• ลายใบตอง ตอนที่ 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 2
    เบน โรดส์ ที่เริ่มทำงานเป็นมือร่างสุนทรพจน์ให้ โอบามา พณ. ใบตองแห้ง ตั้งแต่สมัยแรก คงจะร่างได้ถูกใจมาก เลยได้เลื่อนชั้น ขึ้นเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำคณะทำงานของ พณ.ใบตองแห้ง เบนเพิ่งสารภาพถึงความรู้สึกของเขา เกี่ยวกับการที่อเมริกาตัดสินใจหยุดบีบไข่อียิปต์ ไม่นานมานี้เอง ว่า
    …. แล้วเราก็เลยเหมือนยืนอยู่ตรงจุดที่หมาตัวไหนเดินผ่าน ก็ยกขาเยี่ยวรดใส่….
    โฮ้ย… ผมชอบใจไอ้เจ้าเบน มาก มึงช่างพูดให้เห็นภาพของอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ
    ….ไม่ใช่แค่เรื่องอียิปต์นะ มันเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับพวกเราอย่างมาก เจ้าเบนบ่นต่อ…. การจะคุยกับมหามิตรของอเมริกาในตะวันออกกลางตอนนี้น่ะ เป็นเรื่องน่าหนักใจมาก ไล่ไปตั้งริยาร์ด จนถึง ไคโร มันมีการเปลี่ยนไปแยะ เกี่ยวกับตัวผู้นำประเทศ ก็จากเทศกาลอาหรับสปริงนั่นแหล่ะ อเมริกาจะเอาอะไรกันแน่ ระหว่างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน กับเรื่องความมั่นคง และผลประโยชน์ ของอเมริกา อเมริกาต้องถ่วงน้ำหนักให้ดี ตัดสินใจให้ชัดจะเอาอะไรนำหน้า….
    ไม่ใช่แต่เจ้าเบนที่งง คณะทำงานอีกหลายคน และหน่วยงานอื่นที่ต้องประสานงานใกล้ชิดกับ พณ. ท่านอีกประมาณ 2 โหลกว่า ยังนินทา ว่า พณ. ท่าน น่าจะยังหาเครื่องถ่วงน้ำหนักไม่เจอ พณ. ท่าน เลยออกไปทางพูดเพ้อเจ้อ ใช้ถ้อยคำที่ฟังแล้ว น่าทึ่ง แต่ไม่เป็นสัปปะรดเลยในด้านนโยบาย
    …. แล้วพวกเราคนทำงาน ก็เลยมึนสิ ….ตกลง เรากำลังสนับสนุนพวกเผด็จการในตะวันออกกลาง เพื่อให้ผลประโยชน์ของเราปลอดภัยใช่ไหม….
    ….. เราเข้าใจว่า ตอนเขา (โอบามา) อาสาเข้ามาเป็นประธานาธิบดีรอบแรก เขาพยายามจะแสดงให้โลกเห็นว่า อเมริกาจะไม่ใช้นโยบายแบบคาวบอยบุชอีกแล้ว ไอ้ที่จะยกกองทัพไปปราบพวกเผด็จการไม่มีอีกแล้วนะ เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว เขาบอกว่าจะเปลี่ยนเป็นใช้นโยบาย “สร้าง” โดย “สร้าง” ศักดิ์ศรี ของการเป็นประชาธิปไตย และสิทธิของมนุษยชน…
    ย้อนไป เมื่อปี ค.ศ.2009 พณ. ใบตองแห้งไปเยี่ยมอียิปต์ และไปแสดงปาฐกถาให้กับ Muslim world ที่มหาวิทยาลัยไคโรว่า….. เสรีภาพ ความยุติธรรม รัฐบาลที่สุจริต ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดที่เลื่อนลอยของอเมริกา แต่มันเป็นสิทธิ ที่มนุษยชาติทั้งหลายสมควรได้รับ และนั่นเป็นเหตุผลที่เราพยายามสนับสนุนให้ทุกแห่งในโลกมีเช่นนั้น…. (ถ้าผู้อ่านท่านใดจะพักไปกินยาแก้คลื่นไส้ เชิญเลยนะครับ)
    และในช่วงเทอมแรกของ พณ. ใบตองแห้ง คณะทำงานของ พณ. ท่านจึงวุ่นอยู่กับการที่จะกำหนดนโยบายต่างประเทศของอเมริกา ตามแนวทางปาฐกถาอันน่าประทับใจนั้น
    ในที่สุด คณะทำงานก็ออกเอกสารมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า Presidential Study Directive 11 ผมไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี มันเหมือนเป็นคำสั่งในการปฏิบัติงาน ตามแนวความคิด ของ พณ. ใบตองแห้ง เอกสารยาวแค่ 18 หน้า แจกให้ทุกหน่วยงานอ่านในเดือนสิงหาคม เมื่อปี ค.ศ.2010 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่เทศกาลอาหรับสปริงกำลังเริ่ม
    ตอนหนึ่งของเอกสารระบุว่า ….ตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติ การเปลี่ยนแปลงใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ….น่าดีใจอย่างยิ่ง…. ที่ประชาชนในภูมิภาคเริ่มมีความไม่พอใจ กับการปกครองที่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ….
    ขณะที่หน่วยงานในอเมริกา กำลังพยายามทำความเข้าใจกับความคิดของท่านใบตองแห้ง เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 รัฐบาลตูนีเซียก็ถูกโค่นล้ม หลังจากนั้นไม่นาน ที่ไคโร ก็มีผู้คนจำนวนมาก ออกมาชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีมูบารัค
    พณ. ใบตองแห้ง แสดงความเห็นใจและสนับสนุน ที่จะให้คนรุ่นใหม่ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องสื่อสาร ขึ้นมาปกครอง มากกว่าให้เผด็จการรุ่นเก่า อายุ 82 ที่ปกครองประเทศเหมือนรัฐตำรวจ แต่มูบารัค ก็เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของอเมริกา ที่ต่อต้านกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงมาตลอด รวมทั้งยอมรับนโยบายสันติภาพกับอิสราเอลตามที่อเมริกาต้องการ และที่สำคัญ มูบารัค เปิดคลองสุเอซให้เพนตากอนใช้งานเหมือนคลองหลังบ้าน….จะหาใครที่ยอมเดินตาม ตูดอเมริกาอย่างนี้ และนานกว่า 30 ปีอย่างเขาง่ายไหม
    บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ต่างแนะนำให้ พณ. ใบตองแห้ง รับความความจริงว่า อเมริกาควรสนับสนุนมูบารัคต่อไป เพราะผลกระทบจากการเลือกผิดกลุ่ม ผิดคนมันอาจจะมากเกินกว่าจะนึกถึง พวกเขาเปรียบเทียบไปถึงสมัยที่ท่านถั่ว ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ถีบทิ้งพระเจ้าชาห์ ในปี ค.ศ.1979 และมาให้การสนับสนุนอยาโตเลาะห์โคไมนี ว่าเป็นอย่างไร จำได้ไหม อเมริการับอย่างนั้นอีกได้ไหม…. บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ถาม
    แต่ พณ. ใบตองแห้ง ถูกใจคำแนะนำของค่ายเจ้าเบน ที่ในตอนนั้น แนะนำว่า ใหม่กว่า ใสกว่าครับท่าน แล้วคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 มูบารัค ก็กลายเป็นอดีต
    ไม่ใช่ มูบารัคเท่านั้นที่เป็นอดีต “อำนาจ และอิทธิพล” ของอเมริกาในอียิปต์ ก็มีทีท่าว่า จะกลายเป็นอดีตด้วยเช่นกัน ….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    16 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 2 เบน โรดส์ ที่เริ่มทำงานเป็นมือร่างสุนทรพจน์ให้ โอบามา พณ. ใบตองแห้ง ตั้งแต่สมัยแรก คงจะร่างได้ถูกใจมาก เลยได้เลื่อนชั้น ขึ้นเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำคณะทำงานของ พณ.ใบตองแห้ง เบนเพิ่งสารภาพถึงความรู้สึกของเขา เกี่ยวกับการที่อเมริกาตัดสินใจหยุดบีบไข่อียิปต์ ไม่นานมานี้เอง ว่า …. แล้วเราก็เลยเหมือนยืนอยู่ตรงจุดที่หมาตัวไหนเดินผ่าน ก็ยกขาเยี่ยวรดใส่…. โฮ้ย… ผมชอบใจไอ้เจ้าเบน มาก มึงช่างพูดให้เห็นภาพของอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ ….ไม่ใช่แค่เรื่องอียิปต์นะ มันเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับพวกเราอย่างมาก เจ้าเบนบ่นต่อ…. การจะคุยกับมหามิตรของอเมริกาในตะวันออกกลางตอนนี้น่ะ เป็นเรื่องน่าหนักใจมาก ไล่ไปตั้งริยาร์ด จนถึง ไคโร มันมีการเปลี่ยนไปแยะ เกี่ยวกับตัวผู้นำประเทศ ก็จากเทศกาลอาหรับสปริงนั่นแหล่ะ อเมริกาจะเอาอะไรกันแน่ ระหว่างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน กับเรื่องความมั่นคง และผลประโยชน์ ของอเมริกา อเมริกาต้องถ่วงน้ำหนักให้ดี ตัดสินใจให้ชัดจะเอาอะไรนำหน้า…. ไม่ใช่แต่เจ้าเบนที่งง คณะทำงานอีกหลายคน และหน่วยงานอื่นที่ต้องประสานงานใกล้ชิดกับ พณ. ท่านอีกประมาณ 2 โหลกว่า ยังนินทา ว่า พณ. ท่าน น่าจะยังหาเครื่องถ่วงน้ำหนักไม่เจอ พณ. ท่าน เลยออกไปทางพูดเพ้อเจ้อ ใช้ถ้อยคำที่ฟังแล้ว น่าทึ่ง แต่ไม่เป็นสัปปะรดเลยในด้านนโยบาย …. แล้วพวกเราคนทำงาน ก็เลยมึนสิ ….ตกลง เรากำลังสนับสนุนพวกเผด็จการในตะวันออกกลาง เพื่อให้ผลประโยชน์ของเราปลอดภัยใช่ไหม…. ….. เราเข้าใจว่า ตอนเขา (โอบามา) อาสาเข้ามาเป็นประธานาธิบดีรอบแรก เขาพยายามจะแสดงให้โลกเห็นว่า อเมริกาจะไม่ใช้นโยบายแบบคาวบอยบุชอีกแล้ว ไอ้ที่จะยกกองทัพไปปราบพวกเผด็จการไม่มีอีกแล้วนะ เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว เขาบอกว่าจะเปลี่ยนเป็นใช้นโยบาย “สร้าง” โดย “สร้าง” ศักดิ์ศรี ของการเป็นประชาธิปไตย และสิทธิของมนุษยชน… ย้อนไป เมื่อปี ค.ศ.2009 พณ. ใบตองแห้งไปเยี่ยมอียิปต์ และไปแสดงปาฐกถาให้กับ Muslim world ที่มหาวิทยาลัยไคโรว่า….. เสรีภาพ ความยุติธรรม รัฐบาลที่สุจริต ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดที่เลื่อนลอยของอเมริกา แต่มันเป็นสิทธิ ที่มนุษยชาติทั้งหลายสมควรได้รับ และนั่นเป็นเหตุผลที่เราพยายามสนับสนุนให้ทุกแห่งในโลกมีเช่นนั้น…. (ถ้าผู้อ่านท่านใดจะพักไปกินยาแก้คลื่นไส้ เชิญเลยนะครับ) และในช่วงเทอมแรกของ พณ. ใบตองแห้ง คณะทำงานของ พณ. ท่านจึงวุ่นอยู่กับการที่จะกำหนดนโยบายต่างประเทศของอเมริกา ตามแนวทางปาฐกถาอันน่าประทับใจนั้น ในที่สุด คณะทำงานก็ออกเอกสารมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า Presidential Study Directive 11 ผมไม่รู้จะแปลว่าอะไรดี มันเหมือนเป็นคำสั่งในการปฏิบัติงาน ตามแนวความคิด ของ พณ. ใบตองแห้ง เอกสารยาวแค่ 18 หน้า แจกให้ทุกหน่วยงานอ่านในเดือนสิงหาคม เมื่อปี ค.ศ.2010 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่เทศกาลอาหรับสปริงกำลังเริ่ม ตอนหนึ่งของเอกสารระบุว่า ….ตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติ การเปลี่ยนแปลงใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ….น่าดีใจอย่างยิ่ง…. ที่ประชาชนในภูมิภาคเริ่มมีความไม่พอใจ กับการปกครองที่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ…. ขณะที่หน่วยงานในอเมริกา กำลังพยายามทำความเข้าใจกับความคิดของท่านใบตองแห้ง เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 รัฐบาลตูนีเซียก็ถูกโค่นล้ม หลังจากนั้นไม่นาน ที่ไคโร ก็มีผู้คนจำนวนมาก ออกมาชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีมูบารัค พณ. ใบตองแห้ง แสดงความเห็นใจและสนับสนุน ที่จะให้คนรุ่นใหม่ ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องสื่อสาร ขึ้นมาปกครอง มากกว่าให้เผด็จการรุ่นเก่า อายุ 82 ที่ปกครองประเทศเหมือนรัฐตำรวจ แต่มูบารัค ก็เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของอเมริกา ที่ต่อต้านกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงมาตลอด รวมทั้งยอมรับนโยบายสันติภาพกับอิสราเอลตามที่อเมริกาต้องการ และที่สำคัญ มูบารัค เปิดคลองสุเอซให้เพนตากอนใช้งานเหมือนคลองหลังบ้าน….จะหาใครที่ยอมเดินตาม ตูดอเมริกาอย่างนี้ และนานกว่า 30 ปีอย่างเขาง่ายไหม บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ต่างแนะนำให้ พณ. ใบตองแห้ง รับความความจริงว่า อเมริกาควรสนับสนุนมูบารัคต่อไป เพราะผลกระทบจากการเลือกผิดกลุ่ม ผิดคนมันอาจจะมากเกินกว่าจะนึกถึง พวกเขาเปรียบเทียบไปถึงสมัยที่ท่านถั่ว ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ถีบทิ้งพระเจ้าชาห์ ในปี ค.ศ.1979 และมาให้การสนับสนุนอยาโตเลาะห์โคไมนี ว่าเป็นอย่างไร จำได้ไหม อเมริการับอย่างนั้นอีกได้ไหม…. บรรดาที่ปรึกษารุ่นใหญ่ถาม แต่ พณ. ใบตองแห้ง ถูกใจคำแนะนำของค่ายเจ้าเบน ที่ในตอนนั้น แนะนำว่า ใหม่กว่า ใสกว่าครับท่าน แล้วคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2011 มูบารัค ก็กลายเป็นอดีต ไม่ใช่ มูบารัคเท่านั้นที่เป็นอดีต “อำนาจ และอิทธิพล” ของอเมริกาในอียิปต์ ก็มีทีท่าว่า จะกลายเป็นอดีตด้วยเช่นกัน …. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 16 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • ลายใบตอง ตอนที่ 1

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 1
    ที่อียิปต์ เดือนกรกฏาคม ค.ศ.2015 ชาวไคโรต่างแตกตื่น พวกเขาได้ยินเสียงเครื่องยนตร์ดังกระหึ่มลั่นท้องฟ้าของกรุงไคโร พวกเขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงของอะไร หลายคนบอกว่า มันน่าเป็นเสียงเครื่องบินนะ …ชาวไคโรยิ่งตาเหลือก นี่ใครกำลังจะเฉี่ยวมาเจาะกบาลเราหรือไง
    มันเป็นเสียงของฝูงเครื่องบินรบ F-16s จำนวน 8 ลำ ของอเมริกา ใหม่เอี่ยม เพิ่งแกะออกมาจากโรงผลิต ส่งตรงมาจากวอชิงตัน เครื่องบินทั้ง 8 ลำ บินต่ำเมื่อผ่านใจกลางเมืองไคโร หลังจากนั้นก็ปล่อยควัน สีแดง ขาว และดำ เป็นทางยาว…. มันเป็นสีของธงชาติอียิปต์….
    มันมีความหมายมาก สำหรับประธานาธิบดี เอล ซิซิ Abdel Fattah el-Sisi
    มันเป็นเครื่องหมายที่ไม่ใช่แค่แสดงถึงอำนาจของ เอล ซิซิ ในอิยิปต์เท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นว่า เอล ซิซิ กำลังขี่คอ พณ. โอบามา ที่พยายามจะบี้เขาทุกวิถีทาง ตั้งแต่เขาทำการปฏิวัติ ในปี ค.ศ.2013 ไล่ตะเพิดประธานาธิบดี มอร์ซิ ที่อเมริกาสนับสนุน ลงจากตำแหน่ง แล้วลากเอามาเข้าคุก ดำเนินคดี และพิพากษาตัดสินประหารชีวิตมอร์ซิอีกด้วย
    แต่นั่น ดูเหมือนจะยังไม่ทำให้ซิซิแน่ใจว่าเขาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ไหนๆ ก็ปฏิวัติแล้ว เอล ซิซิ เลยจัดการถอนหนาม ขุดรากโค่นตอ ผู้ที่มาทำการประท้วงการปฏิวัติของเขา ด้วยการจับผู้ประท้วงเข้าคุกไปหลายพันคน รวมทั้งนักการเมืองที่ออกมาต่อต้าน และปราบประชาชนที่ออกมาทำการประท้วง ด้วยการยิงร่วงไปประมาณพันคน
    อเมริกาโกรธ ซิซิ จนพูดแทบไม่ออก พณ. ใบตองแห้งบอกว่า นี่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และทำลายประชาธิปไตย… อย่างนี้เราจะติดต่อกับอียิปต์ต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่เคารพหลักการ ไม่เห็นคุณค่าของอุดมการณ์ อย่างที่เราเห็น….
    เอล ซิซิ เป็นนายพล รุ่นเก๋า เขี้ยวยาว ไม่ต่างกับมูบารัค ที่อเมริกาใช้อย่างกับพรมเช็ดเท้า เมื่อหมดประโยชน์ อเมริกาก็เอาพรมเช็ดเท้าโยนทิ้ง…ปล่อยให้ถูกจับไปเข้าคุก ซิซิ จะมีชะตากรรมเหมือนมูบารัคหรือเปล่า
    ไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้น พณ. ใบตองแห้ง ก็สั่งทำโทษ ซิซิอย่างรุนแรง อเมริการะงับการส่งอาวุธทุกประเภท รถถัง เครื่องบิน รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ สำหรับการรบรุ่นใหม่เอี่ยม ที่เตรียมส่งให้อียิปต์ทั้งหมด และระงับการโอนเงินสดจำนวน 260 ล้านเหรียญอีกด้วย (ข่าวไม่ได้บอกว่าเป็นค่าอะไร! )
    ยังไม่หมด….พณ. ใบตองแห้ง ยังเตรียมการที่จะระงับการส่งงบช่วยเหลือทางการทหาร ที่อเมริกาจ่ายสนับสนุนให้อียิปต์ เป็นรายปี จำนวนปีละ 1.3 พันล้านเหรียญทุกปี เป็นเงินที่ทางไคโร ต้องการอย่างมาก และใช้เกลี้ยงทุกปี
    ข่าวว่า มันเป็นงบช่วยเหลือทางทหาร ที่อเมริกาจ่ายให้สูงสุดมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก ยกเว้นแต่ของอิสราเอลเท่านั้น
    ทางวอชิงตันยังพิจารณาต่ออีกว่า มาตรการลงโทษอียิปต์ แค่นี้พอไหม หรือเราควรจะเพิ่มการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเข้าไปด้วย
    ที่ปรึกษา พณ. ใบตองแห้ง เสียงแตก แบ่งเป็น 2 ค่าย ค่ายด้านความมั่นคง นำโดย เบน โรดส์ Ben Rhodes และคุณนายซาแมนต้า พาวเวอร์ Samantha Powers ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันเป็นทูตอเมริกาประจำสหประชาชาติ บอกว่า เราต้องเอาเรื่องงบทหารมาบีบให้ ซิซิ ประพฤติตัวดีขึ้น ทางด้านสิทธิมนุษยชน กับเรื่องประชาธิปไตยด้วยสิ
    แต่อีกค่าย ที่มี รม.ตปท. คนหน้าแก่ จอห์น แครี่ หรือจอห์นเงี้ยว ของ อ ทนง นายชัค เฮเกล รม กลาโหมสมัยนั้น รวมทั้ง คุณหน้าเต้าหูบูดของผม แอช คาร์เตอร์ ต่างสนับสนุนให้ส่งงบ อุ้มอียิปต์ต่อไป อ้างว่า การตัดงบ ไม่ได้เป็นการทำโทษซิซิหรอก แต่อเมริกาเองจะเสียหายมากกว่านะ
    ทั้ง 2 ค่ายทะเลาะกันเองนานเป็นเดือนๆ แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะจัดการกับอียิปต์แบบไหน และจะบี้ เอล ซิซิ อย่างไรดี ในที่สุด ทั้ง 2 ค่าย ต่างฝ่ายต่างบีบไข่ซิซิพร้อมกัน แบบนี้ซิซิก็จุกจนหน้าเขียว …. มึงจะเอายังไงกับกู กูมึนไปหมดแล้วนะ เดี๋ยวข้างนึงก็กระตุกให้ทำอย่างโง้น อีกข้างก็กระตุกให้ทำอย่างงี้ …..แบบนี้กูก็ยานหมด แล้วซิซิก็เลยทำทุกอย่าง…. ตามใจตัวเอง ฮา
    แต่แล้วอยู่ดีๆ ประมาณเดือนมีนาคม ค.ศ.2015 ปีที่แล้ว พณ. ใบตองแห้ง ก็ โทรศัพท์ไปหาซิซิ บอกว่า ตกลงอเมริกาจะส่งอาวุธต่างๆ รวมทั้งเครื่องบิน F-16s และโอนเงินสด 260 ล้านเหรียญตามที่ตกลงกันให้นะ อ้อ แล้ว เรื่องที่ว่าอเมริกาจะทบทวน การส่งงบสนับสนุน รายปี 1.3 พันล้านเหรียญ นั่น เราไม่บล๊อกแล้วนะเพื่อน …ทุกอย่างเหมือนเดิม… เออ มาแปลก ไม่รู้ พณ. ใบตองแห้งกำลังคิดอะไร
    เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง ทำหน้าเครียด บอกเมื่อปลายปี 2015
    …จะแปลกอะไร ก็เราแพ้ไง …. ไม่ว่าเราจะใช้นโยบายแบบไหนในอียิปต์ เราก็ไม่สามารถจะ “จัดการ” อียิปต์ได้อย่างที่เราต้องการ ไม่เหมือนสมัยที่มูบารัคปกครองอียิปต์ ….ก็อเมริกาเสือกคลายมือ ที่กำลังบีบไข่ซิซิเสียเองนี่…..
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    15 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 1 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 1 ที่อียิปต์ เดือนกรกฏาคม ค.ศ.2015 ชาวไคโรต่างแตกตื่น พวกเขาได้ยินเสียงเครื่องยนตร์ดังกระหึ่มลั่นท้องฟ้าของกรุงไคโร พวกเขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงของอะไร หลายคนบอกว่า มันน่าเป็นเสียงเครื่องบินนะ …ชาวไคโรยิ่งตาเหลือก นี่ใครกำลังจะเฉี่ยวมาเจาะกบาลเราหรือไง มันเป็นเสียงของฝูงเครื่องบินรบ F-16s จำนวน 8 ลำ ของอเมริกา ใหม่เอี่ยม เพิ่งแกะออกมาจากโรงผลิต ส่งตรงมาจากวอชิงตัน เครื่องบินทั้ง 8 ลำ บินต่ำเมื่อผ่านใจกลางเมืองไคโร หลังจากนั้นก็ปล่อยควัน สีแดง ขาว และดำ เป็นทางยาว…. มันเป็นสีของธงชาติอียิปต์…. มันมีความหมายมาก สำหรับประธานาธิบดี เอล ซิซิ Abdel Fattah el-Sisi มันเป็นเครื่องหมายที่ไม่ใช่แค่แสดงถึงอำนาจของ เอล ซิซิ ในอิยิปต์เท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นว่า เอล ซิซิ กำลังขี่คอ พณ. โอบามา ที่พยายามจะบี้เขาทุกวิถีทาง ตั้งแต่เขาทำการปฏิวัติ ในปี ค.ศ.2013 ไล่ตะเพิดประธานาธิบดี มอร์ซิ ที่อเมริกาสนับสนุน ลงจากตำแหน่ง แล้วลากเอามาเข้าคุก ดำเนินคดี และพิพากษาตัดสินประหารชีวิตมอร์ซิอีกด้วย แต่นั่น ดูเหมือนจะยังไม่ทำให้ซิซิแน่ใจว่าเขาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ไหนๆ ก็ปฏิวัติแล้ว เอล ซิซิ เลยจัดการถอนหนาม ขุดรากโค่นตอ ผู้ที่มาทำการประท้วงการปฏิวัติของเขา ด้วยการจับผู้ประท้วงเข้าคุกไปหลายพันคน รวมทั้งนักการเมืองที่ออกมาต่อต้าน และปราบประชาชนที่ออกมาทำการประท้วง ด้วยการยิงร่วงไปประมาณพันคน อเมริกาโกรธ ซิซิ จนพูดแทบไม่ออก พณ. ใบตองแห้งบอกว่า นี่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และทำลายประชาธิปไตย… อย่างนี้เราจะติดต่อกับอียิปต์ต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่เคารพหลักการ ไม่เห็นคุณค่าของอุดมการณ์ อย่างที่เราเห็น…. เอล ซิซิ เป็นนายพล รุ่นเก๋า เขี้ยวยาว ไม่ต่างกับมูบารัค ที่อเมริกาใช้อย่างกับพรมเช็ดเท้า เมื่อหมดประโยชน์ อเมริกาก็เอาพรมเช็ดเท้าโยนทิ้ง…ปล่อยให้ถูกจับไปเข้าคุก ซิซิ จะมีชะตากรรมเหมือนมูบารัคหรือเปล่า ไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้น พณ. ใบตองแห้ง ก็สั่งทำโทษ ซิซิอย่างรุนแรง อเมริการะงับการส่งอาวุธทุกประเภท รถถัง เครื่องบิน รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ สำหรับการรบรุ่นใหม่เอี่ยม ที่เตรียมส่งให้อียิปต์ทั้งหมด และระงับการโอนเงินสดจำนวน 260 ล้านเหรียญอีกด้วย (ข่าวไม่ได้บอกว่าเป็นค่าอะไร! ) ยังไม่หมด….พณ. ใบตองแห้ง ยังเตรียมการที่จะระงับการส่งงบช่วยเหลือทางการทหาร ที่อเมริกาจ่ายสนับสนุนให้อียิปต์ เป็นรายปี จำนวนปีละ 1.3 พันล้านเหรียญทุกปี เป็นเงินที่ทางไคโร ต้องการอย่างมาก และใช้เกลี้ยงทุกปี ข่าวว่า มันเป็นงบช่วยเหลือทางทหาร ที่อเมริกาจ่ายให้สูงสุดมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก ยกเว้นแต่ของอิสราเอลเท่านั้น ทางวอชิงตันยังพิจารณาต่ออีกว่า มาตรการลงโทษอียิปต์ แค่นี้พอไหม หรือเราควรจะเพิ่มการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเข้าไปด้วย ที่ปรึกษา พณ. ใบตองแห้ง เสียงแตก แบ่งเป็น 2 ค่าย ค่ายด้านความมั่นคง นำโดย เบน โรดส์ Ben Rhodes และคุณนายซาแมนต้า พาวเวอร์ Samantha Powers ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันเป็นทูตอเมริกาประจำสหประชาชาติ บอกว่า เราต้องเอาเรื่องงบทหารมาบีบให้ ซิซิ ประพฤติตัวดีขึ้น ทางด้านสิทธิมนุษยชน กับเรื่องประชาธิปไตยด้วยสิ แต่อีกค่าย ที่มี รม.ตปท. คนหน้าแก่ จอห์น แครี่ หรือจอห์นเงี้ยว ของ อ ทนง นายชัค เฮเกล รม กลาโหมสมัยนั้น รวมทั้ง คุณหน้าเต้าหูบูดของผม แอช คาร์เตอร์ ต่างสนับสนุนให้ส่งงบ อุ้มอียิปต์ต่อไป อ้างว่า การตัดงบ ไม่ได้เป็นการทำโทษซิซิหรอก แต่อเมริกาเองจะเสียหายมากกว่านะ ทั้ง 2 ค่ายทะเลาะกันเองนานเป็นเดือนๆ แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะจัดการกับอียิปต์แบบไหน และจะบี้ เอล ซิซิ อย่างไรดี ในที่สุด ทั้ง 2 ค่าย ต่างฝ่ายต่างบีบไข่ซิซิพร้อมกัน แบบนี้ซิซิก็จุกจนหน้าเขียว …. มึงจะเอายังไงกับกู กูมึนไปหมดแล้วนะ เดี๋ยวข้างนึงก็กระตุกให้ทำอย่างโง้น อีกข้างก็กระตุกให้ทำอย่างงี้ …..แบบนี้กูก็ยานหมด แล้วซิซิก็เลยทำทุกอย่าง…. ตามใจตัวเอง ฮา แต่แล้วอยู่ดีๆ ประมาณเดือนมีนาคม ค.ศ.2015 ปีที่แล้ว พณ. ใบตองแห้ง ก็ โทรศัพท์ไปหาซิซิ บอกว่า ตกลงอเมริกาจะส่งอาวุธต่างๆ รวมทั้งเครื่องบิน F-16s และโอนเงินสด 260 ล้านเหรียญตามที่ตกลงกันให้นะ อ้อ แล้ว เรื่องที่ว่าอเมริกาจะทบทวน การส่งงบสนับสนุน รายปี 1.3 พันล้านเหรียญ นั่น เราไม่บล๊อกแล้วนะเพื่อน …ทุกอย่างเหมือนเดิม… เออ มาแปลก ไม่รู้ พณ. ใบตองแห้งกำลังคิดอะไร เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง ทำหน้าเครียด บอกเมื่อปลายปี 2015 …จะแปลกอะไร ก็เราแพ้ไง …. ไม่ว่าเราจะใช้นโยบายแบบไหนในอียิปต์ เราก็ไม่สามารถจะ “จัดการ” อียิปต์ได้อย่างที่เราต้องการ ไม่เหมือนสมัยที่มูบารัคปกครองอียิปต์ ….ก็อเมริกาเสือกคลายมือ ที่กำลังบีบไข่ซิซิเสียเองนี่….. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 15 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews
  • " รู้กันในหมู่ช่าง "

    ในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤต หรือสถานการณ์ที่ประชาชนหลายคนตกเป็นผู้ประสบภัย อย่างฉับพลัน อย่างที่ไม่ทันตั้งตัว
    ทำไม..เหล่าผู้เชี่ยวชาญและเหล่ามืออาชีพผู้รู้ขั้นตอนจริง-เคยผ่านงานจริง มาในหลายช่วงเวลา ของบ้านเมืองเรา...จึงรู้สึกเบื่อหน่ายและขอถอนตัว ( หรือบางครั้งถูกสั่งให้ถอนตัว ) ออกจากการร่วมภารกิจนั้นๆ ทำให้การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ไร้ประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น การบริหารจัดการซึ่งต้องอาศัย 3 ส่วน คือ..
    1.ผู้นำ หรือ case manager ที่มีอำนาจเต็ม ต้องเป็นผู้พร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้-หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพของแท้
    2.ทีมงาน จากทุกฝ่าย ที่เป็นผู้รู้จริง หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพ..ที่สำคัญเป็นทีมงานที่มีและมาพร้อมอุปกรณ์มาตราฐานที่จำเป็นต่อการรับสถานการณ์นั้นๆ
    3.ข้อมูล-ข่าวสารที่ประมวลความแม่นยำมาแล้ว..

    **ในข้อ 1 และ 2 รู้หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง รวมถึงองค์ความรู้ที่ว่า คือ หลักการในการบริหารภาวะวิกฤต Crisis management มันมีหลักการในเรื่องเหล่านี้อยู่..ครับ
    ส่วนสาเหตุที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญ..เขาพากันเบื่อหน่ายและขอถอนตัว (รวมถึงถูกสั่งให้ถอนตัว ) ก็เพราะ..ที่ผ่านมา " ผู้มีอำนาจ " ไม่ได้สั่งการหรือให้ ความสำคัญบนพื้นฐานความเข้าใจใน 3 ส่วนหลักดังกล่าวเลย...
    คงมีแต่เหล่า...
    - คนไม่รู้เรื่อง มานำ มาสั่งการ..ตามที่ผู้มีอำนาจมอบหมายมา
    - คนข้างต้น ดันทำตัวเป็นผู้รู้ จอมโวยวาย แบบที่เรียกว่า " ตบเด็กวัด บนศาลา โชว์เจ้าอาวาสและพระอันดับ " เพียงเพื่อแสดงอำนาจ ทั้งที่รู้เรื่องน้อยกว่าเด็กวัด...
    - เหล่าผู้หิวแสง มาแสดงตัวเพื่อถ่ายภาพ หรือวิพากษ์ออกสื่อ ด้วยความมันปาก บนร่องรอยความทุกข์ยากและการสูญเสียของผู้ประสบภัย
    " รู้กันในหมู่ช่าง " ในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤต หรือสถานการณ์ที่ประชาชนหลายคนตกเป็นผู้ประสบภัย อย่างฉับพลัน อย่างที่ไม่ทันตั้งตัว ทำไม..เหล่าผู้เชี่ยวชาญและเหล่ามืออาชีพผู้รู้ขั้นตอนจริง-เคยผ่านงานจริง มาในหลายช่วงเวลา ของบ้านเมืองเรา...จึงรู้สึกเบื่อหน่ายและขอถอนตัว ( หรือบางครั้งถูกสั่งให้ถอนตัว ) ออกจากการร่วมภารกิจนั้นๆ ทำให้การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ไร้ประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น การบริหารจัดการซึ่งต้องอาศัย 3 ส่วน คือ.. 1.ผู้นำ หรือ case manager ที่มีอำนาจเต็ม ต้องเป็นผู้พร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้-หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพของแท้ 2.ทีมงาน จากทุกฝ่าย ที่เป็นผู้รู้จริง หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง, ประมวลผลอย่างที่มีองค์ความรู้หรือมีที่ปรึกษาในเรื่องนั้นๆ แบบมืออาชีพ..ที่สำคัญเป็นทีมงานที่มีและมาพร้อมอุปกรณ์มาตราฐานที่จำเป็นต่อการรับสถานการณ์นั้นๆ 3.ข้อมูล-ข่าวสารที่ประมวลความแม่นยำมาแล้ว.. **ในข้อ 1 และ 2 รู้หรือพร้อมที่จะรับรู้จริง รวมถึงองค์ความรู้ที่ว่า คือ หลักการในการบริหารภาวะวิกฤต Crisis management มันมีหลักการในเรื่องเหล่านี้อยู่..ครับ ส่วนสาเหตุที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญ..เขาพากันเบื่อหน่ายและขอถอนตัว (รวมถึงถูกสั่งให้ถอนตัว ) ก็เพราะ..ที่ผ่านมา " ผู้มีอำนาจ " ไม่ได้สั่งการหรือให้ ความสำคัญบนพื้นฐานความเข้าใจใน 3 ส่วนหลักดังกล่าวเลย... คงมีแต่เหล่า... - คนไม่รู้เรื่อง มานำ มาสั่งการ..ตามที่ผู้มีอำนาจมอบหมายมา - คนข้างต้น ดันทำตัวเป็นผู้รู้ จอมโวยวาย แบบที่เรียกว่า " ตบเด็กวัด บนศาลา โชว์เจ้าอาวาสและพระอันดับ " เพียงเพื่อแสดงอำนาจ ทั้งที่รู้เรื่องน้อยกว่าเด็กวัด... - เหล่าผู้หิวแสง มาแสดงตัวเพื่อถ่ายภาพ หรือวิพากษ์ออกสื่อ ด้วยความมันปาก บนร่องรอยความทุกข์ยากและการสูญเสียของผู้ประสบภัย
    0 Comments 0 Shares 17 Views 0 Reviews
  • Linux ปลดล็อกพลัง AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows ผ่าน RebelsTool — ควบคุมพลังงานระดับฮาร์ดแวร์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ยูทิลิตีใหม่ชื่อ RebelsTool กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการฮาร์ดแวร์ หลังจากถูกเผยแพร่โดยทีมงานจาก Igor’s Lab ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Linux ยังสามารถเข้าถึงการควบคุมพลังงานของ AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows อย่างชัดเจน โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำงานผ่านไดรเวอร์ปกติ แต่เลือก “คุยกับฮาร์ดแวร์โดยตรง” ผ่านบัส I2C ที่เชื่อมต่อกับ System Management Unit (SMU) ของการ์ดจอ AMD RDNA 3 และ RDNA 4

    สิ่งที่ทำให้ RebelsTool แตกต่างคือ มันไม่ได้ปรับแต่งค่า Clock หรือ Voltage Curve แบบ MSI Afterburner แต่เลือก “หลอก” ระบบให้รายงานค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานต่ำกว่าความจริง ทำให้ GPU สามารถดึงพลังงานได้มากขึ้นโดยไม่ชนลิมิตเดิมของไดรเวอร์ ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและอุณหภูมิที่ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบเอง

    เครื่องมือนี้ยังทำงานแบบชั่วคราว เมื่อรีบูตระบบค่าทั้งหมดจะกลับสู่ปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ก็ย้ำชัดว่า RebelsTool ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับโปรที่เข้าใจการปรับแต่งฮาร์ดแวร์เชิงลึกเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่โอเวอร์คล็อกแบบปลอดภัยบน Windows

    ในภาพรวม RebelsTool สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้าน “เสรีภาพในการควบคุมฮาร์ดแวร์” ระหว่าง Linux และ Windows อย่างชัดเจน โดย Linux ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงระดับล่างของระบบได้มากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสายม็อด–สายโอเวอร์คล็อกขั้นสูงยังคงเลือก Linux เป็นแพลตฟอร์มทดลองประสิทธิภาพของ GPU รุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    RebelsTool ปลดล็อกการควบคุมพลังงาน AMD GPU ได้ลึกกว่าบน Windows
    ใช้วิธีสแกนบัส I2C เพื่อเข้าถึง SMU โดยตรง
    สามารถปรับค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานแบบที่ไดรเวอร์ Windows ไม่อนุญาต

    ทำงานโดยการ “ลดค่าที่รายงาน” เพื่อให้ GPU ดึงพลังงานได้มากขึ้น
    ค่า More Power / More Amps / More Volts ถูกลดครึ่งหนึ่งเพื่อหลอกระบบ
    ส่งผลให้ GPU สามารถใช้พลังงานสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพได้

    ค่าทั้งหมดเป็นแบบชั่วคราว
    รีบูตเครื่องแล้วค่าจะกลับสู่ค่าเดิม
    ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาดในระยะยาว

    มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและความร้อน
    การดึงพลังงานเกินลิมิตอาจทำให้ระบบไม่เสถียร
    ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านฮาร์ดแวร์ระดับสูงก่อนใช้งาน

    ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป
    RebelsTool ไม่ใช่เครื่องมือโอเวอร์คล็อกแบบง่าย ๆ
    Windows ยังจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับล่างเพื่อความปลอดภัย

    https://wccftech.com/rebelstool-shows-how-linux-still-unlocks-amd-gpu-power-controls-windows-cant/
    🔧🔥 Linux ปลดล็อกพลัง AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows ผ่าน RebelsTool — ควบคุมพลังงานระดับฮาร์ดแวร์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ยูทิลิตีใหม่ชื่อ RebelsTool กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการฮาร์ดแวร์ หลังจากถูกเผยแพร่โดยทีมงานจาก Igor’s Lab ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Linux ยังสามารถเข้าถึงการควบคุมพลังงานของ AMD GPU ได้ลึกกว่า Windows อย่างชัดเจน โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำงานผ่านไดรเวอร์ปกติ แต่เลือก “คุยกับฮาร์ดแวร์โดยตรง” ผ่านบัส I2C ที่เชื่อมต่อกับ System Management Unit (SMU) ของการ์ดจอ AMD RDNA 3 และ RDNA 4 สิ่งที่ทำให้ RebelsTool แตกต่างคือ มันไม่ได้ปรับแต่งค่า Clock หรือ Voltage Curve แบบ MSI Afterburner แต่เลือก “หลอก” ระบบให้รายงานค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานต่ำกว่าความจริง ทำให้ GPU สามารถดึงพลังงานได้มากขึ้นโดยไม่ชนลิมิตเดิมของไดรเวอร์ ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและอุณหภูมิที่ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบเอง เครื่องมือนี้ยังทำงานแบบชั่วคราว เมื่อรีบูตระบบค่าทั้งหมดจะกลับสู่ปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว แต่ก็ย้ำชัดว่า RebelsTool ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับโปรที่เข้าใจการปรับแต่งฮาร์ดแวร์เชิงลึกเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่โอเวอร์คล็อกแบบปลอดภัยบน Windows ในภาพรวม RebelsTool สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้าน “เสรีภาพในการควบคุมฮาร์ดแวร์” ระหว่าง Linux และ Windows อย่างชัดเจน โดย Linux ยังคงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงระดับล่างของระบบได้มากกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสายม็อด–สายโอเวอร์คล็อกขั้นสูงยังคงเลือก Linux เป็นแพลตฟอร์มทดลองประสิทธิภาพของ GPU รุ่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ RebelsTool ปลดล็อกการควบคุมพลังงาน AMD GPU ได้ลึกกว่าบน Windows ➡️ ใช้วิธีสแกนบัส I2C เพื่อเข้าถึง SMU โดยตรง ➡️ สามารถปรับค่ากระแส–แรงดัน–พลังงานแบบที่ไดรเวอร์ Windows ไม่อนุญาต ✅ ทำงานโดยการ “ลดค่าที่รายงาน” เพื่อให้ GPU ดึงพลังงานได้มากขึ้น ➡️ ค่า More Power / More Amps / More Volts ถูกลดครึ่งหนึ่งเพื่อหลอกระบบ ➡️ ส่งผลให้ GPU สามารถใช้พลังงานสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพได้ ✅ ค่าทั้งหมดเป็นแบบชั่วคราว ➡️ รีบูตเครื่องแล้วค่าจะกลับสู่ค่าเดิม ➡️ ลดความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิดพลาดในระยะยาว ‼️ มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและความร้อน ⛔ การดึงพลังงานเกินลิมิตอาจทำให้ระบบไม่เสถียร ⛔ ผู้ใช้ต้องมีความรู้ด้านฮาร์ดแวร์ระดับสูงก่อนใช้งาน ‼️ ไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป ⛔ RebelsTool ไม่ใช่เครื่องมือโอเวอร์คล็อกแบบง่าย ๆ ⛔ Windows ยังจำกัดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับล่างเพื่อความปลอดภัย https://wccftech.com/rebelstool-shows-how-linux-still-unlocks-amd-gpu-power-controls-windows-cant/
    WCCFTECH.COM
    RebelsTool Shows How Linux Still Unlocks AMD GPU Power Controls Windows Can't
    A new utility called RebelsTool gives users a new way in unlocking additional performance of AMD RDNA 4 GPUs on Linux.
    0 Comments 0 Shares 28 Views 0 Reviews
  • ฮีตเตอร์ทำน้ำร้อนที่ “ขุดบิตคอยน์ได้” — อุปกรณ์ราคา $2,000 ที่บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปี

    บริษัท Superheat เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ชื่อ Superheat H1 ที่งาน CES 2026 โดยชูจุดขายว่าเป็น “เครื่องทำน้ำร้อนที่จ่ายเงินคืนให้คุณ” เพราะมันใช้ ความร้อนจากการขุด Bitcoin มาอุ่นน้ำแทนการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม แนวคิดคือแทนที่จะปล่อยความร้อนจากเครื่องขุดให้สูญเปล่า ก็จับมาใช้ประโยชน์ในบ้านแทน ทำให้ค่าไฟที่ใช้ขุดถูกชดเชยด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำร้อนไปพร้อมกัน

    Superheat เคลมว่า H1 สามารถสร้างรายได้จากการขุดได้ประมาณ $1,000 ต่อปี และช่วยลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% หากตัวเลขนี้เป็นจริง ผู้ใช้จะคืนทุนภายในประมาณ 2 ปี และอุปกรณ์มีอายุการใช้งานราว 10 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทยังอ้างว่าหากนำไปใช้ในอพาร์ตเมนต์ 700 ห้อง อาจสร้างรายได้รวมถึง $980,000 ต่อปี จากการขุด Bitcoin

    แนวคิดนี้เกิดจากปัญหาค่าใช้จ่ายด้านความร้อนในศูนย์ข้อมูลและเหมืองคริปโตที่สูงมาก โดยเฉพาะค่า “ระบายความร้อน” ซึ่งเป็นต้นทุนอันดับสองรองจากค่าไฟฟ้า การนำความร้อนเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นแนวทางที่หลายบริษัทเริ่มสนใจ และ Superheat ก็พยายามนำไอเดียนี้มาสู่ระดับครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขุดยังขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนสูง ปัจจุบัน BTC อยู่ราว $91,000 หลังจากเคยขึ้นไปแตะ $125,000 ในปีที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้อาจแกว่งในช่วง $75,000–$225,000 ซึ่งหมายความว่ารายได้จริงอาจมากหรือน้อยกว่าที่บริษัทคาดไว้มาก นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องคอยตามข่าวราคาและแนวโน้มตลาดอยู่เสมอ เพราะรายได้จากการขุดไม่แน่นอนเลยแม้แต่น้อย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Superheat H1 คือเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ความร้อนจากการขุด Bitcoin
    ใช้ ASIC ภายในแทนฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม

    ราคาเครื่องอยู่ที่ $2,000
    บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปีจากรายได้ขุดและการลดค่าไฟ

    สร้างรายได้ประมาณ $1,000 ต่อปีจากการขุด
    พร้อมลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80%

    อายุการใช้งานประมาณ 10 ปี
    ใกล้เคียงเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป

    บริษัทอ้างว่าสามารถขยายสเกลไปยังอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมได้
    700 ห้องอาจสร้างรายได้รวมเกือบ $1M ต่อปี

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    รายได้จากการขุดขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนมาก
    อาจทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก

    ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้ไม่คุ้มทุน
    โดยเฉพาะประเทศที่ค่าไฟสูง

    อุปกรณ์มีชิ้นส่วน ASIC ที่อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป
    ต้องพิจารณาค่าเปลี่ยนอะไหล่

    การขุดคริปโตอาจมีข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดในบางประเทศ
    ผู้ใช้ต้องตรวจสอบก่อนติดตั้ง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/bitcoin-mining-water-heater-firm-says-its-usd2-000-product-can-rake-back-usd1-000-a-year-in-btc-and-claims-it-can-offset-up-to-80-percent-of-electricity-and-water-costs
    🔥💰 ฮีตเตอร์ทำน้ำร้อนที่ “ขุดบิตคอยน์ได้” — อุปกรณ์ราคา $2,000 ที่บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปี บริษัท Superheat เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ชื่อ Superheat H1 ที่งาน CES 2026 โดยชูจุดขายว่าเป็น “เครื่องทำน้ำร้อนที่จ่ายเงินคืนให้คุณ” เพราะมันใช้ ความร้อนจากการขุด Bitcoin มาอุ่นน้ำแทนการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม แนวคิดคือแทนที่จะปล่อยความร้อนจากเครื่องขุดให้สูญเปล่า ก็จับมาใช้ประโยชน์ในบ้านแทน ทำให้ค่าไฟที่ใช้ขุดถูกชดเชยด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำร้อนไปพร้อมกัน Superheat เคลมว่า H1 สามารถสร้างรายได้จากการขุดได้ประมาณ $1,000 ต่อปี และช่วยลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% หากตัวเลขนี้เป็นจริง ผู้ใช้จะคืนทุนภายในประมาณ 2 ปี และอุปกรณ์มีอายุการใช้งานราว 10 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทยังอ้างว่าหากนำไปใช้ในอพาร์ตเมนต์ 700 ห้อง อาจสร้างรายได้รวมถึง $980,000 ต่อปี จากการขุด Bitcoin แนวคิดนี้เกิดจากปัญหาค่าใช้จ่ายด้านความร้อนในศูนย์ข้อมูลและเหมืองคริปโตที่สูงมาก โดยเฉพาะค่า “ระบายความร้อน” ซึ่งเป็นต้นทุนอันดับสองรองจากค่าไฟฟ้า การนำความร้อนเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นแนวทางที่หลายบริษัทเริ่มสนใจ และ Superheat ก็พยายามนำไอเดียนี้มาสู่ระดับครัวเรือน อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขุดยังขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนสูง ปัจจุบัน BTC อยู่ราว $91,000 หลังจากเคยขึ้นไปแตะ $125,000 ในปีที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้อาจแกว่งในช่วง $75,000–$225,000 ซึ่งหมายความว่ารายได้จริงอาจมากหรือน้อยกว่าที่บริษัทคาดไว้มาก นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องคอยตามข่าวราคาและแนวโน้มตลาดอยู่เสมอ เพราะรายได้จากการขุดไม่แน่นอนเลยแม้แต่น้อย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Superheat H1 คือเครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ความร้อนจากการขุด Bitcoin ➡️ ใช้ ASIC ภายในแทนฮีตเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม ✅ ราคาเครื่องอยู่ที่ $2,000 ➡️ บริษัทเคลมว่าคืนทุนใน 2 ปีจากรายได้ขุดและการลดค่าไฟ ✅ สร้างรายได้ประมาณ $1,000 ต่อปีจากการขุด ➡️ พร้อมลดค่าไฟ–ค่าน้ำร้อนลงได้ถึง 80% ✅ อายุการใช้งานประมาณ 10 ปี ➡️ ใกล้เคียงเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป ✅ บริษัทอ้างว่าสามารถขยายสเกลไปยังอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมได้ ➡️ 700 ห้องอาจสร้างรายได้รวมเกือบ $1M ต่อปี คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ รายได้จากการขุดขึ้นอยู่กับราคาบิตคอยน์ที่ผันผวนมาก ⛔ อาจทำให้รายได้จริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ‼️ ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้ไม่คุ้มทุน ⛔ โดยเฉพาะประเทศที่ค่าไฟสูง ‼️ อุปกรณ์มีชิ้นส่วน ASIC ที่อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าเครื่องทำน้ำร้อนทั่วไป ⛔ ต้องพิจารณาค่าเปลี่ยนอะไหล่ ‼️ การขุดคริปโตอาจมีข้อกฎหมายหรือข้อจำกัดในบางประเทศ ⛔ ผู้ใช้ต้องตรวจสอบก่อนติดตั้ง https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/bitcoin-mining-water-heater-firm-says-its-usd2-000-product-can-rake-back-usd1-000-a-year-in-btc-and-claims-it-can-offset-up-to-80-percent-of-electricity-and-water-costs
    0 Comments 0 Shares 34 Views 0 Reviews
  • How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า”

    บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?”

    ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ

    เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

    ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย
    พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง
    ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด

    การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก
    ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน

    ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง
    ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์
    ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก

    การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน
    โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง

    การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง
    ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ

    https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    🌟🚶 How Will the Miracle Happen Today? — บทสะท้อนใจเรื่อง “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” บทความนี้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกความทรงจำที่งดงามและลึกซึ้ง ผู้เขียนเล่าย้อนถึงช่วงวัยหนุ่มที่ต้องอาศัย “ความเมตตาของคนแปลกหน้า” ตั้งแต่การโบกรถไปทำงานทุกวันบนถนน Route 22 จนถึงการเดินทางท่องเอเชียหลายปีเต็ม สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่เคยเปลี่ยน คือความช่วยเหลือที่มาถึง “ตรงเวลาเสมอ” แม้จะไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้หยิบยื่นให้ในแต่ละวัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองทุกเช้า— “วันนี้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอย่างไรนะ?” ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์มากมายที่คนแปลกหน้ามอบน้ำใจให้เขาอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เช่น ครอบครัวในฟิลิปปินส์ที่เปิดกระป๋องอาหารสุดท้ายให้เขา นักเก็บฟืนในปากีสถานที่แบ่งที่พักเล็ก ๆ ให้เขานอนในคืนหิมะตก หรือครอบครัวในไต้หวันที่ให้เขาอยู่ด้วยสองสัปดาห์เต็ม ความเมตตาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มเชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ เขายังเล่าถึงประสบการณ์ปั่นจักรยานข้ามอเมริกา ที่ทุกครั้งที่ขออนุญาตกางเต็นท์ในสวนหลังบ้านของใครสักคน เขาไม่เคยถูกปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้คนมักเชิญเขาเข้าบ้าน เล่าเรื่องชีวิต แลกเปลี่ยนความฝัน และแบ่งปันอาหารง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้เขียนเชื่อว่าการยอมรับความช่วยเหลือ—การเป็น “kindee” หรือผู้รับความเมตตา—เป็นทักษะที่มนุษย์ยุคใหม่หลงลืมไป ทั้งที่มันคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าชีวิตทั้งชีวิตของเราคือ “ของขวัญ” ที่ไม่ได้มาจากความสามารถหรือความคู่ควรของเราเอง แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกลมหายใจ ความกตัญญูจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของศรัทธา—ไม่ใช่ศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เป็นศรัทธาในความดีที่มนุษย์มีให้กันอย่างไม่สิ้นสุด และจะเกิดขึ้นอีกครั้งเสมอ หากเราเปิดใจรับมัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้เขียนสะท้อนประสบการณ์โบกรถและเดินทางในเอเชีย ➡️ พบความเมตตาจากคนแปลกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ✅ แนวคิด “How will the miracle happen today?” เกิดจากประสบการณ์จริง ➡️ ปาฏิหาริย์คือความช่วยเหลือที่มาถึงอย่างไม่คาดคิด ✅ การเป็นผู้รับความเมตตา (kindee) คือทักษะที่ต้องฝึก ➡️ ต้องเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือด้วยความถ่อมตน ✅ ชีวิตคือของขวัญที่เราไม่ได้สร้างเอง ➡️ ความกตัญญูคือรูปแบบหนึ่งของศรัทธาในความดีของมนุษย์ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การพึ่งพาความเมตตาอย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ⛔ ต้องมีวิจารณญาณและความปลอดภัยเป็นหลัก ‼️ การเปิดใจรับความช่วยเหลืออาจยากสำหรับบางคน ⛔ โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง ‼️ การตีความ “ปาฏิหาริย์” ต้องไม่ทำให้ละเลยความรับผิดชอบของตนเอง ⛔ ความช่วยเหลือคือของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่ควรคาดหวังเสมอ https://kk.org/thetechnium/how-will-the-miracle-happen-today/
    KK.ORG
    How Will the Miracle Happen Today?
    When I was in my twenties I would hitchhike to work every day. I’d walk down three blocks to Route 22 in New Jersey, stick out my thumb and wait for a ride to work. Someone always picked me up. … Continue reading →
    0 Comments 0 Shares 42 Views 0 Reviews
  • Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

    Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน

    บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง

    เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ”

    ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber
    จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล

    Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown
    ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก

    Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก
    GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ

    ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล
    Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown

    Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์
    ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน
    เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown

    ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย
    โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน

    ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม
    เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร

    https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    📝🌍 Markdown: ภาษาข้อความธรรมดาที่กลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ Markdown เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวของ John Gruber ที่ต้องการวิธีเขียนเว็บให้ “ง่ายเหมือนเขียนอีเมล” แต่ “แปลงเป็น HTML ได้สวยงาม” โดยไม่ต้องจำแท็กยุ่งยาก ผลลัพธ์คือรูปแบบข้อความธรรมดาที่มนุษย์อ่านง่าย เครื่องอ่านง่าย และใครก็ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากนัก สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมันจะกลายเป็นภาษากลางของอินเทอร์เน็ตในอีก 20 ปีต่อมา ตั้งแต่บล็อกยุคแรกจนถึงระบบ AI ขั้นสูงในปัจจุบัน บทความเล่าว่าช่วงปี 2002–2004 เป็นยุคที่บล็อกกำลังเติบโต นักเขียนและนักพัฒนาเว็บต่างสร้างเครื่องมือของตัวเองไปพร้อมกับสร้างเนื้อหา Gruber จึงออกแบบ Markdown ให้เข้ากับพฤติกรรมที่คนใช้อยู่แล้ว เช่น การใช้ * เพื่อเน้นข้อความ หรือ # เพื่อทำหัวข้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคอีเมล ทำให้ Markdown ถูกใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนใครมากนัก Aaron Swartz ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี ก็มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ให้ใช้งานได้จริงในโลกจริง เมื่อเวลาผ่านไป Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป GitHub ใช้ Markdown เป็นมาตรฐานสำหรับ README และเอกสารประกอบโค้ด แอปจดบันทึกแทบทุกตัวรองรับ Markdown ตั้งแต่ Notepad ใหม่ของ Microsoft ไปจนถึง Apple Notes แม้แต่ระบบ AI ขั้นสูงก็ใช้ Markdown เป็นโครงสร้างหลักของ prompt และเอกสารควบคุมโมเดล ซึ่งหมายความว่า “อุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์กำลังขับเคลื่อนด้วยไฟล์ข้อความธรรมดาที่คนคนเดียวสร้างขึ้นฟรี ๆ” ท้ายที่สุด Markdown ชนะเพราะมันเรียบง่าย เปิดกว้าง ไม่ติดลิขสิทธิ์ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต บทความชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ Markdown เป็นตัวอย่างของ “อินเทอร์เน็ตที่สร้างโดยคนธรรมดาที่เก่งและใจดี” ไม่ใช่โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว และเตือนเราว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกดิจิทัลจำนวนมากเกิดจากความเอื้อเฟื้อของผู้สร้างที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมหาศาลเลยแม้แต่น้อย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Markdown ถูกสร้างในปี 2004 โดย John Gruber ➡️ จุดประสงค์คือทำให้การเขียนเว็บง่ายเหมือนเขียนอีเมล ✅ Aaron Swartz มีบทบาทสำคัญในการทดสอบและปรับปรุง Markdown ➡️ ทำให้มันเสถียรและใช้งานได้จริงตั้งแต่วันแรก ✅ Markdown กลายเป็นภาษากลางของนักพัฒนาและแพลตฟอร์มทั่วโลก ➡️ GitHub, Slack, Discord, Apple Notes, Google Docs ต่างรองรับ ✅ ระบบ AI ขั้นสูงใช้ Markdown เป็นโครงสร้างควบคุมโมเดล ➡️ Prompt, workflow, และเอกสารทั้งหมดอยู่ในรูปแบบ Markdown ✅ Markdown ประสบความสำเร็จเพราะเรียบง่าย เปิดกว้าง และไม่ติดลิขสิทธิ์ ➡️ ทำให้ทุกคนสามารถนำไปใช้และต่อยอดได้ฟรี คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ความหลากหลายของ “รสชาติ” Markdown อาจทำให้เกิดความไม่เข้ากัน ⛔ เช่น CommonMark, GitHub-Flavored Markdown ‼️ ความเรียบง่ายอาจทำให้บางงานต้องพึ่งปลั๊กอินหรือส่วนขยาย ⛔ โดยเฉพาะงานที่ต้องการโครงสร้างซับซ้อน ‼️ ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนเมื่อเจอ Markdown เวอร์ชันที่ต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม ⛔ เช่น การจัดการตารางหรือการ escape ตัวอักษร https://www.anildash.com/2026/01/09/how-markdown-took-over-the-world/
    WWW.ANILDASH.COM
    How Markdown took over the world - Anil Dash
    A blog about making culture. Since 1999.
    0 Comments 0 Shares 39 Views 0 Reviews
  • Dark Sky: บทอาลัยให้แอปพยากรณ์อากาศที่เป็น “งานศิลปะด้านข้อมูล”

    Dark Sky ไม่ได้เป็นเพียงแอปพยากรณ์อากาศธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างระดับมาสเตอร์พีซของการออกแบบข้อมูลที่ “เข้าใจมนุษย์จริง ๆ” ผู้เขียนเล่าว่าแม้ Apple จะปิดบริการ Dark Sky ในปี 2023 หลังการซื้อกิจการ แต่สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ API หรือเทคโนโลยีพยากรณ์ แต่คือประสบการณ์การใช้งานที่ถูกออกแบบอย่างละเอียดลึกซึ้งจนผู้ใช้สามารถ “เห็นรูปทรงของสภาพอากาศ” ได้ในพริบตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝนที่กำลังจะมา ลมแรงที่กำลังพัด หรืออุณหภูมิที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    หัวใจของ Dark Sky คือการนำเสนอข้อมูลแบบ context-sensitive information graphics—กราฟิกที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เช่น การแสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น การเน้นพายุที่กำลังเข้า การแสดงโอกาสฝนตกแบบนาทีต่อนาที หรือการใช้ลูกศรแทนข้อความเพื่อสื่อทิศทางลมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ใช้ “เข้าใจสภาพอากาศ” มากกว่าแค่ “อ่านตัวเลข”

    แอปยังมีการออกแบบที่ละเอียดอ่อน เช่น การคงสัดส่วนของช่วงอุณหภูมิจริงในกราฟรายสัปดาห์แทนการบีบให้เท่ากันทุกวัน การใช้หมวดหมู่แทนตัวเลขเพื่อหลีกเลี่ยงความแม่นยำปลอม ๆ ของข้อมูลพยากรณ์ และการนำเสนอแผนที่พายุที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยสีและลูกศรเพียงไม่กี่แบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Dark Sky กลายเป็นแอปที่ผู้ใช้จำนวนมาก “ผูกพัน” เพราะมันช่วยให้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

    แม้ Apple Weather จะรับช่วงต่อด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังรู้สึกว่า “จิตวิญญาณของ Dark Sky” หายไป เพราะมันไม่ได้แค่บอกข้อมูล แต่ช่วยตีความข้อมูลให้มนุษย์เข้าใจได้ทันที บทความจึงปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนให้วงการซอฟต์แวร์สร้างประสบการณ์แบบ Dark Sky มากขึ้น—ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ทำให้ข้อมูล “มีความหมาย” ต่อชีวิตผู้ใช้จริง ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Dark Sky ถูกปิดบริการโดย Apple ในปี 2023
    เทคโนโลยีถูกย้ายไป Apple Weather แต่ประสบการณ์ผู้ใช้ไม่เหมือนเดิม

    จุดเด่นคือการออกแบบข้อมูลแบบ context-sensitive
    แอปปรับข้อมูลตามสถานการณ์ เช่น พายุ ฝน ลม อุณหภูมิ

    การนำเสนอข้อมูลละเอียดและเป็นธรรมชาติ
    เช่น ลูกศรแทนทิศลม, กราฟอุณหภูมิที่คงสัดส่วนจริง

    ผู้ใช้จำนวนมากคิดถึงฟีเจอร์เฉพาะของ Dark Sky
    โดยเฉพาะกราฟฝนแบบนาทีต่อนาทีและการแสดงผลที่เข้าใจง่าย

    บทความชี้ว่าซอฟต์แวร์ยุคใหม่ควรเรียนรู้จาก Dark Sky
    ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ช่วยให้ผู้ใช้ “เข้าใจ” และ “ตัดสินใจ” ได้ดีขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การพึ่งพาแอปที่ถูกปิดบริการอาจทำให้ข้อมูลขาดช่วง
    ผู้ใช้ต้องหาทางเลือกใหม่ที่อาจไม่เทียบเท่า

    Apple Weather ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม
    โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการข้อมูลแบบ hyperlocal

    การออกแบบข้อมูลที่ไม่คำนึงถึงบริบทอาจทำให้ผู้ใช้ตีความผิด
    เช่น การใช้ตัวเลขมากเกินไปหรือการ rescale กราฟจนเสียความหมาย

    https://nightingaledvs.com/dark-sky-weather-data-viz/
    🌧️📱 Dark Sky: บทอาลัยให้แอปพยากรณ์อากาศที่เป็น “งานศิลปะด้านข้อมูล” Dark Sky ไม่ได้เป็นเพียงแอปพยากรณ์อากาศธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างระดับมาสเตอร์พีซของการออกแบบข้อมูลที่ “เข้าใจมนุษย์จริง ๆ” ผู้เขียนเล่าว่าแม้ Apple จะปิดบริการ Dark Sky ในปี 2023 หลังการซื้อกิจการ แต่สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ API หรือเทคโนโลยีพยากรณ์ แต่คือประสบการณ์การใช้งานที่ถูกออกแบบอย่างละเอียดลึกซึ้งจนผู้ใช้สามารถ “เห็นรูปทรงของสภาพอากาศ” ได้ในพริบตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝนที่กำลังจะมา ลมแรงที่กำลังพัด หรืออุณหภูมิที่กำลังเปลี่ยนแปลง หัวใจของ Dark Sky คือการนำเสนอข้อมูลแบบ context-sensitive information graphics—กราฟิกที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เช่น การแสดงเฉพาะข้อมูลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น การเน้นพายุที่กำลังเข้า การแสดงโอกาสฝนตกแบบนาทีต่อนาที หรือการใช้ลูกศรแทนข้อความเพื่อสื่อทิศทางลมอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ใช้ “เข้าใจสภาพอากาศ” มากกว่าแค่ “อ่านตัวเลข” แอปยังมีการออกแบบที่ละเอียดอ่อน เช่น การคงสัดส่วนของช่วงอุณหภูมิจริงในกราฟรายสัปดาห์แทนการบีบให้เท่ากันทุกวัน การใช้หมวดหมู่แทนตัวเลขเพื่อหลีกเลี่ยงความแม่นยำปลอม ๆ ของข้อมูลพยากรณ์ และการนำเสนอแผนที่พายุที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยสีและลูกศรเพียงไม่กี่แบบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Dark Sky กลายเป็นแอปที่ผู้ใช้จำนวนมาก “ผูกพัน” เพราะมันช่วยให้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น แม้ Apple Weather จะรับช่วงต่อด้านเทคโนโลยี แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังรู้สึกว่า “จิตวิญญาณของ Dark Sky” หายไป เพราะมันไม่ได้แค่บอกข้อมูล แต่ช่วยตีความข้อมูลให้มนุษย์เข้าใจได้ทันที บทความจึงปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนให้วงการซอฟต์แวร์สร้างประสบการณ์แบบ Dark Sky มากขึ้น—ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ทำให้ข้อมูล “มีความหมาย” ต่อชีวิตผู้ใช้จริง ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Dark Sky ถูกปิดบริการโดย Apple ในปี 2023 ➡️ เทคโนโลยีถูกย้ายไป Apple Weather แต่ประสบการณ์ผู้ใช้ไม่เหมือนเดิม ✅ จุดเด่นคือการออกแบบข้อมูลแบบ context-sensitive ➡️ แอปปรับข้อมูลตามสถานการณ์ เช่น พายุ ฝน ลม อุณหภูมิ ✅ การนำเสนอข้อมูลละเอียดและเป็นธรรมชาติ ➡️ เช่น ลูกศรแทนทิศลม, กราฟอุณหภูมิที่คงสัดส่วนจริง ✅ ผู้ใช้จำนวนมากคิดถึงฟีเจอร์เฉพาะของ Dark Sky ➡️ โดยเฉพาะกราฟฝนแบบนาทีต่อนาทีและการแสดงผลที่เข้าใจง่าย ✅ บทความชี้ว่าซอฟต์แวร์ยุคใหม่ควรเรียนรู้จาก Dark Sky ➡️ ไม่ใช่แค่แสดงข้อมูล แต่ช่วยให้ผู้ใช้ “เข้าใจ” และ “ตัดสินใจ” ได้ดีขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การพึ่งพาแอปที่ถูกปิดบริการอาจทำให้ข้อมูลขาดช่วง ⛔ ผู้ใช้ต้องหาทางเลือกใหม่ที่อาจไม่เทียบเท่า ‼️ Apple Weather ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม ⛔ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการข้อมูลแบบ hyperlocal ‼️ การออกแบบข้อมูลที่ไม่คำนึงถึงบริบทอาจทำให้ผู้ใช้ตีความผิด ⛔ เช่น การใช้ตัวเลขมากเกินไปหรือการ rescale กราฟจนเสียความหมาย https://nightingaledvs.com/dark-sky-weather-data-viz/
    NIGHTINGALEDVS.COM
    A Eulogy for Dark Sky, a Data Visualization Masterpiece
    A deep look at how the Dark Sky weather app used simple but highly effective charts to report and contextualize the weather.
    0 Comments 0 Shares 29 Views 0 Reviews
  • StoryPad ไดอารี่โอเพ่นซอร์สที่จัดระเบียบชีวิตบนไทม์ไลน์

    แอป StoryPad ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่ใช้งานง่าย เน้นความเป็นส่วนตัว และให้ผู้ใช้เล่าเรื่องราวชีวิตผ่าน “ไทม์ไลน์” ที่เลื่อนดูได้ต่อเนื่องเหมือนย้อนดูความทรงจำของตัวเองแบบวันต่อวัน แอปนี้ทำงานแบบออฟไลน์ได้เต็มรูปแบบ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ เว้นแต่จะเลือกซิงก์ผ่าน Google Drive ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างแท้จริง

    สิ่งที่โดดเด่นคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเขียนไดอารี่เป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น ระบบติดตามอารมณ์กว่า 45 แบบ ระบบล็อกความเป็นส่วนตัวด้วย PIN/Face ID/ลายนิ้วมือ และเครื่องมือแก้ไขข้อความแบบ rich text ที่รองรับฟอนต์กว่า 1300 แบบ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ “Throwback memories” ที่ช่วยให้ผู้ใช้ย้อนดูว่าในอดีตวันนี้เคยเขียนอะไรไว้ ทำให้การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องสนุกขึ้น

    จากการใช้งานจริง StoryPad มีการ onboarding ที่รวดเร็วและเป็นมิตร แอปทำงานลื่นไหล ไม่มีอาการค้างหรือบั๊กแปลก ๆ การเพิ่มบันทึกใหม่ทำได้ง่าย สามารถตั้งวันที่ เวลา เพิ่มแท็ก เปลี่ยนธีม และเลือกเลย์เอาต์ได้ตามสไตล์ของผู้ใช้ แม้จะมี add-on แบบเสียเงิน แต่ก็เป็นตัวเลือกเสริม เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตขั้นสูง หรือระบบติดตามรอบเดือน ซึ่งไม่ได้บังคับให้ซื้อเพื่อใช้งานหลัก

    ในภาพรวม StoryPad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนไดอารี่หรือจัดระเบียบชีวิตแบบไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและต้องการแอปที่ไม่ผูกติดกับระบบคลาวด์ของบริษัทใหญ่ ฟีเจอร์ที่ครบครันและการออกแบบที่เรียบง่ายทำให้มันเป็นคู่หูที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพใจในชีวิตประจำวัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    StoryPad เป็นแอปไดอารี่แบบโอเพ่นซอร์ส
    เน้นการจัดบันทึกแบบไทม์ไลน์แทนการใช้โฟลเดอร์

    ข้อมูลถูกเก็บในเครื่องผู้ใช้เป็นหลัก
    ซิงก์ผ่าน Google Drive ได้ตามความสมัครใจ

    ฟีเจอร์เด่นหลากหลาย
    Mood tracking, rich text, 1300+ ฟอนต์, throwback memories

    รองรับความเป็นส่วนตัวสูง
    ล็อกด้วย PIN / Face ID / ลายนิ้วมือ

    มี add-on แบบเสียเงินแต่ไม่บังคับ
    เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตพิเศษ ระบบติดตามรอบเดือน

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การซิงก์ผ่าน Google Drive อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล
    แม้ข้อมูลจะไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา แต่การใช้คลาวด์ภายนอกยังมีความเสี่ยงทั่วไปของบริการออนไลน์

    บางฟีเจอร์ถูกล็อกไว้หลัง paywall
    ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ครบอาจต้องจ่ายเพิ่ม

    ยังไม่มีใน F-Droid
    ผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งจากแหล่งโอเพ่นซอร์ส 100% อาจต้องรอ

    https://itsfoss.com/storypad-open-source-diary-app/
    📝 StoryPad ไดอารี่โอเพ่นซอร์สที่จัดระเบียบชีวิตบนไทม์ไลน์ แอป StoryPad ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่ใช้งานง่าย เน้นความเป็นส่วนตัว และให้ผู้ใช้เล่าเรื่องราวชีวิตผ่าน “ไทม์ไลน์” ที่เลื่อนดูได้ต่อเนื่องเหมือนย้อนดูความทรงจำของตัวเองแบบวันต่อวัน แอปนี้ทำงานแบบออฟไลน์ได้เต็มรูปแบบ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ เว้นแต่จะเลือกซิงก์ผ่าน Google Drive ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างแท้จริง สิ่งที่โดดเด่นคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเขียนไดอารี่เป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น ระบบติดตามอารมณ์กว่า 45 แบบ ระบบล็อกความเป็นส่วนตัวด้วย PIN/Face ID/ลายนิ้วมือ และเครื่องมือแก้ไขข้อความแบบ rich text ที่รองรับฟอนต์กว่า 1300 แบบ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ “Throwback memories” ที่ช่วยให้ผู้ใช้ย้อนดูว่าในอดีตวันนี้เคยเขียนอะไรไว้ ทำให้การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องสนุกขึ้น จากการใช้งานจริง StoryPad มีการ onboarding ที่รวดเร็วและเป็นมิตร แอปทำงานลื่นไหล ไม่มีอาการค้างหรือบั๊กแปลก ๆ การเพิ่มบันทึกใหม่ทำได้ง่าย สามารถตั้งวันที่ เวลา เพิ่มแท็ก เปลี่ยนธีม และเลือกเลย์เอาต์ได้ตามสไตล์ของผู้ใช้ แม้จะมี add-on แบบเสียเงิน แต่ก็เป็นตัวเลือกเสริม เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตขั้นสูง หรือระบบติดตามรอบเดือน ซึ่งไม่ได้บังคับให้ซื้อเพื่อใช้งานหลัก ในภาพรวม StoryPad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนไดอารี่หรือจัดระเบียบชีวิตแบบไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและต้องการแอปที่ไม่ผูกติดกับระบบคลาวด์ของบริษัทใหญ่ ฟีเจอร์ที่ครบครันและการออกแบบที่เรียบง่ายทำให้มันเป็นคู่หูที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพใจในชีวิตประจำวัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ StoryPad เป็นแอปไดอารี่แบบโอเพ่นซอร์ส ➡️ เน้นการจัดบันทึกแบบไทม์ไลน์แทนการใช้โฟลเดอร์ ✅ ข้อมูลถูกเก็บในเครื่องผู้ใช้เป็นหลัก ➡️ ซิงก์ผ่าน Google Drive ได้ตามความสมัครใจ ✅ ฟีเจอร์เด่นหลากหลาย ➡️ Mood tracking, rich text, 1300+ ฟอนต์, throwback memories ✅ รองรับความเป็นส่วนตัวสูง ➡️ ล็อกด้วย PIN / Face ID / ลายนิ้วมือ ✅ มี add-on แบบเสียเงินแต่ไม่บังคับ ➡️ เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตพิเศษ ระบบติดตามรอบเดือน คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การซิงก์ผ่าน Google Drive อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล ⛔ แม้ข้อมูลจะไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา แต่การใช้คลาวด์ภายนอกยังมีความเสี่ยงทั่วไปของบริการออนไลน์ ‼️ บางฟีเจอร์ถูกล็อกไว้หลัง paywall ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ครบอาจต้องจ่ายเพิ่ม ‼️ ยังไม่มีใน F-Droid ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งจากแหล่งโอเพ่นซอร์ส 100% อาจต้องรอ https://itsfoss.com/storypad-open-source-diary-app/
    ITSFOSS.COM
    The Open Source Diary App for Android That Organizes Your Life on a Timeline
    A well-designed diary app that keeps your data private, works offline, and respects your freedom.
    0 Comments 0 Shares 22 Views 0 Reviews
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับอาวุโสของรัสเซีย ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ หลังเกิดกรณีกองทัพอเมริกาเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ประดับธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ
    .
    อเล็กซีย์ ซูราฟเลฟ รองประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมของสภาดูมา ระบุว่าการยึดเรือดังกล่าวเท่ากับเป็นการโจมตีดินแดนของรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้มอสโกตอบโต้ทางทหาร รวมถึงการใช้อาวุธร้ายแรงตามหลักนิยมทางทหารของรัสเซีย
    .
    ด้านสหรัฐฯ ชี้แจงว่าการเข้ายึดเรือดำเนินการภายใต้หมายศาลรัฐบาลกลาง โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดมาตรการคว่ำบาตร และอยู่ภายใต้การติดตามของยามชายฝั่งสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน ซึ่งกรณีนี้ถูกจับตาว่าอาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจนิวเคลียร์
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002884
    .
    #News1live #News1 #รัสเซีย #สหรัฐอเมริกา #ความตึงเครียดโลก #เรือน้ำมัน
    สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระดับอาวุโสของรัสเซีย ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ หลังเกิดกรณีกองทัพอเมริกาเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ประดับธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ . อเล็กซีย์ ซูราฟเลฟ รองประธานคณะกรรมาธิการกลาโหมของสภาดูมา ระบุว่าการยึดเรือดังกล่าวเท่ากับเป็นการโจมตีดินแดนของรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้มอสโกตอบโต้ทางทหาร รวมถึงการใช้อาวุธร้ายแรงตามหลักนิยมทางทหารของรัสเซีย . ด้านสหรัฐฯ ชี้แจงว่าการเข้ายึดเรือดำเนินการภายใต้หมายศาลรัฐบาลกลาง โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดมาตรการคว่ำบาตร และอยู่ภายใต้การติดตามของยามชายฝั่งสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน ซึ่งกรณีนี้ถูกจับตาว่าอาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000002884 . #News1live #News1 #รัสเซีย #สหรัฐอเมริกา #ความตึงเครียดโลก #เรือน้ำมัน
    Like
    2
    0 Comments 0 Shares 86 Views 0 Reviews
  • เรื่อง จุดฝักแค
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค”
    ตอน 1
    ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน…
    ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก
    ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง
    คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ
    วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย
    หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า
    นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย
    แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้
    ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น
    การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้…
    แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง
    และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา
    ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย
    ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา
    ###############
ตอน 2
    ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน
    หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที
    … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น….
    …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด….
    …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์…
    หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป…
    ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน
    เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด
    หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น
    ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ
    ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก
    ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน
    แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง
    สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่
    ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน
    การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน
    ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง
    แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ
    เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน…
    ###############
ตอน 3
    ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน
    อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ
    ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์
    หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา…
    ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ
    ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ
    ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ
    ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ
    ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม….
    และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
    พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ……
    ###############
ตอน 4 (จบ)
    ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด
    แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง
    ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ
    อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ …
    หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ
    บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ
    ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์
    อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้
    ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น…
    แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง
    แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก
    ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว….
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    เรื่อง จุดฝักแค นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จุดฝักแค” ตอน 1 ตะวันออกกลาง ทำท่าจะเป็นแดนเดือดทั่วทะเลทรายไม่ให้น้อยหน้ากัน เดี๋ยวจะไม่เชื่อว่าเขาจะเอาแต่ปั้ม ไม่เอาคน… ดูไบ แดนเศรษฐี (หนีคุก) เริ่มฉลองปีใหม่ด้วยไฟใหม้ตึกสูงโรงแรมหรู ระหว่างนับถอยหลังก่อนถึงปีใหม่ เล่นเอาชาวดูไบที่มาดูไฟ ยืนอ้าปากค้าง โห บ้านเรานี่ถ้าจะรวยจริงนะ แทนที่จะจุดพลุขึ้นฟ้าฉลองปีใหม่ นี่เล่นจุดไฟเผาตึกฉลองเลยเหรอ เอะ แล้วไอ้เหลี่ยมร้ายมันอยู่แถวนั้นหรือเปล่านะ ม่ายน่อ เขาว่ามันมาสั่งการกวนตีนลุงตู่ ระหว่างรอรับน้องสาวเตรียมหนีคดีออกนอกประเทศ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้ต่างหาก ซีเอนเอน ท่าจะรับค่าอุปถัมภ์รายการไปแยะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่ถ่ายถอดทำหน้าที่ตามอาชีพ แบ่งจอให้ดูเลย ด้านซ้ายฉลองปีใหม่ด้วยไฟไหม้ตึก ไฟลุกโชนทั้งตึก มีตัววิ่งขึ้นว่า hotel inferno โรมแรมไฟนรก ด้านขวาของจอถ่ายทอดยิงพลุ เดี๋ยวโป้ง เดี๋ยวโป้ง ข่าวบอก 2 เหตุการณ์ อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ชาวดูไบ ดูพลุ สลับกับดูไฟไหม้คอเกือบเคล็ด เพราะรัฐบาลดูไบบอก ไฟไหม้ยังไงเราก็ไม่เลิกการจุดพลุให้ประชาชนชื่นชม ให้ตายเถอะโรบิน ผมเชื่อแล้วว่าเขารวยจริง คุณเบ็กกี้ ผู้จัดรายการสาวใหญ่ ของซีเอนเอน ไม่รู้ใครไปปลุกหล่อนมาเข้าฉากกลางดึก หลังจากพลุเลิกแล้ว แต่ไฟไหม้ยังไม่เลิก คุณเบ็กกี้ประกาศปากคอสั่นว่า ไฟไหม้โรงแรมแค่ข้างนอกนะฮ้า ไม่เข้าข้างในตึกเลยฺฮ่า เสียหายนิดหน่อยเองฮ่ะ ไม่มีใครเป็นอันตรายร้ายแรงเล้ย ว่าแล้วคุณเธอก็หายวับกลับไปนอนต่อ วาว.. มัน ซี เอน เอน จริงๆ แล้ววันรุ่งขึ้น ข่าวไฟไหม้โรงแรมหรูที่ดูไบก็หายไปเหมือนถูกชักโครกทิ้ง…จะออกข่าวทำไมให้ เสียเวลา มึงไว้ทำข่าวว่ารัสเซียกำลังจะอดตาย จีนแผ่นดินถล่ม ไทยผลิตอาหารไม่ได้มาตรฐาน อะไรทำนองนั้นซีวะ… ผมสงสัยว่า ไอ้คนถ่ายทอดไฟไหม้โรงแรม อาจจะตกงานไปแล้วเรียบร้อย หลังจากดู ดูไบจุดไฟตึกฉลองปีใหม่เสร็จ ผมก็กลับไปนอนต่อ ผมยังไม่ทันฟื้นจากการนอนข้ามปีของผม ผ่านปีใหม่ไปไม่ถึง 2 วัน ซาอุดิอารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ของผม ก็เริ่มศักราชใหม่ด้วยการสั่งประหารชีวิตนักโทษ วันเดียวฉับไป 47 หัว ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นพวกก่อการร้ายพันธ์อัลไคด้า ที่เคยหาเรื่องซ่าใส่ซาอุ แต่มี 3 คนเป็นรายการแถมนอกเหนือจาก อัลไคด้า นับเป็นการประหารชีวิตในวันเดียวมากที่สุดในรอบ35 ปีของซาอุ เสี่ยปั๊มใหญ่เล่นแรงจริง สงสัยเจอพิษแมงกะแท้ทะเลทราย แต่ปรากฏว่ารายการแถม ทำท่าจะเป็นชนวนฝักแค จุดลุกลาม จนตะวันออกกลางอาจจะกลายเป็นทะเลทรายเลือด …. ตามแผนของใครไม่รู้ ชนวนใหญ่ของฟักแคชื่อ Sheik Nimr Baqr al-Nimr ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นผู้สอนศาสนานิกายชีอะที่อยู่ในซาอุ เป็นที่เคารพ และรู้จักกันทั่วของฝ่ายชีอะทั้งในและนอกซาอุดิอารเบีย แต่ซาอุบอกว่า ชิ๊ค อัล นิมร์ เป็นพวกหัวรุนแรง นักเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวาย พยายามยุยงให้พวกชีอะก่อความไม่สงบในซาอุ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2011 แล้วนะ แล้วก็ทำให้ซาอุเกือบจะมีเทศกาลอาหรับสปริงกับเขาด้วยในช่วงปีนั้น ว่าเข้านั้น การตัดสินประหารชีวิต ชี้ค อัล นิมร์ ได้รับการเตือนจากนานาประเทศทั้งในและตะวันออกกลางว่า ระวังมันจะบานปลายจนหุบไม่เข้า เพราะมันอาจจะมากกว่าเป็นการจุดไฟสงครามระหว่างนิกายศาสนาก็ได้… แต่ซาอุดิ อารเบียบอกว่า…. อัล นิมร์ คุกคามพระราชวงศ์ของเรา เราต้องการให้เป็นที่รู้กันว่า ใครจะมากดดันเราไม่ได้…..นี่ มันต้องอย่างนี้ มีหน้าไหนกล้าเข้าไปยุ่งในบ้านเขาบ้าง และก็ได้ผล…กระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ไม่ได้ “ทักท้วง” การตัดสินของซาอุดิอารเบียในเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ความเห็นว่า อเมริกามีความเป็นห่วงอย่างยิ่งยวดว่า เรื่องนี้จะทำให้การขัดแย้งระหว่างนิกายทางศาสนาจะรุนแรงขึ้น และทางกระทรวง ขอให้ผู้นำภูมิภาค ใช้ความพยายามเป็นสองเท่า ที่จะลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาคลงมา ประชาธิปไตยสักกะบวยอะไรของมึง ฉับหัววันเดียว 47 คน มึงบอกว่า ให้ผู้นำ(คนอื่น) ใช้ความพยายามเป็น 2 เท่าที่จะลดความตึงเครียด แต่กับคนสั่งฉับ มึงไม่กล้าแตะเขาเลย ปาหี่ ฉิบหาย ตกลงนี่ มันอเมริกาเดียวกันกับที่เข้ามาเสือกในบ้านเราทุกเรื่องหรือเปล่าครับ
ที่บ้านเรา ผมเห็นมันมายืนชี้นิ้วเสือกสาระพัด ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฉับใครสักหัว แค่เชิญมาปรับทัศนคติ…..มันก็หาว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้แต่บ่นกันเองหน้าจอ ไหนบอกว่าเป็นช้างศึกไงครับ ไม่ใช่สมันน้อยแล้วนะ ลุงนิทานอย่ามาเรียกสมันน้อยอีกนะ ฮา ###############
ตอน 2 ซาอุดิอารเบีย ประหารชีวิต ชิ๊ค อัล นิมร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 2 มกราคม หลังจากข่าวออกไม่กี่ชั่วโมง ชาวอิหร่าน ซึ่งนับถืออิสลามนิกายชีอะ ต่างออกมาประท้วงการประหารชีวิต และพากันเดินขบวนไปหน้าสถานทูตซาอุดิอารเบียในกรุงเตหะราน หลังจากนั้นการประท้วงก็รุนแรงขึ้น มีการบุกเข้าไปเผาสถานกงสุลของซาอุดิอารเบีย ที่เมืองมาชาดในอิหร่าน ตามมาด้วยการเผาสถานทูตของซาอุดิอารเบีย ที่กรุงเตหะราน หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตถูกเผาในวันเสาร์ที่ 2 มกราคม วันอาทิตย์รุ่งขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย นาย Adel al-Jubeir ก็ออกมาทำหน้าเครียดให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุประเภทกรมกร๊วกของซาอุ ทันที … อิหร่าน มีประวัติการละเมิดต่างประเทศอย่างนี้มานานแล้ว จำไม่ได้หรือ ปี ค.ศ.1979 นั่นไง (ที่อิหร่านบุกสถานทูตอเมริกา และจับตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน : คนเล่านิทาน) มันแสนจะอื้อฉาว และละเมิดกฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศจนหมดสิ้น…. …. อิหร่าน ยังมีนโยบายที่ก้าวร้าว โดยมีเป้าหมายที่จะทำลายความมั่นคงของภูมิภาค … อิหร่านลักลอบขนทั้งอาวุธ และระเบิด เข้ามาสร้างผู้ก่อการร้ายในซาอุดิอารเบียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย… เราจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมาบ่อนทำลายความมั่นคงของเราอย่างเด็ดขาด…. …. ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน มีแต่เรื่องแย่ๆ มีแต่เข้าไปแทรกแซงอย่างไม่เป็นมิตร กับประเทศในภูมิภาค และพร้อมที่จะทำลายล้างเขาไปทั่ว รวมทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์… หลังจากด่าอิหร่านอย่างยืดยาว รสเผ็ดเจ็บร้อนถึงใจเสร็จ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ อัล จูเบียร์ ก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตดังฉับ …กับอิหร่านทันที พร้อมกับมีคำสั่ง ไล่ทูตอิหร่านประจำซาอุ ให้ออกไปจากซาอุดิอารเบียภายใน 48 ชั่วโมง รวดเร็วชนิดเก็บได้แต่ของสำคัญ เช่นไม้แคะหูกับรองเท้าแตะฯลฯ ที่เหลือทิ้งมันไป… ซาอุดิ อารเบีย ยังไม่หายร้อน ตามต่อด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินอิหร่าน บินลงซาอุ และห้ามเครื่องบินซาอุไปลงอิหร่าน จะเดินทางไปหากันก็จงใช้อูฐอย่างเมื่อร้อยปีก่อน เด็ดขาดจริงๆ สื่ออเมริกัน ต่างลงข่าวทั้งหมดนี้อย่างพร้อมเพรียง และละเอียดถี่ถ้วน คาดว่า ไม่น่ามีใครตกข่าวเลย คงแจกทั่วถึงกันหมด หลังจากนั้นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการประหารชีวิต ชิ้ค อัล นิมร์ ก็ลามอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตั้งแต่บาห์เรน จนถึง ปากีสถาน เหมือนอย่างกับใครกำลังจุดฟักแคลูกระเบิด หรือฟักแคเผาผี ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไหน แต่จะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เป็นมงคล สำหรับการเริ่มปีใหม่ ของชาวตะวันออกกลางทั้งสิ้น ที่บาห์เรน กลุ่มชีอะ ออกมาประท้วงในหลายเมือง พร้อมทั้งตะโดนด่าราชวงศ์ Al Saud ที่กำลังปกครองซาอุดิอารเบีย ที่ก็ถือว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของบาห์เรน หลังจากนั้น บาห์เรนก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ตามลูกพี่ ไปเรียบร้อยอีกหนึ่งฉับ ตามมาด้วยเอมิเรต ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ลดจำนวนเจ้าหน้าที่สถานทูตของซาอุ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเตหะราน เรียกว่ายังไม่ถึงกับฉับ แค่เฉาะให้อิหร่านรู้สึก ส่วนคูเวต ในฐานะสมาชิกชาวอ่าว ก็รีบตัดฉับสัมพันธ์อิหร่านตามลูกพี่เหมือนกัน แต่จอร์แดน แค่เรียกทูตอิหร่านประจำจอร์แดนมาด่ายับ เรื่องเหตุการณ์เผาสถานทูตซาอุ แต่ยังไม่ฉับตามซาอุ เพราะจอร์แดนถือตัวว่า ไม่ใช่ลูกกะเป๋งของซาอุ แค่ซาอุช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินให้เท่านั้น … ฟังแล้วงง สำหรับการ์ต้า เพิ่งประกาศฉับไปเมื่อวาน เรียกทูตกลับบ้าน ประกาศเป็นรายสุดท้าย แหม นึกว่าแน่ เห็นคิดอยู่หลายวันเลยนะเสี่ยปั้มสิงห์สำอาง ในที่สุดก็ต้องฉับตามลูกพี่ ส่วนโอมาน ประกาศตัวเป็นกลางเหมือนทุกเรื่อง เราไม่ชอบยุ่งกับเรื่องขัดแย้งของใคร แหะ แหะ แต่เราเอนตัวไปทางอิหร่านนานแล้วโยม จ่อหน้ากันอยู่ตรงนั้นมันก็น่าเสียวแทน การปะทะทางการทูต ลามไปถึงอาฟริกา ซูดาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุนนี่ ก็ไล่ทูตอิหร่านพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดกลับบ้านกับเขาด้วย และเรียกทูตของตนที่ประจำอยู่ที่อิหร่านกลับซูดาน ซูดานแถลงว่า เพราะอิหร่านเข้าไปแทรกแซงในกิจการบ้านคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ….รัศมีเสี่ยปั๊มใหญ่นี่แผ่ไพศาลเอาเรื่อง แต่ที่เบรุต Hassan Nasrallah หัวหน้ากลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กล่าวสรรเสริญ ชิ้ค อัล นิมร์ว่า เป็นผู้สละชีวิตเพื่อศาสนา เป็นนักรบที่ควรแก่เคารพ เหตุการณ์ประหารชีวิตของ ชิ้ค อัล นิมร์ ทำให้ฝ่ายอิหร่านออกมาตอบโต้ว่า ซาอุดิอารเบีย เจ้าจงเตรียมตัว การล้างแค้นอย่างรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน… ###############
ตอน 3 ชิ้ค อัล นิมร์ เป็นชาวซาอุดิ ที่นับถืออิสลามนิกายชีอะ ซึ่งมีเพียงประมาณ 15% ในซาอุดิอารเบีย ที่นับนิกายสุนนี่เป็นนิกายทางการ ในขณะที่หัวหน้าชีอะอื่นๆในซาอุ อยู่ในซาอุแบบเจียมตัว พยายามทำตัวคล้อยไปกับสังคมของสุนนี่ แต่ อัล นิมร์ ลุกขึ้นประกาศว่า มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ซาอุดิ อารเบีย ควรใจกว้างกับทุกนิกายเช่นเดียวกัน อัล นิมร์ พูดแสดงความเห็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเขาดังอยู่ในหัวของชีอะเกือบทุกคน โดยเฉพาะที่อยู่ในซาอุดิอารเบีย ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการประท้วงรุนแรงในซาอุดิอารเบีย โดยกลุ่มชีอะ ในปี ค.ศ.2011 ที่ตะวันตกอ้างว่าลามมาจากเทศกาลอาหรับ แต่พวกชีอะบอกว่า เราไม่ได้มาเรียกร้องเอาประซาธิปไตยนะ แต่เราต้องการให้พวกชีอะ ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในซาอุดิอารเบียต่างหาก แต่รัฐบาลซาอุดิ อารเบีย ใช้ยาแรงในการปราบปรามการประท้วงของพวกชีอะ ด้วยการใช้กระสุนจริง และก็มีชาวซาอุชีอะตายจริงหลายสิบ ทางการซาอุ สั่งจับ อัล นิมร์ ในปี ค.ศ.2012 และตั้งข้อหาว่า เขาเป็นผู้มีส่วน ที่ทำให้เกิดความไม่สงบดังกล่าว แถมยิงต่อสู้ตำรวจที่มาจับ และพยายามชักชวนให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนวุ่นวายในกิจการในประเทศ ว่าแล้วก็มีคำสั่งในปี ค.ศ.2014 ให้ตัดสินประหารชีวิต อัล นิมร์ หลายฝ่ายที่ติดตามเหตุการณ์ของ อัล นิมร์ มาตลอด หวังว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษ แต่นอกจากการอภัยโทษไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังมีนักวิเคระาห์การเมืองตะวันตก ออกมาให้ความเห็นว่า อัล นิมร์ ติดคุกมาปีกว่า ทำไมถึงมาทำการประหารชีวิตเขาในตอนนี้ เหมือนเป็นการเลือกจังหวะเวลา… ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2015 อเมริกาเคาะถามรัสเซียว่า จะเอาอย่างไรเรื่องซีเรีย สุ่มเสียงอ่อนลงว่า อัสสาดจะอยู่ต่อก็ได้นะ แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วต้องไปนะ รัสเซียบอก เราก็พูดอย่างนี้มาตั้งแต่แรก มึงฟังไม่ได้ศัพท์เลยหรือไง ทำเอาอเมริกากลับไปตั้งหลัก หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากันต่อ ส่วนเรื่องเยเมน ซาอุดิอารเบียนำทัพเข้าไปลุยเยเมน แต่ดันติดหล่มมาตั้งแต่แต่กลางปี ค.ศ.2015 ขึ้นจากหล่มไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น เลยมีการเจรจาสงบศึกชั่วคราว แต่การสงบศึกก็ดูเหมือนไม่สงบจริง เพราะยังขึ้นจากหล่มไม่ได้ ติดหล่มทรายนานๆ นี่ถึงตายนะครับ ที่ซีเรีย มีกองกำลังของจริงของอิหร่าน คอยช่วยอัสสาด รบสู้กับพวกกบฎซีเรีย ขณะเดียวกัน ก็มีกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเติมเงิน ที่ซาอุดิอารเบียและพวกคอยสนับสนุนเติมเงินเติมอาวุธ มาช่วยกบฏซีเรียรบสู้ กับรัฐบาลอัสสาด…. มึนหัวแทนคนอ่าน ค่อยๆอ่านนะครับ ที่เยเมน มีกองกำลังของจริงของซาอุดิอารเบียและพวก กำลังรบกับพวกที่ซาอุ เรียกว่าเป็นกบฏในเยเมน ซึ่งขณะนี้ พวกกบฏ รบชนะฝ่ายรัฐบาลเยเมน และไล่รัฐบาลเยเมนแตกกระเจิง จนตัวนายกรัฐมนตรีเยเมนหนีไปพึ่งใบบุญซาอุดิอารเบีย ฝ่ายกบฏที่กำลังสู้กับกองกำลังซาอุ มีกลุ่มนักรบฮูตติเป็นตัวยืน เป็นฮูตติ ที่อิหร่านให้การสนับสนุนทั้งด้านกองกำลังและอาวุธ ที่อิรัค มีกองกำลังของชาวอิรัค กำลังรบเพื่อยึดเอาบ้านเมือง กลับคืนมาจากที่ผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินยึดเอาไว้ และเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานี้ ชาวอิรัค ทำท่าจะยึดเมืองใหญ่คืนมาได้ โดยเป็นที่รู้กันดีว่า ฝ่ายรัสเซียอิหร่านให้การสนับสนุนชาวอิรัค ในการยึดเมืองคืน ส่วนซาอุดิอารเบียและพวก รวมทั้งตุรกี และฝ่ายตะวันตก เป็นผู้สนับสนุนพวกนักรบเติมเงิน ในการยึดอิรัคตั้งแต่เริ่ม…. และเมื่ออิรัค เริ่มยึดเมืองกลับคืนได้ อเมริการีบออกมาให้ข่าวทุกวันว่า เป็นผลงานของตน แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าวมาตลอด โดยไม่มีกระป๋องครอบหัวไว้ ก็คงพอรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร พวกเขาวุ่นวายกันขนาดนี้ ยังคิดว่า การประหารชีวิต อัล นิมร์ นั้น มาจากการกระทำของอัล นิมร์ ที่ซาอุดิอารเบีย อ้างว่า เป็นการกดดัน และคุกคามราชวงศ์ซาอุด…อย่างนั้นหรือ…… ###############
ตอน 4 (จบ) ตั้งแต่กษัตริย์อับดุลลาห์ ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นปี ค.ศ.2015 นโยบายด้านต่างประเทศของซาอุดิอารเบีย ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นเชิงรุก(ราน) อย่างเห็นได้ชัด แต่ไหนแต่ไรมา ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านก็ไม่รักกันอยู่แล้ว ซาอุมองอิหร่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญ แย่งชิงกันเป็นผู้นำของตะวันออกกลางมาตลอด แต่ซาอุดิอารเบีย ย่อมคิดว่าตนเองได้เปรียบอิหร่าน เพราะมีแบ๊กแข็งโป๊กอย่างอเมริกา ส่วนอิหร่าน แม้จะมีรัสเซีย จีน เป็นเพื่อน แต่ในสายตาชาวโลกที่หัวติดอยู่ในกระป๋องสี่เหลี่ยม ย่อมมองรัสเซีย จีน ต่างกับมองเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้ง ซาอุดิ อารเบีย มาเสียเส้น ก็ตอนเจ้าพ่อใหญ่ใบตองแห้งใช้เวลาเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านนานไป หน่อย เล่นเอาซาอุดิอารเบียงอนจนเตียงแถบหัก แค่นั้นซาอุดิ อารเบีย ก็ยังลงบัญชีงอนเอาไว้ไม่เลิกพ้อ แต่พอคุณพี่ปูติน ที่เป็นเพื่อนกับอิหร่านและซีเรีย ยกทัพเข้ามาในซีเรีย นี่ 3 เดือนกว่าแล้ว และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเคลื่อนย้ายออกไป แถมทำท่าจะปักหลักพักนาน แบบนี้ ซาอุดิ อารเบีย จะใช้แค่บทแง่งอน มันคงไม่พอกระตุกคอคู่รักให้หันมาสนใจ อเมริกา คู่รักฝักแค ยังไม่แสดงที่ท่าว่าจะกระดิกตัว ออกมาปกป้องฝ่ายซาอุดิจากการบุกมาของรัสเซียเลย ได้แต่ส่งเสียงตามลม โหยหวนเหมือนเวลาเห็นใบตองไหว ก็แค่นั้น แล้วแบบนี้เสี่ยปั๊มใหญ่ จะให้เสี่ยปั๊มใหญ่ถูกหยามหน้าต่อไปได้ยังไง
นี่ถ้า รัสเซียไม่ขยับไปไหน นั่งรับลมทะเลทรายเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกนาน อิหร่านก็คงใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แถมซีเรีย ที่เราลงทุนเติมเงินลงไปเสียนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่ล่ม แค่เละ เจ้าอัสสาดคนนอกศาสนา ก็ยังอยู่ได้ แล้วนี่อิรัคยังมีทีท่าว่า อาจจะไปซบอิหร่านเต็มตัว ยิ่งจะทำให้อิหร่านใหญ่ขึ้นไปอีก โอ้ย… คิดมาถึงตรงนี้แล้ว เสี่ยปั๊มใหญ่ น่าจะรับไม่ไหว มันเลยต้องฉับ ฉับ … หลังจาก ฉับ ฉับ ไปแล้ว ความร้อนก็ยังไม่ลด ซาอุดิ อารเบีย เลยต้องกระแทกให้อีกดอกว่า …. ถึง จุดนี้ ซาอุดิอารเบีย ไปไกลเกินกว่าที่จะสนใจแล้ว ว่าโอบามาคิดอย่างไร…. ซาอุดิ อารเบีย ไม่สนใจว่าจะทำให้ทำเนียบขาวโกรธหรือไม่…
…..พอ ก็คือ พอ enough is enough …..เอะ นี่เป็น ข้อความส่งถึงอิหร่าน หรือถึงอเมริกากันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ บทนี้ ถ้าฮอลลีวู้ด ไม่รีบเอาไปทำหนัง เสียดายตายห่าเลยครับ ผมเกือบลืมเล่าถึงดาราตัวเอก ที่ตอนนี้ออกฉากมาพูดแทนซาอุดิอารเบียคือนาย อัล จูเบียร์ อัล จูเบียร์ นี่ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดิ เขาเป็น ทูตซาอุ ประจำอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ถึง 2015 เรียกว่า ซี้ย่ำปึกกับอเมริกา มาตั้งแต่สมัยคาวบอยบุช นอกจากนี้ อัล จูเบียร์ ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศประจำตัวของกษัตริย์อับดุลลาห์ อีกด้วย เมื่อเจ้าชายอับดุลลาห์ขึ้นครองราชย์ไม่กี่เดือน ก็ตั้ง อัล จูเบียร์เป็นรัฐมนตรี ดูเหมือนเขาจะเป็นคนธรรมดาคนแรกของซาอุ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ ประวัติดาราแบบนี้ คงทำให้มองเห็นภาพกันนะครับว่า ใครกำลังใช้ใคร จุดฝักแค แล้วฝักแคมันจะลามไปถึงไหน แผนเอาปั๊ม ไม่เอาคนนี่เล่นไม่ยากเลย ไม่ว่าที่ไหน เอาของไม่เอาคน ยุซ้าย แยงขวา เดี๋ยวเขาก็ตีกันเอง เราไม่ต้องกรีทาทัพมาให้เจ็บตาปลาเลยนะ จิ้งหรีดพันธุ์ไหน มันก็ปั่นได้ทั้งนั้นแหละ …ถ้ามันไม่รู้ตัวว่าถูกปั่น… แล้วแบบนี้ฝ่ายรัสเซีย จีน อิหร่าน และไอ้นักไต่ลวดจอมเล่นเสียวตุรกีว่ายังไง ไม่พูดถึงเลยนะลุง แหม ผมก็ไม่ได้มีโอกาสถามท่านทั้งสาม และนักไต่ลวดโดยตรงนะครับ แต่ผมว่า แผนปั่นจิ้งหรีด แผนจุดฝักแค ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น ก็เล่นแบบซ้ำซาก ผมเลยเดาเอาเองว่า อิหร่าน คงบอกเราคอยอยู่ ส่วนอาเฮีย คงอมยิ้ม และ คุณพี่ปูติน คงหัวร่อ หึ หึ ใน ลำคอ… ส่วนตุรกีนักไต่ลวด คงถอนหายใจยาว กูคงไม่ตายเดี่ยว…. สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
8 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 106 Views 0 Reviews
  • 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner

    ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ

    สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล

    บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ เบื้องหลังเพลง และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner

    GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น
    GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ

    ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น

    เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ

    ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น
    การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ
    การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ
    ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น

    ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI

    นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่
    Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม
    Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond
    Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ
    Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย
    Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด

    ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 อีกด้วย

    “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน
    เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner

    แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว

    นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น

    Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด
    Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน

    จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย
    เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

    บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น
    แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ

    การคัมแบ็กระดับตำนาน
    ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก

    มรดกแห่งความสำเร็จ
    เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้
    เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม

    บทสรุป
    GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก

    ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น —
    “See reflections on the water
    More than darkness in the depths
    See him surface in every shadow
    On the wind I feel his breath” —
    มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    🎬 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner 🎤✨ ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” 🎯 หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” 🎵 ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner 👑 เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ 🎥 เบื้องหลังเพลง 🎼 และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner 💎 🌍 GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ 🚀 ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย 💰 ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 🌐 Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ✈️ การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ 🚗 การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ 🌊 ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่ 🎩 Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม 🕶️ Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond 💻 Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ 🔥 Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย 👩‍💼 Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 🎮 อีกด้วย 🎶 “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 🎸 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ 🎤✨ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว 📈 นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น 👑 Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด 💿 และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน 🌱 จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ 💔 บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ ✊ 🌟 การคัมแบ็กระดับตำนาน ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก 🌍 🏆 มรดกแห่งความสำเร็จ เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล 🏅 ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้ เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม ✨ 🎯 บทสรุป GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง 🎬 แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก 🌟 ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น — 🎵 “See reflections on the water More than darkness in the depths See him surface in every shadow On the wind I feel his breath” — มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ 🕶️💥 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    0 Comments 0 Shares 134 Views 0 Reviews
  • นักวิจัยเปลี่ยนนมบูดให้กลายเป็นวัสดุสำหรับ 3D Printing — พลิกของเสียเกษตรให้เป็นพลาสติกชีวภาพทางเลือก

    งานวิจัยจาก University of Wisconsin–Platteville กำลังสร้างความสนใจอย่างมากในวงการ 3D Printing เพราะทีมนักวิจัยสามารถ เปลี่ยนนมบูดและของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม ให้กลายเป็นวัสดุชีวภาพที่ใช้พิมพ์ 3 มิติได้จริง แนวคิดนี้เกิดจากปัญหานมส่วนเกินที่ต้องทิ้งในช่วงโควิด ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมพัฒนาวิธีสกัดโปรตีนอย่าง casein และ whey จากนมเสีย แล้วนำไปผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายพลาสติกสำหรับใช้ในเครื่องพิมพ์ 3D

    สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือมันไม่ใช่แค่การทดลองในห้องครัว แต่เป็นงานวิศวกรรมวัสดุเต็มรูปแบบ นักวิจัยต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับสัดส่วนโปรตีน ความบริสุทธิ์ และการผสมผสานกับพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้วัสดุที่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่ทำให้หัวฉีดของเครื่องพิมพ์อุดตัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้วัสดุชีวภาพหลายชนิดไม่สามารถใช้งานจริงได้ในตลาด 3D Printing

    งานนี้ยังสอดคล้องกับความพยายามของวงการ 3D Printing ที่ต้องการลดขยะพลาสติก เช่น การรีไซเคิลชิ้นงานที่พิมพ์พลาด การผลิตเส้นใยจากขวด PET หรือการพัฒนาวัสดุที่ย่อยสลายได้เอง แต่การใช้ ของเสียจากอาหาร มาเป็นวัตถุดิบถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะช่วยลดทั้งขยะอาหารและการพึ่งพาปิโตรเลียมในเวลาเดียวกัน

    หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ ผลกระทบอาจกว้างไกลกว่าที่คิด ทั้งการสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร การลดต้นทุนวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตวัสดุ 3D Printing และการเปิดประตูสู่วัสดุชีวภาพรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์และใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    แนวคิดหลักของงานวิจัย
    สกัดโปรตีนจากนมบูด เช่น casein และ whey
    ผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งานได้จริง

    จุดเด่นของวัสดุใหม่นี้
    แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่อุดตันหัวฉีด
    ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3D ที่มีอยู่แล้วได้ทันที

    บริบทและแรงบันดาลใจ
    เกิดจากปัญหานมส่วนเกินช่วงโควิดที่ต้องทิ้งจำนวนมาก
    เปลี่ยนของเสียเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง

    ผลกระทบที่เป็นไปได้
    ลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม
    เพิ่มโอกาสรายได้ใหม่ให้ผู้ผลิตนมและอุตสาหกรรมวัสดุ

    ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องติดตาม
    ความพร้อมเชิงพาณิชย์
    ต้องพิสูจน์ว่าผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนแข่งขันได้

    ความทนทานของวัสดุ
    ต้องทดสอบเพิ่มเติมในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง

    มาตรฐานความปลอดภัย
    วัสดุชีวภาพใหม่ต้องผ่านการรับรองก่อนใช้งานในอุตสาหกรรม

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/researchers-turn-spoiled-milk-into-3d-printing-materials-extracted-proteins-from-dairy-waste-combined-with-polymers-to-create-plastic-alternative
    🥛🧪 นักวิจัยเปลี่ยนนมบูดให้กลายเป็นวัสดุสำหรับ 3D Printing — พลิกของเสียเกษตรให้เป็นพลาสติกชีวภาพทางเลือก งานวิจัยจาก University of Wisconsin–Platteville กำลังสร้างความสนใจอย่างมากในวงการ 3D Printing เพราะทีมนักวิจัยสามารถ เปลี่ยนนมบูดและของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม ให้กลายเป็นวัสดุชีวภาพที่ใช้พิมพ์ 3 มิติได้จริง แนวคิดนี้เกิดจากปัญหานมส่วนเกินที่ต้องทิ้งในช่วงโควิด ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมพัฒนาวิธีสกัดโปรตีนอย่าง casein และ whey จากนมเสีย แล้วนำไปผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติคล้ายพลาสติกสำหรับใช้ในเครื่องพิมพ์ 3D สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือมันไม่ใช่แค่การทดลองในห้องครัว แต่เป็นงานวิศวกรรมวัสดุเต็มรูปแบบ นักวิจัยต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับสัดส่วนโปรตีน ความบริสุทธิ์ และการผสมผสานกับพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้วัสดุที่ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่ทำให้หัวฉีดของเครื่องพิมพ์อุดตัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้วัสดุชีวภาพหลายชนิดไม่สามารถใช้งานจริงได้ในตลาด 3D Printing งานนี้ยังสอดคล้องกับความพยายามของวงการ 3D Printing ที่ต้องการลดขยะพลาสติก เช่น การรีไซเคิลชิ้นงานที่พิมพ์พลาด การผลิตเส้นใยจากขวด PET หรือการพัฒนาวัสดุที่ย่อยสลายได้เอง แต่การใช้ ของเสียจากอาหาร มาเป็นวัตถุดิบถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะช่วยลดทั้งขยะอาหารและการพึ่งพาปิโตรเลียมในเวลาเดียวกัน หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ ผลกระทบอาจกว้างไกลกว่าที่คิด ทั้งการสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร การลดต้นทุนวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตวัสดุ 3D Printing และการเปิดประตูสู่วัสดุชีวภาพรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์และใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ แนวคิดหลักของงานวิจัย ➡️ สกัดโปรตีนจากนมบูด เช่น casein และ whey ➡️ ผสมกับพอลิเมอร์เพื่อสร้างวัสดุพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งานได้จริง ✅ จุดเด่นของวัสดุใหม่นี้ ➡️ แข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่อุดตันหัวฉีด ➡️ ใช้กับเครื่องพิมพ์ 3D ที่มีอยู่แล้วได้ทันที ✅ บริบทและแรงบันดาลใจ ➡️ เกิดจากปัญหานมส่วนเกินช่วงโควิดที่ต้องทิ้งจำนวนมาก ➡️ เปลี่ยนของเสียเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง ✅ ผลกระทบที่เป็นไปได้ ➡️ ลดการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม ➡️ เพิ่มโอกาสรายได้ใหม่ให้ผู้ผลิตนมและอุตสาหกรรมวัสดุ ⚠️ ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องติดตาม ‼️ ความพร้อมเชิงพาณิชย์ ⛔ ต้องพิสูจน์ว่าผลิตได้ในปริมาณมากและต้นทุนแข่งขันได้ ‼️ ความทนทานของวัสดุ ⛔ ต้องทดสอบเพิ่มเติมในงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง ‼️ มาตรฐานความปลอดภัย ⛔ วัสดุชีวภาพใหม่ต้องผ่านการรับรองก่อนใช้งานในอุตสาหกรรม https://www.tomshardware.com/3d-printing/researchers-turn-spoiled-milk-into-3d-printing-materials-extracted-proteins-from-dairy-waste-combined-with-polymers-to-create-plastic-alternative
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Researchers turn spoiled milk into 3D printing materials — extracted proteins from dairy waste combined with polymers to create plastic alternative
    This work turns what would otherwise be an agricultural liability into a potential input for advanced manufacturing.
    0 Comments 0 Shares 105 Views 0 Reviews
  • ราคา Steam Machine อาจหลุดออกมาแล้ว…และมันแพงกว่าที่หลายคนหวังไว้มาก

    ข้อมูลหลุดจากเว็บไซต์ค้าปลีกในสาธารณรัฐเช็กทำให้วงการเกมต้องสะดุ้ง—เพราะราคาของ Valve Steam Machine ที่หลายคนรอคอย อาจเริ่มต้นสูงถึง 19,826 โครูนาเช็ก หรือประมาณ $949 USD สำหรับรุ่น 512GB และอาจแตะ $1,070 USD สำหรับรุ่น 2TB ซึ่งสูงกว่าที่แฟน ๆ คาดหวังไว้มาก แม้จะยังไม่ใช่ราคาทางการ แต่ข้อมูลนี้ถูกพบใน backend code ของร้าน Smarty.cz ทำให้มีน้ำหนักไม่น้อย

    อย่างไรก็ตาม ราคานี้อาจไม่สะท้อนราคาที่จะขายในสหรัฐฯ เพราะสินค้าของบริษัทอเมริกันมักถูกบวกภาษีนำเข้าในยุโรป ตัวอย่างเช่น Steam Deck OLED รุ่น 512GB ที่สหรัฐฯ ขาย $549 แต่ร้านเดียวกันขายเทียบเท่า $690 ซึ่งแพงกว่า 22% หากใช้ตรรกะเดียวกัน Steam Machine อาจลงเอยที่ราว $750–$850 USD ในตลาดอเมริกา แต่ก็ยังถือว่า “สูงกว่าที่หวัง” อยู่ดี

    Valve เคยบอกว่า Steam Machine จะถูกวางตำแหน่งให้ “ใกล้เคียงพีซีระดับเริ่มต้น” และแข่งขันกับพีซีประกอบเองได้ แต่ด้วยราคาชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากวิกฤตหน่วยความจำ (RAM crisis) ทำให้ต้นทุนอาจสูงขึ้นกว่าที่ Valve ตั้งใจไว้ อีกทั้ง Valve ยังยืนยันว่าเครื่องนี้ จะไม่ถูกอุดหนุนราคา แบบที่เคยทำกับ Steam Deck รุ่นแรก ทำให้ราคาสุดท้ายอาจขยับขึ้นอีก

    แม้ราคาจะดูแรง แต่ Valve ระบุว่า Steam Machine จะมีประสิทธิภาพ “แรงกว่า 70% ของพีซีเกมมิ่งที่ Valve ตรวจพบในระบบ” ซึ่งอาจทำให้มันเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากได้เครื่องเล่นเกมพลังสูงที่ใช้ SteamOS โดยไม่ต้องประกอบพีซีเอง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ข้อมูลหลุดเผยออกมา
    ราคาใน backend เริ่มที่ 19,826 CZK (~$949) สำหรับรุ่น 512GB
    รุ่น 2TB อาจอยู่ที่ ~$1,070 USD
    ราคายุโรปมักสูงกว่าสหรัฐฯ ประมาณ 20% ทำให้ราคาอเมริกาน่าจะอยู่ราว $750–$850
    Valve ยืนยันว่าเครื่องนี้จะไม่ถูกอุดหนุนราคาเหมือน Steam Deck รุ่นแรก

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    ราคาที่หลุดอาจเป็นเพียง placeholder ยังไม่ใช่ราคาจริง
    วิกฤตราคา RAM อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกในช่วงเปิดตัว
    ประสิทธิภาพ “ระดับพีซีเริ่มต้น” ยังไม่ชัดเจนว่าหมายถึงระดับไหน
    ราคาสุดท้ายอาจสูงกว่าที่คาด หาก Valve ไม่ลดกำไรเพื่อแข่งขันตลาด

    https://www.slashgear.com/2072196/new-steam-machine-price-leak/
    🎮 ราคา Steam Machine อาจหลุดออกมาแล้ว…และมันแพงกว่าที่หลายคนหวังไว้มาก ข้อมูลหลุดจากเว็บไซต์ค้าปลีกในสาธารณรัฐเช็กทำให้วงการเกมต้องสะดุ้ง—เพราะราคาของ Valve Steam Machine ที่หลายคนรอคอย อาจเริ่มต้นสูงถึง 19,826 โครูนาเช็ก หรือประมาณ $949 USD สำหรับรุ่น 512GB และอาจแตะ $1,070 USD สำหรับรุ่น 2TB ซึ่งสูงกว่าที่แฟน ๆ คาดหวังไว้มาก แม้จะยังไม่ใช่ราคาทางการ แต่ข้อมูลนี้ถูกพบใน backend code ของร้าน Smarty.cz ทำให้มีน้ำหนักไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ราคานี้อาจไม่สะท้อนราคาที่จะขายในสหรัฐฯ เพราะสินค้าของบริษัทอเมริกันมักถูกบวกภาษีนำเข้าในยุโรป ตัวอย่างเช่น Steam Deck OLED รุ่น 512GB ที่สหรัฐฯ ขาย $549 แต่ร้านเดียวกันขายเทียบเท่า $690 ซึ่งแพงกว่า 22% หากใช้ตรรกะเดียวกัน Steam Machine อาจลงเอยที่ราว $750–$850 USD ในตลาดอเมริกา แต่ก็ยังถือว่า “สูงกว่าที่หวัง” อยู่ดี Valve เคยบอกว่า Steam Machine จะถูกวางตำแหน่งให้ “ใกล้เคียงพีซีระดับเริ่มต้น” และแข่งขันกับพีซีประกอบเองได้ แต่ด้วยราคาชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากวิกฤตหน่วยความจำ (RAM crisis) ทำให้ต้นทุนอาจสูงขึ้นกว่าที่ Valve ตั้งใจไว้ อีกทั้ง Valve ยังยืนยันว่าเครื่องนี้ จะไม่ถูกอุดหนุนราคา แบบที่เคยทำกับ Steam Deck รุ่นแรก ทำให้ราคาสุดท้ายอาจขยับขึ้นอีก แม้ราคาจะดูแรง แต่ Valve ระบุว่า Steam Machine จะมีประสิทธิภาพ “แรงกว่า 70% ของพีซีเกมมิ่งที่ Valve ตรวจพบในระบบ” ซึ่งอาจทำให้มันเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่อยากได้เครื่องเล่นเกมพลังสูงที่ใช้ SteamOS โดยไม่ต้องประกอบพีซีเอง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ข้อมูลหลุดเผยออกมา ➡️ ราคาใน backend เริ่มที่ 19,826 CZK (~$949) สำหรับรุ่น 512GB ➡️ รุ่น 2TB อาจอยู่ที่ ~$1,070 USD ➡️ ราคายุโรปมักสูงกว่าสหรัฐฯ ประมาณ 20% ทำให้ราคาอเมริกาน่าจะอยู่ราว $750–$850 ➡️ Valve ยืนยันว่าเครื่องนี้จะไม่ถูกอุดหนุนราคาเหมือน Steam Deck รุ่นแรก ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ ราคาที่หลุดอาจเป็นเพียง placeholder ยังไม่ใช่ราคาจริง ⛔ วิกฤตราคา RAM อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกในช่วงเปิดตัว ⛔ ประสิทธิภาพ “ระดับพีซีเริ่มต้น” ยังไม่ชัดเจนว่าหมายถึงระดับไหน ⛔ ราคาสุดท้ายอาจสูงกว่าที่คาด หาก Valve ไม่ลดกำไรเพื่อแข่งขันตลาด https://www.slashgear.com/2072196/new-steam-machine-price-leak/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    The Steam Machine's Price Might Have Just Leaked And It's Not What We Hoped For - SlashGear
    The has been a lot of buzz surrounding the Steam Machine console, and while nothing official has been released, we might have a good idea how much it will cost.
    0 Comments 0 Shares 73 Views 0 Reviews
  • มนุษย์ปล่อยแสงจาง ๆ ตลอดเวลา…และแสงนั้นหายไปทันทีเมื่อเราตาย! งานวิจัยใหม่เผยความจริงสุดประหลาด

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคัลการีและสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดาเผยหลักฐานตรงที่น่าทึ่งว่า สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงที่มองเห็นได้ระดับอ่อนมาก (ultraweak photon emission: UPE) อยู่ตลอดเวลา และแสงนี้ “ลดลงอย่างชัดเจน” ทันทีหลังความตาย การค้นพบนี้เกิดจากการทดลองกับหนูและใบไม้จากพืชสองชนิด ซึ่งให้ผลลัพธ์ตรงกันจนทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแสงจาง ๆ นี้เป็นสัญญาณของกระบวนการชีวภาพที่เกิดขึ้นเฉพาะในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น

    แม้แนวคิดเรื่อง “แสงชีวภาพ” จะเคยถูกโยงกับความเชื่อเหนือธรรมชาติหรือออร่า แต่งานวิจัยนี้ใช้เครื่องมือถ่ายภาพความไวสูงในห้องมืดสนิทเพื่อจับโฟตอนทีละเม็ดจากร่างกายของหนู พบว่าในช่วงที่ยังมีชีวิต เซลล์จะปล่อยแสงจาง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลังถูกทำให้ตาย แสงนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะควบคุมอุณหภูมิให้เท่ากับตอนมีชีวิตก็ตาม

    นักวิจัยเชื่อว่าแสงนี้เกิดจาก reactive oxygen species (ROS)—โมเลกุลที่เซลล์สร้างขึ้นเมื่อเผชิญความเครียด เช่น ความร้อน สารพิษ หรือการบาดเจ็บ เมื่อ ROS ทำปฏิกิริยากับไขมันและโปรตีนในเซลล์ อิเล็กตรอนจะถูกกระตุ้นและปล่อยโฟตอนออกมาเมื่อกลับสู่สภาวะปกติ การทดลองกับใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บก็พบว่า “บริเวณที่ถูกทำร้ายสว่างกว่าส่วนอื่นอย่างชัดเจน” ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานนี้

    หากเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปไกลพอ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในอนาคตเราอาจสามารถใช้การตรวจจับแสงชีวภาพเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคแบบไม่ต้องสัมผัส เช่น ตรวจหาความเครียดของเนื้อเยื่อ การอักเสบ หรือความเสียหายของเซลล์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีการแพทย์ในหลายสาขาอย่างสิ้นเชิง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่งานวิจัยพบ
    สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงจางมากที่มองเห็นได้ (UPE) ตลอดเวลา
    แสงนี้ลดลงทันทีหลังความตาย แม้อุณหภูมิร่างกายถูกควบคุมให้เท่าเดิม
    แหล่งกำเนิดแสงน่าจะมาจากปฏิกิริยาของ reactive oxygen species (ROS)
    ใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บปล่อยแสงมากขึ้นตรงบริเวณที่เสียหาย

    คำเตือนและข้อจำกัด
    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ “ออร่าเหนือธรรมชาติ” แต่เป็นปฏิกิริยาเคมีในเซลล์
    ความเข้มของแสงอ่อนมากจนต้องใช้กล้องพิเศษในห้องมืดสนิทเท่านั้น
    ยังต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์จริง
    การตีความผลลัพธ์ต้องระวังไม่ให้เชื่อมโยงกับความเชื่อผิดทางวิทยาศาสตร์

    https://www.sciencealert.com/we-emit-a-visible-light-that-vanishes-when-we-die-surprising-study-says
    ✨ มนุษย์ปล่อยแสงจาง ๆ ตลอดเวลา…และแสงนั้นหายไปทันทีเมื่อเราตาย! งานวิจัยใหม่เผยความจริงสุดประหลาด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคัลการีและสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดาเผยหลักฐานตรงที่น่าทึ่งว่า สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงที่มองเห็นได้ระดับอ่อนมาก (ultraweak photon emission: UPE) อยู่ตลอดเวลา และแสงนี้ “ลดลงอย่างชัดเจน” ทันทีหลังความตาย การค้นพบนี้เกิดจากการทดลองกับหนูและใบไม้จากพืชสองชนิด ซึ่งให้ผลลัพธ์ตรงกันจนทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแสงจาง ๆ นี้เป็นสัญญาณของกระบวนการชีวภาพที่เกิดขึ้นเฉพาะในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แม้แนวคิดเรื่อง “แสงชีวภาพ” จะเคยถูกโยงกับความเชื่อเหนือธรรมชาติหรือออร่า แต่งานวิจัยนี้ใช้เครื่องมือถ่ายภาพความไวสูงในห้องมืดสนิทเพื่อจับโฟตอนทีละเม็ดจากร่างกายของหนู พบว่าในช่วงที่ยังมีชีวิต เซลล์จะปล่อยแสงจาง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลังถูกทำให้ตาย แสงนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะควบคุมอุณหภูมิให้เท่ากับตอนมีชีวิตก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่าแสงนี้เกิดจาก reactive oxygen species (ROS)—โมเลกุลที่เซลล์สร้างขึ้นเมื่อเผชิญความเครียด เช่น ความร้อน สารพิษ หรือการบาดเจ็บ เมื่อ ROS ทำปฏิกิริยากับไขมันและโปรตีนในเซลล์ อิเล็กตรอนจะถูกกระตุ้นและปล่อยโฟตอนออกมาเมื่อกลับสู่สภาวะปกติ การทดลองกับใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บก็พบว่า “บริเวณที่ถูกทำร้ายสว่างกว่าส่วนอื่นอย่างชัดเจน” ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานนี้ หากเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปไกลพอ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในอนาคตเราอาจสามารถใช้การตรวจจับแสงชีวภาพเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคแบบไม่ต้องสัมผัส เช่น ตรวจหาความเครียดของเนื้อเยื่อ การอักเสบ หรือความเสียหายของเซลล์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีการแพทย์ในหลายสาขาอย่างสิ้นเชิง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่งานวิจัยพบ ➡️ สิ่งมีชีวิต—including มนุษย์—ปล่อยแสงจางมากที่มองเห็นได้ (UPE) ตลอดเวลา ➡️ แสงนี้ลดลงทันทีหลังความตาย แม้อุณหภูมิร่างกายถูกควบคุมให้เท่าเดิม ➡️ แหล่งกำเนิดแสงน่าจะมาจากปฏิกิริยาของ reactive oxygen species (ROS) ➡️ ใบไม้ที่ถูกทำให้บาดเจ็บปล่อยแสงมากขึ้นตรงบริเวณที่เสียหาย ‼️ คำเตือนและข้อจำกัด ⛔ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ “ออร่าเหนือธรรมชาติ” แต่เป็นปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ ⛔ ความเข้มของแสงอ่อนมากจนต้องใช้กล้องพิเศษในห้องมืดสนิทเท่านั้น ⛔ ยังต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์จริง ⛔ การตีความผลลัพธ์ต้องระวังไม่ให้เชื่อมโยงกับความเชื่อผิดทางวิทยาศาสตร์ https://www.sciencealert.com/we-emit-a-visible-light-that-vanishes-when-we-die-surprising-study-says
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    We Emit a Visible Light That Vanishes When We Die, Surprising Study Says
    Life truly is radiant, according to an experiment conducted by researchers from the University of Calgary and the National Research Council of Canada.
    0 Comments 0 Shares 90 Views 0 Reviews
  • ดาวเคราะห์น้อยหมุนเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ – เร็วจน “ควรแตกเป็นชิ้น ๆ” แต่กลับยังอยู่ครบ!

    กล้องโทรทรรศน์ Vera C. Rubin Observatory เพิ่งสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้แก่วงการดาราศาสตร์ หลังตรวจพบดาวเคราะห์น้อยชื่อ 2025 MN45 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่กลับหมุนรอบตัวเองเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ—เพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เท่านั้น! ความเร็วระดับนี้ทำลายสถิติเดิมแบบขาดลอย และเร็วกว่าขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่จะทนได้

    ตามทฤษฎีเดิม ดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่กว่า 150 เมตรมักเป็น “กองหินหลวม ๆ” (rubble pile) ที่ยึดกันด้วยแรงโน้มถ่วงอ่อน ๆ หากหมุนเร็วเกิน 2.2 ชั่วโมง มันควรแตกกระจายเป็นเศษหิน แต่ 2025 MN45 กลับหมุนเร็วกว่า 70 เท่า และยังคงสภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ ทำให้นักวิจัยเชื่อว่ามันต้องมีโครงสร้างแข็งแรงระดับ “หินตัน” ไม่ใช่กองเศษหินแบบที่เคยคิดกัน

    ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ Rubin Observatory ยังพบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวง ที่หมุนเร็วผิดปกติในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าเราอาจประเมินความแข็งแรงและโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยในแถบ Main Belt ต่ำเกินไปมานาน การค้นพบนี้อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวัตถุในระบบสุริยะยุคแรกเริ่ม

    นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้อาจเป็น “เศษหินดั้งเดิม” ที่รอดจากการชนรุนแรงในยุคกำเนิดระบบสุริยะ ทำให้ยังคงโครงสร้างแข็งแกร่งไว้ได้ การค้นพบเพิ่มเติมในอนาคตอาจช่วยไขปริศนาว่าโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยมีความหลากหลายมากเพียงใด และจะช่วยให้ภารกิจสำรวจอวกาศ เช่น NASA’s Lucy ทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ค้นพบจากการสังเกต
    2025 MN45 หมุนเร็วเพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ
    ขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่ไม่แตกกระจายแม้หมุนเร็วผิดธรรมชาติ
    พบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวงที่หมุนเร็วเกิน “spin barrier”
    บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากอาจแข็งแรงกว่าที่เคยคิด

    ประเด็นที่ต้องระวังหรือข้อจำกัด
    ทฤษฎีเดิมเกี่ยวกับโครงสร้าง “rubble pile” อาจต้องปรับใหม่
    ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมดาวเคราะห์น้อยบางดวงถึงแข็งแรงผิดปกติ
    ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการสำรวจในอนาคตเพื่อยืนยันสมมติฐาน
    ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแข็งแรงของดาวเคราะห์น้อยอาจกระทบการประเมินความเสี่ยงการชนโลก

    https://www.sciencealert.com/record-breaking-asteroid-spins-so-fast-it-should-tear-itself-apart
    ☄️ ดาวเคราะห์น้อยหมุนเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ – เร็วจน “ควรแตกเป็นชิ้น ๆ” แต่กลับยังอยู่ครบ! กล้องโทรทรรศน์ Vera C. Rubin Observatory เพิ่งสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้แก่วงการดาราศาสตร์ หลังตรวจพบดาวเคราะห์น้อยชื่อ 2025 MN45 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่กลับหมุนรอบตัวเองเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ—เพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เท่านั้น! ความเร็วระดับนี้ทำลายสถิติเดิมแบบขาดลอย และเร็วกว่าขีดจำกัดที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่จะทนได้ ตามทฤษฎีเดิม ดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่กว่า 150 เมตรมักเป็น “กองหินหลวม ๆ” (rubble pile) ที่ยึดกันด้วยแรงโน้มถ่วงอ่อน ๆ หากหมุนเร็วเกิน 2.2 ชั่วโมง มันควรแตกกระจายเป็นเศษหิน แต่ 2025 MN45 กลับหมุนเร็วกว่า 70 เท่า และยังคงสภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ ทำให้นักวิจัยเชื่อว่ามันต้องมีโครงสร้างแข็งแรงระดับ “หินตัน” ไม่ใช่กองเศษหินแบบที่เคยคิดกัน ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ Rubin Observatory ยังพบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวง ที่หมุนเร็วผิดปกติในลักษณะเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าเราอาจประเมินความแข็งแรงและโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยในแถบ Main Belt ต่ำเกินไปมานาน การค้นพบนี้อาจเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวัตถุในระบบสุริยะยุคแรกเริ่ม นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้อาจเป็น “เศษหินดั้งเดิม” ที่รอดจากการชนรุนแรงในยุคกำเนิดระบบสุริยะ ทำให้ยังคงโครงสร้างแข็งแกร่งไว้ได้ การค้นพบเพิ่มเติมในอนาคตอาจช่วยไขปริศนาว่าโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์น้อยมีความหลากหลายมากเพียงใด และจะช่วยให้ภารกิจสำรวจอวกาศ เช่น NASA’s Lucy ทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ค้นพบจากการสังเกต ➡️ 2025 MN45 หมุนเร็วเพียง 1.88 นาทีต่อรอบ เร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ ➡️ ขนาดใหญ่ถึง 710 เมตร แต่ไม่แตกกระจายแม้หมุนเร็วผิดธรรมชาติ ➡️ พบดาวเคราะห์น้อยอีก 18 ดวงที่หมุนเร็วเกิน “spin barrier” ➡️ บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากอาจแข็งแรงกว่าที่เคยคิด ‼️ ประเด็นที่ต้องระวังหรือข้อจำกัด ⛔ ทฤษฎีเดิมเกี่ยวกับโครงสร้าง “rubble pile” อาจต้องปรับใหม่ ⛔ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมดาวเคราะห์น้อยบางดวงถึงแข็งแรงผิดปกติ ⛔ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากการสำรวจในอนาคตเพื่อยืนยันสมมติฐาน ⛔ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแข็งแรงของดาวเคราะห์น้อยอาจกระทบการประเมินความเสี่ยงการชนโลก https://www.sciencealert.com/record-breaking-asteroid-spins-so-fast-it-should-tear-itself-apart
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Record-Breaking Asteroid Spins So Fast It Should Tear Itself Apart
    With data collected months before its main survey is due to begin, the Vera C.
    0 Comments 0 Shares 60 Views 0 Reviews
  • นักดาราศาสตร์ทำสถิติใหม่! เฝ้าดู “พื้นที่ดุเดือดที่สุดของดวงอาทิตย์” ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

    นักดาราศาสตร์สามารถติดตามพื้นที่ปะทุรุนแรงบนดวงอาทิตย์ที่ชื่อ NOAA 13664 ได้ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ การสังเกตครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของยาน Solar Orbiter ของ ESA และ Solar Dynamics Observatory ของ NASA ที่อยู่คนละด้านของดวงอาทิตย์ ทำให้สามารถเฝ้าดูพื้นที่นี้ตั้งแต่กำเนิดจนสลายตัวได้อย่างละเอียด

    พื้นที่ NOAA 13664 เกิดขึ้นด้านหลังของดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2024 ก่อนจะหมุนมาหันหน้าโลกในเดือนพฤษภาคม และเป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อมันหมุนออกจากสายตาโลกในเดือนกรกฎาคม นักดาราศาสตร์ยังคงติดตามมันต่อเนื่องจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและพฤติกรรมของมันอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

    โดยปกติแล้ว นักดาราศาสตร์จะมีเวลาเพียงประมาณสองสัปดาห์ในการศึกษาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนดวงอาทิตย์ เพราะการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ทำให้พื้นที่นั้นหายไปจากมุมมองของโลก แต่ครั้งนี้ การมี “สองสายตา” จากสองยานสำรวจ ทำให้สามารถเก็บภาพต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาดวงอาทิตย์

    ข้อมูลที่ได้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพายุสุริยะสามารถสร้างผลกระทบต่อโลก เช่น ทำลายดาวเทียม กระทบระบบไฟฟ้า และรบกวนการสื่อสาร การเข้าใจวิวัฒนาการของพื้นที่ปะทุรุนแรงเช่นนี้ จึงช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาการพยากรณ์สภาพอวกาศได้แม่นยำขึ้นในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น
    ติดตามพื้นที่ NOAA 13664 ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมี
    ใช้ข้อมูลจาก Solar Orbiter และ Solar Dynamics Observatory พร้อมกัน
    เห็นการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กอย่างละเอียด
    พื้นที่นี้เป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    พายุสุริยะสามารถทำลายดาวเทียมและระบบไฟฟ้าบนโลกได้
    การพยากรณ์สภาพอวกาศยังมีความไม่แน่นอนสูง
    พื้นที่ปะทุรุนแรงอาจเกิดขึ้นซ้ำได้เมื่อดวงอาทิตย์หมุนกลับมา

    https://www.sciencealert.com/astronomers-just-set-a-record-watching-the-suns-most-violent-region
    🌞 นักดาราศาสตร์ทำสถิติใหม่! เฝ้าดู “พื้นที่ดุเดือดที่สุดของดวงอาทิตย์” ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ นักดาราศาสตร์สามารถติดตามพื้นที่ปะทุรุนแรงบนดวงอาทิตย์ที่ชื่อ NOAA 13664 ได้ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ การสังเกตครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของยาน Solar Orbiter ของ ESA และ Solar Dynamics Observatory ของ NASA ที่อยู่คนละด้านของดวงอาทิตย์ ทำให้สามารถเฝ้าดูพื้นที่นี้ตั้งแต่กำเนิดจนสลายตัวได้อย่างละเอียด พื้นที่ NOAA 13664 เกิดขึ้นด้านหลังของดวงอาทิตย์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2024 ก่อนจะหมุนมาหันหน้าโลกในเดือนพฤษภาคม และเป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อมันหมุนออกจากสายตาโลกในเดือนกรกฎาคม นักดาราศาสตร์ยังคงติดตามมันต่อเนื่องจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและพฤติกรรมของมันอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน โดยปกติแล้ว นักดาราศาสตร์จะมีเวลาเพียงประมาณสองสัปดาห์ในการศึกษาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนดวงอาทิตย์ เพราะการหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ทำให้พื้นที่นั้นหายไปจากมุมมองของโลก แต่ครั้งนี้ การมี “สองสายตา” จากสองยานสำรวจ ทำให้สามารถเก็บภาพต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาดวงอาทิตย์ ข้อมูลที่ได้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพายุสุริยะสามารถสร้างผลกระทบต่อโลก เช่น ทำลายดาวเทียม กระทบระบบไฟฟ้า และรบกวนการสื่อสาร การเข้าใจวิวัฒนาการของพื้นที่ปะทุรุนแรงเช่นนี้ จึงช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาการพยากรณ์สภาพอวกาศได้แม่นยำขึ้นในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ➡️ ติดตามพื้นที่ NOAA 13664 ต่อเนื่องเกือบ 90 วัน ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมี ➡️ ใช้ข้อมูลจาก Solar Orbiter และ Solar Dynamics Observatory พร้อมกัน ➡️ เห็นการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กอย่างละเอียด ➡️ พื้นที่นี้เป็นต้นเหตุของพายุสุริยะรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ พายุสุริยะสามารถทำลายดาวเทียมและระบบไฟฟ้าบนโลกได้ ⛔ การพยากรณ์สภาพอวกาศยังมีความไม่แน่นอนสูง ⛔ พื้นที่ปะทุรุนแรงอาจเกิดขึ้นซ้ำได้เมื่อดวงอาทิตย์หมุนกลับมา https://www.sciencealert.com/astronomers-just-set-a-record-watching-the-suns-most-violent-region
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Astronomers Just Set a Record Watching The Sun's Most Violent Region
    Many people remember the solar storm of May 2024, which saw auroras spread into areas that very rarely get to see them.
    0 Comments 0 Shares 86 Views 0 Reviews
  • สุนัขหัวไวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้…แค่แอบฟังมนุษย์คุยกัน!

    งานวิจัยใหม่เผยว่าสุนัขกลุ่มพิเศษที่เรียกว่า Gifted Word Learner dogs สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้โดยไม่ต้องมีการสอนตรง ๆ เลย เพียงแค่ “แอบฟัง” เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นกับคนอื่น! ความสามารถนี้คล้ายกับเด็กมนุษย์อายุราว 18 เดือนที่สามารถเรียนรู้คำศัพท์จากการได้ยินผู้ใหญ่สนทนากัน แม้ไม่ได้ถูกพูดด้วยโดยตรง

    ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Eötvös Loránd ในฮังการีทดสอบสุนัขที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้จำนวน 10 ตัว โดยให้พวกมันดูเจ้าของพูดถึงของเล่นใหม่วันละ 2 นาที เป็นเวลา 4 วัน จากนั้นให้สุนัขเลือกของเล่นตามชื่อที่ได้ยิน ผลลัพธ์น่าทึ่ง—7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นได้ถูกต้องมากกว่าระดับการเดาแบบสุ่ม แสดงว่าสุนัขสามารถเชื่อมโยงคำกับวัตถุได้จริงแม้ไม่ได้ถูกสอนโดยตรง

    การทดลองขั้นต่อไปยิ่งท้าทายกว่า นักวิจัยซ่อนของเล่นใหม่ไว้ในถัง แล้วให้เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นโดยที่สุนัขมองไม่เห็นวัตถุ แต่สุนัขยังสามารถเลือกของเล่นที่ถูกต้องจากกองของเล่นอื่นได้ถึง 5 ใน 8 ตัว แสดงว่าสุนัขบางตัวสามารถเรียนรู้ “ชื่อของสิ่งที่มองไม่เห็น” ได้เหมือนเด็กมนุษย์เลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้พบได้เฉพาะในสุนัขกลุ่มพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่สุนัขทั่วไปทั้งหมด แม้หลายตัวจะเป็นพันธุ์บอร์เดอร์คอลลี่เหมือนกันก็ตาม งานวิจัยนี้จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความฉลาดด้านภาษาและการเรียนรู้ของสุนัข ซึ่งอาจใกล้เคียงมนุษย์กว่าที่เราคิดมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่งานวิจัยค้นพบ
    สุนัขกลุ่ม Gifted Word Learners สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นจากการ “แอบฟัง” มนุษย์คุยกัน
    7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นใหม่ได้ถูกต้องหลังดูเจ้าของพูดถึงของเล่นเพียงวันละ 2 นาที 4 วัน
    5 ใน 8 ตัวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นที่ถูกซ่อนไว้ ไม่ได้เห็นตรงหน้าเลย
    ความสามารถนี้คล้ายกระบวนการเรียนรู้คำศัพท์ของเด็กมนุษย์อายุ 18 เดือน

    ข้อควรระวัง / ความเข้าใจที่ต้องชัดเจน
    ไม่ใช่สุนัขทุกตัวจะมีความสามารถนี้—แม้แต่พันธุ์เดียวกันก็แตกต่างกันมาก
    การเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะในสุนัขที่มีพรสวรรค์ด้านภาษาเป็นพิเศษ
    ยังไม่ชัดเจนว่าสุนัขทั่วไปสามารถฝึกให้มีความสามารถระดับนี้ได้หรือไม่
    งานวิจัยยังต้องศึกษากลไกสมองเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจว่าทำไมสุนัขบางตัวถึงเรียนรู้ได้ดีขนาดนี้

    https://www.sciencealert.com/gifted-dogs-learn-new-toy-names-by-eavesdropping-on-their-humans
    🐶 สุนัขหัวไวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้…แค่แอบฟังมนุษย์คุยกัน! งานวิจัยใหม่เผยว่าสุนัขกลุ่มพิเศษที่เรียกว่า Gifted Word Learner dogs สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นใหม่ได้โดยไม่ต้องมีการสอนตรง ๆ เลย เพียงแค่ “แอบฟัง” เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นกับคนอื่น! ความสามารถนี้คล้ายกับเด็กมนุษย์อายุราว 18 เดือนที่สามารถเรียนรู้คำศัพท์จากการได้ยินผู้ใหญ่สนทนากัน แม้ไม่ได้ถูกพูดด้วยโดยตรง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Eötvös Loránd ในฮังการีทดสอบสุนัขที่มีความสามารถพิเศษเหล่านี้จำนวน 10 ตัว โดยให้พวกมันดูเจ้าของพูดถึงของเล่นใหม่วันละ 2 นาที เป็นเวลา 4 วัน จากนั้นให้สุนัขเลือกของเล่นตามชื่อที่ได้ยิน ผลลัพธ์น่าทึ่ง—7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นได้ถูกต้องมากกว่าระดับการเดาแบบสุ่ม แสดงว่าสุนัขสามารถเชื่อมโยงคำกับวัตถุได้จริงแม้ไม่ได้ถูกสอนโดยตรง การทดลองขั้นต่อไปยิ่งท้าทายกว่า นักวิจัยซ่อนของเล่นใหม่ไว้ในถัง แล้วให้เจ้าของพูดถึงของเล่นนั้นโดยที่สุนัขมองไม่เห็นวัตถุ แต่สุนัขยังสามารถเลือกของเล่นที่ถูกต้องจากกองของเล่นอื่นได้ถึง 5 ใน 8 ตัว แสดงว่าสุนัขบางตัวสามารถเรียนรู้ “ชื่อของสิ่งที่มองไม่เห็น” ได้เหมือนเด็กมนุษย์เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้พบได้เฉพาะในสุนัขกลุ่มพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่สุนัขทั่วไปทั้งหมด แม้หลายตัวจะเป็นพันธุ์บอร์เดอร์คอลลี่เหมือนกันก็ตาม งานวิจัยนี้จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความฉลาดด้านภาษาและการเรียนรู้ของสุนัข ซึ่งอาจใกล้เคียงมนุษย์กว่าที่เราคิดมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่งานวิจัยค้นพบ ➡️ สุนัขกลุ่ม Gifted Word Learners สามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นจากการ “แอบฟัง” มนุษย์คุยกัน ➡️ 7 ใน 10 ตัวเลือกของเล่นใหม่ได้ถูกต้องหลังดูเจ้าของพูดถึงของเล่นเพียงวันละ 2 นาที 4 วัน ➡️ 5 ใน 8 ตัวสามารถเรียนรู้ชื่อของเล่นที่ถูกซ่อนไว้ ไม่ได้เห็นตรงหน้าเลย ➡️ ความสามารถนี้คล้ายกระบวนการเรียนรู้คำศัพท์ของเด็กมนุษย์อายุ 18 เดือน ‼️ ข้อควรระวัง / ความเข้าใจที่ต้องชัดเจน ⛔ ไม่ใช่สุนัขทุกตัวจะมีความสามารถนี้—แม้แต่พันธุ์เดียวกันก็แตกต่างกันมาก ⛔ การเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะในสุนัขที่มีพรสวรรค์ด้านภาษาเป็นพิเศษ ⛔ ยังไม่ชัดเจนว่าสุนัขทั่วไปสามารถฝึกให้มีความสามารถระดับนี้ได้หรือไม่ ⛔ งานวิจัยยังต้องศึกษากลไกสมองเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจว่าทำไมสุนัขบางตัวถึงเรียนรู้ได้ดีขนาดนี้ https://www.sciencealert.com/gifted-dogs-learn-new-toy-names-by-eavesdropping-on-their-humans
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Gifted Dogs Learn New Toy Names by Eavesdropping on Their Humans
    Some clever dogs can pick up on the names of hundreds of toys just through natural interactions with their owners.
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
  • หมากรุก ตอนที่ 10

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 10 (จบ)
    สรุปว่า ยุทธศาสตร์ของอเมริกาคือ ยุทธศาสตร์เพื่อการ “ครองโลกแต่ผู้เดียว” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา
    ส่วนยุทธศาสตร์ของรัสเซีย น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “รัสเซียแกร่งกล้า” ที่สร้างบ้านเมืองให้แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ได้ และพร้อมแล้วที่จะบอกกับอเมริกาว่า “พอได้แล้วนะ” อเมริกาไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตาของทุกประเทศในโลกนี้อีกแล้ว การก้าวเข้าไปในซีเรีย และตะวันออกกลางของรัสเซีย มันแปลได้อย่างนั้น
    และยุทธศาสตร์ของจีน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “จีนยิ่งใหญ่” หรือประเภทมังกรทะยานฟ้า เรื่องปิดล้อมจีนจบแล้ว อย่าได้คิดเชียวว่า จะมีใครมาปิด มาล้อมจีนได้อีก ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือกำลังทหาร ไม่มีทางแล้ว
    และตามยุทธศาสตร์ของทั้ง 3 ผู้ยิ่งใหญ่ อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานเช่นเดียวกัน 3 เรื่อง เพื่อจะเดินหน้าตามแผนของตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือ
    – มีอาวุธที่สุดยอด
    – มีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่
    – ได้ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ
    เรื่องอาวุธ ผมไม่ขอวิเคราะห์ ใครมีอาวุธสุดยอดกว่าใคร เชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงทั้งหมด นอกจากจะอยู่วงในสุดของแต่ละประเทศ และจะรู้จริงก็ตอนลงมือโซ้ยกันนั่นแหละครับ
    ส่วนยุทธศาสตร์ในการใช้อาวุธ จะใช้รูปแบบขนาด ระยะยิง จากฐานใดบ้าง มันคือแผนการรบ คนที่จะรู้แผนการรบจริงคือ ผู้บัญชาการรบ ผมเป็นแค่คนเล่านิทาน ไม่บังอาจไปวิจารณ์ฝ่ายใด คงบอกได้แต่ว่า ถ้าอเมริกาต้องเจอ รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และปากีสถาน พร้อมกัน ผมว่า อเมริกาคงคิดหนัก นาโตถึงยังเป็นใบ้ และญี่ปุ่น ที่คิดจะแบกถาดให้อเมริกา วันนี้ น่าจะยังใช้เวลาหาถาดอีกนาน
    เรื่องกองกำลังของอเมริกา ต้องนับรวมทั้ง ทหารจริง ทหารรับจ้าง ทั้งของตัวเอง และของลูกหาบ ที่ครอบคลุม และแอบซ่อนอยู่ตามฐานทัพทั่วโลก และตอนนี้ คงต้องนับรวมเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินเข้าไปด้วย แปลว่า อเมริกาน่าจะมีแยะจริงๆ
    แต่ผมก็ยังเชื่อว่า อเมริกา เดี่ยวๆ ไม่มีกำลังพลมากกว่า รัสเซียเดี่ยว หรือจีนเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งกำลังพลรัสเซียบวกจีน อเมริกายิ่งไม่มีทางเทียบ อเมริกาจึงต้องเช็คชื่อ เรียกลูกหาบมาเกือบทั้งโลก อย่างที่อเมริกากำลังดำเนินการอยู่
    คุณพี่ปูติน เดินหมากรุกเข้าไปในซีเรีย นี่จะเต็ม 3 เดือนแล้วนะครับ อเมริกายังเล่นหมากหลบ หมากเลี่ยง หมากเขก แต่ยังไม่ออกหมากรุกกลับ เข้าใจว่า คงยังเล่นหมากเก็บ “นับหัว” เอาเข้าคอกให้ครบเสียก่อน
    ส่วนเรื่องครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เล่านิทานมา 2 ปีกว่า มาจนถึงเรื่องนี้ ตอนนี้ คิดว่าอเมริกาพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่า ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้แล้ว
    มันก็ย้อนกลับมาที่เดิมว่า ยุทธศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายใช้ และการเดินหมากตามยุทธศาสตร์ได้ผลอย่างไร การเดินหมากแบบลุยกินดะไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่า จะทำให้ชนะเสมอไป ขณะเดียวกัน การเดินหมาก ที่เหมือนขยับไม่กี่ตา แต่ขยับอีกที ก็รุกฆาตแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน
    ตลอดเวลา 70 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเดินหมาก เหมือนกินดะได้ไปเกือบทั่วโลกแล้ว แต่การเดินหมากช่วงหลังของอเมริกา ดันสะดุดหัวแม่ตีนตัวเอง หัวทิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ จากกระดาษซับไพรม์ใบบางๆ ที่ทำให้ตอนนี้อเมริกายังกระเป๋าฉีก ตูดขาด แต่อเมริกาสร้างเรื่องอื่นขึ้นมากลบ สื่อก็ช่วยพาเลี้ยว ชาวบ้านก็เลยลืม
    ปี ค.ศ.2007 เมื่ออเมริกาเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเรื่องซับไพรม์ subprime ที่บริษัทเงินทุนจอมตะกละของอเมริกา เอาเอกสารลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน ไปขายลดต่ออีกหลายทอด จนไหม้เกรียม ลูกหนี้คนเดียว มีเจ้าหนี้ยืนเรียงคิวคอย พอเศรษฐกิจไม่ดี ลูกหนี้เจ็ง ไม่มีเงินผ่อนส่ง ไอ้พวกที่ซื้อไว้เป็นทอดๆ เรียงคิวคอย ก็ม่อยกะรอก ล้มตามกันเป็นพรวน และทำให้เศรษฐกิจอเมริกาสะอึกพรวด นักการเงินแก้ปัญหาหนี้เสียของบริษัทการเงิน ด้วยการเอาเงินรัฐมาอุ้มบริษัทการเงินเป็นจำนวนมหาศาล ตามสูตรสำเร็จ หลังจากนั้น ก็ลามไปกันใหญ่ และวันนี้อเมริกาก็มีหนี้กองโต ต้องลดงบ ตัดงบ ที่รวมไปถึงงบทางกองทัพด้วย
    สรุปสั้นๆ ว่า อเมริกาตูดขาดมาเกือบสิบปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังขาดอยู่ แต่ยังต้องทำหน้าใหญ่เอาไว้ แต่พินิจให้ดีๆ เถิดครับ หน้า พณ.ใบตองแห้ง กับ พณ.กลาโหม เวลาแถลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ที่ต้องยกกองกำลังเข้าไปที่ไหน ทำหน้าเหมือนกับกินข้าวบูดมันเน่ามาทั้งนั้น แถมถ้าจำเป็นต้องส่งกำลังไปเพื่อรักษาหน้า ก็เป็นหลักร้อย ส่วนอาวุธ ส่วนใหญ่ก็เป็นโดรน ไม่มีคนขับ อเมริกาถึงยืนยันว่า no boots on the ground อยู่ตลอดเวลาได้แต่คอยชี้นิ้วสั่ง โอลอง เอ็งไปซิ แคมารอน เอ็งด้วย เอะ แล้วอเมริกาหายไปไหน แค่ส่งไปที่ละร้อย สองร้อยคน แถวซีเรีย อีรัค ขายหน้าพี่เบิ้มหมด
    แต่ถึงอย่างนั้น เป็นประเทศมหาอำนาจมา 70 ปี สั่งซ้ายหันขวาหัน ให้มาเลียมือเลียตีนได้หมด แค่ตูดขาดไม่ถึง 10 ปี หมากเด็ด หายหมด หมากรุก ไม่มี อย่างนั้นหรือครับ แบบนี้จะแปลว่าอะไร
    แปลว่า อเมริกาซ่อนหมากเด็ด เตรียมไว้รุกฆาต หรือแปลว่าอเมริการบไม่เป็น หรือไม่มีปัญญายกทัพมารบแล้ว…
    น่าสังเกตว่า อเมริกาอาจจะถนัดแต่การรบแบบปฏิบัติการ หรือรบแบบกองโจรไปปล้นประเทศที่ไม่ทางสู้มากกว่า หรือไม่ก็ใช้ทหารรับจ้าง ที่เรียกเสียหรูว่า contractor หรือ security advisor เป็นผู้ไป “ดำเนินการ” ไม่ใช่การรบจริง เต็มรูปแบบทางกำลังทหาร
    ตลอดเวลาประมาณ 70 ที่ผ่านมา มีเพียง 2,3 ครั้งเท่านั้น ที่เป็นการรบจริง คือ ในสงครามเกาหลี และสงครามเวียตนามเท่านั้น นั่นมันก็กว่า 50 ปีมาแล้ว นอกนั้น มันเป็นการปฏิบัติการโดยพวกทหารรับจ้าง กับทหารนอกระบบ ที่เรียกว่า “stay behind” เครือข่ายหลังฉาก หรือเครือข่ายที่ซ่อนเร้นเกือบทั้งสิ้น แม้ในสมัยสงครามอิรัค อเมริกาก็ใช้ทหารรับจ้างมาก พอๆกับทหารในกองทัพ ถึงได้งบบานฉิบหายไป ส่วนนาโต้เอง ก็ไม่ได้มีกองกำลังทหารจริงทั้งหมด ใช้เครือข่าย stay behind กับ contractor มากเช่นเดียวกัน
    แต่ระหว่างเกือบ 10 ที่เศรษฐกิจอเมริกาสะอึก ฝั่งรัสเซียจีน แม้จะไม่ได้ฉลุย แต่ก็น่าจะมีอะไรดี ไม่งั้นรัสเซียคงไม่หาญกล้ายกพลเข้าไปที่ซีเรีย และการยกพลของรัสเซียครั้งนี้ คุณพี่ปูตินเล่นยกมาเป็นกองทัพ ทั้งบกเรืออากาศ มีเรือรบ มีเครื่องบิน มีรถถัง ทหารราบจำนวนแสน
    แล้วอเมริกาเดินหมากยังไงครับ ตอนนี้เป็นหมากพูด หรือหมากพ่น อย่าเป็นหมากเผ่นก็แล้วกัน
    เมื่อไม่นานมานี่ พณ. ใบตองแห้ง ออกมาพูดเองว่า ไอซิสแผ่วแล้วนะ พื้นที่ที่ยึดไปในอิรัคเหลือน้อยแล้ว ที่ซีเรียก็เช่นเดียวกัน หายไปแยะ ก็ใช่ซิ รัสเซียถล่มเสียราบ กองกำลังร่วมของอเมริกา เข้าไป 4 ปีกว่า ไอซิสมีแต่งอกเพิ่ม รัสเซียมาไม่ถึง 3 เดือน ไอซิสมุดรูหนีออกไปทางลิเบียหมด แต่ พณ.ใบตอง แห้งยังออกมาพูดเอาคะแนน แถมขู่พวกตัวหัวหน้าไอซิสอีกว่า you are next ต่อไปคือพวกเอ็ง ….เป็นการขู่ผ่านสื่อออกทีวี ….เห็นสันดานใบตองแห้งชัดจริงๆ
    ตกลงถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นหมากเด็ด หมากรุก อะไรที่จะทำให้ผมเชื่อว่า อเมริกาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางด้านการรบ เอาละ มันยังไม่ถึงเวลารบจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้ ต้องดูการเดินหมาก “เตรียมรบ” มากกว่า ว่าของใครล้ำลึกเด็ดขาดกว่ากัน คือดูตัวหมาก ที่แต่ละฝ่าย เลือกเอามาเดิน เลือกกิน หรือเลือกทิ้ง
    ตามทฤษฏีของไอ้แสบเบรสินสกี้ หมากตัวสำคัญในตะวันออกกลาง มี 2 ตัว คือ อิหร่าน กับตุรกี วันนี้เราเห็นชัดว่า อิหร่าน เปิดเผยว่าอยู่ขั้วรัสเซียจีน แผนบีบด้วยนิวเคลียร์ บีบอิหร่านไม่สำเร็จ
    ในตะวันออกกลางจึงเหลือตุรกี ที่เป็นหมากให้ดูว่า รัสเซียเสียตุรกี หรือรัสเซียถีบตุรกีทิ้ง และถ้าอเมริกาเลือกตุรกีมาเป็นหมากฝ่ายตัว เป็นเรื่องดี หรือ ซวยของอเมริกา
    ถัดมาเป็นหมาก แถวมหาสมุทรอินเดีย ใกล้บ้านเราเข้ามาหน่อย
    ปากีสถาน ก็เป็นหมากที่น่าสนใจตามดูเช่นเดียวกัน ว่า ปากีสถานทิ้งอเมริกา หรืออเมริกาทิ้งปากีสถาน และมาเลือกอินเดีย เพราะหมาก 2 ตัวนี้ คงจะอยู่ข้างเดียวกันยาก แม้ตอนนี้จะมีความพยายาม แต่นั่นแหละ แขกเป็นนักเล่นกล ไม่รู้ว่าอเมริกาจะรู้จักตำนานนี้ไหม
    อเมริกา จะเลือกเดินหมากอินเดียเพราะอะไร และอเมริกาได้ หรืออเมริกาเสีย ในการเสียปากีสถาน และ (ยังไม่แน่ว่าจะ) ได้ อินเดีย
    ช่วงนี้ดูหมาก 3 ตัวนี้ไว้เท่านั้นแหละครับ ตุรกี ปากีสถาน อืนเดีย การเดินหมาก 3 ตัวนี้ จะทำให้เห็นว่า ยุทธศาตร์ฝ่ายไหน ลึกซึ้ง และฝ่ายใด กำลังเดินหมาก รุก……
    หลังปีใหม่ ค่อยมาอ่านนิทานต่อนะครับ
    ระหว่างข้ามปี ใช้ชีวิตสบายๆ สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ทำกุศล ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ให้เกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ตัวเองและครอบครัว และโชคดีตลอดปีใหม่ นะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    31 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 10 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 10 (จบ) สรุปว่า ยุทธศาสตร์ของอเมริกาคือ ยุทธศาสตร์เพื่อการ “ครองโลกแต่ผู้เดียว” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ส่วนยุทธศาสตร์ของรัสเซีย น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “รัสเซียแกร่งกล้า” ที่สร้างบ้านเมืองให้แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ได้ และพร้อมแล้วที่จะบอกกับอเมริกาว่า “พอได้แล้วนะ” อเมริกาไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตาของทุกประเทศในโลกนี้อีกแล้ว การก้าวเข้าไปในซีเรีย และตะวันออกกลางของรัสเซีย มันแปลได้อย่างนั้น และยุทธศาสตร์ของจีน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “จีนยิ่งใหญ่” หรือประเภทมังกรทะยานฟ้า เรื่องปิดล้อมจีนจบแล้ว อย่าได้คิดเชียวว่า จะมีใครมาปิด มาล้อมจีนได้อีก ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือกำลังทหาร ไม่มีทางแล้ว และตามยุทธศาสตร์ของทั้ง 3 ผู้ยิ่งใหญ่ อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานเช่นเดียวกัน 3 เรื่อง เพื่อจะเดินหน้าตามแผนของตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือ – มีอาวุธที่สุดยอด – มีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ – ได้ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เรื่องอาวุธ ผมไม่ขอวิเคราะห์ ใครมีอาวุธสุดยอดกว่าใคร เชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงทั้งหมด นอกจากจะอยู่วงในสุดของแต่ละประเทศ และจะรู้จริงก็ตอนลงมือโซ้ยกันนั่นแหละครับ ส่วนยุทธศาสตร์ในการใช้อาวุธ จะใช้รูปแบบขนาด ระยะยิง จากฐานใดบ้าง มันคือแผนการรบ คนที่จะรู้แผนการรบจริงคือ ผู้บัญชาการรบ ผมเป็นแค่คนเล่านิทาน ไม่บังอาจไปวิจารณ์ฝ่ายใด คงบอกได้แต่ว่า ถ้าอเมริกาต้องเจอ รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และปากีสถาน พร้อมกัน ผมว่า อเมริกาคงคิดหนัก นาโตถึงยังเป็นใบ้ และญี่ปุ่น ที่คิดจะแบกถาดให้อเมริกา วันนี้ น่าจะยังใช้เวลาหาถาดอีกนาน เรื่องกองกำลังของอเมริกา ต้องนับรวมทั้ง ทหารจริง ทหารรับจ้าง ทั้งของตัวเอง และของลูกหาบ ที่ครอบคลุม และแอบซ่อนอยู่ตามฐานทัพทั่วโลก และตอนนี้ คงต้องนับรวมเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินเข้าไปด้วย แปลว่า อเมริกาน่าจะมีแยะจริงๆ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า อเมริกา เดี่ยวๆ ไม่มีกำลังพลมากกว่า รัสเซียเดี่ยว หรือจีนเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งกำลังพลรัสเซียบวกจีน อเมริกายิ่งไม่มีทางเทียบ อเมริกาจึงต้องเช็คชื่อ เรียกลูกหาบมาเกือบทั้งโลก อย่างที่อเมริกากำลังดำเนินการอยู่ คุณพี่ปูติน เดินหมากรุกเข้าไปในซีเรีย นี่จะเต็ม 3 เดือนแล้วนะครับ อเมริกายังเล่นหมากหลบ หมากเลี่ยง หมากเขก แต่ยังไม่ออกหมากรุกกลับ เข้าใจว่า คงยังเล่นหมากเก็บ “นับหัว” เอาเข้าคอกให้ครบเสียก่อน ส่วนเรื่องครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เล่านิทานมา 2 ปีกว่า มาจนถึงเรื่องนี้ ตอนนี้ คิดว่าอเมริกาพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่า ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้แล้ว มันก็ย้อนกลับมาที่เดิมว่า ยุทธศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายใช้ และการเดินหมากตามยุทธศาสตร์ได้ผลอย่างไร การเดินหมากแบบลุยกินดะไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่า จะทำให้ชนะเสมอไป ขณะเดียวกัน การเดินหมาก ที่เหมือนขยับไม่กี่ตา แต่ขยับอีกที ก็รุกฆาตแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ตลอดเวลา 70 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเดินหมาก เหมือนกินดะได้ไปเกือบทั่วโลกแล้ว แต่การเดินหมากช่วงหลังของอเมริกา ดันสะดุดหัวแม่ตีนตัวเอง หัวทิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ จากกระดาษซับไพรม์ใบบางๆ ที่ทำให้ตอนนี้อเมริกายังกระเป๋าฉีก ตูดขาด แต่อเมริกาสร้างเรื่องอื่นขึ้นมากลบ สื่อก็ช่วยพาเลี้ยว ชาวบ้านก็เลยลืม ปี ค.ศ.2007 เมื่ออเมริกาเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเรื่องซับไพรม์ subprime ที่บริษัทเงินทุนจอมตะกละของอเมริกา เอาเอกสารลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน ไปขายลดต่ออีกหลายทอด จนไหม้เกรียม ลูกหนี้คนเดียว มีเจ้าหนี้ยืนเรียงคิวคอย พอเศรษฐกิจไม่ดี ลูกหนี้เจ็ง ไม่มีเงินผ่อนส่ง ไอ้พวกที่ซื้อไว้เป็นทอดๆ เรียงคิวคอย ก็ม่อยกะรอก ล้มตามกันเป็นพรวน และทำให้เศรษฐกิจอเมริกาสะอึกพรวด นักการเงินแก้ปัญหาหนี้เสียของบริษัทการเงิน ด้วยการเอาเงินรัฐมาอุ้มบริษัทการเงินเป็นจำนวนมหาศาล ตามสูตรสำเร็จ หลังจากนั้น ก็ลามไปกันใหญ่ และวันนี้อเมริกาก็มีหนี้กองโต ต้องลดงบ ตัดงบ ที่รวมไปถึงงบทางกองทัพด้วย สรุปสั้นๆ ว่า อเมริกาตูดขาดมาเกือบสิบปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังขาดอยู่ แต่ยังต้องทำหน้าใหญ่เอาไว้ แต่พินิจให้ดีๆ เถิดครับ หน้า พณ.ใบตองแห้ง กับ พณ.กลาโหม เวลาแถลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ที่ต้องยกกองกำลังเข้าไปที่ไหน ทำหน้าเหมือนกับกินข้าวบูดมันเน่ามาทั้งนั้น แถมถ้าจำเป็นต้องส่งกำลังไปเพื่อรักษาหน้า ก็เป็นหลักร้อย ส่วนอาวุธ ส่วนใหญ่ก็เป็นโดรน ไม่มีคนขับ อเมริกาถึงยืนยันว่า no boots on the ground อยู่ตลอดเวลาได้แต่คอยชี้นิ้วสั่ง โอลอง เอ็งไปซิ แคมารอน เอ็งด้วย เอะ แล้วอเมริกาหายไปไหน แค่ส่งไปที่ละร้อย สองร้อยคน แถวซีเรีย อีรัค ขายหน้าพี่เบิ้มหมด แต่ถึงอย่างนั้น เป็นประเทศมหาอำนาจมา 70 ปี สั่งซ้ายหันขวาหัน ให้มาเลียมือเลียตีนได้หมด แค่ตูดขาดไม่ถึง 10 ปี หมากเด็ด หายหมด หมากรุก ไม่มี อย่างนั้นหรือครับ แบบนี้จะแปลว่าอะไร แปลว่า อเมริกาซ่อนหมากเด็ด เตรียมไว้รุกฆาต หรือแปลว่าอเมริการบไม่เป็น หรือไม่มีปัญญายกทัพมารบแล้ว… น่าสังเกตว่า อเมริกาอาจจะถนัดแต่การรบแบบปฏิบัติการ หรือรบแบบกองโจรไปปล้นประเทศที่ไม่ทางสู้มากกว่า หรือไม่ก็ใช้ทหารรับจ้าง ที่เรียกเสียหรูว่า contractor หรือ security advisor เป็นผู้ไป “ดำเนินการ” ไม่ใช่การรบจริง เต็มรูปแบบทางกำลังทหาร ตลอดเวลาประมาณ 70 ที่ผ่านมา มีเพียง 2,3 ครั้งเท่านั้น ที่เป็นการรบจริง คือ ในสงครามเกาหลี และสงครามเวียตนามเท่านั้น นั่นมันก็กว่า 50 ปีมาแล้ว นอกนั้น มันเป็นการปฏิบัติการโดยพวกทหารรับจ้าง กับทหารนอกระบบ ที่เรียกว่า “stay behind” เครือข่ายหลังฉาก หรือเครือข่ายที่ซ่อนเร้นเกือบทั้งสิ้น แม้ในสมัยสงครามอิรัค อเมริกาก็ใช้ทหารรับจ้างมาก พอๆกับทหารในกองทัพ ถึงได้งบบานฉิบหายไป ส่วนนาโต้เอง ก็ไม่ได้มีกองกำลังทหารจริงทั้งหมด ใช้เครือข่าย stay behind กับ contractor มากเช่นเดียวกัน แต่ระหว่างเกือบ 10 ที่เศรษฐกิจอเมริกาสะอึก ฝั่งรัสเซียจีน แม้จะไม่ได้ฉลุย แต่ก็น่าจะมีอะไรดี ไม่งั้นรัสเซียคงไม่หาญกล้ายกพลเข้าไปที่ซีเรีย และการยกพลของรัสเซียครั้งนี้ คุณพี่ปูตินเล่นยกมาเป็นกองทัพ ทั้งบกเรืออากาศ มีเรือรบ มีเครื่องบิน มีรถถัง ทหารราบจำนวนแสน แล้วอเมริกาเดินหมากยังไงครับ ตอนนี้เป็นหมากพูด หรือหมากพ่น อย่าเป็นหมากเผ่นก็แล้วกัน เมื่อไม่นานมานี่ พณ. ใบตองแห้ง ออกมาพูดเองว่า ไอซิสแผ่วแล้วนะ พื้นที่ที่ยึดไปในอิรัคเหลือน้อยแล้ว ที่ซีเรียก็เช่นเดียวกัน หายไปแยะ ก็ใช่ซิ รัสเซียถล่มเสียราบ กองกำลังร่วมของอเมริกา เข้าไป 4 ปีกว่า ไอซิสมีแต่งอกเพิ่ม รัสเซียมาไม่ถึง 3 เดือน ไอซิสมุดรูหนีออกไปทางลิเบียหมด แต่ พณ.ใบตอง แห้งยังออกมาพูดเอาคะแนน แถมขู่พวกตัวหัวหน้าไอซิสอีกว่า you are next ต่อไปคือพวกเอ็ง ….เป็นการขู่ผ่านสื่อออกทีวี ….เห็นสันดานใบตองแห้งชัดจริงๆ ตกลงถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นหมากเด็ด หมากรุก อะไรที่จะทำให้ผมเชื่อว่า อเมริกาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางด้านการรบ เอาละ มันยังไม่ถึงเวลารบจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้ ต้องดูการเดินหมาก “เตรียมรบ” มากกว่า ว่าของใครล้ำลึกเด็ดขาดกว่ากัน คือดูตัวหมาก ที่แต่ละฝ่าย เลือกเอามาเดิน เลือกกิน หรือเลือกทิ้ง ตามทฤษฏีของไอ้แสบเบรสินสกี้ หมากตัวสำคัญในตะวันออกกลาง มี 2 ตัว คือ อิหร่าน กับตุรกี วันนี้เราเห็นชัดว่า อิหร่าน เปิดเผยว่าอยู่ขั้วรัสเซียจีน แผนบีบด้วยนิวเคลียร์ บีบอิหร่านไม่สำเร็จ ในตะวันออกกลางจึงเหลือตุรกี ที่เป็นหมากให้ดูว่า รัสเซียเสียตุรกี หรือรัสเซียถีบตุรกีทิ้ง และถ้าอเมริกาเลือกตุรกีมาเป็นหมากฝ่ายตัว เป็นเรื่องดี หรือ ซวยของอเมริกา ถัดมาเป็นหมาก แถวมหาสมุทรอินเดีย ใกล้บ้านเราเข้ามาหน่อย ปากีสถาน ก็เป็นหมากที่น่าสนใจตามดูเช่นเดียวกัน ว่า ปากีสถานทิ้งอเมริกา หรืออเมริกาทิ้งปากีสถาน และมาเลือกอินเดีย เพราะหมาก 2 ตัวนี้ คงจะอยู่ข้างเดียวกันยาก แม้ตอนนี้จะมีความพยายาม แต่นั่นแหละ แขกเป็นนักเล่นกล ไม่รู้ว่าอเมริกาจะรู้จักตำนานนี้ไหม อเมริกา จะเลือกเดินหมากอินเดียเพราะอะไร และอเมริกาได้ หรืออเมริกาเสีย ในการเสียปากีสถาน และ (ยังไม่แน่ว่าจะ) ได้ อินเดีย ช่วงนี้ดูหมาก 3 ตัวนี้ไว้เท่านั้นแหละครับ ตุรกี ปากีสถาน อืนเดีย การเดินหมาก 3 ตัวนี้ จะทำให้เห็นว่า ยุทธศาตร์ฝ่ายไหน ลึกซึ้ง และฝ่ายใด กำลังเดินหมาก รุก…… หลังปีใหม่ ค่อยมาอ่านนิทานต่อนะครับ ระหว่างข้ามปี ใช้ชีวิตสบายๆ สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ทำกุศล ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ให้เกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ตัวเองและครอบครัว และโชคดีตลอดปีใหม่ นะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 31 ธ.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 187 Views 0 Reviews
  • หมากรุก ตอนที่ 9

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 9
    จีนไม่ได้วางระบบเส้นทางรางรถไฟอย่างเดียว คนและสินค้าไปมาได้ ก็ต้องมีเส้นทางให้น้ำมันละแก๊สส่งไปมาได้ด้วย จีนทำสัญญาสร้างท่อส่งน้ำมันและแก๊ส จากเกือบทุกแหล่งพลังงานในยูเรเซีย มาสู่แหล่งชุมชนและอุตสาหกรรมในจีน ทางส่วนเหนือ ส่วนกลาง และตะวันออกเฉียงใต้ การสร้างเริ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน สร้างไปได้ 10 ปี ค.ศ.2009 China National Petroleum Corporation (CNPC) หน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงาน ซึ่งเป็นของรัฐก็ทำพิธีเปิดท่อส่งน้ำมัน เส้นทางจากท้องน้อยรัสเซีย คาซัคสถาน-จีน ระยะทางสุดท้าย เป็นท่อส่งเส้นทางยาว 1,400 ไมล์ จากทะเลสาปแคสเปียนมาถึงซินเจียง
    CNPC ยังร่วมมือกับท้องน้อยรัสเซียอีกรายคือ เติร์กเมนิสถาน สร้างท่อส่งแก๊สยาว 1,200 ไมล์ ขนานคู่มากับเส้นของ คาซัคสถาน เป็นการนำพลังงานจากภูมิภาคเดียวกันมาสู่จีน เป็นเติร์กเมนเดียวกัน กับที่ไม่ยอมร่วมรายการกับ Nabucco นั่นแหละ ….แบบนี้ อเมริกา ก็หน้าแหก อีกสิ ครั้งที่เท่าไหร่ จำไม่ได้แล้ว มันแยะจัง
    นอกจากนี้ จีนยังสร้างท่อส่งจากอ่าวเบงกอล ผ่านพม่า ข้ามไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เส้นทางยาวถึง 1,500 ไมล์ เพื่อส่งน้ำมัน ที่จีนซื้อจากตะวันออกกลางและพม่า เพื่อเลี่ยงการถูกรัดคอ จากการใช้เส้นทางส่งน้ำมันทางเรือ ผ่านช่องแคบมะละกา ที่ลูกหาบของอเมริกาคุม อาเฮียรอบคอบนะ
    และรายการท่อส่งแก๊สบันลือโลกระหว่างรัสเซียกับจีน มูลค่า 400 พันล้าน อายุ 30 ปี ที่ Gazprom ของรัสเซีย ที่คุณพี่ปูตินตั้งใจจะส่งให้อาเฮียเพื่อนรักอุ่นทั้งปี ด้วยการส่งแก๊ส
    ปีละ 38 พันล้านคิวบิกเมตร ท่อส่งนี้เป็นเครือข่ายที่ยาวจากไซบีเรีย ไปถึงแมนจูเรีย
    ระบบท่อส่งของจีน เมื่อรวมกับเครือข่ายท่อส่งของรัสเซีย ที่แผ่กว้างขึ้นบนลงล่างยาวไปถึงยุโรปส่วนต่างๆ และมาต่อกับตะวันออกกลาง เข้าเครือข่ายท่อส่งของอิหร่านแล้ว เครือข่ายท่อส่งของพันธมิตรด้านรัสเซียจีนอิหร่าน ซึ่งตอนนี้น่าจะนับรวมปากีสถาน ที่เขาว่าได้แหกคอก ออกมาจากแก๊งใบตองแห้งเรียบร้อยแล้ว น่าจะทำให้เห็นว่า การเดินหมากของฝ่ายรัสเซียจีนบวกอิหร่าน โดยการสร้างเครือข่ายท่อส่ง และระบบขนส่งทางบก สร้างเครือข่ายทางรถไฟความเร็วสูง เป็นการเดินหมากยุทธศาสตร์ที่สร้างการเชื่อมโยง สร้างความเจริญ สร้างรายได้ และสร้างสัมพันธ์ระหว่างกัน ระหว่างผู้ที่อยู่ในบริเวณ World Island ขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างพลัง อำนาจต่อรอง และความกดดัน ได้อย่างน่าสนใจด้วย
    และในยามศึกสงคราม เส้นทางคมนาคมขนส่ง เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การรบ จีน รัสเซีย มองไกลนะครับ อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ คิดอาศัยเส้นทางทางเรืออย่างเดียว ก็เข้าทางเขา
    แต่ยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัสเซียจีน ไม่ได้มีเพียงเครือข่ายท่อส่งและราง
    ในขั้นตอนที่ 2 ของการสร้างตามยุทธศาสตร์ รัสเซีย จีน ยังสร้างเครือข่ายด้านเศรษฐกิจการค้า ด้วยยุทธศาสตร์จับมือกันรอด จับมือกันรวย ด้วยการสร้าง “เครื่องคานอำนาจ” ทางเศรษฐกิจอีกด้วย
    รัสเซีย-จีน ตั้งกลุ่ม SCO เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ในปี ค.ศ.2001 นำโดยจีน รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีสถาน ทาจิกีสถาน และอุซเบกีสถาน นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมสังเกตุการณ์ เช่นอิหร่าน เบลารุส มองโกเลีย อาฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย และการที่รัสเซียและจีน สร้างราง สร้างท่อส่งข้ามทวีปได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ด้วยกัน โดยเฉพาะจากพวกท้องน้อยทรงเสน่ห์ ที่ตอนนี้ ยังรอดตัวจากการถูกทุบจากอีกฝ่าย
    นอกจากนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2014 จีนยังประกาศการก่อตั้ง ธนาคารเพื่อการลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคของเอเซีย Asian Infrastructure Investment Bank หรือ ไออิบ AIIB มันเป็นทางเลือก สำหรับประเทศที่ต้องการกู้เงินเพื่อมาพัฒนา และผลจากการพัฒนาตกอยู่กับประเทศนั้น ไม่ใช่เดินเข้าไปกู้เงินธนาคารไหน แล้วดันถูกธนาคารที่ให้กู้ ต้มคนกู้จนฉิบหายล้มละลายแทบต้องขายประเทศ อย่างที่ World Bank, IMF ทำกับทั่วโลก กู้ไปกู้มา คนกู้เจ๊งหนักไปกว่าเดิม แล้วจะไปกู้ทำไม
    ไออิบ มี 14 ประเทศมาร่วมด้วย แม้กระทั่งพวกลูกหาบฝั่งอเมริกา เช่น เยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ก็มา แต่ผม ที่ไม่เชื่อใจพวกตะวันตกง่ายๆ ก็ยังตะขิดตะขวงใจ มาร่วมทำไม (วะ) มันคงมองเห็นโอกาสที่จะใช้หม้อใบใหม่ต้มต่อ
    แต่ ก้าวสำคัญของจีนคือ แผนการสร้างราง สร้างท่อส่ง และถนน จากจีนทางด้านตะวันตก ไปสุดทางที่กวาดาร์ Gwadar ของปากีสถาน เพื่อเตรียมไว้เป็นท่าเรือ ที่จีนอาจจะใช้ในการทหารได้ในอนาคต เป็นการมองการณ์ไกล และเป็นการเดินหมากรุก ที่จีนกล้าเล่น เพราะปากีสถาน ก็มีชื่อว่า “เคย” อยู่ในกำมือของอเมริกา ไม่ต่างกับ หมากตุรกี ที่รัสเซียกำลังเล่น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ตุรกี ก็มีหลายหัว…
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    30 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 9 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 9 จีนไม่ได้วางระบบเส้นทางรางรถไฟอย่างเดียว คนและสินค้าไปมาได้ ก็ต้องมีเส้นทางให้น้ำมันละแก๊สส่งไปมาได้ด้วย จีนทำสัญญาสร้างท่อส่งน้ำมันและแก๊ส จากเกือบทุกแหล่งพลังงานในยูเรเซีย มาสู่แหล่งชุมชนและอุตสาหกรรมในจีน ทางส่วนเหนือ ส่วนกลาง และตะวันออกเฉียงใต้ การสร้างเริ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน สร้างไปได้ 10 ปี ค.ศ.2009 China National Petroleum Corporation (CNPC) หน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงาน ซึ่งเป็นของรัฐก็ทำพิธีเปิดท่อส่งน้ำมัน เส้นทางจากท้องน้อยรัสเซีย คาซัคสถาน-จีน ระยะทางสุดท้าย เป็นท่อส่งเส้นทางยาว 1,400 ไมล์ จากทะเลสาปแคสเปียนมาถึงซินเจียง CNPC ยังร่วมมือกับท้องน้อยรัสเซียอีกรายคือ เติร์กเมนิสถาน สร้างท่อส่งแก๊สยาว 1,200 ไมล์ ขนานคู่มากับเส้นของ คาซัคสถาน เป็นการนำพลังงานจากภูมิภาคเดียวกันมาสู่จีน เป็นเติร์กเมนเดียวกัน กับที่ไม่ยอมร่วมรายการกับ Nabucco นั่นแหละ ….แบบนี้ อเมริกา ก็หน้าแหก อีกสิ ครั้งที่เท่าไหร่ จำไม่ได้แล้ว มันแยะจัง นอกจากนี้ จีนยังสร้างท่อส่งจากอ่าวเบงกอล ผ่านพม่า ข้ามไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เส้นทางยาวถึง 1,500 ไมล์ เพื่อส่งน้ำมัน ที่จีนซื้อจากตะวันออกกลางและพม่า เพื่อเลี่ยงการถูกรัดคอ จากการใช้เส้นทางส่งน้ำมันทางเรือ ผ่านช่องแคบมะละกา ที่ลูกหาบของอเมริกาคุม อาเฮียรอบคอบนะ และรายการท่อส่งแก๊สบันลือโลกระหว่างรัสเซียกับจีน มูลค่า 400 พันล้าน อายุ 30 ปี ที่ Gazprom ของรัสเซีย ที่คุณพี่ปูตินตั้งใจจะส่งให้อาเฮียเพื่อนรักอุ่นทั้งปี ด้วยการส่งแก๊ส ปีละ 38 พันล้านคิวบิกเมตร ท่อส่งนี้เป็นเครือข่ายที่ยาวจากไซบีเรีย ไปถึงแมนจูเรีย ระบบท่อส่งของจีน เมื่อรวมกับเครือข่ายท่อส่งของรัสเซีย ที่แผ่กว้างขึ้นบนลงล่างยาวไปถึงยุโรปส่วนต่างๆ และมาต่อกับตะวันออกกลาง เข้าเครือข่ายท่อส่งของอิหร่านแล้ว เครือข่ายท่อส่งของพันธมิตรด้านรัสเซียจีนอิหร่าน ซึ่งตอนนี้น่าจะนับรวมปากีสถาน ที่เขาว่าได้แหกคอก ออกมาจากแก๊งใบตองแห้งเรียบร้อยแล้ว น่าจะทำให้เห็นว่า การเดินหมากของฝ่ายรัสเซียจีนบวกอิหร่าน โดยการสร้างเครือข่ายท่อส่ง และระบบขนส่งทางบก สร้างเครือข่ายทางรถไฟความเร็วสูง เป็นการเดินหมากยุทธศาสตร์ที่สร้างการเชื่อมโยง สร้างความเจริญ สร้างรายได้ และสร้างสัมพันธ์ระหว่างกัน ระหว่างผู้ที่อยู่ในบริเวณ World Island ขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างพลัง อำนาจต่อรอง และความกดดัน ได้อย่างน่าสนใจด้วย และในยามศึกสงคราม เส้นทางคมนาคมขนส่ง เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การรบ จีน รัสเซีย มองไกลนะครับ อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ คิดอาศัยเส้นทางทางเรืออย่างเดียว ก็เข้าทางเขา แต่ยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัสเซียจีน ไม่ได้มีเพียงเครือข่ายท่อส่งและราง ในขั้นตอนที่ 2 ของการสร้างตามยุทธศาสตร์ รัสเซีย จีน ยังสร้างเครือข่ายด้านเศรษฐกิจการค้า ด้วยยุทธศาสตร์จับมือกันรอด จับมือกันรวย ด้วยการสร้าง “เครื่องคานอำนาจ” ทางเศรษฐกิจอีกด้วย รัสเซีย-จีน ตั้งกลุ่ม SCO เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ในปี ค.ศ.2001 นำโดยจีน รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีสถาน ทาจิกีสถาน และอุซเบกีสถาน นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมสังเกตุการณ์ เช่นอิหร่าน เบลารุส มองโกเลีย อาฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย และการที่รัสเซียและจีน สร้างราง สร้างท่อส่งข้ามทวีปได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ด้วยกัน โดยเฉพาะจากพวกท้องน้อยทรงเสน่ห์ ที่ตอนนี้ ยังรอดตัวจากการถูกทุบจากอีกฝ่าย นอกจากนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2014 จีนยังประกาศการก่อตั้ง ธนาคารเพื่อการลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภคของเอเซีย Asian Infrastructure Investment Bank หรือ ไออิบ AIIB มันเป็นทางเลือก สำหรับประเทศที่ต้องการกู้เงินเพื่อมาพัฒนา และผลจากการพัฒนาตกอยู่กับประเทศนั้น ไม่ใช่เดินเข้าไปกู้เงินธนาคารไหน แล้วดันถูกธนาคารที่ให้กู้ ต้มคนกู้จนฉิบหายล้มละลายแทบต้องขายประเทศ อย่างที่ World Bank, IMF ทำกับทั่วโลก กู้ไปกู้มา คนกู้เจ๊งหนักไปกว่าเดิม แล้วจะไปกู้ทำไม ไออิบ มี 14 ประเทศมาร่วมด้วย แม้กระทั่งพวกลูกหาบฝั่งอเมริกา เช่น เยอรมัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ก็มา แต่ผม ที่ไม่เชื่อใจพวกตะวันตกง่ายๆ ก็ยังตะขิดตะขวงใจ มาร่วมทำไม (วะ) มันคงมองเห็นโอกาสที่จะใช้หม้อใบใหม่ต้มต่อ แต่ ก้าวสำคัญของจีนคือ แผนการสร้างราง สร้างท่อส่ง และถนน จากจีนทางด้านตะวันตก ไปสุดทางที่กวาดาร์ Gwadar ของปากีสถาน เพื่อเตรียมไว้เป็นท่าเรือ ที่จีนอาจจะใช้ในการทหารได้ในอนาคต เป็นการมองการณ์ไกล และเป็นการเดินหมากรุก ที่จีนกล้าเล่น เพราะปากีสถาน ก็มีชื่อว่า “เคย” อยู่ในกำมือของอเมริกา ไม่ต่างกับ หมากตุรกี ที่รัสเซียกำลังเล่น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ตุรกี ก็มีหลายหัว… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 30 ธ.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 172 Views 0 Reviews
  • สู้ซิคะยังมีหวัง✌ "ถ้ายอมจะไม่มีวันสิ้นสุดเลยปล้นไปเรื่อยๆใช้กำลังอาวุธมันเป็นวิธีการที่ป่าเถื่อนใครอยากได้อะไรก็ไปยึดมานั่นมันยุคหินแล้วกฎหมายไม่มี การฑูตไม่มีถ้าโลกยอมรับการกระทำเช่นนี้ละก็คงได้รื้อล้างสร้างโลกใหม่"เขาไม่ได้จนนะคนเมการวยมากกับกองทัพงบทุ่มไม่อั้น แต่ไม่ใช่หนี้จะใช้สงครามล้างหนี้แบบนี้เกเร แต่อย่าลืมนะว่าเขาไม่เคยรบชนะที่ไหนเลย"วุฒิสภาแห่งรัฐประนามการกระทำของทรัมป์ทั้งนั้นต่อไปเขาหายนะแน่"รัฐบริวารแยกตัวปกครองตัวเอง "รบ.กลางเอาแต่ก่อสงครามไม่สนใจประชาชนในประเทศๆเน่า
    สู้ซิคะยังมีหวัง✌🌕 "ถ้ายอมจะไม่มีวันสิ้นสุดเลยปล้นไปเรื่อยๆใช้กำลังอาวุธมันเป็นวิธีการที่ป่าเถื่อนใครอยากได้อะไรก็ไปยึดมานั่นมันยุคหินแล้วกฎหมายไม่มี การฑูตไม่มีถ้าโลกยอมรับการกระทำเช่นนี้ละก็คงได้รื้อล้างสร้างโลกใหม่🔱🔆"🦅เขาไม่ได้จนนะคนเมการวยมากกับกองทัพงบทุ่มไม่อั้น แต่ไม่ใช่หนี้จะใช้สงครามล้างหนี้แบบนี้เกเร แต่อย่าลืมนะว่าเขาไม่เคยรบชนะที่ไหนเลย🙄"วุฒิสภาแห่งรัฐประนามการกระทำของทรัมป์ทั้งนั้นต่อไปเขาหายนะแน่"รัฐบริวารแยกตัวปกครองตัวเอง "รบ.กลางเอาแต่ก่อสงครามไม่สนใจประชาชนในประเทศๆเน่า🤮
    0 Comments 0 Shares 63 Views 0 Reviews
  • คำพูดต่างกันความหมายมันเปลี่ยนไปไกลเลยนะคะ
    คำพูดต่างกันความหมายมันเปลี่ยนไปไกลเลยนะคะ
    0 Comments 0 Shares 26 Views 0 0 Reviews
  • ฟังดูเหมือนจะดี"ไม่อยากให้ใครติดคุกเพราะคำพูด#พวกคุณพอใครพูดถึงหรือวิจารณ์ก็ฟ้องกันเต็มศาลไปกี่คดีแล้วล่ะ. "ตัดคลิปมาแต่ตอนที่ตัวเองได้ประโยชน์ทำไมไม่เอามาทั้งคลิปละคะว่า"พ่อหลวงร.9ท่านพูดทั้งหมดคืออะไร..ไม่ใช่ตัดช่วงที่พ่อหลวงบอกไม่ต้องดำเนินคดี "ถ้าพูดเรื่องจริง!!แต่ถ้าให้ร้ายอาฆาตประสงค์ให้เสื่อมเสียจะโดนประชาชนจัดการเอง เวลาพูดกรุณาพูดให้ครบซิคะความหมายมันต่างกันนะจริงๆ#รธน.แก้ทำไมเพื่ออะไร ?ประชาชนไม่ได้เดือดร้อนเลยนะ"คนเราพูดได้วิจารณ์ได้แต่ต้องไม่ประสงค์ร้ายหยาบคายใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนานาแบบนั้นมันผิดเต็มประตูอยู่แล้ว#""ทุกประเทศในโลกเขามีกฎหมายปกป้องประมุขแห่งรัฐอยู่แล้วที่ใครจะละเมิดมิได้"ไม่ให้ร้ายปลุกปั่น รธน.จะไปทำอะไรคุณได้ จะกลัวทำไม!!พอเหอะเอาเงินมาทำประชาวิจารณ์สิ้นเปลื้องงบเอาเงินเดือนพวกคุณมาทำไหมล่ะ แค่นี้ประชาชนน้ำท่วม,เกิดสงครามสู้รบ ก็จะตายกันหมดแล้ว เลิกเล่นการเมืองกันสักทีเถอะแล้วตอนจะได้เป็นรัฐบาลทำไมไม่เป็นละมาเป็นฝ่ายค้านทำไม?##คนเรามันเท่ากันแต่ลำดับความสำคัญต่างกันเข้าใจไหม????
    🔇ฟังดูเหมือนจะดี🙄"ไม่อยากให้ใครติดคุกเพราะคำพูด#พวกคุณพอใครพูดถึงหรือวิจารณ์ก็ฟ้องกันเต็มศาลไปกี่คดีแล้วล่ะ. "ตัดคลิปมาแต่ตอนที่ตัวเองได้ประโยชน์ทำไมไม่เอามาทั้งคลิปละคะว่า"พ่อหลวงร.9ท่านพูดทั้งหมดคืออะไร..ไม่ใช่ตัดช่วงที่พ่อหลวงบอกไม่ต้องดำเนินคดี "ถ้าพูดเรื่องจริง!!แต่ถ้าให้ร้ายอาฆาตประสงค์ให้เสื่อมเสียจะโดนประชาชนจัดการเอง เวลาพูดกรุณาพูดให้ครบซิคะความหมายมันต่างกันนะจริงๆ🤔#รธน.แก้ทำไมเพื่ออะไร ?ประชาชนไม่ได้เดือดร้อนเลยนะ"คนเราพูดได้วิจารณ์ได้แต่ต้องไม่ประสงค์ร้ายหยาบคายใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนานาแบบนั้นมันผิดเต็มประตูอยู่แล้ว#""ทุกประเทศในโลกเขามีกฎหมายปกป้องประมุขแห่งรัฐอยู่แล้วที่ใครจะละเมิดมิได้"ไม่ให้ร้ายปลุกปั่น รธน.จะไปทำอะไรคุณได้ จะกลัวทำไม!!พอเหอะเอาเงินมาทำประชาวิจารณ์สิ้นเปลื้องงบเอาเงินเดือนพวกคุณมาทำไหมล่ะ แค่นี้ประชาชนน้ำท่วม,เกิดสงครามสู้รบ ก็จะตายกันหมดแล้ว เลิกเล่นการเมืองกันสักทีเถอะแล้วตอนจะได้เป็นรัฐบาลทำไมไม่เป็นละมาเป็นฝ่ายค้านทำไม?##คนเรามันเท่ากันแต่ลำดับความสำคัญต่างกันเข้าใจไหม????
    0 Comments 0 Shares 77 Views 0 0 Reviews
  • ราคาน้ำมันโลก ขาลง? 09/01/69 #กะเทาะหุ้น #ราคาน้ำมัน #น้ำมันโลก #ตลาดหุ้น #เศรษฐกิจ
    ราคาน้ำมันโลก ขาลง? 09/01/69 #กะเทาะหุ้น #ราคาน้ำมัน #น้ำมันโลก #ตลาดหุ้น #เศรษฐกิจ
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 180 Views 0 0 Reviews
  • การซื้ออาวุธจากหลายๆค่ายก็เหมือนเราจ่ายค่าคุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าเราใช้ของที่เดียวมันเสี่ยงเกินไปแล้วจะไปยืมจมูกคนอื่นมันไม่ได้เราอาจมีค่าซ่อมบำรุงเยอะหน่อยแต่เราก็มีคนไทยเก่งๆเยอะช่วยกันดัดแปลงแก้ไขได้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะปิดระบบเรา
    การซื้ออาวุธจากหลายๆค่ายก็เหมือนเราจ่ายค่าคุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าเราใช้ของที่เดียวมันเสี่ยงเกินไปแล้วจะไปยืมจมูกคนอื่นมันไม่ได้เราอาจมีค่าซ่อมบำรุงเยอะหน่อยแต่เราก็มีคนไทยเก่งๆเยอะช่วยกันดัดแปลงแก้ไขได้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะปิดระบบเรา
    0 Comments 0 Shares 42 Views 0 0 Reviews
More Results