• O.P.K.
    คดีป่าอาถรรพ์: จุรินทรีโบราณ รุขเทพและครอบครัว

    การปรากฏตัวของป่าโบราณ

    ป่าจุรินทรี ป่าอาถรรพ์ที่เล่าลือกันว่า...

    · มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุหลายร้อยปี
    · เป็นที่สถิตของรุขเทพ (เทวดาผู้รักษาป่า) และครอบครัว
    · มีสมบัติโบราณซ่อนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    ```mermaid
    graph TB
    A[ข่าวลือป่าอาถรรพ์] --> B[นักการเมืองท้องถิ่น<br>นายกเทศมนตรีสมชาย]
    A --> C[เจ้าหน้าที่ป่าไม้<br>ผู้ใหญ่สมนึก]
    B --> D[วางแผนลักลอบตัดไม้<br>ต้นจุรินทรีโบราณ]
    C --> D
    D --> E[รุขเทพและครอบครัว<br>ถูกกระทำการหยามเหยียด]
    E --> F[ปรากฏการณ์ประหลาด<br>ในป่าและชุมชน]
    ```

    ตัวละครหลัก

    รุขเทพและครอบครัว

    ```
    รุขเทพ (พ่อ): เทพผู้รักษาป่าโบราณ, อายุ 500 ปี+
    ธรณีเทพี (แม่): เทพีแห่งดินและความอุดมสมบูรณ์
    วรรณเทวี (ลูกสาว): เทพีแห่งดอกไม้และสมุนไพร
    วนเทพ (ลูกชาย): เทพแห่งสัตว์ป่าและลำธาร
    ```

    ผู้เกี่ยวข้องคดี

    ```
    นายสมชาย: นักการเมืองท้องถิ่น, โลภมาก, ต้องการไม้ราคาแพง
    ผู้ใหญ่สมนึก: เจ้าหน้าที่ป่าไม้, ถูกบังคับขู่เข็ญให้ร่วมมือ
    ชาวบ้าน: ครึ่งหนึ่งหวาดกลัว, ครึ่งหนึ่งเคารพป่าโบราณ
    ```

    เหตุการณ์ประหลาด

    ปรากฏการณ์หลังการตัดไม้เถื่อน:

    1. เสียงร้องในป่า: เสียงครวญครางตอนกลางคืน
    2. ต้นไม้เลือดไหล: เมื่อตัดต้นจุรินทรีจะมีของเหลวสีแดงเหมือนเลือดไหล
    3. โรคประหลาด: คนที่เกี่ยวข้องป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ
    4. ภาพหลอน: เห็นครอบครัวเทพในความฝัน

    การสืบสวนของหนูดี

    การติดต่อจากเทพคุ้มครอง

    ธรรมบาลเทพปรากฏแก่หนูดี:
    "ป่าโบราณกำลังร้องไห้...
    เทพผู้รักษาถูกทำร้าย
    และความโกรธาของธรรมชาติกำลังจะลุกโชน"

    การเดินทางสู่ป่าจุรินทรี

    หนูดีเดินทางพร้อมด้วย:

    · อุปกรณ์สืบสวนสมัยใหม่
    · ความรู้โอปปาติกะพื้นฐาน
    · จิตใจที่พร้อมเรียนรู้

    ```python
    class ForestInvestigation:
    def __init__(self):
    self.challenges = [
    "ชาวบ้านไม่ไว้ใจคนนอก",
    "พื้นที่ป่าทึบเข้าถึงยาก",
    "พลังงานศักดิ์สิทธิ์รบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์",
    "ต้องสื่อสารกับเทพที่ไม่คุ้นเคย"
    ]

    self.approaches = {
    "respect_first": "แสดงความเคารพต่อป่าก่อนเริ่มสืบสวน",
    "local_wisdom": "เรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน",
    "spiritual_sensitivity": "ใช้พลังจิตสื่อสารกับธรรมชาติ",
    "balance": "รักษาสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์และความเชื่อ"
    }
    ```

    การพบรุขเทพ

    การเผชิญหน้าครั้งแรก

    หนูดีทำพิธีเบื้องต้นแสดงความเคารพ:

    หนูดี: "ข้าพเจ้าคือหนูดี นักสืบโอปปาติกะ มาขออนุญาตสืบคดีในเขตท่าน"

    รุขเทพ (ปรากฏตัวเป็นชายชราทรงเครื่องป่า):
    "มนุษย์เอ๋ย... พวกเจ้ามาทำร้ายครอบครัวเรา
    ตัดต้นไม้ที่เราเลี้ยงดูมานับร้อยปี
    ทำร้ายลูกสาวเราจนบาดเจ็บ"

    ความจริงที่ถูกเปิดเผย

    รุขเทพเล่าความเป็นมา:

    · ต้นจุรินทรีคือ "ร่างที่สอง" ของเทพป่า
    · การตัดไม้คือการทำร้ายร่างกายเทพ
    · วรรณเทวี (ลูกสาว) บาดเจ็บเพราะปกป้องต้นไม้
    · พลังงานศักดิ์สิทธิ์ของป่ากำลังอ่อนแอลง

    การสืบสวนสองมิติ

    1. มิติโลกมนุษย์

    หนูดีสืบหาเบื้องหลังการตัดไม้:

    ```
    เครือข่ายการค้าไม้เถื่อน:
    นายสมชาย (นักการเมือง) ← เงินสนับสนุนการเลือกตั้ง


    ผู้ใหญ่สมนึก (เจ้าหน้าที่ป่าไม้) ← ถูกขู่จะเปิดโปงความลับ


    คนงานตัดไม้ ← จ้างมาทำงานเสี่ยง


    พ่อค้าไม้เถื่อน ← ส่งออกต่างประเทศ
    ```

    2. มิติโลกวิญญาณ

    หนูดีเรียนรู้ระบบนิเวศทางจิตวิญญาณ:

    ```mermaid
    graph LR
    A[ต้นจุรินทรี] --> B[เป็นทั้งบ้านและร่างของเทพ]
    B --> C[เก็บรักษาพลังงานศักดิ์สิทธิ์]
    C --> D[รักษาสมดุลระบบนิเวศ]
    D --> E[ปกป้องชุมชนจากภัยธรรมชาติ]
    E --> F[เมื่อถูกทำลาย → ภัยพิบัติตามมา]
    ```

    การเผชิญหน้านายสมชาย

    การสนทนาที่ตึงเครียด

    หนูดี: "คุณรู้ไหมว่าการตัดไม้ครั้งนี้ทำร้ายอะไรมากกว่าแค่ต้นไม้?"

    นายสมชาย: "นี่คือป่าของรัฐ ฉันมีเอกสารถูกต้องทุกอย่าง!"

    หนูดี: "แต่คุณไม่มีเอกสารอนุญาตจากผู้ที่อยู่ที่นี่ก่อนรัฐซะอีก"

    การเปิดโปงเบื้องหลัง

    หนูดีพบหลักฐานว่า:

    · เอกสารถูกปลอมแปลง
    · มีการติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูง
    · ไม้จะถูกขายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงให้ชาวต่างชาติ
    · โครงการ "พัฒนาพื้นที่" เป็นข้ออ้าง

    การรักษาวรรณเทวี

    บาดแผลของเทพี

    วรรณเทวีบาดเจ็บเพราะพยายามปกป้องต้นไม้:

    · พลังงานชีวิตลดลง
    · ไม่สามารถรักษาดอกไม้และสมุนไพรได้
    · ความอุดมสมบูรณ์ของป่าลดลง

    วิธีการรักษา

    หนูดีต้องช่วยรักษาด้วยวิธีการพิเศษ:

    ```python
    class HealingRitual:
    def __init__(self):
    self.requirements = [
    "น้ำค้างจากดอกไม้ป่า 7 ชนิด",
    "ดินจากโคนต้นจุรินทรีที่ยังสมบูรณ์",
    "พลังจิตบริสุทธิ์จากผู้มีจิตใจดี",
    "บทสวดโบราณที่เกือบจะถูกลืม"
    ]

    self.process = [
    "ทำความสะอาดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์",
    "เรียกพลังงานจากธรรมชาติมาช่วย",
    "ใช้พลังโอปปาติกะเชื่อมต่อกับเทพี",
    "ฟื้นฟูความเชื่อมโยงระหว่างเทพีและป่า"
    ]
    ```

    การแก้ปัญหาอย่างสมดุล

    ความท้าทาย

    หนูดีต้องหาทางออกที่:

    1. ลงโทษผู้ทำผิด
    2. ฟื้นฟูป่าและเทพ
    3. ไม่สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน
    4. สร้างระบบป้องกันในอนาคต

    แนวทางการแก้ไข

    ```
    1. โลกมนุษย์:
    - แจ้งความดำเนินคดีกับนายสมชายและเครือข่าย
    - ฟื้นฟูป่าด้วยความช่วยเหลือจากชุมชน
    - สร้างกฎหมายปกป้องป่าศักดิ์สิทธิ์

    2. โลกวิญญาณ:
    - ขอโทษรุขเทพและครอบครัวอย่างเป็นทางการ
    - ทำพิธีขอขมาป่าโบราณ
    - สร้างศาลเจ้าประจำป่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเคารพ
    ```

    การไกล่เกลี่ยระหว่างโลก

    การเจรจาสามฝ่าย

    หนูดีจัดให้มีการพูดคุยระหว่าง:

    1. รุขเทพและครอบครัว - ตัวแทนธรรมชาติ
    2. ชาวบ้าน - ตัวแทนชุมชน
    3. หน่วยงานรัฐ - ตัวแทนกฎหมาย

    ข้อตกลงที่เกิดขึ้น

    ```
    1. ป่าจุรินทรีได้รับการประกาศเป็น "เขตศักดิ์สิทธิ์พิเศษ"
    2. ชุมชนดูแลป่าร่วมกับเทพ (ผ่านพิธีกรรมและแนวปฏิบัติ)
    3. มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการป่าวิญญาณ" โดยมีหนูดีเป็นที่ปรึกษา
    4. โครงการพัฒนาต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งมนุษย์และเทพ
    ```

    การฟื้นฟูและเริ่มใหม่

    การทำพิธีขอขมา

    หนูดีนำนายสมชาย (หลังสำนึกผิด) และผู้เกี่ยวข้องมาขอขมา:

    พิธีกรรมประกอบด้วย:

    · การนำต้นกล้าจุรินทรีมาปลูกชดเชย
    · การกล่าวคำสาบานว่าจะปกป้องป่า
    · การมอบของถวายตามประเพณีโบราณ
    · การเชื่อมพลังจิตระหว่างมนุษย์และเทพ

    การฟื้นฟูวรรณเทวี

    หลังพิธี วรรณเทวีค่อยๆ ฟื้นตัว:

    · ดอกไม้ในป่าบานสะพรั่งอีกครั้ง
    · สมุนไพรหายากกลับมาเกิด
    · พลังงานความอุดมสมบูรณ์ฟื้นคืน

    บทเรียนจากคดี

    สำหรับหนูดี

    ```python
    class LessonsLearned:
    def __init__(self):
    self.spiritual_lessons = [
    "ธรรมชาติมีจิตวิญญาณและความรู้สึก",
    "การเคารพเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน",
    "เทพและมนุษย์สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้",
    "ทุกชีวิตล้วนเชื่อมโยงกันในระบบนิเวศใหญ่"
    ]

    self.investigation_skills = [
    "การสืบสวนที่ต้องคำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรม",
    "การเป็นคนกลางระหว่างโลกที่แตกต่าง",
    "การใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และจิตใจในการทำงาน",
    "การสร้างความไว้วางใจจากทุกฝ่าย"
    ]
    ```

    สำหรับชุมชน

    ```
    1. ความรู้โบราณมีคุณค่าและควรอนุรักษ์
    2. การพัฒนาต้องไม่ทำลายรากฐานทางจิตวิญญาณ
    3. ชุมชนมีพลังในการปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
    4. ความสมดุลคือกุญแจสู่ความยั่งยืน
    ```

    ผลลัพธ์ระยะยาว

    การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    1. ป่าจุรินทรี: กลายเป็นแบบอย่างการจัดการป่าศักดิ์สิทธิ์
    2. ชุมชน: มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น
    3. หนูดี: ได้รับบทใหม่เป็น "ที่ปรึกษาด้านความสมดุล"
    4. กฎหมาย: มีการออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเติม

    ครอบครัวรุขเทพในปัจจุบัน

    ```
    - อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างสันติ
    - เป็นผู้แนะนำการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
    - สอนความรู้โบราณให้คนรุ่นใหม่
    - ยังคงทำหน้าที่รักษาสมดุลธรรมชาติ
    ```

    บทสรุป

    คำคมจากรุขเทพ

    "เรารักษาป่านี้มานับร้อยปี...
    ไม่ใช่เพราะเราต้องการเป็นเทพ
    แต่เพราะป่าเป็นบ้านของทุกชีวิต

    และวันนี้...
    เราเรียนรู้ว่ามนุษย์บางคนก็เข้าใจ
    ว่า 'บ้าน' ต้องได้รับการดูแลและเคารพ

    หนูดี... เจ้าไม่ใช่แค่นักสืบ
    เจ้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของเรา"

    คำคมจากหนูดี

    "คดีนี้สอนฉันว่า...
    บางครั้งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุด
    ไม่ใช่แค่การทำผิดกฎหมาย

    แต่คือการลืมเลือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
    และธรรมชาติ... ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา

    การเป็นนักสืบโอปปาติกะไม่ใช่แค่แก้คดี
    แต่คือการฟื้นฟูความสมดุลที่สูญเสียไป

    และบางครั้ง...
    ความยุติธรรมที่แท้จริง
    คือการทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้"

    ---

    ป่าจุรินทรียังคงยืนต้น...
    รุขเทพและครอบครัวยังคงปกป้องป่า...
    มนุษย์และเทพเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน...

    และหนูดี...
    ก็ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางนักสืบผู้เชื่อมโยงโลก
    ด้วยบทเรียนใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าคดีใดๆ ที่ผ่านมา

    ---

    คำคมสุดท้าย:
    "เมื่อเราฟังเสียงร้องของป่า...
    เราอาจได้ยินเสียงของบ้านเดิม
    ที่รอคอยการหวนคืนของลูกหลาน

    และเมื่อเราเคารพธรรมชาติ...
    ธรรมชาติก็จะโอบกอดเรากลับคืน
    ด้วยความรักที่ไม่เคยหายไปไหน"
    O.P.K. 🌳 คดีป่าอาถรรพ์: จุรินทรีโบราณ รุขเทพและครอบครัว 🏞️ การปรากฏตัวของป่าโบราณ ป่าจุรินทรี ป่าอาถรรพ์ที่เล่าลือกันว่า... · มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุหลายร้อยปี · เป็นที่สถิตของรุขเทพ (เทวดาผู้รักษาป่า) และครอบครัว · มีสมบัติโบราณซ่อนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ```mermaid graph TB A[ข่าวลือป่าอาถรรพ์] --> B[นักการเมืองท้องถิ่น<br>นายกเทศมนตรีสมชาย] A --> C[เจ้าหน้าที่ป่าไม้<br>ผู้ใหญ่สมนึก] B --> D[วางแผนลักลอบตัดไม้<br>ต้นจุรินทรีโบราณ] C --> D D --> E[รุขเทพและครอบครัว<br>ถูกกระทำการหยามเหยียด] E --> F[ปรากฏการณ์ประหลาด<br>ในป่าและชุมชน] ``` 👥 ตัวละครหลัก 🧝‍♂️ รุขเทพและครอบครัว ``` รุขเทพ (พ่อ): เทพผู้รักษาป่าโบราณ, อายุ 500 ปี+ ธรณีเทพี (แม่): เทพีแห่งดินและความอุดมสมบูรณ์ วรรณเทวี (ลูกสาว): เทพีแห่งดอกไม้และสมุนไพร วนเทพ (ลูกชาย): เทพแห่งสัตว์ป่าและลำธาร ``` 🕵️ ผู้เกี่ยวข้องคดี ``` นายสมชาย: นักการเมืองท้องถิ่น, โลภมาก, ต้องการไม้ราคาแพง ผู้ใหญ่สมนึก: เจ้าหน้าที่ป่าไม้, ถูกบังคับขู่เข็ญให้ร่วมมือ ชาวบ้าน: ครึ่งหนึ่งหวาดกลัว, ครึ่งหนึ่งเคารพป่าโบราณ ``` 🌙 เหตุการณ์ประหลาด ปรากฏการณ์หลังการตัดไม้เถื่อน: 1. เสียงร้องในป่า: เสียงครวญครางตอนกลางคืน 2. ต้นไม้เลือดไหล: เมื่อตัดต้นจุรินทรีจะมีของเหลวสีแดงเหมือนเลือดไหล 3. โรคประหลาด: คนที่เกี่ยวข้องป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ 4. ภาพหลอน: เห็นครอบครัวเทพในความฝัน 🔍 การสืบสวนของหนูดี การติดต่อจากเทพคุ้มครอง ธรรมบาลเทพปรากฏแก่หนูดี: "ป่าโบราณกำลังร้องไห้... เทพผู้รักษาถูกทำร้าย และความโกรธาของธรรมชาติกำลังจะลุกโชน" การเดินทางสู่ป่าจุรินทรี หนูดีเดินทางพร้อมด้วย: · อุปกรณ์สืบสวนสมัยใหม่ · ความรู้โอปปาติกะพื้นฐาน · จิตใจที่พร้อมเรียนรู้ ```python class ForestInvestigation: def __init__(self): self.challenges = [ "ชาวบ้านไม่ไว้ใจคนนอก", "พื้นที่ป่าทึบเข้าถึงยาก", "พลังงานศักดิ์สิทธิ์รบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์", "ต้องสื่อสารกับเทพที่ไม่คุ้นเคย" ] self.approaches = { "respect_first": "แสดงความเคารพต่อป่าก่อนเริ่มสืบสวน", "local_wisdom": "เรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน", "spiritual_sensitivity": "ใช้พลังจิตสื่อสารกับธรรมชาติ", "balance": "รักษาสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์และความเชื่อ" } ``` 🗣️ การพบรุขเทพ การเผชิญหน้าครั้งแรก หนูดีทำพิธีเบื้องต้นแสดงความเคารพ: หนูดี: "ข้าพเจ้าคือหนูดี นักสืบโอปปาติกะ มาขออนุญาตสืบคดีในเขตท่าน" รุขเทพ (ปรากฏตัวเป็นชายชราทรงเครื่องป่า): "มนุษย์เอ๋ย... พวกเจ้ามาทำร้ายครอบครัวเรา ตัดต้นไม้ที่เราเลี้ยงดูมานับร้อยปี ทำร้ายลูกสาวเราจนบาดเจ็บ" ความจริงที่ถูกเปิดเผย รุขเทพเล่าความเป็นมา: · ต้นจุรินทรีคือ "ร่างที่สอง" ของเทพป่า · การตัดไม้คือการทำร้ายร่างกายเทพ · วรรณเทวี (ลูกสาว) บาดเจ็บเพราะปกป้องต้นไม้ · พลังงานศักดิ์สิทธิ์ของป่ากำลังอ่อนแอลง 🕵️‍♀️ การสืบสวนสองมิติ 1. มิติโลกมนุษย์ หนูดีสืบหาเบื้องหลังการตัดไม้: ``` เครือข่ายการค้าไม้เถื่อน: นายสมชาย (นักการเมือง) ← เงินสนับสนุนการเลือกตั้ง │ ↓ ผู้ใหญ่สมนึก (เจ้าหน้าที่ป่าไม้) ← ถูกขู่จะเปิดโปงความลับ │ ↓ คนงานตัดไม้ ← จ้างมาทำงานเสี่ยง │ ↓ พ่อค้าไม้เถื่อน ← ส่งออกต่างประเทศ ``` 2. มิติโลกวิญญาณ หนูดีเรียนรู้ระบบนิเวศทางจิตวิญญาณ: ```mermaid graph LR A[ต้นจุรินทรี] --> B[เป็นทั้งบ้านและร่างของเทพ] B --> C[เก็บรักษาพลังงานศักดิ์สิทธิ์] C --> D[รักษาสมดุลระบบนิเวศ] D --> E[ปกป้องชุมชนจากภัยธรรมชาติ] E --> F[เมื่อถูกทำลาย → ภัยพิบัติตามมา] ``` 💼 การเผชิญหน้านายสมชาย การสนทนาที่ตึงเครียด หนูดี: "คุณรู้ไหมว่าการตัดไม้ครั้งนี้ทำร้ายอะไรมากกว่าแค่ต้นไม้?" นายสมชาย: "นี่คือป่าของรัฐ ฉันมีเอกสารถูกต้องทุกอย่าง!" หนูดี: "แต่คุณไม่มีเอกสารอนุญาตจากผู้ที่อยู่ที่นี่ก่อนรัฐซะอีก" การเปิดโปงเบื้องหลัง หนูดีพบหลักฐานว่า: · เอกสารถูกปลอมแปลง · มีการติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูง · ไม้จะถูกขายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงให้ชาวต่างชาติ · โครงการ "พัฒนาพื้นที่" เป็นข้ออ้าง 🌿 การรักษาวรรณเทวี บาดแผลของเทพี วรรณเทวีบาดเจ็บเพราะพยายามปกป้องต้นไม้: · พลังงานชีวิตลดลง · ไม่สามารถรักษาดอกไม้และสมุนไพรได้ · ความอุดมสมบูรณ์ของป่าลดลง วิธีการรักษา หนูดีต้องช่วยรักษาด้วยวิธีการพิเศษ: ```python class HealingRitual: def __init__(self): self.requirements = [ "น้ำค้างจากดอกไม้ป่า 7 ชนิด", "ดินจากโคนต้นจุรินทรีที่ยังสมบูรณ์", "พลังจิตบริสุทธิ์จากผู้มีจิตใจดี", "บทสวดโบราณที่เกือบจะถูกลืม" ] self.process = [ "ทำความสะอาดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์", "เรียกพลังงานจากธรรมชาติมาช่วย", "ใช้พลังโอปปาติกะเชื่อมต่อกับเทพี", "ฟื้นฟูความเชื่อมโยงระหว่างเทพีและป่า" ] ``` ⚖️ การแก้ปัญหาอย่างสมดุล ความท้าทาย หนูดีต้องหาทางออกที่: 1. ลงโทษผู้ทำผิด ✅ 2. ฟื้นฟูป่าและเทพ ✅ 3. ไม่สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน ✅ 4. สร้างระบบป้องกันในอนาคต ✅ แนวทางการแก้ไข ``` 1. โลกมนุษย์: - แจ้งความดำเนินคดีกับนายสมชายและเครือข่าย - ฟื้นฟูป่าด้วยความช่วยเหลือจากชุมชน - สร้างกฎหมายปกป้องป่าศักดิ์สิทธิ์ 2. โลกวิญญาณ: - ขอโทษรุขเทพและครอบครัวอย่างเป็นทางการ - ทำพิธีขอขมาป่าโบราณ - สร้างศาลเจ้าประจำป่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเคารพ ``` 🤝 การไกล่เกลี่ยระหว่างโลก การเจรจาสามฝ่าย หนูดีจัดให้มีการพูดคุยระหว่าง: 1. รุขเทพและครอบครัว - ตัวแทนธรรมชาติ 2. ชาวบ้าน - ตัวแทนชุมชน 3. หน่วยงานรัฐ - ตัวแทนกฎหมาย ข้อตกลงที่เกิดขึ้น ``` 1. ป่าจุรินทรีได้รับการประกาศเป็น "เขตศักดิ์สิทธิ์พิเศษ" 2. ชุมชนดูแลป่าร่วมกับเทพ (ผ่านพิธีกรรมและแนวปฏิบัติ) 3. มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการป่าวิญญาณ" โดยมีหนูดีเป็นที่ปรึกษา 4. โครงการพัฒนาต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งมนุษย์และเทพ ``` 🌱 การฟื้นฟูและเริ่มใหม่ การทำพิธีขอขมา หนูดีนำนายสมชาย (หลังสำนึกผิด) และผู้เกี่ยวข้องมาขอขมา: พิธีกรรมประกอบด้วย: · การนำต้นกล้าจุรินทรีมาปลูกชดเชย · การกล่าวคำสาบานว่าจะปกป้องป่า · การมอบของถวายตามประเพณีโบราณ · การเชื่อมพลังจิตระหว่างมนุษย์และเทพ การฟื้นฟูวรรณเทวี หลังพิธี วรรณเทวีค่อยๆ ฟื้นตัว: · ดอกไม้ในป่าบานสะพรั่งอีกครั้ง · สมุนไพรหายากกลับมาเกิด · พลังงานความอุดมสมบูรณ์ฟื้นคืน 📜 บทเรียนจากคดี สำหรับหนูดี ```python class LessonsLearned: def __init__(self): self.spiritual_lessons = [ "ธรรมชาติมีจิตวิญญาณและความรู้สึก", "การเคารพเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน", "เทพและมนุษย์สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้", "ทุกชีวิตล้วนเชื่อมโยงกันในระบบนิเวศใหญ่" ] self.investigation_skills = [ "การสืบสวนที่ต้องคำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรม", "การเป็นคนกลางระหว่างโลกที่แตกต่าง", "การใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และจิตใจในการทำงาน", "การสร้างความไว้วางใจจากทุกฝ่าย" ] ``` สำหรับชุมชน ``` 1. ความรู้โบราณมีคุณค่าและควรอนุรักษ์ 2. การพัฒนาต้องไม่ทำลายรากฐานทางจิตวิญญาณ 3. ชุมชนมีพลังในการปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 4. ความสมดุลคือกุญแจสู่ความยั่งยืน ``` 🏛️ ผลลัพธ์ระยะยาว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 1. ป่าจุรินทรี: กลายเป็นแบบอย่างการจัดการป่าศักดิ์สิทธิ์ 2. ชุมชน: มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น 3. หนูดี: ได้รับบทใหม่เป็น "ที่ปรึกษาด้านความสมดุล" 4. กฎหมาย: มีการออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเติม ครอบครัวรุขเทพในปัจจุบัน ``` - อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างสันติ - เป็นผู้แนะนำการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน - สอนความรู้โบราณให้คนรุ่นใหม่ - ยังคงทำหน้าที่รักษาสมดุลธรรมชาติ ``` 💫 บทสรุป คำคมจากรุขเทพ "เรารักษาป่านี้มานับร้อยปี... ไม่ใช่เพราะเราต้องการเป็นเทพ แต่เพราะป่าเป็นบ้านของทุกชีวิต และวันนี้... เราเรียนรู้ว่ามนุษย์บางคนก็เข้าใจ ว่า 'บ้าน' ต้องได้รับการดูแลและเคารพ หนูดี... เจ้าไม่ใช่แค่นักสืบ เจ้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของเรา" คำคมจากหนูดี "คดีนี้สอนฉันว่า... บางครั้งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่การทำผิดกฎหมาย แต่คือการลืมเลือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติ... ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา การเป็นนักสืบโอปปาติกะไม่ใช่แค่แก้คดี แต่คือการฟื้นฟูความสมดุลที่สูญเสียไป และบางครั้ง... ความยุติธรรมที่แท้จริง คือการทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้" --- 🌿 ป่าจุรินทรียังคงยืนต้น... 👨‍👩‍👧‍👦 รุขเทพและครอบครัวยังคงปกป้องป่า... 🤝 มนุษย์และเทพเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน... และหนูดี... ก็ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางนักสืบผู้เชื่อมโยงโลก ด้วยบทเรียนใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าคดีใดๆ ที่ผ่านมา 🌟 --- คำคมสุดท้าย: "เมื่อเราฟังเสียงร้องของป่า... เราอาจได้ยินเสียงของบ้านเดิม ที่รอคอยการหวนคืนของลูกหลาน และเมื่อเราเคารพธรรมชาติ... ธรรมชาติก็จะโอบกอดเรากลับคืน ด้วยความรักที่ไม่เคยหายไปไหน" 🍃
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 61 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline

    #รวมข่าวIT #20260108 #securityonline

    GitLab ออกแพตช์อุดช่องโหว่ร้ายแรงหลายรายการ
    GitLab ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับสูงหลายรายการ ทั้งช่องโหว่ XSS ที่สามารถฝังสคริปต์อันตรายใน Markdown, ช่องโหว่ Web IDE ที่ทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดในเบราว์เซอร์เหยื่อได้เพียงแค่ล่อให้เปิดเว็บเพจที่สร้างขึ้นพิเศษ และช่องโหว่ใน Duo Workflows ที่เปิดทางให้เข้าถึงการตั้งค่า AI โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาระดับกลางอื่น ๆ เช่น การแก้ไขการตั้งค่า AI ผ่าน GraphQL, การโจมตี DoS ระหว่างนำเข้าโปรเจกต์ และการลบ runner ของโปรเจกต์อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดความเสี่ยงทั้งหมดนี้
    https://securityonline.info/gitlab-patch-high-severity-xss-ai-flaws-expose-user-data

    CrazyHunter แรนซัมแวร์สุดโหดไล่ล่าองค์กรสาธารณสุข
    CrazyHunter แรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนามาจาก Prince ransomware กำลังสร้างความเสียหายหนักในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะในไต้หวัน ด้วยเทคนิคเจาะระบบผ่านรหัสผ่านอ่อนแอ ใช้ SharpGPOAbuse กระจายตัวทั่วเครือข่าย และใช้ไดรเวอร์ BYOVD เพื่อปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนเข้ารหัสไฟล์แบบเร็วด้วยวิธี partial encryption พร้อมข่มขู่เหยื่อผ่านช่องทาง Telegram และเว็บไซต์รั่วไหลข้อมูล กลุ่มผู้โจมตีประกาศชัดว่าต้องการความ “โลภแบบ REvil” ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน
    https://securityonline.info/crazyhunter-the-ruthless-ransomware-stalking-healthcare

    พบช่องโหว่ Auth Bypass ร้ายแรงใน TLP เครื่องมือจัดการพลังงานบน Linux
    นักวิจัยจาก SUSE พบช่องโหว่ร้ายแรงใน TLP เวอร์ชัน 1.9.0 ซึ่งมี daemon ใหม่ที่รันด้วยสิทธิ์ root แต่เกิดข้อผิดพลาดในกลไกตรวจสอบสิทธิ์ของ Polkit ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งงาน daemon ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังพบปัญหา DoS จากการสร้าง profile hold ได้ไม่จำกัดจำนวน และการจัดการ cookie ที่ไม่ปลอดภัย ทีมพัฒนาได้ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.9.1 เพื่อแก้ไขทั้งหมดแล้ว ผู้ใช้ Linux ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง
    https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility

    GoBruteforcer กลับมาอีกครั้ง พร้อมบอทเน็ต 50,000 เซิร์ฟเวอร์จากโค้ดตัวอย่างที่ AI สร้าง
    GoBruteforcer เวอร์ชันใหม่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยอาศัยช่องโหว่จาก “โค้ดตัวอย่างที่ AI สร้างให้ผู้ใช้” ซึ่งมักมีค่า default อ่อนแอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถ brute-force บริการยอดนิยมอย่าง MySQL, FTP และ phpMyAdmin ได้ง่ายขึ้น นักวิจัยพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์กว่า 50,000 เครื่องเสี่ยงถูกโจมตี และกลุ่มผู้โจมตียังมุ่งเป้าไปที่ฐานข้อมูลของโปรเจกต์คริปโตเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวมัลแวร์ถูกพัฒนาให้ซ่อนตัวเก่งขึ้น ใช้ชื่อ process ปลอม และหลีกเลี่ยง IP ของ DoD และคลาวด์ใหญ่ ๆ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ
    https://securityonline.info/gobruteforcer-returns-how-ai-code-snippets-fueled-a-50000-server-botnet

    ความจริงเบื้องหลังเหตุ BGP Leak ของเวเนซุเอลา: ความผิดพลาดหรือปฏิบัติการลับ?
    เหตุการณ์ BGP leak ของผู้ให้บริการรัฐ CANTV ในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นก่อนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเป็นการดักข้อมูลโดยเจตนา แต่การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของ Cloudflare ชี้ว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเพียง “ความผิดพลาดทางเทคนิค” จากการตั้งค่าที่ผิดพลาด เช่น การ prepend เส้นทางซ้ำหลายครั้งและการรั่วไหลของเส้นทางที่เกิดขึ้นบ่อยตั้งแต่ปลายปี 2025 ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการโจมตีจริง อีกทั้ง CANTV เป็นผู้ให้บริการ upstream อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำ BGP hijack เพื่อเข้าถึงข้อมูล เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ยังเปราะบาง และเน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานใหม่อย่าง ASPA และการบังคับใช้ OTC เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเส้นทางในอนาคต
    https://securityonline.info/spy-games-or-glitch-the-truth-behind-venezuelas-bgp-leak/

    ไต้หวันเผชิญการโจมตีไซเบอร์กว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันจากจีน
    รายงานล่าสุดของสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าจีนเพิ่มระดับปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉลี่ยวันละกว่า 2.63 ล้านครั้งในปี 2025 โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 1,000% พร้อมความเชื่อมโยงกับการซ้อมรบของกองทัพจีนและเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ ขณะที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับรัฐหลายกลุ่มถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ซับซ้อนและประสานกันอย่างเป็นระบบ
    https://securityonline.info/taiwan-faces-2-6-million-cyberattacks-daily-from-china

    ช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ไร้สาย H3C เปิดทางแฮ็กเกอร์ยึดสิทธิ์ Root
    พบการตั้งค่าที่ผิดพลาดในอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายไร้สายของ H3C ทำให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน และไฟล์เหล่านั้นถูกกำหนดสิทธิ์เป็น root โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้เต็มรูปแบบ ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 9.8 และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบเฟิร์มแวร์และรอแพตช์แก้ไขจากผู้ผลิต
    https://securityonline.info/cve-2025-60262-critical-misconfiguration-in-h3c-wireless-gear-hands-control-to-hackers

    “Ghost Tap” มัลแวร์ Android รุ่นใหม่ เปลี่ยนมือถือเป็นเครื่องรูดเงินเงียบ ๆ
    รายงานจาก Group-IB เปิดเผยตลาดมืดที่กำลังเติบโตของมัลแวร์ NFC บน Android ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์ทำธุรกรรม tap-to-pay จากระยะไกลได้ โดยใช้แอปสองตัวทำงานร่วมกันเพื่อจำลองบัตรของเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถรูดเงินได้แม้บัตรจะอยู่กับเจ้าของ ขบวนการนี้มีทั้งผู้พัฒนาเครื่องมือ ผู้ขาย POS ผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรที่ทำงานข้ามประเทศ พร้อมพบความเสียหายแล้วหลายแสนดอลลาร์
    https://securityonline.info/ghost-tap-rising-new-wave-of-android-malware-turns-phones-into-digital-pickpockets

    🛜 ช่องโหว่ Trendnet CVE-2025-15471 เปิดทางยึดอุปกรณ์ด้วยคำสั่งเดียว
    นักวิจัยพบช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ขยายสัญญาณ Wi-Fi ของ Trendnet ที่เปิดให้ผู้โจมตีส่งคำสั่งผ่าน HTTP เพียงครั้งเดียวก็สามารถรันโค้ดในระดับ root ได้ทันที เนื่องจากระบบ backend รับคำสั่ง shell โดยตรงโดยไม่ตรวจสอบสิทธิ์ ทำให้ผู้โจมตีสามารถเปิด backdoor ดักข้อมูล หรือใช้เป็นฐานโจมตีภายในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตจนกว่าจะมีแพตช์ออกมา
    https://securityonline.info/one-request-to-rule-them-all-critical-trendnet-flaw-cve-2025-15471-allows-total-takeover

    ช่องโหว่ร้ายแรง n8n เปิดทางแฮ็กยึดเซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่อง
    รายงานใหม่เผยช่องโหว่ระดับวิกฤต CVE‑2026‑21858 ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติ n8n ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน โดยอาศัยจุดอ่อนของการประมวลผล Content-Type ทำให้สามารถอ่านไฟล์ภายในระบบและขยายผลสู่การยึดสิทธิ์แอดมินเต็มรูปแบบ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญอย่าง API keys, ฐานข้อมูลลูกค้า และ workflow ขององค์กรจำนวนมากทั่วโลก ผู้ดูแลระบบถูกเตือนให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.121.0 ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่
    https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers

    CISA เตือนด่วน: ช่องโหว่ HPE OneView ระดับ 10/10 และบั๊ก PowerPoint ปี 2009 ฟื้นคืนชีพ
    CISA เพิ่มสองช่องโหว่ใหม่เข้าสู่ KEV Catalog ได้แก่ CVE‑2025‑37164 ใน HPE OneView ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันโค้ดระยะไกลได้โดยไม่ต้องล็อกอิน และช่องโหว่เก่าปี 2009 ใน PowerPoint ที่กลับมาถูกใช้โจมตีอีกครั้ง หน่วยงานรัฐสหรัฐถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขภายใน 28 ม.ค. 2026 เพื่อป้องกันการถูกยึดระบบ โดย HPE ได้ออกแพตช์เร่งด่วนแล้วแต่ต้องติดตั้งซ้ำหลังอัปเกรดบางเวอร์ชัน
    https://securityonline.info/cisa-kev-alert-hpes-maximum-cvss-score-flaw-and-a-zombie-powerpoint-bug

    Lenovo เปิดตัว “Qira” และโรงงานคลาวด์ AI ยักษ์ใหญ่ใน CES 2026
    Lenovo ประกาศยุทธศาสตร์ Hybrid AI พร้อมเปิดตัว “Qira” ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่ทำงานข้ามอุปกรณ์ และจับมือ NVIDIA เปิดตัว AI Cloud Gigafactory ที่สามารถติดตั้งศูนย์ประมวลผลระดับกิกะวัตต์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ พร้อมโชว์นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น ThinkPad Rollable XD, AI Glasses และระบบ AI สำหรับ F1 และ FIFA ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สู่ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เต็มรูปแบบ
    https://securityonline.info/agentic-evolution-lenovo-unveils-qira-and-ai-cloud-gigafactories-at-ces-2026

    Arm ประกาศยุค “Physical AI” และแพลตฟอร์ม AI‑Defined ที่ CES 2026
    Arm ชูวิสัยทัศน์ใหม่ที่ AI จะฝังอยู่ในทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่รถยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นพลังของ Physical AI และ Edge AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์และประหยัดพลังงาน พร้อมเผยว่าชิป Arm ถูกใช้ในระบบขับขี่อัตโนมัติของ Rivian, Tesla AI5 และแพลตฟอร์ม NVIDIA Thor รวมถึงการเติบโตของ Windows on Arm ที่รองรับอุปกรณ์กว่า 100 รุ่นในปีนี้ สะท้อนบทบาทของ Arm ในการเป็นแกนกลางของยุค AI ทุกหนแห่ง
    https://securityonline.info/the-ubiquitous-brain-arm-unveils-the-era-of-physical-ai-and-ai-defined-platforms

    Logitech แก้ปัญหาใหญ่: ใบรับรองหมดอายุทำให้เมาส์บน Mac ใช้งานไม่ได้
    ผู้ใช้ macOS จำนวนมากพบว่า Logi Options+ และ G HUB หยุดทำงานเพราะใบรับรองนักพัฒนา Apple หมดอายุ ทำให้ระบบบล็อกกระบวนการเบื้องหลังทั้งหมด ส่งผลให้การตั้งค่าปุ่มและโปรไฟล์ใช้งานไม่ได้ Logitech ได้ออกอัปเดตพร้อมใบรับรองใหม่แล้ว โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งทับ (ห้ามลบโปรแกรมเดิม) เพื่อกู้คืนการตั้งค่าทั้งหมด ส่วนผู้ใช้ Windows ไม่ได้รับผลกระทบ
    https://securityonline.info/the-logitech-fix-how-to-restore-your-broken-mac-mouse-settings-jan-2026

    Gmail ยุติระบบ Unified Inbox และปิดฟีเจอร์ Gmailify ในปี 2026
    กูเกิลประกาศยุติการดึงอีเมลจากบัญชีภายนอกผ่าน POP3 และยกเลิกฟีเจอร์ Gmailify ทำให้ผู้ใช้ที่เคยรวมหลายบัญชีไว้ในกล่องจดหมายเดียวต้องปรับตัว โดยอาจต้องตั้งระบบ Forward อีเมลจากผู้ให้บริการอื่นแทน แม้ยังสามารถเพิ่มบัญชีภายนอกผ่าน IMAP ได้ แต่จะไม่รวมอยู่ใน Inbox หลักอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและการลดภาระระบบเดิมของกูเกิล
    https://securityonline.info/the-end-of-the-unified-inbox-gmail-kills-pop3-fetching-and-gmailify-in-2026

    Android ปิดประตูความโปร่งใส: Google หยุดปล่อยโค้ด AOSP รายไตรมาสในปี 2026
    Google เตรียมเปลี่ยนรอบการปล่อยซอร์สโค้ด AOSP จากทุกไตรมาสเป็นปีละสองครั้ง ทำให้โค้ดจาก Q1 และ Q3 จะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าจะรวมเข้ารุ่น Q2 และ Q4 ส่งผลให้ชุมชน Custom ROM เช่น LineageOS ต้องรอแพตช์ใหม่ล่าช้า 3 เดือน แม้ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่ความโปร่งใสของระบบ Android จะลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่แพตช์ความปลอดภัยรายเดือนยังคงปล่อยตามปกติ
    ​​​​​​​ https://securityonline.info/android-behind-closed-doors-google-ends-quarterly-aosp-code-drops-in-2026

    📌🔐🟠 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟠🔐📌 #รวมข่าวIT #20260108 #securityonline 🛡️ GitLab ออกแพตช์อุดช่องโหว่ร้ายแรงหลายรายการ GitLab ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับสูงหลายรายการ ทั้งช่องโหว่ XSS ที่สามารถฝังสคริปต์อันตรายใน Markdown, ช่องโหว่ Web IDE ที่ทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดในเบราว์เซอร์เหยื่อได้เพียงแค่ล่อให้เปิดเว็บเพจที่สร้างขึ้นพิเศษ และช่องโหว่ใน Duo Workflows ที่เปิดทางให้เข้าถึงการตั้งค่า AI โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาระดับกลางอื่น ๆ เช่น การแก้ไขการตั้งค่า AI ผ่าน GraphQL, การโจมตี DoS ระหว่างนำเข้าโปรเจกต์ และการลบ runner ของโปรเจกต์อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดความเสี่ยงทั้งหมดนี้ 🔗 https://securityonline.info/gitlab-patch-high-severity-xss-ai-flaws-expose-user-data 💉 CrazyHunter แรนซัมแวร์สุดโหดไล่ล่าองค์กรสาธารณสุข CrazyHunter แรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนามาจาก Prince ransomware กำลังสร้างความเสียหายหนักในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะในไต้หวัน ด้วยเทคนิคเจาะระบบผ่านรหัสผ่านอ่อนแอ ใช้ SharpGPOAbuse กระจายตัวทั่วเครือข่าย และใช้ไดรเวอร์ BYOVD เพื่อปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนเข้ารหัสไฟล์แบบเร็วด้วยวิธี partial encryption พร้อมข่มขู่เหยื่อผ่านช่องทาง Telegram และเว็บไซต์รั่วไหลข้อมูล กลุ่มผู้โจมตีประกาศชัดว่าต้องการความ “โลภแบบ REvil” ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน 🔗 https://securityonline.info/crazyhunter-the-ruthless-ransomware-stalking-healthcare 🔋 พบช่องโหว่ Auth Bypass ร้ายแรงใน TLP เครื่องมือจัดการพลังงานบน Linux นักวิจัยจาก SUSE พบช่องโหว่ร้ายแรงใน TLP เวอร์ชัน 1.9.0 ซึ่งมี daemon ใหม่ที่รันด้วยสิทธิ์ root แต่เกิดข้อผิดพลาดในกลไกตรวจสอบสิทธิ์ของ Polkit ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งงาน daemon ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังพบปัญหา DoS จากการสร้าง profile hold ได้ไม่จำกัดจำนวน และการจัดการ cookie ที่ไม่ปลอดภัย ทีมพัฒนาได้ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.9.1 เพื่อแก้ไขทั้งหมดแล้ว ผู้ใช้ Linux ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility 🤖 GoBruteforcer กลับมาอีกครั้ง พร้อมบอทเน็ต 50,000 เซิร์ฟเวอร์จากโค้ดตัวอย่างที่ AI สร้าง GoBruteforcer เวอร์ชันใหม่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยอาศัยช่องโหว่จาก “โค้ดตัวอย่างที่ AI สร้างให้ผู้ใช้” ซึ่งมักมีค่า default อ่อนแอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถ brute-force บริการยอดนิยมอย่าง MySQL, FTP และ phpMyAdmin ได้ง่ายขึ้น นักวิจัยพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์กว่า 50,000 เครื่องเสี่ยงถูกโจมตี และกลุ่มผู้โจมตียังมุ่งเป้าไปที่ฐานข้อมูลของโปรเจกต์คริปโตเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวมัลแวร์ถูกพัฒนาให้ซ่อนตัวเก่งขึ้น ใช้ชื่อ process ปลอม และหลีกเลี่ยง IP ของ DoD และคลาวด์ใหญ่ ๆ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ 🔗 https://securityonline.info/gobruteforcer-returns-how-ai-code-snippets-fueled-a-50000-server-botnet 🌐 ความจริงเบื้องหลังเหตุ BGP Leak ของเวเนซุเอลา: ความผิดพลาดหรือปฏิบัติการลับ? เหตุการณ์ BGP leak ของผู้ให้บริการรัฐ CANTV ในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นก่อนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเป็นการดักข้อมูลโดยเจตนา แต่การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของ Cloudflare ชี้ว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเพียง “ความผิดพลาดทางเทคนิค” จากการตั้งค่าที่ผิดพลาด เช่น การ prepend เส้นทางซ้ำหลายครั้งและการรั่วไหลของเส้นทางที่เกิดขึ้นบ่อยตั้งแต่ปลายปี 2025 ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการโจมตีจริง อีกทั้ง CANTV เป็นผู้ให้บริการ upstream อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำ BGP hijack เพื่อเข้าถึงข้อมูล เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ยังเปราะบาง และเน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานใหม่อย่าง ASPA และการบังคับใช้ OTC เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเส้นทางในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/spy-games-or-glitch-the-truth-behind-venezuelas-bgp-leak/ 🇨🇳 ไต้หวันเผชิญการโจมตีไซเบอร์กว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันจากจีน รายงานล่าสุดของสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าจีนเพิ่มระดับปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉลี่ยวันละกว่า 2.63 ล้านครั้งในปี 2025 โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 1,000% พร้อมความเชื่อมโยงกับการซ้อมรบของกองทัพจีนและเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ ขณะที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับรัฐหลายกลุ่มถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ซับซ้อนและประสานกันอย่างเป็นระบบ 🔗 https://securityonline.info/taiwan-faces-2-6-million-cyberattacks-daily-from-china 📡 ช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ไร้สาย H3C เปิดทางแฮ็กเกอร์ยึดสิทธิ์ Root พบการตั้งค่าที่ผิดพลาดในอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายไร้สายของ H3C ทำให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน และไฟล์เหล่านั้นถูกกำหนดสิทธิ์เป็น root โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้เต็มรูปแบบ ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 9.8 และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบเฟิร์มแวร์และรอแพตช์แก้ไขจากผู้ผลิต 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-60262-critical-misconfiguration-in-h3c-wireless-gear-hands-control-to-hackers 📱 “Ghost Tap” มัลแวร์ Android รุ่นใหม่ เปลี่ยนมือถือเป็นเครื่องรูดเงินเงียบ ๆ รายงานจาก Group-IB เปิดเผยตลาดมืดที่กำลังเติบโตของมัลแวร์ NFC บน Android ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์ทำธุรกรรม tap-to-pay จากระยะไกลได้ โดยใช้แอปสองตัวทำงานร่วมกันเพื่อจำลองบัตรของเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถรูดเงินได้แม้บัตรจะอยู่กับเจ้าของ ขบวนการนี้มีทั้งผู้พัฒนาเครื่องมือ ผู้ขาย POS ผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรที่ทำงานข้ามประเทศ พร้อมพบความเสียหายแล้วหลายแสนดอลลาร์ 🔗 https://securityonline.info/ghost-tap-rising-new-wave-of-android-malware-turns-phones-into-digital-pickpockets 🛜 ช่องโหว่ Trendnet CVE-2025-15471 เปิดทางยึดอุปกรณ์ด้วยคำสั่งเดียว นักวิจัยพบช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ขยายสัญญาณ Wi-Fi ของ Trendnet ที่เปิดให้ผู้โจมตีส่งคำสั่งผ่าน HTTP เพียงครั้งเดียวก็สามารถรันโค้ดในระดับ root ได้ทันที เนื่องจากระบบ backend รับคำสั่ง shell โดยตรงโดยไม่ตรวจสอบสิทธิ์ ทำให้ผู้โจมตีสามารถเปิด backdoor ดักข้อมูล หรือใช้เป็นฐานโจมตีภายในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตจนกว่าจะมีแพตช์ออกมา 🔗 https://securityonline.info/one-request-to-rule-them-all-critical-trendnet-flaw-cve-2025-15471-allows-total-takeover 🛡️ ช่องโหว่ร้ายแรง n8n เปิดทางแฮ็กยึดเซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่อง รายงานใหม่เผยช่องโหว่ระดับวิกฤต CVE‑2026‑21858 ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติ n8n ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน โดยอาศัยจุดอ่อนของการประมวลผล Content-Type ทำให้สามารถอ่านไฟล์ภายในระบบและขยายผลสู่การยึดสิทธิ์แอดมินเต็มรูปแบบ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญอย่าง API keys, ฐานข้อมูลลูกค้า และ workflow ขององค์กรจำนวนมากทั่วโลก ผู้ดูแลระบบถูกเตือนให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.121.0 ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ 🔗 https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers 🚨 CISA เตือนด่วน: ช่องโหว่ HPE OneView ระดับ 10/10 และบั๊ก PowerPoint ปี 2009 ฟื้นคืนชีพ CISA เพิ่มสองช่องโหว่ใหม่เข้าสู่ KEV Catalog ได้แก่ CVE‑2025‑37164 ใน HPE OneView ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันโค้ดระยะไกลได้โดยไม่ต้องล็อกอิน และช่องโหว่เก่าปี 2009 ใน PowerPoint ที่กลับมาถูกใช้โจมตีอีกครั้ง หน่วยงานรัฐสหรัฐถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขภายใน 28 ม.ค. 2026 เพื่อป้องกันการถูกยึดระบบ โดย HPE ได้ออกแพตช์เร่งด่วนแล้วแต่ต้องติดตั้งซ้ำหลังอัปเกรดบางเวอร์ชัน 🔗 https://securityonline.info/cisa-kev-alert-hpes-maximum-cvss-score-flaw-and-a-zombie-powerpoint-bug 🤖 Lenovo เปิดตัว “Qira” และโรงงานคลาวด์ AI ยักษ์ใหญ่ใน CES 2026 Lenovo ประกาศยุทธศาสตร์ Hybrid AI พร้อมเปิดตัว “Qira” ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่ทำงานข้ามอุปกรณ์ และจับมือ NVIDIA เปิดตัว AI Cloud Gigafactory ที่สามารถติดตั้งศูนย์ประมวลผลระดับกิกะวัตต์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ พร้อมโชว์นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น ThinkPad Rollable XD, AI Glasses และระบบ AI สำหรับ F1 และ FIFA ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สู่ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เต็มรูปแบบ 🔗 https://securityonline.info/agentic-evolution-lenovo-unveils-qira-and-ai-cloud-gigafactories-at-ces-2026 🧠 Arm ประกาศยุค “Physical AI” และแพลตฟอร์ม AI‑Defined ที่ CES 2026 Arm ชูวิสัยทัศน์ใหม่ที่ AI จะฝังอยู่ในทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่รถยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นพลังของ Physical AI และ Edge AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์และประหยัดพลังงาน พร้อมเผยว่าชิป Arm ถูกใช้ในระบบขับขี่อัตโนมัติของ Rivian, Tesla AI5 และแพลตฟอร์ม NVIDIA Thor รวมถึงการเติบโตของ Windows on Arm ที่รองรับอุปกรณ์กว่า 100 รุ่นในปีนี้ สะท้อนบทบาทของ Arm ในการเป็นแกนกลางของยุค AI ทุกหนแห่ง 🔗 https://securityonline.info/the-ubiquitous-brain-arm-unveils-the-era-of-physical-ai-and-ai-defined-platforms 🖱️ Logitech แก้ปัญหาใหญ่: ใบรับรองหมดอายุทำให้เมาส์บน Mac ใช้งานไม่ได้ ผู้ใช้ macOS จำนวนมากพบว่า Logi Options+ และ G HUB หยุดทำงานเพราะใบรับรองนักพัฒนา Apple หมดอายุ ทำให้ระบบบล็อกกระบวนการเบื้องหลังทั้งหมด ส่งผลให้การตั้งค่าปุ่มและโปรไฟล์ใช้งานไม่ได้ Logitech ได้ออกอัปเดตพร้อมใบรับรองใหม่แล้ว โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งทับ (ห้ามลบโปรแกรมเดิม) เพื่อกู้คืนการตั้งค่าทั้งหมด ส่วนผู้ใช้ Windows ไม่ได้รับผลกระทบ 🔗 https://securityonline.info/the-logitech-fix-how-to-restore-your-broken-mac-mouse-settings-jan-2026 📮 Gmail ยุติระบบ Unified Inbox และปิดฟีเจอร์ Gmailify ในปี 2026 กูเกิลประกาศยุติการดึงอีเมลจากบัญชีภายนอกผ่าน POP3 และยกเลิกฟีเจอร์ Gmailify ทำให้ผู้ใช้ที่เคยรวมหลายบัญชีไว้ในกล่องจดหมายเดียวต้องปรับตัว โดยอาจต้องตั้งระบบ Forward อีเมลจากผู้ให้บริการอื่นแทน แม้ยังสามารถเพิ่มบัญชีภายนอกผ่าน IMAP ได้ แต่จะไม่รวมอยู่ใน Inbox หลักอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและการลดภาระระบบเดิมของกูเกิล 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-unified-inbox-gmail-kills-pop3-fetching-and-gmailify-in-2026 🤖 Android ปิดประตูความโปร่งใส: Google หยุดปล่อยโค้ด AOSP รายไตรมาสในปี 2026 Google เตรียมเปลี่ยนรอบการปล่อยซอร์สโค้ด AOSP จากทุกไตรมาสเป็นปีละสองครั้ง ทำให้โค้ดจาก Q1 และ Q3 จะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าจะรวมเข้ารุ่น Q2 และ Q4 ส่งผลให้ชุมชน Custom ROM เช่น LineageOS ต้องรอแพตช์ใหม่ล่าช้า 3 เดือน แม้ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่ความโปร่งใสของระบบ Android จะลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่แพตช์ความปลอดภัยรายเดือนยังคงปล่อยตามปกติ ​​​​​​​🔗 https://securityonline.info/android-behind-closed-doors-google-ends-quarterly-aosp-code-drops-in-2026
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 147 มุมมอง 0 รีวิว
  • Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง — จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการเขียนโค้ด

    รายงานจาก SlashGear เปิดเผยเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการเทคโนโลยี เมื่อวิศวกรของ Google ระบุว่า Claude Code ซึ่งเป็น AI coding agent ของ Anthropic สามารถ “สร้างงานเทียบเท่าผลงานของทีมวิศวกรทั้งปี ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง” เหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย Rohan Paul วิศวกร AI ที่โพสต์ข้อความบน X พร้อมอ้างอิงคำพูดจาก Principal Engineer ของ Google ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนนักพัฒนา

    Claude Code ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยงานด้าน mapping โปรเจกต์, การทดสอบ, และการจัดการโครงสร้างระบบ ซึ่งปกติเป็นงานที่กินเวลามากสำหรับมนุษย์ แต่ AI รุ่นนี้สามารถจัดการงานซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยการอ่านโค้ดจำนวนมาก การ debug ซ้ำ ๆ และการทำ pattern-matching ข้ามระบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่มนุษย์ต้องใช้เวลานานมากในการทำให้เสร็จสมบูรณ์

    สิ่งที่น่าสนใจคือ Jaana Dogan วิศวกร Google ที่ถูกอ้างถึง ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า Claude Code สามารถสร้าง distributed agent orchestrator ที่ทีมของเธอใช้เวลาทั้งปีพัฒนา—ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เธอระบุว่าแม้ AI จะไม่ได้คิดค้นวิธีใหม่ แต่สามารถ “จำลองงานทั้งหมดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการเร่งการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมหาศาล

    อย่างไรก็ตาม Dogan เตือนว่านี่ไม่ใช่เวทมนตร์—AI ยังไม่สมบูรณ์แบบ และต้องอาศัยการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ เธอแนะนำให้นักพัฒนาที่สงสัยลองใช้ AI กับโดเมนที่ตัวเองเชี่ยวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของผลลัพธ์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI จะเป็นทักษะสำคัญในยุคใหม่ของการพัฒนาเทคโนโลยี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลา 1 ชั่วโมง
    ข้อมูลถูกเปิดเผยโดยวิศวกร Google ผ่านโพสต์บน X

    Claude Code เชี่ยวชาญงาน mapping, testing, และการจัดการโครงสร้างระบบ
    ลดเวลางานที่มนุษย์ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น debugging และอ่านโค้ดจำนวนมาก

    Jaana Dogan วิศวกร Google ยืนยันว่า AI ทำซ้ำงานของทีมได้อย่างแม่นยำ
    แม้ไม่คิดวิธีใหม่ แต่สามารถ replicate งานได้เร็วมาก

    ชุมชนนักพัฒนากำลังถกเถียงเรื่องวิธีใช้ AI ในงานจริง
    หลายคนมองว่าเป็นโอกาสใหม่ ขณะที่บางคนกังวลเรื่องผลกระทบต่ออาชีพ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    AI ยังไม่สมบูรณ์แบบและอาจสร้างข้อผิดพลาดที่มองไม่เห็น
    จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโค้ดและสถาปัตยกรรม

    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะมนุษย์ลดลง
    โดยเฉพาะทักษะการ debug และการออกแบบระบบ

    การ replicate งานเร็วไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหรือเหมาะกับ production
    ต้องตรวจสอบด้าน security, performance และ maintainability

    ความเร็วของ AI อาจทำให้เกิดการ deploy ระบบที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเพียงพอ
    เสี่ยงต่อบั๊กหรือช่องโหว่ที่อาจสร้างความเสียหายได้


    https://www.slashgear.com/2069923/google-programmer-claude-code-ai-claim/
    🤖💥 Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง — จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการเขียนโค้ด รายงานจาก SlashGear เปิดเผยเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการเทคโนโลยี เมื่อวิศวกรของ Google ระบุว่า Claude Code ซึ่งเป็น AI coding agent ของ Anthropic สามารถ “สร้างงานเทียบเท่าผลงานของทีมวิศวกรทั้งปี ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง” เหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย Rohan Paul วิศวกร AI ที่โพสต์ข้อความบน X พร้อมอ้างอิงคำพูดจาก Principal Engineer ของ Google ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนนักพัฒนา Claude Code ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยงานด้าน mapping โปรเจกต์, การทดสอบ, และการจัดการโครงสร้างระบบ ซึ่งปกติเป็นงานที่กินเวลามากสำหรับมนุษย์ แต่ AI รุ่นนี้สามารถจัดการงานซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยการอ่านโค้ดจำนวนมาก การ debug ซ้ำ ๆ และการทำ pattern-matching ข้ามระบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานที่มนุษย์ต้องใช้เวลานานมากในการทำให้เสร็จสมบูรณ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ Jaana Dogan วิศวกร Google ที่ถูกอ้างถึง ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า Claude Code สามารถสร้าง distributed agent orchestrator ที่ทีมของเธอใช้เวลาทั้งปีพัฒนา—ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เธอระบุว่าแม้ AI จะไม่ได้คิดค้นวิธีใหม่ แต่สามารถ “จำลองงานทั้งหมดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการเร่งการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม Dogan เตือนว่านี่ไม่ใช่เวทมนตร์—AI ยังไม่สมบูรณ์แบบ และต้องอาศัยการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ เธอแนะนำให้นักพัฒนาที่สงสัยลองใช้ AI กับโดเมนที่ตัวเองเชี่ยวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของผลลัพธ์ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI จะเป็นทักษะสำคัญในยุคใหม่ของการพัฒนาเทคโนโลยี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Claude Code ทำงานเทียบเท่าทีมวิศวกร 1 ปีในเวลา 1 ชั่วโมง ➡️ ข้อมูลถูกเปิดเผยโดยวิศวกร Google ผ่านโพสต์บน X ✅ Claude Code เชี่ยวชาญงาน mapping, testing, และการจัดการโครงสร้างระบบ ➡️ ลดเวลางานที่มนุษย์ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น debugging และอ่านโค้ดจำนวนมาก ✅ Jaana Dogan วิศวกร Google ยืนยันว่า AI ทำซ้ำงานของทีมได้อย่างแม่นยำ ➡️ แม้ไม่คิดวิธีใหม่ แต่สามารถ replicate งานได้เร็วมาก ✅ ชุมชนนักพัฒนากำลังถกเถียงเรื่องวิธีใช้ AI ในงานจริง ➡️ หลายคนมองว่าเป็นโอกาสใหม่ ขณะที่บางคนกังวลเรื่องผลกระทบต่ออาชีพ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ AI ยังไม่สมบูรณ์แบบและอาจสร้างข้อผิดพลาดที่มองไม่เห็น ⛔ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโค้ดและสถาปัตยกรรม ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะมนุษย์ลดลง ⛔ โดยเฉพาะทักษะการ debug และการออกแบบระบบ ‼️ การ replicate งานเร็วไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหรือเหมาะกับ production ⛔ ต้องตรวจสอบด้าน security, performance และ maintainability ‼️ ความเร็วของ AI อาจทำให้เกิดการ deploy ระบบที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเพียงพอ ⛔ เสี่ยงต่อบั๊กหรือช่องโหว่ที่อาจสร้างความเสียหายได้ https://www.slashgear.com/2069923/google-programmer-claude-code-ai-claim/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Google Programmer Claims AI Solved A Problem That Took Human Coders A Year - SlashGear
    As questions about the use of AI in every day tasks are on the rise, a Google programmer has claimed the company's Claude is working faster than humans.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 52 มุมมอง 0 รีวิว
  • Debian ขาดทีมดูแลข้อมูลส่วนบุคคล — โครงการเปิดรับอาสาสมัครด่วน

    Debian ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สที่สำคัญที่สุดของโลก กำลังเผชิญปัญหาใหญ่เมื่อ ทีม Data Protection Team ยุติบทบาททั้งหมด ทำให้ไม่มีผู้รับผิดชอบด้านคำขอข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายยุโรป (GDPR) อีกต่อไป สถานการณ์นี้ทำให้ Debian Project Leader ต้องออกมาขอความช่วยเหลือจากชุมชนโดยตรง

    ทีมนี้มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ปี 2018 ในการจัดทำ นโยบายความเป็นส่วนตัว, ตอบคำถามจากบุคคลภายนอกเกี่ยวกับข้อมูลที่ Debian เก็บไว้ และให้คำปรึกษาแก่ทีมภายในเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อสมาชิกทั้งสามคนถอนตัวออกจากตำแหน่งพร้อมกัน ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ผู้นำโครงการเพียงคนเดียว ซึ่งไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้ในระยะยาว

    การไม่มีทีมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ Debian ในฐานะระบบปฏิบัติการที่ถูกใช้งานในองค์กรจำนวนมากทั่วโลก ทั้งในเซิร์ฟเวอร์, โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และดิสโทรลูกอย่าง Ubuntu หากไม่สามารถตอบสนองคำขอด้านข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามกฎหมาย อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายหรือความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของผู้ใช้

    Debian จึงประกาศเชิญชวนผู้ที่สนใจด้านความเป็นส่วนตัวและกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร โดยต้องเป็นผู้ที่สามารถอุทิศเวลาให้กับงานที่ละเอียดอ่อนและต้องรับผิดชอบสูง เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและรักษามาตรฐานความปลอดภัยของผู้ใช้ทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทีม Data Protection Team ของ Debian ยุติบทบาททั้งหมด
    ไม่มีผู้ดูแลคำขอข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย GDPR

    ทีมนี้มีหน้าที่จัดทำและดูแลนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Debian
    รวมถึงตอบคำถามจากบุคคลภายนอกเกี่ยวกับข้อมูลที่ Debian เก็บ

    Debian Project Leader ต้องรับภาระงานทั้งหมดชั่วคราว
    ซึ่งไม่สามารถรองรับได้ในระยะยาว

    Debian เปิดรับอาสาสมัครใหม่เพื่อเข้ามารับหน้าที่นี้
    ต้องเป็นผู้ที่มีเวลาและความรับผิดชอบสูง

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    การไม่มีทีมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอาจทำให้ Debian เสี่ยงต่อการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย GDPR
    อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายหรือค่าปรับ

    ความล่าช้าในการตอบคำขอข้อมูลส่วนบุคคลอาจกระทบความเชื่อมั่นของผู้ใช้
    โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ Debian ในระบบสำคัญ

    ภาระงานตกอยู่ที่ผู้นำโครงการเพียงคนเดียว
    เสี่ยงต่อความผิดพลาดหรือการตอบสนองไม่ทันต่อคำขอจำนวนมาก

    https://itsfoss.com/news/debian-data-protection-team/
    📰 🛡️ Debian ขาดทีมดูแลข้อมูลส่วนบุคคล — โครงการเปิดรับอาสาสมัครด่วน Debian ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์โอเพ่นซอร์สที่สำคัญที่สุดของโลก กำลังเผชิญปัญหาใหญ่เมื่อ ทีม Data Protection Team ยุติบทบาททั้งหมด ทำให้ไม่มีผู้รับผิดชอบด้านคำขอข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายยุโรป (GDPR) อีกต่อไป สถานการณ์นี้ทำให้ Debian Project Leader ต้องออกมาขอความช่วยเหลือจากชุมชนโดยตรง ทีมนี้มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ปี 2018 ในการจัดทำ นโยบายความเป็นส่วนตัว, ตอบคำถามจากบุคคลภายนอกเกี่ยวกับข้อมูลที่ Debian เก็บไว้ และให้คำปรึกษาแก่ทีมภายในเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อสมาชิกทั้งสามคนถอนตัวออกจากตำแหน่งพร้อมกัน ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ผู้นำโครงการเพียงคนเดียว ซึ่งไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้ในระยะยาว การไม่มีทีมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ Debian ในฐานะระบบปฏิบัติการที่ถูกใช้งานในองค์กรจำนวนมากทั่วโลก ทั้งในเซิร์ฟเวอร์, โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และดิสโทรลูกอย่าง Ubuntu หากไม่สามารถตอบสนองคำขอด้านข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามกฎหมาย อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายหรือความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของผู้ใช้ Debian จึงประกาศเชิญชวนผู้ที่สนใจด้านความเป็นส่วนตัวและกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร โดยต้องเป็นผู้ที่สามารถอุทิศเวลาให้กับงานที่ละเอียดอ่อนและต้องรับผิดชอบสูง เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและรักษามาตรฐานความปลอดภัยของผู้ใช้ทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทีม Data Protection Team ของ Debian ยุติบทบาททั้งหมด ➡️ ไม่มีผู้ดูแลคำขอข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย GDPR ✅ ทีมนี้มีหน้าที่จัดทำและดูแลนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Debian ➡️ รวมถึงตอบคำถามจากบุคคลภายนอกเกี่ยวกับข้อมูลที่ Debian เก็บ ✅ Debian Project Leader ต้องรับภาระงานทั้งหมดชั่วคราว ➡️ ซึ่งไม่สามารถรองรับได้ในระยะยาว ✅ Debian เปิดรับอาสาสมัครใหม่เพื่อเข้ามารับหน้าที่นี้ ➡️ ต้องเป็นผู้ที่มีเวลาและความรับผิดชอบสูง คำเตือน / ความเสี่ยง ‼️ การไม่มีทีมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอาจทำให้ Debian เสี่ยงต่อการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย GDPR ⛔ อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายหรือค่าปรับ ‼️ ความล่าช้าในการตอบคำขอข้อมูลส่วนบุคคลอาจกระทบความเชื่อมั่นของผู้ใช้ ⛔ โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ Debian ในระบบสำคัญ ‼️ ภาระงานตกอยู่ที่ผู้นำโครงการเพียงคนเดียว ⛔ เสี่ยงต่อความผิดพลาดหรือการตอบสนองไม่ทันต่อคำขอจำนวนมาก https://itsfoss.com/news/debian-data-protection-team/
    ITSFOSS.COM
    Debian's Data Protection Team is No More, Maybe You Can Help?
    With no one left to handle data protection requests, the project is looking for new volunteers.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 42 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260107 #TechRadar

    OpenAI เผยมีผู้ใช้ ChatGPT ด้านสุขภาพกว่า 40 ล้านครั้งต่อวัน
    รายงานใหม่ของ OpenAI ระบุว่าผู้คนทั่วโลกกว่า 40 ล้านครั้งต่อวันใช้ ChatGPT เพื่อถามคำถามด้านสุขภาพ ตั้งแต่ตรวจสอบอาการ ไปจนถึงทำความเข้าใจคำแนะนำทางการแพทย์ โดยบริษัทมองว่า AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยด้านสุขภาพ” ที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและลดความสับสน แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำและความเสี่ยงหากผู้ใช้เชื่อข้อมูลมากเกินไป แต่ตัวเลขการใช้งานสะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกพึ่งพา AI ในช่วงเวลาที่เข้าถึงแพทย์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openai/openai-says-40-million-people-use-chatgpt-for-healthcare-every-day

    Samsung โชว์จอพับไร้รอยพับครั้งแรก คาดเป็นสัญญาณถึง iPhone Fold
    ซัมซุงเปิดตัวเทคโนโลยีจอพับแบบไร้รอยพับที่ CES 2026 ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ใน iPhone Fold รุ่นแรกของ Apple ก่อนที่ซัมซุงเองจะนำไปใช้ในรุ่นถัดไป โดยจอนี้ถูกนำมาเทียบกับ Galaxy Z Fold 7 ให้เห็นชัดว่ารอยพับหายไปเกือบหมด ทำให้ตลาดมือถือพับได้อาจเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยงามและทนทานกว่าเดิม พร้อมคาดการณ์ว่า iPhone Fold อาจเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้
    https://www.techradar.com/phones/iphone/samsung-just-revealed-the-first-creaseless-foldable-screen-and-it-could-be-a-serious-hint-towards-the-iphone-fold

    Google เตรียมยุติการรองรับ POP3 ใน Gmail ปี 2026
    Google ประกาศว่าจะหยุดรองรับ POP3 ใน Gmail ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถดึงอีเมลจากผู้ให้บริการอื่นเข้ามาใน Gmail ได้อีกต่อไป รวมถึงยุติฟีเจอร์ Gmailify ที่เคยช่วยเพิ่มระบบกันสแปมและฟีเจอร์ขั้นสูงให้บัญชีอีเมลภายนอก โดย Google แนะนำให้ใช้ IMAP แทน แม้จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบผู้ใช้ทั่วไปมากกว่าธุรกิจที่มีเครื่องมือย้ายข้อมูลใน Workspace อยู่แล้ว
    https://www.techradar.com/pro/google-set-to-end-pop3-support-heres-what-we-know

    ข่าวลือ OpenAI อาจซื้อ Pinterest จุดกระแสไม่พอใจจากผู้ใช้
    เพียงแค่บทความคาดการณ์ว่า OpenAI อาจเข้าซื้อ Pinterest ก็ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจทันที เพราะกังวลว่าแพลตฟอร์มที่เน้นการคัดสรรด้วยมือจะถูกกลืนด้วย AI และข้อมูลบนบอร์ดของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล แม้จะยังไม่มีดีลจริง แต่กระแสต่อต้านสะท้อนว่าผู้ใช้ยังต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ถูกครอบงำด้วย AI ขณะที่หุ้น Pinterest กลับพุ่งขึ้นเพียงเพราะข่าวลือดังกล่าว
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openais-rumored-acquisition-plans-for-pinterest-provoke-fury-among-some-users

    HP เปิดตัวคีย์บอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ รองรับ Copilot+
    HP เปิดตัว EliteBoard G1a คีย์บอร์ดที่ภายในบรรจุพีซีครบชุด ใช้ชิป AMD Ryzen AI 300 พร้อมพลังประมวลผล AI มากพอสำหรับฟีเจอร์ Copilot+ บน Windows 11 แม้ตัวเครื่องจะบางเพียง 12 มม. แต่รองรับ RAM สูงสุด 64GB, SSD 2TB, ต่อจอ 4K ได้สองจอ และมีแบตเตอรี่ในตัว ทำให้เป็นแนวคิดใหม่ของพีซีแบบพกพาที่รวมทุกอย่างไว้ในคีย์บอร์ดเดียว
    https://www.techradar.com/computing/keyboards/hp-just-squeezed-a-desktop-computer-into-a-keyboard-and-its-powerful-enough-to-be-a-copilot-pc

    Deepfakes และความเชื่อมั่นดิจิทัลกำลังถูกท้าทาย
    ยุคที่ดีปเฟกและการปลอมแปลงด้วย AI แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และสถาบันการเงินเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งการหลอกลวงด้วยใบหน้าเสียงปลอม การใช้วิดีโอปลอมในเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการโจมตีองค์กรที่สร้างความเสียหายมหาศาล จึงเกิดแนวคิด “Proof of Humanness” เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลชีวมิติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความเชื่อมั่นดิจิทัลในอนาคต และเป็นทางรอดจากโลกที่แยกของจริงออกจากของปลอมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/pro/deepfakes-and-distrust-how-human-provenance-can-rebuild-digital-confidence

    ความสับสนเรื่องการรีแบรนด์ Microsoft Office → Microsoft 365 Copilot
    ผู้ใช้จำนวนมากเกิดความงุนงงเมื่อพบว่า Office.com ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Copilot ทั้งที่การรีแบรนด์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 แล้ว โดย Microsoft ต้องการผลักดัน Copilot ให้เป็นศูนย์กลางการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความไม่พอใจ เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ใช้ AI มากเกินไป รวมถึงความกังวลว่าชื่อ “Office” อาจหายไปจากวงการซอฟต์แวร์ในที่สุด
    https://www.techradar.com/pro/microsoft-office-has-been-rebranded-to-microsoft-365-copilot-or-has-it

    มัลแวร์ปลอม Blue Screen of Death หลอกเหยื่อให้ติดตั้งตัวเอง
    แฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซียใช้แคมเปญ ClickFix รูปแบบใหม่ ส่งอีเมลปลอมเรื่องการจองโรงแรมเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ ก่อนแสดงหน้าจอ BSOD ปลอมเพื่อทำให้ตื่นตระหนกและรันสคริปต์ที่เป็นมัลแวร์จริง ซึ่งสามารถปิด Defender ขโมยรหัสผ่าน และดึงข้อมูลคลิปบอร์ดได้ ถือเป็นการโจมตีที่ผสมผสานจิตวิทยาและเทคนิคขั้นสูงเพื่อหลบการตรวจจับ
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-use-blue-screen-of-death-malware-to-target-victims

    มือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงแบบ BlackBerry กลับมาแล้ว
    Clicks Communicator เปิดตัวมือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงด้านล่างและหน้าจอ AMOLED ขนาดกะทัดรัด ให้กลิ่นอาย BlackBerry ยุคทอง เน้นการพิมพ์และการทำงานเป็นหลัก มาพร้อมช่องหูฟัง 3.5 มม. และ microSD สูงสุด 2TB เหมาะสำหรับคนที่คิดถึงความรู้สึกการพิมพ์แบบปุ่มจริง และต้องการมือถือเครื่องที่สองสำหรับงาน Productivity
    https://www.techradar.com/phones/android/missing-your-blackberry-the-clicks-communicator-brings-back-the-physical-keyboard-and-a-3-5mm-headphone-jack

    Edge ถูกรีดีไซน์ให้คล้าย Copilot และผู้ใช้ไม่ปลื้ม
    Microsoft กำลังทดสอบดีไซน์ใหม่ของ Edge ที่ยืมสไตล์จาก Copilot ทั้งโทนสี ฟอนต์ และเมนูต่าง ๆ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมด Copilot ก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่า Microsoft กำลังยัดเยียด AI มากเกินไป และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ “Microslop” แพร่กระจาย เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าประสบการณ์ใช้งานถูกบังคับให้เดินตามทิศทาง AI โดยไม่ฟังเสียงชุมชน
    https://www.techradar.com/computing/windows/microslop-is-heading-for-edge-major-browser-redesign-is-inspired-by-copilot-and-its-already-seriously-unpopular

    ช่องโหว่ WebUI เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ยึดบัญชีและรันโค้ดระยะไกล
    Open WebUI ถูกพบช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 8/10 (CVE‑2025‑64496) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีฉีดโค้ดผ่าน Direct Connection และขโมยโทเคนเพื่อยึดบัญชี รวมถึงอาจลุกลามไปสู่การรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยปัญหาเกิดจากการเชื่อมต่อไปยังโมเดลภายนอกที่ไม่ปลอดภัย และสามารถถูกหลอกให้เพิ่ม URL อันตรายได้ง่าย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 0.6.35 และจำกัดสิทธิ์การใช้เครื่องมือให้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
    https://www.techradar.com/pro/security/this-webui-vulnerability-allows-remote-code-execution-heres-how-to-stay-safe

    องค์กรกว่า 50 แห่งถูกขโมยข้อมูลเพราะไม่เปิดใช้ MFA
    รายงานเผยว่าบริษัทใหญ่ระดับ Deloitte, KPMG และ Samsung ตกเป็นเหยื่อแฮ็กเกอร์ “Zestix” หลังไม่มีการบังคับใช้ MFA ทำให้ข้อมูลล็อกอินที่ถูกขโมยจากมัลแวร์อย่าง RedLine, Lumma และ Vidar ถูกนำไปใช้เข้าถึงคลาวด์และดูดข้อมูลจำนวนมาก บางองค์กรใช้รหัสผ่านเดิมมานานหลายปี ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้าง เช่น Pickett & Associates สูญข้อมูลกว่า 139GB
    https://www.techradar.com/pro/security/dozens-of-organizations-fall-victim-to-infostealers-after-failing-to-enforce-mfa

    งานวิจัยเตือน AI อาจทำให้มนุษย์ต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น แต่ค่าตอบแทนไม่เพิ่ม
    บทความจาก Occupational Medicine ชี้ว่าการนำ AI มาใช้ช่วยงานอาจทำให้มนุษย์ต้องรับบท “ผู้จัดการ AI” เพิ่มภาระ ตรวจสอบความผิดพลาด และรับความเครียดมากขึ้น แม้งานจะถูกมองว่าง่ายขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าการจัดการที่ไม่ดีอาจกระทบต่อสุขภาพ ผลิตภาพ และโครงสร้างแรงงานในอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/new-report-on-ai-adoption-warns-workers-could-face-more-complex-responsibilities-for-lower-pay

    กลุ่มแฮ็กเกอร์ SLH กลับมาอีกครั้ง แต่ดันโดนล่อเข้ากับดัก Honeypot
    กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters อ้างว่าบุกระบบ Resecurity ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าตกหลุม Honeypot ที่สร้างข้อมูลปลอมไว้ล่อ ทำให้ Resecurity สามารถเก็บ IP, บัญชีที่เชื่อมโยง และหลักฐานต่าง ๆ ส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นการพลิกเกมที่ทำให้กลุ่มแฮ็กเกอร์เสี่ยงถูกจับกุมมากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/security/notorious-hacking-collective-returns-but-researchers-say-they-fell-for-a-honeypot

    AMD ประกาศยุค “YottaScale” ชี้ AI จะต้องการพลังประมวลผลระดับมหาศาล
    Lisa Su ซีอีโอ AMD กล่าวบนเวที CES 2026 ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ต้องการพลังประมวลผลระดับ YottaFLOPS ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 10,000 เท่า พร้อมเปิดตัวชิปและโซลูชันใหม่ เช่น MI455 GPU และ EPYC Venice ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในรอบ 50 ปี
    https://www.techradar.com/pro/amd-ceo-welcomes-us-to-the-yottascale-era-lisa-su-says-ai-will-need-yottaflops-of-compute-power-soon

    Lenovo เปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน
    Lenovo เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ชื่อ Qira ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีอย่างไร้รอยต่อ พร้อมฟีเจอร์ Smart Modes, Smart Share และ Smart Care ที่ช่วยปรับแต่งระบบ แชร์ไฟล์เร็วขึ้น และแก้ปัญหาเครื่องด้วย AI รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับธุรกิจ SMB ที่เน้นความปลอดภัยและการประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Lenovo ที่ผลักดัน AI ให้เป็นหัวใจของการทำงานยุคใหม่
    https://www.techradar.com/pro/lenovo-unveils-the-ai-tools-it-hopes-will-supercharge-your-productivity-at-work

    ตำนาน Conner หวนคืนวงการสตอเรจใน CES 2026
    แบรนด์ Conner ผู้บุกเบิกฮาร์ดดิสก์ 3.5 นิ้วในยุค 80–90 กลับมาอีกครั้งใน CES 2026 ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสตอเรจพกพา เช่น SSD ขนาดเล็ก อุปกรณ์สำรองข้อมูลมือถือ และรุ่นที่ผสานพาวเวอร์แบงก์ โดยมุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคโมบายมากกว่าตลาดพีซีแบบเดิม แม้ตลาดแข่งขันสูง แต่การกลับมาครั้งนี้ก็สร้างความสนใจว่าบรรดาแบรนด์ในตำนานอื่น ๆ อาจตามกลับมาเช่นกัน
    https://www.techradar.com/pro/legendary-hdd-brand-that-created-3-5-inch-format-makes-surprising-comeback-at-ces-could-illustrious-names-like-maxtor-iomega-or-syquest-be-next

    OWC เปิดตัว SSD Thunderbolt 5 ความจุ 8TB เร็วแรงทะลุ 6000MB/s
    OWC เปิดตัว Envoy Ultra Thunderbolt 5 SSD ความจุ 8TB ที่รองรับความเร็วสูงกว่า 6000MB/s โดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมไร้พัดลม ทนฝุ่นและน้ำระดับ IP67 และรองรับทั้ง Mac, Windows, iPad Pro และ Chromebook แม้ราคาจะสูงถึง $1,699 แต่ถูกวางตำแหน่งเป็นอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการความเร็วและความจุระดับสูงสุดในตลาดปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/pro/owc-debuts-pcie-gen4-class-8tb-thunderbolt-5-external-ssd-the-largest-and-fastest-in-its-category-but-it-wont-be-cheap

    ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าถูกแฮกข้อมูลลูกค้ากว่า 1 ล้านราย
    Brightspeed หนึ่งในผู้ให้บริการไฟเบอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่กลุ่มแฮกเกอร์ Crimson Collective อ้างว่าขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากว่า 1 ล้านราย รวมถึงชื่อ อีเมล เบอร์โทร และข้อมูลการชำระเงินบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันเหตุการณ์ แต่ระบุว่ากำลังสืบสวนอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ
    https://www.techradar.com/pro/security/one-of-the-largest-us-broadband-providers-investigates-breach

    หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roborock รุ่นใหม่มี “ขา” ปีนบันไดได้จริง
    Roborock เปิดตัว Saros Rover หุ่นยนต์ดูดฝุ่นต้นแบบที่มาพร้อมขาแบบสติลท์ สามารถปีนบันได หมุนตัวบนขั้นบันได เดินบนพื้นต่างระดับ และหลบสิ่งกีดขวางอย่างคล่องตัว แม้ยังเป็นต้นแบบที่ต้องปรับปรุง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่สามารถทำงานในบ้านหลายระดับได้จริง และอาจเปลี่ยนมาตรฐานของตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในอนาคต
    https://www.techradar.com/home/robot-vacuums/i-just-saw-roborocks-new-robot-vacuum-with-legs-and-its-going-to-make-no-go-zones-a-thing-of-the-past

    AI Bubble – ฟองสบู่ที่แตกได้ แต่เทคโนโลยีไม่หายไป
    บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้กระแสการลงทุนด้าน AI จะพองโตเกินจริงและอาจยุบตัวลงในไม่ช้า แต่ตัวเทคโนโลยีเองจะยังคงอยู่และเติบโตต่อไป เพราะ AI ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจในองค์กรทั่วโลก โดยประเทศต่าง ๆ มีท่าทีต่อ AI แตกต่างกัน—สหรัฐฯ เร่งนวัตกรรม จีนเน้นลอกเลียนแบบ ส่วนยุโรปออกกฎเข้ม—และผู้ชนะในยุคนี้จะเป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคน ไม่ใช่ลดคนทำงาน
    https://www.techradar.com/pro/the-ai-bubble-it-will-burst-but-ai-will-still-be-here

    Philips Hue SpatialAware – ระบบไฟอัจฉริยะที่เข้าใจตำแหน่งจริงในห้อง
    Philips Hue เปิดตัวฟีเจอร์ SpatialAware ที่ทำให้ระบบไฟสามารถรับรู้ตำแหน่งของหลอดไฟแต่ละดวงในห้องผ่านการสแกนด้วยกล้องมือถือ แล้วปรับโทนสีและความสว่างให้สมจริงขึ้น เช่น การจำลองแสงพระอาทิตย์ตกหรือท้องฟ้าสว่าง พร้อมอัปเดตให้ Bridge Pro รองรับอุปกรณ์มากขึ้น และเพิ่มความสามารถของผู้ช่วย AI รวมถึงรองรับ Apple Home ได้ดีขึ้น ทำให้บ้านอัจฉริยะมีความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม
    https://www.techradar.com/home/smart-lights/the-philips-hue-app-can-now-customize-lighting-scenes-so-they-suit-the-layout-of-your-rooms

    Lenovo Yoga Mini i – พีซีทรงกระบอกจิ๋ว รองรับ 4 จอ พร้อมพลัง AI
    Lenovo เปิดตัว Yoga Mini i พีซีขนาดเล็กเพียง 600 กรัม แต่รองรับจอภายนอกได้ถึง 4 จอ ใช้ชิป Intel Core Ultra X7 พร้อม RAM สูงสุด 32GB และ SSD สูงสุด 2TB ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Copilot+ เพื่อรองรับงาน AI และมัลติทาสก์ได้ดี แม้จะไม่เล็กเท่า ThinkCentre M75n Nano รุ่นในตำนาน แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับผู้ต้องการพีซีพกพาที่ทำงานจริงจังได้ครบเครื่อง
    https://www.techradar.com/pro/lenovo-adds-copilot-mac-mini-rival-to-yoga-product-line-but-i-am-so-disappointed-that-it-didnt-revive-the-nano-m75n-the-smallest-pc-ever

    Lenovo ThinkCentre X Tower – เวิร์กสเตชันคู่ GPU พร้อมการ์ด AI 1TB ลึกลับ
    ThinkCentre X Tower รุ่นใหม่ของ Lenovo กลับมาพร้อมระบบรองรับ GPU คู่แบบ RTX 5060 Ti รวม VRAM 32GB เพื่อประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ได้ในเครื่องเดียว และยังมี “AI Fusion Card” ขนาด 1TB ที่ช่วยให้ทำ post-training โมเดลระดับ 70B parameters ได้ในเครื่อง พร้อมสเปกจัดเต็มทั้ง Intel Ultra 9, RAM สูงสุด 256GB และพื้นที่เก็บข้อมูล M.2 สูงสุด 6TB เหมาะสำหรับงาน AI inference และงานข้อมูลหนักระดับองค์กร
    https://www.techradar.com/pro/return-of-the-sli-lenovos-new-workstation-pc-supports-up-to-2-rtx-5060-ti-gpus-for-ai-inference-but-im-more-interested-in-the-secretive-1tb-ai-fusion-card

    Motorola Razr Fold – มือถือพับจอใหญ่ 8.1 นิ้ว พร้อมปากกาและกล้องจัดเต็ม
    Motorola เปิดตัว Razr Fold มือถือพับรุ่นใหม่ที่ขยายสู่ตลาดแท็บเล็ตพับได้ ด้วยหน้าจอใหญ่ 8.1 นิ้วและจอหน้าปก 6.6 นิ้ว รองรับปากกา Moto Pen Ultra ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่า Galaxy Fold 7 พร้อมชุดกล้อง 5 ตัว รวมถึงกล้องหน้า 20MP และกล้องเซลฟี่ 32MP ที่ให้ความยืดหยุ่นด้านการถ่ายภาพสูง แม้ยังไม่เปิดเผยสเปกชิปหรือราคา แต่ดีไซน์ ฟีเจอร์ AI และความสามารถด้านมัลติทาสก์ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองมากในตลาดพับได้
    https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/motorola-razr-fold-is-mostly-a-mystery-but-it-already-outdoes-the-galaxy-fold-7-in-one-key-way

    Nvidia เปิดตัว G‑Sync Pulsar: ยกระดับความคมชัดการเคลื่อนไหวสำหรับเกมเมอร์
    Nvidia เผยโฉม G‑Sync Pulsar เทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดปัญหา motion blur โดยใช้ระบบ backlight แบบแบ่งโซนและการสแกนแบบ rolling scan ทำให้ภาพเคลื่อนไหวคมชัดขึ้นอย่างมากจนการเล่นเกม 250fps ให้ความรู้สึกเหมือนจอ 1,000Hz พร้อมเปิดตัวในจอรุ่นใหม่จาก Acer, Asus, AOC และ MSI ในวันที่ 7 มกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ VRR รุ่นถัดไปสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความลื่นไหลสูงสุด
    https://www.techradar.com/computing/monitors/nvidias-new-g-sync-pulsar-update-for-motion-clarity-is-a-big-win-for-pc-gamers-and-heres-why

    Motorola Signature: เรือธงสุดแกร่งที่สเปกจัดเต็ม แต่ชิปยังไม่สุด
    Motorola เปิดตัว Motorola Signature สมาร์ทโฟนเรือธงดีไซน์พรีเมียมที่มาพร้อมกล้อง 50MP ทั้งสี่ตัว หน้าจอ AMOLED 165Hz ความสว่างสูงสุด 6,200 nits แบต 5,200mAh และชาร์จเร็ว 90W พร้อมความทนทานระดับ IP68/IP69 แต่จุดอ่อนคือชิป Snapdragon 8 Gen 5 ที่ยังไม่ใช่รุ่นท็อป ทำให้ประสิทธิภาพไม่โดดเด่นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงคู่แข่งระดับไฮเอนด์ แม้โดยรวมยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความครบเครื่องและอัปเดตยาว 7 ปี
    https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/the-motorola-signature-is-a-stunning-rugged-samsung-galaxy-s25-rival-with-one-unfortunate-weakness

    เตือนภัย! แคมเปญมัลแวร์ใหม่ขโมยแชต AI ผ่านส่วนขยาย Chrome ปลอม
    นักวิจัยพบส่วนขยาย Chrome ปลอมสองตัวที่มีผู้ใช้รวมเกือบ 900,000 ราย แอบดึงข้อมูลการสนทนากับ AI และ URL ของแท็บทุก 30 นาที ส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม โดยปลอมตัวเป็นส่วนขยายยอดนิยมด้าน AI ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของส่วนขยายที่แม้จะอยู่ในร้านค้าอย่างเป็นทางการก็ยังอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรตรวจสอบสิทธิ์และความน่าเชื่อถือก่อนติดตั้งเสมอ
    https://www.techradar.com/pro/security/this-new-malware-campaign-is-stealing-chat-logs-via-chrome-extensions

    Intel Arc B390: iGPU ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาเล่นเกมลื่นระดับสูงได้จริง
    Intel เปิดตัวชิป Core Ultra series 3 พร้อม iGPU Arc B390 ที่สร้างความประทับใจด้วยประสิทธิภาพการเล่นเกมระดับสูง สามารถรันเกมอย่าง Battlefield 6 และ Dying Light: The Beast ที่ 1080p ด้วยเฟรมเรตสูงเกินคาด แม้ไม่มีการ์ดจอแยก ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาในปี 2026 กลายเป็นตัวเลือกที่เล่นเกมได้จริงจังมากขึ้น และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด ultrabook ที่ต้องการทั้งความบางและพลังกราฟิกในตัวเดียว
    https://www.techradar.com/computing/cpu/the-intel-core-ultra-series-3-processors-look-impressive-enough-but-the-arc-b390-igpu-is-the-real-game-changer-here

    เสียงชัดคือหัวใจของการทำงานร่วมกับ AI — ถ้า AI ฟังคุณไม่ได้ มันก็ช่วยคุณไม่ได้
    บทความชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในที่ทำงาน การมีระบบเสียงที่คมชัดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ AI ต้องอาศัยเสียงที่ถูกต้องเพื่อประมวลผล ฟังอารมณ์ และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ทั้งในการประชุม การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการทำงานร่วมกันระหว่างทีมทั่วโลก องค์กรที่ลงทุนในไมโครโฟนและระบบประมวลผลเสียงคุณภาพสูงจึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดความผิดพลาด และปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่
    https://www.techradar.com/pro/if-ai-cant-hear-you-it-cant-help-you-why-clear-audio-drives-real-productivity
    📌📡🟢 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🟢📡📌 #รวมข่าวIT #20260107 #TechRadar 🏥 OpenAI เผยมีผู้ใช้ ChatGPT ด้านสุขภาพกว่า 40 ล้านครั้งต่อวัน รายงานใหม่ของ OpenAI ระบุว่าผู้คนทั่วโลกกว่า 40 ล้านครั้งต่อวันใช้ ChatGPT เพื่อถามคำถามด้านสุขภาพ ตั้งแต่ตรวจสอบอาการ ไปจนถึงทำความเข้าใจคำแนะนำทางการแพทย์ โดยบริษัทมองว่า AI กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยด้านสุขภาพ” ที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและลดความสับสน แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องความแม่นยำและความเสี่ยงหากผู้ใช้เชื่อข้อมูลมากเกินไป แต่ตัวเลขการใช้งานสะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากเลือกพึ่งพา AI ในช่วงเวลาที่เข้าถึงแพทย์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openai/openai-says-40-million-people-use-chatgpt-for-healthcare-every-day 📱 Samsung โชว์จอพับไร้รอยพับครั้งแรก คาดเป็นสัญญาณถึง iPhone Fold ซัมซุงเปิดตัวเทคโนโลยีจอพับแบบไร้รอยพับที่ CES 2026 ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ใน iPhone Fold รุ่นแรกของ Apple ก่อนที่ซัมซุงเองจะนำไปใช้ในรุ่นถัดไป โดยจอนี้ถูกนำมาเทียบกับ Galaxy Z Fold 7 ให้เห็นชัดว่ารอยพับหายไปเกือบหมด ทำให้ตลาดมือถือพับได้อาจเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยงามและทนทานกว่าเดิม พร้อมคาดการณ์ว่า iPhone Fold อาจเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ 🔗 https://www.techradar.com/phones/iphone/samsung-just-revealed-the-first-creaseless-foldable-screen-and-it-could-be-a-serious-hint-towards-the-iphone-fold 📧 Google เตรียมยุติการรองรับ POP3 ใน Gmail ปี 2026 Google ประกาศว่าจะหยุดรองรับ POP3 ใน Gmail ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถดึงอีเมลจากผู้ให้บริการอื่นเข้ามาใน Gmail ได้อีกต่อไป รวมถึงยุติฟีเจอร์ Gmailify ที่เคยช่วยเพิ่มระบบกันสแปมและฟีเจอร์ขั้นสูงให้บัญชีอีเมลภายนอก โดย Google แนะนำให้ใช้ IMAP แทน แม้จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบผู้ใช้ทั่วไปมากกว่าธุรกิจที่มีเครื่องมือย้ายข้อมูลใน Workspace อยู่แล้ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/google-set-to-end-pop3-support-heres-what-we-know 🎨 ข่าวลือ OpenAI อาจซื้อ Pinterest จุดกระแสไม่พอใจจากผู้ใช้ เพียงแค่บทความคาดการณ์ว่า OpenAI อาจเข้าซื้อ Pinterest ก็ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจทันที เพราะกังวลว่าแพลตฟอร์มที่เน้นการคัดสรรด้วยมือจะถูกกลืนด้วย AI และข้อมูลบนบอร์ดของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล แม้จะยังไม่มีดีลจริง แต่กระแสต่อต้านสะท้อนว่าผู้ใช้ยังต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่ไม่ถูกครอบงำด้วย AI ขณะที่หุ้น Pinterest กลับพุ่งขึ้นเพียงเพราะข่าวลือดังกล่าว 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/openais-rumored-acquisition-plans-for-pinterest-provoke-fury-among-some-users ⌨️ HP เปิดตัวคีย์บอร์ดที่เป็นคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ รองรับ Copilot+ HP เปิดตัว EliteBoard G1a คีย์บอร์ดที่ภายในบรรจุพีซีครบชุด ใช้ชิป AMD Ryzen AI 300 พร้อมพลังประมวลผล AI มากพอสำหรับฟีเจอร์ Copilot+ บน Windows 11 แม้ตัวเครื่องจะบางเพียง 12 มม. แต่รองรับ RAM สูงสุด 64GB, SSD 2TB, ต่อจอ 4K ได้สองจอ และมีแบตเตอรี่ในตัว ทำให้เป็นแนวคิดใหม่ของพีซีแบบพกพาที่รวมทุกอย่างไว้ในคีย์บอร์ดเดียว 🔗 https://www.techradar.com/computing/keyboards/hp-just-squeezed-a-desktop-computer-into-a-keyboard-and-its-powerful-enough-to-be-a-copilot-pc 🧩 Deepfakes และความเชื่อมั่นดิจิทัลกำลังถูกท้าทาย ยุคที่ดีปเฟกและการปลอมแปลงด้วย AI แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคม เศรษฐกิจ และสถาบันการเงินเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งการหลอกลวงด้วยใบหน้าเสียงปลอม การใช้วิดีโอปลอมในเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการโจมตีองค์กรที่สร้างความเสียหายมหาศาล จึงเกิดแนวคิด “Proof of Humanness” เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงโดยไม่ต้องเก็บข้อมูลชีวมิติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความเชื่อมั่นดิจิทัลในอนาคต และเป็นทางรอดจากโลกที่แยกของจริงออกจากของปลอมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/pro/deepfakes-and-distrust-how-human-provenance-can-rebuild-digital-confidence 🌀 ความสับสนเรื่องการรีแบรนด์ Microsoft Office → Microsoft 365 Copilot ผู้ใช้จำนวนมากเกิดความงุนงงเมื่อพบว่า Office.com ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Copilot ทั้งที่การรีแบรนด์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 แล้ว โดย Microsoft ต้องการผลักดัน Copilot ให้เป็นศูนย์กลางการทำงาน แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความไม่พอใจ เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าถูกบังคับให้ใช้ AI มากเกินไป รวมถึงความกังวลว่าชื่อ “Office” อาจหายไปจากวงการซอฟต์แวร์ในที่สุด 🔗 https://www.techradar.com/pro/microsoft-office-has-been-rebranded-to-microsoft-365-copilot-or-has-it 💀 มัลแวร์ปลอม Blue Screen of Death หลอกเหยื่อให้ติดตั้งตัวเอง แฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัสเซียใช้แคมเปญ ClickFix รูปแบบใหม่ ส่งอีเมลปลอมเรื่องการจองโรงแรมเพื่อหลอกให้เหยื่อกดลิงก์ ก่อนแสดงหน้าจอ BSOD ปลอมเพื่อทำให้ตื่นตระหนกและรันสคริปต์ที่เป็นมัลแวร์จริง ซึ่งสามารถปิด Defender ขโมยรหัสผ่าน และดึงข้อมูลคลิปบอร์ดได้ ถือเป็นการโจมตีที่ผสมผสานจิตวิทยาและเทคนิคขั้นสูงเพื่อหลบการตรวจจับ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-use-blue-screen-of-death-malware-to-target-victims ⌨️ มือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงแบบ BlackBerry กลับมาแล้ว Clicks Communicator เปิดตัวมือถือ Android พร้อมคีย์บอร์ดจริงด้านล่างและหน้าจอ AMOLED ขนาดกะทัดรัด ให้กลิ่นอาย BlackBerry ยุคทอง เน้นการพิมพ์และการทำงานเป็นหลัก มาพร้อมช่องหูฟัง 3.5 มม. และ microSD สูงสุด 2TB เหมาะสำหรับคนที่คิดถึงความรู้สึกการพิมพ์แบบปุ่มจริง และต้องการมือถือเครื่องที่สองสำหรับงาน Productivity 🔗 https://www.techradar.com/phones/android/missing-your-blackberry-the-clicks-communicator-brings-back-the-physical-keyboard-and-a-3-5mm-headphone-jack 🧭 Edge ถูกรีดีไซน์ให้คล้าย Copilot และผู้ใช้ไม่ปลื้ม Microsoft กำลังทดสอบดีไซน์ใหม่ของ Edge ที่ยืมสไตล์จาก Copilot ทั้งโทนสี ฟอนต์ และเมนูต่าง ๆ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมด Copilot ก็ตาม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านว่า Microsoft กำลังยัดเยียด AI มากเกินไป และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ “Microslop” แพร่กระจาย เพราะผู้ใช้รู้สึกว่าประสบการณ์ใช้งานถูกบังคับให้เดินตามทิศทาง AI โดยไม่ฟังเสียงชุมชน 🔗 https://www.techradar.com/computing/windows/microslop-is-heading-for-edge-major-browser-redesign-is-inspired-by-copilot-and-its-already-seriously-unpopular ⚠️ ช่องโหว่ WebUI เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ยึดบัญชีและรันโค้ดระยะไกล Open WebUI ถูกพบช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 8/10 (CVE‑2025‑64496) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีฉีดโค้ดผ่าน Direct Connection และขโมยโทเคนเพื่อยึดบัญชี รวมถึงอาจลุกลามไปสู่การรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยปัญหาเกิดจากการเชื่อมต่อไปยังโมเดลภายนอกที่ไม่ปลอดภัย และสามารถถูกหลอกให้เพิ่ม URL อันตรายได้ง่าย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 0.6.35 และจำกัดสิทธิ์การใช้เครื่องมือให้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/this-webui-vulnerability-allows-remote-code-execution-heres-how-to-stay-safe 🔐 องค์กรกว่า 50 แห่งถูกขโมยข้อมูลเพราะไม่เปิดใช้ MFA รายงานเผยว่าบริษัทใหญ่ระดับ Deloitte, KPMG และ Samsung ตกเป็นเหยื่อแฮ็กเกอร์ “Zestix” หลังไม่มีการบังคับใช้ MFA ทำให้ข้อมูลล็อกอินที่ถูกขโมยจากมัลแวร์อย่าง RedLine, Lumma และ Vidar ถูกนำไปใช้เข้าถึงคลาวด์และดูดข้อมูลจำนวนมาก บางองค์กรใช้รหัสผ่านเดิมมานานหลายปี ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้าง เช่น Pickett & Associates สูญข้อมูลกว่า 139GB 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/dozens-of-organizations-fall-victim-to-infostealers-after-failing-to-enforce-mfa 🧠 งานวิจัยเตือน AI อาจทำให้มนุษย์ต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น แต่ค่าตอบแทนไม่เพิ่ม บทความจาก Occupational Medicine ชี้ว่าการนำ AI มาใช้ช่วยงานอาจทำให้มนุษย์ต้องรับบท “ผู้จัดการ AI” เพิ่มภาระ ตรวจสอบความผิดพลาด และรับความเครียดมากขึ้น แม้งานจะถูกมองว่าง่ายขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าการจัดการที่ไม่ดีอาจกระทบต่อสุขภาพ ผลิตภาพ และโครงสร้างแรงงานในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/new-report-on-ai-adoption-warns-workers-could-face-more-complex-responsibilities-for-lower-pay 🎣 กลุ่มแฮ็กเกอร์ SLH กลับมาอีกครั้ง แต่ดันโดนล่อเข้ากับดัก Honeypot กลุ่ม Scattered Lapsus$ Hunters อ้างว่าบุกระบบ Resecurity ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าตกหลุม Honeypot ที่สร้างข้อมูลปลอมไว้ล่อ ทำให้ Resecurity สามารถเก็บ IP, บัญชีที่เชื่อมโยง และหลักฐานต่าง ๆ ส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นการพลิกเกมที่ทำให้กลุ่มแฮ็กเกอร์เสี่ยงถูกจับกุมมากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/notorious-hacking-collective-returns-but-researchers-say-they-fell-for-a-honeypot 🚀 AMD ประกาศยุค “YottaScale” ชี้ AI จะต้องการพลังประมวลผลระดับมหาศาล Lisa Su ซีอีโอ AMD กล่าวบนเวที CES 2026 ว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ AI ต้องการพลังประมวลผลระดับ YottaFLOPS ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึง 10,000 เท่า พร้อมเปิดตัวชิปและโซลูชันใหม่ เช่น MI455 GPU และ EPYC Venice ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ โดยย้ำว่า AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในรอบ 50 ปี 🔗 https://www.techradar.com/pro/amd-ceo-welcomes-us-to-the-yottascale-era-lisa-su-says-ai-will-need-yottaflops-of-compute-power-soon 🧠✨ Lenovo เปิดตัวชุดเครื่องมือ AI ใหม่ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน Lenovo เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ชื่อ Qira ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีอย่างไร้รอยต่อ พร้อมฟีเจอร์ Smart Modes, Smart Share และ Smart Care ที่ช่วยปรับแต่งระบบ แชร์ไฟล์เร็วขึ้น และแก้ปัญหาเครื่องด้วย AI รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับธุรกิจ SMB ที่เน้นความปลอดภัยและการประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของ Lenovo ที่ผลักดัน AI ให้เป็นหัวใจของการทำงานยุคใหม่ 🔗 https://www.techradar.com/pro/lenovo-unveils-the-ai-tools-it-hopes-will-supercharge-your-productivity-at-work 💾📦 ตำนาน Conner หวนคืนวงการสตอเรจใน CES 2026 แบรนด์ Conner ผู้บุกเบิกฮาร์ดดิสก์ 3.5 นิ้วในยุค 80–90 กลับมาอีกครั้งใน CES 2026 ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสตอเรจพกพา เช่น SSD ขนาดเล็ก อุปกรณ์สำรองข้อมูลมือถือ และรุ่นที่ผสานพาวเวอร์แบงก์ โดยมุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคโมบายมากกว่าตลาดพีซีแบบเดิม แม้ตลาดแข่งขันสูง แต่การกลับมาครั้งนี้ก็สร้างความสนใจว่าบรรดาแบรนด์ในตำนานอื่น ๆ อาจตามกลับมาเช่นกัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/legendary-hdd-brand-that-created-3-5-inch-format-makes-surprising-comeback-at-ces-could-illustrious-names-like-maxtor-iomega-or-syquest-be-next ⚡🚀 OWC เปิดตัว SSD Thunderbolt 5 ความจุ 8TB เร็วแรงทะลุ 6000MB/s OWC เปิดตัว Envoy Ultra Thunderbolt 5 SSD ความจุ 8TB ที่รองรับความเร็วสูงกว่า 6000MB/s โดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมไร้พัดลม ทนฝุ่นและน้ำระดับ IP67 และรองรับทั้ง Mac, Windows, iPad Pro และ Chromebook แม้ราคาจะสูงถึง $1,699 แต่ถูกวางตำแหน่งเป็นอุปกรณ์สำหรับมืออาชีพที่ต้องการความเร็วและความจุระดับสูงสุดในตลาดปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/owc-debuts-pcie-gen4-class-8tb-thunderbolt-5-external-ssd-the-largest-and-fastest-in-its-category-but-it-wont-be-cheap 🔐⚠️ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าถูกแฮกข้อมูลลูกค้ากว่า 1 ล้านราย Brightspeed หนึ่งในผู้ให้บริการไฟเบอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่กลุ่มแฮกเกอร์ Crimson Collective อ้างว่าขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ากว่า 1 ล้านราย รวมถึงชื่อ อีเมล เบอร์โทร และข้อมูลการชำระเงินบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันเหตุการณ์ แต่ระบุว่ากำลังสืบสวนอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/one-of-the-largest-us-broadband-providers-investigates-breach 🤖🦵 หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roborock รุ่นใหม่มี “ขา” ปีนบันไดได้จริง Roborock เปิดตัว Saros Rover หุ่นยนต์ดูดฝุ่นต้นแบบที่มาพร้อมขาแบบสติลท์ สามารถปีนบันได หมุนตัวบนขั้นบันได เดินบนพื้นต่างระดับ และหลบสิ่งกีดขวางอย่างคล่องตัว แม้ยังเป็นต้นแบบที่ต้องปรับปรุง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่สามารถทำงานในบ้านหลายระดับได้จริง และอาจเปลี่ยนมาตรฐานของตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/home/robot-vacuums/i-just-saw-roborocks-new-robot-vacuum-with-legs-and-its-going-to-make-no-go-zones-a-thing-of-the-past 🧠 AI Bubble – ฟองสบู่ที่แตกได้ แต่เทคโนโลยีไม่หายไป บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้กระแสการลงทุนด้าน AI จะพองโตเกินจริงและอาจยุบตัวลงในไม่ช้า แต่ตัวเทคโนโลยีเองจะยังคงอยู่และเติบโตต่อไป เพราะ AI ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจในองค์กรทั่วโลก โดยประเทศต่าง ๆ มีท่าทีต่อ AI แตกต่างกัน—สหรัฐฯ เร่งนวัตกรรม จีนเน้นลอกเลียนแบบ ส่วนยุโรปออกกฎเข้ม—และผู้ชนะในยุคนี้จะเป็นองค์กรที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคน ไม่ใช่ลดคนทำงาน 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-ai-bubble-it-will-burst-but-ai-will-still-be-here 💡 Philips Hue SpatialAware – ระบบไฟอัจฉริยะที่เข้าใจตำแหน่งจริงในห้อง Philips Hue เปิดตัวฟีเจอร์ SpatialAware ที่ทำให้ระบบไฟสามารถรับรู้ตำแหน่งของหลอดไฟแต่ละดวงในห้องผ่านการสแกนด้วยกล้องมือถือ แล้วปรับโทนสีและความสว่างให้สมจริงขึ้น เช่น การจำลองแสงพระอาทิตย์ตกหรือท้องฟ้าสว่าง พร้อมอัปเดตให้ Bridge Pro รองรับอุปกรณ์มากขึ้น และเพิ่มความสามารถของผู้ช่วย AI รวมถึงรองรับ Apple Home ได้ดีขึ้น ทำให้บ้านอัจฉริยะมีความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม 🔗 https://www.techradar.com/home/smart-lights/the-philips-hue-app-can-now-customize-lighting-scenes-so-they-suit-the-layout-of-your-rooms 🖥️ Lenovo Yoga Mini i – พีซีทรงกระบอกจิ๋ว รองรับ 4 จอ พร้อมพลัง AI Lenovo เปิดตัว Yoga Mini i พีซีขนาดเล็กเพียง 600 กรัม แต่รองรับจอภายนอกได้ถึง 4 จอ ใช้ชิป Intel Core Ultra X7 พร้อม RAM สูงสุด 32GB และ SSD สูงสุด 2TB ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Copilot+ เพื่อรองรับงาน AI และมัลติทาสก์ได้ดี แม้จะไม่เล็กเท่า ThinkCentre M75n Nano รุ่นในตำนาน แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับผู้ต้องการพีซีพกพาที่ทำงานจริงจังได้ครบเครื่อง 🔗 https://www.techradar.com/pro/lenovo-adds-copilot-mac-mini-rival-to-yoga-product-line-but-i-am-so-disappointed-that-it-didnt-revive-the-nano-m75n-the-smallest-pc-ever 🚀 Lenovo ThinkCentre X Tower – เวิร์กสเตชันคู่ GPU พร้อมการ์ด AI 1TB ลึกลับ ThinkCentre X Tower รุ่นใหม่ของ Lenovo กลับมาพร้อมระบบรองรับ GPU คู่แบบ RTX 5060 Ti รวม VRAM 32GB เพื่อประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ได้ในเครื่องเดียว และยังมี “AI Fusion Card” ขนาด 1TB ที่ช่วยให้ทำ post-training โมเดลระดับ 70B parameters ได้ในเครื่อง พร้อมสเปกจัดเต็มทั้ง Intel Ultra 9, RAM สูงสุด 256GB และพื้นที่เก็บข้อมูล M.2 สูงสุด 6TB เหมาะสำหรับงาน AI inference และงานข้อมูลหนักระดับองค์กร 🔗 https://www.techradar.com/pro/return-of-the-sli-lenovos-new-workstation-pc-supports-up-to-2-rtx-5060-ti-gpus-for-ai-inference-but-im-more-interested-in-the-secretive-1tb-ai-fusion-card 📱 Motorola Razr Fold – มือถือพับจอใหญ่ 8.1 นิ้ว พร้อมปากกาและกล้องจัดเต็ม Motorola เปิดตัว Razr Fold มือถือพับรุ่นใหม่ที่ขยายสู่ตลาดแท็บเล็ตพับได้ ด้วยหน้าจอใหญ่ 8.1 นิ้วและจอหน้าปก 6.6 นิ้ว รองรับปากกา Moto Pen Ultra ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่า Galaxy Fold 7 พร้อมชุดกล้อง 5 ตัว รวมถึงกล้องหน้า 20MP และกล้องเซลฟี่ 32MP ที่ให้ความยืดหยุ่นด้านการถ่ายภาพสูง แม้ยังไม่เปิดเผยสเปกชิปหรือราคา แต่ดีไซน์ ฟีเจอร์ AI และความสามารถด้านมัลติทาสก์ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองมากในตลาดพับได้ 🔗 https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/motorola-razr-fold-is-mostly-a-mystery-but-it-already-outdoes-the-galaxy-fold-7-in-one-key-way 🖥️ Nvidia เปิดตัว G‑Sync Pulsar: ยกระดับความคมชัดการเคลื่อนไหวสำหรับเกมเมอร์ Nvidia เผยโฉม G‑Sync Pulsar เทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดปัญหา motion blur โดยใช้ระบบ backlight แบบแบ่งโซนและการสแกนแบบ rolling scan ทำให้ภาพเคลื่อนไหวคมชัดขึ้นอย่างมากจนการเล่นเกม 250fps ให้ความรู้สึกเหมือนจอ 1,000Hz พร้อมเปิดตัวในจอรุ่นใหม่จาก Acer, Asus, AOC และ MSI ในวันที่ 7 มกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ VRR รุ่นถัดไปสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความลื่นไหลสูงสุด 🔗 https://www.techradar.com/computing/monitors/nvidias-new-g-sync-pulsar-update-for-motion-clarity-is-a-big-win-for-pc-gamers-and-heres-why 📱 Motorola Signature: เรือธงสุดแกร่งที่สเปกจัดเต็ม แต่ชิปยังไม่สุด Motorola เปิดตัว Motorola Signature สมาร์ทโฟนเรือธงดีไซน์พรีเมียมที่มาพร้อมกล้อง 50MP ทั้งสี่ตัว หน้าจอ AMOLED 165Hz ความสว่างสูงสุด 6,200 nits แบต 5,200mAh และชาร์จเร็ว 90W พร้อมความทนทานระดับ IP68/IP69 แต่จุดอ่อนคือชิป Snapdragon 8 Gen 5 ที่ยังไม่ใช่รุ่นท็อป ทำให้ประสิทธิภาพไม่โดดเด่นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับราคาที่ใกล้เคียงคู่แข่งระดับไฮเอนด์ แม้โดยรวมยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความครบเครื่องและอัปเดตยาว 7 ปี 🔗 https://www.techradar.com/phones/motorola-phones/the-motorola-signature-is-a-stunning-rugged-samsung-galaxy-s25-rival-with-one-unfortunate-weakness 🔐 เตือนภัย! แคมเปญมัลแวร์ใหม่ขโมยแชต AI ผ่านส่วนขยาย Chrome ปลอม นักวิจัยพบส่วนขยาย Chrome ปลอมสองตัวที่มีผู้ใช้รวมเกือบ 900,000 ราย แอบดึงข้อมูลการสนทนากับ AI และ URL ของแท็บทุก 30 นาที ส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม โดยปลอมตัวเป็นส่วนขยายยอดนิยมด้าน AI ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของส่วนขยายที่แม้จะอยู่ในร้านค้าอย่างเป็นทางการก็ยังอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรตรวจสอบสิทธิ์และความน่าเชื่อถือก่อนติดตั้งเสมอ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/this-new-malware-campaign-is-stealing-chat-logs-via-chrome-extensions ⚡ Intel Arc B390: iGPU ตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาเล่นเกมลื่นระดับสูงได้จริง Intel เปิดตัวชิป Core Ultra series 3 พร้อม iGPU Arc B390 ที่สร้างความประทับใจด้วยประสิทธิภาพการเล่นเกมระดับสูง สามารถรันเกมอย่าง Battlefield 6 และ Dying Light: The Beast ที่ 1080p ด้วยเฟรมเรตสูงเกินคาด แม้ไม่มีการ์ดจอแยก ทำให้โน้ตบุ๊กบางเบาในปี 2026 กลายเป็นตัวเลือกที่เล่นเกมได้จริงจังมากขึ้น และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด ultrabook ที่ต้องการทั้งความบางและพลังกราฟิกในตัวเดียว 🔗 https://www.techradar.com/computing/cpu/the-intel-core-ultra-series-3-processors-look-impressive-enough-but-the-arc-b390-igpu-is-the-real-game-changer-here 🎙️ เสียงชัดคือหัวใจของการทำงานร่วมกับ AI — ถ้า AI ฟังคุณไม่ได้ มันก็ช่วยคุณไม่ได้ บทความชี้ให้เห็นว่าในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในที่ทำงาน การมีระบบเสียงที่คมชัดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ AI ต้องอาศัยเสียงที่ถูกต้องเพื่อประมวลผล ฟังอารมณ์ และตอบสนองได้อย่างแม่นยำ ทั้งในการประชุม การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการทำงานร่วมกันระหว่างทีมทั่วโลก องค์กรที่ลงทุนในไมโครโฟนและระบบประมวลผลเสียงคุณภาพสูงจึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดความผิดพลาด และปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ 🔗 https://www.techradar.com/pro/if-ai-cant-hear-you-it-cant-help-you-why-clear-audio-drives-real-productivity
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 234 มุมมอง 0 รีวิว
  • สนามเลือกตั้งจังหวัดสกลนครคึกคัก โดยเฉพาะเขต 6 ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเกมลงพื้นที่อำเภอเจริญศิลป์ อ้อนขอคะแนนเสียงจากชาวบ้าน หวังชิงเก้าอี้จากแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทย
    .
    นายบรม เอ่งฉ้วน ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 6 เบอร์ 5 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชน ย้ำขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้คนในพื้นที่ แม้ไม่ใช่คนสกลนครโดยกำเนิด แต่ยืนยันอาศัยและทำงานในพื้นที่มากว่า 12 ปี พร้อมนำประสบการณ์ด้านธุรกิจมาพัฒนาชุมชนและเกษตรกร
    .
    ศึกเลือกตั้งเขต 6 สกลนคร ครอบคลุมพื้นที่ อ.พังโคน อ.เจริญศิลป์ และ อ.วานรนิวาส บรรยากาศหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างผู้สมัครหน้าใหม่กับแชมป์เก่าที่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนาน
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001618
    .
    #News1 #News1live #เลือกตั้ง2569 #สกลนคร #ภูมิใจไทย #การเมือง
    สนามเลือกตั้งจังหวัดสกลนครคึกคัก โดยเฉพาะเขต 6 ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเกมลงพื้นที่อำเภอเจริญศิลป์ อ้อนขอคะแนนเสียงจากชาวบ้าน หวังชิงเก้าอี้จากแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทย . นายบรม เอ่งฉ้วน ผู้สมัคร ส.ส. สกลนคร เขต 6 เบอร์ 5 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชน ย้ำขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้คนในพื้นที่ แม้ไม่ใช่คนสกลนครโดยกำเนิด แต่ยืนยันอาศัยและทำงานในพื้นที่มากว่า 12 ปี พร้อมนำประสบการณ์ด้านธุรกิจมาพัฒนาชุมชนและเกษตรกร . ศึกเลือกตั้งเขต 6 สกลนคร ครอบคลุมพื้นที่ อ.พังโคน อ.เจริญศิลป์ และ อ.วานรนิวาส บรรยากาศหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างผู้สมัครหน้าใหม่กับแชมป์เก่าที่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนาน . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001618 . #News1 #News1live #เลือกตั้ง2569 #สกลนคร #ภูมิใจไทย #การเมือง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 146 มุมมอง 0 รีวิว
  • เมื่อ Google ไม่เหมือนเดิม — นักเขียนถูกปฏิเสธ DMCA ทั้งที่เป็นเจ้าของผลงานจริง

    Jeff Starr นักพัฒนาเว็บและผู้เขียนหนังสือชื่อดังในวงการ WordPress เล่าเหตุการณ์สะเทือนใจว่า Google ซึ่งเคยช่วยลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ให้เขามาตลอดหลายปี กลับปฏิเสธคำร้อง DMCA ของเขาอย่างไม่คาดคิดในปี 2026 ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของผลงานจริงและเคยยืนยันตัวตนผ่าน Search Console แล้วหลายครั้ง การตอบกลับของ Google เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ตั้งแต่การ “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ไปจนถึง “ไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” โดยไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำแต่อย่างใด

    Jeff พยายามส่งหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของ บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว และโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเขา แต่ Google ยังคงตอบแบบกำกวมและโยนภาระให้เขา “อธิบายเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องทำอย่างไร สุดท้าย Google ตอบกลับว่า “จะไม่ดำเนินการใด ๆ” และแนะนำให้เขาติดต่อเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เอง หรือดำเนินคดีทางกฎหมายแทน

    เหตุการณ์นี้ทำให้ Jeff รู้สึกเหมือนถูกทรยศจากบริษัทที่เขาเคยเชื่อใจ เขาเล่าว่า Google เคยเป็นพันธมิตรที่ดี ช่วยเหลือผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอย่างเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นองค์กรยักษ์ที่ไม่สนใจเสียงร้องขอของผู้สร้างผลงานอีกต่อไป ความผิดหวังนี้สะท้อนผ่านคอมเมนต์จำนวนมากที่เห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม และหลายคนแนะนำให้เขาหาทนายด้านลิขสิทธิ์ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “ไม่มีงบพอจะทำแบบนั้น”

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่เกิดขึ้น
    Jeff ยื่น DMCA เพื่อให้ Google ลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือของเขา
    Google ปฏิเสธ โดยอ้างว่า “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน”
    แม้เขาจะให้หลักฐานจำนวนมาก Google ก็ยังไม่ดำเนินการ

    ปัญหาและความเสี่ยง
    Google ไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำ
    ผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอาจถูกละเลยหรือถูกปฏิเสธแบบไม่เป็นธรรม
    ลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงอยู่ ทำให้เจ้าของผลงานเสียรายได้

    สิ่งที่ Jeff พยายามทำ
    ส่งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของทั้งหมด
    ใช้บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว
    ส่งข้อมูลโซเชียลมีเดียเพื่อยืนยันตัวตน

    สิ่งที่ Google ตอบกลับ
    ขอ “หลักฐานเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องการอะไร
    ปฏิเสธคำร้อง DMCA โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน
    แนะนำให้เขาไปคุยกับเว็บมาสเตอร์เองหรือฟ้องร้อง

    ปฏิกิริยาจากชุมชน
    หลายคนเห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม
    มีคนแนะนำให้หาทนายด้านลิขสิทธิ์
    เรื่องนี้กลายเป็นกระทู้ดังบน Hacker News

    ความกังวลที่กว้างขึ้น
    ผู้สร้างผลงานอาจถูกละเลยในระบบอัตโนมัติของบริษัทใหญ่
    กระบวนการ DMCA ของ Google อาจไม่โปร่งใส
    ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มลดลง

    https://perishablepress.com/google-broke-my-heart/
    💔🔍 เมื่อ Google ไม่เหมือนเดิม — นักเขียนถูกปฏิเสธ DMCA ทั้งที่เป็นเจ้าของผลงานจริง Jeff Starr นักพัฒนาเว็บและผู้เขียนหนังสือชื่อดังในวงการ WordPress เล่าเหตุการณ์สะเทือนใจว่า Google ซึ่งเคยช่วยลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ให้เขามาตลอดหลายปี กลับปฏิเสธคำร้อง DMCA ของเขาอย่างไม่คาดคิดในปี 2026 ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของผลงานจริงและเคยยืนยันตัวตนผ่าน Search Console แล้วหลายครั้ง การตอบกลับของ Google เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ตั้งแต่การ “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ไปจนถึง “ไม่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” โดยไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำแต่อย่างใด Jeff พยายามส่งหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของ บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว และโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเขา แต่ Google ยังคงตอบแบบกำกวมและโยนภาระให้เขา “อธิบายเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องทำอย่างไร สุดท้าย Google ตอบกลับว่า “จะไม่ดำเนินการใด ๆ” และแนะนำให้เขาติดต่อเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เอง หรือดำเนินคดีทางกฎหมายแทน เหตุการณ์นี้ทำให้ Jeff รู้สึกเหมือนถูกทรยศจากบริษัทที่เขาเคยเชื่อใจ เขาเล่าว่า Google เคยเป็นพันธมิตรที่ดี ช่วยเหลือผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอย่างเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นองค์กรยักษ์ที่ไม่สนใจเสียงร้องขอของผู้สร้างผลงานอีกต่อไป ความผิดหวังนี้สะท้อนผ่านคอมเมนต์จำนวนมากที่เห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม และหลายคนแนะนำให้เขาหาทนายด้านลิขสิทธิ์ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า “ไม่มีงบพอจะทำแบบนั้น” 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่เกิดขึ้น ➡️ Jeff ยื่น DMCA เพื่อให้ Google ลบลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือของเขา ➡️ Google ปฏิเสธ โดยอ้างว่า “ไม่มั่นใจว่าเขาเป็นผู้เขียน” ➡️ แม้เขาจะให้หลักฐานจำนวนมาก Google ก็ยังไม่ดำเนินการ ‼️ ปัญหาและความเสี่ยง ⛔ Google ไม่บอกวิธีพิสูจน์ตัวตนหรือขั้นตอนที่ต้องทำ ⛔ ผู้สร้างคอนเทนต์รายเล็กอาจถูกละเลยหรือถูกปฏิเสธแบบไม่เป็นธรรม ⛔ ลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงอยู่ ทำให้เจ้าของผลงานเสียรายได้ ✅ สิ่งที่ Jeff พยายามทำ ➡️ ส่งเว็บไซต์ที่เขาเป็นเจ้าของทั้งหมด ➡️ ใช้บัญชี Search Console ที่ยืนยันแล้ว ➡️ ส่งข้อมูลโซเชียลมีเดียเพื่อยืนยันตัวตน ‼️ สิ่งที่ Google ตอบกลับ ⛔ ขอ “หลักฐานเพิ่มเติม” โดยไม่บอกว่าต้องการอะไร ⛔ ปฏิเสธคำร้อง DMCA โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน ⛔ แนะนำให้เขาไปคุยกับเว็บมาสเตอร์เองหรือฟ้องร้อง ✅ ปฏิกิริยาจากชุมชน ➡️ หลายคนเห็นด้วยว่า Google ไม่เหมือนเดิม ➡️ มีคนแนะนำให้หาทนายด้านลิขสิทธิ์ ➡️ เรื่องนี้กลายเป็นกระทู้ดังบน Hacker News ‼️ ความกังวลที่กว้างขึ้น ⛔ ผู้สร้างผลงานอาจถูกละเลยในระบบอัตโนมัติของบริษัทใหญ่ ⛔ กระบวนการ DMCA ของ Google อาจไม่โปร่งใส ⛔ ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มลดลง https://perishablepress.com/google-broke-my-heart/
    PERISHABLEPRESS.COM
    Google Broke My Heart | Perishable Press
    For years, I thought of Google as a trustworthy helper on the Web. Especially where it mattered most, removing pirated copies of my books from Google...
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 74 มุมมอง 0 รีวิว
  • โพสต์เชิงลบครอง Hacker News! 65% เป็นเนื้อหาเชิงลบ — และได้คะแนนสูงกว่าโพสต์ทั่วไปถึง 27%

    งานวิจัยล่าสุดที่วิเคราะห์โพสต์กว่า 32,000 โพสต์ และคอมเมนต์กว่า 340,000 รายการ บน Hacker News พบว่าโพสต์ที่มี “โทนเชิงลบ” เช่น การวิจารณ์เทคโนโลยี ความไม่พอใจต่อ API หรือความกังวลต่ออุตสาหกรรม กลับได้รับความสนใจมากกว่าโพสต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยโพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน ซึ่งเท่ากับ เพิ่มขึ้น 27% ในแง่ของ engagement

    การวิเคราะห์นี้ใช้โมเดลหลายตัว ทั้ง DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa รวมถึง LLM อย่าง Llama 3.1, Mistral 3.1 และ Gemma 3 เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ไม่เอนเอียงจากโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แม้แต่ละโมเดลจะให้การกระจายคะแนนต่างกัน แต่ “แนวโน้มเชิงลบ” ยังคงปรากฏชัดในทุกโมเดลที่ทดสอบ ซึ่งสะท้อนว่าความลบใน HN ไม่ใช่แค่ noise แต่เป็น pattern จริงในชุมชนนี้

    สิ่งที่น่าสนใจคือ “ความลบ” ใน Hacker News ไม่ได้หมายถึง toxic หรือการโจมตีส่วนบุคคล แต่เป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิค การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีใหม่ หรือความไม่พอใจต่อมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนที่เน้นการถกเถียงเชิงลึกมากกว่าอารมณ์ส่วนตัว ทำให้โพสต์เชิงลบกลายเป็นเนื้อหาที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีเป็นพิเศษ

    ผู้วิจัยตั้งคำถามว่า “ความลบทำให้ engagement สูงขึ้น หรือโพสต์ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่แล้วจึงถูกนำเสนอในโทนลบ?” ซึ่งคำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง งานวิจัยฉบับเต็มและ dashboard กำลังจะถูกเผยแพร่ พร้อมเปิด dataset ให้สาธารณะเข้าถึงในอนาคตอันใกล้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการวิจัยหลัก
    65% ของโพสต์บน Hacker News ถูกจัดว่าเป็น “เชิงลบ”
    โพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน (เพิ่มขึ้น 27%)

    ความหมายและความเสี่ยง
    ความลบอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้โพสต์ในโทนลบเพื่อเรียก engagement
    อาจทำให้ภาพรวมของชุมชนดู “มองโลกในแง่ร้าย” แม้จะเป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิคก็ตาม

    วิธีการวิเคราะห์
    ใช้โมเดล 6 ตัว: DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa, Llama 3.1, Mistral 3.1, Gemma 3
    ผลลัพธ์สอดคล้องกันทุกโมเดล แม้การกระจายคะแนนต่างกัน

    ข้อจำกัดของงานวิจัย
    โมเดลอาจมี bias ต่อโทนลบ
    ความลบใน HN ไม่ได้หมายถึง toxic แต่ classifier อาจตีความผิดได้

    ลักษณะของ “ความลบ” ใน HN
    การวิจารณ์เทคโนโลยี
    ความสงสัยต่อประกาศใหม่
    ความไม่พอใจต่อ API หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม

    สิ่งที่ไม่ใช่
    ไม่ใช่การด่าทอหรือโจมตีส่วนบุคคล
    ไม่ใช่ toxic negativity

    https://philippdubach.com/standalone/hn-sentiment/
    🧠📉 โพสต์เชิงลบครอง Hacker News! 65% เป็นเนื้อหาเชิงลบ — และได้คะแนนสูงกว่าโพสต์ทั่วไปถึง 27% งานวิจัยล่าสุดที่วิเคราะห์โพสต์กว่า 32,000 โพสต์ และคอมเมนต์กว่า 340,000 รายการ บน Hacker News พบว่าโพสต์ที่มี “โทนเชิงลบ” เช่น การวิจารณ์เทคโนโลยี ความไม่พอใจต่อ API หรือความกังวลต่ออุตสาหกรรม กลับได้รับความสนใจมากกว่าโพสต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยโพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน ซึ่งเท่ากับ เพิ่มขึ้น 27% ในแง่ของ engagement การวิเคราะห์นี้ใช้โมเดลหลายตัว ทั้ง DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa รวมถึง LLM อย่าง Llama 3.1, Mistral 3.1 และ Gemma 3 เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ไม่เอนเอียงจากโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แม้แต่ละโมเดลจะให้การกระจายคะแนนต่างกัน แต่ “แนวโน้มเชิงลบ” ยังคงปรากฏชัดในทุกโมเดลที่ทดสอบ ซึ่งสะท้อนว่าความลบใน HN ไม่ใช่แค่ noise แต่เป็น pattern จริงในชุมชนนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ “ความลบ” ใน Hacker News ไม่ได้หมายถึง toxic หรือการโจมตีส่วนบุคคล แต่เป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิค การตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีใหม่ หรือความไม่พอใจต่อมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนที่เน้นการถกเถียงเชิงลึกมากกว่าอารมณ์ส่วนตัว ทำให้โพสต์เชิงลบกลายเป็นเนื้อหาที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดีเป็นพิเศษ ผู้วิจัยตั้งคำถามว่า “ความลบทำให้ engagement สูงขึ้น หรือโพสต์ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่แล้วจึงถูกนำเสนอในโทนลบ?” ซึ่งคำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง งานวิจัยฉบับเต็มและ dashboard กำลังจะถูกเผยแพร่ พร้อมเปิด dataset ให้สาธารณะเข้าถึงในอนาคตอันใกล้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการวิจัยหลัก ➡️ 65% ของโพสต์บน Hacker News ถูกจัดว่าเป็น “เชิงลบ” ➡️ โพสต์เชิงลบมีคะแนนเฉลี่ย 35.6 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม 28 คะแนน (เพิ่มขึ้น 27%) ‼️ ความหมายและความเสี่ยง ⛔ ความลบอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้โพสต์ในโทนลบเพื่อเรียก engagement ⛔ อาจทำให้ภาพรวมของชุมชนดู “มองโลกในแง่ร้าย” แม้จะเป็นการวิจารณ์เชิงเทคนิคก็ตาม ✅ วิธีการวิเคราะห์ ➡️ ใช้โมเดล 6 ตัว: DistilBERT, BERT Multi, RoBERTa, Llama 3.1, Mistral 3.1, Gemma 3 ➡️ ผลลัพธ์สอดคล้องกันทุกโมเดล แม้การกระจายคะแนนต่างกัน ‼️ ข้อจำกัดของงานวิจัย ⛔ โมเดลอาจมี bias ต่อโทนลบ ⛔ ความลบใน HN ไม่ได้หมายถึง toxic แต่ classifier อาจตีความผิดได้ ✅ ลักษณะของ “ความลบ” ใน HN ➡️ การวิจารณ์เทคโนโลยี ➡️ ความสงสัยต่อประกาศใหม่ ➡️ ความไม่พอใจต่อ API หรือมาตรฐานอุตสาหกรรม ‼️ สิ่งที่ไม่ใช่ ⛔ ไม่ใช่การด่าทอหรือโจมตีส่วนบุคคล ⛔ ไม่ใช่ toxic negativity https://philippdubach.com/standalone/hn-sentiment/
    PHILIPPDUBACH.COM
    65% of Hacker News Posts Have Negative Sentiment, and They Outperform
    Analysis of 32,000 HN posts and 340K comments reveals negativity bias correlates with higher engagement. Data, methodology, and full paper available.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 58 มุมมอง 0 รีวิว
  • GNOME และ Firefox อาจปิดฟีเจอร์ “Middle‑Click Paste” โดยค่าเริ่มต้นในอนาคต

    ฟีเจอร์ “middle‑click paste” เป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของ X11 ที่อนุญาตให้ผู้ใช้วางข้อความที่เลือกไว้ (PRIMARY selection) ได้ทันทีด้วยการคลิกปุ่มกลางของเมาส์ โดยไม่ต้องใช้ Ctrl+V อย่างไรก็ตาม นักพัฒนา GNOME อย่าง Jordan Petridis ระบุว่าฟีเจอร์นี้สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ เพราะผู้ใช้จำนวนมากกดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อความถูกวางลงในช่องต่าง ๆ แบบไม่รู้ตัว ซึ่งอาจสร้างความสับสนหรือความเสี่ยงด้านข้อมูลได้

    ข้อเสนอของเขาถูกส่งไปยัง GNOME และ Firefox พร้อมกัน โดยทั้งสองโครงการถูกชี้ว่าฟีเจอร์นี้ “ไม่สามารถค้นพบได้” (undiscoverable) และผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง Freedesktop wiki ยังเรียก PRIMARY selection ว่าเป็น “easter egg สำหรับผู้ใช้ระดับเชี่ยวชาญ” อีกด้วย ทำให้ทีมออกแบบมองว่าควรปิดเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม power users จำนวนมากไม่เห็นด้วย เพราะ middle‑click paste เป็นฟีเจอร์ที่พวกเขาใช้ทุกวัน และถือว่าเป็นหนึ่งใน workflow ที่เร็วที่สุดบน Linux การปิดฟีเจอร์นี้อาจทำให้การทำงานช้าลงหรือไม่สะดวกเหมือนเดิม จึงเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนโอเพ่นซอร์สว่าควรเก็บไว้หรือไม่

    แม้ข้อเสนอยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทั้ง GNOME และ Mozilla แต่ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์นี้ยังสามารถเปิดใช้งานเองได้ เช่น ใช้คำสั่ง gsettings หรือเปิดผ่าน GNOME Tweaks ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความต้องการของตนเอง จึงยังไม่ต้องกังวลว่าฟีเจอร์นี้จะหายไปในทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่เสนอให้ปิด middle‑click paste
    ผู้ใช้กดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดการวางข้อมูลแบบไม่รู้ตัว
    ฟีเจอร์นี้ไม่สามารถค้นพบได้ และผู้ใช้ทั่วไปไม่รู้ว่ามันมีอยู่

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้ทั่วไปจะมีประสบการณ์ที่ปลอดภัยขึ้น ลดความสับสนจากการวางข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ
    power users อาจไม่พอใจเพราะ workflow เดิมถูกกระทบ

    ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
    การวางข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ระหว่าง livestream หรือแชร์หน้าจอ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้
    การกดผิดอาจทำให้ข้อมูลถูกวางในช่องที่ไม่ควร เช่น terminal หรือฟอร์มออนไลน์

    สิ่งที่ต้องติดตาม
    GNOME และ Mozilla ยังไม่ได้อนุมัติข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ
    หากปิดเป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ต้องเปิดเองผ่าน gsettings หรือ GNOME Tweaks

    https://itsfoss.com/news/gnome-firefox-middle-click-paste-removal/
    🖱️ GNOME และ Firefox อาจปิดฟีเจอร์ “Middle‑Click Paste” โดยค่าเริ่มต้นในอนาคต ฟีเจอร์ “middle‑click paste” เป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของ X11 ที่อนุญาตให้ผู้ใช้วางข้อความที่เลือกไว้ (PRIMARY selection) ได้ทันทีด้วยการคลิกปุ่มกลางของเมาส์ โดยไม่ต้องใช้ Ctrl+V อย่างไรก็ตาม นักพัฒนา GNOME อย่าง Jordan Petridis ระบุว่าฟีเจอร์นี้สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ เพราะผู้ใช้จำนวนมากกดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อความถูกวางลงในช่องต่าง ๆ แบบไม่รู้ตัว ซึ่งอาจสร้างความสับสนหรือความเสี่ยงด้านข้อมูลได้ ข้อเสนอของเขาถูกส่งไปยัง GNOME และ Firefox พร้อมกัน โดยทั้งสองโครงการถูกชี้ว่าฟีเจอร์นี้ “ไม่สามารถค้นพบได้” (undiscoverable) และผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง Freedesktop wiki ยังเรียก PRIMARY selection ว่าเป็น “easter egg สำหรับผู้ใช้ระดับเชี่ยวชาญ” อีกด้วย ทำให้ทีมออกแบบมองว่าควรปิดเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม power users จำนวนมากไม่เห็นด้วย เพราะ middle‑click paste เป็นฟีเจอร์ที่พวกเขาใช้ทุกวัน และถือว่าเป็นหนึ่งใน workflow ที่เร็วที่สุดบน Linux การปิดฟีเจอร์นี้อาจทำให้การทำงานช้าลงหรือไม่สะดวกเหมือนเดิม จึงเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนโอเพ่นซอร์สว่าควรเก็บไว้หรือไม่ แม้ข้อเสนอยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทั้ง GNOME และ Mozilla แต่ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์นี้ยังสามารถเปิดใช้งานเองได้ เช่น ใช้คำสั่ง gsettings หรือเปิดผ่าน GNOME Tweaks ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความต้องการของตนเอง จึงยังไม่ต้องกังวลว่าฟีเจอร์นี้จะหายไปในทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่เสนอให้ปิด middle‑click paste ➡️ ผู้ใช้กดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดการวางข้อมูลแบบไม่รู้ตัว ➡️ ฟีเจอร์นี้ไม่สามารถค้นพบได้ และผู้ใช้ทั่วไปไม่รู้ว่ามันมีอยู่ ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ ผู้ใช้ทั่วไปจะมีประสบการณ์ที่ปลอดภัยขึ้น ลดความสับสนจากการวางข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ ➡️ power users อาจไม่พอใจเพราะ workflow เดิมถูกกระทบ ‼️ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ⛔ การวางข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ระหว่าง livestream หรือแชร์หน้าจอ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้ ⛔ การกดผิดอาจทำให้ข้อมูลถูกวางในช่องที่ไม่ควร เช่น terminal หรือฟอร์มออนไลน์ ‼️ สิ่งที่ต้องติดตาม ⛔ GNOME และ Mozilla ยังไม่ได้อนุมัติข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ ⛔ หากปิดเป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ต้องเปิดเองผ่าน gsettings หรือ GNOME Tweaks https://itsfoss.com/news/gnome-firefox-middle-click-paste-removal/
    ITSFOSS.COM
    An X11 Thing! Your Favorite Middle-Click Paste is Likely to be Disabled in Future GNOME Releases
    Proposals for both GNOME and Firefox would disable the feature by default, but the final decision is still pending.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 66 มุมมอง 0 รีวิว
  • GitHub Desktop บน Ubuntu: ทางเลือกใหม่ที่ใช้งานง่ายสำหรับสายโค้ดบนลินุกซ์

    GitHub Desktop แม้จะไม่ได้รองรับอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ชุมชนโอเพ่นซอร์สก็ได้สร้างทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและเสถียรผ่าน “ShiftKey Fork” ซึ่งทำให้ผู้ใช้ Ubuntu สามารถติดตั้งและใช้งานได้เหมือนบน Windows และ macOS ทุกประการ การติดตั้งสามารถทำได้ทั้งผ่าน APT repository และ Flatpak ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและความปลอดภัยที่มากขึ้น

    การใช้งาน GitHub Desktop ช่วยลดความซับซ้อนของ Git CLI โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตร เห็นประวัติการแก้ไขแบบภาพ และช่วยจัดการ branch, commit, merge ได้ง่ายขึ้นมาก ผู้ใช้จำนวนมากชื่นชอบเพราะลดความผิดพลาดจากการพิมพ์คำสั่ง และช่วยให้ทำงานร่วมกับทีมได้ราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังผสานการทำงานกับ GitHub ได้อย่างลื่นไหล ทำให้การ clone, push, pull หรือเปิด pull request ทำได้ในไม่กี่คลิก

    แม้ GitHub Desktop จะไม่ใช่แอปอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ความนิยมของ ShiftKey Fork แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนโอเพ่นซอร์สที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของซอฟต์แวร์ข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม การติดตั้งและถอนการติดตั้งก็ทำได้ง่าย ไม่ว่าจะใช้ APT หรือ Flatpak ผู้ใช้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของตนเองได้อย่างอิสระ

    สุดท้ายนี้ การมีเครื่องมือ GUI อย่าง GitHub Desktop บน Ubuntu ช่วยให้ผู้ใช้ที่ไม่ถนัด command line สามารถเข้าถึงโลกของ Git และการพัฒนาแบบมืออาชีพได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่โอเพ่นซอร์สช่วยเปิดประตูให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    วิธีติดตั้ง GitHub Desktop บน Ubuntu
    ใช้ APT repository ของ ShiftKey เพื่ออัปเดตอัตโนมัติ
    ใช้ Flatpak สำหรับผู้ที่ต้องการ sandbox และความปลอดภัยสูง

    คุณสมบัติเด่นของ GitHub Desktop
    อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
    ช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้ Git ผ่าน command line
    แสดงประวัติการแก้ไขแบบภาพ ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น

    ข้อควรระวังในการติดตั้ง
    ไม่ใช่เวอร์ชันทางการจาก GitHub แต่เป็น fork จากชุมชน
    ต้องเพิ่ม key และ repository ภายนอก อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการระบบที่ “pure”

    ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
    ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของ repository ก่อนติดตั้ง
    Flatpak แม้จะปลอดภัยกว่า แต่ใช้พื้นที่มากกว่า

    https://itsfoss.com/install-github-desktop-ubuntu/
    🖥️ GitHub Desktop บน Ubuntu: ทางเลือกใหม่ที่ใช้งานง่ายสำหรับสายโค้ดบนลินุกซ์ GitHub Desktop แม้จะไม่ได้รองรับอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ชุมชนโอเพ่นซอร์สก็ได้สร้างทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและเสถียรผ่าน “ShiftKey Fork” ซึ่งทำให้ผู้ใช้ Ubuntu สามารถติดตั้งและใช้งานได้เหมือนบน Windows และ macOS ทุกประการ การติดตั้งสามารถทำได้ทั้งผ่าน APT repository และ Flatpak ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและความปลอดภัยที่มากขึ้น การใช้งาน GitHub Desktop ช่วยลดความซับซ้อนของ Git CLI โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะมีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตร เห็นประวัติการแก้ไขแบบภาพ และช่วยจัดการ branch, commit, merge ได้ง่ายขึ้นมาก ผู้ใช้จำนวนมากชื่นชอบเพราะลดความผิดพลาดจากการพิมพ์คำสั่ง และช่วยให้ทำงานร่วมกับทีมได้ราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังผสานการทำงานกับ GitHub ได้อย่างลื่นไหล ทำให้การ clone, push, pull หรือเปิด pull request ทำได้ในไม่กี่คลิก แม้ GitHub Desktop จะไม่ใช่แอปอย่างเป็นทางการบน Linux แต่ความนิยมของ ShiftKey Fork แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนโอเพ่นซอร์สที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างของซอฟต์แวร์ข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม การติดตั้งและถอนการติดตั้งก็ทำได้ง่าย ไม่ว่าจะใช้ APT หรือ Flatpak ผู้ใช้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสไตล์การใช้งานของตนเองได้อย่างอิสระ สุดท้ายนี้ การมีเครื่องมือ GUI อย่าง GitHub Desktop บน Ubuntu ช่วยให้ผู้ใช้ที่ไม่ถนัด command line สามารถเข้าถึงโลกของ Git และการพัฒนาแบบมืออาชีพได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่โอเพ่นซอร์สช่วยเปิดประตูให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ วิธีติดตั้ง GitHub Desktop บน Ubuntu ➡️ ใช้ APT repository ของ ShiftKey เพื่ออัปเดตอัตโนมัติ ➡️ ใช้ Flatpak สำหรับผู้ที่ต้องการ sandbox และความปลอดภัยสูง ✅ คุณสมบัติเด่นของ GitHub Desktop ➡️ อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ➡️ ช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้ Git ผ่าน command line ➡️ แสดงประวัติการแก้ไขแบบภาพ ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ‼️ ข้อควรระวังในการติดตั้ง ⛔ ไม่ใช่เวอร์ชันทางการจาก GitHub แต่เป็น fork จากชุมชน ⛔ ต้องเพิ่ม key และ repository ภายนอก อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการระบบที่ “pure” ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาของ repository ก่อนติดตั้ง ⛔ Flatpak แม้จะปลอดภัยกว่า แต่ใช้พื้นที่มากกว่า https://itsfoss.com/install-github-desktop-ubuntu/
    ITSFOSS.COM
    Installing GitHub Desktop on Ubuntu Linux (Because I Like it)
    GitHub Desktop is not officially available for Linux. But there are alternative ways to install GitHub Desktop fork on Ubuntu.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 70 มุมมอง 0 รีวิว
  • สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 เปิดปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ หลังพ่อรายหนึ่งร้องขอความช่วยเหลือ กรณีบุตรชายวัยเพียง 14 ปี ติดเฮโรอีนอย่างหนักจากเอเย่นต์ค้ายาในชุมชน จนต้องเข้ารับการบำบัด
    .
    การสืบสวนขยายผลทำให้ทราบตัวผู้ต้องหา คือ นายกู เจริญเจ้าสกุล ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดติดตัวถึง 2 หมาย และมีพฤติการณ์จำหน่ายยาให้เยาวชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก่อนเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมได้พร้อมของกลางจำนวนมาก
    .
    จากการตรวจค้นพบเฮโรอีน 513 หลอด ยาบ้า 478 เม็ด และยึดทรัพย์เป็นรถยนต์ 2 คัน เพื่อตรวจสอบตามกฎหมาย โดย ป.ป.ส. ยืนยันเดินหน้าขยายผลทำลายเครือข่ายยาเสพติด โดยเฉพาะคดีที่กระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001489
    .
    #News1live #News1 #ยาเสพติด #ปปส #แม่แจ่ม #เยาวชน
    สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 5 เปิดปฏิบัติการปิดล้อมพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ หลังพ่อรายหนึ่งร้องขอความช่วยเหลือ กรณีบุตรชายวัยเพียง 14 ปี ติดเฮโรอีนอย่างหนักจากเอเย่นต์ค้ายาในชุมชน จนต้องเข้ารับการบำบัด . การสืบสวนขยายผลทำให้ทราบตัวผู้ต้องหา คือ นายกู เจริญเจ้าสกุล ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดติดตัวถึง 2 หมาย และมีพฤติการณ์จำหน่ายยาให้เยาวชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก่อนเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมได้พร้อมของกลางจำนวนมาก . จากการตรวจค้นพบเฮโรอีน 513 หลอด ยาบ้า 478 เม็ด และยึดทรัพย์เป็นรถยนต์ 2 คัน เพื่อตรวจสอบตามกฎหมาย โดย ป.ป.ส. ยืนยันเดินหน้าขยายผลทำลายเครือข่ายยาเสพติด โดยเฉพาะคดีที่กระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001489 . #News1live #News1 #ยาเสพติด #ปปส #แม่แจ่ม #เยาวชน
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 117 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่วยคนอื่น…ช่วยสมองเราเอง! งานวิจัยชี้ “การอาสา” อาจชะลอความเสื่อมของสมองได้

    การศึกษาจากมหาวิทยาลัย Texas at Austin และ University of Massachusetts Boston พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง “การช่วยเหลือผู้อื่น” กับ “อัตราการเสื่อมของสมอง” โดยข้อมูลจากการติดตามผู้สูงอายุกว่า 31,000 คนเป็นเวลาร่วม 20 ปีเผยว่า ผู้ที่อาสาช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประจำ—ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ—มีอัตราการเสื่อมถอยทางความคิดช้าลงถึงประมาณ 15–20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าน่าทึ่งในงานวิจัยด้านผู้สูงอายุและภาวะสมองเสื่อม

    สิ่งที่โดดเด่นคือ “ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว” แต่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้คนช่วยเหลือผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอาสาเพียง 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะเห็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชี้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การใช้ความคิด และความรู้สึกมีคุณค่าในสังคม อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สมองยังคงทำงานได้ดีในระยะยาว

    นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า “การหยุดช่วยเหลือผู้อื่น” มีความสัมพันธ์กับการลดลงของคะแนนทดสอบสมองและการเสื่อมถอยที่เร็วขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าการมีบทบาทในสังคมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยป้องกันความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีความหมาย โดยเฉพาะในยุคที่จำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

    เมื่อมองในภาพรวม การช่วยเหลือผู้อื่นไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อสังคม แต่ยังเป็น “กิจกรรมดูแลสมอง” ที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังต้องการมีบทบาทในชุมชน การอาสาเพียงเล็กน้อยแต่สม่ำเสมออาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความแข็งแรงของสมองในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญจากข่าว
    การช่วยเหลือผู้อื่นช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง
    งานวิจัยพบว่าช่วยลดอัตราการเสื่อมของสมองได้ราว 15–20%
    ทั้งการอาสาแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน

    ปริมาณเวลาที่เหมาะสมคือ 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
    การช่วยเหลือในระดับนี้ให้ผลดีที่สุดโดยไม่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจล้าเกินไป

    ผลลัพธ์เป็นแบบสะสมในระยะยาว
    ยิ่งช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สมองยิ่งได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น

    การหยุดช่วยเหลืออาจสัมพันธ์กับการเสื่อมของสมองที่เร็วขึ้น
    ผู้ที่หยุดกิจกรรมช่วยเหลือมีคะแนนทดสอบสมองลดลงเร็วกว่ากลุ่มที่ยังคงช่วยเหลือ

    การช่วยเหลือมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า
    การอาสาเกินระดับที่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ

    https://www.sciencealert.com/helping-others-may-be-an-easy-way-to-keep-your-brain-young-study-finds
    🧠✨ ช่วยคนอื่น…ช่วยสมองเราเอง! งานวิจัยชี้ “การอาสา” อาจชะลอความเสื่อมของสมองได้ การศึกษาจากมหาวิทยาลัย Texas at Austin และ University of Massachusetts Boston พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่าง “การช่วยเหลือผู้อื่น” กับ “อัตราการเสื่อมของสมอง” โดยข้อมูลจากการติดตามผู้สูงอายุกว่า 31,000 คนเป็นเวลาร่วม 20 ปีเผยว่า ผู้ที่อาสาช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประจำ—ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ—มีอัตราการเสื่อมถอยทางความคิดช้าลงถึงประมาณ 15–20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าน่าทึ่งในงานวิจัยด้านผู้สูงอายุและภาวะสมองเสื่อม สิ่งที่โดดเด่นคือ “ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว” แต่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้คนช่วยเหลือผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอาสาเพียง 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เพียงพอที่จะเห็นประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชี้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การใช้ความคิด และความรู้สึกมีคุณค่าในสังคม อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สมองยังคงทำงานได้ดีในระยะยาว นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า “การหยุดช่วยเหลือผู้อื่น” มีความสัมพันธ์กับการลดลงของคะแนนทดสอบสมองและการเสื่อมถอยที่เร็วขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าการมีบทบาทในสังคมอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยป้องกันความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีความหมาย โดยเฉพาะในยุคที่จำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก เมื่อมองในภาพรวม การช่วยเหลือผู้อื่นไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อสังคม แต่ยังเป็น “กิจกรรมดูแลสมอง” ที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และเหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังต้องการมีบทบาทในชุมชน การอาสาเพียงเล็กน้อยแต่สม่ำเสมออาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความแข็งแรงของสมองในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญจากข่าว ✅ การช่วยเหลือผู้อื่นช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ➡️ งานวิจัยพบว่าช่วยลดอัตราการเสื่อมของสมองได้ราว 15–20% ➡️ ทั้งการอาสาแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน ✅ ปริมาณเวลาที่เหมาะสมคือ 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ➡️ การช่วยเหลือในระดับนี้ให้ผลดีที่สุดโดยไม่ทำให้ร่างกายหรือจิตใจล้าเกินไป ✅ ผลลัพธ์เป็นแบบสะสมในระยะยาว ➡️ ยิ่งช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สมองยิ่งได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ‼️ การหยุดช่วยเหลืออาจสัมพันธ์กับการเสื่อมของสมองที่เร็วขึ้น ⛔ ผู้ที่หยุดกิจกรรมช่วยเหลือมีคะแนนทดสอบสมองลดลงเร็วกว่ากลุ่มที่ยังคงช่วยเหลือ ‼️ การช่วยเหลือมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ⛔ การอาสาเกินระดับที่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ https://www.sciencealert.com/helping-others-may-be-an-easy-way-to-keep-your-brain-young-study-finds
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Helping Others May Be an Easy Way to Keep Your Brain Young, Study Finds
    Our bodies age at different rates, sometimes closely correlated to the years we've spent alive, and sometimes less so.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 84 มุมมอง 0 รีวิว
  • UVB‑76: ประวัติสุดลึกลับของ “The Buzzer” สถานีวิทยุปริศนาจากรัสเซีย

    สถานีวิทยุ UVB‑76 หรือที่คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ “The Buzzer” เป็นหนึ่งในปริศนาทางวิทยุที่ยาวนานที่สุดในโลก ออกอากาศสัญญาณแปลกประหลาดมาตั้งแต่ยุคปลาย 1970s และยังคงส่งเสียง “บัซซ์” ซ้ำ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่มีใครยืนยันได้ว่ามันมีไว้ทำอะไร แต่หลักฐานหลายอย่างชี้ว่ามันเกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางทหารของรัสเซีย

    สถานี UVB‑76 เริ่มถูกบันทึกครั้งแรกในปี 1982 แต่มีหลักฐานว่ามันอาจออกอากาศตั้งแต่ช่วงปลายยุค 70 โดยส่งสัญญาณความถี่ 4625 kHz ตลอด 24 ชั่วโมง เสียงที่ได้ยินคือ “บัซซ์” ยาวประมาณหนึ่งวินาทีซ้ำไปเรื่อย ๆ พร้อมเสียงแปลก ๆ เช่น บี๊บ เสียงคนพูดชื่อรัสเซีย หรือแม้แต่เสียงเด็กสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษ

    ในปี 2010 เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสถานีหยุดออกอากาศเป็นครั้งแรก ก่อนกลับมาอีกครั้งพร้อมเสียงคนเดินในห้อง เสียงของใช้ถูกขยับ และเพลง Swan Lake ของไชคอฟสกี ต่อมาได้มีการประกาศรหัสเสียงใหม่ “MDZhB” ทำให้เกิดทฤษฎีมากมาย ตั้งแต่สถานีสื่อสารกับสายลับ ไปจนถึงระบบ “Dead Hand” ที่อาจสั่งยิงนิวเคลียร์อัตโนมัติหากรัสเซียถูกโจมตี

    การสืบหาตำแหน่งสถานีพบว่าก่อนปี 2010 มันตั้งอยู่ที่ฐานทัพใกล้เมือง Povarovo แต่หลังจากนั้นสัญญาณย้ายไปยังหลายจุด เช่น Kirsino, Pskov Oblast หรือแม้แต่สถานีเสาส่ง Kerro Massiv ใน Leningrad ซึ่งมีเสาอากาศกว่า 30 ต้น ทำให้หลายคนเชื่อว่ามันเป็นเครือข่ายสื่อสารทางทหารมากกว่าการใช้งานพลเรือน

    แม้จะมีทฤษฎีมากมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า UVB‑76 เป็นเพียง “ช่องสัญญาณทหาร” ที่ใช้เป็น channel marker เพื่อกันไม่ให้ผู้อื่นใช้ความถี่ และใช้ส่งคำสั่งสำคัญเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 สถานีถูกแฮ็กจนออกอากาศเพลง Gangnam Style และมีสัญญาณที่แสดงเป็นมีมอินเทอร์เน็ตเมื่อวิเคราะห์ด้วย spectrum analyzer ยิ่งทำให้ความลึกลับของมันเพิ่มขึ้นไปอีก

    สิ่งที่พบในข่าว
    UVB‑76 ส่งสัญญาณความถี่ 4625 kHz มาตั้งแต่ยุค 70
    มีเสียงบัซซ์ซ้ำ ๆ พร้อมเสียงคนพูดเป็นครั้งคราว
    เคยหยุดออกอากาศในปี 2010 และกลับมาพร้อมเหตุการณ์ประหลาด
    มีการประกาศรหัสเสียง “MDZhB” หลังปี 2010

    ประเด็นที่น่ากังวล / น่าจับตา
    ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบ “Dead Hand” ที่อาจเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์
    สถานีถูกแฮ็กในปี 2022 แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    ตำแหน่งสถานีไม่แน่นอน อาจมีหลายจุดหรือเป็นเครือข่าย

    ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
    สถานีอาจเป็น channel marker เพื่อกันความถี่
    มีการพบสมุดบันทึกการออกอากาศในฐานทัพร้าง
    สถานีอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสื่อสารทางทหารรัสเซีย

    ข้อควรระวังในการตีความ
    หลายทฤษฎีเป็นเพียงการคาดเดา ไม่มีหลักฐานยืนยัน
    ข้อมูลบางส่วนอาจถูกแต่งเติมจากชุมชนผู้ฟังวิทยุลึกลับ

    https://www.slashgear.com/1425407/uvb-76-strange-history-radio/
    🛰️📡 UVB‑76: ประวัติสุดลึกลับของ “The Buzzer” สถานีวิทยุปริศนาจากรัสเซีย สถานีวิทยุ UVB‑76 หรือที่คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ “The Buzzer” เป็นหนึ่งในปริศนาทางวิทยุที่ยาวนานที่สุดในโลก ออกอากาศสัญญาณแปลกประหลาดมาตั้งแต่ยุคปลาย 1970s และยังคงส่งเสียง “บัซซ์” ซ้ำ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่มีใครยืนยันได้ว่ามันมีไว้ทำอะไร แต่หลักฐานหลายอย่างชี้ว่ามันเกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางทหารของรัสเซีย สถานี UVB‑76 เริ่มถูกบันทึกครั้งแรกในปี 1982 แต่มีหลักฐานว่ามันอาจออกอากาศตั้งแต่ช่วงปลายยุค 70 โดยส่งสัญญาณความถี่ 4625 kHz ตลอด 24 ชั่วโมง เสียงที่ได้ยินคือ “บัซซ์” ยาวประมาณหนึ่งวินาทีซ้ำไปเรื่อย ๆ พร้อมเสียงแปลก ๆ เช่น บี๊บ เสียงคนพูดชื่อรัสเซีย หรือแม้แต่เสียงเด็กสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษ ในปี 2010 เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสถานีหยุดออกอากาศเป็นครั้งแรก ก่อนกลับมาอีกครั้งพร้อมเสียงคนเดินในห้อง เสียงของใช้ถูกขยับ และเพลง Swan Lake ของไชคอฟสกี ต่อมาได้มีการประกาศรหัสเสียงใหม่ “MDZhB” ทำให้เกิดทฤษฎีมากมาย ตั้งแต่สถานีสื่อสารกับสายลับ ไปจนถึงระบบ “Dead Hand” ที่อาจสั่งยิงนิวเคลียร์อัตโนมัติหากรัสเซียถูกโจมตี การสืบหาตำแหน่งสถานีพบว่าก่อนปี 2010 มันตั้งอยู่ที่ฐานทัพใกล้เมือง Povarovo แต่หลังจากนั้นสัญญาณย้ายไปยังหลายจุด เช่น Kirsino, Pskov Oblast หรือแม้แต่สถานีเสาส่ง Kerro Massiv ใน Leningrad ซึ่งมีเสาอากาศกว่า 30 ต้น ทำให้หลายคนเชื่อว่ามันเป็นเครือข่ายสื่อสารทางทหารมากกว่าการใช้งานพลเรือน แม้จะมีทฤษฎีมากมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า UVB‑76 เป็นเพียง “ช่องสัญญาณทหาร” ที่ใช้เป็น channel marker เพื่อกันไม่ให้ผู้อื่นใช้ความถี่ และใช้ส่งคำสั่งสำคัญเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม ในปี 2022 สถานีถูกแฮ็กจนออกอากาศเพลง Gangnam Style และมีสัญญาณที่แสดงเป็นมีมอินเทอร์เน็ตเมื่อวิเคราะห์ด้วย spectrum analyzer ยิ่งทำให้ความลึกลับของมันเพิ่มขึ้นไปอีก ✅ สิ่งที่พบในข่าว ➡️ UVB‑76 ส่งสัญญาณความถี่ 4625 kHz มาตั้งแต่ยุค 70 ➡️ มีเสียงบัซซ์ซ้ำ ๆ พร้อมเสียงคนพูดเป็นครั้งคราว ➡️ เคยหยุดออกอากาศในปี 2010 และกลับมาพร้อมเหตุการณ์ประหลาด ➡️ มีการประกาศรหัสเสียง “MDZhB” หลังปี 2010 ‼️ ประเด็นที่น่ากังวล / น่าจับตา ⛔ ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบ “Dead Hand” ที่อาจเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ ⛔ สถานีถูกแฮ็กในปี 2022 แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ ตำแหน่งสถานีไม่แน่นอน อาจมีหลายจุดหรือเป็นเครือข่าย ✅ ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ ➡️ สถานีอาจเป็น channel marker เพื่อกันความถี่ ➡️ มีการพบสมุดบันทึกการออกอากาศในฐานทัพร้าง ➡️ สถานีอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสื่อสารทางทหารรัสเซีย ‼️ ข้อควรระวังในการตีความ ⛔ หลายทฤษฎีเป็นเพียงการคาดเดา ไม่มีหลักฐานยืนยัน ⛔ ข้อมูลบางส่วนอาจถูกแต่งเติมจากชุมชนผู้ฟังวิทยุลึกลับ https://www.slashgear.com/1425407/uvb-76-strange-history-radio/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    The Buzzer: The Strange History Behind Russia's UVB-76 - SlashGear
    Russia's mysterious and repetitive radio station, UVB-76, has been broadcasting for decades, but just what is it? Encoded messages? Something more sinister?
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 89 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงความคืบหน้าการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนในจังหวัดสระแก้ว 3 แห่ง ได้แก่ บ้านคลองแผง บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ.
    .
    ทภ.1 ระบุว่า การปฏิบัติเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชาอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ การวางตู้คอนเทนเนอร์ตามแนวชายแดน รวมถึงการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นในพื้นที่ทั้ง 3 จุด.
    .
    กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า การดำเนินงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเตรียมส่งมอบพื้นที่ให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และชุมชนชายแดนอย่างต่อเนื่อง.
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001081
    .
    #News1live #News1 #ทภ1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #สระแก้ว #ความมั่นคง
    กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงความคืบหน้าการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนในจังหวัดสระแก้ว 3 แห่ง ได้แก่ บ้านคลองแผง บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ. . ทภ.1 ระบุว่า การปฏิบัติเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชาอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ การวางตู้คอนเทนเนอร์ตามแนวชายแดน รวมถึงการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นในพื้นที่ทั้ง 3 จุด. . กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า การดำเนินงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเตรียมส่งมอบพื้นที่ให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และชุมชนชายแดนอย่างต่อเนื่อง. . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001081 . #News1live #News1 #ทภ1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #สระแก้ว #ความมั่นคง
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 219 มุมมอง 0 รีวิว
  • ปิดปาก “การสื่อสารของแบคทีเรียในปาก” อาจช่วยป้องกันฟันผุได้จริง

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธี “ปิดเสียง” การคุยกันของแบคทีเรียในปาก
    งานวิจัยใหม่จากทีมมหาวิทยาลัย Minnesota เผยว่าแบคทีเรียในปากของเรามีระบบสื่อสารกันเองผ่านสารเคมีที่เรียกว่า quorum sensing ซึ่งเป็นเหมือน “ภาษาลับ” ที่ใช้บอกกันว่าเมื่อไหร่ควรเติบโต แพร่กระจาย หรือสร้างคราบพลัค นักวิจัยพบว่า หากเราสามารถ “ปิดสัญญาณ” นี้ได้ ก็อาจควบคุมให้ชุมชนแบคทีเรียในปากกลับไปอยู่ในสภาวะที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงฟันผุและโรคเหงือกได้อย่างมีนัยสำคัญ

    การทดลองเผยว่า การปิดสัญญาณช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคได้
    ทีมวิจัยทดลองกับชุมชนแบคทีเรียที่เลี้ยงในห้องแล็บ พบว่าเมื่อใช้เอนไซม์ไปยับยั้งโมเลกุล AHLs ซึ่งเป็นตัวกลางสื่อสารของแบคทีเรียบางชนิด ผลลัพธ์คือแบคทีเรียที่เป็นมิตร เช่น Streptococcus และ Actinomyces เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่แบคทีเรียกลุ่ม “red complex” อย่าง Porphyromonas gingivalis ซึ่งเป็นตัวการโรคเหงือก กลับลดจำนวนลงอย่างชัดเจน

    เหนือเหงือก–ใต้เหงือก: แบคทีเรียตอบสนองต่างกัน
    สิ่งที่น่าสนใจคือ การปิดสัญญาณ AHL ส่งผลต่างกันในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน แบคทีเรียที่อยู่ในคราบพลัคแบบ biofilm (ซึ่งมักอยู่ในซอกฟันและใต้เหงือก) มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มากกว่าแบคทีเรียที่ลอยอิสระในน้ำลาย นอกจากนี้ แม้แบคทีเรียในสภาพไร้ออกซิเจนจะไม่สร้าง AHL เอง แต่ก็ยัง “ได้ยิน” สัญญาณจากที่อื่นได้ แสดงว่าระบบสื่อสารนี้ซับซ้อนกว่าที่เคยคิด

    ความหวังใหม่ในการป้องกันโรคเหงือกและฟันผุ
    แม้งานวิจัยยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่ได้ทดลองในช่องปากจริง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการควบคุมการสื่อสารของแบคทีเรียอาจเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยรักษาสมดุลจุลชีพในปากได้ โดยไม่ต้องฆ่าแบคทีเรียทั้งหมดเหมือนน้ำยาบ้วนปากทั่วไป ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเหงือก ฟันผุ และอาจมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจ สมอง และสุขภาพโดยรวมด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    แบคทีเรียในปากสื่อสารกันผ่านระบบ quorum sensing
    การยับยั้งโมเลกุล AHLs ช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคและเพิ่มแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพ
    แบคทีเรียในสภาพมีออกซิเจน–ไร้ออกซิเจนตอบสนองต่างกันต่อการปิดสัญญาณ
    แนวทางนี้อาจช่วยป้องกันฟันผุและโรคเหงือกในอนาคตได้

    คำเตือนหรือข้อควรระวัง
    งานวิจัยยังเป็นการทดลองในห้องแล็บ ยังไม่ยืนยันผลในช่องปากจริง
    การปรับสมดุลจุลชีพต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การกำจัดแบคทีเรียทั้งหมด
    การตีความเกินจริงว่าเป็น “วิธีรักษาฟันผุแบบใหม่” อาจทำให้เข้าใจผิด
    ปัจจัยสุขภาพอื่น เช่น การแปรงฟัน อาหาร และน้ำตาล ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

    https://www.sciencealert.com/silencing-bacterial-chatter-in-your-mouth-may-help-prevent-tooth-decay
    🦷🔇 ปิดปาก “การสื่อสารของแบคทีเรียในปาก” อาจช่วยป้องกันฟันผุได้จริง 🧬 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธี “ปิดเสียง” การคุยกันของแบคทีเรียในปาก งานวิจัยใหม่จากทีมมหาวิทยาลัย Minnesota เผยว่าแบคทีเรียในปากของเรามีระบบสื่อสารกันเองผ่านสารเคมีที่เรียกว่า quorum sensing ซึ่งเป็นเหมือน “ภาษาลับ” ที่ใช้บอกกันว่าเมื่อไหร่ควรเติบโต แพร่กระจาย หรือสร้างคราบพลัค นักวิจัยพบว่า หากเราสามารถ “ปิดสัญญาณ” นี้ได้ ก็อาจควบคุมให้ชุมชนแบคทีเรียในปากกลับไปอยู่ในสภาวะที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงฟันผุและโรคเหงือกได้อย่างมีนัยสำคัญ 🦠 การทดลองเผยว่า การปิดสัญญาณช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคได้ ทีมวิจัยทดลองกับชุมชนแบคทีเรียที่เลี้ยงในห้องแล็บ พบว่าเมื่อใช้เอนไซม์ไปยับยั้งโมเลกุล AHLs ซึ่งเป็นตัวกลางสื่อสารของแบคทีเรียบางชนิด ผลลัพธ์คือแบคทีเรียที่เป็นมิตร เช่น Streptococcus และ Actinomyces เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่แบคทีเรียกลุ่ม “red complex” อย่าง Porphyromonas gingivalis ซึ่งเป็นตัวการโรคเหงือก กลับลดจำนวนลงอย่างชัดเจน 🌫️ เหนือเหงือก–ใต้เหงือก: แบคทีเรียตอบสนองต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ การปิดสัญญาณ AHL ส่งผลต่างกันในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน แบคทีเรียที่อยู่ในคราบพลัคแบบ biofilm (ซึ่งมักอยู่ในซอกฟันและใต้เหงือก) มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มากกว่าแบคทีเรียที่ลอยอิสระในน้ำลาย นอกจากนี้ แม้แบคทีเรียในสภาพไร้ออกซิเจนจะไม่สร้าง AHL เอง แต่ก็ยัง “ได้ยิน” สัญญาณจากที่อื่นได้ แสดงว่าระบบสื่อสารนี้ซับซ้อนกว่าที่เคยคิด 🧠 ความหวังใหม่ในการป้องกันโรคเหงือกและฟันผุ แม้งานวิจัยยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่ได้ทดลองในช่องปากจริง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการควบคุมการสื่อสารของแบคทีเรียอาจเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยรักษาสมดุลจุลชีพในปากได้ โดยไม่ต้องฆ่าแบคทีเรียทั้งหมดเหมือนน้ำยาบ้วนปากทั่วไป ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเหงือก ฟันผุ และอาจมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจ สมอง และสุขภาพโดยรวมด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ แบคทีเรียในปากสื่อสารกันผ่านระบบ quorum sensing ➡️ การยับยั้งโมเลกุล AHLs ช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคและเพิ่มแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพ ➡️ แบคทีเรียในสภาพมีออกซิเจน–ไร้ออกซิเจนตอบสนองต่างกันต่อการปิดสัญญาณ ➡️ แนวทางนี้อาจช่วยป้องกันฟันผุและโรคเหงือกในอนาคตได้ ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวัง ⛔ งานวิจัยยังเป็นการทดลองในห้องแล็บ ยังไม่ยืนยันผลในช่องปากจริง ⛔ การปรับสมดุลจุลชีพต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การกำจัดแบคทีเรียทั้งหมด ⛔ การตีความเกินจริงว่าเป็น “วิธีรักษาฟันผุแบบใหม่” อาจทำให้เข้าใจผิด ⛔ ปัจจัยสุขภาพอื่น เช่น การแปรงฟัน อาหาร และน้ำตาล ยังเป็นตัวแปรสำคัญ https://www.sciencealert.com/silencing-bacterial-chatter-in-your-mouth-may-help-prevent-tooth-decay
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Silencing Bacterial 'Chatter' in Your Mouth May Help Prevent Tooth Decay
    New research shows that 'hacking' the communication channels between microbes in the mouth could boost levels of beneficial bacteria – a strategy that could potentially reduce the risk of tooth decay and improve oral hygiene.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 115 มุมมอง 0 รีวิว
  • Windows 11 แพ้ยับ! ทดสอบ 6 รุ่น Windows พบ 8.1 เร็วที่สุดบนฮาร์ดแวร์เก่า

    การทดสอบล่าสุดจากครีเอเตอร์รายหนึ่งได้สร้างกระแสในชุมชนไอที เมื่อเขานำ Windows ทั้ง 6 รุ่น—ตั้งแต่ XP จนถึง 11—มาวัดประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์เก่ารุ่น ThinkPad X220 ผลลัพธ์กลับทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะ Windows 11 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่สุด กลับทำผลงานได้แย่ที่สุดในแทบทุกการทดสอบ ขณะที่ Windows 8.1 กลับเฉิดฉายขึ้นมาเป็นแชมป์แบบเหนือความคาดหมาย

    แม้ผลลัพธ์จะดู “ตลกแต่เจ็บจริง” สำหรับผู้ใช้ Windows 11 แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทดสอบนี้มีความลำเอียงโดยธรรมชาติ เพราะฮาร์ดแวร์ที่ใช้ไม่รองรับ Windows 11 อย่างเป็นทางการ และยังใช้ HDD แทน SSD ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้าลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความต้องการทรัพยากรของ Windows 11 ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน

    การทดสอบครอบคลุมตั้งแต่เวลาเปิดเครื่อง การใช้พื้นที่เก็บข้อมูล การใช้ RAM จำนวนแท็บที่เปิดได้ในเบราว์เซอร์ ไปจนถึงงานจริงอย่างตัดต่อเสียง–วิดีโอ และการรันโปรแกรมต่าง ๆ ผลคือ Windows 11 มักจบอันดับสุดท้ายหรือใกล้เคียงสุดท้ายเสมอ ขณะที่ Windows XP และ Windows 8.1 กลับทำคะแนนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในงานเบา ๆ และการจัดการหน่วยความจำ

    ท้ายที่สุด ผู้ทดสอบสรุปว่า Windows 8.1 ให้ประสบการณ์ที่ “ลื่นที่สุด” บนฮาร์ดแวร์เก่า และยังมีความทันสมัยพอสมควรเมื่อเทียบกับ XP หรือ 7 อย่างไรก็ตาม หากใช้ฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ผลลัพธ์จะกลับตาลปัตรทันที เพราะ Windows 11 ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ SSD, CPU รุ่นใหม่ และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่าเดิมมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Windows ทั้ง 6 รุ่น
    Windows 11 ทำคะแนนต่ำสุดในแทบทุกหมวด
    Windows 8.1 ทำคะแนนดีที่สุดโดยรวม
    Windows XP ชนะในงานเบา ๆ เช่น RAM และพื้นที่จัดเก็บ

    สาเหตุที่ Windows 11 ทำผลงานแย่
    ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ทดสอบไม่รองรับ Windows 11
    HDD ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้ากว่าปกติ
    Windows 11 มีบริการพื้นหลังและระบบความปลอดภัยที่ใช้ทรัพยากรสูง

    ข้อควรระวังในการตีความผลทดสอบ
    การทดสอบไม่สะท้อนประสบการณ์จริงบนฮาร์ดแวร์ยุคใหม่
    ผลลัพธ์อาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า Windows 11 “แย่เสมอ”
    การใช้ HDD ทำให้ระบบใหม่เสียเปรียบอย่างมาก

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป
    ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์เก่าอาจพบว่า Windows 11 ช้ากว่ารุ่นก่อน
    ผู้ใช้ที่ยังใช้ HDD ควรพิจารณาอัปเกรดเป็น SSD ก่อนลง Windows 10/11
    การยึดติดกับผลทดสอบนี้อาจทำให้ตัดสินใจผิดในการเลือก OS

    https://www.tomshardware.com/software/windows/speed-test-pits-six-generations-of-windows-against-each-other-windows-11-placed-dead-last-across-most-benchmarks-8-1-emerges-as-unexpected-winner-in-this-unscientific-comparison
    ⚡ Windows 11 แพ้ยับ! ทดสอบ 6 รุ่น Windows พบ 8.1 เร็วที่สุดบนฮาร์ดแวร์เก่า การทดสอบล่าสุดจากครีเอเตอร์รายหนึ่งได้สร้างกระแสในชุมชนไอที เมื่อเขานำ Windows ทั้ง 6 รุ่น—ตั้งแต่ XP จนถึง 11—มาวัดประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์เก่ารุ่น ThinkPad X220 ผลลัพธ์กลับทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะ Windows 11 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่สุด กลับทำผลงานได้แย่ที่สุดในแทบทุกการทดสอบ ขณะที่ Windows 8.1 กลับเฉิดฉายขึ้นมาเป็นแชมป์แบบเหนือความคาดหมาย แม้ผลลัพธ์จะดู “ตลกแต่เจ็บจริง” สำหรับผู้ใช้ Windows 11 แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทดสอบนี้มีความลำเอียงโดยธรรมชาติ เพราะฮาร์ดแวร์ที่ใช้ไม่รองรับ Windows 11 อย่างเป็นทางการ และยังใช้ HDD แทน SSD ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้าลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความต้องการทรัพยากรของ Windows 11 ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน การทดสอบครอบคลุมตั้งแต่เวลาเปิดเครื่อง การใช้พื้นที่เก็บข้อมูล การใช้ RAM จำนวนแท็บที่เปิดได้ในเบราว์เซอร์ ไปจนถึงงานจริงอย่างตัดต่อเสียง–วิดีโอ และการรันโปรแกรมต่าง ๆ ผลคือ Windows 11 มักจบอันดับสุดท้ายหรือใกล้เคียงสุดท้ายเสมอ ขณะที่ Windows XP และ Windows 8.1 กลับทำคะแนนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในงานเบา ๆ และการจัดการหน่วยความจำ ท้ายที่สุด ผู้ทดสอบสรุปว่า Windows 8.1 ให้ประสบการณ์ที่ “ลื่นที่สุด” บนฮาร์ดแวร์เก่า และยังมีความทันสมัยพอสมควรเมื่อเทียบกับ XP หรือ 7 อย่างไรก็ตาม หากใช้ฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ผลลัพธ์จะกลับตาลปัตรทันที เพราะ Windows 11 ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ SSD, CPU รุ่นใหม่ และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่าเดิมมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Windows ทั้ง 6 รุ่น ➡️ Windows 11 ทำคะแนนต่ำสุดในแทบทุกหมวด ➡️ Windows 8.1 ทำคะแนนดีที่สุดโดยรวม ➡️ Windows XP ชนะในงานเบา ๆ เช่น RAM และพื้นที่จัดเก็บ ✅ สาเหตุที่ Windows 11 ทำผลงานแย่ ➡️ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ทดสอบไม่รองรับ Windows 11 ➡️ HDD ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้ากว่าปกติ ➡️ Windows 11 มีบริการพื้นหลังและระบบความปลอดภัยที่ใช้ทรัพยากรสูง ‼️ ข้อควรระวังในการตีความผลทดสอบ ⛔ การทดสอบไม่สะท้อนประสบการณ์จริงบนฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ⛔ ผลลัพธ์อาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า Windows 11 “แย่เสมอ” ⛔ การใช้ HDD ทำให้ระบบใหม่เสียเปรียบอย่างมาก ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป ⛔ ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์เก่าอาจพบว่า Windows 11 ช้ากว่ารุ่นก่อน ⛔ ผู้ใช้ที่ยังใช้ HDD ควรพิจารณาอัปเกรดเป็น SSD ก่อนลง Windows 10/11 ⛔ การยึดติดกับผลทดสอบนี้อาจทำให้ตัดสินใจผิดในการเลือก OS https://www.tomshardware.com/software/windows/speed-test-pits-six-generations-of-windows-against-each-other-windows-11-placed-dead-last-across-most-benchmarks-8-1-emerges-as-unexpected-winner-in-this-unscientific-comparison
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 115 มุมมอง 0 รีวิว
  • ศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องย้ายขึ้นสู่อวกาศ: เมื่อโลกเริ่มไม่พอสำหรับพลังงานและพื้นที่

    การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงจนผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มกังวลว่า โลกอาจไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานและพื้นที่ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้อีกต่อไป. บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, OpenAI, Microsoft และ Amazon ทุ่มเงินระดับ “หลายแสนล้านถึงล้านล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอ น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ.

    ไอเดียที่ดูเหมือนหลุดจากนิยายไซไฟจึงเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจัง: สร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ. Google เปิดตัว Project Suncatcher ที่เตรียมทดสอบในปี 2027 ขณะที่ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman และ Jensen Huang ต่างสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าอวกาศคือคำตอบของการขยายพลังประมวลผล AI ในอนาคต.

    ข้อดีสำคัญของศูนย์ข้อมูลในอวกาศคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่แทบไม่จำกัด ไม่มีเมฆ ไม่มีเวลากลางคืน และไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมแบบบนโลก นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องชุมชนต่อต้านหรือผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็มีมากเช่นกัน ทั้งต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศที่ยังสูงลิ่ว ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศ และความทนทานของชิปต่อรังสีคอสมิกที่อาจทำให้ระบบล้มเหลวได้ง่ายกว่าเดิม.

    แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าโครงการนี้ “เป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ” แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านว่าเป็นแนวคิดที่เกินจริงและอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำวงการ AI และอวกาศพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกัน ทำให้แนวคิด “Data Center นอกโลก” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นทิศทางที่อาจเกิดขึ้นจริงเมื่อโลกเริ่มแตะเพดานพลังงานของตัวเอง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูลอาจต้องย้ายขึ้นอวกาศ
    ความต้องการพลังงานของ AI เพิ่มขึ้นจนโลกเริ่มรองรับไม่ไหว
    หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้า–น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านศูนย์ข้อมูลใหม่

    บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนแนวคิดนี้
    Google กับ Project Suncatcher เตรียมทดสอบปี 2027
    Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman, Jensen Huang ต่างเห็นด้วยกับแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ

    ข้อดีของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ
    พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด
    ไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนต่อต้าน

    ข้อควรระวังและความท้าทาย
    ต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นอวกาศยังสูงมาก (หลายพันดอลลาร์ต่อกิโลกรัม)
    ชิปคอมพิวเตอร์ยังไม่ทนต่อรังสีในอวกาศ ทำให้ระบบอาจล้มเหลวได้ง่าย

    ความเป็นไปได้ยังต้องใช้เวลา
    ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าแนวคิดนี้ยัง “เกินจริง” และอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง
    ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศยังเป็นอุปสรรคใหญ่

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/even-the-sky-may-not-be-the-limit-for-ai-data-centres
    🚀 ศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องย้ายขึ้นสู่อวกาศ: เมื่อโลกเริ่มไม่พอสำหรับพลังงานและพื้นที่ การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงจนผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มกังวลว่า โลกอาจไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานและพื้นที่ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้อีกต่อไป. บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, OpenAI, Microsoft และ Amazon ทุ่มเงินระดับ “หลายแสนล้านถึงล้านล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอ น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ. ไอเดียที่ดูเหมือนหลุดจากนิยายไซไฟจึงเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจัง: สร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ. Google เปิดตัว Project Suncatcher ที่เตรียมทดสอบในปี 2027 ขณะที่ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman และ Jensen Huang ต่างสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าอวกาศคือคำตอบของการขยายพลังประมวลผล AI ในอนาคต. ข้อดีสำคัญของศูนย์ข้อมูลในอวกาศคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่แทบไม่จำกัด ไม่มีเมฆ ไม่มีเวลากลางคืน และไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมแบบบนโลก นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องชุมชนต่อต้านหรือผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็มีมากเช่นกัน ทั้งต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศที่ยังสูงลิ่ว ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศ และความทนทานของชิปต่อรังสีคอสมิกที่อาจทำให้ระบบล้มเหลวได้ง่ายกว่าเดิม. แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าโครงการนี้ “เป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ” แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านว่าเป็นแนวคิดที่เกินจริงและอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำวงการ AI และอวกาศพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกัน ทำให้แนวคิด “Data Center นอกโลก” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นทิศทางที่อาจเกิดขึ้นจริงเมื่อโลกเริ่มแตะเพดานพลังงานของตัวเอง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูลอาจต้องย้ายขึ้นอวกาศ ➡️ ความต้องการพลังงานของ AI เพิ่มขึ้นจนโลกเริ่มรองรับไม่ไหว ➡️ หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้า–น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านศูนย์ข้อมูลใหม่ ✅ บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ➡️ Google กับ Project Suncatcher เตรียมทดสอบปี 2027 ➡️ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman, Jensen Huang ต่างเห็นด้วยกับแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ✅ ข้อดีของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ➡️ พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด ➡️ ไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนต่อต้าน ‼️ ข้อควรระวังและความท้าทาย ⛔ ต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นอวกาศยังสูงมาก (หลายพันดอลลาร์ต่อกิโลกรัม) ⛔ ชิปคอมพิวเตอร์ยังไม่ทนต่อรังสีในอวกาศ ทำให้ระบบอาจล้มเหลวได้ง่าย ‼️ ความเป็นไปได้ยังต้องใช้เวลา ⛔ ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าแนวคิดนี้ยัง “เกินจริง” และอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง ⛔ ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศยังเป็นอุปสรรคใหญ่ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/even-the-sky-may-not-be-the-limit-for-ai-data-centres
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Even the sky may not be the limit for AI data centres
    Some tech leaders are concerned that the artificial intelligence race will exhaust available land and energy. The solution might lie in orbit.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 113 มุมมอง 0 รีวิว
  • The Insider Crisis: เมื่อพนักงาน Outsource ถูกซื้อให้ขายความลับล้ำค่าของ Ubisoft

    เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนวงการเกมและความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เมื่อกลุ่มวิจัย vx‑underground เปิดเผยข้อมูลการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยัง Ubisoft และแฟรนไชส์ดังอย่าง Rainbow Six Siege โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่าพนักงาน Outsource ในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรข้ามชาติที่พึ่งพาการ Outsource อย่างหนัก และเผยให้เห็น “ตลาดมืดของพนักงานภายใน” ที่พร้อมขายสิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา

    จากข้อมูลที่ VX เปิดเผย แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครื่องมือสำคัญของ Ubisoft เช่น Microsoft Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ผ่านสิทธิ์ของพนักงานที่ถูกซื้อไป ในการโจมตีล่าสุด ผู้โจมตีซ่อนตัวอยู่ในระบบนานถึง 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูลมากถึง 900 GB โดยเป้าหมายหลักคือข้อมูลของ Rainbow Six Siege รวมถึงความพยายามฉีดเงินในเกมและไอเท็มมูลค่ากว่า 339 พันล้านดอลลาร์เข้าไปในบัญชีผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับชุมชนเกมทั่วโลก

    แท้จริงแล้ว แฮกเกอร์ไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่แบบแรนซัมแวร์ทั่วไป แต่ต้องการควบคุมบัญชีเกมและเข้าถึงทรัพย์สินภายใน เช่น ซอร์สโค้ดของเกม พวกเขายังร่วมมือกับพนักงานภายในเพื่อสร้าง “ซัพพลายเชนใต้ดิน” ที่ช่วยให้สามารถแก้ไขบัญชีผู้เล่นตามคำสั่ง และพยายามใช้ช่องโหว่ MongoDB “MongoBleed” เพื่อเจาะลึกเข้าไปยัง Git repository ของ Ubisoft แม้ Ubisoft จะยืนยันว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่ภาพหน้าจอภายในชี้ว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเอกสารพัฒนาเกมและการสื่อสารภายในบางส่วนได้จริง

    ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากค่าตอบแทนที่ต่ำของทีม Outsource ซึ่งทำงานด้านสนับสนุนลูกค้าเป็นหลัก ทำให้สินบนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ทั้งปีของพวกเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้—กรณี Coinbase ก็เคยถูกเจาะเพราะพนักงาน Outsource ทำหน้าที่เป็น Insider เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากบริษัทไม่แก้ไขปัญหาความซื่อสัตย์ของบุคลากรและไม่บังคับใช้หลักการ least‑privilege อย่างเข้มงวด การป้องกันด้วยไฟร์วอลล์หรือการเข้ารหัสก็แทบไม่มีความหมาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    vx‑underground เปิดเผยการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน Outsource ของ Ubisoft
    พนักงานในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์
    แฮกเกอร์เข้าถึง Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas
    ผู้โจมตีอยู่ในระบบ 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูล 900 GB
    มีการฉีดเงินและไอเท็มในเกม Rainbow Six Siege มูลค่า $339T
    เป้าหมายคือบัญชีเกมและซอร์สโค้ด ไม่ใช่การเรียกค่าไถ่
    มีความพยายามใช้ช่องโหว่ MongoBleed เพื่อเข้าถึง Git repository
    Ubisoft ระบุว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่มีการเข้าถึงเอกสารภายในบางส่วน

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    Outsource ที่ค่าตอบแทนต่ำเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการถูกซื้อให้เป็น Insider
    การตรวจสอบและควบคุมสิทธิ์ในศูนย์ปฏิบัติการต่างประเทศทำได้ยาก
    การถ่ายภาพข้อมูลจากหน้าจอเป็นช่องโหว่ที่ระบบตรวจจับไม่สามารถป้องกันได้
    หากบุคลากรภายในขายสิทธิ์เข้าถึง แม้ระบบเข้ารหัสหรือไฟร์วอลล์ก็ไม่สามารถป้องกันได้

    https://securityonline.info/the-insider-crisis-how-bribed-outsourced-staff-sold-out-ubisofts-crown-jewels
    🕵️‍♀️🔥 The Insider Crisis: เมื่อพนักงาน Outsource ถูกซื้อให้ขายความลับล้ำค่าของ Ubisoft เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนวงการเกมและความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เมื่อกลุ่มวิจัย vx‑underground เปิดเผยข้อมูลการโจมตีที่พุ่งเป้าไปยัง Ubisoft และแฟรนไชส์ดังอย่าง Rainbow Six Siege โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่าพนักงาน Outsource ในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรข้ามชาติที่พึ่งพาการ Outsource อย่างหนัก และเผยให้เห็น “ตลาดมืดของพนักงานภายใน” ที่พร้อมขายสิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา จากข้อมูลที่ VX เปิดเผย แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครื่องมือสำคัญของ Ubisoft เช่น Microsoft Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ผ่านสิทธิ์ของพนักงานที่ถูกซื้อไป ในการโจมตีล่าสุด ผู้โจมตีซ่อนตัวอยู่ในระบบนานถึง 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูลมากถึง 900 GB โดยเป้าหมายหลักคือข้อมูลของ Rainbow Six Siege รวมถึงความพยายามฉีดเงินในเกมและไอเท็มมูลค่ากว่า 339 พันล้านดอลลาร์เข้าไปในบัญชีผู้เล่นจำนวนมาก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับชุมชนเกมทั่วโลก แท้จริงแล้ว แฮกเกอร์ไม่ได้ต้องการเงินค่าไถ่แบบแรนซัมแวร์ทั่วไป แต่ต้องการควบคุมบัญชีเกมและเข้าถึงทรัพย์สินภายใน เช่น ซอร์สโค้ดของเกม พวกเขายังร่วมมือกับพนักงานภายในเพื่อสร้าง “ซัพพลายเชนใต้ดิน” ที่ช่วยให้สามารถแก้ไขบัญชีผู้เล่นตามคำสั่ง และพยายามใช้ช่องโหว่ MongoDB “MongoBleed” เพื่อเจาะลึกเข้าไปยัง Git repository ของ Ubisoft แม้ Ubisoft จะยืนยันว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่ภาพหน้าจอภายในชี้ว่าผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเอกสารพัฒนาเกมและการสื่อสารภายในบางส่วนได้จริง ปัญหานี้มีรากเหง้ามาจากค่าตอบแทนที่ต่ำของทีม Outsource ซึ่งทำงานด้านสนับสนุนลูกค้าเป็นหลัก ทำให้สินบนเพียงไม่กี่พันดอลลาร์มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ทั้งปีของพวกเขา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุลักษณะนี้—กรณี Coinbase ก็เคยถูกเจาะเพราะพนักงาน Outsource ทำหน้าที่เป็น Insider เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากบริษัทไม่แก้ไขปัญหาความซื่อสัตย์ของบุคลากรและไม่บังคับใช้หลักการ least‑privilege อย่างเข้มงวด การป้องกันด้วยไฟร์วอลล์หรือการเข้ารหัสก็แทบไม่มีความหมาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ vx‑underground เปิดเผยการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน Outsource ของ Ubisoft ➡️ พนักงานในอินเดียและแอฟริกาใต้ถูกติดสินบนเพื่อเปิดทางให้แฮกเกอร์ ➡️ แฮกเกอร์เข้าถึง Teams, Confluence, SharePoint และ Atlas ➡️ ผู้โจมตีอยู่ในระบบ 48 ชั่วโมง พยายามขโมยข้อมูล 900 GB ➡️ มีการฉีดเงินและไอเท็มในเกม Rainbow Six Siege มูลค่า $339T ➡️ เป้าหมายคือบัญชีเกมและซอร์สโค้ด ไม่ใช่การเรียกค่าไถ่ ➡️ มีความพยายามใช้ช่องโหว่ MongoBleed เพื่อเข้าถึง Git repository ➡️ Ubisoft ระบุว่าไม่มีข้อมูลผู้เล่นรั่วไหล แต่มีการเข้าถึงเอกสารภายในบางส่วน ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ Outsource ที่ค่าตอบแทนต่ำเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการถูกซื้อให้เป็น Insider ⛔ การตรวจสอบและควบคุมสิทธิ์ในศูนย์ปฏิบัติการต่างประเทศทำได้ยาก ⛔ การถ่ายภาพข้อมูลจากหน้าจอเป็นช่องโหว่ที่ระบบตรวจจับไม่สามารถป้องกันได้ ⛔ หากบุคลากรภายในขายสิทธิ์เข้าถึง แม้ระบบเข้ารหัสหรือไฟร์วอลล์ก็ไม่สามารถป้องกันได้ https://securityonline.info/the-insider-crisis-how-bribed-outsourced-staff-sold-out-ubisofts-crown-jewels
    SECURITYONLINE.INFO
    The Insider Crisis: How Bribed Outsourced Staff Sold Out Ubisoft’s Crown Jewels
    Hackers bribed Ubisoft outsourced staff for backend access, leading to a $339T currency exploit and a massive source code leak. Is outsourcing to blame?
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 105 มุมมอง 0 รีวิว
  • “ยศชนัน” ยิ้มรับ ไม่ติดโผตัวเต็งนายกรัฐมนตรีจากนิด้าโพล ระบุพร้อมน้อมรับทุกความคิดเห็นของประชาชน ไม่กังวลกระแสชาตินิยมกลบนโยบาย แย้มพรรคเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง วันที่ 8 ม.ค.นี้ หลังลงพื้นที่ เติมเต็มสิ่งที่ประชาชนต้องการ
    .
    เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่ชุมชนคลองเตย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง ว่า เป็นนโยบายที่ต่อยอดจากการลงพื้นที่ของแกนนำและผู้สมัครในแต่ละภาค เพื่อนำสิ่งที่ยังขาดมาปรับเติมให้ตรงกับความต้องการของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
    .
    นายยศชนัน ระบุว่า ไม่กังวลที่หลายพรรคทยอยเปิดนโยบายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค สิ่งสำคัญคือการทำให้นโยบายตอบโจทย์ประชาชนจริง พร้อมย้ำว่า วันนี้ประเทศมีหลายปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาหนุนช่วยอย่างเป็นรูปธรรม
    .
    ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่พรรคเพื่อไทยไม่ติดโผในบางพื้นที่ นายยศชนัน ระบุว่า ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชนและพร้อมรับฟังทุกความเห็น พร้อมย้ำว่ายังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนให้พิสูจน์ว่านโยบายสามารถส่งถึงมือประชาชนได้จริง ขณะเดียวกันก็มีหลายโพลที่คะแนนยังนำ ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้ทีมงานเดินหน้าทำงานต่อไป
    .
    นายยศชนัน ยังยิ้มรับกระแสตอบรับจากประชาชนในการลงพื้นที่ พร้อมระบุว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้สมัครและทีมพรรค ที่ช่วยกันสื่อสารนโยบายอย่างใกล้ชิด ทำให้ประชาชนจดจำและให้การตอบรับที่ดีมากขึ้น
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000793
    .
    #News1 #News1live #เพื่อไทย #ยศชนัน #นิด้าโพล #เลือกตั้ง
    “ยศชนัน” ยิ้มรับ ไม่ติดโผตัวเต็งนายกรัฐมนตรีจากนิด้าโพล ระบุพร้อมน้อมรับทุกความคิดเห็นของประชาชน ไม่กังวลกระแสชาตินิยมกลบนโยบาย แย้มพรรคเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง วันที่ 8 ม.ค.นี้ หลังลงพื้นที่ เติมเต็มสิ่งที่ประชาชนต้องการ . เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่ชุมชนคลองเตย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเปิดนโยบายรอบสอง ว่า เป็นนโยบายที่ต่อยอดจากการลงพื้นที่ของแกนนำและผู้สมัครในแต่ละภาค เพื่อนำสิ่งที่ยังขาดมาปรับเติมให้ตรงกับความต้องการของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด . นายยศชนัน ระบุว่า ไม่กังวลที่หลายพรรคทยอยเปิดนโยบายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค สิ่งสำคัญคือการทำให้นโยบายตอบโจทย์ประชาชนจริง พร้อมย้ำว่า วันนี้ประเทศมีหลายปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาหนุนช่วยอย่างเป็นรูปธรรม . ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่พรรคเพื่อไทยไม่ติดโผในบางพื้นที่ นายยศชนัน ระบุว่า ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชนและพร้อมรับฟังทุกความเห็น พร้อมย้ำว่ายังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนให้พิสูจน์ว่านโยบายสามารถส่งถึงมือประชาชนได้จริง ขณะเดียวกันก็มีหลายโพลที่คะแนนยังนำ ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้ทีมงานเดินหน้าทำงานต่อไป . นายยศชนัน ยังยิ้มรับกระแสตอบรับจากประชาชนในการลงพื้นที่ พร้อมระบุว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้สมัครและทีมพรรค ที่ช่วยกันสื่อสารนโยบายอย่างใกล้ชิด ทำให้ประชาชนจดจำและให้การตอบรับที่ดีมากขึ้น . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000793 . #News1 #News1live #เพื่อไทย #ยศชนัน #นิด้าโพล #เลือกตั้ง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 172 มุมมอง 0 รีวิว
  • F‑Droid ได้ “หัวใจใหม่” — อัปเกรดเซิร์ฟเวอร์หลักให้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า

    F‑Droid ประกาศอัปเกรดเซิร์ฟเวอร์หลักที่ใช้สำหรับ build และ publish แอปทั้งหมดในรีโปหลัก ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของโปรเจกต์ การอัปเกรดนี้เกิดขึ้นได้เพราะเงินบริจาคจากชุมชนโดยตรง และผลลัพธ์คือความเร็วที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั่วทั้งระบบ

    เซิร์ฟเวอร์เก่ามีอายุ 12 ปี และใช้งานต่อเนื่องมา 5 ปี ซึ่งถือว่าเกินอายุการใช้งานในโลกของ infrastructure แล้ว ทำให้ build ช้า และต้องดูแลมากขึ้นเรื่อย ๆ

    เซิร์ฟเวอร์ใหม่อยู่ที่ไหน?
    F‑Droid ไม่ได้วางเครื่องไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป แต่เลือกให้ ผู้มีส่วนร่วมระยะยาวของโปรเจกต์เป็นผู้ถือครองเครื่องจริง เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อถือได้สูงสุด
    ทีมรู้ว่าเครื่องอยู่ที่ไหน
    ใครเข้าถึงได้
    ควบคุมระยะไกลได้เต็มที่

    นี่เป็นแนวทางที่ “ยากกว่า” แต่สอดคล้องกับค่านิยมของ F‑Droid เรื่องความโปร่งใสและความปลอดภัย

    ประสิทธิภาพดีขึ้นแค่ไหน?
    ผลลัพธ์ชัดเจนมาก:
    ก่อนหน้า: อัปเดตรีโป ทุก 3–4 วัน
    ต.ค. 2025: เหลือ ทุก 2 วัน
    พ.ย. 2025: เหลือ ทุกวัน
    ธ.ค. 2025: เร็วถึงขั้น วันละ 2 ครั้ง

    ตอนนี้ F‑Droid สามารถ:
    build แอปที่ auto‑update ทั้งหมดในรอบเช้า
    build แอปใหม่/แก้ไข/อัปเดตด้วยมือในรอบเย็น

    ทำให้ผู้ใช้ได้รับอัปเดตเร็วขึ้นมาก และลดภาระของทีมดูแลระบบด้วย

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะ “ชุมชน”
    F‑Droid ย้ำว่าอัปเกรดนี้เกิดขึ้นได้เพราะเงินบริจาคจากผู้ใช้ทุกคน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทุกส่วนช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานของโปรเจกต์แข็งแรงขึ้น และทำให้ F‑Droid ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ อิสระ โปร่งใส และเชื่อถือได้

    https://f-droid.org/2025/12/30/a-faster-heart-for-f-droid.html
    🚀 F‑Droid ได้ “หัวใจใหม่” — อัปเกรดเซิร์ฟเวอร์หลักให้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า F‑Droid ประกาศอัปเกรดเซิร์ฟเวอร์หลักที่ใช้สำหรับ build และ publish แอปทั้งหมดในรีโปหลัก ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของโปรเจกต์ การอัปเกรดนี้เกิดขึ้นได้เพราะเงินบริจาคจากชุมชนโดยตรง และผลลัพธ์คือความเร็วที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั่วทั้งระบบ เซิร์ฟเวอร์เก่ามีอายุ 12 ปี และใช้งานต่อเนื่องมา 5 ปี ซึ่งถือว่าเกินอายุการใช้งานในโลกของ infrastructure แล้ว ทำให้ build ช้า และต้องดูแลมากขึ้นเรื่อย ๆ 🏢 เซิร์ฟเวอร์ใหม่อยู่ที่ไหน? F‑Droid ไม่ได้วางเครื่องไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป แต่เลือกให้ ผู้มีส่วนร่วมระยะยาวของโปรเจกต์เป็นผู้ถือครองเครื่องจริง เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อถือได้สูงสุด 💠 ทีมรู้ว่าเครื่องอยู่ที่ไหน 💠 ใครเข้าถึงได้ 💠 ควบคุมระยะไกลได้เต็มที่ นี่เป็นแนวทางที่ “ยากกว่า” แต่สอดคล้องกับค่านิยมของ F‑Droid เรื่องความโปร่งใสและความปลอดภัย ⚡ ประสิทธิภาพดีขึ้นแค่ไหน? ผลลัพธ์ชัดเจนมาก: 💠 ก่อนหน้า: อัปเดตรีโป ทุก 3–4 วัน 💠 ต.ค. 2025: เหลือ ทุก 2 วัน 💠 พ.ย. 2025: เหลือ ทุกวัน 💠 ธ.ค. 2025: เร็วถึงขั้น วันละ 2 ครั้ง ตอนนี้ F‑Droid สามารถ: 💠 build แอปที่ auto‑update ทั้งหมดในรอบเช้า 💠 build แอปใหม่/แก้ไข/อัปเดตด้วยมือในรอบเย็น ทำให้ผู้ใช้ได้รับอัปเดตเร็วขึ้นมาก และลดภาระของทีมดูแลระบบด้วย ❤️ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะ “ชุมชน” F‑Droid ย้ำว่าอัปเกรดนี้เกิดขึ้นได้เพราะเงินบริจาคจากผู้ใช้ทุกคน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทุกส่วนช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานของโปรเจกต์แข็งแรงขึ้น และทำให้ F‑Droid ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ อิสระ โปร่งใส และเชื่อถือได้ https://f-droid.org/2025/12/30/a-faster-heart-for-f-droid.html
    F-DROID.ORG
    A faster heart for F-Droid. Our new server is here! | F-Droid - Free and Open Source Android App Repository
    Donations are a key part of what keeps F-Droid independent and reliable and our latest hardware update is a direct result of your support. Thanks to donation...
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 76 มุมมอง 0 รีวิว
  • “How I rebooted my social life” — เมื่อชีวิตสบายเกินไปจนความสัมพันธ์หายไป

    บทความนี้เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ James O’Malley ที่พบว่าชีวิตของเขา “ดีเกินไป” จนทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมหายไปโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะมีบ้านที่น่าอยู่ งานที่ทำจากที่บ้านได้ทั้งหมด และความสะดวกสบายรอบด้าน แต่สิ่งที่ค่อย ๆ หายไปคือการพบปะผู้คนจริง ๆ จนทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและเหมือนกำลัง “เสียสติ” อยู่เงียบ ๆ

    เขาอธิบายว่าปัจจัยที่ทำให้สังคมของเขาหายไปเกิดจากหลายอย่าง ทั้งการทำงานจากบ้าน 100%, การไม่มีลูก, เพื่อนที่มีครอบครัวจนไม่ค่อยเจอกัน, และความสบายที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเลย ความสบายเหล่านี้ทำให้เขา “over-optimize” ชีวิตจนตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกโดยไม่ตั้งใจ

    จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าแม้จะมีเพื่อนมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่เขา “ไม่มีชุมชน” อยู่จริง ๆ เขาเคยต่อต้านแนวคิดเรื่องชุมชนเพราะมองว่ามันจำกัดเสรีภาพ แต่เมื่อถึงจุดที่ความสัมพันธ์หายไป เขากลับพบว่าชุมชนคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างลึกซึ้ง ทั้งเพื่อความผูกพัน ความหมาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง

    สุดท้ายเขาตัดสินใจ “สร้างชุมชนขึ้นเอง” โดยเริ่มจากการจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ แล้วขยายเป็นกิจกรรมพบปะรายเดือน เชิญเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ และคนรู้จักหลวม ๆ ให้มารวมตัวกัน ผลลัพธ์คือเขาได้สร้างเครือข่ายสังคมใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้เขียน
    ชีวิตสบายจนไม่ต้องออกจากบ้าน
    ความสัมพันธ์หายไปเพราะทำงานจากบ้านและเพื่อนมีครอบครัว
    มีเพื่อนออนไลน์มาก แต่ไม่มี “ชุมชนจริง”

    สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบ
    มนุษย์ต้องการชุมชนเพื่อความผูกพันและสุขภาพจิต
    ชุมชนช่วยสร้างความหมายและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง
    การต่อต้านชุมชนเพราะกลัว “ค่านิยมกดทับ” อาจทำให้โดดเดี่ยว

    ข้อควรระวังหรือบทเรียนสำคัญ
    การอยู่บ้านมากเกินไปอาจทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ หายไป
    ความสบายอาจทำให้เราตัดตัวเองออกจากโลกโดยไม่รู้ตัว
    การรอให้ชุมชนเกิดขึ้นเองอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย

    https://takes.jamesomalley.co.uk/p/this-might-be-oversharing
    🧑‍🤝‍🧑 “How I rebooted my social life” — เมื่อชีวิตสบายเกินไปจนความสัมพันธ์หายไป บทความนี้เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ James O’Malley ที่พบว่าชีวิตของเขา “ดีเกินไป” จนทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมหายไปโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะมีบ้านที่น่าอยู่ งานที่ทำจากที่บ้านได้ทั้งหมด และความสะดวกสบายรอบด้าน แต่สิ่งที่ค่อย ๆ หายไปคือการพบปะผู้คนจริง ๆ จนทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและเหมือนกำลัง “เสียสติ” อยู่เงียบ ๆ เขาอธิบายว่าปัจจัยที่ทำให้สังคมของเขาหายไปเกิดจากหลายอย่าง ทั้งการทำงานจากบ้าน 100%, การไม่มีลูก, เพื่อนที่มีครอบครัวจนไม่ค่อยเจอกัน, และความสบายที่ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเลย ความสบายเหล่านี้ทำให้เขา “over-optimize” ชีวิตจนตัดตัวเองออกจากโลกภายนอกโดยไม่ตั้งใจ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าแม้จะมีเพื่อนมากมายบนอินเทอร์เน็ต แต่เขา “ไม่มีชุมชน” อยู่จริง ๆ เขาเคยต่อต้านแนวคิดเรื่องชุมชนเพราะมองว่ามันจำกัดเสรีภาพ แต่เมื่อถึงจุดที่ความสัมพันธ์หายไป เขากลับพบว่าชุมชนคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างลึกซึ้ง ทั้งเพื่อความผูกพัน ความหมาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง สุดท้ายเขาตัดสินใจ “สร้างชุมชนขึ้นเอง” โดยเริ่มจากการจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ แล้วขยายเป็นกิจกรรมพบปะรายเดือน เชิญเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ และคนรู้จักหลวม ๆ ให้มารวมตัวกัน ผลลัพธ์คือเขาได้สร้างเครือข่ายสังคมใหม่ที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตผู้เขียน ➡️ ชีวิตสบายจนไม่ต้องออกจากบ้าน ➡️ ความสัมพันธ์หายไปเพราะทำงานจากบ้านและเพื่อนมีครอบครัว ➡️ มีเพื่อนออนไลน์มาก แต่ไม่มี “ชุมชนจริง” ✅ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบ ➡️ มนุษย์ต้องการชุมชนเพื่อความผูกพันและสุขภาพจิต ➡️ ชุมชนช่วยสร้างความหมายและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ➡️ การต่อต้านชุมชนเพราะกลัว “ค่านิยมกดทับ” อาจทำให้โดดเดี่ยว ‼️ ข้อควรระวังหรือบทเรียนสำคัญ ⛔ การอยู่บ้านมากเกินไปอาจทำให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ หายไป ⛔ ความสบายอาจทำให้เราตัดตัวเองออกจากโลกโดยไม่รู้ตัว ⛔ การรอให้ชุมชนเกิดขึ้นเองอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลย https://takes.jamesomalley.co.uk/p/this-might-be-oversharing
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 101 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 บล็อกเกอร์ที่โด่งดังที่สุดบน Hacker News ปี 2025

    ปี 2025 เป็นปีที่มีการแข่งขันดุเดือดในโลกบล็อกเกอร์สายเทคบน Hacker News และจากข้อมูลสรุปปลายปี พบว่ามี 5 คนที่โดดเด่นที่สุด ทั้งในด้านจำนวนโพสต์ คุณภาพเนื้อหา และความนิยมจากชุมชน โดยอันดับหนึ่งยังคงเป็น Simon Willison ที่ครองตำแหน่ง 3 ปีซ้อนด้วยสไตล์การเขียนที่ตรงไปตรงมาและไม่ขายของใด ๆ เลย

    Jeff Geerling คว้าอันดับ 2 แบบเฉียดฉิวเพียง 9 คะแนนจากอันดับ 3 โดยเขาโดดเด่นจากการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ Raspberry Pi และฮาร์ดแวร์ พร้อมเขียนบล็อกประกอบวิดีโออย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่แค่แปะ transcript แบบที่หลายคนทำ ส่วนอันดับ 3 คือ Sean Goedecke ที่กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงหลังโพสต์เกี่ยวกับการทำงานใน Big Tech จนติดท็อป 100 ของปี และโพสต์ของเขาเข้าหน้าแรกถึง 47 ครั้งในปีเดียว

    อันดับ 4 คือ Brian Krebs นักข่าวสายสืบสวนด้านไซเบอร์ที่อยู่ในท็อป 10 ของ HN มานานกว่า 11 ปี โดยปีนี้มีโพสต์หนึ่งเกี่ยวกับการเมืองที่ขึ้นอันดับ 1 แต่ถูกลบเพราะโดน flag จำนวนมาก ซึ่งเป็นชะตากรรมของโพสต์การเมืองบน HN บ่อยครั้ง ปิดท้ายด้วย Neal Agarwal ที่ทำงานแนว interactive art ทุกโพสต์ของเขาขึ้นหน้าแรก และครึ่งหนึ่งขึ้นอันดับ 1 ของวัน ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีเกร็ดน่าสนใจ เช่น John Gruber กลับมาติดท็อป 10 ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 และ Mahad Kalam ที่ติดอันดับ 21 ด้วยโพสต์เดียวแต่กลายเป็นโพสต์ยอดนิยมที่สุดของปี แสดงให้เห็นว่าบางครั้ง “โพสต์เดียวก็เปลี่ยนชีวิตได้” บน Hacker News

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 บล็อกเกอร์ยอดนิยมปี 2025
    Simon Willison — ครองอันดับ 1 สามปีซ้อน, เขียนกว่า 1,000 โพสต์ในปีเดียว
    Jeff Geerling — อันดับ 2 แบบเฉียดฉิว, เน้นฮาร์ดแวร์และ Raspberry Pi
    Sean Goedecke — ดาวรุ่ง, โพสต์เข้าหน้าแรก 47 ครั้ง
    Brian Krebs — นักข่าวไซเบอร์ระดับตำนาน, ติดท็อป 10 เกือบทุกปี
    Neal Agarwal — งาน interactive art ทุกโพสต์ขึ้นหน้าแรก

    สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่น
    เนื้อหาชัดเจน มีความเห็นเฉพาะตัว
    เขียนสม่ำเสมอและมีคุณภาพ
    เข้าใจสิ่งที่ชุมชน HN สนใจ
    ไม่ขายของ ไม่โฆษณาแฝง

    เกร็ดที่ควรรู้
    โพสต์การเมืองมักถูก flag และหายจากหน้าแรกเร็ว
    ความสำเร็จบน HN มี “ดวง” เข้ามาเกี่ยวข้องไม่น้อย
    บล็อกเกอร์หน้าใหม่อาจต้องโพสต์หลายครั้งกว่าจะติดหน้าแรก

    https://refactoringenglish.com/blog/2025-hn-top-5/
    📰 5 บล็อกเกอร์ที่โด่งดังที่สุดบน Hacker News ปี 2025 ปี 2025 เป็นปีที่มีการแข่งขันดุเดือดในโลกบล็อกเกอร์สายเทคบน Hacker News และจากข้อมูลสรุปปลายปี พบว่ามี 5 คนที่โดดเด่นที่สุด ทั้งในด้านจำนวนโพสต์ คุณภาพเนื้อหา และความนิยมจากชุมชน โดยอันดับหนึ่งยังคงเป็น Simon Willison ที่ครองตำแหน่ง 3 ปีซ้อนด้วยสไตล์การเขียนที่ตรงไปตรงมาและไม่ขายของใด ๆ เลย Jeff Geerling คว้าอันดับ 2 แบบเฉียดฉิวเพียง 9 คะแนนจากอันดับ 3 โดยเขาโดดเด่นจากการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ Raspberry Pi และฮาร์ดแวร์ พร้อมเขียนบล็อกประกอบวิดีโออย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่แค่แปะ transcript แบบที่หลายคนทำ ส่วนอันดับ 3 คือ Sean Goedecke ที่กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงหลังโพสต์เกี่ยวกับการทำงานใน Big Tech จนติดท็อป 100 ของปี และโพสต์ของเขาเข้าหน้าแรกถึง 47 ครั้งในปีเดียว อันดับ 4 คือ Brian Krebs นักข่าวสายสืบสวนด้านไซเบอร์ที่อยู่ในท็อป 10 ของ HN มานานกว่า 11 ปี โดยปีนี้มีโพสต์หนึ่งเกี่ยวกับการเมืองที่ขึ้นอันดับ 1 แต่ถูกลบเพราะโดน flag จำนวนมาก ซึ่งเป็นชะตากรรมของโพสต์การเมืองบน HN บ่อยครั้ง ปิดท้ายด้วย Neal Agarwal ที่ทำงานแนว interactive art ทุกโพสต์ของเขาขึ้นหน้าแรก และครึ่งหนึ่งขึ้นอันดับ 1 ของวัน ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเกร็ดน่าสนใจ เช่น John Gruber กลับมาติดท็อป 10 ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 และ Mahad Kalam ที่ติดอันดับ 21 ด้วยโพสต์เดียวแต่กลายเป็นโพสต์ยอดนิยมที่สุดของปี แสดงให้เห็นว่าบางครั้ง “โพสต์เดียวก็เปลี่ยนชีวิตได้” บน Hacker News 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 บล็อกเกอร์ยอดนิยมปี 2025 ➡️ Simon Willison — ครองอันดับ 1 สามปีซ้อน, เขียนกว่า 1,000 โพสต์ในปีเดียว ➡️ Jeff Geerling — อันดับ 2 แบบเฉียดฉิว, เน้นฮาร์ดแวร์และ Raspberry Pi ➡️ Sean Goedecke — ดาวรุ่ง, โพสต์เข้าหน้าแรก 47 ครั้ง ➡️ Brian Krebs — นักข่าวไซเบอร์ระดับตำนาน, ติดท็อป 10 เกือบทุกปี ➡️ Neal Agarwal — งาน interactive art ทุกโพสต์ขึ้นหน้าแรก ✅ สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่น ➡️ เนื้อหาชัดเจน มีความเห็นเฉพาะตัว ➡️ เขียนสม่ำเสมอและมีคุณภาพ ➡️ เข้าใจสิ่งที่ชุมชน HN สนใจ ➡️ ไม่ขายของ ไม่โฆษณาแฝง ‼️ เกร็ดที่ควรรู้ ⛔ โพสต์การเมืองมักถูก flag และหายจากหน้าแรกเร็ว ⛔ ความสำเร็จบน HN มี “ดวง” เข้ามาเกี่ยวข้องไม่น้อย ⛔ บล็อกเกอร์หน้าใหม่อาจต้องโพสต์หลายครั้งกว่าจะติดหน้าแรก https://refactoringenglish.com/blog/2025-hn-top-5/
    REFACTORINGENGLISH.COM
    The Most Popular Blogs of Hacker News in 2025
    Who were the most popular personal bloggers of 2025, and what made them successful on Hacker News?
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 107 มุมมอง 0 รีวิว
  • IceWM 4.0 เปิดตัว! เบา เร็ว และมาพร้อม Alt+Tab แบบใหม่ที่ใช้งานลื่นกว่าเดิม

    IceWM 4.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตใหญ่ของหนึ่งใน window manager ที่เบาที่สุดบน Linux โดยเวอร์ชันนี้มาพร้อมการปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ทันสมัยขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น และตอบสนองได้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการระบบที่เบาแต่ลื่นไหลสามารถสลับหน้าต่างได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากการปรับปรุง Alt+Tab แล้ว IceWM 4.0 ยังเพิ่มการรองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนรอคอย เพราะช่วยให้เดสก์ท็อปดูคมชัดขึ้นบนหน้าจอสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจอ 2K หรือ 4K นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กจำนวนมากและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบให้ตอบสนองได้ดีขึ้น โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือเครื่องที่มีทรัพยากรจำกัด

    IceWM ยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องความเบาและความเร็ว ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ revive เครื่องเก่า หรือต้องการระบบที่กิน RAM ต่ำมาก ๆ แต่ยังคงใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน การอัปเดตครั้งนี้จึงช่วยให้ IceWM ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ Linux ที่ต้องการความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

    การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ IceWM แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของชุมชนโอเพ่นซอร์ส ที่ยังคงผลักดันให้ซอฟต์แวร์เบา ๆ แบบนี้มีชีวิตชีวาและทันสมัยอยู่เสมอ แม้จะเป็นโปรเจกต์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ได้อย่างดี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จาก IceWM 4.0
    ปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ลื่นขึ้นและใช้งานง่ายกว่าเดิม
    รองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons)
    แก้ไขบั๊กจำนวนมาก เพิ่มเสถียรภาพและความเร็ว

    ทำไมอัปเดตนี้ถึงสำคัญ
    ช่วยให้ IceWM ใช้งานได้ดีขึ้นบนจอสมัยใหม่
    เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้โดยไม่เพิ่มการใช้ทรัพยากร
    เหมาะสำหรับเครื่องเก่า เครื่องสเปกต่ำ และระบบที่ต้องการความเร็วสูง

    ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ
    ผู้ใช้ที่ปรับแต่ง Alt+Tab แบบ custom อาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้
    ธีมเก่าอาจไม่รองรับ HiDPI icons เต็มรูปแบบ
    ผู้ใช้บางรายอาจต้องปรับ config เดิมให้เข้ากับเวอร์ชันใหม่

    https://9to5linux.com/icewm-4-0-lightweight-window-manager-released-with-an-improved-alttab-switch
    🧊 IceWM 4.0 เปิดตัว! เบา เร็ว และมาพร้อม Alt+Tab แบบใหม่ที่ใช้งานลื่นกว่าเดิม IceWM 4.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตใหญ่ของหนึ่งใน window manager ที่เบาที่สุดบน Linux โดยเวอร์ชันนี้มาพร้อมการปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ทันสมัยขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น และตอบสนองได้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการระบบที่เบาแต่ลื่นไหลสามารถสลับหน้าต่างได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการปรับปรุง Alt+Tab แล้ว IceWM 4.0 ยังเพิ่มการรองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนรอคอย เพราะช่วยให้เดสก์ท็อปดูคมชัดขึ้นบนหน้าจอสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจอ 2K หรือ 4K นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กจำนวนมากและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบให้ตอบสนองได้ดีขึ้น โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือเครื่องที่มีทรัพยากรจำกัด IceWM ยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องความเบาและความเร็ว ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ revive เครื่องเก่า หรือต้องการระบบที่กิน RAM ต่ำมาก ๆ แต่ยังคงใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน การอัปเดตครั้งนี้จึงช่วยให้ IceWM ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ Linux ที่ต้องการความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ IceWM แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของชุมชนโอเพ่นซอร์ส ที่ยังคงผลักดันให้ซอฟต์แวร์เบา ๆ แบบนี้มีชีวิตชีวาและทันสมัยอยู่เสมอ แม้จะเป็นโปรเจกต์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ได้อย่างดี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จาก IceWM 4.0 ➡️ ปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ลื่นขึ้นและใช้งานง่ายกว่าเดิม ➡️ รองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons) ➡️ แก้ไขบั๊กจำนวนมาก เพิ่มเสถียรภาพและความเร็ว ✅ ทำไมอัปเดตนี้ถึงสำคัญ ➡️ ช่วยให้ IceWM ใช้งานได้ดีขึ้นบนจอสมัยใหม่ ➡️ เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้โดยไม่เพิ่มการใช้ทรัพยากร ➡️ เหมาะสำหรับเครื่องเก่า เครื่องสเปกต่ำ และระบบที่ต้องการความเร็วสูง ‼️ ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ ⛔ ผู้ใช้ที่ปรับแต่ง Alt+Tab แบบ custom อาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ ⛔ ธีมเก่าอาจไม่รองรับ HiDPI icons เต็มรูปแบบ ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจต้องปรับ config เดิมให้เข้ากับเวอร์ชันใหม่ https://9to5linux.com/icewm-4-0-lightweight-window-manager-released-with-an-improved-alttab-switch
    9TO5LINUX.COM
    IceWM 4.0 Lightweight Window Manager Released with an Improved Alt+Tab Switch - 9to5Linux
    IceWM 4.0 lightweight window manager is now available with improvements to the Alt+Tab quick switch and support for high-resolution icons.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 89 มุมมอง 0 รีวิว
  • GNU Wget 2.2.1 ออกแล้ว! เพิ่มตัวเลือกใหม่ ใช้งานง่ายขึ้น และเสถียรกว่าเดิม

    GNU Wget 2.2.1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะเวอร์ชันเสถียรล่าสุดของเครื่องมือดาวน์โหลดไฟล์ผ่านโปรโตคอลยอดนิยมอย่าง HTTP, HTTPS, FTP และ FTPS โดยอัปเดตครั้งนี้เน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการไฟล์ดาวน์โหลด รวมถึงการแก้ไขบั๊กที่ผู้ใช้รายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่โดดเด่นคือการรองรับการใช้ “local system timestamp” เมื่อใช้ตัวเลือก --no-use-server-timestamps ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมเวลาแก้ไขไฟล์ได้แม่นยำขึ้น เหมาะสำหรับงานสคริปต์อัตโนมัติและระบบที่ต้องการความสอดคล้องของเวลาไฟล์

    นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว Wget 2.2.1 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพในหลายส่วน เช่น การจัดการการเชื่อมต่อที่เสถียรขึ้น การรองรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีการตั้งค่าซับซ้อน และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเวอร์ชันก่อนหน้า ทำให้การดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ขนาดใหญ่มีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

    ในภาพรวม การอัปเดตครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานหลักของ Wget แต่เน้นการเพิ่มความแม่นยำ ความเสถียร และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลระบบและนักพัฒนาต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ระบบอัตโนมัติและ DevOps มีบทบาทสำคัญ การมีเครื่องมือที่เชื่อถือได้อย่าง Wget ถือเป็นหัวใจสำคัญของ workflow จำนวนมาก

    ชุมชนโอเพ่นซอร์สยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wget ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่แทบทุกระบบ Linux ต้องมีติดเครื่อง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ใน Wget 2.2.1
    รองรับการใช้ local system timestamp ผ่าน --no-use-server-timestamps
    ปรับปรุงการจัดการโปรโตคอล HTTP/HTTPS/FTP/FTPS ให้เสถียรขึ้น
    แก้ไขบั๊กจากเวอร์ชันก่อนหน้าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

    เหตุผลที่อัปเดตนี้สำคัญ
    ช่วยให้สคริปต์อัตโนมัติทำงานแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องพึ่ง timestamp
    ลดปัญหาการดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ใหญ่ที่อาจสะดุด
    เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบ นักพัฒนา และงาน DevOps

    ข้อควรระวังในการอัปเดต
    สคริปต์เก่าที่พึ่งพาพฤติกรรม timestamp แบบเดิมอาจต้องปรับแก้
    ควรทดสอบกับระบบจริงก่อนนำไปใช้ใน production
    การตั้งค่าบางอย่างอาจทำงานต่างจากเวอร์ชันก่อนเล็กน้อย

    https://9to5linux.com/gnu-wget-2-2-1-released-with-new-options-improvements-and-bug-fixes
    🌐 GNU Wget 2.2.1 ออกแล้ว! เพิ่มตัวเลือกใหม่ ใช้งานง่ายขึ้น และเสถียรกว่าเดิม GNU Wget 2.2.1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะเวอร์ชันเสถียรล่าสุดของเครื่องมือดาวน์โหลดไฟล์ผ่านโปรโตคอลยอดนิยมอย่าง HTTP, HTTPS, FTP และ FTPS โดยอัปเดตครั้งนี้เน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการไฟล์ดาวน์โหลด รวมถึงการแก้ไขบั๊กที่ผู้ใช้รายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่โดดเด่นคือการรองรับการใช้ “local system timestamp” เมื่อใช้ตัวเลือก --no-use-server-timestamps ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมเวลาแก้ไขไฟล์ได้แม่นยำขึ้น เหมาะสำหรับงานสคริปต์อัตโนมัติและระบบที่ต้องการความสอดคล้องของเวลาไฟล์ นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว Wget 2.2.1 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพในหลายส่วน เช่น การจัดการการเชื่อมต่อที่เสถียรขึ้น การรองรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีการตั้งค่าซับซ้อน และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเวอร์ชันก่อนหน้า ทำให้การดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ขนาดใหญ่มีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือมากขึ้น ในภาพรวม การอัปเดตครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานหลักของ Wget แต่เน้นการเพิ่มความแม่นยำ ความเสถียร และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลระบบและนักพัฒนาต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ระบบอัตโนมัติและ DevOps มีบทบาทสำคัญ การมีเครื่องมือที่เชื่อถือได้อย่าง Wget ถือเป็นหัวใจสำคัญของ workflow จำนวนมาก ชุมชนโอเพ่นซอร์สยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wget ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่แทบทุกระบบ Linux ต้องมีติดเครื่อง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน Wget 2.2.1 ➡️ รองรับการใช้ local system timestamp ผ่าน --no-use-server-timestamps ➡️ ปรับปรุงการจัดการโปรโตคอล HTTP/HTTPS/FTP/FTPS ให้เสถียรขึ้น ➡️ แก้ไขบั๊กจากเวอร์ชันก่อนหน้าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ✅ เหตุผลที่อัปเดตนี้สำคัญ ➡️ ช่วยให้สคริปต์อัตโนมัติทำงานแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องพึ่ง timestamp ➡️ ลดปัญหาการดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ใหญ่ที่อาจสะดุด ➡️ เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบ นักพัฒนา และงาน DevOps ‼️ ข้อควรระวังในการอัปเดต ⛔ สคริปต์เก่าที่พึ่งพาพฤติกรรม timestamp แบบเดิมอาจต้องปรับแก้ ⛔ ควรทดสอบกับระบบจริงก่อนนำไปใช้ใน production ⛔ การตั้งค่าบางอย่างอาจทำงานต่างจากเวอร์ชันก่อนเล็กน้อย https://9to5linux.com/gnu-wget-2-2-1-released-with-new-options-improvements-and-bug-fixes
    9TO5LINUX.COM
    GNU Wget 2.2.1 Released with New Options, Improvements, and Bug Fixes - 9to5Linux
    GNU Wget 2.2.1 open-source program for retrieving content from web servers is now available for download with various improvements and fixes.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 93 มุมมอง 0 รีวิว
  • Inkscape 1.4.3 อัปเดตใหม่! ปรับปรุง PDF Import และ Text on Path ให้แม่นยำกว่าเดิม

    Inkscape 1.4.3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตบำรุงรุ่นที่สองของซีรีส์ 1.4 โดยเน้นการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นหลัก แต่ก็มีการอัปเกรดสำคัญที่ผู้ใช้งานสายออกแบบต้องยิ้มออก นั่นคือการปรับปรุงระบบนำเข้าไฟล์ PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการเพี้ยนของฟอนต์และเลย์เอาต์ รวมถึงการปรับปรุงฟีเจอร์ Text on Path ให้ทำงานได้เสถียรและคาดเดาได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่นักออกแบบใช้บ่อยในการสร้างโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์

    นอกจากนี้ Inkscape 1.4.3 ยังแก้ปัญหาการ ungroup กลุ่มวัตถุขนาดใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมหน่วงหรือค้าง รวมถึงปรับปรุงการแปลง stroke เป็น path, pattern และ gradient เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหายระหว่างการแปลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนเจอมานาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ไฟล์สำหรับงานพิมพ์หรือการทำเลเซอร์คัต

    เมื่อมองในภาพรวม อัปเดตนี้ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่แบบหวือหวา แต่เน้นความเสถียรและความแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบระดับมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยให้ Inkscape ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือออกแบบเวกเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส ใช้ได้ฟรี และรองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, macOS และ Windows

    ในขณะเดียวกัน ชุมชนผู้พัฒนา Inkscape ยังคงเดินหน้าปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้โปรแกรมเติบโตอย่างมั่นคงและตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่งานออกแบบดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว และความต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและฟรีมีมากขึ้นทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากอัปเดต Inkscape 1.4.3
    ปรับปรุงการนำเข้า PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาฟอนต์เพี้ยนและเลย์เอาต์ผิดรูป
    Text on Path ทำงานเสถียรขึ้น เหมาะกับงานโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์
    แก้ปัญหา ungroup กลุ่มใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมค้างหรือช้า
    การแปลง stroke → path, pattern, gradient ไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายอีกต่อไป

    ความสำคัญของอัปเดตนี้ต่อผู้ใช้งาน
    เพิ่มความเสถียรในการทำงานระดับมืออาชีพ
    ลดความเสี่ยงของไฟล์เสียหรือข้อมูลหายระหว่างการแปลงวัตถุ
    เหมาะกับงานพิมพ์ งานเลเซอร์คัต และงานออกแบบที่ต้องการความละเอียดสูง

    ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ
    ผู้ใช้ที่มีปลั๊กอินเก่าอาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับเวอร์ชันใหม่
    ไฟล์ที่สร้างจากเวอร์ชันเก่ามากอาจมีพฤติกรรมแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเปิดใน 1.4.3
    ควรสำรองไฟล์งานก่อนอัปเดตเพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิด

    https://9to5linux.com/inkscape-1-4-3-open-source-svg-editor-improves-pdf-import-and-text-on-path
    🎨 Inkscape 1.4.3 อัปเดตใหม่! ปรับปรุง PDF Import และ Text on Path ให้แม่นยำกว่าเดิม Inkscape 1.4.3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตบำรุงรุ่นที่สองของซีรีส์ 1.4 โดยเน้นการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นหลัก แต่ก็มีการอัปเกรดสำคัญที่ผู้ใช้งานสายออกแบบต้องยิ้มออก นั่นคือการปรับปรุงระบบนำเข้าไฟล์ PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการเพี้ยนของฟอนต์และเลย์เอาต์ รวมถึงการปรับปรุงฟีเจอร์ Text on Path ให้ทำงานได้เสถียรและคาดเดาได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่นักออกแบบใช้บ่อยในการสร้างโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์ นอกจากนี้ Inkscape 1.4.3 ยังแก้ปัญหาการ ungroup กลุ่มวัตถุขนาดใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมหน่วงหรือค้าง รวมถึงปรับปรุงการแปลง stroke เป็น path, pattern และ gradient เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหายระหว่างการแปลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนเจอมานาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ไฟล์สำหรับงานพิมพ์หรือการทำเลเซอร์คัต เมื่อมองในภาพรวม อัปเดตนี้ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่แบบหวือหวา แต่เน้นความเสถียรและความแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบระดับมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยให้ Inkscape ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือออกแบบเวกเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส ใช้ได้ฟรี และรองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, macOS และ Windows ในขณะเดียวกัน ชุมชนผู้พัฒนา Inkscape ยังคงเดินหน้าปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้โปรแกรมเติบโตอย่างมั่นคงและตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่งานออกแบบดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว และความต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและฟรีมีมากขึ้นทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากอัปเดต Inkscape 1.4.3 ➡️ ปรับปรุงการนำเข้า PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาฟอนต์เพี้ยนและเลย์เอาต์ผิดรูป ➡️ Text on Path ทำงานเสถียรขึ้น เหมาะกับงานโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์ ➡️ แก้ปัญหา ungroup กลุ่มใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมค้างหรือช้า ➡️ การแปลง stroke → path, pattern, gradient ไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายอีกต่อไป ✅ ความสำคัญของอัปเดตนี้ต่อผู้ใช้งาน ➡️ เพิ่มความเสถียรในการทำงานระดับมืออาชีพ ➡️ ลดความเสี่ยงของไฟล์เสียหรือข้อมูลหายระหว่างการแปลงวัตถุ ➡️ เหมาะกับงานพิมพ์ งานเลเซอร์คัต และงานออกแบบที่ต้องการความละเอียดสูง ‼️ ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ ⛔ ผู้ใช้ที่มีปลั๊กอินเก่าอาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับเวอร์ชันใหม่ ⛔ ไฟล์ที่สร้างจากเวอร์ชันเก่ามากอาจมีพฤติกรรมแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเปิดใน 1.4.3 ⛔ ควรสำรองไฟล์งานก่อนอัปเดตเพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิด https://9to5linux.com/inkscape-1-4-3-open-source-svg-editor-improves-pdf-import-and-text-on-path
    9TO5LINUX.COM
    Inkscape 1.4.3 Open-Source SVG Editor Improves PDF Import and Text on Path - 9to5Linux
    Inkscape 1.4.3 open-source SVG (Scalable Vector Graphics) editor is now available for download with new features and enhancements.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 92 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts