อ่านหนังสือกัน
อ่านหนังสือกัน
ชักชวนกันอ่านหนังสือ หนังสือไม่ว่าจะเป็นแนวไหนล้วนมีประโยชน์
  • Public Group
  • 424 Posts
  • 83 Photos
  • 0 Videos
  • 0 Reviews
  • Live Style
  • สอนเก่ง สอนเป็น (2025/034)

    หนังสือที่กลั่นกรองจากประสบการณ์สอนในโรงเรียนกวดวิชาและบรรยายการสอนภาษาอังกฤษในทุกระดับ โดยเป็นช่วงเวลายาวนาน 20ปี เป็นหนังสือที่เหมาะกับครู อาจารย์ และทุกๆคนที่เกี่ยวข้องกับการสอน ผู้เขียนให้คำนิยามของผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนว่าต้องสวมบทบาทได้ 5แบบ คือ นักวิชาการ , นักแสดง , หมอดู , ศิลปิน และหมอรักษาโรค 5บทบาทนี้ผู้เขียนได้อธิบายได้อย่างน่าทึ่ง เนื้อหาหลักๆของเทคนิคมากมายในการสอนที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ เพื่อที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจ กระตือรือร้อ และให้ได้ผลสำฤทธิ์ในการเรียน

    การได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ทำให้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงานของครูผู้สอน การตัดสินใจในหลายเรื่องเช่น
    1.ต้องมีข้อมูลมากเท่าไหร่จึงพร้อมที่จะสอนได้ ผู้เขียนอธิบายว่า ควรนำข้อมูลที่เป็นประเด็นหลัก จาก 100 ส่วน กลั่นกรองออกมาให้ได้ 10 ส่วนเพื่อนำไปสอนนักเรียน
    2.ผู้เขียนตัดสินใจว่าถ้ามีนักเรียนตั้งในเรียน 70% ก็เรียกว่าสอนได้สุดยอดแล้ว
    3.ความก้าวหน้าของผู้เรียน และความพอใจ เป็นความสมบูรณ์แบบบ
    4.เทคนิคหลายเรื่องเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ เช่น สร้างเนื้อหาไม่ซับซ้อน , ฝึกฝนซ้ำๆ , การใช้ระดับเสียงในการสอนที่ต่างกัน และเทคนิคการทำเอกสารเพื่อไม่ให้ผู้เรียนทิ้งเอกสาร
    5.การจัดการนักเรียนที่มีผลต่อนักเรียนโดยรวม เช่น จัดการกับนักเรียนชอบจับผิด , พวกนักเรียนที่มีความมั่นใจสูง , นักเรียนที่ไม่เคยถามเลย , นักเรียนที่ถามจุกจิก หรือนักเรียนที่ชอบถามคำถามบ้าๆ
    6.การเตรียมตัวในการสอนต่อหน้าฝูงชน โดยเตรียมตัวตั้งแต่การวางเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียน , การใช้เวลาในการเตรียมเนื้อหา , การใช้สายตา , การหาจุดร่วมก่อนการสอน และการสร้างแรงดึงดูดตั้งแต่บทนำ และปิดท้ายด้วยการสรุปที่เฉียบขาด

    เบื้องหลังการสอนของครูที่มีฝีมือนั้นไม่ง่ายเลย นอกจากจะต้องมีความรู้เกิน 100% แล้ว ยังมีสิ่งที่ต้องเตรียมการในเบื้องหลังที่ละเอียดมาก , การจัดการกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าในการสอน , การสื่อสาร , การตอบคำถาม และการปรับปรุงการสอนให้ดีขึ้นไปอีก คารวะคุณครูครับ

    #สอนเก่งสอนเป็น #รีวิวหนังสือ
    สอนเก่ง สอนเป็น (2025/034) หนังสือที่กลั่นกรองจากประสบการณ์สอนในโรงเรียนกวดวิชาและบรรยายการสอนภาษาอังกฤษในทุกระดับ โดยเป็นช่วงเวลายาวนาน 20ปี เป็นหนังสือที่เหมาะกับครู อาจารย์ และทุกๆคนที่เกี่ยวข้องกับการสอน ผู้เขียนให้คำนิยามของผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนว่าต้องสวมบทบาทได้ 5แบบ คือ นักวิชาการ , นักแสดง , หมอดู , ศิลปิน และหมอรักษาโรค 5บทบาทนี้ผู้เขียนได้อธิบายได้อย่างน่าทึ่ง เนื้อหาหลักๆของเทคนิคมากมายในการสอนที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ เพื่อที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจ กระตือรือร้อ และให้ได้ผลสำฤทธิ์ในการเรียน การได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ทำให้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงานของครูผู้สอน การตัดสินใจในหลายเรื่องเช่น 1.ต้องมีข้อมูลมากเท่าไหร่จึงพร้อมที่จะสอนได้ ผู้เขียนอธิบายว่า ควรนำข้อมูลที่เป็นประเด็นหลัก จาก 100 ส่วน กลั่นกรองออกมาให้ได้ 10 ส่วนเพื่อนำไปสอนนักเรียน 2.ผู้เขียนตัดสินใจว่าถ้ามีนักเรียนตั้งในเรียน 70% ก็เรียกว่าสอนได้สุดยอดแล้ว 3.ความก้าวหน้าของผู้เรียน และความพอใจ เป็นความสมบูรณ์แบบบ 4.เทคนิคหลายเรื่องเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ เช่น สร้างเนื้อหาไม่ซับซ้อน , ฝึกฝนซ้ำๆ , การใช้ระดับเสียงในการสอนที่ต่างกัน และเทคนิคการทำเอกสารเพื่อไม่ให้ผู้เรียนทิ้งเอกสาร 5.การจัดการนักเรียนที่มีผลต่อนักเรียนโดยรวม เช่น จัดการกับนักเรียนชอบจับผิด , พวกนักเรียนที่มีความมั่นใจสูง , นักเรียนที่ไม่เคยถามเลย , นักเรียนที่ถามจุกจิก หรือนักเรียนที่ชอบถามคำถามบ้าๆ 6.การเตรียมตัวในการสอนต่อหน้าฝูงชน โดยเตรียมตัวตั้งแต่การวางเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้เรียน , การใช้เวลาในการเตรียมเนื้อหา , การใช้สายตา , การหาจุดร่วมก่อนการสอน และการสร้างแรงดึงดูดตั้งแต่บทนำ และปิดท้ายด้วยการสรุปที่เฉียบขาด เบื้องหลังการสอนของครูที่มีฝีมือนั้นไม่ง่ายเลย นอกจากจะต้องมีความรู้เกิน 100% แล้ว ยังมีสิ่งที่ต้องเตรียมการในเบื้องหลังที่ละเอียดมาก , การจัดการกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าในการสอน , การสื่อสาร , การตอบคำถาม และการปรับปรุงการสอนให้ดีขึ้นไปอีก คารวะคุณครูครับ #สอนเก่งสอนเป็น #รีวิวหนังสือ
    0 Comments 0 Shares 2 Views 0 Reviews
  • ขงจื๊อ
    学而不思则罔,思而不学则殆。

    การเรียนรู้โดยปราศจากการคิดคือแรงงานที่สูญเปล่า

    การคิดโดยปราศจากการเรียนรู้คืออันตราย

    ผู้ที่คิดจะเป็น “ยอดคน” นอกจากจะมีหน้าที่สำคัญคือ แสวงหา ความรู้แล้วต้องเป็นผู้ที่รู้จักแยกแยะระหว่างความรู้จริง ความรู้จอมปลอมและความเพ้อฝันอีกด้วย

    จากหนังสือ #100วิชายอดคนที่ห้องเรียนไม่มีสอน
    ขงจื๊อ 学而不思则罔,思而不学则殆。 การเรียนรู้โดยปราศจากการคิดคือแรงงานที่สูญเปล่า การคิดโดยปราศจากการเรียนรู้คืออันตราย ผู้ที่คิดจะเป็น “ยอดคน” นอกจากจะมีหน้าที่สำคัญคือ แสวงหา ความรู้แล้วต้องเป็นผู้ที่รู้จักแยกแยะระหว่างความรู้จริง ความรู้จอมปลอมและความเพ้อฝันอีกด้วย จากหนังสือ #100วิชายอดคนที่ห้องเรียนไม่มีสอน
    0 Comments 0 Shares 2 Views 0 Reviews
  • มูฮัมหมัด อาลีต้องยอมแลกหนักอย่างไม่ต้องสงสัยกับการชกต่อไปจนเกือบ อายุ 40 ปี ความเสียหายของระบบประสาทส่งสัญญาณให้เห็นจนถึงจุดสิ้นสุดในอาชีพของเขา สารพัดหมัดที่เขาต้องรับนับจากวันที่เขาโค่นโฟร์แมนได้นำไปสู่การวินิจฉัย ว่าเขาเป็นโรคพาร์กินสันในปี 1984 ตามมาด้วยความถดถอยของสภาพร่างกายและจิตใจในเวลาต่อมา

    การยืนหยัดไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอไป ไม่ใช่อย่างยิ่งหากไม่มีบริบท ที่มาที่ไป และบริบทก็เปลี่ยนแปลง

    ความอุตสาหะที่ช่วยให้อาลีกลายเป็นแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่ชื่นชมและศรัทธาในระดับที่แทบจะไร้คู่เปรียบ สิ่งเดียวกันนี้ได้กลายเป็นเครื่องถอดถอนตัวเขาเอง เมื่อมันผลักดันให้เขาละเลยสัญญาณให้อำลาวงการ ในขณะที่คนนอกนั้นมองเห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน

    จากหนังสือ #ศาสตร์แห่งการตัดสินใจเมื่อไหร่ควรยอมยกธง #Quit #ThePowerOfKnowingWhenToWalkAway
    มูฮัมหมัด อาลีต้องยอมแลกหนักอย่างไม่ต้องสงสัยกับการชกต่อไปจนเกือบ อายุ 40 ปี ความเสียหายของระบบประสาทส่งสัญญาณให้เห็นจนถึงจุดสิ้นสุดในอาชีพของเขา สารพัดหมัดที่เขาต้องรับนับจากวันที่เขาโค่นโฟร์แมนได้นำไปสู่การวินิจฉัย ว่าเขาเป็นโรคพาร์กินสันในปี 1984 ตามมาด้วยความถดถอยของสภาพร่างกายและจิตใจในเวลาต่อมา การยืนหยัดไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอไป ไม่ใช่อย่างยิ่งหากไม่มีบริบท ที่มาที่ไป และบริบทก็เปลี่ยนแปลง ความอุตสาหะที่ช่วยให้อาลีกลายเป็นแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่ชื่นชมและศรัทธาในระดับที่แทบจะไร้คู่เปรียบ สิ่งเดียวกันนี้ได้กลายเป็นเครื่องถอดถอนตัวเขาเอง เมื่อมันผลักดันให้เขาละเลยสัญญาณให้อำลาวงการ ในขณะที่คนนอกนั้นมองเห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน จากหนังสือ #ศาสตร์แห่งการตัดสินใจเมื่อไหร่ควรยอมยกธง #Quit #ThePowerOfKnowingWhenToWalkAway
    0 Comments 0 Shares 2 Views 0 Reviews
  • รู้หรือไม่ว่านักนิติวิทยาทางสัตวแพทย์ (forensic veterinarian) ก็เป็นอาชีพหนึ่งนะ กรณีศึกษาทางด้านนี้มักมุ่งเน้นไปที่รูปแบบความเสียหายซึ่งเกิดจากสุนัขพันธุ์ใหญ่ ตัวอย่าง เช่น แอลเซเขียนที่ควักลูกตาเจ้าของมันออกมาทั้งสองข้าง หรือฮัสกีที่กินนิ้วเท้าเจ้าของมัน แต่ขนาดของสุนัขไม่จำเป็นต้อ เชื่อมโยงกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับศพหรอก

    จากหนังสือ #ถ้าฉันตายน้องแมวจะหม่ำลูกตาฉันไหมนะ? #WillMyCatEatMyEeyeballs?
    รู้หรือไม่ว่านักนิติวิทยาทางสัตวแพทย์ (forensic veterinarian) ก็เป็นอาชีพหนึ่งนะ กรณีศึกษาทางด้านนี้มักมุ่งเน้นไปที่รูปแบบความเสียหายซึ่งเกิดจากสุนัขพันธุ์ใหญ่ ตัวอย่าง เช่น แอลเซเขียนที่ควักลูกตาเจ้าของมันออกมาทั้งสองข้าง หรือฮัสกีที่กินนิ้วเท้าเจ้าของมัน แต่ขนาดของสุนัขไม่จำเป็นต้อ เชื่อมโยงกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับศพหรอก จากหนังสือ #ถ้าฉันตายน้องแมวจะหม่ำลูกตาฉันไหมนะ? #WillMyCatEatMyEeyeballs?
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • คำว่ากรอบความคิดที่เราใช้นั้นเป็นมากกว่าความเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง มันหมายถึงวิธีที่ผู้คนมองและคิดเกี่ยวกับโลกใบนี้ พวกเขามองคนอื่น สภาพแวดล้อม ปัญหา โอกาส และ ภาระหน้าที่ในแบบไหน เนื่องจากพฤติกรรมของคนเรามักเกิดขึ้น จากวิธีที่ใช้มองสถานการณ์และความเป็นไปได้ต่างๆของตัวเอง
    อย่างน้อยที่สุดมันบ่งชี้ว่าความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงซึ่งตั้งอยู่บนแนวทางของแบบจำลองพฤติกรรม ที่ไม่สมบูรณ์ จะทำให้บุคคลหรือองค์กรที่พยายามปรับปรุงผล การปฏิบัติงานโดยมุ่งเน้นแต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพบกับความล้มเหลวบ่อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับการมุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมและกรอบความคิด

    จากหนังสือ #TheOutwardMindset #เพราะมองออกนอกคุณถึงเห็นข้างใน
    คำว่ากรอบความคิดที่เราใช้นั้นเป็นมากกว่าความเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง มันหมายถึงวิธีที่ผู้คนมองและคิดเกี่ยวกับโลกใบนี้ พวกเขามองคนอื่น สภาพแวดล้อม ปัญหา โอกาส และ ภาระหน้าที่ในแบบไหน เนื่องจากพฤติกรรมของคนเรามักเกิดขึ้น จากวิธีที่ใช้มองสถานการณ์และความเป็นไปได้ต่างๆของตัวเอง อย่างน้อยที่สุดมันบ่งชี้ว่าความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงซึ่งตั้งอยู่บนแนวทางของแบบจำลองพฤติกรรม ที่ไม่สมบูรณ์ จะทำให้บุคคลหรือองค์กรที่พยายามปรับปรุงผล การปฏิบัติงานโดยมุ่งเน้นแต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพบกับความล้มเหลวบ่อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับการมุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมและกรอบความคิด จากหนังสือ #TheOutwardMindset #เพราะมองออกนอกคุณถึงเห็นข้างใน
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • แค่เขียน TO-DO List ชีวิตก็ดีขึ้น To-Do List Formula (2025/033) หนังสือยืม

    หนังสือผู้ที่หลงไหลในเรื่อง Productivity ในการทำงานและหนึ่งในเรื่องที่ผู้เขียนเน้นมากคือการทำ To-Do List (งานที่ต้องทำ) ซึ่งเป็นการบริหารเวลาและการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญตัวผู้เขียนเน้นเรื่องการทำงานโดยไม่มีความเครียด ซึ่งผู้เขียนรวบรวมประสบการณ์ในการทำงานและศึกษาเรื่อง To-Do List จนปรุโปร่ง ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงมีเทคนิคในการเขียน To-Do List มากมายแต่ที่สำคัญผู้เขียนเน้นไปที่การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและลักษณะงาน

    อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ผู้เขียนเน้นเรื่องการทำ To-Do List ที่เป็นแบบเฉพาะบุคคลไม่มีแบบไหนที่ดี 100% เขาจึงแจกแจงเทคนิคในการเขียน To-Do List ไว้หลากหลายและอธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี และในท้ายเล่มเขาพยายามจัดการนำเอาเทคนิคทั้งหลายมาใช้ เพื่อการทำ To-Do List ของเขาให้ใช้งานได้ดีและเหมาะสม

    10 เทคนิคในการเขียน To-Do List ที่ผู้เขียนนำมาใช้ได้แก่
    1.ก้อนใหญ่ รายการที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน
    2.รายการที่ระบุ งาน + วันเริ่ม+วันกำหนดส่ง
    3.รายการสองเทคนิคสำคัญ รายการที่ต้องทำหลัก+รายการงานประจำวัน
    4.กลยุทธ์ 3 + 2
    5. กฎ 1-3-5
    6. ระบบจัดการงานตามโปรเจกต์
    7. วิธีการ 3 MIT (Most Important Task)
    8. วิธีคัมบัง
    9.ระบบจัดการแบบเมทริกซ์
    10.Getting Thing Done (GTD)

    ระบบ GTD เป็นระบบที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากคนคิดระบบนี้เขารวบรวมปัญหาต่างๆจนสร้างระบบดีขึ้นมา ถึงแม้ว่าระบบนี้จะคิดจนสำเร็จมาแล้วแต่ก็ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอยู่ดีเนื่องจากไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ของงานแต่ละงาน

    ดังนั้นผู้เขียนจึงนำเสนอการทำ To-Do List ในแบบที่นำจุดเด่นของแต่ละเทคนิคมาใช้กับแต่ละสถานะการณ์ เช่น การแยกงานปัจจุบันกับอนาคต , การกำหนดเป้าหมาย , การแตกงานออกเป็นงานย่อย , มีกำหนดเวลาที่งานเสร็จสิ้น , คัดงานปัจจุบันให้มีเพียง 7 อย่าง , ถ้าเป็นงานโปรเจกต์ควรแยกออกมาโดยระบุขั้นตอนและสถานที่ , ตัดงานที่ไม่จำเป็นออก , ประเมินผลงาน , เริ่มต้นชื่องานด้วยคำกริยา และระบุว่างานไหนต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น

    การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการทำ To-Do List รวมไปถึงได้เทคนิคในการทำ To-Do List เพื่อมุ่งให้งานที่ทำสำเร็จได้ตามเวลาและมีประสิทธิภาพ

    #รีวิวหนังสือ #แค่เขียนToDoListชีวิตก็ดีขึ้น #ToDoListFormula
    แค่เขียน TO-DO List ชีวิตก็ดีขึ้น To-Do List Formula (2025/033) หนังสือยืม หนังสือผู้ที่หลงไหลในเรื่อง Productivity ในการทำงานและหนึ่งในเรื่องที่ผู้เขียนเน้นมากคือการทำ To-Do List (งานที่ต้องทำ) ซึ่งเป็นการบริหารเวลาและการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญตัวผู้เขียนเน้นเรื่องการทำงานโดยไม่มีความเครียด ซึ่งผู้เขียนรวบรวมประสบการณ์ในการทำงานและศึกษาเรื่อง To-Do List จนปรุโปร่ง ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงมีเทคนิคในการเขียน To-Do List มากมายแต่ที่สำคัญผู้เขียนเน้นไปที่การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและลักษณะงาน อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ผู้เขียนเน้นเรื่องการทำ To-Do List ที่เป็นแบบเฉพาะบุคคลไม่มีแบบไหนที่ดี 100% เขาจึงแจกแจงเทคนิคในการเขียน To-Do List ไว้หลากหลายและอธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี และในท้ายเล่มเขาพยายามจัดการนำเอาเทคนิคทั้งหลายมาใช้ เพื่อการทำ To-Do List ของเขาให้ใช้งานได้ดีและเหมาะสม 10 เทคนิคในการเขียน To-Do List ที่ผู้เขียนนำมาใช้ได้แก่ 1.ก้อนใหญ่ รายการที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน 2.รายการที่ระบุ งาน + วันเริ่ม+วันกำหนดส่ง 3.รายการสองเทคนิคสำคัญ รายการที่ต้องทำหลัก+รายการงานประจำวัน 4.กลยุทธ์ 3 + 2 5. กฎ 1-3-5 6. ระบบจัดการงานตามโปรเจกต์ 7. วิธีการ 3 MIT (Most Important Task) 8. วิธีคัมบัง 9.ระบบจัดการแบบเมทริกซ์ 10.Getting Thing Done (GTD) ระบบ GTD เป็นระบบที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากคนคิดระบบนี้เขารวบรวมปัญหาต่างๆจนสร้างระบบดีขึ้นมา ถึงแม้ว่าระบบนี้จะคิดจนสำเร็จมาแล้วแต่ก็ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอยู่ดีเนื่องจากไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ของงานแต่ละงาน ดังนั้นผู้เขียนจึงนำเสนอการทำ To-Do List ในแบบที่นำจุดเด่นของแต่ละเทคนิคมาใช้กับแต่ละสถานะการณ์ เช่น การแยกงานปัจจุบันกับอนาคต , การกำหนดเป้าหมาย , การแตกงานออกเป็นงานย่อย , มีกำหนดเวลาที่งานเสร็จสิ้น , คัดงานปัจจุบันให้มีเพียง 7 อย่าง , ถ้าเป็นงานโปรเจกต์ควรแยกออกมาโดยระบุขั้นตอนและสถานที่ , ตัดงานที่ไม่จำเป็นออก , ประเมินผลงาน , เริ่มต้นชื่องานด้วยคำกริยา และระบุว่างานไหนต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการทำ To-Do List รวมไปถึงได้เทคนิคในการทำ To-Do List เพื่อมุ่งให้งานที่ทำสำเร็จได้ตามเวลาและมีประสิทธิภาพ #รีวิวหนังสือ #แค่เขียนToDoListชีวิตก็ดีขึ้น #ToDoListFormula
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • วัลเลอุส นักปรัชญาชาวโรมัน เป็นคนแรกที่เสนอทฤษฎีว่าเหตุใด อัจฉริยะจึงมักอยู่รวมกันเป็นกระจุก โดยเฉพาะเป็นสาขาๆและเป็นเมือง ๆ ไม่ได้ชอบอยู่อย่างยักษ์ใหญ่โดดๆตามลำพัง เขาคิดไปถึงเพลโตกับอริสโตเติล ไพธากอรัสกับอาร์คิเมตีส และเอสคิลุส, ยูริพิดีส, โซโฟคลีสกับอริสโตเฟนีส แต่ยังมีตัวอย่างในยุคหลังให้เห็นอีกด้วย เช่น นิวตันกับล็อค หรือฟรอยด์, ยุง กับแอดเลอร์ เขาสันนิษฐานว่าอัจฉริยะที่มีหัวสร้างสรรค์ก่อให้เกิดความ ริษยาและการเอาอย่างกันและกัน อีกทั้งยังดึงดูดคนหนุ่มๆ ซึ่งมุ่งมั่นจะทำให้ คุณูปการดั้งเดิมนั้นสมบูรณ์ขึ้นหรือเปลี่ยนรูปไป

    จากหนังสือ #ผู้ชายหลายมิติ #TheBeautifulMind
    วัลเลอุส นักปรัชญาชาวโรมัน เป็นคนแรกที่เสนอทฤษฎีว่าเหตุใด อัจฉริยะจึงมักอยู่รวมกันเป็นกระจุก โดยเฉพาะเป็นสาขาๆและเป็นเมือง ๆ ไม่ได้ชอบอยู่อย่างยักษ์ใหญ่โดดๆตามลำพัง เขาคิดไปถึงเพลโตกับอริสโตเติล ไพธากอรัสกับอาร์คิเมตีส และเอสคิลุส, ยูริพิดีส, โซโฟคลีสกับอริสโตเฟนีส แต่ยังมีตัวอย่างในยุคหลังให้เห็นอีกด้วย เช่น นิวตันกับล็อค หรือฟรอยด์, ยุง กับแอดเลอร์ เขาสันนิษฐานว่าอัจฉริยะที่มีหัวสร้างสรรค์ก่อให้เกิดความ ริษยาและการเอาอย่างกันและกัน อีกทั้งยังดึงดูดคนหนุ่มๆ ซึ่งมุ่งมั่นจะทำให้ คุณูปการดั้งเดิมนั้นสมบูรณ์ขึ้นหรือเปลี่ยนรูปไป จากหนังสือ #ผู้ชายหลายมิติ #TheBeautifulMind
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • คนที่มองสิ่งต่างๆเป็นลบ มักจะกังวลมากเกินไปแม้ กระทั่งกับเรื่องที่มีโอกาสเกิดเพียง 1% ในทางกลับกัน การมองโลกเป็นบวกมากเกินไปก็ไม่ได้สร้างผลดีอะไรเลย การสอบที่มีภาพคนที่ให้ตะโกนเป็นร้อยครั้งว่า “ไม่เป็นไร” แต่ก็ไม่อ่านหนังสือ ผลสอบก็คงไม่ดีขึ้นใช่ไหมครับ

    จากหนังสือ #ยกหิน10ตันออกจากอกด้วยคำพูดเปลี่ยนชีวิต
    คนที่มองสิ่งต่างๆเป็นลบ มักจะกังวลมากเกินไปแม้ กระทั่งกับเรื่องที่มีโอกาสเกิดเพียง 1% ในทางกลับกัน การมองโลกเป็นบวกมากเกินไปก็ไม่ได้สร้างผลดีอะไรเลย การสอบที่มีภาพคนที่ให้ตะโกนเป็นร้อยครั้งว่า “ไม่เป็นไร” แต่ก็ไม่อ่านหนังสือ ผลสอบก็คงไม่ดีขึ้นใช่ไหมครับ จากหนังสือ #ยกหิน10ตันออกจากอกด้วยคำพูดเปลี่ยนชีวิต
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • The 30-Day Productivity Plan 30วันเป็นคนใหม่ที่สำเร็จไวขึ้น (2025/032)

    เนื้อหาที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ผู้อ่าน โดยใช้หลักการที่ดีสร้างประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงสุดที่นำเสนอให้อ่านทุกๆวัน วันละบทซึ่งทำให้อ่านแล้วไม่น่าเบื่อ มีทั้งหมด 30บท ไม่ซ้ำกันและค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นไปเรื่อย อ่านแล้วได้หลักการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหลายข้อเลยทีเดียว

    ผู้เขียนเป็นคนที่สนใจเรื่องการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์รวมไปถึงการทำงานให้ได้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้ทำงานได้ทันเวลาและมีเวลาเหลือในการพักผ่อน รวมไปถึงลดความเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย หลายๆเรื่องที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ อาจจะดูเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่โครงสร้างของแต่ระเรื่อง(แต่ละบท/แต่ละวัน) จะมีการเกริ่นถึงปัญหาในการทำงานให้หัวข้อนั้นๆ และเขียนแจกแจงเป็นข้อๆถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหากไม่จัดการ และท้ายบทผู้เขียนได้นำเสนอข้อเสนอแนะให้ผู้อ่านปฎิบัติเป็นข้อๆ เพื่อให้หลุดพ้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นไป ผู้เขียนแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงเป็นข้อๆตามหนังสือ แต่สามารถอ่านข้ามไปมาได้ ตามความสนใจและปัญหาที่เกิดขึ้น

    ยกตัวอย่างหัวข้อ
    วันที่ 1 เลิกเช็กอีเมลเกินวันละสองครั้ง
    วันที่ 2 เลิกพยายามเป็นคนสมบูรณ์แบบ
    วันที่ 6 เลิกตอบทุกคนว่า “ได้”
    วันที่ 16 หยุดทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน
    วันที่ 17 เลิกปฎิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณเลือก
    วันที่ 23 เลิกกังวลว่าใคนรจะคิดอย่างไหรกับคุณ
    วันที่ 24 เลิกวิ่งตามข่าว
    เป็นต้น

    มีบทหนึ่งน่าสนใจมาก ในชื่อบทที่ว่า(วันที่ 21) เลิกทำงานสวนทางกับวงวจรตามธรรมชาติของร่างกาย อธิบายว่า วงจรกาทำงานของร่างการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นการทำงานตามจังหวะพลังงานของร่างกายที่มีช่วงเวลาพลังงานสูงและพลังงานต่ำเป็นช่วงๆ โดยเลือกงานที่ต้องใช้พลังงานสูงกับช่วงที่พลังงานสูงซึ่งก็จะได้งานที่มีประสิทธิภาพสูง และใช้เวลาทำงานได้อย่างเหมาะสม

    โดยวงจรตามธรรมชาติของร่างกายมีสองแบบ
    แบบแรก วงจรเซอร์คาเดียว เป็นวงจรการทำงานของร่างกาย 24 ชั่วโมง วงจรนี้เป็นวงจรกที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของแสงสว่างและความมืดซึ่งมีผลต่อคลื่นสมอง และทำให้มีผลกับการทำงาน
    แบบที่สอง วงจรอัลทราเดียน เป็นวงจรย่อยของแต่ละบุคคล ที่จะมีผลต่อการตื่นตัวของร่างกายโดยจะเป็นช่วง 90-120นาที โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อทำงาน 90นาทีขึ้นไป สมองจะเริ่มล้าและควรพัก แต่ถ้าหากยังคงทำงานต่อไป งานที่ได้จะไม่มีประสิทธิภาพ และใช้เวลานานขึ้น

    ดังนั้นการออกแบบการทำงานของแต่ละคนให้เหมาะกับทั้งสองวงจรนั้นสำคัญมาก ผู้เขียนแนะนำให้สังเกตและจดบันทึกกิจกรรมที่ต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อย 2สัปดาห์ โดยให้ดูระดับพลังงานและสมาธิ เมื่อสามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่าช่วงเวลาไหนมีพลังงานสูงหรือต่ำ ก็ให้เลือกงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆ

    #รีวิวหนังสือ #The30DayProductivityPlan #30วันเป็นคนใหม่ที่สำเร็จไวขึ้น
    The 30-Day Productivity Plan 30วันเป็นคนใหม่ที่สำเร็จไวขึ้น (2025/032) เนื้อหาที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ผู้อ่าน โดยใช้หลักการที่ดีสร้างประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงสุดที่นำเสนอให้อ่านทุกๆวัน วันละบทซึ่งทำให้อ่านแล้วไม่น่าเบื่อ มีทั้งหมด 30บท ไม่ซ้ำกันและค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นไปเรื่อย อ่านแล้วได้หลักการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหลายข้อเลยทีเดียว ผู้เขียนเป็นคนที่สนใจเรื่องการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์รวมไปถึงการทำงานให้ได้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้ทำงานได้ทันเวลาและมีเวลาเหลือในการพักผ่อน รวมไปถึงลดความเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย หลายๆเรื่องที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ อาจจะดูเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่โครงสร้างของแต่ระเรื่อง(แต่ละบท/แต่ละวัน) จะมีการเกริ่นถึงปัญหาในการทำงานให้หัวข้อนั้นๆ และเขียนแจกแจงเป็นข้อๆถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหากไม่จัดการ และท้ายบทผู้เขียนได้นำเสนอข้อเสนอแนะให้ผู้อ่านปฎิบัติเป็นข้อๆ เพื่อให้หลุดพ้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นไป ผู้เขียนแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงเป็นข้อๆตามหนังสือ แต่สามารถอ่านข้ามไปมาได้ ตามความสนใจและปัญหาที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างหัวข้อ วันที่ 1 เลิกเช็กอีเมลเกินวันละสองครั้ง วันที่ 2 เลิกพยายามเป็นคนสมบูรณ์แบบ วันที่ 6 เลิกตอบทุกคนว่า “ได้” วันที่ 16 หยุดทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน วันที่ 17 เลิกปฎิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณเลือก วันที่ 23 เลิกกังวลว่าใคนรจะคิดอย่างไหรกับคุณ วันที่ 24 เลิกวิ่งตามข่าว เป็นต้น มีบทหนึ่งน่าสนใจมาก ในชื่อบทที่ว่า(วันที่ 21) เลิกทำงานสวนทางกับวงวจรตามธรรมชาติของร่างกาย อธิบายว่า วงจรกาทำงานของร่างการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นการทำงานตามจังหวะพลังงานของร่างกายที่มีช่วงเวลาพลังงานสูงและพลังงานต่ำเป็นช่วงๆ โดยเลือกงานที่ต้องใช้พลังงานสูงกับช่วงที่พลังงานสูงซึ่งก็จะได้งานที่มีประสิทธิภาพสูง และใช้เวลาทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยวงจรตามธรรมชาติของร่างกายมีสองแบบ แบบแรก วงจรเซอร์คาเดียว เป็นวงจรการทำงานของร่างกาย 24 ชั่วโมง วงจรนี้เป็นวงจรกที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของแสงสว่างและความมืดซึ่งมีผลต่อคลื่นสมอง และทำให้มีผลกับการทำงาน แบบที่สอง วงจรอัลทราเดียน เป็นวงจรย่อยของแต่ละบุคคล ที่จะมีผลต่อการตื่นตัวของร่างกายโดยจะเป็นช่วง 90-120นาที โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อทำงาน 90นาทีขึ้นไป สมองจะเริ่มล้าและควรพัก แต่ถ้าหากยังคงทำงานต่อไป งานที่ได้จะไม่มีประสิทธิภาพ และใช้เวลานานขึ้น ดังนั้นการออกแบบการทำงานของแต่ละคนให้เหมาะกับทั้งสองวงจรนั้นสำคัญมาก ผู้เขียนแนะนำให้สังเกตและจดบันทึกกิจกรรมที่ต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อย 2สัปดาห์ โดยให้ดูระดับพลังงานและสมาธิ เมื่อสามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่าช่วงเวลาไหนมีพลังงานสูงหรือต่ำ ก็ให้เลือกงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆ #รีวิวหนังสือ #The30DayProductivityPlan #30วันเป็นคนใหม่ที่สำเร็จไวขึ้น
    0 Comments 0 Shares 9 Views 0 Reviews
  • It’s Complicated เข้าใจโลกใหม่ของวัยรุ่นยุควุ่นเน็ต (2025/031)

    หนังสือเพื่อเพิ่มความเข้าใจพฤติกรรมของวัยรุ่นที่แสดงออกทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมไปถึงความคิดและพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อการแสดงออกของลูกด้วย การแสดงออกของวัยรุ่นที่แสดงออกทางโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นอาจจะไม่ตรงไปตรงมา พวกเขาอาจจะลงข้อความอย่างหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วความตั้งใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่น การขึ้นโพสต์เพื่อสื่อสารกับเพื่อน , การเข้ากลุ่มเพื่อการกลมกลืนกับสังคมนั้นๆ , การโพสต์ข้อความหรือรูปภาพให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจเป็นต้น การเป็นห่วงของคุณพ่อคุณแม่ต่อเด็กวัยรุ่นและการปิดกั้นพวกเขามากเกินไปอาจจะทำให้มีปัญหาเกิดขึั้นภายหลังได้

    ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เธอเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วย เธอสนใจเรื่องระหว่างเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันของวัยรุ่น ดังนั้นเธอจึงออกไปสัมภาษณ์วัยรุ่นที่อายุระหว่าง 12-18 ปี ในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คกับชีวิตประจำวันของพวกเขา โดยเน้นผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม

    ผู้เขียนสัมภาษณ์วัยรุ่นทั่วประเทศอเมริกา โดยสัมภาษณ์ทั้งวัยรุ่นอเมริกันผิวขาวและผิวสี รวมไปถึงวัยรุ่นที่มีเชื้อชาติทางเอเชียด้วย วัยรุ่นยุคนี้(งานสัมภาษณ์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2005-2012) เป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตกำลังแพร่กระจายมาสักพัก มีโซเชียลเน็ตเวิร์คดังๆที่วัยรุ่นกำลังนิยมใช้งานคือมายสเปซกับเฟสบุ๊ก และวัยรุ่นสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตพอสมควรแต่ยังไม่สะดวกเท่าปัจจุบัน ความตื่นตัวของคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นห่วงลูกๆกับการที่วัยรุ่นทั้งหลายอยากมีตัวตน ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งเป็นจังหวะที่วัยรุ่นก็ไม่สามารถออกไปพบเจอกันได้สะดวกและปลอดภัยเหมือนยุคคุณพ่อคุณแม่เป็นวัยรุ่น ทำให้การต้องการมีตัวตนและการต้องการเชื่อมสัมพันธ์ของวัยรุ่น ต้องอาศัยโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นเครื่องมือหลัก

    วัยรุ่นได้พูดกับผู้เขียนอย่างตรงไปตรงหลายเรื่อง

    มีเคสหนึ่งทางมหาวิทยาลัยกำลังพิจารณารับเด็กชายผิวสีเข้าเรียน ทางคณะกรรมการเข้าไปดูเฟสบุ๊กของเด็กคนนั้นปรากฎว่าเขามีเพื่อนเป็นวัยรุ่นที่เป็นแกงสเตอร์ที่ดูเกเรนิดหน่อย คณะกรรมการตัดสินใจจะตัดรายชื่อเขาออก ทางผู้เขียนซึ่งอยู่ในกรรมการชุดคัดเลือกนี้ด้วย เธอจึงเข้าไปดูในเฟสบุ๊กของเด็กคนนี้อีกที และปรากฎว่า เด็กคนนี้ไม่ได้เข้าไปทำกิจกรรมในกลุ่มที่ทำตัวเกเรเลย เมื่อได้สัมภาษณ์เด็กคนนึ้ เขาจึงบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการใช้ชีวิตแบบเด็กในกลุ่ม แต่เขาจำเป็นต้องมีชื่อในกลุ่มนี้เพื่อความอยู่รอด

    เด็กบางคน เพื่อไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าตัวเองมีบัญชีในโซเชียลเน็ตเวิร์ค เธอถึงขั้นสลับสับเปลี่ยนบัญชีตัวเองเป็นไม่แอกทีพตอนที่เลิกใช้ และจะเป็นเป็นแอคทีฟบัญชีเมื่อต้องการใช้งานบัญชีนั้นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

    ถึงแม้ในปัจจุบันการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คจะไม่ได้เป็นไปในแบบที่หนังสือได้บรรยายมาแล้ว แต่การที่วัยรุ่นต้องการทำอะไรบางอย่างในโซเชียลเน็ตเวิร์ค พวกเขาย่อมมีความคิดและความต้องการให้เกิดอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ถ้าข้อใจการสื่อสารของลูกทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค นั้นก็ควรถามพวกเขาตรงๆ และเปิดใจรับฟังวิธีการของพวกเขา พวกเขาอาจจะมีความคิดดีๆที่เราคาดไม่ถึงครับ

    #รีวิวหนังสือ #ItsComplicated #เข้าใจโลกใหม่ของวัยรุ่นยุควุ่นเน็ต
    It’s Complicated เข้าใจโลกใหม่ของวัยรุ่นยุควุ่นเน็ต (2025/031) หนังสือเพื่อเพิ่มความเข้าใจพฤติกรรมของวัยรุ่นที่แสดงออกทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมไปถึงความคิดและพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อการแสดงออกของลูกด้วย การแสดงออกของวัยรุ่นที่แสดงออกทางโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นอาจจะไม่ตรงไปตรงมา พวกเขาอาจจะลงข้อความอย่างหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วความตั้งใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่น การขึ้นโพสต์เพื่อสื่อสารกับเพื่อน , การเข้ากลุ่มเพื่อการกลมกลืนกับสังคมนั้นๆ , การโพสต์ข้อความหรือรูปภาพให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจเป็นต้น การเป็นห่วงของคุณพ่อคุณแม่ต่อเด็กวัยรุ่นและการปิดกั้นพวกเขามากเกินไปอาจจะทำให้มีปัญหาเกิดขึั้นภายหลังได้ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เธอเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วย เธอสนใจเรื่องระหว่างเทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันของวัยรุ่น ดังนั้นเธอจึงออกไปสัมภาษณ์วัยรุ่นที่อายุระหว่าง 12-18 ปี ในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คกับชีวิตประจำวันของพวกเขา โดยเน้นผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม ผู้เขียนสัมภาษณ์วัยรุ่นทั่วประเทศอเมริกา โดยสัมภาษณ์ทั้งวัยรุ่นอเมริกันผิวขาวและผิวสี รวมไปถึงวัยรุ่นที่มีเชื้อชาติทางเอเชียด้วย วัยรุ่นยุคนี้(งานสัมภาษณ์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.2005-2012) เป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตกำลังแพร่กระจายมาสักพัก มีโซเชียลเน็ตเวิร์คดังๆที่วัยรุ่นกำลังนิยมใช้งานคือมายสเปซกับเฟสบุ๊ก และวัยรุ่นสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตพอสมควรแต่ยังไม่สะดวกเท่าปัจจุบัน ความตื่นตัวของคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นห่วงลูกๆกับการที่วัยรุ่นทั้งหลายอยากมีตัวตน ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งเป็นจังหวะที่วัยรุ่นก็ไม่สามารถออกไปพบเจอกันได้สะดวกและปลอดภัยเหมือนยุคคุณพ่อคุณแม่เป็นวัยรุ่น ทำให้การต้องการมีตัวตนและการต้องการเชื่อมสัมพันธ์ของวัยรุ่น ต้องอาศัยโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นเครื่องมือหลัก วัยรุ่นได้พูดกับผู้เขียนอย่างตรงไปตรงหลายเรื่อง มีเคสหนึ่งทางมหาวิทยาลัยกำลังพิจารณารับเด็กชายผิวสีเข้าเรียน ทางคณะกรรมการเข้าไปดูเฟสบุ๊กของเด็กคนนั้นปรากฎว่าเขามีเพื่อนเป็นวัยรุ่นที่เป็นแกงสเตอร์ที่ดูเกเรนิดหน่อย คณะกรรมการตัดสินใจจะตัดรายชื่อเขาออก ทางผู้เขียนซึ่งอยู่ในกรรมการชุดคัดเลือกนี้ด้วย เธอจึงเข้าไปดูในเฟสบุ๊กของเด็กคนนี้อีกที และปรากฎว่า เด็กคนนี้ไม่ได้เข้าไปทำกิจกรรมในกลุ่มที่ทำตัวเกเรเลย เมื่อได้สัมภาษณ์เด็กคนนึ้ เขาจึงบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการใช้ชีวิตแบบเด็กในกลุ่ม แต่เขาจำเป็นต้องมีชื่อในกลุ่มนี้เพื่อความอยู่รอด เด็กบางคน เพื่อไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าตัวเองมีบัญชีในโซเชียลเน็ตเวิร์ค เธอถึงขั้นสลับสับเปลี่ยนบัญชีตัวเองเป็นไม่แอกทีพตอนที่เลิกใช้ และจะเป็นเป็นแอคทีฟบัญชีเมื่อต้องการใช้งานบัญชีนั้นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ถึงแม้ในปัจจุบันการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คจะไม่ได้เป็นไปในแบบที่หนังสือได้บรรยายมาแล้ว แต่การที่วัยรุ่นต้องการทำอะไรบางอย่างในโซเชียลเน็ตเวิร์ค พวกเขาย่อมมีความคิดและความต้องการให้เกิดอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ถ้าข้อใจการสื่อสารของลูกทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค นั้นก็ควรถามพวกเขาตรงๆ และเปิดใจรับฟังวิธีการของพวกเขา พวกเขาอาจจะมีความคิดดีๆที่เราคาดไม่ถึงครับ #รีวิวหนังสือ #ItsComplicated #เข้าใจโลกใหม่ของวัยรุ่นยุควุ่นเน็ต
    0 Comments 0 Shares 7 Views 0 Reviews
  • เซนมีคำกล่าวว่า “คิสสะคิปปัง - ตั้งใจดื่มชา ตั้งใจกินอาหาร” กล่าวคือ เวลาดื่มชาให้จดจ่อกับการดื่มชาเพียงอย่างเดียว เวลากินอาหารให้จดจ่อกับการกินอาหารเพียงอย่างเดียว เมื่อเรากินเครื่องเคียงอย่างหนึ่งๆ ก็นึกถึงคนที่ทำสิ่งนั้นให้ นึกภาพพืชผักที่มีคนฟูมฟักขึ้นในแปลงและรู้สึกขอบคุณความเมตตาของธรรมชาติ

    จากหนังสือ #100เรื่องง่ายๆเปลี่ยนได้ชีวิตดี
    เซนมีคำกล่าวว่า “คิสสะคิปปัง - ตั้งใจดื่มชา ตั้งใจกินอาหาร” กล่าวคือ เวลาดื่มชาให้จดจ่อกับการดื่มชาเพียงอย่างเดียว เวลากินอาหารให้จดจ่อกับการกินอาหารเพียงอย่างเดียว เมื่อเรากินเครื่องเคียงอย่างหนึ่งๆ ก็นึกถึงคนที่ทำสิ่งนั้นให้ นึกภาพพืชผักที่มีคนฟูมฟักขึ้นในแปลงและรู้สึกขอบคุณความเมตตาของธรรมชาติ จากหนังสือ #100เรื่องง่ายๆเปลี่ยนได้ชีวิตดี
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 Reviews
  • ครั้นถึงทศวรรษที่ 1980 ดึก เฟรเซอร์ แกนนำกลุ่มลูกจ้างอุตสาหกรรมยานยนต์ (United Auto Workers) ได้ตอกย้ำถึงข้อเท็จจริงตรงนี้โดยกล่าวว่า “ธุรกิจกำลังทำสงครามแบบปิดประตูตีแมวกับชนชั้นแรงงาน” สภาวการณ์นี้ดำเนินมาจนถึงยุค 1990 และแน่นอนว่าต่อเนื่องมาถึงยุคของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้พุ่งสูงทะลุเพดาน ทุกวันนี้มีบริษัทเอกชนไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังมีสหภาพแรงงานอยู่ซึ่งไม่ใช่เพราะลูกจ้างไม่อยากให้มีสหภาพ เพราะผลโพลล์ก็ชี้ชัดอยู่ว่าพวกเขาอยากมีสหภาพแต่มีไม่ได้ต่างหาก

    จากหนังสือ #หลักแห่งการรวบอำนาจ #RequiemForTheAmericanDream
    ครั้นถึงทศวรรษที่ 1980 ดึก เฟรเซอร์ แกนนำกลุ่มลูกจ้างอุตสาหกรรมยานยนต์ (United Auto Workers) ได้ตอกย้ำถึงข้อเท็จจริงตรงนี้โดยกล่าวว่า “ธุรกิจกำลังทำสงครามแบบปิดประตูตีแมวกับชนชั้นแรงงาน” สภาวการณ์นี้ดำเนินมาจนถึงยุค 1990 และแน่นอนว่าต่อเนื่องมาถึงยุคของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้พุ่งสูงทะลุเพดาน ทุกวันนี้มีบริษัทเอกชนไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ที่ยังมีสหภาพแรงงานอยู่ซึ่งไม่ใช่เพราะลูกจ้างไม่อยากให้มีสหภาพ เพราะผลโพลล์ก็ชี้ชัดอยู่ว่าพวกเขาอยากมีสหภาพแต่มีไม่ได้ต่างหาก จากหนังสือ #หลักแห่งการรวบอำนาจ #RequiemForTheAmericanDream
    0 Comments 0 Shares 6 Views 0 Reviews
  • ก่อนเราจะเคลื่อนต่อไป เราน่าจะพิจารณารายละเอียดสำคัญ คือ ถ้าเหตุการณ์ A กับ B ไม่เกี่ยวข้องกัน สมมติว่าเที่ยวบินนั้นเหลือที่ว่าง 1 ที่นั่ง และรอคอยผู้โดยสารสองคนโผล่มาจับจอง จากประสบการณ์สายการบินทราบว่าผู้โดยสารที่จองที่นั่งไว้แล้ว 2ใน3 จะมาเดินทางมารับที่นั่งนั้น ดังนั้นผู้ดูแลประตูจะมีโอกาส 2/3x2/3 หรือ 44 เปอร์เซ็นต์รับหน้าบูดบึงของ ผู้โดยสารที่จะไม่มีที่นั่ง โอกาสที่ผู้โดยสารทั้งคู่จะไม่โผล่มาและเครื่องบินขึ้น จากพื้นโดยมีที่นั่งว่างหนึ่งที่คือ 1/3x1/5 หรือ 11 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้อนุมานว่าผู้โดยสารทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าผู้โดยสารทั้งสองเดินทางร่วมกัน เช่นนั้นการวิเคราะห์ดังกล่าวถือได้ว่าผิด เพราะโอกาสที่ทั้งสองคนจะโผล่มารับที่นั่งจะเป็น 2/3 เท่ากันกับโอกาสที่จะโผล่มาคนเดียว ดังนั้นนับว่า สำคัญยิ่งที่จะต้องเตือนตนเองว่า เมื่อใดที่ความน่าจะเป็นทับซ้อนจะต้อง นำไปคูณเมื่อเหตุการณ์ทั้งสองไม่ข้องเกี่ยวกัน

    จากหนังสือ #ชีวิตนี้ฟ้าลิขิต #TheDrunkard’sWalk
    ก่อนเราจะเคลื่อนต่อไป เราน่าจะพิจารณารายละเอียดสำคัญ คือ ถ้าเหตุการณ์ A กับ B ไม่เกี่ยวข้องกัน สมมติว่าเที่ยวบินนั้นเหลือที่ว่าง 1 ที่นั่ง และรอคอยผู้โดยสารสองคนโผล่มาจับจอง จากประสบการณ์สายการบินทราบว่าผู้โดยสารที่จองที่นั่งไว้แล้ว 2ใน3 จะมาเดินทางมารับที่นั่งนั้น ดังนั้นผู้ดูแลประตูจะมีโอกาส 2/3x2/3 หรือ 44 เปอร์เซ็นต์รับหน้าบูดบึงของ ผู้โดยสารที่จะไม่มีที่นั่ง โอกาสที่ผู้โดยสารทั้งคู่จะไม่โผล่มาและเครื่องบินขึ้น จากพื้นโดยมีที่นั่งว่างหนึ่งที่คือ 1/3x1/5 หรือ 11 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้อนุมานว่าผู้โดยสารทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าผู้โดยสารทั้งสองเดินทางร่วมกัน เช่นนั้นการวิเคราะห์ดังกล่าวถือได้ว่าผิด เพราะโอกาสที่ทั้งสองคนจะโผล่มารับที่นั่งจะเป็น 2/3 เท่ากันกับโอกาสที่จะโผล่มาคนเดียว ดังนั้นนับว่า สำคัญยิ่งที่จะต้องเตือนตนเองว่า เมื่อใดที่ความน่าจะเป็นทับซ้อนจะต้อง นำไปคูณเมื่อเหตุการณ์ทั้งสองไม่ข้องเกี่ยวกัน จากหนังสือ #ชีวิตนี้ฟ้าลิขิต #TheDrunkard’sWalk
    0 Comments 0 Shares 10 Views 0 Reviews
  • ตั้งแต่เด็กจนโต มาริเอะ คนโด อ่านตำราและศึกษาสารพัดวิธีเกี่ยว กับการจัดบ้านการหาอุปกรณ์ช่วยเก็บของ เทคนิคการจัดต่างๆ และนำมาทดลองด้วยตัวเอง ทุกๆคนบอกว่าบ้านใดที่คนโดไปเยือนบ้านนั้นจะสะอาดขึ้นมาทันทีและไม่ว่าบ้านใครจะรกมาก เพียงใดจนดูเหมือนไม่มีทางจะจัดได้ก็ไม่เกินความสามารถของเธอ เพราะคนโดบอกว่าในหัวของเธอมักคิดแต่เรื่องการจัดบ้านอยู่ตลอดเวลา
    คนโดยกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานด้านเทคในโลยีที่เธอเคยไปช่วยจัดบ้าน ระหว่างจัดบ้านปรากฏว่าผู้หญิงคน ดังกล่าวกลับทิ้งหนังสือเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการ ทำงานของเธอจนหมด เพราะเธอตระหนักว่าหนังสือพวกนั้นไม่ได้สร้างความสุขให้กับเธอแม้แต่น้อย แต่เธอกลับเลือกหนังสือเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม นั่นเป็นเพราะจริงๆ แล้วเธอมีความสุข กับการทำงานด้านสวัสดิการสังคมเหมือนที่เธอเคยเป็นอาส สมัครมาก่อน หลังจัดบ้านเรียบร้อยเธอจึงตัดสินใจลาออกและ สร้างสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบงานที่เธอรักหลังจากจัดบ้านเสร็จ

    จากหนังสือ #ผู้หญิงเก่งธุรกิจญี่ปุ่น
    ตั้งแต่เด็กจนโต มาริเอะ คนโด อ่านตำราและศึกษาสารพัดวิธีเกี่ยว กับการจัดบ้านการหาอุปกรณ์ช่วยเก็บของ เทคนิคการจัดต่างๆ และนำมาทดลองด้วยตัวเอง ทุกๆคนบอกว่าบ้านใดที่คนโดไปเยือนบ้านนั้นจะสะอาดขึ้นมาทันทีและไม่ว่าบ้านใครจะรกมาก เพียงใดจนดูเหมือนไม่มีทางจะจัดได้ก็ไม่เกินความสามารถของเธอ เพราะคนโดบอกว่าในหัวของเธอมักคิดแต่เรื่องการจัดบ้านอยู่ตลอดเวลา คนโดยกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานด้านเทคในโลยีที่เธอเคยไปช่วยจัดบ้าน ระหว่างจัดบ้านปรากฏว่าผู้หญิงคน ดังกล่าวกลับทิ้งหนังสือเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการ ทำงานของเธอจนหมด เพราะเธอตระหนักว่าหนังสือพวกนั้นไม่ได้สร้างความสุขให้กับเธอแม้แต่น้อย แต่เธอกลับเลือกหนังสือเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม นั่นเป็นเพราะจริงๆ แล้วเธอมีความสุข กับการทำงานด้านสวัสดิการสังคมเหมือนที่เธอเคยเป็นอาส สมัครมาก่อน หลังจัดบ้านเรียบร้อยเธอจึงตัดสินใจลาออกและ สร้างสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบงานที่เธอรักหลังจากจัดบ้านเสร็จ จากหนังสือ #ผู้หญิงเก่งธุรกิจญี่ปุ่น
    0 Comments 0 Shares 12 Views 0 Reviews
  • บางความคิดที่พบระหว่างปกหนังสือก็เป็นดังยาพิษ ทว่าที่พบบ่อยกว่านั้นคือการเยียวยาซึ่งซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าต้องการการเยียวยา

    จากหนังสือ #คุณตาหนังสือเด็กหญิงและแมวสามขา
    บางความคิดที่พบระหว่างปกหนังสือก็เป็นดังยาพิษ ทว่าที่พบบ่อยกว่านั้นคือการเยียวยาซึ่งซ่อนอยู่ในหน้ากระดาษ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าต้องการการเยียวยา จากหนังสือ #คุณตาหนังสือเด็กหญิงและแมวสามขา
    0 Comments 0 Shares 12 Views 0 Reviews
  • การมองโลกแบบนี้นำไปสู่ความล้มเหลวย่อยยับเพราะว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและเทคโนโลยีขึ้น จุดศูนย์กลางของการบริโภคค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่กลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเนื่องจากพวกเขามีจำนวนมากกว่าคนรุ่นอื่น อีกทั้งยังมีเงินออมและกำลังซื้อมากกว่าด้วย นอกจากนั้นรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเขายังไม่ได้เป็นแบบคน “แก่” อีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขามีสุขภาพกายและใจที่ดีอยู่นานขึ้น ในอดีตที่ผ่านมานักการตลาดเคยหมกมุ่นอยู่กับผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ แต่ละรุ่นที่เกิดขึ้นมาอยู่ประมาณหนึ่งทศวรรษเห็นจะได้ แล้วจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นมุ่งความสนใจไปที่คนรุ่นต่อไป “นานหลายปีที่วิธีการทำการตลาดกับคนรุ่นมิลเลนเนียลคือสิ่งที่นักการตลาดส่วนใหญ่อยากรู้มากที่สุด” ซอนยามาเทจโกเขียนลงในนิตยสาร Forbes “ทุกวันนี้ นักโฆษณากำลังพยายามทำความเข้าใจว่าจะเข้าถึงคนรุ่นเด็กลงมาอย่างเจนซีได้อย่างไร” มีข้อสันนิษฐานว่าเด็กวัยรุ่นในวันนี้คือผู้นำกระแสในวันหน้าแล้วตลาดที่ไม่มีการแบ่งแยกรุ่นอย่างแท้จริงจะเปลี่ยนแปลงพลวัดนี้ ไปอย่างไร เรากำลังจะได้เป็นประจักษ์พยานของการปฏิวัติการตลาดหรือเปล่า

    จากหนังสือ #ThePerennials #อีกไม่นานเราจะเป็นมนุษย์รุ่นเดียวกัน
    การมองโลกแบบนี้นำไปสู่ความล้มเหลวย่อยยับเพราะว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและเทคโนโลยีขึ้น จุดศูนย์กลางของการบริโภคค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่กลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเนื่องจากพวกเขามีจำนวนมากกว่าคนรุ่นอื่น อีกทั้งยังมีเงินออมและกำลังซื้อมากกว่าด้วย นอกจากนั้นรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเขายังไม่ได้เป็นแบบคน “แก่” อีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขามีสุขภาพกายและใจที่ดีอยู่นานขึ้น ในอดีตที่ผ่านมานักการตลาดเคยหมกมุ่นอยู่กับผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ แต่ละรุ่นที่เกิดขึ้นมาอยู่ประมาณหนึ่งทศวรรษเห็นจะได้ แล้วจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นมุ่งความสนใจไปที่คนรุ่นต่อไป “นานหลายปีที่วิธีการทำการตลาดกับคนรุ่นมิลเลนเนียลคือสิ่งที่นักการตลาดส่วนใหญ่อยากรู้มากที่สุด” ซอนยามาเทจโกเขียนลงในนิตยสาร Forbes “ทุกวันนี้ นักโฆษณากำลังพยายามทำความเข้าใจว่าจะเข้าถึงคนรุ่นเด็กลงมาอย่างเจนซีได้อย่างไร” มีข้อสันนิษฐานว่าเด็กวัยรุ่นในวันนี้คือผู้นำกระแสในวันหน้าแล้วตลาดที่ไม่มีการแบ่งแยกรุ่นอย่างแท้จริงจะเปลี่ยนแปลงพลวัดนี้ ไปอย่างไร เรากำลังจะได้เป็นประจักษ์พยานของการปฏิวัติการตลาดหรือเปล่า จากหนังสือ #ThePerennials #อีกไม่นานเราจะเป็นมนุษย์รุ่นเดียวกัน
    0 Comments 0 Shares 13 Views 0 Reviews
  • คนเรามักไม่รู้สึกตัวตอนที่เริ่มมีอาการสายตายาวในช่วงแรก แต่พอต้องอ่านหนังสือเป็นเวลานาน หรือทำอะไรที่ต้องปรับระยะห่างก็จะรู้สึกว่ามีอาการปวดตา ปวดศีรษะ หรือมีอาการตาล้าขึ้นมานั่นเอง หากมีอาการตาล้าที่รุนแรงในอายุช่วง 40ปีขึ้นไป อาจต้องไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคสายตายาวหรือไม่ หากพบว่ามีอาการสายตายาวก็คงได้รับคำแนะนำให้ตัดแว่นสำหรับใช้ตอนที่ต้องมองอะไรใกล้ๆ (แว่นสายตายาว) กันต่อไป

    จากหนังสือ #เรื่องเล่าของความชรา
    คนเรามักไม่รู้สึกตัวตอนที่เริ่มมีอาการสายตายาวในช่วงแรก แต่พอต้องอ่านหนังสือเป็นเวลานาน หรือทำอะไรที่ต้องปรับระยะห่างก็จะรู้สึกว่ามีอาการปวดตา ปวดศีรษะ หรือมีอาการตาล้าขึ้นมานั่นเอง หากมีอาการตาล้าที่รุนแรงในอายุช่วง 40ปีขึ้นไป อาจต้องไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคสายตายาวหรือไม่ หากพบว่ามีอาการสายตายาวก็คงได้รับคำแนะนำให้ตัดแว่นสำหรับใช้ตอนที่ต้องมองอะไรใกล้ๆ (แว่นสายตายาว) กันต่อไป จากหนังสือ #เรื่องเล่าของความชรา
    0 Comments 0 Shares 16 Views 0 Reviews
  • การล้างสมองก็คือการใช้อิทธิพลจากภายนอกปลูกฝังความคิด ที่แปลกแตกต่างไปจากความคิดทั่วไปให้กับคนอื่นเพื่อให้เป็นไปตาม ความต้องการของผู้บงการ หากพูดในแง่เนื้อหาแล้วการล้างสมองก็คือกระบวนการการปลูกฝังแนวคิดหนึ่งเข้าไปในสมองของคนอื่น ฉะนั้นไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ล้วนมีจุดเด่นเหมือนกันดังนี้

    ข้อหนึ่งคือ มีความพิเศษไม่เหมือนใครยอมรับว่ามีเพียงแค่แนวคิดเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง

    ข้อสองคือ แนวคิดวนเวียน โดยเริ่มต้นที่ข้อเท็จจริงง่าย ๆ และเริ่มวนเวียนแนวคิด

    ข้อสามคือ รับรองผลประโยชน์ ความเชื่อมั่นในแนวคิดหนึ่งๆ อย่างที่สุดจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือฐานะ ทันทีที่แนวป้องกันด้านจิตใจของคนผู้หนึ่ง ถูกทะลวงแม้จะเป็นแค่รูเล็กๆ ก็ตาม ก็ยากที่จะควบคุมความปรารถนาเอาไว้ได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดการรับข้อมูลจากคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

    ข้อสี่ คือ คำขวัญนำแนวคิดมาสร้างเป็นคำขวัญให้ฟังง่าย

    ข้อห้าคือ พิธีกรรม ใช้พิธีกรรมช่วยให้แนวคิดที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นภาพจับต้องได้และกลาย เป็นสัญลักษณ์แห่งการเคารพบูชาไปอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ความรู้สึกเคร่งขรึมของพิธีกรรมยังก่อให้เกิดความกดดันในการเชื่อฟังแก่ผู้เป็น เป้าหมายของการล้างสมองได้อีกด้วย

    ข้อหกคือ การทำซ้ำ ป้อนหลัก การเหตุผลหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงแค่รูปแบบที่ แสดงออกมาในขั้นต้น ซึ่งสิ่งสุดท้ายของการล้างสมองคือการใช้ “คำโน้มน้าวที่แฝงอยู่” และ “รูปแบบภาษาที่ใช้สะกดจิต” ให้เข้าสู่กลางใจ ของคนผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว ให้คนผู้นั้นยอมรับแนวคิด ความเห็น ข้อเสนอ และคำร้องขอต่างๆ พร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้อีกฝ่ายด้วยความ เต็มอกเต็มใจ

    จากหนังสือ #ต่อต้านการถูกล้างสมอง #AntiBrainwashing
    การล้างสมองก็คือการใช้อิทธิพลจากภายนอกปลูกฝังความคิด ที่แปลกแตกต่างไปจากความคิดทั่วไปให้กับคนอื่นเพื่อให้เป็นไปตาม ความต้องการของผู้บงการ หากพูดในแง่เนื้อหาแล้วการล้างสมองก็คือกระบวนการการปลูกฝังแนวคิดหนึ่งเข้าไปในสมองของคนอื่น ฉะนั้นไม่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ล้วนมีจุดเด่นเหมือนกันดังนี้ ข้อหนึ่งคือ มีความพิเศษไม่เหมือนใครยอมรับว่ามีเพียงแค่แนวคิดเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง ข้อสองคือ แนวคิดวนเวียน โดยเริ่มต้นที่ข้อเท็จจริงง่าย ๆ และเริ่มวนเวียนแนวคิด ข้อสามคือ รับรองผลประโยชน์ ความเชื่อมั่นในแนวคิดหนึ่งๆ อย่างที่สุดจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือฐานะ ทันทีที่แนวป้องกันด้านจิตใจของคนผู้หนึ่ง ถูกทะลวงแม้จะเป็นแค่รูเล็กๆ ก็ตาม ก็ยากที่จะควบคุมความปรารถนาเอาไว้ได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดการรับข้อมูลจากคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ข้อสี่ คือ คำขวัญนำแนวคิดมาสร้างเป็นคำขวัญให้ฟังง่าย ข้อห้าคือ พิธีกรรม ใช้พิธีกรรมช่วยให้แนวคิดที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นภาพจับต้องได้และกลาย เป็นสัญลักษณ์แห่งการเคารพบูชาไปอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ความรู้สึกเคร่งขรึมของพิธีกรรมยังก่อให้เกิดความกดดันในการเชื่อฟังแก่ผู้เป็น เป้าหมายของการล้างสมองได้อีกด้วย ข้อหกคือ การทำซ้ำ ป้อนหลัก การเหตุผลหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงแค่รูปแบบที่ แสดงออกมาในขั้นต้น ซึ่งสิ่งสุดท้ายของการล้างสมองคือการใช้ “คำโน้มน้าวที่แฝงอยู่” และ “รูปแบบภาษาที่ใช้สะกดจิต” ให้เข้าสู่กลางใจ ของคนผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว ให้คนผู้นั้นยอมรับแนวคิด ความเห็น ข้อเสนอ และคำร้องขอต่างๆ พร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้อีกฝ่ายด้วยความ เต็มอกเต็มใจ จากหนังสือ #ต่อต้านการถูกล้างสมอง #AntiBrainwashing
    0 Comments 0 Shares 15 Views 0 Reviews
  • ตามข้อมูลของ NYSE ระยะเวลาการถือครองหุ้นโดยเฉลี่ยลดลงอย่าง ต่อเนื่องจาก 100 เดือน ในปี 1960, เหลือ 63 เดือนในปี 1970, เหลือ 33 เดือนในปี 1980, เหลือ 26 เดือนในปี 1990. เหลือ 14 เดือนในปี 2000 6 เดือนในปี 2010 ในเวลานั้นกิจกรรมการซื้อขายส่วนใหญ่ถูก และเหลือศัยบริษัทที่ทำงานด้านการเทรดความถี่สูง HFT แล้ว ซึ่งส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นและออปชั่นหลายพันรายการ หรือแม้กระทั่งหลายล้านรายการทุกวัน โดยมักถือครองสถานะไว้เพียงไม่กี่วินาที แต่เดิมการซื้อขายด้วย ความถี่สูงมุ่งเน้นที่กลยุทธ์ง่ายๆ อย่างการทำกำไรจากความแตกต่างของราคาเล็กๆ น้อยๆ ที่ตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แต่ละแห่งหรือการเทรดในช่วง การเปลี่ยนแปลงต่างๆก่อนที่ผู้ดูแลสภาพคล่องที่เป็นมนุษย์จะมีเวลาในการอัปเดตข้อมูลราคา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเหล่า HFT ก็เริ่มซับซ้อนมากขึ้น ใน ปัจจุบันใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนซึ่งดูเหมือนจะชอบตั้งชื่อให้เหมือนเกม คอมพิวเตอร์อย่าง Stealth, Dagger, Sniper และ Guerrilla ที่ตั้งให้ส่งและ ยกเลิกคำสั่งสถานะการถือครองแบบอัตโนมัติ แข่งกันเองเพื่อทำกำไรเพียงเล็กน้อยผ่านธุรกรรมจำนวนมาก ซึ่งมักจะพยายามส่งคำสั่งหลอกกันเอง หรือถล่มกระดานด้วยคำสั่งหลอกๆที่กำหนดให้ยกเลิกในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

    จากหนังสือ #TheMoneyFormula #สมการสานล้านพลิกกระดานวอลสตรีท
    ตามข้อมูลของ NYSE ระยะเวลาการถือครองหุ้นโดยเฉลี่ยลดลงอย่าง ต่อเนื่องจาก 100 เดือน ในปี 1960, เหลือ 63 เดือนในปี 1970, เหลือ 33 เดือนในปี 1980, เหลือ 26 เดือนในปี 1990. เหลือ 14 เดือนในปี 2000 6 เดือนในปี 2010 ในเวลานั้นกิจกรรมการซื้อขายส่วนใหญ่ถูก และเหลือศัยบริษัทที่ทำงานด้านการเทรดความถี่สูง HFT แล้ว ซึ่งส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นและออปชั่นหลายพันรายการ หรือแม้กระทั่งหลายล้านรายการทุกวัน โดยมักถือครองสถานะไว้เพียงไม่กี่วินาที แต่เดิมการซื้อขายด้วย ความถี่สูงมุ่งเน้นที่กลยุทธ์ง่ายๆ อย่างการทำกำไรจากความแตกต่างของราคาเล็กๆ น้อยๆ ที่ตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์แต่ละแห่งหรือการเทรดในช่วง การเปลี่ยนแปลงต่างๆก่อนที่ผู้ดูแลสภาพคล่องที่เป็นมนุษย์จะมีเวลาในการอัปเดตข้อมูลราคา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเหล่า HFT ก็เริ่มซับซ้อนมากขึ้น ใน ปัจจุบันใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนซึ่งดูเหมือนจะชอบตั้งชื่อให้เหมือนเกม คอมพิวเตอร์อย่าง Stealth, Dagger, Sniper และ Guerrilla ที่ตั้งให้ส่งและ ยกเลิกคำสั่งสถานะการถือครองแบบอัตโนมัติ แข่งกันเองเพื่อทำกำไรเพียงเล็กน้อยผ่านธุรกรรมจำนวนมาก ซึ่งมักจะพยายามส่งคำสั่งหลอกกันเอง หรือถล่มกระดานด้วยคำสั่งหลอกๆที่กำหนดให้ยกเลิกในเสี้ยววินาทีสุดท้าย จากหนังสือ #TheMoneyFormula #สมการสานล้านพลิกกระดานวอลสตรีท
    0 Comments 0 Shares 15 Views 0 Reviews
  • จุดสำคัญคือการลดเวลาอาหารให้เหลือ “12 ชั่วโมง ต่อวัน
    ถ้าคุณกินมื้อเช้าตอน 9โมง หลัง 3ทุ่มเป็นต้นไป ต้องไม่กินอะไรอีก การแบ่งเวลาออกเป็น “เวลากิน” และ “เวลาอด” อย่างชัดเจนแบบนี้จะทำให้นาฬิกาชีวิตทำงานอย่าง มีสมดุลครับ

    ผลที่ตามมาคือ การเผาผลาญไขมันและน้ำตาลจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น และช่วยปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในระบบลำไส้

    จากหนังสือ #จริงๆเราไม่ได้อ้วนแต่สมองสั่งให้อ้วน
    จุดสำคัญคือการลดเวลาอาหารให้เหลือ “12 ชั่วโมง ต่อวัน ถ้าคุณกินมื้อเช้าตอน 9โมง หลัง 3ทุ่มเป็นต้นไป ต้องไม่กินอะไรอีก การแบ่งเวลาออกเป็น “เวลากิน” และ “เวลาอด” อย่างชัดเจนแบบนี้จะทำให้นาฬิกาชีวิตทำงานอย่าง มีสมดุลครับ ผลที่ตามมาคือ การเผาผลาญไขมันและน้ำตาลจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น และช่วยปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในระบบลำไส้ จากหนังสือ #จริงๆเราไม่ได้อ้วนแต่สมองสั่งให้อ้วน
    0 Comments 0 Shares 15 Views 0 Reviews
  • เมื่อเรายอมรับความเปราะบาง คำพูด วลี และคำวิจารณ์ที่อาจเข้ามาทำร้ายเราจะสูญเสียพลังของมันไป แต่เมื่อเราพยายามซ่อนความไม่มั่นคงทางใจ มันจะถูกใช้เพื่อเอาเปรียบคุณ การพัฒนาความมั่นใจ จอมปลอมเป็นการปกปิดรูปแบบหนึ่ง เป็นการหลงผิดโดยพยายามหลอกตัวเองว่าเรามีความสามารถมากพอ เราสร้างความมั่นใจจอมปลอมด้วย เหตุผลเดียวกับที่สร้างการเห็นคุณค่าในตัวเองจอมปลอม นั่นคือเพื่อปกป้องส่วนที่อ่อนไหวของอีโก้และเพื่อซ่อนจุดอ่อนกับความไม่มั่นคง ทางใจของเราจากโลกภายนอก เพราะเรากลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นคนปลอมเปลือกหรือไม่เก่งพอ

    จากหนังสือ #DoHardThings #วิทยาศาสตร์ของการไม่ยอมแพ้
    เมื่อเรายอมรับความเปราะบาง คำพูด วลี และคำวิจารณ์ที่อาจเข้ามาทำร้ายเราจะสูญเสียพลังของมันไป แต่เมื่อเราพยายามซ่อนความไม่มั่นคงทางใจ มันจะถูกใช้เพื่อเอาเปรียบคุณ การพัฒนาความมั่นใจ จอมปลอมเป็นการปกปิดรูปแบบหนึ่ง เป็นการหลงผิดโดยพยายามหลอกตัวเองว่าเรามีความสามารถมากพอ เราสร้างความมั่นใจจอมปลอมด้วย เหตุผลเดียวกับที่สร้างการเห็นคุณค่าในตัวเองจอมปลอม นั่นคือเพื่อปกป้องส่วนที่อ่อนไหวของอีโก้และเพื่อซ่อนจุดอ่อนกับความไม่มั่นคง ทางใจของเราจากโลกภายนอก เพราะเรากลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นคนปลอมเปลือกหรือไม่เก่งพอ จากหนังสือ #DoHardThings #วิทยาศาสตร์ของการไม่ยอมแพ้
    0 Comments 0 Shares 15 Views 0 Reviews
  • โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเธ (Johann Wolfgang von Goethe) เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน มีเพียงเขา กับน้องสาว คอร์นีเลีย ที่มีโอกาสฉลองวันเกิดครบอายุ 7 ขวบ โรคร้ายคร่าชีวิตน้องชายของเขาคือ แฮร์มันน์ ยาค็อบ เมื่ออายุ 6 ปี , น้องสาวคาธารินา เอลิซาเบธ เมื่ออายุ 4 ปี, น้องสาวโจฮันนา มาเรีย เมื่ออายุ 2 ปี , น้องชาย เกออร์ก อดอล์ฟ เมื่ออายุ 8 เดือน, และคนที่ 5 น้องชายที่ยังไม่มีชื่อเพราะ เสียชีวิตแต่แรกเกิด ภายหลังคอร์นีเลียก็ตายด้วยโรคร้ายเมื่ออายุ 26 ปี คง เหลือโยฮันน์ วูล์ฟกังเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในครอบครัว


    โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเธ มีบุตรธิดา 5 คน ทุกคนตายภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากเกิดยกเว้นเพียงลูกชายคนโต คือ ออกุสต์ เท่านั้น จากความน่าจะเป็นทั้งหมด สาเหตุเกิดจากความเข้ากันไม่ได้ของกรุ๊ปเลือดระหว่างเกอเธกับภรรยา คริสเตียน ซึ่งหลังจากที่คลอดลูกคนแรกสำเร็จแล้ว ผู้เป็นแม่ก็พัฒนา ภูมิต้านทานต่อเลือดของตัวอ่อนในครรภ์สภาวะเช่นนี้ปัจจุบันเรารู้แล้วว่าคือ โรคจากหมู่เลือดอาร์เอช (Rh) ซึ่งสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพจน อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 2% แต่ในสมัยทศวรรษ 1790 อัตราการเสียชีวิต เฉลี่ยอยู่ที่ 50% ดังนั้นสำหรับบุตรทั้ง 4 คนของเกอเธโรคนี้ก็เหมือนโทษประหาร สรุปแล้วในครอบครัวของเกอเธ ซึ่งเป็นตระกูลเยอรมันที่มีฐานะดีใน ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 อัตราการรอดชีวิตของเด็กก็ยังทำได้เพียง 25% มี เด็กแค่ 3 คนจากจำนวน 12 คนที่รอดชีวิตจนโตเป็นผู้ใหญ่ สถิติสยองเช่น นี้ยังไม่ถือว่าพิเศษ ราวช่วงเวลาที่เกอเธเขียน เด็กฝึกงานของผู้วิเศษ ใน ปี 1797 ประมาณกันว่ามีเด็กเยอรมันเพียง 50% เท่านั้นมีชีวิตอยู่จนอายุ 15 ปี” ภาคส่วนอื่นของโลกก็มีสถิติเช่นเดียวกันนี้” ครั้นปี 2020 เด็กทั่วโลก ที่มีชีวิตจนเกินกว่าวันเกิด 15 ปีมีถึง 95.6% และในเยอรมนีตัวเลขนี้คือ 99.5%” ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้จะไม่มีทางเป็นไปได้เลยถ้าหากไม่มี การเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลทางการแพทย์จำนวนมหาศาล เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ากรุ๊ปเลือด ในกรณีเช่นนี้ จึงพิสูจน์ได้ว่ามุมมองอันไร้เดียงสาของสารสนเทศเป็นสิ่งถูกต้อง

    จากหนังสือ #Nexus
    โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเธ (Johann Wolfgang von Goethe) เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน มีเพียงเขา กับน้องสาว คอร์นีเลีย ที่มีโอกาสฉลองวันเกิดครบอายุ 7 ขวบ โรคร้ายคร่าชีวิตน้องชายของเขาคือ แฮร์มันน์ ยาค็อบ เมื่ออายุ 6 ปี , น้องสาวคาธารินา เอลิซาเบธ เมื่ออายุ 4 ปี, น้องสาวโจฮันนา มาเรีย เมื่ออายุ 2 ปี , น้องชาย เกออร์ก อดอล์ฟ เมื่ออายุ 8 เดือน, และคนที่ 5 น้องชายที่ยังไม่มีชื่อเพราะ เสียชีวิตแต่แรกเกิด ภายหลังคอร์นีเลียก็ตายด้วยโรคร้ายเมื่ออายุ 26 ปี คง เหลือโยฮันน์ วูล์ฟกังเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในครอบครัว โยฮันน์ วูล์ฟกัง ฟอน เกอเธ มีบุตรธิดา 5 คน ทุกคนตายภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากเกิดยกเว้นเพียงลูกชายคนโต คือ ออกุสต์ เท่านั้น จากความน่าจะเป็นทั้งหมด สาเหตุเกิดจากความเข้ากันไม่ได้ของกรุ๊ปเลือดระหว่างเกอเธกับภรรยา คริสเตียน ซึ่งหลังจากที่คลอดลูกคนแรกสำเร็จแล้ว ผู้เป็นแม่ก็พัฒนา ภูมิต้านทานต่อเลือดของตัวอ่อนในครรภ์สภาวะเช่นนี้ปัจจุบันเรารู้แล้วว่าคือ โรคจากหมู่เลือดอาร์เอช (Rh) ซึ่งสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพจน อัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 2% แต่ในสมัยทศวรรษ 1790 อัตราการเสียชีวิต เฉลี่ยอยู่ที่ 50% ดังนั้นสำหรับบุตรทั้ง 4 คนของเกอเธโรคนี้ก็เหมือนโทษประหาร สรุปแล้วในครอบครัวของเกอเธ ซึ่งเป็นตระกูลเยอรมันที่มีฐานะดีใน ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 อัตราการรอดชีวิตของเด็กก็ยังทำได้เพียง 25% มี เด็กแค่ 3 คนจากจำนวน 12 คนที่รอดชีวิตจนโตเป็นผู้ใหญ่ สถิติสยองเช่น นี้ยังไม่ถือว่าพิเศษ ราวช่วงเวลาที่เกอเธเขียน เด็กฝึกงานของผู้วิเศษ ใน ปี 1797 ประมาณกันว่ามีเด็กเยอรมันเพียง 50% เท่านั้นมีชีวิตอยู่จนอายุ 15 ปี” ภาคส่วนอื่นของโลกก็มีสถิติเช่นเดียวกันนี้” ครั้นปี 2020 เด็กทั่วโลก ที่มีชีวิตจนเกินกว่าวันเกิด 15 ปีมีถึง 95.6% และในเยอรมนีตัวเลขนี้คือ 99.5%” ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้จะไม่มีทางเป็นไปได้เลยถ้าหากไม่มี การเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลทางการแพทย์จำนวนมหาศาล เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ากรุ๊ปเลือด ในกรณีเช่นนี้ จึงพิสูจน์ได้ว่ามุมมองอันไร้เดียงสาของสารสนเทศเป็นสิ่งถูกต้อง จากหนังสือ #Nexus
    0 Comments 0 Shares 15 Views 0 Reviews
  • แพสชัน (Passion) มีที่มาจากคำว่า พาซิโอ (Passio) ในภาษาละติน มีหมายความว่า "ความทุกข์ทรมาน” แพสชันตามเรื่องราวส่วนใหญ่ใน ประวัติศาสตร์ก็มีความหมายเช่นนั้น มันคือความทุกข์ ความลำเค็ญ และความโกรธ เดิมทีความทุกข์เป็นคำที่มีความหมายแคบ เราใช้เพื่อบรรยาย ความเจ็บปวดทรมานของพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขน ศาสตราจารย์ ทิโมธี เค. บีล จากมหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รีเซิร์ฟ อธิบายว่า “คำนี้ หมายถึงความทรมานของพระเยซู”

    จากหนังสือ #ฉันหมดPassionหรือแค่ยังหามันไม่เจอ #ThePassionParadox
    แพสชัน (Passion) มีที่มาจากคำว่า พาซิโอ (Passio) ในภาษาละติน มีหมายความว่า "ความทุกข์ทรมาน” แพสชันตามเรื่องราวส่วนใหญ่ใน ประวัติศาสตร์ก็มีความหมายเช่นนั้น มันคือความทุกข์ ความลำเค็ญ และความโกรธ เดิมทีความทุกข์เป็นคำที่มีความหมายแคบ เราใช้เพื่อบรรยาย ความเจ็บปวดทรมานของพระเยซูขณะถูกตรึงกางเขน ศาสตราจารย์ ทิโมธี เค. บีล จากมหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รีเซิร์ฟ อธิบายว่า “คำนี้ หมายถึงความทรมานของพระเยซู” จากหนังสือ #ฉันหมดPassionหรือแค่ยังหามันไม่เจอ #ThePassionParadox
    0 Comments 0 Shares 12 Views 0 Reviews
  • เมื่อพูดถึงสุขภาพจิตใจ เราทุกคนกำลังอยู่ในวิกฤตระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประมาณได้ว่าคนหนึ่งในเก้าคนหรือคนแปดร้อยล้านคนป่วยจากความเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต โดยที่พบมากที่สุดคือความวิตกกังวล ที่จริงแล้วคนเกือบสามร้อยล้านคนทั่วโลกเป็นโรควิตกกังวลและสหรัฐอเมริกาเป็น หนึ่งในประเทศที่วิตกกังวลมากที่สุดในโลก คนอเมริกันถึงร้อยละ 33.7 เป็น โรควิตกกังวลหนึ่งครั้งตลอดช่วงชีวิต” ที่จริงแล้วตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2018 อุบัติการณ์ของความวิตกกังวลในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 โดยรวม ที่พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 84 ในกลุ่มคนอายุสิบแปดถึงยี่สิบห้าปี” ยังไม่รวมถึง การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ช่วยให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วนี้ เพิ่มขึ้นสูงลิ่ว จำนวนคนที่ระบุว่ามีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มสูงขึ้น มากถึงร้อยละ 270 จากที่นักวิจัยที่มูลนิธิไคเซอร์แฟมิลีพบเมื่อเปรียบเทียบ จากปี 2019 ถึง 2021

    จากหนังสือ #กายวิภาคศาสตร์ของความวิตกกังวล #TheAnatomyOfAnxiety
    เมื่อพูดถึงสุขภาพจิตใจ เราทุกคนกำลังอยู่ในวิกฤตระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประมาณได้ว่าคนหนึ่งในเก้าคนหรือคนแปดร้อยล้านคนป่วยจากความเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต โดยที่พบมากที่สุดคือความวิตกกังวล ที่จริงแล้วคนเกือบสามร้อยล้านคนทั่วโลกเป็นโรควิตกกังวลและสหรัฐอเมริกาเป็น หนึ่งในประเทศที่วิตกกังวลมากที่สุดในโลก คนอเมริกันถึงร้อยละ 33.7 เป็น โรควิตกกังวลหนึ่งครั้งตลอดช่วงชีวิต” ที่จริงแล้วตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2018 อุบัติการณ์ของความวิตกกังวลในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 โดยรวม ที่พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 84 ในกลุ่มคนอายุสิบแปดถึงยี่สิบห้าปี” ยังไม่รวมถึง การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ช่วยให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วนี้ เพิ่มขึ้นสูงลิ่ว จำนวนคนที่ระบุว่ามีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มสูงขึ้น มากถึงร้อยละ 270 จากที่นักวิจัยที่มูลนิธิไคเซอร์แฟมิลีพบเมื่อเปรียบเทียบ จากปี 2019 ถึง 2021 จากหนังสือ #กายวิภาคศาสตร์ของความวิตกกังวล #TheAnatomyOfAnxiety
    0 Comments 0 Shares 11 Views 0 Reviews
  • จิบความคิดสะกิดไอเดีย (2025/030)

    หนังสือที่เขียนโดยนักวิจัยเรื่องการตลาด และผันตัวเองเป็นนักธุรกิจ เจ้าของเวปไซต์ขลุกขลิกดอทคอม หนังสือเล่มนี้เขียนไว้นาน 15ปีแล้ว แต่ถ้าได้วิเคราะห์มุมมองของผู้เขียนหนังสือแล้ว จะเห็นได้ว่ามุมมองการหยิบยกประเด็นของเขาไม่เก่าเลย เนื้อหาเป็นเคสตัวอย่างทางธุรกิจที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงทางธุรกิจ เคสตัวอย่างน่าสนใจถึงแม้ว่าบางเคสถูกเฉลยแล้วแต่บางเรื่องเราไม่รู้ถึงที่มาของการแก้ปัญหานั้นๆ

    เรื่องแรกที่ผู้เขียนอธิบายความเป็นมาของตู้แช่ในร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น คือ ตู้แช่น้ำดื่มและเครื่องดื่มที่มีทางเข้าด้านหลังร้าน สาเหตุเกิดจากการที่เซเว่นอีเลฟเว่นไปลงทุนในประเทศอเมริกา ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของเซเว่นอีเลฟเว่น ประสบปัญหากับการจัดการพื้นในร้านเนื่องจากที่อเมริกาให้มาจำกัดไม่เหมือนกับที่ญี่ปุ่น ตัวผู้บริหารจึงคิดวิธีให้ตู้แช่มีทางเข้าไปเรียงสินค้าหลังร้านซึ่งเราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน การจัดการเรียนสินค้าในลักษณะนี้มีข้อดี 3 ประการคือ ประหยัดพื้นที่ , ไม่เกะกะลูกค้าตอนนำสินค้ามาเรียงซึ่งการเรียงสินค้าจากทางด้านหน้าจะต้องหาจังหวะที่ลูกค้ามีไม่มากจึงไม่สร้างความรำคาญให้ลูกค้า และ การเลี้ยงลูกค้าจากด้านในทำให้ขายสินค้าในลักษณะที่ของที่เรียนก่อนขายออกก่อนตามหลักสินค้ามาก่อนขายก่อน

    อีกกรณีหนึ่ง มีบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นเขารับสมาชิกโดยที่สมาชิกเป็นวัยรุ่นอายุไม่มากเก็บค่าสมาชิกเป็นรายเดือนในบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ออกขายตามท้องตลาด แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทหรือโรงงานผู้ผลิตต้องการนำมาให้ลูกค้าทดลองใช้ ในบริษัทจะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆให้ทดลองมากมายทั้งอุปโภคและบริโภค โดยที่สมาชิกสามารถซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับไปใช้ได้ในราคาพิเศษโดยจำกัดจำนวน แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่าเขาจะต้องทำแบบประเมินส่งคืนบริษัทด้วย นี่เป็นข้อดีทั้งสมาชิกและบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ สมาชิกสามารถใช้สินค้าได้ก่อนใครในราคาประหยัดและเจ้าของผลิตภัณฑ์สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ก่อนที่จะนำออกมาขายจริง

    อีกกรณีหนึ่ง มีบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงเพิ่มความสวยงามให้เฟอร์นิเจอร์ของอิเกีย เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ของอิเกีย เน้นการออกแบบในลักษณะเรียบง่าย ไม่เน้นสีสัน และผลิตออกมาในจำนวนมากเพื่อที่จะขายได้ในราคาที่ประหยัด บริษัทที่ว่านี้เขาจึงคิดค้นเครื่องตกแต่งให้กับเฟอร์นเจอร์อิเกีย ในแบบที่ผลิตไปพร้อมๆกับรุ่นเฟอร์นิเจอร์ที่อิเกียออกขาย ซึ่งมีให้ลูกค้าเลือกหลายรูปแบบและพร้อมจำหน่ายโดยไม่ต้องรอ

    เป็นหนังสือทางการตลาดที่อ่านได้เพลิน ได้แนวคิดที่ผู้เขียนตั้งใจยกมาเป็นเคสตัวอย่าง

    #จิบความคิดสะกิดไอเดีย #รีวิวหนังสือ
    จิบความคิดสะกิดไอเดีย (2025/030) หนังสือที่เขียนโดยนักวิจัยเรื่องการตลาด และผันตัวเองเป็นนักธุรกิจ เจ้าของเวปไซต์ขลุกขลิกดอทคอม หนังสือเล่มนี้เขียนไว้นาน 15ปีแล้ว แต่ถ้าได้วิเคราะห์มุมมองของผู้เขียนหนังสือแล้ว จะเห็นได้ว่ามุมมองการหยิบยกประเด็นของเขาไม่เก่าเลย เนื้อหาเป็นเคสตัวอย่างทางธุรกิจที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงทางธุรกิจ เคสตัวอย่างน่าสนใจถึงแม้ว่าบางเคสถูกเฉลยแล้วแต่บางเรื่องเราไม่รู้ถึงที่มาของการแก้ปัญหานั้นๆ เรื่องแรกที่ผู้เขียนอธิบายความเป็นมาของตู้แช่ในร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น คือ ตู้แช่น้ำดื่มและเครื่องดื่มที่มีทางเข้าด้านหลังร้าน สาเหตุเกิดจากการที่เซเว่นอีเลฟเว่นไปลงทุนในประเทศอเมริกา ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของเซเว่นอีเลฟเว่น ประสบปัญหากับการจัดการพื้นในร้านเนื่องจากที่อเมริกาให้มาจำกัดไม่เหมือนกับที่ญี่ปุ่น ตัวผู้บริหารจึงคิดวิธีให้ตู้แช่มีทางเข้าไปเรียงสินค้าหลังร้านซึ่งเราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน การจัดการเรียนสินค้าในลักษณะนี้มีข้อดี 3 ประการคือ ประหยัดพื้นที่ , ไม่เกะกะลูกค้าตอนนำสินค้ามาเรียงซึ่งการเรียงสินค้าจากทางด้านหน้าจะต้องหาจังหวะที่ลูกค้ามีไม่มากจึงไม่สร้างความรำคาญให้ลูกค้า และ การเลี้ยงลูกค้าจากด้านในทำให้ขายสินค้าในลักษณะที่ของที่เรียนก่อนขายออกก่อนตามหลักสินค้ามาก่อนขายก่อน อีกกรณีหนึ่ง มีบริษัทที่ประเทศญี่ปุ่นเขารับสมาชิกโดยที่สมาชิกเป็นวัยรุ่นอายุไม่มากเก็บค่าสมาชิกเป็นรายเดือนในบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ออกขายตามท้องตลาด แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทหรือโรงงานผู้ผลิตต้องการนำมาให้ลูกค้าทดลองใช้ ในบริษัทจะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆให้ทดลองมากมายทั้งอุปโภคและบริโภค โดยที่สมาชิกสามารถซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับไปใช้ได้ในราคาพิเศษโดยจำกัดจำนวน แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่าเขาจะต้องทำแบบประเมินส่งคืนบริษัทด้วย นี่เป็นข้อดีทั้งสมาชิกและบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ สมาชิกสามารถใช้สินค้าได้ก่อนใครในราคาประหยัดและเจ้าของผลิตภัณฑ์สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ก่อนที่จะนำออกมาขายจริง อีกกรณีหนึ่ง มีบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงเพิ่มความสวยงามให้เฟอร์นิเจอร์ของอิเกีย เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ของอิเกีย เน้นการออกแบบในลักษณะเรียบง่าย ไม่เน้นสีสัน และผลิตออกมาในจำนวนมากเพื่อที่จะขายได้ในราคาที่ประหยัด บริษัทที่ว่านี้เขาจึงคิดค้นเครื่องตกแต่งให้กับเฟอร์นเจอร์อิเกีย ในแบบที่ผลิตไปพร้อมๆกับรุ่นเฟอร์นิเจอร์ที่อิเกียออกขาย ซึ่งมีให้ลูกค้าเลือกหลายรูปแบบและพร้อมจำหน่ายโดยไม่ต้องรอ เป็นหนังสือทางการตลาดที่อ่านได้เพลิน ได้แนวคิดที่ผู้เขียนตั้งใจยกมาเป็นเคสตัวอย่าง #จิบความคิดสะกิดไอเดีย #รีวิวหนังสือ
    0 Comments 0 Shares 11 Views 0 Reviews
More Stories