• สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% (ล่าสุดปรับอีกครั้งเป็น 37%) หนึ่งในทางออกคือ ไทยต้องเล่นบทบาทนำในอาเซียน เพื่อผ่านวิกฤตครั้งนี้ให้ได้.ประเด็นเร่งด่วนในระยะสั้นที่ไทยต้องเร่งผลักดันผ่านคณะทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับสูง และที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อให้ทันก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้คือ.รับมือกับมาตรการทางทางการค้าของสหรัฐอเมริการ่วมกัน เพราะสมาชิกอาเซียนโดนกันถ้วนหน้า กัมพูชา 49% สปป ลาว 48% เวียดนาม 46% เมียนมา 44% ไทย 36-37% อินโดนีเซีย 32% มาเลเซียและบรูไน 24% ฟิลิปปินส์ 17% หรือแม้แต่สิงคโปร์ก็โดนภาษี 10% เราต้องคำนวณร่วมกันว่า อัตราที่ทรัมป์กล่าวอ้าง นั่นคือ x2 ของอัตราภาษีเหล่านี้ คืออัตราจริงหรือไม่ ที่มาเป็นอย่างไร ถ้าไม่จริงต้องเร่งปฏิเสธ (ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่น่าจะใช่อัตราที่ถูกต้อง รวมทั้งมีผู้คำนวณแล้วว่าตัวเลขชุดนี้ แท้จริงแล้วคือ สัดส่วนมูลค่าการขาดดุลการค้าต่อมูลค่าการนำเข้าที่สหรัฐนำเข้าสินค้าจากแต่ละประเทศ).จากนั้น ต้องคิดต่อว่าหากให้แต่ละประเทศสมาชิกเจรจากับสหรัฐ (ซึ่งจะมีเวลาเตรียมตัวสั้นมาก) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า อำนาจการต่อรองของแต่ละสมาชิกเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาคือ เรื่องจิ๊บจ๊อยขี้ประติ๋ว แต่หากประชาคมอาเซียนรวมตัวกัน นี้คือตลาดของประชาชนเรือน 700 ล้านประชากร ที่มีรายได้สูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ดังนั้น อาเซียนต้องร่วมมือกัน อาเซียนต้องเดินหน้าต่อรองด้วยกัน .อาเซียนต้องไม่ดำเนินมาตรการที่ขัดแข้งขัดขาซึ่งกันและกัน มาตรการจำพวกตั้งภาษีตอบโต้กัน หรือเลียนแบบมาตรการทางการค้าเพื่อตอบโต้ซึ่งกันและกัน (Tariff Retaliation and/or Trade Emulation) รวมทั้งนโยบายประเภทเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ขอทานจากประเทศเพื่อบ้าน (Beggar-thy-neighbor) อาทิ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินทุน แข่งกันให้สิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุนจนวายวอดทั้งภูมิภาค ฯลฯ เหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น .จากนั้นทั้งอาเซียนต้องร่วมกัน.1. แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า อาเซียนคืออาเซียน อาเซียนมีจุดแข็งของตนเอง อาเซียนพร้อมสนับสนุนการค้า การลงทุนเสรี อาเซียนสนับสนุนกฎกติการแบบพหุภาคีนิยม และอาเซียนไม่ได้เป็นเขตอิทธิพลของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐ หรือ มหาอำนาจใดๆ.2. เร่งสำรวจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการทางการค้าที่สหรัฐประกาศ ณ วันที่ 2 เมษายน ว่าแต่ละประเทศได้รับผลกระทบอย่างไร และหากเราร่วมมือกัน เราต้องการตจะกำหนดทิศทางการเจรจาอย่างไร แน่นอนว่า ทุกประเทศ ทุกคน คงไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด แต่ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ บางเรื่อง บางประเทศ คงต้องยอมถอย เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อบางภาคการผลิต บางประเทศ และจากนั้นค่อยไปหารือกันว่าอาเซียนจะช่วยการเยียวยาผลกระทบซึ่งกันและกันได้อย่างไร เร่งปรึกษาหารือกับวิสาหกิจสหรัฐที่ทำการค้า ทำการลงทุนอยู่แล้วในอาเซียน ว่าพวกเขามีข้อเสนอแนะใดบ้าง.3. เร่งสำรวจว่าแต่ละประเทศมีช่องทาง มีสายสัมพันธ์ มีแนวทางการติดต่อประสานงานกับประธานาธิบดีทรัมป์ และทีมงานที่ภักดีของเขา รวมทั้งผู้สนับสนุนการรณรงค์หาเสียงของเขาในช่องทางใดบ้าง มีอะไรที่จะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้คนเหล่านี้ต้องการเป็นสะพานเพื่อเปิดการเจรจาระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ.4. วางยุทธศาสตร์การเจรจาร่วมกัน โดยการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ราชสีห์กับหนู” นำเสนอนโยบายที่ทำให้ทรัมป์ต้องให้ความสนใจอาเซียน (ทรัมป์เคยมาเยือนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในปี 2017 แต่ไม่เคยเข้าประชุมกับผู้นำอาเซียน) อาเซียนต้องเป็นหนูที่แสดงความเกรงใจนบนอบในระยะปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นโอกาสที่สหรัฐจะได้จากการร่วมมือกับในอนาคต มีอะไรที่เราจะเสนอกับอาเซียนได้บ้าง อาทิ ความต้องการในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของอาเซียนร่วมกันในอีก 5 ปีต่อจากนี้ ความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการที่เป็น Billing ขนาดใหญ่ อาทิ การจัดหาเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบินต่างๆ ในประเทศอาเซียนที่มีตลาดการบินขนาดใหญ่และเป็น Hub ทางการบินที่สำคัญ, การจัดซื้อ Software และ Hardware สำหรับระบบบริหาร ASEAN Smart City Network รวมทั้งความต้องการในการจัดซื้อบริการเหล่านี้สำหรับการบริหารกิจการทั้งของรัฐบาลและของภาคเอกชนในอาเซียน, ความต้องการซื้ออุปกรณ์และองค์ความรู้ในการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการสร้างโรงไฟฟ้าและศักยภาพของการผลิตพลังงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิตอลที่ผู้ประกอบการสหรัฐต้องการ, ทรัพยากรธรรมชาติของอาเซียนที่สหรัฐดิ้นรนแสวงหาอยู่ ณ ขณะนี้, ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนคาสิโนแห่ง Las Vegas ได้มีโอกาสในการทำธุรกิจในอาเซียนในประเทศที่กำลังเดินหน้านโยบายการเปิดบ่อน (ส่วนตัวผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนคาสิโนที่มอมเมาประชาชน แต่หากรัฐบาลจะดันทุรังเปิดให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะต้องอย่าลืมว่าผู้สนับสนุนทรัมป์ก็เป็นกลุ่มทุนคาสิโนยักษ์ใหญ่) ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอำนาจต่อรองที่หนูตัวนี้จะรอดจากเงื้อมมือราชสีห์ด้วยกันทั้งสิ้น.5. และเนื่องจาก ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ได้รับสิทธิ์ในการเป็น Partner Country ของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BRICS ในขณะที่อินโดนีเซียได้รับสิทธิ์เป็น Full Member ของ BRICS เรียบร้อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หนูน้อยอาเซียนต้องดำเนินการด้วยนั่นก็คือ เร่งเจรจากับผู้นำบราซิลที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ในปีนี้ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะรับอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเข้าเป็นสมาชิก เพราะหนูตัวนี้บางครั้งก็ต้องพึ่งพาราชสีห์อีกตัวมากดดันราชสีห์อันทพาลตัวเก่า การแสวงหาโอกาส การแสวงหาตลาดใหม่ๆ ที่จะเป็นทางเลือกเพื่อมาทดแทนตลาดการค้าที่กำลังจะเสียไป เป็นทางเลือกที่เรามีสิทธิ์ในฐานะรัฐอธิปไตย.ขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของไทยต้องมีวิสัยทัศน์ มีความกล้าหาญในการเล่นบทบาทนำของประเทศไทยในประชาคมอาเซียน เราต้องมีข้อเสนอกับประชาคมอาเซียนเพื่อรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจะสหรัฐร่วมกัน.รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนามคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ปล. รบกวนช่วยกัน Share นะครับ เราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง ไม่งั้นไทยจะหายไปจากจอเรดาร์
    สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% (ล่าสุดปรับอีกครั้งเป็น 37%) หนึ่งในทางออกคือ ไทยต้องเล่นบทบาทนำในอาเซียน เพื่อผ่านวิกฤตครั้งนี้ให้ได้.ประเด็นเร่งด่วนในระยะสั้นที่ไทยต้องเร่งผลักดันผ่านคณะทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับสูง และที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อให้ทันก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้คือ.รับมือกับมาตรการทางทางการค้าของสหรัฐอเมริการ่วมกัน เพราะสมาชิกอาเซียนโดนกันถ้วนหน้า กัมพูชา 49% สปป ลาว 48% เวียดนาม 46% เมียนมา 44% ไทย 36-37% อินโดนีเซีย 32% มาเลเซียและบรูไน 24% ฟิลิปปินส์ 17% หรือแม้แต่สิงคโปร์ก็โดนภาษี 10% เราต้องคำนวณร่วมกันว่า อัตราที่ทรัมป์กล่าวอ้าง นั่นคือ x2 ของอัตราภาษีเหล่านี้ คืออัตราจริงหรือไม่ ที่มาเป็นอย่างไร ถ้าไม่จริงต้องเร่งปฏิเสธ (ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่น่าจะใช่อัตราที่ถูกต้อง รวมทั้งมีผู้คำนวณแล้วว่าตัวเลขชุดนี้ แท้จริงแล้วคือ สัดส่วนมูลค่าการขาดดุลการค้าต่อมูลค่าการนำเข้าที่สหรัฐนำเข้าสินค้าจากแต่ละประเทศ).จากนั้น ต้องคิดต่อว่าหากให้แต่ละประเทศสมาชิกเจรจากับสหรัฐ (ซึ่งจะมีเวลาเตรียมตัวสั้นมาก) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า อำนาจการต่อรองของแต่ละสมาชิกเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาคือ เรื่องจิ๊บจ๊อยขี้ประติ๋ว แต่หากประชาคมอาเซียนรวมตัวกัน นี้คือตลาดของประชาชนเรือน 700 ล้านประชากร ที่มีรายได้สูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ ดังนั้น อาเซียนต้องร่วมมือกัน อาเซียนต้องเดินหน้าต่อรองด้วยกัน .อาเซียนต้องไม่ดำเนินมาตรการที่ขัดแข้งขัดขาซึ่งกันและกัน มาตรการจำพวกตั้งภาษีตอบโต้กัน หรือเลียนแบบมาตรการทางการค้าเพื่อตอบโต้ซึ่งกันและกัน (Tariff Retaliation and/or Trade Emulation) รวมทั้งนโยบายประเภทเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ขอทานจากประเทศเพื่อบ้าน (Beggar-thy-neighbor) อาทิ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินทุน แข่งกันให้สิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุนจนวายวอดทั้งภูมิภาค ฯลฯ เหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น .จากนั้นทั้งอาเซียนต้องร่วมกัน.1. แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า อาเซียนคืออาเซียน อาเซียนมีจุดแข็งของตนเอง อาเซียนพร้อมสนับสนุนการค้า การลงทุนเสรี อาเซียนสนับสนุนกฎกติการแบบพหุภาคีนิยม และอาเซียนไม่ได้เป็นเขตอิทธิพลของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐ หรือ มหาอำนาจใดๆ.2. เร่งสำรวจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการทางการค้าที่สหรัฐประกาศ ณ วันที่ 2 เมษายน ว่าแต่ละประเทศได้รับผลกระทบอย่างไร และหากเราร่วมมือกัน เราต้องการตจะกำหนดทิศทางการเจรจาอย่างไร แน่นอนว่า ทุกประเทศ ทุกคน คงไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด แต่ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ บางเรื่อง บางประเทศ คงต้องยอมถอย เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อบางภาคการผลิต บางประเทศ และจากนั้นค่อยไปหารือกันว่าอาเซียนจะช่วยการเยียวยาผลกระทบซึ่งกันและกันได้อย่างไร เร่งปรึกษาหารือกับวิสาหกิจสหรัฐที่ทำการค้า ทำการลงทุนอยู่แล้วในอาเซียน ว่าพวกเขามีข้อเสนอแนะใดบ้าง.3. เร่งสำรวจว่าแต่ละประเทศมีช่องทาง มีสายสัมพันธ์ มีแนวทางการติดต่อประสานงานกับประธานาธิบดีทรัมป์ และทีมงานที่ภักดีของเขา รวมทั้งผู้สนับสนุนการรณรงค์หาเสียงของเขาในช่องทางใดบ้าง มีอะไรที่จะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้คนเหล่านี้ต้องการเป็นสะพานเพื่อเปิดการเจรจาระหว่างอาเซียนกับสหรัฐ.4. วางยุทธศาสตร์การเจรจาร่วมกัน โดยการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ราชสีห์กับหนู” นำเสนอนโยบายที่ทำให้ทรัมป์ต้องให้ความสนใจอาเซียน (ทรัมป์เคยมาเยือนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในปี 2017 แต่ไม่เคยเข้าประชุมกับผู้นำอาเซียน) อาเซียนต้องเป็นหนูที่แสดงความเกรงใจนบนอบในระยะปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงให้เห็นโอกาสที่สหรัฐจะได้จากการร่วมมือกับในอนาคต มีอะไรที่เราจะเสนอกับอาเซียนได้บ้าง อาทิ ความต้องการในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของอาเซียนร่วมกันในอีก 5 ปีต่อจากนี้ ความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการที่เป็น Billing ขนาดใหญ่ อาทิ การจัดหาเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบินต่างๆ ในประเทศอาเซียนที่มีตลาดการบินขนาดใหญ่และเป็น Hub ทางการบินที่สำคัญ, การจัดซื้อ Software และ Hardware สำหรับระบบบริหาร ASEAN Smart City Network รวมทั้งความต้องการในการจัดซื้อบริการเหล่านี้สำหรับการบริหารกิจการทั้งของรัฐบาลและของภาคเอกชนในอาเซียน, ความต้องการซื้ออุปกรณ์และองค์ความรู้ในการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการสร้างโรงไฟฟ้าและศักยภาพของการผลิตพลังงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิตอลที่ผู้ประกอบการสหรัฐต้องการ, ทรัพยากรธรรมชาติของอาเซียนที่สหรัฐดิ้นรนแสวงหาอยู่ ณ ขณะนี้, ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนคาสิโนแห่ง Las Vegas ได้มีโอกาสในการทำธุรกิจในอาเซียนในประเทศที่กำลังเดินหน้านโยบายการเปิดบ่อน (ส่วนตัวผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนคาสิโนที่มอมเมาประชาชน แต่หากรัฐบาลจะดันทุรังเปิดให้ได้ อย่างน้อยก็ต้องเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะต้องอย่าลืมว่าผู้สนับสนุนทรัมป์ก็เป็นกลุ่มทุนคาสิโนยักษ์ใหญ่) ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอำนาจต่อรองที่หนูตัวนี้จะรอดจากเงื้อมมือราชสีห์ด้วยกันทั้งสิ้น.5. และเนื่องจาก ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ได้รับสิทธิ์ในการเป็น Partner Country ของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BRICS ในขณะที่อินโดนีเซียได้รับสิทธิ์เป็น Full Member ของ BRICS เรียบร้อยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หนูน้อยอาเซียนต้องดำเนินการด้วยนั่นก็คือ เร่งเจรจากับผู้นำบราซิลที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ในปีนี้ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะรับอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเข้าเป็นสมาชิก เพราะหนูตัวนี้บางครั้งก็ต้องพึ่งพาราชสีห์อีกตัวมากดดันราชสีห์อันทพาลตัวเก่า การแสวงหาโอกาส การแสวงหาตลาดใหม่ๆ ที่จะเป็นทางเลือกเพื่อมาทดแทนตลาดการค้าที่กำลังจะเสียไป เป็นทางเลือกที่เรามีสิทธิ์ในฐานะรัฐอธิปไตย.ขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของไทยต้องมีวิสัยทัศน์ มีความกล้าหาญในการเล่นบทบาทนำของประเทศไทยในประชาคมอาเซียน เราต้องมีข้อเสนอกับประชาคมอาเซียนเพื่อรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจะสหรัฐร่วมกัน.รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนามคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.ปล. รบกวนช่วยกัน Share นะครับ เราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง ไม่งั้นไทยจะหายไปจากจอเรดาร์
    0 Comments 0 Shares 52 Views 0 Reviews
  • "เสือกเฉพาะเรื่อง" EP5 (ซัดเลย..รออะไรล่ะ)

    พิมพ์เขียวศรีธนญชัย เมื่อรู้แล้วว่า ไทย-จีน สอดประสาน การล้างบางคอรัปชั่นมันไม่ง่าย ต้องให้ขาใหญ่ช่วย ทั้งเส้นทางฟอกเงิน ระบบ AI หน่วยข่าวกรอง ทีมปฎิบัติการพิเศษ นอกเหนือจากหน่วยงานรัฐ ในชั้นระดับบัญชาการ เค้าคุยกันไว้หมดแล้ว มรึงคิดว่า อยู่ดีดี ตั้งแต่คดีไอคอน ยันมาถึงตอนนี้ มันจะเข้าสู่ขบวนการศาลได้ยังไง หากไม่มีคนชง อยู่เบื้องหลัง พูดสั้นๆ คือ ก่อนทหารจะออก มันต้องมีปัจจัยเสริมช่วยจ๊ะ ประชาชนเอือมระอา บ้านเมืองไร้กฎเกณฑ์ ขบวนการยุติธรรมต้นน้ำเป็นพิษ เกมส์นอกเข้าขั้นวิกฤต หลักการปกครองนับตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย หากมีอะไรที่ควบคุมไม่ได้ เค้าจะดึงกองกำลังทั้งหมดมาไว้ในมือ(วัง) เพื่อเตรียมการปฎิวัติ แย่งชิง เผด็จศึกศัตรูแผ่นดิน ไม่สนวิธีการ แต่สนแค่ "เป้าหมายและผลลัพธ์" หมีกำลังจะบอกว่า ใครที่เคยคิดว่า เราจะผูกติดกับระบอบปชต.ตอแหลไปจนวันตาย มรึงคิดผิด กูบอกไบ้ไปแล้วว่า หัวเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยนตาม จีน รัสเซีย กำลังใช้ไทยเป็น "ต้นแบบ" พลิกการปกครองโลกยุคใหม่ ใครใคร่ค้าก็ค้า ใครใคร่ขาย ก็ขาย แต่ละประเทศปกครองตัวเองในรูปแบบที่ไม่ต้องเหมือนใคร นี่แหละ BRICS แท้จริง ของจริง เรายังใช้ปชต.ตอแหล เพื่อบังหน้า แต่พ่อปกครองลูกคือ "แก่นแท้" ของแผ่นดิน ปชต.ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งเสมอไป เมื่อคืนพระราชอำนาจให้พ่อท่าน อำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่วัง ใครก็แตะต้องไม่ได้อีก ใช้รูปแบบปชต.กึ่งกษัตริย์ปกครอง เปลี่ยนจากเลือกตั้งเป็นแต่งตั้ง เพราะหากควายมันเลือก มรึงจะได้ควายมาทำหน้าที่ แต่หากให้วังแต่งตั้ง มรึงจะได้คนดี มีฝีมือ โปร่งใส และซื่อตรง แต่การจะเปลี่ยนแบบนี้ได้จริง มันต้องมีการวัดกำลังกันอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ คปท.นำร่องไปก่อน อะไรจะตามมา กูคงไม่ต้องบอก แต่ไม่จำเป็นต้องไปนอนกลางถนนเป็นเดือนๆ เหมือนที่ผ่านมา ภาระกิจนินจาฮาโตริ ล่อทีละเรื่อง ไล่ไปทีละจุด กองทัพจะออกก็ต่อเมื่อ ประชาชนมีภัยไงล่ะ ไม่เอาเหยื่อไปล่อ แล้วเหี้ยมันจะกินเบ็ดเหรอ มันคงถึงเวลาจริงๆ แล้วสิน่ะ งานนี้ อีเหลี่ยมชาติหมาถึงขั้นชะตาขาด เค้าไม่เก็บมันไว้อีกแล้ว เพราะเกมส์การเมืองมันสุดทางตันแล้ว อีลูกสาวร่านตกเก้าอี้เมื่อไหร่ เผ่นทันที ปิดประตูก็ได้ หรือจะเปิดช่องหมาลอดก็ดี อยู่ที่ตกลงกันไว้ยังไง? แต่ดูทรงแล้ว ทหารไม่เก็บเอาไว้เป็นหอกข้างแคร่อีกต่อไป "หัวขาด" ภาพมันฟ้อง สวรรค์ให้มรึงเดินได้ถึงแค่นี้ บุญหมดไปแล้ว จากนี้คือรับวิบากกรรมขั้นสูงสุดทันที คปท.คึกจัดสุดขีด มากันตรึม มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ มีกองกำลังจัดตั้งชัวร์ อย่างน้อย 4 กลุ่มใหญ่ และมีประชาชนขาจรตามมาอีกเพี๊ยบ งานนี้ เค้าเล่นเกมส์ใหญ่กันแล้ว เตรียมยุบสภาหนีตามฟอร์ม ยุบแล้ว ยุบเลย ไม่ได้กลับมาอีกตลอดชาตินี้ดอกน่ะ? ม็อบขนาดใหญ่ ต้องมีรายจ่าย และสิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยและขุมกำลัง เราผ่านอะไรกันมาเยอะ มันไม่ต้องมาเริ่มนับ 1 กันใหม่อีกต่อไป พร้อมเสิร์ฟหากสดชื่น? ทำไมอีเหลี่ยมเหี้ยถึงพยายามจะดัน "กาสิโอ๊ะ" ไม่ใช่เพื่อรายได้ดอก แต่เพื่อ ฟอกเงินทุนสีเทาของโลกทั้งหมดต่างหาก มันวางเราเป็นแหล่งฟอกเงินโลกไงล่ะ อ้างมีนักท่องเที่ยวติด TOP3 โลก กระแสเงินสะพัด แท้จริงมาฟอกที่ "กาสิโอ๊ะ" จีนรู้ ว่าหากไทยเปิด มันจะกระทบถึงทั้งอาเซียน ขบวนการฟอกเงินโต มันคือเงินที่ภาครัฐสูญเสีย และเป็นแหล่งท่อน้ำเลี้ยงก่อการร้ายโลกไปในตัว ใครที่ยังมองไม่เห็นภาพแท้ ตัวจริง ของ "กาสิโอ๊ะ" มรึงอย่าเที่ยวไปเถียงใครเค้า อายหมามัน? มันคือแหล่งฟอกเงิน รายได้ไม่สน สนแค่เป็นเงินตาย เป็นเงินเป็น เข้าใจยัง? คปท.งวดนี้ไม่ธรรมดา ทั้งอริเก่าอีเหลี่ยมมาเต็ม ปชป.เก่า(กปปส)ก็ร่วมแจม ภาคประชาชนก็ร่วมด้วย รอแค่บ้านพระอาทิตย์นำทัพหลวงออกถนน นั่นคือ "ปิดเกมส์" เพราะออกทุกครั้ง รัฐบาลไปหมดทุกไอ้อี ความมันส์เพิ่งจะเริ่ม อย่าเพิ่งรีบนับศพเหี้ยจ๊ะ ยังมีตายห่ากันอีกเยอะ เก็บแรงเอาไว้ ดอก2 ดอก3 มีตามมาแน่ รองเท้าผ้าใบกูพร้อม ใจกูเกิน 150% จะออกทั้งที มันต้องปิดเกมส์โว๊ย "มรึงไม่ได้ไปต่อ" จบแค่ตรงนี้ ล้างเหี้ยให้สิ้นซาก!

    หมี CNN(ฮาแตก! อีทรัมปป์ยั่ว ปูตินรู้ทัน ไม่หลงกล ดาหน้าถล่มยูเครนจนขี้แตก เสียรวดเดียว 12 เมืองใหญ่ 2 แค้วนรอการประกาศรับรอง เตรียมสั่งคว่ำบาตรรัสเซียอีกรอบ ถามจริง? นี่คือสิ่งที่มรึงคิดและทำได้แค่นี้เหรอ? รัสเซียต้องใช้อะไรจากมรึง และมรึงต้องใช้อะไรจากรัสเซีย หากยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ไปลาตายซะน่ะ โลกความจริง รัสเซีย จีน กำหนดทางเดินให้เหี้ยแล้วตอนนี้ มรึงไม่มีทางหนีไปไหนได้อีก หมากล้อมจีน หมากรุกรัสเซีย เค้า "รุกฆาตมรึง" ตั้งแต่เปิดยูเครนแล้ว)
    03 เมษายน 68
    "เสือกเฉพาะเรื่อง" EP5 (ซัดเลย..รออะไรล่ะ) พิมพ์เขียวศรีธนญชัย เมื่อรู้แล้วว่า ไทย-จีน สอดประสาน การล้างบางคอรัปชั่นมันไม่ง่าย ต้องให้ขาใหญ่ช่วย ทั้งเส้นทางฟอกเงิน ระบบ AI หน่วยข่าวกรอง ทีมปฎิบัติการพิเศษ นอกเหนือจากหน่วยงานรัฐ ในชั้นระดับบัญชาการ เค้าคุยกันไว้หมดแล้ว มรึงคิดว่า อยู่ดีดี ตั้งแต่คดีไอคอน ยันมาถึงตอนนี้ มันจะเข้าสู่ขบวนการศาลได้ยังไง หากไม่มีคนชง อยู่เบื้องหลัง พูดสั้นๆ คือ ก่อนทหารจะออก มันต้องมีปัจจัยเสริมช่วยจ๊ะ ประชาชนเอือมระอา บ้านเมืองไร้กฎเกณฑ์ ขบวนการยุติธรรมต้นน้ำเป็นพิษ เกมส์นอกเข้าขั้นวิกฤต หลักการปกครองนับตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย หากมีอะไรที่ควบคุมไม่ได้ เค้าจะดึงกองกำลังทั้งหมดมาไว้ในมือ(วัง) เพื่อเตรียมการปฎิวัติ แย่งชิง เผด็จศึกศัตรูแผ่นดิน ไม่สนวิธีการ แต่สนแค่ "เป้าหมายและผลลัพธ์" หมีกำลังจะบอกว่า ใครที่เคยคิดว่า เราจะผูกติดกับระบอบปชต.ตอแหลไปจนวันตาย มรึงคิดผิด กูบอกไบ้ไปแล้วว่า หัวเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยนตาม จีน รัสเซีย กำลังใช้ไทยเป็น "ต้นแบบ" พลิกการปกครองโลกยุคใหม่ ใครใคร่ค้าก็ค้า ใครใคร่ขาย ก็ขาย แต่ละประเทศปกครองตัวเองในรูปแบบที่ไม่ต้องเหมือนใคร นี่แหละ BRICS แท้จริง ของจริง เรายังใช้ปชต.ตอแหล เพื่อบังหน้า แต่พ่อปกครองลูกคือ "แก่นแท้" ของแผ่นดิน ปชต.ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งเสมอไป เมื่อคืนพระราชอำนาจให้พ่อท่าน อำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่วัง ใครก็แตะต้องไม่ได้อีก ใช้รูปแบบปชต.กึ่งกษัตริย์ปกครอง เปลี่ยนจากเลือกตั้งเป็นแต่งตั้ง เพราะหากควายมันเลือก มรึงจะได้ควายมาทำหน้าที่ แต่หากให้วังแต่งตั้ง มรึงจะได้คนดี มีฝีมือ โปร่งใส และซื่อตรง แต่การจะเปลี่ยนแบบนี้ได้จริง มันต้องมีการวัดกำลังกันอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ คปท.นำร่องไปก่อน อะไรจะตามมา กูคงไม่ต้องบอก แต่ไม่จำเป็นต้องไปนอนกลางถนนเป็นเดือนๆ เหมือนที่ผ่านมา ภาระกิจนินจาฮาโตริ ล่อทีละเรื่อง ไล่ไปทีละจุด กองทัพจะออกก็ต่อเมื่อ ประชาชนมีภัยไงล่ะ ไม่เอาเหยื่อไปล่อ แล้วเหี้ยมันจะกินเบ็ดเหรอ มันคงถึงเวลาจริงๆ แล้วสิน่ะ งานนี้ อีเหลี่ยมชาติหมาถึงขั้นชะตาขาด เค้าไม่เก็บมันไว้อีกแล้ว เพราะเกมส์การเมืองมันสุดทางตันแล้ว อีลูกสาวร่านตกเก้าอี้เมื่อไหร่ เผ่นทันที ปิดประตูก็ได้ หรือจะเปิดช่องหมาลอดก็ดี อยู่ที่ตกลงกันไว้ยังไง? แต่ดูทรงแล้ว ทหารไม่เก็บเอาไว้เป็นหอกข้างแคร่อีกต่อไป "หัวขาด" ภาพมันฟ้อง สวรรค์ให้มรึงเดินได้ถึงแค่นี้ บุญหมดไปแล้ว จากนี้คือรับวิบากกรรมขั้นสูงสุดทันที คปท.คึกจัดสุดขีด มากันตรึม มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ มีกองกำลังจัดตั้งชัวร์ อย่างน้อย 4 กลุ่มใหญ่ และมีประชาชนขาจรตามมาอีกเพี๊ยบ งานนี้ เค้าเล่นเกมส์ใหญ่กันแล้ว เตรียมยุบสภาหนีตามฟอร์ม ยุบแล้ว ยุบเลย ไม่ได้กลับมาอีกตลอดชาตินี้ดอกน่ะ? ม็อบขนาดใหญ่ ต้องมีรายจ่าย และสิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยและขุมกำลัง เราผ่านอะไรกันมาเยอะ มันไม่ต้องมาเริ่มนับ 1 กันใหม่อีกต่อไป พร้อมเสิร์ฟหากสดชื่น? ทำไมอีเหลี่ยมเหี้ยถึงพยายามจะดัน "กาสิโอ๊ะ" ไม่ใช่เพื่อรายได้ดอก แต่เพื่อ ฟอกเงินทุนสีเทาของโลกทั้งหมดต่างหาก มันวางเราเป็นแหล่งฟอกเงินโลกไงล่ะ อ้างมีนักท่องเที่ยวติด TOP3 โลก กระแสเงินสะพัด แท้จริงมาฟอกที่ "กาสิโอ๊ะ" จีนรู้ ว่าหากไทยเปิด มันจะกระทบถึงทั้งอาเซียน ขบวนการฟอกเงินโต มันคือเงินที่ภาครัฐสูญเสีย และเป็นแหล่งท่อน้ำเลี้ยงก่อการร้ายโลกไปในตัว ใครที่ยังมองไม่เห็นภาพแท้ ตัวจริง ของ "กาสิโอ๊ะ" มรึงอย่าเที่ยวไปเถียงใครเค้า อายหมามัน? มันคือแหล่งฟอกเงิน รายได้ไม่สน สนแค่เป็นเงินตาย เป็นเงินเป็น เข้าใจยัง? คปท.งวดนี้ไม่ธรรมดา ทั้งอริเก่าอีเหลี่ยมมาเต็ม ปชป.เก่า(กปปส)ก็ร่วมแจม ภาคประชาชนก็ร่วมด้วย รอแค่บ้านพระอาทิตย์นำทัพหลวงออกถนน นั่นคือ "ปิดเกมส์" เพราะออกทุกครั้ง รัฐบาลไปหมดทุกไอ้อี ความมันส์เพิ่งจะเริ่ม อย่าเพิ่งรีบนับศพเหี้ยจ๊ะ ยังมีตายห่ากันอีกเยอะ เก็บแรงเอาไว้ ดอก2 ดอก3 มีตามมาแน่ รองเท้าผ้าใบกูพร้อม ใจกูเกิน 150% จะออกทั้งที มันต้องปิดเกมส์โว๊ย "มรึงไม่ได้ไปต่อ" จบแค่ตรงนี้ ล้างเหี้ยให้สิ้นซาก! หมี CNN(ฮาแตก! อีทรัมปป์ยั่ว ปูตินรู้ทัน ไม่หลงกล ดาหน้าถล่มยูเครนจนขี้แตก เสียรวดเดียว 12 เมืองใหญ่ 2 แค้วนรอการประกาศรับรอง เตรียมสั่งคว่ำบาตรรัสเซียอีกรอบ ถามจริง? นี่คือสิ่งที่มรึงคิดและทำได้แค่นี้เหรอ? รัสเซียต้องใช้อะไรจากมรึง และมรึงต้องใช้อะไรจากรัสเซีย หากยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ไปลาตายซะน่ะ โลกความจริง รัสเซีย จีน กำหนดทางเดินให้เหี้ยแล้วตอนนี้ มรึงไม่มีทางหนีไปไหนได้อีก หมากล้อมจีน หมากรุกรัสเซีย เค้า "รุกฆาตมรึง" ตั้งแต่เปิดยูเครนแล้ว) 03 เมษายน 68
    0 Comments 0 Shares 53 Views 0 Reviews
  • เรย์ ดาลิโอ 📌ส่งสัญญาณเตือน! 6 ผลกระทบภาษีศุลกากรต่อเศรษฐกิจโลก เผยระบบการเงิน-การค้าปัจจุบันไม่ยั่งยืน คาดเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ชี้ประเด็นดอลลาร์-หยวนเป็นกุญแจสำคัญในการปรับดุลอำนาจใหม่📌ขณะที่การเพิ่มค่าเงินหยวนอาจเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยอาจเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงพบกัน👉เรย์ ดาลิโอ ผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ Bridgewater Associates และนักลงทุนระดับตำนาน เผยบทวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับผลกระทบของภาษีศุลกากรในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศกำลังทวีความรุนแรง โดยระบุผลกระทบลำดับแรก 6 ประการสำคัญ ได้แก่ 1) เพิ่มรายได้ให้ประเทศผู้เรียกเก็บ โดยผู้ผลิตต่างประเทศและผู้บริโภคในประเทศรับภาระร่วมกัน 2) ลดประสิทธิภาพการผลิตในระดับโลก 3) ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ (stagflation) ต่อเศรษฐกิจโลก 4) ปกป้องบริษัทในประเทศผู้เรียกเก็บภาษีจากการแข่งขันจากต่างประเทศ 5) จำเป็นในช่วงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจเพื่อรับประกันศักยภาพการผลิตภายในประเทศ และ 6) ลดความไม่สมดุลทั้งในบัญชีเดินสะพัดและบัญชีทุน นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึงผลกระทบลำดับที่สองซึ่งขึ้นอยู่กับการตอบโต้ของประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษี การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ย และนโยบายการคลัง โดยเฉพาะหากเกิดการตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีเช่นกัน ซึ่งจะสร้างภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น ดาลิโอยังเน้นย้ำความไม่สมดุลในระบบปัจจุบันจะต้องลดลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมชี้ว่าดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองโลกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขณะที่การเพิ่มค่าเงินหยวนอาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้าและเงินทุนระหว่างสหรัฐฯ-จีนในอนาคต #imctnews รายงาน
    เรย์ ดาลิโอ 📌ส่งสัญญาณเตือน! 6 ผลกระทบภาษีศุลกากรต่อเศรษฐกิจโลก เผยระบบการเงิน-การค้าปัจจุบันไม่ยั่งยืน คาดเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ชี้ประเด็นดอลลาร์-หยวนเป็นกุญแจสำคัญในการปรับดุลอำนาจใหม่📌ขณะที่การเพิ่มค่าเงินหยวนอาจเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยอาจเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงพบกัน👉เรย์ ดาลิโอ ผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ยักษ์ใหญ่ Bridgewater Associates และนักลงทุนระดับตำนาน เผยบทวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับผลกระทบของภาษีศุลกากรในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศกำลังทวีความรุนแรง โดยระบุผลกระทบลำดับแรก 6 ประการสำคัญ ได้แก่ 1) เพิ่มรายได้ให้ประเทศผู้เรียกเก็บ โดยผู้ผลิตต่างประเทศและผู้บริโภคในประเทศรับภาระร่วมกัน 2) ลดประสิทธิภาพการผลิตในระดับโลก 3) ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ (stagflation) ต่อเศรษฐกิจโลก 4) ปกป้องบริษัทในประเทศผู้เรียกเก็บภาษีจากการแข่งขันจากต่างประเทศ 5) จำเป็นในช่วงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจเพื่อรับประกันศักยภาพการผลิตภายในประเทศ และ 6) ลดความไม่สมดุลทั้งในบัญชีเดินสะพัดและบัญชีทุน นอกจากนี้ยังมีการอธิบายถึงผลกระทบลำดับที่สองซึ่งขึ้นอยู่กับการตอบโต้ของประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษี การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ย และนโยบายการคลัง โดยเฉพาะหากเกิดการตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีเช่นกัน ซึ่งจะสร้างภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น ดาลิโอยังเน้นย้ำความไม่สมดุลในระบบปัจจุบันจะต้องลดลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมชี้ว่าดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองโลกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขณะที่การเพิ่มค่าเงินหยวนอาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้าและเงินทุนระหว่างสหรัฐฯ-จีนในอนาคต #imctnews รายงาน
    0 Comments 0 Shares 59 Views 0 Reviews
  • Siemens AG ประกาศเข้าซื้อ Dotmatics บริษัทซอฟต์แวร์วิทยาศาสตร์จาก Insight Partners ด้วยมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอด้าน Life Sciences โดย Siemens คาดว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยขยาย ตลาดซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม มากขึ้นถึง 11 พันล้านดอลลาร์

    Dotmatics เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ R&D ที่มี อัตรากำไรสูงและมีศักยภาพในการเติบโต Siemens วางแผนสร้าง แพลตฟอร์ม AI-Powered PLM ผ่าน Xcelerator เพื่อผลักดันตลาด Life Sciences และเพิ่มรายได้อย่างมหาศาล

    ✅ การระดมทุนเพื่อดีลนี้
    - Siemens จะใช้ การขายหุ้นจากบริษัทในเครือ เช่น Siemens Healthineers เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการ

    ✅ Dotmatics คือใคร และมีจุดแข็งอย่างไร?
    - Dotmatics เป็นบริษัทที่พัฒนา ซอฟต์แวร์ R&D สำหรับอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์
    - คาดว่าจะสร้างรายได้ 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 พร้อมอัตรากำไร EBITDA ที่สูงถึง 40%

    ✅ Siemens วางแผนผลักดัน Life Sciences อย่างจริงจัง
    - เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Siemens ปิดดีลซื้อ Altair บริษัทซอฟต์แวร์ด้านวิศวกรรมมูลค่า 10.6 พันล้านดอลลาร์
    - คาดว่าการเข้าซื้อ Dotmatics จะช่วยเพิ่ม รายได้ให้กับ Siemens ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี และอาจสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อปีในระยะยาว

    ✅ Siemens Xcelerator—แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI
    - CEO Roland Busch ระบุว่าการเข้าซื้อ Dotmatics จะช่วยสร้าง ซอฟต์แวร์ PLM (Product Lifecycle Management) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
    - ช่วยให้ Siemens สามารถแข่งขันในตลาดซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/03/siemens-to-acquire-dotmatics-in-51-billion-deal
    Siemens AG ประกาศเข้าซื้อ Dotmatics บริษัทซอฟต์แวร์วิทยาศาสตร์จาก Insight Partners ด้วยมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอด้าน Life Sciences โดย Siemens คาดว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยขยาย ตลาดซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม มากขึ้นถึง 11 พันล้านดอลลาร์ Dotmatics เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ R&D ที่มี อัตรากำไรสูงและมีศักยภาพในการเติบโต Siemens วางแผนสร้าง แพลตฟอร์ม AI-Powered PLM ผ่าน Xcelerator เพื่อผลักดันตลาด Life Sciences และเพิ่มรายได้อย่างมหาศาล ✅ การระดมทุนเพื่อดีลนี้ - Siemens จะใช้ การขายหุ้นจากบริษัทในเครือ เช่น Siemens Healthineers เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการ ✅ Dotmatics คือใคร และมีจุดแข็งอย่างไร? - Dotmatics เป็นบริษัทที่พัฒนา ซอฟต์แวร์ R&D สำหรับอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ - คาดว่าจะสร้างรายได้ 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 พร้อมอัตรากำไร EBITDA ที่สูงถึง 40% ✅ Siemens วางแผนผลักดัน Life Sciences อย่างจริงจัง - เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Siemens ปิดดีลซื้อ Altair บริษัทซอฟต์แวร์ด้านวิศวกรรมมูลค่า 10.6 พันล้านดอลลาร์ - คาดว่าการเข้าซื้อ Dotmatics จะช่วยเพิ่ม รายได้ให้กับ Siemens ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี และอาจสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อปีในระยะยาว ✅ Siemens Xcelerator—แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI - CEO Roland Busch ระบุว่าการเข้าซื้อ Dotmatics จะช่วยสร้าง ซอฟต์แวร์ PLM (Product Lifecycle Management) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI - ช่วยให้ Siemens สามารถแข่งขันในตลาดซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/04/03/siemens-to-acquire-dotmatics-in-51-billion-deal
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Siemens to acquire Dotmatics in $5.1 billion deal in Life Science portfolio push
    (Reuters) -Siemens AG said on Wednesday it will acquire U.S.-based Dotmatics for $5.1 billion from private equity firm Insight Partners to strengthen its Life Sciences portfolio.
    0 Comments 0 Shares 27 Views 0 Reviews
  • OpenAI เผยว่าความนิยมของ ChatGPT Image Tool ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ระบบ GPU ของบริษัทได้รับภาระหนัก CEO Sam Altman ระบุว่า "เรามีผู้ใช้เพิ่มขึ้นหนึ่งล้านรายในหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา" และเพื่อรับมือกับความต้องการมหาศาล บริษัทจึงต้อง จำกัดการใช้งานชั่วคราว ขณะที่ OpenAI ยังได้รับเงินทุนรอบใหม่ 40,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในแวดวงเทคโนโลยี

    AI สร้างภาพในสไตล์ Studio Ghibli กำลังเป็นกระแส
    - ผู้ใช้จำนวนมากกำลังใช้ ChatGPT สร้างภาพในสไตล์ของ Studio Ghibli ซึ่งเป็นสตูดิโออนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่น
    - แม้ OpenAI มีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ แต่บางครั้ง AI ยังคงสามารถสร้างภาพในสไตล์ของสตูดิโอได้

    OpenAI วางแผนปล่อยโมเดลภาษาตัวใหม่
    - Altman ประกาศว่า OpenAI จะเปิดตัว โมเดลภาษาแบบเปิดตัวแรกตั้งแต่ GPT-2 ซึ่งผู้ใช้สามารถรันบนฮาร์ดแวร์ของตนเอง

    ข้อถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์ใน AI-generated Art
    - OpenAI กำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าโมเดล AI ฝึกจากชุดข้อมูลที่มีผลงานลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
    - บริษัทอ้างว่ามีมาตรการป้องกันการสร้างภาพในสไตล์ศิลปินที่ยังมีชีวิต แต่แนวทางนี้ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความสม่ำเสมอ

    คู่แข่งของ OpenAI กำลังประสบปัญหา
    - Apple เลื่อน เปิดตัว Apple Intelligence
    - Google กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับ Gemini ที่ให้ผลลัพธ์ AI Search ที่ไม่น่าประทับใจ

    https://www.techspot.com/news/107365-chatgpt-image-tool-melting-gpus-openai-lands-40.html
    OpenAI เผยว่าความนิยมของ ChatGPT Image Tool ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ระบบ GPU ของบริษัทได้รับภาระหนัก CEO Sam Altman ระบุว่า "เรามีผู้ใช้เพิ่มขึ้นหนึ่งล้านรายในหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา" และเพื่อรับมือกับความต้องการมหาศาล บริษัทจึงต้อง จำกัดการใช้งานชั่วคราว ขณะที่ OpenAI ยังได้รับเงินทุนรอบใหม่ 40,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในแวดวงเทคโนโลยี AI สร้างภาพในสไตล์ Studio Ghibli กำลังเป็นกระแส - ผู้ใช้จำนวนมากกำลังใช้ ChatGPT สร้างภาพในสไตล์ของ Studio Ghibli ซึ่งเป็นสตูดิโออนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่น - แม้ OpenAI มีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ แต่บางครั้ง AI ยังคงสามารถสร้างภาพในสไตล์ของสตูดิโอได้ OpenAI วางแผนปล่อยโมเดลภาษาตัวใหม่ - Altman ประกาศว่า OpenAI จะเปิดตัว โมเดลภาษาแบบเปิดตัวแรกตั้งแต่ GPT-2 ซึ่งผู้ใช้สามารถรันบนฮาร์ดแวร์ของตนเอง ข้อถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์ใน AI-generated Art - OpenAI กำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าโมเดล AI ฝึกจากชุดข้อมูลที่มีผลงานลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต - บริษัทอ้างว่ามีมาตรการป้องกันการสร้างภาพในสไตล์ศิลปินที่ยังมีชีวิต แต่แนวทางนี้ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความสม่ำเสมอ คู่แข่งของ OpenAI กำลังประสบปัญหา - Apple เลื่อน เปิดตัว Apple Intelligence - Google กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับ Gemini ที่ให้ผลลัพธ์ AI Search ที่ไม่น่าประทับใจ https://www.techspot.com/news/107365-chatgpt-image-tool-melting-gpus-openai-lands-40.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    ChatGPT image tool is "melting" GPUs, OpenAI lands $40 billion in new funding
    While Apple faces delays with its Apple Intelligence rollout and Google struggles to impress with Gemini – delivering sometimes underwhelming and mostly annoying AI search results –...
    0 Comments 0 Shares 180 Views 0 Reviews
  • Wolfspeed กำลังเผชิญวิกฤตหลังหุ้นตกต่ำที่สุดในรอบ 27 ปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของเงินทุนจากกฎหมาย CHIPS Act บริษัทตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนเพื่อผลิตชิปซิลิคอนคาร์ไบด์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติภายใต้รัฐบาลใหม่ พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต

    ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง:
    - ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ยกเลิกกฎหมาย CHIPS Act และนำเงินไปใช้ชำระหนี้ของประเทศ ซึ่งทำให้โครงการของ Wolfspeed มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับเงินทุน.

    ความสำคัญของเงินทุน:
    - Wolfspeed ตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนนี้เพื่อเร่งการผลิตชิป ซิลิคอนคาร์ไบด์ ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน.

    การปรับตัวของบริษัท:
    - บริษัทได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ Robert Feurle เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต และวางแผนใช้เครดิตภาษีมูลค่า 865 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างเงินทุน.

    ความคาดหวังในตลาด:
    - ตลาดยังคงมองว่าหุ้นของ Wolfspeed มีแนวโน้มลดลง โดยมีการถือหุ้นในสถานะ short position สูงถึง 32.5% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในอนาคตของบริษัท.

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/28/chipmaker-wolfspeed039s-shares-plunge-over-45-to-27-year-low
    Wolfspeed กำลังเผชิญวิกฤตหลังหุ้นตกต่ำที่สุดในรอบ 27 ปี เนื่องจากความไม่แน่นอนของเงินทุนจากกฎหมาย CHIPS Act บริษัทตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนเพื่อผลิตชิปซิลิคอนคาร์ไบด์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติภายใต้รัฐบาลใหม่ พร้อมแต่งตั้ง CEO คนใหม่เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง: - ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอให้ยกเลิกกฎหมาย CHIPS Act และนำเงินไปใช้ชำระหนี้ของประเทศ ซึ่งทำให้โครงการของ Wolfspeed มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับเงินทุน. ความสำคัญของเงินทุน: - Wolfspeed ตั้งเป้าหมายใช้เงินทุนนี้เพื่อเร่งการผลิตชิป ซิลิคอนคาร์ไบด์ ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน. การปรับตัวของบริษัท: - บริษัทได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ Robert Feurle เพื่อช่วยนำพาองค์กรผ่านช่วงวิกฤต และวางแผนใช้เครดิตภาษีมูลค่า 865 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมโครงสร้างเงินทุน. ความคาดหวังในตลาด: - ตลาดยังคงมองว่าหุ้นของ Wolfspeed มีแนวโน้มลดลง โดยมีการถือหุ้นในสถานะ short position สูงถึง 32.5% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในอนาคตของบริษัท. https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/28/chipmaker-wolfspeed039s-shares-plunge-over-45-to-27-year-low
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Chipmaker Wolfspeed's shares hit 27-year low over uncertain federal funding
    (Reuters) - Wolfspeed's shares lost half their value on Friday, hitting their lowest level since 1998, as funding through a Joe Biden-era legislation that promised subsidies for chip making in the United States remains uncertain.
    0 Comments 0 Shares 175 Views 0 Reviews
  • 35 ปี ตึกร้างผีสิง “สาธร ยูนีค ทาวเวอร์” ร่องรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่… ไร้รอยฝุ่นฟุ้งแผ่นดินไหว 🏚️

    🏙️ เมื่อสถานที่กลายเป็น ร่องรอยของเหตุการณ์ในอดีต สถานที่บางแห่ง ถูกสร้างขึ้นเพื่อจดจำสิ่งยิ่งใหญ่ เช่น รูปปั้นเทพีเสรีภาพของอเมริกา หรืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของไทย แต่บางครั้งสถานที่กลับกลายเป็น "ร่องรอยที่ไม่มีใครอยากจดจำ" อย่างเช่น ตึกสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ (Sathorn Unique Tower) ที่ไม่ได้ตั้งอยู่เพื่อเป็นอนุสรณ์ แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานชิ้นเอกของ วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ปี พ.ศ. 2540 🕰️

    🌉 Sathorn Unique Tower:ความหวังระดับลักซ์ชัวรี่ใจกลางกรุง ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2533 ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทย เฟื่องฟูแบบก้าวกระโดด โครงการอสังหาริมทรัพย์หรู ผุดขึ้นทั่วเมืองกรุง หนึ่งในนั้นคือ “สาธร ยูนีค ทาวเวอร์” ที่ออกแบบโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดัง ผู้อยู่เบื้องหลังดีไซน์ของ State Tower ที่โด่งดังเช่นกัน

    ตึกสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ เป็นคอนโดฯ สไตล์โรมันสูง 49 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน 2 ชั้น บนความสูง 185 เมตร 🏢 รวมทั้งหมด 600 ยูนิต มูลค่าลงทุนมากถึง 1,800 ล้านบาท เป้าหมายคือการเป็นแลนด์มาร์กสุดหรู ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    🏗️ โครงการในฝัน กลายเป็นฝันร้าย? แม้จะมีเงินลงทุนจากพรีเซลล์ และบริษัทร่วมทุน แต่ก็ยังไม่พอ จึงต้องพึ่งพาเงินกู้จาก บริษัทหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทันทีที่เจ้าของโครงการ ถูกกล่าวหาคดีอาญาเรื่องจ้างวานฆ่า ซึ่งภายหลังถูกยกฟ้อง ก็ส่งผลให้สถาบันการเงิน “เบรก” การปล่อยกู้ทันที 😨

    แม้จะฟื้นคืนการเงินได้ในภายหลัง แต่ “ความเชื่อมั่น” ก็ไม่กลับมาอีกเลย…

    📉 วิกฤตต้มยำกุ้ง จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจที่ทำให้ตึกหยุดสร้าง

    🔍 พื้นหลังเศรษฐกิจไทยยุคทอง ก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 9% ต่อปี เงินทุนไหลเข้ามหาศาล ดอกเบี้ยในประเทศสูง ต่างชาติแห่ลงทุน ธนาคารไทยเองก็ขยายเครดิตอย่างหนัก 🏦

    มีการตั้ง BIBF เพื่อปล่อยกู้เงินต่างประเทศ เข้ามาภายในประเทศ แต่บริษัทส่วนใหญ่กลับกู้ระยะสั้น ทั้งที่อสังหาฯ ต้องใช้เงินระยะยาว ระบบเศรษฐกิจ "เติบโตเกินจริง" หรือ Overextended

    เมื่อค่าเงินบาทถูก "ลอยตัว" จาก 25 บาท/ดอลลาร์ ไปแตะ 50 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ภาคเอกชนต้องใช้หนี้เพิ่มขึ้น “เท่าตัว” โดยไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น

    🧨 เมื่อฟองสบู่แตก บริษัทเงินทุนล่มสลาย ปี 2540 รัฐบาลประกาศปิดบริษัทเงินทุนกว่า 50 แห่ง รวมถึง ไทยเม็กซ์
    โครงการสาธร ยูนีค ที่เดินหน้าไปแล้ว 80% ก็ต้องหยุดกะทันหัน ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น และต้นทุนกู้ยืมที่สูงเกินรับไหว

    👻 จาก “สาธร ยูนีค” สู่ “Ghost Tower” ตำนานความหลอนใจกลางเมือง หลังจากการก่อสร้างถูกปล่อยทิ้งร้าง ตึกนี้ก็เริ่มเสื่อมโทรมตามกาลเวลา และเพราะเป็นตึกสูงใหญ่โดดเด่นที่ "ไม่เสร็จ" ผู้คนก็เริ่มแต่งเรื่องลี้ลับขึ้นมา…

    💀 ข่าวลือที่สร้างชื่อเสียงแบบไม่ตั้งใจ บางคนเชื่อว่า ตึกสร้างไม่เสร็จเพราะอาถรรพ์ บ้างลือว่าตึกนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่สุสานเก่า มีข่าวลือถึงการเสียชีวิตปริศนาในตึก

    🎥 ในปี 2557 มีเหตุสลดจริง เมื่อพบศพชายชาวสวีเดน แขวนคอในตึกดังกล่าว ทำให้ทางเจ้าของตึกแจ้งความ และมีการ “ปิดทางเข้า” ไม่ให้คนภายนอกเข้าไปอีก

    อย่างไรก็ตาม ภาพจากตึกนี้ยังคงปรากฏในหนังหลายเรื่อง เช่น “เพื่อน…ที่ระลึก” ที่ตีแผ่ความหลอนจากวิกฤตเศรษฐกิจและการพลัดพราก 🕯️

    💡 ทำไมถึงขายไม่ได้? ราคาพุ่งจาก 3,000 ล้าน สู่ 4,000 ล้าน

    📌 ต้นทุนที่ยังค้างคา เจ้าของคนปัจจุบันคือ นายพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ บุตรชาย ผศ.รังสรรค์ ยืนยันว่า จะขายตึกในราคาที่สามารถคืนทุนทั้งหมด และคืนเงินให้กับผู้ที่ซื้อพรีเซลล์ไว้แล้วกว่า 90%

    ปัจจุบันราคาตึกตั้งไว้ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งสูงเกินกว่าที่นักลงทุนรายใหม่จะรับได้ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างห้องในอดีตเน้น “ขนาดใหญ่” ซึ่งสวนทางกับเทรนด์ห้องยุคปัจจุบัน ที่ต้องการห้องขนาดกะทัดรัด 😕

    🧱 แต่… “Ghost Tower” แข็งแรงกว่าที่คิด! 🌍 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่ง ออกมาโพสต์ขายตึกนี้ในราคา 4,000 ล้านบาท พร้อมข้อมูลว่า…

    ❗ "แม้จะเกิดแผ่นดินไหว แต่โครงสร้างตึก ไม่กระทบเลยแม้แต่น้อย"

    ทำให้มีคนเริ่มสนใจตึกนี้ในฐานะ “อสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแรง และโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม” อีกครั้ง ตึกนี้ไม่เพียงรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ยัง "ยืนหยัดท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากธรรมชาติ" ได้อีกด้วย 💪🌎

    🧠 “สาธร” หรือ “สาทร” สรุปใช้คำไหนกันแน่? แม้ตึกจะใช้ชื่อว่า “สาธร ยูนีค ทาวเวอร์” ตามชื่อบริษัทที่จดทะเบียน แต่ในความเป็นจริง ชื่อเขตที่ตั้งควรสะกดว่า “สาทร” โดยมีที่มาทางประวัติศาสตร์ดังนี้

    “สาทร” มาจาก หลวงสาทรราชายุตก์ ผู้สร้างถนนและคลองในยุค ร.5 เอกสารราชการในยุค ร.6 ใช้คำว่า “สาทร” อย่างชัดเจน ปัจจุบันการสะกดผิดพลาด และใช้คำว่า “สาธร” แพร่หลาย

    ราชบัณฑิตยสถานจึงแนะนำให้ใช้คำว่า “สาทร” เพื่อความถูกต้องตามประวัติศาสตร์ 📜

    🎬 "Sathorn Unique Tower" แลนด์มาร์กของ “อดีต” ที่ยังยืนอยู่ใน “ปัจจุบัน” แม้จะผ่านเวลามาแล้ว 35 ปี ตึกแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่าน อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้เพียงเป็นตึกร้าง แต่กลายเป็น สัญลักษณ์ของบทเรียนเศรษฐกิจ กลายเป็น แลนด์มาร์กแห่งความทรงจำ และอาจเป็น “โอกาสใหม่” ที่รอเพียงการตีความใหม่อีกครั้ง ในอนาคต…

    🔚 "ตึกสาธร ยูนีค ทาวเวอร์" อดีตที่ยัง “ยืนอยู่” ตึกนี้คือบทเรียนทางเศรษฐกิจ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรม
    ที่ยังไม่จบ… และอาจเป็น “จุดเริ่มต้นใหม่” หากมีใครกล้าคิด…ต่าง 💡

    ป้อม-อัครวัฒน์ ธนันฐ์กิตติกุล 301305 มี.ค. 2568

    🏷️ #ตึกสาธรยูนีค #GhostTower #วิกฤตต้มยำกุ้ง #ตึกร้างกรุงเทพ #อสังหาริมทรัพย์ไทย #สถานที่หลอน #ตึกผีสิง #กรุงเทพมหานคร #SathornUniqueTower #ตำนานเมืองกรุง
    35 ปี ตึกร้างผีสิง “สาธร ยูนีค ทาวเวอร์” ร่องรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่… ไร้รอยฝุ่นฟุ้งแผ่นดินไหว 🏚️ 🏙️ เมื่อสถานที่กลายเป็น ร่องรอยของเหตุการณ์ในอดีต สถานที่บางแห่ง ถูกสร้างขึ้นเพื่อจดจำสิ่งยิ่งใหญ่ เช่น รูปปั้นเทพีเสรีภาพของอเมริกา หรืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของไทย แต่บางครั้งสถานที่กลับกลายเป็น "ร่องรอยที่ไม่มีใครอยากจดจำ" อย่างเช่น ตึกสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ (Sathorn Unique Tower) ที่ไม่ได้ตั้งอยู่เพื่อเป็นอนุสรณ์ แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานชิ้นเอกของ วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ปี พ.ศ. 2540 🕰️ 🌉 Sathorn Unique Tower:ความหวังระดับลักซ์ชัวรี่ใจกลางกรุง ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2533 ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทย เฟื่องฟูแบบก้าวกระโดด โครงการอสังหาริมทรัพย์หรู ผุดขึ้นทั่วเมืองกรุง หนึ่งในนั้นคือ “สาธร ยูนีค ทาวเวอร์” ที่ออกแบบโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดัง ผู้อยู่เบื้องหลังดีไซน์ของ State Tower ที่โด่งดังเช่นกัน ตึกสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ เป็นคอนโดฯ สไตล์โรมันสูง 49 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน 2 ชั้น บนความสูง 185 เมตร 🏢 รวมทั้งหมด 600 ยูนิต มูลค่าลงทุนมากถึง 1,800 ล้านบาท เป้าหมายคือการเป็นแลนด์มาร์กสุดหรู ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 🏗️ โครงการในฝัน กลายเป็นฝันร้าย? แม้จะมีเงินลงทุนจากพรีเซลล์ และบริษัทร่วมทุน แต่ก็ยังไม่พอ จึงต้องพึ่งพาเงินกู้จาก บริษัทหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทันทีที่เจ้าของโครงการ ถูกกล่าวหาคดีอาญาเรื่องจ้างวานฆ่า ซึ่งภายหลังถูกยกฟ้อง ก็ส่งผลให้สถาบันการเงิน “เบรก” การปล่อยกู้ทันที 😨 แม้จะฟื้นคืนการเงินได้ในภายหลัง แต่ “ความเชื่อมั่น” ก็ไม่กลับมาอีกเลย… 📉 วิกฤตต้มยำกุ้ง จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจที่ทำให้ตึกหยุดสร้าง 🔍 พื้นหลังเศรษฐกิจไทยยุคทอง ก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ย 9% ต่อปี เงินทุนไหลเข้ามหาศาล ดอกเบี้ยในประเทศสูง ต่างชาติแห่ลงทุน ธนาคารไทยเองก็ขยายเครดิตอย่างหนัก 🏦 มีการตั้ง BIBF เพื่อปล่อยกู้เงินต่างประเทศ เข้ามาภายในประเทศ แต่บริษัทส่วนใหญ่กลับกู้ระยะสั้น ทั้งที่อสังหาฯ ต้องใช้เงินระยะยาว ระบบเศรษฐกิจ "เติบโตเกินจริง" หรือ Overextended เมื่อค่าเงินบาทถูก "ลอยตัว" จาก 25 บาท/ดอลลาร์ ไปแตะ 50 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ภาคเอกชนต้องใช้หนี้เพิ่มขึ้น “เท่าตัว” โดยไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น 🧨 เมื่อฟองสบู่แตก บริษัทเงินทุนล่มสลาย ปี 2540 รัฐบาลประกาศปิดบริษัทเงินทุนกว่า 50 แห่ง รวมถึง ไทยเม็กซ์ โครงการสาธร ยูนีค ที่เดินหน้าไปแล้ว 80% ก็ต้องหยุดกะทันหัน ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น และต้นทุนกู้ยืมที่สูงเกินรับไหว 👻 จาก “สาธร ยูนีค” สู่ “Ghost Tower” ตำนานความหลอนใจกลางเมือง หลังจากการก่อสร้างถูกปล่อยทิ้งร้าง ตึกนี้ก็เริ่มเสื่อมโทรมตามกาลเวลา และเพราะเป็นตึกสูงใหญ่โดดเด่นที่ "ไม่เสร็จ" ผู้คนก็เริ่มแต่งเรื่องลี้ลับขึ้นมา… 💀 ข่าวลือที่สร้างชื่อเสียงแบบไม่ตั้งใจ บางคนเชื่อว่า ตึกสร้างไม่เสร็จเพราะอาถรรพ์ บ้างลือว่าตึกนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่สุสานเก่า มีข่าวลือถึงการเสียชีวิตปริศนาในตึก 🎥 ในปี 2557 มีเหตุสลดจริง เมื่อพบศพชายชาวสวีเดน แขวนคอในตึกดังกล่าว ทำให้ทางเจ้าของตึกแจ้งความ และมีการ “ปิดทางเข้า” ไม่ให้คนภายนอกเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม ภาพจากตึกนี้ยังคงปรากฏในหนังหลายเรื่อง เช่น “เพื่อน…ที่ระลึก” ที่ตีแผ่ความหลอนจากวิกฤตเศรษฐกิจและการพลัดพราก 🕯️ 💡 ทำไมถึงขายไม่ได้? ราคาพุ่งจาก 3,000 ล้าน สู่ 4,000 ล้าน 📌 ต้นทุนที่ยังค้างคา เจ้าของคนปัจจุบันคือ นายพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ บุตรชาย ผศ.รังสรรค์ ยืนยันว่า จะขายตึกในราคาที่สามารถคืนทุนทั้งหมด และคืนเงินให้กับผู้ที่ซื้อพรีเซลล์ไว้แล้วกว่า 90% ปัจจุบันราคาตึกตั้งไว้ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งสูงเกินกว่าที่นักลงทุนรายใหม่จะรับได้ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างห้องในอดีตเน้น “ขนาดใหญ่” ซึ่งสวนทางกับเทรนด์ห้องยุคปัจจุบัน ที่ต้องการห้องขนาดกะทัดรัด 😕 🧱 แต่… “Ghost Tower” แข็งแรงกว่าที่คิด! 🌍 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่ง ออกมาโพสต์ขายตึกนี้ในราคา 4,000 ล้านบาท พร้อมข้อมูลว่า… ❗ "แม้จะเกิดแผ่นดินไหว แต่โครงสร้างตึก ไม่กระทบเลยแม้แต่น้อย" ทำให้มีคนเริ่มสนใจตึกนี้ในฐานะ “อสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแรง และโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม” อีกครั้ง ตึกนี้ไม่เพียงรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ยัง "ยืนหยัดท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากธรรมชาติ" ได้อีกด้วย 💪🌎 🧠 “สาธร” หรือ “สาทร” สรุปใช้คำไหนกันแน่? แม้ตึกจะใช้ชื่อว่า “สาธร ยูนีค ทาวเวอร์” ตามชื่อบริษัทที่จดทะเบียน แต่ในความเป็นจริง ชื่อเขตที่ตั้งควรสะกดว่า “สาทร” โดยมีที่มาทางประวัติศาสตร์ดังนี้ “สาทร” มาจาก หลวงสาทรราชายุตก์ ผู้สร้างถนนและคลองในยุค ร.5 เอกสารราชการในยุค ร.6 ใช้คำว่า “สาทร” อย่างชัดเจน ปัจจุบันการสะกดผิดพลาด และใช้คำว่า “สาธร” แพร่หลาย ราชบัณฑิตยสถานจึงแนะนำให้ใช้คำว่า “สาทร” เพื่อความถูกต้องตามประวัติศาสตร์ 📜 🎬 "Sathorn Unique Tower" แลนด์มาร์กของ “อดีต” ที่ยังยืนอยู่ใน “ปัจจุบัน” แม้จะผ่านเวลามาแล้ว 35 ปี ตึกแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่าน อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้เพียงเป็นตึกร้าง แต่กลายเป็น สัญลักษณ์ของบทเรียนเศรษฐกิจ กลายเป็น แลนด์มาร์กแห่งความทรงจำ และอาจเป็น “โอกาสใหม่” ที่รอเพียงการตีความใหม่อีกครั้ง ในอนาคต… 🔚 "ตึกสาธร ยูนีค ทาวเวอร์" อดีตที่ยัง “ยืนอยู่” ตึกนี้คือบทเรียนทางเศรษฐกิจ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรม ที่ยังไม่จบ… และอาจเป็น “จุดเริ่มต้นใหม่” หากมีใครกล้าคิด…ต่าง 💡 ป้อม-อัครวัฒน์ ธนันฐ์กิตติกุล 301305 มี.ค. 2568 🏷️ #ตึกสาธรยูนีค #GhostTower #วิกฤตต้มยำกุ้ง #ตึกร้างกรุงเทพ #อสังหาริมทรัพย์ไทย #สถานที่หลอน #ตึกผีสิง #กรุงเทพมหานคร #SathornUniqueTower #ตำนานเมืองกรุง
    0 Comments 0 Shares 444 Views 0 Reviews
  • ยุติค้นหา ตึกใหม่ สตง. ถล่ม! ยืนยันตาย 7 ศพ สูญหาย 47 คน เปิดเบื้องหลังบริษัทยักษ์ใหญ่จีน ชิมลางสร้างตึกสูงในไทย แห่งแรกในต่างแดน ที่จบไม่สวย

    📌 เหตุการณ์สั่นสะเทือนวงการก่อสร้างไทย-จีน ที่สะท้อนความเสี่ยงระดับชาติ

    🏗️ แผ่นดินไหวแรงสะเทือนถึงใจ ตึกใหม่ สตง. ถล่มกลางกรุง! ในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น... อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในย่านจตุจักร กรุงเทพฯ พังถล่มลงมาอย่างรุนแรง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งแรงสั่นสะเทือนส่งผลมาถึงกรุงเทพฯ

    เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะเทือนชีวิตผู้คน มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 7 ศพ สูญหาย 47 คน และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร 30 คน แต่ยังเป็น จุดจบของความหวังทางยุทธศาสตร์ ที่จะให้บริษัทจีนเข้ามาชิมลาง สร้างอาคารสูงพิเศษในไทย เป็นครั้งแรกในต่างแดน 🇹🇭🇨🇳

    📌 เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งมีศูนย์กลางลึกใต้ดินกว่า 90 กม. แม้จะห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือน สามารถรับรู้ได้ถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 🌀

    จุดพังถล่มคือ อาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเพิ่งสร้างโครงสร้างเสร็จไปได้เพียง 30% ของแผนงาน

    แม้อาคารจะยังไม่เปิดใช้งาน แต่ในขณะนั้นมีวิศวกร ช่างเทคนิค และคนงานกว่า 100 ชีวิต อยู่ภายใน เนื่องจากกำลังเร่งติดตั้งระบบภายใน เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำ และระบบอาคารอัจฉริยะต่างๆ

    ⛑️ ทันทีหลังจากเหตุการณ์ถล่ม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหลายทีม ได้เข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมอุปกรณ์ค้นหา และกู้ภัยทันสมัย เช่น กล้องจับความร้อน, โดรน, เครื่องตรวจจับเสียง ฯลฯ

    📉 ภาพรวมความเสียหาย และภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิต
    🚨 สรุปสถานการณ์ ณ วันที่ 29 มีนาคม เวลา 05.00 น.
    - เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ นำออกมาได้แล้ว 5 ศพ
    - ผู้รอดชีวิต 9 คน บาดเจ็บหลากหลายระดับ
    - ผู้ติดใต้ซาก 30 คน มีสัญญาณชีพ 15 คน
    - ผู้สูญหาย 47 คน
    - ยืนยันตัวตนแล้ว 85 คน

    การค้นหาแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ A, B, C, D
    📍โซน A พบผู้มีสัญญาณชีพ 10 ราย
    📍โซน B พบผู้มีสัญญาณชีพ 2 ราย
    📍โซน D พบผู้มีสัญญาณชีพ 3 ราย

    การค้นหาต้องหยุดชั่วคราว เพื่อประเมินแผนใหม่ เนื่องจากโครงสร้างบางจุดยังไม่เสถียร เสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ค้นหาเองด้วย

    💬 “เรากำลังแข่งกับเวลา และแข่งกับซากปูนที่อาจถล่มซ้ำอีกทุกวินาที” หนึ่งในทีมกู้ภัยกล่าว

    🏢 โครงการก่อสร้างอาคาร สตง. เป้าหมายสู่อนาคตรัฐ อาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้ ถูกวางเป้าหมายให้เป็น ศูนย์กลางการเงิน และการควบคุมงบประมาณของรัฐ โดยมีโครงสร้าง 30 ชั้น ความสูงรวม 137 เมตร รวมพื้นที่ก่อสร้างกว่า 96,000 ตารางเมตร

    👉 อาคารนี้ประกอบด้วย อาคารสำนักงานหลัก อาคารประชุม และอาคารจอดรถอัตโนมัติ

    โครงการเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2563 ด้วยงบประมาณ 2,136 ล้านบาท โดยผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก คือ กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี และควบคุมงานโดยกลุ่มวิศวกร PKW โดยมีการลงนาม Integrity Pact กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อความโปร่งใสในการจัดจ้าง

    🏗️ "ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10" บริษัทยักษ์จากจีนผู้หวังปักหมุดในไทย “China Railway No.10 Engineering Group” หรือ CRCC เป็นบริษัทลูกของกลุ่มรัฐวิสาหกิจจีน ที่มีชื่อเสียงด้านโครงสร้างพื้นฐาน

    โครงการ สตง. คือ โครงการอาคารสูงพิเศษแห่งแรกในต่างแดน ของบริษัทนี้ นำเทคโนโลยีล้ำสมัยจากจีนเข้ามาใช้เต็มที่ เช่น
    - ระบบ “แกนกลางรับแรง + พื้นไร้คาน”
    - เทคนิคแบบสไลด์คอนกรีต (Slip Form)
    - ระบบนั่งร้านปีนไต่อัตโนมัติ
    - ระบบติดตั้งไฟฟ้า แบบไม่ให้ท่อชนกันแม้แต่นิดเดียว

    👷 ทั้งหมดนี้แสดงถึงความพร้อมด้านวิศวกรรม และความหวังจะก้าวเข้าตลาดอาเซียนอย่างยิ่งใหญ่ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นวิกฤตแห่งความเชื่อมั่น...

    🔍 ความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ตึกถล่ม แต่คือภาพลักษณ์ล่มสลาย ผลกระทบหลัก 3 ด้าน
    - ชีวิตคนงาน การสูญเสียชีวิต7 ศพ และผู้ติดอยู่ใต้ซากหลายสิบคน คือความสูญเสียที่ไม่มีเม็ดเงินใดทดแทนได้

    - ความเชื่อมั่นในบริษัทจีน โครงการนี้เคยเป็นความหวังว่าจะเป็น “โชว์เคสระดับอาเซียน” กลายเป็น “บทเรียนราคาแพง”

    - ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน โครงการยุทธศาสตร์ไทย-จีนในอนาคตอาจถูกชะลอ ตรวจสอบมากขึ้น และถูกตั้งคำถามมากขึ้น

    🧑‍💼 การตอบสนองของหน่วยงานรัฐ เดินหน้าแก้ไข เร่งค้นหาความจริง
    – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พร้อมทีมวิศวกรกว่า 100 คน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั่วกรุงเทพฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

    – นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เร่งตรวจสอบคุณภาพโครงการ และประเมินความเสียหาย พร้อมยืนยัน จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

    – นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กทม. รายงานสถานการณ์ค้นหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแบ่งโซนและใช้เทคโนโลยี ช่วยระบุตำแหน่งผู้ติดใต้ซาก

    ✅ จุดจบที่ไม่ควรเกิด กับความหวังที่ดับไปกลางซากอาคาร โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เป็นจุดเตือนที่สะเทือนใจว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่อาจวัดด้วยเทคโนโลยี หรือเงินทุนเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัย มาตรฐาน ความปลอดภัย และความโปร่งใสระดับสูงสุด

    หากสิ่งเหล่านี้ขาดหายไป... แม้จะเป็นโครงการที่ดูดีแค่ไหน ก็พร้อมจะพังถล่มลงมาในพริบตา 🕯️

    ป้อม-อัครวัฒน์ ธนันฐ์กิตติกุล 291100 มี.ค. 2568

    🔖#ตึกสตงถล่ม #CRCCไทย #ไชน่าเรลเวย์10 #ข่าวด่วน #แผ่นดินไหว #อาคารสูงพิเศษ #ก่อสร้างไทยจีน #ข่าวโศกนาฏกรรม #ตึกถล่ม #ไทยจีน
    ยุติค้นหา ตึกใหม่ สตง. ถล่ม! ยืนยันตาย 7 ศพ สูญหาย 47 คน เปิดเบื้องหลังบริษัทยักษ์ใหญ่จีน ชิมลางสร้างตึกสูงในไทย แห่งแรกในต่างแดน ที่จบไม่สวย 📌 เหตุการณ์สั่นสะเทือนวงการก่อสร้างไทย-จีน ที่สะท้อนความเสี่ยงระดับชาติ 🏗️ แผ่นดินไหวแรงสะเทือนถึงใจ ตึกใหม่ สตง. ถล่มกลางกรุง! ในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น... อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในย่านจตุจักร กรุงเทพฯ พังถล่มลงมาอย่างรุนแรง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งแรงสั่นสะเทือนส่งผลมาถึงกรุงเทพฯ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะเทือนชีวิตผู้คน มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 7 ศพ สูญหาย 47 คน และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร 30 คน แต่ยังเป็น จุดจบของความหวังทางยุทธศาสตร์ ที่จะให้บริษัทจีนเข้ามาชิมลาง สร้างอาคารสูงพิเศษในไทย เป็นครั้งแรกในต่างแดน 🇹🇭🇨🇳 📌 เมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8.2 แมกนิจูด ในประเทศเมียนมา ซึ่งมีศูนย์กลางลึกใต้ดินกว่า 90 กม. แม้จะห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือน สามารถรับรู้ได้ถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 🌀 จุดพังถล่มคือ อาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเพิ่งสร้างโครงสร้างเสร็จไปได้เพียง 30% ของแผนงาน แม้อาคารจะยังไม่เปิดใช้งาน แต่ในขณะนั้นมีวิศวกร ช่างเทคนิค และคนงานกว่า 100 ชีวิต อยู่ภายใน เนื่องจากกำลังเร่งติดตั้งระบบภายใน เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำ และระบบอาคารอัจฉริยะต่างๆ ⛑️ ทันทีหลังจากเหตุการณ์ถล่ม เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหลายทีม ได้เข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมอุปกรณ์ค้นหา และกู้ภัยทันสมัย เช่น กล้องจับความร้อน, โดรน, เครื่องตรวจจับเสียง ฯลฯ 📉 ภาพรวมความเสียหาย และภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิต 🚨 สรุปสถานการณ์ ณ วันที่ 29 มีนาคม เวลา 05.00 น. - เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ นำออกมาได้แล้ว 5 ศพ - ผู้รอดชีวิต 9 คน บาดเจ็บหลากหลายระดับ - ผู้ติดใต้ซาก 30 คน มีสัญญาณชีพ 15 คน - ผู้สูญหาย 47 คน - ยืนยันตัวตนแล้ว 85 คน การค้นหาแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ A, B, C, D 📍โซน A พบผู้มีสัญญาณชีพ 10 ราย 📍โซน B พบผู้มีสัญญาณชีพ 2 ราย 📍โซน D พบผู้มีสัญญาณชีพ 3 ราย การค้นหาต้องหยุดชั่วคราว เพื่อประเมินแผนใหม่ เนื่องจากโครงสร้างบางจุดยังไม่เสถียร เสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่ค้นหาเองด้วย 💬 “เรากำลังแข่งกับเวลา และแข่งกับซากปูนที่อาจถล่มซ้ำอีกทุกวินาที” หนึ่งในทีมกู้ภัยกล่าว 🏢 โครงการก่อสร้างอาคาร สตง. เป้าหมายสู่อนาคตรัฐ อาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้ ถูกวางเป้าหมายให้เป็น ศูนย์กลางการเงิน และการควบคุมงบประมาณของรัฐ โดยมีโครงสร้าง 30 ชั้น ความสูงรวม 137 เมตร รวมพื้นที่ก่อสร้างกว่า 96,000 ตารางเมตร 👉 อาคารนี้ประกอบด้วย อาคารสำนักงานหลัก อาคารประชุม และอาคารจอดรถอัตโนมัติ โครงการเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2563 ด้วยงบประมาณ 2,136 ล้านบาท โดยผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก คือ กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี และควบคุมงานโดยกลุ่มวิศวกร PKW โดยมีการลงนาม Integrity Pact กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อความโปร่งใสในการจัดจ้าง 🏗️ "ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10" บริษัทยักษ์จากจีนผู้หวังปักหมุดในไทย “China Railway No.10 Engineering Group” หรือ CRCC เป็นบริษัทลูกของกลุ่มรัฐวิสาหกิจจีน ที่มีชื่อเสียงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ สตง. คือ โครงการอาคารสูงพิเศษแห่งแรกในต่างแดน ของบริษัทนี้ นำเทคโนโลยีล้ำสมัยจากจีนเข้ามาใช้เต็มที่ เช่น - ระบบ “แกนกลางรับแรง + พื้นไร้คาน” - เทคนิคแบบสไลด์คอนกรีต (Slip Form) - ระบบนั่งร้านปีนไต่อัตโนมัติ - ระบบติดตั้งไฟฟ้า แบบไม่ให้ท่อชนกันแม้แต่นิดเดียว 👷 ทั้งหมดนี้แสดงถึงความพร้อมด้านวิศวกรรม และความหวังจะก้าวเข้าตลาดอาเซียนอย่างยิ่งใหญ่ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นวิกฤตแห่งความเชื่อมั่น... 🔍 ความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ตึกถล่ม แต่คือภาพลักษณ์ล่มสลาย ผลกระทบหลัก 3 ด้าน - ชีวิตคนงาน การสูญเสียชีวิต7 ศพ และผู้ติดอยู่ใต้ซากหลายสิบคน คือความสูญเสียที่ไม่มีเม็ดเงินใดทดแทนได้ - ความเชื่อมั่นในบริษัทจีน โครงการนี้เคยเป็นความหวังว่าจะเป็น “โชว์เคสระดับอาเซียน” กลายเป็น “บทเรียนราคาแพง” - ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน โครงการยุทธศาสตร์ไทย-จีนในอนาคตอาจถูกชะลอ ตรวจสอบมากขึ้น และถูกตั้งคำถามมากขึ้น 🧑‍💼 การตอบสนองของหน่วยงานรัฐ เดินหน้าแก้ไข เร่งค้นหาความจริง – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่พร้อมทีมวิศวกรกว่า 100 คน เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั่วกรุงเทพฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว – นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เร่งตรวจสอบคุณภาพโครงการ และประเมินความเสียหาย พร้อมยืนยัน จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส – นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กทม. รายงานสถานการณ์ค้นหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแบ่งโซนและใช้เทคโนโลยี ช่วยระบุตำแหน่งผู้ติดใต้ซาก ✅ จุดจบที่ไม่ควรเกิด กับความหวังที่ดับไปกลางซากอาคาร โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เป็นจุดเตือนที่สะเทือนใจว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่อาจวัดด้วยเทคโนโลยี หรือเงินทุนเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัย มาตรฐาน ความปลอดภัย และความโปร่งใสระดับสูงสุด หากสิ่งเหล่านี้ขาดหายไป... แม้จะเป็นโครงการที่ดูดีแค่ไหน ก็พร้อมจะพังถล่มลงมาในพริบตา 🕯️ ป้อม-อัครวัฒน์ ธนันฐ์กิตติกุล 291100 มี.ค. 2568 🔖#ตึกสตงถล่ม #CRCCไทย #ไชน่าเรลเวย์10 #ข่าวด่วน #แผ่นดินไหว #อาคารสูงพิเศษ #ก่อสร้างไทยจีน #ข่าวโศกนาฏกรรม #ตึกถล่ม #ไทยจีน
    0 Comments 0 Shares 562 Views 0 Reviews
  • รายงานวิเคราะห์จากเพจลงทุนแมน เกี่ยวกับสรุปวิกฤติค่าเงิน อินโดนีเซีย อ่อนสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ในโพสต์เดียว /โดย ลงทุนแมน
    ถ้าบอกว่า อินโดนีเซียยังเป็นประเทศดาวรุ่งพุ่งแรง ที่ทุกอย่างกำลังดูดี โพสต์นี้อาจทำให้หลายคนมองภาพประเทศนี้เปลี่ยนไป

    เพราะตอนนี้ อินโดนีเซียกำลังเจอวิกฤติเงินรูเปียอ่อนค่าอย่างหนัก ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากที่สุด นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เลยทีเดียว

    จนธนาคารกลางอินโดนีเซีย ต้องนำเงินทุนสำรองมาพยุงค่าเงินรูเปียไม่ให้อ่อนค่าไปมากกว่านี้

    วิกฤติค่าเงินของอินโดนีเซียรุนแรงแค่ไหน ?
    แล้วเกิดขึ้นเพราะอะไร ?
    ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

    ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซีย ร่วงไปแตะระดับ 16,600 รูเปียต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่ามากที่สุด ระดับเดียวกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540

    สถานการณ์ของอินโดนีเซียในครั้งนี้ อาจไม่ได้ซ้ำรอยกับวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่เริ่มต้นจากการถล่มค่าเงินในภูมิภาค แต่เกิดขึ้นจากรากฐานเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่อ่อนแอลง และถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายภาครัฐ

    ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซีย คือหนึ่งในประเทศที่ได้รับเงินสนับสนุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง

    โดยในปี 2566 มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติมากถึง 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า และมี GDP เติบโตเฉลี่ย 5% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

    เมื่อมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บวกกับเศรษฐกิจที่เติบโตดี มีฐานประชากรกว่า 281 ล้านคน คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    อีกทั้งรัฐบาลอินโดนีเซีย ดำเนินนโยบายแบบขาดดุลตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอินโดนีเซียมีกรอบนโยบายขาดดุลงบประมาณราว -3% ต่อ GDP อย่างยาวนาน

    จนมาถึงยุคของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต
    ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายปี 2567 ก็ยังคงเดินตามแบบแผนเดิม ๆ คือ การตั้งงบประมาณแบบขาดดุล

    พร้อมกับนโยบายประชานิยมหลากหลายอย่าง ที่เขาได้ประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็น

    - ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 6.5% สูงกว่าข้อเสนอของกระทรวงแรงงานที่เสนอไว้ 6%

    - อาหารกลางวันฟรี ให้กับประชาชนกว่า 83 ล้านคน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เด็ก และสตรีมีครรภ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 950,000 ล้านบาทต่อปี

    - สั่งเบรกอัตราภาษี VAT ที่จะต้องปรับขึ้นเป็น 12% ในสินค้าทุกรายการ เป็นบังคับใช้เพียงสินค้าฟุ่มเฟือยเท่านั้น

    แน่นอนว่า การทำนโยบายประชานิยม ก็ยิ่งกดดันให้อินโดนีเซียต้องขาดดุลมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะเลยกรอบ 3% ต่อ GDP ที่วางไว้

    ซึ่งในปี 2568 รัฐบาลอินโดนีเซีย ตั้งเป้างบประมาณขาดดุลไว้ที่ 2.53% เพิ่มขึ้นจาก 2.29% ในปี 2567

    แล้วภาพเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เป็นอย่างไร ?

    สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อินโดนีเซีย ในปี 2567 อยู่ที่ 39% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับชาติอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ หรือ มาเลเซีย

    แต่หากดูในภาพรวม จะพบว่า GDP ของอินโดนีเซีย กำลังเติบโตลดลงทีละน้อย จาก 5.31% ในปี 2565 เหลือ 5.03% ในปี 2567

    ในขณะที่รายได้ของรัฐ เริ่มส่งสัญญาณโตไม่ทันรายจ่าย ทำให้ภาครัฐขาดดุลมากขึ้น

    ปี 2565 ขาดดุล 943,236 ล้านบาท
    ปี 2566 ขาดดุล 994,387 ล้านบาท
    ปี 2567 ขาดดุล 1,070,091 ล้านบาท

    เมื่อมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณมากขึ้น แต่การเติบโตของเศรษฐกิจกลับเริ่มอ่อนแรง การกู้เงินมาใช้จ่ายจึงเพิ่มขึ้น

    ซึ่งแม้แต่ประธานาธิบดีปราโบโวเอง ก็เคยบอกไว้ว่ามีแผนจะปรับระดับเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP อินโดนีเซีย ไปอยู่ในระดับ 50% ภายในเวลา 5 ปี

    นอกจากเรื่องการขาดดุลอย่างต่อเนื่องแล้ว ประธานาธิบดีคนนี้ ยังต้องการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ชื่อว่า Danantara ที่คาดว่าจะมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการกว่า 30 ล้านล้านบาท

    Danantara มีโมเดลคล้าย Temasek กองทุน
    ความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ ที่เน้นนำเงินของประเทศ
    ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก

    รวมถึง รัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย กว่า 40 แห่ง ที่จะถูกรวมเข้ามาเป็นสินทรัพย์ภายใต้กองทุน เช่น
    - Pertamina บริษัทน้ำมันและก๊าซ
    - PLN บริษัทไฟฟ้า
    - Telkom Indonesia บริษัทโทรคมนาคม

    แต่ปัญหาคือ กองทุนนี้ต้องใช้เงินมหาศาลในการจัดตั้งกองทุน ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลอินโดนีเซียทำ เป็นความเสี่ยงที่หลายคนกังวล

    เพราะรัฐบาลหาเงินมาทำกองทุนนี้ ด้วยการตัดงบประมาณบริการสาธารณะที่จำเป็น รวมถึงการลดเงินทุนสำหรับการศึกษาระดับประถมลง 24% และลดงบประมาณการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยลง 39% ลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพลง 19% และที่สำคัญคือ การลดโครงการสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานลง 73%

    เรียกได้ว่า กองทุนนี้มีเงินตั้งต้นจากการลดค่าใช้จ่าย
    ในเศรษฐกิจ ที่เป็นอนาคตสำคัญของประเทศ

    จากปัญหาหลักทั้ง 2 เรื่องนี้ นั่นก็คือ การขาดดุลงบประมาณ และการลดค่าใช้จ่ายที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกังวลกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจ และศักยภาพการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวของอินโดนีเซีย

    ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย จนดัชนีตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX Composite) ปรับตัวลงไปแล้ว -10% นับจากต้นปี (ยังดีกว่าดัชนี SET ของไทยที่ -14%)

    ซึ่งวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียได้มีการประกาศหยุดซื้อขายหุ้นชั่วคราว หลังจากดัชนีหลักทรัพย์ร่วงไป -5%

    โดยแรงขายหุ้นจากนักลงทุนต่างชาติ ยังเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซียอ่อนค่าลงอีกทาง

    ในที่สุด ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซียก็อ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนตอนนี้อยู่ในระดับที่ต่ำสุด นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในช่วงปี 2540 ไปแล้ว (ในขณะที่ค่าเงินบาทไทยยังห่างไกลจากช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่อ่อนค่าลงไปแตะ 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

    อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้ก็อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา และความท้าทายทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย

    แต่ถ้ารัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้ผู้นำที่ชื่อว่า ปราโบโว
    ซูเบียนโต ยังทำแบบเดิม ๆ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ยังไม่ฟื้นคืน

    สุดท้าย ก็อาจทำให้ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซีย ร่วงหนักไปมากกว่านี้ก็ได้..

    ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ

    รู้ไหมว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara
    ของอินโดนีเซีย มีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาอีกด้วย
    ╔═══════════╗
    ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
    ╚═══════════╝
    ติดตามลงทุนแมนได้ที่
    Website - longtunman.com
    Blockdit - blockdit.com/longtunman
    Facebook - facebook.com/longtunman
    Twitter - twitter.com/longtunman
    Instagram - instagram.com/longtunman
    YouTube - youtube.com/longtunman
    TikTok - tiktok.com/@longtunman
    Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
    Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
    Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
    References
    -https://www.reuters.com/markets/currencies/indonesia-cbank-says-rupiah-weakness-reflects-global-domestic-factors-2025-03-25/?utm_source=chatgpt.com
    -https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-03-26/indonesia-stock-market-why-are-investors-fleeing-what-role-has-prabowo-played
    -https://tradingeconomics.com/indonesia/indicators
    -https://www.bps.go.id/en/statistics-table/2/MTA4NSMy/actual-government-expenditures--finance-.html
    -https://asiatimes.com/2025/03/danantara-indonesias-ticking-financial-time-bomb
    รายงานวิเคราะห์จากเพจลงทุนแมน เกี่ยวกับสรุปวิกฤติค่าเงิน อินโดนีเซีย อ่อนสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ในโพสต์เดียว /โดย ลงทุนแมน ถ้าบอกว่า อินโดนีเซียยังเป็นประเทศดาวรุ่งพุ่งแรง ที่ทุกอย่างกำลังดูดี โพสต์นี้อาจทำให้หลายคนมองภาพประเทศนี้เปลี่ยนไป เพราะตอนนี้ อินโดนีเซียกำลังเจอวิกฤติเงินรูเปียอ่อนค่าอย่างหนัก ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากที่สุด นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เลยทีเดียว จนธนาคารกลางอินโดนีเซีย ต้องนำเงินทุนสำรองมาพยุงค่าเงินรูเปียไม่ให้อ่อนค่าไปมากกว่านี้ วิกฤติค่าเงินของอินโดนีเซียรุนแรงแค่ไหน ? แล้วเกิดขึ้นเพราะอะไร ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซีย ร่วงไปแตะระดับ 16,600 รูเปียต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่ามากที่สุด ระดับเดียวกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 สถานการณ์ของอินโดนีเซียในครั้งนี้ อาจไม่ได้ซ้ำรอยกับวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่เริ่มต้นจากการถล่มค่าเงินในภูมิภาค แต่เกิดขึ้นจากรากฐานเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่อ่อนแอลง และถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายภาครัฐ ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซีย คือหนึ่งในประเทศที่ได้รับเงินสนับสนุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติมากถึง 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า และมี GDP เติบโตเฉลี่ย 5% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บวกกับเศรษฐกิจที่เติบโตดี มีฐานประชากรกว่า 281 ล้านคน คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลอินโดนีเซีย ดำเนินนโยบายแบบขาดดุลตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอินโดนีเซียมีกรอบนโยบายขาดดุลงบประมาณราว -3% ต่อ GDP อย่างยาวนาน จนมาถึงยุคของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายปี 2567 ก็ยังคงเดินตามแบบแผนเดิม ๆ คือ การตั้งงบประมาณแบบขาดดุล พร้อมกับนโยบายประชานิยมหลากหลายอย่าง ที่เขาได้ประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็น - ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 6.5% สูงกว่าข้อเสนอของกระทรวงแรงงานที่เสนอไว้ 6% - อาหารกลางวันฟรี ให้กับประชาชนกว่า 83 ล้านคน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เด็ก และสตรีมีครรภ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 950,000 ล้านบาทต่อปี - สั่งเบรกอัตราภาษี VAT ที่จะต้องปรับขึ้นเป็น 12% ในสินค้าทุกรายการ เป็นบังคับใช้เพียงสินค้าฟุ่มเฟือยเท่านั้น แน่นอนว่า การทำนโยบายประชานิยม ก็ยิ่งกดดันให้อินโดนีเซียต้องขาดดุลมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะเลยกรอบ 3% ต่อ GDP ที่วางไว้ ซึ่งในปี 2568 รัฐบาลอินโดนีเซีย ตั้งเป้างบประมาณขาดดุลไว้ที่ 2.53% เพิ่มขึ้นจาก 2.29% ในปี 2567 แล้วภาพเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เป็นอย่างไร ? สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อินโดนีเซีย ในปี 2567 อยู่ที่ 39% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับชาติอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ หรือ มาเลเซีย แต่หากดูในภาพรวม จะพบว่า GDP ของอินโดนีเซีย กำลังเติบโตลดลงทีละน้อย จาก 5.31% ในปี 2565 เหลือ 5.03% ในปี 2567 ในขณะที่รายได้ของรัฐ เริ่มส่งสัญญาณโตไม่ทันรายจ่าย ทำให้ภาครัฐขาดดุลมากขึ้น ปี 2565 ขาดดุล 943,236 ล้านบาท ปี 2566 ขาดดุล 994,387 ล้านบาท ปี 2567 ขาดดุล 1,070,091 ล้านบาท เมื่อมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณมากขึ้น แต่การเติบโตของเศรษฐกิจกลับเริ่มอ่อนแรง การกู้เงินมาใช้จ่ายจึงเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้แต่ประธานาธิบดีปราโบโวเอง ก็เคยบอกไว้ว่ามีแผนจะปรับระดับเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP อินโดนีเซีย ไปอยู่ในระดับ 50% ภายในเวลา 5 ปี นอกจากเรื่องการขาดดุลอย่างต่อเนื่องแล้ว ประธานาธิบดีคนนี้ ยังต้องการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ชื่อว่า Danantara ที่คาดว่าจะมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการกว่า 30 ล้านล้านบาท Danantara มีโมเดลคล้าย Temasek กองทุน ความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ ที่เน้นนำเงินของประเทศ ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึง รัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย กว่า 40 แห่ง ที่จะถูกรวมเข้ามาเป็นสินทรัพย์ภายใต้กองทุน เช่น - Pertamina บริษัทน้ำมันและก๊าซ - PLN บริษัทไฟฟ้า - Telkom Indonesia บริษัทโทรคมนาคม แต่ปัญหาคือ กองทุนนี้ต้องใช้เงินมหาศาลในการจัดตั้งกองทุน ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลอินโดนีเซียทำ เป็นความเสี่ยงที่หลายคนกังวล เพราะรัฐบาลหาเงินมาทำกองทุนนี้ ด้วยการตัดงบประมาณบริการสาธารณะที่จำเป็น รวมถึงการลดเงินทุนสำหรับการศึกษาระดับประถมลง 24% และลดงบประมาณการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยลง 39% ลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพลง 19% และที่สำคัญคือ การลดโครงการสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานลง 73% เรียกได้ว่า กองทุนนี้มีเงินตั้งต้นจากการลดค่าใช้จ่าย ในเศรษฐกิจ ที่เป็นอนาคตสำคัญของประเทศ จากปัญหาหลักทั้ง 2 เรื่องนี้ นั่นก็คือ การขาดดุลงบประมาณ และการลดค่าใช้จ่ายที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกังวลกับความอ่อนแอของเศรษฐกิจ และศักยภาพการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวของอินโดนีเซีย ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย จนดัชนีตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX Composite) ปรับตัวลงไปแล้ว -10% นับจากต้นปี (ยังดีกว่าดัชนี SET ของไทยที่ -14%) ซึ่งวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียได้มีการประกาศหยุดซื้อขายหุ้นชั่วคราว หลังจากดัชนีหลักทรัพย์ร่วงไป -5% โดยแรงขายหุ้นจากนักลงทุนต่างชาติ ยังเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซียอ่อนค่าลงอีกทาง ในที่สุด ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซียก็อ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนตอนนี้อยู่ในระดับที่ต่ำสุด นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งในช่วงปี 2540 ไปแล้ว (ในขณะที่ค่าเงินบาทไทยยังห่างไกลจากช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่อ่อนค่าลงไปแตะ 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้ก็อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา และความท้าทายทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย แต่ถ้ารัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้ผู้นำที่ชื่อว่า ปราโบโว ซูเบียนโต ยังทำแบบเดิม ๆ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ยังไม่ฟื้นคืน สุดท้าย ก็อาจทำให้ค่าเงินรูเปียของอินโดนีเซีย ร่วงหนักไปมากกว่านี้ก็ได้.. ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ รู้ไหมว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara ของอินโดนีเซีย มีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาอีกด้วย ╔═══════════╗ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download ╚═══════════╝ ติดตามลงทุนแมนได้ที่ Website - longtunman.com Blockdit - blockdit.com/longtunman Facebook - facebook.com/longtunman Twitter - twitter.com/longtunman Instagram - instagram.com/longtunman YouTube - youtube.com/longtunman TikTok - tiktok.com/@longtunman Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829 Soundcloud - soundcloud.com/longtunman References -https://www.reuters.com/markets/currencies/indonesia-cbank-says-rupiah-weakness-reflects-global-domestic-factors-2025-03-25/?utm_source=chatgpt.com -https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-03-26/indonesia-stock-market-why-are-investors-fleeing-what-role-has-prabowo-played -https://tradingeconomics.com/indonesia/indicators -https://www.bps.go.id/en/statistics-table/2/MTA4NSMy/actual-government-expenditures--finance-.html -https://asiatimes.com/2025/03/danantara-indonesias-ticking-financial-time-bomb
    1 Comments 0 Shares 522 Views 0 Reviews
  • ดูเตอร์เต้โยนระเบิดนิวเคลียร์ใส่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์รวม 3 ลูกใหญ่ๆ มีอะไรมาดูกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2025 ดูเตอร์เตปรากฏตัวในศาลด้วยรถเข็น เมื่อผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศอ่านคำกล่าวหาเรื่อง "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" เสร็จ ชายวัย 79 ปี อดีต ปธน.ดูเตอร์เต้ แห่งฟิลิปปินส์ ก็โยนระเบิดนิวเคลียร์ข้อมูล 3 ลูกใส่ผู้พิพากษาอย่างกะทันหันว่า "กองทัพสหรัฐรับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐ สังหารพลเรือน 350,000 คนในอัฟกานิสถาน ศาลอาญาระหว่างประเทศแกล้งทำเป็นตาบอดมา 20 ปี! อิสราเอลทิ้งระเบิดใส่ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กเสียชีวิตไป 50,000 คนในฉนวนกาซา หมายจับของคุณอยู่ที่ไหน?" ผู้เฒ่าดูเตอร์เต้ แสดงให้เห็นถึงหลักฐานที่แท้จริงของการควบคุมยาเสพติดในเมืองดาเวาในศาล และการติดตามของโรงเรียนอนุบาลแสดงให้เห็นว่าอัตราการก่ออาชญากรรมลดลง 73% หลังจากมีการห้ามยาเสพติด ผู้พิพากษาประธานศาลอาญาระหว่างประเทศรีบเคาะค้อนเพื่อหยุดเขา แต่ดูเตอร์เต้กลับหยิบภาพถ่ายชุดหนึ่งออกมา เป็นศพของเด็กที่ถูกพ่อค้ายาฆ่าตาย และสถานที่เกิดเหตุระเบิดของโดรนสหรัฐในอัฟกานิสถาน ถามว่า "ฝ่ายไหนต่อต้านมนุษย์มากกว่ากัน" ผู้ชมต่างโห่ร้องแสดงความยินดี และชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศก็ตะโกนว่า "ประธานาธิบดีจงเจริญ" และเจ้าหน้าที่บังคับคดีก็ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ รัฐบาลของมาร์กอส จูเนียร์ กำลังอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เดิมทีต้องการใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศโค่นล้มคู่ต่อสู้ทางการเมือง แต่กลับทำให้คะแนนนิยมของซาราห์ รองประธานาธิบดีพุ่งสูงถึง 39% ดูเตอร์เต้ สัญญาในศาลว่า "หากฉันถูกตัดสินว่ามีความผิด โปรดนำไบเดนและเนทันยาฮูมาขึ้นศาลด้วย!" คำกล่าวนี้เผยให้เห็นหน้ากากอันหน้าซื่อใจคดของศาลอาญาระหว่างประเทศที่ "โจมตียุงเท่านั้น ไม่โจมตีเสือ" ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นเดียวกัน การจะตัดสินว่า ดูเตอร์เต้ มีความผิดหรือไม่เริ่มมีปัญหา ? ประเทศโลกทางใต้เตรียมถอนตัวออกจากกลุ่มพร้อมกัน จึงไม่ใช่มีความผิด?นักการเงินตะวันตกตัดเงินทุนหลายร้อยล้านยูโร การพิจารณาคดีแห่งศตวรรษนี้ในที่สุดก็กลายเป็นกระจกวิเศษที่เผยให้เห็นฝีหนองของความยุติธรรมระหว่างประเทศและรุ่งอรุณของระเบียบโลกใหม่ ชัยโย ชัยโย ชัยโย !!!Cr. K.Soms..Cr. Paisan Apacnews#Save112#Saveรัฐธรรมนูญ2560#ไม่เอาคนหนักแผ่นดิน#ธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม#ThammasatPitakTham
    ดูเตอร์เต้โยนระเบิดนิวเคลียร์ใส่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์รวม 3 ลูกใหญ่ๆ มีอะไรมาดูกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2025 ดูเตอร์เตปรากฏตัวในศาลด้วยรถเข็น เมื่อผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศอ่านคำกล่าวหาเรื่อง "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" เสร็จ ชายวัย 79 ปี อดีต ปธน.ดูเตอร์เต้ แห่งฟิลิปปินส์ ก็โยนระเบิดนิวเคลียร์ข้อมูล 3 ลูกใส่ผู้พิพากษาอย่างกะทันหันว่า "กองทัพสหรัฐรับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐ สังหารพลเรือน 350,000 คนในอัฟกานิสถาน ศาลอาญาระหว่างประเทศแกล้งทำเป็นตาบอดมา 20 ปี! อิสราเอลทิ้งระเบิดใส่ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กเสียชีวิตไป 50,000 คนในฉนวนกาซา หมายจับของคุณอยู่ที่ไหน?" ผู้เฒ่าดูเตอร์เต้ แสดงให้เห็นถึงหลักฐานที่แท้จริงของการควบคุมยาเสพติดในเมืองดาเวาในศาล และการติดตามของโรงเรียนอนุบาลแสดงให้เห็นว่าอัตราการก่ออาชญากรรมลดลง 73% หลังจากมีการห้ามยาเสพติด ผู้พิพากษาประธานศาลอาญาระหว่างประเทศรีบเคาะค้อนเพื่อหยุดเขา แต่ดูเตอร์เต้กลับหยิบภาพถ่ายชุดหนึ่งออกมา เป็นศพของเด็กที่ถูกพ่อค้ายาฆ่าตาย และสถานที่เกิดเหตุระเบิดของโดรนสหรัฐในอัฟกานิสถาน ถามว่า "ฝ่ายไหนต่อต้านมนุษย์มากกว่ากัน" ผู้ชมต่างโห่ร้องแสดงความยินดี และชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศก็ตะโกนว่า "ประธานาธิบดีจงเจริญ" และเจ้าหน้าที่บังคับคดีก็ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้ รัฐบาลของมาร์กอส จูเนียร์ กำลังอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เดิมทีต้องการใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศโค่นล้มคู่ต่อสู้ทางการเมือง แต่กลับทำให้คะแนนนิยมของซาราห์ รองประธานาธิบดีพุ่งสูงถึง 39% ดูเตอร์เต้ สัญญาในศาลว่า "หากฉันถูกตัดสินว่ามีความผิด โปรดนำไบเดนและเนทันยาฮูมาขึ้นศาลด้วย!" คำกล่าวนี้เผยให้เห็นหน้ากากอันหน้าซื่อใจคดของศาลอาญาระหว่างประเทศที่ "โจมตียุงเท่านั้น ไม่โจมตีเสือ" ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นเดียวกัน การจะตัดสินว่า ดูเตอร์เต้ มีความผิดหรือไม่เริ่มมีปัญหา ? ประเทศโลกทางใต้เตรียมถอนตัวออกจากกลุ่มพร้อมกัน จึงไม่ใช่มีความผิด?นักการเงินตะวันตกตัดเงินทุนหลายร้อยล้านยูโร การพิจารณาคดีแห่งศตวรรษนี้ในที่สุดก็กลายเป็นกระจกวิเศษที่เผยให้เห็นฝีหนองของความยุติธรรมระหว่างประเทศและรุ่งอรุณของระเบียบโลกใหม่ ชัยโย ชัยโย ชัยโย !!!Cr. K.Soms..Cr. Paisan Apacnews#Save112#Saveรัฐธรรมนูญ2560#ไม่เอาคนหนักแผ่นดิน#ธรรมศาสตร์พิทักษ์ธรรม#ThammasatPitakTham
    Like
    1
    0 Comments 0 Shares 290 Views 0 Reviews
  • Perplexity บริษัท AI เสนอแผนเข้าซื้อ TikTok ในสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยจะสร้างอัลกอริทึมใหม่ เพิ่มฟีเจอร์ Community Notes และเปิดระบบแนะนำเนื้อหาให้เป็นโอเพ่นซอร์ส รวมถึงยกระดับโครงสร้าง AI ด้วยเทคโนโลยี NVIDIA เพื่อทำให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่น่าไว้วางใจที่สุด แม้ความท้าทายด้านเงินทุนและการแข่งขันในตลาดยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนโฉมการใช้งาน TikTok ในอนาคต

    การปรับเปลี่ยนและฟีเจอร์ใหม่:
    - การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่รวมถึงการนำระบบ Community Notes ซึ่งช่วยเพิ่มบริบทและข้อเท็จจริงใต้โพสต์ โดยแนวคิดนี้ได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น X (เดิมคือ Twitter) และกำลังจะถูกนำมาใช้ใน Facebook และ Instagram.
    - การเปิดอัลกอริทึม "For You" ให้เป็นโอเพ่นซอร์ส ซึ่ง Perplexity ระบุว่าจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจในแพลตฟอร์ม.

    การพัฒนาเทคโนโลยี AI ใหม่:
    - Perplexity เสนอการปรับโครงสร้าง AI Infrastructure ของ TikTok ด้วยเทคโนโลยี NVIDIA Dynamo เพื่อยกระดับการค้นหาและความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้งานที่เชื่อมบัญชีกับ Perplexity.

    การลดความเสี่ยงจากการควบคุมตลาด:
    - Perplexity ชี้ให้เห็นถึงความกังวลว่าหาก TikTok ถูกซื้อโดยกลุ่มนักลงทุนหรือคู่แข่งรายอื่น อาจทำให้ ByteDance ยังคงมีอิทธิพลต่ออัลกอริทึม หรือเกิดการผูกขาดในตลาดวิดีโอแบบสั้น.

    สถานการณ์ปัจจุบันและการเมือง:
    - TikTok มีเส้นตายถึงวันที่ 5 เมษายน 2025 ในการหาผู้ซื้อในสหรัฐฯ ตามคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบน.

    https://www.techspot.com/news/107261-perplexity-wants-buy-tiktok-vows-rebuild-algorithm-add.html
    Perplexity บริษัท AI เสนอแผนเข้าซื้อ TikTok ในสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยจะสร้างอัลกอริทึมใหม่ เพิ่มฟีเจอร์ Community Notes และเปิดระบบแนะนำเนื้อหาให้เป็นโอเพ่นซอร์ส รวมถึงยกระดับโครงสร้าง AI ด้วยเทคโนโลยี NVIDIA เพื่อทำให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่น่าไว้วางใจที่สุด แม้ความท้าทายด้านเงินทุนและการแข่งขันในตลาดยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนโฉมการใช้งาน TikTok ในอนาคต การปรับเปลี่ยนและฟีเจอร์ใหม่: - การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่รวมถึงการนำระบบ Community Notes ซึ่งช่วยเพิ่มบริบทและข้อเท็จจริงใต้โพสต์ โดยแนวคิดนี้ได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น X (เดิมคือ Twitter) และกำลังจะถูกนำมาใช้ใน Facebook และ Instagram. - การเปิดอัลกอริทึม "For You" ให้เป็นโอเพ่นซอร์ส ซึ่ง Perplexity ระบุว่าจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจในแพลตฟอร์ม. การพัฒนาเทคโนโลยี AI ใหม่: - Perplexity เสนอการปรับโครงสร้าง AI Infrastructure ของ TikTok ด้วยเทคโนโลยี NVIDIA Dynamo เพื่อยกระดับการค้นหาและความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้งานที่เชื่อมบัญชีกับ Perplexity. การลดความเสี่ยงจากการควบคุมตลาด: - Perplexity ชี้ให้เห็นถึงความกังวลว่าหาก TikTok ถูกซื้อโดยกลุ่มนักลงทุนหรือคู่แข่งรายอื่น อาจทำให้ ByteDance ยังคงมีอิทธิพลต่ออัลกอริทึม หรือเกิดการผูกขาดในตลาดวิดีโอแบบสั้น. สถานการณ์ปัจจุบันและการเมือง: - TikTok มีเส้นตายถึงวันที่ 5 เมษายน 2025 ในการหาผู้ซื้อในสหรัฐฯ ตามคำสั่งบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบน. https://www.techspot.com/news/107261-perplexity-wants-buy-tiktok-vows-rebuild-algorithm-add.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Perplexity still wants to buy TikTok, vows to rebuild algorithm and add community notes
    Perplexity first proposed a merger with TikTok's US operations in January. The plan would see the US government hold 50% ownership of the company but have no...
    0 Comments 0 Shares 233 Views 0 Reviews
  • PsiQuantum บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมจากสหรัฐฯ กำลังระดมทุนกว่า 750 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาควอนตัมชิปที่สามารถพลิกโฉมวงการเทคโนโลยี ด้วยความร่วมมือกับโรงงาน GlobalFoundries และรัฐบาลจากหลายประเทศ พวกเขามุ่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้พร้อมใช้งานภายในปี 2029 หากสำเร็จ นี่จะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำไม่ได้ เช่น การพัฒนายาใหม่และแบตเตอรี่ที่ล้ำสมัย

    ข้อดีของควอนตัมคอมพิวติ้ง:
    - ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายพันหรือหลายล้านปี เช่น การพยากรณ์ปฏิสัมพันธ์ของอะตอมและโมเลกุลที่ช่วยพัฒนาแบตเตอรี่และยาใหม่.

    โครงการที่ร่วมมือกับรัฐบาล:
    - PsiQuantum กำลังสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ในสองสถานที่ ได้แก่ บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย และ ชิคาโก สหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองแห่ง.

    ความท้าทายในการพัฒนาเทคโนโลยี:
    - การสร้างควอนตัมชิปในระดับสูงจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลและการแก้ไขปัญหาด้านความผิดพลาดของชิปควอนตัมที่มีอยู่ ซึ่งยังถือเป็นอุปสรรคหลักในวงการควอนตัม.

    อนาคตของควอนตัมคอมพิวเตอร์:
    - PsiQuantum เชื่อว่าจะสามารถสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงภายในปี 2029 ในขณะที่ Google คาดว่าจะเห็นแอปพลิเคชันควอนตัมที่ใช้งานจริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า.

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/25/exclusive-quantum-computing-startup-psiquantum-raising-at-least-750-million-at-6-billion-valuation-sources-say
    PsiQuantum บริษัทสตาร์ทอัพด้านควอนตัมจากสหรัฐฯ กำลังระดมทุนกว่า 750 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาควอนตัมชิปที่สามารถพลิกโฉมวงการเทคโนโลยี ด้วยความร่วมมือกับโรงงาน GlobalFoundries และรัฐบาลจากหลายประเทศ พวกเขามุ่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้พร้อมใช้งานภายในปี 2029 หากสำเร็จ นี่จะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำไม่ได้ เช่น การพัฒนายาใหม่และแบตเตอรี่ที่ล้ำสมัย ข้อดีของควอนตัมคอมพิวติ้ง: - ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหลายพันหรือหลายล้านปี เช่น การพยากรณ์ปฏิสัมพันธ์ของอะตอมและโมเลกุลที่ช่วยพัฒนาแบตเตอรี่และยาใหม่. โครงการที่ร่วมมือกับรัฐบาล: - PsiQuantum กำลังสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ในสองสถานที่ ได้แก่ บริสเบน ประเทศออสเตรเลีย และ ชิคาโก สหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองแห่ง. ความท้าทายในการพัฒนาเทคโนโลยี: - การสร้างควอนตัมชิปในระดับสูงจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลและการแก้ไขปัญหาด้านความผิดพลาดของชิปควอนตัมที่มีอยู่ ซึ่งยังถือเป็นอุปสรรคหลักในวงการควอนตัม. อนาคตของควอนตัมคอมพิวเตอร์: - PsiQuantum เชื่อว่าจะสามารถสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงภายในปี 2029 ในขณะที่ Google คาดว่าจะเห็นแอปพลิเคชันควอนตัมที่ใช้งานจริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า. https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/25/exclusive-quantum-computing-startup-psiquantum-raising-at-least-750-million-at-6-billion-valuation-sources-say
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Exclusive-Quantum computing startup PsiQuantum raising at least $750 million, sources say
    SAN FRANCISCO (Reuters) -Quantum computing startup PsiQuantum is raising at least $750 million at a $6 billion pre-money valuation, according to two people familiar with the matter.
    0 Comments 0 Shares 212 Views 0 Reviews
  • พบเงินทุนไหลออกจากอียูแตะระดับ 300,000 ล้านยูโรปต่อปี หลังนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันเคลื่อนย้ายเงินเข้าสู่ทรัพย์สินที่อยู่นอกภูมิภาค จากคำกล่าวอ้างของ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางปัญหาต่างๆนานา ที่บางส่วนเป็นผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในยูเครน
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000027776
    พบเงินทุนไหลออกจากอียูแตะระดับ 300,000 ล้านยูโรปต่อปี หลังนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันเคลื่อนย้ายเงินเข้าสู่ทรัพย์สินที่อยู่นอกภูมิภาค จากคำกล่าวอ้างของ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางปัญหาต่างๆนานา ที่บางส่วนเป็นผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในยูเครน . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000027776
    Like
    Haha
    Sad
    6
    0 Comments 0 Shares 1256 Views 0 Reviews
  • เอเอฟพี - ผู้ลี้ภัยในค่ายบรรเทาทุกข์ของพม่าที่สิ้นหวัง ได้รับความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากโครงการอาหารโลกเมื่อวันพุธ (19) เนื่องจากหน่วยงานของสหประชาชาติเริ่มหยุดให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนนับล้านในประเทศแห่งนี้เพราะขาดแคลนเงินทุน

    การตัดงบประมาณความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้โครงการอาหารโลกขาดแคลนเงินทุนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ต้องตัดงบประมาณครั้งใหญ่ในพม่า ที่อยู่ในสถานการณ์สงครามกลางเมืองมาเป็นเวลา 4 ปี

    “ฉันภาวนาทุกคืนขอให้ข่าวนี้ไม่เป็นความจริง” บยาร์ มี ที่ได้รับความช่วยเหลือรายเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าประมาณ 50 ดอลลาร์ ซึ่งเธอใช้เลี้ยงดูครอบครัว 5 คน กล่าว

    “ฉันภาวนาต่อพระเจ้าให้ผู้บริจาคได้รับพรและให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือพวกเราได้อีกครั้ง ได้โปรดช่วยเหลือพวกเรา สงสารเราด้วย” บยาร์ มี กล่าวกับเอเอฟพี จากค่ายแห่งหนึ่งนอกเมืองมิตจีนา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

    นับตั้งแต่กองทัพพม่าเข้าโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนในปี 2564 ประเทศเผชิญกับความขัดแย้งที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน และทำให้ผู้คนหลายล้านต้องพลัดถิ่น และทำให้อัตราความยากจนเพิ่มขึ้น 50%

    เนื่องจากการตัดความช่วยเหลือ โครงการอาหารโลกระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือได้เพียง 35,000 คนในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของ 15 ล้านคน ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาหารในแต่ละวันของตนเองได้

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/indochina/detail/9680000026719

    #MGROnline #ผู้ลี้ภัย #ค่ายบรรเทาทุกข์ของพม่า #โครงการอาหารโลก #สหประชาชาติ
    เอเอฟพี - ผู้ลี้ภัยในค่ายบรรเทาทุกข์ของพม่าที่สิ้นหวัง ได้รับความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากโครงการอาหารโลกเมื่อวันพุธ (19) เนื่องจากหน่วยงานของสหประชาชาติเริ่มหยุดให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนนับล้านในประเทศแห่งนี้เพราะขาดแคลนเงินทุน • การตัดงบประมาณความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้โครงการอาหารโลกขาดแคลนเงินทุนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ต้องตัดงบประมาณครั้งใหญ่ในพม่า ที่อยู่ในสถานการณ์สงครามกลางเมืองมาเป็นเวลา 4 ปี • “ฉันภาวนาทุกคืนขอให้ข่าวนี้ไม่เป็นความจริง” บยาร์ มี ที่ได้รับความช่วยเหลือรายเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าประมาณ 50 ดอลลาร์ ซึ่งเธอใช้เลี้ยงดูครอบครัว 5 คน กล่าว • “ฉันภาวนาต่อพระเจ้าให้ผู้บริจาคได้รับพรและให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือพวกเราได้อีกครั้ง ได้โปรดช่วยเหลือพวกเรา สงสารเราด้วย” บยาร์ มี กล่าวกับเอเอฟพี จากค่ายแห่งหนึ่งนอกเมืองมิตจีนา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ • นับตั้งแต่กองทัพพม่าเข้าโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนในปี 2564 ประเทศเผชิญกับความขัดแย้งที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน และทำให้ผู้คนหลายล้านต้องพลัดถิ่น และทำให้อัตราความยากจนเพิ่มขึ้น 50% • เนื่องจากการตัดความช่วยเหลือ โครงการอาหารโลกระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือได้เพียง 35,000 คนในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของ 15 ล้านคน ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาหารในแต่ละวันของตนเองได้ • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/indochina/detail/9680000026719 • #MGROnline #ผู้ลี้ภัย #ค่ายบรรเทาทุกข์ของพม่า #โครงการอาหารโลก #สหประชาชาติ
    0 Comments 0 Shares 425 Views 0 Reviews
  • ย้อนตำนานทักษิณ ทำแคปิตอล โอเค

    นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยต่อกลุ่มคนเสื้อแดงที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ตอนหนึ่งระบุว่า วันก่อนคิดกับนายกฯ (แพทองธาร ชินวัตร) ดังๆ ทำอย่างไรจะให้หนี้สินคนไทยหมดไปได้ คิดดังๆ ว่าเราจะซื้อหนี้ทั้งหมด ซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคารดีหรือไม่ แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำมาหากินใหม่ ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาทสามารถให้เอกชนลงทุน เรียกเสียงฮือฮาแก่ผู้สนับสนุน แม้จะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็ทำให้ย้อนถึงสมัยเป็นนักธุรกิจ ตระกูลชินวัตรทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลมาก่อน ภายใต้ชื่อ "แคปปิตอล โอเค"

    ปี 2546 กลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น ของตระกูลชินวัตร ร่วมทุนกับดีบีเอส แบงก์ ลิมิเต็ด ประเทศสิงคโปร์ เจ้าของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ ในขณะนั้น ก่อตั้งบริษัท แคปปิตอล โอเค จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งสินเชื่อไม่มีหลักประกัน บัตรเครดิต และสินเชื่อเช่าซื้อต่างๆ โดยกลุ่มชินคอร์ปฯ ถือหุ้น 60% และดีบีเอส 40% ผ่านไป 2 ปีมีลูกค้าราว 6 แสนราย ส่วนมากเป็นสินเชื่อบุคคล 60% สินเชื่อเช่าซื้อ 30% และบัตรเครดิต 10%

    23 ม.ค. 2549 ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้แก่ เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ประเทศสิงคโปร์ จำนวน 1,487.74 ล้านหุ้น รวม 73,271.20 ล้านบาท ทำให้แคปปิตอล โอเค ไม่ได้เป็นของตระกูลชินวัตรอีกต่อไป หลังจากนั้นเมื่อรัฐบาลทักษิณถูกประชาชนชุมนุมขับไล่และเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ธุรกิจสินเชื่อของแคปิตอลโอเคเริ่มซบเซา แม้กลุ่มชินคอร์ปฯ ซื้อหุ้นที่เหลือจากดีบีเอส กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.99% และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5,200 ล้านบาท แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น

    ในที่สุดเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2550 กลุ่มชินคอร์ปฯ จึงได้ขายหุ้นแคปปิตอล โอเค ซึ่งขณะนั้นมีทุนจดทะเบียน 7,500 ล้านบาท ให้กับ 2 บริษัท ได้แก่ เอแคป แอ๊ดไวเซอรี่ (ACAP) และออริกซ์ คอร์ปอเรชั่น (บริษัทย่อยของ ORIX) เพื่อลดภาระผลขาดทุนจากการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทฯ และลดภาระการสนับสนุนเงินทุนแก่แคปปิตอล โอเค ในอนาคต หลังจากนั้นเมื่อเศรษฐกิจซบเซา ปลายปี 2552 แคปปิตอล โอเค จึงหยุดการให้สินเชื่อลูกค้าบุคคลในที่สุด

    ปัจจุบัน แคปปิตอล โอเค เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ACAP ซึ่งมีปัญหาการผิดนัดชําระหนี้หุ้นกู้รวม 7 รุ่น กว่า 4,000 ล้านบาท เคยถูกสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวโทษอดีตผู้บริหารกรณีทุจริต และผู้ถือหุ้นกู้กำลังร้องเรียนหน่วยงานทีเกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบธรรมาภิบาล

    #Newskit
    ย้อนตำนานทักษิณ ทำแคปิตอล โอเค นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยต่อกลุ่มคนเสื้อแดงที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ตอนหนึ่งระบุว่า วันก่อนคิดกับนายกฯ (แพทองธาร ชินวัตร) ดังๆ ทำอย่างไรจะให้หนี้สินคนไทยหมดไปได้ คิดดังๆ ว่าเราจะซื้อหนี้ทั้งหมด ซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคารดีหรือไม่ แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำมาหากินใหม่ ไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาทสามารถให้เอกชนลงทุน เรียกเสียงฮือฮาแก่ผู้สนับสนุน แม้จะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็ทำให้ย้อนถึงสมัยเป็นนักธุรกิจ ตระกูลชินวัตรทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลมาก่อน ภายใต้ชื่อ "แคปปิตอล โอเค" ปี 2546 กลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น ของตระกูลชินวัตร ร่วมทุนกับดีบีเอส แบงก์ ลิมิเต็ด ประเทศสิงคโปร์ เจ้าของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ ในขณะนั้น ก่อตั้งบริษัท แคปปิตอล โอเค จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งสินเชื่อไม่มีหลักประกัน บัตรเครดิต และสินเชื่อเช่าซื้อต่างๆ โดยกลุ่มชินคอร์ปฯ ถือหุ้น 60% และดีบีเอส 40% ผ่านไป 2 ปีมีลูกค้าราว 6 แสนราย ส่วนมากเป็นสินเชื่อบุคคล 60% สินเชื่อเช่าซื้อ 30% และบัตรเครดิต 10% 23 ม.ค. 2549 ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้แก่ เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ประเทศสิงคโปร์ จำนวน 1,487.74 ล้านหุ้น รวม 73,271.20 ล้านบาท ทำให้แคปปิตอล โอเค ไม่ได้เป็นของตระกูลชินวัตรอีกต่อไป หลังจากนั้นเมื่อรัฐบาลทักษิณถูกประชาชนชุมนุมขับไล่และเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ธุรกิจสินเชื่อของแคปิตอลโอเคเริ่มซบเซา แม้กลุ่มชินคอร์ปฯ ซื้อหุ้นที่เหลือจากดีบีเอส กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.99% และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5,200 ล้านบาท แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น ในที่สุดเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2550 กลุ่มชินคอร์ปฯ จึงได้ขายหุ้นแคปปิตอล โอเค ซึ่งขณะนั้นมีทุนจดทะเบียน 7,500 ล้านบาท ให้กับ 2 บริษัท ได้แก่ เอแคป แอ๊ดไวเซอรี่ (ACAP) และออริกซ์ คอร์ปอเรชั่น (บริษัทย่อยของ ORIX) เพื่อลดภาระผลขาดทุนจากการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทฯ และลดภาระการสนับสนุนเงินทุนแก่แคปปิตอล โอเค ในอนาคต หลังจากนั้นเมื่อเศรษฐกิจซบเซา ปลายปี 2552 แคปปิตอล โอเค จึงหยุดการให้สินเชื่อลูกค้าบุคคลในที่สุด ปัจจุบัน แคปปิตอล โอเค เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ACAP ซึ่งมีปัญหาการผิดนัดชําระหนี้หุ้นกู้รวม 7 รุ่น กว่า 4,000 ล้านบาท เคยถูกสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวโทษอดีตผู้บริหารกรณีทุจริต และผู้ถือหุ้นกู้กำลังร้องเรียนหน่วยงานทีเกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบธรรมาภิบาล #Newskit
    Sad
    1
    0 Comments 0 Shares 439 Views 0 Reviews
  • มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกกลุ่มฮูตีว่า “สัตว์ประหลาดที่น่ากลัว” (terrifying monster) ในระหว่างการพูดกล่าวหาอิหร่านว่า : Iran has created this terrifying monster(the Houthis) and now they must take responsibility for it.

    “กลุ่มฮูตีไม่ใช่รัฐบาลของเยเมน กลุ่มฮูตีไม่มีความสามารถที่จะทำสิ่งที่พวกเขาทำได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่าน กลุ่มฮูตีได้เรียนรู้วิธีสร้างโดรนต่อต้านเรือขั้นสูง แต่เทคโนโลยีนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง อิหร่านกำลังช่วยเหลือกลุ่มฮูตีในการสร้างสิ่งเหล่านี้และจัดหาเงินทุนให้กับพวกเขาเพื่อดำเนินการดังกล่าว อิหร่านสร้างสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวนี้ขึ้นมา และตอนนี้พวกเขาต้องรับผิดชอบมัน”
    — มาร์โก รูบิโอมาร์โก รูบิโอ

    สิ่งที่ทุกคนควรต้องรู้ :
    ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐและอิสราเอลร่วมมือกันสังหารชาวปาเลสไตน์ เลบานอน และซีเรียไปแล้วกว่า 100,000 ราย
    มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกกลุ่มฮูตีว่า “สัตว์ประหลาดที่น่ากลัว” (terrifying monster) ในระหว่างการพูดกล่าวหาอิหร่านว่า : Iran has created this terrifying monster(the Houthis) and now they must take responsibility for it. “กลุ่มฮูตีไม่ใช่รัฐบาลของเยเมน กลุ่มฮูตีไม่มีความสามารถที่จะทำสิ่งที่พวกเขาทำได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่าน กลุ่มฮูตีได้เรียนรู้วิธีสร้างโดรนต่อต้านเรือขั้นสูง แต่เทคโนโลยีนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง อิหร่านกำลังช่วยเหลือกลุ่มฮูตีในการสร้างสิ่งเหล่านี้และจัดหาเงินทุนให้กับพวกเขาเพื่อดำเนินการดังกล่าว อิหร่านสร้างสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวนี้ขึ้นมา และตอนนี้พวกเขาต้องรับผิดชอบมัน” — มาร์โก รูบิโอมาร์โก รูบิโอ สิ่งที่ทุกคนควรต้องรู้ : ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐและอิสราเอลร่วมมือกันสังหารชาวปาเลสไตน์ เลบานอน และซีเรียไปแล้วกว่า 100,000 ราย
    0 Comments 0 Shares 358 Views 0 Reviews
  • สหภาพยุโรป ตกลงใจระดมเงินทุนช่วยเหลือซีเรียและประเทศเพื่อนบ้านเป็นเงินมากกว่า 5,800 ล้านยูโร (ประมาณ 212,000 ล้านบาท)

    คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป แถลงเมื่อวานนี้ว่า เงินช่วยเหลือนี้จะสนับสนุนซีเรียในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน และจะตอบสนองความต้องการเร่งด่วนในพื้นที่

    ขณะที่ Asaad al-Shaibani รัฐมนตรีต่างประเทศซีเรีย ยืนเคียงข้างคาจา คัลลาส ในระหว่างการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ โดยมีประเทศอื่นๆในยุโรปอีกหลายสิบประเทศเข้าร่วมถ่ายรูปด้วยความยิ้มแย้ม ขณะเดียวกันความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากในซีเรียโดยกองกำลังรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป
    สหภาพยุโรป ตกลงใจระดมเงินทุนช่วยเหลือซีเรียและประเทศเพื่อนบ้านเป็นเงินมากกว่า 5,800 ล้านยูโร (ประมาณ 212,000 ล้านบาท) คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป แถลงเมื่อวานนี้ว่า เงินช่วยเหลือนี้จะสนับสนุนซีเรียในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน และจะตอบสนองความต้องการเร่งด่วนในพื้นที่ ขณะที่ Asaad al-Shaibani รัฐมนตรีต่างประเทศซีเรีย ยืนเคียงข้างคาจา คัลลาส ในระหว่างการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ โดยมีประเทศอื่นๆในยุโรปอีกหลายสิบประเทศเข้าร่วมถ่ายรูปด้วยความยิ้มแย้ม ขณะเดียวกันความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากในซีเรียโดยกองกำลังรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป
    0 Comments 0 Shares 258 Views 0 Reviews
  • ศูนย์ข่าวภูเก็ต - สื่อนอกตีแผ่ พบสลัมแรงงานพม่ากลางภูเก็ต? พร้อมเปิดโรงเรียนสอนพม่า ติดแอร์เย็นฉ่ำ หลัง Youtuber ต่างชาตินำเสนอเรื่องนี้ ขณะที่ผู้ดูแลออกมายื่นยัน ว่า เป็นแค่ศูนย์เรียนรู้ เปิดมา 11 ปี ด้านจังหวัด ตร. ตื่นสอบ

    จากกรณีสื่อนอก สื่อไทยนำเสนอข้อมูล พบสลัมใหญ่ในพื้นที่กลางเมืองภูเก็ต แถมเปิดโรงเรียนสอนชาวพม่า ติดแอร์เย็นฉ่ำ มีเด็กพม่าเข้าเรียนกว่า 300 คน โดยนำข้อมูลจาก Youtuber ต่างชาติ ช่อง Ride with Gabi ที่มีการเผยแพร่คลิปเปิดเผยการมีอยู่ของชุมชนแรงงานพม่าขนาดใหญ่ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “สลัมต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต” โดยผู้อยู่อาศัยทั้งหมดเป็นแรงงานชาวพม่า เด็กๆ ในชุมชนได้รับการศึกษาและอาหารจากมูลนิธิ ที่ใช้เงินทุนจากการบริจาคและอาสาสมัครต่างชาติ

    นอกจากนั้น ยังมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ภูเก็ต ของบริษัทด้านการตลาด Media Intelligence Group (MI GROUP) ที่ระบุว่า ในปี 2566 พบว่ามีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม อาศัยอยู่ในไทยมากกว่า 10 ล้านคน โดยเฉพาะชาวพม่ามีจำนวนสูงถึง 6.8 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และแนวโน้มยังเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ส่งผลให้มีผู้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในไทยมากขึ้น

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>https://mgronline.com/south/detail/9680000025351

    #MGROnline #ภูเก็ต #โรงเรียนสอนพม่า #ศูนย์เรียนรู้
    ศูนย์ข่าวภูเก็ต - สื่อนอกตีแผ่ พบสลัมแรงงานพม่ากลางภูเก็ต? พร้อมเปิดโรงเรียนสอนพม่า ติดแอร์เย็นฉ่ำ หลัง Youtuber ต่างชาตินำเสนอเรื่องนี้ ขณะที่ผู้ดูแลออกมายื่นยัน ว่า เป็นแค่ศูนย์เรียนรู้ เปิดมา 11 ปี ด้านจังหวัด ตร. ตื่นสอบ • จากกรณีสื่อนอก สื่อไทยนำเสนอข้อมูล พบสลัมใหญ่ในพื้นที่กลางเมืองภูเก็ต แถมเปิดโรงเรียนสอนชาวพม่า ติดแอร์เย็นฉ่ำ มีเด็กพม่าเข้าเรียนกว่า 300 คน โดยนำข้อมูลจาก Youtuber ต่างชาติ ช่อง Ride with Gabi ที่มีการเผยแพร่คลิปเปิดเผยการมีอยู่ของชุมชนแรงงานพม่าขนาดใหญ่ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “สลัมต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต” โดยผู้อยู่อาศัยทั้งหมดเป็นแรงงานชาวพม่า เด็กๆ ในชุมชนได้รับการศึกษาและอาหารจากมูลนิธิ ที่ใช้เงินทุนจากการบริจาคและอาสาสมัครต่างชาติ • นอกจากนั้น ยังมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ภูเก็ต ของบริษัทด้านการตลาด Media Intelligence Group (MI GROUP) ที่ระบุว่า ในปี 2566 พบว่ามีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม อาศัยอยู่ในไทยมากกว่า 10 ล้านคน โดยเฉพาะชาวพม่ามีจำนวนสูงถึง 6.8 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และแนวโน้มยังเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ส่งผลให้มีผู้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในไทยมากขึ้น • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>https://mgronline.com/south/detail/9680000025351 • #MGROnline #ภูเก็ต #โรงเรียนสอนพม่า #ศูนย์เรียนรู้
    0 Comments 0 Shares 487 Views 0 Reviews
  • ข่าวนี้เล่าถึงปรากฏการณ์ใหม่ในวงการการเงินและเทคโนโลยี โดย IPv4.Global ได้เปิดตัวโครงการปล่อยสินเชื่อที่นำ ที่อยู่ IPv4 มาใช้เป็นหลักประกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทรัพย์สินดิจิทัลในรูปแบบนี้ได้รับการยอมรับในแวดวงการเงินแบบนี้

    ที่อยู่ IPv4 เป็นเลขระบุตำแหน่งอุปกรณ์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ด้วยการที่มีเพียง 4.3 พันล้านที่อยู่เท่านั้น ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนราคาของที่อยู่เหล่านี้พุ่งสูงขึ้น และตอนนี้ยังสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้ยืมเงินได้อีกด้วย!

    โครงการนี้เริ่มต้นด้วยลูกค้ารายแรกซึ่งเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลคลาวด์ ที่ใช้ที่อยู่ IPv4 ของตัวเองเป็นหลักประกันในการเพิ่มเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ และความสำเร็จนี้ทำให้ IPv4.Global เปิดรับลูกค้าทุกขนาด โดยจัดการซื้อขาย เช่า และกู้ยืมที่อยู่ IPv4 อย่างกว้างขวาง

    แต่ในมุมของอนาคต IPv6 ซึ่งมีศักยภาพรองรับอุปกรณ์ได้มากกว่า (จาก 4.3 พันล้าน เป็น 340 อันเดซิลเลียนที่อยู่!) กำลังรอคอยการเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังมีอุปสรรคเช่น ค่าใช้จ่าย ความซับซ้อนทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ IPv4 ยังคงมีบทบาทสำคัญ

    ที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ถือครอง IPv4 แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางที่โลกมุ่งสู่การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในมิติใหม่ ใครจะรู้ว่าอนาคตเราอาจใช้ที่อยู่ดิจิทัลอื่น ๆ เช่น NFTs หรือโทเค็นต่าง ๆ มาเป็นหลักประกันทางการเงินด้วยก็ได้

    https://www.tomshardware.com/networking/public-ipv4-addresses-are-now-valuable-loan-collateral-and-can-be-worth-millions
    ข่าวนี้เล่าถึงปรากฏการณ์ใหม่ในวงการการเงินและเทคโนโลยี โดย IPv4.Global ได้เปิดตัวโครงการปล่อยสินเชื่อที่นำ ที่อยู่ IPv4 มาใช้เป็นหลักประกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทรัพย์สินดิจิทัลในรูปแบบนี้ได้รับการยอมรับในแวดวงการเงินแบบนี้ ที่อยู่ IPv4 เป็นเลขระบุตำแหน่งอุปกรณ์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ด้วยการที่มีเพียง 4.3 พันล้านที่อยู่เท่านั้น ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนราคาของที่อยู่เหล่านี้พุ่งสูงขึ้น และตอนนี้ยังสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้ยืมเงินได้อีกด้วย! โครงการนี้เริ่มต้นด้วยลูกค้ารายแรกซึ่งเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลคลาวด์ ที่ใช้ที่อยู่ IPv4 ของตัวเองเป็นหลักประกันในการเพิ่มเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ และความสำเร็จนี้ทำให้ IPv4.Global เปิดรับลูกค้าทุกขนาด โดยจัดการซื้อขาย เช่า และกู้ยืมที่อยู่ IPv4 อย่างกว้างขวาง แต่ในมุมของอนาคต IPv6 ซึ่งมีศักยภาพรองรับอุปกรณ์ได้มากกว่า (จาก 4.3 พันล้าน เป็น 340 อันเดซิลเลียนที่อยู่!) กำลังรอคอยการเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังมีอุปสรรคเช่น ค่าใช้จ่าย ความซับซ้อนทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ IPv4 ยังคงมีบทบาทสำคัญ ที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ถือครอง IPv4 แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางที่โลกมุ่งสู่การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในมิติใหม่ ใครจะรู้ว่าอนาคตเราอาจใช้ที่อยู่ดิจิทัลอื่น ๆ เช่น NFTs หรือโทเค็นต่าง ๆ มาเป็นหลักประกันทางการเงินด้วยก็ได้ https://www.tomshardware.com/networking/public-ipv4-addresses-are-now-valuable-loan-collateral-and-can-be-worth-millions
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Public IPv4 addresses are now valuable loan collateral and can be worth millions
    IPv4.Global launched a new lending program where your IPv4 assets are your collateral.
    0 Comments 0 Shares 289 Views 0 Reviews
  • สถานการณ์ของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพในประเทศฝรั่งเศสดูไม่สู้ดีนัก พวกเขากำลังเผชิญปัญหาอัตราการล้มละลายที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีในยุโรปและหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    ในช่วงเริ่มแรก รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง มีนโยบายสนับสนุนสตาร์ทอัพและผลักดันให้ฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของยุโรป เช่น การสร้างศูนย์ Station F ในปารีส และการจัดประชุมสุดยอด AI ระดับโลก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาทำให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เจอกับข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน รายงานจาก ScaleX Invest ระบุว่า 10.4% ของบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการวิเคราะห์อยู่ในความเสี่ยงสูงที่จะล้มละลาย

    ที่น่าสนใจคือ บริษัทที่ล้มละลายไม่ใช่เพียงแค่สตาร์ทอัพเริ่มต้น แต่รวมถึงบริษัทที่ได้รับเงินทุนสูงถึง 32.5 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าสภาพเศรษฐกิจและตลาดเงินทุนที่ตึงตัวมีผลกระทบแม้แต่กับบริษัทที่มีศักยภาพ

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/11/french-tech-start-up-bankruptcies-are-increasing-survey-finds
    สถานการณ์ของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพในประเทศฝรั่งเศสดูไม่สู้ดีนัก พวกเขากำลังเผชิญปัญหาอัตราการล้มละลายที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีในยุโรปและหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ ในช่วงเริ่มแรก รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง มีนโยบายสนับสนุนสตาร์ทอัพและผลักดันให้ฝรั่งเศสเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของยุโรป เช่น การสร้างศูนย์ Station F ในปารีส และการจัดประชุมสุดยอด AI ระดับโลก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาทำให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เจอกับข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน รายงานจาก ScaleX Invest ระบุว่า 10.4% ของบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการวิเคราะห์อยู่ในความเสี่ยงสูงที่จะล้มละลาย ที่น่าสนใจคือ บริษัทที่ล้มละลายไม่ใช่เพียงแค่สตาร์ทอัพเริ่มต้น แต่รวมถึงบริษัทที่ได้รับเงินทุนสูงถึง 32.5 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าสภาพเศรษฐกิจและตลาดเงินทุนที่ตึงตัวมีผลกระทบแม้แต่กับบริษัทที่มีศักยภาพ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/11/french-tech-start-up-bankruptcies-are-increasing-survey-finds
    WWW.THESTAR.COM.MY
    French tech start-up bankruptcies are increasing, survey finds
    PARIS (Reuters) - Bankruptcies in France's tech start-up sector are increasing, according to a survey published on Tuesday whose findings could undermine President Emmanuel Macron's image of Paris as a leading European tech hub and key driver of the French economy.
    0 Comments 0 Shares 220 Views 0 Reviews
  • "รักชนก" นำแฉ ประกันสังคม ซื้อตึก 3,000 ล้าน ในราคา 7,000 ล้าน โยงเงินทุนเลือกตั้ง
    https://www.thai-tai.tv/news/17577/
    "รักชนก" นำแฉ ประกันสังคม ซื้อตึก 3,000 ล้าน ในราคา 7,000 ล้าน โยงเงินทุนเลือกตั้ง https://www.thai-tai.tv/news/17577/
    0 Comments 0 Shares 105 Views 0 Reviews
  • ประชาธิปไตยที่กินได้ (ใครได้กิน??)

    รัฐบาลของประธานาธิบดี Trump ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายในโครงการ Broadband Equity, Access, and Deployment (BEAD) มูลค่า 42.45 พันล้านดอลลาร์ โดยยกเลิกการให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตใยแก้วนำแสง (Fiber Internet) เพื่อเปิดทางให้เทคโนโลยีอื่น เช่นบริการดาวเทียม Starlink ของ Elon Musk สามารถเข้าถึงงบประมาณจากโครงการนี้ได้มากขึ้น ซึ่งอาจอยู่ในช่วง 10 ถึง 20 พันล้านดอลลาร์

    ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Biden ก่อนหน้านี้ โครงสร้างใยแก้วนำแสงได้รับการเน้นย้ำว่าเป็นโซลูชันที่มั่นคงและพัฒนาต่อยอดได้ง่ายในอนาคต เช่น การสนับสนุนโครงข่าย 5G แต่รัฐบาล Trump มองว่านโยบายดังกล่าวมีข้อจำกัดและอุปสรรคมากเกินไป จึงเปลี่ยนมาใช้นโยบาย "เทคโนโลยีเป็นกลาง" ที่มุ่งเน้นการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วในราคาถูกแก่ประชาชน โดยลดข้อกำหนดที่ถูกมองว่าเป็นภาระหรือสร้างความล่าช้าในการก่อสร้าง

    นักวิจารณ์และกลุ่มผู้สนับสนุนการเข้าถึงบรอดแบนด์คุณภาพสูง เช่น Benton Institute for Broadband & Society ได้แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ประชาชนในชนบทหลายล้านคนต้องพึ่งพาบริการอินเทอร์เน็ตที่ช้ากว่า ไม่เสถียร และไม่ตอบโจทย์ความต้องการทางเทคโนโลยีในระยะยาว เช่น การแพทย์ทางไกลหรือการเล่นเกม

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองสำหรับ Starlink ซึ่งเป็นโครงการบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่บริหารโดย SpaceX แม้จะยังไม่ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากโครงการ BEAD แต่ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับเงินทุนจากโปรแกรมสนับสนุนบรอดแบนด์ของรัฐบาล เช่น Universal Service Programs โดย FCC และบทบาทของ Elon Musk ในรัฐบาล Trump ยังถูกตั้งคำถามถึงผลประโยชน์ทับซ้อน

    ในขณะที่นโยบายนี้อาจช่วยให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีความรวดเร็วขึ้นในบางพื้นที่ แต่การลดความสำคัญของใยแก้วนำแสงอาจส่งผลต่อความยั่งยืนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ในระยะยาว การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีที่หลากหลายกับคุณภาพของบริการจึงเป็นความท้าทายสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญ

    https://www.techspot.com/news/107067-broadband-policy-shift-us-drops-fiber-priority-could.html
    ประชาธิปไตยที่กินได้ (ใครได้กิน??) รัฐบาลของประธานาธิบดี Trump ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายในโครงการ Broadband Equity, Access, and Deployment (BEAD) มูลค่า 42.45 พันล้านดอลลาร์ โดยยกเลิกการให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตใยแก้วนำแสง (Fiber Internet) เพื่อเปิดทางให้เทคโนโลยีอื่น เช่นบริการดาวเทียม Starlink ของ Elon Musk สามารถเข้าถึงงบประมาณจากโครงการนี้ได้มากขึ้น ซึ่งอาจอยู่ในช่วง 10 ถึง 20 พันล้านดอลลาร์ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Biden ก่อนหน้านี้ โครงสร้างใยแก้วนำแสงได้รับการเน้นย้ำว่าเป็นโซลูชันที่มั่นคงและพัฒนาต่อยอดได้ง่ายในอนาคต เช่น การสนับสนุนโครงข่าย 5G แต่รัฐบาล Trump มองว่านโยบายดังกล่าวมีข้อจำกัดและอุปสรรคมากเกินไป จึงเปลี่ยนมาใช้นโยบาย "เทคโนโลยีเป็นกลาง" ที่มุ่งเน้นการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วในราคาถูกแก่ประชาชน โดยลดข้อกำหนดที่ถูกมองว่าเป็นภาระหรือสร้างความล่าช้าในการก่อสร้าง นักวิจารณ์และกลุ่มผู้สนับสนุนการเข้าถึงบรอดแบนด์คุณภาพสูง เช่น Benton Institute for Broadband & Society ได้แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ประชาชนในชนบทหลายล้านคนต้องพึ่งพาบริการอินเทอร์เน็ตที่ช้ากว่า ไม่เสถียร และไม่ตอบโจทย์ความต้องการทางเทคโนโลยีในระยะยาว เช่น การแพทย์ทางไกลหรือการเล่นเกม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองสำหรับ Starlink ซึ่งเป็นโครงการบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่บริหารโดย SpaceX แม้จะยังไม่ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากโครงการ BEAD แต่ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับเงินทุนจากโปรแกรมสนับสนุนบรอดแบนด์ของรัฐบาล เช่น Universal Service Programs โดย FCC และบทบาทของ Elon Musk ในรัฐบาล Trump ยังถูกตั้งคำถามถึงผลประโยชน์ทับซ้อน ในขณะที่นโยบายนี้อาจช่วยให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีความรวดเร็วขึ้นในบางพื้นที่ แต่การลดความสำคัญของใยแก้วนำแสงอาจส่งผลต่อความยั่งยืนและความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ในระยะยาว การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีที่หลากหลายกับคุณภาพของบริการจึงเป็นความท้าทายสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญ https://www.techspot.com/news/107067-broadband-policy-shift-us-drops-fiber-priority-could.html
    WWW.TECHSPOT.COM
    Broadband policy shift in the U.S. drops fiber priority, could funnel billions to Starlink
    This move marks a departure from the Biden administration's approach, which emphasized fiber-optic networks as the most future-proof and reliable option for broadband deployment.
    0 Comments 0 Shares 359 Views 0 Reviews
  • แม้ว่า Google Chrome จะถือครองตลาดเบราว์เซอร์อยู่ถึง 67% ในเดือนมกราคม 2025 แต่ก็มี AI startups หลายรายที่เริ่มพัฒนาเบราว์เซอร์ใหม่เพื่อล้มแชมป์คนเดิม เช่น Perplexity ซึ่งเป็น AI-powered search engine กำลังพัฒนาเบราว์เซอร์ที่ชื่อว่า Comet คาดว่าจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ Perplexity เติบโตอย่างรวดเร็วและมีการใช้บริการถึง 100 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเงินทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์จาก Nvidia และ Jeff Bezos ทำให้มูลค่าของบริษัทสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์

    OpenAI ก็เป็นอีกหนึ่งผู้พัฒนาที่กำลังพัฒนาเบราว์เซอร์ที่มี AI เป็นส่วนหนึ่งของการใช้งาน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะดึงดูดผู้ใช้อยู่ในแอปพลิเคชัน ChatGPT โดยการรวมความสามารถในการค้นหาเว็บเข้าไปด้วย

    Google เองก็ไม่ยอมแพ้ โดยได้แอบเพิ่ม Gemini AI เข้ามาใน Chrome เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้ใช้สามารถเข้าถึง Gemini ได้โดยพิมพ์ @gemini ในช่องค้นหาในเบราว์เซอร์ ซึ่งมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สร้างธีมใหม่ด้วย AI เปลี่ยนภาพพื้นหลังการค้นหา และให้ข้อมูลรวมจากหลายแท็บผ่านการวิเคราะห์ของ AI

    อย่างไรก็ตาม Google กำลังเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย บริษัทได้รับคำตัดสินว่าผิดในคดีผูกขาดการค้นหาและกำลังรอคำตัดสินเกี่ยวกับการแยกบริษัทออกเป็นส่วนๆ ซึ่งจะบังคับให้ Alphabet ต้องขาย Chrome ออกไป คาดว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลาหลายปี

    การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับ startups ที่มีทุนสนับสนุนมากมายที่เล็งเห็นถึงช่องทางที่อาจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจาก Google ด้วยการใช้นวัตกรรม AI ที่ทันสมัยและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

    แม้ว่า Google Chrome จะยังครองตำแหน่งผู้นำในตลาดเบราว์เซอร์ แต่การเปลี่ยนแปลงในตลาดนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และมีแนวโน้มว่าผู้แข่งขันรายใหม่ที่มีเทคโนโลยี AI อาจเข้ามาท้าทายตลาดในอนาคต

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/08/can-ai-startups-dethrone-google-chrome-in-the-web-browser-wars
    แม้ว่า Google Chrome จะถือครองตลาดเบราว์เซอร์อยู่ถึง 67% ในเดือนมกราคม 2025 แต่ก็มี AI startups หลายรายที่เริ่มพัฒนาเบราว์เซอร์ใหม่เพื่อล้มแชมป์คนเดิม เช่น Perplexity ซึ่งเป็น AI-powered search engine กำลังพัฒนาเบราว์เซอร์ที่ชื่อว่า Comet คาดว่าจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ Perplexity เติบโตอย่างรวดเร็วและมีการใช้บริการถึง 100 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเงินทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์จาก Nvidia และ Jeff Bezos ทำให้มูลค่าของบริษัทสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์ OpenAI ก็เป็นอีกหนึ่งผู้พัฒนาที่กำลังพัฒนาเบราว์เซอร์ที่มี AI เป็นส่วนหนึ่งของการใช้งาน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะดึงดูดผู้ใช้อยู่ในแอปพลิเคชัน ChatGPT โดยการรวมความสามารถในการค้นหาเว็บเข้าไปด้วย Google เองก็ไม่ยอมแพ้ โดยได้แอบเพิ่ม Gemini AI เข้ามาใน Chrome เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้ใช้สามารถเข้าถึง Gemini ได้โดยพิมพ์ @gemini ในช่องค้นหาในเบราว์เซอร์ ซึ่งมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สร้างธีมใหม่ด้วย AI เปลี่ยนภาพพื้นหลังการค้นหา และให้ข้อมูลรวมจากหลายแท็บผ่านการวิเคราะห์ของ AI อย่างไรก็ตาม Google กำลังเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย บริษัทได้รับคำตัดสินว่าผิดในคดีผูกขาดการค้นหาและกำลังรอคำตัดสินเกี่ยวกับการแยกบริษัทออกเป็นส่วนๆ ซึ่งจะบังคับให้ Alphabet ต้องขาย Chrome ออกไป คาดว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลาหลายปี การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับ startups ที่มีทุนสนับสนุนมากมายที่เล็งเห็นถึงช่องทางที่อาจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจาก Google ด้วยการใช้นวัตกรรม AI ที่ทันสมัยและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น แม้ว่า Google Chrome จะยังครองตำแหน่งผู้นำในตลาดเบราว์เซอร์ แต่การเปลี่ยนแปลงในตลาดนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และมีแนวโน้มว่าผู้แข่งขันรายใหม่ที่มีเทคโนโลยี AI อาจเข้ามาท้าทายตลาดในอนาคต https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2025/03/08/can-ai-startups-dethrone-google-chrome-in-the-web-browser-wars
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Can AI startups dethrone Google Chrome in the web browser wars?
    Google Chrome has been the dominant web browser for more than a decade. But it will soon have competition from AI companies like OpenAI and Perplexity.
    0 Comments 0 Shares 351 Views 0 Reviews
  • กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหาต่อบุคคล 12 คน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการโจมตีไซเบอร์ต่อองค์กรและหน่วยงานกว่า 100 แห่งในสหรัฐฯ รวมถึงกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ (US Treasury) คดีนี้เผยให้เห็นถึงการโจมตีของแฮกเกอร์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐบาลจีน ซึ่งอาจมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการควบคุมและเซ็นเซอร์ในประเด็น "เสรีภาพในการแสดงออก" และ "ศาสนา"

    ในกลุ่มบุคคลที่ถูกตั้งข้อหา มีสองคนที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกว่า Silk Typhoon ซึ่ง Microsoft ระบุว่าเป็นผู้โจมตีหลักในเหตุการณ์แฮกกระทรวงการคลังช่วงปลายปี 2024 การโจมตีครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กลยุทธ์แบบ "รัฐสนับสนุน" ในการขโมยข้อมูลสำคัญระดับประเทศ

    ผู้กระทำผิดบางรายทำงานในลักษณะของ แฮกเกอร์รับจ้าง โดยถูกว่าจ้างจากองค์กร Anxum Information Technology Co. Ltd. (หรือที่เรียกกันว่า “i-Soon”) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (MPS) และกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ (MSS) ของจีน ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับการตอบแทนสูงถึง 75,000 ดอลลาร์ต่ออีเมลที่ถูกแฮกสำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแหล่งเงินทุนที่รัฐบาลจีนมอบให้กับการดำเนินการไซเบอร์นี้

    FBI และหน่วยงานอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ยังคงทำงานอย่างหนักในการปกป้องระบบไซเบอร์ของประเทศ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ Bryan Vorndran จากฝ่ายไซเบอร์ของ FBI ได้กล่าวถึงความสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามจากต่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอรางวัลสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุมแฮกเกอร์ที่เกี่ยวข้อง

    สิ่งที่น่ากังวลคือ การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อองค์กรหรือรัฐบาลในเชิงเทคนิค แต่ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงระดับโลกอีกด้วย การเผชิญกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเป็นสัญญาณเตือนให้ทั่วโลกต้องร่วมมือกันในด้านกฎหมายและเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับปัญหาในระดับสากล

    https://www.techradar.com/pro/security/chinese-hackers-who-targeted-key-us-infrastructure-charged-by-justice-department
    กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหาต่อบุคคล 12 คน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการโจมตีไซเบอร์ต่อองค์กรและหน่วยงานกว่า 100 แห่งในสหรัฐฯ รวมถึงกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ (US Treasury) คดีนี้เผยให้เห็นถึงการโจมตีของแฮกเกอร์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐบาลจีน ซึ่งอาจมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการควบคุมและเซ็นเซอร์ในประเด็น "เสรีภาพในการแสดงออก" และ "ศาสนา" ในกลุ่มบุคคลที่ถูกตั้งข้อหา มีสองคนที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกว่า Silk Typhoon ซึ่ง Microsoft ระบุว่าเป็นผู้โจมตีหลักในเหตุการณ์แฮกกระทรวงการคลังช่วงปลายปี 2024 การโจมตีครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้กลยุทธ์แบบ "รัฐสนับสนุน" ในการขโมยข้อมูลสำคัญระดับประเทศ ผู้กระทำผิดบางรายทำงานในลักษณะของ แฮกเกอร์รับจ้าง โดยถูกว่าจ้างจากองค์กร Anxum Information Technology Co. Ltd. (หรือที่เรียกกันว่า “i-Soon”) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (MPS) และกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ (MSS) ของจีน ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับการตอบแทนสูงถึง 75,000 ดอลลาร์ต่ออีเมลที่ถูกแฮกสำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแหล่งเงินทุนที่รัฐบาลจีนมอบให้กับการดำเนินการไซเบอร์นี้ FBI และหน่วยงานอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ยังคงทำงานอย่างหนักในการปกป้องระบบไซเบอร์ของประเทศ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ Bryan Vorndran จากฝ่ายไซเบอร์ของ FBI ได้กล่าวถึงความสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามจากต่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอรางวัลสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุมแฮกเกอร์ที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่น่ากังวลคือ การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อองค์กรหรือรัฐบาลในเชิงเทคนิค แต่ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงระดับโลกอีกด้วย การเผชิญกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเป็นสัญญาณเตือนให้ทั่วโลกต้องร่วมมือกันในด้านกฎหมายและเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับปัญหาในระดับสากล https://www.techradar.com/pro/security/chinese-hackers-who-targeted-key-us-infrastructure-charged-by-justice-department
    WWW.TECHRADAR.COM
    Chinese hackers who targeted key US infrastructure charged by Justice Department
    12 individuals accused of playing a ‘key role’ in recent cyberattacks
    0 Comments 0 Shares 417 Views 0 Reviews
  • ทีมนักวิจัยจาก Nisos ได้เผยแพร่รายงานที่น่าตกใจเกี่ยวกับเครือข่ายของแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือที่กำลังปลอมแปลงตัวตนเพื่อสมัครงานในบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งในเอเชียและตะวันตก การกระทำนี้มุ่งเน้นหารายได้เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

    วิธีการที่แฮกเกอร์ใช้
    1) สร้างตัวตนปลอม: แฮกเกอร์ใช้ GitHub และเนื้อหาผลงานจากบัญชีเก่าเพื่อสร้างโปรไฟล์ที่ดูเหมือนจริง
    2) เทคนิคการปลอมแปลง: ใช้รูปภาพที่ผ่านการตัดต่อ (Photoshop) และโปรไฟล์ที่ไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าสงสัย
    3) การสมัครงานในบริษัทเล็ก: เป้าหมายคือบริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน ทำให้ง่ายต่อการแทรกซึมข้อมูล

    การจ้างงานช่วยให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เป้าหมายไม่เพียงแค่ขโมยข้อมูลที่สำคัญ แต่ยังรวมถึงเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฮกเกอร์กลุ่มนี้มุ่งเน้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีประวัติการโจรกรรมครั้งใหญ่ในวงการนี้

    แม้จะไม่สามารถระบุตัวตนได้แน่นอน แต่พฤติกรรมและรูปแบบการโจมตีที่แสดงออกมามีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่ม Lazarus ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ และเคยเกี่ยวข้องกับการโจมตีด้วยมัลแวร์และการสร้างบริษัทปลอมเพื่อหลอกลวงนักพัฒนาซอฟต์แวร์

    การป้องกันและข้อควรรู้
    ผู้ว่าจ้างควรระวังข้อมูลที่ดูผิดปกติในโปรไฟล์ผู้สมัคร เช่น:
    - การใช้รูปภาพที่ดูไม่สมจริง
    - ไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดีย หรืออีเมลที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด
    - พิจารณาการตรวจสอบประวัติผู้สมัครอย่างละเอียด

    เรื่องนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนถึงความซับซ้อนในโลกไซเบอร์ แต่ยังเตือนให้บริษัทในวงการเทคโนโลยีเพิ่มการตรวจสอบและตื่นตัวกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกเมื่อ

    https://www.techradar.com/pro/security/north-korean-fake-job-hackers-are-going-the-extra-mile-to-make-sure-their-scams-seem-legit
    ทีมนักวิจัยจาก Nisos ได้เผยแพร่รายงานที่น่าตกใจเกี่ยวกับเครือข่ายของแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือที่กำลังปลอมแปลงตัวตนเพื่อสมัครงานในบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งในเอเชียและตะวันตก การกระทำนี้มุ่งเน้นหารายได้เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของรัฐบาลเกาหลีเหนือ วิธีการที่แฮกเกอร์ใช้ 1) สร้างตัวตนปลอม: แฮกเกอร์ใช้ GitHub และเนื้อหาผลงานจากบัญชีเก่าเพื่อสร้างโปรไฟล์ที่ดูเหมือนจริง 2) เทคนิคการปลอมแปลง: ใช้รูปภาพที่ผ่านการตัดต่อ (Photoshop) และโปรไฟล์ที่ไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าสงสัย 3) การสมัครงานในบริษัทเล็ก: เป้าหมายคือบริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน ทำให้ง่ายต่อการแทรกซึมข้อมูล การจ้างงานช่วยให้แฮกเกอร์เข้าถึงระบบภายในของบริษัท เป้าหมายไม่เพียงแค่ขโมยข้อมูลที่สำคัญ แต่ยังรวมถึงเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฮกเกอร์กลุ่มนี้มุ่งเน้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีประวัติการโจรกรรมครั้งใหญ่ในวงการนี้ แม้จะไม่สามารถระบุตัวตนได้แน่นอน แต่พฤติกรรมและรูปแบบการโจมตีที่แสดงออกมามีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่ม Lazarus ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ และเคยเกี่ยวข้องกับการโจมตีด้วยมัลแวร์และการสร้างบริษัทปลอมเพื่อหลอกลวงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ การป้องกันและข้อควรรู้ ผู้ว่าจ้างควรระวังข้อมูลที่ดูผิดปกติในโปรไฟล์ผู้สมัคร เช่น: - การใช้รูปภาพที่ดูไม่สมจริง - ไม่มีบัญชีโซเชียลมีเดีย หรืออีเมลที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด - พิจารณาการตรวจสอบประวัติผู้สมัครอย่างละเอียด เรื่องนี้ไม่เพียงแค่สะท้อนถึงความซับซ้อนในโลกไซเบอร์ แต่ยังเตือนให้บริษัทในวงการเทคโนโลยีเพิ่มการตรวจสอบและตื่นตัวกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกเมื่อ https://www.techradar.com/pro/security/north-korean-fake-job-hackers-are-going-the-extra-mile-to-make-sure-their-scams-seem-legit
    0 Comments 0 Shares 350 Views 0 Reviews
More Results