• ซื้อหนี้ประชาชน อันตรายบนศีลธรรม

    เป็นที่วิจารณ์ไม่หยุด สำหรับแนวคิดรับซื้อหนี้จากประชาชนทั้งหมดออกจากระบบธนาคาร แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำมาหากินใหม่ โดยอ้างว่าจะให้หนี้สินคนไทยหมดไป ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท ให้เอกชนลงทุน แม้แนวคิดดูเลื่อนลอย แต่ก็เป็นความกังวลของสังคมไทย นักกลยุทธ์การลงทุนรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า "การซื้อหนี้ 16 ล้านล้านบาท ไม่มีเอกชนหน้าโง่ที่ไหนซื้อหนี้ราคาสูงแล้วมาแฮร์คัต (Hair Cut หรือปิดจบด้วยเงินก้อน) ให้ลูกหนี้ ถ้ารัฐไม่ล้างผลาญงบฯ จ่ายส่วนต่างให้" มีชาวเน็ตแชร์ออกไปนับร้อยครั้ง

    นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า แนวคิดการรับซื้อหนี้เสียของประชาชน จากธนาคารพาณิชย์มาบริหารจัดการ กรอบสำคัญคือต้องมองให้ครบ บูรณาการผลกระทบต่างๆ สำคัญคือที่มาของเงินมาจากไหน เพราะอาจจะเป็นภาระทางการคลังได้ และคำนึงผลกระทบเชิง Moral hazard ต้องหาจุดตรงกลางในการช่วยเหลือ

    ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาแบงก์ชาติยึดหลักแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน 3 ประการ คือ 1. ต้องสนับสนุนวินัยทางการเงินที่ดี ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด ทำให้เกิดปัญหา Moral hazard 2. สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ในระยะข้างหน้า และ 3. ต้องแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุด และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการเงินในภาพรวม

    Moral hazard หรือภัยทางศีลธรรม อันตรายบนศีลธรรม จรรยาสามานย์ แล้วแต่จะเรียก เกิดขึ้นเมื่อผู้มีส่วนได้เสียคือลูกหนี้ มีแรงจูงใจหรือมีสิ่งล่อใจแล้วเอาเปรียบอีกฝ่ายโดยเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าถ้าล้มเมื่อไหร่เดี๋ยวก็ได้รับการช่วยเหลือ เปรียบคนเบี้ยวหนี้กองทุน กยศ.คิดว่าเดี๋ยวรัฐบาลจะลดยอดหนี้ให้ ชาวนาไม่ฟังทางการทำนาในฤดูแล้ง เมื่อเสียหายก็ได้เงินชดเชยจากรัฐบาล เป็นเครื่องมือให้นักการเมืองฉวยโอกาสสร้างคะแนนนิยมเอาเปรียบประชาชนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    การซื้อหนี้จากธนาคารแล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน เหมือนเริ่มต้นจะสวยหรูแต่ขมขื่นระยะยาว เฉกเช่นบริษัทสินเชื่อแห่งหนึ่ง เปิดฉากกวาดลูกค้าจากค่ายอื่นแล้วได้ลูกค้ากลุ่มที่เป็นปัญหา มีประวัติผิดนัดชำระหนี้จากที่อื่นย้ายหนีจำนวนมาก สุดท้ายก็สร้างปัญหา ผลประกอบการขาดทุนย่อยยับ แล้วขายพอร์ตสินเชื่อให้กับผู้สนใจรายใหม่ จากนั้นรายใหม่ก็อาจนำไปเล่นแร่แปรธาตุ เช่น ปล่อยหุ้นกู้แล้วไม่จ่ายคืน กลายเป็นมันนี่เกมที่อาจทำให้นักลงทุนซึ่งเป็นคนธรรมดาอาจถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว

    #Newskit
    ซื้อหนี้ประชาชน อันตรายบนศีลธรรม เป็นที่วิจารณ์ไม่หยุด สำหรับแนวคิดรับซื้อหนี้จากประชาชนทั้งหมดออกจากระบบธนาคาร แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำมาหากินใหม่ โดยอ้างว่าจะให้หนี้สินคนไทยหมดไป ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท ให้เอกชนลงทุน แม้แนวคิดดูเลื่อนลอย แต่ก็เป็นความกังวลของสังคมไทย นักกลยุทธ์การลงทุนรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า "การซื้อหนี้ 16 ล้านล้านบาท ไม่มีเอกชนหน้าโง่ที่ไหนซื้อหนี้ราคาสูงแล้วมาแฮร์คัต (Hair Cut หรือปิดจบด้วยเงินก้อน) ให้ลูกหนี้ ถ้ารัฐไม่ล้างผลาญงบฯ จ่ายส่วนต่างให้" มีชาวเน็ตแชร์ออกไปนับร้อยครั้ง นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า แนวคิดการรับซื้อหนี้เสียของประชาชน จากธนาคารพาณิชย์มาบริหารจัดการ กรอบสำคัญคือต้องมองให้ครบ บูรณาการผลกระทบต่างๆ สำคัญคือที่มาของเงินมาจากไหน เพราะอาจจะเป็นภาระทางการคลังได้ และคำนึงผลกระทบเชิง Moral hazard ต้องหาจุดตรงกลางในการช่วยเหลือ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาแบงก์ชาติยึดหลักแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน 3 ประการ คือ 1. ต้องสนับสนุนวินัยทางการเงินที่ดี ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด ทำให้เกิดปัญหา Moral hazard 2. สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ในระยะข้างหน้า และ 3. ต้องแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุด และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการเงินในภาพรวม Moral hazard หรือภัยทางศีลธรรม อันตรายบนศีลธรรม จรรยาสามานย์ แล้วแต่จะเรียก เกิดขึ้นเมื่อผู้มีส่วนได้เสียคือลูกหนี้ มีแรงจูงใจหรือมีสิ่งล่อใจแล้วเอาเปรียบอีกฝ่ายโดยเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเอง เพราะรู้ดีว่าถ้าล้มเมื่อไหร่เดี๋ยวก็ได้รับการช่วยเหลือ เปรียบคนเบี้ยวหนี้กองทุน กยศ.คิดว่าเดี๋ยวรัฐบาลจะลดยอดหนี้ให้ ชาวนาไม่ฟังทางการทำนาในฤดูแล้ง เมื่อเสียหายก็ได้เงินชดเชยจากรัฐบาล เป็นเครื่องมือให้นักการเมืองฉวยโอกาสสร้างคะแนนนิยมเอาเปรียบประชาชนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การซื้อหนี้จากธนาคารแล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน เหมือนเริ่มต้นจะสวยหรูแต่ขมขื่นระยะยาว เฉกเช่นบริษัทสินเชื่อแห่งหนึ่ง เปิดฉากกวาดลูกค้าจากค่ายอื่นแล้วได้ลูกค้ากลุ่มที่เป็นปัญหา มีประวัติผิดนัดชำระหนี้จากที่อื่นย้ายหนีจำนวนมาก สุดท้ายก็สร้างปัญหา ผลประกอบการขาดทุนย่อยยับ แล้วขายพอร์ตสินเชื่อให้กับผู้สนใจรายใหม่ จากนั้นรายใหม่ก็อาจนำไปเล่นแร่แปรธาตุ เช่น ปล่อยหุ้นกู้แล้วไม่จ่ายคืน กลายเป็นมันนี่เกมที่อาจทำให้นักลงทุนซึ่งเป็นคนธรรมดาอาจถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว #Newskit
    Like
    Sad
    4
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 404 มุมมอง 0 รีวิว
  • ‘กยศ.’เผยปรับปรุงยอดหนี้ ‘ลูกหนี้ กยศ.’ 3.8 ล้านบัญชี คงเหลือ ‘ลูกหนี้’ ที่ยังมีหนี้ 3.5 ล้านราย มีผู้ได้รับเงินคืน 2.8 แสนบัญชี พร้อมส่ง SMS แจ้งลูกหนี้ตรวจสอบสถานะบัญชี

    ........................................

    เมื่อวันที่ 23 ม.ค. น.ส.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า จากการที่ กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ของผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนตามประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง การปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยนำรายการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละรายที่ได้ชำระเงินคืนนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ครั้งแรกมาคำนวณหนี้ใหม่

    โดยเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็นตัดชำระเงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ รวมทั้งคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับเหลือเพียงอัตรา 0.5% ต่อปี จึงเป็นผลให้ผู้กู้ยืมบางรายไม่มียอดหนี้คงเหลือ แต่หากยังมียอดหนี้คงเหลือจะต้องชำระหนี้ต่อไป และหากมีเงินส่วนเกินจากยอดหนี้ที่คำนวณใหม่ ผู้กู้ยืมมีสิทธิขอรับเงินคืนได้

    น.ส.นันทวัน ระบุว่า จากการที่ กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ดังกล่าวให้กับผู้กู้ยืมประมาณ 3.8 ล้านบัญชี แล้วพบว่า มีกลุ่มผู้กู้ยืมที่ยังมียอดหนี้คงเหลือประมาณ 3.5 ล้านบัญชี กลุ่มผู้กู้ยืมจะได้รับเงินคืนประมาณ 2.8 แสนบัญชี โดย กยศ. ได้ดำเนินการส่ง SMS แจ้งให้ผู้กู้ยืมทุกรายได้รับทราบมีข้อความว่า “ตรวจสอบสถานะบัญชีผู้กู้ที่เว็บไซต์ กยศ/ ขออภัยหากไม่ใช่ผู้กู้”

    ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเข้าระบบตรวจสอบสถานะบัญชีผู้กู้ยืมที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th แล้ว หากมีสิทธิได้รับเงินคืนจะสามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ โดย กยศ. จะคืนเงินส่วนเกินผ่านระบบโอนเงินแบบพร้อมเพย์ที่ผูกบัญชีธนาคารด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืมเท่านั้น ซึ่งมีความปลอดภัยและตรวจสอบได้แน่นอน

    “สำหรับผู้กู้ยืมที่ยังมียอดหนี้คงเหลือ กยศ. ขอเชิญชวนให้มาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อขยายเวลาผ่อนชำระ ซึ่งจะทำให้การผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนน้อยลง และเป็นการปลดภาระผู้ค้ำประกัน กยศ. จะใช้ยอดหนี้ที่ได้คำนวณใหม่นี้เพื่อทำสัญญาให้แก่ผู้กู้ยืมในการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และเมื่อระบบ กยศ.Connect ปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์แล้วยอดหนี้ทั้งหมดจะถูกปรับโดยอัตโนมัติและจะแสดงในแอปพลิเคชัน กยศ.Connect ต่อไป กยศ. ขอยืนยันว่าทุกคนจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างแน่นอน” น.ส.นันทวัน กล่าว

    ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
    https://www.isranews.org/article/isranews-short-news/135129-Student-Loan-Fund-Calculate-debt-balance-news-new.html
    ‘กยศ.’เผยปรับปรุงยอดหนี้ ‘ลูกหนี้ กยศ.’ 3.8 ล้านบัญชี คงเหลือ ‘ลูกหนี้’ ที่ยังมีหนี้ 3.5 ล้านราย มีผู้ได้รับเงินคืน 2.8 แสนบัญชี พร้อมส่ง SMS แจ้งลูกหนี้ตรวจสอบสถานะบัญชี ........................................ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. น.ส.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า จากการที่ กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ของผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนตามประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง การปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยนำรายการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละรายที่ได้ชำระเงินคืนนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ครั้งแรกมาคำนวณหนี้ใหม่ โดยเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็นตัดชำระเงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ รวมทั้งคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับเหลือเพียงอัตรา 0.5% ต่อปี จึงเป็นผลให้ผู้กู้ยืมบางรายไม่มียอดหนี้คงเหลือ แต่หากยังมียอดหนี้คงเหลือจะต้องชำระหนี้ต่อไป และหากมีเงินส่วนเกินจากยอดหนี้ที่คำนวณใหม่ ผู้กู้ยืมมีสิทธิขอรับเงินคืนได้ น.ส.นันทวัน ระบุว่า จากการที่ กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ดังกล่าวให้กับผู้กู้ยืมประมาณ 3.8 ล้านบัญชี แล้วพบว่า มีกลุ่มผู้กู้ยืมที่ยังมียอดหนี้คงเหลือประมาณ 3.5 ล้านบัญชี กลุ่มผู้กู้ยืมจะได้รับเงินคืนประมาณ 2.8 แสนบัญชี โดย กยศ. ได้ดำเนินการส่ง SMS แจ้งให้ผู้กู้ยืมทุกรายได้รับทราบมีข้อความว่า “ตรวจสอบสถานะบัญชีผู้กู้ที่เว็บไซต์ กยศ/ ขออภัยหากไม่ใช่ผู้กู้” ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเข้าระบบตรวจสอบสถานะบัญชีผู้กู้ยืมที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th แล้ว หากมีสิทธิได้รับเงินคืนจะสามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ โดย กยศ. จะคืนเงินส่วนเกินผ่านระบบโอนเงินแบบพร้อมเพย์ที่ผูกบัญชีธนาคารด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืมเท่านั้น ซึ่งมีความปลอดภัยและตรวจสอบได้แน่นอน “สำหรับผู้กู้ยืมที่ยังมียอดหนี้คงเหลือ กยศ. ขอเชิญชวนให้มาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อขยายเวลาผ่อนชำระ ซึ่งจะทำให้การผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนน้อยลง และเป็นการปลดภาระผู้ค้ำประกัน กยศ. จะใช้ยอดหนี้ที่ได้คำนวณใหม่นี้เพื่อทำสัญญาให้แก่ผู้กู้ยืมในการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และเมื่อระบบ กยศ.Connect ปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์แล้วยอดหนี้ทั้งหมดจะถูกปรับโดยอัตโนมัติและจะแสดงในแอปพลิเคชัน กยศ.Connect ต่อไป กยศ. ขอยืนยันว่าทุกคนจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างแน่นอน” น.ส.นันทวัน กล่าว ที่มา : สำนักข่าวอิศรา https://www.isranews.org/article/isranews-short-news/135129-Student-Loan-Fund-Calculate-debt-balance-news-new.html
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 361 มุมมอง 0 รีวิว
  • สาวรายหนึ่งโพสต์ในทำนองเชิญชวนให้ผู้ที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ต้องจ่ายคืน ลั่น ถ้าทุกคนรวมใจกันบิดมันไม่ต้องจ่าย ไม่นานองค์กรก็ล่มไปเอง

    วันนี้ (10 ธ.ค.) มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ในเชิงเชิญชวนให้ผู้ที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ต้องจ่ายคืน โดยระบุว่า “กยศ. บิดได้เลยนะคะ ไม่ต้องกลัว ของเรายอดทั้งหมด 5 แสนกว่า ยอดจริงๆ 3 แสน ที่เหลือคือค่าปรับ

    1.การย้ายทรัพย์สินทำได้ค่ะ แต่ต้องทำก่อนโดนฟ้องค่ะ ไม่งั้นเราจะโดนคดีอาญา ทรัพย์เรามีแค่บ้าน 1 หลัง รถเป็นชื่อขอของ สามีค่ะไม่ได้จดทะเบียน เราย้ายบ้านไปฝากไว้กับป้า ลงเป็นชื่อขายปกติ พอลูกเราครบ 21 ปี ป้าก็โอนคืนกลับมาเป็นชื่อลูกสาว

    2.ทุกวันนี้เปิดร้านคลีนิคมือถือที่แม่ฮ่องสอน การจดทะเบียนพาณิชย์ บัญชีรับเงิน บัญชีเงินฝาก เป็นชื่อลูกสาวหมดค่ะ แต่เราชอบเน้นเก็บทองคำมากกว่า กับลงทุนอสังหาฯ เล็ก ๆ น้อยๆ ห้องแถวเล็กๆ

    3.กยศ.ตามยึดไม่ได้ค่ะ เป็นชื่อลูกสาวหมด มันเลยไปตามกับคนค้ำ โชคดีที่คนค้ำตายไปแล้ว ไม่เหลือ มรดกอะไรให้ลูกหลาน ลูกหลานก็เลยไม่ต้องรับผิดชอบต่อ กล้าปรับโหดๆ ก็กล้าบิดค่ะ

    ถ้าทุกคนรวมใจกันบิดมันไม่ต้องจ่าย ไม่นานมันก็ล่มไปเอง องค์กรแบบนี้”

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>
    https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000118633

    #MGROnline #กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา #กยศ.
    สาวรายหนึ่งโพสต์ในทำนองเชิญชวนให้ผู้ที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ต้องจ่ายคืน ลั่น ถ้าทุกคนรวมใจกันบิดมันไม่ต้องจ่าย ไม่นานองค์กรก็ล่มไปเอง • วันนี้ (10 ธ.ค.) มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ในเชิงเชิญชวนให้ผู้ที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไม่ต้องจ่ายคืน โดยระบุว่า “กยศ. บิดได้เลยนะคะ ไม่ต้องกลัว ของเรายอดทั้งหมด 5 แสนกว่า ยอดจริงๆ 3 แสน ที่เหลือคือค่าปรับ • 1.การย้ายทรัพย์สินทำได้ค่ะ แต่ต้องทำก่อนโดนฟ้องค่ะ ไม่งั้นเราจะโดนคดีอาญา ทรัพย์เรามีแค่บ้าน 1 หลัง รถเป็นชื่อขอของ สามีค่ะไม่ได้จดทะเบียน เราย้ายบ้านไปฝากไว้กับป้า ลงเป็นชื่อขายปกติ พอลูกเราครบ 21 ปี ป้าก็โอนคืนกลับมาเป็นชื่อลูกสาว • 2.ทุกวันนี้เปิดร้านคลีนิคมือถือที่แม่ฮ่องสอน การจดทะเบียนพาณิชย์ บัญชีรับเงิน บัญชีเงินฝาก เป็นชื่อลูกสาวหมดค่ะ แต่เราชอบเน้นเก็บทองคำมากกว่า กับลงทุนอสังหาฯ เล็ก ๆ น้อยๆ ห้องแถวเล็กๆ • 3.กยศ.ตามยึดไม่ได้ค่ะ เป็นชื่อลูกสาวหมด มันเลยไปตามกับคนค้ำ โชคดีที่คนค้ำตายไปแล้ว ไม่เหลือ มรดกอะไรให้ลูกหลาน ลูกหลานก็เลยไม่ต้องรับผิดชอบต่อ กล้าปรับโหดๆ ก็กล้าบิดค่ะ • ถ้าทุกคนรวมใจกันบิดมันไม่ต้องจ่าย ไม่นานมันก็ล่มไปเอง องค์กรแบบนี้” • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000118633 • #MGROnline #กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา #กยศ.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 326 มุมมอง 0 รีวิว