถียรภาพ",
    "โจมตีจุดเชื่อมต่อพลังงาน"
    ]
    ```

    การต่อสู้ครั้งสำคัญ

    ศึกตัดสินที่โรงงานร้าง

    หนูดีตามหุ่นพยนต์ไปยังฐานลับ:
    หนูดี:"เจ้าคือเครื่องมือของความชั่ว!"
    หุ่นพยนต์:"เราเพียงทำตามโปรแกรม... เหมือนเจ้าที่ทำตามความทรงจำเกี่ยวกับพ่อ"

    การใช้บทเรียนจากพ่อ

    ในวินาทีสำคัญ หนูดีนึกถึงคำสอนของพ่อ:
    "พ่อเคยบอกว่า...การเป็นตำรวจที่ดีต้องการใช้เพียงประสบการณ์
    แต่คือการใช้หัวใจและสติปัญญา"

    การโจมตีจุดอ่อน

    หนูดีใช้ทั้งพลังและปัญญา:

    · สร้างความขัดแย้ง: ในจิตวิญญาณมาร
    · รบกวนระบบ: ด้วยพลังงานอารมณ์
    · โจมตีจิตใจ: ของผู้ควบคุมเบื้องหลัง

    ชัยชนะแห่งการเติบโต

    การก้าวข้ามความกลัว

    หนูดีพิสูจน์ว่าตนเองสามารถ:

    · สืบสวนคดี: ได้โดยไม่มีพ่อ
    · จัดการกับเทคโนโลยี: ที่ทันสมัย
    · ใช้พลัง: อย่างชาญฉลาด

    บทเรียนที่ได้รับ

    ```python
    class GrowthLessons:
    def __init__(self):
    self.personal_growth = [
    "เรียนรู้ที่จะ
    "เข้าใจว่าความกลัวคือโอกาสในการเติบโต",
    "พัฒนาความเป็นผู้นำจากการตัดสินใจ",
    "รู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น"
    ]

    self.professional_skills = [
    "การสืบสวนอย่างเป็นระบบ",
    "การวิเคราะห์พยานหลักฐาน",
    "การจัดการกับเทคโนโลยีสมัยใหม่",
    "การทำงานเป็นทีมกับผู้เชี่ยวชาญ"
    ]
    ```

    การพัฒนาสู่ผู้เชี่ยวชาญ

    การเป็นที่ปรึกษาอิสระ

    หลังคดีนี้ หนูดีได้รับการยอมรับในฐานะ:

    · ที่ปรึกษาด้านคดีพิเศษ: สำหรับหน่วยงานรัฐ
    · ผู้เชี่ยวชาญโอปปาติกะ: ด้านความมั่นคง
    · ครูสอนการควบคุมพลัง: สำหรับรุ่นน้อง

    เครือข่าย

    หนูดีสร้างความร่วมมือใหม่:

    · กับหน่วยงานไฮเทค: ด้านความปลอดภัย
    · กับนักวิทยาศาสตร์: ด้านเทคโนโลยีและจิตวิญญาณ
    · กับชุมชนโอปปาติกะ: ด้านการพัฒนาทักษะ

    บทสรุปแห่งการเติบโต

    คำคมจากหนูดี

    "ฉันเรียนรู้ว่า...
    การไม่มีพ่อไม่ใช่ข้ออ้างที่จะล้มเหลว
    แต่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเอง

    และประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย
    แต่คือบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง"

    คำคมจากธรรมบาลเทพ

    "การเติบโตที่แท้จริง...
    เกิดขึ้นเมื่อเราก้าวเดินด้วยขาของตัวเอง
    แม้ทางนั้นจะยากลำบากและไม่แน่นอน

    และพ่อที่แท้จริง...
    คือผู้ที่สอนให้ลูกรู้จักยืนได้ด้วยตัวเอง"

    ---

    คำคมสุดท้ายจากคดี:
    "ในความมืดมิดแห่งการสูญเสีย...
    มีแสงสว่างแห่งการเติบโต

    และในความยุ่งยากแห่งการเดินทาง...
    มีบทเรียนแห่งความแข็งแกร่ง

    พ่ออาจจากไป...
    แต่สิ่งที่พ่อสอนจะคงอยู่ตลอดไป

    และฉัน...
    จะก้าวเดินต่อไปบนทางที่พ่อได้เริ่มไว้"

    บทเรียนแห่งความเป็นตำรวจ:
    "การเป็นนักสืบอาศัยหลักฐาน
    แต่คือการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง

    และการคลี่คลายคดี...
    มักเริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเอง"
    O.P.K. 🔪 คดีเครื่องจักรสังหาร: ศึกตัดสินโดยไร้พ่อ 🤖 การปรากฏตัวของหุ่นสังหาร 🚨 เหตุการณ์ฆาตกรรมปริศนา เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ไม่มีร่องรอยการบุกรุก เหยื่อทั้งหมดเป็นบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ```mermaid graph TB A[นักวิทยาศาสตร์<br>ถูกฆาตกรรม] --> B[ไม่มีร่องรอย<br>การบุกรุก] C[นักธุรกิจ<br>ถูกฆาตกรรม] --> B D[นักวิจัย<br>ถูกฆาตกรรม] --> B B --> E[หนูดีต้อง<br>สืบสวนแทนพ่อ] ``` 🔍 ลักษณะคดีที่น่าสงสัย · ไม่มีลายนิ้วมือ: ไม่มีร่องรอยมนุษย์ · ไม่มีการต่อสู้: เหยื่อเหมือนยอมให้ฆ่า · เวลาเกิดเหตุ: ตรงกันทุกครั้งคือ 03:33 น. 🕵️ การสืบสวนโดยไร้ประสบการณ์ 💔 ความยากลำบากของหนูดี หนูดีต้องสืบสวนคดีครั้งแรกโดยไม่มีพ่อคอยแนะนำ: ```python class InvestigationChallenges: def __init__(self): self.lack_of_experience = [ "ไม่รู้ขั้นตอนการสืบสวนที่ถูกต้อง", "ไม่มีความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์", "ไม่เคยจัดการกับพยานหลักฐาน", "ไม่รู้วิธีเขียนรายงานการสืบสวน" ] self.emotional_struggles = [ "คิดถึงพ่อในยามยาก", "ไม่มั่นใจในความสามารถตัวเอง", "กลัวที่จะล้มเหลว", "รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงาน" ] ``` 🆘 การขอความช่วยเหลือ หนูดีต้องหันไปหาผู้ช่วยใหม่: · ธรรมบาลเทพ: ให้คำแนะนำแต่ไม่สามารถช่วยโดยตรง · โอปปาติกะรุ่นพี่: ให้ข้อมูลแต่ขาดประสบการณ์สืบสวน · เพื่อนตำรวจของพ่อ: ช่วยเหลือแต่ไม่เข้าใจพลังพิเศษ 🤯 การค้นพบที่น่าตกใจ 🔬 หลักฐานทางเทคโนโลยี หนูดีค้นพบว่าเหยื่อทั้งหมดเกี่ยวข้องกับโครงการลับ: ```mermaid graph LR A[เหยื่อคนที่ 1<br>ผู้เชี่ยวชาญ AI] --> D[โครงการ<br>"จิตวิญญาณจักรกล"] B[เหยื่อคนที่ 2<br>นักวิทยหุ่นยนต์] --> D C[เหยื่อคนที่ 3<br>นักประสาทวิทยาศาสตร์] --> D ``` 👁️ การลักลอบใช้เทคโนโลยี โครงการ "จิตวิญญาณจักรกล" เกี่ยวข้องกับ: · การถ่ายโอนจิตสำนึก: สู่ร่างหุ่นยนต์ · ฮิวแมนนอยด์ขั้นสูง: ที่แทบไม่ต่างจากมนุษย์ · การสร้างหุ่นพยนต์: ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ 🦾 ตัวตนของนักฆ่าจักรกล 🤖 หุ่นพยนต์รุ่นใหม่ นักฆ่าคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ถูกจุติด้วยจิตวิญญาณมาร: ```python class MechanicalAssassin: def __init__(self): self.specifications = { "model": "Mara-X7", "appearance": "เหมือนมนุษย์ทุกประการ", "abilities": [ "เปลี่ยนรูปลักษณ์ได้", "ลบร่องรอยดิจิตอล", "เคลื่อนไหวไร้เสียง", "ทนทานต่ออาวุธทั่วไป" ], "weakness": "ไวต่อพลังงานจิตบริสุทธิ์" } self.origin = { "creator": "กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นอกระบบ", "purpose": "กำจัดผู้ที่รู้ความลับโครงการ", "soul_source": "จิตวิญญาณมารระดับสูง", "control_system": "AI ที่เรียนรู้ได้เอง" } ``` 🎯 วิธีการทำงาน หุ่นพยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ: · สอดแนม: ผ่านระบบเครือข่าย · วางแผน: ด้วย AI ที่คำนวณความเสี่ยง · ปฏิบัติการ: อย่างรวดเร็วและแม่นยำ · หลบหนี: โดยไม่ทิ้งร่องรอย 💫 การเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก ⚡ การต่อสู้ครั้งแรก หนูดีเผชิญหน้ากับหุ่นพยนต์แต่พบว่าตนเองไม่พร้อม: "ฉันทำไม่ได้...ฉันไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร" หนูดีรู้สึกหมดกำลังใจเมื่อนึกถึงพ่อ 🆘 ความช่วยเหลือจากเทพคุ้มครอง ธรรมบาลเทพปรากฏตัวแต่ช่วยได้จำกัด: "เราสามารถให้คำแนะนำได้แต่เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะสู้ด้วยตัวเอง" 📚 การเรียนรู้อย่างเร่งด่วน หนูดีต้องเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว: ```mermaid graph TB A[หนูดี<br>ขาดประสบการณ์] --> B[เร่งเรียน<br>การสืบสวน] A --> C[ฝึกฝน<br>การต่อสู้] A --> D[เรียนรู้<br>เทคโนโลยี] B --> E[พัฒนาทักษะ<br>อย่างรวดเร็ว] C --> E D --> E ``` 🔧 การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 💡 การใช้พลังพิเศษ หนูดีค้นพบว่าหุ่นพยนต์มีจุดอ่อน: · พลังงานจิต: รบกวนระบบอิเล็กทรอนิกส์ · อารมณ์มนุษย์: สิ่งที่ AI เข้าใจยาก · ความไม่แน่นอน: ที่การคำนวณทำนายไม่ได้ 🛠️ การพัฒนายุทธวิธีใหม่ หนูดีสร้างวิธีการต่อสู้อันซับซ้อน ```python class BattleStrategy: def __init__(self): self.psychological_warfare = [ "ใช้ความไม่แน่นอนทำให้ AI สับสน", "สร้างสถานการณ์ที่คำนวณไม่ได้", "ใช้จิตวิทยากับจิตวิญญาณมาร", "สร้างความขัดแย้งในระบบ" ] self.technical_countermeasures = [ "ใช้พลังงานจิตรบกวนเซ็นเซอร์", "สร้างสนามพลังยับยั้งการสื่อสาร", "ใช้คลื่นอารมณ์ทำลายเสถียรภาพ", "โจมตีจุดเชื่อมต่อพลังงาน" ] ``` 🌪️ การต่อสู้ครั้งสำคัญ ⚔️ ศึกตัดสินที่โรงงานร้าง หนูดีตามหุ่นพยนต์ไปยังฐานลับ: หนูดี:"เจ้าคือเครื่องมือของความชั่ว!" หุ่นพยนต์:"เราเพียงทำตามโปรแกรม... เหมือนเจ้าที่ทำตามความทรงจำเกี่ยวกับพ่อ" 💥 การใช้บทเรียนจากพ่อ ในวินาทีสำคัญ หนูดีนึกถึงคำสอนของพ่อ: "พ่อเคยบอกว่า...การเป็นตำรวจที่ดีต้องการใช้เพียงประสบการณ์ แต่คือการใช้หัวใจและสติปัญญา" 🎯 การโจมตีจุดอ่อน หนูดีใช้ทั้งพลังและปัญญา: · สร้างความขัดแย้ง: ในจิตวิญญาณมาร · รบกวนระบบ: ด้วยพลังงานอารมณ์ · โจมตีจิตใจ: ของผู้ควบคุมเบื้องหลัง 🏆 ชัยชนะแห่งการเติบโต 💪 การก้าวข้ามความกลัว หนูดีพิสูจน์ว่าตนเองสามารถ: · สืบสวนคดี: ได้โดยไม่มีพ่อ · จัดการกับเทคโนโลยี: ที่ทันสมัย · ใช้พลัง: อย่างชาญฉลาด 🌱 บทเรียนที่ได้รับ ```python class GrowthLessons: def __init__(self): self.personal_growth = [ "เรียนรู้ที่จะ "เข้าใจว่าความกลัวคือโอกาสในการเติบโต", "พัฒนาความเป็นผู้นำจากการตัดสินใจ", "รู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น" ] self.professional_skills = [ "การสืบสวนอย่างเป็นระบบ", "การวิเคราะห์พยานหลักฐาน", "การจัดการกับเทคโนโลยีสมัยใหม่", "การทำงานเป็นทีมกับผู้เชี่ยวชาญ" ] ``` 📈 การพัฒนาสู่ผู้เชี่ยวชาญ 🎓 การเป็นที่ปรึกษาอิสระ หลังคดีนี้ หนูดีได้รับการยอมรับในฐานะ: · ที่ปรึกษาด้านคดีพิเศษ: สำหรับหน่วยงานรัฐ · ผู้เชี่ยวชาญโอปปาติกะ: ด้านความมั่นคง · ครูสอนการควบคุมพลัง: สำหรับรุ่นน้อง 🤝 เครือข่าย หนูดีสร้างความร่วมมือใหม่: · กับหน่วยงานไฮเทค: ด้านความปลอดภัย · กับนักวิทยาศาสตร์: ด้านเทคโนโลยีและจิตวิญญาณ · กับชุมชนโอปปาติกะ: ด้านการพัฒนาทักษะ 💫 บทสรุปแห่งการเติบโต 🌟 คำคมจากหนูดี "ฉันเรียนรู้ว่า... การไม่มีพ่อไม่ใช่ข้ออ้างที่จะล้มเหลว แต่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเอง และประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่คือบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง" 🕊️ คำคมจากธรรมบาลเทพ "การเติบโตที่แท้จริง... เกิดขึ้นเมื่อเราก้าวเดินด้วยขาของตัวเอง แม้ทางนั้นจะยากลำบากและไม่แน่นอน และพ่อที่แท้จริง... คือผู้ที่สอนให้ลูกรู้จักยืนได้ด้วยตัวเอง" --- คำคมสุดท้ายจากคดี: "ในความมืดมิดแห่งการสูญเสีย... มีแสงสว่างแห่งการเติบโต และในความยุ่งยากแห่งการเดินทาง... มีบทเรียนแห่งความแข็งแกร่ง พ่ออาจจากไป... แต่สิ่งที่พ่อสอนจะคงอยู่ตลอดไป และฉัน... จะก้าวเดินต่อไปบนทางที่พ่อได้เริ่มไว้"🔪✨ บทเรียนแห่งความเป็นตำรวจ: "การเป็นนักสืบอาศัยหลักฐาน แต่คือการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง และการคลี่คลายคดี... มักเริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเอง"🦋
    0 Comments 0 Shares 189 Views 0 Reviews
  • บทความกฎหมาย EP.33

    ในทางกฎหมายและธุรกิจ คำว่า "นิติบุคคล" เป็นแนวคิดพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่คนทั่วไปมักจะเข้าใจเพียงผิวเผิน นิติบุคคลนั้นสามารถนิยามได้อย่างกระชับและทรงพลัง นั่นคือ องค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายเหมือนบุคคล การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงสำนวนโวหาร แต่เป็นการมอบสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทางกฎหมายให้กับกลุ่มบุคคลหรือทรัพย์สินที่รวมกันเป็นหน่วยงานเดียว ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย นิติบุคคลถือเป็น "บุคคล" ประเภทหนึ่งนอกเหนือจากบุคคลธรรมดา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของปัจเจกชน ตัวอย่างที่ชัดเจนและพบเห็นได้บ่อยที่สุดคือ "บริษัทจำกัด" ซึ่งเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากให้ข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการ การเกิดขึ้นของนิติบุคคลนั้นมีรากฐานมาจากหลักการที่ว่า เพื่อให้การดำเนินงานขนาดใหญ่มีความมั่นคงและต่อเนื่อง จำเป็นต้องแยกสถานะของกิจการออกจากสถานะส่วนตัวของผู้ก่อตั้งหรือผู้ถือหุ้น นิติบุคคลจึงมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง มีหนี้สินเป็นของตนเอง สามารถเข้าทำสัญญา ฟ้องร้อง หรือถูกฟ้องร้องในนามขององค์กรได้ ซึ่งเป็นหลักการที่เรียกว่า "การแยกทรัพย์สิน" หรือ "Separate Legal Personality" หลักการนี้ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดได้รับความคุ้มครองที่เรียกว่า "ความรับผิดจำกัด" (Limited Liability) นั่นคือความรับผิดของพวกเขาจะถูกจำกัดอยู่เพียงแค่จำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น หากบริษัทเกิดปัญหาล้มละลายหรือมีหนี้สินมหาศาล เจ้าหนี้จะสามารถเรียกร้องได้เพียงแค่ทรัพย์สินของบริษัทเท่านั้น จะไม่สามารถลุกลามไปยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้ เว้นแต่จะมีกรณีที่ศาลพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้สถานะนิติบุคคลไปในทางที่ทุจริตหรือมิชอบด้วยกฎหมาย นอกเหนือจากบริษัทจำกัดแล้ว นิติบุคคลยังครอบคลุมไปถึงรูปแบบองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย เช่น มูลนิธิ สมาคม ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ได้จดทะเบียน ตลอดจนหน่วยงานของรัฐบางประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีกฎหมายเฉพาะที่ใช้กำกับดูแลแตกต่างกันไป แต่หลักการพื้นฐานที่ว่ามี "สถานะทางกฎหมายเหมือนบุคคล" นั้นยังคงเป็นแก่นเดียวกัน กล่าวคือ พวกเขาสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเป็นอิสระ มีอายุยืนยาวกว่าผู้ก่อตั้ง สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับบุคคลภายนอกได้ และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถเป็นเจ้าของสิทธิและต้องรับผิดชอบตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์

    หลักการแยกสถานะนี้เองที่ทำให้นิติบุคคลกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสมัยใหม่ ลองจินตนาการถึงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับประเทศหรือระดับโลก หากไม่มีรูปแบบนิติบุคคลที่ให้ความรับผิดจำกัด ใครเล่าจะกล้าเสี่ยงนำทรัพย์สินทั้งหมดของตนเองมาลงทุนในกิจการที่มีความไม่แน่นอนสูง นิติบุคคลจึงช่วยกระจายความเสี่ยงและดึงดูดเงินทุนจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม การได้รับสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายนั้นมาพร้อมกับภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานต้องโปร่งใสและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้กับหน่วยงานราชการ หากนิติบุคคลใดกระทำการนอกเหนืออำนาจหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การกระทำนั้นอาจตกเป็นโมฆะหรือมีผลผูกพันเพียงบางส่วน การบริหารจัดการนิติบุคคลจึงต้องอาศัยคณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทน เช่น กรรมการบริษัท ซึ่งผู้แทนเหล่านี้ต้องกระทำการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรอบคอบเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนิติบุคคลเป็นสำคัญ หากกรรมการกระทำการโดยประมาทเลินเล่อหรือทุจริตจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่นิติบุคคลหรือบุคคลภายนอก กรรมการเหล่านั้นอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาด้วยตนเอง ดังนั้น การใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่เรียกว่านิติบุคคลนี้จึงต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงทั้งสิทธิที่ได้รับและความรับผิดชอบที่ตามมา การดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นคงให้กับองค์กร ขณะที่การละเลยข้อกำหนดทางกฎหมายอาจนำไปสู่ปัญหาทางคดีและการล่มสลายของกิจการได้

    โดยสรุปแล้ว นิติบุคคลไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเรียกขององค์กร แต่เป็นโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง มันคือการสร้าง "บุคคลเทียม" ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำธุรกรรมขนาดใหญ่และลดความเสี่ยงส่วนตัวของผู้ประกอบการ นิติบุคคลมอบโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งและความยั่งยืนให้กับกิจการผ่านหลักการความรับผิดจำกัดและการมีอยู่ที่เป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน มันก็เรียกร้องความรับผิดชอบในระดับเดียวกับบุคคลธรรมดาในการปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ ความเข้าใจที่ถ่องแท้ในสถานะทางกฎหมายและผลที่ตามมาของการเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารนิติบุคคลอย่างมีธรรมาภิบาลและการยึดมั่นในกรอบกฎหมายคือกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถใช้สิทธิอำนาจเทียบเท่าบุคคลได้อย่างเต็มที่และเป็นธรรมในสังคม
    บทความกฎหมาย EP.33 ในทางกฎหมายและธุรกิจ คำว่า "นิติบุคคล" เป็นแนวคิดพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่คนทั่วไปมักจะเข้าใจเพียงผิวเผิน นิติบุคคลนั้นสามารถนิยามได้อย่างกระชับและทรงพลัง นั่นคือ องค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายเหมือนบุคคล การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงสำนวนโวหาร แต่เป็นการมอบสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทางกฎหมายให้กับกลุ่มบุคคลหรือทรัพย์สินที่รวมกันเป็นหน่วยงานเดียว ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย นิติบุคคลถือเป็น "บุคคล" ประเภทหนึ่งนอกเหนือจากบุคคลธรรมดา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อนเกินกว่าขีดความสามารถของปัจเจกชน ตัวอย่างที่ชัดเจนและพบเห็นได้บ่อยที่สุดคือ "บริษัทจำกัด" ซึ่งเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากให้ข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการ การเกิดขึ้นของนิติบุคคลนั้นมีรากฐานมาจากหลักการที่ว่า เพื่อให้การดำเนินงานขนาดใหญ่มีความมั่นคงและต่อเนื่อง จำเป็นต้องแยกสถานะของกิจการออกจากสถานะส่วนตัวของผู้ก่อตั้งหรือผู้ถือหุ้น นิติบุคคลจึงมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง มีหนี้สินเป็นของตนเอง สามารถเข้าทำสัญญา ฟ้องร้อง หรือถูกฟ้องร้องในนามขององค์กรได้ ซึ่งเป็นหลักการที่เรียกว่า "การแยกทรัพย์สิน" หรือ "Separate Legal Personality" หลักการนี้ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดได้รับความคุ้มครองที่เรียกว่า "ความรับผิดจำกัด" (Limited Liability) นั่นคือความรับผิดของพวกเขาจะถูกจำกัดอยู่เพียงแค่จำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น หากบริษัทเกิดปัญหาล้มละลายหรือมีหนี้สินมหาศาล เจ้าหนี้จะสามารถเรียกร้องได้เพียงแค่ทรัพย์สินของบริษัทเท่านั้น จะไม่สามารถลุกลามไปยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้ เว้นแต่จะมีกรณีที่ศาลพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้สถานะนิติบุคคลไปในทางที่ทุจริตหรือมิชอบด้วยกฎหมาย นอกเหนือจากบริษัทจำกัดแล้ว นิติบุคคลยังครอบคลุมไปถึงรูปแบบองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย เช่น มูลนิธิ สมาคม ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ได้จดทะเบียน ตลอดจนหน่วยงานของรัฐบางประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีกฎหมายเฉพาะที่ใช้กำกับดูแลแตกต่างกันไป แต่หลักการพื้นฐานที่ว่ามี "สถานะทางกฎหมายเหมือนบุคคล" นั้นยังคงเป็นแก่นเดียวกัน กล่าวคือ พวกเขาสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเป็นอิสระ มีอายุยืนยาวกว่าผู้ก่อตั้ง สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับบุคคลภายนอกได้ และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถเป็นเจ้าของสิทธิและต้องรับผิดชอบตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ หลักการแยกสถานะนี้เองที่ทำให้นิติบุคคลกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสมัยใหม่ ลองจินตนาการถึงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับประเทศหรือระดับโลก หากไม่มีรูปแบบนิติบุคคลที่ให้ความรับผิดจำกัด ใครเล่าจะกล้าเสี่ยงนำทรัพย์สินทั้งหมดของตนเองมาลงทุนในกิจการที่มีความไม่แน่นอนสูง นิติบุคคลจึงช่วยกระจายความเสี่ยงและดึงดูดเงินทุนจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม การได้รับสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายนั้นมาพร้อมกับภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานต้องโปร่งใสและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้กับหน่วยงานราชการ หากนิติบุคคลใดกระทำการนอกเหนืออำนาจหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การกระทำนั้นอาจตกเป็นโมฆะหรือมีผลผูกพันเพียงบางส่วน การบริหารจัดการนิติบุคคลจึงต้องอาศัยคณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทน เช่น กรรมการบริษัท ซึ่งผู้แทนเหล่านี้ต้องกระทำการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรอบคอบเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนิติบุคคลเป็นสำคัญ หากกรรมการกระทำการโดยประมาทเลินเล่อหรือทุจริตจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่นิติบุคคลหรือบุคคลภายนอก กรรมการเหล่านั้นอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาด้วยตนเอง ดังนั้น การใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่เรียกว่านิติบุคคลนี้จึงต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงทั้งสิทธิที่ได้รับและความรับผิดชอบที่ตามมา การดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นคงให้กับองค์กร ขณะที่การละเลยข้อกำหนดทางกฎหมายอาจนำไปสู่ปัญหาทางคดีและการล่มสลายของกิจการได้ โดยสรุปแล้ว นิติบุคคลไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเรียกขององค์กร แต่เป็นโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง มันคือการสร้าง "บุคคลเทียม" ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำธุรกรรมขนาดใหญ่และลดความเสี่ยงส่วนตัวของผู้ประกอบการ นิติบุคคลมอบโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งและความยั่งยืนให้กับกิจการผ่านหลักการความรับผิดจำกัดและการมีอยู่ที่เป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน มันก็เรียกร้องความรับผิดชอบในระดับเดียวกับบุคคลธรรมดาในการปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ ความเข้าใจที่ถ่องแท้ในสถานะทางกฎหมายและผลที่ตามมาของการเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารนิติบุคคลอย่างมีธรรมาภิบาลและการยึดมั่นในกรอบกฎหมายคือกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถใช้สิทธิอำนาจเทียบเท่าบุคคลได้อย่างเต็มที่และเป็นธรรมในสังคม
    0 Comments 0 Shares 212 Views 0 Reviews
  • สั่งลบข้อมูล 1.2 ล้านราย สแกนม่านตาแลกเหรียญ

    ในช่วงกลางปี 2568 มีประชาชนจำนวนมาก รวมตัวกันที่ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รายใหญ่นับร้อยแห่ง เพื่อรอคิวสแกนม่านตา แล้วจะได้รับเหรียญคริปโทเคอเรนซีที่ชื่อว่า เวิลด์คอยน์ เพื่อแลกเป็นเงินสด หรือเพื่อเก็งกำไรและใช้แลกเปลี่ยนระหว่างกัน บางคนบอกว่าสแกนเสร็จแล้วจะได้รับเงินโอนประมาณ 500-1,000 บาท กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากยังไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งกรมการปกครองไม่มีนโยบายให้ประชาชนสแกนม่านตา เกรงว่าอาจกลายเป็นการหลอกลวงประชาชน

    ที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 24 พ.ย. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) มีคำสั่งทางปกครองให้ World ประเทศไทย และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ระงับหรืองดสแกนม่านตา เพื่อรับเหรียญคริปโทเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการแก่ สคส.ภายใน 7 วัน หลังจากตรวจสอบพบว่าใช้วิธีแจกเหรียญคริปโทฯ จูงใจประชาชน เพื่อแลกกับความยินยอมเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งไม่เป็นไปโดยอิสระตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งผู้ที่เคยสแกนม่านตาไปแล้ว ไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ขอความยินยอมเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น

    อีกทั้งสั่งให้ลบทำลายข้อมูลม่านตา และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศ โดยไม่ถูกกฎหมาย นอกจากนี้ ยังให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานอื่นๆ ตรวจสอบประเด็นที่น่าสงสัยอื่นๆ เช่น กรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญ เพื่อนำไปให้บุคคคอื่นใช้ ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.และตำรวจไซเบอร์ตรวจพบ และจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย และพบว่าประเทศอื่นมีคำสั่งระงับชัดเจน 5 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล

    ด้าน World ประเทศไทย ชี้แจงว่าได้ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริงในประเทศไทยชั่วคราว แม้ได้ให้ข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานกํากับดูแลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน ซึ่งยังคงหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สคส. เพื่อร่วมกันกําหนดแนวทางดําเนินงานที่เหมาะสมและยั่งยืนต่อไป ขณะที่สมาชิกที่เคยสแกนม่านตาไปแล้วบางส่วน ออกมาคัดค้านการสั่งลบข้อมูลแบบเหมาเข่ง อ้างว่ามีเพียง IrisCode และภาพถ่ายใบหน้าเท่านั้น และเกรงว่าจะกระทบกับเวิลด์คอยน์ที่ตนเองมีอยู่

    #Newskit
    สั่งลบข้อมูล 1.2 ล้านราย สแกนม่านตาแลกเหรียญ ในช่วงกลางปี 2568 มีประชาชนจำนวนมาก รวมตัวกันที่ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รายใหญ่นับร้อยแห่ง เพื่อรอคิวสแกนม่านตา แล้วจะได้รับเหรียญคริปโทเคอเรนซีที่ชื่อว่า เวิลด์คอยน์ เพื่อแลกเป็นเงินสด หรือเพื่อเก็งกำไรและใช้แลกเปลี่ยนระหว่างกัน บางคนบอกว่าสแกนเสร็จแล้วจะได้รับเงินโอนประมาณ 500-1,000 บาท กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากยังไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งกรมการปกครองไม่มีนโยบายให้ประชาชนสแกนม่านตา เกรงว่าอาจกลายเป็นการหลอกลวงประชาชน ที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 24 พ.ย. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) มีคำสั่งทางปกครองให้ World ประเทศไทย และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ระงับหรืองดสแกนม่านตา เพื่อรับเหรียญคริปโทเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการแก่ สคส.ภายใน 7 วัน หลังจากตรวจสอบพบว่าใช้วิธีแจกเหรียญคริปโทฯ จูงใจประชาชน เพื่อแลกกับความยินยอมเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งไม่เป็นไปโดยอิสระตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งผู้ที่เคยสแกนม่านตาไปแล้ว ไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ขอความยินยอมเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น อีกทั้งสั่งให้ลบทำลายข้อมูลม่านตา และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศ โดยไม่ถูกกฎหมาย นอกจากนี้ ยังให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานอื่นๆ ตรวจสอบประเด็นที่น่าสงสัยอื่นๆ เช่น กรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญ เพื่อนำไปให้บุคคคอื่นใช้ ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.และตำรวจไซเบอร์ตรวจพบ และจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย และพบว่าประเทศอื่นมีคำสั่งระงับชัดเจน 5 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล ด้าน World ประเทศไทย ชี้แจงว่าได้ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริงในประเทศไทยชั่วคราว แม้ได้ให้ข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานกํากับดูแลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน ซึ่งยังคงหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สคส. เพื่อร่วมกันกําหนดแนวทางดําเนินงานที่เหมาะสมและยั่งยืนต่อไป ขณะที่สมาชิกที่เคยสแกนม่านตาไปแล้วบางส่วน ออกมาคัดค้านการสั่งลบข้อมูลแบบเหมาเข่ง อ้างว่ามีเพียง IrisCode และภาพถ่ายใบหน้าเท่านั้น และเกรงว่าจะกระทบกับเวิลด์คอยน์ที่ตนเองมีอยู่ #Newskit
    Like
    1
    1 Comments 0 Shares 287 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar
    #รวมข่าวIT #20251124 #TechRadar

    รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายสำหรับพื้นแข็ง
    ใครที่บ้านมีพื้นแข็งเยอะ เช่นไม้หรือกระเบื้อง จะรู้ว่าการเลือกเครื่องดูดฝุ่นไม่ง่ายอย่างที่คิด ล่าสุดมีการทดสอบเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย 8 รุ่น ผลปรากฏว่า Shark PowerDetect Cordless ทำคะแนนสูงสุด ทั้งดูดฝุ่นละเอียดและเศษใหญ่ได้ดี จุดเด่นคือสามารถดูดได้ทั้งขณะดันไปข้างหน้าและดึงกลับ ทำให้ไม่เหลือเศษสะสมด้านหลังหัวดูด นอกจากนี้ยังมีระบบปรับแรงดูดอัตโนมัติและฟีเจอร์ตรวจจับขอบห้อง รุ่นอื่นที่น่าสนใจคือ Dyson Gen5detect และ Dreame R20 แต่ Shark ถือว่าครองแชมป์เรื่องประสิทธิภาพ
    https://www.techradar.com/home/vacuums/i-tested-a-load-of-cordless-vacuums-to-find-the-best-option-for-hard-floor-heres-the-vac-that-came-out-on-top

    ทำไม ICQ ถึงล้มเหลว
    ย้อนกลับไปยุค 90s ICQ คือหนึ่งในโปรแกรมแชทที่บุกเบิกวงการ มีผู้ใช้ทะลุ 100 ล้านราย และถูก AOL ซื้อไปในปี 1998 แต่เมื่อคู่แข่งใหม่ ๆ อย่าง MSN, Yahoo Messenger และต่อมาคือ WhatsApp, Telegram เข้ามา ICQ ก็เริ่มเสื่อมความนิยม แม้จะพยายามปรับตัวเข้าสู่ยุคมือถือ แต่ก็ไม่สามารถกลับมาครองตลาดได้ สุดท้ายในปี 2024 ICQ ประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการปิดฉากตำนานโปรแกรมแชทที่ครั้งหนึ่งเคยครองโลกออนไลน์
    https://www.techradar.com/pro/this-pioneering-instant-messaging-platform-tried-to-keep-up-with-the-times-it-failed

    ดราม่าเรื่องช่องโหว่ Comet Browser
    บริษัท SquareX ออกมาแฉว่า Comet Browser ของ Perplexity มี API ซ่อนที่อาจถูกใช้สั่งรันคำสั่งบนเครื่องผู้ใช้ได้ ซึ่งถือว่าอันตรายมาก แต่ทาง Perplexity รีบออกมาปฏิเสธทันที บอกว่าข้อมูลนี้ “ไม่จริง” เพราะต้องเปิดโหมดนักพัฒนาและผู้ใช้ต้องยินยอมเองถึงจะทำได้ อย่างไรก็ตาม SquareX ยืนยันว่ามีการทดสอบซ้ำจากนักวิจัยภายนอกและพบว่าช่องโหว่นี้มีจริง ก่อนที่ Comet จะอัปเดตแก้ไขแบบเงียบ ๆ เรื่องนี้สะท้อนว่าการแข่งขันด้านเบราว์เซอร์ AI กำลังร้อนแรง และความปลอดภัยยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องจับตา
    https://www.techradar.com/pro/security/perplexity-responds-to-comet-browser-vulnerability-claims-argues-fake-news

    AI พลิกโฉมการจัดการค่าใช้จ่ายธุรกิจ
    การเบิกค่าใช้จ่ายและการเดินทางของพนักงานเคยเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ตอนนี้ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกม ระบบใหม่ช่วยให้พนักงานสามารถส่งค่าใช้จ่ายได้ทันที เช่นถ่ายใบเสร็จแล้วระบบบันทึกอัตโนมัติ ลดงานเอกสารและความผิดพลาด ฝั่งฝ่ายการเงินก็ได้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ สามารถตรวจสอบความเสี่ยงและควบคุมงบประมาณได้ดีกว่าเดิม จุดสำคัญคือ AI ไม่ได้แค่ทำงานอัตโนมัติ แต่ยังเรียนรู้พฤติกรรมและช่วยคาดการณ์ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ทำให้การจัดการค่าใช้จ่ายกลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ภาระงานอีกต่อไป
    https://www.techradar.com/pro/how-ai-is-turning-travel-and-expense-into-a-strategic-advantage

    ยุโรปเสี่ยงเสียความได้เปรียบด้าน AI
    บทความนี้พูดถึงความท้าทายของยุโรปในการรักษาความได้เปรียบด้าน AI หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ปัจจุบันสหรัฐฯ และจีนกำลังลงทุนมหาศาลในระบบคลาวด์และศูนย์ข้อมูล ทำให้ยุโรปอาจเสียตำแหน่งผู้นำหากไม่เร่งพัฒนา การสร้างระบบที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจและรัฐบาลมั่นใจในการใช้ AI อย่างเต็มที่
    https://www.techradar.com/pro/europes-ai-advantage-at-risk-without-secure-and-private-infrastructure

    Quantum Computer กำลังจะมาเร็วเกินคาด
    มีการเตือนจาก CEO ของ Palo Alto Networks ว่า ภายในปี 2029 หรืออาจเร็วกว่านั้น รัฐที่ไม่เป็นมิตรอาจมี "Quantum Computer" ที่ทรงพลังพอจะทำลายระบบเข้ารหัสที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ได้ ซึ่งหมายความว่า firewall และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่พึ่งพาการเข้ารหัสอาจต้องถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด บริษัทจึงเตรียมออกผลิตภัณฑ์ "Quantum-safe" เพื่อรับมือ และยังชี้ว่าการผสมผสาน AI ใน browser ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตี ทำให้อนาคตของการป้องกันภัยไซเบอร์ต้องเข้มข้นกว่าเดิม
    https://www.techradar.com/pro/security/security-firm-ceo-thinks-nation-states-will-have-weaponized-quantum-computers-within-the-next-five-years

    Nvidia ปฏิเสธกระแส "AI Bubble"
    Jensen Huang CEO ของ Nvidia ออกมายืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับ AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานการคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง เขาอธิบายว่า GPU กำลังเข้ามาแทนที่ CPU ในงานที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูง และยังพูดถึงการเกิดขึ้นของ "Agentic AI" ที่สามารถคิดและทำงานเองได้โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์สั่ง เขามองว่านี่คือการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การเก็งกำไรชั่วคราว
    https://www.techradar.com/pro/we-see-something-very-different-nvidia-ceo-jensen-huang-dismisses-ai-bubble-talk-and-i-guess-he-should-know

    ไฟรถยนต์ยุคใหม่: Pixel, Matrix, OLED
    เทคโนโลยีไฟรถยนต์พัฒนาไปไกลมาก โดยเฉพาะใน EV ที่ต้องการประหยัดพลังงาน ตอนนี้มีทั้ง pixel grille ที่สามารถแสดงข้อความหรือ emoji, matrix headlights ที่ปรับแสงอัตโนมัติไม่ให้แยงตาคนอื่น และ OLED taillights ที่บางและออกแบบได้อิสระมากขึ้น บางรุ่นถึงขั้นใช้ไฟหน้าเป็น "โปรเจคเตอร์" ฉายภาพนำทางหรือแม้แต่หนังกลางแปลงได้เลย!
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/pixel-arrays-matrix-headlights-oled-taillights-new-lighting-tech-is-bedazzling-evs

    ChatGPT ฟรีสำหรับครู
    OpenAI เปิดตัว ChatGPT เวอร์ชันพิเศษสำหรับครู K–12 ในสหรัฐ ใช้งาน GPT-5.1 ได้ไม่จำกัด พร้อมฟีเจอร์อัปโหลดไฟล์, สร้างภาพ, เชื่อมต่อกับ Google Drive และ Microsoft 365 ทั้งหมดนี้ฟรีจนถึงปี 2027 ระบบยังถูกออกแบบให้สอดคล้องกับกฎหมาย FERPA เพื่อปกป้องข้อมูลนักเรียน และช่วยครูวางแผนการสอน ทำงานร่วมกัน และสร้างบทเรียนได้ง่ายขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/free-chatgpt-is-coming-for-teachers-openai-looks-to-spread-influence-of-its-chatbot-into-schools

    แอป Elfster ช่วยจัด Secret Santa
    ผู้เขียนเล่าว่าการแลกของขวัญในครอบครัวเคยยุ่งยาก แต่พอใช้แอป Elfster ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก แอปนี้ช่วยสุ่มจับชื่อ, ตั้งกติกา เช่นไม่ให้คู่รักจับกันเอง, สร้าง wish list และแชร์กับเพื่อนหรือครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังมีไกด์ของขวัญตามเทรนด์ เช่น "TikTok Finds" หรือ "Gifts Under $10" ทำให้การเลือกของขวัญสนุกและไม่เครียดอีกต่อไป
    https://www.techradar.com/computing/websites-apps/elfster

    DJI เตรียมเปิดตัวโดรน 360 องศา
    มีข่าวลือว่า DJI กำลังจะเปิดตัวโดรนรุ่นใหม่ที่สามารถถ่ายภาพและวิดีโอแบบ 360 องศาได้ หลังจากมีภาพหลุดออกมาอีกครั้ง ทำให้คาดการณ์ว่าอาจมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการถ่ายทำทั้งงานภาพยนตร์และคอนเทนต์โซเชียล
    https://www.techradar.com/cameras/drones/djis-first-360-degree-drone-leaks-again-and-an-official-launch-could-be-very-soon

    Galaxy S26 Ultra อาจได้แบตใหญ่ขึ้น
    มีข่าวลือเกี่ยวกับ Samsung Galaxy S26 Ultra ว่าจะมาพร้อมการอัปเกรดแบตเตอรี่ให้มีความจุสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม ถือเป็นการปรับปรุงที่สำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นนี้ที่ผู้ใช้คาดหวังเรื่องความทนทานและประสิทธิภาพ ,
    https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/a-new-samsung-galaxy-s26-ultra-rumor-hints-at-a-battery-upgrade-for-the-premium-flagship-phone

    รัสเซียตั้งทีมชาติ AI
    รัสเซียประกาศตั้ง "National AI Taskforce" เพื่อสร้างความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าหมายให้มี AI และโดรนที่พัฒนาเองภายในประเทศภายในปี 2030 นี่ถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เพื่อแข่งขันกับมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ และลดการพึ่งพาต่างชาติ
    https://www.techradar.com/pro/did-the-ai-war-just-get-one-step-closer-putin-confirms-russia-is-planning-its-own-national-ai-taskforce

    ศึก Router: TP-Link vs Netgear
    TP-Link ฟ้อง Netgear โดยกล่าวหาว่ามีการให้ข้อมูลที่ทำให้ TP-Link ดูเหมือนเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ และมีการโยงไปถึงการโจมตีไซเบอร์ที่สนับสนุนโดยรัฐ ซึ่ง TP-Link มองว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงและสร้างความเข้าใจผิดในตลาด
    https://www.techradar.com/pro/the-router-wars-are-kicking-off-tp-link-says-smear-campaign-by-netgear-made-it-seem-to-be-a-us-national-security-risk

    AI ต้องบาลานซ์: นวัตกรรม vs ความเสี่ยง
    บทความนี้พูดถึงการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนใน AI กับต้นทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทน (ROI) โดยชี้ว่าบริษัทต่าง ๆ ต้องหาวิธีใช้ AI อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่เพื่อความล้ำสมัย แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความปลอดภัยด้วย
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/pro/harmonizing-ai-innovation-with-cost-risk-and-roi
    📌📡🟡 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟡📡📌 #รวมข่าวIT #20251124 #TechRadar 🧹 รีวิวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายสำหรับพื้นแข็ง ใครที่บ้านมีพื้นแข็งเยอะ เช่นไม้หรือกระเบื้อง จะรู้ว่าการเลือกเครื่องดูดฝุ่นไม่ง่ายอย่างที่คิด ล่าสุดมีการทดสอบเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย 8 รุ่น ผลปรากฏว่า Shark PowerDetect Cordless ทำคะแนนสูงสุด ทั้งดูดฝุ่นละเอียดและเศษใหญ่ได้ดี จุดเด่นคือสามารถดูดได้ทั้งขณะดันไปข้างหน้าและดึงกลับ ทำให้ไม่เหลือเศษสะสมด้านหลังหัวดูด นอกจากนี้ยังมีระบบปรับแรงดูดอัตโนมัติและฟีเจอร์ตรวจจับขอบห้อง รุ่นอื่นที่น่าสนใจคือ Dyson Gen5detect และ Dreame R20 แต่ Shark ถือว่าครองแชมป์เรื่องประสิทธิภาพ 🔗 https://www.techradar.com/home/vacuums/i-tested-a-load-of-cordless-vacuums-to-find-the-best-option-for-hard-floor-heres-the-vac-that-came-out-on-top 💬 ทำไม ICQ ถึงล้มเหลว ย้อนกลับไปยุค 90s ICQ คือหนึ่งในโปรแกรมแชทที่บุกเบิกวงการ มีผู้ใช้ทะลุ 100 ล้านราย และถูก AOL ซื้อไปในปี 1998 แต่เมื่อคู่แข่งใหม่ ๆ อย่าง MSN, Yahoo Messenger และต่อมาคือ WhatsApp, Telegram เข้ามา ICQ ก็เริ่มเสื่อมความนิยม แม้จะพยายามปรับตัวเข้าสู่ยุคมือถือ แต่ก็ไม่สามารถกลับมาครองตลาดได้ สุดท้ายในปี 2024 ICQ ประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการปิดฉากตำนานโปรแกรมแชทที่ครั้งหนึ่งเคยครองโลกออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-pioneering-instant-messaging-platform-tried-to-keep-up-with-the-times-it-failed 🔒 ดราม่าเรื่องช่องโหว่ Comet Browser บริษัท SquareX ออกมาแฉว่า Comet Browser ของ Perplexity มี API ซ่อนที่อาจถูกใช้สั่งรันคำสั่งบนเครื่องผู้ใช้ได้ ซึ่งถือว่าอันตรายมาก แต่ทาง Perplexity รีบออกมาปฏิเสธทันที บอกว่าข้อมูลนี้ “ไม่จริง” เพราะต้องเปิดโหมดนักพัฒนาและผู้ใช้ต้องยินยอมเองถึงจะทำได้ อย่างไรก็ตาม SquareX ยืนยันว่ามีการทดสอบซ้ำจากนักวิจัยภายนอกและพบว่าช่องโหว่นี้มีจริง ก่อนที่ Comet จะอัปเดตแก้ไขแบบเงียบ ๆ เรื่องนี้สะท้อนว่าการแข่งขันด้านเบราว์เซอร์ AI กำลังร้อนแรง และความปลอดภัยยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องจับตา 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/perplexity-responds-to-comet-browser-vulnerability-claims-argues-fake-news 🧳 AI พลิกโฉมการจัดการค่าใช้จ่ายธุรกิจ การเบิกค่าใช้จ่ายและการเดินทางของพนักงานเคยเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ตอนนี้ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกม ระบบใหม่ช่วยให้พนักงานสามารถส่งค่าใช้จ่ายได้ทันที เช่นถ่ายใบเสร็จแล้วระบบบันทึกอัตโนมัติ ลดงานเอกสารและความผิดพลาด ฝั่งฝ่ายการเงินก็ได้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ สามารถตรวจสอบความเสี่ยงและควบคุมงบประมาณได้ดีกว่าเดิม จุดสำคัญคือ AI ไม่ได้แค่ทำงานอัตโนมัติ แต่ยังเรียนรู้พฤติกรรมและช่วยคาดการณ์ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ทำให้การจัดการค่าใช้จ่ายกลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ภาระงานอีกต่อไป 🔗 https://www.techradar.com/pro/how-ai-is-turning-travel-and-expense-into-a-strategic-advantage 🌐 ยุโรปเสี่ยงเสียความได้เปรียบด้าน AI บทความนี้พูดถึงความท้าทายของยุโรปในการรักษาความได้เปรียบด้าน AI หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ปัจจุบันสหรัฐฯ และจีนกำลังลงทุนมหาศาลในระบบคลาวด์และศูนย์ข้อมูล ทำให้ยุโรปอาจเสียตำแหน่งผู้นำหากไม่เร่งพัฒนา การสร้างระบบที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจและรัฐบาลมั่นใจในการใช้ AI อย่างเต็มที่ 🔗 https://www.techradar.com/pro/europes-ai-advantage-at-risk-without-secure-and-private-infrastructure 🧮 Quantum Computer กำลังจะมาเร็วเกินคาด มีการเตือนจาก CEO ของ Palo Alto Networks ว่า ภายในปี 2029 หรืออาจเร็วกว่านั้น รัฐที่ไม่เป็นมิตรอาจมี "Quantum Computer" ที่ทรงพลังพอจะทำลายระบบเข้ารหัสที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ได้ ซึ่งหมายความว่า firewall และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่พึ่งพาการเข้ารหัสอาจต้องถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด บริษัทจึงเตรียมออกผลิตภัณฑ์ "Quantum-safe" เพื่อรับมือ และยังชี้ว่าการผสมผสาน AI ใน browser ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตี ทำให้อนาคตของการป้องกันภัยไซเบอร์ต้องเข้มข้นกว่าเดิม 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/security-firm-ceo-thinks-nation-states-will-have-weaponized-quantum-computers-within-the-next-five-years 💻 Nvidia ปฏิเสธกระแส "AI Bubble" Jensen Huang CEO ของ Nvidia ออกมายืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับ AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานการคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริง เขาอธิบายว่า GPU กำลังเข้ามาแทนที่ CPU ในงานที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูง และยังพูดถึงการเกิดขึ้นของ "Agentic AI" ที่สามารถคิดและทำงานเองได้โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์สั่ง เขามองว่านี่คือการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่การเก็งกำไรชั่วคราว 🔗 https://www.techradar.com/pro/we-see-something-very-different-nvidia-ceo-jensen-huang-dismisses-ai-bubble-talk-and-i-guess-he-should-know 🚗 ไฟรถยนต์ยุคใหม่: Pixel, Matrix, OLED เทคโนโลยีไฟรถยนต์พัฒนาไปไกลมาก โดยเฉพาะใน EV ที่ต้องการประหยัดพลังงาน ตอนนี้มีทั้ง pixel grille ที่สามารถแสดงข้อความหรือ emoji, matrix headlights ที่ปรับแสงอัตโนมัติไม่ให้แยงตาคนอื่น และ OLED taillights ที่บางและออกแบบได้อิสระมากขึ้น บางรุ่นถึงขั้นใช้ไฟหน้าเป็น "โปรเจคเตอร์" ฉายภาพนำทางหรือแม้แต่หนังกลางแปลงได้เลย! 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/pixel-arrays-matrix-headlights-oled-taillights-new-lighting-tech-is-bedazzling-evs 🎓 ChatGPT ฟรีสำหรับครู OpenAI เปิดตัว ChatGPT เวอร์ชันพิเศษสำหรับครู K–12 ในสหรัฐ ใช้งาน GPT-5.1 ได้ไม่จำกัด พร้อมฟีเจอร์อัปโหลดไฟล์, สร้างภาพ, เชื่อมต่อกับ Google Drive และ Microsoft 365 ทั้งหมดนี้ฟรีจนถึงปี 2027 ระบบยังถูกออกแบบให้สอดคล้องกับกฎหมาย FERPA เพื่อปกป้องข้อมูลนักเรียน และช่วยครูวางแผนการสอน ทำงานร่วมกัน และสร้างบทเรียนได้ง่ายขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/free-chatgpt-is-coming-for-teachers-openai-looks-to-spread-influence-of-its-chatbot-into-schools 🎁 แอป Elfster ช่วยจัด Secret Santa ผู้เขียนเล่าว่าการแลกของขวัญในครอบครัวเคยยุ่งยาก แต่พอใช้แอป Elfster ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก แอปนี้ช่วยสุ่มจับชื่อ, ตั้งกติกา เช่นไม่ให้คู่รักจับกันเอง, สร้าง wish list และแชร์กับเพื่อนหรือครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังมีไกด์ของขวัญตามเทรนด์ เช่น "TikTok Finds" หรือ "Gifts Under $10" ทำให้การเลือกของขวัญสนุกและไม่เครียดอีกต่อไป 🔗 https://www.techradar.com/computing/websites-apps/elfster 🚁 DJI เตรียมเปิดตัวโดรน 360 องศา มีข่าวลือว่า DJI กำลังจะเปิดตัวโดรนรุ่นใหม่ที่สามารถถ่ายภาพและวิดีโอแบบ 360 องศาได้ หลังจากมีภาพหลุดออกมาอีกครั้ง ทำให้คาดการณ์ว่าอาจมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการถ่ายทำทั้งงานภาพยนตร์และคอนเทนต์โซเชียล 🔗 https://www.techradar.com/cameras/drones/djis-first-360-degree-drone-leaks-again-and-an-official-launch-could-be-very-soon 📱 Galaxy S26 Ultra อาจได้แบตใหญ่ขึ้น มีข่าวลือเกี่ยวกับ Samsung Galaxy S26 Ultra ว่าจะมาพร้อมการอัปเกรดแบตเตอรี่ให้มีความจุสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม ถือเป็นการปรับปรุงที่สำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นนี้ที่ผู้ใช้คาดหวังเรื่องความทนทานและประสิทธิภาพ , 🔗 https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/a-new-samsung-galaxy-s26-ultra-rumor-hints-at-a-battery-upgrade-for-the-premium-flagship-phone 🤖 รัสเซียตั้งทีมชาติ AI รัสเซียประกาศตั้ง "National AI Taskforce" เพื่อสร้างความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าหมายให้มี AI และโดรนที่พัฒนาเองภายในประเทศภายในปี 2030 นี่ถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เพื่อแข่งขันกับมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ และลดการพึ่งพาต่างชาติ 🔗 https://www.techradar.com/pro/did-the-ai-war-just-get-one-step-closer-putin-confirms-russia-is-planning-its-own-national-ai-taskforce 📡 ศึก Router: TP-Link vs Netgear TP-Link ฟ้อง Netgear โดยกล่าวหาว่ามีการให้ข้อมูลที่ทำให้ TP-Link ดูเหมือนเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ และมีการโยงไปถึงการโจมตีไซเบอร์ที่สนับสนุนโดยรัฐ ซึ่ง TP-Link มองว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงและสร้างความเข้าใจผิดในตลาด 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-router-wars-are-kicking-off-tp-link-says-smear-campaign-by-netgear-made-it-seem-to-be-a-us-national-security-risk 📊 AI ต้องบาลานซ์: นวัตกรรม vs ความเสี่ยง บทความนี้พูดถึงการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนใน AI กับต้นทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทน (ROI) โดยชี้ว่าบริษัทต่าง ๆ ต้องหาวิธีใช้ AI อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่เพื่อความล้ำสมัย แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความปลอดภัยด้วย ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/pro/harmonizing-ai-innovation-with-cost-risk-and-roi
    0 Comments 0 Shares 548 Views 0 Reviews
  • "CNN ถอนข่าวออกจาก Apple News หลังข้อตกลงสิ้นสุด"

    CNN ได้หยุดเผยแพร่บทความบน Apple News โดยสิ้นสุดการเป็นพันธมิตรด้านคอนเทนต์กับ Apple แม้จะยังมีการหารือเพื่อหาข้อตกลงใหม่ แต่การถอนตัวครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้ Apple News ไม่สามารถเข้าถึงข่าวจาก CNN ได้โดยตรงในแพลตฟอร์ม

    ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน
    การถอนเนื้อหาของ CNN ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ Apple News ที่เคยติดตามข่าวสารรายวันจาก CNN โดยเฉพาะข่าวการเมืองและต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งของสำนักข่าวนี้ ผู้ใช้จำนวนมากอาจต้องหันไปใช้แอป CNN โดยตรงหรือช่องทางอื่นแทน

    มิติทางธุรกิจ
    การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันด้านสื่อดิจิทัลที่รุนแรงขึ้น CNN อาจต้องการควบคุมการเผยแพร่และรายได้จากคอนเทนต์ของตนเองมากขึ้น ขณะที่ Apple News ก็สูญเสียหนึ่งในผู้ให้บริการข่าวรายใหญ่ ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าสนใจของแพลตฟอร์มในสายตาผู้ใช้

    ความไม่แน่ชัดในอนาคต
    แม้ทั้งสองบริษัทกำลังเจรจาเพื่อหาข้อตกลงใหม่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกลับมาร่วมมือกันได้หรือไม่ หากไม่สำเร็จ CNN อาจเลือกเส้นทางการเผยแพร่ข่าวแบบอิสระมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การบริโภคข่าวดิจิทัลในอนาคต

    สรุปสาระสำคัญ
    การถอนตัวของ CNN
    ยุติการเผยแพร่ข่าวบน Apple News
    อยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงใหม่กับ Apple

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้ Apple News ไม่สามารถเข้าถึงข่าว CNN ได้โดยตรง
    ต้องหันไปใช้แอป CNN หรือช่องทางอื่นแทน

    มิติทางธุรกิจ
    CNN อาจต้องการควบคุมรายได้และการเผยแพร่คอนเทนต์เอง
    Apple News สูญเสียผู้ให้บริการข่าวรายใหญ่

    คำเตือนจากข้อมูลข่าว
    ความไม่แน่ชัดในการเจรจาอาจทำให้ผู้ใช้เสียความเชื่อมั่น
    การแข่งขันด้านสื่อดิจิทัลอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข่าวสารยากขึ้น

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/24/cnn-pulls-stories-from-apple-news-feed-semafor-reports
    📰 "CNN ถอนข่าวออกจาก Apple News หลังข้อตกลงสิ้นสุด" CNN ได้หยุดเผยแพร่บทความบน Apple News โดยสิ้นสุดการเป็นพันธมิตรด้านคอนเทนต์กับ Apple แม้จะยังมีการหารือเพื่อหาข้อตกลงใหม่ แต่การถอนตัวครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้ Apple News ไม่สามารถเข้าถึงข่าวจาก CNN ได้โดยตรงในแพลตฟอร์ม 📱 ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน การถอนเนื้อหาของ CNN ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ Apple News ที่เคยติดตามข่าวสารรายวันจาก CNN โดยเฉพาะข่าวการเมืองและต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งของสำนักข่าวนี้ ผู้ใช้จำนวนมากอาจต้องหันไปใช้แอป CNN โดยตรงหรือช่องทางอื่นแทน 💼 มิติทางธุรกิจ การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงการแข่งขันด้านสื่อดิจิทัลที่รุนแรงขึ้น CNN อาจต้องการควบคุมการเผยแพร่และรายได้จากคอนเทนต์ของตนเองมากขึ้น ขณะที่ Apple News ก็สูญเสียหนึ่งในผู้ให้บริการข่าวรายใหญ่ ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าสนใจของแพลตฟอร์มในสายตาผู้ใช้ 🌍 ความไม่แน่ชัดในอนาคต แม้ทั้งสองบริษัทกำลังเจรจาเพื่อหาข้อตกลงใหม่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกลับมาร่วมมือกันได้หรือไม่ หากไม่สำเร็จ CNN อาจเลือกเส้นทางการเผยแพร่ข่าวแบบอิสระมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การบริโภคข่าวดิจิทัลในอนาคต 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การถอนตัวของ CNN ➡️ ยุติการเผยแพร่ข่าวบน Apple News ➡️ อยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงใหม่กับ Apple ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ ผู้ใช้ Apple News ไม่สามารถเข้าถึงข่าว CNN ได้โดยตรง ➡️ ต้องหันไปใช้แอป CNN หรือช่องทางอื่นแทน ✅ มิติทางธุรกิจ ➡️ CNN อาจต้องการควบคุมรายได้และการเผยแพร่คอนเทนต์เอง ➡️ Apple News สูญเสียผู้ให้บริการข่าวรายใหญ่ ‼️ คำเตือนจากข้อมูลข่าว ⛔ ความไม่แน่ชัดในการเจรจาอาจทำให้ผู้ใช้เสียความเชื่อมั่น ⛔ การแข่งขันด้านสื่อดิจิทัลอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข่าวสารยากขึ้น https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/11/24/cnn-pulls-stories-from-apple-news-feed-semafor-reports
    WWW.THESTAR.COM.MY
    CNN pulls stories from Apple News feed, Semafor reports
    (Reuters) -CNN has removed its stories from Apple News, ending its content-sharing agreement with the platform, Semafor reported on Sunday.
    0 Comments 0 Shares 160 Views 0 Reviews
  • "จีนบรรลุหมุดหมายด้านพลังงานอิสระ ด้วยการสร้างยูเรเนียมจากธอเรียม"

    สถาบันวิจัยของจีนได้ยืนยันความสำเร็จในการสร้างยูเรเนียมจากธอเรียมผ่านกระบวนการฟิชชัน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่มากในประเทศให้กลายเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้ได้จริง ความสำเร็จนี้ถูกมองว่าเป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้ายูเรเนียมจากต่างประเทศ และช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

    นวัตกรรมฟิชชันและความยั่งยืน
    การเพาะพันธุ์ยูเรเนียมจากธอเรียมถือเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากธอเรียมมีปริมาณมากในธรรมชาติและสามารถนำมาใช้แทนยูเรเนียมที่มีจำกัด กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่สร้างเชื้อเพลิงใหม่ แต่ยังช่วยลดปัญหากากนิวเคลียร์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้จีนถูกมองว่าเป็นผู้นำด้านพลังงานนิวเคลียร์สะอาดในอนาคต

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
    ความสำเร็จนี้อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลพลังงานโลก เนื่องจากจีนสามารถลดการนำเข้ายูเรเนียมจากประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น คาซัคสถาน แคนาดา และออสเตรเลีย การพึ่งพาตนเองด้านพลังงานจะช่วยให้จีนมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในเวทีโลก และยังเป็นการสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนตามข้อตกลง Paris Agreement

    ความท้าทายและข้อกังวล
    แม้เทคโนโลยีนี้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีข้อกังวลเรื่อง ความปลอดภัยของโรงงานนิวเคลียร์ และการจัดการกากนิวเคลียร์ที่ยังคงเป็นความเสี่ยง หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด อาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวยังอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ

    สรุปสาระสำคัญ
    ความสำเร็จของจีน
    เพาะพันธุ์ยูเรเนียมจากธอเรียมผ่านนวัตกรรมฟิชชัน
    ลดการพึ่งพาการนำเข้ายูเรเนียมจากต่างประเทศ

    ข้อดีของเทคโนโลยี
    ใช้ธอเรียมที่มีปริมาณมากในธรรมชาติ
    ลดปัญหากากนิวเคลียร์และสนับสนุนพลังงานสะอาด

    ผลกระทบระดับโลก
    เปลี่ยนสมดุลพลังงานโลกและเพิ่มอำนาจต่อรองของจีน
    สนับสนุนเป้าหมายลดคาร์บอนตาม Paris Agreement

    คำเตือนและความเสี่ยง
    ความปลอดภัยของโรงงานนิวเคลียร์ยังเป็นข้อกังวล
    อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ

    https://www.scmp.com/news/china/science/article/3331312/china-reaches-energy-independence-milestone-breeding-uranium-thorium
    ⚛️ "จีนบรรลุหมุดหมายด้านพลังงานอิสระ ด้วยการสร้างยูเรเนียมจากธอเรียม" สถาบันวิจัยของจีนได้ยืนยันความสำเร็จในการสร้างยูเรเนียมจากธอเรียมผ่านกระบวนการฟิชชัน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่มากในประเทศให้กลายเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้ได้จริง ความสำเร็จนี้ถูกมองว่าเป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้ายูเรเนียมจากต่างประเทศ และช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว 🔬 นวัตกรรมฟิชชันและความยั่งยืน การเพาะพันธุ์ยูเรเนียมจากธอเรียมถือเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากธอเรียมมีปริมาณมากในธรรมชาติและสามารถนำมาใช้แทนยูเรเนียมที่มีจำกัด กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่สร้างเชื้อเพลิงใหม่ แต่ยังช่วยลดปัญหากากนิวเคลียร์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้จีนถูกมองว่าเป็นผู้นำด้านพลังงานนิวเคลียร์สะอาดในอนาคต 🌍 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ความสำเร็จนี้อาจเปลี่ยนแปลงสมดุลพลังงานโลก เนื่องจากจีนสามารถลดการนำเข้ายูเรเนียมจากประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น คาซัคสถาน แคนาดา และออสเตรเลีย การพึ่งพาตนเองด้านพลังงานจะช่วยให้จีนมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในเวทีโลก และยังเป็นการสนับสนุนเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนตามข้อตกลง Paris Agreement 🚨 ความท้าทายและข้อกังวล แม้เทคโนโลยีนี้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีข้อกังวลเรื่อง ความปลอดภัยของโรงงานนิวเคลียร์ และการจัดการกากนิวเคลียร์ที่ยังคงเป็นความเสี่ยง หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด อาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวยังอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ความสำเร็จของจีน ➡️ เพาะพันธุ์ยูเรเนียมจากธอเรียมผ่านนวัตกรรมฟิชชัน ➡️ ลดการพึ่งพาการนำเข้ายูเรเนียมจากต่างประเทศ ✅ ข้อดีของเทคโนโลยี ➡️ ใช้ธอเรียมที่มีปริมาณมากในธรรมชาติ ➡️ ลดปัญหากากนิวเคลียร์และสนับสนุนพลังงานสะอาด ✅ ผลกระทบระดับโลก ➡️ เปลี่ยนสมดุลพลังงานโลกและเพิ่มอำนาจต่อรองของจีน ➡️ สนับสนุนเป้าหมายลดคาร์บอนตาม Paris Agreement ‼️ คำเตือนและความเสี่ยง ⛔ ความปลอดภัยของโรงงานนิวเคลียร์ยังเป็นข้อกังวล ⛔ อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ https://www.scmp.com/news/china/science/article/3331312/china-reaches-energy-independence-milestone-breeding-uranium-thorium
    WWW.SCMP.COM
    China reaches energy independence milestone by ‘breeding’ uranium from thorium
    Chinese research institute confirms success of fission-based innovation that is poised to reshape clean, sustainable nuclear power.
    0 Comments 0 Shares 229 Views 0 Reviews
  • การเดินทางด้วยจักรยานที่ติดตั้งคอมพิวเตอร์พกพา

    เรื่องราวของ Winnebiko คือการเดินทางกว่า 17,000 ไมล์ใน 17 เดือนโดย Steven K. Roberts นักเทคโนโลยีผู้บุกเบิกการใช้คอมพิวเตอร์พกพาและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทำงานระหว่างทาง ถือเป็นการทดลองชีวิตแบบ Digital Nomad ยุคแรกสุดเมื่อกว่า 40 ปีก่อน

    ในปี 1983–1984 Steven K. Roberts ได้ออกเดินทางด้วยจักรยานที่ติดตั้งคอมพิวเตอร์พกพาและระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เขาเรียกมันว่า Winnebiko การเดินทางครั้งนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 17,000 ไมล์ทั่วสหรัฐฯ ใช้เวลารวม 17 เดือน ถือเป็นการผสมผสานการผจญภัยกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคนั้น

    พลังงานแสงอาทิตย์และแกดเจ็ตยุค 80s
    Winnebiko ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และมีอุปกรณ์พกพาอย่างโมเด็ม, เครื่องบันทึกข้อมูล และคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่สามารถพิมพ์และส่งข้อความได้ แม้จะเป็นยุคก่อนอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน แต่ Roberts สามารถทำงาน “บนถนน” ได้จริง ๆ ถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตแบบ mobile computing ที่ล้ำหน้าไปหลายสิบปี

    การทำงานระหว่างเดินทาง
    Roberts ใช้จักรยานเป็นทั้งพาหนะและสำนักงานเคลื่อนที่ เขาสามารถเขียนบทความ ส่งข้อมูล และสื่อสารกับผู้คนระหว่างทาง การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการผจญภัย แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้การทำงานแบบ remote เป็นไปได้ แม้ในยุคที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม

    มรดกของ Winnebiko
    การเดินทาง Computing Across America กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับแนวคิด Digital Nomadism ที่เฟื่องฟูในปัจจุบัน Roberts แสดงให้เห็นว่า การผสมผสานเทคโนโลยีกับการเดินทางสามารถสร้างวิถีชีวิตใหม่ได้ และแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปี เรื่องราวของเขายังคงถูกยกขึ้นมาเป็นตำนานของการใช้เทคโนโลยีเพื่ออิสระในการทำงาน

    สรุปสาระสำคัญ
    การเดินทาง Computing Across America
    Steven K. Roberts เดินทางด้วยจักรยาน Winnebiko กว่า 17,000 ไมล์ใน 17 เดือน
    ถือเป็นการผสมผสานการผจญภัยกับเทคโนโลยี

    พลังงานแสงอาทิตย์และแกดเจ็ตยุค 80s
    ใช้แผงโซลาร์เซลล์ชาร์จแบตเตอรี่
    มีคอมพิวเตอร์พกพาและโมเด็มสำหรับส่งข้อมูล

    การทำงานระหว่างเดินทาง
    ใช้จักรยานเป็นสำนักงานเคลื่อนที่
    สามารถเขียนบทความและสื่อสารได้แม้ระหว่างทาง

    มรดกของ Winnebiko
    เป็นแรงบันดาลใจให้กับแนวคิด Digital Nomadism
    แสดงให้เห็นว่าการทำงานแบบ remote เป็นไปได้ตั้งแต่ยุค 80s

    https://www.tomshardware.com/laptops/the-winnebiko-travelled-17-000-miles-to-complete-the-computing-across-america-expedition-40-years-ago-solar-and-1980s-portable-gadgets-powered-digital-nomadism-in-its-earliest-and-purest-form
    🚴 การเดินทางด้วยจักรยานที่ติดตั้งคอมพิวเตอร์พกพา เรื่องราวของ Winnebiko คือการเดินทางกว่า 17,000 ไมล์ใน 17 เดือนโดย Steven K. Roberts นักเทคโนโลยีผู้บุกเบิกการใช้คอมพิวเตอร์พกพาและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทำงานระหว่างทาง ถือเป็นการทดลองชีวิตแบบ Digital Nomad ยุคแรกสุดเมื่อกว่า 40 ปีก่อน ในปี 1983–1984 Steven K. Roberts ได้ออกเดินทางด้วยจักรยานที่ติดตั้งคอมพิวเตอร์พกพาและระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เขาเรียกมันว่า Winnebiko การเดินทางครั้งนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 17,000 ไมล์ทั่วสหรัฐฯ ใช้เวลารวม 17 เดือน ถือเป็นการผสมผสานการผจญภัยกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคนั้น 🔋 พลังงานแสงอาทิตย์และแกดเจ็ตยุค 80s Winnebiko ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และมีอุปกรณ์พกพาอย่างโมเด็ม, เครื่องบันทึกข้อมูล และคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่สามารถพิมพ์และส่งข้อความได้ แม้จะเป็นยุคก่อนอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน แต่ Roberts สามารถทำงาน “บนถนน” ได้จริง ๆ ถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตแบบ mobile computing ที่ล้ำหน้าไปหลายสิบปี 🌍 การทำงานระหว่างเดินทาง Roberts ใช้จักรยานเป็นทั้งพาหนะและสำนักงานเคลื่อนที่ เขาสามารถเขียนบทความ ส่งข้อมูล และสื่อสารกับผู้คนระหว่างทาง การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการผจญภัย แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้การทำงานแบบ remote เป็นไปได้ แม้ในยุคที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม 📜 มรดกของ Winnebiko การเดินทาง Computing Across America กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับแนวคิด Digital Nomadism ที่เฟื่องฟูในปัจจุบัน Roberts แสดงให้เห็นว่า การผสมผสานเทคโนโลยีกับการเดินทางสามารถสร้างวิถีชีวิตใหม่ได้ และแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปี เรื่องราวของเขายังคงถูกยกขึ้นมาเป็นตำนานของการใช้เทคโนโลยีเพื่ออิสระในการทำงาน 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การเดินทาง Computing Across America ➡️ Steven K. Roberts เดินทางด้วยจักรยาน Winnebiko กว่า 17,000 ไมล์ใน 17 เดือน ➡️ ถือเป็นการผสมผสานการผจญภัยกับเทคโนโลยี ✅ พลังงานแสงอาทิตย์และแกดเจ็ตยุค 80s ➡️ ใช้แผงโซลาร์เซลล์ชาร์จแบตเตอรี่ ➡️ มีคอมพิวเตอร์พกพาและโมเด็มสำหรับส่งข้อมูล ✅ การทำงานระหว่างเดินทาง ➡️ ใช้จักรยานเป็นสำนักงานเคลื่อนที่ ➡️ สามารถเขียนบทความและสื่อสารได้แม้ระหว่างทาง ✅ มรดกของ Winnebiko ➡️ เป็นแรงบันดาลใจให้กับแนวคิด Digital Nomadism ➡️ แสดงให้เห็นว่าการทำงานแบบ remote เป็นไปได้ตั้งแต่ยุค 80s https://www.tomshardware.com/laptops/the-winnebiko-travelled-17-000-miles-to-complete-the-computing-across-america-expedition-40-years-ago-solar-and-1980s-portable-gadgets-powered-digital-nomadism-in-its-earliest-and-purest-form
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    40 years ago an enthusiast biked 17,000 miles over 17 months with mobile computer to complete the pioneering Computing Across America expedition — solar and 1980s portable gadgets powered the 'Winnebiko' across America
    The journey started before Windows 1, before the Apple Mac, before cell phones, and before the Internet, but Steven K. Roberts managed to work ‘on the road’ for 17 months.
    0 Comments 0 Shares 189 Views 0 Reviews
  • การกลับมาของ Personal Blogs

    หลังจากยุคทองของบล็อกที่เคยเฟื่องฟูในช่วงแรก ๆ ของอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันมีการฟื้นตัวของ Personal Blogs ที่เกิดจากกระแสต่อต้านโซเชียลมีเดียและการเติบโตของชุมชน IndieWeb/SmallWeb การกลับมาครั้งนี้เน้นไปที่การเขียนเชิงส่วนตัว ไม่เน้นเชิงพาณิชย์ แต่สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่ออนไลน์ที่เป็นอิสระและจริงใจมากขึ้น.

    บทบาทของ Niche Blogs
    ในอดีต Niche Blogs ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะผู้เขียนมักเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อเฉพาะ เช่น Problogger ของ Darren Rowse ที่เริ่มในปี 2004 และยังคงเป็นตัวอย่างของการสร้างรายได้จากการเขียนบล็อกเฉพาะทาง การมีเนื้อหาที่เจาะลึกช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่ผิดพลาด.

    ความท้าทายในยุคโซเชียลและ AI
    ปัจจุบันโลกออนไลน์เต็มไปด้วย misinformation และ AI slop หรือเนื้อหาที่สร้างโดย AI แบบไร้คุณภาพ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องยากขึ้น บทความจึงเสนอว่า Niche Blogs อาจเป็นคำตอบในการสร้างแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นอิสระจากการครอบงำของแพลตฟอร์มใหญ่.

    แนวทางการฟื้นฟู Blogosphere
    ผู้เขียนเสนอว่าการฟื้นฟูบล็อกควรมุ่งไปที่การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การกลับไปสู่ยุคที่เต็มไปด้วยโฆษณาและป๊อปอัปกวนใจ แต่ควรเป็นการสร้างพื้นที่ที่นักเขียนอิสระสามารถแบ่งปันความรู้และได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างระบบนิเวศของข้อมูลที่น่าเชื่อถือและยั่งยืน.

    สรุปสาระสำคัญ
    การกลับมาของ Personal Blogs
    เกิดจากกระแสต่อต้านโซเชียลมีเดียและการเติบโตของ IndieWeb
    เน้นการเขียนเชิงส่วนตัว ไม่เน้นเชิงพาณิชย์

    บทบาทของ Niche Blogs
    สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเจาะลึกหัวข้อเฉพาะ
    ตัวอย่างเช่น Problogger ที่ยังคงมีอิทธิพล

    ความท้าทายในยุคใหม่
    โลกออนไลน์เต็มไปด้วย misinformation และ AI slop
    Niche Blogs อาจเป็นคำตอบในการสร้างข้อมูลที่เชื่อถือได้

    แนวทางการฟื้นฟู Blogosphere
    เน้นคุณภาพมากกว่าโฆษณา
    สนับสนุนนักเขียนอิสระให้ได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม

    ข้อควรระวัง
    การพึ่งพาโซเชียลมีเดียมากเกินไปอาจทำให้ข้อมูลบิดเบือน
    AI-generated content ที่ไร้คุณภาพอาจทำให้ผู้ใช้สับสนและเข้าใจผิด

    https://disassociated.com/personal-blogs-back-niche-blogs-next/
    📝 การกลับมาของ Personal Blogs หลังจากยุคทองของบล็อกที่เคยเฟื่องฟูในช่วงแรก ๆ ของอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันมีการฟื้นตัวของ Personal Blogs ที่เกิดจากกระแสต่อต้านโซเชียลมีเดียและการเติบโตของชุมชน IndieWeb/SmallWeb การกลับมาครั้งนี้เน้นไปที่การเขียนเชิงส่วนตัว ไม่เน้นเชิงพาณิชย์ แต่สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่ออนไลน์ที่เป็นอิสระและจริงใจมากขึ้น. 📚 บทบาทของ Niche Blogs ในอดีต Niche Blogs ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะผู้เขียนมักเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อเฉพาะ เช่น Problogger ของ Darren Rowse ที่เริ่มในปี 2004 และยังคงเป็นตัวอย่างของการสร้างรายได้จากการเขียนบล็อกเฉพาะทาง การมีเนื้อหาที่เจาะลึกช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่ผิดพลาด. 🌐 ความท้าทายในยุคโซเชียลและ AI ปัจจุบันโลกออนไลน์เต็มไปด้วย misinformation และ AI slop หรือเนื้อหาที่สร้างโดย AI แบบไร้คุณภาพ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องยากขึ้น บทความจึงเสนอว่า Niche Blogs อาจเป็นคำตอบในการสร้างแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นอิสระจากการครอบงำของแพลตฟอร์มใหญ่. 💡 แนวทางการฟื้นฟู Blogosphere ผู้เขียนเสนอว่าการฟื้นฟูบล็อกควรมุ่งไปที่การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การกลับไปสู่ยุคที่เต็มไปด้วยโฆษณาและป๊อปอัปกวนใจ แต่ควรเป็นการสร้างพื้นที่ที่นักเขียนอิสระสามารถแบ่งปันความรู้และได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างระบบนิเวศของข้อมูลที่น่าเชื่อถือและยั่งยืน. 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การกลับมาของ Personal Blogs ➡️ เกิดจากกระแสต่อต้านโซเชียลมีเดียและการเติบโตของ IndieWeb ➡️ เน้นการเขียนเชิงส่วนตัว ไม่เน้นเชิงพาณิชย์ ✅ บทบาทของ Niche Blogs สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเจาะลึกหัวข้อเฉพาะ ➡️ ตัวอย่างเช่น Problogger ที่ยังคงมีอิทธิพล ✅ ความท้าทายในยุคใหม่ ➡️ โลกออนไลน์เต็มไปด้วย misinformation และ AI slop ➡️ Niche Blogs อาจเป็นคำตอบในการสร้างข้อมูลที่เชื่อถือได้ ✅ แนวทางการฟื้นฟู Blogosphere ➡️ เน้นคุณภาพมากกว่าโฆษณา ➡️ สนับสนุนนักเขียนอิสระให้ได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การพึ่งพาโซเชียลมีเดียมากเกินไปอาจทำให้ข้อมูลบิดเบือน ⛔ AI-generated content ที่ไร้คุณภาพอาจทำให้ผู้ใช้สับสนและเข้าใจผิด https://disassociated.com/personal-blogs-back-niche-blogs-next/
    DISASSOCIATED.COM
    Personal blogs are back, should niche blogs be next?
    Personal blogs are back, should niche blogs be next? Might good old fashion niche blogs be the solution to rampant social media misinformation, AI slop, and more?
    0 Comments 0 Shares 214 Views 0 Reviews
  • "ทำไมการใช้ AI Browser อาจไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยที่สุด"

    การมาของ AI Browser เช่น ChatGPT Atlas และ Comet ทำให้ผู้ใช้สามารถฝากการท่องเว็บให้ AI จัดการแทนได้ ตั้งแต่การตอบอีเมล ไปจนถึงการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ความสะดวกนี้กลับมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะการโจมตีแบบ Prompt Injection ซึ่งเป็นการซ่อนคำสั่งอันตรายในหน้าเว็บเพื่อหลอกให้ AI ทำงานผิดพลาด เช่น เปิดเว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือส่งข้อมูลส่วนตัวให้แฮกเกอร์โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวเลย

    อีกหนึ่งปัญหาคือการโจมตีเชิง Social Engineering ที่ใช้การหลอกล่อด้วยข้อความธรรมดา เช่น อีเมลปลอมที่อ้างว่าเป็นผลตรวจสุขภาพ เมื่อ AI พยายามแก้ CAPTCHA โดยไม่ถามผู้ใช้ ก็อาจกดลิงก์ที่มีไวรัสหรือแม้กระทั่งใช้ข้อมูลบัตรเครดิตที่บันทึกไว้ในการซื้อสินค้าปลอม ซึ่งสะท้อนว่า “ความเป็นอิสระ” ของ AI อาจกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่ด้านความปลอดภัย

    นอกจากนี้ยังมีการสร้าง Sidebar ปลอม ที่เลียนแบบหน้าตาของ AI Browser อย่างแนบเนียน ผู้ใช้คิดว่ากำลังคุยกับ AI จริง แต่แท้จริงแล้วข้อมูลถูกส่งไปยังผู้ไม่หวังดี การโจมตีลักษณะนี้ทำให้แม้แต่ผู้ใช้ที่ระวังตัวก็ยังเสี่ยงต่อการถูกหลอกได้ง่าย โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญอย่างอีเมลหรือกระเป๋าเงินดิจิทัล

    สุดท้ายคือเรื่อง ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ AI Browser ใช้ทรัพยากรสูงมาก ทั้ง CPU และหน่วยความจำ ตัวอย่างเช่น Firefox ที่เพิ่มฟีเจอร์ AI แล้วพบว่าการใช้พลังงานพุ่งสูงถึง 130% ทำให้เครื่องร้อนจัดและอาจถึงขั้นค้างหรือดับได้ ความสะดวกที่ได้จาก AI จึงต้องแลกกับความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานจริง

    สรุปสาระสำคัญ
    Prompt Injection Risk
    คำสั่งอันตรายถูกซ่อนในหน้าเว็บ หลอกให้ AI ทำงานผิดพลาด

    Social Engineering Manipulation
    ข้อความหลอกล่อ เช่น อีเมลปลอม ทำให้ AI กดลิงก์ไวรัสหรือใช้ข้อมูลการเงินโดยไม่รู้ตัว

    Fake Sidebar Interfaces
    ผู้ใช้ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลใน Sidebar ปลอม ข้อมูลถูกส่งไปยังแฮกเกอร์

    Privacy Concerns
    AI Browser อาจเข้าถึงประวัติการใช้งาน ไฟล์ในเครื่อง และใช้ข้อมูลส่วนตัวในการฝึกโมเดล

    Performance Issues
    การใช้ทรัพยากรสูง ทำให้เครื่องร้อนจัด ช้าลง และเสี่ยงต่อการค้าง

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การโจมตีแบบ Prompt Injection และ Social Engineering สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยและยากต่อการตรวจจับ

    คำเตือนด้านข้อมูลส่วนตัว
    ข้อมูลที่แชร์กับ AI Browser อาจถูกนำไปใช้โดยบริษัทหรือหลุดไปถึงมือผู้ไม่หวังดี

    คำเตือนด้านประสิทธิภาพ
    การใช้ AI Browser อาจทำให้เครื่องทำงานหนักเกินไปจนเสียหายหรือใช้งานไม่สะดวก

    https://www.slashgear.com/2030502/reasons-why-you-shouldnt-switch-to-ai-browser/
    🖥️ "ทำไมการใช้ AI Browser อาจไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยที่สุด" การมาของ AI Browser เช่น ChatGPT Atlas และ Comet ทำให้ผู้ใช้สามารถฝากการท่องเว็บให้ AI จัดการแทนได้ ตั้งแต่การตอบอีเมล ไปจนถึงการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ความสะดวกนี้กลับมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะการโจมตีแบบ Prompt Injection ซึ่งเป็นการซ่อนคำสั่งอันตรายในหน้าเว็บเพื่อหลอกให้ AI ทำงานผิดพลาด เช่น เปิดเว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือส่งข้อมูลส่วนตัวให้แฮกเกอร์โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวเลย อีกหนึ่งปัญหาคือการโจมตีเชิง Social Engineering ที่ใช้การหลอกล่อด้วยข้อความธรรมดา เช่น อีเมลปลอมที่อ้างว่าเป็นผลตรวจสุขภาพ เมื่อ AI พยายามแก้ CAPTCHA โดยไม่ถามผู้ใช้ ก็อาจกดลิงก์ที่มีไวรัสหรือแม้กระทั่งใช้ข้อมูลบัตรเครดิตที่บันทึกไว้ในการซื้อสินค้าปลอม ซึ่งสะท้อนว่า “ความเป็นอิสระ” ของ AI อาจกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่ด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการสร้าง Sidebar ปลอม ที่เลียนแบบหน้าตาของ AI Browser อย่างแนบเนียน ผู้ใช้คิดว่ากำลังคุยกับ AI จริง แต่แท้จริงแล้วข้อมูลถูกส่งไปยังผู้ไม่หวังดี การโจมตีลักษณะนี้ทำให้แม้แต่ผู้ใช้ที่ระวังตัวก็ยังเสี่ยงต่อการถูกหลอกได้ง่าย โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญอย่างอีเมลหรือกระเป๋าเงินดิจิทัล สุดท้ายคือเรื่อง ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ AI Browser ใช้ทรัพยากรสูงมาก ทั้ง CPU และหน่วยความจำ ตัวอย่างเช่น Firefox ที่เพิ่มฟีเจอร์ AI แล้วพบว่าการใช้พลังงานพุ่งสูงถึง 130% ทำให้เครื่องร้อนจัดและอาจถึงขั้นค้างหรือดับได้ ความสะดวกที่ได้จาก AI จึงต้องแลกกับความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานจริง 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ Prompt Injection Risk ➡️ คำสั่งอันตรายถูกซ่อนในหน้าเว็บ หลอกให้ AI ทำงานผิดพลาด ✅ Social Engineering Manipulation ➡️ ข้อความหลอกล่อ เช่น อีเมลปลอม ทำให้ AI กดลิงก์ไวรัสหรือใช้ข้อมูลการเงินโดยไม่รู้ตัว ✅ Fake Sidebar Interfaces ➡️ ผู้ใช้ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลใน Sidebar ปลอม ข้อมูลถูกส่งไปยังแฮกเกอร์ ✅ Privacy Concerns ➡️ AI Browser อาจเข้าถึงประวัติการใช้งาน ไฟล์ในเครื่อง และใช้ข้อมูลส่วนตัวในการฝึกโมเดล ✅ Performance Issues ➡️ การใช้ทรัพยากรสูง ทำให้เครื่องร้อนจัด ช้าลง และเสี่ยงต่อการค้าง ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การโจมตีแบบ Prompt Injection และ Social Engineering สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยและยากต่อการตรวจจับ ‼️ คำเตือนด้านข้อมูลส่วนตัว ⛔ ข้อมูลที่แชร์กับ AI Browser อาจถูกนำไปใช้โดยบริษัทหรือหลุดไปถึงมือผู้ไม่หวังดี ‼️ คำเตือนด้านประสิทธิภาพ ⛔ การใช้ AI Browser อาจทำให้เครื่องทำงานหนักเกินไปจนเสียหายหรือใช้งานไม่สะดวก https://www.slashgear.com/2030502/reasons-why-you-shouldnt-switch-to-ai-browser/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Reasons Why You Should Not Switch To An AI Browser - SlashGear
    As much of a growing influence as AI has had on our daily lives, there are plenty of reasons to hold off on switching to an AI browser.
    0 Comments 0 Shares 184 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar
    #รวมข่าวIT #20251122 #TechRadar

    Data Governance: กุญแจสำคัญของ AI ที่เชื่อถือได้
    เรื่องนี้พูดถึง “Data Governance” หรือการกำกับดูแลข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการทำ AI ให้ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ หลายองค์กรรีบใช้ Generative AI แต่กลับละเลยการจัดการคุณภาพข้อมูล ทำให้เสี่ยงต่อปัญหา เช่น ข้อมูลผิดพลาด, อคติ, หรือการละเมิดกฎหมาย การกำกับดูแลที่ดีต้องครอบคลุมตั้งแต่คุณภาพข้อมูล, ความโปร่งใสของโมเดล, ความเป็นธรรม, ไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หากองค์กรทำได้ตั้งแต่ต้น จะเปลี่ยน AI จากความเสี่ยงให้เป็นคุณค่าอย่างมหาศาล
    https://www.techradar.com/pro/what-is-data-governance-and-why-is-it-crucial-for-successful-ai-projects

    FCC ยกเลิกกฎไซเบอร์ป้องกันการโจมตี Salt Typhoon
    ข่าวนี้เล่าว่า FCC ของสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกกฎระเบียบด้านความปลอดภัยเครือข่ายที่เคยออกมาเพื่อป้องกันการโจมตีจากกลุ่มแฮ็กเกอร์จีน Salt Typhoon เดิมที กฎนี้บังคับให้บริษัทโทรคมนาคมต้องมีมาตรการป้องกันเข้มงวด แต่ตอนนี้ถูกยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าบริษัทต่าง ๆ ก็ทำเองอยู่แล้ว และกฎที่บังคับใช้แบบเดียวกันทุกบริษัทอาจเป็นภาระเกินไป การตัดสินใจนี้จึงถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้ความปลอดภัยของผู้ใช้และประเทศเสี่ยงมากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/security/us-fcc-repeals-cybersecurity-rules-aimed-at-preventing-salt-typhoon-esque-attacks

    Cybersecurity ในโรงงาน: ด่านหน้าแห่งการผลิตยุคใหม่
    บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าโรงงานและอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเผชิญภัยไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ขโมยข้อมูล แต่ถึงขั้นหยุดสายการผลิตได้จริง เช่น กรณีบริษัทเหล็กใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ต้องหยุดการผลิตเพราะถูกโจมตี การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติยิ่งเพิ่มช่องโหว่ การป้องกันจึงต้องครอบคลุมทั้ง IT และ OT (Operational Technology) แนวทางใหม่คือการสร้าง “ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์” ที่ฝังอยู่ในโครงสร้างการผลิต เพื่อให้โรงงานเดินต่อได้แม้ถูกโจมตี
    https://www.techradar.com/pro/protecting-productivity-the-imperative-of-cybersecurity-in-manufacturing

    Human Risk: อย่าโทษพนักงาน แต่ต้องแก้ระบบ
    ข่าวนี้เล่าถึงการโจมตีไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าปลีกในสหราชอาณาจักร จุดอ่อนที่แท้จริงไม่ใช่ระบบ แต่คือ “คน” เพราะกว่า 80% ของการโจมตีสำเร็จมีปัจจัยมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น คลิกลิงก์ฟิชชิ่ง หรือใช้รหัสผ่านซ้ำ ๆ ปัญหาคือองค์กรชอบโทษพนักงานว่าเป็น “จุดอ่อน” ทั้งที่จริงควรสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน ให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกัน และใช้เทคโนโลยีเสริม เช่น ระบบตรวจจับและตอบสนองตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออุดช่องโหว่ที่เกิดจากความผิดพลาดของคน
    https://www.techradar.com/pro/human-risk-dont-blame-the-victim-fix-the-system

    AI กลายเป็น Insider ที่อันตรายได้
    บทความนี้เปิดเผยช่องโหว่ใหม่ที่เรียกว่า “Second-order prompt injection” ในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่ชื่อ Now Assist ปัญหาคือ AI ตัวหนึ่งที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถหลอกให้ AI อีกตัวที่มีสิทธิ์สูงทำงานแทน เช่น ดึงข้อมูลลับออกมาโดยไม่มีมนุษย์ตรวจสอบ เหมือนกับการที่ AI กลายเป็น “พนักงานภายในที่ทรยศ” วิธีแก้คือองค์กรต้องตั้งค่าการทำงานให้รัดกุม เช่น จำกัดสิทธิ์, ปิดการ override อัตโนมัติ, และตรวจสอบพฤติกรรมของ AI อย่างต่อเนื่อง
    https://www.techradar.com/pro/security/second-order-prompt-injection-can-turn-ai-into-a-malicious-insider

    ChatGPT เข้าสู่ Group Chat ทั่วโลก
    ข่าวนี้เล่าว่า ChatGPT เปิดฟีเจอร์ใหม่ให้ใช้งานใน “Group Chat” ได้แล้วทั่วโลก ผู้ใช้สามารถสร้างห้องสนทนาที่มีหลายคนเข้าร่วม และให้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยในวงสนทนาได้ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้การทำงานร่วมกันสะดวกขึ้น เช่น ใช้ AI สรุปประเด็น, หาข้อมูล, หรือช่วยคิดไอเดียในกลุ่ม โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นการคุยแบบตัวต่อตัวอีกต่อไป
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/chatgpt/chatgpt-enters-the-group-chat-globally

    Fitbit เปิดตัว AI ช่วยลดความเครียดก่อนพบแพทย์
    Fitbit เปิดตัวเครื่องมือ AI ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ใช้เตรียมตัวก่อนเข้าพบแพทย์ โดยจะช่วยสรุปข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์ เช่น การนอน, การออกกำลังกาย, และอัตราการเต้นหัวใจ เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจภาพรวมสุขภาพของตัวเองได้ง่ายขึ้นก่อนการตรวจจริง อย่างไรก็ตาม บทความตั้งคำถามว่า AI แบบนี้จะช่วยจริงหรือทำให้ผู้ใช้พึ่งพามากเกินไป และอาจสร้างความกังวลใหม่แทนที่จะลดความเครียด
    https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-apps/fitbits-new-ai-tool-wants-to-take-the-stress-out-of-your-next-doctors-visit-and-i-have-some-serious-questions

    สงคราม Cloud: AWS ถูกคุกคามจาก Microsoft และ Google
    บทความนี้พูดถึงการแข่งขันในตลาด Cloud ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ โดย AWS ซึ่งเคยครองตลาดอย่างมั่นคง กำลังถูกท้าทายจาก Microsoft Azure และ Google Cloud ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งสองบริษัทใช้จุดแข็งด้าน AI และการผสานบริการกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อดึงลูกค้า ทำให้ AWS ต้องหาทางปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด
    https://www.techradar.com/pro/global-cloud-wars-see-aws-increasingly-under-threat-from-microsoft-and-google

    กล้องจับความเร็ว + แจ้งเตือนอันตรายราคาประหยัด
    รีวิวอุปกรณ์ใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง “กล้องจับความเร็ว” และ “ตัวแจ้งเตือนอันตรายบนถนน” จุดเด่นคือราคาถูกและไม่มีหน้าจอ ทำให้ใช้งานง่าย ไม่รบกวนสายตาขณะขับรถ ผู้เขียนบอกว่าเป็นเหมือน “Copilot” ที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนกับอุปกรณ์ราคาแพง
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/dash-cams/i-tried-this-simple-speed-camera-and-hazard-tracker-and-its-the-affordable-screen-less-copilot-ive-been-looking-for

    AI แอปใหม่ให้ “คุยกับคนตาย” ได้
    ข่าวนี้ค่อนข้างสะเทือนใจ แอป AI ใหม่สามารถสร้างการสนทนากับ “ผู้เสียชีวิต” ได้ โดยใช้วิดีโอเพียงไม่กี่นาทีมาสร้างโมเดลจำลองบุคคลขึ้นมา ผู้ใช้สามารถพูดคุยเหมือนกับคนที่จากไปจริง ๆ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจกระทบจิตใจผู้ใช้ เพราะเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับการจำลองเริ่มเลือนราง
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/this-ai-app-lets-you-chat-with-the-dead-using-a-few-minutes-of-video-and-not-everyone-is-okay-with-that

    Crisis: AI Agents กำลังสร้างวิกฤติด้านตัวตนและความปลอดภัย
    บทความนี้เตือนว่า “AI Agents” หรือระบบอัตโนมัติที่ทำงานแทนมนุษย์ กำลังสร้างปัญหาด้านความปลอดภัยและการจัดการตัวตนในองค์กร เพราะพวกมันสามารถเข้าถึงข้อมูล, ตัดสินใจ, และทำงานได้เหมือนพนักงานจริง แต่หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่ เช่น การเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในระดับองค์กร แนวทางแก้คือการสร้างระบบตรวจสอบสิทธิ์, การติดตามพฤติกรรม, และการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะไม่กลายเป็นภัยต่อองค์กรเอง
    https://www.techradar.com/pro/security/ai-agents-are-fuelling-an-identity-and-security-crisis-for-organizations

    Linux Godfather พูดถึง "Vibe Coding"
    Linus Torvalds ผู้สร้าง Linux ออกมาแสดงความเห็นต่อการใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด หรือที่เรียกว่า "vibe coding" เขามองว่ามันเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากลองทำสิ่งที่ตัวเองยังทำไม่ได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้กับระบบสำคัญอย่าง Linux kernel เพราะจะสร้างปัญหาระยะยาวในการดูแลรักษา เขายังเล่าถึงความซับซ้อนของการเขียนโปรแกรมสมัยนี้ที่ต่างจากยุคที่เขาเริ่มต้น และเตือนว่าการใช้ AI ในงานจริงต้องระวังมาก
    https://www.techradar.com/pro/linux-godfather-linus-torvald-says-hes-fine-with-vibe-coding-just-dont-use-it-on-anything-important

    รวม 16 Mini PC ที่น่าสนใจใน Black Friday
    นักรีวิวได้ลองทดสอบ Mini PC ตลอดปี และคัดมา 16 รุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในช่วงลดราคานี้ จุดเด่นของ Mini PC คือขนาดเล็ก ประหยัดพื้นที่ แต่ยังมีพลังเพียงพอสำหรับงานหลากหลาย ตั้งแต่ใช้งานทั่วไป ไปจนถึงงานสร้างคอนเทนต์ รุ่นที่ถูกใจที่สุดคือ GMKtec K12 ที่อัปเกรดได้หลากหลาย ทั้ง RAM และ SSD เหมาะกับคนทำงานจริงจัง ส่วนใครงบจำกัดก็มีรุ่นเล็ก ๆ ราคาประหยัดที่ยังใช้งานได้ดี
    https://www.techradar.com/pro/i-tested-loads-of-mini-pcs-this-year-and-these-are-16-of-my-favorites-with-up-to-usd600-off-for-black-friday-so-far

    Google Gemini 3 เปิดตัว พร้อมโชว์ 6 Prompt เจ๋ง ๆ
    Google เปิดตัว Gemini 3 รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นทั้งด้านการให้เหตุผลและการเข้าใจข้อมูลหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ หรือวิดีโอ จุดเด่นคือสามารถจัดการคำสั่งที่ซับซ้อนได้เอง และยังมีโหมด "Deep Think" สำหรับงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์หลายขั้นตอน Google ยังโชว์ตัวอย่าง prompt เช่น การวางแผนทริป 3 วันในโรม ที่ Gemini สามารถสร้างตารางเที่ยวแบบสวยงามและปรับตามความสนใจของผู้ใช้ได้
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/google-gemini-3-has-dropped-here-are-6-prompts-that-show-what-it-can-do

    ฮาร์ดดิสก์พกพา 5TB ลดราคา พร้อมฟีเจอร์ครบ
    Seagate One Touch 5TB Portable HDD กำลังลดราคาช่วง Black Friday จาก $145 เหลือ $130 จุดเด่นคือมีระบบเข้ารหัสป้องกันข้อมูล ดีไซน์โลหะดูพรีเมียม น้ำหนักเบา และยังแถมบริการเสริม เช่น Dropbox Backup และ Data Recovery เหมาะสำหรับคนที่ต้องการพื้นที่เก็บไฟล์มหาศาล ทั้งภาพ วิดีโอ หรือเกม พร้อมความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย
    https://www.techradar.com/pro/what-a-bargain-this-5tb-portable-hdd-has-hardware-encryption-free-dropbox-backup-and-data-recovery-services-im-definitely-adding-it-to-my-basket-for-black-friday

    Gemini App ตรวจสอบภาพว่าเป็น AI หรือไม่
    Google เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน Gemini App ที่ให้ผู้ใช้ตรวจสอบได้ว่าภาพถูกสร้างด้วย AI หรือเปล่า โดยใช้เทคโนโลยี SynthID ที่ฝังลายน้ำดิจิทัลไว้ในภาพ ทุกภาพที่สร้างจาก Google AI จะมีสัญลักษณ์ "sparkle" ให้เห็นชัดเจน ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจมากขึ้นเวลาเจอภาพที่ไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นภาพจาก AI เจ้าอื่นที่ไม่มีลายน้ำ ระบบก็จะบอกได้เพียงว่า "ไม่ใช่ของ Google" เท่านั้น
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/you-can-now-ask-the-gemini-app-if-an-image-was-made-by-ai-thanks-to-googles-synthid-tool

    Mullvad VPN เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ต้านการบล็อก

    Mullvad VPN เปิดตัวระบบ obfuscation ที่เร็วขึ้น เพื่อช่วยผู้ใช้หลีกเลี่ยงการบล็อก WireGuard โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือรัฐบาล ฟีเจอร์นี้ทำให้การเชื่อมต่อ VPN ดูเหมือนทราฟฟิกธรรมดา จึงยากต่อการตรวจจับและบล็อก เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างอิสระ
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/mullvad-vpn-adds-ultra-fast-obfuscation-to-beat-wireguard-blocking

    รีวิวหูฟังว่ายน้ำ Jabees 7Seven
    หูฟัง Jabees 7Seven แบบ bone conduction สำหรับการว่ายน้ำ ถูกรีวิวว่าเบา ใช้งานง่าย และมีคุณภาพเสียงดีเกินราคา จุดเด่นคือสามารถใช้ใต้น้ำได้จริง มีความทนทาน และราคาย่อมเยาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เหมาะกับนักว่ายน้ำที่อยากฟังเพลงหรือพอดแคสต์ระหว่างออกกำลังกาย
    https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-headphones/jabees-7seven-review

    ช่องโหว่ร้ายแรงในเราเตอร์ D-Link
    มีการค้นพบช่องโหว่ในเราเตอร์ D-Link ที่อาจเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์เข้ามาควบคุมหรือขโมยข้อมูลได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้รีบอัปเดตเฟิร์มแวร์เพื่อปิดช่องโหว่ทันที และหากรุ่นที่ใช้งานหมดอายุการสนับสนุนแล้ว ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้เราเตอร์รุ่นใหม่เพื่อความปลอดภัย
    https://www.techradar.com/pro/security/d-link-routers-under-threat-from-dangerous-flaw-heres-how-to-stay-safe

    Jimdo เสริม AI ให้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์
    Jimdo ผู้ให้บริการสร้างเว็บไซต์ออนไลน์ เพิ่มฟีเจอร์ AI เพื่อช่วยผู้ใช้สร้างเว็บที่เหมาะกับธุรกิจมากขึ้น AI จะช่วยแนะนำโครงสร้าง เนื้อหา และการออกแบบที่เหมาะสม ทำให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/jimdo-adds-ai-to-its-website-builder-promises-better-business-outcomes

    X (Twitter เดิม) ล่มอีกครั้ง
    แพลตฟอร์ม X ประสบปัญหาล่มอีกครั้ง โดยผู้ใช้จำนวนมากรายงานว่าไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้ใช้เริ่มตั้งคำถามถึงความเสถียรของระบบและการจัดการของทีมงาน
    https://www.techradar.com/news/live/x-is-down-outage-november-21

    SonicWall เตือนลูกค้ารีบอัปเดต Patch
    SonicWall แจ้งเตือนลูกค้าให้รีบอัปเดต SonicOS หลังพบช่องโหว่ที่อาจทำให้แฮกเกอร์โจมตีจนระบบ firewall ล่มได้ทันที การอัปเดตครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากปล่อยไว้ อาจทำให้ระบบป้องกันเครือข่ายขององค์กรเสี่ยงต่อการถูกโจมตี
    https://www.techradar.com/pro/security/sonicwall-tells-customers-to-patch-sonicos-flaw-allowing-hackers-to-crash-firewalls

    Google AI Mode คืออะไร ควรใช้ไหม?
    Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ "AI Mode" ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงความสามารถของ Gemini ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถสลับโหมดเพื่อให้ AI ช่วยในงานต่าง ๆ เช่น การเขียน การสรุป หรือการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ก็มีคำถามว่าควรใช้หรือไม่ เพราะบางงานอาจต้องการความแม่นยำสูงที่ AI ยังไม่สมบูรณ์
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/what-is-google-ai-mode-and-should-you-use-it

    มองอนาคตการเชื่อมต่อ 10 ปีข้างหน้า
    งาน Yotta 2025 ได้เผยบทเรียนสำคัญ 4 ข้อเกี่ยวกับอนาคตการเชื่อมต่อในทศวรรษหน้า ทั้งเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการสร้างระบบที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจและผู้บริโภค ถือเป็นการมองภาพรวมว่าการเชื่อมต่อจะกลายเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน
    https://www.techradar.com/pro/a-glimpse-into-the-next-decade-of-connectivity-4-lessons-from-yotta-2025

    Garmin Fenix 8 vs Apple Watch Ultra 3
    สองแบรนด์นาฬิกาออกกำลังกายระดับพรีเมียมมาเจอกัน – Garmin Fenix 8 และ Apple Watch Ultra 3 ต่างก็มีจุดเด่นของตัวเอง แต่เมื่อเทียบกันแล้ว Garmin Fenix 8 ชนะใจผู้รีวิว เพราะแบตเตอรี่ที่อึดสุด ๆ ใช้งานได้ยาวนานถึง 48 วัน เทียบกับ Apple Watch Ultra 3 ที่อยู่ได้ราว 42 ชั่วโมง แม้ Apple จะมีระบบปฏิบัติการที่ลื่นไหลและแอปเสริมมากมาย แต่ Garmin ก็มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์สายวิ่งและสายผจญภัย เช่น ไฟฉาย LED และการทำงานร่วมกับ Android ได้ด้วย สุดท้ายผู้รีวิวเลือก Garmin Fenix 8 เป็นตัวที่คุ้มค่ากว่า
    https://www.techradar.com/health-fitness/smartwatches/garmin-fenix-8-vs-apple-watch-ultra-3-heres-which-one-id-buy-on-black-friday

    Elon Musk กับอนาคตของงานและ AI
    Elon Musk พูดบนเวทีใหญ่ที่สหรัฐฯ ว่า “ในอนาคต งานจะเป็นเรื่องเลือกทำ ไม่จำเป็นต้องทำ” เขามองว่า AI และหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่งานจำนวนมหาศาล และคนที่ยังทำงานก็จะเหมือนคนที่ปลูกผักเองเพราะชอบ ไม่ใช่เพราะจำเป็น แม้แนวคิดนี้จะฟังดูเหมือนยูโทเปีย แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการมองโลกในแง่ที่ไม่สอดคล้องกับความจริง เพราะคนส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งรายได้เพื่ออยู่รอด อย่างไรก็ตาม Musk เชื่อว่าหุ่นยนต์และ AI จะช่วยลดความยากจนได้
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/elon-musk-on-the-future-of-jobs-and-ai-my-prediction-is-that-work-will-be-optional

    MacBook Pro 16 นิ้ว ลดราคาสุดแรง
    รีวิวจากผู้เชี่ยวชาญด้านแล็ปท็อปบอกว่า MacBook Pro 16 นิ้ว รุ่นชิป M4 Pro ตอนนี้ลดราคาลงถึง 310 ดอลลาร์ เหลือ 2,189 ดอลลาร์ แม้ยังเป็นราคาสูง แต่ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับสายทำงานกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ หรือเล่นเกมบน Mac เพราะชิป M4 Pro มีพลังประมวลผลสูงกว่า M5 ในงานหลายด้าน พร้อมจอ Liquid Retina XDR ที่สวยคมชัด ดีลนี้ถูกยกให้เป็นราคาต่ำสุดที่เคยมีมา เหมาะกับคนที่อยากได้เครื่องแรง ๆ ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น
    https://www.techradar.com/computing/macbooks/i-review-laptops-for-a-living-and-a-record-low-price-on-the-16-inch-macbook-pro-is-actually-worth-seeing

    DJI Mini 4K – โดรนเริ่มต้นที่ดีที่สุด
    สำหรับใครที่อยากลองเล่นโดรน DJI Mini 4K ถูกยกให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับมือใหม่ และตอนนี้ราคาลดเหลือเพียง 239 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ หรือ 215 ปอนด์ในอังกฤษ จุดเด่นคือกล้อง 4K พร้อมกิมบอล 3 แกน ทำให้ภาพวิดีโอออกมานิ่งและคมชัด มีโหมดบินอัตโนมัติที่ช่วยให้ถ่ายช็อตสวย ๆ ได้ง่าย และยังทนลมระดับ 5 ได้อีกด้วย ถือเป็นดีลที่คุ้มค่ามากสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นถ่ายภาพมุมสูงโดยไม่ต้องลงทุนสูง
    https://www.techradar.com/cameras/drones/ive-found-your-best-first-drone-for-a-record-low-price-the-dji-mini-4k-at-amazon

    Ray-Ban Meta Glasses ราคาต่ำสุด
    แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta ที่หลายคนชื่นชอบ ตอนนี้ลดราคาลงเหลือเพียง 238.99 ดอลลาร์สำหรับรุ่นเลนส์ใส และ 303.20 ดอลลาร์สำหรับรุ่นเลนส์ปรับแสง (Transitions) ซึ่งเหมาะกับการใช้งานได้ทุกสภาพแสง ฟีเจอร์เด่นคือมีลำโพงแบบเปิดหู กล้องถ่ายภาพและวิดีโอจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง และยังมี AI ช่วยแปลภาษา ตอบคำถาม หรือบอกข้อมูลสถานที่ผ่านฟังก์ชัน “Look and Ask” แม้แบตหมดก็ยังใช้เป็นแว่นกันแดดเท่ ๆ ได้
    https://www.techradar.com/seasonal-sales/you-can-buy-ray-ban-meta-glasses-for-their-cheapest-ever-price-thanks-to-black-friday

    ช่องโหว่ WhatsApp ทำข้อมูลผู้ใช้เสี่ยง
    มีการค้นพบช่องโหว่ใน WhatsApp ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถดึงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ผู้ใช้กว่า 3.5 พันล้านหมายเลขทั่วโลกออกมาได้ รวมถึงเข้าถึงโปรไฟล์และคีย์เข้ารหัสบางส่วนด้วย แม้ WhatsApp จะบอกว่าปัญหานี้ถูกแก้ไขแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการใช้แพลตฟอร์มสื่อสารที่มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และอัปเดตแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ
    https://www.techradar.com/pro/whatsapp-security-flaw-lets-experts-scrape-3-5-billion-user-numbers-heres-what-we-know-and-how-to-stay-safe

    Nvidia เปิดทาง NVLink สู่ Arm CPU
    Nvidia กำลังขยายการเชื่อมต่อ NVLink ให้ทำงานร่วมกับ Arm CPU ได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชัน เพราะ NVLink ช่วยให้ GPU ทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง การเปิดให้ Arm CPU ใช้งานได้จะทำให้ผู้ผลิตระบบ hyperscale สามารถออกแบบเครื่องที่ยืดหยุ่นและทรงพลังมากขึ้น เป็นการขยายตลาดที่น่าสนใจสำหรับทั้ง Nvidia และพันธมิตร
    https://www.techradar.com/pro/is-nvidia-opening-up-its-nvlink-doors-even-further-new-partnership-with-amd-will-see-greater-integration-across-many-kinds-of-chips

    ลำโพงบลูทูธเบสหนัก ราคาถูกลง
    รีวิวลำโพงบลูทูธที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงเบสหนักแน่น ตอนนี้ลดราคาลงมากในช่วง Black Friday ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากได้เสียงกระหึ่มในราคาที่จับต้องได้ จุดเด่นคือพลังเสียงที่ดังชัด ใช้งานได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน พร้อมแบตเตอรี่ที่อึดพอสมควร เหมาะกับสายปาร์ตี้หรือคนที่ชอบฟังเพลงแนว EDM และฮิปฮอป
    https://www.techradar.com/audio/wireless-bluetooth-speakers/i-love-this-bass-heavy-bluetooth-speaker-and-its-cheaper-than-ever-for-black-friday

    PlayStation Portal ราคาต่ำสุด พร้อมอัปเดตใหม่
    PlayStation Portal เครื่องเล่นเกมพกพาที่เชื่อมต่อกับ PS5 ได้ ตอนนี้ลดราคาลงต่ำสุดตั้งแต่เปิดตัว และยังมาพร้อมอัปเดตซอฟต์แวร์ใหม่ที่ทำให้ประสบการณ์เล่นเกมดีขึ้นมาก การลดราคาครั้งนี้ทำให้หลายคนที่ลังเลก่อนหน้านี้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ถือเป็นดีลที่น่าสนใจสำหรับแฟน PlayStation ที่อยากเล่นเกมจากเครื่องหลักได้ทุกที่
    https://www.techradar.com/gaming/the-playstation-portal-has-hit-its-lowest-ever-price-for-black-friday-and-its-impossible-to-ignore-at-this-price-and-after-its-game-changing-update

    Comet AI Browser ลง Android แล้ว
    เบราว์เซอร์ Comet AI ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยผู้ใช้ในการค้นหาและจัดการข้อมูล ตอนนี้เปิดตัวบน Android แล้ว จุดเด่นคือการใช้ AI ช่วยสรุปเนื้อหาเว็บ ค้นหาข้อมูลได้เร็วขึ้น และยังมีฟีเจอร์ช่วยจัดการแท็บให้เป็นระเบียบมากขึ้น การมาลง Android ทำให้ผู้ใช้มือถือสามารถเข้าถึงประสบการณ์การท่องเว็บที่ฉลาดขึ้นได้ทุกที่
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/comet-ai-browser-lands-on-android

    บริษัทยักษ์เหมือง Bitcoin หันไปทำศูนย์ข้อมูล AI
    หลังจากธุรกิจขุด Bitcoin ขาดทุนหนัก บริษัทเหมืองรายใหญ่ตัดสินใจปรับโมเดลธุรกิจใหม่ หันไปลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล AI มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การเปลี่ยนทิศทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ที่น่าสนใจกว่าการทำเหมืองคริปโต ซึ่งเผชิญกับต้นทุนสูงและความผันผวนของตลาด
    https://www.techradar.com/pro/is-ai-more-appealing-than-crypto-now-a-major-bitcoin-miner-has-decided-to-pivot-to-ai-data-centers-heres-why

    📌📡🟣 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟣📡📌 #รวมข่าวIT #20251122 #TechRadar 🧩 Data Governance: กุญแจสำคัญของ AI ที่เชื่อถือได้ เรื่องนี้พูดถึง “Data Governance” หรือการกำกับดูแลข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการทำ AI ให้ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ หลายองค์กรรีบใช้ Generative AI แต่กลับละเลยการจัดการคุณภาพข้อมูล ทำให้เสี่ยงต่อปัญหา เช่น ข้อมูลผิดพลาด, อคติ, หรือการละเมิดกฎหมาย การกำกับดูแลที่ดีต้องครอบคลุมตั้งแต่คุณภาพข้อมูล, ความโปร่งใสของโมเดล, ความเป็นธรรม, ไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หากองค์กรทำได้ตั้งแต่ต้น จะเปลี่ยน AI จากความเสี่ยงให้เป็นคุณค่าอย่างมหาศาล 🔗 https://www.techradar.com/pro/what-is-data-governance-and-why-is-it-crucial-for-successful-ai-projects 🛡️ FCC ยกเลิกกฎไซเบอร์ป้องกันการโจมตี Salt Typhoon ข่าวนี้เล่าว่า FCC ของสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกกฎระเบียบด้านความปลอดภัยเครือข่ายที่เคยออกมาเพื่อป้องกันการโจมตีจากกลุ่มแฮ็กเกอร์จีน Salt Typhoon เดิมที กฎนี้บังคับให้บริษัทโทรคมนาคมต้องมีมาตรการป้องกันเข้มงวด แต่ตอนนี้ถูกยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าบริษัทต่าง ๆ ก็ทำเองอยู่แล้ว และกฎที่บังคับใช้แบบเดียวกันทุกบริษัทอาจเป็นภาระเกินไป การตัดสินใจนี้จึงถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้ความปลอดภัยของผู้ใช้และประเทศเสี่ยงมากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/us-fcc-repeals-cybersecurity-rules-aimed-at-preventing-salt-typhoon-esque-attacks 🏭 Cybersecurity ในโรงงาน: ด่านหน้าแห่งการผลิตยุคใหม่ บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าโรงงานและอุตสาหกรรมการผลิตกำลังเผชิญภัยไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ขโมยข้อมูล แต่ถึงขั้นหยุดสายการผลิตได้จริง เช่น กรณีบริษัทเหล็กใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ต้องหยุดการผลิตเพราะถูกโจมตี การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติยิ่งเพิ่มช่องโหว่ การป้องกันจึงต้องครอบคลุมทั้ง IT และ OT (Operational Technology) แนวทางใหม่คือการสร้าง “ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์” ที่ฝังอยู่ในโครงสร้างการผลิต เพื่อให้โรงงานเดินต่อได้แม้ถูกโจมตี 🔗 https://www.techradar.com/pro/protecting-productivity-the-imperative-of-cybersecurity-in-manufacturing 👥 Human Risk: อย่าโทษพนักงาน แต่ต้องแก้ระบบ ข่าวนี้เล่าถึงการโจมตีไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าปลีกในสหราชอาณาจักร จุดอ่อนที่แท้จริงไม่ใช่ระบบ แต่คือ “คน” เพราะกว่า 80% ของการโจมตีสำเร็จมีปัจจัยมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น คลิกลิงก์ฟิชชิ่ง หรือใช้รหัสผ่านซ้ำ ๆ ปัญหาคือองค์กรชอบโทษพนักงานว่าเป็น “จุดอ่อน” ทั้งที่จริงควรสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน ให้พนักงานรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกัน และใช้เทคโนโลยีเสริม เช่น ระบบตรวจจับและตอบสนองตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออุดช่องโหว่ที่เกิดจากความผิดพลาดของคน 🔗 https://www.techradar.com/pro/human-risk-dont-blame-the-victim-fix-the-system 🤖 AI กลายเป็น Insider ที่อันตรายได้ บทความนี้เปิดเผยช่องโหว่ใหม่ที่เรียกว่า “Second-order prompt injection” ในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่ชื่อ Now Assist ปัญหาคือ AI ตัวหนึ่งที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถหลอกให้ AI อีกตัวที่มีสิทธิ์สูงทำงานแทน เช่น ดึงข้อมูลลับออกมาโดยไม่มีมนุษย์ตรวจสอบ เหมือนกับการที่ AI กลายเป็น “พนักงานภายในที่ทรยศ” วิธีแก้คือองค์กรต้องตั้งค่าการทำงานให้รัดกุม เช่น จำกัดสิทธิ์, ปิดการ override อัตโนมัติ, และตรวจสอบพฤติกรรมของ AI อย่างต่อเนื่อง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/second-order-prompt-injection-can-turn-ai-into-a-malicious-insider 💬 ChatGPT เข้าสู่ Group Chat ทั่วโลก ข่าวนี้เล่าว่า ChatGPT เปิดฟีเจอร์ใหม่ให้ใช้งานใน “Group Chat” ได้แล้วทั่วโลก ผู้ใช้สามารถสร้างห้องสนทนาที่มีหลายคนเข้าร่วม และให้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยในวงสนทนาได้ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้การทำงานร่วมกันสะดวกขึ้น เช่น ใช้ AI สรุปประเด็น, หาข้อมูล, หรือช่วยคิดไอเดียในกลุ่ม โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นการคุยแบบตัวต่อตัวอีกต่อไป 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/chatgpt/chatgpt-enters-the-group-chat-globally 🩺 Fitbit เปิดตัว AI ช่วยลดความเครียดก่อนพบแพทย์ Fitbit เปิดตัวเครื่องมือ AI ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ใช้เตรียมตัวก่อนเข้าพบแพทย์ โดยจะช่วยสรุปข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์ เช่น การนอน, การออกกำลังกาย, และอัตราการเต้นหัวใจ เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจภาพรวมสุขภาพของตัวเองได้ง่ายขึ้นก่อนการตรวจจริง อย่างไรก็ตาม บทความตั้งคำถามว่า AI แบบนี้จะช่วยจริงหรือทำให้ผู้ใช้พึ่งพามากเกินไป และอาจสร้างความกังวลใหม่แทนที่จะลดความเครียด 🔗 https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-apps/fitbits-new-ai-tool-wants-to-take-the-stress-out-of-your-next-doctors-visit-and-i-have-some-serious-questions ☁️ สงคราม Cloud: AWS ถูกคุกคามจาก Microsoft และ Google บทความนี้พูดถึงการแข่งขันในตลาด Cloud ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ โดย AWS ซึ่งเคยครองตลาดอย่างมั่นคง กำลังถูกท้าทายจาก Microsoft Azure และ Google Cloud ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งสองบริษัทใช้จุดแข็งด้าน AI และการผสานบริการกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อดึงลูกค้า ทำให้ AWS ต้องหาทางปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด 🔗 https://www.techradar.com/pro/global-cloud-wars-see-aws-increasingly-under-threat-from-microsoft-and-google 🚗 กล้องจับความเร็ว + แจ้งเตือนอันตรายราคาประหยัด รีวิวอุปกรณ์ใหม่ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง “กล้องจับความเร็ว” และ “ตัวแจ้งเตือนอันตรายบนถนน” จุดเด่นคือราคาถูกและไม่มีหน้าจอ ทำให้ใช้งานง่าย ไม่รบกวนสายตาขณะขับรถ ผู้เขียนบอกว่าเป็นเหมือน “Copilot” ที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนกับอุปกรณ์ราคาแพง 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/dash-cams/i-tried-this-simple-speed-camera-and-hazard-tracker-and-its-the-affordable-screen-less-copilot-ive-been-looking-for 👻 AI แอปใหม่ให้ “คุยกับคนตาย” ได้ ข่าวนี้ค่อนข้างสะเทือนใจ แอป AI ใหม่สามารถสร้างการสนทนากับ “ผู้เสียชีวิต” ได้ โดยใช้วิดีโอเพียงไม่กี่นาทีมาสร้างโมเดลจำลองบุคคลขึ้นมา ผู้ใช้สามารถพูดคุยเหมือนกับคนที่จากไปจริง ๆ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจกระทบจิตใจผู้ใช้ เพราะเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับการจำลองเริ่มเลือนราง 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/this-ai-app-lets-you-chat-with-the-dead-using-a-few-minutes-of-video-and-not-everyone-is-okay-with-that 🆔 Crisis: AI Agents กำลังสร้างวิกฤติด้านตัวตนและความปลอดภัย บทความนี้เตือนว่า “AI Agents” หรือระบบอัตโนมัติที่ทำงานแทนมนุษย์ กำลังสร้างปัญหาด้านความปลอดภัยและการจัดการตัวตนในองค์กร เพราะพวกมันสามารถเข้าถึงข้อมูล, ตัดสินใจ, และทำงานได้เหมือนพนักงานจริง แต่หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่ เช่น การเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในระดับองค์กร แนวทางแก้คือการสร้างระบบตรวจสอบสิทธิ์, การติดตามพฤติกรรม, และการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะไม่กลายเป็นภัยต่อองค์กรเอง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/ai-agents-are-fuelling-an-identity-and-security-crisis-for-organizations 🐧 Linux Godfather พูดถึง "Vibe Coding" Linus Torvalds ผู้สร้าง Linux ออกมาแสดงความเห็นต่อการใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด หรือที่เรียกว่า "vibe coding" เขามองว่ามันเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากลองทำสิ่งที่ตัวเองยังทำไม่ได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้กับระบบสำคัญอย่าง Linux kernel เพราะจะสร้างปัญหาระยะยาวในการดูแลรักษา เขายังเล่าถึงความซับซ้อนของการเขียนโปรแกรมสมัยนี้ที่ต่างจากยุคที่เขาเริ่มต้น และเตือนว่าการใช้ AI ในงานจริงต้องระวังมาก 🔗 https://www.techradar.com/pro/linux-godfather-linus-torvald-says-hes-fine-with-vibe-coding-just-dont-use-it-on-anything-important 💻 รวม 16 Mini PC ที่น่าสนใจใน Black Friday นักรีวิวได้ลองทดสอบ Mini PC ตลอดปี และคัดมา 16 รุ่นที่คุ้มค่าที่สุดในช่วงลดราคานี้ จุดเด่นของ Mini PC คือขนาดเล็ก ประหยัดพื้นที่ แต่ยังมีพลังเพียงพอสำหรับงานหลากหลาย ตั้งแต่ใช้งานทั่วไป ไปจนถึงงานสร้างคอนเทนต์ รุ่นที่ถูกใจที่สุดคือ GMKtec K12 ที่อัปเกรดได้หลากหลาย ทั้ง RAM และ SSD เหมาะกับคนทำงานจริงจัง ส่วนใครงบจำกัดก็มีรุ่นเล็ก ๆ ราคาประหยัดที่ยังใช้งานได้ดี 🔗 https://www.techradar.com/pro/i-tested-loads-of-mini-pcs-this-year-and-these-are-16-of-my-favorites-with-up-to-usd600-off-for-black-friday-so-far 🤖 Google Gemini 3 เปิดตัว พร้อมโชว์ 6 Prompt เจ๋ง ๆ Google เปิดตัว Gemini 3 รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นทั้งด้านการให้เหตุผลและการเข้าใจข้อมูลหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ หรือวิดีโอ จุดเด่นคือสามารถจัดการคำสั่งที่ซับซ้อนได้เอง และยังมีโหมด "Deep Think" สำหรับงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์หลายขั้นตอน Google ยังโชว์ตัวอย่าง prompt เช่น การวางแผนทริป 3 วันในโรม ที่ Gemini สามารถสร้างตารางเที่ยวแบบสวยงามและปรับตามความสนใจของผู้ใช้ได้ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/google-gemini-3-has-dropped-here-are-6-prompts-that-show-what-it-can-do 💾 ฮาร์ดดิสก์พกพา 5TB ลดราคา พร้อมฟีเจอร์ครบ Seagate One Touch 5TB Portable HDD กำลังลดราคาช่วง Black Friday จาก $145 เหลือ $130 จุดเด่นคือมีระบบเข้ารหัสป้องกันข้อมูล ดีไซน์โลหะดูพรีเมียม น้ำหนักเบา และยังแถมบริการเสริม เช่น Dropbox Backup และ Data Recovery เหมาะสำหรับคนที่ต้องการพื้นที่เก็บไฟล์มหาศาล ทั้งภาพ วิดีโอ หรือเกม พร้อมความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย 🔗 https://www.techradar.com/pro/what-a-bargain-this-5tb-portable-hdd-has-hardware-encryption-free-dropbox-backup-and-data-recovery-services-im-definitely-adding-it-to-my-basket-for-black-friday ✨ Gemini App ตรวจสอบภาพว่าเป็น AI หรือไม่ Google เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน Gemini App ที่ให้ผู้ใช้ตรวจสอบได้ว่าภาพถูกสร้างด้วย AI หรือเปล่า โดยใช้เทคโนโลยี SynthID ที่ฝังลายน้ำดิจิทัลไว้ในภาพ ทุกภาพที่สร้างจาก Google AI จะมีสัญลักษณ์ "sparkle" ให้เห็นชัดเจน ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจมากขึ้นเวลาเจอภาพที่ไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นภาพจาก AI เจ้าอื่นที่ไม่มีลายน้ำ ระบบก็จะบอกได้เพียงว่า "ไม่ใช่ของ Google" เท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/you-can-now-ask-the-gemini-app-if-an-image-was-made-by-ai-thanks-to-googles-synthid-tool 🌐 Mullvad VPN เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ต้านการบล็อก Mullvad VPN เปิดตัวระบบ obfuscation ที่เร็วขึ้น เพื่อช่วยผู้ใช้หลีกเลี่ยงการบล็อก WireGuard โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือรัฐบาล ฟีเจอร์นี้ทำให้การเชื่อมต่อ VPN ดูเหมือนทราฟฟิกธรรมดา จึงยากต่อการตรวจจับและบล็อก เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างอิสระ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/mullvad-vpn-adds-ultra-fast-obfuscation-to-beat-wireguard-blocking 🎧 รีวิวหูฟังว่ายน้ำ Jabees 7Seven หูฟัง Jabees 7Seven แบบ bone conduction สำหรับการว่ายน้ำ ถูกรีวิวว่าเบา ใช้งานง่าย และมีคุณภาพเสียงดีเกินราคา จุดเด่นคือสามารถใช้ใต้น้ำได้จริง มีความทนทาน และราคาย่อมเยาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เหมาะกับนักว่ายน้ำที่อยากฟังเพลงหรือพอดแคสต์ระหว่างออกกำลังกาย 🔗 https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-headphones/jabees-7seven-review 🔒 ช่องโหว่ร้ายแรงในเราเตอร์ D-Link มีการค้นพบช่องโหว่ในเราเตอร์ D-Link ที่อาจเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์เข้ามาควบคุมหรือขโมยข้อมูลได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้รีบอัปเดตเฟิร์มแวร์เพื่อปิดช่องโหว่ทันที และหากรุ่นที่ใช้งานหมดอายุการสนับสนุนแล้ว ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้เราเตอร์รุ่นใหม่เพื่อความปลอดภัย 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/d-link-routers-under-threat-from-dangerous-flaw-heres-how-to-stay-safe 🌐 Jimdo เสริม AI ให้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ Jimdo ผู้ให้บริการสร้างเว็บไซต์ออนไลน์ เพิ่มฟีเจอร์ AI เพื่อช่วยผู้ใช้สร้างเว็บที่เหมาะกับธุรกิจมากขึ้น AI จะช่วยแนะนำโครงสร้าง เนื้อหา และการออกแบบที่เหมาะสม ทำให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/jimdo-adds-ai-to-its-website-builder-promises-better-business-outcomes 🐦 X (Twitter เดิม) ล่มอีกครั้ง แพลตฟอร์ม X ประสบปัญหาล่มอีกครั้ง โดยผู้ใช้จำนวนมากรายงานว่าไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้ใช้เริ่มตั้งคำถามถึงความเสถียรของระบบและการจัดการของทีมงาน 🔗 https://www.techradar.com/news/live/x-is-down-outage-november-21 🔥 SonicWall เตือนลูกค้ารีบอัปเดต Patch SonicWall แจ้งเตือนลูกค้าให้รีบอัปเดต SonicOS หลังพบช่องโหว่ที่อาจทำให้แฮกเกอร์โจมตีจนระบบ firewall ล่มได้ทันที การอัปเดตครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากปล่อยไว้ อาจทำให้ระบบป้องกันเครือข่ายขององค์กรเสี่ยงต่อการถูกโจมตี 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/sonicwall-tells-customers-to-patch-sonicos-flaw-allowing-hackers-to-crash-firewalls 🤔 Google AI Mode คืออะไร ควรใช้ไหม? Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ "AI Mode" ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงความสามารถของ Gemini ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถสลับโหมดเพื่อให้ AI ช่วยในงานต่าง ๆ เช่น การเขียน การสรุป หรือการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ก็มีคำถามว่าควรใช้หรือไม่ เพราะบางงานอาจต้องการความแม่นยำสูงที่ AI ยังไม่สมบูรณ์ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/gemini/what-is-google-ai-mode-and-should-you-use-it 📡 มองอนาคตการเชื่อมต่อ 10 ปีข้างหน้า งาน Yotta 2025 ได้เผยบทเรียนสำคัญ 4 ข้อเกี่ยวกับอนาคตการเชื่อมต่อในทศวรรษหน้า ทั้งเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการสร้างระบบที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจและผู้บริโภค ถือเป็นการมองภาพรวมว่าการเชื่อมต่อจะกลายเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/a-glimpse-into-the-next-decade-of-connectivity-4-lessons-from-yotta-2025 ⌚ Garmin Fenix 8 vs Apple Watch Ultra 3 สองแบรนด์นาฬิกาออกกำลังกายระดับพรีเมียมมาเจอกัน – Garmin Fenix 8 และ Apple Watch Ultra 3 ต่างก็มีจุดเด่นของตัวเอง แต่เมื่อเทียบกันแล้ว Garmin Fenix 8 ชนะใจผู้รีวิว เพราะแบตเตอรี่ที่อึดสุด ๆ ใช้งานได้ยาวนานถึง 48 วัน เทียบกับ Apple Watch Ultra 3 ที่อยู่ได้ราว 42 ชั่วโมง แม้ Apple จะมีระบบปฏิบัติการที่ลื่นไหลและแอปเสริมมากมาย แต่ Garmin ก็มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์สายวิ่งและสายผจญภัย เช่น ไฟฉาย LED และการทำงานร่วมกับ Android ได้ด้วย สุดท้ายผู้รีวิวเลือก Garmin Fenix 8 เป็นตัวที่คุ้มค่ากว่า 🔗 https://www.techradar.com/health-fitness/smartwatches/garmin-fenix-8-vs-apple-watch-ultra-3-heres-which-one-id-buy-on-black-friday 🤖 Elon Musk กับอนาคตของงานและ AI Elon Musk พูดบนเวทีใหญ่ที่สหรัฐฯ ว่า “ในอนาคต งานจะเป็นเรื่องเลือกทำ ไม่จำเป็นต้องทำ” เขามองว่า AI และหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่งานจำนวนมหาศาล และคนที่ยังทำงานก็จะเหมือนคนที่ปลูกผักเองเพราะชอบ ไม่ใช่เพราะจำเป็น แม้แนวคิดนี้จะฟังดูเหมือนยูโทเปีย แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการมองโลกในแง่ที่ไม่สอดคล้องกับความจริง เพราะคนส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งรายได้เพื่ออยู่รอด อย่างไรก็ตาม Musk เชื่อว่าหุ่นยนต์และ AI จะช่วยลดความยากจนได้ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/elon-musk-on-the-future-of-jobs-and-ai-my-prediction-is-that-work-will-be-optional 💻 MacBook Pro 16 นิ้ว ลดราคาสุดแรง รีวิวจากผู้เชี่ยวชาญด้านแล็ปท็อปบอกว่า MacBook Pro 16 นิ้ว รุ่นชิป M4 Pro ตอนนี้ลดราคาลงถึง 310 ดอลลาร์ เหลือ 2,189 ดอลลาร์ แม้ยังเป็นราคาสูง แต่ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับสายทำงานกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ หรือเล่นเกมบน Mac เพราะชิป M4 Pro มีพลังประมวลผลสูงกว่า M5 ในงานหลายด้าน พร้อมจอ Liquid Retina XDR ที่สวยคมชัด ดีลนี้ถูกยกให้เป็นราคาต่ำสุดที่เคยมีมา เหมาะกับคนที่อยากได้เครื่องแรง ๆ ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/computing/macbooks/i-review-laptops-for-a-living-and-a-record-low-price-on-the-16-inch-macbook-pro-is-actually-worth-seeing 🚁 DJI Mini 4K – โดรนเริ่มต้นที่ดีที่สุด สำหรับใครที่อยากลองเล่นโดรน DJI Mini 4K ถูกยกให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับมือใหม่ และตอนนี้ราคาลดเหลือเพียง 239 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ หรือ 215 ปอนด์ในอังกฤษ จุดเด่นคือกล้อง 4K พร้อมกิมบอล 3 แกน ทำให้ภาพวิดีโอออกมานิ่งและคมชัด มีโหมดบินอัตโนมัติที่ช่วยให้ถ่ายช็อตสวย ๆ ได้ง่าย และยังทนลมระดับ 5 ได้อีกด้วย ถือเป็นดีลที่คุ้มค่ามากสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นถ่ายภาพมุมสูงโดยไม่ต้องลงทุนสูง 🔗 https://www.techradar.com/cameras/drones/ive-found-your-best-first-drone-for-a-record-low-price-the-dji-mini-4k-at-amazon 🕶️ Ray-Ban Meta Glasses ราคาต่ำสุด แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta ที่หลายคนชื่นชอบ ตอนนี้ลดราคาลงเหลือเพียง 238.99 ดอลลาร์สำหรับรุ่นเลนส์ใส และ 303.20 ดอลลาร์สำหรับรุ่นเลนส์ปรับแสง (Transitions) ซึ่งเหมาะกับการใช้งานได้ทุกสภาพแสง ฟีเจอร์เด่นคือมีลำโพงแบบเปิดหู กล้องถ่ายภาพและวิดีโอจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง และยังมี AI ช่วยแปลภาษา ตอบคำถาม หรือบอกข้อมูลสถานที่ผ่านฟังก์ชัน “Look and Ask” แม้แบตหมดก็ยังใช้เป็นแว่นกันแดดเท่ ๆ ได้ 🔗 https://www.techradar.com/seasonal-sales/you-can-buy-ray-ban-meta-glasses-for-their-cheapest-ever-price-thanks-to-black-friday 🔐 ช่องโหว่ WhatsApp ทำข้อมูลผู้ใช้เสี่ยง มีการค้นพบช่องโหว่ใน WhatsApp ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถดึงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ผู้ใช้กว่า 3.5 พันล้านหมายเลขทั่วโลกออกมาได้ รวมถึงเข้าถึงโปรไฟล์และคีย์เข้ารหัสบางส่วนด้วย แม้ WhatsApp จะบอกว่าปัญหานี้ถูกแก้ไขแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการใช้แพลตฟอร์มสื่อสารที่มีผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และอัปเดตแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ 🔗 https://www.techradar.com/pro/whatsapp-security-flaw-lets-experts-scrape-3-5-billion-user-numbers-heres-what-we-know-and-how-to-stay-safe 🖥️ Nvidia เปิดทาง NVLink สู่ Arm CPU Nvidia กำลังขยายการเชื่อมต่อ NVLink ให้ทำงานร่วมกับ Arm CPU ได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชัน เพราะ NVLink ช่วยให้ GPU ทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง การเปิดให้ Arm CPU ใช้งานได้จะทำให้ผู้ผลิตระบบ hyperscale สามารถออกแบบเครื่องที่ยืดหยุ่นและทรงพลังมากขึ้น เป็นการขยายตลาดที่น่าสนใจสำหรับทั้ง Nvidia และพันธมิตร 🔗 https://www.techradar.com/pro/is-nvidia-opening-up-its-nvlink-doors-even-further-new-partnership-with-amd-will-see-greater-integration-across-many-kinds-of-chips 🔊 ลำโพงบลูทูธเบสหนัก ราคาถูกลง รีวิวลำโพงบลูทูธที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงเบสหนักแน่น ตอนนี้ลดราคาลงมากในช่วง Black Friday ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากได้เสียงกระหึ่มในราคาที่จับต้องได้ จุดเด่นคือพลังเสียงที่ดังชัด ใช้งานได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน พร้อมแบตเตอรี่ที่อึดพอสมควร เหมาะกับสายปาร์ตี้หรือคนที่ชอบฟังเพลงแนว EDM และฮิปฮอป 🔗 https://www.techradar.com/audio/wireless-bluetooth-speakers/i-love-this-bass-heavy-bluetooth-speaker-and-its-cheaper-than-ever-for-black-friday 🎮 PlayStation Portal ราคาต่ำสุด พร้อมอัปเดตใหม่ PlayStation Portal เครื่องเล่นเกมพกพาที่เชื่อมต่อกับ PS5 ได้ ตอนนี้ลดราคาลงต่ำสุดตั้งแต่เปิดตัว และยังมาพร้อมอัปเดตซอฟต์แวร์ใหม่ที่ทำให้ประสบการณ์เล่นเกมดีขึ้นมาก การลดราคาครั้งนี้ทำให้หลายคนที่ลังเลก่อนหน้านี้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ถือเป็นดีลที่น่าสนใจสำหรับแฟน PlayStation ที่อยากเล่นเกมจากเครื่องหลักได้ทุกที่ 🔗 https://www.techradar.com/gaming/the-playstation-portal-has-hit-its-lowest-ever-price-for-black-friday-and-its-impossible-to-ignore-at-this-price-and-after-its-game-changing-update 📱 Comet AI Browser ลง Android แล้ว เบราว์เซอร์ Comet AI ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยผู้ใช้ในการค้นหาและจัดการข้อมูล ตอนนี้เปิดตัวบน Android แล้ว จุดเด่นคือการใช้ AI ช่วยสรุปเนื้อหาเว็บ ค้นหาข้อมูลได้เร็วขึ้น และยังมีฟีเจอร์ช่วยจัดการแท็บให้เป็นระเบียบมากขึ้น การมาลง Android ทำให้ผู้ใช้มือถือสามารถเข้าถึงประสบการณ์การท่องเว็บที่ฉลาดขึ้นได้ทุกที่ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/comet-ai-browser-lands-on-android 💰 บริษัทยักษ์เหมือง Bitcoin หันไปทำศูนย์ข้อมูล AI หลังจากธุรกิจขุด Bitcoin ขาดทุนหนัก บริษัทเหมืองรายใหญ่ตัดสินใจปรับโมเดลธุรกิจใหม่ หันไปลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล AI มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การเปลี่ยนทิศทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ที่น่าสนใจกว่าการทำเหมืองคริปโต ซึ่งเผชิญกับต้นทุนสูงและความผันผวนของตลาด 🔗 https://www.techradar.com/pro/is-ai-more-appealing-than-crypto-now-a-major-bitcoin-miner-has-decided-to-pivot-to-ai-data-centers-heres-why
    0 Comments 0 Shares 796 Views 0 Reviews
  • Android จับมือ iOS: Quick Share + AirDrop

    Google เปิดตัวการเชื่อมต่อใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้ Android และ iPhone สามารถส่งไฟล์หากันได้โดยตรงผ่าน Quick Share และ AirDrop ฟีเจอร์นี้เริ่มใช้งานได้แล้วบน Pixel 10 family และจะขยายไปยังอุปกรณ์ Android รุ่นอื่นในอนาคต การพัฒนานี้สะท้อนถึงความพยายามของ Google ในการทำให้ระบบนิเวศของ Android และ iOS เข้ากันได้มากขึ้น

    ความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก
    Google ย้ำว่าฟีเจอร์ใหม่นี้ถูกออกแบบโดยมี ความปลอดภัยเป็นแกนกลาง ข้อมูลที่ส่งผ่าน Quick Share และ AirDrop จะถูกปกป้องด้วยมาตรการเข้ารหัสและผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอิสระ จุดนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ว่าไฟล์ที่แชร์จะไม่ถูกดักจับหรือถูกแก้ไขระหว่างทาง

    ก้าวต่อไปของการเชื่อมต่อข้ามระบบ
    การทำงานร่วมกันระหว่าง Quick Share และ AirDrop เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญหลังจาก Google ผลักดันมาตรฐาน RCS และระบบแจ้งเตือน unknown tracker alerts เพื่อให้ Android และ iOS สื่อสารกันได้ดีขึ้น นี่คือการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกสบายและความเข้ากันได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใช้เครื่องยี่ห้อไหน

    ผลกระทบต่อผู้ใช้และตลาด
    การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อระหว่าง Android และ iOS จะช่วยลดกำแพงระหว่างสองระบบ ทำให้การแชร์ไฟล์ในครอบครัวหรือที่ทำงานง่ายขึ้นมาก และยังสะท้อนถึงแนวโน้มที่บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อสร้าง ประสบการณ์ผู้ใช้ที่เป็นมิตรและครอบคลุม

    สรุปเป็นหัวข้อ
    ฟีเจอร์ Quick Share ทำงานร่วมกับ AirDrop
    เริ่มใช้งานได้แล้วบน Pixel 10 และจะขยายไปยัง Android รุ่นอื่น

    ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์
    ใช้มาตรการเข้ารหัสและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ

    ความเข้ากันได้ระหว่างระบบ
    ต่อเนื่องจากการผลักดัน RCS และ unknown tracker alerts

    ผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ใช้
    ลดกำแพงระหว่าง Android และ iOS ทำให้แชร์ไฟล์ง่ายขึ้น

    ข้อจำกัดการใช้งานเบื้องต้น
    ฟีเจอร์นี้ยังจำกัดเฉพาะ Pixel 10 และยังไม่ครอบคลุมทุกอุปกรณ์ Android

    ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว
    แม้มีการเข้ารหัส แต่ผู้ใช้ควรตรวจสอบการตั้งค่าการแชร์เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ

    https://blog.google/products/android/quick-share-airdrop/
    📱 Android จับมือ iOS: Quick Share + AirDrop Google เปิดตัวการเชื่อมต่อใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้ Android และ iPhone สามารถส่งไฟล์หากันได้โดยตรงผ่าน Quick Share และ AirDrop ฟีเจอร์นี้เริ่มใช้งานได้แล้วบน Pixel 10 family และจะขยายไปยังอุปกรณ์ Android รุ่นอื่นในอนาคต การพัฒนานี้สะท้อนถึงความพยายามของ Google ในการทำให้ระบบนิเวศของ Android และ iOS เข้ากันได้มากขึ้น 🔒 ความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก Google ย้ำว่าฟีเจอร์ใหม่นี้ถูกออกแบบโดยมี ความปลอดภัยเป็นแกนกลาง ข้อมูลที่ส่งผ่าน Quick Share และ AirDrop จะถูกปกป้องด้วยมาตรการเข้ารหัสและผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอิสระ จุดนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ว่าไฟล์ที่แชร์จะไม่ถูกดักจับหรือถูกแก้ไขระหว่างทาง 🌐 ก้าวต่อไปของการเชื่อมต่อข้ามระบบ การทำงานร่วมกันระหว่าง Quick Share และ AirDrop เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญหลังจาก Google ผลักดันมาตรฐาน RCS และระบบแจ้งเตือน unknown tracker alerts เพื่อให้ Android และ iOS สื่อสารกันได้ดีขึ้น นี่คือการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกสบายและความเข้ากันได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใช้เครื่องยี่ห้อไหน 🚀 ผลกระทบต่อผู้ใช้และตลาด การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อระหว่าง Android และ iOS จะช่วยลดกำแพงระหว่างสองระบบ ทำให้การแชร์ไฟล์ในครอบครัวหรือที่ทำงานง่ายขึ้นมาก และยังสะท้อนถึงแนวโน้มที่บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อสร้าง ประสบการณ์ผู้ใช้ที่เป็นมิตรและครอบคลุม 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ ฟีเจอร์ Quick Share ทำงานร่วมกับ AirDrop ➡️ เริ่มใช้งานได้แล้วบน Pixel 10 และจะขยายไปยัง Android รุ่นอื่น ✅ ความปลอดภัยของการแชร์ไฟล์ ➡️ ใช้มาตรการเข้ารหัสและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ ✅ ความเข้ากันได้ระหว่างระบบ ➡️ ต่อเนื่องจากการผลักดัน RCS และ unknown tracker alerts ✅ ผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ใช้ ➡️ ลดกำแพงระหว่าง Android และ iOS ทำให้แชร์ไฟล์ง่ายขึ้น ‼️ ข้อจำกัดการใช้งานเบื้องต้น ⛔ ฟีเจอร์นี้ยังจำกัดเฉพาะ Pixel 10 และยังไม่ครอบคลุมทุกอุปกรณ์ Android ‼️ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ แม้มีการเข้ารหัส แต่ผู้ใช้ควรตรวจสอบการตั้งค่าการแชร์เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ https://blog.google/products/android/quick-share-airdrop/
    BLOG.GOOGLE
    Android and iPhone users can now share files, starting with the Pixel 10 family.
    Today, we’re introducing a way for Quick Share to work with AirDrop.
    0 Comments 0 Shares 160 Views 0 Reviews
  • ผู้พิพากษาฝรั่งเศสถูกตัดขาดทางดิจิทัลโดยสหรัฐฯ

    กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศสไม่สามารถเข้าถึงระบบดิจิทัลที่จำเป็นต่อการทำงานได้ เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้อำนาจทางกฎหมายและเทคโนโลยีในการบล็อกการเข้าถึง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากต่างชาติ

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศโดยไม่มีระบบสำรอง อาจทำให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรสำคัญถูกควบคุมได้จากภายนอก

    ประเด็นเรื่องอธิปไตยทางดิจิทัล
    เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการถกเถียงในยุโรปเกี่ยวกับ Digital Sovereignty ว่าประเทศควรมีสิทธิ์และความสามารถในการควบคุมระบบดิจิทัลของตนเองหรือไม่ หากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Cloud, Email, หรือระบบยืนยันตัวตน ถูกควบคุมโดยบริษัทสหรัฐฯ หรือประเทศอื่น ๆ ก็อาจถูกตัดขาดได้ทุกเมื่อ

    นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเตือนว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติเท่ากับการยอมให้ประเทศอื่นมีอำนาจเหนือระบบยุติธรรมและการบริหารภายใน ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของรัฐและประชาชน

    ผลกระทบและความเสี่ยงในอนาคต
    กรณีนี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและเทคโนโลยีระดับโลก กำลังซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ หากประเทศต่าง ๆ ไม่สร้างระบบดิจิทัลที่เป็นอิสระ ก็เสี่ยงที่จะถูกบังคับหรือควบคุมจากภายนอก

    ในอนาคต หากไม่มีมาตรการป้องกัน อาจเกิดกรณีที่หน่วยงานรัฐ, ศาล, หรือแม้แต่ระบบการเงิน ถูกตัดขาดจากบริการสำคัญเพียงเพราะข้อพิพาททางการเมืองหรือกฎหมาย

    สรุปสาระสำคัญ
    กรณีผู้พิพากษาฝรั่งเศส
    ถูกตัดการเข้าถึงระบบดิจิทัลโดยสหรัฐฯ
    สะท้อนความเปราะบางของการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ

    ประเด็น Digital Sovereignty
    ประเทศควรมีสิทธิ์ควบคุมระบบดิจิทัลของตนเอง
    การพึ่งพา Cloud และบริการจากต่างชาติอาจเสี่ยงถูกตัดขาด

    ผลกระทบต่อยุโรปและโลก
    อาจกระทบต่อระบบยุติธรรมและการบริหารภายใน
    ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น

    คำเตือน
    หากไม่สร้างระบบดิจิทัลที่เป็นอิสระ ประเทศเสี่ยงถูกควบคุมจากภายนอก
    หน่วยงานรัฐและศาลอาจถูกตัดขาดจากบริการสำคัญในอนาคต
    ความเป็นอิสระทางกฎหมายและการบริหารอาจถูกบั่นทอน

    https://www.heise.de/en/news/How-a-French-judge-was-digitally-cut-off-by-the-USA-11087561.html
    ⚖️ ผู้พิพากษาฝรั่งเศสถูกตัดขาดทางดิจิทัลโดยสหรัฐฯ กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศสไม่สามารถเข้าถึงระบบดิจิทัลที่จำเป็นต่อการทำงานได้ เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้อำนาจทางกฎหมายและเทคโนโลยีในการบล็อกการเข้าถึง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากต่างชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศโดยไม่มีระบบสำรอง อาจทำให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรสำคัญถูกควบคุมได้จากภายนอก 🌍 ประเด็นเรื่องอธิปไตยทางดิจิทัล เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการถกเถียงในยุโรปเกี่ยวกับ Digital Sovereignty ว่าประเทศควรมีสิทธิ์และความสามารถในการควบคุมระบบดิจิทัลของตนเองหรือไม่ หากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Cloud, Email, หรือระบบยืนยันตัวตน ถูกควบคุมโดยบริษัทสหรัฐฯ หรือประเทศอื่น ๆ ก็อาจถูกตัดขาดได้ทุกเมื่อ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเตือนว่า การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติเท่ากับการยอมให้ประเทศอื่นมีอำนาจเหนือระบบยุติธรรมและการบริหารภายใน ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของรัฐและประชาชน 🔒 ผลกระทบและความเสี่ยงในอนาคต กรณีนี้ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและเทคโนโลยีระดับโลก กำลังซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ หากประเทศต่าง ๆ ไม่สร้างระบบดิจิทัลที่เป็นอิสระ ก็เสี่ยงที่จะถูกบังคับหรือควบคุมจากภายนอก ในอนาคต หากไม่มีมาตรการป้องกัน อาจเกิดกรณีที่หน่วยงานรัฐ, ศาล, หรือแม้แต่ระบบการเงิน ถูกตัดขาดจากบริการสำคัญเพียงเพราะข้อพิพาททางการเมืองหรือกฎหมาย 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ กรณีผู้พิพากษาฝรั่งเศส ➡️ ถูกตัดการเข้าถึงระบบดิจิทัลโดยสหรัฐฯ ➡️ สะท้อนความเปราะบางของการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ✅ ประเด็น Digital Sovereignty ➡️ ประเทศควรมีสิทธิ์ควบคุมระบบดิจิทัลของตนเอง ➡️ การพึ่งพา Cloud และบริการจากต่างชาติอาจเสี่ยงถูกตัดขาด ✅ ผลกระทบต่อยุโรปและโลก ➡️ อาจกระทบต่อระบบยุติธรรมและการบริหารภายใน ➡️ ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น ‼️ คำเตือน ⛔ หากไม่สร้างระบบดิจิทัลที่เป็นอิสระ ประเทศเสี่ยงถูกควบคุมจากภายนอก ⛔ หน่วยงานรัฐและศาลอาจถูกตัดขาดจากบริการสำคัญในอนาคต ⛔ ความเป็นอิสระทางกฎหมายและการบริหารอาจถูกบั่นทอน https://www.heise.de/en/news/How-a-French-judge-was-digitally-cut-off-by-the-USA-11087561.html
    WWW.HEISE.DE
    How a French judge was digitally cut off by the USA
    Nicolas Guillou has been sanctioned by the USA as a judge of the International Criminal Court. He notices the effects primarily in the digital realm.
    0 Comments 0 Shares 217 Views 0 Reviews
  • เรื่อง สู่ทางน้ำเชี่ยว 1 – 2

    “สู่ทางน้ำเชี่ยว”
    (1)
    วันนี้ขอคุยกับท่านผู้อ่าน แบบตรงไปตรงมา จากความรู้สึกในใจของผมหน่อยเถิด ไม่ชอบใจ ก็ปิดเครื่อง หรือเปลี่ยนไปอ่านเพจอื่น ไม่พอใจ อยากจะด่า ก็เชิญตามสบาย
    แต่อย่าแรงนักแล้วกัน คนแก่ตกใจง่าย
    ผมเขียนนิทานเรื่องจริงให้อ่านกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว เอาข้อมูลเรื่องราวที่มองมาจากอีกมุมหนึ่ง รวมทั้งที่มองจากมุมเดิม ที่เห็นๆกันอยู่ซ้ำซาก แต่ผมมองลึกไปอีกแบบ มาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องราวที่สื่อฟอกย้อม ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แทบไม่เคยพูดถึง หรือพูดแบบใส่สีเข้มตามใบสั่งของ เจ้าของสื่อ จนไม่รู้ว่า มีความจริงน้อยมากแค่ไหน หรือพูดแบบ มั่ว คลุมเคลือ ไม่รู้ที่มาและที่จะไปต่อ หรือพูดแบบครึ่งใบ ที่เหลือให้เดาเอา หรือแต่งกันเองสนุกดี
    จากการอ่านและการวิเคราะห์ของผมเอง ผมเชื่อว่า อีกไม่เกิน 2 ถึง 3 ปี จากที่ผมเริ่มเขียนนิทานเรื่อง แรก เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2556 ก็แปลว่า จากนี้ไป ไม่เกิน 1 ปี โลกเราจะเริ่มเข้าสู่อาการ ถ้าเปรียบกันคน ก็เป็นคนต้องเกณท์เปลี่ยนชะตานั่นแหละ มันจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเล็ก สิ่งน้อย ซึ่งถ้าเราไม่ทันสังเกต หรือไม่สนใจติดตาม เราก็จะไม่รู้ว่า มันมีการเปลี่ยนไปแล้ว และการเปลี่ยนนั้น จะเปลี่ยนมากขึ้น ด้วยอัตราที่เร็วขึ้น จนเราเริ่มรู้สึก แต่ก็อาจจะยังไม่รู้เรื่อง รู้เหตุ รู้ผล อยู่ดี กว่าจะรู้เรื่อง ก็อาจจะทำอะไรไม่ทันแล้ว
    เราเคยชินกับการมีอเมริกา ที่ทำตัวเหมือนเป็นจิ๊กโก๋ปากซอยตัวแสบ เบ่งกล้าม คุมทั้งซอยอยู่คนเดียว มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นานถึง 70 ปี เชียวนะครับ ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันคุมโลก จนตัวมันก็ “ชิน” กับการที่ไม่ใครมากล้าหือกับมัน และเราๆ ก็ดัน “ชิน” กับการคุมของมัน แถมบางพวก ก็ชอบที่จะอยู่ใต้อุ้งมืออุ้งตีนของไอ้จิ๊กโก๋ ก็ของมันเคย มันชิน แต่สำหรับพวกที่ไม่ชอบ ก็ต้องทนยอมมันไป (ก่อน) ก็มันวางกฏเกณท์ของทั้งโลกทั้ง ใบ หันไปทางไหน จะทำอะไร ก็เจอกฏ เจอระบบ ที่มันวางไว้ทั้งนั้น ขนาดจะแต่งตัว ตัดผม ดูหนัง ฟังเพลง บันเทิงใจ ชอบ ไม่ชอบอะไร ยังต้องเป็นแบบที่มันจัดยัดใส่หัวมาให้เลย ใครที่ไม่อยู่ในระบบ ในรูปแบบที่มันเห็นชอบ มันก็จัดการเก็บกวาดจนเหี้ยน ในที่สุด ชาวโลกส่วนใหญ่ ก็เลยจำยอมอยู่ในกำมือ ในกฏ กติกา ความเห็น ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันสร้าง มันวางเอาไว้ น่าสมเพชไหมครับ ที่ต้องมีใครมาจูงเราทุกเรื่อง หรือชอบใจกัน ที่ไม่ต้องคิดมาก จูงไปทางไหน ก็ไปทางนั้น…
    แต่ประมาณ 15 ปี มานี้ เริ่มมีพวกที่อยากดำเนินชีวิต ตามระบบ ตามแบบของตัวเอง อยากกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องขึ้นกับจิ๊กโก๋ปากซอยสั่ง กูจะหิว กูจะกิน กูจะนอน ฯลฯ ให้มันเป็นไปตามใจกูบ้างได้มั้ย กูเบื่อที่จะถูกจูงแล้ว….
    จิ๊กโก๋ บอก ไม่ได้ กูไม่เชื่อว่าพวกมึงตัดสินใจเป็น และตัดสินใจถูก ขอโทษนะครับ ต้องเขียนด้วยสรรพนาม เช่นนี้ เพราะลักษณะที่เขาออกอาการกัน มันดูจะไม่ใช่เป็นการพูดแบบคุณครับขอรับกระผมกัน ที่นี้ เรื่องมันก็เลยเริ่มวุ่น และบานไปเรื่อยๆ
    มาถึงวันนี้ โลกแบ่งชัดเจนแล้ว อำนาจของโลก ที่เคยมีขั้วอำนาจขั้วเดียว ที่คุมโดย ไอ้จิ๊กโก๋ปากซอย อเมริกาและพวกลูกกระเป๋ง กำลังเปลี่ยนไป ขั้วอำนาจอีกขั้ว ที่นำโดยรัสเซียและจีน กำลังรวมตัว และปรากฏตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีจำนวนประเทศน้อยกว่า แต่ถ้านับเนื้อที่ของประเทศ กับจำนวนรวมของพลเมือง คงไม่ต่างกันมาก และขณะนี้ ทั้งสองขั้ว ต่างกำลังจ้องตาใส่กันอย่างไม่กระพริบ เพื่อค้นหา รวมไปถึงทดสอบ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และศักยภาพทางอาวุธ ของขั้วที่ต่างกัน ว่าใครจะเหนือกว่าใคร
    เศรษฐกิจเป็นเกมที่ทางขั้วอำนา จอเมริกาถนัดนัก เล่นกลอยู่เสมอ เล่นมา 100 ปีแล้วนี่ ปั่นขึ้น ปั่นลง ได้ทุกอย่าง ก็เป็นคนคุมระบบทั้งหมด มันก็เหมือนเป็นเจ้ามือคุมบ่อน นั่นแหล่ะ แจกไพ่เอง ทำเครื่องหมายไพ่ ให้ยืมเงินมาเล่น ใครทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ไล่ออกจากวง คว่ำบาตรเสีย แบบนี้ เจ้ามือก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว (มีแต่ถูกเผาบ่อน หรือถูกยิง) เรื่องเศรษฐกิจ จึงเป็นเหมือนตัววัดตัวหนึ่ง เมื่อไหร่ที่เจ้ามือออกอาการ มีการใกล้จะล้มโต๊ะ เพราะเจ้ามือเล่นกลไม่ออก จะเพราะลูกมือเกิดดวงดี ดวงแข็ง หรือถูกลูกมือจับกลโกงของเจ้ามือได้ นั่นก็เป็นอาการที่เราๆ จะต้องระวัง แปลว่า เรื่องใหญ่ใกล้จะมา ดวงชะตาของโลกใกล้จะมีการเปลี่ยน
    เหตุการณ์ตลาดหุ้นจีน ที่เริ่มถูกปั่นลงดิ่ง ตั้งแต่เดือนมิถุนา กรกฏาคม จนแมงเม่าตาตี่ปีกหัก ร่วงผล่อยหล่นลงพื้นเต็มไปหมด แต่จีนก็ปล่อยให้เจ้ามือตาน้ำข้าวเล่นให้เพลิน ด้วยการปล่อยให้หล่นถึงพื้น และจีนก็ซื้อกลับ ส่วนเงินกองทุนของเจ้ามือตาน้ำข้าว รวมทั้งกำไรที่รวยมาจากเด็ดปีกแมงเม่าตาตี่ เจ้ามือตาน้ำข้าวเตรียมโอนกลับ บ้าน แต่จีนบอกรอแป๊บนึง อย่าเพิ่งใจร้อน รีบโอนกลับ ขอเราตรวจสอบก่อนว่า ทำผิดกฏอะไรบ้างหรือเปล่า ทำได้ไม่ไม่ใช่หรือ ก็ดันไปเปิดบ่อนเต๋าถ่วงที่บ้านคนอื่น โง่หรือฉลาด(วะ) ทุนก้อนใหญ่ เอาออกมาไม่ได้ ตลาดอื่นๆ ก็ค่อยๆร่วง ชาวบ้านนึกว่าร่วงเรื่องกรีซ ก็เพราะสื่อย้อมสีกับกองทุนตาน้ำข้าว มันบอกอย่างนั้น ก็เลยเชื่อกันอย่างนั้น…นี่การตรวจสอบจะนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้…. สื่อฟอกย้อม เรื่องนี้ ไม่ออกข่าวเลยนะ
    อเมริกาบอก โลกนี้หมุนด้วยน้ำมัน และมันต้องเป็นน้ำมัน ที่ค้าขายกันด้วยดอลล่าร์ (เปโตรดอลล่าร์) เท่านั้น โลกถึงจะหมุน วันนี้ จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ เปโตรหยวน หรือเปโตรรูเบิล ก็หมุนโลกได้เหมือนกัน
    อเมริกาบอก ระบบการเงินในโลก ต้องคุมด้วยระบบธนาคารกลางของอเมริกา จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ ถ้าเราสร้างระบบที่พวกเราเห็นพ้องกันว่ามันยุติธรรมได้ และตอนนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังค้าขายกันด้วยการแลกเปลี่ยนเงินสกุลของพวกเขา ตามค่าของเงินที่พวกเขาตกลงกันเอง อ้าว พวกเอ็งตกลงกันเองได้ พวกผมก็ตกลงกันได้เหมือนกัน มีปัญหาไหม
    อเมริกากับพวกสร้าง World Bank, IMF มาเป็นกลไกด้านการเงิน คุมโลกจนกระดิกแทบไม่ออก วันนี้ จีนกับรัสเซียและพวกสร้าง AIIB ขึ้นมาเป็นทางเลือก
    อเมริกาสร้างใอ้ 3 หมาไน เป็นตัววัดเครดิตเรตติ้งของธุรกิจ ของประเทศต่างๆ ตามหลักเกณท์ที่มีผู้ค้านมากมาย ว่าไม่เป็นธรรม วันนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังสร้างบริษัทวัดเครดิตเช่นนั้นเหมือนกัน และบอกว่าเป็นธรรมกว่า
    เราจะได้ยินเรื่องทำนองนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริง มันควรจะเป็นเรื่องน่ายินดี ที่มีการเพิ่มทางเลือกให้แก่มนุษยชาติ แต่ดูเหมือนอเมริกาไม่ยินดี นอกจากไม่ยินดีแล้ว อเมริกายังแสดงอาการ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วยว่า อเมริกาไม่พอใจอย่างยิ่ง อเมริกามองว่า การที่อีกฝ่าย และมนุษยชาติ มีทางเลือก มันเป็นการคุกคาม การเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้แต่ผู้เดียวของอเมริกา( America World Dominence) และ อเมริกาเท่านั้นนะ ที่จะเป็นผู้กำหนดชะตาของโลก มันต้องเป็นไปตามเส้นทาง วิธีการ ระบบ ที่อเมริกาเลือก และเห็นชอบสิ เข้าใจไหม
    และเพราะอเมริกา มีแนวคิด และแนวปฏิบัติเข่นนี้ โลกนี้ถึงได้ยุ่งเหยิงอย่างไม่ควรจะเป็น เมื่อใดที่เรื่องอะไร ที่ไหน ที่ไม่เป็นไปตามแนวที่อเมริกาเห็นชอบ หรือเมื่ออเมริกาอยากได้สมบัติของเขา ประเทศเหล่านั้นก็ถูกสื่อที่เป็นมือตีนของอเมริกา ฟอกย้อมให้เป็นคนเลว เป็นเผด็จการ เป็นผู้ร้าย เป็นโจร เมื่อสื่อย้อมจนได้ที่ อเมริกาก็ยาตราใช้อำนาจของอาวุธของตัวเองเข้าไปตัดสิน และประเทศเหล่านั้น ก็ถึงแก่การกาลวิบัติ ฉิบหาย จนถึงสิ้นชาติ โลกนี้จึงอยู่ในกำมือของอเมริกา ที่ใช้มาตรฐานของตน ที่มีหลายระดับ หลายแบบ ตามสันดานจิ๊กโก๋เป็นเครื่องตัดสิน

    (2)
    แดนสยามของสมันน้อย กำลังถูกอเมริกาจับตามองอย่างไม่พอใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่สมันน้อยเริ่มไม่ว่าง่าย เมื่อสมันน้อยทนมีรัฐบาลโคตรโกง ไม่ไหว ออกมาขับไล่ อเมริกายื่นหน้ามาถาม ไล่เขาทำไม เขามาจากการเลือกตั้ง เสือกไหม เสือกสิ ในความเห็นของผม ทำไมเอ็งต้องมาออกความเห็นเรื่องบ้านผมทุกเรื่อง วันนี้แดนสยาม มีทหารเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหาร โดยยังไม่มีการลือกตั้ง อเมริกาจะลงแดงตายเสียให้ได้ เมื่อไหร่ ไทยแลนด์จะมีการเลือกตั้ง อเมริการับไม่ได้กับการปฏิวัติ รับไม่ได้กับการไม่เลือกตั้ง รับไม่ได้กับการไม่เป็นประชาธิปไตย อเมริกาไม่ชอบ ไม่ชอบ และไม่ชอบ ทำไมไม่ลงไปดื้นเร่าๆกลิ้งกับพื้น ตอนด่าไทยแลนด์เลยละ (วะ) จะได้สมกับเป็นชาติมหาอำนาจใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก
    Wall Street Journal ลงบทความ เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคมนี้ เขียนโดย นาย Desmond Dalton ซึ่งเป็นนายทหารอเมริกัน ที่เกษียณแล้ว และเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของอเมริกาในประเทศไทย บทความนั้นชื่อว่า ” Saving America’s Ties With Thailand” หลายท่านคงเห็นแล้ว และเข้าใจว่าสื่อไทยก็น่าจะลงแล้ว แต่ผมมีมุมมองของผม ที่อาจจะต่างไปบ้าง
    บทความดังกล่าว สรุปว่า อเมริกาไม่พอใจไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติเมื่อปี ค.ศ.2014 (ก็ปฏิวัติของลุงตู่นั่นแหละ) และความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับไทย ก็เสื่อมลงมากมายอย่างน่าใจหาย อเมริกาหันหลังให้กับรัฐบาลทหาร อย่างไม่ไว้หน้า แถมขู่ให้ไทยรีบมีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้น สัมพันธ์อเมริกาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลงไปอีกเรื่อยๆ (จะให้เสื่อมลงถึงไหน นี่ยังไม่ถึงดินหรือไง สงสัยอยากได้สัมพันธ์แบบใต้ดิน แบบนั้น ต้องไปแถวประเทศที่ถนัดแบกถาด ฮา)
    คุณทหารอดีตที่ปรึกษา บอกว่า การที่อเมริกาปฏิบัติต่อไทยเช่นนี้ ทำให้อเมริกาเสียโอกาสในไทยอย่างยิ่ง และทำให้นโยบายของรัฐบาลโอบามา ที่คิดจะมาถ่วงดุลอำนาจ ในเอเซียแปซิฟิกจะกลายเป็นแค่ราคาคุย ไม่ใช่ว่า อเมริกาควรจะหลับหู หลับตา กับสิ่งที่ไทยทำ แต่เพื่อรักษาโอกาสของอเมริกา อเมริกาก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่สร้างศัตรูกับไทย ด้วยการด่าว่าทหารไทยอย่างเอิกเกริก ไปพูด (ด่า) กันเงียบๆก็ได้นะ แถมการที่อเมริกาตัดงบอาวุธ ตัดงบการอบรม สาระพัดกับไทย กลายเป็นการผลักให้ไทยหันไปสร้างสัมพันธ์กับชาติอื่น เช่นจีนแทน…
    ….และไทย ก็เลยปิดประตูทางเข้า ที่อเมริกาเคยเข้ามาใช้ไทยอย่างอิสระ สะดวกสบายไปเรียบร้อย และจากการตัดสินใจซื้ออาวุธล่าสุดของไทย แสดงให้เห็นว่า ไทยไม่คิดจะพึ่งพาอเมริกาด้านอาวุธเพียงรายเดียว นี่เป็นก้าวที่พลาดอย่างยิ่งของอเมริกา แม้ไทยจะเป็นเพียงประเทศขนาดกลาง มีพลเมือง ประมาณ 70 ล้านคน มีเศรษฐกิจเพียงอันดับที่ 22 ของโลก … แต่ไทย มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งกับอเมริกา ……
    ….เส้นทางจากไทย เป็นเส้นทางเดียว ที่กองทัพอเมริกันเชื่อถือ ที่จะใช้เป็นจุดผ่านเข้าไปสู่แผ่นดินใหญ่ของเอเซีย…
    …It offers U.S forces the only reliable access point to mainland Asia…
    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมด้านการผลิตอาวุธของอเมริกา ได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณด้านความมั่นคงก้อนใหญ่ ของไทยทุกปี
    บทความที่เหลือ ก็เป็นการสรรเสริญ ถึงความเก่งกล้าสามารถด้านการทหารของไทย รวมทั้งด้านการเป็นผู้นำในภูมิภาคของไทย พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ให้อเมริกากลับมาเจรจาโดยใช้คำหวานกับไทยเสียใหม่ ให้ไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย และเพื่อที่อเมริกาจะได้ใช้ประโยชน์จากการมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้มากที่สุด…โดยทำผ่านการพูดคุยกับผู้นำทหาร นักวิชาการ และราษฎรที่มีชื่อเสียง….อืม..
    พอเห็นไหมครับ ว่าบทความนี้มันสื่ออะไรกับเราบ้าง
    มันไม่มีส่วนไหนเลย ที่แสดงถึงความเข้าใจ และเห็นใจประเทศไทย มันมีแต่ว่า เขาจะใช้ประโยชน์จากเราได้อย่างไรบ้าง และจะ “ทำอย่างไร” ที่จะกลับมาจิกหัวเรา ได้อย่างเดิม
    บทความนี้ เป็นการโยนหินถามทางที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะ คำแนะนำ ว่า อเมริกาควร “ทำอย่างไร” เพื่อจะกลับมา
    อเมริกา น่าจะรู้ตัวแล้วว่า อเมริกากำลังเดินหมากผิดจนน่าโขกหัวตัวเอง ในยามที่โลกแบ่งชัดเป็น 2 ขั้ว เมื่อจีนและรัสเซียอยู่คนละขั้วกับอเมริกา แต่อเมริกาดันถีบหมากชื่อไทยแลนด์ กระเด็นออกไปนอกกระดานของอเมริกา และก็เป็นการถีบทิ้งอย่างเอิกเกริก เล่นงานกันทุกทาง ไม่ว่าจะโดยแสดงด้วยกริยา อาการ หรือการแสดงด้วยวาจา การด่า การเขียน ทั้งทางตรง ทางอ้อม แม้กระทั่งในบทความของถังขยะความคิด ไม่ว่าถังไหน เมื่อพูดถึงอเมริกาและพวก จะไม่ปรากฏชื่อไทยแลนด์ แดนสยามของสมันน้อยแม้แต่ครั้งเดียว คบกันมา กว่า 70 ปี บทจะถีบทิ้ง ก็ไม่เหลือใย เหลือหน้ากันไว้ อย่างนี้จะกลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ จะให้มองกันติดสนิทใจ จะใช้กาวยี่ห้อไหนดี(วะ)
    อเมริกา กำลังทดสอบไทย ตามสันดานจิ๊กโก๋ปากซอย ด้วยการบีบคั้นทุกรูปแบบ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาใช้ hard power (อาวุธ) อเมริกาจึงใช้ soft power (อำนาจที่ไม่ต้องใช้อาวุธ เช่น การคว่ำบาตร การกีดกัน การระงับ โดยอ้างว่าไม่ได้มาตรฐานการ และใช้มากที่สุดคือ ใช้สื่อโจมตี) เราจึงได้เห็นตั้งแต่ การโจมตีเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การเลื่อนการเลือกตั้ง เรื่องการไม่มีมนุษยธรรม ตั้งแต่โรฮิงญา มาจนถึงอุยกูร์ การที่บริษักการบินไทยไม่ได้มาตรฐาน เรื่องส่งออกอาหารไม่ผ่านมาตรฐาน ใช้แรงงานผิดมาตรฐาน ข่าวเรื่องอียู คว่ำบาตรไทย การจ่าหน้าซองผิด ฯลฯ ยังจะมีสาระพัด ตะหวักตะบวยเลวไปกว่านี้อีกมากมาย ที่มันจะสรรหา ยกขึ้นตามมาอีก การก่อกวนในรูปแบบต่างๆ ก็ยังจะเกิดขึ้นอีก และอาจจะรุนแรงขึ้น เป้าหมายก็เพื่อสั่นคลอนเรา พยายามทุกอย่างให้สมันน้อยปอดแหก จะได้ไม่กล้า แหกคอก
    มาถึงวันนี้ วันที่ต่างก็เริ่มเห็นชัดแล้ว ว่าอะไรคอยอยู่ข้างหน้า อเมริกา คิดตกหรือยัง ว่า จะตบหน้าเพื่อนเก่า 70 ปีต่อไปอีก โทษฐานคิดแหกคอก หรือ อเมริกาจะทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินกลับมา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะชักสำนึกได้ว่า ถ้าจะใช้ไอ้พวกลูกกระเป๋ง มาแบกถาดถือปืน อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่คิด
    จิ๊กโก๋ทำได้ไหม ทำได้สบายมาก ถ้าจำเป็นจริงๆ อเมริกาก็หาวิธีกลับเข้ามาตบหลังลูบหัวไทยได้ ถ้าเดินเข้ามาตรงๆไม่ได้ หนอนในบ้าน ที่ยังเห็นอเมริกาเป็นพ่อ ยังมีอีกแยะ คงหาทางให้ สมันน้อยเดินจ๋อยๆกลับเข้าคอกเอง โดยนึกว่าอเมริกาไม่เกี่ยว แล้วเราจะว่ายังไงครับ….
    ตอนนี้ ลุงตู่กำลังทำหน้าที่เป็นกัปตัน พาเรือใหญ่ขนาดกลาง ขนคนประมาณ 70 ล้านคน มุ่งหน้าไปตามลำน้ำใหญ่ สายน้ำเริ่มเชี่ยวขึ้นทุกที แถมข้างหน้า มีวังน้ำวนเห็นอยู่ชัดๆ เรือจะผ่านวังน้ำวน ไปได้หรือเปล่ายังไม่รู้ ลุงตู่จะคัดท้าย นำเรือขนาดกลางนี้ ไปรอดไหม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคัด ท้ายของลุงตู่เอง แต่อีกส่วน ก็ขึ้นอยู่กับผู้โดยสาร 70 ล้านคนนั่นด้วย จะเอาอย่างไรล่ะ จะให้กัปตันพาเรือเดินหน้า หรือเปลี่ยนใจ ไม่ไปต่อแล้ว กลัวน้ำวน กลัวโจรปล้น กลัวจิ๊กโก๋ขู่ ให้กัปตันทิ้งสมอ จอดมันริมฝั่งนั่นแหละ ใครจะมาเอาเรือก็เอาไป แล้วจะจอดฝั่งไหนล่ะ ฝั่งที่คุ้นๆกันมา 70 ปี เดี๋ยวดี เดียวด่า ทำเหมือนสมันน้อยเป็นขี้ข้า หรือจะจอดอีกฝั่ง จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เท่าที่ดู เขาว่าเป็นประเภทไม่ชอบเป็นขี้ข้าใคร แต่จะทิ้งสมอจอดเรือ ยามน้ำเชี่ยว ก็ใช่ว่าจะทำง่าย เผลอๆ ล่มตอนจอดนี่แหละ สมันน้อย ได้เป็นสมันน้ำ ลอยคอกันเป็นแถว
    เออ..แล้ว อยู่ๆ จะจอดเรือ ยกประเทศให้เขาเลยงั้นหรือ จะมีคนไม่ยอม หรือ จะมีคนอยากให้เขาจูงกลับเข้าคอก ผมตอบไม่ได้ รู้แต่ว่า หนอนในที่ชอบอยู่คอก และชอบถูกจูงยังมีอยู่
    แต่ถ้าเราจะเลือกเดินหน้า ผู้โดยสารก็ต้องทำความเข้าใจ และปรับชีวิตตัวเองบ้าง ต้องรับรู้ว่า กำลังนั่งเรือไปในทางน้ำเชี่ยว ก็ต้องนั่งให้มีสติ เตรียมอุปกรณ์ทั้งด้านส่วนตัวและ ด้านสติปัญญาให้พร้อม เริ่มฝึกตัวเองให้มีวินัย ช่วยเหลือตัวเองได้ นั่งเรือไป ไม่ใช่วีดว้าย กระตู้วู้ ไปตลอดทาง อะไรนิดก็โวย อะไรหน่อยก็ด่า ฟังอะไรมาไม่ได้ยังไม่ทันกรอง ก็แชร์กัน ไลน์กัน เหมือนคนมีแต่นิ้ว แต่ไม่มีสมอง เป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ และอย่าเป็นประเภทชอบเอามือราน้ำ แบบนี้ ต่อให้กัปตันเก่งยังไง เรือก็อาจล่ม…
    บ้านเมืองมาถึงจุดสำคัญ ตื่นกันได้แล้วครับ ลดเรื่องไร้สาระลงเสียบ้าง เอาใจใส่บ้านเมืองกันหน่อย อย่างที่ผมเคยบอก ความเข้าใจและเห็นพ้องกัน ระหว่างผู้บริหารบ้านเมืองกับพลเมือง เป็นความมั่นคงของชาติอย่างหนึ่ง ปิดทางไม่ให้ศัตรูทั้งภายนอกและภายในเข้ามาทำร้าย และทำลายบ้านเมืองเราได้ เราจะได้ช่วยกัน พาเรือผ่านน้ำเชี่ยวไปได้ เป็นสิ่งที่เราทำให้บ้านเมืองของเราได้นะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    29 ก.ค. 2558
    เรื่อง สู่ทางน้ำเชี่ยว 1 – 2 “สู่ทางน้ำเชี่ยว” (1) วันนี้ขอคุยกับท่านผู้อ่าน แบบตรงไปตรงมา จากความรู้สึกในใจของผมหน่อยเถิด ไม่ชอบใจ ก็ปิดเครื่อง หรือเปลี่ยนไปอ่านเพจอื่น ไม่พอใจ อยากจะด่า ก็เชิญตามสบาย แต่อย่าแรงนักแล้วกัน คนแก่ตกใจง่าย ผมเขียนนิทานเรื่องจริงให้อ่านกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว เอาข้อมูลเรื่องราวที่มองมาจากอีกมุมหนึ่ง รวมทั้งที่มองจากมุมเดิม ที่เห็นๆกันอยู่ซ้ำซาก แต่ผมมองลึกไปอีกแบบ มาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องราวที่สื่อฟอกย้อม ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แทบไม่เคยพูดถึง หรือพูดแบบใส่สีเข้มตามใบสั่งของ เจ้าของสื่อ จนไม่รู้ว่า มีความจริงน้อยมากแค่ไหน หรือพูดแบบ มั่ว คลุมเคลือ ไม่รู้ที่มาและที่จะไปต่อ หรือพูดแบบครึ่งใบ ที่เหลือให้เดาเอา หรือแต่งกันเองสนุกดี จากการอ่านและการวิเคราะห์ของผมเอง ผมเชื่อว่า อีกไม่เกิน 2 ถึง 3 ปี จากที่ผมเริ่มเขียนนิทานเรื่อง แรก เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2556 ก็แปลว่า จากนี้ไป ไม่เกิน 1 ปี โลกเราจะเริ่มเข้าสู่อาการ ถ้าเปรียบกันคน ก็เป็นคนต้องเกณท์เปลี่ยนชะตานั่นแหละ มันจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเล็ก สิ่งน้อย ซึ่งถ้าเราไม่ทันสังเกต หรือไม่สนใจติดตาม เราก็จะไม่รู้ว่า มันมีการเปลี่ยนไปแล้ว และการเปลี่ยนนั้น จะเปลี่ยนมากขึ้น ด้วยอัตราที่เร็วขึ้น จนเราเริ่มรู้สึก แต่ก็อาจจะยังไม่รู้เรื่อง รู้เหตุ รู้ผล อยู่ดี กว่าจะรู้เรื่อง ก็อาจจะทำอะไรไม่ทันแล้ว เราเคยชินกับการมีอเมริกา ที่ทำตัวเหมือนเป็นจิ๊กโก๋ปากซอยตัวแสบ เบ่งกล้าม คุมทั้งซอยอยู่คนเดียว มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นานถึง 70 ปี เชียวนะครับ ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันคุมโลก จนตัวมันก็ “ชิน” กับการที่ไม่ใครมากล้าหือกับมัน และเราๆ ก็ดัน “ชิน” กับการคุมของมัน แถมบางพวก ก็ชอบที่จะอยู่ใต้อุ้งมืออุ้งตีนของไอ้จิ๊กโก๋ ก็ของมันเคย มันชิน แต่สำหรับพวกที่ไม่ชอบ ก็ต้องทนยอมมันไป (ก่อน) ก็มันวางกฏเกณท์ของทั้งโลกทั้ง ใบ หันไปทางไหน จะทำอะไร ก็เจอกฏ เจอระบบ ที่มันวางไว้ทั้งนั้น ขนาดจะแต่งตัว ตัดผม ดูหนัง ฟังเพลง บันเทิงใจ ชอบ ไม่ชอบอะไร ยังต้องเป็นแบบที่มันจัดยัดใส่หัวมาให้เลย ใครที่ไม่อยู่ในระบบ ในรูปแบบที่มันเห็นชอบ มันก็จัดการเก็บกวาดจนเหี้ยน ในที่สุด ชาวโลกส่วนใหญ่ ก็เลยจำยอมอยู่ในกำมือ ในกฏ กติกา ความเห็น ที่ไอ้จิ๊กโก๋มันสร้าง มันวางเอาไว้ น่าสมเพชไหมครับ ที่ต้องมีใครมาจูงเราทุกเรื่อง หรือชอบใจกัน ที่ไม่ต้องคิดมาก จูงไปทางไหน ก็ไปทางนั้น… แต่ประมาณ 15 ปี มานี้ เริ่มมีพวกที่อยากดำเนินชีวิต ตามระบบ ตามแบบของตัวเอง อยากกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองบ้าง ไม่ใช่ทุกอย่างต้องขึ้นกับจิ๊กโก๋ปากซอยสั่ง กูจะหิว กูจะกิน กูจะนอน ฯลฯ ให้มันเป็นไปตามใจกูบ้างได้มั้ย กูเบื่อที่จะถูกจูงแล้ว…. จิ๊กโก๋ บอก ไม่ได้ กูไม่เชื่อว่าพวกมึงตัดสินใจเป็น และตัดสินใจถูก ขอโทษนะครับ ต้องเขียนด้วยสรรพนาม เช่นนี้ เพราะลักษณะที่เขาออกอาการกัน มันดูจะไม่ใช่เป็นการพูดแบบคุณครับขอรับกระผมกัน ที่นี้ เรื่องมันก็เลยเริ่มวุ่น และบานไปเรื่อยๆ มาถึงวันนี้ โลกแบ่งชัดเจนแล้ว อำนาจของโลก ที่เคยมีขั้วอำนาจขั้วเดียว ที่คุมโดย ไอ้จิ๊กโก๋ปากซอย อเมริกาและพวกลูกกระเป๋ง กำลังเปลี่ยนไป ขั้วอำนาจอีกขั้ว ที่นำโดยรัสเซียและจีน กำลังรวมตัว และปรากฏตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีจำนวนประเทศน้อยกว่า แต่ถ้านับเนื้อที่ของประเทศ กับจำนวนรวมของพลเมือง คงไม่ต่างกันมาก และขณะนี้ ทั้งสองขั้ว ต่างกำลังจ้องตาใส่กันอย่างไม่กระพริบ เพื่อค้นหา รวมไปถึงทดสอบ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และศักยภาพทางอาวุธ ของขั้วที่ต่างกัน ว่าใครจะเหนือกว่าใคร เศรษฐกิจเป็นเกมที่ทางขั้วอำนา จอเมริกาถนัดนัก เล่นกลอยู่เสมอ เล่นมา 100 ปีแล้วนี่ ปั่นขึ้น ปั่นลง ได้ทุกอย่าง ก็เป็นคนคุมระบบทั้งหมด มันก็เหมือนเป็นเจ้ามือคุมบ่อน นั่นแหล่ะ แจกไพ่เอง ทำเครื่องหมายไพ่ ให้ยืมเงินมาเล่น ใครทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ไล่ออกจากวง คว่ำบาตรเสีย แบบนี้ เจ้ามือก็ไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว (มีแต่ถูกเผาบ่อน หรือถูกยิง) เรื่องเศรษฐกิจ จึงเป็นเหมือนตัววัดตัวหนึ่ง เมื่อไหร่ที่เจ้ามือออกอาการ มีการใกล้จะล้มโต๊ะ เพราะเจ้ามือเล่นกลไม่ออก จะเพราะลูกมือเกิดดวงดี ดวงแข็ง หรือถูกลูกมือจับกลโกงของเจ้ามือได้ นั่นก็เป็นอาการที่เราๆ จะต้องระวัง แปลว่า เรื่องใหญ่ใกล้จะมา ดวงชะตาของโลกใกล้จะมีการเปลี่ยน เหตุการณ์ตลาดหุ้นจีน ที่เริ่มถูกปั่นลงดิ่ง ตั้งแต่เดือนมิถุนา กรกฏาคม จนแมงเม่าตาตี่ปีกหัก ร่วงผล่อยหล่นลงพื้นเต็มไปหมด แต่จีนก็ปล่อยให้เจ้ามือตาน้ำข้าวเล่นให้เพลิน ด้วยการปล่อยให้หล่นถึงพื้น และจีนก็ซื้อกลับ ส่วนเงินกองทุนของเจ้ามือตาน้ำข้าว รวมทั้งกำไรที่รวยมาจากเด็ดปีกแมงเม่าตาตี่ เจ้ามือตาน้ำข้าวเตรียมโอนกลับ บ้าน แต่จีนบอกรอแป๊บนึง อย่าเพิ่งใจร้อน รีบโอนกลับ ขอเราตรวจสอบก่อนว่า ทำผิดกฏอะไรบ้างหรือเปล่า ทำได้ไม่ไม่ใช่หรือ ก็ดันไปเปิดบ่อนเต๋าถ่วงที่บ้านคนอื่น โง่หรือฉลาด(วะ) ทุนก้อนใหญ่ เอาออกมาไม่ได้ ตลาดอื่นๆ ก็ค่อยๆร่วง ชาวบ้านนึกว่าร่วงเรื่องกรีซ ก็เพราะสื่อย้อมสีกับกองทุนตาน้ำข้าว มันบอกอย่างนั้น ก็เลยเชื่อกันอย่างนั้น…นี่การตรวจสอบจะนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้…. สื่อฟอกย้อม เรื่องนี้ ไม่ออกข่าวเลยนะ อเมริกาบอก โลกนี้หมุนด้วยน้ำมัน และมันต้องเป็นน้ำมัน ที่ค้าขายกันด้วยดอลล่าร์ (เปโตรดอลล่าร์) เท่านั้น โลกถึงจะหมุน วันนี้ จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ เปโตรหยวน หรือเปโตรรูเบิล ก็หมุนโลกได้เหมือนกัน อเมริกาบอก ระบบการเงินในโลก ต้องคุมด้วยระบบธนาคารกลางของอเมริกา จีนกับรัสเซียบอก ไม่จำเป็นนะ ถ้าเราสร้างระบบที่พวกเราเห็นพ้องกันว่ามันยุติธรรมได้ และตอนนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังค้าขายกันด้วยการแลกเปลี่ยนเงินสกุลของพวกเขา ตามค่าของเงินที่พวกเขาตกลงกันเอง อ้าว พวกเอ็งตกลงกันเองได้ พวกผมก็ตกลงกันได้เหมือนกัน มีปัญหาไหม อเมริกากับพวกสร้าง World Bank, IMF มาเป็นกลไกด้านการเงิน คุมโลกจนกระดิกแทบไม่ออก วันนี้ จีนกับรัสเซียและพวกสร้าง AIIB ขึ้นมาเป็นทางเลือก อเมริกาสร้างใอ้ 3 หมาไน เป็นตัววัดเครดิตเรตติ้งของธุรกิจ ของประเทศต่างๆ ตามหลักเกณท์ที่มีผู้ค้านมากมาย ว่าไม่เป็นธรรม วันนี้ จีนกับรัสเซีย ก็กำลังสร้างบริษัทวัดเครดิตเช่นนั้นเหมือนกัน และบอกว่าเป็นธรรมกว่า เราจะได้ยินเรื่องทำนองนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริง มันควรจะเป็นเรื่องน่ายินดี ที่มีการเพิ่มทางเลือกให้แก่มนุษยชาติ แต่ดูเหมือนอเมริกาไม่ยินดี นอกจากไม่ยินดีแล้ว อเมริกายังแสดงอาการ ทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วยว่า อเมริกาไม่พอใจอย่างยิ่ง อเมริกามองว่า การที่อีกฝ่าย และมนุษยชาติ มีทางเลือก มันเป็นการคุกคาม การเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้แต่ผู้เดียวของอเมริกา( America World Dominence) และ อเมริกาเท่านั้นนะ ที่จะเป็นผู้กำหนดชะตาของโลก มันต้องเป็นไปตามเส้นทาง วิธีการ ระบบ ที่อเมริกาเลือก และเห็นชอบสิ เข้าใจไหม และเพราะอเมริกา มีแนวคิด และแนวปฏิบัติเข่นนี้ โลกนี้ถึงได้ยุ่งเหยิงอย่างไม่ควรจะเป็น เมื่อใดที่เรื่องอะไร ที่ไหน ที่ไม่เป็นไปตามแนวที่อเมริกาเห็นชอบ หรือเมื่ออเมริกาอยากได้สมบัติของเขา ประเทศเหล่านั้นก็ถูกสื่อที่เป็นมือตีนของอเมริกา ฟอกย้อมให้เป็นคนเลว เป็นเผด็จการ เป็นผู้ร้าย เป็นโจร เมื่อสื่อย้อมจนได้ที่ อเมริกาก็ยาตราใช้อำนาจของอาวุธของตัวเองเข้าไปตัดสิน และประเทศเหล่านั้น ก็ถึงแก่การกาลวิบัติ ฉิบหาย จนถึงสิ้นชาติ โลกนี้จึงอยู่ในกำมือของอเมริกา ที่ใช้มาตรฐานของตน ที่มีหลายระดับ หลายแบบ ตามสันดานจิ๊กโก๋เป็นเครื่องตัดสิน (2) แดนสยามของสมันน้อย กำลังถูกอเมริกาจับตามองอย่างไม่พอใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่สมันน้อยเริ่มไม่ว่าง่าย เมื่อสมันน้อยทนมีรัฐบาลโคตรโกง ไม่ไหว ออกมาขับไล่ อเมริกายื่นหน้ามาถาม ไล่เขาทำไม เขามาจากการเลือกตั้ง เสือกไหม เสือกสิ ในความเห็นของผม ทำไมเอ็งต้องมาออกความเห็นเรื่องบ้านผมทุกเรื่อง วันนี้แดนสยาม มีทหารเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหาร โดยยังไม่มีการลือกตั้ง อเมริกาจะลงแดงตายเสียให้ได้ เมื่อไหร่ ไทยแลนด์จะมีการเลือกตั้ง อเมริการับไม่ได้กับการปฏิวัติ รับไม่ได้กับการไม่เลือกตั้ง รับไม่ได้กับการไม่เป็นประชาธิปไตย อเมริกาไม่ชอบ ไม่ชอบ และไม่ชอบ ทำไมไม่ลงไปดื้นเร่าๆกลิ้งกับพื้น ตอนด่าไทยแลนด์เลยละ (วะ) จะได้สมกับเป็นชาติมหาอำนาจใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก Wall Street Journal ลงบทความ เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคมนี้ เขียนโดย นาย Desmond Dalton ซึ่งเป็นนายทหารอเมริกัน ที่เกษียณแล้ว และเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของอเมริกาในประเทศไทย บทความนั้นชื่อว่า ” Saving America’s Ties With Thailand” หลายท่านคงเห็นแล้ว และเข้าใจว่าสื่อไทยก็น่าจะลงแล้ว แต่ผมมีมุมมองของผม ที่อาจจะต่างไปบ้าง บทความดังกล่าว สรุปว่า อเมริกาไม่พอใจไทย ตั้งแต่มีการปฏิวัติเมื่อปี ค.ศ.2014 (ก็ปฏิวัติของลุงตู่นั่นแหละ) และความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับไทย ก็เสื่อมลงมากมายอย่างน่าใจหาย อเมริกาหันหลังให้กับรัฐบาลทหาร อย่างไม่ไว้หน้า แถมขู่ให้ไทยรีบมีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้น สัมพันธ์อเมริกาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลงไปอีกเรื่อยๆ (จะให้เสื่อมลงถึงไหน นี่ยังไม่ถึงดินหรือไง สงสัยอยากได้สัมพันธ์แบบใต้ดิน แบบนั้น ต้องไปแถวประเทศที่ถนัดแบกถาด ฮา) คุณทหารอดีตที่ปรึกษา บอกว่า การที่อเมริกาปฏิบัติต่อไทยเช่นนี้ ทำให้อเมริกาเสียโอกาสในไทยอย่างยิ่ง และทำให้นโยบายของรัฐบาลโอบามา ที่คิดจะมาถ่วงดุลอำนาจ ในเอเซียแปซิฟิกจะกลายเป็นแค่ราคาคุย ไม่ใช่ว่า อเมริกาควรจะหลับหู หลับตา กับสิ่งที่ไทยทำ แต่เพื่อรักษาโอกาสของอเมริกา อเมริกาก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่สร้างศัตรูกับไทย ด้วยการด่าว่าทหารไทยอย่างเอิกเกริก ไปพูด (ด่า) กันเงียบๆก็ได้นะ แถมการที่อเมริกาตัดงบอาวุธ ตัดงบการอบรม สาระพัดกับไทย กลายเป็นการผลักให้ไทยหันไปสร้างสัมพันธ์กับชาติอื่น เช่นจีนแทน… ….และไทย ก็เลยปิดประตูทางเข้า ที่อเมริกาเคยเข้ามาใช้ไทยอย่างอิสระ สะดวกสบายไปเรียบร้อย และจากการตัดสินใจซื้ออาวุธล่าสุดของไทย แสดงให้เห็นว่า ไทยไม่คิดจะพึ่งพาอเมริกาด้านอาวุธเพียงรายเดียว นี่เป็นก้าวที่พลาดอย่างยิ่งของอเมริกา แม้ไทยจะเป็นเพียงประเทศขนาดกลาง มีพลเมือง ประมาณ 70 ล้านคน มีเศรษฐกิจเพียงอันดับที่ 22 ของโลก … แต่ไทย มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งกับอเมริกา …… ….เส้นทางจากไทย เป็นเส้นทางเดียว ที่กองทัพอเมริกันเชื่อถือ ที่จะใช้เป็นจุดผ่านเข้าไปสู่แผ่นดินใหญ่ของเอเซีย… …It offers U.S forces the only reliable access point to mainland Asia… นอกจากนี้ อุตสาหกรรมด้านการผลิตอาวุธของอเมริกา ได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณด้านความมั่นคงก้อนใหญ่ ของไทยทุกปี บทความที่เหลือ ก็เป็นการสรรเสริญ ถึงความเก่งกล้าสามารถด้านการทหารของไทย รวมทั้งด้านการเป็นผู้นำในภูมิภาคของไทย พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ให้อเมริกากลับมาเจรจาโดยใช้คำหวานกับไทยเสียใหม่ ให้ไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย และเพื่อที่อเมริกาจะได้ใช้ประโยชน์จากการมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้มากที่สุด…โดยทำผ่านการพูดคุยกับผู้นำทหาร นักวิชาการ และราษฎรที่มีชื่อเสียง….อืม.. พอเห็นไหมครับ ว่าบทความนี้มันสื่ออะไรกับเราบ้าง มันไม่มีส่วนไหนเลย ที่แสดงถึงความเข้าใจ และเห็นใจประเทศไทย มันมีแต่ว่า เขาจะใช้ประโยชน์จากเราได้อย่างไรบ้าง และจะ “ทำอย่างไร” ที่จะกลับมาจิกหัวเรา ได้อย่างเดิม บทความนี้ เป็นการโยนหินถามทางที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะ คำแนะนำ ว่า อเมริกาควร “ทำอย่างไร” เพื่อจะกลับมา อเมริกา น่าจะรู้ตัวแล้วว่า อเมริกากำลังเดินหมากผิดจนน่าโขกหัวตัวเอง ในยามที่โลกแบ่งชัดเป็น 2 ขั้ว เมื่อจีนและรัสเซียอยู่คนละขั้วกับอเมริกา แต่อเมริกาดันถีบหมากชื่อไทยแลนด์ กระเด็นออกไปนอกกระดานของอเมริกา และก็เป็นการถีบทิ้งอย่างเอิกเกริก เล่นงานกันทุกทาง ไม่ว่าจะโดยแสดงด้วยกริยา อาการ หรือการแสดงด้วยวาจา การด่า การเขียน ทั้งทางตรง ทางอ้อม แม้กระทั่งในบทความของถังขยะความคิด ไม่ว่าถังไหน เมื่อพูดถึงอเมริกาและพวก จะไม่ปรากฏชื่อไทยแลนด์ แดนสยามของสมันน้อยแม้แต่ครั้งเดียว คบกันมา กว่า 70 ปี บทจะถีบทิ้ง ก็ไม่เหลือใย เหลือหน้ากันไว้ อย่างนี้จะกลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ จะให้มองกันติดสนิทใจ จะใช้กาวยี่ห้อไหนดี(วะ) อเมริกา กำลังทดสอบไทย ตามสันดานจิ๊กโก๋ปากซอย ด้วยการบีบคั้นทุกรูปแบบ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาใช้ hard power (อาวุธ) อเมริกาจึงใช้ soft power (อำนาจที่ไม่ต้องใช้อาวุธ เช่น การคว่ำบาตร การกีดกัน การระงับ โดยอ้างว่าไม่ได้มาตรฐานการ และใช้มากที่สุดคือ ใช้สื่อโจมตี) เราจึงได้เห็นตั้งแต่ การโจมตีเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ การเลื่อนการเลือกตั้ง เรื่องการไม่มีมนุษยธรรม ตั้งแต่โรฮิงญา มาจนถึงอุยกูร์ การที่บริษักการบินไทยไม่ได้มาตรฐาน เรื่องส่งออกอาหารไม่ผ่านมาตรฐาน ใช้แรงงานผิดมาตรฐาน ข่าวเรื่องอียู คว่ำบาตรไทย การจ่าหน้าซองผิด ฯลฯ ยังจะมีสาระพัด ตะหวักตะบวยเลวไปกว่านี้อีกมากมาย ที่มันจะสรรหา ยกขึ้นตามมาอีก การก่อกวนในรูปแบบต่างๆ ก็ยังจะเกิดขึ้นอีก และอาจจะรุนแรงขึ้น เป้าหมายก็เพื่อสั่นคลอนเรา พยายามทุกอย่างให้สมันน้อยปอดแหก จะได้ไม่กล้า แหกคอก มาถึงวันนี้ วันที่ต่างก็เริ่มเห็นชัดแล้ว ว่าอะไรคอยอยู่ข้างหน้า อเมริกา คิดตกหรือยัง ว่า จะตบหน้าเพื่อนเก่า 70 ปีต่อไปอีก โทษฐานคิดแหกคอก หรือ อเมริกาจะทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินกลับมา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะชักสำนึกได้ว่า ถ้าจะใช้ไอ้พวกลูกกระเป๋ง มาแบกถาดถือปืน อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่คิด จิ๊กโก๋ทำได้ไหม ทำได้สบายมาก ถ้าจำเป็นจริงๆ อเมริกาก็หาวิธีกลับเข้ามาตบหลังลูบหัวไทยได้ ถ้าเดินเข้ามาตรงๆไม่ได้ หนอนในบ้าน ที่ยังเห็นอเมริกาเป็นพ่อ ยังมีอีกแยะ คงหาทางให้ สมันน้อยเดินจ๋อยๆกลับเข้าคอกเอง โดยนึกว่าอเมริกาไม่เกี่ยว แล้วเราจะว่ายังไงครับ…. ตอนนี้ ลุงตู่กำลังทำหน้าที่เป็นกัปตัน พาเรือใหญ่ขนาดกลาง ขนคนประมาณ 70 ล้านคน มุ่งหน้าไปตามลำน้ำใหญ่ สายน้ำเริ่มเชี่ยวขึ้นทุกที แถมข้างหน้า มีวังน้ำวนเห็นอยู่ชัดๆ เรือจะผ่านวังน้ำวน ไปได้หรือเปล่ายังไม่รู้ ลุงตู่จะคัดท้าย นำเรือขนาดกลางนี้ ไปรอดไหม ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคัด ท้ายของลุงตู่เอง แต่อีกส่วน ก็ขึ้นอยู่กับผู้โดยสาร 70 ล้านคนนั่นด้วย จะเอาอย่างไรล่ะ จะให้กัปตันพาเรือเดินหน้า หรือเปลี่ยนใจ ไม่ไปต่อแล้ว กลัวน้ำวน กลัวโจรปล้น กลัวจิ๊กโก๋ขู่ ให้กัปตันทิ้งสมอ จอดมันริมฝั่งนั่นแหละ ใครจะมาเอาเรือก็เอาไป แล้วจะจอดฝั่งไหนล่ะ ฝั่งที่คุ้นๆกันมา 70 ปี เดี๋ยวดี เดียวด่า ทำเหมือนสมันน้อยเป็นขี้ข้า หรือจะจอดอีกฝั่ง จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เท่าที่ดู เขาว่าเป็นประเภทไม่ชอบเป็นขี้ข้าใคร แต่จะทิ้งสมอจอดเรือ ยามน้ำเชี่ยว ก็ใช่ว่าจะทำง่าย เผลอๆ ล่มตอนจอดนี่แหละ สมันน้อย ได้เป็นสมันน้ำ ลอยคอกันเป็นแถว เออ..แล้ว อยู่ๆ จะจอดเรือ ยกประเทศให้เขาเลยงั้นหรือ จะมีคนไม่ยอม หรือ จะมีคนอยากให้เขาจูงกลับเข้าคอก ผมตอบไม่ได้ รู้แต่ว่า หนอนในที่ชอบอยู่คอก และชอบถูกจูงยังมีอยู่ แต่ถ้าเราจะเลือกเดินหน้า ผู้โดยสารก็ต้องทำความเข้าใจ และปรับชีวิตตัวเองบ้าง ต้องรับรู้ว่า กำลังนั่งเรือไปในทางน้ำเชี่ยว ก็ต้องนั่งให้มีสติ เตรียมอุปกรณ์ทั้งด้านส่วนตัวและ ด้านสติปัญญาให้พร้อม เริ่มฝึกตัวเองให้มีวินัย ช่วยเหลือตัวเองได้ นั่งเรือไป ไม่ใช่วีดว้าย กระตู้วู้ ไปตลอดทาง อะไรนิดก็โวย อะไรหน่อยก็ด่า ฟังอะไรมาไม่ได้ยังไม่ทันกรอง ก็แชร์กัน ไลน์กัน เหมือนคนมีแต่นิ้ว แต่ไม่มีสมอง เป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ และอย่าเป็นประเภทชอบเอามือราน้ำ แบบนี้ ต่อให้กัปตันเก่งยังไง เรือก็อาจล่ม… บ้านเมืองมาถึงจุดสำคัญ ตื่นกันได้แล้วครับ ลดเรื่องไร้สาระลงเสียบ้าง เอาใจใส่บ้านเมืองกันหน่อย อย่างที่ผมเคยบอก ความเข้าใจและเห็นพ้องกัน ระหว่างผู้บริหารบ้านเมืองกับพลเมือง เป็นความมั่นคงของชาติอย่างหนึ่ง ปิดทางไม่ให้ศัตรูทั้งภายนอกและภายในเข้ามาทำร้าย และทำลายบ้านเมืองเราได้ เราจะได้ช่วยกัน พาเรือผ่านน้ำเชี่ยวไปได้ เป็นสิ่งที่เราทำให้บ้านเมืองของเราได้นะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 29 ก.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 650 Views 0 Reviews
  • Google Accelerator สร้างผลกระทบระดับโลก

    Google ได้เผยแพร่รายงานผลกระทบครั้งที่สองของโครงการ Google Accelerator ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2016 โดยมุ่งสนับสนุนสตาร์ทอัพและองค์กรด้านสังคมทั่วโลก ผ่านการให้คำปรึกษา, การสนับสนุนทางเทคนิค และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ผลลัพธ์ที่ได้คือการระดมทุนรวมกว่า 31.2 พันล้านดอลลาร์ และการสร้างงานใหม่กว่า 109,000 ตำแหน่ง

    รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในแต่ละภูมิภาค เช่น เอเชีย ที่มีการระดมทุนสูงสุดกว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์ จาก 318 บริษัท, ละตินอเมริกา ที่สร้างงานกว่า 44,600 ตำแหน่ง และมีสตาร์ทอัพระดับ Unicorn เกิดขึ้นถึง 9 ราย ขณะที่ สหรัฐฯ และแคนาดา มีการระดมทุนกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ โดยใช้ประโยชน์จาก AI และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google

    นอกจากนี้ Google ยังเน้น 3 เสาหลักในการสนับสนุน ได้แก่ Deep-tech support (โซลูชัน AI และ Cloud เฉพาะด้าน), Infrastructure & mentorship (คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของ Google), และ Equity-free support (การสนับสนุนโดยไม่ต้องแลกหุ้น) ซึ่งช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้โดยไม่เสียความเป็นเจ้าของ

    รายงานยังยกตัวอย่างโครงการที่สร้างผลกระทบจริง เช่น การใช้ Smart Sensors ในเอเชียเพื่อลดการใช้พลังงานกว่า 40% และการสร้าง แพลตฟอร์มสุขภาพบนมือถือในแอฟริกา ที่เข้าถึงผู้ใช้นับล้านคน สะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับโลก

    สรุปสาระสำคัญ
    ผลลัพธ์จาก Google Accelerator
    ระดมทุนรวมกว่า 31.2 พันล้านดอลลาร์
    สร้างงานใหม่กว่า 109,000 ตำแหน่ง

    ความสำเร็จในภูมิภาคต่าง ๆ
    เอเชีย: 318 บริษัท ระดมทุนกว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์
    ละตินอเมริกา: 9 Unicorn และงานกว่า 44,600 ตำแหน่ง
    สหรัฐฯ/แคนาดา: 1.8 พันล้านดอลลาร์ และงานกว่า 8,200 ตำแหน่ง

    ความท้าทายและข้อควรระวัง
    การพึ่งพาเทคโนโลยีจากบริษัทใหญ่ อาจทำให้สตาร์ทอัพขาดความเป็นอิสระ
    ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคยังคงมีอยู่ โดยบางพื้นที่เข้าถึงทรัพยากรได้น้อยกว่า

    https://securityonline.info/31-2-billion-raised-google-accelerator-reveals-massive-global-impact-report/
    🚀 Google Accelerator สร้างผลกระทบระดับโลก Google ได้เผยแพร่รายงานผลกระทบครั้งที่สองของโครงการ Google Accelerator ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2016 โดยมุ่งสนับสนุนสตาร์ทอัพและองค์กรด้านสังคมทั่วโลก ผ่านการให้คำปรึกษา, การสนับสนุนทางเทคนิค และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ผลลัพธ์ที่ได้คือการระดมทุนรวมกว่า 31.2 พันล้านดอลลาร์ และการสร้างงานใหม่กว่า 109,000 ตำแหน่ง รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในแต่ละภูมิภาค เช่น เอเชีย ที่มีการระดมทุนสูงสุดกว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์ จาก 318 บริษัท, ละตินอเมริกา ที่สร้างงานกว่า 44,600 ตำแหน่ง และมีสตาร์ทอัพระดับ Unicorn เกิดขึ้นถึง 9 ราย ขณะที่ สหรัฐฯ และแคนาดา มีการระดมทุนกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ โดยใช้ประโยชน์จาก AI และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google นอกจากนี้ Google ยังเน้น 3 เสาหลักในการสนับสนุน ได้แก่ Deep-tech support (โซลูชัน AI และ Cloud เฉพาะด้าน), Infrastructure & mentorship (คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของ Google), และ Equity-free support (การสนับสนุนโดยไม่ต้องแลกหุ้น) ซึ่งช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตได้โดยไม่เสียความเป็นเจ้าของ รายงานยังยกตัวอย่างโครงการที่สร้างผลกระทบจริง เช่น การใช้ Smart Sensors ในเอเชียเพื่อลดการใช้พลังงานกว่า 40% และการสร้าง แพลตฟอร์มสุขภาพบนมือถือในแอฟริกา ที่เข้าถึงผู้ใช้นับล้านคน สะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับโลก 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ผลลัพธ์จาก Google Accelerator ➡️ ระดมทุนรวมกว่า 31.2 พันล้านดอลลาร์ ➡️ สร้างงานใหม่กว่า 109,000 ตำแหน่ง ✅ ความสำเร็จในภูมิภาคต่าง ๆ ➡️ เอเชีย: 318 บริษัท ระดมทุนกว่า 12.4 พันล้านดอลลาร์ ➡️ ละตินอเมริกา: 9 Unicorn และงานกว่า 44,600 ตำแหน่ง ➡️ สหรัฐฯ/แคนาดา: 1.8 พันล้านดอลลาร์ และงานกว่า 8,200 ตำแหน่ง ‼️ความท้าทายและข้อควรระวัง ⛔ การพึ่งพาเทคโนโลยีจากบริษัทใหญ่ อาจทำให้สตาร์ทอัพขาดความเป็นอิสระ ⛔ ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคยังคงมีอยู่ โดยบางพื้นที่เข้าถึงทรัพยากรได้น้อยกว่า https://securityonline.info/31-2-billion-raised-google-accelerator-reveals-massive-global-impact-report/
    SECURITYONLINE.INFO
    $31.2 Billion Raised: Google Accelerator Reveals Massive Global Impact Report
    Google's Accelerator Impact Report reveals over 1,700 alumni have raised a massive $31.2 billion and created over 109,000 jobs globally since 2016.
    0 Comments 0 Shares 204 Views 0 Reviews
  • EU เปิดการสอบสวน AWS และ Azure ภายใต้ DMA

    คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศเปิดการสอบสวน 3 กรณีเกี่ยวกับบริการคลาวด์ โดยหนึ่งในนั้นคือการตรวจสอบว่า Amazon AWS และ Microsoft Azure มีคุณสมบัติเป็น Gatekeeper ตามกฎหมาย DMA หรือไม่ แม้ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์อย่างเป็นทางการ แต่ EU มองว่าทั้งสองแพลตฟอร์มมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อการแข่งขันในตลาด

    การสอบสวนนี้สะท้อนถึงความกังวลว่า ผู้ให้บริการคลาวด์ในยุโรปยังตามหลังคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่างมาก หากไม่มีมาตรการควบคุม อาจกระทบต่อเป้าหมายด้าน Digital Sovereignty ของยุโรปที่ต้องการสร้างความเป็นอิสระทางเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาบริษัทต่างชาติ

    นอกจากนี้ EU ยังตั้งคำถามว่า ข้อกำหนดใน DMA ที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ ในการจัดการกับพฤติกรรมที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าองค์กร การบังคับใช้เงื่อนไขสัญญาที่ไม่สมดุล หรือการผูกบริการคลาวด์หลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ขาดทางเลือกที่แท้จริง

    หากผลการสอบสวนชี้ว่า AWS และ Azure มีคุณสมบัติเป็น Gatekeeper จริง จะทำให้บริการคลาวด์ถูกเพิ่มเข้าไปในรายการแพลตฟอร์มที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเข้มงวดของ DMA เช่นเดียวกับบริการอื่น ๆ ที่ Amazon และ Microsoft ถูกจัดเป็น Gatekeeper อยู่แล้ว

    สรุปสาระสำคัญ
    การสอบสวนใหม่ของ EU
    ตรวจสอบ AWS และ Azure ว่ามีคุณสมบัติเป็น Gatekeeper หรือไม่
    ครอบคลุมประเด็นการแข่งขัน ความเป็นธรรม และการเข้าถึงข้อมูล

    ผลกระทบต่อยุโรป
    ผู้ให้บริการคลาวด์ในยุโรปยังตามหลังคู่แข่งสหรัฐฯ
    อาจกระทบต่อเป้าหมาย Digital Sovereignty ของยุโรป

    ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน
    การผูกบริการคลาวด์หลายรูปแบบเข้าด้วยกัน
    เงื่อนไขสัญญาที่ไม่สมดุลและจำกัดการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า

    ข้อควรระวังในอนาคต
    หากถูกจัดเป็น Gatekeeper จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ DMA ที่เข้มงวด
    อาจส่งผลต่อราคาบริการและทางเลือกของผู้ใช้ในยุโรป

    https://securityonline.info/eu-launches-dma-probes-is-gatekeeper-status-next-for-aws-azure-cloud/
    🌐 EU เปิดการสอบสวน AWS และ Azure ภายใต้ DMA คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศเปิดการสอบสวน 3 กรณีเกี่ยวกับบริการคลาวด์ โดยหนึ่งในนั้นคือการตรวจสอบว่า Amazon AWS และ Microsoft Azure มีคุณสมบัติเป็น Gatekeeper ตามกฎหมาย DMA หรือไม่ แม้ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์อย่างเป็นทางการ แต่ EU มองว่าทั้งสองแพลตฟอร์มมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อการแข่งขันในตลาด การสอบสวนนี้สะท้อนถึงความกังวลว่า ผู้ให้บริการคลาวด์ในยุโรปยังตามหลังคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่างมาก หากไม่มีมาตรการควบคุม อาจกระทบต่อเป้าหมายด้าน Digital Sovereignty ของยุโรปที่ต้องการสร้างความเป็นอิสระทางเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาบริษัทต่างชาติ นอกจากนี้ EU ยังตั้งคำถามว่า ข้อกำหนดใน DMA ที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ ในการจัดการกับพฤติกรรมที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าองค์กร การบังคับใช้เงื่อนไขสัญญาที่ไม่สมดุล หรือการผูกบริการคลาวด์หลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ขาดทางเลือกที่แท้จริง หากผลการสอบสวนชี้ว่า AWS และ Azure มีคุณสมบัติเป็น Gatekeeper จริง จะทำให้บริการคลาวด์ถูกเพิ่มเข้าไปในรายการแพลตฟอร์มที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเข้มงวดของ DMA เช่นเดียวกับบริการอื่น ๆ ที่ Amazon และ Microsoft ถูกจัดเป็น Gatekeeper อยู่แล้ว 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การสอบสวนใหม่ของ EU ➡️ ตรวจสอบ AWS และ Azure ว่ามีคุณสมบัติเป็น Gatekeeper หรือไม่ ➡️ ครอบคลุมประเด็นการแข่งขัน ความเป็นธรรม และการเข้าถึงข้อมูล ✅ ผลกระทบต่อยุโรป ➡️ ผู้ให้บริการคลาวด์ในยุโรปยังตามหลังคู่แข่งสหรัฐฯ ➡️ อาจกระทบต่อเป้าหมาย Digital Sovereignty ของยุโรป ‼️ ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน ⛔ การผูกบริการคลาวด์หลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ⛔ เงื่อนไขสัญญาที่ไม่สมดุลและจำกัดการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า ‼️ ข้อควรระวังในอนาคต ⛔ หากถูกจัดเป็น Gatekeeper จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ DMA ที่เข้มงวด ⛔ อาจส่งผลต่อราคาบริการและทางเลือกของผู้ใช้ในยุโรป https://securityonline.info/eu-launches-dma-probes-is-gatekeeper-status-next-for-aws-azure-cloud/
    SECURITYONLINE.INFO
    EU Launches DMA Probes: Is Gatekeeper Status Next for AWS & Azure Cloud?
    The EU is investigating if Amazon AWS and Microsoft Azure must be named DMA gatekeepers, facing strict new rules to ensure fair cloud competition in Europe.
    0 Comments 0 Shares 150 Views 0 Reviews
  • “สงครามชุมชน Pebble – Core Devices ปะทะ Rebble เรื่องสิทธิ์ข้อมูลและอนาคตสมาร์ทวอทช์”

    Eric Migicovsky เขียนบล็อกเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาที่ Rebble ออกมาโจมตี โดย Rebble กล่าวหาว่า Core Devices “ขโมยงาน” และ “ละเมิดข้อตกลง” ในการใช้ข้อมูลและโค้ดที่เกี่ยวข้องกับ PebbleOS และ Appstore อย่างไรก็ตาม Eric ยืนยันว่า ทุกการพัฒนาเป็นโอเพนซอร์ส และ Core Devices ได้ลงทุนเอง เช่น จ่ายเงินให้บริษัท CodeCoup เพื่อแก้ไขบั๊ก BLE stack ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งอุปกรณ์ใหม่และ Pebble รุ่นเก่า

    ความขัดแย้งหลักอยู่ที่ สิทธิ์ในข้อมูล Appstore ของ Pebble ซึ่งมีแอปและหน้าปัดกว่า 13,000 รายการที่ถูก Rebble เก็บไว้ตั้งแต่ปี 2017 Eric เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ควรถูกเผยแพร่สาธารณะเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้พัฒนาเดิม ไม่ควรถูกกักไว้เป็น “walled garden” ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ขณะที่ Rebble ยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดเป็น “ของ Rebble 100%”

    Eric ยังเล่าถึงความพยายามร่วมมือกับ Rebble เช่น การจ้างคนจาก Rebble มาทำงานใน Core Devices และการตกลงจ่ายเงินสนับสนุน $0.20 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน แต่ความสัมพันธ์กลับล้มเหลวเพราะความเห็นต่างเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เขาจึงเสนอให้สร้าง Archive สาธารณะบนแพลตฟอร์มกลาง เช่น Archive.org เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงได้อย่างอิสระ

    สำหรับอนาคต Core Devices วางแผนพัฒนา Pebble Appstore ใหม่ในรูปแบบ native บนมือถือ โดยยังใช้ API ของ Rebble แต่ไม่บังคับให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกหรือจ่ายเงิน พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ฟรี เช่น voice-to-text และข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่า

    สรุปสาระสำคัญ
    ข้อกล่าวหาจาก Rebble
    กล่าวหาว่า Core Devices ขโมยงานและละเมิดข้อตกลง
    ชี้ว่า Core ใช้ข้อมูลและโค้ดที่ Rebble สนับสนุน

    การชี้แจงของ Eric/Core Devices
    ยืนยันว่าโค้ดทั้งหมดเป็นโอเพนซอร์ส และ Core ลงทุนเอง
    จ่ายเงินแก้บั๊ก BLE stack เพื่อประโยชน์ต่อทุกอุปกรณ์

    ประเด็นขัดแย้งหลัก
    สิทธิ์ในข้อมูล Appstore 13,000 แอปและหน้าปัด
    Eric ต้องการเปิดเผยสาธารณะ แต่ Rebble ยืนยันว่าเป็นของตน

    แผนอนาคตของ Core Devices
    พัฒนา Appstore แบบ native บนมือถือ
    ใช้ API ของ Rebble แต่ไม่บังคับสมัครสมาชิก
    เพิ่มฟีเจอร์ฟรี เช่น voice-to-text และข้อมูลสภาพอากาศ

    คำเตือนต่อชุมชน Pebble
    ความขัดแย้งอาจทำให้ผู้ใช้เสียความเชื่อมั่นและเกิดการแตกแยก
    หากข้อมูลถูกกักไว้โดยองค์กรเดียว อาจขัดต่อหลักการโอเพนซอร์สและเสี่ยงต่อการสูญหาย

    https://ericmigi.com/blog/pebble-rebble-and-a-path-forward
    📰 “สงครามชุมชน Pebble – Core Devices ปะทะ Rebble เรื่องสิทธิ์ข้อมูลและอนาคตสมาร์ทวอทช์” Eric Migicovsky เขียนบล็อกเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาที่ Rebble ออกมาโจมตี โดย Rebble กล่าวหาว่า Core Devices “ขโมยงาน” และ “ละเมิดข้อตกลง” ในการใช้ข้อมูลและโค้ดที่เกี่ยวข้องกับ PebbleOS และ Appstore อย่างไรก็ตาม Eric ยืนยันว่า ทุกการพัฒนาเป็นโอเพนซอร์ส และ Core Devices ได้ลงทุนเอง เช่น จ่ายเงินให้บริษัท CodeCoup เพื่อแก้ไขบั๊ก BLE stack ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งอุปกรณ์ใหม่และ Pebble รุ่นเก่า ความขัดแย้งหลักอยู่ที่ สิทธิ์ในข้อมูล Appstore ของ Pebble ซึ่งมีแอปและหน้าปัดกว่า 13,000 รายการที่ถูก Rebble เก็บไว้ตั้งแต่ปี 2017 Eric เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ควรถูกเผยแพร่สาธารณะเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้พัฒนาเดิม ไม่ควรถูกกักไว้เป็น “walled garden” ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ขณะที่ Rebble ยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดเป็น “ของ Rebble 100%” Eric ยังเล่าถึงความพยายามร่วมมือกับ Rebble เช่น การจ้างคนจาก Rebble มาทำงานใน Core Devices และการตกลงจ่ายเงินสนับสนุน $0.20 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน แต่ความสัมพันธ์กลับล้มเหลวเพราะความเห็นต่างเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เขาจึงเสนอให้สร้าง Archive สาธารณะบนแพลตฟอร์มกลาง เช่น Archive.org เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงได้อย่างอิสระ สำหรับอนาคต Core Devices วางแผนพัฒนา Pebble Appstore ใหม่ในรูปแบบ native บนมือถือ โดยยังใช้ API ของ Rebble แต่ไม่บังคับให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกหรือจ่ายเงิน พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ฟรี เช่น voice-to-text และข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่า 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ข้อกล่าวหาจาก Rebble ➡️ กล่าวหาว่า Core Devices ขโมยงานและละเมิดข้อตกลง ➡️ ชี้ว่า Core ใช้ข้อมูลและโค้ดที่ Rebble สนับสนุน ✅ การชี้แจงของ Eric/Core Devices ➡️ ยืนยันว่าโค้ดทั้งหมดเป็นโอเพนซอร์ส และ Core ลงทุนเอง ➡️ จ่ายเงินแก้บั๊ก BLE stack เพื่อประโยชน์ต่อทุกอุปกรณ์ ✅ ประเด็นขัดแย้งหลัก ➡️ สิทธิ์ในข้อมูล Appstore 13,000 แอปและหน้าปัด ➡️ Eric ต้องการเปิดเผยสาธารณะ แต่ Rebble ยืนยันว่าเป็นของตน ✅ แผนอนาคตของ Core Devices ➡️ พัฒนา Appstore แบบ native บนมือถือ ➡️ ใช้ API ของ Rebble แต่ไม่บังคับสมัครสมาชิก ➡️ เพิ่มฟีเจอร์ฟรี เช่น voice-to-text และข้อมูลสภาพอากาศ ‼️ คำเตือนต่อชุมชน Pebble ⛔ ความขัดแย้งอาจทำให้ผู้ใช้เสียความเชื่อมั่นและเกิดการแตกแยก ⛔ หากข้อมูลถูกกักไว้โดยองค์กรเดียว อาจขัดต่อหลักการโอเพนซอร์สและเสี่ยงต่อการสูญหาย https://ericmigi.com/blog/pebble-rebble-and-a-path-forward
    ERICMIGI.COM
    Pebble, Rebble, and a Path Forward
    Pebble, Rebble, and a Path Forward
    0 Comments 0 Shares 180 Views 0 Reviews
  • Mastodon เปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่ หลังผู้ก่อตั้งก้าวลงจากตำแหน่ง

    Mastodon ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมแบบกระจายศูนย์ (decentralized) ที่สร้างขึ้นบนโปรโตคอล ActivityPub ได้รับความนิยมในฐานะทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี จุดเด่นคือผู้ใช้สามารถเลือกหรือสร้างเซิร์ฟเวอร์ของตนเองได้ ทำให้ไม่มีองค์กรใดควบคุมข้อมูลหรือเนื้อหาของผู้ใช้โดยตรง

    หลังจากเกือบสิบปีในการนำพาโครงการนี้ Eugen Rochko ประกาศก้าวลงจากตำแหน่ง CEO และโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไร เขาอธิบายว่าการเป็นผู้นำแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์นั้นเต็มไปด้วยความเครียด ทั้งจากการถูกจับตามอง การเปรียบเทียบกับมหาเศรษฐีเทคโนโลยี และแรงกดดันจากชุมชน จนไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพและชีวิตส่วนตัวอีกต่อไป

    เพื่อให้ Mastodon เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ได้มีการจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในเบลเยียม (AISBL) เพื่อแทนที่โครงสร้างเดิมในเยอรมนีที่สูญเสียสถานะไม่แสวงหากำไรไปก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน องค์กร 501(c)(3) ในสหรัฐฯ ถือครองทรัพย์สินและเครื่องหมายการค้าชั่วคราวจนกว่าโครงสร้างใหม่จะเสร็จสมบูรณ์

    คณะกรรมการใหม่ประกอบด้วยบุคคลสำคัญ เช่น Biz Stone ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter, Karien Bezuidenhout และ Esra’a Al Shafei พร้อมด้วยทีมผู้บริหารใหม่ เช่น Felix Hlatky ในตำแหน่ง Executive Director และ Renaud Chaput ในตำแหน่ง Technical Director นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้านเงินทุนจากบุคคลและองค์กรต่าง ๆ รวมกว่า €2.5 ล้าน เพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงินของโครงการ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้นำ
    Eugen Rochko ก้าวลงจากตำแหน่ง CEO หลังนำโครงการมากว่า 10 ปี
    ส่งต่อทรัพย์สินและเครื่องหมายการค้าให้แก่องค์กรไม่แสวงหากำไร

    เหตุผลในการก้าวลง
    ความเครียดจากการเป็นผู้นำแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์
    การถูกจับตามองและแรงกดดันจากชุมชน

    โครงสร้างใหม่ของ Mastodon
    จัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในเบลเยียม (AISBL)
    องค์กร 501(c)(3) ในสหรัฐฯ ถือครองทรัพย์สินชั่วคราว

    ทีมบริหารและคณะกรรมการใหม่
    Felix Hlatky เป็น Executive Director
    Biz Stone และบุคคลสำคัญร่วมเป็นกรรมการ
    สนับสนุนเงินทุนรวมกว่า €2.5 ล้าน

    คำเตือนและความท้าทาย
    การเปลี่ยนผ่านอาจสร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้น
    ความคาดหวังจากชุมชนยังคงสูง อาจกดดันทีมใหม่
    ต้องรักษาความเป็นอิสระและคุณค่าของแพลตฟอร์มท่ามกลางการแข่งขันกับ Big Tech

    https://itsfoss.com/news/mastodon-ceo-steps-down/
    🌐 Mastodon เปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่ หลังผู้ก่อตั้งก้าวลงจากตำแหน่ง Mastodon ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมแบบกระจายศูนย์ (decentralized) ที่สร้างขึ้นบนโปรโตคอล ActivityPub ได้รับความนิยมในฐานะทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี จุดเด่นคือผู้ใช้สามารถเลือกหรือสร้างเซิร์ฟเวอร์ของตนเองได้ ทำให้ไม่มีองค์กรใดควบคุมข้อมูลหรือเนื้อหาของผู้ใช้โดยตรง หลังจากเกือบสิบปีในการนำพาโครงการนี้ Eugen Rochko ประกาศก้าวลงจากตำแหน่ง CEO และโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไร เขาอธิบายว่าการเป็นผู้นำแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์นั้นเต็มไปด้วยความเครียด ทั้งจากการถูกจับตามอง การเปรียบเทียบกับมหาเศรษฐีเทคโนโลยี และแรงกดดันจากชุมชน จนไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพและชีวิตส่วนตัวอีกต่อไป เพื่อให้ Mastodon เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ได้มีการจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในเบลเยียม (AISBL) เพื่อแทนที่โครงสร้างเดิมในเยอรมนีที่สูญเสียสถานะไม่แสวงหากำไรไปก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน องค์กร 501(c)(3) ในสหรัฐฯ ถือครองทรัพย์สินและเครื่องหมายการค้าชั่วคราวจนกว่าโครงสร้างใหม่จะเสร็จสมบูรณ์ คณะกรรมการใหม่ประกอบด้วยบุคคลสำคัญ เช่น Biz Stone ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter, Karien Bezuidenhout และ Esra’a Al Shafei พร้อมด้วยทีมผู้บริหารใหม่ เช่น Felix Hlatky ในตำแหน่ง Executive Director และ Renaud Chaput ในตำแหน่ง Technical Director นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้านเงินทุนจากบุคคลและองค์กรต่าง ๆ รวมกว่า €2.5 ล้าน เพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงินของโครงการ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้นำ ➡️ Eugen Rochko ก้าวลงจากตำแหน่ง CEO หลังนำโครงการมากว่า 10 ปี ➡️ ส่งต่อทรัพย์สินและเครื่องหมายการค้าให้แก่องค์กรไม่แสวงหากำไร ✅ เหตุผลในการก้าวลง ➡️ ความเครียดจากการเป็นผู้นำแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ ➡️ การถูกจับตามองและแรงกดดันจากชุมชน ✅ โครงสร้างใหม่ของ Mastodon ➡️ จัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในเบลเยียม (AISBL) ➡️ องค์กร 501(c)(3) ในสหรัฐฯ ถือครองทรัพย์สินชั่วคราว ✅ ทีมบริหารและคณะกรรมการใหม่ ➡️ Felix Hlatky เป็น Executive Director ➡️ Biz Stone และบุคคลสำคัญร่วมเป็นกรรมการ ➡️ สนับสนุนเงินทุนรวมกว่า €2.5 ล้าน ‼️ คำเตือนและความท้าทาย ⛔ การเปลี่ยนผ่านอาจสร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้น ⛔ ความคาดหวังจากชุมชนยังคงสูง อาจกดดันทีมใหม่ ⛔ ต้องรักษาความเป็นอิสระและคุณค่าของแพลตฟอร์มท่ามกลางการแข่งขันกับ Big Tech https://itsfoss.com/news/mastodon-ceo-steps-down/
    ITSFOSS.COM
    After Nearly 10 Years of Building Mastodon, Eugen Rochko Steps Into Advisory Role
    Mastodon's creator steps back from CEO role, transfers assets to non-profit organization.
    0 Comments 0 Shares 188 Views 0 Reviews
  • ขยับหมาก ตอนที่ 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ขยับหมาก”
    ตอน 2
    อังกฤษไม่มีวันทำใจได้ที่เห็นรัส เซียยังคงอยู่ได้ และยังอยู่ดี ทฤษฏีครูMac เกี่ยวกับ Eurasia มันยังหลอนอยู่ ผมไม่เล่าซ้ำแล้ว หาอ่านเอาแล้วกัน อยู่ในนิทานสาระพัดเรื่อง
    รายงานการวิเคราะห์ของ Chatham House เรื่อง Russia Challenge รัสเซียกำเริบ ที่เพิ่งออกมานี่ แทบจะเดาได้ว่า เขียนว่าอะไร มันเหมือนกับเขียนวิเคราะห์จิตใต้สำนึกของอังกฤษมากกว่าการเขียนวิเคราะห์รัสเซีย
    ถังขยะ Chatham House บรรยายสรุปว่า
    ” บทวิเคราะห์เรื่อง Russia Challenge นี้ ทำขึ้นจากการเฝ้ามองพฤติกรรมของรัสเซียตั้งแต่หลังสงครามเย็นจนถึงปี ค.ศ.2003 ซึ่งประเทศต่างๆคิดว่า รัสเซียใหม่อาจเข้ามาอยู่ในระบบของยุโรปได้ ในฐานะตัวเแสดงที่สร้างสรร และไม่เป็นอันตราย แต่หลังจากนั้น ความเห็นดังกล่าวค่อยๆเปลี่ยนไป และในที่สุดก็มีความเห็นพ้อง สรุปกันว่า จากพฤติกรรมต่างๆของรัสเซียเอง ทำให้เห็นว่า รัสเซียไม่เหมาะที่จะเป็นหุ้นส่วนและมิตรด้วยเลย partner and ally ความแตกต่างของรัสเซียมีมากเกินกว่าที่จะสามารถมีผลประโยชน์ร่วมกัน… ”
    เขียนแบบนี้ แถวบ้านผมเขาแปลสั้นๆ ว่า “กูไม่คบมึง กูไม่ชอบมึง”
    “ความแตกต่างที่พวกตะวันตก “ทน” รัสเซียไม่ได้ที่สำคัญ คือ :
    1. นโยบาย ” new model Russia” ของปูติน เป็นนโยบายที่ตั้งใจเป็นอิสระ ที่จะไม่เข้ากับใคร และไม่ขึ้นกับใคร
    2. ปูตินไม่เปิดทางเลือกให้กับผู้อื่น หรือเปิดอย่างแคบมาก
    3. ปูติน ใช้พรรคพวกในการควบคุม ทั้งด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง ทำให้ใครแทรกยาก
    4. รัสเซีย ยากจน และเศรษฐกิจกำลังถดถอย แต่ยังดันเพิ่มงบประมาณด้านกำลังอาวุธ
    5. การคว่ำบาตรรัสเซีย จากเรื่องยูเครน ไม่เพียงพอให้รัสเซียถอยจากยูเครน ตรงกันข้าม กลับเป็นทางออกให้รัสเซียนำมาอ้างว่า เรื่องคว่ำบาตร เป็นต้นเหตุของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่เรื่องคว่ำบาตรก็ยังเลิกไม่ได้ และการเผชิญหน้าก็ยังมีอยู่ต่อไป
    6. เทคนิคที่รัสเซียใช้คือ สร้างความไม่เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน การขู่ว่าจะตัดการส่งพลังงาน การทำสงครามไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ และที่รัสเซียใช้บ่อยที่สุดคือ ทำให้ข้อขัดแย้งยืดเยื้อ เป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลา หรือแช่แข็งไว้ เพื่อหวังผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
    7. รัสเซียพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะสร้างให้ตัวเอง “เท่าเทียม” กับอเมริกา และทำทุกอย่างเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น โดยไม่คำนึงว่า จะสร้างผลกระทบกับใคร อย่างไรบ้าง …”
    ตกลงเรื่องต่างๆ ที่อังกฤษบอกว่า “ทน” รัสเซียไม่ได้นี่ แปลง่ายๆว่า เพราะ “สั่ง” รัสเซียไม่ได้ และเป็นเรื่องที่พวกตะวันตกยัง แก้ลำรัสเซียไม่ได้ จึง”ทน” รัสเซียไม่ได้ใช่ไหม สำหรับผม หัวข้อทนไม่ได้ นี่น่าจะถือเป็นคำชมนะ น่าจะทำให้รัสเซียชอบใจ เหมือนได้ยินคำสารภาพ ของฝ่ายที่กำลังเสียแต้ม ฮา
    “ข้อเสนอแนะ ของถังขยะ :
    แม้ว่าพวกตะวันตกจะประเมินรัสเซียในบางเรื่องต่างกันบ้าง แต่ทั้งหมดเห็นพ้องกันว่า รัสเซียไม่มีทางมาเป็นส่วนหนึ่งยุโรป ตามกฏเกณท์ กติกาที่ยุโรปใช้อยู่ ยกเว้นแต่ รัสเซียจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศ ตั้งแต่พื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในรัสเซียเอง ดังนั้น พวกตะวันตกจะต้องร่วมมือกันคิดอย่างจริงจัง ถึงยุทธศาสตร์ที่จะใช้กับรัสเซีย ซึ่งจะต้องใช้มุมมองเดียวกันทั้งทรานสแอตแลนติกและยุโรป โดยเฉพาะ ต้องมองรัสเซียจากพฤติกรรมของรัส เซียเอง ไม่ใช่มองแบบง่ายๆ หรือจากการเล่ากันต่อๆมา policy must be based on the evidence of Russia’s behaviour, not on convenience or fashionable narratives…
    การร่วมมือของพวกตะวันตก อย่างเข้มงวดจริงจัง เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จ ผู้ที่จะเป็นตัวหลัก ในการทำงาน จะต้องมีแนวทางเดียวกัน และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด……”
    โอ้โห อันนี้ มันฟ้องตัวเองว่า ไม่มีเอกภาพเท่าไหร่ในพวกตะวันตก แถมแดกใครครับ ที่มองรัสเซียแบบง่าย สงสัยจะเป็นฝรั่งเศส ลุงโอลอง เพื่อนผมมังนะ เห็นแอบไปจี๋จ๋ากับคุณน้องปูตินบ่อยๆ
    เป้าหมายทางยุทธศาสตร์สำหรับตะวันตก ที่ถังขยะเสนอ :
    “1. ยับยั้งการรุกรานของรัสเซียกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป แต่อย่าทำ โดยไม่มีทางออกเผื่อไว้ หากสถานการณ์เปลี่ยน เช่น ปูตินร่วงไป หรืออาจมีหัวหน้าคนใหม่ของรัสเซียที่อยากคบกับตะวันตกก็ได้ ถ้าเศรษฐกิจของรัสเซียไปไม่รอด และการคบกับจีนอาจมีต้นทุนสูงเกินไป ถ้าจีนโตขึ้นเรื่อยๆ รัสเซียอาจอยากกลับมาอยู่กับยุโรปอีกก็เป็นได้”
    …. แปลว่า มีแผนจะจัดการเอาคุณพี่ปูตินของผมเก็บลงกล่อง.. ขณะเดียวกันก็เสี้ยมเรื่องอาเฮียเสียหน่อย…..
    “2. ต้องเสริมสร้างเกียรติภูมิของยุโรป ด้านการรักษาความมั่นคงใหม่ โดยเฉพาะแต่ละประเทศต้องดูแลรักษาเขตแดนของตัวเองได้ และตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศตัวเองได้ ”
    ….. แปลว่า ยุโรปอ่อนระทวย ดูแลตัวเองไม่ได้ แหม ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯนี่เก่งนะ เรือดำน้ำรัสเซียโผล่ใกล้บ้านหลายที ทำอะไรเขาไม่ได้ เลยแต่ด่าคนอื่นแทน….
    “3. ต้องพยายามหาทางที่จะสื่อสารกับคนรัสเซียว่า ในระยะไกล การอยู่ร่วมกับยุโรปเป็นผลดีกับรัสเซียมากกว่า”
    …. มาแล้ว โรงงานฟอกย้อม….
    “4. หาทางที่จะหารือกับจีน และประเทศที่เป็นอดีตรัฐของรัสเซีย ให้พิจารณานโยบายของรัสเซีย ว่าจะเป็นปัญหาต่อไปอย่างไร บางประเทศมีปัญหาในการมองรัสเซียด้านเดียว”
    ….. อันนี้ เป็นรายการ เสี้ยม…..
    “5. ให้เตรียมพร้อม สำหรับความวุ่นวาย และโอกาสที่จะเกิดขึ้น จากการเปลี่ยนตัวผู้นำของรัสเซีย”
    …..ข้อนี้น่าสนใจมาก …. คิดจะทำอะไรหรือครับ ..
    “6. ต้องพยายามแย่งรัสเซีย และชาวรัสเซียมาจากปูติน สิ่งที่พวกตะวันตกกำลังทำอยู่โดยการไม่สนใจ ไม่ยุ่งกับรัสเซีย กลายเป็นการส่งเสริมให้รัสเซียตกอยู่ในมือปูตินหนักขึ้น”
    …..สร้างกระบวนการแย่งประชาชน แผนมาตรฐาน ใช้มันทุกที่….
    นโยบาย ที่ถังขยะเสนอว่า ต้องทำอย่างเฉพาะเจาะจง :
    “1. สร้างยูเครนให้เข้มแข็ง ดูแลตัวเองได้ ถ้าเอายูเครนไม่อยู่ ยุโรปตะวันออกเซหมด และเพิ่มความผยองให้กับรัสเซีย ทำให้โอกาสที่จะ “เปลี่ยน” รัสเซียริบหรี่ลงไปด้วย”
    “2. ประเทศที่เป็นอียูตะวันออก ต้องปรับปรุงให้เป็นเครื่องมือสำคัญของอียู และต้องพร้อมที่จะมีการปฏิรูปทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างจริงจัง”
    “3. การคว่ำบาตรรัสเซียจะมีผลต่อเมื่อคว่ำ “นาน “และ “แรง” การคว่ำบาตรจากกรณียูเครน ปลดให้ง่ายๆไม่ได้ และการจะยกเลิกการคว่ำบาตรโดยเอาไปโยงกับการทำ Minsk Accord เป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าที่สุด”
    “4. พวกตะวันตก ต้องไม่กลับไปทำการค้ากับรัสเซียอย่างเดิม do business as usual จนกว่าเรื่องยูเครนจะจบ ด้วยการที่รัสเซียยอมทำตามภาระ ความรับผิดชอบ ตามกฏหมายสากล international legal obligations”
    “5. นโยบายด้านพลังงานของอียู ต้องมีเป้าหมายที่จะตัดอำนาจการต่อรองของรัสเซีย ออกไปจากตลาดพลังงาน ไม่ใช่แค่ตัดการส่งพลังงานให้ยุโรป ดังนั้นการยกเลิกโครงการ South Stream pipeline เป็นเรื่องต้องทำ และแผนการที่รัสเสียกำลังสร้าง “energy island” ในยุโรป ต้องไม่ให้สำเร็จ”
    …. มาแล้ว เรื่องกรีซ/ตุรกี…..
    “6. พวกตะวันตก ต้องลงทุนในการใช้สื่อเป็นยุทธศาสตร์ตอบโต้กับการอวดอ้างที่ผิดๆของเครมลิน ต้องทำทั้งระดับประเทศ ผ่านอียูและนาโต้ ร่วมมือกัน ต้องสร้างช่องทางที่จะเข้าถึงชาวรัสเซียทั่วไป โดยผ่านการศึกษา และสัมพันธ์ด้านบุคคลอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน”
    …..โรงงานฟอกย้อม เตรียมหาสีได้แล้ว……
    “7. นาโต้ ต้องสร้างผลงานว่า สามารถยับยั้งการรุกรานได้ โดยเฉพาะต้องแสดงให้เห็นว่า การจำกัดรุกราน ที่ยังคลุมเคลือ หรือมาหลายรูปแบบ เป็นเรื่องที่นาโต้จัดการได้อย่างไม่มีปัญหา”
    …….อายแทน นาโต้จัง อย่าด่าตรงนักซิพี่….
    “8. นาโต้ ต้องซ่อมชื่อเสียงที่เคยมีว่า สามารถยับยั้งการรุกราน ที่มาในรูปแบบธรรมดา ให้ได้อย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นจะทำให้รัสเซียฉวยโอกาส สร้าง และซ้อมเป้ามากขึ้น”
    ….. แสดงว่า นาโต้ ลุ้นไม่ขึ้นแล้ว….
    “9. แต่ละประเทศในอียู อียูเอง รวมทั้งกองกำลังเสริมจากภายนอก External Action Service จำเป็นที่จะต้องกลับมาวิเคราะห์ และทำความเข้าใจ กับความเป็นไปของรัสเซีย และประเทศเพื่อนบ้านเสียใหม่ ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยนำมาใช้เป็นข้อมูลให้การวางนโยบาย”
    ……นโยบาย 9 ข้อ นี่ ผมชอบจัง เหมือนคำสารภาพอีกแล้ว คุณพี่ปูติน อ่านแล้วก็คงหัวร่อในคอ นี่เจาะจงไปที่อียู โดยเฉพาะอียูตะวันออก กับนาโต้ ล้วนๆ ให้เห็นว่า “ถ้า” รบกัน อียูกับนาโต้ ไม่มีทางต้านรัสเซียอยู่หรอก การบ้านเพียบเลย จะทำทันไหมครับ…
    ” …การดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น จะทำให้พวกตะวันตก เตรียมตัวในการรับมือ กับสัมพันธภาพกับรัสเซีย ที่นับวันมีแต่จะเลวลง และใครที่คิดว่าคุยกับปูตินก็ยังดีกว่า เพราะผู้นำรัสเซียคนใหม่อาจแย่กว่า นั้น คิดแบบนั้น มีแต่จะนำแต่ความล้มเหลวมาให้ตัว ไม่ว่าผู้นำรัสเซียคนใหม่จะเป็นใคร ปูตินจะอยู่ต่อไปอีก หรือ “ไปก่อนเวลา” prematurely replaced มันก็สร้างความกระทบกระเทือนไปทั่วทั้งนั้นแหละ
    18 เดือนที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นข้อสรุปว่า การมองรัสเซียในแง่ดี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง…”
    จบได้แรงนะ น่าสงสัยว่า ไม่ใช่แค่ อียู นาโต้ ที่ต้องปรับปรุง ผู้รับตัวจริง ที่การวิเคราะห์นี้ ต้องการจะส่งไปถึง น่าจะเป็น พณฯใบตองแห้งของอเมริกา เสียมากกว่า ที่มีแนวคิดว่า รัสเซียอยู่ไกลบ้านอเมริกา เกิดอะไรขึ้นมา นาโต้และยุโรป รับไปก่อน แถม พณฯใบตองแห้ง ยังเปลี่ยนนโยบาย โยกกำลัง จากแอตแลนติก ไปเพิ่มให้ทางแปซิฟิกมากกว่า เพราะตอนนั้นเริ่มปอดแหกอาเฮีย และแม้อเมริกาจะใช้วิธีการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างเต็มพิกัดแล้ว แต่ในสายตาของอังกฤษ การดำเนินการของอเมริกาต่อรัสเซีย โดยเฉพาะการประเมินปูตินเบาไปนั้น น่าจะไม่พอรับมือรัสเซีย ยังไม่ถึงใจอังกฤษ ที่มองเห็นและประทับตราให้รัสเซียเป็นศัตรูถาวร
    แล้วจริงๆ อเมริกามีแผนอะไรเตรียมไว้ให้รัสเซียอีกหรือไม่ หรือประเมินคุณพี่ปูตินของผมเบาเท่าปุยนุ่น
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    16 ก.ค. 2558
    ขยับหมาก ตอนที่ 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ขยับหมาก” ตอน 2 อังกฤษไม่มีวันทำใจได้ที่เห็นรัส เซียยังคงอยู่ได้ และยังอยู่ดี ทฤษฏีครูMac เกี่ยวกับ Eurasia มันยังหลอนอยู่ ผมไม่เล่าซ้ำแล้ว หาอ่านเอาแล้วกัน อยู่ในนิทานสาระพัดเรื่อง รายงานการวิเคราะห์ของ Chatham House เรื่อง Russia Challenge รัสเซียกำเริบ ที่เพิ่งออกมานี่ แทบจะเดาได้ว่า เขียนว่าอะไร มันเหมือนกับเขียนวิเคราะห์จิตใต้สำนึกของอังกฤษมากกว่าการเขียนวิเคราะห์รัสเซีย ถังขยะ Chatham House บรรยายสรุปว่า ” บทวิเคราะห์เรื่อง Russia Challenge นี้ ทำขึ้นจากการเฝ้ามองพฤติกรรมของรัสเซียตั้งแต่หลังสงครามเย็นจนถึงปี ค.ศ.2003 ซึ่งประเทศต่างๆคิดว่า รัสเซียใหม่อาจเข้ามาอยู่ในระบบของยุโรปได้ ในฐานะตัวเแสดงที่สร้างสรร และไม่เป็นอันตราย แต่หลังจากนั้น ความเห็นดังกล่าวค่อยๆเปลี่ยนไป และในที่สุดก็มีความเห็นพ้อง สรุปกันว่า จากพฤติกรรมต่างๆของรัสเซียเอง ทำให้เห็นว่า รัสเซียไม่เหมาะที่จะเป็นหุ้นส่วนและมิตรด้วยเลย partner and ally ความแตกต่างของรัสเซียมีมากเกินกว่าที่จะสามารถมีผลประโยชน์ร่วมกัน… ” เขียนแบบนี้ แถวบ้านผมเขาแปลสั้นๆ ว่า “กูไม่คบมึง กูไม่ชอบมึง” “ความแตกต่างที่พวกตะวันตก “ทน” รัสเซียไม่ได้ที่สำคัญ คือ : 1. นโยบาย ” new model Russia” ของปูติน เป็นนโยบายที่ตั้งใจเป็นอิสระ ที่จะไม่เข้ากับใคร และไม่ขึ้นกับใคร 2. ปูตินไม่เปิดทางเลือกให้กับผู้อื่น หรือเปิดอย่างแคบมาก 3. ปูติน ใช้พรรคพวกในการควบคุม ทั้งด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคง ทำให้ใครแทรกยาก 4. รัสเซีย ยากจน และเศรษฐกิจกำลังถดถอย แต่ยังดันเพิ่มงบประมาณด้านกำลังอาวุธ 5. การคว่ำบาตรรัสเซีย จากเรื่องยูเครน ไม่เพียงพอให้รัสเซียถอยจากยูเครน ตรงกันข้าม กลับเป็นทางออกให้รัสเซียนำมาอ้างว่า เรื่องคว่ำบาตร เป็นต้นเหตุของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่เรื่องคว่ำบาตรก็ยังเลิกไม่ได้ และการเผชิญหน้าก็ยังมีอยู่ต่อไป 6. เทคนิคที่รัสเซียใช้คือ สร้างความไม่เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน การขู่ว่าจะตัดการส่งพลังงาน การทำสงครามไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ และที่รัสเซียใช้บ่อยที่สุดคือ ทำให้ข้อขัดแย้งยืดเยื้อ เป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลา หรือแช่แข็งไว้ เพื่อหวังผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 7. รัสเซียพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะสร้างให้ตัวเอง “เท่าเทียม” กับอเมริกา และทำทุกอย่างเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น โดยไม่คำนึงว่า จะสร้างผลกระทบกับใคร อย่างไรบ้าง …” ตกลงเรื่องต่างๆ ที่อังกฤษบอกว่า “ทน” รัสเซียไม่ได้นี่ แปลง่ายๆว่า เพราะ “สั่ง” รัสเซียไม่ได้ และเป็นเรื่องที่พวกตะวันตกยัง แก้ลำรัสเซียไม่ได้ จึง”ทน” รัสเซียไม่ได้ใช่ไหม สำหรับผม หัวข้อทนไม่ได้ นี่น่าจะถือเป็นคำชมนะ น่าจะทำให้รัสเซียชอบใจ เหมือนได้ยินคำสารภาพ ของฝ่ายที่กำลังเสียแต้ม ฮา “ข้อเสนอแนะ ของถังขยะ : แม้ว่าพวกตะวันตกจะประเมินรัสเซียในบางเรื่องต่างกันบ้าง แต่ทั้งหมดเห็นพ้องกันว่า รัสเซียไม่มีทางมาเป็นส่วนหนึ่งยุโรป ตามกฏเกณท์ กติกาที่ยุโรปใช้อยู่ ยกเว้นแต่ รัสเซียจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศ ตั้งแต่พื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในรัสเซียเอง ดังนั้น พวกตะวันตกจะต้องร่วมมือกันคิดอย่างจริงจัง ถึงยุทธศาสตร์ที่จะใช้กับรัสเซีย ซึ่งจะต้องใช้มุมมองเดียวกันทั้งทรานสแอตแลนติกและยุโรป โดยเฉพาะ ต้องมองรัสเซียจากพฤติกรรมของรัส เซียเอง ไม่ใช่มองแบบง่ายๆ หรือจากการเล่ากันต่อๆมา policy must be based on the evidence of Russia’s behaviour, not on convenience or fashionable narratives… การร่วมมือของพวกตะวันตก อย่างเข้มงวดจริงจัง เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จ ผู้ที่จะเป็นตัวหลัก ในการทำงาน จะต้องมีแนวทางเดียวกัน และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด……” โอ้โห อันนี้ มันฟ้องตัวเองว่า ไม่มีเอกภาพเท่าไหร่ในพวกตะวันตก แถมแดกใครครับ ที่มองรัสเซียแบบง่าย สงสัยจะเป็นฝรั่งเศส ลุงโอลอง เพื่อนผมมังนะ เห็นแอบไปจี๋จ๋ากับคุณน้องปูตินบ่อยๆ เป้าหมายทางยุทธศาสตร์สำหรับตะวันตก ที่ถังขยะเสนอ : “1. ยับยั้งการรุกรานของรัสเซียกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป แต่อย่าทำ โดยไม่มีทางออกเผื่อไว้ หากสถานการณ์เปลี่ยน เช่น ปูตินร่วงไป หรืออาจมีหัวหน้าคนใหม่ของรัสเซียที่อยากคบกับตะวันตกก็ได้ ถ้าเศรษฐกิจของรัสเซียไปไม่รอด และการคบกับจีนอาจมีต้นทุนสูงเกินไป ถ้าจีนโตขึ้นเรื่อยๆ รัสเซียอาจอยากกลับมาอยู่กับยุโรปอีกก็เป็นได้” …. แปลว่า มีแผนจะจัดการเอาคุณพี่ปูตินของผมเก็บลงกล่อง.. ขณะเดียวกันก็เสี้ยมเรื่องอาเฮียเสียหน่อย….. “2. ต้องเสริมสร้างเกียรติภูมิของยุโรป ด้านการรักษาความมั่นคงใหม่ โดยเฉพาะแต่ละประเทศต้องดูแลรักษาเขตแดนของตัวเองได้ และตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศตัวเองได้ ” ….. แปลว่า ยุโรปอ่อนระทวย ดูแลตัวเองไม่ได้ แหม ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯนี่เก่งนะ เรือดำน้ำรัสเซียโผล่ใกล้บ้านหลายที ทำอะไรเขาไม่ได้ เลยแต่ด่าคนอื่นแทน…. “3. ต้องพยายามหาทางที่จะสื่อสารกับคนรัสเซียว่า ในระยะไกล การอยู่ร่วมกับยุโรปเป็นผลดีกับรัสเซียมากกว่า” …. มาแล้ว โรงงานฟอกย้อม…. “4. หาทางที่จะหารือกับจีน และประเทศที่เป็นอดีตรัฐของรัสเซีย ให้พิจารณานโยบายของรัสเซีย ว่าจะเป็นปัญหาต่อไปอย่างไร บางประเทศมีปัญหาในการมองรัสเซียด้านเดียว” ….. อันนี้ เป็นรายการ เสี้ยม….. “5. ให้เตรียมพร้อม สำหรับความวุ่นวาย และโอกาสที่จะเกิดขึ้น จากการเปลี่ยนตัวผู้นำของรัสเซีย” …..ข้อนี้น่าสนใจมาก …. คิดจะทำอะไรหรือครับ .. “6. ต้องพยายามแย่งรัสเซีย และชาวรัสเซียมาจากปูติน สิ่งที่พวกตะวันตกกำลังทำอยู่โดยการไม่สนใจ ไม่ยุ่งกับรัสเซีย กลายเป็นการส่งเสริมให้รัสเซียตกอยู่ในมือปูตินหนักขึ้น” …..สร้างกระบวนการแย่งประชาชน แผนมาตรฐาน ใช้มันทุกที่…. นโยบาย ที่ถังขยะเสนอว่า ต้องทำอย่างเฉพาะเจาะจง : “1. สร้างยูเครนให้เข้มแข็ง ดูแลตัวเองได้ ถ้าเอายูเครนไม่อยู่ ยุโรปตะวันออกเซหมด และเพิ่มความผยองให้กับรัสเซีย ทำให้โอกาสที่จะ “เปลี่ยน” รัสเซียริบหรี่ลงไปด้วย” “2. ประเทศที่เป็นอียูตะวันออก ต้องปรับปรุงให้เป็นเครื่องมือสำคัญของอียู และต้องพร้อมที่จะมีการปฏิรูปทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจอย่างจริงจัง” “3. การคว่ำบาตรรัสเซียจะมีผลต่อเมื่อคว่ำ “นาน “และ “แรง” การคว่ำบาตรจากกรณียูเครน ปลดให้ง่ายๆไม่ได้ และการจะยกเลิกการคว่ำบาตรโดยเอาไปโยงกับการทำ Minsk Accord เป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าที่สุด” “4. พวกตะวันตก ต้องไม่กลับไปทำการค้ากับรัสเซียอย่างเดิม do business as usual จนกว่าเรื่องยูเครนจะจบ ด้วยการที่รัสเซียยอมทำตามภาระ ความรับผิดชอบ ตามกฏหมายสากล international legal obligations” “5. นโยบายด้านพลังงานของอียู ต้องมีเป้าหมายที่จะตัดอำนาจการต่อรองของรัสเซีย ออกไปจากตลาดพลังงาน ไม่ใช่แค่ตัดการส่งพลังงานให้ยุโรป ดังนั้นการยกเลิกโครงการ South Stream pipeline เป็นเรื่องต้องทำ และแผนการที่รัสเสียกำลังสร้าง “energy island” ในยุโรป ต้องไม่ให้สำเร็จ” …. มาแล้ว เรื่องกรีซ/ตุรกี….. “6. พวกตะวันตก ต้องลงทุนในการใช้สื่อเป็นยุทธศาสตร์ตอบโต้กับการอวดอ้างที่ผิดๆของเครมลิน ต้องทำทั้งระดับประเทศ ผ่านอียูและนาโต้ ร่วมมือกัน ต้องสร้างช่องทางที่จะเข้าถึงชาวรัสเซียทั่วไป โดยผ่านการศึกษา และสัมพันธ์ด้านบุคคลอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน” …..โรงงานฟอกย้อม เตรียมหาสีได้แล้ว…… “7. นาโต้ ต้องสร้างผลงานว่า สามารถยับยั้งการรุกรานได้ โดยเฉพาะต้องแสดงให้เห็นว่า การจำกัดรุกราน ที่ยังคลุมเคลือ หรือมาหลายรูปแบบ เป็นเรื่องที่นาโต้จัดการได้อย่างไม่มีปัญหา” …….อายแทน นาโต้จัง อย่าด่าตรงนักซิพี่…. “8. นาโต้ ต้องซ่อมชื่อเสียงที่เคยมีว่า สามารถยับยั้งการรุกราน ที่มาในรูปแบบธรรมดา ให้ได้อย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นจะทำให้รัสเซียฉวยโอกาส สร้าง และซ้อมเป้ามากขึ้น” ….. แสดงว่า นาโต้ ลุ้นไม่ขึ้นแล้ว…. “9. แต่ละประเทศในอียู อียูเอง รวมทั้งกองกำลังเสริมจากภายนอก External Action Service จำเป็นที่จะต้องกลับมาวิเคราะห์ และทำความเข้าใจ กับความเป็นไปของรัสเซีย และประเทศเพื่อนบ้านเสียใหม่ ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยนำมาใช้เป็นข้อมูลให้การวางนโยบาย” ……นโยบาย 9 ข้อ นี่ ผมชอบจัง เหมือนคำสารภาพอีกแล้ว คุณพี่ปูติน อ่านแล้วก็คงหัวร่อในคอ นี่เจาะจงไปที่อียู โดยเฉพาะอียูตะวันออก กับนาโต้ ล้วนๆ ให้เห็นว่า “ถ้า” รบกัน อียูกับนาโต้ ไม่มีทางต้านรัสเซียอยู่หรอก การบ้านเพียบเลย จะทำทันไหมครับ… ” …การดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น จะทำให้พวกตะวันตก เตรียมตัวในการรับมือ กับสัมพันธภาพกับรัสเซีย ที่นับวันมีแต่จะเลวลง และใครที่คิดว่าคุยกับปูตินก็ยังดีกว่า เพราะผู้นำรัสเซียคนใหม่อาจแย่กว่า นั้น คิดแบบนั้น มีแต่จะนำแต่ความล้มเหลวมาให้ตัว ไม่ว่าผู้นำรัสเซียคนใหม่จะเป็นใคร ปูตินจะอยู่ต่อไปอีก หรือ “ไปก่อนเวลา” prematurely replaced มันก็สร้างความกระทบกระเทือนไปทั่วทั้งนั้นแหละ 18 เดือนที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นข้อสรุปว่า การมองรัสเซียในแง่ดี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง…” จบได้แรงนะ น่าสงสัยว่า ไม่ใช่แค่ อียู นาโต้ ที่ต้องปรับปรุง ผู้รับตัวจริง ที่การวิเคราะห์นี้ ต้องการจะส่งไปถึง น่าจะเป็น พณฯใบตองแห้งของอเมริกา เสียมากกว่า ที่มีแนวคิดว่า รัสเซียอยู่ไกลบ้านอเมริกา เกิดอะไรขึ้นมา นาโต้และยุโรป รับไปก่อน แถม พณฯใบตองแห้ง ยังเปลี่ยนนโยบาย โยกกำลัง จากแอตแลนติก ไปเพิ่มให้ทางแปซิฟิกมากกว่า เพราะตอนนั้นเริ่มปอดแหกอาเฮีย และแม้อเมริกาจะใช้วิธีการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างเต็มพิกัดแล้ว แต่ในสายตาของอังกฤษ การดำเนินการของอเมริกาต่อรัสเซีย โดยเฉพาะการประเมินปูตินเบาไปนั้น น่าจะไม่พอรับมือรัสเซีย ยังไม่ถึงใจอังกฤษ ที่มองเห็นและประทับตราให้รัสเซียเป็นศัตรูถาวร แล้วจริงๆ อเมริกามีแผนอะไรเตรียมไว้ให้รัสเซียอีกหรือไม่ หรือประเมินคุณพี่ปูตินของผมเบาเท่าปุยนุ่น สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 16 ก.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 565 Views 0 Reviews
  • Debian Libre Live Images: ทางเลือกใหม่เพื่อเสรีภาพซอฟต์แวร์

    Debian Project ได้ประกาศเปิดตัว Debian Libre Live Images ซึ่งเป็น ISO ที่สามารถรันและติดตั้ง Debian ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา non-free blobs หรือ proprietary firmware จุดประสงค์คือเพื่อมอบทางเลือกให้กับผู้ใช้ที่ยึดมั่นในหลักการ Software Freedom โดยไม่ต้องยอมรับข้อตกลงการใช้งานของซอฟต์แวร์ที่ไม่เป็นอิสระ

    ความแตกต่างจาก Debian ปกติ
    ตั้งแต่ปี 2022 Debian เริ่มรวม non-free firmware ไว้ใน ISO หลักเพื่อให้รองรับฮาร์ดแวร์ได้กว้างขึ้น แต่สำหรับผู้ใช้ที่ไม่ต้องการ proprietary firmware ก็ยังมีทางเลือกใหม่คือ Debian Libre Live Images ซึ่ง ไม่มีการติดตั้งกราฟิก UI ล่วงหน้า แต่มี Debian Installer มาให้เพื่อความสะดวกในการติดตั้ง

    การรองรับและข้อจำกัด
    Debian Libre Live Images ปัจจุบันรองรับเฉพาะ Intel/AMD 64-bit (amd64) และยังไม่รองรับสถาปัตยกรรมอื่น จุดเด่นคือผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมายจากการใช้ non-free blobs และสามารถควบคุมการใช้งานฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มที่

    ความหมายต่อชุมชนโอเพนซอร์ส
    การเปิดตัวนี้ถือเป็นการตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ Free Software Foundation (FSF) และเป็นการย้ำว่า Debian ยังคงรักษาสมดุลระหว่างการรองรับฮาร์ดแวร์กับการเคารพเสรีภาพของผู้ใช้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Debian แบบ “ครบเครื่อง” หรือแบบ “Libre”

    สรุปสาระสำคัญ
    การเปิดตัว
    Debian Libre Live Images เปิดตัวเพื่อผู้ใช้ที่ต้องการระบบปลอด non-free software
    ใช้ Debian Installer ติดตั้งได้ง่าย

    ความแตกต่างจาก Debian ปกติ
    ไม่มี proprietary firmware รวมอยู่ใน ISO
    ไม่ติดตั้ง graphical environment ล่วงหน้า

    การรองรับ
    รองรับเฉพาะ Intel/AMD 64-bit (amd64)
    ยังไม่รองรับสถาปัตยกรรมอื่น

    คำเตือน
    อาจไม่รองรับฮาร์ดแวร์บางรุ่นที่ต้องใช้ proprietary firmware
    ผู้ใช้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งค่าด้วยตนเองมากขึ้น
    ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น อาจมีข้อจำกัดด้าน usability

    https://9to5linux.com/debian-libre-live-images-released-for-software-freedom-lovers
    🖥️ Debian Libre Live Images: ทางเลือกใหม่เพื่อเสรีภาพซอฟต์แวร์ Debian Project ได้ประกาศเปิดตัว Debian Libre Live Images ซึ่งเป็น ISO ที่สามารถรันและติดตั้ง Debian ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา non-free blobs หรือ proprietary firmware จุดประสงค์คือเพื่อมอบทางเลือกให้กับผู้ใช้ที่ยึดมั่นในหลักการ Software Freedom โดยไม่ต้องยอมรับข้อตกลงการใช้งานของซอฟต์แวร์ที่ไม่เป็นอิสระ ⚙️ ความแตกต่างจาก Debian ปกติ ตั้งแต่ปี 2022 Debian เริ่มรวม non-free firmware ไว้ใน ISO หลักเพื่อให้รองรับฮาร์ดแวร์ได้กว้างขึ้น แต่สำหรับผู้ใช้ที่ไม่ต้องการ proprietary firmware ก็ยังมีทางเลือกใหม่คือ Debian Libre Live Images ซึ่ง ไม่มีการติดตั้งกราฟิก UI ล่วงหน้า แต่มี Debian Installer มาให้เพื่อความสะดวกในการติดตั้ง 🌐 การรองรับและข้อจำกัด Debian Libre Live Images ปัจจุบันรองรับเฉพาะ Intel/AMD 64-bit (amd64) และยังไม่รองรับสถาปัตยกรรมอื่น จุดเด่นคือผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมายจากการใช้ non-free blobs และสามารถควบคุมการใช้งานฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มที่ 🔮 ความหมายต่อชุมชนโอเพนซอร์ส การเปิดตัวนี้ถือเป็นการตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ Free Software Foundation (FSF) และเป็นการย้ำว่า Debian ยังคงรักษาสมดุลระหว่างการรองรับฮาร์ดแวร์กับการเคารพเสรีภาพของผู้ใช้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Debian แบบ “ครบเครื่อง” หรือแบบ “Libre” 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การเปิดตัว ➡️ Debian Libre Live Images เปิดตัวเพื่อผู้ใช้ที่ต้องการระบบปลอด non-free software ➡️ ใช้ Debian Installer ติดตั้งได้ง่าย ✅ ความแตกต่างจาก Debian ปกติ ➡️ ไม่มี proprietary firmware รวมอยู่ใน ISO ➡️ ไม่ติดตั้ง graphical environment ล่วงหน้า ✅ การรองรับ ➡️ รองรับเฉพาะ Intel/AMD 64-bit (amd64) ➡️ ยังไม่รองรับสถาปัตยกรรมอื่น ‼️ คำเตือน ⛔ อาจไม่รองรับฮาร์ดแวร์บางรุ่นที่ต้องใช้ proprietary firmware ⛔ ผู้ใช้ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งค่าด้วยตนเองมากขึ้น ⛔ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น อาจมีข้อจำกัดด้าน usability https://9to5linux.com/debian-libre-live-images-released-for-software-freedom-lovers
    9TO5LINUX.COM
    Debian Libre Live Images Released for Software Freedom Lovers - 9to5Linux
    The Debian Libre Live Images project allows you to run and install the Debian GNU/Linux operating system without non-free software.
    0 Comments 0 Shares 185 Views 0 Reviews
  • เด็กในสังคมตะวันตกสูญเสียพื้นที่เล่นอิสระทางกายภาพ จนต้องหันไปสร้าง “วัฒนธรรมเพื่อน” ในโลกดิจิทัล

    บทความ Where Do the Children Play? โดย Eli Stark-Elster วิเคราะห์ว่า เด็กในสังคมตะวันตกสูญเสียพื้นที่เล่นอิสระทางกายภาพ จนต้องหันไปสร้าง “วัฒนธรรมเพื่อน” ในโลกดิจิทัล เช่น เกมและโซเชียลมีเดีย ซึ่งแม้จะตอบสนองความต้องการ แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงและผลกระทบทางจิตใจ

    เด็กในวัฒนธรรมดั้งเดิม
    ผู้เขียนยกตัวอย่าง BaYaka และชนเผ่าอื่น ๆ ที่เด็กใช้ชีวิตอย่างอิสระในป่า ตั้งแต่การตกปลา เล่นน้ำ ไปจนถึงการปีนต้นไม้ โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่กำกับใกล้ชิด สิ่งนี้สะท้อนว่าในประวัติศาสตร์มนุษย์ เด็กมักสร้าง peer cultures หรือสังคมเพื่อนที่แยกจากผู้ใหญ่ เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

    เด็กในโลกตะวันตก
    ตรงกันข้าม เด็กในสังคมตะวันตกถูกจำกัดเสรีภาพอย่างมาก ข้อมูลชี้ว่า กว่า 60% ของเด็กอเมริกันอายุ 8–12 ปีไม่เคยเดินหรือปั่นจักรยานไปที่ใดโดยไม่มีผู้ใหญ่ และกว่า 70% ไม่เคยใช้มีดคมด้วยตนเอง แต่กลับมี 31% ที่เคยพูดคุยกับโมเดลภาษา AI และ 50% ที่เคยเห็นสื่อลามกก่อนอายุ 13 ปี แสดงให้เห็นว่า โลกกายภาพถูกควบคุม แต่โลกดิจิทัลกลับไร้การกำกับ

    โลกดิจิทัลเป็น “ป่าใหม่”
    ผู้เขียนเสนอว่า เด็กหันไปใช้ Fortnite, TikTok, Roblox, Minecraft เพราะนั่นคือพื้นที่ที่พวกเขาสามารถสร้างวัฒนธรรมเพื่อนโดยไม่ถูกรบกวนจากผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม โลกดิจิทัลนี้เต็มไปด้วย “เสือดาวเสมือน” เช่น คอนเทนต์ไม่เหมาะสม, ระบบ loot box ที่คล้ายการพนัน, และแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล

    ทางออกที่ควรสร้าง
    แม้จะไม่สามารถย้อนกลับไปสู่ยุคที่เด็กมีป่าและลำธารให้เล่นได้ แต่ผู้เขียนเสนอว่า เราควรสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ปลอดภัยแต่ยังคงเสรีภาพ ให้เด็กได้สร้าง peer cultures โดยไม่ถูกครอบงำด้วยการออกแบบที่เสพติดหรือเนื้อหาที่เป็นอันตราย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เด็กในวัฒนธรรมดั้งเดิมมีพื้นที่เล่นอิสระ
    เช่น BaYaka, Trobriand, Mbuti ที่เด็กสร้างสังคมเพื่อนเอง

    เด็กตะวันตกถูกจำกัดเสรีภาพทางกายภาพ
    ข้อมูลชี้ว่าการเดินทางและการเล่นอิสระลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1970

    โลกดิจิทัลกลายเป็นพื้นที่ใหม่ของเด็ก
    เกมและโซเชียลมีเดียตอบสนองความต้องการ peer cultures

    เด็กต้องการเล่นกับเพื่อนโดยไม่ถูกควบคุมจากผู้ใหญ่
    แต่กลับถูกบังคับให้อยู่ในพื้นที่ออนไลน์ที่เสี่ยง

    ความเสี่ยงจากโลกดิจิทัล
    คอนเทนต์ไม่เหมาะสม, การพนันในเกม, ความวิตกกังวลและซึมเศร้า

    การสูญเสียพื้นที่เล่นทางกายภาพ
    เมืองและสังคมที่พึ่งพารถยนต์ทำให้เด็กไม่มีที่เล่นอย่างปลอดภัย

    https://unpublishablepapers.substack.com/p/where-do-the-children-play
    💻 เด็กในสังคมตะวันตกสูญเสียพื้นที่เล่นอิสระทางกายภาพ จนต้องหันไปสร้าง “วัฒนธรรมเพื่อน” ในโลกดิจิทัล บทความ Where Do the Children Play? โดย Eli Stark-Elster วิเคราะห์ว่า เด็กในสังคมตะวันตกสูญเสียพื้นที่เล่นอิสระทางกายภาพ จนต้องหันไปสร้าง “วัฒนธรรมเพื่อน” ในโลกดิจิทัล เช่น เกมและโซเชียลมีเดีย ซึ่งแม้จะตอบสนองความต้องการ แต่ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงและผลกระทบทางจิตใจ 🌳 เด็กในวัฒนธรรมดั้งเดิม ผู้เขียนยกตัวอย่าง BaYaka และชนเผ่าอื่น ๆ ที่เด็กใช้ชีวิตอย่างอิสระในป่า ตั้งแต่การตกปลา เล่นน้ำ ไปจนถึงการปีนต้นไม้ โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่กำกับใกล้ชิด สิ่งนี้สะท้อนว่าในประวัติศาสตร์มนุษย์ เด็กมักสร้าง peer cultures หรือสังคมเพื่อนที่แยกจากผู้ใหญ่ เพื่อเรียนรู้และพัฒนาตนเอง 🏙️ เด็กในโลกตะวันตก ตรงกันข้าม เด็กในสังคมตะวันตกถูกจำกัดเสรีภาพอย่างมาก ข้อมูลชี้ว่า กว่า 60% ของเด็กอเมริกันอายุ 8–12 ปีไม่เคยเดินหรือปั่นจักรยานไปที่ใดโดยไม่มีผู้ใหญ่ และกว่า 70% ไม่เคยใช้มีดคมด้วยตนเอง แต่กลับมี 31% ที่เคยพูดคุยกับโมเดลภาษา AI และ 50% ที่เคยเห็นสื่อลามกก่อนอายุ 13 ปี แสดงให้เห็นว่า โลกกายภาพถูกควบคุม แต่โลกดิจิทัลกลับไร้การกำกับ 📱 โลกดิจิทัลเป็น “ป่าใหม่” ผู้เขียนเสนอว่า เด็กหันไปใช้ Fortnite, TikTok, Roblox, Minecraft เพราะนั่นคือพื้นที่ที่พวกเขาสามารถสร้างวัฒนธรรมเพื่อนโดยไม่ถูกรบกวนจากผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม โลกดิจิทัลนี้เต็มไปด้วย “เสือดาวเสมือน” เช่น คอนเทนต์ไม่เหมาะสม, ระบบ loot box ที่คล้ายการพนัน, และแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล 🔮 ทางออกที่ควรสร้าง แม้จะไม่สามารถย้อนกลับไปสู่ยุคที่เด็กมีป่าและลำธารให้เล่นได้ แต่ผู้เขียนเสนอว่า เราควรสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ปลอดภัยแต่ยังคงเสรีภาพ ให้เด็กได้สร้าง peer cultures โดยไม่ถูกครอบงำด้วยการออกแบบที่เสพติดหรือเนื้อหาที่เป็นอันตราย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เด็กในวัฒนธรรมดั้งเดิมมีพื้นที่เล่นอิสระ ➡️ เช่น BaYaka, Trobriand, Mbuti ที่เด็กสร้างสังคมเพื่อนเอง ✅ เด็กตะวันตกถูกจำกัดเสรีภาพทางกายภาพ ➡️ ข้อมูลชี้ว่าการเดินทางและการเล่นอิสระลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ✅ โลกดิจิทัลกลายเป็นพื้นที่ใหม่ของเด็ก ➡️ เกมและโซเชียลมีเดียตอบสนองความต้องการ peer cultures ✅ เด็กต้องการเล่นกับเพื่อนโดยไม่ถูกควบคุมจากผู้ใหญ่ ➡️ แต่กลับถูกบังคับให้อยู่ในพื้นที่ออนไลน์ที่เสี่ยง ‼️ ความเสี่ยงจากโลกดิจิทัล ⛔ คอนเทนต์ไม่เหมาะสม, การพนันในเกม, ความวิตกกังวลและซึมเศร้า ‼️ การสูญเสียพื้นที่เล่นทางกายภาพ ⛔ เมืองและสังคมที่พึ่งพารถยนต์ทำให้เด็กไม่มีที่เล่นอย่างปลอดภัย https://unpublishablepapers.substack.com/p/where-do-the-children-play
    0 Comments 0 Shares 257 Views 0 Reviews
  • ดร.อิสระ เปิดตัว แม่ทัพกุ้ง ผอ.หลักสูตร 4ส สถาบันพระปกเกล้า ชี้ ทางสร้างสังคมสันติสุข เจ้าหน้าที่รัฐต้องลงพื้นที่จริงมากกว่านั่งโต๊ะทำงานแม้จะอันตรายมาก
    https://www.thai-tai.tv/news/22399/
    .
    #ไทยไท #สถาบันพระปกเกล้า #MOU43-44 #ประชามติ #พล.ท.บุญสิน #อิสระเสรีวัฒนวุฒิ
    ดร.อิสระ เปิดตัว แม่ทัพกุ้ง ผอ.หลักสูตร 4ส สถาบันพระปกเกล้า ชี้ ทางสร้างสังคมสันติสุข เจ้าหน้าที่รัฐต้องลงพื้นที่จริงมากกว่านั่งโต๊ะทำงานแม้จะอันตรายมาก https://www.thai-tai.tv/news/22399/ . #ไทยไท #สถาบันพระปกเกล้า #MOU43-44 #ประชามติ #พล.ท.บุญสิน #อิสระเสรีวัฒนวุฒิ
    0 Comments 0 Shares 167 Views 0 Reviews
More Results