• ฝากมุมคิด กับท่านผู้อ่าน ที่คิด no vote หรือไม่เลือกใคร หรือไม่ออกไปใช้สิทธิ์

    เราต่างรู้กันว่าประเทศเราป่วยมานาน ล่อแหลมอยู่ใต้ แก๊งค์เทาต่างๆ ตามที่สื่อ หรือสแกมเมอร์มาถึงตัวเรา แล้วการพยักหน้า ร่วมกัน no vote ที่แม้เคยตกลงกัน ในสมัยก่อน ก็ได้คะแนนไม่พอ ไม่มีการนำมาขยาย เราจึงเป็นสะใจส่วนตัว ไม่มีพลังพอ

    ดังนั้น ชวนคุณผู้อ่าน พิจารณา เราจะปล่อยประเทศไปตามยถากรรม ได้เพียงสะใจ แล้วทนทุกข์เพราะเราเป็นประชาชน ร่วมเรือลำเดียวกัน กับพยายามให้โอกาส พรรคเศรษฐกิจ หรือพรรคไทยภักดี ได้ลอง เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ เหมือนสมัยลุงจำลอง มาเป็นผู้ว่า กทม. คิดดู
    * หากพรรคเดียว หรือสองพรรค เป็นรัฐบาล
    * ยกเลิก MOU พันธนาการ กับประเทศข้างบ้าน และผลประโยชน์
    * เมกกะโปรเจค ที่สร้างงาน สร้างความเจริญ ในท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์อันเป็นภัยได้
    * เราอาจได้เกาะประจันคีรีเขต กลับมาสู่ประเทศ
    * นโยบายและแนวทางที่จะทำในแต่ละกระทรวง และ นายกฯ จะทำอะไร มีการหาเสียงแบบนี้แบบชัด ๆ เคยมีไหม
    * เราทุกคนสร้างประวัติศาสตร์ ไม่สนบ้านใหญ่ เลือกจากการไตร่ตรอง มองไกลๆ
    * ปราบคอรัปชั่น ปราบโกง ได้เหมือนเวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่เริ่มสร้างความเชื่อมั่นให้การลงทุน
    * ค่าไฟฟ้าที่ถูกลง ลดต้นทุนของธุรกิจ
    * ไม่เชื่อฮุนเซน ที่แนะให้เลือกสีแดงหรือสีส้ม

    ฝากพิจารณาด้วยนะครับ อย่าปล่อยโอกาสที่ต้องทำด้วย no vote
    ฝากมุมคิด กับท่านผู้อ่าน ที่คิด no vote หรือไม่เลือกใคร หรือไม่ออกไปใช้สิทธิ์ เราต่างรู้กันว่าประเทศเราป่วยมานาน ล่อแหลมอยู่ใต้ แก๊งค์เทาต่างๆ ตามที่สื่อ หรือสแกมเมอร์มาถึงตัวเรา แล้วการพยักหน้า ร่วมกัน no vote ที่แม้เคยตกลงกัน ในสมัยก่อน ก็ได้คะแนนไม่พอ ไม่มีการนำมาขยาย เราจึงเป็นสะใจส่วนตัว ไม่มีพลังพอ ดังนั้น ชวนคุณผู้อ่าน พิจารณา เราจะปล่อยประเทศไปตามยถากรรม ได้เพียงสะใจ แล้วทนทุกข์เพราะเราเป็นประชาชน ร่วมเรือลำเดียวกัน กับพยายามให้โอกาส พรรคเศรษฐกิจ หรือพรรคไทยภักดี ได้ลอง เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ เหมือนสมัยลุงจำลอง มาเป็นผู้ว่า กทม. คิดดู * หากพรรคเดียว หรือสองพรรค เป็นรัฐบาล * ยกเลิก MOU พันธนาการ กับประเทศข้างบ้าน และผลประโยชน์ * เมกกะโปรเจค ที่สร้างงาน สร้างความเจริญ ในท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์อันเป็นภัยได้ * เราอาจได้เกาะประจันคีรีเขต กลับมาสู่ประเทศ * นโยบายและแนวทางที่จะทำในแต่ละกระทรวง และ นายกฯ จะทำอะไร มีการหาเสียงแบบนี้แบบชัด ๆ เคยมีไหม * เราทุกคนสร้างประวัติศาสตร์ ไม่สนบ้านใหญ่ เลือกจากการไตร่ตรอง มองไกลๆ * ปราบคอรัปชั่น ปราบโกง ได้เหมือนเวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่เริ่มสร้างความเชื่อมั่นให้การลงทุน * ค่าไฟฟ้าที่ถูกลง ลดต้นทุนของธุรกิจ * ไม่เชื่อฮุนเซน ที่แนะให้เลือกสีแดงหรือสีส้ม ฝากพิจารณาด้วยนะครับ อย่าปล่อยโอกาสที่ต้องทำด้วย no vote
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • หลวงปู่ทวด วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่
    เนื้อว่านหลวงปู่ทวด หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ //พระดีพิธีใหญ๋ // พระสถาพสวยมาก พระสถาพเดิมๆ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ //#รับประกันพระแท้ตลอดชีพครับ >>

    ** พุทธคุณ"แคล้วคาดปลอดภัย" เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง การเงิน โชคลาภค้าขาย เรียกทรัพย์ เมตตามหานิยม ดีนัก.กันเสนียดจัญไร เป็นมหามงคลและสุดยอดนิรันตราย ประสบการณ์มากมาย **

    ** วัดถ้ำเสือ สมัยที่บริเวณที่ตั้งวัดถ้ำเสื้อยังเป็นป่ารก ชาวบ้านได้พบเห็นเสือโคร่งเดินเข้าออกแถบถ้ำเสือนี้อยู่เสมอ จึงเรียกกันว่า ถ้ำเสือ และเป็นชื่อหมู่บ้านนี้ด้วย เมื่อ พ.ศ. 2518 พระอาจารย์จำเนียร สีลเสฎโฐ มาบุกเบิกตอนแรกก็ยังเป็นสภาพป่ารก ท่านได้ทำเป็นสถานที่สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อจำเนียร ได้นำคณะพระภิกษุ สามเณร 53 แม่ชี 56 ท่าน จากวัดสุคนธาวาส มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อ สำนักสงฆ์หน้าชิง ตามชื่อหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2518 **

    ** พระสถาพสวยมาก พระสถาพเดิมๆ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ

    ช่องทางติดต่อ
    LINE 0881915131
    โทรศัพท์ 0881915131
    หลวงปู่ทวด วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ เนื้อว่านหลวงปู่ทวด หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ //พระดีพิธีใหญ๋ // พระสถาพสวยมาก พระสถาพเดิมๆ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ //#รับประกันพระแท้ตลอดชีพครับ >> ** พุทธคุณ"แคล้วคาดปลอดภัย" เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง การเงิน โชคลาภค้าขาย เรียกทรัพย์ เมตตามหานิยม ดีนัก.กันเสนียดจัญไร เป็นมหามงคลและสุดยอดนิรันตราย ประสบการณ์มากมาย ** ** วัดถ้ำเสือ สมัยที่บริเวณที่ตั้งวัดถ้ำเสื้อยังเป็นป่ารก ชาวบ้านได้พบเห็นเสือโคร่งเดินเข้าออกแถบถ้ำเสือนี้อยู่เสมอ จึงเรียกกันว่า ถ้ำเสือ และเป็นชื่อหมู่บ้านนี้ด้วย เมื่อ พ.ศ. 2518 พระอาจารย์จำเนียร สีลเสฎโฐ มาบุกเบิกตอนแรกก็ยังเป็นสภาพป่ารก ท่านได้ทำเป็นสถานที่สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อจำเนียร ได้นำคณะพระภิกษุ สามเณร 53 แม่ชี 56 ท่าน จากวัดสุคนธาวาส มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อ สำนักสงฆ์หน้าชิง ตามชื่อหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2518 ** ** พระสถาพสวยมาก พระสถาพเดิมๆ หายากก พระไม่ถูกใช้ครับ ช่องทางติดต่อ LINE 0881915131 โทรศัพท์ 0881915131
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar

    แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด
    รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies

    Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M
    Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine

    Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central
    Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ
    https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now

    Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103%
    ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike

    Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร
    โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง
    https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold

    อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี
    อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น
    https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why

    AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง
    CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns

    Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล
    หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative
    https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing

    คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว
    มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก
    https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026

    ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว
    Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว
    https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last

    ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด
    ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด
    https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed

    นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน
    ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง
    https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways

    Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year

    อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ
    อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know

    ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน
    OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030
    https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job

    GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V
    Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there

    AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health
    Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you

    RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์
    Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ
    https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor

    ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง
    รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์
    https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds

    Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้
    Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์
    https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    📌📡🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷📡📌 #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar 🔐 แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies ⚖️ Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine 🛡️ Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now 🚫 Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103% ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike 🧱 Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง 🔗 https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold 📸 อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why ⚠️ AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns 🧹 Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative 🔗 https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing 🏂 คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก 🔗 https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026 💻 ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last 🕵️‍♂️ ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed 👨‍💻 นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง 🔗 https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways 🍏 Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year 🚫 อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know 💼 ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030 🔗 https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job ⚡ GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there 🏥 AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you 🎨 RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์ Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor 💾 ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds 🖥️ Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้ Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 82 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline

    ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694)
    ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้
    https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices

    สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8)
    พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด
    https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8

    Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9
    Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต
    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9

    Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI
    Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon
    https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp

    Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค
    แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม
    https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative

    “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT
    แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น
    https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network

    Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone
    https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri

    อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค
    รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก
    https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt

    QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant
    QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง
    https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant

    พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ
    มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที
    https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce

    Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก
    รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย
    https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้
    มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที
    https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation

    CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว
    CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026
    https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild

    มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง
    รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก
    https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs

    Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS
    ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้
    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    📌🔐🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷🔐📌 #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline 🔥 ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694) ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices ⚠️ สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8) พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด 🔗 https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8 📱 Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9 Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9 🛒 Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp 💻 Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม 🔗 https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative 🕵️‍♂️ “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น 🔗 https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network 🤖 Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone 🔗 https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri 🇮🇳 อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก 🔗 https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt 🧩 QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง 🔗 https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant 🔐 พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที 🔗 https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce 🔐 Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย 🔗 https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws 🕵️‍♂️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้ มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที 🔗 https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation 🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026 🔗 https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild 📄 มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก 🔗 https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs 🛡️ Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้ 🔗 https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 62 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้

    งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด

    เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด

    ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing

    เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก : AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon

    แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI

    โดยรวมแล้ว CES 2026 คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป

    #ลุงเขียนหลานอ่าน
    ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้ 🚀 งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส 📍 รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ 📰 เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ✨ ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 🤖 Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 👀 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก 📊: AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect ⚠️ เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI โดยรวมแล้ว CES 2026 ⭐ คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป #ลุงเขียนหลานอ่าน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 62 มุมมอง 0 รีวิว
  • Jensen Huang: “God AI ไม่มีอยู่จริง” — ซีอีโอ Nvidia โต้กระแส Doomer ว่าทำร้ายวงการอย่างรุนแรง

    Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ No Priors โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่ากระแส “doomer narrative” หรือแนวคิดที่ว่า AI จะทำลายโลก เป็นสิ่งที่ “ทำร้ายอย่างมาก” ทั้งต่ออุตสาหกรรม ผู้คน และรัฐบาล เขามองว่าผู้มีอิทธิพลหลายคนกำลังสร้างภาพ AI แบบไซไฟเกินจริง จนทำให้สังคมหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น

    “God AI” ยังห่างไกลระดับจักรวาล ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้
    Huang ระบุว่าแนวคิด “God AI” — AI ที่เข้าใจทุกภาษา ตั้งแต่ภาษามนุษย์ไปจนถึงภาษาของโมเลกุล โปรตีน และฟิสิกส์ — เป็นสิ่งที่ไม่มีนักวิจัยคนใดมีความสามารถสร้างได้ในตอนนี้ และถ้าจะเกิดขึ้นจริงก็ต้องเป็นระดับ “จักรวาลหรือพระคัมภีร์” ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในเร็ววันหรือ “สัปดาห์หน้า” อย่างที่บางคนกังวล

    เขายังเสริมว่าเขา “ไม่ต้องการให้มี God AI” เพราะการมีอำนาจรวมศูนย์ในบริษัทหรือรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป และถ้าจะไปถึงจุดนั้น “เราควรหยุดทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้”

    AI ควรถูกใช้เพื่อยกระดับมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้หวาดกลัว
    Huang ย้ำว่าเป้าหมายของ AI ควรเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ เช่น การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเขาเคยกล่าวว่า “หุ่นยนต์คือ AI immigrants” ที่จะช่วยเติมเต็มแรงงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่าผลลัพธ์ในโลกจริงยังไม่สวยงามนัก เช่น งานวิจัยจาก Stanford ที่พบว่าประกาศรับสมัครงานลดลง 13% ใน 3 ปี และ 95% ของโครงการ AI ไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทตามรายงานของ Fortune

    แม้มีข้อกังวล แต่การลงทุนด้าน AI ยังคงพุ่งทะยาน
    แม้จะมีเสียงวิจารณ์และความกังวล แต่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง เช่น Meta ที่เพิ่งประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 กิกะวัตต์เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ตามแนวทางเดียวกับโครงการ Stargate ของ OpenAI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    มุมมองของ Jensen Huang ต่อ AI
    “God AI” เป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้
    ไม่ต้องการให้มี AI ระดับพระเจ้าเพราะอันตรายต่อมนุษยชาติ
    เชื่อว่ากระแส doomer ทำร้ายวงการและสังคมอย่างมาก

    สถานการณ์ AI ในโลกจริง
    AI ยังไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทส่วนใหญ่
    จำนวนงานลดลงบางส่วนจากการนำ AI มาใช้
    อุตสาหกรรมยังคงลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐาน AI

    ข้อกังวลที่ต้องจับตา
    ความกลัว AI อาจทำให้เกิดนโยบายที่จำกัดนวัตกรรม
    การรวมศูนย์อำนาจ AI ในองค์กรใหญ่เสี่ยงต่อความมั่นคง
    การลงทุนด้านพลังงานมหาศาลอาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/jensen-huang-claims-that-god-ai-is-a-myth-nvidia-chief-says-doomer-narrative-is-extremely-hurtful
    🤖 Jensen Huang: “God AI ไม่มีอยู่จริง” — ซีอีโอ Nvidia โต้กระแส Doomer ว่าทำร้ายวงการอย่างรุนแรง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ No Priors โดยกล่าวอย่างชัดเจนว่ากระแส “doomer narrative” หรือแนวคิดที่ว่า AI จะทำลายโลก เป็นสิ่งที่ “ทำร้ายอย่างมาก” ทั้งต่ออุตสาหกรรม ผู้คน และรัฐบาล เขามองว่าผู้มีอิทธิพลหลายคนกำลังสร้างภาพ AI แบบไซไฟเกินจริง จนทำให้สังคมหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น 🛑 “God AI” ยังห่างไกลระดับจักรวาล ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดเร็ว ๆ นี้ Huang ระบุว่าแนวคิด “God AI” — AI ที่เข้าใจทุกภาษา ตั้งแต่ภาษามนุษย์ไปจนถึงภาษาของโมเลกุล โปรตีน และฟิสิกส์ — เป็นสิ่งที่ไม่มีนักวิจัยคนใดมีความสามารถสร้างได้ในตอนนี้ และถ้าจะเกิดขึ้นจริงก็ต้องเป็นระดับ “จักรวาลหรือพระคัมภีร์” ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดในเร็ววันหรือ “สัปดาห์หน้า” อย่างที่บางคนกังวล เขายังเสริมว่าเขา “ไม่ต้องการให้มี God AI” เพราะการมีอำนาจรวมศูนย์ในบริษัทหรือรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป และถ้าจะไปถึงจุดนั้น “เราควรหยุดทุกอย่างตั้งแต่ตอนนี้” 🧠 AI ควรถูกใช้เพื่อยกระดับมนุษย์ ไม่ใช่ทำให้หวาดกลัว Huang ย้ำว่าเป้าหมายของ AI ควรเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ เช่น การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเขาเคยกล่าวว่า “หุ่นยนต์คือ AI immigrants” ที่จะช่วยเติมเต็มแรงงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม เขาก็ยอมรับว่าผลลัพธ์ในโลกจริงยังไม่สวยงามนัก เช่น งานวิจัยจาก Stanford ที่พบว่าประกาศรับสมัครงานลดลง 13% ใน 3 ปี และ 95% ของโครงการ AI ไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทตามรายงานของ Fortune ⚡ แม้มีข้อกังวล แต่การลงทุนด้าน AI ยังคงพุ่งทะยาน แม้จะมีเสียงวิจารณ์และความกังวล แต่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง เช่น Meta ที่เพิ่งประกาศสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 6 กิกะวัตต์เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ตามแนวทางเดียวกับโครงการ Stargate ของ OpenAI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ มุมมองของ Jensen Huang ต่อ AI ➡️ “God AI” เป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ ➡️ ไม่ต้องการให้มี AI ระดับพระเจ้าเพราะอันตรายต่อมนุษยชาติ ➡️ เชื่อว่ากระแส doomer ทำร้ายวงการและสังคมอย่างมาก ✅ สถานการณ์ AI ในโลกจริง ➡️ AI ยังไม่ส่งผลต่อกำไรบริษัทส่วนใหญ่ ➡️ จำนวนงานลดลงบางส่วนจากการนำ AI มาใช้ ➡️ อุตสาหกรรมยังคงลงทุนหนักในโครงสร้างพื้นฐาน AI ‼️ ข้อกังวลที่ต้องจับตา ⛔ ความกลัว AI อาจทำให้เกิดนโยบายที่จำกัดนวัตกรรม ⛔ การรวมศูนย์อำนาจ AI ในองค์กรใหญ่เสี่ยงต่อความมั่นคง ⛔ การลงทุนด้านพลังงานมหาศาลอาจสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/jensen-huang-claims-that-god-ai-is-a-myth-nvidia-chief-says-doomer-narrative-is-extremely-hurtful
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 46 มุมมอง 0 รีวิว
  • Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่

    บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง

    N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด
    N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม
    GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores)
    CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace
    พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek

    ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย

    ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ

    ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ
    Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X
    หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2
    อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่
    การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย

    สเปกและความสำคัญของ N1X
    GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์
    เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค
    ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek

    เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ
    ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์
    Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ
    ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
    Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่
    Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่
    ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    🚀 Nvidia N1X โผล่อีกครั้ง! หลุดจากเอกสารขนส่ง เผย Dell เคยทดลองใส่ใน XPS รุ่นใหม่ บทความรายงานว่าแม้ Nvidia จะไม่เปิดตัว N1/N1X ในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลใหม่จาก shipping manifest กลับเผยว่า Dell เคยทดสอบชิป N1X ES2 บนโน้ตบุ๊กที่ชื่อ Dell 16 Premium ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์กลับเป็น Dell XPS ในช่วงท้ายของการพัฒนา นั่นหมายความว่า Dell อาจเคยพิจารณานำ N1X ลงใน XPS รุ่นใหม่จริงก่อนจะยกเลิกในภายหลัง 💻 N1X คืออะไร? — ชิป ARM + GPU ระดับ RTX 5070 ที่ไม่เคยได้ออกสู่ตลาด N1X ถูกลือว่าเป็น SoC ที่รวม 💠 GPU ระดับ RTX 5070 (6,144 CUDA cores) 💠 CPU ARM 20 คอร์ สถาปัตยกรรม Grace 💠 พัฒนาโดย Nvidia ร่วมกับ MediaTek ชิปตระกูล N1 ถูกยืนยันว่ามีตัวตนจริง เพราะเป็นพื้นฐานของ GB10 Superchip ใน DGX Spark ตามคำกล่าวของ Jensen Huang เอง แต่เวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (N1/N1X) ไม่เคยถูกปล่อยออกมาเลย 🏁 ทำไมมันถึงไม่ออกตลาด? — ปัจจัยหลายด้านอาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ บทความชี้ว่าการที่ Dell เปลี่ยนชื่อรุ่นในช่วงท้าย และไม่มีการเปิดตัว N1X อาจสะท้อนว่าโปรเจกต์ถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย ทั้งจากฝั่ง Dell และ Nvidia เอง นอกจากนี้ยังมี “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” คือ ดีลความร่วมมือระหว่าง Nvidia กับ Intel ในการพัฒนา x86 RTX SoC ซึ่งอาจทำให้ N1X กลายเป็นคู่แข่งภายในโดยไม่ตั้งใจ 🧠 ถ้า N1X ออกจริง จะเป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภคครั้งแรกในรอบทศวรรษ Nvidia เคยทำ CPU ARM สำหรับผู้ใช้ทั่วไปครั้งสุดท้ายในยุค Tegra X1 (Nintendo Switch) หลังจากนั้นก็หันไปทำเฉพาะชิปสำหรับองค์กร หาก N1X ได้ออกจริง มันจะเป็นคู่แข่งตรงของ Ryzen APU และ Qualcomm Windows‑on‑ARM แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าโอกาสนั้นจะเลือนลางลงเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ N1X ➡️ หลุดจากเอกสารขนส่งว่า Dell เคยทดสอบ N1X ES2 ➡️ อาจเคยถูกพิจารณาให้ลงใน XPS รุ่นใหม่ ➡️ การรีแบรนด์รุ่นอาจบ่งชี้ว่าถูกยกเลิกในช่วงท้าย ✅ สเปกและความสำคัญของ N1X ➡️ GPU ระดับ RTX 5070 + CPU ARM 20 คอร์ ➡️ เป็นการกลับมาของ Nvidia ในตลาด CPU ผู้บริโภค ➡️ ใช้สถาปัตยกรรมร่วมกับ MediaTek ‼️ เหตุผลที่อาจทำให้โปรเจกต์ถูกพับ ⛔ ความร่วมมือ Nvidia–Intel อาจทับซ้อนทิศทางผลิตภัณฑ์ ⛔ Windows‑on‑ARM ยังไม่ดึงดูดตลาดมากพอ ⛔ ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป ⛔ Nvidia จะกลับมาทำ CPU ผู้บริโภคหรือไม่ ⛔ Dell จะมีรุ่นทดลองอื่นที่ใช้ ARM SoC หรือไม่ ⛔ ชะตากรรมของ N1/N1X จะถูกเปิดเผยในงานใหญ่ครั้งต่อไปหรือไม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidias-elusive-n1x-soc-leaks-out-again-shipping-manifest-reveals-dell-may-have-explored-putting-it-on-next-gen-xps-laptops
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • Retro Mac กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนแท็บเล็ต ESP32 ราคาแค่ 60 ดอลลาร์!

    นักพัฒนา amcchord สามารถพอร์ต Basilisk II—หนึ่งในอีมูเลเตอร์ Macintosh 68K ที่ได้รับความนิยม—ให้ทำงานบน ESP32‑P4 / M5Stack Tab5 ซึ่งเป็นแท็บเล็ตจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ราคาเพียง 60 ดอลลาร์ ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะไมโครคอนโทรลเลอร์ระดับนี้ไม่เคยให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงเครื่อง Mac 68040 มาก่อน โดยสามารถรัน Mac OS 8.1 ได้จริง พร้อมรองรับการใช้งานผ่านทัชสกรีนหรืออุปกรณ์ USB

    ประสิทธิภาพระดับ Macintosh ยุคกลาง 90s บนชิป RISC‑V 400 MHz
    ESP32‑P4 ใช้สถาปัตยกรรม RISC‑V dual‑core 400 MHz โดยอีมูเลเตอร์แบ่งงานเป็นสองแกน—หนึ่งแกนสำหรับวิดีโอและ I/O อีกแกนสำหรับตัวแปลคำสั่ง 68040 ทำให้ได้ประสบการณ์ใกล้เคียง Mac รุ่นโปรในยุคนั้น แม้จะจำกัด RAM สูงสุดที่ 16MB และเฟรมเรตประมาณ 15fps แต่ก็เพียงพอสำหรับงานเอกสารและซอฟต์แวร์คลาสสิกส่วนใหญ่ในยุค OS 8.1

    แท็บเล็ตเล็ก ๆ ที่กลายเป็น Mac Classic แบบพกพา
    M5Stack Tab5 มีจอ IPS 1280×720 ที่สามารถแสดงผลแบบสเกล 2× ให้เทียบเท่าความละเอียด 640×360 สี 8‑bit ซึ่งสูงกว่า Mac Classic ดั้งเดิมมาก ผู้ใช้สามารถแตะจอแทนเมาส์ หรือเสียบคีย์บอร์ด/เมาส์ USB เพื่อใช้งานเหมือนคอมพิวเตอร์จริง นอกจากนี้ยังรองรับการใช้ HDD/CD image บน SD card รวมถึงไฟล์ ROM ของ Mac ที่ผู้ใช้ต้องเตรียมเอง ทำให้มันเป็นชุดจำลอง Mac แบบ All‑in‑One ที่พกพาได้จริง

    เหมาะสำหรับนักเล่น Retro และโปรเจกต์ดัดแปลง
    ด้วยขนาดเล็ก ราคาถูก และความสามารถครบถ้วน นักเล่น Retro สามารถนำไปดัดแปลงเป็น Mini Mac Classic ด้วยการพิมพ์เคส 3D ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ Tom’s Hardware ยังชี้ว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ “ครบเครื่อง” สำหรับการทดลองซอฟต์แวร์ยุค 68K โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เก่าที่หายากและราคาแพงอีกต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความสามารถของอีมูเลเตอร์บน ESP32
    รัน Mac OS 8.1 ได้จริงบนแท็บเล็ต 60 ดอลลาร์
    ประสิทธิภาพใกล้เคียง Motorola 68040 พร้อม FPU
    รองรับทัชสกรีนและอุปกรณ์ USB

    จุดเด่นของ M5Stack Tab5
    จอ IPS 5 นิ้ว 1280×720 ใช้งานแทนเมาส์ได้
    รองรับ SD card สำหรับ HDD/CD image
    พกพาง่ายและเหมาะกับโปรเจกต์ดัดแปลง Retro

    ข้อจำกัดที่ควรรู้
    RAM สูงสุดเพียง 16MB
    เฟรมเรตประมาณ 15fps อาจไม่เหมาะกับเกมเก่า
    ต้องมีไฟล์ ROM ของ Mac ซึ่งผู้ใช้ต้องหาเอง

    ประเด็นที่นักเล่น Retro ควรจับตา
    ความเป็นไปได้ในการสร้าง Mini Mac Classic แบบ DIY
    การพัฒนาเวอร์ชันใหม่ที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพ
    ความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์ Mac ยุค 68K บนแพลตฟอร์มนี้

    https://www.tomshardware.com/software/macos/retro-apple-emulator-ported-to-usd60-esp32-microcontroller-powered-touchscreen-tablet-supports-mac-os8-1-and-a-virtual-mc68040-cpu-in-major-emulation-leap
    🍏 Retro Mac กลับมามีชีวิตอีกครั้งบนแท็บเล็ต ESP32 ราคาแค่ 60 ดอลลาร์! นักพัฒนา amcchord สามารถพอร์ต Basilisk II—หนึ่งในอีมูเลเตอร์ Macintosh 68K ที่ได้รับความนิยม—ให้ทำงานบน ESP32‑P4 / M5Stack Tab5 ซึ่งเป็นแท็บเล็ตจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ราคาเพียง 60 ดอลลาร์ ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะไมโครคอนโทรลเลอร์ระดับนี้ไม่เคยให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงเครื่อง Mac 68040 มาก่อน โดยสามารถรัน Mac OS 8.1 ได้จริง พร้อมรองรับการใช้งานผ่านทัชสกรีนหรืออุปกรณ์ USB ⚡ ประสิทธิภาพระดับ Macintosh ยุคกลาง 90s บนชิป RISC‑V 400 MHz ESP32‑P4 ใช้สถาปัตยกรรม RISC‑V dual‑core 400 MHz โดยอีมูเลเตอร์แบ่งงานเป็นสองแกน—หนึ่งแกนสำหรับวิดีโอและ I/O อีกแกนสำหรับตัวแปลคำสั่ง 68040 ทำให้ได้ประสบการณ์ใกล้เคียง Mac รุ่นโปรในยุคนั้น แม้จะจำกัด RAM สูงสุดที่ 16MB และเฟรมเรตประมาณ 15fps แต่ก็เพียงพอสำหรับงานเอกสารและซอฟต์แวร์คลาสสิกส่วนใหญ่ในยุค OS 8.1 📱 แท็บเล็ตเล็ก ๆ ที่กลายเป็น Mac Classic แบบพกพา M5Stack Tab5 มีจอ IPS 1280×720 ที่สามารถแสดงผลแบบสเกล 2× ให้เทียบเท่าความละเอียด 640×360 สี 8‑bit ซึ่งสูงกว่า Mac Classic ดั้งเดิมมาก ผู้ใช้สามารถแตะจอแทนเมาส์ หรือเสียบคีย์บอร์ด/เมาส์ USB เพื่อใช้งานเหมือนคอมพิวเตอร์จริง นอกจากนี้ยังรองรับการใช้ HDD/CD image บน SD card รวมถึงไฟล์ ROM ของ Mac ที่ผู้ใช้ต้องเตรียมเอง ทำให้มันเป็นชุดจำลอง Mac แบบ All‑in‑One ที่พกพาได้จริง 🛠️ เหมาะสำหรับนักเล่น Retro และโปรเจกต์ดัดแปลง ด้วยขนาดเล็ก ราคาถูก และความสามารถครบถ้วน นักเล่น Retro สามารถนำไปดัดแปลงเป็น Mini Mac Classic ด้วยการพิมพ์เคส 3D ได้ไม่ยาก นอกจากนี้ Tom’s Hardware ยังชี้ว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ “ครบเครื่อง” สำหรับการทดลองซอฟต์แวร์ยุค 68K โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เก่าที่หายากและราคาแพงอีกต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความสามารถของอีมูเลเตอร์บน ESP32 ➡️ รัน Mac OS 8.1 ได้จริงบนแท็บเล็ต 60 ดอลลาร์ ➡️ ประสิทธิภาพใกล้เคียง Motorola 68040 พร้อม FPU ➡️ รองรับทัชสกรีนและอุปกรณ์ USB ✅ จุดเด่นของ M5Stack Tab5 ➡️ จอ IPS 5 นิ้ว 1280×720 ใช้งานแทนเมาส์ได้ ➡️ รองรับ SD card สำหรับ HDD/CD image ➡️ พกพาง่ายและเหมาะกับโปรเจกต์ดัดแปลง Retro ‼️ ข้อจำกัดที่ควรรู้ ⛔ RAM สูงสุดเพียง 16MB ⛔ เฟรมเรตประมาณ 15fps อาจไม่เหมาะกับเกมเก่า ⛔ ต้องมีไฟล์ ROM ของ Mac ซึ่งผู้ใช้ต้องหาเอง ‼️ ประเด็นที่นักเล่น Retro ควรจับตา ⛔ ความเป็นไปได้ในการสร้าง Mini Mac Classic แบบ DIY ⛔ การพัฒนาเวอร์ชันใหม่ที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพ ⛔ ความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์ Mac ยุค 68K บนแพลตฟอร์มนี้ https://www.tomshardware.com/software/macos/retro-apple-emulator-ported-to-usd60-esp32-microcontroller-powered-touchscreen-tablet-supports-mac-os8-1-and-a-virtual-mc68040-cpu-in-major-emulation-leap
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 33 มุมมอง 0 รีวิว
  • Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial

    Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

    Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น

    แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี

    Micron ชี้แจงการปิด Crucial
    ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI
    ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus

    สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก
    ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ
    ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง
    ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง
    การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา

    แนวโน้มในอนาคต
    โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028
    ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม
    ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    🏭 Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี ✅ Micron ชี้แจงการปิด Crucial ➡️ ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI ➡️ ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus ✅ สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก ➡️ ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ ➡️ ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง ⛔ ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง ⛔ การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา ‼️ แนวโน้มในอนาคต ⛔ โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028 ⛔ ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 33 มุมมอง 0 รีวิว
  • Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์

    บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์

    เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป

    ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก
    แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์
    การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น
    เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่

    ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ
    ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้
    ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว
    อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    💘 Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์ บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์ เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก ➡️ แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์ ➡️ การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น ➡️ เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่ ‼️ ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ ⛔ ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้ ⛔ ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว ⛔ อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Can you optimise love?
    A group of tech executives, app developers and Silicon Valley philosophers is seeking to streamline the messy matters of the heart.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 32 มุมมอง 0 รีวิว
  • J.R.R. Tolkien เปิดโลก Middle‑earth ด้วยเสียงของตัวเอง: การอ่าน The Hobbit ครั้งประวัติศาสตร์ปี 1952

    บทความเล่าถึงช่วงเวลาที่หายากและทรงคุณค่าทางวรรณกรรม—วันที่ J.R.R. Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี 1952 และได้อ่าน The Hobbit ด้วยน้ำเสียงของเขาเองเป็นเวลาเกือบ 30 นาที การบันทึกนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาไปเยี่ยมเพื่อนเพื่อรับต้นฉบับ The Lord of the Rings และถูกเชิญให้ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงรุ่นใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความตื่นเต้นของเขาทำให้เกิดการอ่านสดที่กลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา

    เสียงของ Tolkien ทำให้ Gollum และ Middle‑earth มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง
    ในบันทึกเสียงนี้ Tolkien เลือกอ่านตอนที่บรรยายถึง Gollum ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในจักรวาล Middle‑earth ผู้เขียนบทความสะท้อนว่า การได้ยิน Tolkien อ่านด้วยน้ำเสียงของเขาเองทำให้เห็นภาพ Gollum แตกต่างจากภาพจำในสื่อยุคใหม่—แก่กว่า ดิบกว่า และลึกลับกว่า การกลับไปฟังเสียงผู้สร้างโลกนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนาทางวรรณกรรมของเขาได้ลึกขึ้น

    การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่ยาวกว่านั้น
    การอ่าน The Hobbit เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเซสชันบันทึกเสียงที่ยาวกว่ามาก ซึ่ง Tolkien ยังอ่านและ “ร้องเพลง” บทต่าง ๆ จาก The Lord of the Rings ด้วย มีผู้ใช้ YouTube รวบรวมการออกอากาศทางวิทยุของเซสชันทั้งหมดไว้ ทำให้แฟน ๆ สามารถฟังเสียงของ Tolkien ที่อ่านงานของตัวเองอย่างเต็มอิ่ม เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว

    บริบทที่ทำให้การบันทึกนี้ยิ่งพิเศษ
    สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือความเป็นธรรมชาติของมัน—Tolkien ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างผลงานทางประวัติศาสตร์ เขาเพียงแค่ลองเครื่องบันทึกเสียงใหม่ และอ่านหนังสือที่เขารักที่สุดให้เพื่อนฟังใน “ครั้งเดียวจบ” ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้บันทึกเสียงมีเสน่ห์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างมหาศาล

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์สำคัญในปี 1952
    Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงครั้งแรก
    อ่าน The Hobbit แบบสดในหนึ่งเทค
    การอ่านนี้กลายเป็นบันทึกเสียงประวัติศาสตร์

    ความน่าสนใจของบันทึกเสียง
    Tolkien อ่านตอนที่บรรยาย Gollum ด้วยน้ำเสียงต้นฉบับ
    ทำให้เห็นภาพตัวละครแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์
    เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่รวมการอ่าน The Lord of the Rings

    สิ่งที่ควรระวังในการตีความ
    ภาพจำของ Gollum จากสื่อยุคใหม่อาจต่างจากเจตนาของ Tolkien
    การบันทึกเสียงเก่าอาจมีคุณภาพไม่สมบูรณ์
    บางส่วนของเซสชันอาจไม่ถูกเก็บรักษาไว้ครบถ้วน

    ประเด็นที่แฟน Tolkien ควรติดตาม
    การรวบรวมบันทึกเสียงอื่น ๆ ที่อาจยังไม่ถูกเผยแพร่
    การวิเคราะห์เชิงวรรณกรรมจากเสียงของผู้เขียนเอง
    ความแตกต่างระหว่างการตีความของ Tolkien กับสื่อดัดแปลง

    https://www.openculture.com/2026/01/j-r-r-tolkien-reads-from-the-hobbit-for-30-minutes-1952.html
    📰 J.R.R. Tolkien เปิดโลก Middle‑earth ด้วยเสียงของตัวเอง: การอ่าน The Hobbit ครั้งประวัติศาสตร์ปี 1952 บทความเล่าถึงช่วงเวลาที่หายากและทรงคุณค่าทางวรรณกรรม—วันที่ J.R.R. Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี 1952 และได้อ่าน The Hobbit ด้วยน้ำเสียงของเขาเองเป็นเวลาเกือบ 30 นาที การบันทึกนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาไปเยี่ยมเพื่อนเพื่อรับต้นฉบับ The Lord of the Rings และถูกเชิญให้ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงรุ่นใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความตื่นเต้นของเขาทำให้เกิดการอ่านสดที่กลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา 🐉 เสียงของ Tolkien ทำให้ Gollum และ Middle‑earth มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง ในบันทึกเสียงนี้ Tolkien เลือกอ่านตอนที่บรรยายถึง Gollum ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในจักรวาล Middle‑earth ผู้เขียนบทความสะท้อนว่า การได้ยิน Tolkien อ่านด้วยน้ำเสียงของเขาเองทำให้เห็นภาพ Gollum แตกต่างจากภาพจำในสื่อยุคใหม่—แก่กว่า ดิบกว่า และลึกลับกว่า การกลับไปฟังเสียงผู้สร้างโลกนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนาทางวรรณกรรมของเขาได้ลึกขึ้น 📼 การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่ยาวกว่านั้น การอ่าน The Hobbit เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเซสชันบันทึกเสียงที่ยาวกว่ามาก ซึ่ง Tolkien ยังอ่านและ “ร้องเพลง” บทต่าง ๆ จาก The Lord of the Rings ด้วย มีผู้ใช้ YouTube รวบรวมการออกอากาศทางวิทยุของเซสชันทั้งหมดไว้ ทำให้แฟน ๆ สามารถฟังเสียงของ Tolkien ที่อ่านงานของตัวเองอย่างเต็มอิ่ม เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว 🧙 บริบทที่ทำให้การบันทึกนี้ยิ่งพิเศษ สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือความเป็นธรรมชาติของมัน—Tolkien ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างผลงานทางประวัติศาสตร์ เขาเพียงแค่ลองเครื่องบันทึกเสียงใหม่ และอ่านหนังสือที่เขารักที่สุดให้เพื่อนฟังใน “ครั้งเดียวจบ” ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้บันทึกเสียงมีเสน่ห์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างมหาศาล 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์สำคัญในปี 1952 ➡️ Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงครั้งแรก ➡️ อ่าน The Hobbit แบบสดในหนึ่งเทค ➡️ การอ่านนี้กลายเป็นบันทึกเสียงประวัติศาสตร์ ✅ ความน่าสนใจของบันทึกเสียง ➡️ Tolkien อ่านตอนที่บรรยาย Gollum ด้วยน้ำเสียงต้นฉบับ ➡️ ทำให้เห็นภาพตัวละครแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์ ➡️ เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่รวมการอ่าน The Lord of the Rings ‼️ สิ่งที่ควรระวังในการตีความ ⛔ ภาพจำของ Gollum จากสื่อยุคใหม่อาจต่างจากเจตนาของ Tolkien ⛔ การบันทึกเสียงเก่าอาจมีคุณภาพไม่สมบูรณ์ ⛔ บางส่วนของเซสชันอาจไม่ถูกเก็บรักษาไว้ครบถ้วน ‼️ ประเด็นที่แฟน Tolkien ควรติดตาม ⛔ การรวบรวมบันทึกเสียงอื่น ๆ ที่อาจยังไม่ถูกเผยแพร่ ⛔ การวิเคราะห์เชิงวรรณกรรมจากเสียงของผู้เขียนเอง ⛔ ความแตกต่างระหว่างการตีความของ Tolkien กับสื่อดัดแปลง https://www.openculture.com/2026/01/j-r-r-tolkien-reads-from-the-hobbit-for-30-minutes-1952.html
    WWW.OPENCULTURE.COM
    J.R.R. Tolkien, Using a Tape Recorder for the First Time, Reads from The Hobbit for 30 Minutes (1952)
    Having not revisited The Hobbit in some time, I’ve felt the familiar pull—shared by many readers—to return to Tolkien’s fairy-tale novel itself.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 36 มุมมอง 0 รีวิว
  • เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย

    เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว

    พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม

    แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา
    ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด
    พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว

    สาระสำคัญในแถลงการณ์
    พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง
    ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
    ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด
    ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้
    ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน
    ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ

    https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    📰 เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ➡️ DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา ➡️ ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด ➡️ พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว ✅ สาระสำคัญในแถลงการณ์ ➡️ พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง ➡️ ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ➡️ ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด ⛔ ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ⛔ การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026 ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้ ⛔ ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน ⛔ ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    WWW.FEDERALRESERVE.GOV
    Statement from Federal Reserve Chair Jerome H. Powell
    Good evening. On Friday, the Department of Justice served the Federal Reserve with grand jury subpoenas, threatening a criminal indictment related to my testi
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 44 มุมมอง 0 รีวิว
  • Apple จับมือ Google ใช้ Gemini ยกระดับ Siri ครั้งใหญ่ในปี 2026

    Apple ตัดสินใจร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ในการสร้าง Siri รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นภายในปีนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Apple มักพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง แต่ครั้งนี้เลือกใช้โมเดลจากคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดสมาร์ตโฟนและบริการออนไลน์

    ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า Apple อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดและนักลงทุน เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Microsoft, Meta และ Amazon ทุ่มเงินมหาศาลใน AI ขณะที่ Apple ถูกมองว่า “ช้าไปหนึ่งก้าว” ในกระแส AI ที่ร้อนแรงตั้งแต่ปี 2022 การเลือก Gemini จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการเร่งสปีดให้ทันการแข่งขัน และสร้าง Siri ที่ตอบโจทย์ยุค AI-first อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ Google เองก็อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการแข่งขันกับ OpenAI และดีลนี้ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นใน Gemini หลังจากบริษัทเพิ่งทำสถิติปีที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2009 และมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ในตลาดทุน

    อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่า Apple จะจัดการอย่างไรกับการผสาน ChatGPT ที่ใช้อยู่ใน Siri ปัจจุบัน เพราะบริษัทระบุว่า “ยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับ OpenAI” แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าระบบจะทำงานร่วมกันอย่างไรในอนาคต นี่อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้จะได้เห็น Siri ที่ใช้หลายโมเดล AI ผสมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ดีล Apple–Google
    Apple เลือกใช้ Gemini เพื่อขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
    เป็นความร่วมมือหลายปี พร้อมใช้เทคโนโลยีคลาวด์ของ Google
    ช่วยเร่งแผน AI ของ Apple ที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
    Google ได้รับแรงสนับสนุนเชิงภาพลักษณ์และมูลค่าตลาด
    Siri อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด
    การแข่งขัน AI ระหว่าง Big Tech เข้มข้นยิ่งขึ้น

    ข้อกังวลและความไม่แน่นอน
    ยังไม่ชัดเจนว่า ChatGPT จะยังอยู่ใน Siri ระยะยาวหรือไม่
    ดีลนี้อาจถูกจับตามองด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
    การพึ่งพาโมเดลจากคู่แข่งอาจสร้างความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์

    ประเด็นด้านกฎหมายและตลาด
    Google เพิ่งผ่านคดีผูกขาดด้านการค้นหา ซึ่งอาจทำให้ดีลถูกตรวจสอบเพิ่ม
    ความร่วมมืออาจส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    https://www.cnbc.com/2026/01/12/apple-google-ai-siri-gemini.html
    📰 Apple จับมือ Google ใช้ Gemini ยกระดับ Siri ครั้งใหญ่ในปี 2026 Apple ตัดสินใจร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ในการสร้าง Siri รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นภายในปีนี้ ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Apple มักพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง แต่ครั้งนี้เลือกใช้โมเดลจากคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดสมาร์ตโฟนและบริการออนไลน์ ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า Apple อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดและนักลงทุน เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Microsoft, Meta และ Amazon ทุ่มเงินมหาศาลใน AI ขณะที่ Apple ถูกมองว่า “ช้าไปหนึ่งก้าว” ในกระแส AI ที่ร้อนแรงตั้งแต่ปี 2022 การเลือก Gemini จึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการเร่งสปีดให้ทันการแข่งขัน และสร้าง Siri ที่ตอบโจทย์ยุค AI-first อย่างแท้จริง นอกจากนี้ Google เองก็อยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการแข่งขันกับ OpenAI และดีลนี้ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นใน Gemini หลังจากบริษัทเพิ่งทำสถิติปีที่ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2009 และมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและภาพลักษณ์ในตลาดทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่า Apple จะจัดการอย่างไรกับการผสาน ChatGPT ที่ใช้อยู่ใน Siri ปัจจุบัน เพราะบริษัทระบุว่า “ยังไม่เปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับ OpenAI” แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าระบบจะทำงานร่วมกันอย่างไรในอนาคต นี่อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ใช้จะได้เห็น Siri ที่ใช้หลายโมเดล AI ผสมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ดีล Apple–Google ➡️ Apple เลือกใช้ Gemini เพื่อขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ ➡️ เป็นความร่วมมือหลายปี พร้อมใช้เทคโนโลยีคลาวด์ของ Google ➡️ ช่วยเร่งแผน AI ของ Apple ที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง ✅ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ➡️ Google ได้รับแรงสนับสนุนเชิงภาพลักษณ์และมูลค่าตลาด ➡️ Siri อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ➡️ การแข่งขัน AI ระหว่าง Big Tech เข้มข้นยิ่งขึ้น ‼️ ข้อกังวลและความไม่แน่นอน ⛔ ยังไม่ชัดเจนว่า ChatGPT จะยังอยู่ใน Siri ระยะยาวหรือไม่ ⛔ ดีลนี้อาจถูกจับตามองด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ⛔ การพึ่งพาโมเดลจากคู่แข่งอาจสร้างความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ‼️ ประเด็นด้านกฎหมายและตลาด ⛔ Google เพิ่งผ่านคดีผูกขาดด้านการค้นหา ซึ่งอาจทำให้ดีลถูกตรวจสอบเพิ่ม ⛔ ความร่วมมืออาจส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน https://www.cnbc.com/2026/01/12/apple-google-ai-siri-gemini.html
    WWW.CNBC.COM
    Apple picks Google's Gemini to run AI-powered Siri coming this year
    Google's market value surpassed Apple for the first time since 2019 as it rolls out updated artificial intelligence features.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps
    ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่

    โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง

    แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

    อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal

    สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026
    Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง
    Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด
    Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่
    Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ
    Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support

    คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026
    attack surface ต่ำ
    มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน
    ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม
    predictable lifecycle

    เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code
    อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ
    มัก rebuild ไม่บ่อย
    หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ

    ข้อควรระวัง
    อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก
    Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug

    Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc
    ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง

    อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า
    ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ

    https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    🛡️ 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 ➡️ Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง ➡️ Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด ➡️ Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่ ➡️ Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ ➡️ Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support ✅ คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026 ➡️ attack surface ต่ำ ➡️ มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน ➡️ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม ➡️ predictable lifecycle ✅ เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code ➡️ อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ ➡️ มัก rebuild ไม่บ่อย ➡️ หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก ⛔ Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug ‼️ Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc ⛔ ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง ‼️ อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า ⛔ ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    HACKREAD.COM
    5 Best Secure Container Images for Modern Applications (2026)
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 34 มุมมอง 0 รีวิว
  • Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย

    การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ

    เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ

    ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด

    แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ
    ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation
    เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ

    เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store
    มี IntelliSense, binding debugger และ live editing
    เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI

    เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา
    UI ใหม่ด้วย Fluent UI
    เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners

    แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026
    ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน
    ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ

    ข้อควรระวัง
    ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร
    อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่

    ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้
    เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub

    การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว
    ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน

    https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    🪟 Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ ➡️ ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation ➡️ เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ ✅ เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store ➡️ มี IntelliSense, binding debugger และ live editing ➡️ เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI ✅ เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา ➡️ UI ใหม่ด้วย Fluent UI ➡️ เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners ✅ แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026 ➡️ ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน ➡️ ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร ⛔ อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่ ‼️ ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้ ⛔ เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub ‼️ การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว ⛔ ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    ITSFOSS.COM
    Microsoft Open-Sources XAML Studio
    After 8 years, Microsoft's tool for designing Windows apps is now open source.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 33 มุมมอง 0 รีวิว
  • Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux

    โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่

    ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า

    แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก
    ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund
    ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง

    อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต
    มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง
    แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu

    ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก
    Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft
    ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า

    เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux
    เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety
    สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว

    ประเด็นที่ควรระวัง
    การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem
    เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว

    ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก
    อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100%

    การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน
    บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache

    https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    🧰 Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่ ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก ➡️ ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund ➡️ ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง ✅ อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต ➡️ มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง ➡️ แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu ✅ ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก ➡️ Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft ➡️ ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า ✅ เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux ➡️ เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety ➡️ สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem ⛔ เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว ‼️ ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก ⛔ อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100% ‼️ การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน ⛔ บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    ITSFOSS.COM
    BTW, Arch Users! Pacman Might Be Getting a Rust Replacement
    The Rust-based ALPM project is looking suspiciously like Pacman's replacement.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 27 มุมมอง 0 รีวิว
  • กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Angry
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 92 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลายใบตอง ตอนที่ 5

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 5 (จบ)
    อเมริกามีหลายหน้ากาก หลายเสื้อคลุม และหลายบทบาท เราต้องดูลายของอเมริกาให้ออก เพื่อจะได้รับมือกับอเมริกาให้เหมาะสม ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างเขาไปตลอด
    อเมริกาสามารถทำตัวให้เห็นว่า เป็นผู้เชิดชู บูชาประชาธิปไตยและเสรีภาพมากกว่าใครในโลก อเมริกาสามารถตอแหล ตลบแตลงแปลงตัวได้สาระพัดรูปแบบ อเมริกาสามารถเล่นบทที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่ทำงานด้านนโยบาย ยังงงกับนโยบายของตัวเอง และเป็นอเมริกา ที่ชาวอเมริกันรู้สึกขื่นขม เหมือนถูกหมาเยี่ยวรด เมื่อไม่ได้อะไรอย่างใจ
    มันเป็นอเมริกาเดียวกันทั้งหมดแหละครับ อเมริกาหนึ่งเดียวในโลก อเมริกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อเมริกาของแท้ ที่คิดว่าตนเองเท่านั้นเป็นเจ้าของโลกนี้
    นิทาน ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 4 ผมเอาข้อมูล รวมทั้งคำสารภาพของเจ้าเบน มาจากบทความชื่อ “We Caved ” เราแพ้ เขียนโดย Michael Crowley ในวารสาร Politico เมื่อต้นเดือนมกราคมนี้เอง Crowley เป็นผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ทางด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ของวารสาร Politico และเคยเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ Time เป็นบทความที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่า เป็นการฉีกหน้าโอบามา และคณะทำงานที่อ่อนหัด ซึ่งโอบามาเป็นผู้เลือกมาเองทั้งสิ้น ….อย่างไม่เหลือชิ้นดี
    หรือไม่เช่นนั้น บทความดังกล่าว….ก็กำลังวาดภาพให้โอบามา รับหน้าที่แพะ ก่อนที่อินทรีจะสยายปีก….
    บทความ พยายามทำให้เราคล้อยตามว่า โอบามานั้น มีความปราถนาอย่างแรงกล้า
    ที่จะเปลี่ยนนโยบายของอเมริกา ที่ใช้การยกทัพไปกวาดล้างผู้ปกครองประเทศที่เป็นเผด็จการ แล้วบังคับให้เป็นประชาธิปไตยแทน อย่างที่คาวบอยบุช ทำนั้น ไม่มีอีกแล้ว จบไปแล้ว เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว โอบามา จึงเปลี่ยนเป็นนโยบายสร้างประชาธิปไตยให้กับโลก ในรูปแบบใหม่แทน โดยการใช้นโยบาย “ปลุก” ปลุกให้มนุษย์รู้สึกว่า การมีเสรีภาพในการแสดงออก และการเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และเป็นสิทธิของมนุษยชาติ…
    บทความดังกล่าว สรุปชวนให้เชื่อว่า โอบามา นั้น ทำตัวเหมือนเป็นคนยึดถืออุดมการณ์ เหนียวแน่น แต่เอาเข้าจริง กลับเป็นไม้หลักปักอยู่กับเลน แถมการตัดสินใจก็ใช้ไม่ได้ ไม่เด็ดขาด เช่น กรณีของอียิปต์ ที่คณะทำงานของโอบามา มีความเห็นต่างกัน แต่โอบามาก็เอนไปเอนมา ในที่สุด ก็ทำให้อเมริกาเกือบเสีย หรือเสีย อียิปต์ ที่มีความหมายสำหรับอเมริกาอย่างมาก และทำให้ความมั่นคงและผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคนั้น กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จนทำให้คณะทำงานอ่อนหัด ของโอบามาเอง สรุปว่า…
    …เราแพ้… เราไม่สามารถเอาประชาธิปไตยเข้าไปในอียิปต์ได้ แต่กลับต้องส่ง เครื่องบินรบ F-16s ไปกำนัลให้อียิปต์แทน…
    ถ้าเราเห็นบทความทำนองนี้ และสรุปเอาว่า อเมริกานั้นหมดท่าแล้ว เพราะมีผู้นำที่แสนจะห่วย มันก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า เรามองอะไรสั้นๆ เฉพาะที่อยู่ตรงข้างหน้าเรา อย่างไม่รอบคอบหรือไม่ และถ้าเรามองทุกเรื่องรอบตัวเรา ในบ้านเรา ในลักษณะนี้ มันก็จะยิ่งน่าห่วงใหญ่
    ที่น่าคิดคือ ในระยะ 2,3 เดือนนี้ บทความทำนองนี้ มันทยอยกันออกมามากพอสมควร แม้กระทั่งถังขยะความคิด CFR ก็เขียนในทำนองใกล้เคียงกันว่า อเมริกาขายประชาธิปไตยไม่ออกแล้ว โอบามา ดำเนินนโยบายผิดพลาด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง ไม่ว่า เรื่องซีเรีย อิรัค อิหร่าน อิยิปต์ ตุรกี และกำลังมาถึงคิวของซาอุดิ อารเบีย
    อ่านแวบแรก มันทำให้ผมดีใจ ….สมน้ำหน้ามึง ในที่สุดมึงก็มาถึงวันนี้….
    แต่ความที่มันทยอยออกกันมาใน “ช่วงนี้” หลายๆชิ้น จากค่ายใหญ่ๆทั้งนั้น มันทำให้ผมฉุกคิด และกลับมาทบทวนว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ อเมริกากำลัง “เล่น” อะไร อเมริกาที่เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก มีเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ที่จะครองโลกแต่ผู้เดียวอย่างชัดเจนมา 70 ปี จะยอมให้โอบามา เดินนโยบายแกว่งไปแกว่งมา จนลงเหว เสียหมาก เสียพันธมิตร ไปเรื่อยๆมา 7 ปีกว่าเชียวหรือ
    คงต้องย้อนกลับไปมองที่ นโยบายด้านความมั่นคง และพฤติกรรมของโอบามา ในช่วง 7 ปีกว่า ที่ผ่านมา
    ตั้งแต่โอบามา เริ่มหาเสียงเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2008 เขาบอกว่า พอแล้ว เราจะไม่ใช้วิธีโฉ่งฉ่างแบบคาวบอยบุซ ที่ยกทัพไปกระทืบเหยื่อทำนอง ขี้ช้างจับตั๊กแตนอีกแล้ว แต่เราจะต้อง “เปลี่ยน” นโยบายเป็น “การปลุก” ให้ประชาชนในหลายๆประเทศลุกขึ้นมาสร้างศักดิ์ศรี และรักษาสิทธิของตน
    และหลังจากโอบามาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2009 ได้ไม่ถึงปี การปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาไล่รัฐบาลเผด็จการ ในประเทศแถบตะวันออกกลางก็เกิดขึ้น ตูนีเซีย ถูกทดลองเป็นประเทศแรก เกิดการจราจลขับไล่รัฐบาล เป็นการจราจลที่เริ่มต้นมาจากประท้วงด้วยการเผาตัวเองของพ่อค้าขายผลไม้ และบานปลาย จนรัฐบาลเผด็จการกระเด็นไปสมใจในปี ค.ศ.2010 ดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ … แต่เขาก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้….
    หลังจากนั้นประชาชนในภูมิภาคแถบตะวันออกกลาง ต่างก็ทยอยรักศักดิ์ศรี
    ของการเป็นประชาธิปไตย โดยการลุกขึ้นมาประท้วง และขับไล่รัฐบาล
    มันเป็นไปตามแผน และวิธีการที่แนบเนียนของผู้สร้างอาหรับสปริง และต่างก็จบลงด้วยความฉิบหายของประชาชน และประเทศของตน จนแทบเหลือเป็นเศษไปเกือบหมดสิ้น เช่นกรณีของลิเบีย ตูนีเซีย เลบานอน อียิปต์ ล่าสุดคือ ซีเรีย และต่อไป อาจจะถึงคิวของเยเมน …และ อาจจะต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ในตะวันออกกลางเท่านั้น
    นโยบายแบบนี้ ของโอบามา ฉลาด หรือโง่ เราไม่ได้พูดถึงเรื่อง ดี เลวนะครับ ตกลงโอบามา โง่สุดขีด หรือฉลาดสุดลึก
    อาหรับสปริง เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ใหญ่ของอเมริกาไหม ยุทธศาสตร์ครองโลกน่ะ
    ใช่แน่นอน แต่จะบอกว่า ได้ผลตามเป้าหมายครบถ้วนหรือยัง อาจจะยังตอบไม่ได้
    แต่โอบามา ยังเดินตามยุทธศาสตร์ครองโลกของอเมริกา อย่างไม่ผิดองศาแม้แต่นิดเดียว
    อเมริกาหรือโอบามา เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย ยุทธวิธี หรือวิธีการ ในการ “จัดการ” กับเหยื่อเท่านั้น แต่เป้าหมายใหญ่ หรือยุทธศาสตร์การครองโลกของอเมริกาด้วยการ”ทำลาย” ยังอยู่เหมือนเดิมครบถ้วน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย มันไม่ได้มีการ “สร้าง” อะไรเลย นอกจาก “สร้างภาพ” กับ “สร้างสุนทรพจน์” มันเป็นวิธีการหลอกปั่นจิ้งหรีดพันธ์ต่างๆโดยสร้างความขัดแย้ง ความไม่พอใจ ในเรื่องที่โดนใจชาวบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก แต่ใช้สื่อทางโซเชียลมีเดียทำงานหนักหน่อย โหมสักพัก ก็ได้เรื่อง
    การปั่นหัวจิ้งหรีดแบบนี้ ไม่ต้องใช้เวลานาน เดี๋ยวจิ้งหรีดก็มึนหัว แล้วก็ออก
    มาปะทะกัน และมือที่สร้างเรื่อง ก็สุมควันให้บานปลาย
    การปลุก และปั่น ตามนโยบายที่โอบามาใช้ อาจจะทำลายเหยื่อได้มากกว่าการยกกองทัพของอเมริกาเข้าไปในสนามรบแบบคาวบอยบุ ชเสียอีก เพราะมันสามารถทำลาย
    ไปถึงรากเหง้า ของชาตินั้น ตั้งแต่ คุณค่าของสิ่งที่เป็นที่เคารพรัก วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อมั่นในหลักศาสนา อุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ สาระพัด
    นี่การทำงานของอาวุธ ที่ อเมริกา เรียกว่า “soft power” เป็นอำนาจ หรือความสามารถ ในสร้างการ กล่อม หลอก หรือ ลวง ให้เป้าหมาย ทำทุกอย่างที่อเมริกาต้องการ โดยไม่ต้องใช้อาวุธ ที่เน้นทางการบังคับ “hard power” ( นี่คือ การลวงหลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ของแท้.ครับ)
    มันเป็นวิธีการหลอกจิ้งหรีด ไม่ว่าพันธุ์ไหนที่แนบเนียนมาก
    ดูไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายแบบบุช หรือแบบโอบามา มันก็เป็น
    การผายลมเหมือนเดิม ที่แม้จะต่างเสียง ต่างกลิ่น แต่ก็ออกมาจากลำไส้ใหญ่เส้นเดิมนั่นเอง
    อเมริกากำลังเสี้ยมให้ตะวันออกกลางตีกันเอง มันเป็นการประหยัดงบ ประหยัดคนของตัวเองไปได้แยะ เพื่อรอจังหวะที่ “เหมาะสม”
    จังหวะที่เหมาะสมนั้น คืออะไร..
    อเมริกาดูเหมือนจะเงียบผิดปรกติ นาโต้ก็เงียบผิดปรกติ หลายภูมิภาคเงียบผิดปรกติ มีแต่ตะวันออกกลาง ที่ควันโขมง ข่าวระเบิดที่จาร์กาต้า เหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว) อเมริกา กำลังคิดอะไร….
    ฉนั้น จึงอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า อเมริกานั้นหมดท่า และถึงอเมริกาอาจจะหมดท่าจริง แต่สันดานอเมริกา ไม่เคยเปลี่ยนครับ และด้วยสันดานแท้ของอเมริกา แม้
    อเมริกาจะหมดท่า แต่ไม่หมดลาย อเมริกาจะไม่มีวันปล่อยมือที่บีบคอเหยื่อง่ายๆ
    การปล่อยมือเป็นกลลวงทั้งสิ้น
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    19 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 5 (จบ) อเมริกามีหลายหน้ากาก หลายเสื้อคลุม และหลายบทบาท เราต้องดูลายของอเมริกาให้ออก เพื่อจะได้รับมือกับอเมริกาให้เหมาะสม ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างเขาไปตลอด อเมริกาสามารถทำตัวให้เห็นว่า เป็นผู้เชิดชู บูชาประชาธิปไตยและเสรีภาพมากกว่าใครในโลก อเมริกาสามารถตอแหล ตลบแตลงแปลงตัวได้สาระพัดรูปแบบ อเมริกาสามารถเล่นบทที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่ทำงานด้านนโยบาย ยังงงกับนโยบายของตัวเอง และเป็นอเมริกา ที่ชาวอเมริกันรู้สึกขื่นขม เหมือนถูกหมาเยี่ยวรด เมื่อไม่ได้อะไรอย่างใจ มันเป็นอเมริกาเดียวกันทั้งหมดแหละครับ อเมริกาหนึ่งเดียวในโลก อเมริกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อเมริกาของแท้ ที่คิดว่าตนเองเท่านั้นเป็นเจ้าของโลกนี้ นิทาน ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 4 ผมเอาข้อมูล รวมทั้งคำสารภาพของเจ้าเบน มาจากบทความชื่อ “We Caved ” เราแพ้ เขียนโดย Michael Crowley ในวารสาร Politico เมื่อต้นเดือนมกราคมนี้เอง Crowley เป็นผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ทางด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ของวารสาร Politico และเคยเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ Time เป็นบทความที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่า เป็นการฉีกหน้าโอบามา และคณะทำงานที่อ่อนหัด ซึ่งโอบามาเป็นผู้เลือกมาเองทั้งสิ้น ….อย่างไม่เหลือชิ้นดี หรือไม่เช่นนั้น บทความดังกล่าว….ก็กำลังวาดภาพให้โอบามา รับหน้าที่แพะ ก่อนที่อินทรีจะสยายปีก…. บทความ พยายามทำให้เราคล้อยตามว่า โอบามานั้น มีความปราถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเปลี่ยนนโยบายของอเมริกา ที่ใช้การยกทัพไปกวาดล้างผู้ปกครองประเทศที่เป็นเผด็จการ แล้วบังคับให้เป็นประชาธิปไตยแทน อย่างที่คาวบอยบุช ทำนั้น ไม่มีอีกแล้ว จบไปแล้ว เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว โอบามา จึงเปลี่ยนเป็นนโยบายสร้างประชาธิปไตยให้กับโลก ในรูปแบบใหม่แทน โดยการใช้นโยบาย “ปลุก” ปลุกให้มนุษย์รู้สึกว่า การมีเสรีภาพในการแสดงออก และการเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และเป็นสิทธิของมนุษยชาติ… บทความดังกล่าว สรุปชวนให้เชื่อว่า โอบามา นั้น ทำตัวเหมือนเป็นคนยึดถืออุดมการณ์ เหนียวแน่น แต่เอาเข้าจริง กลับเป็นไม้หลักปักอยู่กับเลน แถมการตัดสินใจก็ใช้ไม่ได้ ไม่เด็ดขาด เช่น กรณีของอียิปต์ ที่คณะทำงานของโอบามา มีความเห็นต่างกัน แต่โอบามาก็เอนไปเอนมา ในที่สุด ก็ทำให้อเมริกาเกือบเสีย หรือเสีย อียิปต์ ที่มีความหมายสำหรับอเมริกาอย่างมาก และทำให้ความมั่นคงและผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคนั้น กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จนทำให้คณะทำงานอ่อนหัด ของโอบามาเอง สรุปว่า… …เราแพ้… เราไม่สามารถเอาประชาธิปไตยเข้าไปในอียิปต์ได้ แต่กลับต้องส่ง เครื่องบินรบ F-16s ไปกำนัลให้อียิปต์แทน… ถ้าเราเห็นบทความทำนองนี้ และสรุปเอาว่า อเมริกานั้นหมดท่าแล้ว เพราะมีผู้นำที่แสนจะห่วย มันก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า เรามองอะไรสั้นๆ เฉพาะที่อยู่ตรงข้างหน้าเรา อย่างไม่รอบคอบหรือไม่ และถ้าเรามองทุกเรื่องรอบตัวเรา ในบ้านเรา ในลักษณะนี้ มันก็จะยิ่งน่าห่วงใหญ่ ที่น่าคิดคือ ในระยะ 2,3 เดือนนี้ บทความทำนองนี้ มันทยอยกันออกมามากพอสมควร แม้กระทั่งถังขยะความคิด CFR ก็เขียนในทำนองใกล้เคียงกันว่า อเมริกาขายประชาธิปไตยไม่ออกแล้ว โอบามา ดำเนินนโยบายผิดพลาด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง ไม่ว่า เรื่องซีเรีย อิรัค อิหร่าน อิยิปต์ ตุรกี และกำลังมาถึงคิวของซาอุดิ อารเบีย อ่านแวบแรก มันทำให้ผมดีใจ ….สมน้ำหน้ามึง ในที่สุดมึงก็มาถึงวันนี้…. แต่ความที่มันทยอยออกกันมาใน “ช่วงนี้” หลายๆชิ้น จากค่ายใหญ่ๆทั้งนั้น มันทำให้ผมฉุกคิด และกลับมาทบทวนว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ อเมริกากำลัง “เล่น” อะไร อเมริกาที่เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก มีเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ที่จะครองโลกแต่ผู้เดียวอย่างชัดเจนมา 70 ปี จะยอมให้โอบามา เดินนโยบายแกว่งไปแกว่งมา จนลงเหว เสียหมาก เสียพันธมิตร ไปเรื่อยๆมา 7 ปีกว่าเชียวหรือ คงต้องย้อนกลับไปมองที่ นโยบายด้านความมั่นคง และพฤติกรรมของโอบามา ในช่วง 7 ปีกว่า ที่ผ่านมา ตั้งแต่โอบามา เริ่มหาเสียงเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2008 เขาบอกว่า พอแล้ว เราจะไม่ใช้วิธีโฉ่งฉ่างแบบคาวบอยบุซ ที่ยกทัพไปกระทืบเหยื่อทำนอง ขี้ช้างจับตั๊กแตนอีกแล้ว แต่เราจะต้อง “เปลี่ยน” นโยบายเป็น “การปลุก” ให้ประชาชนในหลายๆประเทศลุกขึ้นมาสร้างศักดิ์ศรี และรักษาสิทธิของตน และหลังจากโอบามาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2009 ได้ไม่ถึงปี การปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาไล่รัฐบาลเผด็จการ ในประเทศแถบตะวันออกกลางก็เกิดขึ้น ตูนีเซีย ถูกทดลองเป็นประเทศแรก เกิดการจราจลขับไล่รัฐบาล เป็นการจราจลที่เริ่มต้นมาจากประท้วงด้วยการเผาตัวเองของพ่อค้าขายผลไม้ และบานปลาย จนรัฐบาลเผด็จการกระเด็นไปสมใจในปี ค.ศ.2010 ดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ … แต่เขาก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้…. หลังจากนั้นประชาชนในภูมิภาคแถบตะวันออกกลาง ต่างก็ทยอยรักศักดิ์ศรี ของการเป็นประชาธิปไตย โดยการลุกขึ้นมาประท้วง และขับไล่รัฐบาล มันเป็นไปตามแผน และวิธีการที่แนบเนียนของผู้สร้างอาหรับสปริง และต่างก็จบลงด้วยความฉิบหายของประชาชน และประเทศของตน จนแทบเหลือเป็นเศษไปเกือบหมดสิ้น เช่นกรณีของลิเบีย ตูนีเซีย เลบานอน อียิปต์ ล่าสุดคือ ซีเรีย และต่อไป อาจจะถึงคิวของเยเมน …และ อาจจะต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ในตะวันออกกลางเท่านั้น นโยบายแบบนี้ ของโอบามา ฉลาด หรือโง่ เราไม่ได้พูดถึงเรื่อง ดี เลวนะครับ ตกลงโอบามา โง่สุดขีด หรือฉลาดสุดลึก อาหรับสปริง เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ใหญ่ของอเมริกาไหม ยุทธศาสตร์ครองโลกน่ะ ใช่แน่นอน แต่จะบอกว่า ได้ผลตามเป้าหมายครบถ้วนหรือยัง อาจจะยังตอบไม่ได้ แต่โอบามา ยังเดินตามยุทธศาสตร์ครองโลกของอเมริกา อย่างไม่ผิดองศาแม้แต่นิดเดียว อเมริกาหรือโอบามา เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย ยุทธวิธี หรือวิธีการ ในการ “จัดการ” กับเหยื่อเท่านั้น แต่เป้าหมายใหญ่ หรือยุทธศาสตร์การครองโลกของอเมริกาด้วยการ”ทำลาย” ยังอยู่เหมือนเดิมครบถ้วน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย มันไม่ได้มีการ “สร้าง” อะไรเลย นอกจาก “สร้างภาพ” กับ “สร้างสุนทรพจน์” มันเป็นวิธีการหลอกปั่นจิ้งหรีดพันธ์ต่างๆโดยสร้างความขัดแย้ง ความไม่พอใจ ในเรื่องที่โดนใจชาวบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก แต่ใช้สื่อทางโซเชียลมีเดียทำงานหนักหน่อย โหมสักพัก ก็ได้เรื่อง การปั่นหัวจิ้งหรีดแบบนี้ ไม่ต้องใช้เวลานาน เดี๋ยวจิ้งหรีดก็มึนหัว แล้วก็ออก มาปะทะกัน และมือที่สร้างเรื่อง ก็สุมควันให้บานปลาย การปลุก และปั่น ตามนโยบายที่โอบามาใช้ อาจจะทำลายเหยื่อได้มากกว่าการยกกองทัพของอเมริกาเข้าไปในสนามรบแบบคาวบอยบุ ชเสียอีก เพราะมันสามารถทำลาย ไปถึงรากเหง้า ของชาตินั้น ตั้งแต่ คุณค่าของสิ่งที่เป็นที่เคารพรัก วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อมั่นในหลักศาสนา อุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ สาระพัด นี่การทำงานของอาวุธ ที่ อเมริกา เรียกว่า “soft power” เป็นอำนาจ หรือความสามารถ ในสร้างการ กล่อม หลอก หรือ ลวง ให้เป้าหมาย ทำทุกอย่างที่อเมริกาต้องการ โดยไม่ต้องใช้อาวุธ ที่เน้นทางการบังคับ “hard power” ( นี่คือ การลวงหลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ของแท้.ครับ) มันเป็นวิธีการหลอกจิ้งหรีด ไม่ว่าพันธุ์ไหนที่แนบเนียนมาก ดูไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายแบบบุช หรือแบบโอบามา มันก็เป็น การผายลมเหมือนเดิม ที่แม้จะต่างเสียง ต่างกลิ่น แต่ก็ออกมาจากลำไส้ใหญ่เส้นเดิมนั่นเอง อเมริกากำลังเสี้ยมให้ตะวันออกกลางตีกันเอง มันเป็นการประหยัดงบ ประหยัดคนของตัวเองไปได้แยะ เพื่อรอจังหวะที่ “เหมาะสม” จังหวะที่เหมาะสมนั้น คืออะไร.. อเมริกาดูเหมือนจะเงียบผิดปรกติ นาโต้ก็เงียบผิดปรกติ หลายภูมิภาคเงียบผิดปรกติ มีแต่ตะวันออกกลาง ที่ควันโขมง ข่าวระเบิดที่จาร์กาต้า เหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว) อเมริกา กำลังคิดอะไร…. ฉนั้น จึงอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า อเมริกานั้นหมดท่า และถึงอเมริกาอาจจะหมดท่าจริง แต่สันดานอเมริกา ไม่เคยเปลี่ยนครับ และด้วยสันดานแท้ของอเมริกา แม้ อเมริกาจะหมดท่า แต่ไม่หมดลาย อเมริกาจะไม่มีวันปล่อยมือที่บีบคอเหยื่อง่ายๆ การปล่อยมือเป็นกลลวงทั้งสิ้น สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 19 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 99 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลายใบตอง ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 3
    ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก…
    แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี
    เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี
    พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012
    กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์
    …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน…
    จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !)
    แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม….
    คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์
    แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ
    หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา
    เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง
    พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์
    พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว
    วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน…..
    สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง
    แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ….
    เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม….
    เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า
    เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน
    ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน ….
    ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    17 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 3 ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก… แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012 กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์ …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน… จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !) แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม…. คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์ แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน….. สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ…. เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม…. เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน …. ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 17 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 72 มุมมอง 0 รีวิว
  • นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยื่นหนังสือต่อประธานและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ทบทวนอำนาจหน้าที่ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินคดี “สินบนทองคำ” โดยยก 6 ประเด็นหลัก ชี้ให้วินิจฉัยเขตอำนาจให้ชัดเจนก่อนเดินหน้ากระบวนการใด ๆ
    .
    ทนายความยืนยันว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การประวิงคดี แต่เป็นการขอให้การดำเนินการเป็นไปตามกรอบอำนาจและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากคดีมีกรรมการ ป.ป.ช. ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย จึงไม่สามารถแยกสำนวนดำเนินการเฉพาะบางส่วนได้
    .
    นายสัญญาภัชระ ระบุด้วยว่า หาก ป.ป.ช. เห็นว่าไม่มีอำนาจ ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรและคืนสำนวนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะยืนหยัดต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่หลบหนี และพร้อมใช้สิทธิทางกฎหมาย หากมีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003415
    .
    #News1live #News1 #ทนายโจ๊ก #ปปช #คดีสินบนทอง #สุรเชษฐ์
    นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยื่นหนังสือต่อประธานและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ทบทวนอำนาจหน้าที่ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินคดี “สินบนทองคำ” โดยยก 6 ประเด็นหลัก ชี้ให้วินิจฉัยเขตอำนาจให้ชัดเจนก่อนเดินหน้ากระบวนการใด ๆ . ทนายความยืนยันว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การประวิงคดี แต่เป็นการขอให้การดำเนินการเป็นไปตามกรอบอำนาจและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากคดีมีกรรมการ ป.ป.ช. ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย จึงไม่สามารถแยกสำนวนดำเนินการเฉพาะบางส่วนได้ . นายสัญญาภัชระ ระบุด้วยว่า หาก ป.ป.ช. เห็นว่าไม่มีอำนาจ ต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรและคืนสำนวนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะยืนหยัดต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่หลบหนี และพร้อมใช้สิทธิทางกฎหมาย หากมีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003415 . #News1live #News1 #ทนายโจ๊ก #ปปช #คดีสินบนทอง #สุรเชษฐ์
    Haha
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 149 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Gauss MT90: เครื่องพิมพ์โลหะ 3D ที่ปลอดภัยระดับออฟฟิศ — ไม่ใช้ผงโลหะ และทำงานที่อุณหภูมิห้อง”

    MetalPrinting เปิดตัว Gauss MT90 ในงาน CES 2026 พร้อมประกาศว่าเป็น “เกมเชนเจอร์” ของวงการพิมพ์โลหะ 3D เพราะมันสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมสำนักงานโดยไม่ต้องใช้ผงโลหะที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือไฟไหม้ เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าเครื่องนี้ใช้เทคโนโลยี Paste‑based Metal Extrusion (PME) ซึ่งเป็นโลหะแบบ “หมึกพิมพ์” ที่อัดออกมาที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ปลอดภัยกว่าเครื่องพิมพ์โลหะแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ความร้อนสูงมาก.

    ตัวเครื่องมีขนาดเท่าเครื่องพิมพ์ 3D ตั้งโต๊ะทั่วไป ใช้งานง่ายด้วยตลับ “GaussInk” ที่มีวัสดุให้เลือกหลากหลาย เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม นิกเกิล เหล็ก และทังสเตน พร้อมตัวเลือกสั่งทำโลหะผสมพิเศษ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว กล้อง AI สำหรับตรวจสอบงานพิมพ์ และระบบกรองอากาศ HEPA เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน.

    แม้จะพิมพ์ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ชิ้นงานที่ได้ยังต้องนำไปผ่านกระบวนการ sintering ในเตาเผาเพื่อหลอมรวมโลหะให้แข็งแรง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ทำให้หลายคนจับตาว่าระบบนี้จะใช้งานง่ายแค่ไหนในสภาพแวดล้อมสำนักงานจริง.

    Gauss MT90 ได้รับรางวัล CES 2026 Innovation Award และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการทำให้ “การพิมพ์โลหะ” เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีห้องปลอดภัย และไม่ต้องจัดการผงโลหะที่อันตราย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือแม้แต่ทีมวิศวกรในออฟฟิศสามารถผลิตชิ้นส่วนโลหะได้เองอย่างปลอดภัยและสะดวก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Gauss MT90 ใช้เทคโนโลยี PME ที่ไม่ต้องใช้ผงโลหะ
    ลดความเสี่ยงไฟไหม้และการระเบิดจากผงโลหะในอากาศ

    ทำงานที่อุณหภูมิห้องในเครื่องตั้งโต๊ะ
    ปลอดภัยพอสำหรับใช้งานในออฟฟิศ

    รองรับตลับ GaussInk หลายชนิด เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม และทังสเตน
    มีตัวเลือกวัสดุหลากหลายและสั่งทำพิเศษได้

    มีระบบกรอง HEPA และกล้อง AI ตรวจสอบงานพิมพ์
    เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการพิมพ์

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ชิ้นงานยังต้องผ่านการ sintering ก่อนใช้งานจริง
    รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก

    แม้ปลอดภัยกว่า แต่ยังต้องควบคุมสภาพแวดล้อมการพิมพ์อย่างเหมาะสม
    การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้คุณภาพชิ้นงานลดลง

    ราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่ประกาศ
    ผู้สนใจต้องติดต่อบริษัทโดยตรง

    อาจไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการความแข็งแรงระดับสูงมาก
    เทคโนโลยี PME ยังใหม่และต้องพิสูจน์ในงานจริง

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/metalprinting-gauss-mt90-3d-printer-offers-office-safe-metal-printing-without-powders-uses-paste-based-metal-extrusion-pme-tech
    🏭🤖 “Gauss MT90: เครื่องพิมพ์โลหะ 3D ที่ปลอดภัยระดับออฟฟิศ — ไม่ใช้ผงโลหะ และทำงานที่อุณหภูมิห้อง” MetalPrinting เปิดตัว Gauss MT90 ในงาน CES 2026 พร้อมประกาศว่าเป็น “เกมเชนเจอร์” ของวงการพิมพ์โลหะ 3D เพราะมันสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมสำนักงานโดยไม่ต้องใช้ผงโลหะที่เสี่ยงต่อการระเบิดหรือไฟไหม้ เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าเครื่องนี้ใช้เทคโนโลยี Paste‑based Metal Extrusion (PME) ซึ่งเป็นโลหะแบบ “หมึกพิมพ์” ที่อัดออกมาที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ปลอดภัยกว่าเครื่องพิมพ์โลหะแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ความร้อนสูงมาก. ตัวเครื่องมีขนาดเท่าเครื่องพิมพ์ 3D ตั้งโต๊ะทั่วไป ใช้งานง่ายด้วยตลับ “GaussInk” ที่มีวัสดุให้เลือกหลากหลาย เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม นิกเกิล เหล็ก และทังสเตน พร้อมตัวเลือกสั่งทำโลหะผสมพิเศษ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว กล้อง AI สำหรับตรวจสอบงานพิมพ์ และระบบกรองอากาศ HEPA เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน. แม้จะพิมพ์ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ชิ้นงานที่ได้ยังต้องนำไปผ่านกระบวนการ sintering ในเตาเผาเพื่อหลอมรวมโลหะให้แข็งแรง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ทำให้หลายคนจับตาว่าระบบนี้จะใช้งานง่ายแค่ไหนในสภาพแวดล้อมสำนักงานจริง. Gauss MT90 ได้รับรางวัล CES 2026 Innovation Award และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการทำให้ “การพิมพ์โลหะ” เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องมีห้องปลอดภัย และไม่ต้องจัดการผงโลหะที่อันตราย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือแม้แต่ทีมวิศวกรในออฟฟิศสามารถผลิตชิ้นส่วนโลหะได้เองอย่างปลอดภัยและสะดวก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Gauss MT90 ใช้เทคโนโลยี PME ที่ไม่ต้องใช้ผงโลหะ ➡️ ลดความเสี่ยงไฟไหม้และการระเบิดจากผงโลหะในอากาศ ✅ ทำงานที่อุณหภูมิห้องในเครื่องตั้งโต๊ะ ➡️ ปลอดภัยพอสำหรับใช้งานในออฟฟิศ ✅ รองรับตลับ GaussInk หลายชนิด เช่น สเตนเลส ทองแดง ไทเทเนียม และทังสเตน ➡️ มีตัวเลือกวัสดุหลากหลายและสั่งทำพิเศษได้ ✅ มีระบบกรอง HEPA และกล้อง AI ตรวจสอบงานพิมพ์ ➡️ เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำในการพิมพ์ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ชิ้นงานยังต้องผ่านการ sintering ก่อนใช้งานจริง ⛔ รายละเอียดของเตาเผายังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก ‼️ แม้ปลอดภัยกว่า แต่ยังต้องควบคุมสภาพแวดล้อมการพิมพ์อย่างเหมาะสม ⛔ การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้คุณภาพชิ้นงานลดลง ‼️ ราคาและวันวางจำหน่ายยังไม่ประกาศ ⛔ ผู้สนใจต้องติดต่อบริษัทโดยตรง ‼️ อาจไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการความแข็งแรงระดับสูงมาก ⛔ เทคโนโลยี PME ยังใหม่และต้องพิสูจน์ในงานจริง https://www.tomshardware.com/3d-printing/metalprinting-gauss-mt90-3d-printer-offers-office-safe-metal-printing-without-powders-uses-paste-based-metal-extrusion-pme-tech
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 66 มุมมอง 0 รีวิว
  • “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก”

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า

    อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC

    สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

    ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน
    เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน

    คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่
    ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้

    หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส
    แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน

    โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน
    ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด
    ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่

    ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง
    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย

    ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ
    ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

    การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
    ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    🚁🇺🇸 “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก” กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน ➡️ เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน ✅ คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่ ➡️ ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้ ✅ หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส ➡️ แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน ✅ โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน ➡️ ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด ⛔ ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่ ‼️ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง ⛔ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย ‼️ ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ ⛔ ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ‼️ การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ⛔ ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 83 มุมมอง 0 รีวิว
  • “AMD เปิดช่องให้ FSR Redstone อาจรองรับ RDNA 3 แบบทดลอง แม้ยังยืนยันว่าออกแบบเพื่อ RDNA 4”

    AMD ส่งสัญญาณที่น่าสนใจในงาน CES 2026 เมื่อ Andrej Zdravkovic ผู้บริหารด้านซอฟต์แวร์ของบริษัทให้สัมภาษณ์กับ PCWorld โดยย้ำว่า FSR Redstone ถูกออกแบบมาสำหรับสถาปัตยกรรม RDNA 4 เท่านั้น แต่ก็ไม่ปิดประตูสำหรับการรองรับแบบ “experimental build” บน RDNA 3 ในอนาคต เนื้อหาจากหน้าเว็บชี้ว่า AMD ยังคงยึดหลักการเดิม—ฟีเจอร์ใดที่ทำให้ประสบการณ์เกมแย่ลง จะไม่ปล่อยให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือ segmentation ก็ตาม

    FSR Redstone รวมฟีเจอร์กราฟิกที่ขับเคลื่อนด้วย Machine Learning เช่น upscaling และ frame generation ไว้ในแพ็กเดียว ซึ่งต้องการความเร็วประมวลผลระดับสูงเพื่อให้ทำงานภายใน “งบเวลาเฟรมเดียว” หาก GPU ทำงานไม่ทัน ผลลัพธ์จะย้อนศร เช่น ต้องลดเฟรมเรตจริงลงเพื่อสร้างเฟรมเพิ่ม ทำให้ประสบการณ์แย่ลงแทนที่จะดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่ AMD ยืนยันว่า RDNA 4 คือเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนี้

    อย่างไรก็ตาม AMD ก็ยอมรับว่าชุมชน modder และผู้ใช้สายทดลองกำลัง “บังคับ” ให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 อยู่แล้ว โดย Zdravkovic ถึงกับบอกว่า “all the power to them” พร้อมยอมรับว่าตัวเขาเองก็เป็นสาย geek ที่ชอบลองของใหม่เหมือนกัน แม้ AMD จะยังไม่วางแผนปล่อย build ทดลอง แต่ก็เปิดใจว่าคำถามนี้ทำให้พวกเขา “อยากคิดต่อว่าจะทำได้อย่างไร” ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับผู้ใช้ RDNA 3 ที่อยากลองของแรง

    AMD ยังย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ทอดทิ้งสถาปัตยกรรมเก่า หากมีฟีเจอร์ใดที่ช่วยให้ประสบการณ์เกมดีขึ้นจริง ก็พร้อมจะปล่อยอัปเดตให้เสมอ แต่ต้องมั่นใจว่าผลลัพธ์ “ดีขึ้นจริง” ไม่ใช่แค่เปิดฟีเจอร์เพื่อให้มีชื่อเท่านั้น สรุปคือ Redstone ยังเป็นของ RDNA 4 แบบ exclusive แต่ AMD ก็ไม่ปิดประตูสนิทสำหรับการรองรับ RDNA 3 ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อชุมชน modding กำลังผลักดันอย่างหนักในตอนนี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    FSR Redstone ถูกออกแบบสำหรับ RDNA 4 เป็นหลัก
    ต้องการประสิทธิภาพ ML สูงเพื่อทำงานภายในเฟรมเดียว

    AMD ไม่ปิดโอกาสรองรับ RDNA 3 แบบ experimental
    แม้ยังไม่มีแผนปล่อย build ทดลองอย่างเป็นทางการ

    ชุมชน modder กำลังบังคับให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 แล้ว
    AMD ชื่นชมความพยายามและยอมรับว่าบางเกมอาจใช้ได้

    AMD ยืนยันว่าจะอัปเดตสถาปัตยกรรมเก่าหากช่วยให้ประสบการณ์ดีขึ้นจริง
    ไม่ทำ segmentation เพื่อบังคับให้ผู้ใช้เปลี่ยน GPU

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การบังคับใช้ Redstone บน RDNA 3 อาจทำให้ประสิทธิภาพแย่ลง
    ML workload อาจไม่ทันเฟรม ทำให้เฟรมเรตตกหรือภาพผิดเพี้ยน

    ไม่มีการรับประกันความเสถียรหรือคุณภาพภาพบน RDNA 3
    ฟีเจอร์อาจใช้ได้เฉพาะบางเกมหรือบางเครื่องเท่านั้น

    การใช้ mod หรือ workaround อาจเสี่ยงต่อปัญหาด้านไดรเวอร์
    อาจทำให้เกม crash หรือเกิด artifact

    ผู้ใช้ควรระวังการคาดหวังเกินจริงเกี่ยวกับการรองรับ RDNA 3
    AMD ยังยืนยันว่า Redstone “ไม่อยู่ในแผน” สำหรับ RDNA 3

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/amd-leaves-the-door-open-to-experimenta-fsr-redstone-support-on-rdna3
    🔥🎮 “AMD เปิดช่องให้ FSR Redstone อาจรองรับ RDNA 3 แบบทดลอง แม้ยังยืนยันว่าออกแบบเพื่อ RDNA 4” AMD ส่งสัญญาณที่น่าสนใจในงาน CES 2026 เมื่อ Andrej Zdravkovic ผู้บริหารด้านซอฟต์แวร์ของบริษัทให้สัมภาษณ์กับ PCWorld โดยย้ำว่า FSR Redstone ถูกออกแบบมาสำหรับสถาปัตยกรรม RDNA 4 เท่านั้น แต่ก็ไม่ปิดประตูสำหรับการรองรับแบบ “experimental build” บน RDNA 3 ในอนาคต เนื้อหาจากหน้าเว็บชี้ว่า AMD ยังคงยึดหลักการเดิม—ฟีเจอร์ใดที่ทำให้ประสบการณ์เกมแย่ลง จะไม่ปล่อยให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการตลาดหรือ segmentation ก็ตาม FSR Redstone รวมฟีเจอร์กราฟิกที่ขับเคลื่อนด้วย Machine Learning เช่น upscaling และ frame generation ไว้ในแพ็กเดียว ซึ่งต้องการความเร็วประมวลผลระดับสูงเพื่อให้ทำงานภายใน “งบเวลาเฟรมเดียว” หาก GPU ทำงานไม่ทัน ผลลัพธ์จะย้อนศร เช่น ต้องลดเฟรมเรตจริงลงเพื่อสร้างเฟรมเพิ่ม ทำให้ประสบการณ์แย่ลงแทนที่จะดีขึ้น นี่คือเหตุผลที่ AMD ยืนยันว่า RDNA 4 คือเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนี้ อย่างไรก็ตาม AMD ก็ยอมรับว่าชุมชน modder และผู้ใช้สายทดลองกำลัง “บังคับ” ให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 อยู่แล้ว โดย Zdravkovic ถึงกับบอกว่า “all the power to them” พร้อมยอมรับว่าตัวเขาเองก็เป็นสาย geek ที่ชอบลองของใหม่เหมือนกัน แม้ AMD จะยังไม่วางแผนปล่อย build ทดลอง แต่ก็เปิดใจว่าคำถามนี้ทำให้พวกเขา “อยากคิดต่อว่าจะทำได้อย่างไร” ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับผู้ใช้ RDNA 3 ที่อยากลองของแรง AMD ยังย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ทอดทิ้งสถาปัตยกรรมเก่า หากมีฟีเจอร์ใดที่ช่วยให้ประสบการณ์เกมดีขึ้นจริง ก็พร้อมจะปล่อยอัปเดตให้เสมอ แต่ต้องมั่นใจว่าผลลัพธ์ “ดีขึ้นจริง” ไม่ใช่แค่เปิดฟีเจอร์เพื่อให้มีชื่อเท่านั้น สรุปคือ Redstone ยังเป็นของ RDNA 4 แบบ exclusive แต่ AMD ก็ไม่ปิดประตูสนิทสำหรับการรองรับ RDNA 3 ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อชุมชน modding กำลังผลักดันอย่างหนักในตอนนี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ FSR Redstone ถูกออกแบบสำหรับ RDNA 4 เป็นหลัก ➡️ ต้องการประสิทธิภาพ ML สูงเพื่อทำงานภายในเฟรมเดียว ✅ AMD ไม่ปิดโอกาสรองรับ RDNA 3 แบบ experimental ➡️ แม้ยังไม่มีแผนปล่อย build ทดลองอย่างเป็นทางการ ✅ ชุมชน modder กำลังบังคับให้ Redstone ทำงานบน RDNA 3 แล้ว ➡️ AMD ชื่นชมความพยายามและยอมรับว่าบางเกมอาจใช้ได้ ✅ AMD ยืนยันว่าจะอัปเดตสถาปัตยกรรมเก่าหากช่วยให้ประสบการณ์ดีขึ้นจริง ➡️ ไม่ทำ segmentation เพื่อบังคับให้ผู้ใช้เปลี่ยน GPU คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การบังคับใช้ Redstone บน RDNA 3 อาจทำให้ประสิทธิภาพแย่ลง ⛔ ML workload อาจไม่ทันเฟรม ทำให้เฟรมเรตตกหรือภาพผิดเพี้ยน ‼️ ไม่มีการรับประกันความเสถียรหรือคุณภาพภาพบน RDNA 3 ⛔ ฟีเจอร์อาจใช้ได้เฉพาะบางเกมหรือบางเครื่องเท่านั้น ‼️ การใช้ mod หรือ workaround อาจเสี่ยงต่อปัญหาด้านไดรเวอร์ ⛔ อาจทำให้เกม crash หรือเกิด artifact ‼️ ผู้ใช้ควรระวังการคาดหวังเกินจริงเกี่ยวกับการรองรับ RDNA 3 ⛔ AMD ยังยืนยันว่า Redstone “ไม่อยู่ในแผน” สำหรับ RDNA 3 https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/amd-leaves-the-door-open-to-experimenta-fsr-redstone-support-on-rdna3
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    AMD leaves the door open to experimental FSR Redstone support on RDNA 3
    AMD says Redstone is built for RDNA 4, but acknowledges community hacks and does not rule out an official support path.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 81 มุมมอง 0 รีวิว
  • “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ”

    กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป.

    หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน.

    อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า.

    อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน
    ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก

    Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี
    ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

    แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ
    ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน

    VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ
    ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล
    อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์

    อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด
    เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA

    การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว
    โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ

    คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ
    ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    🦷🤖 “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ” กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป. หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน. อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า. อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน ➡️ ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก ✅ Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี ➡️ ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ✅ แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ ➡️ ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน ✅ VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ ➡️ ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ⛔ อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์ ‼️ อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด ⛔ เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA ‼️ การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว ⛔ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ ‼️ คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ ⛔ ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Health-tracking toothbrushes, mouth guards lure consumers with audacious claims
    If you paid enough attention, you could have found health trackers everywhere at the CES trade show last week. But they didn't necessarily look how you'd expect.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 84 มุมมอง 0 รีวิว
  • Google ผู้ก่อตั้งโบกมือลาแคลิฟอร์เนีย: สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของ Silicon Valley

    การเคลื่อนไหวล่าสุดของ Larry Page และ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังจากทั้งคู่เริ่ม “ลดบทบาทและความผูกพัน” กับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Google และเป็นศูนย์กลางของ Silicon Valley มานานเกือบสามทศวรรษ การย้ายบริษัทในเครือหลายสิบแห่งออกจากรัฐ รวมถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ใน Miami และการย้ายกิจการไป Nevada ทำให้เกิดคำถามว่า Silicon Valley กำลังสูญเสียเสน่ห์เดิมหรือไม่

    สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือมาตรการภาษีใหม่ที่เสนอให้เก็บ “wealth tax” แบบครั้งเดียว 5% จากผู้ที่มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจมีผลย้อนหลังกับผู้ที่อาศัยในรัฐ ณ วันที่ 1 มกราคม หากมาตรการผ่านประชามติในเดือนพฤศจิกายน ความกังวลนี้ทำให้มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Miami และ Texas

    แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ก็มีบางคนที่ยอมรับมาตรการนี้ เช่น Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ที่ระบุว่า “เลือกอยู่ Silicon Valley ก็ต้องยอมรับภาษีที่รัฐกำหนด” อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของ Page และ Brin มีน้ำหนักมากกว่าใคร เพราะทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของ Silicon Valley และมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 518 พันล้านดอลลาร์ ทำให้การย้ายฐานของพวกเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ

    ในภาพรวม เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เมื่อภาษี ค่าครองชีพ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเริ่มผลักดันให้ผู้ประกอบการมองหาศูนย์กลางใหม่ที่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนีย หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป Silicon Valley อาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Page และ Brin ย้ายบริษัทในเครือออกจากแคลิฟอร์เนียจำนวนมาก
    บางบริษัทถูกย้ายไป Nevada และบางแห่งถูกปิดสถานะในรัฐ

    Page ซื้อคฤหาสน์มูลค่า 71.9 ล้านดอลลาร์ใน Miami
    เป็นสัญญาณการขยายตัวออกจาก Silicon Valley

    มาตรการภาษีใหม่ของแคลิฟอร์เนียเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ
    เสนอเก็บภาษี 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์

    มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มย้ายฐาน เช่น Peter Thiel และ David Sacks
    มุ่งสู่รัฐที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Florida และ Texas

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    มาตรการภาษีอาจทำให้เกิดการไหลออกของผู้ประกอบการและนักลงทุน
    ส่งผลต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของแคลิฟอร์เนีย

    การย้ายฐานของผู้ก่อตั้ง Google อาจกระทบภาพลักษณ์ Silicon Valley
    อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในอนาคตของภูมิภาค

    การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐมากขึ้น
    รัฐที่เก็บภาษีสูงอาจสูญเสียบุคลากรและเงินทุน

    การย้ายทรัพย์สินจำนวนมากอาจมีผลต่อเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่
    โดยเฉพาะเมืองที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ เช่น Miami

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google-guys-say-bye-to-california
    📰 Google ผู้ก่อตั้งโบกมือลาแคลิฟอร์เนีย: สัญญาณความเปลี่ยนแปลงของ Silicon Valley การเคลื่อนไหวล่าสุดของ Larry Page และ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังจากทั้งคู่เริ่ม “ลดบทบาทและความผูกพัน” กับรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Google และเป็นศูนย์กลางของ Silicon Valley มานานเกือบสามทศวรรษ การย้ายบริษัทในเครือหลายสิบแห่งออกจากรัฐ รวมถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ใน Miami และการย้ายกิจการไป Nevada ทำให้เกิดคำถามว่า Silicon Valley กำลังสูญเสียเสน่ห์เดิมหรือไม่ สาเหตุสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือมาตรการภาษีใหม่ที่เสนอให้เก็บ “wealth tax” แบบครั้งเดียว 5% จากผู้ที่มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจมีผลย้อนหลังกับผู้ที่อาศัยในรัฐ ณ วันที่ 1 มกราคม หากมาตรการผ่านประชามติในเดือนพฤศจิกายน ความกังวลนี้ทำให้มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Miami และ Texas แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ก็มีบางคนที่ยอมรับมาตรการนี้ เช่น Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ที่ระบุว่า “เลือกอยู่ Silicon Valley ก็ต้องยอมรับภาษีที่รัฐกำหนด” อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของ Page และ Brin มีน้ำหนักมากกว่าใคร เพราะทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ของ Silicon Valley และมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 518 พันล้านดอลลาร์ ทำให้การย้ายฐานของพวกเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ ในภาพรวม เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เมื่อภาษี ค่าครองชีพ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเริ่มผลักดันให้ผู้ประกอบการมองหาศูนย์กลางใหม่ที่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนีย หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป Silicon Valley อาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Page และ Brin ย้ายบริษัทในเครือออกจากแคลิฟอร์เนียจำนวนมาก ➡️ บางบริษัทถูกย้ายไป Nevada และบางแห่งถูกปิดสถานะในรัฐ ✅ Page ซื้อคฤหาสน์มูลค่า 71.9 ล้านดอลลาร์ใน Miami ➡️ เป็นสัญญาณการขยายตัวออกจาก Silicon Valley ✅ มาตรการภาษีใหม่ของแคลิฟอร์เนียเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ➡️ เสนอเก็บภาษี 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ ✅ มหาเศรษฐีหลายรายเริ่มย้ายฐาน เช่น Peter Thiel และ David Sacks ➡️ มุ่งสู่รัฐที่เป็นมิตรต่อภาษีมากกว่า เช่น Florida และ Texas คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ มาตรการภาษีอาจทำให้เกิดการไหลออกของผู้ประกอบการและนักลงทุน ⛔ ส่งผลต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของแคลิฟอร์เนีย ‼️ การย้ายฐานของผู้ก่อตั้ง Google อาจกระทบภาพลักษณ์ Silicon Valley ⛔ อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในอนาคตของภูมิภาค ‼️ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐมากขึ้น ⛔ รัฐที่เก็บภาษีสูงอาจสูญเสียบุคลากรและเงินทุน ‼️ การย้ายทรัพย์สินจำนวนมากอาจมีผลต่อเสถียรภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ ⛔ โดยเฉพาะเมืองที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ เช่น Miami https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google-guys-say-bye-to-california
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Google guys say bye to California
    Sergey Brin is joining his Google co-founder, Larry Page, in reducing ties to the state where they built their fortunes.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 89 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts