• อิตาเลียนไทย แจ้งตลาดหลักทรัพย์ แสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียจากเหตุตึก สตง.ถล่ม พร้อมให้ความช่วยเหลือ และชดเชยเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ มั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างอื่นๆ ของบริษัท

    วันนี้ ( 31 มี.ค.) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ส่งเอกสารชี้แจงถึงกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงวันที่ 31 มีนาคม 2568 ความว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุทำให้โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างดำเนินงานก่อสร้างถล่มเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้บาดเจ็บ

    บริษัทฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้า ไอที่ดี-ซีอาร์อีซี ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

    บริษัทได้ดำเนินการจัดทีมวิศวกร เครื่องจักรกลต่างๆ ร่วมสนับสนุนกับหน่วยงานราชการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนกับทุกภาคส่วน จะดำเนินการแก้ไขในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และจะเร่งให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บต่อไป

    ในการนี้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มั่นใจว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างโครงการอื่นๆ ของบริษัท หากมีความคืบหน้าบริษัทจะเรียนชี้แจงให้ทราบเป็นระยะต่อไป

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/onlinesection/detail/9680000030527

    #MGROnline #อิตาเลียนไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน #สตง.#แผ่นดินไหว #ไทยแผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวไทย #กรุงเทพแผ่นดินไหว #กรุงเทพมหานคร #ประเทศไทย #เมียนมา #bkkearthquake #BangkokEarthquake #ThailandEarthquake
    อิตาเลียนไทย แจ้งตลาดหลักทรัพย์ แสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียจากเหตุตึก สตง.ถล่ม พร้อมให้ความช่วยเหลือ และชดเชยเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ มั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างอื่นๆ ของบริษัท • วันนี้ ( 31 มี.ค.) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ส่งเอกสารชี้แจงถึงกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงวันที่ 31 มีนาคม 2568 ความว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุทำให้โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างดำเนินงานก่อสร้างถล่มเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้บาดเจ็บ • บริษัทฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้า ไอที่ดี-ซีอาร์อีซี ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว • บริษัทได้ดำเนินการจัดทีมวิศวกร เครื่องจักรกลต่างๆ ร่วมสนับสนุนกับหน่วยงานราชการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนกับทุกภาคส่วน จะดำเนินการแก้ไขในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และจะเร่งให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บต่อไป • ในการนี้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มั่นใจว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างโครงการอื่นๆ ของบริษัท หากมีความคืบหน้าบริษัทจะเรียนชี้แจงให้ทราบเป็นระยะต่อไป • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/onlinesection/detail/9680000030527 • #MGROnline #อิตาเลียนไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน #สตง.#แผ่นดินไหว #ไทยแผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวไทย #กรุงเทพแผ่นดินไหว #กรุงเทพมหานคร #ประเทศไทย #เมียนมา #bkkearthquake #BangkokEarthquake #ThailandEarthquake
    Sad
    1
    0 Comments 0 Shares 45 Views 0 Reviews
  • Samsung กำลังพัฒนาเทคโนโลยีชิปเซ็ต 2 นาโนเมตรที่อาจเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อลดการพึ่งพาแบรนด์ Exynos และเตรียมผลิตในปี 2025 โดยชิปนี้จะถูกใช้ใน Galaxy S26 Series ซึ่ง Samsung มุ่งหวังลดการพึ่งพา Snapdragon อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านการพัฒนายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายของบริษัท

    การพัฒนาเทคโนโลยี GAA Process:
    - ชิปเซ็ต 2 นาโนเมตรของ Samsung ใช้ GAA Process รุ่นแรก ซึ่งมีปัญหาเรื่องการเพิ่มผลผลิต (yield) โดยก่อนหน้านี้ Samsung ทำได้เพียง 30% ในการทดลองผลิตรุ่นต้นแบบ

    ความพยายามลดการใช้ชิป Snapdragon:
    - Samsung มีแผนที่จะลดการพึ่งพา Snapdragon โดยพัฒนาชิปเซ็ตของตัวเอง เช่น รุ่นที่ใช้ชื่อรหัส Ulysses บนกระบวนการผลิต GAA รุ่นที่สอง

    ความท้าทายที่ยืดเยื้อ:
    - แม้ Samsung จะมีความสามารถในการผลิตชิปเซ็ต แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างและการพัฒนาเทคโนโลยียังคงทำให้ Qualcomm ครองตลาดชิปเซ็ตระดับสูง

    ทิศทางในอนาคต:
    - หาก Samsung ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการ 2 นาโนเมตรและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ จะเป็นก้าวสำคัญในการแข่งขันกับ TSMC และผลักดันให้บริษัทกลับมาเป็นผู้นำในตลาดเซมิคอนดักเตอร์

    https://wccftech.com/samsung-2nm-soc-might-not-be-called-the-exynos-2600/
    Samsung กำลังพัฒนาเทคโนโลยีชิปเซ็ต 2 นาโนเมตรที่อาจเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อลดการพึ่งพาแบรนด์ Exynos และเตรียมผลิตในปี 2025 โดยชิปนี้จะถูกใช้ใน Galaxy S26 Series ซึ่ง Samsung มุ่งหวังลดการพึ่งพา Snapdragon อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านการพัฒนายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายของบริษัท การพัฒนาเทคโนโลยี GAA Process: - ชิปเซ็ต 2 นาโนเมตรของ Samsung ใช้ GAA Process รุ่นแรก ซึ่งมีปัญหาเรื่องการเพิ่มผลผลิต (yield) โดยก่อนหน้านี้ Samsung ทำได้เพียง 30% ในการทดลองผลิตรุ่นต้นแบบ ความพยายามลดการใช้ชิป Snapdragon: - Samsung มีแผนที่จะลดการพึ่งพา Snapdragon โดยพัฒนาชิปเซ็ตของตัวเอง เช่น รุ่นที่ใช้ชื่อรหัส Ulysses บนกระบวนการผลิต GAA รุ่นที่สอง ความท้าทายที่ยืดเยื้อ: - แม้ Samsung จะมีความสามารถในการผลิตชิปเซ็ต แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างและการพัฒนาเทคโนโลยียังคงทำให้ Qualcomm ครองตลาดชิปเซ็ตระดับสูง ทิศทางในอนาคต: - หาก Samsung ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการ 2 นาโนเมตรและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ จะเป็นก้าวสำคัญในการแข่งขันกับ TSMC และผลักดันให้บริษัทกลับมาเป็นผู้นำในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ https://wccftech.com/samsung-2nm-soc-might-not-be-called-the-exynos-2600/
    WCCFTECH.COM
    Samsung’s Upcoming 2nm SoC May Not Feature The Exynos 2600 Name At All, Claims Questionable Rumor, Company Possibly Exploring A Rebrand To Mount Its Comeback
    A sketchy rumor claims that the Exynos 2600 might not be the name of Samsung’s upcoming 2nm SoC, hinting at a possible rebrand of its chipsets
    0 Comments 0 Shares 48 Views 0 Reviews
  • “สุริยะ” เผย “รถไฟฟ้าสายสีชมพู” เปิดให้บริการได้แล้ววันนี้ (31 มี.ค. 68) เวลา 6 โมงเช้าเป็นต้นไป รวม 29 สถานี ตั้งแต่ “ศูนย์ราชการนนท์-ตลาดมีนบุรี” ส่วนอีก 1 สถานี “ตลาดมีนบุรี-มีนบุรี” เร่งแก้ไขแผ่นปิดรอยต่อคานทางวิ่ง ประสาน ขสมก. จัดชัตเติ้ลบัสวิ่งวนรับ-ส่ง อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า จากการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู (MRT สายสีชมพู) ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (กม.) ภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา พบว่า โครงสร้างทางวิ่งไม่มีปัญหา แต่จะต้องซ่อมแซมบริเวณแผ่นปิดรอยต่อคานทางวิ่งช่วงสถานีมีนบุรี-สถานีตลาดมีนบุรีเพิ่มเติม

    โดยรฟม. กรมการขนส่งทางราง (ขร.), และบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (กลุ่มบีทีเอส) ในฐานะผู้สัมปทานเดินรถ ประเมินแล้วว่า สามารถเปิดให้บริการได้ โดยจะเริ่มเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพูในวันพรุ่งนี้ (31 มีนาคม 2568) เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งในเบื้องต้น จะเปิดให้บริการ จำนวน 29 สถานี คือ สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี-สถานีตลาดมีนบุรี เดินรถต่อเนื่องด้วยความถี่ 10 นาทีต่อขบวน

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://m.mgronline.com/business/detail/9680000030449

    #MGROnline #bkkearthquake #BangkokEarthquake #ThailandEarthquake #รถไฟฟ้าสายสีชมพู #เปิดให้บริการ #แผ่นดินไหว
    “สุริยะ” เผย “รถไฟฟ้าสายสีชมพู” เปิดให้บริการได้แล้ววันนี้ (31 มี.ค. 68) เวลา 6 โมงเช้าเป็นต้นไป รวม 29 สถานี ตั้งแต่ “ศูนย์ราชการนนท์-ตลาดมีนบุรี” ส่วนอีก 1 สถานี “ตลาดมีนบุรี-มีนบุรี” เร่งแก้ไขแผ่นปิดรอยต่อคานทางวิ่ง ประสาน ขสมก. จัดชัตเติ้ลบัสวิ่งวนรับ-ส่ง อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า จากการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้ามหานคร สายสีชมพู (MRT สายสีชมพู) ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (กม.) ภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา พบว่า โครงสร้างทางวิ่งไม่มีปัญหา แต่จะต้องซ่อมแซมบริเวณแผ่นปิดรอยต่อคานทางวิ่งช่วงสถานีมีนบุรี-สถานีตลาดมีนบุรีเพิ่มเติม • โดยรฟม. กรมการขนส่งทางราง (ขร.), และบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (กลุ่มบีทีเอส) ในฐานะผู้สัมปทานเดินรถ ประเมินแล้วว่า สามารถเปิดให้บริการได้ โดยจะเริ่มเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพูในวันพรุ่งนี้ (31 มีนาคม 2568) เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งในเบื้องต้น จะเปิดให้บริการ จำนวน 29 สถานี คือ สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี-สถานีตลาดมีนบุรี เดินรถต่อเนื่องด้วยความถี่ 10 นาทีต่อขบวน • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://m.mgronline.com/business/detail/9680000030449 • #MGROnline #bkkearthquake #BangkokEarthquake #ThailandEarthquake #รถไฟฟ้าสายสีชมพู #เปิดให้บริการ #แผ่นดินไหว
    0 Comments 0 Shares 64 Views 0 Reviews
  • Ayaneo Retro Mini PC AM01S ผสานดีไซน์ Macintosh ย้อนยุคเข้ากับความล้ำสมัยในเทคโนโลยี มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 4 นิ้วที่พับได้ และโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen AI 9 HX 370 ที่รองรับทั้งการเล่นเกมและงานประสิทธิภาพสูง ระบบระบายความร้อนแบบขั้นสูงช่วยคงประสิทธิภาพการทำงานแม้ในขนาดที่เล็ก ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่กำลังเติบโต

    ความแตกต่างที่โดดเด่น:
    - AM01S มาพร้อมหน้าจอแบบ flip-up ที่ไม่เพียงแค่ใช้เพื่อแสดงผลทั่วไป แต่ยังสามารถใช้งานเป็นหน้าจอสัมผัส เพื่อปรับค่าต่าง ๆ และแสดงวิดเจ็ต เช่น สภาพอากาศ หรือการปรับโหมดด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว.

    ระบบระบายความร้อนขั้นสูง:
    - ตัวเครื่องใช้ระบบระบายความร้อนแบบ dual-fan ที่มาพร้อม heat pipes และ SSD cooler ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ประสิทธิภาพลดลงแม้ในระหว่างการใช้งานหนัก.

    ความใส่ใจในรายละเอียด:
    - นอกจากดีไซน์ย้อนยุคที่สะดุดตา ตัวเครื่องยังรองรับหน่วยความจำ DDR5 ที่ความเร็ว 5600MT/s และ SSD แบบ PCIe 4.0 รวมถึงการเชื่อมต่อ USB4 และ Ethernet ความเร็วสูง.

    กระแสนิยมของ PC ขนาดเล็ก:
    - AM01S เป็นหนึ่งในแนวโน้มของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ได้รับความสนใจในปี 2025 อีกทั้งยังมีคู่แข่ง เช่น Aoostar G-Flip 370 ซึ่งดีไซน์ได้แรงบันดาลใจจาก Game Boy.

    https://www.techspot.com/news/107348-tiny-macintosh-classic-style-pc-flip-up-display.html
    Ayaneo Retro Mini PC AM01S ผสานดีไซน์ Macintosh ย้อนยุคเข้ากับความล้ำสมัยในเทคโนโลยี มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 4 นิ้วที่พับได้ และโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen AI 9 HX 370 ที่รองรับทั้งการเล่นเกมและงานประสิทธิภาพสูง ระบบระบายความร้อนแบบขั้นสูงช่วยคงประสิทธิภาพการทำงานแม้ในขนาดที่เล็ก ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่กำลังเติบโต ความแตกต่างที่โดดเด่น: - AM01S มาพร้อมหน้าจอแบบ flip-up ที่ไม่เพียงแค่ใช้เพื่อแสดงผลทั่วไป แต่ยังสามารถใช้งานเป็นหน้าจอสัมผัส เพื่อปรับค่าต่าง ๆ และแสดงวิดเจ็ต เช่น สภาพอากาศ หรือการปรับโหมดด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว. ระบบระบายความร้อนขั้นสูง: - ตัวเครื่องใช้ระบบระบายความร้อนแบบ dual-fan ที่มาพร้อม heat pipes และ SSD cooler ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ประสิทธิภาพลดลงแม้ในระหว่างการใช้งานหนัก. ความใส่ใจในรายละเอียด: - นอกจากดีไซน์ย้อนยุคที่สะดุดตา ตัวเครื่องยังรองรับหน่วยความจำ DDR5 ที่ความเร็ว 5600MT/s และ SSD แบบ PCIe 4.0 รวมถึงการเชื่อมต่อ USB4 และ Ethernet ความเร็วสูง. กระแสนิยมของ PC ขนาดเล็ก: - AM01S เป็นหนึ่งในแนวโน้มของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ได้รับความสนใจในปี 2025 อีกทั้งยังมีคู่แข่ง เช่น Aoostar G-Flip 370 ซึ่งดีไซน์ได้แรงบันดาลใจจาก Game Boy. https://www.techspot.com/news/107348-tiny-macintosh-classic-style-pc-flip-up-display.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Tiny Macintosh Classic-style PC with flip-up display is actually a Windows powerhouse
    If you've already heard of Ayaneo's original AM01 retro mini PC, then this newer model should be pretty familiar. The AM01S retains the same cute, chunky design...
    0 Comments 0 Shares 44 Views 0 Reviews
  • ญี่ปุ่นเตรียมปรับแก้กฎหมายเพื่อยกระดับสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกกฎหมาย การปรับเปลี่ยนนี้รวมถึงการห้ามการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน สะท้อนถึงความตั้งใจของประเทศในการเพิ่มความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดคริปโต

    การควบคุมการซื้อขายภายใน (Insider Trading):
    - การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้จะรวมถึงการกำหนดข้อห้ามในการซื้อขายที่ใช้ข้อมูลภายในที่ไม่เปิดเผย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ที่โปร่งใสในตลาดคริปโต.

    กำหนดเวลาเสนอร่างกฎหมาย:
    - FSA มีแผนเสนอร่างกฎหมายแก้ไขต่อรัฐสภาญี่ปุ่นในปี 2026 เพื่อให้กฎหมายนี้สามารถถูกพิจารณาและบังคับใช้ได้ในอนาคต.

    บทบาทของญี่ปุ่นในตลาดโลก:
    - ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ยอมรับและพยายามกำกับดูแลตลาดคริปโตอย่างชัดเจน ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ.

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/30/japan-to-give-crypto-assets-legal-status-as-financial-products-nikkei-says
    ญี่ปุ่นเตรียมปรับแก้กฎหมายเพื่อยกระดับสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกกฎหมาย การปรับเปลี่ยนนี้รวมถึงการห้ามการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน สะท้อนถึงความตั้งใจของประเทศในการเพิ่มความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดคริปโต การควบคุมการซื้อขายภายใน (Insider Trading): - การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้จะรวมถึงการกำหนดข้อห้ามในการซื้อขายที่ใช้ข้อมูลภายในที่ไม่เปิดเผย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ที่โปร่งใสในตลาดคริปโต. กำหนดเวลาเสนอร่างกฎหมาย: - FSA มีแผนเสนอร่างกฎหมายแก้ไขต่อรัฐสภาญี่ปุ่นในปี 2026 เพื่อให้กฎหมายนี้สามารถถูกพิจารณาและบังคับใช้ได้ในอนาคต. บทบาทของญี่ปุ่นในตลาดโลก: - ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ยอมรับและพยายามกำกับดูแลตลาดคริปโตอย่างชัดเจน ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ. https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/30/japan-to-give-crypto-assets-legal-status-as-financial-products-nikkei-says
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Japan to give crypto assets legal status as financial products, Nikkei says
    TOKYO (Reuters) -Japan's Financial Services Agency (FSA) plans to revise the Financial Instruments and Exchange Act to give crypto assets a legal status as financial products, the Nikkei business daily said on Sunday, without citing sources.
    0 Comments 0 Shares 40 Views 0 Reviews
  • สถานการณ์ของสงครามการค้าโลกในปัจจุบันยังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยมีทั้งแนวโน้มที่ดีขึ้นและความท้าทายที่ยังคงอยู่ ดังนี้

    ### 1. **แนวโน้มที่ดีขึ้น**
    - **การลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน**:
    แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังไม่สิ้นสุด แต่ทั้งสองฝ่ายเริ่มหันมาเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม เช่น การยกเลิกภาษีบางส่วนในสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การประชุมระดับสูงระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในช่วงปลายปี 2022-2023 ช่วยฟื้นฟูช่องทางการสื่อสาร แม้จะยังไม่มีการแก้ไขข้อพิพาทหลัก เช่น ปัญหาไต้หวันหรือการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง

    - **ความร่วมมือระดับภูมิภาค**:
    ความตกลงทางการค้าในรูปแบบภูมิภาคขยายตัว เช่น **RCEP** (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ในเอเชีย-แปซิฟิก และ **AfCFTA** (เขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา) ซึ่งช่วยกระตุ้นการค้าภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว

    - **นโยบายการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม**:
    หลายประเทศเริ่มผนวกเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเข้ากับนโยบายการค้า เช่น สหภาพยุโรป推行 **CBAM** (มาตรการปรับคาร์บอนชายแดน) เพื่อส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน แม้อาจก่อความขัดแย้งใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานสากลร่วมกัน

    ---

    ### 2. **ความท้าทายที่ยังคงอยู่**
    - **การแข่งขันทางเทคโนโลยีและการแยกห่วงโซ่อุปทาน**:
    สหรัฐฯ ยังคงจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์) ไปยังจีน ขณะที่จีนพยายามสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนเอง (เช่น การพัฒนาชิปด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรของ Huawei) ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกแตกออกเป็น "สองขั้ว" (Tech Decoupling)

    - **ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์**:
    สงครามยูเครน-รัสเซียและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ยังส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางการค้า รวมถึงกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หันมาเก็บกักเสบียงอาหารและทรัพยากร стратеติกมากขึ้น

    - **ความอ่อนแอของระบบพหุภาคี**:
    องค์การการค้าโลก (WTO) ยังไม่สามารถปฏิรูปกลไกระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Body) ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดกลไกกลางในการจัดการความขัดแย้งทางการค้า

    ---

    ### 3. **ทิศทางในอนาคต**
    - **เศรษฐกิจโลกอาจแบ่งเป็น "บล็อก"**:
    การค้าโลกกำลังเคลื่อนไปสู่รูปแบบ "friend-shoring" (การผลิตในประเทศพันธมิตร) และ "near-shoring" (การผลิตในประเทศใกล้เคียง) เพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เพิ่มความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน

    - **การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว**:
    การเติบโตของการค้าอิเล็กทรอนิกส์และมาตรการลดคาร์บอนจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของระบบการค้าโลก แม้อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องกฎระเบียบระหว่างประเทศ

    ---

    ### สรุป
    สถานการณ์สงครามการค้าโลกมีทั้งพัฒนาการในทางที่ดี เช่น การเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งและการขยายความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่ก็ยังมีแรงกดดันจากความแข่งขันทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจทำให้การค้าโลกไม่กลับสู่รูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปรับตัวสู่ระบบที่ "แบ่งกลุ่มแต่เชื่อมโยง" มากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนสูง
    สถานการณ์ของสงครามการค้าโลกในปัจจุบันยังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยมีทั้งแนวโน้มที่ดีขึ้นและความท้าทายที่ยังคงอยู่ ดังนี้ ### 1. **แนวโน้มที่ดีขึ้น** - **การลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน**: แม้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังไม่สิ้นสุด แต่ทั้งสองฝ่ายเริ่มหันมาเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม เช่น การยกเลิกภาษีบางส่วนในสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การประชุมระดับสูงระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในช่วงปลายปี 2022-2023 ช่วยฟื้นฟูช่องทางการสื่อสาร แม้จะยังไม่มีการแก้ไขข้อพิพาทหลัก เช่น ปัญหาไต้หวันหรือการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง - **ความร่วมมือระดับภูมิภาค**: ความตกลงทางการค้าในรูปแบบภูมิภาคขยายตัว เช่น **RCEP** (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ในเอเชีย-แปซิฟิก และ **AfCFTA** (เขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา) ซึ่งช่วยกระตุ้นการค้าภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว - **นโยบายการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม**: หลายประเทศเริ่มผนวกเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเข้ากับนโยบายการค้า เช่น สหภาพยุโรป推行 **CBAM** (มาตรการปรับคาร์บอนชายแดน) เพื่อส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน แม้อาจก่อความขัดแย้งใหม่ แต่ก็เป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานสากลร่วมกัน --- ### 2. **ความท้าทายที่ยังคงอยู่** - **การแข่งขันทางเทคโนโลยีและการแยกห่วงโซ่อุปทาน**: สหรัฐฯ ยังคงจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์) ไปยังจีน ขณะที่จีนพยายามสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของตนเอง (เช่น การพัฒนาชิปด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรของ Huawei) ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกแตกออกเป็น "สองขั้ว" (Tech Decoupling) - **ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์**: สงครามยูเครน-รัสเซียและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ยังส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางการค้า รวมถึงกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ หันมาเก็บกักเสบียงอาหารและทรัพยากร стратеติกมากขึ้น - **ความอ่อนแอของระบบพหุภาคี**: องค์การการค้าโลก (WTO) ยังไม่สามารถปฏิรูปกลไกระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Body) ได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดกลไกกลางในการจัดการความขัดแย้งทางการค้า --- ### 3. **ทิศทางในอนาคต** - **เศรษฐกิจโลกอาจแบ่งเป็น "บล็อก"**: การค้าโลกกำลังเคลื่อนไปสู่รูปแบบ "friend-shoring" (การผลิตในประเทศพันธมิตร) และ "near-shoring" (การผลิตในประเทศใกล้เคียง) เพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เพิ่มความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน - **การค้าดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว**: การเติบโตของการค้าอิเล็กทรอนิกส์และมาตรการลดคาร์บอนจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของระบบการค้าโลก แม้อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทเรื่องกฎระเบียบระหว่างประเทศ --- ### สรุป สถานการณ์สงครามการค้าโลกมีทั้งพัฒนาการในทางที่ดี เช่น การเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งและการขยายความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่ก็ยังมีแรงกดดันจากความแข่งขันทางเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งอาจทำให้การค้าโลกไม่กลับสู่รูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปรับตัวสู่ระบบที่ "แบ่งกลุ่มแต่เชื่อมโยง" มากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนสูง
    0 Comments 0 Shares 158 Views 0 Reviews
  • TSMC วางแผนสร้างโรงงานผลิตชิประดับ A16 (1.6 นาโนเมตร) ในรัฐแอริโซนา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายฐานการผลิตและสนับสนุนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ แม้จะมีความท้าทายในการถ่ายโอนเทคโนโลยี แต่การลงทุนครั้งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    การลงทุนครั้งสำคัญ:
    - TSMC ลงทุนรวมกว่า 65 พันล้านดอลลาร์ ในรัฐแอริโซนา เพื่อสร้างโรงงาน 3 แห่ง โดยโรงงานแรกเริ่มผลิตชิปขนาด 4 นาโนเมตรแล้ว ขณะที่โรงงานที่สองจะรองรับชิป 3 นาโนเมตร และ 2 นาโนเมตร ซึ่งเป็นก้าวสำคัญก่อนถึง A16.

    บทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ:
    - การบริหารงานของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลกระทบสำคัญต่อการตัดสินใจของ TSMC ในการขยายกิจการสู่สหรัฐฯ โดยเน้นการสร้างฐานผลิตในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ.

    ผลกระทบในระยะยาว:
    - แม้การผลิตในสหรัฐฯ จะล่าช้าจากไต้หวันถึงสองปี แต่แผนนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TSMC ในการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาไต้หวันเพียงอย่างเดียว.

    ความท้าทายในการถ่ายโอนเทคโนโลยี:
    - ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความล่าช้าในการถ่ายโอนเทคโนโลยีสำคัญจากไต้หวันสู่สหรัฐฯ อาจทำให้ตลาดชิประดับสูงยังคงขึ้นอยู่กับไต้หวันในระยะยาว.

    https://wccftech.com/tsmc-is-no-longer-reluctant-to-produce-advanced-chips-in-the-us/
    TSMC วางแผนสร้างโรงงานผลิตชิประดับ A16 (1.6 นาโนเมตร) ในรัฐแอริโซนา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายฐานการผลิตและสนับสนุนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ แม้จะมีความท้าทายในการถ่ายโอนเทคโนโลยี แต่การลงทุนครั้งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การลงทุนครั้งสำคัญ: - TSMC ลงทุนรวมกว่า 65 พันล้านดอลลาร์ ในรัฐแอริโซนา เพื่อสร้างโรงงาน 3 แห่ง โดยโรงงานแรกเริ่มผลิตชิปขนาด 4 นาโนเมตรแล้ว ขณะที่โรงงานที่สองจะรองรับชิป 3 นาโนเมตร และ 2 นาโนเมตร ซึ่งเป็นก้าวสำคัญก่อนถึง A16. บทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ: - การบริหารงานของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลกระทบสำคัญต่อการตัดสินใจของ TSMC ในการขยายกิจการสู่สหรัฐฯ โดยเน้นการสร้างฐานผลิตในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ. ผลกระทบในระยะยาว: - แม้การผลิตในสหรัฐฯ จะล่าช้าจากไต้หวันถึงสองปี แต่แผนนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TSMC ในการกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาไต้หวันเพียงอย่างเดียว. ความท้าทายในการถ่ายโอนเทคโนโลยี: - ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความล่าช้าในการถ่ายโอนเทคโนโลยีสำคัญจากไต้หวันสู่สหรัฐฯ อาจทำให้ตลาดชิประดับสูงยังคงขึ้นอยู่กับไต้หวันในระยะยาว. https://wccftech.com/tsmc-is-no-longer-reluctant-to-produce-advanced-chips-in-the-us/
    WCCFTECH.COM
    TSMC Is No Longer Reluctant To Produce Advanced Chips In The US; Reveals Plans To Build A Cutting-Edge A16 (1.6nm) Facility In Arizona By 2030
    TSMC has chosen the US as its next place of expansion, as the firm has now revealed that it plans to produce cutting-edge chips in Arizona.
    0 Comments 0 Shares 93 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้พูดถึงความก้าวหน้าของบริษัท DapuStor ผู้ผลิต SSD ประสิทธิภาพสูงจากจีน ที่เปิดตัว Roealsen6 R6101 7.68TB SSD ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น "สุดยอดงานวิศวกรรม" ด้วยความเร็วในการอ่านแบบต่อเนื่องถึง 14,600 MB/s และการเขียนที่ 11,000 MB/s SSD รุ่นนี้ใช้ตัวควบคุม DP800 และเทคโนโลยี PCIe 5.0 ที่เหนือกว่า PCIe 4.0 ถึงสองเท่า

    ความโดดเด่นในการทดสอบ:
    - ผลทดสอบพบว่า SSD รุ่นนี้สามารถทำสถิติใหม่ในระดับ 4K random read IOPS ที่สูงถึง 3.62 ล้าน ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% จากรุ่นอื่น ๆ ในตลาด.

    ความสามารถในงานหลากหลาย:
    - SSD สามารถทำงานในลักษณะโหลดงานผสมได้ดีจนสามารถแข่งขันกับ SSD ระดับ 3-DWPD ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า.

    การออกแบบที่ตอบโจทย์:
    - SSD ใช้ 3D eTLC NAND Flash และโปรโตคอล NVMe 2.0 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการอ่าน-เขียน และเหมาะกับการใช้งานในศูนย์ข้อมูลที่ต้องการความเร็วและความเสถียร.

    ความคาดหวังในอนาคต:
    - SSD รุ่นใหม่ที่มีความจุสูงถึง 122.88TB อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดเซิร์ฟเวอร์.

    https://www.techradar.com/pro/an-engineering-masterpiece-reviewer-raves-about-fastest-large-capacity-ssd-ever-built-but-it-wont-be-cheap
    ข่าวนี้พูดถึงความก้าวหน้าของบริษัท DapuStor ผู้ผลิต SSD ประสิทธิภาพสูงจากจีน ที่เปิดตัว Roealsen6 R6101 7.68TB SSD ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น "สุดยอดงานวิศวกรรม" ด้วยความเร็วในการอ่านแบบต่อเนื่องถึง 14,600 MB/s และการเขียนที่ 11,000 MB/s SSD รุ่นนี้ใช้ตัวควบคุม DP800 และเทคโนโลยี PCIe 5.0 ที่เหนือกว่า PCIe 4.0 ถึงสองเท่า ความโดดเด่นในการทดสอบ: - ผลทดสอบพบว่า SSD รุ่นนี้สามารถทำสถิติใหม่ในระดับ 4K random read IOPS ที่สูงถึง 3.62 ล้าน ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% จากรุ่นอื่น ๆ ในตลาด. ความสามารถในงานหลากหลาย: - SSD สามารถทำงานในลักษณะโหลดงานผสมได้ดีจนสามารถแข่งขันกับ SSD ระดับ 3-DWPD ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า. การออกแบบที่ตอบโจทย์: - SSD ใช้ 3D eTLC NAND Flash และโปรโตคอล NVMe 2.0 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการอ่าน-เขียน และเหมาะกับการใช้งานในศูนย์ข้อมูลที่ต้องการความเร็วและความเสถียร. ความคาดหวังในอนาคต: - SSD รุ่นใหม่ที่มีความจุสูงถึง 122.88TB อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดเซิร์ฟเวอร์. https://www.techradar.com/pro/an-engineering-masterpiece-reviewer-raves-about-fastest-large-capacity-ssd-ever-built-but-it-wont-be-cheap
    0 Comments 0 Shares 126 Views 0 Reviews
  • SoftBank ซื้อ Ampere Computing ด้วยมูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายขยายตลาดศูนย์ข้อมูลและสนับสนุนโครงการ Project Stargate ในการพัฒนาชิป AI การซื้อครั้งนี้อาจเปลี่ยน Arm จากการขายสิทธิ์ออกแบบไปสู่การผลิตชิปเอง แต่ต้องรอผ่านการตรวจสอบการผูกขาดในสหรัฐฯ เสียก่อน

    การเชื่อมโยงกับ Project Stargate:
    - Project Stargate เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ, OpenAI และ SoftBank ที่ประกาศในปี 2025 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นผู้นำในด้าน AI โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Oracle ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ Ampere โดยนักวิเคราะห์มองว่าทีมออกแบบชิปของ Ampere จะช่วยสนับสนุน OpenAI ในการพัฒนาชิป CPU และ GPU ที่ปรับแต่งเฉพาะ.

    ประโยชน์สำหรับตลาดเซิร์ฟเวอร์:
    - Ampere ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปเซิร์ฟเวอร์อิสระรายสุดท้ายในระบบ Arm อาจช่วย SoftBank ขยายขีดความสามารถในตลาดศูนย์ข้อมูลที่ต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์ที่ทรงพลังและคุ้มค่า.

    ความหมายเชิงยุทธศาสตร์:
    - ดีลนี้สามารถเพิ่มความสามารถของ Arm ในการแข่งขันกับลูกค้าปัจจุบันที่พัฒนาชิป Arm เอง อีกทั้งยังช่วยให้ Arm สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวในตลาดเซิร์ฟเวอร์.

    ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น:
    - การซื้อกิจการนี้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่านการตรวจสอบด้านการผูกขาดของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ.

    https://www.techradar.com/pro/analyst-claims-that-softbank-bought-ampere-computing-for-usd6-5-billion-to-help-openais-chip-ambitions
    SoftBank ซื้อ Ampere Computing ด้วยมูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายขยายตลาดศูนย์ข้อมูลและสนับสนุนโครงการ Project Stargate ในการพัฒนาชิป AI การซื้อครั้งนี้อาจเปลี่ยน Arm จากการขายสิทธิ์ออกแบบไปสู่การผลิตชิปเอง แต่ต้องรอผ่านการตรวจสอบการผูกขาดในสหรัฐฯ เสียก่อน การเชื่อมโยงกับ Project Stargate: - Project Stargate เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ, OpenAI และ SoftBank ที่ประกาศในปี 2025 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นผู้นำในด้าน AI โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Oracle ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลักของ Ampere โดยนักวิเคราะห์มองว่าทีมออกแบบชิปของ Ampere จะช่วยสนับสนุน OpenAI ในการพัฒนาชิป CPU และ GPU ที่ปรับแต่งเฉพาะ. ประโยชน์สำหรับตลาดเซิร์ฟเวอร์: - Ampere ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปเซิร์ฟเวอร์อิสระรายสุดท้ายในระบบ Arm อาจช่วย SoftBank ขยายขีดความสามารถในตลาดศูนย์ข้อมูลที่ต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์ที่ทรงพลังและคุ้มค่า. ความหมายเชิงยุทธศาสตร์: - ดีลนี้สามารถเพิ่มความสามารถของ Arm ในการแข่งขันกับลูกค้าปัจจุบันที่พัฒนาชิป Arm เอง อีกทั้งยังช่วยให้ Arm สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวในตลาดเซิร์ฟเวอร์. ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น: - การซื้อกิจการนี้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่านการตรวจสอบด้านการผูกขาดของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ. https://www.techradar.com/pro/analyst-claims-that-softbank-bought-ampere-computing-for-usd6-5-billion-to-help-openais-chip-ambitions
    0 Comments 0 Shares 126 Views 0 Reviews
  • AWS นำเสนอสถาปัตยกรรม AI ใหม่ด้วยชิป Trainium ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายการใช้งาน AI โดยเสนอทางเลือกที่ถูกกว่า Nvidia H100 ถึง 25% แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งานที่ต้องพึ่งพา AWS แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบ AI ที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ

    กลยุทธ์ที่โดดเด่นในตลาด AI:
    - AWS เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่กำลังพัฒนาชิปของตนเอง เช่น Google ที่มีชิป Tensor Processing Units (TPU) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงปัญหาความขาดแคลน GPU

    ความสามารถของ Trainium:
    - แม้ Trainium อาจไม่สามารถแทนที่ Nvidia GPU ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น DGX Spark ได้โดยตรง แต่ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการรอคิวหรือจ่ายค่าใช้จ่ายสูง

    ข้อจำกัดที่ควรพิจารณา:
    - Trainium มีการใช้งานเฉพาะใน AWS เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ถูกผูกมัดกับแพลตฟอร์ม และต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเรียนรู้ระบบใหม่ที่แตกต่างจาก CUDA ของ Nvidia

    แนวโน้มในอุตสาหกรรม:
    - ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มุ่งสร้างระบบชิปของตนเองเพื่อลดการพึ่งพา Nvidia ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์ตลาด AI และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบริษัท

    https://www.techradar.com/pro/and-so-it-begins-amazon-web-services-is-aggressively-courting-its-own-customers-to-use-its-trainium-tech-rather-than-nvidias-gpus
    AWS นำเสนอสถาปัตยกรรม AI ใหม่ด้วยชิป Trainium ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายการใช้งาน AI โดยเสนอทางเลือกที่ถูกกว่า Nvidia H100 ถึง 25% แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการใช้งานที่ต้องพึ่งพา AWS แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบ AI ที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ที่โดดเด่นในตลาด AI: - AWS เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่กำลังพัฒนาชิปของตนเอง เช่น Google ที่มีชิป Tensor Processing Units (TPU) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงปัญหาความขาดแคลน GPU ความสามารถของ Trainium: - แม้ Trainium อาจไม่สามารถแทนที่ Nvidia GPU ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น DGX Spark ได้โดยตรง แต่ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการรอคิวหรือจ่ายค่าใช้จ่ายสูง ข้อจำกัดที่ควรพิจารณา: - Trainium มีการใช้งานเฉพาะใน AWS เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ถูกผูกมัดกับแพลตฟอร์ม และต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเรียนรู้ระบบใหม่ที่แตกต่างจาก CUDA ของ Nvidia แนวโน้มในอุตสาหกรรม: - ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มุ่งสร้างระบบชิปของตนเองเพื่อลดการพึ่งพา Nvidia ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในกลยุทธ์ตลาด AI และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบริษัท https://www.techradar.com/pro/and-so-it-begins-amazon-web-services-is-aggressively-courting-its-own-customers-to-use-its-trainium-tech-rather-than-nvidias-gpus
    0 Comments 0 Shares 115 Views 0 Reviews
  • UNIS เปิดตัว S5 Ultra SSD ที่เร็วที่สุดในตลาดด้วยการอ่าน 14.9 GB/s และเขียน 12.9 GB/s แม้จะใช้เทคโนโลยีเก่ากว่าแต่ยังสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่เช่น Samsung และ Crucial ทั้งนี้ SSD ยังออกแบบให้เหมาะกับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงโดยมีการระบายความร้อนแบบกราฟีน ซึ่งอาจเป็นจุดที่ต้องพัฒนาต่อไปในอนาคต

    การออกแบบที่แตกต่าง:
    - รุ่น S5 Ultra มีโครงสร้างแบบ DRAM-less แต่สามารถทำความเร็วได้สูงสุด ด้วยตัวควบคุมที่ใช้กระบวนการผลิต 12nm ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพแม้จะดูเก่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานในตลาด.

    ความพิเศษในรุ่น Ultra:
    - UNIS S5 Ultra ใช้ตัวควบคุมแบบ 6nm และเพิ่ม DRAM Cache เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเหมาะสมสำหรับงานด้านผลิตภาพ โดยลดความเร็วการอ่านลงเหลือ 14.2 GB/s แต่ชดเชยด้วยการเขียนที่สูงขึ้น.

    ความร้อนจากการใช้งาน:
    - SSD เหล่านี้มาพร้อมกับแผ่นระบายความร้อนกราฟีน แม้จะเป็นเพียงการระบายแบบ passive ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งานความเร็วสูงระดับนี้.

    การใช้งานที่หลากหลาย:
    - UNIS S5 Ultra ออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น การตัดต่อวิดีโอระดับ 4K และการเล่นเกมขั้นสูง อีกทั้งยังเหมาะกับงานที่ใช้ความเร็วในลักษณะ random access สูง

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ssds/chinese-pcie-5-0-ssd-boasts-14-9-gb-s-speeds-positioning-as-the-fastest-mainstream-pcie-5-0-drive-on-the-market
    UNIS เปิดตัว S5 Ultra SSD ที่เร็วที่สุดในตลาดด้วยการอ่าน 14.9 GB/s และเขียน 12.9 GB/s แม้จะใช้เทคโนโลยีเก่ากว่าแต่ยังสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่เช่น Samsung และ Crucial ทั้งนี้ SSD ยังออกแบบให้เหมาะกับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงโดยมีการระบายความร้อนแบบกราฟีน ซึ่งอาจเป็นจุดที่ต้องพัฒนาต่อไปในอนาคต การออกแบบที่แตกต่าง: - รุ่น S5 Ultra มีโครงสร้างแบบ DRAM-less แต่สามารถทำความเร็วได้สูงสุด ด้วยตัวควบคุมที่ใช้กระบวนการผลิต 12nm ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพแม้จะดูเก่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานในตลาด. ความพิเศษในรุ่น Ultra: - UNIS S5 Ultra ใช้ตัวควบคุมแบบ 6nm และเพิ่ม DRAM Cache เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเหมาะสมสำหรับงานด้านผลิตภาพ โดยลดความเร็วการอ่านลงเหลือ 14.2 GB/s แต่ชดเชยด้วยการเขียนที่สูงขึ้น. ความร้อนจากการใช้งาน: - SSD เหล่านี้มาพร้อมกับแผ่นระบายความร้อนกราฟีน แม้จะเป็นเพียงการระบายแบบ passive ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งานความเร็วสูงระดับนี้. การใช้งานที่หลากหลาย: - UNIS S5 Ultra ออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น การตัดต่อวิดีโอระดับ 4K และการเล่นเกมขั้นสูง อีกทั้งยังเหมาะกับงานที่ใช้ความเร็วในลักษณะ random access สูง https://www.tomshardware.com/pc-components/ssds/chinese-pcie-5-0-ssd-boasts-14-9-gb-s-speeds-positioning-as-the-fastest-mainstream-pcie-5-0-drive-on-the-market
    0 Comments 0 Shares 100 Views 0 Reviews
  • AMD อาจเปิดตัว Ryzen 9000G APUs รุ่นใหม่ในปลายปี 2025 ด้วยการออกแบบ Zen 5 และ RDNA 3.5 ที่ปรับปรุงความเร็วและประสิทธิภาพ พร้อมรองรับ AI และ DDR5 ความคาดหวังใหม่ทำให้ชิปนี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับตลาดเดสก์ท็อปที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

    การพัฒนาในรุ่น Strix Point และ Krackan Point:
    - Strix Point เน้นการรวม Zen 5 cores และ Zen 5c cores ในโครงสร้างแบบ hybrid พร้อมกราฟิก iGPU Radeon 890M ที่มี Compute Unit ถึง 16 หน่วย เหมาะสำหรับเกม 1080p และการทำงาน AI.
    - Krackan Point ใช้ Zen 5 ในกลุ่มกลาง ลดขนาดลงเหลือ 8 cores และมี iGPU Radeon 860M ที่มี 8 Compute Unit.

    การสนับสนุน AI และ DDR5:
    - Ryzen 9000G ติดตั้ง XDNA 2 NPU ที่มอบประสิทธิภาพ AI สูงถึง 50 TOPS และการสนับสนุน DDR5 ที่ช่วยปรับปรุงความเร็วในการประมวลผลข้อมูลและประสิทธิภาพโดยรวม.

    อนาคตของ Zen 5 และ Zen 6:
    - Ryzen 9000G จะเป็นรุ่นสุดท้ายของ Zen 5 ก่อนที่ AMD จะเปิดตัว Zen 6 ในปี 2026 และการพัฒนาชิป AI 400 ที่ต่อยอดจาก Ryzen AI 300.

    ความเป็นไปได้ใหม่ในตลาด:
    - หากการคาดการณ์เป็นจริง Ryzen 9000G อาจกลายเป็นชิป APU แรกที่ได้รับการรับรอง Copilot+ ซึ่งจะเป็นการรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับประสบการณ์การใช้งานเดสก์ท็อปที่มีประสิทธิภาพสูง.

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/amd-ryzen-9000g-apus-rumored-to-launch-in-q4-for-am5-motherboards
    AMD อาจเปิดตัว Ryzen 9000G APUs รุ่นใหม่ในปลายปี 2025 ด้วยการออกแบบ Zen 5 และ RDNA 3.5 ที่ปรับปรุงความเร็วและประสิทธิภาพ พร้อมรองรับ AI และ DDR5 ความคาดหวังใหม่ทำให้ชิปนี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับตลาดเดสก์ท็อปที่ต้องการประสิทธิภาพสูง การพัฒนาในรุ่น Strix Point และ Krackan Point: - Strix Point เน้นการรวม Zen 5 cores และ Zen 5c cores ในโครงสร้างแบบ hybrid พร้อมกราฟิก iGPU Radeon 890M ที่มี Compute Unit ถึง 16 หน่วย เหมาะสำหรับเกม 1080p และการทำงาน AI. - Krackan Point ใช้ Zen 5 ในกลุ่มกลาง ลดขนาดลงเหลือ 8 cores และมี iGPU Radeon 860M ที่มี 8 Compute Unit. การสนับสนุน AI และ DDR5: - Ryzen 9000G ติดตั้ง XDNA 2 NPU ที่มอบประสิทธิภาพ AI สูงถึง 50 TOPS และการสนับสนุน DDR5 ที่ช่วยปรับปรุงความเร็วในการประมวลผลข้อมูลและประสิทธิภาพโดยรวม. อนาคตของ Zen 5 และ Zen 6: - Ryzen 9000G จะเป็นรุ่นสุดท้ายของ Zen 5 ก่อนที่ AMD จะเปิดตัว Zen 6 ในปี 2026 และการพัฒนาชิป AI 400 ที่ต่อยอดจาก Ryzen AI 300. ความเป็นไปได้ใหม่ในตลาด: - หากการคาดการณ์เป็นจริง Ryzen 9000G อาจกลายเป็นชิป APU แรกที่ได้รับการรับรอง Copilot+ ซึ่งจะเป็นการรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับประสบการณ์การใช้งานเดสก์ท็อปที่มีประสิทธิภาพสูง. https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/amd-ryzen-9000g-apus-rumored-to-launch-in-q4-for-am5-motherboards
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    AMD Ryzen 9000G APUs rumored to launch in Q4 for AM5 motherboards
    Ryzen 9000G can potentially be the first Microsoft Copilot+ certified APUs for desktops.
    0 Comments 0 Shares 75 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้นำเสนอถึงการพัฒนาเครื่องมือการพิมพ์ลายวงจร (Lithography tool) ใหม่ของรัสเซียที่สามารถรองรับเทคโนโลยีการผลิตระดับ 350 นาโนเมตร ซึ่งเป็นความสำเร็จที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แม้ว่าเครื่องมือดังกล่าวจะล้าสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานปัจจุบันที่มุ่งสู่ระดับ 5 นาโนเมตรหรือดีกว่า

    เทคโนโลยี Solid-State Laser:
    - เครื่องมือ Lithography ที่พัฒนาโดย ZNTC และ Planar ใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ Solid-State Laser ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานและการประหยัดพลังงานเมื่อเทียบกับระบบเก่าที่ใช้หลอด Mercury หรือ Laser Excimer.

    ความเหมาะสมในตลาด:
    - แม้เครื่องมือนี้จะไม่สามารถเทียบได้กับระบบล้ำหน้าของ ASML แต่ยังสามารถใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูง เช่นการผลิตชิ้นส่วนในรถยนต์ หรือการจัดการพลังงาน รวมถึงการใช้งานด้านทหารที่ไม่จำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพสูง.

    เป้าหมายในอนาคต:
    - ZNTC กำลังพัฒนาเครื่องมือ Lithography ใหม่ที่รองรับเทคโนโลยีระดับ 130 นาโนเมตร โดยวางแผนเสร็จสิ้นภายในปี 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของรัฐบาลรัสเซียที่จะพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี 14 นาโนเมตร ภายในปี 2030

    ความท้าทายที่ต้องเผชิญ:
    - ปัจจุบันรัสเซียยังคงใช้เครื่องมือจากบริษัท ASML ที่ถูกนำเข้าอย่างไม่เป็นทางการ และการพัฒนาที่ล่าช้าอาจทำให้เป้าหมายในแผนระยะยาวของประเทศไม่สำเร็จตามกำหนด.

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/russia-completes-development-of-30-year-old-outdated-lithography-tool
    ข่าวนี้นำเสนอถึงการพัฒนาเครื่องมือการพิมพ์ลายวงจร (Lithography tool) ใหม่ของรัสเซียที่สามารถรองรับเทคโนโลยีการผลิตระดับ 350 นาโนเมตร ซึ่งเป็นความสำเร็จที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แม้ว่าเครื่องมือดังกล่าวจะล้าสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานปัจจุบันที่มุ่งสู่ระดับ 5 นาโนเมตรหรือดีกว่า เทคโนโลยี Solid-State Laser: - เครื่องมือ Lithography ที่พัฒนาโดย ZNTC และ Planar ใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ Solid-State Laser ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานและการประหยัดพลังงานเมื่อเทียบกับระบบเก่าที่ใช้หลอด Mercury หรือ Laser Excimer. ความเหมาะสมในตลาด: - แม้เครื่องมือนี้จะไม่สามารถเทียบได้กับระบบล้ำหน้าของ ASML แต่ยังสามารถใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูง เช่นการผลิตชิ้นส่วนในรถยนต์ หรือการจัดการพลังงาน รวมถึงการใช้งานด้านทหารที่ไม่จำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพสูง. เป้าหมายในอนาคต: - ZNTC กำลังพัฒนาเครื่องมือ Lithography ใหม่ที่รองรับเทคโนโลยีระดับ 130 นาโนเมตร โดยวางแผนเสร็จสิ้นภายในปี 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของรัฐบาลรัสเซียที่จะพัฒนาไปสู่เทคโนโลยี 14 นาโนเมตร ภายในปี 2030 ความท้าทายที่ต้องเผชิญ: - ปัจจุบันรัสเซียยังคงใช้เครื่องมือจากบริษัท ASML ที่ถูกนำเข้าอย่างไม่เป็นทางการ และการพัฒนาที่ล่าช้าอาจทำให้เป้าหมายในแผนระยะยาวของประเทศไม่สำเร็จตามกำหนด. https://www.tomshardware.com/tech-industry/russia-completes-development-of-30-year-old-outdated-lithography-tool
    0 Comments 0 Shares 87 Views 0 Reviews
  • Wolfspeed กำลังเผชิญวิกฤตหลังหุ้นตกต่ำที่สุดในรอบ 27 ปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของเงินทุนจากกฎหมาย CHIPS Act บริษัทตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนเพื่อผลิตชิปซิลิคอนคาร์ไบด์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติภายใต้รัฐบาลใหม่ พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต

    ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง:
    - ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ยกเลิกกฎหมาย CHIPS Act และนำเงินไปใช้ชำระหนี้ของประเทศ ซึ่งทำให้โครงการของ Wolfspeed มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับเงินทุน.

    ความสำคัญของเงินทุน:
    - Wolfspeed ตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนนี้เพื่อเร่งการผลิตชิป ซิลิคอนคาร์ไบด์ ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน.

    การปรับตัวของบริษัท:
    - บริษัทได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ Robert Feurle เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต และวางแผนใช้เครดิตภาษีมูลค่า 865 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างเงินทุน.

    ความคาดหวังในตลาด:
    - ตลาดยังคงมองว่าหุ้นของ Wolfspeed มีแนวโน้มลดลง โดยมีการถือหุ้นในสถานะ short position สูงถึง 32.5% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในอนาคตของบริษัท.

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/28/chipmaker-wolfspeed039s-shares-plunge-over-45-to-27-year-low
    Wolfspeed กำลังเผชิญวิกฤตหลังหุ้นตกต่ำที่สุดในรอบ 27 ปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของเงินทุนจากกฎหมาย CHIPS Act บริษัทตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนเพื่อผลิตชิปซิลิคอนคาร์ไบด์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติภายใต้รัฐบาลใหม่ พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง: - ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ยกเลิกกฎหมาย CHIPS Act และนำเงินไปใช้ชำระหนี้ของประเทศ ซึ่งทำให้โครงการของ Wolfspeed มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับเงินทุน. ความสำคัญของเงินทุน: - Wolfspeed ตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนนี้เพื่อเร่งการผลิตชิป ซิลิคอนคาร์ไบด์ ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน. การปรับตัวของบริษัท: - บริษัทได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ Robert Feurle เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต และวางแผนใช้เครดิตภาษีมูลค่า 865 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างเงินทุน. ความคาดหวังในตลาด: - ตลาดยังคงมองว่าหุ้นของ Wolfspeed มีแนวโน้มลดลง โดยมีการถือหุ้นในสถานะ short position สูงถึง 32.5% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในอนาคตของบริษัท. https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/28/chipmaker-wolfspeed039s-shares-plunge-over-45-to-27-year-low
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Chipmaker Wolfspeed's shares hit 27-year low over uncertain federal funding
    (Reuters) - Wolfspeed's shares lost half their value on Friday, hitting their lowest level since 1998, as funding through a Joe Biden-era legislation that promised subsidies for chip making in the United States remains uncertain.
    0 Comments 0 Shares 81 Views 0 Reviews
  • ปี 2025 บริษัททั่วโลกกำลังวางแผนเพิ่มงบ IT เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เช่น Generative AI และโซลูชันความปลอดภัย แม้จะเพิ่มงบ แต่มีการนำแผนลดต้นทุนมาใช้อย่างเข้มงวด การขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรต้องเผชิญ

    การลงทุนที่โดดเด่น:
    - ปี 2025 จะเห็นการเติบโตของการลงทุนในซอฟต์แวร์ Generative AI (54%) โซลูชันความปลอดภัย (52%) และการซื้อแล็ปท็อป (47%) โดยได้รับแรงหนุนจากการสิ้นสุดการสนับสนุน Windows 10 ในเดือนตุลาคม 2025 และความจำเป็นในการอัปเดตอุปกรณ์.

    ทิศทางการลดต้นทุน:
    - แม้จะมีการเพิ่มงบ แต่ 92% ของบริษัทมีแผนลดค่าใช้จ่าย เช่น การเลิกใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่จำเป็น (38%) ทบทวนสัญญาและผู้ให้บริการ (37%) และการนำโซลูชันอัตโนมัติมาใช้ (34%).

    ทักษะที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน:
    - การขาดทักษะในด้านสำคัญ เช่น การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI เป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่ขององค์กรที่ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญ.

    มุมมองที่แตกต่างของฝ่าย IT และผู้บริหาร:
    - พนักงาน IT ส่วนใหญ่มองว่าบริษัทไม่ได้ลงทุนเพียงพอในเทคโนโลยี ขณะที่ผู้บริหารกลับคิดว่าลงทุนมากเกินพอแล้ว นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพยังส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่มีแนวโน้มเปลี่ยนงานสูง.

    https://www.zdnet.com/article/most-companies-will-increase-it-spending-in-2025-but-theres-a-twist-in-the-tale/
    ปี 2025 บริษัททั่วโลกกำลังวางแผนเพิ่มงบ IT เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เช่น Generative AI และโซลูชันความปลอดภัย แม้จะเพิ่มงบ แต่มีการนำแผนลดต้นทุนมาใช้อย่างเข้มงวด การขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรต้องเผชิญ การลงทุนที่โดดเด่น: - ปี 2025 จะเห็นการเติบโตของการลงทุนในซอฟต์แวร์ Generative AI (54%) โซลูชันความปลอดภัย (52%) และการซื้อแล็ปท็อป (47%) โดยได้รับแรงหนุนจากการสิ้นสุดการสนับสนุน Windows 10 ในเดือนตุลาคม 2025 และความจำเป็นในการอัปเดตอุปกรณ์. ทิศทางการลดต้นทุน: - แม้จะมีการเพิ่มงบ แต่ 92% ของบริษัทมีแผนลดค่าใช้จ่าย เช่น การเลิกใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่จำเป็น (38%) ทบทวนสัญญาและผู้ให้บริการ (37%) และการนำโซลูชันอัตโนมัติมาใช้ (34%). ทักษะที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน: - การขาดทักษะในด้านสำคัญ เช่น การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI เป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่ขององค์กรที่ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญ. มุมมองที่แตกต่างของฝ่าย IT และผู้บริหาร: - พนักงาน IT ส่วนใหญ่มองว่าบริษัทไม่ได้ลงทุนเพียงพอในเทคโนโลยี ขณะที่ผู้บริหารกลับคิดว่าลงทุนมากเกินพอแล้ว นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพยังส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่มีแนวโน้มเปลี่ยนงานสูง. https://www.zdnet.com/article/most-companies-will-increase-it-spending-in-2025-but-theres-a-twist-in-the-tale/
    WWW.ZDNET.COM
    Most companies will increase IT spending in 2025. But there's a twist in the tale
    Nearly two-thirds of companies plan to boost their IT budgets next year. Yet cost-saving measures are also on the agenda.
    0 Comments 0 Shares 98 Views 0 Reviews
  • กลยุทธ์การตลาดตัดหน้า
    กลยุทธ์การตลาดตัดหน้า
    0 Comments 0 Shares 79 Views 0 0 Reviews
  • การลงทุนในทองคำช่วงนี้มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งในแง่บวกและลบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มราคาทองคำ มาดูรายละเอียดกัน:

    ### **ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนทองคำช่วงนี้**
    1. **ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน**
    - ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตการเงิน หรือความขัดแย้งทางการเมือง อาจส่งผลให้นักลงทุน转向ไปสู่ทองคำซึ่งเป็น Safe Haven Asset
    - หากตลาดหุ้นผันผวนหรือเกิดวิกฤต ทองคำมักได้รับความนิยมมากขึ้น

    2. **อัตราดอกเบี้ยและนโยบายของ Fed**
    - หาก Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2024-2025 เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองคำ (ซึ่งซื้อขายด้วย USD) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
    - ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ

    3. **ความต้องการทองคำจากประเทศกำลังพัฒนา**
    - ธนาคารกลางหลายประเทศ (เช่น จีน, รัสเซีย, อินเดีย) ยังคงสะสมทองคำเป็นทุนสำรอง สนับสนุนราคาทองในระยะยาว

    4. **เงินเฟ้อและค่าครองชีพ**
    - ทองคำมักทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกัน (Hedge) ต่อเงินเฟ้อ หากภาวะเงินเฟ้อยังสูง ทองคำอาจเป็นทางเลือกที่ดี

    ---

    ### **ปัจจัยที่ต้องระวัง**
    1. **เงินดอลลาร์แข็งค่า**
    - หาก USD แข็งตัวจากเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งหรือ Fed ยังขึ้นดอกเบี้ยต่อ ราคาทองคำอาจถูกกดดัน

    2. **ตลาดหุ้นและความเสี่ยงอื่นๆ**
    - หากตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดการถือทองคำลง

    3. **ความผันผวนในระยะสั้น**
    - ราคาทองคำอาจปรับตัวลงชั่วคราวจากปัจจัยทางเทคนิคหรือข่าวเศรษฐกิจ

    ---

    ### **สรุป: ควรลงทุนทองคำตอนนี้ไหม?**
    - **ระยะยาว (Hold)** → **เหมาะ** เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน
    - **ระยะสั้น (เทรด)** → ต้องติดตามปัจจัยหลัก เช่น นโยบาย Fed, ดอลลาร์, และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    **คำแนะนำเพิ่มเติม:**
    - **Diversify** ไม่ควรลงทุนทองคำ 100% ของพอร์ต แต่แบ่งสัดส่วน (เช่น 5-15%)
    - **รูปแบบการลงทุน**
    - **ทองคำรูปพรรณ** เหมาะสำหรับถือยาว แต่ต้องคำนึงถึงส่วนต่างราคา (Premium)
    - **ทองคำ ETF (เช่น GLD)** หรือ **สัญญาซื้อขายล่วงหน้า** สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง
    - **เหมืองทองคำ (หุ้น)** ให้ความได้เปรียบจาก Leverage Effect แต่มีความเสี่ยงเพิ่ม

    หากคุณต้องการลงทุน ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ครับ! 📊🚀
    การลงทุนในทองคำช่วงนี้มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งในแง่บวกและลบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มราคาทองคำ มาดูรายละเอียดกัน: ### **ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนทองคำช่วงนี้** 1. **ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน** - ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตการเงิน หรือความขัดแย้งทางการเมือง อาจส่งผลให้นักลงทุน转向ไปสู่ทองคำซึ่งเป็น Safe Haven Asset - หากตลาดหุ้นผันผวนหรือเกิดวิกฤต ทองคำมักได้รับความนิยมมากขึ้น 2. **อัตราดอกเบี้ยและนโยบายของ Fed** - หาก Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2024-2025 เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองคำ (ซึ่งซื้อขายด้วย USD) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น - ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ 3. **ความต้องการทองคำจากประเทศกำลังพัฒนา** - ธนาคารกลางหลายประเทศ (เช่น จีน, รัสเซีย, อินเดีย) ยังคงสะสมทองคำเป็นทุนสำรอง สนับสนุนราคาทองในระยะยาว 4. **เงินเฟ้อและค่าครองชีพ** - ทองคำมักทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกัน (Hedge) ต่อเงินเฟ้อ หากภาวะเงินเฟ้อยังสูง ทองคำอาจเป็นทางเลือกที่ดี --- ### **ปัจจัยที่ต้องระวัง** 1. **เงินดอลลาร์แข็งค่า** - หาก USD แข็งตัวจากเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งหรือ Fed ยังขึ้นดอกเบี้ยต่อ ราคาทองคำอาจถูกกดดัน 2. **ตลาดหุ้นและความเสี่ยงอื่นๆ** - หากตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนอาจลดการถือทองคำลง 3. **ความผันผวนในระยะสั้น** - ราคาทองคำอาจปรับตัวลงชั่วคราวจากปัจจัยทางเทคนิคหรือข่าวเศรษฐกิจ --- ### **สรุป: ควรลงทุนทองคำตอนนี้ไหม?** - **ระยะยาว (Hold)** → **เหมาะ** เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน - **ระยะสั้น (เทรด)** → ต้องติดตามปัจจัยหลัก เช่น นโยบาย Fed, ดอลลาร์, และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ **คำแนะนำเพิ่มเติม:** - **Diversify** ไม่ควรลงทุนทองคำ 100% ของพอร์ต แต่แบ่งสัดส่วน (เช่น 5-15%) - **รูปแบบการลงทุน** - **ทองคำรูปพรรณ** เหมาะสำหรับถือยาว แต่ต้องคำนึงถึงส่วนต่างราคา (Premium) - **ทองคำ ETF (เช่น GLD)** หรือ **สัญญาซื้อขายล่วงหน้า** สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง - **เหมืองทองคำ (หุ้น)** ให้ความได้เปรียบจาก Leverage Effect แต่มีความเสี่ยงเพิ่ม หากคุณต้องการลงทุน ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ครับ! 📊🚀
    0 Comments 0 Shares 197 Views 0 Reviews
  • ยุติค้นหา ตึกใหม่ สตง. ถล่ม! ยืนยันตาย 7 ศพ สูญหาย 47 คน เปิดเบื้องหลังบริษัทยักษ์ใหญ่จีน ชิมลางสร้างตึกสูงในไทย แห่งแรกในต่างแดน ที่จบไม่สวย

    📌 เหตุการณ์สั่นสะเทือนวงการก่อสร้างไทย-จีน ที่สะท้อนความเสี่ยงระดับชาติ

    🏗️ แผ่นดินไหวแรงสะเทือนถึงใจ ตึกใหม่ สตง. ถล่มกลางกรุง! ในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น... อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในย่านจตุจักร กรุงเทพฯ พังถล่มลงมาอย่างรุนแรง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งแรงสั่นสะเทือนส่งผลมาถึงกรุงเทพฯ

    เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะเทือนชีวิตผู้คน มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 7 ศพ สูญหาย 47 คน และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร 30 คน แต่ยังเป็น จุดจบของความหวังทางยุทธศาสตร์ ที่จะให้บริษัทจีนเข้ามาชิมลาง สร้างอาคารสูงพิเศษในไทย เป็นครั้งแรกในต่างแดน 🇹🇭🇨🇳

    📌 เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งมีศูนย์กลางลึกใต้ดินกว่า 90 กม. แม้จะห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือน สามารถรับรู้ได้ถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 🌀

    จุดพังถล่มคือ อาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเพิ่งสร้างโครงสร้างเสร็จไปได้เพียง 30% ของแผนงาน

    แม้อาคารจะยังไม่เปิดใช้งาน แต่ในขณะนั้นมีวิศวกร ช่างเทคนิค และคนงานกว่า 100 ชีวิต อยู่ภายใน เนื่องจากกำลังเร่งติดตั้งระบบภายใน เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำ และระบบอาคารอัจฉริยะต่างๆ

    ⛑️ ทันทีหลังจากเหตุการณ์ถล่ม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหลายทีม ได้เข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมอุปกรณ์ค้นหา และกู้ภัยทันสมัย เช่น กล้องจับความร้อน, โดรน, เครื่องตรวจจับเสียง ฯลฯ

    📉 ภาพรวมความเสียหาย และภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิต
    🚨 สรุปสถานการณ์ ณ วันที่ 29 มีนาคม เวลา 05.00 น.
    - เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ นำออกมาได้แล้ว 5 ศพ
    - ผู้รอดชีวิต 9 คน บาดเจ็บหลากหลายระดับ
    - ผู้ติดใต้ซาก 30 คน มีสัญญาณชีพ 15 คน
    - ผู้สูญหาย 47 คน
    - ยืนยันตัวตนแล้ว 85 คน

    การค้นหาแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ A, B, C, D
    📍โซน A พบผู้มีสัญญาณชีพ 10 ราย
    📍โซน B พบผู้มีสัญญาณชีพ 2 ราย
    📍โซน D พบผู้มีสัญญาณชีพ 3 ราย

    การค้นหาต้องหยุดชั่วคราว เพื่อประเมินแผนใหม่ เนื่องจากโครงสร้างบางจุดยังไม่เสถียร เสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ค้นหาเองด้วย

    💬 “เรากำลังแข่งกับเวลา และแข่งกับซากปูนที่อาจถล่มซ้ำอีกทุกวินาที” หนึ่งในทีมกู้ภัยกล่าว

    🏢 โครงการก่อสร้างอาคาร สตง. เป้าหมายสู่อนาคตรัฐ อาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้ ถูกวางเป้าหมายให้เป็น ศูนย์กลางการเงิน และการควบคุมงบประมาณของรัฐ โดยมีโครงสร้าง 30 ชั้น ความสูงรวม 137 เมตร รวมพื้นที่ก่อสร้างกว่า 96,000 ตารางเมตร

    👉 อาคารนี้ประกอบด้วย อาคารสำนักงานหลัก อาคารประชุม และอาคารจอดรถอัตโนมัติ

    โครงการเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2563 ด้วยงบประมาณ 2,136 ล้านบาท โดยผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก คือ กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี และควบคุมงานโดยกลุ่มวิศวกร PKW โดยมีการลงนาม Integrity Pact กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อความโปร่งใสในการจัดจ้าง

    🏗️ "ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10" บริษัทยักษ์จากจีนผู้หวังปักหมุดในไทย “China Railway No.10 Engineering Group” หรือ CRCC เป็นบริษัทลูกของกลุ่มรัฐวิสาหกิจจีน ที่มีชื่อเสียงด้านโครงสร้างพื้นฐาน

    โครงการ สตง. คือ โครงการอาคารสูงพิเศษแห่งแรกในต่างแดน ของบริษัทนี้ นำเทคโนโลยีล้ำสมัยจากจีนเข้ามาใช้เต็มที่ เช่น
    - ระบบ “แกนกลางรับแรง + พื้นไร้คาน”
    - เทคนิคแบบสไลด์คอนกรีต (Slip Form)
    - ระบบนั่งร้านปีนไต่อัตโนมัติ
    - ระบบติดตั้งไฟฟ้า แบบไม่ให้ท่อชนกันแม้แต่นิดเดียว

    👷 ทั้งหมดนี้แสดงถึงความพร้อมด้านวิศวกรรม และความหวังจะก้าวเข้าตลาดอาเซียนอย่างยิ่งใหญ่ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นวิกฤตแห่งความเชื่อมั่น...

    🔍 ความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ตึกถล่ม แต่คือภาพลักษณ์ล่มสลาย ผลกระทบหลัก 3 ด้าน
    - ชีวิตคนงาน การสูญเสียชีวิต7 ศพ และผู้ติดอยู่ใต้ซากหลายสิบคน คือความสูญเสียที่ไม่มีเม็ดเงินใดทดแทนได้

    - ความเชื่อมั่นในบริษัทจีน โครงการนี้เคยเป็นความหวังว่าจะเป็น “โชว์เคสระดับอาเซียน” กลายเป็น “บทเรียนราคาแพง”

    - ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน โครงการยุทธศาสตร์ไทย-จีนในอนาคตอาจถูกชะลอ ตรวจสอบมากขึ้น และถูกตั้งคำถามมากขึ้น

    🧑‍💼 การตอบสนองของหน่วยงานรัฐ เดินหน้าแก้ไข เร่งค้นหาความจริง
    – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พร้อมทีมวิศวกรกว่า 100 คน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั่วกรุงเทพฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

    – นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เร่งตรวจสอบคุณภาพโครงการ และประเมินความเสียหาย พร้อมยืนยัน จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

    – นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กทม. รายงานสถานการณ์ค้นหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแบ่งโซนและใช้เทคโนโลยี ช่วยระบุตำแหน่งผู้ติดใต้ซาก

    ✅ จุดจบที่ไม่ควรเกิด กับความหวังที่ดับไปกลางซากอาคาร โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เป็นจุดเตือนที่สะเทือนใจว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่อาจวัดด้วยเทคโนโลยี หรือเงินทุนเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัย มาตรฐาน ความปลอดภัย และความโปร่งใสระดับสูงสุด

    หากสิ่งเหล่านี้ขาดหายไป... แม้จะเป็นโครงการที่ดูดีแค่ไหน ก็พร้อมจะพังถล่มลงมาในพริบตา 🕯️

    ป้อม-อัครวัฒน์ ธนันฐ์กิตติกุล 291100 มี.ค. 2568

    🔖#ตึกสตงถล่ม #CRCCไทย #ไชน่าเรลเวย์10 #ข่าวด่วน #แผ่นดินไหว #อาคารสูงพิเศษ #ก่อสร้างไทยจีน #ข่าวโศกนาฏกรรม #ตึกถล่ม #ไทยจีน
    ยุติค้นหา ตึกใหม่ สตง. ถล่ม! ยืนยันตาย 7 ศพ สูญหาย 47 คน เปิดเบื้องหลังบริษัทยักษ์ใหญ่จีน ชิมลางสร้างตึกสูงในไทย แห่งแรกในต่างแดน ที่จบไม่สวย 📌 เหตุการณ์สั่นสะเทือนวงการก่อสร้างไทย-จีน ที่สะท้อนความเสี่ยงระดับชาติ 🏗️ แผ่นดินไหวแรงสะเทือนถึงใจ ตึกใหม่ สตง. ถล่มกลางกรุง! ในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น... อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในย่านจตุจักร กรุงเทพฯ พังถล่มลงมาอย่างรุนแรง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งแรงสั่นสะเทือนส่งผลมาถึงกรุงเทพฯ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะเทือนชีวิตผู้คน มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 7 ศพ สูญหาย 47 คน และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร 30 คน แต่ยังเป็น จุดจบของความหวังทางยุทธศาสตร์ ที่จะให้บริษัทจีนเข้ามาชิมลาง สร้างอาคารสูงพิเศษในไทย เป็นครั้งแรกในต่างแดน 🇹🇭🇨🇳 📌 เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งมีศูนย์กลางลึกใต้ดินกว่า 90 กม. แม้จะห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือน สามารถรับรู้ได้ถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 🌀 จุดพังถล่มคือ อาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเพิ่งสร้างโครงสร้างเสร็จไปได้เพียง 30% ของแผนงาน แม้อาคารจะยังไม่เปิดใช้งาน แต่ในขณะนั้นมีวิศวกร ช่างเทคนิค และคนงานกว่า 100 ชีวิต อยู่ภายใน เนื่องจากกำลังเร่งติดตั้งระบบภายใน เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำ และระบบอาคารอัจฉริยะต่างๆ ⛑️ ทันทีหลังจากเหตุการณ์ถล่ม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหลายทีม ได้เข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมอุปกรณ์ค้นหา และกู้ภัยทันสมัย เช่น กล้องจับความร้อน, โดรน, เครื่องตรวจจับเสียง ฯลฯ 📉 ภาพรวมความเสียหาย และภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิต 🚨 สรุปสถานการณ์ ณ วันที่ 29 มีนาคม เวลา 05.00 น. - เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ นำออกมาได้แล้ว 5 ศพ - ผู้รอดชีวิต 9 คน บาดเจ็บหลากหลายระดับ - ผู้ติดใต้ซาก 30 คน มีสัญญาณชีพ 15 คน - ผู้สูญหาย 47 คน - ยืนยันตัวตนแล้ว 85 คน การค้นหาแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ A, B, C, D 📍โซน A พบผู้มีสัญญาณชีพ 10 ราย 📍โซน B พบผู้มีสัญญาณชีพ 2 ราย 📍โซน D พบผู้มีสัญญาณชีพ 3 ราย การค้นหาต้องหยุดชั่วคราว เพื่อประเมินแผนใหม่ เนื่องจากโครงสร้างบางจุดยังไม่เสถียร เสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ค้นหาเองด้วย 💬 “เรากำลังแข่งกับเวลา และแข่งกับซากปูนที่อาจถล่มซ้ำอีกทุกวินาที” หนึ่งในทีมกู้ภัยกล่าว 🏢 โครงการก่อสร้างอาคาร สตง. เป้าหมายสู่อนาคตรัฐ อาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้ ถูกวางเป้าหมายให้เป็น ศูนย์กลางการเงิน และการควบคุมงบประมาณของรัฐ โดยมีโครงสร้าง 30 ชั้น ความสูงรวม 137 เมตร รวมพื้นที่ก่อสร้างกว่า 96,000 ตารางเมตร 👉 อาคารนี้ประกอบด้วย อาคารสำนักงานหลัก อาคารประชุม และอาคารจอดรถอัตโนมัติ โครงการเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2563 ด้วยงบประมาณ 2,136 ล้านบาท โดยผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก คือ กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี และควบคุมงานโดยกลุ่มวิศวกร PKW โดยมีการลงนาม Integrity Pact กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อความโปร่งใสในการจัดจ้าง 🏗️ "ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10" บริษัทยักษ์จากจีนผู้หวังปักหมุดในไทย “China Railway No.10 Engineering Group” หรือ CRCC เป็นบริษัทลูกของกลุ่มรัฐวิสาหกิจจีน ที่มีชื่อเสียงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ สตง. คือ โครงการอาคารสูงพิเศษแห่งแรกในต่างแดน ของบริษัทนี้ นำเทคโนโลยีล้ำสมัยจากจีนเข้ามาใช้เต็มที่ เช่น - ระบบ “แกนกลางรับแรง + พื้นไร้คาน” - เทคนิคแบบสไลด์คอนกรีต (Slip Form) - ระบบนั่งร้านปีนไต่อัตโนมัติ - ระบบติดตั้งไฟฟ้า แบบไม่ให้ท่อชนกันแม้แต่นิดเดียว 👷 ทั้งหมดนี้แสดงถึงความพร้อมด้านวิศวกรรม และความหวังจะก้าวเข้าตลาดอาเซียนอย่างยิ่งใหญ่ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นวิกฤตแห่งความเชื่อมั่น... 🔍 ความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ตึกถล่ม แต่คือภาพลักษณ์ล่มสลาย ผลกระทบหลัก 3 ด้าน - ชีวิตคนงาน การสูญเสียชีวิต7 ศพ และผู้ติดอยู่ใต้ซากหลายสิบคน คือความสูญเสียที่ไม่มีเม็ดเงินใดทดแทนได้ - ความเชื่อมั่นในบริษัทจีน โครงการนี้เคยเป็นความหวังว่าจะเป็น “โชว์เคสระดับอาเซียน” กลายเป็น “บทเรียนราคาแพง” - ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน โครงการยุทธศาสตร์ไทย-จีนในอนาคตอาจถูกชะลอ ตรวจสอบมากขึ้น และถูกตั้งคำถามมากขึ้น 🧑‍💼 การตอบสนองของหน่วยงานรัฐ เดินหน้าแก้ไข เร่งค้นหาความจริง – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พร้อมทีมวิศวกรกว่า 100 คน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั่วกรุงเทพฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว – นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เร่งตรวจสอบคุณภาพโครงการ และประเมินความเสียหาย พร้อมยืนยัน จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส – นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กทม. รายงานสถานการณ์ค้นหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแบ่งโซนและใช้เทคโนโลยี ช่วยระบุตำแหน่งผู้ติดใต้ซาก ✅ จุดจบที่ไม่ควรเกิด กับความหวังที่ดับไปกลางซากอาคาร โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เป็นจุดเตือนที่สะเทือนใจว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่อาจวัดด้วยเทคโนโลยี หรือเงินทุนเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัย มาตรฐาน ความปลอดภัย และความโปร่งใสระดับสูงสุด หากสิ่งเหล่านี้ขาดหายไป... แม้จะเป็นโครงการที่ดูดีแค่ไหน ก็พร้อมจะพังถล่มลงมาในพริบตา 🕯️ ป้อม-อัครวัฒน์ ธนันฐ์กิตติกุล 291100 มี.ค. 2568 🔖#ตึกสตงถล่ม #CRCCไทย #ไชน่าเรลเวย์10 #ข่าวด่วน #แผ่นดินไหว #อาคารสูงพิเศษ #ก่อสร้างไทยจีน #ข่าวโศกนาฏกรรม #ตึกถล่ม #ไทยจีน
    0 Comments 0 Shares 300 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้เน้นถึงความท้าทายที่ Intel กำลังเผชิญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดย Chiang Shang-yi อดีตรองประธาน TSMC ได้แสดงความคิดเห็นว่า Intel ซึ่งเคยเป็น "ราชา" ของวงการเซมิคอนดักเตอร์ กำลังตกลงไปในฐานะ "ไม่มีตัวตน" และควรเปลี่ยนแนวทางมุ่งเน้นการผลิตชิปรายละเอียดระดับกลางที่มีความต้องการสูงแทนการพยายามแข่งขันในเทคโนโลยีระดับสูงกับ TSMC

    การเปรียบเทียบกับ TSMC:
    - TSMC มีข้อได้เปรียบในด้านฐานลูกค้าที่กว้างขวางและความเร็วในการผลิตที่เหนือกว่า รวมถึงการลงทุนวิจัยพัฒนาที่สม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเสริมความเป็นผู้นำของบริษัท.

    ข้อเสนอแนะของ Chiang Shang-yi:
    - Chiang แนะนำว่า Intel ควรเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตชิปรายละเอียดระดับกลาง (mature process) เช่น GlobalFoundries หรือ UMC ซึ่งเชี่ยวชาญในการผลิตชิปรายละเอียดระดับกลางในปริมาณมาก.

    ประเด็นการแข่งขันในตลาด:
    - Intel กำลังพยายามพัฒนาชิประดับ 18A ที่อาจเทียบเท่ากับเทคโนโลยี 2 นาโนเมตรของ TSMC แต่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการสร้างจุดยืนในธุรกิจโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์.

    ความมุ่งมั่นของ TSMC:
    - TSMC ยังคงเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและขยายตลาด ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการพึ่งพาการพัฒนาความสามารถภายในและการสร้างเครือข่ายลูกค้าที่เข้มแข็ง.

    https://wccftech.com/intel-is-a-nobody-should-merge-with-mature-chip-technology-firms-says-former-tsmc-co-coo/
    ข่าวนี้เน้นถึงความท้าทายที่ Intel กำลังเผชิญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดย Chiang Shang-yi อดีตรองประธาน TSMC ได้แสดงความคิดเห็นว่า Intel ซึ่งเคยเป็น "ราชา" ของวงการเซมิคอนดักเตอร์ กำลังตกลงไปในฐานะ "ไม่มีตัวตน" และควรเปลี่ยนแนวทางมุ่งเน้นการผลิตชิปรายละเอียดระดับกลางที่มีความต้องการสูงแทนการพยายามแข่งขันในเทคโนโลยีระดับสูงกับ TSMC การเปรียบเทียบกับ TSMC: - TSMC มีข้อได้เปรียบในด้านฐานลูกค้าที่กว้างขวางและความเร็วในการผลิตที่เหนือกว่า รวมถึงการลงทุนวิจัยพัฒนาที่สม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเสริมความเป็นผู้นำของบริษัท. ข้อเสนอแนะของ Chiang Shang-yi: - Chiang แนะนำว่า Intel ควรเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตชิปรายละเอียดระดับกลาง (mature process) เช่น GlobalFoundries หรือ UMC ซึ่งเชี่ยวชาญในการผลิตชิปรายละเอียดระดับกลางในปริมาณมาก. ประเด็นการแข่งขันในตลาด: - Intel กำลังพยายามพัฒนาชิประดับ 18A ที่อาจเทียบเท่ากับเทคโนโลยี 2 นาโนเมตรของ TSMC แต่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการสร้างจุดยืนในธุรกิจโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์. ความมุ่งมั่นของ TSMC: - TSMC ยังคงเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและขยายตลาด ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการพึ่งพาการพัฒนาความสามารถภายในและการสร้างเครือข่ายลูกค้าที่เข้มแข็ง. https://wccftech.com/intel-is-a-nobody-should-merge-with-mature-chip-technology-firms-says-former-tsmc-co-coo/
    WCCFTECH.COM
    Intel Is A "Nobody" & Should Merge With Mature Chip Technology Firms, Says Former TSMC co-COO
    TSMC's former co-COO Chiang Shangyi calls Intel a nobody and advises firm to merge with a mature chip manufacturing company instead .
    0 Comments 0 Shares 123 Views 0 Reviews
  • AMD อาจนำ FSR 4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปรับคุณภาพภาพเกมไปใช้ในเครื่องเล่นเกมพกพาและแล็ปท็อปรุ่นใหม่ผ่าน APU Medusa Point ที่ใช้ RDNA 4 ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความลื่นไหลของภาพและคุณภาพกราฟิก แม้ยังมีการแข่งขันกับเทคโนโลยี DLSS ของ NVIDIA แต่การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ AMD มีโอกาสโดดเด่นในตลาดเกมพกพา

    ความน่าสนใจของ Medusa Point APUs:
    - สถาปัตยกรรม RDNA 4 ของ Medusa Point รองรับ Zen5LP cores ที่เป็นระบบประหยัดพลังงานและหน่วยประมวลผล Navi4 ซึ่งเหมาะสมกับเกมที่ต้องการคุณภาพกราฟิกสูง.

    การใช้งาน FSR 4 ในอนาคต:
    - มีความหวังว่า FSR 4 อาจถูกพัฒนาสำหรับ RDNA 3 ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เครื่องที่ใช้ AMD รุ่นก่อนหน้านี้สามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้.

    เปรียบเทียบกับเทคโนโลยีคู่แข่ง:
    - FSR 4 ถูกเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี DLSS (Deep Learning Super Sampling) ของ NVIDIA โดยเน้นการให้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันในโหมด performance และช่วยเพิ่มคุณภาพภาพโดยไม่สูญเสียความลื่นไหล.

    โอกาสและการแข่งขันในตลาด:
    - ความก้าวหน้าของ FSR 4 บน APU จะช่วยให้ AMD แข่งขันกับ NVIDIA และ Intel ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเครื่องเล่นเกมพกพาที่มีศักยภาพการเติบโตสูง.

    https://www.techradar.com/computing/cpu/hang-on-handheld-fans-we-could-be-seeing-amds-fsr-4-upscaling-on-new-handhelds-after-all-if-this-new-rdna-4-leak-is-legitimate
    AMD อาจนำ FSR 4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปรับคุณภาพภาพเกมไปใช้ในเครื่องเล่นเกมพกพาและแล็ปท็อปรุ่นใหม่ผ่าน APU Medusa Point ที่ใช้ RDNA 4 ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความลื่นไหลของภาพและคุณภาพกราฟิก แม้ยังมีการแข่งขันกับเทคโนโลยี DLSS ของ NVIDIA แต่การพัฒนานี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ AMD มีโอกาสโดดเด่นในตลาดเกมพกพา ความน่าสนใจของ Medusa Point APUs: - สถาปัตยกรรม RDNA 4 ของ Medusa Point รองรับ Zen5LP cores ที่เป็นระบบประหยัดพลังงานและหน่วยประมวลผล Navi4 ซึ่งเหมาะสมกับเกมที่ต้องการคุณภาพกราฟิกสูง. การใช้งาน FSR 4 ในอนาคต: - มีความหวังว่า FSR 4 อาจถูกพัฒนาสำหรับ RDNA 3 ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เครื่องที่ใช้ AMD รุ่นก่อนหน้านี้สามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้. เปรียบเทียบกับเทคโนโลยีคู่แข่ง: - FSR 4 ถูกเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี DLSS (Deep Learning Super Sampling) ของ NVIDIA โดยเน้นการให้ประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันในโหมด performance และช่วยเพิ่มคุณภาพภาพโดยไม่สูญเสียความลื่นไหล. โอกาสและการแข่งขันในตลาด: - ความก้าวหน้าของ FSR 4 บน APU จะช่วยให้ AMD แข่งขันกับ NVIDIA และ Intel ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเครื่องเล่นเกมพกพาที่มีศักยภาพการเติบโตสูง. https://www.techradar.com/computing/cpu/hang-on-handheld-fans-we-could-be-seeing-amds-fsr-4-upscaling-on-new-handhelds-after-all-if-this-new-rdna-4-leak-is-legitimate
    0 Comments 0 Shares 205 Views 0 Reviews
  • Intel เตรียมเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่น Panther Lake และ Nova Lake ที่มาพร้อมกระบวนการผลิต Intel 18A รุ่นใหม่ ซึ่ง CEO Lip-Bu Tan เน้นว่าการปรับวัฒนธรรมองค์กรและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และขยายตลาด AI PC ในอนาคต

    การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์:
    - CEO Lip-Bu Tan กล่าวว่าการปรับวัฒนธรรมองค์กรและการดำเนินงานอย่างรวดเร็วจะช่วยให้ Intel สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน.

    กระบวนการ Intel 18A:
    - Intel ยืนยันว่ากระบวนการผลิต Intel 18A มีความก้าวหน้า โดยตั้งเป้าส่งผลิตภัณฑ์แรกให้โรงงานผลิตได้ในกลางปี 2025 และจะเริ่มการเปิดตัว Panther Lake ผ่านโปรแกรม Early Enablement Program ในเดือนตุลาคม.

    การเติบโตของตลาด AI PC:
    - Panther Lake ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างผลิตภัณฑ์ในตลาด AI PC ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูง โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้จะช่วยให้การใช้งาน AI มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การพัฒนานวัตกรรม.

    ความมุ่งมั่นของ Intel:
    - CEO คนใหม่เน้นถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามแผนที่กำหนด และการสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยให้ลูกค้าของ Intel มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น.

    https://www.techpowerup.com/334784/intels-new-ceo-commits-to-launching-panther-lake-in-2h-2025-nova-lake-release-on-track-for-2026
    Intel เตรียมเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่น Panther Lake และ Nova Lake ที่มาพร้อมกระบวนการผลิต Intel 18A รุ่นใหม่ ซึ่ง CEO Lip-Bu Tan เน้นว่าการปรับวัฒนธรรมองค์กรและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และขยายตลาด AI PC ในอนาคต การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์: - CEO Lip-Bu Tan กล่าวว่าการปรับวัฒนธรรมองค์กรและการดำเนินงานอย่างรวดเร็วจะช่วยให้ Intel สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน. กระบวนการ Intel 18A: - Intel ยืนยันว่ากระบวนการผลิต Intel 18A มีความก้าวหน้า โดยตั้งเป้าส่งผลิตภัณฑ์แรกให้โรงงานผลิตได้ในกลางปี 2025 และจะเริ่มการเปิดตัว Panther Lake ผ่านโปรแกรม Early Enablement Program ในเดือนตุลาคม. การเติบโตของตลาด AI PC: - Panther Lake ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างผลิตภัณฑ์ในตลาด AI PC ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูง โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้จะช่วยให้การใช้งาน AI มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การพัฒนานวัตกรรม. ความมุ่งมั่นของ Intel: - CEO คนใหม่เน้นถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามแผนที่กำหนด และการสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยให้ลูกค้าของ Intel มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น. https://www.techpowerup.com/334784/intels-new-ceo-commits-to-launching-panther-lake-in-2h-2025-nova-lake-release-on-track-for-2026
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Intel's New CEO Commits to Launching "Panther Lake" in 2H 2025, "Nova Lake" Release On Track for 2026
    In a letter addressed to stockholders, Intel's new CEO—Lip-Bu Tan—roadmapped the importance of a couple of major upcoming product launches. Starting off, Team Blue's new chief detailed a fresh approach, with the casting off of old strategies: "achieving the results I know Intel is capable of starts ...
    0 Comments 0 Shares 176 Views 0 Reviews
  • Intel ตัดสินใจยกเลิกการพัฒนากราฟิกการ์ด Arc Xe2 รุ่นขั้นสูง เนื่องจากปัญหาในการพัฒนา รวมถึงความไม่คุ้มค่าของการลงทุน รุ่นใหม่อย่าง Xe3 "Celestial" ยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความยากลำบากที่ Intel ต้องเผชิญในตลาด GPU ที่มีการแข่งขันสูง

    ผลกระทบต่อผู้ใช้และตลาด:
    - Intel ยังไม่มีกราฟิกการ์ดในกลุ่มไฮเอนด์ที่สามารถแข่งขันกับ NVIDIA และ AMD ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดและความมั่นใจในเทคโนโลยีของ Intel.

    อนาคตของ Arc Xe3 "Celestial":
    - แม้ Intel ไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโครงการ Xe3 แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า Intel อาจพยายามปรับปรุงความสามารถของ GPU รุ่นใหม่เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา.

    ความสำคัญของการแข่งขันในตลาด GPU:
    - การพัฒนาเทคโนโลยี GPU ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและเวลา ซึ่ง Intel ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการพัฒนา GPU ที่สามารถตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและราคาที่สมเหตุสมผล.

    https://www.techpowerup.com/334772/intel-reportedly-abandoned-higher-end-arc-xe2-battlemage-dgpu-project-last-year
    Intel ตัดสินใจยกเลิกการพัฒนากราฟิกการ์ด Arc Xe2 รุ่นขั้นสูง เนื่องจากปัญหาในการพัฒนา รวมถึงความไม่คุ้มค่าของการลงทุน รุ่นใหม่อย่าง Xe3 "Celestial" ยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความยากลำบากที่ Intel ต้องเผชิญในตลาด GPU ที่มีการแข่งขันสูง ผลกระทบต่อผู้ใช้และตลาด: - Intel ยังไม่มีกราฟิกการ์ดในกลุ่มไฮเอนด์ที่สามารถแข่งขันกับ NVIDIA และ AMD ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดและความมั่นใจในเทคโนโลยีของ Intel. อนาคตของ Arc Xe3 "Celestial": - แม้ Intel ไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโครงการ Xe3 แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า Intel อาจพยายามปรับปรุงความสามารถของ GPU รุ่นใหม่เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา. ความสำคัญของการแข่งขันในตลาด GPU: - การพัฒนาเทคโนโลยี GPU ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและเวลา ซึ่ง Intel ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการพัฒนา GPU ที่สามารถตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและราคาที่สมเหตุสมผล. https://www.techpowerup.com/334772/intel-reportedly-abandoned-higher-end-arc-xe2-battlemage-dgpu-project-last-year
    WWW.TECHPOWERUP.COM
    Intel Reportedly Abandoned Higher-end Arc Xe2 "Battlemage" dGPU Project Last Year
    Intel GPU enthusiasts have been waiting patiently for news regarding higher-end models; ever since the launches of wallet-friendly Arc Xe2 "Battlemage" B580 and B570 graphics cards. As the cliché goes; recent silence has been deafening—we last heard about a speculative expanded lineup of B-series SK...
    0 Comments 0 Shares 105 Views 0 Reviews
  • Intel และ SK hynix ปิดดีลการซื้อขายธุรกิจ NAND อย่างสมบูรณ์ ซึ่ง SK hynix ได้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและทีมวิจัยจาก Intel ผ่านบริษัท Solidigm ส่งผลให้ SK hynix มีศักยภาพมากขึ้นในตลาด SSD ระดับองค์กร แม้สองบริษัทจะใช้เทคโนโลยีผลิต NAND ที่แตกต่างกัน แต่ SK hynix มีเป้าหมายในการรวมเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนในอนาคต

    ขั้นตอนการซื้อขาย:
    - เฟสแรกในปี 2021 SK hynix ได้รับทรัพย์สินด้านธุรกิจ SSD และโรงงานผลิต NAND ในจีนจาก Intel มูลค่า 6.61 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เฟสสองในปี 2025 SK hynix ชำระเงินอีก 1.9 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทีมงานวิจัย และ R&D ที่เกี่ยวข้อง.

    ประเด็นเทคนิคที่สำคัญ:
    - Intel และ SK hynix ใช้เทคโนโลยีต่างกัน Intel ใช้เทคโนโลยี floating gate NAND ในขณะที่ SK hynix เน้น charge trap flash (CTF) ทำให้การรวมการผลิตต้องปรับตัวเพื่อความลงตัวระหว่างสองเทคโนโลยี.

    ผลกระทบที่เกิดขึ้น:
    - การซื้อขายครั้งนี้ทำให้ Solidigm ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SK hynix มีบทบาทสำคัญในตลาด SSD สำหรับองค์กร และยกระดับความสามารถของ SK hynix ในการแข่งขันระดับโลก.

    การพัฒนาที่คาดหวัง:
    - SK hynix อาจวางแผนรวมการผลิต NAND ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นหนึ่งเดียวในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต.

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ssds/intel-and-sk-hynix-close-nand-business-deal-intel-gets-usd1-9-billion-sk-hynix-gets-ip-and-employees
    Intel และ SK hynix ปิดดีลการซื้อขายธุรกิจ NAND อย่างสมบูรณ์ ซึ่ง SK hynix ได้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาและทีมวิจัยจาก Intel ผ่านบริษัท Solidigm ส่งผลให้ SK hynix มีศักยภาพมากขึ้นในตลาด SSD ระดับองค์กร แม้สองบริษัทจะใช้เทคโนโลยีผลิต NAND ที่แตกต่างกัน แต่ SK hynix มีเป้าหมายในการรวมเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนในอนาคต ขั้นตอนการซื้อขาย: - เฟสแรกในปี 2021 SK hynix ได้รับทรัพย์สินด้านธุรกิจ SSD และโรงงานผลิต NAND ในจีนจาก Intel มูลค่า 6.61 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่เฟสสองในปี 2025 SK hynix ชำระเงินอีก 1.9 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทีมงานวิจัย และ R&D ที่เกี่ยวข้อง. ประเด็นเทคนิคที่สำคัญ: - Intel และ SK hynix ใช้เทคโนโลยีต่างกัน Intel ใช้เทคโนโลยี floating gate NAND ในขณะที่ SK hynix เน้น charge trap flash (CTF) ทำให้การรวมการผลิตต้องปรับตัวเพื่อความลงตัวระหว่างสองเทคโนโลยี. ผลกระทบที่เกิดขึ้น: - การซื้อขายครั้งนี้ทำให้ Solidigm ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SK hynix มีบทบาทสำคัญในตลาด SSD สำหรับองค์กร และยกระดับความสามารถของ SK hynix ในการแข่งขันระดับโลก. การพัฒนาที่คาดหวัง: - SK hynix อาจวางแผนรวมการผลิต NAND ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นหนึ่งเดียวในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต. https://www.tomshardware.com/pc-components/ssds/intel-and-sk-hynix-close-nand-business-deal-intel-gets-usd1-9-billion-sk-hynix-gets-ip-and-employees
    0 Comments 0 Shares 190 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้รายงานว่า Intel ประกาศเปลี่ยนแปลงสำคัญในคณะกรรมการบริหาร โดยมีกรรมการ 3 คนที่ตัดสินใจไม่ลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมการแพทย์และสาขาอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงถึงทิศทางใหม่ที่มุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตของบริษัท

    ผู้เชี่ยวชาญที่ลาออก:
    - Dr. Omar Ishrak อดีตผู้นำบริษัท Medtronic ที่เคยเป็นประธานกรรมการ Intel, Dr. Risa Lavizzo-Mourey อดีตอาจารย์ด้านประชากรศาสตร์การแพทย์ และ Dr. Tsu-Jae King Liu คณบดีวิศวกรรมของ UC Berkeley ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

    กรรมการใหม่ที่เข้าร่วม:
    - Intel ได้เพิ่มกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Eric Meurice อดีต CEO ของ ASML และ Steve Sanghi ผู้บริหารชั่วคราวของ Microchip Technology ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับบอร์ดในการดึงความรู้เชิงเทคนิคมาใช้.

    เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง:
    - การเพิ่มกรรมการผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเฉพาะด้าน สะท้อนถึงความพยายามของ Intel ในการคืนความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้ทันสมัย.

    แนวโน้มในอนาคต:
    - การปรับคณะกรรมการให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอุตสาหกรรม ช่วยสนับสนุนแผนของ CEO คนปัจจุบันในการฟื้นฟูความสามารถและนวัตกรรมของ Intel ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intels-board-gets-industry-focused-as-three-directors-will-not-seek-re-election-badly-needed-shift-to-deeper-tech-experience
    ข่าวนี้รายงานว่า Intel ประกาศเปลี่ยนแปลงสำคัญในคณะกรรมการบริหาร โดยมีกรรมการ 3 คนที่ตัดสินใจไม่ลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมการแพทย์และสาขาอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงถึงทิศทางใหม่ที่มุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตของบริษัท ผู้เชี่ยวชาญที่ลาออก: - Dr. Omar Ishrak อดีตผู้นำบริษัท Medtronic ที่เคยเป็นประธานกรรมการ Intel, Dr. Risa Lavizzo-Mourey อดีตอาจารย์ด้านประชากรศาสตร์การแพทย์ และ Dr. Tsu-Jae King Liu คณบดีวิศวกรรมของ UC Berkeley ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ กรรมการใหม่ที่เข้าร่วม: - Intel ได้เพิ่มกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Eric Meurice อดีต CEO ของ ASML และ Steve Sanghi ผู้บริหารชั่วคราวของ Microchip Technology ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับบอร์ดในการดึงความรู้เชิงเทคนิคมาใช้. เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง: - การเพิ่มกรรมการผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเฉพาะด้าน สะท้อนถึงความพยายามของ Intel ในการคืนความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้ทันสมัย. แนวโน้มในอนาคต: - การปรับคณะกรรมการให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอุตสาหกรรม ช่วยสนับสนุนแผนของ CEO คนปัจจุบันในการฟื้นฟูความสามารถและนวัตกรรมของ Intel ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intels-board-gets-industry-focused-as-three-directors-will-not-seek-re-election-badly-needed-shift-to-deeper-tech-experience
    0 Comments 0 Shares 203 Views 0 Reviews
  • จีนพยายามเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล AI แต่กลับพบว่าหลายโครงการล้มเหลวเพราะวางแผนไม่รอบคอบ และไม่ได้ใช้งานจริงตามที่คาดหวัง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลยังคงมองว่าเป็นโอกาสเรียนรู้และปรับตัวในอนาคต โดยจะสนับสนุนบริษัทใหญ่ให้พัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐานต่อไป

    การเร่งลงทุนที่มากเกินไป:
    - จีนได้เปิดตัวศูนย์ข้อมูลกว่า 500 แห่งในปี 2023 โดยมีอย่างน้อย 150 แห่งเริ่มดำเนินการภายในปี 2024 แต่หลายโครงการมุ่งเน้นการดึงดูดเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากกว่าการสร้างศักยภาพ AI ที่แท้จริง.

    ปัญหาด้านเทคโนโลยีและอุปสงค์:
    - เทคโนโลยีที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลไม่ตอบโจทย์ความต้องการปัจจุบัน เช่น งานด้าน AI inference ซึ่งต้องการอุปกรณ์ที่รวดเร็วและประหยัดพลังงาน แต่ศูนย์กลับถูกออกแบบมาเพื่อการประมวลผล AI training ที่ไม่จำเป็นในตลาด.

    ราคาที่ลดลงของ GPU Rental:
    - ค่าเช่าหน่วยประมวลผล AI เช่น Nvidia H100 ลดลงมากจาก 180,000 หยวน ($24,000) ต่อเดือน เหลือเพียง 75,000 หยวน ($10,000) ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด AI.

    การปรับเปลี่ยนแผนในอนาคต:
    - รัฐบาลจีนยังคงให้ความสำคัญกับ AI โดยมองว่านี่เป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาด และมีแผนจะมอบหมายศูนย์ข้อมูลที่ไม่ประสบความสำเร็จให้กับผู้ดำเนินการที่มีศักยภาพสูงขึ้น เช่น Alibaba และ ByteDance ที่ได้ประกาศลงทุนเพิ่มในโครงสร้างพื้นฐาน AI.

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/chinas-ai-data-center-boom-goes-bust-rush-leaves-billions-of-dollars-in-idle-infrastructure
    จีนพยายามเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล AI แต่กลับพบว่าหลายโครงการล้มเหลวเพราะวางแผนไม่รอบคอบ และไม่ได้ใช้งานจริงตามที่คาดหวัง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลยังคงมองว่าเป็นโอกาสเรียนรู้และปรับตัวในอนาคต โดยจะสนับสนุนบริษัทใหญ่ให้พัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐานต่อไป การเร่งลงทุนที่มากเกินไป: - จีนได้เปิดตัวศูนย์ข้อมูลกว่า 500 แห่งในปี 2023 โดยมีอย่างน้อย 150 แห่งเริ่มดำเนินการภายในปี 2024 แต่หลายโครงการมุ่งเน้นการดึงดูดเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากกว่าการสร้างศักยภาพ AI ที่แท้จริง. ปัญหาด้านเทคโนโลยีและอุปสงค์: - เทคโนโลยีที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลไม่ตอบโจทย์ความต้องการปัจจุบัน เช่น งานด้าน AI inference ซึ่งต้องการอุปกรณ์ที่รวดเร็วและประหยัดพลังงาน แต่ศูนย์กลับถูกออกแบบมาเพื่อการประมวลผล AI training ที่ไม่จำเป็นในตลาด. ราคาที่ลดลงของ GPU Rental: - ค่าเช่าหน่วยประมวลผล AI เช่น Nvidia H100 ลดลงมากจาก 180,000 หยวน ($24,000) ต่อเดือน เหลือเพียง 75,000 หยวน ($10,000) ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาด AI. การปรับเปลี่ยนแผนในอนาคต: - รัฐบาลจีนยังคงให้ความสำคัญกับ AI โดยมองว่านี่เป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาด และมีแผนจะมอบหมายศูนย์ข้อมูลที่ไม่ประสบความสำเร็จให้กับผู้ดำเนินการที่มีศักยภาพสูงขึ้น เช่น Alibaba และ ByteDance ที่ได้ประกาศลงทุนเพิ่มในโครงสร้างพื้นฐาน AI. https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/chinas-ai-data-center-boom-goes-bust-rush-leaves-billions-of-dollars-in-idle-infrastructure
    0 Comments 0 Shares 220 Views 0 Reviews
More Results