• Android ปี 2026 เล่นเกม PC ได้จริง! Valve ปูทางด้วย FeX ทำให้มือถือกลายเป็น “พีซีพกพา”

    ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเกม เมื่อ Android สามารถ “รันเกม PC แบบเนทีฟ” ได้จริง ไม่ใช่การสตรีม ไม่ใช่การเอมูเลชัน แต่ใช้พลังประมวลผลของมือถือโดยตรง ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีแปลคำสั่ง x86 → ARM64 ของ Valve ที่ชื่อ FeX ซึ่งเป็นรากฐานเดียวกับที่ทำให้ Steam Deck ประสบความสำเร็จบน Linux มาก่อนหน้านี้ การมาถึงของ FeX บน Android ทำให้มือถือระดับเรือธงกลายเป็นเครื่องเล่นเกม PC แบบพกพาที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ

    เครื่องมือหลักที่ทำให้ทุกอย่างเป็นจริงคือ GameHub, GameHub Lite, และ GameNative ซึ่งช่วยติดตั้งและรันเกม Steam บน Android ได้โดยตรง แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ประสบการณ์ใช้งานถือว่าดีเกินคาด โดยเฉพาะเกมอินดี้ที่ทำงานได้ลื่นไหลแทบไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลย ส่วนเกม AAA ยังมีข้อจำกัดด้านไดรเวอร์, ประสิทธิภาพ และระบบ anti‑cheat ที่ยังไม่รองรับ ARM อย่างเต็มรูปแบบ

    อย่างไรก็ตาม การเล่นเกม PC บน Android ยังมีความท้าทาย เช่น ความร้อน, RAM ไม่พอ, พื้นที่จัดเก็บจำกัด และความเข้ากันได้ของเกมที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ FeX, Lepton และชิป ARM รุ่นใหม่ ทำให้อนาคตของ “Android = พีซีเกมมิ่งพกพา” ดูสดใสกว่าที่เคย โดยเฉพาะเมื่อ Valve เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ ARM ตัวใหม่อย่าง Steam Frame ในปี 2026 ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้วงการนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด

    ท้ายที่สุด Android อาจไม่มาแทนที่ Windows หรือ Steam Deck แต่จะกลายเป็น “อีกหนึ่งแพลตฟอร์มเกม PC” ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูก และพกพาสะดวกที่สุดในโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Android เล่นเกม PC ได้จริงในปี 2026
    ใช้เทคโนโลยีแปลคำสั่ง FeX ของ Valve
    ไม่ใช่การสตรีม แต่รันเกมด้วยพลังของมือถือโดยตรง

    ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง
    เกม AAA ส่วนใหญ่ยังไม่ลื่นไหลหรือไม่รันเลย
    ระบบ anti‑cheat ยังไม่รองรับ ARM ทำให้เกมออนไลน์เล่นไม่ได้

    แอปที่ใช้รันเกม PC บน Android
    GameHub / GameHub Lite ใช้งานง่าย มี preset ให้เลือก
    GameNative ยืดหยุ่นกว่า รองรับ external storage

    ความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิด
    ปรับโหมด Extreme/Performance อาจทำให้เกมเปิดไม่ได้
    ต้องลองผิดลองถูกเพราะแต่ละเกมต้องการค่าต่างกัน

    ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพ
    RAM 12–16GB ช่วยให้เกมทำงานได้ดีขึ้นมาก
    มือถือที่มีพัดลมเสริมช่วยลดการ throttle

    ปัญหาที่พบบ่อย
    มือถือร้อนเร็ว ทำให้เฟรมเรตตก
    พื้นที่เก็บข้อมูลไม่พอสำหรับเกม PC ขนาดใหญ่

    เกมที่เหมาะกับ Android ตอนนี้
    เกมอินดี้ทำงานได้ดีแทบทุกเกม
    เกม AAA รุ่นเก่า เช่น GTA V, Bioshock Infinite รันได้ลื่น

    เกมที่ยังไม่เหมาะ
    เกม AAA ใหม่ ๆ เช่น DOOM: The Dark Ages ยังเกินกำลังมือถือ
    เกมที่ใช้ anti‑cheat แบบเข้มงวด

    https://www.slashgear.com/2068348/how-to-play-pc-games-on-android-in-2026/
    🎮🔥 Android ปี 2026 เล่นเกม PC ได้จริง! Valve ปูทางด้วย FeX ทำให้มือถือกลายเป็น “พีซีพกพา” ปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเกม เมื่อ Android สามารถ “รันเกม PC แบบเนทีฟ” ได้จริง ไม่ใช่การสตรีม ไม่ใช่การเอมูเลชัน แต่ใช้พลังประมวลผลของมือถือโดยตรง ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีแปลคำสั่ง x86 → ARM64 ของ Valve ที่ชื่อ FeX ซึ่งเป็นรากฐานเดียวกับที่ทำให้ Steam Deck ประสบความสำเร็จบน Linux มาก่อนหน้านี้ การมาถึงของ FeX บน Android ทำให้มือถือระดับเรือธงกลายเป็นเครื่องเล่นเกม PC แบบพกพาที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ เครื่องมือหลักที่ทำให้ทุกอย่างเป็นจริงคือ GameHub, GameHub Lite, และ GameNative ซึ่งช่วยติดตั้งและรันเกม Steam บน Android ได้โดยตรง แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ประสบการณ์ใช้งานถือว่าดีเกินคาด โดยเฉพาะเกมอินดี้ที่ทำงานได้ลื่นไหลแทบไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลย ส่วนเกม AAA ยังมีข้อจำกัดด้านไดรเวอร์, ประสิทธิภาพ และระบบ anti‑cheat ที่ยังไม่รองรับ ARM อย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การเล่นเกม PC บน Android ยังมีความท้าทาย เช่น ความร้อน, RAM ไม่พอ, พื้นที่จัดเก็บจำกัด และความเข้ากันได้ของเกมที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ FeX, Lepton และชิป ARM รุ่นใหม่ ทำให้อนาคตของ “Android = พีซีเกมมิ่งพกพา” ดูสดใสกว่าที่เคย โดยเฉพาะเมื่อ Valve เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ ARM ตัวใหม่อย่าง Steam Frame ในปี 2026 ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้วงการนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด ท้ายที่สุด Android อาจไม่มาแทนที่ Windows หรือ Steam Deck แต่จะกลายเป็น “อีกหนึ่งแพลตฟอร์มเกม PC” ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูก และพกพาสะดวกที่สุดในโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Android เล่นเกม PC ได้จริงในปี 2026 ➡️ ใช้เทคโนโลยีแปลคำสั่ง FeX ของ Valve ➡️ ไม่ใช่การสตรีม แต่รันเกมด้วยพลังของมือถือโดยตรง ‼️ ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง ⛔ เกม AAA ส่วนใหญ่ยังไม่ลื่นไหลหรือไม่รันเลย ⛔ ระบบ anti‑cheat ยังไม่รองรับ ARM ทำให้เกมออนไลน์เล่นไม่ได้ ✅ แอปที่ใช้รันเกม PC บน Android ➡️ GameHub / GameHub Lite ใช้งานง่าย มี preset ให้เลือก ➡️ GameNative ยืดหยุ่นกว่า รองรับ external storage ‼️ ความเสี่ยงจากการตั้งค่าผิด ⛔ ปรับโหมด Extreme/Performance อาจทำให้เกมเปิดไม่ได้ ⛔ ต้องลองผิดลองถูกเพราะแต่ละเกมต้องการค่าต่างกัน ✅ ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพ ➡️ RAM 12–16GB ช่วยให้เกมทำงานได้ดีขึ้นมาก ➡️ มือถือที่มีพัดลมเสริมช่วยลดการ throttle ‼️ ปัญหาที่พบบ่อย ⛔ มือถือร้อนเร็ว ทำให้เฟรมเรตตก ⛔ พื้นที่เก็บข้อมูลไม่พอสำหรับเกม PC ขนาดใหญ่ ✅ เกมที่เหมาะกับ Android ตอนนี้ ➡️ เกมอินดี้ทำงานได้ดีแทบทุกเกม ➡️ เกม AAA รุ่นเก่า เช่น GTA V, Bioshock Infinite รันได้ลื่น ‼️ เกมที่ยังไม่เหมาะ ⛔ เกม AAA ใหม่ ๆ เช่น DOOM: The Dark Ages ยังเกินกำลังมือถือ ⛔ เกมที่ใช้ anti‑cheat แบบเข้มงวด https://www.slashgear.com/2068348/how-to-play-pc-games-on-android-in-2026/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    How To Play PC Games On Your Android Device In 2026 - SlashGear
    Android gaming has come a long way -- long enough to enable you to play some of your PC games on Android devices. Here's how to do it in 2026.
    0 Comments 0 Shares 29 Views 0 Reviews
  • eSIM สะดวก ปลอดภัย และทันสมัยกว่าเดิม — แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเปลี่ยน

    eSIM กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงที่เริ่มตัดถาดซิมออกไปแล้ว จุดเด่นสำคัญคือความสะดวกในการเปิดใช้งาน ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และการรองรับหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว ทำให้เหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อยหรือไม่อยากพกซิมหลายใบ อย่างไรก็ตาม eSIM ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ความยุ่งยากในการย้ายเครื่อง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในบางสถานการณ์

    ในด้านความสะดวก eSIM ช่วยลดขั้นตอนการไปศูนย์บริการหรือรอซิมส่งถึงบ้าน เพียงสแกน QR code ก็เปิดใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังเก็บโปรไฟล์ซิมได้หลายใบในเครื่องเดียว ทำให้สลับใช้งานได้รวดเร็วโดยไม่ต้องถอดซิมจริง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่องสำหรับแบตเตอรี่หรือระบบกันน้ำที่ดีขึ้น เช่น iPhone 17 Pro รุ่น eSIM‑only ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมถึง 2 ชั่วโมงในการเล่นวิดีโอ

    แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย เช่น การย้าย eSIM ไปเครื่องใหม่ที่ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ไม่สามารถ “ดึงซิมออกแล้วเสียบเครื่องใหม่” แบบเดิมได้ทันที รวมถึงความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้ หากซื้อเครื่องใหม่ที่ไม่รองรับ eSIM ก็ต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอแปลงกลับเป็นซิมจริง นอกจากนี้ การเปิดใช้งาน eSIM ครั้งแรกจำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นปัญหาในพื้นที่สัญญาณอ่อนหรือในต่างประเทศ

    โดยรวม eSIM เป็นเทคโนโลยีที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แบบ eSIM เต็มรูปแบบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อดีของ eSIM
    เปิดใช้งานง่าย เพียงสแกน QR code ไม่ต้องรอซิมจริง
    เก็บหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว สลับใช้งานได้รวดเร็ว
    ปลอดภัยกว่า เพราะไม่สามารถถอดซิมไปใช้ในเครื่องอื่นได้
    ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่อง เช่น แบตใหญ่ขึ้นหรือกันน้ำดีขึ้น

    ข้อควรระวัง
    การย้ายเครื่องยุ่งยากกว่า ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า
    อุปกรณ์ใหม่ต้องรองรับ eSIM ไม่เช่นนั้นต้องติดต่อค่ายเพื่อแปลงกลับ
    ต้องมีอินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจไม่สะดวกในบางพื้นที่

    เหมาะกับใคร
    ผู้ที่เดินทางบ่อยและต้องสลับซิมหลายประเทศ
    ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
    ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องบาง กันน้ำดี หรือแบตอึดขึ้น

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยและต้องการย้ายซิมแบบรวดเร็ว
    ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร
    ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่รองรับ eSIM

    https://www.slashgear.com/2067395/esim-phone-pros-cons-explained/
    📱✨ eSIM สะดวก ปลอดภัย และทันสมัยกว่าเดิม — แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเปลี่ยน eSIM กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงที่เริ่มตัดถาดซิมออกไปแล้ว จุดเด่นสำคัญคือความสะดวกในการเปิดใช้งาน ความปลอดภัยที่สูงขึ้น และการรองรับหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว ทำให้เหมาะกับผู้ที่เดินทางบ่อยหรือไม่อยากพกซิมหลายใบ อย่างไรก็ตาม eSIM ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ความยุ่งยากในการย้ายเครื่อง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และความจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในบางสถานการณ์ ในด้านความสะดวก eSIM ช่วยลดขั้นตอนการไปศูนย์บริการหรือรอซิมส่งถึงบ้าน เพียงสแกน QR code ก็เปิดใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังเก็บโปรไฟล์ซิมได้หลายใบในเครื่องเดียว ทำให้สลับใช้งานได้รวดเร็วโดยไม่ต้องถอดซิมจริง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ผลิตเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่องสำหรับแบตเตอรี่หรือระบบกันน้ำที่ดีขึ้น เช่น iPhone 17 Pro รุ่น eSIM‑only ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมถึง 2 ชั่วโมงในการเล่นวิดีโอ แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อย เช่น การย้าย eSIM ไปเครื่องใหม่ที่ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ไม่สามารถ “ดึงซิมออกแล้วเสียบเครื่องใหม่” แบบเดิมได้ทันที รวมถึงความเสี่ยงเรื่องความเข้ากันได้ หากซื้อเครื่องใหม่ที่ไม่รองรับ eSIM ก็ต้องติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอแปลงกลับเป็นซิมจริง นอกจากนี้ การเปิดใช้งาน eSIM ครั้งแรกจำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นปัญหาในพื้นที่สัญญาณอ่อนหรือในต่างประเทศ โดยรวม eSIM เป็นเทคโนโลยีที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเดิม แต่ยังไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน ผู้ใช้ควรพิจารณาความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แบบ eSIM เต็มรูปแบบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อดีของ eSIM ➡️ เปิดใช้งานง่าย เพียงสแกน QR code ไม่ต้องรอซิมจริง ➡️ เก็บหลายโปรไฟล์ซิมในเครื่องเดียว สลับใช้งานได้รวดเร็ว ➡️ ปลอดภัยกว่า เพราะไม่สามารถถอดซิมไปใช้ในเครื่องอื่นได้ ➡️ ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในเครื่อง เช่น แบตใหญ่ขึ้นหรือกันน้ำดีขึ้น ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การย้ายเครื่องยุ่งยากกว่า ต้องทำผ่านเมนูตั้งค่า ⛔ อุปกรณ์ใหม่ต้องรองรับ eSIM ไม่เช่นนั้นต้องติดต่อค่ายเพื่อแปลงกลับ ⛔ ต้องมีอินเทอร์เน็ตตอนเปิดใช้งานครั้งแรก ซึ่งอาจไม่สะดวกในบางพื้นที่ ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ที่เดินทางบ่อยและต้องสลับซิมหลายประเทศ ➡️ ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ➡️ ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องบาง กันน้ำดี หรือแบตอึดขึ้น ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ที่เปลี่ยนเครื่องบ่อยและต้องการย้ายซิมแบบรวดเร็ว ⛔ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ⛔ ผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่รองรับ eSIM https://www.slashgear.com/2067395/esim-phone-pros-cons-explained/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    eSim Phones Have Their Pros, But It's Not All Roses - SlashGear
    eSIMs offer faster activation, better security, and easy travel SIMs, but drawbacks include harder transfers, carrier limits, and compatibility issues.
    0 Comments 0 Shares 27 Views 0 Reviews
  • 5 แอปที่ช่วยชุบชีวิตให้ Windows เครื่องเก่า — เบา เร็ว และฟรี!

    คอมพิวเตอร์ Windows ที่ใช้งานมานานมักจะเริ่มช้าลงเพราะไฟล์ขยะสะสม แอปที่รันเบื้องหลังโดยไม่จำเป็น และระบบที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม บทความนี้แนะนำ 5 แอปฟรีที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้เครื่องเก่าได้จริง ตั้งแต่การเคลียร์ไฟล์ขยะ การค้นหาไฟล์แบบทันที ไปจนถึงการลบแอปแบบถอนรากถอนโคน พร้อมทั้งแนะนำเบราว์เซอร์ที่เบากว่า Chrome เพื่อช่วยลดภาระเครื่อง

    นอกจากแอปที่แนะนำในบทความแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคนิคเสริมที่ผู้ใช้ Windows นิยมใช้ เช่น การเปิดใช้งาน Storage Sense, การปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น, และการอัปเกรด SSD ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วได้แบบเห็นผลทันที แม้จะเป็นเครื่องเก่าก็ตาม การใช้แอปเหล่านี้ร่วมกับการดูแลระบบพื้นฐานจะช่วยให้เครื่องกลับมาลื่นไหลเหมือนใหม่

    แอปทั้ง 5 ตัวนี้เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ถนัดด้านเทคนิค เพราะใช้งานง่าย ปลอดภัย และไม่ต้องปรับแต่งซับซ้อน โดยเฉพาะ Microsoft PC Manager ที่ออกแบบโดย Microsoft เอง ทำให้เข้ากันได้ดีกับ Windows 10 และ 11 ส่วนแอปอย่าง Everything และ Thorium Browser ก็ช่วยลดภาระเครื่องได้มากสำหรับผู้ที่ใช้ HDD หรือ RAM น้อย

    สุดท้าย หากคุณมีเครื่องเก่าที่เริ่มอืด การลองใช้ชุดเครื่องมือเหล่านี้ก่อนซื้อเครื่องใหม่เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้มาจากฮาร์ดแวร์ แต่เกิดจากซอฟต์แวร์ที่สะสมมานานจนทำให้ระบบทำงานช้าลง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    แอปที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้ Windows เครื่องเก่า
    Microsoft PC Manager — เคลียร์ไฟล์ขยะ, จัดการ RAM, มี Deep Uninstall
    Everything — ค้นหาไฟล์เร็วมาก ใช้ทรัพยากรน้อย
    Chris Titus Tech’s Windows Utility — Debloat Windows แบบลึก
    Thorium Browser — เบากว่า Chrome แต่ยังรองรับ Extensions
    Bulk Crap Uninstaller (BCU) — ลบแอปพร้อมไฟล์ตกค้างทั้งหมด

    ข้อควรระวังในการใช้งาน
    เครื่องมือ Debloat อย่าง Chris Titus Utility ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
    การลบแอปจำนวนมากอาจทำให้ระบบเสียหายหากไม่สร้าง Restore Point
    Thorium Browser แม้เบา แต่บางเว็บอาจไม่รองรับ 100%

    เทคนิคเสริมที่ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้น (เพิ่มเติมจากบทความ)
    เปิด Storage Sense เพื่อลบไฟล์อัตโนมัติ
    ปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น
    อัปเดต Windows และไดรเวอร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

    ความเสี่ยงหากละเลยการดูแลระบบ
    ไฟล์ขยะสะสมจนทำให้เครื่องช้าและค้างบ่อย
    แอปที่รันเบื้องหลังอาจกิน RAM และ CPU โดยไม่รู้ตัว
    ระบบอาจเสี่ยงต่อมัลแวร์หากไม่อัปเดต

    เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่มีเครื่องเก่า RAM น้อย หรือยังใช้ HDD
    คนที่ต้องการเพิ่มความเร็วโดยไม่เสียเงินซื้อเครื่องใหม่
    ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเครื่องมือใช้งานง่าย

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบลึกแต่ไม่มั่นใจด้านเทคนิค
    ผู้ที่ต้องการความเสถียรสูงมาก เช่น เครื่องสำหรับงานเซิร์ฟเวอร์

    https://www.slashgear.com/2065210/apps-speed-up-old-windows-pc/
    ⚡🖥️ 5 แอปที่ช่วยชุบชีวิตให้ Windows เครื่องเก่า — เบา เร็ว และฟรี! คอมพิวเตอร์ Windows ที่ใช้งานมานานมักจะเริ่มช้าลงเพราะไฟล์ขยะสะสม แอปที่รันเบื้องหลังโดยไม่จำเป็น และระบบที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม บทความนี้แนะนำ 5 แอปฟรีที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้เครื่องเก่าได้จริง ตั้งแต่การเคลียร์ไฟล์ขยะ การค้นหาไฟล์แบบทันที ไปจนถึงการลบแอปแบบถอนรากถอนโคน พร้อมทั้งแนะนำเบราว์เซอร์ที่เบากว่า Chrome เพื่อช่วยลดภาระเครื่อง นอกจากแอปที่แนะนำในบทความแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคนิคเสริมที่ผู้ใช้ Windows นิยมใช้ เช่น การเปิดใช้งาน Storage Sense, การปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น, และการอัปเกรด SSD ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วได้แบบเห็นผลทันที แม้จะเป็นเครื่องเก่าก็ตาม การใช้แอปเหล่านี้ร่วมกับการดูแลระบบพื้นฐานจะช่วยให้เครื่องกลับมาลื่นไหลเหมือนใหม่ แอปทั้ง 5 ตัวนี้เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ถนัดด้านเทคนิค เพราะใช้งานง่าย ปลอดภัย และไม่ต้องปรับแต่งซับซ้อน โดยเฉพาะ Microsoft PC Manager ที่ออกแบบโดย Microsoft เอง ทำให้เข้ากันได้ดีกับ Windows 10 และ 11 ส่วนแอปอย่าง Everything และ Thorium Browser ก็ช่วยลดภาระเครื่องได้มากสำหรับผู้ที่ใช้ HDD หรือ RAM น้อย สุดท้าย หากคุณมีเครื่องเก่าที่เริ่มอืด การลองใช้ชุดเครื่องมือเหล่านี้ก่อนซื้อเครื่องใหม่เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้มาจากฮาร์ดแวร์ แต่เกิดจากซอฟต์แวร์ที่สะสมมานานจนทำให้ระบบทำงานช้าลง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ แอปที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้ Windows เครื่องเก่า ➡️ Microsoft PC Manager — เคลียร์ไฟล์ขยะ, จัดการ RAM, มี Deep Uninstall ➡️ Everything — ค้นหาไฟล์เร็วมาก ใช้ทรัพยากรน้อย ➡️ Chris Titus Tech’s Windows Utility — Debloat Windows แบบลึก ➡️ Thorium Browser — เบากว่า Chrome แต่ยังรองรับ Extensions ➡️ Bulk Crap Uninstaller (BCU) — ลบแอปพร้อมไฟล์ตกค้างทั้งหมด ‼️ ข้อควรระวังในการใช้งาน ⛔ เครื่องมือ Debloat อย่าง Chris Titus Utility ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ⛔ การลบแอปจำนวนมากอาจทำให้ระบบเสียหายหากไม่สร้าง Restore Point ⛔ Thorium Browser แม้เบา แต่บางเว็บอาจไม่รองรับ 100% ✅ เทคนิคเสริมที่ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้น (เพิ่มเติมจากบทความ) ➡️ เปิด Storage Sense เพื่อลบไฟล์อัตโนมัติ ➡️ ปิด Startup Apps ที่ไม่จำเป็น ➡️ อัปเดต Windows และไดรเวอร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ‼️ ความเสี่ยงหากละเลยการดูแลระบบ ⛔ ไฟล์ขยะสะสมจนทำให้เครื่องช้าและค้างบ่อย ⛔ แอปที่รันเบื้องหลังอาจกิน RAM และ CPU โดยไม่รู้ตัว ⛔ ระบบอาจเสี่ยงต่อมัลแวร์หากไม่อัปเดต ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ใช้ที่มีเครื่องเก่า RAM น้อย หรือยังใช้ HDD ➡️ คนที่ต้องการเพิ่มความเร็วโดยไม่เสียเงินซื้อเครื่องใหม่ ➡️ ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเครื่องมือใช้งานง่าย ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบลึกแต่ไม่มั่นใจด้านเทคนิค ⛔ ผู้ที่ต้องการความเสถียรสูงมาก เช่น เครื่องสำหรับงานเซิร์ฟเวอร์ https://www.slashgear.com/2065210/apps-speed-up-old-windows-pc/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Apps That Can Breathe New Life Into Your Old Windows PC - SlashGear
    Struggling with sluggish startups and leftover app trash? This lineup of optimizers, uninstallers, and tweaks frees up your Windows PC's potential effortlessly.
    0 Comments 0 Shares 39 Views 0 Reviews
  • Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง

    งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที

    การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที

    นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย

    แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet
    ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก
    เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet
    พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง
    ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที

    วิธีการทำงานของผู้โจมตี
    ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน
    เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์
    ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ
    เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น

    ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
    เวียดนาม
    บราซิล
    อินเดีย
    ซาอุดีอาระเบีย

    ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ
    ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก
    ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check
    ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น

    หากพบอาการผิดปกติ
    หยุดใช้งานทันที
    อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์

    https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    📺🐺 Kimwolf Botnet ระบาดหนัก! Android TV และกล่องสตรีมมิงกว่า 2 ล้านเครื่องถูกยึดตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท Synthient เปิดเผยการระบาดครั้งใหญ่ของ Kimwolf Botnet ซึ่งเป็นสายพันธุ์ Android ของเครือข่าย Aisuru DDoS Botnet โดยพบว่า อุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือ หลายเครื่องถูกฝังโค้ดอันตรายมาตั้งแต่โรงงาน ก่อนถึงมือผู้ใช้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่เสียบปลั๊กและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ถูกยึดเครื่องภายในไม่กี่นาที การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ Android TV Box ราคาถูกและ Smart TV รุ่นที่ไม่มีแบรนด์ โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม บราซิล อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัยสูงถึง 67% มัลแวร์ Kimwolf ถูกใช้เพื่อสร้างกองทัพอุปกรณ์ “ซอมบี้” สำหรับยิง DDoS ที่มีพลังสูงถึง 29.7 Tbps ตามข้อมูลจาก Cloudflare ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถล่มเว็บไซต์ขนาดใหญ่ได้ทันที นอกจากนี้ Kimwolf ยังใช้โมดูลลับชื่อ Byteconnect SDK เพื่อแอบติดตั้งแอปในเครื่องของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และสร้างรายได้ให้ผู้โจมตีผ่านค่าคอมมิชชันจากการติดตั้งแอป รวมถึงการให้บริการ DDoS-for-hire ที่เปิดให้ใครก็ได้เช่า “กองทัพ 2 ล้านเครื่อง” เพื่อโจมตีเว็บไซต์เป้าหมาย แม้ผู้ให้บริการ IPIDEA จะออกแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 แต่ยังมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ยังคงติดเชื้ออยู่ หากคุณใช้กล่อง Android TV ราคาถูกหรือไม่มีแบรนด์ และพบว่าเครื่องช้าผิดปกติหรือทำงานแปลก ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ หยุดใช้งานทันที หรือทำลายทิ้ง พร้อมตรวจสอบเครือข่ายของคุณผ่านเว็บไซต์ของ Synthient 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Kimwolf Botnet ➡️ ติดอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลก ➡️ เป็นสายพันธุ์ Android ของ Aisuru DDoS Botnet ➡️ พลังโจมตีสูงสุดถึง 29.7 Tbps จากข้อมูล Cloudflare ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ อุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่ยังไม่แกะกล่อง ⛔ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายบ้านได้ภายในไม่กี่นาที ✅ วิธีการทำงานของผู้โจมตี ➡️ ใช้ Byteconnect SDK แอบติดตั้งแอปเพื่อทำเงิน ➡️ เปิดบริการ DDoS-for-hire ให้เช่ากองทัพอุปกรณ์ ➡️ ใช้กล่อง Android TV ราคาถูกเป็นเป้าหมายหลัก ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ อุปกรณ์ทำงานช้า แปลก หรือร้อนผิดปกติ ⛔ เครือข่ายบ้านอาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีเว็บไซต์อื่น ✅ ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ➡️ เวียดนาม ➡️ บราซิล ➡️ อินเดีย ➡️ ซาอุดีอาระเบีย ‼️ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ อุปกรณ์กว่า 67% ไม่มีการป้องกันใด ๆ ⛔ ผู้ใช้ไม่รู้ว่าอุปกรณ์ถูกติดมัลแวร์ตั้งแต่โรงงาน ✅ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ➡️ หลีกเลี่ยงกล่อง Android TV “โนเนม” ราคาถูก ➡️ ตรวจสอบเครือข่ายผ่าน synthient.com/check ➡️ ใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น ‼️ หากพบอาการผิดปกติ ⛔ หยุดใช้งานทันที ⛔ อาจต้อง “ทำลายอุปกรณ์” หากมัลแวร์ฝังลึกในเฟิร์มแวร์ https://hackread.com/android-tv-streaming-devices-infected-kimwolf-botnet/
    HACKREAD.COM
    Millions of Android Powered TVs and Streaming Devices Infected by Kimwolf Botnet
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 Comments 0 Shares 31 Views 0 Reviews
  • เวียดนามประกาศแบนโฆษณาบังคับดู! บังคับปุ่ม Skip ภายใน 5 วินาที เริ่มใช้ ก.พ. 2026

    เวียดนามออก Decree No. 342 ซึ่งเป็นข้อกำหนดใหม่ภายใต้กฎหมายโฆษณา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมโฆษณาออนไลน์ให้โปร่งใสขึ้น ปกป้องผู้บริโภค และลดโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการ จำกัดเวลาโฆษณาที่บังคับดูไม่เกิน 5 วินาที ก่อนที่ผู้ชมจะสามารถกดข้ามได้ ส่วนโฆษณาแบบภาพนิ่งต้องสามารถปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเลย

    นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังบังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจน ไม่ใช้สัญลักษณ์หลอกลวง และต้องมีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายอย่างง่ายและมองเห็นได้ชัดเจน ผู้ใช้ต้องสามารถปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐาน UX ของโฆษณาออนไลน์ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้แล้ว กฎหมายยังเข้มงวดกับโฆษณาใน 11 กลุ่มสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นหมวดที่มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ง่าย

    มาตรการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการสร้างสภาพแวดล้อมโฆษณาที่ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่โฆษณาออนไลน์มีจำนวนมากและมักใช้เทคนิคหลอกล่อผู้ชม การบังคับให้ปิดโฆษณาได้ง่ายขึ้นอาจเป็นแรงกดดันให้แพลตฟอร์มระดับโลก เช่น YouTube และ Facebook ต้องปรับระบบโฆษณาให้สอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่นมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    กฎหมายใหม่เกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์
    จำกัดโฆษณาวิดีโอ/แอนิเมชันให้กดข้ามได้ภายใน 5 วินาที
    โฆษณาภาพนิ่งต้องปิดได้ทันที
    ห้ามใช้ปุ่มหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้ใช้สับสน

    ความเสี่ยงและปัญหาที่ต้องระวัง
    โฆษณาที่หลอกลวงหรือปิดยากอาจถูกลงโทษตามกฎหมาย
    แพลตฟอร์มที่ไม่ปรับระบบอาจถูกมองว่าละเมิดกฎหมายท้องถิ่น

    สิ่งที่แพลตฟอร์มต้องทำ
    เพิ่มปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจนและใช้งานง่าย
    มีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายแบบ one‑click
    อนุญาตให้ผู้ใช้ปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้

    ความเสี่ยงหากไม่ปฏิบัติตาม
    อาจถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษโดยหน่วยงานรัฐ
    ผู้ใช้สูญเสียความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์ม

    กลุ่มสินค้าที่ถูกควบคุมเข้มงวด
    เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก
    ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ
    ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เหตุผลที่ต้องควบคุม
    เป็นสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
    มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด

    https://saigoneer.com/vietnam-news/28652-vienam-bans-unskippable-ads,-requires-skip-button-to-appear-after-5-seconds
    🎬🚫 เวียดนามประกาศแบนโฆษณาบังคับดู! บังคับปุ่ม Skip ภายใน 5 วินาที เริ่มใช้ ก.พ. 2026 เวียดนามออก Decree No. 342 ซึ่งเป็นข้อกำหนดใหม่ภายใต้กฎหมายโฆษณา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมโฆษณาออนไลน์ให้โปร่งใสขึ้น ปกป้องผู้บริโภค และลดโฆษณาที่ผิดกฎหมาย หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการ จำกัดเวลาโฆษณาที่บังคับดูไม่เกิน 5 วินาที ก่อนที่ผู้ชมจะสามารถกดข้ามได้ ส่วนโฆษณาแบบภาพนิ่งต้องสามารถปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเลย นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังบังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจน ไม่ใช้สัญลักษณ์หลอกลวง และต้องมีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายอย่างง่ายและมองเห็นได้ชัดเจน ผู้ใช้ต้องสามารถปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐาน UX ของโฆษณาออนไลน์ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้แล้ว กฎหมายยังเข้มงวดกับโฆษณาใน 11 กลุ่มสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นหมวดที่มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ง่าย มาตรการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเวียดนามในการสร้างสภาพแวดล้อมโฆษณาที่ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่โฆษณาออนไลน์มีจำนวนมากและมักใช้เทคนิคหลอกล่อผู้ชม การบังคับให้ปิดโฆษณาได้ง่ายขึ้นอาจเป็นแรงกดดันให้แพลตฟอร์มระดับโลก เช่น YouTube และ Facebook ต้องปรับระบบโฆษณาให้สอดคล้องกับกฎหมายท้องถิ่นมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ กฎหมายใหม่เกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์ ➡️ จำกัดโฆษณาวิดีโอ/แอนิเมชันให้กดข้ามได้ภายใน 5 วินาที ➡️ โฆษณาภาพนิ่งต้องปิดได้ทันที ➡️ ห้ามใช้ปุ่มหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้ใช้สับสน ‼️ ความเสี่ยงและปัญหาที่ต้องระวัง ⛔ โฆษณาที่หลอกลวงหรือปิดยากอาจถูกลงโทษตามกฎหมาย ⛔ แพลตฟอร์มที่ไม่ปรับระบบอาจถูกมองว่าละเมิดกฎหมายท้องถิ่น ✅ สิ่งที่แพลตฟอร์มต้องทำ ➡️ เพิ่มปุ่มปิดโฆษณาที่ชัดเจนและใช้งานง่าย ➡️ มีระบบรายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายแบบ one‑click ➡️ อนุญาตให้ผู้ใช้ปิดหรือปฏิเสธโฆษณาที่ไม่เหมาะสมได้ ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ปฏิบัติตาม ⛔ อาจถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษโดยหน่วยงานรัฐ ⛔ ผู้ใช้สูญเสียความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์ม ✅ กลุ่มสินค้าที่ถูกควบคุมเข้มงวด ➡️ เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม นมเด็ก ➡️ ยาฆ่าแมลง อุปกรณ์การแพทย์ บริการสุขภาพ ➡️ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ‼️ เหตุผลที่ต้องควบคุม ⛔ เป็นสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ⛔ มักถูกใช้โฆษณาเกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด https://saigoneer.com/vietnam-news/28652-vienam-bans-unskippable-ads,-requires-skip-button-to-appear-after-5-seconds
    SAIGONEER.COM
    Vienam Bans Unskippable Ads, Requires Skip Button to Appear After 5 Seconds | Saigoneer
    If things go our way, YouTube’s notorious unskippable ads might be a thing of the past come this February. ...
    0 Comments 0 Shares 25 Views 0 Reviews
  • ทัวร์เกาหลี เที่ยวโซล
    เดินทาง มี.ค. - พ.ค. 69 เริ่ม 11,999

    🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน
    ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์
    พักโรงแรม

    AURORA MEDIA SHOW
    เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี ">https://eTravelWay.com
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    : 021166395

    #ทัวร์เกาหลี #ทัวร์โซล #korea #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้
    #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    ทัวร์เกาหลี เที่ยวโซล 🇰🇷 🗓️ เดินทาง มี.ค. - พ.ค. 69 😍 เริ่ม 11,999 🔥🔥 🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐ 📍 AURORA MEDIA SHOW 📍 เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์เกาหลี #ทัวร์โซล #korea #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 Comments 0 Shares 41 Views 0 0 Reviews
  • โพสต์เชิงลบครอง Hacker News! 65% เป็นเนื้อหาเชิงลบ — และได้คะแนนสูงกว่าโพสต์ทั่วไปถึง 27%

    งานวิจัยล่าสุดที่วิเคราะห์โพสต์กว่า 32,000 โพสต์ และคอมเมนต์กว่า 340,000 รายการ บน Hacker News พบว่าโพสต์ที่มี “โทนเชิงลบ” เช่น การวิจารณ์เทคโนโลยี ความไม่พอใจต่อ API หรือความกังวลต่ออุตสาหกรรม กลับได้รับความสนใจมากกว่าโพสต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยโพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน ซึ่งเท่ากับ เพิ่มขึ้น 27% ในแง่ของ engagement

    การวิเคราะห์นี้ใช้โมเดลหลายตัว ทั้ง DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa รวมถึง LLM อย่าง Llama 3.1, Mistral 3.1 และ Gemma 3 เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ไม่เอนเอียงจากโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แม้แต่ละโมเดลจะให้การกระจายคะแนนต่างกัน แต่ “แนวโน้มเชิงลบ” ยังคงปรากฏชัดในทุกโมเดลที่ทดสอบ ซึ่งสะท้อนว่าความลบใน HN ไม่ใช่แค่ noise แต่เป็น pattern จริงในชุมชนนี้

    สิ่งที่น่าสนใจคือ “ความลบ” ใน Hacker News ไม่ได้หมายถึง toxic หรือการโจมตีส่วนบุคคล แต่เป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิค การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีใหม่ หรือความไม่พอใจต่อมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนที่เน้นการถกเถียงเชิงลึกมากกว่าอารมณ์ส่วนตัว ทำให้โพสต์เชิงลบกลายเป็นเนื้อหาที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีเป็นพิเศษ

    ผู้วิจัยตั้งคำถามว่า “ความลบทำให้ engagement สูงขึ้น หรือโพสต์ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่แล้วจึงถูกนำเสนอในโทนลบ?” ซึ่งคำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง งานวิจัยฉบับเต็มและ dashboard กำลังจะถูกเผยแพร่ พร้อมเปิด dataset ให้สาธารณะเข้าถึงในอนาคตอันใกล้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการวิจัยหลัก
    65% ของโพสต์บน Hacker News ถูกจัดว่าเป็น “เชิงลบ”
    โพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน (เพิ่มขึ้น 27%)

    ความหมายและความเสี่ยง
    ความลบอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้โพสต์ในโทนลบเพื่อเรียก engagement
    อาจทำให้ภาพรวมของชุมชนดู “มองโลกในแง่ร้าย” แม้จะเป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิคก็ตาม

    วิธีการวิเคราะห์
    ใช้โมเดล 6 ตัว: DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa, Llama 3.1, Mistral 3.1, Gemma 3
    ผลลัพธ์สอดคล้องกันทุกโมเดล แม้การกระจายคะแนนต่างกัน

    ข้อจำกัดของงานวิจัย
    โมเดลอาจมี bias ต่อโทนลบ
    ความลบใน HN ไม่ได้หมายถึง toxic แต่ classifier อาจตีความผิดได้

    ลักษณะของ “ความลบ” ใน HN
    การวิจารณ์เทคโนโลยี
    ความสงสัยต่อประกาศใหม่
    ความไม่พอใจต่อ API หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม

    สิ่งที่ไม่ใช่
    ไม่ใช่การด่าทอหรือโจมตีส่วนบุคคล
    ไม่ใช่ toxic negativity

    https://philippdubach.com/standalone/hn-sentiment/
    🧠📉 โพสต์เชิงลบครอง Hacker News! 65% เป็นเนื้อหาเชิงลบ — และได้คะแนนสูงกว่าโพสต์ทั่วไปถึง 27% งานวิจัยล่าสุดที่วิเคราะห์โพสต์กว่า 32,000 โพสต์ และคอมเมนต์กว่า 340,000 รายการ บน Hacker News พบว่าโพสต์ที่มี “โทนเชิงลบ” เช่น การวิจารณ์เทคโนโลยี ความไม่พอใจต่อ API หรือความกังวลต่ออุตสาหกรรม กลับได้รับความสนใจมากกว่าโพสต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยโพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน ซึ่งเท่ากับ เพิ่มขึ้น 27% ในแง่ของ engagement การวิเคราะห์นี้ใช้โมเดลหลายตัว ทั้ง DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa รวมถึง LLM อย่าง Llama 3.1, Mistral 3.1 และ Gemma 3 เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ไม่เอนเอียงจากโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แม้แต่ละโมเดลจะให้การกระจายคะแนนต่างกัน แต่ “แนวโน้มเชิงลบ” ยังคงปรากฏชัดในทุกโมเดลที่ทดสอบ ซึ่งสะท้อนว่าความลบใน HN ไม่ใช่แค่ noise แต่เป็น pattern จริงในชุมชนนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ “ความลบ” ใน Hacker News ไม่ได้หมายถึง toxic หรือการโจมตีส่วนบุคคล แต่เป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิค การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีใหม่ หรือความไม่พอใจต่อมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนที่เน้นการถกเถียงเชิงลึกมากกว่าอารมณ์ส่วนตัว ทำให้โพสต์เชิงลบกลายเป็นเนื้อหาที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีเป็นพิเศษ ผู้วิจัยตั้งคำถามว่า “ความลบทำให้ engagement สูงขึ้น หรือโพสต์ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่แล้วจึงถูกนำเสนอในโทนลบ?” ซึ่งคำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง งานวิจัยฉบับเต็มและ dashboard กำลังจะถูกเผยแพร่ พร้อมเปิด dataset ให้สาธารณะเข้าถึงในอนาคตอันใกล้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการวิจัยหลัก ➡️ 65% ของโพสต์บน Hacker News ถูกจัดว่าเป็น “เชิงลบ” ➡️ โพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน (เพิ่มขึ้น 27%) ‼️ ความหมายและความเสี่ยง ⛔ ความลบอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้โพสต์ในโทนลบเพื่อเรียก engagement ⛔ อาจทำให้ภาพรวมของชุมชนดู “มองโลกในแง่ร้าย” แม้จะเป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิคก็ตาม ✅ วิธีการวิเคราะห์ ➡️ ใช้โมเดล 6 ตัว: DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa, Llama 3.1, Mistral 3.1, Gemma 3 ➡️ ผลลัพธ์สอดคล้องกันทุกโมเดล แม้การกระจายคะแนนต่างกัน ‼️ ข้อจำกัดของงานวิจัย ⛔ โมเดลอาจมี bias ต่อโทนลบ ⛔ ความลบใน HN ไม่ได้หมายถึง toxic แต่ classifier อาจตีความผิดได้ ✅ ลักษณะของ “ความลบ” ใน HN ➡️ การวิจารณ์เทคโนโลยี ➡️ ความสงสัยต่อประกาศใหม่ ➡️ ความไม่พอใจต่อ API หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม ‼️ สิ่งที่ไม่ใช่ ⛔ ไม่ใช่การด่าทอหรือโจมตีส่วนบุคคล ⛔ ไม่ใช่ toxic negativity https://philippdubach.com/standalone/hn-sentiment/
    PHILIPPDUBACH.COM
    65% of Hacker News Posts Have Negative Sentiment, and They Outperform
    Analysis of 32,000 HN posts and 340K comments reveals negativity bias correlates with higher engagement. Data, methodology, and full paper available.
    0 Comments 0 Shares 24 Views 0 Reviews
  • ทัวร์เกาหลี ปูซาน โซล
    เดินทาง มี.ค. 69 เริ่ม 14,999

    🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน
    ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์
    พักโรงแรม

    หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน
    วัดแฮดง ยงกุงซา
    ชายหาดแฮอุนแด
    ตลาดแฮอุนแดไนท์มาร์เก็ต
    เที่ยวปูซานแบบอิสระด้วยตัวเอง
    เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี ">https://eTravelWay.com
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    : 021166395

    #ทัวร์เกาหลี #ปูซาน #โซล #korea #busan #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้
    #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    ทัวร์เกาหลี ปูซาน โซล 🇰🇷 🗓️ เดินทาง มี.ค. 69 😍 เริ่ม 14,999 🔥🔥 🗓 จำนวนวัน 6 วัน 4 คืน ✈ BX แอร์ปูซาน / LJ จินแอร์ / 7Cเจจูแอร์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐ 📍 หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน 📍 วัดแฮดง ยงกุงซา 📍 ชายหาดแฮอุนแด 📍 ตลาดแฮอุนแดไนท์มาร์เก็ต 📍 เที่ยวปูซานแบบอิสระด้วยตัวเอง 📍 เที่ยวกรุงโซลแบบอิสระด้วยตัวเอง รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์เกาหลี #ปูซาน #โซล #korea #busan #seoul #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 Comments 0 Shares 46 Views 0 0 Reviews
  • เต้ อัปมงคลกิจ
    วันโน้นท้าต่อยกับลุง
    วันนี้บอก ต่อยทรัมป์ตายในหมัดเดียว เมิงไปเล่นเกมจำลองการเมืองมั้ยว่ะเต้
    #คิงส์โพธิ์แดง
    เต้ อัปมงคลกิจ วันโน้นท้าต่อยกับลุง วันนี้บอก ต่อยทรัมป์ตายในหมัดเดียว เมิงไปเล่นเกมจำลองการเมืองมั้ยว่ะเต้ #คิงส์โพธิ์แดง
    Love
    1
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • AWS ปรับขึ้นราคา GPU Capacity Blocks 15% แบบเงียบ ๆ — เขย่าวงการคลาวด์ ML ทั่วโลก

    AWS ได้ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ประมาณ 15% แบบไม่ประกาศล่วงหน้า และที่สำคัญคือทำในวันเสาร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรไม่ทันสังเกต การขึ้นราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning ระดับองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการการันตี GPU สำหรับงานเทรนนิ่งที่ต้องใช้เวลานานและไม่สามารถเสี่ยงกับ Spot Instance ได้

    ราคาของอินสแตนซ์ยอดนิยมอย่าง p5e.48xlarge (8× NVIDIA H200) เพิ่มจาก $34.61 → $39.80 ต่อชั่วโมง ส่วน p5en.48xlarge เพิ่มจาก $36.18 → $41.61 และในบางภูมิภาค เช่น US West (N. California) ราคาพุ่งสูงกว่านั้นอีก การขึ้นราคานี้เกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจาก AWS เคยประกาศ “ลดราคา GPU สูงสุด 45%” แต่ครั้งนั้นเป็นการลดเฉพาะ On‑Demand และ Savings Plans ไม่ใช่ Capacity Blocks

    AWS ระบุว่าการขึ้นราคาครั้งนี้สะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ AWS ลดราคาอย่างเดียวกำลังจะจบลง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นราคาในบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรที่ขาดแคลน เช่น GPU และ RAM ซึ่งเป็นหัวใจของงาน AI

    การขึ้นราคานี้ยังเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Azure และ Google Cloud ใช้เป็นจุดโจมตีทางการตลาด แม้พวกเขาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลน GPU เช่นกัน แต่ perception มีผลมากในดีลระดับองค์กร ทำให้ AWS อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากลูกค้ารายใหญ่ที่มีสัญญา EDP ซึ่งผูกส่วนลดไว้กับ “ราคา public” ที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดการขึ้นราคา
    AWS ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ~15%
    p5e.48xlarge: $34.61 → $39.80/hr
    p5en.48xlarge: $36.18 → $41.61/hr
    ภูมิภาค US West (N. California) ขึ้นสูงกว่าเฉลี่ย

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ค่าใช้จ่าย ML training เพิ่มขึ้นทันที
    ลูกค้าที่มี Enterprise Discount Program (EDP) อาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะส่วนลดอิงราคาปัจจุบัน
    คู่แข่งสามารถใช้ข่าวนี้โจมตี AWS ในดีลองค์กร

    เหตุผลที่ AWS อ้าง
    ราคาสะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสนี้
    GPU ขาดแคลนทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

    ความเสี่ยงในอนาคต
    อาจเป็นสัญญาณว่าบริการอื่น เช่น RAM‑heavy instances อาจขึ้นราคาตาม
    ทำลายความเชื่อที่ว่า “ราคาคลาวด์มีแต่ลดลง” ซึ่ง AWS สร้างมานานกว่า 20 ปี

    มุมมองเชิงกลยุทธ์
    Capacity Blocks เป็นบริการสำหรับองค์กร ML ระดับใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป
    การขึ้นราคาครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดคลาวด์ AI

    ความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม
    หาก AWS ขึ้นราคาแล้วไม่มีผลกระทบมาก การขึ้นครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น
    อาจเกิด “โดมิโน” ให้ผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นขึ้นราคาตาม

    https://www.theregister.com/2026/01/05/aws_price_increase/
    💸🔥 AWS ปรับขึ้นราคา GPU Capacity Blocks 15% แบบเงียบ ๆ — เขย่าวงการคลาวด์ ML ทั่วโลก AWS ได้ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ประมาณ 15% แบบไม่ประกาศล่วงหน้า และที่สำคัญคือทำในวันเสาร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายองค์กรไม่ทันสังเกต การขึ้นราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning ระดับองค์กร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการการันตี GPU สำหรับงานเทรนนิ่งที่ต้องใช้เวลานานและไม่สามารถเสี่ยงกับ Spot Instance ได้ ราคาของอินสแตนซ์ยอดนิยมอย่าง p5e.48xlarge (8× NVIDIA H200) เพิ่มจาก $34.61 → $39.80 ต่อชั่วโมง ส่วน p5en.48xlarge เพิ่มจาก $36.18 → $41.61 และในบางภูมิภาค เช่น US West (N. California) ราคาพุ่งสูงกว่านั้นอีก การขึ้นราคานี้เกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจาก AWS เคยประกาศ “ลดราคา GPU สูงสุด 45%” แต่ครั้งนั้นเป็นการลดเฉพาะ On‑Demand และ Savings Plans ไม่ใช่ Capacity Blocks AWS ระบุว่าการขึ้นราคาครั้งนี้สะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ AWS ลดราคาอย่างเดียวกำลังจะจบลง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นราคาในบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะทรัพยากรที่ขาดแคลน เช่น GPU และ RAM ซึ่งเป็นหัวใจของงาน AI การขึ้นราคานี้ยังเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Azure และ Google Cloud ใช้เป็นจุดโจมตีทางการตลาด แม้พวกเขาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลน GPU เช่นกัน แต่ perception มีผลมากในดีลระดับองค์กร ทำให้ AWS อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากลูกค้ารายใหญ่ที่มีสัญญา EDP ซึ่งผูกส่วนลดไว้กับ “ราคา public” ที่ตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดการขึ้นราคา ➡️ AWS ปรับขึ้นราคา EC2 Capacity Blocks for ML ~15% ➡️ p5e.48xlarge: $34.61 → $39.80/hr ➡️ p5en.48xlarge: $36.18 → $41.61/hr ➡️ ภูมิภาค US West (N. California) ขึ้นสูงกว่าเฉลี่ย ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ ค่าใช้จ่าย ML training เพิ่มขึ้นทันที ⛔ ลูกค้าที่มี Enterprise Discount Program (EDP) อาจต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะส่วนลดอิงราคาปัจจุบัน ⛔ คู่แข่งสามารถใช้ข่าวนี้โจมตี AWS ในดีลองค์กร ✅ เหตุผลที่ AWS อ้าง ➡️ ราคาสะท้อน “อุปสงค์‑อุปทาน” ของไตรมาสนี้ ➡️ GPU ขาดแคลนทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ‼️ ความเสี่ยงในอนาคต ⛔ อาจเป็นสัญญาณว่าบริการอื่น เช่น RAM‑heavy instances อาจขึ้นราคาตาม ⛔ ทำลายความเชื่อที่ว่า “ราคาคลาวด์มีแต่ลดลง” ซึ่ง AWS สร้างมานานกว่า 20 ปี ✅ มุมมองเชิงกลยุทธ์ ➡️ Capacity Blocks เป็นบริการสำหรับองค์กร ML ระดับใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใช้ทั่วไป ➡️ การขึ้นราคาครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของตลาดคลาวด์ AI ‼️ ความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม ⛔ หาก AWS ขึ้นราคาแล้วไม่มีผลกระทบมาก การขึ้นครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น ⛔ อาจเกิด “โดมิโน” ให้ผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นขึ้นราคาตาม https://www.theregister.com/2026/01/05/aws_price_increase/
    WWW.THEREGISTER.COM
    AWS raises GPU prices 15% on a Saturday
    : An anomaly or the beginning of a new trend? My bet's on the latter
    0 Comments 0 Shares 35 Views 0 Reviews
  • เมื่อ Google ไม่เหมือนเดิม — นักเขียนถูกปฏิเสธ DMCA ทั้งที่เป็นเจ้าของผลงานจริง

    Jeff Starr นักพัฒนาเว็บและผู้เขียนหนังสือชื่อดังในวงการ WordPress เล่าเหตุการณ์สะเทือนใจว่า Google ซึ่งเคยช่วยลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ให้เขามาตลอดหลายปี กลับปฏิเสธคำร้อง DMCA ของเขาอย่างไม่คาดคิดในปี 2026 ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของผลงานจริงและเคยยืนยันตัวตนผ่าน Search Console แล้วหลายครั้ง การตอบกลับของ Google เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ตั้งแต่การ “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ไปจนถึง “ไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” โดยไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำแต่อย่างใด

    Jeff พยายามส่งหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของ บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว และโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเขา แต่ Google ยังคงตอบแบบกำกวมและโยนภาระให้เขา “อธิบายเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องทำอย่างไร สุดท้าย Google ตอบกลับว่า “จะไม่ดำเนินการใด ๆ” และแนะนำให้เขาติดต่อเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เอง หรือดำเนินคดีทางกฎหมายแทน

    เหตุการณ์นี้ทำให้ Jeff รู้สึกเหมือนถูกทรยศจากบริษัทที่เขาเคยเชื่อใจ เขาเล่าว่า Google เคยเป็นพันธมิตรที่ดี ช่วยเหลือผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอย่างเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นองค์กรยักษ์ที่ไม่สนใจเสียงร้องขอของผู้สร้างผลงานอีกต่อไป ความผิดหวังนี้สะท้อนผ่านคอมเมนต์จำนวนมากที่เห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม และหลายคนแนะนำให้เขาหาทนายด้านลิขสิทธิ์ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “ไม่มีงบพอจะทำแบบนั้น”

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้น
    Jeff ยื่น DMCA เพื่อให้ Google ลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือของเขา
    Google ปฏิเสธ โดยอ้างว่า “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน”
    แม้เขาจะให้หลักฐานจำนวนมาก Google ก็ยังไม่ดำเนินการ

    ปัญหาและความเสี่ยง
    Google ไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำ
    ผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอาจถูกละเลยหรือถูกปฏิเสธแบบไม่เป็นธรรม
    ลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงอยู่ ทำให้เจ้าของผลงานเสียรายได้

    สิ่งที่ Jeff พยายามทำ
    ส่งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของทั้งหมด
    ใช้บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว
    ส่งข้อมูลโซเชียลมีเดียเพื่อยืนยันตัวตน

    สิ่งที่ Google ตอบกลับ
    ขอ “หลักฐานเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องการอะไร
    ปฏิเสธคำร้อง DMCA โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน
    แนะนำให้เขาไปคุยกับเว็บมาสเตอร์เองหรือฟ้องร้อง

    ปฏิกิริยาจากชุมชน
    หลายคนเห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม
    มีคนแนะนำให้หาทนายด้านลิขสิทธิ์
    เรื่องนี้กลายเป็นกระทู้ดังบน Hacker News

    ความกังวลที่กว้างขึ้น
    ผู้สร้างผลงานอาจถูกละเลยในระบบอัตโนมัติของบริษัทใหญ่
    กระบวนการ DMCA ของ Google อาจไม่โปร่งใส
    ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มลดลง

    https://perishablepress.com/google-broke-my-heart/
    💔🔍 เมื่อ Google ไม่เหมือนเดิม — นักเขียนถูกปฏิเสธ DMCA ทั้งที่เป็นเจ้าของผลงานจริง Jeff Starr นักพัฒนาเว็บและผู้เขียนหนังสือชื่อดังในวงการ WordPress เล่าเหตุการณ์สะเทือนใจว่า Google ซึ่งเคยช่วยลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ให้เขามาตลอดหลายปี กลับปฏิเสธคำร้อง DMCA ของเขาอย่างไม่คาดคิดในปี 2026 ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของผลงานจริงและเคยยืนยันตัวตนผ่าน Search Console แล้วหลายครั้ง การตอบกลับของ Google เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ตั้งแต่การ “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ไปจนถึง “ไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” โดยไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำแต่อย่างใด Jeff พยายามส่งหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของ บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว และโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเขา แต่ Google ยังคงตอบแบบกำกวมและโยนภาระให้เขา “อธิบายเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องทำอย่างไร สุดท้าย Google ตอบกลับว่า “จะไม่ดำเนินการใด ๆ” และแนะนำให้เขาติดต่อเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เอง หรือดำเนินคดีทางกฎหมายแทน เหตุการณ์นี้ทำให้ Jeff รู้สึกเหมือนถูกทรยศจากบริษัทที่เขาเคยเชื่อใจ เขาเล่าว่า Google เคยเป็นพันธมิตรที่ดี ช่วยเหลือผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอย่างเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นองค์กรยักษ์ที่ไม่สนใจเสียงร้องขอของผู้สร้างผลงานอีกต่อไป ความผิดหวังนี้สะท้อนผ่านคอมเมนต์จำนวนมากที่เห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม และหลายคนแนะนำให้เขาหาทนายด้านลิขสิทธิ์ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “ไม่มีงบพอจะทำแบบนั้น” 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้น ➡️ Jeff ยื่น DMCA เพื่อให้ Google ลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือของเขา ➡️ Google ปฏิเสธ โดยอ้างว่า “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ➡️ แม้เขาจะให้หลักฐานจำนวนมาก Google ก็ยังไม่ดำเนินการ ‼️ ปัญหาและความเสี่ยง ⛔ Google ไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำ ⛔ ผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอาจถูกละเลยหรือถูกปฏิเสธแบบไม่เป็นธรรม ⛔ ลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงอยู่ ทำให้เจ้าของผลงานเสียรายได้ ✅ สิ่งที่ Jeff พยายามทำ ➡️ ส่งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของทั้งหมด ➡️ ใช้บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว ➡️ ส่งข้อมูลโซเชียลมีเดียเพื่อยืนยันตัวตน ‼️ สิ่งที่ Google ตอบกลับ ⛔ ขอ “หลักฐานเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องการอะไร ⛔ ปฏิเสธคำร้อง DMCA โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน ⛔ แนะนำให้เขาไปคุยกับเว็บมาสเตอร์เองหรือฟ้องร้อง ✅ ปฏิกิริยาจากชุมชน ➡️ หลายคนเห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม ➡️ มีคนแนะนำให้หาทนายด้านลิขสิทธิ์ ➡️ เรื่องนี้กลายเป็นกระทู้ดังบน Hacker News ‼️ ความกังวลที่กว้างขึ้น ⛔ ผู้สร้างผลงานอาจถูกละเลยในระบบอัตโนมัติของบริษัทใหญ่ ⛔ กระบวนการ DMCA ของ Google อาจไม่โปร่งใส ⛔ ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มลดลง https://perishablepress.com/google-broke-my-heart/
    PERISHABLEPRESS.COM
    Google Broke My Heart | Perishable Press
    For years, I thought of Google as a trustworthy helper on the Web. Especially where it mattered most, removing pirated copies of my books from Google...
    0 Comments 0 Shares 30 Views 0 Reviews
  • Brave ปรับปรุงระบบ Adblock ครั้งใหญ่ ลดการใช้ RAM ลงถึง 75% — เบา เร็ว และประหยัดแบตยิ่งกว่าเดิม

    Brave เปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ให้กับ Rust‑based adblock engine โดยลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 75% ซึ่งเทียบเท่าการประหยัด RAM ประมาณ 45 MB บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Android, iOS และ Desktop การปรับปรุงนี้ช่วยให้เบราว์เซอร์ทำงานลื่นขึ้น โดยเฉพาะบนมือถือและอุปกรณ์สเปกต่ำ พร้อมช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มความเสถียรในการเปิดหลายแท็บพร้อมกัน

    การอัปเกรดนี้เกิดจากการย้ายระบบจัดเก็บ filter จำนวนกว่า 100,000 รายการ จากโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม (Vec, HashMap, struct) ไปสู่ FlatBuffers ซึ่งเป็น binary format แบบ zero‑copy ที่กินพื้นที่น้อยกว่าและโหลดเร็วกว่า นอกจากนี้ Brave ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เช่น การจัดการหน่วยความจำ การ tokenize regex และการแชร์ resource ระหว่าง instance ของ adblock engine

    การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผลแล้วใน Brave v1.85 และจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมใน v1.86 ซึ่งรวมถึงการลด allocation เพิ่มเติม การเพิ่มความเร็ว matching และการลดการใช้ RAM ภายในระบบอีกหลายส่วน การอัปเกรดนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบของ Brave ที่มี adblock แบบ built‑in ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วย Manifest V3 เหมือน extension ทั่วไป

    ผลลัพธ์คือ Brave กลายเป็นหนึ่งในเบราว์เซอร์ที่มี adblock ประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ทั้งเร็ว เบา และปลอดภัย โดยยังคงให้ความเป็นส่วนตัวระดับสูงแก่ผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การปรับปรุงหลักของ Brave
    ลดการใช้ RAM ของ adblock engine ลง 75%
    ประหยัด RAM เฉลี่ย 45 MB บนอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์ม
    ใช้ FlatBuffers แทนโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม

    ความเสี่ยง/ข้อควรรู้
    ผู้ใช้ที่เปิด adblock lists เพิ่มเติมอาจเห็นผลต่างกันตามจำนวน filter
    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอาจทำให้ extension บางตัวต้องปรับตัวตาม

    การเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ
    ลด memory allocation ลง 19%
    เพิ่มความเร็ว filter matching ขึ้น 13%
    แชร์ resource ระหว่าง engine instance ลด RAM ลงอีก ~2 MB
    ปรับปรุง storage efficiency ลดการใช้หน่วยความจำลง 30%

    สิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
    การเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมจะทยอยปล่อยใน Brave v1.86
    ผู้ใช้บางรายอาจต้องอัปเดตเบราว์เซอร์ก่อนเห็นผลเต็มที่

    ข้อดีเหนือ adblock แบบ extension
    Brave มี adblock แบบ built‑in ไม่ถูกจำกัดโดย Manifest V3
    ทำงานเร็วกว่าและใช้ RAM น้อยกว่า extension ทั่วไป
    ได้รับการดูแลโดยทีม privacy ของ Brave โดยตรง

    ความเสี่ยงของ adblock แบบ extension
    ถูกจำกัดด้วย API ของเบราว์เซอร์
    ไม่สามารถทำ optimization ระดับลึกแบบ Brave ได้

    https://brave.com/privacy-updates/36-adblock-memory-reduction/
    🦁⚡ Brave ปรับปรุงระบบ Adblock ครั้งใหญ่ ลดการใช้ RAM ลงถึง 75% — เบา เร็ว และประหยัดแบตยิ่งกว่าเดิม Brave เปิดตัวการอัปเกรดครั้งใหญ่ให้กับ Rust‑based adblock engine โดยลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 75% ซึ่งเทียบเท่าการประหยัด RAM ประมาณ 45 MB บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Android, iOS และ Desktop การปรับปรุงนี้ช่วยให้เบราว์เซอร์ทำงานลื่นขึ้น โดยเฉพาะบนมือถือและอุปกรณ์สเปกต่ำ พร้อมช่วยประหยัดแบตเตอรี่และเพิ่มความเสถียรในการเปิดหลายแท็บพร้อมกัน การอัปเกรดนี้เกิดจากการย้ายระบบจัดเก็บ filter จำนวนกว่า 100,000 รายการ จากโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม (Vec, HashMap, struct) ไปสู่ FlatBuffers ซึ่งเป็น binary format แบบ zero‑copy ที่กินพื้นที่น้อยกว่าและโหลดเร็วกว่า นอกจากนี้ Brave ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เช่น การจัดการหน่วยความจำ การ tokenize regex และการแชร์ resource ระหว่าง instance ของ adblock engine การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผลแล้วใน Brave v1.85 และจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมใน v1.86 ซึ่งรวมถึงการลด allocation เพิ่มเติม การเพิ่มความเร็ว matching และการลดการใช้ RAM ภายในระบบอีกหลายส่วน การอัปเกรดนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบของ Brave ที่มี adblock แบบ built‑in ซึ่งไม่ถูกจำกัดด้วย Manifest V3 เหมือน extension ทั่วไป ผลลัพธ์คือ Brave กลายเป็นหนึ่งในเบราว์เซอร์ที่มี adblock ประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ทั้งเร็ว เบา และปลอดภัย โดยยังคงให้ความเป็นส่วนตัวระดับสูงแก่ผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การปรับปรุงหลักของ Brave ➡️ ลดการใช้ RAM ของ adblock engine ลง 75% ➡️ ประหยัด RAM เฉลี่ย 45 MB บนอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์ม ➡️ ใช้ FlatBuffers แทนโครงสร้างข้อมูล Rust แบบเดิม ‼️ ความเสี่ยง/ข้อควรรู้ ⛔ ผู้ใช้ที่เปิด adblock lists เพิ่มเติมอาจเห็นผลต่างกันตามจำนวน filter ⛔ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอาจทำให้ extension บางตัวต้องปรับตัวตาม ✅ การเพิ่มประสิทธิภาพอื่น ๆ ➡️ ลด memory allocation ลง 19% ➡️ เพิ่มความเร็ว filter matching ขึ้น 13% ➡️ แชร์ resource ระหว่าง engine instance ลด RAM ลงอีก ~2 MB ➡️ ปรับปรุง storage efficiency ลดการใช้หน่วยความจำลง 30% ‼️ สิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ⛔ การเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมจะทยอยปล่อยใน Brave v1.86 ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจต้องอัปเดตเบราว์เซอร์ก่อนเห็นผลเต็มที่ ✅ ข้อดีเหนือ adblock แบบ extension ➡️ Brave มี adblock แบบ built‑in ไม่ถูกจำกัดโดย Manifest V3 ➡️ ทำงานเร็วกว่าและใช้ RAM น้อยกว่า extension ทั่วไป ➡️ ได้รับการดูแลโดยทีม privacy ของ Brave โดยตรง ‼️ ความเสี่ยงของ adblock แบบ extension ⛔ ถูกจำกัดด้วย API ของเบราว์เซอร์ ⛔ ไม่สามารถทำ optimization ระดับลึกแบบ Brave ได้ https://brave.com/privacy-updates/36-adblock-memory-reduction/
    BRAVE.COM
    Brave overhauls adblock engine, cutting its memory consumption by 75% | Brave
    Brave has overhauled its Rust-based adblock engine to reduce memory consumption by 75%, bringing better battery life and smoother multitasking to all users.
    0 Comments 0 Shares 32 Views 0 Reviews
  • ทูตพิศาล ส้มเน่าโคตรฉาว มีเมียน้อยแถมหิ้วไปซั่มถึงเบลเยี่ยม จนเมียหลวงอาละวาด คนกต.รู้กันทั่ว ผิดจริยธรรมแบบนี้ ตรงสเปกพรรคส้วมเน่าเทาแท้
    #คิงส์โพธิ์แดง
    ทูตพิศาล ส้มเน่าโคตรฉาว มีเมียน้อยแถมหิ้วไปซั่มถึงเบลเยี่ยม จนเมียหลวงอาละวาด คนกต.รู้กันทั่ว ผิดจริยธรรมแบบนี้ ตรงสเปกพรรคส้วมเน่าเทาแท้ #คิงส์โพธิ์แดง
    Love
    1
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด

    Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น

    เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode

    แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา

    สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode
    ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว
    อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง
    โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย

    ปัญหาที่เกิดขึ้น
    Inline suggestions รบกวน shell
    ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก
    ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI

    สิ่งที่ชอบใน Zed
    เร็วมาก ตอบสนองทันที
    UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที
    ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ
    เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์

    จุดที่ต้องปรับตัว
    ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode
    ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก
    ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก

    การตั้งค่า Python บน Zed
    ใช้ Basedpyright เป็น default
    ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml
    ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์

    ปัญหาที่พบ
    การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright]
    ต้องแก้ทีละโปรเจกต์
    เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด

    บทสรุปของผู้เขียน
    Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go
    ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด”
    VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว

    https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    🧑‍💻⚡ นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode ➡️ ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว ➡️ อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง ➡️ โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย ‼️ ปัญหาที่เกิดขึ้น ⛔ Inline suggestions รบกวน shell ⛔ ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก ⛔ ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI ✅ สิ่งที่ชอบใน Zed ➡️ เร็วมาก ตอบสนองทันที ➡️ UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที ➡️ ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ ➡️ เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์ ‼️ จุดที่ต้องปรับตัว ⛔ ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode ⛔ ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก ⛔ ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก ✅ การตั้งค่า Python บน Zed ➡️ ใช้ Basedpyright เป็น default ➡️ ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml ➡️ ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์ ‼️ ปัญหาที่พบ ⛔ การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright] ⛔ ต้องแก้ทีละโปรเจกต์ ⛔ เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด ✅ บทสรุปของผู้เขียน ➡️ Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go ➡️ ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด” ➡️ VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    0 Comments 0 Shares 28 Views 0 Reviews
  • Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ

    Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ

    Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง

    Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026

    Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Pebble Round 2
    จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ
    แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์
    บางเฉียบเพียง 8.1 มม.
    ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์
    รองรับ iOS และ Android
    ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส

    ข้อควรรู้
    ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน)
    iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก
    ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง

    ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม
    มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm
    รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm
    มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่

    สิ่งที่ต้องระวัง
    ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้)
    รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า

    สถานะการผลิตและการเปิดตัว
    เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025
    ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT
    พรีออเดอร์ราคา $199
    ส่งมอบ พฤษภาคม 2026
    โชว์ตัวจริงที่ CES 2026

    ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง
    สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT
    จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด

    https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    🕒✨ Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026 Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Pebble Round 2 ➡️ จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ ➡️ แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์ ➡️ บางเฉียบเพียง 8.1 มม. ➡️ ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์ ➡️ รองรับ iOS และ Android ➡️ ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ‼️ ข้อควรรู้ ⛔ ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน) ⛔ iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก ⛔ ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง ✅ ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม ➡️ มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm ➡️ รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ➡️ มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่ ‼️ สิ่งที่ต้องระวัง ⛔ ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้) ⛔ รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า ✅ สถานะการผลิตและการเปิดตัว ➡️ เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025 ➡️ ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT ➡️ พรีออเดอร์ราคา $199 ➡️ ส่งมอบ พฤษภาคม 2026 ➡️ โชว์ตัวจริงที่ CES 2026 ‼️ ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง ⛔ สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT ⛔ จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    REPEBBLE.COM
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    0 Comments 0 Shares 53 Views 0 Reviews
  • เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 0 Reviews
  • FENGSHUI DAILY
    อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว
    สีเสริมดวง เสริมความเฮง
    ทิศมงคล เวลามงคล
    อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่
    วันพฤหัสบดีที่ 8 เดือนมกราคม พ.ศ.2569
    ___________________________________
    FengshuiBizDesigner
    ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    FENGSHUI DAILY อัพเดตทุกวัน ที่นี่ที่เดียว สีเสริมดวง เสริมความเฮง ทิศมงคล เวลามงคล อย่าลืมดูกัน เมื่อเริ่มวันใหม่ วันพฤหัสบดีที่ 8 เดือนมกราคม พ.ศ.2569 ___________________________________ FengshuiBizDesigner ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    0 Comments 0 Shares 8 Views 0 Reviews
  • ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา
    เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 0 Reviews
  • ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา
    เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 0 Reviews
  • ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา
    เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 0 Reviews
  • รัฐมนตรีส้มเทา ใครก็เป็นได้ ถ้าหนุนเลิก 112 แบบมุนินทร์ หรือมีเมียน้อยแบบทูตพิศาล หรือตรงสเปกอื่น ฟอกเงิน ค้ายา ลักทรัพย์ ซ้อมเมีย
    #7ดอกจิก
    รัฐมนตรีส้มเทา ใครก็เป็นได้ ถ้าหนุนเลิก 112 แบบมุนินทร์ หรือมีเมียน้อยแบบทูตพิศาล หรือตรงสเปกอื่น ฟอกเงิน ค้ายา ลักทรัพย์ ซ้อมเมีย #7ดอกจิก
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • ที่ทำงานไม่ใช่ที่ที่เราจะเลือกคนมาอยู่รอบตัวเองได้เสมอ บางคนเรารู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่บางคน...แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว

    แม้จะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันตรง ๆ แต่พลังงานบางอย่างก็บอกเราว่า “ไม่ชอบเขาเลย” แล้วพอได้ร่วมงานกันจริง ๆ มันก็ยิ่งชัดขึ้นทุกวัน ว่านี่แหละคือคนที่เราไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วย และไม่อยากต้องพึ่งพากันเลยสักนิด

    แต่เพราะเราทำงานอยู่ในที่เดียวกัน มีโปรเจกต์ร่วมกัน มีทีมเดียวกัน เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

    บางคนเลือกเงียบ บางคนเลือกฝืนยิ้ม บางคนพูดแค่เท่าที่จำเป็น บางคนพยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ไม่ว่าจะแสดงออกแบบไหน ข้างในใจก็ยังเหนื่อยเหมือนเดิม

    ทำไมเราถึงไม่ชอบเขา? ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดชัด ๆ

    บางคนเสียงดังเกินไป ชอบพูดแทรกเวลาคนอื่นกำลังเสนอไอเดีย บางคนชอบพูดประชด ใส่น้ำเสียงขัดใจตลอด บางคนชอบโยนงาน หรือรับปากไว้แล้วหาย บางคนพยายามทำตัวเด่นเกิน จนกลายเป็นทำลายบรรยากาศของทีม

    และบางครั้ง เขาอาจไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่เรารู้สึกไม่คลิก ไม่อยากอยู่ใกล้ แค่นั้นจริง ๆ

    ไม่ผิดหรอกที่เราจะไม่ชอบใคร แต่เมื่อเรายังต้องทำงานร่วมกัน เราควรหาวิธี “อยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายใจตัวเอง” มากกว่าแค่ทนไปวัน ๆ

    เขียนกันชวนอ่าน "อยู่ให้ไหว เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า: เข้าใจความรู้สึก และจัดการอย่างมืออาชีพ" ได้บนเว็บไซต์
    https://www.keangun.com/article/13056
    #บทความ
    #การทำงาน
    #การจัดการอารมณ์
    #ความรู้
    #แนวคิด
    #การจัดการตนเอง
    #ฮาวทู
    #เคล็ดลับ
    #เขียนกันดอทคอม
    #Keangun
    ที่ทำงานไม่ใช่ที่ที่เราจะเลือกคนมาอยู่รอบตัวเองได้เสมอ บางคนเรารู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่บางคน...แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว แม้จะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันตรง ๆ แต่พลังงานบางอย่างก็บอกเราว่า “ไม่ชอบเขาเลย” แล้วพอได้ร่วมงานกันจริง ๆ มันก็ยิ่งชัดขึ้นทุกวัน ว่านี่แหละคือคนที่เราไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วย และไม่อยากต้องพึ่งพากันเลยสักนิด แต่เพราะเราทำงานอยู่ในที่เดียวกัน มีโปรเจกต์ร่วมกัน มีทีมเดียวกัน เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี บางคนเลือกเงียบ บางคนเลือกฝืนยิ้ม บางคนพูดแค่เท่าที่จำเป็น บางคนพยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ไม่ว่าจะแสดงออกแบบไหน ข้างในใจก็ยังเหนื่อยเหมือนเดิม ทำไมเราถึงไม่ชอบเขา? ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดชัด ๆ บางคนเสียงดังเกินไป ชอบพูดแทรกเวลาคนอื่นกำลังเสนอไอเดีย บางคนชอบพูดประชด ใส่น้ำเสียงขัดใจตลอด บางคนชอบโยนงาน หรือรับปากไว้แล้วหาย บางคนพยายามทำตัวเด่นเกิน จนกลายเป็นทำลายบรรยากาศของทีม และบางครั้ง เขาอาจไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่เรารู้สึกไม่คลิก ไม่อยากอยู่ใกล้ แค่นั้นจริง ๆ ไม่ผิดหรอกที่เราจะไม่ชอบใคร แต่เมื่อเรายังต้องทำงานร่วมกัน เราควรหาวิธี “อยู่ให้ไหว โดยไม่ทำร้ายใจตัวเอง” มากกว่าแค่ทนไปวัน ๆ เขียนกันชวนอ่าน "อยู่ให้ไหว เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า: เข้าใจความรู้สึก และจัดการอย่างมืออาชีพ" ได้บนเว็บไซต์ https://www.keangun.com/article/13056 #บทความ #การทำงาน #การจัดการอารมณ์ #ความรู้ #แนวคิด #การจัดการตนเอง #ฮาวทู #เคล็ดลับ #เขียนกันดอทคอม #Keangun
    WWW.KEANGUN.COM
    อยู่ให้ไหว เมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า: เข้าใจความรู้สึก และจัดการอย่างมืออาชีพ
    ที่ทำงานไม่ใช่ที่ที่เราจะเลือกคนมาอยู่รอบตัวเองได้เสมอ บางคนเรารู้สึกดีตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ แต่บางคน...แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว แม้จะไม่เคยมีปัญหาอะไรกันตรง ๆ แต่พลังงานบางอย่างก็บอกเราว่า “ไม่ชอบเขาเลย” แล้วพอได้ร่วมงานกันจริง ๆ มันก็ยิ่งชัดขึ้นทุกวัน ว่านี่แหละคือคนที่เราไม่อยากเจอ
    0 Comments 0 Shares 19 Views 0 Reviews
  • เรื่องพรรคอื่นเทา
    ไอซ์ทราบก่อนใคร
    เรื่องพรรคตัวเองเทา
    ไอซ์บอกเพิ่งทราบ
    เพิ่งรู้ทูตพิศาลเล่นชู้สาว เน่าจนไม่กล้าขึ้นขาหยั่งตรวจ
    เรื่องพรรคอื่นเทา ไอซ์ทราบก่อนใคร เรื่องพรรคตัวเองเทา ไอซ์บอกเพิ่งทราบ เพิ่งรู้ทูตพิศาลเล่นชู้สาว เน่าจนไม่กล้าขึ้นขาหยั่งตรวจ
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • ตอนอนาคตใหม่ก้าวไกล เกิดปรากฎการณ์ ตอนเป็นพรรคประชาชน เกิดปรากฎกรรม ผลกรรมที่ทำไว้ตามลากลงหลุม
    #7ดอกจิก
    ตอนอนาคตใหม่ก้าวไกล เกิดปรากฎการณ์ ตอนเป็นพรรคประชาชน เกิดปรากฎกรรม ผลกรรมที่ทำไว้ตามลากลงหลุม #7ดอกจิก
    0 Comments 0 Shares 5 Views 0 Reviews
  • ทนายตั้มเครียดจัด หลังพวกสารภาพหมด บอกแล้วให้แดรกเก๊กฮวยอุ่น 71 แก้ว ช่วยผ่อนคลายหลับสบายลดกังวล
    #คิงส์โพธิ์แดง
    ทนายตั้มเครียดจัด หลังพวกสารภาพหมด บอกแล้วให้แดรกเก๊กฮวยอุ่น 71 แก้ว ช่วยผ่อนคลายหลับสบายลดกังวล #คิงส์โพธิ์แดง
    0 Comments 0 Shares 11 Views 0 Reviews