• AWS CEO ชี้ AI ไม่สามารถแทนที่นักพัฒนาใหม่ได้

    ในโลกเทคโนโลยีที่หลายบริษัทกำลังมอง AI เป็นเครื่องมือแทนแรงงานมนุษย์ Matt Garman CEO ของ Amazon Web Services ออกมาโต้แย้งอย่างหนัก โดยเขาให้สัมภาษณ์ใน WIRED’s The Big Interview ว่า การแทนที่นักพัฒนาใหม่ด้วย AI เป็นแนวคิดที่ผิดพลาด เพราะคนรุ่นใหม่มักจะเชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ AI มากกว่าคนที่มีประสบการณ์ ทำให้พวกเขาสามารถดึงประโยชน์จาก AI ได้เต็มที่.

    เขาอธิบายว่า นักพัฒนาใหม่มักมีค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนและสวัสดิการต่ำกว่าพนักงานอาวุโส การตัดพวกเขาออกจึงไม่ได้ช่วยลดต้นทุนมากนัก ในทางกลับกัน ข้อมูลจาก Deloitte ยังชี้ว่า 30% ของบริษัทที่ปลดพนักงานเพื่อหวังลดค่าใช้จ่าย กลับต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและต้องจ้างใหม่ภายหลัง ซึ่งสะท้อนว่าการลดคนโดยเฉพาะระดับเริ่มต้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง.

    อีกประเด็นสำคัญคือ การสร้างท่อส่งบุคลากร (talent pipeline) หากไม่มีการจ้างนักพัฒนาใหม่ บริษัทจะขาดคนรุ่นใหม่ที่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคต การเปรียบเทียบของ Garman คือเหมือนทีมกีฬาที่มีแต่ผู้เล่นเก่าโดยไม่รับมือใหม่ เมื่อถึงเวลาที่ผู้เล่นเก่าเลิกเล่น ทีมก็จะไม่มีใครสืบทอดต่อ ส่งผลให้บริษัทเสี่ยงต่อการขาดแคลนบุคลากรในระยะยาว.

    แม้ Garman จะยอมรับว่า AI จะเปลี่ยนแปลงงานของนักพัฒนาอย่างมาก แต่เขามองว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างงานใหม่มากกว่าที่จะทำลายงานเดิม เขาย้ำว่า การมีนักพัฒนาใหม่ที่เข้าใจพื้นฐานวิทยาการคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ในอนาคต.

    สรุปเป็นหัวข้อ
    นักพัฒนาใหม่เชี่ยวชาญ AI มากกว่า
    Gen Z ใช้ AI tools เป็นประจำ และช่วยสอนพนักงานอาวุโส
    55.5% ของนักพัฒนาใหม่ใช้ AI ทุกวันในการทำงาน

    การลดนักพัฒนาใหม่ไม่ช่วยประหยัดจริง
    เงินเดือนและสวัสดิการต่ำอยู่แล้ว
    30% ของบริษัทที่ปลดคนกลับมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและต้องจ้างใหม่

    ท่อส่งบุคลากรคือหัวใจขององค์กร
    การไม่จ้างคนใหม่ทำให้ขาดผู้นำในอนาคต
    บริษัทเสี่ยงต่อการขาดแคลนบุคลากรเมื่อโครงการขยายตัว

    คำเตือนจาก AWS CEO
    การแทนที่นักพัฒนาใหม่ด้วย AI อาจทำลายความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
    บริษัทที่พึ่งพา AI อย่างเดียวจะเสี่ยงต่อการไม่มีบุคลากรที่มีทักษะพื้นฐานในอนาคต

    https://www.finalroundai.com/blog/aws-ceo-ai-cannot-replace-junior-developers
    💻 AWS CEO ชี้ AI ไม่สามารถแทนที่นักพัฒนาใหม่ได้ ในโลกเทคโนโลยีที่หลายบริษัทกำลังมอง AI เป็นเครื่องมือแทนแรงงานมนุษย์ Matt Garman CEO ของ Amazon Web Services ออกมาโต้แย้งอย่างหนัก โดยเขาให้สัมภาษณ์ใน WIRED’s The Big Interview ว่า การแทนที่นักพัฒนาใหม่ด้วย AI เป็นแนวคิดที่ผิดพลาด เพราะคนรุ่นใหม่มักจะเชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ AI มากกว่าคนที่มีประสบการณ์ ทำให้พวกเขาสามารถดึงประโยชน์จาก AI ได้เต็มที่. เขาอธิบายว่า นักพัฒนาใหม่มักมีค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนและสวัสดิการต่ำกว่าพนักงานอาวุโส การตัดพวกเขาออกจึงไม่ได้ช่วยลดต้นทุนมากนัก ในทางกลับกัน ข้อมูลจาก Deloitte ยังชี้ว่า 30% ของบริษัทที่ปลดพนักงานเพื่อหวังลดค่าใช้จ่าย กลับต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและต้องจ้างใหม่ภายหลัง ซึ่งสะท้อนว่าการลดคนโดยเฉพาะระดับเริ่มต้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง. อีกประเด็นสำคัญคือ การสร้างท่อส่งบุคลากร (talent pipeline) หากไม่มีการจ้างนักพัฒนาใหม่ บริษัทจะขาดคนรุ่นใหม่ที่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคต การเปรียบเทียบของ Garman คือเหมือนทีมกีฬาที่มีแต่ผู้เล่นเก่าโดยไม่รับมือใหม่ เมื่อถึงเวลาที่ผู้เล่นเก่าเลิกเล่น ทีมก็จะไม่มีใครสืบทอดต่อ ส่งผลให้บริษัทเสี่ยงต่อการขาดแคลนบุคลากรในระยะยาว. แม้ Garman จะยอมรับว่า AI จะเปลี่ยนแปลงงานของนักพัฒนาอย่างมาก แต่เขามองว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างงานใหม่มากกว่าที่จะทำลายงานเดิม เขาย้ำว่า การมีนักพัฒนาใหม่ที่เข้าใจพื้นฐานวิทยาการคอมพิวเตอร์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ในอนาคต. 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ นักพัฒนาใหม่เชี่ยวชาญ AI มากกว่า ➡️ Gen Z ใช้ AI tools เป็นประจำ และช่วยสอนพนักงานอาวุโส ➡️ 55.5% ของนักพัฒนาใหม่ใช้ AI ทุกวันในการทำงาน ✅ การลดนักพัฒนาใหม่ไม่ช่วยประหยัดจริง ➡️ เงินเดือนและสวัสดิการต่ำอยู่แล้ว ➡️ 30% ของบริษัทที่ปลดคนกลับมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและต้องจ้างใหม่ ✅ ท่อส่งบุคลากรคือหัวใจขององค์กร ➡️ การไม่จ้างคนใหม่ทำให้ขาดผู้นำในอนาคต ➡️ บริษัทเสี่ยงต่อการขาดแคลนบุคลากรเมื่อโครงการขยายตัว ‼️ คำเตือนจาก AWS CEO ⛔ การแทนที่นักพัฒนาใหม่ด้วย AI อาจทำลายความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ⛔ บริษัทที่พึ่งพา AI อย่างเดียวจะเสี่ยงต่อการไม่มีบุคลากรที่มีทักษะพื้นฐานในอนาคต https://www.finalroundai.com/blog/aws-ceo-ai-cannot-replace-junior-developers
    0 Comments 0 Shares 302 Views 0 Reviews
  • Microsoft แนะ 11 วิธีเร่งความเร็ว Windows

    Microsoft เผยแนวทางแก้ไขสำหรับผู้ใช้ที่พบว่าเครื่อง Windows ทำงานช้าลง โดยมีทั้งการปรับตั้งค่าซอฟต์แวร์และการจัดการฮาร์ดแวร์ วิธีการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบอัปเดต, การสแกนไวรัส, การลบไฟล์ชั่วคราว ไปจนถึงการปิดแอปที่รันพื้นหลังโดยไม่จำเป็น จุดสำคัญคือการจัดการทรัพยากรให้เหมาะสม เพื่อให้เครื่องกลับมาทำงานได้เร็วขึ้น

    เทคนิคการปรับแต่งระบบ
    หนึ่งในคำแนะนำคือ ตรวจสอบ Startup Apps ผ่าน Task Manager เพื่อปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นต้องเปิดพร้อมระบบ นอกจากนี้ยังมีการ ลด Visual Effects โดยเลือกโหมด “Adjust for best performance” เพื่อให้เครื่องใช้ทรัพยากรน้อยลง อีกทั้งยังสามารถ ตั้งค่า Power Mode เป็น Best performance หากใช้เครื่องแบบเสียบไฟตลอดเวลา เพื่อให้ได้ความเร็วสูงสุด

    การจัดการพื้นที่และทรัพยากร
    Microsoft แนะนำให้ ลบไฟล์ชั่วคราวและโปรแกรมที่ไม่ใช้แล้ว ผ่าน Storage Sense และ Disk Cleanup รวมถึงการ ตรวจสอบโปรเซสที่กินทรัพยากรสูง แล้ว End task ได้ทันทีใน Task Manager อีกทั้งยังมีการ Defragment และ Optimize Drives เพื่อให้การอ่านเขียนข้อมูลเร็วขึ้น และการปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นเพื่อไม่ให้เครื่องทำงานหนักเกินไป

    ทางเลือกเพิ่มเติม: รีสตาร์ทหรืออัปเกรดฮาร์ดแวร์
    หากวิธีทั้งหมดไม่ช่วยมากนัก Microsoft แนะนำให้ รีสตาร์ทเครื่อง เพื่อเคลียร์โปรเซสที่ค้างอยู่ และหากยังช้าอยู่ อาจพิจารณา อัปเกรดฮาร์ดแวร์ เช่น เปลี่ยนไปใช้ SSD หรือเพิ่ม RAM ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้นอย่างเห็นผลโดยไม่ต้องซื้อคอมใหม่

    สรุปเป็นหัวข้อ
    วิธีแก้ปัญหา Windows ช้า
    ตรวจสอบและติดตั้ง Windows Update
    สแกนไวรัสด้วย Microsoft Defender หรือโปรแกรมอื่น
    ลบไฟล์ชั่วคราวด้วย Storage Sense และ Disk Cleanup
    ถอนการติดตั้งแอปที่ไม่จำเป็น และปิด Background apps
    ปิด Startup apps ที่ไม่จำเป็นใน Task Manager
    ตรวจสอบโปรเซสที่กิน CPU/Memory แล้ว End task
    ลด Visual Effects เพื่อประหยัดทรัพยากร
    ตั้งค่า Power Mode เป็น Best performance
    Defragment และ Optimize Drives
    ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น
    ปิดแอปและแท็บเบราว์เซอร์ที่ไม่ใช้

    ทางเลือกเพิ่มเติม
    รีสตาร์ทเครื่องเพื่อเคลียร์โปรเซส
    อัปเกรดฮาร์ดแวร์ เช่น SSD หรือ RAM

    คำเตือน
    การปิดแอปหรือโปรเซสผิดอาจทำให้ระบบไม่เสถียร
    การปรับ Power Mode เป็น Best performance อาจทำให้แบตหมดเร็วขึ้น
    การ Defragment ไม่เหมาะกับ SSD เพราะอาจลดอายุการใช้งาน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/12/14/windows-running-slow-microsofts-11-quick-fixes-to-speed-up-your-pc
    ⚡ Microsoft แนะ 11 วิธีเร่งความเร็ว Windows Microsoft เผยแนวทางแก้ไขสำหรับผู้ใช้ที่พบว่าเครื่อง Windows ทำงานช้าลง โดยมีทั้งการปรับตั้งค่าซอฟต์แวร์และการจัดการฮาร์ดแวร์ วิธีการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบอัปเดต, การสแกนไวรัส, การลบไฟล์ชั่วคราว ไปจนถึงการปิดแอปที่รันพื้นหลังโดยไม่จำเป็น จุดสำคัญคือการจัดการทรัพยากรให้เหมาะสม เพื่อให้เครื่องกลับมาทำงานได้เร็วขึ้น 🖥️ เทคนิคการปรับแต่งระบบ หนึ่งในคำแนะนำคือ ตรวจสอบ Startup Apps ผ่าน Task Manager เพื่อปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นต้องเปิดพร้อมระบบ นอกจากนี้ยังมีการ ลด Visual Effects โดยเลือกโหมด “Adjust for best performance” เพื่อให้เครื่องใช้ทรัพยากรน้อยลง อีกทั้งยังสามารถ ตั้งค่า Power Mode เป็น Best performance หากใช้เครื่องแบบเสียบไฟตลอดเวลา เพื่อให้ได้ความเร็วสูงสุด 🔧 การจัดการพื้นที่และทรัพยากร Microsoft แนะนำให้ ลบไฟล์ชั่วคราวและโปรแกรมที่ไม่ใช้แล้ว ผ่าน Storage Sense และ Disk Cleanup รวมถึงการ ตรวจสอบโปรเซสที่กินทรัพยากรสูง แล้ว End task ได้ทันทีใน Task Manager อีกทั้งยังมีการ Defragment และ Optimize Drives เพื่อให้การอ่านเขียนข้อมูลเร็วขึ้น และการปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นเพื่อไม่ให้เครื่องทำงานหนักเกินไป 🚀 ทางเลือกเพิ่มเติม: รีสตาร์ทหรืออัปเกรดฮาร์ดแวร์ หากวิธีทั้งหมดไม่ช่วยมากนัก Microsoft แนะนำให้ รีสตาร์ทเครื่อง เพื่อเคลียร์โปรเซสที่ค้างอยู่ และหากยังช้าอยู่ อาจพิจารณา อัปเกรดฮาร์ดแวร์ เช่น เปลี่ยนไปใช้ SSD หรือเพิ่ม RAM ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้นอย่างเห็นผลโดยไม่ต้องซื้อคอมใหม่ 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ วิธีแก้ปัญหา Windows ช้า ➡️ ตรวจสอบและติดตั้ง Windows Update ➡️ สแกนไวรัสด้วย Microsoft Defender หรือโปรแกรมอื่น ➡️ ลบไฟล์ชั่วคราวด้วย Storage Sense และ Disk Cleanup ➡️ ถอนการติดตั้งแอปที่ไม่จำเป็น และปิด Background apps ➡️ ปิด Startup apps ที่ไม่จำเป็นใน Task Manager ➡️ ตรวจสอบโปรเซสที่กิน CPU/Memory แล้ว End task ➡️ ลด Visual Effects เพื่อประหยัดทรัพยากร ➡️ ตั้งค่า Power Mode เป็น Best performance ➡️ Defragment และ Optimize Drives ➡️ ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น ➡️ ปิดแอปและแท็บเบราว์เซอร์ที่ไม่ใช้ ✅ ทางเลือกเพิ่มเติม ➡️ รีสตาร์ทเครื่องเพื่อเคลียร์โปรเซส ➡️ อัปเกรดฮาร์ดแวร์ เช่น SSD หรือ RAM ‼️ คำเตือน ⛔ การปิดแอปหรือโปรเซสผิดอาจทำให้ระบบไม่เสถียร ⛔ การปรับ Power Mode เป็น Best performance อาจทำให้แบตหมดเร็วขึ้น ⛔ การ Defragment ไม่เหมาะกับ SSD เพราะอาจลดอายุการใช้งาน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/12/14/windows-running-slow-microsofts-11-quick-fixes-to-speed-up-your-pc
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Windows running slow? Microsoft's 11 quick fixes to speed up your PC
    If Windows is feeling sluggish, there can be many reasons, from your computer's storage being almost full to too many programs starting with the operating system.
    0 Comments 0 Shares 289 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20251212 #TechRadar

    Adobe เปิด Photoshop ฟรีใน ChatGPT
    ตอนนี้ใครๆ ก็สามารถใช้ Photoshop ได้โดยไม่ต้องมีทักษะด้านกราฟิกเลย เพราะ Adobe ได้รวมเอา Photoshop, Express และ Acrobat เข้าไปอยู่ใน ChatGPT ให้ใช้งานฟรีทั้งหมด เพียงพิมพ์สิ่งที่ต้องการด้วยภาษาธรรมชาติ ระบบก็จะช่วยแก้ไขภาพหรือสร้างเอกสารให้ทันที เช่น การปรับแสงสี ใส่เอฟเฟกต์ หรือแม้แต่รวมไฟล์ PDF หลายไฟล์เป็นหนึ่งเดียว จุดเด่นคือมีตัวเลือกปรับแต่งผ่านแถบควบคุม ทำให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้ตามใจโดยไม่ต้องเปิดโปรแกรมเต็มรูปแบบ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ ChatGPT ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างเนื้อหา แต่กลายเป็นพื้นที่ทำงานด้านการออกแบบและเอกสารครบวงจร
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/adobe-photoshop-is-now-built-into-chatgpt-for-free-and-you-dont-need-graphic-design-skills-to-use-it

    Google ออกแพตช์ฉุกเฉินแก้ช่องโหว่ Zero-Day บน Chrome
    Google ได้ปล่อยการอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงบน Chrome ที่ถูกโจมตีจริงแล้วในโลกออนไลน์ นี่ถือเป็นครั้งที่ 8 ของปีที่บริษัทต้องแก้ Zero-Day โดยช่องโหว่นี้เกี่ยวข้องกับการจัดการหน่วยความจำใน LibANGLE ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมเครื่องจากระยะไกลได้ การอัปเดตได้ทยอยปล่อยให้ผู้ใช้แล้ว และ Google ยังคงไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์นำไปใช้ต่อ
    https://www.techradar.com/pro/security/google-releases-emergency-fix-for-yet-another-zero-day

    สายการบินรัสเซีย Aeroflot ถูกโจมตีผ่านบริษัทซอฟต์แวร์ภายนอก
    เหตุการณ์โจมตีไซเบอร์ที่ทำให้สายการบิน Aeroflot ต้องหยุดบินหลายสิบเที่ยวเมื่อเดือนกรกฎาคม ถูกเปิดเผยว่าเกิดจากการโจมตีแบบ Supply Chain ผ่านบริษัท Bakka Soft ที่พัฒนาแอปและระบบให้กับสายการบิน โดยผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ที่ไม่มีการป้องกันด้วย 2FA และติดตั้งมัลแวร์จำนวนมากในระบบ ทำให้เที่ยวบินต้องหยุดชะงักและสร้างความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่รายงานนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก
    https://www.techradar.com/pro/security/russian-airline-hack-came-through-third-party-tech-vendor

    สวิตเซอร์แลนด์ถอยร่างกฎหมายขยายการสอดส่อง หลังถูกต้านหนัก
    รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ต้องกลับมาทบทวนร่างกฎหมายที่ต้องการขยายการสอดส่องจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมไปยังแพลตฟอร์มอื่น เช่น แอปแชท โซเชียลมีเดีย และ VPN หลังจากถูกต่อต้านอย่างหนักจากบริษัทเทคโนโลยีและนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ให้บริการอย่าง Proton และ Threema ชี้ว่ากฎหมายนี้จะกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและการเข้ารหัสที่ปลอดภัย แม้การถอยครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะชั่วคราว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ารัฐบาลยังคงมีความตั้งใจจะผลักดันการสอดส่องต่อไป
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/switzerland-will-revise-proposed-law-change-after-backlash-from-tech-industry

    Disney จับมือ OpenAI เปิดทางให้ Sora ใช้ตัวละครดัง
    Disney สร้างความฮือฮาด้วยการเซ็นสัญญา 3 ปีร่วมกับ OpenAI เพื่อให้ Sora ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI สามารถใช้ตัวละครจาก Disney, Pixar, Marvel และ Star Wars ได้ พร้อมลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI นี่ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมา Disney เข้มงวดมากกับการใช้ตัวละครของตน การร่วมมือครั้งนี้จะทำให้แฟนๆ สามารถสร้างคอนเทนต์ที่มี Mickey Mouse, Elsa หรือแม้แต่ตัวละครจาก Star Wars ปรากฏในผลงาน AI ได้ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/disney-and-openai-are-set-to-open-the-vault-to-sora-yet-an-ai-mickey-feels-like-magic-lost

    Nvidia พัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่เพื่อติดตามชิปหลังพบการลักลอบ
    หลังจากมีการค้นพบการลักลอบขนส่งชิป Nvidia ได้ออกซอฟต์แวร์ใหม่ที่ช่วยติดตามเส้นทางการเคลื่อนไหวของชิป เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าชิปแต่ละตัวถูกส่งไปที่ใดบ้าง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันการนำชิปไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ถูกควบคุมหรือประเทศที่มีข้อจำกัดทางการค้า ถือเป็นการเสริมความปลอดภัยและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
    https://www.techradar.com/pro/nvidia-develops-new-software-to-help-track-chips-following-smuggling-discovery

    Mullvad ยุติการสนับสนุน OpenVPN บนเดสก์ท็อป หันไปใช้ WireGuard แทน
    บริการ VPN ชื่อดัง Mullvad ประกาศเลิกใช้ OpenVPN บนเดสก์ท็อปทั้งหมด และบังคับให้ผู้ใช้เปลี่ยนไปใช้ WireGuard ซึ่งมีความเร็วและความปลอดภัยสูงกว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเพราะ WireGuard มีโครงสร้างที่ทันสมัยและง่ายต่อการบำรุงรักษา ทำให้ Mullvad สามารถให้บริการที่เสถียรและปลอดภัยมากขึ้น แม้ผู้ใช้บางรายอาจต้องปรับตัว แต่บริษัทเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นผลดีในระยะยาว
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/mullvad-retires-openvpn-support-on-desktop-pushing-all-users-to-wireguard

    ICO ปรับ LastPass 1.2 ล้านปอนด์ หลังข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล
    สำนักงานคุ้มครองข้อมูลของสหราชอาณาจักร (ICO) ได้สั่งปรับ LastPass เป็นเงิน 1.2 ล้านปอนด์ จากเหตุการณ์ข้อมูลผู้ใช้กว่า 1.6 ล้านรายถูกละเมิดในปี 2022 โดยการโจมตีเกิดจากการที่แฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลสำรองของบริษัทผ่านบัญชีพนักงานที่ถูกเจาะ การปรับครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูล และเป็นการเตือนให้บริษัทด้านความปลอดภัยต้องรักษามาตรฐานสูงสุด
    https://www.techradar.com/pro/security/ico-levies-gbp1-2-million-fine-against-lastpass-data-breach-compromised-info-on-1-6-million-users

    โครงสร้างพื้นฐาน HPC และ AI กำลังบรรจบกัน
    บทความนี้พูดถึงการที่โครงสร้างพื้นฐานด้าน High Performance Computing (HPC) และ AI กำลังถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อรองรับงานที่ต้องใช้การประมวลผลมหาศาล เช่น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก แนวโน้มนี้ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมใหม่ที่สามารถรองรับทั้งงาน HPC และ AI ได้ในระบบเดียว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน
    https://www.techradar.com/pro/hpc-and-ai-converging-infrastructures

    ค่าใช้จ่ายแฝงจากช่องว่างด้าน Cloud Sovereignty
    รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่าการที่หลายองค์กรยังไม่สามารถควบคุมข้อมูลบนคลาวด์ได้อย่างสมบูรณ์ ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก ทั้งในด้านความเสี่ยงทางกฎหมาย ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อบังคับ การขาดความเป็นอิสระในการจัดการข้อมูลทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นให้หลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับ Cloud Sovereignty มากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/quantifying-the-hidden-costs-of-cloud-sovereignty-gaps

    หุ้น Oracle ร่วงหลังเผยแผนลงทุน AI เพิ่มอีก 15 พันล้านดอลลาร์
    ราคาหุ้นของ Oracle ตกลงทันทีหลังบริษัทประกาศว่าจะเพิ่มงบลงทุนด้าน AI อีก 15 พันล้านดอลลาร์ นักลงทุนกังวลว่าการใช้จ่ายมหาศาลนี้อาจกระทบต่อผลกำไรระยะสั้น แม้บริษัทเชื่อว่าการลงทุนจะช่วยเสริมศักยภาพด้านคลาวด์และแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่ได้ในอนาคต แต่ตลาดกลับตอบสนองด้วยความระมัดระวัง ทำให้หุ้นปรับตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
    https://www.techradar.com/pro/oracle-shares-drop-after-usd15bn-higher-ai-spending-revealed

    แฮกเกอร์ใช้ฟีเจอร์ของ Mimecast แจกฟิชชิ่งลิงก์นับพัน
    มีการค้นพบว่าฟีเจอร์ Secure-Link ของ Mimecast ถูกนำไปใช้โดยแฮกเกอร์เพื่อส่งฟิชชิ่งอีเมลจำนวนมาก โดยฟีเจอร์ที่ควรจะช่วยป้องกันกลับถูกใช้เป็นช่องทางให้ผู้โจมตีสร้างลิงก์ที่ดูเหมือนปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้หลงเชื่อและกรอกข้อมูลส่วนตัว การโจมตีนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่แม้แต่เครื่องมือด้านความปลอดภัยก็อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-distribute-thousands-of-phishing-attacks-through-mimecasts-secure-link-feature

    OpenAI ดึงตัว CEO ของ Slack มาเป็น Chief Revenue Officer
    OpenAI ประกาศแต่งตั้ง Lidiane Jones อดีต CEO ของ Slack เข้ามารับตำแหน่ง Chief Revenue Officer เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการสร้างรายได้และการขยายธุรกิจ การย้ายครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะ Jones มีประสบการณ์ในการบริหารแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้จำนวนมหาศาล และคาดว่าจะช่วยให้ OpenAI สามารถต่อยอดโมเดลธุรกิจได้อย่างมั่นคง
    https://www.techradar.com/pro/open-ai-poaches-slack-ceo-as-its-chief-revenue-officer

    ทดลองใช้ Photoshop ใน ChatGPT – ฟีเจอร์ฟรีที่ทรงพลัง
    ผู้เขียนบทความได้ลองใช้ Photoshop ที่ถูกรวมเข้ามาใน ChatGPT และพบว่ามันใช้งานง่ายมาก เพียงอัปโหลดภาพแล้วพิมพ์คำสั่ง เช่น “ทำให้ภาพเป็นขาวดำ” ระบบก็จะแสดงผลพร้อมแถบปรับความเข้มให้เลือกต่อทันที นอกจากนี้ยังสามารถใส่เอฟเฟกต์ต่างๆ เช่น Halftone หรือ Glitch ได้โดยไม่ต้องมีทักษะด้านกราฟิก ถือเป็นการยกระดับ ChatGPT ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/i-tried-photoshop-in-chatgpt-its-an-awesome-free-ai-superpower

    Google DeepMind จับมือรัฐบาลอังกฤษเพื่อวิจัยพลังงานสะอาดและวิทยาศาสตร์
    Google DeepMind ได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาโครงการด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าที่จะใช้ AI ในการค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เชิงลึก ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงบทบาทของ AI ที่ไม่เพียงแต่ใช้ในธุรกิจ แต่ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกได้
    https://www.techradar.com/pro/google-deepmind-partners-with-the-uk-government-for-science-breakthroughs-cleaner-energy

    Opera Neon เปิดตัวพร้อมฟีเจอร์ AI Subscription
    Opera ได้เปิดตัว Opera Neon ซึ่งเป็นบริการ AI subscription ที่มาพร้อมฟีเจอร์หลากหลายสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความสามารถเพิ่มเติมจากเบราว์เซอร์ทั่วไป ผู้เขียนบทความมองว่าบริการนี้คุ้มค่าที่จะจ่าย เพราะมันรวมเครื่องมือ AI ที่ช่วยทั้งการทำงานและความบันเทิง เช่น การสร้างคอนเทนต์ การช่วยค้นหา และการปรับแต่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ถือเป็นการยกระดับเบราว์เซอร์ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าเพิ่ม
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/opera-neon-is-now-available-and-i-think-its-an-ai-subscription-worth-paying-for

    มือถือ Android รุ่นใหม่สำหรับคนที่คิดถึง Xperia Play และ N-Gage
    มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ยังคิดถึงเครื่องเล่นเกมมือถือยุคเก่าอย่าง Xperia Play และ Nokia N-Gage โดยมือถือรุ่นนี้มาพร้อมปุ่มควบคุมเกมแบบจริงจัง ทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเกมได้อย่างสะดวกและสนุกเหมือนเครื่องเล่นเกมพกพาในอดีต ถือเป็นการผสมผสานระหว่างสมาร์ทโฟนสมัยใหม่กับความ怀旧ของเกมเมอร์ยุคก่อน
    https://www.techradar.com/phones/android/this-new-android-phone-is-designed-for-everyone-who-misses-the-xperia-play-and-n-gage

    Microsoft ปรับปรุง Windows 11 และ Phone Link ให้ดีขึ้น
    Microsoft ได้หยุดการอัปเดตที่ทำให้ Windows 11 มีปัญหาบ่อยครั้ง และหันมาเน้นการปรับปรุงฟีเจอร์ Phone Link ให้ใช้งานร่วมกับแอป Android ได้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อมือถือกับคอมพิวเตอร์ได้สะดวกขึ้น เช่น การใช้แอป Android บน PC โดยตรง ถือเป็นการพัฒนาเพื่อให้ Windows 11 มีเสถียรภาพและตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น
    https://www.techradar.com/computing/windows/microsoft-stops-breaking-windows-11-instead-it-just-made-phone-link-even-better-with-android-apps

    NordVPN ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากผู้ตรวจสอบอิสระอีกครั้ง
    NordVPN ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบอิสระเพื่อยืนยันความปลอดภัยของระบบ และผลการตรวจสอบก็ออกมาว่าบริการยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดไว้ได้ การตรวจสอบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่า VPN ที่พวกเขาใช้นั้นมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยจริง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/independent-auditors-inspect-nordvpns-security-once-again-heres-what-they-found

    Android เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ช่วยชีวิต – แชร์วิดีโอสดกับทีมกู้ภัย
    Android ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์วิดีโอสดกับทีมกู้ภัยในกรณีฉุกเฉิน ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิต โดยทีมกู้ภัยสามารถเห็นสถานการณ์จริงผ่านกล้องมือถือของผู้ประสบเหตุ ทำให้สามารถให้คำแนะนำหรือเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้โดยตรง
    https://www.techradar.com/phones/android/android-just-got-a-life-saving-upgrade-that-lets-you-share-live-video-with-emergency-rescuers-heres-how-it-works

    ข้อมูลลูกค้า 16TB รั่วไหลจากบริษัทด้านการตลาด
    มีการค้นพบการรั่วไหลของข้อมูลขนาดใหญ่ถึง 16TB ซึ่งเป็นข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลจากบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการสร้างฐานข้อมูลลูกค้า ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วยข้อมูลติดต่อและรายละเอียดเชิงธุรกิจที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในกรณีข้อมูลรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุด และเป็นการเตือนให้องค์กรต้องเข้มงวดกับการจัดการข้อมูลมากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/16tb-of-corporate-intelligence-data-exposed-in-one-of-the-largest-lead-generation-dataset-leaks
    📌📡🔵 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🔵📡📌 #รวมข่าวIT #20251212 #TechRadar 🖌️ Adobe เปิด Photoshop ฟรีใน ChatGPT ตอนนี้ใครๆ ก็สามารถใช้ Photoshop ได้โดยไม่ต้องมีทักษะด้านกราฟิกเลย เพราะ Adobe ได้รวมเอา Photoshop, Express และ Acrobat เข้าไปอยู่ใน ChatGPT ให้ใช้งานฟรีทั้งหมด เพียงพิมพ์สิ่งที่ต้องการด้วยภาษาธรรมชาติ ระบบก็จะช่วยแก้ไขภาพหรือสร้างเอกสารให้ทันที เช่น การปรับแสงสี ใส่เอฟเฟกต์ หรือแม้แต่รวมไฟล์ PDF หลายไฟล์เป็นหนึ่งเดียว จุดเด่นคือมีตัวเลือกปรับแต่งผ่านแถบควบคุม ทำให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้ตามใจโดยไม่ต้องเปิดโปรแกรมเต็มรูปแบบ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ ChatGPT ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างเนื้อหา แต่กลายเป็นพื้นที่ทำงานด้านการออกแบบและเอกสารครบวงจร 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/adobe-photoshop-is-now-built-into-chatgpt-for-free-and-you-dont-need-graphic-design-skills-to-use-it 🛡️ Google ออกแพตช์ฉุกเฉินแก้ช่องโหว่ Zero-Day บน Chrome Google ได้ปล่อยการอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ร้ายแรงบน Chrome ที่ถูกโจมตีจริงแล้วในโลกออนไลน์ นี่ถือเป็นครั้งที่ 8 ของปีที่บริษัทต้องแก้ Zero-Day โดยช่องโหว่นี้เกี่ยวข้องกับการจัดการหน่วยความจำใน LibANGLE ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมเครื่องจากระยะไกลได้ การอัปเดตได้ทยอยปล่อยให้ผู้ใช้แล้ว และ Google ยังคงไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์นำไปใช้ต่อ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/google-releases-emergency-fix-for-yet-another-zero-day ✈️ สายการบินรัสเซีย Aeroflot ถูกโจมตีผ่านบริษัทซอฟต์แวร์ภายนอก เหตุการณ์โจมตีไซเบอร์ที่ทำให้สายการบิน Aeroflot ต้องหยุดบินหลายสิบเที่ยวเมื่อเดือนกรกฎาคม ถูกเปิดเผยว่าเกิดจากการโจมตีแบบ Supply Chain ผ่านบริษัท Bakka Soft ที่พัฒนาแอปและระบบให้กับสายการบิน โดยผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ที่ไม่มีการป้องกันด้วย 2FA และติดตั้งมัลแวร์จำนวนมากในระบบ ทำให้เที่ยวบินต้องหยุดชะงักและสร้างความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่รายงานนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/russian-airline-hack-came-through-third-party-tech-vendor 🇨🇭 สวิตเซอร์แลนด์ถอยร่างกฎหมายขยายการสอดส่อง หลังถูกต้านหนัก รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ต้องกลับมาทบทวนร่างกฎหมายที่ต้องการขยายการสอดส่องจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมไปยังแพลตฟอร์มอื่น เช่น แอปแชท โซเชียลมีเดีย และ VPN หลังจากถูกต่อต้านอย่างหนักจากบริษัทเทคโนโลยีและนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ให้บริการอย่าง Proton และ Threema ชี้ว่ากฎหมายนี้จะกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและการเข้ารหัสที่ปลอดภัย แม้การถอยครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะชั่วคราว แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ารัฐบาลยังคงมีความตั้งใจจะผลักดันการสอดส่องต่อไป 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/switzerland-will-revise-proposed-law-change-after-backlash-from-tech-industry 🎬 Disney จับมือ OpenAI เปิดทางให้ Sora ใช้ตัวละครดัง Disney สร้างความฮือฮาด้วยการเซ็นสัญญา 3 ปีร่วมกับ OpenAI เพื่อให้ Sora ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI สามารถใช้ตัวละครจาก Disney, Pixar, Marvel และ Star Wars ได้ พร้อมลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI นี่ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมา Disney เข้มงวดมากกับการใช้ตัวละครของตน การร่วมมือครั้งนี้จะทำให้แฟนๆ สามารถสร้างคอนเทนต์ที่มี Mickey Mouse, Elsa หรือแม้แต่ตัวละครจาก Star Wars ปรากฏในผลงาน AI ได้ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/disney-and-openai-are-set-to-open-the-vault-to-sora-yet-an-ai-mickey-feels-like-magic-lost 💻 Nvidia พัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่เพื่อติดตามชิปหลังพบการลักลอบ หลังจากมีการค้นพบการลักลอบขนส่งชิป Nvidia ได้ออกซอฟต์แวร์ใหม่ที่ช่วยติดตามเส้นทางการเคลื่อนไหวของชิป เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าชิปแต่ละตัวถูกส่งไปที่ใดบ้าง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันการนำชิปไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ถูกควบคุมหรือประเทศที่มีข้อจำกัดทางการค้า ถือเป็นการเสริมความปลอดภัยและความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/nvidia-develops-new-software-to-help-track-chips-following-smuggling-discovery 🔒 Mullvad ยุติการสนับสนุน OpenVPN บนเดสก์ท็อป หันไปใช้ WireGuard แทน บริการ VPN ชื่อดัง Mullvad ประกาศเลิกใช้ OpenVPN บนเดสก์ท็อปทั้งหมด และบังคับให้ผู้ใช้เปลี่ยนไปใช้ WireGuard ซึ่งมีความเร็วและความปลอดภัยสูงกว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเพราะ WireGuard มีโครงสร้างที่ทันสมัยและง่ายต่อการบำรุงรักษา ทำให้ Mullvad สามารถให้บริการที่เสถียรและปลอดภัยมากขึ้น แม้ผู้ใช้บางรายอาจต้องปรับตัว แต่บริษัทเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นผลดีในระยะยาว 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/mullvad-retires-openvpn-support-on-desktop-pushing-all-users-to-wireguard 💰 ICO ปรับ LastPass 1.2 ล้านปอนด์ หลังข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล สำนักงานคุ้มครองข้อมูลของสหราชอาณาจักร (ICO) ได้สั่งปรับ LastPass เป็นเงิน 1.2 ล้านปอนด์ จากเหตุการณ์ข้อมูลผู้ใช้กว่า 1.6 ล้านรายถูกละเมิดในปี 2022 โดยการโจมตีเกิดจากการที่แฮกเกอร์เข้าถึงข้อมูลสำรองของบริษัทผ่านบัญชีพนักงานที่ถูกเจาะ การปรับครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูล และเป็นการเตือนให้บริษัทด้านความปลอดภัยต้องรักษามาตรฐานสูงสุด 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/ico-levies-gbp1-2-million-fine-against-lastpass-data-breach-compromised-info-on-1-6-million-users ⚙️ โครงสร้างพื้นฐาน HPC และ AI กำลังบรรจบกัน บทความนี้พูดถึงการที่โครงสร้างพื้นฐานด้าน High Performance Computing (HPC) และ AI กำลังถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อรองรับงานที่ต้องใช้การประมวลผลมหาศาล เช่น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก แนวโน้มนี้ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมใหม่ที่สามารถรองรับทั้งงาน HPC และ AI ได้ในระบบเดียว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน 🔗 https://www.techradar.com/pro/hpc-and-ai-converging-infrastructures ☁️ ค่าใช้จ่ายแฝงจากช่องว่างด้าน Cloud Sovereignty รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่าการที่หลายองค์กรยังไม่สามารถควบคุมข้อมูลบนคลาวด์ได้อย่างสมบูรณ์ ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก ทั้งในด้านความเสี่ยงทางกฎหมาย ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อบังคับ การขาดความเป็นอิสระในการจัดการข้อมูลทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นให้หลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับ Cloud Sovereignty มากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/quantifying-the-hidden-costs-of-cloud-sovereignty-gaps 📉 หุ้น Oracle ร่วงหลังเผยแผนลงทุน AI เพิ่มอีก 15 พันล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นของ Oracle ตกลงทันทีหลังบริษัทประกาศว่าจะเพิ่มงบลงทุนด้าน AI อีก 15 พันล้านดอลลาร์ นักลงทุนกังวลว่าการใช้จ่ายมหาศาลนี้อาจกระทบต่อผลกำไรระยะสั้น แม้บริษัทเชื่อว่าการลงทุนจะช่วยเสริมศักยภาพด้านคลาวด์และแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่ได้ในอนาคต แต่ตลาดกลับตอบสนองด้วยความระมัดระวัง ทำให้หุ้นปรับตัวลงอย่างเห็นได้ชัด 🔗 https://www.techradar.com/pro/oracle-shares-drop-after-usd15bn-higher-ai-spending-revealed 🎣 แฮกเกอร์ใช้ฟีเจอร์ของ Mimecast แจกฟิชชิ่งลิงก์นับพัน มีการค้นพบว่าฟีเจอร์ Secure-Link ของ Mimecast ถูกนำไปใช้โดยแฮกเกอร์เพื่อส่งฟิชชิ่งอีเมลจำนวนมาก โดยฟีเจอร์ที่ควรจะช่วยป้องกันกลับถูกใช้เป็นช่องทางให้ผู้โจมตีสร้างลิงก์ที่ดูเหมือนปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้หลงเชื่อและกรอกข้อมูลส่วนตัว การโจมตีนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่แม้แต่เครื่องมือด้านความปลอดภัยก็อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-distribute-thousands-of-phishing-attacks-through-mimecasts-secure-link-feature 👔 OpenAI ดึงตัว CEO ของ Slack มาเป็น Chief Revenue Officer OpenAI ประกาศแต่งตั้ง Lidiane Jones อดีต CEO ของ Slack เข้ามารับตำแหน่ง Chief Revenue Officer เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการสร้างรายได้และการขยายธุรกิจ การย้ายครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะ Jones มีประสบการณ์ในการบริหารแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้จำนวนมหาศาล และคาดว่าจะช่วยให้ OpenAI สามารถต่อยอดโมเดลธุรกิจได้อย่างมั่นคง 🔗 https://www.techradar.com/pro/open-ai-poaches-slack-ceo-as-its-chief-revenue-officer 🖼️ ทดลองใช้ Photoshop ใน ChatGPT – ฟีเจอร์ฟรีที่ทรงพลัง ผู้เขียนบทความได้ลองใช้ Photoshop ที่ถูกรวมเข้ามาใน ChatGPT และพบว่ามันใช้งานง่ายมาก เพียงอัปโหลดภาพแล้วพิมพ์คำสั่ง เช่น “ทำให้ภาพเป็นขาวดำ” ระบบก็จะแสดงผลพร้อมแถบปรับความเข้มให้เลือกต่อทันที นอกจากนี้ยังสามารถใส่เอฟเฟกต์ต่างๆ เช่น Halftone หรือ Glitch ได้โดยไม่ต้องมีทักษะด้านกราฟิก ถือเป็นการยกระดับ ChatGPT ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/i-tried-photoshop-in-chatgpt-its-an-awesome-free-ai-superpower ⚡ Google DeepMind จับมือรัฐบาลอังกฤษเพื่อวิจัยพลังงานสะอาดและวิทยาศาสตร์ Google DeepMind ได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาโครงการด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าที่จะใช้ AI ในการค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เชิงลึก ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงบทบาทของ AI ที่ไม่เพียงแต่ใช้ในธุรกิจ แต่ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกได้ 🔗 https://www.techradar.com/pro/google-deepmind-partners-with-the-uk-government-for-science-breakthroughs-cleaner-energy 🎨 Opera Neon เปิดตัวพร้อมฟีเจอร์ AI Subscription Opera ได้เปิดตัว Opera Neon ซึ่งเป็นบริการ AI subscription ที่มาพร้อมฟีเจอร์หลากหลายสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความสามารถเพิ่มเติมจากเบราว์เซอร์ทั่วไป ผู้เขียนบทความมองว่าบริการนี้คุ้มค่าที่จะจ่าย เพราะมันรวมเครื่องมือ AI ที่ช่วยทั้งการทำงานและความบันเทิง เช่น การสร้างคอนเทนต์ การช่วยค้นหา และการปรับแต่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ถือเป็นการยกระดับเบราว์เซอร์ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าเพิ่ม 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/opera-neon-is-now-available-and-i-think-its-an-ai-subscription-worth-paying-for 📱 มือถือ Android รุ่นใหม่สำหรับคนที่คิดถึง Xperia Play และ N-Gage มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ยังคิดถึงเครื่องเล่นเกมมือถือยุคเก่าอย่าง Xperia Play และ Nokia N-Gage โดยมือถือรุ่นนี้มาพร้อมปุ่มควบคุมเกมแบบจริงจัง ทำให้ผู้ใช้สามารถเล่นเกมได้อย่างสะดวกและสนุกเหมือนเครื่องเล่นเกมพกพาในอดีต ถือเป็นการผสมผสานระหว่างสมาร์ทโฟนสมัยใหม่กับความ怀旧ของเกมเมอร์ยุคก่อน 🔗 https://www.techradar.com/phones/android/this-new-android-phone-is-designed-for-everyone-who-misses-the-xperia-play-and-n-gage 🔗 Microsoft ปรับปรุง Windows 11 และ Phone Link ให้ดีขึ้น Microsoft ได้หยุดการอัปเดตที่ทำให้ Windows 11 มีปัญหาบ่อยครั้ง และหันมาเน้นการปรับปรุงฟีเจอร์ Phone Link ให้ใช้งานร่วมกับแอป Android ได้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อมือถือกับคอมพิวเตอร์ได้สะดวกขึ้น เช่น การใช้แอป Android บน PC โดยตรง ถือเป็นการพัฒนาเพื่อให้ Windows 11 มีเสถียรภาพและตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/computing/windows/microsoft-stops-breaking-windows-11-instead-it-just-made-phone-link-even-better-with-android-apps 🔍 NordVPN ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากผู้ตรวจสอบอิสระอีกครั้ง NordVPN ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบอิสระเพื่อยืนยันความปลอดภัยของระบบ และผลการตรวจสอบก็ออกมาว่าบริการยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดไว้ได้ การตรวจสอบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่า VPN ที่พวกเขาใช้นั้นมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยจริง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/independent-auditors-inspect-nordvpns-security-once-again-heres-what-they-found 🚨 Android เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ช่วยชีวิต – แชร์วิดีโอสดกับทีมกู้ภัย Android ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์วิดีโอสดกับทีมกู้ภัยในกรณีฉุกเฉิน ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิต โดยทีมกู้ภัยสามารถเห็นสถานการณ์จริงผ่านกล้องมือถือของผู้ประสบเหตุ ทำให้สามารถให้คำแนะนำหรือเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้โดยตรง 🔗 https://www.techradar.com/phones/android/android-just-got-a-life-saving-upgrade-that-lets-you-share-live-video-with-emergency-rescuers-heres-how-it-works 📂 ข้อมูลลูกค้า 16TB รั่วไหลจากบริษัทด้านการตลาด มีการค้นพบการรั่วไหลของข้อมูลขนาดใหญ่ถึง 16TB ซึ่งเป็นข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลจากบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการสร้างฐานข้อมูลลูกค้า ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วยข้อมูลติดต่อและรายละเอียดเชิงธุรกิจที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในกรณีข้อมูลรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุด และเป็นการเตือนให้องค์กรต้องเข้มงวดกับการจัดการข้อมูลมากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/16tb-of-corporate-intelligence-data-exposed-in-one-of-the-largest-lead-generation-dataset-leaks
    0 Comments 0 Shares 1200 Views 0 Reviews
  • Patterns.dev – คู่มือการสร้าง Web Apps ยุคใหม่

    Patterns.dev เป็นหนังสือออนไลน์ฟรีที่รวบรวม Design Patterns สำหรับนักพัฒนา JavaScript และเฟรมเวิร์กสมัยใหม่ เช่น React และ Vue จุดเด่นคือการอธิบายวิธีแก้ปัญหาที่นักพัฒนามักเจอซ้ำ ๆ เช่น Singleton, Observer, Factory, Proxy และอีกมากมาย พร้อมตัวอย่างโค้ดที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปใช้จริงได้ทันที

    Performance Patterns เพื่อเว็บที่เร็วขึ้น
    นอกจาก Design Patterns แล้ว เว็บไซต์ยังเน้น Performance Patterns เช่น Bundle Splitting, Tree Shaking, Prefetch, Preload และ List Virtualization เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถลดขนาดไฟล์ ปรับปรุงความเร็วการโหลด และเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการสร้างเว็บที่ต้องรองรับผู้ใช้จำนวนมากในยุคดิจิทัล

    React และ Vue Patterns
    Patterns.dev ยังมีหมวดเฉพาะสำหรับ React และ Vue เช่น Hooks Pattern, Compound Pattern, Render Props, Async Components และ Composables ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและจัดการ State ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ต้องการความเสถียรและการขยายตัวในอนาคต

    มุมมองใหม่ต่อ Design Patterns
    ทีมผู้จัดทำ Patterns.dev เน้นว่า Design Patterns เป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อบังคับ การเลือกใช้ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาที่เจอจริง ๆ ไม่ใช่การนำมาใช้ทุกครั้งโดยไม่จำเป็น แนวคิดนี้ช่วยให้นักพัฒนามีวิจารณญาณและเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ทั้งมีคุณภาพและง่ายต่อการดูแลรักษา

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Patterns.dev เป็นแหล่งเรียนรู้ฟรีสำหรับนักพัฒนาเว็บ
    รวม Design Patterns และ Performance Patterns สำหรับ JavaScript, React, Vue

    Design Patterns ที่นำเสนอ เช่น Singleton, Observer, Factory, Proxy
    ช่วยแก้ปัญหาที่นักพัฒนาพบซ้ำ ๆ ในการออกแบบระบบ

    Performance Patterns เน้นการเพิ่มความเร็วเว็บ
    เช่น Bundle Splitting, Tree Shaking, Prefetch, Preload, List Virtualization

    React และ Vue Patterns สำหรับโปรเจกต์สมัยใหม่
    เช่น Hooks, Compound, Async Components, Composables

    แนวคิดหลัก: Patterns เป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อบังคับ
    ใช้เมื่อเหมาะสมกับปัญหาจริง ไม่ใช่ทุกสถานการณ์

    การใช้ Patterns โดยไม่เข้าใจอาจเพิ่มความซับซ้อนเกินจำเป็น
    อาจทำให้โค้ดดูแลยากและไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ

    https://www.patterns.dev/
    📚 Patterns.dev – คู่มือการสร้าง Web Apps ยุคใหม่ Patterns.dev เป็นหนังสือออนไลน์ฟรีที่รวบรวม Design Patterns สำหรับนักพัฒนา JavaScript และเฟรมเวิร์กสมัยใหม่ เช่น React และ Vue จุดเด่นคือการอธิบายวิธีแก้ปัญหาที่นักพัฒนามักเจอซ้ำ ๆ เช่น Singleton, Observer, Factory, Proxy และอีกมากมาย พร้อมตัวอย่างโค้ดที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปใช้จริงได้ทันที ⚡ Performance Patterns เพื่อเว็บที่เร็วขึ้น นอกจาก Design Patterns แล้ว เว็บไซต์ยังเน้น Performance Patterns เช่น Bundle Splitting, Tree Shaking, Prefetch, Preload และ List Virtualization เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถลดขนาดไฟล์ ปรับปรุงความเร็วการโหลด และเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการสร้างเว็บที่ต้องรองรับผู้ใช้จำนวนมากในยุคดิจิทัล 🔗 React และ Vue Patterns Patterns.dev ยังมีหมวดเฉพาะสำหรับ React และ Vue เช่น Hooks Pattern, Compound Pattern, Render Props, Async Components และ Composables ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและจัดการ State ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ต้องการความเสถียรและการขยายตัวในอนาคต 🌐 มุมมองใหม่ต่อ Design Patterns ทีมผู้จัดทำ Patterns.dev เน้นว่า Design Patterns เป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อบังคับ การเลือกใช้ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาที่เจอจริง ๆ ไม่ใช่การนำมาใช้ทุกครั้งโดยไม่จำเป็น แนวคิดนี้ช่วยให้นักพัฒนามีวิจารณญาณและเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ทั้งมีคุณภาพและง่ายต่อการดูแลรักษา 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Patterns.dev เป็นแหล่งเรียนรู้ฟรีสำหรับนักพัฒนาเว็บ ➡️ รวม Design Patterns และ Performance Patterns สำหรับ JavaScript, React, Vue ✅ Design Patterns ที่นำเสนอ เช่น Singleton, Observer, Factory, Proxy ➡️ ช่วยแก้ปัญหาที่นักพัฒนาพบซ้ำ ๆ ในการออกแบบระบบ ✅ Performance Patterns เน้นการเพิ่มความเร็วเว็บ ➡️ เช่น Bundle Splitting, Tree Shaking, Prefetch, Preload, List Virtualization ✅ React และ Vue Patterns สำหรับโปรเจกต์สมัยใหม่ ➡️ เช่น Hooks, Compound, Async Components, Composables ✅ แนวคิดหลัก: Patterns เป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อบังคับ ➡️ ใช้เมื่อเหมาะสมกับปัญหาจริง ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ ‼️ การใช้ Patterns โดยไม่เข้าใจอาจเพิ่มความซับซ้อนเกินจำเป็น ⛔ อาจทำให้โค้ดดูแลยากและไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ https://www.patterns.dev/
    WWW.PATTERNS.DEV
    Patterns.dev
    Learn JavaScript design and performance patterns for building more powerful web applications.
    0 Comments 0 Shares 257 Views 0 Reviews
  • Valve ชนกำแพง HDMI Forum: Linux ยังถูกบล็อก HDMI 2.1

    ข่าวนี้เล่าถึงการที่ HDMI Forum ยังคงไม่เปิดสเปก HDMI 2.1 ให้กับ Linux ทำให้ Valve และ AMD ไม่สามารถพัฒนาไดรเวอร์โอเพ่นซอร์สได้ แม้ฮาร์ดแวร์รองรับ แต่ถูกจำกัดด้วยซอฟต์แวร์ ส่งผลต่อการใช้งาน 4K และรีเฟรชเรตสูงบน Steam Machine

    Valve ยืนยันว่า Steam Machine ของตนที่ใช้ AMD Ryzen APU และ Radeon GPU สามารถรองรับ HDMI 2.1 ได้ในเชิงฮาร์ดแวร์ แต่ถูกจำกัดให้ใช้เพียง HDMI 2.0 บน Linux เนื่องจาก HDMI Forum ไม่ยอมเปิดสเปกสำหรับการพัฒนาไดรเวอร์โอเพ่นซอร์ส การจำกัดนี้ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้งาน 4K ที่ 120Hz หรือ 144Hz ได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้เทคนิคการบีบอัดภาพ

    ผลกระทบต่อผู้ใช้และนักพัฒนา
    AMD เคยเสนอไดรเวอร์ที่รองรับ HDMI 2.1 ให้กับ HDMI Forum ตั้งแต่ปี 2024 แต่ถูกปฏิเสธ ทำให้การพัฒนาโอเพ่นซอร์สหยุดชะงัก ผู้ใช้ Linux ที่ต้องการเล่นเกมหรือใช้งานจอภาพความละเอียดสูงจึงต้องพึ่งพาวิธีแก้ปัญหาทางอ้อม เช่นการใช้ DisplayPort 1.4 พร้อมอะแดปเตอร์ไป HDMI 2.1 ซึ่งแม้ช่วยเพิ่มเฟรมเรต แต่ยังไม่รองรับ VRR อย่างเป็นทางการ

    ทางเลือกและข้อจำกัด
    Valve พยายามแก้ปัญหาด้วยการเปิดใช้ chroma subsampling เพื่อให้ได้ 4K ที่ 120Hz แต่คุณภาพข้อความและรายละเอียดภาพจะลดลง นอกจากนี้ VRR บน Linux ทำงานได้เฉพาะกับ AMD FreeSync และต้องใช้จอที่รองรับเท่านั้น ขณะที่อะแดปเตอร์ DisplayPort มีจำหน่ายจากผู้ผลิตรายเล็ก แต่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

    มุมมองกว้างจากวงการโอเพ่นซอร์ส
    กรณีนี้สะท้อนถึงความท้าทายของชุมชนโอเพ่นซอร์สที่ต้องพึ่งพามาตรฐานปิดจากองค์กรกลางอย่าง HDMI Forum หากไม่มีการเปิดสเปก นักพัฒนาจะไม่สามารถสร้างไดรเวอร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ส่งผลต่อทั้งผู้ใช้ทั่วไปและวงการเกมที่ต้องการประสิทธิภาพสูงบน Linux

    สรุปสาระสำคัญ
    Valve ยืนยัน Steam Machine รองรับ HDMI 2.1 ทางฮาร์ดแวร์
    แต่ถูกจำกัดซอฟต์แวร์ให้ใช้เพียง HDMI 2.0 บน Linux

    AMD เคยเสนอไดรเวอร์ HDMI 2.1 แต่ถูกปฏิเสธ
    ทำให้การพัฒนาโอเพ่นซอร์สหยุดชะงัก

    ผู้ใช้ Linux ต้องใช้วิธีแก้ปัญหาทางอ้อม
    เช่น DisplayPort 1.4 → HDMI 2.1 adapter

    การใช้ chroma subsampling ลดคุณภาพภาพและข้อความ
    ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความคมชัดสูง

    VRR บน Linux ยังไม่รองรับอย่างเต็มรูปแบบ
    ต้องใช้ AMD FreeSync และจอที่รองรับเท่านั้น

    การไม่เปิดสเปก HDMI 2.1 กระทบต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส
    นักพัฒนาไม่สามารถสร้างไดรเวอร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

    https://www.heise.de/en/news/Valve-HDMI-Forum-Continues-to-Block-HDMI-2-1-for-Linux-11107440.html
    🖥️ Valve ชนกำแพง HDMI Forum: Linux ยังถูกบล็อก HDMI 2.1 ข่าวนี้เล่าถึงการที่ HDMI Forum ยังคงไม่เปิดสเปก HDMI 2.1 ให้กับ Linux ทำให้ Valve และ AMD ไม่สามารถพัฒนาไดรเวอร์โอเพ่นซอร์สได้ แม้ฮาร์ดแวร์รองรับ แต่ถูกจำกัดด้วยซอฟต์แวร์ ส่งผลต่อการใช้งาน 4K และรีเฟรชเรตสูงบน Steam Machine Valve ยืนยันว่า Steam Machine ของตนที่ใช้ AMD Ryzen APU และ Radeon GPU สามารถรองรับ HDMI 2.1 ได้ในเชิงฮาร์ดแวร์ แต่ถูกจำกัดให้ใช้เพียง HDMI 2.0 บน Linux เนื่องจาก HDMI Forum ไม่ยอมเปิดสเปกสำหรับการพัฒนาไดรเวอร์โอเพ่นซอร์ส การจำกัดนี้ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้งาน 4K ที่ 120Hz หรือ 144Hz ได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้เทคนิคการบีบอัดภาพ ⚡ ผลกระทบต่อผู้ใช้และนักพัฒนา AMD เคยเสนอไดรเวอร์ที่รองรับ HDMI 2.1 ให้กับ HDMI Forum ตั้งแต่ปี 2024 แต่ถูกปฏิเสธ ทำให้การพัฒนาโอเพ่นซอร์สหยุดชะงัก ผู้ใช้ Linux ที่ต้องการเล่นเกมหรือใช้งานจอภาพความละเอียดสูงจึงต้องพึ่งพาวิธีแก้ปัญหาทางอ้อม เช่นการใช้ DisplayPort 1.4 พร้อมอะแดปเตอร์ไป HDMI 2.1 ซึ่งแม้ช่วยเพิ่มเฟรมเรต แต่ยังไม่รองรับ VRR อย่างเป็นทางการ 🔧 ทางเลือกและข้อจำกัด Valve พยายามแก้ปัญหาด้วยการเปิดใช้ chroma subsampling เพื่อให้ได้ 4K ที่ 120Hz แต่คุณภาพข้อความและรายละเอียดภาพจะลดลง นอกจากนี้ VRR บน Linux ทำงานได้เฉพาะกับ AMD FreeSync และต้องใช้จอที่รองรับเท่านั้น ขณะที่อะแดปเตอร์ DisplayPort มีจำหน่ายจากผู้ผลิตรายเล็ก แต่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน 🌐 มุมมองกว้างจากวงการโอเพ่นซอร์ส กรณีนี้สะท้อนถึงความท้าทายของชุมชนโอเพ่นซอร์สที่ต้องพึ่งพามาตรฐานปิดจากองค์กรกลางอย่าง HDMI Forum หากไม่มีการเปิดสเปก นักพัฒนาจะไม่สามารถสร้างไดรเวอร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ส่งผลต่อทั้งผู้ใช้ทั่วไปและวงการเกมที่ต้องการประสิทธิภาพสูงบน Linux 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ Valve ยืนยัน Steam Machine รองรับ HDMI 2.1 ทางฮาร์ดแวร์ ➡️ แต่ถูกจำกัดซอฟต์แวร์ให้ใช้เพียง HDMI 2.0 บน Linux ✅ AMD เคยเสนอไดรเวอร์ HDMI 2.1 แต่ถูกปฏิเสธ ➡️ ทำให้การพัฒนาโอเพ่นซอร์สหยุดชะงัก ✅ ผู้ใช้ Linux ต้องใช้วิธีแก้ปัญหาทางอ้อม ➡️ เช่น DisplayPort 1.4 → HDMI 2.1 adapter ‼️ การใช้ chroma subsampling ลดคุณภาพภาพและข้อความ ⛔ ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความคมชัดสูง ‼️ VRR บน Linux ยังไม่รองรับอย่างเต็มรูปแบบ ⛔ ต้องใช้ AMD FreeSync และจอที่รองรับเท่านั้น ‼️ การไม่เปิดสเปก HDMI 2.1 กระทบต่อชุมชนโอเพ่นซอร์ส ⛔ นักพัฒนาไม่สามารถสร้างไดรเวอร์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ https://www.heise.de/en/news/Valve-HDMI-Forum-Continues-to-Block-HDMI-2-1-for-Linux-11107440.html
    WWW.HEISE.DE
    Valve: HDMI Forum Continues to Block HDMI 2.1 for Linux
    Technically, the Steam Machine supports HDMI 2.1. However, Valve and AMD are not allowed to offer an open-source driver for it.
    0 Comments 0 Shares 204 Views 0 Reviews
  • 5 สัญญาณว่าคุณกลายเป็น Linux Power User แล้ว

    บทความจาก It’s FOSS ได้เล่าถึงพัฒนาการของผู้ใช้ Linux ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้ก้าวสู่ระดับ Power User แล้ว โดยยกตัวอย่างพฤติกรรมและทักษะที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความมั่นใจในการใช้งานระบบปฏิบัติการนี้

    หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือการไม่กลัวการใช้ Terminal อีกต่อไป ผู้ใช้เริ่มสนุกกับการใช้คำสั่ง CLI เพื่อจัดการแพ็กเกจ, ตรวจสอบระบบ, หรือใช้เครื่องมืออย่าง grep, man, และ history ได้คล่องแคล่ว ซึ่งสะท้อนถึงการเลือกใช้เครื่องมือที่เร็วและเหมาะสมที่สุดสำหรับงานนั้น ๆ

    อีกสัญญาณคือการไม่ตื่นตระหนกเมื่อเจอ Error ผู้ใช้จะเลือกอ่านข้อความแจ้งเตือน, ตรวจสอบ log, และค้นหาวิธีแก้ไขจากเอกสารหรือฟอรั่ม แทนที่จะรีบติดตั้งใหม่ทันที นี่คือการเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความรับผิดชอบและความอยากเรียนรู้

    นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมอย่างการ Distro-hop อย่างมีแผน คือการลองใช้ดิสโทรใหม่ ๆ แต่เตรียมสำรองข้อมูล, แยกพาร์ทิชัน /home, และทดสอบใน VM ก่อน รวมถึงการเลือกใช้ แอปพลิเคชัน Linux-native แทนที่จะพึ่งพา Windows-only apps และสุดท้ายคือการ ช่วยเหลือชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม, แชร์วิธีแก้ปัญหา, หรือสนับสนุนโปรเจกต์โอเพ่นซอร์ส

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไม่กลัว Terminal อีกต่อไป
    ใช้คำสั่ง CLI ได้คล่อง เช่น grep, man, history

    ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเจอ Error
    อ่าน log, ค้นหาวิธีแก้ไข, แชร์ประสบการณ์

    Distro-hop อย่างมีแผน
    สำรองข้อมูล, แยกพาร์ทิชัน, ทดสอบใน VM

    ใช้ Linux-native apps
    เช่น LibreOffice, GIMP, Inkscape แทน Windows-only apps

    ช่วยเหลือชุมชน
    ตอบคำถาม, รายงานบั๊ก, สนับสนุนโปรเจกต์

    ความเสี่ยงจากการลองดิสโทรใหม่โดยไม่สำรองข้อมูล
    อาจทำให้ข้อมูลสูญหายหรือระบบพัง

    การใช้คำสั่งจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตรวจสอบ
    อาจทำให้ระบบเสียหายหรือติดมัลแวร์

    https://itsfoss.com/linux-power-user-signs/
    💻 5 สัญญาณว่าคุณกลายเป็น Linux Power User แล้ว บทความจาก It’s FOSS ได้เล่าถึงพัฒนาการของผู้ใช้ Linux ที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองได้ก้าวสู่ระดับ Power User แล้ว โดยยกตัวอย่างพฤติกรรมและทักษะที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความมั่นใจในการใช้งานระบบปฏิบัติการนี้ หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือการไม่กลัวการใช้ Terminal อีกต่อไป ผู้ใช้เริ่มสนุกกับการใช้คำสั่ง CLI เพื่อจัดการแพ็กเกจ, ตรวจสอบระบบ, หรือใช้เครื่องมืออย่าง grep, man, และ history ได้คล่องแคล่ว ซึ่งสะท้อนถึงการเลือกใช้เครื่องมือที่เร็วและเหมาะสมที่สุดสำหรับงานนั้น ๆ อีกสัญญาณคือการไม่ตื่นตระหนกเมื่อเจอ Error ผู้ใช้จะเลือกอ่านข้อความแจ้งเตือน, ตรวจสอบ log, และค้นหาวิธีแก้ไขจากเอกสารหรือฟอรั่ม แทนที่จะรีบติดตั้งใหม่ทันที นี่คือการเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความรับผิดชอบและความอยากเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมอย่างการ Distro-hop อย่างมีแผน คือการลองใช้ดิสโทรใหม่ ๆ แต่เตรียมสำรองข้อมูล, แยกพาร์ทิชัน /home, และทดสอบใน VM ก่อน รวมถึงการเลือกใช้ แอปพลิเคชัน Linux-native แทนที่จะพึ่งพา Windows-only apps และสุดท้ายคือการ ช่วยเหลือชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม, แชร์วิธีแก้ปัญหา, หรือสนับสนุนโปรเจกต์โอเพ่นซอร์ส 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไม่กลัว Terminal อีกต่อไป ➡️ ใช้คำสั่ง CLI ได้คล่อง เช่น grep, man, history ✅ ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเจอ Error ➡️ อ่าน log, ค้นหาวิธีแก้ไข, แชร์ประสบการณ์ ✅ Distro-hop อย่างมีแผน ➡️ สำรองข้อมูล, แยกพาร์ทิชัน, ทดสอบใน VM ✅ ใช้ Linux-native apps ➡️ เช่น LibreOffice, GIMP, Inkscape แทน Windows-only apps ✅ ช่วยเหลือชุมชน ➡️ ตอบคำถาม, รายงานบั๊ก, สนับสนุนโปรเจกต์ ‼️ ความเสี่ยงจากการลองดิสโทรใหม่โดยไม่สำรองข้อมูล ⛔ อาจทำให้ข้อมูลสูญหายหรือระบบพัง ‼️ การใช้คำสั่งจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ตรวจสอบ ⛔ อาจทำให้ระบบเสียหายหรือติดมัลแวร์ https://itsfoss.com/linux-power-user-signs/
    ITSFOSS.COM
    5 Signs You Have Become a Linux Power User
    You probably do not even realize how much you have improved since your first day with Linux. Let me remind you of that.
    0 Comments 0 Shares 198 Views 0 Reviews
  • Apple ช่วยนักพัฒนาแอปบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล

    Apple กำลังช่วยนักพัฒนาแอปในออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ห้ามผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีสมัครบัญชีโซเชียลมีเดีย โดยออก toolkit ที่ช่วยตรวจสอบและจำกัดการเข้าถึง พร้อมเตือนว่าผู้พัฒนาอาจถูกปรับหนักหากไม่ปฏิบัติตาม

    ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป กฎหมายใหม่ในออสเตรเลียจะห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีสมัครบัญชีโซเชียลมีเดีย Apple จึงได้ออก toolkit สำหรับนักพัฒนา เพื่อช่วยให้แอปต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ โดย toolkit ประกอบด้วย API และเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบอายุและตั้งค่าการเข้าถึงที่เหมาะสม

    เครื่องมือที่ Apple จัดให้
    Apple ได้แจ้งนักพัฒนาว่ามีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถใช้ได้ เช่น
    Declared Age Range API: ปรับพฤติกรรมแอปตามอายุผู้ใช้
    App Store Description: แจ้งข้อจำกัดด้านอายุในหน้ารายละเอียดแอป
    Higher Minimum Age Rating: ตั้งค่าอายุขั้นต่ำสูงกว่าที่ระบบกำหนด
    Age Suitability URL: ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อจำกัดของแอป

    ปัญหาและความท้าทาย
    แม้จะมีเครื่องมือช่วย แต่ก็มีรายงานว่า วัยรุ่นบางคนหาทางเลี่ยงระบบตรวจสอบอายุ เช่น ใช้รูปแม่หรือแม้แต่รูปคนดังอย่าง Beyoncé เพื่อผ่านการยืนยันอายุใน Snapchat ซึ่งสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้ยังมีช่องโหว่ และนักพัฒนาบางรายก็ไม่เต็มใจที่จะลงทุนทำระบบตรวจสอบที่เข้มงวด

    ผลกระทบต่ออนาคตโซเชียลมีเดีย
    หากกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง อาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ นำไปใช้เพื่อลดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กเล็ก แต่ก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหาช่องโหว่ในการตรวจสอบอายุ เพื่อไม่ให้กลายเป็นเพียงกฎหมายที่บังคับใช้ได้ยาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    กฎหมายใหม่ในออสเตรเลีย
    ห้ามผู้ต่ำกว่า 16 ปีสมัครบัญชีโซเชียล
    มีผลตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2025

    เครื่องมือจาก Apple สำหรับนักพัฒนา
    Declared Age Range API
    Higher Minimum Age Rating
    App Store Description
    Age Suitability URL

    ผลกระทบต่อผู้พัฒนาและผู้ใช้
    นักพัฒนาที่ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับหนัก
    ผู้ใช้วัยรุ่นบางคนหาทางเลี่ยงระบบตรวจสอบ

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ระบบตรวจสอบอายุยังมีช่องโหว่ เช่น ใช้รูปบุคคลอื่น
    นักพัฒนาบางรายไม่เต็มใจลงทุนทำระบบที่เข้มงวด
    กฎหมายอาจบังคับใช้ได้ยากหากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวดจริง

    https://wccftech.com/apple-is-now-helping-developers-in-booting-under-16s-from-social-media-apps-in-this-country/
    📱 Apple ช่วยนักพัฒนาแอปบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล Apple กำลังช่วยนักพัฒนาแอปในออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ห้ามผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีสมัครบัญชีโซเชียลมีเดีย โดยออก toolkit ที่ช่วยตรวจสอบและจำกัดการเข้าถึง พร้อมเตือนว่าผู้พัฒนาอาจถูกปรับหนักหากไม่ปฏิบัติตาม ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป กฎหมายใหม่ในออสเตรเลียจะห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีสมัครบัญชีโซเชียลมีเดีย Apple จึงได้ออก toolkit สำหรับนักพัฒนา เพื่อช่วยให้แอปต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ โดย toolkit ประกอบด้วย API และเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบอายุและตั้งค่าการเข้าถึงที่เหมาะสม ⚡ เครื่องมือที่ Apple จัดให้ Apple ได้แจ้งนักพัฒนาว่ามีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถใช้ได้ เช่น 🪛 Declared Age Range API: ปรับพฤติกรรมแอปตามอายุผู้ใช้ 🪛 App Store Description: แจ้งข้อจำกัดด้านอายุในหน้ารายละเอียดแอป 🪛 Higher Minimum Age Rating: ตั้งค่าอายุขั้นต่ำสูงกว่าที่ระบบกำหนด 🪛 Age Suitability URL: ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อจำกัดของแอป 🌐 ปัญหาและความท้าทาย แม้จะมีเครื่องมือช่วย แต่ก็มีรายงานว่า วัยรุ่นบางคนหาทางเลี่ยงระบบตรวจสอบอายุ เช่น ใช้รูปแม่หรือแม้แต่รูปคนดังอย่าง Beyoncé เพื่อผ่านการยืนยันอายุใน Snapchat ซึ่งสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้ยังมีช่องโหว่ และนักพัฒนาบางรายก็ไม่เต็มใจที่จะลงทุนทำระบบตรวจสอบที่เข้มงวด 🔮 ผลกระทบต่ออนาคตโซเชียลมีเดีย หากกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง อาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ นำไปใช้เพื่อลดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กเล็ก แต่ก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหาช่องโหว่ในการตรวจสอบอายุ เพื่อไม่ให้กลายเป็นเพียงกฎหมายที่บังคับใช้ได้ยาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ กฎหมายใหม่ในออสเตรเลีย ➡️ ห้ามผู้ต่ำกว่า 16 ปีสมัครบัญชีโซเชียล ➡️ มีผลตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2025 ✅ เครื่องมือจาก Apple สำหรับนักพัฒนา ➡️ Declared Age Range API ➡️ Higher Minimum Age Rating ➡️ App Store Description ➡️ Age Suitability URL ✅ ผลกระทบต่อผู้พัฒนาและผู้ใช้ ➡️ นักพัฒนาที่ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับหนัก ➡️ ผู้ใช้วัยรุ่นบางคนหาทางเลี่ยงระบบตรวจสอบ ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ระบบตรวจสอบอายุยังมีช่องโหว่ เช่น ใช้รูปบุคคลอื่น ⛔ นักพัฒนาบางรายไม่เต็มใจลงทุนทำระบบที่เข้มงวด ⛔ กฎหมายอาจบังคับใช้ได้ยากหากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวดจริง https://wccftech.com/apple-is-now-helping-developers-in-booting-under-16s-from-social-media-apps-in-this-country/
    WCCFTECH.COM
    Apple Empowers Developers To Boot Under-16s From Social Media In This Country
    Apple is now offering app developers an extensive toolkit for restricting underage access to social media platforms in Australia.
    0 Comments 0 Shares 287 Views 0 Reviews
  • "ปัญหาทางเทคนิคส่วนใหญ่ จริง ๆ แล้วคือปัญหาคน"

    บทความนี้เล่าประสบการณ์จากผู้เขียนที่เคยทำงานในบริษัทที่มี technical debt มหาศาล — โค้ดหลายล้านบรรทัด ไม่มี unit tests และใช้ framework ที่ล้าสมัย ปัญหาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคจริง ๆ แล้วกลับมีรากเหง้ามาจาก การจัดการคนและวัฒนธรรมองค์กร มากกว่าตัวเทคโนโลยีเอง

    ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาทางเทคนิคมักไม่สำเร็จ หากไม่มีการแก้ปัญหาความร่วมมือในทีม เช่น การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การขาดความรับผิดชอบร่วมกัน หรือการตัดสินใจที่ไม่โปร่งใส สิ่งเหล่านี้ทำให้โค้ดและระบบสะสมปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น technical debt ที่ยากจะแก้ไข

    นอกจากนี้ยังกล่าวถึง ความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมทีมที่ดี เช่น การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การยอมรับความผิดพลาด และการสนับสนุนให้ทีมเรียนรู้จากกันและกัน เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่คนคือผู้ที่ทำให้ระบบเดินไปข้างหน้าได้จริง

    บทเรียนสำคัญคือ หากองค์กรอยากแก้ปัญหาทางเทคนิคอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาคน — การสร้างทีมที่มีความไว้วางใจ การสื่อสารที่ดี และการจัดการที่โปร่งใส จะช่วยลด technical debt และทำให้การพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สาเหตุของปัญหาทางเทคนิค
    Technical debt มหาศาลจากโค้ดที่ไม่มีการทดสอบและ framework ล้าสมัย
    ปัญหาคน เช่น การสื่อสารไม่ชัดเจน และการตัดสินใจที่ไม่โปร่งใส

    วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
    สร้างวัฒนธรรมทีมที่ดี เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม
    ยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาด
    ส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกัน

    ข้อควรระวัง
    การแก้ปัญหาทางเทคนิคโดยไม่แก้ปัญหาคน จะทำให้ technical debt สะสมต่อไป
    การขาดความไว้วางใจในทีม อาจทำให้โครงการล้มเหลวแม้มีเทคโนโลยีที่ดี

    https://blog.joeschrag.com/2023/11/most-technical-problems-are-really.html
    👥 "ปัญหาทางเทคนิคส่วนใหญ่ จริง ๆ แล้วคือปัญหาคน" บทความนี้เล่าประสบการณ์จากผู้เขียนที่เคยทำงานในบริษัทที่มี technical debt มหาศาล — โค้ดหลายล้านบรรทัด ไม่มี unit tests และใช้ framework ที่ล้าสมัย ปัญหาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคจริง ๆ แล้วกลับมีรากเหง้ามาจาก การจัดการคนและวัฒนธรรมองค์กร มากกว่าตัวเทคโนโลยีเอง ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาทางเทคนิคมักไม่สำเร็จ หากไม่มีการแก้ปัญหาความร่วมมือในทีม เช่น การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การขาดความรับผิดชอบร่วมกัน หรือการตัดสินใจที่ไม่โปร่งใส สิ่งเหล่านี้ทำให้โค้ดและระบบสะสมปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น technical debt ที่ยากจะแก้ไข นอกจากนี้ยังกล่าวถึง ความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมทีมที่ดี เช่น การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การยอมรับความผิดพลาด และการสนับสนุนให้ทีมเรียนรู้จากกันและกัน เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่คนคือผู้ที่ทำให้ระบบเดินไปข้างหน้าได้จริง บทเรียนสำคัญคือ หากองค์กรอยากแก้ปัญหาทางเทคนิคอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาคน — การสร้างทีมที่มีความไว้วางใจ การสื่อสารที่ดี และการจัดการที่โปร่งใส จะช่วยลด technical debt และทำให้การพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สาเหตุของปัญหาทางเทคนิค ➡️ Technical debt มหาศาลจากโค้ดที่ไม่มีการทดสอบและ framework ล้าสมัย ➡️ ปัญหาคน เช่น การสื่อสารไม่ชัดเจน และการตัดสินใจที่ไม่โปร่งใส ✅ วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ➡️ สร้างวัฒนธรรมทีมที่ดี เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม ➡️ ยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาด ➡️ ส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกัน ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ การแก้ปัญหาทางเทคนิคโดยไม่แก้ปัญหาคน จะทำให้ technical debt สะสมต่อไป ⛔ การขาดความไว้วางใจในทีม อาจทำให้โครงการล้มเหลวแม้มีเทคโนโลยีที่ดี https://blog.joeschrag.com/2023/11/most-technical-problems-are-really.html
    BLOG.JOESCHRAG.COM
    Most Technical Problems Are Really People Problems
    I once worked at a company which had an enormous amount of technical debt - millions of lines of code, no unit tests, based on frameworks ...
    0 Comments 0 Shares 264 Views 0 Reviews
  • “โค้ช vs เมนเทอร์ สำหรับผู้นำไซเบอร์”

    Renee Guttmann อดีต CISO ของ Fortune 50 บริษัทใหญ่ เช่น Time Warner และ Coca-Cola เล่าว่าในช่วงต้นอาชีพเธอไม่มีเมนเทอร์คอยแนะนำ ทำให้ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้เป็นผู้บริหาร เธอพบว่าการมีโค้ชช่วยเสริมทักษะ เช่น การสื่อสารกับผู้บริหารระดับสูง และ การสร้างความมั่นใจในการนำเสนอข่าวร้าย เป็นสิ่งสำคัญมาก

    “บทบาทของเมนเทอร์”
    เมนเทอร์มักเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง เน้นการแชร์ประสบการณ์จริง เช่น การจัดการพนักงานที่ทำงานสองที่โดยไม่บอก หรือการสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมต่อผู้บริหาร เมนเทอร์ช่วยให้ผู้ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือกลางอาชีพเข้าใจวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร และช่วยให้พัฒนาทักษะการบริหารทีมได้เร็วขึ้น

    “บทบาทของโค้ช”
    โค้ชมักเข้ามาเสริมทักษะเฉพาะ เช่น การพูดในที่สาธารณะ การจัดการความเครียด หรือการสร้างความมั่นใจ โค้ชอาจใช้วิธี role-playing หรือแม้แต่แนะนำให้เรียนการแสดงเพื่อฝึกการสื่อสารที่มีพลัง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้นำไซเบอร์สามารถสื่อสารกับบอร์ดและผู้บริหารระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “การหาคู่โค้ชและเมนเทอร์”
    ผู้ที่สนใจสามารถหาคู่โค้ชหรือเมนเทอร์ได้จาก งาน networking, LinkedIn, โปรแกรมฝึกอบรมขององค์กรใหญ่ เช่น Deloitte หรือ IANS รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น Healthcare หรือ Energy การมีทั้งโค้ชและเมนเทอร์ในช่วงต่าง ๆ ของอาชีพจะช่วยให้ผู้นำไซเบอร์พัฒนาได้ครบทุกมิติ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เมนเทอร์ (Mentor)
    เน้นแชร์ประสบการณ์จริงและการแก้ปัญหาในองค์กร
    เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือกลางอาชีพ

    โค้ช (Coach)
    เน้นเสริมทักษะเฉพาะ เช่น การสื่อสารและความมั่นใจ
    เหมาะกับผู้บริหารหรือผู้ที่ต้องการพัฒนาภาพลักษณ์

    การหาคู่โค้ชและเมนเทอร์
    ใช้ networking, LinkedIn, หรือโปรแกรมฝึกอบรมจากองค์กรใหญ่
    อุตสาหกรรมเฉพาะด้านก็มีโปรแกรมสนับสนุน

    คำเตือนสำหรับผู้นำไซเบอร์
    อย่ามองว่าการขอความช่วยเหลือเป็นความอ่อนแอ
    หากไม่มีเมนเทอร์หรือโค้ช อาจพลาดโอกาสพัฒนาทักษะสำคัญ
    การพึ่งพาแต่ประสบการณ์ตัวเองอาจทำให้เติบโตช้ากว่าที่ควร

    https://www.csoonline.com/article/4099036/coach-or-mentor-what-you-need-depends-on-where-you-are-as-a-cyber-leader.html
    👩‍💼 “โค้ช vs เมนเทอร์ สำหรับผู้นำไซเบอร์” Renee Guttmann อดีต CISO ของ Fortune 50 บริษัทใหญ่ เช่น Time Warner และ Coca-Cola เล่าว่าในช่วงต้นอาชีพเธอไม่มีเมนเทอร์คอยแนะนำ ทำให้ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้เป็นผู้บริหาร เธอพบว่าการมีโค้ชช่วยเสริมทักษะ เช่น การสื่อสารกับผู้บริหารระดับสูง และ การสร้างความมั่นใจในการนำเสนอข่าวร้าย เป็นสิ่งสำคัญมาก 📚 “บทบาทของเมนเทอร์” เมนเทอร์มักเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง เน้นการแชร์ประสบการณ์จริง เช่น การจัดการพนักงานที่ทำงานสองที่โดยไม่บอก หรือการสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมต่อผู้บริหาร เมนเทอร์ช่วยให้ผู้ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือกลางอาชีพเข้าใจวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร และช่วยให้พัฒนาทักษะการบริหารทีมได้เร็วขึ้น 🎭 “บทบาทของโค้ช” โค้ชมักเข้ามาเสริมทักษะเฉพาะ เช่น การพูดในที่สาธารณะ การจัดการความเครียด หรือการสร้างความมั่นใจ โค้ชอาจใช้วิธี role-playing หรือแม้แต่แนะนำให้เรียนการแสดงเพื่อฝึกการสื่อสารที่มีพลัง สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้นำไซเบอร์สามารถสื่อสารกับบอร์ดและผู้บริหารระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 🌐 “การหาคู่โค้ชและเมนเทอร์” ผู้ที่สนใจสามารถหาคู่โค้ชหรือเมนเทอร์ได้จาก งาน networking, LinkedIn, โปรแกรมฝึกอบรมขององค์กรใหญ่ เช่น Deloitte หรือ IANS รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น Healthcare หรือ Energy การมีทั้งโค้ชและเมนเทอร์ในช่วงต่าง ๆ ของอาชีพจะช่วยให้ผู้นำไซเบอร์พัฒนาได้ครบทุกมิติ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เมนเทอร์ (Mentor) ➡️ เน้นแชร์ประสบการณ์จริงและการแก้ปัญหาในองค์กร ➡️ เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือกลางอาชีพ ✅ โค้ช (Coach) ➡️ เน้นเสริมทักษะเฉพาะ เช่น การสื่อสารและความมั่นใจ ➡️ เหมาะกับผู้บริหารหรือผู้ที่ต้องการพัฒนาภาพลักษณ์ ✅ การหาคู่โค้ชและเมนเทอร์ ➡️ ใช้ networking, LinkedIn, หรือโปรแกรมฝึกอบรมจากองค์กรใหญ่ ➡️ อุตสาหกรรมเฉพาะด้านก็มีโปรแกรมสนับสนุน ‼️ คำเตือนสำหรับผู้นำไซเบอร์ ⛔ อย่ามองว่าการขอความช่วยเหลือเป็นความอ่อนแอ ⛔ หากไม่มีเมนเทอร์หรือโค้ช อาจพลาดโอกาสพัฒนาทักษะสำคัญ ⛔ การพึ่งพาแต่ประสบการณ์ตัวเองอาจทำให้เติบโตช้ากว่าที่ควร https://www.csoonline.com/article/4099036/coach-or-mentor-what-you-need-depends-on-where-you-are-as-a-cyber-leader.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Coach or mentor: What you need depends on where you are as a cyber leader
    What a cybersecurity leader or aspiring one may need can vary depending on their experience, their focus whether technical or business and other factors.
    0 Comments 0 Shares 266 Views 0 Reviews
  • Andrej Karpathy เตือน: การบ้านยุค AI ตรวจจับไม่ได้

    Andrej Karpathy อดีตหัวหน้าทีม AI ของ Tesla และ OpenAI ได้โพสต์บน X ถึงผลกระทบของ AI ต่อการศึกษา โดยเขาย้ำว่า “คุณไม่มีวันตรวจจับได้ว่าการบ้านใช้ AI ทำหรือไม่” เครื่องมือที่อ้างว่าเป็นตัวตรวจจับ AI ล้วนสามารถถูกหลอกได้ และในหลักการแล้ว doomed to fail ทำให้ครูและโรงเรียนต้องปรับวิธีการประเมินใหม่

    การปรับรูปแบบการเรียนการสอน
    Karpathy เสนอว่า การบ้านที่ทำที่บ้านควรถือว่าใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งเสมอ ดังนั้นการประเมินผลควรย้ายเข้าสู่การทำงานในห้องเรียนที่ครูสามารถควบคุมและสังเกตได้โดยตรง นักเรียนยังคงมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะรู้ว่าการสอบจริงจะไม่สามารถใช้ AI ได้

    บทเรียนจากเครื่องคิดเลข
    เขาเปรียบเทียบ AI กับเครื่องคิดเลขในอดีต โรงเรียนยังคงสอนการคำนวณพื้นฐานแม้เครื่องคิดเลขจะมีอยู่ทั่วไป เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการและสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้เอง เช่นเดียวกับ AI ที่แม้จะทรงพลัง แต่ก็ผิดพลาดได้ง่าย การมีทักษะตรวจสอบและเข้าใจสิ่งที่ AI สร้างขึ้นจึงสำคัญมาก

    เป้าหมายการศึกษาในยุค AI
    Karpathy สรุปว่าเป้าหมายไม่ใช่การห้ามใช้ AI แต่คือการทำให้นักเรียน “มีความสามารถใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็สามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งมัน” ซึ่งหมายถึงการออกแบบการเรียนการสอนใหม่ให้สมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือและการสร้างทักษะพื้นฐาน

    สรุปสาระสำคัญ

    AI เปลี่ยนวิธีการบ้านและการสอบ
    การบ้านที่ทำที่บ้านควรถือว่าใช้ AI เสมอ

    แนวทางใหม่ในการประเมินผล
    ย้ายการสอบและการบ้านเข้าสู่ห้องเรียนที่ครูควบคุมได้

    บทเรียนจากเครื่องคิดเลข
    ต้องสอนพื้นฐานเพื่อให้ผู้เรียนตรวจสอบผลลัพธ์ได้เอง

    เป้าหมายการศึกษา
    นักเรียนต้องใช้ AI ได้คล่อง แต่ยังอยู่รอดได้หากไม่มีมัน

    คำเตือนจาก Karpathy
    เครื่องมือตรวจจับ AI ล้วนล้มเหลวและไม่ควรพึ่งพา

    ความเสี่ยงต่อการเรียนรู้
    หากพึ่ง AI อย่างเดียว นักเรียนอาจขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็น

    https://x.com/karpathy/status/1993010584175141038
    🏫 Andrej Karpathy เตือน: การบ้านยุค AI ตรวจจับไม่ได้ Andrej Karpathy อดีตหัวหน้าทีม AI ของ Tesla และ OpenAI ได้โพสต์บน X ถึงผลกระทบของ AI ต่อการศึกษา โดยเขาย้ำว่า “คุณไม่มีวันตรวจจับได้ว่าการบ้านใช้ AI ทำหรือไม่” เครื่องมือที่อ้างว่าเป็นตัวตรวจจับ AI ล้วนสามารถถูกหลอกได้ และในหลักการแล้ว doomed to fail ทำให้ครูและโรงเรียนต้องปรับวิธีการประเมินใหม่ 📚 การปรับรูปแบบการเรียนการสอน Karpathy เสนอว่า การบ้านที่ทำที่บ้านควรถือว่าใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งเสมอ ดังนั้นการประเมินผลควรย้ายเข้าสู่การทำงานในห้องเรียนที่ครูสามารถควบคุมและสังเกตได้โดยตรง นักเรียนยังคงมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะรู้ว่าการสอบจริงจะไม่สามารถใช้ AI ได้ 🔢 บทเรียนจากเครื่องคิดเลข เขาเปรียบเทียบ AI กับเครื่องคิดเลขในอดีต โรงเรียนยังคงสอนการคำนวณพื้นฐานแม้เครื่องคิดเลขจะมีอยู่ทั่วไป เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการและสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้เอง เช่นเดียวกับ AI ที่แม้จะทรงพลัง แต่ก็ผิดพลาดได้ง่าย การมีทักษะตรวจสอบและเข้าใจสิ่งที่ AI สร้างขึ้นจึงสำคัญมาก 🎓 เป้าหมายการศึกษาในยุค AI Karpathy สรุปว่าเป้าหมายไม่ใช่การห้ามใช้ AI แต่คือการทำให้นักเรียน “มีความสามารถใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็สามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งมัน” ซึ่งหมายถึงการออกแบบการเรียนการสอนใหม่ให้สมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือและการสร้างทักษะพื้นฐาน 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ AI เปลี่ยนวิธีการบ้านและการสอบ ➡️ การบ้านที่ทำที่บ้านควรถือว่าใช้ AI เสมอ ✅ แนวทางใหม่ในการประเมินผล ➡️ ย้ายการสอบและการบ้านเข้าสู่ห้องเรียนที่ครูควบคุมได้ ✅ บทเรียนจากเครื่องคิดเลข ➡️ ต้องสอนพื้นฐานเพื่อให้ผู้เรียนตรวจสอบผลลัพธ์ได้เอง ✅ เป้าหมายการศึกษา ➡️ นักเรียนต้องใช้ AI ได้คล่อง แต่ยังอยู่รอดได้หากไม่มีมัน ‼️ คำเตือนจาก Karpathy ⛔ เครื่องมือตรวจจับ AI ล้วนล้มเหลวและไม่ควรพึ่งพา ‼️ ความเสี่ยงต่อการเรียนรู้ ⛔ หากพึ่ง AI อย่างเดียว นักเรียนอาจขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็น https://x.com/karpathy/status/1993010584175141038
    0 Comments 0 Shares 246 Views 0 Reviews
  • “Selective Agency – ทำไมเราถึงไม่พยายามจริงในบางเรื่องของชีวิต”

    บทความเริ่มจากประสบการณ์ส่วนตัวของ Cate Hall ที่เผชิญกับการถูกสตอล์กออนไลน์อย่างรุนแรง เธอเลือกที่จะ “นิ่งเฉย” อยู่หลายปี แม้จะมีความสามารถและทรัพยากรในการแก้ปัญหา แต่กลับไม่ลงมือจริงจัง จนกระทั่งสามีเข้ามาช่วยติดต่อ FBI และตำรวจต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง เหตุการณ์นี้ทำให้เธอตระหนักว่า ที่ผ่านมาเธอไม่ได้ “Actually Trying” หรือพยายามจริง ๆ

    Cate อธิบายว่า คนเรามักจะมี Selective Agency คือมีความสามารถสูงในบางด้าน เช่น การทำงานหรือการสร้างนวัตกรรม แต่กลับใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ที่ไม่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง เช่น ความสัมพันธ์หรือสุขภาพจิต เรามักจะติดอยู่กับแนวทางที่เคยใช้เมื่อยังไม่โตเต็มที่ และไม่กลับมาทบทวนใหม่เมื่อเรามีศักยภาพมากขึ้น

    เธอยกตัวอย่างว่า หลายคนที่เป็นนักนวัตกรรมเก่ง ๆ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ระดับโลก แต่กลับบ่นว่า “ไม่มีคนดี ๆ ในแอปหาคู่” หรือคนที่เคยลองบำบัดเมื่ออายุ 20 แล้วไม่เวิร์ก ก็ยอมรับว่า “ฉันเป็นคนวิตกกังวลตลอดไป” โดยไม่กลับมาลองวิธีใหม่ ๆ ทั้งที่ในงาน พวกเขาใช้ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

    แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Alexander Technique เรื่อง “Faulty sensory appreciation” ที่บอกว่า สิ่งที่เรารู้สึกว่า “ถูกต้อง” อาจเป็นเพียงความเคยชินที่ผิด เช่น การเกร็งร่างกายจนรู้สึกเหมือนยืนตัวตรง ทั้งที่จริง ๆ ไม่ใช่ เช่นเดียวกัน ความพยายามที่ใช้แรงใจมาก ๆ อาจทำให้เราหลงคิดว่าเรากำลัง “พยายามจริง” ทั้งที่จริงแล้วเรายังไม่ได้ใช้ทรัพยากรและความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่เต็มที่

    สรุปสาระสำคัญ
    แนวคิด Selective Agency
    คนเรามีความสามารถสูงในบางด้าน แต่ไม่ใช้ศักยภาพเต็มที่ในอีกด้าน
    มักติดอยู่กับวิธีแก้ปัญหาเดิม ๆ ที่เคยใช้เมื่อยังไม่โตเต็มที่

    ตัวอย่างจากชีวิตจริง
    Cate Hall ถูกสตอล์กออนไลน์ แต่เลือกนิ่งเฉยหลายปี
    สามีเข้ามาช่วยติดต่อ FBI และตำรวจ ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

    การเปรียบเทียบกับชีวิตคนทั่วไป
    นักนวัตกรรมเก่ง ๆ แต่ไม่พยายามจริงในความสัมพันธ์
    คนที่เคยลองบำบัดแล้วไม่เวิร์ก ก็ยอมรับปัญหาเป็นนิสัยถาวร

    คำเตือนและข้อคิด
    ความรู้สึกว่า “พยายามแล้ว” อาจเป็นเพียงการใช้แรงใจ ไม่ใช่การใช้ทรัพยากรจริง
    การไม่กลับมาทบทวนวิธีแก้ปัญหาใหม่ อาจทำให้เราติดอยู่กับปัญหาเดิมไปตลอด

    https://usefulfictions.substack.com/p/maybe-youre-not-actually-trying
    📰 “Selective Agency – ทำไมเราถึงไม่พยายามจริงในบางเรื่องของชีวิต” บทความเริ่มจากประสบการณ์ส่วนตัวของ Cate Hall ที่เผชิญกับการถูกสตอล์กออนไลน์อย่างรุนแรง เธอเลือกที่จะ “นิ่งเฉย” อยู่หลายปี แม้จะมีความสามารถและทรัพยากรในการแก้ปัญหา แต่กลับไม่ลงมือจริงจัง จนกระทั่งสามีเข้ามาช่วยติดต่อ FBI และตำรวจต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง เหตุการณ์นี้ทำให้เธอตระหนักว่า ที่ผ่านมาเธอไม่ได้ “Actually Trying” หรือพยายามจริง ๆ Cate อธิบายว่า คนเรามักจะมี Selective Agency คือมีความสามารถสูงในบางด้าน เช่น การทำงานหรือการสร้างนวัตกรรม แต่กลับใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ที่ไม่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง เช่น ความสัมพันธ์หรือสุขภาพจิต เรามักจะติดอยู่กับแนวทางที่เคยใช้เมื่อยังไม่โตเต็มที่ และไม่กลับมาทบทวนใหม่เมื่อเรามีศักยภาพมากขึ้น เธอยกตัวอย่างว่า หลายคนที่เป็นนักนวัตกรรมเก่ง ๆ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ระดับโลก แต่กลับบ่นว่า “ไม่มีคนดี ๆ ในแอปหาคู่” หรือคนที่เคยลองบำบัดเมื่ออายุ 20 แล้วไม่เวิร์ก ก็ยอมรับว่า “ฉันเป็นคนวิตกกังวลตลอดไป” โดยไม่กลับมาลองวิธีใหม่ ๆ ทั้งที่ในงาน พวกเขาใช้ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Alexander Technique เรื่อง “Faulty sensory appreciation” ที่บอกว่า สิ่งที่เรารู้สึกว่า “ถูกต้อง” อาจเป็นเพียงความเคยชินที่ผิด เช่น การเกร็งร่างกายจนรู้สึกเหมือนยืนตัวตรง ทั้งที่จริง ๆ ไม่ใช่ เช่นเดียวกัน ความพยายามที่ใช้แรงใจมาก ๆ อาจทำให้เราหลงคิดว่าเรากำลัง “พยายามจริง” ทั้งที่จริงแล้วเรายังไม่ได้ใช้ทรัพยากรและความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่เต็มที่ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ แนวคิด Selective Agency ➡️ คนเรามีความสามารถสูงในบางด้าน แต่ไม่ใช้ศักยภาพเต็มที่ในอีกด้าน ➡️ มักติดอยู่กับวิธีแก้ปัญหาเดิม ๆ ที่เคยใช้เมื่อยังไม่โตเต็มที่ ✅ ตัวอย่างจากชีวิตจริง ➡️ Cate Hall ถูกสตอล์กออนไลน์ แต่เลือกนิ่งเฉยหลายปี ➡️ สามีเข้ามาช่วยติดต่อ FBI และตำรวจ ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย ✅ การเปรียบเทียบกับชีวิตคนทั่วไป ➡️ นักนวัตกรรมเก่ง ๆ แต่ไม่พยายามจริงในความสัมพันธ์ ➡️ คนที่เคยลองบำบัดแล้วไม่เวิร์ก ก็ยอมรับปัญหาเป็นนิสัยถาวร ‼️ คำเตือนและข้อคิด ⛔ ความรู้สึกว่า “พยายามแล้ว” อาจเป็นเพียงการใช้แรงใจ ไม่ใช่การใช้ทรัพยากรจริง ⛔ การไม่กลับมาทบทวนวิธีแก้ปัญหาใหม่ อาจทำให้เราติดอยู่กับปัญหาเดิมไปตลอด https://usefulfictions.substack.com/p/maybe-youre-not-actually-trying
    0 Comments 0 Shares 416 Views 0 Reviews
  • ข่าวเทคโนโลยี: วิธีฟรีๆ เคลียร์พื้นที่ Gmail โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

    หลายคนอาจเคยเจอข้อความเตือนว่า “Gmail storage is full” ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยเมื่อพื้นที่ฟรี 15GB ของ Google ถูกใช้งานครบ ทั้งจากอีเมล ไฟล์แนบ และ Google Drive แต่มีวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

    🛠 วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น
    หนึ่งในทางออกคือ สร้างบัญชี Gmail ใหม่ แล้วนำอีเมลเก่าทั้งหมดไปนำเข้า (Import) ผ่านการตั้งค่า POP3 ซึ่งช่วยให้คุณยังเข้าถึงข้อมูลเดิมได้โดยไม่ต้องลบอะไรออกทันที หากไม่อยากยุ่งยากก็สามารถใช้บัญชีใหม่แทนไปเลย

    จัดการอีเมลขยะและการสมัครรับข่าวสาร
    อีกวิธีคือการ ยกเลิกการสมัครรับอีเมล (Unsubscribe) ที่ไม่จำเป็น ซึ่งช่วยลดการสะสมของข้อความที่กินพื้นที่ แต่ต้องระวังเพราะบางปุ่ม Unsubscribe อาจเป็นลิงก์หลอกลวงจากสแปมเมอร์

    ทางเลือกการจัดเก็บข้อมูล
    หากพื้นที่เต็มเพราะไฟล์หรือรูปภาพ การใช้บริการอื่นๆ เช่น iCloud, OneDrive, Box หรือแม้แต่ฮาร์ดดิสก์ภายนอกก็เป็นทางเลือกที่ดี และยังสามารถเลือกแพ็กเกจ Google One ที่เริ่มต้น 30GB ไปจนถึง 2TB ได้หากต้องการอัปเกรดในอนาคต

    🗑 เคล็ดลับเล็กๆ
    อย่าลืมว่า การลบอีเมลไม่เท่ากับการเคลียร์พื้นที่ทันที เพราะ Gmail จะเก็บไว้ในถังขยะอีก 30 วัน ดังนั้นควรเข้าไปล้างถังขยะด้วย

    วิธีฟรีในการแก้ปัญหา Gmail เต็ม
    สร้างบัญชีใหม่แล้วนำเข้าอีเมลเก่า
    ใช้บัญชีใหม่แทนหากไม่อยากจัดการ

    การจัดการอีเมลขยะและการสมัครรับข่าวสาร
    กด Unsubscribe เพื่อลดข้อความที่ไม่จำเป็น
    ใช้เครื่องมือช่วย เช่น Leave Me Alone, Clean Email

    ทางเลือกการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
    ใช้บริการคลาวด์อื่น เช่น iCloud, OneDrive
    ลงทุนในฮาร์ดดิสก์ภายนอกเพื่อเก็บไฟล์สำคัญ

    เคล็ดลับการเคลียร์พื้นที่ Gmail
    ล้างถังขยะหลังจากลบอีเมล
    ตรวจสอบไฟล์แนบขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่

    https://www.slashgear.com/2013474/free-easy-way-to-free-up-gmail-storage/
    📧 ข่าวเทคโนโลยี: วิธีฟรีๆ เคลียร์พื้นที่ Gmail โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม หลายคนอาจเคยเจอข้อความเตือนว่า “Gmail storage is full” ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยเมื่อพื้นที่ฟรี 15GB ของ Google ถูกใช้งานครบ ทั้งจากอีเมล ไฟล์แนบ และ Google Drive แต่มีวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 🛠 วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น หนึ่งในทางออกคือ สร้างบัญชี Gmail ใหม่ แล้วนำอีเมลเก่าทั้งหมดไปนำเข้า (Import) ผ่านการตั้งค่า POP3 ซึ่งช่วยให้คุณยังเข้าถึงข้อมูลเดิมได้โดยไม่ต้องลบอะไรออกทันที หากไม่อยากยุ่งยากก็สามารถใช้บัญชีใหม่แทนไปเลย 🚫 จัดการอีเมลขยะและการสมัครรับข่าวสาร อีกวิธีคือการ ยกเลิกการสมัครรับอีเมล (Unsubscribe) ที่ไม่จำเป็น ซึ่งช่วยลดการสะสมของข้อความที่กินพื้นที่ แต่ต้องระวังเพราะบางปุ่ม Unsubscribe อาจเป็นลิงก์หลอกลวงจากสแปมเมอร์ 💾 ทางเลือกการจัดเก็บข้อมูล หากพื้นที่เต็มเพราะไฟล์หรือรูปภาพ การใช้บริการอื่นๆ เช่น iCloud, OneDrive, Box หรือแม้แต่ฮาร์ดดิสก์ภายนอกก็เป็นทางเลือกที่ดี และยังสามารถเลือกแพ็กเกจ Google One ที่เริ่มต้น 30GB ไปจนถึง 2TB ได้หากต้องการอัปเกรดในอนาคต 🗑 เคล็ดลับเล็กๆ อย่าลืมว่า การลบอีเมลไม่เท่ากับการเคลียร์พื้นที่ทันที เพราะ Gmail จะเก็บไว้ในถังขยะอีก 30 วัน ดังนั้นควรเข้าไปล้างถังขยะด้วย ✅ วิธีฟรีในการแก้ปัญหา Gmail เต็ม ➡️ สร้างบัญชีใหม่แล้วนำเข้าอีเมลเก่า ➡️ ใช้บัญชีใหม่แทนหากไม่อยากจัดการ ✅ การจัดการอีเมลขยะและการสมัครรับข่าวสาร ➡️ กด Unsubscribe เพื่อลดข้อความที่ไม่จำเป็น ➡️ ใช้เครื่องมือช่วย เช่น Leave Me Alone, Clean Email ✅ ทางเลือกการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ➡️ ใช้บริการคลาวด์อื่น เช่น iCloud, OneDrive ➡️ ลงทุนในฮาร์ดดิสก์ภายนอกเพื่อเก็บไฟล์สำคัญ ✅ เคล็ดลับการเคลียร์พื้นที่ Gmail ➡️ ล้างถังขยะหลังจากลบอีเมล ➡️ ตรวจสอบไฟล์แนบขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ https://www.slashgear.com/2013474/free-easy-way-to-free-up-gmail-storage/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Gmail Storage Full, But Don't Want To Pay? Try This Instead - SlashGear
    If your Gmail account is reaching its storage limit, there is a free way you can go about clearing up space without losing anything. Here's something to try.
    0 Comments 0 Shares 386 Views 0 Reviews
  • เรื่องเล่าจากโลกลินุกซ์: “ภาพหายไปไหน?” กับ Fedora 43

    เหมือนเรื่องสืบสวนของ Agatha Christie—ผู้เขียนบทความพบว่าอัปเกรดเป็น Fedora 43 แล้วภาพตัวอย่าง (thumbnail) ใน Nautilus หายไปเฉย ๆ แม้แต่ไฟล์ .png และ .jpeg ก็ไม่แสดง ทั้งที่ไฟล์วิดีโอและ PDF ยังโชว์ได้ตามปกติ

    เขาเริ่มสืบจากการล้างแคช thumbnail และรีสตาร์ท Nautilus แต่ไม่ช่วยอะไร จึงตรวจสอบว่า thumbnailer ที่ติดตั้งอยู่มีอะไรบ้าง ปรากฏว่าไม่มีตัวไหนรองรับภาพเลย! แม้จะติดตั้ง gdk-pixbuf2 แล้วก็ยังไม่มี thumbnailer สำหรับภาพ

    คำตอบอยู่ที่ GNOME 49 และ Fedora 43 เปลี่ยนไปใช้ “glycin” ซึ่งเป็นระบบโหลดภาพใหม่ที่เขียนด้วย Rust และปลอดภัยกว่า แต่ไม่ได้ติดตั้ง glycin-thumbnailer มาให้โดยอัตโนมัติ

    วิธีแก้คือรันคำสั่งนี้ในเทอร์มินัล:
    sudo dnf install glycin-thumbnailer

    หลังจากนั้น thumbnails ก็กลับมาแสดงครบทุกไฟล์ แม้แต่ WebP และ AVIF

    หากต้องการให้ RAW image แสดง thumbnail ด้วย ต้องติดตั้ง libopenraw เพิ่ม

    ปัญหา thumbnail หายหลังอัปเกรด Fedora
    Nautilus ไม่แสดงภาพตัวอย่างสำหรับไฟล์ภาพทุกชนิด
    วิดีโอ, PDF, EPUB ยังแสดงได้ตามปกติ

    การตรวจสอบ thumbnailer
    ใช้คำสั่ง ls /usr/share/thumbnailers/ พบว่าไม่มี thumbnailer สำหรับภาพ
    gdk-pixbuf2 ติดตั้งอยู่แต่ไม่มี thumbnailer

    Fedora 43 เปลี่ยนระบบโหลดภาพ
    ใช้ glycin แทน pixbuf
    glycin เป็นระบบใหม่ที่เขียนด้วย Rust และปลอดภัย

    วิธีแก้ปัญหา
    ติดตั้ง glycin-thumbnailer ด้วยคำสั่ง sudo dnf install glycin-thumbnailer
    thumbnails กลับมาแสดงครบทุกไฟล์

    การแสดง thumbnail สำหรับ RAW image
    ต้องติดตั้ง libopenraw เพิ่ม

    คำเตือนในการแก้ไข
    การล้างแคช thumbnail อาจทำให้ภาพตัวอย่างทั้งหมดหาย
    การติดตั้ง gdk-pixbuf2 ใหม่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา
    Fedora ไม่ติดตั้ง glycin-thumbnailer มาให้โดยอัตโนมัติ

    https://itsfoss.com/image-thumbnails-missing-gnome/
    🧩 เรื่องเล่าจากโลกลินุกซ์: “ภาพหายไปไหน?” กับ Fedora 43 🎩 เหมือนเรื่องสืบสวนของ Agatha Christie—ผู้เขียนบทความพบว่าอัปเกรดเป็น Fedora 43 แล้วภาพตัวอย่าง (thumbnail) ใน Nautilus หายไปเฉย ๆ แม้แต่ไฟล์ .png และ .jpeg ก็ไม่แสดง ทั้งที่ไฟล์วิดีโอและ PDF ยังโชว์ได้ตามปกติ 🕵️‍♂️ เขาเริ่มสืบจากการล้างแคช thumbnail และรีสตาร์ท Nautilus แต่ไม่ช่วยอะไร จึงตรวจสอบว่า thumbnailer ที่ติดตั้งอยู่มีอะไรบ้าง ปรากฏว่าไม่มีตัวไหนรองรับภาพเลย! แม้จะติดตั้ง gdk-pixbuf2 แล้วก็ยังไม่มี thumbnailer สำหรับภาพ 🔍 คำตอบอยู่ที่ GNOME 49 และ Fedora 43 เปลี่ยนไปใช้ “glycin” ซึ่งเป็นระบบโหลดภาพใหม่ที่เขียนด้วย Rust และปลอดภัยกว่า แต่ไม่ได้ติดตั้ง glycin-thumbnailer มาให้โดยอัตโนมัติ 💡 วิธีแก้คือรันคำสั่งนี้ในเทอร์มินัล: sudo dnf install glycin-thumbnailer หลังจากนั้น thumbnails ก็กลับมาแสดงครบทุกไฟล์ แม้แต่ WebP และ AVIF 📸 หากต้องการให้ RAW image แสดง thumbnail ด้วย ต้องติดตั้ง libopenraw เพิ่ม ✅ ปัญหา thumbnail หายหลังอัปเกรด Fedora ➡️ Nautilus ไม่แสดงภาพตัวอย่างสำหรับไฟล์ภาพทุกชนิด ➡️ วิดีโอ, PDF, EPUB ยังแสดงได้ตามปกติ ✅ การตรวจสอบ thumbnailer ➡️ ใช้คำสั่ง ls /usr/share/thumbnailers/ พบว่าไม่มี thumbnailer สำหรับภาพ ➡️ gdk-pixbuf2 ติดตั้งอยู่แต่ไม่มี thumbnailer ✅ Fedora 43 เปลี่ยนระบบโหลดภาพ ➡️ ใช้ glycin แทน pixbuf ➡️ glycin เป็นระบบใหม่ที่เขียนด้วย Rust และปลอดภัย ✅ วิธีแก้ปัญหา ➡️ ติดตั้ง glycin-thumbnailer ด้วยคำสั่ง sudo dnf install glycin-thumbnailer ➡️ thumbnails กลับมาแสดงครบทุกไฟล์ ✅ การแสดง thumbnail สำหรับ RAW image ➡️ ต้องติดตั้ง libopenraw เพิ่ม ‼️ คำเตือนในการแก้ไข ⛔ การล้างแคช thumbnail อาจทำให้ภาพตัวอย่างทั้งหมดหาย ⛔ การติดตั้ง gdk-pixbuf2 ใหม่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ⛔ Fedora ไม่ติดตั้ง glycin-thumbnailer มาให้โดยอัตโนมัติ https://itsfoss.com/image-thumbnails-missing-gnome/
    ITSFOSS.COM
    Fixing Image Thumbnails Not Showing Up in GNOME Files on Fedora Linux
    Tiny problem but not good for the image of Fedora Linux, pun intended.
    0 Comments 0 Shares 221 Views 0 Reviews
  • FreeBSD ทำให้การโฮสต์เองกลับมาสนุกอีกครั้ง: เมื่อเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้

    ผู้เขียนบล็อกเล่าถึงความรู้สึก “ติดกับดัก” จากวิธีใช้เทคโนโลยีแบบเดิม ๆ ที่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป จนกระทั่งได้ลองใช้ระบบปฏิบัติการในตระกูล BSD โดยเฉพาะ FreeBSD ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ทำให้การโฮสต์เองกลับมาสนุกอีกครั้ง

    แม้จะเคยใช้ OpenBSD มาก่อนในงานที่เฉพาะเจาะจง เช่น การตั้งค่าเราเตอร์หรือ VM แบบเดี่ยว แต่เมื่อถึงเวลาต้องการระบบที่รองรับหลาย workload พร้อมกัน FreeBSD กลับตอบโจทย์ได้ดีกว่า

    FreeBSD เหมาะกับการโฮสต์หลาย workload พร้อมกัน
    ใช้ BastilleBSD สำหรับ jails และ vm-bhyve สำหรับ VM
    ระบบมีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้ตามต้องการ

    ความเรียบง่ายและเอกสารดีคือจุดแข็งของ BSD
    คำสั่งส่วนใหญ่สามารถรันผ่าน SSH ได้ทันที
    หากค้นหาข้อมูลออนไลน์ ก็มักจะเจอ man page ที่ตรงกับ CLI

    ความเข้ากันได้ระยะยาวคือข้อได้เปรียบ
    วิธีแก้ปัญหาจากปี 2008 ยังใช้ได้ในปี 2025
    ระบบไม่รู้สึกเก่า แม้จะมีอายุยาวนาน

    ชุมชน BSD เป็นมิตรและช่วยเหลือดี
    ได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้ใน Fediverse
    คำถามที่ชัดเจนมักได้รับคำตอบที่มีคุณภาพ

    การเรียนรู้แบบลงมือทำคือหัวใจของการใช้งาน FreeBSD
    ไม่ต้องรู้ทุกอย่างก่อนเริ่ม
    ความสนุกเกิดจากการลองผิดลองถูกและค้นพบสิ่งใหม่

    การเข้าใจ release cycle ของ FreeBSD อาจสับสน
    ไม่เกี่ยวข้องกับระบบ pkg และ ports โดยตรง
    ต้องศึกษาจากแหล่งข้อมูลเฉพาะเพื่อเข้าใจโครงสร้าง

    การตั้งค่าระบบอาจไม่เป็นไปตามแนวทางทั่วไป
    ผู้ใช้ต้องปรับแต่งเองตามความต้องการ
    อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการระบบ “พร้อมใช้” ทันที

    การโฮสต์เองไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค — มันคือการสร้างพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของเรา และ FreeBSD ก็อาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้การเดินทางนั้นกลับมาน่าตื่นเต้นอีกครั้ง

    https://jsteuernagel.de/posts/using-freebsd-to-make-self-hosting-fun-again/
    🖥️ FreeBSD ทำให้การโฮสต์เองกลับมาสนุกอีกครั้ง: เมื่อเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ผู้เขียนบล็อกเล่าถึงความรู้สึก “ติดกับดัก” จากวิธีใช้เทคโนโลยีแบบเดิม ๆ ที่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป จนกระทั่งได้ลองใช้ระบบปฏิบัติการในตระกูล BSD โดยเฉพาะ FreeBSD ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ทำให้การโฮสต์เองกลับมาสนุกอีกครั้ง แม้จะเคยใช้ OpenBSD มาก่อนในงานที่เฉพาะเจาะจง เช่น การตั้งค่าเราเตอร์หรือ VM แบบเดี่ยว แต่เมื่อถึงเวลาต้องการระบบที่รองรับหลาย workload พร้อมกัน FreeBSD กลับตอบโจทย์ได้ดีกว่า ✅ FreeBSD เหมาะกับการโฮสต์หลาย workload พร้อมกัน ➡️ ใช้ BastilleBSD สำหรับ jails และ vm-bhyve สำหรับ VM ➡️ ระบบมีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้ตามต้องการ ✅ ความเรียบง่ายและเอกสารดีคือจุดแข็งของ BSD ➡️ คำสั่งส่วนใหญ่สามารถรันผ่าน SSH ได้ทันที ➡️ หากค้นหาข้อมูลออนไลน์ ก็มักจะเจอ man page ที่ตรงกับ CLI ✅ ความเข้ากันได้ระยะยาวคือข้อได้เปรียบ ➡️ วิธีแก้ปัญหาจากปี 2008 ยังใช้ได้ในปี 2025 ➡️ ระบบไม่รู้สึกเก่า แม้จะมีอายุยาวนาน ✅ ชุมชน BSD เป็นมิตรและช่วยเหลือดี ➡️ ได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้ใน Fediverse ➡️ คำถามที่ชัดเจนมักได้รับคำตอบที่มีคุณภาพ ✅ การเรียนรู้แบบลงมือทำคือหัวใจของการใช้งาน FreeBSD ➡️ ไม่ต้องรู้ทุกอย่างก่อนเริ่ม ➡️ ความสนุกเกิดจากการลองผิดลองถูกและค้นพบสิ่งใหม่ ‼️ การเข้าใจ release cycle ของ FreeBSD อาจสับสน ⛔ ไม่เกี่ยวข้องกับระบบ pkg และ ports โดยตรง ⛔ ต้องศึกษาจากแหล่งข้อมูลเฉพาะเพื่อเข้าใจโครงสร้าง ‼️ การตั้งค่าระบบอาจไม่เป็นไปตามแนวทางทั่วไป ⛔ ผู้ใช้ต้องปรับแต่งเองตามความต้องการ ⛔ อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการระบบ “พร้อมใช้” ทันที การโฮสต์เองไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค — มันคือการสร้างพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของเรา และ FreeBSD ก็อาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้การเดินทางนั้นกลับมาน่าตื่นเต้นอีกครั้ง 🧩💡 https://jsteuernagel.de/posts/using-freebsd-to-make-self-hosting-fun-again/
    0 Comments 0 Shares 256 Views 0 Reviews
  • “SD Card ไม่อ่านบน Android? วิธีแก้แบบง่าย ๆ ที่คุณทำได้เอง พร้อมทางเลือกซ่อมระบบแบบไม่ล้างข้อมูล”

    หลายคนใช้ SD Card เพื่อเก็บภาพ วิดีโอ และไฟล์สำคัญในมือถือ Android แต่เมื่อวันหนึ่งมือถือกลับไม่สามารถอ่านการ์ดได้ ความเครียดก็มาเยือนทันที บทความนี้จึงรวบรวมวิธีแก้ปัญหา “Android ไม่อ่าน SD Card” ทั้งแบบพื้นฐานและแบบใช้เครื่องมือซ่อมระบบ โดยไม่ต้องล้างข้อมูลหรือฟอร์แมตการ์ดให้เสี่ยงสูญเสียไฟล์

    สาเหตุที่มือถือไม่อ่าน SD Card มีหลายอย่าง เช่น การ์ดมีฝุ่นหรือเสียหายทางกายภาพ, การใส่การ์ดไม่แน่น, ฟอร์แมตไม่รองรับ, หรือการถอดการ์ดแบบไม่ปลอดภัย รวมถึงแอปบางตัวที่อาจทำให้การ์ดเสียหายได้

    วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่:
    รีสตาร์ทเครื่องเพื่อเคลียร์ข้อผิดพลาดชั่วคราว
    ถอดการ์ดแล้วใส่ใหม่ให้แน่น
    ทดสอบการ์ดกับอุปกรณ์อื่นเพื่อดูว่าเป็นปัญหาที่การ์ดหรือมือถือ
    ล้างหน้าสัมผัสของการ์ดเบา ๆ เพื่อให้เชื่อมต่อได้ดีขึ้น

    หากวิธีพื้นฐานไม่ช่วย แนะนำให้ใช้เครื่องมือซ่อมระบบ Android เช่น Dr.Fone – System Repair (Android) ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้มากกว่า 150 รูปแบบ เช่น ค้างโลโก้, boot loop, แอปเด้ง โดยใช้ “Standard Mode” ที่ไม่ลบข้อมูล และสามารถดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ที่ถูกต้องให้อัตโนมัติ

    Dr.Fone รองรับมือถือ Android ตั้งแต่เวอร์ชัน 2.1 ขึ้นไป รวมถึงรุ่นใหม่ ๆ ของ Samsung และแบรนด์อื่น ๆ ทั้งแบบปลดล็อกและจากผู้ให้บริการ เช่น AT&T, Verizon, Vodafone

    ข้อมูลสำคัญจากข่าว
    สาเหตุที่ Android ไม่อ่าน SD Card ได้แก่ ฝุ่น, ใส่ไม่แน่น, ฟอร์แมตไม่รองรับ, การ์ดเสีย
    การถอดการ์ดแบบไม่ปลอดภัยหรือแอปบางตัวอาจทำให้การ์ดเสียหาย
    วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่ รีสตาร์ท, ถอดใส่ใหม่, ทดสอบกับอุปกรณ์อื่น, ล้างหน้าสัมผัส
    Dr.Fone – System Repair (Android) เป็นเครื่องมือซ่อมระบบที่ไม่ลบข้อมูล
    รองรับ Android OS ตั้งแต่ 2.1 ขึ้นไป และมือถือกว่า 1,000 รุ่น
    ใช้ “Standard Mode” เพื่อรักษาข้อมูลไว้
    ดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ให้อัตโนมัติ ไม่ต้องหาไฟล์เอง
    แก้ปัญหาอื่น ๆ ได้ เช่น boot loop, แอปเด้ง, Google Play ใช้งานไม่ได้

    ข้อมูลเสริมจากภายนอก
    SD Card ที่ฟอร์แมตเป็น exFAT หรือ NTFS อาจไม่รองรับบนมือถือบางรุ่น
    การ์ดปลอมที่มีความจุไม่ตรงจริงอาจทำให้ระบบไม่สามารถอ่านได้
    การใช้แอปจัดการไฟล์ที่ไม่ปลอดภัยอาจทำให้การ์ดเสียหาย
    การ์ดบางรุ่นต้องการพลังงานคงที่ หากแบตเตอรี่เสื่อมอาจทำให้ไม่อ่าน
    การใช้ Recovery Software เช่น Recoverit หรือ EaseUS ช่วยกู้ข้อมูลจากการ์ดที่เสียได้

    https://hackread.com/android-not-reading-sd-card-heres-how-to-fix-it/
    📱 “SD Card ไม่อ่านบน Android? วิธีแก้แบบง่าย ๆ ที่คุณทำได้เอง พร้อมทางเลือกซ่อมระบบแบบไม่ล้างข้อมูล” หลายคนใช้ SD Card เพื่อเก็บภาพ วิดีโอ และไฟล์สำคัญในมือถือ Android แต่เมื่อวันหนึ่งมือถือกลับไม่สามารถอ่านการ์ดได้ ความเครียดก็มาเยือนทันที บทความนี้จึงรวบรวมวิธีแก้ปัญหา “Android ไม่อ่าน SD Card” ทั้งแบบพื้นฐานและแบบใช้เครื่องมือซ่อมระบบ โดยไม่ต้องล้างข้อมูลหรือฟอร์แมตการ์ดให้เสี่ยงสูญเสียไฟล์ สาเหตุที่มือถือไม่อ่าน SD Card มีหลายอย่าง เช่น การ์ดมีฝุ่นหรือเสียหายทางกายภาพ, การใส่การ์ดไม่แน่น, ฟอร์แมตไม่รองรับ, หรือการถอดการ์ดแบบไม่ปลอดภัย รวมถึงแอปบางตัวที่อาจทำให้การ์ดเสียหายได้ วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่: 🔰 รีสตาร์ทเครื่องเพื่อเคลียร์ข้อผิดพลาดชั่วคราว 🔰 ถอดการ์ดแล้วใส่ใหม่ให้แน่น 🔰 ทดสอบการ์ดกับอุปกรณ์อื่นเพื่อดูว่าเป็นปัญหาที่การ์ดหรือมือถือ 🔰 ล้างหน้าสัมผัสของการ์ดเบา ๆ เพื่อให้เชื่อมต่อได้ดีขึ้น หากวิธีพื้นฐานไม่ช่วย แนะนำให้ใช้เครื่องมือซ่อมระบบ Android เช่น Dr.Fone – System Repair (Android) ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้มากกว่า 150 รูปแบบ เช่น ค้างโลโก้, boot loop, แอปเด้ง โดยใช้ “Standard Mode” ที่ไม่ลบข้อมูล และสามารถดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ที่ถูกต้องให้อัตโนมัติ Dr.Fone รองรับมือถือ Android ตั้งแต่เวอร์ชัน 2.1 ขึ้นไป รวมถึงรุ่นใหม่ ๆ ของ Samsung และแบรนด์อื่น ๆ ทั้งแบบปลดล็อกและจากผู้ให้บริการ เช่น AT&T, Verizon, Vodafone ✅ ข้อมูลสำคัญจากข่าว ➡️ สาเหตุที่ Android ไม่อ่าน SD Card ได้แก่ ฝุ่น, ใส่ไม่แน่น, ฟอร์แมตไม่รองรับ, การ์ดเสีย ➡️ การถอดการ์ดแบบไม่ปลอดภัยหรือแอปบางตัวอาจทำให้การ์ดเสียหาย ➡️ วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่ รีสตาร์ท, ถอดใส่ใหม่, ทดสอบกับอุปกรณ์อื่น, ล้างหน้าสัมผัส ➡️ Dr.Fone – System Repair (Android) เป็นเครื่องมือซ่อมระบบที่ไม่ลบข้อมูล ➡️ รองรับ Android OS ตั้งแต่ 2.1 ขึ้นไป และมือถือกว่า 1,000 รุ่น ➡️ ใช้ “Standard Mode” เพื่อรักษาข้อมูลไว้ ➡️ ดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ให้อัตโนมัติ ไม่ต้องหาไฟล์เอง ➡️ แก้ปัญหาอื่น ๆ ได้ เช่น boot loop, แอปเด้ง, Google Play ใช้งานไม่ได้ ✅ ข้อมูลเสริมจากภายนอก ➡️ SD Card ที่ฟอร์แมตเป็น exFAT หรือ NTFS อาจไม่รองรับบนมือถือบางรุ่น ➡️ การ์ดปลอมที่มีความจุไม่ตรงจริงอาจทำให้ระบบไม่สามารถอ่านได้ ➡️ การใช้แอปจัดการไฟล์ที่ไม่ปลอดภัยอาจทำให้การ์ดเสียหาย ➡️ การ์ดบางรุ่นต้องการพลังงานคงที่ หากแบตเตอรี่เสื่อมอาจทำให้ไม่อ่าน ➡️ การใช้ Recovery Software เช่น Recoverit หรือ EaseUS ช่วยกู้ข้อมูลจากการ์ดที่เสียได้ https://hackread.com/android-not-reading-sd-card-heres-how-to-fix-it/
    HACKREAD.COM
    Android Not Reading SD Card? Here’s How to Fix it
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 Comments 0 Shares 365 Views 0 Reviews
  • “อัปเดต iPhone ไม่ผ่าน? วิธีแก้แบบไม่เสียข้อมูล พร้อมเทคนิคป้องกันล่วงหน้า”

    หลายคนเคยเจอเหตุการณ์กดอัปเดต iOS แล้วเครื่องค้างขึ้นข้อความ “Update Failed” หรือ “Unable to Install Update” ซึ่งสร้างความหงุดหงิดไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อกลัวว่าจะสูญเสียภาพถ่าย แชต หรือข้อมูลงานสำคัญ บทความนี้จึงรวบรวมวิธีแก้ปัญหา “iPhone Software Update Failed” แบบไม่ต้องล้างเครื่อง พร้อมคำแนะนำป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

    สาเหตุหลักของการอัปเดตไม่ผ่านมักมาจากพื้นที่เก็บข้อมูลไม่พอ, อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร, แบตเตอรี่ต่ำ, ไฟล์เฟิร์มแวร์เสีย, เครื่องเจลเบรก หรือแม้แต่ปัญหาฮาร์ดแวร์บางกรณี เช่น หน่วยความจำเสียหาย

    ก่อนเริ่มแก้ไข ควรสำรองข้อมูลผ่าน iCloud หรือ Finder/iTunes เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายหากต้องใช้วิธีที่เสี่ยง เช่น Recovery Mode

    วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่:
    รีสตาร์ทหรือ Force Restart เครื่อง
    ลบไฟล์อัปเดตที่เสียจาก Settings > General > iPhone Storage
    รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย
    เชื่อมต่อกับ Mac หรือ PC แล้วอัปเดตผ่าน Finder หรือ iTunes โดยไม่ล้างข้อมูล

    หากยังไม่สำเร็จ สามารถใช้เครื่องมือซ่อมระบบ iOS เช่น Wondershare Dr.Fone – System Repair ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้กว่า 150 รูปแบบ เช่น ค้างโลโก้ Apple, หน้าจอขาว, boot loop โดยใช้ “Standard Mode” ที่ไม่ลบข้อมูล

    นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำป้องกันล่วงหน้า เช่น:
    เคลียร์พื้นที่ให้ว่าง 5–6 GB ก่อนอัปเดต
    หลีกเลี่ยง Wi-Fi ที่ไม่เสถียร
    ชาร์จแบตให้เกิน 50%
    หลีกเลี่ยงการเจลเบรก
    ล้างแคชและลบแอปที่ไม่จำเป็น

    ข้อมูลสำคัญจากข่าว
    ปัญหา “iPhone Software Update Failed” เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พื้นที่ไม่พอ, อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร, แบตต่ำ
    ข้อความที่พบบ่อย ได้แก่ “Update Failed”, “Unable to Install Update”, “Error 4013/4014”
    การสำรองข้อมูลก่อนแก้ไขเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสูญหาย
    วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่ รีสตาร์ท, ลบไฟล์อัปเดต, รีเซ็ตเครือข่าย
    การอัปเดตผ่าน Finder/iTunes ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาบนเครื่อง
    Wondershare Dr.Fone – System Repair สามารถแก้ปัญหาโดยไม่ลบข้อมูล
    รองรับ iOS 26 และ iPhone 17 series
    ใช้ “Standard Mode” เพื่อรักษาข้อมูลไว้
    สามารถดาวน์เกรด iOS, เข้า/ออก Recovery/DFU Mode และแก้ปัญหา iTunes ได้

    ข้อมูลเสริมจากภายนอก
    การอัปเดตผ่านคอมพิวเตอร์มักเสถียรกว่า OTA เพราะไม่ขึ้นกับ Wi-Fi
    iOS ต้องใช้พื้นที่มากกว่าขนาดไฟล์อัปเดตจริงเพื่อการแตกไฟล์และตรวจสอบ
    Recovery Mode สามารถใช้ “Update” แทน “Restore” เพื่อรักษาข้อมูล
    เครื่องมืออย่าง iToolab FixGo ก็สามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่ลบข้อมูล
    การใช้ VPN หรือ DNS ที่บล็อกเซิร์ฟเวอร์ของ Apple อาจทำให้การอัปเดตล้มเหลว

    https://hackread.com/iphone-software-update-failed-fix-without-data-loss/
    📱 “อัปเดต iPhone ไม่ผ่าน? วิธีแก้แบบไม่เสียข้อมูล พร้อมเทคนิคป้องกันล่วงหน้า” หลายคนเคยเจอเหตุการณ์กดอัปเดต iOS แล้วเครื่องค้างขึ้นข้อความ “Update Failed” หรือ “Unable to Install Update” ซึ่งสร้างความหงุดหงิดไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อกลัวว่าจะสูญเสียภาพถ่าย แชต หรือข้อมูลงานสำคัญ บทความนี้จึงรวบรวมวิธีแก้ปัญหา “iPhone Software Update Failed” แบบไม่ต้องล้างเครื่อง พร้อมคำแนะนำป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ สาเหตุหลักของการอัปเดตไม่ผ่านมักมาจากพื้นที่เก็บข้อมูลไม่พอ, อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร, แบตเตอรี่ต่ำ, ไฟล์เฟิร์มแวร์เสีย, เครื่องเจลเบรก หรือแม้แต่ปัญหาฮาร์ดแวร์บางกรณี เช่น หน่วยความจำเสียหาย ก่อนเริ่มแก้ไข ควรสำรองข้อมูลผ่าน iCloud หรือ Finder/iTunes เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายหากต้องใช้วิธีที่เสี่ยง เช่น Recovery Mode วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่: 🔰 รีสตาร์ทหรือ Force Restart เครื่อง 🔰 ลบไฟล์อัปเดตที่เสียจาก Settings > General > iPhone Storage 🔰 รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่าย 🔰 เชื่อมต่อกับ Mac หรือ PC แล้วอัปเดตผ่าน Finder หรือ iTunes โดยไม่ล้างข้อมูล หากยังไม่สำเร็จ สามารถใช้เครื่องมือซ่อมระบบ iOS เช่น Wondershare Dr.Fone – System Repair ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้กว่า 150 รูปแบบ เช่น ค้างโลโก้ Apple, หน้าจอขาว, boot loop โดยใช้ “Standard Mode” ที่ไม่ลบข้อมูล นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำป้องกันล่วงหน้า เช่น: 🔰 เคลียร์พื้นที่ให้ว่าง 5–6 GB ก่อนอัปเดต 🔰 หลีกเลี่ยง Wi-Fi ที่ไม่เสถียร 🔰 ชาร์จแบตให้เกิน 50% 🔰 หลีกเลี่ยงการเจลเบรก 🔰 ล้างแคชและลบแอปที่ไม่จำเป็น ✅ ข้อมูลสำคัญจากข่าว ➡️ ปัญหา “iPhone Software Update Failed” เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พื้นที่ไม่พอ, อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร, แบตต่ำ ➡️ ข้อความที่พบบ่อย ได้แก่ “Update Failed”, “Unable to Install Update”, “Error 4013/4014” ➡️ การสำรองข้อมูลก่อนแก้ไขเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสูญหาย ➡️ วิธีแก้เบื้องต้น ได้แก่ รีสตาร์ท, ลบไฟล์อัปเดต, รีเซ็ตเครือข่าย ➡️ การอัปเดตผ่าน Finder/iTunes ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาบนเครื่อง ➡️ Wondershare Dr.Fone – System Repair สามารถแก้ปัญหาโดยไม่ลบข้อมูล ➡️ รองรับ iOS 26 และ iPhone 17 series ➡️ ใช้ “Standard Mode” เพื่อรักษาข้อมูลไว้ ➡️ สามารถดาวน์เกรด iOS, เข้า/ออก Recovery/DFU Mode และแก้ปัญหา iTunes ได้ ✅ ข้อมูลเสริมจากภายนอก ➡️ การอัปเดตผ่านคอมพิวเตอร์มักเสถียรกว่า OTA เพราะไม่ขึ้นกับ Wi-Fi ➡️ iOS ต้องใช้พื้นที่มากกว่าขนาดไฟล์อัปเดตจริงเพื่อการแตกไฟล์และตรวจสอบ ➡️ Recovery Mode สามารถใช้ “Update” แทน “Restore” เพื่อรักษาข้อมูล ➡️ เครื่องมืออย่าง iToolab FixGo ก็สามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่ลบข้อมูล ➡️ การใช้ VPN หรือ DNS ที่บล็อกเซิร์ฟเวอร์ของ Apple อาจทำให้การอัปเดตล้มเหลว https://hackread.com/iphone-software-update-failed-fix-without-data-loss/
    HACKREAD.COM
    iPhone Software Update Failed? Here’s How to Fix It Without Data Loss
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 Comments 0 Shares 426 Views 0 Reviews

  • ..ประเทศโยนหินถามทางด้วยภาษีปี70 จะใช้บังคับกับประชาชนที่ต้องยื่นแบบภาษีทุกๆคน มีเชื่อมโยงสุขภาพด้วยคือใช้ NIT บังหน้านั้นเอง กลัวประชาชนต่อต้านอย่างหนักเหมือน14ตุลาบ้าคลั่งได้ซึ่งต่างจากเม็กซิโกสิ้นเชิง ,ใจคนไทยเด็ดขาดกว่ามาก เช่นนั้นจะไม่ปรากฎการมีอยู่แบบทหารผีแห่งสยามเรา.,deep stateโลกกำลังบีบชาวโลกในแต่ละประเทศให้ทำตามระเบียบมัน รัฐสอดแนมสอดรู้สอดเห็นทุกๆคนในประเทศมัน,ส่องหมดหรือทั้งหมดต้องถูกมันส่องและส่องตลอดเวลาด้วย,อาจหนักกว่าสไตล์เกาหลีเหนือแคปหน้าจอมือถือประชาชนทุกๆ3-5นาทีโน้น,ไอ้นี้ควอนตัมอาจบันทึกทุกๆกิจกรรมธุรกรรมซึ่งสามารถตรวจสอบเรียลไทม์และตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมดตั้งแต่ต้นก็ยังได้จนถึงปัจจุบัน.,มันจะกำจัดมนุษย์ลงเพื่อให้เหลือน้อยที่สุดนั้นเอง.,ยุคแห่งAIปกครองมนุษย์แทนคนก็ได้,มันจึงพยายามให้ขี้ข้าสมุนลูกน้องมันเอาaiเข้าไปใช้แทนคน ทดแทนคนจริงในบริษัทแล้ว ธนาคารบางเนมจ้างพนักงานออกแล้ว ถีบออกก่อนกำหนด เพื่อเอาAIมาใช้แทนคนจริงจังแล้วนั้นเองในการตอบสนองนายใหญ่deep stateมัน.,ผู้นำจึงสำคัญมากในยุคเปลี่ยนแปลงนี้ เลือกเล่นๆแบบนายกฯคลิปหลุดอีกไม่ได้ สงครามโลก สงครามใช้AIมาควบคุมทดแทนคนจริงอีก.

    ............................................................................

    เม็กซิโกออกคําสั่งให้ Bill Gates’ Biometric Digital ID พร้อมข้อมูล Iris และลายนิ้วมือสําหรับประชากรทั้งหมด

    5 สิงหาคม 2568

    เม็กซิโกได้บังคับใช้บัตรประจําตัวดิจิทัลไบโอเมตริกซ์อย่างเป็นทางการสําหรับพลเมืองทุกคน ซึ่งจะทําให้ระบบที่ Bill Gates และ World Economic Forum (WEF) ผลักดันมายาวนาน สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นข้อเสนอเพิ่มเติมโดยชนชั้นสูงระดับโลกในปัจจุบันคือกฎหมายของรัฐบาลกลาง ขณะนี้ชาวเม็กซิกันทุกคนจําเป็นต้องส่งข้อมูลใบหน้า ลายนิ้วมือ และม่านตาของตนไปยังแพลตฟอร์มข้อมูลประจําตัวดิจิทัลแบบรวมศูนย์ ไม่ว่าพวกเขาจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

    การเปลี่ยนแปลง ลงนามในกฎหมาย ตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้เปลี่ยน CURP ที่เป็นทางเลือกก่อนหน้านี้ (Clave Única de Registro de Población) ให้เป็นเอกสารไบโอเมตริกซ์ภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มข้อมูลประจําตัวดิจิทัลแบบรวมศูนย์

    CURP ใหม่จะรวมภาพถ่ายใบหน้า ลายนิ้วมือ และข้อมูลม่านตาที่ฝังอยู่ในรหัส QR และจําเป็นสําหรับการเข้าถึงทุกสิ่งตั้งแต่บริการสาธารณะและการศึกษา ไปจนถึงการธนาคารและการจ้างงาน กฎหมายกําหนดให้มีการบูรณาการทั่วทั้งระบบภาครัฐและเอกชนภายในปี 2569 และการเปิดตัวจะเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลไบโอเมตริกซ์จํานวนมาก—รวมถึง Children—เริ่มปีนี้

    การยกเครื่องใหม่สะท้อนให้เห็นถึงพิมพ์เขียวของ WEF สําหรับโครงสร้างพื้นฐาน ID ดิจิทัลทั่วโลก เป็นเวลาหลายปีที่ฟอรัมได้ส่งเสริมระบบข้อมูลประจําตัวดิจิทัลให้เป็นเครื่องมือสําคัญ สําหรับผู้ที่มีความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมในสังคมต่อไป, โต้แย้งพวกเขามีความจําเป็นสําหรับการเข้าถึงบริการทางการเงิน, การดูแลสุขภาพ, การเดินทาง, และสิทธิพลเมือง

    ในเอกสารและแผง WEF รหัสดิจิทัลมักถูกวางกรอบว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาการรวมทางสังคม แต่ผู้สนับสนุนความเป็นส่วนตัวเตือนว่าระบบเหล่านี้ปูทางสําหรับการเฝ้าระวังประชากรและการควบคุมแบบรวมศูนย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ประธานาธิบดีคลอเดีย ชีนบัม แห่งเม็กซิโกได้แสดงการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในเวทีระหว่างประเทศก่อนหน้านี้ และเจ้าหน้าที่หลายคนที่เกี่ยวข้องกับภาคเทคโนโลยีและการกํากับดูแลของเม็กซิโกก็มีความเชื่อมโยงกับโครงการริเริ่มของ WEF Digital Transformation Agency—ตอนนี้ดูแลการดําเนินการยกเครื่อง CURP—ได้นําภาษาและลําดับความสําคัญที่คล้ายกันมาใช้กับโปรแกรมการกํากับดูแลดิจิทัลของ WEF

    บิล เกตส์เป็นผู้เสนอกฎหมายเม็กซิโกคนสําคัญ ผู้ให้ทุนหลักและผู้สนับสนุนระบบอัตลักษณ์ไบโอเมตริกซ์ ในประเทศกําลังพัฒนาผ่านทางมูลนิธิ Bill & Melinda Gates และ Gavi, Vaccine Alliance— ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของ WEF มูลนิธิของเขายังสนับสนุน Modular Open Source Identity Platform (MOSIP) ซึ่งเป็นกรอบการทํางานโอเพ่นซอร์สสําหรับรหัสไบโอเมตริกซ์ที่กําลังถูกนํามาใช้ในบางส่วนของแอฟริกาและเอเชีย


    องค์กรความเป็นส่วนตัวในเม็กซิโกส่งเสียงเตือน กฎหมายใหม่ไม่ได้กําหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อมีการเข้าถึงข้อมูลไบโอเมตริกซ์ของตน และไม่ได้รวมบทลงโทษที่ชัดเจนสําหรับการใช้ในทางที่ผิดหรือการละเมิด กลุ่มสิทธิพลเมืองเตือนว่าระบบอาจถูกนําไปใช้ประโยชน์โดยหน่วยข่าวกรอง เจ้าหน้าที่ทุจริต หรือแม้แต่รัฐบาลต่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายอนุญาตให้มีข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น— รวมถึงกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา

    ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาลจะสร้างแพลตฟอร์ม Unified Identity เพื่อรวมโปรไฟล์ไบโอเมตริกซ์ของ Citizens’ ไว้ในฐานข้อมูลต่างๆ รวมถึง National Registry of Missing and Unlocated Persons และ National Forensic Data Bank

    เจ้าหน้าที่กล่าวว่าระบบจะปรับปรุงความปลอดภัยสาธารณะและช่วยแก้ปัญหาการสูญหาย แต่นักวิจารณ์แย้งว่าโครงสร้างพื้นฐานกําลังถูกจัดเตรียมไว้สําหรับรัฐสอดแนมที่อาจกัดกร่อนเสรีภาพของพลเมืองภายใต้หน้ากากของความทันสมัย

    นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีดิจิทัลของเม็กซิโก แม้ว่าเป้าหมายที่ระบุไว้คือประสิทธิภาพการบริหารและความมั่นคงของชาติ แต่ความกังวลที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือ ประเทศกําลังกลายเป็นประเทศล่าสุดที่ยอมจํานนต่อกลไกการควบคุมดิจิทัลระดับโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีบทบาทข้ามชาติชั้นยอด



    ..ประเทศโยนหินถามทางด้วยภาษีปี70 จะใช้บังคับกับประชาชนที่ต้องยื่นแบบภาษีทุกๆคน มีเชื่อมโยงสุขภาพด้วยคือใช้ NIT บังหน้านั้นเอง กลัวประชาชนต่อต้านอย่างหนักเหมือน14ตุลาบ้าคลั่งได้ซึ่งต่างจากเม็กซิโกสิ้นเชิง ,ใจคนไทยเด็ดขาดกว่ามาก เช่นนั้นจะไม่ปรากฎการมีอยู่แบบทหารผีแห่งสยามเรา.,deep stateโลกกำลังบีบชาวโลกในแต่ละประเทศให้ทำตามระเบียบมัน รัฐสอดแนมสอดรู้สอดเห็นทุกๆคนในประเทศมัน,ส่องหมดหรือทั้งหมดต้องถูกมันส่องและส่องตลอดเวลาด้วย,อาจหนักกว่าสไตล์เกาหลีเหนือแคปหน้าจอมือถือประชาชนทุกๆ3-5นาทีโน้น,ไอ้นี้ควอนตัมอาจบันทึกทุกๆกิจกรรมธุรกรรมซึ่งสามารถตรวจสอบเรียลไทม์และตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมดตั้งแต่ต้นก็ยังได้จนถึงปัจจุบัน.,มันจะกำจัดมนุษย์ลงเพื่อให้เหลือน้อยที่สุดนั้นเอง.,ยุคแห่งAIปกครองมนุษย์แทนคนก็ได้,มันจึงพยายามให้ขี้ข้าสมุนลูกน้องมันเอาaiเข้าไปใช้แทนคน ทดแทนคนจริงในบริษัทแล้ว ธนาคารบางเนมจ้างพนักงานออกแล้ว ถีบออกก่อนกำหนด เพื่อเอาAIมาใช้แทนคนจริงจังแล้วนั้นเองในการตอบสนองนายใหญ่deep stateมัน.,ผู้นำจึงสำคัญมากในยุคเปลี่ยนแปลงนี้ เลือกเล่นๆแบบนายกฯคลิปหลุดอีกไม่ได้ สงครามโลก สงครามใช้AIมาควบคุมทดแทนคนจริงอีก. ............................................................................ เม็กซิโกออกคําสั่งให้ Bill Gates’ Biometric Digital ID พร้อมข้อมูล Iris และลายนิ้วมือสําหรับประชากรทั้งหมด 5 สิงหาคม 2568 เม็กซิโกได้บังคับใช้บัตรประจําตัวดิจิทัลไบโอเมตริกซ์อย่างเป็นทางการสําหรับพลเมืองทุกคน ซึ่งจะทําให้ระบบที่ Bill Gates และ World Economic Forum (WEF) ผลักดันมายาวนาน สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นข้อเสนอเพิ่มเติมโดยชนชั้นสูงระดับโลกในปัจจุบันคือกฎหมายของรัฐบาลกลาง ขณะนี้ชาวเม็กซิกันทุกคนจําเป็นต้องส่งข้อมูลใบหน้า ลายนิ้วมือ และม่านตาของตนไปยังแพลตฟอร์มข้อมูลประจําตัวดิจิทัลแบบรวมศูนย์ ไม่ว่าพวกเขาจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม การเปลี่ยนแปลง ลงนามในกฎหมาย ตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้เปลี่ยน CURP ที่เป็นทางเลือกก่อนหน้านี้ (Clave Única de Registro de Población) ให้เป็นเอกสารไบโอเมตริกซ์ภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มข้อมูลประจําตัวดิจิทัลแบบรวมศูนย์ CURP ใหม่จะรวมภาพถ่ายใบหน้า ลายนิ้วมือ และข้อมูลม่านตาที่ฝังอยู่ในรหัส QR และจําเป็นสําหรับการเข้าถึงทุกสิ่งตั้งแต่บริการสาธารณะและการศึกษา ไปจนถึงการธนาคารและการจ้างงาน กฎหมายกําหนดให้มีการบูรณาการทั่วทั้งระบบภาครัฐและเอกชนภายในปี 2569 และการเปิดตัวจะเริ่มต้นด้วยการรวบรวมข้อมูลไบโอเมตริกซ์จํานวนมาก—รวมถึง Children—เริ่มปีนี้ การยกเครื่องใหม่สะท้อนให้เห็นถึงพิมพ์เขียวของ WEF สําหรับโครงสร้างพื้นฐาน ID ดิจิทัลทั่วโลก เป็นเวลาหลายปีที่ฟอรัมได้ส่งเสริมระบบข้อมูลประจําตัวดิจิทัลให้เป็นเครื่องมือสําคัญ สําหรับผู้ที่มีความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมในสังคมต่อไป, โต้แย้งพวกเขามีความจําเป็นสําหรับการเข้าถึงบริการทางการเงิน, การดูแลสุขภาพ, การเดินทาง, และสิทธิพลเมือง ในเอกสารและแผง WEF รหัสดิจิทัลมักถูกวางกรอบว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาการรวมทางสังคม แต่ผู้สนับสนุนความเป็นส่วนตัวเตือนว่าระบบเหล่านี้ปูทางสําหรับการเฝ้าระวังประชากรและการควบคุมแบบรวมศูนย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประธานาธิบดีคลอเดีย ชีนบัม แห่งเม็กซิโกได้แสดงการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในเวทีระหว่างประเทศก่อนหน้านี้ และเจ้าหน้าที่หลายคนที่เกี่ยวข้องกับภาคเทคโนโลยีและการกํากับดูแลของเม็กซิโกก็มีความเชื่อมโยงกับโครงการริเริ่มของ WEF Digital Transformation Agency—ตอนนี้ดูแลการดําเนินการยกเครื่อง CURP—ได้นําภาษาและลําดับความสําคัญที่คล้ายกันมาใช้กับโปรแกรมการกํากับดูแลดิจิทัลของ WEF บิล เกตส์เป็นผู้เสนอกฎหมายเม็กซิโกคนสําคัญ ผู้ให้ทุนหลักและผู้สนับสนุนระบบอัตลักษณ์ไบโอเมตริกซ์ ในประเทศกําลังพัฒนาผ่านทางมูลนิธิ Bill & Melinda Gates และ Gavi, Vaccine Alliance— ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของ WEF มูลนิธิของเขายังสนับสนุน Modular Open Source Identity Platform (MOSIP) ซึ่งเป็นกรอบการทํางานโอเพ่นซอร์สสําหรับรหัสไบโอเมตริกซ์ที่กําลังถูกนํามาใช้ในบางส่วนของแอฟริกาและเอเชีย องค์กรความเป็นส่วนตัวในเม็กซิโกส่งเสียงเตือน กฎหมายใหม่ไม่ได้กําหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อมีการเข้าถึงข้อมูลไบโอเมตริกซ์ของตน และไม่ได้รวมบทลงโทษที่ชัดเจนสําหรับการใช้ในทางที่ผิดหรือการละเมิด กลุ่มสิทธิพลเมืองเตือนว่าระบบอาจถูกนําไปใช้ประโยชน์โดยหน่วยข่าวกรอง เจ้าหน้าที่ทุจริต หรือแม้แต่รัฐบาลต่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายอนุญาตให้มีข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น— รวมถึงกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาลจะสร้างแพลตฟอร์ม Unified Identity เพื่อรวมโปรไฟล์ไบโอเมตริกซ์ของ Citizens’ ไว้ในฐานข้อมูลต่างๆ รวมถึง National Registry of Missing and Unlocated Persons และ National Forensic Data Bank เจ้าหน้าที่กล่าวว่าระบบจะปรับปรุงความปลอดภัยสาธารณะและช่วยแก้ปัญหาการสูญหาย แต่นักวิจารณ์แย้งว่าโครงสร้างพื้นฐานกําลังถูกจัดเตรียมไว้สําหรับรัฐสอดแนมที่อาจกัดกร่อนเสรีภาพของพลเมืองภายใต้หน้ากากของความทันสมัย นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีดิจิทัลของเม็กซิโก แม้ว่าเป้าหมายที่ระบุไว้คือประสิทธิภาพการบริหารและความมั่นคงของชาติ แต่ความกังวลที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือ ประเทศกําลังกลายเป็นประเทศล่าสุดที่ยอมจํานนต่อกลไกการควบคุมดิจิทัลระดับโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีบทบาทข้ามชาติชั้นยอด
    0 Comments 0 Shares 995 Views 0 Reviews
  • เมื่อคำสั่งเดียวใน Terminal เปลี่ยน Mac ให้กลายเป็นเครื่องมือของแฮกเกอร์

    ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2025 ผู้ใช้ macOS ทั่วโลกที่กำลังค้นหาวิธีแก้ปัญหาเล็ก ๆ เช่น “flush DNS cache” กลับถูกนำไปยังเว็บไซต์ช่วยเหลือปลอมที่ดูน่าเชื่อถืออย่าง mac-safer.com และ rescue-mac.com ซึ่งปรากฏในผลการค้นหาผ่านโฆษณา Google

    เว็บไซต์เหล่านี้แนะนำให้ผู้ใช้คัดลอกคำสั่งเพียงบรรทัดเดียวไปวางใน Terminal เพื่อ “แก้ปัญหา” แต่แท้จริงแล้ว คำสั่งนั้นคือกับดักที่ดาวน์โหลดมัลแวร์ SHAMOS ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ของ AMOS infostealer ที่พัฒนาโดยกลุ่ม COOKIE SPIDER

    SHAMOS ไม่เพียงแค่ขโมยรหัสผ่านจาก Keychain หรือข้อมูลจาก Apple Notes และเบราว์เซอร์เท่านั้น แต่มันยังสามารถดึงข้อมูลจากกระเป๋าเงินคริปโต สร้างไฟล์ ZIP เพื่อส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ และติดตั้งโมดูลเพิ่มเติม เช่น แอป Ledger Live ปลอม และบอตเน็ต

    แคมเปญนี้ยังใช้ GitHub ปลอม เช่น repo ของ iTerm2 เพื่อหลอกให้ผู้ใช้รันคำสั่งที่ดูเหมือนเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์จริง แต่กลับเป็นการติดตั้งมัลแวร์โดยตรง

    สิ่งที่ทำให้การโจมตีนี้ได้ผลคือความเรียบง่ายและการใช้เทคนิค “ClickFix” ที่หลอกให้ผู้ใช้คิดว่ากำลังแก้ปัญหา แต่จริง ๆ แล้วกำลังเปิดประตูให้แฮกเกอร์เข้ามาในระบบ

    สรุปเนื้อหาเป็นหัวข้อ
    กลุ่ม COOKIE SPIDER ใช้มัลแวร์ SHAMOS ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ของ AMOS infostealer
    แคมเปญใช้ malvertising ผ่าน Google Ads เพื่อหลอกผู้ใช้ macOS
    เว็บไซต์ปลอม เช่น mac-safer.com และ rescue-mac.com ถูกใช้เป็นกับดัก
    คำสั่ง Terminal เพียงบรรทัดเดียวสามารถติดตั้งมัลแวร์โดยข้าม Gatekeeper
    SHAMOS ขโมยข้อมูลจาก Keychain, Apple Notes, เบราว์เซอร์ และกระเป๋าเงินคริปโต
    มัลแวร์บันทึกข้อมูลในไฟล์ ZIP และส่งออกผ่าน curl
    มีการติดตั้ง LaunchDaemons เพื่อให้มัลแวร์ทำงานทุกครั้งที่เปิดเครื่อง
    SHAMOS สามารถดาวน์โหลด payload เพิ่มเติม เช่น แอปปลอมและบอตเน็ต
    GitHub ปลอมถูกใช้เป็นช่องทางเสริมในการหลอกให้ติดตั้งมัลแวร์
    แคมเปญนี้โจมตีผู้ใช้ในกว่า 9 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอังกฤษ

    ข้อมูลเสริมจากภายนอก
    เทคนิค “ClickFix” ถูกใช้ในหลายแคมเปญมัลแวร์ รวมถึงใน TikTok และ Google Meet ปลอม
    คำสั่งแบบ one-liner เช่น curl | bash เป็นช่องโหว่ที่นิยมในมัลแวร์ยุคใหม่
    Gatekeeper ของ macOS สามารถถูกข้ามได้ด้วยการลบ quarantine flag ผ่าน xattr
    การใช้ Base64 encoding ช่วยซ่อน URL ของมัลแวร์จากสายตาผู้ใช้
    การปลอมตัวเป็นร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ในโปรไฟล์โฆษณา Google เพิ่มความน่าเชื่อถือ

    https://hackread.com/cookie-spider-malvertising-new-shamos-macos-malware/
    🎙️ เมื่อคำสั่งเดียวใน Terminal เปลี่ยน Mac ให้กลายเป็นเครื่องมือของแฮกเกอร์ ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2025 ผู้ใช้ macOS ทั่วโลกที่กำลังค้นหาวิธีแก้ปัญหาเล็ก ๆ เช่น “flush DNS cache” กลับถูกนำไปยังเว็บไซต์ช่วยเหลือปลอมที่ดูน่าเชื่อถืออย่าง mac-safer.com และ rescue-mac.com ซึ่งปรากฏในผลการค้นหาผ่านโฆษณา Google เว็บไซต์เหล่านี้แนะนำให้ผู้ใช้คัดลอกคำสั่งเพียงบรรทัดเดียวไปวางใน Terminal เพื่อ “แก้ปัญหา” แต่แท้จริงแล้ว คำสั่งนั้นคือกับดักที่ดาวน์โหลดมัลแวร์ SHAMOS ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ของ AMOS infostealer ที่พัฒนาโดยกลุ่ม COOKIE SPIDER SHAMOS ไม่เพียงแค่ขโมยรหัสผ่านจาก Keychain หรือข้อมูลจาก Apple Notes และเบราว์เซอร์เท่านั้น แต่มันยังสามารถดึงข้อมูลจากกระเป๋าเงินคริปโต สร้างไฟล์ ZIP เพื่อส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ และติดตั้งโมดูลเพิ่มเติม เช่น แอป Ledger Live ปลอม และบอตเน็ต แคมเปญนี้ยังใช้ GitHub ปลอม เช่น repo ของ iTerm2 เพื่อหลอกให้ผู้ใช้รันคำสั่งที่ดูเหมือนเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์จริง แต่กลับเป็นการติดตั้งมัลแวร์โดยตรง สิ่งที่ทำให้การโจมตีนี้ได้ผลคือความเรียบง่ายและการใช้เทคนิค “ClickFix” ที่หลอกให้ผู้ใช้คิดว่ากำลังแก้ปัญหา แต่จริง ๆ แล้วกำลังเปิดประตูให้แฮกเกอร์เข้ามาในระบบ 📌 สรุปเนื้อหาเป็นหัวข้อ ➡️ กลุ่ม COOKIE SPIDER ใช้มัลแวร์ SHAMOS ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ของ AMOS infostealer ➡️ แคมเปญใช้ malvertising ผ่าน Google Ads เพื่อหลอกผู้ใช้ macOS ➡️ เว็บไซต์ปลอม เช่น mac-safer.com และ rescue-mac.com ถูกใช้เป็นกับดัก ➡️ คำสั่ง Terminal เพียงบรรทัดเดียวสามารถติดตั้งมัลแวร์โดยข้าม Gatekeeper ➡️ SHAMOS ขโมยข้อมูลจาก Keychain, Apple Notes, เบราว์เซอร์ และกระเป๋าเงินคริปโต ➡️ มัลแวร์บันทึกข้อมูลในไฟล์ ZIP และส่งออกผ่าน curl ➡️ มีการติดตั้ง LaunchDaemons เพื่อให้มัลแวร์ทำงานทุกครั้งที่เปิดเครื่อง ➡️ SHAMOS สามารถดาวน์โหลด payload เพิ่มเติม เช่น แอปปลอมและบอตเน็ต ➡️ GitHub ปลอมถูกใช้เป็นช่องทางเสริมในการหลอกให้ติดตั้งมัลแวร์ ➡️ แคมเปญนี้โจมตีผู้ใช้ในกว่า 9 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอังกฤษ ✅ ข้อมูลเสริมจากภายนอก ➡️ เทคนิค “ClickFix” ถูกใช้ในหลายแคมเปญมัลแวร์ รวมถึงใน TikTok และ Google Meet ปลอม ➡️ คำสั่งแบบ one-liner เช่น curl | bash เป็นช่องโหว่ที่นิยมในมัลแวร์ยุคใหม่ ➡️ Gatekeeper ของ macOS สามารถถูกข้ามได้ด้วยการลบ quarantine flag ผ่าน xattr ➡️ การใช้ Base64 encoding ช่วยซ่อน URL ของมัลแวร์จากสายตาผู้ใช้ ➡️ การปลอมตัวเป็นร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ในโปรไฟล์โฆษณา Google เพิ่มความน่าเชื่อถือ https://hackread.com/cookie-spider-malvertising-new-shamos-macos-malware/
    HACKREAD.COM
    COOKIE SPIDER’s Malvertising Drops New SHAMOS macOS Malware
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 Comments 0 Shares 370 Views 0 Reviews
  • ทำไมเกมบน MacBook ถึงเบลอ? เรื่องเล่าจากรอยบากที่หลายคนมองข้าม

    ถ้าคุณเคยเล่นเกมบน MacBook Pro หรือ Air แล้วรู้สึกว่าภาพมันเบลอ ๆ แปลก ๆ โดยเฉพาะเวลาเล่นเต็มจอ…คุณไม่ได้คิดไปเองครับ! ปัญหานี้เกิดจาก “รอยบาก” ที่อยู่ด้านบนของหน้าจอ ซึ่งส่งผลต่อการแสดงผลของเกมโดยตรง

    เมื่อเกมเปิดแบบเต็มจอ macOS จะส่งข้อมูลความละเอียดหน้าจอให้เกมเลือกใช้ แต่ปัญหาคือมันส่ง “สองชุด” — หนึ่งคือความละเอียดเต็มหน้าจอ (รวมรอยบาก) และอีกชุดคือพื้นที่ที่เกมสามารถวาดภาพได้จริง (ใต้เมนูบาร์) ซึ่งเล็กกว่าประมาณ 74 พิกเซลในแนวตั้ง

    เกมส่วนใหญ่จะเลือกใช้ความละเอียดแรกที่อยู่บนสุดของลิสต์ ซึ่งทำให้ภาพถูกบีบลงในพื้นที่ที่เล็กกว่า ส่งผลให้ภาพเบลอและผิดสัดส่วน โดยเฉพาะในเกมที่ใช้ AppKit หรือ Catalyst API

    ตัวอย่างเช่น Shadow of the Tomb Raider ที่ใช้ความละเอียด 3456 x 2234 (รวมรอยบาก) แต่พื้นที่วาดจริงคือ 3456 x 2160 เท่านั้น ทำให้ภาพถูกบีบลงและเบลออย่างเห็นได้ชัด

    นักพัฒนาอย่าง Colin Cornaby ได้เสนอวิธีแก้ชั่วคราว เช่น เลือกความละเอียดแบบ 16:10 หรือใช้โค้ดกรอง resolution ที่เหมาะสมจาก safe area แต่เขาย้ำว่าสุดท้ายแล้ว Apple ต้องเป็นคนแก้ไข API และอัปเดตคู่มือสำหรับนักพัฒนา

    สาเหตุของภาพเบลอบน MacBook ที่มีรอยบาก
    macOS ส่งความละเอียดหน้าจอแบบรวมรอยบากให้เกม
    เกมเลือกใช้ความละเอียดเต็มหน้าจอแทนพื้นที่วาดจริง
    ส่งผลให้ภาพถูกบีบในแนวตั้งและเบลอ

    พื้นที่หน้าจอบน MacBook ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน
    full bounds: พื้นที่ทั้งหมดรวมรอยบากและเมนู
    safe area: พื้นที่ใต้รอยบาก
    full screen app area: พื้นที่ใต้เมนูบาร์ที่เกมสามารถวาดภาพได้

    เกมที่ได้รับผลกระทบ
    Shadow of the Tomb Raider, No Man’s Sky, Riven, Stray
    เกมเหล่านี้ใช้ความละเอียดผิด ทำให้ภาพเบลอ

    เกมที่แสดงผลได้ถูกต้อง
    Cyberpunk 2077 ใช้ความละเอียด 1728×1080 ซึ่งเป็น 16:10
    World of Warcraft ใช้ API เก่า ที่สามารถวาดภาพในพื้นที่รอยบากได้

    วิธีแก้ปัญหาชั่วคราวสำหรับผู้เล่น
    เลือกความละเอียดแบบ 16:10 ในการตั้งค่าเกม
    หลีกเลี่ยงการเล่นแบบเต็มจอบนหน้าจอ MacBook ที่มีรอยบาก

    ข้อเสนอจากนักพัฒนา
    Apple ควรอัปเดต Human Interface Guidelines (HIG)
    เพิ่มตัวอย่างการเลือก resolution ใน Game Porting Toolkit
    ปรับปรุง CGDisplayMode API ให้กรอง resolution ได้
    สร้าง API ใหม่สำหรับเกมโดยเฉพาะ

    https://www.colincornaby.me/2025/08/your-mac-game-is-probably-rendering-blurry/
    🧩 ทำไมเกมบน MacBook ถึงเบลอ? เรื่องเล่าจากรอยบากที่หลายคนมองข้าม ถ้าคุณเคยเล่นเกมบน MacBook Pro หรือ Air แล้วรู้สึกว่าภาพมันเบลอ ๆ แปลก ๆ โดยเฉพาะเวลาเล่นเต็มจอ…คุณไม่ได้คิดไปเองครับ! ปัญหานี้เกิดจาก “รอยบาก” ที่อยู่ด้านบนของหน้าจอ ซึ่งส่งผลต่อการแสดงผลของเกมโดยตรง เมื่อเกมเปิดแบบเต็มจอ macOS จะส่งข้อมูลความละเอียดหน้าจอให้เกมเลือกใช้ แต่ปัญหาคือมันส่ง “สองชุด” — หนึ่งคือความละเอียดเต็มหน้าจอ (รวมรอยบาก) และอีกชุดคือพื้นที่ที่เกมสามารถวาดภาพได้จริง (ใต้เมนูบาร์) ซึ่งเล็กกว่าประมาณ 74 พิกเซลในแนวตั้ง เกมส่วนใหญ่จะเลือกใช้ความละเอียดแรกที่อยู่บนสุดของลิสต์ ซึ่งทำให้ภาพถูกบีบลงในพื้นที่ที่เล็กกว่า ส่งผลให้ภาพเบลอและผิดสัดส่วน โดยเฉพาะในเกมที่ใช้ AppKit หรือ Catalyst API ตัวอย่างเช่น Shadow of the Tomb Raider ที่ใช้ความละเอียด 3456 x 2234 (รวมรอยบาก) แต่พื้นที่วาดจริงคือ 3456 x 2160 เท่านั้น ทำให้ภาพถูกบีบลงและเบลออย่างเห็นได้ชัด นักพัฒนาอย่าง Colin Cornaby ได้เสนอวิธีแก้ชั่วคราว เช่น เลือกความละเอียดแบบ 16:10 หรือใช้โค้ดกรอง resolution ที่เหมาะสมจาก safe area แต่เขาย้ำว่าสุดท้ายแล้ว Apple ต้องเป็นคนแก้ไข API และอัปเดตคู่มือสำหรับนักพัฒนา ✅ สาเหตุของภาพเบลอบน MacBook ที่มีรอยบาก ➡️ macOS ส่งความละเอียดหน้าจอแบบรวมรอยบากให้เกม ➡️ เกมเลือกใช้ความละเอียดเต็มหน้าจอแทนพื้นที่วาดจริง ➡️ ส่งผลให้ภาพถูกบีบในแนวตั้งและเบลอ ✅ พื้นที่หน้าจอบน MacBook ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ➡️ full bounds: พื้นที่ทั้งหมดรวมรอยบากและเมนู ➡️ safe area: พื้นที่ใต้รอยบาก ➡️ full screen app area: พื้นที่ใต้เมนูบาร์ที่เกมสามารถวาดภาพได้ ✅ เกมที่ได้รับผลกระทบ ➡️ Shadow of the Tomb Raider, No Man’s Sky, Riven, Stray ➡️ เกมเหล่านี้ใช้ความละเอียดผิด ทำให้ภาพเบลอ ✅ เกมที่แสดงผลได้ถูกต้อง ➡️ Cyberpunk 2077 ใช้ความละเอียด 1728×1080 ซึ่งเป็น 16:10 ➡️ World of Warcraft ใช้ API เก่า ที่สามารถวาดภาพในพื้นที่รอยบากได้ ✅ วิธีแก้ปัญหาชั่วคราวสำหรับผู้เล่น ➡️ เลือกความละเอียดแบบ 16:10 ในการตั้งค่าเกม ➡️ หลีกเลี่ยงการเล่นแบบเต็มจอบนหน้าจอ MacBook ที่มีรอยบาก ✅ ข้อเสนอจากนักพัฒนา ➡️ Apple ควรอัปเดต Human Interface Guidelines (HIG) ➡️ เพิ่มตัวอย่างการเลือก resolution ใน Game Porting Toolkit ➡️ ปรับปรุง CGDisplayMode API ให้กรอง resolution ได้ ➡️ สร้าง API ใหม่สำหรับเกมโดยเฉพาะ https://www.colincornaby.me/2025/08/your-mac-game-is-probably-rendering-blurry/
    WWW.COLINCORNABY.ME
    Your Mac Game Is Probably Rendering Blurry
    ProblemSolutionAffected GamesWhat Apple could do Problem I’ve submitted the issue described in this post to Apple as FB13375033. This issue has been open since September of 2023. If you game …
    0 Comments 0 Shares 383 Views 0 Reviews
  • เรื่องเล่าจากระดับนาโน: เมื่อความสุ่มกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการผลิตชิป

    ในเดือนกรกฎาคม 2025 บริษัท Fractilia ผู้นำด้านการวัดความแปรปรวนแบบสุ่ม (stochastics metrology) ได้เผยแพร่เอกสารวิชาการที่ชี้ให้เห็นว่า “ความแปรปรวนแบบสุ่ม” ในกระบวนการสร้างลวดลายบนชิป (โดยเฉพาะในเทคโนโลยี EUV และ High-NA EUV) กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้การผลิตชิประดับ 2nm และต่ำกว่านั้นไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย

    แม้ในห้องวิจัยจะสามารถสร้างลวดลายขนาดเล็กถึง 12nm ได้ แต่เมื่อเข้าสู่การผลิตจริง กลับเกิดข้อผิดพลาดแบบสุ่ม เช่น ความหยาบของขอบลวดลาย (LER), ความแปรปรวนของขนาด (LCDU), และการเชื่อมหรือขาดของเส้นลวดลาย ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีเดิม

    Fractilia เรียกช่องว่างนี้ว่า “Stochastics Gap” ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่สามารถทำได้ในห้องวิจัย กับสิ่งที่สามารถผลิตได้จริงในโรงงาน โดยเสนอแนวทางใหม่ในการวัดและควบคุมความสุ่มด้วยเทคนิคเชิงสถิติและการออกแบบที่ตระหนักถึงความสุ่มตั้งแต่ต้น

    Fractilia เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สูญเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีจากความแปรปรวนแบบสุ่ม
    ความแปรปรวนนี้เกิดจากพฤติกรรมของโมเลกุล, แหล่งกำเนิดแสง, และอะตอมในกระบวนการสร้างลวดลาย
    ส่งผลให้ yield ต่ำ, ผลิตล่าช้า, และประสิทธิภาพชิปลดลง

    “Stochastics Gap” คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่สามารถพิมพ์ในห้องวิจัย กับสิ่งที่ผลิตได้จริงในโรงงาน
    แม้จะพิมพ์ลวดลายขนาด 12nm ได้ใน R&D แต่ในโรงงานกลับติดที่ 16–18nm
    ช่องว่างนี้ส่งผลต่อจำนวน die ต่อ wafer และรายได้ที่หายไป

    Fractilia เสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการวัดความสุ่มอย่างแม่นยำและออกแบบกระบวนการที่รองรับความสุ่ม
    ใช้เทคโนโลยี FILM™ และ FAME™ เพื่อวัดความแปรปรวนแบบสุ่มในระดับนาโน
    เสนอการออกแบบที่ตระหนักถึงความสุ่ม เช่น OPC แบบ local-aware และการเลือกวัสดุที่ลด noise

    ความแปรปรวนแบบสุ่มไม่สามารถแก้ด้วยการควบคุมแบบเดิม
    ไม่ใช่ปัญหาเครื่องมือหรือการปรับพารามิเตอร์
    ต้องใช้การวิเคราะห์เชิงความน่าจะเป็นแทนการเฉลี่ยแบบเดิม

    การวัดความสุ่มอย่างแม่นยำช่วยให้ทีมออกแบบ, วิศวกร, และซัพพลายเออร์สื่อสารกันได้ดีขึ้น
    สร้าง “ภาษากลาง” ในการวิเคราะห์ yield และ defect
    ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น

    หากไม่แก้ปัญหา Stochastics Gap จะทำให้การผลิตชิประดับ 2nm และต่ำกว่าติดขัด
    Yield ต่ำลง, ต้องใช้ mask หลายรอบ, และออกแบบชิปแบบประนีประนอม
    สูญเสียรายได้จาก die ที่ผลิตได้น้อยลงต่อ wafer

    โรงงานส่วนใหญ่ยังไม่มีเครื่องมือวัดความสุ่มอย่างแม่นยำในสายการผลิตจริง
    แม้จะรู้ว่าปัญหามีอยู่ แต่ขาดเทคโนโลยีในการวัดและควบคุม
    ทำให้ไม่สามารถปรับปรุงกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การใช้ EUV และ High-NA EUV ทำให้ความสุ่มมีผลมากขึ้นในงบประมาณข้อผิดพลาด
    ความสามารถในการพิมพ์ลวดลายเล็กลง แต่ความสุ่มกลับเพิ่มขึ้น
    ทำให้ข้อผิดพลาดแบบสุ่มกลายเป็นปัจจัยหลักที่จำกัด yield

    การไม่ตระหนักถึงความสุ่มตั้งแต่การออกแบบอาจทำให้ชิปไม่สามารถผลิตได้จริง
    ออกแบบลวดลายที่สวยงามใน CAD แต่ไม่สามารถพิมพ์ได้ในโรงงาน
    ต้องกลับไปแก้แบบใหม่ เสียเวลาและต้นทุน

    https://www.techradar.com/pro/the-semiconductor-industry-is-losing-billions-of-dollars-annually-because-of-this-little-obscure-quirk
    ⚠️ เรื่องเล่าจากระดับนาโน: เมื่อความสุ่มกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการผลิตชิป ในเดือนกรกฎาคม 2025 บริษัท Fractilia ผู้นำด้านการวัดความแปรปรวนแบบสุ่ม (stochastics metrology) ได้เผยแพร่เอกสารวิชาการที่ชี้ให้เห็นว่า “ความแปรปรวนแบบสุ่ม” ในกระบวนการสร้างลวดลายบนชิป (โดยเฉพาะในเทคโนโลยี EUV และ High-NA EUV) กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้การผลิตชิประดับ 2nm และต่ำกว่านั้นไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย แม้ในห้องวิจัยจะสามารถสร้างลวดลายขนาดเล็กถึง 12nm ได้ แต่เมื่อเข้าสู่การผลิตจริง กลับเกิดข้อผิดพลาดแบบสุ่ม เช่น ความหยาบของขอบลวดลาย (LER), ความแปรปรวนของขนาด (LCDU), และการเชื่อมหรือขาดของเส้นลวดลาย ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีเดิม Fractilia เรียกช่องว่างนี้ว่า “Stochastics Gap” ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่สามารถทำได้ในห้องวิจัย กับสิ่งที่สามารถผลิตได้จริงในโรงงาน โดยเสนอแนวทางใหม่ในการวัดและควบคุมความสุ่มด้วยเทคนิคเชิงสถิติและการออกแบบที่ตระหนักถึงความสุ่มตั้งแต่ต้น ✅ Fractilia เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สูญเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปีจากความแปรปรวนแบบสุ่ม ➡️ ความแปรปรวนนี้เกิดจากพฤติกรรมของโมเลกุล, แหล่งกำเนิดแสง, และอะตอมในกระบวนการสร้างลวดลาย ➡️ ส่งผลให้ yield ต่ำ, ผลิตล่าช้า, และประสิทธิภาพชิปลดลง ✅ “Stochastics Gap” คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่สามารถพิมพ์ในห้องวิจัย กับสิ่งที่ผลิตได้จริงในโรงงาน ➡️ แม้จะพิมพ์ลวดลายขนาด 12nm ได้ใน R&D แต่ในโรงงานกลับติดที่ 16–18nm ➡️ ช่องว่างนี้ส่งผลต่อจำนวน die ต่อ wafer และรายได้ที่หายไป ✅ Fractilia เสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการวัดความสุ่มอย่างแม่นยำและออกแบบกระบวนการที่รองรับความสุ่ม ➡️ ใช้เทคโนโลยี FILM™ และ FAME™ เพื่อวัดความแปรปรวนแบบสุ่มในระดับนาโน ➡️ เสนอการออกแบบที่ตระหนักถึงความสุ่ม เช่น OPC แบบ local-aware และการเลือกวัสดุที่ลด noise ✅ ความแปรปรวนแบบสุ่มไม่สามารถแก้ด้วยการควบคุมแบบเดิม ➡️ ไม่ใช่ปัญหาเครื่องมือหรือการปรับพารามิเตอร์ ➡️ ต้องใช้การวิเคราะห์เชิงความน่าจะเป็นแทนการเฉลี่ยแบบเดิม ✅ การวัดความสุ่มอย่างแม่นยำช่วยให้ทีมออกแบบ, วิศวกร, และซัพพลายเออร์สื่อสารกันได้ดีขึ้น ➡️ สร้าง “ภาษากลาง” ในการวิเคราะห์ yield และ defect ➡️ ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น ‼️ หากไม่แก้ปัญหา Stochastics Gap จะทำให้การผลิตชิประดับ 2nm และต่ำกว่าติดขัด ⛔ Yield ต่ำลง, ต้องใช้ mask หลายรอบ, และออกแบบชิปแบบประนีประนอม ⛔ สูญเสียรายได้จาก die ที่ผลิตได้น้อยลงต่อ wafer ‼️ โรงงานส่วนใหญ่ยังไม่มีเครื่องมือวัดความสุ่มอย่างแม่นยำในสายการผลิตจริง ⛔ แม้จะรู้ว่าปัญหามีอยู่ แต่ขาดเทคโนโลยีในการวัดและควบคุม ⛔ ทำให้ไม่สามารถปรับปรุงกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ‼️ การใช้ EUV และ High-NA EUV ทำให้ความสุ่มมีผลมากขึ้นในงบประมาณข้อผิดพลาด ⛔ ความสามารถในการพิมพ์ลวดลายเล็กลง แต่ความสุ่มกลับเพิ่มขึ้น ⛔ ทำให้ข้อผิดพลาดแบบสุ่มกลายเป็นปัจจัยหลักที่จำกัด yield ‼️ การไม่ตระหนักถึงความสุ่มตั้งแต่การออกแบบอาจทำให้ชิปไม่สามารถผลิตได้จริง ⛔ ออกแบบลวดลายที่สวยงามใน CAD แต่ไม่สามารถพิมพ์ได้ในโรงงาน ⛔ ต้องกลับไปแก้แบบใหม่ เสียเวลาและต้นทุน https://www.techradar.com/pro/the-semiconductor-industry-is-losing-billions-of-dollars-annually-because-of-this-little-obscure-quirk
    WWW.TECHRADAR.COM
    Tiny random manufacturing defects now costing chipmakers billions
    Randomness at the nanoscale is limiting semiconductor yields
    0 Comments 0 Shares 386 Views 0 Reviews
  • ลองนึกภาพดูว่าในศูนย์ข้อมูลหนึ่ง มีงานมากมายที่ IT ต้องจัดการทุกวัน เช่น แก้ไข network, config storage, เช็ก log, ปรับโหลด cloud — ทั้งหมดนี้ใช้เวลาและต้องการผู้เชี่ยวชาญหลายคน

    แต่ HPE กำลังจะเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็น “การสนทนากับ agent” — คุณแค่ถามในสไตล์แชต แล้ว AI จะประมวลผลข้อมูล, หา insight, เสนอทางแก้ หรือ บางทียังทำแทนให้เองเลยด้วยซ้ำ (แต่ยังให้คุณกดยืนยันก่อนเสมอ)

    หัวใจอยู่ที่ GreenLake Intelligence ซึ่งมี multi-agent system ที่ทำหน้าที่เฉพาะ เช่น จัดการ storage, monitor network, สร้าง dashboard, หรือคุยกับระบบ cloud อื่นได้ — และมี “GreenLake Copilot” เป็นอินเทอร์เฟซแบบแชต ช่วยให้คนไอทีใช้งานง่ายแบบไม่ต้องพิมพ์โค้ด

    นอกจากนี้ HPE ยังพัฒนา hardware และ software เสริมชุดใหญ่ เช่น AI Factory รุ่นใหม่ที่ใช้ Nvidia Blackwell GPU, ระบบ CloudOps, และหน่วยเก็บข้อมูล Alletra X10000 ที่รองรับการวิเคราะห์ context ระดับระบบ (ผ่านโปรโตคอล MCP)

    HPE เปิดตัว GreenLake Intelligence พร้อมแนวคิด AgenticOps  
    • ใช้ AI agents ทำงานซ้ำซ้อนในระบบ IT แทนคนได้ (แต่มี human-in-the-loop)  
    • ครอบคลุมงาน config, observability, storage, network และ more

    GreenLake Copilot คืออินเทอร์เฟซแบบแชตที่ให้คุยกับ AI ได้ทันที  
    • ใช้ภาษาธรรมดาถามเรื่อง log, ปัญหา network, ความเสถียรระบบ ฯลฯ  
    • ทำงานร่วมกับ LLM และ ML ที่เทรนจากข้อมูลองค์กร

    ตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจ:  
    • Aruba Central ใช้ GreenLake Copilot ในการจัดการเครือข่ายแบบ real-time  
    • สร้าง visual dashboard จาก log อัตโนมัติ  
    • เสนอวิธีแก้ปัญหาแบบทีละขั้น หรือลงมือทำแทนได้

    HPE เสริมด้วย CloudOps (รวม OpsRamp, Morpheus, Zerto)  
    • ใช้ GenAI ช่วยจัดการ observability, virtualization, และความปลอดภัยของ data

    เปิดตัว AI Factory Gen 2 ที่ใช้ Nvidia Blackwell RTX Pro 6000  
    • รองรับการประมวลผล AI model สำหรับองค์กรโดยเฉพาะ  
    • ใช้งานร่วมกับระบบของคู่แข่งได้ (เช่น OpsRamp ใช้กับ AI Factory ทุกแบรนด์)

    ระบบเก็บข้อมูล Alletra X10000 รองรับ MCP (Media Context Protocol)  
    • เชื่อมโยงกับ AI/LLM ได้โดยตรง  
    • ส่งข้อมูลระหว่าง server, storage, observability tools ได้รวดเร็ว

    ลุงจะตกงานแล้วววววว !!!

    https://www.techspot.com/news/108437-hpe-greenlake-intelligence-brings-agentic-ai-operations.html
    ลองนึกภาพดูว่าในศูนย์ข้อมูลหนึ่ง มีงานมากมายที่ IT ต้องจัดการทุกวัน เช่น แก้ไข network, config storage, เช็ก log, ปรับโหลด cloud — ทั้งหมดนี้ใช้เวลาและต้องการผู้เชี่ยวชาญหลายคน แต่ HPE กำลังจะเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็น “การสนทนากับ agent” — คุณแค่ถามในสไตล์แชต แล้ว AI จะประมวลผลข้อมูล, หา insight, เสนอทางแก้ หรือ บางทียังทำแทนให้เองเลยด้วยซ้ำ (แต่ยังให้คุณกดยืนยันก่อนเสมอ) หัวใจอยู่ที่ GreenLake Intelligence ซึ่งมี multi-agent system ที่ทำหน้าที่เฉพาะ เช่น จัดการ storage, monitor network, สร้าง dashboard, หรือคุยกับระบบ cloud อื่นได้ — และมี “GreenLake Copilot” เป็นอินเทอร์เฟซแบบแชต ช่วยให้คนไอทีใช้งานง่ายแบบไม่ต้องพิมพ์โค้ด นอกจากนี้ HPE ยังพัฒนา hardware และ software เสริมชุดใหญ่ เช่น AI Factory รุ่นใหม่ที่ใช้ Nvidia Blackwell GPU, ระบบ CloudOps, และหน่วยเก็บข้อมูล Alletra X10000 ที่รองรับการวิเคราะห์ context ระดับระบบ (ผ่านโปรโตคอล MCP) ✅ HPE เปิดตัว GreenLake Intelligence พร้อมแนวคิด AgenticOps   • ใช้ AI agents ทำงานซ้ำซ้อนในระบบ IT แทนคนได้ (แต่มี human-in-the-loop)   • ครอบคลุมงาน config, observability, storage, network และ more ✅ GreenLake Copilot คืออินเทอร์เฟซแบบแชตที่ให้คุยกับ AI ได้ทันที   • ใช้ภาษาธรรมดาถามเรื่อง log, ปัญหา network, ความเสถียรระบบ ฯลฯ   • ทำงานร่วมกับ LLM และ ML ที่เทรนจากข้อมูลองค์กร ✅ ตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจ:   • Aruba Central ใช้ GreenLake Copilot ในการจัดการเครือข่ายแบบ real-time   • สร้าง visual dashboard จาก log อัตโนมัติ   • เสนอวิธีแก้ปัญหาแบบทีละขั้น หรือลงมือทำแทนได้ ✅ HPE เสริมด้วย CloudOps (รวม OpsRamp, Morpheus, Zerto)   • ใช้ GenAI ช่วยจัดการ observability, virtualization, และความปลอดภัยของ data ✅ เปิดตัว AI Factory Gen 2 ที่ใช้ Nvidia Blackwell RTX Pro 6000   • รองรับการประมวลผล AI model สำหรับองค์กรโดยเฉพาะ   • ใช้งานร่วมกับระบบของคู่แข่งได้ (เช่น OpsRamp ใช้กับ AI Factory ทุกแบรนด์) ✅ ระบบเก็บข้อมูล Alletra X10000 รองรับ MCP (Media Context Protocol)   • เชื่อมโยงกับ AI/LLM ได้โดยตรง   • ส่งข้อมูลระหว่าง server, storage, observability tools ได้รวดเร็ว ลุงจะตกงานแล้วววววว !!! 😭😭 https://www.techspot.com/news/108437-hpe-greenlake-intelligence-brings-agentic-ai-operations.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    HPE's GreenLake intelligence brings agentic AI to IT operations
    In case you haven't heard, GenAI is old news. Now, it's all about agentic AI. At least, that certainly seems to be the theme based on the...
    0 Comments 0 Shares 451 Views 0 Reviews
  • 20 มิถุนายน 2568 กระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย (KDN) กำลังตรวจสอบข้อเสนอต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามชายแดน รวมถึงการก่อสร้างกำแพงตามแนวชายแดนมาเลเซีย-ไทยในรัฐกลันตัน ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

    ชัมซูล อานูอาร์ นาซาราห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย กล่าวว่า ความปลอดภัยบริเวณชายแดนยังคงเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกสำหรับรัฐบาล เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักถูกใช้เป็นสถานที่ลักลอบขนสินค้า โดยเฉพาะยาเสพติด และอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในวงกว้างได้ หากไม่ได้รับการตรวจสอบ

    “เราให้ความสำคัญอย่างเต็มที่กับการควบคุมชายแดน หากไม่มีการรักษาความปลอดภัยชายแดน ไม่เพียงแต่การลักลอบขนยาเสพติดจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นๆ ขึ้นได้อีกด้วย” เขากล่าวในการแถลงข่าวหลังจากเข้าร่วมโครงการกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติและสมาคมต่อต้านยาเสพติดแห่งมาเลเซียที่นี่เมื่อคืนวันพฤหัสบดี

    เขากล่าวอีกว่ากระทรวงร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เช่น ตำรวจ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายชายแดนอื่นๆ กำลังวิเคราะห์ข่าวกรองที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อระบุสถานที่ที่ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์เฝ้าระวังหรือโครงสร้างด้านความปลอดภัย

    “เรากำลังพิจารณาข้อเสนอทั้งหมด รวมถึงการก่อสร้างกำแพง การติดตั้งกล้องวงจรปิด และโซลูชั่นเทคโนโลยีอื่นๆ ทั้งหมดนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะดำเนินการตามความต้องการและท้องถิ่น”

    ชัมซูล อานูอาร์ กล่าวเสริมว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้น แต่ได้นำไปปฏิบัติอย่างครอบคลุมทั่วประเทศโดยพิจารณาจากระดับภัยคุกคามและความเสี่ยง

    “สิ่งสำคัญคือการทำให้แน่ใจว่าพรมแดนประเทศของเราปลอดภัยอย่างแท้จริง มีการตรวจสอบอย่างดี และไม่ละเมิดได้ง่าย” เขากล่าว

    เมื่อแสดงความเห็นว่ามาเลเซียจะทำตามตัวอย่างของไทยโดยการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนหรือไม่ ชัมซูล อานูอาร์กล่าวว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอย่างจริงจังโดยรัฐบาล

    เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ดาทุก โมฮัมหมัด ยูซอฟ มามัต ผู้บัญชาการตำรวจกลันตัน รายงานว่า การสร้างกำแพงหรือรั้วถาวรตามแนวชายแดนกลันตัน-ไทยจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลที่สุดในการต่อสู้กับการลักลอบขนของผิดกฎหมายในรัฐนี้

    เขากล่าวว่าแนวชายแดนระยะทาง 45 กิโลเมตรยังคงมีความเสี่ยงสูง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายอย่างครอบคลุมทำได้ยาก

    ที่มา : klsescreener
    https://www.klsescreener.com/v2/news/view/1542845/home-ministry-reviews-proposal-to-build-wall-along-kelantan-thailand-border
    20 มิถุนายน 2568 กระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย (KDN) กำลังตรวจสอบข้อเสนอต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามชายแดน รวมถึงการก่อสร้างกำแพงตามแนวชายแดนมาเลเซีย-ไทยในรัฐกลันตัน ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง ชัมซูล อานูอาร์ นาซาราห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย กล่าวว่า ความปลอดภัยบริเวณชายแดนยังคงเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกสำหรับรัฐบาล เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักถูกใช้เป็นสถานที่ลักลอบขนสินค้า โดยเฉพาะยาเสพติด และอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในวงกว้างได้ หากไม่ได้รับการตรวจสอบ “เราให้ความสำคัญอย่างเต็มที่กับการควบคุมชายแดน หากไม่มีการรักษาความปลอดภัยชายแดน ไม่เพียงแต่การลักลอบขนยาเสพติดจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นๆ ขึ้นได้อีกด้วย” เขากล่าวในการแถลงข่าวหลังจากเข้าร่วมโครงการกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติและสมาคมต่อต้านยาเสพติดแห่งมาเลเซียที่นี่เมื่อคืนวันพฤหัสบดี เขากล่าวอีกว่ากระทรวงร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เช่น ตำรวจ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายชายแดนอื่นๆ กำลังวิเคราะห์ข่าวกรองที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อระบุสถานที่ที่ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์เฝ้าระวังหรือโครงสร้างด้านความปลอดภัย “เรากำลังพิจารณาข้อเสนอทั้งหมด รวมถึงการก่อสร้างกำแพง การติดตั้งกล้องวงจรปิด และโซลูชั่นเทคโนโลยีอื่นๆ ทั้งหมดนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะดำเนินการตามความต้องการและท้องถิ่น” ชัมซูล อานูอาร์ กล่าวเสริมว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้น แต่ได้นำไปปฏิบัติอย่างครอบคลุมทั่วประเทศโดยพิจารณาจากระดับภัยคุกคามและความเสี่ยง “สิ่งสำคัญคือการทำให้แน่ใจว่าพรมแดนประเทศของเราปลอดภัยอย่างแท้จริง มีการตรวจสอบอย่างดี และไม่ละเมิดได้ง่าย” เขากล่าว เมื่อแสดงความเห็นว่ามาเลเซียจะทำตามตัวอย่างของไทยโดยการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนหรือไม่ ชัมซูล อานูอาร์กล่าวว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอย่างจริงจังโดยรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ดาทุก โมฮัมหมัด ยูซอฟ มามัต ผู้บัญชาการตำรวจกลันตัน รายงานว่า การสร้างกำแพงหรือรั้วถาวรตามแนวชายแดนกลันตัน-ไทยจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลที่สุดในการต่อสู้กับการลักลอบขนของผิดกฎหมายในรัฐนี้ เขากล่าวว่าแนวชายแดนระยะทาง 45 กิโลเมตรยังคงมีความเสี่ยงสูง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายอย่างครอบคลุมทำได้ยาก ที่มา : klsescreener https://www.klsescreener.com/v2/news/view/1542845/home-ministry-reviews-proposal-to-build-wall-along-kelantan-thailand-border
    WWW.KLSESCREENER.COM
    Home Ministry reviews proposal to build wall along Kelantan-Thailand border
    The Home Ministry (KDN) is reviewing various proposals to strengthen border security, including the construction of a wall along the Malaysia-Thailand border in Kelantan, which is deemed a high-risk area. Deputy Home Minister Datuk Seri Dr Shamsul Anuar Nasarah said border safety remains a top priority for the government, as such areas were frequently used for smuggling activities, particularly drugs, and might pose wider security threats if left unchecked.
    0 Comments 0 Shares 678 Views 0 Reviews
  • ปัญหาความเข้ากันได้ของ RTX 50 Series กับเมนบอร์ด EVGA
    ผู้ใช้เมนบอร์ด EVGA Z690 กำลังเผชิญกับ ปัญหาการบูตเครื่องเมื่อใช้กับการ์ดจอ RTX 50 Series โดยพบว่า SMBUS pins บนเมนบอร์ดทำให้เกิดความขัดแย้งกับ GPU ของ Nvidia

    EVGA ถอนตัวจากตลาด GPU ในปี 2022 และลดขนาดธุรกิจลงอย่างมาก ส่งผลให้ การสนับสนุนซอฟต์แวร์ลดลง และอาจเป็น สาเหตุของปัญหาความเข้ากันได้กับการ์ดจอรุ่นใหม่

    ข้อมูลจากข่าว
    - ผู้ใช้เมนบอร์ด EVGA Z690 พบปัญหาบูตเครื่องเมื่อใช้กับ RTX 50 Series
    - SMBUS pins บนเมนบอร์ดทำให้เกิดความขัดแย้งกับ GPU ของ Nvidia
    - EVGA ถอนตัวจากตลาด GPU ในปี 2022 และลดขนาดธุรกิจลง
    - ผู้ใช้บางรายแก้ปัญหาโดยใช้เทป Kapton ปิด SMBUS pins บน PCIe connector ของ GPU
    - เมนบอร์ด EVGA รุ่นอื่น ๆ เช่น Z790 ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้

    วิธีแก้ปัญหาที่ผู้ใช้ค้นพบ
    ผู้ใช้บางราย ใช้เทป Kapton กว้าง 2 มม. ปิด SMBUS pins (pins 5 และ 6) บน PCIe connector ของ GPU เพื่อ หยุดสัญญาณ SMBUS ไม่ให้ส่งไปยังการ์ดจอ

    คำเตือนที่ควรพิจารณา
    - การใช้เทป Kapton ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการเชื่อมต่ออื่น ๆ
    - EVGA ยังไม่มีการประกาศแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นทางการ
    - การแก้ไขด้วยเทปเป็นเพียงวิธีชั่วคราว และอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว
    - ต้องติดตามว่า Nvidia หรือ EVGA จะออกอัปเดต BIOS เพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือไม่

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/evga-motherboard-owners-furious-over-modern-gpu-issues-diy-users-resort-to-taping-over-pins-to-fix-rtx-50-series-problem-on-z690-boards
    🔧 ปัญหาความเข้ากันได้ของ RTX 50 Series กับเมนบอร์ด EVGA ผู้ใช้เมนบอร์ด EVGA Z690 กำลังเผชิญกับ ปัญหาการบูตเครื่องเมื่อใช้กับการ์ดจอ RTX 50 Series โดยพบว่า SMBUS pins บนเมนบอร์ดทำให้เกิดความขัดแย้งกับ GPU ของ Nvidia EVGA ถอนตัวจากตลาด GPU ในปี 2022 และลดขนาดธุรกิจลงอย่างมาก ส่งผลให้ การสนับสนุนซอฟต์แวร์ลดลง และอาจเป็น สาเหตุของปัญหาความเข้ากันได้กับการ์ดจอรุ่นใหม่ ✅ ข้อมูลจากข่าว - ผู้ใช้เมนบอร์ด EVGA Z690 พบปัญหาบูตเครื่องเมื่อใช้กับ RTX 50 Series - SMBUS pins บนเมนบอร์ดทำให้เกิดความขัดแย้งกับ GPU ของ Nvidia - EVGA ถอนตัวจากตลาด GPU ในปี 2022 และลดขนาดธุรกิจลง - ผู้ใช้บางรายแก้ปัญหาโดยใช้เทป Kapton ปิด SMBUS pins บน PCIe connector ของ GPU - เมนบอร์ด EVGA รุ่นอื่น ๆ เช่น Z790 ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ 🔥 วิธีแก้ปัญหาที่ผู้ใช้ค้นพบ ผู้ใช้บางราย ใช้เทป Kapton กว้าง 2 มม. ปิด SMBUS pins (pins 5 และ 6) บน PCIe connector ของ GPU เพื่อ หยุดสัญญาณ SMBUS ไม่ให้ส่งไปยังการ์ดจอ ‼️ คำเตือนที่ควรพิจารณา - การใช้เทป Kapton ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการเชื่อมต่ออื่น ๆ - EVGA ยังไม่มีการประกาศแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นทางการ - การแก้ไขด้วยเทปเป็นเพียงวิธีชั่วคราว และอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว - ต้องติดตามว่า Nvidia หรือ EVGA จะออกอัปเดต BIOS เพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/evga-motherboard-owners-furious-over-modern-gpu-issues-diy-users-resort-to-taping-over-pins-to-fix-rtx-50-series-problem-on-z690-boards
    0 Comments 0 Shares 354 Views 0 Reviews
  • ทรัมป์คุย “รีเซ็ตความสัมพันธ์จีน-อเมริกาใหม่หมด” หลังจากทั้งสองประเทศตกลงพักสงครามการค้า 90 วัน ด้วยการลดอัตราภาษีศุลกากรลงมา 115% อย่างไรก็ดี พวกนักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงที่เจนีวาคราวนี้ถือเป็นชัยชนะสำหรับปักกิ่งในการยึดมั่นหลักการความเท่าเทียมและการเคารพกันและกัน ถึงแม้บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ความสำเร็จนี้ไม่ได้สะท้อนวิธีแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และไม่ได้รับประกันว่า ปักกิ่งและวอชิงตันจะไม่ขัดแย้งรุนแรงกันอีกในอนาคต
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000044806

    #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes
    ทรัมป์คุย “รีเซ็ตความสัมพันธ์จีน-อเมริกาใหม่หมด” หลังจากทั้งสองประเทศตกลงพักสงครามการค้า 90 วัน ด้วยการลดอัตราภาษีศุลกากรลงมา 115% อย่างไรก็ดี พวกนักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงที่เจนีวาคราวนี้ถือเป็นชัยชนะสำหรับปักกิ่งในการยึดมั่นหลักการความเท่าเทียมและการเคารพกันและกัน ถึงแม้บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ความสำเร็จนี้ไม่ได้สะท้อนวิธีแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และไม่ได้รับประกันว่า ปักกิ่งและวอชิงตันจะไม่ขัดแย้งรุนแรงกันอีกในอนาคต . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000044806 #Sondhitalk #SondhiX #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #Thaitimes
    Like
    Haha
    2
    0 Comments 0 Shares 1641 Views 0 Reviews
  • Aurora Innovation บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับจาก Pittsburgh ได้เริ่มต้นการใช้งานรถบรรทุกไร้คนขับบนทางหลวง I-45 ระหว่างเมืองดัลลัสและฮูสตันในรัฐเท็กซัส โดยการเปิดตัวนี้ถือเป็นหนึ่งในครั้งแรกที่รถบรรทุกไร้คนขับถูกนำมาใช้งานจริงบนถนนสาธารณะ Aurora วางแผนที่จะเริ่มต้นด้วยรถบรรทุกไร้คนขับเพียงคันเดียว และจะขยายการดำเนินงานในอนาคต

    รัฐเท็กซัสได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ทดลองสำหรับเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่กว้างขวาง กฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจ และสภาพอากาศที่คาดการณ์ได้ง่าย การใช้งานรถบรรทุกไร้คนขับถูกมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการขนส่งที่เผชิญกับความท้าทาย เช่น การขาดแคลนแรงงานและต้นทุนการดำเนินงานที่สูง

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ขับขี่รถบรรทุกแบบดั้งเดิมแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถไร้คนขับบนทางหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในระดับรัฐบาลกลาง

    การเปิดตัวรถบรรทุกไร้คนขับ
    - Aurora เริ่มต้นการใช้งานรถบรรทุกไร้คนขับบนทางหลวง I-45 ในรัฐเท็กซัส
    - การเปิดตัวนี้ถือเป็นครั้งแรกที่รถบรรทุกไร้คนขับถูกนำมาใช้งานจริงบนถนนสาธารณะ

    ความสำคัญของรัฐเท็กซัส
    - รัฐเท็กซัสเป็นพื้นที่ทดลองสำหรับเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการขนส่ง
    - รถบรรทุกไร้คนขับช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

    การสนับสนุนจากบริษัทอื่น
    - Volvo และ Daimler กำลังพัฒนารถบรรทุกไร้คนขับเช่นกัน โดยมีเป้าหมายการใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027

    https://www.techspot.com/news/107687-texas-highways-welcome-first-wave-self-driving-freight.html
    Aurora Innovation บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับจาก Pittsburgh ได้เริ่มต้นการใช้งานรถบรรทุกไร้คนขับบนทางหลวง I-45 ระหว่างเมืองดัลลัสและฮูสตันในรัฐเท็กซัส โดยการเปิดตัวนี้ถือเป็นหนึ่งในครั้งแรกที่รถบรรทุกไร้คนขับถูกนำมาใช้งานจริงบนถนนสาธารณะ Aurora วางแผนที่จะเริ่มต้นด้วยรถบรรทุกไร้คนขับเพียงคันเดียว และจะขยายการดำเนินงานในอนาคต รัฐเท็กซัสได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ทดลองสำหรับเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่กว้างขวาง กฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจ และสภาพอากาศที่คาดการณ์ได้ง่าย การใช้งานรถบรรทุกไร้คนขับถูกมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการขนส่งที่เผชิญกับความท้าทาย เช่น การขาดแคลนแรงงานและต้นทุนการดำเนินงานที่สูง อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ขับขี่รถบรรทุกแบบดั้งเดิมแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถไร้คนขับบนทางหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในระดับรัฐบาลกลาง ✅ การเปิดตัวรถบรรทุกไร้คนขับ - Aurora เริ่มต้นการใช้งานรถบรรทุกไร้คนขับบนทางหลวง I-45 ในรัฐเท็กซัส - การเปิดตัวนี้ถือเป็นครั้งแรกที่รถบรรทุกไร้คนขับถูกนำมาใช้งานจริงบนถนนสาธารณะ ✅ ความสำคัญของรัฐเท็กซัส - รัฐเท็กซัสเป็นพื้นที่ทดลองสำหรับเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ✅ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการขนส่ง - รถบรรทุกไร้คนขับช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ✅ การสนับสนุนจากบริษัทอื่น - Volvo และ Daimler กำลังพัฒนารถบรรทุกไร้คนขับเช่นกัน โดยมีเป้าหมายการใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2027 https://www.techspot.com/news/107687-texas-highways-welcome-first-wave-self-driving-freight.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Texas highways welcome first wave of self-driving freight trucks
    According to Axios, the company plans to start with a single autonomous truck and gradually expand its operations. The rollout marks one of the first real-world deployments...
    0 Comments 0 Shares 426 Views 0 Reviews
More Results