• FuriosaAI สตาร์ตอัปด้าน AI Semiconductor จากเกาหลีใต้ สร้างความประหลาดใจเมื่อปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ จาก Meta แม้ข้อเสนอจะสูงกว่ามูลค่าตลาดของบริษัทถึง 300 ล้านดอลลาร์ FuriosaAI เลือกที่จะดำเนินธุรกิจอย่างอิสระ โดยชูเทคโนโลยี RNGD AI Chip ที่สามารถพลิกเกมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    ✅ เหตุผลสำคัญที่ปฏิเสธข้อเสนอ
    - การเจรจาล้มเหลวเนื่องจาก วิสัยทัศน์ที่แตกต่าง ระหว่าง Meta และ FuriosaAI โดยบริษัทเกาหลีใต้เลือกที่จะยืนหยัดใน เป้าหมายอิสระ แทนที่จะยอมรับการควบคุมจากองค์กรยักษ์ใหญ่

    ✅ เทคโนโลยี RNGD Chip ที่โดดเด่น
    - FuriosaAI เปิดตัว RNGD AI inference chip ในปี 2024 ซึ่งใช้ TSMC's 5nm process และ HBM3 memory
    - ชิปนี้ให้ประสิทธิภาพ สูงกว่าการ์ดจอแบบดั้งเดิมถึงสองเท่า และประหยัดพลังงานมากถึง 75%
    - บริษัทกำลังเตรียมเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในครึ่งหลังของปี 2025

    ✅ ทีมงานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในตลาด
    - FuriosaAI มีทีมงานที่มีประสบการณ์จากบริษัทระดับโลก เช่น Google, Qualcomm และ Samsung
    - บริษัทได้รับการสนับสนุนทุนกว่า 52 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี

    ✅ Meta กับเป้าหมายลดการพึ่งพา Nvidia
    - Meta กำลังพัฒนา AI chip ของตัวเองและมอง FuriosaAI เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
    - การปฏิเสธข้อเสนอของ FuriosaAI อาจทำให้ Meta ต้องมองหาทางเลือกใหม่ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์

    https://www.techradar.com/pro/south-koreas-hottest-ai-hardware-startup-reportedly-said-no-to-usd800m-acquisition-by-facebooks-meta
    FuriosaAI สตาร์ตอัปด้าน AI Semiconductor จากเกาหลีใต้ สร้างความประหลาดใจเมื่อปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ จาก Meta แม้ข้อเสนอจะสูงกว่ามูลค่าตลาดของบริษัทถึง 300 ล้านดอลลาร์ FuriosaAI เลือกที่จะดำเนินธุรกิจอย่างอิสระ โดยชูเทคโนโลยี RNGD AI Chip ที่สามารถพลิกเกมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ✅ เหตุผลสำคัญที่ปฏิเสธข้อเสนอ - การเจรจาล้มเหลวเนื่องจาก วิสัยทัศน์ที่แตกต่าง ระหว่าง Meta และ FuriosaAI โดยบริษัทเกาหลีใต้เลือกที่จะยืนหยัดใน เป้าหมายอิสระ แทนที่จะยอมรับการควบคุมจากองค์กรยักษ์ใหญ่ ✅ เทคโนโลยี RNGD Chip ที่โดดเด่น - FuriosaAI เปิดตัว RNGD AI inference chip ในปี 2024 ซึ่งใช้ TSMC's 5nm process และ HBM3 memory - ชิปนี้ให้ประสิทธิภาพ สูงกว่าการ์ดจอแบบดั้งเดิมถึงสองเท่า และประหยัดพลังงานมากถึง 75% - บริษัทกำลังเตรียมเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในครึ่งหลังของปี 2025 ✅ ทีมงานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในตลาด - FuriosaAI มีทีมงานที่มีประสบการณ์จากบริษัทระดับโลก เช่น Google, Qualcomm และ Samsung - บริษัทได้รับการสนับสนุนทุนกว่า 52 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี ✅ Meta กับเป้าหมายลดการพึ่งพา Nvidia - Meta กำลังพัฒนา AI chip ของตัวเองและมอง FuriosaAI เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI - การปฏิเสธข้อเสนอของ FuriosaAI อาจทำให้ Meta ต้องมองหาทางเลือกใหม่ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ https://www.techradar.com/pro/south-koreas-hottest-ai-hardware-startup-reportedly-said-no-to-usd800m-acquisition-by-facebooks-meta
    0 Comments 0 Shares 20 Views 0 Reviews
  • Foxconn บริษัทผลิตอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้ประกอบ iPhone รายหลักของ Apple ได้ประกาศรายได้สูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2025 ด้วยตัวเลขมหาศาลกว่า 49.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (T$1.64 ล้านล้าน) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 24.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าด้าน AI และระบบคลาวด์

    ✅ รายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์
    - รายได้ในเดือนมีนาคมทำลายสถิติด้วยการเติบโต 23.4% (T$552.1 พันล้าน)
    - กลุ่มผลิตภัณฑ์คลาวด์และเครือข่ายเติบโตโดดเด่น เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากตลาด AI

    ✅ การเจริญเติบโตในผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคอัจฉริยะ
    - รายได้จาก iPhone และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคอื่น ๆ มีการเติบโตในระดับคงที่เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ✅ ผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ
    - ประธานาธิบดี Donald Trump ได้กำหนดภาษีเพิ่มเติมสูงถึง 54% สำหรับสินค้าจากจีน และ 32% สำหรับสินค้าจากไต้หวัน แม้ Foxconn มีฐานการผลิตในหลายประเทศ แต่ยังคงได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง
    - โรงงานที่ใหญ่ที่สุดของ Foxconn ตั้งอยู่ในเมือง Zhengzhou ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิต iPhone ระดับโลก

    ✅ การคาดการณ์และคำเตือนของ Foxconn
    - Foxconn คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นในไตรมาสที่สองนี้ แต่เตือนว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลก ยังมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ✅ ความผันผวนในหุ้นเทคโนโลยี
    - แม้หุ้นของ Foxconn เพิ่มขึ้น 76% ในปี 2024 แต่ปีนี้ลดลง 17% อันเนื่องมาจากความกังวลในนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/05/foxconn-reports-record-first-quarter-revenue
    Foxconn บริษัทผลิตอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้ประกอบ iPhone รายหลักของ Apple ได้ประกาศรายได้สูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2025 ด้วยตัวเลขมหาศาลกว่า 49.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (T$1.64 ล้านล้าน) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 24.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าด้าน AI และระบบคลาวด์ ✅ รายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ - รายได้ในเดือนมีนาคมทำลายสถิติด้วยการเติบโต 23.4% (T$552.1 พันล้าน) - กลุ่มผลิตภัณฑ์คลาวด์และเครือข่ายเติบโตโดดเด่น เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากตลาด AI ✅ การเจริญเติบโตในผลิตภัณฑ์ผู้บริโภคอัจฉริยะ - รายได้จาก iPhone และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคอื่น ๆ มีการเติบโตในระดับคงที่เมื่อเทียบกับปีก่อน ✅ ผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ - ประธานาธิบดี Donald Trump ได้กำหนดภาษีเพิ่มเติมสูงถึง 54% สำหรับสินค้าจากจีน และ 32% สำหรับสินค้าจากไต้หวัน แม้ Foxconn มีฐานการผลิตในหลายประเทศ แต่ยังคงได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง - โรงงานที่ใหญ่ที่สุดของ Foxconn ตั้งอยู่ในเมือง Zhengzhou ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิต iPhone ระดับโลก ✅ การคาดการณ์และคำเตือนของ Foxconn - Foxconn คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นในไตรมาสที่สองนี้ แต่เตือนว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลก ยังมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ✅ ความผันผวนในหุ้นเทคโนโลยี - แม้หุ้นของ Foxconn เพิ่มขึ้น 76% ในปี 2024 แต่ปีนี้ลดลง 17% อันเนื่องมาจากความกังวลในนโยบายการค้าระหว่างประเทศ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/05/foxconn-reports-record-first-quarter-revenue
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Foxconn reports record Q1 revenue, says it must closely watch global politics
    TAIPEI (Reuters) -Taiwan's Foxconn, the world's largest contract electronics maker, posted its highest first-quarter revenue ever on strong demand for artificial intelligence products but said it would need to closely watch global politics.
    0 Comments 0 Shares 26 Views 0 Reviews
  • บทความนี้ได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบคนที่ไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดียในยุคที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนโลกดิจิทัล โดยตั้งคำถามว่า การที่ใครสักคนไม่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสัญญาณเตือน (red flag) หรือไม่ แต่กลับเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับข้อดีและความเป็นไปได้ของคนที่เลือกเดินออกจากโลกออนไลน์

    ✅ การไม่มีโซเชียลไม่ได้แปลว่ามีบางอย่างปกปิด
    - แม้หลายคนอาจสงสัยว่า การไม่มีโซเชียลสื่อถึงการปิดบังบางสิ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม นั่นอาจเป็นการบ่งบอกถึง ความเรียบง่ายและการเลือกที่จะไม่อยู่ในกระแส AI หรือเทคโนโลยี

    ✅ ความสัมพันธ์ที่สร้างได้โดยไม่พึ่งเทคโนโลยี
    - ผู้เขียนกล่าวว่า การสื่อสารโดยตรงหรือการพบปะกันตัวต่อตัวคือวิธีที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักบุคคล มากกว่าการสืบผ่านโลกออนไลน์

    ✅ โลกที่ถูกครอบงำด้วย AI และผลกระทบต่อชีวิต
    - การหลีกเลี่ยงโซเชียลอาจสะท้อนการต่อต้าน AI ที่คุกคามความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเลือกที่จะปฏิเสธ การใช้ชีวิตที่บริษัทเทคโนโลยีบงการ

    ✅ คำแนะนำในการสังเกตปฏิกิริยา
    - ผู้เขียนแนะนำให้ทดสอบคนที่ไม่มีโซเชียลมีเดียด้วยสถานการณ์เบาสมอง เช่น การแกล้งทำโทรศัพท์ตกเพื่อดูท่าที ถ้าปฏิกิริยานั้นสะท้อนถึงความสนุกหรือความจริงใจ คุณอาจได้พบกับคนที่มีมุมมองแปลกใหม่

    ✅ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่สร้างกิจกรรมแปลกใหม่
    - การเดตกับคนที่ต่อต้านโซเชียล อาจเป็นโอกาสในการทำกิจกรรมเชิงสนุก เช่น การปั่นจักรยานท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการสร้างอารมณ์ขันในลักษณะล้อเลียนเทคโนโลยี

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/05/opinion-i-just-started-dating-someone-who-isnt-on-social-media-is-that-a-red-flag
    บทความนี้ได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพบคนที่ไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดียในยุคที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนโลกดิจิทัล โดยตั้งคำถามว่า การที่ใครสักคนไม่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสัญญาณเตือน (red flag) หรือไม่ แต่กลับเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับข้อดีและความเป็นไปได้ของคนที่เลือกเดินออกจากโลกออนไลน์ ✅ การไม่มีโซเชียลไม่ได้แปลว่ามีบางอย่างปกปิด - แม้หลายคนอาจสงสัยว่า การไม่มีโซเชียลสื่อถึงการปิดบังบางสิ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม นั่นอาจเป็นการบ่งบอกถึง ความเรียบง่ายและการเลือกที่จะไม่อยู่ในกระแส AI หรือเทคโนโลยี ✅ ความสัมพันธ์ที่สร้างได้โดยไม่พึ่งเทคโนโลยี - ผู้เขียนกล่าวว่า การสื่อสารโดยตรงหรือการพบปะกันตัวต่อตัวคือวิธีที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักบุคคล มากกว่าการสืบผ่านโลกออนไลน์ ✅ โลกที่ถูกครอบงำด้วย AI และผลกระทบต่อชีวิต - การหลีกเลี่ยงโซเชียลอาจสะท้อนการต่อต้าน AI ที่คุกคามความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเลือกที่จะปฏิเสธ การใช้ชีวิตที่บริษัทเทคโนโลยีบงการ ✅ คำแนะนำในการสังเกตปฏิกิริยา - ผู้เขียนแนะนำให้ทดสอบคนที่ไม่มีโซเชียลมีเดียด้วยสถานการณ์เบาสมอง เช่น การแกล้งทำโทรศัพท์ตกเพื่อดูท่าที ถ้าปฏิกิริยานั้นสะท้อนถึงความสนุกหรือความจริงใจ คุณอาจได้พบกับคนที่มีมุมมองแปลกใหม่ ✅ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่สร้างกิจกรรมแปลกใหม่ - การเดตกับคนที่ต่อต้านโซเชียล อาจเป็นโอกาสในการทำกิจกรรมเชิงสนุก เช่น การปั่นจักรยานท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการสร้างอารมณ์ขันในลักษณะล้อเลียนเทคโนโลยี https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/05/opinion-i-just-started-dating-someone-who-isnt-on-social-media-is-that-a-red-flag
    0 Comments 0 Shares 19 Views 0 Reviews
  • สมองต่อร่าง

    ภาพนี้เกิดขึ้นจากการได้ปากกา stylus มาใหม่ เอาโฆษณาว่าเป็นปากกาที่สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ ในระบบ android และ iOS
    ไอ้เราก็อยากลองเพราะว่าโทรศัพท์ของเราไม่รองรับปากกา stylus ในการเขียนภาพ สั่งปากกามาในราคาไม่เกิน 100 บาท
    และก็โหลด app วาดรูปมา

    และมันก็สามารถใช้ได้จริงถึงแม้โทรศัพท์ของเราจะเป็นรุ่นเก่าหลายปีแล้วก็ตาม

    เพลินอีกแล้ว

    #changyai #artaeaa #อาร์ตเอะอะ #painting
    สมองต่อร่าง ภาพนี้เกิดขึ้นจากการได้ปากกา stylus มาใหม่ เอาโฆษณาว่าเป็นปากกาที่สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ ในระบบ android และ iOS ไอ้เราก็อยากลองเพราะว่าโทรศัพท์ของเราไม่รองรับปากกา stylus ในการเขียนภาพ สั่งปากกามาในราคาไม่เกิน 100 บาท และก็โหลด app วาดรูปมา และมันก็สามารถใช้ได้จริงถึงแม้โทรศัพท์ของเราจะเป็นรุ่นเก่าหลายปีแล้วก็ตาม เพลินอีกแล้ว #changyai #artaeaa #อาร์ตเอะอะ #painting
    0 Comments 0 Shares 15 Views 0 Reviews
  • ** โฉมงามอวี๋ บุปผาวสันต์ จันทราสารทฤดู **

    สวัสดีค่ะ ก่อนอื่น Storyฯ ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาและหวังเพื่อนเพจทั้งหลายแคล้วคลาดปลอดภัย

    สัปดาห์ที่แล้วคุยถึงสีแดงจากเรื่อง <ต้นตำนานอาภรณ์จักรพรรดิ> มีการกล่าวถึงบทกวีที่มีชื่อว่า ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ (虞美人) หรือ ‘โฉมงามอวี๋’ Storyฯ เคยเขียนถึงบทกวีนี้เมื่อนานมากแล้วแต่บทความถูกลบไป (อาจด้วยมีลิ้งค์ที่ต้องห้าม) วันนี้เลยแก้ไขแล้วเอามาลงใหม่ให้อ่านกัน

    ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ เป็นบทกวีเลื่องชื่อของจีน และถูกกล่าวถึงในละครเรื่อง <บุปผาวสันต์ จันทราสารทฤดู> โดยชื่อของนางเอกพระเอก ‘ชุนฮวา’ และ ‘ชิวเยวี่ย’ มาจากวลีหนึ่งในบทกวีนี้ ซึ่งก็คือ ‘ชุนฮวาชิวเยวี่ยเหอสือเหลี่ยว หว่างซื่อจือตัวส่าว?’ (春花秋月何时了,往事知多少?) แปลตรงตัวว่า ‘บุปผาวสันต์จันทราสารทฤดูสิ้นสุดไปเมื่อใด มีเรื่องราวมากน้อยเท่าไรให้รำลึกถึง?’ โดยในซีรีส์เรื่องนี้มีการกล่าวถึงวรรคแรกของวลีนี้อยู่บ่อยครั้ง

    ฟังดูเหงาๆ โรแมนติก เป็นวลีฮอตฮิตยามชมจันทร์ ละครเรื่องนี้ก็เป็นแนวรักตลก จะมีเพื่อนเพจกี่ท่านที่ทราบถึงความเจ็บปวดที่แฝงไว้อยู่ในบทกวีนี้?

    บทกวี ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ เป็นบทประพันธ์ขององค์หลี่อวี้ (ค.ศ. 937-978) ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์ถังปลายในช่วงยุคสมัยห้าราชวงศ์สิบแคว้น (คือคนเดียวกับที่สั่งให้จิตรกรไปวาดภาพงานเลี้ยงราตรีของหานซีจ่ายที่ Storyฯ เคยเล่าถึง)

    พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในฐานะกวีที่มีผลงานน่ายกย่องหลายชิ้น แต่ก็ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่อ่อนแอที่สุดของจีน ภายหลังจากอาณาจักรถังปลายล่มสลาย องค์หลี่อวี้ถูกจับกุมเป็นเชลยศึกและกักบริเวณอยู่ที่เมืองตงจิง (เมืองหลวงของราชวงศ์ซ่ง คือเมืองไคเฟิงปัจจุบัน) โดยองค์เจ้าควงอิ้งปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซ่ง หลี่อวี้ได้รับการอวยบรรดาศักดิ์ให้ใหม่เป็นระดับโหว นามว่า ‘เหวยมิ่งโหว’ (ก็คือถูกถอดยศกษัตริย์เนื่องจากชาติล่มสลายไปแล้ว) เขาถูกกักบริเวณอยู่ด้วยกันกับมเหสีองค์ที่สองผู้ซึ่งมาจากสกุลโจวเช่นเดียวกับพระมเหสีองค์แรก นามจริงไม่ปรากฏ เรียกกันในประวัติศาสตร์ว่า ‘เสี่ยวโจวโฮ่ว’ (มเหสีสกุลโจวเล็ก) ว่ากันว่าเขารักนางมาก

    ต่อมาเข้าสู่รัชสมัยขององค์เจ้ากวงอี้ (ฮ่องเต้องค์ที่สองของราชวงศ์ซ่ง) หลี่อวี้ได้ประพันธ์บทกวี ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ นี้ขึ้น ความหมายของบทกวีแปลได้ประมาณว่า: วันเวลาที่สวยงามสิ้นสุดไปแล้วอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนนี้ลมบูรพาโชยมาอีกครา ภายใต้ดวงจันทร์ที่ทอแสงสุกสกาว จะทำอย่างไรให้ลืมความทุกข์ของการที่บ้านเมืองล่มสลาย? สถานที่ที่งดงามคงยังอยู่ แต่คนที่อยู่ในห้วงคะนึงหาคงล้วนแก่ชรากันไปตามเวลาแล้ว หากจะถามว่าใจข้าทุกข์เพียงใด... คงเปรียบได้ดั่งคลื่นนทีที่ไหล่รินสู่ทิศบูรพา

    จะเห็นได้ว่า ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ เป็นบทกวีที่บรรยายถึงความทุกข์ขมขื่นในยามที่มองจันทร์ แต่ถูกองค์เจ้ากวงอี้ตีความหมายว่าหลี่อวี้คิดไม่ซื่อกับราชสำนักซ่ง หวังจะพลิกฟื้นราชวงศ์เดิมขึ้นใหม่ จึงพระราชทานยาพิษให้หลี่อวี้ฆ่าตัวตาย

    แต่มีเรื่องเล่าขานกันว่านี่เป็นเพียงข้ออ้าง ว่ากันว่าองค์เจ้ากวงอี้ทรงรอจังหวะหาข้ออ้างสังหารหลี่อวี้อยู่แล้วเพราะทรงหลงไหลในชายาเสี่ยวโจวของหลี่อวี้ผู้ซึ่งงามพิลาส ถึงกับทรงล่อลวงนางเข้าวังแล้วขืนใจและหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ในวัง จากนั้นมีการบังคับขืนใจนางอีกหลายครั้งครา มีการเล่าขานว่าทรงถึงขนาดให้จิตรกรมาวาดภาพขณะกำลังย่ำยีนางเพื่อส่งให้หลี่อวี้ดูเป็นการขยี้ใจ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจของบทกวีนี้ขึ้น... ข้อเท็จจริงใช่อย่างนี้หรือไม่? ไม่มีใครยืนยันได้ มีการกล่าวไว้เพียงว่าบทกวีอวี๋เหม่ยเหรินนี้ทำให้หลี่อวี้ถูกพระราชทานยาพิษตาย แต่ก็มีเอกสารเรื่องเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ในสมัยหมิงที่กล่าวถึงภาพวาดที่องค์เจ้ากวงอี้ได้ทรงให้คนวาดขึ้นนี้

    นอกจากชื่อบทกวีแล้ว ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ ยังเป็นชื่อเรียกดอกป๊อปปี้ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีความหมายถึงความทุกข์และการตายจากพลัดพรากมาแต่จีนโบราณอีกด้วย

    วันนี้จบกันแบบสั้นๆ เศร้าๆ อย่างนี้แล

    (ป.ล. หากอ่านแล้วชอบใจ อย่าลืมกดติดตามเพจนี้เพื่อป้องกันการกีดกันของเฟซบุ๊คด้วยนะคะ #StoryfromStory)

    Credit รูปภาพจาก:
    https://image.tmdb.org/t/p/original/enj2s0CNvp2oaf84j87H8Vsdbr0.jpg
    https://bowuguan.bucm.edu.cn/kpzl/zyyzs/57214.htm
    Credit ข้อมูลรวบรวมจาก:
    https://www.lllst.com/guoxuejingdian/scmj/271349.html
    https://baike.baidu.com/item/虞美人·春花秋月何时了/10926799
    https://www.jianshu.com/p/8ff00c387fbe
    https://baike.sogou.com/v6849891.htm
    https://www.guwenxuexi.com/classical/24854.html
    https://k.sina.cn/article_1659337544_62e77b48001003bvc.html

    #บุปผาวสันต์ #จันทราสารทฤดู #ชุนฮวาชิวเยวี่ย #อวี๋เหม่ยเหริน #หลี่อวี
    ** โฉมงามอวี๋ บุปผาวสันต์ จันทราสารทฤดู ** สวัสดีค่ะ ก่อนอื่น Storyฯ ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาและหวังเพื่อนเพจทั้งหลายแคล้วคลาดปลอดภัย สัปดาห์ที่แล้วคุยถึงสีแดงจากเรื่อง <ต้นตำนานอาภรณ์จักรพรรดิ> มีการกล่าวถึงบทกวีที่มีชื่อว่า ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ (虞美人) หรือ ‘โฉมงามอวี๋’ Storyฯ เคยเขียนถึงบทกวีนี้เมื่อนานมากแล้วแต่บทความถูกลบไป (อาจด้วยมีลิ้งค์ที่ต้องห้าม) วันนี้เลยแก้ไขแล้วเอามาลงใหม่ให้อ่านกัน ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ เป็นบทกวีเลื่องชื่อของจีน และถูกกล่าวถึงในละครเรื่อง <บุปผาวสันต์ จันทราสารทฤดู> โดยชื่อของนางเอกพระเอก ‘ชุนฮวา’ และ ‘ชิวเยวี่ย’ มาจากวลีหนึ่งในบทกวีนี้ ซึ่งก็คือ ‘ชุนฮวาชิวเยวี่ยเหอสือเหลี่ยว หว่างซื่อจือตัวส่าว?’ (春花秋月何时了,往事知多少?) แปลตรงตัวว่า ‘บุปผาวสันต์จันทราสารทฤดูสิ้นสุดไปเมื่อใด มีเรื่องราวมากน้อยเท่าไรให้รำลึกถึง?’ โดยในซีรีส์เรื่องนี้มีการกล่าวถึงวรรคแรกของวลีนี้อยู่บ่อยครั้ง ฟังดูเหงาๆ โรแมนติก เป็นวลีฮอตฮิตยามชมจันทร์ ละครเรื่องนี้ก็เป็นแนวรักตลก จะมีเพื่อนเพจกี่ท่านที่ทราบถึงความเจ็บปวดที่แฝงไว้อยู่ในบทกวีนี้? บทกวี ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ เป็นบทประพันธ์ขององค์หลี่อวี้ (ค.ศ. 937-978) ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์ถังปลายในช่วงยุคสมัยห้าราชวงศ์สิบแคว้น (คือคนเดียวกับที่สั่งให้จิตรกรไปวาดภาพงานเลี้ยงราตรีของหานซีจ่ายที่ Storyฯ เคยเล่าถึง) พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในฐานะกวีที่มีผลงานน่ายกย่องหลายชิ้น แต่ก็ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่อ่อนแอที่สุดของจีน ภายหลังจากอาณาจักรถังปลายล่มสลาย องค์หลี่อวี้ถูกจับกุมเป็นเชลยศึกและกักบริเวณอยู่ที่เมืองตงจิง (เมืองหลวงของราชวงศ์ซ่ง คือเมืองไคเฟิงปัจจุบัน) โดยองค์เจ้าควงอิ้งปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซ่ง หลี่อวี้ได้รับการอวยบรรดาศักดิ์ให้ใหม่เป็นระดับโหว นามว่า ‘เหวยมิ่งโหว’ (ก็คือถูกถอดยศกษัตริย์เนื่องจากชาติล่มสลายไปแล้ว) เขาถูกกักบริเวณอยู่ด้วยกันกับมเหสีองค์ที่สองผู้ซึ่งมาจากสกุลโจวเช่นเดียวกับพระมเหสีองค์แรก นามจริงไม่ปรากฏ เรียกกันในประวัติศาสตร์ว่า ‘เสี่ยวโจวโฮ่ว’ (มเหสีสกุลโจวเล็ก) ว่ากันว่าเขารักนางมาก ต่อมาเข้าสู่รัชสมัยขององค์เจ้ากวงอี้ (ฮ่องเต้องค์ที่สองของราชวงศ์ซ่ง) หลี่อวี้ได้ประพันธ์บทกวี ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ นี้ขึ้น ความหมายของบทกวีแปลได้ประมาณว่า: วันเวลาที่สวยงามสิ้นสุดไปแล้วอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนนี้ลมบูรพาโชยมาอีกครา ภายใต้ดวงจันทร์ที่ทอแสงสุกสกาว จะทำอย่างไรให้ลืมความทุกข์ของการที่บ้านเมืองล่มสลาย? สถานที่ที่งดงามคงยังอยู่ แต่คนที่อยู่ในห้วงคะนึงหาคงล้วนแก่ชรากันไปตามเวลาแล้ว หากจะถามว่าใจข้าทุกข์เพียงใด... คงเปรียบได้ดั่งคลื่นนทีที่ไหล่รินสู่ทิศบูรพา จะเห็นได้ว่า ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ เป็นบทกวีที่บรรยายถึงความทุกข์ขมขื่นในยามที่มองจันทร์ แต่ถูกองค์เจ้ากวงอี้ตีความหมายว่าหลี่อวี้คิดไม่ซื่อกับราชสำนักซ่ง หวังจะพลิกฟื้นราชวงศ์เดิมขึ้นใหม่ จึงพระราชทานยาพิษให้หลี่อวี้ฆ่าตัวตาย แต่มีเรื่องเล่าขานกันว่านี่เป็นเพียงข้ออ้าง ว่ากันว่าองค์เจ้ากวงอี้ทรงรอจังหวะหาข้ออ้างสังหารหลี่อวี้อยู่แล้วเพราะทรงหลงไหลในชายาเสี่ยวโจวของหลี่อวี้ผู้ซึ่งงามพิลาส ถึงกับทรงล่อลวงนางเข้าวังแล้วขืนใจและหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ในวัง จากนั้นมีการบังคับขืนใจนางอีกหลายครั้งครา มีการเล่าขานว่าทรงถึงขนาดให้จิตรกรมาวาดภาพขณะกำลังย่ำยีนางเพื่อส่งให้หลี่อวี้ดูเป็นการขยี้ใจ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจของบทกวีนี้ขึ้น... ข้อเท็จจริงใช่อย่างนี้หรือไม่? ไม่มีใครยืนยันได้ มีการกล่าวไว้เพียงว่าบทกวีอวี๋เหม่ยเหรินนี้ทำให้หลี่อวี้ถูกพระราชทานยาพิษตาย แต่ก็มีเอกสารเรื่องเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ในสมัยหมิงที่กล่าวถึงภาพวาดที่องค์เจ้ากวงอี้ได้ทรงให้คนวาดขึ้นนี้ นอกจากชื่อบทกวีแล้ว ‘อวี๋เหม่ยเหริน’ ยังเป็นชื่อเรียกดอกป๊อปปี้ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีความหมายถึงความทุกข์และการตายจากพลัดพรากมาแต่จีนโบราณอีกด้วย วันนี้จบกันแบบสั้นๆ เศร้าๆ อย่างนี้แล (ป.ล. หากอ่านแล้วชอบใจ อย่าลืมกดติดตามเพจนี้เพื่อป้องกันการกีดกันของเฟซบุ๊คด้วยนะคะ #StoryfromStory) Credit รูปภาพจาก: https://image.tmdb.org/t/p/original/enj2s0CNvp2oaf84j87H8Vsdbr0.jpg https://bowuguan.bucm.edu.cn/kpzl/zyyzs/57214.htm Credit ข้อมูลรวบรวมจาก: https://www.lllst.com/guoxuejingdian/scmj/271349.html https://baike.baidu.com/item/虞美人·春花秋月何时了/10926799 https://www.jianshu.com/p/8ff00c387fbe https://baike.sogou.com/v6849891.htm https://www.guwenxuexi.com/classical/24854.html https://k.sina.cn/article_1659337544_62e77b48001003bvc.html #บุปผาวสันต์ #จันทราสารทฤดู #ชุนฮวาชิวเยวี่ย #อวี๋เหม่ยเหริน #หลี่อวี
    0 Comments 0 Shares 50 Views 0 Reviews
  • Schubert
    Fantasie in F minor
    Lucas & Arthur Jussen
    Schubert Fantasie in F minor Lucas & Arthur Jussen
    0 Comments 0 Shares 25 Views 0 Reviews
  • บริษัท L&T Semiconductor Technologies (LTSCT) สตาร์ตอัปผู้ผลิตชิปจากอินเดียที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Larsen & Toubro ได้เปิดเผยแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตชิป (fab) มูลค่ามหาศาลกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ในอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นก่อนปี 2027 ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียจะสนับสนุนโครงการดังกล่าวผ่านโครงการเงินอุดหนุนที่มีมูลค่าสูงถึง 90% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    ✅ เงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ
    - LTSCT ตั้งเป้าทำรายได้ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปีงบประมาณ 2026–2027 เพื่อกระตุ้นให้โครงการ fab นี้เริ่มต้นขึ้น
    - บริษัทเริ่มต้นผลิตชิปเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

    ✅ ผลิตภัณฑ์หลักที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
    - LTSCT มุ่งเน้นการออกแบบ MEMS sensors, RF chips, smart power devices และ analog ICs ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก

    ✅ โอกาสจากโครงการอุดหนุนเซมิคอนดักเตอร์ของรัฐบาลอินเดีย
    - โครงการสนับสนุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ของรัฐบาลอินเดีย เปิดโอกาสให้บริษัทท้องถิ่นเข้าถึงทรัพยากรและเงินทุนในการพัฒนาตลาดเซมิคอนดักเตอร์
    - การสนับสนุนในระดับนี้ถือว่า สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปของโลกอย่างมาก

    ✅ เป้าหมายระยะยาว: สู่การเป็น Integrated Device Manufacturer (IDM)
    - LTSCT วางแผนเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นบริษัท fabless designer ไปสู่การเป็น Integrated Device Manufacturer (IDM) เพื่อควบคุมกระบวนการผลิตชิปตั้งแต่ต้นจนจบ

    ✅ การสนับสนุนจากบริษัทแม่
    - LTSCT ได้รับเงินทุนมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการออกแบบชิป และตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิปจำนวน 15 รุ่น ภายในปี 2027

    https://www.techradar.com/pro/fabless-chip-startup-backed-by-multi-billion-indian-company-wants-to-build-a-usd10bn-fab-in-india-before-2027
    บริษัท L&T Semiconductor Technologies (LTSCT) สตาร์ตอัปผู้ผลิตชิปจากอินเดียที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Larsen & Toubro ได้เปิดเผยแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตชิป (fab) มูลค่ามหาศาลกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ในอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นก่อนปี 2027 ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียจะสนับสนุนโครงการดังกล่าวผ่านโครงการเงินอุดหนุนที่มีมูลค่าสูงถึง 90% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ✅ เงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ - LTSCT ตั้งเป้าทำรายได้ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปีงบประมาณ 2026–2027 เพื่อกระตุ้นให้โครงการ fab นี้เริ่มต้นขึ้น - บริษัทเริ่มต้นผลิตชิปเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ✅ ผลิตภัณฑ์หลักที่อยู่ระหว่างการพัฒนา - LTSCT มุ่งเน้นการออกแบบ MEMS sensors, RF chips, smart power devices และ analog ICs ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ✅ โอกาสจากโครงการอุดหนุนเซมิคอนดักเตอร์ของรัฐบาลอินเดีย - โครงการสนับสนุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ของรัฐบาลอินเดีย เปิดโอกาสให้บริษัทท้องถิ่นเข้าถึงทรัพยากรและเงินทุนในการพัฒนาตลาดเซมิคอนดักเตอร์ - การสนับสนุนในระดับนี้ถือว่า สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปของโลกอย่างมาก ✅ เป้าหมายระยะยาว: สู่การเป็น Integrated Device Manufacturer (IDM) - LTSCT วางแผนเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นบริษัท fabless designer ไปสู่การเป็น Integrated Device Manufacturer (IDM) เพื่อควบคุมกระบวนการผลิตชิปตั้งแต่ต้นจนจบ ✅ การสนับสนุนจากบริษัทแม่ - LTSCT ได้รับเงินทุนมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการออกแบบชิป และตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิปจำนวน 15 รุ่น ภายในปี 2027 https://www.techradar.com/pro/fabless-chip-startup-backed-by-multi-billion-indian-company-wants-to-build-a-usd10bn-fab-in-india-before-2027
    0 Comments 0 Shares 57 Views 0 Reviews
  • Claude for Education คือ AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วยโหมด Socratic ที่ช่วยให้นักศึกษาคิดอย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่หาคำตอบ นอกจากนี้ Claude ยังช่วยสร้าง Study Guide และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Northeastern เพื่อผลักดันให้ AI เป็นผู้ช่วยการเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้เพื่อเลี่ยงการเรียน

    ✅ โหมดการเรียนรู้แบบ Socratic Method
    - Claude ไม่เพียงแต่ตอบคำถาม แต่จะใช้วิธีการถามกลับ เช่น “คุณคิดว่าข้อพิสูจน์อะไรสามารถสนับสนุนแนวคิดนี้ได้?” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานพิจารณาคำตอบอย่างลึกซึ้ง
    - ช่วยนักศึกษาสร้างแนวคิดใหม่ โดยไม่ใช่แค่พึ่ง AI ในการแก้ปัญหาโดยตรง

    ✅ สร้าง Study Guide จากเอกสารที่อัปโหลด
    - Claude สามารถสร้างคู่มือการเรียนจากเอกสารที่ผู้ใช้ส่งเข้ามา ซึ่งเหมาะสำหรับการเตรียมตัวสอบหรือสรุปบทเรียน

    ✅ ขยายการใช้งานในมหาวิทยาลัยระดับโลก
    - มหาวิทยาลัยเช่น Northeastern University และ London School of Economics เป็นกลุ่มแรกที่เริ่มใช้งาน Claude for Education เพื่อสนับสนุนการศึกษา
    - Anthropic ยังเปิดตัวโปรแกรม “Claude Campus Ambassadors” ที่ให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการพัฒนาและขยาย AI ในสถาบันการศึกษา

    ✅ เครื่องมือสำหรับนวัตกร
    - Anthropic เสนอบริการ API credits ฟรี สำหรับนักศึกษาที่ต้องการสร้างโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ด้วย Claude

    https://www.techradar.com/computing/artificial-intelligence/claude-goes-to-college-and-wants-to-be-your-study-buddy
    Claude for Education คือ AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วยโหมด Socratic ที่ช่วยให้นักศึกษาคิดอย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่หาคำตอบ นอกจากนี้ Claude ยังช่วยสร้าง Study Guide และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Northeastern เพื่อผลักดันให้ AI เป็นผู้ช่วยการเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้เพื่อเลี่ยงการเรียน ✅ โหมดการเรียนรู้แบบ Socratic Method - Claude ไม่เพียงแต่ตอบคำถาม แต่จะใช้วิธีการถามกลับ เช่น “คุณคิดว่าข้อพิสูจน์อะไรสามารถสนับสนุนแนวคิดนี้ได้?” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานพิจารณาคำตอบอย่างลึกซึ้ง - ช่วยนักศึกษาสร้างแนวคิดใหม่ โดยไม่ใช่แค่พึ่ง AI ในการแก้ปัญหาโดยตรง ✅ สร้าง Study Guide จากเอกสารที่อัปโหลด - Claude สามารถสร้างคู่มือการเรียนจากเอกสารที่ผู้ใช้ส่งเข้ามา ซึ่งเหมาะสำหรับการเตรียมตัวสอบหรือสรุปบทเรียน ✅ ขยายการใช้งานในมหาวิทยาลัยระดับโลก - มหาวิทยาลัยเช่น Northeastern University และ London School of Economics เป็นกลุ่มแรกที่เริ่มใช้งาน Claude for Education เพื่อสนับสนุนการศึกษา - Anthropic ยังเปิดตัวโปรแกรม “Claude Campus Ambassadors” ที่ให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการพัฒนาและขยาย AI ในสถาบันการศึกษา ✅ เครื่องมือสำหรับนวัตกร - Anthropic เสนอบริการ API credits ฟรี สำหรับนักศึกษาที่ต้องการสร้างโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ด้วย Claude https://www.techradar.com/computing/artificial-intelligence/claude-goes-to-college-and-wants-to-be-your-study-buddy
    WWW.TECHRADAR.COM
    Claude goes to college and wants to be your study buddy
    Anthropic’s AI is enrolling across campuses for calculus tutoring and thesis feedback editing
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
  • Copilot Vision คือฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ผู้ช่วย AI ใน Windows ฉลาดขึ้น โดยเข้าใจบริบทแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่และแนะนำวิธีการทำงานได้ตรงจุด แม้ว่าฟีเจอร์นี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่การสาธิตที่แสดงการช่วยชี้จุดในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่อาจเปลี่ยนวิธีการทำงานใน Windows ของเราไปอย่างถาวร

    ✅ Copilot Vision ช่วยให้งานง่ายขึ้นโดยไม่ขัดจังหวะการทำงาน
    - ผู้ใช้สามารถ เปิดใช้งาน Copilot Vision ผ่านไอคอนบนหน้าจอหรือปุ่มเฉพาะบนคีย์บอร์ด เพื่อให้ AI แสดงรายการแอปพลิเคชันที่กำลังใช้งาน
    - ความสามารถนี้ช่วยให้ Copilot เข้าใจว่าผู้ใช้กำลังทำงานอะไร และสามารถตอบคำถามหรือแนะนำได้ตรงกับบริบท เช่น การออกแบบ 3D บน Blender หรือการปรับแต่งวิดีโอบน Clipchamp

    ✅ การแสดงคำแนะนำแบบโต้ตอบในอนาคต
    - Copilot Vision ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ที่ แสดงลูกศรแนะนำตำแหน่งในแอปพลิเคชัน เช่น การเพิ่มการเปลี่ยนผ่านวิดีโอใน Clipchamp หรือการค้นหาเครื่องมือเฉพาะใน Photoshop
    - เทคโนโลยีใหม่นี้เปรียบเหมือน "Clippy ยุคใหม่" ที่ช่วยนำทางงานอย่างชาญฉลาด

    ✅ รองรับการใช้งานด้วยเสียงและข้อความ
    - ผู้ใช้สามารถตั้งคำถาม เช่น "จะทำให้งานออกแบบนี้ดูคลาสสิกขึ้นได้อย่างไร" หรือ "ไอคอนเพิ่มหมายเหตุอยู่ที่ไหน" โดย AI จะปรับคำตอบตามแอปและโครงการที่เปิดอยู่

    ✅ อนาคตของ Copilot Vision:
    - แม้ว่าฟีเจอร์ปัจจุบันจะสามารถระบุและเข้าใจบริบทแอปพลิเคชันได้แล้ว แต่ Microsoft กำลังพัฒนาให้ Copilot Vision ทำงานร่วมกับอินเทอร์เฟซของแอปได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มการช่วยเหลือในรูปแบบภาพ
    - การอัปเดตที่ก้าวหน้ากว่านี้ยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่ชัด แต่จากการสาธิต คาดว่าไม่นานเกินรอ

    https://www.techradar.com/computing/artificial-intelligence/i-tried-copilot-vision-and-it-could-change-how-you-use-windows-forever
    Copilot Vision คือฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ผู้ช่วย AI ใน Windows ฉลาดขึ้น โดยเข้าใจบริบทแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่และแนะนำวิธีการทำงานได้ตรงจุด แม้ว่าฟีเจอร์นี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่การสาธิตที่แสดงการช่วยชี้จุดในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่อาจเปลี่ยนวิธีการทำงานใน Windows ของเราไปอย่างถาวร ✅ Copilot Vision ช่วยให้งานง่ายขึ้นโดยไม่ขัดจังหวะการทำงาน - ผู้ใช้สามารถ เปิดใช้งาน Copilot Vision ผ่านไอคอนบนหน้าจอหรือปุ่มเฉพาะบนคีย์บอร์ด เพื่อให้ AI แสดงรายการแอปพลิเคชันที่กำลังใช้งาน - ความสามารถนี้ช่วยให้ Copilot เข้าใจว่าผู้ใช้กำลังทำงานอะไร และสามารถตอบคำถามหรือแนะนำได้ตรงกับบริบท เช่น การออกแบบ 3D บน Blender หรือการปรับแต่งวิดีโอบน Clipchamp ✅ การแสดงคำแนะนำแบบโต้ตอบในอนาคต - Copilot Vision ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ที่ แสดงลูกศรแนะนำตำแหน่งในแอปพลิเคชัน เช่น การเพิ่มการเปลี่ยนผ่านวิดีโอใน Clipchamp หรือการค้นหาเครื่องมือเฉพาะใน Photoshop - เทคโนโลยีใหม่นี้เปรียบเหมือน "Clippy ยุคใหม่" ที่ช่วยนำทางงานอย่างชาญฉลาด ✅ รองรับการใช้งานด้วยเสียงและข้อความ - ผู้ใช้สามารถตั้งคำถาม เช่น "จะทำให้งานออกแบบนี้ดูคลาสสิกขึ้นได้อย่างไร" หรือ "ไอคอนเพิ่มหมายเหตุอยู่ที่ไหน" โดย AI จะปรับคำตอบตามแอปและโครงการที่เปิดอยู่ ✅ อนาคตของ Copilot Vision: - แม้ว่าฟีเจอร์ปัจจุบันจะสามารถระบุและเข้าใจบริบทแอปพลิเคชันได้แล้ว แต่ Microsoft กำลังพัฒนาให้ Copilot Vision ทำงานร่วมกับอินเทอร์เฟซของแอปได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มการช่วยเหลือในรูปแบบภาพ - การอัปเดตที่ก้าวหน้ากว่านี้ยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่ชัด แต่จากการสาธิต คาดว่าไม่นานเกินรอ https://www.techradar.com/computing/artificial-intelligence/i-tried-copilot-vision-and-it-could-change-how-you-use-windows-forever
    0 Comments 0 Shares 51 Views 0 Reviews
  • หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนสูงสุดถึง 54% จีนได้ตอบโต้ด้วยการตั้งภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงถึง 34% และประกาศ ห้ามส่งออกแร่หายาก 7 ชนิด ที่สำคัญต่อการผลิตเทคโนโลยีชั้นสูงไปยังสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวครั้งนี้สร้างแรงสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงาน

    ✅ แร่หายากที่ถูกห้ามส่งออก
    - จีนระบุแร่ 7 ชนิดที่ห้ามส่งออก ได้แก่ Samarium, Gadolinium, Terbium, Dysprosium, Lutetium, Scandium และ Yttrium
    - แร่เหล่านี้มีความสำคัญต่อ มอเตอร์ยานยนต์ไฟฟ้า, การผลิตตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด (superconductors), สื่อบันทึกข้อมูล, และ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

    ✅ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตในสหรัฐฯ
    - การขาดแคลนแร่หายากจะทำให้ผู้ผลิตต้องพึ่งพาแหล่งทรัพยากรที่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
    - หลายบริษัทในสหรัฐฯ เช่น ผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยี จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับข้อจำกัดในห่วงโซ่อุปทาน

    ✅ ยุทธศาสตร์ตอบโต้แบบสองจังหวะของจีน
    - จีนใช้กลยุทธ์การตอบโต้ด้วยภาษีและข้อจำกัดด้านส่งออก เพื่อต่อรองในการเจรจาทางเศรษฐกิจ
    - นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า นี่อาจเป็นความพยายามที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ในกรณีความขัดแย้งอื่น ๆ เช่น การบังคับขาย TikTok

    ✅ ข้อยกเว้นสำหรับอุตสาหกรรมบางส่วน
    - อุตสาหกรรมชิปและทองแดงในสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้นจากภาษีรอบนี้ แต่ภาษีสำหรับอุปกรณ์การผลิตชิปกลับยังส่งผลกระทบหนัก

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/china-strikes-back-on-trump-tariffs-bans-rare-earth-exports-to-the-u-s
    หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนสูงสุดถึง 54% จีนได้ตอบโต้ด้วยการตั้งภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงถึง 34% และประกาศ ห้ามส่งออกแร่หายาก 7 ชนิด ที่สำคัญต่อการผลิตเทคโนโลยีชั้นสูงไปยังสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวครั้งนี้สร้างแรงสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงาน ✅ แร่หายากที่ถูกห้ามส่งออก - จีนระบุแร่ 7 ชนิดที่ห้ามส่งออก ได้แก่ Samarium, Gadolinium, Terbium, Dysprosium, Lutetium, Scandium และ Yttrium - แร่เหล่านี้มีความสำคัญต่อ มอเตอร์ยานยนต์ไฟฟ้า, การผลิตตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด (superconductors), สื่อบันทึกข้อมูล, และ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ✅ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตในสหรัฐฯ - การขาดแคลนแร่หายากจะทำให้ผู้ผลิตต้องพึ่งพาแหล่งทรัพยากรที่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น - หลายบริษัทในสหรัฐฯ เช่น ผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยี จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับข้อจำกัดในห่วงโซ่อุปทาน ✅ ยุทธศาสตร์ตอบโต้แบบสองจังหวะของจีน - จีนใช้กลยุทธ์การตอบโต้ด้วยภาษีและข้อจำกัดด้านส่งออก เพื่อต่อรองในการเจรจาทางเศรษฐกิจ - นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า นี่อาจเป็นความพยายามที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ในกรณีความขัดแย้งอื่น ๆ เช่น การบังคับขาย TikTok ✅ ข้อยกเว้นสำหรับอุตสาหกรรมบางส่วน - อุตสาหกรรมชิปและทองแดงในสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้นจากภาษีรอบนี้ แต่ภาษีสำหรับอุปกรณ์การผลิตชิปกลับยังส่งผลกระทบหนัก https://www.tomshardware.com/tech-industry/china-strikes-back-on-trump-tariffs-bans-rare-earth-exports-to-the-u-s
    0 Comments 0 Shares 48 Views 0 Reviews
  • Intel ประกาศเลิกใช้งานแอป Unison ที่เคยช่วยเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ PC Windows อย่างไร้รอยต่อ โดยจะหยุดให้บริการส่วนใหญ่ภายในเดือนมิถุนายน 2025 ทั้งนี้ การตัดสินใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ลดต้นทุนเพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังผลิตภัณฑ์หลัก การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่บริษัทใหญ่ต้องปรับตัวตามความท้าทายและการแข่งขันในตลาด ขณะเดียวกัน Microsoft Phone Link ยังคงเป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้ดีสำหรับผู้ที่ต้องการฟีเจอร์แบบเดียวกัน

    ✅ Unison กับการพยายามสร้างความแตกต่างในตลาด Windows PCs
    - แอป Unison เปิดตัวในปี 2022 โดย Intel ตั้งเป้าสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ใกล้เคียงกับระบบของ Apple ที่มีการเชื่อมต่อ MacOS กับ iOS
    - แอปช่วยให้ผู้ใช้ทำงานต่าง ๆ เช่น การโทร, ส่งข้อความ, รับการแจ้งเตือน และโอนถ่ายไฟล์ ระหว่างสมาร์ทโฟนและ PC ได้อย่างง่ายดาย

    ✅ การเลิกสนับสนุนเป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุน
    - Intel มีแผนตัดสินใจเลิกสนับสนุนโครงการหรือแอปที่ ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์หลัก ซึ่งแอป Unison ถือว่าเป็นหนึ่งในนั้น
    - การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Intel มุ่งเน้นทรัพยากรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่

    ✅ การเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Windows PCs ยังคงมีทางเลือกอื่น
    - แม้ Unison จะเลิกให้บริการ แต่ Microsoft มีแอป Phone Link ที่ช่วยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน
    - Samsung Flow และ Dell Mobile Connect เป็นตัวเลือกที่เคยมีในตลาด แต่ Dell ก็ยุติแอปนี้เช่นเดียวกัน

    https://www.tomshardware.com/software/intel-discontinues-unison-app-for-connecting-pcs-and-smartphones
    Intel ประกาศเลิกใช้งานแอป Unison ที่เคยช่วยเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ PC Windows อย่างไร้รอยต่อ โดยจะหยุดให้บริการส่วนใหญ่ภายในเดือนมิถุนายน 2025 ทั้งนี้ การตัดสินใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ลดต้นทุนเพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังผลิตภัณฑ์หลัก การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่บริษัทใหญ่ต้องปรับตัวตามความท้าทายและการแข่งขันในตลาด ขณะเดียวกัน Microsoft Phone Link ยังคงเป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้ดีสำหรับผู้ที่ต้องการฟีเจอร์แบบเดียวกัน ✅ Unison กับการพยายามสร้างความแตกต่างในตลาด Windows PCs - แอป Unison เปิดตัวในปี 2022 โดย Intel ตั้งเป้าสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ใกล้เคียงกับระบบของ Apple ที่มีการเชื่อมต่อ MacOS กับ iOS - แอปช่วยให้ผู้ใช้ทำงานต่าง ๆ เช่น การโทร, ส่งข้อความ, รับการแจ้งเตือน และโอนถ่ายไฟล์ ระหว่างสมาร์ทโฟนและ PC ได้อย่างง่ายดาย ✅ การเลิกสนับสนุนเป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุน - Intel มีแผนตัดสินใจเลิกสนับสนุนโครงการหรือแอปที่ ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์หลัก ซึ่งแอป Unison ถือว่าเป็นหนึ่งในนั้น - การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Intel มุ่งเน้นทรัพยากรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ ✅ การเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Windows PCs ยังคงมีทางเลือกอื่น - แม้ Unison จะเลิกให้บริการ แต่ Microsoft มีแอป Phone Link ที่ช่วยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้เช่นกัน - Samsung Flow และ Dell Mobile Connect เป็นตัวเลือกที่เคยมีในตลาด แต่ Dell ก็ยุติแอปนี้เช่นเดียวกัน https://www.tomshardware.com/software/intel-discontinues-unison-app-for-connecting-pcs-and-smartphones
    0 Comments 0 Shares 50 Views 0 Reviews
  • หน่วยข่าวกรองระดับโลกที่ประกอบด้วย สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ออกคำเตือนถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Fast Flux DNS ซึ่งเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์สามารถซ่อนตำแหน่งของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นอันตราย โดยเทคนิคนี้กำลังกลายเป็นช่องโหว่ในเครือข่ายขนาดใหญ่ และถูกระบุว่าเป็น ภัยคุกคามระดับความมั่นคงของชาติ

    ✅ Fast Flux DNS—เทคนิคที่แฮกเกอร์ใช้ปกปิดตำแหน่งเซิร์ฟเวอร์
    - Fast Flux ช่วยให้เซิร์ฟเวอร์ Command and Control (C2) เปลี่ยน DNS records อย่างรวดเร็ว
    - เทคนิคนี้ทำให้การติดตามตำแหน่งแหล่งมัลแวร์ทำได้ยาก และกลายเป็น ช่องว่างสำคัญในระบบเครือข่าย

    ✅ ความยากในการแยกแยะระหว่างการใช้งานจริงและภัยคุกคาม
    - พฤติกรรมบางอย่างใน Content Delivery Network (CDN) อาจมีลักษณะคล้าย Fast Flux
    - แนวทางป้องกันจำเป็นต้องใช้ Protective DNS services (PDNS) และการทำ Whitelist สำหรับบริการ CDN

    ✅ แนะนำมาตรการป้องกัน Fast Flux DNS
    - ใช้บริการ PDNS และระบบไซเบอร์ที่สามารถตรวจจับและบล็อกพฤติกรรม Fast Flux
    - วิเคราะห์ลักษณะ DNS query logs เพื่อค้นหาโดเมนที่มีความหลากหลายของ IP address หรือมี TTL (Time to Live) ต่ำผิดปกติ
    - ตรวจสอบ DNS resolution เพื่อค้นหาความไม่สอดคล้องในตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

    ✅ การฝึกอบรมเพื่อป้องกันภัยฟิชชิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Fast Flux
    - เนื่องจากการโจมตี Fast Flux มักเชื่อมโยงกับฟิชชิ่ง การฝึกอบรมพนักงานให้รู้เท่าทันฟิชชิ่ง และตรวจสอบอีเมลหรือลิงก์ที่น่าสงสัย เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน

    ✅ ความจำเป็นที่ต้องพัฒนาความร่วมมือระดับนานาชาติ
    - ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต, ผู้ผลิตอุปกรณ์ไซเบอร์ และองค์กรต่าง ๆ ควรร่วมมือกันพัฒนาโซลูชันที่ยืดหยุ่นและปรับขนาดได้

    https://www.csoonline.com/article/3954873/cyber-agencies-urge-organizations-to-collaborate-to-stop-fast-flux-dns-attacks.html
    หน่วยข่าวกรองระดับโลกที่ประกอบด้วย สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ออกคำเตือนถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Fast Flux DNS ซึ่งเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์สามารถซ่อนตำแหน่งของเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นอันตราย โดยเทคนิคนี้กำลังกลายเป็นช่องโหว่ในเครือข่ายขนาดใหญ่ และถูกระบุว่าเป็น ภัยคุกคามระดับความมั่นคงของชาติ ✅ Fast Flux DNS—เทคนิคที่แฮกเกอร์ใช้ปกปิดตำแหน่งเซิร์ฟเวอร์ - Fast Flux ช่วยให้เซิร์ฟเวอร์ Command and Control (C2) เปลี่ยน DNS records อย่างรวดเร็ว - เทคนิคนี้ทำให้การติดตามตำแหน่งแหล่งมัลแวร์ทำได้ยาก และกลายเป็น ช่องว่างสำคัญในระบบเครือข่าย ✅ ความยากในการแยกแยะระหว่างการใช้งานจริงและภัยคุกคาม - พฤติกรรมบางอย่างใน Content Delivery Network (CDN) อาจมีลักษณะคล้าย Fast Flux - แนวทางป้องกันจำเป็นต้องใช้ Protective DNS services (PDNS) และการทำ Whitelist สำหรับบริการ CDN ✅ แนะนำมาตรการป้องกัน Fast Flux DNS - ใช้บริการ PDNS และระบบไซเบอร์ที่สามารถตรวจจับและบล็อกพฤติกรรม Fast Flux - วิเคราะห์ลักษณะ DNS query logs เพื่อค้นหาโดเมนที่มีความหลากหลายของ IP address หรือมี TTL (Time to Live) ต่ำผิดปกติ - ตรวจสอบ DNS resolution เพื่อค้นหาความไม่สอดคล้องในตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ✅ การฝึกอบรมเพื่อป้องกันภัยฟิชชิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Fast Flux - เนื่องจากการโจมตี Fast Flux มักเชื่อมโยงกับฟิชชิ่ง การฝึกอบรมพนักงานให้รู้เท่าทันฟิชชิ่ง และตรวจสอบอีเมลหรือลิงก์ที่น่าสงสัย เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน ✅ ความจำเป็นที่ต้องพัฒนาความร่วมมือระดับนานาชาติ - ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต, ผู้ผลิตอุปกรณ์ไซเบอร์ และองค์กรต่าง ๆ ควรร่วมมือกันพัฒนาโซลูชันที่ยืดหยุ่นและปรับขนาดได้ https://www.csoonline.com/article/3954873/cyber-agencies-urge-organizations-to-collaborate-to-stop-fast-flux-dns-attacks.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Cyber agencies urge organizations to collaborate to stop fast flux DNS attacks
    They call the tactic a 'national security threat' and a 'defensive gap in many networks.'
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
  • Apache Parquet ซึ่งเป็นรูปแบบไฟล์ที่ใช้ในระบบ Big Data ถูกพบว่ามีช่องโหว่ที่อาจเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดจากระยะไกลได้ ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อระบบที่ใช้ไลบรารี Java ของ Parquet เช่น Hadoop และ Spark แม้ Apache จะออกแพตช์แก้ไขแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า องค์กรควรรีบอัปเดตไลบรารีและหลีกเลี่ยงการ import ไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต

    ✅ ช่องโหว่ส่งผลกระทบต่อระบบ Big Data ที่ใช้ Parquet
    - ระบบที่ใช้ Hadoop, Spark และ Flink ซึ่งพึ่งพาไลบรารี Java ของ Parquet อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี
    - ผู้โจมตีสามารถ ควบคุมระบบ, ขโมยข้อมูล, ติดตั้งมัลแวร์ หรือทำให้บริการหยุดชะงัก

    ✅ การแก้ไขปัญหา—Apache ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.15.1
    - Apache ได้ แก้ไขช่องโหว่ในวันที่ 16 มีนาคม 2025 โดยแนะนำให้ผู้ใช้ อัปเดตไลบรารี Java ของ Parquet เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    - Endor Labs เตือนว่า แม้ยังไม่มีการโจมตีที่รายงาน แต่ช่องโหว่นี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว

    ✅ ความเสี่ยงที่ต้องการการโต้ตอบจากผู้ใช้
    - การโจมตีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ import ไฟล์ Parquet ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ปลอดภัย
    - อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ใน Apache Tomcat เมื่อเดือนก่อนถูกโจมตีภายใน 30 ชั่วโมงหลังการเปิดเผย ทำให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว

    ✅ คำแนะนำสำหรับองค์กรที่ใช้ Parquet
    - ตรวจสอบและอัปเดตไลบรารี Java ให้เป็นเวอร์ชัน 1.15.1
    - หลีกเลี่ยงการ import ไฟล์ Parquet จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
    - ใช้ เครื่องมือวิเคราะห์ความปลอดภัย เพื่อตรวจจับไฟล์ที่อาจมีความเสี่ยง

    https://www.csoonline.com/article/3954647/big-hole-in-big-data-critical-deserialization-bug-in-apache-parquet-allows-rce.html
    Apache Parquet ซึ่งเป็นรูปแบบไฟล์ที่ใช้ในระบบ Big Data ถูกพบว่ามีช่องโหว่ที่อาจเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดจากระยะไกลได้ ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อระบบที่ใช้ไลบรารี Java ของ Parquet เช่น Hadoop และ Spark แม้ Apache จะออกแพตช์แก้ไขแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า องค์กรควรรีบอัปเดตไลบรารีและหลีกเลี่ยงการ import ไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต ✅ ช่องโหว่ส่งผลกระทบต่อระบบ Big Data ที่ใช้ Parquet - ระบบที่ใช้ Hadoop, Spark และ Flink ซึ่งพึ่งพาไลบรารี Java ของ Parquet อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี - ผู้โจมตีสามารถ ควบคุมระบบ, ขโมยข้อมูล, ติดตั้งมัลแวร์ หรือทำให้บริการหยุดชะงัก ✅ การแก้ไขปัญหา—Apache ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.15.1 - Apache ได้ แก้ไขช่องโหว่ในวันที่ 16 มีนาคม 2025 โดยแนะนำให้ผู้ใช้ อัปเดตไลบรารี Java ของ Parquet เป็นเวอร์ชันล่าสุด - Endor Labs เตือนว่า แม้ยังไม่มีการโจมตีที่รายงาน แต่ช่องโหว่นี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว ✅ ความเสี่ยงที่ต้องการการโต้ตอบจากผู้ใช้ - การโจมตีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ import ไฟล์ Parquet ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ปลอดภัย - อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ใน Apache Tomcat เมื่อเดือนก่อนถูกโจมตีภายใน 30 ชั่วโมงหลังการเปิดเผย ทำให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ✅ คำแนะนำสำหรับองค์กรที่ใช้ Parquet - ตรวจสอบและอัปเดตไลบรารี Java ให้เป็นเวอร์ชัน 1.15.1 - หลีกเลี่ยงการ import ไฟล์ Parquet จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ - ใช้ เครื่องมือวิเคราะห์ความปลอดภัย เพื่อตรวจจับไฟล์ที่อาจมีความเสี่ยง https://www.csoonline.com/article/3954647/big-hole-in-big-data-critical-deserialization-bug-in-apache-parquet-allows-rce.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Big hole in big data: Critical deserialization bug in Apache Parquet allows RCE
    Successful exploitation could allow attackers to steal data, install malware, or take full control over affected big data systems.
    0 Comments 0 Shares 50 Views 0 Reviews
  • Donald Trump สร้างความเปลี่ยนแปลงในหน่วยข่าวกรองไซเบอร์ของสหรัฐฯ ด้วยการปลด Gen. Timothy Haugh และรองผู้บริหาร Wendy Noble ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงที่ชี้ว่าการตัดสินใจนี้ อาจลดทอนความปลอดภัยไซเบอร์ในช่วงที่ภัยคุกคามไซเบอร์จากต่างชาติรุนแรงขึ้น Loomer ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้กล่าวว่าผู้นำที่ถูกปลดนั้น “disloyal” แต่เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจยังไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจน

    ✅ การปลดโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลชัดเจน
    - Gen. Haugh ถูกปลดขณะที่กำลังเดินทาง และไม่ได้รับข้อมูลชัดเจนถึงสาเหตุ “Your services are no longer required” เป็นคำพูดที่ถูกใช้แทนคำอธิบาย

    ✅ ความเห็นจากนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญที่วิพากษ์วิจารณ์การปลดนี้
    - Sen. Mark Warner กล่าวว่าการปลดนี้เกิดขึ้น ในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญภัยคุกคามไซเบอร์ครั้งใหญ่ เช่น Salt Typhoon Cyberattack จากจีน
    - Jim Himes สมาชิกคณะกรรมการข่าวกรองกล่าวว่า การปลดผู้นำที่มีความซื่อสัตย์และมุ่งเน้นความมั่นคงอาจทำให้ความปลอดภัยลดลง

    ✅ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อปฏิบัติการไซเบอร์
    - Haugh มีประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการข่าวกรองและการทหาร รวมถึงการนำทีมในโครงการ Russia Small Group เพื่อป้องกันการแทรกแซงการเลือกตั้ง
    - Lt. Gen. William J. Hartman จะรับหน้าที่ผู้อำนวยการ NSA ชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดความท้าทาย

    ✅ เหตุผลเชิงการเมืองที่อาจอยู่เบื้องหลังการปลดนี้
    - Loomer กล่าวบน X (Twitter เดิม) ว่าผู้นำที่ถูกปลดนั้น “disloyal” และเกี่ยวข้องกับการแนะนำโดยบุคคลที่ทรัมป์กล่าวหาว่า ทรยศต่อประเทศ

    https://www.csoonline.com/article/3954632/trump-fires-nsa-and-cybercom-chief-jeopardizing-cyber-intel.html
    Donald Trump สร้างความเปลี่ยนแปลงในหน่วยข่าวกรองไซเบอร์ของสหรัฐฯ ด้วยการปลด Gen. Timothy Haugh และรองผู้บริหาร Wendy Noble ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงที่ชี้ว่าการตัดสินใจนี้ อาจลดทอนความปลอดภัยไซเบอร์ในช่วงที่ภัยคุกคามไซเบอร์จากต่างชาติรุนแรงขึ้น Loomer ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้กล่าวว่าผู้นำที่ถูกปลดนั้น “disloyal” แต่เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจยังไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจน ✅ การปลดโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลชัดเจน - Gen. Haugh ถูกปลดขณะที่กำลังเดินทาง และไม่ได้รับข้อมูลชัดเจนถึงสาเหตุ “Your services are no longer required” เป็นคำพูดที่ถูกใช้แทนคำอธิบาย ✅ ความเห็นจากนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญที่วิพากษ์วิจารณ์การปลดนี้ - Sen. Mark Warner กล่าวว่าการปลดนี้เกิดขึ้น ในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญภัยคุกคามไซเบอร์ครั้งใหญ่ เช่น Salt Typhoon Cyberattack จากจีน - Jim Himes สมาชิกคณะกรรมการข่าวกรองกล่าวว่า การปลดผู้นำที่มีความซื่อสัตย์และมุ่งเน้นความมั่นคงอาจทำให้ความปลอดภัยลดลง ✅ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อปฏิบัติการไซเบอร์ - Haugh มีประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการข่าวกรองและการทหาร รวมถึงการนำทีมในโครงการ Russia Small Group เพื่อป้องกันการแทรกแซงการเลือกตั้ง - Lt. Gen. William J. Hartman จะรับหน้าที่ผู้อำนวยการ NSA ชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดความท้าทาย ✅ เหตุผลเชิงการเมืองที่อาจอยู่เบื้องหลังการปลดนี้ - Loomer กล่าวบน X (Twitter เดิม) ว่าผู้นำที่ถูกปลดนั้น “disloyal” และเกี่ยวข้องกับการแนะนำโดยบุคคลที่ทรัมป์กล่าวหาว่า ทรยศต่อประเทศ https://www.csoonline.com/article/3954632/trump-fires-nsa-and-cybercom-chief-jeopardizing-cyber-intel.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Trump fires NSA and Cybercom chief, jeopardizing cyber intel
    Lawmakers fear the firing of Gen. Timothy Haugh will lead to a loss of critical intelligence at a time when cyber threats continue to escalate.
    0 Comments 0 Shares 41 Views 0 Reviews
  • จากรายงานของ GitGuardian พบว่าการใช้ AI เช่น Copilot ในการช่วยเขียนโค้ดในโปรเจ็กต์นั้น แม้ว่าจะเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน แต่กลับมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากขึ้น อัตราการรั่วไหลของข้อมูลลับ (API Keys, Passwords, และ Tokens) ใน repository ที่ใช้งาน Copilot สูงกว่าปกติถึง 40%

    ✅ ความเสี่ยงในการรั่วไหลของ Secrets เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    - GitGuardian พบว่าใน repository ที่ใช้งาน Copilot 6.4% มีความเสี่ยงด้าน API Keys หรือข้อมูลลับ เมื่อเทียบกับ 4.6% ในโปรเจ็กต์ทั่วไป
    - การใช้ Copilot อาจดึงดูดนักพัฒนาให้เลือก ความรวดเร็ว มากกว่าการทำให้โค้ดปลอดภัย

    ✅ ปัญหาจาก LLM และโมเดลการเรียนรู้ AI
    - David Benas จาก Black Duck กล่าวว่าโมเดล AI เช่น LLM มัก มีข้อบกพร่องที่สะท้อนจากฐานข้อมูลที่ใช้ในการฝึก
    - ข้อผิดพลาด เช่น การเขียนโค้ดที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยหรือการใส่ข้อมูลลับในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย

    ✅ การจัดการและการฝึกอบรมเพื่อป้องกันความเสี่ยง
    - ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าการฝึกอบรมให้กับนักพัฒนา เช่น การใช้ Secrets Manager และการ Inject Credentials อย่างปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงได้
    - Chris Wood เสนอให้องค์กร สร้างมาตรการความปลอดภัยเชิงรุก เช่น การใช้เครื่องมือตรวจจับ Secrets และการทำ Code Review อย่างละเอียด

    ✅ ผลกระทบของการจัดการที่ล่าช้า
    - พบว่า 70% ของ Secrets ที่หลุดรั่วจะยังคงใช้งานได้ถึง 2 ปีหลังการรั่วไหล
    - ปัญหานี้เกิดจากความยากลำบากในการแก้ไขและหมุนเวียน Credentials

    https://www.csoonline.com/article/3953927/ai-programming-copilots-are-worsening-code-security-and-leaking-more-secrets.html
    จากรายงานของ GitGuardian พบว่าการใช้ AI เช่น Copilot ในการช่วยเขียนโค้ดในโปรเจ็กต์นั้น แม้ว่าจะเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงาน แต่กลับมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากขึ้น อัตราการรั่วไหลของข้อมูลลับ (API Keys, Passwords, และ Tokens) ใน repository ที่ใช้งาน Copilot สูงกว่าปกติถึง 40% ✅ ความเสี่ยงในการรั่วไหลของ Secrets เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง - GitGuardian พบว่าใน repository ที่ใช้งาน Copilot 6.4% มีความเสี่ยงด้าน API Keys หรือข้อมูลลับ เมื่อเทียบกับ 4.6% ในโปรเจ็กต์ทั่วไป - การใช้ Copilot อาจดึงดูดนักพัฒนาให้เลือก ความรวดเร็ว มากกว่าการทำให้โค้ดปลอดภัย ✅ ปัญหาจาก LLM และโมเดลการเรียนรู้ AI - David Benas จาก Black Duck กล่าวว่าโมเดล AI เช่น LLM มัก มีข้อบกพร่องที่สะท้อนจากฐานข้อมูลที่ใช้ในการฝึก - ข้อผิดพลาด เช่น การเขียนโค้ดที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยหรือการใส่ข้อมูลลับในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ✅ การจัดการและการฝึกอบรมเพื่อป้องกันความเสี่ยง - ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าการฝึกอบรมให้กับนักพัฒนา เช่น การใช้ Secrets Manager และการ Inject Credentials อย่างปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงได้ - Chris Wood เสนอให้องค์กร สร้างมาตรการความปลอดภัยเชิงรุก เช่น การใช้เครื่องมือตรวจจับ Secrets และการทำ Code Review อย่างละเอียด ✅ ผลกระทบของการจัดการที่ล่าช้า - พบว่า 70% ของ Secrets ที่หลุดรั่วจะยังคงใช้งานได้ถึง 2 ปีหลังการรั่วไหล - ปัญหานี้เกิดจากความยากลำบากในการแก้ไขและหมุนเวียน Credentials https://www.csoonline.com/article/3953927/ai-programming-copilots-are-worsening-code-security-and-leaking-more-secrets.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    AI programming copilots are worsening code security and leaking more secrets
    Copilot-enabled repos are 40% more likely to contain API keys, passwords, or tokens — just one of several issues security leaders must address as AI-generated code proliferates.
    0 Comments 0 Shares 40 Views 0 Reviews
  • รายงานล่าสุดชี้ว่าแม้ความปลอดภัยของ Operational Technology (OT) จะกลายเป็นประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรมทั่วโลก แต่ยังคงได้รับงบประมาณที่จำกัด โดยมีเพียง 27% ของบริษัทที่ให้อำนาจในการควบคุมงบประมาณด้านนี้แก่ CISO หรือ CSO ทำให้ความต้องการด้านความปลอดภัยที่สำคัญบางอย่างถูกมองข้าม

    ✅ งบประมาณความปลอดภัยของ OT ไม่ได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอ
    - เกือบครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ถูกสำรวจ ใช้งบประมาณด้านความปลอดภัยเพียง 25% สำหรับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
    - แม้ว่า 27% ของบริษัทได้รายงานการโจมตีระบบควบคุมภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา

    ✅ ภัยคุกคามส่วนใหญ่มาจากช่องโหว่ที่เกิดจาก IT
    - 58% ของการโจมตี OT เริ่มต้นจากช่องโหว่ในระบบ IT ที่เชื่อมต่อกัน
    - แหล่งโจมตีอื่น ๆ รวมถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (33%) และการเจาะระบบสถานีงานวิศวกรรม (30%)

    ✅ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: พัฒนาการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับ ICS/OT
    - การลงทุนใน การฝึกอบรมสำหรับผู้ตรวจสอบระบบควบคุม (ICS controllers) สามารถช่วยเสริมสร้างความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับเครือข่ายของระบบควบคุม
    - ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการไม่ปรับตัวต่อภัยคุกคามในระบบ ICS จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

    ✅ กลยุทธ์ความปลอดภัยที่ผสาน IT และ OT อย่างเต็มรูปแบบจำเป็นอย่างยิ่ง
    - การป้องกันความเสี่ยงต้องการ กลยุทธ์ที่ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อลดจุดอ่อนที่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่าง IT และ OT

    https://www.csoonline.com/article/3951163/too-little-budget-for-ot-security.html
    รายงานล่าสุดชี้ว่าแม้ความปลอดภัยของ Operational Technology (OT) จะกลายเป็นประเด็นสำคัญในอุตสาหกรรมทั่วโลก แต่ยังคงได้รับงบประมาณที่จำกัด โดยมีเพียง 27% ของบริษัทที่ให้อำนาจในการควบคุมงบประมาณด้านนี้แก่ CISO หรือ CSO ทำให้ความต้องการด้านความปลอดภัยที่สำคัญบางอย่างถูกมองข้าม ✅ งบประมาณความปลอดภัยของ OT ไม่ได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอ - เกือบครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ถูกสำรวจ ใช้งบประมาณด้านความปลอดภัยเพียง 25% สำหรับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ - แม้ว่า 27% ของบริษัทได้รายงานการโจมตีระบบควบคุมภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา ✅ ภัยคุกคามส่วนใหญ่มาจากช่องโหว่ที่เกิดจาก IT - 58% ของการโจมตี OT เริ่มต้นจากช่องโหว่ในระบบ IT ที่เชื่อมต่อกัน - แหล่งโจมตีอื่น ๆ รวมถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (33%) และการเจาะระบบสถานีงานวิศวกรรม (30%) ✅ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: พัฒนาการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับ ICS/OT - การลงทุนใน การฝึกอบรมสำหรับผู้ตรวจสอบระบบควบคุม (ICS controllers) สามารถช่วยเสริมสร้างความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับเครือข่ายของระบบควบคุม - ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการไม่ปรับตัวต่อภัยคุกคามในระบบ ICS จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ✅ กลยุทธ์ความปลอดภัยที่ผสาน IT และ OT อย่างเต็มรูปแบบจำเป็นอย่างยิ่ง - การป้องกันความเสี่ยงต้องการ กลยุทธ์ที่ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อลดจุดอ่อนที่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่าง IT และ OT https://www.csoonline.com/article/3951163/too-little-budget-for-ot-security.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Too little budget for OT security despite rising threats
    According to a recent study, many organizations still invest too little in protecting their operational technology (OT).
    0 Comments 0 Shares 44 Views 0 Reviews
  • GitHub อัปเดตระบบ GHAS เพื่อช่วยป้องกันข้อมูลลับหลุดรั่วออกสู่สาธารณะ โดยเพิ่มฟีเจอร์ Point-in-Time Scan ที่ช่วยสแกนข้อมูลใน repositories ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลลัพธ์ที่ดาวน์โหลดได้ในรูปแบบ CSV file นอกจากนี้ GitHub ยังแยก GHAS ออกเป็น subscriptions ที่ปรับให้เหมาะสมกับองค์กรทุกขนาด และเพิ่มฟีเจอร์ Push Protection ที่ช่วยบล็อก commit ที่มี secrets โดยอัตโนมัติ

    ✅ ฟีเจอร์สแกนแบบ Point-in-Time สำหรับผลลัพธ์ที่แม่นยำ
    - GitHub เปิดตัว Point-in-Time Scan ที่ช่วยให้องค์กรค้นหา ข้อมูลลับที่อาจถูกเปิดเผย ได้ทั้งใน public, private และ archived repositories
    - ผลลัพธ์สแกนสามารถดาวน์โหลดได้ในรูปแบบ CSV file เพื่อการวิเคราะห์เพิ่มเติม

    ✅ เพิ่มการเข้าถึง GHAS สำหรับองค์กรขนาดเล็กและกลาง
    - GitHub ได้แยก GHAS ออกเป็น Secret Protection และ Code Security subscriptions เพื่อให้เหมาะสมกับองค์กรทุกขนาด
    - การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดต้นทุนสำหรับองค์กรที่ต้องการลงทุนในฟีเจอร์สแกนความปลอดภัย

    ✅ ฟีเจอร์ Push Protection เพื่อป้องกันการ commit ข้อมูลลับโดยไม่ตั้งใจ
    - ฟีเจอร์นี้ ตรวจจับและบล็อก commit ที่มี secrets ก่อนเข้าสู่ production
    - เปิดให้ใช้งานโดยอัตโนมัติสำหรับลูกค้า Enterprise ตั้งแต่ปี 2024

    ✅ การปรับปรุง GHAS ให้เข้าถึงได้สำหรับสมาชิกทีมที่เคยใช้งานได้เฉพาะ Enterprise เท่านั้น
    - GitHub ได้เพิ่ม GHAS เป็นฟีเจอร์ใน Team subscription เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมพัฒนาขนาดเล็กเข้าถึงฟีเจอร์นี้

    https://www.infoworld.com/article/3953663/github-upgrades-tooling-to-help-developers-stop-leaking-secrets.html
    GitHub อัปเดตระบบ GHAS เพื่อช่วยป้องกันข้อมูลลับหลุดรั่วออกสู่สาธารณะ โดยเพิ่มฟีเจอร์ Point-in-Time Scan ที่ช่วยสแกนข้อมูลใน repositories ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลลัพธ์ที่ดาวน์โหลดได้ในรูปแบบ CSV file นอกจากนี้ GitHub ยังแยก GHAS ออกเป็น subscriptions ที่ปรับให้เหมาะสมกับองค์กรทุกขนาด และเพิ่มฟีเจอร์ Push Protection ที่ช่วยบล็อก commit ที่มี secrets โดยอัตโนมัติ ✅ ฟีเจอร์สแกนแบบ Point-in-Time สำหรับผลลัพธ์ที่แม่นยำ - GitHub เปิดตัว Point-in-Time Scan ที่ช่วยให้องค์กรค้นหา ข้อมูลลับที่อาจถูกเปิดเผย ได้ทั้งใน public, private และ archived repositories - ผลลัพธ์สแกนสามารถดาวน์โหลดได้ในรูปแบบ CSV file เพื่อการวิเคราะห์เพิ่มเติม ✅ เพิ่มการเข้าถึง GHAS สำหรับองค์กรขนาดเล็กและกลาง - GitHub ได้แยก GHAS ออกเป็น Secret Protection และ Code Security subscriptions เพื่อให้เหมาะสมกับองค์กรทุกขนาด - การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดต้นทุนสำหรับองค์กรที่ต้องการลงทุนในฟีเจอร์สแกนความปลอดภัย ✅ ฟีเจอร์ Push Protection เพื่อป้องกันการ commit ข้อมูลลับโดยไม่ตั้งใจ - ฟีเจอร์นี้ ตรวจจับและบล็อก commit ที่มี secrets ก่อนเข้าสู่ production - เปิดให้ใช้งานโดยอัตโนมัติสำหรับลูกค้า Enterprise ตั้งแต่ปี 2024 ✅ การปรับปรุง GHAS ให้เข้าถึงได้สำหรับสมาชิกทีมที่เคยใช้งานได้เฉพาะ Enterprise เท่านั้น - GitHub ได้เพิ่ม GHAS เป็นฟีเจอร์ใน Team subscription เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมพัฒนาขนาดเล็กเข้าถึงฟีเจอร์นี้ https://www.infoworld.com/article/3953663/github-upgrades-tooling-to-help-developers-stop-leaking-secrets.html
    WWW.INFOWORLD.COM
    GitHub upgrades tooling to help developers stop leaking secrets
    Developers get free and targeted advanced secret scanning features on GitHub to protect organizations from exposed secrets.
    0 Comments 0 Shares 43 Views 0 Reviews
  • Goodnight my sweet heart 🥱💗
    Hope you sleep well and sweet dreams 😇😴
    #AiImage #IamAmatureAiCreator #ตามหากลุ่มAiCreator
    Goodnight my sweet heart 🥱💗 Hope you sleep well and sweet dreams 😇😴 #AiImage #IamAmatureAiCreator #ตามหากลุ่มAiCreator
    0 Comments 0 Shares 53 Views 0 Reviews
  • ผู้ว่าฯ กทม.เผยภารกิจค้นหาผู้สูญหายในตึก สตง.ถล่ม ยังดำเนินต่อเนื่อง แม้ทางทีมกู้ภัยนานาชาติจะถอนตัว เชื่อกู้ภัยไทยยังทำงานได้

    วันนี้ (4 เม.ย.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงผลภารกิจค้นหาผู้สูญหายตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งวันนี้ไม่มีแถลงอย่างเป็นทางการว่า ภารกิจในวันนี้ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องแต่ทางทีมนานาชาติจะถอนตัว เนื่องจากมีการกำหนดภารกิจมาแบบมีระยะเวลา แต่อาจมีบางส่วนที่ยังอยู่ตามภารกิจที่จำเป็น เหตุผลที่ทีมนานาชาติหลักส่วนใหญ่จะต้องถอนภารกิจเนื่องจากต้องเดินทางไปช่วยภารกิจทั่วโลก เพราะเป็นการทำงานแบบเซอร์วิสในหลายประเทศ ซึ่งภารกิจหลักๆ เป็นภารกิจช่วยชีวิต ครั้งนี้ภารกิจอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มทีมนานาชาติไม่ได้มองว่ายากแต่มองว่ามีความซับซ้อนมาก แต่ทุกคนถูกฝึกมาให้ปฏิบัติภารกิจแบบเต็มที่ และการมาครั้งนี้เราได้เรียนรู้การปฏิบัติภารกิจร่วมกัน โดยก่อนการถอนภารกิจได้มีการมอบหมายและรีบนำข้อมูลต่างๆ ให้กับทีมกู้ภัยของไทย

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/crime/detail/9680000032388

    #MGROnline #แผ่นดินไหว #ไทยแผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวไทย #กรุงเทพแผ่นดินไหว #กรุงเทพมหานคร #ประเทศไทย #เมียนมา #bkkearthquake #BangkokEarthquake #ThailandEarthquake #ตึกถล่ม #สตง.
    ผู้ว่าฯ กทม.เผยภารกิจค้นหาผู้สูญหายในตึก สตง.ถล่ม ยังดำเนินต่อเนื่อง แม้ทางทีมกู้ภัยนานาชาติจะถอนตัว เชื่อกู้ภัยไทยยังทำงานได้ • วันนี้ (4 เม.ย.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงผลภารกิจค้นหาผู้สูญหายตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งวันนี้ไม่มีแถลงอย่างเป็นทางการว่า ภารกิจในวันนี้ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องแต่ทางทีมนานาชาติจะถอนตัว เนื่องจากมีการกำหนดภารกิจมาแบบมีระยะเวลา แต่อาจมีบางส่วนที่ยังอยู่ตามภารกิจที่จำเป็น เหตุผลที่ทีมนานาชาติหลักส่วนใหญ่จะต้องถอนภารกิจเนื่องจากต้องเดินทางไปช่วยภารกิจทั่วโลก เพราะเป็นการทำงานแบบเซอร์วิสในหลายประเทศ ซึ่งภารกิจหลักๆ เป็นภารกิจช่วยชีวิต ครั้งนี้ภารกิจอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มทีมนานาชาติไม่ได้มองว่ายากแต่มองว่ามีความซับซ้อนมาก แต่ทุกคนถูกฝึกมาให้ปฏิบัติภารกิจแบบเต็มที่ และการมาครั้งนี้เราได้เรียนรู้การปฏิบัติภารกิจร่วมกัน โดยก่อนการถอนภารกิจได้มีการมอบหมายและรีบนำข้อมูลต่างๆ ให้กับทีมกู้ภัยของไทย • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/crime/detail/9680000032388 • #MGROnline #แผ่นดินไหว #ไทยแผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวไทย #กรุงเทพแผ่นดินไหว #กรุงเทพมหานคร #ประเทศไทย #เมียนมา #bkkearthquake #BangkokEarthquake #ThailandEarthquake #ตึกถล่ม #สตง.
    0 Comments 0 Shares 149 Views 0 Reviews
  • “มนพร” เปิด”ท่าเรือพระราม 7 “พลิกโฉมท่าเรืออัจฉริยะยุคใหม่ สะดวก ปลอดภัย เทคโนโลยีก้าวไกล ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ปีนี้เร่ง ท่าเรือปากเกร็ด คืบหน้า 68% คาดเสร็จพ.ค. 68 ดันของบปี 69 พัฒนาให้ครบ29 แห่ง

    วันที่ 4 เมษายน 2568 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดท่าเรือพระราม 7 ว่า ท่าเรือพระราม 7 เป็น 1 ในท่าเรือที่ได้รับการยกระดับให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier ) เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่เมืองและแหล่งท่องเที่ยว โดยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กรมเจ้าท่า(จท.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยพื้นที่ใช้สอย 700 ตารางเมตร มีโป๊ะเทียบเรือขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/business/detail/9680000032376

    #MGROnline #ท่าเรือพระราม7
    “มนพร” เปิด”ท่าเรือพระราม 7 “พลิกโฉมท่าเรืออัจฉริยะยุคใหม่ สะดวก ปลอดภัย เทคโนโลยีก้าวไกล ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ปีนี้เร่ง ท่าเรือปากเกร็ด คืบหน้า 68% คาดเสร็จพ.ค. 68 ดันของบปี 69 พัฒนาให้ครบ29 แห่ง • วันที่ 4 เมษายน 2568 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดท่าเรือพระราม 7 ว่า ท่าเรือพระราม 7 เป็น 1 ในท่าเรือที่ได้รับการยกระดับให้เป็นท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier ) เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่เมืองและแหล่งท่องเที่ยว โดยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กรมเจ้าท่า(จท.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วยพื้นที่ใช้สอย 700 ตารางเมตร มีโป๊ะเทียบเรือขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/business/detail/9680000032376 • #MGROnline #ท่าเรือพระราม7
    0 Comments 0 Shares 134 Views 0 Reviews
  • เชื่อว่าเพื่อนเพจต้องเคยเห็นอุปกรณ์จุดไฟชนิดหนึ่งในละครจีนหลายเรื่อง หน้าตาเป็นกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ เปิดฝามาใช้มือโบกพัดหรือปากเป่าไม่กี่ทีก็มีไฟติด ใช้แทนเทียนได้ ซึ่ง Storyฯ คิดว่ามันน่าทึ่งมากเพราะไม่ต้องใช้หินเหล็กตีให้เกิดประกายไฟและไม่ต้องมีการชักสูบเหมือนตะบันไฟ Storyฯ ขอเรียกมันว่า ‘กระบอกจุดไฟ’ หรือที่ชาวจีนเรียกว่า ‘หั่วเจ๋อจื่อ’ (火折子)

    จากบันทึกโบราณ เทคโนโลยีนี้มีมาแต่สมัยราชวงศ์เหนือใต้ (ประมาณช่วงปีค.ศ. 577) เป็นวิธีการเก็บไฟไว้ใช้ของนางกำนัลในวังโดยใช้กระดาษเนื้อหยาบมาม้วนอัดลงไปในถังไม้แล้วจุดไฟ จากนั้นก็ดับไฟลงจนไม่เหลือเปลวไฟแต่ยังมีสะเก็ดไฟคุกรุ่นไว้แล้วก็ปิดฝาไว้ พอจะใช้ก็เปิดฝาออกมาเป่าจนไฟติด ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พกพาได้ แต่แรกเริ่มนั้น จุดติดได้เพียงครั้งเดียว

    กระบอกจุดไฟแบบนี้เป็นที่นิยมเพราะสะดวกต่อการพกพา และเมื่อเป็นที่นิยมมากขึ้นกรรมวิธีการทำก็ซับซ้อนขึ้น วิธีทำกระบอกไฟที่ดีคือใช้วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงได้ (เช่น กระดาษเนื้อหยาบ หญ้าบางชนิด มูลสัตว์ หรืออย่างดีคือเถามันเทศและปุยนุ่น) มาหมักน้ำแล้วบีบทุบและเค้นจนเป็นใย ทำอย่างนี้หลายครั้งก่อนจะนำไปตากแห้ง จากนั้นก็นำไปผสมกับขี้ไต้ (ส่วนผสมเท่าที่หาข้อมูลได้ก็มี ดีเกลือ ผงกำมะถัน ยางสน และการบูร) แล้วอัดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ ก่อนใช้ต้องจุดไฟจนติดแรง แล้วค่อยดับไฟลงจนเหลือเพียงสะเก็ดไฟคุกรุ่นอยู่ข้างในแต่ไม่เหลือเปลวไฟ แล้วจึงปิดกระบอกด้วยฝาที่มีรูเล็ก พอจะใช้ก็เปิดออกแล้วเป่าจนไฟติด สามารถใช้ได้หลายครั้งจนเชื้อเพลิงหมดกระบอก และสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานหลายวัน

    ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความยากของมันอยู่ที่ความพอดีของวัสดุเชื้อเพลิงและขี้ไต้ และความหนาแน่นที่พอดีในกระบอกที่ใส่ แน่นอนว่ากระบอกจุดไฟหั่วเจ๋อจื่อมีหลายเกรดแตกต่างกัน ในกลุ่มผู้มีอันจะกินจะใช้เชื้อเพลิงจากใยมันเทศและนุ่นผสมขี้ไต้ตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งกรรมวิธีทำจะซับซ้อน แต่จุดง่ายกว่า เพียงใช้มือโบกพัดไม่กี่ทีก็จุดติด

    ส่วนชาวบ้านธรรมดานิยมใช้เยื่อกระดาษหยาบ จะติดไฟยากกว่า เวลาเป่าให้ไฟติดจึงต้องมีเทคนิคมากหน่อย เพราะต้องเป็นลมที่เกิดอย่างกะทันหัน สั้นและแรง จึงจะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นที่ดี เพราะฉะนั้นอย่างที่เราเห็นในละคร... ถ้าเราเป็นจอมยุทธ์ก็เพียงสะบัดมือวืดเดียวค่ะ แต่ถ้าไร้วรยุทธ์ก็ต้องใช้ปากเป่าค่ะ

    (ป.ล. หากอ่านแล้วชอบใจ อย่าลืมกดติดตามเพจนี้เพื่อป้องกันการกีดกันของเฟซบุ๊คด้วยนะคะ #StoryfromStory)

    Credit รูปภาพจากละคร <ปริศนาลับราชวงศ์ถัง> และจาก:
    https://k.sina.cn/article_5100008885_12ffbf5b500100ysyy.html?from=ent&subch=film
    https://www.163.com/dy/article/FO6T9F2R05437E9K.html
    Credit ข้อมูลรวบรวมจาก:
    https://www.163.com/dy/article/FO6T9F2R05437E9K.html
    https://kknews.cc/history/x4q6ojr.html
    http://m.qulishi.com/article/202009/438462.html

    #ปริศนาลับราชวงศ์ถัง #กระบอกไฟ #แท่งไฟโบราณ #แท่งจุดไฟ #หั่วเจ๋อจื่อ #กระบอกจุดไฟโบราณ
    เชื่อว่าเพื่อนเพจต้องเคยเห็นอุปกรณ์จุดไฟชนิดหนึ่งในละครจีนหลายเรื่อง หน้าตาเป็นกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ เปิดฝามาใช้มือโบกพัดหรือปากเป่าไม่กี่ทีก็มีไฟติด ใช้แทนเทียนได้ ซึ่ง Storyฯ คิดว่ามันน่าทึ่งมากเพราะไม่ต้องใช้หินเหล็กตีให้เกิดประกายไฟและไม่ต้องมีการชักสูบเหมือนตะบันไฟ Storyฯ ขอเรียกมันว่า ‘กระบอกจุดไฟ’ หรือที่ชาวจีนเรียกว่า ‘หั่วเจ๋อจื่อ’ (火折子) จากบันทึกโบราณ เทคโนโลยีนี้มีมาแต่สมัยราชวงศ์เหนือใต้ (ประมาณช่วงปีค.ศ. 577) เป็นวิธีการเก็บไฟไว้ใช้ของนางกำนัลในวังโดยใช้กระดาษเนื้อหยาบมาม้วนอัดลงไปในถังไม้แล้วจุดไฟ จากนั้นก็ดับไฟลงจนไม่เหลือเปลวไฟแต่ยังมีสะเก็ดไฟคุกรุ่นไว้แล้วก็ปิดฝาไว้ พอจะใช้ก็เปิดฝาออกมาเป่าจนไฟติด ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พกพาได้ แต่แรกเริ่มนั้น จุดติดได้เพียงครั้งเดียว กระบอกจุดไฟแบบนี้เป็นที่นิยมเพราะสะดวกต่อการพกพา และเมื่อเป็นที่นิยมมากขึ้นกรรมวิธีการทำก็ซับซ้อนขึ้น วิธีทำกระบอกไฟที่ดีคือใช้วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงได้ (เช่น กระดาษเนื้อหยาบ หญ้าบางชนิด มูลสัตว์ หรืออย่างดีคือเถามันเทศและปุยนุ่น) มาหมักน้ำแล้วบีบทุบและเค้นจนเป็นใย ทำอย่างนี้หลายครั้งก่อนจะนำไปตากแห้ง จากนั้นก็นำไปผสมกับขี้ไต้ (ส่วนผสมเท่าที่หาข้อมูลได้ก็มี ดีเกลือ ผงกำมะถัน ยางสน และการบูร) แล้วอัดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ ก่อนใช้ต้องจุดไฟจนติดแรง แล้วค่อยดับไฟลงจนเหลือเพียงสะเก็ดไฟคุกรุ่นอยู่ข้างในแต่ไม่เหลือเปลวไฟ แล้วจึงปิดกระบอกด้วยฝาที่มีรูเล็ก พอจะใช้ก็เปิดออกแล้วเป่าจนไฟติด สามารถใช้ได้หลายครั้งจนเชื้อเพลิงหมดกระบอก และสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานหลายวัน ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความยากของมันอยู่ที่ความพอดีของวัสดุเชื้อเพลิงและขี้ไต้ และความหนาแน่นที่พอดีในกระบอกที่ใส่ แน่นอนว่ากระบอกจุดไฟหั่วเจ๋อจื่อมีหลายเกรดแตกต่างกัน ในกลุ่มผู้มีอันจะกินจะใช้เชื้อเพลิงจากใยมันเทศและนุ่นผสมขี้ไต้ตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งกรรมวิธีทำจะซับซ้อน แต่จุดง่ายกว่า เพียงใช้มือโบกพัดไม่กี่ทีก็จุดติด ส่วนชาวบ้านธรรมดานิยมใช้เยื่อกระดาษหยาบ จะติดไฟยากกว่า เวลาเป่าให้ไฟติดจึงต้องมีเทคนิคมากหน่อย เพราะต้องเป็นลมที่เกิดอย่างกะทันหัน สั้นและแรง จึงจะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นที่ดี เพราะฉะนั้นอย่างที่เราเห็นในละคร... ถ้าเราเป็นจอมยุทธ์ก็เพียงสะบัดมือวืดเดียวค่ะ แต่ถ้าไร้วรยุทธ์ก็ต้องใช้ปากเป่าค่ะ (ป.ล. หากอ่านแล้วชอบใจ อย่าลืมกดติดตามเพจนี้เพื่อป้องกันการกีดกันของเฟซบุ๊คด้วยนะคะ #StoryfromStory) Credit รูปภาพจากละคร <ปริศนาลับราชวงศ์ถัง> และจาก: https://k.sina.cn/article_5100008885_12ffbf5b500100ysyy.html?from=ent&subch=film https://www.163.com/dy/article/FO6T9F2R05437E9K.html Credit ข้อมูลรวบรวมจาก: https://www.163.com/dy/article/FO6T9F2R05437E9K.html https://kknews.cc/history/x4q6ojr.html http://m.qulishi.com/article/202009/438462.html #ปริศนาลับราชวงศ์ถัง #กระบอกไฟ #แท่งไฟโบราณ #แท่งจุดไฟ #หั่วเจ๋อจื่อ #กระบอกจุดไฟโบราณ
    该文章已不存在_手机新浪网
    手机新浪网是新浪网的手机门户网站,为亿万用户打造一个手机联通世界的超级平台,提供24小时全面及时的中文资讯,内容覆盖国内外突发新闻事件、体坛赛事、娱乐时尚、产业资讯、实用信息等。手机新浪网触屏版 - sina.cn
    1 Comments 0 Shares 155 Views 0 Reviews
  • เที่ยว #เวียดนาม #ดานัง #ฮอยอัน #บานาฮิลล์ 🥰🔥
    เริ่ม 7,999 จัดเลย 🤑

    🗓 จำนวนวัน 3 วัน 2 คืน
    ✈ EK-เอมิเรตส์แอร์ไลน์
    🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐⭐

    📍 บานาฮิลล์
    📍 สะพานมือยักษ์
    📍 POP MART
    📍 Danang Charming Show
    📍 วัดหลินอิ๋ง
    📍 เมืองโบราณฮอยอัน
    📍 ล่องเรือกระด้ง
    📍 Marina Cafe

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21ปี https://eTravelWay.com🔥
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire
    https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    ☎️: 021166395

    #ทัวร์เวียดนาม #บานาฮิลล์ #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้
    #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    เที่ยว #เวียดนาม #ดานัง #ฮอยอัน #บานาฮิลล์ 🥰🔥 เริ่ม 7,999 จัดเลย 🤑 🗓 จำนวนวัน 3 วัน 2 คืน ✈ EK-เอมิเรตส์แอร์ไลน์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐⭐ 📍 บานาฮิลล์ 📍 สะพานมือยักษ์ 📍 POP MART 📍 Danang Charming Show 📍 วัดหลินอิ๋ง 📍 เมืองโบราณฮอยอัน 📍 ล่องเรือกระด้ง 📍 Marina Cafe รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์เวียดนาม #บานาฮิลล์ #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 Comments 0 Shares 252 Views 3 0 Reviews
  • JetKVM เป็นอุปกรณ์ KVM over IP แบบโอเพ่นซอร์สที่ระดมทุนได้กว่า $4.3 ล้านบน Kickstarter อุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้ใช้ ควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกลผ่านเว็บเบราว์เซอร์ โดยใช้ HDMI และ USB นอกจากนี้ JetKVM ยังมาพร้อมกับการเชื่อมต่อผ่าน Cloud เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และมีพอร์ต RJ11 ที่สามารถใช้สำหรับการควบคุมเซ็นเซอร์หรือพลังงาน ATX ปัจจุบันอุปกรณ์ยังสามารถสั่งซื้อได้ในราคา $69 แม้แคมเปญ Kickstarter จะปิดไปแล้ว

    ✅ ระดมทุนเกินเป้าหมายหลายเท่าตัว—Kickstarter ปิดระดมทุนที่ $4.3 ล้าน
    - JetKVM ตั้งเป้าหมายระดมทุนเพียง $50,000 แต่สามารถทะลุเป้าหมายกว่า 87 เท่า
    - ผู้สนับสนุน 31,598 รายให้การสนับสนุนอุปกรณ์นี้

    ✅ รองรับการควบคุมคอมพิวเตอร์แบบเต็มรูปแบบผ่านเว็บเบราว์เซอร์
    - JetKVM ใช้พอร์ต HDMI สำหรับดึงวิดีโอ และพอร์ต USB เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุม
    - ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้ แม้ในกรณีที่เครื่องไม่ตอบสนอง

    ✅ สเปคของอุปกรณ์—ขับเคลื่อนด้วย RockChip RV1106G3 พร้อมระบบปฏิบัติการ Linux
    - ใช้ ARM Cortex-A7 ความเร็ว 1.0GHz พร้อมรองรับการเข้ารหัสวิดีโอแบบ H.264 และ H.265
    - มี RAM 256MB และที่เก็บข้อมูลแบบ eMMC ขนาด 16GB

    ✅ การเชื่อมต่อผ่าน JetKVM Cloud เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
    - รองรับ WebRTC เพื่อให้ผู้ใช้เชื่อมต่อแบบเข้ารหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์เฉพาะ

    ✅ RJ11 extension port เป็นจุดเด่นที่ไม่ค่อยพบในอุปกรณ์ประเภทนี้
    - RJ11 รองรับ การเชื่อมต่อเซ็นเซอร์, ระบบควบคุมพลังงาน ATX และการเข้าถึงคอนโซลแบบอนุกรม

    ✅ ผู้ใช้ยังสามารถเป็น "Late Backer" และสั่งซื้อได้ในราคา $69
    - แม้แคมเปญ Kickstarter จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผู้ที่สนใจยังสามารถสั่งซื้อได้

    https://www.techradar.com/pro/jetkvm-is-an-exciting-tiny-open-source-kvm-over-ip-module-that-sold-almost-100-000-units-and-it-even-has-a-rare-rj11-port
    JetKVM เป็นอุปกรณ์ KVM over IP แบบโอเพ่นซอร์สที่ระดมทุนได้กว่า $4.3 ล้านบน Kickstarter อุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้ใช้ ควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกลผ่านเว็บเบราว์เซอร์ โดยใช้ HDMI และ USB นอกจากนี้ JetKVM ยังมาพร้อมกับการเชื่อมต่อผ่าน Cloud เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และมีพอร์ต RJ11 ที่สามารถใช้สำหรับการควบคุมเซ็นเซอร์หรือพลังงาน ATX ปัจจุบันอุปกรณ์ยังสามารถสั่งซื้อได้ในราคา $69 แม้แคมเปญ Kickstarter จะปิดไปแล้ว ✅ ระดมทุนเกินเป้าหมายหลายเท่าตัว—Kickstarter ปิดระดมทุนที่ $4.3 ล้าน - JetKVM ตั้งเป้าหมายระดมทุนเพียง $50,000 แต่สามารถทะลุเป้าหมายกว่า 87 เท่า - ผู้สนับสนุน 31,598 รายให้การสนับสนุนอุปกรณ์นี้ ✅ รองรับการควบคุมคอมพิวเตอร์แบบเต็มรูปแบบผ่านเว็บเบราว์เซอร์ - JetKVM ใช้พอร์ต HDMI สำหรับดึงวิดีโอ และพอร์ต USB เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุม - ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้ แม้ในกรณีที่เครื่องไม่ตอบสนอง ✅ สเปคของอุปกรณ์—ขับเคลื่อนด้วย RockChip RV1106G3 พร้อมระบบปฏิบัติการ Linux - ใช้ ARM Cortex-A7 ความเร็ว 1.0GHz พร้อมรองรับการเข้ารหัสวิดีโอแบบ H.264 และ H.265 - มี RAM 256MB และที่เก็บข้อมูลแบบ eMMC ขนาด 16GB ✅ การเชื่อมต่อผ่าน JetKVM Cloud เพื่อเพิ่มความปลอดภัย - รองรับ WebRTC เพื่อให้ผู้ใช้เชื่อมต่อแบบเข้ารหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์เฉพาะ ✅ RJ11 extension port เป็นจุดเด่นที่ไม่ค่อยพบในอุปกรณ์ประเภทนี้ - RJ11 รองรับ การเชื่อมต่อเซ็นเซอร์, ระบบควบคุมพลังงาน ATX และการเข้าถึงคอนโซลแบบอนุกรม ✅ ผู้ใช้ยังสามารถเป็น "Late Backer" และสั่งซื้อได้ในราคา $69 - แม้แคมเปญ Kickstarter จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผู้ที่สนใจยังสามารถสั่งซื้อได้ https://www.techradar.com/pro/jetkvm-is-an-exciting-tiny-open-source-kvm-over-ip-module-that-sold-almost-100-000-units-and-it-even-has-a-rare-rj11-port
    0 Comments 0 Shares 136 Views 0 Reviews
  • Wikipedia กำลังเผชิญปัญหาทราฟฟิกสูงจาก AI Scraper ที่ดูดข้อมูลมหาศาลไปใช้ฝึกโมเดล โดย Wikimedia Commons ซึ่งเก็บสื่อกว่า 144 ล้านไฟล์ ได้รับผลกระทบหนัก แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้นถึง 50% ทำให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานหนัก Wikimedia เคยเจอปัญหานี้ตอน Jimmy Carter เสียชีวิต และมีผู้ใช้เข้าชมหน้า Wikipedia อย่างล้นหลาม ขณะนี้มีแผน สร้าง API เฉพาะ เพื่อควบคุมการเข้าถึงของ AI Bots และลดภาระเซิร์ฟเวอร์

    ✅ AI Scraper ส่งผลให้การดาวน์โหลดสื่อจาก Wikimedia Commons เพิ่มขึ้น 50%
    - Wikimedia Commons มีไฟล์ กว่า 144 ล้านรายการ เช่น รูปภาพ, วิดีโอ และเอกสาร ที่เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตสาธารณะ
    - แต่ตอนนี้ AI Bots กำลัง ดึงข้อมูลมหาศาล ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานของ Wikimedia ทำงานหนัก

    ✅ Wikipedia เคยได้รับผลกระทบจากปริมาณผู้ใช้สูง—กรณี Jimmy Carter เสียชีวิต
    - เมื่อ Jimmy Carter อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสียชีวิตในเดือนธันวาคม 2024 ผู้ใช้กว่า 2.8 ล้านคน เข้าดูหน้า Wikipedia ของเขา
    - นอกจากนี้ยังมีการ สตรีมวิดีโอการโต้วาทีของเขากับ Ronald Reagan นาน 1.5 ชั่วโมง ทำให้เกิดปัญหาการเชื่อมต่อชั่วคราว

    ✅ อย่างน้อย 65% ของทราฟฟิกที่ใช้ทรัพยากรมากสุดมาจาก AI Bots
    - Wikimedia พบว่า AI Bots ผ่านแคชและเข้าถึงศูนย์ข้อมูลหลักโดยตรง
    - ระบบต้องรับมือกับ การโหลดข้อมูลที่มากผิดปกติ จากการฝึก AI

    ✅ Wikimedia วางแผนสร้าง API เฉพาะเพื่อลดภาระเซิร์ฟเวอร์
    - จะมีการทำงานร่วมกับผู้พัฒนา AI เพื่อกำหนดแนวทางการเข้าถึงข้อมูลที่สมดุล
    - หวังว่า API เฉพาะจะช่วยให้สามารถตรวจจับและควบคุม "ผู้ใช้ที่ไม่หวังดี" ได้ดีขึ้น

    https://www.techspot.com/news/107407-wikipedia-servers-struggling-under-pressure-ai-scraping-bots.html
    Wikipedia กำลังเผชิญปัญหาทราฟฟิกสูงจาก AI Scraper ที่ดูดข้อมูลมหาศาลไปใช้ฝึกโมเดล โดย Wikimedia Commons ซึ่งเก็บสื่อกว่า 144 ล้านไฟล์ ได้รับผลกระทบหนัก แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้นถึง 50% ทำให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานหนัก Wikimedia เคยเจอปัญหานี้ตอน Jimmy Carter เสียชีวิต และมีผู้ใช้เข้าชมหน้า Wikipedia อย่างล้นหลาม ขณะนี้มีแผน สร้าง API เฉพาะ เพื่อควบคุมการเข้าถึงของ AI Bots และลดภาระเซิร์ฟเวอร์ ✅ AI Scraper ส่งผลให้การดาวน์โหลดสื่อจาก Wikimedia Commons เพิ่มขึ้น 50% - Wikimedia Commons มีไฟล์ กว่า 144 ล้านรายการ เช่น รูปภาพ, วิดีโอ และเอกสาร ที่เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตสาธารณะ - แต่ตอนนี้ AI Bots กำลัง ดึงข้อมูลมหาศาล ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานของ Wikimedia ทำงานหนัก ✅ Wikipedia เคยได้รับผลกระทบจากปริมาณผู้ใช้สูง—กรณี Jimmy Carter เสียชีวิต - เมื่อ Jimmy Carter อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสียชีวิตในเดือนธันวาคม 2024 ผู้ใช้กว่า 2.8 ล้านคน เข้าดูหน้า Wikipedia ของเขา - นอกจากนี้ยังมีการ สตรีมวิดีโอการโต้วาทีของเขากับ Ronald Reagan นาน 1.5 ชั่วโมง ทำให้เกิดปัญหาการเชื่อมต่อชั่วคราว ✅ อย่างน้อย 65% ของทราฟฟิกที่ใช้ทรัพยากรมากสุดมาจาก AI Bots - Wikimedia พบว่า AI Bots ผ่านแคชและเข้าถึงศูนย์ข้อมูลหลักโดยตรง - ระบบต้องรับมือกับ การโหลดข้อมูลที่มากผิดปกติ จากการฝึก AI ✅ Wikimedia วางแผนสร้าง API เฉพาะเพื่อลดภาระเซิร์ฟเวอร์ - จะมีการทำงานร่วมกับผู้พัฒนา AI เพื่อกำหนดแนวทางการเข้าถึงข้อมูลที่สมดุล - หวังว่า API เฉพาะจะช่วยให้สามารถตรวจจับและควบคุม "ผู้ใช้ที่ไม่หวังดี" ได้ดีขึ้น https://www.techspot.com/news/107407-wikipedia-servers-struggling-under-pressure-ai-scraping-bots.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Wikipedia servers are struggling under pressure from AI scraping bots
    The Wikimedia Foundation, the nonprofit organization hosting Wikipedia and other widely popular websites, is raising concerns about AI scraper bots and their impact on the foundation's internet...
    0 Comments 0 Shares 75 Views 0 Reviews
  • นักลงทุนคริปโตกำลังผลักดันให้สภาคองเกรสอนุญาตให้ Stablecoins จ่ายดอกเบี้ย เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมเติบโต นักลงทุนมองว่า นี่จะทำให้คริปโตสามารถแข่งขันกับระบบธนาคารได้โดยตรง ขณะที่ฝ่ายคัดค้านเตือนว่า อาจทำให้เงินฝากไหลออกจากธนาคารและสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ขณะนี้มีร่างกฎหมาย Stablecoins ที่กำลังพิจารณาในสภา และฝ่ายสนับสนุนยังคงผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงก่อนการผ่านกฎหมาย

    ✅ Stablecoins มีโอกาสสร้างระบบการเงินที่รวดเร็วขึ้น
    - Stablecoins เช่น USDT และ USDC มีบทบาทสำคัญในการทำธุรกรรมคริปโต
    - นักลงทุนบางส่วนมองว่า หากสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ อาจช่วยให้ Stablecoins กลายเป็นเครื่องมือการชำระเงินหลัก

    ✅ Coinbase และ Solidus Labs หนุนให้จ่ายดอกเบี้ย
    - CEO Brian Armstrong ของ Coinbase กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรเลือกปฏิบัติต่ออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง
    - Chen Arad จาก Solidus Labs เห็นว่าผู้ให้บริการ Stablecoins ควรสามารถแบ่งปันผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่พวกเขาถือครองได้

    ✅ ฝ่ายคัดค้านเตือนว่าส่งผลกระทบต่อระบบธนาคาร
    - นักวิจัยและนักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่า Stablecoins ที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยอาจทำให้เงินฝากไหลออกจากธนาคารแบบดั้งเดิม
    - Arthur Wilmarth จากมหาวิทยาลัย George Washington ระบุว่านี่อาจเป็น "ภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมธนาคารโดยตรง"

    ✅ ความเคลื่อนไหวทางกฎหมายในสภาคองเกรส
    - ร่างกฎหมายของ สภาผู้แทนราษฎร ห้าม Stablecoins จ่ายดอกเบี้ย แต่ร่างของ วุฒิสภา ยังมีจุดที่ไม่ชัดเจน
    - ฝ่ายสนับสนุนกำลังผลักดันให้ สภาคองเกรสเพิ่มข้อกำหนดอนุญาตการจ่ายดอกเบี้ยในร่างกฎหมายฉบับสุดท้าย

    ✅ อุตสาหกรรมคริปโตมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในวอชิงตัน
    - กลุ่มผู้สนับสนุนคริปโต ใช้เงินกว่า $119 ล้าน ในการสนับสนุนผู้สมัครที่สนับสนุนคริปโต ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
    - มีข่าวว่าทำเนียบขาวต้องการให้ร่างกฎหมาย Stablecoin ผ่านภายในเดือนสิงหาคม 2025

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/03/crypto-execs-ask-congress-to-let-stablecoins-pay-interest-as-bill-set-to-advance
    นักลงทุนคริปโตกำลังผลักดันให้สภาคองเกรสอนุญาตให้ Stablecoins จ่ายดอกเบี้ย เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมเติบโต นักลงทุนมองว่า นี่จะทำให้คริปโตสามารถแข่งขันกับระบบธนาคารได้โดยตรง ขณะที่ฝ่ายคัดค้านเตือนว่า อาจทำให้เงินฝากไหลออกจากธนาคารและสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ขณะนี้มีร่างกฎหมาย Stablecoins ที่กำลังพิจารณาในสภา และฝ่ายสนับสนุนยังคงผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงก่อนการผ่านกฎหมาย ✅ Stablecoins มีโอกาสสร้างระบบการเงินที่รวดเร็วขึ้น - Stablecoins เช่น USDT และ USDC มีบทบาทสำคัญในการทำธุรกรรมคริปโต - นักลงทุนบางส่วนมองว่า หากสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ อาจช่วยให้ Stablecoins กลายเป็นเครื่องมือการชำระเงินหลัก ✅ Coinbase และ Solidus Labs หนุนให้จ่ายดอกเบี้ย - CEO Brian Armstrong ของ Coinbase กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรเลือกปฏิบัติต่ออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง - Chen Arad จาก Solidus Labs เห็นว่าผู้ให้บริการ Stablecoins ควรสามารถแบ่งปันผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่พวกเขาถือครองได้ ✅ ฝ่ายคัดค้านเตือนว่าส่งผลกระทบต่อระบบธนาคาร - นักวิจัยและนักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่า Stablecoins ที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยอาจทำให้เงินฝากไหลออกจากธนาคารแบบดั้งเดิม - Arthur Wilmarth จากมหาวิทยาลัย George Washington ระบุว่านี่อาจเป็น "ภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมธนาคารโดยตรง" ✅ ความเคลื่อนไหวทางกฎหมายในสภาคองเกรส - ร่างกฎหมายของ สภาผู้แทนราษฎร ห้าม Stablecoins จ่ายดอกเบี้ย แต่ร่างของ วุฒิสภา ยังมีจุดที่ไม่ชัดเจน - ฝ่ายสนับสนุนกำลังผลักดันให้ สภาคองเกรสเพิ่มข้อกำหนดอนุญาตการจ่ายดอกเบี้ยในร่างกฎหมายฉบับสุดท้าย ✅ อุตสาหกรรมคริปโตมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในวอชิงตัน - กลุ่มผู้สนับสนุนคริปโต ใช้เงินกว่า $119 ล้าน ในการสนับสนุนผู้สมัครที่สนับสนุนคริปโต ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา - มีข่าวว่าทำเนียบขาวต้องการให้ร่างกฎหมาย Stablecoin ผ่านภายในเดือนสิงหาคม 2025 https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/03/crypto-execs-ask-congress-to-let-stablecoins-pay-interest-as-bill-set-to-advance
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Crypto execs ask Congress to let stablecoins pay interest as bill set to advance
    (Reuters) - Some influential cryptocurrency executives are making a last-minute pitch to Congress to allow interest to be paid on U.S. dollar-pegged tokens as part of popular legislation establishing a regulatory framework for stablecoins.
    0 Comments 0 Shares 106 Views 0 Reviews
More Results