• หมากรุก ตอนที่ 10

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 10 (จบ)
    สรุปว่า ยุทธศาสตร์ของอเมริกาคือ ยุทธศาสตร์เพื่อการ “ครองโลกแต่ผู้เดียว” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา
    ส่วนยุทธศาสตร์ของรัสเซีย น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “รัสเซียแกร่งกล้า” ที่สร้างบ้านเมืองให้แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ได้ และพร้อมแล้วที่จะบอกกับอเมริกาว่า “พอได้แล้วนะ” อเมริกาไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตาของทุกประเทศในโลกนี้อีกแล้ว การก้าวเข้าไปในซีเรีย และตะวันออกกลางของรัสเซีย มันแปลได้อย่างนั้น
    และยุทธศาสตร์ของจีน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “จีนยิ่งใหญ่” หรือประเภทมังกรทะยานฟ้า เรื่องปิดล้อมจีนจบแล้ว อย่าได้คิดเชียวว่า จะมีใครมาปิด มาล้อมจีนได้อีก ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือกำลังทหาร ไม่มีทางแล้ว
    และตามยุทธศาสตร์ของทั้ง 3 ผู้ยิ่งใหญ่ อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานเช่นเดียวกัน 3 เรื่อง เพื่อจะเดินหน้าตามแผนของตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือ
    – มีอาวุธที่สุดยอด
    – มีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่
    – ได้ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ
    เรื่องอาวุธ ผมไม่ขอวิเคราะห์ ใครมีอาวุธสุดยอดกว่าใคร เชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงทั้งหมด นอกจากจะอยู่วงในสุดของแต่ละประเทศ และจะรู้จริงก็ตอนลงมือโซ้ยกันนั่นแหละครับ
    ส่วนยุทธศาสตร์ในการใช้อาวุธ จะใช้รูปแบบขนาด ระยะยิง จากฐานใดบ้าง มันคือแผนการรบ คนที่จะรู้แผนการรบจริงคือ ผู้บัญชาการรบ ผมเป็นแค่คนเล่านิทาน ไม่บังอาจไปวิจารณ์ฝ่ายใด คงบอกได้แต่ว่า ถ้าอเมริกาต้องเจอ รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และปากีสถาน พร้อมกัน ผมว่า อเมริกาคงคิดหนัก นาโตถึงยังเป็นใบ้ และญี่ปุ่น ที่คิดจะแบกถาดให้อเมริกา วันนี้ น่าจะยังใช้เวลาหาถาดอีกนาน
    เรื่องกองกำลังของอเมริกา ต้องนับรวมทั้ง ทหารจริง ทหารรับจ้าง ทั้งของตัวเอง และของลูกหาบ ที่ครอบคลุม และแอบซ่อนอยู่ตามฐานทัพทั่วโลก และตอนนี้ คงต้องนับรวมเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินเข้าไปด้วย แปลว่า อเมริกาน่าจะมีแยะจริงๆ
    แต่ผมก็ยังเชื่อว่า อเมริกา เดี่ยวๆ ไม่มีกำลังพลมากกว่า รัสเซียเดี่ยว หรือจีนเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งกำลังพลรัสเซียบวกจีน อเมริกายิ่งไม่มีทางเทียบ อเมริกาจึงต้องเช็คชื่อ เรียกลูกหาบมาเกือบทั้งโลก อย่างที่อเมริกากำลังดำเนินการอยู่
    คุณพี่ปูติน เดินหมากรุกเข้าไปในซีเรีย นี่จะเต็ม 3 เดือนแล้วนะครับ อเมริกายังเล่นหมากหลบ หมากเลี่ยง หมากเขก แต่ยังไม่ออกหมากรุกกลับ เข้าใจว่า คงยังเล่นหมากเก็บ “นับหัว” เอาเข้าคอกให้ครบเสียก่อน
    ส่วนเรื่องครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เล่านิทานมา 2 ปีกว่า มาจนถึงเรื่องนี้ ตอนนี้ คิดว่าอเมริกาพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่า ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้แล้ว
    มันก็ย้อนกลับมาที่เดิมว่า ยุทธศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายใช้ และการเดินหมากตามยุทธศาสตร์ได้ผลอย่างไร การเดินหมากแบบลุยกินดะไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่า จะทำให้ชนะเสมอไป ขณะเดียวกัน การเดินหมาก ที่เหมือนขยับไม่กี่ตา แต่ขยับอีกที ก็รุกฆาตแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน
    ตลอดเวลา 70 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเดินหมาก เหมือนกินดะได้ไปเกือบทั่วโลกแล้ว แต่การเดินหมากช่วงหลังของอเมริกา ดันสะดุดหัวแม่ตีนตัวเอง หัวทิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ จากกระดาษซับไพรม์ใบบางๆ ที่ทำให้ตอนนี้อเมริกายังกระเป๋าฉีก ตูดขาด แต่อเมริกาสร้างเรื่องอื่นขึ้นมากลบ สื่อก็ช่วยพาเลี้ยว ชาวบ้านก็เลยลืม
    ปี ค.ศ.2007 เมื่ออเมริกาเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเรื่องซับไพรม์ subprime ที่บริษัทเงินทุนจอมตะกละของอเมริกา เอาเอกสารลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน ไปขายลดต่ออีกหลายทอด จนไหม้เกรียม ลูกหนี้คนเดียว มีเจ้าหนี้ยืนเรียงคิวคอย พอเศรษฐกิจไม่ดี ลูกหนี้เจ็ง ไม่มีเงินผ่อนส่ง ไอ้พวกที่ซื้อไว้เป็นทอดๆ เรียงคิวคอย ก็ม่อยกะรอก ล้มตามกันเป็นพรวน และทำให้เศรษฐกิจอเมริกาสะอึกพรวด นักการเงินแก้ปัญหาหนี้เสียของบริษัทการเงิน ด้วยการเอาเงินรัฐมาอุ้มบริษัทการเงินเป็นจำนวนมหาศาล ตามสูตรสำเร็จ หลังจากนั้น ก็ลามไปกันใหญ่ และวันนี้อเมริกาก็มีหนี้กองโต ต้องลดงบ ตัดงบ ที่รวมไปถึงงบทางกองทัพด้วย
    สรุปสั้นๆ ว่า อเมริกาตูดขาดมาเกือบสิบปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังขาดอยู่ แต่ยังต้องทำหน้าใหญ่เอาไว้ แต่พินิจให้ดีๆ เถิดครับ หน้า พณ.ใบตองแห้ง กับ พณ.กลาโหม เวลาแถลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ที่ต้องยกกองกำลังเข้าไปที่ไหน ทำหน้าเหมือนกับกินข้าวบูดมันเน่ามาทั้งนั้น แถมถ้าจำเป็นต้องส่งกำลังไปเพื่อรักษาหน้า ก็เป็นหลักร้อย ส่วนอาวุธ ส่วนใหญ่ก็เป็นโดรน ไม่มีคนขับ อเมริกาถึงยืนยันว่า no boots on the ground อยู่ตลอดเวลาได้แต่คอยชี้นิ้วสั่ง โอลอง เอ็งไปซิ แคมารอน เอ็งด้วย เอะ แล้วอเมริกาหายไปไหน แค่ส่งไปที่ละร้อย สองร้อยคน แถวซีเรีย อีรัค ขายหน้าพี่เบิ้มหมด
    แต่ถึงอย่างนั้น เป็นประเทศมหาอำนาจมา 70 ปี สั่งซ้ายหันขวาหัน ให้มาเลียมือเลียตีนได้หมด แค่ตูดขาดไม่ถึง 10 ปี หมากเด็ด หายหมด หมากรุก ไม่มี อย่างนั้นหรือครับ แบบนี้จะแปลว่าอะไร
    แปลว่า อเมริกาซ่อนหมากเด็ด เตรียมไว้รุกฆาต หรือแปลว่าอเมริการบไม่เป็น หรือไม่มีปัญญายกทัพมารบแล้ว…
    น่าสังเกตว่า อเมริกาอาจจะถนัดแต่การรบแบบปฏิบัติการ หรือรบแบบกองโจรไปปล้นประเทศที่ไม่ทางสู้มากกว่า หรือไม่ก็ใช้ทหารรับจ้าง ที่เรียกเสียหรูว่า contractor หรือ security advisor เป็นผู้ไป “ดำเนินการ” ไม่ใช่การรบจริง เต็มรูปแบบทางกำลังทหาร
    ตลอดเวลาประมาณ 70 ที่ผ่านมา มีเพียง 2,3 ครั้งเท่านั้น ที่เป็นการรบจริง คือ ในสงครามเกาหลี และสงครามเวียตนามเท่านั้น นั่นมันก็กว่า 50 ปีมาแล้ว นอกนั้น มันเป็นการปฏิบัติการโดยพวกทหารรับจ้าง กับทหารนอกระบบ ที่เรียกว่า “stay behind” เครือข่ายหลังฉาก หรือเครือข่ายที่ซ่อนเร้นเกือบทั้งสิ้น แม้ในสมัยสงครามอิรัค อเมริกาก็ใช้ทหารรับจ้างมาก พอๆกับทหารในกองทัพ ถึงได้งบบานฉิบหายไป ส่วนนาโต้เอง ก็ไม่ได้มีกองกำลังทหารจริงทั้งหมด ใช้เครือข่าย stay behind กับ contractor มากเช่นเดียวกัน
    แต่ระหว่างเกือบ 10 ที่เศรษฐกิจอเมริกาสะอึก ฝั่งรัสเซียจีน แม้จะไม่ได้ฉลุย แต่ก็น่าจะมีอะไรดี ไม่งั้นรัสเซียคงไม่หาญกล้ายกพลเข้าไปที่ซีเรีย และการยกพลของรัสเซียครั้งนี้ คุณพี่ปูตินเล่นยกมาเป็นกองทัพ ทั้งบกเรืออากาศ มีเรือรบ มีเครื่องบิน มีรถถัง ทหารราบจำนวนแสน
    แล้วอเมริกาเดินหมากยังไงครับ ตอนนี้เป็นหมากพูด หรือหมากพ่น อย่าเป็นหมากเผ่นก็แล้วกัน
    เมื่อไม่นานมานี่ พณ. ใบตองแห้ง ออกมาพูดเองว่า ไอซิสแผ่วแล้วนะ พื้นที่ที่ยึดไปในอิรัคเหลือน้อยแล้ว ที่ซีเรียก็เช่นเดียวกัน หายไปแยะ ก็ใช่ซิ รัสเซียถล่มเสียราบ กองกำลังร่วมของอเมริกา เข้าไป 4 ปีกว่า ไอซิสมีแต่งอกเพิ่ม รัสเซียมาไม่ถึง 3 เดือน ไอซิสมุดรูหนีออกไปทางลิเบียหมด แต่ พณ.ใบตอง แห้งยังออกมาพูดเอาคะแนน แถมขู่พวกตัวหัวหน้าไอซิสอีกว่า you are next ต่อไปคือพวกเอ็ง ….เป็นการขู่ผ่านสื่อออกทีวี ….เห็นสันดานใบตองแห้งชัดจริงๆ
    ตกลงถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นหมากเด็ด หมากรุก อะไรที่จะทำให้ผมเชื่อว่า อเมริกาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางด้านการรบ เอาละ มันยังไม่ถึงเวลารบจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้ ต้องดูการเดินหมาก “เตรียมรบ” มากกว่า ว่าของใครล้ำลึกเด็ดขาดกว่ากัน คือดูตัวหมาก ที่แต่ละฝ่าย เลือกเอามาเดิน เลือกกิน หรือเลือกทิ้ง
    ตามทฤษฏีของไอ้แสบเบรสินสกี้ หมากตัวสำคัญในตะวันออกกลาง มี 2 ตัว คือ อิหร่าน กับตุรกี วันนี้เราเห็นชัดว่า อิหร่าน เปิดเผยว่าอยู่ขั้วรัสเซียจีน แผนบีบด้วยนิวเคลียร์ บีบอิหร่านไม่สำเร็จ
    ในตะวันออกกลางจึงเหลือตุรกี ที่เป็นหมากให้ดูว่า รัสเซียเสียตุรกี หรือรัสเซียถีบตุรกีทิ้ง และถ้าอเมริกาเลือกตุรกีมาเป็นหมากฝ่ายตัว เป็นเรื่องดี หรือ ซวยของอเมริกา
    ถัดมาเป็นหมาก แถวมหาสมุทรอินเดีย ใกล้บ้านเราเข้ามาหน่อย
    ปากีสถาน ก็เป็นหมากที่น่าสนใจตามดูเช่นเดียวกัน ว่า ปากีสถานทิ้งอเมริกา หรืออเมริกาทิ้งปากีสถาน และมาเลือกอินเดีย เพราะหมาก 2 ตัวนี้ คงจะอยู่ข้างเดียวกันยาก แม้ตอนนี้จะมีความพยายาม แต่นั่นแหละ แขกเป็นนักเล่นกล ไม่รู้ว่าอเมริกาจะรู้จักตำนานนี้ไหม
    อเมริกา จะเลือกเดินหมากอินเดียเพราะอะไร และอเมริกาได้ หรืออเมริกาเสีย ในการเสียปากีสถาน และ (ยังไม่แน่ว่าจะ) ได้ อินเดีย
    ช่วงนี้ดูหมาก 3 ตัวนี้ไว้เท่านั้นแหละครับ ตุรกี ปากีสถาน อืนเดีย การเดินหมาก 3 ตัวนี้ จะทำให้เห็นว่า ยุทธศาตร์ฝ่ายไหน ลึกซึ้ง และฝ่ายใด กำลังเดินหมาก รุก……
    หลังปีใหม่ ค่อยมาอ่านนิทานต่อนะครับ
    ระหว่างข้ามปี ใช้ชีวิตสบายๆ สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ทำกุศล ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ให้เกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ตัวเองและครอบครัว และโชคดีตลอดปีใหม่ นะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    31 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 10 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 10 (จบ) สรุปว่า ยุทธศาสตร์ของอเมริกาคือ ยุทธศาสตร์เพื่อการ “ครองโลกแต่ผู้เดียว” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ส่วนยุทธศาสตร์ของรัสเซีย น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “รัสเซียแกร่งกล้า” ที่สร้างบ้านเมืองให้แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ได้ และพร้อมแล้วที่จะบอกกับอเมริกาว่า “พอได้แล้วนะ” อเมริกาไม่ได้เป็นผู้กำหนดชะตาของทุกประเทศในโลกนี้อีกแล้ว การก้าวเข้าไปในซีเรีย และตะวันออกกลางของรัสเซีย มันแปลได้อย่างนั้น และยุทธศาสตร์ของจีน น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ “จีนยิ่งใหญ่” หรือประเภทมังกรทะยานฟ้า เรื่องปิดล้อมจีนจบแล้ว อย่าได้คิดเชียวว่า จะมีใครมาปิด มาล้อมจีนได้อีก ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ หรือกำลังทหาร ไม่มีทางแล้ว และตามยุทธศาสตร์ของทั้ง 3 ผู้ยิ่งใหญ่ อย่างน้อยต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานเช่นเดียวกัน 3 เรื่อง เพื่อจะเดินหน้าตามแผนของตัวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือ – มีอาวุธที่สุดยอด – มีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ – ได้ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เรื่องอาวุธ ผมไม่ขอวิเคราะห์ ใครมีอาวุธสุดยอดกว่าใคร เชื่อว่าไม่มีใครรู้จริงทั้งหมด นอกจากจะอยู่วงในสุดของแต่ละประเทศ และจะรู้จริงก็ตอนลงมือโซ้ยกันนั่นแหละครับ ส่วนยุทธศาสตร์ในการใช้อาวุธ จะใช้รูปแบบขนาด ระยะยิง จากฐานใดบ้าง มันคือแผนการรบ คนที่จะรู้แผนการรบจริงคือ ผู้บัญชาการรบ ผมเป็นแค่คนเล่านิทาน ไม่บังอาจไปวิจารณ์ฝ่ายใด คงบอกได้แต่ว่า ถ้าอเมริกาต้องเจอ รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และปากีสถาน พร้อมกัน ผมว่า อเมริกาคงคิดหนัก นาโตถึงยังเป็นใบ้ และญี่ปุ่น ที่คิดจะแบกถาดให้อเมริกา วันนี้ น่าจะยังใช้เวลาหาถาดอีกนาน เรื่องกองกำลังของอเมริกา ต้องนับรวมทั้ง ทหารจริง ทหารรับจ้าง ทั้งของตัวเอง และของลูกหาบ ที่ครอบคลุม และแอบซ่อนอยู่ตามฐานทัพทั่วโลก และตอนนี้ คงต้องนับรวมเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย หรือนักรบเติมเงินเข้าไปด้วย แปลว่า อเมริกาน่าจะมีแยะจริงๆ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า อเมริกา เดี่ยวๆ ไม่มีกำลังพลมากกว่า รัสเซียเดี่ยว หรือจีนเดี่ยวอยู่แล้ว ยิ่งกำลังพลรัสเซียบวกจีน อเมริกายิ่งไม่มีทางเทียบ อเมริกาจึงต้องเช็คชื่อ เรียกลูกหาบมาเกือบทั้งโลก อย่างที่อเมริกากำลังดำเนินการอยู่ คุณพี่ปูติน เดินหมากรุกเข้าไปในซีเรีย นี่จะเต็ม 3 เดือนแล้วนะครับ อเมริกายังเล่นหมากหลบ หมากเลี่ยง หมากเขก แต่ยังไม่ออกหมากรุกกลับ เข้าใจว่า คงยังเล่นหมากเก็บ “นับหัว” เอาเข้าคอกให้ครบเสียก่อน ส่วนเรื่องครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ไว้ในมือ เล่านิทานมา 2 ปีกว่า มาจนถึงเรื่องนี้ ตอนนี้ คิดว่าอเมริกาพูดได้เต็มปากหรือไม่ว่า ครอบครองแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้แล้ว มันก็ย้อนกลับมาที่เดิมว่า ยุทธศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายใช้ และการเดินหมากตามยุทธศาสตร์ได้ผลอย่างไร การเดินหมากแบบลุยกินดะไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่า จะทำให้ชนะเสมอไป ขณะเดียวกัน การเดินหมาก ที่เหมือนขยับไม่กี่ตา แต่ขยับอีกที ก็รุกฆาตแล้ว ก็อาจเกิดขึ้นได้เหมือนกัน ตลอดเวลา 70 ปีที่ผ่านมา อเมริกาเดินหมาก เหมือนกินดะได้ไปเกือบทั่วโลกแล้ว แต่การเดินหมากช่วงหลังของอเมริกา ดันสะดุดหัวแม่ตีนตัวเอง หัวทิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ จากกระดาษซับไพรม์ใบบางๆ ที่ทำให้ตอนนี้อเมริกายังกระเป๋าฉีก ตูดขาด แต่อเมริกาสร้างเรื่องอื่นขึ้นมากลบ สื่อก็ช่วยพาเลี้ยว ชาวบ้านก็เลยลืม ปี ค.ศ.2007 เมื่ออเมริกาเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ จากเรื่องซับไพรม์ subprime ที่บริษัทเงินทุนจอมตะกละของอเมริกา เอาเอกสารลูกหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน ไปขายลดต่ออีกหลายทอด จนไหม้เกรียม ลูกหนี้คนเดียว มีเจ้าหนี้ยืนเรียงคิวคอย พอเศรษฐกิจไม่ดี ลูกหนี้เจ็ง ไม่มีเงินผ่อนส่ง ไอ้พวกที่ซื้อไว้เป็นทอดๆ เรียงคิวคอย ก็ม่อยกะรอก ล้มตามกันเป็นพรวน และทำให้เศรษฐกิจอเมริกาสะอึกพรวด นักการเงินแก้ปัญหาหนี้เสียของบริษัทการเงิน ด้วยการเอาเงินรัฐมาอุ้มบริษัทการเงินเป็นจำนวนมหาศาล ตามสูตรสำเร็จ หลังจากนั้น ก็ลามไปกันใหญ่ และวันนี้อเมริกาก็มีหนี้กองโต ต้องลดงบ ตัดงบ ที่รวมไปถึงงบทางกองทัพด้วย สรุปสั้นๆ ว่า อเมริกาตูดขาดมาเกือบสิบปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังขาดอยู่ แต่ยังต้องทำหน้าใหญ่เอาไว้ แต่พินิจให้ดีๆ เถิดครับ หน้า พณ.ใบตองแห้ง กับ พณ.กลาโหม เวลาแถลงอะไรเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ที่ต้องยกกองกำลังเข้าไปที่ไหน ทำหน้าเหมือนกับกินข้าวบูดมันเน่ามาทั้งนั้น แถมถ้าจำเป็นต้องส่งกำลังไปเพื่อรักษาหน้า ก็เป็นหลักร้อย ส่วนอาวุธ ส่วนใหญ่ก็เป็นโดรน ไม่มีคนขับ อเมริกาถึงยืนยันว่า no boots on the ground อยู่ตลอดเวลาได้แต่คอยชี้นิ้วสั่ง โอลอง เอ็งไปซิ แคมารอน เอ็งด้วย เอะ แล้วอเมริกาหายไปไหน แค่ส่งไปที่ละร้อย สองร้อยคน แถวซีเรีย อีรัค ขายหน้าพี่เบิ้มหมด แต่ถึงอย่างนั้น เป็นประเทศมหาอำนาจมา 70 ปี สั่งซ้ายหันขวาหัน ให้มาเลียมือเลียตีนได้หมด แค่ตูดขาดไม่ถึง 10 ปี หมากเด็ด หายหมด หมากรุก ไม่มี อย่างนั้นหรือครับ แบบนี้จะแปลว่าอะไร แปลว่า อเมริกาซ่อนหมากเด็ด เตรียมไว้รุกฆาต หรือแปลว่าอเมริการบไม่เป็น หรือไม่มีปัญญายกทัพมารบแล้ว… น่าสังเกตว่า อเมริกาอาจจะถนัดแต่การรบแบบปฏิบัติการ หรือรบแบบกองโจรไปปล้นประเทศที่ไม่ทางสู้มากกว่า หรือไม่ก็ใช้ทหารรับจ้าง ที่เรียกเสียหรูว่า contractor หรือ security advisor เป็นผู้ไป “ดำเนินการ” ไม่ใช่การรบจริง เต็มรูปแบบทางกำลังทหาร ตลอดเวลาประมาณ 70 ที่ผ่านมา มีเพียง 2,3 ครั้งเท่านั้น ที่เป็นการรบจริง คือ ในสงครามเกาหลี และสงครามเวียตนามเท่านั้น นั่นมันก็กว่า 50 ปีมาแล้ว นอกนั้น มันเป็นการปฏิบัติการโดยพวกทหารรับจ้าง กับทหารนอกระบบ ที่เรียกว่า “stay behind” เครือข่ายหลังฉาก หรือเครือข่ายที่ซ่อนเร้นเกือบทั้งสิ้น แม้ในสมัยสงครามอิรัค อเมริกาก็ใช้ทหารรับจ้างมาก พอๆกับทหารในกองทัพ ถึงได้งบบานฉิบหายไป ส่วนนาโต้เอง ก็ไม่ได้มีกองกำลังทหารจริงทั้งหมด ใช้เครือข่าย stay behind กับ contractor มากเช่นเดียวกัน แต่ระหว่างเกือบ 10 ที่เศรษฐกิจอเมริกาสะอึก ฝั่งรัสเซียจีน แม้จะไม่ได้ฉลุย แต่ก็น่าจะมีอะไรดี ไม่งั้นรัสเซียคงไม่หาญกล้ายกพลเข้าไปที่ซีเรีย และการยกพลของรัสเซียครั้งนี้ คุณพี่ปูตินเล่นยกมาเป็นกองทัพ ทั้งบกเรืออากาศ มีเรือรบ มีเครื่องบิน มีรถถัง ทหารราบจำนวนแสน แล้วอเมริกาเดินหมากยังไงครับ ตอนนี้เป็นหมากพูด หรือหมากพ่น อย่าเป็นหมากเผ่นก็แล้วกัน เมื่อไม่นานมานี่ พณ. ใบตองแห้ง ออกมาพูดเองว่า ไอซิสแผ่วแล้วนะ พื้นที่ที่ยึดไปในอิรัคเหลือน้อยแล้ว ที่ซีเรียก็เช่นเดียวกัน หายไปแยะ ก็ใช่ซิ รัสเซียถล่มเสียราบ กองกำลังร่วมของอเมริกา เข้าไป 4 ปีกว่า ไอซิสมีแต่งอกเพิ่ม รัสเซียมาไม่ถึง 3 เดือน ไอซิสมุดรูหนีออกไปทางลิเบียหมด แต่ พณ.ใบตอง แห้งยังออกมาพูดเอาคะแนน แถมขู่พวกตัวหัวหน้าไอซิสอีกว่า you are next ต่อไปคือพวกเอ็ง ….เป็นการขู่ผ่านสื่อออกทีวี ….เห็นสันดานใบตองแห้งชัดจริงๆ ตกลงถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นหมากเด็ด หมากรุก อะไรที่จะทำให้ผมเชื่อว่า อเมริกาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางด้านการรบ เอาละ มันยังไม่ถึงเวลารบจริง เพราะฉะนั้นตอนนี้ ต้องดูการเดินหมาก “เตรียมรบ” มากกว่า ว่าของใครล้ำลึกเด็ดขาดกว่ากัน คือดูตัวหมาก ที่แต่ละฝ่าย เลือกเอามาเดิน เลือกกิน หรือเลือกทิ้ง ตามทฤษฏีของไอ้แสบเบรสินสกี้ หมากตัวสำคัญในตะวันออกกลาง มี 2 ตัว คือ อิหร่าน กับตุรกี วันนี้เราเห็นชัดว่า อิหร่าน เปิดเผยว่าอยู่ขั้วรัสเซียจีน แผนบีบด้วยนิวเคลียร์ บีบอิหร่านไม่สำเร็จ ในตะวันออกกลางจึงเหลือตุรกี ที่เป็นหมากให้ดูว่า รัสเซียเสียตุรกี หรือรัสเซียถีบตุรกีทิ้ง และถ้าอเมริกาเลือกตุรกีมาเป็นหมากฝ่ายตัว เป็นเรื่องดี หรือ ซวยของอเมริกา ถัดมาเป็นหมาก แถวมหาสมุทรอินเดีย ใกล้บ้านเราเข้ามาหน่อย ปากีสถาน ก็เป็นหมากที่น่าสนใจตามดูเช่นเดียวกัน ว่า ปากีสถานทิ้งอเมริกา หรืออเมริกาทิ้งปากีสถาน และมาเลือกอินเดีย เพราะหมาก 2 ตัวนี้ คงจะอยู่ข้างเดียวกันยาก แม้ตอนนี้จะมีความพยายาม แต่นั่นแหละ แขกเป็นนักเล่นกล ไม่รู้ว่าอเมริกาจะรู้จักตำนานนี้ไหม อเมริกา จะเลือกเดินหมากอินเดียเพราะอะไร และอเมริกาได้ หรืออเมริกาเสีย ในการเสียปากีสถาน และ (ยังไม่แน่ว่าจะ) ได้ อินเดีย ช่วงนี้ดูหมาก 3 ตัวนี้ไว้เท่านั้นแหละครับ ตุรกี ปากีสถาน อืนเดีย การเดินหมาก 3 ตัวนี้ จะทำให้เห็นว่า ยุทธศาตร์ฝ่ายไหน ลึกซึ้ง และฝ่ายใด กำลังเดินหมาก รุก…… หลังปีใหม่ ค่อยมาอ่านนิทานต่อนะครับ ระหว่างข้ามปี ใช้ชีวิตสบายๆ สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ทำกุศล ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ให้เกิดสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง ตัวเองและครอบครัว และโชคดีตลอดปีใหม่ นะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 31 ธ.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 255 Views 0 Reviews
  • ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 17

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”
    ตอน 17
    อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ.1941 แต่ก่อนอเมริกาจะเข้าทำสงคราม ถังขยะความคิด Council on Foreign Relations (CFR) และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ภายใต้การกำกับของ CFR ได้รวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ประมาณ 200 คน ระดมสมอง จัดทำโครงการ ที่เรียกว่า War and Peace Studies อย่างลับสุดยอด ตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1940 โครงการนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการ และเงินทุนสนับสนุนทั้งหมด โดยมูลนิธืร้อกกี้เฟลเลอร์
    War and Peace Studies ได้วางแผนไว้เรียบร้อยว่า อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลก และกำหนดเส้นทางของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจนว่า อเมริกาจะต้องเข้าครอบครอง และควบคุมบริเวณใดบ้างของโลกนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโต แข็งแกร่ง ให้แก่เศรษฐกิจของอเมริกา บริเวณดังกล่าว รวมถึงลาตินอเมริกา ยุโรป อาณานิคมของจักรภพอังกฤษ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด War and Peace Studies เรียกบริเวณนี้ว่า ” Grand Area”
    โครงการ War and Peace Studies ยังบอกอีกว่า เราจะต้องได้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาทรัพยากรในบริเวณนี้มาใช้เป็นวัตถุดิบ ให้ญี่ปุ่นทำอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และส่งสินค้านั้นกลับไปขายในประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่เราไป (ปล้น) เอามานั่นแหละ ญี่ปุ่นจะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม ที่มีต้นทุกถูกกว่าบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าของ
    และหลายปี ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม หรืออาจจะก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสงครามด้วยซ้ำ อเมริกา (หรือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ the great ) คิดไว้แล้วว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อเมริกาจะเป็นผู้ครอบครอง และควบคุมญี่ปุ่นหลังสงครามแต่ผู้เดียว
    และอเมริกาก็ทำได้ อเมริกาน่าจะวางแผนนี้นานอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 …
    นักล่าใบตองแห้งแน่จริงๆ วางแผนเป็นขั้นตอน ยาวนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่หลุดแผน และยังไม่จบแผน…
    ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อเมริกาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นแต่ผู้เดียวตามแผน ต่างกับเยอรมัน ซึ่งเมื่อแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ละชาติ ต่างก็พากันตั้งหน่วยทหารของตนเป็นรัฐบาล ปกครองเขตตนในเยอรมัน แต่ญี่ปุ่นมีเขตปกครองเดียวคือ เขตของอเมริกา และอเมริกาใช้รัฐบาลญี่ปุ่นขณะนั้น ปกครองญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแลของอเมริกา
    ประธานาธิบดีทรูแมนแต่งตั้งให้ นายพลแมคอาร์อาเธอร์ มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร Supreme Commander Allied Power (SCAP) มาดูแลญี่ปุ่น โดยผู้ชนะสงครามรายอื่นเช่น นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ,รวมทั้ง นายพลเจียงไคเช็ค ของจีน และแม้แต่สตาลิน ของโซเวียต ก็ไม่ (กล้า) ขัดใจอเมริกา
    และในช่วง 6 ปี ที่ นายพลแมค ใช้อำนาจในฐานะ SCAP ปกครองชาวญี่ปุ่น 83 ล้านคน เขาไม่สนใจกับคณะกรรมมาธิการพันธมิตรอีก 11 ประเทศ Far Eastern Commission ที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง ที่หวังจะมีส่วนร่วมในการ “ดูแล” ญี่ปุ่น แม้แต่น้อย คณะ 11ประเทศ กลายเป็นแค่ “ผู้ดู”
    นายพลแมค มาถึงญี่ปุ่น พร้อมกับภาระกิจใหญ่ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอเมริกา คือ มาทำการปฏิรูปญี่ปุ่น
    แต่ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่น ในวอชิงตันเองก็ไม่ได้มีความเห็นไปทางเดียวกันนัก การเมืองฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปญี่ปุ่น แต่การเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้การปฏิรูปล่มกลางคัน ท่านนายพลแมคน่าจะปวดหัว
    การ”ปฏิรูป” ญี่ปุ่น ที่อเมริกาหวังจะให้ดำเนินการด่วน ภายใต้อำนาจ ของ SCAP
    เรื่องแรก คือ ญี่ปุ่น โดยจักรพรรดิ ต้องออกมารับผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลก
    เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปกองทัพญี่ปุ่น หรือจริงๆ ก็คือ ยกเลิก หรือลดกองกำลังญี่ปุ่นให้เหลือเพียงแค่หยิบมือ ตามมาด้วย
    เรื่องที่สาม คือ จับตัวพวกที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ มาดำเนินคดี
    เรื่องใหญ่ทั้งนั้น นายพลแมคจะรับไหวหรือ แต่นายพลแมค ไม่ได้มาคนเดียว เดี่ยวๆ เขามี Laurence ร้อกกี้เฟลเลอร์ หลานของร้อกกี้ the greatมาเป็นผู้ช่วย และยังมี นายพล Bonner Fellers ประกบติดตัว นายพลแมค มาด้วย
    นายพล Feller มีชื่อเสียงในกองทัพว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับญี่ปุ่น แต่ จริงๆ เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับญี่ปุ่น และแถมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ เขาเป็นพวกเคว้กเกอร์ เช่นเดียวกับเมียของทูต Grew และรอบตัวของจักรพรรดินี แม่ของจักรพรรดิฮืโรฮิโต และเนื่องจากเป็นเคว้กเกอร์ เขารู้จักกับ ชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน ที่พวกเคว้กเกอร์สนับสนุนให้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เป็นเครือข่ายของเคว้กเกอร์ที่อเมริกา เมื่อจบกลับมา หลายคนกลับมาเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น
    Feller ถูกประธานาธิบดี Herbert Hoover ส่งมาประจำกองทัพอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1930 ต้นๆ แต่ดูเหมือนเขาจะอยู่ญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และต่อมาเขากลายเป็นเชือกที่ Hoover ใช้ชักใย นายพลแมค ที่ปกครองญี่ปุ่น ตามอำนาจของ SCAP อ้อ Hoover ก็เป็นพวกเคว้กเกอร์ด้วยครับ
    แล้ว Hoover มาเกี่ยวอะไรกับ นายพลแมค และ SCAP
    Herbert Hoover เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1929-1934 ช่วง Great Depression ของอเมริกา แม้ว่าจะมีคนมองว่า เขาอยู่ในพวกกลุ่มวอลสตรีท แต่เขากู้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้น และแยกทางกันเดินกับพวกมอร์แกนในภายหลัง แต่ที่น่าสนใจ Hoover จริงๆแล้ว เรียนจบมาด้านแร่วิทยา และเป็นผู้ชำนาญเรื่องแร่ เขายุ่งอยู่กับธุรกิจเหมืองแร่ ไปทั่วจนถึงออสเตรเลีย และถึงจีน และในช่วงปี ค.ศ.1899 – 1900 ที่เกิดกบฏนักมวย เขาบังเอิญติดอยู่ที่จีนในช่วงนั้นพอดี ตัวเขาและเมียพูดภาษาจีนแมนดารินได้ดี เล่ากันว่า เมื่อกลับมาอเมริกา และต้องย้ายบ้านไปอยู่ทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง จะส่งภาษาจีนกัน เวลาไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง ว่านินทา หรือด่าใคร
    เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ปีแรกๆ อเมริกาตั้งตัวเป็นกลาง แต่การรบในยุโรปกำลังสาหัส และชาวยุโรปรับบาปเคราะห์ ขาดทั้งอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม ปี ค.ศ.1914 Hoover ซึ่งรวยจนพอจากการเจอแร่สาระพัดแห่ง จึงมาทำการกุศล ช่วยบริหารองค์กรชื่อ Committee for Relief in Belgium (CRB) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 11 ล้านเหรียญ ดูเหมือนในรายชื่อผู้ใจบุญรายใหญ่ของ CRB จะมีชื่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์อยู่ด้วย
    เสร็จจากช่วยคนเจอภัยสงคราม Hoover ก็ไปใจดีต่อที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ซึ่งก็มีคนเจอภัยปฏิวัติ ช่วยคนไป มีเวลาก็สำรวจแร่ไป ในที่สุด นักธุรกิจใหญ่ๆอเมริกัน ก็เข้าไปขุดแร่ทำเหมืองในรัสเซียกันใหญ่ คงไม่ต้องบอกว่า มีชื่อใครบ้าง
    ปี ค.ศ.1927 เกิดน้ำท่วมใหญ่แถวแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ ตอนนั้น Hoover เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ของอเมริกา เลยไปดูแลชาวบ้าน โดยระดมทั้งกองทหาร และกาชาดไปช่วย และด้วยเงินทุนจากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในแถบที่น้ำท่วม และหน่วยอนามัยนี้ ได้ช่วยรักษา ชาวบ้านที่ติดเชื้อมาเลเรีย เชื้อไทฟอยด์ ท้องร่วง ฯลฯ และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งไปตั้งหน่วยค้นคว้าทางแพทย์อยู่ในจีน ก็กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคสาระพัด และก็บังเอิญ เป็นช่วงเดียวกับ นายชิโร อิชิอิ Shiro Ishii แห่งหน่วย 731 ของญี่ปุ่น ก็ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยทดลองการใช้อาวุธชีวภาพ และแบคทีเรียกับมนุษย์ และทดลองกับชาวจีน จนเจ็บป่วยทรมาน แสนสาหัส อยู่แถวทางเหนือของจีน
    เรื่องบังเอิญ มันแยะจริง

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 ส.ค. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 17 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” ตอน 17 อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ.1941 แต่ก่อนอเมริกาจะเข้าทำสงคราม ถังขยะความคิด Council on Foreign Relations (CFR) และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ภายใต้การกำกับของ CFR ได้รวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ประมาณ 200 คน ระดมสมอง จัดทำโครงการ ที่เรียกว่า War and Peace Studies อย่างลับสุดยอด ตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1940 โครงการนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการ และเงินทุนสนับสนุนทั้งหมด โดยมูลนิธืร้อกกี้เฟลเลอร์ War and Peace Studies ได้วางแผนไว้เรียบร้อยว่า อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลก และกำหนดเส้นทางของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจนว่า อเมริกาจะต้องเข้าครอบครอง และควบคุมบริเวณใดบ้างของโลกนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโต แข็งแกร่ง ให้แก่เศรษฐกิจของอเมริกา บริเวณดังกล่าว รวมถึงลาตินอเมริกา ยุโรป อาณานิคมของจักรภพอังกฤษ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด War and Peace Studies เรียกบริเวณนี้ว่า ” Grand Area” โครงการ War and Peace Studies ยังบอกอีกว่า เราจะต้องได้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาทรัพยากรในบริเวณนี้มาใช้เป็นวัตถุดิบ ให้ญี่ปุ่นทำอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และส่งสินค้านั้นกลับไปขายในประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่เราไป (ปล้น) เอามานั่นแหละ ญี่ปุ่นจะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม ที่มีต้นทุกถูกกว่าบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าของ และหลายปี ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม หรืออาจจะก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสงครามด้วยซ้ำ อเมริกา (หรือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ the great ) คิดไว้แล้วว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อเมริกาจะเป็นผู้ครอบครอง และควบคุมญี่ปุ่นหลังสงครามแต่ผู้เดียว และอเมริกาก็ทำได้ อเมริกาน่าจะวางแผนนี้นานอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 … นักล่าใบตองแห้งแน่จริงๆ วางแผนเป็นขั้นตอน ยาวนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่หลุดแผน และยังไม่จบแผน… ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อเมริกาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นแต่ผู้เดียวตามแผน ต่างกับเยอรมัน ซึ่งเมื่อแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ละชาติ ต่างก็พากันตั้งหน่วยทหารของตนเป็นรัฐบาล ปกครองเขตตนในเยอรมัน แต่ญี่ปุ่นมีเขตปกครองเดียวคือ เขตของอเมริกา และอเมริกาใช้รัฐบาลญี่ปุ่นขณะนั้น ปกครองญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแลของอเมริกา ประธานาธิบดีทรูแมนแต่งตั้งให้ นายพลแมคอาร์อาเธอร์ มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร Supreme Commander Allied Power (SCAP) มาดูแลญี่ปุ่น โดยผู้ชนะสงครามรายอื่นเช่น นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ,รวมทั้ง นายพลเจียงไคเช็ค ของจีน และแม้แต่สตาลิน ของโซเวียต ก็ไม่ (กล้า) ขัดใจอเมริกา และในช่วง 6 ปี ที่ นายพลแมค ใช้อำนาจในฐานะ SCAP ปกครองชาวญี่ปุ่น 83 ล้านคน เขาไม่สนใจกับคณะกรรมมาธิการพันธมิตรอีก 11 ประเทศ Far Eastern Commission ที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง ที่หวังจะมีส่วนร่วมในการ “ดูแล” ญี่ปุ่น แม้แต่น้อย คณะ 11ประเทศ กลายเป็นแค่ “ผู้ดู” นายพลแมค มาถึงญี่ปุ่น พร้อมกับภาระกิจใหญ่ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอเมริกา คือ มาทำการปฏิรูปญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่น ในวอชิงตันเองก็ไม่ได้มีความเห็นไปทางเดียวกันนัก การเมืองฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปญี่ปุ่น แต่การเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้การปฏิรูปล่มกลางคัน ท่านนายพลแมคน่าจะปวดหัว การ”ปฏิรูป” ญี่ปุ่น ที่อเมริกาหวังจะให้ดำเนินการด่วน ภายใต้อำนาจ ของ SCAP เรื่องแรก คือ ญี่ปุ่น โดยจักรพรรดิ ต้องออกมารับผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลก เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปกองทัพญี่ปุ่น หรือจริงๆ ก็คือ ยกเลิก หรือลดกองกำลังญี่ปุ่นให้เหลือเพียงแค่หยิบมือ ตามมาด้วย เรื่องที่สาม คือ จับตัวพวกที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ มาดำเนินคดี เรื่องใหญ่ทั้งนั้น นายพลแมคจะรับไหวหรือ แต่นายพลแมค ไม่ได้มาคนเดียว เดี่ยวๆ เขามี Laurence ร้อกกี้เฟลเลอร์ หลานของร้อกกี้ the greatมาเป็นผู้ช่วย และยังมี นายพล Bonner Fellers ประกบติดตัว นายพลแมค มาด้วย นายพล Feller มีชื่อเสียงในกองทัพว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับญี่ปุ่น แต่ จริงๆ เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับญี่ปุ่น และแถมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ เขาเป็นพวกเคว้กเกอร์ เช่นเดียวกับเมียของทูต Grew และรอบตัวของจักรพรรดินี แม่ของจักรพรรดิฮืโรฮิโต และเนื่องจากเป็นเคว้กเกอร์ เขารู้จักกับ ชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน ที่พวกเคว้กเกอร์สนับสนุนให้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เป็นเครือข่ายของเคว้กเกอร์ที่อเมริกา เมื่อจบกลับมา หลายคนกลับมาเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น Feller ถูกประธานาธิบดี Herbert Hoover ส่งมาประจำกองทัพอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1930 ต้นๆ แต่ดูเหมือนเขาจะอยู่ญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และต่อมาเขากลายเป็นเชือกที่ Hoover ใช้ชักใย นายพลแมค ที่ปกครองญี่ปุ่น ตามอำนาจของ SCAP อ้อ Hoover ก็เป็นพวกเคว้กเกอร์ด้วยครับ แล้ว Hoover มาเกี่ยวอะไรกับ นายพลแมค และ SCAP Herbert Hoover เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1929-1934 ช่วง Great Depression ของอเมริกา แม้ว่าจะมีคนมองว่า เขาอยู่ในพวกกลุ่มวอลสตรีท แต่เขากู้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้น และแยกทางกันเดินกับพวกมอร์แกนในภายหลัง แต่ที่น่าสนใจ Hoover จริงๆแล้ว เรียนจบมาด้านแร่วิทยา และเป็นผู้ชำนาญเรื่องแร่ เขายุ่งอยู่กับธุรกิจเหมืองแร่ ไปทั่วจนถึงออสเตรเลีย และถึงจีน และในช่วงปี ค.ศ.1899 – 1900 ที่เกิดกบฏนักมวย เขาบังเอิญติดอยู่ที่จีนในช่วงนั้นพอดี ตัวเขาและเมียพูดภาษาจีนแมนดารินได้ดี เล่ากันว่า เมื่อกลับมาอเมริกา และต้องย้ายบ้านไปอยู่ทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง จะส่งภาษาจีนกัน เวลาไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง ว่านินทา หรือด่าใคร เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ปีแรกๆ อเมริกาตั้งตัวเป็นกลาง แต่การรบในยุโรปกำลังสาหัส และชาวยุโรปรับบาปเคราะห์ ขาดทั้งอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม ปี ค.ศ.1914 Hoover ซึ่งรวยจนพอจากการเจอแร่สาระพัดแห่ง จึงมาทำการกุศล ช่วยบริหารองค์กรชื่อ Committee for Relief in Belgium (CRB) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 11 ล้านเหรียญ ดูเหมือนในรายชื่อผู้ใจบุญรายใหญ่ของ CRB จะมีชื่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์อยู่ด้วย เสร็จจากช่วยคนเจอภัยสงคราม Hoover ก็ไปใจดีต่อที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ซึ่งก็มีคนเจอภัยปฏิวัติ ช่วยคนไป มีเวลาก็สำรวจแร่ไป ในที่สุด นักธุรกิจใหญ่ๆอเมริกัน ก็เข้าไปขุดแร่ทำเหมืองในรัสเซียกันใหญ่ คงไม่ต้องบอกว่า มีชื่อใครบ้าง ปี ค.ศ.1927 เกิดน้ำท่วมใหญ่แถวแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ ตอนนั้น Hoover เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ของอเมริกา เลยไปดูแลชาวบ้าน โดยระดมทั้งกองทหาร และกาชาดไปช่วย และด้วยเงินทุนจากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในแถบที่น้ำท่วม และหน่วยอนามัยนี้ ได้ช่วยรักษา ชาวบ้านที่ติดเชื้อมาเลเรีย เชื้อไทฟอยด์ ท้องร่วง ฯลฯ และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งไปตั้งหน่วยค้นคว้าทางแพทย์อยู่ในจีน ก็กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคสาระพัด และก็บังเอิญ เป็นช่วงเดียวกับ นายชิโร อิชิอิ Shiro Ishii แห่งหน่วย 731 ของญี่ปุ่น ก็ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยทดลองการใช้อาวุธชีวภาพ และแบคทีเรียกับมนุษย์ และทดลองกับชาวจีน จนเจ็บป่วยทรมาน แสนสาหัส อยู่แถวทางเหนือของจีน เรื่องบังเอิญ มันแยะจริง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 ส.ค. 2558
    0 Comments 0 Shares 932 Views 0 Reviews
  • แกะรอยเก่า ตอนที่ 5
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แกะรอยเก่า”
ตอนที่ 5
    เมื่อครอบครัว Kenneth กลับมาถึงอเมริกา นาย Kenneth กลับไปทำปริญญาเอกต่อที่มหาวิทยาลัย Chicago เมื่อได้ปริญญา เขาก็รีบหางาน เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกากำลังตกสะเก็ด งานที่เขาคิดจะทำและน่าจะสมประโยชน์ คือ ไปติดต่อมหาวิทยาลัยดังๆ ในอเมริกา ให้ตั้งแผนก Southeast Asian Studies ด้วยหนังสือที่จะได้รับมาจากกรมพระยาดำรงฯ โดยเขาจะเป็นหัวหน้าแผนกวิชา เขาไปทุกมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสี ยง เช่น Princeton, Columbia, Yale, Pennsylvania, Harvard และ Chicago ฯลฯ แต่ไม่เป็นผลไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จัก สยาม รู้จักแต่จีนและเวียตนาม ส่วนใหญ่จะรู้จักประเทศที่เป็นอาณานิคม
    มหาวิทยาลัยต่างๆนี้มันอยู่ไกล กันคนละเมือง งานก็ไม่มีทำ เงินก็ไม่มี แล้วเดินทางได้ยังไง น่าสงสัยจริง แล้วนาย Kenneth ก็สารภาพมาเองว่า ที่เขาสามารถเดินทางไปติดต่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ เพราะเขาได้รับการเงินทุนสนับสนุน จาก the American Council of Learned Societies สมาคมนี้เป็นสมาคมเก่า ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1919 โดยผู้รักการศึกษาและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทางด้านมนุษย์วิทยาและสังคมวิทยา และเน้นหนักทางเอเซียตะวันออกและลาตินอเมริกา ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1930 กว่า สมาคมนี้มีผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ ชื่อนาย John D. Rockefeller (เขียนมาถึงตรงนี้ นักอ่านนิทานจมูกไว ร้องอ๋อกันเป็นแถว บอกไม่ต้องอ่านก็ต่อได้ แค่นี้ก็รู้เรื่องแล้ว เอาน่า อ่านต่อไปเถอะครับ มันอาจจะมีมากว่าที่นึกก็ได้)
    หมดท่าเข้านาย Kenneth จึงสมัครเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ชื่อ Earlham College ในปี ค.ศ. 1939 ขณะเดียวกัน ก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาปรัชญาจีนบ้าง อินเดียบ้าง ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
    ขณะนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังเล่นยิงกันอยู่แถวยุโรป อเมริกายังสงวนท่าที ทำเป็นเฉยไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง วันหนึ่งประมาณปลายปี ค.ศ. 1941 ระหว่างที่ครอบครัว Kenneth ไปพักผ่อนที่ทะเลสาบแถว Michigan ขณะเขากำลังพายเรืออยู่กับลูกในทะเลสาบ เมียก็มาตะโกนบอกว่า มีโทรศัพท์ถึงเขาจากวอชิงตัน ให้เขาโทรกลับไป นาย Kenneth บอกไม่รู้จักใครเลยที่วอชิงตัน แต่เขาก็โทรกลับไป เขาบอกว่าโทรศัพท์ครั้งนี้ได้เปลี่ยนชีวิตเขาโดยสิ้นเชิง (เป็นไปตามแผน !?)
    เมื่อเขาโทรศัพท์ไปที่วอชิงตันตามหมายเลขที่ให้ไว้ คนที่รับโทรศัพท์บอกว่าเป็นนายพล Donovan และพูดในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดี Roosevelt นาย Kenneth แทบหยุดหายใจ ท่านนายพลต้องการให้นาย Kenneth มากรุงวอชิงตันเดี๋ยวนี้เลย (โอ้พระเจ้า แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง มันเรื่องจริงหรือนี่ นาย Kenneth คงคิดอยู่ในใจ) เพื่อมารายงานเกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่นและอินโดจีนให้ประธานาธิบดีทราบ
    นาย Kenneth นี้ต้องเป็นคนรอบคอบ (เค็ม !) เอาเรื่อง ขนาดบอกประธานาธิบดีให้ไปพบ เขากลับถามว่าออกค่าใช้จ่ายให้เขาหรือเปล่า และต่อรองเรื่องค่าจ้างก่อนที่จะตอบตกลง เมื่อตกลงเรื่องค่าจ้างได้ เขาจึงตอบตกลงว่าจะไปพบ
    ประธานาธิบดี Roosevelt ต้องการรู้ว่า ญี่ปุ่นมีความคิดเกี่ยวกับอินโดจีนอย่างไร และมีความตั้งใจเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างไร และถ้าญี่ปุ่นคิดจะบุกประเทศไทย จะบุกมาทางใดและช่วงเวลาไหน ฯลฯ คำถามแบบนี้ นาย Kenneth บอกหมูสะเต๊ะ เขารู้คำตอบตั้งแต่ก่อนจะถามแล้ว
    เรื่องมันจะบังเอิญไปหน่อยหรือเปล่านะ นาย Kenneth เล่าว่า เมื่อประธานาธิบดีต้องการรู้เช่น นั้น ลูกน้องก็ตาหูเหลือก ไม่มีใครรู้จักสยามเลย รู้จักญี่ปุ่นนิดหน่อย นาย Donovan (ชื่อเต็มคือนาย William Donovan หรือ Wild Bill Donovan) ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดี ให้เป็นผู้วางแผนยุทธศาสตร์การรบ ก็ต้องไปเดินคลำหาคนที่รู้จักสยาม แห่งแรกที่เขาไป คือ ห้องสมุดรัฐสภา Library of Congress หัวหน้าห้องสมุดชื่อนาย Ernest Griffith บอกว่าที่นี่ไม่มีใครรู้เรื่องสยามกับอินโดจีนหรอก นู่น คุณลองไปถามที่ American Council of Learned Societies ดูซินะ มันพวกคงแก่เรียนทั้งนั้นที่นั่น แหละ ที่เดียวที่น่าจะรู้เรื่อง แหม ! ยังกะล็อคโผ ไปถามหานาย Mortimer Graves นะ เขาคงจะรู้ที่สุดแหละ คำตอบที่นาย Donovan ได้จากนาย Graves ก็คือ น่าจะมีคนเดียวนะ ชื่อนาย Kenneth Landon ไปติดต่อเขาดูแล้วกัน นาย Donovan บอกงั้นเขาจะให้ฝ่ายข่าวกรองตรวจสอบประวัตินาย Landon นี่ก่อน ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงที่รู้เรื่องสยาม อินโดจีน และญี่ปุ่นหรือเปล่า
    (หมายเหตุคนเล่านิทาน : ผมเพิ่งไปอ่านเจอเอกสารฉบับหนึ่ง บอกว่านาย Donovan เป็นเครือข่ายของพวก CFR ! หน่วยงานที่อยากให้อเมริกา ค้าสงคราม เลยต้องทำความรู้จักเขาหน่อย นาย William J. Donovan จบกฏหมายจากมหาวิทยาลัย Columbia ตอนเรียนหนังสือมีเพื่อนร่วมชั้นชื่อนาย Franklin Delano Roosevelt เมื่อเรียนจบมา ก่อนเปลี่ยนเข็มไปเป็นทหาร เขาทำอาชีพนักกฏหมายตามที่เรียนมาก่อน ประสพความสำเร็จอย่างสูงจากฝีมือ และฝีปาก ซึ่งดังไปเข้าหูนาย Rockefeller จึงจ้างเขาไปทำงาน “War Relief Mission” ในยุโรป พูดให้เฉพาะก็คือไปอยู่ที่ Belgium ประเทศที่มีเมืองหลวงชื่อ Brussel ที่เป็นที่ตั้งชุมทางนักล่าชั้น สูง สมาคม Bilderberg นั่นเหละ War Relief หรือ เรียกอีกชื่อว่า American Relief นี้ ไม่รู้ทำอะไรมั่ง จะต้องไปตามสืบต่อ แต่ทำให้นาย Donovan ต้องอยู่แถวยุโรปอยู่หลายปี และทำให้เขามีโอกาสรู้จักผู้ที่ ไปมาแถวยุโรปมากมาย คนหนึ่งคือนาย William Stephenson เป็นชาวแคนาดา ซึ่งเป็นสายลับตัวฉกาจ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำงานประสานระหว่างยุโรปกับอเมริกา เขาเขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเองไว้ชื่อ The Man Called Intrepid (ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำมาแปลเป็นไทย และทรงตั้งชื่อเรื่องว่า “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ”) ต่อมานักเขียนชื่อดัง Ian Fleming นำมาดัดแปลงเป็นบุคลิกของพระเอก James Bond สายลับ 007
    เมื่อนาย Donovan จะต้องตั้งหน่วยงาน OSS สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นาย Stephenson นี้มีส่วนช่วยอย่างสำคัญ เรื่องของนาย Donovan เองก็โลดโผนโจนทยานไม่น้อย เรียกว่าเอาไปเป็นพระเอกหนังบู๊ปนรักหักเหลี่ยมสายลับได้อย่างสบาย ไม่แพ้ James Bond เหมือนกัน ไม่รู้หลุดมือนักสร้างหนัง Hollywood มาได้ไง)
    เมื่อฝ่ายข่าวกรองโทรไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทุกมหาวิทยาลัยตอบเหมือนกันหมดว่า ถ้าจะมีคนรู้เรื่องสยามกับอินโดจีน ก็น่าจะเป็นนาย Kenneth นี่แหละ (ก็จะไม่ใช่ได้ยังไง เดินสายขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้ง Southeast Asian Studies อยู่เป็นปี !) แล้วนาย Kenneth ก็ถูกโทรศัพท์ตามตัวจากทะเลสาบ Michigan ให้มาพบประธานาธิบดี Roosevelt
    ส่วนคำตอบของนาย Kenneth เกี่ยวกับญี่ปุ่นนั้น นาย Kenneth บอกเขาไม่รู้หรอกว่าญี่ปุ่นคิดอย่างไรกับไทย แต่รู้ว่าถ้าญี่ปุ่นจะบุกไทย ถ้าญี่ปุ่นฉลาด ญี่ปุ่นน่าจะมาช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายน เพราะก่อนหน้านั้นเป็นหน้ามรสุม ฝนตกชุก! ไม่น่ามีใครบ้าเคลื่อนทัพ และขนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ของหนัก ระหว่างฝนตกน้ำท่วม รถแท๊งค์ ปืนใหญ่จมโคลนหมด คำถามต่อไปว่า แล้วถ้าญี่ปุ่นจะมาทางรถ จะขับมาได้ถึงไหน นาย Kenneth บอกญี่ปุ่นไม่น่าจะใช้ทางหลวง เพราะเป็นเป้า น่าจะมาทางป่าและสามารถใช้จักรยานขี่ผ่านสวนยางไปตลอดทางใต้ถึงแหลมมาลายู ฯลฯ และเมื่อญี่ปุ่นบุกอินโดจีนจริงๆ ญี่ปุ่นไม่ได้ยกพลมาลงที่กรุงเทพ แต่ไปลงที่ Kota Baru ในมาลายู และขนเอาจักรยานมาด้วย ขี่ลงใต้ไปจนถึงแหลมมาลายู (ฟังดูแล้วคำถามของอเมริกานี่พื้นมาก ไม่น่าจะเป็นคำถามของพี่เบิ้มเลย ไม่รู้ว่านาย Kenneth อมข่าวหรือเต้าข่าวให้เราฟังกันแน่)


    คนเล่านิทาน
    แกะรอยเก่า ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แกะรอยเก่า”
ตอนที่ 5 เมื่อครอบครัว Kenneth กลับมาถึงอเมริกา นาย Kenneth กลับไปทำปริญญาเอกต่อที่มหาวิทยาลัย Chicago เมื่อได้ปริญญา เขาก็รีบหางาน เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกากำลังตกสะเก็ด งานที่เขาคิดจะทำและน่าจะสมประโยชน์ คือ ไปติดต่อมหาวิทยาลัยดังๆ ในอเมริกา ให้ตั้งแผนก Southeast Asian Studies ด้วยหนังสือที่จะได้รับมาจากกรมพระยาดำรงฯ โดยเขาจะเป็นหัวหน้าแผนกวิชา เขาไปทุกมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสี ยง เช่น Princeton, Columbia, Yale, Pennsylvania, Harvard และ Chicago ฯลฯ แต่ไม่เป็นผลไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จัก สยาม รู้จักแต่จีนและเวียตนาม ส่วนใหญ่จะรู้จักประเทศที่เป็นอาณานิคม มหาวิทยาลัยต่างๆนี้มันอยู่ไกล กันคนละเมือง งานก็ไม่มีทำ เงินก็ไม่มี แล้วเดินทางได้ยังไง น่าสงสัยจริง แล้วนาย Kenneth ก็สารภาพมาเองว่า ที่เขาสามารถเดินทางไปติดต่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ เพราะเขาได้รับการเงินทุนสนับสนุน จาก the American Council of Learned Societies สมาคมนี้เป็นสมาคมเก่า ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1919 โดยผู้รักการศึกษาและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทางด้านมนุษย์วิทยาและสังคมวิทยา และเน้นหนักทางเอเซียตะวันออกและลาตินอเมริกา ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1930 กว่า สมาคมนี้มีผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ ชื่อนาย John D. Rockefeller (เขียนมาถึงตรงนี้ นักอ่านนิทานจมูกไว ร้องอ๋อกันเป็นแถว บอกไม่ต้องอ่านก็ต่อได้ แค่นี้ก็รู้เรื่องแล้ว เอาน่า อ่านต่อไปเถอะครับ มันอาจจะมีมากว่าที่นึกก็ได้) หมดท่าเข้านาย Kenneth จึงสมัครเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ชื่อ Earlham College ในปี ค.ศ. 1939 ขณะเดียวกัน ก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาปรัชญาจีนบ้าง อินเดียบ้าง ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ขณะนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังเล่นยิงกันอยู่แถวยุโรป อเมริกายังสงวนท่าที ทำเป็นเฉยไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง วันหนึ่งประมาณปลายปี ค.ศ. 1941 ระหว่างที่ครอบครัว Kenneth ไปพักผ่อนที่ทะเลสาบแถว Michigan ขณะเขากำลังพายเรืออยู่กับลูกในทะเลสาบ เมียก็มาตะโกนบอกว่า มีโทรศัพท์ถึงเขาจากวอชิงตัน ให้เขาโทรกลับไป นาย Kenneth บอกไม่รู้จักใครเลยที่วอชิงตัน แต่เขาก็โทรกลับไป เขาบอกว่าโทรศัพท์ครั้งนี้ได้เปลี่ยนชีวิตเขาโดยสิ้นเชิง (เป็นไปตามแผน !?) เมื่อเขาโทรศัพท์ไปที่วอชิงตันตามหมายเลขที่ให้ไว้ คนที่รับโทรศัพท์บอกว่าเป็นนายพล Donovan และพูดในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดี Roosevelt นาย Kenneth แทบหยุดหายใจ ท่านนายพลต้องการให้นาย Kenneth มากรุงวอชิงตันเดี๋ยวนี้เลย (โอ้พระเจ้า แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง มันเรื่องจริงหรือนี่ นาย Kenneth คงคิดอยู่ในใจ) เพื่อมารายงานเกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่นและอินโดจีนให้ประธานาธิบดีทราบ นาย Kenneth นี้ต้องเป็นคนรอบคอบ (เค็ม !) เอาเรื่อง ขนาดบอกประธานาธิบดีให้ไปพบ เขากลับถามว่าออกค่าใช้จ่ายให้เขาหรือเปล่า และต่อรองเรื่องค่าจ้างก่อนที่จะตอบตกลง เมื่อตกลงเรื่องค่าจ้างได้ เขาจึงตอบตกลงว่าจะไปพบ ประธานาธิบดี Roosevelt ต้องการรู้ว่า ญี่ปุ่นมีความคิดเกี่ยวกับอินโดจีนอย่างไร และมีความตั้งใจเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างไร และถ้าญี่ปุ่นคิดจะบุกประเทศไทย จะบุกมาทางใดและช่วงเวลาไหน ฯลฯ คำถามแบบนี้ นาย Kenneth บอกหมูสะเต๊ะ เขารู้คำตอบตั้งแต่ก่อนจะถามแล้ว เรื่องมันจะบังเอิญไปหน่อยหรือเปล่านะ นาย Kenneth เล่าว่า เมื่อประธานาธิบดีต้องการรู้เช่น นั้น ลูกน้องก็ตาหูเหลือก ไม่มีใครรู้จักสยามเลย รู้จักญี่ปุ่นนิดหน่อย นาย Donovan (ชื่อเต็มคือนาย William Donovan หรือ Wild Bill Donovan) ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดี ให้เป็นผู้วางแผนยุทธศาสตร์การรบ ก็ต้องไปเดินคลำหาคนที่รู้จักสยาม แห่งแรกที่เขาไป คือ ห้องสมุดรัฐสภา Library of Congress หัวหน้าห้องสมุดชื่อนาย Ernest Griffith บอกว่าที่นี่ไม่มีใครรู้เรื่องสยามกับอินโดจีนหรอก นู่น คุณลองไปถามที่ American Council of Learned Societies ดูซินะ มันพวกคงแก่เรียนทั้งนั้นที่นั่น แหละ ที่เดียวที่น่าจะรู้เรื่อง แหม ! ยังกะล็อคโผ ไปถามหานาย Mortimer Graves นะ เขาคงจะรู้ที่สุดแหละ คำตอบที่นาย Donovan ได้จากนาย Graves ก็คือ น่าจะมีคนเดียวนะ ชื่อนาย Kenneth Landon ไปติดต่อเขาดูแล้วกัน นาย Donovan บอกงั้นเขาจะให้ฝ่ายข่าวกรองตรวจสอบประวัตินาย Landon นี่ก่อน ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงที่รู้เรื่องสยาม อินโดจีน และญี่ปุ่นหรือเปล่า (หมายเหตุคนเล่านิทาน : ผมเพิ่งไปอ่านเจอเอกสารฉบับหนึ่ง บอกว่านาย Donovan เป็นเครือข่ายของพวก CFR ! หน่วยงานที่อยากให้อเมริกา ค้าสงคราม เลยต้องทำความรู้จักเขาหน่อย นาย William J. Donovan จบกฏหมายจากมหาวิทยาลัย Columbia ตอนเรียนหนังสือมีเพื่อนร่วมชั้นชื่อนาย Franklin Delano Roosevelt เมื่อเรียนจบมา ก่อนเปลี่ยนเข็มไปเป็นทหาร เขาทำอาชีพนักกฏหมายตามที่เรียนมาก่อน ประสพความสำเร็จอย่างสูงจากฝีมือ และฝีปาก ซึ่งดังไปเข้าหูนาย Rockefeller จึงจ้างเขาไปทำงาน “War Relief Mission” ในยุโรป พูดให้เฉพาะก็คือไปอยู่ที่ Belgium ประเทศที่มีเมืองหลวงชื่อ Brussel ที่เป็นที่ตั้งชุมทางนักล่าชั้น สูง สมาคม Bilderberg นั่นเหละ War Relief หรือ เรียกอีกชื่อว่า American Relief นี้ ไม่รู้ทำอะไรมั่ง จะต้องไปตามสืบต่อ แต่ทำให้นาย Donovan ต้องอยู่แถวยุโรปอยู่หลายปี และทำให้เขามีโอกาสรู้จักผู้ที่ ไปมาแถวยุโรปมากมาย คนหนึ่งคือนาย William Stephenson เป็นชาวแคนาดา ซึ่งเป็นสายลับตัวฉกาจ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำงานประสานระหว่างยุโรปกับอเมริกา เขาเขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเองไว้ชื่อ The Man Called Intrepid (ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำมาแปลเป็นไทย และทรงตั้งชื่อเรื่องว่า “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ”) ต่อมานักเขียนชื่อดัง Ian Fleming นำมาดัดแปลงเป็นบุคลิกของพระเอก James Bond สายลับ 007 เมื่อนาย Donovan จะต้องตั้งหน่วยงาน OSS สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นาย Stephenson นี้มีส่วนช่วยอย่างสำคัญ เรื่องของนาย Donovan เองก็โลดโผนโจนทยานไม่น้อย เรียกว่าเอาไปเป็นพระเอกหนังบู๊ปนรักหักเหลี่ยมสายลับได้อย่างสบาย ไม่แพ้ James Bond เหมือนกัน ไม่รู้หลุดมือนักสร้างหนัง Hollywood มาได้ไง) เมื่อฝ่ายข่าวกรองโทรไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทุกมหาวิทยาลัยตอบเหมือนกันหมดว่า ถ้าจะมีคนรู้เรื่องสยามกับอินโดจีน ก็น่าจะเป็นนาย Kenneth นี่แหละ (ก็จะไม่ใช่ได้ยังไง เดินสายขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้ง Southeast Asian Studies อยู่เป็นปี !) แล้วนาย Kenneth ก็ถูกโทรศัพท์ตามตัวจากทะเลสาบ Michigan ให้มาพบประธานาธิบดี Roosevelt ส่วนคำตอบของนาย Kenneth เกี่ยวกับญี่ปุ่นนั้น นาย Kenneth บอกเขาไม่รู้หรอกว่าญี่ปุ่นคิดอย่างไรกับไทย แต่รู้ว่าถ้าญี่ปุ่นจะบุกไทย ถ้าญี่ปุ่นฉลาด ญี่ปุ่นน่าจะมาช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายน เพราะก่อนหน้านั้นเป็นหน้ามรสุม ฝนตกชุก! ไม่น่ามีใครบ้าเคลื่อนทัพ และขนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ของหนัก ระหว่างฝนตกน้ำท่วม รถแท๊งค์ ปืนใหญ่จมโคลนหมด คำถามต่อไปว่า แล้วถ้าญี่ปุ่นจะมาทางรถ จะขับมาได้ถึงไหน นาย Kenneth บอกญี่ปุ่นไม่น่าจะใช้ทางหลวง เพราะเป็นเป้า น่าจะมาทางป่าและสามารถใช้จักรยานขี่ผ่านสวนยางไปตลอดทางใต้ถึงแหลมมาลายู ฯลฯ และเมื่อญี่ปุ่นบุกอินโดจีนจริงๆ ญี่ปุ่นไม่ได้ยกพลมาลงที่กรุงเทพ แต่ไปลงที่ Kota Baru ในมาลายู และขนเอาจักรยานมาด้วย ขี่ลงใต้ไปจนถึงแหลมมาลายู (ฟังดูแล้วคำถามของอเมริกานี่พื้นมาก ไม่น่าจะเป็นคำถามของพี่เบิ้มเลย ไม่รู้ว่านาย Kenneth อมข่าวหรือเต้าข่าวให้เราฟังกันแน่) คนเล่านิทาน
    0 Comments 0 Shares 656 Views 0 Reviews
  • #ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลทั่วโลกวานนี้ (6 เม.ย.) ว่าพวกเขาจะต้อง “จ่ายเงินมหาศาล” หากต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกกำแพงภาษี พร้อมเปรียบเทียบการรีดภาษีว่าเป็นเสมือน “ยา” ที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกา ท่ามกลางความกังวลที่ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งแรงตั้งแต่เช้าวันนี้ (7 เม.ย.)

    ตลาดหุ้นเอเชียยังคงร่วงแรงต่อเนื่องระหว่างการซื้อขายเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ก็ดิ่งแรงในคืนวันอาทิตย์ (6) สืบเนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่ามาตรการรีดภาษีของ ทรัมป์ จะทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น อุปสงค์ลดลง บ่อนทำลายความเชื่อมั่น และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ทั่วโลก

    ระหว่างให้สัมภาษณ์นักข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันวานนี้ (6) ทรัมป์ ระบุว่าตน “ไม่กังวล” กับความผันผวนครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกสูญเสียเม็ดเงินไปแล้วหลายล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ เองที่สูญเสียมูลค่าไปเกือบ 6 ล้านล้านดอลลาร์

    “ผมไม่ได้อยากให้อะไรมันลง แต่บางครั้งคุณก็ต้องยอมใช้ยาเพื่อแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง” เขากล่าวระหว่างเดินทางกลับจากตีกอล์ฟที่รัฐฟลอริดาในช่วงสุดสัปดาห์

    คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/around/detail/9680000033046

    #MGROnline #โดนัลด์ทรัมป์
    #ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลทั่วโลกวานนี้ (6 เม.ย.) ว่าพวกเขาจะต้อง “จ่ายเงินมหาศาล” หากต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกกำแพงภาษี พร้อมเปรียบเทียบการรีดภาษีว่าเป็นเสมือน “ยา” ที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกา ท่ามกลางความกังวลที่ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งแรงตั้งแต่เช้าวันนี้ (7 เม.ย.) • ตลาดหุ้นเอเชียยังคงร่วงแรงต่อเนื่องระหว่างการซื้อขายเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ก็ดิ่งแรงในคืนวันอาทิตย์ (6) สืบเนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่ามาตรการรีดภาษีของ ทรัมป์ จะทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น อุปสงค์ลดลง บ่อนทำลายความเชื่อมั่น และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ทั่วโลก • ระหว่างให้สัมภาษณ์นักข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันวานนี้ (6) ทรัมป์ ระบุว่าตน “ไม่กังวล” กับความผันผวนครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกสูญเสียเม็ดเงินไปแล้วหลายล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ เองที่สูญเสียมูลค่าไปเกือบ 6 ล้านล้านดอลลาร์ • “ผมไม่ได้อยากให้อะไรมันลง แต่บางครั้งคุณก็ต้องยอมใช้ยาเพื่อแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง” เขากล่าวระหว่างเดินทางกลับจากตีกอล์ฟที่รัฐฟลอริดาในช่วงสุดสัปดาห์ • คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://mgronline.com/around/detail/9680000033046 • #MGROnline #โดนัลด์ทรัมป์
    0 Comments 0 Shares 663 Views 0 Reviews
  • ทรัมป์สั่ง “ระงับ” ความช่วยเหลือยูเครนเพื่อบีบเซเลนสกีร่วมเจรจายุติสงครามกับรัสเซีย ลั่นไม่อดทนกับผู้นำเคียฟอีกต่อไป ด้านรองประธานาธิบดีแวนซ์ก็สำทับวิพากษ์วิจารณ์ยุโรปกำลังทำให้ยูเครนตกอยู่ในอันตรายด้วยการไม่กดดันให้เซเลนสกีหาทางยุติสงคราม แต่กลับสนับสนุนให้เคียฟสู้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ทางยูเครนแถลงวันอังคาร (4 มี.ค.) ว่า กองทหารของตนซึ่งกำลังสู้รบกับฝ่ายรัสเซียอยู่ ยังสามารถรักษาสถานการณ์ในสมรภูมิเอาไว้ได้ด้วยตัวเอง
    .
    ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีขึ้นหลังการประชุมที่กลายเป็นการปะทะคารมอย่างดุเดือด ในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ รุมทึ้งโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่ไม่ยินยอมเข้าเจรจาสร้างสันติภาพกับรัสเซียโดยรวดเร็ว รวมทั้งกล่าวหาประธานาธิบดียูเครน ไม่เคารพและไม่สำนึกบุญคุณอเมริกาอย่างเพียงพอ ทั้งที่สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางทหารเป็นจำนวนมหาศาลนับจากเคียฟถูกรัสเซียรุกรานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
    .
    ในวันจันทร์ (3) สื่อต่างๆ พากันรายงานข่าวโดยอ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผย ว่า ทรัมป์เวลานี้โฟกัสอยู่ที่การทำให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย และต้องการให้เซเลนสกีมุ่งมั่นกับเป้าหมายเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังระบุด้วยว่า ขณะนี้อเมริกาได้ระงับเพื่อดำเนินการทบทวนความช่วยเหลือที่ให้แก่ยูเครนแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าวัตถุประสงค์ของทรัมป์ดังกล่าวข้างต้นจะบรรลุผล โดยคำสั่งนี้จะมีผลบังคับใช้จนกว่าทรัมป์จะตัดสินใจว่า ยูเครนแสดงความมุ่งมั่นในการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย
    .
    ความเคลื่อนไหวคราวนี้มีความร้ายแรงยิ่งกว่าที่ทรัมป์ประกาศตอนกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเสียอีก โดยในตอนนั้นเป็นการระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่ให้ความช่วยเหลือใหม่ๆ แก่ยูเครน แต่สำหรับคำสั่งล่าสุดนี้เป็นการระงับการจัดส่งอาวุธที่รวมถึงกระสุนและขีปนาวุธ ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะบริหารของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน แล้ว แต่ยังอยู่ในกระบวนการจัดหาและจัดส่ง
    .
    ทางด้านสมาชิกพรรคเดโมแครตในรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วด้วยการประณามการตัดสินใจครั้งนี้ของทรัมป์ เป็นต้นว่า ส.ว. จีน ชาฮีน ซึ่งเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา ตำหนิว่า การระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนเท่ากับว่า ทรัมป์เปิดกว้างให้ปูตินรุกรานและกระทำรุนแรงต่อประชาชนยูเครนหนักข้อขึ้นซึ่งจะส่งผลร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย
    .
    ทรัมป์ที่ประกาศระหว่างหาเสียงว่า จะทำให้สงครามในยูเครนยุติลงตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งนั้น แสดงความไม่พอใจเซเลนสกีมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องที่ยังคงต้องทำสงครามต่อไป ขณะเดียวกันเขาก็แสดงความเชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียจะรักษาสันติภาพ หากบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับฝ่ายยูเครน
    .
    หลังจากที่สื่อรายงานว่า เซเลนสกีที่ให้สัมภาษณ์พวกผู้สื่อข่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ (2) ว่า น่าจะอีกนานมากกว่าที่สงครามจะยุติ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเจรจาข้อตกลง ทรัมป์ก็อยู่ในอาการฟิวส์ขาด ระบุว่า เป็นคำพูดที่แย่ที่สุดของประธานาธิบดียูเครน และอเมริกาจะไม่อดทนอีกต่อไป
    .
    ด้านเซเลนสกีพยายามอธิบายผ่านโซเชียลมีเดียว่า ยูเครนกำลังพยายามดำเนินมาตรการทางการทูตเพื่อให้สงครามยุติลงโดยเร็วที่สุด และย้ำว่า ยูเครนต้องการสันติภาพที่แท้จริงและการรับประกันความมั่นคง ทว่า ทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้การรับประกันดังกล่าวมาโดยตลอด
    .
    ในส่วนของ แวนซ์ เขากล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อทีวีฟ็อกซ์ นิวส์ที่ ออกอากาศช่วงค่ำวันจันทร์ว่า พันธมิตรยุโรปกำลังทำให้ยูเครนตกอยู่ในอันตรายด้วยการไม่กดดันให้เซเลนสกีหาทางยุติสงคราม แต่กลับสนับสนุนให้ยูเครนสู้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด คำถามคือยูเครนจะเอาเงินและอาวุธจากไหนมาสู้ และจะต้องแลกด้วยชีวิตใครบ้าง
    .
    อย่างไรก็ดี เมื่อวันจันทร์ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า ข้อตกลงลงทุนในแร่ธาตุของยูเครนยังมีทางสามารถบรรลุผลได้ และเขาจะอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดคืนวันอังคาร (4 มี.ค.) ระหว่างแถลงต่อการประชุมร่วมของรัฐสภาสหรัฐฯ
    .
    เกี่ยวกับข้อตกลงฉบับนี้ คณะบริหารทรัมป์ มองว่า มันคือค่าชดเชยที่อเมริกาควรได้รับจากการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและการทหารแก่เคียฟหลายแสนล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
    .
    ขณะที่แวนซ์กล่าวผ่านฟ็อกซ์ นิวส์ว่า ถ้าเซเลนสกีต้องการการรับประกันความมั่นคง และอยากมั่นใจว่า ปูตินจะไม่รุกรานยูเครนอีก การเปิดทางให้เศรษฐกิจอเมริกาเข้าไปมีส่วนร่วมในอนาคตของยูเครนคือการรับประกันที่ดีที่สุด
    .
    ยูเครนโวยังมีหนทางประคองสถานการณ์ที่แนวหน้า
    .
    ในวันอังคาร (4) ภายหลังรายงานข่าวเรื่องสหรัฐฯ ระงับการส่งความช่วยเหลือให้ยูเครนแพร่ออกไป นายกรัฐมนตรี เดนิส ชมีฮัล ของยูเครน ออกมาแถลงว่า เคียฟยังคงมีหนทางที่จะส่งกำลังบำรุงให้แก่กองทหารของตนเอง “กองทัพของเราและรัฐบาลมีสมรรถนะ มีเครื่องมือ พูดได้ว่าอย่างนั้น ที่จะประคองสถานการณ์ในแนวหน้าเอาไว้” เขากล่าว
    .
    ชมีฮัล ยังกล่าวขอบคุณสหรัฐฯ และย้ำว่ายูเครนต้องการความร่วมมือที่อำนวยประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย
    .
    “เราจะยังคงทำงานกับสหรัฐฯ ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงด้วยความสงบสุขุม” เขากล่าวในการแถลงข่าว “เรามีแผนการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือเพื่อชัยชนะและเพื่อความอยู่รอด เราจะชนะหรือไม่ยังงัยก็จะต้องเจอกับแผนบี ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาโดยคนอื่นๆ”
    .
    สำหรับตัวเซเลนสกีเองนั้น เก็บตัวค่อนข้างเงียบเชียบ จนกระทั่งถึงบ่ายวันอังคารในกรุงเคียฟ สิ่งที่เขาแถลงต่อสาธารณชนก็มีเพียงว่าเขาได้พูดจากับ ฟรีดริช เมร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี พร้อมกับเน้นย้ำถึงความช่วยเหลือทั้งทางทหารและทางการเงินที่ได้รับจากเยอรมนี
    .
    “เราจักจดจำไว้ว่าเยอรมนีคือผู้นำในเรื่องการจัดหาจัดส่งระบบการป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครน และแสดงบทบาทที่สำคัญยิ่งยวดในการรับประกันเสถียรภาพทางการเงินของเรา” เขาโพสต์ข้อความเช่นนี้บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ภายหลังคุยโทรศัพท์กับเมร์ซ
    .
    ในอีกด้านหนึ่ง พวกผู้เชี่ยวชาญทางทหารของฝ่ายตะวันตกบอกว่า อาจจะกินเวลาไปอีกระยะหนึ่งกว่าที่ผลกระทบจากการถูกตัดขาดความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะเป็นที่รู้สึกกัน ทั้งนี้เมื่อตอนที่งบประมาณความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ถูกแขวนเอาไว้เป็นเวลาหลายเดือนทีเดียวในปีที่แล้ว โดยฝีมือของพวกสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาล่าง ผลกระทบเบื้องต้นที่รู้สึกกันมากที่สุดคือการขาดแคลนอาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่จะสามารถสอยขีปนาวุธและโดรนของฝ่ายรัสเซีย ถึงแม้ในเวลาต่อมาทางกองทหารยูเครนร้องเรียนว่าพวกเครื่องกระสุนต่างๆ ในแนวน้าร่อยหรอลงไปมาก
    .
    “มันมีความสำคัญมากทีเดียว ทว่าไม่ได้ใกล้เคียงกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นถ้าหากมันเป็นช่วงก่อนหน้านี้ของสงคราม เพราะยูเครนเวลานี้ต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ โดยตรง ลดน้อยลงไปมากแล้ว” เป็นความเห็นของไมเคิล คอฟแมน นักวิจัยอาวุโสของคาร์เนกี เอนดาวเมนต์
    .
    ผลกระทบต่อพันธมิตรในยุโรปของสหรัฐฯ
    .
    การที่สหรัฐฯ ระงับจัดส่งความช่วยเหลือให้ยูเครนคราวนี้ เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อพวกชาติพันธมิตรในยุโรปของสหรัฐฯ โดยที่ชาติเหล่านี้เองได้แสดงท่าทีออกมาปลอบขวัญโอบอุ้มเซเลนสกีอย่างเปิดเผยภายหลังจากเหตุการณ์ปะทะคารมเดือดที่ทำเนียบขาว
    .
    มีรายงานว่าเวลานี้ยุโรปกำลังเร่งรีบเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายทางทหารของพวกเขาเอง และในวันอังคาร (4) อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป ได้เปิดเผยข้อเสนอต่างๆ ที่มุ่งเพิ่มพูนการใช้จ่ายทางทหารในอียู ซึ่งเธอกล่าวว่าอาจจะระดมเงินในเรื่องนี้ออกมาได้สูงถึง 800,000 ล้านยูโร (840,000 ล้านดอลลาร์) กันทีเดียว ทั้งนี้อียูมีกำหนดจัดการประชุมฉุกเฉินในเรื่องเกี่ยวกับยูเครนในวันพฤหัสบดี (6) นี้
    .
    ในฝรั่งเศส เบนจามิน ฮัดดัด รัฐมนตรีช่วยดูแลด้านยุโรป ได้ออกมากล่าวประณามการระงับความช่วยเหลือของสหรัฐฯ คราวนี้ โดยกล่าวว่ามันทำให้สันติภาพ “ห่างไกลออกไปมากขึ้น เพราะมันมีแต่ทำให้เงื้อมมือของผู้รุกราน ... ซึ่งก็คือรัสเซีย เข้มแข็งยิ่งขึ้น”
    .
    ขณะที่สหราชอาณาจักร ซึ่งแสดงทีท่าต้องการดึงให้คณะบริหารทรัมป์ยังคงอยู่ข้างๆ ตัว ไม่แตกแถวออกไปไกลกว่านี้ แสดงท่าทีสุขุมรอบคอบยิ่งกว่า โดยที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้พูดจาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ในคืนวันจันทร์ (3) ตามการแถลงของโฆษกผู้หนึ่งของสตาร์เมอร์ แต่ไม่ได้ระบุว่าทรมป์ได้เอ่ยถึงเรื่องการระงับความช่วยเหลือนี้หรือไม่
    .
    “ท่านนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังโฟกัสอยู่ที่ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน นั่นคือการทำให้เกิดสันติภาพที่มั่นคงและยั่งยืนขึ้นมาในยูเครน” โฆษกผู้นี้บอก
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000021233
    ..............
    Sondhi X
    ทรัมป์สั่ง “ระงับ” ความช่วยเหลือยูเครนเพื่อบีบเซเลนสกีร่วมเจรจายุติสงครามกับรัสเซีย ลั่นไม่อดทนกับผู้นำเคียฟอีกต่อไป ด้านรองประธานาธิบดีแวนซ์ก็สำทับวิพากษ์วิจารณ์ยุโรปกำลังทำให้ยูเครนตกอยู่ในอันตรายด้วยการไม่กดดันให้เซเลนสกีหาทางยุติสงคราม แต่กลับสนับสนุนให้เคียฟสู้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ทางยูเครนแถลงวันอังคาร (4 มี.ค.) ว่า กองทหารของตนซึ่งกำลังสู้รบกับฝ่ายรัสเซียอยู่ ยังสามารถรักษาสถานการณ์ในสมรภูมิเอาไว้ได้ด้วยตัวเอง . ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีขึ้นหลังการประชุมที่กลายเป็นการปะทะคารมอย่างดุเดือด ในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ รุมทึ้งโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่ไม่ยินยอมเข้าเจรจาสร้างสันติภาพกับรัสเซียโดยรวดเร็ว รวมทั้งกล่าวหาประธานาธิบดียูเครน ไม่เคารพและไม่สำนึกบุญคุณอเมริกาอย่างเพียงพอ ทั้งที่สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางทหารเป็นจำนวนมหาศาลนับจากเคียฟถูกรัสเซียรุกรานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว . ในวันจันทร์ (3) สื่อต่างๆ พากันรายงานข่าวโดยอ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผย ว่า ทรัมป์เวลานี้โฟกัสอยู่ที่การทำให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย และต้องการให้เซเลนสกีมุ่งมั่นกับเป้าหมายเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังระบุด้วยว่า ขณะนี้อเมริกาได้ระงับเพื่อดำเนินการทบทวนความช่วยเหลือที่ให้แก่ยูเครนแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าวัตถุประสงค์ของทรัมป์ดังกล่าวข้างต้นจะบรรลุผล โดยคำสั่งนี้จะมีผลบังคับใช้จนกว่าทรัมป์จะตัดสินใจว่า ยูเครนแสดงความมุ่งมั่นในการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย . ความเคลื่อนไหวคราวนี้มีความร้ายแรงยิ่งกว่าที่ทรัมป์ประกาศตอนกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเสียอีก โดยในตอนนั้นเป็นการระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่ให้ความช่วยเหลือใหม่ๆ แก่ยูเครน แต่สำหรับคำสั่งล่าสุดนี้เป็นการระงับการจัดส่งอาวุธที่รวมถึงกระสุนและขีปนาวุธ ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะบริหารของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน แล้ว แต่ยังอยู่ในกระบวนการจัดหาและจัดส่ง . ทางด้านสมาชิกพรรคเดโมแครตในรัฐสภาสหรัฐฯ ออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วด้วยการประณามการตัดสินใจครั้งนี้ของทรัมป์ เป็นต้นว่า ส.ว. จีน ชาฮีน ซึ่งเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา ตำหนิว่า การระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนเท่ากับว่า ทรัมป์เปิดกว้างให้ปูตินรุกรานและกระทำรุนแรงต่อประชาชนยูเครนหนักข้อขึ้นซึ่งจะส่งผลร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย . ทรัมป์ที่ประกาศระหว่างหาเสียงว่า จะทำให้สงครามในยูเครนยุติลงตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งนั้น แสดงความไม่พอใจเซเลนสกีมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องที่ยังคงต้องทำสงครามต่อไป ขณะเดียวกันเขาก็แสดงความเชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียจะรักษาสันติภาพ หากบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับฝ่ายยูเครน . หลังจากที่สื่อรายงานว่า เซเลนสกีที่ให้สัมภาษณ์พวกผู้สื่อข่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ (2) ว่า น่าจะอีกนานมากกว่าที่สงครามจะยุติ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเจรจาข้อตกลง ทรัมป์ก็อยู่ในอาการฟิวส์ขาด ระบุว่า เป็นคำพูดที่แย่ที่สุดของประธานาธิบดียูเครน และอเมริกาจะไม่อดทนอีกต่อไป . ด้านเซเลนสกีพยายามอธิบายผ่านโซเชียลมีเดียว่า ยูเครนกำลังพยายามดำเนินมาตรการทางการทูตเพื่อให้สงครามยุติลงโดยเร็วที่สุด และย้ำว่า ยูเครนต้องการสันติภาพที่แท้จริงและการรับประกันความมั่นคง ทว่า ทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้การรับประกันดังกล่าวมาโดยตลอด . ในส่วนของ แวนซ์ เขากล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อทีวีฟ็อกซ์ นิวส์ที่ ออกอากาศช่วงค่ำวันจันทร์ว่า พันธมิตรยุโรปกำลังทำให้ยูเครนตกอยู่ในอันตรายด้วยการไม่กดดันให้เซเลนสกีหาทางยุติสงคราม แต่กลับสนับสนุนให้ยูเครนสู้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด คำถามคือยูเครนจะเอาเงินและอาวุธจากไหนมาสู้ และจะต้องแลกด้วยชีวิตใครบ้าง . อย่างไรก็ดี เมื่อวันจันทร์ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า ข้อตกลงลงทุนในแร่ธาตุของยูเครนยังมีทางสามารถบรรลุผลได้ และเขาจะอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดคืนวันอังคาร (4 มี.ค.) ระหว่างแถลงต่อการประชุมร่วมของรัฐสภาสหรัฐฯ . เกี่ยวกับข้อตกลงฉบับนี้ คณะบริหารทรัมป์ มองว่า มันคือค่าชดเชยที่อเมริกาควรได้รับจากการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและการทหารแก่เคียฟหลายแสนล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา . ขณะที่แวนซ์กล่าวผ่านฟ็อกซ์ นิวส์ว่า ถ้าเซเลนสกีต้องการการรับประกันความมั่นคง และอยากมั่นใจว่า ปูตินจะไม่รุกรานยูเครนอีก การเปิดทางให้เศรษฐกิจอเมริกาเข้าไปมีส่วนร่วมในอนาคตของยูเครนคือการรับประกันที่ดีที่สุด . ยูเครนโวยังมีหนทางประคองสถานการณ์ที่แนวหน้า . ในวันอังคาร (4) ภายหลังรายงานข่าวเรื่องสหรัฐฯ ระงับการส่งความช่วยเหลือให้ยูเครนแพร่ออกไป นายกรัฐมนตรี เดนิส ชมีฮัล ของยูเครน ออกมาแถลงว่า เคียฟยังคงมีหนทางที่จะส่งกำลังบำรุงให้แก่กองทหารของตนเอง “กองทัพของเราและรัฐบาลมีสมรรถนะ มีเครื่องมือ พูดได้ว่าอย่างนั้น ที่จะประคองสถานการณ์ในแนวหน้าเอาไว้” เขากล่าว . ชมีฮัล ยังกล่าวขอบคุณสหรัฐฯ และย้ำว่ายูเครนต้องการความร่วมมือที่อำนวยประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย . “เราจะยังคงทำงานกับสหรัฐฯ ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงด้วยความสงบสุขุม” เขากล่าวในการแถลงข่าว “เรามีแผนการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือเพื่อชัยชนะและเพื่อความอยู่รอด เราจะชนะหรือไม่ยังงัยก็จะต้องเจอกับแผนบี ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาโดยคนอื่นๆ” . สำหรับตัวเซเลนสกีเองนั้น เก็บตัวค่อนข้างเงียบเชียบ จนกระทั่งถึงบ่ายวันอังคารในกรุงเคียฟ สิ่งที่เขาแถลงต่อสาธารณชนก็มีเพียงว่าเขาได้พูดจากับ ฟรีดริช เมร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี พร้อมกับเน้นย้ำถึงความช่วยเหลือทั้งทางทหารและทางการเงินที่ได้รับจากเยอรมนี . “เราจักจดจำไว้ว่าเยอรมนีคือผู้นำในเรื่องการจัดหาจัดส่งระบบการป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครน และแสดงบทบาทที่สำคัญยิ่งยวดในการรับประกันเสถียรภาพทางการเงินของเรา” เขาโพสต์ข้อความเช่นนี้บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ภายหลังคุยโทรศัพท์กับเมร์ซ . ในอีกด้านหนึ่ง พวกผู้เชี่ยวชาญทางทหารของฝ่ายตะวันตกบอกว่า อาจจะกินเวลาไปอีกระยะหนึ่งกว่าที่ผลกระทบจากการถูกตัดขาดความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะเป็นที่รู้สึกกัน ทั้งนี้เมื่อตอนที่งบประมาณความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ถูกแขวนเอาไว้เป็นเวลาหลายเดือนทีเดียวในปีที่แล้ว โดยฝีมือของพวกสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาล่าง ผลกระทบเบื้องต้นที่รู้สึกกันมากที่สุดคือการขาดแคลนอาวุธป้องกันภัยทางอากาศที่จะสามารถสอยขีปนาวุธและโดรนของฝ่ายรัสเซีย ถึงแม้ในเวลาต่อมาทางกองทหารยูเครนร้องเรียนว่าพวกเครื่องกระสุนต่างๆ ในแนวน้าร่อยหรอลงไปมาก . “มันมีความสำคัญมากทีเดียว ทว่าไม่ได้ใกล้เคียงกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นถ้าหากมันเป็นช่วงก่อนหน้านี้ของสงคราม เพราะยูเครนเวลานี้ต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ โดยตรง ลดน้อยลงไปมากแล้ว” เป็นความเห็นของไมเคิล คอฟแมน นักวิจัยอาวุโสของคาร์เนกี เอนดาวเมนต์ . ผลกระทบต่อพันธมิตรในยุโรปของสหรัฐฯ . การที่สหรัฐฯ ระงับจัดส่งความช่วยเหลือให้ยูเครนคราวนี้ เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อพวกชาติพันธมิตรในยุโรปของสหรัฐฯ โดยที่ชาติเหล่านี้เองได้แสดงท่าทีออกมาปลอบขวัญโอบอุ้มเซเลนสกีอย่างเปิดเผยภายหลังจากเหตุการณ์ปะทะคารมเดือดที่ทำเนียบขาว . มีรายงานว่าเวลานี้ยุโรปกำลังเร่งรีบเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายทางทหารของพวกเขาเอง และในวันอังคาร (4) อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป ได้เปิดเผยข้อเสนอต่างๆ ที่มุ่งเพิ่มพูนการใช้จ่ายทางทหารในอียู ซึ่งเธอกล่าวว่าอาจจะระดมเงินในเรื่องนี้ออกมาได้สูงถึง 800,000 ล้านยูโร (840,000 ล้านดอลลาร์) กันทีเดียว ทั้งนี้อียูมีกำหนดจัดการประชุมฉุกเฉินในเรื่องเกี่ยวกับยูเครนในวันพฤหัสบดี (6) นี้ . ในฝรั่งเศส เบนจามิน ฮัดดัด รัฐมนตรีช่วยดูแลด้านยุโรป ได้ออกมากล่าวประณามการระงับความช่วยเหลือของสหรัฐฯ คราวนี้ โดยกล่าวว่ามันทำให้สันติภาพ “ห่างไกลออกไปมากขึ้น เพราะมันมีแต่ทำให้เงื้อมมือของผู้รุกราน ... ซึ่งก็คือรัสเซีย เข้มแข็งยิ่งขึ้น” . ขณะที่สหราชอาณาจักร ซึ่งแสดงทีท่าต้องการดึงให้คณะบริหารทรัมป์ยังคงอยู่ข้างๆ ตัว ไม่แตกแถวออกไปไกลกว่านี้ แสดงท่าทีสุขุมรอบคอบยิ่งกว่า โดยที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้พูดจาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ในคืนวันจันทร์ (3) ตามการแถลงของโฆษกผู้หนึ่งของสตาร์เมอร์ แต่ไม่ได้ระบุว่าทรมป์ได้เอ่ยถึงเรื่องการระงับความช่วยเหลือนี้หรือไม่ . “ท่านนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังโฟกัสอยู่ที่ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน นั่นคือการทำให้เกิดสันติภาพที่มั่นคงและยั่งยืนขึ้นมาในยูเครน” โฆษกผู้นี้บอก . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9680000021233 .............. Sondhi X
    Like
    Haha
    Sad
    9
    0 Comments 0 Shares 3138 Views 0 Reviews
  • Newsstory : AI กับ เศรษฐกิจอเมริกา ส่งผลเสียต่อพลเมืองหนักมาก
    #Newsstory #สนธิทอร์ค #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #นิวส์สตอรี่
    #สนธิลิ้มทองกุล #เศรษฐกิจ #เศรษฐกิจอเมริกา
    Newsstory : AI กับ เศรษฐกิจอเมริกา ส่งผลเสียต่อพลเมืองหนักมาก #Newsstory #สนธิทอร์ค #คุยทุกเรื่องกับสนธิ #นิวส์สตอรี่ #สนธิลิ้มทองกุล #เศรษฐกิจ #เศรษฐกิจอเมริกา
    Like
    2
    0 Comments 0 Shares 1237 Views 358 0 Reviews