• ทีมนักวิจัยเกาหลีใต้กำลังพัฒนาแบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ที่ใช้ Radiocarbon วัสดุที่มีครึ่งชีวิตยาวนานถึงหลายพันปี แบตเตอรี่ต้นแบบช่วยแปลงรังสีเบตาเป็นพลังงานไฟฟ้า เหมาะสำหรับอุปกรณ์ระยะยาว เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจและดาวเทียม โดยมีเป้าหมายสร้างเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและช่วยลดข้อจำกัดของแบตเตอรี่ Li-ion

    ข้อดีของ Radiocarbon:
    - Radiocarbon เป็นวัสดุที่ได้จากผลพลอยได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ราคาถูก และสามารถรีไซเคิลได้ง่าย อีกทั้งยังปลอดภัยต่อการใช้งานในแบตเตอรี่เนื่องจากปล่อยรังสีเบตาซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยแผ่นอะลูมิเนียมบาง ๆ.

    การออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ:
    - แบตเตอรี่ต้นแบบใช้วัสดุ Titanium Dioxide ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแปลงรังสีเบตาเป็นพลังงานไฟฟ้า และมีการออกแบบอิเล็กโทรดที่วาง Radiocarbon ทั้งในส่วน Cathode และ Anode เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างพลังงาน.

    แอปพลิเคชันที่หลากหลาย:
    - แบตเตอรี่ชนิดนี้เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานในระยะยาว เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ดาวเทียม เซ็นเซอร์ในพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งยานพาหนะไร้คนขับ.

    ความท้าทายและอนาคต:
    - แม้ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานยังต่ำกว่าแบตเตอรี่ Li-ion แต่ทีมวิจัยกำลังทำงานเพื่อปรับปรุงรูปร่างของวัสดุปล่อยรังสีเบตาและผู้ดูดซับพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    https://www.techspot.com/news/107339-nuclear-powered-battery-could-eliminate-need-recharging.html
    ทีมนักวิจัยเกาหลีใต้กำลังพัฒนาแบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ที่ใช้ Radiocarbon วัสดุที่มีครึ่งชีวิตยาวนานถึงหลายพันปี แบตเตอรี่ต้นแบบช่วยแปลงรังสีเบตาเป็นพลังงานไฟฟ้า เหมาะสำหรับอุปกรณ์ระยะยาว เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจและดาวเทียม โดยมีเป้าหมายสร้างเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและช่วยลดข้อจำกัดของแบตเตอรี่ Li-ion ข้อดีของ Radiocarbon: - Radiocarbon เป็นวัสดุที่ได้จากผลพลอยได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ราคาถูก และสามารถรีไซเคิลได้ง่าย อีกทั้งยังปลอดภัยต่อการใช้งานในแบตเตอรี่เนื่องจากปล่อยรังสีเบตาซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยแผ่นอะลูมิเนียมบาง ๆ. การออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ: - แบตเตอรี่ต้นแบบใช้วัสดุ Titanium Dioxide ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแปลงรังสีเบตาเป็นพลังงานไฟฟ้า และมีการออกแบบอิเล็กโทรดที่วาง Radiocarbon ทั้งในส่วน Cathode และ Anode เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างพลังงาน. แอปพลิเคชันที่หลากหลาย: - แบตเตอรี่ชนิดนี้เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานในระยะยาว เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ดาวเทียม เซ็นเซอร์ในพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งยานพาหนะไร้คนขับ. ความท้าทายและอนาคต: - แม้ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานยังต่ำกว่าแบตเตอรี่ Li-ion แต่ทีมวิจัยกำลังทำงานเพื่อปรับปรุงรูปร่างของวัสดุปล่อยรังสีเบตาและผู้ดูดซับพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น https://www.techspot.com/news/107339-nuclear-powered-battery-could-eliminate-need-recharging.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Nuclear-powered battery could eliminate need for recharging
    A team led by Su-Il In, a professor at South Korea's Daegu Gyeongbuk Institute of Science and Technology, is developing an innovative solution: radiocarbon-powered nuclear batteries that...
    0 Comments 0 Shares 51 Views 0 Reviews
  • Microsoft กำลังเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Startup Boost ซึ่งจะช่วยให้แอปพลิเคชัน Office เช่น Word, Excel, และ PowerPoint เปิดได้รวดเร็วขึ้น โดยฟีเจอร์นี้จะเริ่มทำงานทันทีหลังจากที่ผู้ใช้เข้าสู่ระบบ Windows โดยการโหลดข้อมูลล่วงหน้าและเก็บไว้ในหน่วยความจำในสถานะพักจนกระทั่งผู้ใช้เปิดใช้งานจริง นอกจากนี้ ฟีเจอร์ยังออกแบบมาเพื่อให้สามารถคืนทรัพยากรหน่วยความจำให้ระบบอัตโนมัติหากจำเป็น

    ข้อจำกัดของฟีเจอร์:
    - ฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะในอุปกรณ์ที่มี RAM อย่างน้อย 8GB และพื้นที่ว่างบนดิสก์ 5GB และจะปิดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดโหมด Energy Saver เพื่อประหยัดแบตเตอรี่.

    ตัวเลือกการปิดการใช้งาน:
    - ผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้ฟีเจอร์ทำงาน สามารถปิดการใช้งานได้ใน Settings ของ Office แต่หลังจากที่มีการอัปเดต Office ครั้งใหม่ ฟีเจอร์จะกลับมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งผู้ใช้จะต้องปิดซ้ำเอง.

    แรงบันดาลใจจาก Edge:
    - ฟีเจอร์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Startup Boost ของเบราว์เซอร์ Microsoft Edge ที่ใช้วิธีเดียวกันในการโหลดโปรเซสพื้นหลังเพื่อช่วยให้เปิดเบราว์เซอร์ได้เร็วขึ้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ.

    กำหนดการเปิดตัว:
    - การเปิดตัวจะเริ่มกลางเดือนพฤษภาคม โดยจะมีใน Word เป็นแอปแรก และจะขยายไปยังแอป Office อื่น ๆ ในภายหลัง.

    https://www.techspot.com/news/107343-microsoft-office-apps-soon-preload-windows-boot-faster.html
    Microsoft กำลังเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า Startup Boost ซึ่งจะช่วยให้แอปพลิเคชัน Office เช่น Word, Excel, และ PowerPoint เปิดได้รวดเร็วขึ้น โดยฟีเจอร์นี้จะเริ่มทำงานทันทีหลังจากที่ผู้ใช้เข้าสู่ระบบ Windows โดยการโหลดข้อมูลล่วงหน้าและเก็บไว้ในหน่วยความจำในสถานะพักจนกระทั่งผู้ใช้เปิดใช้งานจริง นอกจากนี้ ฟีเจอร์ยังออกแบบมาเพื่อให้สามารถคืนทรัพยากรหน่วยความจำให้ระบบอัตโนมัติหากจำเป็น ข้อจำกัดของฟีเจอร์: - ฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะในอุปกรณ์ที่มี RAM อย่างน้อย 8GB และพื้นที่ว่างบนดิสก์ 5GB และจะปิดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดโหมด Energy Saver เพื่อประหยัดแบตเตอรี่. ตัวเลือกการปิดการใช้งาน: - ผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้ฟีเจอร์ทำงาน สามารถปิดการใช้งานได้ใน Settings ของ Office แต่หลังจากที่มีการอัปเดต Office ครั้งใหม่ ฟีเจอร์จะกลับมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งผู้ใช้จะต้องปิดซ้ำเอง. แรงบันดาลใจจาก Edge: - ฟีเจอร์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Startup Boost ของเบราว์เซอร์ Microsoft Edge ที่ใช้วิธีเดียวกันในการโหลดโปรเซสพื้นหลังเพื่อช่วยให้เปิดเบราว์เซอร์ได้เร็วขึ้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ. กำหนดการเปิดตัว: - การเปิดตัวจะเริ่มกลางเดือนพฤษภาคม โดยจะมีใน Word เป็นแอปแรก และจะขยายไปยังแอป Office อื่น ๆ ในภายหลัง. https://www.techspot.com/news/107343-microsoft-office-apps-soon-preload-windows-boot-faster.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Microsoft Office apps will soon preload on Windows boot for faster launch
    The announcement comes from the Microsoft 365 Message Center. The feature works by preloading parts of Office apps into memory after Windows startup and keeping them in...
    0 Comments 0 Shares 60 Views 0 Reviews
  • มัลแวร์ PJobRAT กลับมาอีกครั้งพร้อมความสามารถใหม่ ๆ ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยข้อมูลสำคัญและควบคุมอุปกรณ์ Android ได้ มันปลอมตัวเป็นแอปแชทที่ดูเหมือนจริงและแจกจ่ายผ่านเว็บไซต์ WordPress ผู้ใช้ควรระวังการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือและอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภัยคุกคาม

    พัฒนาการของมัลแวร์:
    - PJobRAT เวอร์ชันใหม่สามารถปลอมตัวเป็นแอปแชท เช่น SangaalLite และ CChat ซึ่งเป็นการเลียนแบบแอปแชทที่มีชื่อเสียง เพื่อให้ผู้ใช้ไว้วางใจและติดตั้ง.

    การแพร่กระจาย:
    - แอปที่ติดมัลแวร์ถูกแจกจ่ายผ่านเว็บไซต์ WordPress แทนที่จะผ่านแอปสโตร์หลัก เช่น Google Play ทำให้มัลแวร์สามารถแพร่กระจายได้อย่างยากที่จะตรวจสอบ.

    ผลกระทบต่อความปลอดภัย:
    - ความสามารถของมัลแวร์ที่รันคำสั่ง shell ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถใช้อุปกรณ์ของเหยื่อในการโจมตีเป้าหมายอื่นในเครือข่ายได้ และยังสามารถลบตัวเองออกจากระบบเมื่อบรรลุเป้าหมาย.

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้:
    - หลีกเลี่ยงการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ, ใช้แอนตี้ไวรัสบนอุปกรณ์ และอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยง.

    https://www.techradar.com/pro/security/an-old-android-rat-has-returned-with-some-new-tricks-here-is-what-to-look-out-for
    มัลแวร์ PJobRAT กลับมาอีกครั้งพร้อมความสามารถใหม่ ๆ ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถขโมยข้อมูลสำคัญและควบคุมอุปกรณ์ Android ได้ มันปลอมตัวเป็นแอปแชทที่ดูเหมือนจริงและแจกจ่ายผ่านเว็บไซต์ WordPress ผู้ใช้ควรระวังการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือและอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภัยคุกคาม พัฒนาการของมัลแวร์: - PJobRAT เวอร์ชันใหม่สามารถปลอมตัวเป็นแอปแชท เช่น SangaalLite และ CChat ซึ่งเป็นการเลียนแบบแอปแชทที่มีชื่อเสียง เพื่อให้ผู้ใช้ไว้วางใจและติดตั้ง. การแพร่กระจาย: - แอปที่ติดมัลแวร์ถูกแจกจ่ายผ่านเว็บไซต์ WordPress แทนที่จะผ่านแอปสโตร์หลัก เช่น Google Play ทำให้มัลแวร์สามารถแพร่กระจายได้อย่างยากที่จะตรวจสอบ. ผลกระทบต่อความปลอดภัย: - ความสามารถของมัลแวร์ที่รันคำสั่ง shell ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถใช้อุปกรณ์ของเหยื่อในการโจมตีเป้าหมายอื่นในเครือข่ายได้ และยังสามารถลบตัวเองออกจากระบบเมื่อบรรลุเป้าหมาย. คำแนะนำสำหรับผู้ใช้: - หลีกเลี่ยงการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ, ใช้แอนตี้ไวรัสบนอุปกรณ์ และอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยง. https://www.techradar.com/pro/security/an-old-android-rat-has-returned-with-some-new-tricks-here-is-what-to-look-out-for
    0 Comments 0 Shares 73 Views 0 Reviews
  • ช่องโหว่สำคัญใน Ingress-NGINX ของ Kubernetes ที่ถูกขนานนามว่า IngressNightmare สามารถทำให้แฮกเกอร์ควบคุมคลัสเตอร์โดยไม่ต้องล็อกอิน ข้อมูลลับของคลัสเตอร์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะส่งผลให้ระบบหลายพันคลัสเตอร์และบริษัทชั้นนำในกลุ่ม Fortune 500 เสี่ยงต่อการโจมตี แนะนำให้อัปเดตระบบทันทีหรือใช้มาตรการป้องกันชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากช่องโหว่

    ช่องโหว่ที่ระบุ:
    - ช่องโหว่ทั้ง 5 ได้รับการแก้ไขใน Ingress-NGINX Controller รุ่น 1.12.1 และ 1.11.5 ซึ่งรวมถึง CVE-2025-1974 ที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในกลุ่มนี้ โดยมีคะแนนความรุนแรง 9.8 บนมาตรวัด CVSS.

    ความสำคัญของระบบ Kubernetes:
    - ระบบ Kubernetes ถูกใช้ในการจัดการบริการแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ โดยกระจายแอปพลิเคชันออกเป็นเครือข่ายของไมโครเซอร์วิส ซึ่งช่องโหว่ในระบบสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงระดับวิกฤติ.

    แนวทางลดความเสี่ยง:
    - ผู้ดูแลระบบสามารถอัปเกรด Ingress-NGINX Controller หรือในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ทันที สามารถปิดการทำงานของ ValidatingWebhookConfiguration และลบอาร์กิวเมนต์ที่เกี่ยวข้องชั่วคราวเพื่อป้องกันการใช้งานช่องโหว่ที่ง่ายขึ้น.

    ผลกระทบในระดับใหญ่:
    - เมื่อช่องโหว่ผสมผสานกัน เช่น CVE-2025-1974 สามารถทำให้ใครก็ตามที่เข้าถึงเครือข่าย Pod มีโอกาสควบคุมคลัสเตอร์ได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์ในการบริหารหรือการเข้าถึงข้อมูลประจำตัว.

    https://www.csoonline.com/article/3854089/critical-rce-flaws-put-kubernetes-clusters-at-risk-of-takeover.html
    ช่องโหว่สำคัญใน Ingress-NGINX ของ Kubernetes ที่ถูกขนานนามว่า IngressNightmare สามารถทำให้แฮกเกอร์ควบคุมคลัสเตอร์โดยไม่ต้องล็อกอิน ข้อมูลลับของคลัสเตอร์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะส่งผลให้ระบบหลายพันคลัสเตอร์และบริษัทชั้นนำในกลุ่ม Fortune 500 เสี่ยงต่อการโจมตี แนะนำให้อัปเดตระบบทันทีหรือใช้มาตรการป้องกันชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากช่องโหว่ ช่องโหว่ที่ระบุ: - ช่องโหว่ทั้ง 5 ได้รับการแก้ไขใน Ingress-NGINX Controller รุ่น 1.12.1 และ 1.11.5 ซึ่งรวมถึง CVE-2025-1974 ที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในกลุ่มนี้ โดยมีคะแนนความรุนแรง 9.8 บนมาตรวัด CVSS. ความสำคัญของระบบ Kubernetes: - ระบบ Kubernetes ถูกใช้ในการจัดการบริการแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ โดยกระจายแอปพลิเคชันออกเป็นเครือข่ายของไมโครเซอร์วิส ซึ่งช่องโหว่ในระบบสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงระดับวิกฤติ. แนวทางลดความเสี่ยง: - ผู้ดูแลระบบสามารถอัปเกรด Ingress-NGINX Controller หรือในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ทันที สามารถปิดการทำงานของ ValidatingWebhookConfiguration และลบอาร์กิวเมนต์ที่เกี่ยวข้องชั่วคราวเพื่อป้องกันการใช้งานช่องโหว่ที่ง่ายขึ้น. ผลกระทบในระดับใหญ่: - เมื่อช่องโหว่ผสมผสานกัน เช่น CVE-2025-1974 สามารถทำให้ใครก็ตามที่เข้าถึงเครือข่าย Pod มีโอกาสควบคุมคลัสเตอร์ได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์ในการบริหารหรือการเข้าถึงข้อมูลประจำตัว. https://www.csoonline.com/article/3854089/critical-rce-flaws-put-kubernetes-clusters-at-risk-of-takeover.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Critical RCE flaws put Kubernetes clusters at risk of takeover
    The vulnerabilities dubbed IngressNightmare can allow unauthenticated users to inject malicious NGINX configurations and execute malicious code into the Ingress NGINX pod, potentially exposing all cluster secrets and leading to cluster takeover.
    0 Comments 0 Shares 115 Views 0 Reviews
  • "นายกฯ" สั่งการ "ผู้ว่าฯ กทม." ปักหมุด แอปพลิเคชัน Traffy Fondue ให้ ปชช.แจ้งเหตุ อาคารที่อยู่อาศัย
    https://www.thai-tai.tv/news/17900/
    "นายกฯ" สั่งการ "ผู้ว่าฯ กทม." ปักหมุด แอปพลิเคชัน Traffy Fondue ให้ ปชช.แจ้งเหตุ อาคารที่อยู่อาศัย https://www.thai-tai.tv/news/17900/
    0 Comments 0 Shares 37 Views 0 Reviews
  • ระบบสแกนจ่ายไม่ดี ระวังจะเสียลูกค้า

    ในช่วงนี้บรรดาผู้ใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ (Mobile Banking) กำลังวิตกกังวลเรื่องอี-สลิปปลอม ที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ซึ่งมีคนออกมาเตือนว่า สามารถปลอมได้ค่อนข้างแนบเนียน ไม่ต้องใช้โปรแกรมตัดต่อภาพอย่าง Photoshop อีกต่อไป แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเห็นว่า สลิปที่สร้างโดยเอไอไม่แนบเนียน ลายเส้นมักไม่คม แนะนำว่าให้ผู้ค้าตรวจสอบโดยการนำ QR Code บนอี-สลิปไปสแกนผ่านแอปฯ ธนาคาร

    ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แนะนำแก่ลูกค้าว่า หลังรับโอนเงินควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสลิปโอนเงินนั้นของแท้ หรือของปลอม ด้วยการสแกน QR Code บนสลิป แต่จะมีอายุจำกัด ตั้งเเต่ 7 วัน ถึง 60 วัน แต่หากสลิปโอนเงินนั้นไม่มี QR Code ให้เข้าไปเช็กยอดเงินในโมบายแบงกิ้ง เพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่แท้จริงได้

    ปัจจุบันการชำระเงินด้วยการสแกนจ่าย ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังคงเกิดปัญหาระหว่างลูกค้ากับร้านค้าเป็นระยะ เช่น แอปฯ ธนาคารล่ม หรือไม่แจ้งเตือนเงินเข้าในบางเวลา เมื่อสัปดาห์ก่อนที่จังหวัดแห่งหนึ่งติดกับกรุงเทพมหานคร เจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งโพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่มเฟซบุ๊กข่าวสารของจังหวัดดังกล่าว เรียกร้องให้ลูกค้ารายหนึ่งจ่ายเงินค่ากาแฟ 160 บาท อ้างว่าลูกค้าสแกนจ่ายแล้วเงินไม่เข้า มีการนำภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมใบหน้าลูกค้าเสมือนประจาน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างแชร์และประณามลูกค้าจำนวนมาก เพื่อกดดันให้กลับมาจ่ายเงินตามที่เจ้าของร้านกล่าวหา

    ปรากฎว่าในเวลาต่อมาคดีพลิก เพราะเจ้าของร้านโพสต์ข้อความขอโทษลูกค้าที่ถูกพาดพิง หลังพบว่ามีเงินเข้าแต่ระบบไม่ได้แจ้ง และยอมรับว่าทางร้านดูสลิปโอนเงินไม่ชัดเจน ไม่มีเจตนาที่จะประจานลูกค้าแต่อย่างใด ผลก็คือทัวร์ที่เคยลงลูกค้ากลับมาลงที่เจ้าของร้านแทน เรียกร้องให้ชดเชยเยียวยา บางคนแนะให้ลูกค้าแจ้งความเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะเป็นผู้เสียหาย บางคนกล่าวว่าจะไม่อุดหนุนร้านนี้อีก เพราะไม่รู้ว่าวันไหนตัวเองจะโดนเช่นนั้น เมื่อดูสลิปที่เจ้าของร้านกาแฟโพสต์ ปรากฎว่าปลายทางเป็นแอปฯ รับเงินของลูกค้าจากค่ายอี-วอลเล็ต ซึ่งไม่ใช่ธนาคาร

    ปัจจุบันโมบายแบงกิ้งแต่ละธนาคารมักแจ้งเตือนเงินเข้าล่าช้าในบางเวลา ขณะที่บางธนาคารมีแอปฯ สำหรับให้ร้านค้ารับเงินจากลูกค้าโดยเฉพาะ และยังแจ้งเตือนเงินเข้าทั้งแบบข้อความแจ้งเตือน และเสียงแจ้งเตือนเงินเข้าที่ระบุจำนวนเงินชัดเจน อีกด้านหนึ่ง มีบางร้านค้าขอความร่วมมือให้พนักงานถ่ายภาพอี-สลิปจากลูกค้าเพื่อใช้ตรวจสอบภายหลังกรณีเงินไม่เข้าบัญชีและอื่นๆ ต่อไป

    #Newskit
    ระบบสแกนจ่ายไม่ดี ระวังจะเสียลูกค้า ในช่วงนี้บรรดาผู้ใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ (Mobile Banking) กำลังวิตกกังวลเรื่องอี-สลิปปลอม ที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ซึ่งมีคนออกมาเตือนว่า สามารถปลอมได้ค่อนข้างแนบเนียน ไม่ต้องใช้โปรแกรมตัดต่อภาพอย่าง Photoshop อีกต่อไป แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเห็นว่า สลิปที่สร้างโดยเอไอไม่แนบเนียน ลายเส้นมักไม่คม แนะนำว่าให้ผู้ค้าตรวจสอบโดยการนำ QR Code บนอี-สลิปไปสแกนผ่านแอปฯ ธนาคาร ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แนะนำแก่ลูกค้าว่า หลังรับโอนเงินควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสลิปโอนเงินนั้นของแท้ หรือของปลอม ด้วยการสแกน QR Code บนสลิป แต่จะมีอายุจำกัด ตั้งเเต่ 7 วัน ถึง 60 วัน แต่หากสลิปโอนเงินนั้นไม่มี QR Code ให้เข้าไปเช็กยอดเงินในโมบายแบงกิ้ง เพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่แท้จริงได้ ปัจจุบันการชำระเงินด้วยการสแกนจ่าย ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังคงเกิดปัญหาระหว่างลูกค้ากับร้านค้าเป็นระยะ เช่น แอปฯ ธนาคารล่ม หรือไม่แจ้งเตือนเงินเข้าในบางเวลา เมื่อสัปดาห์ก่อนที่จังหวัดแห่งหนึ่งติดกับกรุงเทพมหานคร เจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งโพสต์ภาพและข้อความลงในกลุ่มเฟซบุ๊กข่าวสารของจังหวัดดังกล่าว เรียกร้องให้ลูกค้ารายหนึ่งจ่ายเงินค่ากาแฟ 160 บาท อ้างว่าลูกค้าสแกนจ่ายแล้วเงินไม่เข้า มีการนำภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมใบหน้าลูกค้าเสมือนประจาน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างแชร์และประณามลูกค้าจำนวนมาก เพื่อกดดันให้กลับมาจ่ายเงินตามที่เจ้าของร้านกล่าวหา ปรากฎว่าในเวลาต่อมาคดีพลิก เพราะเจ้าของร้านโพสต์ข้อความขอโทษลูกค้าที่ถูกพาดพิง หลังพบว่ามีเงินเข้าแต่ระบบไม่ได้แจ้ง และยอมรับว่าทางร้านดูสลิปโอนเงินไม่ชัดเจน ไม่มีเจตนาที่จะประจานลูกค้าแต่อย่างใด ผลก็คือทัวร์ที่เคยลงลูกค้ากลับมาลงที่เจ้าของร้านแทน เรียกร้องให้ชดเชยเยียวยา บางคนแนะให้ลูกค้าแจ้งความเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะเป็นผู้เสียหาย บางคนกล่าวว่าจะไม่อุดหนุนร้านนี้อีก เพราะไม่รู้ว่าวันไหนตัวเองจะโดนเช่นนั้น เมื่อดูสลิปที่เจ้าของร้านกาแฟโพสต์ ปรากฎว่าปลายทางเป็นแอปฯ รับเงินของลูกค้าจากค่ายอี-วอลเล็ต ซึ่งไม่ใช่ธนาคาร ปัจจุบันโมบายแบงกิ้งแต่ละธนาคารมักแจ้งเตือนเงินเข้าล่าช้าในบางเวลา ขณะที่บางธนาคารมีแอปฯ สำหรับให้ร้านค้ารับเงินจากลูกค้าโดยเฉพาะ และยังแจ้งเตือนเงินเข้าทั้งแบบข้อความแจ้งเตือน และเสียงแจ้งเตือนเงินเข้าที่ระบุจำนวนเงินชัดเจน อีกด้านหนึ่ง มีบางร้านค้าขอความร่วมมือให้พนักงานถ่ายภาพอี-สลิปจากลูกค้าเพื่อใช้ตรวจสอบภายหลังกรณีเงินไม่เข้าบัญชีและอื่นๆ ต่อไป #Newskit
    Like
    Love
    3
    0 Comments 0 Shares 221 Views 0 Reviews
  • Generative AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบ การโยกย้ายข้อมูล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่การขาดกลยุทธ์ในการใช้งานอาจทำให้องค์กรเจอปัญหาความปลอดภัยที่เกิดจาก Shadow AI ในยุคนี้ เราต้องมีแนวทางชัดเจนในการปรับตัวและใช้งาน AI อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

    การปรับตัวของอินเทอร์เฟซในอนาคต:
    - จาก Chatbots สู่ระบบ Generative UI ที่ตอบสนองความต้องการผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าการออกแบบแอปพลิเคชันและการใช้งานเทคโนโลยีในองค์กร.

    การโยกย้ายระบบด้วย AI:
    - Generative AI ช่วยลดงานที่ซับซ้อน เช่น การโยกย้ายแอปพลิเคชันจากระบบเก่าไปยังระบบใหม่ ด้วยการลดเวลาและทรัพยากรที่จำเป็น.

    ความเสี่ยงของ Shadow AI:
    - แม้บริษัทอาจไม่ได้สนับสนุนการใช้ AI แต่พนักงานกลับใช้เครื่องมือ AI สาธารณะอย่าง ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลสำคัญขององค์กรโดยไม่ได้ตั้งใจ.

    ผลกระทบต่อชุมชนนักพัฒนา:
    - การใช้ Generative AI อาจทำให้ชุมชนออนไลน์เช่น Stack Overflow มีบทบาทน้อยลงในกลุ่มนักพัฒนารุ่นใหม่ เนื่องจากพวกเขาเลือก AI เป็นแหล่งคำตอบมากกว่า.

    https://www.infoworld.com/article/3849576/everyone-needs-a-genai-strategy-now.html
    Generative AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบ การโยกย้ายข้อมูล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่การขาดกลยุทธ์ในการใช้งานอาจทำให้องค์กรเจอปัญหาความปลอดภัยที่เกิดจาก Shadow AI ในยุคนี้ เราต้องมีแนวทางชัดเจนในการปรับตัวและใช้งาน AI อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ การปรับตัวของอินเทอร์เฟซในอนาคต: - จาก Chatbots สู่ระบบ Generative UI ที่ตอบสนองความต้องการผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมหน้าการออกแบบแอปพลิเคชันและการใช้งานเทคโนโลยีในองค์กร. การโยกย้ายระบบด้วย AI: - Generative AI ช่วยลดงานที่ซับซ้อน เช่น การโยกย้ายแอปพลิเคชันจากระบบเก่าไปยังระบบใหม่ ด้วยการลดเวลาและทรัพยากรที่จำเป็น. ความเสี่ยงของ Shadow AI: - แม้บริษัทอาจไม่ได้สนับสนุนการใช้ AI แต่พนักงานกลับใช้เครื่องมือ AI สาธารณะอย่าง ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลสำคัญขององค์กรโดยไม่ได้ตั้งใจ. ผลกระทบต่อชุมชนนักพัฒนา: - การใช้ Generative AI อาจทำให้ชุมชนออนไลน์เช่น Stack Overflow มีบทบาทน้อยลงในกลุ่มนักพัฒนารุ่นใหม่ เนื่องจากพวกเขาเลือก AI เป็นแหล่งคำตอบมากกว่า. https://www.infoworld.com/article/3849576/everyone-needs-a-genai-strategy-now.html
    WWW.INFOWORLD.COM
    Everyone needs a genAI strategy now
    Generative AI's popular appeal makes it difficult for companies to control the tools their employees are using, but that's only part of the story. This month's report looks at why having a generative AI strategy is important for everyone—from company leaders to developers to everyday users.
    0 Comments 0 Shares 71 Views 0 Reviews
  • Nvidia ได้เปิดตัว G-Assist ฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้ผู้เล่นปรับแต่งประสิทธิภาพในเกม และเพิ่มการควบคุมระดับการขยายของ DLSS สำหรับความละเอียดภาพในเกม ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งหน้าจอและสีจาก Nvidia App ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะมีข้อจำกัดในการใช้งานกับการ์ดจอรุ่นสูงเท่านั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนา AI ในเกมและฮาร์ดแวร์

    ความสามารถของ G-Assist:
    - ฟีเจอร์นี้ใช้โมเดล AI ชื่อ SLM (Small Language Model) ที่พัฒนาเพื่อทำงานเฉพาะ เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ การปรับแต่งพัดลม หรือการปรับแสงของอุปกรณ์ โดยบางเกมยังมีการสนับสนุนเฉพาะสำหรับคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเกมนั้น ๆ.

    DLSS Override สำหรับความยืดหยุ่น:
    - ฟีเจอร์ DLSS Super Resolution ใหม่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดระดับความละเอียดของภาพในเกมได้เอง แทนที่จะใช้ค่าเริ่มต้นจากไดรเวอร์ เช่น การปรับให้คุณภาพระดับ 60% ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความคมชัด.

    การปรับปรุงแอป Nvidia:
    - แอปนี้ได้รับการอัปเดตให้ครอบคลุมการตั้งค่าจาก Nvidia Control Panel เช่น การปรับสีและการปรับขนาดหน้าจอ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่แอปพลิเคชันแยกต่างหาก.

    ข้อจำกัดของ G-Assist:
    - ฟีเจอร์นี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับกราฟิกการ์ดซีรีส์ RTX 30/40/50 ที่มี VRAM ขั้นต่ำ 12GB ทำให้ไม่สามารถใช้งานกับรุ่นระดับเริ่มต้น เช่น RTX 3060 Ti หรือ RTX 4060 Ti ได้.

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidia-releases-public-g-assist-in-latest-app-to-provide-in-game-ai-assistance-also-introduces-dlss-custom-scaling-factors
    Nvidia ได้เปิดตัว G-Assist ฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้ผู้เล่นปรับแต่งประสิทธิภาพในเกม และเพิ่มการควบคุมระดับการขยายของ DLSS สำหรับความละเอียดภาพในเกม ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งหน้าจอและสีจาก Nvidia App ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะมีข้อจำกัดในการใช้งานกับการ์ดจอรุ่นสูงเท่านั้น แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนา AI ในเกมและฮาร์ดแวร์ ความสามารถของ G-Assist: - ฟีเจอร์นี้ใช้โมเดล AI ชื่อ SLM (Small Language Model) ที่พัฒนาเพื่อทำงานเฉพาะ เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ การปรับแต่งพัดลม หรือการปรับแสงของอุปกรณ์ โดยบางเกมยังมีการสนับสนุนเฉพาะสำหรับคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเกมนั้น ๆ. DLSS Override สำหรับความยืดหยุ่น: - ฟีเจอร์ DLSS Super Resolution ใหม่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดระดับความละเอียดของภาพในเกมได้เอง แทนที่จะใช้ค่าเริ่มต้นจากไดรเวอร์ เช่น การปรับให้คุณภาพระดับ 60% ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความคมชัด. การปรับปรุงแอป Nvidia: - แอปนี้ได้รับการอัปเดตให้ครอบคลุมการตั้งค่าจาก Nvidia Control Panel เช่น การปรับสีและการปรับขนาดหน้าจอ ซึ่งช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่แอปพลิเคชันแยกต่างหาก. ข้อจำกัดของ G-Assist: - ฟีเจอร์นี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับกราฟิกการ์ดซีรีส์ RTX 30/40/50 ที่มี VRAM ขั้นต่ำ 12GB ทำให้ไม่สามารถใช้งานกับรุ่นระดับเริ่มต้น เช่น RTX 3060 Ti หรือ RTX 4060 Ti ได้. https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/nvidia-releases-public-g-assist-in-latest-app-to-provide-in-game-ai-assistance-also-introduces-dlss-custom-scaling-factors
    0 Comments 0 Shares 93 Views 0 Reviews
  • การศึกษาล่าสุดเผยว่า Microsoft 365 อาจไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยพบมัลแวร์และ URL อันตรายจำนวนมากในข้อมูลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ควบคู่กับการอบรมพนักงานและตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและเสริมสร้างความปลอดภัยในองค์กร

    ผลการวิจัยที่น่ากังวล:
    - พบ URL อันตรายกว่า 2 ล้านรายการ ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือมัลแวร์.
    - มีมัลแวร์กว่า 5,000 รายการ ถูกตรวจพบในข้อมูลสำรอง.

    โมเดลความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility Model):
    - Microsoft รับผิดชอบความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ขณะที่องค์กรผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบการปกป้องข้อมูลและแอปพลิเคชันของตัวเอง.

    ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มความปลอดภัย:
    - ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีคุณสมบัติการป้องกันขั้นสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และภัยคุกคาม.
    - เพิ่มความปลอดภัยอีเมล เช่น การบล็อกอีเมลฟิชชิ่งและการหลอกลวง.
    - อบรมพนักงานให้รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์และทำการจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างความตื่นตัว.

    ผลกระทบของภัยคุกคามในข้อมูลสำรอง:
    - หากมัลแวร์หรือ URL อันตรายแฝงตัวในข้อมูลสำรอง จะสามารถกลับมาติดระบบใหม่ได้ทุกครั้งที่กู้คืนข้อมูล สร้างวงจรการโจมตีซ้ำ ๆ

    https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hidden-threats-how-microsoft-365-backups-store-risks-for-future-attacks/
    การศึกษาล่าสุดเผยว่า Microsoft 365 อาจไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยพบมัลแวร์และ URL อันตรายจำนวนมากในข้อมูลสำรอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ควบคู่กับการอบรมพนักงานและตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและเสริมสร้างความปลอดภัยในองค์กร ผลการวิจัยที่น่ากังวล: - พบ URL อันตรายกว่า 2 ล้านรายการ ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่งหรือมัลแวร์. - มีมัลแวร์กว่า 5,000 รายการ ถูกตรวจพบในข้อมูลสำรอง. โมเดลความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility Model): - Microsoft รับผิดชอบความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ขณะที่องค์กรผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบการปกป้องข้อมูลและแอปพลิเคชันของตัวเอง. ข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มความปลอดภัย: - ใช้โซลูชันสำรองข้อมูลที่มีคุณสมบัติการป้องกันขั้นสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และภัยคุกคาม. - เพิ่มความปลอดภัยอีเมล เช่น การบล็อกอีเมลฟิชชิ่งและการหลอกลวง. - อบรมพนักงานให้รับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์และทำการจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างความตื่นตัว. ผลกระทบของภัยคุกคามในข้อมูลสำรอง: - หากมัลแวร์หรือ URL อันตรายแฝงตัวในข้อมูลสำรอง จะสามารถกลับมาติดระบบใหม่ได้ทุกครั้งที่กู้คืนข้อมูล สร้างวงจรการโจมตีซ้ำ ๆ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hidden-threats-how-microsoft-365-backups-store-risks-for-future-attacks/
    WWW.BLEEPINGCOMPUTER.COM
    Hidden Threats: How Microsoft 365 Backups Store Risks for Future Attacks
    Acronis Threat Research found 2M+ malicious URLs & 5,000+ malware instances in Microsoft 365 backup data—demonstrating how built-in security isn't always enough. Don't let threats persist in your cloud data. Strengthen your defenses.
    0 Comments 0 Shares 195 Views 0 Reviews
  • PsiQuantum บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมจากสหรัฐฯ กำลังระดมทุนกว่า 750 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาควอนตัมชิปที่สามารถพลิกโฉมวงการเทคโนโลยี ด้วยความร่วมมือกับโรงงาน GlobalFoundries และรัฐบาลจากหลายประเทศ พวกเขามุ่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้พร้อมใช้งานภายในปี 2029 หากสำเร็จ นี่จะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำไม่ได้ เช่น การพัฒนายาใหม่และแบตเตอรี่ที่ล้ำสมัย

    ข้อดีของควอนตัมคอมพิวติ้ง:
    - ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายพันหรือหลายล้านปี เช่น การพยากรณ์ปฏิสัมพันธ์ของอะตอมและโมเลกุลที่ช่วยพัฒนาแบตเตอรี่และยาใหม่.

    โครงการที่ร่วมมือกับรัฐบาล:
    - PsiQuantum กำลังสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ในสองสถานที่ ได้แก่ บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย และ ชิคาโก สหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองแห่ง.

    ความท้าทายในการพัฒนาเทคโนโลยี:
    - การสร้างควอนตัมชิปในระดับสูงจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลและการแก้ไขปัญหาด้านความผิดพลาดของชิปควอนตัมที่มีอยู่ ซึ่งยังถือเป็นอุปสรรคหลักในวงการควอนตัม.

    อนาคตของควอนตัมคอมพิวเตอร์:
    - PsiQuantum เชื่อว่าจะสามารถสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงภายในปี 2029 ในขณะที่ Google คาดว่าจะเห็นแอปพลิเคชันควอนตัมที่ใช้งานจริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า.

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/25/exclusive-quantum-computing-startup-psiquantum-raising-at-least-750-million-at-6-billion-valuation-sources-say
    PsiQuantum บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมจากสหรัฐฯ กำลังระดมทุนกว่า 750 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาควอนตัมชิปที่สามารถพลิกโฉมวงการเทคโนโลยี ด้วยความร่วมมือกับโรงงาน GlobalFoundries และรัฐบาลจากหลายประเทศ พวกเขามุ่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้พร้อมใช้งานภายในปี 2029 หากสำเร็จ นี่จะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำไม่ได้ เช่น การพัฒนายาใหม่และแบตเตอรี่ที่ล้ำสมัย ข้อดีของควอนตัมคอมพิวติ้ง: - ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายพันหรือหลายล้านปี เช่น การพยากรณ์ปฏิสัมพันธ์ของอะตอมและโมเลกุลที่ช่วยพัฒนาแบตเตอรี่และยาใหม่. โครงการที่ร่วมมือกับรัฐบาล: - PsiQuantum กำลังสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ในสองสถานที่ ได้แก่ บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย และ ชิคาโก สหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองแห่ง. ความท้าทายในการพัฒนาเทคโนโลยี: - การสร้างควอนตัมชิปในระดับสูงจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลและการแก้ไขปัญหาด้านความผิดพลาดของชิปควอนตัมที่มีอยู่ ซึ่งยังถือเป็นอุปสรรคหลักในวงการควอนตัม. อนาคตของควอนตัมคอมพิวเตอร์: - PsiQuantum เชื่อว่าจะสามารถสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงภายในปี 2029 ในขณะที่ Google คาดว่าจะเห็นแอปพลิเคชันควอนตัมที่ใช้งานจริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า. https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/25/exclusive-quantum-computing-startup-psiquantum-raising-at-least-750-million-at-6-billion-valuation-sources-say
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Exclusive-Quantum computing startup PsiQuantum raising at least $750 million, sources say
    SAN FRANCISCO (Reuters) -Quantum computing startup PsiQuantum is raising at least $750 million at a $6 billion pre-money valuation, according to two people familiar with the matter.
    0 Comments 0 Shares 173 Views 0 Reviews
  • Tencent กำลังเตรียมเปิดตัว Hunyuan T1 โมเดล AI ขนาดใหญ่สุดล้ำที่ใช้สถาปัตยกรรม Mamba ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในงานประมวลผลข้อมูลระดับสูง โมเดลนี้ต่อยอดจาก Hunyuan Turbo S ที่ติดอันดับในแพลตฟอร์มการจัดอันดับ AI และอาจกลายเป็นเกมเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรม

    ความสามารถของโมเดล Hunyuan T1:
    - มุ่งเน้นการประมวลผลเชิงการให้เหตุผลที่มีความซับซ้อนสูงและรวดเร็ว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในแอปพลิเคชันและบริการหลากหลาย เช่น แชทบอท, การค้นหา, และระบบวิเคราะห์ข้อมูล.

    การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI:
    - Hunyuan Turbo S ของ Tencent เคยติดอันดับที่ 15 ใน Chatbot Arena LLM Leaderboard ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จัดอันดับโมเดลจากการโหวตของผู้ใช้จริงในเรื่องคุณภาพการตอบกลับ โดยอันดับปัจจุบันของ DeepSeek R1 อยู่อันดับที่ 7.

    จุดเด่นของ Mamba Architecture:
    - สถาปัตยกรรมนี้เน้นการกระจายการประมวลผลและลดความสูญเสียของข้อมูลในระหว่างการคำนวณ ทำให้เหมาะกับการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่และการทำงานร่วมกับข้อมูลปริมาณมหาศาล.

    เป้าหมายของ Tencent ในอนาคต:
    - Tencent วางแผนที่จะขยายการใช้งานโมเดล Hunyuan T1 ในหลายธุรกิจ ตั้งแต่เทคโนโลยีการศึกษา ระบบสุขภาพ ไปจนถึงบริการอีคอมเมิร์ซ.

    https://www.techpowerup.com/334375/tencent-will-launch-hunyuan-t1-inference-model-on-march-21
    Tencent กำลังเตรียมเปิดตัว Hunyuan T1 โมเดล AI ขนาดใหญ่สุดล้ำที่ใช้สถาปัตยกรรม Mamba ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในงานประมวลผลข้อมูลระดับสูง โมเดลนี้ต่อยอดจาก Hunyuan Turbo S ที่ติดอันดับในแพลตฟอร์มการจัดอันดับ AI และอาจกลายเป็นเกมเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรม ความสามารถของโมเดล Hunyuan T1: - มุ่งเน้นการประมวลผลเชิงการให้เหตุผลที่มีความซับซ้อนสูงและรวดเร็ว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในแอปพลิเคชันและบริการหลากหลาย เช่น แชทบอท, การค้นหา, และระบบวิเคราะห์ข้อมูล. การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI: - Hunyuan Turbo S ของ Tencent เคยติดอันดับที่ 15 ใน Chatbot Arena LLM Leaderboard ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จัดอันดับโมเดลจากการโหวตของผู้ใช้จริงในเรื่องคุณภาพการตอบกลับ โดยอันดับปัจจุบันของ DeepSeek R1 อยู่อันดับที่ 7. จุดเด่นของ Mamba Architecture: - สถาปัตยกรรมนี้เน้นการกระจายการประมวลผลและลดความสูญเสียของข้อมูลในระหว่างการคำนวณ ทำให้เหมาะกับการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่และการทำงานร่วมกับข้อมูลปริมาณมหาศาล. เป้าหมายของ Tencent ในอนาคต: - Tencent วางแผนที่จะขยายการใช้งานโมเดล Hunyuan T1 ในหลายธุรกิจ ตั้งแต่เทคโนโลยีการศึกษา ระบบสุขภาพ ไปจนถึงบริการอีคอมเมิร์ซ. https://www.techpowerup.com/334375/tencent-will-launch-hunyuan-t1-inference-model-on-march-21
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Tencent Will Launch Hunyuan T1 Inference Model on March 21
    Tencent's large language model (LLM) specialist division has announced the imminent launch of their T1 AI inference model. The Chinese technology giant's Hunyuan social media accounts revealed a grand arrival, scheduled to take place on Friday (March 21). A friendly reminder was issued to interested...
    0 Comments 0 Shares 188 Views 0 Reviews
  • จากไทยไปสิงคโปร์ แบบไม่บินด้วยรถไฟ

    หลังจากที่รถไฟ ETS (Electric Train Service) ขยายเส้นทางจากสถานีเกอมัส (Gemas) รัฐเนอเกอรีเซิมบีลัน ไปยังสถานีเซกามัต (Segamat) รัฐยะโฮร์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา สำหรับชาวรัฐยะโฮร์อาจเรียกได้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเขา ที่ได้เห็นรถไฟที่ทันสมัย พร้อมกับโครงการรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเกอมัส-ยะโฮร์บาห์รู (Gemas-Johor Bahru) ระยะทาง 192 กิโลเมตร ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2568 ช่วยลดเวลาการเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยังเมืองยะโฮร์บาห์รู จาก 7 ชั่วโมงเหลือ 4 ชั่วโมง 30 นาที

    เมื่อเกิดคำถามว่าจากกรุงเทพฯ ไปสิงคโปร์แบบไม่บิน ด้วยรถไฟเป็นไปได้หรือไม่ จึงลองทำการบ้าน พบว่าจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปยังด่านวู้ดแลนด์ (Woodlands) ด้วยรถไฟจะใช้เวลาเกือบ 40 ชั่วโมง ต่อขบวนรถไฟ 4 ต่อ ได้แก่ ขบวนที่ 45 กรุงเทพอภิวัฒน์-ปาดังเบซาร์, ขบวนที่ EG9425 ปาดังเบซาร์-เซกามัต, ขบวนที่ ES41 ขึ้นจากสถานีเซกามัต ลงที่สถานี JB Sentral และรถไฟ Shuttle Tebrau ไปที่สถานี Woodlands ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งช่วงเช้าตั้งแต่ 05.00-07.30 น. รถไฟออกทุกครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นรถออกช่วงครึ่งวันเช้าเวลา 08.45, 10.00, 11.30 และ 12.45 น.

    รถไฟ ETS จากสถานีปาดังเบซาร์ถึงเซกามัต มีวันละ 1 เที่ยว และที่นั่งมีจำนวนจำกัด แนะนำให้จองตั๋วรถไฟแต่เนิ่นๆ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน KTMB แม้ทางรถไฟจะถูกพัฒนาให้เป็นรถไฟทางคู่ แต่ก็อาจมีเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยธรรมชาติ สายไฟฟ้าที่จ่ายให้ขบวนรถไฟขาด หรือกรณีรถจักรดีเซลขัดข้อง มักใช้วิธีคืนเงินแล้วให้เดินทางต่อด้วยรูปแบบอื่น ไม่มีรถรับส่งแบบประเทศไทย จึงต้องคิดแผนสองเผื่อไว้ด้วย

    ส่วนขาขึ้นจากสิงคโปร์ไปกรุงเทพฯ พบว่าเวลาเดินรถไม่สอดคล้องกัน รถไฟ ETS จากสถานีเซกามัตไปปาดังเบซาร์ มีวันละ 1 เที่ยว ได้แก่ ขบวนที่ EG9420 รถออกเวลา 07.55 น. เพราะฉะนั้นถ้านั่งรถไฟ KTM Intercity ไปลงที่สถานีเซกามัตแล้วยังคงต้องการนั่งรถไฟ ETS ไปสถานีปาดังเบซาร์ อาจต้องพักค้างคืนที่เซกามัต 1 คืน

    หรือถ้าจะค้างคืนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต้องต่อรถทัวร์ที่สถานีขนส่ง อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ ไปยังสถานีขนส่ง TBS ใช้เวลา 4 ชั่วโมง มีรถถึง 21.00 น. ตอนเช้าต่อรถไฟจากสถานี KL Sentral ไปสถานีปาดังเบซาร์ แล้วต่อรถไฟขบวนที่ 46 เวลา 18.00 น. เวลามาเลเซีย ถึงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 09.05 น. วันถัดไป

    หากโครงการรถไฟทางคู่เกอมัส-ยะโฮร์บาห์รู เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ และรถไฟ ETS ขยายการให้บริการถึงสถานี JB Sentral จะอัปเดตแผนการเดินทางให้ทราบต่อไป

    #Newskit
    จากไทยไปสิงคโปร์ แบบไม่บินด้วยรถไฟ หลังจากที่รถไฟ ETS (Electric Train Service) ขยายเส้นทางจากสถานีเกอมัส (Gemas) รัฐเนอเกอรีเซิมบีลัน ไปยังสถานีเซกามัต (Segamat) รัฐยะโฮร์ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา สำหรับชาวรัฐยะโฮร์อาจเรียกได้ว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเขา ที่ได้เห็นรถไฟที่ทันสมัย พร้อมกับโครงการรถไฟทางคู่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเกอมัส-ยะโฮร์บาห์รู (Gemas-Johor Bahru) ระยะทาง 192 กิโลเมตร ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2568 ช่วยลดเวลาการเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยังเมืองยะโฮร์บาห์รู จาก 7 ชั่วโมงเหลือ 4 ชั่วโมง 30 นาที เมื่อเกิดคำถามว่าจากกรุงเทพฯ ไปสิงคโปร์แบบไม่บิน ด้วยรถไฟเป็นไปได้หรือไม่ จึงลองทำการบ้าน พบว่าจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปยังด่านวู้ดแลนด์ (Woodlands) ด้วยรถไฟจะใช้เวลาเกือบ 40 ชั่วโมง ต่อขบวนรถไฟ 4 ต่อ ได้แก่ ขบวนที่ 45 กรุงเทพอภิวัฒน์-ปาดังเบซาร์, ขบวนที่ EG9425 ปาดังเบซาร์-เซกามัต, ขบวนที่ ES41 ขึ้นจากสถานีเซกามัต ลงที่สถานี JB Sentral และรถไฟ Shuttle Tebrau ไปที่สถานี Woodlands ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งช่วงเช้าตั้งแต่ 05.00-07.30 น. รถไฟออกทุกครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นรถออกช่วงครึ่งวันเช้าเวลา 08.45, 10.00, 11.30 และ 12.45 น. รถไฟ ETS จากสถานีปาดังเบซาร์ถึงเซกามัต มีวันละ 1 เที่ยว และที่นั่งมีจำนวนจำกัด แนะนำให้จองตั๋วรถไฟแต่เนิ่นๆ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน KTMB แม้ทางรถไฟจะถูกพัฒนาให้เป็นรถไฟทางคู่ แต่ก็อาจมีเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยธรรมชาติ สายไฟฟ้าที่จ่ายให้ขบวนรถไฟขาด หรือกรณีรถจักรดีเซลขัดข้อง มักใช้วิธีคืนเงินแล้วให้เดินทางต่อด้วยรูปแบบอื่น ไม่มีรถรับส่งแบบประเทศไทย จึงต้องคิดแผนสองเผื่อไว้ด้วย ส่วนขาขึ้นจากสิงคโปร์ไปกรุงเทพฯ พบว่าเวลาเดินรถไม่สอดคล้องกัน รถไฟ ETS จากสถานีเซกามัตไปปาดังเบซาร์ มีวันละ 1 เที่ยว ได้แก่ ขบวนที่ EG9420 รถออกเวลา 07.55 น. เพราะฉะนั้นถ้านั่งรถไฟ KTM Intercity ไปลงที่สถานีเซกามัตแล้วยังคงต้องการนั่งรถไฟ ETS ไปสถานีปาดังเบซาร์ อาจต้องพักค้างคืนที่เซกามัต 1 คืน หรือถ้าจะค้างคืนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต้องต่อรถทัวร์ที่สถานีขนส่ง อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ ไปยังสถานีขนส่ง TBS ใช้เวลา 4 ชั่วโมง มีรถถึง 21.00 น. ตอนเช้าต่อรถไฟจากสถานี KL Sentral ไปสถานีปาดังเบซาร์ แล้วต่อรถไฟขบวนที่ 46 เวลา 18.00 น. เวลามาเลเซีย ถึงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 09.05 น. วันถัดไป หากโครงการรถไฟทางคู่เกอมัส-ยะโฮร์บาห์รู เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ และรถไฟ ETS ขยายการให้บริการถึงสถานี JB Sentral จะอัปเดตแผนการเดินทางให้ทราบต่อไป #Newskit
    Like
    Love
    6
    5 Comments 0 Shares 304 Views 0 Reviews
  • ถึงแม้ว่า AI ในยุคนี้จะฉลาดและทำเรื่องซับซ้อนได้ดี แต่กลับมีปัญหากับงานง่าย ๆ อย่างการอ่านนาฬิกาหรือทำความเข้าใจปฏิทิน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระได้ทดสอบ AI หลายระบบ เช่น Gemini และ GPT แต่ผลลัพธ์พบว่า AI ส่วนใหญ่ยังอ่านนาฬิกาผิดไปกว่า 75% งานนี้ชวนให้คิดว่า การพัฒนา AI ในอนาคตควรให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานแบบนี้ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องซับซ้อนเท่านั้น

    การทดสอบและผลลัพธ์ที่สำคัญ:
    - การทดลองใช้ภาพนาฬิกาที่มีหลายรูปแบบ เช่น ตัวเลขโรมันหรือเข็มนาฬิกาที่มีสไตล์ต่างกัน ซึ่งสร้างความลำบากให้ AI ในการตีความเวลา.
    - Gemini 2.0 มีคะแนนสูงสุดในส่วนของการอ่านนาฬิกา แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความแม่นยำต่ำกว่า 25%.

    ความสำคัญของการศึกษา:
    - การศึกษานี้เน้นย้ำว่า แม้ AI จะพัฒนาไปมาก แต่ยังมีปัญหากับการทำงานพื้นฐาน เช่น การอ่านเวลาและการจัดการตาราง ซึ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับมนุษย์.
    - ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลต่อการใช้งาน AI ในแอปพลิเคชันจริงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเวลาและงานอื่น ๆ ที่ต้องการความแม่นยำ.

    ความพยายามแก้ไขและอนาคตของ AI:
    - นักวิจัยระบุว่า การพัฒนา AI ควรมุ่งเน้นที่การปรับปรุงความสามารถพื้นฐานควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน.
    - งานวิจัยนี้จะถูกนำเสนอในงานประชุมวิชาการ ICLR ในเดือนเมษายน ที่สิงคโปร์

    https://www.techspot.com/news/107172-most-ais-struggle-reading-clocks-misreading-faces-75.html
    ถึงแม้ว่า AI ในยุคนี้จะฉลาดและทำเรื่องซับซ้อนได้ดี แต่กลับมีปัญหากับงานง่าย ๆ อย่างการอ่านนาฬิกาหรือทำความเข้าใจปฏิทิน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระได้ทดสอบ AI หลายระบบ เช่น Gemini และ GPT แต่ผลลัพธ์พบว่า AI ส่วนใหญ่ยังอ่านนาฬิกาผิดไปกว่า 75% งานนี้ชวนให้คิดว่า การพัฒนา AI ในอนาคตควรให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานแบบนี้ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องซับซ้อนเท่านั้น การทดสอบและผลลัพธ์ที่สำคัญ: - การทดลองใช้ภาพนาฬิกาที่มีหลายรูปแบบ เช่น ตัวเลขโรมันหรือเข็มนาฬิกาที่มีสไตล์ต่างกัน ซึ่งสร้างความลำบากให้ AI ในการตีความเวลา. - Gemini 2.0 มีคะแนนสูงสุดในส่วนของการอ่านนาฬิกา แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความแม่นยำต่ำกว่า 25%. ความสำคัญของการศึกษา: - การศึกษานี้เน้นย้ำว่า แม้ AI จะพัฒนาไปมาก แต่ยังมีปัญหากับการทำงานพื้นฐาน เช่น การอ่านเวลาและการจัดการตาราง ซึ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับมนุษย์. - ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลต่อการใช้งาน AI ในแอปพลิเคชันจริงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเวลาและงานอื่น ๆ ที่ต้องการความแม่นยำ. ความพยายามแก้ไขและอนาคตของ AI: - นักวิจัยระบุว่า การพัฒนา AI ควรมุ่งเน้นที่การปรับปรุงความสามารถพื้นฐานควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน. - งานวิจัยนี้จะถูกนำเสนอในงานประชุมวิชาการ ICLR ในเดือนเมษายน ที่สิงคโปร์ https://www.techspot.com/news/107172-most-ais-struggle-reading-clocks-misreading-faces-75.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Most AIs struggle with reading clocks, misreading faces 75% of the time
    A team of researchers at Edinburgh University tested some top multimodal large language models to see how well they could answer questions based on images of clocks...
    0 Comments 0 Shares 278 Views 0 Reviews
  • ตอนนี้ชิป H20 ของ NVIDIA ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับตลาดจีนกำลังเป็นที่ต้องการสูงจนขาดตลาด บริษัทใหญ่อย่าง Tencent และ ByteDance ต่างรีบสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้กับระบบ AI และแอปพลิเคชัน เช่น Tencent Docs และแผนที่ ตัวชิป H20 ถือว่าคุ้มค่ากว่าชิปคู่แข่งในจีน แต่ก็ยังคงมีปัญหาการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ความสำเร็จของ NVIDIA ครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญที่ยังครองใจบริษัทเทคโนโลยีจีน

    เหตุผลที่ความต้องการเพิ่มขึ้น:
    - การเปิดตัว AI รุ่นใหม่จาก DeepSeek ทำให้บริษัทต่าง ๆ รวมถึง Tencent และ ByteDance เพิ่มการลงทุนในชิปเพื่อรองรับโมเดลภาษาใหญ่ (LLMs) และการใช้งานในแอป เช่น Tencent Docs และ Tencent Maps
    - ความต้องการพลังประมวลผลสำหรับ AI ที่เพิ่มขึ้นในจีนมีส่วนสำคัญต่อรายได้ของ NVIDIA

    เปรียบเทียบราคากับทางเลือกในท้องถิ่น:
    - ชิป H20 ของ NVIDIA มีราคาประมาณ 100,000 หยวน ซึ่งนับว่าคุ้มค่ากว่า Ascend 910B ของจีนเองที่มีราคาสูงกว่า
    - NVIDIA ยังคงมีข้อได้เปรียบในด้านระบบซอฟต์แวร์ที่รองรับการพัฒนา AI ได้ดีกว่า

    ปริมาณการใช้งานในจีน:
    - ในปี 2024 Tencent และ ByteDance ได้สั่งซื้อชิป AI ของ NVIDIA ถึง 230,000 ตัว ซึ่งเป็นปริมาณรองจาก Microsoft ในตลาดโลก
    - NVIDIA วางแผนที่จะคงบทบาทสำคัญในตลาดจีนเพื่อรักษาสัดส่วนรายได้

    https://wccftech.com/nvidia-h20-ai-accelerators-are-facing-a-shortage-in-china/
    ตอนนี้ชิป H20 ของ NVIDIA ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับตลาดจีนกำลังเป็นที่ต้องการสูงจนขาดตลาด บริษัทใหญ่อย่าง Tencent และ ByteDance ต่างรีบสั่งซื้อเพื่อนำไปใช้กับระบบ AI และแอปพลิเคชัน เช่น Tencent Docs และแผนที่ ตัวชิป H20 ถือว่าคุ้มค่ากว่าชิปคู่แข่งในจีน แต่ก็ยังคงมีปัญหาการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ความสำเร็จของ NVIDIA ครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทสำคัญที่ยังครองใจบริษัทเทคโนโลยีจีน เหตุผลที่ความต้องการเพิ่มขึ้น: - การเปิดตัว AI รุ่นใหม่จาก DeepSeek ทำให้บริษัทต่าง ๆ รวมถึง Tencent และ ByteDance เพิ่มการลงทุนในชิปเพื่อรองรับโมเดลภาษาใหญ่ (LLMs) และการใช้งานในแอป เช่น Tencent Docs และ Tencent Maps - ความต้องการพลังประมวลผลสำหรับ AI ที่เพิ่มขึ้นในจีนมีส่วนสำคัญต่อรายได้ของ NVIDIA เปรียบเทียบราคากับทางเลือกในท้องถิ่น: - ชิป H20 ของ NVIDIA มีราคาประมาณ 100,000 หยวน ซึ่งนับว่าคุ้มค่ากว่า Ascend 910B ของจีนเองที่มีราคาสูงกว่า - NVIDIA ยังคงมีข้อได้เปรียบในด้านระบบซอฟต์แวร์ที่รองรับการพัฒนา AI ได้ดีกว่า ปริมาณการใช้งานในจีน: - ในปี 2024 Tencent และ ByteDance ได้สั่งซื้อชิป AI ของ NVIDIA ถึง 230,000 ตัว ซึ่งเป็นปริมาณรองจาก Microsoft ในตลาดโลก - NVIDIA วางแผนที่จะคงบทบาทสำคัญในตลาดจีนเพื่อรักษาสัดส่วนรายได้ https://wccftech.com/nvidia-h20-ai-accelerators-are-facing-a-shortage-in-china/
    WCCFTECH.COM
    NVIDIA's H20 AI Accelerators Are Reportedly Facing A Shortage In China, Amid The Massive Demand Prompted Due To DeepSeek
    NVIDIA's "China-exclusive" H20 AI accelerators are now said to be experiencing a shortage in Chinese markets.
    0 Comments 0 Shares 237 Views 0 Reviews
  • จีนได้ออกกฎหมายใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2025 เพื่อบังคับให้เนื้อหาที่สร้างด้วย AI ต้องมีป้ายกำกับที่ชัดเจนทั้งในภาพ เสียง และข้อความ ซึ่งเป้าหมายคือช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแยกแยะได้ง่ายขึ้นระหว่างข้อมูลจริงกับข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยเครื่องจักร เช่น ถ้าเราเห็นรูปหรือวิดีโอที่ดูเหมือนจริงมาก เราจะได้รู้ว่ามันถูกสร้างด้วย AI หรือไม่ นอกจากนี้ ทางการยังห้ามลบป้ายกำกับหรือทำปลอมแปลงเพื่อให้ข้อมูลผิดพลาด อย่างไรก็ตาม บางเนื้อหาที่ไม่มีป้ายกำกับก็ยังอนุญาตได้ในบางกรณีที่มีเหตุผลจำเป็น

    เนื้อหาที่กำหนดให้ติดป้าย:
    - รวมถึงข้อมูลที่สร้างขึ้นและถูกปรับแต่งโดย AI เช่น วิดีโอที่สร้างจากโมเดล AI และเสียงที่เลียนแบบมนุษย์.
    - ผู้ใช้งานสามารถขอเนื้อหาที่ไม่มีป้ายกำกับได้ในบางกรณี เช่น เรื่องทางสังคมหรือความจำเป็นในอุตสาหกรรม แต่จะต้องมีการบันทึกข้อมูลเพื่อการติดตาม.

    ข้อห้ามและการควบคุม:
    - ห้ามลบ หรือปลอมแปลงป้ายกำกับของเนื้อหา AI และยังห้ามเพิ่มป้ายดังกล่าวในเนื้อหาที่สร้างโดยมนุษย์.
    - กำหนดให้แอปพลิเคชันในร้านค้าออนไลน์ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดก่อนที่จะอนุมัติการเผยแพร่แอป.

    เป้าหมายของกฎหมาย:
    - เพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหรือสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต.
    - ลดการแพร่กระจายข้อมูลปลอมและเพิ่มความโปร่งใสในโลกดิจิทัล.

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/china-will-enforce-clear-flagging-of-all-ai-generated-content-starting-from-september
    จีนได้ออกกฎหมายใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2025 เพื่อบังคับให้เนื้อหาที่สร้างด้วย AI ต้องมีป้ายกำกับที่ชัดเจนทั้งในภาพ เสียง และข้อความ ซึ่งเป้าหมายคือช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแยกแยะได้ง่ายขึ้นระหว่างข้อมูลจริงกับข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยเครื่องจักร เช่น ถ้าเราเห็นรูปหรือวิดีโอที่ดูเหมือนจริงมาก เราจะได้รู้ว่ามันถูกสร้างด้วย AI หรือไม่ นอกจากนี้ ทางการยังห้ามลบป้ายกำกับหรือทำปลอมแปลงเพื่อให้ข้อมูลผิดพลาด อย่างไรก็ตาม บางเนื้อหาที่ไม่มีป้ายกำกับก็ยังอนุญาตได้ในบางกรณีที่มีเหตุผลจำเป็น เนื้อหาที่กำหนดให้ติดป้าย: - รวมถึงข้อมูลที่สร้างขึ้นและถูกปรับแต่งโดย AI เช่น วิดีโอที่สร้างจากโมเดล AI และเสียงที่เลียนแบบมนุษย์. - ผู้ใช้งานสามารถขอเนื้อหาที่ไม่มีป้ายกำกับได้ในบางกรณี เช่น เรื่องทางสังคมหรือความจำเป็นในอุตสาหกรรม แต่จะต้องมีการบันทึกข้อมูลเพื่อการติดตาม. ข้อห้ามและการควบคุม: - ห้ามลบ หรือปลอมแปลงป้ายกำกับของเนื้อหา AI และยังห้ามเพิ่มป้ายดังกล่าวในเนื้อหาที่สร้างโดยมนุษย์. - กำหนดให้แอปพลิเคชันในร้านค้าออนไลน์ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดก่อนที่จะอนุมัติการเผยแพร่แอป. เป้าหมายของกฎหมาย: - เพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหรือสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต. - ลดการแพร่กระจายข้อมูลปลอมและเพิ่มความโปร่งใสในโลกดิจิทัล. https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/china-will-enforce-clear-flagging-of-all-ai-generated-content-starting-from-september
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    China will enforce clear flagging of all AI generated content starting from September
    AI text, audio, video, images, and even virtual scenes will all need to be labeled.
    0 Comments 0 Shares 257 Views 0 Reviews
  • "Huawei กำลังนำเสนอชิปรุ่นใหม่ที่ชื่อ Kirin X90 ซึ่งเป็นชิปที่คาดว่าจะมาแทนที่รุ่นเก่า Kunpeng 920 และถูกออกแบบให้ใช้กับทั้งเซิร์ฟเวอร์และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล. ชิปนี้ถูกผลิตด้วยเทคโนโลยีในประเทศจีนเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ. สิ่งที่น่าสนใจคือ Huawei มีแผนจะใช้ชิปนี้กับระบบ HarmonyOS ที่พัฒนาเองด้วย เพื่อให้แล็ปท็อปทำงานได้แบบไหลลื่นเหมือนกับแนวทางที่ Apple ทำกับ MacBooks แต่แน่นอนว่าคงต้องรอติดตามกันว่าเมื่อเปิดตัวในเดือนเมษายนนี้จะทำได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่

    พัฒนาการด้านเทคโนโลยี:
    - Kirin X90 อาจผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขนาด 7 นาโนเมตรของ SMIC ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกควบคุมโดยมาตรการห้ามค้าของสหรัฐฯ.
    - ชิปนี้ใช้แกนประมวลผล Taishan V120 ซึ่งอ้างว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Zen 3 ของ AMD.

    การใช้งานและระบบปฏิบัติการ:
    - Huawei เตรียมนำชิปรุ่นใหม่นี้มาใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้ระบบ HarmonyOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาเอง.
    - แม้ยังมีปัญหาเรื่องการรองรับซอฟต์แวร์และการพัฒนาแอปพลิเคชันเพิ่มเติม แต่ Huawei คาดว่าจะทำให้การใช้งานบนแล็ปท็อปราบรื่นยิ่งขึ้น.

    เปรียบเทียบกับคู่แข่ง:
    - Kirin X90 มีความคล้ายคลึงกับแนวทางการรวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบที่ Apple ทำกับ MacBooks.
    - อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของชิปยังคงต้องรอดูจากการเปิดตัวในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/new-huawei-kirin-x90-chip-revealed-in-state-report-possibly-set-to-replace-the-aging-kunpeng-920-design
    "Huawei กำลังนำเสนอชิปรุ่นใหม่ที่ชื่อ Kirin X90 ซึ่งเป็นชิปที่คาดว่าจะมาแทนที่รุ่นเก่า Kunpeng 920 และถูกออกแบบให้ใช้กับทั้งเซิร์ฟเวอร์และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล. ชิปนี้ถูกผลิตด้วยเทคโนโลยีในประเทศจีนเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ. สิ่งที่น่าสนใจคือ Huawei มีแผนจะใช้ชิปนี้กับระบบ HarmonyOS ที่พัฒนาเองด้วย เพื่อให้แล็ปท็อปทำงานได้แบบไหลลื่นเหมือนกับแนวทางที่ Apple ทำกับ MacBooks แต่แน่นอนว่าคงต้องรอติดตามกันว่าเมื่อเปิดตัวในเดือนเมษายนนี้จะทำได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ พัฒนาการด้านเทคโนโลยี: - Kirin X90 อาจผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขนาด 7 นาโนเมตรของ SMIC ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกควบคุมโดยมาตรการห้ามค้าของสหรัฐฯ. - ชิปนี้ใช้แกนประมวลผล Taishan V120 ซึ่งอ้างว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Zen 3 ของ AMD. การใช้งานและระบบปฏิบัติการ: - Huawei เตรียมนำชิปรุ่นใหม่นี้มาใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้ระบบ HarmonyOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาเอง. - แม้ยังมีปัญหาเรื่องการรองรับซอฟต์แวร์และการพัฒนาแอปพลิเคชันเพิ่มเติม แต่ Huawei คาดว่าจะทำให้การใช้งานบนแล็ปท็อปราบรื่นยิ่งขึ้น. เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: - Kirin X90 มีความคล้ายคลึงกับแนวทางการรวมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบที่ Apple ทำกับ MacBooks. - อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของชิปยังคงต้องรอดูจากการเปิดตัวในอนาคต https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/new-huawei-kirin-x90-chip-revealed-in-state-report-possibly-set-to-replace-the-aging-kunpeng-920-design
    0 Comments 0 Shares 354 Views 0 Reviews
  • Turtle X ธนาซิตี้ คีรีสยายปีกสะดวกซื้อ

    เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา สำหรับเทอร์เทิล เอ็กซ์ (Turtle X) ร้านสะดวกซื้อแบบสแตนด์อะโลนแห่งแรก นอกสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส บนพื้นที่ 300 ตารางเมตร ภายในโครงการธนาซิตี้ บางนา-ตราด กม.14 จ.สมุทรปราการ ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท ซุปเปอร์ เทอร์เทิล จำกัด (มหำชน) หรือ TURTLE ผู้ให้บริการค้าปลีกในระบบขนส่งมวลชนของกลุ่มบริษัทบีทีเอส (BTS Group) ที่มีนายคีรี กาญจนพาสน์ เป็นเจ้าของ

    นับตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อเทอร์เทิล (Turtle) เปิดสาขาแรกที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เซนต์หลุยส์ เมื่อเดือน ธ.ค. 2564 ก่อนขยายไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน 22 แห่ง กระทั่งเปิดให้บริการร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก เทอร์เทิล อี (Turtle e) บนสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีลาดพร้าว สถานีบางกะปิ และสถานีสวนหลวง ร.9 เมื่อเดือน ส.ค. 2567 และเปิดร้านเทอร์เทิล เอ็กซ์ นอกสถานีที่อาคารยูนิคอร์น พญาไท

    ถึงกระนั้น ร้านเทอร์เทิล เอ็กซ์ ธนาซิตี้ ถือเป็นสาขาแรกที่เปิดแบบสแตนด์อะโลน เจาะกลุ่มลูกค้าผู้อยู่อาศัยในโครงการธนาซิตี้ เช่น คอนโดมิเนียมนูเวล 6 อาคาร กว่า 900 ยูนิต สนามกอล์ฟธนาซิตี้ คันทรี่ คลับ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ และสถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์ ที่มีพนักงานกว่า 200 ชีวิต จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ของใช้ส่วนตัว และของใช้ภายในบ้าน เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และเร็วๆ นี้จะมีร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญชื่อดัง อ๊อตเทริ (Otteri) เปิดให้บริการที่ด้านข้างของร้านอีกด้วย

    ร้านเทอร์เทิล ได้ร่วมกับ แรบบิท รีวอร์ดส (Rabbit Rewards) ออกโปรแกรมสมาชิกเทอร์เทิล คลับ (Turtle Club) โดยมีสิทธิประโยชน์ ได้แก่ สินค้าราคาพิเศษเฉพาะสมาชิก (Member Price) ทุกการใช้จ่าย 20 บาท รับ 1 พอยท์ สามารถสะสมพอยท์ร่วมกับการใช้บัตรแรบบิท (Rabbit Card) โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือใช้จ่ายผ่านบัตรแรบบิทที่ร้านค้า เพื่อนำมาแลกส่วนลด แลกดีล และส่วนลดพิเศษที่ร้านเทอร์เทิล แลกเที่ยวเดินทางฟรี หรือแลกดีลบนแอปพลิเคชัน Rabbit Rewards เป็นต้น

    สิ่งที่ร้านเทอร์เทิลสร้างความแตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไปคือ สินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มชงสด เบเกอรี่ และอาหารพร้อมทาน เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม ราคาจะสูงกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไปเล็กน้อย รวมทั้งยังมีสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์วางจำหน่ายอีกด้วย น่าสนใจว่าร้านเทอร์เทิล เอ็กซ์ สแตนด์อะโลนแบบนี้จะขยายไปยังทำเลใดต่อไป โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนายคีรี กาญจนพาสน์

    #Newskit
    Turtle X ธนาซิตี้ คีรีสยายปีกสะดวกซื้อ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา สำหรับเทอร์เทิล เอ็กซ์ (Turtle X) ร้านสะดวกซื้อแบบสแตนด์อะโลนแห่งแรก นอกสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส บนพื้นที่ 300 ตารางเมตร ภายในโครงการธนาซิตี้ บางนา-ตราด กม.14 จ.สมุทรปราการ ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท ซุปเปอร์ เทอร์เทิล จำกัด (มหำชน) หรือ TURTLE ผู้ให้บริการค้าปลีกในระบบขนส่งมวลชนของกลุ่มบริษัทบีทีเอส (BTS Group) ที่มีนายคีรี กาญจนพาสน์ เป็นเจ้าของ นับตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อเทอร์เทิล (Turtle) เปิดสาขาแรกที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เซนต์หลุยส์ เมื่อเดือน ธ.ค. 2564 ก่อนขยายไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน 22 แห่ง กระทั่งเปิดให้บริการร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก เทอร์เทิล อี (Turtle e) บนสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีลาดพร้าว สถานีบางกะปิ และสถานีสวนหลวง ร.9 เมื่อเดือน ส.ค. 2567 และเปิดร้านเทอร์เทิล เอ็กซ์ นอกสถานีที่อาคารยูนิคอร์น พญาไท ถึงกระนั้น ร้านเทอร์เทิล เอ็กซ์ ธนาซิตี้ ถือเป็นสาขาแรกที่เปิดแบบสแตนด์อะโลน เจาะกลุ่มลูกค้าผู้อยู่อาศัยในโครงการธนาซิตี้ เช่น คอนโดมิเนียมนูเวล 6 อาคาร กว่า 900 ยูนิต สนามกอล์ฟธนาซิตี้ คันทรี่ คลับ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ และสถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์ ที่มีพนักงานกว่า 200 ชีวิต จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ของใช้ส่วนตัว และของใช้ภายในบ้าน เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และเร็วๆ นี้จะมีร้านเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญชื่อดัง อ๊อตเทริ (Otteri) เปิดให้บริการที่ด้านข้างของร้านอีกด้วย ร้านเทอร์เทิล ได้ร่วมกับ แรบบิท รีวอร์ดส (Rabbit Rewards) ออกโปรแกรมสมาชิกเทอร์เทิล คลับ (Turtle Club) โดยมีสิทธิประโยชน์ ได้แก่ สินค้าราคาพิเศษเฉพาะสมาชิก (Member Price) ทุกการใช้จ่าย 20 บาท รับ 1 พอยท์ สามารถสะสมพอยท์ร่วมกับการใช้บัตรแรบบิท (Rabbit Card) โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือใช้จ่ายผ่านบัตรแรบบิทที่ร้านค้า เพื่อนำมาแลกส่วนลด แลกดีล และส่วนลดพิเศษที่ร้านเทอร์เทิล แลกเที่ยวเดินทางฟรี หรือแลกดีลบนแอปพลิเคชัน Rabbit Rewards เป็นต้น สิ่งที่ร้านเทอร์เทิลสร้างความแตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไปคือ สินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มชงสด เบเกอรี่ และอาหารพร้อมทาน เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม ราคาจะสูงกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไปเล็กน้อย รวมทั้งยังมีสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์วางจำหน่ายอีกด้วย น่าสนใจว่าร้านเทอร์เทิล เอ็กซ์ สแตนด์อะโลนแบบนี้จะขยายไปยังทำเลใดต่อไป โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มนายคีรี กาญจนพาสน์ #Newskit
    0 Comments 0 Shares 496 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้พูดถึงสถานการณ์สำคัญของ Huawei ที่กำลังเผชิญความท้าทายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์การใช้งาน Windows ของ Microsoft บนคอมพิวเตอร์ของบริษัท หลังจากที่ใบอนุญาตการใช้งานกำลังจะหมดอายุในเดือนนี้ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก Huawei อยู่ใน Entity List ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ทำให้การต่ออายุใบอนุญาตมีความเป็นไปได้ต่ำ ส่งผลให้บริษัทต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการทางเลือก เช่น HarmonyOS หรือระบบปฏิบัติการ Linux แบบโอเพ่นซอร์ส

    หากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ Microsoft จะไม่สามารถให้ Huawei ใช้ Windows ต่อไปได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าสนใจของคอมพิวเตอร์ Huawei ในตลาดตะวันตก เช่น ยุโรปและสหรัฐฯ ที่ยังนิยมใช้ Windows อย่างแพร่หลาย

    Huawei วางแผนเปิดตัว AI PC Laptop ในเดือนเมษายน โดยใช้ Kunpeng CPU และ HarmonyOS ซึ่งเน้นความสามารถด้าน AI และแอปพลิเคชันที่รองรับ DeepSeek LLM เพื่อแสดงจุดเด่นใหม่ อีกทั้ง Huawei ยังเตรียมเปิดตัวแล็ปท็อปเวอร์ชันใหม่ที่เปลี่ยนจาก Windows มาใช้ Linux ในลักษณะการออกแบบเดิม แต่มีระบบปฏิบัติการที่แตกต่าง

    ข่าวนี้สะท้อนถึงความพยายามของ Huawei ในการสร้างระบบที่พึ่งพาตนเอง และการปรับตัวท่ามกลางแรงกดดันทางการค้าและการเมือง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/huaweis-microsoft-windows-license-for-pcs-expires-this-month-company-launching-pcs-with-harmony-os-report
    ข่าวนี้พูดถึงสถานการณ์สำคัญของ Huawei ที่กำลังเผชิญความท้าทายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์การใช้งาน Windows ของ Microsoft บนคอมพิวเตอร์ของบริษัท หลังจากที่ใบอนุญาตการใช้งานกำลังจะหมดอายุในเดือนนี้ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก Huawei อยู่ใน Entity List ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ทำให้การต่ออายุใบอนุญาตมีความเป็นไปได้ต่ำ ส่งผลให้บริษัทต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการทางเลือก เช่น HarmonyOS หรือระบบปฏิบัติการ Linux แบบโอเพ่นซอร์ส หากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ Microsoft จะไม่สามารถให้ Huawei ใช้ Windows ต่อไปได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าสนใจของคอมพิวเตอร์ Huawei ในตลาดตะวันตก เช่น ยุโรปและสหรัฐฯ ที่ยังนิยมใช้ Windows อย่างแพร่หลาย Huawei วางแผนเปิดตัว AI PC Laptop ในเดือนเมษายน โดยใช้ Kunpeng CPU และ HarmonyOS ซึ่งเน้นความสามารถด้าน AI และแอปพลิเคชันที่รองรับ DeepSeek LLM เพื่อแสดงจุดเด่นใหม่ อีกทั้ง Huawei ยังเตรียมเปิดตัวแล็ปท็อปเวอร์ชันใหม่ที่เปลี่ยนจาก Windows มาใช้ Linux ในลักษณะการออกแบบเดิม แต่มีระบบปฏิบัติการที่แตกต่าง ข่าวนี้สะท้อนถึงความพยายามของ Huawei ในการสร้างระบบที่พึ่งพาตนเอง และการปรับตัวท่ามกลางแรงกดดันทางการค้าและการเมือง https://www.tomshardware.com/tech-industry/huaweis-microsoft-windows-license-for-pcs-expires-this-month-company-launching-pcs-with-harmony-os-report
    0 Comments 0 Shares 311 Views 0 Reviews
  • Sony ได้เปิดตัวเครื่องเล่น 4K Blu-ray รุ่น UBP-X700K ซึ่งเป็นรุ่นที่ปรับปรุงจาก UBP-X700 โดยตัดฟีเจอร์การเชื่อมต่อ Wi-Fi และการสตรีมวิดีโอออก ทำให้ไม่มีฟีเจอร์อย่างแอปพลิเคชันสตรีมมิง, Spotify Connect หรือการแชร์หน้าจอผ่าน Video & TV SideView app อีกต่อไป นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ Sony ปล่อยเครื่องเล่น Blu-ray รุ่นใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้น่าสนใจเพราะดูเหมือนจะเน้นความเรียบง่ายและตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ยังคงชื่นชอบสื่อแบบแผ่นดิสก์

    สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ UBP-X700K:
    - แม้จะไม่มีฟีเจอร์สตรีมมิง แต่รองรับเทคโนโลยี HDR10, Dolby Vision, Dolby Atmos และ DTS:X audio
    - มีพอร์ต Ethernet, HDMI (2 พอร์ต โดยพอร์ตหนึ่งสำหรับเสียงเท่านั้น) และ Coaxial Digital Out
    - ใช้งานกับแผ่น UHD Blu-ray, Blu-ray แบบมาตรฐาน และ DVD

    อย่างไรก็ตาม ราคาของ UBP-X700K ในญี่ปุ่นสูงกว่ารุ่นเดิมถึง 25% แม้ว่าจะมีฟีเจอร์ที่น้อยลง ซึ่งดูขัดแย้งเล็กน้อยกับแนวคิดการลดต้นทุนที่ควรจะสะท้อนในราคาที่ต่ำลง สำหรับผู้ใช้งานปัจจุบันที่สนใจอุปกรณ์นี้ การเปิดตัวคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงเมษายนหรือพฤษภาคม 2025

    ในยุคที่สมาร์ตทีวีและบริการสตรีมมิงครองตลาด ความเคลื่อนไหวของ Sony นี้น่าสนใจเพราะเป็นการมุ่งเน้นตลาดผู้ใช้งานที่ยังเห็นคุณค่าของ Blu-ray และคุณภาพเสียง/ภาพที่เหนือกว่าการสตรีม หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์แบบ 4K Blu-ray นี่อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ก็ควรติดตามราคาจำหน่ายจริงในตลาดโลกเพิ่มเติม

    https://www.techradar.com/televisions/home-theater/sony-launches-new-version-of-the-best-cheap-4k-blu-ray-player-that-drops-the-streaming-tech-but-the-price-looks-odd
    Sony ได้เปิดตัวเครื่องเล่น 4K Blu-ray รุ่น UBP-X700K ซึ่งเป็นรุ่นที่ปรับปรุงจาก UBP-X700 โดยตัดฟีเจอร์การเชื่อมต่อ Wi-Fi และการสตรีมวิดีโอออก ทำให้ไม่มีฟีเจอร์อย่างแอปพลิเคชันสตรีมมิง, Spotify Connect หรือการแชร์หน้าจอผ่าน Video & TV SideView app อีกต่อไป นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ Sony ปล่อยเครื่องเล่น Blu-ray รุ่นใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้น่าสนใจเพราะดูเหมือนจะเน้นความเรียบง่ายและตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ยังคงชื่นชอบสื่อแบบแผ่นดิสก์ สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ UBP-X700K: - แม้จะไม่มีฟีเจอร์สตรีมมิง แต่รองรับเทคโนโลยี HDR10, Dolby Vision, Dolby Atmos และ DTS:X audio - มีพอร์ต Ethernet, HDMI (2 พอร์ต โดยพอร์ตหนึ่งสำหรับเสียงเท่านั้น) และ Coaxial Digital Out - ใช้งานกับแผ่น UHD Blu-ray, Blu-ray แบบมาตรฐาน และ DVD อย่างไรก็ตาม ราคาของ UBP-X700K ในญี่ปุ่นสูงกว่ารุ่นเดิมถึง 25% แม้ว่าจะมีฟีเจอร์ที่น้อยลง ซึ่งดูขัดแย้งเล็กน้อยกับแนวคิดการลดต้นทุนที่ควรจะสะท้อนในราคาที่ต่ำลง สำหรับผู้ใช้งานปัจจุบันที่สนใจอุปกรณ์นี้ การเปิดตัวคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงเมษายนหรือพฤษภาคม 2025 ในยุคที่สมาร์ตทีวีและบริการสตรีมมิงครองตลาด ความเคลื่อนไหวของ Sony นี้น่าสนใจเพราะเป็นการมุ่งเน้นตลาดผู้ใช้งานที่ยังเห็นคุณค่าของ Blu-ray และคุณภาพเสียง/ภาพที่เหนือกว่าการสตรีม หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์แบบ 4K Blu-ray นี่อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ก็ควรติดตามราคาจำหน่ายจริงในตลาดโลกเพิ่มเติม https://www.techradar.com/televisions/home-theater/sony-launches-new-version-of-the-best-cheap-4k-blu-ray-player-that-drops-the-streaming-tech-but-the-price-looks-odd
    0 Comments 0 Shares 335 Views 0 Reviews
  • Microsoft ได้ตรวจพบมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ในชื่อ XCSSET ซึ่งมุ่งเป้าโจมตีผู้ใช้ macOS โดยเฉพาะผ่านโครงการ Xcode ที่ติดไวรัส แม้ว่าการโจมตีในครั้งนี้จะถูกระบุว่ามีจำนวนจำกัดในปัจจุบัน แต่นักวิจัยเตือนให้ทุกคนระมัดระวัง

    XCSSET ไม่ใช่มัลแวร์ใหม่เสียทีเดียว แต่รุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมกับเทคนิคใหม่ในการปกปิดร่องรอย (obfuscation) รวมถึงวิธีการติดตั้งตัวเองในระบบเป้าหมายที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนไฟล์ zshrc และการใช้โปรแกรม Dock เพื่อสร้างการคงอยู่ในระบบ (persistence) นอกจากนี้ มัลแวร์ยังสามารถขโมยข้อมูลสำคัญได้หลายอย่าง เช่น ข้อมูลในกระเป๋าเงินดิจิทัล (digital wallet) บันทึกในแอป Notes และข้อมูลระบบ

    น่าสนใจที่มัลแวร์นี้ใช้ประโยชน์จากโครงการ Xcode ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาของ Apple โดยแพร่กระจายผ่านโครงการที่ถูกดาวน์โหลดหรือโคลนมาจากแหล่งที่ไม่เชื่อถือได้ ทำให้มัลแวร์นี้เข้าถึงผู้ใช้งานที่ต้องการพัฒนาแอปพลิเคชันในระบบ Apple ได้ง่ายขึ้น

    https://www.techradar.com/pro/security/microsoft-uncovers-sleuthy-new-xcsset-macos-malware-campaign
    Microsoft ได้ตรวจพบมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ในชื่อ XCSSET ซึ่งมุ่งเป้าโจมตีผู้ใช้ macOS โดยเฉพาะผ่านโครงการ Xcode ที่ติดไวรัส แม้ว่าการโจมตีในครั้งนี้จะถูกระบุว่ามีจำนวนจำกัดในปัจจุบัน แต่นักวิจัยเตือนให้ทุกคนระมัดระวัง XCSSET ไม่ใช่มัลแวร์ใหม่เสียทีเดียว แต่รุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมกับเทคนิคใหม่ในการปกปิดร่องรอย (obfuscation) รวมถึงวิธีการติดตั้งตัวเองในระบบเป้าหมายที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนไฟล์ zshrc และการใช้โปรแกรม Dock เพื่อสร้างการคงอยู่ในระบบ (persistence) นอกจากนี้ มัลแวร์ยังสามารถขโมยข้อมูลสำคัญได้หลายอย่าง เช่น ข้อมูลในกระเป๋าเงินดิจิทัล (digital wallet) บันทึกในแอป Notes และข้อมูลระบบ น่าสนใจที่มัลแวร์นี้ใช้ประโยชน์จากโครงการ Xcode ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาของ Apple โดยแพร่กระจายผ่านโครงการที่ถูกดาวน์โหลดหรือโคลนมาจากแหล่งที่ไม่เชื่อถือได้ ทำให้มัลแวร์นี้เข้าถึงผู้ใช้งานที่ต้องการพัฒนาแอปพลิเคชันในระบบ Apple ได้ง่ายขึ้น https://www.techradar.com/pro/security/microsoft-uncovers-sleuthy-new-xcsset-macos-malware-campaign
    WWW.TECHRADAR.COM
    Microsoft uncovers sleuthy new XCSSET MacOS malware campaign
    XCSSET is back with better obfuscation, better persistence, and better infection techniques.
    0 Comments 0 Shares 400 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้พูดถึงการประกาศผลการทดสอบประสิทธิภาพของการ์ดจอ AMD RDNA 3 รุ่นมืออาชีพ ที่มาพร้อมกับ VRAM ขนาดใหญ่ถึง 48GB ซึ่งได้รับการเปรียบเทียบกับการ์ดจอของ Nvidia รุ่น RTX 4090 และพบว่ามีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งในงานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะในงานประมวลผลโมเดลภาษาใหญ่ (LLM)

    AMD แสดงให้เห็นว่าการ์ดจอ Radeon Pro W7800 และ W7900 สามารถทำความเร็วได้สูงกว่า RTX 4090 ถึง 7.3 เท่าในบางกรณี เช่น การประมวลผลโมเดล Distill Qwen 32B และ Distill Llama 70B โดยข้อมูลนี้อ้างอิงจากการทดสอบในชุด DeepSeek R1

    จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ขนาดของ VRAM เพราะการประมวลผลโมเดลใหญ่ต้องใช้หน่วยความจำมหาศาล เช่น โมเดล LLM ที่ต้องการ VRAM เพียงพอสำหรับจัดเก็บและประมวลผลพารามิเตอร์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การ์ดจอ Radeon Pro รุ่นนี้มีราคาสูงถึง $3,500 ซึ่งแพงกว่า RTX 4090 ถึงสองเท่า แต่ยังถูกกว่าการ์ดจอ Nvidia รุ่นระดับโปรที่มี VRAM ใกล้เคียงกัน

    นอกจากนี้ ตลาดการ์ดจอยังแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย Nvidia มีการ์ด RTX 5090 รุ่นใหม่ที่มี VRAM 32GB ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็มีประสิทธิภาพการประมวลผลที่อาจจะเป็นตัวท้าชน AMD ในอนาคต

    การ์ดจอที่มี VRAM ขนาดใหญ่ไม่เพียงตอบโจทย์งาน AI แต่ยังเปิดประตูให้กับแอปพลิเคชันยุคใหม่ เช่น การสร้างโมเดลเชิงลึกและการพัฒนา AI ขั้นสูง หากคุณกำลังวางแผนงานเกี่ยวกับ AI อุปกรณ์เหล่านี้อาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในแง่ของการลงทุนระยะยาว

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/amd-rdna-3-professional-gpus-with-48gb-can-beat-nvidia-24gb-cards-in-ai-putting-the-large-in-llm
    ข่าวนี้พูดถึงการประกาศผลการทดสอบประสิทธิภาพของการ์ดจอ AMD RDNA 3 รุ่นมืออาชีพ ที่มาพร้อมกับ VRAM ขนาดใหญ่ถึง 48GB ซึ่งได้รับการเปรียบเทียบกับการ์ดจอของ Nvidia รุ่น RTX 4090 และพบว่ามีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งในงานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะในงานประมวลผลโมเดลภาษาใหญ่ (LLM) AMD แสดงให้เห็นว่าการ์ดจอ Radeon Pro W7800 และ W7900 สามารถทำความเร็วได้สูงกว่า RTX 4090 ถึง 7.3 เท่าในบางกรณี เช่น การประมวลผลโมเดล Distill Qwen 32B และ Distill Llama 70B โดยข้อมูลนี้อ้างอิงจากการทดสอบในชุด DeepSeek R1 จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ขนาดของ VRAM เพราะการประมวลผลโมเดลใหญ่ต้องใช้หน่วยความจำมหาศาล เช่น โมเดล LLM ที่ต้องการ VRAM เพียงพอสำหรับจัดเก็บและประมวลผลพารามิเตอร์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การ์ดจอ Radeon Pro รุ่นนี้มีราคาสูงถึง $3,500 ซึ่งแพงกว่า RTX 4090 ถึงสองเท่า แต่ยังถูกกว่าการ์ดจอ Nvidia รุ่นระดับโปรที่มี VRAM ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ตลาดการ์ดจอยังแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดย Nvidia มีการ์ด RTX 5090 รุ่นใหม่ที่มี VRAM 32GB ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็มีประสิทธิภาพการประมวลผลที่อาจจะเป็นตัวท้าชน AMD ในอนาคต การ์ดจอที่มี VRAM ขนาดใหญ่ไม่เพียงตอบโจทย์งาน AI แต่ยังเปิดประตูให้กับแอปพลิเคชันยุคใหม่ เช่น การสร้างโมเดลเชิงลึกและการพัฒนา AI ขั้นสูง หากคุณกำลังวางแผนงานเกี่ยวกับ AI อุปกรณ์เหล่านี้อาจจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในแง่ของการลงทุนระยะยาว https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/amd-rdna-3-professional-gpus-with-48gb-can-beat-nvidia-24gb-cards-in-ai-putting-the-large-in-llm
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    AMD RDNA 3 professional GPUs with 48GB can beat Nvidia 24GB cards in AI — putting the 'Large' in LLM
    Radeon Pro W7800/7900 48GB up to 7x faster in DeepSeek R1 benchmarks, but don't ask about the 5090.
    0 Comments 0 Shares 268 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการคอมพิวเตอร์เชิงควอนตัม! นักวิจัยจากกลุ่ม Quantum Internet Alliance (QIA) ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง TU Delft และ QuTech ได้พัฒนา QNodeOS ระบบปฏิบัติการตัวแรกที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเครือข่ายควอนตัมโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายเชิงควอนตัมในอนาคต

    QNodeOS มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น
    1) ไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ – นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบฮาร์ดแวร์เชิงลึกก็สามารถสร้างแอปพลิเคชันสำหรับเครือข่ายควอนตัมได้
    2) รองรับภาษาระดับสูง – ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันสะดวกขึ้น เหมือนกับการเขียนโปรแกรมทั่วไป
    3) รองรับการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) – ช่วยใช้ทรัพยากรของฮาร์ดแวร์ให้คุ้มค่าที่สุด

    ในการทดลอง ทีมวิจัยได้ใช้งาน QNodeOS กับเครือข่ายควอนตัมที่เชื่อมต่อด้วย diamond color centers ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใช้ศูนย์ไนโตรเจนในเพชรในการจัดเก็บควอนตัมบิต (qubit)

    สิ่งนี้สำคัญมากเพราะเครือข่ายควอนตัมไม่ได้มีหน้าที่คำนวณเหมือนคอมพิวเตอร์ควอนตัม แต่จะช่วยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมและจัดการการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใช้หลักการควอนตัม เช่น การพัวพัน (entanglement) และ การซ้อนทับ (superposition) โดยมีระบบจัดการที่ฉลาดขึ้น เพื่อช่วยให้เครือข่ายทำงานได้ราบรื่น

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/quantum-computing/qnodeos-claims-to-be-the-first-operating-system-for-quantum-networks-paving-the-way-for-future-quantum-applications
    ข่าวนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการคอมพิวเตอร์เชิงควอนตัม! นักวิจัยจากกลุ่ม Quantum Internet Alliance (QIA) ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง TU Delft และ QuTech ได้พัฒนา QNodeOS ระบบปฏิบัติการตัวแรกที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเครือข่ายควอนตัมโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายเชิงควอนตัมในอนาคต QNodeOS มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น 1) ไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ – นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบฮาร์ดแวร์เชิงลึกก็สามารถสร้างแอปพลิเคชันสำหรับเครือข่ายควอนตัมได้ 2) รองรับภาษาระดับสูง – ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันสะดวกขึ้น เหมือนกับการเขียนโปรแกรมทั่วไป 3) รองรับการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) – ช่วยใช้ทรัพยากรของฮาร์ดแวร์ให้คุ้มค่าที่สุด ในการทดลอง ทีมวิจัยได้ใช้งาน QNodeOS กับเครือข่ายควอนตัมที่เชื่อมต่อด้วย diamond color centers ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใช้ศูนย์ไนโตรเจนในเพชรในการจัดเก็บควอนตัมบิต (qubit) สิ่งนี้สำคัญมากเพราะเครือข่ายควอนตัมไม่ได้มีหน้าที่คำนวณเหมือนคอมพิวเตอร์ควอนตัม แต่จะช่วยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมและจัดการการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใช้หลักการควอนตัม เช่น การพัวพัน (entanglement) และ การซ้อนทับ (superposition) โดยมีระบบจัดการที่ฉลาดขึ้น เพื่อช่วยให้เครือข่ายทำงานได้ราบรื่น https://www.tomshardware.com/tech-industry/quantum-computing/qnodeos-claims-to-be-the-first-operating-system-for-quantum-networks-paving-the-way-for-future-quantum-applications
    0 Comments 0 Shares 273 Views 0 Reviews
  • ในขณะที่เทคโนโลยี GenAI ถูกมองว่าเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับองค์กรในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน แต่การนำมาใช้งานกลับเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเองโดยตรง แต่เกิดจาก "การขาดการฝึกอบรมพนักงาน" ซึ่งกลายเป็นปัญหาหลัก

    จากการสำรวจพบว่า มีเพียง 45% ขององค์กรที่ให้การอบรมพื้นฐานเกี่ยวกับ GenAI และแค่ 40% ที่เสนอการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีนี้ สิ่งนี้ทำให้พนักงานส่วนใหญ่มักต้องเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือด้วยตัวเอง หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่ลองใช้เลย ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมสำหรับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมวิธีการทำงาน

    ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม:
    - การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน: GenAI ไม่ได้เป็นแค่การปรับปรุงเล็กๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งหมด
    - ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม: แม้บางองค์กรจะมีการฝึกอบรม แต่ก็พบว่าพนักงานมักยึดติดกับการใช้เครื่องมือเดิมๆ เช่น Microsoft Office หรือ Google Workspace ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัว
    - การปรับปรุงอินเทอร์เฟซ: อินเทอร์เฟซของ GenAI ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังดูเหมือนไม่สมบูรณ์และใช้งานยาก เช่น การใช้ข้อความสั่งงานที่ไม่สะดวกหรือการเชื่อมต่อที่ไม่ราบรื่น

    การนำ GenAI มาใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานอย่างจริงจัง องค์กรควรมีแผนการศึกษาและการพัฒนาที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานเข้าใจและสามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ควรเน้นการสร้างระบบที่ใช้ง่ายและเข้าถึงได้ดียิ่งขึ้น

    https://www.techspot.com/news/107136-biggest-barrier-enterprise-ai-adoption-isnt-technology-training.html
    ในขณะที่เทคโนโลยี GenAI ถูกมองว่าเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับองค์กรในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน แต่การนำมาใช้งานกลับเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเองโดยตรง แต่เกิดจาก "การขาดการฝึกอบรมพนักงาน" ซึ่งกลายเป็นปัญหาหลัก จากการสำรวจพบว่า มีเพียง 45% ขององค์กรที่ให้การอบรมพื้นฐานเกี่ยวกับ GenAI และแค่ 40% ที่เสนอการฝึกอบรมเฉพาะทางสำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยีนี้ สิ่งนี้ทำให้พนักงานส่วนใหญ่มักต้องเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือด้วยตัวเอง หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่ลองใช้เลย ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมสำหรับเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมวิธีการทำงาน ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม: - การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน: GenAI ไม่ได้เป็นแค่การปรับปรุงเล็กๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งหมด - ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม: แม้บางองค์กรจะมีการฝึกอบรม แต่ก็พบว่าพนักงานมักยึดติดกับการใช้เครื่องมือเดิมๆ เช่น Microsoft Office หรือ Google Workspace ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัว - การปรับปรุงอินเทอร์เฟซ: อินเทอร์เฟซของ GenAI ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังดูเหมือนไม่สมบูรณ์และใช้งานยาก เช่น การใช้ข้อความสั่งงานที่ไม่สะดวกหรือการเชื่อมต่อที่ไม่ราบรื่น การนำ GenAI มาใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานอย่างจริงจัง องค์กรควรมีแผนการศึกษาและการพัฒนาที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานเข้าใจและสามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ควรเน้นการสร้างระบบที่ใช้ง่ายและเข้าถึงได้ดียิ่งขึ้น https://www.techspot.com/news/107136-biggest-barrier-enterprise-ai-adoption-isnt-technology-training.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    The biggest barrier to enterprise AI adoption isn't technology - it's training
    One of the biggest questions currently facing the tech industry is how quickly and extensively enterprises worldwide will adopt GenAI applications and services. My in-depth research report...
    0 Comments 0 Shares 350 Views 0 Reviews
  • "เอาเงินไปแจกผมว่าปัญญาอ่อน"

    เรียกเสียงวิจารณ์ในสังคม ถึงมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 3 ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย คราวนี้เป็นคิวของผู้ที่มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน โดยอ้างว่ามีความพร้อมรู้ทางเทคโนโลยี ที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 10 มี.ค. เห็นชอบหลักการดังกล่าว ซึ่งครั้งนี้แจกเงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล วอลเล็ต บนแอปพลิเคชันทางรัฐ คาดว่าจะดำเนินการในช่วงปลายไตรมาส 2 ควบไตรมาส 3 ของปี 2568

    ส่วนกลุ่มอายุ 21-59 ปี ที่ยังไม่ได้รับเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้กันเงินไว้ 150,000 ล้านบาท มีกระสุนไว้เพียงพอ มีไว้เยอะ รัฐบาลใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า ยืนยันว่าการเลือกแจกกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ตื่นรู้ทางเทคโนโลยีสูง มีความสามารถในการใช้จ่ายในแบบนี้ ด้วยจำนวนเงินช่วงเวลาที่เหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม การแจกเงินหมื่นเฟสนี้กลายเป็นที่สับสนแก่สังคม เพราะทีแรกแถลงข่าวว่า สามารถจ่ายค่าเทอมได้ แต่วันต่อมา กลับกล่าวว่าไม่ได้ เพราะค่าเทอม ค่าโทรศัพท์มือถือ และค่าบริการต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ถือว่าเป็นค่าบริการ ไม่รวมอยู่ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลังก็อ้างว่าสื่อถามเร็วไปหน่อย ประจัญหน้าไปหน่อย คราวหน้าส่งคำถามมาก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงสามารถนำเงินไปใช้ซื้อสินค้าประเภทอื่นได้อยู่แล้ว

    ไม่นับรวมเสียงวิจารณ์จากสังคม โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่รอรัฐบาลแจกเงินแล้วยังไม่ได้ และผลพิสูจน์โครงการแจกเงิน 2 เฟสที่ผ่านมา ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ 14.5 ล้านคน และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 3.02 ล้านคน รวม 17.5 ล้านคน แม้จะเป็นการโอนเงินสดเข้าบัญชีธนาคาร ผ่านระบบพร้อมเพย์เลขที่บัตรประชาชนก็ตาม ก็ไม่ได้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ธนาคารโลก (World Bank) ยังระบุว่ากระตุ้น GDP ได้เพียง 0.3% แต่มีต้นทุนทางการคลังสูงถึง 145,000 ล้านบาท หรือ 0.8% ของ GDP

    ขณะที่ชาวเน็ตยังคงแชร์ดิจิทัลฟุตปรินต์ แล้ววิจารณ์อย่างสนุกสนาน หนึ่งในนั้นเป็นคำพูดของนายทักษิณ ชินวัตร กล่าวในรายการ CARE Talk เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2565 ระบุว่า "เติมเศรษฐกิจให้แข็งแรง ทำอะไรกระตุ้นเศรษฐกิจ เอาเงินไปแจกผมว่าปัญญาอ่อน ถ้ามีปัญญาเขาไม่แจก เขาใช้เงินไปสร้างเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจแข็งแรง ทำเรื่องง่าย หรือยังขายวัคซีนไม่จบ" ซึ่งเป็นการแซะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แต่กลายเป็นว่าพอพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และลูกสาวเป็นนายกรัฐมนตรี กลับทำเสียเอง

    #Newskit
    "เอาเงินไปแจกผมว่าปัญญาอ่อน" เรียกเสียงวิจารณ์ในสังคม ถึงมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 3 ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย คราวนี้เป็นคิวของผู้ที่มีอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน โดยอ้างว่ามีความพร้อมรู้ทางเทคโนโลยี ที่ประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 10 มี.ค. เห็นชอบหลักการดังกล่าว ซึ่งครั้งนี้แจกเงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล วอลเล็ต บนแอปพลิเคชันทางรัฐ คาดว่าจะดำเนินการในช่วงปลายไตรมาส 2 ควบไตรมาส 3 ของปี 2568 ส่วนกลุ่มอายุ 21-59 ปี ที่ยังไม่ได้รับเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้กันเงินไว้ 150,000 ล้านบาท มีกระสุนไว้เพียงพอ มีไว้เยอะ รัฐบาลใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า ยืนยันว่าการเลือกแจกกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ตื่นรู้ทางเทคโนโลยีสูง มีความสามารถในการใช้จ่ายในแบบนี้ ด้วยจำนวนเงินช่วงเวลาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การแจกเงินหมื่นเฟสนี้กลายเป็นที่สับสนแก่สังคม เพราะทีแรกแถลงข่าวว่า สามารถจ่ายค่าเทอมได้ แต่วันต่อมา กลับกล่าวว่าไม่ได้ เพราะค่าเทอม ค่าโทรศัพท์มือถือ และค่าบริการต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ถือว่าเป็นค่าบริการ ไม่รวมอยู่ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลังก็อ้างว่าสื่อถามเร็วไปหน่อย ประจัญหน้าไปหน่อย คราวหน้าส่งคำถามมาก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงสามารถนำเงินไปใช้ซื้อสินค้าประเภทอื่นได้อยู่แล้ว ไม่นับรวมเสียงวิจารณ์จากสังคม โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่รอรัฐบาลแจกเงินแล้วยังไม่ได้ และผลพิสูจน์โครงการแจกเงิน 2 เฟสที่ผ่านมา ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ 14.5 ล้านคน และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 3.02 ล้านคน รวม 17.5 ล้านคน แม้จะเป็นการโอนเงินสดเข้าบัญชีธนาคาร ผ่านระบบพร้อมเพย์เลขที่บัตรประชาชนก็ตาม ก็ไม่ได้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ธนาคารโลก (World Bank) ยังระบุว่ากระตุ้น GDP ได้เพียง 0.3% แต่มีต้นทุนทางการคลังสูงถึง 145,000 ล้านบาท หรือ 0.8% ของ GDP ขณะที่ชาวเน็ตยังคงแชร์ดิจิทัลฟุตปรินต์ แล้ววิจารณ์อย่างสนุกสนาน หนึ่งในนั้นเป็นคำพูดของนายทักษิณ ชินวัตร กล่าวในรายการ CARE Talk เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2565 ระบุว่า "เติมเศรษฐกิจให้แข็งแรง ทำอะไรกระตุ้นเศรษฐกิจ เอาเงินไปแจกผมว่าปัญญาอ่อน ถ้ามีปัญญาเขาไม่แจก เขาใช้เงินไปสร้างเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจแข็งแรง ทำเรื่องง่าย หรือยังขายวัคซีนไม่จบ" ซึ่งเป็นการแซะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แต่กลายเป็นว่าพอพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และลูกสาวเป็นนายกรัฐมนตรี กลับทำเสียเอง #Newskit
    Like
    Haha
    2
    0 Comments 0 Shares 537 Views 0 Reviews
  • Empirical Health เปิดบริการใหม่ซึ่งเป็นการผสมผสานข้อมูลด้านสุขภาพจากสมาร์ทวอทช์และผลตรวจเลือด เพื่อสร้าง "คะแนนสุขภาพ" ที่ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    Empirical Health Radar สามารถรวบรวมข้อมูลชีวภาพ (biomarkers) มากกว่า 40 ชนิดจากสมาร์ทวอทช์ เช่น Apple Watch หรืออุปกรณ์ Wear OS แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลร่วมกับผลการตรวจเลือด เพื่อวิเคราะห์สุขภาพใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ หัวใจ การนอนหลับ การออกกำลังกาย สุขภาพจิต ปอด และไต/ตับ โดยแอปพลิเคชันนี้มีเป้าหมายที่จะเสริมความสามารถของสมาร์ทวอทช์ในการติดตามสุขภาพ ให้ครอบคลุมในจุดที่อุปกรณ์เหล่านี้ยังไม่สามารถทำได้

    ที่สำคัญคือ ระบบนี้ออกแบบมาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น Dr. Raquel Rodriguez โดยยึดมาตรฐานจากองค์กรทางการแพทย์ชั้นนำอย่าง American Heart Association และ American College of Cardiology เพื่อความแม่นยำและน่าเชื่อถือ

    นอกจากการวัดค่าทั่วไปอย่างอัตราการเต้นของหัวใจหรือความดันโลหิต ระบบยังมีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดผลตรวจเลือดที่มีอยู่แล้ว หรือจองการตรวจเลือดใหม่ผ่านแอปในราคา $97 รวมถึงสามารถใช้ได้แม้ไม่มีผลตรวจเลือดล่าสุด แต่จะได้คะแนนสุขภาพแบบบางส่วน

    https://www.techradar.com/health-fitness/this-new-health-protocol-combines-40-smartwatch-biomarkers-and-blood-tests-to-give-you-a-health-score
    Empirical Health เปิดบริการใหม่ซึ่งเป็นการผสมผสานข้อมูลด้านสุขภาพจากสมาร์ทวอทช์และผลตรวจเลือด เพื่อสร้าง "คะแนนสุขภาพ" ที่ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น Empirical Health Radar สามารถรวบรวมข้อมูลชีวภาพ (biomarkers) มากกว่า 40 ชนิดจากสมาร์ทวอทช์ เช่น Apple Watch หรืออุปกรณ์ Wear OS แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลร่วมกับผลการตรวจเลือด เพื่อวิเคราะห์สุขภาพใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ หัวใจ การนอนหลับ การออกกำลังกาย สุขภาพจิต ปอด และไต/ตับ โดยแอปพลิเคชันนี้มีเป้าหมายที่จะเสริมความสามารถของสมาร์ทวอทช์ในการติดตามสุขภาพ ให้ครอบคลุมในจุดที่อุปกรณ์เหล่านี้ยังไม่สามารถทำได้ ที่สำคัญคือ ระบบนี้ออกแบบมาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น Dr. Raquel Rodriguez โดยยึดมาตรฐานจากองค์กรทางการแพทย์ชั้นนำอย่าง American Heart Association และ American College of Cardiology เพื่อความแม่นยำและน่าเชื่อถือ นอกจากการวัดค่าทั่วไปอย่างอัตราการเต้นของหัวใจหรือความดันโลหิต ระบบยังมีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดผลตรวจเลือดที่มีอยู่แล้ว หรือจองการตรวจเลือดใหม่ผ่านแอปในราคา $97 รวมถึงสามารถใช้ได้แม้ไม่มีผลตรวจเลือดล่าสุด แต่จะได้คะแนนสุขภาพแบบบางส่วน https://www.techradar.com/health-fitness/this-new-health-protocol-combines-40-smartwatch-biomarkers-and-blood-tests-to-give-you-a-health-score
    0 Comments 0 Shares 345 Views 0 Reviews
More Results