• ผู้ประกาศอึ้ง!!! เลขาธิการ กกต.พูดแบบนี้กับประชาชน 07/01/69 #กกต. #เลือกตั้งล่วงหน้า #เลือกตั้งปี69 #การเมือง

    https://www.youtube.com/shorts/0KGHSQ3RcKg
    ผู้ประกาศอึ้ง!!! เลขาธิการ กกต.พูดแบบนี้กับประชาชน 07/01/69 #กกต. #เลือกตั้งล่วงหน้า #เลือกตั้งปี69 #การเมือง https://www.youtube.com/shorts/0KGHSQ3RcKg
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงกรณีหลายฝ่ายตั้งคำถามเหตุใดจึงไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า โดยย้ำชัดว่า ไม่ใช่เรื่องของการบริหารจัดการ แต่เป็นเพราะกฎหมายกำหนดให้การออกเสียงประชามติมีได้เพียงวันเดียว หากดำเนินการเกินจากที่กฎหมายบัญญัติ อาจทำให้การทำประชามติเป็นโมฆะได้
    .
    อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนสามารถ “ออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด” ได้ในวันเดียวกับวันลงประชามติ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. ที่สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์
    .
    เลขาธิการ กกต. ระบุว่า การเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า กับการออกเสียงประชามตินอกเขต เป็นคนละกระบวนการ แม้จะถูกจัดให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้วันเลือกตั้งทั่วไปและวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนต้องวางแผนการใช้สิทธิ์มากขึ้น
    .
    พร้อมกันนี้ กกต. แนะนำ 4 แนวทางเพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ์ ได้แก่
    1) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติพร้อมกันในวันที่ 8 ก.พ.
    2) ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และไปออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ 8 ก.พ.
    3) เลือกใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเดียว และแจ้งเหตุไม่อาจไปออกเสียงประชามติ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์
    4) การลงทะเบียนสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ ภายในกำหนดไม่เกินวันที่ 5 ม.ค.นี้
    .
    กกต. ย้ำให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิ์และตัดสินใจลงทะเบียนให้ตรงกับแผนการเดินทาง เพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเองอย่างครบถ้วน
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000819
    .
    #news1 #กกต #ประชามติ #เลือกตั้ง2569 #สิทธิเลือกตั้ง #แสวงบุญมี
    “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงกรณีหลายฝ่ายตั้งคำถามเหตุใดจึงไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า โดยย้ำชัดว่า ไม่ใช่เรื่องของการบริหารจัดการ แต่เป็นเพราะกฎหมายกำหนดให้การออกเสียงประชามติมีได้เพียงวันเดียว หากดำเนินการเกินจากที่กฎหมายบัญญัติ อาจทำให้การทำประชามติเป็นโมฆะได้ . อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนสามารถ “ออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด” ได้ในวันเดียวกับวันลงประชามติ คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. ที่สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ . เลขาธิการ กกต. ระบุว่า การเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า กับการออกเสียงประชามตินอกเขต เป็นคนละกระบวนการ แม้จะถูกจัดให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้กัน เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้วันเลือกตั้งทั่วไปและวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนต้องวางแผนการใช้สิทธิ์มากขึ้น . พร้อมกันนี้ กกต. แนะนำ 4 แนวทางเพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ์ ได้แก่ 1) ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติพร้อมกันในวันที่ 8 ก.พ. 2) ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และไปออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ 8 ก.พ. 3) เลือกใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเดียว และแจ้งเหตุไม่อาจไปออกเสียงประชามติ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์ 4) การลงทะเบียนสามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้ ภายในกำหนดไม่เกินวันที่ 5 ม.ค.นี้ . กกต. ย้ำให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิ์และตัดสินใจลงทะเบียนให้ตรงกับแผนการเดินทาง เพื่อรักษาสิทธิทางการเมืองของตนเองอย่างครบถ้วน . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000819 . #news1 #กกต #ประชามติ #เลือกตั้ง2569 #สิทธิเลือกตั้ง #แสวงบุญมี
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 171 มุมมอง 0 รีวิว
  • กกต.แจ้งเตือนประชาชน พรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า และการออกเสียงประชามตินอกเขต–นอกราชอาณาจักร สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้รีบดำเนินการภายในกำหนด
    .
    วันนี้ (4 ม.ค.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ไม่สะดวกไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยื่นลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้า ภายในวันพรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เพื่อไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
    .
    การลงทะเบียนสามารถยื่นได้ต่อนายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น หรือเอกอัครราชทูตหรือผู้ได้รับมอบหมาย ภายในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2569 หรือยื่นทางไปรษณีย์โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ รวมถึงยื่นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (เฉพาะนอกเขต–นอกราชอาณาจักร) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะปิดอัตโนมัติเวลา 24.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
    .
    สำหรับการออกเสียงประชามติ ผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หน่วยออกเสียงตามทะเบียนบ้าน ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนใช้ออกเสียงนอกเขต นอกราชอาณาจักร หรือสถานที่ออกเสียงสำหรับคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ภายในวันพรุ่งนี้เช่นกัน โดยใช้ช่องทางเดียวกัน
    .
    ทั้งนี้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า หรือออกเสียงประชามตินอกเขต ต้องเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่จังหวัดตามทะเบียนบ้านของตนเอง หากลงทะเบียนผิดเขตจะไม่สามารถใช้สิทธิได้
    .
    ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกต. www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน 1444
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000772
    .
    #News1 #News1live #กกต #เลือกตั้งล่วงหน้า #ประชามติ #ใช้สิทธิเลือกตั้ง
    กกต.แจ้งเตือนประชาชน พรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ล่วงหน้า และการออกเสียงประชามตินอกเขต–นอกราชอาณาจักร สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้รีบดำเนินการภายในกำหนด . วันนี้ (4 ม.ค.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ไม่สะดวกไปใช้สิทธิ ณ หน่วยเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ให้ยื่นลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้า ภายในวันพรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เพื่อไปใช้สิทธิในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 . การลงทะเบียนสามารถยื่นได้ต่อนายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น หรือเอกอัครราชทูตหรือผู้ได้รับมอบหมาย ภายในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2569 หรือยื่นทางไปรษณีย์โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ รวมถึงยื่นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (เฉพาะนอกเขต–นอกราชอาณาจักร) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะปิดอัตโนมัติเวลา 24.00 น. ตามเวลาประเทศไทย . สำหรับการออกเสียงประชามติ ผู้ที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หน่วยออกเสียงตามทะเบียนบ้าน ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนใช้ออกเสียงนอกเขต นอกราชอาณาจักร หรือสถานที่ออกเสียงสำหรับคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ภายในวันพรุ่งนี้เช่นกัน โดยใช้ช่องทางเดียวกัน . ทั้งนี้ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า หรือออกเสียงประชามตินอกเขต ต้องเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่จังหวัดตามทะเบียนบ้านของตนเอง หากลงทะเบียนผิดเขตจะไม่สามารถใช้สิทธิได้ . ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน กกต. www.ect.go.th หรือสอบถามสายด่วน 1444 . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000772 . #News1 #News1live #กกต #เลือกตั้งล่วงหน้า #ประชามติ #ใช้สิทธิเลือกตั้ง
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 139 มุมมอง 0 รีวิว
  • โหวตโนผงาด ศึกเลือกตั้ง อบจ.

    การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) 47 จังหวัด และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ทั่วประเทศ แม้ด้านหนึ่งผู้ชนะการเลือกตั้งส่วนใหญ่ล้วนมาจากบ้านใหญ่แบบไม่พลิกโผ ผู้มาใช้สิทธิไม่คึกคักเพราะจัดการเลือกตั้งในวันเสาร์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนหนึ่งลางานไม่ได้ และไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า

    แต่อีกด้านหนึ่ง "ช่องไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด" กลับสูงขึ้นหลายจังหวัด สาเหตุหลักคือ ไม่มีผู้สมัครรายใดโดนใจ อาทิ จังหวัดยะลา ที่มีนายมุขตาร์ มะทา อดีตนายก อบจ. 4 สมัย ชนะเป็นสมัยที่ 5 มีผู้มาใช้สิทธิ 224,707 คน ปรากฎว่าบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดสูงถึง 29,334 ใบ คิดเป็น 13.05%

    จังหวัดสงขลาที่แข่งขันกันสูงด้วยจำนวนผู้สมัคร 9 ราย นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง ทีมสงขลาพลังใหม่ ชนะการเลือกตั้งด้วยแรงสนับสนุนจากนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.สาธารณสุข และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้มาใช้สิทธิ 687,944 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดสูงถึง 86,855 ใบ คิดเป็น 12.63%

    จังหวัดนครราชสีมา ที่นางยลดา หวังศุภกิจโกศล อดีตนายก อบจ. ชนะการเลือกตั้งอีกสมัย ด้วยแรงสนับสนุนจากนายทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย ที่ไปเปิดตัวผู้สมัครด้วยตัวเอง มีผู้มาใช้สิทธิ 1,155,142 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 110,934 ใบ คิดเป็น 9.60%

    จังหวัดนนทบุรี ที่ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ. 4 สมัย ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 5 มีผู้มาใช้สิทธิ 432,613 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 37,562 ใบ คิดเป็น 8.68%

    จังหวัดสมุทรปราการ ที่นายสุนทร ปานแสงทอง อดีต รมช.เกษตรฯ จากกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า (อัศวเหม) ชนะการเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ 569,659 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 42,142 ใบ คิดเป็น 7.40%

    จังหวัดเชียงราย ที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ อดีตนายก อบจ. ชนะการเลือกตั้งอีกสมัย มีผู้มาใช้สิทธิ 605,780 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 43,406 ใบ คิดเป็น 7.17%

    จังหวัดอื่นๆ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้มาใช้สิทธิ 877,640 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 57,625 ใบ คิดเป็น 6.57% จังหวัดสุพรรณบุรี มีผู้มาใช้สิทธิ 393,849 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 24,113 ใบ คิดเป็น 6.12%

    จังหวัดสมุทรสาคร มีผู้มาใช้สิทธิ 211,071 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 11,573 ใบ คิดเป็น 5.48% และจังหวัดมหาสารคาม มีผู้มาใช้สิทธิ 453,567 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 16,452 ใบ คิดเป็น 3.63% สะท้อนให้เห็นความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อการเมืองท้องถิ่นและโยงไปถึงระดับชาติที่ไม่ควรมองข้าม

    #Newskit
    โหวตโนผงาด ศึกเลือกตั้ง อบจ. การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) 47 จังหวัด และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ทั่วประเทศ แม้ด้านหนึ่งผู้ชนะการเลือกตั้งส่วนใหญ่ล้วนมาจากบ้านใหญ่แบบไม่พลิกโผ ผู้มาใช้สิทธิไม่คึกคักเพราะจัดการเลือกตั้งในวันเสาร์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนหนึ่งลางานไม่ได้ และไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า แต่อีกด้านหนึ่ง "ช่องไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด" กลับสูงขึ้นหลายจังหวัด สาเหตุหลักคือ ไม่มีผู้สมัครรายใดโดนใจ อาทิ จังหวัดยะลา ที่มีนายมุขตาร์ มะทา อดีตนายก อบจ. 4 สมัย ชนะเป็นสมัยที่ 5 มีผู้มาใช้สิทธิ 224,707 คน ปรากฎว่าบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดสูงถึง 29,334 ใบ คิดเป็น 13.05% จังหวัดสงขลาที่แข่งขันกันสูงด้วยจำนวนผู้สมัคร 9 ราย นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง ทีมสงขลาพลังใหม่ ชนะการเลือกตั้งด้วยแรงสนับสนุนจากนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.สาธารณสุข และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้มาใช้สิทธิ 687,944 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดสูงถึง 86,855 ใบ คิดเป็น 12.63% จังหวัดนครราชสีมา ที่นางยลดา หวังศุภกิจโกศล อดีตนายก อบจ. ชนะการเลือกตั้งอีกสมัย ด้วยแรงสนับสนุนจากนายทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย ที่ไปเปิดตัวผู้สมัครด้วยตัวเอง มีผู้มาใช้สิทธิ 1,155,142 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 110,934 ใบ คิดเป็น 9.60% จังหวัดนนทบุรี ที่ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ. 4 สมัย ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 5 มีผู้มาใช้สิทธิ 432,613 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 37,562 ใบ คิดเป็น 8.68% จังหวัดสมุทรปราการ ที่นายสุนทร ปานแสงทอง อดีต รมช.เกษตรฯ จากกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า (อัศวเหม) ชนะการเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ 569,659 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 42,142 ใบ คิดเป็น 7.40% จังหวัดเชียงราย ที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ อดีตนายก อบจ. ชนะการเลือกตั้งอีกสมัย มีผู้มาใช้สิทธิ 605,780 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 43,406 ใบ คิดเป็น 7.17% จังหวัดอื่นๆ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้มาใช้สิทธิ 877,640 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 57,625 ใบ คิดเป็น 6.57% จังหวัดสุพรรณบุรี มีผู้มาใช้สิทธิ 393,849 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 24,113 ใบ คิดเป็น 6.12% จังหวัดสมุทรสาคร มีผู้มาใช้สิทธิ 211,071 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 11,573 ใบ คิดเป็น 5.48% และจังหวัดมหาสารคาม มีผู้มาใช้สิทธิ 453,567 คน แต่บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 16,452 ใบ คิดเป็น 3.63% สะท้อนให้เห็นความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อการเมืองท้องถิ่นและโยงไปถึงระดับชาติที่ไม่ควรมองข้าม #Newskit
    Like
    4
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1490 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์ไม่เพียงชนะเลือกตั้ง แต่มีชัยเหนือภาพลวงตาที่ฝั่งหัวประชาชนมานาน ..... โดยทนง ขันทอง
    .
    ในการเลือกตั้งปี 2020 โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ได้คะแนนเสียงจากคนอเมริกันทั้งหมด (popular votes) 74 ล้านเสียง ถือว่าเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว แต่ทรัมป์กลับต้องพ่ายแพ้ต่อโจ ไบเดนที่ได้คะแนน 81ล้านเสียง ที่เหนือกว่าประวัติการณ์เสียอีก
    .
    มองด้วยสามัญสำนึกธรรมดาจะเห็นทันทีเลยว่า ไม่มีทางที่นักการเมืองที่น่าเบื่ออย่างไบเดนที่เป็นส่วนหนึ่งของพวกอำนาจรัฐ (Establishment) จะได้คะแนนความนิยมมากมายอย่างนี้ มันเป็นเรื่องยากที่ไบเดนจะสามารถเอาชนะทรัมป์ที่ครองอำนาจอยู่ในทำเนียบขาวอยู่แล้ว และมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ไบเดนจะมีคะแนนความนิยมมากกว่าโอบามาที่ได้คะแนนความนิยมเสียง 65ล้านเสียง ในการชนะการเลือกตั้งในปี 2012 หรือฮิลลารี่ที่ได้คะแนนความนิยม 65 ล้านเสียงในปี 2016 อย่างมีนัยสำคัญ
    .
    หันกลับมาดูการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทรัมป์ชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่สองด้วยคะแนนความนิยม 72 ล้านเสียง เทียบกับกมลา แฮร์ริสที่ได้ 67ล้านเสียง โดยชนะแบบแลนด์สไลด์ขาดลอย
    .
    สรุปภาพรวมแล้ว ตัวแทนจากเดโมแครตที่ลงเลือกตั้งประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นโอบามา ฮิลลารี่ หรือแฮร์ริสมีฐานเสียงคะแนนความนิยมพอๆกันที่ประมาณ 65 ล้านเสียง แล้วจู่ๆ ไบเดนจะชนะการเลือกต้ังในปี 2020 ได้อย่างไรด้วยคะแนนความนิยมที่นำโด่งที่ 81ล้านเสียง มากกว่าฐานเสียงคะแนนความนิยมของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเดโมแครตถึง 20 ล้านเสียง!!!!
    .
    เรื่องนี้จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ยกเว้นว่า พวกเดโมแครต และไบเดนปล้นชัยชนะจากทรัมป์ในการเลือกต้ัง โดยโมเมตัวเลขคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้นมาถึง 20 ล้านเสียง ผ่านคะแนนที่มาจากจากโหวตทางไปรษณีย์ หรือเครื่องนับคะแนนDominionที่มีการตั้งโปรแกรมการนับคะแนนแบบมีข้อกังขา คะแนนของทรัมป์ที่ได้ 74 ล้านเสียง ในการแข่งกับไบเดนคร้ังนั้นถือว่าเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ เดโมแครตทำโพลแบบลับๆเห็นตัวเลขคะแนนความนิยมที่สูงเป็นประวัติการณ์ของทรัมป์อยู่แล้วจึงต้องหาทางปั่นตัวเลขให้ไบเดนให้ได้คะแนนความนิยมสูงเสียดฟ้าไม่งั้นไม่ชนะ โดยใช้ conspiracy ของการแพร่ระขาดของไวรัสโควิดเพื่อทำลายเศรษฐกิจของจีน และผลกระทบข้างเคียงที่ตามมาในการกักคนห้ามออกนอกบ้าน ทำให้คนอเมริกันไปโหวตที่ศูนย์เลือกตั้งไม่ได้ ต้องโหวตผ่านไปรษณีย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการโกงการเลือกตั้งได้ง่ายผ่านบัตรผี หรือทำลายบัตรที่ลงคะแนนให้ทรัมป์
    .
    องคายพของระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐถูกควบคุมโดยเดโมแครตเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งในรัฐสมรภูมิ นักการเมืองท้องถิ่น อัยการ ศาล รวมท้ังสื่อท้ังกระแสหลัก และสื่อออนไลน์ต่างก็ให้การสนับสนุนฝ่ายลิเบอรัลเดโมแครตอยู่แล้ว การโกงชัยชนะของทรัมป์จึงสามารถทำได้ โดยที่ไบเดนแทบที่จะไม่ต้องแคมเปญอะไรมาก เพราะรู้ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าอยู่แล้ว ผลประโยชน์ของการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองในวอชิงตันดี ซีมากมายมหาศาลจึงเป็นเรื่องที่เดโมแครตต้องทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ
    .
    แต่การเลือกต้ังเมื่อวานนี้ เดโมแครตทำอะไรทรัมป์ไม่ได้ เพราะว่ากระแสความนิยมในตัวทรัมป์เดิมทีดีอยู่แล้ว จะโกงทรัมป์อีกรอบเป็นเรื่องยากดั่งเข็นครกขึ้นภูเขา และยิ่งตลอดระยะเวลา4ปีที่ผ่านมาของการบริหารงานของไบเดน และแฮร์ริสเป็นไปอย่างล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจ และการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ คนอเมริกันส่วนมากปากกัดตีนถีบเพราะของแพงเงินเฟ้อ ค่าเช่าบ้านแทบจะจ่ายไม่ไหวจึงไม่พอใจไบเดนเป็นอย่างมาก ยิ่งแฮร์ริสหาเสียงด้วยธีมที่ว่าเธอจะสานต่อนโยบายของไบเดนต่อไป ก็เท่ากับว่าเธอจะเดินหน้าดำเนินนโยบายที่ล้มเหลวต่อไปอีก 4 ปี ถ้าหากชนะเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นฝันร้ายสำหรับคนอเมริกันที่มีสิทธิ์โหวต
    .
    CNN ทำสำรวจ exit poll ที่เผยแพร่ในวันเลือกตั้งประธานาธิบดี ปรากฏว่าคนอเมริกันประมาณ 70% ไม่พอใจในสภาพของบ้านเมืองอเมริกัน และต้องการความเปลี่ยนแปลง ตรงกันข้ามกับข้อมูลที่รัฐบาลสหรัฐเผยแพร่มาตลอดว่าเศรษฐกิจดี การจ้างงานยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นตลาดการเงินไปโลดสร้างสถิติใหม่ตลอด ท้ังนี้เพราะว่าตลาดการเงินแยกตัวออกจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริงมาตั้งนานแล้ว คนที่มีทรัพย์สินในตลาดการเงินจึงพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ เพราะว่าทรัพย์สินทางการเงินเพิ่มมูลค่าอย่างมาก ในขณะที่คนส่วนมากที่อยู่กับเศรษฐกิจที่แท้จริงต่างลำบากกันถ้วนหน้ากับเงินเฟ้อ และงานที่ให้ค่าจ้างดีๆที่หายากลำบาก
    .
    Chris Wallace ผู้ประกาศข่าวของ CNN จึงพูดในรายการที่รายงานการเลือกต้ังว่า ด้วยตัวเลขจากเอ็กซิตโพลที่คนอเมริกันส่วนมากไม่พอใจกับสภาพเศรษฐกิจ หรือปัญหาของบ้านเมือง มันจะเป็นส่ิงมหัศจรรย์สำหรับแฮร์ริสที่จะชนะการเลือกต้ัง และมันก็เป็นเช่นนั้น ไม่มีสิ่งมหัศจรรย์สำหรับแฮร์ริสในการพลิกผลของการเลือกตั้ง เพราะว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ออกมาใช้สิทธิ์คร้ังแรก หรือคนที่ไม่สังกัดพรรคใดโหวตให้ทรัมป์ เพราะว่าต้องการความเปลี่ยนแปลง เห็นทรัมป์เป็นความหวังว่าจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น เพราะว่าทรัมป์เป็นคนนอก ไม่ใช่เป็นคนในของระบบการเมืองอเมริกันที่ผูกขาดอำนาจ
    .
    ชัยชนะของทรัมป์ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าโพลต่างๆเชื่อถือไม่ได้แม้แต่น้อย เพราะส่วนมากให้แฮร์ริสชนะ สื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ที่ทรงพลังก็ไม่มีความน่าเชื่อถือพอๆกัน เพราะว่าถือหางแฮร์ริส และรายงานทรัมป์ในแง่ลบมาตลอด คนที่เชื่อในโพลของสื่อหรือสำนักกระแสหลัก หรือเชื่อในสื่อกระแสหลักของสื่อออนไลน์ที่ทรงพลังจะได้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ก็โกหกกันอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อปรากฎผลว่าทรัมป์ชนะแฮร์ริสอย่างถล่มทลาย หลายคนยอมรับไม่ได้ เพราะว่ายังติดหล่มกับความเชื่อเดิมที่ถูกฝังหัว แต่คนส่วนมากเริ่มที่จะตื่นรู้ว่าถูกแหกตามาตลอด
    .
    ได้เวลาปฏิรูประบบเสียที เพื่อว่าสังคมจะได้กลับเข้ามาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่โลกที่ถูกบิดเบือนด้วยภาพลวงตา
    ..............
    Sondhi X
    ทรัมป์ไม่เพียงชนะเลือกตั้ง แต่มีชัยเหนือภาพลวงตาที่ฝั่งหัวประชาชนมานาน ..... โดยทนง ขันทอง . ในการเลือกตั้งปี 2020 โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ได้คะแนนเสียงจากคนอเมริกันทั้งหมด (popular votes) 74 ล้านเสียง ถือว่าเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว แต่ทรัมป์กลับต้องพ่ายแพ้ต่อโจ ไบเดนที่ได้คะแนน 81ล้านเสียง ที่เหนือกว่าประวัติการณ์เสียอีก . มองด้วยสามัญสำนึกธรรมดาจะเห็นทันทีเลยว่า ไม่มีทางที่นักการเมืองที่น่าเบื่ออย่างไบเดนที่เป็นส่วนหนึ่งของพวกอำนาจรัฐ (Establishment) จะได้คะแนนความนิยมมากมายอย่างนี้ มันเป็นเรื่องยากที่ไบเดนจะสามารถเอาชนะทรัมป์ที่ครองอำนาจอยู่ในทำเนียบขาวอยู่แล้ว และมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ไบเดนจะมีคะแนนความนิยมมากกว่าโอบามาที่ได้คะแนนความนิยมเสียง 65ล้านเสียง ในการชนะการเลือกตั้งในปี 2012 หรือฮิลลารี่ที่ได้คะแนนความนิยม 65 ล้านเสียงในปี 2016 อย่างมีนัยสำคัญ . หันกลับมาดูการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทรัมป์ชนะเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่สองด้วยคะแนนความนิยม 72 ล้านเสียง เทียบกับกมลา แฮร์ริสที่ได้ 67ล้านเสียง โดยชนะแบบแลนด์สไลด์ขาดลอย . สรุปภาพรวมแล้ว ตัวแทนจากเดโมแครตที่ลงเลือกตั้งประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นโอบามา ฮิลลารี่ หรือแฮร์ริสมีฐานเสียงคะแนนความนิยมพอๆกันที่ประมาณ 65 ล้านเสียง แล้วจู่ๆ ไบเดนจะชนะการเลือกต้ังในปี 2020 ได้อย่างไรด้วยคะแนนความนิยมที่นำโด่งที่ 81ล้านเสียง มากกว่าฐานเสียงคะแนนความนิยมของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเดโมแครตถึง 20 ล้านเสียง!!!! . เรื่องนี้จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ยกเว้นว่า พวกเดโมแครต และไบเดนปล้นชัยชนะจากทรัมป์ในการเลือกต้ัง โดยโมเมตัวเลขคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้นมาถึง 20 ล้านเสียง ผ่านคะแนนที่มาจากจากโหวตทางไปรษณีย์ หรือเครื่องนับคะแนนDominionที่มีการตั้งโปรแกรมการนับคะแนนแบบมีข้อกังขา คะแนนของทรัมป์ที่ได้ 74 ล้านเสียง ในการแข่งกับไบเดนคร้ังนั้นถือว่าเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ เดโมแครตทำโพลแบบลับๆเห็นตัวเลขคะแนนความนิยมที่สูงเป็นประวัติการณ์ของทรัมป์อยู่แล้วจึงต้องหาทางปั่นตัวเลขให้ไบเดนให้ได้คะแนนความนิยมสูงเสียดฟ้าไม่งั้นไม่ชนะ โดยใช้ conspiracy ของการแพร่ระขาดของไวรัสโควิดเพื่อทำลายเศรษฐกิจของจีน และผลกระทบข้างเคียงที่ตามมาในการกักคนห้ามออกนอกบ้าน ทำให้คนอเมริกันไปโหวตที่ศูนย์เลือกตั้งไม่ได้ ต้องโหวตผ่านไปรษณีย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการโกงการเลือกตั้งได้ง่ายผ่านบัตรผี หรือทำลายบัตรที่ลงคะแนนให้ทรัมป์ . องคายพของระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐถูกควบคุมโดยเดโมแครตเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งในรัฐสมรภูมิ นักการเมืองท้องถิ่น อัยการ ศาล รวมท้ังสื่อท้ังกระแสหลัก และสื่อออนไลน์ต่างก็ให้การสนับสนุนฝ่ายลิเบอรัลเดโมแครตอยู่แล้ว การโกงชัยชนะของทรัมป์จึงสามารถทำได้ โดยที่ไบเดนแทบที่จะไม่ต้องแคมเปญอะไรมาก เพราะรู้ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าอยู่แล้ว ผลประโยชน์ของการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองในวอชิงตันดี ซีมากมายมหาศาลจึงเป็นเรื่องที่เดโมแครตต้องทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ . แต่การเลือกต้ังเมื่อวานนี้ เดโมแครตทำอะไรทรัมป์ไม่ได้ เพราะว่ากระแสความนิยมในตัวทรัมป์เดิมทีดีอยู่แล้ว จะโกงทรัมป์อีกรอบเป็นเรื่องยากดั่งเข็นครกขึ้นภูเขา และยิ่งตลอดระยะเวลา4ปีที่ผ่านมาของการบริหารงานของไบเดน และแฮร์ริสเป็นไปอย่างล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจ และการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ คนอเมริกันส่วนมากปากกัดตีนถีบเพราะของแพงเงินเฟ้อ ค่าเช่าบ้านแทบจะจ่ายไม่ไหวจึงไม่พอใจไบเดนเป็นอย่างมาก ยิ่งแฮร์ริสหาเสียงด้วยธีมที่ว่าเธอจะสานต่อนโยบายของไบเดนต่อไป ก็เท่ากับว่าเธอจะเดินหน้าดำเนินนโยบายที่ล้มเหลวต่อไปอีก 4 ปี ถ้าหากชนะเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นฝันร้ายสำหรับคนอเมริกันที่มีสิทธิ์โหวต . CNN ทำสำรวจ exit poll ที่เผยแพร่ในวันเลือกตั้งประธานาธิบดี ปรากฏว่าคนอเมริกันประมาณ 70% ไม่พอใจในสภาพของบ้านเมืองอเมริกัน และต้องการความเปลี่ยนแปลง ตรงกันข้ามกับข้อมูลที่รัฐบาลสหรัฐเผยแพร่มาตลอดว่าเศรษฐกิจดี การจ้างงานยังแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นตลาดการเงินไปโลดสร้างสถิติใหม่ตลอด ท้ังนี้เพราะว่าตลาดการเงินแยกตัวออกจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริงมาตั้งนานแล้ว คนที่มีทรัพย์สินในตลาดการเงินจึงพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ เพราะว่าทรัพย์สินทางการเงินเพิ่มมูลค่าอย่างมาก ในขณะที่คนส่วนมากที่อยู่กับเศรษฐกิจที่แท้จริงต่างลำบากกันถ้วนหน้ากับเงินเฟ้อ และงานที่ให้ค่าจ้างดีๆที่หายากลำบาก . Chris Wallace ผู้ประกาศข่าวของ CNN จึงพูดในรายการที่รายงานการเลือกต้ังว่า ด้วยตัวเลขจากเอ็กซิตโพลที่คนอเมริกันส่วนมากไม่พอใจกับสภาพเศรษฐกิจ หรือปัญหาของบ้านเมือง มันจะเป็นส่ิงมหัศจรรย์สำหรับแฮร์ริสที่จะชนะการเลือกต้ัง และมันก็เป็นเช่นนั้น ไม่มีสิ่งมหัศจรรย์สำหรับแฮร์ริสในการพลิกผลของการเลือกตั้ง เพราะว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ออกมาใช้สิทธิ์คร้ังแรก หรือคนที่ไม่สังกัดพรรคใดโหวตให้ทรัมป์ เพราะว่าต้องการความเปลี่ยนแปลง เห็นทรัมป์เป็นความหวังว่าจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น เพราะว่าทรัมป์เป็นคนนอก ไม่ใช่เป็นคนในของระบบการเมืองอเมริกันที่ผูกขาดอำนาจ . ชัยชนะของทรัมป์ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าโพลต่างๆเชื่อถือไม่ได้แม้แต่น้อย เพราะส่วนมากให้แฮร์ริสชนะ สื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ที่ทรงพลังก็ไม่มีความน่าเชื่อถือพอๆกัน เพราะว่าถือหางแฮร์ริส และรายงานทรัมป์ในแง่ลบมาตลอด คนที่เชื่อในโพลของสื่อหรือสำนักกระแสหลัก หรือเชื่อในสื่อกระแสหลักของสื่อออนไลน์ที่ทรงพลังจะได้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ก็โกหกกันอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อปรากฎผลว่าทรัมป์ชนะแฮร์ริสอย่างถล่มทลาย หลายคนยอมรับไม่ได้ เพราะว่ายังติดหล่มกับความเชื่อเดิมที่ถูกฝังหัว แต่คนส่วนมากเริ่มที่จะตื่นรู้ว่าถูกแหกตามาตลอด . ได้เวลาปฏิรูประบบเสียที เพื่อว่าสังคมจะได้กลับเข้ามาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่โลกที่ถูกบิดเบือนด้วยภาพลวงตา .............. Sondhi X
    Like
    Love
    Yay
    9
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 2078 มุมมอง 0 รีวิว
  • การแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน กับกมลา แฮร์ริส ของพรรคเดโมแครต เคลื่อนเข้าสู่ระยะพุ่งโถมตัวเข้าสู่เส้นชัยซึ่งยังมีความไม่แน่นอนเป็นอย่างยิ่งในวันอังคาร (5 พ.ย.) ขณะที่ผู้ออกเสียงชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง เพื่อตัดสินใจเลือก 2 วิสัยทัศน์สำหรับประเทศชาติซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัด
    .
    ในเวลาที่หน่วยเลือกตั้งแห่งแรกๆ เริ่มเปิดต้อนรับผู้ออกมาใช้สิทธิ ผลโพลสำรวจและพวกผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คู่แข่งขันสำคัญทั้งสองคือ รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส วัย 60 ที่เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต และอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ วัย 78 ผู้สมัครของพรรครีพับลิกัน ยังคงอยู่ในสภาพที่มีคะแนนนิยมคู่คี่สูสีจนยากลำบากแก่การตัดสินชี้ขาด ในการต่อสู้ช่วงชิงทำเนียบขาวครั้งที่ถือว่ายากลำบากและพลิกผันไปมามากที่สุดในยุคสมัยใหม่
    .
    หน่วยเลือกตั้งในรัฐทางภาคตะวันออก เป็นต้นว่า เวอร์จิเนีย นอร์ทแคโรไลนา และนิวยอร์ก เปิดให้เข้าไปใช้สิทธิตั้งแต่เวลา 06.00 น. (ตรงกับ 18.00 น.เวลาเมืองไทย) โดยคาดหมายกันว่าตลอดทั้งวันจะผู้ไปใช้สิทธิกันหลายสิบล้านคน เพิ่มเติมจากจำนวนกว่า 82 ล้านคนซึ่งไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากันแล้วในช่วงหลายๆ สัปดาห์ก่อนหน้านี้
    .
    ขณะที่ผลลัพธ์สุดท้ายอาจจะยังไม่เป็นที่ทราบกันไปอีกหลายวันทีเดียว ถ้าผลมีความคู่คี่กันมากอย่างที่โพลทั้งหลายบ่งชี้ไว้ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มความตึงเครียดในประเทศที่มีการแตกแยกแบ่งขั้วกันอย่างล้ำลึกอยู่แล้วแห่งนี้
    .
    นอกจากนั้น ยังมีความหวาดกลัวกันว่าจะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย และกระทั่งความรุนแรงขึ้นมา ถ้าหาก ทรัมป์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และท้าทายผลเลือกตั้งอย่างที่เขาเคยกระทำในการเลือกตั้งปี 2020
    .
    ในวันจันทร์ (4) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียง ทั้ง ทรัมป์ และ แฮร์ริส ต่างทำงานอย่างไม่ยอมเหน็ดยอมเหนื่อยเพื่อปลุกเร้าให้ผู้สนับสนุนของพวกเขาออกมาใช้สิทธิที่คูหาเลือกตั้ง ขณะเดียวกับที่พยายามหาทางเอาชนะใจพวกผู้มีสิทธิออกเสียงที่ยังไม่ได้ตัดสินใจคนท้ายๆ โดยเฉพาะในบรรดารัฐสมรภูมิ ซึ่งคาดหมายกันว่าจะเป็นผู้ชี้ขาดผลการแข่งขันคราวนี้
    .
    ทรัมป์ ให้สัญญาจะนำอเมริกาสู่ “ความรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น” ส่วนกมลา แฮร์ริส เรียกร้อง “การเริ่มต้นใหม่” หลังจากอเมริกาถูกครอบงำด้วยวาทกรรมทางการเมืองซึ่งมุ่งปลุกเร้าความเกลียดชังและความรุนแรงของทรัมป์มาเกือบทศวรรษ
    .
    รองประธานาธิบดีหญิงจากพรรคเดโมแครตปิดฉากการหาเสียงที่ร็อคกี้สเต็ปส์ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสำคัญของภาพยนตร์ดัง “ร็อกกี้” ในรัฐเพนซิลเวเนีย 1 ใน 7 รัฐสมรภูมิที่ต้องชนะให้ได้
    .
    แฮร์ริสประกาศว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นการแข่งขันที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกคะแนนเสียงมีความสำคัญ และอ้างอิงถึงหนัง “ร็อกกี้” ว่า ขอยกย่องทุกคนที่เริ่มต้นในฐานะมวยรองแต่สามารถฝ่าฝันสู่ชัยชนะสำเร็จ
    .
    ที่ผ่านมา แฮร์ริส ย้ำอยู่เสมอว่า ตนเองเป็นมวยรอง โดยเธอได้ตั๋วชิงทำเนียบขาวในฐานะตัวแทนพรรคเดโมแครตแบบกะทันหัน หลังจากเมื่อ 3 เดือนที่แล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยอมจำนนต่อการกดดันภายในพรรคและขอถอนตัวจากการแข่งขัน
    .
    อย่างไรก็ตาม แฮร์ริสยืนยันว่า เธอจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
    .
    ทางด้านทรัมป์พาสมาชิกครอบครัวหลายคนขึ้นเวทีทิ้งทวนการหาเสียงที่เมืองแกรนด์ราปิดส์ รัฐมิชิแกน
    .
    อดีตประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันผู้นี้ก็เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกไปลงคะแนนในวันอังคาร (5) เพื่อให้ตนเองสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ประเทศเผชิญอยู่ รวมทั้งพาอเมริกาและโลกสู่ความรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น
    .
    การปราศรัยส่งท้ายของทั้งคู่สะท้อนว่า การออกไปใช้สิทธิมีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ โดยทั้งทรัมป์และแฮร์ริสต่างบอกว่า รู้สึกมีกำลังใจจากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าซึ่งสูงถึง 82 ล้านคน และตอนนี้ทั้งคู่จำเป็นต้องระดมผู้สนับสนุนออกไปเลือกตั้งในวันอังคาร
    .
    ทั้งนี้ ในการหาเสียงช่วงหลายวันสุดท้าย ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันส่งสาส์นถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งกันคนละประเด็นโดยสิ้นเชิง
    .
    ที่เมืองรีดดิ้ง รัฐเพนซิลเวเนีย ทรัมป์ย้ำว่า อเมริกากำลังตกต่ำและตึงเครียดจากปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายที่เขาเรียกว่า “สัตว์” และบรรยายว่า “โหดเหี้ยม”
    .
    ด้านแฮร์ริสชูประเด็นต่อต้านการห้ามทำแท้งทั่วอเมริกา และเรียกร้องการเริ่มต้นใหม่ หลังจากอเมริกาถูกครอบงำด้วยวาทกรรมทางการเมืองของทรัมป์มาเกือบทศวรรษ
    .
    ถึงแม้มัวหมองจากการถูกตัดสินกระทำผิดคดีอาญา และเรื่องอื้อฉาวที่เหล่าผู้สนับสนุนบุกโจมตีอาคารรัฐสภาเมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่เขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันกับ โจ ไบเดน แต่ต้องถือว่า ทรัมป์ ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อายุมากที่สุด มีข้อได้เปรียบหลายอย่างในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะจากการตามจิกเรื่องเศรษฐกิจซึ่งคนอเมริกันกำลังมีความกังวล โดยเฉพาะเกี่วกับอัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนการใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายที่ได้ใจฐานเสียงปีกขวา
    .
    ในทางกลับกัน แฮร์ริสมีเวลาสร้างแคมเปญหาเสียงแค่ 3 เดือน กระนั้นก็ประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อยๆ ในการปลุกเร้าพรรคเดโมแครต รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มหนุ่มสาวและผู้หญิงอย่างชัดเจน
    .
    ขณะเดียวกัน ทั่วโลกกำลังตั้งตารอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากจะมีนัยสำคัญต่อวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน รวมถึงการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ทรัมป์กล่าวหาว่า เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง
    .
    สถานการณ์เฉพาะหน้าที่น่ากลัวที่สุดคือประชาธิปไตยของอเมริกากำลังจะถูกทดสอบ หากทรัมป์แพ้แต่ไม่ยอมรับเหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่เหล่ากองเชียร์ของเขาบุกโจมตีอาคารรัฐสภา รวมทั้งการที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ถูกลอบสังหารถึง 2 ครั้ง ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงดูเป็นไปได้มากขึ้น
    .
    ที่กรุงวอชิงตันมีการติดตั้งรั้วสูงรอบบริเวณที่พักแฮร์ริสและทำเนียบขาว ขณะที่ห้างร้านหลายแห่งนำแผ่นไม้อัดมาตีปิดกระจกด้านหน้า
    .
    ทั้งรัฐออริกอน วอชิงตัน และเนวาดา ต่างเรียกกองทหารรักษาดินแดน (เนชั่นแนล การ์ด) เข้ารักษาการณ์ และกระทรวงกลาโหมเผยว่า อย่างน้อย 17 รัฐสั่งให้สมาชิกกองทหารรักษาดินแดนรวม 600 นายเตรียมพร้อมหากจำเป็น
    .
    ด้านสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) จัดตั้งศูนย์บัญชาการการเลือกตั้งแห่งชาติในวอชิงตันเพื่อตรวจติดตามภัยคุกคามตลอดสัปดาห์การเลือกตั้ง นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในคูหาเลือกตั้งเกือบ 100,000 แห่งทั่วประเทศ
    .
    รันเบ็ก อิเล็กชัน เซอร์วิส ผู้ให้บริการเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยปฏิบัติการเลือกตั้ง ยืนยันข่าวที่ว่า ได้จัดส่งปุ่มกดฉุกเฉิน 1,000 ชุดสำหรับลูกค้าที่รวมถึงพวกหน่วยเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย โดยอุปกรณ์นี้มีขนาดเล็กสามารถห้อยคอหรือเก็บในกระเป๋า ซึ่งจะจับคู่กับมือถือของผู้ใช้ และเชื่อมต่อกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000106742
    ..............
    Sondhi X
    การแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน กับกมลา แฮร์ริส ของพรรคเดโมแครต เคลื่อนเข้าสู่ระยะพุ่งโถมตัวเข้าสู่เส้นชัยซึ่งยังมีความไม่แน่นอนเป็นอย่างยิ่งในวันอังคาร (5 พ.ย.) ขณะที่ผู้ออกเสียงชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้ง เพื่อตัดสินใจเลือก 2 วิสัยทัศน์สำหรับประเทศชาติซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัด . ในเวลาที่หน่วยเลือกตั้งแห่งแรกๆ เริ่มเปิดต้อนรับผู้ออกมาใช้สิทธิ ผลโพลสำรวจและพวกผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คู่แข่งขันสำคัญทั้งสองคือ รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส วัย 60 ที่เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต และอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ วัย 78 ผู้สมัครของพรรครีพับลิกัน ยังคงอยู่ในสภาพที่มีคะแนนนิยมคู่คี่สูสีจนยากลำบากแก่การตัดสินชี้ขาด ในการต่อสู้ช่วงชิงทำเนียบขาวครั้งที่ถือว่ายากลำบากและพลิกผันไปมามากที่สุดในยุคสมัยใหม่ . หน่วยเลือกตั้งในรัฐทางภาคตะวันออก เป็นต้นว่า เวอร์จิเนีย นอร์ทแคโรไลนา และนิวยอร์ก เปิดให้เข้าไปใช้สิทธิตั้งแต่เวลา 06.00 น. (ตรงกับ 18.00 น.เวลาเมืองไทย) โดยคาดหมายกันว่าตลอดทั้งวันจะผู้ไปใช้สิทธิกันหลายสิบล้านคน เพิ่มเติมจากจำนวนกว่า 82 ล้านคนซึ่งไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากันแล้วในช่วงหลายๆ สัปดาห์ก่อนหน้านี้ . ขณะที่ผลลัพธ์สุดท้ายอาจจะยังไม่เป็นที่ทราบกันไปอีกหลายวันทีเดียว ถ้าผลมีความคู่คี่กันมากอย่างที่โพลทั้งหลายบ่งชี้ไว้ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มความตึงเครียดในประเทศที่มีการแตกแยกแบ่งขั้วกันอย่างล้ำลึกอยู่แล้วแห่งนี้ . นอกจากนั้น ยังมีความหวาดกลัวกันว่าจะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย และกระทั่งความรุนแรงขึ้นมา ถ้าหาก ทรัมป์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และท้าทายผลเลือกตั้งอย่างที่เขาเคยกระทำในการเลือกตั้งปี 2020 . ในวันจันทร์ (4) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียง ทั้ง ทรัมป์ และ แฮร์ริส ต่างทำงานอย่างไม่ยอมเหน็ดยอมเหนื่อยเพื่อปลุกเร้าให้ผู้สนับสนุนของพวกเขาออกมาใช้สิทธิที่คูหาเลือกตั้ง ขณะเดียวกับที่พยายามหาทางเอาชนะใจพวกผู้มีสิทธิออกเสียงที่ยังไม่ได้ตัดสินใจคนท้ายๆ โดยเฉพาะในบรรดารัฐสมรภูมิ ซึ่งคาดหมายกันว่าจะเป็นผู้ชี้ขาดผลการแข่งขันคราวนี้ . ทรัมป์ ให้สัญญาจะนำอเมริกาสู่ “ความรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น” ส่วนกมลา แฮร์ริส เรียกร้อง “การเริ่มต้นใหม่” หลังจากอเมริกาถูกครอบงำด้วยวาทกรรมทางการเมืองซึ่งมุ่งปลุกเร้าความเกลียดชังและความรุนแรงของทรัมป์มาเกือบทศวรรษ . รองประธานาธิบดีหญิงจากพรรคเดโมแครตปิดฉากการหาเสียงที่ร็อคกี้สเต็ปส์ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากสำคัญของภาพยนตร์ดัง “ร็อกกี้” ในรัฐเพนซิลเวเนีย 1 ใน 7 รัฐสมรภูมิที่ต้องชนะให้ได้ . แฮร์ริสประกาศว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นการแข่งขันที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกคะแนนเสียงมีความสำคัญ และอ้างอิงถึงหนัง “ร็อกกี้” ว่า ขอยกย่องทุกคนที่เริ่มต้นในฐานะมวยรองแต่สามารถฝ่าฝันสู่ชัยชนะสำเร็จ . ที่ผ่านมา แฮร์ริส ย้ำอยู่เสมอว่า ตนเองเป็นมวยรอง โดยเธอได้ตั๋วชิงทำเนียบขาวในฐานะตัวแทนพรรคเดโมแครตแบบกะทันหัน หลังจากเมื่อ 3 เดือนที่แล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยอมจำนนต่อการกดดันภายในพรรคและขอถอนตัวจากการแข่งขัน . อย่างไรก็ตาม แฮร์ริสยืนยันว่า เธอจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ . ทางด้านทรัมป์พาสมาชิกครอบครัวหลายคนขึ้นเวทีทิ้งทวนการหาเสียงที่เมืองแกรนด์ราปิดส์ รัฐมิชิแกน . อดีตประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันผู้นี้ก็เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกไปลงคะแนนในวันอังคาร (5) เพื่อให้ตนเองสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ประเทศเผชิญอยู่ รวมทั้งพาอเมริกาและโลกสู่ความรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น . การปราศรัยส่งท้ายของทั้งคู่สะท้อนว่า การออกไปใช้สิทธิมีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ โดยทั้งทรัมป์และแฮร์ริสต่างบอกว่า รู้สึกมีกำลังใจจากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าซึ่งสูงถึง 82 ล้านคน และตอนนี้ทั้งคู่จำเป็นต้องระดมผู้สนับสนุนออกไปเลือกตั้งในวันอังคาร . ทั้งนี้ ในการหาเสียงช่วงหลายวันสุดท้าย ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันส่งสาส์นถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งกันคนละประเด็นโดยสิ้นเชิง . ที่เมืองรีดดิ้ง รัฐเพนซิลเวเนีย ทรัมป์ย้ำว่า อเมริกากำลังตกต่ำและตึงเครียดจากปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายที่เขาเรียกว่า “สัตว์” และบรรยายว่า “โหดเหี้ยม” . ด้านแฮร์ริสชูประเด็นต่อต้านการห้ามทำแท้งทั่วอเมริกา และเรียกร้องการเริ่มต้นใหม่ หลังจากอเมริกาถูกครอบงำด้วยวาทกรรมทางการเมืองของทรัมป์มาเกือบทศวรรษ . ถึงแม้มัวหมองจากการถูกตัดสินกระทำผิดคดีอาญา และเรื่องอื้อฉาวที่เหล่าผู้สนับสนุนบุกโจมตีอาคารรัฐสภาเมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่เขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันกับ โจ ไบเดน แต่ต้องถือว่า ทรัมป์ ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อายุมากที่สุด มีข้อได้เปรียบหลายอย่างในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะจากการตามจิกเรื่องเศรษฐกิจซึ่งคนอเมริกันกำลังมีความกังวล โดยเฉพาะเกี่วกับอัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนการใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายที่ได้ใจฐานเสียงปีกขวา . ในทางกลับกัน แฮร์ริสมีเวลาสร้างแคมเปญหาเสียงแค่ 3 เดือน กระนั้นก็ประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อยๆ ในการปลุกเร้าพรรคเดโมแครต รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มหนุ่มสาวและผู้หญิงอย่างชัดเจน . ขณะเดียวกัน ทั่วโลกกำลังตั้งตารอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากจะมีนัยสำคัญต่อวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามในยูเครน รวมถึงการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ทรัมป์กล่าวหาว่า เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง . สถานการณ์เฉพาะหน้าที่น่ากลัวที่สุดคือประชาธิปไตยของอเมริกากำลังจะถูกทดสอบ หากทรัมป์แพ้แต่ไม่ยอมรับเหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่เหล่ากองเชียร์ของเขาบุกโจมตีอาคารรัฐสภา รวมทั้งการที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ถูกลอบสังหารถึง 2 ครั้ง ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงดูเป็นไปได้มากขึ้น . ที่กรุงวอชิงตันมีการติดตั้งรั้วสูงรอบบริเวณที่พักแฮร์ริสและทำเนียบขาว ขณะที่ห้างร้านหลายแห่งนำแผ่นไม้อัดมาตีปิดกระจกด้านหน้า . ทั้งรัฐออริกอน วอชิงตัน และเนวาดา ต่างเรียกกองทหารรักษาดินแดน (เนชั่นแนล การ์ด) เข้ารักษาการณ์ และกระทรวงกลาโหมเผยว่า อย่างน้อย 17 รัฐสั่งให้สมาชิกกองทหารรักษาดินแดนรวม 600 นายเตรียมพร้อมหากจำเป็น . ด้านสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) จัดตั้งศูนย์บัญชาการการเลือกตั้งแห่งชาติในวอชิงตันเพื่อตรวจติดตามภัยคุกคามตลอดสัปดาห์การเลือกตั้ง นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในคูหาเลือกตั้งเกือบ 100,000 แห่งทั่วประเทศ . รันเบ็ก อิเล็กชัน เซอร์วิส ผู้ให้บริการเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยปฏิบัติการเลือกตั้ง ยืนยันข่าวที่ว่า ได้จัดส่งปุ่มกดฉุกเฉิน 1,000 ชุดสำหรับลูกค้าที่รวมถึงพวกหน่วยเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย โดยอุปกรณ์นี้มีขนาดเล็กสามารถห้อยคอหรือเก็บในกระเป๋า ซึ่งจะจับคู่กับมือถือของผู้ใช้ และเชื่อมต่อกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000106742 .............. Sondhi X
    Like
    6
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1907 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทรัมป์-แฮร์ริส ตระเวนปราศรัยตามรัฐสมรภูมิ ในวันสุดท้ายของการหาเสียงศึกชิงทำเนียบขาวที่เต็มไปด้วยดรามา ตั้งแต่การที่ทรัมป์ถูกตัดสินทำผิดอุกฉกรรจ์และถูกลอบสังหารสองครั้งสองหน จนถึงการที่ประธานาธิบดีในตำแหน่งอย่างไบเดนถูกกดดันจนต้องถอนตัวจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ แฮร์ริส เน้นชูประเด็นสนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง ขณะที่ทรัมป์ยังปลุกกระแสว่าถูกโกงเลือกตั้งครั้งที่แล้วและอาจถูกโกงอีกในคราวนี้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมั่นใจว่า ตนเองจะเป็นผู้ชนะ
    .
    รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต วางแผนใช้เวลาทั้งวันจันทร์ (4 พ.ย.) ในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral votes) 19 เสียง มากที่สุดในบรรดา 7 รัฐซึ่งเรียกกันว่าเป็นรัฐสมรภูมิ ที่หมายถึงรัฐที่ยังไม่มีความแน่นอนชัดเจนว่าจะโหวตให้ผู้สมัครคนไหน และดังนั้นจึงกลายเป็นตัวตัดสินทำให้ผู้ชนะมีโอกาสได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งจนเกินครึ่งหนึ่ง หรือ 270 คะแนนจากทั้งประเทศ 538 คะแนน ที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าผู้สมัครคนไหนจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป
    .
    สำหรับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนของพรรครีพับลิกันนั้น มีกำหนดตระเวนหาเสียงใน 3 รัฐสมรภูมิ ได้แก่ นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลเวเนีย และมิชิแกน
    .
    รายงานข่าวระบุว่า มีคนอเมริกันราว 77 ล้านคนแล้วที่ไปลงคะแนนล่วงหน้า แต่แฮร์ริสและทรัมป์ยังคงพยายามผลักดันผู้สนับสนุนอีกหลายล้านคนไปใช้สิทธิในวันอังคาร (5 ) ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งสิ้น
    .
    กล่าวคือหากทรัมป์ชนะจะทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกฟ้องร้องและถูกศาลตัดสินว่าทำผิดอุกฉกรรจ์ในคดีอาญาจากกรณีจ่ายเงินปิดปากดาราหนังปลุกใจเสือป่าในนิวยอร์ก โดยที่การได้กลับสู่ทำเนียบขาวจะทำให้เขามีอำนาจในการยุติการสอบสวนตนเองอีกหลายคดี นอกจากนั้นทรัมป์ยังจะเป็นประธานาธิบดีคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งสองสมัยติดกัน โดยคนก่อนหน้านี้คือ โกรเวอร์ คลีฟแลนด์ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
    .
    ส่วนแฮร์ริสจะได้เป็นประธานาธิบดีหญิงผิวดำที่มีเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกของอเมริกา
    .
    แฮร์ริสจับพลัดจับผลูได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงศึกชิงทำเนียบขาวครั้งนี้ หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน โชว์ผลงานการดีเบตสุดเลวร้ายเมื่อเดือนมิถุนายนจนถูกกดดันหนักและตัดสินใจถอนตัวจากการเลือกตั้ง
    .
    ทางฝั่งทรัมป์รอดหวุดหวิดจากการถูกลอบยิงระหว่างหาเสียงที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ต่อมาในเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่กรมกิจการลับก็สกัดความพยายามลอบสังหารครั้งที่ 2 โดยมือปืนคนหนึ่งที่แอบซุ่มเตรียมปืนไรเฟิลในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งของทรัมป์ในฟลอริดาขณะที่เจ้าตัวกำลังตีกอล์ฟ
    .
    ในส่วนการหาเสียงนั้น แฮร์ริสประกาศตัวเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยเน้นย้ำการสนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง หลังจากศาลสูงสุดได้ตัดสินยกเลิกสิทธิในการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2022 เธอยังตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดเกี่ยวกับบทบาทของทรัมป์ในเหตุการณ์ม็อบบุกโจมตีอาคารรัฐสภาในวันที่ 6 ม.ค. 2021
    .
    รองประธานาธิบดีผู้นี้ยังโจมตีทรัมป์ว่า เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย และไม่นานมานี้ถึงขั้นเรียกทรัมป์ว่า เป็นพวกเผด็จการฟาสซิสต์
    .
    อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองวันสุดท้ายของการหาเสียง แฮร์ริสแทบจะหยุดโจมตีทรัมป์โดยสิ้นเชิง และหันมาให้สัญญาว่า จะแก้ไขปัญหาต่างๆ และหาทางประนีประนอม
    .
    ด้านทรัมป์ปัดฝุ่นสโลแกนยอดฮิตของตัวเอง “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และ “อเมริกาต้องมาก่อน” รวมทั้งยังประกาศจุดยืนแข็งกร้าวในประเด็นคนเข้าเมือง พร้อมโจมตีเดโมแครตเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ และให้คำมั่นฟื้นยุคทองทางเศรษฐกิจ ยุติวิกฤตการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และปิดพรมแดนทางใต้ของอเมริกา
    .
    อย่างไรก็ดี บ่อยครั้งที่ทรัมป์ออกนอกสคริปต์ไปคร่ำครวญเรื่องที่ตัวเองถูกฟ้องหลังจากพยายามล้มล้างชัยชนะในการเลือกตั้งของไบเดนเมื่อปี 2020 และด้อยค่าอเมริกาว่าเป็น “ประเทศที่ล้มเหลว”
    .
    ในวันอาทิตย์ (3 พ.ย.) ทรัมป์กล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานอีกครั้งว่า ระบบการเลือกตั้งของอเมริกากำลังคดโกงตัวเขา และบอกว่า ไม่น่ายอมขนของออกจากทำเนียบขาวหลังการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก่อนโอ้อวดว่า ครั้งนี้จะชนะถล่มทลายจนโกงไม่ได้
    .
    เรื่องที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีแนวโน้มชี้ขาดกันในการโหวตที่ 7 รัฐสมรภูมินั้น สามารถสาวย้อนกลับไปในปี 2016 ซึ่งทรัมป์ชนะได้เป็นประธานาธิบดี ภายหลังมีชัยในรัฐเพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนซิน แต่ในปี 2020 เมื่อเขาเสียทั้ง 3 รัฐนี้ให้ไบเดน เขาก็ตกเป็นฝ่ายแพ้ ทั้งนี้อีก 4 รัฐสมรภูมิที่เหลือ ได้แก่ นอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย แอริโซนา และเนวาดา
    .
    ทรัมป์นั้นเคยชนะในนอร์ทแคโรไลนา 2 ครั้ง และแพ้ในเนวาดา 2 ครั้ง เขาชนะในแอริโซนาและจอร์เจียในปี 2016 แต่แพ้ไบเดนในอีก 4 ปีต่อมา
    .
    ทางด้านทีมหาเสียงของแฮร์ริสแสดงความมั่นใจในระยะไม่กี่วันหลังๆ นี้ โดยชี้ไปที่ข้อมูลการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งผู้ออกเสียงหญิงมาใช้สิทธิในจำนวนเปอร์เซ็นต์สูงกว่าผู้ออกเสียงชายค่อนข้างมาก ตลอดจนผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจมีความโน้มเอียงเลือกแฮร์ริส กระนั้น บรรดาผู้ช่วยของเธออยากให้มองว่า แฮร์ริสยังคงเป็นมวยรอง
    .
    ส่วนทีมหาเสียงของทรัมป์แสดงความมั่นใจไม่แพ้กัน โดยอ้างว่า แนวทางประชานิยมของทรัมป์สามารถดึงดูดหนุ่มสาวและชนชั้นแรงงานจากทุกชาติพันธุ์และสีผิว
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000106360
    ..............
    Sondhi X
    ทรัมป์-แฮร์ริส ตระเวนปราศรัยตามรัฐสมรภูมิ ในวันสุดท้ายของการหาเสียงศึกชิงทำเนียบขาวที่เต็มไปด้วยดรามา ตั้งแต่การที่ทรัมป์ถูกตัดสินทำผิดอุกฉกรรจ์และถูกลอบสังหารสองครั้งสองหน จนถึงการที่ประธานาธิบดีในตำแหน่งอย่างไบเดนถูกกดดันจนต้องถอนตัวจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ แฮร์ริส เน้นชูประเด็นสนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง ขณะที่ทรัมป์ยังปลุกกระแสว่าถูกโกงเลือกตั้งครั้งที่แล้วและอาจถูกโกงอีกในคราวนี้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมั่นใจว่า ตนเองจะเป็นผู้ชนะ . รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต วางแผนใช้เวลาทั้งวันจันทร์ (4 พ.ย.) ในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral votes) 19 เสียง มากที่สุดในบรรดา 7 รัฐซึ่งเรียกกันว่าเป็นรัฐสมรภูมิ ที่หมายถึงรัฐที่ยังไม่มีความแน่นอนชัดเจนว่าจะโหวตให้ผู้สมัครคนไหน และดังนั้นจึงกลายเป็นตัวตัดสินทำให้ผู้ชนะมีโอกาสได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งจนเกินครึ่งหนึ่ง หรือ 270 คะแนนจากทั้งประเทศ 538 คะแนน ที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าผู้สมัครคนไหนจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป . สำหรับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนของพรรครีพับลิกันนั้น มีกำหนดตระเวนหาเสียงใน 3 รัฐสมรภูมิ ได้แก่ นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลเวเนีย และมิชิแกน . รายงานข่าวระบุว่า มีคนอเมริกันราว 77 ล้านคนแล้วที่ไปลงคะแนนล่วงหน้า แต่แฮร์ริสและทรัมป์ยังคงพยายามผลักดันผู้สนับสนุนอีกหลายล้านคนไปใช้สิทธิในวันอังคาร (5 ) ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งสิ้น . กล่าวคือหากทรัมป์ชนะจะทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกฟ้องร้องและถูกศาลตัดสินว่าทำผิดอุกฉกรรจ์ในคดีอาญาจากกรณีจ่ายเงินปิดปากดาราหนังปลุกใจเสือป่าในนิวยอร์ก โดยที่การได้กลับสู่ทำเนียบขาวจะทำให้เขามีอำนาจในการยุติการสอบสวนตนเองอีกหลายคดี นอกจากนั้นทรัมป์ยังจะเป็นประธานาธิบดีคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งสองสมัยติดกัน โดยคนก่อนหน้านี้คือ โกรเวอร์ คลีฟแลนด์ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 . ส่วนแฮร์ริสจะได้เป็นประธานาธิบดีหญิงผิวดำที่มีเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกของอเมริกา . แฮร์ริสจับพลัดจับผลูได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงศึกชิงทำเนียบขาวครั้งนี้ หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน โชว์ผลงานการดีเบตสุดเลวร้ายเมื่อเดือนมิถุนายนจนถูกกดดันหนักและตัดสินใจถอนตัวจากการเลือกตั้ง . ทางฝั่งทรัมป์รอดหวุดหวิดจากการถูกลอบยิงระหว่างหาเสียงที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ต่อมาในเดือนกันยายน เจ้าหน้าที่กรมกิจการลับก็สกัดความพยายามลอบสังหารครั้งที่ 2 โดยมือปืนคนหนึ่งที่แอบซุ่มเตรียมปืนไรเฟิลในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งของทรัมป์ในฟลอริดาขณะที่เจ้าตัวกำลังตีกอล์ฟ . ในส่วนการหาเสียงนั้น แฮร์ริสประกาศตัวเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยเน้นย้ำการสนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง หลังจากศาลสูงสุดได้ตัดสินยกเลิกสิทธิในการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2022 เธอยังตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดเกี่ยวกับบทบาทของทรัมป์ในเหตุการณ์ม็อบบุกโจมตีอาคารรัฐสภาในวันที่ 6 ม.ค. 2021 . รองประธานาธิบดีผู้นี้ยังโจมตีทรัมป์ว่า เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย และไม่นานมานี้ถึงขั้นเรียกทรัมป์ว่า เป็นพวกเผด็จการฟาสซิสต์ . อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองวันสุดท้ายของการหาเสียง แฮร์ริสแทบจะหยุดโจมตีทรัมป์โดยสิ้นเชิง และหันมาให้สัญญาว่า จะแก้ไขปัญหาต่างๆ และหาทางประนีประนอม . ด้านทรัมป์ปัดฝุ่นสโลแกนยอดฮิตของตัวเอง “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และ “อเมริกาต้องมาก่อน” รวมทั้งยังประกาศจุดยืนแข็งกร้าวในประเด็นคนเข้าเมือง พร้อมโจมตีเดโมแครตเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ และให้คำมั่นฟื้นยุคทองทางเศรษฐกิจ ยุติวิกฤตการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และปิดพรมแดนทางใต้ของอเมริกา . อย่างไรก็ดี บ่อยครั้งที่ทรัมป์ออกนอกสคริปต์ไปคร่ำครวญเรื่องที่ตัวเองถูกฟ้องหลังจากพยายามล้มล้างชัยชนะในการเลือกตั้งของไบเดนเมื่อปี 2020 และด้อยค่าอเมริกาว่าเป็น “ประเทศที่ล้มเหลว” . ในวันอาทิตย์ (3 พ.ย.) ทรัมป์กล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานอีกครั้งว่า ระบบการเลือกตั้งของอเมริกากำลังคดโกงตัวเขา และบอกว่า ไม่น่ายอมขนของออกจากทำเนียบขาวหลังการเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก่อนโอ้อวดว่า ครั้งนี้จะชนะถล่มทลายจนโกงไม่ได้ . เรื่องที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีมีแนวโน้มชี้ขาดกันในการโหวตที่ 7 รัฐสมรภูมินั้น สามารถสาวย้อนกลับไปในปี 2016 ซึ่งทรัมป์ชนะได้เป็นประธานาธิบดี ภายหลังมีชัยในรัฐเพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนซิน แต่ในปี 2020 เมื่อเขาเสียทั้ง 3 รัฐนี้ให้ไบเดน เขาก็ตกเป็นฝ่ายแพ้ ทั้งนี้อีก 4 รัฐสมรภูมิที่เหลือ ได้แก่ นอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย แอริโซนา และเนวาดา . ทรัมป์นั้นเคยชนะในนอร์ทแคโรไลนา 2 ครั้ง และแพ้ในเนวาดา 2 ครั้ง เขาชนะในแอริโซนาและจอร์เจียในปี 2016 แต่แพ้ไบเดนในอีก 4 ปีต่อมา . ทางด้านทีมหาเสียงของแฮร์ริสแสดงความมั่นใจในระยะไม่กี่วันหลังๆ นี้ โดยชี้ไปที่ข้อมูลการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งผู้ออกเสียงหญิงมาใช้สิทธิในจำนวนเปอร์เซ็นต์สูงกว่าผู้ออกเสียงชายค่อนข้างมาก ตลอดจนผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจมีความโน้มเอียงเลือกแฮร์ริส กระนั้น บรรดาผู้ช่วยของเธออยากให้มองว่า แฮร์ริสยังคงเป็นมวยรอง . ส่วนทีมหาเสียงของทรัมป์แสดงความมั่นใจไม่แพ้กัน โดยอ้างว่า แนวทางประชานิยมของทรัมป์สามารถดึงดูดหนุ่มสาวและชนชั้นแรงงานจากทุกชาติพันธุ์และสีผิว . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000106360 .............. Sondhi X
    Like
    3
    0 ความคิดเห็น 1 การแบ่งปัน 1935 มุมมอง 0 รีวิว
  • โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในวันอาทิตย์ (3 พ.ย.) เน้นย้ำคำกล่าวอ้างของเขาเกี่ยวกับการโกงคะแนนโหวตในรัฐสมรภูมิต่างๆ ในขณะที่เขาและคู่แข่งอย่าง กมลา แฮร์ริส จากเดโมแครต ใช้ช่วงเวลา 48 ชั่วโมงสุดท้าย ของการรณรงค์หาเสียง ระดมเสียงสนับสนุนในเป้าหมายคว้าชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่คู่คี่สูสีที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์
    .
    คาดหมายว่าศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้จะเป็นไปอย่างสูสีมากๆ โดยผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ พบว่าจนถึง ณ ขณะนี้มีอยู่หลายรัฐที่คะแนนนิยมของทั้งคู่ยังคงใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา
    .
    ขณะเดียวกัน พบว่าจนถึงตอนนี้มีผู้ใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าไปแล้วกว่า 77.3 ล้านคน ก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันอังคาร (5 พ.ย.) มากกว่าครึ่งของจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในปี 2020
    .
    ในขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงวันเลือกตั้ง เป็นอีกครั้งที่ ทรัมป์ บ่งชี้ว่าเขาอาจไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และใช้วาทกรรมเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม และสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่าแม้ไม่มีหลักฐานสำคัญใดๆ เกี่ยวกับการโกงเลือกตั้งในสหรัฐฯ แต่ ทรัมป์ อ้างว่าพวกเดโมแครตในรัฐเพนซิลเวเนีย รัฐสมรภูมิ กำลังทำงานอย่างหนักในการขโมยผลการเลือกตั้ง
    .
    นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังแสดงความขุ่นเคืองบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายที่มักรายงานในสิ่งที่เขาเรียกว่า "ข่าวปลอม" เล่นงานเขาเป็นประจำ โดย ทรัมป์ บอกกับบรรดาผู้สนับสนุนว่า จะไม่ว่าอะไรหากมีผู้สื่อข่าวรายหนึ่งถูกยิงบ้าง
    .
    ระหว่างการปราศรัยหาเสียงเป็นเวลา 90 นาที ทรัมป์ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่เขาเกือบเสียชีวิตในเหตุลอบสังหารเมื่อเดือนกรกฎาคม พร้อมระบุว่าสำหรับเขาแล้ว หากถูกยิงอีกรอบ คราวนี้กระสุนควรจะพุ่งผ่านกลุ่มสื่อมวลชน "สำหรับผม หากมีใครถูกยิงจากการนำเสนอข่าวปลอม ผมไม่ว่าอะไรหรอก ผมไม่แคร์ด้วย" เขาพูดไปหัวเราะไป
    .
    ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น แฮร์ริส ได้ไปร่วมพิธีที่โบสถ์แห่งหน่ง ที่มีชาวผิวสีเป็นชนกลุ่มใหญ่ ในเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน และใช้โอกาสนี้เรียกร้องอเมริกันชน ก้าวข้าม ทรัมป์ "ขอพวกเราจงก้าวไปข้างหน้า และเขียนบทตอนถัดไปในประวัติศาสตร์ของเรา" รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ "ขณะที่เรารู้ดีว่ามีคนที่กำลังหาทางสร้างความแตกแยกหนักหน่วงขึ้น หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง และก่อความวุ่นวาย ในช่วงเวลาที่ประเทศของเราเต็มไปด้วยการเมืองที่แตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากมายเหลือเกิน"
    .
    แฮร์ริส เรียกคำกล่าวหาของทรัมป์ เกี่ยวกับการโกงเลือกตั้งว่าเป็นความพยายามทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคะแนนโหวตของพวกเขานั้นไม่มีความสำคัญ "ระบบต่างๆ ที่ใช้ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ในปี 2024 มีความซื่อตรง" เธอกล่าว "และประชาชนจะเป็นคนตัดสินผลการเลือกตั้ง"
    .
    เหมือนกับเพนซิลเวเนีย ในรัฐมิชิแกน อีกรัฐสมรภูมิก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน ทรัมป์ เคยพลิกเอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน ในป้อมปราการของเดโมแครตแห่งนี้ ในศึกเลือกตั้งปี 2016 แต่ ไบเดน นำพารัฐแห่งนี้กลับมาเป็นป้อมปราการของเดโมแครตอีกรอบในปี 2020 ได้แรงหนุนจากผู้มีสิทธิออกเสียงแรงงานสหภาพและคนผิวสี
    .
    อย่างไรก็ตาม คราวนี้ แฮร์ริส กำลังเสี่ยงสูญเสียแรงสนับสนุนจากชุมชนอเมริกันเชื้อสายอาหรับที่มีอยู่กว่า 200,000 คน ที่ประณามแนวทางของไบเดน ในการจัดการสงครามอิสราเอล-ฮามาส ในกาซา
    .
    สถานการณ์การเลือกตั้งเวลานี้ มีรายงานระบุว่า ชาวอเมริกัน 75 ล้านคนไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของรีลเคลียร์โพลิติกส์จนถึงค่ำวันเสาร์ระบุว่า ทั้งทรัมป์และแฮร์ริสไม่มีใครนำใครเกิน 3 จุดในรัฐหนึ่งรัฐใดใน 7 รัฐสมรภูมิที่จะเป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้ง
    .
    บรรดาผู้สนับสนุนรีพับลิกันให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า พร้อมโยนความสงสัยเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งทิ้งทันที ถ้าทรัมป์ชนะแบบแลนด์สไลด์
    .
    เชิร์ล วัย 39 ปีที่ทำงานในองค์กรไม่หวังผลกำไรแห่งหนึ่งบอกว่า เธอคง “สงสัย” ถ้าผลเลือกตั้งออกมาว่า แฮร์ริสชนะ แต่จะ “มั่นใจมาก” ถ้าผลออกมาว่า ทรัมป์ชนะ
    .
    “เพราะพระเจ้าลิขิตมาแล้วให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี พวกเราแค่รอเท่านั้น”
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000105983
    ..............
    Sondhi X
    โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในวันอาทิตย์ (3 พ.ย.) เน้นย้ำคำกล่าวอ้างของเขาเกี่ยวกับการโกงคะแนนโหวตในรัฐสมรภูมิต่างๆ ในขณะที่เขาและคู่แข่งอย่าง กมลา แฮร์ริส จากเดโมแครต ใช้ช่วงเวลา 48 ชั่วโมงสุดท้าย ของการรณรงค์หาเสียง ระดมเสียงสนับสนุนในเป้าหมายคว้าชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่คู่คี่สูสีที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์ . คาดหมายว่าศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้จะเป็นไปอย่างสูสีมากๆ โดยผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ พบว่าจนถึง ณ ขณะนี้มีอยู่หลายรัฐที่คะแนนนิยมของทั้งคู่ยังคงใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา . ขณะเดียวกัน พบว่าจนถึงตอนนี้มีผู้ใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้าไปแล้วกว่า 77.3 ล้านคน ก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันอังคาร (5 พ.ย.) มากกว่าครึ่งของจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในปี 2020 . ในขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงวันเลือกตั้ง เป็นอีกครั้งที่ ทรัมป์ บ่งชี้ว่าเขาอาจไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และใช้วาทกรรมเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม และสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่าแม้ไม่มีหลักฐานสำคัญใดๆ เกี่ยวกับการโกงเลือกตั้งในสหรัฐฯ แต่ ทรัมป์ อ้างว่าพวกเดโมแครตในรัฐเพนซิลเวเนีย รัฐสมรภูมิ กำลังทำงานอย่างหนักในการขโมยผลการเลือกตั้ง . นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังแสดงความขุ่นเคืองบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายที่มักรายงานในสิ่งที่เขาเรียกว่า "ข่าวปลอม" เล่นงานเขาเป็นประจำ โดย ทรัมป์ บอกกับบรรดาผู้สนับสนุนว่า จะไม่ว่าอะไรหากมีผู้สื่อข่าวรายหนึ่งถูกยิงบ้าง . ระหว่างการปราศรัยหาเสียงเป็นเวลา 90 นาที ทรัมป์ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่เขาเกือบเสียชีวิตในเหตุลอบสังหารเมื่อเดือนกรกฎาคม พร้อมระบุว่าสำหรับเขาแล้ว หากถูกยิงอีกรอบ คราวนี้กระสุนควรจะพุ่งผ่านกลุ่มสื่อมวลชน "สำหรับผม หากมีใครถูกยิงจากการนำเสนอข่าวปลอม ผมไม่ว่าอะไรหรอก ผมไม่แคร์ด้วย" เขาพูดไปหัวเราะไป . ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น แฮร์ริส ได้ไปร่วมพิธีที่โบสถ์แห่งหน่ง ที่มีชาวผิวสีเป็นชนกลุ่มใหญ่ ในเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน และใช้โอกาสนี้เรียกร้องอเมริกันชน ก้าวข้าม ทรัมป์ "ขอพวกเราจงก้าวไปข้างหน้า และเขียนบทตอนถัดไปในประวัติศาสตร์ของเรา" รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ "ขณะที่เรารู้ดีว่ามีคนที่กำลังหาทางสร้างความแตกแยกหนักหน่วงขึ้น หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง และก่อความวุ่นวาย ในช่วงเวลาที่ประเทศของเราเต็มไปด้วยการเมืองที่แตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากมายเหลือเกิน" . แฮร์ริส เรียกคำกล่าวหาของทรัมป์ เกี่ยวกับการโกงเลือกตั้งว่าเป็นความพยายามทำให้ผู้คนรู้สึกว่าคะแนนโหวตของพวกเขานั้นไม่มีความสำคัญ "ระบบต่างๆ ที่ใช้ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ในปี 2024 มีความซื่อตรง" เธอกล่าว "และประชาชนจะเป็นคนตัดสินผลการเลือกตั้ง" . เหมือนกับเพนซิลเวเนีย ในรัฐมิชิแกน อีกรัฐสมรภูมิก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน ทรัมป์ เคยพลิกเอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน ในป้อมปราการของเดโมแครตแห่งนี้ ในศึกเลือกตั้งปี 2016 แต่ ไบเดน นำพารัฐแห่งนี้กลับมาเป็นป้อมปราการของเดโมแครตอีกรอบในปี 2020 ได้แรงหนุนจากผู้มีสิทธิออกเสียงแรงงานสหภาพและคนผิวสี . อย่างไรก็ตาม คราวนี้ แฮร์ริส กำลังเสี่ยงสูญเสียแรงสนับสนุนจากชุมชนอเมริกันเชื้อสายอาหรับที่มีอยู่กว่า 200,000 คน ที่ประณามแนวทางของไบเดน ในการจัดการสงครามอิสราเอล-ฮามาส ในกาซา . สถานการณ์การเลือกตั้งเวลานี้ มีรายงานระบุว่า ชาวอเมริกัน 75 ล้านคนไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของรีลเคลียร์โพลิติกส์จนถึงค่ำวันเสาร์ระบุว่า ทั้งทรัมป์และแฮร์ริสไม่มีใครนำใครเกิน 3 จุดในรัฐหนึ่งรัฐใดใน 7 รัฐสมรภูมิที่จะเป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้ง . บรรดาผู้สนับสนุนรีพับลิกันให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า พร้อมโยนความสงสัยเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งทิ้งทันที ถ้าทรัมป์ชนะแบบแลนด์สไลด์ . เชิร์ล วัย 39 ปีที่ทำงานในองค์กรไม่หวังผลกำไรแห่งหนึ่งบอกว่า เธอคง “สงสัย” ถ้าผลเลือกตั้งออกมาว่า แฮร์ริสชนะ แต่จะ “มั่นใจมาก” ถ้าผลออกมาว่า ทรัมป์ชนะ . “เพราะพระเจ้าลิขิตมาแล้วให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี พวกเราแค่รอเท่านั้น” . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000105983 .............. Sondhi X
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1543 มุมมอง 0 รีวิว
  • ส่อแวววุ่น!! กล่องลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าของสหรัฐถูกลอบวางเพลิง!

    นี่ถือเป็นสัญญาณแห่งความวุ่นวายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะมีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ ในประเทศที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นประชาธิปไตย ที่ยึดถือเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในการบริหารประเทศ

    สหรัฐฯ กำลังเร่งสอบสวนเหตุเพลิงไหม้กล่องลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ในรัฐวอชิงตัน และออริกอน โดยเชื่อว่า เกิดจากมีผู้หย่อนอุปกรณ์จุดไฟลงไปในกล่อง โชคยังดีที่ระบบดับเพลิงภายในกล่อง ช่วยลดความเสียหายของบัตรลงคะแนนเสียงได้ส่วนหนึ่ง

    ขณะที่ ในรัฐวอชิงตัน เกิดเหตุลักษณะเดียวกัน ที่จุดตั้งกล่องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าในเมือง"แวนคูเวอร์" ทำให้บัตรลงคะแนนเสียหายไปหลายร้อยใบ

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า ทั้งสองเหตุการณ์มีความเชื่องโยงกัน และได้เผยภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิด ซึ่งแสดงให้เห็นรถยนต์วอลโว่ S-60 สีดำหรือสีเข้ม รุ่นปี 2001-2004 จอดอยู่ข้างๆ กล่องลงคะแนนเสียง ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ตามมา ซึ่งขณะนี้ กำลังเร่งสืบสวนหามือก่อเหตุ โดยหวังว่าจะมีใครจำรถคันนี้ได้
    ส่อแวววุ่น!! กล่องลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าของสหรัฐถูกลอบวางเพลิง! นี่ถือเป็นสัญญาณแห่งความวุ่นวายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะมีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ ในประเทศที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นประชาธิปไตย ที่ยึดถือเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในการบริหารประเทศ สหรัฐฯ กำลังเร่งสอบสวนเหตุเพลิงไหม้กล่องลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ในรัฐวอชิงตัน และออริกอน โดยเชื่อว่า เกิดจากมีผู้หย่อนอุปกรณ์จุดไฟลงไปในกล่อง โชคยังดีที่ระบบดับเพลิงภายในกล่อง ช่วยลดความเสียหายของบัตรลงคะแนนเสียงได้ส่วนหนึ่ง ขณะที่ ในรัฐวอชิงตัน เกิดเหตุลักษณะเดียวกัน ที่จุดตั้งกล่องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าในเมือง"แวนคูเวอร์" ทำให้บัตรลงคะแนนเสียหายไปหลายร้อยใบ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า ทั้งสองเหตุการณ์มีความเชื่องโยงกัน และได้เผยภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิด ซึ่งแสดงให้เห็นรถยนต์วอลโว่ S-60 สีดำหรือสีเข้ม รุ่นปี 2001-2004 จอดอยู่ข้างๆ กล่องลงคะแนนเสียง ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ตามมา ซึ่งขณะนี้ กำลังเร่งสืบสวนหามือก่อเหตุ โดยหวังว่าจะมีใครจำรถคันนี้ได้
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 426 มุมมอง 0 รีวิว
  • อภิมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ประกาศแจกเงินวันละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ให้คนที่ลงชื่อในคำร้องออนไลน์ของเขา เกี่ยวกับการสนับสนุนรัฐธรรมนูญอเมริกา แต่ด้วยพิธีมอบรางวัลเป็นครั้งแรกจัดขึ้นที่กิจกรรมของพีเอซี องค์กรความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสนับสนุนการหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ มันจึงก่อคำถามต่างๆ เกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายของการแจกเงินดังกล่าว
    .
    มัสก์ มอบเช็คมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ แก่ผู้เข้าร่วมงานรายหนึ่ง ในกิจกรรมของพีเอซี ในเมืองแฮร์ริสเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีเป้าหมายระดมเสียงสนับสนับสนุนหนุนหลัง ทรัมป์ และผู้คว้าเงินดังกล่าวมีชื่อว่านายจอห์น เดรเฮอร์ อ้างอิงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงาน "ว่าแต่ คุณจอห์นไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ยังไงก็ยินดีด้วยนะครับ" มัสก์พูดติดตลกขณะยื่นเช็คให้เดรเฮอร์
    .
    สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า เงินก้อนนี้เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่ามัสก์กำลังใช้ความมั่งคั่งมหาศาลของเขาเพื่อชี้นำการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังเป็นไปอย่างดุเดือด ระหว่างทรัมป์ กับรองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต
    .
    มัสก์ ได้ก่อตั้งกลุ่ม America PAC ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการหาเสียงของทรัมป์ หน้าที่หลักๆ ขององค์กรนี้คือการระดมคนไปลงทะเบียนเลือกตั้งในรัฐสมรภูมิ ซึ่งหมายถึงรัฐที่ผลการเลือกตั้งคาดเดาได้ยากว่าจะเทไปทางพรรคใด อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณต่างๆ บ่งชี้ว่าพวกเขากำลังประสบปัญหาในการทำให้ได้ตามเป้าหมาย
    .
    จอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ให้สัมภาษณ์กับรายการ "มีท เดอะ เกรส" ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี ในวันอาทิตย์ (20 ต.ค.) ว่าแผนของมัสก์ ในการมอบเงินแก่ผู้มีสิทธิออกเสียงในเพนซิลเวเนีย "ก่อความกังวลใหญ่หลวง" และ "มันเป็นอะไรบางอย่างที่พวกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอาจทำการตรวจสอบ"
    .
    ข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายของการจ่ายเงินดังกล่าว ผุดขึ้นมาไม่หยุดในวันเสาร์ (19 ต.ค.) ในขณะที่พวกเชี่ยวชาญทางกฎหมายชี้ว่ามีหลายมาตราของกฎหมายรัฐบาลกลางที่ห้ามจ่ายเงินแก่ผู้มีสิทธิออกเสียง
    .
    การจ่ายเงินผู้คนโดยมีเจตนาชักนำหรือให้รางวัลแก่บุคคลนั้นๆ สำหรับลงคะแนนโหวตและลงทะเบียยโหวต ถือเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายรัฐบาลกลาง และมีบทลงโทษถึงขั้นจำคุก โดยข้อห้ามนั้นไม่ใช่ครอบคลุมเฉพาะการจ่ายเงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งของมีค่าอื่นๆ อย่างเช่นสุราหรือลอตเตอรี่
    .
    กิจกรรมในเมืองแฮร์ริสเบิร์ก ถือเป็นวันที่ 3 ในรอบหลายวันที่จัดขึ้นในเพนซิลเวเนีย รัฐที่ทาง มัสก์ กำลังวาดภาพศึกเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ว่าเป็นศึกครั้งสำคัญ และกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า รวมถึงชักชวนคนอื่นๆ ให้ทำแบบเดียวกัน
    .
    เขาบอกในวันเสาร์ (19 ต.ค.) ว่า ถ้า แฮร์ริส เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ มันจะเป็นศึกเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ
    .
    มัสก์ ยังกล่าวด้วยว่า การที่มีคนพยายามลอบสังหารทรัมป์ถึงสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าทรัมป์เป็นผู้นำที่กล้าท้าทายและเปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆ ในแบบที่แฮร์ริสไม่มีวันทำได้ และการที่ไม่มีใครคิดจะลอบสังหารแฮร์ริสนั้น ก็เพราะเธอเป็นแค่หุ่นเชิด
    .
    ในคำร้องทางออนไลน์ที่มัสก์ขอให้ประชาชนร่วมลงชื่อ มีใจความว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 1 และ 2 รับรองเสรีภาพในการพูดและสิทธิในการครอบครองอาวุธ ด้วยการลงชื่อด้านล่างนี้หมายความว่าข้าพเจ้าประกาศสนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 1 และ 2"
    .
    บรรดาผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเสาร์ (19 ต.ค.) จำเป็นต้องลงนามในคำร้องดังกล่าว ซึ่งเปิดทางให้ทาง America PAC รวบรวมรายละเอียดการติดต่อของบรรดาผู้สิทธิเลือกตั้งที่มีแนวโน้มสนับสนุนทรัมป์ เพื่อใช้ข้อมูลการติดต่อนี้สำหรับโน้มน้าวและกระตุ้นให้พวกเขาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้ทรัมป์
    .
    สำหรับ มัสก์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน จนถึงตอนนี้ได้มอบทุนแก่ทาง America PAC ไปแล้วอย่างน้อย 75 ล้านดอลลาร์ ทำให้ทางกลุ่มเป็นส่วนสำคัญยิ่งในความพยายามของทรัมป์ ในการกลับสู่ทำเนียบขาวอีกสมัย
    .
    มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ได้ยกระดับสนับสนุนพรรครีพับลิกันมากขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ถึงขั้นกลายมาเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างเปิดเผย
    .
    ในทางกลับกัน ทางฝั่งทรัมป์ก็รับปากว่า ถ้าได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกสมัย เขาจะแต่งตั้งมัสก์ให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000101221
    ..............
    Sondhi X
    อภิมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ประกาศแจกเงินวันละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ให้คนที่ลงชื่อในคำร้องออนไลน์ของเขา เกี่ยวกับการสนับสนุนรัฐธรรมนูญอเมริกา แต่ด้วยพิธีมอบรางวัลเป็นครั้งแรกจัดขึ้นที่กิจกรรมของพีเอซี องค์กรความเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสนับสนุนการหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ มันจึงก่อคำถามต่างๆ เกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายของการแจกเงินดังกล่าว . มัสก์ มอบเช็คมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ แก่ผู้เข้าร่วมงานรายหนึ่ง ในกิจกรรมของพีเอซี ในเมืองแฮร์ริสเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีเป้าหมายระดมเสียงสนับสนับสนุนหนุนหลัง ทรัมป์ และผู้คว้าเงินดังกล่าวมีชื่อว่านายจอห์น เดรเฮอร์ อ้างอิงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงาน "ว่าแต่ คุณจอห์นไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ยังไงก็ยินดีด้วยนะครับ" มัสก์พูดติดตลกขณะยื่นเช็คให้เดรเฮอร์ . สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า เงินก้อนนี้เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่ามัสก์กำลังใช้ความมั่งคั่งมหาศาลของเขาเพื่อชี้นำการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังเป็นไปอย่างดุเดือด ระหว่างทรัมป์ กับรองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต . มัสก์ ได้ก่อตั้งกลุ่ม America PAC ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการหาเสียงของทรัมป์ หน้าที่หลักๆ ขององค์กรนี้คือการระดมคนไปลงทะเบียนเลือกตั้งในรัฐสมรภูมิ ซึ่งหมายถึงรัฐที่ผลการเลือกตั้งคาดเดาได้ยากว่าจะเทไปทางพรรคใด อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณต่างๆ บ่งชี้ว่าพวกเขากำลังประสบปัญหาในการทำให้ได้ตามเป้าหมาย . จอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ให้สัมภาษณ์กับรายการ "มีท เดอะ เกรส" ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี ในวันอาทิตย์ (20 ต.ค.) ว่าแผนของมัสก์ ในการมอบเงินแก่ผู้มีสิทธิออกเสียงในเพนซิลเวเนีย "ก่อความกังวลใหญ่หลวง" และ "มันเป็นอะไรบางอย่างที่พวกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอาจทำการตรวจสอบ" . ข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายของการจ่ายเงินดังกล่าว ผุดขึ้นมาไม่หยุดในวันเสาร์ (19 ต.ค.) ในขณะที่พวกเชี่ยวชาญทางกฎหมายชี้ว่ามีหลายมาตราของกฎหมายรัฐบาลกลางที่ห้ามจ่ายเงินแก่ผู้มีสิทธิออกเสียง . การจ่ายเงินผู้คนโดยมีเจตนาชักนำหรือให้รางวัลแก่บุคคลนั้นๆ สำหรับลงคะแนนโหวตและลงทะเบียยโหวต ถือเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายรัฐบาลกลาง และมีบทลงโทษถึงขั้นจำคุก โดยข้อห้ามนั้นไม่ใช่ครอบคลุมเฉพาะการจ่ายเงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งของมีค่าอื่นๆ อย่างเช่นสุราหรือลอตเตอรี่ . กิจกรรมในเมืองแฮร์ริสเบิร์ก ถือเป็นวันที่ 3 ในรอบหลายวันที่จัดขึ้นในเพนซิลเวเนีย รัฐที่ทาง มัสก์ กำลังวาดภาพศึกเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ว่าเป็นศึกครั้งสำคัญ และกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า รวมถึงชักชวนคนอื่นๆ ให้ทำแบบเดียวกัน . เขาบอกในวันเสาร์ (19 ต.ค.) ว่า ถ้า แฮร์ริส เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ มันจะเป็นศึกเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ . มัสก์ ยังกล่าวด้วยว่า การที่มีคนพยายามลอบสังหารทรัมป์ถึงสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าทรัมป์เป็นผู้นำที่กล้าท้าทายและเปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆ ในแบบที่แฮร์ริสไม่มีวันทำได้ และการที่ไม่มีใครคิดจะลอบสังหารแฮร์ริสนั้น ก็เพราะเธอเป็นแค่หุ่นเชิด . ในคำร้องทางออนไลน์ที่มัสก์ขอให้ประชาชนร่วมลงชื่อ มีใจความว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 1 และ 2 รับรองเสรีภาพในการพูดและสิทธิในการครอบครองอาวุธ ด้วยการลงชื่อด้านล่างนี้หมายความว่าข้าพเจ้าประกาศสนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 1 และ 2" . บรรดาผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเสาร์ (19 ต.ค.) จำเป็นต้องลงนามในคำร้องดังกล่าว ซึ่งเปิดทางให้ทาง America PAC รวบรวมรายละเอียดการติดต่อของบรรดาผู้สิทธิเลือกตั้งที่มีแนวโน้มสนับสนุนทรัมป์ เพื่อใช้ข้อมูลการติดต่อนี้สำหรับโน้มน้าวและกระตุ้นให้พวกเขาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้ทรัมป์ . สำหรับ มัสก์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน จนถึงตอนนี้ได้มอบทุนแก่ทาง America PAC ไปแล้วอย่างน้อย 75 ล้านดอลลาร์ ทำให้ทางกลุ่มเป็นส่วนสำคัญยิ่งในความพยายามของทรัมป์ ในการกลับสู่ทำเนียบขาวอีกสมัย . มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ได้ยกระดับสนับสนุนพรรครีพับลิกันมากขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ถึงขั้นกลายมาเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างเปิดเผย . ในทางกลับกัน ทางฝั่งทรัมป์ก็รับปากว่า ถ้าได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกสมัย เขาจะแต่งตั้งมัสก์ให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000101221 .............. Sondhi X
    Like
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1469 มุมมอง 0 รีวิว
  • แฮร์ริส-ทรัมป์ขนเซเลบขึ้นเวทีช่วยหาเสียง โดยต่างฝ่ายโจมตีกันเรื่องความอึด และเรียกร้องผู้ลงคะแนนล่วงหน้าในรัฐสมรภูมิโหวตให้ตนเองในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สูสีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
    .
    ในการหาเสียงที่ดีทรอยต์ และแอตแลนตา รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส ชวนป็อปสตาร์ ลิซโซ และอัชเชอร์ขึ้นเวทีอุ่นเครื่องให้ฝูงชน พร้อมโจมตีโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งในศึกชิงทำเนียบขาวจากพรรครีพับลิกันว่า อ่อนระโหยโรยแรงและไร้สติ
    .
    อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ท้าทายคำกล่าวหาดังกล่าวด้วยการปราศรัยมาราธอนในเพนซิลเวเนีย ขณะที่อีลอน มัสก์ นักธุรกิจชื่อดัง ช่วยหาเสียงให้ทรัมป์ในเมืองอื่นในรัฐเดียวกัน
    .
    แคนดิเดตทั้งคู่ต่อสู้กันดุเดือดในทุกด้านเพื่อแย่งชิงการสนับสนุนในการแข่งขันที่โพลบ่งชี้ว่า คู่คี่สูสีกันมากขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์จะถึงวันเลือกตั้ง
    .
    แฮร์ริสประกาศกับผู้มีสิทธิออกเสียงในดีทรอยต์ว่า แคมเปญหาเสียงของทรัมป์ทำลายตัวเอง พร้อมย้ำว่า จะลงทุนในชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลาง และเสริมว่า สิ่งที่วัดความแข็งแกร่งของผู้นำที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราพยายามเอาชนะใคร แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครที่เราจะสนับสนุน
    .
    ต่อมาระหว่างหาเสียงที่แอตแลนตา แฮร์ริสกล่าวหาทรัมป์ วัย 78 ปี หนีการดีเบตและยกเลิกการให้สัมภาษณ์เพราะหมดแรง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เวลาที่ต้องตอบคำถามหรือปราศรัยในการหาเสียง ทรัมป์มักพูดเรื่อยเปื่อยนอกสคริปต์ ซึ่งไม่ใช่เป็นการร้อยเรียงข้อความอย่างที่เจ้าตัวพยายามแก้ต่าง แต่เป็นการพูดจาเลื่อนเปื้อนไร้สาระ
    .
    ลิซโซที่ไปขึ้นเวทีสนับสนุนแฮร์ริส กล่าวกับฝูงชนว่า ทุกคนสมควรมีประธานาธิบดีที่รับฟัง เคารพสิทธิในการประท้วง และเข้าใจว่า งานของตัวเองคือการรับใช้ประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แฮร์ริสนำเสนอ ก่อนทิ้งท้ายว่า อเมริกายิ่งกว่าพร้อมที่จะมีประธานาธิบดีหญิง
    .
    ขณะที่อัชเชอร์ หนึ่งในศิลปินแถวหน้าของเมืองแอตแลนตา ประกาศฝากความหวังกับฝูงชนในการนำแฮร์ริสเข้าสู่เส้นชัยในรัฐจอร์เจีย
    .
    ทางด้านทรัมป์เริ่มการหาเสียงด้วยการปราศรัยยาวเหยียดนานกว่า 90 นาที ซึ่งเริ่มต้นด้วยการพูดคนเดียวเกี่ยวกับอาร์โนลด์ ปาล์มเมอร์ นักกอล์ฟที่ถูกนำชื่อมาตั้งเป็นชื่อสนามบินในเมืองลาโทรบ รัฐเพนซิเวเนีย ที่ตัวเขากำลังหาเสียงอยู่
    .
    หลังจากนั้นทรัมป์จึงเริ่มพฤติกรรมเดิมคือพูดไปเรื่อยที่รวมถึงการโจมตีผู้อพยพ การใส่ร้ายแฮร์ริส และการกล่าวอ้างเท็จซ้ำๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2020 นอกจากนั้น ทรัมป์ยังพยายามดึงดูดชนชั้นกลางด้วยการนำพนักงานโรงงานเหล็กกล้าหลายคนขึ้นเวที
    .
    อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ยังย้ำความสำคัญของตัวแทนคณะผู้เลือกตั้งในรัฐเพนซิลเวเนียที่มีต่อการเลือกตั้งทั้งหมดโดยประกาศว่า ถ้าชนะที่เพนซิลเวเนียก็จะชนะการเลือกตั้งทั้งประเทศ
    .
    สำหรับมัสก์ที่ออกมารับรองทรัมป์เมื่อเดือนกรกฎาคม ประกาศที่เมืองแฮร์ริสเบิร์ก ว่าจะสุ่มแจกเงินสดวันละ 1 ล้านดอลลาร์จนถึงวันที่ 5 พ.ย. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงชื่อสนับสนุนคำร้องออนไลน์สนับสนุนรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ของอเมริกา พีเอซี ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองที่เขาตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการหาเสียงของทรัมป์
    .
    ทั้งแฮร์ริส และทรัมป์ยังใช้เวลาในรัฐสมรภูมิสำคัญที่เริ่มการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว แฮร์ริสนั้นเห็นสัญญาณแง่บวกในการผลักดันผู้สนับสนุนให้ลงคะแนนล่วงหน้าโดยเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ เพื่อเป็นปราการป้องกันความได้เปรียบของรีพับลิกันในบรรดาผู้ลงคะแนนในวันเลือกตั้ง
    .
    จากข้อมูลของห้องปฏิบัติการการเลือกตั้งมหาวิทยาลัยฟลอริดา มีผู้กาบัตรเลือกตั้งเกือบ 12 ล้านคนในวันศุกร์ (18 ต.ค.) หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิออกเสียงใน 7 รัฐสมรภูมิที่คาดว่า จะชี้ขาดการเลือกตั้ง
    .
    ข้อมูลยังระบุว่า รัฐจอร์เจียทำลายสถิติ ขณะที่นอร์ธแคโรไลนารายงานว่า จำนวนผู้กาบัตรในวันพฤหัสบดี (17 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันแรก มากกว่าเมื่อปี 2020 ที่การระบาดของโควิดทำให้ประชาชนพากันไปเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มขึ้น
    .
    อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000101217
    ..............
    Sondhi X
    แฮร์ริส-ทรัมป์ขนเซเลบขึ้นเวทีช่วยหาเสียง โดยต่างฝ่ายโจมตีกันเรื่องความอึด และเรียกร้องผู้ลงคะแนนล่วงหน้าในรัฐสมรภูมิโหวตให้ตนเองในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สูสีที่สุดเท่าที่เคยมีมา . ในการหาเสียงที่ดีทรอยต์ และแอตแลนตา รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส ชวนป็อปสตาร์ ลิซโซ และอัชเชอร์ขึ้นเวทีอุ่นเครื่องให้ฝูงชน พร้อมโจมตีโดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งในศึกชิงทำเนียบขาวจากพรรครีพับลิกันว่า อ่อนระโหยโรยแรงและไร้สติ . อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ท้าทายคำกล่าวหาดังกล่าวด้วยการปราศรัยมาราธอนในเพนซิลเวเนีย ขณะที่อีลอน มัสก์ นักธุรกิจชื่อดัง ช่วยหาเสียงให้ทรัมป์ในเมืองอื่นในรัฐเดียวกัน . แคนดิเดตทั้งคู่ต่อสู้กันดุเดือดในทุกด้านเพื่อแย่งชิงการสนับสนุนในการแข่งขันที่โพลบ่งชี้ว่า คู่คี่สูสีกันมากขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์จะถึงวันเลือกตั้ง . แฮร์ริสประกาศกับผู้มีสิทธิออกเสียงในดีทรอยต์ว่า แคมเปญหาเสียงของทรัมป์ทำลายตัวเอง พร้อมย้ำว่า จะลงทุนในชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลาง และเสริมว่า สิ่งที่วัดความแข็งแกร่งของผู้นำที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราพยายามเอาชนะใคร แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครที่เราจะสนับสนุน . ต่อมาระหว่างหาเสียงที่แอตแลนตา แฮร์ริสกล่าวหาทรัมป์ วัย 78 ปี หนีการดีเบตและยกเลิกการให้สัมภาษณ์เพราะหมดแรง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เวลาที่ต้องตอบคำถามหรือปราศรัยในการหาเสียง ทรัมป์มักพูดเรื่อยเปื่อยนอกสคริปต์ ซึ่งไม่ใช่เป็นการร้อยเรียงข้อความอย่างที่เจ้าตัวพยายามแก้ต่าง แต่เป็นการพูดจาเลื่อนเปื้อนไร้สาระ . ลิซโซที่ไปขึ้นเวทีสนับสนุนแฮร์ริส กล่าวกับฝูงชนว่า ทุกคนสมควรมีประธานาธิบดีที่รับฟัง เคารพสิทธิในการประท้วง และเข้าใจว่า งานของตัวเองคือการรับใช้ประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แฮร์ริสนำเสนอ ก่อนทิ้งท้ายว่า อเมริกายิ่งกว่าพร้อมที่จะมีประธานาธิบดีหญิง . ขณะที่อัชเชอร์ หนึ่งในศิลปินแถวหน้าของเมืองแอตแลนตา ประกาศฝากความหวังกับฝูงชนในการนำแฮร์ริสเข้าสู่เส้นชัยในรัฐจอร์เจีย . ทางด้านทรัมป์เริ่มการหาเสียงด้วยการปราศรัยยาวเหยียดนานกว่า 90 นาที ซึ่งเริ่มต้นด้วยการพูดคนเดียวเกี่ยวกับอาร์โนลด์ ปาล์มเมอร์ นักกอล์ฟที่ถูกนำชื่อมาตั้งเป็นชื่อสนามบินในเมืองลาโทรบ รัฐเพนซิเวเนีย ที่ตัวเขากำลังหาเสียงอยู่ . หลังจากนั้นทรัมป์จึงเริ่มพฤติกรรมเดิมคือพูดไปเรื่อยที่รวมถึงการโจมตีผู้อพยพ การใส่ร้ายแฮร์ริส และการกล่าวอ้างเท็จซ้ำๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2020 นอกจากนั้น ทรัมป์ยังพยายามดึงดูดชนชั้นกลางด้วยการนำพนักงานโรงงานเหล็กกล้าหลายคนขึ้นเวที . อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ยังย้ำความสำคัญของตัวแทนคณะผู้เลือกตั้งในรัฐเพนซิลเวเนียที่มีต่อการเลือกตั้งทั้งหมดโดยประกาศว่า ถ้าชนะที่เพนซิลเวเนียก็จะชนะการเลือกตั้งทั้งประเทศ . สำหรับมัสก์ที่ออกมารับรองทรัมป์เมื่อเดือนกรกฎาคม ประกาศที่เมืองแฮร์ริสเบิร์ก ว่าจะสุ่มแจกเงินสดวันละ 1 ล้านดอลลาร์จนถึงวันที่ 5 พ.ย. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงชื่อสนับสนุนคำร้องออนไลน์สนับสนุนรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ของอเมริกา พีเอซี ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองที่เขาตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการหาเสียงของทรัมป์ . ทั้งแฮร์ริส และทรัมป์ยังใช้เวลาในรัฐสมรภูมิสำคัญที่เริ่มการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว แฮร์ริสนั้นเห็นสัญญาณแง่บวกในการผลักดันผู้สนับสนุนให้ลงคะแนนล่วงหน้าโดยเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ เพื่อเป็นปราการป้องกันความได้เปรียบของรีพับลิกันในบรรดาผู้ลงคะแนนในวันเลือกตั้ง . จากข้อมูลของห้องปฏิบัติการการเลือกตั้งมหาวิทยาลัยฟลอริดา มีผู้กาบัตรเลือกตั้งเกือบ 12 ล้านคนในวันศุกร์ (18 ต.ค.) หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิออกเสียงใน 7 รัฐสมรภูมิที่คาดว่า จะชี้ขาดการเลือกตั้ง . ข้อมูลยังระบุว่า รัฐจอร์เจียทำลายสถิติ ขณะที่นอร์ธแคโรไลนารายงานว่า จำนวนผู้กาบัตรในวันพฤหัสบดี (17 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันแรก มากกว่าเมื่อปี 2020 ที่การระบาดของโควิดทำให้ประชาชนพากันไปเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มขึ้น . อ่านเพิ่มเติม..https://sondhitalk.com/detail/9670000101217 .............. Sondhi X
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1263 มุมมอง 0 รีวิว
  • ผู้ประท้วงด้วยมือสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ รวมตัวกันใกล้บ้านพักของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ชาวไซออนอุลตร้าออร์โธดอกซ์ถือป้ายประณามเอลขณะที่พวกเขาปิดทางหลวงระหว่างการประท้วงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับร่างกฎหมาย
    ตำรวจเอลยังทำการสลายการชุมนุมชาวไซออนอุลตร้าออร์โธดอกซ์อย่างต่อเนื่อง ที่ทำการประท้วงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงร่างกฏหมายเกณฑ์ทหารท่ามกลางการรุกรานกาซา ในเมืองบีไนบรัค ทางตอนกลางของเอล
    .
    #WAYTNEWS #WayTNews #waytnews
    #ข่าวสารอัพเดท #ติดตามข่าว #สถานการณ์ปัจจุบัน #ข่าวสารความจริง
    -------------------------------
    สนใจโปรไวต้า คลิก▶ https://www.facebook.com/TPIPolene?locale=t
    ผู้ประท้วงด้วยมือสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ รวมตัวกันใกล้บ้านพักของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ชาวไซออนอุลตร้าออร์โธดอกซ์ถือป้ายประณามเอลขณะที่พวกเขาปิดทางหลวงระหว่างการประท้วงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ตำรวจเอลยังทำการสลายการชุมนุมชาวไซออนอุลตร้าออร์โธดอกซ์อย่างต่อเนื่อง ที่ทำการประท้วงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงร่างกฏหมายเกณฑ์ทหารท่ามกลางการรุกรานกาซา ในเมืองบีไนบรัค ทางตอนกลางของเอล . #WAYTNEWS #WayTNews #waytnews #ข่าวสารอัพเดท #ติดตามข่าว #สถานการณ์ปัจจุบัน #ข่าวสารความจริง ------------------------------- สนใจโปรไวต้า คลิก▶ https://www.facebook.com/TPIPolene?locale=t
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 390 มุมมอง 0 รีวิว
  • ส.ส.เอลตีตราผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลว่าเป็น ฝั่งตรงข้ามทั้งสิ้น
    นิสซิม วาตูรี สมาชิกพรรคลิคุดของเนทันยาฮู ถือว่าผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลของเอลเทียบได้กับกลุ่มผู้ปกป้องดินแดนปาเลส
    “มีกลุ่มผู้ปกป้องดินแดนปาเลสอยู่สองกลุ่ม – กลุ่มต่อสู้ที่กำลังปะทะอยู่กับกองทัพของเรา และกลุ่มผู้ที่ทำการประท้วง” วาตูริบอกกับสถานีวิทยุโคล บรามา ของเอล
    การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "สัปดาห์แห่งการต่อต้าน" ที่กลุ่มผู้ประท้วงประกาศเอาไว้
    ผู้ประท้วงหลายพันคนเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าและยุติสงครามในกาซา และรวมตัวกันที่รัฐสภาเอลก่อนที่จะเดินขบวนไปยังบ้านพักของเนทันยาฮู ซึ่งตำรวจปะทะพวกเขาและจับกุมชาวเอลกันเองไปถึง 8 คน
    .
    #WAYTNEWS #WayTNews #waytnews
    #ข่าวสารอัพเดท #ติดตามข่าว #สถานการณ์ปัจจุบัน #ข่าวสารความจริง
    -------------------------------
    สนใจโปรไวต้า คลิก▶ https://www.facebook.com/TPIPolene?locale=t
    ส.ส.เอลตีตราผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลว่าเป็น ฝั่งตรงข้ามทั้งสิ้น นิสซิม วาตูรี สมาชิกพรรคลิคุดของเนทันยาฮู ถือว่าผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลของเอลเทียบได้กับกลุ่มผู้ปกป้องดินแดนปาเลส “มีกลุ่มผู้ปกป้องดินแดนปาเลสอยู่สองกลุ่ม – กลุ่มต่อสู้ที่กำลังปะทะอยู่กับกองทัพของเรา และกลุ่มผู้ที่ทำการประท้วง” วาตูริบอกกับสถานีวิทยุโคล บรามา ของเอล การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "สัปดาห์แห่งการต่อต้าน" ที่กลุ่มผู้ประท้วงประกาศเอาไว้ ผู้ประท้วงหลายพันคนเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าและยุติสงครามในกาซา และรวมตัวกันที่รัฐสภาเอลก่อนที่จะเดินขบวนไปยังบ้านพักของเนทันยาฮู ซึ่งตำรวจปะทะพวกเขาและจับกุมชาวเอลกันเองไปถึง 8 คน . #WAYTNEWS #WayTNews #waytnews #ข่าวสารอัพเดท #ติดตามข่าว #สถานการณ์ปัจจุบัน #ข่าวสารความจริง ------------------------------- สนใจโปรไวต้า คลิก▶ https://www.facebook.com/TPIPolene?locale=t
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 280 มุมมอง 0 รีวิว