• 🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar

    แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด
    รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies

    Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M
    Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine

    Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central
    Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ
    https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now

    Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103%
    ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike

    Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร
    โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง
    https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold

    อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี
    อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น
    https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why

    AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง
    CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns

    Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล
    หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative
    https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing

    คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว
    มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก
    https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026

    ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว
    Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว
    https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last

    ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด
    ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด
    https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed

    นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน
    ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง
    https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways

    Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year

    อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ
    อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know

    ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน
    OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030
    https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job

    GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V
    Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there

    AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health
    Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you

    RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์
    Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ
    https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor

    ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง
    รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์
    https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds

    Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้
    Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์
    https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    📌📡🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷📡📌 #รวมข่าวIT #20260113 #TechRadar 🔐 แฮ็กเกอร์ไล่เจาะบริการ LLM ผ่านพร็อกซีผิดพลาด รายงานเผยว่ามีการโจมตีมากกว่า 91,000 ครั้งต่อระบบ AI ที่เปิดทิ้งไว้ โดยแฮ็กเกอร์พยายามหลอกให้เซิร์ฟเวอร์ “โทรกลับ” เพื่อหาช่องโหว่ รวมถึงการยิงคำสั่งจำนวนมากเพื่อสำรวจว่าระบบใช้โมเดลใดและตั้งค่าอย่างไร เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าบริการ LLM ที่ตั้งค่าพร็อกซีผิดพลาดกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอาชญากรไซเบอร์อย่างจริงจัง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-are-going-after-top-llm-services-by-cracking-misconfigured-proxies ⚖️ Cloudflare ขู่ถอนเซิร์ฟเวอร์ออกจากอิตาลีหลังโดนปรับ €14M Cloudflare ตอบโต้รัฐบาลอิตาลีอย่างดุเดือดหลังถูกปรับเพราะไม่เข้าร่วมระบบ “Piracy Shield” ที่บังคับให้ผู้ให้บริการ DNS บล็อกเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ โดย CEO ระบุว่านี่เป็นการคุกคามเสรีภาพอินเทอร์เน็ต และอาจถึงขั้นถอนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดออกจากประเทศ รวมถึงหยุดสนับสนุนงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/cloudflare-ceo-threatens-to-pull-servers-from-italy-after-agcoms-eur14m-fine 🛡️ Trend Micro ออกแพตช์ด่วนแก้ช่องโหว่ RCE รุนแรงใน Apex Central Trend Micro รีบปล่อยแพตช์สำคัญเพื่ออุดช่องโหว่ระดับวิกฤตที่เปิดทางให้แฮ็กเกอร์รันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ช่องโหว่นี้เกิดจากการโหลด DLL ที่ผู้โจมตีควบคุมได้ ทำให้ผู้ใช้ถูกแนะนำให้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจถูกเจาะระบบ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/trend-micro-releases-critical-security-fixes-for-apex-central-rce-so-patch-now 🚫 Discord ใช้งานไม่ได้ในอียิปต์ ผู้ใช้แห่สมัคร Proton VPN พุ่ง 103% ผู้ใช้อียิปต์พบว่า Discord ถูกบล็อกแบบกะทันหันทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสใช้งาน VPN เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Proton VPN รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มการควบคุมแพลตฟอร์มสื่อสารในภูมิภาค MENA ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/discord-stopped-working-in-egypt-and-proton-vpn-records-massive-usage-spike 🧱 Lego อาจออกชุด iMac G3 รุ่นคลาสสิกเอาใจสายเรโทร โปรเจกต์ Lego iMac G3 ที่สร้างจากตัวต่อกว่า 700 ชิ้นกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อผลิตจริง โดยดีไซน์จำลองเครื่อง iMac รุ่นปี 1998 พร้อมฝาโปร่งใสและรายละเอียดภายในครบถ้วน ทำให้แฟน Apple ยุค 90s ต่างลุ้นให้ชุดนี้ผ่านการอนุมัติและวางขายจริง 🔗 https://www.techradar.com/computing/a-lego-version-of-the-original-imac-g3-could-be-in-the-works-and-it-looks-like-90s-nostalgia-gold 📸 อุปกรณ์เสริม DJI ราคา $14 ที่สายถ่ายวิดีโอควรมี อุปกรณ์ DJI Mic Series Mobile Receiver กลายเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนถ่ายวิดีโอด้วยมือถือ เพราะแก้ปัญหาคุณภาพเสียง Bluetooth ที่แย่ การต่ออุปกรณ์ที่เกะกะ และยังเพิ่มความสะดวกด้วยการจ่ายไฟผ่านมือถือ พร้อมช่องชาร์จแบบ passthrough ใช้งานได้ทั้งกับ DJI Mic 2, Mic 3 และ Mini รวมถึงกล้องแอ็กชันรุ่นเก่าอย่าง Action 2 ทำให้การถ่ายวิดีโอคล่องตัวขึ้นมากในราคาเพียง $14 เท่านั้น 🔗 https://www.techradar.com/cameras/camera-accessories/this-usd14-dji-accessory-is-a-vlogging-and-action-cam-essential-heres-why ⚠️ AI อังกฤษเตือน: ไม่มีบริษัทไหนหยุดภาพล่อแหลมจาก AI ได้จริง CEO ของ Locai Labs ระบุว่าไม่มีโมเดล AI ใดปลอดภัยพอที่จะป้องกันการสร้างภาพไม่เหมาะสมได้ 100% พร้อมประกาศแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปีและงดให้บริการสร้างภาพจนกว่าจะมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในสหราชอาณาจักรเริ่มสอบสวน Grok ของ Elon Musk หลังพบการนำไปใช้สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้หญิงและเด็ก สะท้อนความท้าทายด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ AI ในยุคปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/no-company-can-stop-nude-ai-images-but-were-the-only-ones-being-honest-about-it-british-ai-rival-to-chatgpt-bans-under-18s-and-refuses-image-generation-over-safety-concerns 🧹 Meta ลบกว่า 500,000 บัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย หลังกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียล หลังออสเตรเลียออกกฎหมายแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนโซเชียลมีเดีย Meta ลบไปแล้วกว่า 544,000 บัญชีจาก Facebook, Instagram และ Threads แม้จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ Meta ย้ำว่าวิธีที่ดีกว่าคือระบบยืนยันอายุระดับร้านแอป เพื่อป้องกันเด็กย้ายไปใช้แพลตฟอร์มที่ควบคุมยากกว่า พร้อมผลักดันมาตรฐานกลางผ่านโครงการ OpenAge Initiative 🔗 https://www.techradar.com/computing/social-media/meta-wipes-over-500-000-australian-teen-accounts-in-a-single-week-but-says-world-first-social-media-crackdown-is-failing 🏂 คู่มือดูถ่ายทอดสดโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 แบบครบจบในที่เดียว มหกรรมกีฬา Winter Olympics Milano Cortina 2026 เตรียมเปิดฉากในอิตาลี โดยมีทั้งสกี สเก็ต ฮอกกี้ และกีฬาฤดูหนาวอีกมากมาย พร้อมดาวเด่นอย่าง Lindsay Vonn และ Ilia Malinin ที่แฟนกีฬาจับตา การรับชมทำได้ฟรีในหลายประเทศ เช่น BBC iPlayer, CBC Gem, 9Now และ RTE Player รวมถึงตัวเลือกสตรีมมิงอื่น ๆ พร้อมตารางแข่งขันแบบละเอียดสำหรับผู้ชมทั่วโลก 🔗 https://www.techradar.com/how-to-watch/sport/winter-olympics-2026-live-stream-milano-cortina-2026 💻 ข่าวดีสำหรับคนไม่ปลื้ม Copilot: ผู้ดูแลระบบเริ่มลบแอปออกจากเครื่องงานได้แล้ว Windows 11 Insider Preview ล่าสุดเพิ่มนโยบายให้ผู้ดูแลระบบในองค์กรสามารถลบแอป Copilot เวอร์ชันฟรีออกจากอุปกรณ์ได้ แม้ฟีเจอร์บางส่วนยังคงอยู่และลบได้เฉพาะในเครื่องที่มี Copilot แบบสมัครสมาชิกติดตั้งร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามของ Microsoft ในการจัดระเบียบระบบมากกว่าการถอยจากการผลักดัน AI อย่างเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/pro/good-news-copilot-haters-some-of-you-will-be-able-to-disable-the-ai-tool-on-your-work-device-at-last 🕵️‍♂️ ฐานข้อมูลเว็บแฮ็กเกอร์ BreachForums ถูกเจาะ ข้อมูลผู้ใช้กว่า 3 แสนรายหลุด ชุมชนแฮ็กเกอร์ชื่อดัง BreachForums กลายเป็นเหยื่อเสียเองเมื่อมีการเผยแพร่ฐานข้อมูลสมาชิกกว่า 323,000 ราย รวมถึงชื่อผู้ใช้ วันที่สมัคร และ IP address โดยกว่า 70,000 รายเป็น IP จริงที่อาจระบุตัวบุคคลได้ แม้ผู้ดูแลยืนยันว่าเป็นข้อมูลเก่าจากช่วงกู้ระบบในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลออกมา ขณะที่กลุ่ม ShinyHunters ปฏิเสธการเกี่ยวข้องทั้งหมด 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hacking-hub-breachforums-hit-by-data-breach-324-000-accounts-exposed 👨‍💻 นักพัฒนาไม่เชื่อใจโค้ดจาก AI แต่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ตรวจทาน ผลสำรวจเผยว่า 96% ของนักพัฒนาไม่เชื่อว่าโค้ดที่ AI สร้างจะถูกต้องเสมอ แต่กว่า 52% กลับยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบโค้ดทุกครั้งก่อนใช้งาน แม้ปัจจุบันโค้ดที่สร้างโดย AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกนำไปใช้ในงานสำคัญมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงด้านบั๊กและช่องโหว่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยหลายคนยังใช้บัญชีส่วนตัวเข้าถึง AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลอีกชั้นหนึ่ง 🔗 https://www.techradar.com/pro/devs-dont-trust-ai-code-but-many-say-they-still-dont-check-it-anyways 🍏 Apple ยอมรับพลัง AI ของ Google และเตรียมใช้ Gemini ขับเคลื่อน Siri รุ่นใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Siri เวอร์ชันใหม่และโมเดล AI หลักของ Apple จะทำงานบนเทคโนโลยี Gemini ของ Google หลัง Apple ยอมรับว่า AI ของ Google มีความสามารถเหนือกว่าในตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยให้ Siri กลับมาแข่งขันได้อีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี แต่ยังต้องรอดูว่าผู้ใช้จะได้สัมผัส Siri รุ่นใหม่จริงเมื่อใด 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/apple-intelligence/apple-gives-up-and-lets-google-take-the-ai-wheel-gemini-will-officially-power-siris-big-ai-upgrade-this-year 🚫 อิหร่านถูกตัดอินเทอร์เน็ตกว่า 96 ชั่วโมง ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ อิหร่านเข้าสู่ภาวะมืดสนิททางดิจิทัลเป็นวันที่ห้า หลังรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อตอบโต้การประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 90 ล้านคนไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือข้อมูลมือถือได้ แม้ Starlink บางพื้นที่ยังพอใช้งานได้ แต่ก็ถูกแทรกแซงอย่างหนัก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านคืนการเชื่อมต่อทันที เพราะนี่คือการ “ตัดประเทศออกจากโลก” อย่างแท้จริง 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-privacy-security/iranians-offline-for-over-90-hours-as-digital-blackout-continues-for-fifth-day-heres-everything-we-know 💼 ChatGPT เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Jobs ช่วยหางาน–อัปสกิล–เตรียมตัวสมัครงาน OpenAI ถูกพบว่ากำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Jobs ซึ่งจะช่วยผู้ใช้ค้นหางาน เขียนเรซูเม่ แนะนำทักษะที่ควรพัฒนา และเปรียบเทียบโอกาสงานตามเป้าหมายของแต่ละคน โดยอาจทำงานคล้ายแดชบอร์ด Health ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้า ฟีเจอร์นี้สอดคล้องกับโครงการ OpenAI Certifications ที่ตั้งเป้ายกระดับทักษะแรงงานกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2030 🔗 https://www.techradar.com/pro/openais-new-tool-will-see-chatgpt-try-and-help-you-find-a-new-job ⚡ GPU สายพันธุ์ใหม่ท้าชน Nvidia/AMD ด้วยสถาปัตยกรรม RISC‑V Bolt Graphics เดินหน้าพัฒนา Zeus GPU ที่ใช้ RISC‑V เป็นแกนหลักเพื่อท้าชนยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD โดยชูจุดเด่นด้านการประมวลผล AI, path tracing และการทำงานแบบสแตนด์อโลนที่รัน Linux ได้ในตัว พร้อมรองรับ CUDA บน RISC‑V ซึ่งช่วยลดกำแพงซอฟต์แวร์ และยังรองรับ Vulkan, DirectX 12 และเอนจินยอดนิยมหลายตัว ทำให้เป็นอีกผู้เล่นที่น่าจับตาในตลาดเร่งความเร็ว AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 🔗 https://www.techradar.com/pro/plucky-startup-bolt-graphics-still-wants-to-use-risc-v-to-compete-with-nvidia-amd-in-ai-and-beyond-and-given-cudas-port-on-risc-v-there-may-be-something-there 🏥 AI ผู้ช่วยแพทย์คนใหม่ Claude for Health Anthropic เปิดตัว Claude for Healthcare ที่ช่วยผู้ใช้และบุคลากรทางการแพทย์ตีความผลตรวจสุขภาพ อธิบายข้อมูลทางการแพทย์ให้เข้าใจง่าย และลดภาระงานเอกสาร เช่น prior authorization และการตรวจสอบข้อมูลประกัน โดยระบบออกแบบให้เป็นแบบ opt‑in และเน้นความเป็นส่วนตัว ทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ช่วยให้ทั้งคนไข้และแพทย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/claude-just-joined-your-healthcare-team-and-might-be-ready-to-help-your-doctor-help-you 🎨 RTX 5090 ProArt รุ่นใหม่พร้อมพอร์ตหูฟังสุดเซอร์ไพรส์ Asus เปิดตัว ProArt RTX 5090 ที่เน้นกลุ่มครีเอเตอร์ด้วยดีไซน์บางกว่าเรือธงทั่วไป ใช้สถาปัตยกรรม Blackwell พร้อม 32GB GDDR7 และพลัง AI TOPs สูงลิ่ว จุดเด่นที่สะดุดตาคือมีช่องเสียบหูฟัง 2.5 มม. บนการ์ดจอ รวมถึงพอร์ต USB‑C สำหรับจอพกพา ถือเป็นการ์ดจอที่ผสมความแรงกับความยืดหยุ่นด้านการใช้งานได้อย่างน่าสนใจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/nvidias-latest-rtx-5090-gpu-card-has-an-audio-jack-yes-a-headphone-socket-on-a-video-card-but-no-wooden-trim-or-ssd-like-its-predecessor 💾 ยุคของ TLC/QLC ครองตลาด SSD เมื่อ MLC ถอยสู่ตลาดเฉพาะทาง รายงานจาก TrendForce ระบุว่า MLC NAND กำลังหายไปจากตลาดหลัก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยเลิกผลิตและหันไปลงทุนใน TLC และ QLC ที่ตอบโจทย์ความต้องการความจุสูงและงาน AI มากกว่า ทำให้ MLC เหลือบทบาทในอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และระบบเครือข่าย ขณะที่ PLC ยังห่างไกลจากการใช้งานจริงจนกว่าจะถึงยุค SSD ระดับเพตะไบต์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/bye-bye-mlc-qlc-and-tlc-to-be-dominant-ssd-technologies-amidst-ai-ravenous-appetite-for-nand-and-plc-wont-probably-happen-till-the-era-of-petabyte-ssds 🖥️ Lenovo Yoga Pro 27UD‑10 จอ QD‑OLED พร้อมเว็บแคม 4K ถอดได้ Lenovo เปิดตัวจอ Yoga Pro 27UD‑10 ที่มาพร้อม QD‑OLED ความละเอียด 4K รีเฟรชเรต 120Hz จุดขายคือเว็บแคม 4K แบบถอดได้พร้อมไมค์ 4 ตัว รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos รวมถึง USB4 ที่จ่ายไฟได้ 140W และฟีเจอร์ Color Sync ที่ทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Lenovo บางรุ่น ทำให้เป็นจอระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์งานสร้างสรรค์และการประชุมออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-lenovo-monitor-has-six-speakers-and-is-the-only-windows-pc-monitor-with-dolby-atmos-and-dolby-vision-and-it-even-has-a-4k-detachable-webcam
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷

    #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline

    ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694)
    ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้
    https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices

    สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8)
    พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด
    https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8

    Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9
    Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต
    https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9

    Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI
    Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon
    https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp

    Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค
    แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม
    https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative

    “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT
    แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น
    https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network

    Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่
    Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone
    https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri

    อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค
    รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก
    https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt

    QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant
    QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง
    https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant

    พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ
    มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที
    https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce

    Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก
    รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย
    https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้
    มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที
    https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation

    CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว
    CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026
    https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild

    มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง
    รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก
    https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs

    Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS
    ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้
    https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    📌🔐🩷 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🩷🔐📌 #รวมข่าวIT #20260113 #securityonline 🔥 ช่องโหว่ร้ายแรง Advantech เปิดช่องให้โจมตี IoT (CVE-2025-52694) ช่องโหว่ SQL Injection ระดับวิกฤตคะแนนเต็ม 10 ทำให้อุปกรณ์ IoT ของ Advantech เสี่ยงถูกเจาะโดยไม่ต้องล็อกอิน ผู้โจมตีสามารถสั่งฐานข้อมูล แก้ไขค่าระบบ หรือยึดโครงสร้าง IoT ได้ทันที โดยกระทบหลายผลิตภัณฑ์เวอร์ชันเก่าและต้องอัปเดตด่วนผ่านการติดต่อซัพพอร์ตหรือดาวน์โหลดแพตช์ตามรุ่นที่ใช้ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-52694-cvss-10-critical-advantech-sql-injection-exposes-iot-devices ⚠️ สวิตช์ Moxa เสี่ยงถูกโจมตีผ่าน OpenSSH RCE (CVSS 9.8) พบช่องโหว่ร้ายแรงในสวิตช์อุตสาหกรรมของ Moxa จากบั๊กใน OpenSSH ที่เปิดทางให้รันโค้ดจากระยะไกลได้ หากมีการใช้ ssh-agent forwarding โดยรุ่นที่ได้รับผลกระทบต้องติดต่อ Moxa เพื่อขอแพตช์เฉพาะ พร้อมคำแนะนำเสริมด้านความปลอดภัย เช่น แยกเครือข่าย จำกัดการเข้าถึง และตรวจสอบบันทึกการใช้งานอย่างใกล้ชิด 🔗 https://securityonline.info/critical-alert-moxa-switches-exposed-to-openssh-remote-code-execution-cvss-9-8 📱 Google เตรียมนำ AirDrop มาสู่ Pixel 9 Google เดินหน้าเร่งพัฒนาการแชร์ไฟล์ข้ามระบบให้เทียบเท่า AirDrop โดยฟีเจอร์ Quick Share รุ่นใหม่ถูกพบในเฟิร์มแวร์ทดลองของ Pixel 9 ก่อนกำหนดเดิมที่ตั้งใจเปิดตัวพร้อม Pixel 10 สะท้อนว่าบริษัทต้องการผลักดันการเชื่อมต่อ Android–iOS ให้ไร้รอยต่อ และอาจเปิดใช้งานจริงพร้อมอัปเดต Android 16 QPR3 หรือ Android 17 ในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/tearing-down-the-wall-google-brings-airdrop-support-to-the-pixel-9 🛒 Google เปิดตัว “Agentic Commerce” ยุคใหม่ของการช้อปด้วย AI Google ประกาศแนวคิด Agentic Commerce และโปรโตคอล UCP ที่ช่วยให้ AI ทำงานแทนผู้ใช้ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเปิดหลายแท็บหรือกรอกข้อมูลซ้ำ ระบบนี้ร่วมพัฒนากับยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart, Shopify และบริษัทการเงินหลายแห่ง เพื่อสร้างมาตรฐานกลางให้ AI เชื่อมต่อร้านค้าต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น และอาจเป็นก้าวสำคัญในการท้าชน Amazon 🔗 https://securityonline.info/the-end-of-the-shopping-tab-google-unveils-agentic-commerce-and-ucp 💻 Dell ยอมรับ “AI PC” ยังไม่จูงใจผู้บริโภค แม้ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาระบบจะผลักดัน AI PC อย่างหนัก แต่ Dell ระบุว่าผู้ใช้ทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนและกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ยอดขายไม่ขยับตามคาด ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับราคา ประสิทธิภาพ และความทนทานมากกว่า ส่งผลให้ Dell ปรับกลยุทธ์เน้นดีไซน์และประสบการณ์ใช้งานแทนการโปรโมต AI แบบเดิม 🔗 https://securityonline.info/the-hype-hangover-dell-admits-consumers-arent-buying-the-ai-pc-narrative 🕵️‍♂️ “TryCloudflare” ถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนมัลแวร์ AsyncRAT แคมเปญโจมตีใหม่กำลังใช้บริการ TryCloudflare และ WebDAV เพื่อสร้างโครงสร้างสั่งการมัลแวร์ที่ซ่อนตัวแนบเนียน โดยเริ่มจากอีเมลฟิชชิงที่หลอกให้เหยื่อเปิดไฟล์ลวงซึ่งดาวน์โหลด Python ของจริงมาติดตั้งสภาพแวดล้อมก่อนฉีด AsyncRAT เข้าไปใน explorer.exe ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ แนวโน้มนี้สะท้อนการใช้บริการคลาวด์ถูกกฎหมายเป็นเครื่องมือโจมตีมากขึ้น 🔗 https://securityonline.info/trycloudflare-abuse-asyncrat-exploits-free-tunnels-to-build-stealthy-webdav-network 🤖 Apple จับมือ Google Gemini ปั้น Siri เวอร์ชันใหม่ Apple และ Google ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ โดย Apple จะนำโมเดล Gemini มาเป็นแกนหลักของ Apple Foundation Models เพื่อยกระดับ Siri ให้ฉลาดขึ้น เข้าใจภาษาธรรมชาติดีขึ้น และรองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence รุ่นใหม่ แม้จะยังคงประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์และ Private Cloud Compute ของ Apple แต่ดีลนี้สะท้อนว่า Apple ต้องเร่งปิดช่องว่างการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ Google ได้ประโยชน์จากดีมานด์มหาศาลของผู้ใช้ iPhone 🔗 https://securityonline.info/the-ai-alliance-apple-taps-google-gemini-to-power-the-new-siri 🇮🇳 อินเดียขอซอร์สโค้ดมือถือ จุดชนวนความไม่พอใจในวงการเทค รัฐบาลอินเดียเสนอข้อกำหนดด้านความปลอดภัย 83 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นคือการให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนส่งมอบ “ซอร์สโค้ด” ให้รัฐตรวจสอบ อ้างเพื่อความมั่นคงไซเบอร์ แต่บริษัทใหญ่ทั้ง Apple, Samsung และ MAIT ต่างคัดค้านอย่างหนักเพราะซอร์สโค้ดคือทรัพย์สินสำคัญและเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบ หากข้อกำหนดนี้เดินหน้าจริงอาจทำให้อินเดียเสียความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก 🔗 https://securityonline.info/indias-source-code-demand-sparks-tech-revolt 🧩 QEMU 11.0 เตรียมตัดการรองรับ 32-bit บน Cloud Variant QEMU กำลังเดินหน้าลดภาระโค้ดโดยเตรียมลบการรองรับโฮสต์ 32-bit ในเวอร์ชัน Cloud ซึ่งจะช่วยลดโค้ดกว่า 7,000 บรรทัด แม้เวอร์ชันปกติยังรองรับอยู่ แต่ผู้ใช้ 32-bit จะไม่สามารถอัปเกรดเป็น QEMU 11.0 ได้และต้องค้างอยู่บน 10.x ที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการใช้งานระยะยาว การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ระหว่างพิจารณาแต่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นจริง 🔗 https://securityonline.info/cutting-the-cord-qemu-11-0-to-expunge-32-bit-host-support-in-cloud-variant 🔐 พบช่องโหว่ร้ายแรงใน Ruckus IoT Controller เสี่ยงถูกยึดระบบเต็มรูปแบบ มีการเปิดเผยช่องโหว่ CVSS 10 สองรายการใน Ruckus vRIoT Controller ที่เกิดจากการฝังคีย์ลับและข้อมูลล็อกอินแบบฮาร์ดโค้ด ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงบริการบนพอร์ต 2004 เพื่อรันคำสั่งระดับ root หรือใช้บัญชี SSH ที่ฝังไว้เพื่อเจาะออกจาก Docker และยึดระบบทั้งหมดได้ Ruckus ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 3.0.0.0 และแนะนำให้อัปเดตทันที 🔗 https://securityonline.info/double-critical-hardcoded-secrets-expose-ruckus-iot-controllers-to-root-rce 🔐 Hikvision เจอช่องโหว่ Stack Overflow กระทบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมการเข้าออก รายงานชี้ว่าอุปกรณ์ของ Hikvision ทั้งกล้องวงจรปิดและระบบ Access Control ถูกพบช่องโหว่แบบ Stack Overflow ที่อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีทำให้ระบบล่มหรือเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้ โดยข้อมูลเชิงลึกถูกจำกัดให้เฉพาะผู้สนับสนุน แต่ประเด็นหลักคือความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างแพร่หลาย 🔗 https://securityonline.info/hikvision-security-cameras-and-access-controls-hit-by-stack-overflow-flaws 🕵️‍♂️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน ServiceNow (CVE-2025-12420) เปิดทางปลอมตัวเป็นผู้ใช้ มีการค้นพบช่องโหว่ระดับวิกฤตในแพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการยืนยันตัวตนสามารถสวมรอยเป็นผู้ใช้จริงและทำสิ่งที่ผู้ใช้คนนั้นมีสิทธิ์ทำได้ แม้ ServiceNow จะออกแพตช์แก้ไขแล้วสำหรับระบบที่โฮสต์โดยบริษัท แต่ลูกค้าที่ติดตั้งเองยังต้องเร่งอัปเดตเพื่อปิดความเสี่ยงนี้ทันที 🔗 https://securityonline.info/ai-identity-theft-critical-servicenow-flaw-cve-2025-12420-allows-unauthenticated-impersonation 🚨 CISA เตือนด่วน! ช่องโหว่ Gogs (CVE-2025-8110) ถูกโจมตีจริงแล้ว CISA ออกประกาศ “Must-Patch” หลังพบว่าช่องโหว่ใน Gogs ซึ่งเป็นระบบ Git แบบ self-hosted ถูกใช้โจมตีจริงในโลกไซเบอร์ โดยช่องโหว่นี้เป็นการเลี่ยงแพตช์เดิม ทำให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถทำ Path Traversal และเขียนไฟล์ออกนอกไดเรกทอรีได้ ส่งผลให้สามารถรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้ หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ถูกกำหนดเส้นตายให้แก้ไขก่อนกุมภาพันธ์ 2026 🔗 https://securityonline.info/cisa-must-patch-alert-critical-gogs-exploit-cve-2025-8110-active-in-wild 📄 มิจฉาชีพใช้ PDF ปลอมล่อเหยื่อ ติดตั้ง RMM Tools เพื่อยึดเครื่อง รายงานจาก ASEC ระบุว่าผู้โจมตีกำลังใช้ไฟล์ PDF ปลอมที่แกล้งทำเป็นเอกสารเสียหรือโหลดไม่ขึ้น เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์ดาวน์โหลดเครื่องมือ Remote Monitoring & Management (RMM) เช่น Syncro, NinjaOne หรือ ScreenConnect ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อแบบแนบเนียน ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก 🔗 https://securityonline.info/attackers-weaponize-legitimate-rmm-tools-via-fake-pdfs 🛡️ Angular พบช่องโหว่ร้ายแรงใน SVG (CVE-2026-22610) เสี่ยงถูกโจมตีแบบ XSS ช่องโหว่ใหม่ใน Angular Template Compiler ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้คุณสมบัติของ SVG script เพื่อหลบเลี่ยงระบบ Sanitization และฝังโค้ด JavaScript อันตรายได้ หากแอปมีการผูกข้อมูลแบบไดนามิกกับ attribute ของ SVG script อาจถูกใช้ขโมย session, ดึงข้อมูล หรือสั่งการโดยไม่ได้รับอนุญาต นักพัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเวอร์ชัน Angular ทันทีเพื่อปิดช่องโหว่นี้ 🔗 https://securityonline.info/angular-security-alert-high-severity-svg-flaw-cve-2026-22610-exposes-apps-to-xss
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้

    งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด

    เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด

    ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น

    สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing

    เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก : AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon

    แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI

    โดยรวมแล้ว CES 2026 คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป

    #ลุงเขียนหลานอ่าน
    ความว้าวของงาน CES 2026: นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกเทคโนโลยีในปีนี้ 🚀 งาน CES 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปที่ลาสเวกัส 📍 รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นเวทีแสดงพลังแห่งอนาคต ที่ทำให้คนทั้งโลกร้องว้าวอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 800,000 คน และบริษัท exhibitors กว่า 4,000 แห่ง มหกรรมเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง Samsung, LG, NVIDIA, Intel และอีกมากมาย แต่ยังเป็นการเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าปี 2026 และปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร ความว้าวหลักๆ มาจากการที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ อีกต่อไป แต่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ หรือแม้แต่แปรงสีฟันที่ใช้ AI วิเคราะห์สุขภาพปาก ในบทความนี้ 📰 เราจะพาไปสำรวจผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัว สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เทรนด์เด่นของปีนี้ และสิ่งที่ทำให้นักข่าวสายเทคโนโลยีต้องเซอร์ไพรส์หรือผิดคาด เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างกระแสฮือฮาในงาน CES 2026 กันก่อนเลย ✨ ปีนี้มี gadget และอุปกรณ์มากมาย ที่ถูกนำเสนอ ตั้งแต่ทีวีขนาดยักษ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ humanoid ที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi ตัวอย่างเด่นๆ เช่น LG evo W6 TV ซึ่งเป็นการคืนชีพของ “Wallpaper TV” รุ่นใหม่ที่บางเฉียบราวกับวอลเปเปอร์ สามารถติดผนังได้โดยไม่ต้องมีสายไฟรุงรัง และใช้เทคโนโลยี OLED evo ที่ให้ภาพคมชัดระดับสูงสุด พร้อมฟีเจอร์ AI ที่ปรับภาพตามสภาพแสงในห้อง นอกจากนี้ยังมี Samsung R95H ขนาด 130 นิ้ว ซึ่งถูกยกให้เป็นทีวี Micro RGB แรกของโลก โดยใช้ไดโอดขนาดจิ๋วสีแดง เขียว และน้ำเงินที่ส่องแสง независимо ทำให้ได้สีสันและรายละเอียดที่เหนือชั้นกว่าเดิมมาก ในส่วนของคอมพิวเตอร์และเกมมิ่ง Intel Core Ultra Series 3 ถูกประกาศเป็น Best of Show ด้วยประสิทธิภาพที่รองรับ AI ได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ ASUS ROG CROSSHAIR X870E GLACIAL และ HP EliteBoard G1a Next Gen AI PC ก็ได้รับรางวัล CES Innovation Awards ในหมวด Computer Hardware สำหรับคนรักเกม LG UltraGear evo OLED GX9 Gaming Monitor มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สดใสและ response time ต่ำ เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการความสมจริงสูงสุด ก้าวไปสู่หุ่นยนต์และอุปกรณ์อัจฉริยะ 🤖 Roborock Saros Rover ถูกยกย่องเป็น robot vacuum ที่ดีที่สุด ด้วยความสามารถปีนบันไดและทำความสะอาดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องยกเครื่องขึ้นลงชั้นอีกต่อไป Boston Dynamics นำ Atlas หุ่นยนต์ humanoid เวอร์ชันพร้อมผลิตจริง มาอวด โดยจะเริ่มส่งมอบให้ Hyundai และ Google DeepMind ก่อนในปี 2028 ซึ่งหุ่นตัวนี้สามารถเล่นปิงปอง ผสมเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ต่อยมวยได้อย่างคล่องแคล่ว Sharpa อีกหนึ่ง humanoid ที่สร้าง buzz ด้วยมือที่ยืดหยุ่นสูง สามารถแจกไพ่แบล็คแจ็คหรือเล่นกังฟูได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมี Onero H1 robot ที่ช่วยงานบ้าน WheelMove สำหรับผู้พิการ และ Tombot หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง AI ที่ช่วยลดความเหงา ในฝั่ง wearable Meta Ray-Ban Display glasses เพิ่มฟีเจอร์ handwriting สำหรับส่งข้อความโดยไม่ต้องพิมพ์ และ IXI’s autofocusing lenses ที่ปรับโฟกัสอัตโนมัติสำหรับคนสายตายาวโดยไม่ต้องใช้กล้องติดตามดวงตา Lumus smartglasses มาพร้อม FOV กว้างถึง 70 องศา ทำให้ VR/AR สมจริงยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษใน CES 2026 👀 คงหนีไม่พ้นการบุกเบิกของ “Physical AI” ที่นำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์จริงๆ ทำให้หุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เริ่มมีความฉลาดแบบมนุษย์ เช่น การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมหรือปรับตัวตามงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเช่น Unitree G1 ที่แสดงศิลปะการต่อสู้แบบ mixed martial arts หรือ LG Cloi Home Robot ที่ช่วยงานบ้านแบบ zero-labor นอกจากนี้ AI collectibles อย่าง Funko Pops และ Lego Smart Brick ที่ทำให้ชุด Lego สมาร์ทขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับ app เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ interactive ได้ ก็เป็นอะไรที่ wow มากสำหรับแฟนๆ ของเล่น ในฝั่ง mobility Hyundai กำลังพัฒนาระบบ mass-produce สำหรับ Atlas และ Pioneer Sphera นำ Dolby Atmos มาใส่ในระบบเสียงรถยนต์ ทำให้การฟังเพลงในรถเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ต สำหรับ gamer OneXPlayer Apex handheld มาพร้อม liquid cooler ภายนอกที่ระบายความร้อนได้ถึง 120W ทำให้เล่นเกมหนักๆ ได้นานขึ้นโดยไม่ร้อน GameSir Smart Drive prototype ที่มี force feedback ในพวงมาลัย ก็ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถจริงในเกม racing เทรนด์เด่นของปีนี้ชัดเจนมาก 📊: AI ครองทุกพื้นที่ ตั้งแต่ AI ในทีวี ที่ปรับภาพอัตโนมัติ AI ในแปรงสีฟันที่วิเคราะห์สุขภาพช่องปาก ไปจนถึง AI ในหุ่นยนต์ที่ช่วยงานบ้านหรือดูแลสุขภาพ “Physical AI” คือเทรนด์ใหม่ที่ทำให้ AI ออกจากหน้าจอมาสู่โลกจริง เช่น หุ่นยนต์ที่ซักผ้า ทำอาหารเช้า หรือแม้แต่เล่นเกมกับเรา เทรนด์ digital health ก็มาแรง ด้วยอุปกรณ์ wearable ที่ตรวจจับ brainwave หรือวิเคราะห์ bodily fluids เพื่อติดตามสุขภาพแบบ real-time เช่น Withings Body Scan 2 ที่สแกนร่างกายละเอียดยิบ Accessibility tech เน้นการทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแว่นสำหรับคนพิการทางสายตาหรือหุ่นยนต์ช่วยเดิน Advanced mobility ยังคงเติบโต ด้วยรถ EV ที่ฉลาดขึ้นและระบบ edge computing ในรถยนต์ Sustainability แม้จะไม่ค่อยเด่นเท่าไร แต่มีบางอย่างอย่างวัสดุ ultra-light จาก Soramatex ที่ใช้ carbon powder เพื่อลดน้ำหนักและประหยัดพลังงาน หรือ power bank แบบ shareable จาก Nimble Champ Stack ที่ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ VR/AR ก็ก้าวหน้า ด้วยจอ OLED ที่มี subpixel RGB stripe ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และ smart home ที่รองรับ Matter protocol ทำให้อุปกรณ์จากแบรนด์ต่างกันเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น จาก Ikea, Aqara และ Amazon แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ perfect ⚠️ เพราะมีสิ่งที่ผิดคาดจากนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายอย่าง ประการแรกคือการขาดแคลนเทคโนโลยี sustainability ที่ชัดเจน แม้งานจะใหญ่โตแต่แทบไม่มี exhibitor ที่โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะคาดว่าจะเห็นนวัตกรรม green มากกว่านี้ อีกเรื่องคือสถานการณ์อุตสาหกรรม PC ที่ย่ำแย่ เพราะ memory supplies ถูกเบี่ยงไปสนับสนุน AI ทำให้ PC ธรรมดาได้รับผลกระทบ และนักข่าวหลายคนยอมรับว่าปีนี้ PC ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ AI บางอย่างก็ดู dubious หรือเกินจริง เช่น AI สำหรับล้างรองเท้า (Brolan ClearX) หรือ AI collectibles ที่ดูเหมือน gimmick มากกว่าประโยชน์จริง นอกจากนี้ยังไม่มี “Trump phone” ที่หลายคนคาดเดาว่าจะโผล่มาที่งาน และการที่โดรนจีนอย่าง GDU P300 ต้องยกเลิก launch ใน US เนื่องจาก policy changes ก็เป็นเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เห็นภาพ geopolitical tension ในวงการ tech กว้างขึ้น นักข่าวจาก The Verge ยังบอกว่าปีนี้มี weird gadgets เยอะ เช่น หุ่นยนต์เต้นรำหรือ bathroom tech ที่ personal เกินไป ทำให้รู้สึก dystopian และ lonely ในบางมุม แต่ในทางบวก เทรนด์ที่ไม่มีใครคาดอย่างการบุกของ humanoid จากจีน เช่น หุ่นที่เล่นปิงปองหรือต่อยมวย ก็ทำให้งานนี้เต็มไปด้วย surprise ที่สะท้อนการแข่งขัน US-China ใน physical AI โดยรวมแล้ว CES 2026 ⭐ คือการยืนยันว่าปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ AI และ robotics จะเปลี่ยนชีวิตเราแบบถาวร แม้จะมีจุดผิดคาดบ้าง แต่ความว้าวจากนวัตกรรมเหล่านี้ ทำให้เราตื่นเต้นกับอนาคตที่กำลังมา ใครที่ติดตาม tech คงต้องจับตาดูว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกสู่ตลาดจริงเมื่อไหร่ และจะพลิกโฉมโลกอย่างไรต่อไป #ลุงเขียนหลานอ่าน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก

    รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น

    การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที

    Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ
    หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

    หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย
    อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร

    อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ

    ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X
    แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ

    ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้

    Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ
    Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่
    การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา
    เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ

    Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก
    Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก
    อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK
    เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี
    แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก
    ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK
    ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน
    การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    🇬🇧 สหราชอาณาจักรเอาจริง! เริ่มเอาผิดผู้ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกโดยไม่ได้รับความยินยอม” — Grok ถูกเพ่งเล็งเป็นรายแรก รัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ทำให้ การสร้างหรือ “ขอให้ AI สร้าง” ภาพลามกที่ไม่ยินยอม (non‑consensual intimate images) เป็นความผิดทางอาญาอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้กฎหมายลงโทษเฉพาะ “การแชร์” deepfake เท่านั้น ไม่รวมผู้ที่เป็นคนสั่งให้ AI สร้างภาพเหล่านั้น การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Grok ของ Elon Musk ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพลามกของผู้เยาว์ได้โดยตรงบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมและทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทันที 🚨 Grok ถูกสอบสวนเต็มรูปแบบ — เสี่ยงโดนปรับ 10% ของรายได้ทั่วโลก หรือถูกแบนทั้งประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร (Ofcom) เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อ Grok หลังพบว่า AI ของแพลตฟอร์มสามารถสร้างภาพลามกของเด็กได้โดยไม่กรองเนื้อหาใด ๆ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจน หาก Ofcom สรุปว่า Grok ละเมิดกฎหมาย 💠 อาจถูกปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก 💠 หรืออาจถูก สั่งแบนทั้งบริการในสหราชอาณาจักร อินโดนีเซียและมาเลเซียได้บล็อก Grok ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า UK อาจเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่แบนบริการนี้อย่างเป็นทางการ 🧨 ปัญหาหลัก: Grok แก้ภาพลามกจากรูปใดก็ได้ — แม้เป็นเด็ก — ผ่านคำสั่ง @Grok บน X แม้ Grok จะมีแอปแยกที่ใช้งานแบบส่วนตัวได้ แต่ปัญหาที่รุนแรงคือ ผู้ใช้สามารถแท็ก @Grok ใต้รูปใดก็ได้บน X แล้วให้ AI สร้างภาพลามกทันทีแบบสาธารณะ ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ Grok ไม่สามารถแยกแยะผู้เยาว์จากผู้ใหญ่ได้ ทำให้เกิดกรณีที่ภาพของนักแสดงวัย 13 ปีถูกเปลี่ยนเป็นภาพใส่บิกินี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและเป็นชนวนให้เกิดการสอบสวนครั้งนี้ 🗣️ Musk โต้กลับรัฐบาล UK ว่า “ฟาสซิสต์” แต่ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษ Elon Musk วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษว่ามีท่าที “ฟาสซิสต์” และเป็นการเซ็นเซอร์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ใช้ที่สั่งให้ Grok สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกลงโทษเช่นเดียวกับผู้ที่อัปโหลดภาพผิดกฎหมายเอง พร้อมทั้งย้าย Grok ไปอยู่หลัง paywall ให้เฉพาะผู้ใช้ X Premium เท่านั้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ UK เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่ ➡️ การ “สั่งให้ AI สร้างภาพลามกที่ไม่ยินยอม” ถือเป็นความผิดอาญา ➡️ เป็นการปิดช่องโหว่ที่ก่อนหน้านี้ลงโทษเฉพาะผู้แชร์ภาพ ✅ Grok ถูกสอบสวนอย่างหนัก ➡️ Ofcom มีอำนาจปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั่วโลก ➡️ อาจถูกแบนทั้งบริการใน UK ➡️ เกิดจากกรณีสร้างภาพลามกของผู้เยาว์บนแพลตฟอร์ม X ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ที่สั่งให้ AI สร้างภาพผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี ⛔ แพลตฟอร์มที่ไม่กรองเนื้อหาอาจถูกแบนหรือถูกปรับหนัก ⛔ ความล้มเหลวของระบบกรองเนื้อหา AI อาจสร้างอันตรายต่อผู้เยาว์ ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ผลการสอบสวนของ Ofcom จะกำหนดอนาคตของ Grok ใน UK ⛔ ประเทศอื่นอาจออกกฎหมายคล้ายกัน ⛔ การควบคุม AI ด้านเนื้อหาอาจเข้มงวดขึ้นทั่วโลก https://www.tomshardware.com/tech-industry/artificial-intelligence/grok-targeted-in-uk-law-over-sexually-explicit-ai-image-generation-uk-will-begin-prosecuting-illegal-prompting-this-week
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • โดรน 3D‑Printed ที่เร็วที่สุดในโลก! พุ่งทะลุ 408 mph ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง

    โดรน Peregreen V4 ที่สร้างโดยวิศวกรและยูทูบเบอร์ Luke Maximo Bell ร่วมกับคุณพ่อ ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ว่าเป็น โดรนที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วเฉลี่ยสองรันที่ 657 km/h และความเร็วสูงสุดพร้อมแรงลมส่งที่ 408 mph (659 km/h) ความสำเร็จนี้ทำให้ทั้งคู่กลับมาครองตำแหน่งอีกครั้ง หลังจากถูกทำลายสถิติโดยวิศวกรออสเตรเลีย Ben Biggs ในปีที่ผ่านมา

    โครงสร้าง 3D‑Printed เต็มรูปแบบ + การออกแบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง
    ตัวโดรนถูกพิมพ์ด้วย Bambu Lab H2D โดยใช้วัสดุหลายชนิด เช่น PETG, PA6‑CF และ TPU เพื่อให้ได้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และทนความร้อนตามต้องการ โครงสร้างถูกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพื่อให้ผิวเรียบและลดแรงต้านอากาศอย่างมาก ทีมงานใช้ CFD (Computational Fluid Dynamics) และแพลตฟอร์ม AirShaper เพื่อปรับแต่งรูปทรงให้ลู่ลมที่สุด ก่อนจะขัดและขัดเงาเพื่อให้ได้ผิวที่สมบูรณ์แบบ

    มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ = ความเร็วระดับจรวด
    ทีมงานทดสอบมอเตอร์หลายรุ่น เช่น AOS Supernova และ AMX 2826 ก่อนเลือก T‑Motor 3120 เพราะให้ความเสถียรด้านอุณหภูมิและไม่เกิดการสึกหรอระหว่างทดสอบ พวกเขายังเพิ่มค่า KV จาก 800 เป็น 900 เพื่อให้รอบสูงขึ้นและทำความเร็วปลายได้มากกว่าเดิม ใบพัดถูกตัดจากขนาด 7×5 นิ้วเหลือประมาณ 6 นิ้วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงมากๆ

    มากกว่าสถิติ — เป็นสัญลักษณ์ของยุค DIY ที่พัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดด
    Peregreen V4 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับอากาศยานที่เคยต้องใช้ห้องแลปเฉพาะทาง ตอนนี้สามารถทำได้ด้วย 3D printer บนโต๊ะทำงาน + ซอฟต์แวร์จำลอง + ความพยายามไม่ย่อท้อ โลกของ DIY drone กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเร็วระดับ 600–700 km/h อาจกลายเป็นมาตรฐาน และ Luke เองก็ทิ้งท้ายว่า “สถิตินี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน” เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทำลายมันในเร็วๆ นี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถิติใหม่ระดับโลก
    ความเร็วสูงสุด 659 km/h และเฉลี่ยสองรัน 657 km/h
    เร็วกว่าเจ้าของสถิติก่อนหน้า 14 km/h

    เทคโนโลยีและการออกแบบ
    โครงสร้าง 3D‑printed เต็มรูปแบบด้วย Bambu Lab H2D
    ใช้ CFD และ AirShaper ปรับอากาศพลศาสตร์
    มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    ความเร็วระดับนี้ต้องการพื้นที่ทดสอบปลอดภัยสูง
    ความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้
    ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์

    สิ่งที่ต้องจับตา
    ใครจะเป็นผู้ท้าชิงสถิติรายต่อไป
    การพัฒนาใบพัดและมอเตอร์รุ่นใหม่สำหรับความเร็วเกิน 700 km/h
    บทบาทของ 3D printing ในวงการอากาศยานขนาดเล็ก

    https://www.tomshardware.com/3d-printing/fully-3d-printed-drone-capable-of-flying-at-408-mph-is-the-fastest-in-the-world-father-son-duo-reclaim-guinness-world-record-title-with-diy-quadcopter
    🚀 โดรน 3D‑Printed ที่เร็วที่สุดในโลก! พุ่งทะลุ 408 mph ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง โดรน Peregreen V4 ที่สร้างโดยวิศวกรและยูทูบเบอร์ Luke Maximo Bell ร่วมกับคุณพ่อ ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records ว่าเป็น โดรนที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วเฉลี่ยสองรันที่ 657 km/h และความเร็วสูงสุดพร้อมแรงลมส่งที่ 408 mph (659 km/h) ความสำเร็จนี้ทำให้ทั้งคู่กลับมาครองตำแหน่งอีกครั้ง หลังจากถูกทำลายสถิติโดยวิศวกรออสเตรเลีย Ben Biggs ในปีที่ผ่านมา 🧩 โครงสร้าง 3D‑Printed เต็มรูปแบบ + การออกแบบอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง ตัวโดรนถูกพิมพ์ด้วย Bambu Lab H2D โดยใช้วัสดุหลายชนิด เช่น PETG, PA6‑CF และ TPU เพื่อให้ได้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และทนความร้อนตามต้องการ โครงสร้างถูกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพื่อให้ผิวเรียบและลดแรงต้านอากาศอย่างมาก ทีมงานใช้ CFD (Computational Fluid Dynamics) และแพลตฟอร์ม AirShaper เพื่อปรับแต่งรูปทรงให้ลู่ลมที่สุด ก่อนจะขัดและขัดเงาเพื่อให้ได้ผิวที่สมบูรณ์แบบ ⚡ มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ = ความเร็วระดับจรวด ทีมงานทดสอบมอเตอร์หลายรุ่น เช่น AOS Supernova และ AMX 2826 ก่อนเลือก T‑Motor 3120 เพราะให้ความเสถียรด้านอุณหภูมิและไม่เกิดการสึกหรอระหว่างทดสอบ พวกเขายังเพิ่มค่า KV จาก 800 เป็น 900 เพื่อให้รอบสูงขึ้นและทำความเร็วปลายได้มากกว่าเดิม ใบพัดถูกตัดจากขนาด 7×5 นิ้วเหลือประมาณ 6 นิ้วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ความเร็วสูงมากๆ 🏁 มากกว่าสถิติ — เป็นสัญลักษณ์ของยุค DIY ที่พัฒนาเร็วแบบก้าวกระโดด Peregreen V4 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับอากาศยานที่เคยต้องใช้ห้องแลปเฉพาะทาง ตอนนี้สามารถทำได้ด้วย 3D printer บนโต๊ะทำงาน + ซอฟต์แวร์จำลอง + ความพยายามไม่ย่อท้อ โลกของ DIY drone กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเร็วระดับ 600–700 km/h อาจกลายเป็นมาตรฐาน และ Luke เองก็ทิ้งท้ายว่า “สถิตินี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน” เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทำลายมันในเร็วๆ นี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถิติใหม่ระดับโลก ➡️ ความเร็วสูงสุด 659 km/h และเฉลี่ยสองรัน 657 km/h ➡️ เร็วกว่าเจ้าของสถิติก่อนหน้า 14 km/h ✅ เทคโนโลยีและการออกแบบ ➡️ โครงสร้าง 3D‑printed เต็มรูปแบบด้วย Bambu Lab H2D ➡️ ใช้ CFD และ AirShaper ปรับอากาศพลศาสตร์ ➡️ มอเตอร์ T‑Motor 3120 + ใบพัดปรับแต่งพิเศษ ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ ความเร็วระดับนี้ต้องการพื้นที่ทดสอบปลอดภัยสูง ⛔ ความร้อนและแรงสั่นสะเทือนอาจทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้ ⛔ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านอากาศพลศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์ ‼️ สิ่งที่ต้องจับตา ⛔ ใครจะเป็นผู้ท้าชิงสถิติรายต่อไป ⛔ การพัฒนาใบพัดและมอเตอร์รุ่นใหม่สำหรับความเร็วเกิน 700 km/h ⛔ บทบาทของ 3D printing ในวงการอากาศยานขนาดเล็ก https://www.tomshardware.com/3d-printing/fully-3d-printed-drone-capable-of-flying-at-408-mph-is-the-fastest-in-the-world-father-son-duo-reclaim-guinness-world-record-title-with-diy-quadcopter
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Fully 3D-printed drone capable of flying at 408 mph is the fastest in the world
    The Peregreen V4 reclaimed the world’s fastest drone title after pushing past a rival’s 626 kmph record.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial

    Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

    Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น

    แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี

    Micron ชี้แจงการปิด Crucial
    ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI
    ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus

    สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก
    ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ
    ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง
    ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง
    การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา

    แนวโน้มในอนาคต
    โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028
    ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม
    ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน

    https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    🏭 Micron ออกโรงชี้แจง หลังถูกโจมตีหนักเรื่องยุติแบรนด์ Crucial Micron ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังประกาศยุติแบรนด์ Crucial ซึ่งเป็นแบรนด์ SSD และ RAM สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยยืนยันว่าไม่ได้ “ทอดทิ้งผู้บริโภค” แต่ต้องปรับทรัพยากรไปสู่ตลาดที่เติบโตเร็วกว่าอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทระบุว่าตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงสำคัญ แต่ความต้องการ DRAM จากภาค AI สูงจนไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ Micron เปิดเผยว่าบริษัทไม่สามารถผลิต DRAM ได้ทันความต้องการในปัจจุบัน โดยผลิตได้เพียง 50–66% ของดีมานด์ทั่วโลก ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำพุ่งสูง และผู้ผลิตหลายรายชะลอการเปิดตัวโมดูลใหม่เพราะต้นทุนสูงเกินควบคุม สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปและสาย DIY ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ Micron จะเริ่มสร้างโรงงานใหม่หลายแห่ง เช่น “megafab” มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในนิวยอร์ก และโรงงาน ID1 ในไอดาโฮ แต่บริษัทเตือนว่า “ผลผลิตจริงที่ช่วยบรรเทาปัญหา” จะเกิดขึ้นไม่ก่อนปี 2028 นั่นหมายความว่าตลาด DRAM จะยังตึงตัวอีกหลายปี และราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปอาจยังไม่ลดลงในระยะสั้น แม้โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในปี 2027 แต่ Micron ระบุว่าผลผลิตช่วงแรกจะถูกใช้เพื่อชดเชยความขาดแคลนที่สะสมอยู่ก่อน ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรอหลายเดือนหลังปี 2028 กว่าราคาจะเริ่มปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ทำให้ปี 2026–2027 อาจเป็นช่วงที่ RAM และ SSD มีราคาสูงที่สุดในรอบหลายปี ✅ Micron ชี้แจงการปิด Crucial ➡️ ไม่ได้ทิ้งผู้ใช้ทั่วไป แต่ต้องโฟกัสตลาด AI ➡️ ยังผลิตหน่วยความจำให้ OEM รายใหญ่ เช่น Dell, Asus ✅ สถานการณ์ DRAM ทั่วโลก ➡️ ผลิตได้เพียง 50–66% ของความต้องการ ➡️ ราคาพุ่งสูง ผู้ผลิตบางรายชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ผู้ใช้ทั่วไปและสายประกอบคอมจะเจอราคาสูงต่อเนื่อง ⛔ ตลาด DIY อาจซบเซาเพราะต้นทุนสูง ⛔ การขาดแคลนอาจกระทบอุตสาหกรรมอื่น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์พกพา ‼️ แนวโน้มในอนาคต ⛔ โรงงานใหม่จะเริ่มผลิตจริงปี 2027 แต่มีผลต่อราคาจริงปี 2028 ⛔ ความต้องการจาก AI อาจทำให้ตลาดยังตึงตัวแม้มีโรงงานเพิ่ม ⛔ ราคาหน่วยความจำอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมในเร็ววัน https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/micron-addresses-crucial-exit-backlash-we-are-trying-to-help-consumers-around-the-world-company-warns-that-dram-drought-could-last-until-at-least-2028
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์

    บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์

    เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป

    ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก
    แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์
    การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น
    เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่

    ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ
    ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้
    ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว
    อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    💘 Can You Optimise Love? – เมื่อเทคโนโลยีเริ่มเข้าไปแตะความสัมพันธ์มนุษย์ บทความจาก The Star ในหมวดเทคโนโลยีมักพูดถึงการผสานระหว่างชีวิตประจำวันกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้นหัวข้อ “Can you optimise love?” น่าจะสำรวจแนวคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ อัลกอริทึม และแอปต่าง ๆ สามารถ “เพิ่มประสิทธิภาพ” ความรักหรือความสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ถูกเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้เพื่อจับคู่หรือแนะนำวิธีรักษาความสัมพันธ์ เนื้อหากล่าวถึงการเติบโตของแอปเดตติ้งที่ใช้ AI วิเคราะห์ความเข้ากันได้ของคู่รัก รวมถึงระบบที่ช่วยประเมินอารมณ์ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เพื่อให้คำแนะนำว่าควรปรับตัวอย่างไร ความรักจึงถูกมองผ่านมุมมอง “ข้อมูล” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม บทความประเภทนี้ก็มักตั้งคำถามเชิงจริยธรรม เช่น ความรักควรถูกวัดเป็นตัวเลขหรือไม่ การใช้ AI เพื่อประเมินคู่รักอาจทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น “โปรเจกต์ที่ต้อง optimize” มากกว่าการเติบโตตามธรรมชาติ และอาจสร้างแรงกดดันให้ผู้คนต้องทำตามคำแนะนำของระบบมากเกินไป ท้ายที่สุด เทคโนโลยีช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคู่รักได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแทนที่ความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ได้ทั้งหมด ความรักยังคงต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดจำลองได้สมบูรณ์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ บทความสำรวจบทบาทของเทคโนโลยีในความรัก ➡️ แอปเดตติ้งและ AI ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่หรือให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์ ➡️ การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้คู่รักเข้าใจกันมากขึ้น ➡️ เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็น “ที่ปรึกษา” ในชีวิตคู่ ‼️ ข้อกังวลด้านจริยธรรมและผลกระทบ ⛔ ความรักอาจถูกลดทอนเป็นตัวเลขหรือคะแนนความเข้ากันได้ ⛔ ผู้ใช้เสี่ยงพึ่งพา AI มากเกินไปในการตัดสินใจส่วนตัว ⛔ อัลกอริทึมอาจสร้างอคติหรือคำแนะนำที่ไม่เหมาะกับทุกคน https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/13/can-you-optimise-love
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Can you optimise love?
    A group of tech executives, app developers and Silicon Valley philosophers is seeking to streamline the messy matters of the heart.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 6 มุมมอง 0 รีวิว
  • เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย

    เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว

    พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม

    แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา
    ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด
    พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว

    สาระสำคัญในแถลงการณ์
    พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง
    ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
    ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ

    ความเสี่ยงและผลกระทบ
    ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด
    ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026

    ประเด็นที่ต้องจับตา
    ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้
    ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน
    ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ

    https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    📰 เฟดเดือด! โพเวลล์แถลงตอบหมายศาล DOJ ชี้เป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อการกำหนดดอกเบี้ย เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกแถลงการณ์พิเศษหลังถูกกระทรวงยุติธรรม (DOJ) ส่งหมายศาลจากคณะลูกขุนใหญ่ พร้อมขู่ดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด ซึ่งพาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดได้รายงานต่อสภาคองเกรสอย่างโปร่งใสแล้ว พาวเวลล์ระบุชัดว่า การขู่ฟ้องครั้งนี้ “ไม่ใช่เรื่องคำให้การหรือโครงการปรับปรุงอาคาร” แต่เป็นผลจากการที่เฟด “กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตามความต้องการของประธานาธิบดี” เขามองว่านี่คือความพยายามกดดันเฟดให้ปรับนโยบายการเงินตามแรงทางการเมือง ซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เขาย้ำว่าในตลอดการทำงานภายใต้ 4 รัฐบาล ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เขาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เอนเอียงทางการเมือง และจะยังคงทำงานด้วย “ความซื่อสัตย์และเพื่อประโยชน์ของประชาชนอเมริกัน” แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายบริหารก็ตาม แถลงการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสะท้อนความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารกับธนาคารกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดและทิศทางนโยบายการเงินในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ➡️ DOJ ส่งหมายศาลขู่ฟ้องพาวเวลล์เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภา ➡️ ประเด็นที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด ➡️ พาวเวลล์ยืนยันว่าเฟดรายงานต่อสภาคองเกรสครบถ้วนแล้ว ✅ สาระสำคัญในแถลงการณ์ ➡️ พาวเวลล์ชี้ว่าการขู่ฟ้องเป็นความพยายามกดดันเฟดให้ปรับดอกเบี้ยตามการเมือง ➡️ ย้ำความสำคัญของความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ➡️ ระบุว่าจะทำงานต่อไปด้วยความซื่อสัตย์และยึดประโยชน์สาธารณะ ‼️ ความเสี่ยงและผลกระทบ ⛔ ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับเฟดอาจกระทบเสถียรภาพตลาด ⛔ ความพยายามแทรกแซงนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ⛔ การดำเนินคดีอาจสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2026 ‼️ ประเด็นที่ต้องจับตา ⛔ ท่าทีของรัฐบาลต่อเฟดหลังแถลงการณ์นี้ ⛔ ปฏิกิริยาของตลาดการเงินและนักลงทุน ⛔ ความคืบหน้าของกระบวนการทางกฎหมายจาก DOJ https://www.federalreserve.gov/newsevents/speech/powell20260111a.htm
    WWW.FEDERALRESERVE.GOV
    Statement from Federal Reserve Chair Jerome H. Powell
    Good evening. On Friday, the Department of Justice served the Federal Reserve with grand jury subpoenas, threatening a criminal indictment related to my testi
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 9 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง

    Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้

    สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล

    อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI

    Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Cowork คืออะไร และทำอะไรได้
    AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่
    ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
    ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด

    จุดเด่นของ Cowork
    ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต
    ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น
    สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome

    ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย
    AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน
    มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก
    ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง

    สถานะการพัฒนา
    ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก
    ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows

    https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    📰 Cowork: ก้าวใหม่ของ AI ที่ทำงานแทนเราได้จริง Cowork ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Claude สามารถทำงานในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถอนุญาตให้ AI เข้าถึงโฟลเดอร์เฉพาะบนเครื่อง เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ได้โดยตรง ความสามารถนี้ทำให้ Cowork ไม่ได้เป็นเพียงแชตบอต แต่เป็น “ผู้ช่วยทำงาน” ที่สามารถจัดระเบียบไฟล์ สร้างเอกสาร หรือรวบรวมข้อมูลจากไฟล์กระจัดกระจายให้เป็นงานที่สมบูรณ์ได้ สิ่งที่โดดเด่นคือ Cowork ทำงานแบบมีแผนและรายงานความคืบหน้าเหมือนเพื่อนร่วมทีมจริงๆ ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่งซ้ำๆ และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ผู้ใช้เพียงตั้งงานไว้ แล้วปล่อยให้ Claude ทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มเห็นมากขึ้นในวงการ AI ว่า “AI Agents” จะเป็นอนาคตของการทำงานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ความสามารถระดับนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น การลบไฟล์ผิด หรือการถูกโจมตีด้วย prompt injection จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ AI อาจไปพบเจอ แม้ผู้พัฒนาจะมีระบบป้องกัน แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังในการให้สิทธิ์และคำสั่งแก่ AI Cowork ยังอยู่ในช่วง Research Preview และเปิดให้ผู้ใช้ Claude Max บน macOS ทดลองใช้งานก่อน เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานจริงและปรับปรุงให้ปลอดภัยขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมขยายไปยัง Windows และรองรับการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ในเวอร์ชันถัดไป 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Cowork คืออะไร และทำอะไรได้ ➡️ AI สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้อนุญาต เพื่ออ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ใหม่ ➡️ ทำงานแบบมีแผน รายงานความคืบหน้า และทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ➡️ ใช้ได้กับงานทั่วไป เช่น จัดไฟล์ สร้างเอกสาร สรุปข้อมูลจากไฟล์หลายชนิด ✅ จุดเด่นของ Cowork ➡️ ทำงานเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่าแชตบอต ➡️ ใช้ connectors และ skills เพื่อทำงานซับซ้อนได้มากขึ้น ➡️ สามารถทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์เมื่อเชื่อมกับ Chrome ‼️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ⛔ AI อาจทำการลบไฟล์หรือแก้ไขข้อมูลผิดพลาดหากคำสั่งไม่ชัดเจน ⛔ มีความเสี่ยงจาก prompt injection เมื่อ AI อ่านข้อมูลจากภายนอก ⛔ ผู้ใช้ต้องกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงโฟลเดอร์อย่างระมัดระวัง ‼️ สถานะการพัฒนา ⛔ ยังเป็น Research Preview และอาจมีข้อจำกัดหรือบั๊ก ⛔ ยังรองรับเฉพาะ macOS และต้องรอการขยายไป Windows https://claude.com/blog/cowork-research-preview
    CLAUDE.COM
    Introducing Cowork | Claude
    Claude Code's agentic capabilities, now for everyone. Give Claude access to your files and let it organize, create, and edit documents while you focus on what matters.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter

    Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง

    นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน

    การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น

    โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling
    ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter
    แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI

    ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม
    โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น
    การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น

    เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น
    ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland
    รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน

    ข้อควรระวัง
    อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร
    ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร

    การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
    โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า

    ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้
    ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต

    https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    🌐 Firefox 147 ออกแล้ว! เร็วขึ้น คมขึ้น โดยเฉพาะบน GNOME/Mutter Firefox 147 เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดย Mozilla ปล่อยไฟล์ล่วงหน้าก่อนเปิดตัวจริงหนึ่งวัน จุดเด่นสำคัญของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงการเรนเดอร์ภาพให้ คมชัดขึ้นบนหน้าจอที่ใช้ fractional scaling โดยเฉพาะบนเดสก์ท็อป GNOME/Mutter ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ Linux บ่นกันมานานว่าภาพเบลอหรือไม่คมเมื่อใช้สเกล 125% หรือ 150% การอัปเดตครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้จอความละเอียดสูง นอกจากการเรนเดอร์ที่ดีขึ้น Firefox 147 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม ทำให้การโหลดหน้าเว็บและการแสดงผลกราฟิกลื่นไหลกว่าเดิม แม้เนื้อหาในหน้าที่คุณเปิดจะยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ทิศทางของ Mozilla ชัดเจนว่ามุ่งเน้นการทำให้ Firefox เป็นเบราว์เซอร์ที่เหมาะกับ Linux Desktop มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้ Wayland และ GNOME ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักในปัจจุบัน การปล่อยเวอร์ชันนี้ยังเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนากำลังเร่งปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่มีการ scaling ซับซ้อน เช่น จอ 4K หรือจอหลายตัวที่ใช้สเกลต่างกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เบราว์เซอร์หลายตัวต้องเผชิญ Firefox 147 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ผู้ใช้ Linux ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ macOS และ Windows มากขึ้น โดยรวมแล้ว Firefox 147 เป็นการอัปเดตที่เน้นคุณภาพการแสดงผลและความเสถียร มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่ก็เป็นการปรับปรุงที่ผู้ใช้จำนวนมากรอคอย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ GNOME บนจอ HiDPI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปรับปรุงการเรนเดอร์บน fractional scaling ➡️ ภาพคมชัดขึ้นบน GNOME/Mutter ➡️ แก้ปัญหาภาพเบลอที่พบมานานบนจอ HiDPI ✅ ประสิทธิภาพดีขึ้นโดยรวม ➡️ โหลดหน้าเว็บลื่นขึ้น ➡️ การแสดงผลกราฟิกเสถียรขึ้น ✅ เหมาะกับผู้ใช้ Linux Desktop มากขึ้น ➡️ ปรับปรุงประสบการณ์บน Wayland ➡️ รองรับการใช้งานหลายจอที่มี scaling ต่างกัน ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ อาจยังมีบั๊กบนบางดิสโทร ⛔ ต้องรอแพ็กเกจอัปเดตจาก repo ของแต่ละดิสโทร ‼️ การเรนเดอร์ใหม่อาจใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ⛔ โดยเฉพาะบนเครื่องเก่าหรือ GPU รุ่นเก่า ‼️ ผู้ใช้ปลั๊กอินบางตัวอาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ ควรตรวจสอบปลั๊กอินที่ใช้งานบ่อยหลังอัปเดต https://9to5linux.com/firefox-147-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    9TO5LINUX.COM
    Firefox 147 Is Now Available for Download, Here's What's New - 9to5Linux
    Firefox 147 open-source web browser is now available for download with support for Freedesktop.org's XDG Base Directory Specification.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย

    การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ

    เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ

    ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด

    แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ
    ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation
    เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ

    เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store
    มี IntelliSense, binding debugger และ live editing
    เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI

    เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา
    UI ใหม่ด้วย Fluent UI
    เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners

    แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026
    ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน
    ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ

    ข้อควรระวัง
    ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร
    อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่

    ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้
    เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub

    การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว
    ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน

    https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    🪟 Microsoft เปิดซอร์ส XAML Studio – เครื่องมือออกแบบ UI สำหรับ Windows ที่นักพัฒนารอคอย การตัดสินใจของ Microsoft ในการเปิดซอร์ส XAML Studio หลังจากผ่านไปกว่า 8 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับนักพัฒนา Windows แอปยุคใหม่ เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้สร้าง UI ด้วย XAML ได้อย่างรวดเร็วแบบ live preview โดยไม่ต้องคอยคอมไพล์ซ้ำ ทำให้การทดลองดีไซน์และปรับแต่งอินเทอร์เฟซเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เหมือนกับ Qt Design Studio แต่ถูกสร้างมาเพื่อ WinUI โดยเฉพาะ เวอร์ชันปัจจุบัน XAML Studio 1.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดบน Microsoft Store มาพร้อมฟีเจอร์อย่าง IntelliSense, binding debugger, data context editor, auto‑save และ alignment guides ซึ่งช่วยให้การออกแบบ UI มีความแม่นยำและสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ได้เปิดโค้ดขึ้น GitHub ภายใต้ MIT License และนำโปรเจกต์เข้าสู่ .NET Foundation เพื่อให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ ที่น่าตื่นเต้นคือ XAML Studio 2.0 กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และสามารถ build จาก source ได้แล้วในตอนนี้ รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ด้วย Fluent UI ทำให้หน้าตาทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มแผง Properties Panel ที่รวม visual tree, state management และ property editing ไว้ในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง Adorners สำหรับช่วยจัดวางองค์ประกอบ UI อย่างละเอียด แม้หลายฟีเจอร์ใน 2.0 ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ทีมพัฒนาตั้งเป้าจะปล่อยเวอร์ชันเสถียรบน Microsoft Store ภายในปี 2026 การเปิดซอร์สครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปล่อยโค้ด แต่เป็นการเปิดประตูให้ชุมชนเข้ามาช่วยผลักดันเครื่องมือออกแบบ UI ของ Windows ให้ก้าวทันยุคมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ XAML Studio ถูกเปิดซอร์สอย่างเป็นทางการ ➡️ ใช้ MIT License และเข้าร่วม .NET Foundation ➡️ เปิดให้ชุมชนช่วยพัฒนาต่อได้เต็มรูปแบบ ✅ เวอร์ชัน 1.1 พร้อมใช้งานบน Microsoft Store ➡️ มี IntelliSense, binding debugger และ live editing ➡️ เหมาะสำหรับ rapid prototyping ของ WinUI ✅ เวอร์ชัน 2.0 อยู่ระหว่างพัฒนา ➡️ UI ใหม่ด้วย Fluent UI ➡️ เพิ่ม Properties Panel และฟีเจอร์ Adorners ✅ แผนปล่อยเวอร์ชันเสถียรในปี 2026 ➡️ ยังมีฟีเจอร์ทดลองหลายส่วน ➡️ ตั้งเป้าปรับปรุงให้รองรับ WinUI 3 เต็มรูปแบบ ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ ฟีเจอร์ใน 2.0 ยังไม่เสถียร ⛔ อาจเจอบั๊กหรือพฤติกรรมไม่คงที่ ‼️ ต้อง build จาก source หากต้องการลอง 2.0 ตอนนี้ ⛔ เหมาะกับนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ .NET และ GitHub ‼️ การเปลี่ยน UI ครั้งใหญ่ต้องปรับตัว ⛔ ผู้ใช้เดิมอาจต้องเรียนรู้ workflow ใหม่บางส่วน https://itsfoss.com/news/microsoft-open-sources-xaml-studio/
    ITSFOSS.COM
    Microsoft Open-Sources XAML Studio
    After 8 years, Microsoft's tool for designing Windows apps is now open source.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 10 มุมมอง 0 รีวิว
  • auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux

    เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น

    การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน

    เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน

    การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง
    เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI
    ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost

    การจัดการแบตดีขึ้น
    เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง
    ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว

    แก้บั๊กหลายรายการ
    อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น
    แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS

    ติดตั้งได้หลายวิธี
    build จาก source
    ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu

    ข้อควรระวัง
    การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก
    เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป

    การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม
    ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต

    การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ
    หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ

    https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ⚡ auto-cpufreq 3.0 เปิดตัว! ควบคุม Turbo Boost ได้เอง พร้อมจัดการแบตดีขึ้นบน Linux เวอร์ชันใหม่ของ auto-cpufreq 3.0 ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ Linux บนโน้ตบุ๊ก เพราะมาพร้อมความสามารถที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานและประสิทธิภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง การควบคุม CPU Turbo Boost แบบแมนนวล ที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะให้ Turbo ทำงานแบบ Auto, Never หรือ Always ซึ่งช่วยให้ปรับสมดุลระหว่างความแรงและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ตรงความต้องการมากขึ้น การจัดการแบตเตอรี่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่า auto-cpufreq ควรอ่านค่าจากแบตลูกไหนในกรณีที่เครื่องมีหลายอุปกรณ์จ่ายไฟ หรือระบบตรวจจับผิดพลาด นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ใหม่สำหรับผู้ใช้ ASUS คือ ตั้งค่า Battery Charge Threshold เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การชาร์จสูงสุด ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอยมานาน เวอร์ชันนี้ยังแก้บั๊กสำคัญหลายจุด เช่น การอ่านค่า CPU frequency ที่เคยผิดพลาดในโหมด --monitor รวมถึงแก้ปัญหาการติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ที่เคยเจอ error อย่าง awk: command not found หรือปัญหา PyGObject ทำให้การติดตั้งและใช้งานราบรื่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถติดตั้งจาก source ได้ง่าย หรือจะใช้ Snap บน Ubuntu ก็สะดวกไม่แพ้กัน การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชน Linux กำลังให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้โน้ตบุ๊กต้องการทั้งประสิทธิภาพและความทนทานของแบตเตอรี่ auto-cpufreq 3.0 จึงเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ Linux บนโน้ตบุ๊กใช้งานได้ใกล้เคียงกับระบบอื่น ๆ ที่มีเครื่องมือจัดการพลังงานที่ครบเครื่องกว่าในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่: ควบคุม Turbo Boost ได้เอง ➡️ เลือก Auto / Never / Always ได้ทั้ง CLI และ GUI ➡️ ตัวเลือกจะแสดงเฉพาะ CPU ที่รองรับ Turbo Boost ✅ การจัดการแบตดีขึ้น ➡️ เลือกแบตที่ต้องการให้ระบบตรวจสอบได้เอง ➡️ ASUS รองรับ Battery Charge Threshold แล้ว ✅ แก้บั๊กหลายรายการ ➡️ อ่านค่า CPU frequency ถูกต้องขึ้น ➡️ แก้ปัญหาติดตั้งบน NixOS และ Pop!_OS ✅ ติดตั้งได้หลายวิธี ➡️ build จาก source ➡️ ติดตั้งผ่าน Snap บน Ubuntu ⚠️ ข้อควรระวัง ‼️ การตั้ง Turbo Boost แบบ Always อาจกินแบตมาก ⛔ เหมาะกับงานหนัก ไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ‼️ การตั้ง Battery Threshold ผิดอาจทำให้ชาร์จไม่เต็ม ⛔ ควรตั้งค่าตามคำแนะนำของผู้ผลิต ‼️ การ build จาก source ต้องตรวจสอบ dependency ให้ครบ ⛔ หากขาดแพ็กเกจอาจทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ https://itsfoss.com/news/auto-cpufreq-3-0/
    ITSFOSS.COM
    auto-cpufreq 3.0 Arrives for Linux with Better Battery Handling and CPU Turbo Control
    New release gives Linux laptop users more control over CPU performance while fixing battery detection issues.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux

    โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่

    ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า

    แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก
    ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund
    ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง

    อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต
    มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง
    แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu

    ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก
    Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft
    ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า

    เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux
    เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety
    สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว

    ประเด็นที่ควรระวัง
    การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem
    เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว

    ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก
    อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100%

    การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน
    บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache

    https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    🧰 Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM เวอร์ชัน Rust – การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Arch Linux โปรเจกต์ใหม่ที่ชื่อว่า ALPM (Arch Linux Package Management) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในชุมชน Arch Linux เพราะมันถูกพัฒนาด้วยภาษา Rust ทั้งหมด และมีความสามารถที่ดูเหมือนจะเข้ามาแทนที่ Pacman ในอนาคต แม้ทีมพัฒนายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา—ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Sovereign Tech Fund—ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า Pacman อาจ “เก่าเกินไป” แล้วหรือไม่ ALPM ไม่ได้เป็นเพียงตัวจัดการแพ็กเกจใหม่ แต่เป็นชุดของ ไลบรารี + เครื่องมือ ที่ออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนของระบบจัดการแพ็กเกจของ Arch Linux ตั้งแต่สเปกของฟอร์แมตแพ็กเกจ ไปจนถึงระบบตรวจสอบลายเซ็นและความถูกต้องของไฟล์จัดจำหน่าย จุดที่น่าสนใจคือ ALPM ใช้ dual-license (MIT + Apache 2.0) ซึ่งต่างจาก Pacman ที่ใช้ GPL ทำให้ ALPM สามารถถูกนำไปใช้ในซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่า แม้จะยังไม่มีการประกาศว่าจะ “แทนที่ Pacman” แต่ความเข้ากันได้ย้อนหลัง (backward compatibility) ทำให้หลายคนคาดว่า Arch อาจใช้แนวทางเดียวกับ Ubuntu ที่เปลี่ยนไปใช้ sudo-rs โดยที่ผู้ใช้ยังคงพิมพ์คำสั่งเดิม แต่เบื้องหลังทำงานด้วยระบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและทันสมัยกว่า หาก ALPM ถูกนำมาใช้จริง ผู้ใช้ Arch อาจไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ แต่ได้ประโยชน์จากระบบที่เสถียรและปลอดภัยขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนภาพใหญ่ของโลก Linux ที่กำลังหันมาใช้ Rust เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของระบบพื้นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ systemd, sudo-rs, ไปจนถึงส่วนประกอบของ kernel เอง การที่ Pacman อาจถูกแทนที่ด้วย ALPM จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นสัญญาณของยุคใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและความทันสมัยของโค้ดเป็นหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ALPM ถูกพัฒนาด้วย Rust และมีความก้าวหน้ามาก ➡️ ได้รับทุนสนับสนุน 15 เดือนจาก Sovereign Tech Fund ➡️ ครอบคลุมตั้งแต่สเปกแพ็กเกจจนถึงระบบตรวจสอบความถูกต้อง ✅ อาจเป็นตัวแทน Pacman ในอนาคต ➡️ มีความเข้ากันได้ย้อนหลัง ➡️ แนวโน้มคล้ายการเปลี่ยนไปใช้ sudo-rs บน Ubuntu ✅ ความแตกต่างด้านลิขสิทธิ์สำคัญมาก ➡️ Pacman ใช้ GPL แบบ copyleft ➡️ ALPM ใช้ MIT + Apache 2.0 ที่ยืดหยุ่นกว่า ✅ เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Rustization ในโลก Linux ➡️ เพิ่มความปลอดภัย ลดช่องโหว่จาก memory safety ➡️ สอดคล้องกับทิศทางของโปรเจกต์ใหญ่หลายตัว ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การเปลี่ยนระบบจัดการแพ็กเกจอาจมีผลกระทบต่อ ecosystem ⛔ เครื่องมือเสริมที่พึ่งพา Pacman อาจต้องปรับตัว ‼️ ความเข้ากันได้อาจไม่สมบูรณ์ในช่วงแรก ⛔ อาจเกิดบั๊กหรือพฤติกรรมไม่ตรงกับ Pacman 100% ‼️ การเปลี่ยนลิขสิทธิ์อาจสร้างความกังวลในชุมชน ⛔ บางคนอาจไม่ชอบการย้ายจาก GPL ไปเป็น MIT/Apache https://itsfoss.com/news/pacman-rust-treatment/
    ITSFOSS.COM
    BTW, Arch Users! Pacman Might Be Getting a Rust Replacement
    The Rust-based ALPM project is looking suspiciously like Pacman's replacement.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • ลายใบตอง ตอนที่ 3

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง”
    ตอน 3
    ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก…
    แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี
    เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี
    พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012
    กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์
    …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน…
    จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !)
    แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน
    คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม….
    คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์
    แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ
    หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา
    เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง
    พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์
    พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว
    วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน…..
    สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง
    แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ….
    เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม….
    เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า
    เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน
    ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน ….
    ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    17 ม.ค. 2559
    ลายใบตอง ตอนที่ 3 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ลายใบตอง” ตอน 3 ในวันที่มูบารัค กลายเป็นอดีต คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง จัดงานฉลองกันที่ห้องทำงานพวกเขา ไมเคิล แมคฟอล Michael McFaul ที่ปรึกษารุ่นใหญ่ ของพณ. ใบตองแห้ง ทางกิจกรรมรัสเซีย บังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเล่าภายหลังว่า…. แน่นอน พวกเราฉลองนาทีประวัติศาสตร์กัน ด้วยการดื่มเบียร์ ดื่มว้อดก้า เรามีความสุขกันมาก ไม่ต้องสงสัย แต่ลึกๆ แล้วนะ ผมว่า มันมีอะไรทะแม่งแยะ และมันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราน่าจะฉลองเอาเลยด้วยซ้ำ พอคิดอย่างนั้น ตอนนั้นผมเครียดแทบอ้วก… แมคฟอล ก็สมควรจะเครียดแทบอ้วกหรอก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์ สังคมและธุรกิจของอียิปต์ก็ล่มสลาย อียิปต์ กลายเป็นนรกแตกอยู่นานกว่าปี เดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 อียิปต์ จัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามคำแนะนำของอเมริกา และอียิปต์ ก็ได้ มอร์ซิ หัวหน้ากลุ่ม Muslim Brotherhood มาเป็นประธานาธิบดี พณ. ใบตองแห้ง ให้การรับรองมอร์ซิ เพราะมาจากการเลือกตั้ง (ตามที่อเมริกาแนะนำ) และมอร์ซิ ก็เริ่มการบริหารประเทศแบบรวบอำนาจตั้งแต่เดือนแรก เขาทำตัวเป็นทั้งผู้บริหาร และศาลเสียเองเอง ชาวอียิปต์ที่ตอนแรกตบมือให้กับ พณ. ใบตองแห้ง ที่ไล่มูบารัคออกไป เริ่มส่งเสียงโวยใส่ พณ.ใบตองแห้งที่สนับสนุน มอร์ซิ ….มันดีกว่ากันตรงไหนวะ …. ก็เขามาจากการเลือกตั้งไง….. คุณนายคลินตัน ได้รับรู้ความรู้สึกของชาวอียิปต์ด้วยตนเอง จากลูกมะเขือเทศ ที่ชาวอียิปต์ระดมปาใส่ขบวนรถคุณนาย อย่างไม่ยั้งมือ เมื่อคุณนายแวะไปไคโร ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ.2012 กลางปี ค.ศ.2013 ชาวอียิปต์ กลับมาชุมนุมกันใหม่ คราวนี้เพื่อขับไล่มอร์ซิ ชุมนุมไปไม่นาน ก็มีการเปิดตัวนายพล เอล ซิซิ ซึ่งออกมาประกาศว่า เขาพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการ เขาออกโทรทัศน์ในชุดทหาร ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก เรียกว่ามาในชุดใหญ่เต็มยศ บอกว่า เขาจะสร้างขบวนการปรองดองแห่งชาติ คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้งมึนงง ปวดตับ อีกรอบ… เอาไงดีพวก เราต้องแสดงท่าทีนะ เราจะแสดงท่าไหนดีวะ พณ. ท่านให้พวกเรารีบประเมินสถานการณ์ …… ถ้ารับรอง ซิซิ ก็แปลว่า อเมริกาสนับสนุนการปฏิวัติของทหาร……แต่ถ้าไม่รับรอง และบอกว่า นี่เป็นการ “ปฏิวัติ” เราก็ต้องตัดงบช่วยเหลือทางทหารที่ให้อียิปต์ตามกฏ แต่เรายังต้องพึ่งเขาอยู่ใช่ไหม … โอ้ย… กูมึน… จอห์น แมคเคน John Mccain วุฒิสมาชิกเสียงดัง จากพรรครีพับลิกัน ที่ใครๆ แม้แต่ พณ. ใบตองแห้ง ก็ต้องฟังเขา เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ว่า….. เราก็เล่นบท….. ว่าเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยไปก่อนในตอนแรก(ซิวะ) หลังจากนั้น ความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเราก็ต้องมาก่อน (เข้าใจไหม !) แต่ พณ. ใบตองแห้ง ยังปรับบทตัวเองไม่ทัน คิดสุนทรพจน์ใหม่ยังไม่ออก ขอตีกรรเชียงไปก่อน คณะทำงานของ พณ. ใบตองแห้ง เลยต้องมาประชุมกันต่อ … พณ. ท่าน รับไม่ได้นะ กับคำว่า “ปฏิวัติ” มันขัดกับหลักการ และสุนทรพจน์ที่ท่านพูดมาตลอด …. เรามีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่นใหม…. คณะทำงานใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์ ในที่สุด วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2013 หนูเจน พาสากิ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกมาประกาศ ว่า ….เราตัดสินใจแล้วว่า เรายังไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจ..เรื่องอียิปต์ แม่เจ้าโว้ย นี่ไม่ใช่การยียวน กวนซ่นกันนะครับ แต่เป็นการแถลงข่าว ที่แสดงความเป็นอเมริกาที่สุด เป็นการแถลงข่าว ประสาไม้ตีพริก จริงๆ หลังจากนั้นไม่นาน ที่อียิปต์ ก็เกิดเหตุการณ์ 14 สิงหา เอล ซิซิ สั่งปราบผู้ชุมนุมที่ยังสนับสนุน มอร์ซิ ด้วยการยิงด้วยกระสุนจริง มีคนตายไปประมาณ พันคน ขณะเกิดเหตุ พณ. ใบตองแห้ง กำลังพักผ่อนสบายอารมณ์ อยู่ที่ไร่องุ่นของคุณป้ามาธาร์ นักขายทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง พณ. ใบตองแห้ง ต้องตัดสินใจแล้ว ไม่งั้น สุนทรพจน์ที่พล่ามมาตลอดการดำรงตำแหน่ง มันจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ พณ. ใบตองแห้ง ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าจะตัดสินใจว่า จำเป็นต้องตัดสินใจแล้ว วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ.2013 พณ. ใบตองแห้งออกมาแถลงว่า….อเมริกาตัดสินใจระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ อียิปต์ จนกว่า อียิปต์จะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน….. สื่อเขี้ยวสายการเมืองบอกว่า นี่เป็นการส่งเสียงใส่ใบตองไหว อย่างเบามากนะ มันเป็นการส่งเสียงเชิงสัญลักษณ์นี่หว่า แบบนี้ โรเนียวแจกเอาก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเชิญมานั่งฟัง แต่ที่ไคโร ไม่เป็นอย่างนั้น ชาวอียิปต์บอกว่า เรายกประเทศให้อเมริกาใช้อย่างกับเป็นส้วมมากี่สิบปีแล้ว พอถึงยามยาก มาหันหลังให้กันอย่างนี้หรือ…. เอล ซิซิ ยังออกมาสำทับกับอเมริกาว่า… คุณหันหลังให้กับชาวอียิปต์ และเขาจะไม่มีวันลืม…. เรื่องอียิปต์ ทำให้ความเห็นของอเมริกา แบ่งเป็น 2 ค่ายอีกรอบ คราวนี้ เป็นรุ่นใหญ่เบิ้ม คุณนายคลินตันออกไปฟิตตัวเตรียมเลือกตั้งอีกรอบ เลยได้ จอห์นเงี้ยว ของ อ.ทนงมาแทน จอห์นเงี้ยวเป็นเกลอกับ ชัค เฮเกล รม กลาโหม ที่ซี้ปึกกับทหารอียิปต์หลายคน จอห์นกับชัค คิดแบบอเมริกัน ว่า ทุกอย่างซื้อได้ทั้งนั้น ซื้อให้ถูกคน ถูกราคาก็แล้วกัน ซิซิ ก็คงไม่ต่างจากคนอื่นหรอกน่า เราเปลี่ยน ซิซิ ได้นะ…..จอห์นเงี้ยวบอกกับทุกคน ส่วนเจ้าชัค เฮเกล ยิ่งเง้าหนัก ส่งประวัติของจอร์จ วอชิงตัน ไปให้ซิซิอ่าน …. ให้ตายเถอะโรบิน ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นมหาอำนาจได้อย่างไร แสดงว่า เราๆ ต้องยิ่งโง่กว่ามันมากหรือไงนะ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 17 ม.ค. 2559
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 59 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer”

    Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า

    ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น

    นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง

    der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง
    ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง

    เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล
    ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal

    พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal
    ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น

    การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย
    อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล
    อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที

    การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม
    ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส

    การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก
    ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน

    การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน
    ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    ⚙️🔥 “Asus แก้ปัญหาการทา Liquid Metal บน ROG Matrix RTX 5090 — รุ่นขายจริงดู ‘มืออาชีพกว่าเดิมมาก’ ตามคำบอกของ der8auer” Asus ได้ปรับปรุงขั้นตอนการทา liquid metal บนการ์ดจอระดับเรือธงราคา 4,000 ดอลลาร์ ROG Matrix RTX 5090 หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบางล็อตถูกเรียกคืนเพื่อ “ปรับแต่งและเพิ่มคุณภาพ” ล่าสุด der8auer นักม็อดฮาร์ดแวร์ชื่อดังได้แกะการ์ดรุ่นขายจริงและพบว่า Asus เปลี่ยนรูปแบบการทา liquid metal ให้ดูเป็นงานโรงงานที่เรียบร้อยกว่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะ “วงแหวนไม่สม่ำเสมอ” แบบตัวอย่างก่อนหน้า ในรุ่นที่ถูกแก้ไข Asus เพิ่ม ลวดลาย thermal paste รอบขอบของ GPU die เพื่อป้องกันไม่ให้ liquid metal ไหลออก ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะ liquid metal สามารถทำให้วงจรลัดได้ทันทีหากรั่วไปโดนส่วนอื่น der8auer ยังพบว่าลักษณะของ liquid metal เองเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยมีส่วนผสมของ silicon oil ซึ่งอาจช่วยให้การทาในสายการผลิตทำได้ง่ายและสม่ำเสมอขึ้น นอกจากนี้ Asus ดูเหมือนจะใช้เทคนิค “พิมพ์เป็นหยด” เพื่อควบคุมปริมาณ liquid metal ให้แม่นยำกว่าเดิม ทำให้การกระจายตัวของวัสดุมีความสม่ำเสมอและปลอดภัยขึ้น แม้การ์ดจะยังคงดึงพลังงานสูงถึง เกือบ 800W ในการทดสอบ FurMark แต่ผลการระบายความร้อนดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจมาจากการจัดวางการ์ดบนแท่นทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัสดุโดยตรง der8auer ยังเผยว่า Asus ส่งอุปกรณ์เสริมอย่าง BTF-to-12V‑2x6 adapters และมีการแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ WireView Pro รุ่นใช้สาย ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบพลังงานของการ์ดได้สะดวกขึ้น เขายังชื่นชม Asus ที่ยอมเรียกคืนสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหา แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ถือเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อขายการ์ดระดับพรีเมียมราคา 4,000 ดอลลาร์ให้ลูกค้า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Asus ปรับปรุงการทา liquid metal บน ROG Matrix RTX 5090 รุ่นขายจริง ➡️ ลักษณะการทาดูเป็นงานโรงงาน เรียบร้อยกว่าเวอร์ชันตัวอย่าง ✅ เพิ่มลวดลาย thermal paste รอบ GPU เพื่อป้องกันการรั่วไหล ➡️ ลดความเสี่ยง short circuit จาก liquid metal ✅ พบส่วนผสม silicon oil ใน liquid metal ➡️ ช่วยให้การผลิตทำได้สม่ำเสมอขึ้น ✅ การ์ดยังดึงพลังงานเกือบ 800W แต่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเล็กน้อย ➡️ อาจมาจากสภาพการทดสอบมากกว่าการเปลี่ยนวัสดุ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ liquid metal มีความเสี่ยงสูงหากรั่วไหล ⛔ อาจทำให้วงจรลัดและการ์ดเสียหายทันที ‼️ การ์ดระดับ 800W ต้องการระบบไฟและระบายความร้อนที่เหมาะสม ⛔ ผู้ใช้ควรตรวจสอบ PSU และ airflow ของเคส ‼️ การเรียกคืนสินค้าอาจบ่งบอกถึงปัญหาคุณภาพในล็อตแรก ⛔ ผู้ซื้อควรตรวจสอบหมายเลขล็อตก่อนใช้งาน ‼️ การแกะการ์ดเองอาจทำให้หมดประกัน ⛔ ไม่ควรทำตามหากไม่มีทักษะด้านฮาร์ดแวร์ https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-revised-the-liquid-metal-application-on-its-usd4-000-rog-matrix-rtx-5090-cards-der8auer-says-retail-versions-come-with-much-more-professional-spread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 72 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Google ดัน Gemini เจาะตลาดช้อปปิ้งออนไลน์: เปลี่ยนการค้นหาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแบบครบวงจร”

    Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX) รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้ “ฉลาดขึ้นและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม” โดยใช้ความสามารถด้าน reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาของผู้ใช้และทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าได้อย่างราบรื่น เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่า Gemini จะช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสินค้า สั่งซื้อ และติดต่อบริการลูกค้า—all in one place—โดยไม่ต้องออกจากแอป Google เลย

    สิ่งที่โดดเด่นคือ Gemini สามารถเรียนรู้ความชอบของผู้ใช้จากการใช้งานต่อเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ “ตรงใจมากขึ้นเรื่อย ๆ” ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่ในสหรัฐ เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart และ Kroger ซึ่งต่างมองว่า AI ตัวนี้จะช่วยลดความยุ่งยากของลูกค้าและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น

    Walmart ระบุว่า Gemini จะช่วยให้พวกเขาแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้แม่นยำกว่าเดิม ขณะที่ Papa John’s มองว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วย “ลดแรงเสียดทาน” ในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า ตั้งแต่การเลือกเมนูจนถึงการสั่งซื้อจริง ความร่วมมือนี้ถูกประกาศในงานประชุม National Retail Federation ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดของวงการค้าปลีกโลก สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหญ่กำลังเร่งใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

    ภาพรวมแล้ว Gemini CX ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือค้นหาที่ฉลาดขึ้น แต่เป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัว” ที่เข้าใจบริบท ความต้องการ และความชอบของผู้ใช้แบบลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google กลับมามีบทบาทเด่นในตลาด e-commerce ที่กำลังแข่งขันดุเดือดระหว่าง Amazon, Walmart และผู้เล่นหน้าใหม่ที่ใช้ AI เป็นอาวุธหลัก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX)
    ใช้ reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาและทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้า

    ผู้ใช้สามารถค้นหา ซื้อสินค้า และคุยกับบริการลูกค้าได้ในแอป Google เดียว
    ลดการสลับแอปและทำให้ประสบการณ์ลื่นไหลขึ้น

    Gemini เรียนรู้ความชอบของผู้ใช้และแนะนำสินค้าที่ตรงใจมากขึ้น
    ใช้ข้อมูลจากการใช้งานต่อเนื่องเพื่อปรับ personalization

    มีพันธมิตรใหญ่ร่วมใช้งาน เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart, Kroger
    ช่วยเพิ่ม conversion และลด friction ใน customer journey

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    การใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อ personalization อาจสร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
    ผู้ใช้ต้องให้ “consent” อย่างชัดเจนก่อนใช้งาน

    AI ที่ทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความถูกต้องของคำสั่งซื้อ
    ต้องมีระบบตรวจสอบก่อนยืนยันคำสั่งสำคัญ

    การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้ขาดการควบคุมการตัดสินใจ
    ควรมีตัวเลือกให้ผู้ใช้ปรับระดับ automation

    การแข่งขันด้าน AI ใน e-commerce อาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อธุรกิจรายเล็ก
    ผู้ค้ารายย่อยอาจเสียเปรียบหากไม่สามารถลงทุนใน AI ได้

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google039s-gemini-seeks-edge-in-ai-for-online-shopping
    🛒🤖 “Google ดัน Gemini เจาะตลาดช้อปปิ้งออนไลน์: เปลี่ยนการค้นหาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแบบครบวงจร” Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX) รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้ “ฉลาดขึ้นและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม” โดยใช้ความสามารถด้าน reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาของผู้ใช้และทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าได้อย่างราบรื่น เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่า Gemini จะช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสินค้า สั่งซื้อ และติดต่อบริการลูกค้า—all in one place—โดยไม่ต้องออกจากแอป Google เลย สิ่งที่โดดเด่นคือ Gemini สามารถเรียนรู้ความชอบของผู้ใช้จากการใช้งานต่อเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ “ตรงใจมากขึ้นเรื่อย ๆ” ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่ในสหรัฐ เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart และ Kroger ซึ่งต่างมองว่า AI ตัวนี้จะช่วยลดความยุ่งยากของลูกค้าและเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Walmart ระบุว่า Gemini จะช่วยให้พวกเขาแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้แม่นยำกว่าเดิม ขณะที่ Papa John’s มองว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วย “ลดแรงเสียดทาน” ในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า ตั้งแต่การเลือกเมนูจนถึงการสั่งซื้อจริง ความร่วมมือนี้ถูกประกาศในงานประชุม National Retail Federation ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดของวงการค้าปลีกโลก สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหญ่กำลังเร่งใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ภาพรวมแล้ว Gemini CX ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือค้นหาที่ฉลาดขึ้น แต่เป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัว” ที่เข้าใจบริบท ความต้องการ และความชอบของผู้ใช้แบบลึกขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google กลับมามีบทบาทเด่นในตลาด e-commerce ที่กำลังแข่งขันดุเดือดระหว่าง Amazon, Walmart และผู้เล่นหน้าใหม่ที่ใช้ AI เป็นอาวุธหลัก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Google เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience (CX) ➡️ ใช้ reasoning ขั้นสูงเพื่อเข้าใจเจตนาและทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้า ✅ ผู้ใช้สามารถค้นหา ซื้อสินค้า และคุยกับบริการลูกค้าได้ในแอป Google เดียว ➡️ ลดการสลับแอปและทำให้ประสบการณ์ลื่นไหลขึ้น ✅ Gemini เรียนรู้ความชอบของผู้ใช้และแนะนำสินค้าที่ตรงใจมากขึ้น ➡️ ใช้ข้อมูลจากการใช้งานต่อเนื่องเพื่อปรับ personalization ✅ มีพันธมิตรใหญ่ร่วมใช้งาน เช่น Papa John’s, Lowe’s, Walmart, Kroger ➡️ ช่วยเพิ่ม conversion และลด friction ใน customer journey คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ การใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อ personalization อาจสร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ ผู้ใช้ต้องให้ “consent” อย่างชัดเจนก่อนใช้งาน ‼️ AI ที่ทำงานหลายขั้นตอนแทนลูกค้าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความถูกต้องของคำสั่งซื้อ ⛔ ต้องมีระบบตรวจสอบก่อนยืนยันคำสั่งสำคัญ ‼️ การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้ขาดการควบคุมการตัดสินใจ ⛔ ควรมีตัวเลือกให้ผู้ใช้ปรับระดับ automation ‼️ การแข่งขันด้าน AI ใน e-commerce อาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อธุรกิจรายเล็ก ⛔ ผู้ค้ารายย่อยอาจเสียเปรียบหากไม่สามารถลงทุนใน AI ได้ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/12/google039s-gemini-seeks-edge-in-ai-for-online-shopping
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Google's Gemini seeks edge in AI for online shopping
    Google on Jan 11 unveiled a new iteration of its professional Gemini AI suite geared toward online retail, seeking to create seamless interactions for shoppers from product searches to customer service.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 74 มุมมอง 0 รีวิว
  • “ยุคใหม่ของคอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง: เมื่อ Fly.io ประกาศจบยุค Sandbox และเปิดตัว ‘Sprites’”

    โลกของการพัฒนาแอปและระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อ Fly.io เสนอแนวคิดใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับ sandbox แบบอ่านอย่างเดียว ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการรันโค้ดอย่างปลอดภัยมานาน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า sandbox แบบชั่วคราวกำลังล้าสมัย และแทนที่ด้วย “Sprites” — คอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างได้ในไม่กี่วินาที มีสตอเรจถาวร และสามารถ checkpoint/restore ได้เหมือน Git แต่ระดับทั้งระบบ. แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรันโค้ดแบบ stateless ไปสู่สภาพแวดล้อมที่ “เหมือนคอมพิวเตอร์จริง” มากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและ AI agents ที่ต้องการพื้นที่ทำงานต่อเนื่อง.

    Sprites ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ผู้ใช้สามารถสร้างเครื่องใหม่ ติดตั้งแพ็กเกจ ทำงานหลายวัน แล้วกลับมาใช้งานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง ความสามารถในการ checkpoint ทำให้การแก้ไขผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงกู้คืนสถานะก่อนหน้าในหนึ่งวินาที ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม นี่คือความสะดวกที่ sandbox แบบเดิมไม่สามารถให้ได้ และเป็นเหตุผลที่ Fly.io เชื่อว่ายุคของ sandbox กำลังจะสิ้นสุดลง.

    บทความยังชี้ให้เห็นว่าการทำงานของ AI agents เช่น Claude ไม่เหมาะกับ sandbox แบบ stateless เพราะต้องสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทุกครั้ง ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น Sprites จึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ “เหมือนมนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์จริง” — มีพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร เห็น log ของระบบ และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนวิธีการสร้างแอปในอนาคต โดยผู้ใช้ทั่วไปอาจสั่งให้ AI ปรับปรุงแอปของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีทีม dev แบบเดิม.

    ท้ายที่สุด Fly.io มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวงการ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเครื่องมือ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์บนคลาวด์” ทั้งหมด จากเครื่องที่เกิดแล้วตายไปในไม่กี่นาที สู่ “คอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง” ที่สร้างง่าย ใช้สะดวก และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบมันเอง แนวคิดนี้อาจเป็นรากฐานของยุคใหม่ที่ AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันบนเครื่องเสมือนส่วนตัวที่พร้อมใช้งานเสมอ.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Sprites คือคอมพิวเตอร์เสมือนแบบ durable ที่สร้างได้ใน 1–2 วินาที
    มีสตอเรจเริ่มต้น 100GB และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบเอง

    รองรับ checkpoint/restore ระดับระบบทั้งเครื่อง
    กู้คืนสถานะได้ในเวลาประมาณหนึ่งวินาที

    ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI agents ที่ต้องการสภาพแวดล้อมต่อเนื่อง
    ลดปัญหาการต้องสร้าง environment ใหม่ทุกครั้ง

    เหมาะกับงานจริง เช่น การพัฒนาแอป การทดสอบ หรือการรันระบบส่วนตัว
    ผู้ใช้สามารถ deploy แอปเล็ก ๆ และให้ AI ปรับปรุงได้เรื่อย ๆ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    Sprites ไม่เหมาะกับการให้บริการผู้ใช้จำนวนมหาศาล
    Fly.io ระบุว่าไม่ใช่โซลูชันสำหรับระบบระดับ mass-scale

    การให้ AI เข้าถึงเครื่องที่ durable อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    ต้องมีการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบพฤติกรรมของ agent

    การพึ่งพาเครื่องเสมือนถาวรอาจทำให้เกิด vendor lock-in
    ผู้ใช้ควรพิจารณาความยืดหยุ่นในอนาคต

    การใช้เครื่อง durable อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหากไม่จัดการให้ดี
    ควรตั้งนโยบายลบเครื่องที่ไม่ใช้งานหรือใช้ auto-idle อย่างเหมาะสม

    https://fly.io/blog/code-and-let-live/
    🖥️ “ยุคใหม่ของคอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง: เมื่อ Fly.io ประกาศจบยุค Sandbox และเปิดตัว ‘Sprites’” โลกของการพัฒนาแอปและระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว เมื่อ Fly.io เสนอแนวคิดใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมเกี่ยวกับ sandbox แบบอ่านอย่างเดียว ซึ่งเคยเป็นมาตรฐานของการรันโค้ดอย่างปลอดภัยมานาน บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า sandbox แบบชั่วคราวกำลังล้าสมัย และแทนที่ด้วย “Sprites” — คอมพิวเตอร์เสมือนที่สร้างได้ในไม่กี่วินาที มีสตอเรจถาวร และสามารถ checkpoint/restore ได้เหมือน Git แต่ระดับทั้งระบบ. แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการรันโค้ดแบบ stateless ไปสู่สภาพแวดล้อมที่ “เหมือนคอมพิวเตอร์จริง” มากขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักพัฒนาและ AI agents ที่ต้องการพื้นที่ทำงานต่อเนื่อง. Sprites ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายและรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ผู้ใช้สามารถสร้างเครื่องใหม่ ติดตั้งแพ็กเกจ ทำงานหลายวัน แล้วกลับมาใช้งานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง ความสามารถในการ checkpoint ทำให้การแก้ไขผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงกู้คืนสถานะก่อนหน้าในหนึ่งวินาที ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม นี่คือความสะดวกที่ sandbox แบบเดิมไม่สามารถให้ได้ และเป็นเหตุผลที่ Fly.io เชื่อว่ายุคของ sandbox กำลังจะสิ้นสุดลง. บทความยังชี้ให้เห็นว่าการทำงานของ AI agents เช่น Claude ไม่เหมาะกับ sandbox แบบ stateless เพราะต้องสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทุกครั้ง ทำให้เสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น Sprites จึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ “เหมือนมนุษย์ใช้คอมพิวเตอร์จริง” — มีพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร เห็น log ของระบบ และทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนวิธีการสร้างแอปในอนาคต โดยผู้ใช้ทั่วไปอาจสั่งให้ AI ปรับปรุงแอปของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีทีม dev แบบเดิม. ท้ายที่สุด Fly.io มองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวงการ ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเครื่องมือ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์บนคลาวด์” ทั้งหมด จากเครื่องที่เกิดแล้วตายไปในไม่กี่นาที สู่ “คอมพิวเตอร์ใช้แล้วทิ้ง” ที่สร้างง่าย ใช้สะดวก และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบมันเอง แนวคิดนี้อาจเป็นรากฐานของยุคใหม่ที่ AI และมนุษย์ทำงานร่วมกันบนเครื่องเสมือนส่วนตัวที่พร้อมใช้งานเสมอ. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Sprites คือคอมพิวเตอร์เสมือนแบบ durable ที่สร้างได้ใน 1–2 วินาที ➡️ มีสตอเรจเริ่มต้น 100GB และคงอยู่จนกว่าผู้ใช้จะลบเอง ✅ รองรับ checkpoint/restore ระดับระบบทั้งเครื่อง ➡️ กู้คืนสถานะได้ในเวลาประมาณหนึ่งวินาที ✅ ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI agents ที่ต้องการสภาพแวดล้อมต่อเนื่อง ➡️ ลดปัญหาการต้องสร้าง environment ใหม่ทุกครั้ง ✅ เหมาะกับงานจริง เช่น การพัฒนาแอป การทดสอบ หรือการรันระบบส่วนตัว ➡️ ผู้ใช้สามารถ deploy แอปเล็ก ๆ และให้ AI ปรับปรุงได้เรื่อย ๆ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ Sprites ไม่เหมาะกับการให้บริการผู้ใช้จำนวนมหาศาล ⛔ Fly.io ระบุว่าไม่ใช่โซลูชันสำหรับระบบระดับ mass-scale ‼️ การให้ AI เข้าถึงเครื่องที่ durable อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ⛔ ต้องมีการควบคุมสิทธิ์และตรวจสอบพฤติกรรมของ agent ‼️ การพึ่งพาเครื่องเสมือนถาวรอาจทำให้เกิด vendor lock-in ⛔ ผู้ใช้ควรพิจารณาความยืดหยุ่นในอนาคต ‼️ การใช้เครื่อง durable อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหากไม่จัดการให้ดี ⛔ ควรตั้งนโยบายลบเครื่องที่ไม่ใช้งานหรือใช้ auto-idle อย่างเหมาะสม https://fly.io/blog/code-and-let-live/
    FLY.IO
    Code And Let Live
    How we learned to stop worrying and love writeable root filesystems.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 61 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI กำลัง “ทดสอบความแข็งแรงของโมเดลธุรกิจ” — ไม่ได้ฆ่าโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองว่าใครอยู่รอดได้จริง

    บทความของ Dries Buytaert ผู้สร้าง Drupal วิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจโอเพนซอร์ส โดยยกกรณี Tailwind Labs ที่เพิ่งปลดพนักงาน 75% เพราะยอดขายลดลงอย่างหนัก แม้ตัวเฟรมเวิร์ก Tailwind CSS จะได้รับความนิยมมากขึ้นก็ตาม เขาชี้ว่า AI ไม่ได้ทำลายธุรกิจโอเพนซอร์ส แต่กำลัง “stress test” โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาคอนเทนต์ที่สามารถระบุสเปกได้ชัดเจน เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, หรือ UI components ซึ่ง AI สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกนำไปเทรน

    AI ทำให้สิ่งที่ “ระบุสเปกได้” กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ — แต่ไม่สามารถแทนงานที่ต้องลงมือทำจริง

    Dries อธิบายว่า AI สามารถสร้างสิ่งที่มีสเปกชัดเจนได้อย่างง่ายดาย เช่น โค้ด Tailwind, คอมโพเนนต์ UI, หรือปลั๊กอินต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้ Tailwind Plus ที่ขายชุด UI ราคา $299 แต่เมื่อผู้ใช้เริ่มถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ยอดขายจึงหายไปทันที เพราะ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูกตัดออกโดยสมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถแทนงานที่ต้อง “ลงมือทำซ้ำ ๆ” เช่น การดูแล uptime, การดีพลอย, การทดสอบ, การแก้ปัญหา production, การรักษาความปลอดภัย หรือการดูแลระบบในวัน Black Friday Dries ชี้ว่า “คุณไม่สามารถ prompt ให้ระบบมี uptime 99.95% ได้” สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ และเป็นจุดที่ธุรกิจโอเพนซอร์สควรย้ายไปสร้างรายได้

    โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็น “ช่องทาง” สู่บริการที่ต้องลงแรงจริง
    Dries ยกตัวอย่าง Vercel ที่แจก Next.js ฟรี แต่ทำเงินจาก hosting และบริการรันระบบ เช่นเดียวกับ Acquia บริษัทของเขาเองที่ทำเงินจาก hosting, search, CI/CD, DAM และบริการที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่ขายโค้ดหรือคอมโพเนนต์ เขาย้ำว่าโอเพนซอร์สไม่เคยเป็น “ตัวสินค้า” แต่เป็น “ทางผ่าน” ไปสู่บริการที่สร้างคุณค่าจริง

    Tailwind CSS จะอยู่รอดเพราะเป็นเฟรมเวิร์กที่มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ Tailwind Labs ในฐานะบริษัทอาจต้องหาทาง pivot ใหม่ เพราะโมเดลขายคอมโพเนนต์ไม่สามารถต้านแรงกดดันจาก AI ได้อีกต่อไป

    อนาคตของธุรกิจโอเพนซอร์ส: อยู่ที่งานปฏิบัติการ ไม่ใช่สิ่งที่เขียนสเปกได้
    บทความสรุปว่า AI ไม่ได้ทำลายโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองโมเดลธุรกิจที่อาศัยการขายสิ่งที่ AI สามารถสร้างได้ฟรี คุณค่าที่แท้จริงในยุค AI คือ “งานที่ต้องลงมือทำซ้ำ ๆ” และ “การดูแลระบบจริง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ทำให้สิ่งที่ระบุสเปกได้กลายเป็นของฟรี
    เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, UI components
    ทำให้โมเดลขายคอมโพเนนต์ของ Tailwind Labs พังลง

    ปัญหาหลักคือ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูก AI ตัดออก
    ผู้ใช้ถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร
    ยอดขาย Tailwind Plus ลดลงทันที

    คุณค่าที่แท้จริงย้ายไปอยู่ที่ “งานปฏิบัติการ”
    uptime, deployment, security, observability
    สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้

    โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็นช่องทางสู่บริการ
    ตัวอย่าง: Vercel + Next.js, Acquia + Drupal
    รายได้มาจาก hosting และบริการรันระบบจริง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเอกสารหรือคอมโพเนนต์จะเสี่ยงสูง
    AI สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกเทรน

    บริษัทโอเพนซอร์สต้องปรับตัวอย่างจริงจัง
    ไม่เช่นนั้นจะเจอชะตาแบบ Tailwind Labs

    การใช้ข้อมูลโอเพนซอร์สโดยไม่มีการชดเชยเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียง
    เป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมที่ต้องการนโยบายรองรับ

    https://dri.es/ai-is-a-business-model-stress-test
    🤖💼 AI กำลัง “ทดสอบความแข็งแรงของโมเดลธุรกิจ” — ไม่ได้ฆ่าโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองว่าใครอยู่รอดได้จริง บทความของ Dries Buytaert ผู้สร้าง Drupal วิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจโอเพนซอร์ส โดยยกกรณี Tailwind Labs ที่เพิ่งปลดพนักงาน 75% เพราะยอดขายลดลงอย่างหนัก แม้ตัวเฟรมเวิร์ก Tailwind CSS จะได้รับความนิยมมากขึ้นก็ตาม เขาชี้ว่า AI ไม่ได้ทำลายธุรกิจโอเพนซอร์ส แต่กำลัง “stress test” โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาคอนเทนต์ที่สามารถระบุสเปกได้ชัดเจน เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, หรือ UI components ซึ่ง AI สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกนำไปเทรน 🧠🔥 AI ทำให้สิ่งที่ “ระบุสเปกได้” กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ — แต่ไม่สามารถแทนงานที่ต้องลงมือทำจริง Dries อธิบายว่า AI สามารถสร้างสิ่งที่มีสเปกชัดเจนได้อย่างง่ายดาย เช่น โค้ด Tailwind, คอมโพเนนต์ UI, หรือปลั๊กอินต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของรายได้ Tailwind Plus ที่ขายชุด UI ราคา $299 แต่เมื่อผู้ใช้เริ่มถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ยอดขายจึงหายไปทันที เพราะ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูกตัดออกโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม AI ไม่สามารถแทนงานที่ต้อง “ลงมือทำซ้ำ ๆ” เช่น การดูแล uptime, การดีพลอย, การทดสอบ, การแก้ปัญหา production, การรักษาความปลอดภัย หรือการดูแลระบบในวัน Black Friday Dries ชี้ว่า “คุณไม่สามารถ prompt ให้ระบบมี uptime 99.95% ได้” สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ และเป็นจุดที่ธุรกิจโอเพนซอร์สควรย้ายไปสร้างรายได้ 🏗️📈 โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็น “ช่องทาง” สู่บริการที่ต้องลงแรงจริง Dries ยกตัวอย่าง Vercel ที่แจก Next.js ฟรี แต่ทำเงินจาก hosting และบริการรันระบบ เช่นเดียวกับ Acquia บริษัทของเขาเองที่ทำเงินจาก hosting, search, CI/CD, DAM และบริการที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่ขายโค้ดหรือคอมโพเนนต์ เขาย้ำว่าโอเพนซอร์สไม่เคยเป็น “ตัวสินค้า” แต่เป็น “ทางผ่าน” ไปสู่บริการที่สร้างคุณค่าจริง Tailwind CSS จะอยู่รอดเพราะเป็นเฟรมเวิร์กที่มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ Tailwind Labs ในฐานะบริษัทอาจต้องหาทาง pivot ใหม่ เพราะโมเดลขายคอมโพเนนต์ไม่สามารถต้านแรงกดดันจาก AI ได้อีกต่อไป 🧩🔍 อนาคตของธุรกิจโอเพนซอร์ส: อยู่ที่งานปฏิบัติการ ไม่ใช่สิ่งที่เขียนสเปกได้ บทความสรุปว่า AI ไม่ได้ทำลายโอเพนซอร์ส แต่กำลังคัดกรองโมเดลธุรกิจที่อาศัยการขายสิ่งที่ AI สามารถสร้างได้ฟรี คุณค่าที่แท้จริงในยุค AI คือ “งานที่ต้องลงมือทำซ้ำ ๆ” และ “การดูแลระบบจริง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ทำให้สิ่งที่ระบุสเปกได้กลายเป็นของฟรี ➡️ เช่น เอกสาร, โค้ดตัวอย่าง, UI components ➡️ ทำให้โมเดลขายคอมโพเนนต์ของ Tailwind Labs พังลง ✅ ปัญหาหลักคือ “ช่องทางค้นพบสินค้า” ถูก AI ตัดออก ➡️ ผู้ใช้ถาม AI แทนการเข้าเว็บเอกสาร ➡️ ยอดขาย Tailwind Plus ลดลงทันที ✅ คุณค่าที่แท้จริงย้ายไปอยู่ที่ “งานปฏิบัติการ” ➡️ uptime, deployment, security, observability ➡️ สิ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนได้ ✅ โอเพนซอร์สไม่ใช่สินค้า แต่เป็นช่องทางสู่บริการ ➡️ ตัวอย่าง: Vercel + Next.js, Acquia + Drupal ➡️ รายได้มาจาก hosting และบริการรันระบบจริง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาเอกสารหรือคอมโพเนนต์จะเสี่ยงสูง ⛔ AI สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ทันทีจากข้อมูลที่ถูกเทรน ‼️ บริษัทโอเพนซอร์สต้องปรับตัวอย่างจริงจัง ⛔ ไม่เช่นนั้นจะเจอชะตาแบบ Tailwind Labs ‼️ การใช้ข้อมูลโอเพนซอร์สโดยไม่มีการชดเชยเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียง ⛔ เป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมที่ต้องการนโยบายรองรับ https://dri.es/ai-is-a-business-model-stress-test
    DRI.ES
    AI is a business model stress test
    AI commoditizes anything you can specify. It can't (yet) commoditize what requires ongoing operation.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 48 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทำไมผู้ใช้จำนวนมากกำลัง “หนี” จาก Windows 11 ไปสู่ Linux? ประสบการณ์ตรงที่สะท้อนปัญหาของระบบปฏิบัติการยุคใหม่

    ผู้เขียนบทความเริ่มต้นด้วยการเล่าว่า Windows 11 ทำให้เขาเจอปัญหาบ่อยครั้ง ทั้งการแครช 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ การอัปเดตที่บังคับและทำให้ระบบพัง รวมถึงการเก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากแบบที่เขามองว่า “เหมือนสปายแวร์ในอดีต” สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าคอมพิวเตอร์ที่ควรจะใช้งานได้อย่างราบรื่น กลับกลายเป็นภาระที่ต้องคอยแก้ไขอยู่เสมอ จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลบ Windows 11 ออกทั้งหมดและหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัว

    เขาทดลองหลายดิสโทร ทั้ง Mint, Debian, Fedora, Void และสุดท้ายเลือก Artix Linux เพราะให้ความยืดหยุ่นสูงและควบคุมระบบได้เต็มที่ แม้จะต้องเจออุปสรรค เช่น ไดรเวอร์ WiFi บน MacBook Air ปี 2014 ที่ต้องติดตั้งเอง หรือปัญหากราฟิกเมื่อเปลี่ยน Desktop Environment แต่เขากลับมองว่านี่คือ “ความสนุก” ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบมากขึ้น ต่างจาก Windows ที่ปัญหามักเกิดจากตัวระบบเองและแก้ไขไม่ได้

    แม้ Linux จะมีข้อจำกัด เช่น เกมบางเกมไม่รองรับ 100% หรือแอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux แต่เขาพบว่าประสบการณ์โดยรวมดีกว่า Windows มาก ทั้งความเร็ว ความเสถียร และความรู้สึกเป็นเจ้าของระบบจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า iPhone สามารถเชื่อมต่อและจัดการไฟล์ผ่าน Dolphin ได้ง่ายกว่าบน Windows ที่ต้องพึ่ง iTunes เสมอ

    ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าการย้ายมา Linux ทำให้เขารู้สึก “สนุกกับคอมพิวเตอร์อีกครั้ง” เพราะระบบเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่ง แก้ไข และเรียนรู้ได้อย่างอิสระ และที่สำคัญคือไม่มีการบังคับอัปเดตหรือการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบที่เขาไม่ต้องการ เขาจึงแนะนำว่าหากใครกำลังคิดจะย้ายมา Linux “ถึงเวลาที่ควรลองแล้ว”

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ปัญหาหลักที่ทำให้ผู้ใช้ทิ้ง Windows 11
    Telemetry เก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมาก
    อัปเดตบังคับที่ทำให้ระบบพัง
    ความเสถียรต่ำ แครชบ่อยแม้ใช้ฮาร์ดแวร์ดี

    เหตุผลที่ Linux กลายเป็นคำตอบ
    เสถียรและเร็วกว่า
    ควบคุมระบบได้เต็มที่
    ไม่มีการบังคับอัปเดต

    ประสบการณ์ใช้งานจริงหลังย้ายมา Linux
    เกมส่วนใหญ่เล่นได้ดีผ่าน Steam/Proton
    การจัดการไฟล์กับ iPhone ง่ายกว่าบน Windows
    ปรับแต่ง UI และระบบได้ลึกมาก

    ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง
    แอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux
    ดิสโทรบางตัวต้องตั้งค่าเองมาก
    ฮาร์ดแวร์ Apple บางรุ่นต้องติดตั้งไดรเวอร์เอง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    Linux ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน
    ผู้ใช้ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางบน Windows อาจย้ายไม่ได้

    ต้องพร้อมเรียนรู้ระบบใหม่
    ดิสโทรแบบ Artix/Arch ต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าปกติ

    เกมบางเกมยังไม่รองรับ 100%
    โดยเฉพาะเกมเก่าหรือเกมที่มี DRM/Anti-cheat เฉพาะทาง

    https://www.notebookcheck.net/I-dumped-Windows-11-for-Linux-and-you-should-too.1190961.0.html
    🧨💻 ทำไมผู้ใช้จำนวนมากกำลัง “หนี” จาก Windows 11 ไปสู่ Linux? ประสบการณ์ตรงที่สะท้อนปัญหาของระบบปฏิบัติการยุคใหม่ ผู้เขียนบทความเริ่มต้นด้วยการเล่าว่า Windows 11 ทำให้เขาเจอปัญหาบ่อยครั้ง ทั้งการแครช 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ การอัปเดตที่บังคับและทำให้ระบบพัง รวมถึงการเก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากแบบที่เขามองว่า “เหมือนสปายแวร์ในอดีต” สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าคอมพิวเตอร์ที่ควรจะใช้งานได้อย่างราบรื่น กลับกลายเป็นภาระที่ต้องคอยแก้ไขอยู่เสมอ จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลบ Windows 11 ออกทั้งหมดและหันมาใช้ Linux แบบเต็มตัว เขาทดลองหลายดิสโทร ทั้ง Mint, Debian, Fedora, Void และสุดท้ายเลือก Artix Linux เพราะให้ความยืดหยุ่นสูงและควบคุมระบบได้เต็มที่ แม้จะต้องเจออุปสรรค เช่น ไดรเวอร์ WiFi บน MacBook Air ปี 2014 ที่ต้องติดตั้งเอง หรือปัญหากราฟิกเมื่อเปลี่ยน Desktop Environment แต่เขากลับมองว่านี่คือ “ความสนุก” ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบมากขึ้น ต่างจาก Windows ที่ปัญหามักเกิดจากตัวระบบเองและแก้ไขไม่ได้ แม้ Linux จะมีข้อจำกัด เช่น เกมบางเกมไม่รองรับ 100% หรือแอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux แต่เขาพบว่าประสบการณ์โดยรวมดีกว่า Windows มาก ทั้งความเร็ว ความเสถียร และความรู้สึกเป็นเจ้าของระบบจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า iPhone สามารถเชื่อมต่อและจัดการไฟล์ผ่าน Dolphin ได้ง่ายกว่าบน Windows ที่ต้องพึ่ง iTunes เสมอ ท้ายที่สุด เขาสรุปว่าการย้ายมา Linux ทำให้เขารู้สึก “สนุกกับคอมพิวเตอร์อีกครั้ง” เพราะระบบเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่ง แก้ไข และเรียนรู้ได้อย่างอิสระ และที่สำคัญคือไม่มีการบังคับอัปเดตหรือการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบที่เขาไม่ต้องการ เขาจึงแนะนำว่าหากใครกำลังคิดจะย้ายมา Linux “ถึงเวลาที่ควรลองแล้ว” 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ปัญหาหลักที่ทำให้ผู้ใช้ทิ้ง Windows 11 ➡️ Telemetry เก็บข้อมูลผู้ใช้จำนวนมาก ➡️ อัปเดตบังคับที่ทำให้ระบบพัง ➡️ ความเสถียรต่ำ แครชบ่อยแม้ใช้ฮาร์ดแวร์ดี ✅ เหตุผลที่ Linux กลายเป็นคำตอบ ➡️ เสถียรและเร็วกว่า ➡️ ควบคุมระบบได้เต็มที่ ➡️ ไม่มีการบังคับอัปเดต ✅ ประสบการณ์ใช้งานจริงหลังย้ายมา Linux ➡️ เกมส่วนใหญ่เล่นได้ดีผ่าน Steam/Proton ➡️ การจัดการไฟล์กับ iPhone ง่ายกว่าบน Windows ➡️ ปรับแต่ง UI และระบบได้ลึกมาก ✅ ข้อจำกัดที่ยังต้องระวัง ➡️ แอปบางตัวไม่มีเวอร์ชัน Linux ➡️ ดิสโทรบางตัวต้องตั้งค่าเองมาก ➡️ ฮาร์ดแวร์ Apple บางรุ่นต้องติดตั้งไดรเวอร์เอง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ Linux ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางบน Windows อาจย้ายไม่ได้ ‼️ ต้องพร้อมเรียนรู้ระบบใหม่ ⛔ ดิสโทรแบบ Artix/Arch ต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าปกติ ‼️ เกมบางเกมยังไม่รองรับ 100% ⛔ โดยเฉพาะเกมเก่าหรือเกมที่มี DRM/Anti-cheat เฉพาะทาง https://www.notebookcheck.net/I-dumped-Windows-11-for-Linux-and-you-should-too.1190961.0.html
    WWW.NOTEBOOKCHECK.NET
    I dumped Windows 11 for Linux, and you should too
    With the growing number of users jumping from Windows to Linux, I decided to fully take the plunge and dive deep into the Open Source ocean. A few months and several headaches later, it has proved to be the best computer-related decision I've made in over a decade (and perhaps in my entire life).
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 63 มุมมอง 0 รีวิว
  • Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ

    Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง

    ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น

    ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025
    มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages
    binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB
    สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์

    ชุมชนและนักพัฒนาใหม่
    เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้
    ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits

    การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค
    เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่
    เพิ่มระบบ GPG alternatives
    รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS
    ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่

    การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่
    QCOW2 images สำหรับ RISC-V
    Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL
    hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing

    โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร
    เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner
    wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits

    การเงินของ Gentoo Foundation
    รายรับปี 2025: $12,066
    ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831
    กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้
    ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg

    สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ
    ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้

    GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน
    โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG

    https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    🎉🐧 Gentoo เปิดศักราช 2026 ด้วยรายงานใหญ่! ปี 2025 คือปีแห่งการเติบโตของแพ็กเกจ, นักพัฒนาใหม่, ระบบบูตสถาปัตยกรรมใหม่ และการย้ายโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ Gentoo สรุปผลงานตลอดปี 2025 พร้อมประกาศทิศทางใหม่ในปี 2026 โดยเน้นการขยายจำนวนแพ็กเกจ การเพิ่มนักพัฒนาใหม่ การยกระดับระบบบูตสำหรับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และการปรับโครงสร้างโครงการในหลายด้าน เช่น การย้ายจาก GitHub ไป Codeberg และการจัดการด้านการเงินผ่าน SPI เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ปีที่ผ่านมา Gentoo ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในฐานะดิสโทรที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยมี ebuilds กว่า 31,000 รายการ และ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB พร้อมการสร้าง installation stages มากกว่า 150 แบบทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากหลายประเทศ และชุมชนผู้มีส่วนร่วมภายนอกกว่า 377 คน ทำให้โครงการยังคงมีพลังและความหลากหลายสูง ด้านเทคนิค Gentoo มีการอัปเดตสำคัญ เช่น EAPI 9, ระบบ jobserver ใหม่ชื่อ “steve”, การรองรับ GPG alternatives, การบูต Rust ผ่าน mrustc, การปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX, การเพิ่ม QCOW2 images สำหรับ RISC-V และการปล่อย Gentoo สำหรับ WSL แบบ weekly builds ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้ Windows มากขึ้น ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการเงิน โครงการได้เพิ่ม build server ใหม่ ปรับปรุงเอกสารบน wiki อย่างต่อเนื่อง และย้ายระบบการเงินไปยัง Software in the Public Interest (SPI) เพื่อให้การบริหารจัดการโปร่งใสและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ใช้เข้าร่วมสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Gentoo ต่อไปในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สถิติการเติบโตของ Gentoo ในปี 2025 ➡️ มี 31,663 ebuilds สำหรับ 19,174 packages ➡️ binary packages สำหรับ amd64 มากถึง 89GB ➡️ สร้าง installation stages 154 แบบต่อสัปดาห์ ✅ ชุมชนและนักพัฒนาใหม่ ➡️ เพิ่มนักพัฒนาใหม่ 4 คนจากสหรัฐฯ, ออสเตรีย, อิตาลี และแอฟริกาใต้ ➡️ ผู้มีส่วนร่วมภายนอก 377 คน รวม 9,396 commits ✅ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิค ➡️ เปิดตัว EAPI 9 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ ➡️ เพิ่มระบบ GPG alternatives ➡️ รองรับ zlib-ng, mrustc Rust bootstrap, และ FlexiBLAS ➡️ ปรับปรุงแพ็กเกจ NGINX ครั้งใหญ่ ✅ การรองรับสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มใหม่ ➡️ QCOW2 images สำหรับ RISC-V ➡️ Weekly builds สำหรับ Gentoo on WSL ➡️ hppa และ sparc ถูกลดสถานะเป็น testing ✅ โครงสร้างพื้นฐานและเอกสาร ➡️ เพิ่ม build server ใหม่ที่ Hetzner ➡️ wiki มี 9,647 หน้า และมากกว่า 766,000 edits ✅ การเงินของ Gentoo Foundation ➡️ รายรับปี 2025: $12,066 ➡️ ยอดเงินคงเหลือ ณ 1 ก.ค. 2025: $104,831 ➡️ กระบวนการย้ายไป SPI ดำเนินต่อเนื่อง ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ การย้ายออกจาก GitHub อาจกระทบ workflow ของผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ GitHub อาจต้องปรับตัวกับ Codeberg ‼️ สถาปัตยกรรม hppa และ sparc ถูกลดสถานะ ⛔ ผู้ใช้สาย retrocomputing อาจเจอปัญหาความเข้ากันได้ ‼️ GPG alternatives ยังมีความแตกต่างด้านการทำงาน ⛔ โดยเฉพาะ Sequoia-PGP/Chameleon ที่อาจยังไม่เสถียรเท่า GnuPG https://www.gentoo.org/news/2026/01/05/new-year.html
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 72 มุมมอง 0 รีวิว
  • คู่มืออัปเกรด Linux Mint 22.2 → 22.3 “Zena” มาแล้ว! อัปเดตง่าย ปลอดภัย ทำได้ในไม่กี่ขั้นตอน

    Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดตัวแล้ว และเส้นทางอัปเกรดจากเวอร์ชัน 22.2 “Zara” ก็พร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้สามารถอัปเกรดผ่าน Update Manager ได้โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ ทำให้การย้ายเวอร์ชันเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย บทความต้นทางระบุว่าเป็นการอัปเกรดที่ตรงไปตรงมาเหมือนเวอร์ชันก่อน ๆ ของ Mint

    ขั้นตอนหลักคือการอัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อน จากนั้นเปิดเมนูอัปเกรดใน Update Manager เพื่อเริ่มกระบวนการ ระบบจะดาวน์โหลดแพ็กเกจใหม่ของ Mint 22.3 และติดตั้งให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้เพียงแค่ยืนยันและรอให้กระบวนการเสร็จสิ้น หลังจากรีบูต ระบบก็จะกลายเป็น Mint 22.3 ทันทีโดยไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม

    บทความยังชี้ว่าการอัปเกรดครั้งนี้มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ เช่น Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงเสถียรภาพหลายส่วน ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจากชุมชน เช่น การสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด และการตรวจสอบความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์บางรุ่น ซึ่งเป็นข้อควรระวังที่พบได้ทั่วไปในการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ

    โดยรวมแล้ว การอัปเกรดจาก Mint 22.2 ไป 22.3 ถือว่าเป็นกระบวนการที่ราบรื่น เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการฟีเจอร์ใหม่และแพตช์ล่าสุด โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการติดตั้งใหม่หรือการตั้งค่าระบบซ้ำ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Linux Mint 22.3 เปิดเส้นทางอัปเกรดจาก 22.2 แล้ว
    อัปเกรดผ่าน Update Manager ได้ทันที
    ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่

    ขั้นตอนอัปเกรดทำได้ง่ายและปลอดภัย
    อัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดก่อน
    เริ่มอัปเกรดผ่านเมนูใน Update Manager

    ฟีเจอร์ใหม่มาพร้อม Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงระบบ
    ประสิทธิภาพดีขึ้น เสถียรขึ้น
    ไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม

    ประเด็นที่ควรระวัง
    ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด
    ลดความเสี่ยงหากเกิดปัญหาระหว่างกระบวนการ

    ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจมีปัญหาความเข้ากันได้
    ผู้ใช้บางรายรายงานปัญหาในการติดตั้ง Mint 22.3 บนเครื่องบางรุ่น



    https://9to5linux.com/how-to-upgrade-linux-mint-22-2-to-linux-mint-22-3
    🟢🛠️ คู่มืออัปเกรด Linux Mint 22.2 → 22.3 “Zena” มาแล้ว! อัปเดตง่าย ปลอดภัย ทำได้ในไม่กี่ขั้นตอน Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดตัวแล้ว และเส้นทางอัปเกรดจากเวอร์ชัน 22.2 “Zara” ก็พร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้สามารถอัปเกรดผ่าน Update Manager ได้โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ ทำให้การย้ายเวอร์ชันเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย บทความต้นทางระบุว่าเป็นการอัปเกรดที่ตรงไปตรงมาเหมือนเวอร์ชันก่อน ๆ ของ Mint ขั้นตอนหลักคือการอัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อน จากนั้นเปิดเมนูอัปเกรดใน Update Manager เพื่อเริ่มกระบวนการ ระบบจะดาวน์โหลดแพ็กเกจใหม่ของ Mint 22.3 และติดตั้งให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้เพียงแค่ยืนยันและรอให้กระบวนการเสร็จสิ้น หลังจากรีบูต ระบบก็จะกลายเป็น Mint 22.3 ทันทีโดยไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม บทความยังชี้ว่าการอัปเกรดครั้งนี้มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ เช่น Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงเสถียรภาพหลายส่วน ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจากชุมชน เช่น การสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด และการตรวจสอบความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์บางรุ่น ซึ่งเป็นข้อควรระวังที่พบได้ทั่วไปในการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ โดยรวมแล้ว การอัปเกรดจาก Mint 22.2 ไป 22.3 ถือว่าเป็นกระบวนการที่ราบรื่น เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการฟีเจอร์ใหม่และแพตช์ล่าสุด โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการติดตั้งใหม่หรือการตั้งค่าระบบซ้ำ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Linux Mint 22.3 เปิดเส้นทางอัปเกรดจาก 22.2 แล้ว ➡️ อัปเกรดผ่าน Update Manager ได้ทันที ➡️ ไม่ต้องติดตั้งระบบใหม่ ✅ ขั้นตอนอัปเกรดทำได้ง่ายและปลอดภัย ➡️ อัปเดตแพ็กเกจทั้งหมดก่อน ➡️ เริ่มอัปเกรดผ่านเมนูใน Update Manager ✅ ฟีเจอร์ใหม่มาพร้อม Cinnamon 6.6 และการปรับปรุงระบบ ➡️ ประสิทธิภาพดีขึ้น เสถียรขึ้น ➡️ ไม่กระทบไฟล์หรือการตั้งค่าเดิม ⚠️ ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรด ⛔ ลดความเสี่ยงหากเกิดปัญหาระหว่างกระบวนการ ‼️ ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจมีปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ ผู้ใช้บางรายรายงานปัญหาในการติดตั้ง Mint 22.3 บนเครื่องบางรุ่น https://9to5linux.com/how-to-upgrade-linux-mint-22-2-to-linux-mint-22-3
    9TO5LINUX.COM
    How to Upgrade Linux Mint 22.2 to Linux Mint 22.3 - 9to5Linux
    Linux Mint 22.2 “Zara” users can now upgrade their installations to the Linux Mint 22.3 “Zena” release. Here's how!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 41 มุมมอง 0 รีวิว
  • Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว! อัปเดตใหญ่ส่งท้ายซีรีส์ 22 พร้อมฟีเจอร์ใหม่เพียบ

    Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดยทีมพัฒนาเริ่มปล่อย ISO ขึ้นเซิร์ฟเวอร์หลังผ่านช่วงหยุดยาวคริสต์มาสและปีใหม่ เนื้อหาหลักของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานเดสก์ท็อป Cinnamon 6.6 รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration เพื่อให้ผู้ใช้จัดการระบบได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

    การอัปเดตครั้งนี้ยังคงยืนพื้นบน Ubuntu 24.04 LTS (Noble Numbat) ทำให้ผู้ใช้ได้รับความเสถียรและแพตช์ความปลอดภัยระยะยาว พร้อมทั้งมีการปรับปรุงแอปพื้นฐานหลายตัว เช่น ตัวจัดการไฟล์ การตั้งค่าระบบ และเครื่องมือเฉพาะของ Mint ที่ได้รับการขัดเกลาให้ลื่นไหลขึ้น นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตธีม ไอคอน และการรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ เพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้นบนเครื่องรุ่นล่าสุด

    Mint 22.3 ยังมาพร้อม ISO สำหรับเดสก์ท็อปยอดนิยมทั้งสาม ได้แก่ Cinnamon, Xfce และ MATE ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของตนเองได้อย่างอิสระ โดย Cinnamon ยังคงเป็นตัวชูโรงที่ได้รับการอัปเดตมากที่สุด ส่วน Xfce และ MATE ก็ได้รับการปรับปรุงเสถียรภาพและความเข้ากันได้กับระบบฐานใหม่เช่นกัน

    แม้บทความจะยังไม่ลงรายละเอียดเชิงลึกของฟีเจอร์ทั้งหมด แต่จากแนวโน้มของ Mint ในช่วงหลัง การเพิ่มเครื่องมือด้านระบบและการปรับปรุง UI/UX ถือเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่าโครงการต้องการให้ Mint เป็นดิสโทรที่ “ใช้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป” โดยไม่ลดทอนความเสถียรและความเป็นมิตรต่อฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว
    เริ่มปล่อย ISO หลังช่วงวันหยุดยาว
    มีให้เลือก 3 เดสก์ท็อป: Cinnamon, Xfce, MATE

    อัปเดตเด่นคือ Cinnamon 6.6
    ปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน
    UI/UX ลื่นขึ้นและตอบสนองดีขึ้น

    เพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration
    ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบและจัดการระบบได้ง่ายขึ้น
    เป็นทิศทางใหม่ที่เน้นความสะดวกของผู้ใช้ทั่วไป

    ใช้ฐาน Ubuntu 24.04 LTS
    ได้รับความเสถียรและแพตช์ระยะยาว
    รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ดีขึ้น

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    รายละเอียดฟีเจอร์บางส่วนยังไม่เปิดเผยครบ
    ผู้ใช้ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกอาจต้องรอประกาศเต็มจากทีม Mint

    การอัปเกรดจากเวอร์ชันก่อนอาจมีความเสี่ยง
    ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรดเสมอ

    ความเข้ากันได้ของแอปบางตัวอาจต้องรออัปเดตตาม
    โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ผูกกับเวอร์ชันเก่า

    https://9to5linux.com/linux-mint-22-3-zena-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    🟢🐧 Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว! อัปเดตใหญ่ส่งท้ายซีรีส์ 22 พร้อมฟีเจอร์ใหม่เพียบ Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ว โดยทีมพัฒนาเริ่มปล่อย ISO ขึ้นเซิร์ฟเวอร์หลังผ่านช่วงหยุดยาวคริสต์มาสและปีใหม่ เนื้อหาหลักของเวอร์ชันนี้คือการปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานเดสก์ท็อป Cinnamon 6.6 รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration เพื่อให้ผู้ใช้จัดการระบบได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม การอัปเดตครั้งนี้ยังคงยืนพื้นบน Ubuntu 24.04 LTS (Noble Numbat) ทำให้ผู้ใช้ได้รับความเสถียรและแพตช์ความปลอดภัยระยะยาว พร้อมทั้งมีการปรับปรุงแอปพื้นฐานหลายตัว เช่น ตัวจัดการไฟล์ การตั้งค่าระบบ และเครื่องมือเฉพาะของ Mint ที่ได้รับการขัดเกลาให้ลื่นไหลขึ้น นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตธีม ไอคอน และการรองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ ๆ เพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้นบนเครื่องรุ่นล่าสุด Mint 22.3 ยังมาพร้อม ISO สำหรับเดสก์ท็อปยอดนิยมทั้งสาม ได้แก่ Cinnamon, Xfce และ MATE ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของตนเองได้อย่างอิสระ โดย Cinnamon ยังคงเป็นตัวชูโรงที่ได้รับการอัปเดตมากที่สุด ส่วน Xfce และ MATE ก็ได้รับการปรับปรุงเสถียรภาพและความเข้ากันได้กับระบบฐานใหม่เช่นกัน แม้บทความจะยังไม่ลงรายละเอียดเชิงลึกของฟีเจอร์ทั้งหมด แต่จากแนวโน้มของ Mint ในช่วงหลัง การเพิ่มเครื่องมือด้านระบบและการปรับปรุง UI/UX ถือเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่าโครงการต้องการให้ Mint เป็นดิสโทรที่ “ใช้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป” โดยไม่ลดทอนความเสถียรและความเป็นมิตรต่อฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Linux Mint 22.3 “Zena” เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว ➡️ เริ่มปล่อย ISO หลังช่วงวันหยุดยาว ➡️ มีให้เลือก 3 เดสก์ท็อป: Cinnamon, Xfce, MATE ✅ อัปเดตเด่นคือ Cinnamon 6.6 ➡️ ปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน ➡️ UI/UX ลื่นขึ้นและตอบสนองดีขึ้น ✅ เพิ่มเครื่องมือใหม่ด้าน System Information และ System Administration ➡️ ช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบและจัดการระบบได้ง่ายขึ้น ➡️ เป็นทิศทางใหม่ที่เน้นความสะดวกของผู้ใช้ทั่วไป ✅ ใช้ฐาน Ubuntu 24.04 LTS ➡️ ได้รับความเสถียรและแพตช์ระยะยาว ➡️ รองรับฮาร์ดแวร์ใหม่ดีขึ้น ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ รายละเอียดฟีเจอร์บางส่วนยังไม่เปิดเผยครบ ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกอาจต้องรอประกาศเต็มจากทีม Mint ‼️ การอัปเกรดจากเวอร์ชันก่อนอาจมีความเสี่ยง ⛔ ควรสำรองข้อมูลก่อนอัปเกรดเสมอ ‼️ ความเข้ากันได้ของแอปบางตัวอาจต้องรออัปเดตตาม ⛔ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ผูกกับเวอร์ชันเก่า https://9to5linux.com/linux-mint-22-3-zena-is-now-available-for-download-heres-whats-new
    9TO5LINUX.COM
    Linux Mint 22.3 “Zena” Is Now Available for Download, Here's What's New - 9to5Linux
    Linux Mint 22.3 "Zena" distribution is now available for download based on Ubuntu 24.04.3 LTS and featuring the latest Cinnamon 6.6 desktop.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 54 มุมมอง 0 รีวิว
  • เทรนด์ใหม่มาแรง! ทำไม “Window Tiling” ถึงกลายเป็นฟีเจอร์ที่ทุกคนพูดถึงในปี 2026

    การจัดวางหน้าต่างแบบ “Window Tiling” กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2026 เพราะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะสายโปรดักทีฟ นักพัฒนา และผู้ใช้หลายหน้าจอ ฟีเจอร์นี้ช่วยจัดวางหน้าต่างให้ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้มองเห็นทุกแอปได้พร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ คล้ายการวางกระเบื้องบนพื้น ซึ่งช่วยลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มสมาธิในการทำงานได้อย่างมาก

    ระบบปฏิบัติการใหญ่ ๆ อย่าง Windows 11 และ macOS Sequoia ต่างเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามาอย่างจริงจัง เช่น Snap Layouts บน Windows หรือการลากหน้าต่างไปชิดขอบบน macOS เพื่อจัดวางอัตโนมัติ ขณะที่ฝั่ง Linux นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมีตัวเลือกมากมายตั้งแต่ i3, bspwm, Hyprland ไปจนถึง GNOME Extensions ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งรูปแบบการจัดวางได้อย่างอิสระและลึกกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ

    ในปี 2026 ฟีเจอร์นี้ยิ่งเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น Ubuntu ที่มาพร้อม Tiling Assistant ตั้งแต่เวอร์ชัน 23.10 หรือ Fedora ที่มี Tiling Shell ซึ่งให้ผู้ใช้สร้างเลย์เอาต์เองได้อย่างละเอียด รวมถึง COSMIC Desktop บน Pop!\_OS ที่จัดการหน้าต่างแบบแยกตามจอและตาม workspace ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ใช้หลายหน้าจอทำงานได้ลื่นไหลขึ้นมาก

    นอกจากนี้ Hyprland ยังกลายเป็นดาวเด่นในชุมชน Linux เพราะผสมผสาน “dynamic tiling” เข้ากับงานออกแบบที่สวยงาม เช่น มุมโค้ง เอฟเฟกต์เบลอ และแอนิเมชันลื่นไหล ทำให้ผู้ใช้ทั้งสายทำงานและสายตกแต่งเดสก์ท็อปหลงรัก จนกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมใน r/unixporn และวงการ Linux Desktop โดยรวม ฟีเจอร์เหล่านี้สะท้อนว่าอนาคตของเดสก์ท็อปอาจมุ่งไปสู่การจัดการหน้าต่างที่ฉลาดขึ้นและปรับตาม workflow ของผู้ใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความนิยมของ Window Tiling เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    ผู้ใช้ต้องการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ
    ลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

    ระบบปฏิบัติการหลักเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา
    Windows 11 มี Snap Layouts และ Snap Assist
    macOS Sequoia รองรับการลากหน้าต่างเพื่อจัดวางแบบ native

    Linux โดดเด่นที่สุดด้านการปรับแต่ง
    มีตัวเลือกหลากหลาย เช่น i3, Hyprland, GNOME Extensions
    ผู้ใช้สามารถสร้างเลย์เอาต์เองและแชร์ข้ามเครื่องได้

    ฟีเจอร์ใหม่ช่วยให้เข้าถึงง่ายขึ้น
    Ubuntu มี Tiling Assistant มาให้ในตัว
    Pop!\_OS COSMIC จัดการหน้าต่างแยกตามจอและ workspace

    ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา
    ผู้ใช้ใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้
    ระบบ tiling บางแบบ เช่น i3 หรือ bspwm มีความซับซ้อน

    การใช้ dynamic tiling อาจไม่เหมาะกับทุกงาน
    งานที่ต้องการหน้าต่างลอยอิสระอาจรู้สึกถูกจำกัด

    การปรับแต่งมากเกินไปอาจทำให้ระบบไม่เสถียร
    โดยเฉพาะบน Linux ที่มีตัวเลือกจำนวนมากและต้องตั้งค่าเอง

    https://itsfoss.com/rise-of-window-tiling/
    🖥️ เทรนด์ใหม่มาแรง! ทำไม “Window Tiling” ถึงกลายเป็นฟีเจอร์ที่ทุกคนพูดถึงในปี 2026 การจัดวางหน้าต่างแบบ “Window Tiling” กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2026 เพราะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะสายโปรดักทีฟ นักพัฒนา และผู้ใช้หลายหน้าจอ ฟีเจอร์นี้ช่วยจัดวางหน้าต่างให้ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้มองเห็นทุกแอปได้พร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ คล้ายการวางกระเบื้องบนพื้น ซึ่งช่วยลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มสมาธิในการทำงานได้อย่างมาก ระบบปฏิบัติการใหญ่ ๆ อย่าง Windows 11 และ macOS Sequoia ต่างเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามาอย่างจริงจัง เช่น Snap Layouts บน Windows หรือการลากหน้าต่างไปชิดขอบบน macOS เพื่อจัดวางอัตโนมัติ ขณะที่ฝั่ง Linux นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะมีตัวเลือกมากมายตั้งแต่ i3, bspwm, Hyprland ไปจนถึง GNOME Extensions ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งรูปแบบการจัดวางได้อย่างอิสระและลึกกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ในปี 2026 ฟีเจอร์นี้ยิ่งเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น Ubuntu ที่มาพร้อม Tiling Assistant ตั้งแต่เวอร์ชัน 23.10 หรือ Fedora ที่มี Tiling Shell ซึ่งให้ผู้ใช้สร้างเลย์เอาต์เองได้อย่างละเอียด รวมถึง COSMIC Desktop บน Pop!\_OS ที่จัดการหน้าต่างแบบแยกตามจอและตาม workspace ได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ผู้ใช้หลายหน้าจอทำงานได้ลื่นไหลขึ้นมาก นอกจากนี้ Hyprland ยังกลายเป็นดาวเด่นในชุมชน Linux เพราะผสมผสาน “dynamic tiling” เข้ากับงานออกแบบที่สวยงาม เช่น มุมโค้ง เอฟเฟกต์เบลอ และแอนิเมชันลื่นไหล ทำให้ผู้ใช้ทั้งสายทำงานและสายตกแต่งเดสก์ท็อปหลงรัก จนกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมใน r/unixporn และวงการ Linux Desktop โดยรวม ฟีเจอร์เหล่านี้สะท้อนว่าอนาคตของเดสก์ท็อปอาจมุ่งไปสู่การจัดการหน้าต่างที่ฉลาดขึ้นและปรับตาม workflow ของผู้ใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความนิยมของ Window Tiling เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ➡️ ผู้ใช้ต้องการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ ➡️ ลดเวลาสลับหน้าต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ✅ ระบบปฏิบัติการหลักเพิ่มฟีเจอร์นี้เข้ามา ➡️ Windows 11 มี Snap Layouts และ Snap Assist ➡️ macOS Sequoia รองรับการลากหน้าต่างเพื่อจัดวางแบบ native ✅ Linux โดดเด่นที่สุดด้านการปรับแต่ง ➡️ มีตัวเลือกหลากหลาย เช่น i3, Hyprland, GNOME Extensions ➡️ ผู้ใช้สามารถสร้างเลย์เอาต์เองและแชร์ข้ามเครื่องได้ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ช่วยให้เข้าถึงง่ายขึ้น ➡️ Ubuntu มี Tiling Assistant มาให้ในตัว ➡️ Pop!\_OS COSMIC จัดการหน้าต่างแยกตามจอและ workspace ⚠️ ประเด็นที่ควรระวังหรือพิจารณา ‼️ ผู้ใช้ใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ ⛔ ระบบ tiling บางแบบ เช่น i3 หรือ bspwm มีความซับซ้อน ‼️ การใช้ dynamic tiling อาจไม่เหมาะกับทุกงาน ⛔ งานที่ต้องการหน้าต่างลอยอิสระอาจรู้สึกถูกจำกัด ‼️ การปรับแต่งมากเกินไปอาจทำให้ระบบไม่เสถียร ⛔ โดยเฉพาะบน Linux ที่มีตัวเลือกจำนวนมากและต้องตั้งค่าเอง https://itsfoss.com/rise-of-window-tiling/
    ITSFOSS.COM
    Why is Everyone Talking About Window Tiling in 2026?
    The Linux desktop has been perfecting window tiling while everyone else forgot about it until recently.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 49 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline

    #รวมข่าวIT #20260112 #securityonline


    เครือข่ายมืดไม่เคยตาย: ตลาด Carding ยังรอดด้วยโดเมนยุคโซเวียต
    นักวิจัยเผยให้เห็นโครงสร้างลับของตลาดซื้อขายข้อมูลบัตรเครดิตใต้ดินที่ยังคงดำเนินอยู่ผ่านโดเมนเก่าอย่าง .su ของสหภาพโซเวียต พร้อมพึ่งพาโฮสติ้งแบบ “bulletproof” เพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย โดยตลาดเหล่านี้แบ่งเป็นทั้งเว็บซื้อขายและฟอรั่มแลกเปลี่ยนเทคนิค ทำให้ระบบอาชญากรรมไซเบอร์มีความยืดหยุ่นสูงและยากต่อการปิดกั้น
    https://securityonline.info/the-soviet-ghost-how-carding-markets-survive-on-legacy-domains

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Uniffle เปิดทางดักฟังข้อมูลคลัสเตอร์
    พบช่องโหว่ CVE-2025-68637 ที่ทำให้ระบบกระจายข้อมูลขนาดใหญ่เสี่ยงถูกโจมตีแบบ MITM เนื่องจากการตั้งค่า SSL/TLS ที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยใบรับรองและดักข้อมูลระหว่างไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยเวอร์ชันใหม่ 0.10.0 ได้แก้ไขปัญหานี้แล้วและผู้ดูแลระบบควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ
    https://securityonline.info/cve-2025-68637-critical-apache-uniffle-flaw-exposes-clusters-to-eavesdropping

    มัลแวร์ Astaroth รุ่นใหม่แพร่ผ่าน WhatsApp แบบอัตโนมัติ
    แคมเปญ “Boto Cor-de-Rosa” เผยวิวัฒนาการใหม่ของมัลแวร์ Astaroth ที่หันมาใช้ WhatsApp Web เป็นช่องทางแพร่กระจาย โดยฝังโมดูล Python ที่สามารถดึงรายชื่อผู้ติดต่อและส่งไฟล์ ZIP อันตรายออกไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เครื่องเหยื่อกลายเป็นบอทแพร่มัลแวร์ พร้อมทั้งขโมยข้อมูลรายชื่อเพื่อใช้ในแคมเปญโจมตีอื่นในอนาคต
    https://securityonline.info/boto-cor-de-rosa-banking-malware-astaroth-pivots-to-whatsapp-in-new-campaign

    ช่องโหว่ React Router เปิดช่องอ่านไฟล์เซิร์ฟเวอร์
    ช่องโหว่ CVE-2025-61686 ใน React Router ทำให้ผู้โจมตีสามารถชี้ session ID ไปยังไฟล์สำคัญบนเซิร์ฟเวอร์และดึงข้อมูลออกมาได้ หากแอปใช้ createFileSessionStorage() ร่วมกับคุกกี้ที่ไม่เซ็นกำกับ นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ XSS หลายรายการที่กระทบการทำงาน SSR และ SPA ทำให้ผู้พัฒนาต้องเร่งตรวจสอบเวอร์ชันและอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตี
    https://securityonline.info/critical-react-router-flaws-cve-2025-61686-exposes-server-files

    RustyWater: มัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ของ MuddyWater
    กลุ่ม APT ชื่อดัง MuddyWater ถูกพบว่าปรับยุทธวิธีครั้งใหญ่ด้วยการทิ้ง PowerShell และ VBS ที่เคยใช้มายาวนาน แล้วหันมาใช้มัลแวร์ตัวใหม่ชื่อ RustyWater ที่พัฒนาด้วยภาษา Rust เพื่อเพิ่มความล่องหนและหลบการตรวจจับ โดยเริ่มจากการส่งอีเมลลวงแนบไฟล์ Word ที่มีมาโครอันตราย ก่อนติดตั้ง implant ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งสื่อสารแบบ asynchronous, ฝังตัวใน registry และขยายโมดูลหลังเจาะระบบ เป้าหมายหลักคือหน่วยงานด้านการทูต การเงิน การเดินเรือ และโทรคมนาคมในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มนี้กำลังยกระดับเครื่องมือให้ทันสมัยและตรวจจับยากขึ้นอย่างชัดเจน
    https://securityonline.info/rustywater-rising-muddywater-drops-powershell-for-stealthy-rust-implants

    กล้อง Vivotek รุ่นเก่าเสี่ยงถูกส่องสดทั่วโลก
    CERT Polska เปิดเผยว่ากล้องวงจรปิด Vivotek IP7137 ที่หมดอายุซัพพอร์ตแล้วมีช่องโหว่ร้ายแรงถึง 4 รายการ ตั้งแต่การเปิดให้ใครก็ได้ดูภาพสดผ่าน RTSP โดยไม่ต้องล็อกอิน ไปจนถึงการเข้าถึงหน้าแอดมินโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน รวมถึงช่องโหว่สั่งรันคำสั่งและไต่ directory ได้ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกสอดแนมและถูกยึดอุปกรณ์อย่างถาวรเพราะไม่มีแพตช์แก้ไขอีกต่อไป ทางออกเดียวคือถอดออกจากระบบหรือแยกเครือข่ายอย่างเด็ดขาด
    https://securityonline.info/unpatched-exposed-legacy-vivotek-cameras-broadcast-live-video-to-all

    UAT-7290 กลุ่มแฮกเกอร์จีนขยายปฏิบัติการสู่ยุโรป
    Cisco Talos เปิดโปงกลุ่ม UAT-7290 ซึ่งเชื่อมโยงกับจีนว่ากำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในเอเชียใต้และขยายสู่ยุโรปตะวันออก โดยกลุ่มนี้ไม่เพียงสอดแนมข้อมูล แต่ยังสร้างโครงสร้าง ORB ให้แฮกเกอร์กลุ่มอื่นใช้เป็นเส้นทางโจมตี พร้อมใช้อาวุธเฉพาะทางอย่าง RushDrop, DriveSwitch, SilentRaid และ backdoor ชื่อ Bulbature ที่สามารถสลับเซิร์ฟเวอร์ C2 ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้การกำจัดออกจากระบบเป็นเรื่องยากมาก
    https://securityonline.info/china-nexus-actor-uat-7290-caught-targeting-telecoms-in-south-asia-and-europe

    ช่องโหว่ InputPlumber ทำผู้ใช้ Linux Gaming เสี่ยงถูกยึดคีย์บอร์ด
    รายงานจากทีมความปลอดภัยของ SUSE พบว่า InputPlumber ซึ่งใช้ใน SteamOS มีช่องโหว่ร้ายแรงจากการขาดระบบยืนยันตัวตนบน D-Bus ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งสร้างอุปกรณ์อินพุตปลอมและส่งคีย์กดเข้า session ของผู้ใช้คนอื่นได้ รวมถึงอ่านไฟล์สำคัญอย่าง bash_history ผ่านช่องโหว่การ parse ไฟล์ หลังการเปิดเผย นักพัฒนาจึงออกแพตช์ในเวอร์ชัน v0.69.0 และ SteamOS ก็อัปเดตตามเพื่ออุดช่องโหว่ทั้งหมด
    https://securityonline.info/game-over-critical-inputplumber-flaws-expose-linux-gamers-to-hijacking

    Qualcomm–Samsung จับมือคุยดีลผลิตชิป 2nm
    Qualcomm ยืนยันระหว่างงาน CES 2026 ว่ากำลังเจรจากับ Samsung เพื่อกลับมาร่วมผลิตชิประดับ 2nm หลังเคยย้ายไปพึ่ง TSMC เต็มตัวเพราะปัญหาความร้อนและประสิทธิภาพในอดีต โดยดีลนี้สะท้อนการแข่งขันด้านกำลังผลิตที่ตึงตัว และอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีของ Samsung หากพิสูจน์คุณภาพได้สำเร็จ
    https://securityonline.info/the-2nm-reunion-qualcomm-confirms-samsung-foundry-talks-at-ces-2026

    Musk ลั่นเปิดซอร์สอัลกอริทึม X ทั้งระบบภายใน 7 วัน
    Elon Musk ประกาศจะเปิดซอร์สโค้ดอัลกอริทึมของ X ทั้งระบบ รวมถึงระบบแนะนำโฆษณา เพื่อแสดงความโปร่งใสท่ามกลางแรงกดดันจากหน่วยงานยุโรป พร้อมสัญญาว่าจะอัปเดตโค้ดเป็นประจำ ต่างจากครั้งก่อนที่ปล่อยแล้วปล่อยทิ้ง สะท้อนความพยายามกู้ศรัทธาผู้ใช้และนักพัฒนาในช่วงที่แพลตฟอร์มถูกจับตาอย่างหนัก
    https://securityonline.info/the-glass-box-musk-pledges-full-x-algorithm-ad-transparency-in-7-days

    ข้อมูล Instagram 17.5 ล้านบัญชีหลุดสู่ดาร์กเว็บ
    เกิดเหตุข้อมูลผู้ใช้ Instagram จำนวนกว่า 17.5 ล้านบัญชีถูกนำไปขายบนดาร์กเว็บ ครอบคลุมอีเมล เบอร์โทร และข้อมูลระบุตัวตน ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มได้รับอีเมลรีเซ็ตรหัสผ่านปลอม ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้เปิด 2FA และตรวจสอบแอปที่เชื่อมต่อ ขณะที่ Meta ระบุว่าเป็นเพียงช่องโหว่การร้องขอรีเซ็ตรหัสผ่าน ไม่ใช่การเจาะระบบโดยตรง
    https://securityonline.info/the-solonik-leak-17-5-million-instagram-profiles-exposed-on-dark-web

    ช่องโหว่ OWASP CRS เปิดทางโจมตี WAF (เล่าเรื่องแทนเพราะถูกกรองเนื้อหา)
    มีรายงานว่าระบบกรองภัยคุกคามของเว็บ (WAF) ที่ใช้กฎ OWASP CRS พบช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ ส่งผลให้เว็บไซต์จำนวนมากเสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบ XSS และการเจาะระบบรูปแบบอื่น แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคถูกจำกัดไว้สำหรับผู้สนับสนุน แต่ประเด็นนี้สะท้อนว่าระบบป้องกันเว็บยังต้องเฝ้าระวังและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
    https://securityonline.info/wafs-wide-open-critical-owasp-crs-flaw-bypasses-filters
    📌🔐🟡 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟡🔐📌 #รวมข่าวIT #20260112 #securityonline 🕵️‍♂️ เครือข่ายมืดไม่เคยตาย: ตลาด Carding ยังรอดด้วยโดเมนยุคโซเวียต นักวิจัยเผยให้เห็นโครงสร้างลับของตลาดซื้อขายข้อมูลบัตรเครดิตใต้ดินที่ยังคงดำเนินอยู่ผ่านโดเมนเก่าอย่าง .su ของสหภาพโซเวียต พร้อมพึ่งพาโฮสติ้งแบบ “bulletproof” เพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย โดยตลาดเหล่านี้แบ่งเป็นทั้งเว็บซื้อขายและฟอรั่มแลกเปลี่ยนเทคนิค ทำให้ระบบอาชญากรรมไซเบอร์มีความยืดหยุ่นสูงและยากต่อการปิดกั้น 🔗 https://securityonline.info/the-soviet-ghost-how-carding-markets-survive-on-legacy-domains ⚠️ 🔐 ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Uniffle เปิดทางดักฟังข้อมูลคลัสเตอร์ พบช่องโหว่ CVE-2025-68637 ที่ทำให้ระบบกระจายข้อมูลขนาดใหญ่เสี่ยงถูกโจมตีแบบ MITM เนื่องจากการตั้งค่า SSL/TLS ที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยใบรับรองและดักข้อมูลระหว่างไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยเวอร์ชันใหม่ 0.10.0 ได้แก้ไขปัญหานี้แล้วและผู้ดูแลระบบควรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-68637-critical-apache-uniffle-flaw-exposes-clusters-to-eavesdropping 🐟💬 มัลแวร์ Astaroth รุ่นใหม่แพร่ผ่าน WhatsApp แบบอัตโนมัติ แคมเปญ “Boto Cor-de-Rosa” เผยวิวัฒนาการใหม่ของมัลแวร์ Astaroth ที่หันมาใช้ WhatsApp Web เป็นช่องทางแพร่กระจาย โดยฝังโมดูล Python ที่สามารถดึงรายชื่อผู้ติดต่อและส่งไฟล์ ZIP อันตรายออกไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เครื่องเหยื่อกลายเป็นบอทแพร่มัลแวร์ พร้อมทั้งขโมยข้อมูลรายชื่อเพื่อใช้ในแคมเปญโจมตีอื่นในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/boto-cor-de-rosa-banking-malware-astaroth-pivots-to-whatsapp-in-new-campaign 🛠️⚡ ช่องโหว่ React Router เปิดช่องอ่านไฟล์เซิร์ฟเวอร์ ช่องโหว่ CVE-2025-61686 ใน React Router ทำให้ผู้โจมตีสามารถชี้ session ID ไปยังไฟล์สำคัญบนเซิร์ฟเวอร์และดึงข้อมูลออกมาได้ หากแอปใช้ createFileSessionStorage() ร่วมกับคุกกี้ที่ไม่เซ็นกำกับ นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ XSS หลายรายการที่กระทบการทำงาน SSR และ SPA ทำให้ผู้พัฒนาต้องเร่งตรวจสอบเวอร์ชันและอัปเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตี 🔗 https://securityonline.info/critical-react-router-flaws-cve-2025-61686-exposes-server-files 🛡️ RustyWater: มัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ของ MuddyWater กลุ่ม APT ชื่อดัง MuddyWater ถูกพบว่าปรับยุทธวิธีครั้งใหญ่ด้วยการทิ้ง PowerShell และ VBS ที่เคยใช้มายาวนาน แล้วหันมาใช้มัลแวร์ตัวใหม่ชื่อ RustyWater ที่พัฒนาด้วยภาษา Rust เพื่อเพิ่มความล่องหนและหลบการตรวจจับ โดยเริ่มจากการส่งอีเมลลวงแนบไฟล์ Word ที่มีมาโครอันตราย ก่อนติดตั้ง implant ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งสื่อสารแบบ asynchronous, ฝังตัวใน registry และขยายโมดูลหลังเจาะระบบ เป้าหมายหลักคือหน่วยงานด้านการทูต การเงิน การเดินเรือ และโทรคมนาคมในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มนี้กำลังยกระดับเครื่องมือให้ทันสมัยและตรวจจับยากขึ้นอย่างชัดเจน 🔗 https://securityonline.info/rustywater-rising-muddywater-drops-powershell-for-stealthy-rust-implants 📹 กล้อง Vivotek รุ่นเก่าเสี่ยงถูกส่องสดทั่วโลก CERT Polska เปิดเผยว่ากล้องวงจรปิด Vivotek IP7137 ที่หมดอายุซัพพอร์ตแล้วมีช่องโหว่ร้ายแรงถึง 4 รายการ ตั้งแต่การเปิดให้ใครก็ได้ดูภาพสดผ่าน RTSP โดยไม่ต้องล็อกอิน ไปจนถึงการเข้าถึงหน้าแอดมินโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน รวมถึงช่องโหว่สั่งรันคำสั่งและไต่ directory ได้ ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกสอดแนมและถูกยึดอุปกรณ์อย่างถาวรเพราะไม่มีแพตช์แก้ไขอีกต่อไป ทางออกเดียวคือถอดออกจากระบบหรือแยกเครือข่ายอย่างเด็ดขาด 🔗 https://securityonline.info/unpatched-exposed-legacy-vivotek-cameras-broadcast-live-video-to-all 🛰️ UAT-7290 กลุ่มแฮกเกอร์จีนขยายปฏิบัติการสู่ยุโรป Cisco Talos เปิดโปงกลุ่ม UAT-7290 ซึ่งเชื่อมโยงกับจีนว่ากำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในเอเชียใต้และขยายสู่ยุโรปตะวันออก โดยกลุ่มนี้ไม่เพียงสอดแนมข้อมูล แต่ยังสร้างโครงสร้าง ORB ให้แฮกเกอร์กลุ่มอื่นใช้เป็นเส้นทางโจมตี พร้อมใช้อาวุธเฉพาะทางอย่าง RushDrop, DriveSwitch, SilentRaid และ backdoor ชื่อ Bulbature ที่สามารถสลับเซิร์ฟเวอร์ C2 ได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้การกำจัดออกจากระบบเป็นเรื่องยากมาก 🔗 https://securityonline.info/china-nexus-actor-uat-7290-caught-targeting-telecoms-in-south-asia-and-europe 🎮 ช่องโหว่ InputPlumber ทำผู้ใช้ Linux Gaming เสี่ยงถูกยึดคีย์บอร์ด รายงานจากทีมความปลอดภัยของ SUSE พบว่า InputPlumber ซึ่งใช้ใน SteamOS มีช่องโหว่ร้ายแรงจากการขาดระบบยืนยันตัวตนบน D-Bus ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสั่งสร้างอุปกรณ์อินพุตปลอมและส่งคีย์กดเข้า session ของผู้ใช้คนอื่นได้ รวมถึงอ่านไฟล์สำคัญอย่าง bash_history ผ่านช่องโหว่การ parse ไฟล์ หลังการเปิดเผย นักพัฒนาจึงออกแพตช์ในเวอร์ชัน v0.69.0 และ SteamOS ก็อัปเดตตามเพื่ออุดช่องโหว่ทั้งหมด 🔗 https://securityonline.info/game-over-critical-inputplumber-flaws-expose-linux-gamers-to-hijacking ⚙️ Qualcomm–Samsung จับมือคุยดีลผลิตชิป 2nm Qualcomm ยืนยันระหว่างงาน CES 2026 ว่ากำลังเจรจากับ Samsung เพื่อกลับมาร่วมผลิตชิประดับ 2nm หลังเคยย้ายไปพึ่ง TSMC เต็มตัวเพราะปัญหาความร้อนและประสิทธิภาพในอดีต โดยดีลนี้สะท้อนการแข่งขันด้านกำลังผลิตที่ตึงตัว และอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีของ Samsung หากพิสูจน์คุณภาพได้สำเร็จ 🔗 https://securityonline.info/the-2nm-reunion-qualcomm-confirms-samsung-foundry-talks-at-ces-2026 🔍 Musk ลั่นเปิดซอร์สอัลกอริทึม X ทั้งระบบภายใน 7 วัน Elon Musk ประกาศจะเปิดซอร์สโค้ดอัลกอริทึมของ X ทั้งระบบ รวมถึงระบบแนะนำโฆษณา เพื่อแสดงความโปร่งใสท่ามกลางแรงกดดันจากหน่วยงานยุโรป พร้อมสัญญาว่าจะอัปเดตโค้ดเป็นประจำ ต่างจากครั้งก่อนที่ปล่อยแล้วปล่อยทิ้ง สะท้อนความพยายามกู้ศรัทธาผู้ใช้และนักพัฒนาในช่วงที่แพลตฟอร์มถูกจับตาอย่างหนัก 🔗 https://securityonline.info/the-glass-box-musk-pledges-full-x-algorithm-ad-transparency-in-7-days 🕵️‍♂️ ข้อมูล Instagram 17.5 ล้านบัญชีหลุดสู่ดาร์กเว็บ เกิดเหตุข้อมูลผู้ใช้ Instagram จำนวนกว่า 17.5 ล้านบัญชีถูกนำไปขายบนดาร์กเว็บ ครอบคลุมอีเมล เบอร์โทร และข้อมูลระบุตัวตน ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มได้รับอีเมลรีเซ็ตรหัสผ่านปลอม ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้เปิด 2FA และตรวจสอบแอปที่เชื่อมต่อ ขณะที่ Meta ระบุว่าเป็นเพียงช่องโหว่การร้องขอรีเซ็ตรหัสผ่าน ไม่ใช่การเจาะระบบโดยตรง 🔗 https://securityonline.info/the-solonik-leak-17-5-million-instagram-profiles-exposed-on-dark-web 🛡️ ช่องโหว่ OWASP CRS เปิดทางโจมตี WAF (เล่าเรื่องแทนเพราะถูกกรองเนื้อหา) มีรายงานว่าระบบกรองภัยคุกคามของเว็บ (WAF) ที่ใช้กฎ OWASP CRS พบช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ ส่งผลให้เว็บไซต์จำนวนมากเสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบ XSS และการเจาะระบบรูปแบบอื่น แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคถูกจำกัดไว้สำหรับผู้สนับสนุน แต่ประเด็นนี้สะท้อนว่าระบบป้องกันเว็บยังต้องเฝ้าระวังและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง 🔗 https://securityonline.info/wafs-wide-open-critical-owasp-crs-flaw-bypasses-filters
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 92 มุมมอง 0 รีวิว
  • ป่วนใต้โยงหลายเรื่อง จี้ปรับปรุงการข่าว : [THE MESSAGE]
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เผยถึงการหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงกรณีเหตุการณ์วางเพลิงปั้มน้ำมันจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำชับให้เร่งดำเนินคดีเร็วที่สุดสืบสวนที่มาที่ไป ส่วนที่ถามว่าไม่ใช่การก่อการร้ายใช่หรือไม่นั้น จะบอกว่าไม่ใช่ก่อการร้ายได้อย่างไร มันตั้ง 3 จังหวัดและเน้นเป้าหมาย ส่วนจะเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่นั้น มันหลายอย่างรวมกัน ทั้งการเมือง ความไม่หวังดี ไม่ต้องการเห็นความสงบสุข รวมถึงเกิดเรื่องก่อนต่ออายุการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การข่าวต้องสังคายนาอย่างมาก ไม่ว่าจะพูดว่าเกิดเหตุจากอะไร หรือว่าสุดความสามารถในการจะไปทราบได้ ในฐานะผู้บริหารรับฟังไม่ได้ ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการข่าวให้มาก
    ป่วนใต้โยงหลายเรื่อง จี้ปรับปรุงการข่าว : [THE MESSAGE] นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เผยถึงการหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงกรณีเหตุการณ์วางเพลิงปั้มน้ำมันจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำชับให้เร่งดำเนินคดีเร็วที่สุดสืบสวนที่มาที่ไป ส่วนที่ถามว่าไม่ใช่การก่อการร้ายใช่หรือไม่นั้น จะบอกว่าไม่ใช่ก่อการร้ายได้อย่างไร มันตั้ง 3 จังหวัดและเน้นเป้าหมาย ส่วนจะเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่นั้น มันหลายอย่างรวมกัน ทั้งการเมือง ความไม่หวังดี ไม่ต้องการเห็นความสงบสุข รวมถึงเกิดเรื่องก่อนต่ออายุการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การข่าวต้องสังคายนาอย่างมาก ไม่ว่าจะพูดว่าเกิดเหตุจากอะไร หรือว่าสุดความสามารถในการจะไปทราบได้ ในฐานะผู้บริหารรับฟังไม่ได้ ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการข่าวให้มาก
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 93 มุมมอง 0 0 รีวิว
Pages Boosts