• Intel Arc B770 โผล่บน GitHub! สัญญาณเปิดตัวใกล้มาก พร้อมสเปกแรงขึ้นแบบก้าวกระโดด

    Intel กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งเมื่อมีการพบข้อมูลของ Arc B770 ใน GitHub ภายใน repository ของ Intel เอง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าการ์ดจอรุ่นใหม่ในสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2) ใกล้เปิดตัวเต็มที การหลุดครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชื่อรุ่น แต่รวมถึงข้อมูลสเปกสำคัญที่ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะมันดูเหมือนจะเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก Arc A770 รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

    Arc B770 ใช้ชิป BMG-G31 พร้อมจำนวน 32 Xe2 Cores ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 20 คอร์ในรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ยังมาพร้อม VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บนบัส 256-bit ซึ่งเหมาะกับเกม AAA และงานกราฟิกหนัก ๆ แม้จะมีข่าวลือว่าบางรุ่นอาจมีมากกว่า 16GB แต่ด้วยภาวะขาดแคลน DRAM ในอุตสาหกรรมตอนนี้ ทำให้ความเป็นไปได้ลดลง

    การ์ดรุ่นนี้ถูกคาดหมายว่าจะชนกับ AMD RX 9060-class และ NVIDIA RTX 5060-class โดยมีค่า TGP สูงสุดราว 300W ซึ่งบ่งบอกว่าประสิทธิภาพอาจอยู่ในระดับกลาง–บนของตลาด นอกจากนี้ยังผลิตบนกระบวนการ TSMC N5 เช่นเดียวกับ GPU Battlemage รุ่นอื่น ๆ ทำให้หลายคนคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีขึ้น

    Intel ยังมีข่าวลือว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยี multi-frame generation ของตัวเอง ซึ่งอาจเปิดตัวพร้อมกับ B770 เพื่อแข่งขันกับ DLSS และ FSR ในตลาดปัจจุบัน และด้วยงาน CES 2026 ที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน ทำให้หลายคนคาดว่า Intel อาจใช้เวทีนี้เปิดตัวการ์ดรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความร้อนแรงให้ตลาด GPU ระดับกลางที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลสเปกที่หลุดของ Intel Arc B770
    ใช้ชิป BMG-G31 บนสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2)
    มาพร้อม 32 Xe2 Cores เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก
    VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บัส 256-bit
    ค่า TGP สูงสุดประมาณ 300W

    ความคืบหน้าด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี
    Intel พัฒนา multi-frame generation ของตัวเองอยู่
    ไดรเวอร์มีความเสถียรขึ้นมากเมื่อเทียบกับยุค Arc A770

    ข้อควรระวังในการตีความข้อมูลหลุด
    ข้อมูลจาก GitHub อาจเป็นของต้นแบบ ไม่ใช่สเปกขายจริง
    ปริมาณ VRAM อาจไม่ตรงตามข่าวลือเพราะภาวะ DRAM shortage
    ยังไม่มีข้อมูล clock speed หรือผลทดสอบจริง

    ผลกระทบต่อวงการ GPU
    ตลาดระดับกลางจะร้อนแรงขึ้นเมื่อ Intel เข้ามาชน AMD/NVIDIA โดยตรง
    ผู้บริโภคอาจได้ตัวเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นหาก Intel ตั้งราคาแข่งขัน
    ความสำเร็จของ Battlemage จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคต GPU ของ Intel

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/intels-upcoming-arc-b770-discrete-gpu-leaks-out-on-github-launch-appears-imminent-reportedly-featuring-the-bmg-g31-gpu-16gb-vram-32-xe2-cores-and-300w-tdp
    🔥 Intel Arc B770 โผล่บน GitHub! สัญญาณเปิดตัวใกล้มาก พร้อมสเปกแรงขึ้นแบบก้าวกระโดด Intel กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งเมื่อมีการพบข้อมูลของ Arc B770 ใน GitHub ภายใน repository ของ Intel เอง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าการ์ดจอรุ่นใหม่ในสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2) ใกล้เปิดตัวเต็มที การหลุดครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชื่อรุ่น แต่รวมถึงข้อมูลสเปกสำคัญที่ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะมันดูเหมือนจะเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก Arc A770 รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด Arc B770 ใช้ชิป BMG-G31 พร้อมจำนวน 32 Xe2 Cores ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 20 คอร์ในรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ยังมาพร้อม VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บนบัส 256-bit ซึ่งเหมาะกับเกม AAA และงานกราฟิกหนัก ๆ แม้จะมีข่าวลือว่าบางรุ่นอาจมีมากกว่า 16GB แต่ด้วยภาวะขาดแคลน DRAM ในอุตสาหกรรมตอนนี้ ทำให้ความเป็นไปได้ลดลง การ์ดรุ่นนี้ถูกคาดหมายว่าจะชนกับ AMD RX 9060-class และ NVIDIA RTX 5060-class โดยมีค่า TGP สูงสุดราว 300W ซึ่งบ่งบอกว่าประสิทธิภาพอาจอยู่ในระดับกลาง–บนของตลาด นอกจากนี้ยังผลิตบนกระบวนการ TSMC N5 เช่นเดียวกับ GPU Battlemage รุ่นอื่น ๆ ทำให้หลายคนคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีขึ้น Intel ยังมีข่าวลือว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยี multi-frame generation ของตัวเอง ซึ่งอาจเปิดตัวพร้อมกับ B770 เพื่อแข่งขันกับ DLSS และ FSR ในตลาดปัจจุบัน และด้วยงาน CES 2026 ที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน ทำให้หลายคนคาดว่า Intel อาจใช้เวทีนี้เปิดตัวการ์ดรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความร้อนแรงให้ตลาด GPU ระดับกลางที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลสเปกที่หลุดของ Intel Arc B770 ➡️ ใช้ชิป BMG-G31 บนสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2) ➡️ มาพร้อม 32 Xe2 Cores เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก ➡️ VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บัส 256-bit ➡️ ค่า TGP สูงสุดประมาณ 300W ✅ ความคืบหน้าด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ➡️ Intel พัฒนา multi-frame generation ของตัวเองอยู่ ➡️ ไดรเวอร์มีความเสถียรขึ้นมากเมื่อเทียบกับยุค Arc A770 ‼️ ข้อควรระวังในการตีความข้อมูลหลุด ⛔ ข้อมูลจาก GitHub อาจเป็นของต้นแบบ ไม่ใช่สเปกขายจริง ⛔ ปริมาณ VRAM อาจไม่ตรงตามข่าวลือเพราะภาวะ DRAM shortage ⛔ ยังไม่มีข้อมูล clock speed หรือผลทดสอบจริง ‼️ ผลกระทบต่อวงการ GPU ⛔ ตลาดระดับกลางจะร้อนแรงขึ้นเมื่อ Intel เข้ามาชน AMD/NVIDIA โดยตรง ⛔ ผู้บริโภคอาจได้ตัวเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นหาก Intel ตั้งราคาแข่งขัน ⛔ ความสำเร็จของ Battlemage จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคต GPU ของ Intel https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/intels-upcoming-arc-b770-discrete-gpu-leaks-out-on-github-launch-appears-imminent-reportedly-featuring-the-bmg-g31-gpu-16gb-vram-32-xe2-cores-and-300w-tdp
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • Samsung เปิดตัวคอนเซ็ปต์สุดล้ำ! AI OLED Cassette & Turntable โชว์อนาคตจอวงกลมในยุค AI

    Samsung Display สร้างความฮือฮาในงาน CES 2026 ด้วยการเผยโฉมคอนเซ็ปต์อุปกรณ์ใหม่ที่ใช้จอ OLED ทรงกลม ทั้ง AI OLED Cassette และ AI OLED Turntable ซึ่งเป็นดีไซน์แนวเรโทรผสมเทคโนโลยีล้ำยุค จุดประสงค์คือโชว์ศักยภาพของจอ OLED รุ่นล่าสุดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ๆ ได้หลากหลาย

    AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 1.5 นิ้วสองจอ โดยหนึ่งจอทำหน้าที่คล้ายหน้าปัดสมาร์ตวอทช์ ส่วนอีกจอเป็นหน้าสถานะ พร้อมด้วยจอทรงรีด้านบนที่ดูเหมือนเป็นปุ่มหมุนหรือแผงควบคุมแบบสัมผัส ดีไซน์โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นเทปยุคเก่า แต่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และจอ OLED รุ่นใหม่

    ส่วน AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาดใหญ่ถึง 13.4 นิ้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคอนาล็อก แต่เปลี่ยนเป็นจอสัมผัสเต็มพื้นที่ แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงแบบไหน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการโชว์ศักยภาพจอ OLED ทรงกลมในอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ๆ

    นอกจากสองคอนเซ็ปต์นี้ Samsung ยังโชว์เทคโนโลยี OLED อื่นๆ เช่น จอที่ทนทานขึ้นผ่านการทดสอบลูกเหล็กตกใส่และทดสอบความเย็นจัด รวมถึงจอสำหรับรถยนต์ จอ Ultra Thin OLED ที่เบาลง 30% และบางลง 30% และจอ XR microdisplay ความละเอียดสูงถึง 5,000 PPI สำหรับอุปกรณ์สวมศีรษะในอนาคตอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ Samsung นำมาโชว์ใน CES 2026
    AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลม 1.5 นิ้วสองจอ
    AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 13.4 นิ้ว
    ทั้งสองออกแบบแนวเรโทรผสมเทคโนโลยี AI

    จุดเด่นของเทคโนโลยี OLED รุ่นใหม่
    ความยืดหยุ่นสูง นำไปใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ได้
    ความทนทานเพิ่มขึ้น ผ่านการทดสอบแรงกระแทกและอุณหภูมิต่ำ
    จอ Ultra Thin OLED เบาและบางลง 30%

    ข้อควรระวังในการตีความคอนเซ็ปต์
    อุปกรณ์เหล่านี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่สินค้าจริง
    ฟีเจอร์การใช้งานจริงยังไม่เปิดเผย
    ดีไซน์อาจถูกปรับเปลี่ยนก่อนเข้าสู่ตลาด

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจอภาพ
    ผู้ผลิตรายอื่นอาจต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจอรูปทรงใหม่
    ตลาดอุปกรณ์ AI อาจเปลี่ยนไปสู่ดีไซน์เรโทรผสมอนาคต
    ความต้องการจอ OLED ทรงกลมอาจเพิ่มขึ้นในอุปกรณ์เฉพาะทาง

    https://www.tomshardware.com/monitors/samsung-teases-ai-oled-cassette-and-turntable-display-division-stretches-the-feasible-use-cases-for-its-latest-tech-at-ces-2026
    🎧 Samsung เปิดตัวคอนเซ็ปต์สุดล้ำ! AI OLED Cassette & Turntable โชว์อนาคตจอวงกลมในยุค AI Samsung Display สร้างความฮือฮาในงาน CES 2026 ด้วยการเผยโฉมคอนเซ็ปต์อุปกรณ์ใหม่ที่ใช้จอ OLED ทรงกลม ทั้ง AI OLED Cassette และ AI OLED Turntable ซึ่งเป็นดีไซน์แนวเรโทรผสมเทคโนโลยีล้ำยุค จุดประสงค์คือโชว์ศักยภาพของจอ OLED รุ่นล่าสุดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ๆ ได้หลากหลาย AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 1.5 นิ้วสองจอ โดยหนึ่งจอทำหน้าที่คล้ายหน้าปัดสมาร์ตวอทช์ ส่วนอีกจอเป็นหน้าสถานะ พร้อมด้วยจอทรงรีด้านบนที่ดูเหมือนเป็นปุ่มหมุนหรือแผงควบคุมแบบสัมผัส ดีไซน์โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นเทปยุคเก่า แต่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และจอ OLED รุ่นใหม่ ส่วน AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาดใหญ่ถึง 13.4 นิ้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคอนาล็อก แต่เปลี่ยนเป็นจอสัมผัสเต็มพื้นที่ แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงแบบไหน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการโชว์ศักยภาพจอ OLED ทรงกลมในอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ๆ นอกจากสองคอนเซ็ปต์นี้ Samsung ยังโชว์เทคโนโลยี OLED อื่นๆ เช่น จอที่ทนทานขึ้นผ่านการทดสอบลูกเหล็กตกใส่และทดสอบความเย็นจัด รวมถึงจอสำหรับรถยนต์ จอ Ultra Thin OLED ที่เบาลง 30% และบางลง 30% และจอ XR microdisplay ความละเอียดสูงถึง 5,000 PPI สำหรับอุปกรณ์สวมศีรษะในอนาคตอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ Samsung นำมาโชว์ใน CES 2026 ➡️ AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลม 1.5 นิ้วสองจอ ➡️ AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 13.4 นิ้ว ➡️ ทั้งสองออกแบบแนวเรโทรผสมเทคโนโลยี AI ✅ จุดเด่นของเทคโนโลยี OLED รุ่นใหม่ ➡️ ความยืดหยุ่นสูง นำไปใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ได้ ➡️ ความทนทานเพิ่มขึ้น ผ่านการทดสอบแรงกระแทกและอุณหภูมิต่ำ ➡️ จอ Ultra Thin OLED เบาและบางลง 30% ‼️ ข้อควรระวังในการตีความคอนเซ็ปต์ ⛔ อุปกรณ์เหล่านี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่สินค้าจริง ⛔ ฟีเจอร์การใช้งานจริงยังไม่เปิดเผย ⛔ ดีไซน์อาจถูกปรับเปลี่ยนก่อนเข้าสู่ตลาด ‼️ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจอภาพ ⛔ ผู้ผลิตรายอื่นอาจต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจอรูปทรงใหม่ ⛔ ตลาดอุปกรณ์ AI อาจเปลี่ยนไปสู่ดีไซน์เรโทรผสมอนาคต ⛔ ความต้องการจอ OLED ทรงกลมอาจเพิ่มขึ้นในอุปกรณ์เฉพาะทาง https://www.tomshardware.com/monitors/samsung-teases-ai-oled-cassette-and-turntable-display-division-stretches-the-feasible-use-cases-for-its-latest-tech-at-ces-2026
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Samsung teases AI OLED Cassette and Turntable — display division stretches the feasible use cases for its latest tech at CES 2026
    These retro-analog designs showcase the firm's latest circular 1.5-inch and 13.4-inch OLED displays.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • Blu‑ray ครบรอบ 20 ปี: จากเทคโนโลยีล้ำยุคสู่สื่อเก็บข้อมูลที่ยังไม่ยอมตาย

    ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ Blu‑ray Disc เทคโนโลยีสื่อเก็บข้อมูลที่เปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะในงาน CES 2006 และกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ DVD อย่างเป็นทางการ จุดเด่นของ Blu‑ray คือความจุที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า—จาก DVD 4.7GB กระโดดเป็น 25GB ต่อชั้น—ด้วยการใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วงความยาวคลื่นสั้น ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้หนาแน่นขึ้นอย่างมาก.

    แม้ยุคสตรีมมิงจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ Blu‑ray ก็ยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ต้องการคุณภาพภาพ‑เสียงระดับสูงสุด เพราะแผ่น Blu‑ray 4K ยังให้บิตเรตสูงกว่าการสตรีมหลายเท่า ทำให้ภาพคมกว่า สีแม่นกว่า และเสียงสมบูรณ์กว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ “จับต้องได้” ซึ่งยังมีคุณค่าทางอารมณ์สำหรับหลายคน.

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณถอยห่างจากสื่อประเภทนี้ เช่น Sony หยุดผลิตแผ่น Blu‑ray แบบบันทึกได้ในปี 2025 และ LG เลิกผลิตเครื่องเล่น Blu‑ray ตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลติดมาให้แล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างญี่ปุ่นที่ยังมีความต้องการสูงขึ้นในช่วง Windows 10 หมดอายุ.

    แม้จะถูกมองว่าใกล้ถึงจุดจบ แต่ Blu‑ray ก็ยังคงมีบทบาทในบางตลาด เช่น การจัดจำหน่ายภาพยนตร์คุณภาพสูง การเก็บข้อมูลระยะยาว และการใช้งานเฉพาะทางในบางอุตสาหกรรม ทำให้สื่อชนิดนี้ยังไม่ “ตายสนิท” และอาจยังอยู่กับเราไปอีกหลายปี.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Blu‑ray เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006
    ใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วง 405nm เพื่อเพิ่มความจุ
    ความจุสูงกว่า DVD หลายเท่า (25GB ต่อชั้น)

    ยังเป็นสื่อคุณภาพสูงที่เหนือกว่าสตรีมมิง
    บิตเรตสูงกว่า ทำให้ภาพและเสียงดีกว่า
    เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมและผู้รักคุณภาพ

    อุตสาหกรรมเริ่มลดการสนับสนุน
    Sony และ LG หยุดผลิตบางส่วนของสายผลิตภัณฑ์
    คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลแล้ว

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ความนิยมลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะสตรีมมิงครองตลาด
    อุปกรณ์เล่น Blu‑ray หาซื้อยากขึ้นเรื่อย ๆ

    อนาคตอาจไม่สดใส
    ผู้ผลิตสื่อและฮาร์ดแวร์ทยอยถอนตัว
    ความเสี่ยงที่ Blu‑ray จะกลายเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/blu-ray-hits-20-optical-disc-format-was-introduced-to-the-public-at-ces-2006
    💿 Blu‑ray ครบรอบ 20 ปี: จากเทคโนโลยีล้ำยุคสู่สื่อเก็บข้อมูลที่ยังไม่ยอมตาย ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ Blu‑ray Disc เทคโนโลยีสื่อเก็บข้อมูลที่เปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะในงาน CES 2006 และกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ DVD อย่างเป็นทางการ จุดเด่นของ Blu‑ray คือความจุที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า—จาก DVD 4.7GB กระโดดเป็น 25GB ต่อชั้น—ด้วยการใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วงความยาวคลื่นสั้น ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้หนาแน่นขึ้นอย่างมาก. แม้ยุคสตรีมมิงจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ Blu‑ray ก็ยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ต้องการคุณภาพภาพ‑เสียงระดับสูงสุด เพราะแผ่น Blu‑ray 4K ยังให้บิตเรตสูงกว่าการสตรีมหลายเท่า ทำให้ภาพคมกว่า สีแม่นกว่า และเสียงสมบูรณ์กว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ “จับต้องได้” ซึ่งยังมีคุณค่าทางอารมณ์สำหรับหลายคน. อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณถอยห่างจากสื่อประเภทนี้ เช่น Sony หยุดผลิตแผ่น Blu‑ray แบบบันทึกได้ในปี 2025 และ LG เลิกผลิตเครื่องเล่น Blu‑ray ตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลติดมาให้แล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างญี่ปุ่นที่ยังมีความต้องการสูงขึ้นในช่วง Windows 10 หมดอายุ. แม้จะถูกมองว่าใกล้ถึงจุดจบ แต่ Blu‑ray ก็ยังคงมีบทบาทในบางตลาด เช่น การจัดจำหน่ายภาพยนตร์คุณภาพสูง การเก็บข้อมูลระยะยาว และการใช้งานเฉพาะทางในบางอุตสาหกรรม ทำให้สื่อชนิดนี้ยังไม่ “ตายสนิท” และอาจยังอยู่กับเราไปอีกหลายปี. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Blu‑ray เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 ➡️ ใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วง 405nm เพื่อเพิ่มความจุ ➡️ ความจุสูงกว่า DVD หลายเท่า (25GB ต่อชั้น) ✅ ยังเป็นสื่อคุณภาพสูงที่เหนือกว่าสตรีมมิง ➡️ บิตเรตสูงกว่า ทำให้ภาพและเสียงดีกว่า ➡️ เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมและผู้รักคุณภาพ ✅ อุตสาหกรรมเริ่มลดการสนับสนุน ➡️ Sony และ LG หยุดผลิตบางส่วนของสายผลิตภัณฑ์ ➡️ คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลแล้ว ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ความนิยมลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะสตรีมมิงครองตลาด ⛔ อุปกรณ์เล่น Blu‑ray หาซื้อยากขึ้นเรื่อย ๆ ‼️ อนาคตอาจไม่สดใส ⛔ ผู้ผลิตสื่อและฮาร์ดแวร์ทยอยถอนตัว ⛔ ความเสี่ยงที่ Blu‑ray จะกลายเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มในอนาคต https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/blu-ray-hits-20-optical-disc-format-was-introduced-to-the-public-at-ces-2006
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • ร้านค้าปลีกเยอรมันเริ่ม “จำกัดจำนวน” RTX 5070 หลังรุ่นแรงกว่าขาดตลาดยกแผง

    ตลาดการ์ดจอในยุโรปกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าร้านค้าปลีกในเยอรมนีเริ่ม “จำกัดจำนวนการซื้อ” ของ NVIDIA GeForce RTX 5070 เนื่องจากรุ่นที่แรงกว่าอย่าง RTX 5080 และ RTX 5090 ขาดตลาดจนหมดเกลี้ยง การจำกัดจำนวนนี้สะท้อนถึงความต้องการที่สูงผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่รอบขาดแคลนใหม่คล้ายยุค mining boom ในอดีต.

    สาเหตุหลักมาจากการที่ NVIDIA เปิดตัวรุ่นท็อปในจำนวนจำกัด ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหันมาซื้อ RTX 5070 แทน ส่งผลให้ความต้องการพุ่งสูงจนร้านค้าต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการกว้านซื้อไปขายต่อ (scalping). นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ค้าส่งบางรายได้รับสินค้าไม่ครบตามโควตา ทำให้ปัญหาขาดแคลนยิ่งรุนแรงขึ้น.

    RTX 5070 กลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเพราะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงรุ่นสูงกว่าในราคาที่จับต้องได้กว่า โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่ราคาการ์ดจอมักสูงกว่าสหรัฐฯ การที่รุ่นท็อปหมดสต็อกทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเลือก “ซื้อรุ่นรองที่คุ้มค่า” ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด.

    ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปัญหานี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หาก NVIDIA ไม่เพิ่มกำลังการผลิตหรือกระจายสินค้าให้สมดุลมากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรีบตัดสินใจซื้อก่อนที่ราคาจะเริ่มขยับขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ร้านค้าปลีกเยอรมันจำกัดการซื้อ RTX 5070
    เพื่อป้องกันการกว้านซื้อและขายต่อ
    เกิดจากความต้องการสูงผิดปกติในช่วงสต็อกขาดแคลน

    รุ่นแรงกว่าอย่าง RTX 5080 / 5090 หมดสต็อก
    ทำให้ผู้ใช้หันมาซื้อ RTX 5070 แทน
    ผู้ค้าส่งได้รับสินค้าน้อยกว่าที่คาดการณ์

    RTX 5070 กลายเป็นรุ่นยอดนิยม
    ประสิทธิภาพคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา
    เป็นตัวเลือกทดแทนรุ่นท็อปที่หายาก

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/german-retail-supplier-allegedly-rationing-rtx-5070-gpus-more-powerful-nvidia-graphics-cards-are-completely-out-of-stock
    🛒 ร้านค้าปลีกเยอรมันเริ่ม “จำกัดจำนวน” RTX 5070 หลังรุ่นแรงกว่าขาดตลาดยกแผง ตลาดการ์ดจอในยุโรปกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าร้านค้าปลีกในเยอรมนีเริ่ม “จำกัดจำนวนการซื้อ” ของ NVIDIA GeForce RTX 5070 เนื่องจากรุ่นที่แรงกว่าอย่าง RTX 5080 และ RTX 5090 ขาดตลาดจนหมดเกลี้ยง การจำกัดจำนวนนี้สะท้อนถึงความต้องการที่สูงผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่รอบขาดแคลนใหม่คล้ายยุค mining boom ในอดีต. สาเหตุหลักมาจากการที่ NVIDIA เปิดตัวรุ่นท็อปในจำนวนจำกัด ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหันมาซื้อ RTX 5070 แทน ส่งผลให้ความต้องการพุ่งสูงจนร้านค้าต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการกว้านซื้อไปขายต่อ (scalping). นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ค้าส่งบางรายได้รับสินค้าไม่ครบตามโควตา ทำให้ปัญหาขาดแคลนยิ่งรุนแรงขึ้น. RTX 5070 กลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเพราะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงรุ่นสูงกว่าในราคาที่จับต้องได้กว่า โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่ราคาการ์ดจอมักสูงกว่าสหรัฐฯ การที่รุ่นท็อปหมดสต็อกทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเลือก “ซื้อรุ่นรองที่คุ้มค่า” ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด. ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปัญหานี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หาก NVIDIA ไม่เพิ่มกำลังการผลิตหรือกระจายสินค้าให้สมดุลมากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรีบตัดสินใจซื้อก่อนที่ราคาจะเริ่มขยับขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ร้านค้าปลีกเยอรมันจำกัดการซื้อ RTX 5070 ➡️ เพื่อป้องกันการกว้านซื้อและขายต่อ ➡️ เกิดจากความต้องการสูงผิดปกติในช่วงสต็อกขาดแคลน ✅ รุ่นแรงกว่าอย่าง RTX 5080 / 5090 หมดสต็อก ➡️ ทำให้ผู้ใช้หันมาซื้อ RTX 5070 แทน ➡️ ผู้ค้าส่งได้รับสินค้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ ✅ RTX 5070 กลายเป็นรุ่นยอดนิยม ➡️ ประสิทธิภาพคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา ➡️ เป็นตัวเลือกทดแทนรุ่นท็อปที่หายาก https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/german-retail-supplier-allegedly-rationing-rtx-5070-gpus-more-powerful-nvidia-graphics-cards-are-completely-out-of-stock
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพสหรัฐทดสอบเลเซอร์ 20,000W บนยานพาหนะ: อาวุธต่อต้านโดรนที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม

    กองทัพสหรัฐกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโดรนอย่างจริงจัง หลังจากภัยคุกคามจากโดรนราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสนามรบยุคใหม่ ล่าสุดได้มีการทดสอบระบบเลเซอร์พลังงานสูง 20,000 วัตต์ (20 kW) ที่ติดตั้งบนยานพาหนะทางทหาร ซึ่งเป็นเวอร์ชันอัปเกรดของระบบที่เรียกว่า LOCUST (Laser-Ordnance Combat Unit for Strategic Targets). การอัปเกรดครั้งนี้ทำให้ระบบสามารถทำลายโดรนได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน.

    ระบบเลเซอร์รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโดรนหลายประเภท ตั้งแต่โดรนสอดแนมขนาดเล็ก ไปจนถึงโดรนโจมตีแบบ kamikaze ที่กำลังถูกใช้ในสงครามหลายพื้นที่ทั่วโลก จุดเด่นของเลเซอร์คือสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน และต้นทุนต่อการยิงต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีราคาสูงหลายหมื่นถึงหลายแสนดอลลาร์ต่อครั้ง.

    การทดสอบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า LOCUST รุ่นอัปเดตสามารถ “ล็อกเป้าและทำลายโดรน” ได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนสูงหรือมีโดรนหลายลำเข้ามาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบติดตามเป้าหมาย (tracking) และระบบควบคุมความร้อน ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นโดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสะสม.

    แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่หลายฝ่ายมองว่าเลเซอร์พลังงานสูงจะกลายเป็น “อาวุธหลัก” ในการป้องกันโดรนในอนาคต เพราะมีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และสามารถติดตั้งบนยานพาหนะหลายประเภทได้ หากพัฒนาเต็มรูปแบบสำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลของสงครามยุคโดรนไปอย่างสิ้นเชิง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ระบบเลเซอร์ LOCUST รุ่นใหม่มีพลังสูงขึ้น
    ใช้เลเซอร์ 20,000W ทำลายโดรนได้เร็วกว่าเดิม
    ระบบ tracking และการควบคุมความร้อนถูกปรับปรุงให้เสถียรขึ้น

    ออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามโดรนยุคใหม่
    รับมือโดรนสอดแนมและโดรนโจมตีแบบ kamikaze
    ยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน ลดต้นทุนต่อการยิงอย่างมาก

    เหมาะสำหรับการติดตั้งบนยานพาหนะหลากหลายประเภท
    ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าของรถทหาร
    สามารถเคลื่อนที่และยิงได้ในสถานการณ์จริง

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    เลเซอร์อาจมีประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศแย่ เช่น หมอกหรือฝุ่นหนา
    ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีมากเพื่อป้องกันความร้อนสะสม

    ยังอยู่ในช่วงทดสอบ
    ยังไม่พร้อมใช้งานในสนามรบจริง
    ต้องผ่านการทดสอบความทนทานและความปลอดภัยเพิ่มเติม

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-army-tests-20-000w-vehicle-mounted-laser-systems-for-drone-defense-updated-locust-device-is-now-more-lethal-against-drones
    🔫 กองทัพสหรัฐทดสอบเลเซอร์ 20,000W บนยานพาหนะ: อาวุธต่อต้านโดรนที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม กองทัพสหรัฐกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโดรนอย่างจริงจัง หลังจากภัยคุกคามจากโดรนราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสนามรบยุคใหม่ ล่าสุดได้มีการทดสอบระบบเลเซอร์พลังงานสูง 20,000 วัตต์ (20 kW) ที่ติดตั้งบนยานพาหนะทางทหาร ซึ่งเป็นเวอร์ชันอัปเกรดของระบบที่เรียกว่า LOCUST (Laser-Ordnance Combat Unit for Strategic Targets). การอัปเกรดครั้งนี้ทำให้ระบบสามารถทำลายโดรนได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน. ระบบเลเซอร์รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโดรนหลายประเภท ตั้งแต่โดรนสอดแนมขนาดเล็ก ไปจนถึงโดรนโจมตีแบบ kamikaze ที่กำลังถูกใช้ในสงครามหลายพื้นที่ทั่วโลก จุดเด่นของเลเซอร์คือสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน และต้นทุนต่อการยิงต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีราคาสูงหลายหมื่นถึงหลายแสนดอลลาร์ต่อครั้ง. การทดสอบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า LOCUST รุ่นอัปเดตสามารถ “ล็อกเป้าและทำลายโดรน” ได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนสูงหรือมีโดรนหลายลำเข้ามาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบติดตามเป้าหมาย (tracking) และระบบควบคุมความร้อน ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นโดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสะสม. แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่หลายฝ่ายมองว่าเลเซอร์พลังงานสูงจะกลายเป็น “อาวุธหลัก” ในการป้องกันโดรนในอนาคต เพราะมีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และสามารถติดตั้งบนยานพาหนะหลายประเภทได้ หากพัฒนาเต็มรูปแบบสำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลของสงครามยุคโดรนไปอย่างสิ้นเชิง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ระบบเลเซอร์ LOCUST รุ่นใหม่มีพลังสูงขึ้น ➡️ ใช้เลเซอร์ 20,000W ทำลายโดรนได้เร็วกว่าเดิม ➡️ ระบบ tracking และการควบคุมความร้อนถูกปรับปรุงให้เสถียรขึ้น ✅ ออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามโดรนยุคใหม่ ➡️ รับมือโดรนสอดแนมและโดรนโจมตีแบบ kamikaze ➡️ ยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน ลดต้นทุนต่อการยิงอย่างมาก ✅ เหมาะสำหรับการติดตั้งบนยานพาหนะหลากหลายประเภท ➡️ ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าของรถทหาร ➡️ สามารถเคลื่อนที่และยิงได้ในสถานการณ์จริง ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ เลเซอร์อาจมีประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศแย่ เช่น หมอกหรือฝุ่นหนา ⛔ ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีมากเพื่อป้องกันความร้อนสะสม ‼️ ยังอยู่ในช่วงทดสอบ ⛔ ยังไม่พร้อมใช้งานในสนามรบจริง ⛔ ต้องผ่านการทดสอบความทนทานและความปลอดภัยเพิ่มเติม https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-army-tests-20-000w-vehicle-mounted-laser-systems-for-drone-defense-updated-locust-device-is-now-more-lethal-against-drones
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • MSI RTX 5090 Lightning ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว: การ์ดจอระดับมอนสเตอร์เพื่อสายโอเวอร์คล็อก

    MSI เตรียมปล่อยซีรีส์ GeForce RTX 5090 Lightning ซึ่งถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการโอเวอร์คล็อก เพราะมีข้อมูลหลุดออกมาว่า การ์ดรุ่นนี้สามารถทำลายสถิติคะแนน benchmark ได้ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะคะแนน 3DMark ที่สูงกว่ารุ่นเรือธงปัจจุบันแบบ “ทิ้งห่างหลายช่วงตัว”. จุดเด่นที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นคือระบบภาคจ่ายไฟที่โหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดการ์ดจอผู้บริโภค.

    หนึ่งในสเปกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานของการ์ดจอทั่วไปหลายเท่า ทำให้รองรับการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำได้อย่างเสถียร และลดอุณหภูมิได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี คอนเนกเตอร์ไฟแบบ Dual 12V-2x6 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า MSI ตั้งใจให้รุ่น Lightning เป็น “สัตว์ร้ายสำหรับนักโอเวอร์คล็อกระดับโลก”.

    ดีไซน์ของการ์ดรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Lightning คือเน้นความแข็งแรง พัดลมขนาดใหญ่ และฮีตซิงก์อลูมิเนียมที่กินพื้นที่หลายสล็อต ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ต้องเตรียมเคสขนาดใหญ่รองรับ แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เหนือกว่าการ์ดทั่วไปอย่างมาก เหมาะสำหรับการใช้งานแบบ extreme เช่น LN2 หรือการดันความเร็วให้ทะลุขีดจำกัด.

    แม้ยังไม่มีวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลที่หลุดออกมาทำให้ RTX 5090 Lightning ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “การ์ดจอที่แรงที่สุดในโลก” สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและนักโอเวอร์คล็อกมืออาชีพ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการ์ดจอ high-end สั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อเปิดตัวจริง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สเปกที่โดดเด่นของ RTX 5090 Lightning
    ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ที่ไม่เคยมีมาก่อน
    ใช้คอนเนกเตอร์ไฟ Dual 12V-2x6 รองรับพลังงานระดับสูงมาก

    ประสิทธิภาพที่ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว
    คะแนน benchmark สูงกว่าการ์ดเรือธงปัจจุบันอย่างชัดเจน
    ถูกออกแบบมาสำหรับโอเวอร์คล็อกแบบ extreme เช่น LN2

    ดีไซน์และระบบระบายความร้อนระดับมอนสเตอร์
    ฮีตซิงก์ขนาดใหญ่และพัดลมแรงสูง
    เหมาะกับเคสขนาดใหญ่และระบบที่ต้องการเสถียรภาพสูง

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    อาจกินไฟสูงมากจนต้องใช้ PSU ระดับ 1200W–1600W
    ขนาดการ์ดใหญ่ อาจไม่พอดีกับเคสทั่วไป

    ความเสี่ยงสำหรับสายโอเวอร์คล็อก
    การโอเวอร์คล็อกหนักอาจทำให้หมดประกัน
    ต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นอาจเกิด thermal throttling

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/msis-rtx-5090-lightning-shatters-gpu-records-before-launch-40-phase-vram-and-dual-12v-2x6-connectors-turn-heads-on-upcoming-overclocking-monster
    ⚡ MSI RTX 5090 Lightning ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว: การ์ดจอระดับมอนสเตอร์เพื่อสายโอเวอร์คล็อก MSI เตรียมปล่อยซีรีส์ GeForce RTX 5090 Lightning ซึ่งถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการโอเวอร์คล็อก เพราะมีข้อมูลหลุดออกมาว่า การ์ดรุ่นนี้สามารถทำลายสถิติคะแนน benchmark ได้ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะคะแนน 3DMark ที่สูงกว่ารุ่นเรือธงปัจจุบันแบบ “ทิ้งห่างหลายช่วงตัว”. จุดเด่นที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นคือระบบภาคจ่ายไฟที่โหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดการ์ดจอผู้บริโภค. หนึ่งในสเปกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานของการ์ดจอทั่วไปหลายเท่า ทำให้รองรับการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำได้อย่างเสถียร และลดอุณหภูมิได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี คอนเนกเตอร์ไฟแบบ Dual 12V-2x6 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า MSI ตั้งใจให้รุ่น Lightning เป็น “สัตว์ร้ายสำหรับนักโอเวอร์คล็อกระดับโลก”. ดีไซน์ของการ์ดรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Lightning คือเน้นความแข็งแรง พัดลมขนาดใหญ่ และฮีตซิงก์อลูมิเนียมที่กินพื้นที่หลายสล็อต ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ต้องเตรียมเคสขนาดใหญ่รองรับ แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เหนือกว่าการ์ดทั่วไปอย่างมาก เหมาะสำหรับการใช้งานแบบ extreme เช่น LN2 หรือการดันความเร็วให้ทะลุขีดจำกัด. แม้ยังไม่มีวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลที่หลุดออกมาทำให้ RTX 5090 Lightning ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “การ์ดจอที่แรงที่สุดในโลก” สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและนักโอเวอร์คล็อกมืออาชีพ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการ์ดจอ high-end สั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อเปิดตัวจริง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สเปกที่โดดเด่นของ RTX 5090 Lightning ➡️ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ที่ไม่เคยมีมาก่อน ➡️ ใช้คอนเนกเตอร์ไฟ Dual 12V-2x6 รองรับพลังงานระดับสูงมาก ✅ ประสิทธิภาพที่ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว ➡️ คะแนน benchmark สูงกว่าการ์ดเรือธงปัจจุบันอย่างชัดเจน ➡️ ถูกออกแบบมาสำหรับโอเวอร์คล็อกแบบ extreme เช่น LN2 ✅ ดีไซน์และระบบระบายความร้อนระดับมอนสเตอร์ ➡️ ฮีตซิงก์ขนาดใหญ่และพัดลมแรงสูง ➡️ เหมาะกับเคสขนาดใหญ่และระบบที่ต้องการเสถียรภาพสูง ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ อาจกินไฟสูงมากจนต้องใช้ PSU ระดับ 1200W–1600W ⛔ ขนาดการ์ดใหญ่ อาจไม่พอดีกับเคสทั่วไป ‼️ ความเสี่ยงสำหรับสายโอเวอร์คล็อก ⛔ การโอเวอร์คล็อกหนักอาจทำให้หมดประกัน ⛔ ต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นอาจเกิด thermal throttling https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/msis-rtx-5090-lightning-shatters-gpu-records-before-launch-40-phase-vram-and-dual-12v-2x6-connectors-turn-heads-on-upcoming-overclocking-monster
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • ศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องย้ายขึ้นสู่อวกาศ: เมื่อโลกเริ่มไม่พอสำหรับพลังงานและพื้นที่

    การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงจนผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มกังวลว่า โลกอาจไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานและพื้นที่ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้อีกต่อไป. บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, OpenAI, Microsoft และ Amazon ทุ่มเงินระดับ “หลายแสนล้านถึงล้านล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอ น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ.

    ไอเดียที่ดูเหมือนหลุดจากนิยายไซไฟจึงเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจัง: สร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ. Google เปิดตัว Project Suncatcher ที่เตรียมทดสอบในปี 2027 ขณะที่ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman และ Jensen Huang ต่างสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าอวกาศคือคำตอบของการขยายพลังประมวลผล AI ในอนาคต.

    ข้อดีสำคัญของศูนย์ข้อมูลในอวกาศคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่แทบไม่จำกัด ไม่มีเมฆ ไม่มีเวลากลางคืน และไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมแบบบนโลก นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องชุมชนต่อต้านหรือผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็มีมากเช่นกัน ทั้งต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศที่ยังสูงลิ่ว ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศ และความทนทานของชิปต่อรังสีคอสมิกที่อาจทำให้ระบบล้มเหลวได้ง่ายกว่าเดิม.

    แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าโครงการนี้ “เป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ” แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านว่าเป็นแนวคิดที่เกินจริงและอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำวงการ AI และอวกาศพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกัน ทำให้แนวคิด “Data Center นอกโลก” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นทิศทางที่อาจเกิดขึ้นจริงเมื่อโลกเริ่มแตะเพดานพลังงานของตัวเอง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูลอาจต้องย้ายขึ้นอวกาศ
    ความต้องการพลังงานของ AI เพิ่มขึ้นจนโลกเริ่มรองรับไม่ไหว
    หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้า–น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านศูนย์ข้อมูลใหม่

    บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนแนวคิดนี้
    Google กับ Project Suncatcher เตรียมทดสอบปี 2027
    Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman, Jensen Huang ต่างเห็นด้วยกับแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ

    ข้อดีของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ
    พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด
    ไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนต่อต้าน

    ข้อควรระวังและความท้าทาย
    ต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นอวกาศยังสูงมาก (หลายพันดอลลาร์ต่อกิโลกรัม)
    ชิปคอมพิวเตอร์ยังไม่ทนต่อรังสีในอวกาศ ทำให้ระบบอาจล้มเหลวได้ง่าย

    ความเป็นไปได้ยังต้องใช้เวลา
    ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าแนวคิดนี้ยัง “เกินจริง” และอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง
    ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศยังเป็นอุปสรรคใหญ่

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/even-the-sky-may-not-be-the-limit-for-ai-data-centres
    🚀 ศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องย้ายขึ้นสู่อวกาศ: เมื่อโลกเริ่มไม่พอสำหรับพลังงานและพื้นที่ การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงจนผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มกังวลว่า โลกอาจไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานและพื้นที่ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้อีกต่อไป. บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, OpenAI, Microsoft และ Amazon ทุ่มเงินระดับ “หลายแสนล้านถึงล้านล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอ น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ. ไอเดียที่ดูเหมือนหลุดจากนิยายไซไฟจึงเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจัง: สร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ. Google เปิดตัว Project Suncatcher ที่เตรียมทดสอบในปี 2027 ขณะที่ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman และ Jensen Huang ต่างสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าอวกาศคือคำตอบของการขยายพลังประมวลผล AI ในอนาคต. ข้อดีสำคัญของศูนย์ข้อมูลในอวกาศคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่แทบไม่จำกัด ไม่มีเมฆ ไม่มีเวลากลางคืน และไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมแบบบนโลก นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องชุมชนต่อต้านหรือผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็มีมากเช่นกัน ทั้งต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศที่ยังสูงลิ่ว ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศ และความทนทานของชิปต่อรังสีคอสมิกที่อาจทำให้ระบบล้มเหลวได้ง่ายกว่าเดิม. แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าโครงการนี้ “เป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ” แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านว่าเป็นแนวคิดที่เกินจริงและอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำวงการ AI และอวกาศพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกัน ทำให้แนวคิด “Data Center นอกโลก” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นทิศทางที่อาจเกิดขึ้นจริงเมื่อโลกเริ่มแตะเพดานพลังงานของตัวเอง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูลอาจต้องย้ายขึ้นอวกาศ ➡️ ความต้องการพลังงานของ AI เพิ่มขึ้นจนโลกเริ่มรองรับไม่ไหว ➡️ หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้า–น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านศูนย์ข้อมูลใหม่ ✅ บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ➡️ Google กับ Project Suncatcher เตรียมทดสอบปี 2027 ➡️ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman, Jensen Huang ต่างเห็นด้วยกับแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ✅ ข้อดีของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ➡️ พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด ➡️ ไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนต่อต้าน ‼️ ข้อควรระวังและความท้าทาย ⛔ ต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นอวกาศยังสูงมาก (หลายพันดอลลาร์ต่อกิโลกรัม) ⛔ ชิปคอมพิวเตอร์ยังไม่ทนต่อรังสีในอวกาศ ทำให้ระบบอาจล้มเหลวได้ง่าย ‼️ ความเป็นไปได้ยังต้องใช้เวลา ⛔ ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าแนวคิดนี้ยัง “เกินจริง” และอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง ⛔ ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศยังเป็นอุปสรรคใหญ่ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/even-the-sky-may-not-be-the-limit-for-ai-data-centres
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Even the sky may not be the limit for AI data centres
    Some tech leaders are concerned that the artificial intelligence race will exhaust available land and energy. The solution might lie in orbit.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ออกแบบบ้านยุคใหม่: เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แต่ยังต้องมีมนุษย์กำกับ

    เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโลกของการออกแบบภายในอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการทำแบบร่างและเรนเดอร์ภาพ ตอนนี้แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak และ Hover สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ของห้องจริงได้ภายในไม่กี่วินาที เพียงอัปโหลดรูปห้องและตอบคำถามไม่กี่ข้อ ผู้ใช้ก็จะได้เห็นภาพห้องในสไตล์ใหม่แบบทันทีทันใด ทำให้การรีโนเวตบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนเล่นแอปแต่งภาพบนมือถือ

    อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยให้การออกแบบเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความแม่นยำของขนาดพื้นที่ การเลือกวัสดุที่มีอยู่จริง หรือการจัดวางที่อาจผิดหลักการก่อสร้าง นักออกแบบและผู้รับเหมายังคงต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของแบบที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่น ประตูที่เปิดไม่ได้ หรือการติดตั้งอุปกรณ์บนผนังที่ไม่เหมาะสม

    ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังช่วยให้เจ้าของบ้านมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น คล้ายกับยุค Pinterest ที่ผู้ใช้เริ่มนำภาพแรงบันดาลใจมาให้ดีไซเนอร์ แต่ตอนนี้ผู้ใช้สามารถ “ลองแต่งห้องเอง” ได้ก่อนจะคุยกับมืออาชีพ ทำให้การสื่อสารระหว่างลูกค้าและนักออกแบบชัดเจนขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนและประหยัดเวลาอย่างมาก

    แม้หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานนักออกแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับมองว่า AI จะช่วยลดงานเอกสารและงานเรนเดอร์ที่กินเวลา ทำให้นักออกแบบมีเวลาสร้างสรรค์งานเชิงศิลป์มากขึ้น และอาจทำให้เกิด “การกลับมาของงานคราฟต์” เช่น การวาดแบบด้วยมือ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและเอกลักษณ์มากกว่าแบบที่ AI สร้างขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ช่วยให้การออกแบบบ้านเร็วขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น
    ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพและได้ภาพเรนเดอร์ 3D ภายในไม่กี่วินาที
    แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak, Hover และ Block นำ AI มาใช้ในงานออกแบบอย่างแพร่หลาย

    ผู้ใช้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น
    AI ทำให้เจ้าของบ้านทดลองแต่งห้องเองได้ก่อนคุยกับนักออกแบบ
    ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างลูกค้าและผู้รับเหมา

    AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อนของนักออกแบบ
    ลดเวลาทำเรนเดอร์และงานเอกสาร
    เปิดโอกาสให้นักออกแบบโฟกัสงานสร้างสรรค์มากขึ้น

    ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการใช้ AI ออกแบบบ้าน
    แบบที่ AI สร้างอาจผิดหลักการก่อสร้าง เช่น การวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่ง
    ความแม่นยำของขนาดพื้นที่และวัสดุอาจไม่ตรงกับของจริง

    AI ยังไม่สามารถแทนที่นักออกแบบได้เต็มรูปแบบ
    ยังขาดความ “มีชีวิต” และความประณีตแบบมนุษย์
    ต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเป็นไปได้ก่อนนำไปก่อสร้างจริง

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/would-you-let-ai-design-your-living-room
    🛋️ AI ออกแบบบ้านยุคใหม่: เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แต่ยังต้องมีมนุษย์กำกับ เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโลกของการออกแบบภายในอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการทำแบบร่างและเรนเดอร์ภาพ ตอนนี้แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak และ Hover สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ของห้องจริงได้ภายในไม่กี่วินาที เพียงอัปโหลดรูปห้องและตอบคำถามไม่กี่ข้อ ผู้ใช้ก็จะได้เห็นภาพห้องในสไตล์ใหม่แบบทันทีทันใด ทำให้การรีโนเวตบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนเล่นแอปแต่งภาพบนมือถือ อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยให้การออกแบบเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความแม่นยำของขนาดพื้นที่ การเลือกวัสดุที่มีอยู่จริง หรือการจัดวางที่อาจผิดหลักการก่อสร้าง นักออกแบบและผู้รับเหมายังคงต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของแบบที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่น ประตูที่เปิดไม่ได้ หรือการติดตั้งอุปกรณ์บนผนังที่ไม่เหมาะสม ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังช่วยให้เจ้าของบ้านมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น คล้ายกับยุค Pinterest ที่ผู้ใช้เริ่มนำภาพแรงบันดาลใจมาให้ดีไซเนอร์ แต่ตอนนี้ผู้ใช้สามารถ “ลองแต่งห้องเอง” ได้ก่อนจะคุยกับมืออาชีพ ทำให้การสื่อสารระหว่างลูกค้าและนักออกแบบชัดเจนขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนและประหยัดเวลาอย่างมาก แม้หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานนักออกแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับมองว่า AI จะช่วยลดงานเอกสารและงานเรนเดอร์ที่กินเวลา ทำให้นักออกแบบมีเวลาสร้างสรรค์งานเชิงศิลป์มากขึ้น และอาจทำให้เกิด “การกลับมาของงานคราฟต์” เช่น การวาดแบบด้วยมือ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและเอกลักษณ์มากกว่าแบบที่ AI สร้างขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ช่วยให้การออกแบบบ้านเร็วขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น ➡️ ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพและได้ภาพเรนเดอร์ 3D ภายในไม่กี่วินาที ➡️ แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak, Hover และ Block นำ AI มาใช้ในงานออกแบบอย่างแพร่หลาย ✅ ผู้ใช้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น ➡️ AI ทำให้เจ้าของบ้านทดลองแต่งห้องเองได้ก่อนคุยกับนักออกแบบ ➡️ ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างลูกค้าและผู้รับเหมา ✅ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อนของนักออกแบบ ➡️ ลดเวลาทำเรนเดอร์และงานเอกสาร ➡️ เปิดโอกาสให้นักออกแบบโฟกัสงานสร้างสรรค์มากขึ้น ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการใช้ AI ออกแบบบ้าน ⛔ แบบที่ AI สร้างอาจผิดหลักการก่อสร้าง เช่น การวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่ง ⛔ ความแม่นยำของขนาดพื้นที่และวัสดุอาจไม่ตรงกับของจริง ‼️ AI ยังไม่สามารถแทนที่นักออกแบบได้เต็มรูปแบบ ⛔ ยังขาดความ “มีชีวิต” และความประณีตแบบมนุษย์ ⛔ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเป็นไปได้ก่อนนำไปก่อสร้างจริง https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/would-you-let-ai-design-your-living-room
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Would you let AI design your living room?
    A growing number of home renovation and interior design platforms are rolling out A.I.-enabled imaging tools capable of redesigning rooms in an instant.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2 มุมมอง 0 รีวิว
  • C3: ภาษาที่เกิดมาเพื่อเป็น “วิวัฒนาการของ C” ไม่ใช่การปฏิวัติ

    C3 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ C สะสมมานานหลายทศวรรษ—ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความซับซ้อนของการจัดการหน่วยความจำ และความยุ่งยากของ preprocessor—แต่ยังคงรักษาความคุ้นเคยของ C ไว้อย่างครบถ้วน จุดเด่นสำคัญคือ ABI compatibility แบบ 100% ทำให้สามารถผสม C และ C3 ในโปรเจกต์เดียวกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ build system หรือเขียน wrapper เพิ่ม

    สิ่งที่ทำให้ C3 น่าสนใจคือการเพิ่มความสามารถที่ C ไม่เคยมี เช่น compile-time & semantic macros, contracts, zero-overhead error handling, generic modules, และ runtime/compile-time reflection ฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้ C3 กลายเป็นภาษาที่ “คิดแทนโปรแกรมเมอร์” ในหลายจุด แต่ยังคงให้ความเร็วระดับ native แบบ C โดยไม่ต้องพึ่ง GC หรือ runtime หนักๆ

    นอกจากนี้ C3 ยังออกแบบมาเพื่อให้ debugging ง่ายขึ้น เช่น stacktrace ที่ละเอียด, runtime bounds check, และ inline assembly ที่อ่านง่ายกว่า C/C++ ทั้งหมดนี้ทำให้ C3 เป็นภาษาที่เหมาะกับงานระบบ, embedded, game engine, และโปรเจกต์ที่ต้องการความเร็วสูงแต่ไม่อยากแบกรับความซับซ้อนของ C++

    ในภาพรวม C3 ไม่ได้ตั้งใจมาแทนที่ C++ หรือ Rust แต่ต้องการเป็น “C ที่ดีขึ้น” สำหรับคนที่ยังรัก ecosystem ของ C และต้องการภาษาที่ปลอดภัยกว่า ใช้ง่ายกว่า และมีเครื่องมือสมัยใหม่รองรับมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    จุดเด่นของ C3
    Full C ABI compatibility ใช้ร่วมกับ C ได้ทันที
    Module system ที่เรียบง่ายกว่า C/C++
    Operator overloading แบบปลอดภัยและเฉพาะเจาะจง
    Compile-time macros ที่ทรงพลังกว่า preprocessor ของ C

    ฟีเจอร์สมัยใหม่ที่ C ไม่มี
    Gradual contracts สำหรับตรวจสอบเงื่อนไข runtime/compile-time
    Zero-overhead error handling ผสมข้อดีของ Result + exceptions
    Generic modules ที่ใช้ง่ายกว่า template ของ C++
    Reflection ทั้ง runtime และ compile-time

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    Ecosystem ยังใหม่เมื่อเทียบกับ C/C++
    Compiler และ tooling ยังไม่สมบูรณ์เท่า LLVM-based languages
    ต้องเรียนรู้ syntax ใหม่ แม้จะคล้าย C แต่ก็มีความต่างหลายจุด

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ C/C++
    อาจต้องปรับ workflow เช่น build system หรือ testing framework
    โค้ด C เก่าที่ใช้ macro หนักๆ อาจต้องปรับให้เข้ากับ C3
    ทีมต้องเรียนรู้แนวคิดใหม่ เช่น contracts และ semantic macros

    https://c3-lang.org/
    🧩 C3: ภาษาที่เกิดมาเพื่อเป็น “วิวัฒนาการของ C” ไม่ใช่การปฏิวัติ C3 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ C สะสมมานานหลายทศวรรษ—ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความซับซ้อนของการจัดการหน่วยความจำ และความยุ่งยากของ preprocessor—แต่ยังคงรักษาความคุ้นเคยของ C ไว้อย่างครบถ้วน จุดเด่นสำคัญคือ ABI compatibility แบบ 100% ทำให้สามารถผสม C และ C3 ในโปรเจกต์เดียวกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ build system หรือเขียน wrapper เพิ่ม สิ่งที่ทำให้ C3 น่าสนใจคือการเพิ่มความสามารถที่ C ไม่เคยมี เช่น compile-time & semantic macros, contracts, zero-overhead error handling, generic modules, และ runtime/compile-time reflection ฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้ C3 กลายเป็นภาษาที่ “คิดแทนโปรแกรมเมอร์” ในหลายจุด แต่ยังคงให้ความเร็วระดับ native แบบ C โดยไม่ต้องพึ่ง GC หรือ runtime หนักๆ นอกจากนี้ C3 ยังออกแบบมาเพื่อให้ debugging ง่ายขึ้น เช่น stacktrace ที่ละเอียด, runtime bounds check, และ inline assembly ที่อ่านง่ายกว่า C/C++ ทั้งหมดนี้ทำให้ C3 เป็นภาษาที่เหมาะกับงานระบบ, embedded, game engine, และโปรเจกต์ที่ต้องการความเร็วสูงแต่ไม่อยากแบกรับความซับซ้อนของ C++ ในภาพรวม C3 ไม่ได้ตั้งใจมาแทนที่ C++ หรือ Rust แต่ต้องการเป็น “C ที่ดีขึ้น” สำหรับคนที่ยังรัก ecosystem ของ C และต้องการภาษาที่ปลอดภัยกว่า ใช้ง่ายกว่า และมีเครื่องมือสมัยใหม่รองรับมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ จุดเด่นของ C3 ➡️ Full C ABI compatibility ใช้ร่วมกับ C ได้ทันที ➡️ Module system ที่เรียบง่ายกว่า C/C++ ➡️ Operator overloading แบบปลอดภัยและเฉพาะเจาะจง ➡️ Compile-time macros ที่ทรงพลังกว่า preprocessor ของ C ✅ ฟีเจอร์สมัยใหม่ที่ C ไม่มี ➡️ Gradual contracts สำหรับตรวจสอบเงื่อนไข runtime/compile-time ➡️ Zero-overhead error handling ผสมข้อดีของ Result + exceptions ➡️ Generic modules ที่ใช้ง่ายกว่า template ของ C++ ➡️ Reflection ทั้ง runtime และ compile-time ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ Ecosystem ยังใหม่เมื่อเทียบกับ C/C++ ⛔ Compiler และ tooling ยังไม่สมบูรณ์เท่า LLVM-based languages ⛔ ต้องเรียนรู้ syntax ใหม่ แม้จะคล้าย C แต่ก็มีความต่างหลายจุด ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ C/C++ ⛔ อาจต้องปรับ workflow เช่น build system หรือ testing framework ⛔ โค้ด C เก่าที่ใช้ macro หนักๆ อาจต้องปรับให้เข้ากับ C3 ⛔ ทีมต้องเรียนรู้แนวคิดใหม่ เช่น contracts และ semantic macros https://c3-lang.org/
    C3-LANG.ORG
    C3
    C3 is a programming language that builds on the syntax and semantics of the C language, with the goal of evolving it while still retaining familiarity for C programmers.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง

    หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA

    แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน

    แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026
    NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง
    community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
    การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver

    ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง
    TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด
    Chrome GPU process crash เมื่อ resize window
    Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11
    scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window

    ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้
    Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ
    keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ
    screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง
    การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user
    ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง
    productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า
    ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker
    ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง

    https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    🖥️ Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026 ➡️ NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง ➡️ community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ➡️ การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver ✅ ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง ➡️ TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด ➡️ Chrome GPU process crash เมื่อ resize window ➡️ Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11 ➡️ scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window ‼️ ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้ ⛔ Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ ⛔ keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ ⛔ screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง ⛔ การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user ⛔ ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง ⛔ productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า ⛔ ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker ⛔ ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    MICHAEL.STAPELBERG.CH
    Can I finally start using Wayland in 2026?
    Wayland is the successor to the X server (X11, Xorg) to implement the graphics stack on Linux. The Wayland project was actually started in 2008, a year before I created the i3 tiling window manager for X11 in 2009 — but for the last 18 years (!), Wayland was never usable on my computers. I don’t want to be stuck on deprecated software, so I try to start using Wayland each year, and this articles outlines what keeps me from migrating to Wayland in 2026.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่

    ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน

    แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว

    AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่
    frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals
    backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก
    นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

    AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง
    เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล
    AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น
    สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ
    โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่
    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย

    ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ
    ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น
    ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ
    ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้

    https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    🚀 AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่ ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่ ➡️ frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals ➡️ backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก ➡️ นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ✅ AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง ➡️ เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล ➡️ AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น ➡️ สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ ⛔ โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่ ⛔ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย ‼️ ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ ⛔ ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น ⛔ ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ ⛔ ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้ https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    MA.TTIAS.BE
    Web development is fun again
    AI tools brought me back to levels of productivity I haven't felt in years. Web development is fun again.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 สิ่งที่ไม่ควรทำบนโทรศัพท์บริษัท — ถ้าไม่อยากมีปัญหาใหญ่ตามมา

    โทรศัพท์บริษัทอาจดูเหมือนเป็นของส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นทรัพย์สินขององค์กร และมักถูกติดตั้งระบบ MDM ที่สามารถตรวจสอบการใช้งาน แอปที่เปิด และทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตได้อย่างละเอียด การใช้งานผิดประเภทไม่เพียงเสี่ยงต่อข้อมูลบริษัท แต่ยังอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของคุณเองด้วย บทความนี้จึงเตือน 5 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

    หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทำให้ข้อมูลส่วนตัวปะปนกับอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการคลิกลิงก์หลอกลวงที่อาจทำให้มัลแวร์เข้ามาในระบบองค์กร นอกจากนี้ การติดตั้งแอปการเงินหรือแอปธนาคารก็เป็นความเสี่ยงสูง เพราะข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือ 2FA อาจถูกเปิดเผย และหากบริษัทลบข้อมูลจากระยะไกล คุณอาจสูญเสียการเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้

    บทความยังเตือนเรื่องการ sideload แอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มัลแวร์ใช้เจาะระบบมือถือ รวมถึงการดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะแม้จะเปิดโหมด incognito แต่ฝ่าย IT ก็ยังเห็นทราฟฟิกได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางวินัยร้ายแรง สุดท้ายคือการหางานใหม่หรือจดไอเดียสตาร์ทอัปบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทุกอย่างถูกบันทึกเป็นร่องรอยดิจิทัล และอาจทำให้บริษัทอ้างสิทธิ์ในไอเดียนั้นได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    โทรศัพท์บริษัทเป็นทรัพย์สินองค์กรและถูกตรวจสอบได้ผ่านระบบ MDM
    ไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะเสี่ยงข้อมูลรั่วและกระทบประเมินผลงาน
    ห้ามติดตั้งแอปการเงินหรือใช้เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับธุรกรรม เพราะเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและการลบข้อมูลจากระยะไกล
    หลีกเลี่ยงการ sideload แอปจากแหล่งภายนอก เพราะเป็นช่องทางมัลแวร์เข้าระบบได้ง่ายมาก
    ไม่ควรดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะ incognito ไม่ช่วยปกปิดทราฟฟิกจากฝ่าย IT
    ห้ามหางานใหม่หรือจดไอเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทิ้งร่องรอยดิจิทัลและอาจถูกอ้างสิทธิ์โดยบริษัทได้

    คำเตือนสำคัญ
    การใช้โทรศัพท์บริษัทผิดประเภทอาจทำให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล
    การติดตั้งแอปนอกสโตร์เสี่ยงต่อมัลแวร์และการถูกเจาะระบบ
    การดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัย
    การจดไอเดียธุรกิจบนอุปกรณ์บริษัทอาจทำให้บริษัทถือสิทธิ์ในผลงานนั้น

    https://www.slashgear.com/2066263/things-you-should-never-do-on-company-phone/
    📱🚫 5 สิ่งที่ไม่ควรทำบนโทรศัพท์บริษัท — ถ้าไม่อยากมีปัญหาใหญ่ตามมา โทรศัพท์บริษัทอาจดูเหมือนเป็นของส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้วเป็นทรัพย์สินขององค์กร และมักถูกติดตั้งระบบ MDM ที่สามารถตรวจสอบการใช้งาน แอปที่เปิด และทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตได้อย่างละเอียด การใช้งานผิดประเภทไม่เพียงเสี่ยงต่อข้อมูลบริษัท แต่ยังอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของคุณเองด้วย บทความนี้จึงเตือน 5 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทำให้ข้อมูลส่วนตัวปะปนกับอุปกรณ์ที่ถูกตรวจสอบได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการคลิกลิงก์หลอกลวงที่อาจทำให้มัลแวร์เข้ามาในระบบองค์กร นอกจากนี้ การติดตั้งแอปการเงินหรือแอปธนาคารก็เป็นความเสี่ยงสูง เพราะข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือ 2FA อาจถูกเปิดเผย และหากบริษัทลบข้อมูลจากระยะไกล คุณอาจสูญเสียการเข้าถึงบัญชีของตัวเองได้ บทความยังเตือนเรื่องการ sideload แอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มัลแวร์ใช้เจาะระบบมือถือ รวมถึงการดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะแม้จะเปิดโหมด incognito แต่ฝ่าย IT ก็ยังเห็นทราฟฟิกได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางวินัยร้ายแรง สุดท้ายคือการหางานใหม่หรือจดไอเดียสตาร์ทอัปบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทุกอย่างถูกบันทึกเป็นร่องรอยดิจิทัล และอาจทำให้บริษัทอ้างสิทธิ์ในไอเดียนั้นได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ โทรศัพท์บริษัทเป็นทรัพย์สินองค์กรและถูกตรวจสอบได้ผ่านระบบ MDM ➡️ ไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะเสี่ยงข้อมูลรั่วและกระทบประเมินผลงาน ➡️ ห้ามติดตั้งแอปการเงินหรือใช้เป็นอุปกรณ์หลักสำหรับธุรกรรม เพราะเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและการลบข้อมูลจากระยะไกล ➡️ หลีกเลี่ยงการ sideload แอปจากแหล่งภายนอก เพราะเป็นช่องทางมัลแวร์เข้าระบบได้ง่ายมาก ➡️ ไม่ควรดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสม เพราะ incognito ไม่ช่วยปกปิดทราฟฟิกจากฝ่าย IT ➡️ ห้ามหางานใหม่หรือจดไอเดียส่วนตัวบนโทรศัพท์บริษัท เพราะทิ้งร่องรอยดิจิทัลและอาจถูกอ้างสิทธิ์โดยบริษัทได้ ‼️ คำเตือนสำคัญ ⛔ การใช้โทรศัพท์บริษัทผิดประเภทอาจทำให้ข้อมูลองค์กรรั่วไหล ⛔ การติดตั้งแอปนอกสโตร์เสี่ยงต่อมัลแวร์และการถูกเจาะระบบ ⛔ การดูคอนเทนต์ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัย ⛔ การจดไอเดียธุรกิจบนอุปกรณ์บริษัทอาจทำให้บริษัทถือสิทธิ์ในผลงานนั้น https://www.slashgear.com/2066263/things-you-should-never-do-on-company-phone/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Things You Should Never Do On A Company Phone, Unless You Like Trouble - SlashGear
    Avoid mishaps and embarrassment: these are the things you should never do on a company phone, including social media, financial apps, and personal browsing.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • จีนโชว์อินเทอร์เน็ตผ่านเลเซอร์พลังต่ำจากอวกาศ — ความเร็วแตะ 1 Gbps ด้วยพลังงานแค่ 2 วัตต์

    นี่คือหนึ่งในก้าวกระโดดด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 เมื่อทีมนักวิจัยจีนสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากอวกาศลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 1 Gbps โดยใช้เลเซอร์พลังงานเพียง 2 วัตต์ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระบบของ Starlink อย่างมหาศาลตามข้อมูลในหน้าที่คุณเปิดอยู่

    เทคโนโลยีนี้อาศัยโครงสร้างลิงก์ไร้สายแบบใหม่ชื่อ AO‑MDR synergy และใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินขนาด 1.8 เมตรที่มี 357 ไมโครมิเรอร์ เพื่อรวมสัญญาณเลเซอร์จากดาวเทียมให้มีความเสถียร แม้จะมีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในชั้นบรรยากาศ ทีมวิจัยยังคงรักษาความเร็วระดับกิกะบิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของการสื่อสารด้วยเลเซอร์มานานหลายปี

    สิ่งที่น่าสนใจคือดาวเทียมทดลองของจีนถูกวางไว้ที่ระยะ 36,705 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่า Starlink ที่อยู่ในวงโคจรต่ำเพียง 550 กม. มาก ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของดาวเทียมและมลภาวะแสงที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกังวลอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสัญญาณรบกวนทางวิทยุที่เกิดจากกลุ่มดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่

    การพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศ—including NASA และ JAXA—กำลังเร่งวิจัยการสื่อสารด้วยเลเซอร์เช่นกัน โดยมีการสาธิตความเร็วสูงถึง 200 Gbps ในบางโครงการ แต่ความสำเร็จของจีนครั้งนี้โดดเด่นเพราะใช้พลังงานต่ำมากและสามารถทำงานได้แม้ในสภาพอากาศไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศที่เร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และเป็นมิตรต่อวงโคจรโลกมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    จีนส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมด้วยเลเซอร์พลังงานเพียง 2W
    ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 1 Gbps
    ใช้เทคโนโลยี AO‑MDR synergy และกล้องโทรทรรศน์ 1.8 ม. พร้อม 357 ไมโครมิเรอร์
    ดาวเทียมอยู่ที่ระยะ 36,705 กม. ซึ่งลดปัญหาความแออัดในวงโคจรต่ำ
    ระบบสามารถรักษาความเร็วได้แม้มีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในอากาศ
    จีนและญี่ปุ่นต่างมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเลเซอร์สื่อสารภาคพื้นดิน–อวกาศ

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    การสื่อสารด้วยเลเซอร์ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แม้จะมีการแก้ไขแล้วบางส่วน
    การแข่งขันด้านดาวเทียมอาจทำให้เกิดความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ
    หากมีการใช้งานเชิงพาณิชย์จำนวนมาก อาจต้องพิจารณาความเสถียรของระบบในระยะยาว

    https://www.slashgear.com/2065836/china-satellite-internet-low-level-lasers/
    🚀🔭 จีนโชว์อินเทอร์เน็ตผ่านเลเซอร์พลังต่ำจากอวกาศ — ความเร็วแตะ 1 Gbps ด้วยพลังงานแค่ 2 วัตต์ นี่คือหนึ่งในก้าวกระโดดด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 เมื่อทีมนักวิจัยจีนสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากอวกาศลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 1 Gbps โดยใช้เลเซอร์พลังงานเพียง 2 วัตต์ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระบบของ Starlink อย่างมหาศาลตามข้อมูลในหน้าที่คุณเปิดอยู่ เทคโนโลยีนี้อาศัยโครงสร้างลิงก์ไร้สายแบบใหม่ชื่อ AO‑MDR synergy และใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินขนาด 1.8 เมตรที่มี 357 ไมโครมิเรอร์ เพื่อรวมสัญญาณเลเซอร์จากดาวเทียมให้มีความเสถียร แม้จะมีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในชั้นบรรยากาศ ทีมวิจัยยังคงรักษาความเร็วระดับกิกะบิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของการสื่อสารด้วยเลเซอร์มานานหลายปี สิ่งที่น่าสนใจคือดาวเทียมทดลองของจีนถูกวางไว้ที่ระยะ 36,705 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่า Starlink ที่อยู่ในวงโคจรต่ำเพียง 550 กม. มาก ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของดาวเทียมและมลภาวะแสงที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกังวลอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสัญญาณรบกวนทางวิทยุที่เกิดจากกลุ่มดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ การพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศ—including NASA และ JAXA—กำลังเร่งวิจัยการสื่อสารด้วยเลเซอร์เช่นกัน โดยมีการสาธิตความเร็วสูงถึง 200 Gbps ในบางโครงการ แต่ความสำเร็จของจีนครั้งนี้โดดเด่นเพราะใช้พลังงานต่ำมากและสามารถทำงานได้แม้ในสภาพอากาศไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศที่เร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และเป็นมิตรต่อวงโคจรโลกมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ จีนส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมด้วยเลเซอร์พลังงานเพียง 2W ➡️ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 1 Gbps ➡️ ใช้เทคโนโลยี AO‑MDR synergy และกล้องโทรทรรศน์ 1.8 ม. พร้อม 357 ไมโครมิเรอร์ ➡️ ดาวเทียมอยู่ที่ระยะ 36,705 กม. ซึ่งลดปัญหาความแออัดในวงโคจรต่ำ ➡️ ระบบสามารถรักษาความเร็วได้แม้มีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในอากาศ ➡️ จีนและญี่ปุ่นต่างมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเลเซอร์สื่อสารภาคพื้นดิน–อวกาศ ‼️ คำเตือน / ความเสี่ยง ⛔ การสื่อสารด้วยเลเซอร์ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แม้จะมีการแก้ไขแล้วบางส่วน ⛔ การแข่งขันด้านดาวเทียมอาจทำให้เกิดความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ ⛔ หากมีการใช้งานเชิงพาณิชย์จำนวนมาก อาจต้องพิจารณาความเสถียรของระบบในระยะยาว https://www.slashgear.com/2065836/china-satellite-internet-low-level-lasers/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    China Beamed Gigabit Internet From Space Using Low-Power Lasers: Here's How It Worked - SlashGear
    While the raw speed isn't too impressive, it was achieved using a laser with less power than an energy-saving lightbulb.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank ปิดดีลประวัติศาสตร์ เข้าถือหุ้น OpenAI ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเอกชน

    SoftBank Group ของญี่ปุ่นประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ชำระเงินลงทุนเพิ่มอีก 22.5 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดลงทุนรวม—ทั้งการลงทุนตรงและการร่วมลงทุน—พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 41 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในดีลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของ OpenAI รองจาก Microsoft และ OpenAI Foundation

    ดีลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นแบบ “ทุ่มสุดตัว” ของ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งเลือกขายสินทรัพย์สำคัญอย่างหุ้น NVIDIA มูลค่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ และหุ้น T-Mobile US มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนเข้าสู่ OpenAI การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของฮาร์ดแวร์ ไปสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของ “สมอง” แห่งยุค AI โดยตรง

    หลังการปรับโครงสร้างองค์กรของ OpenAI ในเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรแสวงกำไรภายใต้การกำกับของ OpenAI Group PBC โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ชัดเจนขึ้น โดยมูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับ 500 พันล้านดอลลาร์ SoftBank ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังเข้าซื้อกิจการ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และเตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Stargate” ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ที่ OpenAI และ Oracle กำลังวางแผน

    ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ SoftBank ในอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ผ่านการสร้างอาณาจักรแนวตั้งที่ครอบคลุมพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และโมเดล AI ขนาดใหญ่ เมื่อ Microsoft, SoftBank และ OpenAI รวมตัวกันเป็น “AI Iron Triangle” โลก AI ในปี 2026 จะยิ่งดุเดือดขึ้นในการแข่งขันกับกลุ่มนำโดย Google และ Meta

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    SoftBank ลงทุนรวม 41 พันล้านดอลลาร์ ใน OpenAI
    ถือหุ้นประมาณ 11% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3
    ขายหุ้น NVIDIA และ T-Mobile เพื่อระดมทุน
    มูลค่า OpenAI พุ่งแตะ 500 พันล้านดอลลาร์
    โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่: Microsoft 27%, OpenAI Foundation 26%, SoftBank 11%
    SoftBank ซื้อ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์
    เกี่ยวพันกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ “Stargate” ของ OpenAI–Oracle

    คำเตือนด้านความปลอดภัย / ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
    การขายสินทรัพย์หลักเพื่อทุ่มลงทุนใน AI มีความเสี่ยงสูง
    การรวมศูนย์อำนาจของผู้เล่นรายใหญ่ใน AI อาจสร้างความกังวลด้านการแข่งขัน
    การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์อาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
    การแข่งขันระหว่าง “AI Iron Triangle” กับ Google–Meta อาจนำไปสู่การเร่งพัฒนาแบบกดดันตลาด

    https://securityonline.info/the-41-billion-golden-ticket-softbank-seals-historic-openai-stake/
    💰🤖 The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank ปิดดีลประวัติศาสตร์ เข้าถือหุ้น OpenAI ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเอกชน SoftBank Group ของญี่ปุ่นประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ชำระเงินลงทุนเพิ่มอีก 22.5 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดลงทุนรวม—ทั้งการลงทุนตรงและการร่วมลงทุน—พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 41 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในดีลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้ SoftBank กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ของ OpenAI รองจาก Microsoft และ OpenAI Foundation ดีลนี้สะท้อนความมุ่งมั่นแบบ “ทุ่มสุดตัว” ของ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งเลือกขายสินทรัพย์สำคัญอย่างหุ้น NVIDIA มูลค่า 5.8 พันล้านดอลลาร์ และหุ้น T-Mobile US มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนเข้าสู่ OpenAI การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของฮาร์ดแวร์ ไปสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของ “สมอง” แห่งยุค AI โดยตรง หลังการปรับโครงสร้างองค์กรของ OpenAI ในเดือนตุลาคม ซึ่งทำให้บริษัทกลายเป็นองค์กรแสวงกำไรภายใต้การกำกับของ OpenAI Group PBC โครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ชัดเจนขึ้น โดยมูลค่าบริษัทพุ่งแตะระดับ 500 พันล้านดอลลาร์ SoftBank ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังเข้าซื้อกิจการ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และเตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Stargate” ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ที่ OpenAI และ Oracle กำลังวางแผน ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ SoftBank ในอนาคตของอารยธรรมมนุษย์ ผ่านการสร้างอาณาจักรแนวตั้งที่ครอบคลุมพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และโมเดล AI ขนาดใหญ่ เมื่อ Microsoft, SoftBank และ OpenAI รวมตัวกันเป็น “AI Iron Triangle” โลก AI ในปี 2026 จะยิ่งดุเดือดขึ้นในการแข่งขันกับกลุ่มนำโดย Google และ Meta 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ SoftBank ลงทุนรวม 41 พันล้านดอลลาร์ ใน OpenAI ➡️ ถือหุ้นประมาณ 11% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 ➡️ ขายหุ้น NVIDIA และ T-Mobile เพื่อระดมทุน ➡️ มูลค่า OpenAI พุ่งแตะ 500 พันล้านดอลลาร์ ➡️ โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่: Microsoft 27%, OpenAI Foundation 26%, SoftBank 11% ➡️ SoftBank ซื้อ DigitalBridge มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ ➡️ เกี่ยวพันกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ “Stargate” ของ OpenAI–Oracle ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย / ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ⛔ การขายสินทรัพย์หลักเพื่อทุ่มลงทุนใน AI มีความเสี่ยงสูง ⛔ การรวมศูนย์อำนาจของผู้เล่นรายใหญ่ใน AI อาจสร้างความกังวลด้านการแข่งขัน ⛔ การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์อาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ⛔ การแข่งขันระหว่าง “AI Iron Triangle” กับ Google–Meta อาจนำไปสู่การเร่งพัฒนาแบบกดดันตลาด https://securityonline.info/the-41-billion-golden-ticket-softbank-seals-historic-openai-stake/
    SECURITYONLINE.INFO
    The $41 Billion Golden Ticket: SoftBank Seals Historic OpenAI Stake
    SoftBank completes a historic $41B investment in OpenAI, securing 11% ownership. Masayoshi Son bets the future on AGI after liquidating his NVIDIA stake.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนา Spotify ขนาด 300TB จุดชนวนการสอบสวนเหตุข้อมูลเพลงรั่วครั้งใหญ่

    เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมสตรีมมิง เมื่อ Anna’s Archive แพลตฟอร์ม “shadow library” ชื่อดังออกมาอ้างว่าได้ทำการ “มิเรอร์” คลังเพลงของ Spotify เกือบทั้งหมด และเตรียมปล่อยผ่านทอร์เรนต์รวมกว่า 300TB ขณะที่ Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนอย่างเร่งด่วนเพื่อประเมินขอบเขตของการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีข้อมูลเพลงรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    ตามคำกล่าวของ Anna’s Archive โครงการนี้ถูกนำเสนอในฐานะ “การอนุรักษ์ดนตรี” โดยอ้างว่ารวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก ซึ่งคิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมดบน Spotify นอกจากนี้ยังปล่อยทอร์เรนต์แรกที่เป็นฐานข้อมูลเมทาดาทาขนาดใหญ่ ครอบคลุมกว่า 256 ล้านแทร็กและรหัส ISRC จำนวน 186 ล้านรายการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ระบุผลงานเพลงในอุตสาหกรรม

    Spotify ระบุว่าผู้โจมตีอาจเริ่มจากการเก็บเมทาดาทาที่เปิดเผยสาธารณะ ก่อนใช้เทคนิคผิดกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยง DRM และเข้าถึงไฟล์เสียงบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันขนาดความเสียหาย แต่ข้อมูลที่ Anna’s Archive เผยแพร่ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนัก โดยเฉพาะการใช้คะแนน “popularity score” ของ Spotify เพื่อเลือกดาวน์โหลดเพลงคุณภาพสูงก่อน และการแปลงไฟล์เพลงที่ไม่ค่อยมีคนฟังให้มีขนาดเล็กลงเพื่อประหยัดพื้นที่

    แม้กลุ่มผู้เผยแพร่จะอ้างว่าเป็นการ “อนุรักษ์วัฒนธรรมดนตรี” แต่การดึงข้อมูลจำนวนมหาศาลและเตรียมเผยแพร่ไฟล์เพลงที่มีลิขสิทธิ์อย่างเปิดเผย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การดำเนินคดี การลบไฟล์ และมาตรการบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ คลังข้อมูลขนาดมหึมานี้อาจถูกนำไปใช้สร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อน หรือใช้ฝึกโมเดล AI ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกของ shadow libraries

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนาคลังเพลง Spotify ขนาด 300TB
    รวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก คิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมด
    ปล่อยทอร์เรนต์เมทาดาทา 256 ล้านแทร็ก และ ISRC 186 ล้านรายการ
    Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนเหตุเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ผู้โจมตีใช้เมทาดาทาสาธารณะ + เทคนิคหลบ DRM เพื่อเข้าถึงไฟล์เสียง
    เพลงยอดนิยมถูกเก็บในคุณภาพ OGG Vorbis ~160 kbps
    เพลงความนิยมต่ำถูกแปลงเป็น OGG Opus ~75 kbps เพื่อลดขนาด
    เพลงที่ popularity = 0 ส่วนใหญ่ถูกละเว้น

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การดึงข้อมูลเพลงจำนวนมากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน
    อาจถูกนำไปสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อนหรือใช้ฝึกโมเดล AI
    เหตุการณ์นี้อาจกระตุ้นให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น
    การรั่วไหลของเมทาดาทาและไฟล์เสียงอาจส่งผลกระทบต่อศิลปินและค่ายเพลงในวงกว้าง

    https://securityonline.info/annas-archive-claims-300tb-spotify-mirror-forcing-an-investigation-into-a-massive-music-data-leak/
    🎧🔥 Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนา Spotify ขนาด 300TB จุดชนวนการสอบสวนเหตุข้อมูลเพลงรั่วครั้งใหญ่ เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมสตรีมมิง เมื่อ Anna’s Archive แพลตฟอร์ม “shadow library” ชื่อดังออกมาอ้างว่าได้ทำการ “มิเรอร์” คลังเพลงของ Spotify เกือบทั้งหมด และเตรียมปล่อยผ่านทอร์เรนต์รวมกว่า 300TB ขณะที่ Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนอย่างเร่งด่วนเพื่อประเมินขอบเขตของการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีข้อมูลเพลงรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตามคำกล่าวของ Anna’s Archive โครงการนี้ถูกนำเสนอในฐานะ “การอนุรักษ์ดนตรี” โดยอ้างว่ารวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก ซึ่งคิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมดบน Spotify นอกจากนี้ยังปล่อยทอร์เรนต์แรกที่เป็นฐานข้อมูลเมทาดาทาขนาดใหญ่ ครอบคลุมกว่า 256 ล้านแทร็กและรหัส ISRC จำนวน 186 ล้านรายการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ระบุผลงานเพลงในอุตสาหกรรม Spotify ระบุว่าผู้โจมตีอาจเริ่มจากการเก็บเมทาดาทาที่เปิดเผยสาธารณะ ก่อนใช้เทคนิคผิดกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยง DRM และเข้าถึงไฟล์เสียงบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันขนาดความเสียหาย แต่ข้อมูลที่ Anna’s Archive เผยแพร่ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนัก โดยเฉพาะการใช้คะแนน “popularity score” ของ Spotify เพื่อเลือกดาวน์โหลดเพลงคุณภาพสูงก่อน และการแปลงไฟล์เพลงที่ไม่ค่อยมีคนฟังให้มีขนาดเล็กลงเพื่อประหยัดพื้นที่ แม้กลุ่มผู้เผยแพร่จะอ้างว่าเป็นการ “อนุรักษ์วัฒนธรรมดนตรี” แต่การดึงข้อมูลจำนวนมหาศาลและเตรียมเผยแพร่ไฟล์เพลงที่มีลิขสิทธิ์อย่างเปิดเผย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การดำเนินคดี การลบไฟล์ และมาตรการบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ คลังข้อมูลขนาดมหึมานี้อาจถูกนำไปใช้สร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อน หรือใช้ฝึกโมเดล AI ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกของ shadow libraries 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนาคลังเพลง Spotify ขนาด 300TB ➡️ รวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก คิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมด ➡️ ปล่อยทอร์เรนต์เมทาดาทา 256 ล้านแทร็ก และ ISRC 186 ล้านรายการ ➡️ Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนเหตุเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ➡️ ผู้โจมตีใช้เมทาดาทาสาธารณะ + เทคนิคหลบ DRM เพื่อเข้าถึงไฟล์เสียง ➡️ เพลงยอดนิยมถูกเก็บในคุณภาพ OGG Vorbis ~160 kbps ➡️ เพลงความนิยมต่ำถูกแปลงเป็น OGG Opus ~75 kbps เพื่อลดขนาด ➡️ เพลงที่ popularity = 0 ส่วนใหญ่ถูกละเว้น ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การดึงข้อมูลเพลงจำนวนมากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน ⛔ อาจถูกนำไปสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อนหรือใช้ฝึกโมเดล AI ⛔ เหตุการณ์นี้อาจกระตุ้นให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น ⛔ การรั่วไหลของเมทาดาทาและไฟล์เสียงอาจส่งผลกระทบต่อศิลปินและค่ายเพลงในวงกว้าง https://securityonline.info/annas-archive-claims-300tb-spotify-mirror-forcing-an-investigation-into-a-massive-music-data-leak/
    SECURITYONLINE.INFO
    Anna’s Archive Claims 300TB Spotify Mirror, Forcing an Investigation Into a Massive Music Data Leak
    Anna’s Archive claims it mirrored Spotify’s catalog into a 300TB torrent trove, prompting an investigation into DRM bypass, piracy, and copyright risks.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Prefix Swap” Panic: มัลแวร์ปลอมตัวเป็น Jackson หลุดเข้า Maven Central แบบแนบเนียน

    ระบบนิเวศของ Java ซึ่งเคยถูกมองว่าแข็งแกร่งกว่า npm อย่างมาก ต้องเผชิญกับเหตุโจมตีซัพพลายเชนที่ซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อมีการค้นพบแพ็กเกจปลอมบน Maven Central ที่ปลอมตัวเป็นไลบรารี Jackson JSON อันโด่งดัง รายงานจาก Aikido Security ระบุว่าแพ็กเกจอันตรายนี้ใช้เทคนิค “prefix swap” โดยสลับ namespace จาก com.fasterxml ของจริงเป็น org.fasterxml ที่ผู้โจมตีควบคุม ทำให้ดูเหมือนของจริงแทบแยกไม่ออก

    ความแนบเนียนไม่ได้หยุดแค่ชื่อแพ็กเกจ แม้แต่โครงสร้าง C2 ก็ถูกออกแบบให้คล้ายกัน โดยเปลี่ยนโดเมนจาก fasterxml.com เป็น fasterxml.org ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนเป็นโดเมนที่เกี่ยวข้อง แต่จริง ๆ แล้วเป็นของผู้โจมตีทั้งหมด มัลแวร์นี้ยังถูกออกแบบอย่างซับซ้อนกว่าที่พบใน ecosystem อื่น ๆ โดยมี payload หลายชั้น, การเข้ารหัสคอนฟิก, และการดาวน์โหลด executable เฉพาะแพลตฟอร์มจากเซิร์ฟเวอร์ควบคุม

    เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่พบมัลแวร์ระดับสูงใน Maven Central และเผยให้เห็นช่องโหว่สำคัญของระบบ namespace แบบ reverse-domain ที่ Java ใช้มานาน แม้จะช่วยลดการชนกันของชื่อแพ็กเกจ แต่กลับไม่มีระบบตรวจจับการสลับ TLD เช่น .com → .org ซึ่งเป็นเทคนิค typosquatting แบบใหม่ที่อันตรายอย่างยิ่ง แม้แพ็กเกจปลอมจะถูกลบออกภายใน 1.5 ชั่วโมง แต่เทคนิคนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายและมีโอกาสถูกนำไปใช้กับไลบรารีชื่อดังอื่น ๆ เช่น Google หรือ Apache

    รายงานสรุปด้วยคำเตือนเร่งด่วนว่า Maven Central จำเป็นต้องเพิ่มระบบ “prefix similarity detection” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลียนแบบในอนาคต เพราะตอนนี้คือช่วงเวลาที่ต้องลงมือก่อนที่เทคนิคนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้โจมตีซัพพลายเชน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    พบแพ็กเกจปลอม org.fasterxml.jackson.core/jackson-databind บน Maven Central
    ใช้เทคนิค “prefix swap” สลับ com.fasterxml → org.fasterxml
    C2 ปลอมใช้โดเมน fasterxml.org แทน fasterxml.com
    มัลแวร์มี payload หลายชั้น พร้อมการเข้ารหัสและ obfuscation
    ถือเป็นครั้งแรกที่พบมัลแวร์ระดับสูงใน Maven Central
    แพ็กเกจถูกลบภายใน 1.5 ชั่วโมงหลังถูกรายงาน
    เทคนิคนี้สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายและเสี่ยงต่อไลบรารีดังอื่น ๆ
    มีข้อเสนอให้เพิ่มระบบตรวจจับความคล้ายของ prefix

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การสลับ namespace และ TLD เป็นเทคนิคที่ตรวจจับยากมาก
    นักพัฒนาอาจติดตั้งมัลแวร์โดยไม่รู้ตัวแม้จะตรวจสอบชื่อแพ็กเกจแล้ว
    ระบบ reverse-domain ของ Java ยังไม่มีการป้องกัน typosquatting แบบนี้
    อาจเกิดการโจมตีเลียนแบบกับไลบรารีสำคัญอื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้

    https://securityonline.info/prefix-swap-panic-sophisticated-jackson-imposter-infiltrates-maven-central/
    🧩⚠️ “Prefix Swap” Panic: มัลแวร์ปลอมตัวเป็น Jackson หลุดเข้า Maven Central แบบแนบเนียน ระบบนิเวศของ Java ซึ่งเคยถูกมองว่าแข็งแกร่งกว่า npm อย่างมาก ต้องเผชิญกับเหตุโจมตีซัพพลายเชนที่ซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อมีการค้นพบแพ็กเกจปลอมบน Maven Central ที่ปลอมตัวเป็นไลบรารี Jackson JSON อันโด่งดัง รายงานจาก Aikido Security ระบุว่าแพ็กเกจอันตรายนี้ใช้เทคนิค “prefix swap” โดยสลับ namespace จาก com.fasterxml ของจริงเป็น org.fasterxml ที่ผู้โจมตีควบคุม ทำให้ดูเหมือนของจริงแทบแยกไม่ออก ความแนบเนียนไม่ได้หยุดแค่ชื่อแพ็กเกจ แม้แต่โครงสร้าง C2 ก็ถูกออกแบบให้คล้ายกัน โดยเปลี่ยนโดเมนจาก fasterxml.com เป็น fasterxml.org ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนเป็นโดเมนที่เกี่ยวข้อง แต่จริง ๆ แล้วเป็นของผู้โจมตีทั้งหมด มัลแวร์นี้ยังถูกออกแบบอย่างซับซ้อนกว่าที่พบใน ecosystem อื่น ๆ โดยมี payload หลายชั้น, การเข้ารหัสคอนฟิก, และการดาวน์โหลด executable เฉพาะแพลตฟอร์มจากเซิร์ฟเวอร์ควบคุม เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่พบมัลแวร์ระดับสูงใน Maven Central และเผยให้เห็นช่องโหว่สำคัญของระบบ namespace แบบ reverse-domain ที่ Java ใช้มานาน แม้จะช่วยลดการชนกันของชื่อแพ็กเกจ แต่กลับไม่มีระบบตรวจจับการสลับ TLD เช่น .com → .org ซึ่งเป็นเทคนิค typosquatting แบบใหม่ที่อันตรายอย่างยิ่ง แม้แพ็กเกจปลอมจะถูกลบออกภายใน 1.5 ชั่วโมง แต่เทคนิคนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายและมีโอกาสถูกนำไปใช้กับไลบรารีชื่อดังอื่น ๆ เช่น Google หรือ Apache รายงานสรุปด้วยคำเตือนเร่งด่วนว่า Maven Central จำเป็นต้องเพิ่มระบบ “prefix similarity detection” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลียนแบบในอนาคต เพราะตอนนี้คือช่วงเวลาที่ต้องลงมือก่อนที่เทคนิคนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้โจมตีซัพพลายเชน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ พบแพ็กเกจปลอม org.fasterxml.jackson.core/jackson-databind บน Maven Central ➡️ ใช้เทคนิค “prefix swap” สลับ com.fasterxml → org.fasterxml ➡️ C2 ปลอมใช้โดเมน fasterxml.org แทน fasterxml.com ➡️ มัลแวร์มี payload หลายชั้น พร้อมการเข้ารหัสและ obfuscation ➡️ ถือเป็นครั้งแรกที่พบมัลแวร์ระดับสูงใน Maven Central ➡️ แพ็กเกจถูกลบภายใน 1.5 ชั่วโมงหลังถูกรายงาน ➡️ เทคนิคนี้สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายและเสี่ยงต่อไลบรารีดังอื่น ๆ ➡️ มีข้อเสนอให้เพิ่มระบบตรวจจับความคล้ายของ prefix ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การสลับ namespace และ TLD เป็นเทคนิคที่ตรวจจับยากมาก ⛔ นักพัฒนาอาจติดตั้งมัลแวร์โดยไม่รู้ตัวแม้จะตรวจสอบชื่อแพ็กเกจแล้ว ⛔ ระบบ reverse-domain ของ Java ยังไม่มีการป้องกัน typosquatting แบบนี้ ⛔ อาจเกิดการโจมตีเลียนแบบกับไลบรารีสำคัญอื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้ https://securityonline.info/prefix-swap-panic-sophisticated-jackson-imposter-infiltrates-maven-central/
    SECURITYONLINE.INFO
    "Prefix Swap" Panic: Sophisticated "Jackson" Imposter Infiltrates Maven Central
    Aikido Security uncovers the first sophisticated malware on Maven Central: a "prefix swap" attack on the Jackson library used to steal data.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • EmEditor ถูกเจาะ! มัลแวร์ปลอมชื่อ “WALSHAM” ปลอมตัวเป็นตัวติดตั้งจริงและดูดข้อมูลผู้ใช้

    เหตุการณ์โจมตีซัพพลายเชนครั้งใหญ่เกิดขึ้นก่อนวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วัน เมื่อ EmEditor โปรแกรมแก้ไขข้อความยอดนิยมถูกแฮกเกอร์สลับตัวติดตั้งจริงกับไฟล์ MSI อันตรายเป็นเวลานานเกือบ 4 วัน รายงานจากทีม RedDrip ของ Qianxin เผยว่าผู้ใช้จำนวนมาก—ตั้งแต่นักพัฒนาไปจนถึงทีมไอที—ดาวน์โหลดโทรจันขโมยข้อมูลโดยไม่รู้ตัวผ่านปุ่ม “Download Now” บนเว็บไซต์ทางการที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางอย่างแนบเนียน

    สิ่งที่ทำให้การโจมตีครั้งนี้อันตรายยิ่งขึ้นคือไฟล์ปลอมถูกเซ็นด้วยใบรับรองดิจิทัลของบริษัทลวงชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” แทนที่จะเป็น “Emurasoft, Inc.” ตัวมัลแวร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวดาวน์โหลดธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือดูดข้อมูลขั้นสูงที่รันสคริปต์ PowerShell เพื่อเก็บข้อมูลระบบ สร้างกุญแจ RSA และเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกขโมย ก่อนส่งกลับไปยังผู้โจมตี

    ขอบเขตของข้อมูลที่ถูกล้วงมีความรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่คอนฟิก VPN, คุกกี้และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์ยอดนิยม, ไปจนถึงข้อมูลแอปพลิเคชันอย่าง Discord, Slack, Zoom, WinSCP และ PuTTY รวมถึงไฟล์ใน Desktop, Documents และ Downloads นอกจากนี้ มัลแวร์ยังติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมชื่อ “Google Drive Caching” ซึ่งเป็นเครื่องมือจารกรรมเต็มรูปแบบที่สามารถ keylogging, ถ่ายภาพหน้าจอ, ขโมยบัญชีโฆษณา Facebook และดักเปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าคริปโตในคลิปบอร์ดได้

    ที่น่าสนใจคือมัลแวร์มี “รายการประเทศที่ไม่ต้องการติดเชื้อ” โดยจะหยุดทำงานทันทีหากพบภาษาระบบที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย ยูเครน คาซัคสถาน หรืออิหร่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในกลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐบางกลุ่ม เหตุการณ์นี้ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในจีนและประเทศที่ใช้ EmEditor อย่างแพร่หลาย ทีมความปลอดภัยถูกแนะนำให้ตรวจสอบใบรับรอง “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” และส่วนขยาย “Google Drive Caching” ทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    EmEditor ถูกโจมตีซัพพลายเชนระหว่าง 19–22 ธันวาคม 2025
    ปุ่มดาวน์โหลดถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง MSI อันตราย
    ไฟล์ปลอมเซ็นด้วยชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED”
    มัลแวร์ใช้ PowerShell เก็บข้อมูลและเข้ารหัสด้วย RSA
    ขโมยข้อมูล VPN, เบราว์เซอร์, แอปพลิเคชัน และไฟล์สำคัญ
    ติดตั้งส่วนขยายปลอม “Google Drive Caching” เพื่อคงอยู่ในระบบ
    ส่วนขยายมีความสามารถ keylogging, screenshot, ขโมยบัญชี และดักกระเป๋าคริปโต
    มัลแวร์หยุดทำงานหากพบภาษาระบบของรัสเซีย–อดีตโซเวียต–อิหร่าน
    เหตุการณ์ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและรัฐบาล

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    ซัพพลายเชนซอฟต์แวร์เป็นจุดโจมตีที่ตรวจจับยากและสร้างความเสียหายวงกว้าง
    ไฟล์ MSI ที่เซ็นด้วยใบรับรองปลอมสามารถหลอกผู้ใช้ได้ง่าย
    ส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมเป็นช่องทางคงอยู่ที่อันตรายมาก
    ข้อมูลที่ถูกขโมยครอบคลุมทั้งระบบงานและข้อมูลส่วนบุคคล
    องค์กรควรตรวจสอบใบรับรองและส่วนขยายต้องสงสัยทันที

    https://securityonline.info/emeditor-compromised-walsham-imposter-poisons-official-installer-with-spyware/
    🧨💻 EmEditor ถูกเจาะ! มัลแวร์ปลอมชื่อ “WALSHAM” ปลอมตัวเป็นตัวติดตั้งจริงและดูดข้อมูลผู้ใช้ เหตุการณ์โจมตีซัพพลายเชนครั้งใหญ่เกิดขึ้นก่อนวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วัน เมื่อ EmEditor โปรแกรมแก้ไขข้อความยอดนิยมถูกแฮกเกอร์สลับตัวติดตั้งจริงกับไฟล์ MSI อันตรายเป็นเวลานานเกือบ 4 วัน รายงานจากทีม RedDrip ของ Qianxin เผยว่าผู้ใช้จำนวนมาก—ตั้งแต่นักพัฒนาไปจนถึงทีมไอที—ดาวน์โหลดโทรจันขโมยข้อมูลโดยไม่รู้ตัวผ่านปุ่ม “Download Now” บนเว็บไซต์ทางการที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางอย่างแนบเนียน สิ่งที่ทำให้การโจมตีครั้งนี้อันตรายยิ่งขึ้นคือไฟล์ปลอมถูกเซ็นด้วยใบรับรองดิจิทัลของบริษัทลวงชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” แทนที่จะเป็น “Emurasoft, Inc.” ตัวมัลแวร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวดาวน์โหลดธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือดูดข้อมูลขั้นสูงที่รันสคริปต์ PowerShell เพื่อเก็บข้อมูลระบบ สร้างกุญแจ RSA และเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกขโมย ก่อนส่งกลับไปยังผู้โจมตี ขอบเขตของข้อมูลที่ถูกล้วงมีความรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่คอนฟิก VPN, คุกกี้และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์ยอดนิยม, ไปจนถึงข้อมูลแอปพลิเคชันอย่าง Discord, Slack, Zoom, WinSCP และ PuTTY รวมถึงไฟล์ใน Desktop, Documents และ Downloads นอกจากนี้ มัลแวร์ยังติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมชื่อ “Google Drive Caching” ซึ่งเป็นเครื่องมือจารกรรมเต็มรูปแบบที่สามารถ keylogging, ถ่ายภาพหน้าจอ, ขโมยบัญชีโฆษณา Facebook และดักเปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าคริปโตในคลิปบอร์ดได้ ที่น่าสนใจคือมัลแวร์มี “รายการประเทศที่ไม่ต้องการติดเชื้อ” โดยจะหยุดทำงานทันทีหากพบภาษาระบบที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย ยูเครน คาซัคสถาน หรืออิหร่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในกลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐบางกลุ่ม เหตุการณ์นี้ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในจีนและประเทศที่ใช้ EmEditor อย่างแพร่หลาย ทีมความปลอดภัยถูกแนะนำให้ตรวจสอบใบรับรอง “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” และส่วนขยาย “Google Drive Caching” ทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ EmEditor ถูกโจมตีซัพพลายเชนระหว่าง 19–22 ธันวาคม 2025 ➡️ ปุ่มดาวน์โหลดถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง MSI อันตราย ➡️ ไฟล์ปลอมเซ็นด้วยชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” ➡️ มัลแวร์ใช้ PowerShell เก็บข้อมูลและเข้ารหัสด้วย RSA ➡️ ขโมยข้อมูล VPN, เบราว์เซอร์, แอปพลิเคชัน และไฟล์สำคัญ ➡️ ติดตั้งส่วนขยายปลอม “Google Drive Caching” เพื่อคงอยู่ในระบบ ➡️ ส่วนขยายมีความสามารถ keylogging, screenshot, ขโมยบัญชี และดักกระเป๋าคริปโต ➡️ มัลแวร์หยุดทำงานหากพบภาษาระบบของรัสเซีย–อดีตโซเวียต–อิหร่าน ➡️ เหตุการณ์ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและรัฐบาล ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ ซัพพลายเชนซอฟต์แวร์เป็นจุดโจมตีที่ตรวจจับยากและสร้างความเสียหายวงกว้าง ⛔ ไฟล์ MSI ที่เซ็นด้วยใบรับรองปลอมสามารถหลอกผู้ใช้ได้ง่าย ⛔ ส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมเป็นช่องทางคงอยู่ที่อันตรายมาก ⛔ ข้อมูลที่ถูกขโมยครอบคลุมทั้งระบบงานและข้อมูลส่วนบุคคล ⛔ องค์กรควรตรวจสอบใบรับรองและส่วนขยายต้องสงสัยทันที https://securityonline.info/emeditor-compromised-walsham-imposter-poisons-official-installer-with-spyware/
    SECURITYONLINE.INFO
    EmEditor Compromised: "WALSHAM" Imposter Poisons Official Installer with Spyware
    EmEditor confirms its official site was compromised, redirecting users to a malicious MSI signed by WALSHAM INVESTMENTS LIMITED to steal sensitive data.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • RondoDoX กลับมาถล่มอีกครั้ง: หลักฐานหลุดเผยแคมเปญโจมตี Next.js และ IoT ยาวนาน 9 เดือน

    RondoDoX หนึ่งในบ็อตเน็ตที่เคยสร้างความปั่นป่วนในโลกไซเบอร์ ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมอาวุธใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่เน้นโจมตีเราเตอร์ทั่วไป บ็อตเน็ตตัวนี้ได้ยกระดับเป้าหมายไปสู่ระบบระดับองค์กร โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เฟรมเวิร์ก Next.js ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทใหญ่ทั่วโลกใช้งาน รายงานล่าสุดจาก CloudSEK เปิดเผยว่าแคมเปญนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน และอาศัยช่องโหว่ล้ำสมัยเพื่อเจาะระบบตั้งแต่สมาร์ทโฮมไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์องค์กร

    การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนักวิจัยพบ “บันทึกคำสั่ง C2 ที่ถูกเปิดเผย” ซึ่งเป็นหลักฐานที่ผู้โจมตีทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ บันทึกเหล่านี้ครอบคลุมช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2025 และเผยให้เห็นพฤติกรรมการโจมตีอย่างละเอียด รวมถึงการนำช่องโหว่ใหม่อย่าง React2Shell มาใช้เจาะ Next.js Server Actions ซึ่งมีช่องโหว่ด้าน prototype pollution ที่นำไปสู่การรันโค้ดจากระยะไกล (RCE) ได้อย่างสมบูรณ์

    แม้จะขยายการโจมตีไปยังระบบเว็บสมัยใหม่ RondoDoX ก็ยังไม่ละทิ้งสนามล่าดั้งเดิมอย่างอุปกรณ์ IoT รายงานระบุว่าบ็อตเน็ตยังคงยิงการโจมตีแบบอัตโนมัติทุกชั่วโมงใส่อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต เช่น เราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS รวมถึงกล้อง IP โดยตัวมัลแวร์ถูกออกแบบให้รองรับสถาปัตยกรรมแทบทุกแบบ ตั้งแต่ x86, ARM ไปจนถึง PowerPC ทำให้สามารถแพร่กระจายได้ทั้งในคลาวด์และอุปกรณ์ปลายทาง

    เมื่อเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้แล้ว RondoDoX จะไม่หยุดเพียงแค่ติดตั้งตัวเอง แต่ยังสแกนกระบวนการในระบบทุก 45 วินาทีเพื่อฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทั้งหมด ทำให้มันครอบครองอุปกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ ความสามารถในการโจมตีทั้ง IoT รุ่นเก่าและแอปพลิเคชัน Next.js รุ่นใหม่ ทำให้ RondoDoX กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดในปี 2025

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    RondoDoX เปิดแคมเปญโจมตีต่อเนื่อง 9 เดือน (มี.ค.–ธ.ค. 2025)
    ใช้ช่องโหว่ React2Shell เจาะ Next.js Server Actions
    ช่องโหว่ Next.js ทำให้เกิด RCE ผ่าน deserialization flaw
    โจมตี IoT อย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมง
    เป้าหมายรวมถึงเราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS และกล้อง IP
    มัลแวร์รองรับหลายสถาปัตยกรรม: x86, ARM, MIPS, PowerPC
    ฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทุก 45 วินาทีเพื่อยึดอุปกรณ์แบบถาวร

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    องค์กรที่ใช้ Next.js รุ่นที่มีช่องโหว่เสี่ยงถูกยึดเซิร์ฟเวอร์เต็มรูปแบบ
    อุปกรณ์ IoT ที่ไม่ได้อัปเดตเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยงสูงมาก
    บ็อตเน็ตที่รองรับหลายสถาปัตยกรรมสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว
    การฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทำให้การตรวจจับยากขึ้นและเพิ่มความเสียหาย

    https://securityonline.info/rondodox-strikes-back-exposed-logs-reveal-massive-9-month-campaign-targeting-next-js-and-iot/
    ⚔️🕸️ RondoDoX กลับมาถล่มอีกครั้ง: หลักฐานหลุดเผยแคมเปญโจมตี Next.js และ IoT ยาวนาน 9 เดือน RondoDoX หนึ่งในบ็อตเน็ตที่เคยสร้างความปั่นป่วนในโลกไซเบอร์ ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมอาวุธใหม่ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่เน้นโจมตีเราเตอร์ทั่วไป บ็อตเน็ตตัวนี้ได้ยกระดับเป้าหมายไปสู่ระบบระดับองค์กร โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เฟรมเวิร์ก Next.js ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทใหญ่ทั่วโลกใช้งาน รายงานล่าสุดจาก CloudSEK เปิดเผยว่าแคมเปญนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน และอาศัยช่องโหว่ล้ำสมัยเพื่อเจาะระบบตั้งแต่สมาร์ทโฮมไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์องค์กร การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนักวิจัยพบ “บันทึกคำสั่ง C2 ที่ถูกเปิดเผย” ซึ่งเป็นหลักฐานที่ผู้โจมตีทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ บันทึกเหล่านี้ครอบคลุมช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2025 และเผยให้เห็นพฤติกรรมการโจมตีอย่างละเอียด รวมถึงการนำช่องโหว่ใหม่อย่าง React2Shell มาใช้เจาะ Next.js Server Actions ซึ่งมีช่องโหว่ด้าน prototype pollution ที่นำไปสู่การรันโค้ดจากระยะไกล (RCE) ได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะขยายการโจมตีไปยังระบบเว็บสมัยใหม่ RondoDoX ก็ยังไม่ละทิ้งสนามล่าดั้งเดิมอย่างอุปกรณ์ IoT รายงานระบุว่าบ็อตเน็ตยังคงยิงการโจมตีแบบอัตโนมัติทุกชั่วโมงใส่อุปกรณ์อินเทอร์เน็ต เช่น เราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS รวมถึงกล้อง IP โดยตัวมัลแวร์ถูกออกแบบให้รองรับสถาปัตยกรรมแทบทุกแบบ ตั้งแต่ x86, ARM ไปจนถึง PowerPC ทำให้สามารถแพร่กระจายได้ทั้งในคลาวด์และอุปกรณ์ปลายทาง เมื่อเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้แล้ว RondoDoX จะไม่หยุดเพียงแค่ติดตั้งตัวเอง แต่ยังสแกนกระบวนการในระบบทุก 45 วินาทีเพื่อฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทั้งหมด ทำให้มันครอบครองอุปกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ ความสามารถในการโจมตีทั้ง IoT รุ่นเก่าและแอปพลิเคชัน Next.js รุ่นใหม่ ทำให้ RondoDoX กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดในปี 2025 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ RondoDoX เปิดแคมเปญโจมตีต่อเนื่อง 9 เดือน (มี.ค.–ธ.ค. 2025) ➡️ ใช้ช่องโหว่ React2Shell เจาะ Next.js Server Actions ➡️ ช่องโหว่ Next.js ทำให้เกิด RCE ผ่าน deserialization flaw ➡️ โจมตี IoT อย่างต่อเนื่องทุกชั่วโมง ➡️ เป้าหมายรวมถึงเราเตอร์ D-Link, TP-Link, Netgear, Linksys, ASUS และกล้อง IP ➡️ มัลแวร์รองรับหลายสถาปัตยกรรม: x86, ARM, MIPS, PowerPC ➡️ ฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทุก 45 วินาทีเพื่อยึดอุปกรณ์แบบถาวร ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ องค์กรที่ใช้ Next.js รุ่นที่มีช่องโหว่เสี่ยงถูกยึดเซิร์ฟเวอร์เต็มรูปแบบ ⛔ อุปกรณ์ IoT ที่ไม่ได้อัปเดตเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยงสูงมาก ⛔ บ็อตเน็ตที่รองรับหลายสถาปัตยกรรมสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว ⛔ การฆ่ามัลแวร์คู่แข่งทำให้การตรวจจับยากขึ้นและเพิ่มความเสียหาย https://securityonline.info/rondodox-strikes-back-exposed-logs-reveal-massive-9-month-campaign-targeting-next-js-and-iot/
    SECURITYONLINE.INFO
    "RondoDoX" Strikes Back: Exposed Logs Reveal Massive 9-Month Campaign Targeting Next.js and IoT
    CloudSEK uncovers the RondoDoX botnet's expansion into enterprise Next.js apps via the React2Shell exploit, alongside global IoT compromises.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • The Insider Crisis: เมื่อพนักงาน Outsource ถูกซื้อให้ขายความลับล้ำค่าของ Ubisoft

    เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนวงการเกมและความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เมื่อกลุ่มวิจัย vx‑underground เปิดเผยข้อมูลการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยัง Ubisoft และแฟรนไชส์ดังอย่าง Rainbow Six Siege โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่าพนักงาน Outsource ในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรข้ามชาติที่พึ่งพาการ Outsource อย่างหนัก และเผยให้เห็น “ตลาดมืดของพนักงานภายใน” ที่พร้อมขายสิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา

    จากข้อมูลที่ VX เปิดเผย แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครื่องมือสำคัญของ Ubisoft เช่น Microsoft Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ผ่านสิทธิ์ของพนักงานที่ถูกซื้อไป ในการโจมตีล่าสุด ผู้โจมตีซ่อนตัวอยู่ในระบบนานถึง 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูลมากถึง 900 GB โดยเป้าหมายหลักคือข้อมูลของ Rainbow Six Siege รวมถึงความพยายามฉีดเงินในเกมและไอเท็มมูลค่ากว่า 339 พันล้านดอลลาร์เข้าไปในบัญชีผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับชุมชนเกมทั่วโลก

    แท้จริงแล้ว แฮกเกอร์ไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่แบบแรนซัมแวร์ทั่วไป แต่ต้องการควบคุมบัญชีเกมและเข้าถึงทรัพย์สินภายใน เช่น ซอร์สโค้ดของเกม พวกเขายังร่วมมือกับพนักงานภายในเพื่อสร้าง “ซัพพลายเชนใต้ดิน” ที่ช่วยให้สามารถแก้ไขบัญชีผู้เล่นตามคำสั่ง และพยายามใช้ช่องโหว่ MongoDB “MongoBleed” เพื่อเจาะลึกเข้าไปยัง Git repository ของ Ubisoft แม้ Ubisoft จะยืนยันว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่ภาพหน้าจอภายในชี้ว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเอกสารพัฒนาเกมและการสื่อสารภายในบางส่วนได้จริง

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากค่าตอบแทนที่ต่ำของทีม Outsource ซึ่งทำงานด้านสนับสนุนลูกค้าเป็นหลัก ทำให้สินบนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ทั้งปีของพวกเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้—กรณี Coinbase ก็เคยถูกเจาะเพราะพนักงาน Outsource ทำหน้าที่เป็น Insider เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากบริษัทไม่แก้ไขปัญหาความซื่อสัตย์ของบุคลากรและไม่บังคับใช้หลักการ least‑privilege อย่างเข้มงวด การป้องกันด้วยไฟร์วอลล์หรือการเข้ารหัสก็แทบไม่มีความหมาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    vx‑underground เปิดเผยการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน Outsource ของ Ubisoft
    พนักงานในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์
    แฮกเกอร์เข้าถึง Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas
    ผู้โจมตีอยู่ในระบบ 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูล 900 GB
    มีการฉีดเงินและไอเท็มในเกม Rainbow Six Siege มูลค่า $339T
    เป้าหมายคือบัญชีเกมและซอร์สโค้ด ไม่ใช่การเรียกค่าไถ่
    มีความพยายามใช้ช่องโหว่ MongoBleed เพื่อเข้าถึง Git repository
    Ubisoft ระบุว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่มีการเข้าถึงเอกสารภายในบางส่วน

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    Outsource ที่ค่าตอบแทนต่ำเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการถูกซื้อให้เป็น Insider
    การตรวจสอบและควบคุมสิทธิ์ในศูนย์ปฏิบัติการต่างประเทศทำได้ยาก
    การถ่ายภาพข้อมูลจากหน้าจอเป็นช่องโหว่ที่ระบบตรวจจับไม่สามารถป้องกันได้
    หากบุคลากรภายในขายสิทธิ์เข้าถึง แม้ระบบเข้ารหัสหรือไฟร์วอลล์ก็ไม่สามารถป้องกันได้

    https://securityonline.info/the-insider-crisis-how-bribed-outsourced-staff-sold-out-ubisofts-crown-jewels
    🕵️‍♀️🔥 The Insider Crisis: เมื่อพนักงาน Outsource ถูกซื้อให้ขายความลับล้ำค่าของ Ubisoft เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนวงการเกมและความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เมื่อกลุ่มวิจัย vx‑underground เปิดเผยข้อมูลการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยัง Ubisoft และแฟรนไชส์ดังอย่าง Rainbow Six Siege โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่าพนักงาน Outsource ในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรข้ามชาติที่พึ่งพาการ Outsource อย่างหนัก และเผยให้เห็น “ตลาดมืดของพนักงานภายใน” ที่พร้อมขายสิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา จากข้อมูลที่ VX เปิดเผย แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครื่องมือสำคัญของ Ubisoft เช่น Microsoft Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ผ่านสิทธิ์ของพนักงานที่ถูกซื้อไป ในการโจมตีล่าสุด ผู้โจมตีซ่อนตัวอยู่ในระบบนานถึง 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูลมากถึง 900 GB โดยเป้าหมายหลักคือข้อมูลของ Rainbow Six Siege รวมถึงความพยายามฉีดเงินในเกมและไอเท็มมูลค่ากว่า 339 พันล้านดอลลาร์เข้าไปในบัญชีผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับชุมชนเกมทั่วโลก แท้จริงแล้ว แฮกเกอร์ไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่แบบแรนซัมแวร์ทั่วไป แต่ต้องการควบคุมบัญชีเกมและเข้าถึงทรัพย์สินภายใน เช่น ซอร์สโค้ดของเกม พวกเขายังร่วมมือกับพนักงานภายในเพื่อสร้าง “ซัพพลายเชนใต้ดิน” ที่ช่วยให้สามารถแก้ไขบัญชีผู้เล่นตามคำสั่ง และพยายามใช้ช่องโหว่ MongoDB “MongoBleed” เพื่อเจาะลึกเข้าไปยัง Git repository ของ Ubisoft แม้ Ubisoft จะยืนยันว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่ภาพหน้าจอภายในชี้ว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเอกสารพัฒนาเกมและการสื่อสารภายในบางส่วนได้จริง ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากค่าตอบแทนที่ต่ำของทีม Outsource ซึ่งทำงานด้านสนับสนุนลูกค้าเป็นหลัก ทำให้สินบนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ทั้งปีของพวกเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้—กรณี Coinbase ก็เคยถูกเจาะเพราะพนักงาน Outsource ทำหน้าที่เป็น Insider เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากบริษัทไม่แก้ไขปัญหาความซื่อสัตย์ของบุคลากรและไม่บังคับใช้หลักการ least‑privilege อย่างเข้มงวด การป้องกันด้วยไฟร์วอลล์หรือการเข้ารหัสก็แทบไม่มีความหมาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ vx‑underground เปิดเผยการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน Outsource ของ Ubisoft ➡️ พนักงานในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์ ➡️ แฮกเกอร์เข้าถึง Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ➡️ ผู้โจมตีอยู่ในระบบ 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูล 900 GB ➡️ มีการฉีดเงินและไอเท็มในเกม Rainbow Six Siege มูลค่า $339T ➡️ เป้าหมายคือบัญชีเกมและซอร์สโค้ด ไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ ➡️ มีความพยายามใช้ช่องโหว่ MongoBleed เพื่อเข้าถึง Git repository ➡️ Ubisoft ระบุว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่มีการเข้าถึงเอกสารภายในบางส่วน ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ Outsource ที่ค่าตอบแทนต่ำเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการถูกซื้อให้เป็น Insider ⛔ การตรวจสอบและควบคุมสิทธิ์ในศูนย์ปฏิบัติการต่างประเทศทำได้ยาก ⛔ การถ่ายภาพข้อมูลจากหน้าจอเป็นช่องโหว่ที่ระบบตรวจจับไม่สามารถป้องกันได้ ⛔ หากบุคลากรภายในขายสิทธิ์เข้าถึง แม้ระบบเข้ารหัสหรือไฟร์วอลล์ก็ไม่สามารถป้องกันได้ https://securityonline.info/the-insider-crisis-how-bribed-outsourced-staff-sold-out-ubisofts-crown-jewels
    SECURITYONLINE.INFO
    The Insider Crisis: How Bribed Outsourced Staff Sold Out Ubisoft’s Crown Jewels
    Hackers bribed Ubisoft outsourced staff for backend access, leading to a $339T currency exploit and a massive source code leak. Is outsourcing to blame?
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cybersecurity Pros Admit to Moonlighting as BlackCat Ransomware Affiliates

    คดีนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์สองรายในสหรัฐฯ ยอมรับสารภาพว่าแอบทำงานเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการ (affiliate) ให้กับแก๊งแรนซัมแวร์ชื่อกระฉ่อนอย่าง ALPHV/BlackCat ทั้งที่หน้าที่จริงของพวกเขาคือการปกป้องระบบเครือข่าย แต่กลับใช้ทักษะเดียวกันเพื่อโจมตีและรีดไถเงินจากเหยื่อแทน เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นด้านมืดของวงการไซเบอร์ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามได้

    ผู้ต้องหา Ryan Goldberg วัย 40 ปี และ Kevin Martin วัย 36 ปี ยอมรับผิดในศาลรัฐบาลกลางฟลอริดา โดยถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อก่อเหตุกรรโชกผ่านแรนซัมแวร์ BlackCat ซึ่งเคยเล่นงานเหยื่อมากกว่า 1,000 รายทั่วโลก จุดที่ทำให้คดีนี้โดดเด่นคือทั้งคู่เป็นบุคลากรในอุตสาหกรรมไซเบอร์จริง ๆ และใช้ความรู้ระดับมืออาชีพในการเจาะระบบ เลือกเป้าหมาย และปล่อย payload แรนซัมแวร์ในฐานะ affiliate ของโมเดล Ransomware‑as‑a‑Service (RaaS)

    ตามเอกสารของศาล ทั้งคู่ทำงานร่วมกับผู้พัฒนา BlackCat ระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2023 โดยแบ่งผลประโยชน์ตามมาตรฐาน: 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat และ 80% เป็นของพวกเขาเอง หนึ่งในเหยื่อถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินราว 1.2 ล้านดอลลาร์เป็น Bitcoin ซึ่งถูกแบ่งและฟอกเงินเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน การกระทำนี้ตอกย้ำว่าภัยคุกคามแรนซัมแวร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มอาชญากรต่างชาติ แต่สามารถเกิดจากบุคคลภายในประเทศที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบและมีทักษะสูง

    ในช่วงปลายปี 2023 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการใหญ่เพื่อรื้อโครงสร้างของ BlackCat ยึดเว็บไซต์หลายแห่ง และปล่อยเครื่องมือถอดรหัสที่ช่วยเหยื่อประหยัดเงินได้กว่า 99 ล้านดอลลาร์ สุดท้าย Goldberg และ Martin ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อขัดขวางหรือทำให้การค้าล่าช้าโดยการกรรโชก และมีกำหนดพิพากษาในเดือนมีนาคม 2026 โดยโทษสูงสุดอาจถึง 20 ปีในเรือนจำ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ 2 รายยอมรับว่าเป็น affiliate ของแรนซัมแวร์ BlackCat
    ทั้งคู่ใช้ทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อโจมตีแทนที่จะป้องกัน
    ทำงานในโมเดล RaaS ระหว่างเมษายน–ธันวาคม 2023
    แบ่งรายได้ 80% ให้ affiliate และ 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat
    มีเหยื่อรายหนึ่งถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินประมาณ $1.2M
    DOJ เปิดปฏิบัติการยึดเว็บไซต์ BlackCat และปล่อยเครื่องมือถอดรหัส
    ทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อกรรโชก และรอพิพากษาในปี 2026

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    บุคลากรภายในที่มีทักษะสูงอาจกลายเป็นภัยคุกคามได้
    โมเดล RaaS ทำให้ผู้โจมตีหน้าใหม่เข้าถึงเครื่องมือแรนซัมแวร์ได้ง่ายขึ้น
    การเข้าถึงระบบโดยชอบธรรมสามารถถูกนำไปใช้เพื่อโจมตีองค์กรได้
    องค์กรควรตรวจสอบสิทธิ์และพฤติกรรมของพนักงานด้านไอทีอย่างเข้มงวด

    https://securityonline.info/cybersecurity-pros-admit-to-moonlighting-as-blackcat-ransomware-affiliates/
    🕵️‍♂️💀 Cybersecurity Pros Admit to Moonlighting as BlackCat Ransomware Affiliates คดีนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์สองรายในสหรัฐฯ ยอมรับสารภาพว่าแอบทำงานเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการ (affiliate) ให้กับแก๊งแรนซัมแวร์ชื่อกระฉ่อนอย่าง ALPHV/BlackCat ทั้งที่หน้าที่จริงของพวกเขาคือการปกป้องระบบเครือข่าย แต่กลับใช้ทักษะเดียวกันเพื่อโจมตีและรีดไถเงินจากเหยื่อแทน เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นด้านมืดของวงการไซเบอร์ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามได้ ผู้ต้องหา Ryan Goldberg วัย 40 ปี และ Kevin Martin วัย 36 ปี ยอมรับผิดในศาลรัฐบาลกลางฟลอริดา โดยถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อก่อเหตุกรรโชกผ่านแรนซัมแวร์ BlackCat ซึ่งเคยเล่นงานเหยื่อมากกว่า 1,000 รายทั่วโลก จุดที่ทำให้คดีนี้โดดเด่นคือทั้งคู่เป็นบุคลากรในอุตสาหกรรมไซเบอร์จริง ๆ และใช้ความรู้ระดับมืออาชีพในการเจาะระบบ เลือกเป้าหมาย และปล่อย payload แรนซัมแวร์ในฐานะ affiliate ของโมเดล Ransomware‑as‑a‑Service (RaaS) ตามเอกสารของศาล ทั้งคู่ทำงานร่วมกับผู้พัฒนา BlackCat ระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2023 โดยแบ่งผลประโยชน์ตามมาตรฐาน: 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat และ 80% เป็นของพวกเขาเอง หนึ่งในเหยื่อถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินราว 1.2 ล้านดอลลาร์เป็น Bitcoin ซึ่งถูกแบ่งและฟอกเงินเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน การกระทำนี้ตอกย้ำว่าภัยคุกคามแรนซัมแวร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มอาชญากรต่างชาติ แต่สามารถเกิดจากบุคคลภายในประเทศที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบและมีทักษะสูง ในช่วงปลายปี 2023 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการใหญ่เพื่อรื้อโครงสร้างของ BlackCat ยึดเว็บไซต์หลายแห่ง และปล่อยเครื่องมือถอดรหัสที่ช่วยเหยื่อประหยัดเงินได้กว่า 99 ล้านดอลลาร์ สุดท้าย Goldberg และ Martin ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อขัดขวางหรือทำให้การค้าล่าช้าโดยการกรรโชก และมีกำหนดพิพากษาในเดือนมีนาคม 2026 โดยโทษสูงสุดอาจถึง 20 ปีในเรือนจำ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ 2 รายยอมรับว่าเป็น affiliate ของแรนซัมแวร์ BlackCat ➡️ ทั้งคู่ใช้ทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อโจมตีแทนที่จะป้องกัน ➡️ ทำงานในโมเดล RaaS ระหว่างเมษายน–ธันวาคม 2023 ➡️ แบ่งรายได้ 80% ให้ affiliate และ 20% ให้ผู้ดูแล BlackCat ➡️ มีเหยื่อรายหนึ่งถูกรีดไถสำเร็จเป็นเงินประมาณ $1.2M ➡️ DOJ เปิดปฏิบัติการยึดเว็บไซต์ BlackCat และปล่อยเครื่องมือถอดรหัส ➡️ ทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดเพื่อกรรโชก และรอพิพากษาในปี 2026 ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ บุคลากรภายในที่มีทักษะสูงอาจกลายเป็นภัยคุกคามได้ ⛔ โมเดล RaaS ทำให้ผู้โจมตีหน้าใหม่เข้าถึงเครื่องมือแรนซัมแวร์ได้ง่ายขึ้น ⛔ การเข้าถึงระบบโดยชอบธรรมสามารถถูกนำไปใช้เพื่อโจมตีองค์กรได้ ⛔ องค์กรควรตรวจสอบสิทธิ์และพฤติกรรมของพนักงานด้านไอทีอย่างเข้มงวด https://securityonline.info/cybersecurity-pros-admit-to-moonlighting-as-blackcat-ransomware-affiliates/
    SECURITYONLINE.INFO
    Cybersecurity Pros Admit to Moonlighting as BlackCat Ransomware Affiliates
    Two US cybersecurity pros, Ryan Goldberg and Kevin Martin, plead guilty to moonlighting as ALPHV/BlackCat affiliates, extorting $1.2M from victims.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน

    Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์

    ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ

    ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน

    ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้
    เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้
    ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token
    ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0
    เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ
    อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ
    องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง

    https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    🔐 ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้ ➡️ เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ➡️ ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ➡️ ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0 ➡️ เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ ⛔ อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ⛔ ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ ⛔ องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    SECURITYONLINE.INFO
    CVE-2025-47411: Critical Apache StreamPipes Flaw Allows Standard Users to Seize Admin Control
    Apache StreamPipes patches CVE-2025-47411, a logic flaw allowing users to manipulate JWT tokens and hijack admin accounts. Update to v0.98.0 now!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • สวัสดีปีใหม่ 'สนธิเล่าเรื่อง' ตอนแรกของปี 2569 คุณสนธิตั้งใจว่าจะพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ เหตุการณ์สำคัญ และเรื่องช็อกโลก คือ การที่สหรัฐฯ ส่งหน่วยรบพิเศษ และกองทัพบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับภรรยา และนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เรือรบ รวมถึงเครื่องบินตรงไปยังมหานครนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ก่อนที่จะบอกว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมการบริหารประเทศเวเนซุเอลาเอง และเปิดทางเรียก "บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ" เข้ามาสูบน้ำมันในเวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ วงประชุม และรับประทานอาหารเช้าของคุณสนธิ อ.ปานเทพ กับ ทีมงานคุยทุกเรื่องกับสนธิ จึงพูดคุยถึงเรื่องการเมืองต่างประเทศ ผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งจะเชื่อมโยงมาถึงการเมืองไทยด้วย ... พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง !
    .
    #สนธิเล่าเรื่อง #SondhiTalk #เวเนซุเอลา #มาดูโร #ทรัมป์ #สหรัฐจับมาดูโร
    .
    คลิก >> https://www.youtube.com/watch?v=nE9bafEm5Qk
    สวัสดีปีใหม่ 'สนธิเล่าเรื่อง' ตอนแรกของปี 2569 คุณสนธิตั้งใจว่าจะพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ เหตุการณ์สำคัญ และเรื่องช็อกโลก คือ การที่สหรัฐฯ ส่งหน่วยรบพิเศษ และกองทัพบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับภรรยา และนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เรือรบ รวมถึงเครื่องบินตรงไปยังมหานครนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ก่อนที่จะบอกว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมการบริหารประเทศเวเนซุเอลาเอง และเปิดทางเรียก "บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ" เข้ามาสูบน้ำมันในเวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ วงประชุม และรับประทานอาหารเช้าของคุณสนธิ อ.ปานเทพ กับ ทีมงานคุยทุกเรื่องกับสนธิ จึงพูดคุยถึงเรื่องการเมืองต่างประเทศ ผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งจะเชื่อมโยงมาถึงการเมืองไทยด้วย ... พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ! . #สนธิเล่าเรื่อง #SondhiTalk #เวเนซุเอลา #มาดูโร #ทรัมป์ #สหรัฐจับมาดูโร . คลิก >> https://www.youtube.com/watch?v=nE9bafEm5Qk
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 46 มุมมอง 0 รีวิว
  • Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 5
    Date : 5 January 2026

    ### 6) Pillar D — Build the Digital Market Layer (From Sandbox to System)

    Thailand has explored peer-to-peer (P2P) concepts and sandbox experimentation, showing technical feasibility but also illustrating why pilots cannot scale without rules for settlement, consumer protection, and network charging. Public information on P2P-related initiatives (including utility-supported pilots) reinforces that technology is not the main barrier—market design and regulation are.

    **Recommended digital architecture:**

    - **National energy data access standards**: Define who can access meter data, under what consent, cybersecurity, and privacy conditions.
    - **Central settlement and switching platform**: A neutral platform that processes switching, validates meter data, calculates network charges, and settles imbalances.
    - **DER aggregation rules**: License aggregators to pool rooftop solar, batteries, EV chargers, and flexible loads to provide services.
    - **(Optional) Renewable attribute tracking**: If policy wants credible green procurement claims, implement certificates/attributes with auditable rules.

    This digital layer enables competition beyond “selling kWh”—it creates a market for flexibility, reliability services, and customer-centric products.

    ### 7) Reliability and Investment: Recasting MEA/PEA as DSOs

    A reformed market must strengthen—not weaken—grid operations. The future-facing role for MEA/PEA network arms is the **Distribution System Operator (DSO)**: actively managing DER, congestion, voltage, fault response, and hosting capacity.

    To support this, shift regulation toward **performance-based incentives**:

    - Reward reductions in technical losses, outage duration, and connection times.
    - Reward DER hosting capacity and timely interconnections.
    - Penalize poor service quality and discriminatory behavior.

    This aligns utility incentives with modernization and public value, while allowing competitive retailers and service providers to innovate.

    To be continued——————————————————————————————————————————————————
    #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 5 Date : 5 January 2026 ### 6) Pillar D — Build the Digital Market Layer (From Sandbox to System) Thailand has explored peer-to-peer (P2P) concepts and sandbox experimentation, showing technical feasibility but also illustrating why pilots cannot scale without rules for settlement, consumer protection, and network charging. Public information on P2P-related initiatives (including utility-supported pilots) reinforces that technology is not the main barrier—market design and regulation are. **Recommended digital architecture:** - **National energy data access standards**: Define who can access meter data, under what consent, cybersecurity, and privacy conditions. - **Central settlement and switching platform**: A neutral platform that processes switching, validates meter data, calculates network charges, and settles imbalances. - **DER aggregation rules**: License aggregators to pool rooftop solar, batteries, EV chargers, and flexible loads to provide services. - **(Optional) Renewable attribute tracking**: If policy wants credible green procurement claims, implement certificates/attributes with auditable rules. This digital layer enables competition beyond “selling kWh”—it creates a market for flexibility, reliability services, and customer-centric products. ### 7) Reliability and Investment: Recasting MEA/PEA as DSOs A reformed market must strengthen—not weaken—grid operations. The future-facing role for MEA/PEA network arms is the **Distribution System Operator (DSO)**: actively managing DER, congestion, voltage, fault response, and hosting capacity. To support this, shift regulation toward **performance-based incentives**: - Reward reductions in technical losses, outage duration, and connection times. - Reward DER hosting capacity and timely interconnections. - Penalize poor service quality and discriminatory behavior. This aligns utility incentives with modernization and public value, while allowing competitive retailers and service providers to innovate. To be continued—————————————————————————————————————————————————— #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • สนธิเล่าเรื่อง 05-01-69
    .
    สวัสดีปีใหม่ 'สนธิเล่าเรื่อง' ตอนแรกของปี 2569 คุณสนธิตั้งใจว่าจะพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ เหตุการณ์สำคัญ และเรื่องช็อกโลก คือ การที่สหรัฐฯ ส่งหน่วยรบพิเศษ และกองทัพยุบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับภรรยา และนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เรือรบ รวมถึงเครื่องบินตรงไปยังมหานครนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ก่อนที่จะบอกว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมการบริหารประเทศเวเนซุเอลาเอง และเปิดทางเรียก "บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ" เข้ามาสูบน้ำมันในเวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ วงประชุม และรับประทานอาหารเช้าของคุณสนธิ อ.ปานเทพ กับ ทีมงานคุยทุกเรื่องกับสนธิ จึงพูดคุยถึงเรื่องการเมืองต่างประเทศ ผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงมาถึงการเมืองไทยด้วย ... พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง !
    .
    คลิกชม >> https://www.youtube.com/watch?v=nE9bafEm5Qk
    .
    #สนธิเล่าเรื่อง #SondhiTalk #เวเนซุเอลา #มาดูโร #ทรัมป์ #สหรัฐจับมาดูโร
    สนธิเล่าเรื่อง 05-01-69 . สวัสดีปีใหม่ 'สนธิเล่าเรื่อง' ตอนแรกของปี 2569 คุณสนธิตั้งใจว่าจะพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ เหตุการณ์สำคัญ และเรื่องช็อกโลก คือ การที่สหรัฐฯ ส่งหน่วยรบพิเศษ และกองทัพยุบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับภรรยา และนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เรือรบ รวมถึงเครื่องบินตรงไปยังมหานครนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ก่อนที่จะบอกว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมการบริหารประเทศเวเนซุเอลาเอง และเปิดทางเรียก "บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ" เข้ามาสูบน้ำมันในเวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ วงประชุม และรับประทานอาหารเช้าของคุณสนธิ อ.ปานเทพ กับ ทีมงานคุยทุกเรื่องกับสนธิ จึงพูดคุยถึงเรื่องการเมืองต่างประเทศ ผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงมาถึงการเมืองไทยด้วย ... พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ! . คลิกชม >> https://www.youtube.com/watch?v=nE9bafEm5Qk . #สนธิเล่าเรื่อง #SondhiTalk #เวเนซุเอลา #มาดูโร #ทรัมป์ #สหรัฐจับมาดูโร
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 12 มุมมอง 0 รีวิว
  • สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา เปลือยตัวตนมหาอำนาจ ไทย ต้องระวังหลังบ้าน
    .
    การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ พร้อมการจับกุมผู้นำประเทศ สะท้อนทิศทางการเมืองโลกที่กำลังเปลี่ยนจากการกดดันทางการทูต สู่การใช้กำลังโดยตรง ภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคงที่ยังเต็มไปด้วยคำถาม
    .
    เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ ถูกจับตาว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติด แต่โยงถึงทรัพยากรพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน และการแข่งขันอำนาจกับจีน รวมถึงบทบาทของกลุ่ม BRICS
    .
    เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนชัดว่า กติกาสากลและหลักอธิปไตยของรัฐกำลังถูกลดทอน เมื่ออำนาจกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางโลกมากขึ้น
    .
    สำหรับประเทศไทย แม้จะอยู่ไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ผลกระทบด้านราคาน้ำมัน ความมั่นคง และการวางตัวทางการทูตท่ามกลางมหาอำนาจ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาและระวัง “หลังบ้าน” อย่างรอบคอบ
    .
    อ่านต่อ >>
    https://news1live.com/detail/9690000000829
    .
    #News1live #News1 #ปมร้อนข่าวลึก
    #truthfromthailand #newsupdate
    #การเมืองโลก #ภูมิรัฐศาสตร์ #สหรัฐอเมริกา #เวเนซุเอลา
    สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา เปลือยตัวตนมหาอำนาจ ไทย ต้องระวังหลังบ้าน . การโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ พร้อมการจับกุมผู้นำประเทศ สะท้อนทิศทางการเมืองโลกที่กำลังเปลี่ยนจากการกดดันทางการทูต สู่การใช้กำลังโดยตรง ภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคงที่ยังเต็มไปด้วยคำถาม . เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ ถูกจับตาว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติด แต่โยงถึงทรัพยากรพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน และการแข่งขันอำนาจกับจีน รวมถึงบทบาทของกลุ่ม BRICS . เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนชัดว่า กติกาสากลและหลักอธิปไตยของรัฐกำลังถูกลดทอน เมื่ออำนาจกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางโลกมากขึ้น . สำหรับประเทศไทย แม้จะอยู่ไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ผลกระทบด้านราคาน้ำมัน ความมั่นคง และการวางตัวทางการทูตท่ามกลางมหาอำนาจ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาและระวัง “หลังบ้าน” อย่างรอบคอบ . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000829 . #News1live #News1 #ปมร้อนข่าวลึก #truthfromthailand #newsupdate #การเมืองโลก #ภูมิรัฐศาสตร์ #สหรัฐอเมริกา #เวเนซุเอลา
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 55 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts