• Commodore 1541: เมื่อ “ไดรฟ์ฟล็อปปี้” กลายร่างเป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วได้จริง

    วงการเรโทรคอมพิวติ้งกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อช่อง Commodore History บน YouTube ทดลองพิสูจน์ว่า Commodore 1541—ไดรฟ์ฟล็อปปี้ 5.25 นิ้วของปี 1982—สามารถทำงานเป็น “คอมพิวเตอร์แบบสแตนด์อโลน” ได้จริง แม้จะถูกออกแบบมาเป็นเพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลของ Commodore 64 แต่ภายในกลับมีทั้ง CPU MOS 6502 ความเร็ว 1 MHz, RAM, ROM และชิป I/O ครบชุด ทำให้มันมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนเคยคิดไว้

    การทดลองครั้งนี้เริ่มจากคำถามของผู้ชมว่า 1541 สามารถทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้หรือไม่ Dave ผู้ทำการทดลองจึงเลือกแนวทางที่ “ไม่ดัดแปลงฮาร์ดแวร์หนัก” เพื่อรักษาความคลาสสิกของเครื่อง เขาจึงนำแนวคิดของ Commodore KIM‑1 คอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวรุ่นแรกของบริษัทมาเป็นต้นแบบ แล้วแก้ไขเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้ทำงานบน 1541 พร้อมปรับระบบ I/O ให้สื่อสารผ่านเทอร์มินัลแบบ TTY ได้

    หลังจากเบิร์น ROM ใหม่ลงใน EEPROM และเชื่อมต่อผ่านอะแดปเตอร์ USB‑to‑RS232‑to‑TTL เครื่อง 1541 ก็สามารถรับคำสั่งผ่านเทอร์มินัลบน MacBook ได้สำเร็จ และรันโปรแกรม Assembly “Hello World” ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทดสอบ นอกจากนี้ Dave ยังเพิ่ม Tiny BASIC ลงใน ROM เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้สะดวกขึ้น ทำให้ 1541 ทำงานใกล้เคียงคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะยังจำกัดด้าน I/O อยู่มากก็ตาม

    โปรเจกต์นี้ไม่เพียงโชว์ความสามารถของฮาร์ดแวร์เรโทร แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า อุปกรณ์สมัยใหม่อย่างคอนโทรลเลอร์ของ SSD หรือไดรฟ์ต่างๆ อาจมีพลังประมวลผลมากกว่าที่เราคิด และอาจถูกนำมาใช้ในงานที่เหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคเก่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Commodore 1541 มีศักยภาพเป็นคอมพิวเตอร์
    ภายในมี CPU MOS 6502, RAM, ROM และ I/O ครบชุด
    สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับ VIC‑20 และ KIM‑1

    การดัดแปลงเพื่อให้ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์
    ปรับเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ 1541
    ใช้เทอร์มินัล TTY ผ่านอะแดปเตอร์ USB‑RS232‑TTL

    ผลลัพธ์ของการทดลอง
    รัน Assembly “Hello World” ได้สำเร็จ
    เพิ่ม Tiny BASIC เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

    ข้อจำกัดของการใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์
    ขาดระบบกราฟิกและเสียงแบบ VIC‑20
    I/O จำกัดมาก ทำงานได้เฉพาะผ่านเทอร์มินัล

    ความเสี่ยงหรือข้อควรระวังในการดัดแปลงฮาร์ดแวร์เรโทร
    อุปกรณ์มีอายุหลายสิบปี อาจเสียหายได้ง่าย
    การเบิร์น ROM หรือเชื่อมต่อผิดพลาดอาจทำให้เครื่องพังถาวร

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/commodore-64-floppy-drive-has-the-power-to-be-a-computer-bulky-1982-commodore-1541-5-25-inch-drive-packs-a-1-mhz-mos-6502-cpu
    🖥️ Commodore 1541: เมื่อ “ไดรฟ์ฟล็อปปี้” กลายร่างเป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วได้จริง วงการเรโทรคอมพิวติ้งกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อช่อง Commodore History บน YouTube ทดลองพิสูจน์ว่า Commodore 1541—ไดรฟ์ฟล็อปปี้ 5.25 นิ้วของปี 1982—สามารถทำงานเป็น “คอมพิวเตอร์แบบสแตนด์อโลน” ได้จริง แม้จะถูกออกแบบมาเป็นเพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลของ Commodore 64 แต่ภายในกลับมีทั้ง CPU MOS 6502 ความเร็ว 1 MHz, RAM, ROM และชิป I/O ครบชุด ทำให้มันมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนเคยคิดไว้ การทดลองครั้งนี้เริ่มจากคำถามของผู้ชมว่า 1541 สามารถทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้หรือไม่ Dave ผู้ทำการทดลองจึงเลือกแนวทางที่ “ไม่ดัดแปลงฮาร์ดแวร์หนัก” เพื่อรักษาความคลาสสิกของเครื่อง เขาจึงนำแนวคิดของ Commodore KIM‑1 คอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวรุ่นแรกของบริษัทมาเป็นต้นแบบ แล้วแก้ไขเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้ทำงานบน 1541 พร้อมปรับระบบ I/O ให้สื่อสารผ่านเทอร์มินัลแบบ TTY ได้ หลังจากเบิร์น ROM ใหม่ลงใน EEPROM และเชื่อมต่อผ่านอะแดปเตอร์ USB‑to‑RS232‑to‑TTL เครื่อง 1541 ก็สามารถรับคำสั่งผ่านเทอร์มินัลบน MacBook ได้สำเร็จ และรันโปรแกรม Assembly “Hello World” ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทดสอบ นอกจากนี้ Dave ยังเพิ่ม Tiny BASIC ลงใน ROM เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้สะดวกขึ้น ทำให้ 1541 ทำงานใกล้เคียงคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะยังจำกัดด้าน I/O อยู่มากก็ตาม โปรเจกต์นี้ไม่เพียงโชว์ความสามารถของฮาร์ดแวร์เรโทร แต่ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า อุปกรณ์สมัยใหม่อย่างคอนโทรลเลอร์ของ SSD หรือไดรฟ์ต่างๆ อาจมีพลังประมวลผลมากกว่าที่เราคิด และอาจถูกนำมาใช้ในงานที่เหนือความคาดหมายได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสานความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ยุคเก่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Commodore 1541 มีศักยภาพเป็นคอมพิวเตอร์ ➡️ ภายในมี CPU MOS 6502, RAM, ROM และ I/O ครบชุด ➡️ สถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับ VIC‑20 และ KIM‑1 ✅ การดัดแปลงเพื่อให้ทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ ➡️ ปรับเคอร์เนลของ KIM‑1 ให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ 1541 ➡️ ใช้เทอร์มินัล TTY ผ่านอะแดปเตอร์ USB‑RS232‑TTL ✅ ผลลัพธ์ของการทดลอง ➡️ รัน Assembly “Hello World” ได้สำเร็จ ➡️ เพิ่ม Tiny BASIC เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ‼️ ข้อจำกัดของการใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์ ⛔ ขาดระบบกราฟิกและเสียงแบบ VIC‑20 ⛔ I/O จำกัดมาก ทำงานได้เฉพาะผ่านเทอร์มินัล ‼️ ความเสี่ยงหรือข้อควรระวังในการดัดแปลงฮาร์ดแวร์เรโทร ⛔ อุปกรณ์มีอายุหลายสิบปี อาจเสียหายได้ง่าย ⛔ การเบิร์น ROM หรือเชื่อมต่อผิดพลาดอาจทำให้เครื่องพังถาวร https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/commodore-64-floppy-drive-has-the-power-to-be-a-computer-bulky-1982-commodore-1541-5-25-inch-drive-packs-a-1-mhz-mos-6502-cpu
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 48 มุมมอง 0 รีวิว
  • AMD เปิดตัว Instinct MI500X: ก้าวกระโดด 1,000 เท่า สู่ยุค YottaFLOPS

    AMD ประกาศชิป AI รุ่นใหม่ Instinct MI500X ที่จะเปิดตัวในปี 2027 พร้อมเคลมประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า และปูทางสู่ยุคศูนย์ข้อมูลระดับ YottaFLOPS

    ยุคใหม่ของ AI Compute: จาก ZettaFLOPS สู่ YottaFLOPS
    ความต้องการประมวลผลของศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง จากระดับ 100 ZettaFLOPS ในปัจจุบัน ไปสู่ 10+ YottaFLOPS ภายใน 5 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า ตามการประเมินของ AMD การเติบโตนี้ผลักดันให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องเร่งพัฒนาชิปที่แรงขึ้นทุกปี โดย AMD ระบุว่า MI500X จะเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล Instinct

    สถาปัตยกรรม CDNA 6 + 2nm + HBM4E: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
    Instinct MI500X จะใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 รุ่นใหม่ ผลิตบนกระบวนการ TSMC 2nm (N2-series) และใช้หน่วยความจำ HBM4E ความเร็วสูง ซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก MI300X ที่ใช้ CDNA 3 และ HBM3
    นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำ เช่น FP4 เพื่อรองรับงาน AI ขนาดใหญ่ และอาจรองรับ PCIe 6.0 สำหรับการเชื่อมต่อกับ CPU รุ่นใหม่ในอนาคต

    ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 1,000 เท่าใน 4 ปี: เป็นไปได้อย่างไร?
    AMD ระบุว่า MI500X จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า ภายในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน เช่น
    การกระโดดของสถาปัตยกรรมจาก CDNA 3 → CDNA 6
    การเพิ่มความหนาแน่นของ Tensor/Machine Compute
    การเชื่อมต่อหน่วยความจำที่แน่นขึ้น
    การใช้กระบวนการผลิต 2nm ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น
    ทั้งหมดนี้ทำให้ MI500X กลายเป็น GPU สำหรับ AI และ HPC ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ AMD เคยประกาศ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    MI500X คือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ AMD
    ประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า
    ใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 + กระบวนการผลิต 2nm

    รองรับยุค YottaFLOPS
    ศูนย์ข้อมูล AI ต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น 100 เท่าใน 5 ปี
    MI500X ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตนี้โดยเฉพาะ

    เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา
    HBM4E ความเร็วสูง
    รองรับ FP4 และรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำสำหรับ AI

    ความท้าทายและข้อควรระวัง
    การเพิ่มประสิทธิภาพ 1,000 เท่าอาจขึ้นกับ workload เฉพาะ ไม่ใช่ทุกงานจะได้ผลลัพธ์เท่ากัน
    การใช้เทคโนโลยี 2nm และ HBM4E อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/amd-unwraps-instinct-mi500-boasting-1-000x-more-performance-versus-mi300x-setting-the-stage-for-the-era-of-yottaflops-data-centers
    🚀 AMD เปิดตัว Instinct MI500X: ก้าวกระโดด 1,000 เท่า สู่ยุค YottaFLOPS AMD ประกาศชิป AI รุ่นใหม่ Instinct MI500X ที่จะเปิดตัวในปี 2027 พร้อมเคลมประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า และปูทางสู่ยุคศูนย์ข้อมูลระดับ YottaFLOPS 🧠 ยุคใหม่ของ AI Compute: จาก ZettaFLOPS สู่ YottaFLOPS ความต้องการประมวลผลของศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง จากระดับ 100 ZettaFLOPS ในปัจจุบัน ไปสู่ 10+ YottaFLOPS ภายใน 5 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า ตามการประเมินของ AMD การเติบโตนี้ผลักดันให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องเร่งพัฒนาชิปที่แรงขึ้นทุกปี โดย AMD ระบุว่า MI500X จะเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล Instinct 🏗️ สถาปัตยกรรม CDNA 6 + 2nm + HBM4E: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ Instinct MI500X จะใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 รุ่นใหม่ ผลิตบนกระบวนการ TSMC 2nm (N2-series) และใช้หน่วยความจำ HBM4E ความเร็วสูง ซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก MI300X ที่ใช้ CDNA 3 และ HBM3 นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำ เช่น FP4 เพื่อรองรับงาน AI ขนาดใหญ่ และอาจรองรับ PCIe 6.0 สำหรับการเชื่อมต่อกับ CPU รุ่นใหม่ในอนาคต ⚡ ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 1,000 เท่าใน 4 ปี: เป็นไปได้อย่างไร? AMD ระบุว่า MI500X จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า ภายในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน เช่น 💠 การกระโดดของสถาปัตยกรรมจาก CDNA 3 → CDNA 6 💠 การเพิ่มความหนาแน่นของ Tensor/Machine Compute 💠 การเชื่อมต่อหน่วยความจำที่แน่นขึ้น 💠 การใช้กระบวนการผลิต 2nm ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ MI500X กลายเป็น GPU สำหรับ AI และ HPC ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ AMD เคยประกาศ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ MI500X คือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ AMD ➡️ ประสิทธิภาพสูงกว่า MI300X ถึง 1,000 เท่า ➡️ ใช้สถาปัตยกรรม CDNA 6 + กระบวนการผลิต 2nm ✅ รองรับยุค YottaFLOPS ➡️ ศูนย์ข้อมูล AI ต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น 100 เท่าใน 5 ปี ➡️ MI500X ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตนี้โดยเฉพาะ ✅ เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ➡️ HBM4E ความเร็วสูง ➡️ รองรับ FP4 และรูปแบบตัวเลขความแม่นยำต่ำสำหรับ AI ‼️ ความท้าทายและข้อควรระวัง ⛔ การเพิ่มประสิทธิภาพ 1,000 เท่าอาจขึ้นกับ workload เฉพาะ ไม่ใช่ทุกงานจะได้ผลลัพธ์เท่ากัน ⛔ การใช้เทคโนโลยี 2nm และ HBM4E อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/amd-unwraps-instinct-mi500-boasting-1-000x-more-performance-versus-mi300x-setting-the-stage-for-the-era-of-yottaflops-data-centers
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 42 มุมมอง 0 รีวิว
  • ราคาพุ่ง! Raspberry Pi และ Mini PC แทบไม่ต่างกันอีกต่อไป หลัง DRAM ขาดตลาดหนัก

    ราคาของอุปกรณ์ทำโฮมแลบกำลังพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งฝั่ง Raspberry Pi 5 และ Mini PC ที่ใช้ Intel N100/N150 จนเกิด “ภาวะราคาเท่ากัน” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลจากการตรวจสอบของ Jeff Geerling และการยืนยันโดย Tom’s Hardware ระบุว่า ชุด Raspberry Pi 5 (16GB + SSD + เคส + PSU) และ GMKTec Nucbox G3 Plus มีราคาแทบไม่ต่างกันเลยในปี 2026

    สาเหตุหลักมาจาก ต้นทุน DRAM และ Flash ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจนต้องเปิดตัวรุ่น Pi 5 แบบ 1GB เพื่อคงราคาเริ่มต้นไว้ที่ $45

    ผลลัพธ์คือผู้ที่ต้องการสร้างโฮมแลบต้องชั่งใจมากขึ้นระหว่าง พลังประมวลผลที่สูงกว่า (Mini PC) กับ การใช้พลังงานต่ำกว่า (Raspberry Pi) เพราะต้นทุนรวมของทั้งสองแพลตฟอร์มแทบไม่ต่างกันอีกต่อไป นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า วิกฤตราคา DRAM อาจลากยาวหลายปี ทำให้สถานการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว

    ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Geerling เชื่อว่า “ปีนี้จะเป็นปีแห่งการนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่” เพราะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงของอุปกรณ์ใหม่ทุกประเภทในตลาดโฮมแลบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ราคาของ Raspberry Pi และ Mini PC ใกล้เคียงกันมาก
    Raspberry Pi 5 ชุด 16GB พร้อม SSD และอุปกรณ์เสริมแตะ $246.95
    GMKTec Nucbox G3 Plus ราคา $246.99 ในปี 2026

    ต้นทุน DRAM และ Flash พุ่งสูงทั่วโลก
    ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาทุกรุ่น
    Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเปิดตัวรุ่น 1GB เพื่อคุมราคาเริ่มต้น

    Mini PC ยังแรงกว่า แต่กินไฟมากกว่า
    Intel N100/N150 ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Pi 5 อย่างชัดเจน
    แต่ Raspberry Pi ยังคงเป็นแชมป์ด้านการใช้พลังงานต่ำที่สุดในกลุ่มนี้

    ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากสถานการณ์นี้
    ราคาหน่วยความจำอาจยังพุ่งต่อเนื่องหลายปี
    ต้นทุนสร้างโฮมแลบอาจสูงขึ้นจนไม่คุ้มสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่

    https://www.tomshardware.com/raspberry-pi/raspberry-pi-and-mini-pc-home-lab-prices-hit-parity-as-dram-costs-skyrocket-price-hikes-force-hobbyists-to-weigh-up-performance-versus-power-consumption
    💸 ราคาพุ่ง! Raspberry Pi และ Mini PC แทบไม่ต่างกันอีกต่อไป หลัง DRAM ขาดตลาดหนัก ราคาของอุปกรณ์ทำโฮมแลบกำลังพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งฝั่ง Raspberry Pi 5 และ Mini PC ที่ใช้ Intel N100/N150 จนเกิด “ภาวะราคาเท่ากัน” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลจากการตรวจสอบของ Jeff Geerling และการยืนยันโดย Tom’s Hardware ระบุว่า ชุด Raspberry Pi 5 (16GB + SSD + เคส + PSU) และ GMKTec Nucbox G3 Plus มีราคาแทบไม่ต่างกันเลยในปี 2026 สาเหตุหลักมาจาก ต้นทุน DRAM และ Flash ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้า ทำให้ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจนต้องเปิดตัวรุ่น Pi 5 แบบ 1GB เพื่อคงราคาเริ่มต้นไว้ที่ $45 ผลลัพธ์คือผู้ที่ต้องการสร้างโฮมแลบต้องชั่งใจมากขึ้นระหว่าง พลังประมวลผลที่สูงกว่า (Mini PC) กับ การใช้พลังงานต่ำกว่า (Raspberry Pi) เพราะต้นทุนรวมของทั้งสองแพลตฟอร์มแทบไม่ต่างกันอีกต่อไป นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า วิกฤตราคา DRAM อาจลากยาวหลายปี ทำให้สถานการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Geerling เชื่อว่า “ปีนี้จะเป็นปีแห่งการนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่” เพราะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงของอุปกรณ์ใหม่ทุกประเภทในตลาดโฮมแลบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ราคาของ Raspberry Pi และ Mini PC ใกล้เคียงกันมาก ➡️ Raspberry Pi 5 ชุด 16GB พร้อม SSD และอุปกรณ์เสริมแตะ $246.95 ➡️ GMKTec Nucbox G3 Plus ราคา $246.99 ในปี 2026 ✅ ต้นทุน DRAM และ Flash พุ่งสูงทั่วโลก ➡️ ผู้ผลิต Mini PC ต้องขึ้นราคาทุกรุ่น ➡️ Raspberry Pi ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเปิดตัวรุ่น 1GB เพื่อคุมราคาเริ่มต้น ✅ Mini PC ยังแรงกว่า แต่กินไฟมากกว่า ➡️ Intel N100/N150 ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Pi 5 อย่างชัดเจน ➡️ แต่ Raspberry Pi ยังคงเป็นแชมป์ด้านการใช้พลังงานต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากสถานการณ์นี้ ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจยังพุ่งต่อเนื่องหลายปี ⛔ ต้นทุนสร้างโฮมแลบอาจสูงขึ้นจนไม่คุ้มสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ https://www.tomshardware.com/raspberry-pi/raspberry-pi-and-mini-pc-home-lab-prices-hit-parity-as-dram-costs-skyrocket-price-hikes-force-hobbyists-to-weigh-up-performance-versus-power-consumption
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 43 มุมมอง 0 รีวิว
  • Razer เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรก ร่วมพัฒนา Tenstorrent – ก้าวสู่ยุค AI แบบพกพาเต็มรูปแบบ

    Razer ผนึกกำลัง Tenstorrent เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator แบบคอมแพกต์ ใช้ชิป RISC‑V “Wormhole n150” รองรับ Thunderbolt 5 และต่อพ่วงหลายตัวได้ เหมาะสำหรับนักพัฒนา AI ที่ต้องการพลังประมวลผลแบบพกพา

    อุปกรณ์ AI แบบพกพาที่ออกแบบมาเพื่อ Developer ยุคใหม่
    Razer กำลังขยายตัวจากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาด AI อย่างจริงจัง โดยเปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกับ Tenstorrent ซึ่งใช้ชิป Wormhole n150 บนสถาปัตยกรรม RISC‑V จุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อผ่าน Thunderbolt 5 / 4 หรือ USB4 ทำให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถเพิ่มพลัง AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่

    อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และรองรับการใช้งาน AI/ML หลากหลาย เช่น LLMs, Image Generation และงาน Edge AI อื่นๆ ผ่านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent บน GitHub

    รองรับการต่อพ่วงหลายตัว – สร้างคลัสเตอร์ AI บนโต๊ะทำงาน
    หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือความสามารถในการ daisy-chain ได้สูงสุด 4 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบสเกลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง “AI mini‑cluster” บนโต๊ะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง Server ขนาดใหญ่หรือ GPU ระดับ Data Center

    Razer ระบุว่านี่คือการนำพลัง AI ระดับสูงมาสู่ผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะนักพัฒนาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการทดลองโมเดลต่างๆ

    ดีไซน์โมดูลาร์ + Thunderbolt 5 = ความเร็วและความยืดหยุ่นสูงสุด
    ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลาร์ สามารถอัปเกรดหรือต่อขยายได้ง่าย พร้อมรองรับ Thunderbolt 5 ซึ่งให้แบนด์วิดท์สูงและ latency ต่ำ เหมาะกับงาน AI ที่ต้องการส่งข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Razer และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    อุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรกของ Razer
    ใช้ชิป RISC‑V Tenstorrent Wormhole n150
    รองรับ Thunderbolt 5 / 4 และ USB4

    ออกแบบมาเพื่อ Developer และงาน Edge AI
    รัน LLMs, Image Generation และงาน AI/ML ได้หลากหลาย
    ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent

    รองรับการต่อพ่วงหลายตัว
    Daisy‑chain ได้สูงสุด 4 อุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับการปรับแต่งซอฟต์แวร์และโมเดลที่ใช้
    อาจมีข้อจำกัดด้านความร้อนหรือพลังงานเมื่อใช้งานหลายตัวพร้อมกัน

    https://wccftech.com/razer-partners-tenstorrent-goes-into-full-ai-mode/
    🤖 Razer เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรก ร่วมพัฒนา Tenstorrent – ก้าวสู่ยุค AI แบบพกพาเต็มรูปแบบ Razer ผนึกกำลัง Tenstorrent เปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator แบบคอมแพกต์ ใช้ชิป RISC‑V “Wormhole n150” รองรับ Thunderbolt 5 และต่อพ่วงหลายตัวได้ เหมาะสำหรับนักพัฒนา AI ที่ต้องการพลังประมวลผลแบบพกพา ⚡ อุปกรณ์ AI แบบพกพาที่ออกแบบมาเพื่อ Developer ยุคใหม่ Razer กำลังขยายตัวจากแบรนด์เกมมิ่งสู่ตลาด AI อย่างจริงจัง โดยเปิดตัวอุปกรณ์ AI Accelerator รุ่นแรกที่พัฒนาร่วมกับ Tenstorrent ซึ่งใช้ชิป Wormhole n150 บนสถาปัตยกรรม RISC‑V จุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อผ่าน Thunderbolt 5 / 4 หรือ USB4 ทำให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถเพิ่มพลัง AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็ก พกพาง่าย และรองรับการใช้งาน AI/ML หลากหลาย เช่น LLMs, Image Generation และงาน Edge AI อื่นๆ ผ่านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent บน GitHub 🧩 รองรับการต่อพ่วงหลายตัว – สร้างคลัสเตอร์ AI บนโต๊ะทำงาน หนึ่งในฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือความสามารถในการ daisy-chain ได้สูงสุด 4 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแบบสเกลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง “AI mini‑cluster” บนโต๊ะทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง Server ขนาดใหญ่หรือ GPU ระดับ Data Center Razer ระบุว่านี่คือการนำพลัง AI ระดับสูงมาสู่ผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะนักพัฒนาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการทดลองโมเดลต่างๆ 🛠️ ดีไซน์โมดูลาร์ + Thunderbolt 5 = ความเร็วและความยืดหยุ่นสูงสุด ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลาร์ สามารถอัปเกรดหรือต่อขยายได้ง่าย พร้อมรองรับ Thunderbolt 5 ซึ่งให้แบนด์วิดท์สูงและ latency ต่ำ เหมาะกับงาน AI ที่ต้องการส่งข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Razer และอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ อุปกรณ์ AI Accelerator ตัวแรกของ Razer ➡️ ใช้ชิป RISC‑V Tenstorrent Wormhole n150 ➡️ รองรับ Thunderbolt 5 / 4 และ USB4 ✅ ออกแบบมาเพื่อ Developer และงาน Edge AI ➡️ รัน LLMs, Image Generation และงาน AI/ML ได้หลากหลาย ➡️ ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สของ Tenstorrent ✅ รองรับการต่อพ่วงหลายตัว ➡️ Daisy‑chain ได้สูงสุด 4 อุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับการปรับแต่งซอฟต์แวร์และโมเดลที่ใช้ ⛔ อาจมีข้อจำกัดด้านความร้อนหรือพลังงานเมื่อใช้งานหลายตัวพร้อมกัน https://wccftech.com/razer-partners-tenstorrent-goes-into-full-ai-mode/
    WCCFTECH.COM
    Razer Goes Full “AI Mode” with New & Compact AI Accelerator Device Featuring Tenstorrent’s Wormhole n150 AI Chip
    Razer has decided to shift its focus towards AI, as the manufacturer has showcased their first-generation compact AI accelerator device.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 48 มุมมอง 0 รีวิว
  • Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึงต้นปี 2026 – เดินหน้าเจรจา DRAM ต่อเนื่อง พร้อมได้ดีลราคาพิเศษจาก TSMC

    Apple กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ iPhone, iPad, Mac และอุปกรณ์ AI รุ่นถัดไป รายงานระบุว่า Apple ได้ ล็อกสัญญาจัดหาชิป NAND แบบยาวไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2026 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาตลาดที่ผันผวนและปัญหาซัพพลายเชนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา

    ในขณะเดียวกัน Apple ยังคง เจรจากับผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ เพื่อให้ได้ราคาที่มั่นคงและปริมาณที่เพียงพอสำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro รุ่นถัดไป และ Mac ที่ใช้ชิป Apple Silicon รุ่นใหม่ที่มีสถาปัตยกรรมเน้น AI/ML มากขึ้น ความต้องการ DRAM ต่อเครื่องจึงสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน

    รายงานยังระบุว่า TSMC เตรียมเสนอราคาพิเศษให้ Apple สำหรับกระบวนการผลิตชิปรุ่นใหม่ เช่น 2nm และ 3nm รุ่นปรับปรุง เพื่อรักษา Apple เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท การให้ราคาพิเศษนี้ช่วยให้ Apple ควบคุมต้นทุนของชิปตระกูล A‑Series และ M‑Series ได้ดีขึ้น แม้ต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

    ภาพรวมแล้ว Apple กำลังวางแผนซัพพลายเชนระยะยาวอย่างเข้มข้น เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้หน่วยความจำมากขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากตลาด DRAM/NAND ที่มีความผันผวนสูงในช่วงปี 2024–2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึง Q1 2026
    เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและปัญหาซัพพลายเชน
    รองรับความต้องการหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นในอุปกรณ์รุ่นใหม่

    ยังเจรจา DRAM ต่อเนื่อง
    ผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro, Mac รุ่นใหม่
    ต้องการดีลราคาที่มั่นคงในระยะยาว

    TSMC เสนอราคาพิเศษให้ Apple
    สำหรับกระบวนการผลิต 2nm / 3nm รุ่นใหม่
    เพื่อรักษาสถานะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท

    ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา
    ตลาด DRAM/NAND ยังผันผวนสูงจากดีมานด์ AI และเซิร์ฟเวอร์
    หากเจรจา DRAM ไม่สำเร็จ อาจกระทบต้นทุนผลิตภัณฑ์บางรุ่น

    https://wccftech.com/apple-has-secured-access-to-nand-through-q1-2026-continues-to-negotiate-dram-access-tsmc-to-offer-favorable-pricing/
    🍏 Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึงต้นปี 2026 – เดินหน้าเจรจา DRAM ต่อเนื่อง พร้อมได้ดีลราคาพิเศษจาก TSMC Apple กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ iPhone, iPad, Mac และอุปกรณ์ AI รุ่นถัดไป รายงานระบุว่า Apple ได้ ล็อกสัญญาจัดหาชิป NAND แบบยาวไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2026 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาตลาดที่ผันผวนและปัญหาซัพพลายเชนที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน Apple ยังคง เจรจากับผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ เพื่อให้ได้ราคาที่มั่นคงและปริมาณที่เพียงพอสำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro รุ่นถัดไป และ Mac ที่ใช้ชิป Apple Silicon รุ่นใหม่ที่มีสถาปัตยกรรมเน้น AI/ML มากขึ้น ความต้องการ DRAM ต่อเครื่องจึงสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน รายงานยังระบุว่า TSMC เตรียมเสนอราคาพิเศษให้ Apple สำหรับกระบวนการผลิตชิปรุ่นใหม่ เช่น 2nm และ 3nm รุ่นปรับปรุง เพื่อรักษา Apple เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท การให้ราคาพิเศษนี้ช่วยให้ Apple ควบคุมต้นทุนของชิปตระกูล A‑Series และ M‑Series ได้ดีขึ้น แม้ต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ภาพรวมแล้ว Apple กำลังวางแผนซัพพลายเชนระยะยาวอย่างเข้มข้น เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้หน่วยความจำมากขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากตลาด DRAM/NAND ที่มีความผันผวนสูงในช่วงปี 2024–2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Apple ตุน NAND ล่วงหน้าถึง Q1 2026 ➡️ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและปัญหาซัพพลายเชน ➡️ รองรับความต้องการหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นในอุปกรณ์รุ่นใหม่ ✅ ยังเจรจา DRAM ต่อเนื่อง ➡️ ผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องใช้ RAM มากขึ้น เช่น Vision Pro, Mac รุ่นใหม่ ➡️ ต้องการดีลราคาที่มั่นคงในระยะยาว ✅ TSMC เสนอราคาพิเศษให้ Apple ➡️ สำหรับกระบวนการผลิต 2nm / 3nm รุ่นใหม่ ➡️ เพื่อรักษาสถานะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ‼️ ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา ⛔ ตลาด DRAM/NAND ยังผันผวนสูงจากดีมานด์ AI และเซิร์ฟเวอร์ ⛔ หากเจรจา DRAM ไม่สำเร็จ อาจกระทบต้นทุนผลิตภัณฑ์บางรุ่น https://wccftech.com/apple-has-secured-access-to-nand-through-q1-2026-continues-to-negotiate-dram-access-tsmc-to-offer-favorable-pricing/
    WCCFTECH.COM
    Apple Just Staged A Coup On TSMC's Pricing For The A20 Chip
    Morgan Stanley now expects Apple's upcoming A20 chips to cost just 30 percent more than the 3nm-based A19 chips found in the iPhone 17 lineup.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 41 มุมมอง 0 รีวิว
  • Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD Gen5 รุ่นประหยัด “E37T” – เร็ว 14.7 GB/s, ไม่ต้องใช้ DRAM, กินไฟต่ำกว่า 2.3W

    Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD รุ่นใหม่ E37T ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวเลือก “คุ้มค่า” สำหรับ SSD PCIe Gen5 โดยเน้นความเร็วสูงในขณะที่ลดต้นทุนด้วยดีไซน์ DRAM-less และการใช้พลังงานต่ำมาก เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, พีซีขนาดเล็ก และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการความเร็วระดับ Gen5 แต่ไม่ต้องการความร้อนหรือการใช้พลังงานสูงเหมือนรุ่นท็อป

    คอนโทรลเลอร์รุ่นนี้รองรับ NAND แบบ 3D ที่ความเร็วสูงถึง 4800 MT/s พร้อมสถาปัตยกรรมแบบ 4-channel ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าแพลตฟอร์มระดับคุ้มค่ารุ่นก่อนถึง 38% ตามข้อมูลของ Phison นอกจากนี้ยังรองรับฟอร์มแฟกเตอร์ยอดนิยมอย่าง M.2 2280 / 2242 / 2230 ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์หลากหลายประเภทตั้งแต่โน้ตบุ๊กจนถึง Mini PC

    ด้านความเร็ว Phison E37T ทำได้สูงสุด 14.7 GB/s (อ่าน) และ 13.0 GB/s (เขียน) พร้อมประสิทธิภาพสุ่มสูงสุด 2,000K IOPS ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคอนโทรลเลอร์แบบ DRAM-less จุดเด่นอีกอย่างคือการใช้พลังงานต่ำกว่า 2.3W ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงแต่ควบคุมความร้อนได้ดี

    Phison คาดว่า SSD ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ E37T จะเริ่มปรากฏในตลาดช่วง Computex 2026 ขณะเดียวกันบริษัทก็ประกาศอัปเดตคอนโทรลเลอร์รุ่นท็อป E28 ให้รองรับความจุสูงสุด 8TB พร้อมความเร็วสูงสุด 14.9 GB/s เพื่อเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับคุ้มค่าถึงระดับเรือธง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Phison E37T คือคอนโทรลเลอร์ Gen5 แบบคุ้มค่า
    ดีไซน์ DRAM-less ลดต้นทุน
    รองรับ NAND 3D 4800 MT/s
    สถาปัตยกรรม 4-channel รุ่นใหม่

    ประสิทธิภาพสูงแม้เป็นรุ่นประหยัด
    Sequential Read สูงสุด 14.7 GB/s
    Sequential Write สูงสุด 13.0 GB/s
    Random IOPS สูงสุด 2,000K

    ใช้พลังงานต่ำมาก
    กินไฟไม่เกิน 2.3W
    เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, handheld, Mini PC

    ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด
    DRAM-less อาจมี latency สูงกว่า SSD ระดับไฮเอนด์
    ประสิทธิภาพจริงขึ้นกับ NAND ที่ผู้ผลิต SSD เลือกใช้

    https://wccftech.com/phison-e37t-cost-optimized-gen5-ssd-controller-14-7-gbps-speeds-dram-less-2-3w/
    ⚡ Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD Gen5 รุ่นประหยัด “E37T” – เร็ว 14.7 GB/s, ไม่ต้องใช้ DRAM, กินไฟต่ำกว่า 2.3W Phison เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ SSD รุ่นใหม่ E37T ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวเลือก “คุ้มค่า” สำหรับ SSD PCIe Gen5 โดยเน้นความเร็วสูงในขณะที่ลดต้นทุนด้วยดีไซน์ DRAM-less และการใช้พลังงานต่ำมาก เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, พีซีขนาดเล็ก และอุปกรณ์พกพาที่ต้องการความเร็วระดับ Gen5 แต่ไม่ต้องการความร้อนหรือการใช้พลังงานสูงเหมือนรุ่นท็อป คอนโทรลเลอร์รุ่นนี้รองรับ NAND แบบ 3D ที่ความเร็วสูงถึง 4800 MT/s พร้อมสถาปัตยกรรมแบบ 4-channel ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าแพลตฟอร์มระดับคุ้มค่ารุ่นก่อนถึง 38% ตามข้อมูลของ Phison นอกจากนี้ยังรองรับฟอร์มแฟกเตอร์ยอดนิยมอย่าง M.2 2280 / 2242 / 2230 ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์หลากหลายประเภทตั้งแต่โน้ตบุ๊กจนถึง Mini PC ด้านความเร็ว Phison E37T ทำได้สูงสุด 14.7 GB/s (อ่าน) และ 13.0 GB/s (เขียน) พร้อมประสิทธิภาพสุ่มสูงสุด 2,000K IOPS ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคอนโทรลเลอร์แบบ DRAM-less จุดเด่นอีกอย่างคือการใช้พลังงานต่ำกว่า 2.3W ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงแต่ควบคุมความร้อนได้ดี Phison คาดว่า SSD ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ E37T จะเริ่มปรากฏในตลาดช่วง Computex 2026 ขณะเดียวกันบริษัทก็ประกาศอัปเดตคอนโทรลเลอร์รุ่นท็อป E28 ให้รองรับความจุสูงสุด 8TB พร้อมความเร็วสูงสุด 14.9 GB/s เพื่อเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับคุ้มค่าถึงระดับเรือธง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Phison E37T คือคอนโทรลเลอร์ Gen5 แบบคุ้มค่า ➡️ ดีไซน์ DRAM-less ลดต้นทุน ➡️ รองรับ NAND 3D 4800 MT/s ➡️ สถาปัตยกรรม 4-channel รุ่นใหม่ ✅ ประสิทธิภาพสูงแม้เป็นรุ่นประหยัด ➡️ Sequential Read สูงสุด 14.7 GB/s ➡️ Sequential Write สูงสุด 13.0 GB/s ➡️ Random IOPS สูงสุด 2,000K ✅ ใช้พลังงานต่ำมาก ➡️ กินไฟไม่เกิน 2.3W ➡️ เหมาะกับโน้ตบุ๊ก, handheld, Mini PC ‼️ ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด ⛔ DRAM-less อาจมี latency สูงกว่า SSD ระดับไฮเอนด์ ⛔ ประสิทธิภาพจริงขึ้นกับ NAND ที่ผู้ผลิต SSD เลือกใช้ https://wccftech.com/phison-e37t-cost-optimized-gen5-ssd-controller-14-7-gbps-speeds-dram-less-2-3w/
    WCCFTECH.COM
    Phison Intros E37T "Cost-Optimized" Gen5 SSD Controller: Up To 14.7 GB/s Speeds With DRAM-Less Design & Under 2.3W Power
    Phison has introduced its brand new Gen5 SSD controller, the E37T, which is designed to be more cost-effective with a DRAM-less design.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 45 มุมมอง 0 รีวิว
  • 0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 21 มุมมอง 0 รีวิว
  • 0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • ท่องเที่ยวไทยขาลง หมดยุคทองทัวร์จีน

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่ามีจำนวน 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปีที่ผ่านมา (35.54 ล้านคน) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% จากปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2567) นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงสุด กลับเป็นมาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 9.54% จากปีที่ผ่านมา 4,952,078 คน

    ส่วนอันดับสอง จีน ลดลงจาก 6,733,162 คน ในปีที่ผ่านมา เหลือ 4,473,992 คน หรือลดลง 33.55% อันดับสาม อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82% จากปีที่ผ่านมา 2,129,149 คน อันดับสี่ รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80% จากปีที่ผ่านมา 1,745,327 คน และอันดับห้า เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79% จากปีที่ผ่านมา 1,868,945 คน

    เหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมีหลายปัจจัย เริ่มจากปัญหาสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน ที่นักแสดงจีน ซิง ซิง ถูกหลอกไปที่ชายแดนฝั่งเมียนมา ทำให้ชาวจีนไม่กล้ามาไทยเพราะกังวลความปลอดภัย, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดการปะทะตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ ลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง รวมทั้งมาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน (Free-visa Run) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ไม่นับรวมปัญหาการเมืองในประเทศจากการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงกลางปี ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง

    ในปี 2569 ททท. ว่าจ้างศิลปินชื่อดัง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ Amazing Thailand ในเวทีโลก ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ม.ค. พร้อมเชิญสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย และล่าสุด นำศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Henry Moodie เจาะตลาดยุโรปโดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ ททท. เตรียมปรับเป้าหมายโดยใช้แนวคิด Value over Volume ไม่เน้นเติบโตเชิงตัวเลข แต่เน้นเติบโตจากการสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism), เศรษฐกิจวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture Economy) ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม, เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy), เศรษฐกิจปลอดภาษีจากการชอปปิ้ง (Tax-free Economy), จัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวคุณภาพ

    #Newskit
    ท่องเที่ยวไทยขาลง หมดยุคทองทัวร์จีน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่ามีจำนวน 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปีที่ผ่านมา (35.54 ล้านคน) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71% จากปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2567) นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงสุด กลับเป็นมาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 9.54% จากปีที่ผ่านมา 4,952,078 คน ส่วนอันดับสอง จีน ลดลงจาก 6,733,162 คน ในปีที่ผ่านมา เหลือ 4,473,992 คน หรือลดลง 33.55% อันดับสาม อินเดีย 2,487,319 คน เพิ่มขึ้น 16.82% จากปีที่ผ่านมา 2,129,149 คน อันดับสี่ รัสเซีย 1,898,837 คน เพิ่มขึ้น 8.80% จากปีที่ผ่านมา 1,745,327 คน และอันดับห้า เกาหลีใต้ 1,555,227 คน ลดลง 16.79% จากปีที่ผ่านมา 1,868,945 คน เหตุที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมีหลายปัจจัย เริ่มจากปัญหาสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน ที่นักแสดงจีน ซิง ซิง ถูกหลอกไปที่ชายแดนฝั่งเมียนมา ทำให้ชาวจีนไม่กล้ามาไทยเพราะกังวลความปลอดภัย, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดการปะทะตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพ ลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง รวมทั้งมาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน (Free-visa Run) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ไม่นับรวมปัญหาการเมืองในประเทศจากการเปลี่ยนรัฐบาลในช่วงกลางปี ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง ในปี 2569 ททท. ว่าจ้างศิลปินชื่อดัง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ Amazing Thailand ในเวทีโลก ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ม.ค. พร้อมเชิญสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำความคิดเห็นจากต่างประเทศเกือบ 100 รายเข้าร่วมงาน เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวไทย และล่าสุด นำศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Henry Moodie เจาะตลาดยุโรปโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ททท. เตรียมปรับเป้าหมายโดยใช้แนวคิด Value over Volume ไม่เน้นเติบโตเชิงตัวเลข แต่เน้นเติบโตจากการสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism), เศรษฐกิจวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture Economy) ตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม, เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy), เศรษฐกิจปลอดภาษีจากการชอปปิ้ง (Tax-free Economy), จัดตั้ง Tax-Free Zone ในเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวคุณภาพ #Newskit
    1 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 66 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/tjgYlWYSnIc?si=iAvCB_XigsaDEg45
    https://youtu.be/tjgYlWYSnIc?si=iAvCB_XigsaDEg45
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtube.com/shorts/uqyl3r9w8xc?si=wUJnj2aysGezp7WJ
    https://youtube.com/shorts/uqyl3r9w8xc?si=wUJnj2aysGezp7WJ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtube.com/shorts/sFopxz2HK-s?si=ISSme8LBFoV3_u2Y
    https://youtube.com/shorts/sFopxz2HK-s?si=ISSme8LBFoV3_u2Y
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/k9IzpGyNRBM?si=fsOdlGxSxluGsMhP
    https://youtu.be/k9IzpGyNRBM?si=fsOdlGxSxluGsMhP
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • สะสมกิโลเมตรยามเช้า
    #ห้องเรียนออนไลน์ครูเมธา
    #ไม่เห็นชอบ
    สะสมกิโลเมตรยามเช้า #ห้องเรียนออนไลน์ครูเมธา #ไม่เห็นชอบ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • อดีตทหารแนวหน้าเตือน อย่าเพิ่งวางใจว่าชายแดนเงียบสงบ ล่าสุดสายข่าวรายงานสัญญาณเตือนภัยระดับสูง ฝั่งเพื่อนบ้านสั่ง 'ปิดตาย' พื้นที่โอว์เสม็ด อพยพชาวบ้านด่วนกลางดึก คาดเป็นการล้างพื้นที่เปิดทางอาวุธหนัก ขณะที่แนวหน้าเนิน 469 พบการยิงหยั่งเชิงหวังเช็คพิกัดไทย ทัพไทยลั่น! รู้ทันทุกเกม ตรึงกำลังแน่นหนาอธิปไตยนี้ ใครก็แตะไม่ได้
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001566

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    อดีตทหารแนวหน้าเตือน อย่าเพิ่งวางใจว่าชายแดนเงียบสงบ ล่าสุดสายข่าวรายงานสัญญาณเตือนภัยระดับสูง ฝั่งเพื่อนบ้านสั่ง 'ปิดตาย' พื้นที่โอว์เสม็ด อพยพชาวบ้านด่วนกลางดึก คาดเป็นการล้างพื้นที่เปิดทางอาวุธหนัก ขณะที่แนวหน้าเนิน 469 พบการยิงหยั่งเชิงหวังเช็คพิกัดไทย ทัพไทยลั่น! รู้ทันทุกเกม ตรึงกำลังแน่นหนาอธิปไตยนี้ ใครก็แตะไม่ได้ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001566 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Love
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 68 มุมมอง 0 รีวิว
  • หลังจากไทยกล่าวหากัมพูชายิงเข้าใส่ระหว่างหยุดยิง เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญ ไม่ส่งเสียงตำหนิใดๆ พูดเพียงแค่ปักกิ่งแสดงความหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเดินหน้ายึดถือข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อความยั่งยืนของข้อตกลง ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตามรายงานของพนมเปญโพสต์
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001567

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    หลังจากไทยกล่าวหากัมพูชายิงเข้าใส่ระหว่างหยุดยิง เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญ ไม่ส่งเสียงตำหนิใดๆ พูดเพียงแค่ปักกิ่งแสดงความหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเดินหน้ายึดถือข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด เพื่อความยั่งยืนของข้อตกลง ฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตามรายงานของพนมเปญโพสต์ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001567 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 65 มุมมอง 0 รีวิว
  • ยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐฯ ลักพาตัว 'นิโคลัส มาดูโร' ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 80 ราย ในนั้นมีทั้งทหารและพลเรือน ตามรายงานข่าวของนิวยอร์กไทม์สเมื่อวันอาทิตย์(4ม.ค.) อ้างอิงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลา
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001565

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ยอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐฯ ลักพาตัว 'นิโคลัส มาดูโร' ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 80 ราย ในนั้นมีทั้งทหารและพลเรือน ตามรายงานข่าวของนิวยอร์กไทม์สเมื่อวันอาทิตย์(4ม.ค.) อ้างอิงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลา . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000001565 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 71 มุมมอง 0 รีวิว
  • 0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2 มุมมอง 0 รีวิว
  • Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 7
    Date : 7 January 2026

    ### 10) Policy Decision Points

    To move decisively, the Energy Ministry should make (and publicly communicate) five clear decisions:

    1. Thailand will keep distribution networks as regulated infrastructure, but open them under nondiscriminatory access rules.
    2. MEA/PEA will transition to neutral DSO roles with performance-based incentives.
    3. Retail competition will be phased, starting with large customers tied to investment competitiveness and clean procurement needs.
    4. Sandbox pilots (including P2P concepts) will be scaled only through standardized market rules and digital settlement infrastructure.
    5. Social policy will be protected through explicit, transparent mechanisms—not hidden cross-subsidies.

    End——————————————————————————————————————————————————
    #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 7 Date : 7 January 2026 ### 10) Policy Decision Points To move decisively, the Energy Ministry should make (and publicly communicate) five clear decisions: 1. Thailand will keep distribution networks as regulated infrastructure, but open them under nondiscriminatory access rules. 2. MEA/PEA will transition to neutral DSO roles with performance-based incentives. 3. Retail competition will be phased, starting with large customers tied to investment competitiveness and clean procurement needs. 4. Sandbox pilots (including P2P concepts) will be scaled only through standardized market rules and digital settlement infrastructure. 5. Social policy will be protected through explicit, transparent mechanisms—not hidden cross-subsidies. End—————————————————————————————————————————————————— #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 49 มุมมอง 0 รีวิว
  • เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร

    การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี

    สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง
    ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น
    ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา

    ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ
    อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน
    ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์

    ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก
    ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access
    ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล

    ความเสี่ยงด้านข้อมูล
    หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ
    การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย

    ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต
    ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน
    ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง

    ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม
    ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที
    การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง

    ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม
    รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling
    ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers

    ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้
    เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด
    ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว

    ความสำคัญของการทดสอบจริง
    Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก
    การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง

    ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง
    อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy
    ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง

    https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    ⚙️ เลือกโฮสติ้งให้ถูก…อนาคตของงานประมวลผลหนักอยู่ที่ความปลอดภัยและความเสถียร การเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High‑Performance Applications) ไม่ใช่แค่เรื่อง “สเปกแรง” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ความเสถียร และต้นทุนระยะยาวขององค์กรหรือทีมพัฒนาโดยตรง เนื้อหาในหน้าเว็บชี้ให้เห็นว่าการใช้งาน GPU สำหรับงาน Machine Learning, Simulation, 3D Rendering หรือ Data Processing ทำให้โครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลิตภัณฑ์เอง และการเลือกผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากในอนาคต หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า” เพราะผู้ให้บริการบางรายลดต้นทุนด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์เก่า จำกัดการตั้งค่าระบบ หรือมีนโยบายบิลลิ่งที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อรันงานจริงเป็นเวลานานหรือมีโหลดพุ่งขึ้นแบบไม่คาดคิด การจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยอาจแลกมากับเสถียรภาพที่สูงกว่าและเวลาที่ทีมวิศวกรไม่ต้องเสียไปกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกแกนหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการแยกทรัพยากร GPU อย่างเหมาะสม การควบคุม Firewall และการเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งผ่านและขณะจัดเก็บ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ควรมีในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับงานข้อมูลสำคัญหรือโมเดลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ความสามารถของทีมซัพพอร์ตและความชัดเจนของนโยบาย Uptime ก็เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการได้อย่างดี สุดท้าย การทดสอบจริง (Benchmark + Trial) คือขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพราะสเปกบนกระดาษไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด การรันโมเดลจริง โหลดข้อมูลจริง และดูพฤติกรรมระบบในสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ทีมตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นว่าระบบนั้นรองรับงานของตนได้จริงหรือไม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความหมายของต้นทุนที่แท้จริง ➡️ ราคาถูกอาจซ่อนข้อจำกัด เช่น ฮาร์ดแวร์เก่า หรือการตั้งค่าที่ไม่ยืดหยุ่น ➡️ ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือ “ประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนใบเสนอราคา ‼️ ความเสี่ยงจากการเลือกโฮสติ้งราคาต่ำ ⛔ อาจเกิด Downtime บ่อย ทำให้เสียเวลาการทำงาน ⛔ ทีมวิศวกรต้องเสียเวลาแก้ปัญหาแทนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ✅ ความปลอดภัยของระบบเป็นหัวใจหลัก ➡️ ควรมีการแยก GPU อย่างเหมาะสมเพื่อป้องกัน Cross‑Tenant Access ➡️ ต้องรองรับ Firewall Rules, การจำกัดพอร์ต และการเข้ารหัสข้อมูล ‼️ ความเสี่ยงด้านข้อมูล ⛔ หากไม่มีการเข้ารหัส อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของโมเดลหรือข้อมูลสำคัญ ⛔ การตั้งค่าความปลอดภัยที่ไม่ดีอาจเปิดช่องให้ถูกโจมตีทางเครือข่าย ✅ ความเสถียรและคุณภาพการซัพพอร์ต ➡️ ผู้ให้บริการที่ดีควรมีนโยบาย Uptime ชัดเจน ➡️ ทีมซัพพอร์ตที่ตอบเร็วช่วยลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง ‼️ ความเสี่ยงจากซัพพอร์ตที่ไม่พร้อม ⛔ ปัญหาเล็กอาจกลายเป็นวิกฤตหากไม่มีผู้ช่วยเหลือทันที ⛔ การขาดเอกสารหรือ Knowledge Base ทำให้แก้ปัญหาได้ช้าลง ✅ ความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรม ➡️ รองรับทั้ง Vertical Scaling และ Horizontal Scaling ➡️ ควรให้สิทธิ์ Root Access และรองรับ Custom Drivers ‼️ ความเสี่ยงจากระบบที่ขยายไม่ได้ ⛔ เมื่อโหลดเพิ่มขึ้น อาจต้องย้ายระบบใหม่ทั้งหมด ⛔ ทำให้เสียเวลาและต้นทุนสูงขึ้นในระยะยาว ✅ ความสำคัญของการทดสอบจริง ➡️ Benchmark ช่วยเปิดเผยปัญหาที่สเปกบนกระดาษไม่เคยบอก ➡️ การทดสอบด้วยโมเดลจริงช่วยประเมินเสถียรภาพภายใต้โหลดจริง ‼️ ความเสี่ยงหากไม่ทดสอบก่อนใช้งานจริง ⛔ อาจเจอปัญหาคอขวดหลัง Deploy ⛔ ทำให้ต้องแก้ไขระบบใหม่ทั้งชุดในภายหลัง https://securityonline.info/how-to-select-a-secure-hosting-platform-for-high-performance-applications/
    SECURITYONLINE.INFO
    How to select a secure hosting platform for high-performance applications
    Choosing a hosting platform for high-performance applications is rarely a simple technical decision. When projects rely on GPUs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 รีวิว
  • Zero‑Day “Chronomaly” เขย่าโลก Linux — ช่องโหว่ใหม่เปิดทางสู่ Root Access

    ช่องโหว่ความปลอดภัยล่าสุดที่ถูกตั้งชื่อว่า Chronomaly กำลังสร้างความกังวลในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากเป็น Zero‑Day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้วบน Linux Kernel สาย 5.10.x โดยเฉพาะในอุปกรณ์ Android หลายรุ่น ช่องโหว่นี้ถูกติดตามภายใต้รหัส CVE‑2025‑38352 ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับ High Severity (CVSS 7.4) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Elevation of Privilege (EoP) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Root ได้

    ต้นตอของปัญหาเกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ซึ่งทำให้กระบวนการ cleanup ของ task ทำงานผิดพลาดจนเกิด memory corruption เมื่อถูกโจมตีสำเร็จ อาจนำไปสู่การล่มของระบบ (crash), การโจมตีแบบ DoS หรือการยึดสิทธิ์ Root แบบสมบูรณ์ นักวิจัย farazsth98 ได้เผยแพร่ exploit สาธารณะชื่อ “Chronomaly” ซึ่งสามารถทำงานได้บน Linux kernel v5.10.157 และคาดว่าจะใช้ได้กับทุกเวอร์ชันในสาย 5.10.x เพราะไม่ต้องพึ่งพา memory offset เฉพาะรุ่น

    Google ยืนยันว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ limited, targeted exploitation ซึ่งหมายความว่าเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้โจมตีระดับสูง (APT) อาจเป็นผู้ใช้ช่องโหว่นี้ก่อนที่แพตช์จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ การอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2025 ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว และผู้ใช้อุปกรณ์ Android ที่ใช้ kernel สายนี้ควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่

    ผลกระทบของ Chronomaly ไม่ได้จำกัดแค่ Android เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงของระบบที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ IoT, ระบบฝังตัว และเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดต การโจมตีแบบ local privilege escalation แม้จะต้องเข้าถึงเครื่องก่อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดระบบทั้งหมดได้อย่างง่ายดายหากผู้โจมตีมี foothold อยู่แล้ว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่และรายละเอียดทางเทคนิค
    CVE‑2025‑38352 เป็นช่องโหว่ EoP ระดับ High Severity
    เกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ทำให้เกิด memory corruption

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root ได้
    อาจทำให้ระบบ crash หรือถูก DoS

    การโจมตีและ exploit ที่ถูกเผยแพร่
    exploit “Chronomaly” ใช้งานได้บน Linux kernel v5.10.157
    คาดว่าจะใช้ได้กับทุก kernel ในสาย 5.10.x

    ความเสี่ยงจากการมี exploit สาธารณะ
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปนำไปใช้
    ระบบที่ยังไม่อัปเดตมีความเสี่ยงสูงขึ้นทันที

    การยืนยันจาก Google
    ตรวจพบการโจมตีจริงแบบ targeted exploitation
    แพตช์แก้ไขถูกปล่อยในอัปเดตความปลอดภัยเดือนกันยายน 2025

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    อุปกรณ์ Android ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตี
    องค์กรที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าอาจถูกเจาะระบบได้ง่ายขึ้น

    ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย
    อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที
    ตรวจสอบระบบที่ใช้ kernel 5.10.x เป็นพิเศษ

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ผู้โจมตีสามารถยึดระบบได้จากการเข้าถึงเพียงเล็กน้อย
    อาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีระบบอื่นในเครือข่าย

    https://securityonline.info/zero-day-chronomaly-exploit-grants-root-access-to-vulnerable-linux-kernels/
    🛡️ Zero‑Day “Chronomaly” เขย่าโลก Linux — ช่องโหว่ใหม่เปิดทางสู่ Root Access ช่องโหว่ความปลอดภัยล่าสุดที่ถูกตั้งชื่อว่า Chronomaly กำลังสร้างความกังวลในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากเป็น Zero‑Day ที่ถูกใช้โจมตีจริงแล้วบน Linux Kernel สาย 5.10.x โดยเฉพาะในอุปกรณ์ Android หลายรุ่น ช่องโหว่นี้ถูกติดตามภายใต้รหัส CVE‑2025‑38352 ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับ High Severity (CVSS 7.4) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Elevation of Privilege (EoP) ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Root ได้ ต้นตอของปัญหาเกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ซึ่งทำให้กระบวนการ cleanup ของ task ทำงานผิดพลาดจนเกิด memory corruption เมื่อถูกโจมตีสำเร็จ อาจนำไปสู่การล่มของระบบ (crash), การโจมตีแบบ DoS หรือการยึดสิทธิ์ Root แบบสมบูรณ์ นักวิจัย farazsth98 ได้เผยแพร่ exploit สาธารณะชื่อ “Chronomaly” ซึ่งสามารถทำงานได้บน Linux kernel v5.10.157 และคาดว่าจะใช้ได้กับทุกเวอร์ชันในสาย 5.10.x เพราะไม่ต้องพึ่งพา memory offset เฉพาะรุ่น Google ยืนยันว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ limited, targeted exploitation ซึ่งหมายความว่าเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้โจมตีระดับสูง (APT) อาจเป็นผู้ใช้ช่องโหว่นี้ก่อนที่แพตช์จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ การอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2025 ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้ว และผู้ใช้อุปกรณ์ Android ที่ใช้ kernel สายนี้ควรอัปเดตทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ ผลกระทบของ Chronomaly ไม่ได้จำกัดแค่ Android เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงของระบบที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ IoT, ระบบฝังตัว และเซิร์ฟเวอร์ที่ยังไม่ได้อัปเดต การโจมตีแบบ local privilege escalation แม้จะต้องเข้าถึงเครื่องก่อน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดระบบทั้งหมดได้อย่างง่ายดายหากผู้โจมตีมี foothold อยู่แล้ว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่และรายละเอียดทางเทคนิค ➡️ CVE‑2025‑38352 เป็นช่องโหว่ EoP ระดับ High Severity ➡️ เกิดจาก race condition ใน POSIX CPU timers ทำให้เกิด memory corruption ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root ได้ ⛔ อาจทำให้ระบบ crash หรือถูก DoS ✅ การโจมตีและ exploit ที่ถูกเผยแพร่ ➡️ exploit “Chronomaly” ใช้งานได้บน Linux kernel v5.10.157 ➡️ คาดว่าจะใช้ได้กับทุก kernel ในสาย 5.10.x ‼️ ความเสี่ยงจากการมี exploit สาธารณะ ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีทั่วไปนำไปใช้ ⛔ ระบบที่ยังไม่อัปเดตมีความเสี่ยงสูงขึ้นทันที ✅ การยืนยันจาก Google ➡️ ตรวจพบการโจมตีจริงแบบ targeted exploitation ➡️ แพตช์แก้ไขถูกปล่อยในอัปเดตความปลอดภัยเดือนกันยายน 2025 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ อุปกรณ์ Android ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตี ⛔ องค์กรที่ใช้ Linux kernel รุ่นเก่าอาจถูกเจาะระบบได้ง่ายขึ้น ✅ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย ➡️ อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที ➡️ ตรวจสอบระบบที่ใช้ kernel 5.10.x เป็นพิเศษ ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ผู้โจมตีสามารถยึดระบบได้จากการเข้าถึงเพียงเล็กน้อย ⛔ อาจถูกใช้เป็นฐานโจมตีระบบอื่นในเครือข่าย https://securityonline.info/zero-day-chronomaly-exploit-grants-root-access-to-vulnerable-linux-kernels/
    SECURITYONLINE.INFO
    Zero-Day Chronomaly Exploit Grants Root Access to Vulnerable Linux Kernels
    The Chronomaly exploit weaponizes CVE-2025-38352, a Linux kernel race condition. It allows any local user to gain root access across Android and Linux.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • Chrome 143 ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ WebView ระดับร้ายแรงที่เสี่ยงหลุด Sandbox

    Google ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญสำหรับ Chrome เวอร์ชัน 143 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ WebView tag ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงนโยบายความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ได้ ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 และถูกจัดระดับ High Severity โดยมีผลกระทบต่อผู้ใช้ Windows, macOS และ Linux ทั่วโลก การอัปเดตนี้ถูกผลักเข้าสู่ Stable Channel แล้ว และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตี

    WebView เป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังใน Chrome Apps ที่ใช้ฝังเนื้อหาเว็บแบบแยกกระบวนการ แต่ด้วยการบังคับใช้นโยบายที่ไม่สมบูรณ์ อาจเปิดช่องให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึงได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Gal Weizman เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 และอยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google’s Vulnerability Reward Program

    Google ระบุว่ารายละเอียดเชิงลึกของบั๊กจะถูกปิดไว้ชั่วคราวจนกว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะอัปเดตเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีย้อนรอยแพตช์และสร้าง exploit ขึ้นมาโจมตี ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและอัปเดตได้ด้วยตนเองผ่านเมนู Help > About Google Chrome ซึ่งจะเริ่มดาวน์โหลดอัปเดตโดยอัตโนมัติ

    การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการช่องโหว่ในส่วนประกอบที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่าง WebView แต่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยโดยรวมของเบราว์เซอร์อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เว็บแอปและ Chrome Apps ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดช่องโหว่
    ช่องโหว่ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628
    เป็นปัญหา Insufficient policy enforcement ใน WebView tag

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    อาจทำให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox
    เสี่ยงต่อการ bypass นโยบายความปลอดภัยของ Chrome

    การอัปเดตที่ปล่อยออกมา
    Chrome เวอร์ชันที่ได้รับแพตช์: 143.0.7499.192/.193 บน Windows/macOS และ 143.0.7499.192 บน Linux
    อัปเดตอยู่ใน Stable Channel และทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วโลก

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ผู้โจมตีอาจ reverse-engineer แพตช์เพื่อสร้าง exploit
    ผู้ใช้ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตีแบบ zero‑day

    ข้อมูลจากนักวิจัย
    ช่องโหว่ถูกรายงานโดย Gal Weizman เมื่อ 23 พ.ย. 2025
    อยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google VRP

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้ Chrome Apps ที่ใช้ WebView เสี่ยงมากเป็นพิเศษ
    อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีระบบอื่นต่อเนื่อง

    คำแนะนำ
    อัปเดต Chrome ผ่าน Help > About Google Chrome
    ตรวจสอบว่าเวอร์ชันเป็น 143.0.7499.192/.193 หรือใหม่กว่า

    ความเสี่ยงหากละเลย
    ระบบอาจถูกโจมตีผ่าน WebView โดยไม่รู้ตัว
    อาจสูญเสียข้อมูลหรือถูกเข้าควบคุมผ่านช่องโหว่

    https://securityonline.info/google-patches-high-severity-webview-flaw-in-chrome-143/
    🛡️ Chrome 143 ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ WebView ระดับร้ายแรงที่เสี่ยงหลุด Sandbox Google ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญสำหรับ Chrome เวอร์ชัน 143 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับ WebView tag ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงนโยบายความปลอดภัยของเบราว์เซอร์ได้ ช่องโหว่นี้ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 และถูกจัดระดับ High Severity โดยมีผลกระทบต่อผู้ใช้ Windows, macOS และ Linux ทั่วโลก การอัปเดตนี้ถูกผลักเข้าสู่ Stable Channel แล้ว และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการโจมตี WebView เป็นองค์ประกอบที่ทรงพลังใน Chrome Apps ที่ใช้ฝังเนื้อหาเว็บแบบแยกกระบวนการ แต่ด้วยการบังคับใช้นโยบายที่ไม่สมบูรณ์ อาจเปิดช่องให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox หรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึงได้ ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัย Gal Weizman เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 และอยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google’s Vulnerability Reward Program Google ระบุว่ารายละเอียดเชิงลึกของบั๊กจะถูกปิดไว้ชั่วคราวจนกว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จะอัปเดตเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีย้อนรอยแพตช์และสร้าง exploit ขึ้นมาโจมตี ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและอัปเดตได้ด้วยตนเองผ่านเมนู Help > About Google Chrome ซึ่งจะเริ่มดาวน์โหลดอัปเดตโดยอัตโนมัติ การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการช่องโหว่ในส่วนประกอบที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่าง WebView แต่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยโดยรวมของเบราว์เซอร์อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่เว็บแอปและ Chrome Apps ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดช่องโหว่ ➡️ ช่องโหว่ถูกระบุเป็น CVE‑2026‑0628 ➡️ เป็นปัญหา Insufficient policy enforcement ใน WebView tag ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ อาจทำให้เนื้อหาที่เป็นอันตรายหลุดออกจาก sandbox ⛔ เสี่ยงต่อการ bypass นโยบายความปลอดภัยของ Chrome ✅ การอัปเดตที่ปล่อยออกมา ➡️ Chrome เวอร์ชันที่ได้รับแพตช์: 143.0.7499.192/.193 บน Windows/macOS และ 143.0.7499.192 บน Linux ➡️ อัปเดตอยู่ใน Stable Channel และทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วโลก ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ผู้โจมตีอาจ reverse-engineer แพตช์เพื่อสร้าง exploit ⛔ ผู้ใช้ที่ยังไม่อัปเดตเสี่ยงถูกโจมตีแบบ zero‑day ✅ ข้อมูลจากนักวิจัย ➡️ ช่องโหว่ถูกรายงานโดย Gal Weizman เมื่อ 23 พ.ย. 2025 ➡️ อยู่ระหว่างการประเมินรางวัลจาก Google VRP ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ Chrome Apps ที่ใช้ WebView เสี่ยงมากเป็นพิเศษ ⛔ อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีระบบอื่นต่อเนื่อง ✅ คำแนะนำ ➡️ อัปเดต Chrome ผ่าน Help > About Google Chrome ➡️ ตรวจสอบว่าเวอร์ชันเป็น 143.0.7499.192/.193 หรือใหม่กว่า ‼️ ความเสี่ยงหากละเลย ⛔ ระบบอาจถูกโจมตีผ่าน WebView โดยไม่รู้ตัว ⛔ อาจสูญเสียข้อมูลหรือถูกเข้าควบคุมผ่านช่องโหว่ https://securityonline.info/google-patches-high-severity-webview-flaw-in-chrome-143/
    SECURITYONLINE.INFO
    Google Patches High-Severity "WebView" Flaw in Chrome 143
    Google's Chrome 143 update fixes high-severity flaw CVE-2026-0628. The "WebView" vulnerability allows policy bypass. Update your browser immediately.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 34 มุมมอง 0 รีวิว
  • Veeam ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ RCE ร้ายแรงใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด

    Veeam ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถทำ Remote Code Execution (RCE) บนเซิร์ฟเวอร์ Backup & Replication ได้ ช่องโหว่นี้ถูกจัดอยู่ในระดับความรุนแรงสูงมาก เนื่องจากระบบสำรองข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และหากถูกเจาะสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมระบบสำรองทั้งหมดได้ทันที รวมถึงลบ สำเนา หรือเข้ารหัสข้อมูลสำคัญได้

    ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นในส่วนของ Veeam Backup Service ซึ่งเป็นบริการหลักที่ใช้จัดการการสื่อสารระหว่างคอมโพเนนต์ต่าง ๆ ของระบบ ผู้โจมตีที่สามารถเข้าถึงพอร์ตที่เปิดอยู่ของบริการนี้ได้ อาจส่งคำสั่งที่ crafted มาเป็นพิเศษเพื่อรันโค้ดบนเครื่องเป้าหมายในสิทธิ์ระดับสูง ทำให้ระบบสำรองข้อมูลทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างรุนแรง

    Veeam ได้ออกแพตช์แก้ไขในเวอร์ชันล่าสุดของ Backup & Replication และแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนอัปเดตทันที โดยเฉพาะองค์กรที่เปิดพอร์ตบริการสู่เครือข่ายภายนอก หรือมีระบบที่ยังไม่ได้แยกเครือข่ายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ Veeam ยังเตือนว่าการป้องกันด้วย Firewall เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากระบบยังไม่ได้อัปเดตแพตช์ล่าสุด

    ผลกระทบของช่องโหว่นี้ถือว่ารุนแรงมาก เพราะระบบสำรองข้อมูลเป็นเป้าหมายหลักของแรนซัมแวร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปล่อยให้ช่องโหว่ RCE เปิดอยู่เท่ากับเปิดประตูให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลสำรองทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่สามารถกู้คืนระบบได้หลังถูกโจมตี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดช่องโหว่
    เป็นช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE)
    เกิดในบริการหลักของ Veeam Backup Service

    ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
    ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลได้
    เสี่ยงต่อการลบหรือเข้ารหัสข้อมูลสำรองทั้งหมด

    การอัปเดตที่ปล่อยออกมา
    Veeam ออกแพตช์ใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด
    แนะนำให้อัปเดตทันทีโดยไม่ต้องรอ Maintenance Window

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    ระบบสำรองข้อมูลอาจถูกยึดครองโดยผู้โจมตี
    องค์กรอาจไม่สามารถกู้คืนข้อมูลหลังเหตุการณ์โจมตีได้

    คำแนะนำด้านความปลอดภัย
    อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที
    จำกัดการเข้าถึงพอร์ตของ Veeam Backup Service เฉพาะภายในองค์กร

    ความเสี่ยงหากละเลย
    แรนซัมแวร์สามารถโจมตีระบบสำรองได้โดยตรง
    อาจสูญเสียข้อมูลสำคัญแบบถาวร

    https://securityonline.info/veeam-patches-critical-rce-flaws-in-latest-backup-replication-release/
    🛡️ Veeam ออกแพตช์ด่วน! อุดช่องโหว่ RCE ร้ายแรงใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด Veeam ได้ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยสำคัญเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถทำ Remote Code Execution (RCE) บนเซิร์ฟเวอร์ Backup & Replication ได้ ช่องโหว่นี้ถูกจัดอยู่ในระดับความรุนแรงสูงมาก เนื่องจากระบบสำรองข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และหากถูกเจาะสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมระบบสำรองทั้งหมดได้ทันที รวมถึงลบ สำเนา หรือเข้ารหัสข้อมูลสำคัญได้ ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นในส่วนของ Veeam Backup Service ซึ่งเป็นบริการหลักที่ใช้จัดการการสื่อสารระหว่างคอมโพเนนต์ต่าง ๆ ของระบบ ผู้โจมตีที่สามารถเข้าถึงพอร์ตที่เปิดอยู่ของบริการนี้ได้ อาจส่งคำสั่งที่ crafted มาเป็นพิเศษเพื่อรันโค้ดบนเครื่องเป้าหมายในสิทธิ์ระดับสูง ทำให้ระบบสำรองข้อมูลทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างรุนแรง Veeam ได้ออกแพตช์แก้ไขในเวอร์ชันล่าสุดของ Backup & Replication และแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนอัปเดตทันที โดยเฉพาะองค์กรที่เปิดพอร์ตบริการสู่เครือข่ายภายนอก หรือมีระบบที่ยังไม่ได้แยกเครือข่ายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ Veeam ยังเตือนว่าการป้องกันด้วย Firewall เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากระบบยังไม่ได้อัปเดตแพตช์ล่าสุด ผลกระทบของช่องโหว่นี้ถือว่ารุนแรงมาก เพราะระบบสำรองข้อมูลเป็นเป้าหมายหลักของแรนซัมแวร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปล่อยให้ช่องโหว่ RCE เปิดอยู่เท่ากับเปิดประตูให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลสำรองทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่สามารถกู้คืนระบบได้หลังถูกโจมตี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดช่องโหว่ ➡️ เป็นช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) ➡️ เกิดในบริการหลักของ Veeam Backup Service ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ⛔ ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลได้ ⛔ เสี่ยงต่อการลบหรือเข้ารหัสข้อมูลสำรองทั้งหมด ✅ การอัปเดตที่ปล่อยออกมา ➡️ Veeam ออกแพตช์ใน Backup & Replication เวอร์ชันล่าสุด ➡️ แนะนำให้อัปเดตทันทีโดยไม่ต้องรอ Maintenance Window ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ ระบบสำรองข้อมูลอาจถูกยึดครองโดยผู้โจมตี ⛔ องค์กรอาจไม่สามารถกู้คืนข้อมูลหลังเหตุการณ์โจมตีได้ ✅ คำแนะนำด้านความปลอดภัย ➡️ อัปเดตแพตช์ล่าสุดทันที ➡️ จำกัดการเข้าถึงพอร์ตของ Veeam Backup Service เฉพาะภายในองค์กร ‼️ ความเสี่ยงหากละเลย ⛔ แรนซัมแวร์สามารถโจมตีระบบสำรองได้โดยตรง ⛔ อาจสูญเสียข้อมูลสำคัญแบบถาวร https://securityonline.info/veeam-patches-critical-rce-flaws-in-latest-backup-replication-release/
    SECURITYONLINE.INFO
    Veeam Patches Critical RCE Flaws in Latest Backup & Replication Release
    Veeam updates Backup & Replication v13 to fix high-severity flaws. CVE-2025-59470 and others allow RCE and root access. Update to build 13.0.1.1071.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 27 มุมมอง 0 รีวิว
  • EP 163
    SAWAD และ TIDLOR หุ้นขาลง กำลังอยู่ในโซนต่ำ
    BY.
    EP 163 SAWAD และ TIDLOR หุ้นขาลง กำลังอยู่ในโซนต่ำ BY.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • Devuan 6 “Excalibur” บน Raspberry Pi 5 — เร็ว เบา ปราศจาก systemd พร้อมความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ

    Devuan GNU+Linux 6.1 “Excalibur” ได้ปล่อยอิมเมจสำหรับ Raspberry Pi อย่างเป็นทางการ และถูกทดสอบบน Raspberry Pi 5 พบว่าทำงานได้รวดเร็ว เบา และให้ความยืดหยุ่นสูง โดยยังคงเอกลักษณ์สำคัญคือ ไม่มี systemd แต่ใช้ SysVinit เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้บูตเร็วและเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมระบบอย่างละเอียด Devuan 6.1 เป็นอัปเดตย่อยจาก Devuan 6.0 ที่อิงบน Debian 13 “Trixie” และใช้ Linux Kernel 6.12 LTS ซึ่งรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ดีขึ้น

    อิมเมจสำหรับ Raspberry Pi รองรับตั้งแต่รุ่น 2, 3, 4 จนถึง 5 แต่เฉพาะเวอร์ชันใหม่อย่าง Excalibur 6.0 และ Daedalus 5.0 เท่านั้นที่ทำงานได้ดีบน Pi 4 และ Pi 5 ในการใช้งานจริง Devuan บน Pi 5 ทำงานได้เร็วและสะอาด แต่ ไม่ได้มาพร้อม Desktop Environment ผู้ใช้ต้องติดตั้งเอง เช่น Xfce พร้อม Xorg และ Display Manager อย่าง LightDM หรือ SDDM ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบ DIY

    Devuan 6 มาพร้อมเครื่องมือใหม่ชื่อ menu-config ซึ่งเป็นระบบตั้งค่าแบบเมนูสำหรับผู้ใช้ใหม่ ช่วยตั้งค่าพื้นฐาน เช่น network, hostname, locale, timezone, keymap, CPU governor และตัวเลือกเฉพาะของ Raspberry Pi เครื่องมือนี้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาผ่านคอนโซล และช่วยให้การตั้งค่าระบบเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แม้จะไม่มี GUI เริ่มต้นก็ตาม

    โดยรวม Devuan ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ Linux แบบเบา ปลอด systemd และต้องการควบคุมระบบอย่างเต็มที่บน Raspberry Pi 5 เหมาะทั้งสาย minimal, DIY และผู้ที่ชื่นชอบความเป็นอิสระของซอฟต์แวร์แบบแท้จริง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    จุดเด่นของ Devuan 6 “Excalibur”
    ใช้ SysVinit แทน systemd ทำให้บูตเร็วและควบคุมง่าย
    อิงบน Debian 13 “Trixie” พร้อม Linux Kernel 6.12 LTS

    ข้อจำกัดที่ควรรู้
    ไม่มี Desktop Environment มาให้ ต้องติดตั้งเอง
    ต้องติดตั้ง Xorg และ Display Manager แยกต่างหาก

    รองรับ Raspberry Pi หลายรุ่น
    ใช้งานได้บน Pi 2, 3, 4 และ 5
    รุ่นใหม่อย่าง Pi 4/5 ต้องใช้ Devuan 6.0+ หรือ Daedalus 5.0

    ความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้
    เวอร์ชันเก่าอาจไม่รองรับ Pi รุ่นใหม่
    ผู้ใช้มือใหม่อาจตั้งค่าระบบยากกว่า distro ที่มี GUI

    เครื่องมือใหม่ช่วยตั้งค่า
    menu-config ใช้งานง่าย ตั้งค่าระบบพื้นฐานได้ครบ
    รองรับการตั้งค่าเฉพาะของ Raspberry Pi

    สิ่งที่ต้องระวัง
    หากไม่ติดตั้ง GUI จะใช้งานได้เฉพาะ CLI
    ต้องเลือก Display Manager ให้เหมาะกับสเปก Pi

    เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่ต้องการ Linux แบบ minimal
    ผู้ที่ไม่ต้องการ systemd และต้องการควบคุมระบบเต็มที่

    ไม่เหมาะกับใคร
    ผู้ใช้ที่ต้องการระบบพร้อมใช้งานแบบ Desktop ทันที
    ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการตั้งค่าระบบด้วยตนเอง

    https://9to5linux.com/first-look-at-devuan-gnulinux-6-excalibur-on-raspberry-pi-5
    🐧⚡ Devuan 6 “Excalibur” บน Raspberry Pi 5 — เร็ว เบา ปราศจาก systemd พร้อมความยืดหยุ่นเต็มรูปแบบ Devuan GNU+Linux 6.1 “Excalibur” ได้ปล่อยอิมเมจสำหรับ Raspberry Pi อย่างเป็นทางการ และถูกทดสอบบน Raspberry Pi 5 พบว่าทำงานได้รวดเร็ว เบา และให้ความยืดหยุ่นสูง โดยยังคงเอกลักษณ์สำคัญคือ ไม่มี systemd แต่ใช้ SysVinit เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้บูตเร็วและเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมระบบอย่างละเอียด Devuan 6.1 เป็นอัปเดตย่อยจาก Devuan 6.0 ที่อิงบน Debian 13 “Trixie” และใช้ Linux Kernel 6.12 LTS ซึ่งรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ดีขึ้น อิมเมจสำหรับ Raspberry Pi รองรับตั้งแต่รุ่น 2, 3, 4 จนถึง 5 แต่เฉพาะเวอร์ชันใหม่อย่าง Excalibur 6.0 และ Daedalus 5.0 เท่านั้นที่ทำงานได้ดีบน Pi 4 และ Pi 5 ในการใช้งานจริง Devuan บน Pi 5 ทำงานได้เร็วและสะอาด แต่ ไม่ได้มาพร้อม Desktop Environment ผู้ใช้ต้องติดตั้งเอง เช่น Xfce พร้อม Xorg และ Display Manager อย่าง LightDM หรือ SDDM ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับแต่งระบบแบบ DIY Devuan 6 มาพร้อมเครื่องมือใหม่ชื่อ menu-config ซึ่งเป็นระบบตั้งค่าแบบเมนูสำหรับผู้ใช้ใหม่ ช่วยตั้งค่าพื้นฐาน เช่น network, hostname, locale, timezone, keymap, CPU governor และตัวเลือกเฉพาะของ Raspberry Pi เครื่องมือนี้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาผ่านคอนโซล และช่วยให้การตั้งค่าระบบเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แม้จะไม่มี GUI เริ่มต้นก็ตาม โดยรวม Devuan ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ Linux แบบเบา ปลอด systemd และต้องการควบคุมระบบอย่างเต็มที่บน Raspberry Pi 5 เหมาะทั้งสาย minimal, DIY และผู้ที่ชื่นชอบความเป็นอิสระของซอฟต์แวร์แบบแท้จริง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ จุดเด่นของ Devuan 6 “Excalibur” ➡️ ใช้ SysVinit แทน systemd ทำให้บูตเร็วและควบคุมง่าย ➡️ อิงบน Debian 13 “Trixie” พร้อม Linux Kernel 6.12 LTS ‼️ ข้อจำกัดที่ควรรู้ ⛔ ไม่มี Desktop Environment มาให้ ต้องติดตั้งเอง ⛔ ต้องติดตั้ง Xorg และ Display Manager แยกต่างหาก ✅ รองรับ Raspberry Pi หลายรุ่น ➡️ ใช้งานได้บน Pi 2, 3, 4 และ 5 ➡️ รุ่นใหม่อย่าง Pi 4/5 ต้องใช้ Devuan 6.0+ หรือ Daedalus 5.0 ‼️ ความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้ ⛔ เวอร์ชันเก่าอาจไม่รองรับ Pi รุ่นใหม่ ⛔ ผู้ใช้มือใหม่อาจตั้งค่าระบบยากกว่า distro ที่มี GUI ✅ เครื่องมือใหม่ช่วยตั้งค่า ➡️ menu-config ใช้งานง่าย ตั้งค่าระบบพื้นฐานได้ครบ ➡️ รองรับการตั้งค่าเฉพาะของ Raspberry Pi ‼️ สิ่งที่ต้องระวัง ⛔ หากไม่ติดตั้ง GUI จะใช้งานได้เฉพาะ CLI ⛔ ต้องเลือก Display Manager ให้เหมาะกับสเปก Pi ✅ เหมาะกับใคร ➡️ ผู้ใช้ที่ต้องการ Linux แบบ minimal ➡️ ผู้ที่ไม่ต้องการ systemd และต้องการควบคุมระบบเต็มที่ ‼️ ไม่เหมาะกับใคร ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการระบบพร้อมใช้งานแบบ Desktop ทันที ⛔ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการตั้งค่าระบบด้วยตนเอง https://9to5linux.com/first-look-at-devuan-gnulinux-6-excalibur-on-raspberry-pi-5
    9TO5LINUX.COM
    First Look at Devuan GNU+Linux 6 "Excalibur" on Raspberry Pi 5 - 9to5Linux
    Here’s our first look at the Devuan GNU+Linux 6 "Excalibur" operating system series on the Raspberry Pi 5 single-board computer.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 31 มุมมอง 0 รีวิว