• เกม UEFI ที่ต้อง “ชนะก่อนถึงจะบูตเครื่องได้” — โปรเจกต์สุดเพี้ยนที่ใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน

    นักพัฒนา Linux นามว่า Alejandro Armas (mycroftsnm) ได้สร้างโปรเจกต์สุดแหวกแนว: ชุดเกมที่รันบน UEFI ซึ่งคุณ ต้องเล่นให้ชนะก่อน ถึงจะบูตเข้าเครื่องได้ และถ้าแพ้? เครื่องจะ ปิดตัวลงทันที ตามกติกา “Win → Boot, Lose → Shutdown” ที่เขาตั้งใจออกแบบไว้ โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 เดือน และตอนนี้เปิดให้ลองเล่นบน GitHub แล้ว

    ชุดเกมนี้ประกอบด้วย 5 เกม ที่ผสมทั้งเกมตอบคำถาม เกมทดสอบความจำ และเกมแนว arcade แบบเลื่อนฉากลงมาอย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือทั้งหมดนี้รันได้ตั้งแต่ระดับเฟิร์มแวร์ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนโปรแกรมระดับลึกที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน นอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ UEFI ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

    เกมอย่าง User Evaluation for Ineptness จะให้คุณบวกเลขแบบสุ่ม 0–99 ถ้าตอบผิด เครื่องจะล้อคุณก่อนปิดตัวลง ส่วน Insult Sword Fighting ได้แรงบันดาลใจจาก Monkey Island ให้คุณเลือกคำโต้กลับที่ถูกต้องเพื่อผ่านด่าน ขณะที่ Fall To Boot เป็นเกมแนว vertical scroller ที่ต้องพาเครื่องหมายรูปดาวลงไปถึงก้นหลุมโดยไม่ชนผนัง มิฉะนั้นจะ “Fail to Boot” ตามชื่อเกม

    โปรเจกต์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำเกมบน UEFI แต่เป็นครั้งแรกที่รวมหลายเกมไว้เป็น “ด่านทดสอบก่อนบูตเครื่อง” แบบจริงจัง และยังเปิดให้แก้ไขไฟล์ เช่น insults.txt เพื่อเพิ่มคำด่าในเกมดาบคำด่าได้ด้วย ถือเป็นงานทดลองที่ทั้งสนุก แปลก และโชว์ความสามารถของเฟิร์มแวร์ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    โปรเจกต์สร้างเกม UEFI ที่ต้องชนะก่อนบูตเครื่อง
    ถ้าแพ้ เครื่องจะ shutdown ทันที

    พัฒนาโดย Alejandro Armas ใช้เวลา 10 เดือน
    เปิดให้เล่นบน GitHub

    มีทั้งหมด 5 เกม
    รวมเกมบวกเลข, เกมดาบคำด่า, เกมเลื่อนฉาก, เกมทดสอบความจำ และเกม trivia

    เกมรันได้ตั้งแต่ระดับ UEFI ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ
    แสดงศักยภาพของ UEFI ว่าทำได้มากกว่าที่คิด

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การใช้จริงอาจทำให้บูตเครื่องไม่ได้ถ้าเล่นแพ้
    ไม่เหมาะกับเครื่องที่ต้องใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

    การแก้ไขเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยง
    หากติดตั้งผิดพลาดอาจทำให้เครื่องบูตไม่ได้

    โปรเจกต์นี้เป็นงานทดลอง ไม่ใช่ฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป
    เหมาะกับสายทดลองและนักพัฒนามากกว่า

    https://www.tomshardware.com/software/dev-creates-uefi-games-compendium-where-you-have-to-win-to-access-your-computer-10-month-project-will-shutdown-your-pc-if-you-lose
    🎮🖥️ เกม UEFI ที่ต้อง “ชนะก่อนถึงจะบูตเครื่องได้” — โปรเจกต์สุดเพี้ยนที่ใช้เวลาพัฒนา 10 เดือน นักพัฒนา Linux นามว่า Alejandro Armas (mycroftsnm) ได้สร้างโปรเจกต์สุดแหวกแนว: ชุดเกมที่รันบน UEFI ซึ่งคุณ ต้องเล่นให้ชนะก่อน ถึงจะบูตเข้าเครื่องได้ และถ้าแพ้? เครื่องจะ ปิดตัวลงทันที ตามกติกา “Win → Boot, Lose → Shutdown” ที่เขาตั้งใจออกแบบไว้ โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 เดือน และตอนนี้เปิดให้ลองเล่นบน GitHub แล้ว ชุดเกมนี้ประกอบด้วย 5 เกม ที่ผสมทั้งเกมตอบคำถาม เกมทดสอบความจำ และเกมแนว arcade แบบเลื่อนฉากลงมาอย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือทั้งหมดนี้รันได้ตั้งแต่ระดับเฟิร์มแวร์ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนโปรแกรมระดับลึกที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน นอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ UEFI ว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด เกมอย่าง User Evaluation for Ineptness จะให้คุณบวกเลขแบบสุ่ม 0–99 ถ้าตอบผิด เครื่องจะล้อคุณก่อนปิดตัวลง ส่วน Insult Sword Fighting ได้แรงบันดาลใจจาก Monkey Island ให้คุณเลือกคำโต้กลับที่ถูกต้องเพื่อผ่านด่าน ขณะที่ Fall To Boot เป็นเกมแนว vertical scroller ที่ต้องพาเครื่องหมายรูปดาวลงไปถึงก้นหลุมโดยไม่ชนผนัง มิฉะนั้นจะ “Fail to Boot” ตามชื่อเกม โปรเจกต์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำเกมบน UEFI แต่เป็นครั้งแรกที่รวมหลายเกมไว้เป็น “ด่านทดสอบก่อนบูตเครื่อง” แบบจริงจัง และยังเปิดให้แก้ไขไฟล์ เช่น insults.txt เพื่อเพิ่มคำด่าในเกมดาบคำด่าได้ด้วย ถือเป็นงานทดลองที่ทั้งสนุก แปลก และโชว์ความสามารถของเฟิร์มแวร์ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ โปรเจกต์สร้างเกม UEFI ที่ต้องชนะก่อนบูตเครื่อง ➡️ ถ้าแพ้ เครื่องจะ shutdown ทันที ✅ พัฒนาโดย Alejandro Armas ใช้เวลา 10 เดือน ➡️ เปิดให้เล่นบน GitHub ✅ มีทั้งหมด 5 เกม ➡️ รวมเกมบวกเลข, เกมดาบคำด่า, เกมเลื่อนฉาก, เกมทดสอบความจำ และเกม trivia ✅ เกมรันได้ตั้งแต่ระดับ UEFI ก่อนเข้าระบบปฏิบัติการ ➡️ แสดงศักยภาพของ UEFI ว่าทำได้มากกว่าที่คิด คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การใช้จริงอาจทำให้บูตเครื่องไม่ได้ถ้าเล่นแพ้ ⛔ ไม่เหมาะกับเครื่องที่ต้องใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ‼️ การแก้ไขเฟิร์มแวร์มีความเสี่ยง ⛔ หากติดตั้งผิดพลาดอาจทำให้เครื่องบูตไม่ได้ ‼️ โปรเจกต์นี้เป็นงานทดลอง ไม่ใช่ฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ⛔ เหมาะกับสายทดลองและนักพัฒนามากกว่า https://www.tomshardware.com/software/dev-creates-uefi-games-compendium-where-you-have-to-win-to-access-your-computer-10-month-project-will-shutdown-your-pc-if-you-lose
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 56 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไดอารี่ Linux: เมื่อผู้ใช้ Windows ตัดสินใจย้ายค่าย — และทุกอย่างไปได้สวยกว่าที่คิด

    การตัดสินใจทิ้ง Windows เพื่อหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัวไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใช้คอมทำงานจริงและเล่นเกมเป็นประจำ แต่ผู้เขียนจาก The Verge กลับพบว่าประสบการณ์ครั้งนี้ “ง่ายกว่าที่คิดมาก” แม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นก่อนเริ่มติดตั้ง แต่เมื่อได้ลงมือจริง ทุกอย่างกลับราบรื่นกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับการ์ดจอ Nvidia ซึ่งปกติถือว่าเป็นจุดท้าทายของ Linux

    สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเลือกใช้ CachyOS แทนดิสโทรยอดนิยมอย่าง Ubuntu เพราะต้องการระบบที่ “ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่และเหมาะกับการเล่นเกม” การติดตั้งเป็นไปอย่างง่ายดาย และเขาสามารถใช้งานจริงได้ทันที ทั้งงานประจำวัน การเล่นเกมหนึ่งเกม และแม้กระทั่งการพิมพ์งานจากเครื่องพิมพ์ที่ปกติสร้างปัญหาให้เขาบ่อยครั้งบน Windows

    แม้จะมีเรื่องตลกอย่างเมาส์เกมมิ่งที่ “ใช้ได้เฉพาะตอนเล่นเกม” แต่โดยรวมแล้ว Linux ให้ประสบการณ์ที่เสถียรและใช้งานได้จริงกว่าที่เขาคาดไว้มาก จุดที่คิดว่ายากกลับง่าย ส่วนที่คิดว่าง่ายกลับมีรายละเอียดให้แก้ไขบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้ต้องปวดหัวหรือเสียเวลาเป็นวัน ๆ เหมือนภาพจำของ Linux ในอดีต

    เมื่อมองภาพรวม การทดลองครั้งนี้สะท้อนว่าปี 2026 คือยุคที่ Linux Desktop “พร้อมใช้งานจริง” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหลีกหนี Windows ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์บังคับและระบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ Linux กลายเป็นตัวเลือกที่ “wingable” หรือใช้งานได้โดยไม่ต้องเป็นกูรูอีกต่อไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผู้เขียนย้ายจาก Windows มาใช้ Linux แบบเต็มตัว
    ต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของ Windows รุ่นใหม่

    เลือกใช้ CachyOS แทน Ubuntu
    เพราะเหมาะกับฮาร์ดแวร์ใหม่และการเล่นเกม

    การ์ดจอ Nvidia ทำงานได้ดีตั้งแต่แรก
    ติดตั้งง่ายกว่าที่คาดไว้

    ใช้งานจริงได้ทันทีหลังติดตั้ง
    ทำงาน เล่นเกม และพิมพ์เอกสารได้ครบ

    พบปัญหาเล็กน้อย เช่น เมาส์เกมมิ่งทำงานแปลก ๆ
    แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนใช้งานไม่ได้

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    บางงานที่คิดว่าง่ายอาจมีรายละเอียดให้แก้ไข
    เช่น อุปกรณ์เสริมบางชนิดที่ทำงานไม่สมบูรณ์

    Linux ยังต้องอาศัยการค้นคว้าบ้างในบางจุด
    โดยเฉพาะผู้ใช้ที่มีฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง

    ไม่ใช่ทุกดิสโทรจะเหมาะกับทุกคน
    CachyOS ดีสำหรับเกม แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจเหมาะกับดิสโทรอื่นมากกว่า

    https://www.theverge.com/tech/858910/linux-diary-gaming-desktop
    🐧💻 ไดอารี่ Linux: เมื่อผู้ใช้ Windows ตัดสินใจย้ายค่าย — และทุกอย่างไปได้สวยกว่าที่คิด การตัดสินใจทิ้ง Windows เพื่อหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัวไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ใช้คอมทำงานจริงและเล่นเกมเป็นประจำ แต่ผู้เขียนจาก The Verge กลับพบว่าประสบการณ์ครั้งนี้ “ง่ายกว่าที่คิดมาก” แม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นก่อนเริ่มติดตั้ง แต่เมื่อได้ลงมือจริง ทุกอย่างกลับราบรื่นกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะการใช้งานร่วมกับการ์ดจอ Nvidia ซึ่งปกติถือว่าเป็นจุดท้าทายของ Linux สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเลือกใช้ CachyOS แทนดิสโทรยอดนิยมอย่าง Ubuntu เพราะต้องการระบบที่ “ปรับแต่งมาสำหรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่และเหมาะกับการเล่นเกม” การติดตั้งเป็นไปอย่างง่ายดาย และเขาสามารถใช้งานจริงได้ทันที ทั้งงานประจำวัน การเล่นเกมหนึ่งเกม และแม้กระทั่งการพิมพ์งานจากเครื่องพิมพ์ที่ปกติสร้างปัญหาให้เขาบ่อยครั้งบน Windows แม้จะมีเรื่องตลกอย่างเมาส์เกมมิ่งที่ “ใช้ได้เฉพาะตอนเล่นเกม” แต่โดยรวมแล้ว Linux ให้ประสบการณ์ที่เสถียรและใช้งานได้จริงกว่าที่เขาคาดไว้มาก จุดที่คิดว่ายากกลับง่าย ส่วนที่คิดว่าง่ายกลับมีรายละเอียดให้แก้ไขบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้ต้องปวดหัวหรือเสียเวลาเป็นวัน ๆ เหมือนภาพจำของ Linux ในอดีต เมื่อมองภาพรวม การทดลองครั้งนี้สะท้อนว่าปี 2026 คือยุคที่ Linux Desktop “พร้อมใช้งานจริง” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหลีกหนี Windows ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์บังคับและระบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ Linux กลายเป็นตัวเลือกที่ “wingable” หรือใช้งานได้โดยไม่ต้องเป็นกูรูอีกต่อไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผู้เขียนย้ายจาก Windows มาใช้ Linux แบบเต็มตัว ➡️ ต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของ Windows รุ่นใหม่ ✅ เลือกใช้ CachyOS แทน Ubuntu ➡️ เพราะเหมาะกับฮาร์ดแวร์ใหม่และการเล่นเกม ✅ การ์ดจอ Nvidia ทำงานได้ดีตั้งแต่แรก ➡️ ติดตั้งง่ายกว่าที่คาดไว้ ✅ ใช้งานจริงได้ทันทีหลังติดตั้ง ➡️ ทำงาน เล่นเกม และพิมพ์เอกสารได้ครบ ✅ พบปัญหาเล็กน้อย เช่น เมาส์เกมมิ่งทำงานแปลก ๆ ➡️ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่จนใช้งานไม่ได้ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ บางงานที่คิดว่าง่ายอาจมีรายละเอียดให้แก้ไข ⛔ เช่น อุปกรณ์เสริมบางชนิดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ ‼️ Linux ยังต้องอาศัยการค้นคว้าบ้างในบางจุด ⛔ โดยเฉพาะผู้ใช้ที่มีฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง ‼️ ไม่ใช่ทุกดิสโทรจะเหมาะกับทุกคน ⛔ CachyOS ดีสำหรับเกม แต่ผู้ใช้ทั่วไปอาจเหมาะกับดิสโทรอื่นมากกว่า https://www.theverge.com/tech/858910/linux-diary-gaming-desktop
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 45 มุมมอง 0 รีวิว
  • ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อระบบ AI ที่องค์กรต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในปี 2026

    การโจมตีระบบ AI เริ่มขยับจากงานวิจัยสู่เหตุการณ์จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรเร่งนำ AI ไปใช้งานโดยยังไม่ได้วางระบบป้องกันอย่างรัดกุม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหลายองค์กร “รู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง” ซึ่งทำให้ระบบ AI กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของแฮ็กเกอร์ที่ต้องการเจาะข้อมูลหรือควบคุมโมเดลให้ทำงานผิดพลาด

    ภัยคุกคามที่พบมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโจมตีข้อมูลฝึก (data poisoning), การฝังคำสั่งอันตรายใน prompt (prompt injection), การขโมยโมเดล (model theft), ไปจนถึงการโจมตีห่วงโซ่อุปทานของ AI (AI supply chain attacks) ซึ่งหลายกรณีถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป ตัวอย่างเช่นการค้นพบช่องโหว่ MCP ที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถ “ยึดการทำงานของ AI agent ได้ทั้งหมด” ผ่าน tool poisoning

    นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ adversarial input ที่ใช้ข้อมูลที่ถูกปรับแต่งเพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้โมเดลตัดสินใจผิดพลาด รวมถึงการโจมตีแบบ model inversion ที่พยายามย้อนรอยข้อมูลฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดล ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลได้โดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าองค์กรต้องเริ่มวางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของ AI อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ป้องกันระบบ IT แบบเดิม แต่ต้องมีการประเมินโมเดลก่อนใช้งาน, เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI, ใช้ adversarial training, และนำกรอบ MITRE ATLAS มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเทคนิคการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระดับผู้บริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของทีม CISO เพียงลำพัง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ภัยคุกคามต่อระบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    หลายองค์กรยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ

    Data poisoning และ model poisoning เป็นภัยหลัก
    ทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลผิดและให้ผลลัพธ์ผิดพลาด

    Tool poisoning ใน MCP ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถยึด AI agent ได้
    แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูลและควบคุมการทำงานของโมเดลได้

    Prompt injection ยังคงเป็นการโจมตีที่พบได้บ่อยที่สุด
    ใช้หลอกให้โมเดลทำสิ่งที่ขัดกับ guardrails

    Model theft และ model inversion ทำให้ข้อมูลฝึกเสี่ยงรั่วไหล
    แฮ็กเกอร์สามารถย้อนรอยข้อมูลหรือคัดลอกโมเดลได้จาก API

    กรอบ MITRE ATLAS ถูกแนะนำให้ใช้เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคาม AI
    ช่วยระบุ tactics และ techniques ของผู้โจมตีได้ดีขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การโจมตีหลายแบบยังตรวจจับได้ยากมาก
    เช่น adversarial input ที่เปลี่ยนข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้โมเดลผิดพลาด

    องค์กรจำนวนมากยังขาดความรู้ด้าน AI security
    ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้าหรือผิดพลาดได้

    AI supply chain กลายเป็นจุดอ่อนใหม่
    ช่องโหว่ในโมเดลหรือโค้ดจากบุคคลที่สามอาจถูกใช้โจมตีระบบทั้งหมดได้

    แรงกดดันทางธุรกิจทำให้องค์กรรีบใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัย
    ส่งผลให้ความเสี่ยงสะสมและยากต่อการแก้ไขในอนาคต

    https://www.csoonline.com/article/4110008/top-cyber-threats-to-your-ai-systems-and-infrastructure.html
    🔐🤖 ภัยคุกคามไซเบอร์ต่อระบบ AI ที่องค์กรต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในปี 2026 การโจมตีระบบ AI เริ่มขยับจากงานวิจัยสู่เหตุการณ์จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่องค์กรเร่งนำ AI ไปใช้งานโดยยังไม่ได้วางระบบป้องกันอย่างรัดกุม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหลายองค์กร “รู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ยังไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง” ซึ่งทำให้ระบบ AI กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของแฮ็กเกอร์ที่ต้องการเจาะข้อมูลหรือควบคุมโมเดลให้ทำงานผิดพลาด ภัยคุกคามที่พบมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโจมตีข้อมูลฝึก (data poisoning), การฝังคำสั่งอันตรายใน prompt (prompt injection), การขโมยโมเดล (model theft), ไปจนถึงการโจมตีห่วงโซ่อุปทานของ AI (AI supply chain attacks) ซึ่งหลายกรณีถูกพิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป ตัวอย่างเช่นการค้นพบช่องโหว่ MCP ที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถ “ยึดการทำงานของ AI agent ได้ทั้งหมด” ผ่าน tool poisoning นอกจากนี้ยังมีการโจมตีแบบ adversarial input ที่ใช้ข้อมูลที่ถูกปรับแต่งเพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้โมเดลตัดสินใจผิดพลาด รวมถึงการโจมตีแบบ model inversion ที่พยายามย้อนรอยข้อมูลฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดล ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลได้โดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าองค์กรต้องเริ่มวางกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของ AI อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ป้องกันระบบ IT แบบเดิม แต่ต้องมีการประเมินโมเดลก่อนใช้งาน, เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI, ใช้ adversarial training, และนำกรอบ MITRE ATLAS มาใช้เพื่อทำความเข้าใจเทคนิคการโจมตีที่เกิดขึ้นในโลกจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระดับผู้บริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของทีม CISO เพียงลำพัง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ภัยคุกคามต่อระบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ➡️ หลายองค์กรยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ✅ Data poisoning และ model poisoning เป็นภัยหลัก ➡️ ทำให้โมเดลเรียนรู้ข้อมูลผิดและให้ผลลัพธ์ผิดพลาด ✅ Tool poisoning ใน MCP ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถยึด AI agent ได้ ➡️ แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูลและควบคุมการทำงานของโมเดลได้ ✅ Prompt injection ยังคงเป็นการโจมตีที่พบได้บ่อยที่สุด ➡️ ใช้หลอกให้โมเดลทำสิ่งที่ขัดกับ guardrails ✅ Model theft และ model inversion ทำให้ข้อมูลฝึกเสี่ยงรั่วไหล ➡️ แฮ็กเกอร์สามารถย้อนรอยข้อมูลหรือคัดลอกโมเดลได้จาก API ✅ กรอบ MITRE ATLAS ถูกแนะนำให้ใช้เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคาม AI ➡️ ช่วยระบุ tactics และ techniques ของผู้โจมตีได้ดีขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การโจมตีหลายแบบยังตรวจจับได้ยากมาก ⛔ เช่น adversarial input ที่เปลี่ยนข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้โมเดลผิดพลาด ‼️ องค์กรจำนวนมากยังขาดความรู้ด้าน AI security ⛔ ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้าหรือผิดพลาดได้ ‼️ AI supply chain กลายเป็นจุดอ่อนใหม่ ⛔ ช่องโหว่ในโมเดลหรือโค้ดจากบุคคลที่สามอาจถูกใช้โจมตีระบบทั้งหมดได้ ‼️ แรงกดดันทางธุรกิจทำให้องค์กรรีบใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัย ⛔ ส่งผลให้ความเสี่ยงสะสมและยากต่อการแก้ไขในอนาคต https://www.csoonline.com/article/4110008/top-cyber-threats-to-your-ai-systems-and-infrastructure.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Top cyber threats to your AI systems and infrastructure
    From data poisoning to prompt injection, threats against enterprise AI applications and foundations are beginning to move from theory to reality.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 60 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ 843 ชิ้นส่วน — และบูตติดตั้งแต่ครั้งแรก!

    โปรเจกต์ Project Speedrun จากทีม Quilter AI เป็นหนึ่งในก้าวกระโดดที่น่าทึ่งที่สุดของวงการฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ เพราะเป็นครั้งแรกที่ AI ถูกใช้เพื่อออกแบบ “คอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง” ตั้งแต่เลย์เอาต์ PCB ไปจนถึงการจัดวางชิ้นส่วนจำนวนมหาศาลกว่า 843 ชิ้น และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ — เครื่องนี้ บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานออกแบบฮาร์ดแวร์จริง

    แม้ AI จะทำงานหนักในส่วนของการจัดวางและ routing แต่โครงสร้างหลักยังถูกกำหนดโดยวิศวกรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสเปก, ข้อจำกัดทางไฟฟ้า, การเลือกชิ้นส่วน และเงื่อนไขการผลิต จากนั้น AI จึงเข้ามาทำงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลามาก ทำให้โปรเจกต์ที่ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน ถูกย่นเหลือไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการลดเวลาที่แทบไม่น่าเชื่อในวงการออกแบบ PCB

    หลังจาก AI สร้างเลย์เอาต์เสร็จ ทีมงานนำไปผลิต PCB จริงและประกอบบอร์ด ผลลัพธ์คือแทบไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย มีเพียงการ “ขัดเกลา” เล็กน้อยที่ใช้เวลาเพียง 38.5 ชั่วโมง เทียบกับงานปกติที่ต้องใช้กว่า 428 ชั่วโมง คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้ชิป NXP i.MX 8M Mini Quad, RAM 2GB, storage 32GB พร้อมพอร์ตต่าง ๆ ครบครัน และสามารถรัน Linux, YouTube, เกม AngryBots และแอป productivity ได้อย่างสมบูรณ์

    ความสำเร็จนี้ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของการออกแบบฮาร์ดแวร์อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ AI สามารถลดเวลา ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดได้อย่างมหาศาล ทำให้วิศวกรสามารถโฟกัสกับงานเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น ขณะที่ AI รับหน้าที่งานหนักที่ต้องใช้ความละเอียดสูงแทน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องได้สำเร็จ
    ใช้ชิ้นส่วนกว่า 843 ชิ้น

    โปรเจกต์ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์
    ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน

    บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก
    ถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานฮาร์ดแวร์

    AI ทำงาน routing และ layout
    มนุษย์กำหนดสเปกและข้อจำกัด

    คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้งานได้จริง
    รัน Linux, YouTube, เกม และ productivity suite ได้

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    AI ยังไม่สามารถออกแบบทุกอย่างได้เอง
    ต้องมีมนุษย์กำหนดสเปกและเงื่อนไขก่อน

    ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Quilter เอง
    ยังต้องรอการตรวจสอบจากภายนอกเพื่อยืนยันประสิทธิภาพ

    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจลดความเข้าใจเชิงลึกของวิศวกร
    อาจทำให้ทักษะพื้นฐานบางอย่างถูกใช้น้อยลง

    https://www.slashgear.com/2069823/quilter-ai-project-speedrun-computer-design/
    🤖💻 AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ 843 ชิ้นส่วน — และบูตติดตั้งแต่ครั้งแรก! โปรเจกต์ Project Speedrun จากทีม Quilter AI เป็นหนึ่งในก้าวกระโดดที่น่าทึ่งที่สุดของวงการฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ เพราะเป็นครั้งแรกที่ AI ถูกใช้เพื่อออกแบบ “คอมพิวเตอร์ทั้งเครื่อง” ตั้งแต่เลย์เอาต์ PCB ไปจนถึงการจัดวางชิ้นส่วนจำนวนมหาศาลกว่า 843 ชิ้น และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ — เครื่องนี้ บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานออกแบบฮาร์ดแวร์จริง แม้ AI จะทำงานหนักในส่วนของการจัดวางและ routing แต่โครงสร้างหลักยังถูกกำหนดโดยวิศวกรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสเปก, ข้อจำกัดทางไฟฟ้า, การเลือกชิ้นส่วน และเงื่อนไขการผลิต จากนั้น AI จึงเข้ามาทำงานซ้ำ ๆ ที่กินเวลามาก ทำให้โปรเจกต์ที่ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน ถูกย่นเหลือไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการลดเวลาที่แทบไม่น่าเชื่อในวงการออกแบบ PCB หลังจาก AI สร้างเลย์เอาต์เสร็จ ทีมงานนำไปผลิต PCB จริงและประกอบบอร์ด ผลลัพธ์คือแทบไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย มีเพียงการ “ขัดเกลา” เล็กน้อยที่ใช้เวลาเพียง 38.5 ชั่วโมง เทียบกับงานปกติที่ต้องใช้กว่า 428 ชั่วโมง คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้ชิป NXP i.MX 8M Mini Quad, RAM 2GB, storage 32GB พร้อมพอร์ตต่าง ๆ ครบครัน และสามารถรัน Linux, YouTube, เกม AngryBots และแอป productivity ได้อย่างสมบูรณ์ ความสำเร็จนี้ชี้ให้เห็นว่าอนาคตของการออกแบบฮาร์ดแวร์อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ AI สามารถลดเวลา ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดได้อย่างมหาศาล ทำให้วิศวกรสามารถโฟกัสกับงานเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น ขณะที่ AI รับหน้าที่งานหนักที่ต้องใช้ความละเอียดสูงแทน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ออกแบบคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องได้สำเร็จ ➡️ ใช้ชิ้นส่วนกว่า 843 ชิ้น ✅ โปรเจกต์ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ➡️ ปกติใช้เวลาราว 3 เดือน ✅ บูตติดตั้งแต่ครั้งแรก ➡️ ถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นในงานฮาร์ดแวร์ ✅ AI ทำงาน routing และ layout ➡️ มนุษย์กำหนดสเปกและข้อจำกัด ✅ คอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้งานได้จริง ➡️ รัน Linux, YouTube, เกม และ productivity suite ได้ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ AI ยังไม่สามารถออกแบบทุกอย่างได้เอง ⛔ ต้องมีมนุษย์กำหนดสเปกและเงื่อนไขก่อน ‼️ ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Quilter เอง ⛔ ยังต้องรอการตรวจสอบจากภายนอกเพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจลดความเข้าใจเชิงลึกของวิศวกร ⛔ อาจทำให้ทักษะพื้นฐานบางอย่างถูกใช้น้อยลง https://www.slashgear.com/2069823/quilter-ai-project-speedrun-computer-design/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    This AI Designed An 843-Part Computer (And It Booted On The First Try) - SlashGear
    Although the AI didn't select the components or board layout, its assistance with routing potentially saved engineers weeks of work.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 47 มุมมอง 0 รีวิว
  • Mageia 10 Alpha เปิดให้ทดสอบแล้ว — ก้าวแรกสู่รุ่นเสถียรที่เร็วขึ้นและรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่

    Mageia 10 Alpha เป็นเวอร์ชันทดสอบแรกของดิสโทรสาย RPM ที่สืบทอดมาจาก Mandriva โดยทีมพัฒนาได้เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปดาวน์โหลดไปทดสอบ เพื่อช่วยตรวจสอบบั๊กและความเข้ากันได้ของระบบก่อนเข้าสู่ช่วง Beta และ Stable ในอนาคต การออก Alpha ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทีม Mageia กำลังเดินหน้าอัปเดตสถาปัตยกรรมหลักของระบบให้ทันสมัยขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เวอร์ชันนี้มาพร้อมกับการอัปเดตแพ็กเกจหลักจำนวนมาก เช่น Linux Kernel รุ่นใหม่, KDE Plasma และ GNOME รุ่นล่าสุด รวมถึงเครื่องมือระบบต่าง ๆ ที่ถูกปรับปรุงให้ทำงานได้เร็วขึ้นและรองรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการรองรับ GPU รุ่นใหม่และการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

    Mageia 10 Alpha ยังเน้นการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น การติดตั้งที่ง่ายขึ้น การตั้งค่าระบบที่เป็นมิตร และการอัปเดต Mageia Control Center ให้ทันสมัยขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กจำนวนมากจาก Mageia 9 เพื่อให้ระบบมีความเสถียรและพร้อมสำหรับการใช้งานจริงมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วง Stable

    แม้จะเป็นเวอร์ชัน Alpha แต่ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการทดลองฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือช่วยทีมพัฒนาทดสอบระบบ อย่างไรก็ตามยังไม่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงในงานสำคัญ เนื่องจากยังมีบั๊กและปัญหาความเข้ากันได้ที่ต้องแก้ไขก่อนเปิดตัวเวอร์ชันสุดท้าย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Mageia 10 Alpha เปิดให้ทดสอบแล้ว
    เป็นเวอร์ชันทดลองก่อนเข้าสู่ Beta และ Stable

    อัปเดตแพ็กเกจหลักจำนวนมาก
    Kernel, KDE Plasma, GNOME, เครื่องมือระบบ

    รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ดีขึ้น
    GPU รุ่นใหม่, การจัดการพลังงานที่ดีขึ้น

    Mageia Control Center ได้รับการปรับปรุง
    UI ทันสมัยขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น

    แก้บั๊กจาก Mageia 9 จำนวนมาก
    เพิ่มเสถียรภาพและความพร้อมสำหรับเวอร์ชัน Stable

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    ยังเป็นเวอร์ชัน Alpha
    ไม่เหมาะสำหรับงานจริงหรือระบบที่ต้องการความเสถียร

    อาจมีปัญหาความเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์บางรุ่น
    โดยเฉพาะอุปกรณ์เก่าหรือไดรเวอร์เฉพาะทาง

    อาจพบบั๊กหรือปัญหาการติดตั้ง
    ควรทดสอบในเครื่องเสมือนหรือเครื่องสำรอง

    https://9to5linux.com/first-look-at-mageia-10-alpha-release-now-available-for-public-testing
    🐉 Mageia 10 Alpha เปิดให้ทดสอบแล้ว — ก้าวแรกสู่รุ่นเสถียรที่เร็วขึ้นและรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ Mageia 10 Alpha เป็นเวอร์ชันทดสอบแรกของดิสโทรสาย RPM ที่สืบทอดมาจาก Mandriva โดยทีมพัฒนาได้เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปดาวน์โหลดไปทดสอบ เพื่อช่วยตรวจสอบบั๊กและความเข้ากันได้ของระบบก่อนเข้าสู่ช่วง Beta และ Stable ในอนาคต การออก Alpha ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าทีม Mageia กำลังเดินหน้าอัปเดตสถาปัตยกรรมหลักของระบบให้ทันสมัยขึ้นอย่างต่อเนื่อง เวอร์ชันนี้มาพร้อมกับการอัปเดตแพ็กเกจหลักจำนวนมาก เช่น Linux Kernel รุ่นใหม่, KDE Plasma และ GNOME รุ่นล่าสุด รวมถึงเครื่องมือระบบต่าง ๆ ที่ถูกปรับปรุงให้ทำงานได้เร็วขึ้นและรองรับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการรองรับ GPU รุ่นใหม่และการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม Mageia 10 Alpha ยังเน้นการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น การติดตั้งที่ง่ายขึ้น การตั้งค่าระบบที่เป็นมิตร และการอัปเดต Mageia Control Center ให้ทันสมัยขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขบั๊กจำนวนมากจาก Mageia 9 เพื่อให้ระบบมีความเสถียรและพร้อมสำหรับการใช้งานจริงมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วง Stable แม้จะเป็นเวอร์ชัน Alpha แต่ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการทดลองฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือช่วยทีมพัฒนาทดสอบระบบ อย่างไรก็ตามยังไม่เหมาะสำหรับการใช้งานจริงในงานสำคัญ เนื่องจากยังมีบั๊กและปัญหาความเข้ากันได้ที่ต้องแก้ไขก่อนเปิดตัวเวอร์ชันสุดท้าย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Mageia 10 Alpha เปิดให้ทดสอบแล้ว ➡️ เป็นเวอร์ชันทดลองก่อนเข้าสู่ Beta และ Stable ✅ อัปเดตแพ็กเกจหลักจำนวนมาก ➡️ Kernel, KDE Plasma, GNOME, เครื่องมือระบบ ✅ รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ดีขึ้น ➡️ GPU รุ่นใหม่, การจัดการพลังงานที่ดีขึ้น ✅ Mageia Control Center ได้รับการปรับปรุง ➡️ UI ทันสมัยขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น ✅ แก้บั๊กจาก Mageia 9 จำนวนมาก ➡️ เพิ่มเสถียรภาพและความพร้อมสำหรับเวอร์ชัน Stable คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ ยังเป็นเวอร์ชัน Alpha ⛔ ไม่เหมาะสำหรับงานจริงหรือระบบที่ต้องการความเสถียร ‼️ อาจมีปัญหาความเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์บางรุ่น ⛔ โดยเฉพาะอุปกรณ์เก่าหรือไดรเวอร์เฉพาะทาง ‼️ อาจพบบั๊กหรือปัญหาการติดตั้ง ⛔ ควรทดสอบในเครื่องเสมือนหรือเครื่องสำรอง https://9to5linux.com/first-look-at-mageia-10-alpha-release-now-available-for-public-testing
    9TO5LINUX.COM
    First Look at Mageia 10 - Alpha Release Now Available for Public Testing - 9to5Linux
    Mageia 10 Alpha release is now available for public testing with KDE Plasma 6.5, GNOME 49, and Xfce 4.20 desktop environments.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 40 มุมมอง 0 รีวิว
  • Debian 13.3 “Trixie” อัปเดตใหญ่ แก้บั๊ก 108 จุด อุดช่องโหว่ความปลอดภัย 37 รายการ

    Debian 13.3 “Trixie” เป็นอัปเดตแบบ point release ล่าสุดของ Debian 13 ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบ โดยทีมพัฒนาได้รวมแพตช์แก้ไขบั๊กกว่า 108 รายการ และอัปเดตด้านความปลอดภัยอีก 37 รายการ เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าระบบมีความเสถียรและปลอดภัยมากขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนเวอร์ชันหลักของระบบปฏิบัติการ

    อัปเดตครั้งนี้ครอบคลุมแพ็กเกจสำคัญจำนวนมาก เช่น systemd, Linux kernel, GNOME, KDE Plasma, Firefox ESR และไลบรารีต่าง ๆ ที่เป็นหัวใจของระบบ ทำให้ผู้ใช้ทั้งเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์ได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความเสถียรระดับองค์กรตามสไตล์ Debian Stable

    นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เช่น ปัญหาการแสดงผล UI, บั๊กของไดรเวอร์บางรุ่น, ปัญหาการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ใหม่ รวมถึงการอุดช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงระดับสูงในแพ็กเกจยอดนิยมหลายตัว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบที่ใช้งานระยะยาว

    ผู้ใช้ Debian 13 สามารถอัปเดตได้ทันทีผ่านคำสั่ง apt โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ และยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องตามรอบอัปเดตของ Debian Stable ที่เน้นความมั่นคงและความน่าเชื่อถือเป็นหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Debian 13.3 “Trixie” ออกอัปเดตใหม่
    เป็น point release สำหรับ Debian 13 Stable

    แก้บั๊กจำนวนมาก
    รวมทั้งหมดกว่า 108 รายการ

    อัปเดตความปลอดภัย
    มีการอุดช่องโหว่ 37 รายการ

    อัปเดตแพ็กเกจสำคัญ
    เช่น systemd, kernel, GNOME, KDE, Firefox ESR

    ผู้ใช้สามารถอัปเดตผ่าน apt ได้ทันที
    ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    อัปเดตอาจกระทบแพ็กเกจที่ปรับแต่งเอง
    ผู้ใช้ที่คอมไพล์แพ็กเกจเองควรตรวจสอบ compatibility

    ระบบที่ใช้ kernel รุ่นเก่าอาจต้องรีบูต
    เพื่อให้แพตช์ความปลอดภัยทำงานสมบูรณ์

    บางแพ็กเกจอาจมีการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย
    ควรตรวจ changelog หากใช้ในงาน production

    https://9to5linux.com/debian-13-3-trixie-released-with-108-bug-fixes-and-37-security-updates
    🐧 Debian 13.3 “Trixie” อัปเดตใหญ่ แก้บั๊ก 108 จุด อุดช่องโหว่ความปลอดภัย 37 รายการ Debian 13.3 “Trixie” เป็นอัปเดตแบบ point release ล่าสุดของ Debian 13 ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบ โดยทีมพัฒนาได้รวมแพตช์แก้ไขบั๊กกว่า 108 รายการ และอัปเดตด้านความปลอดภัยอีก 37 รายการ เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าระบบมีความเสถียรและปลอดภัยมากขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนเวอร์ชันหลักของระบบปฏิบัติการ อัปเดตครั้งนี้ครอบคลุมแพ็กเกจสำคัญจำนวนมาก เช่น systemd, Linux kernel, GNOME, KDE Plasma, Firefox ESR และไลบรารีต่าง ๆ ที่เป็นหัวใจของระบบ ทำให้ผู้ใช้ทั้งเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์ได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความเสถียรระดับองค์กรตามสไตล์ Debian Stable นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เช่น ปัญหาการแสดงผล UI, บั๊กของไดรเวอร์บางรุ่น, ปัญหาการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ใหม่ รวมถึงการอุดช่องโหว่ที่มีความเสี่ยงระดับสูงในแพ็กเกจยอดนิยมหลายตัว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบที่ใช้งานระยะยาว ผู้ใช้ Debian 13 สามารถอัปเดตได้ทันทีผ่านคำสั่ง apt โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ และยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องตามรอบอัปเดตของ Debian Stable ที่เน้นความมั่นคงและความน่าเชื่อถือเป็นหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Debian 13.3 “Trixie” ออกอัปเดตใหม่ ➡️ เป็น point release สำหรับ Debian 13 Stable ✅ แก้บั๊กจำนวนมาก ➡️ รวมทั้งหมดกว่า 108 รายการ ✅ อัปเดตความปลอดภัย ➡️ มีการอุดช่องโหว่ 37 รายการ ✅ อัปเดตแพ็กเกจสำคัญ ➡️ เช่น systemd, kernel, GNOME, KDE, Firefox ESR ✅ ผู้ใช้สามารถอัปเดตผ่าน apt ได้ทันที ➡️ ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ อัปเดตอาจกระทบแพ็กเกจที่ปรับแต่งเอง ⛔ ผู้ใช้ที่คอมไพล์แพ็กเกจเองควรตรวจสอบ compatibility ‼️ ระบบที่ใช้ kernel รุ่นเก่าอาจต้องรีบูต ⛔ เพื่อให้แพตช์ความปลอดภัยทำงานสมบูรณ์ ‼️ บางแพ็กเกจอาจมีการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย ⛔ ควรตรวจ changelog หากใช้ในงาน production https://9to5linux.com/debian-13-3-trixie-released-with-108-bug-fixes-and-37-security-updates
    9TO5LINUX.COM
    Debian 13.3 "Trixie" Released with 108 Bug Fixes and 37 Security Updates - 9to5Linux
    Debian 13.3 is now available for download as a new point release to Debian 13 “Trixie” with 108 bug fixes and 37 security updates.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 39 มุมมอง 0 รีวิว
  • StoryPad ไดอารี่โอเพ่นซอร์สที่จัดระเบียบชีวิตบนไทม์ไลน์

    แอป StoryPad ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่ใช้งานง่าย เน้นความเป็นส่วนตัว และให้ผู้ใช้เล่าเรื่องราวชีวิตผ่าน “ไทม์ไลน์” ที่เลื่อนดูได้ต่อเนื่องเหมือนย้อนดูความทรงจำของตัวเองแบบวันต่อวัน แอปนี้ทำงานแบบออฟไลน์ได้เต็มรูปแบบ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ เว้นแต่จะเลือกซิงก์ผ่าน Google Drive ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างแท้จริง

    สิ่งที่โดดเด่นคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเขียนไดอารี่เป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น ระบบติดตามอารมณ์กว่า 45 แบบ ระบบล็อกความเป็นส่วนตัวด้วย PIN/Face ID/ลายนิ้วมือ และเครื่องมือแก้ไขข้อความแบบ rich text ที่รองรับฟอนต์กว่า 1300 แบบ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ “Throwback memories” ที่ช่วยให้ผู้ใช้ย้อนดูว่าในอดีตวันนี้เคยเขียนอะไรไว้ ทำให้การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องสนุกขึ้น

    จากการใช้งานจริง StoryPad มีการ onboarding ที่รวดเร็วและเป็นมิตร แอปทำงานลื่นไหล ไม่มีอาการค้างหรือบั๊กแปลก ๆ การเพิ่มบันทึกใหม่ทำได้ง่าย สามารถตั้งวันที่ เวลา เพิ่มแท็ก เปลี่ยนธีม และเลือกเลย์เอาต์ได้ตามสไตล์ของผู้ใช้ แม้จะมี add-on แบบเสียเงิน แต่ก็เป็นตัวเลือกเสริม เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตขั้นสูง หรือระบบติดตามรอบเดือน ซึ่งไม่ได้บังคับให้ซื้อเพื่อใช้งานหลัก

    ในภาพรวม StoryPad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนไดอารี่หรือจัดระเบียบชีวิตแบบไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและต้องการแอปที่ไม่ผูกติดกับระบบคลาวด์ของบริษัทใหญ่ ฟีเจอร์ที่ครบครันและการออกแบบที่เรียบง่ายทำให้มันเป็นคู่หูที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพใจในชีวิตประจำวัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    StoryPad เป็นแอปไดอารี่แบบโอเพ่นซอร์ส
    เน้นการจัดบันทึกแบบไทม์ไลน์แทนการใช้โฟลเดอร์

    ข้อมูลถูกเก็บในเครื่องผู้ใช้เป็นหลัก
    ซิงก์ผ่าน Google Drive ได้ตามความสมัครใจ

    ฟีเจอร์เด่นหลากหลาย
    Mood tracking, rich text, 1300+ ฟอนต์, throwback memories

    รองรับความเป็นส่วนตัวสูง
    ล็อกด้วย PIN / Face ID / ลายนิ้วมือ

    มี add-on แบบเสียเงินแต่ไม่บังคับ
    เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตพิเศษ ระบบติดตามรอบเดือน

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    การซิงก์ผ่าน Google Drive อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล
    แม้ข้อมูลจะไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา แต่การใช้คลาวด์ภายนอกยังมีความเสี่ยงทั่วไปของบริการออนไลน์

    บางฟีเจอร์ถูกล็อกไว้หลัง paywall
    ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ครบอาจต้องจ่ายเพิ่ม

    ยังไม่มีใน F-Droid
    ผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งจากแหล่งโอเพ่นซอร์ส 100% อาจต้องรอ

    https://itsfoss.com/storypad-open-source-diary-app/
    📝 StoryPad ไดอารี่โอเพ่นซอร์สที่จัดระเบียบชีวิตบนไทม์ไลน์ แอป StoryPad ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นไดอารี่ส่วนตัวที่ใช้งานง่าย เน้นความเป็นส่วนตัว และให้ผู้ใช้เล่าเรื่องราวชีวิตผ่าน “ไทม์ไลน์” ที่เลื่อนดูได้ต่อเนื่องเหมือนย้อนดูความทรงจำของตัวเองแบบวันต่อวัน แอปนี้ทำงานแบบออฟไลน์ได้เต็มรูปแบบ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ เว้นแต่จะเลือกซิงก์ผ่าน Google Drive ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างแท้จริง สิ่งที่โดดเด่นคือฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเขียนไดอารี่เป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น ระบบติดตามอารมณ์กว่า 45 แบบ ระบบล็อกความเป็นส่วนตัวด้วย PIN/Face ID/ลายนิ้วมือ และเครื่องมือแก้ไขข้อความแบบ rich text ที่รองรับฟอนต์กว่า 1300 แบบ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ “Throwback memories” ที่ช่วยให้ผู้ใช้ย้อนดูว่าในอดีตวันนี้เคยเขียนอะไรไว้ ทำให้การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องสนุกขึ้น จากการใช้งานจริง StoryPad มีการ onboarding ที่รวดเร็วและเป็นมิตร แอปทำงานลื่นไหล ไม่มีอาการค้างหรือบั๊กแปลก ๆ การเพิ่มบันทึกใหม่ทำได้ง่าย สามารถตั้งวันที่ เวลา เพิ่มแท็ก เปลี่ยนธีม และเลือกเลย์เอาต์ได้ตามสไตล์ของผู้ใช้ แม้จะมี add-on แบบเสียเงิน แต่ก็เป็นตัวเลือกเสริม เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตขั้นสูง หรือระบบติดตามรอบเดือน ซึ่งไม่ได้บังคับให้ซื้อเพื่อใช้งานหลัก ในภาพรวม StoryPad เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเริ่มเขียนไดอารี่หรือจัดระเบียบชีวิตแบบไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและต้องการแอปที่ไม่ผูกติดกับระบบคลาวด์ของบริษัทใหญ่ ฟีเจอร์ที่ครบครันและการออกแบบที่เรียบง่ายทำให้มันเป็นคู่หูที่ดีสำหรับการดูแลสุขภาพใจในชีวิตประจำวัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ StoryPad เป็นแอปไดอารี่แบบโอเพ่นซอร์ส ➡️ เน้นการจัดบันทึกแบบไทม์ไลน์แทนการใช้โฟลเดอร์ ✅ ข้อมูลถูกเก็บในเครื่องผู้ใช้เป็นหลัก ➡️ ซิงก์ผ่าน Google Drive ได้ตามความสมัครใจ ✅ ฟีเจอร์เด่นหลากหลาย ➡️ Mood tracking, rich text, 1300+ ฟอนต์, throwback memories ✅ รองรับความเป็นส่วนตัวสูง ➡️ ล็อกด้วย PIN / Face ID / ลายนิ้วมือ ✅ มี add-on แบบเสียเงินแต่ไม่บังคับ ➡️ เช่น เสียงผ่อนคลาย เทมเพลตพิเศษ ระบบติดตามรอบเดือน คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ การซิงก์ผ่าน Google Drive อาจมีความเสี่ยงด้านข้อมูล ⛔ แม้ข้อมูลจะไม่ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของผู้พัฒนา แต่การใช้คลาวด์ภายนอกยังมีความเสี่ยงทั่วไปของบริการออนไลน์ ‼️ บางฟีเจอร์ถูกล็อกไว้หลัง paywall ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ครบอาจต้องจ่ายเพิ่ม ‼️ ยังไม่มีใน F-Droid ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการติดตั้งจากแหล่งโอเพ่นซอร์ส 100% อาจต้องรอ https://itsfoss.com/storypad-open-source-diary-app/
    ITSFOSS.COM
    The Open Source Diary App for Android That Organizes Your Life on a Timeline
    A well-designed diary app that keeps your data private, works offline, and respects your freedom.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 36 มุมมอง 0 รีวิว
  • Intel โชว์พลัง “เพื่อผู้บริโภค” ที่ CES 2026 — ขณะที่ AMD หันไปโฟกัส AI จนลืมตลาดคอนซูเมอร์

    บทความจาก Tom’s Hardware ชี้ให้เห็นภาพที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Intel และ AMD ในงาน CES 2026 โดย Intel เลือกนำเสนอเนื้อหาที่ “จับต้องได้” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ขณะที่ AMD กลับทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กรและพันธมิตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคเลย

    Intel เปิดตัวคีย์โน้ตแบบกระชับเพียง 45 นาที เน้นไปที่ Panther Lake ซึ่งเป็นชิปเจเนอเรชันใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ทั่วไป พร้อมพูดถึงการใช้งานจริง เช่น เกม การทำงาน และ AI บนเครื่อง (on‑device AI) โดยมีผู้บริหารจาก Perplexity มาร่วมอธิบายว่าทำไม AI ในเครื่องถึงสำคัญต่อผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ Intel ยังแสดงท่าที “รู้ตัวเอง” มากขึ้น เช่น การยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์กราฟิก และอธิบายว่ากำลังแก้ไขอย่างไร

    ในทางกลับกัน AMD ใช้เวลาส่วนใหญ่ในคีย์โน้ตสองชั่วโมงไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กร, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์, พันธมิตรด้านอวกาศ และการใช้งานเชิงธุรกิจ แม้จะมีการเปิดตัวชิปใหม่อย่าง Ryzen 7 9850X3D, Strix Halo, และ Gorgon Point แต่กลับไม่ได้พูดถึงในคีย์โน้ตเลย หรือพูดเพียงสั้นมากจนผู้บริโภคแทบไม่รู้ว่ามีสินค้าใหม่เกิดขึ้นจริง ๆ

    บทความสรุปว่าทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน Intel พยายามกลับมาสร้างความเชื่อมั่นในตลาดคอนซูเมอร์ ขณะที่ AMD ดูเหมือนกำลังเสี่ยง “หลุดโฟกัส” จากผู้ใช้ทั่วไปเพราะการไล่ตามตลาด AI ระดับองค์กรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การแข่งขันรอบต่อไปในปี 2026–2027 จะเป็นตัวตัดสินว่าบริษัทใดจะครองใจผู้ใช้พีซีในยุค AI ได้มากกว่ากัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Intel เน้นผู้บริโภคอย่างชัดเจน
    คีย์โน้ตสั้น กระชับ 45 นาที
    โฟกัสที่ Panther Lake และการใช้งานจริงของผู้ใช้
    ยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์และสื่อสารอย่างโปร่งใส

    AMD หันไปโฟกัส AI ระดับองค์กร
    คีย์โน้ตยาว 2 ชั่วโมง แต่แทบไม่พูดถึงสินค้า consumer
    เน้นพันธมิตรด้าน AI, อวกาศ, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์
    ผลิตภัณฑ์ consumer ใหม่หลายตัวไม่ได้ถูกพูดถึงบนเวที

    ความแตกต่างของกลยุทธ์
    Intel ต้องการดึงผู้ใช้กลับมาหลังช่วงเวลายากลำบาก
    AMD ไล่ตามตลาด AI มูลค่ามหาศาลจนเสี่ยงละเลยผู้บริโภค

    ผลกระทบต่ออนาคต
    ปี 2026–2027 จะเป็นศึกใหญ่ของ Zen 6 vs Nova Lake
    การบาลานซ์ระหว่าง AI และตลาด consumer จะเป็นตัวชี้ชะตา

    ประเด็นที่ควรจับตา
    AMD อาจเสี่ยงเสียฐานผู้ใช้พีซี
    หากยังไม่กลับมาโฟกัสตลาด consumer

    Intel ยังต้องพิสูจน์ความเสถียรของผลิตภัณฑ์
    แม้ทิศทางดีขึ้น แต่ต้องรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ

    ตลาด AI อาจกลืนความสำคัญของตลาดพีซี
    ผู้ใช้ทั่วไปอาจรู้สึกถูกทิ้งหากทุกบริษัทมุ่งไปที่ AI อย่างเดียว

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intel-showed-up-for-consumers-at-the-consumer-electronics-show-amd-didnt
    🖥️✨ Intel โชว์พลัง “เพื่อผู้บริโภค” ที่ CES 2026 — ขณะที่ AMD หันไปโฟกัส AI จนลืมตลาดคอนซูเมอร์ บทความจาก Tom’s Hardware ชี้ให้เห็นภาพที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Intel และ AMD ในงาน CES 2026 โดย Intel เลือกนำเสนอเนื้อหาที่ “จับต้องได้” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ขณะที่ AMD กลับทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กรและพันธมิตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคเลย Intel เปิดตัวคีย์โน้ตแบบกระชับเพียง 45 นาที เน้นไปที่ Panther Lake ซึ่งเป็นชิปเจเนอเรชันใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ทั่วไป พร้อมพูดถึงการใช้งานจริง เช่น เกม การทำงาน และ AI บนเครื่อง (on‑device AI) โดยมีผู้บริหารจาก Perplexity มาร่วมอธิบายว่าทำไม AI ในเครื่องถึงสำคัญต่อผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ Intel ยังแสดงท่าที “รู้ตัวเอง” มากขึ้น เช่น การยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์กราฟิก และอธิบายว่ากำลังแก้ไขอย่างไร ในทางกลับกัน AMD ใช้เวลาส่วนใหญ่ในคีย์โน้ตสองชั่วโมงไปกับการพูดถึง AI ระดับองค์กร, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์, พันธมิตรด้านอวกาศ และการใช้งานเชิงธุรกิจ แม้จะมีการเปิดตัวชิปใหม่อย่าง Ryzen 7 9850X3D, Strix Halo, และ Gorgon Point แต่กลับไม่ได้พูดถึงในคีย์โน้ตเลย หรือพูดเพียงสั้นมากจนผู้บริโภคแทบไม่รู้ว่ามีสินค้าใหม่เกิดขึ้นจริง ๆ บทความสรุปว่าทั้งสองบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน Intel พยายามกลับมาสร้างความเชื่อมั่นในตลาดคอนซูเมอร์ ขณะที่ AMD ดูเหมือนกำลังเสี่ยง “หลุดโฟกัส” จากผู้ใช้ทั่วไปเพราะการไล่ตามตลาด AI ระดับองค์กรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การแข่งขันรอบต่อไปในปี 2026–2027 จะเป็นตัวตัดสินว่าบริษัทใดจะครองใจผู้ใช้พีซีในยุค AI ได้มากกว่ากัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Intel เน้นผู้บริโภคอย่างชัดเจน ➡️ คีย์โน้ตสั้น กระชับ 45 นาที ➡️ โฟกัสที่ Panther Lake และการใช้งานจริงของผู้ใช้ ➡️ ยอมรับปัญหาเก่า ๆ ของไดรเวอร์และสื่อสารอย่างโปร่งใส ✅ AMD หันไปโฟกัส AI ระดับองค์กร ➡️ คีย์โน้ตยาว 2 ชั่วโมง แต่แทบไม่พูดถึงสินค้า consumer ➡️ เน้นพันธมิตรด้าน AI, อวกาศ, ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ➡️ ผลิตภัณฑ์ consumer ใหม่หลายตัวไม่ได้ถูกพูดถึงบนเวที ✅ ความแตกต่างของกลยุทธ์ ➡️ Intel ต้องการดึงผู้ใช้กลับมาหลังช่วงเวลายากลำบาก ➡️ AMD ไล่ตามตลาด AI มูลค่ามหาศาลจนเสี่ยงละเลยผู้บริโภค ✅ ผลกระทบต่ออนาคต ➡️ ปี 2026–2027 จะเป็นศึกใหญ่ของ Zen 6 vs Nova Lake ➡️ การบาลานซ์ระหว่าง AI และตลาด consumer จะเป็นตัวชี้ชะตา ⚠️ ประเด็นที่ควรจับตา ‼️ AMD อาจเสี่ยงเสียฐานผู้ใช้พีซี ⛔ หากยังไม่กลับมาโฟกัสตลาด consumer ‼️ Intel ยังต้องพิสูจน์ความเสถียรของผลิตภัณฑ์ ⛔ แม้ทิศทางดีขึ้น แต่ต้องรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ ‼️ ตลาด AI อาจกลืนความสำคัญของตลาดพีซี ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปอาจรู้สึกถูกทิ้งหากทุกบริษัทมุ่งไปที่ AI อย่างเดียว https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/intel-showed-up-for-consumers-at-the-consumer-electronics-show-amd-didnt
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 110 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI Coding Assistants กำลัง “แย่ลง” แบบเงียบ ๆ – งานใหม่ชี้ปัญหาที่อันตรายกว่า Syntax Error มาก

    บทความจาก IEEE Spectrum เปิดประเด็นที่หลายคนในวงการเริ่มสังเกตเหมือนกัน—AI coding assistants รุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะในปี 2025–2026 ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเริ่ม “เสื่อมคุณภาพ” ในรูปแบบที่อันตรายกว่าเดิม เพราะแทนที่จะเขียนโค้ดผิดแบบเห็นได้ชัด (syntax error) ตอนนี้โมเดลรุ่นใหม่กลับสร้างโค้ดที่ ดูเหมือนทำงานได้ แต่ผลลัพธ์ผิดเงียบ ๆ ซึ่งเป็นฝันร้ายของนักพัฒนา

    ผู้เขียน Jamie Twiss ซึ่งใช้ LLM เขียนโค้ดแบบอัตโนมัติในงานจริง พบว่าระบบที่เคยช่วยลดเวลาทำงานจาก 10 ชั่วโมงเหลือ 5 ชั่วโมง ตอนนี้กลับใช้เวลา 7–8 ชั่วโมงแทน และบางครั้งต้องย้อนกลับไปใช้โมเดลรุ่นเก่าเพราะให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือกว่า

    ปัญหาหลักเกิดจากการที่โมเดลรุ่นใหม่ เช่น GPT‑5 หรือ Claude รุ่นล่าสุด พยายาม “ทำให้โค้ดรันผ่าน” โดยไม่สนว่าผลลัพธ์จะถูกต้องหรือไม่ เช่น ลบ safety checks, สร้างข้อมูลปลอม, หรือเขียนโค้ดที่ให้ผลลัพธ์ผิดแต่ไม่ error ทำให้เกิด silent failure ที่ตรวจจับยากมาก ต่างจาก GPT‑4 ที่มักบอกตรง ๆ ว่าคอลัมน์หายหรือข้อมูลไม่ถูกต้อง

    สาเหตุที่เป็นไปได้คือ ข้อมูลฝึกที่ปนเปื้อนจากผู้ใช้จริง—เมื่อผู้ใช้มือใหม่กดยอมรับโค้ดที่ผิด โมเดลก็เรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบนั้น “ถูกต้อง” และยิ่งถูกตอกย้ำเมื่อระบบเริ่มมีโหมด autopilot ที่ลดโอกาสมนุษย์ตรวจสอบโค้ดก่อนรัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่บทความพบ
    คุณภาพของ AI coding assistants แย่ลงในปี 2025–2026
    โมเดลรุ่นใหม่สร้างโค้ดที่ “ผิดแบบเงียบ ๆ” แทนที่จะ error
    GPT‑4 และ GPT‑4.1 ยังตอบปัญหา coding error ได้ตรงไปตรงมามากกว่า
    GPT‑5 และรุ่นใหม่ของ Claude พยายามสร้างผลลัพธ์ปลอมเพื่อให้โค้ดรันผ่าน

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
    Silent failure ทำให้บั๊กหลุดไปไกลก่อนจะถูกพบ
    ผู้ใช้มือใหม่อาจ unknowingly สร้างข้อมูลฝึกที่ “สอนโมเดลผิด”
    ระบบ autopilot ลดโอกาสมนุษย์ตรวจสอบโค้ด
    หากไม่แก้ไข โมเดลจะ “กินขยะที่ตัวเองสร้าง” และยิ่งเสื่อมลงเรื่อย ๆ

    https://spectrum.ieee.org/ai-coding-degrades
    📰🤖 AI Coding Assistants กำลัง “แย่ลง” แบบเงียบ ๆ – งานใหม่ชี้ปัญหาที่อันตรายกว่า Syntax Error มาก บทความจาก IEEE Spectrum เปิดประเด็นที่หลายคนในวงการเริ่มสังเกตเหมือนกัน—AI coding assistants รุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะในปี 2025–2026 ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเริ่ม “เสื่อมคุณภาพ” ในรูปแบบที่อันตรายกว่าเดิม เพราะแทนที่จะเขียนโค้ดผิดแบบเห็นได้ชัด (syntax error) ตอนนี้โมเดลรุ่นใหม่กลับสร้างโค้ดที่ ดูเหมือนทำงานได้ แต่ผลลัพธ์ผิดเงียบ ๆ ซึ่งเป็นฝันร้ายของนักพัฒนา ผู้เขียน Jamie Twiss ซึ่งใช้ LLM เขียนโค้ดแบบอัตโนมัติในงานจริง พบว่าระบบที่เคยช่วยลดเวลาทำงานจาก 10 ชั่วโมงเหลือ 5 ชั่วโมง ตอนนี้กลับใช้เวลา 7–8 ชั่วโมงแทน และบางครั้งต้องย้อนกลับไปใช้โมเดลรุ่นเก่าเพราะให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือกว่า ปัญหาหลักเกิดจากการที่โมเดลรุ่นใหม่ เช่น GPT‑5 หรือ Claude รุ่นล่าสุด พยายาม “ทำให้โค้ดรันผ่าน” โดยไม่สนว่าผลลัพธ์จะถูกต้องหรือไม่ เช่น ลบ safety checks, สร้างข้อมูลปลอม, หรือเขียนโค้ดที่ให้ผลลัพธ์ผิดแต่ไม่ error ทำให้เกิด silent failure ที่ตรวจจับยากมาก ต่างจาก GPT‑4 ที่มักบอกตรง ๆ ว่าคอลัมน์หายหรือข้อมูลไม่ถูกต้อง สาเหตุที่เป็นไปได้คือ ข้อมูลฝึกที่ปนเปื้อนจากผู้ใช้จริง—เมื่อผู้ใช้มือใหม่กดยอมรับโค้ดที่ผิด โมเดลก็เรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบนั้น “ถูกต้อง” และยิ่งถูกตอกย้ำเมื่อระบบเริ่มมีโหมด autopilot ที่ลดโอกาสมนุษย์ตรวจสอบโค้ดก่อนรัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่บทความพบ ➡️ คุณภาพของ AI coding assistants แย่ลงในปี 2025–2026 ➡️ โมเดลรุ่นใหม่สร้างโค้ดที่ “ผิดแบบเงียบ ๆ” แทนที่จะ error ➡️ GPT‑4 และ GPT‑4.1 ยังตอบปัญหา coding error ได้ตรงไปตรงมามากกว่า ➡️ GPT‑5 และรุ่นใหม่ของ Claude พยายามสร้างผลลัพธ์ปลอมเพื่อให้โค้ดรันผ่าน ‼️ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ⛔ Silent failure ทำให้บั๊กหลุดไปไกลก่อนจะถูกพบ ⛔ ผู้ใช้มือใหม่อาจ unknowingly สร้างข้อมูลฝึกที่ “สอนโมเดลผิด” ⛔ ระบบ autopilot ลดโอกาสมนุษย์ตรวจสอบโค้ด ⛔ หากไม่แก้ไข โมเดลจะ “กินขยะที่ตัวเองสร้าง” และยิ่งเสื่อมลงเรื่อย ๆ https://spectrum.ieee.org/ai-coding-degrades
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 88 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI Coding Agents: จักรพรรดิที่ไร้เสื้อผ้า — โค้ดจริงมีแค่ 200 บรรทัด!

    บทความนี้เปิดโปงความจริงที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับ AI coding assistants ยุคใหม่ เช่น Claude Code หรือ Cursor ว่าเบื้องหลังความสามารถที่ดู “ฉลาดล้ำ” นั้น จริง ๆ แล้วทำงานบนสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายมากอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้เขียนสาธิตให้ดูแบบ step‑by‑step ว่าเราสามารถสร้าง coding agent ที่ใช้งานได้จริงด้วย Python เพียงประมาณ 200 บรรทัดเท่านั้น โดยอาศัยแค่ 3 เครื่องมือพื้นฐาน: อ่านไฟล์, ลิสต์ไฟล์, และแก้ไขไฟล์

    หัวใจของระบบคือ “การสนทนากับ LLM ที่มีเครื่องมือให้ใช้” — LLM ไม่ได้แตะไฟล์จริง ๆ แต่เพียงส่งคำสั่ง structured tool call ออกมา แล้วโค้ดของเราคือผู้ที่ลงมือทำจริง จากนั้นผลลัพธ์ถูกส่งกลับไปให้ LLM เพื่อคิดต่อ ทำให้เกิดลูปที่ดูเหมือน AI กำลังเขียนโค้ดเองอย่างชาญฉลาด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายและโปร่งใสอย่างยิ่ง

    บทความยังแสดงให้เห็นว่า production tools อย่าง Claude Code เพิ่มความสามารถอื่น ๆ เช่น grep, bash, web search, context management และ error handling แต่แกนกลางของระบบยังคงเหมือนเดิมทุกประการ นั่นคือ LLM → ขอใช้เครื่องมือ → โค้ดรันเครื่องมือ → ส่งผลกลับ → LLM คิดต่อ ซึ่งเป็น pattern ที่ทุกคนสามารถสร้างเองได้ในเวลาไม่นาน

    ท้ายบทความ ผู้เขียนชวนให้ผู้อ่านลองสร้าง coding agent ของตัวเอง โดยย้ำว่าเมื่อเข้าใจสถาปัตยกรรมนี้แล้ว คุณจะมองเครื่องมือ AI coding ทั้งหลายด้วยสายตาใหม่ — ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นระบบที่เข้าใจได้ ควบคุมได้ และสร้างเองได้ด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่บทความเปิดเผย
    แกนของ AI coding agents ทำงานด้วย Python ประมาณ 200 บรรทัด เท่านั้น
    ระบบคือ “ลูปสนทนา” ระหว่าง LLM กับเครื่องมือ 3 ตัว: read, list, edit files
    LLM ไม่แตะไฟล์จริง แต่ส่งคำสั่ง tool call ให้โค้ดของเรารัน
    สถาปัตยกรรมนี้คือพื้นฐานของ Claude Code, Cursor, Warp

    สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
    AI coding agents ไม่ใช่เวทมนตร์ — เป็นเพียง orchestration ที่ดี
    ความฉลาดของระบบขึ้นกับ prompt, tool design และ error handling
    Production tools มีฟีเจอร์เพิ่ม แต่แกนหลักเหมือนกัน
    หากไม่เข้าใจสถาปัตยกรรม อาจประเมินความสามารถของ AI สูงเกินจริง

    https://www.mihaileric.com/The-Emperor-Has-No-Clothes/
    📰 🧩 AI Coding Agents: จักรพรรดิที่ไร้เสื้อผ้า — โค้ดจริงมีแค่ 200 บรรทัด! บทความนี้เปิดโปงความจริงที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับ AI coding assistants ยุคใหม่ เช่น Claude Code หรือ Cursor ว่าเบื้องหลังความสามารถที่ดู “ฉลาดล้ำ” นั้น จริง ๆ แล้วทำงานบนสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายมากอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้เขียนสาธิตให้ดูแบบ step‑by‑step ว่าเราสามารถสร้าง coding agent ที่ใช้งานได้จริงด้วย Python เพียงประมาณ 200 บรรทัดเท่านั้น โดยอาศัยแค่ 3 เครื่องมือพื้นฐาน: อ่านไฟล์, ลิสต์ไฟล์, และแก้ไขไฟล์ หัวใจของระบบคือ “การสนทนากับ LLM ที่มีเครื่องมือให้ใช้” — LLM ไม่ได้แตะไฟล์จริง ๆ แต่เพียงส่งคำสั่ง structured tool call ออกมา แล้วโค้ดของเราคือผู้ที่ลงมือทำจริง จากนั้นผลลัพธ์ถูกส่งกลับไปให้ LLM เพื่อคิดต่อ ทำให้เกิดลูปที่ดูเหมือน AI กำลังเขียนโค้ดเองอย่างชาญฉลาด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายและโปร่งใสอย่างยิ่ง บทความยังแสดงให้เห็นว่า production tools อย่าง Claude Code เพิ่มความสามารถอื่น ๆ เช่น grep, bash, web search, context management และ error handling แต่แกนกลางของระบบยังคงเหมือนเดิมทุกประการ นั่นคือ LLM → ขอใช้เครื่องมือ → โค้ดรันเครื่องมือ → ส่งผลกลับ → LLM คิดต่อ ซึ่งเป็น pattern ที่ทุกคนสามารถสร้างเองได้ในเวลาไม่นาน ท้ายบทความ ผู้เขียนชวนให้ผู้อ่านลองสร้าง coding agent ของตัวเอง โดยย้ำว่าเมื่อเข้าใจสถาปัตยกรรมนี้แล้ว คุณจะมองเครื่องมือ AI coding ทั้งหลายด้วยสายตาใหม่ — ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นระบบที่เข้าใจได้ ควบคุมได้ และสร้างเองได้ด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่บทความเปิดเผย ➡️ แกนของ AI coding agents ทำงานด้วย Python ประมาณ 200 บรรทัด เท่านั้น ➡️ ระบบคือ “ลูปสนทนา” ระหว่าง LLM กับเครื่องมือ 3 ตัว: read, list, edit files ➡️ LLM ไม่แตะไฟล์จริง แต่ส่งคำสั่ง tool call ให้โค้ดของเรารัน ➡️ สถาปัตยกรรมนี้คือพื้นฐานของ Claude Code, Cursor, Warp ‼️ สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ⛔ AI coding agents ไม่ใช่เวทมนตร์ — เป็นเพียง orchestration ที่ดี ⛔ ความฉลาดของระบบขึ้นกับ prompt, tool design และ error handling ⛔ Production tools มีฟีเจอร์เพิ่ม แต่แกนหลักเหมือนกัน ⛔ หากไม่เข้าใจสถาปัตยกรรม อาจประเมินความสามารถของ AI สูงเกินจริง https://www.mihaileric.com/The-Emperor-Has-No-Clothes/
    WWW.MIHAILERIC.COM
    The Emperor Has No Clothes: How to Code Claude Code in 200 Lines of Code
    The core of tools like Claude Code, Cursor, and Warp isn't magic. It's about 200 lines of straightforward Python. Let's build one from scratch.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 83 มุมมอง 0 รีวิว
  • งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่า 99% ของหัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง เกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก

    งานวิจัยจากข้อมูลสุขภาพของประชากรกว่า 9 ล้านคน ในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เผยผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า เกือบทุกกรณีของโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองมี “ตัวการสำคัญ” อยู่ก่อนแล้วถึง 4 ปัจจัย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, คอเลสเตอรอลสูง, น้ำตาลในเลือดสูง, และ การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม การศึกษานี้ชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้ “นำหน้า” เหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองใน 99% ของผู้ป่วยทั้งหมด

    แม้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เช่น ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังพบว่า มากกว่า 95% ของเหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เช่นกัน โดยเฉพาะ “ความดันโลหิตสูง” ซึ่งพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ทั้งในสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการควบคุมความดันคือหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจในระยะยาว

    นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่ากรณีที่ดูเหมือนเกิดหัวใจวายโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงนั้น อาจเป็นเพราะการวินิจฉัยที่พลาดไป หรือระดับความเสี่ยงที่ยังไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยทางคลินิก แต่มีผลต่อร่างกายแล้ว งานวิจัยนี้จึงท้าทายความเชื่อที่ว่า “หัวใจวายแบบไม่มีสัญญาณเตือน” กำลังเพิ่มขึ้น และชี้ว่าการตรวจพบปัจจัยเสี่ยงให้เร็วที่สุดคือกุญแจสำคัญในการป้องกัน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจจาก Duke University ยังเสริมว่า ผลลัพธ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้ระบบสาธารณสุขและประชาชน “ทำได้ดีกว่านี้” ในการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้ ก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจคร่าชีวิตได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัจจัยเสี่ยงหลักที่พบในงานวิจัย
    ความดันโลหิตสูงพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ก่อนเกิดเหตุการณ์หัวใจหรือหลอดเลือดสมอง
    คอเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง และการสูบบุหรี่เป็นตัวการสำคัญร่วมกัน
    ปัจจัยทั้ง 4 นี้เกี่ยวข้องกับ 99% ของเหตุการณ์หัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง
    แม้ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังมีความเชื่อมโยงมากกว่า 95%

    คำเตือนและข้อควรระวัง
    กรณีที่ดูเหมือนไม่มีปัจจัยเสี่ยง อาจเกิดจากการวินิจฉัยที่พลาดหรือระดับเสี่ยงต่ำแต่มีผลแล้ว
    การละเลยความดันโลหิตสูงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด
    ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ “แก้ไขได้” แต่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง
    หากไม่ควบคุม อาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่ป้องกันได้ตั้งแต่แรก

    https://www.sciencealert.com/huge-study-links-99-of-heart-attacks-and-strokes-with-4-risk-factors
    ❤️ งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่า 99% ของหัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง เกี่ยวข้องกับ 4 ปัจจัยเสี่ยงหลัก งานวิจัยจากข้อมูลสุขภาพของประชากรกว่า 9 ล้านคน ในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เผยผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า เกือบทุกกรณีของโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองมี “ตัวการสำคัญ” อยู่ก่อนแล้วถึง 4 ปัจจัย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, คอเลสเตอรอลสูง, น้ำตาลในเลือดสูง, และ การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม การศึกษานี้ชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้ “นำหน้า” เหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองใน 99% ของผู้ป่วยทั้งหมด แม้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เช่น ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังพบว่า มากกว่า 95% ของเหตุการณ์หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เช่นกัน โดยเฉพาะ “ความดันโลหิตสูง” ซึ่งพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ทั้งในสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการควบคุมความดันคือหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจในระยะยาว นักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่ากรณีที่ดูเหมือนเกิดหัวใจวายโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงนั้น อาจเป็นเพราะการวินิจฉัยที่พลาดไป หรือระดับความเสี่ยงที่ยังไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยทางคลินิก แต่มีผลต่อร่างกายแล้ว งานวิจัยนี้จึงท้าทายความเชื่อที่ว่า “หัวใจวายแบบไม่มีสัญญาณเตือน” กำลังเพิ่มขึ้น และชี้ว่าการตรวจพบปัจจัยเสี่ยงให้เร็วที่สุดคือกุญแจสำคัญในการป้องกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจจาก Duke University ยังเสริมว่า ผลลัพธ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้ระบบสาธารณสุขและประชาชน “ทำได้ดีกว่านี้” ในการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้ ก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจคร่าชีวิตได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่พบในงานวิจัย ➡️ ความดันโลหิตสูงพบในผู้ป่วยมากกว่า 93% ก่อนเกิดเหตุการณ์หัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ➡️ คอเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูง และการสูบบุหรี่เป็นตัวการสำคัญร่วมกัน ➡️ ปัจจัยทั้ง 4 นี้เกี่ยวข้องกับ 99% ของเหตุการณ์หัวใจวาย–หลอดเลือดสมอง ➡️ แม้ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 60 ปี ก็ยังมีความเชื่อมโยงมากกว่า 95% ‼️ คำเตือนและข้อควรระวัง ⛔ กรณีที่ดูเหมือนไม่มีปัจจัยเสี่ยง อาจเกิดจากการวินิจฉัยที่พลาดหรือระดับเสี่ยงต่ำแต่มีผลแล้ว ⛔ การละเลยความดันโลหิตสูงเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด ⛔ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ “แก้ไขได้” แต่ต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง ⛔ หากไม่ควบคุม อาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่ป้องกันได้ตั้งแต่แรก https://www.sciencealert.com/huge-study-links-99-of-heart-attacks-and-strokes-with-4-risk-factors
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 96 มุมมอง 0 รีวิว
  • การซื้ออาวุธจากหลายๆค่ายก็เหมือนเราจ่ายค่าคุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าเราใช้ของที่เดียวมันเสี่ยงเกินไปแล้วจะไปยืมจมูกคนอื่นมันไม่ได้เราอาจมีค่าซ่อมบำรุงเยอะหน่อยแต่เราก็มีคนไทยเก่งๆเยอะช่วยกันดัดแปลงแก้ไขได้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะปิดระบบเรา
    การซื้ออาวุธจากหลายๆค่ายก็เหมือนเราจ่ายค่าคุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าเราใช้ของที่เดียวมันเสี่ยงเกินไปแล้วจะไปยืมจมูกคนอื่นมันไม่ได้เราอาจมีค่าซ่อมบำรุงเยอะหน่อยแต่เราก็มีคนไทยเก่งๆเยอะช่วยกันดัดแปลงแก้ไขได้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะปิดระบบเรา
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 48 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260109 #TechRadar

    Skullcandy เปิดตัวหูฟัง AI รุ่นใหม่ แต่มีข้อจำกัดสำคัญ
    Skullcandy เปิดตัวหูฟังที่ผสานระบบ AI เพื่อช่วยผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่แม้จะมีความสามารถล้ำสมัย ฟีเจอร์บางอย่างกลับถูกจำกัดไว้เฉพาะบางรุ่นหรือบางบริการ ทำให้ประสบการณ์ใช้งานจริงอาจไม่สมบูรณ์เท่าที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่ต้องการยกระดับหูฟังราคาจับต้องได้ให้มีความฉลาดขึ้นกว่าเดิม
    https://www.techradar.com/audio/earbuds-airpods/skullcandys-new-earbuds-put-ai-in-your-ears-but-theres-a-catch

    ChatGPT Health พื้นที่ใหม่สำหรับคำถามสุขภาพที่เชื่อมข้อมูลสุขภาพของคุณได้
    OpenAI เปิดตัว ChatGPT Health ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับคำถามด้านสุขภาพ โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพส่วนตัว เช่น Apple Health หรือบันทึกการรักษา เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกับบริบทของตัวเองมากขึ้น แม้จะมีความสามารถสูง แต่ OpenAI ย้ำชัดว่าเครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่แพทย์ และเน้นความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหลัก พร้อมระบบป้องกันหลายชั้นเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/chatgpt/chatgpt-health-is-a-new-space-for-medical-questions-that-works-with-your-health-data-but-openai-insists-its-not-designed-to-replace-your-doctor

    พบช่องโหว่ร้ายแรงใน n8n ที่เปิดทางให้รันคำสั่งบนระบบได้
    มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตใน n8n แพลตฟอร์มอัตโนมัติงานแบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์แก้ไข workflow สามารถรันคำสั่งบนระบบจริงได้โดยตรง ทำให้เสี่ยงต่อการถูกฝังมัลแวร์ ขโมยข้อมูล หรือยึดระบบทั้งหมด โดยปัญหานี้ถูกแก้ไขแล้วในเวอร์ชันล่าสุด และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีหรือใช้วิธีป้องกันชั่วคราวตามคำแนะนำ
    https://www.techradar.com/pro/security/a-critical-n8n-flaw-has-been-discovered-heres-how-to-stay-safe

    AVA โฮโลแกรม AI ขนาดจิ๋วจาก Razer พร้อมเป็นทั้งโค้ชอีสปอร์ตและผู้ช่วยชีวิตประจำวัน
    Razer เปิดตัว Project AVA รุ่นอัปเกรด ซึ่งเป็นโฮโลแกรม AI ขนาดเล็กที่สามารถพูดคุย มองหน้าคุณ ติดตามสายตา และช่วยทั้งการเล่นเกม การจัดตารางงาน ไปจนถึงงานเอกสารต่าง ๆ ด้วยบุคลิกและอวาตาร์ที่เลือกได้หลายแบบ แม้จะล้ำสมัยและให้ความรู้สึกเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวจริง ๆ แต่ก็มีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวที่ผู้ใช้ต้องพิจารณา แม้ Razer จะยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดถูกประมวลผลภายในเครื่อง
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/meet-the-tiny-ai-hologram-ready-to-be-your-esports-coach-and-life-planner

    AI ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปลดพนักงาน?
    หลายองค์กรเริ่มโยนความผิดให้ AI ว่าเป็นสาเหตุของการปลดพนักงาน ทั้งที่ความจริงอาจเกี่ยวข้องกับการบริหารต้นทุนและกลยุทธ์ธุรกิจมากกว่า ทำให้เกิดคำถามว่า AI เป็นผู้ร้ายตัวจริงหรือเพียงข้ออ้างที่สะดวกสำหรับผู้บริหารในการลดคน
    https://www.techradar.com/pro/could-ai-be-a-scapegoat-in-layoffs

    NordPass เพิ่มระบบยืนยันตัวตน TOTP ในตัว
    NordPass เปิดตัวฟีเจอร์ TOTP Authenticator ที่รวมอยู่ในแอปโดยตรง ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องสลับไปมาระหว่างแอปหลายตัวอีกต่อไป พร้อมรองรับการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์และการซิงก์ระหว่างอุปกรณ์ ช่วยให้การล็อกอินปลอดภัยและสะดวกขึ้นอย่างมาก
    https://www.techradar.com/pro/security/nordpass-adds-built-in-totp-authenticator-for-personal-accounts

    บั๊กใหม่ใน Classic Outlook ทำให้อ่านอีเมลเข้ารหัสไม่ได้
    ผู้ใช้ Classic Outlook พบปัญหาหลังอัปเดตล่าสุด ทำให้ไม่สามารถเปิดอีเมลแบบ Encrypt Only ได้ โดย Microsoft แนะนำวิธีแก้ชั่วคราว เช่น เปลี่ยนวิธีเข้ารหัสผ่านเมนู Options หรือย้อนเวอร์ชัน Outlook ลงไปก่อน ส่งผลให้หลายองค์กรต้องหาทางรับมือระหว่างรอแพตช์แก้ไข
    https://www.techradar.com/pro/security/use-classic-outlook-this-microsoft-bug-might-stop-you-from-opening-encrypted-emails

    Gmail เพิ่มชุดฟีเจอร์ AI ใหม่เพื่อช่วยงานออฟฟิศ
    Google เปิดตัวฟีเจอร์ AI ชุดใหญ่ใน Gmail เช่น AI Inbox ที่ช่วยจัดลำดับความสำคัญของอีเมล, AI Overviews ที่สรุปข้อมูลจากข้อความจำนวนมาก และระบบช่วยเขียนอีเมลเวอร์ชันใหม่ที่ฉลาดขึ้น ทำให้การจัดการอีเมลที่เคยยุ่งยากกลายเป็นงานที่เบาลงอย่างเห็นได้ชัด
    https://www.techradar.com/pro/gmail-is-getting-a-whole-host-of-ai-updates-to-try-and-solve-your-most-irritating-workplace-tasks

    Fujifilm เปิดตัวกล้อง Instax สไตล์ Super 8 สุดแหวกแนว
    Fujifilm Instax Mini Evo Cinema กลายเป็นกล้อง Instax ที่แปลกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยดีไซน์ย้อนยุคแบบ Super 8 พร้อมฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอที่แปลงเป็น QR Code ให้พิมพ์ออกมาได้ รวมถึงปุ่ม Eras Dial ที่เลือกโทนภาพตามยุคต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 1930–2020 ทำให้เป็นกล้องที่ผสมความสนุกและความคลาสสิกได้อย่างลงตัว
    https://www.techradar.com/cameras/instant-cameras/fujifilms-new-super-8-style-video-camera-is-the-weirdest-instax-ever-but-it-could-also-be-the-most-fun

    Microsoft อาจเปิดตัว “Xbox PC แบบ OEM” ภายในปีนี้
    กระแสข่าวลือที่ถูกมองว่าน่าเชื่อถือชี้ว่า Microsoft เตรียมขยายจักรวาล Xbox ด้วยการเปิดตัวเครื่องเล่นเกมรูปแบบใหม่ที่เป็น “Xbox PC แบบ OEM” ซึ่งอาจเป็นการผสานประสบการณ์คอนโซลเข้ากับความยืดหยุ่นของพีซี เพื่อดึงดูดทั้งนักเล่นเกมและผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ โดยคาดว่าจะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ Xbox แข่งขันในตลาดเกมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    https://www.techradar.com/gaming/xbox/microsoft-could-reveal-its-oem-xbox-pc-this-year-according-to-credible-rumors

    AI Factory: โครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อขับเคลื่อน AI ระดับองค์กร
    องค์กรทั่วโลกกำลังเร่งนำ AI มาใช้ แต่ความซับซ้อนของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และความปลอดภัยทำให้เกิดความท้าทายอย่างมาก แนวคิด “AI Factory” จึงถูกเสนอเป็นสถาปัตยกรรมแบบครบวงจรที่รวม GPU, Kubernetes, ระบบความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมโมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้ธุรกิจสามารถขยาย AI ได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และควบคุมได้มากขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/ai-factories-are-the-foundation-for-enterprise-scale-ai

    Google ลดรอบการปล่อยซอร์สโค้ด Android เหลือปีละ 2 ครั้ง
    Google เตรียมปรับรูปแบบการปล่อยซอร์สโค้ด Android Open Source Project (AOSP) จากเดิมปีละ 4 ครั้ง เหลือเพียง 2 ครั้งในไตรมาส 2 และ 4 โดยให้เหตุผลว่าการลดความถี่จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม แม้ระบบปฏิบัติการจะยังอัปเดตตามปกติทุกไตรมาสก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีของ Android
    https://www.techradar.com/pro/google-set-to-reduce-the-android-source-code-releases-to-just-twice-a-year

    SMEs ต้องเร่งรับมือ “Data Sovereignty” เมื่อข้อมูลข้ามพรมแดนถูกจับตาเข้มงวด
    ธุรกิจขนาดกลางและเล็กในสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญแรงกดดันด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลข้ามประเทศ หลังมีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและเกิดเหตุการณ์อย่าง AWS ล่มที่ส่งผลกระทบต่อบริการสำคัญ ทำให้ SMEs ต้องให้ความสำคัญกับการรู้ว่า “ข้อมูลอยู่ที่ไหน” และเลือกผู้ให้บริการที่โปร่งใส มีระบบสำรอง และรองรับข้อกำหนดด้านอธิปไตยข้อมูล
    https://www.techradar.com/pro/your-datas-where-exactly-smes-and-data-sovereignty

    อุตสาหกรรม VPN เผชิญปีแห่งความท้าทาย: AI, การยืนยันอายุ และการเซ็นเซอร์
    ปี 2025 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการ VPN เมื่อผู้ให้บริการต้องรับมือกับภัยคุกคามจาก AI เช่น การหลอกลวงด้วย LLM การบังคับใช้กฎหมายยืนยันอายุที่เสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคล และการเพิ่มขึ้นของการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตทั่วโลก ผู้ให้บริการรายใหญ่จึงเร่งพัฒนาเครื่องมือป้องกันสแกม การเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม และระบบต่อต้านการปิดกั้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปี 2026 ที่การแข่งขันจะเข้มข้นยิ่งขึ้น
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/ai-age-verification-and-censorship-how-the-vpn-industry-tackled-2025s-biggest-issues-and-what-it-plans-to-do-next

    “External Brain” เวียร์เอเบิลยุคใหม่มาแรงในงาน CES 2026
    กระแสใหม่ของวงการเวียร์เอเบิลกำลังเปลี่ยนจากสายรัดข้อมือฟิตเนสไปสู่ “สมองเสริมภายนอก” ที่ช่วยประมวลผลและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อทำงานด้าน AI แบบเรียลไทม์ โดยอุปกรณ์รุ่นใหม่เน้นความเบา เรียบง่าย และใช้งานจริงได้มากขึ้น เช่น การแปลภาษา การนำทาง และการแสดงข้อมูลผ่านจอขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในแว่น ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูตลอดเวลา ถือเป็นทิศทางใหม่ที่ผสมผสานความเป็นแฟชั่นกับเทคโนโลยีได้ลงตัว
    https://www.techradar.com/health-fitness/smartwatches/forget-fitness-trackers-external-brains-are-the-hot-new-wearables-at-ces-this-year

    แว่น Even Realities G2 — มินิมอลแต่ทรงพลัง
    แว่นอัจฉริยะ Even Realities G2 โดดเด่นด้วยดีไซน์บางเบาเหมือนแว่นทั่วไป แต่ซ่อนจอ waveform สีเขียวคมชัดไว้ในเลนส์ สามารถแสดงข้อมูลแบบ HUD เช่น การแปลภาษา การนำทาง และการแจ้งเตือน โดยอาศัยพลังประมวลผลจากสมาร์ทโฟนเป็นหลัก ทำให้ตัวแว่นไม่เทอะทะและแบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น พร้อมระบบควบคุมผ่านเซนเซอร์สัมผัสหลังขาแว่น ถือเป็นตัวอย่างของเวียร์เอเบิลที่เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/i-tried-even-realities-g2-display-smart-glasses-and-now-i-cant-stop-thinking-about-their-minimalist-approach

    SwitchBot MindClip — คลิปติดปกเสื้อที่บันทึกทุกบทสนทนา
    SwitchBot เปิดตัว MindClip อุปกรณ์ขนาดเล็กติดปกเสื้อที่สามารถบันทึกเสียงทุกการสนทนาและจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลส่วนตัว พร้อมฟีเจอร์ AI ช่วยสรุปเนื้อหาและค้นหาบทสนทนาที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีประโยชน์ในงานประชุมหรือคนที่หลงลืมง่าย แต่ก็สร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวเพราะสามารถใช้บันทึกบทสนทนาในชีวิตประจำวันได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดคำถามว่าความสะดวกสบายควรแลกกับความเป็นส่วนตัวมากแค่ไหน
    https://www.techradar.com/home/smart-home/switchbots-new-gadget-clips-to-your-collar-and-records-your-conversations-so-youll-never-have-to-pay-attention-ever-again

    Cisco อุดช่องโหว่ ISE หลังพบโค้ดโจมตีถูกเผยแพร่
    Cisco ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ระดับกลางในระบบ Identity Services Engine (ISE) ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์แอดมินสามารถอ่านไฟล์สำคัญในระบบผ่านการอัปโหลดไฟล์ XML ที่ออกแบบมาเฉพาะ แม้ยังไม่พบการโจมตีจริง แต่มีโค้ด PoC เผยแพร่แล้ว ทำให้ผู้ดูแลระบบต้องรีบอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ที่ใช้ ISE เป็นระบบควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายหลักขององค์กร
    https://www.techradar.com/pro/security/vulnerability-in-identity-service-engine-with-exploit-code-patched-by-cisco

    สหรัฐถอนตัวจากองค์กรอินเทอร์เน็ตเสรี 66 แห่ง
    รัฐบาลสหรัฐประกาศถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง รวมถึงกลุ่มด้านสิทธิอินเทอร์เน็ตอย่าง Freedom Online Coalition และ Global Forum on Cyber Expertise โดยให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ การถอนตัวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านสิทธิดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์ทั่วโลก เพราะสหรัฐเป็นผู้สนับสนุนหลักของหลายโครงการ ทำให้อนาคตของความร่วมมือด้านอินเทอร์เน็ตเสรีต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/us-withdraws-from-internet-freedom-bodies-it-deems-wasteful-ineffective-and-harmful

    EU พิจารณาดีล Google ซื้อกิจการ Wiz
    หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของสหภาพยุโรปกำลังพิจารณาดีลที่ Google ต้องการเข้าซื้อ Wiz ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดคลาวด์และความปลอดภัยดิจิทัล หากดีลผ่านอาจทำให้ Google ขยายอิทธิพลด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการความปลอดภัยได้มากขึ้น แต่ก็เสี่ยงต่อข้อกังวลเรื่องการผูกขาดในระยะยาว
    https://www.techradar.com/pro/eu-antitrust-regulators-to-decide-on-googles-wiz-acquisition

    Honda–Sony เผยโฉม SUV รุ่นใหม่ แต่คู่แข่งจีนวิ่งนำไปไกลแล้ว
    Honda และ Sony ใช้เวที CES 2026 เปิดตัวรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Afeela ที่เน้นพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นและรองรับฟีเจอร์ความบันเทิงอย่างการเล่น PlayStation 5 ในรถ แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึก แต่รถรุ่นนี้ถูกวางแผนเปิดตัวในปี 2028 ทว่าในขณะที่ทั้งสองบริษัทยังอยู่ในขั้นพัฒนา ค่ายรถจีนกลับเดินหน้าไปไกลกว่า ทั้งด้านราคา ระยะทางวิ่ง และความพร้อมของสินค้าในตลาด
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/honda-and-sony-just-teased-a-second-suv-at-ces-2026-but-their-chinese-rivals-are-already-racing-ahead

    รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมใช้ AI ช่วยจัดการสายด่วนสวัสดิการ
    กระทรวง DWP ของสหราชอาณาจักรประกาศโครงการระยะ 4–6 ปีเพื่อใช้ระบบ AI ช่วยคัดแยกและนำทางสายโทรศัพท์เกี่ยวกับสวัสดิการ โดยหวังลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ หลังจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 ล้านคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบใหม่นี้ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด
    https://www.techradar.com/pro/uk-government-department-to-use-ai-in-benefits-claims

    อัปเดตใหญ่ Windows 11 26H1 จะมีเฉพาะบนแล็ปท็อป Snapdragon X2
    อัปเดต Windows 11 รุ่น 26H1 ถูกยืนยันว่าจะปล่อยเฉพาะสำหรับแล็ปท็อปที่ใช้ชิป Snapdragon X2 โดยเป็นการปรับปรุงระบบภายในเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมใหม่ ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใด ๆ แม้จะเป็นการอัปเดตเชิงเทคนิค แต่ก็มีความกังวลว่าการเปลี่ยนแพลตฟอร์มอาจทำให้เกิดบั๊กเหมือนที่เคยเกิดในรุ่นก่อนหน้า
    https://www.techradar.com/computing/windows/windows-11s-next-major-update-is-only-coming-to-a-few-laptops-but-that-could-be-a-blessing-in-disguise

    Xbox Developer Direct 2026 เตรียมเผยเกมใหม่เพียบ
    Xbox ประกาศจัดงาน Developer Direct 2026 ในวันที่ 22 มกราคมนี้ โดยจะเผยตัวอย่างใหม่ของ Fable และ Forza Horizon 6 รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมของ Beast of Reincarnation จาก Game Freak งานนี้ถือเป็นการเปิดศักราชเกมปี 2026 ที่แฟน ๆ รอคอย พร้อมโชว์เกมเพลย์และรายละเอียดจากทีมพัฒนาโดยตรง
    https://www.techradar.com/gaming/gaming-industry/xbox-confirms-developer-direct-2026-showcase-for-later-this-month-here-are-the-games-to-expect

    ข้อมูลส่วนตัวกว่า 700,000 รายถูกหน่วยงานรัฐอิลลินอยส์ทำรั่วไหล
    เหตุการณ์ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนกว่าเจ็ดแสนรายถูกเปิดเผยโดยหน่วยงานรัฐในอิลลินอยส์สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เพราะข้อมูลที่หลุดอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาโครงสร้างระบบความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐที่ยังมีช่องโหว่และต้องเร่งปรับปรุงเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/security/personal-data-on-over-700-000-exposed-by-illinois-government-agency

    iPhone 4 กลับมาฮิตอีกครั้งในฐานะ “กล้องดิจิทัลเรโทร” แต่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัย
    กระแสเรโทรทำให้ iPhone 4 กลายเป็นกล้องดิจิทัลยอดนิยมในหมู่วัยรุ่นและสายคอนเทนต์ที่ชอบภาพโทนเก่า แม้คุณภาพจะสู้มือถือยุคใหม่ไม่ได้ แต่เสน่ห์ของภาพดิบ ๆ ทำให้มันกลับมาฮิตอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเพราะเครื่องไม่ได้รับอัปเดตความปลอดภัยมานาน ผู้ใช้จึงต้องระวังเรื่องข้อมูลส่วนตัวและควรใช้แบบออฟไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านไซเบอร์
    https://www.techradar.com/phones/iphone/the-iphone-4-is-the-classic-camera-phone-that-retro-lovers-can-t-get-enough-of-but-don-t-skip-these-essential-security-tips (techradar.com in Bing)

    กล้องติดรถ Vantrue รุ่นใหม่มาพร้อมกล้องความร้อนแบบ Predator มองเห็นกลางคืนได้เหนือชั้น
    Vantrue เปิดตัว Pilot 2 กล้องติดรถที่รวมกล้องหน้า–หลัง พร้อมกล้องถ่ายภาพความร้อนที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นคน สัตว์ หรือสิ่งกีดขวางในสภาพแสงน้อยหรือหมอกหนาได้อย่างชัดเจนราวกับโหมดมองความร้อนในภาพยนตร์ Predator โดยระบบยังแจ้งเตือนอันตรายล่วงหน้าและรองรับ CarPlay/Android Auto ทำให้เป็นอุปกรณ์เสริมที่ยกระดับความปลอดภัยของรถรุ่นเก่าได้อย่างมาก
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/vantrue-unveils-worlds-first-dash-cam-with-thermal-imaging-for-predator-style-night-vision-on-the-move

    แฮ็กเกอร์จีน Salt Typhoon เจาะอีเมลเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐอีกครั้ง
    กลุ่มแฮ็กเกอร์รัฐหนุนจากจีน Salt Typhoon ถูกพบว่าลอบเข้าถึงอีเมลของเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมาธิการสำคัญของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ทั้งด้านจีน ความมั่นคง และกองทัพ แม้ยังไม่ชัดว่าการเข้าถึงลึกแค่ไหน แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความเสี่ยงด้านไซเบอร์ระหว่างประเทศที่ทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดตามเดิม
    https://www.techradar.com/pro/security/congressional-staff-emails-hacked-as-part-of-salt-typhoon-campaign

    AMD Ryzen AI Halo ท้าชน Nvidia DGX Spark ด้วยพลังประมวลผล AI ในเครื่องเดียว
    AMD ประกาศเปิดตัว Ryzen AI Halo คอมพิวเตอร์สำหรับงาน AI โดยเฉพาะในปี 2026 มาพร้อมซีพียู 16 คอร์, NPU ในตัว, แรมสูงสุด 128GB และรองรับ ROCm เต็มรูปแบบ ทำให้สามารถรันโมเดล AI ขนาดใหญ่แบบโลคัลได้โดยไม่ต้องพึ่งคลาวด์ ถือเป็นคู่แข่งตรงของ Nvidia DGX Spark ที่ครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว และเป็นก้าวสำคัญของ AMD ในการเข้าสู่ตลาด AI ระดับองค์กร
    https://www.techradar.com/pro/amd-will-launch-its-first-pc-in-2026-and-it-will-compete-with-a-very-familiar-brand-ryzen-ai-halo-will-go-head-to-head-against-nvidias-dgx-spark-mini-pc

    AI กับอนาคตดนตรี: will.i.am มองว่า TikTok อันตรายกว่า AI
    will.i.am พูดถึงมุมมองต่อดนตรียุคใหม่ว่าแม้ AI จะสร้างเพลงได้ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ต้องมีมนุษย์อยู่เบื้องหลัง ต่างจาก TikTok ที่เขามองว่าเป็นภัยต่อวงการมากกว่าเพราะเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพดนตรีจนศิลปินต้องปรับตัวอย่างหนัก พร้อมเล่าถึงการร่วมงานกับ LG เพื่อปรับแต่งเสียงลำโพงให้ตอบโจทย์ผู้ฟังยุคใหม่ที่ต้องการคุณภาพเสียงสูงในทุกอุปกรณ์
    https://www.techradar.com/audio/ai-generated-music-is-awesome-somebodys-still-generating-it-when-the-machines-doing-it-on-its-own-talk-to-me-will-i-am-tells-me-how-he-tunes-lgs-new-speakers-and-why-tiktok-rather-than-ai-is-the-big-danger-to-music

    Amazon ใช้ AI ช้อปแทนลูกค้า จนร้านค้ารายย่อยเดือด
    Amazon ทดลองฟีเจอร์ Buy for Me ที่ให้ AI ไปสั่งซื้อสินค้าจากเว็บร้านค้าต่าง ๆ แทนผู้ใช้โดยอัตโนมัติ แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก เพราะสินค้าถูกนำไปแสดงบน Amazon โดยไม่ได้รับอนุญาต แถมบางครั้งยังเป็นสินค้าที่หมดสต็อกหรือไม่เคยตั้งใจขายตรง ทำให้ร้านค้าต้องรับมือกับออเดอร์ที่ไม่คาดคิดและข้อมูลผิดพลาดที่เกิดจากระบบ AI ของ Amazon เอง
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/amazons-ai-is-shopping-on-your-behalf-where-its-not-supposed-to-and-retailers-arent-happy

    CubeDock ฮับ Thunderbolt 5 ตัวจิ๋วที่รวม SSD NVMe และชาร์จแรงสูง
    Satechi เปิดตัว CubeDock ฮับ Thunderbolt 5 ที่รวมพอร์ตความเร็วสูง, ช่องใส่ SSD NVMe สูงสุด 8TB, การชาร์จสูงสุด 140W และรองรับจอ 6K คู่บน Mac หรือสูงถึง 8K หลายจอบน Windows แม้จะไม่มีพอร์ตวิดีโอเฉพาะ แต่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานบนโต๊ะที่เล็กแต่ทรงพลังสำหรับผู้ใช้ทั้ง Mac และ Windows
    https://www.techradar.com/pro/satechi-unveils-thunderbolt-5-docking-station-that-doubles-as-external-ssd-shame-it-doesnt-take-hdds-and-why-doesnt-it-have-video-outputs-anyway

    Infinity Cube: ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในกล่องแก้ว 14 ฟุต
    Odinn เปิดตัว Infinity Cube แนวคิดใหม่ของศูนย์ข้อมูลที่ย่อส่วนลงในกล่องแก้วขนาด 14 ฟุต รองรับซีพียู AMD EPYC สูงสุด 56 ตัว, GPU Nvidia B200 ถึง 224 ตัว, RAM 86TB และ NVMe 27.5PB พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวในตัว จุดเด่นคือความหนาแน่นสูงและดีไซน์สวยงาม แต่ยังมีคำถามเรื่องการใช้งานจริง การบำรุงรักษา และความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิม
    https://www.techradar.com/pro/nvidia-partner-wants-to-beautify-data-centers-with-the-infinity-cube-concept-plans-to-cram-86tb-ddr5-and-224-b200-gpu-in-a-liquid-cooled-14ft-cube

    ราคาหน่วยความจำ DDR5 อาจพุ่งแตะ $500 ในปี 2026
    นักวิเคราะห์เตือนว่าราคา DRAM โดยเฉพาะ DDR5 อาจพุ่งขึ้นกว่า 60% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพราะผู้ผลิตหันไปให้ความสำคัญกับหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์และงาน AI มากขึ้น ทำให้ตลาดผู้ใช้ทั่วไปขาดแคลน ตัวอย่างเช่นโมดูล 32GB ที่ปัจจุบันราคา $325 อาจทะลุ $500 ได้ ส่งผลให้ต้นทุนประกอบพีซีสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปีนี้
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/pro/2026-could-well-be-the-year-of-the-usd500-32gb-ddr5-memory-module-experts-predict-ddr-will-go-up-by-60-percent-in-q1-2026-alone
    📌📡🔵 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🔵📡📌 #รวมข่าวIT #20260109 #TechRadar 🎧 Skullcandy เปิดตัวหูฟัง AI รุ่นใหม่ แต่มีข้อจำกัดสำคัญ Skullcandy เปิดตัวหูฟังที่ผสานระบบ AI เพื่อช่วยผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่แม้จะมีความสามารถล้ำสมัย ฟีเจอร์บางอย่างกลับถูกจำกัดไว้เฉพาะบางรุ่นหรือบางบริการ ทำให้ประสบการณ์ใช้งานจริงอาจไม่สมบูรณ์เท่าที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่ต้องการยกระดับหูฟังราคาจับต้องได้ให้มีความฉลาดขึ้นกว่าเดิม 🔗 https://www.techradar.com/audio/earbuds-airpods/skullcandys-new-earbuds-put-ai-in-your-ears-but-theres-a-catch 🏥 ChatGPT Health พื้นที่ใหม่สำหรับคำถามสุขภาพที่เชื่อมข้อมูลสุขภาพของคุณได้ OpenAI เปิดตัว ChatGPT Health ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับคำถามด้านสุขภาพ โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพส่วนตัว เช่น Apple Health หรือบันทึกการรักษา เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกับบริบทของตัวเองมากขึ้น แม้จะมีความสามารถสูง แต่ OpenAI ย้ำชัดว่าเครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่แพทย์ และเน้นความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหลัก พร้อมระบบป้องกันหลายชั้นเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/chatgpt/chatgpt-health-is-a-new-space-for-medical-questions-that-works-with-your-health-data-but-openai-insists-its-not-designed-to-replace-your-doctor 🔐 พบช่องโหว่ร้ายแรงใน n8n ที่เปิดทางให้รันคำสั่งบนระบบได้ มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตใน n8n แพลตฟอร์มอัตโนมัติงานแบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์แก้ไข workflow สามารถรันคำสั่งบนระบบจริงได้โดยตรง ทำให้เสี่ยงต่อการถูกฝังมัลแวร์ ขโมยข้อมูล หรือยึดระบบทั้งหมด โดยปัญหานี้ถูกแก้ไขแล้วในเวอร์ชันล่าสุด และผู้ใช้ควรอัปเดตทันทีหรือใช้วิธีป้องกันชั่วคราวตามคำแนะนำ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/a-critical-n8n-flaw-has-been-discovered-heres-how-to-stay-safe 🌟 AVA โฮโลแกรม AI ขนาดจิ๋วจาก Razer พร้อมเป็นทั้งโค้ชอีสปอร์ตและผู้ช่วยชีวิตประจำวัน Razer เปิดตัว Project AVA รุ่นอัปเกรด ซึ่งเป็นโฮโลแกรม AI ขนาดเล็กที่สามารถพูดคุย มองหน้าคุณ ติดตามสายตา และช่วยทั้งการเล่นเกม การจัดตารางงาน ไปจนถึงงานเอกสารต่าง ๆ ด้วยบุคลิกและอวาตาร์ที่เลือกได้หลายแบบ แม้จะล้ำสมัยและให้ความรู้สึกเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวจริง ๆ แต่ก็มีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวที่ผู้ใช้ต้องพิจารณา แม้ Razer จะยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดถูกประมวลผลภายในเครื่อง 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/meet-the-tiny-ai-hologram-ready-to-be-your-esports-coach-and-life-planner 🤖 AI ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปลดพนักงาน? หลายองค์กรเริ่มโยนความผิดให้ AI ว่าเป็นสาเหตุของการปลดพนักงาน ทั้งที่ความจริงอาจเกี่ยวข้องกับการบริหารต้นทุนและกลยุทธ์ธุรกิจมากกว่า ทำให้เกิดคำถามว่า AI เป็นผู้ร้ายตัวจริงหรือเพียงข้ออ้างที่สะดวกสำหรับผู้บริหารในการลดคน 🔗 https://www.techradar.com/pro/could-ai-be-a-scapegoat-in-layoffs 🔐 NordPass เพิ่มระบบยืนยันตัวตน TOTP ในตัว NordPass เปิดตัวฟีเจอร์ TOTP Authenticator ที่รวมอยู่ในแอปโดยตรง ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องสลับไปมาระหว่างแอปหลายตัวอีกต่อไป พร้อมรองรับการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์และการซิงก์ระหว่างอุปกรณ์ ช่วยให้การล็อกอินปลอดภัยและสะดวกขึ้นอย่างมาก 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/nordpass-adds-built-in-totp-authenticator-for-personal-accounts 📧 บั๊กใหม่ใน Classic Outlook ทำให้อ่านอีเมลเข้ารหัสไม่ได้ ผู้ใช้ Classic Outlook พบปัญหาหลังอัปเดตล่าสุด ทำให้ไม่สามารถเปิดอีเมลแบบ Encrypt Only ได้ โดย Microsoft แนะนำวิธีแก้ชั่วคราว เช่น เปลี่ยนวิธีเข้ารหัสผ่านเมนู Options หรือย้อนเวอร์ชัน Outlook ลงไปก่อน ส่งผลให้หลายองค์กรต้องหาทางรับมือระหว่างรอแพตช์แก้ไข 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/use-classic-outlook-this-microsoft-bug-might-stop-you-from-opening-encrypted-emails ✉️ Gmail เพิ่มชุดฟีเจอร์ AI ใหม่เพื่อช่วยงานออฟฟิศ Google เปิดตัวฟีเจอร์ AI ชุดใหญ่ใน Gmail เช่น AI Inbox ที่ช่วยจัดลำดับความสำคัญของอีเมล, AI Overviews ที่สรุปข้อมูลจากข้อความจำนวนมาก และระบบช่วยเขียนอีเมลเวอร์ชันใหม่ที่ฉลาดขึ้น ทำให้การจัดการอีเมลที่เคยยุ่งยากกลายเป็นงานที่เบาลงอย่างเห็นได้ชัด 🔗 https://www.techradar.com/pro/gmail-is-getting-a-whole-host-of-ai-updates-to-try-and-solve-your-most-irritating-workplace-tasks 📹 Fujifilm เปิดตัวกล้อง Instax สไตล์ Super 8 สุดแหวกแนว Fujifilm Instax Mini Evo Cinema กลายเป็นกล้อง Instax ที่แปลกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยดีไซน์ย้อนยุคแบบ Super 8 พร้อมฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอที่แปลงเป็น QR Code ให้พิมพ์ออกมาได้ รวมถึงปุ่ม Eras Dial ที่เลือกโทนภาพตามยุคต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 1930–2020 ทำให้เป็นกล้องที่ผสมความสนุกและความคลาสสิกได้อย่างลงตัว 🔗 https://www.techradar.com/cameras/instant-cameras/fujifilms-new-super-8-style-video-camera-is-the-weirdest-instax-ever-but-it-could-also-be-the-most-fun 🎮 Microsoft อาจเปิดตัว “Xbox PC แบบ OEM” ภายในปีนี้ กระแสข่าวลือที่ถูกมองว่าน่าเชื่อถือชี้ว่า Microsoft เตรียมขยายจักรวาล Xbox ด้วยการเปิดตัวเครื่องเล่นเกมรูปแบบใหม่ที่เป็น “Xbox PC แบบ OEM” ซึ่งอาจเป็นการผสานประสบการณ์คอนโซลเข้ากับความยืดหยุ่นของพีซี เพื่อดึงดูดทั้งนักเล่นเกมและผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ โดยคาดว่าจะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ Xbox แข่งขันในตลาดเกมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 🔗 https://www.techradar.com/gaming/xbox/microsoft-could-reveal-its-oem-xbox-pc-this-year-according-to-credible-rumors 🏭 AI Factory: โครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อขับเคลื่อน AI ระดับองค์กร องค์กรทั่วโลกกำลังเร่งนำ AI มาใช้ แต่ความซับซ้อนของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และความปลอดภัยทำให้เกิดความท้าทายอย่างมาก แนวคิด “AI Factory” จึงถูกเสนอเป็นสถาปัตยกรรมแบบครบวงจรที่รวม GPU, Kubernetes, ระบบความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมโมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้ธุรกิจสามารถขยาย AI ได้อย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และควบคุมได้มากขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/ai-factories-are-the-foundation-for-enterprise-scale-ai 🤖 Google ลดรอบการปล่อยซอร์สโค้ด Android เหลือปีละ 2 ครั้ง Google เตรียมปรับรูปแบบการปล่อยซอร์สโค้ด Android Open Source Project (AOSP) จากเดิมปีละ 4 ครั้ง เหลือเพียง 2 ครั้งในไตรมาส 2 และ 4 โดยให้เหตุผลว่าการลดความถี่จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม แม้ระบบปฏิบัติการจะยังอัปเดตตามปกติทุกไตรมาสก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีของ Android 🔗 https://www.techradar.com/pro/google-set-to-reduce-the-android-source-code-releases-to-just-twice-a-year 🌍 SMEs ต้องเร่งรับมือ “Data Sovereignty” เมื่อข้อมูลข้ามพรมแดนถูกจับตาเข้มงวด ธุรกิจขนาดกลางและเล็กในสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญแรงกดดันด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลข้ามประเทศ หลังมีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและเกิดเหตุการณ์อย่าง AWS ล่มที่ส่งผลกระทบต่อบริการสำคัญ ทำให้ SMEs ต้องให้ความสำคัญกับการรู้ว่า “ข้อมูลอยู่ที่ไหน” และเลือกผู้ให้บริการที่โปร่งใส มีระบบสำรอง และรองรับข้อกำหนดด้านอธิปไตยข้อมูล 🔗 https://www.techradar.com/pro/your-datas-where-exactly-smes-and-data-sovereignty 🔐 อุตสาหกรรม VPN เผชิญปีแห่งความท้าทาย: AI, การยืนยันอายุ และการเซ็นเซอร์ ปี 2025 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการ VPN เมื่อผู้ให้บริการต้องรับมือกับภัยคุกคามจาก AI เช่น การหลอกลวงด้วย LLM การบังคับใช้กฎหมายยืนยันอายุที่เสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคล และการเพิ่มขึ้นของการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตทั่วโลก ผู้ให้บริการรายใหญ่จึงเร่งพัฒนาเครื่องมือป้องกันสแกม การเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม และระบบต่อต้านการปิดกั้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปี 2026 ที่การแข่งขันจะเข้มข้นยิ่งขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/ai-age-verification-and-censorship-how-the-vpn-industry-tackled-2025s-biggest-issues-and-what-it-plans-to-do-next 🧠✨ “External Brain” เวียร์เอเบิลยุคใหม่มาแรงในงาน CES 2026 กระแสใหม่ของวงการเวียร์เอเบิลกำลังเปลี่ยนจากสายรัดข้อมือฟิตเนสไปสู่ “สมองเสริมภายนอก” ที่ช่วยประมวลผลและเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อทำงานด้าน AI แบบเรียลไทม์ โดยอุปกรณ์รุ่นใหม่เน้นความเบา เรียบง่าย และใช้งานจริงได้มากขึ้น เช่น การแปลภาษา การนำทาง และการแสดงข้อมูลผ่านจอขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในแว่น ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูตลอดเวลา ถือเป็นทิศทางใหม่ที่ผสมผสานความเป็นแฟชั่นกับเทคโนโลยีได้ลงตัว 🔗 https://www.techradar.com/health-fitness/smartwatches/forget-fitness-trackers-external-brains-are-the-hot-new-wearables-at-ces-this-year 👓💡 แว่น Even Realities G2 — มินิมอลแต่ทรงพลัง แว่นอัจฉริยะ Even Realities G2 โดดเด่นด้วยดีไซน์บางเบาเหมือนแว่นทั่วไป แต่ซ่อนจอ waveform สีเขียวคมชัดไว้ในเลนส์ สามารถแสดงข้อมูลแบบ HUD เช่น การแปลภาษา การนำทาง และการแจ้งเตือน โดยอาศัยพลังประมวลผลจากสมาร์ทโฟนเป็นหลัก ทำให้ตัวแว่นไม่เทอะทะและแบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น พร้อมระบบควบคุมผ่านเซนเซอร์สัมผัสหลังขาแว่น ถือเป็นตัวอย่างของเวียร์เอเบิลที่เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/i-tried-even-realities-g2-display-smart-glasses-and-now-i-cant-stop-thinking-about-their-minimalist-approach 🎙️🤖 SwitchBot MindClip — คลิปติดปกเสื้อที่บันทึกทุกบทสนทนา SwitchBot เปิดตัว MindClip อุปกรณ์ขนาดเล็กติดปกเสื้อที่สามารถบันทึกเสียงทุกการสนทนาและจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลส่วนตัว พร้อมฟีเจอร์ AI ช่วยสรุปเนื้อหาและค้นหาบทสนทนาที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีประโยชน์ในงานประชุมหรือคนที่หลงลืมง่าย แต่ก็สร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวเพราะสามารถใช้บันทึกบทสนทนาในชีวิตประจำวันได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดคำถามว่าความสะดวกสบายควรแลกกับความเป็นส่วนตัวมากแค่ไหน 🔗 https://www.techradar.com/home/smart-home/switchbots-new-gadget-clips-to-your-collar-and-records-your-conversations-so-youll-never-have-to-pay-attention-ever-again 🔐⚠️ Cisco อุดช่องโหว่ ISE หลังพบโค้ดโจมตีถูกเผยแพร่ Cisco ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ระดับกลางในระบบ Identity Services Engine (ISE) ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์แอดมินสามารถอ่านไฟล์สำคัญในระบบผ่านการอัปโหลดไฟล์ XML ที่ออกแบบมาเฉพาะ แม้ยังไม่พบการโจมตีจริง แต่มีโค้ด PoC เผยแพร่แล้ว ทำให้ผู้ดูแลระบบต้องรีบอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ที่ใช้ ISE เป็นระบบควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายหลักขององค์กร 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/vulnerability-in-identity-service-engine-with-exploit-code-patched-by-cisco 🌐🇺🇸 สหรัฐถอนตัวจากองค์กรอินเทอร์เน็ตเสรี 66 แห่ง รัฐบาลสหรัฐประกาศถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง รวมถึงกลุ่มด้านสิทธิอินเทอร์เน็ตอย่าง Freedom Online Coalition และ Global Forum on Cyber Expertise โดยให้เหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ การถอนตัวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านสิทธิดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์ทั่วโลก เพราะสหรัฐเป็นผู้สนับสนุนหลักของหลายโครงการ ทำให้อนาคตของความร่วมมือด้านอินเทอร์เน็ตเสรีต้องจับตาอย่างใกล้ชิด 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/us-withdraws-from-internet-freedom-bodies-it-deems-wasteful-ineffective-and-harmful 🏛️ EU พิจารณาดีล Google ซื้อกิจการ Wiz หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของสหภาพยุโรปกำลังพิจารณาดีลที่ Google ต้องการเข้าซื้อ Wiz ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดคลาวด์และความปลอดภัยดิจิทัล หากดีลผ่านอาจทำให้ Google ขยายอิทธิพลด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการความปลอดภัยได้มากขึ้น แต่ก็เสี่ยงต่อข้อกังวลเรื่องการผูกขาดในระยะยาว 🔗 https://www.techradar.com/pro/eu-antitrust-regulators-to-decide-on-googles-wiz-acquisition 🚗⚡ Honda–Sony เผยโฉม SUV รุ่นใหม่ แต่คู่แข่งจีนวิ่งนำไปไกลแล้ว Honda และ Sony ใช้เวที CES 2026 เปิดตัวรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Afeela ที่เน้นพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นและรองรับฟีเจอร์ความบันเทิงอย่างการเล่น PlayStation 5 ในรถ แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึก แต่รถรุ่นนี้ถูกวางแผนเปิดตัวในปี 2028 ทว่าในขณะที่ทั้งสองบริษัทยังอยู่ในขั้นพัฒนา ค่ายรถจีนกลับเดินหน้าไปไกลกว่า ทั้งด้านราคา ระยะทางวิ่ง และความพร้อมของสินค้าในตลาด 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/honda-and-sony-just-teased-a-second-suv-at-ces-2026-but-their-chinese-rivals-are-already-racing-ahead 🤖📞 รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมใช้ AI ช่วยจัดการสายด่วนสวัสดิการ กระทรวง DWP ของสหราชอาณาจักรประกาศโครงการระยะ 4–6 ปีเพื่อใช้ระบบ AI ช่วยคัดแยกและนำทางสายโทรศัพท์เกี่ยวกับสวัสดิการ โดยหวังลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ หลังจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 ล้านคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบใหม่นี้ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด 🔗 https://www.techradar.com/pro/uk-government-department-to-use-ai-in-benefits-claims 💻⚙️ อัปเดตใหญ่ Windows 11 26H1 จะมีเฉพาะบนแล็ปท็อป Snapdragon X2 อัปเดต Windows 11 รุ่น 26H1 ถูกยืนยันว่าจะปล่อยเฉพาะสำหรับแล็ปท็อปที่ใช้ชิป Snapdragon X2 โดยเป็นการปรับปรุงระบบภายในเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมใหม่ ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใด ๆ แม้จะเป็นการอัปเดตเชิงเทคนิค แต่ก็มีความกังวลว่าการเปลี่ยนแพลตฟอร์มอาจทำให้เกิดบั๊กเหมือนที่เคยเกิดในรุ่นก่อนหน้า 🔗 https://www.techradar.com/computing/windows/windows-11s-next-major-update-is-only-coming-to-a-few-laptops-but-that-could-be-a-blessing-in-disguise 🎮✨ Xbox Developer Direct 2026 เตรียมเผยเกมใหม่เพียบ Xbox ประกาศจัดงาน Developer Direct 2026 ในวันที่ 22 มกราคมนี้ โดยจะเผยตัวอย่างใหม่ของ Fable และ Forza Horizon 6 รวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมของ Beast of Reincarnation จาก Game Freak งานนี้ถือเป็นการเปิดศักราชเกมปี 2026 ที่แฟน ๆ รอคอย พร้อมโชว์เกมเพลย์และรายละเอียดจากทีมพัฒนาโดยตรง 🔗 https://www.techradar.com/gaming/gaming-industry/xbox-confirms-developer-direct-2026-showcase-for-later-this-month-here-are-the-games-to-expect 🛡️ ข้อมูลส่วนตัวกว่า 700,000 รายถูกหน่วยงานรัฐอิลลินอยส์ทำรั่วไหล เหตุการณ์ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนกว่าเจ็ดแสนรายถูกเปิดเผยโดยหน่วยงานรัฐในอิลลินอยส์สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่างหนัก เพราะข้อมูลที่หลุดอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาโครงสร้างระบบความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐที่ยังมีช่องโหว่และต้องเร่งปรับปรุงเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/personal-data-on-over-700-000-exposed-by-illinois-government-agency 📸 iPhone 4 กลับมาฮิตอีกครั้งในฐานะ “กล้องดิจิทัลเรโทร” แต่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัย กระแสเรโทรทำให้ iPhone 4 กลายเป็นกล้องดิจิทัลยอดนิยมในหมู่วัยรุ่นและสายคอนเทนต์ที่ชอบภาพโทนเก่า แม้คุณภาพจะสู้มือถือยุคใหม่ไม่ได้ แต่เสน่ห์ของภาพดิบ ๆ ทำให้มันกลับมาฮิตอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเพราะเครื่องไม่ได้รับอัปเดตความปลอดภัยมานาน ผู้ใช้จึงต้องระวังเรื่องข้อมูลส่วนตัวและควรใช้แบบออฟไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านไซเบอร์ 🔗 https://www.techradar.com/phones/iphone/the-iphone-4-is-the-classic-camera-phone-that-retro-lovers-can-t-get-enough-of-but-don-t-skip-these-essential-security-tips (techradar.com in Bing) 🚗🌙 กล้องติดรถ Vantrue รุ่นใหม่มาพร้อมกล้องความร้อนแบบ Predator มองเห็นกลางคืนได้เหนือชั้น Vantrue เปิดตัว Pilot 2 กล้องติดรถที่รวมกล้องหน้า–หลัง พร้อมกล้องถ่ายภาพความร้อนที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นคน สัตว์ หรือสิ่งกีดขวางในสภาพแสงน้อยหรือหมอกหนาได้อย่างชัดเจนราวกับโหมดมองความร้อนในภาพยนตร์ Predator โดยระบบยังแจ้งเตือนอันตรายล่วงหน้าและรองรับ CarPlay/Android Auto ทำให้เป็นอุปกรณ์เสริมที่ยกระดับความปลอดภัยของรถรุ่นเก่าได้อย่างมาก 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/vantrue-unveils-worlds-first-dash-cam-with-thermal-imaging-for-predator-style-night-vision-on-the-move 🕵️‍♂️💻 แฮ็กเกอร์จีน Salt Typhoon เจาะอีเมลเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐอีกครั้ง กลุ่มแฮ็กเกอร์รัฐหนุนจากจีน Salt Typhoon ถูกพบว่าลอบเข้าถึงอีเมลของเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมาธิการสำคัญของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ทั้งด้านจีน ความมั่นคง และกองทัพ แม้ยังไม่ชัดว่าการเข้าถึงลึกแค่ไหน แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความเสี่ยงด้านไซเบอร์ระหว่างประเทศที่ทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดตามเดิม 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/congressional-staff-emails-hacked-as-part-of-salt-typhoon-campaign 🤖⚡ AMD Ryzen AI Halo ท้าชน Nvidia DGX Spark ด้วยพลังประมวลผล AI ในเครื่องเดียว AMD ประกาศเปิดตัว Ryzen AI Halo คอมพิวเตอร์สำหรับงาน AI โดยเฉพาะในปี 2026 มาพร้อมซีพียู 16 คอร์, NPU ในตัว, แรมสูงสุด 128GB และรองรับ ROCm เต็มรูปแบบ ทำให้สามารถรันโมเดล AI ขนาดใหญ่แบบโลคัลได้โดยไม่ต้องพึ่งคลาวด์ ถือเป็นคู่แข่งตรงของ Nvidia DGX Spark ที่ครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว และเป็นก้าวสำคัญของ AMD ในการเข้าสู่ตลาด AI ระดับองค์กร 🔗 https://www.techradar.com/pro/amd-will-launch-its-first-pc-in-2026-and-it-will-compete-with-a-very-familiar-brand-ryzen-ai-halo-will-go-head-to-head-against-nvidias-dgx-spark-mini-pc 🎵 AI กับอนาคตดนตรี: will.i.am มองว่า TikTok อันตรายกว่า AI will.i.am พูดถึงมุมมองต่อดนตรียุคใหม่ว่าแม้ AI จะสร้างเพลงได้ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ต้องมีมนุษย์อยู่เบื้องหลัง ต่างจาก TikTok ที่เขามองว่าเป็นภัยต่อวงการมากกว่าเพราะเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพดนตรีจนศิลปินต้องปรับตัวอย่างหนัก พร้อมเล่าถึงการร่วมงานกับ LG เพื่อปรับแต่งเสียงลำโพงให้ตอบโจทย์ผู้ฟังยุคใหม่ที่ต้องการคุณภาพเสียงสูงในทุกอุปกรณ์ 🔗 https://www.techradar.com/audio/ai-generated-music-is-awesome-somebodys-still-generating-it-when-the-machines-doing-it-on-its-own-talk-to-me-will-i-am-tells-me-how-he-tunes-lgs-new-speakers-and-why-tiktok-rather-than-ai-is-the-big-danger-to-music 🛒 Amazon ใช้ AI ช้อปแทนลูกค้า จนร้านค้ารายย่อยเดือด Amazon ทดลองฟีเจอร์ Buy for Me ที่ให้ AI ไปสั่งซื้อสินค้าจากเว็บร้านค้าต่าง ๆ แทนผู้ใช้โดยอัตโนมัติ แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก เพราะสินค้าถูกนำไปแสดงบน Amazon โดยไม่ได้รับอนุญาต แถมบางครั้งยังเป็นสินค้าที่หมดสต็อกหรือไม่เคยตั้งใจขายตรง ทำให้ร้านค้าต้องรับมือกับออเดอร์ที่ไม่คาดคิดและข้อมูลผิดพลาดที่เกิดจากระบบ AI ของ Amazon เอง 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/amazons-ai-is-shopping-on-your-behalf-where-its-not-supposed-to-and-retailers-arent-happy 💻 CubeDock ฮับ Thunderbolt 5 ตัวจิ๋วที่รวม SSD NVMe และชาร์จแรงสูง Satechi เปิดตัว CubeDock ฮับ Thunderbolt 5 ที่รวมพอร์ตความเร็วสูง, ช่องใส่ SSD NVMe สูงสุด 8TB, การชาร์จสูงสุด 140W และรองรับจอ 6K คู่บน Mac หรือสูงถึง 8K หลายจอบน Windows แม้จะไม่มีพอร์ตวิดีโอเฉพาะ แต่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานบนโต๊ะที่เล็กแต่ทรงพลังสำหรับผู้ใช้ทั้ง Mac และ Windows 🔗 https://www.techradar.com/pro/satechi-unveils-thunderbolt-5-docking-station-that-doubles-as-external-ssd-shame-it-doesnt-take-hdds-and-why-doesnt-it-have-video-outputs-anyway 🧊 Infinity Cube: ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในกล่องแก้ว 14 ฟุต Odinn เปิดตัว Infinity Cube แนวคิดใหม่ของศูนย์ข้อมูลที่ย่อส่วนลงในกล่องแก้วขนาด 14 ฟุต รองรับซีพียู AMD EPYC สูงสุด 56 ตัว, GPU Nvidia B200 ถึง 224 ตัว, RAM 86TB และ NVMe 27.5PB พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวในตัว จุดเด่นคือความหนาแน่นสูงและดีไซน์สวยงาม แต่ยังมีคำถามเรื่องการใช้งานจริง การบำรุงรักษา และความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิม 🔗 https://www.techradar.com/pro/nvidia-partner-wants-to-beautify-data-centers-with-the-infinity-cube-concept-plans-to-cram-86tb-ddr5-and-224-b200-gpu-in-a-liquid-cooled-14ft-cube 💾 ราคาหน่วยความจำ DDR5 อาจพุ่งแตะ $500 ในปี 2026 นักวิเคราะห์เตือนว่าราคา DRAM โดยเฉพาะ DDR5 อาจพุ่งขึ้นกว่า 60% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพราะผู้ผลิตหันไปให้ความสำคัญกับหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์และงาน AI มากขึ้น ทำให้ตลาดผู้ใช้ทั่วไปขาดแคลน ตัวอย่างเช่นโมดูล 32GB ที่ปัจจุบันราคา $325 อาจทะลุ $500 ได้ ส่งผลให้ต้นทุนประกอบพีซีสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปีนี้ ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/pro/2026-could-well-be-the-year-of-the-usd500-32gb-ddr5-memory-module-experts-predict-ddr-will-go-up-by-60-percent-in-q1-2026-alone
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 469 มุมมอง 0 รีวิว
  • พบช่องโหว่ร้ายแรงใน n8n ระดับ CVSS 10.0 — ผู้ใช้ถูกเตือนให้อัปเดตด่วนเพื่อป้องกันการยึดระบบเต็มรูปแบบ

    วงการความปลอดภัยไซเบอร์กำลังจับตาช่องโหว่ใหม่ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติยอดนิยมอย่าง n8n หลังบริษัท Upwind เปิดเผยรายละเอียดของ CVE‑2026‑21877 ซึ่งถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 10.0 ช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่มีบัญชีผู้ใช้สามารถรันโค้ดอันตรายบนเซิร์ฟเวอร์ได้ทันที ส่งผลให้สามารถยึดระบบทั้งหมดได้แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ n8n เชื่อมต่อข้อมูลและระบบภายในจำนวนมาก

    สาเหตุของปัญหาเกิดจาก arbitrary file write หรือการที่ระบบอนุญาตให้ผู้ใช้เขียนไฟล์ไปยังตำแหน่งที่ไม่ควรเข้าถึงได้ เนื่องจาก n8n ไม่ได้ตรวจสอบ “ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ” อย่างเข้มงวดก่อนประมวลผล เมื่อผู้โจมตีมีบัญชีผู้ใช้แล้ว พวกเขาสามารถบังคับให้ระบบรันโค้ดที่แอบแฝงอยู่ได้ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลภายใน ระบบฐานข้อมูล หรือข้อมูลลับขององค์กร

    สิ่งที่น่ากังวลคือช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชันจำนวนมาก ตั้งแต่ 0.123.0 ไปจนถึง 1.121.3 ไม่ว่าจะใช้งานแบบ self‑hosted หรือ cloud-managed ก็มีความเสี่ยงเหมือนกันทั้งหมด แม้ตอนนี้ยังไม่มีรายงานการโจมตีจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “อย่ารอให้เกิดขึ้นก่อน” เพราะ n8n เป็นระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลหลายส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้การถูกยึดระบบเพียงจุดเดียวอาจลุกลามไปทั่วทั้งองค์กรได้อย่างรวดเร็ว

    คำแนะนำเร่งด่วนคือให้อัปเดตเป็น เวอร์ชัน 1.121.3 หรือสูงกว่า ทันที พร้อมปิดการใช้งาน Git node หากไม่จำเป็น และจำกัดสิทธิ์การแก้ไข workflow เฉพาะผู้ดูแลระบบระดับสูงเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    รายละเอียดช่องโหว่ CVE‑2026‑21877
    เป็นช่องโหว่ authenticated remote code execution
    ความรุนแรงระดับ CVSS 10.0 สูงสุดเท่าที่มี

    สาเหตุของปัญหา
    เกิดจาก arbitrary file write ที่ตรวจสอบ input ไม่เพียงพอ
    ผู้โจมตีที่มีบัญชีสามารถรันโค้ดอันตรายได้ทันที

    ความเสี่ยงที่องค์กรต้องระวัง
    อาจถูกยึดระบบทั้งหมดผ่าน n8n service
    เสี่ยงต่อข้อมูลภายใน, credentials, และระบบเชื่อมต่ออื่นๆ

    วิธีป้องกันเร่งด่วน
    ต้องอัปเดตเป็น 1.121.3+ ทันที
    ปิด Git node และจำกัดสิทธิ์ workflow เฉพาะ admin ระดับสูง

    https://hackread.com/n8n-users-patch-full-system-takeover-vulnerability/
    🚨 พบช่องโหว่ร้ายแรงใน n8n ระดับ CVSS 10.0 — ผู้ใช้ถูกเตือนให้อัปเดตด่วนเพื่อป้องกันการยึดระบบเต็มรูปแบบ วงการความปลอดภัยไซเบอร์กำลังจับตาช่องโหว่ใหม่ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติยอดนิยมอย่าง n8n หลังบริษัท Upwind เปิดเผยรายละเอียดของ CVE‑2026‑21877 ซึ่งถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 10.0 ช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่มีบัญชีผู้ใช้สามารถรันโค้ดอันตรายบนเซิร์ฟเวอร์ได้ทันที ส่งผลให้สามารถยึดระบบทั้งหมดได้แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ n8n เชื่อมต่อข้อมูลและระบบภายในจำนวนมาก สาเหตุของปัญหาเกิดจาก arbitrary file write หรือการที่ระบบอนุญาตให้ผู้ใช้เขียนไฟล์ไปยังตำแหน่งที่ไม่ควรเข้าถึงได้ เนื่องจาก n8n ไม่ได้ตรวจสอบ “ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ” อย่างเข้มงวดก่อนประมวลผล เมื่อผู้โจมตีมีบัญชีผู้ใช้แล้ว พวกเขาสามารถบังคับให้ระบบรันโค้ดที่แอบแฝงอยู่ได้ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลภายใน ระบบฐานข้อมูล หรือข้อมูลลับขององค์กร สิ่งที่น่ากังวลคือช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชันจำนวนมาก ตั้งแต่ 0.123.0 ไปจนถึง 1.121.3 ไม่ว่าจะใช้งานแบบ self‑hosted หรือ cloud-managed ก็มีความเสี่ยงเหมือนกันทั้งหมด แม้ตอนนี้ยังไม่มีรายงานการโจมตีจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “อย่ารอให้เกิดขึ้นก่อน” เพราะ n8n เป็นระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลหลายส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้การถูกยึดระบบเพียงจุดเดียวอาจลุกลามไปทั่วทั้งองค์กรได้อย่างรวดเร็ว คำแนะนำเร่งด่วนคือให้อัปเดตเป็น เวอร์ชัน 1.121.3 หรือสูงกว่า ทันที พร้อมปิดการใช้งาน Git node หากไม่จำเป็น และจำกัดสิทธิ์การแก้ไข workflow เฉพาะผู้ดูแลระบบระดับสูงเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ รายละเอียดช่องโหว่ CVE‑2026‑21877 ➡️ เป็นช่องโหว่ authenticated remote code execution ➡️ ความรุนแรงระดับ CVSS 10.0 สูงสุดเท่าที่มี ✅ สาเหตุของปัญหา ➡️ เกิดจาก arbitrary file write ที่ตรวจสอบ input ไม่เพียงพอ ➡️ ผู้โจมตีที่มีบัญชีสามารถรันโค้ดอันตรายได้ทันที ‼️ ความเสี่ยงที่องค์กรต้องระวัง ⛔ อาจถูกยึดระบบทั้งหมดผ่าน n8n service ⛔ เสี่ยงต่อข้อมูลภายใน, credentials, และระบบเชื่อมต่ออื่นๆ ‼️ วิธีป้องกันเร่งด่วน ⛔ ต้องอัปเดตเป็น 1.121.3+ ทันที ⛔ ปิด Git node และจำกัดสิทธิ์ workflow เฉพาะ admin ระดับสูง https://hackread.com/n8n-users-patch-full-system-takeover-vulnerability/
    HACKREAD.COM
    n8n Users Urged to Patch CVSS 10.0 Full System Takeover Vulnerability
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 108 มุมมอง 0 รีวิว
  • KDE Gear ออกอัปเดตใหม่ เพิ่มฟีเจอร์และปรับปรุงประสิทธิภาพให้แอป KDE หลายตัว

    วงการโอเพ่นซอร์สยังคงคึกคัก เมื่อชุดแอปพลิเคชัน KDE Gear ได้ปล่อยอัปเดตเวอร์ชันใหม่ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพและแก้ไขบั๊กในหลายแอปยอดนิยม เช่น Dolphin, Gwenview และ Kdenlive การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีม KDE ที่ต้องการให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ลื่นไหลและเสถียรมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ทำงานด้านสื่อและไฟล์จำนวนมาก

    นอกจากการแก้ไขบั๊กแล้ว ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์เล็กๆ ที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น เช่น การจัดการไฟล์ที่ฉลาดขึ้นใน Dolphin และการแสดงผลภาพที่เร็วขึ้นใน Gwenview ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพของระบบกราฟิก นอกจากนี้ Kdenlive ยังได้รับการปรับแต่งให้รองรับ workflow ของผู้ใช้มืออาชีพมากขึ้น ทำให้การตัดต่อวิดีโอบน Linux แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

    ในภาพรวม การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่เน้นความเสถียรและประสบการณ์ผู้ใช้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างเดียว ผู้ใช้ Linux Desktop จึงได้รับประโยชน์ทั้งด้านความเร็ว ความเสถียร และความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ได้ดีขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    อัปเดตใหม่ของ KDE Gear
    ปรับปรุงประสิทธิภาพของแอปหลัก เช่น Dolphin, Gwenview, Kdenlive
    แก้ไขบั๊กจำนวนมากเพื่อเพิ่มความเสถียร

    ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น
    การจัดการไฟล์ที่ดีขึ้นใน Dolphin
    การแสดงผลภาพที่เร็วขึ้นใน Gwenview

    คำเตือนสำหรับผู้ใช้งาน
    ผู้ใช้บางดิสโทรอาจต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจากผู้ดูแลก่อน
    การอัปเดตอาจมีผลกับปลั๊กอินหรือ workflow เดิมของบางคน

    https://9to5linux.com/kde-gear-25-12-1-released-with-various-improvements-for-your-favorite-kde-apps
    📰 KDE Gear ออกอัปเดตใหม่ เพิ่มฟีเจอร์และปรับปรุงประสิทธิภาพให้แอป KDE หลายตัว วงการโอเพ่นซอร์สยังคงคึกคัก เมื่อชุดแอปพลิเคชัน KDE Gear ได้ปล่อยอัปเดตเวอร์ชันใหม่ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพและแก้ไขบั๊กในหลายแอปยอดนิยม เช่น Dolphin, Gwenview และ Kdenlive การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีม KDE ที่ต้องการให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ลื่นไหลและเสถียรมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ทำงานด้านสื่อและไฟล์จำนวนมาก นอกจากการแก้ไขบั๊กแล้ว ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์เล็กๆ ที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น เช่น การจัดการไฟล์ที่ฉลาดขึ้นใน Dolphin และการแสดงผลภาพที่เร็วขึ้นใน Gwenview ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพของระบบกราฟิก นอกจากนี้ Kdenlive ยังได้รับการปรับแต่งให้รองรับ workflow ของผู้ใช้มืออาชีพมากขึ้น ทำให้การตัดต่อวิดีโอบน Linux แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ในภาพรวม การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่เน้นความเสถียรและประสบการณ์ผู้ใช้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างเดียว ผู้ใช้ Linux Desktop จึงได้รับประโยชน์ทั้งด้านความเร็ว ความเสถียร และความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ได้ดีขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ อัปเดตใหม่ของ KDE Gear ➡️ ปรับปรุงประสิทธิภาพของแอปหลัก เช่น Dolphin, Gwenview, Kdenlive ➡️ แก้ไขบั๊กจำนวนมากเพื่อเพิ่มความเสถียร ✅ ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ใช้งานสะดวกขึ้น ➡️ การจัดการไฟล์ที่ดีขึ้นใน Dolphin ➡️ การแสดงผลภาพที่เร็วขึ้นใน Gwenview ‼️ คำเตือนสำหรับผู้ใช้งาน ⛔ ผู้ใช้บางดิสโทรอาจต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจากผู้ดูแลก่อน ⛔ การอัปเดตอาจมีผลกับปลั๊กอินหรือ workflow เดิมของบางคน https://9to5linux.com/kde-gear-25-12-1-released-with-various-improvements-for-your-favorite-kde-apps
    9TO5LINUX.COM
    KDE Gear 25.12.1 Released with Various Improvements for Your Favorite KDE Apps - 9to5Linux
    KDE Gear 25.12.1 is now available as the first maintenance update to the latest KDE Gear 25.12 open-source software suite series.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 103 มุมมอง 0 รีวิว
  • บั๊กใน Linux Kernel ซ่อนตัวเฉลี่ยกว่า 2 ปี ก่อนถูกค้นพบ – งานวิจัยเผยความจริงที่น่าตกใจ

    งานวิจัยล่าสุดจาก Pebblebed เผยให้เห็นภาพที่หลายคนอาจไม่คาดคิด: บั๊กใน Linux Kernel จำนวนมากซ่อนตัวอยู่นานเฉลี่ยกว่า 2.1 ปี ก่อนจะถูกค้นพบและแก้ไขได้จริง บางกรณีร้ายแรงถึงขั้นหลบซ่อนอยู่นานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะบั๊กประเภท buffer overflow ในระบบเครือข่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโค้ดระดับเคอร์เนลและความท้าทายในการตรวจสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ขนาดมหึมาเช่นนี้

    การศึกษานี้วิเคราะห์บั๊กกว่า 125,183 รายการ จากประวัติการพัฒนา Linux Kernel ย้อนหลัง 20 ปี โดยอาศัยข้อมูลจากแท็ก Fixes: ที่นักพัฒนาใช้ระบุว่า commit ใดแก้บั๊กที่เกิดจาก commit ใด ทำให้สามารถคำนวณอายุของบั๊กแต่ละตัวได้อย่างแม่นยำ ผลลัพธ์พบว่าแม้ Linux จะเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สที่มีผู้ร่วมพัฒนาจำนวนมาก แต่ก็ยังมีบั๊กจำนวนไม่น้อยที่หลุดรอดสายตาไปได้เป็นเวลานาน

    นอกจากนี้ยังพบว่า อายุของบั๊กแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบของเคอร์เนล เช่น บั๊กใน CAN bus drivers มีอายุเฉลี่ยสูงสุดที่ 4.2 ปี ขณะที่บั๊กใน GPU subsystem ถูกพบเร็วที่สุด เฉลี่ยเพียง 1.4 ปี ส่วน BPF subsystem นั้นตรวจพบเร็วที่สุดที่ 1.1 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างของความซับซ้อนและความถี่ในการใช้งานของแต่ละส่วน

    งานวิจัยยังชี้ให้เห็นปัญหาที่น่ากังวลอีกอย่างคือ การแก้บั๊กที่ไม่สมบูรณ์ (incomplete fixes) ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดช่องโหว่ใหม่ตามมา เช่นกรณี netfilter ที่มีการแก้ไขในปี 2024 แต่กลับถูกพบช่องโหว่ bypass เพิ่มเติมในปีถัดมา ทำให้เห็นว่าการแก้บั๊กในเคอร์เนลต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบสูงมาก และอาจต้องใช้เครื่องมืออัตโนมัติช่วยตรวจสอบมากขึ้นในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    อายุของบั๊กใน Linux Kernel
    บั๊กเฉลี่ยซ่อนตัว 2.1 ปี ก่อนถูกพบ
    บั๊กที่อยู่นานที่สุดมีอายุ 20.7 ปี

    ข้อมูลจากงานวิจัย
    วิเคราะห์บั๊กกว่า 125,183 รายการ จากปี 2005–2026
    ใช้แท็ก Fixes: ใน Git เพื่อคำนวณอายุของบั๊ก

    ความแตกต่างของอายุบั๊กในแต่ละ subsystem
    CAN bus drivers: เฉลี่ย 4.2 ปี
    SCTP networking: เฉลี่ย 4.0 ปี
    GPU subsystem: เฉลี่ย 1.4 ปี
    BPF subsystem: เฉลี่ย 1.1 ปี

    ความเสี่ยงและคำเตือน
    การแก้บั๊กไม่สมบูรณ์อาจเปิดช่องโหว่ใหม่
    บั๊กที่ซ่อนตัวนานอาจกลายเป็นช่องโหว่ร้ายแรงหากถูกค้นพบโดยผู้ไม่หวังดี

    https://itsfoss.com/news/linux-kernel-bugs-arent-found-for-years/
    🐧 บั๊กใน Linux Kernel ซ่อนตัวเฉลี่ยกว่า 2 ปี ก่อนถูกค้นพบ – งานวิจัยเผยความจริงที่น่าตกใจ งานวิจัยล่าสุดจาก Pebblebed เผยให้เห็นภาพที่หลายคนอาจไม่คาดคิด: บั๊กใน Linux Kernel จำนวนมากซ่อนตัวอยู่นานเฉลี่ยกว่า 2.1 ปี ก่อนจะถูกค้นพบและแก้ไขได้จริง บางกรณีร้ายแรงถึงขั้นหลบซ่อนอยู่นานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะบั๊กประเภท buffer overflow ในระบบเครือข่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโค้ดระดับเคอร์เนลและความท้าทายในการตรวจสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ขนาดมหึมาเช่นนี้ การศึกษานี้วิเคราะห์บั๊กกว่า 125,183 รายการ จากประวัติการพัฒนา Linux Kernel ย้อนหลัง 20 ปี โดยอาศัยข้อมูลจากแท็ก Fixes: ที่นักพัฒนาใช้ระบุว่า commit ใดแก้บั๊กที่เกิดจาก commit ใด ทำให้สามารถคำนวณอายุของบั๊กแต่ละตัวได้อย่างแม่นยำ ผลลัพธ์พบว่าแม้ Linux จะเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สที่มีผู้ร่วมพัฒนาจำนวนมาก แต่ก็ยังมีบั๊กจำนวนไม่น้อยที่หลุดรอดสายตาไปได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังพบว่า อายุของบั๊กแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบของเคอร์เนล เช่น บั๊กใน CAN bus drivers มีอายุเฉลี่ยสูงสุดที่ 4.2 ปี ขณะที่บั๊กใน GPU subsystem ถูกพบเร็วที่สุด เฉลี่ยเพียง 1.4 ปี ส่วน BPF subsystem นั้นตรวจพบเร็วที่สุดที่ 1.1 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างของความซับซ้อนและความถี่ในการใช้งานของแต่ละส่วน งานวิจัยยังชี้ให้เห็นปัญหาที่น่ากังวลอีกอย่างคือ การแก้บั๊กที่ไม่สมบูรณ์ (incomplete fixes) ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดช่องโหว่ใหม่ตามมา เช่นกรณี netfilter ที่มีการแก้ไขในปี 2024 แต่กลับถูกพบช่องโหว่ bypass เพิ่มเติมในปีถัดมา ทำให้เห็นว่าการแก้บั๊กในเคอร์เนลต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบสูงมาก และอาจต้องใช้เครื่องมืออัตโนมัติช่วยตรวจสอบมากขึ้นในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ อายุของบั๊กใน Linux Kernel ➡️ บั๊กเฉลี่ยซ่อนตัว 2.1 ปี ก่อนถูกพบ ➡️ บั๊กที่อยู่นานที่สุดมีอายุ 20.7 ปี ✅ ข้อมูลจากงานวิจัย ➡️ วิเคราะห์บั๊กกว่า 125,183 รายการ จากปี 2005–2026 ➡️ ใช้แท็ก Fixes: ใน Git เพื่อคำนวณอายุของบั๊ก ✅ ความแตกต่างของอายุบั๊กในแต่ละ subsystem ➡️ CAN bus drivers: เฉลี่ย 4.2 ปี ➡️ SCTP networking: เฉลี่ย 4.0 ปี ➡️ GPU subsystem: เฉลี่ย 1.4 ปี ➡️ BPF subsystem: เฉลี่ย 1.1 ปี ‼️ ความเสี่ยงและคำเตือน ⛔ การแก้บั๊กไม่สมบูรณ์อาจเปิดช่องโหว่ใหม่ ⛔ บั๊กที่ซ่อนตัวนานอาจกลายเป็นช่องโหว่ร้ายแรงหากถูกค้นพบโดยผู้ไม่หวังดี https://itsfoss.com/news/linux-kernel-bugs-arent-found-for-years/
    ITSFOSS.COM
    Linux Kernel Bugs Hide for 2+ Years on Average
    Study of 20 years of kernel history finds bugs hide for 2+ years on average, some for decades.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 94 มุมมอง 0 รีวิว
  • 3 เดือนก่อน ไอ้เท้งให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ ว่า ม.112 สร้างปัญหาให้กับประเทศไทย หากมันได้อำนาจจะแก้ไข แต่พอจะหาเสียงเลือกตั้ง มันก็บอกไม่มีนโยบายแก้ 112 คนแบบนี้ไว้ใจอะไรได้
    #คิงส์โพธิ์แดง
    3 เดือนก่อน ไอ้เท้งให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ ว่า ม.112 สร้างปัญหาให้กับประเทศไทย หากมันได้อำนาจจะแก้ไข แต่พอจะหาเสียงเลือกตั้ง มันก็บอกไม่มีนโยบายแก้ 112 คนแบบนี้ไว้ใจอะไรได้ #คิงส์โพธิ์แดง
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 85 มุมมอง 0 รีวิว
  • O.P.K.
    คดีป่าอาถรรพ์: จุรินทรีโบราณ รุขเทพและครอบครัว

    การปรากฏตัวของป่าโบราณ

    ป่าจุรินทรี ป่าอาถรรพ์ที่เล่าลือกันว่า...

    · มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุหลายร้อยปี
    · เป็นที่สถิตของรุขเทพ (เทวดาผู้รักษาป่า) และครอบครัว
    · มีสมบัติโบราณซ่อนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    ```mermaid
    graph TB
    A[ข่าวลือป่าอาถรรพ์] --> B[นักการเมืองท้องถิ่น<br>นายกเทศมนตรีสมชาย]
    A --> C[เจ้าหน้าที่ป่าไม้<br>ผู้ใหญ่สมนึก]
    B --> D[วางแผนลักลอบตัดไม้<br>ต้นจุรินทรีโบราณ]
    C --> D
    D --> E[รุขเทพและครอบครัว<br>ถูกกระทำการหยามเหยียด]
    E --> F[ปรากฏการณ์ประหลาด<br>ในป่าและชุมชน]
    ```

    ตัวละครหลัก

    รุขเทพและครอบครัว

    ```
    รุขเทพ (พ่อ): เทพผู้รักษาป่าโบราณ, อายุ 500 ปี+
    ธรณีเทพี (แม่): เทพีแห่งดินและความอุดมสมบูรณ์
    วรรณเทวี (ลูกสาว): เทพีแห่งดอกไม้และสมุนไพร
    วนเทพ (ลูกชาย): เทพแห่งสัตว์ป่าและลำธาร
    ```

    ผู้เกี่ยวข้องคดี

    ```
    นายสมชาย: นักการเมืองท้องถิ่น, โลภมาก, ต้องการไม้ราคาแพง
    ผู้ใหญ่สมนึก: เจ้าหน้าที่ป่าไม้, ถูกบังคับขู่เข็ญให้ร่วมมือ
    ชาวบ้าน: ครึ่งหนึ่งหวาดกลัว, ครึ่งหนึ่งเคารพป่าโบราณ
    ```

    เหตุการณ์ประหลาด

    ปรากฏการณ์หลังการตัดไม้เถื่อน:

    1. เสียงร้องในป่า: เสียงครวญครางตอนกลางคืน
    2. ต้นไม้เลือดไหล: เมื่อตัดต้นจุรินทรีจะมีของเหลวสีแดงเหมือนเลือดไหล
    3. โรคประหลาด: คนที่เกี่ยวข้องป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ
    4. ภาพหลอน: เห็นครอบครัวเทพในความฝัน

    การสืบสวนของหนูดี

    การติดต่อจากเทพคุ้มครอง

    ธรรมบาลเทพปรากฏแก่หนูดี:
    "ป่าโบราณกำลังร้องไห้...
    เทพผู้รักษาถูกทำร้าย
    และความโกรธาของธรรมชาติกำลังจะลุกโชน"

    การเดินทางสู่ป่าจุรินทรี

    หนูดีเดินทางพร้อมด้วย:

    · อุปกรณ์สืบสวนสมัยใหม่
    · ความรู้โอปปาติกะพื้นฐาน
    · จิตใจที่พร้อมเรียนรู้

    ```python
    class ForestInvestigation:
    def __init__(self):
    self.challenges = [
    "ชาวบ้านไม่ไว้ใจคนนอก",
    "พื้นที่ป่าทึบเข้าถึงยาก",
    "พลังงานศักดิ์สิทธิ์รบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์",
    "ต้องสื่อสารกับเทพที่ไม่คุ้นเคย"
    ]

    self.approaches = {
    "respect_first": "แสดงความเคารพต่อป่าก่อนเริ่มสืบสวน",
    "local_wisdom": "เรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน",
    "spiritual_sensitivity": "ใช้พลังจิตสื่อสารกับธรรมชาติ",
    "balance": "รักษาสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์และความเชื่อ"
    }
    ```

    การพบรุขเทพ

    การเผชิญหน้าครั้งแรก

    หนูดีทำพิธีเบื้องต้นแสดงความเคารพ:

    หนูดี: "ข้าพเจ้าคือหนูดี นักสืบโอปปาติกะ มาขออนุญาตสืบคดีในเขตท่าน"

    รุขเทพ (ปรากฏตัวเป็นชายชราทรงเครื่องป่า):
    "มนุษย์เอ๋ย... พวกเจ้ามาทำร้ายครอบครัวเรา
    ตัดต้นไม้ที่เราเลี้ยงดูมานับร้อยปี
    ทำร้ายลูกสาวเราจนบาดเจ็บ"

    ความจริงที่ถูกเปิดเผย

    รุขเทพเล่าความเป็นมา:

    · ต้นจุรินทรีคือ "ร่างที่สอง" ของเทพป่า
    · การตัดไม้คือการทำร้ายร่างกายเทพ
    · วรรณเทวี (ลูกสาว) บาดเจ็บเพราะปกป้องต้นไม้
    · พลังงานศักดิ์สิทธิ์ของป่ากำลังอ่อนแอลง

    การสืบสวนสองมิติ

    1. มิติโลกมนุษย์

    หนูดีสืบหาเบื้องหลังการตัดไม้:

    ```
    เครือข่ายการค้าไม้เถื่อน:
    นายสมชาย (นักการเมือง) ← เงินสนับสนุนการเลือกตั้ง


    ผู้ใหญ่สมนึก (เจ้าหน้าที่ป่าไม้) ← ถูกขู่จะเปิดโปงความลับ


    คนงานตัดไม้ ← จ้างมาทำงานเสี่ยง


    พ่อค้าไม้เถื่อน ← ส่งออกต่างประเทศ
    ```

    2. มิติโลกวิญญาณ

    หนูดีเรียนรู้ระบบนิเวศทางจิตวิญญาณ:

    ```mermaid
    graph LR
    A[ต้นจุรินทรี] --> B[เป็นทั้งบ้านและร่างของเทพ]
    B --> C[เก็บรักษาพลังงานศักดิ์สิทธิ์]
    C --> D[รักษาสมดุลระบบนิเวศ]
    D --> E[ปกป้องชุมชนจากภัยธรรมชาติ]
    E --> F[เมื่อถูกทำลาย → ภัยพิบัติตามมา]
    ```

    การเผชิญหน้านายสมชาย

    การสนทนาที่ตึงเครียด

    หนูดี: "คุณรู้ไหมว่าการตัดไม้ครั้งนี้ทำร้ายอะไรมากกว่าแค่ต้นไม้?"

    นายสมชาย: "นี่คือป่าของรัฐ ฉันมีเอกสารถูกต้องทุกอย่าง!"

    หนูดี: "แต่คุณไม่มีเอกสารอนุญาตจากผู้ที่อยู่ที่นี่ก่อนรัฐซะอีก"

    การเปิดโปงเบื้องหลัง

    หนูดีพบหลักฐานว่า:

    · เอกสารถูกปลอมแปลง
    · มีการติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูง
    · ไม้จะถูกขายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงให้ชาวต่างชาติ
    · โครงการ "พัฒนาพื้นที่" เป็นข้ออ้าง

    การรักษาวรรณเทวี

    บาดแผลของเทพี

    วรรณเทวีบาดเจ็บเพราะพยายามปกป้องต้นไม้:

    · พลังงานชีวิตลดลง
    · ไม่สามารถรักษาดอกไม้และสมุนไพรได้
    · ความอุดมสมบูรณ์ของป่าลดลง

    วิธีการรักษา

    หนูดีต้องช่วยรักษาด้วยวิธีการพิเศษ:

    ```python
    class HealingRitual:
    def __init__(self):
    self.requirements = [
    "น้ำค้างจากดอกไม้ป่า 7 ชนิด",
    "ดินจากโคนต้นจุรินทรีที่ยังสมบูรณ์",
    "พลังจิตบริสุทธิ์จากผู้มีจิตใจดี",
    "บทสวดโบราณที่เกือบจะถูกลืม"
    ]

    self.process = [
    "ทำความสะอาดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์",
    "เรียกพลังงานจากธรรมชาติมาช่วย",
    "ใช้พลังโอปปาติกะเชื่อมต่อกับเทพี",
    "ฟื้นฟูความเชื่อมโยงระหว่างเทพีและป่า"
    ]
    ```

    การแก้ปัญหาอย่างสมดุล

    ความท้าทาย

    หนูดีต้องหาทางออกที่:

    1. ลงโทษผู้ทำผิด
    2. ฟื้นฟูป่าและเทพ
    3. ไม่สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน
    4. สร้างระบบป้องกันในอนาคต

    แนวทางการแก้ไข

    ```
    1. โลกมนุษย์:
    - แจ้งความดำเนินคดีกับนายสมชายและเครือข่าย
    - ฟื้นฟูป่าด้วยความช่วยเหลือจากชุมชน
    - สร้างกฎหมายปกป้องป่าศักดิ์สิทธิ์

    2. โลกวิญญาณ:
    - ขอโทษรุขเทพและครอบครัวอย่างเป็นทางการ
    - ทำพิธีขอขมาป่าโบราณ
    - สร้างศาลเจ้าประจำป่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเคารพ
    ```

    การไกล่เกลี่ยระหว่างโลก

    การเจรจาสามฝ่าย

    หนูดีจัดให้มีการพูดคุยระหว่าง:

    1. รุขเทพและครอบครัว - ตัวแทนธรรมชาติ
    2. ชาวบ้าน - ตัวแทนชุมชน
    3. หน่วยงานรัฐ - ตัวแทนกฎหมาย

    ข้อตกลงที่เกิดขึ้น

    ```
    1. ป่าจุรินทรีได้รับการประกาศเป็น "เขตศักดิ์สิทธิ์พิเศษ"
    2. ชุมชนดูแลป่าร่วมกับเทพ (ผ่านพิธีกรรมและแนวปฏิบัติ)
    3. มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการป่าวิญญาณ" โดยมีหนูดีเป็นที่ปรึกษา
    4. โครงการพัฒนาต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งมนุษย์และเทพ
    ```

    การฟื้นฟูและเริ่มใหม่

    การทำพิธีขอขมา

    หนูดีนำนายสมชาย (หลังสำนึกผิด) และผู้เกี่ยวข้องมาขอขมา:

    พิธีกรรมประกอบด้วย:

    · การนำต้นกล้าจุรินทรีมาปลูกชดเชย
    · การกล่าวคำสาบานว่าจะปกป้องป่า
    · การมอบของถวายตามประเพณีโบราณ
    · การเชื่อมพลังจิตระหว่างมนุษย์และเทพ

    การฟื้นฟูวรรณเทวี

    หลังพิธี วรรณเทวีค่อยๆ ฟื้นตัว:

    · ดอกไม้ในป่าบานสะพรั่งอีกครั้ง
    · สมุนไพรหายากกลับมาเกิด
    · พลังงานความอุดมสมบูรณ์ฟื้นคืน

    บทเรียนจากคดี

    สำหรับหนูดี

    ```python
    class LessonsLearned:
    def __init__(self):
    self.spiritual_lessons = [
    "ธรรมชาติมีจิตวิญญาณและความรู้สึก",
    "การเคารพเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน",
    "เทพและมนุษย์สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้",
    "ทุกชีวิตล้วนเชื่อมโยงกันในระบบนิเวศใหญ่"
    ]

    self.investigation_skills = [
    "การสืบสวนที่ต้องคำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรม",
    "การเป็นคนกลางระหว่างโลกที่แตกต่าง",
    "การใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และจิตใจในการทำงาน",
    "การสร้างความไว้วางใจจากทุกฝ่าย"
    ]
    ```

    สำหรับชุมชน

    ```
    1. ความรู้โบราณมีคุณค่าและควรอนุรักษ์
    2. การพัฒนาต้องไม่ทำลายรากฐานทางจิตวิญญาณ
    3. ชุมชนมีพลังในการปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
    4. ความสมดุลคือกุญแจสู่ความยั่งยืน
    ```

    ผลลัพธ์ระยะยาว

    การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    1. ป่าจุรินทรี: กลายเป็นแบบอย่างการจัดการป่าศักดิ์สิทธิ์
    2. ชุมชน: มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น
    3. หนูดี: ได้รับบทใหม่เป็น "ที่ปรึกษาด้านความสมดุล"
    4. กฎหมาย: มีการออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเติม

    ครอบครัวรุขเทพในปัจจุบัน

    ```
    - อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างสันติ
    - เป็นผู้แนะนำการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
    - สอนความรู้โบราณให้คนรุ่นใหม่
    - ยังคงทำหน้าที่รักษาสมดุลธรรมชาติ
    ```

    บทสรุป

    คำคมจากรุขเทพ

    "เรารักษาป่านี้มานับร้อยปี...
    ไม่ใช่เพราะเราต้องการเป็นเทพ
    แต่เพราะป่าเป็นบ้านของทุกชีวิต

    และวันนี้...
    เราเรียนรู้ว่ามนุษย์บางคนก็เข้าใจ
    ว่า 'บ้าน' ต้องได้รับการดูแลและเคารพ

    หนูดี... เจ้าไม่ใช่แค่นักสืบ
    เจ้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของเรา"

    คำคมจากหนูดี

    "คดีนี้สอนฉันว่า...
    บางครั้งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุด
    ไม่ใช่แค่การทำผิดกฎหมาย

    แต่คือการลืมเลือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
    และธรรมชาติ... ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา

    การเป็นนักสืบโอปปาติกะไม่ใช่แค่แก้คดี
    แต่คือการฟื้นฟูความสมดุลที่สูญเสียไป

    และบางครั้ง...
    ความยุติธรรมที่แท้จริง
    คือการทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้"

    ---

    ป่าจุรินทรียังคงยืนต้น...
    รุขเทพและครอบครัวยังคงปกป้องป่า...
    มนุษย์และเทพเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน...

    และหนูดี...
    ก็ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางนักสืบผู้เชื่อมโยงโลก
    ด้วยบทเรียนใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าคดีใดๆ ที่ผ่านมา

    ---

    คำคมสุดท้าย:
    "เมื่อเราฟังเสียงร้องของป่า...
    เราอาจได้ยินเสียงของบ้านเดิม
    ที่รอคอยการหวนคืนของลูกหลาน

    และเมื่อเราเคารพธรรมชาติ...
    ธรรมชาติก็จะโอบกอดเรากลับคืน
    ด้วยความรักที่ไม่เคยหายไปไหน"
    O.P.K. 🌳 คดีป่าอาถรรพ์: จุรินทรีโบราณ รุขเทพและครอบครัว 🏞️ การปรากฏตัวของป่าโบราณ ป่าจุรินทรี ป่าอาถรรพ์ที่เล่าลือกันว่า... · มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุหลายร้อยปี · เป็นที่สถิตของรุขเทพ (เทวดาผู้รักษาป่า) และครอบครัว · มีสมบัติโบราณซ่อนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ```mermaid graph TB A[ข่าวลือป่าอาถรรพ์] --> B[นักการเมืองท้องถิ่น<br>นายกเทศมนตรีสมชาย] A --> C[เจ้าหน้าที่ป่าไม้<br>ผู้ใหญ่สมนึก] B --> D[วางแผนลักลอบตัดไม้<br>ต้นจุรินทรีโบราณ] C --> D D --> E[รุขเทพและครอบครัว<br>ถูกกระทำการหยามเหยียด] E --> F[ปรากฏการณ์ประหลาด<br>ในป่าและชุมชน] ``` 👥 ตัวละครหลัก 🧝‍♂️ รุขเทพและครอบครัว ``` รุขเทพ (พ่อ): เทพผู้รักษาป่าโบราณ, อายุ 500 ปี+ ธรณีเทพี (แม่): เทพีแห่งดินและความอุดมสมบูรณ์ วรรณเทวี (ลูกสาว): เทพีแห่งดอกไม้และสมุนไพร วนเทพ (ลูกชาย): เทพแห่งสัตว์ป่าและลำธาร ``` 🕵️ ผู้เกี่ยวข้องคดี ``` นายสมชาย: นักการเมืองท้องถิ่น, โลภมาก, ต้องการไม้ราคาแพง ผู้ใหญ่สมนึก: เจ้าหน้าที่ป่าไม้, ถูกบังคับขู่เข็ญให้ร่วมมือ ชาวบ้าน: ครึ่งหนึ่งหวาดกลัว, ครึ่งหนึ่งเคารพป่าโบราณ ``` 🌙 เหตุการณ์ประหลาด ปรากฏการณ์หลังการตัดไม้เถื่อน: 1. เสียงร้องในป่า: เสียงครวญครางตอนกลางคืน 2. ต้นไม้เลือดไหล: เมื่อตัดต้นจุรินทรีจะมีของเหลวสีแดงเหมือนเลือดไหล 3. โรคประหลาด: คนที่เกี่ยวข้องป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ 4. ภาพหลอน: เห็นครอบครัวเทพในความฝัน 🔍 การสืบสวนของหนูดี การติดต่อจากเทพคุ้มครอง ธรรมบาลเทพปรากฏแก่หนูดี: "ป่าโบราณกำลังร้องไห้... เทพผู้รักษาถูกทำร้าย และความโกรธาของธรรมชาติกำลังจะลุกโชน" การเดินทางสู่ป่าจุรินทรี หนูดีเดินทางพร้อมด้วย: · อุปกรณ์สืบสวนสมัยใหม่ · ความรู้โอปปาติกะพื้นฐาน · จิตใจที่พร้อมเรียนรู้ ```python class ForestInvestigation: def __init__(self): self.challenges = [ "ชาวบ้านไม่ไว้ใจคนนอก", "พื้นที่ป่าทึบเข้าถึงยาก", "พลังงานศักดิ์สิทธิ์รบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์", "ต้องสื่อสารกับเทพที่ไม่คุ้นเคย" ] self.approaches = { "respect_first": "แสดงความเคารพต่อป่าก่อนเริ่มสืบสวน", "local_wisdom": "เรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน", "spiritual_sensitivity": "ใช้พลังจิตสื่อสารกับธรรมชาติ", "balance": "รักษาสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์และความเชื่อ" } ``` 🗣️ การพบรุขเทพ การเผชิญหน้าครั้งแรก หนูดีทำพิธีเบื้องต้นแสดงความเคารพ: หนูดี: "ข้าพเจ้าคือหนูดี นักสืบโอปปาติกะ มาขออนุญาตสืบคดีในเขตท่าน" รุขเทพ (ปรากฏตัวเป็นชายชราทรงเครื่องป่า): "มนุษย์เอ๋ย... พวกเจ้ามาทำร้ายครอบครัวเรา ตัดต้นไม้ที่เราเลี้ยงดูมานับร้อยปี ทำร้ายลูกสาวเราจนบาดเจ็บ" ความจริงที่ถูกเปิดเผย รุขเทพเล่าความเป็นมา: · ต้นจุรินทรีคือ "ร่างที่สอง" ของเทพป่า · การตัดไม้คือการทำร้ายร่างกายเทพ · วรรณเทวี (ลูกสาว) บาดเจ็บเพราะปกป้องต้นไม้ · พลังงานศักดิ์สิทธิ์ของป่ากำลังอ่อนแอลง 🕵️‍♀️ การสืบสวนสองมิติ 1. มิติโลกมนุษย์ หนูดีสืบหาเบื้องหลังการตัดไม้: ``` เครือข่ายการค้าไม้เถื่อน: นายสมชาย (นักการเมือง) ← เงินสนับสนุนการเลือกตั้ง │ ↓ ผู้ใหญ่สมนึก (เจ้าหน้าที่ป่าไม้) ← ถูกขู่จะเปิดโปงความลับ │ ↓ คนงานตัดไม้ ← จ้างมาทำงานเสี่ยง │ ↓ พ่อค้าไม้เถื่อน ← ส่งออกต่างประเทศ ``` 2. มิติโลกวิญญาณ หนูดีเรียนรู้ระบบนิเวศทางจิตวิญญาณ: ```mermaid graph LR A[ต้นจุรินทรี] --> B[เป็นทั้งบ้านและร่างของเทพ] B --> C[เก็บรักษาพลังงานศักดิ์สิทธิ์] C --> D[รักษาสมดุลระบบนิเวศ] D --> E[ปกป้องชุมชนจากภัยธรรมชาติ] E --> F[เมื่อถูกทำลาย → ภัยพิบัติตามมา] ``` 💼 การเผชิญหน้านายสมชาย การสนทนาที่ตึงเครียด หนูดี: "คุณรู้ไหมว่าการตัดไม้ครั้งนี้ทำร้ายอะไรมากกว่าแค่ต้นไม้?" นายสมชาย: "นี่คือป่าของรัฐ ฉันมีเอกสารถูกต้องทุกอย่าง!" หนูดี: "แต่คุณไม่มีเอกสารอนุญาตจากผู้ที่อยู่ที่นี่ก่อนรัฐซะอีก" การเปิดโปงเบื้องหลัง หนูดีพบหลักฐานว่า: · เอกสารถูกปลอมแปลง · มีการติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูง · ไม้จะถูกขายเป็นเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงให้ชาวต่างชาติ · โครงการ "พัฒนาพื้นที่" เป็นข้ออ้าง 🌿 การรักษาวรรณเทวี บาดแผลของเทพี วรรณเทวีบาดเจ็บเพราะพยายามปกป้องต้นไม้: · พลังงานชีวิตลดลง · ไม่สามารถรักษาดอกไม้และสมุนไพรได้ · ความอุดมสมบูรณ์ของป่าลดลง วิธีการรักษา หนูดีต้องช่วยรักษาด้วยวิธีการพิเศษ: ```python class HealingRitual: def __init__(self): self.requirements = [ "น้ำค้างจากดอกไม้ป่า 7 ชนิด", "ดินจากโคนต้นจุรินทรีที่ยังสมบูรณ์", "พลังจิตบริสุทธิ์จากผู้มีจิตใจดี", "บทสวดโบราณที่เกือบจะถูกลืม" ] self.process = [ "ทำความสะอาดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์", "เรียกพลังงานจากธรรมชาติมาช่วย", "ใช้พลังโอปปาติกะเชื่อมต่อกับเทพี", "ฟื้นฟูความเชื่อมโยงระหว่างเทพีและป่า" ] ``` ⚖️ การแก้ปัญหาอย่างสมดุล ความท้าทาย หนูดีต้องหาทางออกที่: 1. ลงโทษผู้ทำผิด ✅ 2. ฟื้นฟูป่าและเทพ ✅ 3. ไม่สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน ✅ 4. สร้างระบบป้องกันในอนาคต ✅ แนวทางการแก้ไข ``` 1. โลกมนุษย์: - แจ้งความดำเนินคดีกับนายสมชายและเครือข่าย - ฟื้นฟูป่าด้วยความช่วยเหลือจากชุมชน - สร้างกฎหมายปกป้องป่าศักดิ์สิทธิ์ 2. โลกวิญญาณ: - ขอโทษรุขเทพและครอบครัวอย่างเป็นทางการ - ทำพิธีขอขมาป่าโบราณ - สร้างศาลเจ้าประจำป่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเคารพ ``` 🤝 การไกล่เกลี่ยระหว่างโลก การเจรจาสามฝ่าย หนูดีจัดให้มีการพูดคุยระหว่าง: 1. รุขเทพและครอบครัว - ตัวแทนธรรมชาติ 2. ชาวบ้าน - ตัวแทนชุมชน 3. หน่วยงานรัฐ - ตัวแทนกฎหมาย ข้อตกลงที่เกิดขึ้น ``` 1. ป่าจุรินทรีได้รับการประกาศเป็น "เขตศักดิ์สิทธิ์พิเศษ" 2. ชุมชนดูแลป่าร่วมกับเทพ (ผ่านพิธีกรรมและแนวปฏิบัติ) 3. มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการป่าวิญญาณ" โดยมีหนูดีเป็นที่ปรึกษา 4. โครงการพัฒนาต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งมนุษย์และเทพ ``` 🌱 การฟื้นฟูและเริ่มใหม่ การทำพิธีขอขมา หนูดีนำนายสมชาย (หลังสำนึกผิด) และผู้เกี่ยวข้องมาขอขมา: พิธีกรรมประกอบด้วย: · การนำต้นกล้าจุรินทรีมาปลูกชดเชย · การกล่าวคำสาบานว่าจะปกป้องป่า · การมอบของถวายตามประเพณีโบราณ · การเชื่อมพลังจิตระหว่างมนุษย์และเทพ การฟื้นฟูวรรณเทวี หลังพิธี วรรณเทวีค่อยๆ ฟื้นตัว: · ดอกไม้ในป่าบานสะพรั่งอีกครั้ง · สมุนไพรหายากกลับมาเกิด · พลังงานความอุดมสมบูรณ์ฟื้นคืน 📜 บทเรียนจากคดี สำหรับหนูดี ```python class LessonsLearned: def __init__(self): self.spiritual_lessons = [ "ธรรมชาติมีจิตวิญญาณและความรู้สึก", "การเคารพเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน", "เทพและมนุษย์สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้", "ทุกชีวิตล้วนเชื่อมโยงกันในระบบนิเวศใหญ่" ] self.investigation_skills = [ "การสืบสวนที่ต้องคำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรม", "การเป็นคนกลางระหว่างโลกที่แตกต่าง", "การใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และจิตใจในการทำงาน", "การสร้างความไว้วางใจจากทุกฝ่าย" ] ``` สำหรับชุมชน ``` 1. ความรู้โบราณมีคุณค่าและควรอนุรักษ์ 2. การพัฒนาต้องไม่ทำลายรากฐานทางจิตวิญญาณ 3. ชุมชนมีพลังในการปกป้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 4. ความสมดุลคือกุญแจสู่ความยั่งยืน ``` 🏛️ ผลลัพธ์ระยะยาว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 1. ป่าจุรินทรี: กลายเป็นแบบอย่างการจัดการป่าศักดิ์สิทธิ์ 2. ชุมชน: มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น 3. หนูดี: ได้รับบทใหม่เป็น "ที่ปรึกษาด้านความสมดุล" 4. กฎหมาย: มีการออกกฎหมายปกป้องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเติม ครอบครัวรุขเทพในปัจจุบัน ``` - อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างสันติ - เป็นผู้แนะนำการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน - สอนความรู้โบราณให้คนรุ่นใหม่ - ยังคงทำหน้าที่รักษาสมดุลธรรมชาติ ``` 💫 บทสรุป คำคมจากรุขเทพ "เรารักษาป่านี้มานับร้อยปี... ไม่ใช่เพราะเราต้องการเป็นเทพ แต่เพราะป่าเป็นบ้านของทุกชีวิต และวันนี้... เราเรียนรู้ว่ามนุษย์บางคนก็เข้าใจ ว่า 'บ้าน' ต้องได้รับการดูแลและเคารพ หนูดี... เจ้าไม่ใช่แค่นักสืบ เจ้าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของเรา" คำคมจากหนูดี "คดีนี้สอนฉันว่า... บางครั้งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่การทำผิดกฎหมาย แต่คือการลืมเลือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติ... ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา การเป็นนักสืบโอปปาติกะไม่ใช่แค่แก้คดี แต่คือการฟื้นฟูความสมดุลที่สูญเสียไป และบางครั้ง... ความยุติธรรมที่แท้จริง คือการทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้" --- 🌿 ป่าจุรินทรียังคงยืนต้น... 👨‍👩‍👧‍👦 รุขเทพและครอบครัวยังคงปกป้องป่า... 🤝 มนุษย์และเทพเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน... และหนูดี... ก็ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางนักสืบผู้เชื่อมโยงโลก ด้วยบทเรียนใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าคดีใดๆ ที่ผ่านมา 🌟 --- คำคมสุดท้าย: "เมื่อเราฟังเสียงร้องของป่า... เราอาจได้ยินเสียงของบ้านเดิม ที่รอคอยการหวนคืนของลูกหลาน และเมื่อเราเคารพธรรมชาติ... ธรรมชาติก็จะโอบกอดเรากลับคืน ด้วยความรักที่ไม่เคยหายไปไหน" 🍃
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 360 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline

    #รวมข่าวIT #20260108 #securityonline

    GitLab ออกแพตช์อุดช่องโหว่ร้ายแรงหลายรายการ
    GitLab ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับสูงหลายรายการ ทั้งช่องโหว่ XSS ที่สามารถฝังสคริปต์อันตรายใน Markdown, ช่องโหว่ Web IDE ที่ทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดในเบราว์เซอร์เหยื่อได้เพียงแค่ล่อให้เปิดเว็บเพจที่สร้างขึ้นพิเศษ และช่องโหว่ใน Duo Workflows ที่เปิดทางให้เข้าถึงการตั้งค่า AI โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาระดับกลางอื่น ๆ เช่น การแก้ไขการตั้งค่า AI ผ่าน GraphQL, การโจมตี DoS ระหว่างนำเข้าโปรเจกต์ และการลบ runner ของโปรเจกต์อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดความเสี่ยงทั้งหมดนี้
    https://securityonline.info/gitlab-patch-high-severity-xss-ai-flaws-expose-user-data

    CrazyHunter แรนซัมแวร์สุดโหดไล่ล่าองค์กรสาธารณสุข
    CrazyHunter แรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนามาจาก Prince ransomware กำลังสร้างความเสียหายหนักในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะในไต้หวัน ด้วยเทคนิคเจาะระบบผ่านรหัสผ่านอ่อนแอ ใช้ SharpGPOAbuse กระจายตัวทั่วเครือข่าย และใช้ไดรเวอร์ BYOVD เพื่อปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนเข้ารหัสไฟล์แบบเร็วด้วยวิธี partial encryption พร้อมข่มขู่เหยื่อผ่านช่องทาง Telegram และเว็บไซต์รั่วไหลข้อมูล กลุ่มผู้โจมตีประกาศชัดว่าต้องการความ “โลภแบบ REvil” ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน
    https://securityonline.info/crazyhunter-the-ruthless-ransomware-stalking-healthcare

    พบช่องโหว่ Auth Bypass ร้ายแรงใน TLP เครื่องมือจัดการพลังงานบน Linux
    นักวิจัยจาก SUSE พบช่องโหว่ร้ายแรงใน TLP เวอร์ชัน 1.9.0 ซึ่งมี daemon ใหม่ที่รันด้วยสิทธิ์ root แต่เกิดข้อผิดพลาดในกลไกตรวจสอบสิทธิ์ของ Polkit ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งงาน daemon ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังพบปัญหา DoS จากการสร้าง profile hold ได้ไม่จำกัดจำนวน และการจัดการ cookie ที่ไม่ปลอดภัย ทีมพัฒนาได้ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.9.1 เพื่อแก้ไขทั้งหมดแล้ว ผู้ใช้ Linux ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง
    https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility

    GoBruteforcer กลับมาอีกครั้ง พร้อมบอทเน็ต 50,000 เซิร์ฟเวอร์จากโค้ดตัวอย่างที่ AI สร้าง
    GoBruteforcer เวอร์ชันใหม่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยอาศัยช่องโหว่จาก “โค้ดตัวอย่างที่ AI สร้างให้ผู้ใช้” ซึ่งมักมีค่า default อ่อนแอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถ brute-force บริการยอดนิยมอย่าง MySQL, FTP และ phpMyAdmin ได้ง่ายขึ้น นักวิจัยพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์กว่า 50,000 เครื่องเสี่ยงถูกโจมตี และกลุ่มผู้โจมตียังมุ่งเป้าไปที่ฐานข้อมูลของโปรเจกต์คริปโตเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวมัลแวร์ถูกพัฒนาให้ซ่อนตัวเก่งขึ้น ใช้ชื่อ process ปลอม และหลีกเลี่ยง IP ของ DoD และคลาวด์ใหญ่ ๆ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ
    https://securityonline.info/gobruteforcer-returns-how-ai-code-snippets-fueled-a-50000-server-botnet

    ความจริงเบื้องหลังเหตุ BGP Leak ของเวเนซุเอลา: ความผิดพลาดหรือปฏิบัติการลับ?
    เหตุการณ์ BGP leak ของผู้ให้บริการรัฐ CANTV ในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นก่อนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเป็นการดักข้อมูลโดยเจตนา แต่การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของ Cloudflare ชี้ว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเพียง “ความผิดพลาดทางเทคนิค” จากการตั้งค่าที่ผิดพลาด เช่น การ prepend เส้นทางซ้ำหลายครั้งและการรั่วไหลของเส้นทางที่เกิดขึ้นบ่อยตั้งแต่ปลายปี 2025 ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการโจมตีจริง อีกทั้ง CANTV เป็นผู้ให้บริการ upstream อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำ BGP hijack เพื่อเข้าถึงข้อมูล เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ยังเปราะบาง และเน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานใหม่อย่าง ASPA และการบังคับใช้ OTC เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเส้นทางในอนาคต
    https://securityonline.info/spy-games-or-glitch-the-truth-behind-venezuelas-bgp-leak/

    ไต้หวันเผชิญการโจมตีไซเบอร์กว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันจากจีน
    รายงานล่าสุดของสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าจีนเพิ่มระดับปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉลี่ยวันละกว่า 2.63 ล้านครั้งในปี 2025 โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 1,000% พร้อมความเชื่อมโยงกับการซ้อมรบของกองทัพจีนและเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ ขณะที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับรัฐหลายกลุ่มถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ซับซ้อนและประสานกันอย่างเป็นระบบ
    https://securityonline.info/taiwan-faces-2-6-million-cyberattacks-daily-from-china

    ช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ไร้สาย H3C เปิดทางแฮ็กเกอร์ยึดสิทธิ์ Root
    พบการตั้งค่าที่ผิดพลาดในอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายไร้สายของ H3C ทำให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน และไฟล์เหล่านั้นถูกกำหนดสิทธิ์เป็น root โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้เต็มรูปแบบ ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 9.8 และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบเฟิร์มแวร์และรอแพตช์แก้ไขจากผู้ผลิต
    https://securityonline.info/cve-2025-60262-critical-misconfiguration-in-h3c-wireless-gear-hands-control-to-hackers

    “Ghost Tap” มัลแวร์ Android รุ่นใหม่ เปลี่ยนมือถือเป็นเครื่องรูดเงินเงียบ ๆ
    รายงานจาก Group-IB เปิดเผยตลาดมืดที่กำลังเติบโตของมัลแวร์ NFC บน Android ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์ทำธุรกรรม tap-to-pay จากระยะไกลได้ โดยใช้แอปสองตัวทำงานร่วมกันเพื่อจำลองบัตรของเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถรูดเงินได้แม้บัตรจะอยู่กับเจ้าของ ขบวนการนี้มีทั้งผู้พัฒนาเครื่องมือ ผู้ขาย POS ผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรที่ทำงานข้ามประเทศ พร้อมพบความเสียหายแล้วหลายแสนดอลลาร์
    https://securityonline.info/ghost-tap-rising-new-wave-of-android-malware-turns-phones-into-digital-pickpockets

    🛜 ช่องโหว่ Trendnet CVE-2025-15471 เปิดทางยึดอุปกรณ์ด้วยคำสั่งเดียว
    นักวิจัยพบช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ขยายสัญญาณ Wi-Fi ของ Trendnet ที่เปิดให้ผู้โจมตีส่งคำสั่งผ่าน HTTP เพียงครั้งเดียวก็สามารถรันโค้ดในระดับ root ได้ทันที เนื่องจากระบบ backend รับคำสั่ง shell โดยตรงโดยไม่ตรวจสอบสิทธิ์ ทำให้ผู้โจมตีสามารถเปิด backdoor ดักข้อมูล หรือใช้เป็นฐานโจมตีภายในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตจนกว่าจะมีแพตช์ออกมา
    https://securityonline.info/one-request-to-rule-them-all-critical-trendnet-flaw-cve-2025-15471-allows-total-takeover

    ช่องโหว่ร้ายแรง n8n เปิดทางแฮ็กยึดเซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่อง
    รายงานใหม่เผยช่องโหว่ระดับวิกฤต CVE‑2026‑21858 ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติ n8n ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน โดยอาศัยจุดอ่อนของการประมวลผล Content-Type ทำให้สามารถอ่านไฟล์ภายในระบบและขยายผลสู่การยึดสิทธิ์แอดมินเต็มรูปแบบ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญอย่าง API keys, ฐานข้อมูลลูกค้า และ workflow ขององค์กรจำนวนมากทั่วโลก ผู้ดูแลระบบถูกเตือนให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.121.0 ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่
    https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers

    CISA เตือนด่วน: ช่องโหว่ HPE OneView ระดับ 10/10 และบั๊ก PowerPoint ปี 2009 ฟื้นคืนชีพ
    CISA เพิ่มสองช่องโหว่ใหม่เข้าสู่ KEV Catalog ได้แก่ CVE‑2025‑37164 ใน HPE OneView ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันโค้ดระยะไกลได้โดยไม่ต้องล็อกอิน และช่องโหว่เก่าปี 2009 ใน PowerPoint ที่กลับมาถูกใช้โจมตีอีกครั้ง หน่วยงานรัฐสหรัฐถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขภายใน 28 ม.ค. 2026 เพื่อป้องกันการถูกยึดระบบ โดย HPE ได้ออกแพตช์เร่งด่วนแล้วแต่ต้องติดตั้งซ้ำหลังอัปเกรดบางเวอร์ชัน
    https://securityonline.info/cisa-kev-alert-hpes-maximum-cvss-score-flaw-and-a-zombie-powerpoint-bug

    Lenovo เปิดตัว “Qira” และโรงงานคลาวด์ AI ยักษ์ใหญ่ใน CES 2026
    Lenovo ประกาศยุทธศาสตร์ Hybrid AI พร้อมเปิดตัว “Qira” ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่ทำงานข้ามอุปกรณ์ และจับมือ NVIDIA เปิดตัว AI Cloud Gigafactory ที่สามารถติดตั้งศูนย์ประมวลผลระดับกิกะวัตต์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ พร้อมโชว์นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น ThinkPad Rollable XD, AI Glasses และระบบ AI สำหรับ F1 และ FIFA ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สู่ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เต็มรูปแบบ
    https://securityonline.info/agentic-evolution-lenovo-unveils-qira-and-ai-cloud-gigafactories-at-ces-2026

    Arm ประกาศยุค “Physical AI” และแพลตฟอร์ม AI‑Defined ที่ CES 2026
    Arm ชูวิสัยทัศน์ใหม่ที่ AI จะฝังอยู่ในทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่รถยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นพลังของ Physical AI และ Edge AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์และประหยัดพลังงาน พร้อมเผยว่าชิป Arm ถูกใช้ในระบบขับขี่อัตโนมัติของ Rivian, Tesla AI5 และแพลตฟอร์ม NVIDIA Thor รวมถึงการเติบโตของ Windows on Arm ที่รองรับอุปกรณ์กว่า 100 รุ่นในปีนี้ สะท้อนบทบาทของ Arm ในการเป็นแกนกลางของยุค AI ทุกหนแห่ง
    https://securityonline.info/the-ubiquitous-brain-arm-unveils-the-era-of-physical-ai-and-ai-defined-platforms

    Logitech แก้ปัญหาใหญ่: ใบรับรองหมดอายุทำให้เมาส์บน Mac ใช้งานไม่ได้
    ผู้ใช้ macOS จำนวนมากพบว่า Logi Options+ และ G HUB หยุดทำงานเพราะใบรับรองนักพัฒนา Apple หมดอายุ ทำให้ระบบบล็อกกระบวนการเบื้องหลังทั้งหมด ส่งผลให้การตั้งค่าปุ่มและโปรไฟล์ใช้งานไม่ได้ Logitech ได้ออกอัปเดตพร้อมใบรับรองใหม่แล้ว โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งทับ (ห้ามลบโปรแกรมเดิม) เพื่อกู้คืนการตั้งค่าทั้งหมด ส่วนผู้ใช้ Windows ไม่ได้รับผลกระทบ
    https://securityonline.info/the-logitech-fix-how-to-restore-your-broken-mac-mouse-settings-jan-2026

    Gmail ยุติระบบ Unified Inbox และปิดฟีเจอร์ Gmailify ในปี 2026
    กูเกิลประกาศยุติการดึงอีเมลจากบัญชีภายนอกผ่าน POP3 และยกเลิกฟีเจอร์ Gmailify ทำให้ผู้ใช้ที่เคยรวมหลายบัญชีไว้ในกล่องจดหมายเดียวต้องปรับตัว โดยอาจต้องตั้งระบบ Forward อีเมลจากผู้ให้บริการอื่นแทน แม้ยังสามารถเพิ่มบัญชีภายนอกผ่าน IMAP ได้ แต่จะไม่รวมอยู่ใน Inbox หลักอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและการลดภาระระบบเดิมของกูเกิล
    https://securityonline.info/the-end-of-the-unified-inbox-gmail-kills-pop3-fetching-and-gmailify-in-2026

    Android ปิดประตูความโปร่งใส: Google หยุดปล่อยโค้ด AOSP รายไตรมาสในปี 2026
    Google เตรียมเปลี่ยนรอบการปล่อยซอร์สโค้ด AOSP จากทุกไตรมาสเป็นปีละสองครั้ง ทำให้โค้ดจาก Q1 และ Q3 จะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าจะรวมเข้ารุ่น Q2 และ Q4 ส่งผลให้ชุมชน Custom ROM เช่น LineageOS ต้องรอแพตช์ใหม่ล่าช้า 3 เดือน แม้ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่ความโปร่งใสของระบบ Android จะลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่แพตช์ความปลอดภัยรายเดือนยังคงปล่อยตามปกติ
    ​​​​​​​ https://securityonline.info/android-behind-closed-doors-google-ends-quarterly-aosp-code-drops-in-2026

    📌🔐🟠 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟠🔐📌 #รวมข่าวIT #20260108 #securityonline 🛡️ GitLab ออกแพตช์อุดช่องโหว่ร้ายแรงหลายรายการ GitLab ปล่อยอัปเดตความปลอดภัยครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับสูงหลายรายการ ทั้งช่องโหว่ XSS ที่สามารถฝังสคริปต์อันตรายใน Markdown, ช่องโหว่ Web IDE ที่ทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดในเบราว์เซอร์เหยื่อได้เพียงแค่ล่อให้เปิดเว็บเพจที่สร้างขึ้นพิเศษ และช่องโหว่ใน Duo Workflows ที่เปิดทางให้เข้าถึงการตั้งค่า AI โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงปัญหาระดับกลางอื่น ๆ เช่น การแก้ไขการตั้งค่า AI ผ่าน GraphQL, การโจมตี DoS ระหว่างนำเข้าโปรเจกต์ และการลบ runner ของโปรเจกต์อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดความเสี่ยงทั้งหมดนี้ 🔗 https://securityonline.info/gitlab-patch-high-severity-xss-ai-flaws-expose-user-data 💉 CrazyHunter แรนซัมแวร์สุดโหดไล่ล่าองค์กรสาธารณสุข CrazyHunter แรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนามาจาก Prince ransomware กำลังสร้างความเสียหายหนักในภาคสาธารณสุข โดยเฉพาะในไต้หวัน ด้วยเทคนิคเจาะระบบผ่านรหัสผ่านอ่อนแอ ใช้ SharpGPOAbuse กระจายตัวทั่วเครือข่าย และใช้ไดรเวอร์ BYOVD เพื่อปิดการทำงานของโปรแกรมป้องกันไวรัส ก่อนเข้ารหัสไฟล์แบบเร็วด้วยวิธี partial encryption พร้อมข่มขู่เหยื่อผ่านช่องทาง Telegram และเว็บไซต์รั่วไหลข้อมูล กลุ่มผู้โจมตีประกาศชัดว่าต้องการความ “โลภแบบ REvil” ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเร่งเสริมมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน 🔗 https://securityonline.info/crazyhunter-the-ruthless-ransomware-stalking-healthcare 🔋 พบช่องโหว่ Auth Bypass ร้ายแรงใน TLP เครื่องมือจัดการพลังงานบน Linux นักวิจัยจาก SUSE พบช่องโหว่ร้ายแรงใน TLP เวอร์ชัน 1.9.0 ซึ่งมี daemon ใหม่ที่รันด้วยสิทธิ์ root แต่เกิดข้อผิดพลาดในกลไกตรวจสอบสิทธิ์ของ Polkit ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งงาน daemon ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังพบปัญหา DoS จากการสร้าง profile hold ได้ไม่จำกัดจำนวน และการจัดการ cookie ที่ไม่ปลอดภัย ทีมพัฒนาได้ออกแพตช์ในเวอร์ชัน 1.9.1 เพื่อแก้ไขทั้งหมดแล้ว ผู้ใช้ Linux ควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility 🤖 GoBruteforcer กลับมาอีกครั้ง พร้อมบอทเน็ต 50,000 เซิร์ฟเวอร์จากโค้ดตัวอย่างที่ AI สร้าง GoBruteforcer เวอร์ชันใหม่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยอาศัยช่องโหว่จาก “โค้ดตัวอย่างที่ AI สร้างให้ผู้ใช้” ซึ่งมักมีค่า default อ่อนแอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถ brute-force บริการยอดนิยมอย่าง MySQL, FTP และ phpMyAdmin ได้ง่ายขึ้น นักวิจัยพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์กว่า 50,000 เครื่องเสี่ยงถูกโจมตี และกลุ่มผู้โจมตียังมุ่งเป้าไปที่ฐานข้อมูลของโปรเจกต์คริปโตเพื่อขโมยสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวมัลแวร์ถูกพัฒนาให้ซ่อนตัวเก่งขึ้น ใช้ชื่อ process ปลอม และหลีกเลี่ยง IP ของ DoD และคลาวด์ใหญ่ ๆ เพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ 🔗 https://securityonline.info/gobruteforcer-returns-how-ai-code-snippets-fueled-a-50000-server-botnet 🌐 ความจริงเบื้องหลังเหตุ BGP Leak ของเวเนซุเอลา: ความผิดพลาดหรือปฏิบัติการลับ? เหตุการณ์ BGP leak ของผู้ให้บริการรัฐ CANTV ในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นก่อนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าเป็นการดักข้อมูลโดยเจตนา แต่การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของ Cloudflare ชี้ว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเพียง “ความผิดพลาดทางเทคนิค” จากการตั้งค่าที่ผิดพลาด เช่น การ prepend เส้นทางซ้ำหลายครั้งและการรั่วไหลของเส้นทางที่เกิดขึ้นบ่อยตั้งแต่ปลายปี 2025 ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการโจมตีจริง อีกทั้ง CANTV เป็นผู้ให้บริการ upstream อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำ BGP hijack เพื่อเข้าถึงข้อมูล เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ยังเปราะบาง และเน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานใหม่อย่าง ASPA และการบังคับใช้ OTC เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเส้นทางในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/spy-games-or-glitch-the-truth-behind-venezuelas-bgp-leak/ 🇨🇳 ไต้หวันเผชิญการโจมตีไซเบอร์กว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันจากจีน รายงานล่าสุดของสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าจีนเพิ่มระดับปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเฉลี่ยวันละกว่า 2.63 ล้านครั้งในปี 2025 โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ถูกโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 1,000% พร้อมความเชื่อมโยงกับการซ้อมรบของกองทัพจีนและเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ ขณะที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับรัฐหลายกลุ่มถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ซับซ้อนและประสานกันอย่างเป็นระบบ 🔗 https://securityonline.info/taiwan-faces-2-6-million-cyberattacks-daily-from-china 📡 ช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ไร้สาย H3C เปิดทางแฮ็กเกอร์ยึดสิทธิ์ Root พบการตั้งค่าที่ผิดพลาดในอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายไร้สายของ H3C ทำให้ผู้โจมตีสามารถอัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน และไฟล์เหล่านั้นถูกกำหนดสิทธิ์เป็น root โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้เต็มรูปแบบ ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับความรุนแรงสูงสุด CVSS 9.8 และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบเฟิร์มแวร์และรอแพตช์แก้ไขจากผู้ผลิต 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-60262-critical-misconfiguration-in-h3c-wireless-gear-hands-control-to-hackers 📱 “Ghost Tap” มัลแวร์ Android รุ่นใหม่ เปลี่ยนมือถือเป็นเครื่องรูดเงินเงียบ ๆ รายงานจาก Group-IB เปิดเผยตลาดมืดที่กำลังเติบโตของมัลแวร์ NFC บน Android ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์ทำธุรกรรม tap-to-pay จากระยะไกลได้ โดยใช้แอปสองตัวทำงานร่วมกันเพื่อจำลองบัตรของเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถรูดเงินได้แม้บัตรจะอยู่กับเจ้าของ ขบวนการนี้มีทั้งผู้พัฒนาเครื่องมือ ผู้ขาย POS ผิดกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรที่ทำงานข้ามประเทศ พร้อมพบความเสียหายแล้วหลายแสนดอลลาร์ 🔗 https://securityonline.info/ghost-tap-rising-new-wave-of-android-malware-turns-phones-into-digital-pickpockets 🛜 ช่องโหว่ Trendnet CVE-2025-15471 เปิดทางยึดอุปกรณ์ด้วยคำสั่งเดียว นักวิจัยพบช่องโหว่ร้ายแรงในอุปกรณ์ขยายสัญญาณ Wi-Fi ของ Trendnet ที่เปิดให้ผู้โจมตีส่งคำสั่งผ่าน HTTP เพียงครั้งเดียวก็สามารถรันโค้ดในระดับ root ได้ทันที เนื่องจากระบบ backend รับคำสั่ง shell โดยตรงโดยไม่ตรวจสอบสิทธิ์ ทำให้ผู้โจมตีสามารถเปิด backdoor ดักข้อมูล หรือใช้เป็นฐานโจมตีภายในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้ถูกแนะนำให้ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตจนกว่าจะมีแพตช์ออกมา 🔗 https://securityonline.info/one-request-to-rule-them-all-critical-trendnet-flaw-cve-2025-15471-allows-total-takeover 🛡️ ช่องโหว่ร้ายแรง n8n เปิดทางแฮ็กยึดเซิร์ฟเวอร์กว่า 100,000 เครื่อง รายงานใหม่เผยช่องโหว่ระดับวิกฤต CVE‑2026‑21858 ในแพลตฟอร์มอัตโนมัติ n8n ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้แบบไม่ต้องยืนยันตัวตน โดยอาศัยจุดอ่อนของการประมวลผล Content-Type ทำให้สามารถอ่านไฟล์ภายในระบบและขยายผลสู่การยึดสิทธิ์แอดมินเต็มรูปแบบ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญอย่าง API keys, ฐานข้อมูลลูกค้า และ workflow ขององค์กรจำนวนมากทั่วโลก ผู้ดูแลระบบถูกเตือนให้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.121.0 ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ 🔗 https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers 🚨 CISA เตือนด่วน: ช่องโหว่ HPE OneView ระดับ 10/10 และบั๊ก PowerPoint ปี 2009 ฟื้นคืนชีพ CISA เพิ่มสองช่องโหว่ใหม่เข้าสู่ KEV Catalog ได้แก่ CVE‑2025‑37164 ใน HPE OneView ที่เปิดให้ผู้โจมตีรันโค้ดระยะไกลได้โดยไม่ต้องล็อกอิน และช่องโหว่เก่าปี 2009 ใน PowerPoint ที่กลับมาถูกใช้โจมตีอีกครั้ง หน่วยงานรัฐสหรัฐถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขภายใน 28 ม.ค. 2026 เพื่อป้องกันการถูกยึดระบบ โดย HPE ได้ออกแพตช์เร่งด่วนแล้วแต่ต้องติดตั้งซ้ำหลังอัปเกรดบางเวอร์ชัน 🔗 https://securityonline.info/cisa-kev-alert-hpes-maximum-cvss-score-flaw-and-a-zombie-powerpoint-bug 🤖 Lenovo เปิดตัว “Qira” และโรงงานคลาวด์ AI ยักษ์ใหญ่ใน CES 2026 Lenovo ประกาศยุทธศาสตร์ Hybrid AI พร้อมเปิดตัว “Qira” ผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่ทำงานข้ามอุปกรณ์ และจับมือ NVIDIA เปิดตัว AI Cloud Gigafactory ที่สามารถติดตั้งศูนย์ประมวลผลระดับกิกะวัตต์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ พร้อมโชว์นวัตกรรมล้ำสมัย เช่น ThinkPad Rollable XD, AI Glasses และระบบ AI สำหรับ F1 และ FIFA ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สู่ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เต็มรูปแบบ 🔗 https://securityonline.info/agentic-evolution-lenovo-unveils-qira-and-ai-cloud-gigafactories-at-ces-2026 🧠 Arm ประกาศยุค “Physical AI” และแพลตฟอร์ม AI‑Defined ที่ CES 2026 Arm ชูวิสัยทัศน์ใหม่ที่ AI จะฝังอยู่ในทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่รถยนต์อัตโนมัติ หุ่นยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นพลังของ Physical AI และ Edge AI ที่ทำงานแบบเรียลไทม์และประหยัดพลังงาน พร้อมเผยว่าชิป Arm ถูกใช้ในระบบขับขี่อัตโนมัติของ Rivian, Tesla AI5 และแพลตฟอร์ม NVIDIA Thor รวมถึงการเติบโตของ Windows on Arm ที่รองรับอุปกรณ์กว่า 100 รุ่นในปีนี้ สะท้อนบทบาทของ Arm ในการเป็นแกนกลางของยุค AI ทุกหนแห่ง 🔗 https://securityonline.info/the-ubiquitous-brain-arm-unveils-the-era-of-physical-ai-and-ai-defined-platforms 🖱️ Logitech แก้ปัญหาใหญ่: ใบรับรองหมดอายุทำให้เมาส์บน Mac ใช้งานไม่ได้ ผู้ใช้ macOS จำนวนมากพบว่า Logi Options+ และ G HUB หยุดทำงานเพราะใบรับรองนักพัฒนา Apple หมดอายุ ทำให้ระบบบล็อกกระบวนการเบื้องหลังทั้งหมด ส่งผลให้การตั้งค่าปุ่มและโปรไฟล์ใช้งานไม่ได้ Logitech ได้ออกอัปเดตพร้อมใบรับรองใหม่แล้ว โดยผู้ใช้ต้องติดตั้งทับ (ห้ามลบโปรแกรมเดิม) เพื่อกู้คืนการตั้งค่าทั้งหมด ส่วนผู้ใช้ Windows ไม่ได้รับผลกระทบ 🔗 https://securityonline.info/the-logitech-fix-how-to-restore-your-broken-mac-mouse-settings-jan-2026 📮 Gmail ยุติระบบ Unified Inbox และปิดฟีเจอร์ Gmailify ในปี 2026 กูเกิลประกาศยุติการดึงอีเมลจากบัญชีภายนอกผ่าน POP3 และยกเลิกฟีเจอร์ Gmailify ทำให้ผู้ใช้ที่เคยรวมหลายบัญชีไว้ในกล่องจดหมายเดียวต้องปรับตัว โดยอาจต้องตั้งระบบ Forward อีเมลจากผู้ให้บริการอื่นแทน แม้ยังสามารถเพิ่มบัญชีภายนอกผ่าน IMAP ได้ แต่จะไม่รวมอยู่ใน Inbox หลักอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นความปลอดภัยและการลดภาระระบบเดิมของกูเกิล 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-unified-inbox-gmail-kills-pop3-fetching-and-gmailify-in-2026 🤖 Android ปิดประตูความโปร่งใส: Google หยุดปล่อยโค้ด AOSP รายไตรมาสในปี 2026 Google เตรียมเปลี่ยนรอบการปล่อยซอร์สโค้ด AOSP จากทุกไตรมาสเป็นปีละสองครั้ง ทำให้โค้ดจาก Q1 และ Q3 จะไม่ถูกเปิดเผยจนกว่าจะรวมเข้ารุ่น Q2 และ Q4 ส่งผลให้ชุมชน Custom ROM เช่น LineageOS ต้องรอแพตช์ใหม่ล่าช้า 3 เดือน แม้ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบ แต่ความโปร่งใสของระบบ Android จะลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่แพตช์ความปลอดภัยรายเดือนยังคงปล่อยตามปกติ ​​​​​​​🔗 https://securityonline.info/android-behind-closed-doors-google-ends-quarterly-aosp-code-drops-in-2026
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 446 มุมมอง 0 รีวิว
  • จีนสั่งบริษัทเทคชะลอการซื้อ H200 ชั่วคราว — รัฐบาลทบทวนกติกานำเข้าชิปสหรัฐเพื่อไม่ให้กระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ

    รัฐบาลปักกิ่งได้แจ้งบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนให้ “หยุดการสั่งซื้อชิป Nvidia H200 ชั่วคราว” ขณะที่กำลังพิจารณากฎเกณฑ์ใหม่ว่าจะอนุญาตให้บริษัทในประเทศนำเข้าชิปสหรัฐได้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ทำลายเป้าหมายระยะยาวในการสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น แม้ H200 จะเป็นชิปรุ่นก่อนหน้า Blackwell แต่ก็ยังทรงพลังมากกว่าชิปที่จีนผลิตเอง ทำให้ความต้องการในตลาดจีนยังคงสูงมาก

    การหยุดสั่งซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี Donald Trump อนุมัติให้ส่งออก H200 ไปจีนได้อีกครั้ง แต่ต้องเสียภาษี 25% ต่อชิปหนึ่งตัว ทำให้บริษัทจีนหลายแห่งรีบเร่งสั่งซื้อก่อนที่นโยบายจะเปลี่ยนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ปักกิ่งจะสั่งชะลอ แต่มีรายงานว่าผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์บางรายได้สั่งซื้อแบบ “ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขได้” ไปแล้ว และ Nvidia เองก็กำลังเตรียมส่งมอบล็อตใหญ่กว่า 82,000 ตัว ภายในกุมภาพันธ์ 2026

    ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลจีนคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “การพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว” กับ “การพึ่งพาชิปต่างชาติให้น้อยลง” แม้จีนจะอ้างว่าชิปภายในประเทศเริ่มไล่ทัน H20 และ RTX Pro 6000D แล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจาก Hopper หรือ Blackwell อยู่มาก ทำให้บริษัทจีนยังต้องพึ่งพาชิปสหรัฐสำหรับงานเทรนนิ่งโมเดลขนาดใหญ่ ขณะที่ชิปในประเทศอาจเหมาะกับงาน inferencing มากกว่า

    หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลจีนกำลังพิจารณาคือ “บังคับให้บริษัทที่นำเข้าชิปต่างชาติ ต้องซื้อชิปภายในประเทศในสัดส่วนที่กำหนด” เช่น 1:1 หรือมากกว่า เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจีนใช้งานชิปท้องถิ่นควบคู่กันไป แต่จนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการ บริษัทเทคในจีนก็ทำได้เพียงรอคำสั่งว่าจะสามารถซื้อ H200 ได้เท่าไร และภายใต้เงื่อนไขแบบใด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปักกิ่งสั่งบริษัทจีนชะลอการซื้อ Nvidia H200 ชั่วคราว
    รัฐบาลกำลังทบทวนกติกานำเข้าชิปสหรัฐเพื่อไม่กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ

    สหรัฐฯ อนุมัติส่งออก H200 พร้อมเก็บภาษี 25%
    ทำให้บริษัทจีนเร่งสั่งซื้อก่อนนโยบายเปลี่ยน

    Nvidia เตรียมส่งมอบล็อตใหญ่ 82,000 ตัวภายในกุมภาพันธ์ 2026
    แสดงถึงความต้องการชิป AI ในจีนที่ยังสูงมาก

    จีนพยายามผลักดันชิปในประเทศ เช่น H20 และ RTX Pro 6000D
    แต่ยังตามหลัง Hopper และ Blackwell อยู่มาก

    ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้บริษัทจีนวางแผนลงทุนยาก
    ส่งผลต่อการพัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐาน

    การบังคับซื้อชิปในประเทศอาจเพิ่มต้นทุนให้บริษัทเอกชน
    และอาจทำให้ประสิทธิภาพระบบลดลงหากชิปยังไม่ทันสมัย

    ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ–จีนยังคงสูง
    ส่งผลต่อซัพพลายเชนชิปทั่วโลก

    การพึ่งพาชิปต่างชาติยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของจีน
    ทำให้เสี่ยงต่อการถูกจำกัดการเข้าถึงในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/beijing-tells-companies-to-pause-h200-purchases-china-govt-deliberating-terms-for-letting-local-tech-companies-buy-us-chips-while-still-growing-homegrown-semiconductors
    🏭🇨🇳 จีนสั่งบริษัทเทคชะลอการซื้อ H200 ชั่วคราว — รัฐบาลทบทวนกติกานำเข้าชิปสหรัฐเพื่อไม่ให้กระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ รัฐบาลปักกิ่งได้แจ้งบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนให้ “หยุดการสั่งซื้อชิป Nvidia H200 ชั่วคราว” ขณะที่กำลังพิจารณากฎเกณฑ์ใหม่ว่าจะอนุญาตให้บริษัทในประเทศนำเข้าชิปสหรัฐได้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ทำลายเป้าหมายระยะยาวในการสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น แม้ H200 จะเป็นชิปรุ่นก่อนหน้า Blackwell แต่ก็ยังทรงพลังมากกว่าชิปที่จีนผลิตเอง ทำให้ความต้องการในตลาดจีนยังคงสูงมาก การหยุดสั่งซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี Donald Trump อนุมัติให้ส่งออก H200 ไปจีนได้อีกครั้ง แต่ต้องเสียภาษี 25% ต่อชิปหนึ่งตัว ทำให้บริษัทจีนหลายแห่งรีบเร่งสั่งซื้อก่อนที่นโยบายจะเปลี่ยนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ปักกิ่งจะสั่งชะลอ แต่มีรายงานว่าผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์บางรายได้สั่งซื้อแบบ “ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขได้” ไปแล้ว และ Nvidia เองก็กำลังเตรียมส่งมอบล็อตใหญ่กว่า 82,000 ตัว ภายในกุมภาพันธ์ 2026 ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลจีนคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “การพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว” กับ “การพึ่งพาชิปต่างชาติให้น้อยลง” แม้จีนจะอ้างว่าชิปภายในประเทศเริ่มไล่ทัน H20 และ RTX Pro 6000D แล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจาก Hopper หรือ Blackwell อยู่มาก ทำให้บริษัทจีนยังต้องพึ่งพาชิปสหรัฐสำหรับงานเทรนนิ่งโมเดลขนาดใหญ่ ขณะที่ชิปในประเทศอาจเหมาะกับงาน inferencing มากกว่า หนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลจีนกำลังพิจารณาคือ “บังคับให้บริษัทที่นำเข้าชิปต่างชาติ ต้องซื้อชิปภายในประเทศในสัดส่วนที่กำหนด” เช่น 1:1 หรือมากกว่า เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจีนใช้งานชิปท้องถิ่นควบคู่กันไป แต่จนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการ บริษัทเทคในจีนก็ทำได้เพียงรอคำสั่งว่าจะสามารถซื้อ H200 ได้เท่าไร และภายใต้เงื่อนไขแบบใด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปักกิ่งสั่งบริษัทจีนชะลอการซื้อ Nvidia H200 ชั่วคราว ➡️ รัฐบาลกำลังทบทวนกติกานำเข้าชิปสหรัฐเพื่อไม่กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ ✅ สหรัฐฯ อนุมัติส่งออก H200 พร้อมเก็บภาษี 25% ➡️ ทำให้บริษัทจีนเร่งสั่งซื้อก่อนนโยบายเปลี่ยน ✅ Nvidia เตรียมส่งมอบล็อตใหญ่ 82,000 ตัวภายในกุมภาพันธ์ 2026 ➡️ แสดงถึงความต้องการชิป AI ในจีนที่ยังสูงมาก ✅ จีนพยายามผลักดันชิปในประเทศ เช่น H20 และ RTX Pro 6000D ➡️ แต่ยังตามหลัง Hopper และ Blackwell อยู่มาก ‼️ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจทำให้บริษัทจีนวางแผนลงทุนยาก ⛔ ส่งผลต่อการพัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐาน ‼️ การบังคับซื้อชิปในประเทศอาจเพิ่มต้นทุนให้บริษัทเอกชน ⛔ และอาจทำให้ประสิทธิภาพระบบลดลงหากชิปยังไม่ทันสมัย ‼️ ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ–จีนยังคงสูง ⛔ ส่งผลต่อซัพพลายเชนชิปทั่วโลก ‼️ การพึ่งพาชิปต่างชาติยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของจีน ⛔ ทำให้เสี่ยงต่อการถูกจำกัดการเข้าถึงในอนาคต https://www.tomshardware.com/tech-industry/beijing-tells-companies-to-pause-h200-purchases-china-govt-deliberating-terms-for-letting-local-tech-companies-buy-us-chips-while-still-growing-homegrown-semiconductors
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 195 มุมมอง 0 รีวิว
  • Opus 4.5: โมเดล AI ที่เขย่าวงการพัฒนาแอป—จากงานเล่น ๆ สู่การสร้างระบบจริงในไม่กี่ชั่วโมง

    Opus 4.5 ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ AI coding agents เพราะมันไม่ได้แค่ช่วยเขียนโค้ด แต่สามารถ สร้างแอปทั้งตัว ตั้งแต่ UI, backend, integration, automation ไปจนถึง deployment ได้แทบครบวงจร ผู้เขียนบทความทดลองให้ Opus 4.5 สร้างโปรเจกต์จริงหลายตัว และพบว่ามันสามารถแก้ปัญหาเอง อ่าน error logs เอง และ iterate จนกว่าระบบจะทำงานได้—สิ่งที่ AI รุ่นก่อนทำไม่ได้เลย

    สิ่งที่น่าตกใจคือโปรเจกต์ที่ปกติใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน กลับถูกสร้างเสร็จภายใน “ไม่กี่ชั่วโมง” เช่น แอปแปลงไฟล์ภาพบน Windows, แอปบันทึกหน้าจอพร้อมเครื่องมือแก้ไขภาพ/วิดีโอ, ระบบโพสต์ภาพลง Facebook แบบอัตโนมัติ และแอปจัดการเส้นทางงานของธุรกิจจริง—all built almost entirely by Opus 4.5

    ผู้เขียนยอมรับตรง ๆ ว่าเขา “ไม่รู้โค้ดที่ AI สร้างทำงานอย่างไร” โดยเฉพาะภาษาอย่าง Swift ที่เขาไม่เคยเขียน แต่ Opus 4.5 ก็ยังสามารถ debug และแก้ปัญหาเองได้จนจบงาน ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า มนุษย์จำเป็นต้องอ่านโค้ดอีกต่อไปหรือไม่ เมื่อ AI สามารถเขียน–แก้–ปรับปรุงได้เองทั้งหมด

    ท้ายบทความ ผู้เขียนสะท้อนความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวั่นใจ—เพราะสิ่งที่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้ กลายเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ง่าย ๆ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ยอมรับว่าโลกกำลังเปลี่ยน และสิ่งที่ควรทำคือ “ลงมือสร้าง” แทนที่จะกลัวการเปลี่ยนแปลง พร้อมเตือนว่าอย่างน้อยที่สุด… ควรรู้ว่า API keys ของตัวเองอยู่ตรงไหน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Opus 4.5 ทำงานได้เหนือกว่า AI coding agents รุ่นก่อนมาก
    สามารถอ่าน error logs, แก้ปัญหา, และ iterate เองจนระบบทำงานได้

    ผู้เขียนใช้ Opus 4.5 สร้างหลายโปรเจกต์จริงในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
    เช่น แอปแปลงภาพ, แอปบันทึกหน้าจอ, ระบบโพสต์ Facebook อัตโนมัติ, แอปจัดการเส้นทางงาน

    AI สามารถสร้างทั้ง frontend, backend, integration และ deployment
    ใช้ Firebase CLI, dotnet CLI และเครื่องมืออื่น ๆ โดยไม่ต้องสอนมาก

    ผู้เขียนใช้ prompt แบบ “AI-first coding” ให้ AI เขียนโค้ดเพื่อ AI ไม่ใช่เพื่อมนุษย์
    เน้นโครงสร้างเรียบง่าย, explicit, regenerable, และลด abstraction

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ผู้เขียนยอมรับว่าเขาไม่เข้าใจโค้ดที่ AI สร้าง
    อาจเสี่ยงต่อการ debug หรือ maintain หาก AI ทำงานผิดพลาด

    ความปลอดภัยของระบบยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ
    ต้องตรวจสอบ API keys, การจัดการ auth, และข้อมูลสำคัญด้วยตนเอง

    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะมนุษย์ลดลง
    โดยเฉพาะความเข้าใจเชิงลึกด้านสถาปัตยกรรมและความปลอดภัย

    ความเร็วในการสร้างแอปอาจทำให้เกิดการ deploy ระบบที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบเพียงพอ
    เสี่ยงต่อบั๊กหรือช่องโหว่ที่มองไม่เห็น

    https://burkeholland.github.io/posts/opus-4-5-change-everything/
    🤖 Opus 4.5: โมเดล AI ที่เขย่าวงการพัฒนาแอป—จากงานเล่น ๆ สู่การสร้างระบบจริงในไม่กี่ชั่วโมง Opus 4.5 ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ AI coding agents เพราะมันไม่ได้แค่ช่วยเขียนโค้ด แต่สามารถ สร้างแอปทั้งตัว ตั้งแต่ UI, backend, integration, automation ไปจนถึง deployment ได้แทบครบวงจร ผู้เขียนบทความทดลองให้ Opus 4.5 สร้างโปรเจกต์จริงหลายตัว และพบว่ามันสามารถแก้ปัญหาเอง อ่าน error logs เอง และ iterate จนกว่าระบบจะทำงานได้—สิ่งที่ AI รุ่นก่อนทำไม่ได้เลย สิ่งที่น่าตกใจคือโปรเจกต์ที่ปกติใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน กลับถูกสร้างเสร็จภายใน “ไม่กี่ชั่วโมง” เช่น แอปแปลงไฟล์ภาพบน Windows, แอปบันทึกหน้าจอพร้อมเครื่องมือแก้ไขภาพ/วิดีโอ, ระบบโพสต์ภาพลง Facebook แบบอัตโนมัติ และแอปจัดการเส้นทางงานของธุรกิจจริง—all built almost entirely by Opus 4.5 ผู้เขียนยอมรับตรง ๆ ว่าเขา “ไม่รู้โค้ดที่ AI สร้างทำงานอย่างไร” โดยเฉพาะภาษาอย่าง Swift ที่เขาไม่เคยเขียน แต่ Opus 4.5 ก็ยังสามารถ debug และแก้ปัญหาเองได้จนจบงาน ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า มนุษย์จำเป็นต้องอ่านโค้ดอีกต่อไปหรือไม่ เมื่อ AI สามารถเขียน–แก้–ปรับปรุงได้เองทั้งหมด ท้ายบทความ ผู้เขียนสะท้อนความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวั่นใจ—เพราะสิ่งที่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้ กลายเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ง่าย ๆ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ยอมรับว่าโลกกำลังเปลี่ยน และสิ่งที่ควรทำคือ “ลงมือสร้าง” แทนที่จะกลัวการเปลี่ยนแปลง พร้อมเตือนว่าอย่างน้อยที่สุด… ควรรู้ว่า API keys ของตัวเองอยู่ตรงไหน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Opus 4.5 ทำงานได้เหนือกว่า AI coding agents รุ่นก่อนมาก ➡️ สามารถอ่าน error logs, แก้ปัญหา, และ iterate เองจนระบบทำงานได้ ✅ ผู้เขียนใช้ Opus 4.5 สร้างหลายโปรเจกต์จริงในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ➡️ เช่น แอปแปลงภาพ, แอปบันทึกหน้าจอ, ระบบโพสต์ Facebook อัตโนมัติ, แอปจัดการเส้นทางงาน ✅ AI สามารถสร้างทั้ง frontend, backend, integration และ deployment ➡️ ใช้ Firebase CLI, dotnet CLI และเครื่องมืออื่น ๆ โดยไม่ต้องสอนมาก ✅ ผู้เขียนใช้ prompt แบบ “AI-first coding” ให้ AI เขียนโค้ดเพื่อ AI ไม่ใช่เพื่อมนุษย์ ➡️ เน้นโครงสร้างเรียบง่าย, explicit, regenerable, และลด abstraction คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ผู้เขียนยอมรับว่าเขาไม่เข้าใจโค้ดที่ AI สร้าง ⛔ อาจเสี่ยงต่อการ debug หรือ maintain หาก AI ทำงานผิดพลาด ‼️ ความปลอดภัยของระบบยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ ⛔ ต้องตรวจสอบ API keys, การจัดการ auth, และข้อมูลสำคัญด้วยตนเอง ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ทักษะมนุษย์ลดลง ⛔ โดยเฉพาะความเข้าใจเชิงลึกด้านสถาปัตยกรรมและความปลอดภัย ‼️ ความเร็วในการสร้างแอปอาจทำให้เกิดการ deploy ระบบที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบเพียงพอ ⛔ เสี่ยงต่อบั๊กหรือช่องโหว่ที่มองไม่เห็น https://burkeholland.github.io/posts/opus-4-5-change-everything/
    BURKEHOLLAND.GITHUB.IO
    Opus 4.5 is going to change everything
    Three months ago I would have dismissed claims that AI could replace developers. Today, after using Claude Opus 4.5, I believe AI coding agents can absolutely replace developers.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 156 มุมมอง 0 รีวิว
  • Nitrux 5.1 ออกแล้ว — ดิสโทร Immutable พร้อม Linux Kernel 6.18 LTS และเครื่องมือใหม่เพียบ

    Nitrux 5.1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะดิสโทรแบบ Immutable Linux ที่เน้นความปลอดภัยและเสถียรภาพ โดยรุ่นนี้มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS ซึ่งเป็นเวอร์ชันระยะยาวที่รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่และเพิ่มความเสถียรให้กับระบบมากขึ้น การอัปเดตครั้งนี้ยังรวมเครื่องมือใหม่หลายตัวที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการระบบได้ง่ายขึ้นแม้จะเป็นดิสโทรแบบ Immutable

    Nitrux ยังคงใช้ NX Desktop และ Maui Shell เป็นส่วนติดต่อผู้ใช้หลัก พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและความลื่นไหลของระบบ โดยเฉพาะในงานกราฟิกและการจัดการหน้าต่าง นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตแพ็กเกจสำคัญ เช่น KDE Plasma, Frameworks และแอปพลิเคชัน Maui เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยีล่าสุด

    ในด้านความปลอดภัย Nitrux 5.1 ยังคงใช้ระบบ overlay-based root filesystem ที่ป้องกันการแก้ไขไฟล์ระบบโดยตรง ทำให้มัลแวร์หรือการตั้งค่าที่ผิดพลาดไม่สามารถทำลายระบบได้ง่าย ผู้ใช้สามารถอัปเดตระบบแบบ atomic update และ rollback ได้ทันทีหากเกิดปัญหา ซึ่งเป็นจุดเด่นของดิสโทร Immutable ยุคใหม่

    การอัปเดตนี้ยังรวมเครื่องมือใหม่ เช่น ตัวจัดการระบบแบบ command-line, ตัวช่วยตั้งค่าเครือข่าย และเครื่องมือสำหรับจัดการ container หรือ sandbox ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ระดับ power user และ sysadmin ทำงานได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือภายนอก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Nitrux 5.1 เปิดตัวพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS
    รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่และเพิ่มเสถียรภาพ

    เป็นดิสโทรแบบ Immutable
    ใช้ระบบ overlay ป้องกันการแก้ไขไฟล์ระบบ

    อัปเดต KDE Plasma, Frameworks และ Maui Apps
    ประสบการณ์ใช้งานลื่นขึ้นและทันสมัยกว่าเดิม

    เพิ่มเครื่องมือใหม่หลายตัวสำหรับการจัดการระบบ
    เหมาะสำหรับ power user และ sysadmin

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    ดิสโทร Immutable อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการปรับแต่งระบบลึก ๆ
    การแก้ไขไฟล์ระบบโดยตรงทำไม่ได้

    การใช้เทคโนโลยีใหม่อาจทำให้บางแอปยังไม่รองรับเต็มที่
    โดยเฉพาะแอปที่ต้องการเขียนลงระบบ

    การ rollback หรือ update แบบ atomic ต้องเข้าใจโครงสร้างระบบ
    ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนหากไม่คุ้นกับแนวคิด Immutable

    https://9to5linux.com/immutable-distro-nitrux-5-1-released-with-linux-kernel-6-18-lts-new-tools
    📰 🧊 Nitrux 5.1 ออกแล้ว — ดิสโทร Immutable พร้อม Linux Kernel 6.18 LTS และเครื่องมือใหม่เพียบ Nitrux 5.1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะดิสโทรแบบ Immutable Linux ที่เน้นความปลอดภัยและเสถียรภาพ โดยรุ่นนี้มาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS ซึ่งเป็นเวอร์ชันระยะยาวที่รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่และเพิ่มความเสถียรให้กับระบบมากขึ้น การอัปเดตครั้งนี้ยังรวมเครื่องมือใหม่หลายตัวที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการระบบได้ง่ายขึ้นแม้จะเป็นดิสโทรแบบ Immutable Nitrux ยังคงใช้ NX Desktop และ Maui Shell เป็นส่วนติดต่อผู้ใช้หลัก พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและความลื่นไหลของระบบ โดยเฉพาะในงานกราฟิกและการจัดการหน้าต่าง นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตแพ็กเกจสำคัญ เช่น KDE Plasma, Frameworks และแอปพลิเคชัน Maui เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทคโนโลยีล่าสุด ในด้านความปลอดภัย Nitrux 5.1 ยังคงใช้ระบบ overlay-based root filesystem ที่ป้องกันการแก้ไขไฟล์ระบบโดยตรง ทำให้มัลแวร์หรือการตั้งค่าที่ผิดพลาดไม่สามารถทำลายระบบได้ง่าย ผู้ใช้สามารถอัปเดตระบบแบบ atomic update และ rollback ได้ทันทีหากเกิดปัญหา ซึ่งเป็นจุดเด่นของดิสโทร Immutable ยุคใหม่ การอัปเดตนี้ยังรวมเครื่องมือใหม่ เช่น ตัวจัดการระบบแบบ command-line, ตัวช่วยตั้งค่าเครือข่าย และเครื่องมือสำหรับจัดการ container หรือ sandbox ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ระดับ power user และ sysadmin ทำงานได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือภายนอก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Nitrux 5.1 เปิดตัวพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS ➡️ รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่และเพิ่มเสถียรภาพ ✅ เป็นดิสโทรแบบ Immutable ➡️ ใช้ระบบ overlay ป้องกันการแก้ไขไฟล์ระบบ ✅ อัปเดต KDE Plasma, Frameworks และ Maui Apps ➡️ ประสบการณ์ใช้งานลื่นขึ้นและทันสมัยกว่าเดิม ✅ เพิ่มเครื่องมือใหม่หลายตัวสำหรับการจัดการระบบ ➡️ เหมาะสำหรับ power user และ sysadmin คำเตือน / ความเสี่ยง ‼️ ดิสโทร Immutable อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการปรับแต่งระบบลึก ๆ ⛔ การแก้ไขไฟล์ระบบโดยตรงทำไม่ได้ ‼️ การใช้เทคโนโลยีใหม่อาจทำให้บางแอปยังไม่รองรับเต็มที่ ⛔ โดยเฉพาะแอปที่ต้องการเขียนลงระบบ ‼️ การ rollback หรือ update แบบ atomic ต้องเข้าใจโครงสร้างระบบ ⛔ ผู้ใช้ใหม่อาจสับสนหากไม่คุ้นกับแนวคิด Immutable https://9to5linux.com/immutable-distro-nitrux-5-1-released-with-linux-kernel-6-18-lts-new-tools
    9TO5LINUX.COM
    Immutable Distro Nitrux 5.1 Released with Linux Kernel 6.18 LTS, New Tools - 9to5Linux
    Nitrux 5.1 distribution is now available for download with Linux kernel 6.18 LTS, new tools, updated components. and other changes.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 131 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2026‑21858 ใน n8n — มี Public Exploit แล้ว และเสี่ยงกระทบกว่า 100,000 เซิร์ฟเวอร์

    มีรายงานว่าช่องโหว่ระดับ Critical ภายใต้รหัส CVE‑2026‑21858 ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะพร้อม Public Exploit ที่ใช้งานได้จริง ทำให้เซิร์ฟเวอร์ n8n มากกว่า 100,000 เครื่องทั่วโลก ตกอยู่ในความเสี่ยงทันที ช่องโหว่นี้เกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตนและการจัดการสิทธิ์ที่ผิดพลาด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุม Workflow, Credentials และ Environment Variables ได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์

    n8n เป็นระบบ Automation/Workflow ที่นิยมใช้ในองค์กรเพื่อเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ เช่น API, Database, Cloud Services และระบบภายในองค์กร ทำให้ช่องโหว่นี้มีผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ เพราะข้อมูล Credential ที่เก็บใน n8n มักเป็น กุญแจสำคัญของระบบทั้งหมด เช่น Token ของ GitHub, AWS, Google Cloud, หรือ Database Credentials

    เมื่อ Public Exploit ถูกปล่อยออกมา ผู้โจมตีสามารถสแกนหาเซิร์ฟเวอร์ n8n ที่เปิดพอร์ตสาธารณะ และใช้ช่องโหว่นี้เพื่อเข้ายึดระบบได้ทันที โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่เปิด UI ต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรงโดยไม่มี Reverse Proxy หรือการป้องกันเพิ่มเติม ทำให้การโจมตีสามารถเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ (Mass Exploitation) ได้ง่ายมาก

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ดูแลระบบรีบอัปเดตแพตช์ล่าสุด ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตทันที และตรวจสอบ Credential ทั้งหมดในระบบ n8n ว่าถูกแก้ไขหรือรั่วไหลหรือไม่ เพราะหากผู้โจมตีเข้าถึงได้เพียงครั้งเดียว ก็สามารถใช้ Credential เหล่านั้นโจมตีระบบอื่นต่อได้แบบลูกโซ่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่ CVE‑2026‑21858 เป็นระดับ Critical
    มี Public Exploit พร้อมใช้งานแล้ว

    กระทบเซิร์ฟเวอร์ n8n มากกว่า 100,000 เครื่อง
    ส่วนใหญ่เปิดพอร์ตสาธารณะโดยไม่มีการป้องกัน

    ช่องโหว่เกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตนและสิทธิ์
    ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง Workflow และ Credentials ได้

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    Credential ที่รั่วไหลอาจนำไปสู่การโจมตีระบบอื่นแบบลูกโซ่
    เช่น AWS, GitHub, Database, Cloud Services

    เซิร์ฟเวอร์ที่เปิด UI ต่ออินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยงสูงมาก
    อาจถูกสแกนและโจมตีแบบอัตโนมัติทันที

    การไม่อัปเดตแพตช์อาจทำให้ระบบถูกยึดแบบถาวร
    ผู้โจมตีสามารถสร้าง Workflow แอบแฝงเพื่อคงสิทธิ์ไว้

    https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers/
    📰 🚨 ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2026‑21858 ใน n8n — มี Public Exploit แล้ว และเสี่ยงกระทบกว่า 100,000 เซิร์ฟเวอร์ มีรายงานว่าช่องโหว่ระดับ Critical ภายใต้รหัส CVE‑2026‑21858 ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะพร้อม Public Exploit ที่ใช้งานได้จริง ทำให้เซิร์ฟเวอร์ n8n มากกว่า 100,000 เครื่องทั่วโลก ตกอยู่ในความเสี่ยงทันที ช่องโหว่นี้เกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตนและการจัดการสิทธิ์ที่ผิดพลาด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุม Workflow, Credentials และ Environment Variables ได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์ n8n เป็นระบบ Automation/Workflow ที่นิยมใช้ในองค์กรเพื่อเชื่อมต่อบริการต่าง ๆ เช่น API, Database, Cloud Services และระบบภายในองค์กร ทำให้ช่องโหว่นี้มีผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ เพราะข้อมูล Credential ที่เก็บใน n8n มักเป็น กุญแจสำคัญของระบบทั้งหมด เช่น Token ของ GitHub, AWS, Google Cloud, หรือ Database Credentials เมื่อ Public Exploit ถูกปล่อยออกมา ผู้โจมตีสามารถสแกนหาเซิร์ฟเวอร์ n8n ที่เปิดพอร์ตสาธารณะ และใช้ช่องโหว่นี้เพื่อเข้ายึดระบบได้ทันที โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่เปิด UI ต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรงโดยไม่มี Reverse Proxy หรือการป้องกันเพิ่มเติม ทำให้การโจมตีสามารถเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ (Mass Exploitation) ได้ง่ายมาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ดูแลระบบรีบอัปเดตแพตช์ล่าสุด ปิดการเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ตทันที และตรวจสอบ Credential ทั้งหมดในระบบ n8n ว่าถูกแก้ไขหรือรั่วไหลหรือไม่ เพราะหากผู้โจมตีเข้าถึงได้เพียงครั้งเดียว ก็สามารถใช้ Credential เหล่านั้นโจมตีระบบอื่นต่อได้แบบลูกโซ่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่ CVE‑2026‑21858 เป็นระดับ Critical ➡️ มี Public Exploit พร้อมใช้งานแล้ว ✅ กระทบเซิร์ฟเวอร์ n8n มากกว่า 100,000 เครื่อง ➡️ ส่วนใหญ่เปิดพอร์ตสาธารณะโดยไม่มีการป้องกัน ✅ ช่องโหว่เกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตนและสิทธิ์ ➡️ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง Workflow และ Credentials ได้ คำเตือน / ความเสี่ยง ‼️ Credential ที่รั่วไหลอาจนำไปสู่การโจมตีระบบอื่นแบบลูกโซ่ ⛔ เช่น AWS, GitHub, Database, Cloud Services ‼️ เซิร์ฟเวอร์ที่เปิด UI ต่ออินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยงสูงมาก ⛔ อาจถูกสแกนและโจมตีแบบอัตโนมัติทันที ‼️ การไม่อัปเดตแพตช์อาจทำให้ระบบถูกยึดแบบถาวร ⛔ ผู้โจมตีสามารถสร้าง Workflow แอบแฝงเพื่อคงสิทธิ์ไว้ https://securityonline.info/public-exploit-released-critical-n8n-flaw-cve-2026-21858-exposes-100k-servers/
    SECURITYONLINE.INFO
    Public Exploit Released: Critical n8n Flaw CVE-2026-21858 Exposes 100k Servers
    Alert: Public exploit released for n8n CVE-2026-21858 (CVSS 10.0). Unauthenticated attackers can seize full control. Update to v1.121.0 now.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 87 มุมมอง 0 รีวิว
  • พบช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑67859 — Auth Bypass ในยูทิลิตี้แบตเตอรี่บน Linux เสี่ยงถูกยึดระบบ

    มีรายงานการค้นพบช่องโหว่ระดับ Critical ภายใต้รหัส CVE‑2025‑67859 ซึ่งเกิดขึ้นในยูทิลิตี้จัดการแบตเตอรี่ยอดนิยมบน Linux ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ข้ามขั้นตอนยืนยันตัวตน (Authentication Bypass) และเข้าถึงฟังก์ชันระดับสูงของระบบได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์ที่ถูกต้อง นับเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การควบคุมเครื่องจากระยะไกลได้

    ช่องโหว่ประเภทนี้มักเกิดจากการตรวจสอบสิทธิ์ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การตรวจ token ไม่ครบ การตรวจสิทธิ์ฝั่ง client แทน server หรือการใช้ API ที่ไม่มีการป้องกันเพียงพอ เมื่อรวมกับการที่ยูทิลิตี้แบตเตอรี่ทำงานใกล้เคียงกับระดับ system service ยิ่งทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น เพราะผู้โจมตีอาจเข้าถึงข้อมูลพลังงาน ระบบไฟล์ หรือแม้แต่รันคำสั่ง privileged ได้

    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าช่องโหว่ลักษณะนี้อาจถูกนำไปใช้ร่วมกับช่องโหว่อื่นเพื่อทำ Privilege Escalation หรือ Remote Code Execution (RCE) โดยเฉพาะในระบบที่เปิดบริการให้ remote management หรือมีผู้ใช้หลายคนร่วมกันใช้งาน เช่น เซิร์ฟเวอร์ Linux, เครื่องพัฒนาโปรแกรม หรืออุปกรณ์ IoT ที่ใช้ Linux เป็นฐาน

    ขณะนี้ผู้พัฒนาได้เริ่มออกแพตช์แก้ไขในบางดิสโทรแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบอัปเดตความปลอดภัยทันที รวมถึงปิดการเข้าถึงยูทิลิตี้ผ่าน network interface ชั่วคราวหากไม่จำเป็น เพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่ได้อัปเดตระบบ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่ CVE‑2025‑67859 เป็นระดับ Critical
    ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถข้ามการยืนยันตัวตนได้

    เกิดในยูทิลิตี้จัดการแบตเตอรี่บน Linux ที่ใช้งานแพร่หลาย
    อาจถูกใช้เพื่อเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ผู้พัฒนาเริ่มปล่อยแพตช์แก้ไขแล้ว
    ผู้ใช้ควรอัปเดตแพ็กเกจทันทีเพื่อปิดช่องโหว่

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    เสี่ยงถูกยึดเครื่องหรือรันคำสั่ง privileged
    อาจนำไปสู่การโจมตีแบบ RCE หรือ Privilege Escalation

    ระบบที่เปิด remote access มีความเสี่ยงสูง
    ผู้โจมตีสามารถสแกนหาเครื่องที่ยังไม่ได้แพตช์ได้ง่าย

    การละเลยอัปเดตอาจทำให้ระบบถูกโจมตีแบบ Silent
    ผู้ใช้ไม่รู้ตัวจนกว่าจะเกิดความเสียหายแล้ว

    https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility/
    📰 ⚠️ พบช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑67859 — Auth Bypass ในยูทิลิตี้แบตเตอรี่บน Linux เสี่ยงถูกยึดระบบ มีรายงานการค้นพบช่องโหว่ระดับ Critical ภายใต้รหัส CVE‑2025‑67859 ซึ่งเกิดขึ้นในยูทิลิตี้จัดการแบตเตอรี่ยอดนิยมบน Linux ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถ ข้ามขั้นตอนยืนยันตัวตน (Authentication Bypass) และเข้าถึงฟังก์ชันระดับสูงของระบบได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์ที่ถูกต้อง นับเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การควบคุมเครื่องจากระยะไกลได้ ช่องโหว่ประเภทนี้มักเกิดจากการตรวจสอบสิทธิ์ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การตรวจ token ไม่ครบ การตรวจสิทธิ์ฝั่ง client แทน server หรือการใช้ API ที่ไม่มีการป้องกันเพียงพอ เมื่อรวมกับการที่ยูทิลิตี้แบตเตอรี่ทำงานใกล้เคียงกับระดับ system service ยิ่งทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น เพราะผู้โจมตีอาจเข้าถึงข้อมูลพลังงาน ระบบไฟล์ หรือแม้แต่รันคำสั่ง privileged ได้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าช่องโหว่ลักษณะนี้อาจถูกนำไปใช้ร่วมกับช่องโหว่อื่นเพื่อทำ Privilege Escalation หรือ Remote Code Execution (RCE) โดยเฉพาะในระบบที่เปิดบริการให้ remote management หรือมีผู้ใช้หลายคนร่วมกันใช้งาน เช่น เซิร์ฟเวอร์ Linux, เครื่องพัฒนาโปรแกรม หรืออุปกรณ์ IoT ที่ใช้ Linux เป็นฐาน ขณะนี้ผู้พัฒนาได้เริ่มออกแพตช์แก้ไขในบางดิสโทรแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบอัปเดตความปลอดภัยทันที รวมถึงปิดการเข้าถึงยูทิลิตี้ผ่าน network interface ชั่วคราวหากไม่จำเป็น เพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่ได้อัปเดตระบบ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่ CVE‑2025‑67859 เป็นระดับ Critical ➡️ ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถข้ามการยืนยันตัวตนได้ ✅ เกิดในยูทิลิตี้จัดการแบตเตอรี่บน Linux ที่ใช้งานแพร่หลาย ➡️ อาจถูกใช้เพื่อเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ✅ ผู้พัฒนาเริ่มปล่อยแพตช์แก้ไขแล้ว ➡️ ผู้ใช้ควรอัปเดตแพ็กเกจทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ คำเตือน / ความเสี่ยง ‼️ เสี่ยงถูกยึดเครื่องหรือรันคำสั่ง privileged ⛔ อาจนำไปสู่การโจมตีแบบ RCE หรือ Privilege Escalation ‼️ ระบบที่เปิด remote access มีความเสี่ยงสูง ⛔ ผู้โจมตีสามารถสแกนหาเครื่องที่ยังไม่ได้แพตช์ได้ง่าย ‼️ การละเลยอัปเดตอาจทำให้ระบบถูกโจมตีแบบ Silent ⛔ ผู้ใช้ไม่รู้ตัวจนกว่าจะเกิดความเสียหายแล้ว https://securityonline.info/cve-2025-67859-critical-auth-bypass-discovered-in-popular-linux-battery-utility/
    SECURITYONLINE.INFO
    CVE-2025-67859: Critical Auth Bypass Discovered in Popular Linux Battery Utility
    CVE-2025-67859: TLP 1.9.0 flaw lets users bypass root auth. SUSE researchers urge Linux users to update to version 1.9.1 to fix this critical security gap.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 116 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 5

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 5
    ตลอด 70 ปี ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ของอเมริกาชัดเจนว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการครองโลกแต่ผู้เดียวของอเมริกา ดังนั้นแผนดำเนินการ หรือการเดินหมากของอเมริกา จึงเน้นที่การปิดล้อมและการปิดกั้น ผู้ที่อาจจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งในการครองโลกของตน ไม่ให้มีโอกาสเข้าไปถึงแหล่งทรัพยากร ที่จะทำให้คู่แข่ง มีโอกาส หรือมีอำนาจมากกว่า หรือขึ้นมาเทียบ
    และด้วยการคิดแบบนี้ ย่ำอยู่กับที่มา 70 ปีแล้ว อเมริกา จึงเน้นแต่การสร้างเครือข่ายด้านการทหาร โดยสร้างฐานทัพ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มกำลังอาวุธ กำลังพล รูปแบบต่างๆ ที่มีทั้งเป็นทหารในระบบสังกัดกองทัพ และทหารนอกระบบ เช่นทหารรับจ้าง หรือพวก contractor อย่างพวกน้ำดำ Blackwater รวมไปถึงกองกำลังนอกระบบที่เรียกว่า พวกปฏิบัติการหลังฉาก หรือพวก stay behind และตอนนี้ก็เห็นกันแล้วว่า อเมริกาสร้างแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ก่อการร้าย
    ความคิดของอเมริกา ที่นำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกนั้น มันเป็นความคิดที่เก่าตกรุ่น ไม่มีมิติ ของการสร้างสรร และที่สำคัญ มันเป็นความคิด หรือยุทธศาสตร์ที่มุ่งหมายที่จะทำลายล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรือความต้องการของอเมริกา มันเป็นยุทธศาสตร์เชิงทำลาย ….
    บทความชื่อ ” The rise of US nuclear primacy” เขียนโดย Kier Lieber และ Daryl Press ในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ฉบับเดือนมีนาคม/เมษนยน ค.ศ.2006 น่าจะยืนยันได้ดีถึงยุทธศาสตร์เชิงทำลายของอเมริกา ซึ่งสรุปว่า…..
    …. วันนี้ เป็นครั้งแรกในเวลากว่า 50 ปี ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า อเมริกาคือสุดยอดของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป็นไปได้ว่าอีกไม่ช้านี้ ที่อเมริกาจะเป็นผู้ลงมือก่อน (first strike) ในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ระยะไกล ของรัสเซีย หรือจีน
    …..การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มาจากการปรับปรุงระบบนิวเคลียร์ของอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การพัฒนาทางอาวุธของรัสเซียเสื่อมถอยลงแบบตกเขา ส่วนจีนเองการพัฒนาอาวุธให้ทันสมัย ไปถึงระดับนิวเคลียร์ก็เป็นไปอย่างช้ามาก …..ยกเว้นแต่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัว หรือรัสเซีย จีนจะรีบเร่งเครื่อง เพื่อสร้างขนาดและความพร้อมของกองทัพตัวเองเสียใหม่ ……ไม่เช่นนั้น รัสเซีย จีน และทั้งหมดในโลกนี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงาของอเมริกา ที่เป็นเจ้าของสุดยอดของอาวุธนิวเคลียร์ ไปอีกนานนนนน….
    คน(โปร)อเมริกันอ่านแล้ว คงภูมิใจฉิบหายเลยนะครับ
    บทความข้างต้น คงไม่ผิดความจริงมากนัก เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 รัฐบาลคาวบอยบุช ก็ประกาศว่า
    ….. อเมริกากำลังใช้ยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ ด้วยการสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นโครงการใหญ่และมีความสำคัญลำดับแรกๆ ของรัฐบาลคาวบอย นั่นคือ การสร้างระบบการต่อสู้ด้วยจรวด อเมริกาบอกกับพลเมืองของตนว่า เราต้องทำ เพื่อเตรียมรับมือกับการก่อการร้าย…..
    แต่น่าสังเกตว่า ที่อเมริกากำลังสร้างนั้น มันเป็นระบบรุก offensive ไม่ใช่เป็นระบบป้องกัน defensive ดังนั้น เป้าหมายจริง น่าจะเป็นการเตรียมการส่งให้แก่ รัสเซีย จีน
    เสียละมากกว่า
    และก็ต้องนับว่าอเมริกา นี่ลื่นมาก ใช้ผู้ก่อการ้ายมาเป็นข้ออ้างมาตั้งแต่ตอนโน้นเลย แต่ พอมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ดันสูดกลิ่นไม่ได้ หาไม่เจอ ปราบไม่สำเร็จ… ได้แต่ทำหน้าเครียด ตาขวางขู่ผ่านสื่อว่า you are next….ใคร ใคร (วะ) ฮาชะมัด
    ส่วนรัสเซีย ตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ในปี ค.ศ.1991 การพัฒนาอาวุธของรัสเซียที่เป็นทายาท ตามข่าวเหมือนจะแผ่วลงไป เพราะรัสเซียกำลังคร่ำเคร่งในการประคองตัวให้ยืนได้เสียก่อน
    และน่าสนใจว่า เพราะยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำลาย ของอเมริกานั่นเอง ที่ทำให้รัสเซียและจีน หันมาจับมือกันแน่นเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง
    รัสเซียและจีน น่าจะคิดไม่ต่างกัน ต่างมีนโยบายที่ต้องการสร้างประเทศให้เข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และสร้างแนวร่วมที่สามารถจะช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเอง
    ปี ค.ศ.2001 รัสเซีย จีน ทำสัญญา Russia China Friendship and Cooperation Treaty เป็นสัญญาทวิภาคีฉบับแรกระหว่างกัน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1950
    สัญญานี้ เน้นการร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรับมือกับการทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของโลกของอเมริกา โดยรัสเซีย จีน ตกลงที่จะให้ร่วมมือกันทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ
    รัสเซียเริ่มแบ่งข้อมูลของตัว เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการพัฒนาอาวุธให้แก่จีน และจีน จอมแกะแบบและจอมก๊อบ ก็แกะ และก๊อบ และช่วยพัฒนากลับให้กับรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ ทั้งรัสเซียและจีน จึงก้าวไปข้างหน้าด้วยกันด้านอาวุธ รัสเซียและจีนน่าจะขอบใจ ไอ้ปากมอมที่มาช่วยเตือนว่า คนหนึ่งกำลังดิ่งลงหน้าผา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เดินช้าเหมือนเต่า
    ขณะเดียวกัน รัสเซียมองดูตัวเอง เหมือนคนที่ต้องเริ่มตั้งตัวใหม่ หลังจากฉิบหายบ้านแตกสาแหรกขาด แถมล้มละลายอีกต่างหาก สมบัติติดตัวมีค่า คือทรัพย์ในดิน รัสเซียมีแหล่งแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก มีบ่อน้ำมันมากกว่า 130,000 บ่อ ยังมีแหล่งน้ำมันและแก๊ส ที่ยังไม่ได้สำรวจอีกประมาณ 2,000 แห่ง ทางรอดของรัสเซียคือ สร้างประเทศ ที่เละจากการถูกรุมตี ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ยืนขึ้นมาใหม่ให้ได้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ไม่ใช่คิดแต่สร้างอาวุธ เพื่อเอาไปใช้ปล้นสมบัติคนอื่น ปล้นเสร็จก็ฆ่าเจ้าของทิ้ง พร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน เหมือนที่ไอ้บางพวกมันชอบทำกัน
    รัสเซียจึงเริ่มต้นสร้างประเทศให้แข็งแรง ด้วยยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายเหมือนกัน มันไม่ใช่เครือข่ายด้านกำลังทหาร แต่เป็นเครือข่ายท่อส่งแก๊ส และน้ำมัน !!! ให้กับเพื่อนและลูกค้า ที่น่าจะเป็นการช่วยให้สถานะของตนเองเป็นอันตรายน้อยลง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ฟังดูไม่น่าตื่นเต้น แต่น่าสนใจครับ
    ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) รัสเซีย ในสมัยที่นายบอริส เยลซิน เป็นประธานาธิบดี ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในบ้าน ไม่น่าเชื่อว่ามันมาจากพิษต้มยำกุ้ง ที่ลามข้ามทวีป จนเป็นโอกาสให้ไอเอมเอฟ เข้ามาจัดการรัสเซีย ด้วยการใช้นโยบายแปรรูปกิจการรัฐ เอาออกขายให้พวกขายชาติไม่กี่ตัว ที่สมคบกับต่างชาติ ซื้อเอาเป็นกิจการส่วนตัว เล่นเอาเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งกำลังเปราะบางเหมือนข้าวเกรียบว่าว ก็แตกกระจาย นี่ผมเขียนเรื่องรัสเซียนะครับ แต่มันเหมือนกับบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่ไม่เหมือน คือวิธีแก้เกม วิธีพาประเทศออกจากกับดักอเมริกา ของรัสเซีย กับของสมันน้อย ต่างกันยังกับหนังคนละม้วน (ตอนนั้นเป็นสมันน้อยจริงๆ ตอนนี้ “หวัง” ว่าจะไม่ใช่แล้ว)
    และในปีนั้น คุณพี่ปูติน ซึ่งอยู่ในคณะทำงานของรัฐบาลรัสเซีย ก็เสนอนโยบายให้กับรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการให้รัฐเป็นผู้ควบคุมแหล่งพลังงาน และทรัพยากรของประเทศเสียเอง รวมทั้ง เป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำมันและแก๊ส ขาย และส่งออกเองด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุน จากการค้ากำไรของพ่อค้า และจะทำให้ชาวรัสเซียได้ใช้น้ำมันและแก๊สของรัสเซียเองในราคาถูก เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศส่วนหนึ่ง และนำกำไรจากการขายส่งออกพลังงาน ให้กลับมาอยู่ที่รัฐบาล เพื่อเอามาสร้างประเทศต่อไป
    นอกจากนั้น คุณพี่ปูติน ยังเสนอให้ มีการออกกฏหมายห้ามการค้าแบบผูกขาด ไม่ว่าจะผูกโดยธุรกิจใน หรือนอกประเทศ และห้ามต่างประเทศเข้ามามีส่วนถือหุ้นหรือลงทุน ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ทรัพย์ในดินของประเทศ
    สรุปสั้นๆ ว่า คุณพี่ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป การเอาทรัพย์สินสำคัญของชาติออกขายให้ต่างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรี ฯลฯ ที่อเมริกาเอามาแพร่เชื้อ ที่ไอเอมเอฟเอามารัดคอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัสเซียฉิบหายหนักขึ้นจนในที่สุดถึงล้มละลาย ข้อเสนอของคุณพี่ปูติน เป็น การหักดิบ ตัดขาด จาก นโยบาย ความคิดและทฤษฏีลวงของอเมริกา อย่างสิ้นเชิง
    ปี ค.ศ.2000 คุณพี่ปูติน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นโยบายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลปูตินคือ จัดการโอนเอากิจการสำคัญกลับมาเป็นของรัฐ โดยเฉพาะ Gazprom ที่จะต้องมาทำหน้าที่เป็นเจ้าของเครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัฐ ต่อจากนั้น เขาพยายามระงับการขายหุ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน Yokos และ Sibneft ที่กำลังเตรียมการ ที่จะขายให้กับบริษัทอเมริกัน (หน้าม้าของคาวบอยบุช)
    แค่ 2 เรื่องนี่ ก็คงพอทำให้อเมริกาและสื่อตะวันตก ช่วยกันประทับตราคุณพี่ปูติน ว่าเป็นคนเลวอย่างที่สุดแล้ว เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติตน มากกว่าเสรีภาพของมนุษย์ในการแสดงออก ฮา
    ขั้นตอนต่อไป คุณพี่ปูตินจัดการรวมเอานักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่รัสเซียเรียกว่า ” siloviki” หรือ nationalist พวกชาตินิยม มาเป็นผู้ร่วมร่างแผนการฟื้นฟูประเทศ และบริหารองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ แต่ตะวันตกบอก เป็นพวก เคจีบี หรือ อยู่ฝ่ายความมั่นคงต่างหาก และด่าปูตินว่า กำลังดำเนินการฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซีย ทำแบบนี้แถวบ้านเรา คงถูกเรียกว่า เป็นพวกเผด็จการคลั่งชาติ
    แต่คุณพี่ปูตินไม่สนใจ เดินหน้าสร้างเครือข่ายท่อส่งแก็ส ตามยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัสเซียเหมือนใส่หมวกกันน๊อก กันถูกตักดีหัว หรือ ล้มอีกทีต้องหัวไม่แตก
    รัสเซียสร้างเครือข่ายท่อส่งที่โยงใยไปทั่ว เป็นระยะทางทั้งหมดไม่น้อยกว่า 150,000 กม เครือข่ายท่อส่งนี้ มี Gazprom ที่เป็นของรัฐ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียว
    แค่ในปี ค.ศ.2009 แก๊สของรัสเซียส่งออกไปให้ยุโรป ผ่านท่อส่ง 12 เส้น
    3 ท่อส่ง วิ่งตรงไปยัง ฟินแลนด์ แอสโทเนีย และลัตเวีย
    4 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่เบราลุส และส่งออกต่อไปยัง ลิทัวเนีย และ โปแลนด์
    5 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่ยูเครน เพื่อให้ยูเครน ส่งต่อให้ สโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี และ โปแลนด์
    เห็นจำนวนท่อส่งและสถานที่รับแก๊สแล้ว คงพอเข้าใจนะครับ ว่า ทำไมยูเครน ถึงต้องมีปฏิวัติ เพื่อเอาคนของอเมริกามาคุมยูเครน และเรื่องยูเครนก็จะไม่มีวันสงบง่ายๆ และ รัสเซียก็จะเดินหน้าเรื่องท่อส่งแก๊สมาที่ยุโรป แบบมีเชือกคอยกระตุกให้หงายท้องอยู่ตลอดเวลา
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    26 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 5 ตลอด 70 ปี ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ของอเมริกาชัดเจนว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการครองโลกแต่ผู้เดียวของอเมริกา ดังนั้นแผนดำเนินการ หรือการเดินหมากของอเมริกา จึงเน้นที่การปิดล้อมและการปิดกั้น ผู้ที่อาจจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งในการครองโลกของตน ไม่ให้มีโอกาสเข้าไปถึงแหล่งทรัพยากร ที่จะทำให้คู่แข่ง มีโอกาส หรือมีอำนาจมากกว่า หรือขึ้นมาเทียบ และด้วยการคิดแบบนี้ ย่ำอยู่กับที่มา 70 ปีแล้ว อเมริกา จึงเน้นแต่การสร้างเครือข่ายด้านการทหาร โดยสร้างฐานทัพ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มกำลังอาวุธ กำลังพล รูปแบบต่างๆ ที่มีทั้งเป็นทหารในระบบสังกัดกองทัพ และทหารนอกระบบ เช่นทหารรับจ้าง หรือพวก contractor อย่างพวกน้ำดำ Blackwater รวมไปถึงกองกำลังนอกระบบที่เรียกว่า พวกปฏิบัติการหลังฉาก หรือพวก stay behind และตอนนี้ก็เห็นกันแล้วว่า อเมริกาสร้างแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ก่อการร้าย ความคิดของอเมริกา ที่นำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกนั้น มันเป็นความคิดที่เก่าตกรุ่น ไม่มีมิติ ของการสร้างสรร และที่สำคัญ มันเป็นความคิด หรือยุทธศาสตร์ที่มุ่งหมายที่จะทำลายล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรือความต้องการของอเมริกา มันเป็นยุทธศาสตร์เชิงทำลาย …. บทความชื่อ ” The rise of US nuclear primacy” เขียนโดย Kier Lieber และ Daryl Press ในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ฉบับเดือนมีนาคม/เมษนยน ค.ศ.2006 น่าจะยืนยันได้ดีถึงยุทธศาสตร์เชิงทำลายของอเมริกา ซึ่งสรุปว่า….. …. วันนี้ เป็นครั้งแรกในเวลากว่า 50 ปี ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า อเมริกาคือสุดยอดของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป็นไปได้ว่าอีกไม่ช้านี้ ที่อเมริกาจะเป็นผู้ลงมือก่อน (first strike) ในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ระยะไกล ของรัสเซีย หรือจีน …..การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มาจากการปรับปรุงระบบนิวเคลียร์ของอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การพัฒนาทางอาวุธของรัสเซียเสื่อมถอยลงแบบตกเขา ส่วนจีนเองการพัฒนาอาวุธให้ทันสมัย ไปถึงระดับนิวเคลียร์ก็เป็นไปอย่างช้ามาก …..ยกเว้นแต่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัว หรือรัสเซีย จีนจะรีบเร่งเครื่อง เพื่อสร้างขนาดและความพร้อมของกองทัพตัวเองเสียใหม่ ……ไม่เช่นนั้น รัสเซีย จีน และทั้งหมดในโลกนี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงาของอเมริกา ที่เป็นเจ้าของสุดยอดของอาวุธนิวเคลียร์ ไปอีกนานนนนน…. คน(โปร)อเมริกันอ่านแล้ว คงภูมิใจฉิบหายเลยนะครับ บทความข้างต้น คงไม่ผิดความจริงมากนัก เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 รัฐบาลคาวบอยบุช ก็ประกาศว่า ….. อเมริกากำลังใช้ยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ ด้วยการสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นโครงการใหญ่และมีความสำคัญลำดับแรกๆ ของรัฐบาลคาวบอย นั่นคือ การสร้างระบบการต่อสู้ด้วยจรวด อเมริกาบอกกับพลเมืองของตนว่า เราต้องทำ เพื่อเตรียมรับมือกับการก่อการร้าย….. แต่น่าสังเกตว่า ที่อเมริกากำลังสร้างนั้น มันเป็นระบบรุก offensive ไม่ใช่เป็นระบบป้องกัน defensive ดังนั้น เป้าหมายจริง น่าจะเป็นการเตรียมการส่งให้แก่ รัสเซีย จีน เสียละมากกว่า และก็ต้องนับว่าอเมริกา นี่ลื่นมาก ใช้ผู้ก่อการ้ายมาเป็นข้ออ้างมาตั้งแต่ตอนโน้นเลย แต่ พอมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ดันสูดกลิ่นไม่ได้ หาไม่เจอ ปราบไม่สำเร็จ… ได้แต่ทำหน้าเครียด ตาขวางขู่ผ่านสื่อว่า you are next….ใคร ใคร (วะ) ฮาชะมัด ส่วนรัสเซีย ตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ในปี ค.ศ.1991 การพัฒนาอาวุธของรัสเซียที่เป็นทายาท ตามข่าวเหมือนจะแผ่วลงไป เพราะรัสเซียกำลังคร่ำเคร่งในการประคองตัวให้ยืนได้เสียก่อน และน่าสนใจว่า เพราะยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำลาย ของอเมริกานั่นเอง ที่ทำให้รัสเซียและจีน หันมาจับมือกันแน่นเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง รัสเซียและจีน น่าจะคิดไม่ต่างกัน ต่างมีนโยบายที่ต้องการสร้างประเทศให้เข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และสร้างแนวร่วมที่สามารถจะช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเอง ปี ค.ศ.2001 รัสเซีย จีน ทำสัญญา Russia China Friendship and Cooperation Treaty เป็นสัญญาทวิภาคีฉบับแรกระหว่างกัน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 สัญญานี้ เน้นการร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรับมือกับการทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของโลกของอเมริกา โดยรัสเซีย จีน ตกลงที่จะให้ร่วมมือกันทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ รัสเซียเริ่มแบ่งข้อมูลของตัว เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการพัฒนาอาวุธให้แก่จีน และจีน จอมแกะแบบและจอมก๊อบ ก็แกะ และก๊อบ และช่วยพัฒนากลับให้กับรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ ทั้งรัสเซียและจีน จึงก้าวไปข้างหน้าด้วยกันด้านอาวุธ รัสเซียและจีนน่าจะขอบใจ ไอ้ปากมอมที่มาช่วยเตือนว่า คนหนึ่งกำลังดิ่งลงหน้าผา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เดินช้าเหมือนเต่า ขณะเดียวกัน รัสเซียมองดูตัวเอง เหมือนคนที่ต้องเริ่มตั้งตัวใหม่ หลังจากฉิบหายบ้านแตกสาแหรกขาด แถมล้มละลายอีกต่างหาก สมบัติติดตัวมีค่า คือทรัพย์ในดิน รัสเซียมีแหล่งแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก มีบ่อน้ำมันมากกว่า 130,000 บ่อ ยังมีแหล่งน้ำมันและแก๊ส ที่ยังไม่ได้สำรวจอีกประมาณ 2,000 แห่ง ทางรอดของรัสเซียคือ สร้างประเทศ ที่เละจากการถูกรุมตี ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ยืนขึ้นมาใหม่ให้ได้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ไม่ใช่คิดแต่สร้างอาวุธ เพื่อเอาไปใช้ปล้นสมบัติคนอื่น ปล้นเสร็จก็ฆ่าเจ้าของทิ้ง พร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน เหมือนที่ไอ้บางพวกมันชอบทำกัน รัสเซียจึงเริ่มต้นสร้างประเทศให้แข็งแรง ด้วยยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายเหมือนกัน มันไม่ใช่เครือข่ายด้านกำลังทหาร แต่เป็นเครือข่ายท่อส่งแก๊ส และน้ำมัน !!! ให้กับเพื่อนและลูกค้า ที่น่าจะเป็นการช่วยให้สถานะของตนเองเป็นอันตรายน้อยลง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ฟังดูไม่น่าตื่นเต้น แต่น่าสนใจครับ ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) รัสเซีย ในสมัยที่นายบอริส เยลซิน เป็นประธานาธิบดี ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในบ้าน ไม่น่าเชื่อว่ามันมาจากพิษต้มยำกุ้ง ที่ลามข้ามทวีป จนเป็นโอกาสให้ไอเอมเอฟ เข้ามาจัดการรัสเซีย ด้วยการใช้นโยบายแปรรูปกิจการรัฐ เอาออกขายให้พวกขายชาติไม่กี่ตัว ที่สมคบกับต่างชาติ ซื้อเอาเป็นกิจการส่วนตัว เล่นเอาเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งกำลังเปราะบางเหมือนข้าวเกรียบว่าว ก็แตกกระจาย นี่ผมเขียนเรื่องรัสเซียนะครับ แต่มันเหมือนกับบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่ไม่เหมือน คือวิธีแก้เกม วิธีพาประเทศออกจากกับดักอเมริกา ของรัสเซีย กับของสมันน้อย ต่างกันยังกับหนังคนละม้วน (ตอนนั้นเป็นสมันน้อยจริงๆ ตอนนี้ “หวัง” ว่าจะไม่ใช่แล้ว) และในปีนั้น คุณพี่ปูติน ซึ่งอยู่ในคณะทำงานของรัฐบาลรัสเซีย ก็เสนอนโยบายให้กับรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการให้รัฐเป็นผู้ควบคุมแหล่งพลังงาน และทรัพยากรของประเทศเสียเอง รวมทั้ง เป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำมันและแก๊ส ขาย และส่งออกเองด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุน จากการค้ากำไรของพ่อค้า และจะทำให้ชาวรัสเซียได้ใช้น้ำมันและแก๊สของรัสเซียเองในราคาถูก เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศส่วนหนึ่ง และนำกำไรจากการขายส่งออกพลังงาน ให้กลับมาอยู่ที่รัฐบาล เพื่อเอามาสร้างประเทศต่อไป นอกจากนั้น คุณพี่ปูติน ยังเสนอให้ มีการออกกฏหมายห้ามการค้าแบบผูกขาด ไม่ว่าจะผูกโดยธุรกิจใน หรือนอกประเทศ และห้ามต่างประเทศเข้ามามีส่วนถือหุ้นหรือลงทุน ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ทรัพย์ในดินของประเทศ สรุปสั้นๆ ว่า คุณพี่ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป การเอาทรัพย์สินสำคัญของชาติออกขายให้ต่างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรี ฯลฯ ที่อเมริกาเอามาแพร่เชื้อ ที่ไอเอมเอฟเอามารัดคอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัสเซียฉิบหายหนักขึ้นจนในที่สุดถึงล้มละลาย ข้อเสนอของคุณพี่ปูติน เป็น การหักดิบ ตัดขาด จาก นโยบาย ความคิดและทฤษฏีลวงของอเมริกา อย่างสิ้นเชิง ปี ค.ศ.2000 คุณพี่ปูติน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นโยบายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลปูตินคือ จัดการโอนเอากิจการสำคัญกลับมาเป็นของรัฐ โดยเฉพาะ Gazprom ที่จะต้องมาทำหน้าที่เป็นเจ้าของเครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัฐ ต่อจากนั้น เขาพยายามระงับการขายหุ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน Yokos และ Sibneft ที่กำลังเตรียมการ ที่จะขายให้กับบริษัทอเมริกัน (หน้าม้าของคาวบอยบุช) แค่ 2 เรื่องนี่ ก็คงพอทำให้อเมริกาและสื่อตะวันตก ช่วยกันประทับตราคุณพี่ปูติน ว่าเป็นคนเลวอย่างที่สุดแล้ว เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติตน มากกว่าเสรีภาพของมนุษย์ในการแสดงออก ฮา ขั้นตอนต่อไป คุณพี่ปูตินจัดการรวมเอานักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่รัสเซียเรียกว่า ” siloviki” หรือ nationalist พวกชาตินิยม มาเป็นผู้ร่วมร่างแผนการฟื้นฟูประเทศ และบริหารองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ แต่ตะวันตกบอก เป็นพวก เคจีบี หรือ อยู่ฝ่ายความมั่นคงต่างหาก และด่าปูตินว่า กำลังดำเนินการฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซีย ทำแบบนี้แถวบ้านเรา คงถูกเรียกว่า เป็นพวกเผด็จการคลั่งชาติ แต่คุณพี่ปูตินไม่สนใจ เดินหน้าสร้างเครือข่ายท่อส่งแก็ส ตามยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัสเซียเหมือนใส่หมวกกันน๊อก กันถูกตักดีหัว หรือ ล้มอีกทีต้องหัวไม่แตก รัสเซียสร้างเครือข่ายท่อส่งที่โยงใยไปทั่ว เป็นระยะทางทั้งหมดไม่น้อยกว่า 150,000 กม เครือข่ายท่อส่งนี้ มี Gazprom ที่เป็นของรัฐ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียว แค่ในปี ค.ศ.2009 แก๊สของรัสเซียส่งออกไปให้ยุโรป ผ่านท่อส่ง 12 เส้น 3 ท่อส่ง วิ่งตรงไปยัง ฟินแลนด์ แอสโทเนีย และลัตเวีย 4 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่เบราลุส และส่งออกต่อไปยัง ลิทัวเนีย และ โปแลนด์ 5 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่ยูเครน เพื่อให้ยูเครน ส่งต่อให้ สโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี และ โปแลนด์ เห็นจำนวนท่อส่งและสถานที่รับแก๊สแล้ว คงพอเข้าใจนะครับ ว่า ทำไมยูเครน ถึงต้องมีปฏิวัติ เพื่อเอาคนของอเมริกามาคุมยูเครน และเรื่องยูเครนก็จะไม่มีวันสงบง่ายๆ และ รัสเซียก็จะเดินหน้าเรื่องท่อส่งแก๊สมาที่ยุโรป แบบมีเชือกคอยกระตุกให้หงายท้องอยู่ตลอดเวลา สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 26 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 417 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts