• Frore Systems โชว์ AirJet & LiquidJet ของจริง — คูลลิ่งจิ๋วพลังโหดที่อาจเปลี่ยนอนาคตโน้ตบุ๊กและ AI Server

    Frore Systems นำเทคโนโลยีระบายความร้อนรุ่นใหม่ AirJet และ LiquidJet มาโชว์แบบ “ตัวเป็น ๆ” ในงาน CES โดยชูจุดเด่นว่าให้ประสิทธิภาพสูงกว่าโซลูชันเดิมหลายเท่าในขนาดที่เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด AirJet Mini G2 ซึ่งเป็นโมดูลพื้นฐาน ใช้แผ่นสั่นความถี่สูงเพื่อสร้างแรงลมแบบไร้ใบพัด ทำให้ทำงานเงียบมากและแทบไม่ต้องบำรุงรักษา เหมาะกับอุปกรณ์พกพาอย่าง ultrabook, mini‑PC และ embedded system ที่ต้องการคูลลิ่งระดับ 45W แต่พื้นที่จำกัด

    หนึ่งในเดโมที่โดดเด่นคือ AirJet Pak 5C ซึ่งใช้ AirJet Mini G2 จำนวน 5 ตัว สามารถระบายความร้อนให้ Nvidia Jetson Orin NX Super (40W TDP) ได้อย่างสบาย ทั้งที่ตัวคูลเลอร์หนักเพียง 300 กรัมและมีขนาดใกล้เคียงฮาร์ดดิสก์ 2.5 นิ้ว แต่ให้ประสิทธิภาพเทียบเท่าฮีตซิงก์อลูมิเนียมหนัก 2 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีเดโมบน Galaxy Book 5 Pro 14 นิ้ว ที่เปลี่ยนจากระบบพัดลมคู่แบบเดิมเป็น AirJet 4 ตัว ทำให้ได้ TDP สูงขึ้น (24W จากเดิม 20W) และเสียงรบกวนลดลงเหลือเพียง 27 dBA พร้อมประสิทธิภาพ Cinebench ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

    สำหรับงานระดับเซิร์ฟเวอร์ Frore นำ LiquidJet ซึ่งเป็น cold plate แบบไมโครแชนแนล 3D มาโชว์ โดยออกแบบให้เส้นทางน้ำสั้นลงและแรงดันต่ำกว่าโซลูชันทั่วไป ทำให้รองรับความร้อนระดับสูงมาก เช่น Nvidia Rubin 2 SoC ที่ปล่อยความร้อนถึง 1950W แต่ LiquidJet สามารถคุมอุณหภูมิไว้ที่ 65–70°C ได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึง ASIC 1200W ที่ยังคงเย็นเพียง 70–75°C แม้น้ำเข้าจะอุ่นถึง 34.5°C ก็ตาม

    เดโมสุดท้ายคือ GPU 600W ที่ปกติร้อนถึง 105°C แต่เมื่อใช้ LiquidJet รุ่นออกแบบพิเศษกลับสามารถคงอุณหภูมิไว้ที่ 95°C ได้อย่างเสถียร แสดงให้เห็นว่า Frore สามารถออกแบบ cold plate ให้ตรงกับ hotspot ของชิปแต่ละรุ่นได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีนี้จึงถูกจับตามองอย่างมากในตลาด AI server ที่ต้องการคูลลิ่งประสิทธิภาพสูงเพื่อควบคุมต้นทุนพลังงานและเพิ่ม ROI

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Frore Systems โชว์ AirJet และ LiquidJet รุ่นผลิตจริงในงาน CES
    AirJet Mini G2 ใช้แผ่นสั่นสร้างแรงลมแบบไร้ใบพัด เงียบและไร้ฝุ่น

    AirJet Pak 5C ระบายความร้อน Jetson Orin NX Super (40W) ได้ด้วยน้ำหนักเพียง 300 กรัม
    ประสิทธิภาพเทียบฮีตซิงก์ 2 กิโลกรัม

    Galaxy Book 5 Pro ใช้ AirJet 4 ตัว ได้ TDP สูงขึ้นและเสียงลดลงเหลือ 27 dBA
    ประสิทธิภาพ Cinebench ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    LiquidJet รองรับความร้อนระดับ 1200–1950W สำหรับ AI server
    Rubin 2 SoC ถูกคุมไว้ที่ 65–70°C แม้โหลดสูงมาก

    GPU 600W ถูกลดอุณหภูมิจาก 105°C เหลือ 95°C ด้วย LiquidJet
    Cold plate ถูกออกแบบตรง hotspot ของชิปแต่ละรุ่น

    AirJet ยังเหมาะกับอุปกรณ์ TDP ต่ำ–กลางเท่านั้น
    ไม่เหมาะกับซีพียูเดสก์ท็อประดับสูง

    LiquidJet ต้องใช้ระบบน้ำเฉพาะทางและอาจมีต้นทุนสูง
    เหมาะกับศูนย์ข้อมูลมากกว่าผู้ใช้ทั่วไป

    เทคโนโลยีใหม่อาจต้องรอการยอมรับจากผู้ผลิตอุปกรณ์
    การนำไปใช้จริงอาจใช้เวลาหลายปี

    การออกแบบ cold plate เฉพาะรุ่นอาจเพิ่มต้นทุนการผลิต
    ไม่เหมาะกับตลาดที่ต้องการต้นทุนต่ำ

    https://www.tomshardware.com/pc-components/liquid-cooling/frore-systems-liquidjet-and-airjet-pak-cooling-systems-in-the-flesh-live-demo-with-production-hardware-display-impressive-cooling-capacity
    🧊🚀 Frore Systems โชว์ AirJet & LiquidJet ของจริง — คูลลิ่งจิ๋วพลังโหดที่อาจเปลี่ยนอนาคตโน้ตบุ๊กและ AI Server Frore Systems นำเทคโนโลยีระบายความร้อนรุ่นใหม่ AirJet และ LiquidJet มาโชว์แบบ “ตัวเป็น ๆ” ในงาน CES โดยชูจุดเด่นว่าให้ประสิทธิภาพสูงกว่าโซลูชันเดิมหลายเท่าในขนาดที่เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด AirJet Mini G2 ซึ่งเป็นโมดูลพื้นฐาน ใช้แผ่นสั่นความถี่สูงเพื่อสร้างแรงลมแบบไร้ใบพัด ทำให้ทำงานเงียบมากและแทบไม่ต้องบำรุงรักษา เหมาะกับอุปกรณ์พกพาอย่าง ultrabook, mini‑PC และ embedded system ที่ต้องการคูลลิ่งระดับ 45W แต่พื้นที่จำกัด หนึ่งในเดโมที่โดดเด่นคือ AirJet Pak 5C ซึ่งใช้ AirJet Mini G2 จำนวน 5 ตัว สามารถระบายความร้อนให้ Nvidia Jetson Orin NX Super (40W TDP) ได้อย่างสบาย ทั้งที่ตัวคูลเลอร์หนักเพียง 300 กรัมและมีขนาดใกล้เคียงฮาร์ดดิสก์ 2.5 นิ้ว แต่ให้ประสิทธิภาพเทียบเท่าฮีตซิงก์อลูมิเนียมหนัก 2 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีเดโมบน Galaxy Book 5 Pro 14 นิ้ว ที่เปลี่ยนจากระบบพัดลมคู่แบบเดิมเป็น AirJet 4 ตัว ทำให้ได้ TDP สูงขึ้น (24W จากเดิม 20W) และเสียงรบกวนลดลงเหลือเพียง 27 dBA พร้อมประสิทธิภาพ Cinebench ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับงานระดับเซิร์ฟเวอร์ Frore นำ LiquidJet ซึ่งเป็น cold plate แบบไมโครแชนแนล 3D มาโชว์ โดยออกแบบให้เส้นทางน้ำสั้นลงและแรงดันต่ำกว่าโซลูชันทั่วไป ทำให้รองรับความร้อนระดับสูงมาก เช่น Nvidia Rubin 2 SoC ที่ปล่อยความร้อนถึง 1950W แต่ LiquidJet สามารถคุมอุณหภูมิไว้ที่ 65–70°C ได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึง ASIC 1200W ที่ยังคงเย็นเพียง 70–75°C แม้น้ำเข้าจะอุ่นถึง 34.5°C ก็ตาม เดโมสุดท้ายคือ GPU 600W ที่ปกติร้อนถึง 105°C แต่เมื่อใช้ LiquidJet รุ่นออกแบบพิเศษกลับสามารถคงอุณหภูมิไว้ที่ 95°C ได้อย่างเสถียร แสดงให้เห็นว่า Frore สามารถออกแบบ cold plate ให้ตรงกับ hotspot ของชิปแต่ละรุ่นได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีนี้จึงถูกจับตามองอย่างมากในตลาด AI server ที่ต้องการคูลลิ่งประสิทธิภาพสูงเพื่อควบคุมต้นทุนพลังงานและเพิ่ม ROI 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Frore Systems โชว์ AirJet และ LiquidJet รุ่นผลิตจริงในงาน CES ➡️ AirJet Mini G2 ใช้แผ่นสั่นสร้างแรงลมแบบไร้ใบพัด เงียบและไร้ฝุ่น ✅ AirJet Pak 5C ระบายความร้อน Jetson Orin NX Super (40W) ได้ด้วยน้ำหนักเพียง 300 กรัม ➡️ ประสิทธิภาพเทียบฮีตซิงก์ 2 กิโลกรัม ✅ Galaxy Book 5 Pro ใช้ AirJet 4 ตัว ได้ TDP สูงขึ้นและเสียงลดลงเหลือ 27 dBA ➡️ ประสิทธิภาพ Cinebench ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ✅ LiquidJet รองรับความร้อนระดับ 1200–1950W สำหรับ AI server ➡️ Rubin 2 SoC ถูกคุมไว้ที่ 65–70°C แม้โหลดสูงมาก ✅ GPU 600W ถูกลดอุณหภูมิจาก 105°C เหลือ 95°C ด้วย LiquidJet ➡️ Cold plate ถูกออกแบบตรง hotspot ของชิปแต่ละรุ่น ‼️ AirJet ยังเหมาะกับอุปกรณ์ TDP ต่ำ–กลางเท่านั้น ⛔ ไม่เหมาะกับซีพียูเดสก์ท็อประดับสูง ‼️ LiquidJet ต้องใช้ระบบน้ำเฉพาะทางและอาจมีต้นทุนสูง ⛔ เหมาะกับศูนย์ข้อมูลมากกว่าผู้ใช้ทั่วไป ‼️ เทคโนโลยีใหม่อาจต้องรอการยอมรับจากผู้ผลิตอุปกรณ์ ⛔ การนำไปใช้จริงอาจใช้เวลาหลายปี ‼️ การออกแบบ cold plate เฉพาะรุ่นอาจเพิ่มต้นทุนการผลิต ⛔ ไม่เหมาะกับตลาดที่ต้องการต้นทุนต่ำ https://www.tomshardware.com/pc-components/liquid-cooling/frore-systems-liquidjet-and-airjet-pak-cooling-systems-in-the-flesh-live-demo-with-production-hardware-display-impressive-cooling-capacity
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • Samsung เปิดตัว Micro RGB TV ขนาด 130 นิ้ว—ทีวีคอนเซ็ปต์ที่ล้ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    Samsung เปิดตัวทีวี Micro RGB รุ่น R95H ขนาดมหึมา 130 นิ้วในงาน CES 2026 ซึ่งถือเป็นทีวี Micro RGB ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัวมา จุดเด่นของรุ่นนี้คือการนำเทคโนโลยี Micro RGB รุ่นใหม่มาใช้ร่วมกับระบบ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำของสี ความคมชัด และการจัดการแสงสะท้อนผ่านเทคโนโลยี Glare Free ที่ช่วยลดเงาสะท้อนบนหน้าจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ภาพคมชัดแม้ในห้องที่มีแสงรบกวนสูง

    ทีวีรุ่นนี้ยังมาพร้อม Vision AI Companion ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยกับทีวีเพื่อค้นหาคอนเทนต์หรือรับคำแนะนำได้โดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Samsung ต้องการผลักดันทีวีให้เป็นอุปกรณ์สมาร์ตที่ตอบสนองการใช้งานมากกว่าแค่การรับชมภาพยนตร์หรือรายการทั่วไป นอกจากนี้ดีไซน์ของตัวเครื่องยังโดดเด่นด้วยขาตั้งโลหะขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายกระดานดำแบบเคลื่อนที่ ซึ่งแม้จะดูแปลกตา แต่ก็ช่วยรองรับน้ำหนักและการปรับมุมของจอได้ดี

    เทคโนโลยี Micro RGB เองถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ของ Micro LED โดยใช้หลอด LED ขนาดเล็กกว่า 100 ไมโครเมตรที่สามารถเปล่งแสงสีแดง เขียว น้ำเงินได้ด้วยตัวเอง ทำให้ให้สีสันแม่นยำถึงระดับครอบคลุม 100% ของมาตรฐานสี BT.2020 ซึ่งเหนือกว่า QD-TV ส่วนใหญ่ที่ทำได้เพียงประมาณ 85% นี่ทำให้ Micro RGB กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้เคียง “จอภาพสมบูรณ์แบบ” มากที่สุดในปัจจุบัน

    แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น แต่ทีวีรุ่นนี้ยังเป็นเพียง “คอนเซ็ปต์” และจะไม่ถูกวางขายจริงในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เช่น Micro LED 114 นิ้วราคา 150,000 ดอลลาร์ หรือ Micro RGB 115 นิ้วราคา 29,999 ดอลลาร์ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าหากรุ่น 130 นิ้วนี้ผลิตจริง ราคาน่าจะสูงลิ่วจนเป็นสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Samsung เปิดตัว Micro RGB TV ขนาด 130 นิ้ว รุ่น R95H
    เป็นทีวี Micro RGB ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัว

    ใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณภาพภาพและลดแสงสะท้อน
    มาพร้อมเทคโนโลยี Glare Free และ Vision AI Companion

    Micro RGB ให้ความแม่นยำของสีสูงถึง 100% BT.2020
    เหนือกว่า QD-TV ส่วนใหญ่ที่ทำได้ประมาณ 85%

    รุ่นนี้เป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ยังไม่วางขายจริง
    ราคาคาดว่าจะสูงมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ราคาของทีวี Micro RGB มีแนวโน้มสูงมาก
    รุ่นก่อนหน้าแตะหลักหลายหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์

    ขาตั้งโลหะดีไซน์แปลกตาอาจไม่เข้ากับบ้านส่วนใหญ่
    แม้จะรองรับน้ำหนักและปรับมุมได้ดี

    เป็นเพียงคอนเซ็ปต์ อาจไม่เข้าสู่สายการผลิตจริง
    เทคโนโลยีอาจยังไม่พร้อมสำหรับตลาดทั่วไป

    ขนาด 130 นิ้วต้องการพื้นที่ติดตั้งขนาดใหญ่
    ไม่เหมาะกับห้องนั่งเล่นทั่วไปหรือพื้นที่จำกัด


    https://www.slashgear.com/2070647/samsung-r95h-micro-rgb-reveal/
    📺✨ Samsung เปิดตัว Micro RGB TV ขนาด 130 นิ้ว—ทีวีคอนเซ็ปต์ที่ล้ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา Samsung เปิดตัวทีวี Micro RGB รุ่น R95H ขนาดมหึมา 130 นิ้วในงาน CES 2026 ซึ่งถือเป็นทีวี Micro RGB ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัวมา จุดเด่นของรุ่นนี้คือการนำเทคโนโลยี Micro RGB รุ่นใหม่มาใช้ร่วมกับระบบ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำของสี ความคมชัด และการจัดการแสงสะท้อนผ่านเทคโนโลยี Glare Free ที่ช่วยลดเงาสะท้อนบนหน้าจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ภาพคมชัดแม้ในห้องที่มีแสงรบกวนสูง ทีวีรุ่นนี้ยังมาพร้อม Vision AI Companion ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยกับทีวีเพื่อค้นหาคอนเทนต์หรือรับคำแนะนำได้โดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Samsung ต้องการผลักดันทีวีให้เป็นอุปกรณ์สมาร์ตที่ตอบสนองการใช้งานมากกว่าแค่การรับชมภาพยนตร์หรือรายการทั่วไป นอกจากนี้ดีไซน์ของตัวเครื่องยังโดดเด่นด้วยขาตั้งโลหะขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายกระดานดำแบบเคลื่อนที่ ซึ่งแม้จะดูแปลกตา แต่ก็ช่วยรองรับน้ำหนักและการปรับมุมของจอได้ดี เทคโนโลยี Micro RGB เองถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ของ Micro LED โดยใช้หลอด LED ขนาดเล็กกว่า 100 ไมโครเมตรที่สามารถเปล่งแสงสีแดง เขียว น้ำเงินได้ด้วยตัวเอง ทำให้ให้สีสันแม่นยำถึงระดับครอบคลุม 100% ของมาตรฐานสี BT.2020 ซึ่งเหนือกว่า QD-TV ส่วนใหญ่ที่ทำได้เพียงประมาณ 85% นี่ทำให้ Micro RGB กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้เคียง “จอภาพสมบูรณ์แบบ” มากที่สุดในปัจจุบัน แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น แต่ทีวีรุ่นนี้ยังเป็นเพียง “คอนเซ็ปต์” และจะไม่ถูกวางขายจริงในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เช่น Micro LED 114 นิ้วราคา 150,000 ดอลลาร์ หรือ Micro RGB 115 นิ้วราคา 29,999 ดอลลาร์ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าหากรุ่น 130 นิ้วนี้ผลิตจริง ราคาน่าจะสูงลิ่วจนเป็นสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะกลุ่มเท่านั้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Samsung เปิดตัว Micro RGB TV ขนาด 130 นิ้ว รุ่น R95H ➡️ เป็นทีวี Micro RGB ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัว ✅ ใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณภาพภาพและลดแสงสะท้อน ➡️ มาพร้อมเทคโนโลยี Glare Free และ Vision AI Companion ✅ Micro RGB ให้ความแม่นยำของสีสูงถึง 100% BT.2020 ➡️ เหนือกว่า QD-TV ส่วนใหญ่ที่ทำได้ประมาณ 85% ✅ รุ่นนี้เป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ยังไม่วางขายจริง ➡️ ราคาคาดว่าจะสูงมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ราคาของทีวี Micro RGB มีแนวโน้มสูงมาก ⛔ รุ่นก่อนหน้าแตะหลักหลายหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์ ‼️ ขาตั้งโลหะดีไซน์แปลกตาอาจไม่เข้ากับบ้านส่วนใหญ่ ⛔ แม้จะรองรับน้ำหนักและปรับมุมได้ดี ‼️ เป็นเพียงคอนเซ็ปต์ อาจไม่เข้าสู่สายการผลิตจริง ⛔ เทคโนโลยีอาจยังไม่พร้อมสำหรับตลาดทั่วไป ‼️ ขนาด 130 นิ้วต้องการพื้นที่ติดตั้งขนาดใหญ่ ⛔ ไม่เหมาะกับห้องนั่งเล่นทั่วไปหรือพื้นที่จำกัด https://www.slashgear.com/2070647/samsung-r95h-micro-rgb-reveal/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    Samsung Unveils 'World's Largest' Micro RGB TV - SlashGear
    Samsung's new Micro RGB TV concept, model name R95H, is a massive 130-inch TV that comes with its own metal stand.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา
    เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา
    เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 15 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา
    เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ
    #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    ทาน ศีล มรรค ปล่อยวาง ปัญญา เส้นธรรมความรู้สึกตัวในขณะเนืองๆ ล้วนต้องเดินลำพัง สาธุ #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด

    Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น

    เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode

    แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา

    สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode
    ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว
    อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง
    โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย

    ปัญหาที่เกิดขึ้น
    Inline suggestions รบกวน shell
    ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก
    ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI

    สิ่งที่ชอบใน Zed
    เร็วมาก ตอบสนองทันที
    UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที
    ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ
    เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์

    จุดที่ต้องปรับตัว
    ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode
    ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก
    ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก

    การตั้งค่า Python บน Zed
    ใช้ Basedpyright เป็น default
    ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml
    ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์

    ปัญหาที่พบ
    การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright]
    ต้องแก้ทีละโปรเจกต์
    เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด

    บทสรุปของผู้เขียน
    Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go
    ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด”
    VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว

    https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    🧑‍💻⚡ นักพัฒนาเปลี่ยนจาก VSCode มาใช้ Zed แบบถาวร — เร็วกว่า เบากว่า และไม่มี AI ยัดเยียด Victor Skvortsov นักพัฒนาที่ใช้ VSCode มานานหลายปีตัดสินใจย้ายมาใช้ Zed แบบเต็มตัวในปลายปี 2025 หลังจากรู้สึกว่า VSCode เริ่ม “หนัก ช้า และเต็มไปด้วยฟีเจอร์ AI ที่รบกวนการทำงาน” โดยเฉพาะการบังคับใช้ Copilot แม้จะปิดไปแล้วก็ตาม เขาเล่าว่าอัปเดตแต่ละครั้งมักเพิ่มฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่ต้องคอยปิดเอง ทำให้ settings.json ของเขายาวขึ้นเรื่อย ๆ และตัวโปรแกรมก็เริ่ม crash บ่อยขึ้น เมื่อทดลองใช้ Zed เขาพบว่า UI คุ้นเคยเหมือน VSCode แต่ เร็วกว่า เสถียรกว่า และไม่มีฟีเจอร์ AI ที่ยัดเยียด การทำงานลื่นไหลจนทำให้เขารู้สึก “กลับมามีความสุขกับการเขียนโค้ดอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม การตั้งค่า Python บน Zed ยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องปรับแต่งเอง โดยเฉพาะเรื่อง type checking ของ Basedpyright ที่ทำงานต่างจาก Pyright ใน VSCode แม้จะมีจุดที่ต้องเรียนรู้ แต่ Zed ทำงานได้ดีมากกับ Go และภาษาอื่น ๆ โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม เขายังชื่นชมว่า Zed เสถียร ไม่มีอาการค้างหรือ crash ตลอดสองสัปดาห์ที่ใช้งาน และ ecosystem แม้จะเล็กกว่า VSCode มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับงานจริงของเขา สุดท้าย Victor เชื่อว่า Zed คือคู่แข่งที่ “จริงจังที่สุด” ของ VSCode ในรอบหลายปี และหวังว่า Microsoft จะกลับมาทำให้ VSCode “ใช้งานง่ายเหมือนเดิม” อีกครั้ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไมถึงเลิกใช้ VSCode ➡️ ฟีเจอร์ AI (Copilot) ถูกบังคับแม้ปิดแล้ว ➡️ อัปเดตแต่ละครั้งเพิ่มสิ่งที่ต้องปิดเอง ➡️ โปรแกรมเริ่มช้า หน่วง และ crash บ่อย ‼️ ปัญหาที่เกิดขึ้น ⛔ Inline suggestions รบกวน shell ⛔ ต้องเพิ่ม opt-out ใน settings.json จำนวนมาก ⛔ ความเสถียรลดลงหลังเน้นฟีเจอร์ AI ✅ สิ่งที่ชอบใน Zed ➡️ เร็วมาก ตอบสนองทันที ➡️ UI คล้าย VSCode ใช้งานต่อได้ทันที ➡️ ไม่มี AI รบกวน และฟีเจอร์ AI ถูกซ่อนไว้ ไม่บังคับ ➡️ เสถียร ไม่ crash ตลอดหลายสัปดาห์ ‼️ จุดที่ต้องปรับตัว ⛔ ไม่มีแถบ “Open Editors” แบบ VSCode ⛔ ต้องใช้ file search (Cmd+P) เป็นหลัก ⛔ ecosystem เล็กกว่า VSCode มาก ✅ การตั้งค่า Python บน Zed ➡️ ใช้ Basedpyright เป็น default ➡️ ต้องตั้งค่า typeCheckingMode เองใน pyproject.toml ➡️ ปิด pull diagnostics เพื่อให้ error อัปเดตแบบเรียลไทม์ ‼️ ปัญหาที่พบ ⛔ การตั้งค่าใน settings.json ไม่ทำงานถ้ามี [tool.pyright] ⛔ ต้องแก้ทีละโปรเจกต์ ⛔ เอกสารของ Zed ยังไม่ชัดเจนในบางจุด ✅ บทสรุปของผู้เขียน ➡️ Zed กลายเป็น IDE หลักสำหรับ Python และ Go ➡️ ใช้งานง่าย เร็ว และให้ความรู้สึก “สนุกกับการเขียนโค้ด” ➡️ VSCode ได้คู่แข่งที่แท้จริงแล้ว https://tenthousandmeters.com/blog/i-switched-from-vscode-to-zed/
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 47 มุมมอง 0 รีวิว
  • 🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷

    #รวมข่าวIT #20260106 #TechRadar

    What the post‑quantum shift means for your security strategy
    ยุคควอนตัมกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่คิด ทำให้ระบบความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตอย่าง TLS เสี่ยงต่อการถูกเจาะด้วยพลังประมวลผลระดับใหม่ที่สามารถถอดรหัสข้อมูลย้อนหลังได้ ส่งผลให้ธุรกิจและองค์กรต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม เช่น ML‑KEM และโซลูชัน hybrid TLS เพื่อป้องกันข้อมูลระยะยาวก่อนที่ผู้โจมตีจะได้เปรียบในวันที่ควอนตัมพร้อมใช้งานจริง
    https://www.techradar.com/pro/what-the-post-quantum-shift-means-for-your-security-strategy

    Data sovereignty: not just an issue for governments
    ความกังวลเรื่องอธิปไตยข้อมูลพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก เมื่อข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกเก็บและประมวลผลข้ามพรมแดน ทำให้องค์กรทุกภาคส่วน—from โรงพยาบาลไปจนถึงระบบขนส่ง—เสี่ยงต่อการถูกควบคุมโดยกฎหมายต่างประเทศ จึงเกิดกระแสหันมาใช้ sovereign cloud และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้กฎหมายท้องถิ่น เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของผู้ใช้ในระยะยาว
    https://www.techradar.com/pro/data-sovereignty-not-just-an-issue-for-governments

    Nearly half a million patients exposed in healthcare breach
    การโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health กลายเป็นเหตุร้ายแรงกว่าที่คาด เมื่อจำนวนผู้ป่วยที่ข้อมูลรั่วไหลพุ่งจาก 8,000 เป็นเกือบ 500,000 ราย โดยข้อมูลที่ถูกขโมยรวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ ไปจนถึงประวัติการรักษา ซึ่งถูกกลุ่ม Qilin นำไปเผยแพร่ ทำให้ผู้เสียหายเสี่ยงต่อการถูกขโมยตัวตนและฉ้อโกงในอนาคต แม้องค์กรจะเริ่มเสนอการป้องกันตัวตนให้ฟรีก็ตาม
    https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know

    Battle of the OLEDs: LG and Samsung both unveil 4,500‑nit panels
    LG และ Samsung เปิดศึกจอ OLED รุ่นใหม่ที่อ้างว่าสามารถดันความสว่างสูงสุดถึง 4,500 นิต ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม แม้ตัวเลขนี้จะเป็นค่าที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องแล็บและความสว่างจริงในทีวีจะต่ำกว่านั้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นการยกระดับคุณภาพภาพอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณว่าทีวีรุ่นปี 2026 จะสว่าง คม และสะท้อนแสงน้อยกว่าเดิมมาก https://www.techradar.com/televisions/battle-of-the-oleds-lg-and-samsung-both-unveil-panels-with-4-500-nit-brightness-claims-but-theres-a-catch

    Grok รุกตลาดองค์กรเต็มตัวด้วยแผน Business และ Enterprise
    xAI เปิดตัว Grok เวอร์ชัน Business และ Enterprise ที่มาพร้อมมาตรการความปลอดภัยเข้มขึ้น ไม่ใช้ข้อมูลลูกค้าฝึกโมเดล และรองรับการเชื่อมต่อกับบริการอย่าง Google Drive เพื่อดึงดูดองค์กรที่ต้องการทางเลือกใหม่แทน ChatGPT หรือ Gemini โดยมีฟีเจอร์จัดการทีม การตรวจสอบความปลอดภัย และตัวเลือกเข้ารหัสระดับองค์กร พร้อมค่าบริการเริ่มต้น 30 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่าคู่แข่งโดยตรงของตลาด AI ระดับธุรกิจ
    https://www.techradar.com/pro/elon-musk-goes-all-in-on-smbs-with-new-grok-enterprise-and-business-offerings

    กล้องแอ็กชัน 8K ตัวจิ๋วจาก Leaptic ท้าชน DJI
    บริษัทจีนหน้าใหม่ Leaptic เตรียมเปิดตัวกล้องแอ็กชันขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ที่รองรับวิดีโอ 8K ในงาน CES 2026 ซึ่งดีไซน์คล้าย DJI Osmo Nano และมาพร้อมฟีเจอร์ AI เช่น การตรวจจับวัตถุ การสั่งงานด้วยเสียง และระบบตัดต่ออัตโนมัติ ทำให้ตลาดกล้องพกพาอาจร้อนแรงขึ้นเมื่อผู้เล่นรายใหม่พร้อมท้าชน DJI และ Insta360 แบบเต็มตัว
    https://www.techradar.com/cameras/action-cameras/djis-tiny-action-cam-will-soon-get-a-big-8k-rival-from-a-mysterious-chinese-company

    วิกฤต RAM ฉุดตลาดการ์ดจอ RTX 5000 ขาดตลาด–ราคาพุ่ง
    รายงานจากผู้ขายในยุโรปเผยว่า GPU ตระกูล Nvidia RTX 5000 หลายรุ่นเริ่มขาดตลาดเพราะวิกฤตหน่วยความจำ GDDR7 ที่ถูกแย่งไปใช้ในงาน AI ส่งผลให้รุ่นท็อปอย่าง RTX 5080 และ 5090 ราคาพุ่งเกิน MSRP อย่างหนัก และอาจทำให้ตลาดกลับไปสู่ยุคขาดแคลนแบบช่วงโควิด หากสถานการณ์ RAM ยังไม่คลี่คลายเร็ว ๆ นี้
    https://www.techradar.com/computing/gpu/pc-gamers-face-a-miserable-new-year-as-nvidia-rtx-5000-gpus-are-reportedly-hit-by-shortages-due-to-ram-crisis

    8BitDo FlipPad คอนโทรลเลอร์พับได้สำหรับเล่นเกมเรโทรบนมือถือ
    8BitDo เปิดตัว FlipPad คอนโทรลเลอร์แบบเสียบ USB‑C ที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมเรโทรบนมือถือโดยเฉพาะ มาพร้อมปุ่ม D‑pad และปุ่มพื้นฐานโดยไม่มีอนาล็อก ทำให้เหมาะกับเกมคลาสสิกหรือแอปอีมูเลชัน และจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2026 ก่อนวางขายช่วงซัมเมอร์ปีเดียวกัน รองรับทั้ง iPhone และ Android
    https://www.techradar.com/gaming/8bitdos-flippad-controller-could-be-a-great-way-to-play-retro-games-on-your-phone

    ข้อมูลผู้ป่วยเกือบครึ่งล้านรายถูกเปิดเผยจากเหตุโจมตี Covenant Health
    การสืบสวนล่าสุดพบว่าการโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health ในปี 2025 รุนแรงกว่าที่รายงานไว้มาก โดยข้อมูลผู้ป่วยราว 500,000 รายถูกขโมย รวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ และข้อมูลการรักษา กลุ่ม Qilin จากรัสเซียอ้างความรับผิดชอบและปล่อยข้อมูลกว่า 852GB ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเสี่ยงต่อการขโมยตัวตนและการฉ้อโกงอย่างมาก
    https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know

     EU เตรียมเข้มงวดกฎเทคโนโลยีปี 2026 ขณะสหรัฐขู่ตอบโต้
    ความตึงเครียดด้านกฎระเบียบเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น หลัง EU เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลและปรับบริษัทเทคยักษ์จากสหรัฐหลายราย ขณะที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้ทรัมป์มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและเตรียมมาตรการตอบโต้ ทำให้ปี 2026 อาจเป็นปีที่การแข่งขันด้านอำนาจกำกับดูแลเทคโนโลยีระหว่างสองขัวยักษ์ใหญ่เข้มข้นยิ่งขึ้น
    https://www.techradar.com/pro/eu-gears-up-for-even-more-tough-tech-enforcement-in-2026-as-trump-warns-of-retaliation

     Garmin อาจอัปเกรด Health Status ให้ดูข้อมูลสุขภาพแบบไทม์ไลน์
    มีสัญญาณว่า Garmin เตรียมยกระดับฟีเจอร์ Health Status ให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลสุขภาพหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในรูปแบบไทม์ไลน์ แทนการดูแบบวันต่อวันเหมือนปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มสุขภาพชัดเจนขึ้น และอาจเป็นการแก้ข้อจำกัดสำคัญของระบบติดตามสุขภาพในแอป Garmin Connect
    https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-trackers/garmin-could-be-gearing-up-for-an-exciting-but-overdue-health-status-upgrade-heres-what-we-know-so-far

     Anker เปิดตัวหูฟังปรับโหมดได้ทั้งแบบเปิดหูและแบบซีล ANC
    Anker Soundcore เปิดตัว AeroFit 2 Pro หูฟังที่สามารถสลับจากโหมดเปิดหูเป็นแบบซีลเพื่อใช้ ANC ได้ด้วยการปรับตำแหน่งขาเกี่ยวหู พร้อมระบบเซ็นเซอร์ที่ปรับ EQ อัตโนมัติตามรูปแบบการใช้งาน มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ รองรับ Spatial Audio และออกแบบมาเพื่อความสบายในการใช้งานยาวนาน
    https://www.techradar.com/audio/earbuds-airpods/anker-soundcore-unveils-open-earbuds-that-can-adapt-to-be-ear-sealing-anc-buds-too-is-this-the-best-of-both-audio-worlds

     LastPass ถูกแฮกในอดีตยังส่งผลต่อการขโมยคริปโตในปัจจุบัน
    รายงานล่าสุดเผยว่าการเจาะระบบ LastPass ในปี 2022 ยังคงสร้างความเสียหายต่อเนื่อง โดยแฮกเกอร์สามารถถอดรหัส vault ของผู้ใช้ที่ตั้งรหัสไม่ซับซ้อน และขโมย seed phrase ของกระเป๋าคริปโตไปใช้ย้ายเงินออก รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 35–100 ล้านดอลลาร์ พร้อมมีการฟอกเงินผ่านบริการ mixing หลายแห่ง
    https://www.techradar.com/pro/security/historic-lastpass-breach-enabling-cryptocurrency-theft-investigation-reveals

    Hisense เปิดตัวนวัตกรรมทีวี 3 รุ่นใหม่ใน CES 2026
    Hisense เดินหน้าปฏิวัติวงการทีวีด้วย RGB mini‑LED รุ่นใหม่ที่ขยายไลน์ลงสู่ขนาด 50–100 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี RGB mini‑LED Evo ที่เพิ่มสีไซแอนเพื่อความสมจริงยิ่งขึ้น และ RGBY MicroLED ที่เพิ่มสีเหลืองเป็นแม่สีที่สี่เพื่อมอบมุมมองและความคมชัดที่เหนือกว่า ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดทีวีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสีสันจัดจ้านและความสว่างระดับใหม่ที่อาจท้าทาย OLED ในอนาคต
    https://www.techradar.com/televisions/hisense-unveils-3-new-tv-innovations-at-ces-2026-and-theyre-all-about-mind-blowing-color

    แฮ็กเกอร์ Bitfinex ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดด้วยกฎหมาย First Step Act
    Ilya Lichtenstein แฮ็กเกอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการขโมย Bitcoin 120,000 เหรียญจาก Bitfinex ในปี 2016 ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด พร้อมภรรยา Heather Morgan หลังได้รับเครดิตลดโทษจากกฎหมาย First Step Act ทั้งคู่ประกาศว่าจะเริ่มต้นใหม่หลังจากหลายปีที่ต้องแยกจากกัน และคดีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของโลกคริปโต
    https://www.techradar.com/pro/security/crypto-thief-released-early-thanks-to-trumps-first-step-act

    Apple Vision Pro อาจใกล้ถึงทางตันหลังยอดขายตกหนัก
    รายงานล่าสุดเผยว่า Apple ลดการผลิตและงบการตลาดของ Vision Pro ลงถึง 95% หลังยอดขายไม่เข้าเป้า แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยแต่ราคาที่สูงและการใช้งานที่จำกัดใน ecosystem ของ Apple ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปไม่ตอบรับมากนัก ส่งผลให้อนาคตของอุปกรณ์ XR ตัวนี้เริ่มไม่สดใส แม้ Apple ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AR ต่อไป
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/it-looks-like-the-end-is-coming-for-the-apple-vision-pro-im-not-even-surprised

    ปี 2026 อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับ OnePlus ในการกลับมาทำมือถือพับได้
    ตลาดมือถือพับได้กำลังคึกคักจากการขยับของ Samsung, Motorola และแบรนด์จีนหลายเจ้า ทำให้ปี 2026 กลายเป็นจังหวะทองที่ OnePlus อาจกลับมาด้วย OnePlus Open 2 หลังรุ่นแรกเคยได้รับคำชมอย่างมาก หาก OnePlus ผสมผสานดีไซน์ระดับพรีเมียมกับราคาที่คุ้มค่าได้ ก็มีโอกาสท้าชนเจ้าตลาดได้ไม่ยาก
    https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/2026-is-the-perfect-year-for-oneplus-to-release-another-folding-phone-heres-why

    Audeze Maxwell 2 เฮดเซ็ตเกมมิ่งระดับออดิโอไฟล์เปิดตัวแล้ว
    Audeze เปิดตัว Maxwell 2 เฮดเซ็ตไร้สายรุ่นอัปเกรดที่มาพร้อมเทคโนโลยี SLAM เพื่อมอบเสียงที่มีมิติและเบสทรงพลัง ใช้ไดรเวอร์ planar magnetic ขนาดใหญ่ 90 มม. พร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวนแบบ AI และแบตเตอรี่ใช้งานได้กว่า 80 ชั่วโมง ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับสูงสุด
    https://www.techradar.com/gaming/audeze-announces-the-maxwell-2-gaming-headset-an-overhaul-of-its-predecessor-that-is-targeted-firmly-at-audiophile-gamers-and-you-can-buy-it-now

    Samsung Galaxy S26 Ultra อาจไม่อัปเกรดกล้อง แต่แลกกับการ “ไม่ขึ้นราคา”
    Samsung Galaxy S26 Series ถูกคาดว่าจะไม่มีการอัปเกรดกล้องครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรุ่น Ultra ที่อาจเปลี่ยนเพียงดีไซน์โมดูลเล็กน้อย ขณะที่รุ่น S26 และ S26+ อาจเข้าสู่ปีที่ 4 โดยไม่เพิ่มสเปกกล้องเลย แม้จะดูน่าผิดหวัง แต่เหตุผลสำคัญคือ Samsung ต้องการ “ตรึงราคา” ไว้เท่าเดิมท่ามกลางต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากความต้องการด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้การไม่ขึ้นราคาอาจเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แม้จะแลกกับการอัปเกรดที่น้อยลงก็ตาม
    https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/the-samsung-galaxy-s26-ultra-might-not-get-any-camera-upgrades-but-thats-fine-if-it-means-we-avoid-a-price-hike

    Boston Dynamics เปิดตัว Atlas รุ่นผลิตจริง เตรียมเข้าทำงานในโรงงานปี 2028
    Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จาก Boston Dynamics ก้าวจากต้นแบบสู่ “สินค้าจริง” พร้อมทำงานในโรงงานของ Hyundai ภายในปี 2028 โดยรุ่นใหม่นี้เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด มี 56 องศาการเคลื่อนไหว ยกของหนักได้ถึง 110 ปอนด์ มีระบบกันสภาพอากาศ และมือที่มีเซนเซอร์สัมผัส อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ภายในหนึ่งวัน ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่เน้นช่วยงานหนักและงานซ้ำซากเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มนุษย์ในสายการผลิต
    https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/boston-dynamics-atlas-humanoid-robot-is-now-a-product-and-heading-to-factories-in-2028

    แฮ็กเกอร์อ้างขโมยข้อมูลวิศวกรรมกว่า 800 ไฟล์จากบริษัทสหรัฐ พร้อมขายให้ผู้สนใจ
    กลุ่มแฮ็กเกอร์ประกาศว่าพวกเขาได้เจาะระบบ Pickett and Associates บริษัทวิศวกรรมในฟลอริดา และขโมยข้อมูลสำคัญกว่า 800 ไฟล์ เช่น LiDAR, แผนที่โครงสร้างไฟฟ้า, ไฟล์ออกแบบ และข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทพลังงานรายใหญ่ในสหรัฐ ก่อนนำไปขายในราคา 6.5 BTC (ราว $600,000) โดย Duke Energy อยู่ระหว่างตรวจสอบเหตุการณ์นี้ ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มโจมตีกำลังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
    https://www.techradar.com/pro/security/hackers-claim-breach-of-engineering-firm-offer-sale-of-info-on-three-major-us-utilities

    Garmin เปิดตัวกล้อง DualView สำหรับรถบรรทุก ช่วยกำจัดจุดบอดรอบคัน
    Garmin เปิดตัว dēzl DualView ระบบกล้องภายนอกสองตัวที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดจุดบอดของรถบรรทุกโดยเฉพาะ กล้องมีมาตรฐานกันน้ำ IPX7 ให้ภาพรอบคันพร้อมแจ้งเตือนเมื่อมีรถเข้ามาในจุดบอด รองรับการบันทึกวิดีโอ 1080p และเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตหรือ GPS ของ Garmin เพื่อสั่งงานด้วยเสียง อุปกรณ์นี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อผู้ขับและผู้ใช้ถนนอื่น โดยวางจำหน่ายที่ราคา $999.99
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/dash-cams/garmin-unveils-a-new-rugged-cam-designed-to-cover-blind-spots-and-its-the-safety-device-truck-drivers-need

    LEGO เปิดตัว Smart Play ใส่ชิปในก้อนอิฐ พร้อมเปิดตัวชุด Star Wars รุ่นแรก
    LEGO เปิดตัว “Smart Brick” อิฐรุ่นใหม่ที่ซ่อนชิปและเซนเซอร์ภายใน ทำให้สามารถตรวจจับตำแหน่งของมินิฟิกเกอร์หรือแท็กพิเศษเพื่อสร้างเสียง เอฟเฟกต์ไฟ และปฏิกิริยาต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องใช้แอปหรือการเชื่อมต่อออนไลน์ ชุดแรกที่รองรับคือ LEGO Star Wars 3 รุ่นใหม่ เช่น X-Wing และ TIE Fighter ซึ่งจะตอบสนองด้วยเสียงเครื่องยนต์ แสงดาบ และเอฟเฟกต์อื่น ๆ เพิ่มมิติใหม่ให้การเล่นโดยไม่ทำลายความคลาสสิกของ LEGO
    https://www.techradar.com/streaming/entertainment/the-lego-brick-just-got-its-biggest-upgrade-yet-with-smart-play-and-its-coming-to-star-wars-sets-first

     Acer เปิดตัวไลน์อัป CES 2026 พร้อมโน้ตบุ๊ก AI และสกู๊ตเตอร์เกมมิ่ง Predator
    Acer เปิดศักราช CES 2026 ด้วยกองทัพโน้ตบุ๊กใหม่ที่ใช้ชิป Intel Core Ultra Series 3 ทั้ง Aspire AI, Swift AI และรุ่นเกมมิ่ง Predator/Nitro ที่เน้นประสิทธิภาพ AI เป็นพิเศษ พร้อมเปิดตัวมอนิเตอร์เกมมิ่ง 1000Hz, โปรเจ็กเตอร์ Vero รุ่นใหม่ และอุปกรณ์เครือข่าย Wi-Fi 7 แต่ไฮไลต์ที่สะดุดตาที่สุดคือ Predator ES Storm Pro สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์เกมมิ่งพร้อมไฟ RGB และระยะวิ่งราว 60 กม. ซึ่งสะท้อนความพยายามของ Acer ในการขยายแบรนด์ Predator ไปสู่ไลฟ์สไตล์นอกเหนือจากเกมมิ่งโดยตรง
    https://www.techradar.com/tech-events/acers-ces-2026-reveals-include-laptops-displays-and-a-gaming-themed-e-scooter-apparently

     HyperX จับมือ Neurable พัฒนาเฮดเซ็ตอ่านคลื่นสมองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเกมเมอร์
    HyperX และ Neurable เผยเทคโนโลยีเฮดเซ็ตเกมมิ่งที่ฝังเซ็นเซอร์ EEG เพื่ออ่านคลื่นสมองแบบเรียลไทม์ ช่วยผู้เล่นเข้าสู่โหมดโฟกัส ลดภาวะ “tilt” และเพิ่มความแม่นยำ โดยระบบจะประเมิน cognitive load และระดับสมาธิ พร้อมโหมด “Prime” ที่ฝึกสมองก่อนเล่นเกม ซึ่งทดสอบแล้วช่วยเพิ่มความแม่นยำและลด reaction time ได้จริง ถือเป็นก้าวใหม่ของอุปกรณ์เกมมิ่งที่ผสานประสาทวิทยาเข้ากับการเล่นเกมอย่างเป็นรูปธรรม
    https://www.techradar.com/gaming/gaming-accessories/hyperx-is-working-with-brain-scanning-company-neurable-on-a-gaming-headset-that-aims-to-offer-prevention-of-tilt-and-good-practice-not-crap-practice

     Nvidia ซีอีโอ Jensen Huang ชี้ “ทั้งสแต็กกำลังถูกเปลี่ยนใหม่” พร้อมยุค AI รุ่นถัดไป
    Jensen Huang ขึ้นเวที CES 2026 พร้อมประกาศว่าทั้งอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยทุกเลเยอร์ของ AI ถูกออกแบบใหม่ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์จนถึงซอฟต์แวร์ พร้อมเผยชิปเจเนอเรชันใหม่ Vera Rubin ที่รวม CPU และ GPU เพื่อรองรับ AI Factory ขนาดใหญ่ รวมถึงแนวคิด “Physical AI” ที่ช่วยให้โมเดลเข้าใจโลกจริงมากขึ้น สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Nvidia ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์ม AI ครบวงจรสำหรับอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/the-entire-stack-is-being-changed-nvidia-ceo-jensen-huang-looks-ahead-to-the-next-generation-of-ai

    Keebmon มินิพีซีสุดล้ำ รวมคีย์บอร์ดกลไก + จอทัช 21:9 + Ryzen AI ในเครื่องเดียว
    Keebmon เปิดตัวอุปกรณ์ลูกผสมที่รวมมินิพีซี คีย์บอร์ดกลไก และจอสัมผัสอัตราส่วน 21:9 ไว้ในบอดี้พับได้เครื่องเดียว ใช้ชิป Ryzen AI 9 HX 370 รองรับ RAM สูงสุด 64GB และ SSD 8TB พร้อมพอร์ตครบครันทั้ง USB4, HDMI 2.1 และ OCuLink เหมาะกับสายพกพาที่ต้องการพลังประมวลผลระดับจริงจัง โดยโครงการ Kickstarter ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามเกินเป้าหลายเท่า
    https://www.techradar.com/pro/you-have-never-seen-a-mini-pc-like-this-keebmon-is-a-ryzen-ai-powered-pc-with-a-mechanical-keyboard-a-21-9-touchscreen-display-64gb-ram-and-an-8tb-ssd

     ไต้หวันถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนกว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันในปี 2025
    รายงานจากสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนเฉลี่ยวันละ 2.63 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และมากกว่า 113% เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยการโจมตีมักเกิดควบคู่กับกิจกรรมทางทหารหรือเหตุการณ์การเมือง สะท้อนยุทธศาสตร์ “สงครามไฮบริด” ที่จีนใช้กดดันไต้หวันผ่านการสอดแนม การขโมยข้อมูล และการรบกวนระบบสำคัญของรัฐ
    https://www.techradar.com/pro/security/taiwanese-infrastructure-suffered-over-2-5-million-chinese-cyberattacks-per-day-in-2025-report-reveals

    Peacock เตรียมเป็นสตรีมมิงแรกที่รองรับ Dolby Vision 2 และ Atmos รุ่นใหม่
    Peacock เดินหน้าอัปเกรดประสบการณ์สตรีมมิงครั้งใหญ่ด้วยการรองรับ Dolby Vision 2 และ Dolby AC‑4 ซึ่งช่วยให้ภาพคมชัดขึ้น ลดอาการภาพกระตุกและ Soap Opera Effect พร้อมเสียง Atmos ที่ปรับแต่งได้ละเอียดกว่าเดิม ทั้งในคอนเทนต์ออนดีมานด์และไลฟ์สดอย่าง NBA, NFL และโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ทำให้แพลตฟอร์มนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านคุณภาพภาพและเสียงในปีนี้อย่างเต็มตัว
    https://www.techradar.com/streaming/entertainment/peacock-goes-all-in-on-dolby-with-vision-and-atmos-support

    Asus เปิดตัว ROG XREAL R1 แว่น AR สำหรับเกมเมอร์ หลังแยกทางกับ Meta
    Asus จับมือ XREAL เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG XREAL R1 ที่มาพร้อมจอ micro‑OLED 1080p ความสว่างสูง รีเฟรชเรต 240Hz และระบบเชื่อมต่อผ่าน USB‑C หรือ Dock ที่รองรับ DisplayPort และ HDMI เพื่อใช้งานกับ ROG Ally, PC หรือคอนโซล โดยเน้นประสบการณ์เกมบนจอเสมือนขนาดใหญ่ 171 นิ้ว พร้อมฟีเจอร์เลนส์ปรับแสงอัตโนมัติและเสียงจูนโดย Bose ถือเป็นก้าวใหม่ของ Asus หลังยุติโครงการร่วมกับ Meta
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/goodbye-meta-hello-xreal-asus-announces-rog-xreal-r1-ar-gaming-glasses-following-termination-of-its-horizon-os-headset

    จอ 5K แบบ Snap‑on พร้อม SSD ซ่อนในตัว คู่หูใหม่ของ Mac mini
    StudioDock Pro คือมอนิเตอร์ 27 นิ้ว 5K ที่ออกแบบมาให้ Mac mini สวมเข้าไปในตัวเครื่องได้เลย พร้อมฮับพอร์ตครบชุดและช่องใส่ SSD M.2 สูงสุด 8TB แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ รุ่น Premium รองรับ Thunderbolt 5 ให้แบนด์วิดท์สูงถึง 120Gbps พร้อมพอร์ต 2.5G Ethernet และ SD UHS‑II ทั้งหมดนี้ในราคาเปิดตัว $699 ทำให้เป็นโซลูชันแบบ All‑in‑One สำหรับโต๊ะทำงานที่ต้องการความเรียบและประสิทธิภาพสูง
    https://www.techradar.com/pro/this-usd699-5k-thunderbolt-5-monitor-is-the-perfect-partner-for-your-apple-mac-mini-and-even-comes-with-a-hidden-ssd-slot

    Intel เปิดตัว Core Ultra Series 3 (Panther Lake) พร้อมชิปกราฟิกใหม่แรงระดับ RTX 3050
    Intel เปิดตัวชิปรุ่นใหม่ Core Ultra Series 3 (Panther Lake) ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Intel 18A เน้นประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน โดยไฮไลต์คือ GPU ใหม่ Intel Arc B390 ที่รองรับ multiframe generation ผ่าน XeSS 3 ทำให้เล่นเกมอย่าง Battlefield 6 ที่ 1080p ได้ถึง 147fps พร้อมประกาศแพลตฟอร์มสำหรับเครื่องเกมพกพาแข่งกับ AMD Z‑series และชูจุดเด่นด้าน AI ที่ร่วมพัฒนากับ Microsoft อย่างใกล้ชิด
    https://www.techradar.com/computing/cpu/intel-launches-new-core-ultra-300-series-processors-at-ces-2026-will-panther-lake-deliver-the-win-that-intel-needs

    Dell ชุบชีวิตแบรนด์ XPS พร้อมดีไซน์ใหม่และสเปกจัดเต็ม
    Dell ประกาศคืนชีพแบรนด์ XPS พร้อมเปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 ดีไซน์ใหม่หมดจด ใช้วัสดุพรีเมียม CNC Aluminum + Gorilla Glass พร้อมนำปุ่มฟังก์ชันแบบ Physical กลับมาแทนทัชบาร์ และเพิ่มโลโก้ XPS ไว้บนฝาเครื่องเป็นครั้งแรก ใช้ชิป Intel Core Ultra 300 พร้อมกราฟิก Arc รุ่นใหม่ แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 27 ชั่วโมง และตัวเครื่องบางเพียง 14.6 มม. ถือเป็นการกลับสู่จุดยืนเดิมของ XPS ในฐานะแล็ปท็อประดับพรีเมียมสำหรับผู้ใช้จริงจังและเกมเมอร์
    https://www.techradar.com/computing/dell-un-retires-its-iconic-xps-brand-at-ces-2026-were-getting-back-to-our-roots
    📌📡🩷 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🩷📡📌 #รวมข่าวIT #20260106 #TechRadar 🧬 What the post‑quantum shift means for your security strategy ยุคควอนตัมกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าที่คิด ทำให้ระบบความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตอย่าง TLS เสี่ยงต่อการถูกเจาะด้วยพลังประมวลผลระดับใหม่ที่สามารถถอดรหัสข้อมูลย้อนหลังได้ ส่งผลให้ธุรกิจและองค์กรต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม เช่น ML‑KEM และโซลูชัน hybrid TLS เพื่อป้องกันข้อมูลระยะยาวก่อนที่ผู้โจมตีจะได้เปรียบในวันที่ควอนตัมพร้อมใช้งานจริง 🔗 https://www.techradar.com/pro/what-the-post-quantum-shift-means-for-your-security-strategy 🛡️ Data sovereignty: not just an issue for governments ความกังวลเรื่องอธิปไตยข้อมูลพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก เมื่อข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกเก็บและประมวลผลข้ามพรมแดน ทำให้องค์กรทุกภาคส่วน—from โรงพยาบาลไปจนถึงระบบขนส่ง—เสี่ยงต่อการถูกควบคุมโดยกฎหมายต่างประเทศ จึงเกิดกระแสหันมาใช้ sovereign cloud และโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ภายใต้กฎหมายท้องถิ่น เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของผู้ใช้ในระยะยาว 🔗 https://www.techradar.com/pro/data-sovereignty-not-just-an-issue-for-governments 🏥 Nearly half a million patients exposed in healthcare breach การโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health กลายเป็นเหตุร้ายแรงกว่าที่คาด เมื่อจำนวนผู้ป่วยที่ข้อมูลรั่วไหลพุ่งจาก 8,000 เป็นเกือบ 500,000 ราย โดยข้อมูลที่ถูกขโมยรวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ ไปจนถึงประวัติการรักษา ซึ่งถูกกลุ่ม Qilin นำไปเผยแพร่ ทำให้ผู้เสียหายเสี่ยงต่อการถูกขโมยตัวตนและฉ้อโกงในอนาคต แม้องค์กรจะเริ่มเสนอการป้องกันตัวตนให้ฟรีก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know 📺 Battle of the OLEDs: LG and Samsung both unveil 4,500‑nit panels LG และ Samsung เปิดศึกจอ OLED รุ่นใหม่ที่อ้างว่าสามารถดันความสว่างสูงสุดถึง 4,500 นิต ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม แม้ตัวเลขนี้จะเป็นค่าที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องแล็บและความสว่างจริงในทีวีจะต่ำกว่านั้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นการยกระดับคุณภาพภาพอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณว่าทีวีรุ่นปี 2026 จะสว่าง คม และสะท้อนแสงน้อยกว่าเดิมมาก 🔗 https://www.techradar.com/televisions/battle-of-the-oleds-lg-and-samsung-both-unveil-panels-with-4-500-nit-brightness-claims-but-theres-a-catch 🚀 Grok รุกตลาดองค์กรเต็มตัวด้วยแผน Business และ Enterprise xAI เปิดตัว Grok เวอร์ชัน Business และ Enterprise ที่มาพร้อมมาตรการความปลอดภัยเข้มขึ้น ไม่ใช้ข้อมูลลูกค้าฝึกโมเดล และรองรับการเชื่อมต่อกับบริการอย่าง Google Drive เพื่อดึงดูดองค์กรที่ต้องการทางเลือกใหม่แทน ChatGPT หรือ Gemini โดยมีฟีเจอร์จัดการทีม การตรวจสอบความปลอดภัย และตัวเลือกเข้ารหัสระดับองค์กร พร้อมค่าบริการเริ่มต้น 30 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่าคู่แข่งโดยตรงของตลาด AI ระดับธุรกิจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/elon-musk-goes-all-in-on-smbs-with-new-grok-enterprise-and-business-offerings 🎥 กล้องแอ็กชัน 8K ตัวจิ๋วจาก Leaptic ท้าชน DJI บริษัทจีนหน้าใหม่ Leaptic เตรียมเปิดตัวกล้องแอ็กชันขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ที่รองรับวิดีโอ 8K ในงาน CES 2026 ซึ่งดีไซน์คล้าย DJI Osmo Nano และมาพร้อมฟีเจอร์ AI เช่น การตรวจจับวัตถุ การสั่งงานด้วยเสียง และระบบตัดต่ออัตโนมัติ ทำให้ตลาดกล้องพกพาอาจร้อนแรงขึ้นเมื่อผู้เล่นรายใหม่พร้อมท้าชน DJI และ Insta360 แบบเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/cameras/action-cameras/djis-tiny-action-cam-will-soon-get-a-big-8k-rival-from-a-mysterious-chinese-company 💸 วิกฤต RAM ฉุดตลาดการ์ดจอ RTX 5000 ขาดตลาด–ราคาพุ่ง รายงานจากผู้ขายในยุโรปเผยว่า GPU ตระกูล Nvidia RTX 5000 หลายรุ่นเริ่มขาดตลาดเพราะวิกฤตหน่วยความจำ GDDR7 ที่ถูกแย่งไปใช้ในงาน AI ส่งผลให้รุ่นท็อปอย่าง RTX 5080 และ 5090 ราคาพุ่งเกิน MSRP อย่างหนัก และอาจทำให้ตลาดกลับไปสู่ยุคขาดแคลนแบบช่วงโควิด หากสถานการณ์ RAM ยังไม่คลี่คลายเร็ว ๆ นี้ 🔗 https://www.techradar.com/computing/gpu/pc-gamers-face-a-miserable-new-year-as-nvidia-rtx-5000-gpus-are-reportedly-hit-by-shortages-due-to-ram-crisis 🎮 8BitDo FlipPad คอนโทรลเลอร์พับได้สำหรับเล่นเกมเรโทรบนมือถือ 8BitDo เปิดตัว FlipPad คอนโทรลเลอร์แบบเสียบ USB‑C ที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมเรโทรบนมือถือโดยเฉพาะ มาพร้อมปุ่ม D‑pad และปุ่มพื้นฐานโดยไม่มีอนาล็อก ทำให้เหมาะกับเกมคลาสสิกหรือแอปอีมูเลชัน และจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2026 ก่อนวางขายช่วงซัมเมอร์ปีเดียวกัน รองรับทั้ง iPhone และ Android 🔗 https://www.techradar.com/gaming/8bitdos-flippad-controller-could-be-a-great-way-to-play-retro-games-on-your-phone 🔐 ข้อมูลผู้ป่วยเกือบครึ่งล้านรายถูกเปิดเผยจากเหตุโจมตี Covenant Health การสืบสวนล่าสุดพบว่าการโจมตีไซเบอร์ต่อ Covenant Health ในปี 2025 รุนแรงกว่าที่รายงานไว้มาก โดยข้อมูลผู้ป่วยราว 500,000 รายถูกขโมย รวมถึงชื่อ ที่อยู่ วันเกิด หมายเลขประกันสุขภาพ และข้อมูลการรักษา กลุ่ม Qilin จากรัสเซียอ้างความรับผิดชอบและปล่อยข้อมูลกว่า 852GB ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเสี่ยงต่อการขโมยตัวตนและการฉ้อโกงอย่างมาก 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/nearly-half-a-million-patients-exposed-in-healthcare-breach-heres-what-we-know 🇪🇺 EU เตรียมเข้มงวดกฎเทคโนโลยีปี 2026 ขณะสหรัฐขู่ตอบโต้ ความตึงเครียดด้านกฎระเบียบเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและสหภาพยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น หลัง EU เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลและปรับบริษัทเทคยักษ์จากสหรัฐหลายราย ขณะที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้ทรัมป์มองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและเตรียมมาตรการตอบโต้ ทำให้ปี 2026 อาจเป็นปีที่การแข่งขันด้านอำนาจกำกับดูแลเทคโนโลยีระหว่างสองขัวยักษ์ใหญ่เข้มข้นยิ่งขึ้น 🔗 https://www.techradar.com/pro/eu-gears-up-for-even-more-tough-tech-enforcement-in-2026-as-trump-warns-of-retaliation ⌚ Garmin อาจอัปเกรด Health Status ให้ดูข้อมูลสุขภาพแบบไทม์ไลน์ มีสัญญาณว่า Garmin เตรียมยกระดับฟีเจอร์ Health Status ให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลสุขภาพหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในรูปแบบไทม์ไลน์ แทนการดูแบบวันต่อวันเหมือนปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เห็นแนวโน้มสุขภาพชัดเจนขึ้น และอาจเป็นการแก้ข้อจำกัดสำคัญของระบบติดตามสุขภาพในแอป Garmin Connect 🔗 https://www.techradar.com/health-fitness/fitness-trackers/garmin-could-be-gearing-up-for-an-exciting-but-overdue-health-status-upgrade-heres-what-we-know-so-far 🎧 Anker เปิดตัวหูฟังปรับโหมดได้ทั้งแบบเปิดหูและแบบซีล ANC Anker Soundcore เปิดตัว AeroFit 2 Pro หูฟังที่สามารถสลับจากโหมดเปิดหูเป็นแบบซีลเพื่อใช้ ANC ได้ด้วยการปรับตำแหน่งขาเกี่ยวหู พร้อมระบบเซ็นเซอร์ที่ปรับ EQ อัตโนมัติตามรูปแบบการใช้งาน มาพร้อมไดรเวอร์ขนาดใหญ่ รองรับ Spatial Audio และออกแบบมาเพื่อความสบายในการใช้งานยาวนาน 🔗 https://www.techradar.com/audio/earbuds-airpods/anker-soundcore-unveils-open-earbuds-that-can-adapt-to-be-ear-sealing-anc-buds-too-is-this-the-best-of-both-audio-worlds 🛡️ LastPass ถูกแฮกในอดีตยังส่งผลต่อการขโมยคริปโตในปัจจุบัน รายงานล่าสุดเผยว่าการเจาะระบบ LastPass ในปี 2022 ยังคงสร้างความเสียหายต่อเนื่อง โดยแฮกเกอร์สามารถถอดรหัส vault ของผู้ใช้ที่ตั้งรหัสไม่ซับซ้อน และขโมย seed phrase ของกระเป๋าคริปโตไปใช้ย้ายเงินออก รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 35–100 ล้านดอลลาร์ พร้อมมีการฟอกเงินผ่านบริการ mixing หลายแห่ง 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/historic-lastpass-breach-enabling-cryptocurrency-theft-investigation-reveals 🎨 Hisense เปิดตัวนวัตกรรมทีวี 3 รุ่นใหม่ใน CES 2026 Hisense เดินหน้าปฏิวัติวงการทีวีด้วย RGB mini‑LED รุ่นใหม่ที่ขยายไลน์ลงสู่ขนาด 50–100 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี RGB mini‑LED Evo ที่เพิ่มสีไซแอนเพื่อความสมจริงยิ่งขึ้น และ RGBY MicroLED ที่เพิ่มสีเหลืองเป็นแม่สีที่สี่เพื่อมอบมุมมองและความคมชัดที่เหนือกว่า ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดทีวีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสีสันจัดจ้านและความสว่างระดับใหม่ที่อาจท้าทาย OLED ในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/televisions/hisense-unveils-3-new-tv-innovations-at-ces-2026-and-theyre-all-about-mind-blowing-color 🕵️‍♂️ แฮ็กเกอร์ Bitfinex ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดด้วยกฎหมาย First Step Act Ilya Lichtenstein แฮ็กเกอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการขโมย Bitcoin 120,000 เหรียญจาก Bitfinex ในปี 2016 ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด พร้อมภรรยา Heather Morgan หลังได้รับเครดิตลดโทษจากกฎหมาย First Step Act ทั้งคู่ประกาศว่าจะเริ่มต้นใหม่หลังจากหลายปีที่ต้องแยกจากกัน และคดีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของโลกคริปโต 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/crypto-thief-released-early-thanks-to-trumps-first-step-act 👓 Apple Vision Pro อาจใกล้ถึงทางตันหลังยอดขายตกหนัก รายงานล่าสุดเผยว่า Apple ลดการผลิตและงบการตลาดของ Vision Pro ลงถึง 95% หลังยอดขายไม่เข้าเป้า แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัยแต่ราคาที่สูงและการใช้งานที่จำกัดใน ecosystem ของ Apple ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปไม่ตอบรับมากนัก ส่งผลให้อนาคตของอุปกรณ์ XR ตัวนี้เริ่มไม่สดใส แม้ Apple ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AR ต่อไป 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/it-looks-like-the-end-is-coming-for-the-apple-vision-pro-im-not-even-surprised 📱 ปี 2026 อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับ OnePlus ในการกลับมาทำมือถือพับได้ ตลาดมือถือพับได้กำลังคึกคักจากการขยับของ Samsung, Motorola และแบรนด์จีนหลายเจ้า ทำให้ปี 2026 กลายเป็นจังหวะทองที่ OnePlus อาจกลับมาด้วย OnePlus Open 2 หลังรุ่นแรกเคยได้รับคำชมอย่างมาก หาก OnePlus ผสมผสานดีไซน์ระดับพรีเมียมกับราคาที่คุ้มค่าได้ ก็มีโอกาสท้าชนเจ้าตลาดได้ไม่ยาก 🔗 https://www.techradar.com/phones/oneplus-phones/2026-is-the-perfect-year-for-oneplus-to-release-another-folding-phone-heres-why 🎧 Audeze Maxwell 2 เฮดเซ็ตเกมมิ่งระดับออดิโอไฟล์เปิดตัวแล้ว Audeze เปิดตัว Maxwell 2 เฮดเซ็ตไร้สายรุ่นอัปเกรดที่มาพร้อมเทคโนโลยี SLAM เพื่อมอบเสียงที่มีมิติและเบสทรงพลัง ใช้ไดรเวอร์ planar magnetic ขนาดใหญ่ 90 มม. พร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวนแบบ AI และแบตเตอรี่ใช้งานได้กว่า 80 ชั่วโมง ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ที่ต้องการคุณภาพเสียงระดับสูงสุด 🔗 https://www.techradar.com/gaming/audeze-announces-the-maxwell-2-gaming-headset-an-overhaul-of-its-predecessor-that-is-targeted-firmly-at-audiophile-gamers-and-you-can-buy-it-now 📱 Samsung Galaxy S26 Ultra อาจไม่อัปเกรดกล้อง แต่แลกกับการ “ไม่ขึ้นราคา” Samsung Galaxy S26 Series ถูกคาดว่าจะไม่มีการอัปเกรดกล้องครั้งใหญ่ โดยเฉพาะรุ่น Ultra ที่อาจเปลี่ยนเพียงดีไซน์โมดูลเล็กน้อย ขณะที่รุ่น S26 และ S26+ อาจเข้าสู่ปีที่ 4 โดยไม่เพิ่มสเปกกล้องเลย แม้จะดูน่าผิดหวัง แต่เหตุผลสำคัญคือ Samsung ต้องการ “ตรึงราคา” ไว้เท่าเดิมท่ามกลางต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจากความต้องการด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้การไม่ขึ้นราคาอาจเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แม้จะแลกกับการอัปเกรดที่น้อยลงก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/the-samsung-galaxy-s26-ultra-might-not-get-any-camera-upgrades-but-thats-fine-if-it-means-we-avoid-a-price-hike 🤖 Boston Dynamics เปิดตัว Atlas รุ่นผลิตจริง เตรียมเข้าทำงานในโรงงานปี 2028 Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จาก Boston Dynamics ก้าวจากต้นแบบสู่ “สินค้าจริง” พร้อมทำงานในโรงงานของ Hyundai ภายในปี 2028 โดยรุ่นใหม่นี้เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด มี 56 องศาการเคลื่อนไหว ยกของหนักได้ถึง 110 ปอนด์ มีระบบกันสภาพอากาศ และมือที่มีเซนเซอร์สัมผัส อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ภายในหนึ่งวัน ถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่เน้นช่วยงานหนักและงานซ้ำซากเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มนุษย์ในสายการผลิต 🔗 https://www.techradar.com/ai-platforms-assistants/boston-dynamics-atlas-humanoid-robot-is-now-a-product-and-heading-to-factories-in-2028 🔐 แฮ็กเกอร์อ้างขโมยข้อมูลวิศวกรรมกว่า 800 ไฟล์จากบริษัทสหรัฐ พร้อมขายให้ผู้สนใจ กลุ่มแฮ็กเกอร์ประกาศว่าพวกเขาได้เจาะระบบ Pickett and Associates บริษัทวิศวกรรมในฟลอริดา และขโมยข้อมูลสำคัญกว่า 800 ไฟล์ เช่น LiDAR, แผนที่โครงสร้างไฟฟ้า, ไฟล์ออกแบบ และข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทพลังงานรายใหญ่ในสหรัฐ ก่อนนำไปขายในราคา 6.5 BTC (ราว $600,000) โดย Duke Energy อยู่ระหว่างตรวจสอบเหตุการณ์นี้ ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มโจมตีกำลังมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/hackers-claim-breach-of-engineering-firm-offer-sale-of-info-on-three-major-us-utilities 🚚 Garmin เปิดตัวกล้อง DualView สำหรับรถบรรทุก ช่วยกำจัดจุดบอดรอบคัน Garmin เปิดตัว dēzl DualView ระบบกล้องภายนอกสองตัวที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดจุดบอดของรถบรรทุกโดยเฉพาะ กล้องมีมาตรฐานกันน้ำ IPX7 ให้ภาพรอบคันพร้อมแจ้งเตือนเมื่อมีรถเข้ามาในจุดบอด รองรับการบันทึกวิดีโอ 1080p และเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตหรือ GPS ของ Garmin เพื่อสั่งงานด้วยเสียง อุปกรณ์นี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อผู้ขับและผู้ใช้ถนนอื่น โดยวางจำหน่ายที่ราคา $999.99 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/dash-cams/garmin-unveils-a-new-rugged-cam-designed-to-cover-blind-spots-and-its-the-safety-device-truck-drivers-need 🧱 LEGO เปิดตัว Smart Play ใส่ชิปในก้อนอิฐ พร้อมเปิดตัวชุด Star Wars รุ่นแรก LEGO เปิดตัว “Smart Brick” อิฐรุ่นใหม่ที่ซ่อนชิปและเซนเซอร์ภายใน ทำให้สามารถตรวจจับตำแหน่งของมินิฟิกเกอร์หรือแท็กพิเศษเพื่อสร้างเสียง เอฟเฟกต์ไฟ และปฏิกิริยาต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องใช้แอปหรือการเชื่อมต่อออนไลน์ ชุดแรกที่รองรับคือ LEGO Star Wars 3 รุ่นใหม่ เช่น X-Wing และ TIE Fighter ซึ่งจะตอบสนองด้วยเสียงเครื่องยนต์ แสงดาบ และเอฟเฟกต์อื่น ๆ เพิ่มมิติใหม่ให้การเล่นโดยไม่ทำลายความคลาสสิกของ LEGO 🔗 https://www.techradar.com/streaming/entertainment/the-lego-brick-just-got-its-biggest-upgrade-yet-with-smart-play-and-its-coming-to-star-wars-sets-first 💻 Acer เปิดตัวไลน์อัป CES 2026 พร้อมโน้ตบุ๊ก AI และสกู๊ตเตอร์เกมมิ่ง Predator Acer เปิดศักราช CES 2026 ด้วยกองทัพโน้ตบุ๊กใหม่ที่ใช้ชิป Intel Core Ultra Series 3 ทั้ง Aspire AI, Swift AI และรุ่นเกมมิ่ง Predator/Nitro ที่เน้นประสิทธิภาพ AI เป็นพิเศษ พร้อมเปิดตัวมอนิเตอร์เกมมิ่ง 1000Hz, โปรเจ็กเตอร์ Vero รุ่นใหม่ และอุปกรณ์เครือข่าย Wi-Fi 7 แต่ไฮไลต์ที่สะดุดตาที่สุดคือ Predator ES Storm Pro สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์เกมมิ่งพร้อมไฟ RGB และระยะวิ่งราว 60 กม. ซึ่งสะท้อนความพยายามของ Acer ในการขยายแบรนด์ Predator ไปสู่ไลฟ์สไตล์นอกเหนือจากเกมมิ่งโดยตรง 🔗 https://www.techradar.com/tech-events/acers-ces-2026-reveals-include-laptops-displays-and-a-gaming-themed-e-scooter-apparently 🧠 HyperX จับมือ Neurable พัฒนาเฮดเซ็ตอ่านคลื่นสมองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเกมเมอร์ HyperX และ Neurable เผยเทคโนโลยีเฮดเซ็ตเกมมิ่งที่ฝังเซ็นเซอร์ EEG เพื่ออ่านคลื่นสมองแบบเรียลไทม์ ช่วยผู้เล่นเข้าสู่โหมดโฟกัส ลดภาวะ “tilt” และเพิ่มความแม่นยำ โดยระบบจะประเมิน cognitive load และระดับสมาธิ พร้อมโหมด “Prime” ที่ฝึกสมองก่อนเล่นเกม ซึ่งทดสอบแล้วช่วยเพิ่มความแม่นยำและลด reaction time ได้จริง ถือเป็นก้าวใหม่ของอุปกรณ์เกมมิ่งที่ผสานประสาทวิทยาเข้ากับการเล่นเกมอย่างเป็นรูปธรรม 🔗 https://www.techradar.com/gaming/gaming-accessories/hyperx-is-working-with-brain-scanning-company-neurable-on-a-gaming-headset-that-aims-to-offer-prevention-of-tilt-and-good-practice-not-crap-practice 🤖 Nvidia ซีอีโอ Jensen Huang ชี้ “ทั้งสแต็กกำลังถูกเปลี่ยนใหม่” พร้อมยุค AI รุ่นถัดไป Jensen Huang ขึ้นเวที CES 2026 พร้อมประกาศว่าทั้งอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยทุกเลเยอร์ของ AI ถูกออกแบบใหม่ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์จนถึงซอฟต์แวร์ พร้อมเผยชิปเจเนอเรชันใหม่ Vera Rubin ที่รวม CPU และ GPU เพื่อรองรับ AI Factory ขนาดใหญ่ รวมถึงแนวคิด “Physical AI” ที่ช่วยให้โมเดลเข้าใจโลกจริงมากขึ้น สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Nvidia ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์ม AI ครบวงจรสำหรับอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-entire-stack-is-being-changed-nvidia-ceo-jensen-huang-looks-ahead-to-the-next-generation-of-ai 🖥️ Keebmon มินิพีซีสุดล้ำ รวมคีย์บอร์ดกลไก + จอทัช 21:9 + Ryzen AI ในเครื่องเดียว Keebmon เปิดตัวอุปกรณ์ลูกผสมที่รวมมินิพีซี คีย์บอร์ดกลไก และจอสัมผัสอัตราส่วน 21:9 ไว้ในบอดี้พับได้เครื่องเดียว ใช้ชิป Ryzen AI 9 HX 370 รองรับ RAM สูงสุด 64GB และ SSD 8TB พร้อมพอร์ตครบครันทั้ง USB4, HDMI 2.1 และ OCuLink เหมาะกับสายพกพาที่ต้องการพลังประมวลผลระดับจริงจัง โดยโครงการ Kickstarter ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามเกินเป้าหลายเท่า 🔗 https://www.techradar.com/pro/you-have-never-seen-a-mini-pc-like-this-keebmon-is-a-ryzen-ai-powered-pc-with-a-mechanical-keyboard-a-21-9-touchscreen-display-64gb-ram-and-an-8tb-ssd 🛡️ ไต้หวันถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนกว่า 2.6 ล้านครั้งต่อวันในปี 2025 รายงานจากสำนักความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเผยว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศถูกโจมตีไซเบอร์จากจีนเฉลี่ยวันละ 2.63 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และมากกว่า 113% เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยการโจมตีมักเกิดควบคู่กับกิจกรรมทางทหารหรือเหตุการณ์การเมือง สะท้อนยุทธศาสตร์ “สงครามไฮบริด” ที่จีนใช้กดดันไต้หวันผ่านการสอดแนม การขโมยข้อมูล และการรบกวนระบบสำคัญของรัฐ 🔗 https://www.techradar.com/pro/security/taiwanese-infrastructure-suffered-over-2-5-million-chinese-cyberattacks-per-day-in-2025-report-reveals 🎬 Peacock เตรียมเป็นสตรีมมิงแรกที่รองรับ Dolby Vision 2 และ Atmos รุ่นใหม่ Peacock เดินหน้าอัปเกรดประสบการณ์สตรีมมิงครั้งใหญ่ด้วยการรองรับ Dolby Vision 2 และ Dolby AC‑4 ซึ่งช่วยให้ภาพคมชัดขึ้น ลดอาการภาพกระตุกและ Soap Opera Effect พร้อมเสียง Atmos ที่ปรับแต่งได้ละเอียดกว่าเดิม ทั้งในคอนเทนต์ออนดีมานด์และไลฟ์สดอย่าง NBA, NFL และโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ทำให้แพลตฟอร์มนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านคุณภาพภาพและเสียงในปีนี้อย่างเต็มตัว 🔗 https://www.techradar.com/streaming/entertainment/peacock-goes-all-in-on-dolby-with-vision-and-atmos-support 🕶️ Asus เปิดตัว ROG XREAL R1 แว่น AR สำหรับเกมเมอร์ หลังแยกทางกับ Meta Asus จับมือ XREAL เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG XREAL R1 ที่มาพร้อมจอ micro‑OLED 1080p ความสว่างสูง รีเฟรชเรต 240Hz และระบบเชื่อมต่อผ่าน USB‑C หรือ Dock ที่รองรับ DisplayPort และ HDMI เพื่อใช้งานกับ ROG Ally, PC หรือคอนโซล โดยเน้นประสบการณ์เกมบนจอเสมือนขนาดใหญ่ 171 นิ้ว พร้อมฟีเจอร์เลนส์ปรับแสงอัตโนมัติและเสียงจูนโดย Bose ถือเป็นก้าวใหม่ของ Asus หลังยุติโครงการร่วมกับ Meta 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/goodbye-meta-hello-xreal-asus-announces-rog-xreal-r1-ar-gaming-glasses-following-termination-of-its-horizon-os-headset 🖥️ จอ 5K แบบ Snap‑on พร้อม SSD ซ่อนในตัว คู่หูใหม่ของ Mac mini StudioDock Pro คือมอนิเตอร์ 27 นิ้ว 5K ที่ออกแบบมาให้ Mac mini สวมเข้าไปในตัวเครื่องได้เลย พร้อมฮับพอร์ตครบชุดและช่องใส่ SSD M.2 สูงสุด 8TB แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ รุ่น Premium รองรับ Thunderbolt 5 ให้แบนด์วิดท์สูงถึง 120Gbps พร้อมพอร์ต 2.5G Ethernet และ SD UHS‑II ทั้งหมดนี้ในราคาเปิดตัว $699 ทำให้เป็นโซลูชันแบบ All‑in‑One สำหรับโต๊ะทำงานที่ต้องการความเรียบและประสิทธิภาพสูง 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-usd699-5k-thunderbolt-5-monitor-is-the-perfect-partner-for-your-apple-mac-mini-and-even-comes-with-a-hidden-ssd-slot ⚡ Intel เปิดตัว Core Ultra Series 3 (Panther Lake) พร้อมชิปกราฟิกใหม่แรงระดับ RTX 3050 Intel เปิดตัวชิปรุ่นใหม่ Core Ultra Series 3 (Panther Lake) ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Intel 18A เน้นประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน โดยไฮไลต์คือ GPU ใหม่ Intel Arc B390 ที่รองรับ multiframe generation ผ่าน XeSS 3 ทำให้เล่นเกมอย่าง Battlefield 6 ที่ 1080p ได้ถึง 147fps พร้อมประกาศแพลตฟอร์มสำหรับเครื่องเกมพกพาแข่งกับ AMD Z‑series และชูจุดเด่นด้าน AI ที่ร่วมพัฒนากับ Microsoft อย่างใกล้ชิด 🔗 https://www.techradar.com/computing/cpu/intel-launches-new-core-ultra-300-series-processors-at-ces-2026-will-panther-lake-deliver-the-win-that-intel-needs 💻 Dell ชุบชีวิตแบรนด์ XPS พร้อมดีไซน์ใหม่และสเปกจัดเต็ม Dell ประกาศคืนชีพแบรนด์ XPS พร้อมเปิดตัว XPS 14 และ XPS 16 ดีไซน์ใหม่หมดจด ใช้วัสดุพรีเมียม CNC Aluminum + Gorilla Glass พร้อมนำปุ่มฟังก์ชันแบบ Physical กลับมาแทนทัชบาร์ และเพิ่มโลโก้ XPS ไว้บนฝาเครื่องเป็นครั้งแรก ใช้ชิป Intel Core Ultra 300 พร้อมกราฟิก Arc รุ่นใหม่ แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 27 ชั่วโมง และตัวเครื่องบางเพียง 14.6 มม. ถือเป็นการกลับสู่จุดยืนเดิมของ XPS ในฐานะแล็ปท็อประดับพรีเมียมสำหรับผู้ใช้จริงจังและเกมเมอร์ 🔗 https://www.techradar.com/computing/dell-un-retires-its-iconic-xps-brand-at-ces-2026-were-getting-back-to-our-roots
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 268 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทัวร์ฮ่องกง เปิดท้องพระคลัง
    เดินทาง 12 - 15 มี.ค. 69 11,111

    🗓 จำนวนวัน 4 วัน 2 คืน
    ✈ HB-เกรทเตอร์ เบย์ แอร์ไลน์
    พักโรงแรม

    วัดเจ้าแม่กวนอิมฮองฮำ
    ล่องเรือชมเกาะฮ่องกง
    เจ้าแม่กวนอิม รีพัลส์เบย์
    วัดหลินฟ้า
    จิมซาจุ่ย
    วัดหวังต้าเซียน
    วัดแชกงหมิว

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี ">https://eTravelWay.com
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    : 021166395

    #ทัวร์ฮ่องกง #hongkong #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้
    #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    ทัวร์ฮ่องกง เปิดท้องพระคลัง 🇭🇰 🗓️ เดินทาง 12 - 15 มี.ค. 69 😍 11,111 🔥🔥 🗓 จำนวนวัน 4 วัน 2 คืน ✈ HB-เกรทเตอร์ เบย์ แอร์ไลน์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐⭐ 📍 วัดเจ้าแม่กวนอิมฮองฮำ 📍 ล่องเรือชมเกาะฮ่องกง 📍 เจ้าแม่กวนอิม รีพัลส์เบย์ 📍 วัดหลินฟ้า 📍 จิมซาจุ่ย 📍 วัดหวังต้าเซียน 📍 วัดแชกงหมิว รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์ฮ่องกง #hongkong #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 103 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • หมากรุก ตอนที่ 1

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก”
    ตอน 1
    ผมหายหน้าไปจากท่านผู้อ่านพักใหญ่ ไม่ได้หนีหนี้นะครับ แต่มันหมดแรง อยู่ๆ ร่างกายมันก็แผ่วไปเสียงั้นแหล่ะ ก็เป็นไปตามวัย แรงหมดก็นอน แรงหมดมาก ก็ต้องนอนมาก ผมก็เลยนอนเป็นดักแด้ รอให้ปีกงอก
    ก่อนจะกลายเป็นดักแด้ ผมได้เขียนนิทาน แผนจัญไร เล่ามาจนถึงตอนตุรกีถูกผีเข้า ลุกขึ้นสอยซูกอยของคุณพี่ปูติน โดยผมแจ้งกับท่านผู้อ่านไว้ว่า จะกลับมาเขียนแผนจัญไร ส่วนที่อาจจะเกี่ยวกับบ้านเราต่อ แต่ผมขอเปลี่ยนโปรแกรมนิทานเรื่องที่จะเล่าต่อนะครับ จะยังไม่เขียนเรื่องบ้านเรา แม้ตอนนี้เหตุการณ์ในบ้านเราจะมีเรื่องกวนใจบ้าง มันก็เป็นไปตามเแผนที่เขาตั้งใจจะให้เป็น เราก็ตามดูมันไป เพราะเป็นเรื่องในบ้านเรา แต่อย่าถึงกับเต้นตามกันทุกนาที เดี๋ยวเหนื่อยแย่ เก็บแรงไว้สู้ของจริงดีกว่าครับ
    ระหว่างผมนอนเป็นดักแด้ เหตุการณ์นอกบ้านก็เกิดขึ้นแยะ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นไปตาม “อาการ” ก่อนที่จะมีการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ผมเลยอยากจะทบทวนยุทธศาสตร์ หรือแผนเดินหมาก ของแต่ละฝ่าย หรือแต่ละขั้วเสียหน่อย คือขั้วที่นำโดยอเมริกา กับขั้วที่นำโดย รัสเซีย จีน ผมแยกอย่างนี้ เพราะเชื่อว่า ขณะนี้ โลกเราแบ่งขั้วทางอำนาจ ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ค่อนข้างชัดเจน เป็น 2 ขั้วอย่างนี้แล้ว
    ทุกประเทศต่างก็มียุทธศาสตร์ของตัวเอง ในการจะดำรงคงอยู่เป็นประเทศเอกราช ซึ่งมีทั้งยุทธศาสตร์ในยามสงบ และในยามทำศึกสงคราม และจะแพ้ชนะ จะเอาตัวรอดหรือไม่ ก็อยู่ที่ “ยุทธศาสตร์” นี่ละครับ อาวุธเยี่ยม กองกำลังแยะ แต่ถ้ายุทธศาสตร์ห่วย ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นผู้ชนะ
    และการวางแผนยุทธศาสตร์ เขาไม่ได้วางกันวันนี้ใช้พรุ่งนี้ แผนยุทธศาสตร์ เขาวางกันเป็นหลายสิบปีล่วงหน้า และไม่มีใครประกาศว่า ใครใช้ยุทธศาสตร์อะไร ที่มีประกาศให้ชาวบ้านรู้ ส่วนใหญ่ก็เป็นยุทธศาสตร์ลวง เราๆที่ตามดูอยู่ข้างทาง ก็เลยตกหลุมบ้างออกไปนอกอ่าวบ้าง เพราะมันยากที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ที่เราอาจจะพอรู้ได้บ้าง จากการติดตามเหตุการณ์ ศึกษาการเดินหมาก แล้วเอามาพิจารณาและวิเคราะห์ต่อ
    การเดินหมากแต่ละครั้งของแต่ละฝ่าย จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ส่วนจะทำให้เห็นปลายทางของหมากแต่ละตัวที่ถูกเดิน รวมทั้งสุดทางของผู้เดินหมากของแต่ละฝ่ายด้วยหรือไม่นั้น คงบอกไม่ได้หมด เพราะมันขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
    สำหรับท่านที่ตามอ่านนิทานมาตั้งแต่เรื่องแรกๆ คงจะจำได้ว่า ผมเขียนถึงผู้ที่ผมเรียกว่า “ครูแมค” บ่อยๆ
    เราจะเข้าใจเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ชัดขึ้น รวมทั้งอาจได้รู้จักยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ขั้ว ถ้าเรารู้จักทฤษฏีของครูแมค
    ครูแมค หรือชื่อเต็มว่า Sir Halford Mackinder เป็นผู้อำนวนการของสถาบันการศึกษา London School of Economics ที่มีชื่อเสียงมากของอังกฤษ นอกเหนือจากเป็นผู้อำนวยการสถาบัน ครูแมคยังเป็นยอดนักภูมิศาสตร์
    ในเดือนมกราคม ค.ศ.1904 ขณะที่อากาศของอังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เย็นยะเยือก ครูแมคก็บรรยายทฤษฏีของตนเองให้สมาชิกสมาคมภูมิศาสตร์ Royal Geographical Society ของชาวเกาะใหญ่ฟัง ให้หนาวเย็นขึ้นไปอีก ในหัวข้อเรื่อง “The Geographical Pivot of History”
    จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ ….
    มันเป็นหัวข้อของการบอกเล่าถึงทฤษฏีที่สะเทือนโลกจริงๆ เพราะเป็นทฤษฏีที่ทำให้โลกนี้เกิดสงครามโลกมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง และน่าเป็นห่วงว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 หากจะเกิดขึ้น ก็น่าจะไม่พ้นจากความคิด ที่มาจากทฤษฏีของครูแมคอีกเช่นกัน
    คำบรรยายของครูแมค สรุปว่า
    …การเป็นมหาอำนาจในโลกต่อไปในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่การควบคุมเส้นทางทะเล อย่างที่อังกฤษคิด เข้าใจ และดำเนินมาตลอด “อีกแล้ว” หมดแล้ว จบแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ใครก็ตาม ที่เป็นผู้ควบคุมบริเวณผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ยาวติดต่อกันเป็นแผง ที่เรียกว่า ยูโร-เอเซีย หรือ ยูเรเซีย ต่างหาก ที่จะเป็นมหาอำนาจในโลก….
    ครูแมค ยังนำแผนที่ ที่ทำขึ้นตามทฤษฏี มาแสดงประกอบการบรรยายให้เห็นแนวคิดของเขา ที่บอกว่า อาฟริกา เอเซีย และยุโรป ไม่ได้แยกออกจากกันเป็น 3 ทวีป แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มันเป็นผืนแผ่นดินใหญ่แผ่นเดียวกัน ติดต่อกัน เหมือนเป็นเกาะใหญ่ของโลก World-Island ต่างหาก
    ทีนี้เข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมผมถึงเรียกอังกฤษว่า เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เพราะไม่ได้ไปรวมอยู่กับพวก World-Island ได้เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ก็ดีถมถืดแล้ว จริงๆ น่าจะเป็นแค่หูด หรือติ่ง เท่านั้นเอง
    ครูแมคยังบอกอีกว่า
    …..heartland กล่องดวงใจ หรือส่วนที่เป็นแกนกลางของ World-Island คือบริเวณตั้งแต่อ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงแม่น้ำแยงซีของจีน ใหญ่ยาว 4000 ไมล์ มันเป็นบริเวณที่ใหญ่มหึมา จนผู้ที่จะมีโอกาสควบคุมบริเวณนี้ได้ ก็มีแต่พวกประเทศที่อยู่แถว rimland หรือชายขอบ เช่น แถบยุโรปตะวันออก ที่มีเขตแดนติดกับ heartland หรือไม่ก็พวกบรรดาประเทศ ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล แต่ก็อยู่ไกล จนแทบจะเป็นไปได้ยากว่า จะเข้าไปถึงบริเวณกล่องดวงใจ …
    ตามทฤษฏีข้างต้นของครูแมค heartland นั้น หมายถึง บริเวณที่เป็นสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออก คือ บริเวณที่เยอรมัน ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี ตั้งอยู่
    ครูแมคแถมอีกว่า การพยายามขุดคลองเจาะเข้าไปในแผ่นดิน ทำนองคลองสุเอซ มันก็แค่เสริมอำนาจ แต่ไม่พอหรอกที่จะเอาชนะพวกอยู่ด้านในกล่องดวงใจได้ …….ส่วนรางรถไฟที่จะวิ่งผ่านเข้าไปในทุ่งหญ้าสเตปป์ (ที่อยู่กลางรัสเซีย) นั่นต่างหากที่น่าสนใจ และจะทำให้ทุ่งหญ้าสเตปป์มีความหมายขึ้น เพราะมันจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย จากการขนส่งที่ใช้ทางทะเล จึงอาจจะเป็นตัวเปลี่ยนอำนาจ จากเส้นทางทะเล มาอยู่บนด้านในของแผ่นดินก็ได้…..
    แล้ว ครูแมค ก็สรุปว่า…
    “ใครที่ครอบครองยุโรปตะวันออก จะได้ควบคุมกล่องดวงใจ
    ใครที่ครอบครองกล่องดวงใจ จะได้ควบคุมบริเวณ World-Island
    ใครที่ครอบครอง World-Island จะได้ควบคุมโลก”
    ตามทฤษฏีของครูแมค บริเวณของ World Island มีเนื้อที่ใหญ่เท่ากับ 60% ของส่วนที่เป็นแผ่นดินของโลก ส่วนอเมริกา และออสเตรเลีย ก็เลยเป็นแต่เกาะเล็กกะจิ๊ดในทฤษฏีของครูแมค (จะใหญ่เท่ากับหัวนิ้วโป้งของเท้าขวา หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ผมเกิดไม่ทันที่จะได้มีโอกาสถามครูแมค)
    ตลอด 2 ชั่วโมง ของการบรรยายครั้งประวัติศาสตร์ของครูแมค ผู้ฟังต่างอึ้ง ทึ่ง และสงสัย แย่งกันถามครูแมคให้อธิบายต่อ ที่น่าสนใจคือ คำถามถึงการเป็นไปได้ ของการเข้าไปสู่กล่องดวงใจโดยทางอากาศ หรือโดยทางรางรถไฟ จำตรงนี้กันไว้นะครับ
    ครูแมคตอบแต่เพียงว่า …..วัตถุประสงค์ของผม ไม่ใช่การพยากรณ์ ว่า อนาคตของประเทศใดจะเป็นอย่างไร ผมเพียงแต่จะบอกว่า ภูมิศาสตร์นั้น สามารถนำไปปรับใช้ “สร้างสูตรทางการเมืองได้” … อนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า พวกเราทั้งหลาย จะสามารถรักษาดุลยอำนาจในโลกอย่างไร ระหว่างประเทศที่อาศัยเส้นทางทะเล(พวกชาวเกาะ) กับ ประเทศ ที่อยู่แถบ heartland …ด้านในของพื้นดิน (พวกแแผ่นดินใหญ่)
    คำบรรยายของครูแมค น่าจะเป็นทั้งเข็มแทงใจดำใครบางคน
    …ฉิบหาย เกือบอดแดกแล้วสิกู…..
    และก็เป็นเข็มทิศ ในการสร้างยุทธศาสตร์ สำหรับหลายประเทศ
    วันที่ครูแมคบรรยาย นั่นมันนานกว่า 100 ปีแล้วนะครับ
    แต่น่าสนใจว่า ทั้ง 2 ขั้วอำนาจ เหมือนจะ เอาทฤษฏีของครูแมค
    มาปรับ “สร้างสูตรทางการเมือง” หรือ ยุทธศาสตร์ของตน และใช้จนถึงทุกวันนี้
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    22 ธ.ค. 2558
    หมากรุก ตอนที่ 1 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “หมากรุก” ตอน 1 ผมหายหน้าไปจากท่านผู้อ่านพักใหญ่ ไม่ได้หนีหนี้นะครับ แต่มันหมดแรง อยู่ๆ ร่างกายมันก็แผ่วไปเสียงั้นแหล่ะ ก็เป็นไปตามวัย แรงหมดก็นอน แรงหมดมาก ก็ต้องนอนมาก ผมก็เลยนอนเป็นดักแด้ รอให้ปีกงอก ก่อนจะกลายเป็นดักแด้ ผมได้เขียนนิทาน แผนจัญไร เล่ามาจนถึงตอนตุรกีถูกผีเข้า ลุกขึ้นสอยซูกอยของคุณพี่ปูติน โดยผมแจ้งกับท่านผู้อ่านไว้ว่า จะกลับมาเขียนแผนจัญไร ส่วนที่อาจจะเกี่ยวกับบ้านเราต่อ แต่ผมขอเปลี่ยนโปรแกรมนิทานเรื่องที่จะเล่าต่อนะครับ จะยังไม่เขียนเรื่องบ้านเรา แม้ตอนนี้เหตุการณ์ในบ้านเราจะมีเรื่องกวนใจบ้าง มันก็เป็นไปตามเแผนที่เขาตั้งใจจะให้เป็น เราก็ตามดูมันไป เพราะเป็นเรื่องในบ้านเรา แต่อย่าถึงกับเต้นตามกันทุกนาที เดี๋ยวเหนื่อยแย่ เก็บแรงไว้สู้ของจริงดีกว่าครับ ระหว่างผมนอนเป็นดักแด้ เหตุการณ์นอกบ้านก็เกิดขึ้นแยะ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นไปตาม “อาการ” ก่อนที่จะมีการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ผมเลยอยากจะทบทวนยุทธศาสตร์ หรือแผนเดินหมาก ของแต่ละฝ่าย หรือแต่ละขั้วเสียหน่อย คือขั้วที่นำโดยอเมริกา กับขั้วที่นำโดย รัสเซีย จีน ผมแยกอย่างนี้ เพราะเชื่อว่า ขณะนี้ โลกเราแบ่งขั้วทางอำนาจ ทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ค่อนข้างชัดเจน เป็น 2 ขั้วอย่างนี้แล้ว ทุกประเทศต่างก็มียุทธศาสตร์ของตัวเอง ในการจะดำรงคงอยู่เป็นประเทศเอกราช ซึ่งมีทั้งยุทธศาสตร์ในยามสงบ และในยามทำศึกสงคราม และจะแพ้ชนะ จะเอาตัวรอดหรือไม่ ก็อยู่ที่ “ยุทธศาสตร์” นี่ละครับ อาวุธเยี่ยม กองกำลังแยะ แต่ถ้ายุทธศาสตร์ห่วย ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นผู้ชนะ และการวางแผนยุทธศาสตร์ เขาไม่ได้วางกันวันนี้ใช้พรุ่งนี้ แผนยุทธศาสตร์ เขาวางกันเป็นหลายสิบปีล่วงหน้า และไม่มีใครประกาศว่า ใครใช้ยุทธศาสตร์อะไร ที่มีประกาศให้ชาวบ้านรู้ ส่วนใหญ่ก็เป็นยุทธศาสตร์ลวง เราๆที่ตามดูอยู่ข้างทาง ก็เลยตกหลุมบ้างออกไปนอกอ่าวบ้าง เพราะมันยากที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ที่เราอาจจะพอรู้ได้บ้าง จากการติดตามเหตุการณ์ ศึกษาการเดินหมาก แล้วเอามาพิจารณาและวิเคราะห์ต่อ การเดินหมากแต่ละครั้งของแต่ละฝ่าย จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ส่วนจะทำให้เห็นปลายทางของหมากแต่ละตัวที่ถูกเดิน รวมทั้งสุดทางของผู้เดินหมากของแต่ละฝ่ายด้วยหรือไม่นั้น คงบอกไม่ได้หมด เพราะมันขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สำหรับท่านที่ตามอ่านนิทานมาตั้งแต่เรื่องแรกๆ คงจะจำได้ว่า ผมเขียนถึงผู้ที่ผมเรียกว่า “ครูแมค” บ่อยๆ เราจะเข้าใจเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ชัดขึ้น รวมทั้งอาจได้รู้จักยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ขั้ว ถ้าเรารู้จักทฤษฏีของครูแมค ครูแมค หรือชื่อเต็มว่า Sir Halford Mackinder เป็นผู้อำนวนการของสถาบันการศึกษา London School of Economics ที่มีชื่อเสียงมากของอังกฤษ นอกเหนือจากเป็นผู้อำนวยการสถาบัน ครูแมคยังเป็นยอดนักภูมิศาสตร์ ในเดือนมกราคม ค.ศ.1904 ขณะที่อากาศของอังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ เย็นยะเยือก ครูแมคก็บรรยายทฤษฏีของตนเองให้สมาชิกสมาคมภูมิศาสตร์ Royal Geographical Society ของชาวเกาะใหญ่ฟัง ให้หนาวเย็นขึ้นไปอีก ในหัวข้อเรื่อง “The Geographical Pivot of History” จุดสำคัญทางภูมิศาสตร์ ที่สร้างประวัติศาสตร์ …. มันเป็นหัวข้อของการบอกเล่าถึงทฤษฏีที่สะเทือนโลกจริงๆ เพราะเป็นทฤษฏีที่ทำให้โลกนี้เกิดสงครามโลกมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง และน่าเป็นห่วงว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 หากจะเกิดขึ้น ก็น่าจะไม่พ้นจากความคิด ที่มาจากทฤษฏีของครูแมคอีกเช่นกัน คำบรรยายของครูแมค สรุปว่า …การเป็นมหาอำนาจในโลกต่อไปในอนาคต ไม่ได้อยู่ที่การควบคุมเส้นทางทะเล อย่างที่อังกฤษคิด เข้าใจ และดำเนินมาตลอด “อีกแล้ว” หมดแล้ว จบแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ใครก็ตาม ที่เป็นผู้ควบคุมบริเวณผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ยาวติดต่อกันเป็นแผง ที่เรียกว่า ยูโร-เอเซีย หรือ ยูเรเซีย ต่างหาก ที่จะเป็นมหาอำนาจในโลก…. ครูแมค ยังนำแผนที่ ที่ทำขึ้นตามทฤษฏี มาแสดงประกอบการบรรยายให้เห็นแนวคิดของเขา ที่บอกว่า อาฟริกา เอเซีย และยุโรป ไม่ได้แยกออกจากกันเป็น 3 ทวีป แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มันเป็นผืนแผ่นดินใหญ่แผ่นเดียวกัน ติดต่อกัน เหมือนเป็นเกาะใหญ่ของโลก World-Island ต่างหาก ทีนี้เข้าใจแล้วนะครับว่า ทำไมผมถึงเรียกอังกฤษว่า เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย เพราะไม่ได้ไปรวมอยู่กับพวก World-Island ได้เป็นเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยของเท้าซ้าย ก็ดีถมถืดแล้ว จริงๆ น่าจะเป็นแค่หูด หรือติ่ง เท่านั้นเอง ครูแมคยังบอกอีกว่า …..heartland กล่องดวงใจ หรือส่วนที่เป็นแกนกลางของ World-Island คือบริเวณตั้งแต่อ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงแม่น้ำแยงซีของจีน ใหญ่ยาว 4000 ไมล์ มันเป็นบริเวณที่ใหญ่มหึมา จนผู้ที่จะมีโอกาสควบคุมบริเวณนี้ได้ ก็มีแต่พวกประเทศที่อยู่แถว rimland หรือชายขอบ เช่น แถบยุโรปตะวันออก ที่มีเขตแดนติดกับ heartland หรือไม่ก็พวกบรรดาประเทศ ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล แต่ก็อยู่ไกล จนแทบจะเป็นไปได้ยากว่า จะเข้าไปถึงบริเวณกล่องดวงใจ … ตามทฤษฏีข้างต้นของครูแมค heartland นั้น หมายถึง บริเวณที่เป็นสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออก คือ บริเวณที่เยอรมัน ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี ตั้งอยู่ ครูแมคแถมอีกว่า การพยายามขุดคลองเจาะเข้าไปในแผ่นดิน ทำนองคลองสุเอซ มันก็แค่เสริมอำนาจ แต่ไม่พอหรอกที่จะเอาชนะพวกอยู่ด้านในกล่องดวงใจได้ …….ส่วนรางรถไฟที่จะวิ่งผ่านเข้าไปในทุ่งหญ้าสเตปป์ (ที่อยู่กลางรัสเซีย) นั่นต่างหากที่น่าสนใจ และจะทำให้ทุ่งหญ้าสเตปป์มีความหมายขึ้น เพราะมันจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย จากการขนส่งที่ใช้ทางทะเล จึงอาจจะเป็นตัวเปลี่ยนอำนาจ จากเส้นทางทะเล มาอยู่บนด้านในของแผ่นดินก็ได้….. แล้ว ครูแมค ก็สรุปว่า… “ใครที่ครอบครองยุโรปตะวันออก จะได้ควบคุมกล่องดวงใจ ใครที่ครอบครองกล่องดวงใจ จะได้ควบคุมบริเวณ World-Island ใครที่ครอบครอง World-Island จะได้ควบคุมโลก” ตามทฤษฏีของครูแมค บริเวณของ World Island มีเนื้อที่ใหญ่เท่ากับ 60% ของส่วนที่เป็นแผ่นดินของโลก ส่วนอเมริกา และออสเตรเลีย ก็เลยเป็นแต่เกาะเล็กกะจิ๊ดในทฤษฏีของครูแมค (จะใหญ่เท่ากับหัวนิ้วโป้งของเท้าขวา หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ผมเกิดไม่ทันที่จะได้มีโอกาสถามครูแมค) ตลอด 2 ชั่วโมง ของการบรรยายครั้งประวัติศาสตร์ของครูแมค ผู้ฟังต่างอึ้ง ทึ่ง และสงสัย แย่งกันถามครูแมคให้อธิบายต่อ ที่น่าสนใจคือ คำถามถึงการเป็นไปได้ ของการเข้าไปสู่กล่องดวงใจโดยทางอากาศ หรือโดยทางรางรถไฟ จำตรงนี้กันไว้นะครับ ครูแมคตอบแต่เพียงว่า …..วัตถุประสงค์ของผม ไม่ใช่การพยากรณ์ ว่า อนาคตของประเทศใดจะเป็นอย่างไร ผมเพียงแต่จะบอกว่า ภูมิศาสตร์นั้น สามารถนำไปปรับใช้ “สร้างสูตรทางการเมืองได้” … อนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า พวกเราทั้งหลาย จะสามารถรักษาดุลยอำนาจในโลกอย่างไร ระหว่างประเทศที่อาศัยเส้นทางทะเล(พวกชาวเกาะ) กับ ประเทศ ที่อยู่แถบ heartland …ด้านในของพื้นดิน (พวกแแผ่นดินใหญ่) คำบรรยายของครูแมค น่าจะเป็นทั้งเข็มแทงใจดำใครบางคน …ฉิบหาย เกือบอดแดกแล้วสิกู….. และก็เป็นเข็มทิศ ในการสร้างยุทธศาสตร์ สำหรับหลายประเทศ วันที่ครูแมคบรรยาย นั่นมันนานกว่า 100 ปีแล้วนะครับ แต่น่าสนใจว่า ทั้ง 2 ขั้วอำนาจ เหมือนจะ เอาทฤษฏีของครูแมค มาปรับ “สร้างสูตรทางการเมือง” หรือ ยุทธศาสตร์ของตน และใช้จนถึงทุกวันนี้ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 22 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 167 มุมมอง 0 รีวิว
  • กล้องโทรทรรศน์ยักษ์สแกนดาวหาง 3I/ATLAS หาหลักฐานเอเลียน แต่พบเพียง ‘ความเงียบ’ จากอวกาศ

    การสแกนครั้งใหญ่ของโครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้องโทรทรรศน์ Green Bank ขนาด 100 เมตร เพื่อตรวจจับสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ก่อนที่มันจะเฉียดโลกในเดือนธันวาคม 2025 ผลลัพธ์คือ “ความเงียบสนิท” ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา แต่การค้นพบนี้กลับยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สนุกกับการตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับวัตถุจากนอกระบบสุริยะของเรา

    3I/ATLAS ถูกค้นพบในเดือนกรกฎาคม 2025 และถูกยืนยันว่าเดินทางมาจากนอกระบบสุริยะ เช่นเดียวกับ Oumuamua และ 2I/Borisov ในอดีต แม้รูปลักษณ์และพฤติกรรมของมันจะสอดคล้องกับ “ดาวหางธรรมดา” แต่โอกาสที่จะตรวจสอบวัตถุจากต่างระบบอย่างใกล้ชิดนั้นหาได้ยากมาก นักวิจัยจึงไม่พลาดที่จะฟังสัญญาณวิทยุจากมัน แม้จะรู้ว่าโอกาสพบสิ่งผิดปกติแทบเป็นศูนย์ก็ตาม

    การสแกนใช้เทคนิค ABACAD ที่สลับการชี้กล้องไปยังดาวหางและพื้นที่อื่นของท้องฟ้าเพื่อกรองสัญญาณรบกวน หลังการประมวลผลพบสัญญาณต้องสงสัย 9 รายการ แต่ทั้งหมดเป็นสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์เอง ไม่ใช่จากดาวหาง 3I/ATLAS แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า “การไม่พบอะไรเลย ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีค่า” เพราะช่วยยืนยันว่า 3I/ATLAS ไม่ใช่ยานสำรวจหรือสถานีส่งสัญญาณของเอเลียน

    แม้ผลลัพธ์จะธรรมดา แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการสำรวจวัตถุระหว่างดวงดาว ซึ่งอาจช่วยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับในอนาคต และเปิดประตูสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึง การตั้งคำถามและตรวจสอบแม้ในสิ่งที่ดูไม่น่าจะมีอะไร คือหัวใจของวิทยาศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้การสำรวจอวกาศก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    โครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้อง Green Bank สแกนหาสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหาง 3I/ATLAS
    ไม่พบสัญญาณใดที่มาจากดาวหาง มีเพียงสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์
    3I/ATLAS เป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะที่เฉียดโลกในปี 2025
    นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าการ “ไม่พบอะไร” ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวิจัย

    คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว
    การตีความวัตถุระหว่างดวงดาวว่าเป็น “ยานเอเลียน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากไม่มีหลักฐานรองรับ
    สัญญาณวิทยุที่ตรวจพบอาจเป็นสัญญาณรบกวนจากมนุษย์เสมอ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
    การคาดเดาเกินจริงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลจริง
    วัตถุจากนอกระบบสุริยะยังมีข้อมูลจำกัด การสรุปผลเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการตีความ

    https://www.sciencealert.com/a-giant-telescope-searched-3i-atlas-for-signs-of-aliens-heres-why
    🛰️ กล้องโทรทรรศน์ยักษ์สแกนดาวหาง 3I/ATLAS หาหลักฐานเอเลียน แต่พบเพียง ‘ความเงียบ’ จากอวกาศ การสแกนครั้งใหญ่ของโครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้องโทรทรรศน์ Green Bank ขนาด 100 เมตร เพื่อตรวจจับสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ก่อนที่มันจะเฉียดโลกในเดือนธันวาคม 2025 ผลลัพธ์คือ “ความเงียบสนิท” ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา แต่การค้นพบนี้กลับยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สนุกกับการตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับวัตถุจากนอกระบบสุริยะของเรา 3I/ATLAS ถูกค้นพบในเดือนกรกฎาคม 2025 และถูกยืนยันว่าเดินทางมาจากนอกระบบสุริยะ เช่นเดียวกับ Oumuamua และ 2I/Borisov ในอดีต แม้รูปลักษณ์และพฤติกรรมของมันจะสอดคล้องกับ “ดาวหางธรรมดา” แต่โอกาสที่จะตรวจสอบวัตถุจากต่างระบบอย่างใกล้ชิดนั้นหาได้ยากมาก นักวิจัยจึงไม่พลาดที่จะฟังสัญญาณวิทยุจากมัน แม้จะรู้ว่าโอกาสพบสิ่งผิดปกติแทบเป็นศูนย์ก็ตาม การสแกนใช้เทคนิค ABACAD ที่สลับการชี้กล้องไปยังดาวหางและพื้นที่อื่นของท้องฟ้าเพื่อกรองสัญญาณรบกวน หลังการประมวลผลพบสัญญาณต้องสงสัย 9 รายการ แต่ทั้งหมดเป็นสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์เอง ไม่ใช่จากดาวหาง 3I/ATLAS แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า “การไม่พบอะไรเลย ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีค่า” เพราะช่วยยืนยันว่า 3I/ATLAS ไม่ใช่ยานสำรวจหรือสถานีส่งสัญญาณของเอเลียน แม้ผลลัพธ์จะธรรมดา แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการสำรวจวัตถุระหว่างดวงดาว ซึ่งอาจช่วยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับในอนาคต และเปิดประตูสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึง การตั้งคำถามและตรวจสอบแม้ในสิ่งที่ดูไม่น่าจะมีอะไร คือหัวใจของวิทยาศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้การสำรวจอวกาศก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ โครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้อง Green Bank สแกนหาสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหาง 3I/ATLAS ➡️ ไม่พบสัญญาณใดที่มาจากดาวหาง มีเพียงสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์ ➡️ 3I/ATLAS เป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะที่เฉียดโลกในปี 2025 ➡️ นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าการ “ไม่พบอะไร” ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวิจัย ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว ⛔ การตีความวัตถุระหว่างดวงดาวว่าเป็น “ยานเอเลียน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากไม่มีหลักฐานรองรับ ⛔ สัญญาณวิทยุที่ตรวจพบอาจเป็นสัญญาณรบกวนจากมนุษย์เสมอ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ⛔ การคาดเดาเกินจริงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลจริง ⛔ วัตถุจากนอกระบบสุริยะยังมีข้อมูลจำกัด การสรุปผลเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการตีความ https://www.sciencealert.com/a-giant-telescope-searched-3i-atlas-for-signs-of-aliens-heres-why
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    A Giant Telescope Searched 3I/ATLAS For Signs of Aliens. Here's Why.
    A dedicated scan for signs of radio-transmitting technology in interstellar comet 3I/ATLAS has come back with absolute cometary radio silence.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 91 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทัวร์ฮ่องกง เซินเจิ้น พามู
    เดินทาง มี.ค. 69 6,969

    🗓 จำนวนวัน 3 วัน 2 คืน
    ✈ EK-เอมิเรตส์แอร์ไลน์
    พักโรงแรม

    วัดกวนอู
    เมืองโบราณหนานโถว
    เมืองจำลองฮอลแลนด์
    ช้อปปิ้ง COCO Park
    วัดแชกงหมิว
    วัดหวังต้าเซียน
    วัดเจ้าแม่กวนอิมฮ่องฮำ
    จิมซาจุ่ย

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี ">https://eTravelWay.com
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    : 021166395

    #ทัวร์ฮ่องกง #hongkong #เซินเจิ้น #shenzhen
    #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา
    #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    ทัวร์ฮ่องกง 🇭🇰 เซินเจิ้น 🇨🇳 พามู 🙏 🗓️ เดินทาง มี.ค. 69 😍 6,969 🔥🔥 🗓 จำนวนวัน 3 วัน 2 คืน ✈ EK-เอมิเรตส์แอร์ไลน์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐⭐ 📍 วัดกวนอู 📍 เมืองโบราณหนานโถว 📍 เมืองจำลองฮอลแลนด์ 📍 ช้อปปิ้ง COCO Park 📍 วัดแชกงหมิว 📍 วัดหวังต้าเซียน 📍 วัดเจ้าแม่กวนอิมฮ่องฮำ 📍 จิมซาจุ่ย รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์ฮ่องกง #hongkong #เซินเจิ้น #shenzhen #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 135 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • กองทัพสหรัฐทดสอบเลเซอร์ 20,000W บนยานพาหนะ: อาวุธต่อต้านโดรนที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม

    กองทัพสหรัฐกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโดรนอย่างจริงจัง หลังจากภัยคุกคามจากโดรนราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสนามรบยุคใหม่ ล่าสุดได้มีการทดสอบระบบเลเซอร์พลังงานสูง 20,000 วัตต์ (20 kW) ที่ติดตั้งบนยานพาหนะทางทหาร ซึ่งเป็นเวอร์ชันอัปเกรดของระบบที่เรียกว่า LOCUST (Laser-Ordnance Combat Unit for Strategic Targets). การอัปเกรดครั้งนี้ทำให้ระบบสามารถทำลายโดรนได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน.

    ระบบเลเซอร์รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโดรนหลายประเภท ตั้งแต่โดรนสอดแนมขนาดเล็ก ไปจนถึงโดรนโจมตีแบบ kamikaze ที่กำลังถูกใช้ในสงครามหลายพื้นที่ทั่วโลก จุดเด่นของเลเซอร์คือสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน และต้นทุนต่อการยิงต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีราคาสูงหลายหมื่นถึงหลายแสนดอลลาร์ต่อครั้ง.

    การทดสอบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า LOCUST รุ่นอัปเดตสามารถ “ล็อกเป้าและทำลายโดรน” ได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนสูงหรือมีโดรนหลายลำเข้ามาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบติดตามเป้าหมาย (tracking) และระบบควบคุมความร้อน ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นโดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสะสม.

    แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่หลายฝ่ายมองว่าเลเซอร์พลังงานสูงจะกลายเป็น “อาวุธหลัก” ในการป้องกันโดรนในอนาคต เพราะมีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และสามารถติดตั้งบนยานพาหนะหลายประเภทได้ หากพัฒนาเต็มรูปแบบสำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลของสงครามยุคโดรนไปอย่างสิ้นเชิง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ระบบเลเซอร์ LOCUST รุ่นใหม่มีพลังสูงขึ้น
    ใช้เลเซอร์ 20,000W ทำลายโดรนได้เร็วกว่าเดิม
    ระบบ tracking และการควบคุมความร้อนถูกปรับปรุงให้เสถียรขึ้น

    ออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามโดรนยุคใหม่
    รับมือโดรนสอดแนมและโดรนโจมตีแบบ kamikaze
    ยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน ลดต้นทุนต่อการยิงอย่างมาก

    เหมาะสำหรับการติดตั้งบนยานพาหนะหลากหลายประเภท
    ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าของรถทหาร
    สามารถเคลื่อนที่และยิงได้ในสถานการณ์จริง

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    เลเซอร์อาจมีประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศแย่ เช่น หมอกหรือฝุ่นหนา
    ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีมากเพื่อป้องกันความร้อนสะสม

    ยังอยู่ในช่วงทดสอบ
    ยังไม่พร้อมใช้งานในสนามรบจริง
    ต้องผ่านการทดสอบความทนทานและความปลอดภัยเพิ่มเติม

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-army-tests-20-000w-vehicle-mounted-laser-systems-for-drone-defense-updated-locust-device-is-now-more-lethal-against-drones
    🔫 กองทัพสหรัฐทดสอบเลเซอร์ 20,000W บนยานพาหนะ: อาวุธต่อต้านโดรนที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม กองทัพสหรัฐกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโดรนอย่างจริงจัง หลังจากภัยคุกคามจากโดรนราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสนามรบยุคใหม่ ล่าสุดได้มีการทดสอบระบบเลเซอร์พลังงานสูง 20,000 วัตต์ (20 kW) ที่ติดตั้งบนยานพาหนะทางทหาร ซึ่งเป็นเวอร์ชันอัปเกรดของระบบที่เรียกว่า LOCUST (Laser-Ordnance Combat Unit for Strategic Targets). การอัปเกรดครั้งนี้ทำให้ระบบสามารถทำลายโดรนได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน. ระบบเลเซอร์รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโดรนหลายประเภท ตั้งแต่โดรนสอดแนมขนาดเล็ก ไปจนถึงโดรนโจมตีแบบ kamikaze ที่กำลังถูกใช้ในสงครามหลายพื้นที่ทั่วโลก จุดเด่นของเลเซอร์คือสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน และต้นทุนต่อการยิงต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีราคาสูงหลายหมื่นถึงหลายแสนดอลลาร์ต่อครั้ง. การทดสอบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า LOCUST รุ่นอัปเดตสามารถ “ล็อกเป้าและทำลายโดรน” ได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนสูงหรือมีโดรนหลายลำเข้ามาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบติดตามเป้าหมาย (tracking) และระบบควบคุมความร้อน ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นโดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสะสม. แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่หลายฝ่ายมองว่าเลเซอร์พลังงานสูงจะกลายเป็น “อาวุธหลัก” ในการป้องกันโดรนในอนาคต เพราะมีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และสามารถติดตั้งบนยานพาหนะหลายประเภทได้ หากพัฒนาเต็มรูปแบบสำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลของสงครามยุคโดรนไปอย่างสิ้นเชิง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ระบบเลเซอร์ LOCUST รุ่นใหม่มีพลังสูงขึ้น ➡️ ใช้เลเซอร์ 20,000W ทำลายโดรนได้เร็วกว่าเดิม ➡️ ระบบ tracking และการควบคุมความร้อนถูกปรับปรุงให้เสถียรขึ้น ✅ ออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามโดรนยุคใหม่ ➡️ รับมือโดรนสอดแนมและโดรนโจมตีแบบ kamikaze ➡️ ยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน ลดต้นทุนต่อการยิงอย่างมาก ✅ เหมาะสำหรับการติดตั้งบนยานพาหนะหลากหลายประเภท ➡️ ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าของรถทหาร ➡️ สามารถเคลื่อนที่และยิงได้ในสถานการณ์จริง ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ เลเซอร์อาจมีประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศแย่ เช่น หมอกหรือฝุ่นหนา ⛔ ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีมากเพื่อป้องกันความร้อนสะสม ‼️ ยังอยู่ในช่วงทดสอบ ⛔ ยังไม่พร้อมใช้งานในสนามรบจริง ⛔ ต้องผ่านการทดสอบความทนทานและความปลอดภัยเพิ่มเติม https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-army-tests-20-000w-vehicle-mounted-laser-systems-for-drone-defense-updated-locust-device-is-now-more-lethal-against-drones
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 109 มุมมอง 0 รีวิว
  • ความสุขอันเรียบง่ายของการนั่งคนเดียวในคาเฟ่: พื้นที่เงียบที่ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

    การนั่งคนเดียวในคาเฟ่อาจดูขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพบปะผู้คน แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนกลายเป็นช่วงเวลาที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ การตัดสินใจทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้านและเดินเล่นกับสุนัขทำให้เวลาเดินช้าลงอย่างนุ่มนวล และเมื่อเขาเดินเข้าไปในคาเฟ่โดยไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ความเงียบภายในใจกลับดังขึ้นอย่างชัดเจน

    การนั่งอยู่กับตัวเองทำให้เขาเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัว—การพูดคุย เสียงหัวเราะ ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตา และความจริงที่ว่าเรามักมองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนที่เดินผ่านเราไปในหนึ่งวินาที เมื่อไม่มีโทรศัพท์คอยดึงความสนใจ เขากลับเห็นโลกชัดขึ้น เห็นความเปราะบางของผู้คน และเห็นความคิดของตัวเองที่เคยถูกกลบด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน

    ในอีกมุมหนึ่ง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่ยังเผยให้เห็นความจริงที่ยากยอมรับ—เราควบคุมความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อาจมองว่าเขาเป็น “คนแปลกๆ กับสุนัข” หรือเพื่อนที่อิจฉาเวลาว่างของเขา ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและปล่อยวางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

    ท้ายที่สุด เขาพบว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเสมอไป เพราะในคาเฟ่เดียวกันนั้น เขาเห็นอีกคนหนึ่งที่นั่งคนเดียวโดยไม่มีสิ่งรบกวนเช่นกัน—และเพียงแค่การสบตา ก็ทำให้เขารู้ว่า “เราไม่ได้แปลกอยู่คนเดียว” ความสุขเล็กๆ นี้ยิ่งงอกงามขึ้นเมื่อเขาหยิบปากกามาเขียนช้าๆ บนกระดาษ ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามจังหวะของมือและหัวใจ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความหมายของการอยู่คนเดียวในคาเฟ่
    เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น
    ช่วยให้เราสังเกตผู้คนและความเป็นมนุษย์รอบตัว
    ทำให้เวลาเดินช้าลงและมีความหมายมากขึ้น

    สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบจากประสบการณ์นี้
    ความสงบเกิดขึ้นเมื่อไม่มีสิ่งรบกวน เช่น โทรศัพท์
    การมองตาผู้คนเผยให้เห็นความกังวลและความรู้สึกจริง
    การเขียนด้วยมือช่วยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

    ความท้าทายทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น
    ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อรู้ว่าควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้
    ความไม่สบายใจเมื่อต้องเผชิญสายตาหรือการตีความของคนรอบข้าง
    ความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเอง

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงบวก
    ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านความเงียบ
    สร้างความกล้าที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งรบกวน
    เปิดโอกาสให้พบ “คนแปลกเหมือนกัน” ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว

    https://candost.blog/the-unbearable-joy-of-sitting-alone-in-a-cafe/
    ☕ ความสุขอันเรียบง่ายของการนั่งคนเดียวในคาเฟ่: พื้นที่เงียบที่ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่อาจดูขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการพบปะผู้คน แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนกลายเป็นช่วงเวลาที่ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ การตัดสินใจทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่บ้านและเดินเล่นกับสุนัขทำให้เวลาเดินช้าลงอย่างนุ่มนวล และเมื่อเขาเดินเข้าไปในคาเฟ่โดยไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ ความเงียบภายในใจกลับดังขึ้นอย่างชัดเจน การนั่งอยู่กับตัวเองทำให้เขาเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัว—การพูดคุย เสียงหัวเราะ ความกังวลที่ซ่อนอยู่ในดวงตา และความจริงที่ว่าเรามักมองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนที่เดินผ่านเราไปในหนึ่งวินาที เมื่อไม่มีโทรศัพท์คอยดึงความสนใจ เขากลับเห็นโลกชัดขึ้น เห็นความเปราะบางของผู้คน และเห็นความคิดของตัวเองที่เคยถูกกลบด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน ในอีกมุมหนึ่ง การนั่งคนเดียวในคาเฟ่ยังเผยให้เห็นความจริงที่ยากยอมรับ—เราควบคุมความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อาจมองว่าเขาเป็น “คนแปลกๆ กับสุนัข” หรือเพื่อนที่อิจฉาเวลาว่างของเขา ความไม่แน่นอนนี้ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการยอมรับตัวเองและปล่อยวางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ท้ายที่สุด เขาพบว่าความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเสมอไป เพราะในคาเฟ่เดียวกันนั้น เขาเห็นอีกคนหนึ่งที่นั่งคนเดียวโดยไม่มีสิ่งรบกวนเช่นกัน—และเพียงแค่การสบตา ก็ทำให้เขารู้ว่า “เราไม่ได้แปลกอยู่คนเดียว” ความสุขเล็กๆ นี้ยิ่งงอกงามขึ้นเมื่อเขาหยิบปากกามาเขียนช้าๆ บนกระดาษ ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามจังหวะของมือและหัวใจ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความหมายของการอยู่คนเดียวในคาเฟ่ ➡️ เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น ➡️ ช่วยให้เราสังเกตผู้คนและความเป็นมนุษย์รอบตัว ➡️ ทำให้เวลาเดินช้าลงและมีความหมายมากขึ้น ✅ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบจากประสบการณ์นี้ ➡️ ความสงบเกิดขึ้นเมื่อไม่มีสิ่งรบกวน เช่น โทรศัพท์ ➡️ การมองตาผู้คนเผยให้เห็นความกังวลและความรู้สึกจริง ➡️ การเขียนด้วยมือช่วยให้ความคิดไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ‼️ ความท้าทายทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น ⛔ ความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อรู้ว่าควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้ ⛔ ความไม่สบายใจเมื่อต้องเผชิญสายตาหรือการตีความของคนรอบข้าง ⛔ ความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเอง ‼️ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงบวก ⛔ ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านความเงียบ ⛔ สร้างความกล้าที่จะอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งรบกวน ⛔ เปิดโอกาสให้พบ “คนแปลกเหมือนกัน” ที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว https://candost.blog/the-unbearable-joy-of-sitting-alone-in-a-cafe/
    CANDOST.BLOG
    The Unbearable Joy of Sitting Alone in A Café
    Hunting timeless insights into humans and software and helping others on the way.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 81 มุมมอง 0 รีวิว
  • จีนโชว์อินเทอร์เน็ตผ่านเลเซอร์พลังต่ำจากอวกาศ — ความเร็วแตะ 1 Gbps ด้วยพลังงานแค่ 2 วัตต์

    นี่คือหนึ่งในก้าวกระโดดด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 เมื่อทีมนักวิจัยจีนสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากอวกาศลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 1 Gbps โดยใช้เลเซอร์พลังงานเพียง 2 วัตต์ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระบบของ Starlink อย่างมหาศาลตามข้อมูลในหน้าที่คุณเปิดอยู่

    เทคโนโลยีนี้อาศัยโครงสร้างลิงก์ไร้สายแบบใหม่ชื่อ AO‑MDR synergy และใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินขนาด 1.8 เมตรที่มี 357 ไมโครมิเรอร์ เพื่อรวมสัญญาณเลเซอร์จากดาวเทียมให้มีความเสถียร แม้จะมีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในชั้นบรรยากาศ ทีมวิจัยยังคงรักษาความเร็วระดับกิกะบิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของการสื่อสารด้วยเลเซอร์มานานหลายปี

    สิ่งที่น่าสนใจคือดาวเทียมทดลองของจีนถูกวางไว้ที่ระยะ 36,705 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่า Starlink ที่อยู่ในวงโคจรต่ำเพียง 550 กม. มาก ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของดาวเทียมและมลภาวะแสงที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกังวลอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสัญญาณรบกวนทางวิทยุที่เกิดจากกลุ่มดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่

    การพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศ—including NASA และ JAXA—กำลังเร่งวิจัยการสื่อสารด้วยเลเซอร์เช่นกัน โดยมีการสาธิตความเร็วสูงถึง 200 Gbps ในบางโครงการ แต่ความสำเร็จของจีนครั้งนี้โดดเด่นเพราะใช้พลังงานต่ำมากและสามารถทำงานได้แม้ในสภาพอากาศไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศที่เร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และเป็นมิตรต่อวงโคจรโลกมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    จีนส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมด้วยเลเซอร์พลังงานเพียง 2W
    ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 1 Gbps
    ใช้เทคโนโลยี AO‑MDR synergy และกล้องโทรทรรศน์ 1.8 ม. พร้อม 357 ไมโครมิเรอร์
    ดาวเทียมอยู่ที่ระยะ 36,705 กม. ซึ่งลดปัญหาความแออัดในวงโคจรต่ำ
    ระบบสามารถรักษาความเร็วได้แม้มีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในอากาศ
    จีนและญี่ปุ่นต่างมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเลเซอร์สื่อสารภาคพื้นดิน–อวกาศ

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    การสื่อสารด้วยเลเซอร์ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แม้จะมีการแก้ไขแล้วบางส่วน
    การแข่งขันด้านดาวเทียมอาจทำให้เกิดความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ
    หากมีการใช้งานเชิงพาณิชย์จำนวนมาก อาจต้องพิจารณาความเสถียรของระบบในระยะยาว

    https://www.slashgear.com/2065836/china-satellite-internet-low-level-lasers/
    🚀🔭 จีนโชว์อินเทอร์เน็ตผ่านเลเซอร์พลังต่ำจากอวกาศ — ความเร็วแตะ 1 Gbps ด้วยพลังงานแค่ 2 วัตต์ นี่คือหนึ่งในก้าวกระโดดด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 เมื่อทีมนักวิจัยจีนสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากอวกาศลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 1 Gbps โดยใช้เลเซอร์พลังงานเพียง 2 วัตต์ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระบบของ Starlink อย่างมหาศาลตามข้อมูลในหน้าที่คุณเปิดอยู่ เทคโนโลยีนี้อาศัยโครงสร้างลิงก์ไร้สายแบบใหม่ชื่อ AO‑MDR synergy และใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินขนาด 1.8 เมตรที่มี 357 ไมโครมิเรอร์ เพื่อรวมสัญญาณเลเซอร์จากดาวเทียมให้มีความเสถียร แม้จะมีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในชั้นบรรยากาศ ทีมวิจัยยังคงรักษาความเร็วระดับกิกะบิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของการสื่อสารด้วยเลเซอร์มานานหลายปี สิ่งที่น่าสนใจคือดาวเทียมทดลองของจีนถูกวางไว้ที่ระยะ 36,705 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่า Starlink ที่อยู่ในวงโคจรต่ำเพียง 550 กม. มาก ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของดาวเทียมและมลภาวะแสงที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกังวลอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสัญญาณรบกวนทางวิทยุที่เกิดจากกลุ่มดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ การพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศ—including NASA และ JAXA—กำลังเร่งวิจัยการสื่อสารด้วยเลเซอร์เช่นกัน โดยมีการสาธิตความเร็วสูงถึง 200 Gbps ในบางโครงการ แต่ความสำเร็จของจีนครั้งนี้โดดเด่นเพราะใช้พลังงานต่ำมากและสามารถทำงานได้แม้ในสภาพอากาศไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศที่เร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และเป็นมิตรต่อวงโคจรโลกมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ จีนส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมด้วยเลเซอร์พลังงานเพียง 2W ➡️ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 1 Gbps ➡️ ใช้เทคโนโลยี AO‑MDR synergy และกล้องโทรทรรศน์ 1.8 ม. พร้อม 357 ไมโครมิเรอร์ ➡️ ดาวเทียมอยู่ที่ระยะ 36,705 กม. ซึ่งลดปัญหาความแออัดในวงโคจรต่ำ ➡️ ระบบสามารถรักษาความเร็วได้แม้มีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในอากาศ ➡️ จีนและญี่ปุ่นต่างมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเลเซอร์สื่อสารภาคพื้นดิน–อวกาศ ‼️ คำเตือน / ความเสี่ยง ⛔ การสื่อสารด้วยเลเซอร์ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แม้จะมีการแก้ไขแล้วบางส่วน ⛔ การแข่งขันด้านดาวเทียมอาจทำให้เกิดความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ ⛔ หากมีการใช้งานเชิงพาณิชย์จำนวนมาก อาจต้องพิจารณาความเสถียรของระบบในระยะยาว https://www.slashgear.com/2065836/china-satellite-internet-low-level-lasers/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    China Beamed Gigabit Internet From Space Using Low-Power Lasers: Here's How It Worked - SlashGear
    While the raw speed isn't too impressive, it was achieved using a laser with less power than an energy-saving lightbulb.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 74 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน

    Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์

    ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ

    ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน

    ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้
    เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้
    ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token
    ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0
    เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ
    อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ
    องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง

    https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    🔐 ช่องโหว่ร้ายแรง CVE‑2025‑47411 ใน Apache StreamPipes เปิดทางผู้ใช้ทั่วไปยึดสิทธิ์แอดมิน Apache StreamPipes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล IoT แบบ Self‑Service ถูกเปิดเผยว่ามีช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ระดับปกติสามารถยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้ดูแลระบบได้อย่างสมบูรณ์ ช่องโหว่นี้เกิดจากข้อผิดพลาดด้านตรรกะในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถสวมรอยเป็นแอดมินได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์จริง นับเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ StreamPipes ในการจัดการข้อมูลอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ช่องโหว่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เวอร์ชัน 0.69.0 ถึง 0.97.0 โดยอาศัยการ “สลับชื่อผู้ใช้” ระหว่างบัญชีทั่วไปกับบัญชีแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ซึ่งเป็นกลไกหลักในการจัดการเซสชัน เมื่อระบบถูกหลอกให้เชื่อว่าผู้โจมตีคือผู้ดูแลระบบ การตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจะถูกข้ามไปทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ระดับสูงได้อย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบของการยึดสิทธิ์แอดมินในระบบ IoT ถือว่าร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะผู้โจมตีสามารถแก้ไขข้อมูล วิเคราะห์ผิดพลาด หรือแม้แต่รบกวนการทำงานของระบบอุตสาหกรรมได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายระดับองค์กร เช่น การหยุดสายการผลิต หรือการตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ทีมพัฒนาได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้วในเวอร์ชัน 0.98.0 และแนะนำให้องค์กรอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้งานที่ไม่ใช่สายเทคนิค ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีจากบุคคลภายในได้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ช่องโหว่ CVE‑2025‑47411 ส่งผลให้ผู้ใช้ทั่วไปยกระดับสิทธิ์เป็นแอดมินได้ ➡️ เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างและตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ ➡️ ผู้โจมตีสามารถสลับชื่อผู้ใช้กับแอดมินผ่านการดัดแปลง JWT Token ➡️ ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชัน 0.69.0 – 0.97.0 ➡️ เวอร์ชัน 0.98.0 ได้รับการแก้ไขแล้ว ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การยึดสิทธิ์แอดมินอาจนำไปสู่การแก้ไขข้อมูล IoT ที่สำคัญ ⛔ อาจเกิดการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ⛔ ความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมอาจเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องและยากต่อการตรวจจับ ⛔ องค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมากหรือมีผู้ใช้ที่ไม่ใช่สายเทคนิคมีความเสี่ยงสูง https://securityonline.info/cve-2025-47411-critical-apache-streampipes-flaw-allows-standard-users-to-seize-admin-control/?utm_source=copilot.com
    SECURITYONLINE.INFO
    CVE-2025-47411: Critical Apache StreamPipes Flaw Allows Standard Users to Seize Admin Control
    Apache StreamPipes patches CVE-2025-47411, a logic flaw allowing users to manipulate JWT tokens and hijack admin accounts. Update to v0.98.0 now!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 66 มุมมอง 0 รีวิว
  • นักท่องเที่ยวฮือฮา! พบ “เสือดำ” สัตว์ป่าคุ้มครองหายาก
    ออกมาเดินอวดโฉมอย่างชัดเจน
    บริเวณถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง
    ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
    ช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก
    .
    วันนี้ (4 ม.ค. 2569) นายมงคล ไชยภักดี
    หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า
    ได้รับภาพถ่ายจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
    ซึ่งสามารถบันทึกภาพ “เสือดำ”
    ขณะเดินออกมาจากชายป่า
    บริเวณกิโลเมตรที่ 21 ถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง
    .
    จากการสังเกตพบว่า เสือดำตัวดังกล่าวเดินบนถนนอย่างสงบ
    ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือหวาดกลัว
    ก่อนจะเดินกลับเข้าสู่ผืนป่าตามธรรมชาติ
    คาดว่าออกมาหาความอบอุ่น
    เนื่องจากช่วงนี้สภาพอากาศในพื้นที่หนาวเย็น
    .
    หัวหน้าอุทยานฯ ระบุว่า
    ในช่วงฤดูหนาว สัตว์ป่าหลายชนิดมักออกมาหากินมากขึ้น
    ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว
    หากพบเห็นสัตว์ป่าให้เว้นระยะห่าง
    ไม่เข้าใกล้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวน
    และห้ามให้อาหารสัตว์ป่าโดยเด็ดขาด
    .
    ทั้งนี้ การพบเห็นเสือดำครั้งนี้
    ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความอุดมสมบูรณ์
    ของผืนป่าแก่งกระจาน
    และสะท้อนถึงความสำเร็จของการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย
    .
    อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000780
    .
    #News1 #News1live #เสือดำ #แก่งกระจาน #สัตว์ป่าคุ้มครอง #อนุรักษ์ธรรมชาติ #ท่องเที่ยวปีใหม่
    นักท่องเที่ยวฮือฮา! พบ “เสือดำ” สัตว์ป่าคุ้มครองหายาก ออกมาเดินอวดโฉมอย่างชัดเจน บริเวณถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก . วันนี้ (4 ม.ค. 2569) นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ได้รับภาพถ่ายจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งสามารถบันทึกภาพ “เสือดำ” ขณะเดินออกมาจากชายป่า บริเวณกิโลเมตรที่ 21 ถนนทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง . จากการสังเกตพบว่า เสือดำตัวดังกล่าวเดินบนถนนอย่างสงบ ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือหวาดกลัว ก่อนจะเดินกลับเข้าสู่ผืนป่าตามธรรมชาติ คาดว่าออกมาหาความอบอุ่น เนื่องจากช่วงนี้สภาพอากาศในพื้นที่หนาวเย็น . หัวหน้าอุทยานฯ ระบุว่า ในช่วงฤดูหนาว สัตว์ป่าหลายชนิดมักออกมาหากินมากขึ้น ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว หากพบเห็นสัตว์ป่าให้เว้นระยะห่าง ไม่เข้าใกล้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวน และห้ามให้อาหารสัตว์ป่าโดยเด็ดขาด . ทั้งนี้ การพบเห็นเสือดำครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของความอุดมสมบูรณ์ ของผืนป่าแก่งกระจาน และสะท้อนถึงความสำเร็จของการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย . อ่านต่อ >> https://news1live.com/detail/9690000000780 . #News1 #News1live #เสือดำ #แก่งกระจาน #สัตว์ป่าคุ้มครอง #อนุรักษ์ธรรมชาติ #ท่องเที่ยวปีใหม่
    Like
    Yay
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 213 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 4
    ประมาณเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏซีเรีย เริ่มออกมาส่งเสียงขู่โต้โผใหญ่ และผู้บงการโต้โผใหญ่อีกต่อหนึ่ง ว่าจะเปิดโปงลากไส้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ถ้าไม่ส่งอาวุธเพิ่มเติมให้กลุ่มกบฏภายใน 1 เดือน และใน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏก็ได้รับอาวุธส่งมาให้ที่เมือง Aleppo เรื่องบังเอิญหรือไง
    ตกลงเรื่องรัฐบาลอัสสาดใช้แก๊สซาลินกับประชาชน และเป็นสาเหตุที่ให้อเมริกากับพวก ออกมาโวยถึงความป่าเถื่อนของอัสสาด ก็น่าจะเป็นเรื่องเอาสีป้ายหน้าอัสสาด เพื่อหาผู้สนับสนุนการไล่รัฐบาลอัสสาด เพราะจากการตรวจสอบของรัสเซีย และของสหประชาชาติเอง (ซึ่งน่าจะเอนไปทางอเมริกากับพวก) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็นฝีมืออัสสาด
    เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2014 สื่ออิสราเอลออกข่าวว่า อเมริกาและลูกหาบในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิ อารเบีย จอร์แดน อิสราเอล พากันรวมหัวช่วยพวกกบฏซีเรีย และมีแผนที่จะโจมตีทางใต้ของซีเรีย อิสราเอลส่งกำลังทหารไปช่วยกลุ่มกบฏหลายเดือนมาแล้ว นอกจากนี้ พวกกบฏซีเรียยังให้สัมภาษณ์อย่างผึ่งผายกับสื่อว่า อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้พวกเขา ฝ่ายกบฏบอก … เราฝึกกันที่การ์ตา มันเป็นการฝึกระดับสูง เพื่อการฆ่าทหารโดยเฉพาะ ไม่ใช่การฝึกธรรมดานะ มันเป็นการฝึกเพื่อฆ่า…
    … พวกเขา ฝึกเราถึงวิธีการจู่โจมกองกำลัง หรือทำลายพาหนะของศัตรู ขณะกำลังเคลื่อนที่ และเพื่อตัดขาดจากเส้นทาง… พวกเขาฝึกเราในการโจมตีพาหนะ เพื่อทำลาย หรือยึด รวมทั้งยึดอาวุธ และกระสุน และฆ่าทหาร ทั้งยังรอดจากการโจมตีของเรา….
    ตกลงไม่ใช่อเมริกา ไม่รู้เรื่องไอซิสในซีเรีย อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้อีกด้วย..แน่จริงพี่
    และจากการปฏิบัติการ ตามที่ได้รับการฝึก เดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 ไอซิสก็รุกคืบผ่านเขตแดนซีเรีย เข้าไปในเขตของอิรัค และยึดเมืองโมซุล แหล่งน้ำมันของอิรัคเป็นของตัว หลังจากนั้นก็คืบผ่านเมืองต่างๆ จนเกือบเข้าไปถึงเมืองแบกแดด และไอซิสก็ยึดอาวุธ รถฮัมวี่ทั้งหมด รวมทั้งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ รถถัง และปืนใหญ่ จากกองทัพอิรัคได้เป็นจำนวนมาก
    หลังจากยึดของได้ ไอซิสก็ออกข่าวโชว์ของเล่นที่ได้มาทางโซเชียลมีเดีย เหมือนตั้งใจจะหยามหน้า หรือเป็นการวางบิลเรียกเก็บเงินก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อเมริกาก็ไม่มีปฏิกริยาอะไร ไม่เสียหน้า ไม่จ่ายเงิน (ให้โลกรู้) และไม่มีการขยับ เพื่อกำจัดไอซิส
    เออ แบบนี้ อเมริกาไม่รู้สึกเสียหน้า แต่กับฝ่ายอื่น แองโกลอเมริกัน ไล่บี้ไล่เซิ้งมา100 กว่าปียังไม่เลิก แบบนี้จะให้ชาวบ้านอย่างผมเข้าใจยังไงดี ไอซิสยังรุนแรงไม่พอ หรือไอซิสกระจอกเกินกว่าอเมริกาจะขยับ หรือไอซิสมันเป็นเด็กสร้าง ลูกพี่เลยทำหน้าขรึม ปล่อยให้เด็กมันขนอาวุธของลิเบียไปถล่มซีเรีย หลังจากนั้นก็ไปถล่มอิรัคต่อ แล้วก็ได้อาวุธในอิรัคเพิ่มมาอีก (ก็ของที่ลูกพี่ทิ้งไว้อีกแหละ) เพื่อเตรียมเอาเข้าไปถล่มที่อื่นอีกต่อ ตามแผน มันอะไรกันแน่
    ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ไอ้ตัวแสบ ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski เป็นตัวคิด ตัวจัดการ หาคน และติดอาวุธให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ในปากีสถาน และอาฟกานิสถาน ทำคลอดมาเป็นพวกมูจาฮีดีน ที่มีซีไอเอเป็นผู้พี่เลี้ยงทำการฝึกให้ หลังจากนั้น อเมริกาก็ติดอาวุธให้มูจาฮิดีนเต็มเพียบ เพื่อให้ไปสู้กับสหภาพโซเวียต ไม่งั้นโซเวียตมันจะกินตับพวกมึงนะ ในช่วง ค.ศ.1979 มูจาฮีดีนก่อกวน ล่อให้โซเวียตเคลื่อนพลลงมาทางใต้ และในที่สุดโซเวียตก็มา และก็ติดหล่มอยู่ในอาฟกานิสถาน
    นับว่ายุทธศาสตร์ของไอ้ตัวแสบ Brzezinski ได้ผล โซเวียตเอาเถิดเจ้าล่อกับมูจาฮีดีนอยู่ 10 ปี จนเหนื่อยแฮก และก็มีนักประวัติศาสตร์การเมืองฝั่งตะวันตกหลายคนบอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย
    เหตุการณ์ที่ซีเรีย ก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น อเมริกาใช้มูจาฮีดีนทำลายโซเวียตเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไร ตอนนี้ก็เหมือนอเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์เดิมกับรัสเซีย แต่เปลี่ยนสถานที่ กับเปลี่ยนตัวล่อ หรือตัวเล่น
    อเมริกาคงวางเแผนอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 ด้วยการบุกอิรัค ถ้าอเมริกาไม่ปล่อยให้อิรัคเละเป็นซากทั้งเมืองอย่างนี้ เมื่อตอนอเมริกาสำเร็จกิจจากการกำจัดซัดดัมแล้ว กลุ่มนักรบหัวรุนแรงก็ไม่มีรูเข้าไปในอิรัคได้
    และถ้าอเมริกาไม่คิดกำจัดอัสสาด โดยส่งเสริมทางกองกำลังให้กับกลุ่มกบฏซีเรีย มันก็ไม่มีรูให้ไอซิสได้อาวุธ และบุกเข้าไปยึดอิรัคในปี ค.ศ.2014 ซึ่งเหมือนเป็นการติดปีกให้ไอซิส บินว่อนถล่มได้ทั้งโลกเช่นเดียวกัน
    อเมริกาน่าจะรู้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ว่าอาวุธของกัดดาฟี ที่ลิเบีย ถูกส่งไปให้กลุ่มกบฏซีเรีย
    และอเมริกา ก็น่าจะรู้แล้วด้วยว่า ซาลาฟี มุสลิม บราเธอร์ฮูด และ AQI ในอิรัค ก็คือ กองกำลังตัวสำคัญ ในการสนับสนุนการรบของกลุ่มกบฏในซีเรีย
    คำถามก็คือ อเมริกาแค่ “รู้” หรือมันเป็น “แผน” ของอเมริกา ที่จะให้พวกนักรบจีฮัด ทำการรบทั้งในซีเรียและอิรัค ที่มีอเมริกาและพรรคพวกที่รวมถึงฝรั่งเศสด้วย ให้การสนับสนุนการรบนั้น
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    29 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 4 ประมาณเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏซีเรีย เริ่มออกมาส่งเสียงขู่โต้โผใหญ่ และผู้บงการโต้โผใหญ่อีกต่อหนึ่ง ว่าจะเปิดโปงลากไส้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ถ้าไม่ส่งอาวุธเพิ่มเติมให้กลุ่มกบฏภายใน 1 เดือน และใน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.2013 กลุ่มกบฏก็ได้รับอาวุธส่งมาให้ที่เมือง Aleppo เรื่องบังเอิญหรือไง ตกลงเรื่องรัฐบาลอัสสาดใช้แก๊สซาลินกับประชาชน และเป็นสาเหตุที่ให้อเมริกากับพวก ออกมาโวยถึงความป่าเถื่อนของอัสสาด ก็น่าจะเป็นเรื่องเอาสีป้ายหน้าอัสสาด เพื่อหาผู้สนับสนุนการไล่รัฐบาลอัสสาด เพราะจากการตรวจสอบของรัสเซีย และของสหประชาชาติเอง (ซึ่งน่าจะเอนไปทางอเมริกากับพวก) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเป็นฝีมืออัสสาด เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2014 สื่ออิสราเอลออกข่าวว่า อเมริกาและลูกหาบในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิ อารเบีย จอร์แดน อิสราเอล พากันรวมหัวช่วยพวกกบฏซีเรีย และมีแผนที่จะโจมตีทางใต้ของซีเรีย อิสราเอลส่งกำลังทหารไปช่วยกลุ่มกบฏหลายเดือนมาแล้ว นอกจากนี้ พวกกบฏซีเรียยังให้สัมภาษณ์อย่างผึ่งผายกับสื่อว่า อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้พวกเขา ฝ่ายกบฏบอก … เราฝึกกันที่การ์ตา มันเป็นการฝึกระดับสูง เพื่อการฆ่าทหารโดยเฉพาะ ไม่ใช่การฝึกธรรมดานะ มันเป็นการฝึกเพื่อฆ่า… … พวกเขา ฝึกเราถึงวิธีการจู่โจมกองกำลัง หรือทำลายพาหนะของศัตรู ขณะกำลังเคลื่อนที่ และเพื่อตัดขาดจากเส้นทาง… พวกเขาฝึกเราในการโจมตีพาหนะ เพื่อทำลาย หรือยึด รวมทั้งยึดอาวุธ และกระสุน และฆ่าทหาร ทั้งยังรอดจากการโจมตีของเรา…. ตกลงไม่ใช่อเมริกา ไม่รู้เรื่องไอซิสในซีเรีย อเมริกาเป็นผู้ทำการฝึกให้อีกด้วย..แน่จริงพี่ และจากการปฏิบัติการ ตามที่ได้รับการฝึก เดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 ไอซิสก็รุกคืบผ่านเขตแดนซีเรีย เข้าไปในเขตของอิรัค และยึดเมืองโมซุล แหล่งน้ำมันของอิรัคเป็นของตัว หลังจากนั้นก็คืบผ่านเมืองต่างๆ จนเกือบเข้าไปถึงเมืองแบกแดด และไอซิสก็ยึดอาวุธ รถฮัมวี่ทั้งหมด รวมทั้งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ รถถัง และปืนใหญ่ จากกองทัพอิรัคได้เป็นจำนวนมาก หลังจากยึดของได้ ไอซิสก็ออกข่าวโชว์ของเล่นที่ได้มาทางโซเชียลมีเดีย เหมือนตั้งใจจะหยามหน้า หรือเป็นการวางบิลเรียกเก็บเงินก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อเมริกาก็ไม่มีปฏิกริยาอะไร ไม่เสียหน้า ไม่จ่ายเงิน (ให้โลกรู้) และไม่มีการขยับ เพื่อกำจัดไอซิส เออ แบบนี้ อเมริกาไม่รู้สึกเสียหน้า แต่กับฝ่ายอื่น แองโกลอเมริกัน ไล่บี้ไล่เซิ้งมา100 กว่าปียังไม่เลิก แบบนี้จะให้ชาวบ้านอย่างผมเข้าใจยังไงดี ไอซิสยังรุนแรงไม่พอ หรือไอซิสกระจอกเกินกว่าอเมริกาจะขยับ หรือไอซิสมันเป็นเด็กสร้าง ลูกพี่เลยทำหน้าขรึม ปล่อยให้เด็กมันขนอาวุธของลิเบียไปถล่มซีเรีย หลังจากนั้นก็ไปถล่มอิรัคต่อ แล้วก็ได้อาวุธในอิรัคเพิ่มมาอีก (ก็ของที่ลูกพี่ทิ้งไว้อีกแหละ) เพื่อเตรียมเอาเข้าไปถล่มที่อื่นอีกต่อ ตามแผน มันอะไรกันแน่ ถ้ายังจำกันได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ไอ้ตัวแสบ ชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski เป็นตัวคิด ตัวจัดการ หาคน และติดอาวุธให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ในปากีสถาน และอาฟกานิสถาน ทำคลอดมาเป็นพวกมูจาฮีดีน ที่มีซีไอเอเป็นผู้พี่เลี้ยงทำการฝึกให้ หลังจากนั้น อเมริกาก็ติดอาวุธให้มูจาฮิดีนเต็มเพียบ เพื่อให้ไปสู้กับสหภาพโซเวียต ไม่งั้นโซเวียตมันจะกินตับพวกมึงนะ ในช่วง ค.ศ.1979 มูจาฮีดีนก่อกวน ล่อให้โซเวียตเคลื่อนพลลงมาทางใต้ และในที่สุดโซเวียตก็มา และก็ติดหล่มอยู่ในอาฟกานิสถาน นับว่ายุทธศาสตร์ของไอ้ตัวแสบ Brzezinski ได้ผล โซเวียตเอาเถิดเจ้าล่อกับมูจาฮีดีนอยู่ 10 ปี จนเหนื่อยแฮก และก็มีนักประวัติศาสตร์การเมืองฝั่งตะวันตกหลายคนบอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย เหตุการณ์ที่ซีเรีย ก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น อเมริกาใช้มูจาฮีดีนทำลายโซเวียตเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไร ตอนนี้ก็เหมือนอเมริกาจะใช้ยุทธศาสตร์เดิมกับรัสเซีย แต่เปลี่ยนสถานที่ กับเปลี่ยนตัวล่อ หรือตัวเล่น อเมริกาคงวางเแผนอย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2003 ด้วยการบุกอิรัค ถ้าอเมริกาไม่ปล่อยให้อิรัคเละเป็นซากทั้งเมืองอย่างนี้ เมื่อตอนอเมริกาสำเร็จกิจจากการกำจัดซัดดัมแล้ว กลุ่มนักรบหัวรุนแรงก็ไม่มีรูเข้าไปในอิรัคได้ และถ้าอเมริกาไม่คิดกำจัดอัสสาด โดยส่งเสริมทางกองกำลังให้กับกลุ่มกบฏซีเรีย มันก็ไม่มีรูให้ไอซิสได้อาวุธ และบุกเข้าไปยึดอิรัคในปี ค.ศ.2014 ซึ่งเหมือนเป็นการติดปีกให้ไอซิส บินว่อนถล่มได้ทั้งโลกเช่นเดียวกัน อเมริกาน่าจะรู้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 ว่าอาวุธของกัดดาฟี ที่ลิเบีย ถูกส่งไปให้กลุ่มกบฏซีเรีย และอเมริกา ก็น่าจะรู้แล้วด้วยว่า ซาลาฟี มุสลิม บราเธอร์ฮูด และ AQI ในอิรัค ก็คือ กองกำลังตัวสำคัญ ในการสนับสนุนการรบของกลุ่มกบฏในซีเรีย คำถามก็คือ อเมริกาแค่ “รู้” หรือมันเป็น “แผน” ของอเมริกา ที่จะให้พวกนักรบจีฮัด ทำการรบทั้งในซีเรียและอิรัค ที่มีอเมริกาและพรรคพวกที่รวมถึงฝรั่งเศสด้วย ให้การสนับสนุนการรบนั้น สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 29 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 204 มุมมอง 0 รีวิว
  • สัมผัสทางตาหูๆล้วนก่อเกิดความคิด จักบวก ลบ ล้วนนำพากลับมาทางโลกภพ ไร้คิดในรู้สึกตนเนืองๆต่อเนื่องเกิดปัญญานำพาสู่การไม่เกิด
    #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    สัมผัสทางตาหูๆล้วนก่อเกิดความคิด จักบวก ลบ ล้วนนำพากลับมาทางโลกภพ ไร้คิดในรู้สึกตนเนืองๆต่อเนื่องเกิดปัญญานำพาสู่การไม่เกิด #ไร้สาระกับลุงทุเรียนกวน
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 51 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • จินนี่ ตอนที่ 4

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่”
    ตอน 4
    อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร
    อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง
    เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ”
    ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ
    มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย
    นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย
    ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?)
    ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว
    ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน
    ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!!
    โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก
    และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย
    …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง….
    แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ
    เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ
    2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015
    สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น
    เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน
    พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย
    การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่
    ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน
    ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..)
    แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง
    หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…”
    ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย
    เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    6 พ.ย. 2558
    จินนี่ ตอนที่ 4 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่” ตอน 4 อเมริกากำลังคิดอะไรอยู่ หรืออเมริกา รออะไร อเมริกาน่าจะกำลัง “ทำความเข้าใจ หรือทำความรู้จัก” กับศักยภาพกองทัพของรัสเซียของจริง จากการรบของรัสเซียในตะวันออกกลาง ไม่ใช่จากกระดาษรายงาน ของเหล่านักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือถังความคิด รายใดรายหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ประมาณ 2 เดือนหลังจากเฝ้าดูลีลาของรัสเซียในตะวันออกกลาง นาย Richard N Haass ประธานถังขยะความคิดหมายเลขหนึ่งของอเมริกา The Council on Foreign Relations หรือ CFR ถังขยะที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นผู้กำกับฝูงนกอินทรีตัวจริง ก็ลงมือเขียนรายงาน ชื่อ “Testing Putin in Syria ” ท่านประธานถังขยะ สรุปว่า ชัดเจนว่าการเข้าไปในตะวันออกกลางของปูติน เหมือนไปต่อท่อหายใจให้กับอัสสาดของซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน ปูตินก็ใช้โอกาสนี้ บอกให้โลกรู้ว่า รัสเซียยังอยู่นะ และอยู่แบบแข็งแรงด้วย เป็นการเบี่ยงเบน จากความจริงว่า เศรษฐกิจในบ้านรัสเซียกำลังหดเหี่ยว และเพื่อให้ผู้คนลืมเรื่องยูเครนไปด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเองในรัสเซียนั่นแหละ มีหลายคนเป็นห่วงว่า การที่รัสเซียเข้าไปในซีเรีย ไม่ใช่จะทำให้ อัสสาดเผด็จการจอมโหดแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกไอซิสโตขึ้นอีกด้วย เพราะการที่รัสเซียมุ่งหน้าแต่จะทำลายศัตรูของอัสสาด เท่ากับเปิดโอกาส ให้ไอซิสขยายพันธ์ง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงว่า รัสเซีย จะเป็นคนเริ่มสงครามเย็นในตะวันออกกลาง ด้วยการปิดล้อม ประเทศที่อยู่คนละฝ่ายกับอัสสาด แต่ท่านประธานถังขยะ บอกว่า ลืมไปได้เลย รัสเซียไม่มีปัญญารับมือกับการเปิดศึกหลายด้านหรอก เพราะนโยบายต่างประเทศแบบนั้น มันมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสภาพทางเศรษฐกิจ กับสภาพกองทัพของรัสเซีย ไม่เอื้อให้รัสเซียเล่นได้ขนาดนั้น และก็ไม่แน่ว่า ชาวรัสเซียจะสนับสนุนปูติน ให้ทำเช่นนั้นด้วย ก็เหลือแต่ว่าปูติน ยังอยากจะเพลินกับการปกครอง แบบรวบอำนาจของตน ไปอีกนานไหมล่ะ ทุกอย่างมันมีขอบเขต และมีราคาทั้งสิ้น และปูตินอย่าลืมว่า เมื่อไอซิสแข็งแรงขึ้น ไม่นานเกินรอ คงได้เห็นนักรบพลีชีพ ไปก่อระเบิดในมอสโคว์แน่นอน (ขณะที่เขียนนี่ มอสโคว์ยังไม่มีระเบิดพลีชีพ แต่เครื่องบินโดยสารของรัสเซียโดนมือมืดสอยร่วงไปแล้ว นับว่าท่านประธานถังขยะ อ่านเกมขาด.!?) ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ปูตินคิดเรื่องซีเรีย ถึงขนาดไหน ถึงขนาดจะเอาอัสสาดไว้ ไม่ว่าต้วเองจะฉิบหายแค่ไหนอย่างนั้นหรือ หรือเอาแค่ว่า รัสเซียก็สามารถมีส่วน ในการจัดการตะวันออกกลางด้วย โดยไม่ต้องเอาเรื่องอัสสาดมาเกี่ยว ประธานถังขยะ แนะนำว่า ระหว่างที่ท่าทีของรัสเซียยังไม่ชัดเจน อเมริกาเอง ควรเลือกดำเนินการ 2 อย่างควบคู่กันไป ทางหนึ่งคือ จัดการดุลยอำนาจในบริเวณซีเรียเสียใหม่ ด้วยการสนับสนุนชาวเคิร์ด กับพวกสุนนี่บางกลุ่มเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าถล่มไอซิสจากทางอากาศต่อไป เหมือนเดิมอีกเหมือนกัน ขณะเดียวกัน ก็พยายามดำเนินการทางการทูต เพื่อนำไปสู่ “การแบ่งซีเรีย” !!!! โดยแบ่งซีเรียออกเป็นส่วนๆ และแยกการปกครอง ของแต่ละส่วนออกจากกัน น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าอเมริกา หรือใคร ก็คงไม่ได้สนใจจริงจังใช่ไหม ที่จะรักษารัฐบาลของซีเรีย ที่มีอำนาจควบคุมซีเรียทั้งหมดหรอก และด้วยการดำเนินการอย่างนี้ อเมริกาก็สามารถที่จะให้รัสเซีย และแม้แต่ อิหร่าน ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่ง (เค๊ก) ซีเรียด้วยกัน แบบนี้ ปูตินก็น่าจะพอใจ เพราะได้หน้ากำลังดี คุ้มกับราคาที่เสียไปในการเข้ามาในซีเรีย …ดูเหมือน บทความนี้จะเป็นการโยนหินถามทาง ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใบตองแห้งกำลังนั่งกัดเล็บ อยู่ในมุมมืดของห้องทำงานที่ทำเนียบขาว รอผลสรุปจากพวกลูกกระเป๋ง ก่อนจะวางยุทธศาสตร์ หาทางเดินให้ตัวเอง…. แต่ผมขอเพิ่มสักหน่อยว่า บทความของท่านประธานถังขยะ นี่มันยั่วยวน กวนส้นจริงๆ ส่อสันดานอเมริกาของแท้อย่างชัดเจน ทั้งดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ไม่มีใครเก่งวิเศษเท่ามึง ที่ดีแต่ปาก แต่ จริงๆก็ขี้ขลาดเอาตัวรอด งก และยังหน้าด้าน เห็นแก่ได้ แม้กระทั่งลางแพ้รออยู่ข้างหน้า … มึงคิดได้ยังไง อยู่ดีๆจะเสนอแบ่งประเทศเขา….. เราต้องจำวิธีคิดแบบนี้ของไอ้ใบตองแห้งให้ดีๆ นะครับ เห็นการวิเคราะห์ของฝั่งวอชิงตันแล้ว คราวนี้ลองไปฟัง การวิเคราะห์ของอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกันบ้างครับ 2 วัน ก่อนหน้าที่เรื่อง คุณจีนนี่ จะออกมาเป็นข่าว ถังขยะความคิดของชาวเกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ Chatham House คู่แฝดของ CFR ก็ออกบทความเหมือนกัน ชื่อ Putin’s Gamble in Syria เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2015 สรุปว่า ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสมัยสหภาพโซเวียต หรือเป็นรัสเซียใหม่ ยังไม่เคยมีก้าวไหนของรัสเซียที่ท้าทาย เท่ากับการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของนายปูตินครั้งนี้ ส่วนใหญ่ เวลาที่รัสเซียมีกิจกรรมนอกพื้นที่ตัวเอง ก็มักจะเกี่ยวข้องโดยตรง กับเรื่องของรัสเซียเอง แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อวันที่นายปูติน บินไปนิวยอร์ค เพื่อพบหน้ากับนายโอบามา ในการประชุมใหญ่ของสหประชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูติน พยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น ในวันนั้น กองทัพของรัสเซีย เครื่องบินรบ รวมทั้งนาวิกโยธินของรัสเซีย และเรือบรรทุกครื่องบิน Moskva ทั้งหมด ได้ไปประจำการณ์อยู่ที่ท่าเรือ Latakia/Tartous ที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย เรียบร้อยหมดแล้ว และเมื่อปูติน พบกับโอบามา เขาก็คงจะบอกกับโอบามา ว่ารัสเซียจะใช้ของที่เอาไปอยู่ตรงนั้นอย่างไร และจริงๆ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ฝูงบิน Sukhoi ของรัสเซีย ก็เริ่มโจมตีกลุ่มไอซิส ที่ al-Rakaa แล้ว รวมทั้งโจมตีกลุ่มกองกำลังฝ่ายกบฏซีเรีย ที่อเมริกาและพวก ที่นำโดยซาอุดิอารเบีย และตุรกี เป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย การจู่โจมของรัสเซีย นับเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าตื่นเต้นอย่างมากในตะวันออกกลาง แม้ว่าจะปูตินจะพารัสเซียเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปูตินยังมียุทธศาสตร์ ในขณะที่โอบามาเอง กำลังนั่งมึนหาทางไปไม่เจอ แต่ปูตินเข้าไปอยู่ในพื้นที่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า ตัวเองจะต้องอยู่ตรงนั้น เมื่อวันตัดสินชะตาของซีเรียเกิดขึ้น แต่โอบามา ยังคงนั่งเงียบอยู่ ผลกระทบในตะวันออกกลาง จากการเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับซีเรียของรัสเซีย มีสูงยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างฝ่ายสุนนี่ที่ต่อต้านอัสสาด (ซาอุดิอารเบีย การ์ตา ตุรกี) กับฝ่ายรัสเซีย ที่สนับสนุน อัสสาด รวมทั้งความไม่เด็ดขาดของโอบามา เมื่อเทียบกับปูติน ถังขยะของชาวเกาะบอกว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอีก 2 รายการ คือ สัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอียิปต์ ที่ดูเหมือนนับวันจะใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อิทธิพลของอเมริกา ที่มีต่ออียิปต์ดูเหมือนจะจางลง (มิน่า เครื่องบินรัสเซีย ถึงต้องถูกสอยร่วงที่อียิปต์ เดี๋ยวจะใกล้ชิดกันมากไป..) แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ การที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เนทันยาฮู บินไปหา ปูติน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยการแจ้งล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง หนังสือพิมพ์ Haaretz ซึ่งเป็นสื่อมีเสียงดังมากในอิสราเอล สรุปการเดินทางไปมอสโคว์ของเนทันยาฮูว่า “เป็นการแสดงให้เห็นว่า อำนาจของอเมริกาในตะวันออกกลาง เป็นอดีตไปเสียแล้ว…” ถังของชาวเกาะ สรุปส่งท้ายว่า โอกาสที่อเมริกา จะกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม มีแค่ทางเดียว คือ อเมริกาต้องเคลื่อนตัวเองเข้ามาในตะวันออกกลางเสียใหม่ และอย่างรวดเร็ว และจัดการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในซีเรีย เป็นถังขยะแฝดกันก็จริง และทุกทีก็มักจะวิเคราะห์แบบประสานเสียงกัน โดยเฉพาะเวลาร้องเพลงด่ารัสเซีย เอ แต่ทำไมเรื่องรัสเซียอุ้มซีเรียคราวนี้ คู่แฝดเหมือนแตกเสียงกัน แต่จะถึงกับแตกคอกันหรือไม่… ดูไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 6 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 549 มุมมอง 0 รีวิว
  • James Webb: กล้องโทรทรรศน์ที่เผยจักรวาลในแบบที่เราไม่เคยเรียนมาก่อน

    กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb (JWST) ไม่ได้เป็นเพียงผู้สืบทอดของ Hubble แต่เป็น “การอัปเกรดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ” ในการมองย้อนเวลาไปยังจุดกำเนิดของจักรวาล ด้วยเทคโนโลยีอินฟราเรดขั้นสูง JWST สามารถมองทะลุฝุ่นคอสมิก เห็นดาวฤกษ์ยุคแรกที่เกิดขึ้นเมื่อจักรวาลมีอายุเพียงไม่ถึงพันล้านปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราไม่เคยเข้าถึงมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์

    หนึ่งในความสามารถที่น่าทึ่งคือการตรวจพบซูเปอร์โนวาและดาวมวลยักษ์ที่สูญสลายไปแล้วนานนับพันล้านปี นักดาราศาสตร์พบสัญญาณทางเคมีที่บ่งชี้ถึง “ดาวยุคแรก” ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 10,000 เท่า ซึ่งเป็นชนิดของดาวที่ตำราเรียนยังไม่เคยกล่าวถึงอย่างละเอียด เพราะก่อน JWST เราไม่เคยมีหลักฐานชัดเจนมาก่อนว่ามันเคยมีอยู่จริง

    ตำแหน่งของ JWST ที่จุด L2 ห่างจากโลกหนึ่งล้านไมล์ ทำให้มันสามารถทำงานได้โดยไม่ถูกรบกวนจากเงาโลกหรือความร้อนจากดวงอาทิตย์ การออกแบบที่ต้องซ่อนตัวจากความร้อนด้วยแผงกันความร้อน 5 ชั้น ทำให้กล้องสามารถรักษาอุณหภูมิที่ต่ำกว่า –370°F เพื่อให้เซนเซอร์อินฟราเรดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นี่คือสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยสร้างในอวกาศ

    แม้ JWST จะถูกออกแบบให้ใช้งานเพียง 5–10 ปี แต่การปล่อยตัวที่แม่นยำทำให้มันมีเชื้อเพลิงมากพอสำหรับภารกิจยาวกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเชื้อเพลิงหมด มันจะไม่สามารถรักษาตำแหน่งหรือชี้กล้องได้อีกต่อไป NASA อาจต้องส่งยานไร้คนขับไปเติมเชื้อเพลิงในอนาคต ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของการบำรุงรักษาอุปกรณ์อวกาศระยะไกล

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สิ่งที่ JWST ทำได้เหนือกว่าที่เราเคยเรียน
    มองเห็นซูเปอร์โนวายุคแรกของจักรวาล อายุเพียง 730 ล้านปีหลังบิ๊กแบง
    ตรวจพบ “ดาวมวลยักษ์ยุคแรก” ที่ตำราเรียนยังไม่เคยยืนยัน
    ใช้กล้อง NIRCam และเซนเซอร์อินฟราเรดที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก
    อยู่ที่จุด L2 ห่างโลก 1 ล้านไมล์เพื่อมุมมองที่ไร้เงารบกวน

    ความท้าทายและข้อจำกัดของ JWST
    ต้องรักษาอุณหภูมิต่ำมาก หากร้อนขึ้นเพียงเล็กน้อย เซนเซอร์จะใช้งานไม่ได้
    เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะไม่สามารถรักษาตำแหน่งหรือชี้กล้องได้
    การซ่อมบำรุงทำได้ยากมาก เพราะอยู่ไกลเกินกว่ายานมนุษย์จะเดินทางไปถึง
    อายุภารกิจขึ้นอยู่กับความแม่นยำของการควบคุมทิศทางและการใช้เชื้อเพลิง

    https://www.slashgear.com/2054983/james-webb-space-telescope-things-didnt-teach-you-in-school/
    🔭✨ James Webb: กล้องโทรทรรศน์ที่เผยจักรวาลในแบบที่เราไม่เคยเรียนมาก่อน กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb (JWST) ไม่ได้เป็นเพียงผู้สืบทอดของ Hubble แต่เป็น “การอัปเกรดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ” ในการมองย้อนเวลาไปยังจุดกำเนิดของจักรวาล ด้วยเทคโนโลยีอินฟราเรดขั้นสูง JWST สามารถมองทะลุฝุ่นคอสมิก เห็นดาวฤกษ์ยุคแรกที่เกิดขึ้นเมื่อจักรวาลมีอายุเพียงไม่ถึงพันล้านปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราไม่เคยเข้าถึงมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ หนึ่งในความสามารถที่น่าทึ่งคือการตรวจพบซูเปอร์โนวาและดาวมวลยักษ์ที่สูญสลายไปแล้วนานนับพันล้านปี นักดาราศาสตร์พบสัญญาณทางเคมีที่บ่งชี้ถึง “ดาวยุคแรก” ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 10,000 เท่า ซึ่งเป็นชนิดของดาวที่ตำราเรียนยังไม่เคยกล่าวถึงอย่างละเอียด เพราะก่อน JWST เราไม่เคยมีหลักฐานชัดเจนมาก่อนว่ามันเคยมีอยู่จริง ตำแหน่งของ JWST ที่จุด L2 ห่างจากโลกหนึ่งล้านไมล์ ทำให้มันสามารถทำงานได้โดยไม่ถูกรบกวนจากเงาโลกหรือความร้อนจากดวงอาทิตย์ การออกแบบที่ต้องซ่อนตัวจากความร้อนด้วยแผงกันความร้อน 5 ชั้น ทำให้กล้องสามารถรักษาอุณหภูมิที่ต่ำกว่า –370°F เพื่อให้เซนเซอร์อินฟราเรดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ นี่คือสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยสร้างในอวกาศ แม้ JWST จะถูกออกแบบให้ใช้งานเพียง 5–10 ปี แต่การปล่อยตัวที่แม่นยำทำให้มันมีเชื้อเพลิงมากพอสำหรับภารกิจยาวกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเชื้อเพลิงหมด มันจะไม่สามารถรักษาตำแหน่งหรือชี้กล้องได้อีกต่อไป NASA อาจต้องส่งยานไร้คนขับไปเติมเชื้อเพลิงในอนาคต ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของการบำรุงรักษาอุปกรณ์อวกาศระยะไกล 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สิ่งที่ JWST ทำได้เหนือกว่าที่เราเคยเรียน ➡️ มองเห็นซูเปอร์โนวายุคแรกของจักรวาล อายุเพียง 730 ล้านปีหลังบิ๊กแบง ➡️ ตรวจพบ “ดาวมวลยักษ์ยุคแรก” ที่ตำราเรียนยังไม่เคยยืนยัน ➡️ ใช้กล้อง NIRCam และเซนเซอร์อินฟราเรดที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก ➡️ อยู่ที่จุด L2 ห่างโลก 1 ล้านไมล์เพื่อมุมมองที่ไร้เงารบกวน ‼️ ความท้าทายและข้อจำกัดของ JWST ⛔ ต้องรักษาอุณหภูมิต่ำมาก หากร้อนขึ้นเพียงเล็กน้อย เซนเซอร์จะใช้งานไม่ได้ ⛔ เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะไม่สามารถรักษาตำแหน่งหรือชี้กล้องได้ ⛔ การซ่อมบำรุงทำได้ยากมาก เพราะอยู่ไกลเกินกว่ายานมนุษย์จะเดินทางไปถึง ⛔ อายุภารกิจขึ้นอยู่กับความแม่นยำของการควบคุมทิศทางและการใช้เชื้อเพลิง https://www.slashgear.com/2054983/james-webb-space-telescope-things-didnt-teach-you-in-school/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Things About The James Webb Telescope They Didn't Teach You In School - SlashGear
    The James Webb Space Telescope has been helping scientists explore the cosmos for years now, but there are still plenty of unknown facts about the device.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 221 มุมมอง 0 รีวิว
  • ประหาร!! โดรนป่วนสนามบิน : [Biz Talk]
    โทษสูงสุด ‘ประหารชีวิต’ อย่าคิดบินโดรนรบกวนการบิน ซึ่งเป็นเขตความมั่นคงสูงสุด/ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บูรณาการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ป้องกันการลักลอบใช้ โดรน ในพื้นที่รอบสนามบิน ย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่เข้าเขตการบิน /การขึ้น–ลงของอากาศยาน ตารางเที่ยวบิน การให้บริการผู้โดยสาร ยังปกติ
    ประหาร!! โดรนป่วนสนามบิน : [Biz Talk] โทษสูงสุด ‘ประหารชีวิต’ อย่าคิดบินโดรนรบกวนการบิน ซึ่งเป็นเขตความมั่นคงสูงสุด/ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บูรณาการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ป้องกันการลักลอบใช้ โดรน ในพื้นที่รอบสนามบิน ย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่เข้าเขตการบิน /การขึ้น–ลงของอากาศยาน ตารางเที่ยวบิน การให้บริการผู้โดยสาร ยังปกติ
    Like
    3
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 299 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • elementary OS 8.1 ออกแล้ว: อัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อความลื่นไหลและปลอดภัยกว่าเดิม

    elementary OS 8.1 มาพร้อมการปรับปรุงครั้งสำคัญที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ ความปลอดภัย และความเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ โดยอัปเดตนี้สร้างบนฐาน Ubuntu 24.04 LTS ทำให้ระบบมีความเสถียรและรองรับอุปกรณ์ได้กว้างขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ทีมพัฒนาได้แก้ไขปัญหามากกว่า 1,100 รายการจากเสียงสะท้อนของผู้ใช้ ทำให้เวอร์ชันนี้เป็นหนึ่งในอัปเดตที่ “เนียนที่สุด” ของ elementary OS ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

    ในด้านประสบการณ์ใช้งาน ผู้ใช้จะได้พบกับ Dock ที่ฉลาดขึ้น การจัดการ Workspace ที่สะดวกกว่าเดิม และฟีเจอร์ Background Portal ที่ช่วยให้เห็นว่าแอปใดกำลังทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างโปร่งใส รวมถึงการปรับปรุงด้าน Accessibility ที่ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถติดตั้งระบบได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบปฏิบัติการสายดีไซน์นี้.

    ด้านความปลอดภัย Secure Session ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้น ทำให้การใช้งานทั่วไปปลอดภัยขึ้น เช่น หน้าต่างยืนยันรหัสผ่านที่ป้องกันการขโมยโฟกัสจากแอปอื่น และระบบอัปเดตที่ฉลาดขึ้น ไม่รบกวนผู้ใช้ และไม่กินเน็ตบนเครือข่ายแบบจำกัดข้อมูล ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิด “ปลอดภัยแต่ไม่รบกวน” ที่ elementary OS ยึดถือมาโดยตลอด.

    สุดท้าย elementary OS 8.1 ยังเปิดตัวเวอร์ชัน ARM64 อย่างเป็นทางการ รองรับอุปกรณ์อย่าง Apple Silicon และ Raspberry Pi ที่ใช้ UEFI ทำให้ระบบนี้ก้าวเข้าสู่โลก ARM อย่างเต็มตัว พร้อมแอปพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุง เช่น Maps, Monitor, Music และ GNOME Web 48.3 ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นอัปเดตที่ทั้งเบา ลื่น และทันสมัยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    อัปเดตด้านประสบการณ์ผู้ใช้ (UI/UX)
    Dock ใหม่รองรับ Workspace Switcher และ Background Portal
    Dark Mode แบบ “snooze” และการปรับปรุง Reduce Motion
    Accessibility ดีขึ้นจนผู้พิการทางสายตาติดตั้งระบบได้เอง

    AppCenter ฉลาดขึ้น
    แสดงคะแนนรีวิวแบบเปอร์เซ็นต์จาก ODRS
    จัดเรียงแอปตามวันที่อัปเดต และแสดงป้าย In-app purchase

    ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
    Secure Session เป็นค่าเริ่มต้น
    หน้าต่างใส่รหัสผ่านป้องกันการขโมยโฟกัส

    ระบบอัปเดตที่เสถียรและไม่รบกวน
    แสดงขนาดไฟล์ก่อนดาวน์โหลด
    ไม่ดาวน์โหลดอัตโนมัติบนเครือข่ายแบบจำกัดข้อมูล

    รองรับ ARM64 อย่างเป็นทางการ
    ใช้งานได้บน Apple Silicon และ Raspberry Pi ที่รองรับ UEFI

    ข้อควรระวัง / จุดที่ผู้ใช้อาจต้องรู้ก่อนอัปเดต
    Secure Session อาจทำให้บางแอปเก่าหรือไดรเวอร์ไม่รองรับ
    ARM64 ยังอาจมีแอปบางตัวที่ไม่พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ
    การเปลี่ยนแปลง UI อาจทำให้ผู้ใช้เก่าต้องปรับตัวเล็กน้อย

    https://itsfoss.com/news/elementary-os-8-1-release/
    🖥️ elementary OS 8.1 ออกแล้ว: อัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อความลื่นไหลและปลอดภัยกว่าเดิม elementary OS 8.1 มาพร้อมการปรับปรุงครั้งสำคัญที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ ความปลอดภัย และความเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ โดยอัปเดตนี้สร้างบนฐาน Ubuntu 24.04 LTS ทำให้ระบบมีความเสถียรและรองรับอุปกรณ์ได้กว้างขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ทีมพัฒนาได้แก้ไขปัญหามากกว่า 1,100 รายการจากเสียงสะท้อนของผู้ใช้ ทำให้เวอร์ชันนี้เป็นหนึ่งในอัปเดตที่ “เนียนที่สุด” ของ elementary OS ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา. ในด้านประสบการณ์ใช้งาน ผู้ใช้จะได้พบกับ Dock ที่ฉลาดขึ้น การจัดการ Workspace ที่สะดวกกว่าเดิม และฟีเจอร์ Background Portal ที่ช่วยให้เห็นว่าแอปใดกำลังทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างโปร่งใส รวมถึงการปรับปรุงด้าน Accessibility ที่ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถติดตั้งระบบได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบปฏิบัติการสายดีไซน์นี้. ด้านความปลอดภัย Secure Session ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้น ทำให้การใช้งานทั่วไปปลอดภัยขึ้น เช่น หน้าต่างยืนยันรหัสผ่านที่ป้องกันการขโมยโฟกัสจากแอปอื่น และระบบอัปเดตที่ฉลาดขึ้น ไม่รบกวนผู้ใช้ และไม่กินเน็ตบนเครือข่ายแบบจำกัดข้อมูล ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิด “ปลอดภัยแต่ไม่รบกวน” ที่ elementary OS ยึดถือมาโดยตลอด. สุดท้าย elementary OS 8.1 ยังเปิดตัวเวอร์ชัน ARM64 อย่างเป็นทางการ รองรับอุปกรณ์อย่าง Apple Silicon และ Raspberry Pi ที่ใช้ UEFI ทำให้ระบบนี้ก้าวเข้าสู่โลก ARM อย่างเต็มตัว พร้อมแอปพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุง เช่น Maps, Monitor, Music และ GNOME Web 48.3 ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นอัปเดตที่ทั้งเบา ลื่น และทันสมัยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ อัปเดตด้านประสบการณ์ผู้ใช้ (UI/UX) ➡️ Dock ใหม่รองรับ Workspace Switcher และ Background Portal ➡️ Dark Mode แบบ “snooze” และการปรับปรุง Reduce Motion ➡️ Accessibility ดีขึ้นจนผู้พิการทางสายตาติดตั้งระบบได้เอง ✅ AppCenter ฉลาดขึ้น ➡️ แสดงคะแนนรีวิวแบบเปอร์เซ็นต์จาก ODRS ➡️ จัดเรียงแอปตามวันที่อัปเดต และแสดงป้าย In-app purchase ✅ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ➡️ Secure Session เป็นค่าเริ่มต้น ➡️ หน้าต่างใส่รหัสผ่านป้องกันการขโมยโฟกัส ✅ ระบบอัปเดตที่เสถียรและไม่รบกวน ➡️ แสดงขนาดไฟล์ก่อนดาวน์โหลด ➡️ ไม่ดาวน์โหลดอัตโนมัติบนเครือข่ายแบบจำกัดข้อมูล ✅ รองรับ ARM64 อย่างเป็นทางการ ➡️ ใช้งานได้บน Apple Silicon และ Raspberry Pi ที่รองรับ UEFI ‼️ ข้อควรระวัง / จุดที่ผู้ใช้อาจต้องรู้ก่อนอัปเดต ⛔ Secure Session อาจทำให้บางแอปเก่าหรือไดรเวอร์ไม่รองรับ ⛔ ARM64 ยังอาจมีแอปบางตัวที่ไม่พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ⛔ การเปลี่ยนแปลง UI อาจทำให้ผู้ใช้เก่าต้องปรับตัวเล็กน้อย https://itsfoss.com/news/elementary-os-8-1-release/
    ITSFOSS.COM
    Christmas Comes Early With elementary OS 8.1 Release
    Based on Ubuntu 24.04 LTS with Secure Session as default and many other improvements.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 226 มุมมอง 0 รีวิว
  • Schedule: แอป Kanban แบบออฟไลน์สำหรับ Linux — เมื่อ “ความเรียบง่าย” กลายเป็นจุดแข็ง

    Schedule คือแอปจัดการงานส่วนตัวที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ Linux ที่ต้องการระบบที่เบา เรียบง่าย และไม่ต้องพึ่งพา Cloud เลยแม้แต่นิดเดียว ตัวแอปสร้างบน GTK4 และ Libadwaita ทำให้หน้าตากลมกลืนกับ GNOME อย่างเป็นธรรมชาติ จุดเด่นคือมันทำหน้าที่เหมือน “กระดานโพสต์อิทดิจิทัล” ที่คุณสามารถลากการ์ดไปมาระหว่างคอลัมน์ได้อย่างลื่นไหล โดยไม่ต้องผ่าน onboarding หรือเมนูซับซ้อนใดๆ

    ความยืดหยุ่นของ Schedule ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับกระดานให้เข้ากับ workflow ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น Kanban แบบคลาสสิก, ปฏิทินคอนเทนต์, หรือกระดานงานบ้าน คุณสามารถเพิ่มคอลัมน์ใหม่ เปลี่ยนชื่อคอลัมน์ และจัดเรียงการ์ดได้ตามใจชอบ พร้อมระบบ autosave ที่บันทึกทุกการเปลี่ยนแปลงทันทีโดยไม่ต้องกดปุ่มใดๆ

    อีกหนึ่งจุดแข็งคือการทำงานแบบ “offline‑first” อย่างแท้จริง ไม่มีบัญชีผู้ใช้ ไม่มีการซิงก์ข้อมูลขึ้นคลาวด์ และไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวใดๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโฟกัสแบบลึก (deep work) หรือผู้ที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ export กระดานออกมาเป็นไฟล์เพื่อสำรองข้อมูลได้ง่ายๆ

    อย่างไรก็ตาม ความเรียบง่ายนี้ก็มาพร้อมข้อจำกัด เช่น ไม่มีระบบแจ้งเตือน ไม่มีการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ และไม่มีแอปมือถือ หากคุณต้องการระบบที่ซับซ้อนแบบ Sunsama หรือ Notion อาจรู้สึกว่ามัน “เบาเกินไป” แต่สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือที่ไม่รบกวนสมาธิและไม่พยายามเป็นทุกอย่างในเวลาเดียวกัน Schedule คือคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดในโลก Linux

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Schedule เป็นแอป Kanban แบบออฟไลน์สำหรับ Linux
    ใช้ GTK4 + Libadwaita ทำงานลื่นและกลมกลืนกับ GNOME
    ไม่มี onboarding ซับซ้อน เปิดมาก็ใช้งานได้ทันที

    ยืดหยุ่นและปรับแต่ง workflow ได้ตามใจ
    เปลี่ยนชื่อคอลัมน์ เพิ่มลิสต์ใหม่ และลากการ์ดได้อย่างลื่นไหล
    เหมาะกับ Kanban, content planning, หรือ life admin board

    ออกแบบแบบ offline‑first และเน้นความเป็นส่วนตัว
    ไม่มีบัญชี ไม่มีคลาวด์ ไม่มีการเก็บข้อมูล
    autosave และ export กระดานได้ง่าย

    ข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องพิจารณา
    ไม่มีระบบแจ้งเตือนหรือ reminder
    ไม่มีการซิงก์ข้ามอุปกรณ์และไม่มีแอปมือถือ

    อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ระดับโปร
    ไม่รองรับ workflow ซับซ้อนแบบ Sunsama หรือ Notion
    ใช้ได้ดีเฉพาะงานส่วนตัว ไม่เหมาะกับทีมขนาดใหญ่

    https://itsfoss.com/schedule-kanban-board/
    🗂️ Schedule: แอป Kanban แบบออฟไลน์สำหรับ Linux — เมื่อ “ความเรียบง่าย” กลายเป็นจุดแข็ง Schedule คือแอปจัดการงานส่วนตัวที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ Linux ที่ต้องการระบบที่เบา เรียบง่าย และไม่ต้องพึ่งพา Cloud เลยแม้แต่นิดเดียว ตัวแอปสร้างบน GTK4 และ Libadwaita ทำให้หน้าตากลมกลืนกับ GNOME อย่างเป็นธรรมชาติ จุดเด่นคือมันทำหน้าที่เหมือน “กระดานโพสต์อิทดิจิทัล” ที่คุณสามารถลากการ์ดไปมาระหว่างคอลัมน์ได้อย่างลื่นไหล โดยไม่ต้องผ่าน onboarding หรือเมนูซับซ้อนใดๆ ความยืดหยุ่นของ Schedule ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับกระดานให้เข้ากับ workflow ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น Kanban แบบคลาสสิก, ปฏิทินคอนเทนต์, หรือกระดานงานบ้าน คุณสามารถเพิ่มคอลัมน์ใหม่ เปลี่ยนชื่อคอลัมน์ และจัดเรียงการ์ดได้ตามใจชอบ พร้อมระบบ autosave ที่บันทึกทุกการเปลี่ยนแปลงทันทีโดยไม่ต้องกดปุ่มใดๆ อีกหนึ่งจุดแข็งคือการทำงานแบบ “offline‑first” อย่างแท้จริง ไม่มีบัญชีผู้ใช้ ไม่มีการซิงก์ข้อมูลขึ้นคลาวด์ และไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวใดๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโฟกัสแบบลึก (deep work) หรือผู้ที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ export กระดานออกมาเป็นไฟล์เพื่อสำรองข้อมูลได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ความเรียบง่ายนี้ก็มาพร้อมข้อจำกัด เช่น ไม่มีระบบแจ้งเตือน ไม่มีการซิงก์ข้ามอุปกรณ์ และไม่มีแอปมือถือ หากคุณต้องการระบบที่ซับซ้อนแบบ Sunsama หรือ Notion อาจรู้สึกว่ามัน “เบาเกินไป” แต่สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือที่ไม่รบกวนสมาธิและไม่พยายามเป็นทุกอย่างในเวลาเดียวกัน Schedule คือคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดในโลก Linux 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Schedule เป็นแอป Kanban แบบออฟไลน์สำหรับ Linux ➡️ ใช้ GTK4 + Libadwaita ทำงานลื่นและกลมกลืนกับ GNOME ➡️ ไม่มี onboarding ซับซ้อน เปิดมาก็ใช้งานได้ทันที ✅ ยืดหยุ่นและปรับแต่ง workflow ได้ตามใจ ➡️ เปลี่ยนชื่อคอลัมน์ เพิ่มลิสต์ใหม่ และลากการ์ดได้อย่างลื่นไหล ➡️ เหมาะกับ Kanban, content planning, หรือ life admin board ✅ ออกแบบแบบ offline‑first และเน้นความเป็นส่วนตัว ➡️ ไม่มีบัญชี ไม่มีคลาวด์ ไม่มีการเก็บข้อมูล ➡️ autosave และ export กระดานได้ง่าย ‼️ ข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องพิจารณา ⛔ ไม่มีระบบแจ้งเตือนหรือ reminder ⛔ ไม่มีการซิงก์ข้ามอุปกรณ์และไม่มีแอปมือถือ ‼️ อาจไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์ระดับโปร ⛔ ไม่รองรับ workflow ซับซ้อนแบบ Sunsama หรือ Notion ⛔ ใช้ได้ดีเฉพาะงานส่วนตัว ไม่เหมาะกับทีมขนาดใหญ่ https://itsfoss.com/schedule-kanban-board/
    ITSFOSS.COM
    Away from Cloud: This Local, Offline Tool is Perfect for Personal Project Management on Linux Desktop
    We have all been there. You start the week with a massive to-do list, only to feel overwhelmed by Tuesday afternoon. While heavy-duty project management tools exist, sometimes you just need a digital version of "sticky notes on a wall".
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 241 มุมมอง 0 รีวิว
  • จอมินิ 1.14 นิ้วราคา $10 ที่ใช้ ESP32 — เมื่อจอ “สำหรับมด” กลายเป็นเดสก์ท็อปเสริมจริงๆ

    โปรเจกต์ของ Tucker Shannon แสดงให้เห็นว่าการสร้าง “จอเสริม” ขนาดจิ๋วไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป ด้วยการใช้บอร์ด TENSTAR T‑Display ESP32‑D0WD ซึ่งมีจอ ST7789 ขนาด 1.14 นิ้ว ความละเอียด 135×240 พิกเซลในตัว แม้จะเล็กจนแทบต้องเพ่ง แต่ Shannon สามารถทำให้มันแสดงผลเดสก์ท็อปจริงแบบมิเรอร์จากเครื่องหลักได้อย่างน่าทึ่ง

    หัวใจของระบบคือการจับภาพหน้าจอจากคอมพิวเตอร์ แล้วส่งเฟรมผ่าน Wi‑Fi ไปยัง ESP32 ด้วยโปรโตคอลที่เขาออกแบบเอง โดยส่งเฉพาะ “พิกเซลที่เปลี่ยนไป” ทำให้เมื่อหน้าจอค่อนข้างนิ่ง สามารถเรนเดอร์ได้ถึง 60 FPS แต่ถ้าภาพเคลื่อนไหวมาก เฟรมเรตจะตกลงเหลือประมาณ 5 FPS ซึ่งยังถือว่าเร็วมากสำหรับจอขนาดนี้และข้อจำกัดของไมโครคอนโทรลเลอร์

    บนฝั่ง ESP32 ตัวบอร์ดทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณล้วนๆ ผ่าน SPI โดย Shannon เขียนเฟิร์มแวร์ด้วย Arduino IDE ส่วนฝั่งคอมพิวเตอร์ใช้ Python ทำงานเปรียบเทียบเฟรมก่อนส่ง ทำให้ระบบทั้งหมดทำงานได้แม้มี latency ต่ำกว่า 100 ms บน Wi‑Fi คุณภาพดี ถือว่าเร็วพอสำหรับการแสดงข้อมูลสถานะหรือ dashboard แบบเรียลไทม์

    แม้โปรเจกต์นี้จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงจัง เช่น การทำงานเอกสารหรือเล่นเกม แต่ Shannon ชี้ว่ามันเหมาะมากสำหรับ IoT dashboards, จอแจ้งเตือน, หรือเป็นโปรเจกต์เรียนรู้การสตรีมภาพแบบ low‑bandwidth ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และการเขียนโค้ดที่ฉลาด แม้แต่จอเล็กระดับ “ของเล่น” ก็สามารถกลายเป็นอุปกรณ์จริงได้

    โปรเจกต์ใช้บอร์ด TENSTAR T‑Display ESP32‑D0WD
    มีจอ ST7789 ขนาด 1.14 นิ้ว ความละเอียด 135×240
    ราคาเพียง $11 แต่ทำงานเป็นจอเสริมได้จริง

    ระบบสตรีมภาพผ่าน Wi‑Fi แบบส่งเฉพาะพิกเซลที่เปลี่ยน
    เฟรมเรตสูงสุด ~60 FPS เมื่อภาพนิ่ง
    ลดลงเหลือ ~5 FPS เมื่อภาพเคลื่อนไหวมาก

    โครงสร้างซอฟต์แวร์เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
    ESP32 รับเฟรมผ่าน SPI และแสดงผลทันที
    Python บน PC ทำ frame diffing และ batching ก่อนส่ง

    ข้อจำกัดที่ต้องระวัง
    จอเล็กมากจนใช้งานจริงจังไม่ได้
    เฟรมเรตตกหนักเมื่อมีการเคลื่อนไหวเยอะ

    ความเสี่ยงด้านเครือข่ายและ latency
    ประสิทธิภาพขึ้นกับคุณภาพ Wi‑Fi
    หากสัญญาณรบกวนมาก อาจเกิดอาการหน่วงหรือเฟรมขาด

    https://www.tomshardware.com/maker-stem/microcontrollers/maker-builds-tiny-usd10-secondary-1-14-inch-display-using-an-esp32-you-could-play-crysis-on-it-if-you-squint
    🖥️ จอมินิ 1.14 นิ้วราคา $10 ที่ใช้ ESP32 — เมื่อจอ “สำหรับมด” กลายเป็นเดสก์ท็อปเสริมจริงๆ โปรเจกต์ของ Tucker Shannon แสดงให้เห็นว่าการสร้าง “จอเสริม” ขนาดจิ๋วไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป ด้วยการใช้บอร์ด TENSTAR T‑Display ESP32‑D0WD ซึ่งมีจอ ST7789 ขนาด 1.14 นิ้ว ความละเอียด 135×240 พิกเซลในตัว แม้จะเล็กจนแทบต้องเพ่ง แต่ Shannon สามารถทำให้มันแสดงผลเดสก์ท็อปจริงแบบมิเรอร์จากเครื่องหลักได้อย่างน่าทึ่ง หัวใจของระบบคือการจับภาพหน้าจอจากคอมพิวเตอร์ แล้วส่งเฟรมผ่าน Wi‑Fi ไปยัง ESP32 ด้วยโปรโตคอลที่เขาออกแบบเอง โดยส่งเฉพาะ “พิกเซลที่เปลี่ยนไป” ทำให้เมื่อหน้าจอค่อนข้างนิ่ง สามารถเรนเดอร์ได้ถึง 60 FPS แต่ถ้าภาพเคลื่อนไหวมาก เฟรมเรตจะตกลงเหลือประมาณ 5 FPS ซึ่งยังถือว่าเร็วมากสำหรับจอขนาดนี้และข้อจำกัดของไมโครคอนโทรลเลอร์ บนฝั่ง ESP32 ตัวบอร์ดทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณล้วนๆ ผ่าน SPI โดย Shannon เขียนเฟิร์มแวร์ด้วย Arduino IDE ส่วนฝั่งคอมพิวเตอร์ใช้ Python ทำงานเปรียบเทียบเฟรมก่อนส่ง ทำให้ระบบทั้งหมดทำงานได้แม้มี latency ต่ำกว่า 100 ms บน Wi‑Fi คุณภาพดี ถือว่าเร็วพอสำหรับการแสดงข้อมูลสถานะหรือ dashboard แบบเรียลไทม์ แม้โปรเจกต์นี้จะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงจัง เช่น การทำงานเอกสารหรือเล่นเกม แต่ Shannon ชี้ว่ามันเหมาะมากสำหรับ IoT dashboards, จอแจ้งเตือน, หรือเป็นโปรเจกต์เรียนรู้การสตรีมภาพแบบ low‑bandwidth ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และการเขียนโค้ดที่ฉลาด แม้แต่จอเล็กระดับ “ของเล่น” ก็สามารถกลายเป็นอุปกรณ์จริงได้ ✅ โปรเจกต์ใช้บอร์ด TENSTAR T‑Display ESP32‑D0WD ➡️ มีจอ ST7789 ขนาด 1.14 นิ้ว ความละเอียด 135×240 ➡️ ราคาเพียง $11 แต่ทำงานเป็นจอเสริมได้จริง ✅ ระบบสตรีมภาพผ่าน Wi‑Fi แบบส่งเฉพาะพิกเซลที่เปลี่ยน ➡️ เฟรมเรตสูงสุด ~60 FPS เมื่อภาพนิ่ง ➡️ ลดลงเหลือ ~5 FPS เมื่อภาพเคลื่อนไหวมาก ✅ โครงสร้างซอฟต์แวร์เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ➡️ ESP32 รับเฟรมผ่าน SPI และแสดงผลทันที ➡️ Python บน PC ทำ frame diffing และ batching ก่อนส่ง ‼️ ข้อจำกัดที่ต้องระวัง ⛔ จอเล็กมากจนใช้งานจริงจังไม่ได้ ⛔ เฟรมเรตตกหนักเมื่อมีการเคลื่อนไหวเยอะ ‼️ ความเสี่ยงด้านเครือข่ายและ latency ⛔ ประสิทธิภาพขึ้นกับคุณภาพ Wi‑Fi ⛔ หากสัญญาณรบกวนมาก อาจเกิดอาการหน่วงหรือเฟรมขาด https://www.tomshardware.com/maker-stem/microcontrollers/maker-builds-tiny-usd10-secondary-1-14-inch-display-using-an-esp32-you-could-play-crysis-on-it-if-you-squint
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 198 มุมมอง 0 รีวิว
  • จินนี่ ตอนที่ 2

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่”
    ตอน 2
    จินนี่เป็นใคร ทำไมถึงได้สัมปทาน และทำไมเซียนระดับโลกทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองถึงวิเคราะห์ว่า เรื่องจีนนี่ อาจเป็นตัวจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 3
    จีนนี่ Genie Energy เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ Newark, New Jersey ในอเมริกา อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ของบริษัท Strategic Advisory Board ที่มีรายชื่อน่าสนใจระดับโลก เช่น **** Cheney, James Woolsey, Bill Richardson, Jacob Lord Rothschild, Rupert Murdock, Larry Summmers และ Michael Steinhardt…
    **** Cheney เป็นเหยี่ยวกระหายเลือดตัวจริง ยังไม่ตาย และยังอยู่ดี เขาเป็นรองประธานาธิบดี ที่เป็นเสมือนประธานาธิบดีตัวจริง สมัยที่คาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี ก่อนหน้านั้น เขาเคยเป็นประธานผู้บริหารของบริษัทขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งคือ Halliburton ซึ่งตระกูลบุช ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของตัวจริง Halliburton ไม่ได้ค้าแต่น้ำมัน ช่วงสงครามอิรัค Halliburton ค้าอาวุธ ยุทธภัณท์ทุกอย่าง ที่จำเป็นสำหรับการทำสงคราม ให้แก่รัฐบาลอเมริกัน ที่ตอนนั้นมีคาวบอยบุช เป็นประธานาธิบดี เข้าใจเรื่องการค้าเสรี และการเป็นประชาธิปไตย ในความหมายของอเมริกาแล้วนะครับ
    James Woolsey เป็นอดีตผู้อำนวยการซีไอเอสมัยที่ บิล คลินตัน ผู้นิยมเด็กฝึกงานเป็นประธานาธิบดี เขาเป็นสายเหยี่ยวเช่นเดียวกัน ปัจจุบัน นั่งเป็นประธานถังความคิด ชื่อ Foundation for Defense of Democracies อ้อ… พวกอยู่หลังเขาเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังเป็นสมาชิกผู้สนับสนุนโครงการเพื่อความเป็นหมายเลขหนึ่งของอเมริกาในศตวรรษใหม่ Project of the New American Century (PNAC) อันโด่งดัง ร่วมกับ Cheney และ Donald Rumsfeld สรุปว่า เป็นก๊วนเหยี่ยวกระหายเลือด ตะกระน้ำมันด้วยกัน
    Bill Richardson เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของอเมริกา
    Rupert Murdoch เป็นเจ้าของสื่อใหญ่ ทั้งในอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย หรือเป็นเจ้าของโรงงานฟอกย้อมข่าวตัวสำคัญนั่นเอง ทั้งรวย ทั้งมีอิทธิพลสูงในวงการสื่อระดับโลก เขาเป็นเจ้าของสื่อตัวแสบ Wall Street Journal และเป็นนายทุนให้นิตยสารรายสัปดาห์ the Standard ที่เป็นสายเหยี่ยว และที่มีหัวหน้าคณะบรรณาธิการ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง โครงการ PNAC
    Larry Summers เป็นอดีตรัฐมนตรีคลังของอเมริกา ที่มีบทบาทสำคัญในการเอาเงินภาษีชาวอเมริกัน มาอุ้มยักษ์ใหญ่ทางการเงิน ไม่ให้ล้มละลาย จากการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างตะกระ และไร้ความรับผิดชอบ ….อ้าว นึกว่าอเมริกาเคร่งเรื่องธรรมาภิบาล good governance เห็นสมุนชาวสยามคนสำคัญ ชอบเดินสายสั่งสอนชาวสยามให้มีธรรมาภิบาล งวดหน้า รบกวนท่านบินไปพูดแถวอเมริกาด้วยนะครับ ถ้ายังมีแรงเหลือ…
    Michael Steinhardt เป็นเจ้าของกองทุนเล่นหุ้น หรือนักปั่นหุ้นระดับโลก ที่ใกล้ชิดกับอิสราเอล (เป็นนักเล่นหุ้นชาวยิวน่ะครับ)
    ส่วน Jacob Lord Rothschild คงไม่ต้องแนะนำกันมาก แค่ขอเพิ่มข้อมูลให้ว่า เขาเป็นหุ้นส่วนกับนักธุรกิจน้ำมันตัวแสบชาวรัสเซีย Mikhail Khodorkovsky ซึ่งถูกคุณพี่ปูตินสั่งจับและดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกง และเอาปูนหมายหน้าเอาไว้ เกี่ยวกับ Yukos Oil ที่มีความหมายกับรัสเซียมาก บางสื่อในรัสเซียเรียกเขาว่า เป็นคนขายชาติ ( อ่านเรื่องของเขาได้ ในนิทานเรื่อง หักหน้าหักหลัง และเรื่องแกะรอยสงครามโลกครั้ง ที่ 3) แต่นาย Kho ก็หนีออกจากรัสเซีย มาซุกอกใบตองแห้งได้ และเมื่อมีข่าวว่าจะถูกจับ นาย Kho โอนหุ้นที่ถือทั้งหมดใน Yukos Oil (กลับ !?) ไปให้ Jacob Rothschild ซึ่งปัจจุบัน เป็นผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งในจีนนี่ ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเนทันยาฮู ในปี ค.ศ.2013 เพื่อทำการสำรวจน้ำมัน และแก๊ส ในเนื้อที่จำนวน 153 ตารางไมล์ ที่อยู่ในที่ราบสูงโกลาน เป็นเวลา 3 ปี
    เห็นรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับ จีนนี่ แล้ว ก็พอจะเดาได้ว่า จีนนี่ น่าจะร้อนแรงน่าดู
    และก๊วนเหยี่ยวกระหายเลือด เหยี่ยวตะกระน้ำมันนี้แหละ ที่เป็นตัวริเริ่ม ยุให้อเมริกาบุกเข้าไปในตะวันออกกลางโดยเฉพาะที่อิรัค เพื่อไปปล้นน้ำมันอิรัค และก็ไอ้ก๊วนนี้อีกเช่นกัน ที่สนับสนุนให้อเมริกาส่งกำลังเข้าไปสนับสนุนพวกกบฏซีเรีย เพื่อไล่อัสสาดให้กระเด็นออกไปจากการปกครองซีเรีย
    คงพอเห็นภาพกันแล้วนะครับว่า ทำไม จึงมีคนถูตะเกียงเรียก จินนี่ ออกมาตอนนี้ และทำไมถึงมีเซียนวิเคราะห์ว่า จีนนี่ อาจจะทำให้เรื่องราวในตะวันออกกลาง บานปลาย กลายเป็นตัวจุดชนวนสงครามโลก ครั้งที่ 3 ก็ได้
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    4 พ.ย. 2558
    จินนี่ ตอนที่ 2 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “จินนี่” ตอน 2 จินนี่เป็นใคร ทำไมถึงได้สัมปทาน และทำไมเซียนระดับโลกทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองถึงวิเคราะห์ว่า เรื่องจีนนี่ อาจเป็นตัวจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 3 จีนนี่ Genie Energy เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ Newark, New Jersey ในอเมริกา อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ของบริษัท Strategic Advisory Board ที่มีรายชื่อน่าสนใจระดับโลก เช่น Dick Cheney, James Woolsey, Bill Richardson, Jacob Lord Rothschild, Rupert Murdock, Larry Summmers และ Michael Steinhardt… Dick Cheney เป็นเหยี่ยวกระหายเลือดตัวจริง ยังไม่ตาย และยังอยู่ดี เขาเป็นรองประธานาธิบดี ที่เป็นเสมือนประธานาธิบดีตัวจริง สมัยที่คาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี ก่อนหน้านั้น เขาเคยเป็นประธานผู้บริหารของบริษัทขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งคือ Halliburton ซึ่งตระกูลบุช ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของตัวจริง Halliburton ไม่ได้ค้าแต่น้ำมัน ช่วงสงครามอิรัค Halliburton ค้าอาวุธ ยุทธภัณท์ทุกอย่าง ที่จำเป็นสำหรับการทำสงคราม ให้แก่รัฐบาลอเมริกัน ที่ตอนนั้นมีคาวบอยบุช เป็นประธานาธิบดี เข้าใจเรื่องการค้าเสรี และการเป็นประชาธิปไตย ในความหมายของอเมริกาแล้วนะครับ James Woolsey เป็นอดีตผู้อำนวยการซีไอเอสมัยที่ บิล คลินตัน ผู้นิยมเด็กฝึกงานเป็นประธานาธิบดี เขาเป็นสายเหยี่ยวเช่นเดียวกัน ปัจจุบัน นั่งเป็นประธานถังความคิด ชื่อ Foundation for Defense of Democracies อ้อ… พวกอยู่หลังเขาเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังเป็นสมาชิกผู้สนับสนุนโครงการเพื่อความเป็นหมายเลขหนึ่งของอเมริกาในศตวรรษใหม่ Project of the New American Century (PNAC) อันโด่งดัง ร่วมกับ Cheney และ Donald Rumsfeld สรุปว่า เป็นก๊วนเหยี่ยวกระหายเลือด ตะกระน้ำมันด้วยกัน Bill Richardson เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของอเมริกา Rupert Murdoch เป็นเจ้าของสื่อใหญ่ ทั้งในอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย หรือเป็นเจ้าของโรงงานฟอกย้อมข่าวตัวสำคัญนั่นเอง ทั้งรวย ทั้งมีอิทธิพลสูงในวงการสื่อระดับโลก เขาเป็นเจ้าของสื่อตัวแสบ Wall Street Journal และเป็นนายทุนให้นิตยสารรายสัปดาห์ the Standard ที่เป็นสายเหยี่ยว และที่มีหัวหน้าคณะบรรณาธิการ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง โครงการ PNAC Larry Summers เป็นอดีตรัฐมนตรีคลังของอเมริกา ที่มีบทบาทสำคัญในการเอาเงินภาษีชาวอเมริกัน มาอุ้มยักษ์ใหญ่ทางการเงิน ไม่ให้ล้มละลาย จากการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างตะกระ และไร้ความรับผิดชอบ ….อ้าว นึกว่าอเมริกาเคร่งเรื่องธรรมาภิบาล good governance เห็นสมุนชาวสยามคนสำคัญ ชอบเดินสายสั่งสอนชาวสยามให้มีธรรมาภิบาล งวดหน้า รบกวนท่านบินไปพูดแถวอเมริกาด้วยนะครับ ถ้ายังมีแรงเหลือ… Michael Steinhardt เป็นเจ้าของกองทุนเล่นหุ้น หรือนักปั่นหุ้นระดับโลก ที่ใกล้ชิดกับอิสราเอล (เป็นนักเล่นหุ้นชาวยิวน่ะครับ) ส่วน Jacob Lord Rothschild คงไม่ต้องแนะนำกันมาก แค่ขอเพิ่มข้อมูลให้ว่า เขาเป็นหุ้นส่วนกับนักธุรกิจน้ำมันตัวแสบชาวรัสเซีย Mikhail Khodorkovsky ซึ่งถูกคุณพี่ปูตินสั่งจับและดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกง และเอาปูนหมายหน้าเอาไว้ เกี่ยวกับ Yukos Oil ที่มีความหมายกับรัสเซียมาก บางสื่อในรัสเซียเรียกเขาว่า เป็นคนขายชาติ ( อ่านเรื่องของเขาได้ ในนิทานเรื่อง หักหน้าหักหลัง และเรื่องแกะรอยสงครามโลกครั้ง ที่ 3) แต่นาย Kho ก็หนีออกจากรัสเซีย มาซุกอกใบตองแห้งได้ และเมื่อมีข่าวว่าจะถูกจับ นาย Kho โอนหุ้นที่ถือทั้งหมดใน Yukos Oil (กลับ !?) ไปให้ Jacob Rothschild ซึ่งปัจจุบัน เป็นผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งในจีนนี่ ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเนทันยาฮู ในปี ค.ศ.2013 เพื่อทำการสำรวจน้ำมัน และแก๊ส ในเนื้อที่จำนวน 153 ตารางไมล์ ที่อยู่ในที่ราบสูงโกลาน เป็นเวลา 3 ปี เห็นรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับ จีนนี่ แล้ว ก็พอจะเดาได้ว่า จีนนี่ น่าจะร้อนแรงน่าดู และก๊วนเหยี่ยวกระหายเลือด เหยี่ยวตะกระน้ำมันนี้แหละ ที่เป็นตัวริเริ่ม ยุให้อเมริกาบุกเข้าไปในตะวันออกกลางโดยเฉพาะที่อิรัค เพื่อไปปล้นน้ำมันอิรัค และก็ไอ้ก๊วนนี้อีกเช่นกัน ที่สนับสนุนให้อเมริกาส่งกำลังเข้าไปสนับสนุนพวกกบฏซีเรีย เพื่อไล่อัสสาดให้กระเด็นออกไปจากการปกครองซีเรีย คงพอเห็นภาพกันแล้วนะครับว่า ทำไม จึงมีคนถูตะเกียงเรียก จินนี่ ออกมาตอนนี้ และทำไมถึงมีเซียนวิเคราะห์ว่า จีนนี่ อาจจะทำให้เรื่องราวในตะวันออกกลาง บานปลาย กลายเป็นตัวจุดชนวนสงครามโลก ครั้งที่ 3 ก็ได้ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 4 พ.ย. 2558
    Like
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 539 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts