• สูตรจับขั้วรัฐบาลต่อตลาดทุน เจอทัวร์ลงต้องลบโพสต์

    บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ออกอินโฟกราฟิกหัวข้อ "ถอดสูตรการจับขั้วรัฐบาลต่อทิศทางการลงทุน เรียกเสียงวิจารณ์บนโลกโซเชียลฯ อย่างมาก เพราะวิเคราะห์ว่า โอกาสที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยเท่ากับ 0 ทำให้ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนไม่พอใจ สุดท้ายไม่พบโพสต์ดังกล่าวในเฟซบุ๊กเพจ Thanachart Securities ถึงกระนั้น บทวิเคราะห์ที่ออกมาถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจจากฝั่งตลาดทุน ที่มองว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพรัฐบาล มองว่ามีความเป็นไปได้ในการจับขั้วรัฐบาล 3 กรณี ได้แก่

    โอกาส 50% หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มีพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ มุมมองต่อการลงทุนเห็นว่าดีและการเมืองจะมีเสถียรภาพ

    โอกาส 40% หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มีพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่พรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม เห็นว่าดีกว่ากรณีแรกเล็กน้อย เนื่องจากการมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะปลอดภัยกว่าที่จะไปอยู่ฝ่ายค้าน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันได้มากกว่า

    โอกาส 10% หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มีพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่ พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เห็นว่าเป็นกรณีที่ดีที่สุด และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพที่สุด

    แต่หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ มีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม เห็นว่าโอกาส 0% เพราะมองว่ากรณีนี้จะไม่เกิด หากกรณีนี้เกิดขึ้น จะเป็นกรณีที่แย่ที่สุดสำหรับตลาดทุน เนื่องจากมีปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้

    หลักทรัพย์ธนชาต มองว่า มีโอกาสสูงที่ฝั่งอนุรักษ์นิยมจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล และจะเป็นบวกต่อตลาดหลักทรัพย์ไทย จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่นโยบายสะท้อนการปฎิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าประชานิยม เน้นการแก้ปัญหามากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจใหโตอย่างรวดเร็ว คงเป้าหมายตลาดหุ้น SET Index สิ้นปี 2569 ที่ 1,380 จุด

    นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปรับพอร์ตกลุ่ม Siam Senses เลือกหุ้นกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL (ซีพีออลล์) MOSHI (โมชิ โมชิ รีเทล) CPN (เซ็นทรัลพัฒนา) หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA (เดลต้า) หุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง GPSC (จีพีเอสซี) GULF (กัลฟ์) กลุ่มเช่าซื้ออย่าง MTC (เมืองไทย แคปปิตอล) SAWAD (ศรีสวัสดิ์) TIDLOR (ติดล้อ) และกลุ่มสื่อสารอย่าง TRUE (ทรู) อีกด้วย

    #Newskit
    สูตรจับขั้วรัฐบาลต่อตลาดทุน เจอทัวร์ลงต้องลบโพสต์ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ออกอินโฟกราฟิกหัวข้อ "ถอดสูตรการจับขั้วรัฐบาลต่อทิศทางการลงทุน เรียกเสียงวิจารณ์บนโลกโซเชียลฯ อย่างมาก เพราะวิเคราะห์ว่า โอกาสที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยเท่ากับ 0 ทำให้ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนไม่พอใจ สุดท้ายไม่พบโพสต์ดังกล่าวในเฟซบุ๊กเพจ Thanachart Securities ถึงกระนั้น บทวิเคราะห์ที่ออกมาถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจจากฝั่งตลาดทุน ที่มองว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพรัฐบาล มองว่ามีความเป็นไปได้ในการจับขั้วรัฐบาล 3 กรณี ได้แก่ โอกาส 50% หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มีพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ มุมมองต่อการลงทุนเห็นว่าดีและการเมืองจะมีเสถียรภาพ โอกาส 40% หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มีพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่พรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม เห็นว่าดีกว่ากรณีแรกเล็กน้อย เนื่องจากการมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะปลอดภัยกว่าที่จะไปอยู่ฝ่ายค้าน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันได้มากกว่า โอกาส 10% หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มีพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่ พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เห็นว่าเป็นกรณีที่ดีที่สุด และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพที่สุด แต่หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ มีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนฝ่ายค้านได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม เห็นว่าโอกาส 0% เพราะมองว่ากรณีนี้จะไม่เกิด หากกรณีนี้เกิดขึ้น จะเป็นกรณีที่แย่ที่สุดสำหรับตลาดทุน เนื่องจากมีปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้ หลักทรัพย์ธนชาต มองว่า มีโอกาสสูงที่ฝั่งอนุรักษ์นิยมจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล และจะเป็นบวกต่อตลาดหลักทรัพย์ไทย จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่นโยบายสะท้อนการปฎิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าประชานิยม เน้นการแก้ปัญหามากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจใหโตอย่างรวดเร็ว คงเป้าหมายตลาดหุ้น SET Index สิ้นปี 2569 ที่ 1,380 จุด นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ปรับพอร์ตกลุ่ม Siam Senses เลือกหุ้นกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL (ซีพีออลล์) MOSHI (โมชิ โมชิ รีเทล) CPN (เซ็นทรัลพัฒนา) หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA (เดลต้า) หุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง GPSC (จีพีเอสซี) GULF (กัลฟ์) กลุ่มเช่าซื้ออย่าง MTC (เมืองไทย แคปปิตอล) SAWAD (ศรีสวัสดิ์) TIDLOR (ติดล้อ) และกลุ่มสื่อสารอย่าง TRUE (ทรู) อีกด้วย #Newskit
    1 Comments 0 Shares 2 Views 0 Reviews
  • เรื่อง ขัดขา
    “ขัดขา”
    ตอน 1
    เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อระดับโลกต่างลงข่าวใหญ่ พาดหัวใกล้เคียงกัน … อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงเกี่ยวกับนิวเคลียร์… การคว่ำบาตรยกเลิก….
    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกนะครับ เพราะมันเป็นหลักไมล์ ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในอิหร่านเอง ในภูมิภาค และในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตามมาก
    ถ้ามีการยกเลิกการคว่ำบาตรจริง ข่าวว่าอิหร่านอาจได้เงินที่ถูกกักไว้คืน ประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญ จากค่าขายน้ำมัน ที่ถูกกักไว้ไม่รู้กี่สิบปี
แบบนี้อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์สองลูกของผมก็รวยจ้ำบ๊ะ และซาอุดิ อารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ ก็คงยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก คราวนี้ จะหาเรื่องอะไรระบายอารมณ์ดีล่ะ
ถล่มเยเมนก็กำลังทำอยู่แล้ว แต่เสือกติดหล่ม เดินหน้าไม่ไปถอยไม่ออก
ฉับ ฉับ ก็เล่นแล้ว เหลืออย่างเดียวคือ ส่งบ้องข้าวหลามใส่อิหร่าน เสียเลย เอาไหมครับ จะได้เข้าทางแผน ที่เขาวางไว้ ไม่ต้องเสียเวลาลุ้น ลุยเลยครับ จะได้จบๆเสียที
นึกว่าจะโซ้ยกันตั้งกะปลายปีที่แล้ว ผมรอลุ้นจนง่วง
    บรรดาสื่อนานาชาติ โดยเฉพาะสื่อค่ายใบตองแห้ง กับค่ายชาวเกาะนิ้วก้อย
ตีปี๊บบอกว่า เรื่องยกเลิกการคว่ำบาตร มันโยงกับการแลกเปลี่ยนนักโทษ ระหว่างอิหร่านกับอเมริกานะ อเมริกาขอให้ปล่อยนักโทษ 5 คน ที่อิหร่านจับใส่คุกไว้ โดยเฉพาะ คนสำคัญชื่อ นายJason Rezaian ซึ่งเป็นนักข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แถวตุรกี แม่ก็อยู่ตุรกี
    ส่วนอิหร่านขอให้อเมริกาปล่อยคนของตัว ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจของอิหร่าน ที่อเมริกาอ้างว่า ทำผิดกฏการคว่ำบาตรด้านการเงิน กับมีบางคนกระทำการเข้าข่ายผู้ก่อการร้าย
    เขาว่า คุณจอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนง ทุกครั้งที่เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ผ่านมา หลังการเจรจาเป็นต้องสะกิด รัฐมนตรี ตปท. อิหร่าน ขอแถมทุกครั้งว่า ถ้าเรื่องเรียบร้อย ลื้ออย่าลืมปล่อยไอ้อ้วน Rezaian ให้ไอนะ
    เจ้าอ้วน ติดคุกเดี่ยวอยู่ในอิหร่าน ปีกว่า น้ำหนักลดไปเกือบสามสิบโล อันที่จริง เจ้าตัวอาจไม่เดือดร้อนในเรื่องน้ำหนักลด เพราะก่อนติดคุก น้ำหนัก ร้อยกว่าโล ลดไปเกือบ
สามสิบโลอาจหล่อขึ้น แต่สื่อช่วยตีให้อิหร่านเป็นคุกโหด เข้าใจเล่น
    ต่อรองกันไปมา ตกลงสรุปว่า ที่อิหร่าน ขอไป 20 อเมริกาให้ 7
ส่วนที่อเมริกา ขอไป 5 อิหร่านให้ 4+1 คน
    อิหร่านยอมลดแยะนะ แต่ข่าว ซีเอนเอนบอกว่า นักการเมืองอเมริกัน หงุดหงิดว่า อิหร่านเจรจาได้เปรียบอเมริกา นักโทษอิหร่านได้รับการปล่อยตัวมากกว่าอีก
จอห์นเงี้ยว เจรจาเฮงซวย โอบามาก็ห่วย ที่ไปยอมอิหร่าน ผมดูข่าวด้วยความมึน
    สำหรับเจ้าอ้วน Rezaian นั้น อเมริกาบอกต้องเอาออกมาให้ได้ เพราะไอ้หมอนี่ รู้เรื่องเบื้องหลังนิวเคลียร์ของอิหร่านดีมาก ท่านใบตองแห้งถึงกับกล่าวชมว่า เขากล้าหาญมาก เอะ แล้วทำไม อิหร่านถึงยอมปล่อยตัวง่ายๆ เพราะอิหร่านอยากได้เงินแสนล้านเหรียญหรือ… แหม นึกว่า จะได้ง่ายๆ หรือครับ ดูไปก็แล้วกัน อเมริกาอาจจะบอกเราเปิดไฟเขียวให้ แต่ดันไปติดไฟแดงของธนาคาร… ฮู้ย เรื่องแบบนี้ เล่นไม่ยาก
    แล้วคิดว่า เสี่ยนิวเคลียร์ของผมจะใจเย็นรอไฟแดงไหมครับ
    ###############
ตอน 2
    ย้อนกลับไปในเช้าวันเสาร์ที่ 16 มกราคม เจ้าหน้าที่ของไอ้เอกับอีเอ IAEA ของ สหประชาชาติ ประกาศรับรองว่า อิหร่านได้ยุติกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบทำนองนี้จะดำเนินไปอีก 10 ถึง 15 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า นกยูงอิหร่าน ไม่ติดปีกติดกรงเล็บแข่งกับนกอินทรี
    หลังจากนั้น ถ้าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันเรียบร้อย การยกเลิกการแซงชั่น
การคว่ำบาตรอิหร่าน ที่อเมริกาและพวกใช้บีบอิหร่านมาประมาณ 30 ปี จะค่อยๆทยอยยกเลิก หงายบาตร ตามข้อตกลงระหว่างพี่เบิ้มทั้งหลายกับอิหร่าน
    ในที่สุดอิหร่านก็ปล่อยตัวเจ้าอ้วน และชาวคุกอีก 3 คน ออกจากคุกเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์ ส่วนอีกหนึ่งคน ข่าวบอกว่า เป็นนักศึกษา ขั้นตอนการปล่อยตัวแยกต่างหากกับกลุ่มเจ้าอ้วน หลังจากนั้นอเมริกาก็ขนเจ้าอ้วนและพวกอีก 2 คนที่เพิ่งออกจากคุกขึ้นเครื่องบินพิเศษ ส่งไปนอนเล่นที่ฐานทัพของอเมริกาที่เยอรมันกลางดึกของวันเสาร์ ส่วนอีกคน ข่าวไม่รายงานว่าให้ไปหลบที่ไหน
    พอเครื่องบินที่เจ้าอ้วนกับพวกนั่ง บินพ้นเขตอิหร่านยังไม่ทันถึงชั่วโมงดี อเมริกาก็ออกมาประกาศว่า จะคว่ำบาตรนักธุรกิจอิหร่านที่เป็นทั้งบริษัทและเอกชน ที่ทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา “รอบใหม่” ทันที ทำเอาอิหร่านที่กำลังเดินเพลิน หัวคะมำ…. นี่…..รู้จักท่านใบตองแห้งซะบ้าง เขี้ยวยาว วาวเป็นประกายเลย
    อเมริกากล่าวหา ว่า อิหร่านแอบทดลองทำการยิงจรวดเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่อเมริกาอ้างว่ารู้นานแล้วล่ะ แต่รอให้เจ้าอ้วนกลับบ้านก่อน พณ. ใบต้องแห้งบอก smart move! ใคร ใครนะว่าท่านใบตองแห้งโง่งี่เง่า เป็นแพะ เป็นเหยื่อ….
    ผู้ที่จะได้รับเกียรติถูกท่านใบตองคว่ำบาตร รุ่นล่าสุดมี 11 ราย อเมริกาบอกว่า พวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทดลองยิงจรวดของอิหร่านทั้งนั้น โดยมีการทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา เช่น มีการสั่งซื้อชิ้นส่วน ที่นำมาใช้ในจรวดที่ทำการทดลอง ซึ่ง เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกด้วย อย่างนี้ต้องมีการแซงชั่น คว่ำบาตรจากนานาชาติรอบใหม่…..ฮู้ย พณ. ท่าน รุกใหญ่เลยนะครับ ปล่อยให้เขาวิ่ง แป๊บเดียว ยื่นขาไปขัดเขาซะแล้ว รายการโชว์เขี้ยวจริงๆ
    อเมริกาเล่นแรงนะ กล่าวหากันอย่างนั้น แบบนี้อิหร่านยอมได้ไหม ไอ้เอกับอีเอ ที่เพิ่งประกาศรับรองไปแหมบๆ มิหน้าแหกหรือครับ เป็นผมเอาหัวมุดโอ่งอายตายห่า สั่งให้กูไปตรวจ กูก็ไป ตรวจแล้วไม่เจออะไร กูก็บอกไปตามตรง เสร็จแล้วมึงดันมาประกาศหักหน้า…. ต่อไปนี้ เราจะต้องฟังใครครับ ใบรับรองจาก IAEA ของสหประชาชาติ มีความหมายไม่ต่างกับกระดาษชำระ
    เมื่อวันเสาร์ หลังจากการแลกตัวนักโทษเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันรูฮานี ออกมาใช้เสียงทุ้ม บอกว่า ทีนี้ ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าอิหร่านเชื่อถือได้
    แต่วันอาทิตย์ หลังจากรู้ข่าวว่า ถูกขัดขาจนหน้าคะมำ อเมริกันเตรียมคว่ำบาตรรุ่นใหม่ ท่านประธานาธิบดี รูฮานี ปิดพลาสเตอร์ที่หน้าแล้วกลับมาออกไมค์ ใช้เสียงเย็น แต่ไม่ถึงกับยะเยือก สงสัยยังหวัง หนึ่งแสนล้านเหรียญ ….การกระทำแบบนี้(ของอเมริกา) ก็จะได้รับปฏิกริยาตอบโต้….ท่านประธานาธิบดีอิหร่านบอก
    เป็นไงครับ เห็นฝีมือการเปลี่ยนหน้ากากของท่านใบตองแห้งหรือยัง เปลี่ยนได้รวดเร็ว เล่นเอาอิหร่านต้องตั้งหลักใหม่
    หลังจากนั้น ในวันจันทร์ ที่ 18 มกราคม กระทรวงต่างประเทศ อิหร่านออกมาตอบโต้เป็นรายการแรก ….ระบบการยิงจรวดของเราไม่ได้ออกแบบมา เพื่อสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้นะ … การคว่ำบาตรของอเมริกา ในเรื่องนี้ ไม่ถูกกฏหมายและไม่ชอบธรรม….อเมริกาเอง ขายอาวุธเป็นหมื่นๆล้านเหรียญให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ และอาวุธเหล่านั้น ก็นำไปใช้กับชาวปาเลสไตน์ชาวเลบานอน และล่าสุด ชาวเยเมนก็กำลังรับเคราะห์อยู่….
    นี่เป็นการตบกลับเบาๆรอบแรกของอิหร่าน
    ###############
    ตอน 3
    เป็นไงครับ นึกว่ากำลังอ่านลายใบตองภาค 2 ก็แล้วกัน มันจะมีกี่ภาคผมก็ยังไม่รู้
    ตกลงอิหร่านดีลนี่ ใครได้ ใครเสีย รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านด้วย
    เมื่ออเมริกา เริ่มเจรจากับอิหร่านเกี่ยวกับการหยุดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อประมาณเดือนกันยายน ค.ศ.2013 อเมริกาได้รับแต่ก้อนอิฐจากพันธมิตรของตัว โดยเฉพาะ จากซาอุดิอารเบีย คู่รักฝักแค ที่มองว่าอเมริกากำลังอ่อนข้อให้อิหร่าน คู่แข่งสำคัญของซาอุ นอกจากซาอุแล้ว อิสราเอลก็เป็นอีกประเทศที่ฉุนขาด หลายประเทศไม่เชื่อขี้หน้าอิหร่าน ว่าจะพูดจริงทำจริง
    แต่ที่พิลึกที่สุดคือ บรรดานักการเมืองของอเมริกา ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างออกมาพูดทำนองไม่เชื่อขี้หน้าท่านใบตองแห้ง…. สงสัยจะดีแต่พล่าม ไม่มีทางจะจัดการเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์สำเร็จ….
    ฝ่ายอิหร่านเองก็ใช่ว่าจะร้องเพลงเสียงเดียวกันในเรื่องนี้ ฝ่ายประธานาธิบดี รูฮานี และ รม. ตปท. ของอิหร่าน สนับสนุนการเจรจากับฝ่ายอเมริกา แต่ฝ่ายขวาจัด คือพวกทหารที่เรียกว่า Revolutionary Guards ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา มองว่าเป็นเกมหลอกของอเมริกา ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน บอกว่าเจรจาไปก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับอิหร่าน ก็เลิกเจรจา
    ฝ่ายอิหร่านที่สนับสนุนการเจรจา เพราะหวังจะให้อเมริกาและพวก ยกเลิกการแซงชั่น ยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านจะได้สบายเสียที อยู่อย่างอด อย่างทน กันมาสามสิบปีแล้วนะ ขอสบายบ้างเถอะน่า ข่าวบอกว่าอิหร่านถึงกับมีชอปปิ้งลิสต์ เตรียมไว้เพียบ ว่า ถ้าได้เงินคืน จะเอาไปซื้ออะไรบ้าง รายการใหญ่ ที่เขาว่าอิหร่านเล็งไว้คือ ซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่เอี่ยม จากค่ายแอร์บัสของยุโรปจำนวน 114 เครื่อง!
    นอกจากนี้ อิหร่านยังกะจะเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ จากวันละ 1.1 ล้านบาเรลขึ้นอีก 5
แสนบาเรล ในช่วงแรก และอีก 5 แสนในช่วงต่อไป เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประเทศ
    แค่มีข่าวว่า อิหร่านอาจจะส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกของ Brent crude oil ก็รูดลงต่ำกว่า 29 เหรียญ และขณะที่ผมเขียนนิทานนี้ ดูเหมือนจะลงไปที่ 27 เหรียญแล้ว
    ข่าวนี้นอกจากจะทำให้ ราคาน้ำมันเริ่มตกแล้ว อาการวิตกจริตของ ซาอุดิอารเบีย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ให้เสี่ยปั๊มใหญ่เครียดได้ยังไง ปีนี้ งบประมาณประเทศของซาอุ จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นครั้งแรก และจะต้องมีการตัดสวัสดิการของประชาชนที่เคยได้รับ ลดลงไปหลายรายการ โอกาสที่ความไม่สงบในประเทศจะเกิดขึ้น ก็น่าจะสูงขึ้น
    นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า ซาอุดิอารเบีย ยังคิดจะเฉือนเอาบางส่วนของหุ้น บริษัท Aramco ที่อ้างว่าเป็นของรัฐ (แต่อยู่ในความดูแลของราชวงศ์) ที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งประเทศ ออกขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป เพื่อเอาเงินมาโปะงบประมาณที่ขาดดุลย์
    เอาแค่ที่เล่ามานี้ก่อน ใครได้ประโยชน์ครับ อิหร่านได้เงิน ดูเหมือนประชาชนจะสบายขึ้น แต่จริงๆแล้วอิหร่านก็คงเอาไปซื้อของ ซื้อสินค้า รวมทั้งซื้ออาวุธ ที่อั้นมาสามสิบปี
    ถ้าอิหร่านซื้ออาวุธเพิ่ม ซาอุ จะยืนดูตาปริบๆอยู่เฉยๆไหม เสี่ยปั๊มใหญ่อยู่เฉยไม่ไหวหรอก มันก็ต้องซื้อแข่ง และที่ผ่านมา 2 ปี เพราะความประสาทกลัวอิหร่านนิวเคลียร์ดีลนี่แหละ เสี่ยปั้มใหญ่ ถึงเร่งซื้ออาวุธ ไว้แสดงแสนยานุภาพ จนงบเริ่มติดลบ ใครได้ประโยชน์ครับ
    จะมีใคร ก็อเมริกาที่ปั่นหัวไป ขายอาวุธไป เข้าแผนทุกทาง
    เอะ แล้วอเมริกาไม่ห่วงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือ ต้องมีคนสงสัยแน่
    อเมริกาคงไม่ห่วง เพราะอเมริกาไม่ได้เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อหวังให้อิหร่าน “เลิกสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ” อเมริการู้นานแล้วว่า อิหร่านมีนิวเคลียร์ และก็คงไม่เลิกสร้าง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่อเมริกาเป็นห่วงมากมาย อเมริกาหวัง หรือ ต้องการอย่างอื่นมากกว่า
    ที่อเมริกาหวัง หรือต้องการ คือ “เวลา” กับหวังให้อิหร่าน “เปิดประตูเมือง”
    ###############
    ตอน 4 (จบ)
    ถ้ายังจำกันได้ อเมริกาประกาศนโยบาย Pivot to Asia กลางปี ค.ศ.2012 ในที่ประชุมด้านความมั่นคงทั่วโลก Shangrila Dialogue ที่สิงคโปร์ว่า อเมริกาจะปรับกองกำลังของตัว ไปอยู่ที่เอเซียมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี ค.ศ.2020 จะมีกองกำลังอยู่ในเอเซีย ถึงจำนวน 60% ของจำนวนกองกำลังของตนทั้งหมด ที่อยู่ต่างประเทศ มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า อเมริกายกให้จีน เป็น “ว่าที่” ศัตรูหมายเลขหนึ่ง และปี 2020 คงเป็นปีที่อเมริกาคาดว่า จะมีการเผชิญหน้ากับมังกรทะยานฟ้า
    ขณะเดียวกับที่อเมริกา ทำให้โลกเข้าใจว่า อเมริการะวังจีน อเมริกาก็มีแผนซ่อน เตรียมล่อหลอกรัสเซีย ที่อเมริกาถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาลด้วย
    อเมริกาเริ่มตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2005 ว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างโตเร็วเกินคาด และทั้ง 2 ประเทศ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งสร้างกองทัพอย่างเอาจริง มันคงใช้เวลาไม่นานมาก ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศ กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอเมริกา อเมริกาจึงปรับแผนของตัวมาตลอด
    อเมริกาวางแผนการทำลายรัสเซีย จากรอบนอก ด้วยการจัดเทศกาลอาหรับสปริง ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนในตะวันออกกลางได้อย่างรุนแรง และความปั่นป่วนนั้น จะกระทบไปถึงรัสเซียด้วย ส่วนอิหร่านเป็นเป้าวงใน ถ้าเจาะดีๆให้ถึงข้างในอิหร่าน จะกระแทกรัสเซียได้ด้วย ไม่มีอะไรดีกว่าหาทางให้อิหร่านเปิดประตูบ้าน การสร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ ย่อมง่ายกว่าการที่อเมริกาจะยกทัพเข้าไปเอง อาหรับสปริงเกิดได้ทุกแห่ง ทำไมจะเกิดในอิหร่านไม่ได้ การยกเลิกการแซงชั่น การทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะได้สบาย….หากความหวังนั้น สลายไป อิหร่านสปริง คงเกิดไม่ยาก….
    ” เวลา” จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอเมริกา เพื่อบ่มให้ทั้งแผนใหญ่ และแผนเล็กของตัวเอง สุกทันการณ์ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ต้องไม่ช้าเกินไป และไม่เร็วเกินไป
    ถ้าจำกันได้ อเมริกา “ต่อเวลา” การเจรจานิวเคลียร์หลายครั้ง แต่ละครั้ง การเจรจาทำทีเหมือนจะล่ม แต่แล้วก็ไม่ล่ม ถ้าอเมริกาต้องการเล่นงานอิหร่านจริงๆ เรื่องการสร้างนิวเคลียร์ การเจรจาล่มไปนานแล้วครับ
    อิหร่านนิวเคลียร์ดีล จึงเป็นละครฉากใหญ่ ที่อเมริกาเล่นได้เฉียบขาดมาก
    แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้อื่นเล่นละครกันไม่เป็น หรือไม่รู้จักวิธีขัดขากลับ
    หมากระดับโลก เขาเดินกันลึกซึ้ง ใช้เวลานาน และมีการปรับชั้นเชิง ขัดขากันไปขัดขากันมาตลอดเวลา ไม่งั้นมังกรคงไม่เลือกไปท่องทะเลทรายยามหน้าขวานหน้าสิ่วแบบนี้ ถ้าเรามองชั้นเดียว แบบจอแบนและแคบ ก็คงเห็นภาพไม่ครบ…
    สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
22 ม.ค. 2559
    เรื่อง ขัดขา “ขัดขา” ตอน 1 เมื่อวันเสาร์ที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา สื่อระดับโลกต่างลงข่าวใหญ่ พาดหัวใกล้เคียงกัน … อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงเกี่ยวกับนิวเคลียร์… การคว่ำบาตรยกเลิก…. เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกนะครับ เพราะมันเป็นหลักไมล์ ที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในอิหร่านเอง ในภูมิภาค และในโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตามมาก ถ้ามีการยกเลิกการคว่ำบาตรจริง ข่าวว่าอิหร่านอาจได้เงินที่ถูกกักไว้คืน ประมาณกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญ จากค่าขายน้ำมัน ที่ถูกกักไว้ไม่รู้กี่สิบปี
แบบนี้อิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์สองลูกของผมก็รวยจ้ำบ๊ะ และซาอุดิ อารเบีย เสี่ยปั๊มใหญ่ ก็คงยิ่งหงุดหงิดหนักขึ้นไปอีก คราวนี้ จะหาเรื่องอะไรระบายอารมณ์ดีล่ะ
ถล่มเยเมนก็กำลังทำอยู่แล้ว แต่เสือกติดหล่ม เดินหน้าไม่ไปถอยไม่ออก
ฉับ ฉับ ก็เล่นแล้ว เหลืออย่างเดียวคือ ส่งบ้องข้าวหลามใส่อิหร่าน เสียเลย เอาไหมครับ จะได้เข้าทางแผน ที่เขาวางไว้ ไม่ต้องเสียเวลาลุ้น ลุยเลยครับ จะได้จบๆเสียที
นึกว่าจะโซ้ยกันตั้งกะปลายปีที่แล้ว ผมรอลุ้นจนง่วง บรรดาสื่อนานาชาติ โดยเฉพาะสื่อค่ายใบตองแห้ง กับค่ายชาวเกาะนิ้วก้อย
ตีปี๊บบอกว่า เรื่องยกเลิกการคว่ำบาตร มันโยงกับการแลกเปลี่ยนนักโทษ ระหว่างอิหร่านกับอเมริกานะ อเมริกาขอให้ปล่อยนักโทษ 5 คน ที่อิหร่านจับใส่คุกไว้ โดยเฉพาะ คนสำคัญชื่อ นายJason Rezaian ซึ่งเป็นนักข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แถวตุรกี แม่ก็อยู่ตุรกี ส่วนอิหร่านขอให้อเมริกาปล่อยคนของตัว ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจของอิหร่าน ที่อเมริกาอ้างว่า ทำผิดกฏการคว่ำบาตรด้านการเงิน กับมีบางคนกระทำการเข้าข่ายผู้ก่อการร้าย เขาว่า คุณจอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนง ทุกครั้งที่เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ผ่านมา หลังการเจรจาเป็นต้องสะกิด รัฐมนตรี ตปท. อิหร่าน ขอแถมทุกครั้งว่า ถ้าเรื่องเรียบร้อย ลื้ออย่าลืมปล่อยไอ้อ้วน Rezaian ให้ไอนะ เจ้าอ้วน ติดคุกเดี่ยวอยู่ในอิหร่าน ปีกว่า น้ำหนักลดไปเกือบสามสิบโล อันที่จริง เจ้าตัวอาจไม่เดือดร้อนในเรื่องน้ำหนักลด เพราะก่อนติดคุก น้ำหนัก ร้อยกว่าโล ลดไปเกือบ
สามสิบโลอาจหล่อขึ้น แต่สื่อช่วยตีให้อิหร่านเป็นคุกโหด เข้าใจเล่น ต่อรองกันไปมา ตกลงสรุปว่า ที่อิหร่าน ขอไป 20 อเมริกาให้ 7
ส่วนที่อเมริกา ขอไป 5 อิหร่านให้ 4+1 คน อิหร่านยอมลดแยะนะ แต่ข่าว ซีเอนเอนบอกว่า นักการเมืองอเมริกัน หงุดหงิดว่า อิหร่านเจรจาได้เปรียบอเมริกา นักโทษอิหร่านได้รับการปล่อยตัวมากกว่าอีก
จอห์นเงี้ยว เจรจาเฮงซวย โอบามาก็ห่วย ที่ไปยอมอิหร่าน ผมดูข่าวด้วยความมึน สำหรับเจ้าอ้วน Rezaian นั้น อเมริกาบอกต้องเอาออกมาให้ได้ เพราะไอ้หมอนี่ รู้เรื่องเบื้องหลังนิวเคลียร์ของอิหร่านดีมาก ท่านใบตองแห้งถึงกับกล่าวชมว่า เขากล้าหาญมาก เอะ แล้วทำไม อิหร่านถึงยอมปล่อยตัวง่ายๆ เพราะอิหร่านอยากได้เงินแสนล้านเหรียญหรือ… แหม นึกว่า จะได้ง่ายๆ หรือครับ ดูไปก็แล้วกัน อเมริกาอาจจะบอกเราเปิดไฟเขียวให้ แต่ดันไปติดไฟแดงของธนาคาร… ฮู้ย เรื่องแบบนี้ เล่นไม่ยาก แล้วคิดว่า เสี่ยนิวเคลียร์ของผมจะใจเย็นรอไฟแดงไหมครับ ###############
ตอน 2 ย้อนกลับไปในเช้าวันเสาร์ที่ 16 มกราคม เจ้าหน้าที่ของไอ้เอกับอีเอ IAEA ของ สหประชาชาติ ประกาศรับรองว่า อิหร่านได้ยุติกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบทำนองนี้จะดำเนินไปอีก 10 ถึง 15 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า นกยูงอิหร่าน ไม่ติดปีกติดกรงเล็บแข่งกับนกอินทรี หลังจากนั้น ถ้าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันเรียบร้อย การยกเลิกการแซงชั่น
การคว่ำบาตรอิหร่าน ที่อเมริกาและพวกใช้บีบอิหร่านมาประมาณ 30 ปี จะค่อยๆทยอยยกเลิก หงายบาตร ตามข้อตกลงระหว่างพี่เบิ้มทั้งหลายกับอิหร่าน ในที่สุดอิหร่านก็ปล่อยตัวเจ้าอ้วน และชาวคุกอีก 3 คน ออกจากคุกเรียบร้อยเมื่อวันเสาร์ ส่วนอีกหนึ่งคน ข่าวบอกว่า เป็นนักศึกษา ขั้นตอนการปล่อยตัวแยกต่างหากกับกลุ่มเจ้าอ้วน หลังจากนั้นอเมริกาก็ขนเจ้าอ้วนและพวกอีก 2 คนที่เพิ่งออกจากคุกขึ้นเครื่องบินพิเศษ ส่งไปนอนเล่นที่ฐานทัพของอเมริกาที่เยอรมันกลางดึกของวันเสาร์ ส่วนอีกคน ข่าวไม่รายงานว่าให้ไปหลบที่ไหน พอเครื่องบินที่เจ้าอ้วนกับพวกนั่ง บินพ้นเขตอิหร่านยังไม่ทันถึงชั่วโมงดี อเมริกาก็ออกมาประกาศว่า จะคว่ำบาตรนักธุรกิจอิหร่านที่เป็นทั้งบริษัทและเอกชน ที่ทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา “รอบใหม่” ทันที ทำเอาอิหร่านที่กำลังเดินเพลิน หัวคะมำ…. นี่…..รู้จักท่านใบตองแห้งซะบ้าง เขี้ยวยาว วาวเป็นประกายเลย อเมริกากล่าวหา ว่า อิหร่านแอบทดลองทำการยิงจรวดเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่อเมริกาอ้างว่ารู้นานแล้วล่ะ แต่รอให้เจ้าอ้วนกลับบ้านก่อน พณ. ใบต้องแห้งบอก smart move! ใคร ใครนะว่าท่านใบตองแห้งโง่งี่เง่า เป็นแพะ เป็นเหยื่อ…. ผู้ที่จะได้รับเกียรติถูกท่านใบตองคว่ำบาตร รุ่นล่าสุดมี 11 ราย อเมริกาบอกว่า พวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับการทดลองยิงจรวดของอิหร่านทั้งนั้น โดยมีการทำธุรกรรมผ่านระบบธนาคารของอเมริกา เช่น มีการสั่งซื้อชิ้นส่วน ที่นำมาใช้ในจรวดที่ทำการทดลอง ซึ่ง เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและของโลกด้วย อย่างนี้ต้องมีการแซงชั่น คว่ำบาตรจากนานาชาติรอบใหม่…..ฮู้ย พณ. ท่าน รุกใหญ่เลยนะครับ ปล่อยให้เขาวิ่ง แป๊บเดียว ยื่นขาไปขัดเขาซะแล้ว รายการโชว์เขี้ยวจริงๆ อเมริกาเล่นแรงนะ กล่าวหากันอย่างนั้น แบบนี้อิหร่านยอมได้ไหม ไอ้เอกับอีเอ ที่เพิ่งประกาศรับรองไปแหมบๆ มิหน้าแหกหรือครับ เป็นผมเอาหัวมุดโอ่งอายตายห่า สั่งให้กูไปตรวจ กูก็ไป ตรวจแล้วไม่เจออะไร กูก็บอกไปตามตรง เสร็จแล้วมึงดันมาประกาศหักหน้า…. ต่อไปนี้ เราจะต้องฟังใครครับ ใบรับรองจาก IAEA ของสหประชาชาติ มีความหมายไม่ต่างกับกระดาษชำระ เมื่อวันเสาร์ หลังจากการแลกตัวนักโทษเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีอิหร่าน ฮัสซันรูฮานี ออกมาใช้เสียงทุ้ม บอกว่า ทีนี้ ทุกคนคงจะเห็นแล้วว่าอิหร่านเชื่อถือได้ แต่วันอาทิตย์ หลังจากรู้ข่าวว่า ถูกขัดขาจนหน้าคะมำ อเมริกันเตรียมคว่ำบาตรรุ่นใหม่ ท่านประธานาธิบดี รูฮานี ปิดพลาสเตอร์ที่หน้าแล้วกลับมาออกไมค์ ใช้เสียงเย็น แต่ไม่ถึงกับยะเยือก สงสัยยังหวัง หนึ่งแสนล้านเหรียญ ….การกระทำแบบนี้(ของอเมริกา) ก็จะได้รับปฏิกริยาตอบโต้….ท่านประธานาธิบดีอิหร่านบอก เป็นไงครับ เห็นฝีมือการเปลี่ยนหน้ากากของท่านใบตองแห้งหรือยัง เปลี่ยนได้รวดเร็ว เล่นเอาอิหร่านต้องตั้งหลักใหม่ หลังจากนั้น ในวันจันทร์ ที่ 18 มกราคม กระทรวงต่างประเทศ อิหร่านออกมาตอบโต้เป็นรายการแรก ….ระบบการยิงจรวดของเราไม่ได้ออกแบบมา เพื่อสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้นะ … การคว่ำบาตรของอเมริกา ในเรื่องนี้ ไม่ถูกกฏหมายและไม่ชอบธรรม….อเมริกาเอง ขายอาวุธเป็นหมื่นๆล้านเหรียญให้กับประเทศในภูมิภาคนี้ และอาวุธเหล่านั้น ก็นำไปใช้กับชาวปาเลสไตน์ชาวเลบานอน และล่าสุด ชาวเยเมนก็กำลังรับเคราะห์อยู่…. นี่เป็นการตบกลับเบาๆรอบแรกของอิหร่าน ############### ตอน 3 เป็นไงครับ นึกว่ากำลังอ่านลายใบตองภาค 2 ก็แล้วกัน มันจะมีกี่ภาคผมก็ยังไม่รู้ ตกลงอิหร่านดีลนี่ ใครได้ ใครเสีย รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านด้วย เมื่ออเมริกา เริ่มเจรจากับอิหร่านเกี่ยวกับการหยุดสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อประมาณเดือนกันยายน ค.ศ.2013 อเมริกาได้รับแต่ก้อนอิฐจากพันธมิตรของตัว โดยเฉพาะ จากซาอุดิอารเบีย คู่รักฝักแค ที่มองว่าอเมริกากำลังอ่อนข้อให้อิหร่าน คู่แข่งสำคัญของซาอุ นอกจากซาอุแล้ว อิสราเอลก็เป็นอีกประเทศที่ฉุนขาด หลายประเทศไม่เชื่อขี้หน้าอิหร่าน ว่าจะพูดจริงทำจริง แต่ที่พิลึกที่สุดคือ บรรดานักการเมืองของอเมริกา ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างออกมาพูดทำนองไม่เชื่อขี้หน้าท่านใบตองแห้ง…. สงสัยจะดีแต่พล่าม ไม่มีทางจะจัดการเรื่องอิหร่านนิวเคลียร์สำเร็จ…. ฝ่ายอิหร่านเองก็ใช่ว่าจะร้องเพลงเสียงเดียวกันในเรื่องนี้ ฝ่ายประธานาธิบดี รูฮานี และ รม. ตปท. ของอิหร่าน สนับสนุนการเจรจากับฝ่ายอเมริกา แต่ฝ่ายขวาจัด คือพวกทหารที่เรียกว่า Revolutionary Guards ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา มองว่าเป็นเกมหลอกของอเมริกา ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน บอกว่าเจรจาไปก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับอิหร่าน ก็เลิกเจรจา ฝ่ายอิหร่านที่สนับสนุนการเจรจา เพราะหวังจะให้อเมริกาและพวก ยกเลิกการแซงชั่น ยกเลิกการคว่ำบาตร อิหร่านจะได้สบายเสียที อยู่อย่างอด อย่างทน กันมาสามสิบปีแล้วนะ ขอสบายบ้างเถอะน่า ข่าวบอกว่าอิหร่านถึงกับมีชอปปิ้งลิสต์ เตรียมไว้เพียบ ว่า ถ้าได้เงินคืน จะเอาไปซื้ออะไรบ้าง รายการใหญ่ ที่เขาว่าอิหร่านเล็งไว้คือ ซื้อเครื่องบินโดยสารใหม่เอี่ยม จากค่ายแอร์บัสของยุโรปจำนวน 114 เครื่อง! นอกจากนี้ อิหร่านยังกะจะเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ จากวันละ 1.1 ล้านบาเรลขึ้นอีก 5
แสนบาเรล ในช่วงแรก และอีก 5 แสนในช่วงต่อไป เป็นการเพิ่มรายได้ให้ประเทศ แค่มีข่าวว่า อิหร่านอาจจะส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกของ Brent crude oil ก็รูดลงต่ำกว่า 29 เหรียญ และขณะที่ผมเขียนนิทานนี้ ดูเหมือนจะลงไปที่ 27 เหรียญแล้ว ข่าวนี้นอกจากจะทำให้ ราคาน้ำมันเริ่มตกแล้ว อาการวิตกจริตของ ซาอุดิอารเบีย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ให้เสี่ยปั๊มใหญ่เครียดได้ยังไง ปีนี้ งบประมาณประเทศของซาอุ จะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นครั้งแรก และจะต้องมีการตัดสวัสดิการของประชาชนที่เคยได้รับ ลดลงไปหลายรายการ โอกาสที่ความไม่สงบในประเทศจะเกิดขึ้น ก็น่าจะสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า ซาอุดิอารเบีย ยังคิดจะเฉือนเอาบางส่วนของหุ้น บริษัท Aramco ที่อ้างว่าเป็นของรัฐ (แต่อยู่ในความดูแลของราชวงศ์) ที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งประเทศ ออกขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป เพื่อเอาเงินมาโปะงบประมาณที่ขาดดุลย์ เอาแค่ที่เล่ามานี้ก่อน ใครได้ประโยชน์ครับ อิหร่านได้เงิน ดูเหมือนประชาชนจะสบายขึ้น แต่จริงๆแล้วอิหร่านก็คงเอาไปซื้อของ ซื้อสินค้า รวมทั้งซื้ออาวุธ ที่อั้นมาสามสิบปี ถ้าอิหร่านซื้ออาวุธเพิ่ม ซาอุ จะยืนดูตาปริบๆอยู่เฉยๆไหม เสี่ยปั๊มใหญ่อยู่เฉยไม่ไหวหรอก มันก็ต้องซื้อแข่ง และที่ผ่านมา 2 ปี เพราะความประสาทกลัวอิหร่านนิวเคลียร์ดีลนี่แหละ เสี่ยปั้มใหญ่ ถึงเร่งซื้ออาวุธ ไว้แสดงแสนยานุภาพ จนงบเริ่มติดลบ ใครได้ประโยชน์ครับ จะมีใคร ก็อเมริกาที่ปั่นหัวไป ขายอาวุธไป เข้าแผนทุกทาง เอะ แล้วอเมริกาไม่ห่วงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือ ต้องมีคนสงสัยแน่ อเมริกาคงไม่ห่วง เพราะอเมริกาไม่ได้เจรจาเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อหวังให้อิหร่าน “เลิกสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ” อเมริการู้นานแล้วว่า อิหร่านมีนิวเคลียร์ และก็คงไม่เลิกสร้าง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่อเมริกาเป็นห่วงมากมาย อเมริกาหวัง หรือ ต้องการอย่างอื่นมากกว่า ที่อเมริกาหวัง หรือต้องการ คือ “เวลา” กับหวังให้อิหร่าน “เปิดประตูเมือง” ############### ตอน 4 (จบ) ถ้ายังจำกันได้ อเมริกาประกาศนโยบาย Pivot to Asia กลางปี ค.ศ.2012 ในที่ประชุมด้านความมั่นคงทั่วโลก Shangrila Dialogue ที่สิงคโปร์ว่า อเมริกาจะปรับกองกำลังของตัว ไปอยู่ที่เอเซียมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี ค.ศ.2020 จะมีกองกำลังอยู่ในเอเซีย ถึงจำนวน 60% ของจำนวนกองกำลังของตนทั้งหมด ที่อยู่ต่างประเทศ มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า อเมริกายกให้จีน เป็น “ว่าที่” ศัตรูหมายเลขหนึ่ง และปี 2020 คงเป็นปีที่อเมริกาคาดว่า จะมีการเผชิญหน้ากับมังกรทะยานฟ้า ขณะเดียวกับที่อเมริกา ทำให้โลกเข้าใจว่า อเมริการะวังจีน อเมริกาก็มีแผนซ่อน เตรียมล่อหลอกรัสเซีย ที่อเมริกาถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งตลอดกาลด้วย อเมริกาเริ่มตั้งข้อสังเกต ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.2005 ว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างโตเร็วเกินคาด และทั้ง 2 ประเทศ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งสร้างกองทัพอย่างเอาจริง มันคงใช้เวลาไม่นานมาก ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศ กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอเมริกา อเมริกาจึงปรับแผนของตัวมาตลอด อเมริกาวางแผนการทำลายรัสเซีย จากรอบนอก ด้วยการจัดเทศกาลอาหรับสปริง ที่สามารถสร้างความปั่นป่วนในตะวันออกกลางได้อย่างรุนแรง และความปั่นป่วนนั้น จะกระทบไปถึงรัสเซียด้วย ส่วนอิหร่านเป็นเป้าวงใน ถ้าเจาะดีๆให้ถึงข้างในอิหร่าน จะกระแทกรัสเซียได้ด้วย ไม่มีอะไรดีกว่าหาทางให้อิหร่านเปิดประตูบ้าน การสร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ ย่อมง่ายกว่าการที่อเมริกาจะยกทัพเข้าไปเอง อาหรับสปริงเกิดได้ทุกแห่ง ทำไมจะเกิดในอิหร่านไม่ได้ การยกเลิกการแซงชั่น การทำให้ประชาชนมีความหวังว่าจะได้สบาย….หากความหวังนั้น สลายไป อิหร่านสปริง คงเกิดไม่ยาก…. ” เวลา” จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับอเมริกา เพื่อบ่มให้ทั้งแผนใหญ่ และแผนเล็กของตัวเอง สุกทันการณ์ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ต้องไม่ช้าเกินไป และไม่เร็วเกินไป ถ้าจำกันได้ อเมริกา “ต่อเวลา” การเจรจานิวเคลียร์หลายครั้ง แต่ละครั้ง การเจรจาทำทีเหมือนจะล่ม แต่แล้วก็ไม่ล่ม ถ้าอเมริกาต้องการเล่นงานอิหร่านจริงๆ เรื่องการสร้างนิวเคลียร์ การเจรจาล่มไปนานแล้วครับ อิหร่านนิวเคลียร์ดีล จึงเป็นละครฉากใหญ่ ที่อเมริกาเล่นได้เฉียบขาดมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้อื่นเล่นละครกันไม่เป็น หรือไม่รู้จักวิธีขัดขากลับ หมากระดับโลก เขาเดินกันลึกซึ้ง ใช้เวลานาน และมีการปรับชั้นเชิง ขัดขากันไปขัดขากันมาตลอดเวลา ไม่งั้นมังกรคงไม่เลือกไปท่องทะเลทรายยามหน้าขวานหน้าสิ่วแบบนี้ ถ้าเรามองชั้นเดียว แบบจอแบนและแคบ ก็คงเห็นภาพไม่ครบ… สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
22 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 11 Views 0 Reviews
  • ยังไม่ทันเลือกตั้ง เขมรก็จะวางบิลเรียกค่าชดเชย คิดก่อน ว่าพรรคไหนจะให้เขมรกลับมาเรียนฟรี รักษาฟรี มีเงินให้มันสร้างถนน
    #7ดอกจิก
    ยังไม่ทันเลือกตั้ง เขมรก็จะวางบิลเรียกค่าชดเชย คิดก่อน ❌ ว่าพรรคไหนจะให้เขมรกลับมาเรียนฟรี รักษาฟรี มีเงินให้มันสร้างถนน #7ดอกจิก
    0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews
  • ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้

    งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด

    เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด

    ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing

    เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก : AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon

    แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI

    โดยรวมแล้ว CES 2026 คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป

    #ลุงเขียนหลานอ่าน
    ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้ 🚀 งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส 📍 รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ 📰 เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ✨ ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 🤖 Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 👀 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก 📊: AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect ⚠️ เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI โดยรวมแล้ว CES 2026 ⭐ คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป #ลุงเขียนหลานอ่าน
    0 Comments 0 Shares 67 Views 0 Reviews
  • Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์

    บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์

    เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป

    ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก
    แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์
    การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น
    เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่

    ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ
    ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้
    ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว
    อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    💘 Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์ บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์ เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก ➡️ แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์ ➡️ การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น ➡️ เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่ ‼️ ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ ⛔ ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้ ⛔ ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว ⛔ อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Can you optimise love?
    A group of tech executives, app developers and Silicon Valley philosophers is seeking to streamline the messy matters of the heart.
    0 Comments 0 Shares 33 Views 0 Reviews
  • J.R.R. Tolkien เปิดโลก Middle‑earth ด้วยเสียงของตัวเอง: การอ่าน The Hobbit ครั้งประวัติศาสตร์ปี 1952

    บทความเล่าถึงช่วงเวลาที่หายากและทรงคุณค่าทางวรรณกรรม—วันที่ J.R.R. Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี 1952 และได้อ่าน The Hobbit ด้วยน้ำเสียงของเขาเองเป็นเวลาเกือบ 30 นาที การบันทึกนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาไปเยี่ยมเพื่อนเพื่อรับต้นฉบับ The Lord of the Rings และถูกเชิญให้ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงรุ่นใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความตื่นเต้นของเขาทำให้เกิดการอ่านสดที่กลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา

    เสียงของ Tolkien ทำให้ Gollum และ Middle‑earth มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง
    ในบันทึกเสียงนี้ Tolkien เลือกอ่านตอนที่บรรยายถึง Gollum ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในจักรวาล Middle‑earth ผู้เขียนบทความสะท้อนว่า การได้ยิน Tolkien อ่านด้วยน้ำเสียงของเขาเองทำให้เห็นภาพ Gollum แตกต่างจากภาพจำในสื่อยุคใหม่—แก่กว่า ดิบกว่า และลึกลับกว่า การกลับไปฟังเสียงผู้สร้างโลกนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนาทางวรรณกรรมของเขาได้ลึกขึ้น

    การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่ยาวกว่านั้น
    การอ่าน The Hobbit เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเซสชันบันทึกเสียงที่ยาวกว่ามาก ซึ่ง Tolkien ยังอ่านและ “ร้องเพลง” บทต่าง ๆ จาก The Lord of the Rings ด้วย มีผู้ใช้ YouTube รวบรวมการออกอากาศทางวิทยุของเซสชันทั้งหมดไว้ ทำให้แฟน ๆ สามารถฟังเสียงของ Tolkien ที่อ่านงานของตัวเองอย่างเต็มอิ่ม เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว

    บริบทที่ทำให้การบันทึกนี้ยิ่งพิเศษ
    สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือความเป็นธรรมชาติของมัน—Tolkien ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างผลงานทางประวัติศาสตร์ เขาเพียงแค่ลองเครื่องบันทึกเสียงใหม่ และอ่านหนังสือที่เขารักที่สุดให้เพื่อนฟังใน “ครั้งเดียวจบ” ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้บันทึกเสียงมีเสน่ห์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างมหาศาล

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์สำคัญในปี 1952
    Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงครั้งแรก
    อ่าน The Hobbit แบบสดในหนึ่งเทค
    การอ่านนี้กลายเป็นบันทึกเสียงประวัติศาสตร์

    ความน่าสนใจของบันทึกเสียง
    Tolkien อ่านตอนที่บรรยาย Gollum ด้วยน้ำเสียงต้นฉบับ
    ทำให้เห็นภาพตัวละครแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์
    เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่รวมการอ่าน The Lord of the Rings

    สิ่งที่ควรระวังในการตีความ
    ภาพจำของ Gollum จากสื่อยุคใหม่อาจต่างจากเจตนาของ Tolkien
    การบันทึกเสียงเก่าอาจมีคุณภาพไม่สมบูรณ์
    บางส่วนของเซสชันอาจไม่ถูกเก็บรักษาไว้ครบถ้วน

    ประเด็นที่แฟน Tolkien ควรติดตาม
    การรวบรวมบันทึกเสียงอื่น ๆ ที่อาจยังไม่ถูกเผยแพร่
    การวิเคราะห์เชิงวรรณกรรมจากเสียงของผู้เขียนเอง
    ความแตกต่างระหว่างการตีความของ Tolkien กับสื่อดัดแปลง

    https://www.openculture.com/2026/01/j-r-r-tolkien-reads-from-the-hobbit-for-30-minutes-1952.html
    📰 J.R.R. Tolkien เปิดโลก Middle‑earth ด้วยเสียงของตัวเอง: การอ่าน The Hobbit ครั้งประวัติศาสตร์ปี 1952 บทความเล่าถึงช่วงเวลาที่หายากและทรงคุณค่าทางวรรณกรรม—วันที่ J.R.R. Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี 1952 และได้อ่าน The Hobbit ด้วยน้ำเสียงของเขาเองเป็นเวลาเกือบ 30 นาที การบันทึกนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาไปเยี่ยมเพื่อนเพื่อรับต้นฉบับ The Lord of the Rings และถูกเชิญให้ลองใช้เครื่องบันทึกเสียงรุ่นใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความตื่นเต้นของเขาทำให้เกิดการอ่านสดที่กลายเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา 🐉 เสียงของ Tolkien ทำให้ Gollum และ Middle‑earth มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง ในบันทึกเสียงนี้ Tolkien เลือกอ่านตอนที่บรรยายถึง Gollum ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในจักรวาล Middle‑earth ผู้เขียนบทความสะท้อนว่า การได้ยิน Tolkien อ่านด้วยน้ำเสียงของเขาเองทำให้เห็นภาพ Gollum แตกต่างจากภาพจำในสื่อยุคใหม่—แก่กว่า ดิบกว่า และลึกลับกว่า การกลับไปฟังเสียงผู้สร้างโลกนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนาทางวรรณกรรมของเขาได้ลึกขึ้น 📼 การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่ยาวกว่านั้น การอ่าน The Hobbit เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเซสชันบันทึกเสียงที่ยาวกว่ามาก ซึ่ง Tolkien ยังอ่านและ “ร้องเพลง” บทต่าง ๆ จาก The Lord of the Rings ด้วย มีผู้ใช้ YouTube รวบรวมการออกอากาศทางวิทยุของเซสชันทั้งหมดไว้ ทำให้แฟน ๆ สามารถฟังเสียงของ Tolkien ที่อ่านงานของตัวเองอย่างเต็มอิ่ม เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว 🧙 บริบทที่ทำให้การบันทึกนี้ยิ่งพิเศษ สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าประทับใจยิ่งขึ้นคือความเป็นธรรมชาติของมัน—Tolkien ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างผลงานทางประวัติศาสตร์ เขาเพียงแค่ลองเครื่องบันทึกเสียงใหม่ และอ่านหนังสือที่เขารักที่สุดให้เพื่อนฟังใน “ครั้งเดียวจบ” ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้บันทึกเสียงมีเสน่ห์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างมหาศาล 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์สำคัญในปี 1952 ➡️ Tolkien ทดลองใช้เครื่องบันทึกเสียงครั้งแรก ➡️ อ่าน The Hobbit แบบสดในหนึ่งเทค ➡️ การอ่านนี้กลายเป็นบันทึกเสียงประวัติศาสตร์ ✅ ความน่าสนใจของบันทึกเสียง ➡️ Tolkien อ่านตอนที่บรรยาย Gollum ด้วยน้ำเสียงต้นฉบับ ➡️ ทำให้เห็นภาพตัวละครแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์ ➡️ เป็นส่วนหนึ่งของเซสชันที่รวมการอ่าน The Lord of the Rings ‼️ สิ่งที่ควรระวังในการตีความ ⛔ ภาพจำของ Gollum จากสื่อยุคใหม่อาจต่างจากเจตนาของ Tolkien ⛔ การบันทึกเสียงเก่าอาจมีคุณภาพไม่สมบูรณ์ ⛔ บางส่วนของเซสชันอาจไม่ถูกเก็บรักษาไว้ครบถ้วน ‼️ ประเด็นที่แฟน Tolkien ควรติดตาม ⛔ การรวบรวมบันทึกเสียงอื่น ๆ ที่อาจยังไม่ถูกเผยแพร่ ⛔ การวิเคราะห์เชิงวรรณกรรมจากเสียงของผู้เขียนเอง ⛔ ความแตกต่างระหว่างการตีความของ Tolkien กับสื่อดัดแปลง https://www.openculture.com/2026/01/j-r-r-tolkien-reads-from-the-hobbit-for-30-minutes-1952.html
    WWW.OPENCULTURE.COM
    J.R.R. Tolkien, Using a Tape Recorder for the First Time, Reads from The Hobbit for 30 Minutes (1952)
    Having not revisited The Hobbit in some time, I’ve felt the familiar pull—shared by many readers—to return to Tolkien’s fairy-tale novel itself.
    0 Comments 0 Shares 37 Views 0 Reviews
  • 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps
    ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่

    โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง

    แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

    อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal

    สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026
    Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง
    Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด
    Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่
    Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ
    Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support

    คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026
    attack surface ต่ำ
    มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน
    ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม
    predictable lifecycle

    เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code
    อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ
    มัก rebuild ไม่บ่อย
    หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ

    ข้อควรระวัง
    อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก
    Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug

    Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc
    ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง

    อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า
    ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ

    https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    🛡️ 5 คอนเทนเนอร์อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแอปยุคใหม่ (2026) – เน้นลด CVE และลดภาระทีม DevSecOps ข้อมูลอ้างอิงจากหน้าเว็บที่คุณเปิดอยู่ โลกของแอปยุคใหม่ในปี 2026 ขยับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์มากขึ้น แต่ความปลอดภัยของแอปจำนวนมากกลับ “สืบทอดช่องโหว่มาจากอิมเมจพื้นฐาน” โดยตรง ทำให้การเลือกอิมเมจที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บทความนี้สรุป 5 อิมเมจที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยที่สุด พร้อมแนวคิดใหม่ที่เน้น “ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่ก่อนเกิด” ไม่ใช่แค่สแกนหาแล้วค่อยแก้ทีหลัง แนวโน้มสำคัญในปี 2026 คือองค์กรเริ่มเลือกอิมเมจที่มี attack surface ต่ำ, มีผู้ดูแลชัดเจน, อัปเดตสม่ำเสมอ, และ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม เพราะอิมเมจที่ดูปลอดภัยในวันแรกอาจเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหากไม่มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือใหม่อย่าง Echo ที่เน้น rebuild อิมเมจให้ “CVE-free” ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก อิมเมจยอดนิยมอย่าง Distroless, Alpine, Ubuntu และ Red Hat UBI ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่แต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เช่น Distroless ที่ปลอดภัยมากแต่ debug ยาก, Alpine ที่เล็กและเร็วแต่มี CVE โผล่บ่อย, หรือ Ubuntu/UBI ที่มั่นคงและมี ecosystem ใหญ่แต่มี attack surface มากกว่าอิมเมจแบบ minimal สุดท้าย บทความชี้ว่า “อิมเมจที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงอิมเมจที่สแกนแล้วไม่มี CVE แต่คืออิมเมจที่ ไม่ทำให้ทีมต้องคอยไล่แพตช์ทุกสัปดาห์, มีวงจรอัปเดตที่คาดเดาได้ และลดภาระความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการปล่อยซอฟต์แวร์ขององค์กรยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 อิมเมจที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2026 ➡️ Echo – rebuild อิมเมจใหม่ให้ CVE-free ตั้งแต่ต้นทาง ➡️ Google Distroless – minimal มาก ลด attack surface อย่างสุดขีด ➡️ Alpine Linux – เบา เร็ว แต่ต้อง rebuild บ่อยเพราะ CVE โผล่ถี่ ➡️ Ubuntu Images – เสถียร ecosystem ใหญ่ แต่มีแพ็กเกจเยอะ ➡️ Red Hat UBI – เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ compliance และ support ✅ คุณสมบัติของอิมเมจที่ “ปลอดภัยจริง” ในปี 2026 ➡️ attack surface ต่ำ ➡️ มีผู้ดูแลและวงจรอัปเดตชัดเจน ➡️ ไม่ปล่อยให้ CVE สะสม ➡️ predictable lifecycle ✅ เหตุผลที่ secure image สำคัญกว่า secure code ➡️ อิมเมจถูกแชร์ข้ามหลายบริการ ➡️ มัก rebuild ไม่บ่อย ➡️ หากอิมเมจมีช่องโหว่ จะกระทบทั้งระบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อิมเมจ minimal อาจ debug ยาก ⛔ Distroless ไม่มี shell หรือเครื่องมือ debug ‼️ Alpine มี CVE โผล่บ่อยเพราะ musl libc ⛔ ต้อง rebuild บ่อย ไม่เหมาะกับทีมที่ต้องการความนิ่ง ‼️ อิมเมจใหญ่ (Ubuntu/UBI) มี attack surface มากกว่า ⛔ ต้องพึ่งการแพตช์สม่ำเสมอ https://hackread.com/best-secure-container-images-applications-2026/
    HACKREAD.COM
    5 Best Secure Container Images for Modern Applications (2026)
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 Comments 0 Shares 34 Views 0 Reviews
  • กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    กัมพูชาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆทางดินแดนใดๆอันเป็นผลจากการใช้กำลัง ความเคลื่อนไหวแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณเร่งเร้าอยากเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) โดยเร็ว หลังจากไทยเลื่อนการเจรจาออกไป เนื่องจากติดเลือกตั้ง . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003566 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Angry
    1
    0 Comments 0 Shares 100 Views 0 Reviews
  • สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire

    สหรัฐฯโวยวายใส่ รัสเซีย กรณีที่ใช้ขีปนาวุธศักยภาพติดหัวรบนิวเคลียร์ "โอเรชนิก" โจมตีใส่ยูเครน เรียกมันว่าเป็นการ "ยกระดับสถานการณ์ลุกลามที่หาเหตุผลไม่ได้" ทั้งนี้เสียงประณามดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003565 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    0 Comments 0 Shares 94 Views 0 Reviews
  • ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ทรัมป์ฉุนเอ็กซอนโมบิล ขู่ขวางไม่ให้เข้าลงทุนในเวเนซุเอลา หลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาซีอีโอบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกแห่งนี้ บอกตรงๆว่าสภาพปัจจุบันของเวเนซุเอลาไม่สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003561 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    Haha
    2
    0 Comments 0 Shares 96 Views 0 Reviews
  • ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ทรัมป์เผยอิหร่านติดต่อขอคุยหลังจากที่ตนขู่จะเข้าโจมตี พร้อมกับระบุว่าเวลานี้วอชิงตันกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ สำหรับการตอบโต้ ถ้าหากเตหะรานใช้กำลังเข้าปราบปรามพวกผู้ประท้วงที่กำลังแผ่ลามไปทั่วประเทศ โดยรวมถึงการเข้าแทรกแซงทางทหารด้วย ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านลั่น พร้อมทำสงครามกับอเมริกาแต่ก็เปิดกว้างสำหรับการเจรจา ขณะที่มีรายงานระบุยอดผู้เสียชีวิตว่าเวลานี้สูงกว่า 500 คนแล้ว . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003558 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Haha
    Sad
    2
    0 Comments 0 Shares 108 Views 0 Reviews
  • ลายใบตอง ตอนที่ 5

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 5 (จบ)
    อเมริกามีหลายหน้ากาก หลายเสื้อคลุม และหลายบทบาท เราต้องดูลายของอเมริกาให้ออก เพื่อจะได้รับมือกับอเมริกาให้เหมาะสม ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างเขาไปตลอด
    อเมริกาสามารถทำตัวให้เห็นว่า เป็นผู้เชิดชู บูชาประชาธิปไตยและเสรีภาพมากกว่าใครในโลก อเมริกาสามารถตอแหล ตลบแตลงแปลงตัวได้สาระพัดรูปแบบ อเมริกาสามารถเล่นบทที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่ทำงานด้านนโยบาย ยังงงกับนโยบายของตัวเอง และเป็นอเมริกา ที่ชาวอเมริกันรู้สึกขื่นขม เหมือนถูกหมาเยี่ยวรด เมื่อไม่ได้อะไรอย่างใจ
    มันเป็นอเมริกาเดียวกันทั้งหมดแหละครับ อเมริกาหนึ่งเดียวในโลก อเมริกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อเมริกาของแท้ ที่คิดว่าตนเองเท่านั้นเป็นเจ้าของโลกนี้
    นิทาน ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 4 ผมเอาข้อมูล รวมทั้งคำสารภาพของเจ้าเบน มาจากบทความชื่อ “We Caved ” เราแพ้ เขียนโดย Michael Crowley ในวารสาร Politico เมื่อต้นเดือนมกราคมนี้เอง Crowley เป็นผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ทางด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ของวารสาร Politico และเคยเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ Time เป็นบทความที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่า เป็นการฉีกหน้าโอบามา และคณะทำงานที่อ่อนหัด ซึ่งโอบามาเป็นผู้เลือกมาเองทั้งสิ้น ….อย่างไม่เหลือชิ้นดี
    หรือไม่เช่นนั้น บทความดังกล่าว….ก็กำลังวาดภาพให้โอบามา รับหน้าที่แพะ ก่อนที่อินทรีจะสยายปีก….
    บทความ พยายามทำให้เราคล้อยตามว่า โอบามานั้น มีความปราถนาอย่างแรงกล้า
    ที่จะเปลี่ยนนโยบายของอเมริกา ที่ใช้การยกทัพไปกวาดล้างผู้ปกครองประเทศที่เป็นเผด็จการ แล้วบังคับให้เป็นประชาธิปไตยแทน อย่างที่คาวบอยบุช ทำนั้น ไม่มีอีกแล้ว จบไปแล้ว เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว โอบามา จึงเปลี่ยนเป็นนโยบายสร้างประชาธิปไตยให้กับโลก ในรูปแบบใหม่แทน โดยการใช้นโยบาย “ปลุก” ปลุกให้มนุษย์รู้สึกว่า การมีเสรีภาพในการแสดงออก และการเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และเป็นสิทธิของมนุษยชาติ…
    บทความดังกล่าว สรุปชวนให้เชื่อว่า โอบามา นั้น ทำตัวเหมือนเป็นคนยึดถืออุดมการณ์ เหนียวแน่น แต่เอาเข้าจริง กลับเป็นไม้หลักปักอยู่กับเลน แถมการตัดสินใจก็ใช้ไม่ได้ ไม่เด็ดขาด เช่น กรณีของอียิปต์ ที่คณะทำงานของโอบามา มีความเห็นต่างกัน แต่โอบามาก็เอนไปเอนมา ในที่สุด ก็ทำให้อเมริกาเกือบเสีย หรือเสีย อียิปต์ ที่มีความหมายสำหรับอเมริกาอย่างมาก และทำให้ความมั่นคงและผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคนั้น กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จนทำให้คณะทำงานอ่อนหัด ของโอบามาเอง สรุปว่า…
    …เราแพ้… เราไม่สามารถเอาประชาธิปไตยเข้าไปในอียิปต์ได้ แต่กลับต้องส่ง เครื่องบินรบ F-16s ไปกำนัลให้อียิปต์แทน…
    ถ้าเราเห็นบทความทำนองนี้ และสรุปเอาว่า อเมริกานั้นหมดท่าแล้ว เพราะมีผู้นำที่แสนจะห่วย มันก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า เรามองอะไรสั้นๆ เฉพาะที่อยู่ตรงข้างหน้าเรา อย่างไม่รอบคอบหรือไม่ และถ้าเรามองทุกเรื่องรอบตัวเรา ในบ้านเรา ในลักษณะนี้ มันก็จะยิ่งน่าห่วงใหญ่
    ที่น่าคิดคือ ในระยะ 2,3 เดือนนี้ บทความทำนองนี้ มันทยอยกันออกมามากพอสมควร แม้กระทั่งถังขยะความคิด CFR ก็เขียนในทำนองใกล้เคียงกันว่า อเมริกาขายประชาธิปไตยไม่ออกแล้ว โอบามา ดำเนินนโยบายผิดพลาด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง ไม่ว่า เรื่องซีเรีย อิรัค อิหร่าน อิยิปต์ ตุรกี และกำลังมาถึงคิวของซาอุดิ อารเบีย
    อ่านแวบแรก มันทำให้ผมดีใจ ….สมน้ำหน้ามึง ในที่สุดมึงก็มาถึงวันนี้….
    แต่ความที่มันทยอยออกกันมาใน “ช่วงนี้” หลายๆชิ้น จากค่ายใหญ่ๆทั้งนั้น มันทำให้ผมฉุกคิด และกลับมาทบทวนว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ อเมริกากำลัง “เล่น” อะไร อเมริกาที่เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก มีเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ที่จะครองโลกแต่ผู้เดียวอย่างชัดเจนมา 70 ปี จะยอมให้โอบามา เดินนโยบายแกว่งไปแกว่งมา จนลงเหว เสียหมาก เสียพันธมิตร ไปเรื่อยๆมา 7 ปีกว่าเชียวหรือ
    คงต้องย้อนกลับไปมองที่ นโยบายด้านความมั่นคง และพฤติกรรมของโอบามา ในช่วง 7 ปีกว่า ที่ผ่านมา
    ตั้งแต่โอบามา เริ่มหาเสียงเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2008 เขาบอกว่า พอแล้ว เราจะไม่ใช้วิธีโฉ่งฉ่างแบบคาวบอยบุซ ที่ยกทัพไปกระทืบเหยื่อทำนอง ขี้ช้างจับตั๊กแตนอีกแล้ว แต่เราจะต้อง “เปลี่ยน” นโยบายเป็น “การปลุก” ให้ประชาชนในหลายๆประเทศลุกขึ้นมาสร้างศักดิ์ศรี และรักษาสิทธิของตน
    และหลังจากโอบามาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2009 ได้ไม่ถึงปี การปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาไล่รัฐบาลเผด็จการ ในประเทศแถบตะวันออกกลางก็เกิดขึ้น ตูนีเซีย ถูกทดลองเป็นประเทศแรก เกิดการจราจลขับไล่รัฐบาล เป็นการจราจลที่เริ่มต้นมาจากประท้วงด้วยการเผาตัวเองของพ่อค้าขายผลไม้ และบานปลาย จนรัฐบาลเผด็จการกระเด็นไปสมใจในปี ค.ศ.2010 ดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ … แต่เขาก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้….
    หลังจากนั้นประชาชนในภูมิภาคแถบตะวันออกกลาง ต่างก็ทยอยรักศักดิ์ศรี
    ของการเป็นประชาธิปไตย โดยการลุกขึ้นมาประท้วง และขับไล่รัฐบาล
    มันเป็นไปตามแผน และวิธีการที่แนบเนียนของผู้สร้างอาหรับสปริง และต่างก็จบลงด้วยความฉิบหายของประชาชน และประเทศของตน จนแทบเหลือเป็นเศษไปเกือบหมดสิ้น เช่นกรณีของลิเบีย ตูนีเซีย เลบานอน อียิปต์ ล่าสุดคือ ซีเรีย และต่อไป อาจจะถึงคิวของเยเมน …และ อาจจะต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ในตะวันออกกลางเท่านั้น
    นโยบายแบบนี้ ของโอบามา ฉลาด หรือโง่ เราไม่ได้พูดถึงเรื่อง ดี เลวนะครับ ตกลงโอบามา โง่สุดขีด หรือฉลาดสุดลึก
    อาหรับสปริง เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ใหญ่ของอเมริกาไหม ยุทธศาสตร์ครองโลกน่ะ
    ใช่แน่นอน แต่จะบอกว่า ได้ผลตามเป้าหมายครบถ้วนหรือยัง อาจจะยังตอบไม่ได้
    แต่โอบามา ยังเดินตามยุทธศาสตร์ครองโลกของอเมริกา อย่างไม่ผิดองศาแม้แต่นิดเดียว
    อเมริกาหรือโอบามา เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย ยุทธวิธี หรือวิธีการ ในการ “จัดการ” กับเหยื่อเท่านั้น แต่เป้าหมายใหญ่ หรือยุทธศาสตร์การครองโลกของอเมริกาด้วยการ”ทำลาย” ยังอยู่เหมือนเดิมครบถ้วน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย มันไม่ได้มีการ “สร้าง” อะไรเลย นอกจาก “สร้างภาพ” กับ “สร้างสุนทรพจน์” มันเป็นวิธีการหลอกปั่นจิ้งหรีดพันธ์ต่างๆโดยสร้างความขัดแย้ง ความไม่พอใจ ในเรื่องที่โดนใจชาวบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก แต่ใช้สื่อทางโซเชียลมีเดียทำงานหนักหน่อย โหมสักพัก ก็ได้เรื่อง
    การปั่นหัวจิ้งหรีดแบบนี้ ไม่ต้องใช้เวลานาน เดี๋ยวจิ้งหรีดก็มึนหัว แล้วก็ออก
    มาปะทะกัน และมือที่สร้างเรื่อง ก็สุมควันให้บานปลาย
    การปลุก และปั่น ตามนโยบายที่โอบามาใช้ อาจจะทำลายเหยื่อได้มากกว่าการยกกองทัพของอเมริกาเข้าไปในสนามรบแบบคาวบอยบุ ชเสียอีก เพราะมันสามารถทำลาย
    ไปถึงรากเหง้า ของชาตินั้น ตั้งแต่ คุณค่าของสิ่งที่เป็นที่เคารพรัก วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อมั่นในหลักศาสนา อุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ สาระพัด
    นี่การทำงานของอาวุธ ที่ อเมริกา เรียกว่า “soft power” เป็นอำนาจ หรือความสามารถ ในสร้างการ กล่อม หลอก หรือ ลวง ให้เป้าหมาย ทำทุกอย่างที่อเมริกาต้องการ โดยไม่ต้องใช้อาวุธ ที่เน้นทางการบังคับ “hard power” ( นี่คือ การลวงหลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ของแท้.ครับ)
    มันเป็นวิธีการหลอกจิ้งหรีด ไม่ว่าพันธุ์ไหนที่แนบเนียนมาก
    ดูไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายแบบบุช หรือแบบโอบามา มันก็เป็น
    การผายลมเหมือนเดิม ที่แม้จะต่างเสียง ต่างกลิ่น แต่ก็ออกมาจากลำไส้ใหญ่เส้นเดิมนั่นเอง
    อเมริกากำลังเสี้ยมให้ตะวันออกกลางตีกันเอง มันเป็นการประหยัดงบ ประหยัดคนของตัวเองไปได้แยะ เพื่อรอจังหวะที่ “เหมาะสม”
    จังหวะที่เหมาะสมนั้น คืออะไร..
    อเมริกาดูเหมือนจะเงียบผิดปรกติ นาโต้ก็เงียบผิดปรกติ หลายภูมิภาคเงียบผิดปรกติ มีแต่ตะวันออกกลาง ที่ควันโขมง ข่าวระเบิดที่จาร์กาต้า เหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว) อเมริกา กำลังคิดอะไร….
    ฉนั้น จึงอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า อเมริกานั้นหมดท่า และถึงอเมริกาอาจจะหมดท่าจริง แต่สันดานอเมริกา ไม่เคยเปลี่ยนครับ และด้วยสันดานแท้ของอเมริกา แม้
    อเมริกาจะหมดท่า แต่ไม่หมดลาย อเมริกาจะไม่มีวันปล่อยมือที่บีบคอเหยื่อง่ายๆ
    การปล่อยมือเป็นกลลวงทั้งสิ้น
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    19 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 5 (จบ) อเมริกามีหลายหน้ากาก หลายเสื้อคลุม และหลายบทบาท เราต้องดูลายของอเมริกาให้ออก เพื่อจะได้รับมือกับอเมริกาให้เหมาะสม ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างเขาไปตลอด อเมริกาสามารถทำตัวให้เห็นว่า เป็นผู้เชิดชู บูชาประชาธิปไตยและเสรีภาพมากกว่าใครในโลก อเมริกาสามารถตอแหล ตลบแตลงแปลงตัวได้สาระพัดรูปแบบ อเมริกาสามารถเล่นบทที่ทำให้แม้แต่ผู้ที่ทำงานด้านนโยบาย ยังงงกับนโยบายของตัวเอง และเป็นอเมริกา ที่ชาวอเมริกันรู้สึกขื่นขม เหมือนถูกหมาเยี่ยวรด เมื่อไม่ได้อะไรอย่างใจ มันเป็นอเมริกาเดียวกันทั้งหมดแหละครับ อเมริกาหนึ่งเดียวในโลก อเมริกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อเมริกาของแท้ ที่คิดว่าตนเองเท่านั้นเป็นเจ้าของโลกนี้ นิทาน ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง 4 ผมเอาข้อมูล รวมทั้งคำสารภาพของเจ้าเบน มาจากบทความชื่อ “We Caved ” เราแพ้ เขียนโดย Michael Crowley ในวารสาร Politico เมื่อต้นเดือนมกราคมนี้เอง Crowley เป็นผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ทางด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ของวารสาร Politico และเคยเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ Time เป็นบทความที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่า เป็นการฉีกหน้าโอบามา และคณะทำงานที่อ่อนหัด ซึ่งโอบามาเป็นผู้เลือกมาเองทั้งสิ้น ….อย่างไม่เหลือชิ้นดี หรือไม่เช่นนั้น บทความดังกล่าว….ก็กำลังวาดภาพให้โอบามา รับหน้าที่แพะ ก่อนที่อินทรีจะสยายปีก…. บทความ พยายามทำให้เราคล้อยตามว่า โอบามานั้น มีความปราถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเปลี่ยนนโยบายของอเมริกา ที่ใช้การยกทัพไปกวาดล้างผู้ปกครองประเทศที่เป็นเผด็จการ แล้วบังคับให้เป็นประชาธิปไตยแทน อย่างที่คาวบอยบุช ทำนั้น ไม่มีอีกแล้ว จบไปแล้ว เพราะมันไม่ได้ผล มันล้มเหลว โอบามา จึงเปลี่ยนเป็นนโยบายสร้างประชาธิปไตยให้กับโลก ในรูปแบบใหม่แทน โดยการใช้นโยบาย “ปลุก” ปลุกให้มนุษย์รู้สึกว่า การมีเสรีภาพในการแสดงออก และการเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และเป็นสิทธิของมนุษยชาติ… บทความดังกล่าว สรุปชวนให้เชื่อว่า โอบามา นั้น ทำตัวเหมือนเป็นคนยึดถืออุดมการณ์ เหนียวแน่น แต่เอาเข้าจริง กลับเป็นไม้หลักปักอยู่กับเลน แถมการตัดสินใจก็ใช้ไม่ได้ ไม่เด็ดขาด เช่น กรณีของอียิปต์ ที่คณะทำงานของโอบามา มีความเห็นต่างกัน แต่โอบามาก็เอนไปเอนมา ในที่สุด ก็ทำให้อเมริกาเกือบเสีย หรือเสีย อียิปต์ ที่มีความหมายสำหรับอเมริกาอย่างมาก และทำให้ความมั่นคงและผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคนั้น กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จนทำให้คณะทำงานอ่อนหัด ของโอบามาเอง สรุปว่า… …เราแพ้… เราไม่สามารถเอาประชาธิปไตยเข้าไปในอียิปต์ได้ แต่กลับต้องส่ง เครื่องบินรบ F-16s ไปกำนัลให้อียิปต์แทน… ถ้าเราเห็นบทความทำนองนี้ และสรุปเอาว่า อเมริกานั้นหมดท่าแล้ว เพราะมีผู้นำที่แสนจะห่วย มันก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า เรามองอะไรสั้นๆ เฉพาะที่อยู่ตรงข้างหน้าเรา อย่างไม่รอบคอบหรือไม่ และถ้าเรามองทุกเรื่องรอบตัวเรา ในบ้านเรา ในลักษณะนี้ มันก็จะยิ่งน่าห่วงใหญ่ ที่น่าคิดคือ ในระยะ 2,3 เดือนนี้ บทความทำนองนี้ มันทยอยกันออกมามากพอสมควร แม้กระทั่งถังขยะความคิด CFR ก็เขียนในทำนองใกล้เคียงกันว่า อเมริกาขายประชาธิปไตยไม่ออกแล้ว โอบามา ดำเนินนโยบายผิดพลาด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง ไม่ว่า เรื่องซีเรีย อิรัค อิหร่าน อิยิปต์ ตุรกี และกำลังมาถึงคิวของซาอุดิ อารเบีย อ่านแวบแรก มันทำให้ผมดีใจ ….สมน้ำหน้ามึง ในที่สุดมึงก็มาถึงวันนี้…. แต่ความที่มันทยอยออกกันมาใน “ช่วงนี้” หลายๆชิ้น จากค่ายใหญ่ๆทั้งนั้น มันทำให้ผมฉุกคิด และกลับมาทบทวนว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ อเมริกากำลัง “เล่น” อะไร อเมริกาที่เป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก มีเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ที่จะครองโลกแต่ผู้เดียวอย่างชัดเจนมา 70 ปี จะยอมให้โอบามา เดินนโยบายแกว่งไปแกว่งมา จนลงเหว เสียหมาก เสียพันธมิตร ไปเรื่อยๆมา 7 ปีกว่าเชียวหรือ คงต้องย้อนกลับไปมองที่ นโยบายด้านความมั่นคง และพฤติกรรมของโอบามา ในช่วง 7 ปีกว่า ที่ผ่านมา ตั้งแต่โอบามา เริ่มหาเสียงเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2008 เขาบอกว่า พอแล้ว เราจะไม่ใช้วิธีโฉ่งฉ่างแบบคาวบอยบุซ ที่ยกทัพไปกระทืบเหยื่อทำนอง ขี้ช้างจับตั๊กแตนอีกแล้ว แต่เราจะต้อง “เปลี่ยน” นโยบายเป็น “การปลุก” ให้ประชาชนในหลายๆประเทศลุกขึ้นมาสร้างศักดิ์ศรี และรักษาสิทธิของตน และหลังจากโอบามาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.2009 ได้ไม่ถึงปี การปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาไล่รัฐบาลเผด็จการ ในประเทศแถบตะวันออกกลางก็เกิดขึ้น ตูนีเซีย ถูกทดลองเป็นประเทศแรก เกิดการจราจลขับไล่รัฐบาล เป็นการจราจลที่เริ่มต้นมาจากประท้วงด้วยการเผาตัวเองของพ่อค้าขายผลไม้ และบานปลาย จนรัฐบาลเผด็จการกระเด็นไปสมใจในปี ค.ศ.2010 ดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ … แต่เขาก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้…. หลังจากนั้นประชาชนในภูมิภาคแถบตะวันออกกลาง ต่างก็ทยอยรักศักดิ์ศรี ของการเป็นประชาธิปไตย โดยการลุกขึ้นมาประท้วง และขับไล่รัฐบาล มันเป็นไปตามแผน และวิธีการที่แนบเนียนของผู้สร้างอาหรับสปริง และต่างก็จบลงด้วยความฉิบหายของประชาชน และประเทศของตน จนแทบเหลือเป็นเศษไปเกือบหมดสิ้น เช่นกรณีของลิเบีย ตูนีเซีย เลบานอน อียิปต์ ล่าสุดคือ ซีเรีย และต่อไป อาจจะถึงคิวของเยเมน …และ อาจจะต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ในตะวันออกกลางเท่านั้น นโยบายแบบนี้ ของโอบามา ฉลาด หรือโง่ เราไม่ได้พูดถึงเรื่อง ดี เลวนะครับ ตกลงโอบามา โง่สุดขีด หรือฉลาดสุดลึก อาหรับสปริง เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ใหญ่ของอเมริกาไหม ยุทธศาสตร์ครองโลกน่ะ ใช่แน่นอน แต่จะบอกว่า ได้ผลตามเป้าหมายครบถ้วนหรือยัง อาจจะยังตอบไม่ได้ แต่โอบามา ยังเดินตามยุทธศาสตร์ครองโลกของอเมริกา อย่างไม่ผิดองศาแม้แต่นิดเดียว อเมริกาหรือโอบามา เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย ยุทธวิธี หรือวิธีการ ในการ “จัดการ” กับเหยื่อเท่านั้น แต่เป้าหมายใหญ่ หรือยุทธศาสตร์การครองโลกของอเมริกาด้วยการ”ทำลาย” ยังอยู่เหมือนเดิมครบถ้วน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย มันไม่ได้มีการ “สร้าง” อะไรเลย นอกจาก “สร้างภาพ” กับ “สร้างสุนทรพจน์” มันเป็นวิธีการหลอกปั่นจิ้งหรีดพันธ์ต่างๆโดยสร้างความขัดแย้ง ความไม่พอใจ ในเรื่องที่โดนใจชาวบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก แต่ใช้สื่อทางโซเชียลมีเดียทำงานหนักหน่อย โหมสักพัก ก็ได้เรื่อง การปั่นหัวจิ้งหรีดแบบนี้ ไม่ต้องใช้เวลานาน เดี๋ยวจิ้งหรีดก็มึนหัว แล้วก็ออก มาปะทะกัน และมือที่สร้างเรื่อง ก็สุมควันให้บานปลาย การปลุก และปั่น ตามนโยบายที่โอบามาใช้ อาจจะทำลายเหยื่อได้มากกว่าการยกกองทัพของอเมริกาเข้าไปในสนามรบแบบคาวบอยบุ ชเสียอีก เพราะมันสามารถทำลาย ไปถึงรากเหง้า ของชาตินั้น ตั้งแต่ คุณค่าของสิ่งที่เป็นที่เคารพรัก วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อมั่นในหลักศาสนา อุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ สาระพัด นี่การทำงานของอาวุธ ที่ อเมริกา เรียกว่า “soft power” เป็นอำนาจ หรือความสามารถ ในสร้างการ กล่อม หลอก หรือ ลวง ให้เป้าหมาย ทำทุกอย่างที่อเมริกาต้องการ โดยไม่ต้องใช้อาวุธ ที่เน้นทางการบังคับ “hard power” ( นี่คือ การลวงหลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ของแท้.ครับ) มันเป็นวิธีการหลอกจิ้งหรีด ไม่ว่าพันธุ์ไหนที่แนบเนียนมาก ดูไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายแบบบุช หรือแบบโอบามา มันก็เป็น การผายลมเหมือนเดิม ที่แม้จะต่างเสียง ต่างกลิ่น แต่ก็ออกมาจากลำไส้ใหญ่เส้นเดิมนั่นเอง อเมริกากำลังเสี้ยมให้ตะวันออกกลางตีกันเอง มันเป็นการประหยัดงบ ประหยัดคนของตัวเองไปได้แยะ เพื่อรอจังหวะที่ “เหมาะสม” จังหวะที่เหมาะสมนั้น คืออะไร.. อเมริกาดูเหมือนจะเงียบผิดปรกติ นาโต้ก็เงียบผิดปรกติ หลายภูมิภาคเงียบผิดปรกติ มีแต่ตะวันออกกลาง ที่ควันโขมง ข่าวระเบิดที่จาร์กาต้า เหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว) อเมริกา กำลังคิดอะไร…. ฉนั้น จึงอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า อเมริกานั้นหมดท่า และถึงอเมริกาอาจจะหมดท่าจริง แต่สันดานอเมริกา ไม่เคยเปลี่ยนครับ และด้วยสันดานแท้ของอเมริกา แม้ อเมริกาจะหมดท่า แต่ไม่หมดลาย อเมริกาจะไม่มีวันปล่อยมือที่บีบคอเหยื่อง่ายๆ การปล่อยมือเป็นกลลวงทั้งสิ้น สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 19 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 101 Views 0 Reviews
  • ลายใบตอง ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 4
    หลังจากอเมริกาประกาศระงับการช่วยเหลือทางทหาร อียิปต์ตอบโต้ด้วยการพิพากษาจำคุกนักข่าวจากสำนัก อัล จาซีรา ภาคภาษาอังกฤษ 3 คน ข้อหาความผิดทางการเมือง และในเดือนพฤษภาคม ศาลอียิปต์ก็ตัดสินประหารชีวิตอดีตประธานาธิบดีมอร์ซิ ที่อเมริกาให้การสนับสนุนในตอนแรก
    หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ เอล ซิซิ ก็จัดให้มีการเลือกตั้ง และตัวเขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี ด้วยคะแนนเสียงท้วมท้นถึง 96.1% ผมไม่ได้ใส่ตัวเลขผิดนะครับ
    ข่าวนี้ ทำให้ท่านที่ปรึกษาเบน ถึงกับเซแซด….
    ย้อนกลับไปถึงสุนทรพจน์ รุ่นแรกๆ ของ พณ. ใบตองแห้งที่มักจะเน้นว่า อเมริกากำลังเริ่มบทบาทใหม่ในตะวันออกกลาง และตะวันออกกลางในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2011 ก็ดูเหมือนกำลังเริ่มบทบาทใหม่จริงๆ การจราจลเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองที่อเมริกาบอกว่ากดขี่ประชาชน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายที่อย่างกับไฟลามทุ่ง ไล่มาตั้งแต่เมืองทริโปลีในลิเบีย มาจนถึงเมืองดามัสคัสของซีเรีย มันทะยอยปะทุขึ้นเรื่อยๆทุกวัน จนสื่อรายงานข่าวแทบไม่ทัน
    ทหารอเมริกาที่ประจำการณ์อยู่แถบนั้น ต่างตื่นเต้น …. เรากำลังจะได้กลับบ้านแล้ว อิรัคทำท่าจะสงบ พวกอัลไดค้าก็กำลังหนีลงรู และไอซิสก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก ต้องเปิดกูเกิลถึงจะรู้ว่า เขาไม่ได้หมายถึงดอกไม้ แถมมันเกี่ยวโยงไปถึงวอชิงตันโน่น
    พณ. ใบตองแห้งปลาบปลื้ม และเห็นใจพวกที่ออกมาประท้วงเหลือเกิน…. นี่มันเป็นไปตามที่เราพูดเลยเห็นไหม….พณ. ท่าน ฟุ้งต่อ ….. อเมริกากำลังสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปไปทั่วทั้งภูมิภาค และจะสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้เป็นระบอบประชาธิปไตยให้หมด ….
    ……ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายของเรา จากที่เน้นแต่การปกป้องอิสราเอล และการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย มาเป็นการส่งเสริม เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการพูด และสิทธิของสตรีแทน ….การสนับสนุนของเราต่อหลักการเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจเป็นลำดับแรก ซึ่งจะต้องมีการแปลงให้เป็นรูปธรรม… ฮู้ย ผมเขียนไปก็ขนลุกไป
    มันเป็นสุนทรพจน์ที่โด่งดัง ยิ่งใหญ่ ของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่แสดงถึงความเป็นประเทศที่รักเสรีภาพอย่างเหลือล้น….
    ไม่นานจากการแสดงสุนทรพจน์อันยิ่งใหญ่ของ พณ. ใบตองแห้ง เทศกาลอาหรับสปริงที่ พณ. ใบตองแห้งชื่นชม ก็เริ่มส่งกลิ่น…เน่า
    ผ่านกลางปี ค.ศ.2013 ไปไม่นานเท่าไหร่ ที่ซีเรีย ก็เกิดสงครามกลางเมือง ที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มีสาเหตุมาจากการแตกต่างของนิกายทางศาสนา ส่วนที่ลิเบีย หลังจากมีการไล่กัดดาฟีไปแล้ว ลิเบียก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเมืองที่ขื่อหายเสาล้มแปหล่น และอัลไคด้า ก็เริ่มไปสร้างรังใหม่อยู่ที่เยเมน ส่วนอียิปต์ การออกมาประท้วงที่ Tahrir square ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ประจำวันไปแล้ว
    แล้วในเดือนกันยายน ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้ง ก็ไปยืนทำหน้าเซียว แถลงต่อที่ประชุมใหญ่ประจำปีของสหประชาชาติว่า … ดูเหมือนการจะให้ประเทศแถบตะวันออกกลางเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องลำบากยากยิ่งกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะกรณีของอียิปต์ ….
    แต่ พณ. ใบตองแห้งไม่ได้พูดต่อให้โลกรู้ว่า แต่ถึงกระนั้น อเมริกาก็ยังคบกับอียิปต์ต่อไปอย่างไม่ขัดเขิน และส่งเสริมอียิปต์เรื่องอาวุธเหมือนเดิม เพราะอเมริกายังต้องการ “ใช้” อียิปต์ เพื่อดูแลผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคแถบนั้นต่อไป….ถุด
    เดือน กรกฏาคม ค.ศ.2014 ทอม มาลินาวสกี้ Tom Malinowski ที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เดินทางไปบาห์เรน ซึ่งมีเรื่องวุ่นวายไม่สงบมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2011 ในที่สุดก็ขยายตัวเป็นการขับไล่พวกราชวงศ์ ที่ปกครองบาห์เรนและเป็นอิสลามสุนหนี่ พวกราชวงศ์ ได้รับการช่วยเหลือจากซาอุดิ อารเบีย ที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ส่งกองทัพมาช่วยปราบชาวบาห์เรนชีอะที่ออกมาประท้วงพวกราชวงศ์
    ที่บาห์เรน มีทหารเรืออเมริกันประจำการณ์จำนวน 5,000 คน และมีหน่วยนาวิกโยธินจากกองทัพเรือที่ 5 ของอเมริกาอีกด้วย
    พณ. ใบตองแห้งเต้นเป็นลิง เมื่อมีข่าวออกมาว่า บาห์เรนปราบปรามผู้ออกมาประท้วง ด้วยอาวุธที่อเมริกาจัดส่งให้บาห์เรน พณ. ท่าน สั่งระงับการขายอาวุธให้บาห์เรนทันที… แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน การซื้อขายอาวุธ ระหว่างอเมริกาก็ดำเนินต่อเหมือนเดิม โดยเฉพาะคอปเตอร์รุ่นพิเศษ Cobra (รุ่นปราบจราจล) ที่บาห์เรนโปรดปรานมาก
    ทอม มาลินาวสกี้วิจารณ์ พณ. ใบตองแห้งอย่างรุนแรงเรื่องการขายอาวุธให้บาห์เรน และบาห์เรนก็ลงบัญชีไว้ และพร้อมที่จะแสดงให้อเมริการู้ว่า บาห์เรนกล้า “เล่นแรง” กับอเมริกา
    เมื่อมาลินาวสกี้เดินทางไปถึงบาห์เรนในเดือนกรกฏาคม เขาแวะไปงานเลี้ยงรับรองที่ศูนย์อำนวยการกลางของนิกายชีอะ เขาอ้างว่า เขาไม่ได้พูดแสดงความเห็นอะไร แค่แวะไปทักทาย แต่แค่นี้มันก็เพียงพอ ที่จะทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน ออกคำสั่งขับไล่มาลินาวสกี้ ให้ออกไปจากบาห์เรนทันที ด้วยข้อหาว่า มาลินาวสกี้ กระทำการอันเป็นการก้าวก่าย ต่อเรื่องภายในประเทศ ของบาห์เรน และวันรุ่งขึ้น มาลินาวสกี้ก็(ต้อง) ขึ้นเครื่องบินออกไปจากบาห์เรน
    เจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ทำเรื่องแจ้งไปยัง ซูซาน ไรซ์ อดีตทูตอเมริกัน ประจำสหประชาชาติ ที่มาเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ พณ. ใบตองแห้ง ขอให้อเมริกาทบทวนความสัมพันธ์กับบาห์เรน และระงับการออกวีซ่า ให้กับชาวบาห์เรน จนกว่าทางบาห์เรนจะส่งคำขอโทษมายังอเมริกา
    แต่คำขอโทษ จากบาห์เรน… ไม่มีมา
    โฆษกกระทรวงต่างประเทศ หนูเจน พาสากิ แถลงข่าวแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของบาห์เรน แต่รับรู้ว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างอเมริกากับบาห์เรน เป็นสิ่งที่อเมริกา….อยากจะรักษาไว้ต่อไป (มี อ อ่าง นะครับ)
    และในเดือนต่อมา เมื่อกษัตริย์บาห์เรน ไม่มาร่วมประชุมระดับผู้นำของพันธมิตรชาวอ่าวที่แคมป์เดวิดของอเมริกา โดยอ้างว่าติดธุระ ดูการแสดงของม้าที่วินด์เซอร์ของอังกฤษ ….พณ. โอบามา ก็สั่งยกเลิกการห้ามขายอาวุธให้กับบาห์เรน….
    นี่มันอเมริกาเดียวกันกับอเมริกาที่มาเสือกทุกเรื่องในบ้านสมันน้อย ชี้นิ้วขู่สมันน้อย ให้ทำโน่นทำนี่ และสมันน้อยก็งกเงิ่น ลนลาน ทำตามที่เขาสั่งหรือเปล่าครับ ผมสงสัยจริงๆ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    18 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 4 หลังจากอเมริกาประกาศระงับการช่วยเหลือทางทหาร อียิปต์ตอบโต้ด้วยการพิพากษาจำคุกนักข่าวจากสำนัก อัล จาซีรา ภาคภาษาอังกฤษ 3 คน ข้อหาความผิดทางการเมือง และในเดือนพฤษภาคม ศาลอียิปต์ก็ตัดสินประหารชีวิตอดีตประธานาธิบดีมอร์ซิ ที่อเมริกาให้การสนับสนุนในตอนแรก หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ เอล ซิซิ ก็จัดให้มีการเลือกตั้ง และตัวเขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี ด้วยคะแนนเสียงท้วมท้นถึง 96.1% ผมไม่ได้ใส่ตัวเลขผิดนะครับ ข่าวนี้ ทำให้ท่านที่ปรึกษาเบน ถึงกับเซแซด…. ย้อนกลับไปถึงสุนทรพจน์ รุ่นแรกๆ ของ พณ. ใบตองแห้งที่มักจะเน้นว่า อเมริกากำลังเริ่มบทบาทใหม่ในตะวันออกกลาง และตะวันออกกลางในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2011 ก็ดูเหมือนกำลังเริ่มบทบาทใหม่จริงๆ การจราจลเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองที่อเมริกาบอกว่ากดขี่ประชาชน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายที่อย่างกับไฟลามทุ่ง ไล่มาตั้งแต่เมืองทริโปลีในลิเบีย มาจนถึงเมืองดามัสคัสของซีเรีย มันทะยอยปะทุขึ้นเรื่อยๆทุกวัน จนสื่อรายงานข่าวแทบไม่ทัน ทหารอเมริกาที่ประจำการณ์อยู่แถบนั้น ต่างตื่นเต้น …. เรากำลังจะได้กลับบ้านแล้ว อิรัคทำท่าจะสงบ พวกอัลไดค้าก็กำลังหนีลงรู และไอซิสก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก ต้องเปิดกูเกิลถึงจะรู้ว่า เขาไม่ได้หมายถึงดอกไม้ แถมมันเกี่ยวโยงไปถึงวอชิงตันโน่น พณ. ใบตองแห้งปลาบปลื้ม และเห็นใจพวกที่ออกมาประท้วงเหลือเกิน…. นี่มันเป็นไปตามที่เราพูดเลยเห็นไหม….พณ. ท่าน ฟุ้งต่อ ….. อเมริกากำลังสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปไปทั่วทั้งภูมิภาค และจะสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้เป็นระบอบประชาธิปไตยให้หมด …. ……ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายของเรา จากที่เน้นแต่การปกป้องอิสราเอล และการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย มาเป็นการส่งเสริม เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการพูด และสิทธิของสตรีแทน ….การสนับสนุนของเราต่อหลักการเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจเป็นลำดับแรก ซึ่งจะต้องมีการแปลงให้เป็นรูปธรรม… ฮู้ย ผมเขียนไปก็ขนลุกไป มันเป็นสุนทรพจน์ที่โด่งดัง ยิ่งใหญ่ ของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่แสดงถึงความเป็นประเทศที่รักเสรีภาพอย่างเหลือล้น…. ไม่นานจากการแสดงสุนทรพจน์อันยิ่งใหญ่ของ พณ. ใบตองแห้ง เทศกาลอาหรับสปริงที่ พณ. ใบตองแห้งชื่นชม ก็เริ่มส่งกลิ่น…เน่า ผ่านกลางปี ค.ศ.2013 ไปไม่นานเท่าไหร่ ที่ซีเรีย ก็เกิดสงครามกลางเมือง ที่ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มีสาเหตุมาจากการแตกต่างของนิกายทางศาสนา ส่วนที่ลิเบีย หลังจากมีการไล่กัดดาฟีไปแล้ว ลิเบียก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเมืองที่ขื่อหายเสาล้มแปหล่น และอัลไคด้า ก็เริ่มไปสร้างรังใหม่อยู่ที่เยเมน ส่วนอียิปต์ การออกมาประท้วงที่ Tahrir square ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ประจำวันไปแล้ว แล้วในเดือนกันยายน ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้ง ก็ไปยืนทำหน้าเซียว แถลงต่อที่ประชุมใหญ่ประจำปีของสหประชาชาติว่า … ดูเหมือนการจะให้ประเทศแถบตะวันออกกลางเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องลำบากยากยิ่งกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะกรณีของอียิปต์ …. แต่ พณ. ใบตองแห้งไม่ได้พูดต่อให้โลกรู้ว่า แต่ถึงกระนั้น อเมริกาก็ยังคบกับอียิปต์ต่อไปอย่างไม่ขัดเขิน และส่งเสริมอียิปต์เรื่องอาวุธเหมือนเดิม เพราะอเมริกายังต้องการ “ใช้” อียิปต์ เพื่อดูแลผลประโยชน์ของอเมริกาในภูมิภาคแถบนั้นต่อไป….ถุด เดือน กรกฏาคม ค.ศ.2014 ทอม มาลินาวสกี้ Tom Malinowski ที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เดินทางไปบาห์เรน ซึ่งมีเรื่องวุ่นวายไม่สงบมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2011 ในที่สุดก็ขยายตัวเป็นการขับไล่พวกราชวงศ์ ที่ปกครองบาห์เรนและเป็นอิสลามสุนหนี่ พวกราชวงศ์ ได้รับการช่วยเหลือจากซาอุดิ อารเบีย ที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ส่งกองทัพมาช่วยปราบชาวบาห์เรนชีอะที่ออกมาประท้วงพวกราชวงศ์ ที่บาห์เรน มีทหารเรืออเมริกันประจำการณ์จำนวน 5,000 คน และมีหน่วยนาวิกโยธินจากกองทัพเรือที่ 5 ของอเมริกาอีกด้วย พณ. ใบตองแห้งเต้นเป็นลิง เมื่อมีข่าวออกมาว่า บาห์เรนปราบปรามผู้ออกมาประท้วง ด้วยอาวุธที่อเมริกาจัดส่งให้บาห์เรน พณ. ท่าน สั่งระงับการขายอาวุธให้บาห์เรนทันที… แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน การซื้อขายอาวุธ ระหว่างอเมริกาก็ดำเนินต่อเหมือนเดิม โดยเฉพาะคอปเตอร์รุ่นพิเศษ Cobra (รุ่นปราบจราจล) ที่บาห์เรนโปรดปรานมาก ทอม มาลินาวสกี้วิจารณ์ พณ. ใบตองแห้งอย่างรุนแรงเรื่องการขายอาวุธให้บาห์เรน และบาห์เรนก็ลงบัญชีไว้ และพร้อมที่จะแสดงให้อเมริการู้ว่า บาห์เรนกล้า “เล่นแรง” กับอเมริกา เมื่อมาลินาวสกี้เดินทางไปถึงบาห์เรนในเดือนกรกฏาคม เขาแวะไปงานเลี้ยงรับรองที่ศูนย์อำนวยการกลางของนิกายชีอะ เขาอ้างว่า เขาไม่ได้พูดแสดงความเห็นอะไร แค่แวะไปทักทาย แต่แค่นี้มันก็เพียงพอ ที่จะทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน ออกคำสั่งขับไล่มาลินาวสกี้ ให้ออกไปจากบาห์เรนทันที ด้วยข้อหาว่า มาลินาวสกี้ กระทำการอันเป็นการก้าวก่าย ต่อเรื่องภายในประเทศ ของบาห์เรน และวันรุ่งขึ้น มาลินาวสกี้ก็(ต้อง) ขึ้นเครื่องบินออกไปจากบาห์เรน เจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ทำเรื่องแจ้งไปยัง ซูซาน ไรซ์ อดีตทูตอเมริกัน ประจำสหประชาชาติ ที่มาเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ พณ. ใบตองแห้ง ขอให้อเมริกาทบทวนความสัมพันธ์กับบาห์เรน และระงับการออกวีซ่า ให้กับชาวบาห์เรน จนกว่าทางบาห์เรนจะส่งคำขอโทษมายังอเมริกา แต่คำขอโทษ จากบาห์เรน… ไม่มีมา โฆษกกระทรวงต่างประเทศ หนูเจน พาสากิ แถลงข่าวแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของบาห์เรน แต่รับรู้ว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างอเมริกากับบาห์เรน เป็นสิ่งที่อเมริกา….อยากจะรักษาไว้ต่อไป (มี อ อ่าง นะครับ) และในเดือนต่อมา เมื่อกษัตริย์บาห์เรน ไม่มาร่วมประชุมระดับผู้นำของพันธมิตรชาวอ่าวที่แคมป์เดวิดของอเมริกา โดยอ้างว่าติดธุระ ดูการแสดงของม้าที่วินด์เซอร์ของอังกฤษ ….พณ. โอบามา ก็สั่งยกเลิกการห้ามขายอาวุธให้กับบาห์เรน…. นี่มันอเมริกาเดียวกันกับอเมริกาที่มาเสือกทุกเรื่องในบ้านสมันน้อย ชี้นิ้วขู่สมันน้อย ให้ทำโน่นทำนี่ และสมันน้อยก็งกเงิ่น ลนลาน ทำตามที่เขาสั่งหรือเปล่าครับ ผมสงสัยจริงๆ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 18 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 102 Views 0 Reviews
  • ลายใบตอง ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 3
    ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก…
    แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี
    เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี
    พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012
    กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์
    …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน…
    จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !)
    แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม….
    คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์
    แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ
    หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา
    เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง
    พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์
    พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว
    วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน…..
    สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง
    แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ….
    เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม….
    เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า
    เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน
    ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน ….
    ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    17 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 3 ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก… แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012 กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์ …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน… จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !) แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม…. คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์ แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน….. สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ…. เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม…. เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน …. ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 17 ม.ค. 2559
    0 Comments 0 Shares 77 Views 0 Reviews
  • “ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB เองจากแรมโน้ตบุ๊ก — ประหยัดไปกว่า $130 และยังรัน XMP ได้จริง”

    ไอเดีย DIY ที่เคยเป็นเพียงแนวคิดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนนี้กลายเป็นของจริงแล้ว เมื่อม็อดเดอร์ชาวรัสเซียชื่อ VIK‑on สามารถสร้างแรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับเดสก์ท็อปได้สำเร็จ โดยใช้ชิปหน่วยความจำที่ถอดมาจากแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ขนาด 16GB จำนวนสองตัว แล้วนำมาบัดกรีลงบน PCB เปล่าที่สั่งมาจากจีน ผลลัพธ์คือแรมที่ดูแทบไม่ต่างจากของขายจริง และยังรองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์แบบกำหนดเอง

    ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 17,015 รูเบิล (ราว $218) ซึ่งถูกกว่าการซื้อแรม DDR5 32GB แบบสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ที่ราคาขั้นต่ำอยู่ราว $350 และยิ่งถูกกว่าราคาที่ขายในรัสเซียอีกด้วย ความสำเร็จนี้เกิดจากทักษะการบัดกรีระดับสูง โดยเฉพาะงาน reballing BGA ที่ต้องใช้สถานีรีเวิร์กและความชำนาญมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่งานที่มือใหม่จะทำได้ง่าย ๆ แม้บทความจะบอกว่า “เหมือนต่อเลโก้” แต่ในความจริงคือขั้นตอนที่ละเอียดและเสี่ยงพอสมควร

    หลังประกอบเสร็จ VIK‑on ใช้เฟิร์มแวร์จากแรม Adata รุ่นขายจริงเพื่อให้โมดูลที่สร้างขึ้นสามารถประกาศค่า XMP ได้เหมือนแรมแบรนด์ดังทั่วไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าชิ้นส่วนสามารถเปลี่ยนเป็นแรมโน้ตบุ๊ก 8GB ที่ราคาถูกกว่าได้ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนลดลงอีก และยังคงได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่ต้องใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ที่เพิ่ม latency

    โปรเจกต์นี้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนฮาร์ดแวร์ในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำยังมีความผันผวนด้านราคา การสร้างแรมเองไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าความรู้และทักษะสามารถท้าทายข้อจำกัดของตลาดได้อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงาน DIY ลักษณะนี้มากขึ้นในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB จากชิปแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix
    ถอดชิปจาก SO‑DIMM 16GB จำนวนสองตัว

    ต้นทุนรวมเพียง $218 ถูกกว่าซื้อแรมสำเร็จรูปกว่า $130
    PCB จากจีนราคา ~$7.50 และฮีตซิงก์ ~$5.23

    รองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์ Adata
    เมนบอร์ดสามารถตรวจจับโปรไฟล์ได้เหมือนแรมปกติ

    โปรเจกต์นี้รักษาคุณภาพสัญญาณดีกว่าการใช้ตัวแปลง SO‑DIMM
    และอาจลดต้นทุนได้อีกหากใช้แรม 8GB เป็นฐาน

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การบัดกรีชิป BGA ต้องใช้ทักษะสูงและอุปกรณ์เฉพาะทาง
    มือใหม่มีโอกาสทำชิปเสียหายได้ง่าย

    การแฟลชเฟิร์มแวร์ผิดพลาดอาจทำให้โมดูลใช้งานไม่ได้
    ต้องมีความเข้าใจเรื่อง SPD และ XMP เป็นอย่างดี

    การดัดแปลงฮาร์ดแวร์อาจทำให้หมดประกันหรือเกิดความเสียหายกับเมนบอร์ด
    ควรทดสอบอย่างระมัดระวัง

    ต้นทุนอาจไม่คุ้มสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีอุปกรณ์บัดกรีระดับโปร
    ค่าเครื่องมืออาจแพงกว่าซื้อแรมใหม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ddr5/modder-saves-usd130-by-building-32gb-ddr5-desktop-dimms-from-scavenged-laptop-memory-donor-modules-soldered-to-bare-pcb-flashed-with-custom-firmware-even-run-xmp
    🔧💾 “ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB เองจากแรมโน้ตบุ๊ก — ประหยัดไปกว่า $130 และยังรัน XMP ได้จริง” ไอเดีย DIY ที่เคยเป็นเพียงแนวคิดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนนี้กลายเป็นของจริงแล้ว เมื่อม็อดเดอร์ชาวรัสเซียชื่อ VIK‑on สามารถสร้างแรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับเดสก์ท็อปได้สำเร็จ โดยใช้ชิปหน่วยความจำที่ถอดมาจากแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ขนาด 16GB จำนวนสองตัว แล้วนำมาบัดกรีลงบน PCB เปล่าที่สั่งมาจากจีน ผลลัพธ์คือแรมที่ดูแทบไม่ต่างจากของขายจริง และยังรองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์แบบกำหนดเอง ต้นทุนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 17,015 รูเบิล (ราว $218) ซึ่งถูกกว่าการซื้อแรม DDR5 32GB แบบสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ที่ราคาขั้นต่ำอยู่ราว $350 และยิ่งถูกกว่าราคาที่ขายในรัสเซียอีกด้วย ความสำเร็จนี้เกิดจากทักษะการบัดกรีระดับสูง โดยเฉพาะงาน reballing BGA ที่ต้องใช้สถานีรีเวิร์กและความชำนาญมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่งานที่มือใหม่จะทำได้ง่าย ๆ แม้บทความจะบอกว่า “เหมือนต่อเลโก้” แต่ในความจริงคือขั้นตอนที่ละเอียดและเสี่ยงพอสมควร หลังประกอบเสร็จ VIK‑on ใช้เฟิร์มแวร์จากแรม Adata รุ่นขายจริงเพื่อให้โมดูลที่สร้างขึ้นสามารถประกาศค่า XMP ได้เหมือนแรมแบรนด์ดังทั่วไป นอกจากนี้เขายังระบุว่าชิ้นส่วนสามารถเปลี่ยนเป็นแรมโน้ตบุ๊ก 8GB ที่ราคาถูกกว่าได้ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนลดลงอีก และยังคงได้ประสิทธิภาพที่ดีโดยไม่ต้องใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ที่เพิ่ม latency โปรเจกต์นี้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนฮาร์ดแวร์ในช่วงที่ตลาดหน่วยความจำยังมีความผันผวนด้านราคา การสร้างแรมเองไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าความรู้และทักษะสามารถท้าทายข้อจำกัดของตลาดได้อย่างน่าสนใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงาน DIY ลักษณะนี้มากขึ้นในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ม็อดเดอร์สร้างแรม DDR5 32GB จากชิปแรมโน้ตบุ๊ก SK Hynix ➡️ ถอดชิปจาก SO‑DIMM 16GB จำนวนสองตัว ✅ ต้นทุนรวมเพียง $218 ถูกกว่าซื้อแรมสำเร็จรูปกว่า $130 ➡️ PCB จากจีนราคา ~$7.50 และฮีตซิงก์ ~$5.23 ✅ รองรับความเร็ว 6400 MT/s พร้อม XMP หลังแฟลชเฟิร์มแวร์ Adata ➡️ เมนบอร์ดสามารถตรวจจับโปรไฟล์ได้เหมือนแรมปกติ ✅ โปรเจกต์นี้รักษาคุณภาพสัญญาณดีกว่าการใช้ตัวแปลง SO‑DIMM ➡️ และอาจลดต้นทุนได้อีกหากใช้แรม 8GB เป็นฐาน คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การบัดกรีชิป BGA ต้องใช้ทักษะสูงและอุปกรณ์เฉพาะทาง ⛔ มือใหม่มีโอกาสทำชิปเสียหายได้ง่าย ‼️ การแฟลชเฟิร์มแวร์ผิดพลาดอาจทำให้โมดูลใช้งานไม่ได้ ⛔ ต้องมีความเข้าใจเรื่อง SPD และ XMP เป็นอย่างดี ‼️ การดัดแปลงฮาร์ดแวร์อาจทำให้หมดประกันหรือเกิดความเสียหายกับเมนบอร์ด ⛔ ควรทดสอบอย่างระมัดระวัง ‼️ ต้นทุนอาจไม่คุ้มสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีอุปกรณ์บัดกรีระดับโปร ⛔ ค่าเครื่องมืออาจแพงกว่าซื้อแรมใหม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/ddr5/modder-saves-usd130-by-building-32gb-ddr5-desktop-dimms-from-scavenged-laptop-memory-donor-modules-soldered-to-bare-pcb-flashed-with-custom-firmware-even-run-xmp
    0 Comments 0 Shares 80 Views 0 Reviews
  • “Windows Media Player ตัดฟีเจอร์ค้นหาข้อมูลอัลบั้ม — ผู้ใช้ CD ต้องหาซอฟต์แวร์อื่นแทน”

    Microsoft ได้ถอดฟีเจอร์สำคัญอย่าง “Find Album Information” และ “Update Album Info Online” ออกจากทั้ง Windows Media Player รุ่น Legacy และแอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 แล้ว ตามรายงานจาก Tom’s Hardware ฟีเจอร์นี้เคยใช้ดึงข้อมูลชื่อเพลง ศิลปิน อัลบั้ม และภาพปกจากฐานข้อมูลออนไลน์ แต่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะลองกับแผ่น CD กี่แผ่นก็ตาม

    สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Windows Media Player Legacy จะเก่าแล้ว แต่แอป Media Player รุ่นใหม่ที่เป็นดีฟอลต์ใน Windows 11 ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยขึ้นข้อความว่า “We couldn’t connect to the service” ทั้งที่อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ปกติ นั่นทำให้ผู้ใช้ที่ยังรักการฟังเพลงจากแผ่น CD ต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลเพลงจะไม่ถูกดึงมาให้อัตโนมัติอีกต่อไป

    สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่มีไดรฟ์อ่านแผ่นติดมาแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงจาก CD หรือสะสมสื่อแบบ physical การที่ Microsoft “ปล่อยให้ฟีเจอร์นี้หายไปแบบเงียบ ๆ” จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้กลุ่มนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ยังใช้ Media Player ในการริปเพลงหรือจัดการคลังเพลงส่วนตัว

    แม้จะมีซอฟต์แวร์ทางเลือกมากมาย เช่น MusicBee, VLC หรือ Exact Audio Copy แต่การที่ฟีเจอร์พื้นฐานใน Windows ถูกถอดออกโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดคำถามว่า Microsoft กำลังลดบทบาทของ Media Player ลงเรื่อย ๆ เพื่อผลักดันผู้ใช้ไปสู่บริการสตรีมมิงหรือไม่ นี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากยุค physical media ไปสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Microsoft ถอดฟีเจอร์ Find Album Information ออกจาก Media Player ทั้งรุ่นเก่าและใหม่
    ไม่สามารถดึงข้อมูลชื่อเพลง อัลบั้ม หรือภาพปกจากออนไลน์ได้อีก

    แอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
    ขึ้นข้อความว่าไม่สามารถเชื่อมต่อบริการได้ แม้อินเทอร์เน็ตปกติ

    ผู้ใช้ที่ยังฟังเพลงจาก CD ได้รับผลกระทบโดยตรง
    ต้องกรอกข้อมูลเพลงเองหรือใช้ซอฟต์แวร์อื่น

    คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ CD แล้ว แต่ยังมีผู้ใช้ physical media อยู่
    ทำให้การถอดฟีเจอร์นี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจผู้ใช้กลุ่มนี้

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ผู้ใช้ Media Player จะไม่สามารถริปเพลงพร้อมข้อมูลอัลบั้มได้อีก
    ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ภายนอกแทน

    การถอดฟีเจอร์โดยไม่ประกาศล่วงหน้าอาจทำให้เกิดความสับสน
    ผู้ใช้บางรายอาจคิดว่าเป็นปัญหาอินเทอร์เน็ตหรือบั๊ก

    อาจเป็นสัญญาณว่า Microsoft ลดความสำคัญของ Media Player ลงเรื่อย ๆ
    ผู้ใช้ควรเตรียมหาทางเลือกระยะยาว

    ผู้ใช้ที่มีคลังเพลง CD จำนวนมากอาจเสียเวลาในการจัดการข้อมูลเอง
    ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับ metadata อย่างเหมาะสม


    https://www.tomshardware.com/software/windows/windows-media-players-find-album-information-functionality-has-been-removed-youll-have-to-find-other-software-for-playing-and-ripping-cds-with-relevant-track-information
    🎵💿 “Windows Media Player ตัดฟีเจอร์ค้นหาข้อมูลอัลบั้ม — ผู้ใช้ CD ต้องหาซอฟต์แวร์อื่นแทน” Microsoft ได้ถอดฟีเจอร์สำคัญอย่าง “Find Album Information” และ “Update Album Info Online” ออกจากทั้ง Windows Media Player รุ่น Legacy และแอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 แล้ว ตามรายงานจาก Tom’s Hardware ฟีเจอร์นี้เคยใช้ดึงข้อมูลชื่อเพลง ศิลปิน อัลบั้ม และภาพปกจากฐานข้อมูลออนไลน์ แต่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะลองกับแผ่น CD กี่แผ่นก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Windows Media Player Legacy จะเก่าแล้ว แต่แอป Media Player รุ่นใหม่ที่เป็นดีฟอลต์ใน Windows 11 ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยขึ้นข้อความว่า “We couldn’t connect to the service” ทั้งที่อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ปกติ นั่นทำให้ผู้ใช้ที่ยังรักการฟังเพลงจากแผ่น CD ต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลเพลงจะไม่ถูกดึงมาให้อัตโนมัติอีกต่อไป สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ไม่มีไดรฟ์อ่านแผ่นติดมาแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงจาก CD หรือสะสมสื่อแบบ physical การที่ Microsoft “ปล่อยให้ฟีเจอร์นี้หายไปแบบเงียบ ๆ” จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้กลุ่มนี้ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ยังใช้ Media Player ในการริปเพลงหรือจัดการคลังเพลงส่วนตัว แม้จะมีซอฟต์แวร์ทางเลือกมากมาย เช่น MusicBee, VLC หรือ Exact Audio Copy แต่การที่ฟีเจอร์พื้นฐานใน Windows ถูกถอดออกโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดคำถามว่า Microsoft กำลังลดบทบาทของ Media Player ลงเรื่อย ๆ เพื่อผลักดันผู้ใช้ไปสู่บริการสตรีมมิงหรือไม่ นี่อาจเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากยุค physical media ไปสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Microsoft ถอดฟีเจอร์ Find Album Information ออกจาก Media Player ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ ➡️ ไม่สามารถดึงข้อมูลชื่อเพลง อัลบั้ม หรือภาพปกจากออนไลน์ได้อีก ✅ แอป Media Player ใหม่ใน Windows 11 ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ➡️ ขึ้นข้อความว่าไม่สามารถเชื่อมต่อบริการได้ แม้อินเทอร์เน็ตปกติ ✅ ผู้ใช้ที่ยังฟังเพลงจาก CD ได้รับผลกระทบโดยตรง ➡️ ต้องกรอกข้อมูลเพลงเองหรือใช้ซอฟต์แวร์อื่น ✅ คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ CD แล้ว แต่ยังมีผู้ใช้ physical media อยู่ ➡️ ทำให้การถอดฟีเจอร์นี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจผู้ใช้กลุ่มนี้ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ผู้ใช้ Media Player จะไม่สามารถริปเพลงพร้อมข้อมูลอัลบั้มได้อีก ⛔ ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ภายนอกแทน ‼️ การถอดฟีเจอร์โดยไม่ประกาศล่วงหน้าอาจทำให้เกิดความสับสน ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจคิดว่าเป็นปัญหาอินเทอร์เน็ตหรือบั๊ก ‼️ อาจเป็นสัญญาณว่า Microsoft ลดความสำคัญของ Media Player ลงเรื่อย ๆ ⛔ ผู้ใช้ควรเตรียมหาทางเลือกระยะยาว ‼️ ผู้ใช้ที่มีคลังเพลง CD จำนวนมากอาจเสียเวลาในการจัดการข้อมูลเอง ⛔ ควรเลือกโปรแกรมที่รองรับ metadata อย่างเหมาะสม https://www.tomshardware.com/software/windows/windows-media-players-find-album-information-functionality-has-been-removed-youll-have-to-find-other-software-for-playing-and-ripping-cds-with-relevant-track-information
    0 Comments 0 Shares 61 Views 0 Reviews
  • “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก”

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า

    อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC

    สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

    ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน
    เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน

    คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่
    ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้

    หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส
    แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน

    โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน
    ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด
    ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่

    ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง
    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย

    ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ
    ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

    การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
    ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    🚁🇺🇸 “สหรัฐฯ ชะลอแผนแบนโดรนจีน — DJI ได้เวลาหายใจ แต่คำสั่งห้ามของ FCC ยังไม่ถูกยกเลิก” กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตัดสินใจถอนข้อเสนอที่เคยยื่นต่อทำเนียบขาวเกี่ยวกับการ “แบนการนำเข้าโดรนจากจีน” ซึ่งรวมถึงแบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง DJI การเปลี่ยนท่าทีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มอ่อนตัวลงก่อนการพบกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในเดือนเมษายน ทำให้ DJI ได้รับ “เวลาผ่อนผัน” ชั่วคราวจากแรงกดดันด้านนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะถอย แต่ DJI ยังไม่พ้นความเสี่ยงทั้งหมด เพราะ คำสั่งห้ามของ FCC ยังคงมีผลอยู่ โดย FCC ไม่ได้ควบคุมการนำเข้าโดยตรง แต่เป็นผู้ให้ “การรับรองอุปกรณ์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนที่โดรนจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ นั่นหมายความว่า DJI อาจนำเข้าโดรนรุ่นเก่าได้ แต่ ไม่สามารถขายรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ได้ หากไม่ได้รับการรับรองจาก FCC สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อหน่วยงานอื่นของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต่อ DJI เช่น กระทรวงกลาโหมที่จัดให้ DJI เป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน” แม้ศาลจะระบุว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัทถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตาม ขณะเดียวกันสภาคองเกรสก็เคยผลักดันกฎหมายแบน DJI ในปี 2024 แต่บริษัทได้รับเวลาเพิ่มอีกหนึ่งปีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ปัจจุบันคือ โดรนที่มีอยู่แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบระยะยาวคือ DJI อาจไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดสหรัฐฯ ได้ หากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ประสบปัญหาเรื่องอะไหล่และการบำรุงรักษาในอนาคต นี่คือสัญญาณว่าศึกเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังไม่จบง่าย ๆ และอุตสาหกรรมโดรนจะยังคงเป็นสนามแข่งขันสำคัญต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ถอนแผนแบนการนำเข้าโดรนจีน ➡️ เกิดขึ้นก่อนการพบกันของผู้นำสหรัฐฯ–จีนในเดือนเมษายน ✅ คำสั่งห้ามของ FCC ยังมีผลอยู่ ➡️ ทำให้ DJI ไม่สามารถขายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนใหม่ในสหรัฐฯ ได้ ✅ หน่วยงานอื่นยังคงกดดัน DJI เช่น กระทรวงกลาโหมและสภาคองเกรส ➡️ แม้ศาลจะชี้ว่าไม่มีหลักฐานว่าบริษัทถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีน ✅ โดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ถูกบล็อกหรือปิดการทำงาน ➡️ ผู้ใช้ยังสามารถบินและใช้งานได้ตามปกติ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การไม่รับรองอุปกรณ์ใหม่อาจทำให้ตลาดสหรัฐฯ ขาดผลิตภัณฑ์ DJI รุ่นล่าสุด ⛔ ส่งผลต่อผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหรือซื้ออะไหล่ ‼️ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาโดรนจีนมีความเสี่ยง ⛔ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกษตร และกู้ภัย ‼️ ความตึงเครียดทางการเมืองอาจทำให้เกิดมาตรการใหม่ได้ทุกเมื่อ ⛔ ผู้ใช้และผู้ประกอบการควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ‼️ การพึ่งพาโดรนจากผู้ผลิตรายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน ⛔ ควรเตรียมแผนสำรองหากมีการแบนในอนาคต https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-department-of-commerce-lifts-planned-crackdown-on-chinese-drones-including-dji-company-gets-reprieve-ahead-of-xi-trump-meeting-in-april-but-the-fcc-ban-still-stands
    0 Comments 0 Shares 88 Views 0 Reviews
  • AI กำลัง “ทดสอบความแข็งแรงของโมเดลธุรกิจ” — ไม่ได้ฆ่าโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองว่าใครอยู่รอดได้จริง

    บทความของ Dries Buytaert ผู้สร้าง Drupal วิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจโอเพนซอร์ส โดยยกกรณี Tailwind Labs ที่เพิ่งปลดพนักงาน 75% เพราะยอดขายลดลงอย่างหนัก แม้ตัวเฟรมเวิร์ก Tailwind CSS จะได้รับความนิยมมากขึ้นก็ตาม เขาชี้ว่า AI ไม่ได้ทำลายธุรกิจโอเพนซอร์ส แต่กำลัง “stress test” โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาคอนเทนต์ที่สามารถระบุสเปกได้ชัดเจน เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, หรือ UI components ซึ่ง AI สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกนำไปเทรน

    AI ทำให้สิ่งที่ “ระบุสเปกได้” กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ — แต่ไม่สามารถแทนงานที่ต้องลงมือทำจริง

    Dries อธิบายว่า AI สามารถสร้างสิ่งที่มีสเปกชัดเจนได้อย่างง่ายดาย เช่น โค้ด Tailwind, คอมโพเนนต์ UI, หรือปลั๊กอินต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้ Tailwind Plus ที่ขายชุด UI ราคา $299 แต่เมื่อผู้ใช้เริ่มถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ยอดขายจึงหายไปทันที เพราะ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูกตัดออกโดยสมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถแทนงานที่ต้อง “ลงมือทำซ้ำ ๆ” เช่น การดูแล uptime, การดีพลอย, การทดสอบ, การแก้ปัญหา production, การรักษาความปลอดภัย หรือการดูแลระบบในวัน Black Friday Dries ชี้ว่า “คุณไม่สามารถ prompt ให้ระบบมี uptime 99.95% ได้” สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ และเป็นจุดที่ธุรกิจโอเพนซอร์สควรย้ายไปสร้างรายได้

    โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็น “ช่องทาง” สู่บริการที่ต้องลงแรงจริง
    Dries ยกตัวอย่าง Vercel ที่แจก Next.js ฟรี แต่ทำเงินจาก hosting และบริการรันระบบ เช่นเดียวกับ Acquia บริษัทของเขาเองที่ทำเงินจาก hosting, search, CI/CD, DAM และบริการที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่ขายโค้ดหรือคอมโพเนนต์ เขาย้ำว่าโอเพนซอร์สไม่เคยเป็น “ตัวสินค้า” แต่เป็น “ทางผ่าน” ไปสู่บริการที่สร้างคุณค่าจริง

    Tailwind CSS จะอยู่รอดเพราะเป็นเฟรมเวิร์กที่มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ Tailwind Labs ในฐานะบริษัทอาจต้องหาทาง pivot ใหม่ เพราะโมเดลขายคอมโพเนนต์ไม่สามารถต้านแรงกดดันจาก AI ได้อีกต่อไป

    อนาคตของธุรกิจโอเพนซอร์ส: อยู่ที่งานปฏิบัติการ ไม่ใช่สิ่งที่เขียนสเปกได้
    บทความสรุปว่า AI ไม่ได้ทำลายโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองโมเดลธุรกิจที่อาศัยการขายสิ่งที่ AI สามารถสร้างได้ฟรี คุณค่าที่แท้จริงในยุค AI คือ “งานที่ต้องลงมือทำซ้ำ ๆ” และ “การดูแลระบบจริง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ทำให้สิ่งที่ระบุสเปกได้กลายเป็นของฟรี
    เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, UI components
    ทำให้โมเดลขายคอมโพเนนต์ของ Tailwind Labs พังลง

    ปัญหาหลักคือ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูก AI ตัดออก
    ผู้ใช้ถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร
    ยอดขาย Tailwind Plus ลดลงทันที

    คุณค่าที่แท้จริงย้ายไปอยู่ที่ “งานปฏิบัติการ”
    uptime, deployment, security, observability
    สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้

    โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็นช่องทางสู่บริการ
    ตัวอย่าง: Vercel + Next.js, Acquia + Drupal
    รายได้มาจาก hosting และบริการรันระบบจริง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเอกสารหรือคอมโพเนนต์จะเสี่ยงสูง
    AI สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกเทรน

    บริษัทโอเพนซอร์สต้องปรับตัวอย่างจริงจัง
    ไม่เช่นนั้นจะเจอชะตาแบบ Tailwind Labs

    การใช้ข้อมูลโอเพนซอร์สโดยไม่มีการชดเชยเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียง
    เป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมที่ต้องการนโยบายรองรับ

    https://dri.es/ai-is-a-business-model-stress-test
    🤖💼 AI กำลัง “ทดสอบความแข็งแรงของโมเดลธุรกิจ” — ไม่ได้ฆ่าโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองว่าใครอยู่รอดได้จริง บทความของ Dries Buytaert ผู้สร้าง Drupal วิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจโอเพนซอร์ส โดยยกกรณี Tailwind Labs ที่เพิ่งปลดพนักงาน 75% เพราะยอดขายลดลงอย่างหนัก แม้ตัวเฟรมเวิร์ก Tailwind CSS จะได้รับความนิยมมากขึ้นก็ตาม เขาชี้ว่า AI ไม่ได้ทำลายธุรกิจโอเพนซอร์ส แต่กำลัง “stress test” โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาคอนเทนต์ที่สามารถระบุสเปกได้ชัดเจน เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, หรือ UI components ซึ่ง AI สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกนำไปเทรน 🧠🔥 AI ทำให้สิ่งที่ “ระบุสเปกได้” กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ — แต่ไม่สามารถแทนงานที่ต้องลงมือทำจริง Dries อธิบายว่า AI สามารถสร้างสิ่งที่มีสเปกชัดเจนได้อย่างง่ายดาย เช่น โค้ด Tailwind, คอมโพเนนต์ UI, หรือปลั๊กอินต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้ Tailwind Plus ที่ขายชุด UI ราคา $299 แต่เมื่อผู้ใช้เริ่มถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ยอดขายจึงหายไปทันที เพราะ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูกตัดออกโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถแทนงานที่ต้อง “ลงมือทำซ้ำ ๆ” เช่น การดูแล uptime, การดีพลอย, การทดสอบ, การแก้ปัญหา production, การรักษาความปลอดภัย หรือการดูแลระบบในวัน Black Friday Dries ชี้ว่า “คุณไม่สามารถ prompt ให้ระบบมี uptime 99.95% ได้” สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ และเป็นจุดที่ธุรกิจโอเพนซอร์สควรย้ายไปสร้างรายได้ 🏗️📈 โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็น “ช่องทาง” สู่บริการที่ต้องลงแรงจริง Dries ยกตัวอย่าง Vercel ที่แจก Next.js ฟรี แต่ทำเงินจาก hosting และบริการรันระบบ เช่นเดียวกับ Acquia บริษัทของเขาเองที่ทำเงินจาก hosting, search, CI/CD, DAM และบริการที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่ขายโค้ดหรือคอมโพเนนต์ เขาย้ำว่าโอเพนซอร์สไม่เคยเป็น “ตัวสินค้า” แต่เป็น “ทางผ่าน” ไปสู่บริการที่สร้างคุณค่าจริง Tailwind CSS จะอยู่รอดเพราะเป็นเฟรมเวิร์กที่มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ Tailwind Labs ในฐานะบริษัทอาจต้องหาทาง pivot ใหม่ เพราะโมเดลขายคอมโพเนนต์ไม่สามารถต้านแรงกดดันจาก AI ได้อีกต่อไป 🧩🔍 อนาคตของธุรกิจโอเพนซอร์ส: อยู่ที่งานปฏิบัติการ ไม่ใช่สิ่งที่เขียนสเปกได้ บทความสรุปว่า AI ไม่ได้ทำลายโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองโมเดลธุรกิจที่อาศัยการขายสิ่งที่ AI สามารถสร้างได้ฟรี คุณค่าที่แท้จริงในยุค AI คือ “งานที่ต้องลงมือทำซ้ำ ๆ” และ “การดูแลระบบจริง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ทำให้สิ่งที่ระบุสเปกได้กลายเป็นของฟรี ➡️ เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, UI components ➡️ ทำให้โมเดลขายคอมโพเนนต์ของ Tailwind Labs พังลง ✅ ปัญหาหลักคือ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูก AI ตัดออก ➡️ ผู้ใช้ถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ➡️ ยอดขาย Tailwind Plus ลดลงทันที ✅ คุณค่าที่แท้จริงย้ายไปอยู่ที่ “งานปฏิบัติการ” ➡️ uptime, deployment, security, observability ➡️ สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้ ✅ โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็นช่องทางสู่บริการ ➡️ ตัวอย่าง: Vercel + Next.js, Acquia + Drupal ➡️ รายได้มาจาก hosting และบริการรันระบบจริง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเอกสารหรือคอมโพเนนต์จะเสี่ยงสูง ⛔ AI สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกเทรน ‼️ บริษัทโอเพนซอร์สต้องปรับตัวอย่างจริงจัง ⛔ ไม่เช่นนั้นจะเจอชะตาแบบ Tailwind Labs ‼️ การใช้ข้อมูลโอเพนซอร์สโดยไม่มีการชดเชยเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียง ⛔ เป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมที่ต้องการนโยบายรองรับ https://dri.es/ai-is-a-business-model-stress-test
    DRI.ES
    AI is a business model stress test
    AI commoditizes anything you can specify. It can't (yet) commoditize what requires ongoing operation.
    0 Comments 0 Shares 55 Views 0 Reviews
  • Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ

    Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง

    ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น

    ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025
    มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages
    binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB
    สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์

    ชุมชนและนักพัฒนาใหม่
    เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้
    ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits

    การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค
    เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่
    เพิ่มระบบ GPG alternatives
    รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS
    ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่

    การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่
    QCOW2 images สำหรับ RISC-V
    Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL
    hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing

    โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร
    เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner
    wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits

    การเงินของ Gentoo Foundation
    รายรับปี 2025: $12,066
    ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831
    กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้
    ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg

    สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ
    ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้

    GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน
    โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG

    https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    🎉🐧 Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025 ➡️ มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages ➡️ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB ➡️ สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์ ✅ ชุมชนและนักพัฒนาใหม่ ➡️ เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้ ➡️ ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits ✅ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค ➡️ เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ ➡️ เพิ่มระบบ GPG alternatives ➡️ รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS ➡️ ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่ ✅ การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่ ➡️ QCOW2 images สำหรับ RISC-V ➡️ Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL ➡️ hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing ✅ โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร ➡️ เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner ➡️ wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits ✅ การเงินของ Gentoo Foundation ➡️ รายรับปี 2025: $12,066 ➡️ ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831 ➡️ กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg ‼️ สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ ⛔ ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ‼️ GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน ⛔ โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    0 Comments 0 Shares 94 Views 0 Reviews
  • เทรนด์ใหม่มาแรง! ทำไม “Window Tiling” ถึงกลายเป็นฟีเจอร์ที่ทุกคนพูดถึงในปี 2026

    การจัดวางหน้าต่างแบบ “Window Tiling” กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2026 เพราะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะสายโปรดักทีฟ นักพัฒนา และผู้ใช้หลายหน้าจอ ฟีเจอร์นี้ช่วยจัดวางหน้าต่างให้ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้มองเห็นทุกแอปได้พร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ คล้ายการวางกระเบื้องบนพื้น ซึ่งช่วยลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มสมาธิในการทำงานได้อย่างมาก

    ระบบปฏิบัติการใหญ่ ๆ อย่าง Windows 11 และ macOS Sequoia ต่างเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามาอย่างจริงจัง เช่น Snap Layouts บน Windows หรือการลากหน้าต่างไปชิดขอบบน macOS เพื่อจัดวางอัตโนมัติ ขณะที่ฝั่ง Linux นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมีตัวเลือกมากมายตั้งแต่ i3, bspwm, Hyprland ไปจนถึง GNOME Extensions ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งรูปแบบการจัดวางได้อย่างอิสระและลึกกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ

    ในปี 2026 ฟีเจอร์นี้ยิ่งเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น Ubuntu ที่มาพร้อม Tiling Assistant ตั้งแต่เวอร์ชัน 23.10 หรือ Fedora ที่มี Tiling Shell ซึ่งให้ผู้ใช้สร้างเลย์เอาต์เองได้อย่างละเอียด รวมถึง COSMIC Desktop บน Pop!\_OS ที่จัดการหน้าต่างแบบแยกตามจอและตาม workspace ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ใช้หลายหน้าจอทำงานได้ลื่นไหลขึ้นมาก

    นอกจากนี้ Hyprland ยังกลายเป็นดาวเด่นในชุมชน Linux เพราะผสมผสาน “dynamic tiling” เข้ากับงานออกแบบที่สวยงาม เช่น มุมโค้ง เอฟเฟกต์เบลอ และแอนิเมชันลื่นไหล ทำให้ผู้ใช้ทั้งสายทำงานและสายตกแต่งเดสก์ท็อปหลงรัก จนกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมใน r/unixporn และวงการ Linux Desktop โดยรวม ฟีเจอร์เหล่านี้สะท้อนว่าอนาคตของเดสก์ท็อปอาจมุ่งไปสู่การจัดการหน้าต่างที่ฉลาดขึ้นและปรับตาม workflow ของผู้ใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความนิยมของ Window Tiling เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    ผู้ใช้ต้องการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ
    ลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

    ระบบปฏิบัติการหลักเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา
    Windows 11 มี Snap Layouts และ Snap Assist
    macOS Sequoia รองรับการลากหน้าต่างเพื่อจัดวางแบบ native

    Linux โดดเด่นที่สุดด้านการปรับแต่ง
    มีตัวเลือกหลากหลาย เช่น i3, Hyprland, GNOME Extensions
    ผู้ใช้สามารถสร้างเลย์เอาต์เองและแชร์ข้ามเครื่องได้

    ฟีเจอร์ใหม่ช่วยให้เข้าถึงง่ายขึ้น
    Ubuntu มี Tiling Assistant มาให้ในตัว
    Pop!\_OS COSMIC จัดการหน้าต่างแยกตามจอและ workspace

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    ผู้ใช้ใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้
    ระบบ tiling บางแบบ เช่น i3 หรือ bspwm มีความซับซ้อน

    การใช้ dynamic tiling อาจไม่เหมาะกับทุกงาน
    งานที่ต้องการหน้าต่างลอยอิสระอาจรู้สึกถูกจำกัด

    การปรับแต่งมากเกินไปอาจทำให้ระบบไม่เสถียร
    โดยเฉพาะบน Linux ที่มีตัวเลือกจำนวนมากและต้องตั้งค่าเอง

    https://itsfoss.com/rise-of-window-tiling/
    🖥️ เทรนด์ใหม่มาแรง! ทำไม “Window Tiling” ถึงกลายเป็นฟีเจอร์ที่ทุกคนพูดถึงในปี 2026 การจัดวางหน้าต่างแบบ “Window Tiling” กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2026 เพราะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะสายโปรดักทีฟ นักพัฒนา และผู้ใช้หลายหน้าจอ ฟีเจอร์นี้ช่วยจัดวางหน้าต่างให้ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้มองเห็นทุกแอปได้พร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ คล้ายการวางกระเบื้องบนพื้น ซึ่งช่วยลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มสมาธิในการทำงานได้อย่างมาก ระบบปฏิบัติการใหญ่ ๆ อย่าง Windows 11 และ macOS Sequoia ต่างเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามาอย่างจริงจัง เช่น Snap Layouts บน Windows หรือการลากหน้าต่างไปชิดขอบบน macOS เพื่อจัดวางอัตโนมัติ ขณะที่ฝั่ง Linux นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมีตัวเลือกมากมายตั้งแต่ i3, bspwm, Hyprland ไปจนถึง GNOME Extensions ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งรูปแบบการจัดวางได้อย่างอิสระและลึกกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ในปี 2026 ฟีเจอร์นี้ยิ่งเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น Ubuntu ที่มาพร้อม Tiling Assistant ตั้งแต่เวอร์ชัน 23.10 หรือ Fedora ที่มี Tiling Shell ซึ่งให้ผู้ใช้สร้างเลย์เอาต์เองได้อย่างละเอียด รวมถึง COSMIC Desktop บน Pop!\_OS ที่จัดการหน้าต่างแบบแยกตามจอและตาม workspace ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ใช้หลายหน้าจอทำงานได้ลื่นไหลขึ้นมาก นอกจากนี้ Hyprland ยังกลายเป็นดาวเด่นในชุมชน Linux เพราะผสมผสาน “dynamic tiling” เข้ากับงานออกแบบที่สวยงาม เช่น มุมโค้ง เอฟเฟกต์เบลอ และแอนิเมชันลื่นไหล ทำให้ผู้ใช้ทั้งสายทำงานและสายตกแต่งเดสก์ท็อปหลงรัก จนกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมใน r/unixporn และวงการ Linux Desktop โดยรวม ฟีเจอร์เหล่านี้สะท้อนว่าอนาคตของเดสก์ท็อปอาจมุ่งไปสู่การจัดการหน้าต่างที่ฉลาดขึ้นและปรับตาม workflow ของผู้ใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความนิยมของ Window Tiling เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ➡️ ผู้ใช้ต้องการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ ➡️ ลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ✅ ระบบปฏิบัติการหลักเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา ➡️ Windows 11 มี Snap Layouts และ Snap Assist ➡️ macOS Sequoia รองรับการลากหน้าต่างเพื่อจัดวางแบบ native ✅ Linux โดดเด่นที่สุดด้านการปรับแต่ง ➡️ มีตัวเลือกหลากหลาย เช่น i3, Hyprland, GNOME Extensions ➡️ ผู้ใช้สามารถสร้างเลย์เอาต์เองและแชร์ข้ามเครื่องได้ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ช่วยให้เข้าถึงง่ายขึ้น ➡️ Ubuntu มี Tiling Assistant มาให้ในตัว ➡️ Pop!\_OS COSMIC จัดการหน้าต่างแยกตามจอและ workspace ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ ผู้ใช้ใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ ⛔ ระบบ tiling บางแบบ เช่น i3 หรือ bspwm มีความซับซ้อน ‼️ การใช้ dynamic tiling อาจไม่เหมาะกับทุกงาน ⛔ งานที่ต้องการหน้าต่างลอยอิสระอาจรู้สึกถูกจำกัด ‼️ การปรับแต่งมากเกินไปอาจทำให้ระบบไม่เสถียร ⛔ โดยเฉพาะบน Linux ที่มีตัวเลือกจำนวนมากและต้องตั้งค่าเอง https://itsfoss.com/rise-of-window-tiling/
    ITSFOSS.COM
    Why is Everyone Talking About Window Tiling in 2026?
    The Linux desktop has been perfecting window tiling while everyone else forgot about it until recently.
    0 Comments 0 Shares 57 Views 0 Reviews
  • ไอซ์ รักนรก หาเสียงเถียงชนะชาวบ้านกับแม่ค้า
    ตกต่ำจนต้องไล่ด้อยค่าประชาชนคนเห็นต่าง
    #คิงส์โพธิ์แดง
    ไอซ์ รักนรก หาเสียงเถียงชนะชาวบ้านกับแม่ค้า ตกต่ำจนต้องไล่ด้อยค่าประชาชนคนเห็นต่าง #คิงส์โพธิ์แดง
    0 Comments 0 Shares 32 Views 0 0 Reviews
  • ประตูเปิดทางทิศตะวันตก

    เดือนนี้ นักวิจารณ์ นักวิชาการ จะมีชื่อเสียง ส่งผลดีต่อเรื่องของการเรียนการศึกษาและงานสร้างสรรค์ แต่ภายในครอบครัวกลับจะเกิดการขัดแย้งแตกแยกไม่เข้าใจต่อกัน หญิงต่างวัยจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง หรือแม่ สามีกับลูกสะใภ้มีปัญหาต่อกัน หรือสะใภ้มีอำนาจ หรือลูกสาวดื้อไม่เชื่อฟังแม่ ผู้หญิงจะมีปัญหาในความรัก เมียหลวงถูกเมียน้อยระราน มีโอกาสจะเป็นม่าย ที่โสดอยู่ก็ยังคงจะไม่ได้แต่ง มีเรื่องให้โศกเศร้าเสียใจ หากในบ้านมีคนป่วยจะทรุดหนัก เจ็บป่วยที่อวัยวะภายใน ท้อง ม้าม กระเพาะ ถุงน้ำดี เต้านม สะโพก ระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ ผมร่วง หญิงมีครรภ์คลอดบุตรในบ้านจะสูญเสีย เดินทางระวังภัยอุบัติเหตุเพราะมีโอกาสจะได้ไม่รับบาดเจ็บให้ต้องรักษาพยาบาล

    ___________________________________
    FengshuiBizDesigner
    ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    ประตูเปิดทางทิศตะวันตก เดือนนี้ นักวิจารณ์ นักวิชาการ จะมีชื่อเสียง ส่งผลดีต่อเรื่องของการเรียนการศึกษาและงานสร้างสรรค์ แต่ภายในครอบครัวกลับจะเกิดการขัดแย้งแตกแยกไม่เข้าใจต่อกัน หญิงต่างวัยจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง หรือแม่ สามีกับลูกสะใภ้มีปัญหาต่อกัน หรือสะใภ้มีอำนาจ หรือลูกสาวดื้อไม่เชื่อฟังแม่ ผู้หญิงจะมีปัญหาในความรัก เมียหลวงถูกเมียน้อยระราน มีโอกาสจะเป็นม่าย ที่โสดอยู่ก็ยังคงจะไม่ได้แต่ง มีเรื่องให้โศกเศร้าเสียใจ หากในบ้านมีคนป่วยจะทรุดหนัก เจ็บป่วยที่อวัยวะภายใน ท้อง ม้าม กระเพาะ ถุงน้ำดี เต้านม สะโพก ระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ ผมร่วง หญิงมีครรภ์คลอดบุตรในบ้านจะสูญเสีย เดินทางระวังภัยอุบัติเหตุเพราะมีโอกาสจะได้ไม่รับบาดเจ็บให้ต้องรักษาพยาบาล ___________________________________ FengshuiBizDesigner ฮวงจุ้ย...ออกแบบได้
    0 Comments 0 Shares 32 Views 0 Reviews
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังชั่งใจในความเป็นไปได้ที่จะออกคำสั่งโจมตีรอบใหม่เล่นงานอิหร่าน ตอบโต้เตหะรานปราบปรามนองเลือดพวกผู้ประท้วงและพวกผู้ก่อจลาจล อันมีต้นตอจากเงินเฟ้อพุ่งทะยาน ตามรายงานของนิวยอร์กไทม์สในวันเสาร์(10ม.ค.) อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยหารือ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003172

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังชั่งใจในความเป็นไปได้ที่จะออกคำสั่งโจมตีรอบใหม่เล่นงานอิหร่าน ตอบโต้เตหะรานปราบปรามนองเลือดพวกผู้ประท้วงและพวกผู้ก่อจลาจล อันมีต้นตอจากเงินเฟ้อพุ่งทะยาน ตามรายงานของนิวยอร์กไทม์สในวันเสาร์(10ม.ค.) อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยหารือ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003172 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 197 Views 0 Reviews
  • สื่อกัมพูชาอ้างอิงข้อมูลทางการ ระบุว่าการค้าระหว่างกัมพูชาและไทยในปีที่ผ่านมา ลดลงเพียงราว 15 เปอร์เซ็นต์ แม้มีการปิดด่านชายแดนทางบกเป็นเวลาหลายเดือน
    .
    รายงานของ KPT English ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 3,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้า โดยการส่งออกของกัมพูชาไปไทยลดลงกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การนำเข้าจากไทยลดลงราว 15 เปอร์เซ็นต์ ด้านโฆษกกระทรวงพาณิชย์กัมพูชายืนยันว่า การค้าทวิภาคียังคงดำเนินต่อผ่านเส้นทางทางทะเลและผ่านประเทศลาว
    .
    ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า การค้าระหว่างประเทศโดยรวมของกัมพูชาในปี 2025 ยังคงขยายตัว เพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนการรักษาห่วงโซ่อุปทานและตลาดสำคัญ แม้เผชิญข้อจำกัดด้านพรมแดน
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003177
    .
    #News1live #News1 #ไทยกัมพูชา #การค้าชายแดน #เศรษฐกิจอาเซียน
    สื่อกัมพูชาอ้างอิงข้อมูลทางการ ระบุว่าการค้าระหว่างกัมพูชาและไทยในปีที่ผ่านมา ลดลงเพียงราว 15 เปอร์เซ็นต์ แม้มีการปิดด่านชายแดนทางบกเป็นเวลาหลายเดือน . รายงานของ KPT English ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 3,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้า โดยการส่งออกของกัมพูชาไปไทยลดลงกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การนำเข้าจากไทยลดลงราว 15 เปอร์เซ็นต์ ด้านโฆษกกระทรวงพาณิชย์กัมพูชายืนยันว่า การค้าทวิภาคียังคงดำเนินต่อผ่านเส้นทางทางทะเลและผ่านประเทศลาว . ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า การค้าระหว่างประเทศโดยรวมของกัมพูชาในปี 2025 ยังคงขยายตัว เพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนการรักษาห่วงโซ่อุปทานและตลาดสำคัญ แม้เผชิญข้อจำกัดด้านพรมแดน . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000003177 . #News1live #News1 #ไทยกัมพูชา #การค้าชายแดน #เศรษฐกิจอาเซียน
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 109 Views 0 Reviews
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุในวันอาทิตย์(11ม.ค.) ให้คิวบาทำข้อตกลงหรือไม่อย่างนั้นจะต้องเจอผลสนองที่ไม่ได้เจาะจง คำขู่ที่มีขึ้นหลังจากเห็นด้วยกับข้อความที่ชี้แนะให้ส่ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ไปเป็นผู้นำฮาวานา ความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงขัดขืนด้วยความโกรธเกรี้ยวมาจากพวกผู้นำของประเทศ ที่บอกว่าไม่มีใครสามารถบอกชาติที่้ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์แห่งนี้ได้ว่าต้องทำอะไร
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003168

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุในวันอาทิตย์(11ม.ค.) ให้คิวบาทำข้อตกลงหรือไม่อย่างนั้นจะต้องเจอผลสนองที่ไม่ได้เจาะจง คำขู่ที่มีขึ้นหลังจากเห็นด้วยกับข้อความที่ชี้แนะให้ส่ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ไปเป็นผู้นำฮาวานา ความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงขัดขืนด้วยความโกรธเกรี้ยวมาจากพวกผู้นำของประเทศ ที่บอกว่าไม่มีใครสามารถบอกชาติที่้ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์แห่งนี้ได้ว่าต้องทำอะไร . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9690000003168 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #สนธิเล่าเรื่อง #Thaitimes #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire
    Haha
    1
    0 Comments 0 Shares 188 Views 0 Reviews
More Results