• “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ”

    กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป.

    หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน.

    อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า.

    อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน
    ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก

    Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี
    ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

    แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ
    ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน

    VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ
    ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล
    อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์

    อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด
    เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA

    การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว
    โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ

    คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ
    ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    🦷🤖 “อุปกรณ์ดูแลช่องปากยุคใหม่: แปรงสีฟัน–ยางครอบฟันอัจฉริยะ กับคำอ้างสุดล้ำที่ท้าทายวงการสุขภาพ” กระแสอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพกำลังขยายตัวไปไกลกว่านาฬิกาและสายรัดข้อมืออย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลในหน้าเว็บของ The Star เทคโนโลยีเดียวกันถูกนำไปใส่ในแปรงสีฟัน เครื่องชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงยางครอบฟันที่สามารถตรวจจับสัญญาณสุขภาพได้หลากหลายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายบริษัทใช้ AI และเซนเซอร์ขั้นสูงเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ ตรวจจับพฤติกรรมการนอน หรือแม้แต่คาดการณ์โรคในอนาคต 20 ปีล่วงหน้า แนวโน้มนี้สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ “สุขภาพ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์สวมใส่แบบเดิมอีกต่อไป. หนึ่งในไฮไลต์คือ Longevity Mirror ของ NuraLogix ที่ใช้คอมพิวเตอร์วิชันและ AI วิเคราะห์ใบหน้าเพียง 30 วินาที เพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว เช่น โรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ โดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟันรุ่นใหม่จาก Y-Brush ชื่อ “Halo” ที่อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดผ่านการวิเคราะห์ลมหายใจด้วยเซนเซอร์ก๊าซและ AI โดยไม่ต้องเจาะเลือดแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นคำอ้างที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน. อีกด้านหนึ่ง BruxMed VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะราคา 499 ดอลลาร์ ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับการกัดฟันระหว่างนอน พร้อมวัดอัตราการเต้นหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดแบบเรียลไทม์ เมื่อพบการกัดฟัน อุปกรณ์จะสั่นเพื่อหยุดพฤติกรรมทันที และสามารถแชร์ข้อมูลให้แพทย์วิเคราะห์ได้ด้วย ความแม่นยำของอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกอ้างว่าดีกว่าสมาร์ตวอทช์เพราะเข้าถึง “น้ำลาย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพที่ละเอียดอ่อนกว่า. อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FDA ที่เริ่มจับตาอุปกรณ์ที่อ้างความสามารถระดับ “เครื่องมือแพทย์” โดยไม่มีการรับรองที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Whoop ที่ถูกเตือนเรื่องฟีเจอร์วัดความดันเลือด หรือ Withings ที่ต้องรอการอนุมัติหลายปีกว่าจะขายเครื่องชั่งตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสหรัฐฯ ความท้าทายนี้ทำให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับอุปกรณ์ผู้บริโภคยังต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เทคโนโลยีสุขภาพถูกผสานเข้ากับอุปกรณ์ประจำวัน เช่น แปรงสีฟันและยางครอบฟัน ➡️ ใช้ AI, เซนเซอร์ก๊าซ, คอมพิวเตอร์วิชัน และข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก ✅ Longevity Mirror วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงสุขภาพล่วงหน้า 20 ปี ➡️ ใช้วิดีโอเซลฟีเพื่อจับสัญญาณการไหลเวียนเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ✅ แปรงสีฟัน Halo อ้างว่าสามารถตรวจจับโรคได้กว่า 300 ชนิดจากลมหายใจ ➡️ ไม่ต้องใช้เลือดและออกแบบให้ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน ✅ VibeBrux ยางครอบฟันอัจฉริยะตรวจจับการกัดฟันและวัดสัญญาณชีพ ➡️ ส่งข้อมูลให้แพทย์และช่วยหยุดพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยการสั่น คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ คำอ้างด้านสุขภาพจำนวนมากยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ⛔ อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความแม่นยำของผลลัพธ์ ‼️ อุปกรณ์บางชนิดอาจเข้าข่าย “เครื่องมือแพทย์” และต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวด ⛔ เช่นกรณี Whoop และ Withings ที่ถูกตรวจสอบโดย FDA ‼️ การเก็บข้อมูลสุขภาพละเอียดอ่อนอาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว ⛔ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่วิเคราะห์ใบหน้า น้ำลาย หรือข้อมูลชีวภาพอื่น ๆ ‼️ คำอ้างตรวจโรคจำนวนมากอาจเกินจริงหากไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ ⛔ ผู้ใช้ควรใช้ข้อมูลเป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่การวินิจฉัยแทนแพทย์ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/health-tracking-toothbrushes-mouth-guards-lure-consumers-with-audacious-claims
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Health-tracking toothbrushes, mouth guards lure consumers with audacious claims
    If you paid enough attention, you could have found health trackers everywhere at the CES trade show last week. But they didn't necessarily look how you'd expect.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 84 มุมมอง 0 รีวิว
  • Apple‑1 Prototype Board #0 เตรียมถูกประมูลทะลุ $500,000 ในงานครบรอบ 50 ปี Apple

    หนึ่งในชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่หายากที่สุดของโลกเทคโนโลยีกำลังถูกนำออกประมูลในงาน Steve Jobs & the Computer Revolution: The Apple 50th Anniversary Auction ซึ่งจัดโดย Boston’s Rare and Remarkable Auctions โดยไฮไลต์สำคัญคือ Apple‑1 Prototype Board #0 ที่ถูกใช้โดย Steve Jobs และ Steve Wozniak เพื่อทดสอบและยืนยันดีไซน์ก่อนเริ่มผลิตจริง ถือเป็นต้นแบบยุคแรกสุดของคอมพิวเตอร์ Apple ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

    บอร์ดต้นแบบนี้มีความพิเศษหลายอย่าง เช่น การใช้ Robinson‑Nugent sockets ที่มีคุณภาพสูงกว่าเวอร์ชันผลิตจริง รวมถึงการดัดแปลงบางจุดเพื่อทดสอบ timing ของ RAM นอกจากนี้ ผู้ชนะประมูลยังจะได้รับคีย์บอร์ดยุค 1977, พาวเวอร์ซัพพลายโบราณ, ทีวี Sony รุ่นเก่า และคู่มือ Apple‑1 ฉบับจำลองที่มีลายเซ็นของ Steve Wozniak เพิ่มความล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เข้าไปอีกขั้น

    อีกหนึ่งไอเทมที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ เช็คใบแรกของ Apple Computer เลขที่ 1 มูลค่า $500 ซึ่งลงนามโดย Jobs และ Wozniak ใช้สำหรับจ่ายค่าดีไซน์ PCB ของ Apple‑1 และออกก่อนวันที่บริษัทถูกจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเพียง 16 วัน ทำให้เอกสารชิ้นนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สูงจนถูกประเมินราคาว่าอาจแตะ $500,000+ เช่นเดียวกับบอร์ดต้นแบบ

    การประมูลครั้งนี้มีทั้งหมด 191 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ของสะสมส่วนตัวของ Steve Jobs ไปจนถึงรถ Jaguar XJS V12 ปี 1989 ที่จดทะเบียนในนาม Apple Computer งานนี้จึงไม่ใช่แค่การประมูล แต่เป็นการย้อนรอยเส้นทางของบริษัทที่เริ่มต้นจากโรงรถสู่การเป็นหนึ่งในบริษัททรงอิทธิพลที่สุดในโลกเทคโนโลยี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของการประมูล
    Apple‑1 Prototype Board #0 คาดว่าจะมีราคาทะลุ $500,000
    ใช้โดย Jobs และ Wozniak เพื่อทดสอบก่อนผลิตจริง

    คุณค่าทางประวัติศาสตร์
    มีการใช้ชิ้นส่วนหายาก เช่น Robinson‑Nugent sockets
    มาพร้อมอุปกรณ์ยุค 70s และคู่มือพร้อมลายเซ็น Wozniak

    เช็คใบแรกของ Apple
    ลงนามโดย Jobs และ Wozniak
    ใช้จ่ายค่าดีไซน์ Apple‑1 PCB ก่อนบริษัทจดทะเบียน

    งานประมูลครบรอบ 50 ปี Apple
    รวมของสะสม 191 รายการ
    ปิดประมูลวันที่ 30 มกราคม

    ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องพิจารณา
    ราคาประมูลอาจพุ่งสูงมาก
    ผู้สนใจต้องเตรียมงบประมาณระดับหลายแสนดอลลาร์

    ของสะสมมีความเปราะบาง
    ต้องการการเก็บรักษาแบบควบคุมสภาพแวดล้อม

    ความเสี่ยงด้านของปลอมในตลาดสะสม
    ผู้ซื้อควรตรวจสอบเอกสารรับรองอย่างละเอียด

    https://www.tomshardware.com/desktops/pc-building/apple-1-prototype-board-0-system-is-expected-to-fetch-usd500-000-at-a-50th-anniversary-auction-and-the-firms-first-ever-check-is-valued-at-the-same-amount
    🖥️ Apple‑1 Prototype Board #0 เตรียมถูกประมูลทะลุ $500,000 ในงานครบรอบ 50 ปี Apple หนึ่งในชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่หายากที่สุดของโลกเทคโนโลยีกำลังถูกนำออกประมูลในงาน Steve Jobs & the Computer Revolution: The Apple 50th Anniversary Auction ซึ่งจัดโดย Boston’s Rare and Remarkable Auctions โดยไฮไลต์สำคัญคือ Apple‑1 Prototype Board #0 ที่ถูกใช้โดย Steve Jobs และ Steve Wozniak เพื่อทดสอบและยืนยันดีไซน์ก่อนเริ่มผลิตจริง ถือเป็นต้นแบบยุคแรกสุดของคอมพิวเตอร์ Apple ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน บอร์ดต้นแบบนี้มีความพิเศษหลายอย่าง เช่น การใช้ Robinson‑Nugent sockets ที่มีคุณภาพสูงกว่าเวอร์ชันผลิตจริง รวมถึงการดัดแปลงบางจุดเพื่อทดสอบ timing ของ RAM นอกจากนี้ ผู้ชนะประมูลยังจะได้รับคีย์บอร์ดยุค 1977, พาวเวอร์ซัพพลายโบราณ, ทีวี Sony รุ่นเก่า และคู่มือ Apple‑1 ฉบับจำลองที่มีลายเซ็นของ Steve Wozniak เพิ่มความล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เข้าไปอีกขั้น อีกหนึ่งไอเทมที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ เช็คใบแรกของ Apple Computer เลขที่ 1 มูลค่า $500 ซึ่งลงนามโดย Jobs และ Wozniak ใช้สำหรับจ่ายค่าดีไซน์ PCB ของ Apple‑1 และออกก่อนวันที่บริษัทถูกจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเพียง 16 วัน ทำให้เอกสารชิ้นนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สูงจนถูกประเมินราคาว่าอาจแตะ $500,000+ เช่นเดียวกับบอร์ดต้นแบบ การประมูลครั้งนี้มีทั้งหมด 191 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ของสะสมส่วนตัวของ Steve Jobs ไปจนถึงรถ Jaguar XJS V12 ปี 1989 ที่จดทะเบียนในนาม Apple Computer งานนี้จึงไม่ใช่แค่การประมูล แต่เป็นการย้อนรอยเส้นทางของบริษัทที่เริ่มต้นจากโรงรถสู่การเป็นหนึ่งในบริษัททรงอิทธิพลที่สุดในโลกเทคโนโลยี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของการประมูล ➡️ Apple‑1 Prototype Board #0 คาดว่าจะมีราคาทะลุ $500,000 ➡️ ใช้โดย Jobs และ Wozniak เพื่อทดสอบก่อนผลิตจริง ✅ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ➡️ มีการใช้ชิ้นส่วนหายาก เช่น Robinson‑Nugent sockets ➡️ มาพร้อมอุปกรณ์ยุค 70s และคู่มือพร้อมลายเซ็น Wozniak ✅ เช็คใบแรกของ Apple ➡️ ลงนามโดย Jobs และ Wozniak ➡️ ใช้จ่ายค่าดีไซน์ Apple‑1 PCB ก่อนบริษัทจดทะเบียน ✅ งานประมูลครบรอบ 50 ปี Apple ➡️ รวมของสะสม 191 รายการ ➡️ ปิดประมูลวันที่ 30 มกราคม ⚠️ ข้อควรระวังหรือประเด็นที่ต้องพิจารณา ‼️ ราคาประมูลอาจพุ่งสูงมาก ⛔ ผู้สนใจต้องเตรียมงบประมาณระดับหลายแสนดอลลาร์ ‼️ ของสะสมมีความเปราะบาง ⛔ ต้องการการเก็บรักษาแบบควบคุมสภาพแวดล้อม ‼️ ความเสี่ยงด้านของปลอมในตลาดสะสม ⛔ ผู้ซื้อควรตรวจสอบเอกสารรับรองอย่างละเอียด https://www.tomshardware.com/desktops/pc-building/apple-1-prototype-board-0-system-is-expected-to-fetch-usd500-000-at-a-50th-anniversary-auction-and-the-firms-first-ever-check-is-valued-at-the-same-amount
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 135 มุมมอง 0 รีวิว
  • เส้นทางสู่การเป็น CISO ของ Jamie Norton: จากเด็กชอบคอมพิวเตอร์สู่ผู้นำความมั่นคงไซเบอร์ของออสเตรเลีย

    Jamie Norton เริ่มต้นเส้นทางด้านเทคโนโลยีตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพ่อแม่ซื้อคอมพิวเตอร์ให้เขาได้ลองเล่นและแกะเครื่องเอง ความสนใจนี้พาเขาไปเรียนด้าน IT และบัญชีในมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ยุคบูมของอินเทอร์เน็ตที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานด้านข่าวกรองในกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มมองโลกผ่านมุมมองของ “ความเสี่ยงและการปกป้องระบบ”

    หลังจากนั้น Norton ก้าวเข้าสู่สายงานไซเบอร์อย่างเต็มตัวในช่วงปี 2000 ผ่านบทบาทหลากหลาย ทั้งฝั่ง vendor, startup, digital trust, identity, และงานขาย ก่อนกลับมาสู่ตำแหน่งผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในองค์กรใหญ่ เช่น WHO, NEC Australia และสำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง CISO ของ ASIC และเป็น รองประธานบอร์ด ISACA ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทระดับนานาชาติของเขาในวงการนี้

    Norton มองว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดของ CISO คือการจัดการ “ระบบเก่า” ในหน่วยงานรัฐ การสร้างวินัยด้านความปลอดภัยพื้นฐาน และการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่กำลังเปลี่ยนเกมอย่างรวดเร็ว เขายังเน้นว่าบทบาทของ CISO กำลังขยับจากงานเทคนิคไปสู่การเป็นผู้นำระดับองค์กรที่ต้องสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในด้านการสร้างทีม Norton เชื่อว่าการให้คำปรึกษา การลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และการสร้างวัฒนธรรมที่ดีคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในภาครัฐที่อาจไม่สามารถแข่งขันด้านเงินเดือนกับเอกชนได้ เขายังย้ำว่าความยืดหยุ่นและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากบทสัมภาษณ์
    Norton เริ่มสนใจคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วัยเด็ก และเข้าสู่สายไซเบอร์ผ่านงานข่าวกรองในกระทรวงกลาโหม
    มีประสบการณ์ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระดับโลก เช่น WHO และ ATO
    ปัจจุบันเป็น CISO ของ ASIC และรองประธานบอร์ด ISACA
    มองว่า AI จะเปลี่ยนบทบาทของ CISO อย่างมากใน 5–10 ปีข้างหน้า

    ความท้าทายที่ CISO ต้องเผชิญ
    ระบบเก่าในหน่วยงานรัฐที่ยากต่อการอัปเกรดและเสี่ยงต่อภัยไซเบอร์
    การสร้างวินัยด้าน “พื้นฐานความปลอดภัย” ซึ่งมักยากกว่าที่คิด
    การสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดเพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงจริงจัง
    ปัญหา burnout ของคนทำงานไซเบอร์ที่ต้องรับแรงกดดันสูง

    https://www.csoonline.com/article/4098274/jamie-nortons-early-interest-in-computers-took-him-on-a-journey-securing-key-australian-government-organizations.html
    🛡️ เส้นทางสู่การเป็น CISO ของ Jamie Norton: จากเด็กชอบคอมพิวเตอร์สู่ผู้นำความมั่นคงไซเบอร์ของออสเตรเลีย Jamie Norton เริ่มต้นเส้นทางด้านเทคโนโลยีตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพ่อแม่ซื้อคอมพิวเตอร์ให้เขาได้ลองเล่นและแกะเครื่องเอง ความสนใจนี้พาเขาไปเรียนด้าน IT และบัญชีในมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าสู่ยุคบูมของอินเทอร์เน็ตที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานด้านข่าวกรองในกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มมองโลกผ่านมุมมองของ “ความเสี่ยงและการปกป้องระบบ” หลังจากนั้น Norton ก้าวเข้าสู่สายงานไซเบอร์อย่างเต็มตัวในช่วงปี 2000 ผ่านบทบาทหลากหลาย ทั้งฝั่ง vendor, startup, digital trust, identity, และงานขาย ก่อนกลับมาสู่ตำแหน่งผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในองค์กรใหญ่ เช่น WHO, NEC Australia และสำนักงานสรรพากรออสเตรเลีย ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง CISO ของ ASIC และเป็น รองประธานบอร์ด ISACA ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทระดับนานาชาติของเขาในวงการนี้ Norton มองว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดของ CISO คือการจัดการ “ระบบเก่า” ในหน่วยงานรัฐ การสร้างวินัยด้านความปลอดภัยพื้นฐาน และการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ที่กำลังเปลี่ยนเกมอย่างรวดเร็ว เขายังเน้นว่าบทบาทของ CISO กำลังขยับจากงานเทคนิคไปสู่การเป็นผู้นำระดับองค์กรที่ต้องสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดอย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านการสร้างทีม Norton เชื่อว่าการให้คำปรึกษา การลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และการสร้างวัฒนธรรมที่ดีคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในภาครัฐที่อาจไม่สามารถแข่งขันด้านเงินเดือนกับเอกชนได้ เขายังย้ำว่าความยืดหยุ่นและการเรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากบทสัมภาษณ์ ➡️ Norton เริ่มสนใจคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วัยเด็ก และเข้าสู่สายไซเบอร์ผ่านงานข่าวกรองในกระทรวงกลาโหม ➡️ มีประสบการณ์ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระดับโลก เช่น WHO และ ATO ➡️ ปัจจุบันเป็น CISO ของ ASIC และรองประธานบอร์ด ISACA ➡️ มองว่า AI จะเปลี่ยนบทบาทของ CISO อย่างมากใน 5–10 ปีข้างหน้า ‼️ ความท้าทายที่ CISO ต้องเผชิญ ⛔ ระบบเก่าในหน่วยงานรัฐที่ยากต่อการอัปเกรดและเสี่ยงต่อภัยไซเบอร์ ⛔ การสร้างวินัยด้าน “พื้นฐานความปลอดภัย” ซึ่งมักยากกว่าที่คิด ⛔ การสื่อสารกับผู้บริหารและบอร์ดเพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงจริงจัง ⛔ ปัญหา burnout ของคนทำงานไซเบอร์ที่ต้องรับแรงกดดันสูง https://www.csoonline.com/article/4098274/jamie-nortons-early-interest-in-computers-took-him-on-a-journey-securing-key-australian-government-organizations.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Jamie Norton’s journey to CISO started with an early interest in computers
    Norton, who has held CISO roles in both the private and public sector, including the Australian Taxation Office, discusses the challenges of securing key government organizations and how he sees security leadership evolving today.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 149 มุมมอง 0 รีวิว
  • ซูเปอร์โนวา SN 1604 ขยายตัวต่อเนื่อง 25 ปี – NASA เผยไทม์แลปส์สุดตะลึง

    ภาพไทม์แลปส์ใหม่จากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ Chandra ของ NASA ทำให้เราได้เห็นวิวัฒนาการของ “ซูเปอร์โนวาเคปเลอร์” (Kepler’s Supernova Remnant หรือ SN 1604) ที่ระเบิดเมื่อกว่า 400 ปีก่อนอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา การรวบรวมภาพตลอดช่วงเวลา 25 ปีเผยให้เห็นการขยายตัวของกลุ่มเศษซากดาวที่ยังคงพุ่งทะยานด้วยความเร็วระดับหลายพันกิโลเมตรต่อวินาที แม้จะอยู่ห่างจากโลกถึง 20,000 ปีแสงก็ตาม

    ซูเปอร์โนวานี้เป็นแบบ Type Ia ซึ่งเกิดจากดาวแคระขาวที่สะสมมวลมากเกินไปจนไม่เสถียรและระเบิดอย่างรุนแรง การระเบิดประเภทนี้มีความสำคัญมากในจักรวาล เพราะใช้เป็น “มาตราวัดระยะทาง” ที่แม่นยำ และยังเป็นแหล่งกำเนิดธาตุหนักที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ดาวรุ่นใหม่และระบบดาวเคราะห์ในอนาคต

    ข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพเผยว่าบางส่วนของกลุ่มเศษซากกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 8,700 กิโลเมตรต่อวินาที ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ เคลื่อนที่ช้ากว่าแต่ยังเร็วพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี การได้เห็นการเคลื่อนที่แบบนี้ถือเป็นโอกาสหายากมาก เพราะโดยปกติการเปลี่ยนแปลงของซูเปอร์โนวาใช้เวลานานนับพันปี

    นักดาราศาสตร์ระบุว่าการติดตามการเคลื่อนที่ของเศษซากเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจกลไกของการระเบิดและการกระจายตัวของธาตุหนักในจักรวาลได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของดาวและระบบสุริยะ รวมถึงตำแหน่งของเราในจักรวาลใบนี้ด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากงานวิจัย
    NASA รวบรวมภาพ SN 1604 จากปี 2000–2025 เป็นไทม์แลปส์ความละเอียดสูง
    ซูเปอร์โนวาอยู่ห่างจากโลก 20,000 ปีแสง แต่ยังเห็นการขยายตัวได้ชัดเจน
    บางส่วนของเศษซากเคลื่อนที่เร็วถึง 8,700 กม./วินาที
    เป็นซูเปอร์โนวา Type Ia ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดระยะทางในจักรวาล

    ประเด็นที่ควรระวังหรือข้อจำกัด
    การวิเคราะห์ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์ฉบับสมบูรณ์
    ความเร็วของเศษซากบางส่วนยังต้องตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันค่าที่แม่นยำ
    การขยายตัวจะช้าลงเมื่อชนกับก๊าซและฝุ่นในกาแล็กซี
    การคาดการณ์อนาคตของเศษซากยังมีความไม่แน่นอนสูง

    https://www.sciencealert.com/watch-a-supernovas-expansion-over-25-years-in-dramatic-nasa-timelapse
    🌠 ซูเปอร์โนวา SN 1604 ขยายตัวต่อเนื่อง 25 ปี – NASA เผยไทม์แลปส์สุดตะลึง ภาพไทม์แลปส์ใหม่จากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์ Chandra ของ NASA ทำให้เราได้เห็นวิวัฒนาการของ “ซูเปอร์โนวาเคปเลอร์” (Kepler’s Supernova Remnant หรือ SN 1604) ที่ระเบิดเมื่อกว่า 400 ปีก่อนอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา การรวบรวมภาพตลอดช่วงเวลา 25 ปีเผยให้เห็นการขยายตัวของกลุ่มเศษซากดาวที่ยังคงพุ่งทะยานด้วยความเร็วระดับหลายพันกิโลเมตรต่อวินาที แม้จะอยู่ห่างจากโลกถึง 20,000 ปีแสงก็ตาม ซูเปอร์โนวานี้เป็นแบบ Type Ia ซึ่งเกิดจากดาวแคระขาวที่สะสมมวลมากเกินไปจนไม่เสถียรและระเบิดอย่างรุนแรง การระเบิดประเภทนี้มีความสำคัญมากในจักรวาล เพราะใช้เป็น “มาตราวัดระยะทาง” ที่แม่นยำ และยังเป็นแหล่งกำเนิดธาตุหนักที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ดาวรุ่นใหม่และระบบดาวเคราะห์ในอนาคต ข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพเผยว่าบางส่วนของกลุ่มเศษซากกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 8,700 กิโลเมตรต่อวินาที ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ เคลื่อนที่ช้ากว่าแต่ยังเร็วพอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี การได้เห็นการเคลื่อนที่แบบนี้ถือเป็นโอกาสหายากมาก เพราะโดยปกติการเปลี่ยนแปลงของซูเปอร์โนวาใช้เวลานานนับพันปี นักดาราศาสตร์ระบุว่าการติดตามการเคลื่อนที่ของเศษซากเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจกลไกของการระเบิดและการกระจายตัวของธาตุหนักในจักรวาลได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของดาวและระบบสุริยะ รวมถึงตำแหน่งของเราในจักรวาลใบนี้ด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากงานวิจัย ➡️ NASA รวบรวมภาพ SN 1604 จากปี 2000–2025 เป็นไทม์แลปส์ความละเอียดสูง ➡️ ซูเปอร์โนวาอยู่ห่างจากโลก 20,000 ปีแสง แต่ยังเห็นการขยายตัวได้ชัดเจน ➡️ บางส่วนของเศษซากเคลื่อนที่เร็วถึง 8,700 กม./วินาที ➡️ เป็นซูเปอร์โนวา Type Ia ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดระยะทางในจักรวาล ‼️ ประเด็นที่ควรระวังหรือข้อจำกัด ⛔ การวิเคราะห์ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์ฉบับสมบูรณ์ ⛔ ความเร็วของเศษซากบางส่วนยังต้องตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันค่าที่แม่นยำ ⛔ การขยายตัวจะช้าลงเมื่อชนกับก๊าซและฝุ่นในกาแล็กซี ⛔ การคาดการณ์อนาคตของเศษซากยังมีความไม่แน่นอนสูง https://www.sciencealert.com/watch-a-supernovas-expansion-over-25-years-in-dramatic-nasa-timelapse
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Watch a Supernova's Expansion Over 25 Years in Dramatic NASA Timelapse
    A new video provides a front-row seat to a cosmic drama that has been playing out for centuries.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 83 มุมมอง 0 รีวิว
  • Dell ทำเซอร์ไพรส์ CES 2026 — งานแถลงข่าวที่ “ไม่พูดเรื่อง AI” จนกลายเป็นไฮไลต์ของงาน

    ท่ามกลางกระแส AI ที่ถาโถมทุกงานแถลงข่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Dell กลับเลือกเดินเกมสวนกระแสในงาน CES 2026 ด้วยการจัดบรีฟที่แทบไม่พูดถึง AI เลย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้สื่ออย่าง PC Gamer ถึงขั้นบอกว่านี่คือ “งานบรีฟที่ไม่ AI ที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี” เพราะทุกบริษัทในช่วงหลังต่างพยายามยัดคำว่า AI ลงในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม

    Jeff Clarke ผู้บริหารระดับสูงของ Dell เปิดงานด้วยการพูดถึงภาพรวมอุตสาหกรรม เช่น ปัญหาภาษี การเปลี่ยนผ่าน Windows 10 → 11 และภาวะขาดแคลนหน่วยความจำในปี 2026 ก่อนจะกล่าวถึง “คำสัญญาของ AI ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง” เพียงเล็กน้อย จากนั้นก็เข้าสู่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น XPS รุ่นล่าสุด, Alienware รุ่นบางเฉียบ, รุ่นเริ่มต้นราคาย่อมเยา และเดสก์ท็อป Area‑51 เวอร์ชันใหม่ โดยทั้งหมดเน้น “ประสบการณ์ผู้ใช้” มากกว่า AI-first

    สิ่งที่น่าสนใจคือ Dell ยอมรับตรงๆ ว่า ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อคอมเพราะ AI และหลายครั้ง AI ทำให้ผู้ใช้ “สับสนมากกว่าช่วย” แม้ผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกชิ้นจะมี NPU อยู่แล้วก็ตาม นี่สะท้อนว่าบริษัทเริ่มเข้าใจว่าการตลาดแบบ AI-first ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วไป และอาจสร้างความคาดหวังเกินจริงมากกว่าให้ประโยชน์จริงๆ

    การที่แบรนด์ใหญ่ระดับ Dell/Alienware เลือกลดโทน AI-first ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในอุตสาหกรรม เพราะในขณะที่หลายบริษัทท่วมตลาดด้วยคำว่า AI Dell กลับเลือกโฟกัสที่คุณภาพผลิตภัณฑ์จริงๆ ซึ่งอาจเป็นทิศทางใหม่ที่ผู้บริโภคต้องการมากกว่าในยุคที่คำว่า AI กลายเป็น buzzword ที่ถูกใช้จนเกินพอดี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ Dell ทำในงาน CES 2026
    จัดบรีฟที่แทบไม่พูดถึง AI เลย
    เปิดตัว XPS รุ่นใหม่, Alienware หลายรุ่น และ Area‑51 เวอร์ชันล่าสุด

    เหตุผลที่ Dell ลดโทน AI-first
    ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพราะ AI
    AI ทำให้ผู้ใช้สับสนมากกว่าช่วยในหลายกรณี

    ความเสี่ยงและข้อควรระวังในกระแส AI
    การตลาดแบบ AI-first อาจสร้างความคาดหวังเกินจริง
    ผู้ใช้บางกลุ่มอาจเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ “ต้องมี AI” ถึงจะดี

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
    บริษัทอื่นอาจยังคงยัด AI ลงทุกผลิตภัณฑ์ ทำให้ตลาดสับสน
    หากไม่สื่อสารให้ดี ผู้ใช้จะไม่เข้าใจว่า AI มีประโยชน์จริงตรงไหน

    https://www.pcgamer.com/hardware/dells-ces-2026-chat-was-the-most-pleasingly-un-ai-briefing-ive-had-in-maybe-5-years/
    💻 Dell ทำเซอร์ไพรส์ CES 2026 — งานแถลงข่าวที่ “ไม่พูดเรื่อง AI” จนกลายเป็นไฮไลต์ของงาน ท่ามกลางกระแส AI ที่ถาโถมทุกงานแถลงข่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Dell กลับเลือกเดินเกมสวนกระแสในงาน CES 2026 ด้วยการจัดบรีฟที่แทบไม่พูดถึง AI เลย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้สื่ออย่าง PC Gamer ถึงขั้นบอกว่านี่คือ “งานบรีฟที่ไม่ AI ที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี” เพราะทุกบริษัทในช่วงหลังต่างพยายามยัดคำว่า AI ลงในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม Jeff Clarke ผู้บริหารระดับสูงของ Dell เปิดงานด้วยการพูดถึงภาพรวมอุตสาหกรรม เช่น ปัญหาภาษี การเปลี่ยนผ่าน Windows 10 → 11 และภาวะขาดแคลนหน่วยความจำในปี 2026 ก่อนจะกล่าวถึง “คำสัญญาของ AI ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง” เพียงเล็กน้อย จากนั้นก็เข้าสู่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น XPS รุ่นล่าสุด, Alienware รุ่นบางเฉียบ, รุ่นเริ่มต้นราคาย่อมเยา และเดสก์ท็อป Area‑51 เวอร์ชันใหม่ โดยทั้งหมดเน้น “ประสบการณ์ผู้ใช้” มากกว่า AI-first สิ่งที่น่าสนใจคือ Dell ยอมรับตรงๆ ว่า ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อคอมเพราะ AI และหลายครั้ง AI ทำให้ผู้ใช้ “สับสนมากกว่าช่วย” แม้ผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกชิ้นจะมี NPU อยู่แล้วก็ตาม นี่สะท้อนว่าบริษัทเริ่มเข้าใจว่าการตลาดแบบ AI-first ไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วไป และอาจสร้างความคาดหวังเกินจริงมากกว่าให้ประโยชน์จริงๆ การที่แบรนด์ใหญ่ระดับ Dell/Alienware เลือกลดโทน AI-first ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในอุตสาหกรรม เพราะในขณะที่หลายบริษัทท่วมตลาดด้วยคำว่า AI Dell กลับเลือกโฟกัสที่คุณภาพผลิตภัณฑ์จริงๆ ซึ่งอาจเป็นทิศทางใหม่ที่ผู้บริโภคต้องการมากกว่าในยุคที่คำว่า AI กลายเป็น buzzword ที่ถูกใช้จนเกินพอดี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ Dell ทำในงาน CES 2026 ➡️ จัดบรีฟที่แทบไม่พูดถึง AI เลย ➡️ เปิดตัว XPS รุ่นใหม่, Alienware หลายรุ่น และ Area‑51 เวอร์ชันล่าสุด ✅ เหตุผลที่ Dell ลดโทน AI-first ➡️ ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพราะ AI ➡️ AI ทำให้ผู้ใช้สับสนมากกว่าช่วยในหลายกรณี ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวังในกระแส AI ⛔ การตลาดแบบ AI-first อาจสร้างความคาดหวังเกินจริง ⛔ ผู้ใช้บางกลุ่มอาจเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ “ต้องมี AI” ถึงจะดี ‼️ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ⛔ บริษัทอื่นอาจยังคงยัด AI ลงทุกผลิตภัณฑ์ ทำให้ตลาดสับสน ⛔ หากไม่สื่อสารให้ดี ผู้ใช้จะไม่เข้าใจว่า AI มีประโยชน์จริงตรงไหน https://www.pcgamer.com/hardware/dells-ces-2026-chat-was-the-most-pleasingly-un-ai-briefing-ive-had-in-maybe-5-years/
    WWW.PCGAMER.COM
    Dell seems to be the first to realise we don't actually care about AI PCs
    "What we've learned over the course of this year, from a consumer perspective, is they're not buying based on AI."
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 113 มุมมอง 0 รีวิว
  • Wike — แอป Wikipedia บน Linux ที่ดูเหมือนจะไม่จำเป็น แต่กลับดีเกินคาด

    Wike เป็นแอป Wikipedia แบบ Native สำหรับเดสก์ท็อป Linux ที่ตอนแรกหลายคน—including ผู้เขียนบทความ—คิดว่าไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร เพราะเปิด Wikipedia ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ก็ทำได้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ลองใช้งานจริง กลับพบว่าการแยก Wikipedia ออกมาเป็นแอปเฉพาะทางช่วยให้ประสบการณ์อ่านดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งความเรียบง่าย ความลื่นไหล และฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อการอ่านโดยเฉพาะ

    แอปนี้เป็นส่วนหนึ่งของ GNOME Circle ซึ่งหมายถึงผ่านมาตรฐานคุณภาพและการออกแบบของ GNOME อย่างเป็นทางการ แม้จะออกแบบมาสำหรับ GNOME แต่ก็ใช้งานได้บนเดสก์ท็อปอื่นเช่น KDE หรือ XFCE เพียงแต่อาจขาดฟีเจอร์บางอย่างไป จุดเด่นของ Wike คือการรองรับมากกว่า 300 ภาษา, การค้นหาผ่าน GNOME Activities, การแสดงตัวอย่างลิงก์แบบ Popup และการปรับฟอนต์หรือธีมได้ตามใจ

    นอกจากนี้ Wike ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้การอ่าน Wikipedia สนุกขึ้น เช่น Sidebar สำหรับสารบัญ, ระบบ Bookmark และ Reading List, ประวัติการอ่านแบบเรียงตามเวลา รวมถึงการคัดลอกลิงก์พร้อมไฮไลต์ข้อความ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เว็บเบราว์เซอร์ทั่วไปไม่มี ทำให้เหมาะมากสำหรับนักเรียน นักวิจัย หรือคนที่อ่าน Wikipedia บ่อย ๆ

    แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ Wike ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถใช้งานแบบ Offline ได้ และต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งผู้เขียนบทความมองว่าถ้ามีโหมด Offline แบบสารานุกรมยุค 90s จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้ Linux ที่ต้องการประสบการณ์อ่าน Wikipedia แบบสะอาดและโฟกัส Wike ถือเป็นแอปที่น่าลองอย่างยิ่ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Wike เป็นแอป Wikipedia แบบ Native สำหรับ Linux
    ผ่านมาตรฐาน GNOME Circle อย่างเป็นทางการ

    รองรับมากกว่า 300 ภาษาและมีโหมดอ่านแบบ distraction‑free
    ปรับฟอนต์ ธีม และสารบัญด้านข้างได้

    ค้นหา Wikipedia ได้จาก GNOME Activities โดยตรง
    เปิด Super key แล้วพิมพ์คำค้นหาได้ทันที

    มีฟีเจอร์ Link Preview, Bookmark, Reading List และ Copy Link with Highlight
    ช่วยให้การอ่านและแชร์ข้อมูลสะดวกขึ้นมาก

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    Wike ไม่รองรับการอ่านแบบ Offline
    ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

    ฟีเจอร์บางอย่างอาจไม่สมบูรณ์บนเดสก์ท็อปที่ไม่ใช่ GNOME
    เช่น การค้นหาผ่าน Activities หรือการแสดงผลบางส่วน

    ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูงแบบ Browser Extensions อาจรู้สึกขาดบางอย่าง
    เช่น การจดโน้ต, การแปลอัตโนมัติ, หรือการบล็อกโฆษณา

    https://itsfoss.com/wike-wikipedia/
    📰 📚 Wike — แอป Wikipedia บน Linux ที่ดูเหมือนจะไม่จำเป็น แต่กลับดีเกินคาด Wike เป็นแอป Wikipedia แบบ Native สำหรับเดสก์ท็อป Linux ที่ตอนแรกหลายคน—including ผู้เขียนบทความ—คิดว่าไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร เพราะเปิด Wikipedia ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ก็ทำได้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ลองใช้งานจริง กลับพบว่าการแยก Wikipedia ออกมาเป็นแอปเฉพาะทางช่วยให้ประสบการณ์อ่านดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งความเรียบง่าย ความลื่นไหล และฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อการอ่านโดยเฉพาะ แอปนี้เป็นส่วนหนึ่งของ GNOME Circle ซึ่งหมายถึงผ่านมาตรฐานคุณภาพและการออกแบบของ GNOME อย่างเป็นทางการ แม้จะออกแบบมาสำหรับ GNOME แต่ก็ใช้งานได้บนเดสก์ท็อปอื่นเช่น KDE หรือ XFCE เพียงแต่อาจขาดฟีเจอร์บางอย่างไป จุดเด่นของ Wike คือการรองรับมากกว่า 300 ภาษา, การค้นหาผ่าน GNOME Activities, การแสดงตัวอย่างลิงก์แบบ Popup และการปรับฟอนต์หรือธีมได้ตามใจ นอกจากนี้ Wike ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้การอ่าน Wikipedia สนุกขึ้น เช่น Sidebar สำหรับสารบัญ, ระบบ Bookmark และ Reading List, ประวัติการอ่านแบบเรียงตามเวลา รวมถึงการคัดลอกลิงก์พร้อมไฮไลต์ข้อความ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เว็บเบราว์เซอร์ทั่วไปไม่มี ทำให้เหมาะมากสำหรับนักเรียน นักวิจัย หรือคนที่อ่าน Wikipedia บ่อย ๆ แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ Wike ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถใช้งานแบบ Offline ได้ และต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งผู้เขียนบทความมองว่าถ้ามีโหมด Offline แบบสารานุกรมยุค 90s จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้ Linux ที่ต้องการประสบการณ์อ่าน Wikipedia แบบสะอาดและโฟกัส Wike ถือเป็นแอปที่น่าลองอย่างยิ่ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Wike เป็นแอป Wikipedia แบบ Native สำหรับ Linux ➡️ ผ่านมาตรฐาน GNOME Circle อย่างเป็นทางการ ✅ รองรับมากกว่า 300 ภาษาและมีโหมดอ่านแบบ distraction‑free ➡️ ปรับฟอนต์ ธีม และสารบัญด้านข้างได้ ✅ ค้นหา Wikipedia ได้จาก GNOME Activities โดยตรง ➡️ เปิด Super key แล้วพิมพ์คำค้นหาได้ทันที ✅ มีฟีเจอร์ Link Preview, Bookmark, Reading List และ Copy Link with Highlight ➡️ ช่วยให้การอ่านและแชร์ข้อมูลสะดวกขึ้นมาก คำเตือน / ความเสี่ยง ‼️ Wike ไม่รองรับการอ่านแบบ Offline ⛔ ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ‼️ ฟีเจอร์บางอย่างอาจไม่สมบูรณ์บนเดสก์ท็อปที่ไม่ใช่ GNOME ⛔ เช่น การค้นหาผ่าน Activities หรือการแสดงผลบางส่วน ‼️ ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูงแบบ Browser Extensions อาจรู้สึกขาดบางอย่าง ⛔ เช่น การจดโน้ต, การแปลอัตโนมัติ, หรือการบล็อกโฆษณา https://itsfoss.com/wike-wikipedia/
    ITSFOSS.COM
    I Thought This Wikipedia App for Linux was Pointless (I Was Wrong)
    I don't need to tell you that this application is for the people who enjoy the free and open knowledge provided by Wikipedia.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 150 มุมมอง 0 รีวิว
  • Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ

    Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ

    Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง

    Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026

    Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Pebble Round 2
    จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ
    แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์
    บางเฉียบเพียง 8.1 มม.
    ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์
    รองรับ iOS และ Android
    ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส

    ข้อควรรู้
    ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน)
    iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก
    ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง

    ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม
    มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm
    รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm
    มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่

    สิ่งที่ต้องระวัง
    ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้)
    รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า

    สถานะการผลิตและการเปิดตัว
    เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025
    ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT
    พรีออเดอร์ราคา $199
    ส่งมอบ พฤษภาคม 2026
    โชว์ตัวจริงที่ CES 2026

    ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง
    สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT
    จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด

    https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    🕒✨ Pebble Round 2 กลับมาแล้ว! บางเฉียบเหมือนเดิม แต่จอใหญ่ขึ้น แบตอึดขึ้น และยังคงความเป็น Pebble แบบต้นฉบับ Pebble เปิดตัว Pebble Round 2 อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการคืนชีพหนึ่งในนาฬิกาที่แฟน ๆ รอคอยมากที่สุดตั้งแต่ยุค Pebble Time Round ปี 2015 รุ่นใหม่ยังคงความบางเฉียบเหมือนเดิม แต่แก้ปัญหาใหญ่ของรุ่นก่อนทั้งหมด ทั้งเรื่องแบตเตอรี่ที่สั้นและขอบจอที่หนาเกินไป โดย Pebble Round 2 มาพร้อม จอ e‑paper สีขนาด 1.3 นิ้วแบบไร้ขอบ, แบตใช้งานได้ ประมาณ 2 สัปดาห์, ตัวเรือนสเตนเลส และยังคงใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ Pebble Round 2 ยังรองรับปุ่มกด 4 ปุ่มแบบดั้งเดิม พร้อมทัชสกรีนที่ “ไม่จำเป็นต้องใช้” ทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่ายแม้ไม่ต้องมองจอ นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่สำหรับสั่งงาน AI และตอบข้อความ (Android พร้อมใช้ทันที ส่วน iOS จะตามมาใน EU) พร้อมฟีเจอร์พื้นฐานอย่างนับก้าว นอน และแสงไฟพื้นหลัง Pebble ระบุว่าการพัฒนารุ่นนี้ง่ายขึ้นมากเพราะนำดีไซน์ไฟฟ้าจาก Pebble Time 2 และโครงสร้างจาก Pebble Time Round มาผสมกับ PebbleOS ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้ทีมสามารถทำให้ระบบทำงานได้ภายใน “ไม่กี่วัน” หลังเริ่มโปรเจกต์ในเดือนมีนาคม 2025 ตอนนี้ Pebble Round 2 อยู่ในขั้น DVT (Design Verification Test) และพร้อมให้พรีออเดอร์ในราคา $199 โดยจะเริ่มส่งมอบในเดือน พฤษภาคม 2026 Pebble ยังเปิดตัวสายแบบใหม่หลายแบบ ทั้งซิลิโคนและหนัง พร้อมรองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ตามใจ และยังเชิญชวนแฟน ๆ ไปชมตัวจริงที่บูธ Pebble ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัสอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Pebble Round 2 ➡️ จอ 1.3" color e‑paper แบบไร้ขอบ ➡️ แบตอึด ประมาณ 2 สัปดาห์ ➡️ บางเฉียบเพียง 8.1 มม. ➡️ ตัวเรือนสเตนเลส 3 สี: ดำ / เงิน / โรสโกลด์ ➡️ รองรับ iOS และ Android ➡️ ใช้ PebbleOS แบบโอเพ่นซอร์ส ‼️ ข้อควรรู้ ⛔ ไม่ใช่นาฬิกาเน้นฟิตเนส (มีแค่ก้าว & นอน) ⛔ iOS รองรับไมโครโฟนเฉพาะใน EU ช่วงแรก ⛔ ยังอยู่ในขั้น DVT อาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนผลิตจริง ✅ ตัวเลือกและอุปกรณ์เสริม ➡️ มี 4 รุ่น: Black 20mm / Silver 20mm / Silver 14mm / Rose Gold 14mm ➡️ รองรับสายมาตรฐาน 14mm และ 20mm ➡️ มีสายซิลิโคนและหนังแบบใหม่ ‼️ สิ่งที่ต้องระวัง ⛔ ต้องเลือกขนาดสายให้ตรงกับรุ่น (14mm ↔ 20mm ใช้แทนกันไม่ได้) ⛔ รุ่น 14mm อาจมีตัวเลือกสายน้อยกว่า ✅ สถานะการผลิตและการเปิดตัว ➡️ เริ่มพัฒนาเดือนมีนาคม 2025 ➡️ ตอนนี้อยู่ในขั้น DVT ➡️ พรีออเดอร์ราคา $199 ➡️ ส่งมอบ พฤษภาคม 2026 ➡️ โชว์ตัวจริงที่ CES 2026 ‼️ ความเสี่ยงก่อนวางขายจริง ⛔ สเปกอาจมีการปรับเล็กน้อยในขั้น EVT/PVT ⛔ จำนวนผลิตล็อตแรกอาจจำกัด https://repebble.com/blog/pebble-round-2-the-most-stylish-pebble-ever
    REPEBBLE.COM
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    Pebble Round 2 - The Most Stylish Pebble Ever
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 142 มุมมอง 0 รีวิว
  • Anycubic เปิดตัว “First Print Guarantee” ช่วยมือใหม่ 3D Printer หากพิมพ์ครั้งแรกพัง — พร้อมชดเชยเป็นเส้นพิมพ์ 2 ม้วน

    Anycubic ประกาศแคมเปญใหม่ชื่อ “First Print Guarantee” สำหรับผู้ซื้อเครื่องพิมพ์ Anycubic Kobra X ในช่วงโปรโมชัน โดยตั้งใจช่วยผู้ใช้มือใหม่ที่มักเจอปัญหาพิมพ์ครั้งแรกไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนหมดกำลังใจและเลิกใช้งานเครื่องพิมพ์ 3D ไปในที่สุด

    แคมเปญนี้ครอบคลุมเฉพาะ “Official Performance Benchmark model” ซึ่งเป็นโมเดลทดสอบที่ Anycubic กำหนด หากผู้ใช้พิมพ์แล้วไม่ออกมาตามมาตรฐาน สามารถติดต่อฝ่ายสนับสนุนเพื่อให้ทีมงานตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบเครื่อง และโปรไฟล์การพิมพ์ พร้อมส่งคำแนะนำแบบละเอียดเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

    หากตรวจพบว่าความล้มเหลวเกิดจากปัญหาทางกลไกหรือประสิทธิภาพของเครื่อง Anycubic จะส่ง เส้น PLA ฟรี 2 ม้วน ให้ผู้ใช้เป็นการชดเชย นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือลูกค้าจะถูกนำไปปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์การพิมพ์ผ่าน OTA เพื่อให้เครื่องรุ่นนี้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต

    โปรโมชันนี้ใช้ได้เฉพาะเครื่องที่ซื้อระหว่าง 26 ธันวาคม – 15 กุมภาพันธ์ และมีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วันหลังได้รับสินค้า แม้โมเดลทดสอบอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่ Anycubic ระบุว่าต้องการลดอุปสรรคของผู้เริ่มต้น และทำให้ประสบการณ์แรกของการพิมพ์ 3D เป็นเรื่องที่ “สำเร็จได้จริง” ไม่ใช่ความผิดหวังเหมือนที่หลายคนเคยเจอในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของโปรโมชัน First Print Guarantee
    ครอบคลุมเฉพาะ Anycubic Kobra X ที่ซื้อในช่วงโปรโมชัน
    ตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบ และโปรไฟล์การพิมพ์แบบละเอียด
    ช่วยมือใหม่ลดความสับสนและเพิ่มโอกาสพิมพ์สำเร็จ

    สิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ
    คำแนะนำเฉพาะสำหรับโมเดลทดสอบ
    หากเป็นความผิดพลาดจากเครื่อง จะได้รับเส้น PLA ฟรี 2 ม้วน
    การปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์ผ่าน OTA จากข้อมูลผู้ใช้จริง

    ข้อจำกัดของโปรโมชัน
    ใช้ได้เฉพาะโมเดล “Official Performance Benchmark” เท่านั้น
    ครอบคลุมเฉพาะช่วงซื้อ 26 ธ.ค. – 15 ก.พ.
    คุ้มครองเพียง 30 วันหลังได้รับสินค้า

    สิ่งที่ผู้ใช้ควรระวัง
    โมเดลทดสอบยังไม่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ
    ผู้ใช้ต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุนและส่งข้อมูลการพิมพ์เพื่อรับสิทธิ์

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/anycubic-announces-first-print-guarantee-for-burgeoning-3d-printers-limited-time-promo-includes-comprehensive-setup-review-if-your-first-print-doesnt-go-to-plan
    🖨️ Anycubic เปิดตัว “First Print Guarantee” ช่วยมือใหม่ 3D Printer หากพิมพ์ครั้งแรกพัง — พร้อมชดเชยเป็นเส้นพิมพ์ 2 ม้วน Anycubic ประกาศแคมเปญใหม่ชื่อ “First Print Guarantee” สำหรับผู้ซื้อเครื่องพิมพ์ Anycubic Kobra X ในช่วงโปรโมชัน โดยตั้งใจช่วยผู้ใช้มือใหม่ที่มักเจอปัญหาพิมพ์ครั้งแรกไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนหมดกำลังใจและเลิกใช้งานเครื่องพิมพ์ 3D ไปในที่สุด แคมเปญนี้ครอบคลุมเฉพาะ “Official Performance Benchmark model” ซึ่งเป็นโมเดลทดสอบที่ Anycubic กำหนด หากผู้ใช้พิมพ์แล้วไม่ออกมาตามมาตรฐาน สามารถติดต่อฝ่ายสนับสนุนเพื่อให้ทีมงานตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบเครื่อง และโปรไฟล์การพิมพ์ พร้อมส่งคำแนะนำแบบละเอียดเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด หากตรวจพบว่าความล้มเหลวเกิดจากปัญหาทางกลไกหรือประสิทธิภาพของเครื่อง Anycubic จะส่ง เส้น PLA ฟรี 2 ม้วน ให้ผู้ใช้เป็นการชดเชย นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากการช่วยเหลือลูกค้าจะถูกนำไปปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์การพิมพ์ผ่าน OTA เพื่อให้เครื่องรุ่นนี้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทุกคนในอนาคต โปรโมชันนี้ใช้ได้เฉพาะเครื่องที่ซื้อระหว่าง 26 ธันวาคม – 15 กุมภาพันธ์ และมีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วันหลังได้รับสินค้า แม้โมเดลทดสอบอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกเผยแพร่ แต่ Anycubic ระบุว่าต้องการลดอุปสรรคของผู้เริ่มต้น และทำให้ประสบการณ์แรกของการพิมพ์ 3D เป็นเรื่องที่ “สำเร็จได้จริง” ไม่ใช่ความผิดหวังเหมือนที่หลายคนเคยเจอในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของโปรโมชัน First Print Guarantee ➡️ ครอบคลุมเฉพาะ Anycubic Kobra X ที่ซื้อในช่วงโปรโมชัน ➡️ ตรวจสอบการตั้งค่า การประกอบ และโปรไฟล์การพิมพ์แบบละเอียด ➡️ ช่วยมือใหม่ลดความสับสนและเพิ่มโอกาสพิมพ์สำเร็จ ✅ สิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ ➡️ คำแนะนำเฉพาะสำหรับโมเดลทดสอบ ➡️ หากเป็นความผิดพลาดจากเครื่อง จะได้รับเส้น PLA ฟรี 2 ม้วน ➡️ การปรับปรุงเฟิร์มแวร์และโปรไฟล์ผ่าน OTA จากข้อมูลผู้ใช้จริง ‼️ ข้อจำกัดของโปรโมชัน ⛔ ใช้ได้เฉพาะโมเดล “Official Performance Benchmark” เท่านั้น ⛔ ครอบคลุมเฉพาะช่วงซื้อ 26 ธ.ค. – 15 ก.พ. ⛔ คุ้มครองเพียง 30 วันหลังได้รับสินค้า ‼️ สิ่งที่ผู้ใช้ควรระวัง ⛔ โมเดลทดสอบยังไม่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ⛔ ผู้ใช้ต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุนและส่งข้อมูลการพิมพ์เพื่อรับสิทธิ์ https://www.tomshardware.com/3d-printing/anycubic-announces-first-print-guarantee-for-burgeoning-3d-printers-limited-time-promo-includes-comprehensive-setup-review-if-your-first-print-doesnt-go-to-plan
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 170 มุมมอง 0 รีวิว
  • NVIDIA เปิดตัว DLSS 4.5 และ Multi‑Frame Generation 6X ที่ CES 2026 — อัปสเกลคมขึ้น ลื่นขึ้น และฉลาดขึ้นกว่าเดิม

    NVIDIA ใช้เวที CES 2026 เปิดตัว DLSS 4.5 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่สองของโมเดล Transformer Upscaling พร้อมปรับปรุงคุณภาพภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลด “shimmering” บนพื้นผิวคงที่ และลด “ghosting” ที่เกิดหลังวัตถุใกล้ผู้เล่น เช่น ปืนหรือดาบ ทำให้ภาพนิ่งกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม เช่น Indiana Jones and the Great Circle อีกด้วย

    DLSS 4.5 ยังใช้พลังประมวลผลมากขึ้น แต่ RTX 40 และ RTX 50 จะได้ประโยชน์จาก Tensor Core FP8 acceleration ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแม้โมเดลใหญ่ขึ้น ส่วน RTX 20 และ 30 ยังใช้งานได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเล็กน้อยเพราะไม่มี FP8 acceleration

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Multi‑Frame Generation (MFG) รุ่นใหม่ รองรับสูงสุด 6X จากเดิม 4X โดยอาศัยข้อมูลภาพที่ดีขึ้นจาก DLSS 4.5 ทำให้สร้างเฟรมเพิ่มได้มากขึ้นโดยยังรักษาคุณภาพภาพไว้ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำให้เกม 30 FPS เล่นได้ลื่น แต่เพื่อผลักดันจอรีเฟรชเรตสูงระดับ 360–480Hz ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อมีเฟรมพื้นฐานเพียงพอ (เช่น 90 FPS ขึ้นไป)

    NVIDIA ยังเพิ่มโหมด Dynamic MFG ที่จะปรับตัวคูณเฟรมอัตโนมัติเพื่อรักษาเฟรมเรตตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ตั้งไว้ในแอป NVIDIA App หากสลับคูณเฟรมได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เกิด stutter ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังมากสำหรับเกมเมอร์สายแข่งขัน ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2026 และเป็น เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ RTX 50‑series

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ DLSS 4.5
    ลด shimmering บนพื้นผิวคงที่
    ลด ghosting หลังวัตถุใกล้ผู้เล่น
    ปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม
    ใช้โมเดล Transformer รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น

    Multi‑Frame Generation 6X
    เพิ่มตัวคูณเฟรมจาก 4X → 6X
    เหมาะกับจอ 360–480Hz
    ต้องมีเฟรมพื้นฐานสูงพอ (เช่น 90 FPS)
    ใช้ข้อมูลภาพจาก DLSS 4.5 เพื่อคุณภาพเฟรมที่ดีขึ้น

    ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด
    RTX 20/30 ใช้ DLSS 4.5 ได้ แต่ไม่มี FP8 acceleration อาจช้าลง
    MFG 6X ไม่ได้ช่วยให้เกม 30 FPS ลื่นขึ้น
    Dynamic MFG ยังต้องทดสอบว่าการสลับตัวคูณจะลื่นจริงหรือไม่

    สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
    ประสิทธิภาพจริงของ DLSS 4.5 บนการ์ดรุ่นเก่า
    คุณภาพเฟรมของ MFG 6X ในเกมที่มีฉากเคลื่อนไหวเร็ว
    การเปิดตัว Reflex 2 + Frame Warp ที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนา

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-introduces-dlss-4-5-and-multi-frame-generation-6x-at-ces-2026-updated-models-can-generate-higher-quality-upscaled-frames-and-more-of-them-dynamically
    🚀 NVIDIA เปิดตัว DLSS 4.5 และ Multi‑Frame Generation 6X ที่ CES 2026 — อัปสเกลคมขึ้น ลื่นขึ้น และฉลาดขึ้นกว่าเดิม NVIDIA ใช้เวที CES 2026 เปิดตัว DLSS 4.5 ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่สองของโมเดล Transformer Upscaling พร้อมปรับปรุงคุณภาพภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลด “shimmering” บนพื้นผิวคงที่ และลด “ghosting” ที่เกิดหลังวัตถุใกล้ผู้เล่น เช่น ปืนหรือดาบ ทำให้ภาพนิ่งกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม เช่น Indiana Jones and the Great Circle อีกด้วย DLSS 4.5 ยังใช้พลังประมวลผลมากขึ้น แต่ RTX 40 และ RTX 50 จะได้ประโยชน์จาก Tensor Core FP8 acceleration ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นแม้โมเดลใหญ่ขึ้น ส่วน RTX 20 และ 30 ยังใช้งานได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเล็กน้อยเพราะไม่มี FP8 acceleration อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Multi‑Frame Generation (MFG) รุ่นใหม่ รองรับสูงสุด 6X จากเดิม 4X โดยอาศัยข้อมูลภาพที่ดีขึ้นจาก DLSS 4.5 ทำให้สร้างเฟรมเพิ่มได้มากขึ้นโดยยังรักษาคุณภาพภาพไว้ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อทำให้เกม 30 FPS เล่นได้ลื่น แต่เพื่อผลักดันจอรีเฟรชเรตสูงระดับ 360–480Hz ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อมีเฟรมพื้นฐานเพียงพอ (เช่น 90 FPS ขึ้นไป) NVIDIA ยังเพิ่มโหมด Dynamic MFG ที่จะปรับตัวคูณเฟรมอัตโนมัติเพื่อรักษาเฟรมเรตตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ตั้งไว้ในแอป NVIDIA App หากสลับคูณเฟรมได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เกิด stutter ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังมากสำหรับเกมเมอร์สายแข่งขัน ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2026 และเป็น เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ RTX 50‑series 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ DLSS 4.5 ➡️ ลด shimmering บนพื้นผิวคงที่ ➡️ ลด ghosting หลังวัตถุใกล้ผู้เล่น ➡️ ปรับปรุง anti‑aliasing ในบางเกม ➡️ ใช้โมเดล Transformer รุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น ✅ Multi‑Frame Generation 6X ➡️ เพิ่มตัวคูณเฟรมจาก 4X → 6X ➡️ เหมาะกับจอ 360–480Hz ➡️ ต้องมีเฟรมพื้นฐานสูงพอ (เช่น 90 FPS) ➡️ ใช้ข้อมูลภาพจาก DLSS 4.5 เพื่อคุณภาพเฟรมที่ดีขึ้น ‼️ ข้อควรระวัง / ข้อจำกัด ⛔ RTX 20/30 ใช้ DLSS 4.5 ได้ แต่ไม่มี FP8 acceleration อาจช้าลง ⛔ MFG 6X ไม่ได้ช่วยให้เกม 30 FPS ลื่นขึ้น ⛔ Dynamic MFG ยังต้องทดสอบว่าการสลับตัวคูณจะลื่นจริงหรือไม่ ‼️ สิ่งที่ต้องติดตามต่อ ⛔ ประสิทธิภาพจริงของ DLSS 4.5 บนการ์ดรุ่นเก่า ⛔ คุณภาพเฟรมของ MFG 6X ในเกมที่มีฉากเคลื่อนไหวเร็ว ⛔ การเปิดตัว Reflex 2 + Frame Warp ที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนา https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/nvidia-introduces-dlss-4-5-and-multi-frame-generation-6x-at-ces-2026-updated-models-can-generate-higher-quality-upscaled-frames-and-more-of-them-dynamically
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 118 มุมมอง 0 รีวิว
  • StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม

    StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา

    ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด

    หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ

    ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon
    ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP)
    RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด
    SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280
    หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits

    ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย
    ใช้ Coreboot firmware
    ปิด Intel ME
    มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi
    เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด

    ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา
    RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้
    ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก
    หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท

    ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้
    Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม
    Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง

    https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    💻 StarBook Horizon: โน้ตบุ๊ก Linux ตัวใหม่ มาพร้อม Coreboot, RAM 32GB และดีไซน์พรีเมียม StarLabs เปิดตัว StarBook Horizon โน้ตบุ๊ก Linux รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัว ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหลสำหรับผู้ใช้ลินุกซ์โดยเฉพาะ ตัวเครื่องใช้วัสดุ อลูมิเนียม 6061 พร้อมการเคลือบแบบ sand‑blasted Pantone 433 ให้ความรู้สึกพรีเมียมและแข็งแรง เหมาะทั้งสำหรับงานประจำวันและงานพกพา ภายในใช้ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 แบบ 8 คอร์ 8 เธรด พร้อม TDP เพียง 7W ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังให้ประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับงานทั่วไปและงานพัฒนา นอกจากนี้ยังมาพร้อม LPDDR5 32GB 4800MT/s แบบฝังบอร์ด และ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ซึ่งถือว่าให้สเปกสูงกว่ามาตรฐานโน้ตบุ๊กลินุกซ์ทั่วไปในตลาด หน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว IPS ความละเอียด 2520×1680 (226 PPI) รีเฟรชเรต 90Hz และความสว่างสูงถึง 500 nits พร้อมอัตราส่วน 3:2 ที่เหมาะกับงานเอกสารและงานโค้ดเป็นพิเศษ อีกทั้งยังติดตั้ง privacy screen protector มาให้จากโรงงาน เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานในที่สาธารณะ ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว StarBook Horizon มาพร้อม Coreboot firmware, ปิดการทำงานของ Intel ME, รองรับ Secure Boot, มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi, และเว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิดจริง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตครบครัน เช่น USB‑C 3.2 Gen2 สองช่อง, USB‑A 3.2 Gen2, HDMI 2.1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. ทำให้เป็นโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุดบนลินุกซ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์สเปกเด่นของ StarBook Horizon ➡️ ชิป Intel Alder Lake i3‑N305 (8 คอร์ / 8 เธรด, 7W TDP) ➡️ RAM 32GB LPDDR5 4800MT/s แบบฝังบอร์ด ➡️ SSD 2TB PCIe Gen3 M.2 2280 ➡️ หน้าจอ 13.4" IPS 2520×1680, 90Hz, 500 nits ✅ ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย ➡️ ใช้ Coreboot firmware ➡️ ปิด Intel ME ➡️ มี hardware kill switch สำหรับ Wi‑Fi ➡️ เว็บแคม 1080p พร้อมฝาปิด ‼️ ข้อควรระวัง / จุดที่ต้องพิจารณา ⛔ RAM แบบฝังบอร์ด ไม่สามารถอัปเกรดได้ ⛔ ใช้ชิป i3‑N305 ซึ่งเน้นประหยัดพลังงาน อาจไม่เหมาะกับงานหนัก ⛔ หน้าจอ 3:2 อาจไม่เหมาะกับงานดูหนังหรือความบันเทิงบางประเภท ‼️ ประเด็นเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ควรรู้ ⛔ Coreboot แม้ปลอดภัย แต่ผู้ใช้บางรายอาจต้องการ BIOS แบบดั้งเดิม ⛔ Privacy screen อาจทำให้มุมมองด้านข้างแคบลง https://9to5linux.com/starbook-horizon-linux-laptop-now-on-sale-with-32gb-ram-wi-fi-6e-and-coreboot
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 156 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷

    #รวมข่าวIT #20260106 #TechRadar

    What the post‑quantum shift means for your security strategy
    ยุคควอนตัมกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่คิด ทำให้ระบบความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตอย่าง TLS เสี่ยงต่อการถูกเจาะด้วยพลังประมวลผลระดับใหม่ที่สามารถถอดรหัสข้อมูลย้อนหลังได้ ส่งผลให้ธุรกิจและองค์กรต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม เช่น ML‑KEM และโซลูชัน hybrid TLS เพื่อป้องกันข้อมูลระยะยาวก่อนที่ผู้โจมตีจะได้เปรียบในวันที่ควอนตัมพร้อมใช้งานจริง
    https://www.techradar.com/pro/what-the-post-quantum-shift-means-for-your-security-strategy

    Data sovereignty: not just an issue for governments
    ความกังวลเรื่องอธิปไตยข้อมูลพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก เมื่อข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกเก็บและประมวลผลข้ามพรมแดน ทำให้องค์กรทุกภาคส่วน—from โรงพยาบาลไปจนถึงระบบขนส่ง—เสี่ยงต่อการถูกควบคุมโดยกฎหมายต่างประเทศ จึงเกิดกระแสหันมาใช้ sovereign cloud และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้กฎหมายท้องถิ่น เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของผู้ใช้ในระยะยาว
    https://www.techradar.com/pro/data-sovereignty-not-just-an-issue-for-governments

    Nearly half a million patients exposed in healthcare breach
    การโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health กลายเป็นเหตุร้ายแรงกว่าที่คาด เมื่อจำนวนผู้ป่วยที่ข้อมูลรั่วไหลพุ่งจาก 8,000 เป็นเกือบ 500,000 ราย โดยข้อมูลที่ถูกขโมยรวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ ไปจนถึงประวัติการรักษา ซึ่งถูกกลุ่ม Qilin นำไปเผยแพร่ ทำให้ผู้เสียหายเสี่ยงต่อการถูกขโมยตัวตนและฉ้อโกงในอนาคต แม้องค์กรจะเริ่มเสนอการป้องกันตัวตนให้ฟรีก็ตาม
    https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know

    Battle of the OLEDs: LG and Samsung both unveil 4,500‑nit panels
    LG และ Samsung เปิดศึกจอ OLED รุ่นใหม่ที่อ้างว่าสามารถดันความสว่างสูงสุดถึง 4,500 นิต ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม แม้ตัวเลขนี้จะเป็นค่าที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องแล็บและความสว่างจริงในทีวีจะต่ำกว่านั้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นการยกระดับคุณภาพภาพอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณว่าทีวีรุ่นปี 2026 จะสว่าง คม และสะท้อนแสงน้อยกว่าเดิมมาก https://www.techradar.com/televisions/battle-of-the-oleds-lg-and-samsung-both-unveil-panels-with-4-500-nit-brightness-claims-but-theres-a-catch

    Grok รุกตลาดองค์กรเต็มตัวด้วยแผน Business และ Enterprise
    xAI เปิดตัว Grok เวอร์ชัน Business และ Enterprise ที่มาพร้อมมาตรการความปลอดภัยเข้มขึ้น ไม่ใช้ข้อมูลลูกค้าฝึกโมเดล และรองรับการเชื่อมต่อกับบริการอย่าง Google Drive เพื่อดึงดูดองค์กรที่ต้องการทางเลือกใหม่แทน ChatGPT หรือ Gemini โดยมีฟีเจอร์จัดการทีม การตรวจสอบความปลอดภัย และตัวเลือกเข้ารหัสระดับองค์กร พร้อมค่าบริการเริ่มต้น 30 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่าคู่แข่งโดยตรงของตลาด AI ระดับธุรกิจ
    https://www.techradar.com/pro/elon-musk-goes-all-in-on-smbs-with-new-grok-enterprise-and-business-offerings

    กล้องแอ็กชัน 8K ตัวจิ๋วจาก Leaptic ท้าชน DJI
    บริษัทจีนหน้าใหม่ Leaptic เตรียมเปิดตัวกล้องแอ็กชันขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ที่รองรับวิดีโอ 8K ในงาน CES 2026 ซึ่งดีไซน์คล้าย DJI Osmo Nano และมาพร้อมฟีเจอร์ AI เช่น การตรวจจับวัตถุ การสั่งงานด้วยเสียง และระบบตัดต่ออัตโนมัติ ทำให้ตลาดกล้องพกพาอาจร้อนแรงขึ้นเมื่อผู้เล่นรายใหม่พร้อมท้าชน DJI และ Insta360 แบบเต็มตัว
    https://www.techradar.com/cameras/action-cameras/djis-tiny-action-cam-will-soon-get-a-big-8k-rival-from-a-mysterious-chinese-company

    วิกฤต RAM ฉุดตลาดการ์ดจอ RTX 5000 ขาดตลาด–ราคาพุ่ง
    รายงานจากผู้ขายในยุโรปเผยว่า GPU ตระกูล Nvidia RTX 5000 หลายรุ่นเริ่มขาดตลาดเพราะวิกฤตหน่วยความจำ GDDR7 ที่ถูกแย่งไปใช้ในงาน AI ส่งผลให้รุ่นท็อปอย่าง RTX 5080 และ 5090 ราคาพุ่งเกิน MSRP อย่างหนัก และอาจทำให้ตลาดกลับไปสู่ยุคขาดแคลนแบบช่วงโควิด หากสถานการณ์ RAM ยังไม่คลี่คลายเร็ว ๆ นี้
    https://www.techradar.com/computing/gpu/pc-gamers-face-a-miserable-new-year-as-nvidia-rtx-5000-gpus-are-reportedly-hit-by-shortages-due-to-ram-crisis

    8BitDo FlipPad คอนโทรลเลอร์พับได้สำหรับเล่นเกมเรโทรบนมือถือ
    8BitDo เปิดตัว FlipPad คอนโทรลเลอร์แบบเสียบ USB‑C ที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมเรโทรบนมือถือโดยเฉพาะ มาพร้อมปุ่ม D‑pad และปุ่มพื้นฐานโดยไม่มีอนาล็อก ทำให้เหมาะกับเกมคลาสสิกหรือแอปอีมูเลชัน และจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2026 ก่อนวางขายช่วงซัมเมอร์ปีเดียวกัน รองรับทั้ง iPhone และ Android
    https://www.techradar.com/gaming/8bitdos-flippad-controller-could-be-a-great-way-to-play-retro-games-on-your-phone

    ข้อมูลผู้ป่วยเกือบครึ่งล้านรายถูกเปิดเผยจากเหตุโจมตี Covenant Health
    การสืบสวนล่าสุดพบว่าการโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health ในปี 2025 รุนแรงกว่าที่รายงานไว้มาก โดยข้อมูลผู้ป่วยราว 500,000 รายถูกขโมย รวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ และข้อมูลการรักษา กลุ่ม Qilin จากรัสเซียอ้างความรับผิดชอบและปล่อยข้อมูลกว่า 852GB ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเสี่ยงต่อการขโมยตัวตนและการฉ้อโกงอย่างมาก
    https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know

     EU เตรียมเข้มงวดกฎเทคโนโลยีปี 2026 ขณะสหรัฐขู่ตอบโต้
    ความตึงเครียดด้านกฎระเบียบเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น หลัง EU เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลและปรับบริษัทเทคยักษ์จากสหรัฐหลายราย ขณะที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้ทรัมป์มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและเตรียมมาตรการตอบโต้ ทำให้ปี 2026 อาจเป็นปีที่การแข่งขันด้านอำนาจกำกับดูแลเทคโนโลยีระหว่างสองขัวยักษ์ใหญ่เข้มข้นยิ่งขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/eu-gears-up-for-even-more-tough-tech-enforcement-in-2026-as-trump-warns-of-retaliation

     Garmin อาจอัปเกรด Health Status ให้ดูข้อมูลสุขภาพแบบไทม์ไลน์
    มีสัญญาณว่า Garmin เตรียมยกระดับฟีเจอร์ Health Status ให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลสุขภาพหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในรูปแบบไทม์ไลน์ แทนการดูแบบวันต่อวันเหมือนปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มสุขภาพชัดเจนขึ้น และอาจเป็นการแก้ข้อจำกัดสำคัญของระบบติดตามสุขภาพในแอป Garmin Connect
    https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-trackers/garmin-could-be-gearing-up-for-an-exciting-but-overdue-health-status-upgrade-heres-what-we-know-so-far

     Anker เปิดตัวหูฟังปรับโหมดได้ทั้งแบบเปิดหูและแบบซีล ANC
    Anker Soundcore เปิดตัว AeroFit 2 Pro หูฟังที่สามารถสลับจากโหมดเปิดหูเป็นแบบซีลเพื่อใช้ ANC ได้ด้วยการปรับตำแหน่งขาเกี่ยวหู พร้อมระบบเซ็นเซอร์ที่ปรับ EQ อัตโนมัติตามรูปแบบการใช้งาน มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ รองรับ Spatial Audio และออกแบบมาเพื่อความสบายในการใช้งานยาวนาน
    https://www.techradar.com/audio/earbuds-airpods/anker-soundcore-unveils-open-earbuds-that-can-adapt-to-be-ear-sealing-anc-buds-too-is-this-the-best-of-both-audio-worlds

     LastPass ถูกแฮกในอดีตยังส่งผลต่อการขโมยคริปโตในปัจจุบัน
    รายงานล่าสุดเผยว่าการเจาะระบบ LastPass ในปี 2022 ยังคงสร้างความเสียหายต่อเนื่อง โดยแฮกเกอร์สามารถถอดรหัส vault ของผู้ใช้ที่ตั้งรหัสไม่ซับซ้อน และขโมย seed phrase ของกระเป๋าคริปโตไปใช้ย้ายเงินออก รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 35–100 ล้านดอลลาร์ พร้อมมีการฟอกเงินผ่านบริการ mixing หลายแห่ง
    https://www.techradar.com/pro/security/historic-lastpass-breach-enabling-cryptocurrency-theft-investigation-reveals

    Hisense เปิดตัวนวัตกรรมทีวี 3 รุ่นใหม่ใน CES 2026
    Hisense เดินหน้าปฏิวัติวงการทีวีด้วย RGB mini‑LED รุ่นใหม่ที่ขยายไลน์ลงสู่ขนาด 50–100 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี RGB mini‑LED Evo ที่เพิ่มสีไซแอนเพื่อความสมจริงยิ่งขึ้น และ RGBY MicroLED ที่เพิ่มสีเหลืองเป็นแม่สีที่สี่เพื่อมอบมุมมองและความคมชัดที่เหนือกว่า ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดทีวีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสีสันจัดจ้านและความสว่างระดับใหม่ที่อาจท้าทาย OLED ในอนาคต
    https://www.techradar.com/televisions/hisense-unveils-3-new-tv-innovations-at-ces-2026-and-theyre-all-about-mind-blowing-color

    แฮ็กเกอร์ Bitfinex ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดด้วยกฎหมาย First Step Act
    Ilya Lichtenstein แฮ็กเกอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการขโมย Bitcoin 120,000 เหรียญจาก Bitfinex ในปี 2016 ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด พร้อมภรรยา Heather Morgan หลังได้รับเครดิตลดโทษจากกฎหมาย First Step Act ทั้งคู่ประกาศว่าจะเริ่มต้นใหม่หลังจากหลายปีที่ต้องแยกจากกัน และคดีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของโลกคริปโต
    https://www.techradar.com/pro/security/crypto-thief-released-early-thanks-to-trumps-first-step-act

    Apple Vision Pro อาจใกล้ถึงทางตันหลังยอดขายตกหนัก
    รายงานล่าสุดเผยว่า Apple ลดการผลิตและงบการตลาดของ Vision Pro ลงถึง 95% หลังยอดขายไม่เข้าเป้า แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยแต่ราคาที่สูงและการใช้งานที่จำกัดใน ecosystem ของ Apple ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปไม่ตอบรับมากนัก ส่งผลให้อนาคตของอุปกรณ์ XR ตัวนี้เริ่มไม่สดใส แม้ Apple ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AR ต่อไป
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/it-looks-like-the-end-is-coming-for-the-apple-vision-pro-im-not-even-surprised

    ปี 2026 อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับ OnePlus ในการกลับมาทำมือถือพับได้
    ตลาดมือถือพับได้กำลังคึกคักจากการขยับของ Samsung, Motorola และแบรนด์จีนหลายเจ้า ทำให้ปี 2026 กลายเป็นจังหวะทองที่ OnePlus อาจกลับมาด้วย OnePlus Open 2 หลังรุ่นแรกเคยได้รับคำชมอย่างมาก หาก OnePlus ผสมผสานดีไซน์ระดับพรีเมียมกับราคาที่คุ้มค่าได้ ก็มีโอกาสท้าชนเจ้าตลาดได้ไม่ยาก
    https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/2026-is-the-perfect-year-for-oneplus-to-release-another-folding-phone-heres-why

    Audeze Maxwell 2 เฮดเซ็ตเกมมิ่งระดับออดิโอไฟล์เปิดตัวแล้ว
    Audeze เปิดตัว Maxwell 2 เฮดเซ็ตไร้สายรุ่นอัปเกรดที่มาพร้อมเทคโนโลยี SLAM เพื่อมอบเสียงที่มีมิติและเบสทรงพลัง ใช้ไดรเวอร์ planar magnetic ขนาดใหญ่ 90 มม. พร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวนแบบ AI และแบตเตอรี่ใช้งานได้กว่า 80 ชั่วโมง ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับสูงสุด
    https://www.techradar.com/gaming/audeze-announces-the-maxwell-2-gaming-headset-an-overhaul-of-its-predecessor-that-is-targeted-firmly-at-audiophile-gamers-and-you-can-buy-it-now

    Samsung Galaxy S26 Ultra อาจไม่อัปเกรดกล้อง แต่แลกกับการ “ไม่ขึ้นราคา”
    Samsung Galaxy S26 Series ถูกคาดว่าจะไม่มีการอัปเกรดกล้องครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรุ่น Ultra ที่อาจเปลี่ยนเพียงดีไซน์โมดูลเล็กน้อย ขณะที่รุ่น S26 และ S26+ อาจเข้าสู่ปีที่ 4 โดยไม่เพิ่มสเปกกล้องเลย แม้จะดูน่าผิดหวัง แต่เหตุผลสำคัญคือ Samsung ต้องการ “ตรึงราคา” ไว้เท่าเดิมท่ามกลางต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากความต้องการด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้การไม่ขึ้นราคาอาจเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แม้จะแลกกับการอัปเกรดที่น้อยลงก็ตาม
    https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/the-samsung-galaxy-s26-ultra-might-not-get-any-camera-upgrades-but-thats-fine-if-it-means-we-avoid-a-price-hike

    Boston Dynamics เปิดตัว Atlas รุ่นผลิตจริง เตรียมเข้าทำงานในโรงงานปี 2028
    Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จาก Boston Dynamics ก้าวจากต้นแบบสู่ “สินค้าจริง” พร้อมทำงานในโรงงานของ Hyundai ภายในปี 2028 โดยรุ่นใหม่นี้เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด มี 56 องศาการเคลื่อนไหว ยกของหนักได้ถึง 110 ปอนด์ มีระบบกันสภาพอากาศ และมือที่มีเซนเซอร์สัมผัส อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ภายในหนึ่งวัน ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่เน้นช่วยงานหนักและงานซ้ำซากเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มนุษย์ในสายการผลิต
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/boston-dynamics-atlas-humanoid-robot-is-now-a-product-and-heading-to-factories-in-2028

    แฮ็กเกอร์อ้างขโมยข้อมูลวิศวกรรมกว่า 800 ไฟล์จากบริษัทสหรัฐ พร้อมขายให้ผู้สนใจ
    กลุ่มแฮ็กเกอร์ประกาศว่าพวกเขาได้เจาะระบบ Pickett and Associates บริษัทวิศวกรรมในฟลอริดา และขโมยข้อมูลสำคัญกว่า 800 ไฟล์ เช่น LiDAR, แผนที่โครงสร้างไฟฟ้า, ไฟล์ออกแบบ และข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทพลังงานรายใหญ่ในสหรัฐ ก่อนนำไปขายในราคา 6.5 BTC (ราว $600,000) โดย Duke Energy อยู่ระหว่างตรวจสอบเหตุการณ์นี้ ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มโจมตีกำลังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-claim-breach-of-engineering-firm-offer-sale-of-info-on-three-major-us-utilities

    Garmin เปิดตัวกล้อง DualView สำหรับรถบรรทุก ช่วยกำจัดจุดบอดรอบคัน
    Garmin เปิดตัว dēzl DualView ระบบกล้องภายนอกสองตัวที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดจุดบอดของรถบรรทุกโดยเฉพาะ กล้องมีมาตรฐานกันน้ำ IPX7 ให้ภาพรอบคันพร้อมแจ้งเตือนเมื่อมีรถเข้ามาในจุดบอด รองรับการบันทึกวิดีโอ 1080p และเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตหรือ GPS ของ Garmin เพื่อสั่งงานด้วยเสียง อุปกรณ์นี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อผู้ขับและผู้ใช้ถนนอื่น โดยวางจำหน่ายที่ราคา $999.99
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/dash-cams/garmin-unveils-a-new-rugged-cam-designed-to-cover-blind-spots-and-its-the-safety-device-truck-drivers-need

    LEGO เปิดตัว Smart Play ใส่ชิปในก้อนอิฐ พร้อมเปิดตัวชุด Star Wars รุ่นแรก
    LEGO เปิดตัว “Smart Brick” อิฐรุ่นใหม่ที่ซ่อนชิปและเซนเซอร์ภายใน ทำให้สามารถตรวจจับตำแหน่งของมินิฟิกเกอร์หรือแท็กพิเศษเพื่อสร้างเสียง เอฟเฟกต์ไฟ และปฏิกิริยาต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องใช้แอปหรือการเชื่อมต่อออนไลน์ ชุดแรกที่รองรับคือ LEGO Star Wars 3 รุ่นใหม่ เช่น X-Wing และ TIE Fighter ซึ่งจะตอบสนองด้วยเสียงเครื่องยนต์ แสงดาบ และเอฟเฟกต์อื่น ๆ เพิ่มมิติใหม่ให้การเล่นโดยไม่ทำลายความคลาสสิกของ LEGO
    https://www.techradar.com/streaming/entertainment/the-lego-brick-just-got-its-biggest-upgrade-yet-with-smart-play-and-its-coming-to-star-wars-sets-first

     Acer เปิดตัวไลน์อัป CES 2026 พร้อมโน้ตบุ๊ก AI และสกู๊ตเตอร์เกมมิ่ง Predator
    Acer เปิดศักราช CES 2026 ด้วยกองทัพโน้ตบุ๊กใหม่ที่ใช้ชิป Intel Core Ultra Series 3 ทั้ง Aspire AI, Swift AI และรุ่นเกมมิ่ง Predator/Nitro ที่เน้นประสิทธิภาพ AI เป็นพิเศษ พร้อมเปิดตัวมอนิเตอร์เกมมิ่ง 1000Hz, โปรเจ็กเตอร์ Vero รุ่นใหม่ และอุปกรณ์เครือข่าย Wi-Fi 7 แต่ไฮไลต์ที่สะดุดตาที่สุดคือ Predator ES Storm Pro สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์เกมมิ่งพร้อมไฟ RGB และระยะวิ่งราว 60 กม. ซึ่งสะท้อนความพยายามของ Acer ในการขยายแบรนด์ Predator ไปสู่ไลฟ์สไตล์นอกเหนือจากเกมมิ่งโดยตรง
    https://www.techradar.com/tech-events/acers-ces-2026-reveals-include-laptops-displays-and-a-gaming-themed-e-scooter-apparently

     HyperX จับมือ Neurable พัฒนาเฮดเซ็ตอ่านคลื่นสมองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเกมเมอร์
    HyperX และ Neurable เผยเทคโนโลยีเฮดเซ็ตเกมมิ่งที่ฝังเซ็นเซอร์ EEG เพื่ออ่านคลื่นสมองแบบเรียลไทม์ ช่วยผู้เล่นเข้าสู่โหมดโฟกัส ลดภาวะ “tilt” และเพิ่มความแม่นยำ โดยระบบจะประเมิน cognitive load และระดับสมาธิ พร้อมโหมด “Prime” ที่ฝึกสมองก่อนเล่นเกม ซึ่งทดสอบแล้วช่วยเพิ่มความแม่นยำและลด reaction time ได้จริง ถือเป็นก้าวใหม่ของอุปกรณ์เกมมิ่งที่ผสานประสาทวิทยาเข้ากับการเล่นเกมอย่างเป็นรูปธรรม
    https://www.techradar.com/gaming/gaming-accessories/hyperx-is-working-with-brain-scanning-company-neurable-on-a-gaming-headset-that-aims-to-offer-prevention-of-tilt-and-good-practice-not-crap-practice

     Nvidia ซีอีโอ Jensen Huang ชี้ “ทั้งสแต็กกำลังถูกเปลี่ยนใหม่” พร้อมยุค AI รุ่นถัดไป
    Jensen Huang ขึ้นเวที CES 2026 พร้อมประกาศว่าทั้งอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยทุกเลเยอร์ของ AI ถูกออกแบบใหม่ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์จนถึงซอฟต์แวร์ พร้อมเผยชิปเจเนอเรชันใหม่ Vera Rubin ที่รวม CPU และ GPU เพื่อรองรับ AI Factory ขนาดใหญ่ รวมถึงแนวคิด “Physical AI” ที่ช่วยให้โมเดลเข้าใจโลกจริงมากขึ้น สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Nvidia ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์ม AI ครบวงจรสำหรับอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/the-entire-stack-is-being-changed-nvidia-ceo-jensen-huang-looks-ahead-to-the-next-generation-of-ai

    Keebmon มินิพีซีสุดล้ำ รวมคีย์บอร์ดกลไก + จอทัช 21:9 + Ryzen AI ในเครื่องเดียว
    Keebmon เปิดตัวอุปกรณ์ลูกผสมที่รวมมินิพีซี คีย์บอร์ดกลไก และจอสัมผัสอัตราส่วน 21:9 ไว้ในบอดี้พับได้เครื่องเดียว ใช้ชิป Ryzen AI 9 HX 370 รองรับ RAM สูงสุด 64GB และ SSD 8TB พร้อมพอร์ตครบครันทั้ง USB4, HDMI 2.1 และ OCuLink เหมาะกับสายพกพาที่ต้องการพลังประมวลผลระดับจริงจัง โดยโครงการ Kickstarter ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามเกินเป้าหลายเท่า
    https://www.techradar.com/pro/you-have-never-seen-a-mini-pc-like-this-keebmon-is-a-ryzen-ai-powered-pc-with-a-mechanical-keyboard-a-21-9-touchscreen-display-64gb-ram-and-an-8tb-ssd

     ไต้หวันถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนกว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันในปี 2025
    รายงานจากสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนเฉลี่ยวันละ 2.63 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และมากกว่า 113% เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยการโจมตีมักเกิดควบคู่กับกิจกรรมทางทหารหรือเหตุการณ์การเมือง สะท้อนยุทธศาสตร์ “สงครามไฮบริด” ที่จีนใช้กดดันไต้หวันผ่านการสอดแนม การขโมยข้อมูล และการรบกวนระบบสำคัญของรัฐ
    https://www.techradar.com/pro/security/taiwanese-infrastructure-suffered-over-2-5-million-chinese-cyberattacks-per-day-in-2025-report-reveals

    Peacock เตรียมเป็นสตรีมมิงแรกที่รองรับ Dolby Vision 2 และ Atmos รุ่นใหม่
    Peacock เดินหน้าอัปเกรดประสบการณ์สตรีมมิงครั้งใหญ่ด้วยการรองรับ Dolby Vision 2 และ Dolby AC‑4 ซึ่งช่วยให้ภาพคมชัดขึ้น ลดอาการภาพกระตุกและ Soap Opera Effect พร้อมเสียง Atmos ที่ปรับแต่งได้ละเอียดกว่าเดิม ทั้งในคอนเทนต์ออนดีมานด์และไลฟ์สดอย่าง NBA, NFL และโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ทำให้แพลตฟอร์มนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านคุณภาพภาพและเสียงในปีนี้อย่างเต็มตัว
    https://www.techradar.com/streaming/entertainment/peacock-goes-all-in-on-dolby-with-vision-and-atmos-support

    Asus เปิดตัว ROG XREAL R1 แว่น AR สำหรับเกมเมอร์ หลังแยกทางกับ Meta
    Asus จับมือ XREAL เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG XREAL R1 ที่มาพร้อมจอ micro‑OLED 1080p ความสว่างสูง รีเฟรชเรต 240Hz และระบบเชื่อมต่อผ่าน USB‑C หรือ Dock ที่รองรับ DisplayPort และ HDMI เพื่อใช้งานกับ ROG Ally, PC หรือคอนโซล โดยเน้นประสบการณ์เกมบนจอเสมือนขนาดใหญ่ 171 นิ้ว พร้อมฟีเจอร์เลนส์ปรับแสงอัตโนมัติและเสียงจูนโดย Bose ถือเป็นก้าวใหม่ของ Asus หลังยุติโครงการร่วมกับ Meta
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/goodbye-meta-hello-xreal-asus-announces-rog-xreal-r1-ar-gaming-glasses-following-termination-of-its-horizon-os-headset

    จอ 5K แบบ Snap‑on พร้อม SSD ซ่อนในตัว คู่หูใหม่ของ Mac mini
    StudioDock Pro คือมอนิเตอร์ 27 นิ้ว 5K ที่ออกแบบมาให้ Mac mini สวมเข้าไปในตัวเครื่องได้เลย พร้อมฮับพอร์ตครบชุดและช่องใส่ SSD M.2 สูงสุด 8TB แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ รุ่น Premium รองรับ Thunderbolt 5 ให้แบนด์วิดท์สูงถึง 120Gbps พร้อมพอร์ต 2.5G Ethernet และ SD UHS‑II ทั้งหมดนี้ในราคาเปิดตัว $699 ทำให้เป็นโซลูชันแบบ All‑in‑One สำหรับโต๊ะทำงานที่ต้องการความเรียบและประสิทธิภาพสูง
    https://www.techradar.com/pro/this-usd699-5k-thunderbolt-5-monitor-is-the-perfect-partner-for-your-apple-mac-mini-and-even-comes-with-a-hidden-ssd-slot

    Intel เปิดตัว Core Ultra Series 3 (Panther Lake) พร้อมชิปกราฟิกใหม่แรงระดับ RTX 3050
    Intel เปิดตัวชิปรุ่นใหม่ Core Ultra Series 3 (Panther Lake) ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Intel 18A เน้นประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน โดยไฮไลต์คือ GPU ใหม่ Intel Arc B390 ที่รองรับ multiframe generation ผ่าน XeSS 3 ทำให้เล่นเกมอย่าง Battlefield 6 ที่ 1080p ได้ถึง 147fps พร้อมประกาศแพลตฟอร์มสำหรับเครื่องเกมพกพาแข่งกับ AMD Z‑series และชูจุดเด่นด้าน AI ที่ร่วมพัฒนากับ Microsoft อย่างใกล้ชิด
    https://www.techradar.com/computing/cpu/intel-launches-new-core-ultra-300-series-processors-at-ces-2026-will-panther-lake-deliver-the-win-that-intel-needs

    Dell ชุบชีวิตแบรนด์ XPS พร้อมดีไซน์ใหม่และสเปกจัดเต็ม
    Dell ประกาศคืนชีพแบรนด์ XPS พร้อมเปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 ดีไซน์ใหม่หมดจด ใช้วัสดุพรีเมียม CNC Aluminum + Gorilla Glass พร้อมนำปุ่มฟังก์ชันแบบ Physical กลับมาแทนทัชบาร์ และเพิ่มโลโก้ XPS ไว้บนฝาเครื่องเป็นครั้งแรก ใช้ชิป Intel Core Ultra 300 พร้อมกราฟิก Arc รุ่นใหม่ แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 27 ชั่วโมง และตัวเครื่องบางเพียง 14.6 มม. ถือเป็นการกลับสู่จุดยืนเดิมของ XPS ในฐานะแล็ปท็อประดับพรีเมียมสำหรับผู้ใช้จริงจังและเกมเมอร์
    https://www.techradar.com/computing/dell-un-retires-its-iconic-xps-brand-at-ces-2026-were-getting-back-to-our-roots
    📌📡🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷📡📌 #รวมข่าวIT #20260106 #TechRadar 🧬 What the post‑quantum shift means for your security strategy ยุคควอนตัมกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่คิด ทำให้ระบบความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตอย่าง TLS เสี่ยงต่อการถูกเจาะด้วยพลังประมวลผลระดับใหม่ที่สามารถถอดรหัสข้อมูลย้อนหลังได้ ส่งผลให้ธุรกิจและองค์กรต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม เช่น ML‑KEM และโซลูชัน hybrid TLS เพื่อป้องกันข้อมูลระยะยาวก่อนที่ผู้โจมตีจะได้เปรียบในวันที่ควอนตัมพร้อมใช้งานจริง 🔗 https://www.techradar.com/pro/what-the-post-quantum-shift-means-for-your-security-strategy 🛡️ Data sovereignty: not just an issue for governments ความกังวลเรื่องอธิปไตยข้อมูลพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก เมื่อข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกเก็บและประมวลผลข้ามพรมแดน ทำให้องค์กรทุกภาคส่วน—from โรงพยาบาลไปจนถึงระบบขนส่ง—เสี่ยงต่อการถูกควบคุมโดยกฎหมายต่างประเทศ จึงเกิดกระแสหันมาใช้ sovereign cloud และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้กฎหมายท้องถิ่น เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของผู้ใช้ในระยะยาว 🔗 https://www.techradar.com/pro/data-sovereignty-not-just-an-issue-for-governments 🏥 Nearly half a million patients exposed in healthcare breach การโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health กลายเป็นเหตุร้ายแรงกว่าที่คาด เมื่อจำนวนผู้ป่วยที่ข้อมูลรั่วไหลพุ่งจาก 8,000 เป็นเกือบ 500,000 ราย โดยข้อมูลที่ถูกขโมยรวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ ไปจนถึงประวัติการรักษา ซึ่งถูกกลุ่ม Qilin นำไปเผยแพร่ ทำให้ผู้เสียหายเสี่ยงต่อการถูกขโมยตัวตนและฉ้อโกงในอนาคต แม้องค์กรจะเริ่มเสนอการป้องกันตัวตนให้ฟรีก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know 📺 Battle of the OLEDs: LG and Samsung both unveil 4,500‑nit panels LG และ Samsung เปิดศึกจอ OLED รุ่นใหม่ที่อ้างว่าสามารถดันความสว่างสูงสุดถึง 4,500 นิต ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม แม้ตัวเลขนี้จะเป็นค่าที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องแล็บและความสว่างจริงในทีวีจะต่ำกว่านั้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นการยกระดับคุณภาพภาพอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณว่าทีวีรุ่นปี 2026 จะสว่าง คม และสะท้อนแสงน้อยกว่าเดิมมาก 🔗 https://www.techradar.com/televisions/battle-of-the-oleds-lg-and-samsung-both-unveil-panels-with-4-500-nit-brightness-claims-but-theres-a-catch 🚀 Grok รุกตลาดองค์กรเต็มตัวด้วยแผน Business และ Enterprise xAI เปิดตัว Grok เวอร์ชัน Business และ Enterprise ที่มาพร้อมมาตรการความปลอดภัยเข้มขึ้น ไม่ใช้ข้อมูลลูกค้าฝึกโมเดล และรองรับการเชื่อมต่อกับบริการอย่าง Google Drive เพื่อดึงดูดองค์กรที่ต้องการทางเลือกใหม่แทน ChatGPT หรือ Gemini โดยมีฟีเจอร์จัดการทีม การตรวจสอบความปลอดภัย และตัวเลือกเข้ารหัสระดับองค์กร พร้อมค่าบริการเริ่มต้น 30 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่าคู่แข่งโดยตรงของตลาด AI ระดับธุรกิจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/elon-musk-goes-all-in-on-smbs-with-new-grok-enterprise-and-business-offerings 🎥 กล้องแอ็กชัน 8K ตัวจิ๋วจาก Leaptic ท้าชน DJI บริษัทจีนหน้าใหม่ Leaptic เตรียมเปิดตัวกล้องแอ็กชันขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ที่รองรับวิดีโอ 8K ในงาน CES 2026 ซึ่งดีไซน์คล้าย DJI Osmo Nano และมาพร้อมฟีเจอร์ AI เช่น การตรวจจับวัตถุ การสั่งงานด้วยเสียง และระบบตัดต่ออัตโนมัติ ทำให้ตลาดกล้องพกพาอาจร้อนแรงขึ้นเมื่อผู้เล่นรายใหม่พร้อมท้าชน DJI และ Insta360 แบบเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/cameras/action-cameras/djis-tiny-action-cam-will-soon-get-a-big-8k-rival-from-a-mysterious-chinese-company 💸 วิกฤต RAM ฉุดตลาดการ์ดจอ RTX 5000 ขาดตลาด–ราคาพุ่ง รายงานจากผู้ขายในยุโรปเผยว่า GPU ตระกูล Nvidia RTX 5000 หลายรุ่นเริ่มขาดตลาดเพราะวิกฤตหน่วยความจำ GDDR7 ที่ถูกแย่งไปใช้ในงาน AI ส่งผลให้รุ่นท็อปอย่าง RTX 5080 และ 5090 ราคาพุ่งเกิน MSRP อย่างหนัก และอาจทำให้ตลาดกลับไปสู่ยุคขาดแคลนแบบช่วงโควิด หากสถานการณ์ RAM ยังไม่คลี่คลายเร็ว ๆ นี้ 🔗 https://www.techradar.com/computing/gpu/pc-gamers-face-a-miserable-new-year-as-nvidia-rtx-5000-gpus-are-reportedly-hit-by-shortages-due-to-ram-crisis 🎮 8BitDo FlipPad คอนโทรลเลอร์พับได้สำหรับเล่นเกมเรโทรบนมือถือ 8BitDo เปิดตัว FlipPad คอนโทรลเลอร์แบบเสียบ USB‑C ที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมเรโทรบนมือถือโดยเฉพาะ มาพร้อมปุ่ม D‑pad และปุ่มพื้นฐานโดยไม่มีอนาล็อก ทำให้เหมาะกับเกมคลาสสิกหรือแอปอีมูเลชัน และจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2026 ก่อนวางขายช่วงซัมเมอร์ปีเดียวกัน รองรับทั้ง iPhone และ Android 🔗 https://www.techradar.com/gaming/8bitdos-flippad-controller-could-be-a-great-way-to-play-retro-games-on-your-phone 🔐 ข้อมูลผู้ป่วยเกือบครึ่งล้านรายถูกเปิดเผยจากเหตุโจมตี Covenant Health การสืบสวนล่าสุดพบว่าการโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health ในปี 2025 รุนแรงกว่าที่รายงานไว้มาก โดยข้อมูลผู้ป่วยราว 500,000 รายถูกขโมย รวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ และข้อมูลการรักษา กลุ่ม Qilin จากรัสเซียอ้างความรับผิดชอบและปล่อยข้อมูลกว่า 852GB ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเสี่ยงต่อการขโมยตัวตนและการฉ้อโกงอย่างมาก 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know 🇪🇺 EU เตรียมเข้มงวดกฎเทคโนโลยีปี 2026 ขณะสหรัฐขู่ตอบโต้ ความตึงเครียดด้านกฎระเบียบเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น หลัง EU เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลและปรับบริษัทเทคยักษ์จากสหรัฐหลายราย ขณะที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้ทรัมป์มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและเตรียมมาตรการตอบโต้ ทำให้ปี 2026 อาจเป็นปีที่การแข่งขันด้านอำนาจกำกับดูแลเทคโนโลยีระหว่างสองขัวยักษ์ใหญ่เข้มข้นยิ่งขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/eu-gears-up-for-even-more-tough-tech-enforcement-in-2026-as-trump-warns-of-retaliation ⌚ Garmin อาจอัปเกรด Health Status ให้ดูข้อมูลสุขภาพแบบไทม์ไลน์ มีสัญญาณว่า Garmin เตรียมยกระดับฟีเจอร์ Health Status ให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลสุขภาพหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในรูปแบบไทม์ไลน์ แทนการดูแบบวันต่อวันเหมือนปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มสุขภาพชัดเจนขึ้น และอาจเป็นการแก้ข้อจำกัดสำคัญของระบบติดตามสุขภาพในแอป Garmin Connect 🔗 https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-trackers/garmin-could-be-gearing-up-for-an-exciting-but-overdue-health-status-upgrade-heres-what-we-know-so-far 🎧 Anker เปิดตัวหูฟังปรับโหมดได้ทั้งแบบเปิดหูและแบบซีล ANC Anker Soundcore เปิดตัว AeroFit 2 Pro หูฟังที่สามารถสลับจากโหมดเปิดหูเป็นแบบซีลเพื่อใช้ ANC ได้ด้วยการปรับตำแหน่งขาเกี่ยวหู พร้อมระบบเซ็นเซอร์ที่ปรับ EQ อัตโนมัติตามรูปแบบการใช้งาน มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ รองรับ Spatial Audio และออกแบบมาเพื่อความสบายในการใช้งานยาวนาน 🔗 https://www.techradar.com/audio/earbuds-airpods/anker-soundcore-unveils-open-earbuds-that-can-adapt-to-be-ear-sealing-anc-buds-too-is-this-the-best-of-both-audio-worlds 🛡️ LastPass ถูกแฮกในอดีตยังส่งผลต่อการขโมยคริปโตในปัจจุบัน รายงานล่าสุดเผยว่าการเจาะระบบ LastPass ในปี 2022 ยังคงสร้างความเสียหายต่อเนื่อง โดยแฮกเกอร์สามารถถอดรหัส vault ของผู้ใช้ที่ตั้งรหัสไม่ซับซ้อน และขโมย seed phrase ของกระเป๋าคริปโตไปใช้ย้ายเงินออก รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 35–100 ล้านดอลลาร์ พร้อมมีการฟอกเงินผ่านบริการ mixing หลายแห่ง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/historic-lastpass-breach-enabling-cryptocurrency-theft-investigation-reveals 🎨 Hisense เปิดตัวนวัตกรรมทีวี 3 รุ่นใหม่ใน CES 2026 Hisense เดินหน้าปฏิวัติวงการทีวีด้วย RGB mini‑LED รุ่นใหม่ที่ขยายไลน์ลงสู่ขนาด 50–100 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี RGB mini‑LED Evo ที่เพิ่มสีไซแอนเพื่อความสมจริงยิ่งขึ้น และ RGBY MicroLED ที่เพิ่มสีเหลืองเป็นแม่สีที่สี่เพื่อมอบมุมมองและความคมชัดที่เหนือกว่า ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดทีวีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสีสันจัดจ้านและความสว่างระดับใหม่ที่อาจท้าทาย OLED ในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/televisions/hisense-unveils-3-new-tv-innovations-at-ces-2026-and-theyre-all-about-mind-blowing-color 🕵️‍♂️ แฮ็กเกอร์ Bitfinex ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดด้วยกฎหมาย First Step Act Ilya Lichtenstein แฮ็กเกอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการขโมย Bitcoin 120,000 เหรียญจาก Bitfinex ในปี 2016 ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด พร้อมภรรยา Heather Morgan หลังได้รับเครดิตลดโทษจากกฎหมาย First Step Act ทั้งคู่ประกาศว่าจะเริ่มต้นใหม่หลังจากหลายปีที่ต้องแยกจากกัน และคดีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของโลกคริปโต 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/crypto-thief-released-early-thanks-to-trumps-first-step-act 👓 Apple Vision Pro อาจใกล้ถึงทางตันหลังยอดขายตกหนัก รายงานล่าสุดเผยว่า Apple ลดการผลิตและงบการตลาดของ Vision Pro ลงถึง 95% หลังยอดขายไม่เข้าเป้า แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยแต่ราคาที่สูงและการใช้งานที่จำกัดใน ecosystem ของ Apple ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปไม่ตอบรับมากนัก ส่งผลให้อนาคตของอุปกรณ์ XR ตัวนี้เริ่มไม่สดใส แม้ Apple ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AR ต่อไป 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/it-looks-like-the-end-is-coming-for-the-apple-vision-pro-im-not-even-surprised 📱 ปี 2026 อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับ OnePlus ในการกลับมาทำมือถือพับได้ ตลาดมือถือพับได้กำลังคึกคักจากการขยับของ Samsung, Motorola และแบรนด์จีนหลายเจ้า ทำให้ปี 2026 กลายเป็นจังหวะทองที่ OnePlus อาจกลับมาด้วย OnePlus Open 2 หลังรุ่นแรกเคยได้รับคำชมอย่างมาก หาก OnePlus ผสมผสานดีไซน์ระดับพรีเมียมกับราคาที่คุ้มค่าได้ ก็มีโอกาสท้าชนเจ้าตลาดได้ไม่ยาก 🔗 https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/2026-is-the-perfect-year-for-oneplus-to-release-another-folding-phone-heres-why 🎧 Audeze Maxwell 2 เฮดเซ็ตเกมมิ่งระดับออดิโอไฟล์เปิดตัวแล้ว Audeze เปิดตัว Maxwell 2 เฮดเซ็ตไร้สายรุ่นอัปเกรดที่มาพร้อมเทคโนโลยี SLAM เพื่อมอบเสียงที่มีมิติและเบสทรงพลัง ใช้ไดรเวอร์ planar magnetic ขนาดใหญ่ 90 มม. พร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวนแบบ AI และแบตเตอรี่ใช้งานได้กว่า 80 ชั่วโมง ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับสูงสุด 🔗 https://www.techradar.com/gaming/audeze-announces-the-maxwell-2-gaming-headset-an-overhaul-of-its-predecessor-that-is-targeted-firmly-at-audiophile-gamers-and-you-can-buy-it-now 📱 Samsung Galaxy S26 Ultra อาจไม่อัปเกรดกล้อง แต่แลกกับการ “ไม่ขึ้นราคา” Samsung Galaxy S26 Series ถูกคาดว่าจะไม่มีการอัปเกรดกล้องครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรุ่น Ultra ที่อาจเปลี่ยนเพียงดีไซน์โมดูลเล็กน้อย ขณะที่รุ่น S26 และ S26+ อาจเข้าสู่ปีที่ 4 โดยไม่เพิ่มสเปกกล้องเลย แม้จะดูน่าผิดหวัง แต่เหตุผลสำคัญคือ Samsung ต้องการ “ตรึงราคา” ไว้เท่าเดิมท่ามกลางต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากความต้องการด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้การไม่ขึ้นราคาอาจเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แม้จะแลกกับการอัปเกรดที่น้อยลงก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/the-samsung-galaxy-s26-ultra-might-not-get-any-camera-upgrades-but-thats-fine-if-it-means-we-avoid-a-price-hike 🤖 Boston Dynamics เปิดตัว Atlas รุ่นผลิตจริง เตรียมเข้าทำงานในโรงงานปี 2028 Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จาก Boston Dynamics ก้าวจากต้นแบบสู่ “สินค้าจริง” พร้อมทำงานในโรงงานของ Hyundai ภายในปี 2028 โดยรุ่นใหม่นี้เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด มี 56 องศาการเคลื่อนไหว ยกของหนักได้ถึง 110 ปอนด์ มีระบบกันสภาพอากาศ และมือที่มีเซนเซอร์สัมผัส อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ภายในหนึ่งวัน ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่เน้นช่วยงานหนักและงานซ้ำซากเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มนุษย์ในสายการผลิต 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/boston-dynamics-atlas-humanoid-robot-is-now-a-product-and-heading-to-factories-in-2028 🔐 แฮ็กเกอร์อ้างขโมยข้อมูลวิศวกรรมกว่า 800 ไฟล์จากบริษัทสหรัฐ พร้อมขายให้ผู้สนใจ กลุ่มแฮ็กเกอร์ประกาศว่าพวกเขาได้เจาะระบบ Pickett and Associates บริษัทวิศวกรรมในฟลอริดา และขโมยข้อมูลสำคัญกว่า 800 ไฟล์ เช่น LiDAR, แผนที่โครงสร้างไฟฟ้า, ไฟล์ออกแบบ และข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทพลังงานรายใหญ่ในสหรัฐ ก่อนนำไปขายในราคา 6.5 BTC (ราว $600,000) โดย Duke Energy อยู่ระหว่างตรวจสอบเหตุการณ์นี้ ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มโจมตีกำลังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-claim-breach-of-engineering-firm-offer-sale-of-info-on-three-major-us-utilities 🚚 Garmin เปิดตัวกล้อง DualView สำหรับรถบรรทุก ช่วยกำจัดจุดบอดรอบคัน Garmin เปิดตัว dēzl DualView ระบบกล้องภายนอกสองตัวที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดจุดบอดของรถบรรทุกโดยเฉพาะ กล้องมีมาตรฐานกันน้ำ IPX7 ให้ภาพรอบคันพร้อมแจ้งเตือนเมื่อมีรถเข้ามาในจุดบอด รองรับการบันทึกวิดีโอ 1080p และเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตหรือ GPS ของ Garmin เพื่อสั่งงานด้วยเสียง อุปกรณ์นี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อผู้ขับและผู้ใช้ถนนอื่น โดยวางจำหน่ายที่ราคา $999.99 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/dash-cams/garmin-unveils-a-new-rugged-cam-designed-to-cover-blind-spots-and-its-the-safety-device-truck-drivers-need 🧱 LEGO เปิดตัว Smart Play ใส่ชิปในก้อนอิฐ พร้อมเปิดตัวชุด Star Wars รุ่นแรก LEGO เปิดตัว “Smart Brick” อิฐรุ่นใหม่ที่ซ่อนชิปและเซนเซอร์ภายใน ทำให้สามารถตรวจจับตำแหน่งของมินิฟิกเกอร์หรือแท็กพิเศษเพื่อสร้างเสียง เอฟเฟกต์ไฟ และปฏิกิริยาต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องใช้แอปหรือการเชื่อมต่อออนไลน์ ชุดแรกที่รองรับคือ LEGO Star Wars 3 รุ่นใหม่ เช่น X-Wing และ TIE Fighter ซึ่งจะตอบสนองด้วยเสียงเครื่องยนต์ แสงดาบ และเอฟเฟกต์อื่น ๆ เพิ่มมิติใหม่ให้การเล่นโดยไม่ทำลายความคลาสสิกของ LEGO 🔗 https://www.techradar.com/streaming/entertainment/the-lego-brick-just-got-its-biggest-upgrade-yet-with-smart-play-and-its-coming-to-star-wars-sets-first 💻 Acer เปิดตัวไลน์อัป CES 2026 พร้อมโน้ตบุ๊ก AI และสกู๊ตเตอร์เกมมิ่ง Predator Acer เปิดศักราช CES 2026 ด้วยกองทัพโน้ตบุ๊กใหม่ที่ใช้ชิป Intel Core Ultra Series 3 ทั้ง Aspire AI, Swift AI และรุ่นเกมมิ่ง Predator/Nitro ที่เน้นประสิทธิภาพ AI เป็นพิเศษ พร้อมเปิดตัวมอนิเตอร์เกมมิ่ง 1000Hz, โปรเจ็กเตอร์ Vero รุ่นใหม่ และอุปกรณ์เครือข่าย Wi-Fi 7 แต่ไฮไลต์ที่สะดุดตาที่สุดคือ Predator ES Storm Pro สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์เกมมิ่งพร้อมไฟ RGB และระยะวิ่งราว 60 กม. ซึ่งสะท้อนความพยายามของ Acer ในการขยายแบรนด์ Predator ไปสู่ไลฟ์สไตล์นอกเหนือจากเกมมิ่งโดยตรง 🔗 https://www.techradar.com/tech-events/acers-ces-2026-reveals-include-laptops-displays-and-a-gaming-themed-e-scooter-apparently 🧠 HyperX จับมือ Neurable พัฒนาเฮดเซ็ตอ่านคลื่นสมองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเกมเมอร์ HyperX และ Neurable เผยเทคโนโลยีเฮดเซ็ตเกมมิ่งที่ฝังเซ็นเซอร์ EEG เพื่ออ่านคลื่นสมองแบบเรียลไทม์ ช่วยผู้เล่นเข้าสู่โหมดโฟกัส ลดภาวะ “tilt” และเพิ่มความแม่นยำ โดยระบบจะประเมิน cognitive load และระดับสมาธิ พร้อมโหมด “Prime” ที่ฝึกสมองก่อนเล่นเกม ซึ่งทดสอบแล้วช่วยเพิ่มความแม่นยำและลด reaction time ได้จริง ถือเป็นก้าวใหม่ของอุปกรณ์เกมมิ่งที่ผสานประสาทวิทยาเข้ากับการเล่นเกมอย่างเป็นรูปธรรม 🔗 https://www.techradar.com/gaming/gaming-accessories/hyperx-is-working-with-brain-scanning-company-neurable-on-a-gaming-headset-that-aims-to-offer-prevention-of-tilt-and-good-practice-not-crap-practice 🤖 Nvidia ซีอีโอ Jensen Huang ชี้ “ทั้งสแต็กกำลังถูกเปลี่ยนใหม่” พร้อมยุค AI รุ่นถัดไป Jensen Huang ขึ้นเวที CES 2026 พร้อมประกาศว่าทั้งอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยทุกเลเยอร์ของ AI ถูกออกแบบใหม่ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์จนถึงซอฟต์แวร์ พร้อมเผยชิปเจเนอเรชันใหม่ Vera Rubin ที่รวม CPU และ GPU เพื่อรองรับ AI Factory ขนาดใหญ่ รวมถึงแนวคิด “Physical AI” ที่ช่วยให้โมเดลเข้าใจโลกจริงมากขึ้น สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Nvidia ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์ม AI ครบวงจรสำหรับอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-entire-stack-is-being-changed-nvidia-ceo-jensen-huang-looks-ahead-to-the-next-generation-of-ai 🖥️ Keebmon มินิพีซีสุดล้ำ รวมคีย์บอร์ดกลไก + จอทัช 21:9 + Ryzen AI ในเครื่องเดียว Keebmon เปิดตัวอุปกรณ์ลูกผสมที่รวมมินิพีซี คีย์บอร์ดกลไก และจอสัมผัสอัตราส่วน 21:9 ไว้ในบอดี้พับได้เครื่องเดียว ใช้ชิป Ryzen AI 9 HX 370 รองรับ RAM สูงสุด 64GB และ SSD 8TB พร้อมพอร์ตครบครันทั้ง USB4, HDMI 2.1 และ OCuLink เหมาะกับสายพกพาที่ต้องการพลังประมวลผลระดับจริงจัง โดยโครงการ Kickstarter ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามเกินเป้าหลายเท่า 🔗 https://www.techradar.com/pro/you-have-never-seen-a-mini-pc-like-this-keebmon-is-a-ryzen-ai-powered-pc-with-a-mechanical-keyboard-a-21-9-touchscreen-display-64gb-ram-and-an-8tb-ssd 🛡️ ไต้หวันถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนกว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันในปี 2025 รายงานจากสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนเฉลี่ยวันละ 2.63 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และมากกว่า 113% เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยการโจมตีมักเกิดควบคู่กับกิจกรรมทางทหารหรือเหตุการณ์การเมือง สะท้อนยุทธศาสตร์ “สงครามไฮบริด” ที่จีนใช้กดดันไต้หวันผ่านการสอดแนม การขโมยข้อมูล และการรบกวนระบบสำคัญของรัฐ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/taiwanese-infrastructure-suffered-over-2-5-million-chinese-cyberattacks-per-day-in-2025-report-reveals 🎬 Peacock เตรียมเป็นสตรีมมิงแรกที่รองรับ Dolby Vision 2 และ Atmos รุ่นใหม่ Peacock เดินหน้าอัปเกรดประสบการณ์สตรีมมิงครั้งใหญ่ด้วยการรองรับ Dolby Vision 2 และ Dolby AC‑4 ซึ่งช่วยให้ภาพคมชัดขึ้น ลดอาการภาพกระตุกและ Soap Opera Effect พร้อมเสียง Atmos ที่ปรับแต่งได้ละเอียดกว่าเดิม ทั้งในคอนเทนต์ออนดีมานด์และไลฟ์สดอย่าง NBA, NFL และโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ทำให้แพลตฟอร์มนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านคุณภาพภาพและเสียงในปีนี้อย่างเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/streaming/entertainment/peacock-goes-all-in-on-dolby-with-vision-and-atmos-support 🕶️ Asus เปิดตัว ROG XREAL R1 แว่น AR สำหรับเกมเมอร์ หลังแยกทางกับ Meta Asus จับมือ XREAL เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG XREAL R1 ที่มาพร้อมจอ micro‑OLED 1080p ความสว่างสูง รีเฟรชเรต 240Hz และระบบเชื่อมต่อผ่าน USB‑C หรือ Dock ที่รองรับ DisplayPort และ HDMI เพื่อใช้งานกับ ROG Ally, PC หรือคอนโซล โดยเน้นประสบการณ์เกมบนจอเสมือนขนาดใหญ่ 171 นิ้ว พร้อมฟีเจอร์เลนส์ปรับแสงอัตโนมัติและเสียงจูนโดย Bose ถือเป็นก้าวใหม่ของ Asus หลังยุติโครงการร่วมกับ Meta 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/goodbye-meta-hello-xreal-asus-announces-rog-xreal-r1-ar-gaming-glasses-following-termination-of-its-horizon-os-headset 🖥️ จอ 5K แบบ Snap‑on พร้อม SSD ซ่อนในตัว คู่หูใหม่ของ Mac mini StudioDock Pro คือมอนิเตอร์ 27 นิ้ว 5K ที่ออกแบบมาให้ Mac mini สวมเข้าไปในตัวเครื่องได้เลย พร้อมฮับพอร์ตครบชุดและช่องใส่ SSD M.2 สูงสุด 8TB แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ รุ่น Premium รองรับ Thunderbolt 5 ให้แบนด์วิดท์สูงถึง 120Gbps พร้อมพอร์ต 2.5G Ethernet และ SD UHS‑II ทั้งหมดนี้ในราคาเปิดตัว $699 ทำให้เป็นโซลูชันแบบ All‑in‑One สำหรับโต๊ะทำงานที่ต้องการความเรียบและประสิทธิภาพสูง 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-usd699-5k-thunderbolt-5-monitor-is-the-perfect-partner-for-your-apple-mac-mini-and-even-comes-with-a-hidden-ssd-slot ⚡ Intel เปิดตัว Core Ultra Series 3 (Panther Lake) พร้อมชิปกราฟิกใหม่แรงระดับ RTX 3050 Intel เปิดตัวชิปรุ่นใหม่ Core Ultra Series 3 (Panther Lake) ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Intel 18A เน้นประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน โดยไฮไลต์คือ GPU ใหม่ Intel Arc B390 ที่รองรับ multiframe generation ผ่าน XeSS 3 ทำให้เล่นเกมอย่าง Battlefield 6 ที่ 1080p ได้ถึง 147fps พร้อมประกาศแพลตฟอร์มสำหรับเครื่องเกมพกพาแข่งกับ AMD Z‑series และชูจุดเด่นด้าน AI ที่ร่วมพัฒนากับ Microsoft อย่างใกล้ชิด 🔗 https://www.techradar.com/computing/cpu/intel-launches-new-core-ultra-300-series-processors-at-ces-2026-will-panther-lake-deliver-the-win-that-intel-needs 💻 Dell ชุบชีวิตแบรนด์ XPS พร้อมดีไซน์ใหม่และสเปกจัดเต็ม Dell ประกาศคืนชีพแบรนด์ XPS พร้อมเปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 ดีไซน์ใหม่หมดจด ใช้วัสดุพรีเมียม CNC Aluminum + Gorilla Glass พร้อมนำปุ่มฟังก์ชันแบบ Physical กลับมาแทนทัชบาร์ และเพิ่มโลโก้ XPS ไว้บนฝาเครื่องเป็นครั้งแรก ใช้ชิป Intel Core Ultra 300 พร้อมกราฟิก Arc รุ่นใหม่ แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 27 ชั่วโมง และตัวเครื่องบางเพียง 14.6 มม. ถือเป็นการกลับสู่จุดยืนเดิมของ XPS ในฐานะแล็ปท็อประดับพรีเมียมสำหรับผู้ใช้จริงจังและเกมเมอร์ 🔗 https://www.techradar.com/computing/dell-un-retires-its-iconic-xps-brand-at-ces-2026-were-getting-back-to-our-roots
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 719 มุมมอง 0 รีวิว
  • NVIDIA เปิดตัว “Rubin Platform” — แพลตฟอร์ม AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก พร้อมชิป 6 ตัว และประสิทธิภาพสูงกว่า Blackwell ถึง 5 เท่า

    NVIDIA เปิดตัวแพลตฟอร์ม Rubin อย่างเป็นทางการ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของศูนย์ข้อมูล AI รุ่นถัดไป โดย Rubin ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Blackwell ถึง 5× ในงาน inference และ 3.5× ในงาน training พร้อมสเปกที่เรียกได้ว่า “สุดขีด” ของวงการ AI ในปัจจุบัน

    แพลตฟอร์ม Rubin ประกอบด้วย 6 ชิปหลัก ได้แก่
    Rubin GPU (336 พันล้านทรานซิสเตอร์)
    Vera CPU (227 พันล้านทรานซิสเตอร์)
    NVLink 6 Switch
    ConnectX‑9 (CX9)
    BlueField‑4 (BF4)
    Spectrum‑X 102.4T CPO (silicon photonics)
    ทั้งหมดถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันในระบบ DGX / HGX / MGX รุ่นใหม่ โดยมีหัวใจคือ Vera Rubin Superchip ที่รวม 2× Rubin GPU + 1× Vera CPU + HBM4 + LPDDR5X ไว้ในแพ็กเกจเดียว

    Rubin GPU ใช้ดีไซน์แบบ dual‑reticle พร้อม Tensor/Compute cores จำนวนมาก ให้ประสิทธิภาพสูงสุด 50 PFLOPs (NVFP4 inference) และ 35 PFLOPs (training) พร้อม HBM4 ที่ให้แบนด์วิดท์สูงสุด 22 TB/s ต่อชิป ซึ่งมากกว่า Blackwell ถึง 2.8×

    ด้าน Vera CPU ใช้สถาปัตยกรรม Arm แบบ custom “Olympus” จำนวน 88 คอร์ / 176 เธรด พร้อม NVLink‑C2C 1.8 TB/s และรองรับหน่วยความจำสูงสุด 1.5 TB LPDDR5X ซึ่งมากกว่า Grace ถึง 3 เท่า และให้ประสิทธิภาพด้าน data processing / compression สูงกว่าเดิม 2×

    ไฮไลต์สำคัญจาก Rubin Platform
    ความสามารถหลักของ Rubin
    50 PFLOPs inference / 35 PFLOPs training ต่อ GPU
    HBM4 แบนด์วิดท์ 22 TB/s ต่อชิป (มากกว่า Blackwell 2.8×)
    NVLink 6 แบนด์วิดท์ 3.6 TB/s ต่อ CPU (เพิ่มขึ้น 2×)
    Vera CPU 88 คอร์ Olympus + 1.5 TB LPDDR5X
    Confidential Computing รุ่นที่ 3 (Rack‑scale TEE)

    จุดเด่นด้านระบบเครือข่าย
    ConnectX‑9 SuperNIC แบนด์วิดท์ 1.6 TB/s
    BlueField‑4 DPU 800G พร้อม Grace 64 คอร์ในตัว
    Spectrum‑X 102.4T CPO ให้ประสิทธิภาพเครือข่าย 95% ที่สเกลสูง

    ระบบระดับศูนย์ข้อมูล: NVL72 และ SuperPOD
    NVIDIA เปิดตัว Vera Rubin NVL72 rack ซึ่งรวม 72 GPUs + 36 CPUs พร้อมสเปกที่เหนือกว่า Blackwell อย่างมาก:
    5× inference throughput (3.6 EFLOPS)
    3.5× training throughput (2.5 EFLOPS)
    2.8× HBM4 bandwidth (1.6 PB/s)
    2× scale‑up bandwidth (260 TB/s)

    SuperPOD รุ่นใหม่ใช้ 8× NVL72 racks และยังมีรุ่นเล็กกว่าอย่าง DGX Rubin NVL8 สำหรับศูนย์ข้อมูลทั่วไป

    ผลลัพธ์ที่ NVIDIA เคลม
    ลดต้นทุน inference ต่อ token ลง 10×
    ลดจำนวน GPU ที่ต้องใช้ในการเทรน MoE ลง 4×
    Rubin ecosystem พร้อมผลิตและส่งมอบภายในปีนี้

    https://wccftech.com/nvidia-rubin-most-advanced-ai-platform-50-pflops-vera-cpu-5x-uplift-vs-blackwell/
    🤖⚡ NVIDIA เปิดตัว “Rubin Platform” — แพลตฟอร์ม AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก พร้อมชิป 6 ตัว และประสิทธิภาพสูงกว่า Blackwell ถึง 5 เท่า NVIDIA เปิดตัวแพลตฟอร์ม Rubin อย่างเป็นทางการ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของศูนย์ข้อมูล AI รุ่นถัดไป โดย Rubin ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Blackwell ถึง 5× ในงาน inference และ 3.5× ในงาน training พร้อมสเปกที่เรียกได้ว่า “สุดขีด” ของวงการ AI ในปัจจุบัน แพลตฟอร์ม Rubin ประกอบด้วย 6 ชิปหลัก ได้แก่ 💠 Rubin GPU (336 พันล้านทรานซิสเตอร์) 💠 Vera CPU (227 พันล้านทรานซิสเตอร์) 💠 NVLink 6 Switch 💠 ConnectX‑9 (CX9) 💠 BlueField‑4 (BF4) 💠 Spectrum‑X 102.4T CPO (silicon photonics) ทั้งหมดถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันในระบบ DGX / HGX / MGX รุ่นใหม่ โดยมีหัวใจคือ Vera Rubin Superchip ที่รวม 2× Rubin GPU + 1× Vera CPU + HBM4 + LPDDR5X ไว้ในแพ็กเกจเดียว Rubin GPU ใช้ดีไซน์แบบ dual‑reticle พร้อม Tensor/Compute cores จำนวนมาก ให้ประสิทธิภาพสูงสุด 50 PFLOPs (NVFP4 inference) และ 35 PFLOPs (training) พร้อม HBM4 ที่ให้แบนด์วิดท์สูงสุด 22 TB/s ต่อชิป ซึ่งมากกว่า Blackwell ถึง 2.8× ด้าน Vera CPU ใช้สถาปัตยกรรม Arm แบบ custom “Olympus” จำนวน 88 คอร์ / 176 เธรด พร้อม NVLink‑C2C 1.8 TB/s และรองรับหน่วยความจำสูงสุด 1.5 TB LPDDR5X ซึ่งมากกว่า Grace ถึง 3 เท่า และให้ประสิทธิภาพด้าน data processing / compression สูงกว่าเดิม 2× 📌 ไฮไลต์สำคัญจาก Rubin Platform ✅ ความสามารถหลักของ Rubin ➡️ 50 PFLOPs inference / 35 PFLOPs training ต่อ GPU ➡️ HBM4 แบนด์วิดท์ 22 TB/s ต่อชิป (มากกว่า Blackwell 2.8×) ➡️ NVLink 6 แบนด์วิดท์ 3.6 TB/s ต่อ CPU (เพิ่มขึ้น 2×) ➡️ Vera CPU 88 คอร์ Olympus + 1.5 TB LPDDR5X ➡️ Confidential Computing รุ่นที่ 3 (Rack‑scale TEE) ‼️ จุดเด่นด้านระบบเครือข่าย ⛔ ConnectX‑9 SuperNIC แบนด์วิดท์ 1.6 TB/s ⛔ BlueField‑4 DPU 800G พร้อม Grace 64 คอร์ในตัว ⛔ Spectrum‑X 102.4T CPO ให้ประสิทธิภาพเครือข่าย 95% ที่สเกลสูง 🧩 ระบบระดับศูนย์ข้อมูล: NVL72 และ SuperPOD NVIDIA เปิดตัว Vera Rubin NVL72 rack ซึ่งรวม 72 GPUs + 36 CPUs พร้อมสเปกที่เหนือกว่า Blackwell อย่างมาก: 💠 5× inference throughput (3.6 EFLOPS) 💠 3.5× training throughput (2.5 EFLOPS) 💠 2.8× HBM4 bandwidth (1.6 PB/s) 💠 2× scale‑up bandwidth (260 TB/s) SuperPOD รุ่นใหม่ใช้ 8× NVL72 racks และยังมีรุ่นเล็กกว่าอย่าง DGX Rubin NVL8 สำหรับศูนย์ข้อมูลทั่วไป 📌 ผลลัพธ์ที่ NVIDIA เคลม ➡️ ลดต้นทุน inference ต่อ token ลง 10× ➡️ ลดจำนวน GPU ที่ต้องใช้ในการเทรน MoE ลง 4× ➡️ Rubin ecosystem พร้อมผลิตและส่งมอบภายในปีนี้ https://wccftech.com/nvidia-rubin-most-advanced-ai-platform-50-pflops-vera-cpu-5x-uplift-vs-blackwell/
    WCCFTECH.COM
    NVIDIA Rubin Is The Most Advanced AI Platform On The Planet: Up To 50 PFLOPs With HBM4, Vera CPU With 88 Olympus Cores, And Delivers 5x Uplift Vs Blackwell
    NVIDIA is formally announcing its Rubin AI platform today which will be the heart of next-gen Data Centers, with a 5x upgrade over Blackwell.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 153 มุมมอง 0 รีวิว
  • Intel เปิดตัว Panther Lake “Core Ultra Series 3” — ชิป 18A รุ่นแรก พร้อมกราฟิก Xe3 และ NPU ใหม่แรงขึ้นหลายเท่า

    Intel เปิดตัว Core Ultra Series 3 “Panther Lake” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ตัวแรกที่ใช้กระบวนการผลิต Intel 18A โดยชูจุดเด่นด้านประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีขึ้นอย่างมาก พร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ทั้ง P‑Core, E‑Core, LP‑E Core, GPU Xe3 และ NPU/IPU แบบใหม่ทั้งหมด

    Intel ระบุว่า Panther Lake ให้ ประสิทธิภาพ Single‑Thread เท่าเดิมแต่ใช้พลังงานลดลง 40%, และในงาน Multi‑Thread ชิปเรือธง Core Ultra X9 388H ทำคะแนนดีขึ้นถึง 60% ที่กำลังไฟเท่าเดิม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และยังแซงหน้า AMD Ryzen AI 9 HX 370 ใน Cinebench 2024 MT ตามตัวเลขที่ Intel แสดงบนเวที

    ด้านกราฟิก iGPU รุ่นใหม่ Arc B390 (Xe3) ทำผลงานโดดเด่น โดย Intel เคลมว่าทำเฟรมเรตสูงกว่า Radeon 890M ถึง 82% ในเกม 1080p หลายรายการ และยังเป็น iGPU ตัวแรกที่รองรับ Multi‑Frame Generation (MFG) แบบเดียวกับเทคโนโลยีอัปสเกลภาพบนการ์ดจอแยก

    Panther Lake ยังถูกออกแบบให้รองรับอุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่โน้ตบุ๊กบางเบา, เกมมิ่งแล็ปท็อป, Mini‑PC ไปจนถึง เกมมิ่งพกพา (handheld) ซึ่งเป็นตลาดที่ Intel ต้องการกลับมาแข่งขันอย่างจริงจังหลังจากความสำเร็จของ Lunar Lake

    ไลน์อัป Panther Lake: 3 ไดแบบใหม่
    Intel แบ่ง Panther Lake ออกเป็น 3 ไดหลัก ซึ่งจะถูกนำไปใช้สร้าง SKU ทั้งหมดในตระกูล Core Ultra Series 3

    1) Panther Lake 8C (4P + 4 LP‑E + 4 Xe3)
    ใช้ 18A สำหรับ compute tile
    รองรับ LPDDR5X‑6800 / DDR5‑6400
    12MB L2 (P‑Core) + 4MB L2 (LP‑E cluster)
    GPU tile บน Intel 3
    PCH บน TSMC N6

    2) Panther Lake 16C (4P + 8E + 4 LP‑E + 4 Xe3)
    เพิ่ม E‑Core เป็น 8 ตัว
    รองรับ LPDDR5X‑8533 / DDR5‑7200
    PCH รองรับ PCIe Gen5 สูงสุด 12 เลน

    3) Panther Lake 16C “12 Xe” (รุ่นท็อป)
    GPU tile ขยายเป็น 12 Xe3 cores + 12 RT units
    ใช้ TSMC N3E สำหรับ GPU
    รองรับ LPDDR5X‑9600 (แบนด์วิดท์ 150GB/s+)

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากงานเปิดตัว
    ชิป 18A ตัวแรกของ Intel
    ประสิทธิภาพ MT ดีขึ้น 60% ที่กำลังไฟเท่าเดิม
    iGPU Xe3 แรงกว่า Radeon 890M ถึง 82%
    รองรับ Multi‑Frame Generation บน iGPU เป็นครั้งแรก
    เน้นตลาด AI PC, เกมมิ่ง และ handheld

    สิ่งที่ต้องจับตา
    การแข่งขันกับ AMD Ryzen AI 300 Series
    ประสิทธิภาพจริงนอกเหนือจากตัวเลขที่ Intel แสดง
    การบริโภคพลังงานและความร้อนในรุ่น 12 Xe

    https://wccftech.com/intel-panther-lake-core-ultra-series-3-brought-to-life-on-18a-technology-launched/
    🐆⚡ Intel เปิดตัว Panther Lake “Core Ultra Series 3” — ชิป 18A รุ่นแรก พร้อมกราฟิก Xe3 และ NPU ใหม่แรงขึ้นหลายเท่า Intel เปิดตัว Core Ultra Series 3 “Panther Lake” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ตัวแรกที่ใช้กระบวนการผลิต Intel 18A โดยชูจุดเด่นด้านประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีขึ้นอย่างมาก พร้อมสถาปัตยกรรมใหม่ทั้ง P‑Core, E‑Core, LP‑E Core, GPU Xe3 และ NPU/IPU แบบใหม่ทั้งหมด Intel ระบุว่า Panther Lake ให้ ประสิทธิภาพ Single‑Thread เท่าเดิมแต่ใช้พลังงานลดลง 40%, และในงาน Multi‑Thread ชิปเรือธง Core Ultra X9 388H ทำคะแนนดีขึ้นถึง 60% ที่กำลังไฟเท่าเดิม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และยังแซงหน้า AMD Ryzen AI 9 HX 370 ใน Cinebench 2024 MT ตามตัวเลขที่ Intel แสดงบนเวที ด้านกราฟิก iGPU รุ่นใหม่ Arc B390 (Xe3) ทำผลงานโดดเด่น โดย Intel เคลมว่าทำเฟรมเรตสูงกว่า Radeon 890M ถึง 82% ในเกม 1080p หลายรายการ และยังเป็น iGPU ตัวแรกที่รองรับ Multi‑Frame Generation (MFG) แบบเดียวกับเทคโนโลยีอัปสเกลภาพบนการ์ดจอแยก Panther Lake ยังถูกออกแบบให้รองรับอุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่โน้ตบุ๊กบางเบา, เกมมิ่งแล็ปท็อป, Mini‑PC ไปจนถึง เกมมิ่งพกพา (handheld) ซึ่งเป็นตลาดที่ Intel ต้องการกลับมาแข่งขันอย่างจริงจังหลังจากความสำเร็จของ Lunar Lake 🧩 ไลน์อัป Panther Lake: 3 ไดแบบใหม่ Intel แบ่ง Panther Lake ออกเป็น 3 ไดหลัก ซึ่งจะถูกนำไปใช้สร้าง SKU ทั้งหมดในตระกูล Core Ultra Series 3 1) Panther Lake 8C (4P + 4 LP‑E + 4 Xe3) 💠 ใช้ 18A สำหรับ compute tile 💠 รองรับ LPDDR5X‑6800 / DDR5‑6400 💠 12MB L2 (P‑Core) + 4MB L2 (LP‑E cluster) 💠 GPU tile บน Intel 3 💠 PCH บน TSMC N6 2) Panther Lake 16C (4P + 8E + 4 LP‑E + 4 Xe3) 💠 เพิ่ม E‑Core เป็น 8 ตัว 💠 รองรับ LPDDR5X‑8533 / DDR5‑7200 💠 PCH รองรับ PCIe Gen5 สูงสุด 12 เลน 3) Panther Lake 16C “12 Xe” (รุ่นท็อป) 💠 GPU tile ขยายเป็น 12 Xe3 cores + 12 RT units 💠 ใช้ TSMC N3E สำหรับ GPU 💠 รองรับ LPDDR5X‑9600 (แบนด์วิดท์ 150GB/s+) 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากงานเปิดตัว ➡️ ชิป 18A ตัวแรกของ Intel ➡️ ประสิทธิภาพ MT ดีขึ้น 60% ที่กำลังไฟเท่าเดิม ➡️ iGPU Xe3 แรงกว่า Radeon 890M ถึง 82% ➡️ รองรับ Multi‑Frame Generation บน iGPU เป็นครั้งแรก ➡️ เน้นตลาด AI PC, เกมมิ่ง และ handheld ‼️ สิ่งที่ต้องจับตา ⛔ การแข่งขันกับ AMD Ryzen AI 300 Series ⛔ ประสิทธิภาพจริงนอกเหนือจากตัวเลขที่ Intel แสดง ⛔ การบริโภคพลังงานและความร้อนในรุ่น 12 Xe https://wccftech.com/intel-panther-lake-core-ultra-series-3-brought-to-life-on-18a-technology-launched/
    WCCFTECH.COM
    Intel Panther Lake "Core Ultra Series 3" Brought To Life on 18A Technology, Officially Launched In Several Next-Gen Laptops
    Intel has officially launched its next-generation Core Ultra Series 3 CPUs, codenamed Panther Lake, based on its 18A technology.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 93 มุมมอง 0 รีวิว
  • Nvidia ยืนยัน: ปีนี้ไม่มีการเปิดตัว GPU ใหม่ที่ CES 2026 — AI จะเป็นพระเอกของงานแทน

    Nvidia ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะ ไม่เปิดตัวการ์ดจอใหม่ใด ๆ ที่ CES 2026 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่บริษัทไม่เปิดตัว GPU รุ่นใหม่ในงานนี้ การประกาศนี้ทำให้ความหวังของผู้ใช้ที่รอ RTX 50 Super Series ต้องดับลงทันที หลังมีข่าวลือหนาหูมาตลอดช่วงปลายปี

    สาเหตุสำคัญมาจาก วิกฤต DRAM และ GDDR7 ขาดตลาดอย่างหนัก ทำให้สายการผลิต GPU ใหม่ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ทั้ง Micron, SK Hynix และ Samsung ต่างเททรัพยากรไปยังตลาด AI ที่ทำกำไรมากกว่า ส่งผลให้ GPU สำหรับผู้บริโภคถูกดันไปเป็นลำดับรอง

    Nvidia ระบุว่าการนำเสนอในงาน CES ปีนี้จะเน้นไปที่ AI advancements, ฟีเจอร์ใหม่ของ GeForce, เกม และแอปพลิเคชันสำหรับครีเอเตอร์แทนการเปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่ ซึ่งสะท้อนทิศทางของบริษัทที่กำลังมุ่งไปสู่ตลาด AI เต็มตัว

    สถานการณ์หน่วยความจำที่ตึงตัวถึงขั้นมีข่าวลือว่า Nvidia อาจ รื้อสายการผลิต RTX 3060 กลับมาอีกครั้ง เพราะใช้ GDDR6 ที่ผลิตง่ายกว่าและไม่แย่งไลน์กับ GDDR7 แม้จะยังไม่ยืนยัน แต่ก็สะท้อนความตึงเครียดของซัพพลายเชนในปีนี้ได้อย่างดี

    ไฮไลต์สำคัญจากข่าว
    สิ่งที่ Nvidia ประกาศ
    ไม่มี GPU ใหม่ในงาน CES 2026
    เน้นการนำเสนอด้าน AI, ฟีเจอร์ใหม่ และเกม
    ปิดประตูข่าวลือ RTX 50 Super Series

    เหตุผลที่ไม่มีการเปิดตัว
    วิกฤต DRAM และ GDDR7 ขาดตลาดอย่างหนัก
    โรงงานผลิตหน่วยความจำเททรัพยากรไปตลาด AI
    ซัพพลายเชนตึงตัวจน GPU รุ่นใหม่ผลิตไม่ทัน

    สถานการณ์ตลาดที่เกี่ยวข้อง
    ข่าวลือการกลับมาของ RTX 3060 เพราะใช้ GDDR6
    ราคาการ์ดจอยังไม่ขึ้น แต่เสี่ยงเกิด scalping รอบใหม่
    ผู้ผลิตบางรายเริ่ม “จำกัดจำนวน” การ์ดบางรุ่นในยุโรปและญี่ปุ่น

    ความท้าทายของอุตสาหกรรม
    ความต้องการด้าน AI ทำให้ตลาดผู้บริโภคถูกลดความสำคัญ
    รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนแข่งขันกันด้าน AI ทำให้ซัพพลายเชนซับซ้อนขึ้น
    อาจต้องรอจนกว่า “AI boom” จะชะลอตัวก่อนที่ตลาด GPU จะกลับมาปกติ

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/for-the-first-time-in-5-years-nvidia-will-not-announce-any-new-gpus-at-ces-company-quashes-rtx-50-super-rumors-as-ai-expected-to-take-center-stage
    🟩🚫 Nvidia ยืนยัน: ปีนี้ไม่มีการเปิดตัว GPU ใหม่ที่ CES 2026 — AI จะเป็นพระเอกของงานแทน Nvidia ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะ ไม่เปิดตัวการ์ดจอใหม่ใด ๆ ที่ CES 2026 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่บริษัทไม่เปิดตัว GPU รุ่นใหม่ในงานนี้ การประกาศนี้ทำให้ความหวังของผู้ใช้ที่รอ RTX 50 Super Series ต้องดับลงทันที หลังมีข่าวลือหนาหูมาตลอดช่วงปลายปี สาเหตุสำคัญมาจาก วิกฤต DRAM และ GDDR7 ขาดตลาดอย่างหนัก ทำให้สายการผลิต GPU ใหม่ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ทั้ง Micron, SK Hynix และ Samsung ต่างเททรัพยากรไปยังตลาด AI ที่ทำกำไรมากกว่า ส่งผลให้ GPU สำหรับผู้บริโภคถูกดันไปเป็นลำดับรอง Nvidia ระบุว่าการนำเสนอในงาน CES ปีนี้จะเน้นไปที่ AI advancements, ฟีเจอร์ใหม่ของ GeForce, เกม และแอปพลิเคชันสำหรับครีเอเตอร์แทนการเปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่ ซึ่งสะท้อนทิศทางของบริษัทที่กำลังมุ่งไปสู่ตลาด AI เต็มตัว สถานการณ์หน่วยความจำที่ตึงตัวถึงขั้นมีข่าวลือว่า Nvidia อาจ รื้อสายการผลิต RTX 3060 กลับมาอีกครั้ง เพราะใช้ GDDR6 ที่ผลิตง่ายกว่าและไม่แย่งไลน์กับ GDDR7 แม้จะยังไม่ยืนยัน แต่ก็สะท้อนความตึงเครียดของซัพพลายเชนในปีนี้ได้อย่างดี 📌 ไฮไลต์สำคัญจากข่าว ✅ สิ่งที่ Nvidia ประกาศ ➡️ ไม่มี GPU ใหม่ในงาน CES 2026 ➡️ เน้นการนำเสนอด้าน AI, ฟีเจอร์ใหม่ และเกม ➡️ ปิดประตูข่าวลือ RTX 50 Super Series ‼️ เหตุผลที่ไม่มีการเปิดตัว ⛔ วิกฤต DRAM และ GDDR7 ขาดตลาดอย่างหนัก ⛔ โรงงานผลิตหน่วยความจำเททรัพยากรไปตลาด AI ⛔ ซัพพลายเชนตึงตัวจน GPU รุ่นใหม่ผลิตไม่ทัน ✅ สถานการณ์ตลาดที่เกี่ยวข้อง ➡️ ข่าวลือการกลับมาของ RTX 3060 เพราะใช้ GDDR6 ➡️ ราคาการ์ดจอยังไม่ขึ้น แต่เสี่ยงเกิด scalping รอบใหม่ ➡️ ผู้ผลิตบางรายเริ่ม “จำกัดจำนวน” การ์ดบางรุ่นในยุโรปและญี่ปุ่น ‼️ ความท้าทายของอุตสาหกรรม ⛔ ความต้องการด้าน AI ทำให้ตลาดผู้บริโภคถูกลดความสำคัญ ⛔ รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนแข่งขันกันด้าน AI ทำให้ซัพพลายเชนซับซ้อนขึ้น ⛔ อาจต้องรอจนกว่า “AI boom” จะชะลอตัวก่อนที่ตลาด GPU จะกลับมาปกติ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/for-the-first-time-in-5-years-nvidia-will-not-announce-any-new-gpus-at-ces-company-quashes-rtx-50-super-rumors-as-ai-expected-to-take-center-stage
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 198 มุมมอง 0 รีวิว
  • Dell ชุบชีวิตแบรนด์ XPS เปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 รุ่นใหม่ หวังดันส่วนแบ่งตลาดพีซี

    สรุปข่าวแบบกระชับ
    Dell ประกาศคืนชีพแบรนด์ XPS หลังเคยยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้ว โดยเปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 ซึ่งเป็นแล็ปท็อปที่บางที่สุดของบริษัท พร้อมแผนเปิดตัว XPS 13 รุ่นใหม่ที่เบากว่าเดิม ภายในปีนี้ การกลับลำครั้งนี้เกิดขึ้นหลังได้รับ “เสียงสะท้อนอย่างกว้างขวาง” จากพาร์ตเนอร์ที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ก่อนหน้า

    Jeff Clarke, COO ของ Dell ถึงขั้นกล่าวว่า
    “ผมต้องขอโทษ เราไม่ฟังคุณ คุณพูดถูกเรื่องแบรนด์”

    XPS ถือเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมที่ช่วยให้ Dell เจาะตลาดผู้บริโภคตั้งแต่ยุค 1990 แต่ปีที่แล้วบริษัทพยายามเปลี่ยนไปใช้ชื่อ “Dell / Dell Pro / Dell Pro Max” ก่อนจะกลับมาใช้ XPS อีกครั้งเพื่อแข่งขันกับ HP และ Lenovo ในตลาดพรีเมียมที่กำลังดุเดือด

    รุ่นใหม่จะใช้ Intel Core Ultra Series 3 พร้อมกราฟิก Arc ในตัว ซึ่ง Dell ระบุว่ามีประสิทธิภาพ AI เร็วขึ้น 57%–78% และกราฟิกเร็วขึ้นกว่าเดิมมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

    ราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นที่
    XPS 14 — $2,049.99
    XPS 16 — $2,199.99 เริ่มขายในสหรัฐฯ และแคนาดาแล้วในวันเปิดตัว

    Dell ยังปรับโครงสร้างไลน์สินค้าใหม่ โดยตัดระบบ tier แบบ “base / plus / premium” ออก และแบ่งเป็น 3 กลุ่มชัดเจน:

    Dell — รุ่น mainstream และ entry
    XPS — รุ่นพรีเมียม
    Alienware — สำหรับเกมเมอร์เต็มรูปแบบ

    ไฮไลต์สำคัญจากข่าว
    สิ่งที่ Dell เปิดตัว
    XPS 14 และ XPS 16 รุ่นใหม่
    แผนเปิดตัว XPS 13 ที่เบากว่าเดิม
    ใช้ Intel Core Ultra Series 3 + Arc graphics

    เหตุผลที่ Dell นำ XPS กลับมา
    การรีแบรนด์ปีที่แล้วไม่เวิร์ก
    พาร์ตเนอร์ไม่พอใจจน Dell ต้อง “ขอโทษ”
    ต้องการกลับมาสู้ในตลาดพรีเมียม

    จุดขายของรุ่นใหม่
    ประสิทธิภาพ AI เพิ่มขึ้นสูงสุด 78%
    กราฟิกเร็วขึ้นกว่า 50%
    ดีไซน์บางที่สุดเท่าที่ Dell เคยทำ

    ความท้าทายของ Dell
    ราคาหน่วยความจำสูงขึ้นทั่วอุตสาหกรรม
    ความต้องการด้าน AI ไม่แรงเท่าที่คาด
    คู่แข่งอย่าง HP และ Lenovo แข็งแกร่งมาก

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/06/dell-revives-xps-brand-with-new-laptops-to-boost-pc-market-share
    💻✨ Dell ชุบชีวิตแบรนด์ XPS เปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 รุ่นใหม่ หวังดันส่วนแบ่งตลาดพีซี 📰 สรุปข่าวแบบกระชับ Dell ประกาศคืนชีพแบรนด์ XPS หลังเคยยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้ว โดยเปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 ซึ่งเป็นแล็ปท็อปที่บางที่สุดของบริษัท พร้อมแผนเปิดตัว XPS 13 รุ่นใหม่ที่เบากว่าเดิม ภายในปีนี้ การกลับลำครั้งนี้เกิดขึ้นหลังได้รับ “เสียงสะท้อนอย่างกว้างขวาง” จากพาร์ตเนอร์ที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ก่อนหน้า Jeff Clarke, COO ของ Dell ถึงขั้นกล่าวว่า “ผมต้องขอโทษ เราไม่ฟังคุณ คุณพูดถูกเรื่องแบรนด์” XPS ถือเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมที่ช่วยให้ Dell เจาะตลาดผู้บริโภคตั้งแต่ยุค 1990 แต่ปีที่แล้วบริษัทพยายามเปลี่ยนไปใช้ชื่อ “Dell / Dell Pro / Dell Pro Max” ก่อนจะกลับมาใช้ XPS อีกครั้งเพื่อแข่งขันกับ HP และ Lenovo ในตลาดพรีเมียมที่กำลังดุเดือด รุ่นใหม่จะใช้ Intel Core Ultra Series 3 พร้อมกราฟิก Arc ในตัว ซึ่ง Dell ระบุว่ามีประสิทธิภาพ AI เร็วขึ้น 57%–78% และกราฟิกเร็วขึ้นกว่าเดิมมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นที่ 💴 XPS 14 — $2,049.99 💴 XPS 16 — $2,199.99 เริ่มขายในสหรัฐฯ และแคนาดาแล้วในวันเปิดตัว Dell ยังปรับโครงสร้างไลน์สินค้าใหม่ โดยตัดระบบ tier แบบ “base / plus / premium” ออก และแบ่งเป็น 3 กลุ่มชัดเจน: 💠 Dell — รุ่น mainstream และ entry 💠 XPS — รุ่นพรีเมียม 💠 Alienware — สำหรับเกมเมอร์เต็มรูปแบบ 📌 ไฮไลต์สำคัญจากข่าว ✅ สิ่งที่ Dell เปิดตัว ➡️ XPS 14 และ XPS 16 รุ่นใหม่ ➡️ แผนเปิดตัว XPS 13 ที่เบากว่าเดิม ➡️ ใช้ Intel Core Ultra Series 3 + Arc graphics ‼️ เหตุผลที่ Dell นำ XPS กลับมา ⛔ การรีแบรนด์ปีที่แล้วไม่เวิร์ก ⛔ พาร์ตเนอร์ไม่พอใจจน Dell ต้อง “ขอโทษ” ⛔ ต้องการกลับมาสู้ในตลาดพรีเมียม ✅ จุดขายของรุ่นใหม่ ➡️ ประสิทธิภาพ AI เพิ่มขึ้นสูงสุด 78% ➡️ กราฟิกเร็วขึ้นกว่า 50% ➡️ ดีไซน์บางที่สุดเท่าที่ Dell เคยทำ ‼️ ความท้าทายของ Dell ⛔ ราคาหน่วยความจำสูงขึ้นทั่วอุตสาหกรรม ⛔ ความต้องการด้าน AI ไม่แรงเท่าที่คาด ⛔ คู่แข่งอย่าง HP และ Lenovo แข็งแกร่งมาก https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/06/dell-revives-xps-brand-with-new-laptops-to-boost-pc-market-share
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Dell revives XPS brand with new laptops to boost PC market share
    Jan 5 (Reuters) - Dell ‌has brought back its popular XPS laptop lineup a year after retiring ‌the premium brand, as it looks to drum up demand in a ‌sagging personal computer market.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 119 มุมมอง 0 รีวิว
  • ปีทองของ PostgreSQL, สงคราม MCP, และการปะทะกันของยักษ์ใหญ่ — ภาพรวมโลกฐานข้อมูลปี 2025

    ปี 2025 เป็นปีที่วงการฐานข้อมูล “เดือดที่สุดในรอบทศวรรษ” ตามคำบรรยายของ Andy Pavlo โดยมีทั้งการเติบโตของ PostgreSQL แบบก้าวกระโดด การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์ การเกิดขึ้นของมาตรฐานใหม่อย่าง MCP และการปะทะกันทางกฎหมายระหว่าง MongoDB กับ FerretDB รวมถึงการปิดตัวของสตาร์ทอัพสายฐานข้อมูลหลายรายที่ไม่สามารถยืนหยัดในตลาดที่แข่งขันสูงได้อีกต่อไป ปีนี้ยังเป็นปีที่มีการควบรวมกิจการครั้งใหญ่หลายดีล และการระดมทุนระดับพันล้านดอลลาร์ที่สะท้อนว่าฐานข้อมูลยังเป็นหัวใจของยุค AI อย่างแท้จริง

    PostgreSQL ยังคงเป็น “ราชาแห่งฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส” โดยมีทั้งฟีเจอร์ใหม่ในเวอร์ชัน 18 และการลงทุนจากบริษัทใหญ่ เช่น Databricks, Snowflake และ Microsoft ที่ต่างเปิดตัวบริการ PostgreSQL ของตัวเองหรือเข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีโครงการใหม่ที่ผลักดัน PostgreSQL ให้รองรับการกระจายข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ เช่น Multigres, Neki และ PgDog ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงคราม PostgreSQL แบบกระจายศูนย์” ในอนาคต

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเติบโตของ Model Context Protocol (MCP) ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางให้ LLM เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทุกประเภท ทำให้ผู้ผลิต DBMS ทุกรายต้องออก MCP server ของตัวเองอย่างเร่งด่วน ทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และแม้แต่ระบบที่ไม่ใช่ PostgreSQL โดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ฐานข้อมูลกลายเป็น “เครื่องมือของ AI agents” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง

    ในอีกด้านหนึ่ง ปี 2025 ยังเป็นปีที่มีการฟ้องร้องครั้งใหญ่ระหว่าง MongoDB และ FerretDB ซึ่งอาจกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้าน API compatibility ขณะเดียวกันตลาดก็เห็นการปิดตัวของสตาร์ทอัพหลายราย เช่น Fauna, PostgresML, Hydra และ Voltron Data ที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดที่ถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่และความต้องการด้าน AI ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สุดท้าย Andy ยังปิดท้ายด้วยเรื่องราว “ปีแห่งความรุ่งโรจน์ของ Larry Ellison” ที่ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากความสำเร็จของ Oracle

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การเติบโตของ PostgreSQL
    PostgreSQL 18 เปิดตัวพร้อมระบบ I/O แบบใหม่และ skip scans
    Databricks ซื้อ Neon มูลค่า $1B และ Snowflake ซื้อ CrunchyData
    Microsoft เปิดตัว HorizonDB บน Azure
    โครงการกระจายข้อมูลใหม่: Multigres, Neki, PgDog

    ความเสี่ยงและความท้าทาย
    PostgreSQL ecosystem แตกแขนงจนเริ่มเกิด fragmentation
    การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์อาจทำให้มาตรฐานแตกต่างกัน
    ระบบกระจายข้อมูลยังต้องพิสูจน์ความเสถียรในงานจริง

    การครองโลกของ MCP (Model Context Protocol)
    ทุก DBMS ออก MCP server ของตัวเองในปีเดียว
    รองรับทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และ multi-database gateway
    ช่วยให้ LLM agents ทำงานกับฐานข้อมูลได้โดยตรง

    ความเสี่ยงของ MCP
    LLM อาจรันคำสั่งอันตรายหากไม่มีการจำกัดสิทธิ์
    ระบบ MCP ส่วนใหญ่เป็นเพียง proxy ไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยลึก
    องค์กรที่ให้สิทธิ์ admin อาจเสี่ยงต่อการ “ลบฐานข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ”

    คดีใหญ่: MongoDB vs FerretDB
    MongoDB ฟ้อง FerretDB เรื่องลอก API และละเมิดลิขสิทธิ์
    คดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของ API compatibility
    DocumentDB ของ Microsoft ถูกจับตามองเพราะคล้าย FerretDB

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    คดีนี้อาจกระทบ ecosystem ของฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส
    ความไม่ชัดเจนของกฎหมายเกี่ยวกับการจำลอง API
    อาจเกิด “สงคราม API” ระหว่างผู้ผลิต DBMS

    การแข่งขันด้านไฟล์ฟอร์แมต
    ผู้ท้าชิง Parquet เกิดขึ้นหลายราย เช่น F3, Vortex, FastLanes
    Parquet เตรียมอัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อตอบโจทย์ยุค AI
    การแข่งขันเน้นไปที่ความเร็ว, GPU support และ interoperability

    ความเสี่ยง
    ecosystem แตกเป็นหลายมาตรฐาน
    ปัญหาความเข้ากันได้ของ reader/writer ในหลายภาษา
    องค์กรอาจต้องแบกรับต้นทุน migration สูง

    การควบรวมกิจการและการระดมทุน
    Databricks ระดมทุนรวม $5B ในปีเดียว
    IBM ซื้อ DataStax และ Confluent
    Snowflake ซื้อ Datometry และ CrunchyData
    Fivetran และ dbt Labs รวมกิจการเป็นบริษัทเดียว

    ความเสี่ยงของตลาด
    การผูกขาดโดยบริษัทใหญ่
    สตาร์ทอัพเล็กแข่งขันยากขึ้น
    ตลาดฐานข้อมูลเริ่มเข้าสู่ยุค consolidation

    การปิดตัวของสตาร์ทอัพ
    Fauna, Hydra, PostgresML, MyScaleDB, Voltron Data ปิดกิจการ
    หลายรายล้มเหลวเพราะไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่
    บางรายล้มเหลวเพราะตลาด AI เปลี่ยนเร็วเกินไป

    สัญญาณอันตราย
    ตลาดฐานข้อมูลเริ่มอิ่มตัว
    การพึ่งพา AI trend ทำให้ธุรกิจเสี่ยงสูง
    การขาด product-market fit ทำให้หลายบริษัทไปไม่รอด

    https://www.cs.cmu.edu/~pavlo/blog/2026/01/2025-databases-retrospective.html
    🗄️🚀 ปีทองของ PostgreSQL, สงคราม MCP, และการปะทะกันของยักษ์ใหญ่ — ภาพรวมโลกฐานข้อมูลปี 2025 ปี 2025 เป็นปีที่วงการฐานข้อมูล “เดือดที่สุดในรอบทศวรรษ” ตามคำบรรยายของ Andy Pavlo โดยมีทั้งการเติบโตของ PostgreSQL แบบก้าวกระโดด การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์ การเกิดขึ้นของมาตรฐานใหม่อย่าง MCP และการปะทะกันทางกฎหมายระหว่าง MongoDB กับ FerretDB รวมถึงการปิดตัวของสตาร์ทอัพสายฐานข้อมูลหลายรายที่ไม่สามารถยืนหยัดในตลาดที่แข่งขันสูงได้อีกต่อไป ปีนี้ยังเป็นปีที่มีการควบรวมกิจการครั้งใหญ่หลายดีล และการระดมทุนระดับพันล้านดอลลาร์ที่สะท้อนว่าฐานข้อมูลยังเป็นหัวใจของยุค AI อย่างแท้จริง PostgreSQL ยังคงเป็น “ราชาแห่งฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส” โดยมีทั้งฟีเจอร์ใหม่ในเวอร์ชัน 18 และการลงทุนจากบริษัทใหญ่ เช่น Databricks, Snowflake และ Microsoft ที่ต่างเปิดตัวบริการ PostgreSQL ของตัวเองหรือเข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีโครงการใหม่ที่ผลักดัน PostgreSQL ให้รองรับการกระจายข้อมูลแบบเต็มรูปแบบ เช่น Multigres, Neki และ PgDog ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงคราม PostgreSQL แบบกระจายศูนย์” ในอนาคต อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเติบโตของ Model Context Protocol (MCP) ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางให้ LLM เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทุกประเภท ทำให้ผู้ผลิต DBMS ทุกรายต้องออก MCP server ของตัวเองอย่างเร่งด่วน ทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และแม้แต่ระบบที่ไม่ใช่ PostgreSQL โดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ฐานข้อมูลกลายเป็น “เครื่องมือของ AI agents” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง ในอีกด้านหนึ่ง ปี 2025 ยังเป็นปีที่มีการฟ้องร้องครั้งใหญ่ระหว่าง MongoDB และ FerretDB ซึ่งอาจกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้าน API compatibility ขณะเดียวกันตลาดก็เห็นการปิดตัวของสตาร์ทอัพหลายราย เช่น Fauna, PostgresML, Hydra และ Voltron Data ที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดที่ถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่และความต้องการด้าน AI ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สุดท้าย Andy ยังปิดท้ายด้วยเรื่องราว “ปีแห่งความรุ่งโรจน์ของ Larry Ellison” ที่ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากความสำเร็จของ Oracle 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การเติบโตของ PostgreSQL ➡️ PostgreSQL 18 เปิดตัวพร้อมระบบ I/O แบบใหม่และ skip scans ➡️ Databricks ซื้อ Neon มูลค่า $1B และ Snowflake ซื้อ CrunchyData ➡️ Microsoft เปิดตัว HorizonDB บน Azure ➡️ โครงการกระจายข้อมูลใหม่: Multigres, Neki, PgDog ‼️ ความเสี่ยงและความท้าทาย ⛔ PostgreSQL ecosystem แตกแขนงจนเริ่มเกิด fragmentation ⛔ การแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์อาจทำให้มาตรฐานแตกต่างกัน ⛔ ระบบกระจายข้อมูลยังต้องพิสูจน์ความเสถียรในงานจริง ✅ การครองโลกของ MCP (Model Context Protocol) ➡️ ทุก DBMS ออก MCP server ของตัวเองในปีเดียว ➡️ รองรับทั้ง SQL, NoSQL, OLAP และ multi-database gateway ➡️ ช่วยให้ LLM agents ทำงานกับฐานข้อมูลได้โดยตรง ‼️ ความเสี่ยงของ MCP ⛔ LLM อาจรันคำสั่งอันตรายหากไม่มีการจำกัดสิทธิ์ ⛔ ระบบ MCP ส่วนใหญ่เป็นเพียง proxy ไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยลึก ⛔ องค์กรที่ให้สิทธิ์ admin อาจเสี่ยงต่อการ “ลบฐานข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ” ✅ คดีใหญ่: MongoDB vs FerretDB ➡️ MongoDB ฟ้อง FerretDB เรื่องลอก API และละเมิดลิขสิทธิ์ ➡️ คดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของ API compatibility ➡️ DocumentDB ของ Microsoft ถูกจับตามองเพราะคล้าย FerretDB ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ คดีนี้อาจกระทบ ecosystem ของฐานข้อมูลโอเพนซอร์ส ⛔ ความไม่ชัดเจนของกฎหมายเกี่ยวกับการจำลอง API ⛔ อาจเกิด “สงคราม API” ระหว่างผู้ผลิต DBMS ✅ การแข่งขันด้านไฟล์ฟอร์แมต ➡️ ผู้ท้าชิง Parquet เกิดขึ้นหลายราย เช่น F3, Vortex, FastLanes ➡️ Parquet เตรียมอัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อตอบโจทย์ยุค AI ➡️ การแข่งขันเน้นไปที่ความเร็ว, GPU support และ interoperability ‼️ ความเสี่ยง ⛔ ecosystem แตกเป็นหลายมาตรฐาน ⛔ ปัญหาความเข้ากันได้ของ reader/writer ในหลายภาษา ⛔ องค์กรอาจต้องแบกรับต้นทุน migration สูง ✅ การควบรวมกิจการและการระดมทุน ➡️ Databricks ระดมทุนรวม $5B ในปีเดียว ➡️ IBM ซื้อ DataStax และ Confluent ➡️ Snowflake ซื้อ Datometry และ CrunchyData ➡️ Fivetran และ dbt Labs รวมกิจการเป็นบริษัทเดียว ‼️ ความเสี่ยงของตลาด ⛔ การผูกขาดโดยบริษัทใหญ่ ⛔ สตาร์ทอัพเล็กแข่งขันยากขึ้น ⛔ ตลาดฐานข้อมูลเริ่มเข้าสู่ยุค consolidation ✅ การปิดตัวของสตาร์ทอัพ ➡️ Fauna, Hydra, PostgresML, MyScaleDB, Voltron Data ปิดกิจการ ➡️ หลายรายล้มเหลวเพราะไม่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ ➡️ บางรายล้มเหลวเพราะตลาด AI เปลี่ยนเร็วเกินไป ‼️ สัญญาณอันตราย ⛔ ตลาดฐานข้อมูลเริ่มอิ่มตัว ⛔ การพึ่งพา AI trend ทำให้ธุรกิจเสี่ยงสูง ⛔ การขาด product-market fit ทำให้หลายบริษัทไปไม่รอด https://www.cs.cmu.edu/~pavlo/blog/2026/01/2025-databases-retrospective.html
    WWW.CS.CMU.EDU
    Databases in 2025: A Year in Review
    The world tried to kill Andy off but he had to stay alive to to talk about what happened with databases in 2025.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 203 มุมมอง 0 รีวิว
  • Manjaro 26.0 “Anh‑Linh” เปิดตัวพร้อม Linux 6.18 LTS และเดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด

    Manjaro Linux 26.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS, เดสก์ท็อป Xfce 4.20, GNOME 49, และ KDE Plasma 6.5 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีล่าสุดของโลกโอเพ่นซอร์สไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Manjaro รองรับ COSMIC Desktop 1.0 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปใหม่จาก Pop!_OS

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ GNOME 49 และ KDE Plasma 6.5 จะใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้ผู้ใช้ที่ยังต้องการ X11 อาจต้องเลือกใช้ Xfce แทน ซึ่งยังคงรองรับ X11 เต็มรูปแบบตามเดิม การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนทิศทางของลินุกซ์ยุคใหม่ที่กำลังผลักดัน Wayland ให้เป็นมาตรฐานหลัก

    Manjaro 26.0 ยังมาพร้อมอัปเดตซอฟต์แวร์จำนวนมาก เช่น KDE Gear 25.12, KDE Frameworks 6.21, Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3, GStreamer 1.26.10, และไดรเวอร์ NVIDIA 590 รุ่นใหม่ล่าสุด ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด ISO ใหม่ หรืออัปเดตจากระบบเดิมด้วยคำสั่ง sudo pacman -Syu ได้ทันที

    นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านระบบ เช่น การแทนที่ Redis ด้วย Valkey ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ และการยุติการรองรับ GPU NVIDIA รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) เนื่องจากไดรเวอร์รุ่นใหม่ไม่รองรับอีกต่อไป ทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มอาจต้องพิจารณาอัปเกรดฮาร์ดแวร์ในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Manjaro 26.0
    ใช้ Linux Kernel 6.18 LTS
    เดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด: Xfce 4.20, GNOME 49, KDE Plasma 6.5
    รองรับ COSMIC Desktop 1.0 ครั้งแรก
    อัปเดตซอฟต์แวร์หลัก เช่น Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    GNOME และ KDE Plasma ใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น อาจทำให้ผู้ใช้ X11 มีปัญหา
    NVIDIA GPU รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) ไม่รองรับอีกต่อไป
    ผู้ใช้ Kernel เก่า (5.4 / 6.17) ต้องอัปเกรดทันที

    สิ่งที่ปรับปรุงเพิ่มเติม
    KDE Gear 25.12 และ Frameworks 6.21
    PipeWire, ALSA, GStreamer อัปเดตเวอร์ชันใหม่
    Valkey แทน Redis ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์

    คำแนะนำก่อนอัปเกรด
    อ่าน Known Issues ก่อนอัปเดตระบบ
    ตรวจสอบความเข้ากันได้ของ GPU NVIDIA
    สำรองข้อมูลก่อนอัปเดต Kernel

    https://9to5linux.com/manjaro-26-0-released-with-linux-6-18-lts-xfce-4-20-kde-plasma-6-5-and-gnome-49
    🐧🚀 Manjaro 26.0 “Anh‑Linh” เปิดตัวพร้อม Linux 6.18 LTS และเดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด Manjaro Linux 26.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS, เดสก์ท็อป Xfce 4.20, GNOME 49, และ KDE Plasma 6.5 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีล่าสุดของโลกโอเพ่นซอร์สไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Manjaro รองรับ COSMIC Desktop 1.0 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปใหม่จาก Pop!_OS หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ GNOME 49 และ KDE Plasma 6.5 จะใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้ผู้ใช้ที่ยังต้องการ X11 อาจต้องเลือกใช้ Xfce แทน ซึ่งยังคงรองรับ X11 เต็มรูปแบบตามเดิม การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนทิศทางของลินุกซ์ยุคใหม่ที่กำลังผลักดัน Wayland ให้เป็นมาตรฐานหลัก Manjaro 26.0 ยังมาพร้อมอัปเดตซอฟต์แวร์จำนวนมาก เช่น KDE Gear 25.12, KDE Frameworks 6.21, Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3, GStreamer 1.26.10, และไดรเวอร์ NVIDIA 590 รุ่นใหม่ล่าสุด ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด ISO ใหม่ หรืออัปเดตจากระบบเดิมด้วยคำสั่ง sudo pacman -Syu ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านระบบ เช่น การแทนที่ Redis ด้วย Valkey ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ และการยุติการรองรับ GPU NVIDIA รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) เนื่องจากไดรเวอร์รุ่นใหม่ไม่รองรับอีกต่อไป ทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มอาจต้องพิจารณาอัปเกรดฮาร์ดแวร์ในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Manjaro 26.0 ➡️ ใช้ Linux Kernel 6.18 LTS ➡️ เดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด: Xfce 4.20, GNOME 49, KDE Plasma 6.5 ➡️ รองรับ COSMIC Desktop 1.0 ครั้งแรก ➡️ อัปเดตซอฟต์แวร์หลัก เช่น Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3 ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ GNOME และ KDE Plasma ใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น อาจทำให้ผู้ใช้ X11 มีปัญหา ⛔ NVIDIA GPU รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) ไม่รองรับอีกต่อไป ⛔ ผู้ใช้ Kernel เก่า (5.4 / 6.17) ต้องอัปเกรดทันที ✅ สิ่งที่ปรับปรุงเพิ่มเติม ➡️ KDE Gear 25.12 และ Frameworks 6.21 ➡️ PipeWire, ALSA, GStreamer อัปเดตเวอร์ชันใหม่ ➡️ Valkey แทน Redis ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ ‼️ คำแนะนำก่อนอัปเกรด ⛔ อ่าน Known Issues ก่อนอัปเดตระบบ ⛔ ตรวจสอบความเข้ากันได้ของ GPU NVIDIA ⛔ สำรองข้อมูลก่อนอัปเดต Kernel https://9to5linux.com/manjaro-26-0-released-with-linux-6-18-lts-xfce-4-20-kde-plasma-6-5-and-gnome-49
    9TO5LINUX.COM
    Manjaro 26.0 Released with Linux 6.18 LTS, Xfce 4.20, KDE Plasma 6.5, and GNOME 49 - 9to5Linux
    Manjaro 26.0 is now available for download with Linux kernel 6.18 LTS, Xfce 4.20, GNOME 49, and KDE Plasma 6.5.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 99 มุมมอง 0 รีวิว
  • COCOS 4 เปิดซอร์สเต็มรูปแบบ—ก้าวใหม่ของเอนจินเกมเอเชียสู่เวทีโลก

    COCOS ซึ่งเป็นเอนจินเกมยอดนิยมในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะเกมมือถือและเกมเบา ๆ ได้ประกาศข่าวใหญ่รับปี 2026 ด้วยการเปิดตัว COCOS 4 ภายใต้ MIT License แบบโอเพ่นซอร์สเต็มรูปแบบ หลังจากที่บริษัท SUD เข้าซื้อกิจการในปี 2025 ด้วยมูลค่า 72 ล้านดอลลาร์ การเปิดซอร์สครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของแพลตฟอร์มเกมที่เคยเป็นแบบ proprietary มาก่อน

    การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการแยก Engine ออกจาก Editor อย่างชัดเจน โดย COCOS หมายถึง “เอนจิน” เท่านั้น ส่วน IDE ใหม่ชื่อ PinK จะรับหน้าที่เป็นเครื่องมือพัฒนาแบบเต็มรูปแบบ พร้อมระบบ Agents และฟีเจอร์ด้านภาพที่ย้ายมาจาก Cocos Creator เดิม การเปิดซอร์สครั้งนี้ยังรวมถึง engine core, cross‑platform code, COCOS CLI และโหมด headless ของ IDE

    SUD ระบุว่าการเปิดซอร์สไม่ใช่เพื่อการค้าโดยตรง แต่เพื่อสร้างระบบนิเวศนักพัฒนาให้เติบโต โดยเฉพาะการผลักดันให้ COCOS กลายเป็น AI‑native engine ที่ AI สามารถอ่านโค้ดและช่วยพัฒนาได้ง่ายขึ้น พร้อมหวังให้เกิด Pull Requests จำนวนมากเพื่อสร้าง “วงจรพัฒนาแบบฟีดแบ็กลูป” ที่แข็งแรงขึ้นในระดับโลก

    ในด้านทิศทางการพัฒนา COCOS 4 ยังคงต่อยอดจาก Creator 3.x พร้อมรองรับ SemVer อย่างเคร่งครัด ฟีเจอร์ใหม่จะมาในรูปแบบ MCPs/Agents ตัวเอนจินจะเบาขึ้น เร็วขึ้น และรองรับแพลตฟอร์มมากขึ้น เช่น Steam พร้อมแก้บั๊กเก่า ๆ อย่าง Spine และปรับปรุงประสิทธิภาพด้าน rich text และ lists นอกจากนี้นักพัฒนายังสามารถแก้ไขทุกส่วนของเอนจิน หรือแม้แต่สร้างเอนจินใหม่จาก COCOS 4 ได้เลย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากข่าว
    COCOS 4 เปิดซอร์สภายใต้ MIT License
    Engine และ Editor แยกออกจากกันอย่างเป็นทางการ
    PinK กลายเป็น IDE ใหม่พร้อมระบบ Agents
    รวม engine core, cross‑platform code, CLI และ headless IDE

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    การเปลี่ยนผ่านจาก Cocos Creator อาจทำให้ผู้ใช้เดิมต้องปรับตัว
    ฟีเจอร์บางอย่างจะย้ายไป PinK ในอนาคต อาจเกิด fragmentation ชั่วคราว
    การเปิดซอร์สอาจดึงดูดโค้ดจากหลายทิศทาง ต้องมีการจัดการคุณภาพ

    ทิศทางการพัฒนาในอนาคต
    เน้น AI‑native development ผ่าน MCPs/Agents
    เอนจินเบาและเร็วขึ้น รองรับอุปกรณ์หลากหลาย
    ขยายแพลตฟอร์มไปยัง Steam และอื่น ๆ

    ความเสี่ยงด้าน ecosystem
    การพึ่งพา community contributions อาจทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ
    ผู้พัฒนาเกมเชิงพาณิชย์ต้องประเมินความเสถียรของเวอร์ชันใหม่

    https://itsfoss.com/news/cocos-4-game-engine/
    🎮✨ COCOS 4 เปิดซอร์สเต็มรูปแบบ—ก้าวใหม่ของเอนจินเกมเอเชียสู่เวทีโลก COCOS ซึ่งเป็นเอนจินเกมยอดนิยมในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะเกมมือถือและเกมเบา ๆ ได้ประกาศข่าวใหญ่รับปี 2026 ด้วยการเปิดตัว COCOS 4 ภายใต้ MIT License แบบโอเพ่นซอร์สเต็มรูปแบบ หลังจากที่บริษัท SUD เข้าซื้อกิจการในปี 2025 ด้วยมูลค่า 72 ล้านดอลลาร์ การเปิดซอร์สครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญของแพลตฟอร์มเกมที่เคยเป็นแบบ proprietary มาก่อน การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการแยก Engine ออกจาก Editor อย่างชัดเจน โดย COCOS หมายถึง “เอนจิน” เท่านั้น ส่วน IDE ใหม่ชื่อ PinK จะรับหน้าที่เป็นเครื่องมือพัฒนาแบบเต็มรูปแบบ พร้อมระบบ Agents และฟีเจอร์ด้านภาพที่ย้ายมาจาก Cocos Creator เดิม การเปิดซอร์สครั้งนี้ยังรวมถึง engine core, cross‑platform code, COCOS CLI และโหมด headless ของ IDE SUD ระบุว่าการเปิดซอร์สไม่ใช่เพื่อการค้าโดยตรง แต่เพื่อสร้างระบบนิเวศนักพัฒนาให้เติบโต โดยเฉพาะการผลักดันให้ COCOS กลายเป็น AI‑native engine ที่ AI สามารถอ่านโค้ดและช่วยพัฒนาได้ง่ายขึ้น พร้อมหวังให้เกิด Pull Requests จำนวนมากเพื่อสร้าง “วงจรพัฒนาแบบฟีดแบ็กลูป” ที่แข็งแรงขึ้นในระดับโลก ในด้านทิศทางการพัฒนา COCOS 4 ยังคงต่อยอดจาก Creator 3.x พร้อมรองรับ SemVer อย่างเคร่งครัด ฟีเจอร์ใหม่จะมาในรูปแบบ MCPs/Agents ตัวเอนจินจะเบาขึ้น เร็วขึ้น และรองรับแพลตฟอร์มมากขึ้น เช่น Steam พร้อมแก้บั๊กเก่า ๆ อย่าง Spine และปรับปรุงประสิทธิภาพด้าน rich text และ lists นอกจากนี้นักพัฒนายังสามารถแก้ไขทุกส่วนของเอนจิน หรือแม้แต่สร้างเอนจินใหม่จาก COCOS 4 ได้เลย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากข่าว ➡️ COCOS 4 เปิดซอร์สภายใต้ MIT License ➡️ Engine และ Editor แยกออกจากกันอย่างเป็นทางการ ➡️ PinK กลายเป็น IDE ใหม่พร้อมระบบ Agents ➡️ รวม engine core, cross‑platform code, CLI และ headless IDE ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ การเปลี่ยนผ่านจาก Cocos Creator อาจทำให้ผู้ใช้เดิมต้องปรับตัว ⛔ ฟีเจอร์บางอย่างจะย้ายไป PinK ในอนาคต อาจเกิด fragmentation ชั่วคราว ⛔ การเปิดซอร์สอาจดึงดูดโค้ดจากหลายทิศทาง ต้องมีการจัดการคุณภาพ ✅ ทิศทางการพัฒนาในอนาคต ➡️ เน้น AI‑native development ผ่าน MCPs/Agents ➡️ เอนจินเบาและเร็วขึ้น รองรับอุปกรณ์หลากหลาย ➡️ ขยายแพลตฟอร์มไปยัง Steam และอื่น ๆ ‼️ ความเสี่ยงด้าน ecosystem ⛔ การพึ่งพา community contributions อาจทำให้คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ⛔ ผู้พัฒนาเกมเชิงพาณิชย์ต้องประเมินความเสถียรของเวอร์ชันใหม่ https://itsfoss.com/news/cocos-4-game-engine/
    ITSFOSS.COM
    First Good News of 2026!COCOS 4 Game Engine Goes Open Source
    Previously proprietary, this game engine is now fully open source.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 119 มุมมอง 0 รีวิว
  • IceWM 4.0 เปิดตัว! เบา เร็ว และมาพร้อม Alt+Tab แบบใหม่ที่ใช้งานลื่นกว่าเดิม

    IceWM 4.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตใหญ่ของหนึ่งใน window manager ที่เบาที่สุดบน Linux โดยเวอร์ชันนี้มาพร้อมการปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ทันสมัยขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น และตอบสนองได้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการระบบที่เบาแต่ลื่นไหลสามารถสลับหน้าต่างได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากการปรับปรุง Alt+Tab แล้ว IceWM 4.0 ยังเพิ่มการรองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนรอคอย เพราะช่วยให้เดสก์ท็อปดูคมชัดขึ้นบนหน้าจอสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจอ 2K หรือ 4K นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กจำนวนมากและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบให้ตอบสนองได้ดีขึ้น โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือเครื่องที่มีทรัพยากรจำกัด

    IceWM ยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องความเบาและความเร็ว ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ revive เครื่องเก่า หรือต้องการระบบที่กิน RAM ต่ำมาก ๆ แต่ยังคงใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน การอัปเดตครั้งนี้จึงช่วยให้ IceWM ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ Linux ที่ต้องการความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

    การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ IceWM แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของชุมชนโอเพ่นซอร์ส ที่ยังคงผลักดันให้ซอฟต์แวร์เบา ๆ แบบนี้มีชีวิตชีวาและทันสมัยอยู่เสมอ แม้จะเป็นโปรเจกต์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ได้อย่างดี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จาก IceWM 4.0
    ปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ลื่นขึ้นและใช้งานง่ายกว่าเดิม
    รองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons)
    แก้ไขบั๊กจำนวนมาก เพิ่มเสถียรภาพและความเร็ว

    ทำไมอัปเดตนี้ถึงสำคัญ
    ช่วยให้ IceWM ใช้งานได้ดีขึ้นบนจอสมัยใหม่
    เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้โดยไม่เพิ่มการใช้ทรัพยากร
    เหมาะสำหรับเครื่องเก่า เครื่องสเปกต่ำ และระบบที่ต้องการความเร็วสูง

    ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ
    ผู้ใช้ที่ปรับแต่ง Alt+Tab แบบ custom อาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้
    ธีมเก่าอาจไม่รองรับ HiDPI icons เต็มรูปแบบ
    ผู้ใช้บางรายอาจต้องปรับ config เดิมให้เข้ากับเวอร์ชันใหม่

    https://9to5linux.com/icewm-4-0-lightweight-window-manager-released-with-an-improved-alttab-switch
    🧊 IceWM 4.0 เปิดตัว! เบา เร็ว และมาพร้อม Alt+Tab แบบใหม่ที่ใช้งานลื่นกว่าเดิม IceWM 4.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตใหญ่ของหนึ่งใน window manager ที่เบาที่สุดบน Linux โดยเวอร์ชันนี้มาพร้อมการปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ทันสมัยขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น และตอบสนองได้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการระบบที่เบาแต่ลื่นไหลสามารถสลับหน้าต่างได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการปรับปรุง Alt+Tab แล้ว IceWM 4.0 ยังเพิ่มการรองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนรอคอย เพราะช่วยให้เดสก์ท็อปดูคมชัดขึ้นบนหน้าจอสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจอ 2K หรือ 4K นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กจำนวนมากและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบให้ตอบสนองได้ดีขึ้น โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือเครื่องที่มีทรัพยากรจำกัด IceWM ยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องความเบาและความเร็ว ทำให้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ revive เครื่องเก่า หรือต้องการระบบที่กิน RAM ต่ำมาก ๆ แต่ยังคงใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน การอัปเดตครั้งนี้จึงช่วยให้ IceWM ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ Linux ที่ต้องการความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ IceWM แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของชุมชนโอเพ่นซอร์ส ที่ยังคงผลักดันให้ซอฟต์แวร์เบา ๆ แบบนี้มีชีวิตชีวาและทันสมัยอยู่เสมอ แม้จะเป็นโปรเจกต์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ได้อย่างดี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จาก IceWM 4.0 ➡️ ปรับปรุง Alt+Tab switcher ให้ลื่นขึ้นและใช้งานง่ายกว่าเดิม ➡️ รองรับไอคอนความละเอียดสูง (HiDPI icons) ➡️ แก้ไขบั๊กจำนวนมาก เพิ่มเสถียรภาพและความเร็ว ✅ ทำไมอัปเดตนี้ถึงสำคัญ ➡️ ช่วยให้ IceWM ใช้งานได้ดีขึ้นบนจอสมัยใหม่ ➡️ เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้โดยไม่เพิ่มการใช้ทรัพยากร ➡️ เหมาะสำหรับเครื่องเก่า เครื่องสเปกต่ำ และระบบที่ต้องการความเร็วสูง ‼️ ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ ⛔ ผู้ใช้ที่ปรับแต่ง Alt+Tab แบบ custom อาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ ⛔ ธีมเก่าอาจไม่รองรับ HiDPI icons เต็มรูปแบบ ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจต้องปรับ config เดิมให้เข้ากับเวอร์ชันใหม่ https://9to5linux.com/icewm-4-0-lightweight-window-manager-released-with-an-improved-alttab-switch
    9TO5LINUX.COM
    IceWM 4.0 Lightweight Window Manager Released with an Improved Alt+Tab Switch - 9to5Linux
    IceWM 4.0 lightweight window manager is now available with improvements to the Alt+Tab quick switch and support for high-resolution icons.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 121 มุมมอง 0 รีวิว
  • Arch Linux เปิดปี 2026 ด้วย ISO ใหม่! มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS

    Arch Linux เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการปล่อย ISO เวอร์ชันใหม่ที่มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS ซึ่งเป็นเคอร์เนลระยะยาวรุ่นล่าสุดที่เน้นความเสถียรและรองรับฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่จำนวนมาก การอัปเดตครั้งนี้ช่วยให้ผู้ใช้ที่ติดตั้งระบบใหม่สามารถใช้งาน Arch ได้อย่างลื่นไหลตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องอัปเดตแพ็กเกจจำนวนมากหลังติดตั้งเหมือนในบางเวอร์ชันก่อนหน้า

    Linux Kernel 6.18 LTS มาพร้อมการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพ การจัดการพลังงาน และการรองรับอุปกรณ์ใหม่ เช่น GPU รุ่นล่าสุด, Wi-Fi 7, และอุปกรณ์ PCIe รุ่นใหม่ ทำให้ Arch Linux ISO ชุดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งบนเครื่องใหม่หรือฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงความปลอดภัยหลายรายการที่ช่วยให้ระบบมีความเสถียรยิ่งขึ้น

    แม้ Arch Linux จะเป็นดิสโทรแบบ rolling release ที่ผู้ใช้สามารถอัปเดตระบบได้ตลอดเวลา แต่การออก ISO ใหม่ก็มีความสำคัญมากสำหรับผู้ใช้ใหม่และผู้ที่ต้องการติดตั้งระบบใหม่ เพราะช่วยลดเวลาการดาวน์โหลดแพ็กเกจจำนวนมากหลังติดตั้ง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าระบบพื้นฐานมีความทันสมัยและปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น

    การเปิดปีด้วย ISO ใหม่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีมพัฒนา Arch Linux ที่ยังคงรักษาความสดใหม่ของระบบอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นดิสโทรที่เน้นความเรียบง่ายและความยืดหยุ่น แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับความเสถียรและประสบการณ์ของผู้ใช้ทุกระดับ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จาก Arch Linux ISO ใหม่ (2026)
    มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS รุ่นเสถียรล่าสุด
    รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ เช่น GPU รุ่นล่าสุด, Wi-Fi 7, PCIe รุ่นใหม่
    ปรับปรุงความปลอดภัยและแก้ไขบั๊กจำนวนมาก

    ทำไม ISO ใหม่จึงสำคัญ
    ลดเวลาการอัปเดตหลังติดตั้งสำหรับผู้ใช้ใหม่
    ช่วยให้การติดตั้งบนฮาร์ดแวร์ใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น
    ทำให้ระบบพื้นฐานทันสมัยและปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น

    ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ
    ผู้ใช้ที่อัปเดตระบบอยู่แล้วอาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก
    ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจยังต้องใช้ไดรเวอร์เสริมจากผู้ผลิต
    ผู้ใช้ใหม่ควรศึกษาวิธีติดตั้ง Arch ให้ดี เพราะยังคงเป็นดิสโทรที่ต้องตั้งค่าด้วยตนเอง

    https://9to5linux.com/arch-linux-kicks-off-2026-with-new-iso-powered-by-linux-kernel-6-18-lts
    🐧 Arch Linux เปิดปี 2026 ด้วย ISO ใหม่! มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS Arch Linux เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการปล่อย ISO เวอร์ชันใหม่ที่มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS ซึ่งเป็นเคอร์เนลระยะยาวรุ่นล่าสุดที่เน้นความเสถียรและรองรับฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่จำนวนมาก การอัปเดตครั้งนี้ช่วยให้ผู้ใช้ที่ติดตั้งระบบใหม่สามารถใช้งาน Arch ได้อย่างลื่นไหลตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องอัปเดตแพ็กเกจจำนวนมากหลังติดตั้งเหมือนในบางเวอร์ชันก่อนหน้า Linux Kernel 6.18 LTS มาพร้อมการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพ การจัดการพลังงาน และการรองรับอุปกรณ์ใหม่ เช่น GPU รุ่นล่าสุด, Wi-Fi 7, และอุปกรณ์ PCIe รุ่นใหม่ ทำให้ Arch Linux ISO ชุดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งบนเครื่องใหม่หรือฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงความปลอดภัยหลายรายการที่ช่วยให้ระบบมีความเสถียรยิ่งขึ้น แม้ Arch Linux จะเป็นดิสโทรแบบ rolling release ที่ผู้ใช้สามารถอัปเดตระบบได้ตลอดเวลา แต่การออก ISO ใหม่ก็มีความสำคัญมากสำหรับผู้ใช้ใหม่และผู้ที่ต้องการติดตั้งระบบใหม่ เพราะช่วยลดเวลาการดาวน์โหลดแพ็กเกจจำนวนมากหลังติดตั้ง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าระบบพื้นฐานมีความทันสมัยและปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น การเปิดปีด้วย ISO ใหม่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีมพัฒนา Arch Linux ที่ยังคงรักษาความสดใหม่ของระบบอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นดิสโทรที่เน้นความเรียบง่ายและความยืดหยุ่น แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับความเสถียรและประสบการณ์ของผู้ใช้ทุกระดับ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จาก Arch Linux ISO ใหม่ (2026) ➡️ มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS รุ่นเสถียรล่าสุด ➡️ รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ เช่น GPU รุ่นล่าสุด, Wi-Fi 7, PCIe รุ่นใหม่ ➡️ ปรับปรุงความปลอดภัยและแก้ไขบั๊กจำนวนมาก ✅ ทำไม ISO ใหม่จึงสำคัญ ➡️ ลดเวลาการอัปเดตหลังติดตั้งสำหรับผู้ใช้ใหม่ ➡️ ช่วยให้การติดตั้งบนฮาร์ดแวร์ใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น ➡️ ทำให้ระบบพื้นฐานทันสมัยและปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น ‼️ ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ ⛔ ผู้ใช้ที่อัปเดตระบบอยู่แล้วอาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก ⛔ ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจยังต้องใช้ไดรเวอร์เสริมจากผู้ผลิต ⛔ ผู้ใช้ใหม่ควรศึกษาวิธีติดตั้ง Arch ให้ดี เพราะยังคงเป็นดิสโทรที่ต้องตั้งค่าด้วยตนเอง https://9to5linux.com/arch-linux-kicks-off-2026-with-new-iso-powered-by-linux-kernel-6-18-lts
    9TO5LINUX.COM
    Arch Linux Kicks Off 2026 with New ISO Powered by Linux Kernel 6.18 LTS - 9to5Linux
    Arch Linux 2026.01.01 is now available for download as the January 2026 ISO snapshot powered by Linux kernel 6.18 LTS.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 77 มุมมอง 0 รีวิว
  • Inkscape 1.4.3 อัปเดตใหม่! ปรับปรุง PDF Import และ Text on Path ให้แม่นยำกว่าเดิม

    Inkscape 1.4.3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตบำรุงรุ่นที่สองของซีรีส์ 1.4 โดยเน้นการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นหลัก แต่ก็มีการอัปเกรดสำคัญที่ผู้ใช้งานสายออกแบบต้องยิ้มออก นั่นคือการปรับปรุงระบบนำเข้าไฟล์ PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการเพี้ยนของฟอนต์และเลย์เอาต์ รวมถึงการปรับปรุงฟีเจอร์ Text on Path ให้ทำงานได้เสถียรและคาดเดาได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่นักออกแบบใช้บ่อยในการสร้างโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์

    นอกจากนี้ Inkscape 1.4.3 ยังแก้ปัญหาการ ungroup กลุ่มวัตถุขนาดใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมหน่วงหรือค้าง รวมถึงปรับปรุงการแปลง stroke เป็น path, pattern และ gradient เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหายระหว่างการแปลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนเจอมานาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ไฟล์สำหรับงานพิมพ์หรือการทำเลเซอร์คัต

    เมื่อมองในภาพรวม อัปเดตนี้ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่แบบหวือหวา แต่เน้นความเสถียรและความแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบระดับมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยให้ Inkscape ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือออกแบบเวกเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส ใช้ได้ฟรี และรองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, macOS และ Windows

    ในขณะเดียวกัน ชุมชนผู้พัฒนา Inkscape ยังคงเดินหน้าปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้โปรแกรมเติบโตอย่างมั่นคงและตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่งานออกแบบดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว และความต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและฟรีมีมากขึ้นทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากอัปเดต Inkscape 1.4.3
    ปรับปรุงการนำเข้า PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาฟอนต์เพี้ยนและเลย์เอาต์ผิดรูป
    Text on Path ทำงานเสถียรขึ้น เหมาะกับงานโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์
    แก้ปัญหา ungroup กลุ่มใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมค้างหรือช้า
    การแปลง stroke → path, pattern, gradient ไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายอีกต่อไป

    ความสำคัญของอัปเดตนี้ต่อผู้ใช้งาน
    เพิ่มความเสถียรในการทำงานระดับมืออาชีพ
    ลดความเสี่ยงของไฟล์เสียหรือข้อมูลหายระหว่างการแปลงวัตถุ
    เหมาะกับงานพิมพ์ งานเลเซอร์คัต และงานออกแบบที่ต้องการความละเอียดสูง

    ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ
    ผู้ใช้ที่มีปลั๊กอินเก่าอาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับเวอร์ชันใหม่
    ไฟล์ที่สร้างจากเวอร์ชันเก่ามากอาจมีพฤติกรรมแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเปิดใน 1.4.3
    ควรสำรองไฟล์งานก่อนอัปเดตเพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิด

    https://9to5linux.com/inkscape-1-4-3-open-source-svg-editor-improves-pdf-import-and-text-on-path
    🎨 Inkscape 1.4.3 อัปเดตใหม่! ปรับปรุง PDF Import และ Text on Path ให้แม่นยำกว่าเดิม Inkscape 1.4.3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตบำรุงรุ่นที่สองของซีรีส์ 1.4 โดยเน้นการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นหลัก แต่ก็มีการอัปเกรดสำคัญที่ผู้ใช้งานสายออกแบบต้องยิ้มออก นั่นคือการปรับปรุงระบบนำเข้าไฟล์ PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการเพี้ยนของฟอนต์และเลย์เอาต์ รวมถึงการปรับปรุงฟีเจอร์ Text on Path ให้ทำงานได้เสถียรและคาดเดาได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่นักออกแบบใช้บ่อยในการสร้างโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์ นอกจากนี้ Inkscape 1.4.3 ยังแก้ปัญหาการ ungroup กลุ่มวัตถุขนาดใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมหน่วงหรือค้าง รวมถึงปรับปรุงการแปลง stroke เป็น path, pattern และ gradient เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหายระหว่างการแปลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนเจอมานาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ไฟล์สำหรับงานพิมพ์หรือการทำเลเซอร์คัต เมื่อมองในภาพรวม อัปเดตนี้ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่แบบหวือหวา แต่เน้นความเสถียรและความแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบระดับมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยให้ Inkscape ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือออกแบบเวกเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส ใช้ได้ฟรี และรองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, macOS และ Windows ในขณะเดียวกัน ชุมชนผู้พัฒนา Inkscape ยังคงเดินหน้าปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้โปรแกรมเติบโตอย่างมั่นคงและตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่งานออกแบบดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว และความต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและฟรีมีมากขึ้นทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากอัปเดต Inkscape 1.4.3 ➡️ ปรับปรุงการนำเข้า PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาฟอนต์เพี้ยนและเลย์เอาต์ผิดรูป ➡️ Text on Path ทำงานเสถียรขึ้น เหมาะกับงานโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์ ➡️ แก้ปัญหา ungroup กลุ่มใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมค้างหรือช้า ➡️ การแปลง stroke → path, pattern, gradient ไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายอีกต่อไป ✅ ความสำคัญของอัปเดตนี้ต่อผู้ใช้งาน ➡️ เพิ่มความเสถียรในการทำงานระดับมืออาชีพ ➡️ ลดความเสี่ยงของไฟล์เสียหรือข้อมูลหายระหว่างการแปลงวัตถุ ➡️ เหมาะกับงานพิมพ์ งานเลเซอร์คัต และงานออกแบบที่ต้องการความละเอียดสูง ‼️ ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ ⛔ ผู้ใช้ที่มีปลั๊กอินเก่าอาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับเวอร์ชันใหม่ ⛔ ไฟล์ที่สร้างจากเวอร์ชันเก่ามากอาจมีพฤติกรรมแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเปิดใน 1.4.3 ⛔ ควรสำรองไฟล์งานก่อนอัปเดตเพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิด https://9to5linux.com/inkscape-1-4-3-open-source-svg-editor-improves-pdf-import-and-text-on-path
    9TO5LINUX.COM
    Inkscape 1.4.3 Open-Source SVG Editor Improves PDF Import and Text on Path - 9to5Linux
    Inkscape 1.4.3 open-source SVG (Scalable Vector Graphics) editor is now available for download with new features and enhancements.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 114 มุมมอง 0 รีวิว
  • Intel Xeon Granite Rapids-WS: หลุดไลน์อัปเต็มก่อน CES — ชน Threadripper แบบตรงๆ ด้วยรุ่นท็อป 86 คอร์

    Intel เตรียมเปิดตัวไลน์อัป Xeon Granite Rapids‑WS สำหรับเวิร์กสเตชันในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลสำคัญกลับหลุดออกมาก่อนผ่านร้านค้าปลีกหลายแห่ง ทำให้เห็นภาพรวมของซีรีส์นี้ชัดเจนขึ้นมาก ทั้งจำนวนคอร์ ราคา และตำแหน่งการตลาด โดยไลน์อัปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชน AMD Threadripper PRO โดยตรงในตลาด HEDT ระดับมืออาชีพ

    รุ่นเริ่มต้นอย่าง Xeon 634 เปิดราคาที่เพียง $541 พร้อม L3 cache 48MB และความเร็ว 2.7GHz แม้ยังไม่รู้จำนวนคอร์ แต่คาดว่าอาจเป็นรุ่นดัดแปลงจาก Xeon 6349P แบบ 6 คอร์ ซึ่งทำให้มันอยู่ในตลาดล่างที่ AMD ไม่มีคู่เทียบตรงๆ ในฝั่ง Threadripper PRO

    ด้านบนสุดของไลน์อัปคือ Xeon 698X ที่มี 86 คอร์ / 172 เธรด พร้อม L3 cache 336MB และความเร็วฐาน 2.0GHz เปิดราคาที่ $8,294 ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งอย่าง Threadripper PRO 9995WX ที่มี 96 คอร์และราคา $11,699 แม้ Intel ยังไม่สามารถเทียบจำนวนคอร์ได้ แต่ราคาที่ต่ำกว่ามากทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับงานเรนเดอร์และงานวิทยาศาสตร์ข้อมูลระดับสูง

    รุ่นกลางอย่าง Xeon 654 ราคา $1,300 มี 18 คอร์ 36 เธรด และ L3 72MB ซึ่งใกล้เคียงกับ Threadripper PRO 9955WX (16 คอร์) แต่ Intel ให้แคชมากกว่า และยังคงใช้ TDP 350W เหมือนกันทั้งไลน์อัป Granite Rapids‑WS รองรับซ็อกเก็ตใหม่ E2 (LGA 4710) บนแพลตฟอร์ม W890 ที่ออกแบบมาสำหรับงานเวิร์กสเตชันโดยเฉพาะ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากไลน์อัป Granite Rapids‑WS
    เปิดตัวทั้งหมด 11 รุ่น ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นถึงระดับเรนเดอร์ฟาร์ม
    รุ่นท็อป Xeon 698X — 86 คอร์ / 172 เธรด ราคา $8,294
    รุ่นเริ่มต้น Xeon 634 ราคาเพียง $541 เจาะตลาดล่างที่ AMD ไม่มีคู่แข่งตรง
    รุ่นกลาง Xeon 654 (18 คอร์) ราคา $1,300 ใกล้เคียง Threadripper PRO 9955WX แต่ให้แคชมากกว่า
    ทั้งไลน์อัปใช้ TDP 350W และรองรับแพลตฟอร์ม W890 + ซ็อกเก็ต E2 (LGA 4710)

    ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากข้อมูลหลุด
    รายการราคาจากร้านค้าปลีกอาจ คลาดเคลื่อน ก่อนเปิดตัวจริง
    Intel ยัง ไม่สามารถเทียบจำนวนคอร์ กับ Threadripper PRO รุ่นท็อปได้
    ซ็อกเก็ตใหม่ E2 อาจทำให้ผู้ใช้ต้อง อัปเกรดเมนบอร์ดทั้งหมด
    TDP 350W ต้องการระบบระบายความร้อนระดับสูง อาจเพิ่มต้นทุนรวมของระบบ

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intels-upcoming-xeon-granite-rapids-workstation-lineup-leaks-poised-to-challenge-amd-threadripper-with-usd8-300-86-core-flagship-retailer-lists-prices-ahead-of-ces-launch-starts-at-usd540
    🧩⚙️ Intel Xeon Granite Rapids-WS: หลุดไลน์อัปเต็มก่อน CES — ชน Threadripper แบบตรงๆ ด้วยรุ่นท็อป 86 คอร์ Intel เตรียมเปิดตัวไลน์อัป Xeon Granite Rapids‑WS สำหรับเวิร์กสเตชันในงาน CES 2026 แต่ข้อมูลสำคัญกลับหลุดออกมาก่อนผ่านร้านค้าปลีกหลายแห่ง ทำให้เห็นภาพรวมของซีรีส์นี้ชัดเจนขึ้นมาก ทั้งจำนวนคอร์ ราคา และตำแหน่งการตลาด โดยไลน์อัปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชน AMD Threadripper PRO โดยตรงในตลาด HEDT ระดับมืออาชีพ รุ่นเริ่มต้นอย่าง Xeon 634 เปิดราคาที่เพียง $541 พร้อม L3 cache 48MB และความเร็ว 2.7GHz แม้ยังไม่รู้จำนวนคอร์ แต่คาดว่าอาจเป็นรุ่นดัดแปลงจาก Xeon 6349P แบบ 6 คอร์ ซึ่งทำให้มันอยู่ในตลาดล่างที่ AMD ไม่มีคู่เทียบตรงๆ ในฝั่ง Threadripper PRO ด้านบนสุดของไลน์อัปคือ Xeon 698X ที่มี 86 คอร์ / 172 เธรด พร้อม L3 cache 336MB และความเร็วฐาน 2.0GHz เปิดราคาที่ $8,294 ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งอย่าง Threadripper PRO 9995WX ที่มี 96 คอร์และราคา $11,699 แม้ Intel ยังไม่สามารถเทียบจำนวนคอร์ได้ แต่ราคาที่ต่ำกว่ามากทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับงานเรนเดอร์และงานวิทยาศาสตร์ข้อมูลระดับสูง รุ่นกลางอย่าง Xeon 654 ราคา $1,300 มี 18 คอร์ 36 เธรด และ L3 72MB ซึ่งใกล้เคียงกับ Threadripper PRO 9955WX (16 คอร์) แต่ Intel ให้แคชมากกว่า และยังคงใช้ TDP 350W เหมือนกันทั้งไลน์อัป Granite Rapids‑WS รองรับซ็อกเก็ตใหม่ E2 (LGA 4710) บนแพลตฟอร์ม W890 ที่ออกแบบมาสำหรับงานเวิร์กสเตชันโดยเฉพาะ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากไลน์อัป Granite Rapids‑WS ➡️ เปิดตัวทั้งหมด 11 รุ่น ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นถึงระดับเรนเดอร์ฟาร์ม ➡️ รุ่นท็อป Xeon 698X — 86 คอร์ / 172 เธรด ราคา $8,294 ➡️ รุ่นเริ่มต้น Xeon 634 ราคาเพียง $541 เจาะตลาดล่างที่ AMD ไม่มีคู่แข่งตรง ➡️ รุ่นกลาง Xeon 654 (18 คอร์) ราคา $1,300 ใกล้เคียง Threadripper PRO 9955WX แต่ให้แคชมากกว่า ➡️ ทั้งไลน์อัปใช้ TDP 350W และรองรับแพลตฟอร์ม W890 + ซ็อกเก็ต E2 (LGA 4710) ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวังจากข้อมูลหลุด ⛔ รายการราคาจากร้านค้าปลีกอาจ คลาดเคลื่อน ก่อนเปิดตัวจริง ⛔ Intel ยัง ไม่สามารถเทียบจำนวนคอร์ กับ Threadripper PRO รุ่นท็อปได้ ⛔ ซ็อกเก็ตใหม่ E2 อาจทำให้ผู้ใช้ต้อง อัปเกรดเมนบอร์ดทั้งหมด ⛔ TDP 350W ต้องการระบบระบายความร้อนระดับสูง อาจเพิ่มต้นทุนรวมของระบบ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intels-upcoming-xeon-granite-rapids-workstation-lineup-leaks-poised-to-challenge-amd-threadripper-with-usd8-300-86-core-flagship-retailer-lists-prices-ahead-of-ces-launch-starts-at-usd540
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 264 มุมมอง 0 รีวิว
  • Game Boy ยักษ์จอ Electroluminescent: โปรเจกต์สุดโรแมนติกของยุคเรโทรที่ทำงานได้จริง

    ม็อดเดอร์ชาวจีนชื่อ LCLDIY สร้างผลงานที่สะดุดตาในโลกเรโทร ด้วยการประกอบ Game Boy ขนาดยักษ์ ที่ใช้จอ Electroluminescent (EL) ซึ่งให้ภาพแบบ “เรโทรฟุ้งนุ่ม” คล้าย CRT แต่ไม่ต้องใช้หลอดภาพขนาดใหญ่ เขาเลือกเทคโนโลยีนี้เพราะไม่ต้องการให้ภาพแตกเป็นพิกเซลหยาบเมื่อขยายจอให้ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ทำให้ได้ลุคที่ทั้งแปลกตาและชวนคิดถึงในเวลาเดียวกัน

    ความท้าทายสำคัญคือ EL Display ไม่รองรับสัญญาณสมัยใหม่แม้แต่ VGA ทำให้ LCLDIY ต้องสร้าง การ์ดกราฟิกแบบ Custom ของตัวเอง พร้อมเขียน BIOS ใหม่ทั้งหมด โดยใช้ชิป CHIPS 65548/5 เพื่อแปลงสัญญาณ HSync/VSync จาก GPU รุ่นใหม่ให้เข้ากับจอ EL ได้อย่างถูกต้อง เขาใช้เมนบอร์ด Intel 854 เป็นตัวขับกราฟิกหลัก ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเก่า–ใหม่ที่น่าสนใจมาก

    ตัวเครื่องภายนอกถูกสร้างด้วยการ พิมพ์ 3D ทั้งหมด ใช้เวลาราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนประกอบเข้ากับโครงที่ใช้ LEGO จริงบางส่วนเพื่อความแข็งแรง พร้อมปุ่มกดที่ใช้งานได้จริง และยังซ่อนคอนโทรลเลอร์ NES แบบมีสายไว้ด้านข้างเพื่อเล่นเกมจากแพลตฟอร์มอื่นได้ด้วย เขาทดสอบเกมดังหลายเกม เช่น Super Mario Bros., Contra และ Sonic ซึ่งล้วนแสดงผลด้วยแสงเรืองนุ่มแบบเรโทรที่โดดเด่นมาก

    แม้จอ EL จะให้ภาพที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ แต่ก็มีข้อเสีย เช่น ปัญหา Image Retention ที่คล้าย OLED และเป็นจอแบบ Monochrome เท่านั้น อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์นี้เปิดซอร์สทั้งหมด ทำให้ใครที่มีความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์สามารถลองสร้างตามได้ ถือเป็นงานม็อดที่ทั้งสร้างสรรค์และเคารพความงามของเทคโนโลยียุคเก่าอย่างแท้จริง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากโปรเจกต์ Game Boy ยักษ์
    ใช้ Electroluminescent Display ให้ภาพเรโทรแบบนุ่มคล้าย CRT
    ม็อดเดอร์สร้าง การ์ดกราฟิก Custom + BIOS ใหม่ เพื่อให้จอทำงานได้กับ GPU สมัยใหม่
    ตัวเครื่องพิมพ์ 3D ทั้งหมด พร้อมปุ่มใช้งานได้จริงและรองรับคอนโทรลเลอร์ NES
    เปิดซอร์สทั้งหมดให้ผู้สนใจทำตามได้เอง

    ข้อควรระวังและข้อจำกัดของเทคโนโลยีที่ใช้
    จอ EL มี Image Retention คล้าย OLED หากแสดงภาพนิ่งนานเกินไป
    เป็นจอ Monochrome ไม่รองรับสีเต็มรูปแบบเหมือนจอสมัยใหม่
    การสร้างการ์ดกราฟิก Custom ต้องใช้ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์สูง
    ต้นทุนจอ EL ค่อนข้างแพงและหายากในตลาดปัจจุบัน

    https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/modder-builds-giant-game-boy-featuring-a-dreamy-electroluminescent-screen-driven-by-custom-graphics-adapter-diy-retro-console-is-fully-functional-with-working-buttons
    🎮✨ Game Boy ยักษ์จอ Electroluminescent: โปรเจกต์สุดโรแมนติกของยุคเรโทรที่ทำงานได้จริง ม็อดเดอร์ชาวจีนชื่อ LCLDIY สร้างผลงานที่สะดุดตาในโลกเรโทร ด้วยการประกอบ Game Boy ขนาดยักษ์ ที่ใช้จอ Electroluminescent (EL) ซึ่งให้ภาพแบบ “เรโทรฟุ้งนุ่ม” คล้าย CRT แต่ไม่ต้องใช้หลอดภาพขนาดใหญ่ เขาเลือกเทคโนโลยีนี้เพราะไม่ต้องการให้ภาพแตกเป็นพิกเซลหยาบเมื่อขยายจอให้ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ทำให้ได้ลุคที่ทั้งแปลกตาและชวนคิดถึงในเวลาเดียวกัน ความท้าทายสำคัญคือ EL Display ไม่รองรับสัญญาณสมัยใหม่แม้แต่ VGA ทำให้ LCLDIY ต้องสร้าง การ์ดกราฟิกแบบ Custom ของตัวเอง พร้อมเขียน BIOS ใหม่ทั้งหมด โดยใช้ชิป CHIPS 65548/5 เพื่อแปลงสัญญาณ HSync/VSync จาก GPU รุ่นใหม่ให้เข้ากับจอ EL ได้อย่างถูกต้อง เขาใช้เมนบอร์ด Intel 854 เป็นตัวขับกราฟิกหลัก ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเก่า–ใหม่ที่น่าสนใจมาก ตัวเครื่องภายนอกถูกสร้างด้วยการ พิมพ์ 3D ทั้งหมด ใช้เวลาราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนประกอบเข้ากับโครงที่ใช้ LEGO จริงบางส่วนเพื่อความแข็งแรง พร้อมปุ่มกดที่ใช้งานได้จริง และยังซ่อนคอนโทรลเลอร์ NES แบบมีสายไว้ด้านข้างเพื่อเล่นเกมจากแพลตฟอร์มอื่นได้ด้วย เขาทดสอบเกมดังหลายเกม เช่น Super Mario Bros., Contra และ Sonic ซึ่งล้วนแสดงผลด้วยแสงเรืองนุ่มแบบเรโทรที่โดดเด่นมาก แม้จอ EL จะให้ภาพที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ แต่ก็มีข้อเสีย เช่น ปัญหา Image Retention ที่คล้าย OLED และเป็นจอแบบ Monochrome เท่านั้น อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์นี้เปิดซอร์สทั้งหมด ทำให้ใครที่มีความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์สามารถลองสร้างตามได้ ถือเป็นงานม็อดที่ทั้งสร้างสรรค์และเคารพความงามของเทคโนโลยียุคเก่าอย่างแท้จริง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากโปรเจกต์ Game Boy ยักษ์ ➡️ ใช้ Electroluminescent Display ให้ภาพเรโทรแบบนุ่มคล้าย CRT ➡️ ม็อดเดอร์สร้าง การ์ดกราฟิก Custom + BIOS ใหม่ เพื่อให้จอทำงานได้กับ GPU สมัยใหม่ ➡️ ตัวเครื่องพิมพ์ 3D ทั้งหมด พร้อมปุ่มใช้งานได้จริงและรองรับคอนโทรลเลอร์ NES ➡️ เปิดซอร์สทั้งหมดให้ผู้สนใจทำตามได้เอง ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัดของเทคโนโลยีที่ใช้ ⛔ จอ EL มี Image Retention คล้าย OLED หากแสดงภาพนิ่งนานเกินไป ⛔ เป็นจอ Monochrome ไม่รองรับสีเต็มรูปแบบเหมือนจอสมัยใหม่ ⛔ การสร้างการ์ดกราฟิก Custom ต้องใช้ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์สูง ⛔ ต้นทุนจอ EL ค่อนข้างแพงและหายากในตลาดปัจจุบัน https://www.tomshardware.com/video-games/retro-gaming/modder-builds-giant-game-boy-featuring-a-dreamy-electroluminescent-screen-driven-by-custom-graphics-adapter-diy-retro-console-is-fully-functional-with-working-buttons
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 296 มุมมอง 0 รีวิว
  • Ventoy 1.1.10 เปิดตัว: รองรับ AerynOS พร้อมยกระดับประสบการณ์ Multiboot บน Linux

    Ventoy 1.1.10 มาถึงพร้อมการอัปเดตสำคัญที่ทำให้เครื่องมือ multiboot ยอดนิยมนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการรองรับ AerynOS ซึ่งเป็นดิสโทรรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจในชุมชนโอเพ่นซอร์ส การรองรับนี้สะท้อนให้เห็นว่า Ventoy ยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบดิสโทรจำนวนมากโดยไม่ต้องเขียน USB ใหม่ทุกครั้ง

    การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงการบูตบนระบบไฟล์ EXT4 ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ดิสโทร Linux ส่วนใหญ่ใช้เป็นค่าเริ่มต้น การแก้ไขนี้ช่วยลดปัญหาบูตไม่ขึ้นหรือโหลดเคอร์เนลผิดพลาดที่เคยเกิดในบางรุ่นของดิสโทร ทำให้ Ventoy กลายเป็นเครื่องมือที่เสถียรขึ้นสำหรับงานทดสอบระบบ, recovery, และ deployment ในองค์กร

    อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการปรับปรุง Wayland support สำหรับ Ventoy LinuxGUI ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนา Ventoyกำลังเดินหน้าให้ GUI ของตนเข้ากันได้กับอนาคตของ Linux Desktop ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างเต็มรูปแบบ การรองรับนี้ช่วยให้ผู้ใช้เดสก์ท็อปสมัยใหม่ เช่น GNOME, KDE Plasma 6 และ COSMIC สามารถใช้งาน Ventoy GUI ได้อย่างราบรื่นขึ้น

    ในภาพรวม Ventoy 1.1.10 เป็นการอัปเดตที่แม้จะดูเล็ก แต่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านไอที, นักทดสอบดิสโทร, และผู้ดูแลระบบที่ต้องการเครื่องมือ multiboot ที่เชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Ventoy 1.1.10
    รองรับ AerynOS อย่างเป็นทางการ
    ปรับปรุงการบูตบน EXT4 ให้เสถียรขึ้น

    การพัฒนา GUI บน Wayland
    Ventoy LinuxGUI ทำงานได้ดีขึ้นบน Wayland
    รองรับเดสก์ท็อปยุคใหม่ เช่น GNOME และ KDE Plasma

    ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง
    ดิสโทรบางตัวอาจยังต้องการ compatibility tweaks
    การบูตบนฮาร์ดแวร์เก่าอาจยังมีปัญหาในบางกรณี

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    อัปเดต Ventoy USB ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนใช้งาน
    ทดสอบ ISO หลายตัวก่อนใช้งานจริงในงาน production

    https://9to5linux.com/ventoy-1-1-10-bootable-usb-creator-released-with-support-for-aerynos
    🧰 Ventoy 1.1.10 เปิดตัว: รองรับ AerynOS พร้อมยกระดับประสบการณ์ Multiboot บน Linux Ventoy 1.1.10 มาถึงพร้อมการอัปเดตสำคัญที่ทำให้เครื่องมือ multiboot ยอดนิยมนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการรองรับ AerynOS ซึ่งเป็นดิสโทรรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจในชุมชนโอเพ่นซอร์ส การรองรับนี้สะท้อนให้เห็นว่า Ventoy ยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบดิสโทรจำนวนมากโดยไม่ต้องเขียน USB ใหม่ทุกครั้ง การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงการบูตบนระบบไฟล์ EXT4 ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ดิสโทร Linux ส่วนใหญ่ใช้เป็นค่าเริ่มต้น การแก้ไขนี้ช่วยลดปัญหาบูตไม่ขึ้นหรือโหลดเคอร์เนลผิดพลาดที่เคยเกิดในบางรุ่นของดิสโทร ทำให้ Ventoy กลายเป็นเครื่องมือที่เสถียรขึ้นสำหรับงานทดสอบระบบ, recovery, และ deployment ในองค์กร อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการปรับปรุง Wayland support สำหรับ Ventoy LinuxGUI ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนา Ventoyกำลังเดินหน้าให้ GUI ของตนเข้ากันได้กับอนาคตของ Linux Desktop ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างเต็มรูปแบบ การรองรับนี้ช่วยให้ผู้ใช้เดสก์ท็อปสมัยใหม่ เช่น GNOME, KDE Plasma 6 และ COSMIC สามารถใช้งาน Ventoy GUI ได้อย่างราบรื่นขึ้น ในภาพรวม Ventoy 1.1.10 เป็นการอัปเดตที่แม้จะดูเล็ก แต่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านไอที, นักทดสอบดิสโทร, และผู้ดูแลระบบที่ต้องการเครื่องมือ multiboot ที่เชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Ventoy 1.1.10 ➡️ รองรับ AerynOS อย่างเป็นทางการ ➡️ ปรับปรุงการบูตบน EXT4 ให้เสถียรขึ้น ✅ การพัฒนา GUI บน Wayland ➡️ Ventoy LinuxGUI ทำงานได้ดีขึ้นบน Wayland ➡️ รองรับเดสก์ท็อปยุคใหม่ เช่น GNOME และ KDE Plasma ‼️ ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง ⛔ ดิสโทรบางตัวอาจยังต้องการ compatibility tweaks ⛔ การบูตบนฮาร์ดแวร์เก่าอาจยังมีปัญหาในบางกรณี ‼️ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ⛔ อัปเดต Ventoy USB ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนใช้งาน ⛔ ทดสอบ ISO หลายตัวก่อนใช้งานจริงในงาน production https://9to5linux.com/ventoy-1-1-10-bootable-usb-creator-released-with-support-for-aerynos
    9TO5LINUX.COM
    Ventoy 1.1.10 Bootable USB Creator Released with Support for AerynOS - 9to5Linux
    Ventoy 1.1.10 open-source bootable USB solution is now available for download with support for AerynOS and other improvements.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 231 มุมมอง 0 รีวิว
  • MPV 0.41 มาแล้ว: ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวิดีโอเพลเยอร์สายโอเพ่นซอร์สบน Wayland

    MPV 0.41 เปิดตัวพร้อมการปรับปรุงสำคัญด้าน Wayland ซึ่งเป็นหัวใจของเดสก์ท็อป Linux ยุคใหม่ การอัปเดตครั้งนี้ช่วยให้การเรนเดอร์ภาพลื่นไหลขึ้น ลด input latency และแก้ปัญหาการจัดการหน้าต่างที่เคยเป็นข้อจำกัดในเวอร์ชันก่อนหน้า การพัฒนา Wayland ecosystem ที่เร็วขึ้นในปี 2025 ทำให้โปรเจกต์อย่าง MPV ต้องเร่งตามให้ทัน และเวอร์ชันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้เดสก์ท็อปสมัยใหม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

    อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือการรองรับ Ambient Light Sensor (ALS) ผ่าน sysfs ซึ่งช่วยให้ MPV ปรับความสว่างของวิดีโอตามสภาพแสงรอบตัวได้อัตโนมัติ ฟีเจอร์นี้เคยพบในอุปกรณ์พกพาและระบบปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ แต่กำลังเริ่มถูกนำมาใช้ใน Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะในแล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่รองรับเซนเซอร์แบบมาตรฐาน ACPI และ ALS

    การอัปเดตครั้งนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางของ MPV ที่เน้นการรองรับเทคโนโลยีภาพสมัยใหม่ เช่น HDR, tone‑mapping และ GPU scaling ซึ่งเริ่มถูกผลักดันอย่างจริงจังตั้งแต่เวอร์ชัน 0.39–0.40 การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้ MPV กลายเป็นหนึ่งในวิดีโอเพลเยอร์ที่นักรีวิวสาย Linux ยกให้เป็น “มาตรฐานทองคำ” สำหรับงานดูหนังคุณภาพสูงบนระบบโอเพ่นซอร์ส

    ในภาพรวม MPV 0.41 ไม่ได้เป็นเพียงอัปเดตเล็ก ๆ แต่เป็นการยืนยันว่าโปรเจกต์ยังคงเดินหน้าอย่างมั่นคง และพร้อมรองรับอนาคตของ Linux Desktop ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Wayland เต็มรูปแบบ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความเข้ากันได้ และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่มากขึ้น

    ไฮไลต์ของ MPV 0.41
    ปรับปรุง Wayland ให้เสถียรและตอบสนองเร็วขึ้น
    รองรับ Ambient Light Sensor ผ่าน sysfs ALS

    ทิศทางการพัฒนา
    สอดคล้องกับการผลักดัน Wayland ใน Linux Desktop
    เดินหน้ารองรับ HDR และ GPU scaling อย่างต่อเนื่อง

    ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง
    ฟีเจอร์ ALS อาจใช้ไม่ได้ในฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า
    การเปลี่ยนผ่านสู่ Wayland อาจทำให้ปลั๊กอินหรือสคริปต์บางตัวต้องปรับตาม

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    อัปเดตไดรเวอร์ GPU ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับฟีเจอร์ใหม่
    ตรวจสอบการตั้งค่า Wayland หากพบปัญหา input หรือการเรนเดอร์

    https://9to5linux.com/mpv-0-41-open-source-video-player-released-with-improved-wayland-support
    🎬 MPV 0.41 มาแล้ว: ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวิดีโอเพลเยอร์สายโอเพ่นซอร์สบน Wayland MPV 0.41 เปิดตัวพร้อมการปรับปรุงสำคัญด้าน Wayland ซึ่งเป็นหัวใจของเดสก์ท็อป Linux ยุคใหม่ การอัปเดตครั้งนี้ช่วยให้การเรนเดอร์ภาพลื่นไหลขึ้น ลด input latency และแก้ปัญหาการจัดการหน้าต่างที่เคยเป็นข้อจำกัดในเวอร์ชันก่อนหน้า การพัฒนา Wayland ecosystem ที่เร็วขึ้นในปี 2025 ทำให้โปรเจกต์อย่าง MPV ต้องเร่งตามให้ทัน และเวอร์ชันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้เดสก์ท็อปสมัยใหม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือการรองรับ Ambient Light Sensor (ALS) ผ่าน sysfs ซึ่งช่วยให้ MPV ปรับความสว่างของวิดีโอตามสภาพแสงรอบตัวได้อัตโนมัติ ฟีเจอร์นี้เคยพบในอุปกรณ์พกพาและระบบปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ แต่กำลังเริ่มถูกนำมาใช้ใน Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะในแล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่รองรับเซนเซอร์แบบมาตรฐาน ACPI และ ALS การอัปเดตครั้งนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางของ MPV ที่เน้นการรองรับเทคโนโลยีภาพสมัยใหม่ เช่น HDR, tone‑mapping และ GPU scaling ซึ่งเริ่มถูกผลักดันอย่างจริงจังตั้งแต่เวอร์ชัน 0.39–0.40 การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้ MPV กลายเป็นหนึ่งในวิดีโอเพลเยอร์ที่นักรีวิวสาย Linux ยกให้เป็น “มาตรฐานทองคำ” สำหรับงานดูหนังคุณภาพสูงบนระบบโอเพ่นซอร์ส ในภาพรวม MPV 0.41 ไม่ได้เป็นเพียงอัปเดตเล็ก ๆ แต่เป็นการยืนยันว่าโปรเจกต์ยังคงเดินหน้าอย่างมั่นคง และพร้อมรองรับอนาคตของ Linux Desktop ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Wayland เต็มรูปแบบ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความเข้ากันได้ และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่มากขึ้น ✅ ไฮไลต์ของ MPV 0.41 ➡️ ปรับปรุง Wayland ให้เสถียรและตอบสนองเร็วขึ้น ➡️ รองรับ Ambient Light Sensor ผ่าน sysfs ALS ✅ ทิศทางการพัฒนา ➡️ สอดคล้องกับการผลักดัน Wayland ใน Linux Desktop ➡️ เดินหน้ารองรับ HDR และ GPU scaling อย่างต่อเนื่อง ‼️ ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง ⛔ ฟีเจอร์ ALS อาจใช้ไม่ได้ในฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า ⛔ การเปลี่ยนผ่านสู่ Wayland อาจทำให้ปลั๊กอินหรือสคริปต์บางตัวต้องปรับตาม ‼️ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ⛔ อัปเดตไดรเวอร์ GPU ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับฟีเจอร์ใหม่ ⛔ ตรวจสอบการตั้งค่า Wayland หากพบปัญหา input หรือการเรนเดอร์ https://9to5linux.com/mpv-0-41-open-source-video-player-released-with-improved-wayland-support
    9TO5LINUX.COM
    MPV 0.41 Open-Source Video Player Released with Improved Wayland Support - 9to5Linux
    MPV 0.41 open-source media player is now available for download with improved Wayland support and ambient light support on Linux.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 288 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts