• 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner

    ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ

    สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล

    บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ เบื้องหลังเพลง และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner

    GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น
    GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ

    ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น

    เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ

    ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น
    การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ
    การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ
    ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น

    ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI

    นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่
    Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม
    Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond
    Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ
    Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย
    Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด

    ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 อีกด้วย

    “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน
    เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner

    แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว

    นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น

    Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด
    Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน

    จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย
    เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

    บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น
    แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ

    การคัมแบ็กระดับตำนาน
    ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก

    มรดกแห่งความสำเร็จ
    เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้
    เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม

    บทสรุป
    GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก

    ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น —
    “See reflections on the water
    More than darkness in the depths
    See him surface in every shadow
    On the wind I feel his breath” —
    มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ

    #ลุงเล่าหลานฟัง

    https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    🎬 007 GoldenEye: การคืนชีพของสายลับระดับตำนาน พร้อมพลังเสียงอมตะจาก Tina Turner 🎤✨ ในปี 1995 โลกภาพยนตร์ได้ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของสายลับที่ทุกคนรู้จักกันดี — James Bond 007 กับภาพยนตร์เรื่อง “พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก (GoldenEye)” 🎯 หลังจากแฟรนไชส์หยุดพักไปยาวนานกว่า 6 ปี การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงปลุกกระแส Bond ให้กลับมาครองใจผู้ชมอีกครั้ง แต่ยังแจ้งเกิด Bond คนใหม่อย่าง Pierce Brosnan อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ทำให้ GoldenEye ถูกพูดถึงไม่แพ้ฉากแอ็กชันสุดระห่ำ คือเพลงธีมเปิดเรื่อง “GoldenEye” 🎵 ที่ขับร้องโดยราชินีร็อกแอนด์โรล Tina Turner 👑 เสียงร้องทรงพลัง ผสานอารมณ์ลึกลับแบบสายลับ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงธีม Bond ที่ถูกยกย่องมากที่สุดตลอดกาล บทความนี้จะพาคุณย้อนสำรวจทั้งตัวภาพยนตร์ 🎥 เบื้องหลังเพลง 🎼 และชีวิตอันเข้มแข็งของผู้หญิงที่โลกจดจำในนาม Tina Turner 💎 🌍 GoldenEye: Bond ในโลกหลังสงครามเย็น GoldenEye คือภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ลำดับที่ 17 กำกับโดย Martin Campbell และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแฟรนไชส์ หลังปัญหาด้านลิขสิทธิ์ทำให้ซีรีส์หยุดชะงักตั้งแต่ปี 1989 เมื่อ Pierce Brosnan เข้ามารับบท 007 ในปี 1994 ทุกอย่างจึงเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นทางการ 🚀 ภาพยนตร์เข้าฉายปลายปี 1995 และประสบความสำเร็จถล่มทลาย 💰 ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณเพียง 60 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปีนั้น เนื้อเรื่องตั้งอยู่ในยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 🌐 Bond ต้องสืบสวนอาวุธดาวเทียมลับชื่อ “GoldenEye” ที่สามารถทำลายระบบการเงินทั่วโลกได้ เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตพันธมิตรจาก MI6 และเครือข่ายอาชญากรระดับนานาชาติ ฉากแอ็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ✈️ การไล่ล่าด้วยเครื่องบินรบ 🚗 การขับรถไล่ล่าบนภูเขาหิมะ 🌊 ฉากต่อสู้ใต้น้ำสุดตื่นเต้น ล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ Bond ยุคใหม่ที่ทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยี CGI นักแสดงที่สร้างสีสัน ได้แก่ 🎩 Pierce Brosnan – James Bond ผู้มีเสน่ห์และสุขุม 🕶️ Sean Bean – ศัตรูผู้มีอดีตผูกพันกับ Bond 💻 Izabella Scorupco – โปรแกรมเมอร์สาวผู้กล้าหาญ 🔥 Famke Janssen – นักฆ่าสาวสุดอันตราย 👩‍💼 Judi Dench – M หัวหน้า MI6 ผู้เด็ดขาด ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกมระดับตำนาน GoldenEye 007 บน Nintendo 64 🎮 อีกด้วย 🎶 “GoldenEye”: เพลงธีมที่กลายเป็นตำนาน เพลง “GoldenEye” แต่งโดย Bono และ The Edge จากวง U2 🎸 และโปรดิวซ์โดย Nellee Hooper เดิมทีศิลปินกลุ่มอื่นถูกทาบทาม แต่สุดท้ายโชคชะตาก็นำพาเพลงนี้มาสู่เสียงของ Tina Turner แม้ในตอนแรก Tina จะลังเล แต่เมื่อได้บันทึกเสียงจริง เธอสามารถถ่ายทอดพลังอารมณ์ ความลึกลับ และความยิ่งใหญ่ของสายลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์ 🎤✨ เพลงถูกปล่อยเป็นซิงเกิลปลายปี 1995 และติดชาร์ตหลายประเทศในยุโรปอย่างรวดเร็ว 📈 นักวิจารณ์ชื่นชมว่าเสียงของ Tina ให้กลิ่นอายคลาสสิกแบบเพลง Bond ยุคทอง พร้อมพลังดราม่าที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกทุกครั้งที่ท่อนฮุคดังขึ้น 👑 Tina Turner: ราชินีผู้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวด Tina Turner (1939–2023) คือศิลปินระดับโลกที่มียอดขายกว่า 100 ล้านชุด 💿 และได้รับฉายา “Queen of Rock ’n’ Roll” จากพลังเสียงและการแสดงบนเวทีที่ไม่มีใครเหมือน 🌱 จุดเริ่มต้นจากชีวิตเรียบง่าย เธอเติบโตในครอบครัวเกษตรกร และค้นพบพรสวรรค์ด้านดนตรีตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะได้ร่วมงานกับ Ike Turner และก้าวสู่เวทีระดับประเทศ 💔 บทเรียนชีวิตและการหลุดพ้น แม้ประสบความสำเร็จทางดนตรี แต่ชีวิตแต่งงานเต็มไปด้วยความรุนแรงและความเจ็บปวด Tina ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ด้วยความกล้าหาญ ✊ 🌟 การคัมแบ็กระดับตำนาน ในยุค 80s เธอกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยอัลบั้ม Private Dancer และเพลงฮิตระดับโลกมากมาย กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินหญิงทั่วโลก 🌍 🏆 มรดกแห่งความสำเร็จ เธอคว้า Grammy มากกว่า 12 รางวัล 🏅 ได้รับเกียรติเข้าหอเกียรติยศ Rock Hall of Fame และถูกยกย่องในฐานะสัญลักษณ์ของพลังใจและการไม่ยอมแพ้ เพลง “GoldenEye” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า แม้ในวัยกว่า 50 ปี Tina Turner ยังคงเปล่งประกายและครองเวทีได้อย่างสง่างาม ✨ 🎯 บทสรุป GoldenEye ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ปลุกชีพ James Bond ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง 🎬 แต่ยังเป็นเวทีที่ส่งต่อพลังเสียงอมตะของ Tina Turner ให้ก้องอยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก 🌟 ทุกครั้งที่ท่อนเพลงดังขึ้น — 🎵 “See reflections on the water More than darkness in the depths See him surface in every shadow On the wind I feel his breath” — มันยังคงพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคทองของสายลับ 007 ได้เสมอ 🕶️💥 #ลุงเล่าหลานฟัง https://www.youtube.com/watch?v=4hGQ97tCTOs
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 125 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 7

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 7
    ยุทธศาสตร์ ใช้เครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัสเซีย ที่ไม่ต้องใช้อาวุธไปทำลายบ้านเมือง หรือทำร้ายชีวิตใคร แถมขายแก๊สได้ตังค์อีกด้วย กลับทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายอียูอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทำให้ชาวยุโรปเริ่มพึ่งแก๊สรัสเซียมากขึ้นทุกวัน วิธีการแบบนี้ ทำให้อเมริการับไม่ได้ หูเย็นหางตกหมด และเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียจึงต้องโดนสกัด และเป็นการสกัด อย่างรุนแรง มากขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณที่เครือข่ายท่อส่ง ขยายตัวไปยังจุดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย
    อเมริกา เริ่มจัดรายการสกัดเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียมาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.2000 แล้ว ตั้งแต่รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งใหม่ๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องจะสกัดกันง่ายๆ รัสเซียส่งแก๊สถึงหน้าบ้านชาวยุโรป อยู่ๆอเมริกาออกอาการน้ำลายฟูมปาก จะให้ปิดท่อแก๊ส ชาวยุโรปคงไม่เอาด้วยง่ายๆ อย่างงั้นมันก็ต้องสร้างฉาก สร้างภาพว่า รัสเซียมีแผนชั่ว เป็นตัวเลว เชื่อถือไม่ได้เสียก่อน อเมริกาจึงใช้วิธีอย่างเคยๆ ยุแยงชาวยูเครน ซึ่งครึ่งหนึ่งก็ฝักฝ่ายทางรัสเซียและรัสเซียก็ช่วยเหลือ ด้วยการส่งแก๊สให้ยูเครนในราคาต่ำกว่าราคาตลาดด้วย แบบนี้รัสเซียชั่วมากใช่ไหม
    อเมริกาส่งทีมคุณนายนูแลนด์ เหยี่ยวกระหายเลือดตัวเมีย ที่ส่งลูกฟักให้อียู เมื่อตอนที่อียูก็คิดจะเข้ามายุ่งในยูเครนเหมือนกัน คุณนายลูกฟัก ส่งทีมเข้าไปในยูเครนตั้งแต่ก่อน ค.ศ.2006 เพื่อเข้าไปปั่นหัวให้ยูเครนเกิดความวุ่นวาย ในที่สุดก็ลามเป็นการปฏิวัติในยูเครน จนรัฐบาลยูเครนที่เป็นมิตรกับรัสเซียอยู่ไม่ได้ และอเมริกาก็เอาคนที่อเมริกาสั่งได้มาคุมยูเครน และยูเครนก็เริ่มมีเรื่องทะเลาะกับรัสเซียตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
    นับว่าฝีมือสร้างการป่วนของคุณนายลูกฟักนี่ชั้นเซียน ตอนนี้คุณนายก็ยังป้วนเปี้ยนเข้าออกอยู่แถวนั้น ตั้งแต่ต้นปี จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุด แบบนี้อีกไม่นาน ก็คงมีข่าวแถวนั้นให้เราได้ตื่นเต้นกัน
    ขณะเดียวกัน อเมริกาก็เตรียมการที่จะเข้าไปแถวบริเวณท้องน้อยของรัสเซีย คือ เอเซียกลาง และคอเคซัส เพื่อชักชวน (หรือข่มขู่) ให้อดีตสมาชิกโซเวียตมาร่วมสร้างท่อส่งกับอเมริกาแทน เพื่อให้พวกประเทศที่อยู่แถวท้องน้อยเลิกผูกติดกับรัสเซีย จริงๆ ความมุ่งหมายของอเมริกาคือ คิดจะไปปล้นพลังงานของพวกท้องน้อย ก่อนคุณพี่ปูตินจะชวนให้พวกท้องน้อยเอามาขาย ผ่านท่อส่งของรัสเซียเสียหมด แล้วอเมริกากับพวกก็จะอดแดก (รัสเซียแค่เป็นตัวกลางเจ้าของท่อ แต่ไม่ได้เอาพลังงานของเพื่อนและพวกมาเป็นของตัว) ถ้าอเมริกาทำได้ มันก็จะเป็นการได้ทั้งของ ได้ทั้งเย้ยหยันรัสเซียไปด้วย
    ท่อส่งรายการแรกของอเมริกาทำสำเร็จในปี ค.ศ.2005 ระยะทางยาว 1 พันไมล์จากบากู อาเซอร์ไบจัน มาออกที่เมดิเตอร์เรเนียน แต่มันเป็นท่อส่งน้ำมัน เพราะอาเซอร์ไบจัน ที่อเมริกาส่งลูกกระเป๋งไปสร้างปฏิวัติขู่ประธานาธิบดีให้ร่วมรายการ ขายให้แต่น้ำมัน เอาดีว่ะ อย่างน้อยก็ได้เข้าไปล้วงท้องน้อยรัสเซียได้ครั้งนึงแล้ว อเมริกาตีปี๊บ โหมรายการการท่อส่งน้ำมัน Baku Tbilisi Ceyhan (BTC) ที่กลุ่มคาวบอยบุชกับ BP ของอังกฤษจับมือกันเล่น
    อ่านมาถึงตอนนี้ คงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า เขาตั้ง หอการค้าอาเซอร์ไบจัน อเมริกา กันทำไม ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 นู่น
    ส่วนท่อส่งแก๊สของฝ่ายอเมริกา ที่มาตั้งชื่อภายหลัง และเป็นเรื่องโด่งดังมาก คือ Nabucco ต้องรอหน่อย เพราะอาเซอร์ไบจันบอกไม่ขายแก๊สให้ ขายน้ำมันอย่างเดียวก็ (เสียวรัสเซีย) พอแล้ว ไปเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถานแล้วกัน แผนของท่อส่ง Nabucco เลยต้องเปลี่ยนเป็นเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถาน ไปออกที่ตุรกี และส่งต่อไปขายในยุโรป
    อเมริการอเก้ออยู่นาน กว่าจะรู้ว่า เติร์กเมนไม่ยอมขายแก๊สให้ ไม่ว่าส่งทางท่อไหน เพราะไม่อยากเสี่ยงมีเรื่องกับรัสเซีย ไม่คุ้มว่ะ คุณเติร์กเมนบอก
    อเมริกาหน้าแหกไป 2 รอบ จะแหกอีกรอบคงไม่ไหวมั๊ง เป็นท้องน้อย แต่ทำไมเนื้อเหนียวจัง เคี้ยวยากฉิบหาย เลยเปลี่ยนเส้นทาง กลับไปแถวบากูถิ่นเก่า ยังไงก็ต้องสร้างท่อส่งแก๊สไปทางยุโรปให้ได้ เสียหน้าเว้ย
    ระหว่างที่อเมริกาพยายามหาทางเคี้ยวท้องน้อยรัสเซีย รัสเซียก็เดินหน้าเข้าไปในยุโรปต่อ และคราวนี้ รัสเซียหยิบชิ้นปลามัน เจาะเข้าไปที่หัวแถว คือเยอรมัน
    ปี ค.ศ.2005 รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งเส้นทาง Nord Stream หรือเส้นทางรอดใต้ทะเลบอลติกตรงไปที่เยอรมัน ปัจจุบัน Nord Stream มีสัญญาส่งแก๊ส ให้กับเยอรมัน อิตาลี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และแม้กระทั่งอังกฤษ ชาวเกาะใหญ่ก็ยังต้องการแก๊สจากประเทศที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ….แบบนี้ครูแมคแทบจะฟื้นขึ้นมาด่า…
    รายการ Nord Stream ทำให้อเมริกาควันออกหู รีบเร่งเครื่องเรื่องยูเครน ซึ่งเป็นสถานีส่งแก๊สรัสเซียมายุโรป ใหญ่ที่สุดขณะนั้น เรื่องยูเครน จะได้ช่วยลดอำนาจต่อรองระหว่างรัสเซียกับยุโรปลงไป นอกจากยูเครนที่ออกมาคัดค้านหัวชนฝา เส้นทาง Nord Stream แล้ว อีกประเทศ คือ โปแลนด์ ก็ออกมาค้านกับเขาด้วยเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีได้มีเสียอะไรกับเขาด้วย แบบนี้ต่อไปน่าจะได้รับบท… ที่ค่าตัวแพง
    จาก Nord Stream ทำให้รัสเซียได้ยุโรปบน หรือ ยุโรปเหนืออยู่ในกระเป๋า เส้นทางท่อส่งต่อไปของรัสเซียคือ ยุโรปใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางใกล้เคียงกับ Nabucco ของฝ่ายอเมริกา มันเหมือนเป็นรายการเกทับกัน
    ปี ค.ศ.2007 Gazprom ของรัสเซีย จับมือกับ ENI ของอิตาลี ลงทุนกันฝ่ายละครึ่ง เพื่อสร้างท่อส่งยุโรปใต้ South Stream Pipeline โดย ENI จะเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารท่อส่งยาว 550 ไมล์ ส่วนที่วิ่งลอดใต้ทะเลดำมาโผล่ที่บุลกาเรีย และแยกออกไป 2 ทาง ทางหนึ่งขึ้นเหนือไปโรมาเนีย ฮังการี เช็คโก และออสเตรีย อีกทางหนึ่งลงใต้ มาที่อิตาลี
    ลูกค้า South Stream งอกขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อขอเชื่อมท่อ เริ่มจาก โครเอเซีย ตามมาด้วยเซิร์บ บอสเนีย กรีซ และสโลวีเนีย มาสามัคคีร่วมท่อส่งกันหมด
    มันเป็นเส้นทางท่อส่งใกล้เคียงกันกับ Nabucco ลูกค้าก็รายเดียวกัน แบบนี้หมายความว่ายังไง หมายความว่า ใครแน่กว่า ก็ได้ไปนะซิ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีท่อส่ง 2 ท่อ วิ่งคู่กันไปขายที่เดียวกัน แต่ไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน แบบนั้นมันก็คงเจ๊งทั้งคู่
    แต่เส้นทางท่อส่ง Nabucco น่าจะเจ๊งก่อน เพราะยังหาคนส่งแก๊สให้ไม่ได้ อ้าว ฉิบหายอีกแล้ว วิ่งสร้าง วิ่งขาย แต่ไม่มีแก๊สส่ง อย่างนี้ก็หน้าแหก เป็นครั้งที่ 3 ส่วนเส้นทาง South Stream ทุกอย่างพร้อมแล้ว เงินทุน คนสร้าง คนซื้อ และแก๊ส ที่จะส่งก็มาจากแหล่งแก๊สของรัสเซียเอง มันเห็นๆอยู่แล้วว่า South Stream น่าจะแซงผ่าน Nabucco อย่างสบาย สบาย
    หลังจากผู้ร่วมลงทุนทุกฝ่ายของ South Stream ลงนามในสัญญาร่วมทุนกันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.2012 วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.2012 ผู้ร่วมลงทุนกับรัสเซีย ก็ทำพิธีตอกเสาเอก เริ่มการก่อสร้างท่อระยะแรก ที่สถานีแก๊ส Russakaya ทางใต้ของรัสเซีย ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
    ถึงเดือนเมษายน ค.ศ.2013 อาเซอร์ไบจัน ที่ฝ่ายตะวันตกมัดมือไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ส่งแก๊สให้ Nabucco ก็ออกมาประกาศว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ส่งแก๊สให้ได้
    Nabucco ก็เลยจอดยับ ท่อกองอยู่ข้างถนน
    แบบนี้ South Stream ก็น่าจะไปโลด
    แต่คงโลดเกินไป วันที่ 17 เมษายน ค.ศ.2014 สภาของอียู ก็มีมติไม่เห็นด้วยกับการที่สมาชิกอียูจะใช้ท่อส่งของ Gazprom เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อกฏของอียู ที่กำหนดว่า ท่อส่งกับแก๊ส ควรจะแยกการเป็นเจ้าของ ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีเช่นยูเครน เมื่อไหร่ก็ได้ที่รัสเซียอยากปิดท่อ คนยุโรปก็จะหนาวตาย ไม่กลัวหรือไง
    ยุทธศาสตร์สร้าง ดูเหมือนจะแพ้ยุทธศาสตร์ทำลาย
    รัสเซียยื่นคำร้องคัดค้านมติของอียู ต่อ WTO ทันทีในเดือนเมษานั้นเอง ว่า กฏของอียูออกมาใช้บังคับ เมื่อปี ค.ศ.2009 แต่รัสเซียตกลงกับผู้ร่วมลงทุน ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 เป็นการนำกฏใหม่มาบังคับใช้ย้อนหลัง การค้าเสรีเขาทำกันอย่างนี้หรือ….
    แต่ระหว่างที่รัสเซียกำลังต่อสู้ทางข้อกฏหมายกับอียู ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 บุลกาเรีย ว่าที่เจ้าของสถานี ที่แก๊สจะไปโผล่ และน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็ถูกบีบจนหน้าเขียว ให้ออกมาประกาศว่า บุลกาเรียหยุดการก่อสร้างท่อส่งชั่วคราวในส่วนของ
    บุลกาเรียแล้วคร้าบ เพราะอียูบีบแล้วบีบอีก จนเขียวเกือบดำ สำทับว่า บุลกาเรียกำลังทำผิดกฏในการเป็นสมาชิกของอียู ฮู้ย….อียู นี่มัน พรมเช็ด… ของอเมริกาจริงๆ
    รัสเซียยังโต้แย้งไปมากับอียูต่ออีกหลายเดือน แต่ในที่สุด เส้นทางท่อส่ง South Stream ที่มีกำหนดจะเสร็จภายในปี ค.ศ.2016 มีประเทศในยุโรปที่จะได้ใช้แก๊สจากท่อส่งนี้กว่า 10 ประเทศ ก็จบลงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.2014 เมื่อคุณพี่ปูติน ประกาศที่ตุรกี ระหว่างที่คุณพี่ไปพบประธานาธิบดีตุรกีว่า “ฝ่ายตะวันตกชนะ” เส้นทางท่อส่ง South Stream จบแล้ว แต่ท่อส่งของรัสเซียยังไม่จบ คราวนี้ รัสเซียเปลี่ยนสถานีปากทางออกมาที่ตุรกี….
    และนั่น เป็นการเดินหมากของรัสเซีย ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 7 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 7 ยุทธศาสตร์ ใช้เครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัสเซีย ที่ไม่ต้องใช้อาวุธไปทำลายบ้านเมือง หรือทำร้ายชีวิตใคร แถมขายแก๊สได้ตังค์อีกด้วย กลับทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายอียูอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทำให้ชาวยุโรปเริ่มพึ่งแก๊สรัสเซียมากขึ้นทุกวัน วิธีการแบบนี้ ทำให้อเมริการับไม่ได้ หูเย็นหางตกหมด และเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียจึงต้องโดนสกัด และเป็นการสกัด อย่างรุนแรง มากขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณที่เครือข่ายท่อส่ง ขยายตัวไปยังจุดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย อเมริกา เริ่มจัดรายการสกัดเครือข่ายท่อส่งของรัสเซียมาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.2000 แล้ว ตั้งแต่รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งใหม่ๆ แต่มันไม่ใช่เรื่องจะสกัดกันง่ายๆ รัสเซียส่งแก๊สถึงหน้าบ้านชาวยุโรป อยู่ๆอเมริกาออกอาการน้ำลายฟูมปาก จะให้ปิดท่อแก๊ส ชาวยุโรปคงไม่เอาด้วยง่ายๆ อย่างงั้นมันก็ต้องสร้างฉาก สร้างภาพว่า รัสเซียมีแผนชั่ว เป็นตัวเลว เชื่อถือไม่ได้เสียก่อน อเมริกาจึงใช้วิธีอย่างเคยๆ ยุแยงชาวยูเครน ซึ่งครึ่งหนึ่งก็ฝักฝ่ายทางรัสเซียและรัสเซียก็ช่วยเหลือ ด้วยการส่งแก๊สให้ยูเครนในราคาต่ำกว่าราคาตลาดด้วย แบบนี้รัสเซียชั่วมากใช่ไหม อเมริกาส่งทีมคุณนายนูแลนด์ เหยี่ยวกระหายเลือดตัวเมีย ที่ส่งลูกฟักให้อียู เมื่อตอนที่อียูก็คิดจะเข้ามายุ่งในยูเครนเหมือนกัน คุณนายลูกฟัก ส่งทีมเข้าไปในยูเครนตั้งแต่ก่อน ค.ศ.2006 เพื่อเข้าไปปั่นหัวให้ยูเครนเกิดความวุ่นวาย ในที่สุดก็ลามเป็นการปฏิวัติในยูเครน จนรัฐบาลยูเครนที่เป็นมิตรกับรัสเซียอยู่ไม่ได้ และอเมริกาก็เอาคนที่อเมริกาสั่งได้มาคุมยูเครน และยูเครนก็เริ่มมีเรื่องทะเลาะกับรัสเซียตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับว่าฝีมือสร้างการป่วนของคุณนายลูกฟักนี่ชั้นเซียน ตอนนี้คุณนายก็ยังป้วนเปี้ยนเข้าออกอยู่แถวนั้น ตั้งแต่ต้นปี จนถึงตอนนี้ยังไม่หยุด แบบนี้อีกไม่นาน ก็คงมีข่าวแถวนั้นให้เราได้ตื่นเต้นกัน ขณะเดียวกัน อเมริกาก็เตรียมการที่จะเข้าไปแถวบริเวณท้องน้อยของรัสเซีย คือ เอเซียกลาง และคอเคซัส เพื่อชักชวน (หรือข่มขู่) ให้อดีตสมาชิกโซเวียตมาร่วมสร้างท่อส่งกับอเมริกาแทน เพื่อให้พวกประเทศที่อยู่แถวท้องน้อยเลิกผูกติดกับรัสเซีย จริงๆ ความมุ่งหมายของอเมริกาคือ คิดจะไปปล้นพลังงานของพวกท้องน้อย ก่อนคุณพี่ปูตินจะชวนให้พวกท้องน้อยเอามาขาย ผ่านท่อส่งของรัสเซียเสียหมด แล้วอเมริกากับพวกก็จะอดแดก (รัสเซียแค่เป็นตัวกลางเจ้าของท่อ แต่ไม่ได้เอาพลังงานของเพื่อนและพวกมาเป็นของตัว) ถ้าอเมริกาทำได้ มันก็จะเป็นการได้ทั้งของ ได้ทั้งเย้ยหยันรัสเซียไปด้วย ท่อส่งรายการแรกของอเมริกาทำสำเร็จในปี ค.ศ.2005 ระยะทางยาว 1 พันไมล์จากบากู อาเซอร์ไบจัน มาออกที่เมดิเตอร์เรเนียน แต่มันเป็นท่อส่งน้ำมัน เพราะอาเซอร์ไบจัน ที่อเมริกาส่งลูกกระเป๋งไปสร้างปฏิวัติขู่ประธานาธิบดีให้ร่วมรายการ ขายให้แต่น้ำมัน เอาดีว่ะ อย่างน้อยก็ได้เข้าไปล้วงท้องน้อยรัสเซียได้ครั้งนึงแล้ว อเมริกาตีปี๊บ โหมรายการการท่อส่งน้ำมัน Baku Tbilisi Ceyhan (BTC) ที่กลุ่มคาวบอยบุชกับ BP ของอังกฤษจับมือกันเล่น อ่านมาถึงตอนนี้ คงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า เขาตั้ง หอการค้าอาเซอร์ไบจัน อเมริกา กันทำไม ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 นู่น ส่วนท่อส่งแก๊สของฝ่ายอเมริกา ที่มาตั้งชื่อภายหลัง และเป็นเรื่องโด่งดังมาก คือ Nabucco ต้องรอหน่อย เพราะอาเซอร์ไบจันบอกไม่ขายแก๊สให้ ขายน้ำมันอย่างเดียวก็ (เสียวรัสเซีย) พอแล้ว ไปเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถานแล้วกัน แผนของท่อส่ง Nabucco เลยต้องเปลี่ยนเป็นเอาแก๊สจากเติร์กเมนิสถาน ไปออกที่ตุรกี และส่งต่อไปขายในยุโรป อเมริการอเก้ออยู่นาน กว่าจะรู้ว่า เติร์กเมนไม่ยอมขายแก๊สให้ ไม่ว่าส่งทางท่อไหน เพราะไม่อยากเสี่ยงมีเรื่องกับรัสเซีย ไม่คุ้มว่ะ คุณเติร์กเมนบอก อเมริกาหน้าแหกไป 2 รอบ จะแหกอีกรอบคงไม่ไหวมั๊ง เป็นท้องน้อย แต่ทำไมเนื้อเหนียวจัง เคี้ยวยากฉิบหาย เลยเปลี่ยนเส้นทาง กลับไปแถวบากูถิ่นเก่า ยังไงก็ต้องสร้างท่อส่งแก๊สไปทางยุโรปให้ได้ เสียหน้าเว้ย ระหว่างที่อเมริกาพยายามหาทางเคี้ยวท้องน้อยรัสเซีย รัสเซียก็เดินหน้าเข้าไปในยุโรปต่อ และคราวนี้ รัสเซียหยิบชิ้นปลามัน เจาะเข้าไปที่หัวแถว คือเยอรมัน ปี ค.ศ.2005 รัสเซียเริ่มสร้างท่อส่งเส้นทาง Nord Stream หรือเส้นทางรอดใต้ทะเลบอลติกตรงไปที่เยอรมัน ปัจจุบัน Nord Stream มีสัญญาส่งแก๊ส ให้กับเยอรมัน อิตาลี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และแม้กระทั่งอังกฤษ ชาวเกาะใหญ่ก็ยังต้องการแก๊สจากประเทศที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ….แบบนี้ครูแมคแทบจะฟื้นขึ้นมาด่า… รายการ Nord Stream ทำให้อเมริกาควันออกหู รีบเร่งเครื่องเรื่องยูเครน ซึ่งเป็นสถานีส่งแก๊สรัสเซียมายุโรป ใหญ่ที่สุดขณะนั้น เรื่องยูเครน จะได้ช่วยลดอำนาจต่อรองระหว่างรัสเซียกับยุโรปลงไป นอกจากยูเครนที่ออกมาคัดค้านหัวชนฝา เส้นทาง Nord Stream แล้ว อีกประเทศ คือ โปแลนด์ ก็ออกมาค้านกับเขาด้วยเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีได้มีเสียอะไรกับเขาด้วย แบบนี้ต่อไปน่าจะได้รับบท… ที่ค่าตัวแพง จาก Nord Stream ทำให้รัสเซียได้ยุโรปบน หรือ ยุโรปเหนืออยู่ในกระเป๋า เส้นทางท่อส่งต่อไปของรัสเซียคือ ยุโรปใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางใกล้เคียงกับ Nabucco ของฝ่ายอเมริกา มันเหมือนเป็นรายการเกทับกัน ปี ค.ศ.2007 Gazprom ของรัสเซีย จับมือกับ ENI ของอิตาลี ลงทุนกันฝ่ายละครึ่ง เพื่อสร้างท่อส่งยุโรปใต้ South Stream Pipeline โดย ENI จะเป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารท่อส่งยาว 550 ไมล์ ส่วนที่วิ่งลอดใต้ทะเลดำมาโผล่ที่บุลกาเรีย และแยกออกไป 2 ทาง ทางหนึ่งขึ้นเหนือไปโรมาเนีย ฮังการี เช็คโก และออสเตรีย อีกทางหนึ่งลงใต้ มาที่อิตาลี ลูกค้า South Stream งอกขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อขอเชื่อมท่อ เริ่มจาก โครเอเซีย ตามมาด้วยเซิร์บ บอสเนีย กรีซ และสโลวีเนีย มาสามัคคีร่วมท่อส่งกันหมด มันเป็นเส้นทางท่อส่งใกล้เคียงกันกับ Nabucco ลูกค้าก็รายเดียวกัน แบบนี้หมายความว่ายังไง หมายความว่า ใครแน่กว่า ก็ได้ไปนะซิ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีท่อส่ง 2 ท่อ วิ่งคู่กันไปขายที่เดียวกัน แต่ไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน แบบนั้นมันก็คงเจ๊งทั้งคู่ แต่เส้นทางท่อส่ง Nabucco น่าจะเจ๊งก่อน เพราะยังหาคนส่งแก๊สให้ไม่ได้ อ้าว ฉิบหายอีกแล้ว วิ่งสร้าง วิ่งขาย แต่ไม่มีแก๊สส่ง อย่างนี้ก็หน้าแหก เป็นครั้งที่ 3 ส่วนเส้นทาง South Stream ทุกอย่างพร้อมแล้ว เงินทุน คนสร้าง คนซื้อ และแก๊ส ที่จะส่งก็มาจากแหล่งแก๊สของรัสเซียเอง มันเห็นๆอยู่แล้วว่า South Stream น่าจะแซงผ่าน Nabucco อย่างสบาย สบาย หลังจากผู้ร่วมลงทุนทุกฝ่ายของ South Stream ลงนามในสัญญาร่วมทุนกันรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.2012 วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.2012 ผู้ร่วมลงทุนกับรัสเซีย ก็ทำพิธีตอกเสาเอก เริ่มการก่อสร้างท่อระยะแรก ที่สถานีแก๊ส Russakaya ทางใต้ของรัสเซีย ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ถึงเดือนเมษายน ค.ศ.2013 อาเซอร์ไบจัน ที่ฝ่ายตะวันตกมัดมือไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ส่งแก๊สให้ Nabucco ก็ออกมาประกาศว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ส่งแก๊สให้ได้ Nabucco ก็เลยจอดยับ ท่อกองอยู่ข้างถนน แบบนี้ South Stream ก็น่าจะไปโลด แต่คงโลดเกินไป วันที่ 17 เมษายน ค.ศ.2014 สภาของอียู ก็มีมติไม่เห็นด้วยกับการที่สมาชิกอียูจะใช้ท่อส่งของ Gazprom เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อกฏของอียู ที่กำหนดว่า ท่อส่งกับแก๊ส ควรจะแยกการเป็นเจ้าของ ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีเช่นยูเครน เมื่อไหร่ก็ได้ที่รัสเซียอยากปิดท่อ คนยุโรปก็จะหนาวตาย ไม่กลัวหรือไง ยุทธศาสตร์สร้าง ดูเหมือนจะแพ้ยุทธศาสตร์ทำลาย รัสเซียยื่นคำร้องคัดค้านมติของอียู ต่อ WTO ทันทีในเดือนเมษานั้นเอง ว่า กฏของอียูออกมาใช้บังคับ เมื่อปี ค.ศ.2009 แต่รัสเซียตกลงกับผู้ร่วมลงทุน ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 เป็นการนำกฏใหม่มาบังคับใช้ย้อนหลัง การค้าเสรีเขาทำกันอย่างนี้หรือ…. แต่ระหว่างที่รัสเซียกำลังต่อสู้ทางข้อกฏหมายกับอียู ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 บุลกาเรีย ว่าที่เจ้าของสถานี ที่แก๊สจะไปโผล่ และน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด ก็ถูกบีบจนหน้าเขียว ให้ออกมาประกาศว่า บุลกาเรียหยุดการก่อสร้างท่อส่งชั่วคราวในส่วนของ บุลกาเรียแล้วคร้าบ เพราะอียูบีบแล้วบีบอีก จนเขียวเกือบดำ สำทับว่า บุลกาเรียกำลังทำผิดกฏในการเป็นสมาชิกของอียู ฮู้ย….อียู นี่มัน พรมเช็ด… ของอเมริกาจริงๆ รัสเซียยังโต้แย้งไปมากับอียูต่ออีกหลายเดือน แต่ในที่สุด เส้นทางท่อส่ง South Stream ที่มีกำหนดจะเสร็จภายในปี ค.ศ.2016 มีประเทศในยุโรปที่จะได้ใช้แก๊สจากท่อส่งนี้กว่า 10 ประเทศ ก็จบลงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.2014 เมื่อคุณพี่ปูติน ประกาศที่ตุรกี ระหว่างที่คุณพี่ไปพบประธานาธิบดีตุรกีว่า “ฝ่ายตะวันตกชนะ” เส้นทางท่อส่ง South Stream จบแล้ว แต่ท่อส่งของรัสเซียยังไม่จบ คราวนี้ รัสเซียเปลี่ยนสถานีปากทางออกมาที่ตุรกี…. และนั่น เป็นการเดินหมากของรัสเซีย ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 251 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 5

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 5
    ตลอด 70 ปี ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ของอเมริกาชัดเจนว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการครองโลกแต่ผู้เดียวของอเมริกา ดังนั้นแผนดำเนินการ หรือการเดินหมากของอเมริกา จึงเน้นที่การปิดล้อมและการปิดกั้น ผู้ที่อาจจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งในการครองโลกของตน ไม่ให้มีโอกาสเข้าไปถึงแหล่งทรัพยากร ที่จะทำให้คู่แข่ง มีโอกาส หรือมีอำนาจมากกว่า หรือขึ้นมาเทียบ
    และด้วยการคิดแบบนี้ ย่ำอยู่กับที่มา 70 ปีแล้ว อเมริกา จึงเน้นแต่การสร้างเครือข่ายด้านการทหาร โดยสร้างฐานทัพ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มกำลังอาวุธ กำลังพล รูปแบบต่างๆ ที่มีทั้งเป็นทหารในระบบสังกัดกองทัพ และทหารนอกระบบ เช่นทหารรับจ้าง หรือพวก contractor อย่างพวกน้ำดำ Blackwater รวมไปถึงกองกำลังนอกระบบที่เรียกว่า พวกปฏิบัติการหลังฉาก หรือพวก stay behind และตอนนี้ก็เห็นกันแล้วว่า อเมริกาสร้างแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ก่อการร้าย
    ความคิดของอเมริกา ที่นำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกนั้น มันเป็นความคิดที่เก่าตกรุ่น ไม่มีมิติ ของการสร้างสรร และที่สำคัญ มันเป็นความคิด หรือยุทธศาสตร์ที่มุ่งหมายที่จะทำลายล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรือความต้องการของอเมริกา มันเป็นยุทธศาสตร์เชิงทำลาย ….
    บทความชื่อ ” The rise of US nuclear primacy” เขียนโดย Kier Lieber และ Daryl Press ในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ฉบับเดือนมีนาคม/เมษนยน ค.ศ.2006 น่าจะยืนยันได้ดีถึงยุทธศาสตร์เชิงทำลายของอเมริกา ซึ่งสรุปว่า…..
    …. วันนี้ เป็นครั้งแรกในเวลากว่า 50 ปี ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า อเมริกาคือสุดยอดของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป็นไปได้ว่าอีกไม่ช้านี้ ที่อเมริกาจะเป็นผู้ลงมือก่อน (first strike) ในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ระยะไกล ของรัสเซีย หรือจีน
    …..การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มาจากการปรับปรุงระบบนิวเคลียร์ของอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การพัฒนาทางอาวุธของรัสเซียเสื่อมถอยลงแบบตกเขา ส่วนจีนเองการพัฒนาอาวุธให้ทันสมัย ไปถึงระดับนิวเคลียร์ก็เป็นไปอย่างช้ามาก …..ยกเว้นแต่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัว หรือรัสเซีย จีนจะรีบเร่งเครื่อง เพื่อสร้างขนาดและความพร้อมของกองทัพตัวเองเสียใหม่ ……ไม่เช่นนั้น รัสเซีย จีน และทั้งหมดในโลกนี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงาของอเมริกา ที่เป็นเจ้าของสุดยอดของอาวุธนิวเคลียร์ ไปอีกนานนนนน….
    คน(โปร)อเมริกันอ่านแล้ว คงภูมิใจฉิบหายเลยนะครับ
    บทความข้างต้น คงไม่ผิดความจริงมากนัก เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 รัฐบาลคาวบอยบุช ก็ประกาศว่า
    ….. อเมริกากำลังใช้ยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ ด้วยการสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นโครงการใหญ่และมีความสำคัญลำดับแรกๆ ของรัฐบาลคาวบอย นั่นคือ การสร้างระบบการต่อสู้ด้วยจรวด อเมริกาบอกกับพลเมืองของตนว่า เราต้องทำ เพื่อเตรียมรับมือกับการก่อการร้าย…..
    แต่น่าสังเกตว่า ที่อเมริกากำลังสร้างนั้น มันเป็นระบบรุก offensive ไม่ใช่เป็นระบบป้องกัน defensive ดังนั้น เป้าหมายจริง น่าจะเป็นการเตรียมการส่งให้แก่ รัสเซีย จีน
    เสียละมากกว่า
    และก็ต้องนับว่าอเมริกา นี่ลื่นมาก ใช้ผู้ก่อการ้ายมาเป็นข้ออ้างมาตั้งแต่ตอนโน้นเลย แต่ พอมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ดันสูดกลิ่นไม่ได้ หาไม่เจอ ปราบไม่สำเร็จ… ได้แต่ทำหน้าเครียด ตาขวางขู่ผ่านสื่อว่า you are next….ใคร ใคร (วะ) ฮาชะมัด
    ส่วนรัสเซีย ตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ในปี ค.ศ.1991 การพัฒนาอาวุธของรัสเซียที่เป็นทายาท ตามข่าวเหมือนจะแผ่วลงไป เพราะรัสเซียกำลังคร่ำเคร่งในการประคองตัวให้ยืนได้เสียก่อน
    และน่าสนใจว่า เพราะยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำลาย ของอเมริกานั่นเอง ที่ทำให้รัสเซียและจีน หันมาจับมือกันแน่นเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง
    รัสเซียและจีน น่าจะคิดไม่ต่างกัน ต่างมีนโยบายที่ต้องการสร้างประเทศให้เข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และสร้างแนวร่วมที่สามารถจะช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเอง
    ปี ค.ศ.2001 รัสเซีย จีน ทำสัญญา Russia China Friendship and Cooperation Treaty เป็นสัญญาทวิภาคีฉบับแรกระหว่างกัน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1950
    สัญญานี้ เน้นการร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรับมือกับการทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของโลกของอเมริกา โดยรัสเซีย จีน ตกลงที่จะให้ร่วมมือกันทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ
    รัสเซียเริ่มแบ่งข้อมูลของตัว เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการพัฒนาอาวุธให้แก่จีน และจีน จอมแกะแบบและจอมก๊อบ ก็แกะ และก๊อบ และช่วยพัฒนากลับให้กับรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ ทั้งรัสเซียและจีน จึงก้าวไปข้างหน้าด้วยกันด้านอาวุธ รัสเซียและจีนน่าจะขอบใจ ไอ้ปากมอมที่มาช่วยเตือนว่า คนหนึ่งกำลังดิ่งลงหน้าผา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เดินช้าเหมือนเต่า
    ขณะเดียวกัน รัสเซียมองดูตัวเอง เหมือนคนที่ต้องเริ่มตั้งตัวใหม่ หลังจากฉิบหายบ้านแตกสาแหรกขาด แถมล้มละลายอีกต่างหาก สมบัติติดตัวมีค่า คือทรัพย์ในดิน รัสเซียมีแหล่งแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก มีบ่อน้ำมันมากกว่า 130,000 บ่อ ยังมีแหล่งน้ำมันและแก๊ส ที่ยังไม่ได้สำรวจอีกประมาณ 2,000 แห่ง ทางรอดของรัสเซียคือ สร้างประเทศ ที่เละจากการถูกรุมตี ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ยืนขึ้นมาใหม่ให้ได้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ไม่ใช่คิดแต่สร้างอาวุธ เพื่อเอาไปใช้ปล้นสมบัติคนอื่น ปล้นเสร็จก็ฆ่าเจ้าของทิ้ง พร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน เหมือนที่ไอ้บางพวกมันชอบทำกัน
    รัสเซียจึงเริ่มต้นสร้างประเทศให้แข็งแรง ด้วยยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายเหมือนกัน มันไม่ใช่เครือข่ายด้านกำลังทหาร แต่เป็นเครือข่ายท่อส่งแก๊ส และน้ำมัน !!! ให้กับเพื่อนและลูกค้า ที่น่าจะเป็นการช่วยให้สถานะของตนเองเป็นอันตรายน้อยลง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ฟังดูไม่น่าตื่นเต้น แต่น่าสนใจครับ
    ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) รัสเซีย ในสมัยที่นายบอริส เยลซิน เป็นประธานาธิบดี ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในบ้าน ไม่น่าเชื่อว่ามันมาจากพิษต้มยำกุ้ง ที่ลามข้ามทวีป จนเป็นโอกาสให้ไอเอมเอฟ เข้ามาจัดการรัสเซีย ด้วยการใช้นโยบายแปรรูปกิจการรัฐ เอาออกขายให้พวกขายชาติไม่กี่ตัว ที่สมคบกับต่างชาติ ซื้อเอาเป็นกิจการส่วนตัว เล่นเอาเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งกำลังเปราะบางเหมือนข้าวเกรียบว่าว ก็แตกกระจาย นี่ผมเขียนเรื่องรัสเซียนะครับ แต่มันเหมือนกับบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่ไม่เหมือน คือวิธีแก้เกม วิธีพาประเทศออกจากกับดักอเมริกา ของรัสเซีย กับของสมันน้อย ต่างกันยังกับหนังคนละม้วน (ตอนนั้นเป็นสมันน้อยจริงๆ ตอนนี้ “หวัง” ว่าจะไม่ใช่แล้ว)
    และในปีนั้น คุณพี่ปูติน ซึ่งอยู่ในคณะทำงานของรัฐบาลรัสเซีย ก็เสนอนโยบายให้กับรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการให้รัฐเป็นผู้ควบคุมแหล่งพลังงาน และทรัพยากรของประเทศเสียเอง รวมทั้ง เป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำมันและแก๊ส ขาย และส่งออกเองด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุน จากการค้ากำไรของพ่อค้า และจะทำให้ชาวรัสเซียได้ใช้น้ำมันและแก๊สของรัสเซียเองในราคาถูก เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศส่วนหนึ่ง และนำกำไรจากการขายส่งออกพลังงาน ให้กลับมาอยู่ที่รัฐบาล เพื่อเอามาสร้างประเทศต่อไป
    นอกจากนั้น คุณพี่ปูติน ยังเสนอให้ มีการออกกฏหมายห้ามการค้าแบบผูกขาด ไม่ว่าจะผูกโดยธุรกิจใน หรือนอกประเทศ และห้ามต่างประเทศเข้ามามีส่วนถือหุ้นหรือลงทุน ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ทรัพย์ในดินของประเทศ
    สรุปสั้นๆ ว่า คุณพี่ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป การเอาทรัพย์สินสำคัญของชาติออกขายให้ต่างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรี ฯลฯ ที่อเมริกาเอามาแพร่เชื้อ ที่ไอเอมเอฟเอามารัดคอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัสเซียฉิบหายหนักขึ้นจนในที่สุดถึงล้มละลาย ข้อเสนอของคุณพี่ปูติน เป็น การหักดิบ ตัดขาด จาก นโยบาย ความคิดและทฤษฏีลวงของอเมริกา อย่างสิ้นเชิง
    ปี ค.ศ.2000 คุณพี่ปูติน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นโยบายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลปูตินคือ จัดการโอนเอากิจการสำคัญกลับมาเป็นของรัฐ โดยเฉพาะ Gazprom ที่จะต้องมาทำหน้าที่เป็นเจ้าของเครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัฐ ต่อจากนั้น เขาพยายามระงับการขายหุ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน Yokos และ Sibneft ที่กำลังเตรียมการ ที่จะขายให้กับบริษัทอเมริกัน (หน้าม้าของคาวบอยบุช)
    แค่ 2 เรื่องนี่ ก็คงพอทำให้อเมริกาและสื่อตะวันตก ช่วยกันประทับตราคุณพี่ปูติน ว่าเป็นคนเลวอย่างที่สุดแล้ว เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติตน มากกว่าเสรีภาพของมนุษย์ในการแสดงออก ฮา
    ขั้นตอนต่อไป คุณพี่ปูตินจัดการรวมเอานักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่รัสเซียเรียกว่า ” siloviki” หรือ nationalist พวกชาตินิยม มาเป็นผู้ร่วมร่างแผนการฟื้นฟูประเทศ และบริหารองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ แต่ตะวันตกบอก เป็นพวก เคจีบี หรือ อยู่ฝ่ายความมั่นคงต่างหาก และด่าปูตินว่า กำลังดำเนินการฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซีย ทำแบบนี้แถวบ้านเรา คงถูกเรียกว่า เป็นพวกเผด็จการคลั่งชาติ
    แต่คุณพี่ปูตินไม่สนใจ เดินหน้าสร้างเครือข่ายท่อส่งแก็ส ตามยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัสเซียเหมือนใส่หมวกกันน๊อก กันถูกตักดีหัว หรือ ล้มอีกทีต้องหัวไม่แตก
    รัสเซียสร้างเครือข่ายท่อส่งที่โยงใยไปทั่ว เป็นระยะทางทั้งหมดไม่น้อยกว่า 150,000 กม เครือข่ายท่อส่งนี้ มี Gazprom ที่เป็นของรัฐ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียว
    แค่ในปี ค.ศ.2009 แก๊สของรัสเซียส่งออกไปให้ยุโรป ผ่านท่อส่ง 12 เส้น
    3 ท่อส่ง วิ่งตรงไปยัง ฟินแลนด์ แอสโทเนีย และลัตเวีย
    4 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่เบราลุส และส่งออกต่อไปยัง ลิทัวเนีย และ โปแลนด์
    5 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่ยูเครน เพื่อให้ยูเครน ส่งต่อให้ สโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี และ โปแลนด์
    เห็นจำนวนท่อส่งและสถานที่รับแก๊สแล้ว คงพอเข้าใจนะครับ ว่า ทำไมยูเครน ถึงต้องมีปฏิวัติ เพื่อเอาคนของอเมริกามาคุมยูเครน และเรื่องยูเครนก็จะไม่มีวันสงบง่ายๆ และ รัสเซียก็จะเดินหน้าเรื่องท่อส่งแก๊สมาที่ยุโรป แบบมีเชือกคอยกระตุกให้หงายท้องอยู่ตลอดเวลา
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    26 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 5 ตลอด 70 ปี ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ของอเมริกาชัดเจนว่า เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการครองโลกแต่ผู้เดียวของอเมริกา ดังนั้นแผนดำเนินการ หรือการเดินหมากของอเมริกา จึงเน้นที่การปิดล้อมและการปิดกั้น ผู้ที่อาจจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งในการครองโลกของตน ไม่ให้มีโอกาสเข้าไปถึงแหล่งทรัพยากร ที่จะทำให้คู่แข่ง มีโอกาส หรือมีอำนาจมากกว่า หรือขึ้นมาเทียบ และด้วยการคิดแบบนี้ ย่ำอยู่กับที่มา 70 ปีแล้ว อเมริกา จึงเน้นแต่การสร้างเครือข่ายด้านการทหาร โดยสร้างฐานทัพ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มกำลังอาวุธ กำลังพล รูปแบบต่างๆ ที่มีทั้งเป็นทหารในระบบสังกัดกองทัพ และทหารนอกระบบ เช่นทหารรับจ้าง หรือพวก contractor อย่างพวกน้ำดำ Blackwater รวมไปถึงกองกำลังนอกระบบที่เรียกว่า พวกปฏิบัติการหลังฉาก หรือพวก stay behind และตอนนี้ก็เห็นกันแล้วว่า อเมริกาสร้างแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ก่อการร้าย ความคิดของอเมริกา ที่นำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ครองโลกนั้น มันเป็นความคิดที่เก่าตกรุ่น ไม่มีมิติ ของการสร้างสรร และที่สำคัญ มันเป็นความคิด หรือยุทธศาสตร์ที่มุ่งหมายที่จะทำลายล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย หรือความต้องการของอเมริกา มันเป็นยุทธศาสตร์เชิงทำลาย …. บทความชื่อ ” The rise of US nuclear primacy” เขียนโดย Kier Lieber และ Daryl Press ในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ฉบับเดือนมีนาคม/เมษนยน ค.ศ.2006 น่าจะยืนยันได้ดีถึงยุทธศาสตร์เชิงทำลายของอเมริกา ซึ่งสรุปว่า….. …. วันนี้ เป็นครั้งแรกในเวลากว่า 50 ปี ที่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า อเมริกาคือสุดยอดของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เป็นไปได้ว่าอีกไม่ช้านี้ ที่อเมริกาจะเป็นผู้ลงมือก่อน (first strike) ในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ระยะไกล ของรัสเซีย หรือจีน …..การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ มาจากการปรับปรุงระบบนิวเคลียร์ของอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การพัฒนาทางอาวุธของรัสเซียเสื่อมถอยลงแบบตกเขา ส่วนจีนเองการพัฒนาอาวุธให้ทันสมัย ไปถึงระดับนิวเคลียร์ก็เป็นไปอย่างช้ามาก …..ยกเว้นแต่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงนโยบายของตัว หรือรัสเซีย จีนจะรีบเร่งเครื่อง เพื่อสร้างขนาดและความพร้อมของกองทัพตัวเองเสียใหม่ ……ไม่เช่นนั้น รัสเซีย จีน และทั้งหมดในโลกนี้ จะต้องอยู่ภายใต้เงาของอเมริกา ที่เป็นเจ้าของสุดยอดของอาวุธนิวเคลียร์ ไปอีกนานนนนน…. คน(โปร)อเมริกันอ่านแล้ว คงภูมิใจฉิบหายเลยนะครับ บทความข้างต้น คงไม่ผิดความจริงมากนัก เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2002 รัฐบาลคาวบอยบุช ก็ประกาศว่า ….. อเมริกากำลังใช้ยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ ด้วยการสร้างกองทัพที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นโครงการใหญ่และมีความสำคัญลำดับแรกๆ ของรัฐบาลคาวบอย นั่นคือ การสร้างระบบการต่อสู้ด้วยจรวด อเมริกาบอกกับพลเมืองของตนว่า เราต้องทำ เพื่อเตรียมรับมือกับการก่อการร้าย….. แต่น่าสังเกตว่า ที่อเมริกากำลังสร้างนั้น มันเป็นระบบรุก offensive ไม่ใช่เป็นระบบป้องกัน defensive ดังนั้น เป้าหมายจริง น่าจะเป็นการเตรียมการส่งให้แก่ รัสเซีย จีน เสียละมากกว่า และก็ต้องนับว่าอเมริกา นี่ลื่นมาก ใช้ผู้ก่อการ้ายมาเป็นข้ออ้างมาตั้งแต่ตอนโน้นเลย แต่ พอมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ดันสูดกลิ่นไม่ได้ หาไม่เจอ ปราบไม่สำเร็จ… ได้แต่ทำหน้าเครียด ตาขวางขู่ผ่านสื่อว่า you are next….ใคร ใคร (วะ) ฮาชะมัด ส่วนรัสเซีย ตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ในปี ค.ศ.1991 การพัฒนาอาวุธของรัสเซียที่เป็นทายาท ตามข่าวเหมือนจะแผ่วลงไป เพราะรัสเซียกำลังคร่ำเคร่งในการประคองตัวให้ยืนได้เสียก่อน และน่าสนใจว่า เพราะยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำลาย ของอเมริกานั่นเอง ที่ทำให้รัสเซียและจีน หันมาจับมือกันแน่นเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง รัสเซียและจีน น่าจะคิดไม่ต่างกัน ต่างมีนโยบายที่ต้องการสร้างประเทศให้เข้มแข็ง ช่วยตัวเองได้ พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด และสร้างแนวร่วมที่สามารถจะช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเอง ปี ค.ศ.2001 รัสเซีย จีน ทำสัญญา Russia China Friendship and Cooperation Treaty เป็นสัญญาทวิภาคีฉบับแรกระหว่างกัน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 สัญญานี้ เน้นการร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรับมือกับการทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของโลกของอเมริกา โดยรัสเซีย จีน ตกลงที่จะให้ร่วมมือกันทั้งด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ รัสเซียเริ่มแบ่งข้อมูลของตัว เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการพัฒนาอาวุธให้แก่จีน และจีน จอมแกะแบบและจอมก๊อบ ก็แกะ และก๊อบ และช่วยพัฒนากลับให้กับรัสเซีย ด้วยวิธีนี้ ทั้งรัสเซียและจีน จึงก้าวไปข้างหน้าด้วยกันด้านอาวุธ รัสเซียและจีนน่าจะขอบใจ ไอ้ปากมอมที่มาช่วยเตือนว่า คนหนึ่งกำลังดิ่งลงหน้าผา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เดินช้าเหมือนเต่า ขณะเดียวกัน รัสเซียมองดูตัวเอง เหมือนคนที่ต้องเริ่มตั้งตัวใหม่ หลังจากฉิบหายบ้านแตกสาแหรกขาด แถมล้มละลายอีกต่างหาก สมบัติติดตัวมีค่า คือทรัพย์ในดิน รัสเซียมีแหล่งแก๊สใหญ่ที่สุดในโลก มีบ่อน้ำมันมากกว่า 130,000 บ่อ ยังมีแหล่งน้ำมันและแก๊ส ที่ยังไม่ได้สำรวจอีกประมาณ 2,000 แห่ง ทางรอดของรัสเซียคือ สร้างประเทศ ที่เละจากการถูกรุมตี ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ยืนขึ้นมาใหม่ให้ได้จากทรัพย์ในดินของตัวเอง ไม่ใช่คิดแต่สร้างอาวุธ เพื่อเอาไปใช้ปล้นสมบัติคนอื่น ปล้นเสร็จก็ฆ่าเจ้าของทิ้ง พร้อมกับเผาบ้านทำลายหลักฐาน เหมือนที่ไอ้บางพวกมันชอบทำกัน รัสเซียจึงเริ่มต้นสร้างประเทศให้แข็งแรง ด้วยยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายเหมือนกัน มันไม่ใช่เครือข่ายด้านกำลังทหาร แต่เป็นเครือข่ายท่อส่งแก๊ส และน้ำมัน !!! ให้กับเพื่อนและลูกค้า ที่น่าจะเป็นการช่วยให้สถานะของตนเองเป็นอันตรายน้อยลง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ฟังดูไม่น่าตื่นเต้น แต่น่าสนใจครับ ปี ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) รัสเซีย ในสมัยที่นายบอริส เยลซิน เป็นประธานาธิบดี ก็เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในบ้าน ไม่น่าเชื่อว่ามันมาจากพิษต้มยำกุ้ง ที่ลามข้ามทวีป จนเป็นโอกาสให้ไอเอมเอฟ เข้ามาจัดการรัสเซีย ด้วยการใช้นโยบายแปรรูปกิจการรัฐ เอาออกขายให้พวกขายชาติไม่กี่ตัว ที่สมคบกับต่างชาติ ซื้อเอาเป็นกิจการส่วนตัว เล่นเอาเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งกำลังเปราะบางเหมือนข้าวเกรียบว่าว ก็แตกกระจาย นี่ผมเขียนเรื่องรัสเซียนะครับ แต่มันเหมือนกับบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่ไม่เหมือน คือวิธีแก้เกม วิธีพาประเทศออกจากกับดักอเมริกา ของรัสเซีย กับของสมันน้อย ต่างกันยังกับหนังคนละม้วน (ตอนนั้นเป็นสมันน้อยจริงๆ ตอนนี้ “หวัง” ว่าจะไม่ใช่แล้ว) และในปีนั้น คุณพี่ปูติน ซึ่งอยู่ในคณะทำงานของรัฐบาลรัสเซีย ก็เสนอนโยบายให้กับรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการให้รัฐเป็นผู้ควบคุมแหล่งพลังงาน และทรัพยากรของประเทศเสียเอง รวมทั้ง เป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำมันและแก๊ส ขาย และส่งออกเองด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุน จากการค้ากำไรของพ่อค้า และจะทำให้ชาวรัสเซียได้ใช้น้ำมันและแก๊สของรัสเซียเองในราคาถูก เป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศส่วนหนึ่ง และนำกำไรจากการขายส่งออกพลังงาน ให้กลับมาอยู่ที่รัฐบาล เพื่อเอามาสร้างประเทศต่อไป นอกจากนั้น คุณพี่ปูติน ยังเสนอให้ มีการออกกฏหมายห้ามการค้าแบบผูกขาด ไม่ว่าจะผูกโดยธุรกิจใน หรือนอกประเทศ และห้ามต่างประเทศเข้ามามีส่วนถือหุ้นหรือลงทุน ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ทรัพย์ในดินของประเทศ สรุปสั้นๆ ว่า คุณพี่ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป การเอาทรัพย์สินสำคัญของชาติออกขายให้ต่างชาติ ไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรี ฯลฯ ที่อเมริกาเอามาแพร่เชื้อ ที่ไอเอมเอฟเอามารัดคอ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัสเซียฉิบหายหนักขึ้นจนในที่สุดถึงล้มละลาย ข้อเสนอของคุณพี่ปูติน เป็น การหักดิบ ตัดขาด จาก นโยบาย ความคิดและทฤษฏีลวงของอเมริกา อย่างสิ้นเชิง ปี ค.ศ.2000 คุณพี่ปูติน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นโยบายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลปูตินคือ จัดการโอนเอากิจการสำคัญกลับมาเป็นของรัฐ โดยเฉพาะ Gazprom ที่จะต้องมาทำหน้าที่เป็นเจ้าของเครือข่ายท่อส่งแก๊สของรัฐ ต่อจากนั้น เขาพยายามระงับการขายหุ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน Yokos และ Sibneft ที่กำลังเตรียมการ ที่จะขายให้กับบริษัทอเมริกัน (หน้าม้าของคาวบอยบุช) แค่ 2 เรื่องนี่ ก็คงพอทำให้อเมริกาและสื่อตะวันตก ช่วยกันประทับตราคุณพี่ปูติน ว่าเป็นคนเลวอย่างที่สุดแล้ว เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติตน มากกว่าเสรีภาพของมนุษย์ในการแสดงออก ฮา ขั้นตอนต่อไป คุณพี่ปูตินจัดการรวมเอานักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ นักธุรกิจ ที่รัสเซียเรียกว่า ” siloviki” หรือ nationalist พวกชาตินิยม มาเป็นผู้ร่วมร่างแผนการฟื้นฟูประเทศ และบริหารองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ แต่ตะวันตกบอก เป็นพวก เคจีบี หรือ อยู่ฝ่ายความมั่นคงต่างหาก และด่าปูตินว่า กำลังดำเนินการฟื้นฟูจักรวรรดิรัสเซีย ทำแบบนี้แถวบ้านเรา คงถูกเรียกว่า เป็นพวกเผด็จการคลั่งชาติ แต่คุณพี่ปูตินไม่สนใจ เดินหน้าสร้างเครือข่ายท่อส่งแก็ส ตามยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัสเซียเหมือนใส่หมวกกันน๊อก กันถูกตักดีหัว หรือ ล้มอีกทีต้องหัวไม่แตก รัสเซียสร้างเครือข่ายท่อส่งที่โยงใยไปทั่ว เป็นระยะทางทั้งหมดไม่น้อยกว่า 150,000 กม เครือข่ายท่อส่งนี้ มี Gazprom ที่เป็นของรัฐ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีสิทธิใช้แต่ผู้เดียว แค่ในปี ค.ศ.2009 แก๊สของรัสเซียส่งออกไปให้ยุโรป ผ่านท่อส่ง 12 เส้น 3 ท่อส่ง วิ่งตรงไปยัง ฟินแลนด์ แอสโทเนีย และลัตเวีย 4 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่เบราลุส และส่งออกต่อไปยัง ลิทัวเนีย และ โปแลนด์ 5 ท่อส่ง ผ่านเข้าไปที่ยูเครน เพื่อให้ยูเครน ส่งต่อให้ สโลวาเกีย โรมาเนีย ฮังการี และ โปแลนด์ เห็นจำนวนท่อส่งและสถานที่รับแก๊สแล้ว คงพอเข้าใจนะครับ ว่า ทำไมยูเครน ถึงต้องมีปฏิวัติ เพื่อเอาคนของอเมริกามาคุมยูเครน และเรื่องยูเครนก็จะไม่มีวันสงบง่ายๆ และ รัสเซียก็จะเดินหน้าเรื่องท่อส่งแก๊สมาที่ยุโรป แบบมีเชือกคอยกระตุกให้หงายท้องอยู่ตลอดเวลา สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 26 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 384 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 4
    หลังจากสับคอต่อ คู่แข่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เยอรมัน กับญี่ปุ่น จนคอตั้งหัวตรงบนบ่าไม่เป็น ไปเรียบร้อยในปี ค.ศ.1945 ตลอดเวลา 70 ปี หลังจากนั้น อเมริกาก็คร่ำเคร่ง อยู่กับการวางกองกำลังหลายชั้น สลับซับซ้อน เพื่อเป็นการปิดล้อมรัสเซียกับจีน รายหนึ่งอยู่ heartland กล่องดวงใจของยูเรเซีย อีกราย แม้จะอยู่นอกกล่อง แต่ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ไม่ใช่ห่างคนละซีกโลกเหมือนตัว เกิดเขาเอื้อมมาคว้าเอากล่องดวงใจไปครองได้ก่อน อเมริกาจะทำยังไง คิดแล้วก็เสียวจนปวดท้อง อย่างนี้ มันก็ต้องวางแผนซ่อนกันหน่อย
    อเมริกาเห็นตัวอย่าง จากการเป็นผู้นำโลกของจักรภพอังกฤษ ที่(เคย) เป็นนักล่าอาณานิคมหมายเลขหนึ่ง มีจุดโหว่แยะ อเมริกาจึงสร้างเสื้อคลุมประชาธิปไตย มาใส่หลอกชาวบ้าน เพื่อปิดจุดโหว่ ทำเป็นปิด แต่ ยุทธศาสตร์ของจริงอเมริกา ก็ไม่ได้ต่างกับของอังกฤษ มันเป็นการสร้างจักรวรรดิอเมริกา ขึ้นมาแทนที่จักรภพอังกฤษ เพื่อมาเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีเป้าหมายที่จะไม่ให้รัสเซีย หรือจีน เข้ามาชิงตำแหน่งมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งนี้ไปอย่างเด็ดขาด
    อันที่จริงในปี ค.ศ.1943 สองปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง ครูแมคซึ่งแก่มากแล้ว แต่ยังมองโลกกลมเหมือนเดิม ได้เขียนบทความชื่อ ” The Round World and the Winning of Peace” โลกกลมกับชัยชนะของสันติภาพ ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ที่ใหญ่คับโลก เตือนสติอเมริกา ไว้ว่า
    …..”dream of a global air power” would not change geopolitical basics … If the Soviet Union emerges from this war as conqueror of Germany .. she must rank as the greatest land power on the globe… controlling the greatest natural fortress on earth”
    …..ความฝันของการเป็นเจ้าแห่งเวหา ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …..ถ้าโซเวียต เกิดเป็นผู้ชนะเยอรมันในสงครามครั้งนี้ โซเวียตจะกลายเป็นมหาอำนาจใหญ่ยิ่งแห่งภาคพื้นดินของโลก …และเป็นผู้ครอบครองดินแดน ที่มีป้อมปราการทางธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้….
    ดูเหมือนบทความของครูแมค จะกลายเป็นตัวเร่ง ให้อเมริกาออกคำสั่งประหารสหภาพโซเวียต
    และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อเมริกาก็ประกาศศักราชแห่งเสรีภาพ Pax Americana ด้วยการเริ่มรายการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ที่อยู่ฝ่ายเดียวกันในตอนทำสงครามโลก โดยการใช้อำนาจทางกองทัพเรือของตน รายล้อมรอบยูเรเซียไว้จนหมดสิ้น เสื้อคลุมเสรีภาพทำงานหนักมาก
    – กองทัพเรือที่ 6 ตั้งฐานไว้ที่เมืองเนเปิลส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 เพื่อควบคุมมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
    – กองทัพเรือที่ 7 ตั้งฐานไว้ที่อ่าวซูบิคของฟิลิปปีนส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 เพื่อควบคุมแปซิฟิคด้านตะวันตก
    – กองทัพเรือที่ 5 ตั้งฐานไว้ที่บาห์เรน ที่อ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995
    ทั้ง heartland และ rimland อยู่ในวงล้อมเรียบร้อย
    ต่อจากนั้น อเมริกาก็ใช้อำนาจทางด้านการทูต เข้ามาเสริมการปิดล้อมทางทหารอีกชั้น ด้วยการลากและจูงลูกหาบ มาเป็นสมาชิกองค์กรนาโต้ The North Atlantic Treaty Organization ในปี ค.ศ.1949
    ยังไม่พอใช่ไหม เสื้อคลุมเสรีภาพยังครอบคลุมไม่พอ ….. อเมริกาจึงตั้ง The Middle East Treaty Organization ในปี ค.ศ.1955
    อ้าว แล้วแถวเอเซียล่ะ….ไม่รอดหรอกน่า…. แล้ว The Southeast Asia Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันว่า ซีโต้ ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1954 และ US -Japan Securty Treaty ในปี ค.ศ.1951 ก็ตามมา
    ถึงปี ค.ศ.1955 อเมริกาตั้งเครือข่ายฐานทัพไว้เกือบทั่วโลก ประมาณ 450 ฐานทัพ ใน 36 ประเทศ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมรัสเซียและจีน เป็นยุทธศาสตร์ ที่เหมือนบังเอิญสร้างจากทฤษฏีครูแมค ทั้งปิดทั้งล้อม พวกที่อยู่บนแผ่นดิน โดยพวกที่อยู่บนเกาะ…
    สงครามเย็นเลิกในปี ค.ศ.1991 แต่การปิดล้อมรัสเซียกับจีน กลับเพิ่มมากขึ้น ฐานทัพอเมริกันเพิ่มเป็นกว่า 700 แห่ง มีเครื่องบินรบประมาณ 1,763 เครื่อง ประจำการพร้อมรบ มีอาวุธนิวเคลียร์และระบบต้านการโจมตีทางจรวดกว่า 1,000 ชุด มีเรือรบประมาณ 600 ลำ รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ 15 ลูก ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม
    อ่าวเปอร์เซีย ถูกเลือกให้เป็นจุดศูนย์กลาง ของยุทธศาสตร์ของอเมริกาในการปิดล้อม World Island และบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จึงถูกอเมริกาเข้าไปแทรกแซงมากที่สุด ทั้งทางตรง ทางอ้อม เปิดเผย และแปลงตัว หรือ พรางตัว
    การปฏิวัติในอิหร่านเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง การโค่นล้มซัดดัมแห่งอิรัค การสร้างนักรบมูจาฮิดีนของอาฟกานิสถาน ทั้งหมดล้วนเป็นแผนตามยุทธศาสตร์ของอเมริกา ที่ต้องการสร้างความสั่นคลอนให้กับโซเวียตในทางตรง และทางอ้อมทั้งสิ้น ถ้าเอาแผนที่มาดูบริเวณที่ตั้งของประเทศเหล่านี้ คงจะเข้าใจการเดินหมากของอเมริกามากขึ้น
    ขนาดเจอแผนตามยุทธศาสตร์ แบบจัดหนักขนาดนี้ แต่โซเวียตก็ยังไม่ตายสนิทสมใจอเมริกา ไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ที่ปรึกษาของพณฯ ท่านถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ จึงเสนอให้ใช้ปฏิบัติการ Operation Cyclone ในช่วงปี ค.ศ.1980 กว่าๆ ที่ใช้งบสูงถึงปีละประมาณ 500 ล้านเหรียญ เพื่อจัดตั้งกองทัพมุสลิม เอาไว้โจมตีเอเซียกลาง และจัดส่งอิสลามหัวรุนแรงเข้าไปในโซเวียต heartland
    ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับกองทัพของอาฟกานิสถาน ที่เคยเป็นเพื่อนกับโซเวียต และค่อยๆแซะให้ยุโรปตะวันออก แยกตัวมาจากการเกาะกลุ่มกับโซเวียต
    เมื่อมีผู้ถามไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้ ภายหลังว่า คิดยังไงถึงสร้างกองกำลังมุสลิม ที่ภายหลังก็กลายเป็นปัญหากับอเมริกาเอง ไอ้คุณแสบย้อนถามกลับว่า อะไรสำคัญกว่าในประวัติศาสตร์ของโลก พวกตาลีบัน หรือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต?
    คำตอบนี้ น่าจะทำให้เราเริ่มรู้จัก “ยุทธศาสตร์” ของอเมริกา….
    แม้อเมริกาจะมีชัยชนะจากสงครามเย็น โซเวียตล่มสลายตามแผน แต่ชัยชนะนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ของ World Island ได้
    หลังจากทุบกำแพงเบอร์ลินทิ้งลง ในปี ค.ศ.1989 อเมริกาก็รีบร่างนโยบายต่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นปฏิบัติการยุค “หลัง” สงครามเย็น มันก็คือการปิดล้อมต่อนั่นแหละ แต่มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการยึดอ่าวเปอร์เซียเป็นที่มั่น โดยใช้การบุกคูเวตของซัดดัมเป็นข้ออ้าง…
    ปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกาบุกอิรัค Paul Kennedy นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่เห็นพ้องกับทฤษฏีของครูแมค ได้เขียนในสื่ออังกฤษ The Guardian ว่า … ขณะนี้ ทหารจำนวนหลายแสนของอเมริกา กำลังอยู่ที่ชายขอบ rimland ของยูเรเซีย ดูเหมือนว่า อเมริกากำลังเดินตามคำเตือนของครูแมค โดยมุ่งมั่นที่จะควบคุม ” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ” the geographical pivot of history
    เวลาผ่านไป อเมริกาก็เพิ่มการปิดล้อม เหนือชั้นขึ้นไปอีก แค่เอาทหารไปประจำการ boots on the ground มันยังล้อมไม่ถึงใจ ครอบคลุมไม่ได้หมด อเมริกาจึงใช้ ลูกตา และอาวุธลอยฟ้า ที่เรียกว่า “โดรน” drone เพิ่มเข้ามา
    ปี ค.ศ.2011 กองทัพอากาศอเมริกันร่วมงานกับซีไอเอ สร้างฐานโดรนขึ้นมารอบ World Island ตั้งแต่ ซินโยเนลลาในซิซีลี ไปจนถึง อินเซอลิกที่ตุรกี ลงมาที่จิบูติ ตรงทะเลแดง ขึ้นไปที่กาตาร์ อาบูดาบี ที่อ่าวเปอร์เซีย ออกมาต่อที่หมู่เกาะซีเชลล์ ในมหาสมุทรอินเดีย จาลาละบัด โคสต์ กันดาหาร์ ชินดัน ในอาฟกานิสถาน ลงมาแปซิฟิก แซมบิโอก้า ในฟิลิปปินส์ รวมทั้งที่สนามบินแอนเดอร์สัน ที่เกาะกวม โฮ๊ย… ไล่อ่านชื่อตามแผนที่เสียลูกตาแทบหลุด
    เพนตากอนจ่ายเงิน สำหรับโครนลอยฟ้าไปแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสร้างฝูงโดรนตาเหยี่ยว Global Hawk 99 ตัว ที่ติดตั้งกล้องสำรวจพื้นที่รัศมีหลายร้อยไมล์ มีเครื่องอีเลคโทรนิคที่พร้อมสื่อสารเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 35 ชั่วโมง และในระยะทางไม่น้อยกว่า 8,700 ไมล์
    แค่เขียนเล่าก็เหนื่อยแล้วครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าอะไร ถ้ามันบ้าทฤษฏีครูแมคนัก ทำไมมันไม่ได้คิดต่อจากที่ครูแมคพูดเลยหรือ … แม้แต่การเป็นเจ้าเวหา ก็ใช่ว่าจะเอาชนะรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ ….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    25 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 4 หลังจากสับคอต่อ คู่แข่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เยอรมัน กับญี่ปุ่น จนคอตั้งหัวตรงบนบ่าไม่เป็น ไปเรียบร้อยในปี ค.ศ.1945 ตลอดเวลา 70 ปี หลังจากนั้น อเมริกาก็คร่ำเคร่ง อยู่กับการวางกองกำลังหลายชั้น สลับซับซ้อน เพื่อเป็นการปิดล้อมรัสเซียกับจีน รายหนึ่งอยู่ heartland กล่องดวงใจของยูเรเซีย อีกราย แม้จะอยู่นอกกล่อง แต่ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ไม่ใช่ห่างคนละซีกโลกเหมือนตัว เกิดเขาเอื้อมมาคว้าเอากล่องดวงใจไปครองได้ก่อน อเมริกาจะทำยังไง คิดแล้วก็เสียวจนปวดท้อง อย่างนี้ มันก็ต้องวางแผนซ่อนกันหน่อย อเมริกาเห็นตัวอย่าง จากการเป็นผู้นำโลกของจักรภพอังกฤษ ที่(เคย) เป็นนักล่าอาณานิคมหมายเลขหนึ่ง มีจุดโหว่แยะ อเมริกาจึงสร้างเสื้อคลุมประชาธิปไตย มาใส่หลอกชาวบ้าน เพื่อปิดจุดโหว่ ทำเป็นปิด แต่ ยุทธศาสตร์ของจริงอเมริกา ก็ไม่ได้ต่างกับของอังกฤษ มันเป็นการสร้างจักรวรรดิอเมริกา ขึ้นมาแทนที่จักรภพอังกฤษ เพื่อมาเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ที่มีเป้าหมายที่จะไม่ให้รัสเซีย หรือจีน เข้ามาชิงตำแหน่งมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งนี้ไปอย่างเด็ดขาด อันที่จริงในปี ค.ศ.1943 สองปีก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง ครูแมคซึ่งแก่มากแล้ว แต่ยังมองโลกกลมเหมือนเดิม ได้เขียนบทความชื่อ ” The Round World and the Winning of Peace” โลกกลมกับชัยชนะของสันติภาพ ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังขยะความคิด CFR ที่ใหญ่คับโลก เตือนสติอเมริกา ไว้ว่า …..”dream of a global air power” would not change geopolitical basics … If the Soviet Union emerges from this war as conqueror of Germany .. she must rank as the greatest land power on the globe… controlling the greatest natural fortress on earth” …..ความฝันของการเป็นเจ้าแห่งเวหา ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …..ถ้าโซเวียต เกิดเป็นผู้ชนะเยอรมันในสงครามครั้งนี้ โซเวียตจะกลายเป็นมหาอำนาจใหญ่ยิ่งแห่งภาคพื้นดินของโลก …และเป็นผู้ครอบครองดินแดน ที่มีป้อมปราการทางธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้…. ดูเหมือนบทความของครูแมค จะกลายเป็นตัวเร่ง ให้อเมริกาออกคำสั่งประหารสหภาพโซเวียต และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อเมริกาก็ประกาศศักราชแห่งเสรีภาพ Pax Americana ด้วยการเริ่มรายการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ที่อยู่ฝ่ายเดียวกันในตอนทำสงครามโลก โดยการใช้อำนาจทางกองทัพเรือของตน รายล้อมรอบยูเรเซียไว้จนหมดสิ้น เสื้อคลุมเสรีภาพทำงานหนักมาก – กองทัพเรือที่ 6 ตั้งฐานไว้ที่เมืองเนเปิลส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 เพื่อควบคุมมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน – กองทัพเรือที่ 7 ตั้งฐานไว้ที่อ่าวซูบิคของฟิลิปปีนส์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 เพื่อควบคุมแปซิฟิคด้านตะวันตก – กองทัพเรือที่ 5 ตั้งฐานไว้ที่บาห์เรน ที่อ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 ทั้ง heartland และ rimland อยู่ในวงล้อมเรียบร้อย ต่อจากนั้น อเมริกาก็ใช้อำนาจทางด้านการทูต เข้ามาเสริมการปิดล้อมทางทหารอีกชั้น ด้วยการลากและจูงลูกหาบ มาเป็นสมาชิกองค์กรนาโต้ The North Atlantic Treaty Organization ในปี ค.ศ.1949 ยังไม่พอใช่ไหม เสื้อคลุมเสรีภาพยังครอบคลุมไม่พอ ….. อเมริกาจึงตั้ง The Middle East Treaty Organization ในปี ค.ศ.1955 อ้าว แล้วแถวเอเซียล่ะ….ไม่รอดหรอกน่า…. แล้ว The Southeast Asia Treaty Organization หรือที่เราเรียกกันว่า ซีโต้ ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1954 และ US -Japan Securty Treaty ในปี ค.ศ.1951 ก็ตามมา ถึงปี ค.ศ.1955 อเมริกาตั้งเครือข่ายฐานทัพไว้เกือบทั่วโลก ประมาณ 450 ฐานทัพ ใน 36 ประเทศ เพื่อเอาไว้ปิดล้อมรัสเซียและจีน เป็นยุทธศาสตร์ ที่เหมือนบังเอิญสร้างจากทฤษฏีครูแมค ทั้งปิดทั้งล้อม พวกที่อยู่บนแผ่นดิน โดยพวกที่อยู่บนเกาะ… สงครามเย็นเลิกในปี ค.ศ.1991 แต่การปิดล้อมรัสเซียกับจีน กลับเพิ่มมากขึ้น ฐานทัพอเมริกันเพิ่มเป็นกว่า 700 แห่ง มีเครื่องบินรบประมาณ 1,763 เครื่อง ประจำการพร้อมรบ มีอาวุธนิวเคลียร์และระบบต้านการโจมตีทางจรวดกว่า 1,000 ชุด มีเรือรบประมาณ 600 ลำ รวมทั้งหัวรบนิวเคลียร์ 15 ลูก ทั้งหมดเชื่อมโยงกันด้วยระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม อ่าวเปอร์เซีย ถูกเลือกให้เป็นจุดศูนย์กลาง ของยุทธศาสตร์ของอเมริกาในการปิดล้อม World Island และบริเวณอ่าวเปอร์เซีย จึงถูกอเมริกาเข้าไปแทรกแซงมากที่สุด ทั้งทางตรง ทางอ้อม เปิดเผย และแปลงตัว หรือ พรางตัว การปฏิวัติในอิหร่านเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง การโค่นล้มซัดดัมแห่งอิรัค การสร้างนักรบมูจาฮิดีนของอาฟกานิสถาน ทั้งหมดล้วนเป็นแผนตามยุทธศาสตร์ของอเมริกา ที่ต้องการสร้างความสั่นคลอนให้กับโซเวียตในทางตรง และทางอ้อมทั้งสิ้น ถ้าเอาแผนที่มาดูบริเวณที่ตั้งของประเทศเหล่านี้ คงจะเข้าใจการเดินหมากของอเมริกามากขึ้น ขนาดเจอแผนตามยุทธศาสตร์ แบบจัดหนักขนาดนี้ แต่โซเวียตก็ยังไม่ตายสนิทสมใจอเมริกา ไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ที่ปรึกษาของพณฯ ท่านถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ จึงเสนอให้ใช้ปฏิบัติการ Operation Cyclone ในช่วงปี ค.ศ.1980 กว่าๆ ที่ใช้งบสูงถึงปีละประมาณ 500 ล้านเหรียญ เพื่อจัดตั้งกองทัพมุสลิม เอาไว้โจมตีเอเซียกลาง และจัดส่งอิสลามหัวรุนแรงเข้าไปในโซเวียต heartland ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับกองทัพของอาฟกานิสถาน ที่เคยเป็นเพื่อนกับโซเวียต และค่อยๆแซะให้ยุโรปตะวันออก แยกตัวมาจากการเกาะกลุ่มกับโซเวียต เมื่อมีผู้ถามไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้ ภายหลังว่า คิดยังไงถึงสร้างกองกำลังมุสลิม ที่ภายหลังก็กลายเป็นปัญหากับอเมริกาเอง ไอ้คุณแสบย้อนถามกลับว่า อะไรสำคัญกว่าในประวัติศาสตร์ของโลก พวกตาลีบัน หรือการล่มสลายของสหภาพโซเวียต? คำตอบนี้ น่าจะทำให้เราเริ่มรู้จัก “ยุทธศาสตร์” ของอเมริกา…. แม้อเมริกาจะมีชัยชนะจากสงครามเย็น โซเวียตล่มสลายตามแผน แต่ชัยชนะนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพทางภูมิศาสตร์ของ World Island ได้ หลังจากทุบกำแพงเบอร์ลินทิ้งลง ในปี ค.ศ.1989 อเมริกาก็รีบร่างนโยบายต่างประเทศขึ้นมาใหม่อีกอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นปฏิบัติการยุค “หลัง” สงครามเย็น มันก็คือการปิดล้อมต่อนั่นแหละ แต่มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการยึดอ่าวเปอร์เซียเป็นที่มั่น โดยใช้การบุกคูเวตของซัดดัมเป็นข้ออ้าง… ปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกาบุกอิรัค Paul Kennedy นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ ที่เห็นพ้องกับทฤษฏีของครูแมค ได้เขียนในสื่ออังกฤษ The Guardian ว่า … ขณะนี้ ทหารจำนวนหลายแสนของอเมริกา กำลังอยู่ที่ชายขอบ rimland ของยูเรเซีย ดูเหมือนว่า อเมริกากำลังเดินตามคำเตือนของครูแมค โดยมุ่งมั่นที่จะควบคุม ” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ” the geographical pivot of history เวลาผ่านไป อเมริกาก็เพิ่มการปิดล้อม เหนือชั้นขึ้นไปอีก แค่เอาทหารไปประจำการ boots on the ground มันยังล้อมไม่ถึงใจ ครอบคลุมไม่ได้หมด อเมริกาจึงใช้ ลูกตา และอาวุธลอยฟ้า ที่เรียกว่า “โดรน” drone เพิ่มเข้ามา ปี ค.ศ.2011 กองทัพอากาศอเมริกันร่วมงานกับซีไอเอ สร้างฐานโดรนขึ้นมารอบ World Island ตั้งแต่ ซินโยเนลลาในซิซีลี ไปจนถึง อินเซอลิกที่ตุรกี ลงมาที่จิบูติ ตรงทะเลแดง ขึ้นไปที่กาตาร์ อาบูดาบี ที่อ่าวเปอร์เซีย ออกมาต่อที่หมู่เกาะซีเชลล์ ในมหาสมุทรอินเดีย จาลาละบัด โคสต์ กันดาหาร์ ชินดัน ในอาฟกานิสถาน ลงมาแปซิฟิก แซมบิโอก้า ในฟิลิปปินส์ รวมทั้งที่สนามบินแอนเดอร์สัน ที่เกาะกวม โฮ๊ย… ไล่อ่านชื่อตามแผนที่เสียลูกตาแทบหลุด เพนตากอนจ่ายเงิน สำหรับโครนลอยฟ้าไปแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสร้างฝูงโดรนตาเหยี่ยว Global Hawk 99 ตัว ที่ติดตั้งกล้องสำรวจพื้นที่รัศมีหลายร้อยไมล์ มีเครื่องอีเลคโทรนิคที่พร้อมสื่อสารเป็นเวลานานติดต่อกันถึง 35 ชั่วโมง และในระยะทางไม่น้อยกว่า 8,700 ไมล์ แค่เขียนเล่าก็เหนื่อยแล้วครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นบ้าอะไร ถ้ามันบ้าทฤษฏีครูแมคนัก ทำไมมันไม่ได้คิดต่อจากที่ครูแมคพูดเลยหรือ … แม้แต่การเป็นเจ้าเวหา ก็ใช่ว่าจะเอาชนะรากฐานของภูมิศาสตร์การเมืองได้ …. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 25 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 338 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 3
    ก่อนจะเข้าไปถึงยุทธศาสตร์ หรือแผนเดินหมากของแต่ละฝ่าย เรามาทำความรู้จักกับบริเวณที่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ฝ่าย ในช่วงประมาณ 25 – 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือบริเวณที่ครูแมค เรียกว่า “heartland” หรือ ที่ผมเรียกว่า “กล่องดวงใจ” ของผืนแผ่นดืนอันกว้างใหญ่ ที่ครูแมคเรียกว่า “World Island”
    heartland หรือ กล่องดวงใจ ในปัจจุบันคือ บริเวณ ที่เป็นรัสเซีย เอเซียกลาง (บางทีเรียกกันว่าบอลข่าน) และคอเคซัส
    ส่วนใหญ่เรารู้จักรัสเซียกันดีแล้ว รัสเซีย เป็นประเทศที่มีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดในโลก มีเขตแดนติดต่อกับเพื่อนบ้านถึง 14 ประเทศ แต่เรารู้จักเอเซียกลางและคอเคซัสน้อยมาก ทั้งที่ 2 บริเวณนั้น เป็นส่วนสำคัญของกล่องดวงใจ และเป็นสาเหตุใหญ่ ที่ทำให้ส่วนอื่นในโลก เสทือนและวุ่นวายไปหมด
    เอเซียกลาง เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เมื่อสหภาพล่มสลายในปี ค.ศ.1991 ประเทศที่อยู่ในเอเซียกลาง ก็ทยอยกันประกาศอิสรภาพ เกิดประเทศใหม่ 5 ประเทศ คือ คาซัคสถาน (ที่มีบริวณกว้างใหญ่ที่สุด) คีร์กิสถาน ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และอูซเบกิซสถาน นอกจากเรียกเอเซียกลางแล้ว บางทีก็เรียกกันว่า บอลข่าน หรือเรียกกันว่า “ท้องน้อย” soft under belly ของรัสเซีย ผมว่า ชื่อหลังนี้ ทำให้เห็นความหมาย และความสำคัญของเอเซียกลางได้ชัดดี
    เอเซียกลาง ครอบคลุมเนื้อที่ ตั้งเแต่บริเวณทะเลสาปแคสเปียน ยาวไปจนถึงเขตแดนของจีน และลงล่างมาชนอิหร่าน ยาวออกขวาไปถึงปากีสถาน
    เอเซียกลางเป็นแหล่งรวมของสาระพัดเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่เปอร์เซีย เติร์ก จีน สลาฟ รัสเซีย ฯลฯ นับถือศาสนาต่างๆ มีทั้ง มุสลิม คริสเตียน ยิว ฮินดู และพุทธ
    ส่วนสำคัญของเอเซียกลางคือ บริเวณที่เรียกว่า คอเคซัส Causasus เป็นดินแดน อยู่ระหว่างทะเลดำกับทะเลสาบแคสเปียน บริเวณนี้มีชนกลุ่มน้อยประมาณ 50 กลุ่ม มีภาษาพูดหลากหลาย แต่ภาษากลางที่ใช้สื่อสารกัน คือ ภาษาของชาวอาเซอร์ไบจัน Azerbaijan กับ อาร์เมเนีย Armenia
    คงมีคนรู้จัก อาเซอร์ไบจัน น้อยมาก บางคนคงแทบไม่เคยได้ยินเลย แต่เชื่อไหมครับ ว่า มีหอการค้า ระหว่างอเมริกากับอาเซอร์ไบจัน ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1995 แล้วนะ และหอการค้ารายนี้ มันคงสำคัญมาก ถึงกับต้องมี ท่านประธานหอ กรรมการ และที่ปรึกษาอย่างเช่น ไอ้เหยี่ยวกระหายเลือด ดิ๊ก เชนี่ อดีตรองประธานาธิบดี สมัยคาวบอยบุช, เจมส์ เบเกอร์ ที่ 3 อดีต รม ต.ปท ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของตระกูลบุช , ไอ้แสบหนึ่ง เฮนรี่ คิสซิงเจอร์, เบรนท์ สโควครอฟ และแน่นอน ที่ขาดไม่ได้คือ ไอ้แสบสอง ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski ….ที่อาจจะแสบกว่า ไอ้แสบหนึ่ง
    น่าสนใจนะครับ ไอ้พวกนี้จับกลุ่มคิดจะทำอะไร ไม่เคยเป็นเรื่องดี
    คอเคซัส โดยเฉพาะตรงบริเวณทะเลสาปแคสเปียน เป็นบริเวณที่มีแหล่งพลังงาน อุดมสมบูรณ์มหาศาล เป็นอันดับสามของโลก น่ากินอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญน้อยคนจะมีโอกาสเข้าไปกิน ท้องน้อยของรัสเซีย มีเสน่ห์รุนแรงเหลือเกิน
    อาเซอร์ไบจัน ที่อยู่ในบริเวณคอเคซัส และคาร์ซัคสถานที่อยู่ตรงกลางท้องน้อย มีทางเข้าไปสู่แหล่งน้ำมันในทะเลสาปแคสเปียน ส่วนเติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน อีก 2 ประเทศ ที่อยู่บริเวณท้องน้อยเหมือนกัน มีแหล่งแก๊สมหึมา ที่เขาว่า อาจจะใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ท้องน้อยเสน่ห์แรง ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ เช่น ยูเรเนียม ทองคำ ทองแดง แมงกานีส ทังสเตน และสังกะสี เสน่ห์แรงอย่างนี้ ก็คงมีแต่คนอยากจะเป็นเจ้าของท้องน้อยของรัสเซีย
    อเมริกา เริ่มศึกษาเกี่ยวกับท้องน้อยของรัสเซีย อย่างน้อย ก็ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1992 เรียกว่า พอสหภาพโซเวียตแตกสลายหมาดๆ ยังเอาธงลงจากเสายังไม่หมดดี อเมริกาก็เตรียมตัวเข้าไปปล้นต่อแล้ว เพราะมีเอกสารของเพนตากอน ในปี ค.ศ.1992 ระบุว่า
    ” ….เป้าหมายแรกของเรา คือ เราต้องทำทุกอย่าง ที่จะไม่ให้มีคู่แข่งเกิดขึ้น ในบริเวณดินแดน ส่วนที่เคยเป็นสหภาพโซเวียต เรามองไปถึงการที่เราจะเข้าไปมีอำนาจปกครอง หรือครอบครองบริเวณนั้น…..และเราจำเป็น ที่จะต้องทำทุกประการ เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้อำนาจใด โดยลำพัง หรือ โดยร่วมกัน เข้ามามีอำนาจเหนือบริเวณดังกล่าว…. ซึ่งมีทรัพยากรล้นเหลือ พอที่จะสร้างอำนาจในการครอบครองโลกได้ …. ยุทธศาสตร์ของเรา จึงต้อง “กลับมา” เน้นที่จุดนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มี “การเกิดใหม่” ของผู้ที่จะมีโอกาสเป็นคู่แข่งของเรา….”
    และนี่ น่าจะเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ ครองโลกและปิดล้อมของอเมริกา ส่วนผู้ที่จะมีโอกาสเป็นคู่แข่งของอเมริกา ในช่วงนั้น น่าจะหมายถึงรัสเซีย ทายาทของสหภาพโซเวียต ที่เพิ่งถูกอเมริกาและพวก รุมกำจัด คือเตรียมฆ่าล้างโคตรกันเลย
    ส่วน Rand National Defense Research Institute ถังความคิดด้านความมั่นคงของอเมริกา ก็สรุปทำนองเดียวกันว่า เป้าใหม่ที่อเมริกาต้องมอง (จริงๆ คือ ยึด ) คือ เอเซียกลาง
    นอกจากนี้ Graham Fuller (จำชื่อเขาได้ไหมครับ จำไม่ได้ไม่เป็นไร แต่อย่าเพิ่งลืมแล้วกัน ) ซึ่งเป็นอดีตหน้าหน่วยซีไอเอประจำอยู่ที่เมืองคาบุล อาฟกานิสถาน บอกว่า … เพราะบริเวณที่ตั้งของเอเซียกลาง มีความหมายอย่างยิ่ง ต่อยุทธศาสตร์ของอเมริกา การเอาเอเซียกลางมาอยู่ในความควบคุมของอเมริกา จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น…..
    ส่วนไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ก็เขียนไว้ใน The Grand Chess Board ตอนนึงว่า….. ยูเรเซียบอลข่าน … เป็นจุดเชื่อมสำคัญ สู่แหล่งพลังงานที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ของทั้งฝ่ายตะวันตก และฝ่ายตะวันออก และเป็นจุดที่อย่างน้อย 3 ใน 4 ประเทศ ที่เรียงรายกันอยู่รอบบอลข่าน คือ รัสเซีย ตุรกี อิหร่าน และจีน กำลังความสนใจในเชิงการเมืองในภูมิภาคแถบนั้น
    ไอ้คุณแสบเขียนไว้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 นะครับ
    ในหนังสือเล่มเดียวกัน ไอ้คุณแสบยังวิเคราะห์ไว้ด้วยว่า สงครามช่วงชิงความเป็นใหญ่ the first great war รายการแรกของศตวรรษที่ 21 จะเกิดขึ้นในแถบบอลข่าน และ 4 ปีต่อมาจากที่ไอ้คุณแสบเขียนไว้ อเมริกาและนาโต้ ก็บุกอาฟกานิสถาน ซึ่งมีอาณาเขตอยู่ติดกับบอลข่านหรือเอเซียกลาง อย่างชนิดชิดจนได้ยินเสียงหายใจ
    มันเป็นการยึดครองทางทหาร ที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    24 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 3 ก่อนจะเข้าไปถึงยุทธศาสตร์ หรือแผนเดินหมากของแต่ละฝ่าย เรามาทำความรู้จักกับบริเวณที่เป็นส่วนสำคัญของการสร้างยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ฝ่าย ในช่วงประมาณ 25 – 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือบริเวณที่ครูแมค เรียกว่า “heartland” หรือ ที่ผมเรียกว่า “กล่องดวงใจ” ของผืนแผ่นดืนอันกว้างใหญ่ ที่ครูแมคเรียกว่า “World Island” heartland หรือ กล่องดวงใจ ในปัจจุบันคือ บริเวณ ที่เป็นรัสเซีย เอเซียกลาง (บางทีเรียกกันว่าบอลข่าน) และคอเคซัส ส่วนใหญ่เรารู้จักรัสเซียกันดีแล้ว รัสเซีย เป็นประเทศที่มีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดในโลก มีเขตแดนติดต่อกับเพื่อนบ้านถึง 14 ประเทศ แต่เรารู้จักเอเซียกลางและคอเคซัสน้อยมาก ทั้งที่ 2 บริเวณนั้น เป็นส่วนสำคัญของกล่องดวงใจ และเป็นสาเหตุใหญ่ ที่ทำให้ส่วนอื่นในโลก เสทือนและวุ่นวายไปหมด เอเซียกลาง เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เมื่อสหภาพล่มสลายในปี ค.ศ.1991 ประเทศที่อยู่ในเอเซียกลาง ก็ทยอยกันประกาศอิสรภาพ เกิดประเทศใหม่ 5 ประเทศ คือ คาซัคสถาน (ที่มีบริวณกว้างใหญ่ที่สุด) คีร์กิสถาน ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และอูซเบกิซสถาน นอกจากเรียกเอเซียกลางแล้ว บางทีก็เรียกกันว่า บอลข่าน หรือเรียกกันว่า “ท้องน้อย” soft under belly ของรัสเซีย ผมว่า ชื่อหลังนี้ ทำให้เห็นความหมาย และความสำคัญของเอเซียกลางได้ชัดดี เอเซียกลาง ครอบคลุมเนื้อที่ ตั้งเแต่บริเวณทะเลสาปแคสเปียน ยาวไปจนถึงเขตแดนของจีน และลงล่างมาชนอิหร่าน ยาวออกขวาไปถึงปากีสถาน เอเซียกลางเป็นแหล่งรวมของสาระพัดเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่เปอร์เซีย เติร์ก จีน สลาฟ รัสเซีย ฯลฯ นับถือศาสนาต่างๆ มีทั้ง มุสลิม คริสเตียน ยิว ฮินดู และพุทธ ส่วนสำคัญของเอเซียกลางคือ บริเวณที่เรียกว่า คอเคซัส Causasus เป็นดินแดน อยู่ระหว่างทะเลดำกับทะเลสาบแคสเปียน บริเวณนี้มีชนกลุ่มน้อยประมาณ 50 กลุ่ม มีภาษาพูดหลากหลาย แต่ภาษากลางที่ใช้สื่อสารกัน คือ ภาษาของชาวอาเซอร์ไบจัน Azerbaijan กับ อาร์เมเนีย Armenia คงมีคนรู้จัก อาเซอร์ไบจัน น้อยมาก บางคนคงแทบไม่เคยได้ยินเลย แต่เชื่อไหมครับ ว่า มีหอการค้า ระหว่างอเมริกากับอาเซอร์ไบจัน ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1995 แล้วนะ และหอการค้ารายนี้ มันคงสำคัญมาก ถึงกับต้องมี ท่านประธานหอ กรรมการ และที่ปรึกษาอย่างเช่น ไอ้เหยี่ยวกระหายเลือด ดิ๊ก เชนี่ อดีตรองประธานาธิบดี สมัยคาวบอยบุช, เจมส์ เบเกอร์ ที่ 3 อดีต รม ต.ปท ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของตระกูลบุช , ไอ้แสบหนึ่ง เฮนรี่ คิสซิงเจอร์, เบรนท์ สโควครอฟ และแน่นอน ที่ขาดไม่ได้คือ ไอ้แสบสอง ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski ….ที่อาจจะแสบกว่า ไอ้แสบหนึ่ง น่าสนใจนะครับ ไอ้พวกนี้จับกลุ่มคิดจะทำอะไร ไม่เคยเป็นเรื่องดี คอเคซัส โดยเฉพาะตรงบริเวณทะเลสาปแคสเปียน เป็นบริเวณที่มีแหล่งพลังงาน อุดมสมบูรณ์มหาศาล เป็นอันดับสามของโลก น่ากินอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญน้อยคนจะมีโอกาสเข้าไปกิน ท้องน้อยของรัสเซีย มีเสน่ห์รุนแรงเหลือเกิน อาเซอร์ไบจัน ที่อยู่ในบริเวณคอเคซัส และคาร์ซัคสถานที่อยู่ตรงกลางท้องน้อย มีทางเข้าไปสู่แหล่งน้ำมันในทะเลสาปแคสเปียน ส่วนเติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน อีก 2 ประเทศ ที่อยู่บริเวณท้องน้อยเหมือนกัน มีแหล่งแก๊สมหึมา ที่เขาว่า อาจจะใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ท้องน้อยเสน่ห์แรง ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ เช่น ยูเรเนียม ทองคำ ทองแดง แมงกานีส ทังสเตน และสังกะสี เสน่ห์แรงอย่างนี้ ก็คงมีแต่คนอยากจะเป็นเจ้าของท้องน้อยของรัสเซีย อเมริกา เริ่มศึกษาเกี่ยวกับท้องน้อยของรัสเซีย อย่างน้อย ก็ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1992 เรียกว่า พอสหภาพโซเวียตแตกสลายหมาดๆ ยังเอาธงลงจากเสายังไม่หมดดี อเมริกาก็เตรียมตัวเข้าไปปล้นต่อแล้ว เพราะมีเอกสารของเพนตากอน ในปี ค.ศ.1992 ระบุว่า ” ….เป้าหมายแรกของเรา คือ เราต้องทำทุกอย่าง ที่จะไม่ให้มีคู่แข่งเกิดขึ้น ในบริเวณดินแดน ส่วนที่เคยเป็นสหภาพโซเวียต เรามองไปถึงการที่เราจะเข้าไปมีอำนาจปกครอง หรือครอบครองบริเวณนั้น…..และเราจำเป็น ที่จะต้องทำทุกประการ เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้อำนาจใด โดยลำพัง หรือ โดยร่วมกัน เข้ามามีอำนาจเหนือบริเวณดังกล่าว…. ซึ่งมีทรัพยากรล้นเหลือ พอที่จะสร้างอำนาจในการครอบครองโลกได้ …. ยุทธศาสตร์ของเรา จึงต้อง “กลับมา” เน้นที่จุดนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มี “การเกิดใหม่” ของผู้ที่จะมีโอกาสเป็นคู่แข่งของเรา….” และนี่ น่าจะเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ ครองโลกและปิดล้อมของอเมริกา ส่วนผู้ที่จะมีโอกาสเป็นคู่แข่งของอเมริกา ในช่วงนั้น น่าจะหมายถึงรัสเซีย ทายาทของสหภาพโซเวียต ที่เพิ่งถูกอเมริกาและพวก รุมกำจัด คือเตรียมฆ่าล้างโคตรกันเลย ส่วน Rand National Defense Research Institute ถังความคิดด้านความมั่นคงของอเมริกา ก็สรุปทำนองเดียวกันว่า เป้าใหม่ที่อเมริกาต้องมอง (จริงๆ คือ ยึด ) คือ เอเซียกลาง นอกจากนี้ Graham Fuller (จำชื่อเขาได้ไหมครับ จำไม่ได้ไม่เป็นไร แต่อย่าเพิ่งลืมแล้วกัน ) ซึ่งเป็นอดีตหน้าหน่วยซีไอเอประจำอยู่ที่เมืองคาบุล อาฟกานิสถาน บอกว่า … เพราะบริเวณที่ตั้งของเอเซียกลาง มีความหมายอย่างยิ่ง ต่อยุทธศาสตร์ของอเมริกา การเอาเอเซียกลางมาอยู่ในความควบคุมของอเมริกา จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น….. ส่วนไอ้คุณแสบเบรซินสกี้ ก็เขียนไว้ใน The Grand Chess Board ตอนนึงว่า….. ยูเรเซียบอลข่าน … เป็นจุดเชื่อมสำคัญ สู่แหล่งพลังงานที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ของทั้งฝ่ายตะวันตก และฝ่ายตะวันออก และเป็นจุดที่อย่างน้อย 3 ใน 4 ประเทศ ที่เรียงรายกันอยู่รอบบอลข่าน คือ รัสเซีย ตุรกี อิหร่าน และจีน กำลังความสนใจในเชิงการเมืองในภูมิภาคแถบนั้น ไอ้คุณแสบเขียนไว้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 นะครับ ในหนังสือเล่มเดียวกัน ไอ้คุณแสบยังวิเคราะห์ไว้ด้วยว่า สงครามช่วงชิงความเป็นใหญ่ the first great war รายการแรกของศตวรรษที่ 21 จะเกิดขึ้นในแถบบอลข่าน และ 4 ปีต่อมาจากที่ไอ้คุณแสบเขียนไว้ อเมริกาและนาโต้ ก็บุกอาฟกานิสถาน ซึ่งมีอาณาเขตอยู่ติดกับบอลข่านหรือเอเซียกลาง อย่างชนิดชิดจนได้ยินเสียงหายใจ มันเป็นการยึดครองทางทหาร ที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา…. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 24 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 256 มุมมอง 0 รีวิว
  • เพจด้านความมั่นคงออกมาเปิดข้อสังเกต กรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพอ้างว่ากองทัพไทยยิงปืน ค. ใส่พื้นที่พลเรือน โดยระบุว่าภาพดังกล่าวมีพิรุธหลายประเด็น และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง.
    .
    จากการตรวจสอบพบว่า ลูกปืน ค. ในภาพยังไม่ได้ดึงสลักนิรภัย ซึ่งตามขั้นตอนก่อนการยิงต้องถอดออกก่อน อีกทั้งยังเป็นกระสุนขนาด 82 มม. สายโซเวียต–จีน ซึ่งกองทัพไทยไม่มีใช้งาน โดยไทยใช้กระสุนขนาด 81 มม. เท่านั้น.
    .
    นอกจากนี้ กระสุนดังกล่าวยังเป็นชนิดปล่อยควัน White Phosphorus ซึ่งเป็นชนิดที่ฝ่ายกัมพูชาเคยกล่าวหาไทยว่าละเมิดอนุสัญญาอาวุธเคมี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการจัดฉากและบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างกระแสข่าว.
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001063
    .
    #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #จับโป๊ะ #ปืนค
    เพจด้านความมั่นคงออกมาเปิดข้อสังเกต กรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพอ้างว่ากองทัพไทยยิงปืน ค. ใส่พื้นที่พลเรือน โดยระบุว่าภาพดังกล่าวมีพิรุธหลายประเด็น และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง. . จากการตรวจสอบพบว่า ลูกปืน ค. ในภาพยังไม่ได้ดึงสลักนิรภัย ซึ่งตามขั้นตอนก่อนการยิงต้องถอดออกก่อน อีกทั้งยังเป็นกระสุนขนาด 82 มม. สายโซเวียต–จีน ซึ่งกองทัพไทยไม่มีใช้งาน โดยไทยใช้กระสุนขนาด 81 มม. เท่านั้น. . นอกจากนี้ กระสุนดังกล่าวยังเป็นชนิดปล่อยควัน White Phosphorus ซึ่งเป็นชนิดที่ฝ่ายกัมพูชาเคยกล่าวหาไทยว่าละเมิดอนุสัญญาอาวุธเคมี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการจัดฉากและบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างกระแสข่าว. . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000001063 . #News1live #News1 #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวความมั่นคง #จับโป๊ะ #ปืนค
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 266 มุมมอง 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 1

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 1
    ผมหายหน้าไปจากท่านผู้อ่านพักใหญ่ ไม่ได้หนีหนี้นะครับ แต่มันหมดแรง อยู่ๆ ร่างกายมันก็แผ่วไปเสียงั้นแหล่ะ ก็เป็นไปตามวัย แรงหมดก็นอน แรงหมดมาก ก็ต้องนอนมาก ผมก็เลยนอนเป็นดักแด้ รอให้ปีกงอก
    ก่อนจะกลายเป็นดักแด้ ผมได้เขียนนิทาน แผนจัญไร เล่ามาจนถึงตอนตุรกีถูกผีเข้า ลุกขึ้นสอยซูกอยของคุณพี่ปูติน โดยผมแจ้งกับท่านผู้อ่านไว้ว่า จะกลับมาเขียนแผนจัญไร ส่วนที่อาจจะเกี่ยวกับบ้านเราต่อ แต่ผมขอเปลี่ยนโปรแกรมนิทานเรื่องที่จะเล่าต่อนะครับ จะยังไม่เขียนเรื่องบ้านเรา แม้ตอนนี้เหตุการณ์ในบ้านเราจะมีเรื่องกวนใจบ้าง มันก็เป็นไปตามเแผนที่เขาตั้งใจจะให้เป็น เราก็ตามดูมันไป เพราะเป็นเรื่องในบ้านเรา แต่อย่าถึงกับเต้นตามกันทุกนาที เดี๋ยวเหนื่อยแย่ เก็บแรงไว้สู้ของจริงดีกว่าครับ
    ระหว่างผมนอนเป็นดักแด้ เหตุการณ์นอกบ้านก็เกิดขึ้นแยะ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นไปตาม “อาการ” ก่อนที่จะมีการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ผมเลยอยากจะทบทวนยุทธศาสตร์ หรือแผนเดินหมาก ของแต่ละฝ่าย หรือแต่ละขั้วเสียหน่อย คือขั้วที่นำโดยอเมริกา กับขั้วที่นำโดย รัสเซีย จีน ผมแยกอย่างนี้ เพราะเชื่อว่า ขณะนี้ โลกเราแบ่งขั้วทางอำนาจ ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ค่อนข้างชัดเจน เป็น 2 ขั้วอย่างนี้แล้ว
    ทุกประเทศต่างก็มียุทธศาสตร์ของตัวเอง ในการจะดำรงคงอยู่เป็นประเทศเอกราช ซึ่งมีทั้งยุทธศาสตร์ในยามสงบ และในยามทำศึกสงคราม และจะแพ้ชนะ จะเอาตัวรอดหรือไม่ ก็อยู่ที่ “ยุทธศาสตร์” นี่ละครับ อาวุธเยี่ยม กองกำลังแยะ แต่ถ้ายุทธศาสตร์ห่วย ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นผู้ชนะ
    และการวางแผนยุทธศาสตร์ เขาไม่ได้วางกันวันนี้ใช้พรุ่งนี้ แผนยุทธศาสตร์ เขาวางกันเป็นหลายสิบปีล่วงหน้า และไม่มีใครประกาศว่า ใครใช้ยุทธศาสตร์อะไร ที่มีประกาศให้ชาวบ้านรู้ ส่วนใหญ่ก็เป็นยุทธศาสตร์ลวง เราๆที่ตามดูอยู่ข้างทาง ก็เลยตกหลุมบ้างออกไปนอกอ่าวบ้าง เพราะมันยากที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ที่เราอาจจะพอรู้ได้บ้าง จากการติดตามเหตุการณ์ ศึกษาการเดินหมาก แล้วเอามาพิจารณาและวิเคราะห์ต่อ
    การเดินหมากแต่ละครั้งของแต่ละฝ่าย จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ส่วนจะทำให้เห็นปลายทางของหมากแต่ละตัวที่ถูกเดิน รวมทั้งสุดทางของผู้เดินหมากของแต่ละฝ่ายด้วยหรือไม่นั้น คงบอกไม่ได้หมด เพราะมันขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
    สำหรับท่านที่ตามอ่านนิทานมาตั้งแต่เรื่องแรกๆ คงจะจำได้ว่า ผมเขียนถึงผู้ที่ผมเรียกว่า “ครูแมค” บ่อยๆ
    เราจะเข้าใจเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ชัดขึ้น รวมทั้งอาจได้รู้จักยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ขั้ว ถ้าเรารู้จักทฤษฏีของครูแมค
    ครูแมค หรือชื่อเต็มว่า Sir Halford Mackinder เป็นผู้อำนวนการของสถาบันการศึกษา London School of Economics ที่มีชื่อเสียงมากของอังกฤษ นอกเหนือจากเป็นผู้อำนวยการสถาบัน ครูแมคยังเป็นยอดนักภูมิศาสตร์
    ในเดือนมกราคม ค.ศ.1904 ขณะที่อากาศของอังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เย็นยะเยือก ครูแมคก็บรรยายทฤษฏีของตนเองให้สมาชิกสมาคมภูมิศาสตร์ Royal Geographical Society ของชาวเกาะใหญ่ฟัง ให้หนาวเย็นขึ้นไปอีก ในหัวข้อเรื่อง “The Geographical Pivot of History”
    จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ….
    มันเป็นหัวข้อของการบอกเล่าถึงทฤษฏีที่สะเทือนโลกจริงๆ เพราะเป็นทฤษฏีที่ทำให้โลกนี้เกิดสงครามโลกมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง และน่าเป็นห่วงว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 หากจะเกิดขึ้น ก็น่าจะไม่พ้นจากความคิด ที่มาจากทฤษฏีของครูแมคอีกเช่นกัน
    คำบรรยายของครูแมค สรุปว่า
    …การเป็นมหาอำนาจในโลกต่อไปในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่การควบคุมเส้นทางทะเล อย่างที่อังกฤษคิด เข้าใจ และดำเนินมาตลอด “อีกแล้ว” หมดแล้ว จบแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ใครก็ตาม ที่เป็นผู้ควบคุมบริเวณผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ยาวติดต่อกันเป็นแผง ที่เรียกว่า ยูโร-เอเซีย หรือ ยูเรเซีย ต่างหาก ที่จะเป็นมหาอำนาจในโลก….
    ครูแมค ยังนำแผนที่ ที่ทำขึ้นตามทฤษฏี มาแสดงประกอบการบรรยายให้เห็นแนวคิดของเขา ที่บอกว่า อาฟริกา เอเซีย และยุโรป ไม่ได้แยกออกจากกันเป็น 3 ทวีป แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มันเป็นผืนแผ่นดินใหญ่แผ่นเดียวกัน ติดต่อกัน เหมือนเป็นเกาะใหญ่ของโลก World-Island ต่างหาก
    ทีนี้เข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมผมถึงเรียกอังกฤษว่า เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เพราะไม่ได้ไปรวมอยู่กับพวก World-Island ได้เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ก็ดีถมถืดแล้ว จริงๆ น่าจะเป็นแค่หูด หรือติ่ง เท่านั้นเอง
    ครูแมคยังบอกอีกว่า
    …..heartland กล่องดวงใจ หรือส่วนที่เป็นแกนกลางของ World-Island คือบริเวณตั้งแต่อ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงแม่น้ำแยงซีของจีน ใหญ่ยาว 4000 ไมล์ มันเป็นบริเวณที่ใหญ่มหึมา จนผู้ที่จะมีโอกาสควบคุมบริเวณนี้ได้ ก็มีแต่พวกประเทศที่อยู่แถว rimland หรือชายขอบ เช่น แถบยุโรปตะวันออก ที่มีเขตแดนติดกับ heartland หรือไม่ก็พวกบรรดาประเทศ ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล แต่ก็อยู่ไกล จนแทบจะเป็นไปได้ยากว่า จะเข้าไปถึงบริเวณกล่องดวงใจ …
    ตามทฤษฏีข้างต้นของครูแมค heartland นั้น หมายถึง บริเวณที่เป็นสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออก คือ บริเวณที่เยอรมัน ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี ตั้งอยู่
    ครูแมคแถมอีกว่า การพยายามขุดคลองเจาะเข้าไปในแผ่นดิน ทำนองคลองสุเอซ มันก็แค่เสริมอำนาจ แต่ไม่พอหรอกที่จะเอาชนะพวกอยู่ด้านในกล่องดวงใจได้ …….ส่วนรางรถไฟที่จะวิ่งผ่านเข้าไปในทุ่งหญ้าสเตปป์ (ที่อยู่กลางรัสเซีย) นั่นต่างหากที่น่าสนใจ และจะทำให้ทุ่งหญ้าสเตปป์มีความหมายขึ้น เพราะมันจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย จากการขนส่งที่ใช้ทางทะเล จึงอาจจะเป็นตัวเปลี่ยนอำนาจ จากเส้นทางทะเล มาอยู่บนด้านในของแผ่นดินก็ได้…..
    แล้ว ครูแมค ก็สรุปว่า…
    “ใครที่ครอบครองยุโรปตะวันออก จะได้ควบคุมกล่องดวงใจ
    ใครที่ครอบครองกล่องดวงใจ จะได้ควบคุมบริเวณ World-Island
    ใครที่ครอบครอง World-Island จะได้ควบคุมโลก”
    ตามทฤษฏีของครูแมค บริเวณของ World Island มีเนื้อที่ใหญ่เท่ากับ 60% ของส่วนที่เป็นแผ่นดินของโลก ส่วนอเมริกา และออสเตรเลีย ก็เลยเป็นแต่เกาะเล็กกะจิ๊ดในทฤษฏีของครูแมค (จะใหญ่เท่ากับหัวนิ้วโป้งของเท้าขวา หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ผมเกิดไม่ทันที่จะได้มีโอกาสถามครูแมค)
    ตลอด 2 ชั่วโมง ของการบรรยายครั้งประวัติศาสตร์ของครูแมค ผู้ฟังต่างอึ้ง ทึ่ง และสงสัย แย่งกันถามครูแมคให้อธิบายต่อ ที่น่าสนใจคือ คำถามถึงการเป็นไปได้ ของการเข้าไปสู่กล่องดวงใจโดยทางอากาศ หรือโดยทางรางรถไฟ จำตรงนี้กันไว้นะครับ
    ครูแมคตอบแต่เพียงว่า …..วัตถุประสงค์ของผม ไม่ใช่การพยากรณ์ ว่า อนาคตของประเทศใดจะเป็นอย่างไร ผมเพียงแต่จะบอกว่า ภูมิศาสตร์นั้น สามารถนำไปปรับใช้ “สร้างสูตรทางการเมืองได้” … อนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า พวกเราทั้งหลาย จะสามารถรักษาดุลยอำนาจในโลกอย่างไร ระหว่างประเทศที่อาศัยเส้นทางทะเล(พวกชาวเกาะ) กับ ประเทศ ที่อยู่แถบ heartland …ด้านในของพื้นดิน (พวกแแผ่นดินใหญ่)
    คำบรรยายของครูแมค น่าจะเป็นทั้งเข็มแทงใจดำใครบางคน
    …ฉิบหาย เกือบอดแดกแล้วสิกู…..
    และก็เป็นเข็มทิศ ในการสร้างยุทธศาสตร์ สำหรับหลายประเทศ
    วันที่ครูแมคบรรยาย นั่นมันนานกว่า 100 ปีแล้วนะครับ
    แต่น่าสนใจว่า ทั้ง 2 ขั้วอำนาจ เหมือนจะ เอาทฤษฏีของครูแมค
    มาปรับ “สร้างสูตรทางการเมือง” หรือ ยุทธศาสตร์ของตน และใช้จนถึงทุกวันนี้
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    22 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 1 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 1 ผมหายหน้าไปจากท่านผู้อ่านพักใหญ่ ไม่ได้หนีหนี้นะครับ แต่มันหมดแรง อยู่ๆ ร่างกายมันก็แผ่วไปเสียงั้นแหล่ะ ก็เป็นไปตามวัย แรงหมดก็นอน แรงหมดมาก ก็ต้องนอนมาก ผมก็เลยนอนเป็นดักแด้ รอให้ปีกงอก ก่อนจะกลายเป็นดักแด้ ผมได้เขียนนิทาน แผนจัญไร เล่ามาจนถึงตอนตุรกีถูกผีเข้า ลุกขึ้นสอยซูกอยของคุณพี่ปูติน โดยผมแจ้งกับท่านผู้อ่านไว้ว่า จะกลับมาเขียนแผนจัญไร ส่วนที่อาจจะเกี่ยวกับบ้านเราต่อ แต่ผมขอเปลี่ยนโปรแกรมนิทานเรื่องที่จะเล่าต่อนะครับ จะยังไม่เขียนเรื่องบ้านเรา แม้ตอนนี้เหตุการณ์ในบ้านเราจะมีเรื่องกวนใจบ้าง มันก็เป็นไปตามเแผนที่เขาตั้งใจจะให้เป็น เราก็ตามดูมันไป เพราะเป็นเรื่องในบ้านเรา แต่อย่าถึงกับเต้นตามกันทุกนาที เดี๋ยวเหนื่อยแย่ เก็บแรงไว้สู้ของจริงดีกว่าครับ ระหว่างผมนอนเป็นดักแด้ เหตุการณ์นอกบ้านก็เกิดขึ้นแยะ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นไปตาม “อาการ” ก่อนที่จะมีการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ผมเลยอยากจะทบทวนยุทธศาสตร์ หรือแผนเดินหมาก ของแต่ละฝ่าย หรือแต่ละขั้วเสียหน่อย คือขั้วที่นำโดยอเมริกา กับขั้วที่นำโดย รัสเซีย จีน ผมแยกอย่างนี้ เพราะเชื่อว่า ขณะนี้ โลกเราแบ่งขั้วทางอำนาจ ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ค่อนข้างชัดเจน เป็น 2 ขั้วอย่างนี้แล้ว ทุกประเทศต่างก็มียุทธศาสตร์ของตัวเอง ในการจะดำรงคงอยู่เป็นประเทศเอกราช ซึ่งมีทั้งยุทธศาสตร์ในยามสงบ และในยามทำศึกสงคราม และจะแพ้ชนะ จะเอาตัวรอดหรือไม่ ก็อยู่ที่ “ยุทธศาสตร์” นี่ละครับ อาวุธเยี่ยม กองกำลังแยะ แต่ถ้ายุทธศาสตร์ห่วย ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นผู้ชนะ และการวางแผนยุทธศาสตร์ เขาไม่ได้วางกันวันนี้ใช้พรุ่งนี้ แผนยุทธศาสตร์ เขาวางกันเป็นหลายสิบปีล่วงหน้า และไม่มีใครประกาศว่า ใครใช้ยุทธศาสตร์อะไร ที่มีประกาศให้ชาวบ้านรู้ ส่วนใหญ่ก็เป็นยุทธศาสตร์ลวง เราๆที่ตามดูอยู่ข้างทาง ก็เลยตกหลุมบ้างออกไปนอกอ่าวบ้าง เพราะมันยากที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ที่เราอาจจะพอรู้ได้บ้าง จากการติดตามเหตุการณ์ ศึกษาการเดินหมาก แล้วเอามาพิจารณาและวิเคราะห์ต่อ การเดินหมากแต่ละครั้งของแต่ละฝ่าย จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ส่วนจะทำให้เห็นปลายทางของหมากแต่ละตัวที่ถูกเดิน รวมทั้งสุดทางของผู้เดินหมากของแต่ละฝ่ายด้วยหรือไม่นั้น คงบอกไม่ได้หมด เพราะมันขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สำหรับท่านที่ตามอ่านนิทานมาตั้งแต่เรื่องแรกๆ คงจะจำได้ว่า ผมเขียนถึงผู้ที่ผมเรียกว่า “ครูแมค” บ่อยๆ เราจะเข้าใจเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ชัดขึ้น รวมทั้งอาจได้รู้จักยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ขั้ว ถ้าเรารู้จักทฤษฏีของครูแมค ครูแมค หรือชื่อเต็มว่า Sir Halford Mackinder เป็นผู้อำนวนการของสถาบันการศึกษา London School of Economics ที่มีชื่อเสียงมากของอังกฤษ นอกเหนือจากเป็นผู้อำนวยการสถาบัน ครูแมคยังเป็นยอดนักภูมิศาสตร์ ในเดือนมกราคม ค.ศ.1904 ขณะที่อากาศของอังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เย็นยะเยือก ครูแมคก็บรรยายทฤษฏีของตนเองให้สมาชิกสมาคมภูมิศาสตร์ Royal Geographical Society ของชาวเกาะใหญ่ฟัง ให้หนาวเย็นขึ้นไปอีก ในหัวข้อเรื่อง “The Geographical Pivot of History” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ …. มันเป็นหัวข้อของการบอกเล่าถึงทฤษฏีที่สะเทือนโลกจริงๆ เพราะเป็นทฤษฏีที่ทำให้โลกนี้เกิดสงครามโลกมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง และน่าเป็นห่วงว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 หากจะเกิดขึ้น ก็น่าจะไม่พ้นจากความคิด ที่มาจากทฤษฏีของครูแมคอีกเช่นกัน คำบรรยายของครูแมค สรุปว่า …การเป็นมหาอำนาจในโลกต่อไปในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่การควบคุมเส้นทางทะเล อย่างที่อังกฤษคิด เข้าใจ และดำเนินมาตลอด “อีกแล้ว” หมดแล้ว จบแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ใครก็ตาม ที่เป็นผู้ควบคุมบริเวณผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ยาวติดต่อกันเป็นแผง ที่เรียกว่า ยูโร-เอเซีย หรือ ยูเรเซีย ต่างหาก ที่จะเป็นมหาอำนาจในโลก…. ครูแมค ยังนำแผนที่ ที่ทำขึ้นตามทฤษฏี มาแสดงประกอบการบรรยายให้เห็นแนวคิดของเขา ที่บอกว่า อาฟริกา เอเซีย และยุโรป ไม่ได้แยกออกจากกันเป็น 3 ทวีป แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มันเป็นผืนแผ่นดินใหญ่แผ่นเดียวกัน ติดต่อกัน เหมือนเป็นเกาะใหญ่ของโลก World-Island ต่างหาก ทีนี้เข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมผมถึงเรียกอังกฤษว่า เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เพราะไม่ได้ไปรวมอยู่กับพวก World-Island ได้เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ก็ดีถมถืดแล้ว จริงๆ น่าจะเป็นแค่หูด หรือติ่ง เท่านั้นเอง ครูแมคยังบอกอีกว่า …..heartland กล่องดวงใจ หรือส่วนที่เป็นแกนกลางของ World-Island คือบริเวณตั้งแต่อ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงแม่น้ำแยงซีของจีน ใหญ่ยาว 4000 ไมล์ มันเป็นบริเวณที่ใหญ่มหึมา จนผู้ที่จะมีโอกาสควบคุมบริเวณนี้ได้ ก็มีแต่พวกประเทศที่อยู่แถว rimland หรือชายขอบ เช่น แถบยุโรปตะวันออก ที่มีเขตแดนติดกับ heartland หรือไม่ก็พวกบรรดาประเทศ ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล แต่ก็อยู่ไกล จนแทบจะเป็นไปได้ยากว่า จะเข้าไปถึงบริเวณกล่องดวงใจ … ตามทฤษฏีข้างต้นของครูแมค heartland นั้น หมายถึง บริเวณที่เป็นสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออก คือ บริเวณที่เยอรมัน ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี ตั้งอยู่ ครูแมคแถมอีกว่า การพยายามขุดคลองเจาะเข้าไปในแผ่นดิน ทำนองคลองสุเอซ มันก็แค่เสริมอำนาจ แต่ไม่พอหรอกที่จะเอาชนะพวกอยู่ด้านในกล่องดวงใจได้ …….ส่วนรางรถไฟที่จะวิ่งผ่านเข้าไปในทุ่งหญ้าสเตปป์ (ที่อยู่กลางรัสเซีย) นั่นต่างหากที่น่าสนใจ และจะทำให้ทุ่งหญ้าสเตปป์มีความหมายขึ้น เพราะมันจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย จากการขนส่งที่ใช้ทางทะเล จึงอาจจะเป็นตัวเปลี่ยนอำนาจ จากเส้นทางทะเล มาอยู่บนด้านในของแผ่นดินก็ได้….. แล้ว ครูแมค ก็สรุปว่า… “ใครที่ครอบครองยุโรปตะวันออก จะได้ควบคุมกล่องดวงใจ ใครที่ครอบครองกล่องดวงใจ จะได้ควบคุมบริเวณ World-Island ใครที่ครอบครอง World-Island จะได้ควบคุมโลก” ตามทฤษฏีของครูแมค บริเวณของ World Island มีเนื้อที่ใหญ่เท่ากับ 60% ของส่วนที่เป็นแผ่นดินของโลก ส่วนอเมริกา และออสเตรเลีย ก็เลยเป็นแต่เกาะเล็กกะจิ๊ดในทฤษฏีของครูแมค (จะใหญ่เท่ากับหัวนิ้วโป้งของเท้าขวา หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ผมเกิดไม่ทันที่จะได้มีโอกาสถามครูแมค) ตลอด 2 ชั่วโมง ของการบรรยายครั้งประวัติศาสตร์ของครูแมค ผู้ฟังต่างอึ้ง ทึ่ง และสงสัย แย่งกันถามครูแมคให้อธิบายต่อ ที่น่าสนใจคือ คำถามถึงการเป็นไปได้ ของการเข้าไปสู่กล่องดวงใจโดยทางอากาศ หรือโดยทางรางรถไฟ จำตรงนี้กันไว้นะครับ ครูแมคตอบแต่เพียงว่า …..วัตถุประสงค์ของผม ไม่ใช่การพยากรณ์ ว่า อนาคตของประเทศใดจะเป็นอย่างไร ผมเพียงแต่จะบอกว่า ภูมิศาสตร์นั้น สามารถนำไปปรับใช้ “สร้างสูตรทางการเมืองได้” … อนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า พวกเราทั้งหลาย จะสามารถรักษาดุลยอำนาจในโลกอย่างไร ระหว่างประเทศที่อาศัยเส้นทางทะเล(พวกชาวเกาะ) กับ ประเทศ ที่อยู่แถบ heartland …ด้านในของพื้นดิน (พวกแแผ่นดินใหญ่) คำบรรยายของครูแมค น่าจะเป็นทั้งเข็มแทงใจดำใครบางคน …ฉิบหาย เกือบอดแดกแล้วสิกู….. และก็เป็นเข็มทิศ ในการสร้างยุทธศาสตร์ สำหรับหลายประเทศ วันที่ครูแมคบรรยาย นั่นมันนานกว่า 100 ปีแล้วนะครับ แต่น่าสนใจว่า ทั้ง 2 ขั้วอำนาจ เหมือนจะ เอาทฤษฏีของครูแมค มาปรับ “สร้างสูตรทางการเมือง” หรือ ยุทธศาสตร์ของตน และใช้จนถึงทุกวันนี้ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 22 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 284 มุมมอง 0 รีวิว
  • EmEditor ถูกเจาะ! มัลแวร์ปลอมชื่อ “WALSHAM” ปลอมตัวเป็นตัวติดตั้งจริงและดูดข้อมูลผู้ใช้

    เหตุการณ์โจมตีซัพพลายเชนครั้งใหญ่เกิดขึ้นก่อนวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วัน เมื่อ EmEditor โปรแกรมแก้ไขข้อความยอดนิยมถูกแฮกเกอร์สลับตัวติดตั้งจริงกับไฟล์ MSI อันตรายเป็นเวลานานเกือบ 4 วัน รายงานจากทีม RedDrip ของ Qianxin เผยว่าผู้ใช้จำนวนมาก—ตั้งแต่นักพัฒนาไปจนถึงทีมไอที—ดาวน์โหลดโทรจันขโมยข้อมูลโดยไม่รู้ตัวผ่านปุ่ม “Download Now” บนเว็บไซต์ทางการที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางอย่างแนบเนียน

    สิ่งที่ทำให้การโจมตีครั้งนี้อันตรายยิ่งขึ้นคือไฟล์ปลอมถูกเซ็นด้วยใบรับรองดิจิทัลของบริษัทลวงชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” แทนที่จะเป็น “Emurasoft, Inc.” ตัวมัลแวร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวดาวน์โหลดธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือดูดข้อมูลขั้นสูงที่รันสคริปต์ PowerShell เพื่อเก็บข้อมูลระบบ สร้างกุญแจ RSA และเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกขโมย ก่อนส่งกลับไปยังผู้โจมตี

    ขอบเขตของข้อมูลที่ถูกล้วงมีความรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่คอนฟิก VPN, คุกกี้และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์ยอดนิยม, ไปจนถึงข้อมูลแอปพลิเคชันอย่าง Discord, Slack, Zoom, WinSCP และ PuTTY รวมถึงไฟล์ใน Desktop, Documents และ Downloads นอกจากนี้ มัลแวร์ยังติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมชื่อ “Google Drive Caching” ซึ่งเป็นเครื่องมือจารกรรมเต็มรูปแบบที่สามารถ keylogging, ถ่ายภาพหน้าจอ, ขโมยบัญชีโฆษณา Facebook และดักเปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าคริปโตในคลิปบอร์ดได้

    ที่น่าสนใจคือมัลแวร์มี “รายการประเทศที่ไม่ต้องการติดเชื้อ” โดยจะหยุดทำงานทันทีหากพบภาษาระบบที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย ยูเครน คาซัคสถาน หรืออิหร่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในกลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐบางกลุ่ม เหตุการณ์นี้ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในจีนและประเทศที่ใช้ EmEditor อย่างแพร่หลาย ทีมความปลอดภัยถูกแนะนำให้ตรวจสอบใบรับรอง “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” และส่วนขยาย “Google Drive Caching” ทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    EmEditor ถูกโจมตีซัพพลายเชนระหว่าง 19–22 ธันวาคม 2025
    ปุ่มดาวน์โหลดถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง MSI อันตราย
    ไฟล์ปลอมเซ็นด้วยชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED”
    มัลแวร์ใช้ PowerShell เก็บข้อมูลและเข้ารหัสด้วย RSA
    ขโมยข้อมูล VPN, เบราว์เซอร์, แอปพลิเคชัน และไฟล์สำคัญ
    ติดตั้งส่วนขยายปลอม “Google Drive Caching” เพื่อคงอยู่ในระบบ
    ส่วนขยายมีความสามารถ keylogging, screenshot, ขโมยบัญชี และดักกระเป๋าคริปโต
    มัลแวร์หยุดทำงานหากพบภาษาระบบของรัสเซีย–อดีตโซเวียต–อิหร่าน
    เหตุการณ์ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและรัฐบาล

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    ซัพพลายเชนซอฟต์แวร์เป็นจุดโจมตีที่ตรวจจับยากและสร้างความเสียหายวงกว้าง
    ไฟล์ MSI ที่เซ็นด้วยใบรับรองปลอมสามารถหลอกผู้ใช้ได้ง่าย
    ส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมเป็นช่องทางคงอยู่ที่อันตรายมาก
    ข้อมูลที่ถูกขโมยครอบคลุมทั้งระบบงานและข้อมูลส่วนบุคคล
    องค์กรควรตรวจสอบใบรับรองและส่วนขยายต้องสงสัยทันที

    https://securityonline.info/emeditor-compromised-walsham-imposter-poisons-official-installer-with-spyware/
    🧨💻 EmEditor ถูกเจาะ! มัลแวร์ปลอมชื่อ “WALSHAM” ปลอมตัวเป็นตัวติดตั้งจริงและดูดข้อมูลผู้ใช้ เหตุการณ์โจมตีซัพพลายเชนครั้งใหญ่เกิดขึ้นก่อนวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วัน เมื่อ EmEditor โปรแกรมแก้ไขข้อความยอดนิยมถูกแฮกเกอร์สลับตัวติดตั้งจริงกับไฟล์ MSI อันตรายเป็นเวลานานเกือบ 4 วัน รายงานจากทีม RedDrip ของ Qianxin เผยว่าผู้ใช้จำนวนมาก—ตั้งแต่นักพัฒนาไปจนถึงทีมไอที—ดาวน์โหลดโทรจันขโมยข้อมูลโดยไม่รู้ตัวผ่านปุ่ม “Download Now” บนเว็บไซต์ทางการที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางอย่างแนบเนียน สิ่งที่ทำให้การโจมตีครั้งนี้อันตรายยิ่งขึ้นคือไฟล์ปลอมถูกเซ็นด้วยใบรับรองดิจิทัลของบริษัทลวงชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” แทนที่จะเป็น “Emurasoft, Inc.” ตัวมัลแวร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวดาวน์โหลดธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือดูดข้อมูลขั้นสูงที่รันสคริปต์ PowerShell เพื่อเก็บข้อมูลระบบ สร้างกุญแจ RSA และเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกขโมย ก่อนส่งกลับไปยังผู้โจมตี ขอบเขตของข้อมูลที่ถูกล้วงมีความรุนแรงอย่างมาก ตั้งแต่คอนฟิก VPN, คุกกี้และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์ยอดนิยม, ไปจนถึงข้อมูลแอปพลิเคชันอย่าง Discord, Slack, Zoom, WinSCP และ PuTTY รวมถึงไฟล์ใน Desktop, Documents และ Downloads นอกจากนี้ มัลแวร์ยังติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมชื่อ “Google Drive Caching” ซึ่งเป็นเครื่องมือจารกรรมเต็มรูปแบบที่สามารถ keylogging, ถ่ายภาพหน้าจอ, ขโมยบัญชีโฆษณา Facebook และดักเปลี่ยนที่อยู่กระเป๋าคริปโตในคลิปบอร์ดได้ ที่น่าสนใจคือมัลแวร์มี “รายการประเทศที่ไม่ต้องการติดเชื้อ” โดยจะหยุดทำงานทันทีหากพบภาษาระบบที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย ยูเครน คาซัคสถาน หรืออิหร่าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในกลุ่มภัยคุกคามระดับรัฐบางกลุ่ม เหตุการณ์นี้ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในจีนและประเทศที่ใช้ EmEditor อย่างแพร่หลาย ทีมความปลอดภัยถูกแนะนำให้ตรวจสอบใบรับรอง “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” และส่วนขยาย “Google Drive Caching” ทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ EmEditor ถูกโจมตีซัพพลายเชนระหว่าง 19–22 ธันวาคม 2025 ➡️ ปุ่มดาวน์โหลดถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยัง MSI อันตราย ➡️ ไฟล์ปลอมเซ็นด้วยชื่อ “WALSHAM INVESTMENTS LIMITED” ➡️ มัลแวร์ใช้ PowerShell เก็บข้อมูลและเข้ารหัสด้วย RSA ➡️ ขโมยข้อมูล VPN, เบราว์เซอร์, แอปพลิเคชัน และไฟล์สำคัญ ➡️ ติดตั้งส่วนขยายปลอม “Google Drive Caching” เพื่อคงอยู่ในระบบ ➡️ ส่วนขยายมีความสามารถ keylogging, screenshot, ขโมยบัญชี และดักกระเป๋าคริปโต ➡️ มัลแวร์หยุดทำงานหากพบภาษาระบบของรัสเซีย–อดีตโซเวียต–อิหร่าน ➡️ เหตุการณ์ถูกประเมินว่าเป็นภัยระดับสูงต่อองค์กรและรัฐบาล ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ ซัพพลายเชนซอฟต์แวร์เป็นจุดโจมตีที่ตรวจจับยากและสร้างความเสียหายวงกว้าง ⛔ ไฟล์ MSI ที่เซ็นด้วยใบรับรองปลอมสามารถหลอกผู้ใช้ได้ง่าย ⛔ ส่วนขยายเบราว์เซอร์ปลอมเป็นช่องทางคงอยู่ที่อันตรายมาก ⛔ ข้อมูลที่ถูกขโมยครอบคลุมทั้งระบบงานและข้อมูลส่วนบุคคล ⛔ องค์กรควรตรวจสอบใบรับรองและส่วนขยายต้องสงสัยทันที https://securityonline.info/emeditor-compromised-walsham-imposter-poisons-official-installer-with-spyware/
    SECURITYONLINE.INFO
    EmEditor Compromised: "WALSHAM" Imposter Poisons Official Installer with Spyware
    EmEditor confirms its official site was compromised, redirecting users to a malicious MSI signed by WALSHAM INVESTMENTS LIMITED to steal sensitive data.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 181 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 9

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 9
    แผนตะวันออกกลางใหม่ หรือแผนพิฆาตรัสเซียของอเมริกาและพวก เดินมาตามจังหวะ แม้จะมีสดุดบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในแผน ไม่มีหลุดออกนอกกระดาน จนถึงวันที่คุณพี่ปูติน ยาตราทัพรัสเซียเข้ามาในซีเรียอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 เดือนกันยายน ค.ศ.2015 นั่นแหละ โดยรัสเซียประกาศว่า เป็นการยาตราเข้ามา ตามคำร้องขอของรัฐบาลซีเรีย
    วันนั้นอาจจะเป็นวันสำคัญ ที่จะได้ลงบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเด็กนักเรียนในอีก 50 ปี ข้างหน้า คงได้อ่านข้อความในหลักสูตรประวัติศาสตร์สากล ที่เขียนโดยตะวันตกว่า….. สงครามโลกครั้งที่ 3 มีสาเหตุมาจากการที่กองกำลังของรัสเซียบุกเข้าไปในซีเรีย เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.2015 ฝ่ายอเมริกาและพันธมิตร ได้พยายามปกป้องไม่ให้ตะวันออกกลางกลายเป็นดินแดนมิคสัญญี แต่ไม่สามารถทานความก้าวร้าวของรัสเซียได้….
    แต่เราๆ ที่อยู่ในช่วงเวลานี้ ที่เป็นเวลาสำคัญ ที่อาจจะมีเหตุการณ์ใหญ่ในโลกเกิดขึ้นได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก จะไม่สนใจใฝ่หาความจริงกันบ้างหรือ ไม่สนใจภาพใหญ่ทั้งโลก ก็น่าจะติดตามดูบ้างว่า มันจะมากระทบถึงบ้านเมืองเรา และตัวเราไหม จะได้เตรียมตัว เตรียมใจถูก
    ผมพยายามหาข้อมูลย้อนหลังเหตุการณ์มาเล่าให้ฟัง เท่าที่จะทำได้ตามสภาพของผม หวังว่าคงพอจะช่วยทำให้ท่านผู้อ่านเห็นอะไรเพิ่มเติมขึ้นบ้างว่า รัสเซียเข้าไปในซีเรียเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2015 ทำไม และหลังจากรัสเซียเข้าไปแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเพราะอะไร
    ท่านผู้อ่านอาจจะมีมุมมอง ข้อคิด และเรื่องเล่าของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผม แต่ละคนก็อาจมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างมุมกัน
    ส่วนผมมีมุมมอง และความคิดเกี่ยวกับการเข้าไปตะวันออกกลางของรัสเซีย และเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากที่รัสเซียเข้าไป อย่างนี้ครับ
    รัสเซียตัวเอกของเรื่อง คงรู้แผนพิฆาต ที่ไอ้สามแสบวางเอาไว้นานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ ค.ศ.1998 แต่เหตุการณ์ที่ทำให้รัสเซียเห็นชัด ก็วันที่เกิดการปฏิวัติยึดจอร์เจีย ในปี ค.ศ.2003 ที่อเมริกาเป็นผู้วางแผนให้ นับเป็นปฏิวัติหลากสีรายแรกที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก อเมริกาเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้จอร์เจีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 หลังจากจอร์เจียเป็นอิสระภายหลังที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย และอเมริกาวางตัวให้นายสากขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีจอร์เจีย เพื่ออเมริกาจะได้ชักใยจอร์เจียได้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับจอร์เจียและนายสากได้ในนิทานเรื่อง “หักหน้า หักหลัง” กับ นิทาน เรื่องของนายสาก ครับ)
    จอร์เจีย เป็นอดีตรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต ที่อยู่ใกล้กับเอเซียกลาง จอร์เจียไม่ได้มีพลังงานมากมายให้น่ากิน แล้วอเมริกาลงทุนวางแผนอมจอร์เจียทำไม ก็เพราะจอร์เจียเป็นทางเข้าหลังบ้านรัสเซีย ถ้าไม่มีแผนเข้าปล้นบ้านรัสเซีย จะเสือกไปปักหลักยึดเมืองเล็กๆ ท้ายบ้านเขาทำไม
    หลังจากจัดให้มีปฏิวัติสีกุหลาบในจอร์เจียในปี ค.ศ.2003 ในปี ค.ศ.2004 อเมริกาก็จัดให้มีปฏิวัติสีส้มในยูเครนต่อ มันเป็นการปิดล้อมรัสเซียรอบใหม่ เมื่อเห็นรัสเซียเริ่มยืนได้ ไม่ต่างกับการปิดล้อมสหภาพโซเวียตสมัยสงครามเย็น
    รัสเซียตอบโต้การปฏิวัติยูเครน ด้วยการผนวกไครเมียที่อยู่ติดกัน เหมือนเอาไม้คานมาขวางทางเข้าประตูหลังบ้านตัวเองไว้ ผลคือ รัสเซียถูกโลกประณามว่าก้าวร้าว อยู่ดีๆ ก็ไปยึดไครเมีย แต่เรื่องจอร์เจีย ยูเครน ที่อเมริกาเข้าไปจัดการผ่านทั้งมือเท้าของตน โลกไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครด่าอเมริกา
    นอกจากนี้ อเมริกายังวางแผนลวงให้บรรดาประเทศในยุโรปตะวันออก ยกพวงกันเข้ามาอยู่ในนาโต้ หลังจากม่านเหล็กปิดฉาก (ปลอมๆ) แล้วแบบนี้ รัสเซียจะแปลออก รู้ตัวไหม ว่า อนาคตของตนจะเป็นอย่างไร
    รัสเซียรู้ตัวอย่างดี แต่รัสเซียยังไม่แข็งแรงพอ รัสเซียจึงตั้งหน้าสร้างบ้านให้แข็งแรง และสร้างสัมพันธ์หาเพื่อน หาแนวร่วม รอเวลาที่ตัวเองและเพื่อนจะพร้อม
    รัสเซียและเพื่อนคงคิดหนัก ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่า เวลามีไม่มาก เพราะอีกฝ่ายนั้นลับมีดเตรียมเชือดรัสเซียมานานหลายสิบปีแล้ว และการเชือดนี้ แม้เป้าจะเล็งไปที่รัสเซียเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่ถ้ารัสเซียโดนเชือด จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมสาบาน ก็คงไม่แคล้วโดนเฉือน โดนฉีกเป็นชิ้นๆด้วยเหมือนกัน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง
    แต่รัสเซียมีทางเลือก จะรอให้เขาลับมีดเสร็จ แล้วยกทัพมาเชือดตัวถึงในบ้าน หรือรัสเซียจะเดินเข้าไปกลางสนาม แล้วบอกว่า เรามาลุยกันเลยดีไหม ไหนๆ วันนั้นก็จะต้องมาถึงอยู่แล้ว เอามันตอนนี้แหละ ตอนที่อีกฝ่ายยังลับมีดใหญ่ไม่เสร็จ ส่งแต่ไอ้พวกนักรบเติมเงิน จะพันธุ์ไหนกลุ่มไหนบ้างคนจ่ายรู้เอง มารบแทนไปก่อน
    หรือรัสเซียจะเลือกนั่งหน้าตก หายใจไม่เต็มอกอยู่แต่ในมอสโคว์ รอคนใหญ่คนโตบัญชาว่า พณะท่านอยากได้อย่างไรในโลกนี้ แบบนี้ ก็เท่ากับรัสเซียที่โดนฝ่ายตะวันตกรุมสกรัมครั้งแล้ว ครั้งเล่า มาเป็นร้อยปีแล้ว ก็คงโดนรุมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าชื่อรัสเซียจะหายไปจากแผนที่โลก หรือมีชื่อรัสเซียอยู่ในแผนที่โลกนี้ต่อไป แต่แปะติดอยู่กับพรมเช็ด…..
    ในที่สุดรัสเซียก็ตัดสินใจ เลือกเดินเข้าไปในสนามซีเรีย บ้านของเพื่อนเก่า ในวันที่เพื่อนเก่ากำลังถูกรุม จากสาระพัดพันธุ์ที่มาด้วยความ ชัง โลภ โง่เง่าและ งมงาย และถ้าซีเรียรับมือกับการรุมไม่อยู่ ฝ่ายรัสเซีย นอกจากจะเสียเพื่อนแล้ว พวกตัวก็มีสิทธิไปทั้งพวงได้เหมือนกัน……
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    3 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 9 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 9 แผนตะวันออกกลางใหม่ หรือแผนพิฆาตรัสเซียของอเมริกาและพวก เดินมาตามจังหวะ แม้จะมีสดุดบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในแผน ไม่มีหลุดออกนอกกระดาน จนถึงวันที่คุณพี่ปูติน ยาตราทัพรัสเซียเข้ามาในซีเรียอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 เดือนกันยายน ค.ศ.2015 นั่นแหละ โดยรัสเซียประกาศว่า เป็นการยาตราเข้ามา ตามคำร้องขอของรัฐบาลซีเรีย วันนั้นอาจจะเป็นวันสำคัญ ที่จะได้ลงบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเด็กนักเรียนในอีก 50 ปี ข้างหน้า คงได้อ่านข้อความในหลักสูตรประวัติศาสตร์สากล ที่เขียนโดยตะวันตกว่า….. สงครามโลกครั้งที่ 3 มีสาเหตุมาจากการที่กองกำลังของรัสเซียบุกเข้าไปในซีเรีย เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.2015 ฝ่ายอเมริกาและพันธมิตร ได้พยายามปกป้องไม่ให้ตะวันออกกลางกลายเป็นดินแดนมิคสัญญี แต่ไม่สามารถทานความก้าวร้าวของรัสเซียได้…. แต่เราๆ ที่อยู่ในช่วงเวลานี้ ที่เป็นเวลาสำคัญ ที่อาจจะมีเหตุการณ์ใหญ่ในโลกเกิดขึ้นได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก จะไม่สนใจใฝ่หาความจริงกันบ้างหรือ ไม่สนใจภาพใหญ่ทั้งโลก ก็น่าจะติดตามดูบ้างว่า มันจะมากระทบถึงบ้านเมืองเรา และตัวเราไหม จะได้เตรียมตัว เตรียมใจถูก ผมพยายามหาข้อมูลย้อนหลังเหตุการณ์มาเล่าให้ฟัง เท่าที่จะทำได้ตามสภาพของผม หวังว่าคงพอจะช่วยทำให้ท่านผู้อ่านเห็นอะไรเพิ่มเติมขึ้นบ้างว่า รัสเซียเข้าไปในซีเรียเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2015 ทำไม และหลังจากรัสเซียเข้าไปแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเพราะอะไร ท่านผู้อ่านอาจจะมีมุมมอง ข้อคิด และเรื่องเล่าของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผม แต่ละคนก็อาจมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างมุมกัน ส่วนผมมีมุมมอง และความคิดเกี่ยวกับการเข้าไปตะวันออกกลางของรัสเซีย และเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากที่รัสเซียเข้าไป อย่างนี้ครับ รัสเซียตัวเอกของเรื่อง คงรู้แผนพิฆาต ที่ไอ้สามแสบวางเอาไว้นานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ ค.ศ.1998 แต่เหตุการณ์ที่ทำให้รัสเซียเห็นชัด ก็วันที่เกิดการปฏิวัติยึดจอร์เจีย ในปี ค.ศ.2003 ที่อเมริกาเป็นผู้วางแผนให้ นับเป็นปฏิวัติหลากสีรายแรกที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก อเมริกาเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้จอร์เจีย ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 หลังจากจอร์เจียเป็นอิสระภายหลังที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย และอเมริกาวางตัวให้นายสากขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีจอร์เจีย เพื่ออเมริกาจะได้ชักใยจอร์เจียได้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับจอร์เจียและนายสากได้ในนิทานเรื่อง “หักหน้า หักหลัง” กับ นิทาน เรื่องของนายสาก ครับ) จอร์เจีย เป็นอดีตรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต ที่อยู่ใกล้กับเอเซียกลาง จอร์เจียไม่ได้มีพลังงานมากมายให้น่ากิน แล้วอเมริกาลงทุนวางแผนอมจอร์เจียทำไม ก็เพราะจอร์เจียเป็นทางเข้าหลังบ้านรัสเซีย ถ้าไม่มีแผนเข้าปล้นบ้านรัสเซีย จะเสือกไปปักหลักยึดเมืองเล็กๆ ท้ายบ้านเขาทำไม หลังจากจัดให้มีปฏิวัติสีกุหลาบในจอร์เจียในปี ค.ศ.2003 ในปี ค.ศ.2004 อเมริกาก็จัดให้มีปฏิวัติสีส้มในยูเครนต่อ มันเป็นการปิดล้อมรัสเซียรอบใหม่ เมื่อเห็นรัสเซียเริ่มยืนได้ ไม่ต่างกับการปิดล้อมสหภาพโซเวียตสมัยสงครามเย็น รัสเซียตอบโต้การปฏิวัติยูเครน ด้วยการผนวกไครเมียที่อยู่ติดกัน เหมือนเอาไม้คานมาขวางทางเข้าประตูหลังบ้านตัวเองไว้ ผลคือ รัสเซียถูกโลกประณามว่าก้าวร้าว อยู่ดีๆ ก็ไปยึดไครเมีย แต่เรื่องจอร์เจีย ยูเครน ที่อเมริกาเข้าไปจัดการผ่านทั้งมือเท้าของตน โลกไม่รู้เรื่อง ไม่มีใครด่าอเมริกา นอกจากนี้ อเมริกายังวางแผนลวงให้บรรดาประเทศในยุโรปตะวันออก ยกพวงกันเข้ามาอยู่ในนาโต้ หลังจากม่านเหล็กปิดฉาก (ปลอมๆ) แล้วแบบนี้ รัสเซียจะแปลออก รู้ตัวไหม ว่า อนาคตของตนจะเป็นอย่างไร รัสเซียรู้ตัวอย่างดี แต่รัสเซียยังไม่แข็งแรงพอ รัสเซียจึงตั้งหน้าสร้างบ้านให้แข็งแรง และสร้างสัมพันธ์หาเพื่อน หาแนวร่วม รอเวลาที่ตัวเองและเพื่อนจะพร้อม รัสเซียและเพื่อนคงคิดหนัก ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่า เวลามีไม่มาก เพราะอีกฝ่ายนั้นลับมีดเตรียมเชือดรัสเซียมานานหลายสิบปีแล้ว และการเชือดนี้ แม้เป้าจะเล็งไปที่รัสเซียเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่ถ้ารัสเซียโดนเชือด จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ที่เป็นเสมือนเพื่อนร่วมสาบาน ก็คงไม่แคล้วโดนเฉือน โดนฉีกเป็นชิ้นๆด้วยเหมือนกัน ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง แต่รัสเซียมีทางเลือก จะรอให้เขาลับมีดเสร็จ แล้วยกทัพมาเชือดตัวถึงในบ้าน หรือรัสเซียจะเดินเข้าไปกลางสนาม แล้วบอกว่า เรามาลุยกันเลยดีไหม ไหนๆ วันนั้นก็จะต้องมาถึงอยู่แล้ว เอามันตอนนี้แหละ ตอนที่อีกฝ่ายยังลับมีดใหญ่ไม่เสร็จ ส่งแต่ไอ้พวกนักรบเติมเงิน จะพันธุ์ไหนกลุ่มไหนบ้างคนจ่ายรู้เอง มารบแทนไปก่อน หรือรัสเซียจะเลือกนั่งหน้าตก หายใจไม่เต็มอกอยู่แต่ในมอสโคว์ รอคนใหญ่คนโตบัญชาว่า พณะท่านอยากได้อย่างไรในโลกนี้ แบบนี้ ก็เท่ากับรัสเซียที่โดนฝ่ายตะวันตกรุมสกรัมครั้งแล้ว ครั้งเล่า มาเป็นร้อยปีแล้ว ก็คงโดนรุมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าชื่อรัสเซียจะหายไปจากแผนที่โลก หรือมีชื่อรัสเซียอยู่ในแผนที่โลกนี้ต่อไป แต่แปะติดอยู่กับพรมเช็ด….. ในที่สุดรัสเซียก็ตัดสินใจ เลือกเดินเข้าไปในสนามซีเรีย บ้านของเพื่อนเก่า ในวันที่เพื่อนเก่ากำลังถูกรุม จากสาระพัดพันธุ์ที่มาด้วยความ ชัง โลภ โง่เง่าและ งมงาย และถ้าซีเรียรับมือกับการรุมไม่อยู่ ฝ่ายรัสเซีย นอกจากจะเสียเพื่อนแล้ว พวกตัวก็มีสิทธิไปทั้งพวงได้เหมือนกัน…… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 3 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 299 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 8

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 8
    เป้าหมายสำคัญของแผน New Middle East ตะวันออกกลางใหม่ ของอเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล คือการจัดสรรเขตแดนของประเทศในตะวันออกกลางเสียใหม่ รวมทั้งจัดสรรตัวผู้ปกครองแต่ละประเทศ ในตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามที่อเมริกาเห็นเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้อเมริกาและพวก (คือ อังกฤษและอิสราเอล) เข้าไปควบคุมทั้ง 2 บริเวณ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการป้องกัน หรือปิดกั้น ไม่ให้รัสเซียที่ยังเหลืออยู่หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ยังจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพ และไม่ใช่ฟื้นธรรมดา ฟื้นแล้วดันลงมาคว้าพุงปลาในตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง คือแหล่งพลังงานไปได้
    เอเซียกลาง คือ บริเวณพื้นที่ของทวีปเอเซีย ที่เริ่มตั้งแต่ตะวันตกของทะเลสาปแคสเปียน ยาวไปถึงเขตแดนตะวันตกของจีน และมีบริวณทางเหนือติดกับรัสเซีย ส่วนบริเวณทางใต้ ติดกับอิหร่าน อาฟกานิสถาน และจีน
    เอเซียกลาง เป็นที่ตั้งของ 5 ประเทศ ที่เคยเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต คือ คาซัคสถาน คีร์กีสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และทาจิกิสถาน และเป็นบริเวณที่มีแหล่งพลังงานมากมายอีกแห่งหนึ่ง ที่ไอ้สองแสบเล็งไว้
    เอเซียกลาง มีชื่อเรียกหลายอย่าง แล้วแต่ว่าจะมองมาจากด้านไหน แต่ชื่อที่เรียกแล้ว ทำให้เห็นความสำคัญของเอเซียกลางชัดเจน คือ ที่เรียกบริเวณนี้ว่า “ท้องน้อยของรัสเซีย” soft under belly เรียกแบบนี้ คงทำให้เข้าใจความสำคัญของการเป็น ท้องน้อยนะครับ ใครโดนต่อยตรงท้องน้อยนี่ จุกถึงตายได้ นักมวยจึงมีกติกา ห้ามต่อยใต้เข็มขัด ก็คือ บริเวณท้องน้อย แล้วแบบนี้ ฝ่ายตรงกันข้าม ก็คงยิ่งอยากเข้าไปครอบครองท้องน้อยของรัสเซีย
    แต่ทางเข้าไปสู่ท้องน้อยของรัสเซียตามเขตแดน ก็ต้องผ่านอิหร่าน อาฟกานิสถาน และจีน ที่นี้คงเข้าใจแล้วนะครับ ทำไมใครต้องเป็นเพื่อนกับใคร และทำไม ใครต้องพยายาม ไม่ให้ใครเป็นเพื่อนกับใคร
    ที่น่าสนใจ คือ ในหนังสือที่ไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้เขียน คือ เรื่อง The Grand Chess Board : America Primacy and Its Geo-Strategic Imperatives (หมากรุกกระดานพิฆาต) บอกว่า อิหร่าน และตุรกี เป็น 2 ประเทศที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อยุทธศาสตร์ของอเมริกา ในการควบคุมตะวันออกกลาง รวมถึงเอเซียกลาง และจริงๆ มันคือยุทธศาสตร์ในการพิฆาตรัสเซีย หรือควบคุมรัสเซีย ไม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของอเมริกาในศตวรรษใหม่
    เมื่อประมวลความเห็นของนักยุทธศาสตร์ของฝ่ายอเมริกา อังกฤษ และอิสราเอลตามที่ผมเล่ามาแล้ว ก็คงพอเห็นกันว่า ตัวละครหลักในตะวันออกกลาง ไม่ได้อยู่ที่พวกเสี่ยปั๊มต่างๆ ที่มีแต่จะถูกหลอกใช้ไปเรื่อยๆ ระหว่างทาง แต่ตัวละครหลักจริงๆ คือ อิสราเอล อิหร่าน อิรัค ซีเรีย และตุรกี และ วันนี้ ทั้งฝ่ายอเมริกา และ ฝ่ายรัสเซีย ต่างเดินเกม เพื่อแย่งชิงตัวละครหลักในตะวันออกกลาง มาอยู่ฝ่ายตัว กันอย่างค่อนข้างจะเปิดเผย
    อเมริกาพยายามคุมอิหร่านมาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1953 ถ้าอเมริกาได้อิหร่านอยู่ในมือจริงตั้งแต่ต้น รัสเซียอาจไม่ได้เกิดเลย หรือคงโตยาก
    อเมริกาวางแผนสาระพัดแบบ สำหรับอิหร่าน ที่ก็มีพิษแอบซ่อนไว้รอบตัว อเมริกา หลอกเอาพระเจ้าชาห์ปาเลวี มาใช้อยู่หลายสิบปี แต่เมื่อเห็นพระเจ้าชาห์ เกิดจะแข็งข้อ อเมริกาก็สร้างปฏิวัติในอิหร่าน และหลอกเอา อะยาโตเลาะห์โคไมนี ขึ้นมาปกครองอิหร่านแทน และเก็บพระเจ้าชาห์ใส่ห่อ แต่อิหร่านไม่ใช่จะหลอกต้มกันได้ง่ายๆ และวันนี้ อเมริกาคงเห็นแล้วว่า ใครต้มใคร
    เมื่อแผนกินอิหร่านรอบแรกไม่สำเร็จ อเมริกาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่ท้องน้อยของรัสเซียใหม่ เป็นการเข้าผ่านอิรัค และซีเรีย ถ้าทั้ง 2 ประเทศล่ม อิหร่านก็มีสิทธิล้มด้วย
    รัสเซีย ย่อมรู้แผนของไอ้ 3 แสบมานานแล้ว รัสเซียจึงพยายามจับมือกับอิหร่าน ซีเรีย อิรัค เลบานอน เยเมน และไอ้นก 2 หัว ตุรกี
    ซีเรียเป็นเพื่อนเก่ากับรัสเซีย ตั้งแต่สมัยยังเป็นสหภาพโซเวียต ในราว ค.ศ.1970 กว่า แม้จะโดนอเมริกาบีบไข่จนหน้าเขียวมาตลอด แต่ อัสสาดคนพ่อ ไม่เคยอ่อนข้อให้อเมริกา และอัสสาดคนลูก ก็คงไม่ต่างกับพ่อ
    ส่วนอิหร่านนั้น รัสเซียสนับสนุน ช่วยเหลือทั้งทางตรงทางอ้อม ร่วมกับจีน(ในช่วงหลัง) ในยามที่อิหร่านถูกอเมริกาและยุโรปใช้มาตรการคว่ำบาตร ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1979 จนถึงปัจจุบันนี้
    ขณะเดียวกัน อิหร่านก็รู้ความคิดของอเมริกา และรู้ชะตากรรมของตัวเองดี ถ้าอเมริกายึดตะวันออกกลางได้ อิหร่านจะตกอยู่ในสภาพอย่างไร อิหร่านจึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงให้กับประเทศตัว พร้อมกับหาแนวร่วม อย่างอิรัค ซีเรียและเลบานอน เอาไว้ป้องกันตัว
    อเมริกาเดินตามแผน จะเรียกว่า New Middle East Project หรือ เรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่ เริ่มจากเดินหมากเพื่อฮุบแหล่งพลังงานของตะวันออกกลางทั้งหมด และคืบขยายการยึดเอาแหล่งพลังงานออกไปทางด้านซ้ายถึงในอาฟริกา พร้อมกับการเล็งขึ้นไปเอาแหล่งพลังงานในเอเซียกลาง ท้องน้อยของรัสเซีย
    แต่ทั้งหมดนี้ ถ้าดูกันลึกๆ มันไม่น่าใช่แผนกินรวบธรรมดา มันน่าจะเป็นแผนพิฆาตรัสเซีย ที่อเมริกาและพวก ใช้เวลาเดินหมากนี้มานานไม่น้อยกว่า 40 ปีแล้ว ไม่ต่างกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่อังกฤษ อเมริกา ยิว พยายามกำจัดรัสเซียสมัยพระเจ้าซาร์ ด้วยการสร้างปฏิวัติรัสเซียจอมปลอม พร้อมกับการฆ่าทิ้งทั้งโคตรพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จนรัสเซียกลายสภาพมาเป็นสหภาพโซเวียต และกลับมาเหลือเป็นรัสเซียอย่างเดิม
    ดูเหมือนความคิดทำลายล้างรัสเซียจะไม่มีวันจบสิ้น และโลกคงจะไม่มีวันสงบ จนกว่าแองโกลอเมริกาจะลบทิ้งรัสเซียออกไปจากแผนที่โลกให้จงได้..
    และทฤษฏีเอาปั๊ม ไม่เอาคน ในตะวันออกกลาง จึงน่าจะเป็นของแถม หรือ เป็นทฤษฏีหัวเจาะ ก่อนที่จะไปถึงของจริง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    2 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 8 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 8 เป้าหมายสำคัญของแผน New Middle East ตะวันออกกลางใหม่ ของอเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล คือการจัดสรรเขตแดนของประเทศในตะวันออกกลางเสียใหม่ รวมทั้งจัดสรรตัวผู้ปกครองแต่ละประเทศ ในตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามที่อเมริกาเห็นเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้อเมริกาและพวก (คือ อังกฤษและอิสราเอล) เข้าไปควบคุมทั้ง 2 บริเวณ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการป้องกัน หรือปิดกั้น ไม่ให้รัสเซียที่ยังเหลืออยู่หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ยังจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพ และไม่ใช่ฟื้นธรรมดา ฟื้นแล้วดันลงมาคว้าพุงปลาในตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง คือแหล่งพลังงานไปได้ เอเซียกลาง คือ บริเวณพื้นที่ของทวีปเอเซีย ที่เริ่มตั้งแต่ตะวันตกของทะเลสาปแคสเปียน ยาวไปถึงเขตแดนตะวันตกของจีน และมีบริวณทางเหนือติดกับรัสเซีย ส่วนบริเวณทางใต้ ติดกับอิหร่าน อาฟกานิสถาน และจีน เอเซียกลาง เป็นที่ตั้งของ 5 ประเทศ ที่เคยเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต คือ คาซัคสถาน คีร์กีสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และทาจิกิสถาน และเป็นบริเวณที่มีแหล่งพลังงานมากมายอีกแห่งหนึ่ง ที่ไอ้สองแสบเล็งไว้ เอเซียกลาง มีชื่อเรียกหลายอย่าง แล้วแต่ว่าจะมองมาจากด้านไหน แต่ชื่อที่เรียกแล้ว ทำให้เห็นความสำคัญของเอเซียกลางชัดเจน คือ ที่เรียกบริเวณนี้ว่า “ท้องน้อยของรัสเซีย” soft under belly เรียกแบบนี้ คงทำให้เข้าใจความสำคัญของการเป็น ท้องน้อยนะครับ ใครโดนต่อยตรงท้องน้อยนี่ จุกถึงตายได้ นักมวยจึงมีกติกา ห้ามต่อยใต้เข็มขัด ก็คือ บริเวณท้องน้อย แล้วแบบนี้ ฝ่ายตรงกันข้าม ก็คงยิ่งอยากเข้าไปครอบครองท้องน้อยของรัสเซีย แต่ทางเข้าไปสู่ท้องน้อยของรัสเซียตามเขตแดน ก็ต้องผ่านอิหร่าน อาฟกานิสถาน และจีน ที่นี้คงเข้าใจแล้วนะครับ ทำไมใครต้องเป็นเพื่อนกับใคร และทำไม ใครต้องพยายาม ไม่ให้ใครเป็นเพื่อนกับใคร ที่น่าสนใจ คือ ในหนังสือที่ไอ้คุณแสบ เบรซินสกี้เขียน คือ เรื่อง The Grand Chess Board : America Primacy and Its Geo-Strategic Imperatives (หมากรุกกระดานพิฆาต) บอกว่า อิหร่าน และตุรกี เป็น 2 ประเทศที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อยุทธศาสตร์ของอเมริกา ในการควบคุมตะวันออกกลาง รวมถึงเอเซียกลาง และจริงๆ มันคือยุทธศาสตร์ในการพิฆาตรัสเซีย หรือควบคุมรัสเซีย ไม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของอเมริกาในศตวรรษใหม่ เมื่อประมวลความเห็นของนักยุทธศาสตร์ของฝ่ายอเมริกา อังกฤษ และอิสราเอลตามที่ผมเล่ามาแล้ว ก็คงพอเห็นกันว่า ตัวละครหลักในตะวันออกกลาง ไม่ได้อยู่ที่พวกเสี่ยปั๊มต่างๆ ที่มีแต่จะถูกหลอกใช้ไปเรื่อยๆ ระหว่างทาง แต่ตัวละครหลักจริงๆ คือ อิสราเอล อิหร่าน อิรัค ซีเรีย และตุรกี และ วันนี้ ทั้งฝ่ายอเมริกา และ ฝ่ายรัสเซีย ต่างเดินเกม เพื่อแย่งชิงตัวละครหลักในตะวันออกกลาง มาอยู่ฝ่ายตัว กันอย่างค่อนข้างจะเปิดเผย อเมริกาพยายามคุมอิหร่านมาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1953 ถ้าอเมริกาได้อิหร่านอยู่ในมือจริงตั้งแต่ต้น รัสเซียอาจไม่ได้เกิดเลย หรือคงโตยาก อเมริกาวางแผนสาระพัดแบบ สำหรับอิหร่าน ที่ก็มีพิษแอบซ่อนไว้รอบตัว อเมริกา หลอกเอาพระเจ้าชาห์ปาเลวี มาใช้อยู่หลายสิบปี แต่เมื่อเห็นพระเจ้าชาห์ เกิดจะแข็งข้อ อเมริกาก็สร้างปฏิวัติในอิหร่าน และหลอกเอา อะยาโตเลาะห์โคไมนี ขึ้นมาปกครองอิหร่านแทน และเก็บพระเจ้าชาห์ใส่ห่อ แต่อิหร่านไม่ใช่จะหลอกต้มกันได้ง่ายๆ และวันนี้ อเมริกาคงเห็นแล้วว่า ใครต้มใคร เมื่อแผนกินอิหร่านรอบแรกไม่สำเร็จ อเมริกาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่ท้องน้อยของรัสเซียใหม่ เป็นการเข้าผ่านอิรัค และซีเรีย ถ้าทั้ง 2 ประเทศล่ม อิหร่านก็มีสิทธิล้มด้วย รัสเซีย ย่อมรู้แผนของไอ้ 3 แสบมานานแล้ว รัสเซียจึงพยายามจับมือกับอิหร่าน ซีเรีย อิรัค เลบานอน เยเมน และไอ้นก 2 หัว ตุรกี ซีเรียเป็นเพื่อนเก่ากับรัสเซีย ตั้งแต่สมัยยังเป็นสหภาพโซเวียต ในราว ค.ศ.1970 กว่า แม้จะโดนอเมริกาบีบไข่จนหน้าเขียวมาตลอด แต่ อัสสาดคนพ่อ ไม่เคยอ่อนข้อให้อเมริกา และอัสสาดคนลูก ก็คงไม่ต่างกับพ่อ ส่วนอิหร่านนั้น รัสเซียสนับสนุน ช่วยเหลือทั้งทางตรงทางอ้อม ร่วมกับจีน(ในช่วงหลัง) ในยามที่อิหร่านถูกอเมริกาและยุโรปใช้มาตรการคว่ำบาตร ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1979 จนถึงปัจจุบันนี้ ขณะเดียวกัน อิหร่านก็รู้ความคิดของอเมริกา และรู้ชะตากรรมของตัวเองดี ถ้าอเมริกายึดตะวันออกกลางได้ อิหร่านจะตกอยู่ในสภาพอย่างไร อิหร่านจึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงให้กับประเทศตัว พร้อมกับหาแนวร่วม อย่างอิรัค ซีเรียและเลบานอน เอาไว้ป้องกันตัว อเมริกาเดินตามแผน จะเรียกว่า New Middle East Project หรือ เรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่ เริ่มจากเดินหมากเพื่อฮุบแหล่งพลังงานของตะวันออกกลางทั้งหมด และคืบขยายการยึดเอาแหล่งพลังงานออกไปทางด้านซ้ายถึงในอาฟริกา พร้อมกับการเล็งขึ้นไปเอาแหล่งพลังงานในเอเซียกลาง ท้องน้อยของรัสเซีย แต่ทั้งหมดนี้ ถ้าดูกันลึกๆ มันไม่น่าใช่แผนกินรวบธรรมดา มันน่าจะเป็นแผนพิฆาตรัสเซีย ที่อเมริกาและพวก ใช้เวลาเดินหมากนี้มานานไม่น้อยกว่า 40 ปีแล้ว ไม่ต่างกับสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่อังกฤษ อเมริกา ยิว พยายามกำจัดรัสเซียสมัยพระเจ้าซาร์ ด้วยการสร้างปฏิวัติรัสเซียจอมปลอม พร้อมกับการฆ่าทิ้งทั้งโคตรพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จนรัสเซียกลายสภาพมาเป็นสหภาพโซเวียต และกลับมาเหลือเป็นรัสเซียอย่างเดิม ดูเหมือนความคิดทำลายล้างรัสเซียจะไม่มีวันจบสิ้น และโลกคงจะไม่มีวันสงบ จนกว่าแองโกลอเมริกาจะลบทิ้งรัสเซียออกไปจากแผนที่โลกให้จงได้.. และทฤษฏีเอาปั๊ม ไม่เอาคน ในตะวันออกกลาง จึงน่าจะเป็นของแถม หรือ เป็นทฤษฏีหัวเจาะ ก่อนที่จะไปถึงของจริง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 2 ธ.ค. 2558
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 290 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 7

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 7
    ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา
    คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน
    คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม….
    แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน
    การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต…
    ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน
    นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก
    ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล
    Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน
    ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช
    เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง….
    อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว
    แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา…
    บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา
    อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา…
    หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ
    อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี
    ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า
    …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา….
    …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน…..
    …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล…..
    แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง
    ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย
    ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน
    ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ
    ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล
    ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค
    ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน
    และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
    หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ…
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    1 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 7 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 7 ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม…. แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต… ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง…. อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา… บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา… หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา…. …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน….. …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล….. แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 1 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 408 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 4
    ประมาณเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏซีเรีย เริ่มออกมาส่งเสียงขู่โต้โผใหญ่ และผู้บงการโต้โผใหญ่อีกต่อหนึ่ง ว่าจะเปิดโปงลากไส้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ถ้าไม่ส่งอาวุธเพิ่มเติมให้กลุ่มกบฏภายใน 1 เดือน และใน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏก็ได้รับอาวุธส่งมาให้ที่เมือง Aleppo เรื่องบังเอิญหรือไง
    ตกลงเรื่องรัฐบาลอัสสาดใช้แก๊สซาลินกับประชาชน และเป็นสาเหตุที่ให้อเมริกากับพวก ออกมาโวยถึงความป่าเถื่อนของอัสสาด ก็น่าจะเป็นเรื่องเอาสีป้ายหน้าอัสสาด เพื่อหาผู้สนับสนุนการไล่รัฐบาลอัสสาด เพราะจากการตรวจสอบของรัสเซีย และของสหประชาชาติเอง (ซึ่งน่าจะเอนไปทางอเมริกากับพวก) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็นฝีมืออัสสาด
    เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2014 สื่ออิสราเอลออกข่าวว่า อเมริกาและลูกหาบในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิ อารเบีย จอร์แดน อิสราเอล พากันรวมหัวช่วยพวกกบฏซีเรีย และมีแผนที่จะโจมตีทางใต้ของซีเรีย อิสราเอลส่งกำลังทหารไปช่วยกลุ่มกบฏหลายเดือนมาแล้ว นอกจากนี้ พวกกบฏซีเรียยังให้สัมภาษณ์อย่างผึ่งผายกับสื่อว่า อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้พวกเขา ฝ่ายกบฏบอก … เราฝึกกันที่การ์ตา มันเป็นการฝึกระดับสูง เพื่อการฆ่าทหารโดยเฉพาะ ไม่ใช่การฝึกธรรมดานะ มันเป็นการฝึกเพื่อฆ่า…
    … พวกเขา ฝึกเราถึงวิธีการจู่โจมกองกำลัง หรือทำลายพาหนะของศัตรู ขณะกำลังเคลื่อนที่ และเพื่อตัดขาดจากเส้นทาง… พวกเขาฝึกเราในการโจมตีพาหนะ เพื่อทำลาย หรือยึด รวมทั้งยึดอาวุธ และกระสุน และฆ่าทหาร ทั้งยังรอดจากการโจมตีของเรา….
    ตกลงไม่ใช่อเมริกา ไม่รู้เรื่องไอซิสในซีเรีย อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้อีกด้วย..แน่จริงพี่
    และจากการปฏิบัติการ ตามที่ได้รับการฝึก เดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 ไอซิสก็รุกคืบผ่านเขตแดนซีเรีย เข้าไปในเขตของอิรัค และยึดเมืองโมซุล แหล่งน้ำมันของอิรัคเป็นของตัว หลังจากนั้นก็คืบผ่านเมืองต่างๆ จนเกือบเข้าไปถึงเมืองแบกแดด และไอซิสก็ยึดอาวุธ รถฮัมวี่ทั้งหมด รวมทั้งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ รถถัง และปืนใหญ่ จากกองทัพอิรัคได้เป็นจำนวนมาก
    หลังจากยึดของได้ ไอซิสก็ออกข่าวโชว์ของเล่นที่ได้มาทางโซเชียลมีเดีย เหมือนตั้งใจจะหยามหน้า หรือเป็นการวางบิลเรียกเก็บเงินก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อเมริกาก็ไม่มีปฏิกริยาอะไร ไม่เสียหน้า ไม่จ่ายเงิน (ให้โลกรู้) และไม่มีการขยับ เพื่อกำจัดไอซิส
    เออ แบบนี้ อเมริกาไม่รู้สึกเสียหน้า แต่กับฝ่ายอื่น แองโกลอเมริกัน ไล่บี้ไล่เซิ้งมา100 กว่าปียังไม่เลิก แบบนี้จะให้ชาวบ้านอย่างผมเข้าใจยังไงดี ไอซิสยังรุนแรงไม่พอ หรือไอซิสกระจอกเกินกว่าอเมริกาจะขยับ หรือไอซิสมันเป็นเด็กสร้าง ลูกพี่เลยทำหน้าขรึม ปล่อยให้เด็กมันขนอาวุธของลิเบียไปถล่มซีเรีย หลังจากนั้นก็ไปถล่มอิรัคต่อ แล้วก็ได้อาวุธในอิรัคเพิ่มมาอีก (ก็ของที่ลูกพี่ทิ้งไว้อีกแหละ) เพื่อเตรียมเอาเข้าไปถล่มที่อื่นอีกต่อ ตามแผน มันอะไรกันแน่
    ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ไอ้ตัวแสบ ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski เป็นตัวคิด ตัวจัดการ หาคน และติดอาวุธให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ในปากีสถาน และอาฟกานิสถาน ทำคลอดมาเป็นพวกมูจาฮีดีน ที่มีซีไอเอเป็นผู้พี่เลี้ยงทำการฝึกให้ หลังจากนั้น อเมริกาก็ติดอาวุธให้มูจาฮิดีนเต็มเพียบ เพื่อให้ไปสู้กับสหภาพโซเวียต ไม่งั้นโซเวียตมันจะกินตับพวกมึงนะ ในช่วง ค.ศ.1979 มูจาฮีดีนก่อกวน ล่อให้โซเวียตเคลื่อนพลลงมาทางใต้ และในที่สุดโซเวียตก็มา และก็ติดหล่มอยู่ในอาฟกานิสถาน
    นับว่ายุทธศาสตร์ของไอ้ตัวแสบ Brzezinski ได้ผล โซเวียตเอาเถิดเจ้าล่อกับมูจาฮีดีนอยู่ 10 ปี จนเหนื่อยแฮก และก็มีนักประวัติศาสตร์การเมืองฝั่งตะวันตกหลายคนบอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย
    เหตุการณ์ที่ซีเรีย ก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น อเมริกาใช้มูจาฮีดีนทำลายโซเวียตเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไร ตอนนี้ก็เหมือนอเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์เดิมกับรัสเซีย แต่เปลี่ยนสถานที่ กับเปลี่ยนตัวล่อ หรือตัวเล่น
    อเมริกาคงวางเแผนอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 ด้วยการบุกอิรัค ถ้าอเมริกาไม่ปล่อยให้อิรัคเละเป็นซากทั้งเมืองอย่างนี้ เมื่อตอนอเมริกาสำเร็จกิจจากการกำจัดซัดดัมแล้ว กลุ่มนักรบหัวรุนแรงก็ไม่มีรูเข้าไปในอิรัคได้
    และถ้าอเมริกาไม่คิดกำจัดอัสสาด โดยส่งเสริมทางกองกำลังให้กับกลุ่มกบฏซีเรีย มันก็ไม่มีรูให้ไอซิสได้อาวุธ และบุกเข้าไปยึดอิรัคในปี ค.ศ.2014 ซึ่งเหมือนเป็นการติดปีกให้ไอซิส บินว่อนถล่มได้ทั้งโลกเช่นเดียวกัน
    อเมริกาน่าจะรู้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ว่าอาวุธของกัดดาฟี ที่ลิเบีย ถูกส่งไปให้กลุ่มกบฏซีเรีย
    และอเมริกา ก็น่าจะรู้แล้วด้วยว่า ซาลาฟี มุสลิม บราเธอร์ฮูด และ AQI ในอิรัค ก็คือ กองกำลังตัวสำคัญ ในการสนับสนุนการรบของกลุ่มกบฏในซีเรีย
    คำถามก็คือ อเมริกาแค่ “รู้” หรือมันเป็น “แผน” ของอเมริกา ที่จะให้พวกนักรบจีฮัด ทำการรบทั้งในซีเรียและอิรัค ที่มีอเมริกาและพรรคพวกที่รวมถึงฝรั่งเศสด้วย ให้การสนับสนุนการรบนั้น
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    29 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 4 ประมาณเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏซีเรีย เริ่มออกมาส่งเสียงขู่โต้โผใหญ่ และผู้บงการโต้โผใหญ่อีกต่อหนึ่ง ว่าจะเปิดโปงลากไส้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ถ้าไม่ส่งอาวุธเพิ่มเติมให้กลุ่มกบฏภายใน 1 เดือน และใน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏก็ได้รับอาวุธส่งมาให้ที่เมือง Aleppo เรื่องบังเอิญหรือไง ตกลงเรื่องรัฐบาลอัสสาดใช้แก๊สซาลินกับประชาชน และเป็นสาเหตุที่ให้อเมริกากับพวก ออกมาโวยถึงความป่าเถื่อนของอัสสาด ก็น่าจะเป็นเรื่องเอาสีป้ายหน้าอัสสาด เพื่อหาผู้สนับสนุนการไล่รัฐบาลอัสสาด เพราะจากการตรวจสอบของรัสเซีย และของสหประชาชาติเอง (ซึ่งน่าจะเอนไปทางอเมริกากับพวก) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็นฝีมืออัสสาด เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2014 สื่ออิสราเอลออกข่าวว่า อเมริกาและลูกหาบในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิ อารเบีย จอร์แดน อิสราเอล พากันรวมหัวช่วยพวกกบฏซีเรีย และมีแผนที่จะโจมตีทางใต้ของซีเรีย อิสราเอลส่งกำลังทหารไปช่วยกลุ่มกบฏหลายเดือนมาแล้ว นอกจากนี้ พวกกบฏซีเรียยังให้สัมภาษณ์อย่างผึ่งผายกับสื่อว่า อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้พวกเขา ฝ่ายกบฏบอก … เราฝึกกันที่การ์ตา มันเป็นการฝึกระดับสูง เพื่อการฆ่าทหารโดยเฉพาะ ไม่ใช่การฝึกธรรมดานะ มันเป็นการฝึกเพื่อฆ่า… … พวกเขา ฝึกเราถึงวิธีการจู่โจมกองกำลัง หรือทำลายพาหนะของศัตรู ขณะกำลังเคลื่อนที่ และเพื่อตัดขาดจากเส้นทาง… พวกเขาฝึกเราในการโจมตีพาหนะ เพื่อทำลาย หรือยึด รวมทั้งยึดอาวุธ และกระสุน และฆ่าทหาร ทั้งยังรอดจากการโจมตีของเรา…. ตกลงไม่ใช่อเมริกา ไม่รู้เรื่องไอซิสในซีเรีย อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้อีกด้วย..แน่จริงพี่ และจากการปฏิบัติการ ตามที่ได้รับการฝึก เดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 ไอซิสก็รุกคืบผ่านเขตแดนซีเรีย เข้าไปในเขตของอิรัค และยึดเมืองโมซุล แหล่งน้ำมันของอิรัคเป็นของตัว หลังจากนั้นก็คืบผ่านเมืองต่างๆ จนเกือบเข้าไปถึงเมืองแบกแดด และไอซิสก็ยึดอาวุธ รถฮัมวี่ทั้งหมด รวมทั้งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ รถถัง และปืนใหญ่ จากกองทัพอิรัคได้เป็นจำนวนมาก หลังจากยึดของได้ ไอซิสก็ออกข่าวโชว์ของเล่นที่ได้มาทางโซเชียลมีเดีย เหมือนตั้งใจจะหยามหน้า หรือเป็นการวางบิลเรียกเก็บเงินก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อเมริกาก็ไม่มีปฏิกริยาอะไร ไม่เสียหน้า ไม่จ่ายเงิน (ให้โลกรู้) และไม่มีการขยับ เพื่อกำจัดไอซิส เออ แบบนี้ อเมริกาไม่รู้สึกเสียหน้า แต่กับฝ่ายอื่น แองโกลอเมริกัน ไล่บี้ไล่เซิ้งมา100 กว่าปียังไม่เลิก แบบนี้จะให้ชาวบ้านอย่างผมเข้าใจยังไงดี ไอซิสยังรุนแรงไม่พอ หรือไอซิสกระจอกเกินกว่าอเมริกาจะขยับ หรือไอซิสมันเป็นเด็กสร้าง ลูกพี่เลยทำหน้าขรึม ปล่อยให้เด็กมันขนอาวุธของลิเบียไปถล่มซีเรีย หลังจากนั้นก็ไปถล่มอิรัคต่อ แล้วก็ได้อาวุธในอิรัคเพิ่มมาอีก (ก็ของที่ลูกพี่ทิ้งไว้อีกแหละ) เพื่อเตรียมเอาเข้าไปถล่มที่อื่นอีกต่อ ตามแผน มันอะไรกันแน่ ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ไอ้ตัวแสบ ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski เป็นตัวคิด ตัวจัดการ หาคน และติดอาวุธให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ในปากีสถาน และอาฟกานิสถาน ทำคลอดมาเป็นพวกมูจาฮีดีน ที่มีซีไอเอเป็นผู้พี่เลี้ยงทำการฝึกให้ หลังจากนั้น อเมริกาก็ติดอาวุธให้มูจาฮิดีนเต็มเพียบ เพื่อให้ไปสู้กับสหภาพโซเวียต ไม่งั้นโซเวียตมันจะกินตับพวกมึงนะ ในช่วง ค.ศ.1979 มูจาฮีดีนก่อกวน ล่อให้โซเวียตเคลื่อนพลลงมาทางใต้ และในที่สุดโซเวียตก็มา และก็ติดหล่มอยู่ในอาฟกานิสถาน นับว่ายุทธศาสตร์ของไอ้ตัวแสบ Brzezinski ได้ผล โซเวียตเอาเถิดเจ้าล่อกับมูจาฮีดีนอยู่ 10 ปี จนเหนื่อยแฮก และก็มีนักประวัติศาสตร์การเมืองฝั่งตะวันตกหลายคนบอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย เหตุการณ์ที่ซีเรีย ก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น อเมริกาใช้มูจาฮีดีนทำลายโซเวียตเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไร ตอนนี้ก็เหมือนอเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์เดิมกับรัสเซีย แต่เปลี่ยนสถานที่ กับเปลี่ยนตัวล่อ หรือตัวเล่น อเมริกาคงวางเแผนอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 ด้วยการบุกอิรัค ถ้าอเมริกาไม่ปล่อยให้อิรัคเละเป็นซากทั้งเมืองอย่างนี้ เมื่อตอนอเมริกาสำเร็จกิจจากการกำจัดซัดดัมแล้ว กลุ่มนักรบหัวรุนแรงก็ไม่มีรูเข้าไปในอิรัคได้ และถ้าอเมริกาไม่คิดกำจัดอัสสาด โดยส่งเสริมทางกองกำลังให้กับกลุ่มกบฏซีเรีย มันก็ไม่มีรูให้ไอซิสได้อาวุธ และบุกเข้าไปยึดอิรัคในปี ค.ศ.2014 ซึ่งเหมือนเป็นการติดปีกให้ไอซิส บินว่อนถล่มได้ทั้งโลกเช่นเดียวกัน อเมริกาน่าจะรู้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ว่าอาวุธของกัดดาฟี ที่ลิเบีย ถูกส่งไปให้กลุ่มกบฏซีเรีย และอเมริกา ก็น่าจะรู้แล้วด้วยว่า ซาลาฟี มุสลิม บราเธอร์ฮูด และ AQI ในอิรัค ก็คือ กองกำลังตัวสำคัญ ในการสนับสนุนการรบของกลุ่มกบฏในซีเรีย คำถามก็คือ อเมริกาแค่ “รู้” หรือมันเป็น “แผน” ของอเมริกา ที่จะให้พวกนักรบจีฮัด ทำการรบทั้งในซีเรียและอิรัค ที่มีอเมริกาและพรรคพวกที่รวมถึงฝรั่งเศสด้วย ให้การสนับสนุนการรบนั้น สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 29 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 287 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 2
    ถ้อยแถลงของท่านใบตองแห้ง ผู้นำหมายเลขหนึ่งของโลก ต่อหน้าที่ประชุมใหญ่ระดับโลก เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.2015 ต้องจารึกไว้ ที่ไหนก็แล้วแต่ความสะดวกใจของแต่ละคน แต่ถ้าผมเป็นลุงโอลอง ผมคงเขียนใส่กระดาษแล้วเก็บไว้ที่นึง ที่ต้องเดินเหยียบทุกวันนั่นแหละ …
    …..มึงบี้กูสาระพัด กูก็อดทน เพราะเราเป็นเพื่อนกันมานาน สื่อมึงด่าคนทำงานในบ้านกูว่าไร้สมรรถภาพ กูก็อดทน แต่กูเจ็บนะ คนบ้านกูตายตั้งแยะ มึงทำข่าวหากินไปด่าไป กูก็ไม่ว่าอะไร ทั้งๆที่มันแสนจะทุเรศ แต่มันเป็นสันดานของพวกมึง มึงให้กูไปถล่มไอซิส ถึงรังที่ซีเรีย เฉี่ยวหัวปูตินไปหน่อยเดียว มึงนึกว่ากูไม่เสียวเหรอ กูเสียวนะ แต่กูก็ทำ เพราะมึงบอกว่า …..อเมริกาจะอยู่เคียงข้างฝรั่งเศสในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายครั้งนี้ …….เคียงข้าง ข้างไหนกันโว้ย ข้างหลังใช่ไหม ไอ้เวร ยังไม่ถึง 48 ชั่วโมงเลย มึงไปลอยหน้าบอกว่า เด็กมึงจะไม่เข้าไปรบในพื้นที่ …มึงพูดออกมางั้นได้ไง หา…
    ขอโทษนะครับใช้สรรพนามไม่สุภาพ แต่ผมเดาเอาว่า ในสถานการณ์เยี่ยงนี้ ลุงโอลองคงพูดทำนองนี้ อันที่จริง ถ้าจะว่ากันตามนิสัย และอารมณ์คนฝรั่งเศส ผมว่า เขาคงใช้ภาษาแรงกว่าที่ผมเขียนอีกแยะนะ
    ทำไม ท่านใบตองแห้งถึงถอยฉาก ไม่ส่งเด็กของตัวลงพื้นที่ซีเรียและอิรัคเพื่อถล่มไอซิส ตอนนี้อเมริกาเป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลกไม่ใช่หรือ ประกาศอย่างนี้ต่อหน้าผู้คนระดับโลก เขาจะนินทาเอาได้ว่า สงสัยเป็นประเภทเก่งแต่เวลาเห็นใบตองแห้งไหวจริงๆ เป็นถึงมหาอำนาจใหญ่ มีคนก้าวเข้าไปในพื้นที่ ที่ตัวเองทั้งคุม ทั้งวางแผน จะทำเฉยถอยฉาก… เชิญครับ ท่านปูติน เชิญท่านตามสบายเลย.. เป็นไปได้หรือครับ
    คงมีคนพาซื่อ บอกว่าเป็นไปได้ซิ การจะส่งกองทัพเข้าไปในต่างประเทศ อเมริกาต้องได้มติเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน มติปัจจุบัน อนุมัติให้ฝ่ายกองทัพทำได้เฉพาะการใช้อาวุธจากทางอากาศเท่านั้น คือ ได้แต่บินไปบอมบ์ แต่ไม่ให้ไปเหยียบพื้นที่เขา และแม้ตอนที่ฝรั่งเศสเกิดเรื่อง ศุกร์ 13 ใหม่ๆ ก็มีรายงานข่าวว่า มีกว่า 24 รัฐ ในอเมริกา ที่ยังไม่เห็นด้วย หากอเมริกาจะส่งทหารเข้าไปในซีเรีย
    ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คงมีคนอเมริกันไม่น้อย ที่ยังไม่หายแหยงกับการตัดสินใจเข้าใปทำสงครามในบ้านคนอื่น ที่สำคัญ พวกเขาก็คงชักไม่แน่ใจว่า กู หรือญาติพี่น้องกู กำลังไปรบเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร
    คนอเมริกันที่มีวัย เลยกลางคนอย่างผม หรือแม้แต่ผม ที่ไม่ใช่คนอเมริกัน ต่างก็ยังจำได้ถึงสงครามเวียตนาม ที่ทิ้งแผลและการดำเนินชีวิตที่มีฝันร้ายค้างอยู่ ส่วนวัยกลางคนขึ้นไป ก็คงจำได้ถึงสงครามในอาฟกานิสถาน อิรัค คูเวต ลิเบีย และคนรุ่นใหม่ ก็คงกำลังสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย
    สงครามอาฟกานิสถาน เริ่มตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1979 เมื่ออเมริกาต้องการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ไม่ให้ลงมาใกล้ตะวันออกกลาง อเมริกาใช้อาฟกานิสถานเป็นสนามรบ โดยมีชาวอาฟกัน และชาวตะวันออกกลาง อย่างซาอุดิอารเบีย โดยเฉพาะดาราดวงเด่น ชื่อ บิน ลาเดน เป็นหัวหอกในการสู้รบกับโซเวียต เพราะอเมริกาบอกว่า โซเวียตจะมารุกราน ตะวันออกกลาง และทำลายอิสลาม
    ไม่มีอะไรที่จะทำให้ซาอุ ประสาทรับประทานมากไปกว่าการมายุ่งกับศาสนา และความเชื่อของตัว ซาอุทุ่มสุดตัว ทั้งเงิน ทั้งคน ไปช่วยอเมริกา รบอาฟกานิสถาน ต่อด้วยการรบกับกลุ่มอัลไคด้า และพวกตาลิบัน ผ่านมากี่สิบปีแล้ว ก็ยังรบไม่เสร็จ อเมริกามีแผนว่าจะถอนกำลังทหารออกจากอาฟกานิสถานในปี ค.ศ.2015 แต่พอถึงเดือนตุลาคม 2015 ก็เกิดเหตุการณ์บอมบ์ถล่มโรงพยาบาล โดยเครื่องบินของฝ่ายอเมริกา อเมริกาเลยเปลี่ยนใจ ไม่ถอนแล้ว เออ งง และอาฟกานิสถาน ก็จะยังเป็นสนามรบต่อไป แม้จะรบมากว่า 30 ปี แล้ว….
    สงครามคูเวต ที่ซัดดัมของอิรัค ยกทัพไปบุกคูเวต อเมริกาบอกทนดูไม่ไหว ต้องไปปราบซัดดัมจอมเผด็จการ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แถมริอ่านมีนิวเคลียร์ อเมริกาเลยต้องตามมาปราบซัดดัมที่อิรัคต่อ อเมริกายกพลมา 5 แสน ซัดดัมตายสมใจ กำจัดเผด็จการไปได้แล้ว แต่หานิวเคลียร์ไม่เจอ แล้วประเทศอิรัคจบอย่างไร ก็อย่างที่เรารู้ละครับ ทุกวันนี้ อิรัคกลายเป็นเมืองแตกสาแหรกขาด น้ำสะอาดจะกินยังแทบหาไม่ได้ ไฟฟ้าเดี๋ยวมาเดี๋ยวดับ และชุกชุมไปด้วยผู้ก่อการร้าย
    ชาวอิรัคบอกว่า ซัดดัมเป็นเผด็จการก็จริง แต่ตอนนั้น ชาวอิรัคก็ยังมีบ้านอยู่ มีงานทำ มีอาหารกิน มีโรงพยาบาลให้เมียไปคลอดลูก และมีโรงเรียนให้ลูกไปเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้ ชาวอิรัคบอกว่า ไอ้ที่มีๆ นั่น มันไม่เหลืออะไรแล้ว
    อเมริกาถล่มอิรัคเสียเรียบ บ้านช่อง โรงพยาบาล โรงเรียน แทบไม่เหลือ แล้วพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อมาอย่างไร เติบโตมาอย่างไรครับ ถ้าไม่ใช่เป็นผู้อพยพลี้ภัย ก็เป็นผู้ก่อการร้าย
    สงครามที่ลิเบีย อเมริกาอ้างสาเหตุว่า กัดดาฟีก็เป็นเผด็จการอีกเช่นกัน จำเป็นต้องกำจัด แล้วลิเบีย ประเทศที่อเมริกากล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ลิเบียมีสวัสดิการทางสังคมดีที่สุดในตะวันออกกลาง และสวัสดิการหลายอย่าง อาจจะดีกว่าอเมริกาและพวกตะวันตกเสียอีก ก็กลายเป็นเมืองแตก ไม่ต่างกับอิรัค และชุกชุมไปด้วยผู้ก่อการร้าย อาวุธที่กัดดาฟีสะสมเอาไว้ให้พรรคพวกแถวอาฟริกา และตะวันออกกลาง ใช้สู้กับพวกตะวันตกที่มารังแก ถูกอเมริกากวาดไปเกลี้ยง และที่หมายปลายทางของอาวุธร้ายนั้น กลับไปอยู่ในมือ ของอัลไคด้า กับไอซิส ที่อยู่ในอิรัค และซีเรีย เออ มันอะไรกัน
    สงครามที่ซีเรีย สู้กันมานี่ ขึ้นปีที่ 5 แล้ว ซีเรียกลายเป็นสนามรบของสงครามกลางเมือง ด้วยเหตุผลที่ผมพยายามทำความเข้าใจ อเมริกาบอกว่ารัฐบาลอัสสาดเป็นเผด็จการ ทารุณต่อประชาชน จนเกิดกลุ่มกบฏที่ ไม่เอารัฐบาล กลุ่มกบฏนี้ ได้รับการสนับสนุนทั้งอาวุธและเงินทุน จากโต้โผใหญ่ฝ่ายอิสลามสุนนี่ คือ ซาอุดิอารเบีย การ์ตา คูเวต จอร์แดน และบรรดา ชาวอ่าวทั้งหลายในตะวันออกกลางที่เป็นสุนนี่ ในที่สุด ซีเรียก็กลายมาเป็นสนามสงครามตัวแทน ระหว่างอิสลาม 2 นิกาย สุนนี่สนับสนุนฝ่ายกบฏ ส่วนชีอ่ะสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลอัสสาด
    นอกจากนี้ยังมี อิสราเอล กับตุรกี ที่สนับสนุน ฝ่ายกบฏซีเรีย ด้วยเหตุผลทางการเมือง และผลประโยชน์ส่วนตัว
    แต่ทั้งหมด ก็อยู่ภายใต้การกำกับการแสดงของอเมริกากับพวกตะวันตก
    แล้วอเมริกากับพวกตะวันตก เกี่ยวพันกันกับพวกที่เรียกว่า “กลุ่มกบฏซีเรีย” ขนาดไหน
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 2 ถ้อยแถลงของท่านใบตองแห้ง ผู้นำหมายเลขหนึ่งของโลก ต่อหน้าที่ประชุมใหญ่ระดับโลก เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.2015 ต้องจารึกไว้ ที่ไหนก็แล้วแต่ความสะดวกใจของแต่ละคน แต่ถ้าผมเป็นลุงโอลอง ผมคงเขียนใส่กระดาษแล้วเก็บไว้ที่นึง ที่ต้องเดินเหยียบทุกวันนั่นแหละ … …..มึงบี้กูสาระพัด กูก็อดทน เพราะเราเป็นเพื่อนกันมานาน สื่อมึงด่าคนทำงานในบ้านกูว่าไร้สมรรถภาพ กูก็อดทน แต่กูเจ็บนะ คนบ้านกูตายตั้งแยะ มึงทำข่าวหากินไปด่าไป กูก็ไม่ว่าอะไร ทั้งๆที่มันแสนจะทุเรศ แต่มันเป็นสันดานของพวกมึง มึงให้กูไปถล่มไอซิส ถึงรังที่ซีเรีย เฉี่ยวหัวปูตินไปหน่อยเดียว มึงนึกว่ากูไม่เสียวเหรอ กูเสียวนะ แต่กูก็ทำ เพราะมึงบอกว่า …..อเมริกาจะอยู่เคียงข้างฝรั่งเศสในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายครั้งนี้ …….เคียงข้าง ข้างไหนกันโว้ย ข้างหลังใช่ไหม ไอ้เวร ยังไม่ถึง 48 ชั่วโมงเลย มึงไปลอยหน้าบอกว่า เด็กมึงจะไม่เข้าไปรบในพื้นที่ …มึงพูดออกมางั้นได้ไง หา… ขอโทษนะครับใช้สรรพนามไม่สุภาพ แต่ผมเดาเอาว่า ในสถานการณ์เยี่ยงนี้ ลุงโอลองคงพูดทำนองนี้ อันที่จริง ถ้าจะว่ากันตามนิสัย และอารมณ์คนฝรั่งเศส ผมว่า เขาคงใช้ภาษาแรงกว่าที่ผมเขียนอีกแยะนะ ทำไม ท่านใบตองแห้งถึงถอยฉาก ไม่ส่งเด็กของตัวลงพื้นที่ซีเรียและอิรัคเพื่อถล่มไอซิส ตอนนี้อเมริกาเป็นพี่เบิ้มหมายเลขหนึ่งของโลกไม่ใช่หรือ ประกาศอย่างนี้ต่อหน้าผู้คนระดับโลก เขาจะนินทาเอาได้ว่า สงสัยเป็นประเภทเก่งแต่เวลาเห็นใบตองแห้งไหวจริงๆ เป็นถึงมหาอำนาจใหญ่ มีคนก้าวเข้าไปในพื้นที่ ที่ตัวเองทั้งคุม ทั้งวางแผน จะทำเฉยถอยฉาก… เชิญครับ ท่านปูติน เชิญท่านตามสบายเลย.. เป็นไปได้หรือครับ คงมีคนพาซื่อ บอกว่าเป็นไปได้ซิ การจะส่งกองทัพเข้าไปในต่างประเทศ อเมริกาต้องได้มติเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน มติปัจจุบัน อนุมัติให้ฝ่ายกองทัพทำได้เฉพาะการใช้อาวุธจากทางอากาศเท่านั้น คือ ได้แต่บินไปบอมบ์ แต่ไม่ให้ไปเหยียบพื้นที่เขา และแม้ตอนที่ฝรั่งเศสเกิดเรื่อง ศุกร์ 13 ใหม่ๆ ก็มีรายงานข่าวว่า มีกว่า 24 รัฐ ในอเมริกา ที่ยังไม่เห็นด้วย หากอเมริกาจะส่งทหารเข้าไปในซีเรีย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คงมีคนอเมริกันไม่น้อย ที่ยังไม่หายแหยงกับการตัดสินใจเข้าใปทำสงครามในบ้านคนอื่น ที่สำคัญ พวกเขาก็คงชักไม่แน่ใจว่า กู หรือญาติพี่น้องกู กำลังไปรบเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร คนอเมริกันที่มีวัย เลยกลางคนอย่างผม หรือแม้แต่ผม ที่ไม่ใช่คนอเมริกัน ต่างก็ยังจำได้ถึงสงครามเวียตนาม ที่ทิ้งแผลและการดำเนินชีวิตที่มีฝันร้ายค้างอยู่ ส่วนวัยกลางคนขึ้นไป ก็คงจำได้ถึงสงครามในอาฟกานิสถาน อิรัค คูเวต ลิเบีย และคนรุ่นใหม่ ก็คงกำลังสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย สงครามอาฟกานิสถาน เริ่มตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1979 เมื่ออเมริกาต้องการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ไม่ให้ลงมาใกล้ตะวันออกกลาง อเมริกาใช้อาฟกานิสถานเป็นสนามรบ โดยมีชาวอาฟกัน และชาวตะวันออกกลาง อย่างซาอุดิอารเบีย โดยเฉพาะดาราดวงเด่น ชื่อ บิน ลาเดน เป็นหัวหอกในการสู้รบกับโซเวียต เพราะอเมริกาบอกว่า โซเวียตจะมารุกราน ตะวันออกกลาง และทำลายอิสลาม ไม่มีอะไรที่จะทำให้ซาอุ ประสาทรับประทานมากไปกว่าการมายุ่งกับศาสนา และความเชื่อของตัว ซาอุทุ่มสุดตัว ทั้งเงิน ทั้งคน ไปช่วยอเมริกา รบอาฟกานิสถาน ต่อด้วยการรบกับกลุ่มอัลไคด้า และพวกตาลิบัน ผ่านมากี่สิบปีแล้ว ก็ยังรบไม่เสร็จ อเมริกามีแผนว่าจะถอนกำลังทหารออกจากอาฟกานิสถานในปี ค.ศ.2015 แต่พอถึงเดือนตุลาคม 2015 ก็เกิดเหตุการณ์บอมบ์ถล่มโรงพยาบาล โดยเครื่องบินของฝ่ายอเมริกา อเมริกาเลยเปลี่ยนใจ ไม่ถอนแล้ว เออ งง และอาฟกานิสถาน ก็จะยังเป็นสนามรบต่อไป แม้จะรบมากว่า 30 ปี แล้ว…. สงครามคูเวต ที่ซัดดัมของอิรัค ยกทัพไปบุกคูเวต อเมริกาบอกทนดูไม่ไหว ต้องไปปราบซัดดัมจอมเผด็จการ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แถมริอ่านมีนิวเคลียร์ อเมริกาเลยต้องตามมาปราบซัดดัมที่อิรัคต่อ อเมริกายกพลมา 5 แสน ซัดดัมตายสมใจ กำจัดเผด็จการไปได้แล้ว แต่หานิวเคลียร์ไม่เจอ แล้วประเทศอิรัคจบอย่างไร ก็อย่างที่เรารู้ละครับ ทุกวันนี้ อิรัคกลายเป็นเมืองแตกสาแหรกขาด น้ำสะอาดจะกินยังแทบหาไม่ได้ ไฟฟ้าเดี๋ยวมาเดี๋ยวดับ และชุกชุมไปด้วยผู้ก่อการร้าย ชาวอิรัคบอกว่า ซัดดัมเป็นเผด็จการก็จริง แต่ตอนนั้น ชาวอิรัคก็ยังมีบ้านอยู่ มีงานทำ มีอาหารกิน มีโรงพยาบาลให้เมียไปคลอดลูก และมีโรงเรียนให้ลูกไปเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้ ชาวอิรัคบอกว่า ไอ้ที่มีๆ นั่น มันไม่เหลืออะไรแล้ว อเมริกาถล่มอิรัคเสียเรียบ บ้านช่อง โรงพยาบาล โรงเรียน แทบไม่เหลือ แล้วพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อมาอย่างไร เติบโตมาอย่างไรครับ ถ้าไม่ใช่เป็นผู้อพยพลี้ภัย ก็เป็นผู้ก่อการร้าย สงครามที่ลิเบีย อเมริกาอ้างสาเหตุว่า กัดดาฟีก็เป็นเผด็จการอีกเช่นกัน จำเป็นต้องกำจัด แล้วลิเบีย ประเทศที่อเมริกากล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ลิเบียมีสวัสดิการทางสังคมดีที่สุดในตะวันออกกลาง และสวัสดิการหลายอย่าง อาจจะดีกว่าอเมริกาและพวกตะวันตกเสียอีก ก็กลายเป็นเมืองแตก ไม่ต่างกับอิรัค และชุกชุมไปด้วยผู้ก่อการร้าย อาวุธที่กัดดาฟีสะสมเอาไว้ให้พรรคพวกแถวอาฟริกา และตะวันออกกลาง ใช้สู้กับพวกตะวันตกที่มารังแก ถูกอเมริกากวาดไปเกลี้ยง และที่หมายปลายทางของอาวุธร้ายนั้น กลับไปอยู่ในมือ ของอัลไคด้า กับไอซิส ที่อยู่ในอิรัค และซีเรีย เออ มันอะไรกัน สงครามที่ซีเรีย สู้กันมานี่ ขึ้นปีที่ 5 แล้ว ซีเรียกลายเป็นสนามรบของสงครามกลางเมือง ด้วยเหตุผลที่ผมพยายามทำความเข้าใจ อเมริกาบอกว่ารัฐบาลอัสสาดเป็นเผด็จการ ทารุณต่อประชาชน จนเกิดกลุ่มกบฏที่ ไม่เอารัฐบาล กลุ่มกบฏนี้ ได้รับการสนับสนุนทั้งอาวุธและเงินทุน จากโต้โผใหญ่ฝ่ายอิสลามสุนนี่ คือ ซาอุดิอารเบีย การ์ตา คูเวต จอร์แดน และบรรดา ชาวอ่าวทั้งหลายในตะวันออกกลางที่เป็นสุนนี่ ในที่สุด ซีเรียก็กลายมาเป็นสนามสงครามตัวแทน ระหว่างอิสลาม 2 นิกาย สุนนี่สนับสนุนฝ่ายกบฏ ส่วนชีอ่ะสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลอัสสาด นอกจากนี้ยังมี อิสราเอล กับตุรกี ที่สนับสนุน ฝ่ายกบฏซีเรีย ด้วยเหตุผลทางการเมือง และผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ทั้งหมด ก็อยู่ภายใต้การกำกับการแสดงของอเมริกากับพวกตะวันตก แล้วอเมริกากับพวกตะวันตก เกี่ยวพันกันกับพวกที่เรียกว่า “กลุ่มกบฏซีเรีย” ขนาดไหน สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 467 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลมหวน ตอนที่ 1

    เรื่องนี้ผมเขียนตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ ที่ 13 พย ตั้งใจจะเอาลงให้อ่านเช้าวันเสาร์ มาเจอเหตุการณ์ ศุกร์ 13 ที่ปารีส เลยต้องชลอไว้ แต่เห็นว่าเรื่องราวมันต่อเนื่องกัน และต่อเร็วเหลือเกิน เลยเอามาลงให้อ่านรวดเดียว และคงเห็นกันแล้วว่า รายการสกัดลมหวน รวมทั้งคิดบัญชี มันรุนแรงจริงๆ แล้วอย่างนี้ เรื่องมันจะจบ แบบต่างคนต่างอยู่ ได้หรือ……
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลมหวน”
    ตอน 1
    วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.2015 เครื่องบินโดยสารรัสเซียที่มีผู้โดยสารจำนวน 224 คน บินขึ้นจากเมือง Sharm El-Sheikh ในอิยิปต์ มุ่งหน้าไป St Petersburg เกิดเหตุร่วงลงพื้นดิน ผู้โดยสารลูกเรือเสียชีวิตหมด ข่าวสับสนอยู่หลายวัน ถึงสาเหตุของเครื่องบินตก ล่าสุดบอกว่า ถูกระเบิดจากในหรือนอกเครื่อง โดยอังกฤษออกมาปูดก่อนว่า เครื่องบินโดนระเบิด หลังจากนั้น อเมริการับลูก บอกมีความเป็นไปได้สูงมาก แต่อียิปต์ เจ้าของสถานที่ และรัสเซียผู้เสียหายยังไม่เห็นด้วย
    ทำไมต้องเป็นเครื่องบินรัสเซีย ที่มีชาวรัสเซียนั่งมาเต็มเครื่อง และทำไมต้องเกิดเหตุที่อียิปต์
    สื่อตะวันตกหัวรุนแรงบอกว่า นี่น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ฝัก
    ฝ่ายการ์ตา และมักจะก่อเรื่องวุ่นวายแถบไซนายของในอียิปต์ ถ้าเป็นเรื่องจริง อียิปต์กับการ์ตา คงมองหน้ากันไม่สนิท
    อียิปต์ แม้จะถูกลากไปร่วมรายการถล่มเยเมนกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ ซาอุดิอารเบียตั้งแต่เดือนมีนาคมต้นปี แต่ในเรื่องเกี่ยวกับซีเรีย อียิปต์ไม่ได้คอเดียวกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ และ Adbel Fattah el-Sisi ประธานาธิบดีของอียิปต์ ออกจะไม่เห็นด้วยกับซาอุและการ์ต้าด้วยซ้ำ ที่มุ่งหน้าจะแก้ปัญหาซีเรีย ด้วยการเขี่ยอัสสาดให้พ้นไปจากซีเรียอย่างเดียว
    แต่เรื่องนี้ คงไม่น่าจะทำให้อียิปต์ถึงกับตกเป็น “เป้า”
    อียิปต์ มี “เรื่อง” ที่ทำให้มีคนขัดใจมากกว่านั้น
    นาย Abdel Fattah el- Sisi อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของอียิปต์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอียิปต์ ด้วยคะแนนเสียงถล่มทะลายเกือบเอกฉันท์ เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2014 และแค่ในช่วง 3 เดือนแรก จากที่รับตำแหน่ง เขาเดินทางไปพบกับคุณพี่ปูตินที่มอสโคว์ ถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้น สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย ก็ถูกสื่อตะวันตกจับจ้อง และตีข่าวว่า หรือ ลมกำลังหวน…
    รัสเซีย (สหภาพโซเวียตในขณะนั้น) กับอียิปต์ เคยเป็นมิตรรักกันมาก่อน ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะสมัยนายพลนัสเซอร์ เป็นประธานาธิบดีอียิปต์ แต่สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย มาจางลงหลังจากที่ประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัด ที่สังกัดฝ่ายอเมริกาเต็มตัว ขึ้นมาปกครองอียิปต์แทนนัสเซอร์ ท่ามกลางข่าวลือว่า ซาดัต ที่เป็นมือขวาของนัสเซอร์ ดัดหลัง วางยาพิษนัสเซอร์จนเสียชีวิต แต่สื่อออกข่าวว่านัสเซอร์หัวใจวายตาย
    เมื่อซาดัตขึ้นปกครองอียิปต์ รายการแรกๆที่เขาทำคือ สั่งปลดที่ปรึกษาด้านการทหารชาวรัสเซียจำนวน 15,000 คน ส่งกลับบ้านหมด และหลังจากนั้นซาดัต ก็ประกาศสิ้นสุดสนธิสัญญาว่าด้วยความสัมพันธ์กับรัสเซีย ในปึ ค.ศ.1976 และกองทัพอียิปต์ก็กลายเป็นกองทัพ (ยุค) ของอเมริกา
    Sisi เป็นประธานาธิบดีได้แค่ 3 เดือน ไปจู๋จี๋กับคุณพี่ปูตินบ่อยขนาดนั้น ก็ต้องมีคนเขม็งมองจนตาคว่ำ เขาไปคุยอะไรกันนักหนา
    คู่รักลมหวนบอกว่า อียิปต์เป็นประเทศที่นำเข้าข้าวสาลีสูงสุดประเทศหนึ่ง ส่วนรัสเซียก็มีพื้นที่กว้างใหญ่ ปลูกข้าวสาลีส่งให้อียิปต์ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนที่อียิปต์ต้องการ เราก็ไปคุยกันเรื่องข้าวสาลี … ไม่จริงมั้ง ซื้อข้าวขายข้าว มันจะต้องบินไปบินมา ไปซื้อขายด้วยตัวเองบ่อยงั้นเชียวหรือ เด็กๆ มันก็ทำได้
    คู่รักลมหวนบอก แล้วเราก็คุยเรื่องอาวุธ อย่าลืมว่า อียิปต์เคยมีกองทัพใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออกกลาง ตั้งแต่สมัยที่ใครๆยังเลี้ยงอูฐอยู่เลย แต่ตอนนี้เหตุการณ์แถวบ้านเรา มันห่างกับคำว่า “สงบ” มากมาย เราจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงด้านกองทัพ และรัสเซียก็มีอาวุธทันสมัยเหมาะกับการใช้ของกองทัพเรา …
    แล้วอียิปต์ก็เลยทำสัญญาซื้ออาวุธจากรัสเซีย รอบแรกประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญเท่านั้นเอง อียิปต์ไม่ได้รวยเหมือนเพื่อนบ้านนะ อาวุธที่ซื้อก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ระบบสกัดจรวดอันโด่งดัง จนถึงเครื่องบินรุ่น Sukhoi ที่บางกองทัพ ได้ยินชื่อแล้วขยาด ถึงขนาดมีทหารยื่นใบลาออกน่ะ … แน่ะ หลุดมาแล้ว เรื่องอาวุธ มีอะไรอีก บอกมาให้หมด
    อียิปต์ไม่รวยน้ำมัน ไม่มีพลังงานพอสร้างความสว่างให้ประเทศ ที่กำลังต้องฟื้นฟูเรื่องการท่องเที่ยว หลังจากไอ้ชั่วตัวไหนไม่รู้ มันมาจัดเทศกาลอาหรับสปริงแถวนี้ จนฉิบหายไปหมด อียิปต์เลยคิดจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดย Rosatom ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย รับงานนี้ไปแล้ว … โอ้โห ชิ้นปลามัน นี่เขาคงคู่รักลมหวนจริง ๆนะ เล่นเอามีคนกินแห้วกันเป็นแถวๆ อย่างนี้ คู่รักคู่ขุด มิหงุดหงิด อิจฉาแย่หรือครับ
    มีอีกมั้ย รายการช๊อปปิ้ง ยังอมอะไรไว้ … อ้อ เราก็สั่งซื้อแก๊สจาก Rosnet ของรัสเซียด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดานี่นะ เพราะรัสเซียเขาเจ้าพ่อแก๊สอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องตื่นเต้นกันเลย
    สำหรับ Sisi การเป็นเพื่อนกับรัสเซีย มีความหมายกับอียิปต์ ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อย่าลืมว่า สหภาพโซเวียตเป็นคนช่วยสร้างเขื่อนอัสวานให้อียิปต์ หลังจากที่อเมริกาทิ้งอียิปต์ในช่วงนัสเซอร์เป็นประธานาธิบดี สหภาพโซเวียตยังช่วยสร้างอู่ต่อเรือใหญ่ที่อเล็กซานเดรีย โรงถลุงเหล็ก และศูนย์อุตสาหกรรมอลูมิเนียมให้อียิปต์อีกด้วย
    สื่อตะวันตกค่ายชาวเกาะใหญ่บอกว่า ทั้งรัสเซียและอียิปต์ ต่างเจอความขมของตะวันตกเหมือนกัน และคงอยากจะสร้างสัมพันธ์ระหว่างพวกขม ด้วยกัน รัสเซียเจอเรื่องแซงชั่น อียิปต์เจอพิษอาหรับสปริง และ Sisi คงซึ้งในวิธีการโยนทิ้งพรมเช็ดเท้าของอเมริกา จากกรณี มูบารัคและมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาส่งเสริม เปรียบเทียบกับการที่รัสเซียเข้ามาช่วยเพื่อนเก่าอย่างซีเรีย แบบนี้ Sisi ก็คงไม่ต้องคิดมาก ในการเลือกใช้นโยบายลมหวลกับรัสเซีย
    และอียิปต์ก็มีความหมายกับรัสเซีย ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
    ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน รัสเซียมีฐานทัพเรืออยู่ที่ซีเรียประเทศเดียว นี่ถ้าเหตุการณ์ในซีเรียมันยกระดับขึ้นเรื่อยๆ มีอียิปต์เป็นเพื่อนอยู่ริมทะเลแถบนั้นอีกราย มันก็ไม่เลว จะได้มานั่งรำลึกเรื่องความหลังด้วยกัน
    แน่นอนรายการลมหวนนี้ น่าจะสร้างความกังวล และหงุดหงิดให้แก่หลายคน และหลายมุม
    ขอแถมสักหน่อยครับ อาหรับสปริงในอียิปต์ ก็มาจากการจัดรายการของอเมริกานั่นเอง และเมื่อมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาก็เป็นฝ่ายหนุนอีกนั่นแหละ ขึ้นมาปกครองอียิปต์ อเมริกาก็ตัดความช่วยเหลือทางทหารที่เคยมีให้อียิปต์ทิ้งเสีย เพราะอ้างว่า อิยิปต์ไม่เป็นประชาธิปไตย มอร์ซิ ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง จริงๆ ไอ้มาตรการหลังเขาแบบนี้ของอเมริกา ก็มีดีเหมือนกันนะ ทำให้ท่านใบตองแห้ง มีอาชีพเสริม ทำหน้าที่เป็นพนักงานช่วยขายอาวุธรัสเซียให้คุณพี่ปูติน หมดเทอมเมื่อไหร่ ไปสมัครเป็นพนักงานประจำ ขายอาวุธของรัสเซียได้เลย ฮา
    ท่านใบตองแห้ง อย่าลืมไปทวงค่าคอมจากคุณพี่ปูตินนะครับ แต่จะได้ค่าคอมมาเป็นอะไร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    15 พ.ย. 2558
    ลมหวน ตอนที่ 1 เรื่องนี้ผมเขียนตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ ที่ 13 พย ตั้งใจจะเอาลงให้อ่านเช้าวันเสาร์ มาเจอเหตุการณ์ ศุกร์ 13 ที่ปารีส เลยต้องชลอไว้ แต่เห็นว่าเรื่องราวมันต่อเนื่องกัน และต่อเร็วเหลือเกิน เลยเอามาลงให้อ่านรวดเดียว และคงเห็นกันแล้วว่า รายการสกัดลมหวน รวมทั้งคิดบัญชี มันรุนแรงจริงๆ แล้วอย่างนี้ เรื่องมันจะจบ แบบต่างคนต่างอยู่ ได้หรือ…… นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลมหวน” ตอน 1 วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.2015 เครื่องบินโดยสารรัสเซียที่มีผู้โดยสารจำนวน 224 คน บินขึ้นจากเมือง Sharm El-Sheikh ในอิยิปต์ มุ่งหน้าไป St Petersburg เกิดเหตุร่วงลงพื้นดิน ผู้โดยสารลูกเรือเสียชีวิตหมด ข่าวสับสนอยู่หลายวัน ถึงสาเหตุของเครื่องบินตก ล่าสุดบอกว่า ถูกระเบิดจากในหรือนอกเครื่อง โดยอังกฤษออกมาปูดก่อนว่า เครื่องบินโดนระเบิด หลังจากนั้น อเมริการับลูก บอกมีความเป็นไปได้สูงมาก แต่อียิปต์ เจ้าของสถานที่ และรัสเซียผู้เสียหายยังไม่เห็นด้วย ทำไมต้องเป็นเครื่องบินรัสเซีย ที่มีชาวรัสเซียนั่งมาเต็มเครื่อง และทำไมต้องเกิดเหตุที่อียิปต์ สื่อตะวันตกหัวรุนแรงบอกว่า นี่น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ฝัก ฝ่ายการ์ตา และมักจะก่อเรื่องวุ่นวายแถบไซนายของในอียิปต์ ถ้าเป็นเรื่องจริง อียิปต์กับการ์ตา คงมองหน้ากันไม่สนิท อียิปต์ แม้จะถูกลากไปร่วมรายการถล่มเยเมนกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ ซาอุดิอารเบียตั้งแต่เดือนมีนาคมต้นปี แต่ในเรื่องเกี่ยวกับซีเรีย อียิปต์ไม่ได้คอเดียวกับก๊วนเสี่ยปั๊มใหญ่ และ Adbel Fattah el-Sisi ประธานาธิบดีของอียิปต์ ออกจะไม่เห็นด้วยกับซาอุและการ์ต้าด้วยซ้ำ ที่มุ่งหน้าจะแก้ปัญหาซีเรีย ด้วยการเขี่ยอัสสาดให้พ้นไปจากซีเรียอย่างเดียว แต่เรื่องนี้ คงไม่น่าจะทำให้อียิปต์ถึงกับตกเป็น “เป้า” อียิปต์ มี “เรื่อง” ที่ทำให้มีคนขัดใจมากกว่านั้น นาย Abdel Fattah el- Sisi อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของอียิปต์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอียิปต์ ด้วยคะแนนเสียงถล่มทะลายเกือบเอกฉันท์ เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2014 และแค่ในช่วง 3 เดือนแรก จากที่รับตำแหน่ง เขาเดินทางไปพบกับคุณพี่ปูตินที่มอสโคว์ ถึง 3 ครั้ง หลังจากนั้น สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย ก็ถูกสื่อตะวันตกจับจ้อง และตีข่าวว่า หรือ ลมกำลังหวน… รัสเซีย (สหภาพโซเวียตในขณะนั้น) กับอียิปต์ เคยเป็นมิตรรักกันมาก่อน ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะสมัยนายพลนัสเซอร์ เป็นประธานาธิบดีอียิปต์ แต่สัมพันธ์อียิปต์-รัสเซีย มาจางลงหลังจากที่ประธานาธิบดีอันวาร์ ซาดัด ที่สังกัดฝ่ายอเมริกาเต็มตัว ขึ้นมาปกครองอียิปต์แทนนัสเซอร์ ท่ามกลางข่าวลือว่า ซาดัต ที่เป็นมือขวาของนัสเซอร์ ดัดหลัง วางยาพิษนัสเซอร์จนเสียชีวิต แต่สื่อออกข่าวว่านัสเซอร์หัวใจวายตาย เมื่อซาดัตขึ้นปกครองอียิปต์ รายการแรกๆที่เขาทำคือ สั่งปลดที่ปรึกษาด้านการทหารชาวรัสเซียจำนวน 15,000 คน ส่งกลับบ้านหมด และหลังจากนั้นซาดัต ก็ประกาศสิ้นสุดสนธิสัญญาว่าด้วยความสัมพันธ์กับรัสเซีย ในปึ ค.ศ.1976 และกองทัพอียิปต์ก็กลายเป็นกองทัพ (ยุค) ของอเมริกา Sisi เป็นประธานาธิบดีได้แค่ 3 เดือน ไปจู๋จี๋กับคุณพี่ปูตินบ่อยขนาดนั้น ก็ต้องมีคนเขม็งมองจนตาคว่ำ เขาไปคุยอะไรกันนักหนา คู่รักลมหวนบอกว่า อียิปต์เป็นประเทศที่นำเข้าข้าวสาลีสูงสุดประเทศหนึ่ง ส่วนรัสเซียก็มีพื้นที่กว้างใหญ่ ปลูกข้าวสาลีส่งให้อียิปต์ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนที่อียิปต์ต้องการ เราก็ไปคุยกันเรื่องข้าวสาลี … ไม่จริงมั้ง ซื้อข้าวขายข้าว มันจะต้องบินไปบินมา ไปซื้อขายด้วยตัวเองบ่อยงั้นเชียวหรือ เด็กๆ มันก็ทำได้ คู่รักลมหวนบอก แล้วเราก็คุยเรื่องอาวุธ อย่าลืมว่า อียิปต์เคยมีกองทัพใหญ่ที่สุดในแถบตะวันออกกลาง ตั้งแต่สมัยที่ใครๆยังเลี้ยงอูฐอยู่เลย แต่ตอนนี้เหตุการณ์แถวบ้านเรา มันห่างกับคำว่า “สงบ” มากมาย เราจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงด้านกองทัพ และรัสเซียก็มีอาวุธทันสมัยเหมาะกับการใช้ของกองทัพเรา … แล้วอียิปต์ก็เลยทำสัญญาซื้ออาวุธจากรัสเซีย รอบแรกประมาณ 3.5 พันล้านเหรียญเท่านั้นเอง อียิปต์ไม่ได้รวยเหมือนเพื่อนบ้านนะ อาวุธที่ซื้อก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ระบบสกัดจรวดอันโด่งดัง จนถึงเครื่องบินรุ่น Sukhoi ที่บางกองทัพ ได้ยินชื่อแล้วขยาด ถึงขนาดมีทหารยื่นใบลาออกน่ะ … แน่ะ หลุดมาแล้ว เรื่องอาวุธ มีอะไรอีก บอกมาให้หมด อียิปต์ไม่รวยน้ำมัน ไม่มีพลังงานพอสร้างความสว่างให้ประเทศ ที่กำลังต้องฟื้นฟูเรื่องการท่องเที่ยว หลังจากไอ้ชั่วตัวไหนไม่รู้ มันมาจัดเทศกาลอาหรับสปริงแถวนี้ จนฉิบหายไปหมด อียิปต์เลยคิดจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดย Rosatom ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัสเซีย รับงานนี้ไปแล้ว … โอ้โห ชิ้นปลามัน นี่เขาคงคู่รักลมหวนจริง ๆนะ เล่นเอามีคนกินแห้วกันเป็นแถวๆ อย่างนี้ คู่รักคู่ขุด มิหงุดหงิด อิจฉาแย่หรือครับ มีอีกมั้ย รายการช๊อปปิ้ง ยังอมอะไรไว้ … อ้อ เราก็สั่งซื้อแก๊สจาก Rosnet ของรัสเซียด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดานี่นะ เพราะรัสเซียเขาเจ้าพ่อแก๊สอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องตื่นเต้นกันเลย สำหรับ Sisi การเป็นเพื่อนกับรัสเซีย มีความหมายกับอียิปต์ ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อย่าลืมว่า สหภาพโซเวียตเป็นคนช่วยสร้างเขื่อนอัสวานให้อียิปต์ หลังจากที่อเมริกาทิ้งอียิปต์ในช่วงนัสเซอร์เป็นประธานาธิบดี สหภาพโซเวียตยังช่วยสร้างอู่ต่อเรือใหญ่ที่อเล็กซานเดรีย โรงถลุงเหล็ก และศูนย์อุตสาหกรรมอลูมิเนียมให้อียิปต์อีกด้วย สื่อตะวันตกค่ายชาวเกาะใหญ่บอกว่า ทั้งรัสเซียและอียิปต์ ต่างเจอความขมของตะวันตกเหมือนกัน และคงอยากจะสร้างสัมพันธ์ระหว่างพวกขม ด้วยกัน รัสเซียเจอเรื่องแซงชั่น อียิปต์เจอพิษอาหรับสปริง และ Sisi คงซึ้งในวิธีการโยนทิ้งพรมเช็ดเท้าของอเมริกา จากกรณี มูบารัคและมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาส่งเสริม เปรียบเทียบกับการที่รัสเซียเข้ามาช่วยเพื่อนเก่าอย่างซีเรีย แบบนี้ Sisi ก็คงไม่ต้องคิดมาก ในการเลือกใช้นโยบายลมหวลกับรัสเซีย และอียิปต์ก็มีความหมายกับรัสเซีย ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน รัสเซียมีฐานทัพเรืออยู่ที่ซีเรียประเทศเดียว นี่ถ้าเหตุการณ์ในซีเรียมันยกระดับขึ้นเรื่อยๆ มีอียิปต์เป็นเพื่อนอยู่ริมทะเลแถบนั้นอีกราย มันก็ไม่เลว จะได้มานั่งรำลึกเรื่องความหลังด้วยกัน แน่นอนรายการลมหวนนี้ น่าจะสร้างความกังวล และหงุดหงิดให้แก่หลายคน และหลายมุม ขอแถมสักหน่อยครับ อาหรับสปริงในอียิปต์ ก็มาจากการจัดรายการของอเมริกานั่นเอง และเมื่อมอร์ซิ ของกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด ที่อเมริกาก็เป็นฝ่ายหนุนอีกนั่นแหละ ขึ้นมาปกครองอียิปต์ อเมริกาก็ตัดความช่วยเหลือทางทหารที่เคยมีให้อียิปต์ทิ้งเสีย เพราะอ้างว่า อิยิปต์ไม่เป็นประชาธิปไตย มอร์ซิ ไม่ยอมจัดการเลือกตั้ง จริงๆ ไอ้มาตรการหลังเขาแบบนี้ของอเมริกา ก็มีดีเหมือนกันนะ ทำให้ท่านใบตองแห้ง มีอาชีพเสริม ทำหน้าที่เป็นพนักงานช่วยขายอาวุธรัสเซียให้คุณพี่ปูติน หมดเทอมเมื่อไหร่ ไปสมัครเป็นพนักงานประจำ ขายอาวุธของรัสเซียได้เลย ฮา ท่านใบตองแห้ง อย่าลืมไปทวงค่าคอมจากคุณพี่ปูตินนะครับ แต่จะได้ค่าคอมมาเป็นอะไร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน…. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 15 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 643 มุมมอง 0 รีวิว
  • จินนี่ ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่”
    ตอน 4
    อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร
    อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง
    เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ”
    ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ
    มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย
    นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย
    ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?)
    ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว
    ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน
    ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!!
    โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก
    และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย
    …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง….
    แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ
    เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ
    2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015
    สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น
    เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน
    พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย
    การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่
    ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน
    ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..)
    แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง
    หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…”
    ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย
    เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    6 พ.ย. 2558
    จินนี่ ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่” ตอน 4 อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ” ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?) ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!! โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง…. แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ 2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015 สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่ ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..) แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…” ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 6 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 647 มุมมอง 0 รีวิว
  • จินนี่ ตอนที่ 1

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่”
    ตอน 1
    ตั้งชื่อแบบนี่ อย่านึกว่าผมจะเขียนเรื่องดารานะครับ ยังไม่อยากดังแข่งกับซ้อ….
    จีนนี่ หรือ Genie Energy เป็นชื่อ ของบริษัทน้ำมัน ที่มีเซียนระดับโลก ด้านยุทธศาสตร์การเมืองเขาว่า มันอาจจะเป็นตัวจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ตัวจริงก็ได้ และถ้าจับมาโยงกับเรื่องซีเรีย ฮู้ย… มันยกร่อง เห็นไส้เน่าลากยาวไปถึงไหนๆ ไม่ทำความรู้จัก “จีนนี่” เอาไว้ เดี๋ยวเชยตาย.. อายเขาแย่
    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา (ค.ศ.2015) ระหว่างที่ ฝูงเครื่องบินรบของคุณพี่ปูติน กำลังบินขึ้น บินลง วันละไม่รู้กี่เที่ยว ไล่ถล่มรังไอซิสราบไปเป็นแถบๆ (แต่สื่อตะวันตกไม่ลงให้หรอก เดี๋ยวคุณพี่ปูตินแกจะหล่อมากไป) นาย Yuval Bartov หัวหน้านักธรณีวิทยาประจำบริษัท Afek Oil & Gas ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Genie ก็ไปออกโทรทัศน์ของอิสราเอล ทำเสียงทุ้มบอกว่า ตอนนี้บริษัทของเขาได้พบแหล่งน้ำมันใหญ่มากกกก ในที่ราบสูงโกลาน Golan Heights
    … เสียงทุ้ม โม้ต่ออย่างตื่นเต้นว่า เราเจอน้ำมัน shale oil ใต้ชั้นหินดินดาน ที่หนาถึง 350 เมตร อยู่ที่ด้านใต้ของที่ราบสูงโกลาน ซึ่งโดยทั่วไปหินดินดาน ที่มีน้ำมันแบบนี้ ที่เจอกันส่วนใหญ่จะหนาแค่ประมาณ 20 ถึง 30 เมตรเท่านั้น นี่มันหนา 10 เท่าเชียวนะ เรากำลังเจออะไรที่มันมหึมา และน่าจะปริมาณที่มหาศาล… โอ้ย ตื่นเต้น ตื่นเต้น
    อิสราเอลนี่ โชคดีชะมัด แบบนี้ยิวคงโม้ไม่หยุดว่า พระเจ้าได้ประทานของขวัญชิ้นใหญ่ให้ยิวผู้ซึ่งเป็นชนพันธุ์พิเศษ เอะ แต่ที่ราบสูงโกลานเป็นของยิวแน่หรือครับ ใจคอคิดจะงาบของเขาไปง่ายๆแบบนี้ เจ้าของเขาจะยอมหรือครับ ไม่ใช่ของชิ้นเล็กวางโชว์ เดินผ่าน ก็ยื่นมือฉวยเอาเข้ากระเป๋ากันง่ายๆแบบนั้นนะ ไอ้แบบนั้นก็กุ๊ยแย่พอแล้ว นี่มันแหล่งน้ำมันนะครับ แล้วเป็นแหล่งตั้งใหญ่โตมโหฬารอย่างนี้
    ในปี ค.ศ.1967 กลุ่มประเทศที่มีบริเวณใกล้ชิดกับอิสราเอล คือ อียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน ออกอาการเหม็นเบื่อยิว จึงมีการแอบเหยียบตีน หรือยื่นศอกไปซัดกันอยู่เรื่อย อิสราเอล ได้ลูกยุจากฝั่งอเมริกาที่กำลั งกร่างสุด สั่งให้นายพลโมเช่ดายัน ทำหน้าที่พระเอก ยกทัพไปลุยอียิปต์ ที่นำโดยนายพลกามาล นัสเซอร์ พระเอกอีกคน ที่เป็นเพื่อนรักของโซเวียต โดยมี ซีเรีย อิรัค กับจอร์แดน ถือหางข้างอียิปต์ เอาละสิ
    ผลปรากฏว่า อิสราเอลคงมีของดี รบแค่ 6 วัน อียิปต์ถอยกรูด ทำให้ อิสราเอลโม้เรื่องสงคราม 6 วันนี้ไม่เลิก แต่คนที่น่าจะยังจำเรื่องนี้ดี คือ รัสเซีย ที่เป็นลูกพี่ใหญ่ของอียิปต์ และซีเรียในช่วงนั้น เห็นไหมครับ บางเรื่อง มันมีที่มาเยอะ ไม่รู้เรื่องเก่าๆ ก็อาจจะไม่รู้ว่าเรื่องใหม่ที่เขากำลังเล่นกันนั้น จะเล่นกันยาวไกลย้อนเกล็ดกันหนักหนาขนาดไหน
    อิสราเอลนั้น พอรบชนะ ก็ตัวยืดเบ่งกล้าม ถือโอกาสยึดครองพื้นที่ของซีเรียไป 460 ตารางไมล์ตามแนวเขตแดนของซีเรีย โดยรวมเอาที่ราบสูงโกลานของซีเรียไปด้วยอย่างหน้าตาเฉย หรือเขาเรียกว่า หน้าด้าน ผมไม่แน่ใจ
    ที่ราบสูงโกลานในตอนนั้น ก็มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แล้ว อย่างแรก
    โกลาน มีแหล่งน้ำจืดใหญ่ ที่ไหลลงมาตามแม่น้ำจอร์แดน เลี้ยงหลายประเทศในแถบนั้น รวมทั้งเลี้ยงอิสราเอลด้วย อย่าลืมว่าตะวันออกกลางเป็นทะเลทราย คงหาน้ำจืดยาก แม้คนแถบนั้นจะเคยเป็นคนเลี้ยงอูฐกันมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเก็บน้ำไว้ในหนอกคอตัวเองได้อย่างอูฐ น้ำจืดจึงเป็นสิ่งมีค่ามากสำหรับพวกเขา แต่ดันมีไอ้คนใจดำ ยึดน้ำจืด ของชาวบ้านเขาไปอย่างหน้าด้านๆ
    นอกจากนี้ ถ้าเอาเครื่องมือจารกรรม จะแบบลูกกอล์ฟยักษ์ ที่ชอบใช้กันนัก หรือจานใบใหญ่ ไปตั้งไว้บนที่ราบสูงโกลาน ที่อยู่หน้าบ้านดามัสคัส เมืองหลวงของซีเรีย อิสราเอลก็คงเห็นหนังสด ทั้งภาพทั้งเสียงในดามัสคัสชัดเจน แจ๋วแหวว ล้างหูล้างตามั่งนะคุณยิว
    ดูหนังสดข้างบ้านจนติดใจ ในปี ค.ศ.1981 อิสราเอล เลยออกกฏหมาย กำหนดให้ที่ราบสูงโกลานเป็นของตัว อยู่ภายใต้บังคับกฏหมาย และการปกครองของอิสราเอล แม้ว่าจะมีมติของสหประชาชาติที่ 242 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 บอกว่า การครอบครองที่ราบสูงโกลานของอิสราเอล ไม่ชอบด้วยหลักกฏหมายระหว่างประเทศ ให้อิสราเอลถอนการครอบครองออก ไปจากบริเวณนั้น แต่อิสราเอลไม่สนใจ จะต้องสนใจทำไม ก็ลูกพี่อเมริกา ไม่เห็นว่าอะไรเลย นี่… ให้มันรู้กันเสียบ้างว่า ข้างกูทำได้ทั้งนั้น ไม่มีผิด ไม่มีคว่ำบาตร แต่ข้างมึงอย่า.. เชียวนะ ทีนี้ใครอย่ามาอ้างเรื่องมติสหประชาชาติกับผมนะ ผมจะด่าให้หงายเงิบเลย ( ผมใช้ศัพท์สมัยใหม่แล้วนะ ใช้ถูกไหมครับ)
    ถึงปี ค.ศ.2008 สหประชาชาติ เอาใหม่ มีมติที่ 161-1 ยืนยัน มติเดิม ให้อิสราเอลคืนพื้นที่ให้แก่ซีเรีย และให้กฏหมายที่อิสราเอลออกใช้บังคับ เมื่อปี ค.ศ.1981 นั้นไม่มีผลใช้บังคับ และให้อิสราเอล ทำการปรับพื้นที่บนที่ราบสูงโกลาน กลับสู่สภาพเดิมทั้งหมด และยุติการครอบครอง การก่อสร้าง และยุติการบังคับให้ชาวซีเรียที่อยู่ในพื้นราบสูงโกลาน มาถือสัญชาติและใช้บัตรประจำตัวของอิสราเอลอีกด้วย โห…สั่งได้เข้ม เห็นภาพเลยว่า ชาวซีเรียนี่โดนข่มขืนย่ำยีใน ศักดิ์ศรี ของความเป็นชาติของเขามานานแล้วนะ แล้วเราเคยรู้เรื่องนี้กันไหมครับ ไม่รู้แน่นอน เพราะสื่อกระป๋องสีไม่ว่ายี่ห้อไหน จะออกข่าวแต่เรื่องอัสสาดเป็นเผด็จการ ตามใบสั่งเท่านั้น
    แล้วตกลงมติเข้มของสหประชาชาติได้ผลไหม มีใครทำอะไรอิสราเอลได้ไหม ไม่น่าถาม ไม่มีครับ ใครจะกล้า ลูกพี่ใหญ่ยืนจังก้าอยู่ข้างหลัง เห็นความเป็นธรรมชัดเจนจัง แบบนี้ยังมาพล่ามเรื่อง
    ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน ถุด…เดี๋ยวรื้อเรื่องเขาพระวิหารมาเล่นใหม่เสียหรอก
    ตกลงเห็นหน้าเห็นตัวกันแล้วนะครับว่า ใครเป็นเจ้าของตัวจริงของที่ราบสูง
    โกลาน ที่เพิ่งมีการเจอแหล่งน้ำมันมหึมา ไม่ใช่ไอ้ตัวที่ไปงาบเขามา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1967
    และแม้สหประชาชาติ จะมีมติให้อิสราเอลคืนที่ราบสูงโกลาน ให้กับซีเรีย นอกจากอิสราเอลจะไม่สนใจแล้ว อิสราเอลยังเดินหน้ามอบสัมปทานบนพื้นที่ดังกล่าวให้บริษัท จีนนี่ อีกด้วย แน่จริงๆ
    แต่ที่แน่กว่านั้น มันเป็นการให้สัมปทานในปี ค.ศ.2013 ในช่วงเวลาที่ซีเรียกำลังถูกรุมกินโต๊ะ และหนึ่งในผู้รุมกินก็คือ อิสราเอล มันเป็นการวางจังหวะ การรุมกินโต๊ะ และการให้สัมปทาน ที่ได้เวลาอย่างที่อัสสาดไม่มีทางประท้วง หรือต่อสู้อะไรเลย เพราะตัวเองก็ยังแทบจะเอาไม่รอดอยู่แล้ว คนวางแผนรายการนี้ ฝีมือร้ายกาจมาก
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    3 พ.ย. 2558
    จินนี่ ตอนที่ 1 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่” ตอน 1 ตั้งชื่อแบบนี่ อย่านึกว่าผมจะเขียนเรื่องดารานะครับ ยังไม่อยากดังแข่งกับซ้อ…. จีนนี่ หรือ Genie Energy เป็นชื่อ ของบริษัทน้ำมัน ที่มีเซียนระดับโลก ด้านยุทธศาสตร์การเมืองเขาว่า มันอาจจะเป็นตัวจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ตัวจริงก็ได้ และถ้าจับมาโยงกับเรื่องซีเรีย ฮู้ย… มันยกร่อง เห็นไส้เน่าลากยาวไปถึงไหนๆ ไม่ทำความรู้จัก “จีนนี่” เอาไว้ เดี๋ยวเชยตาย.. อายเขาแย่ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา (ค.ศ.2015) ระหว่างที่ ฝูงเครื่องบินรบของคุณพี่ปูติน กำลังบินขึ้น บินลง วันละไม่รู้กี่เที่ยว ไล่ถล่มรังไอซิสราบไปเป็นแถบๆ (แต่สื่อตะวันตกไม่ลงให้หรอก เดี๋ยวคุณพี่ปูตินแกจะหล่อมากไป) นาย Yuval Bartov หัวหน้านักธรณีวิทยาประจำบริษัท Afek Oil & Gas ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Genie ก็ไปออกโทรทัศน์ของอิสราเอล ทำเสียงทุ้มบอกว่า ตอนนี้บริษัทของเขาได้พบแหล่งน้ำมันใหญ่มากกกก ในที่ราบสูงโกลาน Golan Heights … เสียงทุ้ม โม้ต่ออย่างตื่นเต้นว่า เราเจอน้ำมัน shale oil ใต้ชั้นหินดินดาน ที่หนาถึง 350 เมตร อยู่ที่ด้านใต้ของที่ราบสูงโกลาน ซึ่งโดยทั่วไปหินดินดาน ที่มีน้ำมันแบบนี้ ที่เจอกันส่วนใหญ่จะหนาแค่ประมาณ 20 ถึง 30 เมตรเท่านั้น นี่มันหนา 10 เท่าเชียวนะ เรากำลังเจออะไรที่มันมหึมา และน่าจะปริมาณที่มหาศาล… โอ้ย ตื่นเต้น ตื่นเต้น อิสราเอลนี่ โชคดีชะมัด แบบนี้ยิวคงโม้ไม่หยุดว่า พระเจ้าได้ประทานของขวัญชิ้นใหญ่ให้ยิวผู้ซึ่งเป็นชนพันธุ์พิเศษ เอะ แต่ที่ราบสูงโกลานเป็นของยิวแน่หรือครับ ใจคอคิดจะงาบของเขาไปง่ายๆแบบนี้ เจ้าของเขาจะยอมหรือครับ ไม่ใช่ของชิ้นเล็กวางโชว์ เดินผ่าน ก็ยื่นมือฉวยเอาเข้ากระเป๋ากันง่ายๆแบบนั้นนะ ไอ้แบบนั้นก็กุ๊ยแย่พอแล้ว นี่มันแหล่งน้ำมันนะครับ แล้วเป็นแหล่งตั้งใหญ่โตมโหฬารอย่างนี้ ในปี ค.ศ.1967 กลุ่มประเทศที่มีบริเวณใกล้ชิดกับอิสราเอล คือ อียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน ออกอาการเหม็นเบื่อยิว จึงมีการแอบเหยียบตีน หรือยื่นศอกไปซัดกันอยู่เรื่อย อิสราเอล ได้ลูกยุจากฝั่งอเมริกาที่กำลั งกร่างสุด สั่งให้นายพลโมเช่ดายัน ทำหน้าที่พระเอก ยกทัพไปลุยอียิปต์ ที่นำโดยนายพลกามาล นัสเซอร์ พระเอกอีกคน ที่เป็นเพื่อนรักของโซเวียต โดยมี ซีเรีย อิรัค กับจอร์แดน ถือหางข้างอียิปต์ เอาละสิ ผลปรากฏว่า อิสราเอลคงมีของดี รบแค่ 6 วัน อียิปต์ถอยกรูด ทำให้ อิสราเอลโม้เรื่องสงคราม 6 วันนี้ไม่เลิก แต่คนที่น่าจะยังจำเรื่องนี้ดี คือ รัสเซีย ที่เป็นลูกพี่ใหญ่ของอียิปต์ และซีเรียในช่วงนั้น เห็นไหมครับ บางเรื่อง มันมีที่มาเยอะ ไม่รู้เรื่องเก่าๆ ก็อาจจะไม่รู้ว่าเรื่องใหม่ที่เขากำลังเล่นกันนั้น จะเล่นกันยาวไกลย้อนเกล็ดกันหนักหนาขนาดไหน อิสราเอลนั้น พอรบชนะ ก็ตัวยืดเบ่งกล้าม ถือโอกาสยึดครองพื้นที่ของซีเรียไป 460 ตารางไมล์ตามแนวเขตแดนของซีเรีย โดยรวมเอาที่ราบสูงโกลานของซีเรียไปด้วยอย่างหน้าตาเฉย หรือเขาเรียกว่า หน้าด้าน ผมไม่แน่ใจ ที่ราบสูงโกลานในตอนนั้น ก็มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แล้ว อย่างแรก โกลาน มีแหล่งน้ำจืดใหญ่ ที่ไหลลงมาตามแม่น้ำจอร์แดน เลี้ยงหลายประเทศในแถบนั้น รวมทั้งเลี้ยงอิสราเอลด้วย อย่าลืมว่าตะวันออกกลางเป็นทะเลทราย คงหาน้ำจืดยาก แม้คนแถบนั้นจะเคยเป็นคนเลี้ยงอูฐกันมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเก็บน้ำไว้ในหนอกคอตัวเองได้อย่างอูฐ น้ำจืดจึงเป็นสิ่งมีค่ามากสำหรับพวกเขา แต่ดันมีไอ้คนใจดำ ยึดน้ำจืด ของชาวบ้านเขาไปอย่างหน้าด้านๆ นอกจากนี้ ถ้าเอาเครื่องมือจารกรรม จะแบบลูกกอล์ฟยักษ์ ที่ชอบใช้กันนัก หรือจานใบใหญ่ ไปตั้งไว้บนที่ราบสูงโกลาน ที่อยู่หน้าบ้านดามัสคัส เมืองหลวงของซีเรีย อิสราเอลก็คงเห็นหนังสด ทั้งภาพทั้งเสียงในดามัสคัสชัดเจน แจ๋วแหวว ล้างหูล้างตามั่งนะคุณยิว ดูหนังสดข้างบ้านจนติดใจ ในปี ค.ศ.1981 อิสราเอล เลยออกกฏหมาย กำหนดให้ที่ราบสูงโกลานเป็นของตัว อยู่ภายใต้บังคับกฏหมาย และการปกครองของอิสราเอล แม้ว่าจะมีมติของสหประชาชาติที่ 242 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 บอกว่า การครอบครองที่ราบสูงโกลานของอิสราเอล ไม่ชอบด้วยหลักกฏหมายระหว่างประเทศ ให้อิสราเอลถอนการครอบครองออก ไปจากบริเวณนั้น แต่อิสราเอลไม่สนใจ จะต้องสนใจทำไม ก็ลูกพี่อเมริกา ไม่เห็นว่าอะไรเลย นี่… ให้มันรู้กันเสียบ้างว่า ข้างกูทำได้ทั้งนั้น ไม่มีผิด ไม่มีคว่ำบาตร แต่ข้างมึงอย่า.. เชียวนะ ทีนี้ใครอย่ามาอ้างเรื่องมติสหประชาชาติกับผมนะ ผมจะด่าให้หงายเงิบเลย ( ผมใช้ศัพท์สมัยใหม่แล้วนะ ใช้ถูกไหมครับ) ถึงปี ค.ศ.2008 สหประชาชาติ เอาใหม่ มีมติที่ 161-1 ยืนยัน มติเดิม ให้อิสราเอลคืนพื้นที่ให้แก่ซีเรีย และให้กฏหมายที่อิสราเอลออกใช้บังคับ เมื่อปี ค.ศ.1981 นั้นไม่มีผลใช้บังคับ และให้อิสราเอล ทำการปรับพื้นที่บนที่ราบสูงโกลาน กลับสู่สภาพเดิมทั้งหมด และยุติการครอบครอง การก่อสร้าง และยุติการบังคับให้ชาวซีเรียที่อยู่ในพื้นราบสูงโกลาน มาถือสัญชาติและใช้บัตรประจำตัวของอิสราเอลอีกด้วย โห…สั่งได้เข้ม เห็นภาพเลยว่า ชาวซีเรียนี่โดนข่มขืนย่ำยีใน ศักดิ์ศรี ของความเป็นชาติของเขามานานแล้วนะ แล้วเราเคยรู้เรื่องนี้กันไหมครับ ไม่รู้แน่นอน เพราะสื่อกระป๋องสีไม่ว่ายี่ห้อไหน จะออกข่าวแต่เรื่องอัสสาดเป็นเผด็จการ ตามใบสั่งเท่านั้น แล้วตกลงมติเข้มของสหประชาชาติได้ผลไหม มีใครทำอะไรอิสราเอลได้ไหม ไม่น่าถาม ไม่มีครับ ใครจะกล้า ลูกพี่ใหญ่ยืนจังก้าอยู่ข้างหลัง เห็นความเป็นธรรมชัดเจนจัง แบบนี้ยังมาพล่ามเรื่อง ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน ถุด…เดี๋ยวรื้อเรื่องเขาพระวิหารมาเล่นใหม่เสียหรอก ตกลงเห็นหน้าเห็นตัวกันแล้วนะครับว่า ใครเป็นเจ้าของตัวจริงของที่ราบสูง โกลาน ที่เพิ่งมีการเจอแหล่งน้ำมันมหึมา ไม่ใช่ไอ้ตัวที่ไปงาบเขามา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 และแม้สหประชาชาติ จะมีมติให้อิสราเอลคืนที่ราบสูงโกลาน ให้กับซีเรีย นอกจากอิสราเอลจะไม่สนใจแล้ว อิสราเอลยังเดินหน้ามอบสัมปทานบนพื้นที่ดังกล่าวให้บริษัท จีนนี่ อีกด้วย แน่จริงๆ แต่ที่แน่กว่านั้น มันเป็นการให้สัมปทานในปี ค.ศ.2013 ในช่วงเวลาที่ซีเรียกำลังถูกรุมกินโต๊ะ และหนึ่งในผู้รุมกินก็คือ อิสราเอล มันเป็นการวางจังหวะ การรุมกินโต๊ะ และการให้สัมปทาน ที่ได้เวลาอย่างที่อัสสาดไม่มีทางประท้วง หรือต่อสู้อะไรเลย เพราะตัวเองก็ยังแทบจะเอาไม่รอดอยู่แล้ว คนวางแผนรายการนี้ ฝีมือร้ายกาจมาก สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 3 พ.ย. 2558
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 485 มุมมอง 0 รีวิว
  • ข่าวลือ ข่าวลวง ตอนที่ 3

    “ข่าวลือ ข่าวลวง”
    ตอน 3
    ในปี ค.ศ.1979 ราชวงศ์ซาอูดถูกท้าทาย จากการบุกยึดมัสยิดใหญ่ที่สุดในโลก ที่นครเมกกะ โดยกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง ที่เชื่อว่าวันสุดท้ายของความชั่วร้ายมาถึงแล้ว การต่อสู้เพื่อยึดเอามัสยิดกลับ ดำเนินอยู่หลายสัปดาห์ โดยฝ่ายราชวงศ์ใช้กองทัพ ที่อำนวยการโดยกระทรวงมหาดไทย และมีหน่วยคอมมานโดของฝรั่งเศส ที่ราชวงศ์จ้างไว้เป็นพิเศษคอยช่วยเหลือ รวมทั้งมีการใช้อาวุธเคมีด้วย ฝ่ายราชวงศ์จึงยึดมัสยิดใหญ่กลับคืนมาได้
    รายการท้าทายนี้ ทำให้ราชวงศ์และรัฐบาลซาอุเสียหน้าอย่างมาก และที่ทำให้อึกอักหนักขึ้น เมื่อผลการสอบสวนตัวการท้าทายทั้งหลาย กลายเป็นว่า หลายคนรู้จักดี กับรัฐมนตรีมหาดไทย the Black Prince และหลังจากการสอบสวน แม้ว่าหลายคนจะถูกกักขัง แต่ในที่สุด ด้วยคำแนะนำของฝ่ายศาสนาที่ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีมหาดไทย พวกยึดมัสยิดก็ได้รับการปล่อยตัว
    The Black Prince ไม่หมองมัวจากเรื่องการบุกยึดมัสยิด คนที่ต้องรับผิดชอบกลับเป็นเจ้าชายอีกคน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ว่าการนครเมกกะ อเมริกาปากยาวตามเคย บอกว่า เรื่องนี้ฝ่ายราชวงศ์แสดงความอ่อนแอ ยอมตามความต้องการของฝ่ายศาสนามากเกินไป และทำให้การปฏิรูปประเทศของซาอุดิอารเบีย ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือจะเดินถอยหลังเอาด้วยซ้ำ
    และเมื่อราชวงศ์เริ่มให้การสนับสนุนกับกลุ่มกองทัพอิสลามหัวรุนแรง ที่เริ่มปฏิบัติการณ์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะ เมื่อซาอุดิอารเบียร่วมมือกับอเมริกา สนับสนุนกองกำลังอาฟกัน มูจาฮีดีน ต่อสู้กับกองกำลังของสหภาพโซเวียตที่อาฟกานิสถาน ในช่วงปี ค.ศ.1979 – 1989 อเมริกาก็วิจารณ์อีกว่า ฝ่ายราชวงศ์นับวันจะยิ่งขยับไปใกล้กับฝ่ายศาสนามากขึ้นทุกที
    ….เออ อันนี้เอ็งไม่น่าพูดมากเลยนะ ก็จับมือเล่นด้วยกันไม่ใช่หรือ เขารู้กันทั้งนั้น….
    ในช่วงนั้น กษัตริย์ซาลมาน (ผู้ที่ปกครองซาอุดิ อารเบียในปัจจุบัน) รับหน้าที่เป็นผู้จัดหาทุนเป็นการภายใน ระหว่างราชวงศ์และพวกเศรษฐีซาอุทั้งหลาย ได้เงินเป็นหลายๆ สิบล้านเหรียญ เพื่อนำไปสนับสนุนกองกำลังมูจาฮิดีน ในการรบที่อาฟกานิสถาน รวมทั้งการรบของกองกำลังมุสลิมในบอสเนีย และปาเลสไตน์ด้วย
    …. การที่อเมริกาเอาเรื่องนี้ของราชวงศ์ซาอูดมาแฉ แสดงว่าอเมริกาน่าจะกำลังอาการหนัก เลยรีบประทับตราราชวงศ์ซาอูด ให้โลกเห็นพฤติกรรม จะได้หนีไปใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออื่นยาก….
    และเมื่อ อุซามะ บิน ลาเดน ก่อตั้งกลุ่มอัลไคดา เจ้าชายนาเยฟเอง ก็นับเป็นมิตรที่ดีกับ บิน ลาเดน และเห็นว่า การที่โซเวียตพ่ายแพ้ถอยออกไปจากอาฟกานิสถานนั้น เป็นผลงานของ บิน ลาเดน ทีเดียว นาเยฟ มีความเห็นว่า ในตอนหลังที่มีการกล่าวหาว่า บิน ลาเดน เป็นผู้ก่อการร้ายนั้น มาจากการป้ายสีของอเมริกาทั้งสิ้น และ บิน ลาเดน ไม่มีความประสงค์ร้ายต่อซาอุดิอารเบีย หรือราชวงศ์ซาอูดแต่อย่างใด และก็เป็นความเห็น ที่ไม่ต่างกับความเห็นของราชวงศ์ซาอูด เองด้วย
    เมื่อ George Tenet ผู้อำนวยการซีไอเอ และเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านข่าวกรอง เตือนเจ้าชายนาเยฟว่า กลุ่มอัลไคดาสร้างอุโมงค์เครือข่ายใต้ดินอยู่เต็มซาอุดิ อารเบีย นาเยฟไม่เชื่อ เพราะนาเยฟ ไม่เคยวางใจการเข้ามาในซาอุดิอารเบีย ของอเมริกาเลยจนนิดเดียว นาเยฟ สุภาพกับเจ้าหน้าที่อเมริกันก็จริง แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ให้ความร่วมมือกับอเมริกา
    เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายชีอะ วางระเบิดฐานทัพอเมริกาที่ Khobar Tower ที่เมือง Dhahran ในปี ค.ศ.1996 ทำให้มีเจ้าหน้าที่การบินตายไป 19 คน นาเยฟ ไม่ยอมบอกข้อมูลกับฝ่ายอเมริกันว่า ผู้ก่อการร้ายอาจมีส่วนเกี่ยวพัน กับอิหร่าน เขาอ้างว่า ทางวอชิงตันอาจนำข้อมูลนี้มาใช้อ้างในการกล่าวหาอิหร่าน และลากเอาซาอุดิอารเบีย เข้าสู่สงครามกับอิหร่านไปด้วย แต่ฝ่ายอเมริกันบอกว่า นาเยฟ คงเกลียดอเมริกันมากกว่า เกลียดอิหร่านเสียอีก
    ….นี่ก็เป็นการเขียนบทความ “ดักคอ” ซาอุดิอารเบีย ของซีไอเอเก๋าอีกรายการ ที่น่าสนใจ….
    อเมริกาบอกว่า นาเยฟ ยังไม่สนใจคำเตือนของฝ่ายอเมริกัน เกี่ยวกับเรื่อง
    อัลไคดาต่อไปอีกหลายปี แต่ในที่สุด จะไม่สนใจอีกต่อไป ไม่ได้แล้ว และคนที่ต้องมาจัดการเรื่องอัลไคดา ก็คือ บิน นาเยฟ หรือ MBN ลูกชายของ นาเยฟ นั่นเอง
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    19 ต.ค. 2558
    ข่าวลือ ข่าวลวง ตอนที่ 3 “ข่าวลือ ข่าวลวง” ตอน 3 ในปี ค.ศ.1979 ราชวงศ์ซาอูดถูกท้าทาย จากการบุกยึดมัสยิดใหญ่ที่สุดในโลก ที่นครเมกกะ โดยกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง ที่เชื่อว่าวันสุดท้ายของความชั่วร้ายมาถึงแล้ว การต่อสู้เพื่อยึดเอามัสยิดกลับ ดำเนินอยู่หลายสัปดาห์ โดยฝ่ายราชวงศ์ใช้กองทัพ ที่อำนวยการโดยกระทรวงมหาดไทย และมีหน่วยคอมมานโดของฝรั่งเศส ที่ราชวงศ์จ้างไว้เป็นพิเศษคอยช่วยเหลือ รวมทั้งมีการใช้อาวุธเคมีด้วย ฝ่ายราชวงศ์จึงยึดมัสยิดใหญ่กลับคืนมาได้ รายการท้าทายนี้ ทำให้ราชวงศ์และรัฐบาลซาอุเสียหน้าอย่างมาก และที่ทำให้อึกอักหนักขึ้น เมื่อผลการสอบสวนตัวการท้าทายทั้งหลาย กลายเป็นว่า หลายคนรู้จักดี กับรัฐมนตรีมหาดไทย the Black Prince และหลังจากการสอบสวน แม้ว่าหลายคนจะถูกกักขัง แต่ในที่สุด ด้วยคำแนะนำของฝ่ายศาสนาที่ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีมหาดไทย พวกยึดมัสยิดก็ได้รับการปล่อยตัว The Black Prince ไม่หมองมัวจากเรื่องการบุกยึดมัสยิด คนที่ต้องรับผิดชอบกลับเป็นเจ้าชายอีกคน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ว่าการนครเมกกะ อเมริกาปากยาวตามเคย บอกว่า เรื่องนี้ฝ่ายราชวงศ์แสดงความอ่อนแอ ยอมตามความต้องการของฝ่ายศาสนามากเกินไป และทำให้การปฏิรูปประเทศของซาอุดิอารเบีย ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือจะเดินถอยหลังเอาด้วยซ้ำ และเมื่อราชวงศ์เริ่มให้การสนับสนุนกับกลุ่มกองทัพอิสลามหัวรุนแรง ที่เริ่มปฏิบัติการณ์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะ เมื่อซาอุดิอารเบียร่วมมือกับอเมริกา สนับสนุนกองกำลังอาฟกัน มูจาฮีดีน ต่อสู้กับกองกำลังของสหภาพโซเวียตที่อาฟกานิสถาน ในช่วงปี ค.ศ.1979 – 1989 อเมริกาก็วิจารณ์อีกว่า ฝ่ายราชวงศ์นับวันจะยิ่งขยับไปใกล้กับฝ่ายศาสนามากขึ้นทุกที ….เออ อันนี้เอ็งไม่น่าพูดมากเลยนะ ก็จับมือเล่นด้วยกันไม่ใช่หรือ เขารู้กันทั้งนั้น…. ในช่วงนั้น กษัตริย์ซาลมาน (ผู้ที่ปกครองซาอุดิ อารเบียในปัจจุบัน) รับหน้าที่เป็นผู้จัดหาทุนเป็นการภายใน ระหว่างราชวงศ์และพวกเศรษฐีซาอุทั้งหลาย ได้เงินเป็นหลายๆ สิบล้านเหรียญ เพื่อนำไปสนับสนุนกองกำลังมูจาฮิดีน ในการรบที่อาฟกานิสถาน รวมทั้งการรบของกองกำลังมุสลิมในบอสเนีย และปาเลสไตน์ด้วย …. การที่อเมริกาเอาเรื่องนี้ของราชวงศ์ซาอูดมาแฉ แสดงว่าอเมริกาน่าจะกำลังอาการหนัก เลยรีบประทับตราราชวงศ์ซาอูด ให้โลกเห็นพฤติกรรม จะได้หนีไปใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออื่นยาก…. และเมื่อ อุซามะ บิน ลาเดน ก่อตั้งกลุ่มอัลไคดา เจ้าชายนาเยฟเอง ก็นับเป็นมิตรที่ดีกับ บิน ลาเดน และเห็นว่า การที่โซเวียตพ่ายแพ้ถอยออกไปจากอาฟกานิสถานนั้น เป็นผลงานของ บิน ลาเดน ทีเดียว นาเยฟ มีความเห็นว่า ในตอนหลังที่มีการกล่าวหาว่า บิน ลาเดน เป็นผู้ก่อการร้ายนั้น มาจากการป้ายสีของอเมริกาทั้งสิ้น และ บิน ลาเดน ไม่มีความประสงค์ร้ายต่อซาอุดิอารเบีย หรือราชวงศ์ซาอูดแต่อย่างใด และก็เป็นความเห็น ที่ไม่ต่างกับความเห็นของราชวงศ์ซาอูด เองด้วย เมื่อ George Tenet ผู้อำนวยการซีไอเอ และเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านข่าวกรอง เตือนเจ้าชายนาเยฟว่า กลุ่มอัลไคดาสร้างอุโมงค์เครือข่ายใต้ดินอยู่เต็มซาอุดิ อารเบีย นาเยฟไม่เชื่อ เพราะนาเยฟ ไม่เคยวางใจการเข้ามาในซาอุดิอารเบีย ของอเมริกาเลยจนนิดเดียว นาเยฟ สุภาพกับเจ้าหน้าที่อเมริกันก็จริง แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ให้ความร่วมมือกับอเมริกา เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายชีอะ วางระเบิดฐานทัพอเมริกาที่ Khobar Tower ที่เมือง Dhahran ในปี ค.ศ.1996 ทำให้มีเจ้าหน้าที่การบินตายไป 19 คน นาเยฟ ไม่ยอมบอกข้อมูลกับฝ่ายอเมริกันว่า ผู้ก่อการร้ายอาจมีส่วนเกี่ยวพัน กับอิหร่าน เขาอ้างว่า ทางวอชิงตันอาจนำข้อมูลนี้มาใช้อ้างในการกล่าวหาอิหร่าน และลากเอาซาอุดิอารเบีย เข้าสู่สงครามกับอิหร่านไปด้วย แต่ฝ่ายอเมริกันบอกว่า นาเยฟ คงเกลียดอเมริกันมากกว่า เกลียดอิหร่านเสียอีก ….นี่ก็เป็นการเขียนบทความ “ดักคอ” ซาอุดิอารเบีย ของซีไอเอเก๋าอีกรายการ ที่น่าสนใจ…. อเมริกาบอกว่า นาเยฟ ยังไม่สนใจคำเตือนของฝ่ายอเมริกัน เกี่ยวกับเรื่อง อัลไคดาต่อไปอีกหลายปี แต่ในที่สุด จะไม่สนใจอีกต่อไป ไม่ได้แล้ว และคนที่ต้องมาจัดการเรื่องอัลไคดา ก็คือ บิน นาเยฟ หรือ MBN ลูกชายของ นาเยฟ นั่นเอง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 19 ต.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 401 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลองเชิง ตอนที่ 12

    “ลองเชิง”
    ตอน 12 (จบ)
    ผมเขียนเล่าเรื่อง ที่มาของฉากซีเรียในมิติใหญ่ ที่เกี่ยวกับเป้าหมายของอเมริกา ที่จะครองโลกอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการครอบครองยูเรเซีย ที่มีรัสเซียและจีน ยืนตัวใหญ่อยู่ในยูเรเซีย และอเมริกาจะครอบครองยูเรเซียได้ อเมริกาจะต้องครอบครอง (พลังงานใน) ตะวันออกกลางเสียก่อน เพื่อไม่ให้คู่แข่งเข้าถึงพลังงานในตะวันออกกลาง มันเป็นแผน ที่อเมริกาวางไว้ ก่อนเข้าทำสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก
    อเมริกา อมตะวันออกกลางไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว โดยการเข้าไปครอบงำ และชักใยค่าย ซาอุดิอารเบียเสี่ยปั้มใหญ่ กับพวกเสี่ยปั๊มเล็ก สิงห์สำอางค์ทั้งหลาย แต่นั่น ยังไม่ทำให้อเมริกาได้ตะวันออกกลางทั้งหมด เพราะยังมีก้างขวางคออันใหญ่และแหลมคมคือ ค่ายของอิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์และพวก และหมากตัวสำคัญ ที่จะทำให้ค่ายนี้กระเทือนคือ การอยู่ หรือการไปของซีเรีย หรือชัดๆ ก็คือ อัสซาด ผู้นำซีเรีย จะอยู่รอดหรือไม่
    และขณะเดียวกัน ซีเรีย ก็เป็นหมากตัวสำคัญ ของสงครามท่อส่งแก๊ส ซึ่ง เป็นการชิงเส้นทางท่อส่งแก๊สไปยุโรป ระหว่าง 2 ค่ายใหญ่ในตะวันออกกลาง และเรื่องท่อส่งแก๊สนี้ จึงเกี่ยวพันกับรัสเซีย ยุโรป และเอเซีย
    ซีเรีย จึงเป็นจุดชี้เป็น ชี้ตายในหลายมิติ และผลสรุปของการลองเชิง ที่ซีเรียน่าจะบอกอะไรเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ในโลก
    ในสมัยก่อน การค้าขายหลายประเทศใช้เรือปืนนำหน้า ไปจอดตามอ่าวหน้าบ้านเขา เพื่อบังคับให้เจ้าของบ้านเปิดประตูมาค้าขายกัน และร้อยทั้งร้อย คนเปิดประตูก็เสียเปรียบ เพราะ (ยัง) ไม่มี ปืนใหญ่ไปต่อรองกับเขา ไอ้พวกใช้เรือปืนมาทำการค้านี่ ก็เลยติดสันดานเดิม เริ่มด้วยการข่มขู่ตอนนั้น ตอนนี้ก็ยังใช้สันดานนี้อยู่ เว้นแต่ประเทศไหนจะมีอำนาจ หรือมีสิ่งต่อรอง
    สหภาพโซเวียต ซึ่งอเมริกามองว่า เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกอเมริกาล๊อกเป้าทำลายไว้แล้ว และอเมริกาก็ทำสำเร็จด้วยการใช้ ทฤษฏีสงครามเย็น ปิดล้อมโซเวียต จะกระดิกแทบไม่ออก ค้าขายไม่ได้ บวกกับการเสี้ยมให้รัฐเล็ก รัฐน้อย ทะยอยกันต้านแม่ใหญ่ ร่วมกับการสร้างหนอนในประเทศ ในที่สุด สหภาพโซเวียตก็ล่มสลายในปี ค.ศ.1991
    สหภาพโซเสียตล่มสลาย แต่ไม่ตายสนิท รัสเซียฟื้นขึ้นมาได้ และฟื้นเร็วเกินกว่าที่อเมริกาคาด เพราะรัสเซียเรียนรู้จากการถูกปิดล้อมว่า เพื่อความอยู่รอดของรัสเซียใหม่ รัสเซียจะต้องเดินยุทธศาสตร์ประเทศ ที่จะไม่ให้ถูกปิดล้อมง่ายๆ และต้องมีอำนาจต่อรอง
    ด้วยยุทธศาสตร์ท่อส่งของรัสเซีย ที่กระจายไปทั่วยุโรป เอเซีย และกำลังจะมาถึงตะวันออกกลางนี้ ทำให้โอกาสที่อเมริกาจะปิดล้อมรัสเซียทำยากขึ้น เพราะการเดินท่อส่งแก๊สไปยังจุดต่างๆ เพื่อส่งต่อไปเลี้ยงยุโรป แต่ละจุดนั้น เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรอง รัสเซียส่งแก๊สให้ถึงหน้าบ้านยุโรป โดยไม่ต้องเสียเวลาขนส่ง ไม่ต้องเสียเวลาสร้างเรือบรรทุก เอาเวลาไปสร้างเรือรบและอาวุธไว้ป้องกันประเทศดีกว่า และที่สำคัญ ท่อส่งผ่านที่ไหน ก็ลงทุนด้วยกัน เป็นเจ้าของร่วมกัน ใครจะอยากทุบหม้อข้าวตัวเอง
    ด้วยยุทธศาสตร์นี้ ถึงคนยุโรปจะยังไม่สะดวกใจ ที่จะแหกคอกอเมริกามาคบกับรัสเซีย ขณะเดียวกัน ก็ไม่สะดวกใจ ที่จะรังเกียจแก๊สรัสเซียเหมือนกัน
    และตอนนี้ จีน เพื่อนกันไม่ทิ้งกันของรัสเซีย ก็ใช้ยุทธศาสตร์ท่อส่ง จากอาฟริกา ยาวมาถึงเอเซีย เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน
    ยุทธศาสตร์นี้ทำให้ยุโรปต้องคิดหนัก ถ้าจะเดินตามการชักใยของอเมริกาไปตลอด ถ้ารัสเซียเกิดปิดท่อแก็สที่จะมายุโรป อย่างน้อย ยุโรปจะขาดแก๊สไปถึง 60% ส่วนอเมริกาก็จะยอมให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองอย่างนี้ไม่ได้ ยูเครน ซึ่งอยู่ปลายท่อส่งแก๊สรัสเซียมาออกยุโรป จึงเกิดความไม่สงบอย่างไม่มีวันเลิก และตัวเลือกของอเมริกาจึงถูกส่งเข้ามาเป็นผู้นำยูเครน
    แต่การแก้เกมแบบนี้ของอเมริกา กระเทือนทั้ง 2 ทาง ถ้ายูเครนปิดทางไม่ให้แก๊สออก รัสเซียก็เหนื่อย ขาดรายได้สำคัญ แต่ยุโรปก็อาจแข็งตายไปด้วย ถ้าไม่มีแก๊สจากรัสเซีย ส่วนอเมริกาลอยตัวไม่กระทบกระเทือนอะไรด้วย ยุโรปถูกหลอกใช้ ไม่รู้ตัวเสียที
    รัสเซียจึงสร้างท่อส่งแก๊สอีกเส้น ลอดทะเลไปให้เยอรมัน และท่อส่งนี่ก็เสร็จแล้ว ถ้าแก็สส่งออกไปทางยูเครนไม่ได้ ก็มาออกเยอรมันได้ แล้วน่าคิดไหมครับ ทำไมตอนนี้ ผู้ลี้ภัยถึงมาทะลักกันเต็มอยู่ในเยอรมัน มันเป็นเรื่องการบีบคอเยอรมันหรือไม่ ป้าเข็มขัดเหล็ก คงกำลังเครียดหนัก จนตดแตกอีกแล้ว
    อเมริกา พยายามแก้อำนาจต่อรองของรัสเซียเรื่องท่อส่งแก๊สในยุโรป ด้วยการพยายามเดินท่อส่งสายใหม่ ซึ่งอเมริกาพยายามแก้เกมมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เมื่อเห็นรัสเซีย และจีนเริ่มโต แต่ทั้ง 2 ประเทศ ก็เดินหมากของตัวเองอย่างระวัง
    ท่านผู้อ่านจะเข้าใจเรื่องราว มองเห็นภาพต่อเนื่อง ถ้าได้อ่านนิทานเรื่อง “หักหน้าหักหลัง” https://www.dropbox.com/s/uvpcetgi2xf2rzo/faceback.pdf ซึ่งแสดงถึงวืธีการเดินแผน ฝั่งรัสเซีย กับการเดินแผนของฝั่งอเมริกาต่อจีน ในนิทานเรื่อง ” แผนชั่ว ” https://www.dropbox.com/s/mzu294f5rhhrkyr/20150914.pdf
    ดังนั้น การสู้รบในซีเรีย จึงมีความหมายเกี่ยวกับการรักษาตำแหน่งพี่เบิ้มของอเมริกา และเป็นความอยู่รอดของฝั่งรัสเซีย จีน ด้วย
    การที่รัสเซีย เข้าไปเล่นในซีเรียใน “ตอนนี้ ” ภายใต้เรื่องราว และสถานการณ์ในซีเรีย ที่ดำเนินอยู่อย่างที่เล่ามาแล้วนั้น รวมทั้งการเลือกเวลาเล่น ให้สอดคล้องกับช่วงการประชุมของสหประชาชาติ รวมทั้งคำแถลง ของรัสเซียจีนและอิหร่านในช่วง นั้น มองอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมกัน มันแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะแปลว่า รัสเซีย จีน อิหร่าน ซีเรีย ได้แสดงตัวต่ออเมริกาแล้วว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้อง ฟัง หรือ จัดการกับปัญหาที่กระทบกับพวกเขา หรือที่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหา ตามวิธีการของอเมริกาและพวก อีกต่อไปแล้ว
    สรุปสั้นๆ เป็นภาษาแถวบ้านผม ก็คงจะทำนอง “กูไม่ชอบวิธีการของมึง และกูไม่จำเป็นต้องฟังมึงอีกต่อไป เพราะกูไม่กลัวมึง (แล้ว)”
    คำพูดแบบนี้ เป็นลุงนิทานพูด มันก็คงปิดเพจผม รวนเพจผม อย่างที่มันทำกับผมมาตลอด แต่ถ้าคำพูดแบบนี้ ตามความเข้าใจผม เป็นของประเทศใหญ่อย่างรัสเซีย จีน อิหร่าน และวันนี้ เกาหลีเหนือของน้องคิม ก็พูดทำนองนี้ เรื่องซีเรียนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ถึงได้ดิ้นกันเหมือนโดนน้ำร้อนลวกหลังกันเป็นแถวๆ
    และถ้าดูจากปฏิบัติการของกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่เข้าไปในซีเรียเมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี้ รวมทั้งข่าวเรื่องการขนทั้งอาวุธหนัก อาวุธเบา และกำลังพลมากมาย ที่ไม่ใช่มาจากข่าวของกระป๋องสีฝั่งตะวันตกแล้ว จะเห็นว่า คุณพี่ปูติน แสดงออกอย่างที่ผมสรุปนั่นแหละ เพราะแกจัดหนัก จัดเต็มจริงๆ
    และเมื่อรัสเซียกับพวก แสดงออกแบบนี้ อเมริกาและพวก จะแสดงอะไรล่ะ
    แรกๆ ก็คงทำอย่างที่กำลังทำอยู่นี่ คือดาหน้ากันออกมา ด่ารัสเซีย เหน็บแนมการปฎิบัติการของรัสเซีย ทำไมมึงไม่ไปถล่มไอซิส ทำไมมึงไปถล่มแต่พวกกบฏ โธ่เว้ย ถล่มกลุ่มไหน มันก็กลุ่มที่พวกมึงสร้างมาทั้งนั้น เพียงแต่ข้อตกลงภายในมันต่างกัน สุดท้ายคุณพี่ปูตินเขาคงถล่มหมดละน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก
    หลังจากตั้งหลักได้ อเมริกากับพวก มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง ทางหนึ่งคือ เจรจากันให้รู้เรื่องกับฝ่ายรัสเซียและพวก นั่นเป็นทางเลือกที่น่าจะเหมาะสม และโลกจะสะเทือนน้อยที่สุด แต่อเมริกาจะรู้สึกเสียหน้า แต่จะเจรจาอย่างไร ผมคาดว่า รัสเซียคงยังเดินหน้าเรื่องของซีเรียอยู่ดี
    ถ้าอเมริกาเลือกวิธีนี้ ไม่ได้หมายความว่า อเมริกา “ยอมรับ” ว่าฝ่ายรัสเซียเท่าเทียมตัวแล้ว แต่มันเป็นการ “ซื้อเวลา” ของอเมริกามากกว่า และปฏิบัติการหลากหลายเพื่อตอบโต้ฝ่ายรัสเซีย จะตามมาเป็นชุดและชุดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ
    ทางเลือกที่ 2 สำหรับอเมริกาคือ ไม่มีเจรจา ไม่ซื้อเวลา และปฏิบัติการตอบโต้จะตามมารวดเร็ว
    ความต่างของ 2 ทางเลือกคือ ซื้อเวลา แปลว่า อเมริกายังไม่พร้อม และแปลว่าฝ่ายรัสเซีย เลือกจังหวะเดินหมากถูก ไม่ให้เวลาอเมริกาตั้งตัว แต่ถ้าอเมริกาไม่ซื้อเวลา แปลว่า อเมริกาพร้อมอยู่แล้ว และทางรัสเซียก็คงต้องรู้อยู่แล้ว จึงเดินหมากบังคับไปก่อน
    อเมริกาจะเลือกทางไหนก็ตาม โลกเราจะไม่มีวันถอยกลับไปที่เดิมอีกแล้ว
    ขั้วอำนาจโลก ไม่ได้มีเพียงขั้วเดียว ที่มีอเมริกาเป็นผู้นำเท่านั้นอีกแล้ว แต่มีอีกขั้วอำนาจใหม่
    ที่มีรัสเซียจีนอิหร่าน จับมือกันเกิดขึ้นแล้ว และการเผชิญหน้ากัน ของ 2 ขั้ว ก็จะรุนแรงขึ้น
    ขั้วไหนจะได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องอะไรบ้าง มีโอกาสจะมาประเมินให้ฟังครับ
    วันนี้ ขอจบนิทานเรื่องลองเชิง ใครลองเชิง ใครเสียเชิง คงพอมองเห็นกัน
    คนเล่านิทาน
    11 ต.ค. 2558
    ลองเชิง ตอนที่ 12 “ลองเชิง” ตอน 12 (จบ) ผมเขียนเล่าเรื่อง ที่มาของฉากซีเรียในมิติใหญ่ ที่เกี่ยวกับเป้าหมายของอเมริกา ที่จะครองโลกอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการครอบครองยูเรเซีย ที่มีรัสเซียและจีน ยืนตัวใหญ่อยู่ในยูเรเซีย และอเมริกาจะครอบครองยูเรเซียได้ อเมริกาจะต้องครอบครอง (พลังงานใน) ตะวันออกกลางเสียก่อน เพื่อไม่ให้คู่แข่งเข้าถึงพลังงานในตะวันออกกลาง มันเป็นแผน ที่อเมริกาวางไว้ ก่อนเข้าทำสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก อเมริกา อมตะวันออกกลางไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว โดยการเข้าไปครอบงำ และชักใยค่าย ซาอุดิอารเบียเสี่ยปั้มใหญ่ กับพวกเสี่ยปั๊มเล็ก สิงห์สำอางค์ทั้งหลาย แต่นั่น ยังไม่ทำให้อเมริกาได้ตะวันออกกลางทั้งหมด เพราะยังมีก้างขวางคออันใหญ่และแหลมคมคือ ค่ายของอิหร่าน เสี่ยนิวเคลียร์และพวก และหมากตัวสำคัญ ที่จะทำให้ค่ายนี้กระเทือนคือ การอยู่ หรือการไปของซีเรีย หรือชัดๆ ก็คือ อัสซาด ผู้นำซีเรีย จะอยู่รอดหรือไม่ และขณะเดียวกัน ซีเรีย ก็เป็นหมากตัวสำคัญ ของสงครามท่อส่งแก๊ส ซึ่ง เป็นการชิงเส้นทางท่อส่งแก๊สไปยุโรป ระหว่าง 2 ค่ายใหญ่ในตะวันออกกลาง และเรื่องท่อส่งแก๊สนี้ จึงเกี่ยวพันกับรัสเซีย ยุโรป และเอเซีย ซีเรีย จึงเป็นจุดชี้เป็น ชี้ตายในหลายมิติ และผลสรุปของการลองเชิง ที่ซีเรียน่าจะบอกอะไรเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ในโลก ในสมัยก่อน การค้าขายหลายประเทศใช้เรือปืนนำหน้า ไปจอดตามอ่าวหน้าบ้านเขา เพื่อบังคับให้เจ้าของบ้านเปิดประตูมาค้าขายกัน และร้อยทั้งร้อย คนเปิดประตูก็เสียเปรียบ เพราะ (ยัง) ไม่มี ปืนใหญ่ไปต่อรองกับเขา ไอ้พวกใช้เรือปืนมาทำการค้านี่ ก็เลยติดสันดานเดิม เริ่มด้วยการข่มขู่ตอนนั้น ตอนนี้ก็ยังใช้สันดานนี้อยู่ เว้นแต่ประเทศไหนจะมีอำนาจ หรือมีสิ่งต่อรอง สหภาพโซเวียต ซึ่งอเมริกามองว่า เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกอเมริกาล๊อกเป้าทำลายไว้แล้ว และอเมริกาก็ทำสำเร็จด้วยการใช้ ทฤษฏีสงครามเย็น ปิดล้อมโซเวียต จะกระดิกแทบไม่ออก ค้าขายไม่ได้ บวกกับการเสี้ยมให้รัฐเล็ก รัฐน้อย ทะยอยกันต้านแม่ใหญ่ ร่วมกับการสร้างหนอนในประเทศ ในที่สุด สหภาพโซเวียตก็ล่มสลายในปี ค.ศ.1991 สหภาพโซเสียตล่มสลาย แต่ไม่ตายสนิท รัสเซียฟื้นขึ้นมาได้ และฟื้นเร็วเกินกว่าที่อเมริกาคาด เพราะรัสเซียเรียนรู้จากการถูกปิดล้อมว่า เพื่อความอยู่รอดของรัสเซียใหม่ รัสเซียจะต้องเดินยุทธศาสตร์ประเทศ ที่จะไม่ให้ถูกปิดล้อมง่ายๆ และต้องมีอำนาจต่อรอง ด้วยยุทธศาสตร์ท่อส่งของรัสเซีย ที่กระจายไปทั่วยุโรป เอเซีย และกำลังจะมาถึงตะวันออกกลางนี้ ทำให้โอกาสที่อเมริกาจะปิดล้อมรัสเซียทำยากขึ้น เพราะการเดินท่อส่งแก๊สไปยังจุดต่างๆ เพื่อส่งต่อไปเลี้ยงยุโรป แต่ละจุดนั้น เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรอง รัสเซียส่งแก๊สให้ถึงหน้าบ้านยุโรป โดยไม่ต้องเสียเวลาขนส่ง ไม่ต้องเสียเวลาสร้างเรือบรรทุก เอาเวลาไปสร้างเรือรบและอาวุธไว้ป้องกันประเทศดีกว่า และที่สำคัญ ท่อส่งผ่านที่ไหน ก็ลงทุนด้วยกัน เป็นเจ้าของร่วมกัน ใครจะอยากทุบหม้อข้าวตัวเอง ด้วยยุทธศาสตร์นี้ ถึงคนยุโรปจะยังไม่สะดวกใจ ที่จะแหกคอกอเมริกามาคบกับรัสเซีย ขณะเดียวกัน ก็ไม่สะดวกใจ ที่จะรังเกียจแก๊สรัสเซียเหมือนกัน และตอนนี้ จีน เพื่อนกันไม่ทิ้งกันของรัสเซีย ก็ใช้ยุทธศาสตร์ท่อส่ง จากอาฟริกา ยาวมาถึงเอเซีย เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน ยุทธศาสตร์นี้ทำให้ยุโรปต้องคิดหนัก ถ้าจะเดินตามการชักใยของอเมริกาไปตลอด ถ้ารัสเซียเกิดปิดท่อแก็สที่จะมายุโรป อย่างน้อย ยุโรปจะขาดแก๊สไปถึง 60% ส่วนอเมริกาก็จะยอมให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองอย่างนี้ไม่ได้ ยูเครน ซึ่งอยู่ปลายท่อส่งแก๊สรัสเซียมาออกยุโรป จึงเกิดความไม่สงบอย่างไม่มีวันเลิก และตัวเลือกของอเมริกาจึงถูกส่งเข้ามาเป็นผู้นำยูเครน แต่การแก้เกมแบบนี้ของอเมริกา กระเทือนทั้ง 2 ทาง ถ้ายูเครนปิดทางไม่ให้แก๊สออก รัสเซียก็เหนื่อย ขาดรายได้สำคัญ แต่ยุโรปก็อาจแข็งตายไปด้วย ถ้าไม่มีแก๊สจากรัสเซีย ส่วนอเมริกาลอยตัวไม่กระทบกระเทือนอะไรด้วย ยุโรปถูกหลอกใช้ ไม่รู้ตัวเสียที รัสเซียจึงสร้างท่อส่งแก๊สอีกเส้น ลอดทะเลไปให้เยอรมัน และท่อส่งนี่ก็เสร็จแล้ว ถ้าแก็สส่งออกไปทางยูเครนไม่ได้ ก็มาออกเยอรมันได้ แล้วน่าคิดไหมครับ ทำไมตอนนี้ ผู้ลี้ภัยถึงมาทะลักกันเต็มอยู่ในเยอรมัน มันเป็นเรื่องการบีบคอเยอรมันหรือไม่ ป้าเข็มขัดเหล็ก คงกำลังเครียดหนัก จนตดแตกอีกแล้ว อเมริกา พยายามแก้อำนาจต่อรองของรัสเซียเรื่องท่อส่งแก๊สในยุโรป ด้วยการพยายามเดินท่อส่งสายใหม่ ซึ่งอเมริกาพยายามแก้เกมมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เมื่อเห็นรัสเซีย และจีนเริ่มโต แต่ทั้ง 2 ประเทศ ก็เดินหมากของตัวเองอย่างระวัง ท่านผู้อ่านจะเข้าใจเรื่องราว มองเห็นภาพต่อเนื่อง ถ้าได้อ่านนิทานเรื่อง “หักหน้าหักหลัง” https://www.dropbox.com/s/uvpcetgi2xf2rzo/faceback.pdf ซึ่งแสดงถึงวืธีการเดินแผน ฝั่งรัสเซีย กับการเดินแผนของฝั่งอเมริกาต่อจีน ในนิทานเรื่อง ” แผนชั่ว ” https://www.dropbox.com/s/mzu294f5rhhrkyr/20150914.pdf ดังนั้น การสู้รบในซีเรีย จึงมีความหมายเกี่ยวกับการรักษาตำแหน่งพี่เบิ้มของอเมริกา และเป็นความอยู่รอดของฝั่งรัสเซีย จีน ด้วย การที่รัสเซีย เข้าไปเล่นในซีเรียใน “ตอนนี้ ” ภายใต้เรื่องราว และสถานการณ์ในซีเรีย ที่ดำเนินอยู่อย่างที่เล่ามาแล้วนั้น รวมทั้งการเลือกเวลาเล่น ให้สอดคล้องกับช่วงการประชุมของสหประชาชาติ รวมทั้งคำแถลง ของรัสเซียจีนและอิหร่านในช่วง นั้น มองอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมกัน มันแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะแปลว่า รัสเซีย จีน อิหร่าน ซีเรีย ได้แสดงตัวต่ออเมริกาแล้วว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้อง ฟัง หรือ จัดการกับปัญหาที่กระทบกับพวกเขา หรือที่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหา ตามวิธีการของอเมริกาและพวก อีกต่อไปแล้ว สรุปสั้นๆ เป็นภาษาแถวบ้านผม ก็คงจะทำนอง “กูไม่ชอบวิธีการของมึง และกูไม่จำเป็นต้องฟังมึงอีกต่อไป เพราะกูไม่กลัวมึง (แล้ว)” คำพูดแบบนี้ เป็นลุงนิทานพูด มันก็คงปิดเพจผม รวนเพจผม อย่างที่มันทำกับผมมาตลอด แต่ถ้าคำพูดแบบนี้ ตามความเข้าใจผม เป็นของประเทศใหญ่อย่างรัสเซีย จีน อิหร่าน และวันนี้ เกาหลีเหนือของน้องคิม ก็พูดทำนองนี้ เรื่องซีเรียนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก ถึงได้ดิ้นกันเหมือนโดนน้ำร้อนลวกหลังกันเป็นแถวๆ และถ้าดูจากปฏิบัติการของกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่เข้าไปในซีเรียเมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี้ รวมทั้งข่าวเรื่องการขนทั้งอาวุธหนัก อาวุธเบา และกำลังพลมากมาย ที่ไม่ใช่มาจากข่าวของกระป๋องสีฝั่งตะวันตกแล้ว จะเห็นว่า คุณพี่ปูติน แสดงออกอย่างที่ผมสรุปนั่นแหละ เพราะแกจัดหนัก จัดเต็มจริงๆ และเมื่อรัสเซียกับพวก แสดงออกแบบนี้ อเมริกาและพวก จะแสดงอะไรล่ะ แรกๆ ก็คงทำอย่างที่กำลังทำอยู่นี่ คือดาหน้ากันออกมา ด่ารัสเซีย เหน็บแนมการปฎิบัติการของรัสเซีย ทำไมมึงไม่ไปถล่มไอซิส ทำไมมึงไปถล่มแต่พวกกบฏ โธ่เว้ย ถล่มกลุ่มไหน มันก็กลุ่มที่พวกมึงสร้างมาทั้งนั้น เพียงแต่ข้อตกลงภายในมันต่างกัน สุดท้ายคุณพี่ปูตินเขาคงถล่มหมดละน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก หลังจากตั้งหลักได้ อเมริกากับพวก มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง ทางหนึ่งคือ เจรจากันให้รู้เรื่องกับฝ่ายรัสเซียและพวก นั่นเป็นทางเลือกที่น่าจะเหมาะสม และโลกจะสะเทือนน้อยที่สุด แต่อเมริกาจะรู้สึกเสียหน้า แต่จะเจรจาอย่างไร ผมคาดว่า รัสเซียคงยังเดินหน้าเรื่องของซีเรียอยู่ดี ถ้าอเมริกาเลือกวิธีนี้ ไม่ได้หมายความว่า อเมริกา “ยอมรับ” ว่าฝ่ายรัสเซียเท่าเทียมตัวแล้ว แต่มันเป็นการ “ซื้อเวลา” ของอเมริกามากกว่า และปฏิบัติการหลากหลายเพื่อตอบโต้ฝ่ายรัสเซีย จะตามมาเป็นชุดและชุดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทางเลือกที่ 2 สำหรับอเมริกาคือ ไม่มีเจรจา ไม่ซื้อเวลา และปฏิบัติการตอบโต้จะตามมารวดเร็ว ความต่างของ 2 ทางเลือกคือ ซื้อเวลา แปลว่า อเมริกายังไม่พร้อม และแปลว่าฝ่ายรัสเซีย เลือกจังหวะเดินหมากถูก ไม่ให้เวลาอเมริกาตั้งตัว แต่ถ้าอเมริกาไม่ซื้อเวลา แปลว่า อเมริกาพร้อมอยู่แล้ว และทางรัสเซียก็คงต้องรู้อยู่แล้ว จึงเดินหมากบังคับไปก่อน อเมริกาจะเลือกทางไหนก็ตาม โลกเราจะไม่มีวันถอยกลับไปที่เดิมอีกแล้ว ขั้วอำนาจโลก ไม่ได้มีเพียงขั้วเดียว ที่มีอเมริกาเป็นผู้นำเท่านั้นอีกแล้ว แต่มีอีกขั้วอำนาจใหม่ ที่มีรัสเซียจีนอิหร่าน จับมือกันเกิดขึ้นแล้ว และการเผชิญหน้ากัน ของ 2 ขั้ว ก็จะรุนแรงขึ้น ขั้วไหนจะได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องอะไรบ้าง มีโอกาสจะมาประเมินให้ฟังครับ วันนี้ ขอจบนิทานเรื่องลองเชิง ใครลองเชิง ใครเสียเชิง คงพอมองเห็นกัน คนเล่านิทาน 11 ต.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 588 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลองเชิง ตอนที่ 8

    “ลองเชิง”
    ตอน 8
    เขาว่ากันว่า สิ่งที่อเมริกาสนใจ และใส่ใจที่สุดในตะวันออกกลางคือ น้ำมัน กับอิสราเอลเท่านั้น ที่เถียงกันคือ ใน 2 สิ่ง อเมริกาห่วงสิ่งไหนมากกว่ากัน
    ที่เขาว่ากันแบบนั้น ก็คงไม่ผิดในเชิงการเมือง แต่ ในเชิงยุทธศาสตร์ ผมว่าอเมริกาคงสนใจแค่ 1 สิ่ง ในตะวันออกกลาง คืออเมริกา “จะต้องได้” ตะวันออกกลางทั้งหมดต่างหาก อย่างที่ผมเกริ่นมาในตอนก่อนๆ แต่อเมริกาจะกินตะวันออกกลางทั้งหมด อเมริกาก็ต้องวางแผนให้ดี เพราะห่วงว่าจะมีใครย้อนศร ส่วจรวดมาใส่ไข่แดงของอเมริกา ที่อยู่ในตะวันออกกลางคือ อิสราเอล จนเละทั้งใบ
    ไม่ใช่อเมริการักอิสราเอลมากนักหรอก แต่ยิวที่ขี่คอรัฐบาลอเมริกานั่นสิ ที่อเมริกาต้องห่วง และยิวในอเมริกาก็มีมากเสียด้วย เรียกดาราดังๆเชื้อสายยิวๆ มาเข้าฉากทั้งหมด รัฐบาลอเมริกันอาจพังง่ายๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ดาราตุ๊กตาทอง สื่อทุกรูปแบบ อยู่ในมือยิวเกือบทั้งนั้น อาวุธที่ทำให้อเมริกาเซได้ โดยไม่ต้องถล่มตลาดหุ้น หรือใช้จรวดยิง ก็คือ ใช้ดารากับสื่อนี่แหละครับ เอาหน้าเด่นๆ ผลัดกันมาออกรายการ ตีข่าวเข้าไปทุกวัน คนบ้าดารา เคลิ้มตาม เดี๋ยวก็ได้มีการลาออก หรือเปลี่ยนนโยบายกันให้เห็น
    แต่ไม่ได้หมายความว่า อเมริกาจะไม่มีวันทิ้งยิว …
    อัสซาด คนพ่อ Hafez Assad นั้น เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยง เหลี่ยมลึก มองไกล เขาดูแล้วว่า อิสราเอลเป็นจุดสำคัญที่สุดของตะวันออกกลาง ผมจึงชื่นชมอังกฤษ ไอ้ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้ายนักว่า มันสุดยอด(ชั่ว)จริงๆ ที่เอายิวไปอยู่ในตะวันออกกลางได้ และให้อยู่ในจุดนั้น
    ลองกลับไปดูแผนที่นะครับ และนึกถึงข้อตกลงของอังกฤษกับผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยว่า สมัยนั้น เขาตกลงแบ่งสมบัติกันอย่างไร สรุปว่า ประเทศที่มีทางออกสู่เมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดคือ ตุรกี ซีเรีย เลบานอน และอิสราเอล ยาวมาจนถึงอียิปต์ ตกอยู่ในความดูแลของอังกฤษกับพวก เพื่ออังกฤษและพวกจะได้คุมทางออกไปทะเล จำไว้นะครับ เรื่องการคุมทางออกทะเล เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันหนึ่ง
    แต่มาภายหลัง เมื่อตุรกี ซีเรีย เลบานอน ได้รับเอกราช สามารถปกครองบ้านเมืองตัวเองได้ โดยไม่ต้องฟังอังกฤษกับพวกแล้ว อเมริกาที่รับไม้ดูแลตะวันออกกลางต่อจากอังกฤษ จึงต้องทุ่มสร้างความมั่นคงให้กับอิสราเอล ไข่แดงของตัว และสร้างความมั่นคงให้อิยิปต์ด้วยในช่วงแรก เพื่อเป็นกำแพงพิงหลังให้อิสราเอล ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามซื้อเลบานอนอยู่หลายรอบ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง
    อัสซาด คนพ่อ เห็นอย่างนั้นก็รู้ว่า อิสราเอล แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ถ้าอเมริกาเสริมเหล็กใ้ห้จนแข็งขนาดนั้น ต่อไปซีเรียจะเหนื่อย เขาจึงสนับสนุนให้มีการสร้างกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ในเลบานอน ที่อยู่ติดหลังบ้านอิสราเอลขึ้นมา ไว้เป็นด่านกั้นให้ซีเรียชั้นหนึ่งก่อน ส่วนเลบานอนก็ไม่ปฏิเสธ เพราะตัวเองยิ่งแย่ใหญ่ หน้าเกือบจะชนก้นอิสราเอลอยู่แล้ว และนี่ ก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้อิสราเอลเกลียดซีเรีย อย่างไม่มีวันเลิก
    กลับมาที่แผนชั่วของอเมริกาใน ตะวันออกกลาง ตัวละครใหญ่สำคัญที่สุด 3 รายคือ อิหร่าน อิสราเอล และซาอุดิอารเบีย นั้น อเมริกาจับมาอยู่ในมือแล้ว คือ 2 รายหลัง เหลือรายแรกคือ อิหร่าน ที่อเมริกาเพียรจับ แต่จับๆ หลุดๆ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1950 กว่าๆ แต่ไม่เคยอยู่หมัดอยู่มือถาวร อเมริกาจึงต้องวางแผนใหม่อยู่เรื่อย
    จะครองโลก ไม่ใช่คิดวันนี้ ครองพรุ่งนี้ เขาวางแผนกันมาหลายสิบปี บางทีร้อยปี ก็มี จะต่อสู้หรือต่อต้าน ก็เช่นเดียวกัน เขาก็ต้องวางแผนนาน สนามซีเรีย ช่วงนี้จะนั่งดูรายวัน ก็ควรทำความเข้าใจก่อนว่า ใครเล่นอะไร ที่ไหน เพราะอะไร ไม่อย่างนั้น ก็แค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ
    อเมริกาวางแผนที่จะกินอิหร่านหลายรูปแบบ รูปแบบสุดท้าย คือ เรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นละครซื้อเวลา แผนจริงรุ่นแรก ที่อเมริกาเดินเพื่อกินอิหร่าน คือ แผนบุกอิรัค ของเหยี่ยวกระหายเลือด คาวบอยบุช กับดิกเชนีย์ เมื่อ ปี ค.ศ.2003 ซึ่งเป็นไปตามแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ New World Order ที่บุชตัวพ่อ ประกาศ ในปี ค.ศ.1991 เมื่อคิดว่า สหภาพโซเวียตล่มสลายตายสนิท
    แต่ภายหลัง ในช่วงประมาณปี ค.ศ.2000 ไอ้ที่คิดว่าตายสนิท ดันฟื้นเป็นรัสเซีย ที่ทำท่าจะเฟื่องต่อเสียด้วยซ้ำ และไอ้ที่คิดว่าดีแต่ค้าขายอย่างจีน ก็ทำท่าจะโตเร็วเกินไป แผนจัดการอิหร่าน เพื่อยึดตะวันออกกลาง และผ่ากลาง รัสเซียกับจีน จึงต้องรีบดำเนินการ
    แต่อยู่ดีๆ จะไปยึดอิหร่าน ที่ใหญ่เอาเรื่อง และก็ผูกสัมพันธ์กับรัสเซียมาตลอด คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเซ่อซ่าวิ่งลุยเข้าไปง่ายๆ อเมริกาจึงคิดทุบรอบนอกอิหร่านก่อน และยุทธศาสตร์ทุบรอบนอก หรือทุบข้างในให้น่วมก่อนกิน นี่ ดูเหมือนจะเป็นยุทธศาสตร์ยอดนิยมของค่ายตะวันตก
    อิรัคและซัดดัม จึงถูกเลือกเป็นทั้งเป้าหมายจริง และเป็นเป้าหมายหลอกในขณะเดียวกัน อเมริกาไม่เคยกินเด้งเดียว อเมริกาต้องการครอบครองอิรัค เพื่อเอาน้ำมัน และใช้เป็นสะพานเพื่อเข้าไปบุกซีเรียและอิหร่านอีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการตัดเส้นทางเลี้ยงกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ ของเลบานอน ที่อยู่ติดกับประตูหลังบ้านของอิสราเอล ที่ทั้งอิหร่านและซีเรียส่งเสียเลี้ยงดู เพื่ออิสราเอลจะได้ปลอดภัย เห็นความแสบ ซับซ้อนของอเมริกาไหมครับ
    แผนนี้ ถ้าสำเร็จ มันจะเป็นการทลายค่ายต่อต้านอเมริกาอย่างถาวร ได้ดูแลยิว และผ่ารัสเซียจากจีน เป็นการตัดตอน 2 ประเทศใหญ่ เตรียมก้าวไปครองโลก คิดแล้วน่าเคลิ้มใจ
    อเมริกา ยังฝันเฟื่องต่อไปอีกว่า เมื่อยึดอิรัค กำจัดซัดดัมแล้ว จะจัดให้อิรัคมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้อิรัค เป็นมิตรที่ดีของอิสราเอล คอยช่วยเหลืออิสราเอล และช่วยด่าซีเรีย กับด่าอิหร่าน เป็นการปูพื้น เตรียมการให้อเมริกาบุก 2 ประเทศนั้นต่อ ระหว่างที่อ่านย่อหน้านี้ จะได้อารมณ์มาก ถ้านึกถึงหน้าคาวบอยบุซ ไปด้วยนะครับ จะได้ซึ้งถึงฝันเฟื่องของคาวบอย ว่ามัน
    เห่ย ขนาดไหน
    อเมริกา ไม่ได้เพียงประเมินตัวเองผิด อเมริกายังประเมินคู่ต่อสู้ของตัวผิดอีกด้วย การบุกอิรัค จึงกลายเป็นเรื่องหายนะของอเม ริกา และเป็นหายนะของอิรัคด้วย เพราะตามสูตรของอเมริกา เมื่อครอบครองไม่ได้ ก็ทำลายเสีย แล้วอิรัค ก็กลายเป็นรัฐล้มเหลว เช่นเดียวกับลิเบีย และอื่นๆ
    สำหรับอเมริกา ในการจะบุกซีเรีย อเมริกาต้องใช้สูตรสำเร็จ เอาปูนป้ายหน้า
    อัสซาดก่อนว่า ไอ้หมอนี่เป็นผู้นำที่เลว เผด็จการ ขี้โกง ไร้มนุษยธรรม ฯลฯ เหมือนอย่างที้ป้ายหน้า ซัดดัม กัดดาฟี ทำนองนั้น สูตรสำเร็จนี้ คนอ่านนิทานท่องได้ จำขึ้นใจกันแล้วทั้งนั้น
    แต่สำหรับซีเรีย สูตรสำเร็จแค่นั้นคงไม่พอ เพราะซีเรียก็แหลมคม และมีเพื่อน
    แล้วในปี ค.ศ.2005 จึงเกิดเรื่องการวางระเบิดคาร์บอม ใส่ขบวนรถของนายราฟิค ฮาริริ Rafiq Hariri อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอน ข่าวบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเฮสบอลเลาะห์กองกำลังติดอาวุธของเลบานอน ที่อยู่คนละข้างกับกลุ่มของฮาริริ
    บังเอิญ ฮาริริ ดันเป็นคนที่ (มีคนสั่งให้) ซาอุ (จ่าย) สนับสนุนให้เป็นใหญ่ในเลบานอน เอาไว้เป็นหนาม อยู่กลางกลุ่มพวกอิหร่านและซีเรียในเลบานอน เรื่องมันจึงไม่ใช่การวางระเบิดระดับธรรมดา สื่อฟอกย้อม ลงข่าวว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบ เพราะตอนนั้นซีเรีย ดูแลด้านความมั่นคงให้แก่เลบานอน ตามสัญญา Taif Accord
    แม้จะดมกลิ่นระเบิดไม่ได้จากมือไหน แต่คาร์บอมรายการนี้ ก็ค่อนข้างชัดว่า น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้ายสีให้อัสซาด นอกจากนี้ หัวหน้าอาหรับสายสุนนี่ โดยเฉพาะสุนนี่ในเลบานอน ต่างออกมาประสานเสียงกันว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบในการลอบฆ่านี้ ผลสุดท้าย กองทัพซีเรียก็ต้องถอนกำลังออกไปจากเลบานอน และเลบานอนก็อยู่ในความดูแลของ กลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กับกองกำลังที่เรียกว่า “กองกำลังร่วม 14 มีนา” ที่ตั้งขึ้นทันที ที่ ฮาริริ ถูกฆ่าตาย และไม่ถูกกับกลุ่มเฮสบอลเลาะห์
    เลบานอน ก็เริ่มมีความวุ่นวาย
    หลังจากนั้น เสียงไม่เอาซีเรีย ไม่เอาอัสซาด ก็เริ่มระบาดดังขึ้นในเลบานอน สื่อในเลบานอน ตีข่าวด่าซีเรียทุกวัน กองกำลังร่วม 14 มีนา ก็แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน และกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีย์ ปนกลิ่นแพะ ก็ปลิวว่อนในเลบานอน
    นี่คือจุดเริ่มต้นของการรวมกำลังโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ที่มาจากสาระพัดพันธ์ุและสาระพัด เป้าหมาย
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    7 ต.ค. 2558
    ลองเชิง ตอนที่ 8 “ลองเชิง” ตอน 8 เขาว่ากันว่า สิ่งที่อเมริกาสนใจ และใส่ใจที่สุดในตะวันออกกลางคือ น้ำมัน กับอิสราเอลเท่านั้น ที่เถียงกันคือ ใน 2 สิ่ง อเมริกาห่วงสิ่งไหนมากกว่ากัน ที่เขาว่ากันแบบนั้น ก็คงไม่ผิดในเชิงการเมือง แต่ ในเชิงยุทธศาสตร์ ผมว่าอเมริกาคงสนใจแค่ 1 สิ่ง ในตะวันออกกลาง คืออเมริกา “จะต้องได้” ตะวันออกกลางทั้งหมดต่างหาก อย่างที่ผมเกริ่นมาในตอนก่อนๆ แต่อเมริกาจะกินตะวันออกกลางทั้งหมด อเมริกาก็ต้องวางแผนให้ดี เพราะห่วงว่าจะมีใครย้อนศร ส่วจรวดมาใส่ไข่แดงของอเมริกา ที่อยู่ในตะวันออกกลางคือ อิสราเอล จนเละทั้งใบ ไม่ใช่อเมริการักอิสราเอลมากนักหรอก แต่ยิวที่ขี่คอรัฐบาลอเมริกานั่นสิ ที่อเมริกาต้องห่วง และยิวในอเมริกาก็มีมากเสียด้วย เรียกดาราดังๆเชื้อสายยิวๆ มาเข้าฉากทั้งหมด รัฐบาลอเมริกันอาจพังง่ายๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ดาราตุ๊กตาทอง สื่อทุกรูปแบบ อยู่ในมือยิวเกือบทั้งนั้น อาวุธที่ทำให้อเมริกาเซได้ โดยไม่ต้องถล่มตลาดหุ้น หรือใช้จรวดยิง ก็คือ ใช้ดารากับสื่อนี่แหละครับ เอาหน้าเด่นๆ ผลัดกันมาออกรายการ ตีข่าวเข้าไปทุกวัน คนบ้าดารา เคลิ้มตาม เดี๋ยวก็ได้มีการลาออก หรือเปลี่ยนนโยบายกันให้เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า อเมริกาจะไม่มีวันทิ้งยิว … อัสซาด คนพ่อ Hafez Assad นั้น เป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยง เหลี่ยมลึก มองไกล เขาดูแล้วว่า อิสราเอลเป็นจุดสำคัญที่สุดของตะวันออกกลาง ผมจึงชื่นชมอังกฤษ ไอ้ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้ายนักว่า มันสุดยอด(ชั่ว)จริงๆ ที่เอายิวไปอยู่ในตะวันออกกลางได้ และให้อยู่ในจุดนั้น ลองกลับไปดูแผนที่นะครับ และนึกถึงข้อตกลงของอังกฤษกับผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยว่า สมัยนั้น เขาตกลงแบ่งสมบัติกันอย่างไร สรุปว่า ประเทศที่มีทางออกสู่เมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดคือ ตุรกี ซีเรีย เลบานอน และอิสราเอล ยาวมาจนถึงอียิปต์ ตกอยู่ในความดูแลของอังกฤษกับพวก เพื่ออังกฤษและพวกจะได้คุมทางออกไปทะเล จำไว้นะครับ เรื่องการคุมทางออกทะเล เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันหนึ่ง แต่มาภายหลัง เมื่อตุรกี ซีเรีย เลบานอน ได้รับเอกราช สามารถปกครองบ้านเมืองตัวเองได้ โดยไม่ต้องฟังอังกฤษกับพวกแล้ว อเมริกาที่รับไม้ดูแลตะวันออกกลางต่อจากอังกฤษ จึงต้องทุ่มสร้างความมั่นคงให้กับอิสราเอล ไข่แดงของตัว และสร้างความมั่นคงให้อิยิปต์ด้วยในช่วงแรก เพื่อเป็นกำแพงพิงหลังให้อิสราเอล ขณะเดียวกัน อเมริกาก็พยายามซื้อเลบานอนอยู่หลายรอบ สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง อัสซาด คนพ่อ เห็นอย่างนั้นก็รู้ว่า อิสราเอล แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ถ้าอเมริกาเสริมเหล็กใ้ห้จนแข็งขนาดนั้น ต่อไปซีเรียจะเหนื่อย เขาจึงสนับสนุนให้มีการสร้างกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ในเลบานอน ที่อยู่ติดหลังบ้านอิสราเอลขึ้นมา ไว้เป็นด่านกั้นให้ซีเรียชั้นหนึ่งก่อน ส่วนเลบานอนก็ไม่ปฏิเสธ เพราะตัวเองยิ่งแย่ใหญ่ หน้าเกือบจะชนก้นอิสราเอลอยู่แล้ว และนี่ ก็เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้อิสราเอลเกลียดซีเรีย อย่างไม่มีวันเลิก กลับมาที่แผนชั่วของอเมริกาใน ตะวันออกกลาง ตัวละครใหญ่สำคัญที่สุด 3 รายคือ อิหร่าน อิสราเอล และซาอุดิอารเบีย นั้น อเมริกาจับมาอยู่ในมือแล้ว คือ 2 รายหลัง เหลือรายแรกคือ อิหร่าน ที่อเมริกาเพียรจับ แต่จับๆ หลุดๆ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1950 กว่าๆ แต่ไม่เคยอยู่หมัดอยู่มือถาวร อเมริกาจึงต้องวางแผนใหม่อยู่เรื่อย จะครองโลก ไม่ใช่คิดวันนี้ ครองพรุ่งนี้ เขาวางแผนกันมาหลายสิบปี บางทีร้อยปี ก็มี จะต่อสู้หรือต่อต้าน ก็เช่นเดียวกัน เขาก็ต้องวางแผนนาน สนามซีเรีย ช่วงนี้จะนั่งดูรายวัน ก็ควรทำความเข้าใจก่อนว่า ใครเล่นอะไร ที่ไหน เพราะอะไร ไม่อย่างนั้น ก็แค่รู้ แต่ไม่เข้าใจ อเมริกาวางแผนที่จะกินอิหร่านหลายรูปแบบ รูปแบบสุดท้าย คือ เรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นละครซื้อเวลา แผนจริงรุ่นแรก ที่อเมริกาเดินเพื่อกินอิหร่าน คือ แผนบุกอิรัค ของเหยี่ยวกระหายเลือด คาวบอยบุช กับดิกเชนีย์ เมื่อ ปี ค.ศ.2003 ซึ่งเป็นไปตามแผนการจัดระเบียบโลกใหม่ New World Order ที่บุชตัวพ่อ ประกาศ ในปี ค.ศ.1991 เมื่อคิดว่า สหภาพโซเวียตล่มสลายตายสนิท แต่ภายหลัง ในช่วงประมาณปี ค.ศ.2000 ไอ้ที่คิดว่าตายสนิท ดันฟื้นเป็นรัสเซีย ที่ทำท่าจะเฟื่องต่อเสียด้วยซ้ำ และไอ้ที่คิดว่าดีแต่ค้าขายอย่างจีน ก็ทำท่าจะโตเร็วเกินไป แผนจัดการอิหร่าน เพื่อยึดตะวันออกกลาง และผ่ากลาง รัสเซียกับจีน จึงต้องรีบดำเนินการ แต่อยู่ดีๆ จะไปยึดอิหร่าน ที่ใหญ่เอาเรื่อง และก็ผูกสัมพันธ์กับรัสเซียมาตลอด คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเซ่อซ่าวิ่งลุยเข้าไปง่ายๆ อเมริกาจึงคิดทุบรอบนอกอิหร่านก่อน และยุทธศาสตร์ทุบรอบนอก หรือทุบข้างในให้น่วมก่อนกิน นี่ ดูเหมือนจะเป็นยุทธศาสตร์ยอดนิยมของค่ายตะวันตก อิรัคและซัดดัม จึงถูกเลือกเป็นทั้งเป้าหมายจริง และเป็นเป้าหมายหลอกในขณะเดียวกัน อเมริกาไม่เคยกินเด้งเดียว อเมริกาต้องการครอบครองอิรัค เพื่อเอาน้ำมัน และใช้เป็นสะพานเพื่อเข้าไปบุกซีเรียและอิหร่านอีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการตัดเส้นทางเลี้ยงกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ ของเลบานอน ที่อยู่ติดกับประตูหลังบ้านของอิสราเอล ที่ทั้งอิหร่านและซีเรียส่งเสียเลี้ยงดู เพื่ออิสราเอลจะได้ปลอดภัย เห็นความแสบ ซับซ้อนของอเมริกาไหมครับ แผนนี้ ถ้าสำเร็จ มันจะเป็นการทลายค่ายต่อต้านอเมริกาอย่างถาวร ได้ดูแลยิว และผ่ารัสเซียจากจีน เป็นการตัดตอน 2 ประเทศใหญ่ เตรียมก้าวไปครองโลก คิดแล้วน่าเคลิ้มใจ อเมริกา ยังฝันเฟื่องต่อไปอีกว่า เมื่อยึดอิรัค กำจัดซัดดัมแล้ว จะจัดให้อิรัคมีการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้อิรัค เป็นมิตรที่ดีของอิสราเอล คอยช่วยเหลืออิสราเอล และช่วยด่าซีเรีย กับด่าอิหร่าน เป็นการปูพื้น เตรียมการให้อเมริกาบุก 2 ประเทศนั้นต่อ ระหว่างที่อ่านย่อหน้านี้ จะได้อารมณ์มาก ถ้านึกถึงหน้าคาวบอยบุซ ไปด้วยนะครับ จะได้ซึ้งถึงฝันเฟื่องของคาวบอย ว่ามัน เห่ย ขนาดไหน อเมริกา ไม่ได้เพียงประเมินตัวเองผิด อเมริกายังประเมินคู่ต่อสู้ของตัวผิดอีกด้วย การบุกอิรัค จึงกลายเป็นเรื่องหายนะของอเม ริกา และเป็นหายนะของอิรัคด้วย เพราะตามสูตรของอเมริกา เมื่อครอบครองไม่ได้ ก็ทำลายเสีย แล้วอิรัค ก็กลายเป็นรัฐล้มเหลว เช่นเดียวกับลิเบีย และอื่นๆ สำหรับอเมริกา ในการจะบุกซีเรีย อเมริกาต้องใช้สูตรสำเร็จ เอาปูนป้ายหน้า อัสซาดก่อนว่า ไอ้หมอนี่เป็นผู้นำที่เลว เผด็จการ ขี้โกง ไร้มนุษยธรรม ฯลฯ เหมือนอย่างที้ป้ายหน้า ซัดดัม กัดดาฟี ทำนองนั้น สูตรสำเร็จนี้ คนอ่านนิทานท่องได้ จำขึ้นใจกันแล้วทั้งนั้น แต่สำหรับซีเรีย สูตรสำเร็จแค่นั้นคงไม่พอ เพราะซีเรียก็แหลมคม และมีเพื่อน แล้วในปี ค.ศ.2005 จึงเกิดเรื่องการวางระเบิดคาร์บอม ใส่ขบวนรถของนายราฟิค ฮาริริ Rafiq Hariri อดีตนายกรัฐมนตรีเลบานอน ข่าวบอกว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเฮสบอลเลาะห์กองกำลังติดอาวุธของเลบานอน ที่อยู่คนละข้างกับกลุ่มของฮาริริ บังเอิญ ฮาริริ ดันเป็นคนที่ (มีคนสั่งให้) ซาอุ (จ่าย) สนับสนุนให้เป็นใหญ่ในเลบานอน เอาไว้เป็นหนาม อยู่กลางกลุ่มพวกอิหร่านและซีเรียในเลบานอน เรื่องมันจึงไม่ใช่การวางระเบิดระดับธรรมดา สื่อฟอกย้อม ลงข่าวว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบ เพราะตอนนั้นซีเรีย ดูแลด้านความมั่นคงให้แก่เลบานอน ตามสัญญา Taif Accord แม้จะดมกลิ่นระเบิดไม่ได้จากมือไหน แต่คาร์บอมรายการนี้ ก็ค่อนข้างชัดว่า น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้ายสีให้อัสซาด นอกจากนี้ หัวหน้าอาหรับสายสุนนี่ โดยเฉพาะสุนนี่ในเลบานอน ต่างออกมาประสานเสียงกันว่า ซีเรียต้องรับผิดชอบในการลอบฆ่านี้ ผลสุดท้าย กองทัพซีเรียก็ต้องถอนกำลังออกไปจากเลบานอน และเลบานอนก็อยู่ในความดูแลของ กลุ่มเฮสบอลเลาะห์ กับกองกำลังที่เรียกว่า “กองกำลังร่วม 14 มีนา” ที่ตั้งขึ้นทันที ที่ ฮาริริ ถูกฆ่าตาย และไม่ถูกกับกลุ่มเฮสบอลเลาะห์ เลบานอน ก็เริ่มมีความวุ่นวาย หลังจากนั้น เสียงไม่เอาซีเรีย ไม่เอาอัสซาด ก็เริ่มระบาดดังขึ้นในเลบานอน สื่อในเลบานอน ตีข่าวด่าซีเรียทุกวัน กองกำลังร่วม 14 มีนา ก็แข็งกร้าวขึ้นทุกวัน และกระดาษสีเขียวตรานกอินทรีย์ ปนกลิ่นแพะ ก็ปลิวว่อนในเลบานอน นี่คือจุดเริ่มต้นของการรวมกำลังโค่นล้มรัฐบาลอัสซาด ที่มาจากสาระพัดพันธ์ุและสาระพัด เป้าหมาย สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 7 ต.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 740 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนชั่ว ตอนที่ 8

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว”
    ตอน 8
    แผนการขั้นต่อไปของอเมริกา คือ ใช้กำลังทหารคุมบริเวณเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมัน จากอาฟริกาไปถึงจีน โดยเฉพาะช่วงที่เป็นช่องแคบ ที่สามารถจะบีบให้ช่องทางนั้นตันได้ เขาเรียกกันว่า “choke points” จุดรัดคอ
    จุดรัดคอที่สำคัญจุดหนึ่งอยู่ที่เยเมน Republic of Yemen ประเทศเล็กๆ ที่ไม่ร่ำรวยเหมือนเพื่อนบ้านที่ อยู่ติดกันคือ ซาอุดิ อารเบีย ที่อยู่ทางเหนือของเยเมน มีทะเลแดงอยู่ทางตะวันตก และอ่าวเอเดน Gulf of Aden อยู่ทางใต้ เป็นปากทางออกไปสู่ทะเลอารเบียน Arabian Sea มองจากเยเมนข้ามไปอีกฝั่งทางอาฟริกา จะเห็นแผ่นดินที่ดูรกร้าง แต่ระยะหลังนี้ กลับโด่งดัง มีชื่อพาดหัวข่าวบ่อยคือ โซมาเลีย Somalia
    วันนี้ใครไม่รู้จัก เยเมนและโซมาเลีย ออกจะเชยนะครับ
    อเมริกาและเพนตากอน เริ่มจัดกองกำลังไปอยู่ที่ Bab el-Mandab ที่อยู่ตรงส่วนแคบที่สุด ของอ่าวเอเดน ด้วยการโหมข่าวเรื่องสลัดโซมาเลีย และเรื่อง อัลไคด้า หรืออัลกออิดะ Al Qaeda ที่คืนชีพ และ “บังเอิญ” เลือกที่ตั้งฐานใหม่อยู่ที่เยเมน ในช่วงปี ค.ศ.2009
    มันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของอเมริกา ที่ต้องการเป็นผู้ควบคุม (และปิดกั้น เมื่อต้องการ) การใช้เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมัน ที่แน่นขนัด เส้นสำคัญของในโลก
    นอกจากนี้ มีข่าวว่า ยังมีแหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้พัฒนา หลบซ่อนอยู่ในบริเวณระหว่างเยเมนกับซาอุดิอารเบีย ที่อาจมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกแหล่งหนึ่ง เหลืออยู่ เยเมน จึงกลายเป็นเป้าสำคัญอย่างน่าสงสาร
    การเขย่าเยเมนยกแรก เริ่มจากการเป็นข่าวเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.2009 เกี่ยวกับการจับกุม นาย Abdullah ชาวไนจีเรีย ที่เป็นพนักงานทำงานในหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกาว่า เขาลอบนำวัตถุระเบิดซ่อนไว้ในกางเกงใน (ช่างเลือกที่ซ่อนจริงวุ้ย) แล้วขึ้นเครื่องบินของสายการบิน Northwest Airlines ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอรฺ์แลนด์ เพื่อบินไปยังเมืองดีทรอยท์ในอเมริกา เขาถูกจับได้และถูกนำตัวมาดำเนินคดีฐานพยายามนำวัตถุระเบิดขึ้นเครื่องบิน และพยายามระเบิดเครื่องบิน
    หลังจากนั้นกระป๋องใส่สีย้อมข่าวใบใหญ่ ก็ทำหน้าที่โหมข่าวว่า นาย Abdullah นี้ ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ที่ได้รับการฝึกอบรมมาจากเยเมน เพื่อมาปฏิบัติภาระกิจนี้ เขาได้รับการฝึกจากองค์กรที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่คือ Al Qaeda in the Arabian Peninsula (AQAP) ที่มีฐานอยู่ที่เยเมน ซึ่งน่าจะเป็นศูนย์กลางใหม่ของพวกอัลไคด้า หรืออัลกออิดะ
    คนดูข่าวโลกกว้าง ทำหน้างงเป็นไก่ถูกตีหัว อะไรนะ เยเมน อยู่ตรงไหนนะ เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน เรียนภูมิศาสตร์ในโรงเรียนบ้านเรา โลกแคบนิดเดียว ไม่เห็นมีชื่อประเทศนี้เลย และด้วยข่าวชิ้นนี้ เยเมน ประเทศเล็กๆ ก็ได้ขึ้นชั้น เป็นเป้าใหม่เอี่ยมอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่สำคัญของอเมริกา สำคัญพอที่อเมริกา จะยกกองกำลังไปปักหลักเฝ้าอยู่ที่เยเมนเลยทีเดียว
    จริงๆ มันมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเยเมน ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ.2009 แล้ว อยู่ดีๆ นาย Tariq al-Fadhli อดีตหัวหน้ากลุ่มระเบิดพลีชีพ jihadist ที่มาจากเยเมนใต้ ที่เคยเป็นคอหอยลูกกระเดือก สนับสนุน Ali Abdullah Saleh ประธานาธิบดีของเยเมน ก็ดันประกาศตัดสัมพันธ์ 15 ปี กับประธานาธิบดี Saleh อย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย บอกว่าจะไปละนะ ไปรวมตัวกับพวกเคลื่อนไหวทางเยเมนใต้ Southern Movement (SM) ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เอะ จะไปทำอะไรที่เยเมนใต้
    Al-Fadhli นี่ไม่ธรรมดา นับว่าเขาเป็นศิษย์เก่าสถาบันซี ไอเอของอเมริกาทีเดียว เพราะเขาเคยเป็นสมาชิก ของพวกมูจาฮิดีน Mujahideen ในอาฟกานิสถานอยู่หลายปี ในช่วงตั้งแต่ ค.ศ.1980 พวกมูจาฮิดีนนี้ มีซีไอเอ เป็นผู้ฝึกให้ เพื่อเอาไว้ให้ รบกับสหภาพโซเวียต al- Fadhli ได้รับการฝึกจากซีไอเอ รุ่นเดียวกับเพื่อนอีกคน ที่เป็นลูกเศรษฐีชาวซาอุ เชื้อสายเยเมน ชื่อ โอซามา บิน ลาเดน Osama bin Laden คนนั้นแหล่ะ สำนักงานใหญ่ของ อัลไคดาของจริง เขาก็ว่าอยู่ที่แลงลี่ Langley Virginia ในอเมริกา ก็สำนักงานใหญ่ของซีไอเอนั่นเอง มันเป็นรายการต้มตุ๋นทั้งโลกจริงๆ
    เรื่องของเยเมน นี่ มีหลายมิติ เยเมนนั้นมารวมตัวเป็นรัฐเดียวกัน ในปี ค.ศ.1990 หลังจากสหภาพโซเวียตแตกสลาย เดิมเยเมนใต้ หรือชื่อเต็มว่า สาธารณรัฐประชาชนประชาธิปไตยเยเมน Peoples’s Democratic Republic of Yemen (PDRY) เคยเป็นรัฐที่มีความผูกพันกับสหภาพ โซเวียต เมื่อสหภาพโซเวียตแตก เยเมนใต้ก็ขาดลอย ขาดลูกพี่ จึงมารวมตัวกับเยเมนเหนือ Yemen Arab Republic คงมองเห็นภาพอะไรรางๆนะครับ
    แต่ก็ดูเหมือนจะรวมกันอยู่อย่าง ไม่ค่อยราบรื่น ตั้งแต่รวมกัน ก็มีเรื่องขบกันมาตลอด จนปี ค.ศ.1994 เกิดสงครามกลางเมือง เยเมนใต้ทนเห็นความขี้โกง ของรัฐบาล ที่นำโดยประธานาธิบดี Saleh ของเยเมนเหนือไม่ไหว เลยลุกขึ้นมาไล่ Saleh ซึ่งปกครองเยเมนเหนือมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 พอมีการรวมเยเมนเหนือใต้เข้าด้วยกัน ก็เลยเป็นประธานาธิบดีของเยเมนที่รวมตัวกันต่อไปด้วย แต่เยเมนใต้รบไม่ชนะในสงครามกลางเมืองครั้งนั้น ทั้ง 2 เยเมน ก็เลยยังต้องผูกติดกันอยู่ต่อไป และรักกันน้อยลงไปอีก
    ก่อนปี ค.ศ.1990 อเมริกาและซาอุดิอารเบีย ให้การสนับสนุน Saleh และนโยบายรัฐอิสลามของ Saleh อย่างเต็มที่ เพื่อกันไม่ให้เยเมนใต้ ซึ่งมีเชื้อคอมมิวนิสต์สายโซเวียต มาร่วมด้วย Saleh จึงปกครองโดยมีกลุ่ม นักรบพลีชีพ ซาลาฟิส Salafist-jihadi ซึ่งใครไม่รู้ส่งมาสนับสนุน เมื่อ al-Fadhli ซึ่งเป็นจีฮาด อยู่ดีๆ ก็ประกาศแยกตัวจาก Saleh กลับไปปักหลักที่เยเมนใต้ Saleh ก็น่าจะเหนื่อย
    หลังจาก al-Fadhli มารวมกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางเยเมนใต้ ในเดือนเมษายน ค.ศ.2009 การประท้วงรัฐบาลในเมืองต่างๆ ทางเยเมนใต้ ก็ลามเพิ่มขี้นไปตามเมืองต่างๆ และเงื่อนไขข้อเรียกร้องก็เพิ่มขึ้นไปด้วย
    แค่เรื่องเยเมนใต้ Saleh ก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว ทางเหนือก็เกิดมีการลุกฮือขึ้นโดยพวก ฮูตติ ชิอะห์ Shi’ite al Houthi Zaydi ซึ่ง Saleh บอกว่า พวกฮูตติ นี่ มีทั้งอิรัคและอิหร่านสนับสนุน เจ้าหน้าที่เยเมนยีดอาวุธที่ทำในอิหร่าน ได้จากพวกฮูตติ ส่วนฮูตติ ก็อ้างว่าอาวุธที่พวกเขายึดได้จากพวกเยเมนเหนือ เป็นอาวุธที่มีเครื่องหมายของซาอุดิอารเบียทั้งนั้น เมืองซานะ (เมืองหลวงของเยเมน) น่ะ กลายเป็น ขี้ข้าของซาอุดิอารเบีย แล้วซินะ
    เรื่องในเยเมน ชักยุ่งรุงรังไปหมด ลากมาเกี่ยวมันทุกเรื่อง กลัวคนไม่รู้ว่าใครวางแผน และไม่รู้ว่าจะมีแผนซ้อนอีกต่อหรือเปล่า….
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    21 ก.ย. 2558
    แผนชั่ว ตอนที่ 8 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว” ตอน 8 แผนการขั้นต่อไปของอเมริกา คือ ใช้กำลังทหารคุมบริเวณเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมัน จากอาฟริกาไปถึงจีน โดยเฉพาะช่วงที่เป็นช่องแคบ ที่สามารถจะบีบให้ช่องทางนั้นตันได้ เขาเรียกกันว่า “choke points” จุดรัดคอ จุดรัดคอที่สำคัญจุดหนึ่งอยู่ที่เยเมน Republic of Yemen ประเทศเล็กๆ ที่ไม่ร่ำรวยเหมือนเพื่อนบ้านที่ อยู่ติดกันคือ ซาอุดิ อารเบีย ที่อยู่ทางเหนือของเยเมน มีทะเลแดงอยู่ทางตะวันตก และอ่าวเอเดน Gulf of Aden อยู่ทางใต้ เป็นปากทางออกไปสู่ทะเลอารเบียน Arabian Sea มองจากเยเมนข้ามไปอีกฝั่งทางอาฟริกา จะเห็นแผ่นดินที่ดูรกร้าง แต่ระยะหลังนี้ กลับโด่งดัง มีชื่อพาดหัวข่าวบ่อยคือ โซมาเลีย Somalia วันนี้ใครไม่รู้จัก เยเมนและโซมาเลีย ออกจะเชยนะครับ อเมริกาและเพนตากอน เริ่มจัดกองกำลังไปอยู่ที่ Bab el-Mandab ที่อยู่ตรงส่วนแคบที่สุด ของอ่าวเอเดน ด้วยการโหมข่าวเรื่องสลัดโซมาเลีย และเรื่อง อัลไคด้า หรืออัลกออิดะ Al Qaeda ที่คืนชีพ และ “บังเอิญ” เลือกที่ตั้งฐานใหม่อยู่ที่เยเมน ในช่วงปี ค.ศ.2009 มันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของอเมริกา ที่ต้องการเป็นผู้ควบคุม (และปิดกั้น เมื่อต้องการ) การใช้เส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมัน ที่แน่นขนัด เส้นสำคัญของในโลก นอกจากนี้ มีข่าวว่า ยังมีแหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้พัฒนา หลบซ่อนอยู่ในบริเวณระหว่างเยเมนกับซาอุดิอารเบีย ที่อาจมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกแหล่งหนึ่ง เหลืออยู่ เยเมน จึงกลายเป็นเป้าสำคัญอย่างน่าสงสาร การเขย่าเยเมนยกแรก เริ่มจากการเป็นข่าวเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.2009 เกี่ยวกับการจับกุม นาย Abdullah ชาวไนจีเรีย ที่เป็นพนักงานทำงานในหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกาว่า เขาลอบนำวัตถุระเบิดซ่อนไว้ในกางเกงใน (ช่างเลือกที่ซ่อนจริงวุ้ย) แล้วขึ้นเครื่องบินของสายการบิน Northwest Airlines ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอรฺ์แลนด์ เพื่อบินไปยังเมืองดีทรอยท์ในอเมริกา เขาถูกจับได้และถูกนำตัวมาดำเนินคดีฐานพยายามนำวัตถุระเบิดขึ้นเครื่องบิน และพยายามระเบิดเครื่องบิน หลังจากนั้นกระป๋องใส่สีย้อมข่าวใบใหญ่ ก็ทำหน้าที่โหมข่าวว่า นาย Abdullah นี้ ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ที่ได้รับการฝึกอบรมมาจากเยเมน เพื่อมาปฏิบัติภาระกิจนี้ เขาได้รับการฝึกจากองค์กรที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่คือ Al Qaeda in the Arabian Peninsula (AQAP) ที่มีฐานอยู่ที่เยเมน ซึ่งน่าจะเป็นศูนย์กลางใหม่ของพวกอัลไคด้า หรืออัลกออิดะ คนดูข่าวโลกกว้าง ทำหน้างงเป็นไก่ถูกตีหัว อะไรนะ เยเมน อยู่ตรงไหนนะ เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน เรียนภูมิศาสตร์ในโรงเรียนบ้านเรา โลกแคบนิดเดียว ไม่เห็นมีชื่อประเทศนี้เลย และด้วยข่าวชิ้นนี้ เยเมน ประเทศเล็กๆ ก็ได้ขึ้นชั้น เป็นเป้าใหม่เอี่ยมอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่สำคัญของอเมริกา สำคัญพอที่อเมริกา จะยกกองกำลังไปปักหลักเฝ้าอยู่ที่เยเมนเลยทีเดียว จริงๆ มันมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเยเมน ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ.2009 แล้ว อยู่ดีๆ นาย Tariq al-Fadhli อดีตหัวหน้ากลุ่มระเบิดพลีชีพ jihadist ที่มาจากเยเมนใต้ ที่เคยเป็นคอหอยลูกกระเดือก สนับสนุน Ali Abdullah Saleh ประธานาธิบดีของเยเมน ก็ดันประกาศตัดสัมพันธ์ 15 ปี กับประธานาธิบดี Saleh อย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย บอกว่าจะไปละนะ ไปรวมตัวกับพวกเคลื่อนไหวทางเยเมนใต้ Southern Movement (SM) ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เอะ จะไปทำอะไรที่เยเมนใต้ Al-Fadhli นี่ไม่ธรรมดา นับว่าเขาเป็นศิษย์เก่าสถาบันซี ไอเอของอเมริกาทีเดียว เพราะเขาเคยเป็นสมาชิก ของพวกมูจาฮิดีน Mujahideen ในอาฟกานิสถานอยู่หลายปี ในช่วงตั้งแต่ ค.ศ.1980 พวกมูจาฮิดีนนี้ มีซีไอเอ เป็นผู้ฝึกให้ เพื่อเอาไว้ให้ รบกับสหภาพโซเวียต al- Fadhli ได้รับการฝึกจากซีไอเอ รุ่นเดียวกับเพื่อนอีกคน ที่เป็นลูกเศรษฐีชาวซาอุ เชื้อสายเยเมน ชื่อ โอซามา บิน ลาเดน Osama bin Laden คนนั้นแหล่ะ สำนักงานใหญ่ของ อัลไคดาของจริง เขาก็ว่าอยู่ที่แลงลี่ Langley Virginia ในอเมริกา ก็สำนักงานใหญ่ของซีไอเอนั่นเอง มันเป็นรายการต้มตุ๋นทั้งโลกจริงๆ เรื่องของเยเมน นี่ มีหลายมิติ เยเมนนั้นมารวมตัวเป็นรัฐเดียวกัน ในปี ค.ศ.1990 หลังจากสหภาพโซเวียตแตกสลาย เดิมเยเมนใต้ หรือชื่อเต็มว่า สาธารณรัฐประชาชนประชาธิปไตยเยเมน Peoples’s Democratic Republic of Yemen (PDRY) เคยเป็นรัฐที่มีความผูกพันกับสหภาพ โซเวียต เมื่อสหภาพโซเวียตแตก เยเมนใต้ก็ขาดลอย ขาดลูกพี่ จึงมารวมตัวกับเยเมนเหนือ Yemen Arab Republic คงมองเห็นภาพอะไรรางๆนะครับ แต่ก็ดูเหมือนจะรวมกันอยู่อย่าง ไม่ค่อยราบรื่น ตั้งแต่รวมกัน ก็มีเรื่องขบกันมาตลอด จนปี ค.ศ.1994 เกิดสงครามกลางเมือง เยเมนใต้ทนเห็นความขี้โกง ของรัฐบาล ที่นำโดยประธานาธิบดี Saleh ของเยเมนเหนือไม่ไหว เลยลุกขึ้นมาไล่ Saleh ซึ่งปกครองเยเมนเหนือมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 พอมีการรวมเยเมนเหนือใต้เข้าด้วยกัน ก็เลยเป็นประธานาธิบดีของเยเมนที่รวมตัวกันต่อไปด้วย แต่เยเมนใต้รบไม่ชนะในสงครามกลางเมืองครั้งนั้น ทั้ง 2 เยเมน ก็เลยยังต้องผูกติดกันอยู่ต่อไป และรักกันน้อยลงไปอีก ก่อนปี ค.ศ.1990 อเมริกาและซาอุดิอารเบีย ให้การสนับสนุน Saleh และนโยบายรัฐอิสลามของ Saleh อย่างเต็มที่ เพื่อกันไม่ให้เยเมนใต้ ซึ่งมีเชื้อคอมมิวนิสต์สายโซเวียต มาร่วมด้วย Saleh จึงปกครองโดยมีกลุ่ม นักรบพลีชีพ ซาลาฟิส Salafist-jihadi ซึ่งใครไม่รู้ส่งมาสนับสนุน เมื่อ al-Fadhli ซึ่งเป็นจีฮาด อยู่ดีๆ ก็ประกาศแยกตัวจาก Saleh กลับไปปักหลักที่เยเมนใต้ Saleh ก็น่าจะเหนื่อย หลังจาก al-Fadhli มารวมกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางเยเมนใต้ ในเดือนเมษายน ค.ศ.2009 การประท้วงรัฐบาลในเมืองต่างๆ ทางเยเมนใต้ ก็ลามเพิ่มขี้นไปตามเมืองต่างๆ และเงื่อนไขข้อเรียกร้องก็เพิ่มขึ้นไปด้วย แค่เรื่องเยเมนใต้ Saleh ก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว ทางเหนือก็เกิดมีการลุกฮือขึ้นโดยพวก ฮูตติ ชิอะห์ Shi’ite al Houthi Zaydi ซึ่ง Saleh บอกว่า พวกฮูตติ นี่ มีทั้งอิรัคและอิหร่านสนับสนุน เจ้าหน้าที่เยเมนยีดอาวุธที่ทำในอิหร่าน ได้จากพวกฮูตติ ส่วนฮูตติ ก็อ้างว่าอาวุธที่พวกเขายึดได้จากพวกเยเมนเหนือ เป็นอาวุธที่มีเครื่องหมายของซาอุดิอารเบียทั้งนั้น เมืองซานะ (เมืองหลวงของเยเมน) น่ะ กลายเป็น ขี้ข้าของซาอุดิอารเบีย แล้วซินะ เรื่องในเยเมน ชักยุ่งรุงรังไปหมด ลากมาเกี่ยวมันทุกเรื่อง กลัวคนไม่รู้ว่าใครวางแผน และไม่รู้ว่าจะมีแผนซ้อนอีกต่อหรือเปล่า…. สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 21 ก.ย. 2558
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 690 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนชั่ว ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว”
    ตอน 4
    ปฏิบัติการต่างๆ ของอเมริกาหลังจากนั้น จึงเป็นปฏิบัติการพรางตัว จะอ้างว่าเพื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่แท้จริงเป็นความพยายามที่จะ “กัน” ไม่ให้จีนมีโอกาสแทรกตัว แหย่ขา เข้ามาในอาฟริกาได้ง่ายๆ หรือไม่ได้เลยยิ่งดี เพราะอเมริการู้ดีว่า อาฟริกานั้นเต็มไปด้วยแร่มีค่าสาระพัด อเมริกานึกไม่ถึงว่า อาเฮียจากแดนมังกรจะหาญกล้า ข้ามน้ำข้ามภูเขา มาฉกของดีตัดหน้าอเมริกา ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกได้ นึกว่าอาเฮียทำเป็น แค่ดีดลูกคิด….
    สาธารณารัฐคองโก หรือที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสาธารณรัฐแซร์ Republic of Zaire ในปี คศ 1997 เมื่อกองกำลังของ โลรอง-เดซิเร คาบิล่า Laurent-Desire Kabila โค่นประธานาธิบดีตลอดกาล เซเซ เซกู หรือ โจเซฟ- โลรอง โมบูตู Sese Seku Joseph-Laurent Mobutu ที่ปกครองคองโก มาถึง 32 ปี ร่วงหล่นลงไปได้ ชาวอาฟริกาเรียกประเทศใหม่นี้ว่า คองโก-คินชาซา Congo-Kinshasa หรือคองโกใหญ่ ให้ต่างกับ คองโก-บราซาวิล Congo-Brazzaville ที่เล็กกว่า
    คองโกเคยอยู่ในอิทธิพลของเบลเยี่ยมมานาน ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1885 จนในที่สุด ก็ตกเป็นอาณานิคมของเบลเยี่ยมใน ปี ค.ศ.1908 มาได้รับการปลดปล่อยเป็นไท เอาเมื่อปี ค.ศ.1960 นี้เอง
    เบลเยี่ยมเป็นแหล่งศูนย์กลางเจียรนัยเพชร ค้าเพชร กำหนดราคาเพชร และปริมาณเพชร ที่จะให้กระจายในตลาดเพชรแต่ละปี เพื่อควบคุมราคาเพชรในโลก และเป็นศูนย์กลางค้าเพชรใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งตลาดสว่าง และตลาดมืด ทำให้เบลเยี่ยมเป็นหนึ่งในประเทศร่ำรวยของยุโรป
    คองโกมีแหล่งเพชรเป็นจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของโลก คงไม่ต้องบอกว่า เบลเยี่ยมเอาเพชรมาจากไหน
    นอกจากมีแหล่งเพชรมากมายแล้ว แถบบริเวณ คิวู Kivu ในคองโก ที่มีเขตแดนยาวต่อกับรวันดาRwanda และ ยูกันดา Uganda นั้น นักธรณีวิทยา เชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีทรัพยากรแร่มีค่า ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะใน บริเวณที่เรียกว่า Great African Rift Valley
    นอกจากนี้ คองโกยังมีแหล่งทรัพยากรโคบอลท์ cobalt มากกว่าครึ่งหนึ่ง ของแร่โคบอลท์ที่มีทั้งหมดในโลก และที่สำคัญ คองโกมีแร่แทนทาไลท์ หรือโคลแทน ถึง 3 ใน 4 ของโลก โคลแทน เป็นโลหะสำคัญที่นำมาใช้ในการสร้างคอมพิวเตอร์ชิพ และแผงวงจรไฟฟ้า ที่จำเป็นมากสำหรับอุปกรณ์มือถือ เครื่องคอม และเครื่องมืออีเลคโทรนิคทั้งปวง และเชื่อกันว่า คองโกก็มีแหล่งน้ำมันแยะมากด้วย
    แต่มันเหลือเชื่อ และน่าเศร้าใจว่า จนถึงปัจจุบันชาวคองโกส่วนใหญ่ก็ยังมีชีวิตที่ลำบาก และประเทศยังยากจน
    ช่วงแรกๆ ที่โมบูตูปกครองคองโก เป็นช่วงสงครามเย็น อเมริกาจึงทำหวานเชื่อมกับโมบูตู เขาเป็นชาวอาฟริกันคนแรก ที่เป็นแขกเชิญของทำเนียบขาว โมบูตู เป็นนักการเมืองจอมแสบ เขาคบทั้งสหภาพโซเวียตและจีน เพื่อไว้ต่อรองกับอเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับโมบูตู จึงทั้งหวานทั้งขมปนกัน อเมริกาคงยอมไม่ได้ ถ้าคองโกประเทศใหญ่ในอาฟริกา จะกลายเป็นพรรคพวกของคอมมิวนิสต์ เสียหน้าพี่เบิ้มใหญ่ แห่งค่ายประชาธิปไตยโรเนียวหมด
    โมบูตูจึงฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเองและพรรคพวก เขารวยอย่างมหาศาล และเป็นเผด็จการอย่างเข้มข้น หลายครั้งที่เขาถูกรัฐประหาร แต่ก็รอดมาได้ ด้วยอาวุธที่อเมริกาจัดส่งให้ เพื่อเอาไว้ขู่ ไม่ให้โซเวียตกับจีนเข้ามาในคองโก แต่หลังจากสงครามเย็นใกล้จบ ความต้องการที่จะง้อโมบูตู ก็คงหมดตามไปด้วย
    และก็มีคนช่างคิด ช่างสงสัย ว่าโรคเอดส์นั้น ทำไมไปเกิดอยู่ที่คองโกเป็นแห่งแรก ก่อนจะระบาดเป็นไฟลามทุ่งไปทั่วโลก และก็น่าแปลกใจว่า ลูกชาย 2 คน ในจำนวนลูก 14 คนของโมบูตู ก็เสียชิวิตด้วยโรคเอดส์ และ 1 ใน 2 นั้น เป็นที่มุ่งหวังของโมบูตู ที่จะให้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองคองโกต่อจากเขา
    American Minerals Fields, Inc บริษัทอเมริกันที่เป็นผู้ลงทุน และสนับสนุนให้ คาบิลาโค่นโมบูตู มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐอาร์แคนซอร์ ฐานใหญ่ของอดีตประธานาธิบดีอเมริกัน บิล คลินตัน คนนิยมเด็กฝึกงาน ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทนี้เป็นคนใกล้ชิดของคนนิยมเด็กฝึกงาน ตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้ว่าการรัฐ อาแคนซอร์ แหม ใครเขาจะเอาชื่อตัวเองมาใส่
    ก่อนการโค่น มูบูตู ลงจากแท่นไม่กี่เดือน คาบิลา เริ่มทบทวนสัญญาสัมปทานขุดแร่ และทำการเจรจาเงื่อนไขกับพวกบริษัท อเมริกัน อังกฤษ ที่มาลงทุนทำเหมืองในคองโกเสียใหม่ รวมทั้งเจรจากับ American Minerals ด้วย คาบิลาคงเข้าใจอะไรผิด หรือประเมินผู้สนับสนุนตัวเองผิด อย่างไม่น่าเป็นไปได้
    แบบนี้ วอชิงตันคงไม่เลี้ยงเขาไว้นาน แล้วในปี ค.ศ.2001 คาบิลาก็ถูกฆ่าตาย ใครฆ่าเขา ผมไม่รู้
    มีรายงานออกมาในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1997 ว่า หลังจากโมบูตูถูกโค่นไปไม่กี่เดือน IMF ก็แนะนำให้รัฐบาลคองโกหยุดการพิมพ์ธนบัตรอย่างกระทันหัน และสิ้นเชิง ตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจคองโกของ IMF และเมื่อ คาบิลา ขึ้นมาปกครอง IMF แนะนำให้คาบิลาระงับการจ่ายเงินเดือนพนักงานรัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ (ไม่รู้แปลว่าอะไร !) ซ้ำเข้าไปอีก หลังจากนั้นก็เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนักในคองโก ค่าจ้างแรงงานโดยเฉลี่ยของชาวคองโกตกประมาณเดือนละ 3 หมื่นแซร์ หรือประมาณเดือนละ 1 เหรียญสหรัฐ …
    นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดา นาย Michael Chossudovsky บอกว่า เงื่อนไขที่ IMF กำหนดให้รัฐบาลคองโกปฏิบัติมีผลเป็นการรักษาระดับความยากจนของประชาชนชาวคองโก ให้คงทนถาวรตลอดไป คองโกเป็นประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรอย่างมาก แต่ชาวคองโกถูกแผนชั่วกำหนด ไม่ให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาประเทศตนเอง และต้องวนเวียนอยู่กับการสู้รบฆ่าฟันกันเอง จนมีคนตายไปเกือบ 2 ล้านคน
    เมื่อคาบิลา คนพ่อถูกเก็บ โจเซฟ ลูกชายเขาก็ถูกเอามาขึ้นแท่นแทนพ่อ เขาเป็นประธานาธิบดีของคองโกคนแรก ที่มาจากการ (สั่งให้มี) เลือกตั้ง และดูเหมือนจะไม่ (กล้า) สนใจที่จะพัฒนาประเทศตนเอง แต่อย่างใด
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    17 ก.ย. 2558
    แผนชั่ว ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนชั่ว” ตอน 4 ปฏิบัติการต่างๆ ของอเมริกาหลังจากนั้น จึงเป็นปฏิบัติการพรางตัว จะอ้างว่าเพื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่แท้จริงเป็นความพยายามที่จะ “กัน” ไม่ให้จีนมีโอกาสแทรกตัว แหย่ขา เข้ามาในอาฟริกาได้ง่ายๆ หรือไม่ได้เลยยิ่งดี เพราะอเมริการู้ดีว่า อาฟริกานั้นเต็มไปด้วยแร่มีค่าสาระพัด อเมริกานึกไม่ถึงว่า อาเฮียจากแดนมังกรจะหาญกล้า ข้ามน้ำข้ามภูเขา มาฉกของดีตัดหน้าอเมริกา ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกได้ นึกว่าอาเฮียทำเป็น แค่ดีดลูกคิด…. สาธารณารัฐคองโก หรือที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสาธารณรัฐแซร์ Republic of Zaire ในปี คศ 1997 เมื่อกองกำลังของ โลรอง-เดซิเร คาบิล่า Laurent-Desire Kabila โค่นประธานาธิบดีตลอดกาล เซเซ เซกู หรือ โจเซฟ- โลรอง โมบูตู Sese Seku Joseph-Laurent Mobutu ที่ปกครองคองโก มาถึง 32 ปี ร่วงหล่นลงไปได้ ชาวอาฟริกาเรียกประเทศใหม่นี้ว่า คองโก-คินชาซา Congo-Kinshasa หรือคองโกใหญ่ ให้ต่างกับ คองโก-บราซาวิล Congo-Brazzaville ที่เล็กกว่า คองโกเคยอยู่ในอิทธิพลของเบลเยี่ยมมานาน ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1885 จนในที่สุด ก็ตกเป็นอาณานิคมของเบลเยี่ยมใน ปี ค.ศ.1908 มาได้รับการปลดปล่อยเป็นไท เอาเมื่อปี ค.ศ.1960 นี้เอง เบลเยี่ยมเป็นแหล่งศูนย์กลางเจียรนัยเพชร ค้าเพชร กำหนดราคาเพชร และปริมาณเพชร ที่จะให้กระจายในตลาดเพชรแต่ละปี เพื่อควบคุมราคาเพชรในโลก และเป็นศูนย์กลางค้าเพชรใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งตลาดสว่าง และตลาดมืด ทำให้เบลเยี่ยมเป็นหนึ่งในประเทศร่ำรวยของยุโรป คองโกมีแหล่งเพชรเป็นจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของโลก คงไม่ต้องบอกว่า เบลเยี่ยมเอาเพชรมาจากไหน นอกจากมีแหล่งเพชรมากมายแล้ว แถบบริเวณ คิวู Kivu ในคองโก ที่มีเขตแดนยาวต่อกับรวันดาRwanda และ ยูกันดา Uganda นั้น นักธรณีวิทยา เชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีทรัพยากรแร่มีค่า ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะใน บริเวณที่เรียกว่า Great African Rift Valley นอกจากนี้ คองโกยังมีแหล่งทรัพยากรโคบอลท์ cobalt มากกว่าครึ่งหนึ่ง ของแร่โคบอลท์ที่มีทั้งหมดในโลก และที่สำคัญ คองโกมีแร่แทนทาไลท์ หรือโคลแทน ถึง 3 ใน 4 ของโลก โคลแทน เป็นโลหะสำคัญที่นำมาใช้ในการสร้างคอมพิวเตอร์ชิพ และแผงวงจรไฟฟ้า ที่จำเป็นมากสำหรับอุปกรณ์มือถือ เครื่องคอม และเครื่องมืออีเลคโทรนิคทั้งปวง และเชื่อกันว่า คองโกก็มีแหล่งน้ำมันแยะมากด้วย แต่มันเหลือเชื่อ และน่าเศร้าใจว่า จนถึงปัจจุบันชาวคองโกส่วนใหญ่ก็ยังมีชีวิตที่ลำบาก และประเทศยังยากจน ช่วงแรกๆ ที่โมบูตูปกครองคองโก เป็นช่วงสงครามเย็น อเมริกาจึงทำหวานเชื่อมกับโมบูตู เขาเป็นชาวอาฟริกันคนแรก ที่เป็นแขกเชิญของทำเนียบขาว โมบูตู เป็นนักการเมืองจอมแสบ เขาคบทั้งสหภาพโซเวียตและจีน เพื่อไว้ต่อรองกับอเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับโมบูตู จึงทั้งหวานทั้งขมปนกัน อเมริกาคงยอมไม่ได้ ถ้าคองโกประเทศใหญ่ในอาฟริกา จะกลายเป็นพรรคพวกของคอมมิวนิสต์ เสียหน้าพี่เบิ้มใหญ่ แห่งค่ายประชาธิปไตยโรเนียวหมด โมบูตูจึงฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเองและพรรคพวก เขารวยอย่างมหาศาล และเป็นเผด็จการอย่างเข้มข้น หลายครั้งที่เขาถูกรัฐประหาร แต่ก็รอดมาได้ ด้วยอาวุธที่อเมริกาจัดส่งให้ เพื่อเอาไว้ขู่ ไม่ให้โซเวียตกับจีนเข้ามาในคองโก แต่หลังจากสงครามเย็นใกล้จบ ความต้องการที่จะง้อโมบูตู ก็คงหมดตามไปด้วย และก็มีคนช่างคิด ช่างสงสัย ว่าโรคเอดส์นั้น ทำไมไปเกิดอยู่ที่คองโกเป็นแห่งแรก ก่อนจะระบาดเป็นไฟลามทุ่งไปทั่วโลก และก็น่าแปลกใจว่า ลูกชาย 2 คน ในจำนวนลูก 14 คนของโมบูตู ก็เสียชิวิตด้วยโรคเอดส์ และ 1 ใน 2 นั้น เป็นที่มุ่งหวังของโมบูตู ที่จะให้เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งผู้ปกครองคองโกต่อจากเขา American Minerals Fields, Inc บริษัทอเมริกันที่เป็นผู้ลงทุน และสนับสนุนให้ คาบิลาโค่นโมบูตู มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐอาร์แคนซอร์ ฐานใหญ่ของอดีตประธานาธิบดีอเมริกัน บิล คลินตัน คนนิยมเด็กฝึกงาน ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทนี้เป็นคนใกล้ชิดของคนนิยมเด็กฝึกงาน ตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้ว่าการรัฐ อาแคนซอร์ แหม ใครเขาจะเอาชื่อตัวเองมาใส่ ก่อนการโค่น มูบูตู ลงจากแท่นไม่กี่เดือน คาบิลา เริ่มทบทวนสัญญาสัมปทานขุดแร่ และทำการเจรจาเงื่อนไขกับพวกบริษัท อเมริกัน อังกฤษ ที่มาลงทุนทำเหมืองในคองโกเสียใหม่ รวมทั้งเจรจากับ American Minerals ด้วย คาบิลาคงเข้าใจอะไรผิด หรือประเมินผู้สนับสนุนตัวเองผิด อย่างไม่น่าเป็นไปได้ แบบนี้ วอชิงตันคงไม่เลี้ยงเขาไว้นาน แล้วในปี ค.ศ.2001 คาบิลาก็ถูกฆ่าตาย ใครฆ่าเขา ผมไม่รู้ มีรายงานออกมาในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1997 ว่า หลังจากโมบูตูถูกโค่นไปไม่กี่เดือน IMF ก็แนะนำให้รัฐบาลคองโกหยุดการพิมพ์ธนบัตรอย่างกระทันหัน และสิ้นเชิง ตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจคองโกของ IMF และเมื่อ คาบิลา ขึ้นมาปกครอง IMF แนะนำให้คาบิลาระงับการจ่ายเงินเดือนพนักงานรัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ (ไม่รู้แปลว่าอะไร !) ซ้ำเข้าไปอีก หลังจากนั้นก็เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนักในคองโก ค่าจ้างแรงงานโดยเฉลี่ยของชาวคองโกตกประมาณเดือนละ 3 หมื่นแซร์ หรือประมาณเดือนละ 1 เหรียญสหรัฐ … นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดา นาย Michael Chossudovsky บอกว่า เงื่อนไขที่ IMF กำหนดให้รัฐบาลคองโกปฏิบัติมีผลเป็นการรักษาระดับความยากจนของประชาชนชาวคองโก ให้คงทนถาวรตลอดไป คองโกเป็นประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรอย่างมาก แต่ชาวคองโกถูกแผนชั่วกำหนด ไม่ให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาประเทศตนเอง และต้องวนเวียนอยู่กับการสู้รบฆ่าฟันกันเอง จนมีคนตายไปเกือบ 2 ล้านคน เมื่อคาบิลา คนพ่อถูกเก็บ โจเซฟ ลูกชายเขาก็ถูกเอามาขึ้นแท่นแทนพ่อ เขาเป็นประธานาธิบดีของคองโกคนแรก ที่มาจากการ (สั่งให้มี) เลือกตั้ง และดูเหมือนจะไม่ (กล้า) สนใจที่จะพัฒนาประเทศตนเอง แต่อย่างใด สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 17 ก.ย. 2558
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 740 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไม่ตกสะเก็ด บทส่งท้าย ตอนที่ 1-4
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” 
    บทส่งท้าย

ตอน 1
    ตกลง ดูๆไป เหมือนญี่ปุ่นลอยตัวอยู่เหนือสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงไม่เป็นผู้ชนะ แต่ก็เหมือนไม่ได้เป็นผู้แพ้ มีชาวญี่ปุ่น ตายแยะ บ้านเมืองฉิบหายเยอะก็จริงอยู่ แต่ที่ญี่ปุ่นไปรุกรานย่ำยีเขา เขาก็แหลกราญ ยับเยินไม่น้อยกว่า หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนญี่ปุ่นไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย เมื่อเทียบกับการกระทำของญี่ปุ่น
    ตั้งแต่อเมริกาเข้าไปใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นโดย SCAP ฝ่ายญี่ปุ่น ที่น่าจะมีผู้รับผิดชอบ ในการนำหรือส่งเสริมให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ก็แทบจะหาผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริงไม่เจอ เห็นแต่เงารางๆ กับคำขอโทษที่ยังกำกวม และไม่ช่วยทำให้ผู้ที่ถูกญี่ปุ่นย่ำยี นอนตาหลับ
    การชดใช้ค่าเสียหายของญี่ปุ่นกับเยอรมัน ในฐานะผู้ทำแพ้สงคราม ต่างกันสื้นเชิง
    เยอรมันถูกฝ่ายอังกฤษและยุโรปตอกหมุด ดิ้นไม่ออก จ่ายค่าเสียหายไปประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญ และค่าชดเชยรายเดือน อยู่อีกหลายสิบปี
    ส่วนญี่ปุ่น อเมริกาบอกว่า ญี่ปุ่นล้มละลาย ทั้งด้านทรัพย์สิน และด้านจิตใจ หลังจากกินดอกเห็ดยักษ์เข้าไป เพราะฉะนั้น จ่ายค่าเสียหายเพียง 2 พันล้านเหรียญ ที่เหลือ SCAP บอกว่า รอรับเป็นอาวุธ (เหลือสงคราม) และเครื่องจักรเก่า หรือเครื่องจักรใหม่ ที่ผลิต จากทรัพยากร ที่ไปขโมยเขามาได้ไหม หรือจะเอาเป็นเครื่องจักรใหม่เอี่ยม ที่อเมริกาจะให้ผลิต แต่ไม่ได้ให้ฟรีนะ ให้แบบลดราคา ส่วนต่างจ่ายเป็นอาหาร โอ้ย เงื่อนไขแยะ สรุปว่า แทบไม่มีใครได้อะไรจากญี่ปุ่น นอกจากอเมริกา
    ฝ่ายอังกฤษและยุโรปบอก แล้วพวกทหารของฝ่ายเรา ที่ญี่ปุ่นจับไปขังให้กินขี้ กินโคลน อยู่ค่ายกักกันที่สิงคโปร์ ประมาณ 5 หมื่นกว่าคน กว่าจะหลุดออกมาหลังสงครามโลก ตายไป เกือบครึ่ง ลืมไปแล้วหรือ นี่ยังไม่ได้นับการสร้างสพานข้ามแม่น้ำแควอันโด่งดังว่า พวกทหารฝรั่งถูกทารุณกันขนาดไหน จะชดเชย จะขอโทษอย่างไร
    ในที่สุด ไม่รู้อเมริกาตกลงอะไรกับอังกฤษ ตอนหลัง เสียงบ่นของชาวเกาะใหญ่ เงียบเช่นเป่าสาก
    ฝ่ายเอเซียเองบอกว่า เราก็ไม่ลืม เรื่องนานกิง เรื่องเมียหมอนข้าง ที่ญี่ปุ่นกวาดต้อนเอา ไปใช้สอยในช่วงสงครามอย่างทารุณ ข่มขืนทั้งร่างกายและจิตใจ มีประมาณกว่าแสนคน ส่วนใหญ่ อายุ 14 ถึง 18 และไม่ลืมเรื่องการปล้นบ้านเมืองของเราอย่างตะกระทารุณและเหี้ยมโหด แต่ไม่มีใครมาตกลงกับจีน ไม่มีคำขอโทษ โลกแทบไม่รู้เรื่อง เพราะฮอลลีวู้ดมัวแต่ทำหนังเรื่องยิว สำหรับเกาหลี ญี่ปุ่นบอกเสียใจ แต่ไม่เคยขอโทษ เพิ่งมาพูดปีนี้ แต่ก็บอกว่า ชนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น ไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องผ่านไปแล้ว (เดี๋ยวจะสับสนกับเรื่องใหม่ ที่กำลังจะต้องทำ ?!)
    สำหรับเยอรมัน ฝ่ายใช้อำนาจปกครอง คุ้ยแคะทอง เพชร แม้กระทั่งฝันทองในปากชาวยิว ฮอลลีวู้ด ยังทำเอาไปทำหนัง งัดฟันทองยิวให้ดู จนคนด่าเช็ดเยอรมันทั้งโรงหนัง ด้านเยอรมัน ถูกแจงทุกรายการ เพราะมียิวคอยจ้อง คอยฟ้อง และเพราะคนคอยแบ่ง มีหลายพวก จ้องกันทั้งตาทั้งปากมันแผลบ ส่วนการดำเนินคดีกับพวกนาซีที่ฆ่าโหดชาวยิว ถูกจับมาดำเนินคดีไปแล้วหลายคน ผ่านไป 70 ปี คดียังไม่จบก็มี ยังต้องพยุงกันมาศาล เมื่อ 2,3 ก็ยังมีข่าวอยู่ ส่วนพวกที่หนีรอด ก็เผ่นไปกบดาน เปลี่ยนชื่ออยู่แถวบราซิล อเมริกาใต้ จนแถวนั้น มีแต่ผิวน้ำตาล แต่ผมทอง ตาสีฟ้า กลายเป็นนางแบบ ค่าตัวแพง
    แต่สำหรับญี่ปุ่น ดูเหมือนเรื่องจะหายเงียบแทบไม่มีอะไรโผล่ ( เหมือนนิทานเรื่องจริง ที่ถูกบีบท่อ ไม่ให้นิทานโผล่ ผมไปตกลงแพ้สงครามกับมึงตั้งแต่เมื่อไหร่ หือ !) จะมีก็แต่ นายพลโตโจผู้บัญชาการรบ และนายทหารคนสนิทไม่กี่คน ที่แอ่นอก (นี่ถ้าอดีตนายกฯ คนหนึ่งมาอ่าน หล่อนจะอ่านออกไหม เดี๋ยวจะงงว่า แอ่ นอก คืออะไร อ๋อ ไม่อ่านหรือครับ ไม่ชอบอ่านหนังสือ… มิน่า..) ยอมรับกรรม (แทนคนอื่นๆอีกหลายคน) เมื่อมีคนมากล่อมเขา ให้บอกว่า เขาเป็นคนสั่งให้กองทัพญี่ปุ่นทำสงคราม และเคลื่อนพล ลงมาทางแปซืฟิกใต้ โตโจ บอกไม่มีปัญหา เขารู้หน้าที่ ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็ยิงขมับตัวเองฆ่าตัวตาย แต่ไม่ตาย ไปนอนโรงพยาบาลอยู่ในคุกซุกาโมแทน พอหาย ก็ไปรับโทษ ถูกแขวนคอ พร้อมกับลูกน้อง ไม่กี่คน
###############
ตอน 2
    หลังจาก นาย Atcheson เครื่องบินตกตาย มีคนแคลงใจ เรื่องที่ SCAP บอก ญี่ปุ่นล้มละลาย เสนอให้ประธานาธิบดีทรูแมน ส่งคนมาตรวจสอบ ทรูแมน ส่ง นาย Edwin S Pauley เศรษฐี น้ำมัน จากพรรค Democrat มาประเมินเศรษฐกิจ ของญีปุ่น ว่า เจ๊งจริงหรือเปล่า จะมีปัญญาใช้หนี้ชาวบ้าน เขาบ้างไหม ไหนว่าปล้นทรัพย์เขามาแยะ นาย Pauley บินมาตรวจสอบที่ญี่ปุ่น เขาตามเจอ บัญชีลับต่างๆ ที่อยู่นอกประเทศ เช่นที่ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ และอาร์เจนตินา เขา รายงานว่า บัญชีพวกนั้น เป็น ทรัพย์สินส่วนตัว ของ พวกนักธุรกิจใหญ่ zaibatsu ที่ไม่เกี่ยวกับการทำสงครามเลยนะ อ้าว
    แต่ ในช่วงไม่กี่เดือน ก่อนสงครามจะจบ ทหารพรานอเมริกัน ลูกครึ่ง อเมริกัน-ฟิลิปปิโน นาย Servino Garcia Santa Romana สังกัดหน่วย โอเอสเอส (หน่วยข่าวกรองของอเมริกา ก่อน เปลี่ยนชื่อ เป็น ซีไอเอ) ที่ปฏิบัติหน้าที่ อยู่แถวภูเขาที่เกาะลูซอน ฟิลิปปีนส์ แอบเห็นกองทัพญี่ปุ่น ใช้รถบรรทุก เป็นขบวน ขนหีบ ท่าทางหนักอึ้ง เข้าไปในถ้ำ หลายรอบจนนับไม่ถ้วน เลย แอบตามไปล็อคคอทหารญี่ปุ่นมาสอบถาม ได้ความว่า เป็นหีบบรรจุทองแท่งทั้งนั้น ส้มหล่นใส่อย่างไม่นึกฝัน ฝ่ายทหารอเมริกันจึงสั่งปิดตายถ้ำ วางกับระเบิดกันไว้ พร้อมจัดยามเฝ้า
    หลังสงครามเลิก นายพลแมค กลับมาลูซอน พร้อมนายพล Charles Willoughby ลูกน้องคนสนิท และพวกหน่วยข่าวกรองอีกหลายโหล ช่วยกันเปิดถ้ำ ขนทองออกไป หลังจากนั้น ก็ปิดตายถ้ำอีกรอบ
    เขาว่า ทองที่ขนกันไป ทอง Santa Romana พวกเขาเรียกกันอย่างนั้น นอกจาก 2 นายพลใหญ่ จะรู้แล้ว หัวหน้าใหญ่ OSS นายพล Donovan ก็รู้ และ แน่นอน Herbert Hoover ก็รู้ ทอง Santa Romana ไม่ได้ส่งคืนเจ้าของ แต่ ฝ่ายอเมริกัน ขนขึ้นเรือรบ นำไปฝาก ใน ธนาคาร 42 ประเทศ แยกเป็น 176 บัญชี ตัวเลขที่เปิดเผย คือ ทอง จำนวน 20,000 ตัน ตันนะครับ ไม่ใช่กิโล ไม่ใช่บาท
    บางส่วนของทอง แบ่งเอาไปใช้ในกิจการ นอกระบบ ของ ซีไอเอ เหมือน รายได้จากพวกฝิ่น เฮโรอีน แถวฉาน พม่า ลาว สามเหลี่ยมทองคำ นั่นแหละ ไม่ต้องกวนภาษีประชาชนคนอเมริกัน และไม่ต้องขออนุญาตรัฐสภา เวลาจะปฏิบัติการ ไม่ต้องแจงรายละเอียด ส่วนที่เหลือไปไหนบ้าง หนังสือที่อ่านไม่บอก ผมรู้แต่ว่า คนเขียนหนังสือ ที่เล่าข้อมูลฝ่ายญี่ปุ่น เขียนเสร็จ พอหนังสือออกขาย เขาต้องย้ายบ้าน ย้ายประเทศ
###############
ตอน 3
    หลังครามโลก พรรค Liberal Democrat Party หรือ LDP ที่คลอดในคุกซุกาโม มียากูซ่า เป็นหมอตำแย ก็เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารญี่ปุ่น มาจนถึงทุกวันนี้
    หลังสงครามโลก กลุ่มอเมริกัน มอร์แกน เสียตำแหน่งเจ้าพ่อใหญ่ ที่คุมทุกปีกในอเมริกา ให้แก่ กลุ่มอเมริกัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาว่า เพราะมอร์แกน แทงม้าผิดตัว ทุ่มผิดที่ นึกว่า ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ จะเคี้ยวเหยื่อ เหมือนตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ มันไม่มีอะไรแน่นอนตลอดเวลาหรอก พวกเอ็งควรศึกษาศาสนาพุทธ ให้เข้าใจ ถึงเรื่องการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเสียบ้าง จะได้ไม่ตะกระตะกรามขนาดนี้ ส่วนร้อกกี้ อาศัยเทคนิคใหม่ ล่าเหยื่อ โดยไม่ต้องใช้เงินถม ไม่ต้องใช้กองทัพคนมากมาย อย่างชาวเกาะใหญ่ แค่ใช้กองทัพลมปาก กับตั้งโรงงานฟอกย้อมความคิดให้มากหน่อย ลงทุนครั้งเดียว ผ่านมา 70 ปี สีย้อมยังติดทนดีอยู่เลย เฮ้ย เหนื่อยใจ
    หลังสงครามโลก John McCloy เป็นผู้อำนวยการ สถาบัน CFR ตั้งแต่ ปี คศ 1953 ถึง 1970
    MacCloy เป็นใคร สำคัญอย่างไร 
    MacCloy เดิมเป็นทนาย (ทนายอีกแล้ว!) อยู่ในกลุ่มวอลสตรีทกับพวกมอร์แกน ต่อมาแปรพักตร์ ย้ายมาอยู่กลุ่มร้อกกี้ เขาคงมองเห็นอะไร แวบ ๆ พวกทนายพันธุ์นี้ มักจมูกดี ได้กลิ่นเน่าไว เลยย้าย มาอยู่ สนง กฏหมาย Milbank Tweed ซึ่งทำงานให้ตระกูลร้อกกี้ the great กับ เป็นที่ปรึกษากฏหมายใหญ่ ให้ ธนาคาร Chase หลังจากนั้นได้เลื่อนชั้น เป็นประธานกรรมการ ธนาคาร Chase อย่างไม่ต้องรอคิว
    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ร้อกกี้ ปราบดา เขี่ยมอร์แกน ไปจนพ้นทาง จึงส่ง MacCloy มาเป็น ประธาน CFR ซึ่งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกมอร์แกนยึดเก้าอี้ CFR ไว้แน่น นาย MacCloy นี้ เป็นคนไปค้นพบ Henry A Kissinger พวกพันธุ์พิเศษอีกเหมือนกันและเอามามอบตัว ถวายหัวรับใช้ ร้อกกี้ the great เขาเป็นคนกำกับ ควบคุม นโยบายต่างประเทศ ที่ทรงอืทธิพลที่สุด คนหนึ่งของอเมริกา โดยเฉพาะ เกี่ยวกับ เรื่องโซเวียต จีน เวียตนาม อืหร่าน อเมริกาใต้ ใน ช่วงปี 1969 ถึง 1977
    และ เพื่อให้ Grand Area ส่วนที่เป็นเอเซียแปซิฟิก เป็นไปตามแผน ของ War and Peace Studies โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ญี่ปุ่น เป็น ฐานสำคัญ ด้านอุตสาหกรรมและ “อื่นๆ” ให้อเมริกา ในปี คศ 1973 ร้อกกี้ MacCloy และ Kissinger ก็จัดตั้ง Trilateral Commission ขึ้นมา เป็น สาขาลูกของ CFR ภายใต้การสนับสนุนด้านเงินทุน และ “อื่นๆ” จากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เพื่อรับนโยบาย การดำเนืนงาน และประสานงาน ในภูมิภาคนี้ ให้สอดคล้องกับนโยบายของ CFR ในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ให้เหมือนกันทั้งโลก ตามที่อเมริกา หรือ CFR ต้องการ สรุปสั้นๆ ตามภาษาแถวบ้านผม แปลว่า “พวกมึงต้องทำตามที่กูบอก” ทำนองนั้นนะครับ
    สมาชิกส่วนใหญ่ ของ Trilateral เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ นักธุรกิจใหญ่ นักการเมืองใหญ่ ใหญ่ๆทั้งนั้น และ ส่วนใหญ่ มาจากอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี มีส่วนน้อยจากอินโดนีเซีย และชาติอื่นๆ ในเอเซีย และอเมริกาใต้
    แล้วมีคนไทยเป็นสมาชิก Trilatteral นี้ไหม มีครับ เปลี่ยนมาหลายรุ่น และผมก็เคยใส่ชื่อ ไปแล้วหลายรอบ เพจพังเกือบทุกรอบ ถ้าใส่อีกรอบ กลัวจะพังมากกว่าเพจ ลองไปค้นหาอ่านกันดู กดดูจากกูเกิลได้ เด็ดๆ ทั้งนั้น หาไม่เจอบอกมาครับ จะเอามาลงให้ ดูซิ มันจะพังอีกรอบไหม ไหนๆ โดยรวนรายวันอยู่แล้ว
##############
ตอน 4
ร้อกกี้ the great น่าจะใช้วิธี “กำกับ ” รัฐบาลอเมริกัน ผ่าน 4 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงต่างประเทศ, สภาความมั่นคง National Security Council (NSC) , ซีไอเอ และ CFR
    CFR ทำหน้าที่เป็นมันสมอง และ เป็นผู้ “กำกับ” รัฐบาล อีกต่อหนึ่ง
    อิทธิพล ของ CFR มากมายอย่างที่เรานึกไม่ถึง เอาว่า ประธานาธิบดี เกือบทุกคน ไม่ว่าจะสังกัดพรรคไหน ก็สังกัด CFR ทั้งสิ้น และ เขาว่า ถ้า CFR ไม่เห็นชอบคนไหน คนนั้นก็อย่าเสียเวลา ไปสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เสียเงินเปล่าๆ
    นอกจากนี้ CFR เป็นผู้ส่งสมาชิกของตัว ไปเป็นหัวหน้า และระดับ ผู้บริหาร สำคัญ ในหน่วยงานข้างต้น ทั้ง 3 หน่วย ด้วย รายชื่อสมาชิก ของ CFR มีทั้ง นักการเมือง นักธุรกิจ
    นักการเงิน นักกฏหมาย นักวิชาการ สื่อ รวมถึง ดารา ทั้งหมด ต้องเป็น รุ่นใหญ่ ระดับ class A ใครสนใจในรายละเอียด ในกูเกิลมีเช่นเดียวกัน
    สำหรับญี่ปุ่น เด็กสร้าง ตัวสำคัญ ของอเมริกา (หรือ ร้อกกี้ ) ในการกินเอเซียแปซิฟิก ที่มีพรรค LDP เป็นผู้บริหารประเทศญี่ปุ่นมาเกือบตลอดเวลา ตั้งแต่หลังสงครามโลก ทำหน้าที่ เป็น ฐานอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำ ทำกำไรให้อเมริกามากมาย เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะขึ้น จะลง ดี เลว ขึ้นอยู่กับความเมตตาของอเมริกาทั้งสิ้น การเมือง การศึกษา สังคม วัฒนธรรมของญี่ปุ่น เปลี่ยนไปตามแม่พิมพ์ ที่อเมริกาจัดส่งให้ อเมริกาต้องการอะไร ฐานทัพหรือ ได้ จัดให้ และ ตอนนี้ ญี่ปุ่น ก็กำลังมีภาระกิจใหญ่ ต้องเป็นซามูไรแบกถาดรับใช้อเมริกา อีกแล้ว ไม่มีปัญหา แบกถาดรับใช้มาตลอดอยู่แล้ว แต่โลกไม่รู้ เพิ่มถาดใหญ่ อีกถาดเป็นไรไป
    และ จีน ก็ยังอยู่ ยังยั่วน้ำลาย น่ากิน เหมือนร้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่จะเคี้ยวทีไร มีอันเป็นไปทุกที
    ร้อยปีก่อน อังกฤษ ปั่นหัวญี่ปุ่น ให้ตีรวนจีน ให้จีนน่วม ก่อนที่อังกฤษ จะไปกิน แต่แล้วอังกฤษ ก็งับลม อเมริกาวางแผนจะกิน จีนพลิกตัว ปิดประตูเมือง เป็นคอมมิวนิสต์ ดีกว่าเป็นอาณานิคมขี้ข้าฝรั่ง
    มาถึงปีนี้ คศ 2015 ผ่านมาร้อยกว่าปี ยังมีคนไม่สิ้นความอยาก และความพยายาม
    CFR ออกรายงาน Revising U.S Grand Strategy Toward China เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา พอสรุปได้ว่า อเมริกา เห็นจีน เป็นคู่แข็งที่สำคัญที่สุดของอเมริกา ในขณะนี้ และต่อไปอีก หลายๆสิบปี … จีนกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ ที่มีเป้าหมายจะเข้าไปแทนที่อเมริกา ที่มีสถานะเป็นผู้มีอำนาจที่สุดในเอเซีย ….อเมริกา จึงจำเป็นต้องถ่วงดุลยอำนาจจีน …. และการทำให้รากฐานของจีนล่มสลาย (fundamental collapse) จึงเป็นทางเดียว ที่จะทำให้อเมริกา พ้น “ภาระ” การถ่วงดุลยกับจีน …
    อ่านแล้วงง เอาภาษาแถวบ้านผมดีกว่า อเมริกา กำลังบอกจีน ว่า ” …มึงโตไป กูปล่อยให้มึงโตแบบนี้ไม่ได้ กูต้องทำลายมึงให้สิ้นซาก...”
    อเมริกา คงไม่ปล่อยให้จีน ยืนตัวโตค้ำหัวอเมริกา อีกต่อไป อเมริกา ต้อง “ทำอะไร” แล้ว และ Grand Strategy แนะนำ (สั่ง) ให้อเมริกา มอบหมายให้ญี่ปุ่น เป็นหัวหน้า เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ในการ “ทำอะไร” ดังนั้น สิ่งที่ อเมริกา และญี่ปุ่นกำลังจับมือกัน ทำเป็นการด่วน คือ ปลดโซ่ล่ามกองทัพญี่ปุ่น ที่ท่านนายพลแมค ล่ามด้วยรัฐธรรมนูญของญึ่ปุ่น มาตรา 9 ที่ห้ามไม่ให้ญี่ปุ่น มีกองกำลัง เว้นแต่เพื่อป้องกันตัวเอง
    วันนี้อเมริกา ต้องการให้ญี่ปุ่น ผู้ชำนาญการป่วนจีน กลับไปใช้ความชำนาญเดิมอีกรอบหนึ่ง เรื่องนี้ รัฐสภาของอเมริกาให้การสนับสนุน ญี่ปุ่นท่วมท้น ให้ญี่ปุ่น มีกองกำลังร่อนไปทั่ว ( และจริงๆ เขาว่า ก็ร่อนออกมาแล้วด้วย ) เรื่อง สงครามโลก การรบกัน การกินดอกเห็ดจนตายเกลื่อน ลืมกันหมดแล้ว ส่วนที่ญี่ปุ่นเอง สภาล่าง ที่ตาหลาน หลานตา คุมอยู่หมัด ผ่านมตินี้แล้วเมื่อเดือนก่อน (กรกฏาคม) เหลือแต่สภาสูง ที่คาดว่าจะลงมติผ่านในเดือนกันยายน ก่อนที่สภาสูงจะปิดในสิ้นเดือนกันยา เพราะตาหลาน หลานตา ก็คุมอยู่เช่นกัน
    แต่ก็น่าสนใจ ล่าสุด ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ไม่อยากให้สภาผ่านกฏหมายนี้ ไม่อยากเข้าทำสงคราม ไม่อยากแบกถาดอีก กำลังเริ่มออกมาประท้วงหลานตา มากขึ้น ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และเมื่อวันที่ 30 สิงหา นี้เอง ชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นคน ออกมาชุมนุมใหญ่ คัดค้านการออกกฏหมายแบกถาด และเรียกร้องให้หลานตาลาออก ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวเรื่องยากูซ่าเเก๊งใหญ่ที่สุดในญี่ปั่น แตกคอกันเอง ทางการญี่ปุ่น อ้างอาจมีการซัดกันกลางเมือง
    เรื่องบังเอิญอีกแล้วหรือ ก็ต้องดูว่า ใบสั่ง หรือ พลังของประชาชนญี่ปุ่นจะชนะ
    ผมเล่าประวัติศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจปัจจุบัน ว่าตอนนี้ เขากำลังทำอะไรกัน เพราะเหตุใด และเมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น มันน่าจะมาจากเรื่องไหน และน่าจะพอให้เรามองออกว่า แล้วมันจะไปต่อทางไหน ถ้าจะให้ดี สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ช่วยกลับไปอ่านนิทาน เรื่อง แผนสอยมังกร กับ เรื่อง ซามูไรแบกถาด ประกอบกับนิทานเรื่องนี้ จะเข้าใจขี้น ว่า การระเบิดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่า ในจีน หรือที่ไหน ร่วมทั้งเรื่อง รัสเซีย อิหร่าน ตุรกี เลบานอน และ ล่าสุด มาเลเซีย มันเกี่ยวพันกันหรือไม่ และจะกระทบบ้านเรา หรือไม่อย่างไร
    แล้วก็โปรดอย่าลืม สูตรสำเร็จ ของนักล่า ไม่ว่ารุ่นไหน ยุคไหน กินคำเดียวไม่ไหว ก็ทุบให้น่วมก่อนเคี้ยว แล้วตอนนี้ มันจะทุบที่ไหนบ้าง
    ส่วน เรื่องจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา เมื่อ 100 ปีก่อน มาจนถึงตอนนี้ คงสรุปกันได้แล้ว ว่า ตกลง ใครต้ม ใครซ้อน ใครเจ็บ ใครช้ำ ใครซ่อน ใครรวย ใครโหด ใครเหี้ยม
    แบบนี้ แผล มันก็คงจะตกสะเก็ดยาก….
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
1 ก.ย. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด บทส่งท้าย ตอนที่ 1-4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”  บทส่งท้าย

ตอน 1 ตกลง ดูๆไป เหมือนญี่ปุ่นลอยตัวอยู่เหนือสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงไม่เป็นผู้ชนะ แต่ก็เหมือนไม่ได้เป็นผู้แพ้ มีชาวญี่ปุ่น ตายแยะ บ้านเมืองฉิบหายเยอะก็จริงอยู่ แต่ที่ญี่ปุ่นไปรุกรานย่ำยีเขา เขาก็แหลกราญ ยับเยินไม่น้อยกว่า หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนญี่ปุ่นไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมาย เมื่อเทียบกับการกระทำของญี่ปุ่น ตั้งแต่อเมริกาเข้าไปใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นโดย SCAP ฝ่ายญี่ปุ่น ที่น่าจะมีผู้รับผิดชอบ ในการนำหรือส่งเสริมให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ก็แทบจะหาผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริงไม่เจอ เห็นแต่เงารางๆ กับคำขอโทษที่ยังกำกวม และไม่ช่วยทำให้ผู้ที่ถูกญี่ปุ่นย่ำยี นอนตาหลับ การชดใช้ค่าเสียหายของญี่ปุ่นกับเยอรมัน ในฐานะผู้ทำแพ้สงคราม ต่างกันสื้นเชิง เยอรมันถูกฝ่ายอังกฤษและยุโรปตอกหมุด ดิ้นไม่ออก จ่ายค่าเสียหายไปประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญ และค่าชดเชยรายเดือน อยู่อีกหลายสิบปี ส่วนญี่ปุ่น อเมริกาบอกว่า ญี่ปุ่นล้มละลาย ทั้งด้านทรัพย์สิน และด้านจิตใจ หลังจากกินดอกเห็ดยักษ์เข้าไป เพราะฉะนั้น จ่ายค่าเสียหายเพียง 2 พันล้านเหรียญ ที่เหลือ SCAP บอกว่า รอรับเป็นอาวุธ (เหลือสงคราม) และเครื่องจักรเก่า หรือเครื่องจักรใหม่ ที่ผลิต จากทรัพยากร ที่ไปขโมยเขามาได้ไหม หรือจะเอาเป็นเครื่องจักรใหม่เอี่ยม ที่อเมริกาจะให้ผลิต แต่ไม่ได้ให้ฟรีนะ ให้แบบลดราคา ส่วนต่างจ่ายเป็นอาหาร โอ้ย เงื่อนไขแยะ สรุปว่า แทบไม่มีใครได้อะไรจากญี่ปุ่น นอกจากอเมริกา ฝ่ายอังกฤษและยุโรปบอก แล้วพวกทหารของฝ่ายเรา ที่ญี่ปุ่นจับไปขังให้กินขี้ กินโคลน อยู่ค่ายกักกันที่สิงคโปร์ ประมาณ 5 หมื่นกว่าคน กว่าจะหลุดออกมาหลังสงครามโลก ตายไป เกือบครึ่ง ลืมไปแล้วหรือ นี่ยังไม่ได้นับการสร้างสพานข้ามแม่น้ำแควอันโด่งดังว่า พวกทหารฝรั่งถูกทารุณกันขนาดไหน จะชดเชย จะขอโทษอย่างไร ในที่สุด ไม่รู้อเมริกาตกลงอะไรกับอังกฤษ ตอนหลัง เสียงบ่นของชาวเกาะใหญ่ เงียบเช่นเป่าสาก ฝ่ายเอเซียเองบอกว่า เราก็ไม่ลืม เรื่องนานกิง เรื่องเมียหมอนข้าง ที่ญี่ปุ่นกวาดต้อนเอา ไปใช้สอยในช่วงสงครามอย่างทารุณ ข่มขืนทั้งร่างกายและจิตใจ มีประมาณกว่าแสนคน ส่วนใหญ่ อายุ 14 ถึง 18 และไม่ลืมเรื่องการปล้นบ้านเมืองของเราอย่างตะกระทารุณและเหี้ยมโหด แต่ไม่มีใครมาตกลงกับจีน ไม่มีคำขอโทษ โลกแทบไม่รู้เรื่อง เพราะฮอลลีวู้ดมัวแต่ทำหนังเรื่องยิว สำหรับเกาหลี ญี่ปุ่นบอกเสียใจ แต่ไม่เคยขอโทษ เพิ่งมาพูดปีนี้ แต่ก็บอกว่า ชนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น ไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องผ่านไปแล้ว (เดี๋ยวจะสับสนกับเรื่องใหม่ ที่กำลังจะต้องทำ ?!) สำหรับเยอรมัน ฝ่ายใช้อำนาจปกครอง คุ้ยแคะทอง เพชร แม้กระทั่งฝันทองในปากชาวยิว ฮอลลีวู้ด ยังทำเอาไปทำหนัง งัดฟันทองยิวให้ดู จนคนด่าเช็ดเยอรมันทั้งโรงหนัง ด้านเยอรมัน ถูกแจงทุกรายการ เพราะมียิวคอยจ้อง คอยฟ้อง และเพราะคนคอยแบ่ง มีหลายพวก จ้องกันทั้งตาทั้งปากมันแผลบ ส่วนการดำเนินคดีกับพวกนาซีที่ฆ่าโหดชาวยิว ถูกจับมาดำเนินคดีไปแล้วหลายคน ผ่านไป 70 ปี คดียังไม่จบก็มี ยังต้องพยุงกันมาศาล เมื่อ 2,3 ก็ยังมีข่าวอยู่ ส่วนพวกที่หนีรอด ก็เผ่นไปกบดาน เปลี่ยนชื่ออยู่แถวบราซิล อเมริกาใต้ จนแถวนั้น มีแต่ผิวน้ำตาล แต่ผมทอง ตาสีฟ้า กลายเป็นนางแบบ ค่าตัวแพง แต่สำหรับญี่ปุ่น ดูเหมือนเรื่องจะหายเงียบแทบไม่มีอะไรโผล่ ( เหมือนนิทานเรื่องจริง ที่ถูกบีบท่อ ไม่ให้นิทานโผล่ ผมไปตกลงแพ้สงครามกับมึงตั้งแต่เมื่อไหร่ หือ !) จะมีก็แต่ นายพลโตโจผู้บัญชาการรบ และนายทหารคนสนิทไม่กี่คน ที่แอ่นอก (นี่ถ้าอดีตนายกฯ คนหนึ่งมาอ่าน หล่อนจะอ่านออกไหม เดี๋ยวจะงงว่า แอ่ นอก คืออะไร อ๋อ ไม่อ่านหรือครับ ไม่ชอบอ่านหนังสือ… มิน่า..) ยอมรับกรรม (แทนคนอื่นๆอีกหลายคน) เมื่อมีคนมากล่อมเขา ให้บอกว่า เขาเป็นคนสั่งให้กองทัพญี่ปุ่นทำสงคราม และเคลื่อนพล ลงมาทางแปซืฟิกใต้ โตโจ บอกไม่มีปัญหา เขารู้หน้าที่ ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็ยิงขมับตัวเองฆ่าตัวตาย แต่ไม่ตาย ไปนอนโรงพยาบาลอยู่ในคุกซุกาโมแทน พอหาย ก็ไปรับโทษ ถูกแขวนคอ พร้อมกับลูกน้อง ไม่กี่คน
###############
ตอน 2 หลังจาก นาย Atcheson เครื่องบินตกตาย มีคนแคลงใจ เรื่องที่ SCAP บอก ญี่ปุ่นล้มละลาย เสนอให้ประธานาธิบดีทรูแมน ส่งคนมาตรวจสอบ ทรูแมน ส่ง นาย Edwin S Pauley เศรษฐี น้ำมัน จากพรรค Democrat มาประเมินเศรษฐกิจ ของญีปุ่น ว่า เจ๊งจริงหรือเปล่า จะมีปัญญาใช้หนี้ชาวบ้าน เขาบ้างไหม ไหนว่าปล้นทรัพย์เขามาแยะ นาย Pauley บินมาตรวจสอบที่ญี่ปุ่น เขาตามเจอ บัญชีลับต่างๆ ที่อยู่นอกประเทศ เช่นที่ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ และอาร์เจนตินา เขา รายงานว่า บัญชีพวกนั้น เป็น ทรัพย์สินส่วนตัว ของ พวกนักธุรกิจใหญ่ zaibatsu ที่ไม่เกี่ยวกับการทำสงครามเลยนะ อ้าว แต่ ในช่วงไม่กี่เดือน ก่อนสงครามจะจบ ทหารพรานอเมริกัน ลูกครึ่ง อเมริกัน-ฟิลิปปิโน นาย Servino Garcia Santa Romana สังกัดหน่วย โอเอสเอส (หน่วยข่าวกรองของอเมริกา ก่อน เปลี่ยนชื่อ เป็น ซีไอเอ) ที่ปฏิบัติหน้าที่ อยู่แถวภูเขาที่เกาะลูซอน ฟิลิปปีนส์ แอบเห็นกองทัพญี่ปุ่น ใช้รถบรรทุก เป็นขบวน ขนหีบ ท่าทางหนักอึ้ง เข้าไปในถ้ำ หลายรอบจนนับไม่ถ้วน เลย แอบตามไปล็อคคอทหารญี่ปุ่นมาสอบถาม ได้ความว่า เป็นหีบบรรจุทองแท่งทั้งนั้น ส้มหล่นใส่อย่างไม่นึกฝัน ฝ่ายทหารอเมริกันจึงสั่งปิดตายถ้ำ วางกับระเบิดกันไว้ พร้อมจัดยามเฝ้า หลังสงครามเลิก นายพลแมค กลับมาลูซอน พร้อมนายพล Charles Willoughby ลูกน้องคนสนิท และพวกหน่วยข่าวกรองอีกหลายโหล ช่วยกันเปิดถ้ำ ขนทองออกไป หลังจากนั้น ก็ปิดตายถ้ำอีกรอบ เขาว่า ทองที่ขนกันไป ทอง Santa Romana พวกเขาเรียกกันอย่างนั้น นอกจาก 2 นายพลใหญ่ จะรู้แล้ว หัวหน้าใหญ่ OSS นายพล Donovan ก็รู้ และ แน่นอน Herbert Hoover ก็รู้ ทอง Santa Romana ไม่ได้ส่งคืนเจ้าของ แต่ ฝ่ายอเมริกัน ขนขึ้นเรือรบ นำไปฝาก ใน ธนาคาร 42 ประเทศ แยกเป็น 176 บัญชี ตัวเลขที่เปิดเผย คือ ทอง จำนวน 20,000 ตัน ตันนะครับ ไม่ใช่กิโล ไม่ใช่บาท บางส่วนของทอง แบ่งเอาไปใช้ในกิจการ นอกระบบ ของ ซีไอเอ เหมือน รายได้จากพวกฝิ่น เฮโรอีน แถวฉาน พม่า ลาว สามเหลี่ยมทองคำ นั่นแหละ ไม่ต้องกวนภาษีประชาชนคนอเมริกัน และไม่ต้องขออนุญาตรัฐสภา เวลาจะปฏิบัติการ ไม่ต้องแจงรายละเอียด ส่วนที่เหลือไปไหนบ้าง หนังสือที่อ่านไม่บอก ผมรู้แต่ว่า คนเขียนหนังสือ ที่เล่าข้อมูลฝ่ายญี่ปุ่น เขียนเสร็จ พอหนังสือออกขาย เขาต้องย้ายบ้าน ย้ายประเทศ
###############
ตอน 3 หลังครามโลก พรรค Liberal Democrat Party หรือ LDP ที่คลอดในคุกซุกาโม มียากูซ่า เป็นหมอตำแย ก็เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารญี่ปุ่น มาจนถึงทุกวันนี้ หลังสงครามโลก กลุ่มอเมริกัน มอร์แกน เสียตำแหน่งเจ้าพ่อใหญ่ ที่คุมทุกปีกในอเมริกา ให้แก่ กลุ่มอเมริกัน ร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาว่า เพราะมอร์แกน แทงม้าผิดตัว ทุ่มผิดที่ นึกว่า ชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ จะเคี้ยวเหยื่อ เหมือนตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ มันไม่มีอะไรแน่นอนตลอดเวลาหรอก พวกเอ็งควรศึกษาศาสนาพุทธ ให้เข้าใจ ถึงเรื่องการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเสียบ้าง จะได้ไม่ตะกระตะกรามขนาดนี้ ส่วนร้อกกี้ อาศัยเทคนิคใหม่ ล่าเหยื่อ โดยไม่ต้องใช้เงินถม ไม่ต้องใช้กองทัพคนมากมาย อย่างชาวเกาะใหญ่ แค่ใช้กองทัพลมปาก กับตั้งโรงงานฟอกย้อมความคิดให้มากหน่อย ลงทุนครั้งเดียว ผ่านมา 70 ปี สีย้อมยังติดทนดีอยู่เลย เฮ้ย เหนื่อยใจ หลังสงครามโลก John McCloy เป็นผู้อำนวยการ สถาบัน CFR ตั้งแต่ ปี คศ 1953 ถึง 1970 MacCloy เป็นใคร สำคัญอย่างไร  MacCloy เดิมเป็นทนาย (ทนายอีกแล้ว!) อยู่ในกลุ่มวอลสตรีทกับพวกมอร์แกน ต่อมาแปรพักตร์ ย้ายมาอยู่กลุ่มร้อกกี้ เขาคงมองเห็นอะไร แวบ ๆ พวกทนายพันธุ์นี้ มักจมูกดี ได้กลิ่นเน่าไว เลยย้าย มาอยู่ สนง กฏหมาย Milbank Tweed ซึ่งทำงานให้ตระกูลร้อกกี้ the great กับ เป็นที่ปรึกษากฏหมายใหญ่ ให้ ธนาคาร Chase หลังจากนั้นได้เลื่อนชั้น เป็นประธานกรรมการ ธนาคาร Chase อย่างไม่ต้องรอคิว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ร้อกกี้ ปราบดา เขี่ยมอร์แกน ไปจนพ้นทาง จึงส่ง MacCloy มาเป็น ประธาน CFR ซึ่งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกมอร์แกนยึดเก้าอี้ CFR ไว้แน่น นาย MacCloy นี้ เป็นคนไปค้นพบ Henry A Kissinger พวกพันธุ์พิเศษอีกเหมือนกันและเอามามอบตัว ถวายหัวรับใช้ ร้อกกี้ the great เขาเป็นคนกำกับ ควบคุม นโยบายต่างประเทศ ที่ทรงอืทธิพลที่สุด คนหนึ่งของอเมริกา โดยเฉพาะ เกี่ยวกับ เรื่องโซเวียต จีน เวียตนาม อืหร่าน อเมริกาใต้ ใน ช่วงปี 1969 ถึง 1977 และ เพื่อให้ Grand Area ส่วนที่เป็นเอเซียแปซิฟิก เป็นไปตามแผน ของ War and Peace Studies โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ญี่ปุ่น เป็น ฐานสำคัญ ด้านอุตสาหกรรมและ “อื่นๆ” ให้อเมริกา ในปี คศ 1973 ร้อกกี้ MacCloy และ Kissinger ก็จัดตั้ง Trilateral Commission ขึ้นมา เป็น สาขาลูกของ CFR ภายใต้การสนับสนุนด้านเงินทุน และ “อื่นๆ” จากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เพื่อรับนโยบาย การดำเนืนงาน และประสานงาน ในภูมิภาคนี้ ให้สอดคล้องกับนโยบายของ CFR ในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ให้เหมือนกันทั้งโลก ตามที่อเมริกา หรือ CFR ต้องการ สรุปสั้นๆ ตามภาษาแถวบ้านผม แปลว่า “พวกมึงต้องทำตามที่กูบอก” ทำนองนั้นนะครับ สมาชิกส่วนใหญ่ ของ Trilateral เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ นักธุรกิจใหญ่ นักการเมืองใหญ่ ใหญ่ๆทั้งนั้น และ ส่วนใหญ่ มาจากอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี มีส่วนน้อยจากอินโดนีเซีย และชาติอื่นๆ ในเอเซีย และอเมริกาใต้ แล้วมีคนไทยเป็นสมาชิก Trilatteral นี้ไหม มีครับ เปลี่ยนมาหลายรุ่น และผมก็เคยใส่ชื่อ ไปแล้วหลายรอบ เพจพังเกือบทุกรอบ ถ้าใส่อีกรอบ กลัวจะพังมากกว่าเพจ ลองไปค้นหาอ่านกันดู กดดูจากกูเกิลได้ เด็ดๆ ทั้งนั้น หาไม่เจอบอกมาครับ จะเอามาลงให้ ดูซิ มันจะพังอีกรอบไหม ไหนๆ โดยรวนรายวันอยู่แล้ว
##############
ตอน 4
ร้อกกี้ the great น่าจะใช้วิธี “กำกับ ” รัฐบาลอเมริกัน ผ่าน 4 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงต่างประเทศ, สภาความมั่นคง National Security Council (NSC) , ซีไอเอ และ CFR CFR ทำหน้าที่เป็นมันสมอง และ เป็นผู้ “กำกับ” รัฐบาล อีกต่อหนึ่ง อิทธิพล ของ CFR มากมายอย่างที่เรานึกไม่ถึง เอาว่า ประธานาธิบดี เกือบทุกคน ไม่ว่าจะสังกัดพรรคไหน ก็สังกัด CFR ทั้งสิ้น และ เขาว่า ถ้า CFR ไม่เห็นชอบคนไหน คนนั้นก็อย่าเสียเวลา ไปสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เสียเงินเปล่าๆ นอกจากนี้ CFR เป็นผู้ส่งสมาชิกของตัว ไปเป็นหัวหน้า และระดับ ผู้บริหาร สำคัญ ในหน่วยงานข้างต้น ทั้ง 3 หน่วย ด้วย รายชื่อสมาชิก ของ CFR มีทั้ง นักการเมือง นักธุรกิจ นักการเงิน นักกฏหมาย นักวิชาการ สื่อ รวมถึง ดารา ทั้งหมด ต้องเป็น รุ่นใหญ่ ระดับ class A ใครสนใจในรายละเอียด ในกูเกิลมีเช่นเดียวกัน สำหรับญี่ปุ่น เด็กสร้าง ตัวสำคัญ ของอเมริกา (หรือ ร้อกกี้ ) ในการกินเอเซียแปซิฟิก ที่มีพรรค LDP เป็นผู้บริหารประเทศญี่ปุ่นมาเกือบตลอดเวลา ตั้งแต่หลังสงครามโลก ทำหน้าที่ เป็น ฐานอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำ ทำกำไรให้อเมริกามากมาย เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะขึ้น จะลง ดี เลว ขึ้นอยู่กับความเมตตาของอเมริกาทั้งสิ้น การเมือง การศึกษา สังคม วัฒนธรรมของญี่ปุ่น เปลี่ยนไปตามแม่พิมพ์ ที่อเมริกาจัดส่งให้ อเมริกาต้องการอะไร ฐานทัพหรือ ได้ จัดให้ และ ตอนนี้ ญี่ปุ่น ก็กำลังมีภาระกิจใหญ่ ต้องเป็นซามูไรแบกถาดรับใช้อเมริกา อีกแล้ว ไม่มีปัญหา แบกถาดรับใช้มาตลอดอยู่แล้ว แต่โลกไม่รู้ เพิ่มถาดใหญ่ อีกถาดเป็นไรไป และ จีน ก็ยังอยู่ ยังยั่วน้ำลาย น่ากิน เหมือนร้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่จะเคี้ยวทีไร มีอันเป็นไปทุกที ร้อยปีก่อน อังกฤษ ปั่นหัวญี่ปุ่น ให้ตีรวนจีน ให้จีนน่วม ก่อนที่อังกฤษ จะไปกิน แต่แล้วอังกฤษ ก็งับลม อเมริกาวางแผนจะกิน จีนพลิกตัว ปิดประตูเมือง เป็นคอมมิวนิสต์ ดีกว่าเป็นอาณานิคมขี้ข้าฝรั่ง มาถึงปีนี้ คศ 2015 ผ่านมาร้อยกว่าปี ยังมีคนไม่สิ้นความอยาก และความพยายาม CFR ออกรายงาน Revising U.S Grand Strategy Toward China เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา พอสรุปได้ว่า อเมริกา เห็นจีน เป็นคู่แข็งที่สำคัญที่สุดของอเมริกา ในขณะนี้ และต่อไปอีก หลายๆสิบปี … จีนกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ ที่มีเป้าหมายจะเข้าไปแทนที่อเมริกา ที่มีสถานะเป็นผู้มีอำนาจที่สุดในเอเซีย ….อเมริกา จึงจำเป็นต้องถ่วงดุลยอำนาจจีน …. และการทำให้รากฐานของจีนล่มสลาย (fundamental collapse) จึงเป็นทางเดียว ที่จะทำให้อเมริกา พ้น “ภาระ” การถ่วงดุลยกับจีน … อ่านแล้วงง เอาภาษาแถวบ้านผมดีกว่า อเมริกา กำลังบอกจีน ว่า ” …มึงโตไป กูปล่อยให้มึงโตแบบนี้ไม่ได้ กูต้องทำลายมึงให้สิ้นซาก...” อเมริกา คงไม่ปล่อยให้จีน ยืนตัวโตค้ำหัวอเมริกา อีกต่อไป อเมริกา ต้อง “ทำอะไร” แล้ว และ Grand Strategy แนะนำ (สั่ง) ให้อเมริกา มอบหมายให้ญี่ปุ่น เป็นหัวหน้า เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ในการ “ทำอะไร” ดังนั้น สิ่งที่ อเมริกา และญี่ปุ่นกำลังจับมือกัน ทำเป็นการด่วน คือ ปลดโซ่ล่ามกองทัพญี่ปุ่น ที่ท่านนายพลแมค ล่ามด้วยรัฐธรรมนูญของญึ่ปุ่น มาตรา 9 ที่ห้ามไม่ให้ญี่ปุ่น มีกองกำลัง เว้นแต่เพื่อป้องกันตัวเอง วันนี้อเมริกา ต้องการให้ญี่ปุ่น ผู้ชำนาญการป่วนจีน กลับไปใช้ความชำนาญเดิมอีกรอบหนึ่ง เรื่องนี้ รัฐสภาของอเมริกาให้การสนับสนุน ญี่ปุ่นท่วมท้น ให้ญี่ปุ่น มีกองกำลังร่อนไปทั่ว ( และจริงๆ เขาว่า ก็ร่อนออกมาแล้วด้วย ) เรื่อง สงครามโลก การรบกัน การกินดอกเห็ดจนตายเกลื่อน ลืมกันหมดแล้ว ส่วนที่ญี่ปุ่นเอง สภาล่าง ที่ตาหลาน หลานตา คุมอยู่หมัด ผ่านมตินี้แล้วเมื่อเดือนก่อน (กรกฏาคม) เหลือแต่สภาสูง ที่คาดว่าจะลงมติผ่านในเดือนกันยายน ก่อนที่สภาสูงจะปิดในสิ้นเดือนกันยา เพราะตาหลาน หลานตา ก็คุมอยู่เช่นกัน แต่ก็น่าสนใจ ล่าสุด ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ไม่อยากให้สภาผ่านกฏหมายนี้ ไม่อยากเข้าทำสงคราม ไม่อยากแบกถาดอีก กำลังเริ่มออกมาประท้วงหลานตา มากขึ้น ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และเมื่อวันที่ 30 สิงหา นี้เอง ชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นคน ออกมาชุมนุมใหญ่ คัดค้านการออกกฏหมายแบกถาด และเรียกร้องให้หลานตาลาออก ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวเรื่องยากูซ่าเเก๊งใหญ่ที่สุดในญี่ปั่น แตกคอกันเอง ทางการญี่ปุ่น อ้างอาจมีการซัดกันกลางเมือง เรื่องบังเอิญอีกแล้วหรือ ก็ต้องดูว่า ใบสั่ง หรือ พลังของประชาชนญี่ปุ่นจะชนะ ผมเล่าประวัติศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจปัจจุบัน ว่าตอนนี้ เขากำลังทำอะไรกัน เพราะเหตุใด และเมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น มันน่าจะมาจากเรื่องไหน และน่าจะพอให้เรามองออกว่า แล้วมันจะไปต่อทางไหน ถ้าจะให้ดี สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ช่วยกลับไปอ่านนิทาน เรื่อง แผนสอยมังกร กับ เรื่อง ซามูไรแบกถาด ประกอบกับนิทานเรื่องนี้ จะเข้าใจขี้น ว่า การระเบิดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่า ในจีน หรือที่ไหน ร่วมทั้งเรื่อง รัสเซีย อิหร่าน ตุรกี เลบานอน และ ล่าสุด มาเลเซีย มันเกี่ยวพันกันหรือไม่ และจะกระทบบ้านเรา หรือไม่อย่างไร แล้วก็โปรดอย่าลืม สูตรสำเร็จ ของนักล่า ไม่ว่ารุ่นไหน ยุคไหน กินคำเดียวไม่ไหว ก็ทุบให้น่วมก่อนเคี้ยว แล้วตอนนี้ มันจะทุบที่ไหนบ้าง ส่วน เรื่องจีน ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา เมื่อ 100 ปีก่อน มาจนถึงตอนนี้ คงสรุปกันได้แล้ว ว่า ตกลง ใครต้ม ใครซ้อน ใครเจ็บ ใครช้ำ ใครซ่อน ใครรวย ใครโหด ใครเหี้ยม แบบนี้ แผล มันก็คงจะตกสะเก็ดยาก….
สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
1 ก.ย. 2558
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1546 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 17

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”
    ตอน 17
    อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ.1941 แต่ก่อนอเมริกาจะเข้าทำสงคราม ถังขยะความคิด Council on Foreign Relations (CFR) และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ภายใต้การกำกับของ CFR ได้รวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ประมาณ 200 คน ระดมสมอง จัดทำโครงการ ที่เรียกว่า War and Peace Studies อย่างลับสุดยอด ตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1940 โครงการนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการ และเงินทุนสนับสนุนทั้งหมด โดยมูลนิธืร้อกกี้เฟลเลอร์
    War and Peace Studies ได้วางแผนไว้เรียบร้อยว่า อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลก และกำหนดเส้นทางของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจนว่า อเมริกาจะต้องเข้าครอบครอง และควบคุมบริเวณใดบ้างของโลกนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโต แข็งแกร่ง ให้แก่เศรษฐกิจของอเมริกา บริเวณดังกล่าว รวมถึงลาตินอเมริกา ยุโรป อาณานิคมของจักรภพอังกฤษ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด War and Peace Studies เรียกบริเวณนี้ว่า ” Grand Area”
    โครงการ War and Peace Studies ยังบอกอีกว่า เราจะต้องได้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาทรัพยากรในบริเวณนี้มาใช้เป็นวัตถุดิบ ให้ญี่ปุ่นทำอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และส่งสินค้านั้นกลับไปขายในประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่เราไป (ปล้น) เอามานั่นแหละ ญี่ปุ่นจะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม ที่มีต้นทุกถูกกว่าบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าของ
    และหลายปี ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม หรืออาจจะก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสงครามด้วยซ้ำ อเมริกา (หรือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ the great ) คิดไว้แล้วว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อเมริกาจะเป็นผู้ครอบครอง และควบคุมญี่ปุ่นหลังสงครามแต่ผู้เดียว
    และอเมริกาก็ทำได้ อเมริกาน่าจะวางแผนนี้นานอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 …
    นักล่าใบตองแห้งแน่จริงๆ วางแผนเป็นขั้นตอน ยาวนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่หลุดแผน และยังไม่จบแผน…
    ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อเมริกาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นแต่ผู้เดียวตามแผน ต่างกับเยอรมัน ซึ่งเมื่อแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ละชาติ ต่างก็พากันตั้งหน่วยทหารของตนเป็นรัฐบาล ปกครองเขตตนในเยอรมัน แต่ญี่ปุ่นมีเขตปกครองเดียวคือ เขตของอเมริกา และอเมริกาใช้รัฐบาลญี่ปุ่นขณะนั้น ปกครองญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแลของอเมริกา
    ประธานาธิบดีทรูแมนแต่งตั้งให้ นายพลแมคอาร์อาเธอร์ มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร Supreme Commander Allied Power (SCAP) มาดูแลญี่ปุ่น โดยผู้ชนะสงครามรายอื่นเช่น นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ,รวมทั้ง นายพลเจียงไคเช็ค ของจีน และแม้แต่สตาลิน ของโซเวียต ก็ไม่ (กล้า) ขัดใจอเมริกา
    และในช่วง 6 ปี ที่ นายพลแมค ใช้อำนาจในฐานะ SCAP ปกครองชาวญี่ปุ่น 83 ล้านคน เขาไม่สนใจกับคณะกรรมมาธิการพันธมิตรอีก 11 ประเทศ Far Eastern Commission ที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง ที่หวังจะมีส่วนร่วมในการ “ดูแล” ญี่ปุ่น แม้แต่น้อย คณะ 11ประเทศ กลายเป็นแค่ “ผู้ดู”
    นายพลแมค มาถึงญี่ปุ่น พร้อมกับภาระกิจใหญ่ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอเมริกา คือ มาทำการปฏิรูปญี่ปุ่น
    แต่ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่น ในวอชิงตันเองก็ไม่ได้มีความเห็นไปทางเดียวกันนัก การเมืองฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปญี่ปุ่น แต่การเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้การปฏิรูปล่มกลางคัน ท่านนายพลแมคน่าจะปวดหัว
    การ”ปฏิรูป” ญี่ปุ่น ที่อเมริกาหวังจะให้ดำเนินการด่วน ภายใต้อำนาจ ของ SCAP
    เรื่องแรก คือ ญี่ปุ่น โดยจักรพรรดิ ต้องออกมารับผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลก
    เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปกองทัพญี่ปุ่น หรือจริงๆ ก็คือ ยกเลิก หรือลดกองกำลังญี่ปุ่นให้เหลือเพียงแค่หยิบมือ ตามมาด้วย
    เรื่องที่สาม คือ จับตัวพวกที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ มาดำเนินคดี
    เรื่องใหญ่ทั้งนั้น นายพลแมคจะรับไหวหรือ แต่นายพลแมค ไม่ได้มาคนเดียว เดี่ยวๆ เขามี Laurence ร้อกกี้เฟลเลอร์ หลานของร้อกกี้ the greatมาเป็นผู้ช่วย และยังมี นายพล Bonner Fellers ประกบติดตัว นายพลแมค มาด้วย
    นายพล Feller มีชื่อเสียงในกองทัพว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับญี่ปุ่น แต่ จริงๆ เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับญี่ปุ่น และแถมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ เขาเป็นพวกเคว้กเกอร์ เช่นเดียวกับเมียของทูต Grew และรอบตัวของจักรพรรดินี แม่ของจักรพรรดิฮืโรฮิโต และเนื่องจากเป็นเคว้กเกอร์ เขารู้จักกับ ชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน ที่พวกเคว้กเกอร์สนับสนุนให้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เป็นเครือข่ายของเคว้กเกอร์ที่อเมริกา เมื่อจบกลับมา หลายคนกลับมาเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น
    Feller ถูกประธานาธิบดี Herbert Hoover ส่งมาประจำกองทัพอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1930 ต้นๆ แต่ดูเหมือนเขาจะอยู่ญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และต่อมาเขากลายเป็นเชือกที่ Hoover ใช้ชักใย นายพลแมค ที่ปกครองญี่ปุ่น ตามอำนาจของ SCAP อ้อ Hoover ก็เป็นพวกเคว้กเกอร์ด้วยครับ
    แล้ว Hoover มาเกี่ยวอะไรกับ นายพลแมค และ SCAP
    Herbert Hoover เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1929-1934 ช่วง Great Depression ของอเมริกา แม้ว่าจะมีคนมองว่า เขาอยู่ในพวกกลุ่มวอลสตรีท แต่เขากู้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้น และแยกทางกันเดินกับพวกมอร์แกนในภายหลัง แต่ที่น่าสนใจ Hoover จริงๆแล้ว เรียนจบมาด้านแร่วิทยา และเป็นผู้ชำนาญเรื่องแร่ เขายุ่งอยู่กับธุรกิจเหมืองแร่ ไปทั่วจนถึงออสเตรเลีย และถึงจีน และในช่วงปี ค.ศ.1899 – 1900 ที่เกิดกบฏนักมวย เขาบังเอิญติดอยู่ที่จีนในช่วงนั้นพอดี ตัวเขาและเมียพูดภาษาจีนแมนดารินได้ดี เล่ากันว่า เมื่อกลับมาอเมริกา และต้องย้ายบ้านไปอยู่ทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง จะส่งภาษาจีนกัน เวลาไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง ว่านินทา หรือด่าใคร
    เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ปีแรกๆ อเมริกาตั้งตัวเป็นกลาง แต่การรบในยุโรปกำลังสาหัส และชาวยุโรปรับบาปเคราะห์ ขาดทั้งอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม ปี ค.ศ.1914 Hoover ซึ่งรวยจนพอจากการเจอแร่สาระพัดแห่ง จึงมาทำการกุศล ช่วยบริหารองค์กรชื่อ Committee for Relief in Belgium (CRB) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 11 ล้านเหรียญ ดูเหมือนในรายชื่อผู้ใจบุญรายใหญ่ของ CRB จะมีชื่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์อยู่ด้วย
    เสร็จจากช่วยคนเจอภัยสงคราม Hoover ก็ไปใจดีต่อที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ซึ่งก็มีคนเจอภัยปฏิวัติ ช่วยคนไป มีเวลาก็สำรวจแร่ไป ในที่สุด นักธุรกิจใหญ่ๆอเมริกัน ก็เข้าไปขุดแร่ทำเหมืองในรัสเซียกันใหญ่ คงไม่ต้องบอกว่า มีชื่อใครบ้าง
    ปี ค.ศ.1927 เกิดน้ำท่วมใหญ่แถวแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ ตอนนั้น Hoover เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ของอเมริกา เลยไปดูแลชาวบ้าน โดยระดมทั้งกองทหาร และกาชาดไปช่วย และด้วยเงินทุนจากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในแถบที่น้ำท่วม และหน่วยอนามัยนี้ ได้ช่วยรักษา ชาวบ้านที่ติดเชื้อมาเลเรีย เชื้อไทฟอยด์ ท้องร่วง ฯลฯ และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งไปตั้งหน่วยค้นคว้าทางแพทย์อยู่ในจีน ก็กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคสาระพัด และก็บังเอิญ เป็นช่วงเดียวกับ นายชิโร อิชิอิ Shiro Ishii แห่งหน่วย 731 ของญี่ปุ่น ก็ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยทดลองการใช้อาวุธชีวภาพ และแบคทีเรียกับมนุษย์ และทดลองกับชาวจีน จนเจ็บป่วยทรมาน แสนสาหัส อยู่แถวทางเหนือของจีน
    เรื่องบังเอิญ มันแยะจริง

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    28 ส.ค. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 17 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” ตอน 17 อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ.1941 แต่ก่อนอเมริกาจะเข้าทำสงคราม ถังขยะความคิด Council on Foreign Relations (CFR) และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ภายใต้การกำกับของ CFR ได้รวบรวมนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ประมาณ 200 คน ระดมสมอง จัดทำโครงการ ที่เรียกว่า War and Peace Studies อย่างลับสุดยอด ตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ.1940 โครงการนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการ และเงินทุนสนับสนุนทั้งหมด โดยมูลนิธืร้อกกี้เฟลเลอร์ War and Peace Studies ได้วางแผนไว้เรียบร้อยว่า อเมริกาจะต้องเข้าสู่สงครามโลก และกำหนดเส้นทางของอเมริกาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจนว่า อเมริกาจะต้องเข้าครอบครอง และควบคุมบริเวณใดบ้างของโลกนี้ เพื่อสร้างความเจริญเติบโต แข็งแกร่ง ให้แก่เศรษฐกิจของอเมริกา บริเวณดังกล่าว รวมถึงลาตินอเมริกา ยุโรป อาณานิคมของจักรภพอังกฤษ และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด War and Peace Studies เรียกบริเวณนี้ว่า ” Grand Area” โครงการ War and Peace Studies ยังบอกอีกว่า เราจะต้องได้เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาทรัพยากรในบริเวณนี้มาใช้เป็นวัตถุดิบ ให้ญี่ปุ่นทำอุตสาหกรรมผลิตสินค้า และส่งสินค้านั้นกลับไปขายในประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งทรัพยากรที่เราไป (ปล้น) เอามานั่นแหละ ญี่ปุ่นจะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม ที่มีต้นทุกถูกกว่าบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าของ และหลายปี ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม หรืออาจจะก่อนที่ญี่ปุ่นเข้าสงครามด้วยซ้ำ อเมริกา (หรือ ร้อกกี้เฟลเลอร์ the great ) คิดไว้แล้วว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม อเมริกาจะเป็นผู้ครอบครอง และควบคุมญี่ปุ่นหลังสงครามแต่ผู้เดียว และอเมริกาก็ทำได้ อเมริกาน่าจะวางแผนนี้นานอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 … นักล่าใบตองแห้งแน่จริงๆ วางแผนเป็นขั้นตอน ยาวนาน จนบัดนี้ก็ยังไม่หลุดแผน และยังไม่จบแผน… ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อเมริกาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองญี่ปุ่นแต่ผู้เดียวตามแผน ต่างกับเยอรมัน ซึ่งเมื่อแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรแต่ละชาติ ต่างก็พากันตั้งหน่วยทหารของตนเป็นรัฐบาล ปกครองเขตตนในเยอรมัน แต่ญี่ปุ่นมีเขตปกครองเดียวคือ เขตของอเมริกา และอเมริกาใช้รัฐบาลญี่ปุ่นขณะนั้น ปกครองญี่ปุ่นภายใต้การกำกับดูแลของอเมริกา ประธานาธิบดีทรูแมนแต่งตั้งให้ นายพลแมคอาร์อาเธอร์ มาเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตร Supreme Commander Allied Power (SCAP) มาดูแลญี่ปุ่น โดยผู้ชนะสงครามรายอื่นเช่น นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ,รวมทั้ง นายพลเจียงไคเช็ค ของจีน และแม้แต่สตาลิน ของโซเวียต ก็ไม่ (กล้า) ขัดใจอเมริกา และในช่วง 6 ปี ที่ นายพลแมค ใช้อำนาจในฐานะ SCAP ปกครองชาวญี่ปุ่น 83 ล้านคน เขาไม่สนใจกับคณะกรรมมาธิการพันธมิตรอีก 11 ประเทศ Far Eastern Commission ที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง ที่หวังจะมีส่วนร่วมในการ “ดูแล” ญี่ปุ่น แม้แต่น้อย คณะ 11ประเทศ กลายเป็นแค่ “ผู้ดู” นายพลแมค มาถึงญี่ปุ่น พร้อมกับภาระกิจใหญ่ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอเมริกา คือ มาทำการปฏิรูปญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องญี่ปุ่น ในวอชิงตันเองก็ไม่ได้มีความเห็นไปทางเดียวกันนัก การเมืองฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้เดินหน้าปฏิรูปญี่ปุ่น แต่การเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการให้การปฏิรูปล่มกลางคัน ท่านนายพลแมคน่าจะปวดหัว การ”ปฏิรูป” ญี่ปุ่น ที่อเมริกาหวังจะให้ดำเนินการด่วน ภายใต้อำนาจ ของ SCAP เรื่องแรก คือ ญี่ปุ่น โดยจักรพรรดิ ต้องออกมารับผิดในการพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลก เรื่องที่สอง คือ ปฏิรูปกองทัพญี่ปุ่น หรือจริงๆ ก็คือ ยกเลิก หรือลดกองกำลังญี่ปุ่นให้เหลือเพียงแค่หยิบมือ ตามมาด้วย เรื่องที่สาม คือ จับตัวพวกที่มีส่วนในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ มาดำเนินคดี เรื่องใหญ่ทั้งนั้น นายพลแมคจะรับไหวหรือ แต่นายพลแมค ไม่ได้มาคนเดียว เดี่ยวๆ เขามี Laurence ร้อกกี้เฟลเลอร์ หลานของร้อกกี้ the greatมาเป็นผู้ช่วย และยังมี นายพล Bonner Fellers ประกบติดตัว นายพลแมค มาด้วย นายพล Feller มีชื่อเสียงในกองทัพว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับญี่ปุ่น แต่ จริงๆ เขาไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับญี่ปุ่น และแถมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ เขาเป็นพวกเคว้กเกอร์ เช่นเดียวกับเมียของทูต Grew และรอบตัวของจักรพรรดินี แม่ของจักรพรรดิฮืโรฮิโต และเนื่องจากเป็นเคว้กเกอร์ เขารู้จักกับ ชาวญี่ปุ่นอีกหลายคน ที่พวกเคว้กเกอร์สนับสนุนให้ไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา ตั้งแต่ระดับโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เป็นเครือข่ายของเคว้กเกอร์ที่อเมริกา เมื่อจบกลับมา หลายคนกลับมาเป็นทหารในกองทัพญี่ปุ่น Feller ถูกประธานาธิบดี Herbert Hoover ส่งมาประจำกองทัพอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1930 ต้นๆ แต่ดูเหมือนเขาจะอยู่ญี่ปุ่น มากกว่าฟิลิปปินส์ และต่อมาเขากลายเป็นเชือกที่ Hoover ใช้ชักใย นายพลแมค ที่ปกครองญี่ปุ่น ตามอำนาจของ SCAP อ้อ Hoover ก็เป็นพวกเคว้กเกอร์ด้วยครับ แล้ว Hoover มาเกี่ยวอะไรกับ นายพลแมค และ SCAP Herbert Hoover เป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1929-1934 ช่วง Great Depression ของอเมริกา แม้ว่าจะมีคนมองว่า เขาอยู่ในพวกกลุ่มวอลสตรีท แต่เขากู้เศรษฐกิจอเมริกาไม่ขึ้น และแยกทางกันเดินกับพวกมอร์แกนในภายหลัง แต่ที่น่าสนใจ Hoover จริงๆแล้ว เรียนจบมาด้านแร่วิทยา และเป็นผู้ชำนาญเรื่องแร่ เขายุ่งอยู่กับธุรกิจเหมืองแร่ ไปทั่วจนถึงออสเตรเลีย และถึงจีน และในช่วงปี ค.ศ.1899 – 1900 ที่เกิดกบฏนักมวย เขาบังเอิญติดอยู่ที่จีนในช่วงนั้นพอดี ตัวเขาและเมียพูดภาษาจีนแมนดารินได้ดี เล่ากันว่า เมื่อกลับมาอเมริกา และต้องย้ายบ้านไปอยู่ทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดีกับท่านผู้หญิง จะส่งภาษาจีนกัน เวลาไม่อยากให้ใครรู้เรื่อง ว่านินทา หรือด่าใคร เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ปีแรกๆ อเมริกาตั้งตัวเป็นกลาง แต่การรบในยุโรปกำลังสาหัส และชาวยุโรปรับบาปเคราะห์ ขาดทั้งอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม ปี ค.ศ.1914 Hoover ซึ่งรวยจนพอจากการเจอแร่สาระพัดแห่ง จึงมาทำการกุศล ช่วยบริหารองค์กรชื่อ Committee for Relief in Belgium (CRB) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึงเดือนละประมาณ 11 ล้านเหรียญ ดูเหมือนในรายชื่อผู้ใจบุญรายใหญ่ของ CRB จะมีชื่อมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์อยู่ด้วย เสร็จจากช่วยคนเจอภัยสงคราม Hoover ก็ไปใจดีต่อที่รัสเซีย ในปี ค.ศ.1917 ซึ่งก็มีคนเจอภัยปฏิวัติ ช่วยคนไป มีเวลาก็สำรวจแร่ไป ในที่สุด นักธุรกิจใหญ่ๆอเมริกัน ก็เข้าไปขุดแร่ทำเหมืองในรัสเซียกันใหญ่ คงไม่ต้องบอกว่า มีชื่อใครบ้าง ปี ค.ศ.1927 เกิดน้ำท่วมใหญ่แถวแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทำให้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ ตอนนั้น Hoover เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ของอเมริกา เลยไปดูแลชาวบ้าน โดยระดมทั้งกองทหาร และกาชาดไปช่วย และด้วยเงินทุนจากมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ เขาตั้งหน่วยอนามัยขึ้นในแถบที่น้ำท่วม และหน่วยอนามัยนี้ ได้ช่วยรักษา ชาวบ้านที่ติดเชื้อมาเลเรีย เชื้อไทฟอยด์ ท้องร่วง ฯลฯ และก็บังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งไปตั้งหน่วยค้นคว้าทางแพทย์อยู่ในจีน ก็กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชื้อโรคสาระพัด และก็บังเอิญ เป็นช่วงเดียวกับ นายชิโร อิชิอิ Shiro Ishii แห่งหน่วย 731 ของญี่ปุ่น ก็ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งหน่วยทดลองการใช้อาวุธชีวภาพ และแบคทีเรียกับมนุษย์ และทดลองกับชาวจีน จนเจ็บป่วยทรมาน แสนสาหัส อยู่แถวทางเหนือของจีน เรื่องบังเอิญ มันแยะจริง สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 28 ส.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 898 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 16

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”
    ตอน 16
    ในปี ค.ศ.1941 ธุรกิจต่างชาติในญี่ปุ่น อยู่ในมืออเมริกา ถึง 3 ใน 4 และ เจ้าพ่ออเมริกาในญี่ปุ่น ก่อนปี ค.ศ.1941 คือ เจ พี มอร์แกน กับกลุ่มทุนอเมริกัน ที่เป็นฉากหน้าให้กับ รอทไชลด์ Rothschild บรรดาฑูตอเมริกัน ประจำญี่ปุ่น ในช่วงนั้น ส่วนใหญ่มาจากสายของมอร์แกน เช่น W Camaron Forbes นอกจากเป็นฑูตแล้ว ยังเป็นกรรมการคนหนึ่ง ของมอร์แกน ด้วย ส่วนอีกคน ที่มีบทบาทมาก คือ Joseph Grew (ที่มีเมีย ดองกับเมีย Jack Mogan) จึงไม่แปลก ที่กลุ่มมอร์แกนและอังกฤษ จะครอบญี่ปุ่น โดยการจับมือกับกลุ่มมิตซุย Mitsui ตระกูลใหญ่มากของญี่ปุ่น ที่ครอบงำธุรกิจในญี่ปุ่นอยู่แล้ว
    แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งสร้างอาณาจักรจาก (การปล้น) ทรัพยากร ไม่ใช่ จากธุรกิจการ (ปล้น) เงินและทำอุตสาหกรรมอย่างมอร์แกน คงไม่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้ มอร์แกนและพวกพ้องอังกฤษ คาบเอาเอเซียแปซิฟิกไปง่ายๆ เขาตั้งใจ ยืนยัน และมุ่งมั่นว่า อเมริกา แต่ผู้เดียวเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ครองโลก “โดยไม่แบ่งกับใคร” และมันต้องเป็นอเมริกา ภายใต้การครอบงำ ชักใยของเขาและพวกเท่านั้น ไม่ใช่ ใครอื่น
    และด้วยความตั้งใจ อย่างมุ่งมั่น เช่นนั้น ร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อขยี้ และเขี่ย กลุ่มพันธมิตร ระหว่างมอร์แกน อังกฤษ (และมิตซุย ในกรณีของญี่ปุ่น) ให้แตกกระจุย
    สำหรับ การยึดเอเซียแปซิฟิก ร้อกกี้เฟลเลอร์ เริ่มต้นด้วยการใช้เครือข่ายของ Standard Oil ของเขา และมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ที่ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่จีน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1913 และร่วมมือกับตระกูล Harriman เจ้าพ่อ ทางรถไฟ ที่ร่ำรวยจากสร้างทางรถไฟในอเมริกายังไม่พอ จึงไปบุกตลาดจีน ช่วงเวลาใกล้เคียงกับร้อกกี้เฟลเลอร์
    ตัวจักรใหญ่ ที่เดินสายจัดการตามแผนที่วางคือ สำนักงานฏหมายประจำตระกูลของร้อกกี้เฟลเลอร์ คือ Sullivan and Cromwell ท่านที่เคยอ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษ คงพอจำได้ว่า ทางการของอเมริกา เจอบันทีก การจ่ายเงิน ของสำนักงานนี้ให้แก่ ซุนยัดเซ็น รวมทั้งข้อตกลงของซุนยัดเซ็น ที่จะมอบสัมปทานให้ เมื่อปฏิวัติจีนสำเร็จ
    หัวหน้าทนายใหญ่ ของสำนักงาน Sullivan and Cromwell คือ นาย John Foster Dulles ซึ่งต่อมา ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยประธานาธิบดี Eisenhower ไอเซนฮาว มีนโยบายคัดค้านระบอบคอมมิวนิสม์ อย่างชนิดหัวชนฝา มันคงพออธิบายให้เราได้บ้างเกี่ยวกับตอนจบของ ซุนยัดเซ็น และขอเพิ่มเติมว่า ซุนยัดเซ็นนั้น ในตอนท้ายที่ป่วยและเสียชีวิตนั้น เขาป่วย และเสียชีวิตที่เมืองจีน ในสถานพยาบาล ที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าของ ส่วนน้องชายของ John คือ Allan ก็ได้เป็นผู้อำนวยการ CIA สมัย Eisenhower เช่นเดียวกัน
    เรื่องของ Sullivan And Cromwell น่าจะมาเขียนเป็นเรื่องปล้น ภาคพิศดาร …
    การใช้สำนักงานกฏหมาย หรือตัวทนายความ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนี้ก็ยังใช้กันอยู่ ถ้าจำกันได้ ไอ้โจรร้ายบ้านเรา มันก็ใช้ทนายไปทำทุกเรื่อง โดยเฉพาะไอ้พวกขี้ลืม ชอบเอาห่อขนมก้อนใหญ่ๆ ไปลืมทิ้งไว้ที่โน่นที่นี่ ส่วนไอ้พวกนักล้อบบี้ฝรั่ง ที่ชอบมาสร้างเรื่องระยำในบ้านเรา ก็ทนายทั้งนั้นครับ น่าเสียดายจริงๆ เป็นวิชาชีพที่ช่วยคนได้มาก คนโบราณท่านถึงให้เกียรติเรียกหมอความ แต่ก็มีที่เอาอาชีพที่ดี มาช่วยคนชั่วกัน
    แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ นี่ ก็น่าจะเป็นเจ้าของโรงฟอกย้อมต้วจริง เขาคิดเครื่องมือฟอกย้อม soft power ได้อย่างฝั่งรากลึก แม้จะเป็นรากเทียม แต่ดูเหมือน เมื่อฝังลงไปแล้ว จะทำลายรากจริงได้ด้วยการสร้างรากเทียมของเขา ตั้งแต่การสร้างมหาวิทยาลัย การคิดหลักสูตร เจาะลึกไปในแต่ละท้องที่ ที่เรียกว่า area studies ให้รู้จุดอ่อน จุดแข็งของเหยื่อแต่ละราย และถ้าสังเกตกันให้ดี ขบวนการล้มเจ้า ทำลายความมั่นคงของประเทศเรา ส่วนใหญ่ ก็เริ่มมาจากไอ้พวกอาจารย์ ที่ไปเรียนวิชาเฉพาะ area studies และบางคน ก็ยังสอนวิชานี้อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่นอเมริกา และญี่ปุ่น เพราะอะไรหรือ เพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นจุดแข็ง เป็นความมั่นคงอย่างสำคัญของประเทศเรา มันอยากจะกินเรา ครอบเรา มันก็ใช้วิธีการ บ่อนทำลายจุดแข็งนั้น
    และอีกวิธีการ ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า consent management วิธีจัดการให้คนยินยอม และเห็นพ้องด้วย ตามเหตุผลที่เขา “สร้าง” ขึ้นมาให้เราหลงเชื่อ ผมเขียนเรื่องพวกนี้ไว้ในนิทานเรื่องแกะรอยนักล่า ช่วยประหยัดเวลาคนแก่ ไปเอามาอ่านกันหน่อย จะได้เข้าใจว่า เขาฝังรากเทียมให้เราอย่างไร ถึงแก้ยากแก้เย็นนัก จนลืมรากเหง้าของแท้ของเรากัน
    แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ไม่ใช่นักการเงิน (แม้จะเป็นเจ้าของธนาคาร Chase Manhattan ที่เคยใหญ่คับโลก รวมทั้งในเมืองไทย ช่วงสงครามเวียตนาม และหลังจากนั้น ) เขาเป็นคนชอบวิทยาศาสตร์ จึงค้นคิดสูตรครองโลกเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่ากลัวกว่า ด้านการเงิน การเงินพอแก้เกมกันได้ แต่ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การเกษตร พันธุ์ จีเอ็มโอ การตอนพันธุ์ การคัดสายพันธุ์มนุษย์ ซึ่งรวมถึงอาวุธร้ายรูปแบบต่างนั้น สร้างความเสียหายต่อชีวิต และบ้านเมืองสูงนัก การแก้ทำไม่ได้ง่าย (มีเขียนอยู่ในนิทานเรื่อง มายากลยุทธ) บ้านเรา ก็ขายเมล็ดพันธ์ทางเกษตร และผลผลิต แบบจีเอ็มโอ GMO ทั้งนั้น ซึ่งเป็นการทำลายสายพันธ์อย่างยิ่ง และต้นทุนสูง สร้างหนี้ให้เกษตรกรอย่างน่าสงสาร ขณะเดียวกัน ชีวิตและสุขภาพ ของกินผลิตผล ของจีเอ็มโอ ก็น่าเป็นห่วง ใครขาย ใครปล่อยให้ขาย จะทำลายกันถึงไหน…ใครมีดาบอาญาสิทธิ อยู่ในมือ ก็หันมาดูบ้าง เรื่องใหญ่นะครับ
    กลับมาที่ญี่ปุ่น ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น แม้อเมริกา จะมาทีหลังอังกฤษหลายสิบปี แต่อเมริกาก็สามารถแทรกเข้าไปในสังคม และการเมืองญี่ปุ่น ได้ผลอย่างเหลือเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือฟอกย้อม แบบ ฝังรากเทียมนี่แหละ
    ก่อนที่จะมีหน่วยงานข่าวกรอง หรือหน่วยสืบราชการลับ การหาข่าว ข้อมูล หรือสร้างเครือข่ายในประเทศเป้าหมาย ก็มักจะทำโดยพระ ผู้สอนศาสนา มิชชั่นนารี หรือหน่วยงานที่มาในรูปของการให้ความร่วมมือ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม การศึกษา
    ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อเมริกา ทดลองวิธีหาเหยื่อแบบใหม่ อเมริกา สร้าง Young Men’s Christian Association หรือ YMCA ส่งหนุ่มน้อยเดินสายไปทั่วทุกแห่ง เพื่อสังสรร และชวนเล่นกีฬา มีแต่คนเอ็นดู ทำให้อเมริกาได้ข้อมูล และสร้างเครือข่ายตามที่ต้องการ บ้านเราก็มีมาเหมือนกัน ท่านผู้อ่านนิทานคงเกิดไม่ทันกัน YMCA รุ่นแรก มาบ้านเราตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้ามาตั้งสำนักงานอยู่แถวถนนวรจักร พอสมัยสงครามเวียตนาม ก็ย้ายมาอยู่แถวถนนสาธร สถานที่กว้างขวาง มีคอร์ตเทนนิส โรงหนังโรงละคร ขนาดเล็ก เพื่อนำวัฒนธรรม หรือข้อมูล ที่อเมริกาต้องการฝังหัว ให้แก่สังคมไทย ส่วนที่อเมริกาเลือกแล้วว่า จะเป็นประโยชน์แก่ตัว หลังสงครามเวียตนาม เข้าใจว่า เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ใช้ YMCA เพราะเชยไปแล้ว เปลี่ยนไปใช้แบบพันธ์ผสม มีตั้งแต่ สื่อ นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ จนมาถึงนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ไปจนถึง คนคุมกำเนิด เฮ้อ..
    สำหรับท่านที่อ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษมาแล้ว คงจำได้ว่า อเมริกาก็ส่ง YMCA เข้าไปในรัสเซีย ช่วงที่กำลังสร้างปฏิวัติให้รัสเซียในปี ค.ศ.1917 รวมทั้ง ส่งเข้าไปในจีน หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบใหม่ๆ แปลว่า อเมริกา มีแผนการ คิดกินรวบ ตั้งแต่รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และเอเซียแปซิฟิกมานานแล้ว ไม่ต่างกับอังกฤษ เพียงแต่อเมริกา รอเวลากิน โดยดูตัวอย่างการกินของอังกฤษ ที่แม้จะดูเฉียบคม แต่ก็ทำให้เหยื่อตื่นและเชื่องยาก อเมริกาจึงคิดวิธีกินเหยื่อแบบใหม่ ชนิดเหยื่อเปิดบ้านนอนรอ…
    คนที่ถือธง นำ YMCA เข้ามาที่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1917 ชื่อ Frank Buchman เขาเข้ามาทำความรู้จักกับสังคมญี่ปุ่น ส่วนที่กำลังเห่อฝรั่ง สมาชิก YMCA ญี่ปุ่น มีตั้งแต่ ตระกูลใหญ่ อย่างสุมิโตโม และ มิตซุย ซึ่งเป็นเจ้าพ่อ บรรษัทใหญ่ ที่ผูกขาดธุรกิจของญี่ปุ่น และ บารอน ไออิชิ ชิบุซาวะ Eiichi Shibusawa นักธุรกิจใหญ่อีกคน ซึ่งเป็นคริสเตียน ที่มีความสนิทสนม และมีเครือข่ายกับทั้งฝั่งอังกฤษ และอเมริกา เป็นหัวหน้าสหภาพการค้าของญี่ปุ่น และเป็นผู้ริเริ่มตั้งคณะนิติศาสตร์ ที่ใช้หลักกฏหมายของเยอรมันขึ้น ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว คุ้นๆ ไหมครับ
    เมื่อ ใช้ YMCA แทรกเข้าไปหาข้อมูล และสร้างเครือข่ายได้หลายปีกำลังดี นาย Frank Buchman ก็ไปจากญี่ปุ่น คราวนี้เขาไปตั้งสถาบันชื่อประหลาด Moral Rearmament Movement (MRA) เป็นขบวนการล้างสมองที่น่ากลัวมาก และกลับมาในญี่ปุ่นอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ.1920 คราวนี้ เครือข่าย MRA ในญี่ปุ่นขยายใหญ่กว่าสมัยเป็น YMCA กระทรวงต่างประเทศของอเมริกาให้การสนับสนุน MRA เต็มที่ และในที่สุด MRA ก็เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ที่อเมริกา โดยร้อกกี้เฟลเลอร์ และ ซีไอเอ ใช้สร้างและควบคุม เครือข่ายของตนในญี่ปุ่น (ในปี คศ 1930 MRA มีเครือข่ายอยู่ใน 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และเยอรมัน)
    MRA เริ่มเข้าไปสร้างเครือข่าย ในมหาวิทยาลัยโตเกียว ที่มีนักศึกษาด้านกฏหมาย และเศรษฐศาสตร์ ตามทฤษฏีของ เยอรมัน และสร้างความคิดต่อต้านการเคลื่อนไหวของกรรมกร ผู้ที่สนับสนุนการต่อต้านกรรมกรอย่างเปิดเผย คือ นาย ซาซากาวา Sasagawa Ryoichi ซึ่งเป็นนักโทษร่วมรุ่น กับ นายคิชิ ที่คุก Sugamo และจูงมือออกจากคุกมาพร้อมกัน กับนายโคโดมะ ยากูซ่า
    นายซาซากาวา นั้น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเคยไปร่วมประชุมกับฮิตเล่อร์ และมุสโสลินี ที่พยายามสร้างเครือข่ายการร่วมมือระหว่าง ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ และนาซี เยอรมัน เพื่อต่อต้านโซเวียต มันเป็นโปรแกรมเดียวกับที่ MRA เสนอ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแผนสลับข้าง
    และผู้ที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญ ระหว่าง MRA หรืออเมริกากับกองทัพญี่ปุ่น ก็คือ
    นาย ซาซากาวา คนนี้เอง เขาเป็นพวกชาตินิยมหัวรุนแรง และได้ชื่อว่าเป็นมือที่มองไม่เห็น ชักใยประเทศญี่ปุ่นอยู่ถึง 50 ปี ตั้งแต่ช่วง ปี ค.ศ.1930 -1980
    ซาซากาวา เป็นชาวเมือง Minoo อยู่ใกล้ๆ กับ Osaka ร่ำรวยขึ้นมาจาการเก็งกำไรเรื่องข้าว ในปี ค.ศ.1927 ซาซากาวา ตั้งกลุ่มชื่อ Kokubosha หรือ National Defense Society และปี ค.ศ.1931 ตั้งอีกกลุ่มชื่อ Kokusui-Taihuto หรือ Mass Party of the Patriotic Peoples ทั้ง 2 สมาคม เป็นพวกขวาจัด ชาตินิยมรุนแรง
    นายซาซากาวา สร้างกองกำลังของตัวเองหลายหมื่นคน (น่าจะเป็นยากูซ่าแทบทั้งนั้น) นอกจากมีกองกำลังแล้ว เขายังมีเครื่องบินอีก 20 ลำ แถมลงทุนสร้างสนามบินส่วนตัวใกล้เมืองโอซากา ทั้งหมดเพื่อใช้ในการเข้าไปปฏืบัติการในจีน เพื่อปล้น และยึดทรัพยากร ขนทอง และเพชรจากจีนด้วยเครื่องบินของเขา เที่ยวละหลายสิบกระสอบ รวมทั้งฝิ่น หลายครั้ง 2 สมาคมของซาซากาวา ร่วมปฏิบัติการกับยากูซ่ากลุ่มมังกรดำ ที่นำโดย นายโคดามะ Yoshio Kodama ที่เป็นเพื่อนกัน และเป็นพวกขวาจัด และชาตินิยมเหมือนกัน
    กลุ่มชาตินิยมเหล่านี้ เข้าไปร่วมอยู่กับกองทัพญี่ปุ่นที่แมนจูเรีย และ มองโกเลีย โดยการรู้เห็นและสนับสนุนของกองทัพ รวมถึงรัฐบาลด้วย ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ มีส่วนกับพฤติกรรม ที่ทารุณโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่น มากน้อยแค่ไหน
    นาย ซาซากาวา นั้น เป็นผู้ที่มีเสียงดังฟังชัดว่า อยู่ฝ่ายประเทศมั่งคั่ง กองทัพแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับนายโคดามะ และในช่วงที่การเมืองญี่ปุ่นแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ในช่วงก่อนปี ค.ศ.1931 นักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ฝ่ายที่ไม่เอากองทัพถูกเก็บเป็นว่าเล่น ข่าวว่า เป็นฝีมือกลุ่มในสังกัดของ นายซาซากาวา เกือบทั้งสิ้น และด้วยเงินทุนของนายซาซากาวา ที่ได้มาจากการปล้นจีน ทิศทางของรัฐบาลญี่ปุ่น ก็จึงยิ่งเอียงมาทางให้กองทัพญี่ปุ่น ยกกำลังลงมาทางใต้ และมาบุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
    และในที่สุดกองทัพญี่ปุ่น ก็ตัดสินใจ ยกกำลังลงมาทางใต้ บุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จริงๆ มันเป็นการตัดสินใจภายใต้คำแนะนำ ของ นาย Tsuji Masanobu นักยุทธศาสตร์คนสำคัญประจำกองทัพ ความสำคัญของเขา น่าจะมีมากกว่าระดับกองทัพด้วยซ้ำ มีข่าวว่า ภายหลัง เขามาวางยุทธศาสตร์การรบและตั้งกองบัญชาการอยู่ทางใต้ของบ้านเรา
    มันเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้อง และก็เป็นไปตามโครงการ War and Peace Studies ของ CFR ที่ทำการศึกษาวางแผน อยู่ถึง 2 ปี ในช่วง คศ 1939-1940 ภายใต้การอำนายการของมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์

    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    27 ส.ค. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 16 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” ตอน 16 ในปี ค.ศ.1941 ธุรกิจต่างชาติในญี่ปุ่น อยู่ในมืออเมริกา ถึง 3 ใน 4 และ เจ้าพ่ออเมริกาในญี่ปุ่น ก่อนปี ค.ศ.1941 คือ เจ พี มอร์แกน กับกลุ่มทุนอเมริกัน ที่เป็นฉากหน้าให้กับ รอทไชลด์ Rothschild บรรดาฑูตอเมริกัน ประจำญี่ปุ่น ในช่วงนั้น ส่วนใหญ่มาจากสายของมอร์แกน เช่น W Camaron Forbes นอกจากเป็นฑูตแล้ว ยังเป็นกรรมการคนหนึ่ง ของมอร์แกน ด้วย ส่วนอีกคน ที่มีบทบาทมาก คือ Joseph Grew (ที่มีเมีย ดองกับเมีย Jack Mogan) จึงไม่แปลก ที่กลุ่มมอร์แกนและอังกฤษ จะครอบญี่ปุ่น โดยการจับมือกับกลุ่มมิตซุย Mitsui ตระกูลใหญ่มากของญี่ปุ่น ที่ครอบงำธุรกิจในญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งสร้างอาณาจักรจาก (การปล้น) ทรัพยากร ไม่ใช่ จากธุรกิจการ (ปล้น) เงินและทำอุตสาหกรรมอย่างมอร์แกน คงไม่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้ มอร์แกนและพวกพ้องอังกฤษ คาบเอาเอเซียแปซิฟิกไปง่ายๆ เขาตั้งใจ ยืนยัน และมุ่งมั่นว่า อเมริกา แต่ผู้เดียวเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ครองโลก “โดยไม่แบ่งกับใคร” และมันต้องเป็นอเมริกา ภายใต้การครอบงำ ชักใยของเขาและพวกเท่านั้น ไม่ใช่ ใครอื่น และด้วยความตั้งใจ อย่างมุ่งมั่น เช่นนั้น ร้อกกี้เฟลเลอร์ ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อขยี้ และเขี่ย กลุ่มพันธมิตร ระหว่างมอร์แกน อังกฤษ (และมิตซุย ในกรณีของญี่ปุ่น) ให้แตกกระจุย สำหรับ การยึดเอเซียแปซิฟิก ร้อกกี้เฟลเลอร์ เริ่มต้นด้วยการใช้เครือข่ายของ Standard Oil ของเขา และมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ ที่ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่จีน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1913 และร่วมมือกับตระกูล Harriman เจ้าพ่อ ทางรถไฟ ที่ร่ำรวยจากสร้างทางรถไฟในอเมริกายังไม่พอ จึงไปบุกตลาดจีน ช่วงเวลาใกล้เคียงกับร้อกกี้เฟลเลอร์ ตัวจักรใหญ่ ที่เดินสายจัดการตามแผนที่วางคือ สำนักงานฏหมายประจำตระกูลของร้อกกี้เฟลเลอร์ คือ Sullivan and Cromwell ท่านที่เคยอ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษ คงพอจำได้ว่า ทางการของอเมริกา เจอบันทีก การจ่ายเงิน ของสำนักงานนี้ให้แก่ ซุนยัดเซ็น รวมทั้งข้อตกลงของซุนยัดเซ็น ที่จะมอบสัมปทานให้ เมื่อปฏิวัติจีนสำเร็จ หัวหน้าทนายใหญ่ ของสำนักงาน Sullivan and Cromwell คือ นาย John Foster Dulles ซึ่งต่อมา ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยประธานาธิบดี Eisenhower ไอเซนฮาว มีนโยบายคัดค้านระบอบคอมมิวนิสม์ อย่างชนิดหัวชนฝา มันคงพออธิบายให้เราได้บ้างเกี่ยวกับตอนจบของ ซุนยัดเซ็น และขอเพิ่มเติมว่า ซุนยัดเซ็นนั้น ในตอนท้ายที่ป่วยและเสียชีวิตนั้น เขาป่วย และเสียชีวิตที่เมืองจีน ในสถานพยาบาล ที่มูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าของ ส่วนน้องชายของ John คือ Allan ก็ได้เป็นผู้อำนวยการ CIA สมัย Eisenhower เช่นเดียวกัน เรื่องของ Sullivan And Cromwell น่าจะมาเขียนเป็นเรื่องปล้น ภาคพิศดาร … การใช้สำนักงานกฏหมาย หรือตัวทนายความ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยนี้ก็ยังใช้กันอยู่ ถ้าจำกันได้ ไอ้โจรร้ายบ้านเรา มันก็ใช้ทนายไปทำทุกเรื่อง โดยเฉพาะไอ้พวกขี้ลืม ชอบเอาห่อขนมก้อนใหญ่ๆ ไปลืมทิ้งไว้ที่โน่นที่นี่ ส่วนไอ้พวกนักล้อบบี้ฝรั่ง ที่ชอบมาสร้างเรื่องระยำในบ้านเรา ก็ทนายทั้งนั้นครับ น่าเสียดายจริงๆ เป็นวิชาชีพที่ช่วยคนได้มาก คนโบราณท่านถึงให้เกียรติเรียกหมอความ แต่ก็มีที่เอาอาชีพที่ดี มาช่วยคนชั่วกัน แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ นี่ ก็น่าจะเป็นเจ้าของโรงฟอกย้อมต้วจริง เขาคิดเครื่องมือฟอกย้อม soft power ได้อย่างฝั่งรากลึก แม้จะเป็นรากเทียม แต่ดูเหมือน เมื่อฝังลงไปแล้ว จะทำลายรากจริงได้ด้วยการสร้างรากเทียมของเขา ตั้งแต่การสร้างมหาวิทยาลัย การคิดหลักสูตร เจาะลึกไปในแต่ละท้องที่ ที่เรียกว่า area studies ให้รู้จุดอ่อน จุดแข็งของเหยื่อแต่ละราย และถ้าสังเกตกันให้ดี ขบวนการล้มเจ้า ทำลายความมั่นคงของประเทศเรา ส่วนใหญ่ ก็เริ่มมาจากไอ้พวกอาจารย์ ที่ไปเรียนวิชาเฉพาะ area studies และบางคน ก็ยังสอนวิชานี้อยู่ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่นอเมริกา และญี่ปุ่น เพราะอะไรหรือ เพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นจุดแข็ง เป็นความมั่นคงอย่างสำคัญของประเทศเรา มันอยากจะกินเรา ครอบเรา มันก็ใช้วิธีการ บ่อนทำลายจุดแข็งนั้น และอีกวิธีการ ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า consent management วิธีจัดการให้คนยินยอม และเห็นพ้องด้วย ตามเหตุผลที่เขา “สร้าง” ขึ้นมาให้เราหลงเชื่อ ผมเขียนเรื่องพวกนี้ไว้ในนิทานเรื่องแกะรอยนักล่า ช่วยประหยัดเวลาคนแก่ ไปเอามาอ่านกันหน่อย จะได้เข้าใจว่า เขาฝังรากเทียมให้เราอย่างไร ถึงแก้ยากแก้เย็นนัก จนลืมรากเหง้าของแท้ของเรากัน แต่ร้อกกี้เฟลเลอร์ ไม่ใช่นักการเงิน (แม้จะเป็นเจ้าของธนาคาร Chase Manhattan ที่เคยใหญ่คับโลก รวมทั้งในเมืองไทย ช่วงสงครามเวียตนาม และหลังจากนั้น ) เขาเป็นคนชอบวิทยาศาสตร์ จึงค้นคิดสูตรครองโลกเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งน่ากลัวกว่า ด้านการเงิน การเงินพอแก้เกมกันได้ แต่ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การเกษตร พันธุ์ จีเอ็มโอ การตอนพันธุ์ การคัดสายพันธุ์มนุษย์ ซึ่งรวมถึงอาวุธร้ายรูปแบบต่างนั้น สร้างความเสียหายต่อชีวิต และบ้านเมืองสูงนัก การแก้ทำไม่ได้ง่าย (มีเขียนอยู่ในนิทานเรื่อง มายากลยุทธ) บ้านเรา ก็ขายเมล็ดพันธ์ทางเกษตร และผลผลิต แบบจีเอ็มโอ GMO ทั้งนั้น ซึ่งเป็นการทำลายสายพันธ์อย่างยิ่ง และต้นทุนสูง สร้างหนี้ให้เกษตรกรอย่างน่าสงสาร ขณะเดียวกัน ชีวิตและสุขภาพ ของกินผลิตผล ของจีเอ็มโอ ก็น่าเป็นห่วง ใครขาย ใครปล่อยให้ขาย จะทำลายกันถึงไหน…ใครมีดาบอาญาสิทธิ อยู่ในมือ ก็หันมาดูบ้าง เรื่องใหญ่นะครับ กลับมาที่ญี่ปุ่น ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น แม้อเมริกา จะมาทีหลังอังกฤษหลายสิบปี แต่อเมริกาก็สามารถแทรกเข้าไปในสังคม และการเมืองญี่ปุ่น ได้ผลอย่างเหลือเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือฟอกย้อม แบบ ฝังรากเทียมนี่แหละ ก่อนที่จะมีหน่วยงานข่าวกรอง หรือหน่วยสืบราชการลับ การหาข่าว ข้อมูล หรือสร้างเครือข่ายในประเทศเป้าหมาย ก็มักจะทำโดยพระ ผู้สอนศาสนา มิชชั่นนารี หรือหน่วยงานที่มาในรูปของการให้ความร่วมมือ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม การศึกษา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อเมริกา ทดลองวิธีหาเหยื่อแบบใหม่ อเมริกา สร้าง Young Men’s Christian Association หรือ YMCA ส่งหนุ่มน้อยเดินสายไปทั่วทุกแห่ง เพื่อสังสรร และชวนเล่นกีฬา มีแต่คนเอ็นดู ทำให้อเมริกาได้ข้อมูล และสร้างเครือข่ายตามที่ต้องการ บ้านเราก็มีมาเหมือนกัน ท่านผู้อ่านนิทานคงเกิดไม่ทันกัน YMCA รุ่นแรก มาบ้านเราตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้ามาตั้งสำนักงานอยู่แถวถนนวรจักร พอสมัยสงครามเวียตนาม ก็ย้ายมาอยู่แถวถนนสาธร สถานที่กว้างขวาง มีคอร์ตเทนนิส โรงหนังโรงละคร ขนาดเล็ก เพื่อนำวัฒนธรรม หรือข้อมูล ที่อเมริกาต้องการฝังหัว ให้แก่สังคมไทย ส่วนที่อเมริกาเลือกแล้วว่า จะเป็นประโยชน์แก่ตัว หลังสงครามเวียตนาม เข้าใจว่า เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ใช้ YMCA เพราะเชยไปแล้ว เปลี่ยนไปใช้แบบพันธ์ผสม มีตั้งแต่ สื่อ นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ จนมาถึงนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ไปจนถึง คนคุมกำเนิด เฮ้อ.. สำหรับท่านที่อ่านนิทาน ต้มข้ามศตวรรษมาแล้ว คงจำได้ว่า อเมริกาก็ส่ง YMCA เข้าไปในรัสเซีย ช่วงที่กำลังสร้างปฏิวัติให้รัสเซียในปี ค.ศ.1917 รวมทั้ง ส่งเข้าไปในจีน หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบใหม่ๆ แปลว่า อเมริกา มีแผนการ คิดกินรวบ ตั้งแต่รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น และเอเซียแปซิฟิกมานานแล้ว ไม่ต่างกับอังกฤษ เพียงแต่อเมริกา รอเวลากิน โดยดูตัวอย่างการกินของอังกฤษ ที่แม้จะดูเฉียบคม แต่ก็ทำให้เหยื่อตื่นและเชื่องยาก อเมริกาจึงคิดวิธีกินเหยื่อแบบใหม่ ชนิดเหยื่อเปิดบ้านนอนรอ… คนที่ถือธง นำ YMCA เข้ามาที่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1917 ชื่อ Frank Buchman เขาเข้ามาทำความรู้จักกับสังคมญี่ปุ่น ส่วนที่กำลังเห่อฝรั่ง สมาชิก YMCA ญี่ปุ่น มีตั้งแต่ ตระกูลใหญ่ อย่างสุมิโตโม และ มิตซุย ซึ่งเป็นเจ้าพ่อ บรรษัทใหญ่ ที่ผูกขาดธุรกิจของญี่ปุ่น และ บารอน ไออิชิ ชิบุซาวะ Eiichi Shibusawa นักธุรกิจใหญ่อีกคน ซึ่งเป็นคริสเตียน ที่มีความสนิทสนม และมีเครือข่ายกับทั้งฝั่งอังกฤษ และอเมริกา เป็นหัวหน้าสหภาพการค้าของญี่ปุ่น และเป็นผู้ริเริ่มตั้งคณะนิติศาสตร์ ที่ใช้หลักกฏหมายของเยอรมันขึ้น ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว คุ้นๆ ไหมครับ เมื่อ ใช้ YMCA แทรกเข้าไปหาข้อมูล และสร้างเครือข่ายได้หลายปีกำลังดี นาย Frank Buchman ก็ไปจากญี่ปุ่น คราวนี้เขาไปตั้งสถาบันชื่อประหลาด Moral Rearmament Movement (MRA) เป็นขบวนการล้างสมองที่น่ากลัวมาก และกลับมาในญี่ปุ่นอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ.1920 คราวนี้ เครือข่าย MRA ในญี่ปุ่นขยายใหญ่กว่าสมัยเป็น YMCA กระทรวงต่างประเทศของอเมริกาให้การสนับสนุน MRA เต็มที่ และในที่สุด MRA ก็เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ที่อเมริกา โดยร้อกกี้เฟลเลอร์ และ ซีไอเอ ใช้สร้างและควบคุม เครือข่ายของตนในญี่ปุ่น (ในปี คศ 1930 MRA มีเครือข่ายอยู่ใน 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และเยอรมัน) MRA เริ่มเข้าไปสร้างเครือข่าย ในมหาวิทยาลัยโตเกียว ที่มีนักศึกษาด้านกฏหมาย และเศรษฐศาสตร์ ตามทฤษฏีของ เยอรมัน และสร้างความคิดต่อต้านการเคลื่อนไหวของกรรมกร ผู้ที่สนับสนุนการต่อต้านกรรมกรอย่างเปิดเผย คือ นาย ซาซากาวา Sasagawa Ryoichi ซึ่งเป็นนักโทษร่วมรุ่น กับ นายคิชิ ที่คุก Sugamo และจูงมือออกจากคุกมาพร้อมกัน กับนายโคโดมะ ยากูซ่า นายซาซากาวา นั้น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเคยไปร่วมประชุมกับฮิตเล่อร์ และมุสโสลินี ที่พยายามสร้างเครือข่ายการร่วมมือระหว่าง ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ และนาซี เยอรมัน เพื่อต่อต้านโซเวียต มันเป็นโปรแกรมเดียวกับที่ MRA เสนอ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแผนสลับข้าง และผู้ที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญ ระหว่าง MRA หรืออเมริกากับกองทัพญี่ปุ่น ก็คือ นาย ซาซากาวา คนนี้เอง เขาเป็นพวกชาตินิยมหัวรุนแรง และได้ชื่อว่าเป็นมือที่มองไม่เห็น ชักใยประเทศญี่ปุ่นอยู่ถึง 50 ปี ตั้งแต่ช่วง ปี ค.ศ.1930 -1980 ซาซากาวา เป็นชาวเมือง Minoo อยู่ใกล้ๆ กับ Osaka ร่ำรวยขึ้นมาจาการเก็งกำไรเรื่องข้าว ในปี ค.ศ.1927 ซาซากาวา ตั้งกลุ่มชื่อ Kokubosha หรือ National Defense Society และปี ค.ศ.1931 ตั้งอีกกลุ่มชื่อ Kokusui-Taihuto หรือ Mass Party of the Patriotic Peoples ทั้ง 2 สมาคม เป็นพวกขวาจัด ชาตินิยมรุนแรง นายซาซากาวา สร้างกองกำลังของตัวเองหลายหมื่นคน (น่าจะเป็นยากูซ่าแทบทั้งนั้น) นอกจากมีกองกำลังแล้ว เขายังมีเครื่องบินอีก 20 ลำ แถมลงทุนสร้างสนามบินส่วนตัวใกล้เมืองโอซากา ทั้งหมดเพื่อใช้ในการเข้าไปปฏืบัติการในจีน เพื่อปล้น และยึดทรัพยากร ขนทอง และเพชรจากจีนด้วยเครื่องบินของเขา เที่ยวละหลายสิบกระสอบ รวมทั้งฝิ่น หลายครั้ง 2 สมาคมของซาซากาวา ร่วมปฏิบัติการกับยากูซ่ากลุ่มมังกรดำ ที่นำโดย นายโคดามะ Yoshio Kodama ที่เป็นเพื่อนกัน และเป็นพวกขวาจัด และชาตินิยมเหมือนกัน กลุ่มชาตินิยมเหล่านี้ เข้าไปร่วมอยู่กับกองทัพญี่ปุ่นที่แมนจูเรีย และ มองโกเลีย โดยการรู้เห็นและสนับสนุนของกองทัพ รวมถึงรัฐบาลด้วย ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ มีส่วนกับพฤติกรรม ที่ทารุณโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่น มากน้อยแค่ไหน นาย ซาซากาวา นั้น เป็นผู้ที่มีเสียงดังฟังชัดว่า อยู่ฝ่ายประเทศมั่งคั่ง กองทัพแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับนายโคดามะ และในช่วงที่การเมืองญี่ปุ่นแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ในช่วงก่อนปี ค.ศ.1931 นักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ฝ่ายที่ไม่เอากองทัพถูกเก็บเป็นว่าเล่น ข่าวว่า เป็นฝีมือกลุ่มในสังกัดของ นายซาซากาวา เกือบทั้งสิ้น และด้วยเงินทุนของนายซาซากาวา ที่ได้มาจากการปล้นจีน ทิศทางของรัฐบาลญี่ปุ่น ก็จึงยิ่งเอียงมาทางให้กองทัพญี่ปุ่น ยกกำลังลงมาทางใต้ และมาบุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในที่สุดกองทัพญี่ปุ่น ก็ตัดสินใจ ยกกำลังลงมาทางใต้ บุกเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จริงๆ มันเป็นการตัดสินใจภายใต้คำแนะนำ ของ นาย Tsuji Masanobu นักยุทธศาสตร์คนสำคัญประจำกองทัพ ความสำคัญของเขา น่าจะมีมากกว่าระดับกองทัพด้วยซ้ำ มีข่าวว่า ภายหลัง เขามาวางยุทธศาสตร์การรบและตั้งกองบัญชาการอยู่ทางใต้ของบ้านเรา มันเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้อง และก็เป็นไปตามโครงการ War and Peace Studies ของ CFR ที่ทำการศึกษาวางแผน อยู่ถึง 2 ปี ในช่วง คศ 1939-1940 ภายใต้การอำนายการของมูลนิธิร้อกกี้เฟลเลอร์ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 27 ส.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 1181 มุมมอง 0 รีวิว
  • ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 13
    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด” 

    ตอน 13
    หลังจากซุนยัดเซ็นตาย เจียงไคเช็คก็ขึ้นมาหัวหน้าใหญ่ของพรรคจีนก๊กมินตั๋ง เจียงเริ่มพองตัวใหญ่ขึ้น เขาเริ่มปราบพวกเจ้าพ่อก๊กต่างๆ แม้ ในตอนแรก เขาจะยังร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่พอถึงปี ค.ศ.1927 ทั้ง 2 ฝ่ายก็ออกอาการ มีการขบเขี้ยวใส่กันอยู่ตลอดเวลา ทำท่าว่าจะไปกันไม่รอด แล้วเจียงก็ไล่ที่ปรึกษาโซเวียตกลับบ้าน หลังจากนั้นก็เริ่มใช้กำลังและความรุนแรงคุยกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ไม่นานจีนก๊กมินตั๋งกับจีนคอมมิวนิสต์ก็แยกทางกันเดิน
    อะไร ทำให้เจียงเปลี่ยนแนวทางจนเดินทางเดียวกับจีนคอมมิวนิสต์ไม่ได้
    มาดูประวัติ และเส้นทางชีวิตของเขาหน่อย
    เจียงไคเช็ค เกิดเมื่อ ปี ค.ศ.1887 ในหมู่บ้านทางตะวันออกของจีน พ่อตายก่อน แม่เป็นคนเลี้ยงเขามา พออายุ 14 หนุ่มเจียง ก็มีเมียคนแรก พออายุ 18 ก็เดินทางไปเข้าโรงเรียนทหารที่โตเกียว เขาบอกว่า เขาชอบความมีวินัยของกองทัพญี่ปุ่น ถึงปี ค.ศ.1911 เจียง ก็กลับมาจีน และเข้าร่วมกับก๊กมินตั๋ง ได้เป็นทหารติดตามซุนยัดเซ็น แต่พอซุนยัดเซ็นลี้ภัยไปอยู่ญี่ปุ่น เขาก็ไม่ได้ตามไปด้วย
    เมื่อซุนยัดเซ็น กลับมาฟื้นก๊กมินตั๋ง เจียงก็กลับมาติดตามซุนยัดเซ็นต่อ ระหว่าง นั้นเจียงก็สร้างเครือข่ายอิทธิพลของต้วเองไปด้วย เมื่อซุนยัดเซ็นเสียชีวิต ในปี ค.ศ.1925 เจียงขึ้นมาเป็นหัวหน้าก๊กมินตั๋งแทน และในปี ค.ศ.1926 เขาก็แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต่อมาภายหลังโด่งดัง มีอำนาจคับโลก หล่อนคือ เมย์-หลิง ซ่ง May-ling Soong ลูกสาวอีกคนหนึ่งของเศรษฐีใหญ่ ชาลี ซ่ง ที่คุ้นเคยกับซุนยัดเซ็น นั่นเอง เจียงลงทุนเข้ารีต เปลี่ยนไปนับถือคริสเตียนตามเมียไฮโซ
    ชาลี ซ่ง Charlie Soong เป็นชาวจีนที่โตมากับพวกมิชชันนารีในจีนที่ไหหลำ ทางใต้ของจีน พวกมิชชั่นนารีส่งเขาไปเรียนหนังสือที่อเมริกา หลังจากนั้น ชาลี ก็เข้ารีตเป็นคริสเตียน และเปลี่ยนชื่อเป็นฝรั่ง เมื่อชาลีเรียนมหาวิทยาลัยจบ ก็กลับมาจีน และปักหลักทำธุรกิจอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แดนฝรั่งในจีน
    เขาเรื่มธุรกิจด้วยการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิลขาย จนมีฐานะ และต่อมาก็ถือว่า เป็นเศรษฐีคนหนึ่ง เขามีลูกสาว 3 คน ลูกชาย 3 คน ลูกชายลูกสาว ทุกคนถูกส่งไปเรียนหนังสือที่อเมริกา ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ ทุกคนจบมหาวิทยาลัยชั้นดีในอเมริกา ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ดีกว่าภาษาจีน ลูกสาวคนหนึ่ง ชิง-หลิง ไปช่วยทำงานให้ซุนยัดเซ็น ในที่สุดก็รักกัน และไปอยู่กินกับซุนยัดเซ็น เมื่อซุนยัดเซ็นลี้ภัยไปอยู่ญี่ปุ่น ชิง-หลิง ก็ตามไปด้วย ซึ่งทำให้ชาลีไม่พอใจอย่างยิ่ง ถึงขนาดตัดขาดกับทั้ง 2 คน
    แต่เมื่อได้ลูกเขยชื่อเจียงไคเช็ค ชาลี ซ่ง กลับปลาบปลื้ม และทำธุรกิจร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะที่เซี่ยงไฮ้ แต่ขยายไปทั่ว เมื่อเจียงไคเช็คพาพรรคพวกหนีพรรคคอมมิวนิสต์ ไปอยู่ไต้หวัน และตั้งตัวเป็นประธานาธิบดี ลูกชายของ ชาลีคนหนึ่ง ชื่อ เซ-เวน Tse-ven แต่เจ้าตัวและพวกฝรั่งเรียกว่า T V ทีวี ก็ไปทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีคลังให้แก่น้องเขย และเป็นอยู่หลายสมัย เลยยิ่งรวยกันใหญ่
    จริงๆ T V ทำหน้าที่เป็นเลขาส่วนตัวให้แก่ซุนยัดเซ็นมาก่อน ตั้งแต่สมัยที่ซุนยัดเซ็นปักหลักเริ่มวางแผนอยู่แถวเซี่ยงไฮ้ ในปี ค.ศ.1917 นาย ทีวี นี่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด และนิยมทุกอย่างที่เกี่ยวกับอเมริกา เมื่อย้ายมาทำงานให้เขยอีกคนคือ เจียง นอกจากได้เป็นรัฐมนตรีคลังแล้ว นายทีวี ยังเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวัน และเป็นผู้ก่อตั้งสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของไต้หวัน เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายทีวี ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างไต้หวันกับอเมริกาโดยเป็นผู้ติดต่อโดยตรงกับประธานาธิบดี Roosevelt ของอเมริกา รูปแบบคุ้นๆ จัง
    ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เส้นทางเดินของ เจียงไคเช็ค เปลี่ยนจุดหมาย เลี้ยวออกจากที่เคยเดินไปทางเดียวกับซุนยัดเซ็น น่าจะเป็น ตระกูลซ่ง ตั้งแต่ ตัวพ่อ ลูกสาว และลูกชาย
    จากประวัติของ ชาลี ซ่ง ที่เป็นเด็กเลี้ยงของมิชชั่นนารีคริสเตียน และภายหลัง เห็นชัดว่าเป็นเด็กสร้างของอเมริกา อเมริกาจึงน่าจะเป็นผู้จัดการให้ ชาลี ซ่ง และครอบครัว มาทำหน้าที่ ทำงานคัดท้าย จนถึงครอบงำผู้ที่จะมาทำการปกครองจีน หลังจากราชวงศ์ชิงล่ม ตามแผนครอบครองจีนของอเมริกา และเพื่อให้เป็นไปตามแผน ที่ผลสรุป ของตัวแสดงยังออกมาไม่ชัด อเมริกาจึงต้องซื้อไพ่ชื่อ ซุนยัดเซน และเจียงไคเช็ค ทั้ง 2ใบ และให้มีการประกบใกล้ชิด ทั้ง 2 ใบ มันเป็นงานใหญ่ ที่ต้องใช้กันทั้งครอบครัว และอาจจะทั้งตระกูล และใช้เวลาหลายชั่วชีวิตคน อย่างที่เราจะนึกไม่ถึง นี่คือต้นแบบของหนอนใน ที่ฝรั่งใช้เอามาฝังไว้ในประเทศต่างๆ แม้ในแดนสยามก็ยังมี และยังใช้อยู่
    มันเป็นการมองการณ์ไกลของผู้สร้าง ชาลี ซ่ง และครอบครัว บวกความทะเยอทะยานของครอบครัว ชาลี ซ่ง ผสมกัน ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ยอมเป็นขี้ข้าให้ฝรั่งใช้ในประเทศตนเอง นี่มันต้องใช้หลายอย่าง แต่ที่ไม่ใช้คือ ความรัก ความกตัญญูต่อแผ่นดินเกิดของตนเอง และความมีศักดิ์ศรีในชนชาติของตน
    ส่วนเรื่องของซุนยัดเซ็น น่าเชื่อว่า ซุนยัดเซ็นมีอุดมการณ์จริงตั้งแต่เริ่มแรก ที่ต้องการไล่ราชวงศ์ชิงที่เหลวเละและยอมฝรั่ง และไล่พวกฝรั่งให้พ้นไปจากจีน และอังกฤษเอง ก็น่าจะรู้เป้าหมายของซุนยัดเซ็นอยู่แล้ว แต่อังกฤษคงปล่อยให้ซุนยัดเซ็นเล่นไประดับหนึ่ง เพื่อไล่ราชวงศ์ชิง เพราะ ถ้าราชวงศ์ชิงร่วงไป ก็เป็นประโยชน์กับอังกฤษเช่นกัน
    ส่วนการปล่อยให้ ซุนยัดเซ็น มาอยู่ญี่ปุ่น ที่อังกฤษ รวมทั้งอเมริกา เอาตาข่ายคลุมไว้หมดแล้ว เพื่อให้เส้นสายของตน ทั้งตามดูและควบคุม ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่เมื่อมีการปฏิวัติสำเร็จ และซุนยัดเซ็นได้รับการสนับสนุนจากประชาชนให้เป็นประธานาธิบดี และตั้งสาธารณรัฐ ฝ่ายอังกฤษจึงเห็นว่า ผิดท่า ชาวจีนสนับสนุนมากไป และน่าจะมีอเมริกามาเกี่ยวข้อง การที่อังกฤษจะไปคาบจีนกลับมา จึงอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด มันก็เป็นแนวคิดเดียวกันกับการใช้ญี่ปุ่นรวนจีน แต่ไม่ได้ยกจีนให้ญี่ปุ่น อังกฤษปล่อย หรือ อาจจะสนับสนุนทางอ้อม ให้ซุนยัดเซ็นไล่ราชวงศ์ชิง แต่ไม่ได้หมายความว่ายกจีนให้ ซุนยัดเซ็น
    นี่คือสันดานที่แท้จริงของอังกฤษ “แค่ใช้ ไม่ใช่ ยกให้” ยวนชีไข่ จึงได้ใบสั่งให้มาเข้าฉากชั่วคราว เพราะอังกฤษยังไม่ว่างมาจัดการเอง เพราะช่วงนั้นกำลังวุ่นอยู่กับการแบ่งเค้กตะวันออกกลาง ที่ได้มาจากการทำสงครามโลก ครั้งที่ 1
    ขณะเดียวกัน ซุนยัดเซ็นจะเป็นเด็กสร้าง หรือรับใบสั่งของอเมริกา หรือไม่ ก็น่าคิด แต่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น อเมริกาน่าจะเกาะติด และประกบซุนยัดเซ็น ไม่ต่างกับอังกฤษ หรือยิ่งกว่า อเมริกามีแต่ได้ ไม่มีเสีย ถ้าซุนยัดเซ็นโค่นราชวงศ์ชิงไปได้ ไล่อังกฤษออกจากจีน มันเป็นการเปิดทางเข้าให้อเมริกาทั้งนั้น ชาลี ซ่ง และครอบครัว จึงถูกส่งมาประกบ ไม่ให้ซุนยัดเซ็นหลุดเส้นทาง และหลุดมือ
    แต่การที่ ซุนยัดเซ็น เอง ที่เดินหมากเหมือนไม่ตามแผน เช่น การไปตกปากสัญญาจะยกสัมปทานในจีน ให้คนจีนโพ้นทะเล เป็นการชักจูงให้กลับมาอยู่ในประเทศ มาช่วยกันสร้างประเทศดีกว่าให้ฝรั่งมาเอาไป น่าจะบอกความในใจของซุนยัดเซ็นได้พอสมควร ดูๆไป ก็เหมือน ซุนยัดเซ็น เล่นละครหลอกฝรั่ง ทั้งอังกฤษ อเมริกา และอาจจะญี่ปุ่นด้วย เขาแสดงตัวว่า คบทั้ง อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน ทั้งคนดี คนชั่ว แต่ที่สำคัญ การมาคบกับโซเวียต นี่น่าจะเป็นเหตุใหญ่ ให้อเมริกา ที่เล่นไพ่ไว้ทั้ง 2 ใบ จึงทิ้งไพ่ เหลือเพียงใบเดียว หันมาสนับสนุน เจียงไคเช็ค ที่ชัดเจนว่าอยู่ในมืออเมริกา อย่างเต็มที่ มันเป็นรูปแบบที่อเมริกา ถนัดเล่น เล่นอย่างนี้ ทุกที่ ทุกสมัย
     
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    24 ส.ค. 2558
    ไม่ตกสะเก็ด ตอนที่ 13 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ไม่ตกสะเก็ด”  ตอน 13 หลังจากซุนยัดเซ็นตาย เจียงไคเช็คก็ขึ้นมาหัวหน้าใหญ่ของพรรคจีนก๊กมินตั๋ง เจียงเริ่มพองตัวใหญ่ขึ้น เขาเริ่มปราบพวกเจ้าพ่อก๊กต่างๆ แม้ ในตอนแรก เขาจะยังร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่พอถึงปี ค.ศ.1927 ทั้ง 2 ฝ่ายก็ออกอาการ มีการขบเขี้ยวใส่กันอยู่ตลอดเวลา ทำท่าว่าจะไปกันไม่รอด แล้วเจียงก็ไล่ที่ปรึกษาโซเวียตกลับบ้าน หลังจากนั้นก็เริ่มใช้กำลังและความรุนแรงคุยกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ไม่นานจีนก๊กมินตั๋งกับจีนคอมมิวนิสต์ก็แยกทางกันเดิน อะไร ทำให้เจียงเปลี่ยนแนวทางจนเดินทางเดียวกับจีนคอมมิวนิสต์ไม่ได้ มาดูประวัติ และเส้นทางชีวิตของเขาหน่อย เจียงไคเช็ค เกิดเมื่อ ปี ค.ศ.1887 ในหมู่บ้านทางตะวันออกของจีน พ่อตายก่อน แม่เป็นคนเลี้ยงเขามา พออายุ 14 หนุ่มเจียง ก็มีเมียคนแรก พออายุ 18 ก็เดินทางไปเข้าโรงเรียนทหารที่โตเกียว เขาบอกว่า เขาชอบความมีวินัยของกองทัพญี่ปุ่น ถึงปี ค.ศ.1911 เจียง ก็กลับมาจีน และเข้าร่วมกับก๊กมินตั๋ง ได้เป็นทหารติดตามซุนยัดเซ็น แต่พอซุนยัดเซ็นลี้ภัยไปอยู่ญี่ปุ่น เขาก็ไม่ได้ตามไปด้วย เมื่อซุนยัดเซ็น กลับมาฟื้นก๊กมินตั๋ง เจียงก็กลับมาติดตามซุนยัดเซ็นต่อ ระหว่าง นั้นเจียงก็สร้างเครือข่ายอิทธิพลของต้วเองไปด้วย เมื่อซุนยัดเซ็นเสียชีวิต ในปี ค.ศ.1925 เจียงขึ้นมาเป็นหัวหน้าก๊กมินตั๋งแทน และในปี ค.ศ.1926 เขาก็แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต่อมาภายหลังโด่งดัง มีอำนาจคับโลก หล่อนคือ เมย์-หลิง ซ่ง May-ling Soong ลูกสาวอีกคนหนึ่งของเศรษฐีใหญ่ ชาลี ซ่ง ที่คุ้นเคยกับซุนยัดเซ็น นั่นเอง เจียงลงทุนเข้ารีต เปลี่ยนไปนับถือคริสเตียนตามเมียไฮโซ ชาลี ซ่ง Charlie Soong เป็นชาวจีนที่โตมากับพวกมิชชันนารีในจีนที่ไหหลำ ทางใต้ของจีน พวกมิชชั่นนารีส่งเขาไปเรียนหนังสือที่อเมริกา หลังจากนั้น ชาลี ก็เข้ารีตเป็นคริสเตียน และเปลี่ยนชื่อเป็นฝรั่ง เมื่อชาลีเรียนมหาวิทยาลัยจบ ก็กลับมาจีน และปักหลักทำธุรกิจอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แดนฝรั่งในจีน เขาเรื่มธุรกิจด้วยการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิลขาย จนมีฐานะ และต่อมาก็ถือว่า เป็นเศรษฐีคนหนึ่ง เขามีลูกสาว 3 คน ลูกชาย 3 คน ลูกชายลูกสาว ทุกคนถูกส่งไปเรียนหนังสือที่อเมริกา ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ ทุกคนจบมหาวิทยาลัยชั้นดีในอเมริกา ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ดีกว่าภาษาจีน ลูกสาวคนหนึ่ง ชิง-หลิง ไปช่วยทำงานให้ซุนยัดเซ็น ในที่สุดก็รักกัน และไปอยู่กินกับซุนยัดเซ็น เมื่อซุนยัดเซ็นลี้ภัยไปอยู่ญี่ปุ่น ชิง-หลิง ก็ตามไปด้วย ซึ่งทำให้ชาลีไม่พอใจอย่างยิ่ง ถึงขนาดตัดขาดกับทั้ง 2 คน แต่เมื่อได้ลูกเขยชื่อเจียงไคเช็ค ชาลี ซ่ง กลับปลาบปลื้ม และทำธุรกิจร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะที่เซี่ยงไฮ้ แต่ขยายไปทั่ว เมื่อเจียงไคเช็คพาพรรคพวกหนีพรรคคอมมิวนิสต์ ไปอยู่ไต้หวัน และตั้งตัวเป็นประธานาธิบดี ลูกชายของ ชาลีคนหนึ่ง ชื่อ เซ-เวน Tse-ven แต่เจ้าตัวและพวกฝรั่งเรียกว่า T V ทีวี ก็ไปทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีคลังให้แก่น้องเขย และเป็นอยู่หลายสมัย เลยยิ่งรวยกันใหญ่ จริงๆ T V ทำหน้าที่เป็นเลขาส่วนตัวให้แก่ซุนยัดเซ็นมาก่อน ตั้งแต่สมัยที่ซุนยัดเซ็นปักหลักเริ่มวางแผนอยู่แถวเซี่ยงไฮ้ ในปี ค.ศ.1917 นาย ทีวี นี่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาด และนิยมทุกอย่างที่เกี่ยวกับอเมริกา เมื่อย้ายมาทำงานให้เขยอีกคนคือ เจียง นอกจากได้เป็นรัฐมนตรีคลังแล้ว นายทีวี ยังเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวัน และเป็นผู้ก่อตั้งสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของไต้หวัน เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายทีวี ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างไต้หวันกับอเมริกาโดยเป็นผู้ติดต่อโดยตรงกับประธานาธิบดี Roosevelt ของอเมริกา รูปแบบคุ้นๆ จัง ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เส้นทางเดินของ เจียงไคเช็ค เปลี่ยนจุดหมาย เลี้ยวออกจากที่เคยเดินไปทางเดียวกับซุนยัดเซ็น น่าจะเป็น ตระกูลซ่ง ตั้งแต่ ตัวพ่อ ลูกสาว และลูกชาย จากประวัติของ ชาลี ซ่ง ที่เป็นเด็กเลี้ยงของมิชชั่นนารีคริสเตียน และภายหลัง เห็นชัดว่าเป็นเด็กสร้างของอเมริกา อเมริกาจึงน่าจะเป็นผู้จัดการให้ ชาลี ซ่ง และครอบครัว มาทำหน้าที่ ทำงานคัดท้าย จนถึงครอบงำผู้ที่จะมาทำการปกครองจีน หลังจากราชวงศ์ชิงล่ม ตามแผนครอบครองจีนของอเมริกา และเพื่อให้เป็นไปตามแผน ที่ผลสรุป ของตัวแสดงยังออกมาไม่ชัด อเมริกาจึงต้องซื้อไพ่ชื่อ ซุนยัดเซน และเจียงไคเช็ค ทั้ง 2ใบ และให้มีการประกบใกล้ชิด ทั้ง 2 ใบ มันเป็นงานใหญ่ ที่ต้องใช้กันทั้งครอบครัว และอาจจะทั้งตระกูล และใช้เวลาหลายชั่วชีวิตคน อย่างที่เราจะนึกไม่ถึง นี่คือต้นแบบของหนอนใน ที่ฝรั่งใช้เอามาฝังไว้ในประเทศต่างๆ แม้ในแดนสยามก็ยังมี และยังใช้อยู่ มันเป็นการมองการณ์ไกลของผู้สร้าง ชาลี ซ่ง และครอบครัว บวกความทะเยอทะยานของครอบครัว ชาลี ซ่ง ผสมกัน ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ยอมเป็นขี้ข้าให้ฝรั่งใช้ในประเทศตนเอง นี่มันต้องใช้หลายอย่าง แต่ที่ไม่ใช้คือ ความรัก ความกตัญญูต่อแผ่นดินเกิดของตนเอง และความมีศักดิ์ศรีในชนชาติของตน ส่วนเรื่องของซุนยัดเซ็น น่าเชื่อว่า ซุนยัดเซ็นมีอุดมการณ์จริงตั้งแต่เริ่มแรก ที่ต้องการไล่ราชวงศ์ชิงที่เหลวเละและยอมฝรั่ง และไล่พวกฝรั่งให้พ้นไปจากจีน และอังกฤษเอง ก็น่าจะรู้เป้าหมายของซุนยัดเซ็นอยู่แล้ว แต่อังกฤษคงปล่อยให้ซุนยัดเซ็นเล่นไประดับหนึ่ง เพื่อไล่ราชวงศ์ชิง เพราะ ถ้าราชวงศ์ชิงร่วงไป ก็เป็นประโยชน์กับอังกฤษเช่นกัน ส่วนการปล่อยให้ ซุนยัดเซ็น มาอยู่ญี่ปุ่น ที่อังกฤษ รวมทั้งอเมริกา เอาตาข่ายคลุมไว้หมดแล้ว เพื่อให้เส้นสายของตน ทั้งตามดูและควบคุม ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่เมื่อมีการปฏิวัติสำเร็จ และซุนยัดเซ็นได้รับการสนับสนุนจากประชาชนให้เป็นประธานาธิบดี และตั้งสาธารณรัฐ ฝ่ายอังกฤษจึงเห็นว่า ผิดท่า ชาวจีนสนับสนุนมากไป และน่าจะมีอเมริกามาเกี่ยวข้อง การที่อังกฤษจะไปคาบจีนกลับมา จึงอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด มันก็เป็นแนวคิดเดียวกันกับการใช้ญี่ปุ่นรวนจีน แต่ไม่ได้ยกจีนให้ญี่ปุ่น อังกฤษปล่อย หรือ อาจจะสนับสนุนทางอ้อม ให้ซุนยัดเซ็นไล่ราชวงศ์ชิง แต่ไม่ได้หมายความว่ายกจีนให้ ซุนยัดเซ็น นี่คือสันดานที่แท้จริงของอังกฤษ “แค่ใช้ ไม่ใช่ ยกให้” ยวนชีไข่ จึงได้ใบสั่งให้มาเข้าฉากชั่วคราว เพราะอังกฤษยังไม่ว่างมาจัดการเอง เพราะช่วงนั้นกำลังวุ่นอยู่กับการแบ่งเค้กตะวันออกกลาง ที่ได้มาจากการทำสงครามโลก ครั้งที่ 1 ขณะเดียวกัน ซุนยัดเซ็นจะเป็นเด็กสร้าง หรือรับใบสั่งของอเมริกา หรือไม่ ก็น่าคิด แต่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น อเมริกาน่าจะเกาะติด และประกบซุนยัดเซ็น ไม่ต่างกับอังกฤษ หรือยิ่งกว่า อเมริกามีแต่ได้ ไม่มีเสีย ถ้าซุนยัดเซ็นโค่นราชวงศ์ชิงไปได้ ไล่อังกฤษออกจากจีน มันเป็นการเปิดทางเข้าให้อเมริกาทั้งนั้น ชาลี ซ่ง และครอบครัว จึงถูกส่งมาประกบ ไม่ให้ซุนยัดเซ็นหลุดเส้นทาง และหลุดมือ แต่การที่ ซุนยัดเซ็น เอง ที่เดินหมากเหมือนไม่ตามแผน เช่น การไปตกปากสัญญาจะยกสัมปทานในจีน ให้คนจีนโพ้นทะเล เป็นการชักจูงให้กลับมาอยู่ในประเทศ มาช่วยกันสร้างประเทศดีกว่าให้ฝรั่งมาเอาไป น่าจะบอกความในใจของซุนยัดเซ็นได้พอสมควร ดูๆไป ก็เหมือน ซุนยัดเซ็น เล่นละครหลอกฝรั่ง ทั้งอังกฤษ อเมริกา และอาจจะญี่ปุ่นด้วย เขาแสดงตัวว่า คบทั้ง อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน ทั้งคนดี คนชั่ว แต่ที่สำคัญ การมาคบกับโซเวียต นี่น่าจะเป็นเหตุใหญ่ ให้อเมริกา ที่เล่นไพ่ไว้ทั้ง 2 ใบ จึงทิ้งไพ่ เหลือเพียงใบเดียว หันมาสนับสนุน เจียงไคเช็ค ที่ชัดเจนว่าอยู่ในมืออเมริกา อย่างเต็มที่ มันเป็นรูปแบบที่อเมริกา ถนัดเล่น เล่นอย่างนี้ ทุกที่ ทุกสมัย   สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 24 ส.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 851 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts