• ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า

    ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้

    เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่
    ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo
    ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo

    แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB

    ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

    นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5
    เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS

    ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า
    ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น

    เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo
    X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A

    แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่
    AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่

    Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง
    Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต
    ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต

    การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน
    ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน

    ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows
    โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า

    https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    🧩⚡ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 — เตรียมพร้อมรองรับ Ryzen รุ่นอนาคต และใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ล่วงหน้า ASUS เดินตามรอย Gigabyte ด้วยการอัปเกรด ขนาด BIOS ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ดตระกูล ROG Strix Neo AM5 ซึ่งมากกว่าเมนบอร์ด AM5 รุ่นก่อนหน้าถึงสองเท่า การเพิ่มความจุครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อความหรูหรา แต่เพื่อแก้ปัญหาเดียวกับที่เคยเกิดในยุค AM4 — เมื่อ BIOS มีพื้นที่ไม่พอรองรับ CPU รุ่นใหม่ ทำให้ต้องตัดฟีเจอร์หรือรองรับ CPU บางรุ่นไม่ได้ เมนบอร์ดที่ได้อัปเกรด ROM ได้แก่ 💠 ROG Strix X870E‑E Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix X870E‑A Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑F Gaming WiFi7 Neo 💠 ROG Strix B850‑A Gaming WiFi7 Neo แม้ตอนนี้ AM5 ยังไม่มีปัญหาความเข้ากันได้ของ CPU แต่ ASUS และ Gigabyte เลือก “กันไว้ก่อน” เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ออกเหมือนยุค AM4 ที่เคยเจอปัญหา ROM 16MB ไม่พอจนต้องออกบอร์ดรุ่นใหม่ที่มี 32MB ในระหว่างที่ยังไม่มี CPU ใหม่มาใช้พื้นที่ ROM เพิ่มเติม ASUS ใช้พื้นที่ว่างนี้เพื่อ ใส่ไดรเวอร์ Wi‑Fi มาให้ใน BIOS เลย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น เพราะ Microsoft บังคับให้ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและล็อกอินบัญชี Microsoft ก่อนติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ การมีไดรเวอร์ Wi‑Fi ติดตั้งล่วงหน้าจึงช่วยลดปัญหานี้ได้มาก นอกจากนี้ Strix Neo ยังเพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง เช่น Q‑Release สำหรับถอดการ์ดจอใหญ่ ๆ ได้ง่ายขึ้น, การจัดสรรเลน PCIe ใหม่ที่ทำให้ใช้ PCIe 5.0 x16 พร้อม M.2 PCIe 5.0 สองตัวได้เต็มสปีด และเพิ่ม USB 2.0 headers ภายในถึง 3 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์ภายในเคสที่ต้องใช้พอร์ต USB เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ASUS เพิ่ม ROM เป็น 64MB บนเมนบอร์ด Strix Neo AM5 ➡️ เพื่อรองรับ Ryzen รุ่นอนาคตโดยไม่ต้องตัดฟีเจอร์ BIOS ✅ ใช้พื้นที่ ROM ส่วนเกินเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ Wi‑Fi ล่วงหน้า ➡️ ช่วยให้ติดตั้ง Windows 11 ได้ง่ายขึ้น ✅ เมนบอร์ดที่ได้รับอัปเกรดมี 4 รุ่นในตระกูล ROG Strix Neo ➡️ X870E‑E, X870E‑A, B850‑F, B850‑A ✅ แก้ปัญหาที่เคยเกิดในยุค AM4 ที่ ROM ไม่พอรองรับ CPU ใหม่ ➡️ AM4 เคยต้องตัดฟีเจอร์ BIOS เพื่อให้พอพื้นที่ ✅ Strix Neo เพิ่มฟีเจอร์คุณภาพชีวิตหลายอย่าง ➡️ Q‑Release, PCIe optimization, USB 2.0 headers เพิ่มขึ้น คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ แม้ ROM ใหญ่ขึ้น แต่ยังต้องรอทดสอบจริงกับ Ryzen รุ่นอนาคต ⛔ ความเข้ากันได้จริงอาจขึ้นกับการออกแบบ BIOS ในอนาคต ‼️ การแชร์เลน PCIe ระหว่าง M.2 และ USB4 อาจมีผลกับบางการใช้งาน ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูงสุดทุกอุปกรณ์ควรตรวจสอบก่อน ‼️ ฟีเจอร์ Wi‑Fi pre‑install อาจไม่รองรับทุกเวอร์ชันของ Windows ⛔ โดยเฉพาะการติดตั้งแบบ offline หรือเวอร์ชันเก่า https://www.tomshardware.com/pc-components/motherboards/asus-adds-64mb-rom-to-strix-neo-am5-motherboards-following-gigabyte-capacity-large-enough-to-fit-pre-installed-wi-fi-drivers
    0 Comments 0 Shares 61 Views 0 Reviews
  • Budgie 10.10 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ — รุ่นแรกที่ใช้ Wayland แบบเต็มตัว

    Budgie 10.10 ถือเป็นก้าวสำคัญของโปรเจกต์ Budgie Desktop เพราะนี่คือเวอร์ชันแรกที่เปลี่ยนมาใช้ Wayland แบบ 100% หลังจากเตรียมความพร้อมมาหลายปี การย้ายออกจาก X11 ทำให้ Budgie ได้ประโยชน์ด้านความลื่นไหล ความปลอดภัย และการจัดการกราฟิกที่ทันสมัยขึ้น โดยเฉพาะบนฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับ Wayland เป็นหลัก

    การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงหลายส่วน เช่น การจัดการหน้าต่างที่เสถียรขึ้น การแสดงผลที่คมชัดขึ้น และการตอบสนองของ UI ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง Budgie Menu, Raven Sidebar และระบบ Notification ให้ทำงานเข้ากับ Wayland ได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงแก้บั๊กจำนวนมากที่เกิดจากการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเบื้องหลัง

    Budgie 10.10 ยังเน้นการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น การจัดการ multi-monitor ที่แม่นยำขึ้น การรองรับ fractional scaling ที่ดีขึ้น และการลดอาการ screen tearing ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยใน X11 การเปลี่ยนมาใช้ Wayland ทำให้ทีมพัฒนาสามารถพัฒนา Budgie ให้ทันสมัยขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับข้อจำกัดเก่า ๆ

    การเปลี่ยนผ่านนี้อาจทำให้ผู้ใช้บางรายที่ยังต้องใช้แอป X11 เฉพาะทางต้องพิจารณาความเข้ากันได้ แต่โดยรวมแล้ว Budgie 10.10 ถือเป็นก้าวกระโดดที่ทำให้ Budgie Desktop กลายเป็นสภาพแวดล้อมเดสก์ท็อปที่ทันสมัยและพร้อมสำหรับอนาคตมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Budgie 10.10 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
    เป็นเวอร์ชันแรกที่ใช้ Wayland แบบเต็มตัว

    ปรับปรุงประสิทธิภาพและความลื่นไหล
    UI ตอบสนองดีขึ้น ลด screen tearing

    อัปเดตส่วนประกอบหลักของเดสก์ท็อป
    Budgie Menu, Raven Sidebar, Notifications

    รองรับ multi-monitor และ fractional scaling ดีขึ้น
    เหมาะกับจอความละเอียดสูง

    แก้บั๊กจำนวนมากจากการย้ายสถาปัตยกรรม
    ทำให้ระบบเสถียรขึ้นบน Wayland

    คำเตือน / จุดที่ควรระวัง
    แอปบางตัวที่ยังพึ่ง X11 อาจมีปัญหาความเข้ากันได้
    โดยเฉพาะแอปเก่าหรือแอปเฉพาะทาง

    ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจพบปัญหาไดรเวอร์
    GPU รุ่นเก่าบางตัวรองรับ Wayland ได้ไม่สมบูรณ์

    การเปลี่ยนผ่านอาจทำให้ workflow เดิมบางอย่างต้องปรับตัว
    เช่น เครื่องมือจับภาพหน้าจอหรือโปรแกรม remote desktop แบบเก่า

    https://9to5linux.com/budgie-10-10-desktop-environment-released-as-the-first-wayland-only-version
    🐦 Budgie 10.10 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ — รุ่นแรกที่ใช้ Wayland แบบเต็มตัว Budgie 10.10 ถือเป็นก้าวสำคัญของโปรเจกต์ Budgie Desktop เพราะนี่คือเวอร์ชันแรกที่เปลี่ยนมาใช้ Wayland แบบ 100% หลังจากเตรียมความพร้อมมาหลายปี การย้ายออกจาก X11 ทำให้ Budgie ได้ประโยชน์ด้านความลื่นไหล ความปลอดภัย และการจัดการกราฟิกที่ทันสมัยขึ้น โดยเฉพาะบนฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับ Wayland เป็นหลัก การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงหลายส่วน เช่น การจัดการหน้าต่างที่เสถียรขึ้น การแสดงผลที่คมชัดขึ้น และการตอบสนองของ UI ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง Budgie Menu, Raven Sidebar และระบบ Notification ให้ทำงานเข้ากับ Wayland ได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงแก้บั๊กจำนวนมากที่เกิดจากการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเบื้องหลัง Budgie 10.10 ยังเน้นการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น การจัดการ multi-monitor ที่แม่นยำขึ้น การรองรับ fractional scaling ที่ดีขึ้น และการลดอาการ screen tearing ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยใน X11 การเปลี่ยนมาใช้ Wayland ทำให้ทีมพัฒนาสามารถพัฒนา Budgie ให้ทันสมัยขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับข้อจำกัดเก่า ๆ การเปลี่ยนผ่านนี้อาจทำให้ผู้ใช้บางรายที่ยังต้องใช้แอป X11 เฉพาะทางต้องพิจารณาความเข้ากันได้ แต่โดยรวมแล้ว Budgie 10.10 ถือเป็นก้าวกระโดดที่ทำให้ Budgie Desktop กลายเป็นสภาพแวดล้อมเดสก์ท็อปที่ทันสมัยและพร้อมสำหรับอนาคตมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Budgie 10.10 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ➡️ เป็นเวอร์ชันแรกที่ใช้ Wayland แบบเต็มตัว ✅ ปรับปรุงประสิทธิภาพและความลื่นไหล ➡️ UI ตอบสนองดีขึ้น ลด screen tearing ✅ อัปเดตส่วนประกอบหลักของเดสก์ท็อป ➡️ Budgie Menu, Raven Sidebar, Notifications ✅ รองรับ multi-monitor และ fractional scaling ดีขึ้น ➡️ เหมาะกับจอความละเอียดสูง ✅ แก้บั๊กจำนวนมากจากการย้ายสถาปัตยกรรม ➡️ ทำให้ระบบเสถียรขึ้นบน Wayland คำเตือน / จุดที่ควรระวัง ‼️ แอปบางตัวที่ยังพึ่ง X11 อาจมีปัญหาความเข้ากันได้ ⛔ โดยเฉพาะแอปเก่าหรือแอปเฉพาะทาง ‼️ ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์บางรุ่นอาจพบปัญหาไดรเวอร์ ⛔ GPU รุ่นเก่าบางตัวรองรับ Wayland ได้ไม่สมบูรณ์ ‼️ การเปลี่ยนผ่านอาจทำให้ workflow เดิมบางอย่างต้องปรับตัว ⛔ เช่น เครื่องมือจับภาพหน้าจอหรือโปรแกรม remote desktop แบบเก่า https://9to5linux.com/budgie-10-10-desktop-environment-released-as-the-first-wayland-only-version
    9TO5LINUX.COM
    Budgie 10.10 Desktop Environment Released as the First Wayland-Only Version - 9to5Linux
    Budgie 10.10 desktop environment is now available as the first Wayland-only version and the last release in the Budgie 10 series.
    0 Comments 0 Shares 54 Views 0 Reviews
  • Fedora 44 เตรียมเป็นดิสโทรแรกที่ใช้ Plasma Login Manager แทน SDDM

    Fedora 44 กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลก KDE โดยประกาศว่าจะเป็นดิสโทรแรกที่นำ Plasma Login Manager (PLM) มาใช้เป็นตัวล็อกอินหลักแทน SDDM ที่ใช้งานมานานหลายปี การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการมาถึงของ KDE Plasma 6.6 และการยุติการรองรับ X11 ใน Plasma 6.8 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า KDE กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Wayland อย่างเต็มตัว

    PLM ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น HDR, multi‑monitor, virtual keyboard และ screen reader ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับอนาคตของเดสก์ท็อป Linux แม้โครงการจะยังถูกระบุว่า “prototype” ใน GitLab แต่ทีม KDE ยืนยันว่ารุ่นที่จะปล่อยพร้อม Plasma 6.6 นั้นพร้อมใช้งานจริงแล้ว และ Fedora ก็มั่นใจพอที่จะนำมาใช้เป็นค่าเริ่มต้น

    อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ที่เคยติดตั้ง ธีม SDDM แบบ custom จะได้รับผลกระทบ เพราะ PLM ยังไม่รองรับธีมแบบเดิม หากต้องการใช้ธีมเหล่านั้นต่อ ผู้ใช้จำเป็นต้องสลับกลับไปใช้ SDDM ด้วยคำสั่ง systemctl และติดตั้งแพ็กเกจที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง

    Fedora ยังเปิดให้ผู้ใช้ทดสอบ PLM ได้แล้วบน Rawhide โดยติดตั้งแพ็กเกจ plasma-login-manager และเปิดใช้งานบริการ plasmalogin.service แต่ผู้เขียนบทความระบุว่าการทดสอบบน VM ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับฟีเจอร์ใหม่ระดับระบบแสดงผล

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Fedora 44 จะใช้ Plasma Login Manager (PLM) เป็นตัวล็อกอินเริ่มต้น
    แทนที่ SDDM ที่ใช้งานมานานหลายปี

    PLM จะมาพร้อม KDE Plasma 6.6
    รองรับ HDR, multi‑monitor, virtual keyboard และ screen reader

    KDE Plasma 6.8 จะเลิกสนับสนุน X11
    Wayland จะเป็น session หลักอย่างเป็นทางการ

    Fedora เปิดให้ทดสอบ PLM บน Rawhide แล้ว
    ติดตั้งด้วย sudo dnf install plasma-login-manager kcm-plasmalogin

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    ผู้ใช้ที่มี custom SDDM theme จะใช้งานต่อไม่ได้บน PLM
    ต้องสลับกลับไปใช้ SDDM ด้วยคำสั่ง systemctl

    PLM ยังถูกระบุว่า “prototype” ใน GitLab
    อาจมีบั๊กหรือปัญหาบน VM และฮาร์ดแวร์บางรุ่น

    การเปลี่ยนผ่านสู่ Wayland อาจทำให้แอปบางตัวมีปัญหา
    โดยเฉพาะแอปเก่าที่พึ่งพา X11

    https://itsfoss.com/news/fedora-44-plasma-login-manager/
    📰 💻 Fedora 44 เตรียมเป็นดิสโทรแรกที่ใช้ Plasma Login Manager แทน SDDM Fedora 44 กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลก KDE โดยประกาศว่าจะเป็นดิสโทรแรกที่นำ Plasma Login Manager (PLM) มาใช้เป็นตัวล็อกอินหลักแทน SDDM ที่ใช้งานมานานหลายปี การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการมาถึงของ KDE Plasma 6.6 และการยุติการรองรับ X11 ใน Plasma 6.8 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า KDE กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Wayland อย่างเต็มตัว PLM ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น HDR, multi‑monitor, virtual keyboard และ screen reader ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับอนาคตของเดสก์ท็อป Linux แม้โครงการจะยังถูกระบุว่า “prototype” ใน GitLab แต่ทีม KDE ยืนยันว่ารุ่นที่จะปล่อยพร้อม Plasma 6.6 นั้นพร้อมใช้งานจริงแล้ว และ Fedora ก็มั่นใจพอที่จะนำมาใช้เป็นค่าเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ที่เคยติดตั้ง ธีม SDDM แบบ custom จะได้รับผลกระทบ เพราะ PLM ยังไม่รองรับธีมแบบเดิม หากต้องการใช้ธีมเหล่านั้นต่อ ผู้ใช้จำเป็นต้องสลับกลับไปใช้ SDDM ด้วยคำสั่ง systemctl และติดตั้งแพ็กเกจที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง Fedora ยังเปิดให้ผู้ใช้ทดสอบ PLM ได้แล้วบน Rawhide โดยติดตั้งแพ็กเกจ plasma-login-manager และเปิดใช้งานบริการ plasmalogin.service แต่ผู้เขียนบทความระบุว่าการทดสอบบน VM ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับฟีเจอร์ใหม่ระดับระบบแสดงผล 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Fedora 44 จะใช้ Plasma Login Manager (PLM) เป็นตัวล็อกอินเริ่มต้น ➡️ แทนที่ SDDM ที่ใช้งานมานานหลายปี ✅ PLM จะมาพร้อม KDE Plasma 6.6 ➡️ รองรับ HDR, multi‑monitor, virtual keyboard และ screen reader ✅ KDE Plasma 6.8 จะเลิกสนับสนุน X11 ➡️ Wayland จะเป็น session หลักอย่างเป็นทางการ ✅ Fedora เปิดให้ทดสอบ PLM บน Rawhide แล้ว ➡️ ติดตั้งด้วย sudo dnf install plasma-login-manager kcm-plasmalogin คำเตือน / ความเสี่ยง ‼️ ผู้ใช้ที่มี custom SDDM theme จะใช้งานต่อไม่ได้บน PLM ⛔ ต้องสลับกลับไปใช้ SDDM ด้วยคำสั่ง systemctl ‼️ PLM ยังถูกระบุว่า “prototype” ใน GitLab ⛔ อาจมีบั๊กหรือปัญหาบน VM และฮาร์ดแวร์บางรุ่น ‼️ การเปลี่ยนผ่านสู่ Wayland อาจทำให้แอปบางตัวมีปัญหา ⛔ โดยเฉพาะแอปเก่าที่พึ่งพา X11 https://itsfoss.com/news/fedora-44-plasma-login-manager/
    ITSFOSS.COM
    Fedora 44 Will Be the First Distro to Adopt KDE's Plasma Login Manager
    The move replaces SDDM but means giving up on custom login themes.
    0 Comments 0 Shares 106 Views 0 Reviews
  • GNOME และ Firefox อาจปิดฟีเจอร์ “Middle‑Click Paste” โดยค่าเริ่มต้นในอนาคต

    ฟีเจอร์ “middle‑click paste” เป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของ X11 ที่อนุญาตให้ผู้ใช้วางข้อความที่เลือกไว้ (PRIMARY selection) ได้ทันทีด้วยการคลิกปุ่มกลางของเมาส์ โดยไม่ต้องใช้ Ctrl+V อย่างไรก็ตาม นักพัฒนา GNOME อย่าง Jordan Petridis ระบุว่าฟีเจอร์นี้สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ เพราะผู้ใช้จำนวนมากกดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อความถูกวางลงในช่องต่าง ๆ แบบไม่รู้ตัว ซึ่งอาจสร้างความสับสนหรือความเสี่ยงด้านข้อมูลได้

    ข้อเสนอของเขาถูกส่งไปยัง GNOME และ Firefox พร้อมกัน โดยทั้งสองโครงการถูกชี้ว่าฟีเจอร์นี้ “ไม่สามารถค้นพบได้” (undiscoverable) และผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง Freedesktop wiki ยังเรียก PRIMARY selection ว่าเป็น “easter egg สำหรับผู้ใช้ระดับเชี่ยวชาญ” อีกด้วย ทำให้ทีมออกแบบมองว่าควรปิดเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม power users จำนวนมากไม่เห็นด้วย เพราะ middle‑click paste เป็นฟีเจอร์ที่พวกเขาใช้ทุกวัน และถือว่าเป็นหนึ่งใน workflow ที่เร็วที่สุดบน Linux การปิดฟีเจอร์นี้อาจทำให้การทำงานช้าลงหรือไม่สะดวกเหมือนเดิม จึงเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนโอเพ่นซอร์สว่าควรเก็บไว้หรือไม่

    แม้ข้อเสนอยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทั้ง GNOME และ Mozilla แต่ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์นี้ยังสามารถเปิดใช้งานเองได้ เช่น ใช้คำสั่ง gsettings หรือเปิดผ่าน GNOME Tweaks ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความต้องการของตนเอง จึงยังไม่ต้องกังวลว่าฟีเจอร์นี้จะหายไปในทันที

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่เสนอให้ปิด middle‑click paste
    ผู้ใช้กดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดการวางข้อมูลแบบไม่รู้ตัว
    ฟีเจอร์นี้ไม่สามารถค้นพบได้ และผู้ใช้ทั่วไปไม่รู้ว่ามันมีอยู่

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้ใช้ทั่วไปจะมีประสบการณ์ที่ปลอดภัยขึ้น ลดความสับสนจากการวางข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ
    power users อาจไม่พอใจเพราะ workflow เดิมถูกกระทบ

    ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
    การวางข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ระหว่าง livestream หรือแชร์หน้าจอ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้
    การกดผิดอาจทำให้ข้อมูลถูกวางในช่องที่ไม่ควร เช่น terminal หรือฟอร์มออนไลน์

    สิ่งที่ต้องติดตาม
    GNOME และ Mozilla ยังไม่ได้อนุมัติข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ
    หากปิดเป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ต้องเปิดเองผ่าน gsettings หรือ GNOME Tweaks

    https://itsfoss.com/news/gnome-firefox-middle-click-paste-removal/
    🖱️ GNOME และ Firefox อาจปิดฟีเจอร์ “Middle‑Click Paste” โดยค่าเริ่มต้นในอนาคต ฟีเจอร์ “middle‑click paste” เป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของ X11 ที่อนุญาตให้ผู้ใช้วางข้อความที่เลือกไว้ (PRIMARY selection) ได้ทันทีด้วยการคลิกปุ่มกลางของเมาส์ โดยไม่ต้องใช้ Ctrl+V อย่างไรก็ตาม นักพัฒนา GNOME อย่าง Jordan Petridis ระบุว่าฟีเจอร์นี้สร้างปัญหามากกว่าประโยชน์ เพราะผู้ใช้จำนวนมากกดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อความถูกวางลงในช่องต่าง ๆ แบบไม่รู้ตัว ซึ่งอาจสร้างความสับสนหรือความเสี่ยงด้านข้อมูลได้ ข้อเสนอของเขาถูกส่งไปยัง GNOME และ Firefox พร้อมกัน โดยทั้งสองโครงการถูกชี้ว่าฟีเจอร์นี้ “ไม่สามารถค้นพบได้” (undiscoverable) และผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง Freedesktop wiki ยังเรียก PRIMARY selection ว่าเป็น “easter egg สำหรับผู้ใช้ระดับเชี่ยวชาญ” อีกด้วย ทำให้ทีมออกแบบมองว่าควรปิดเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม power users จำนวนมากไม่เห็นด้วย เพราะ middle‑click paste เป็นฟีเจอร์ที่พวกเขาใช้ทุกวัน และถือว่าเป็นหนึ่งใน workflow ที่เร็วที่สุดบน Linux การปิดฟีเจอร์นี้อาจทำให้การทำงานช้าลงหรือไม่สะดวกเหมือนเดิม จึงเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในชุมชนโอเพ่นซอร์สว่าควรเก็บไว้หรือไม่ แม้ข้อเสนอยังไม่ได้รับการอนุมัติจากทั้ง GNOME และ Mozilla แต่ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์นี้ยังสามารถเปิดใช้งานเองได้ เช่น ใช้คำสั่ง gsettings หรือเปิดผ่าน GNOME Tweaks ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้ตามความต้องการของตนเอง จึงยังไม่ต้องกังวลว่าฟีเจอร์นี้จะหายไปในทันที 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่เสนอให้ปิด middle‑click paste ➡️ ผู้ใช้กดปุ่มกลางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดการวางข้อมูลแบบไม่รู้ตัว ➡️ ฟีเจอร์นี้ไม่สามารถค้นพบได้ และผู้ใช้ทั่วไปไม่รู้ว่ามันมีอยู่ ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ ผู้ใช้ทั่วไปจะมีประสบการณ์ที่ปลอดภัยขึ้น ลดความสับสนจากการวางข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ ➡️ power users อาจไม่พอใจเพราะ workflow เดิมถูกกระทบ ‼️ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ⛔ การวางข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ระหว่าง livestream หรือแชร์หน้าจอ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้ ⛔ การกดผิดอาจทำให้ข้อมูลถูกวางในช่องที่ไม่ควร เช่น terminal หรือฟอร์มออนไลน์ ‼️ สิ่งที่ต้องติดตาม ⛔ GNOME และ Mozilla ยังไม่ได้อนุมัติข้อเสนอนี้อย่างเป็นทางการ ⛔ หากปิดเป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ต้องเปิดเองผ่าน gsettings หรือ GNOME Tweaks https://itsfoss.com/news/gnome-firefox-middle-click-paste-removal/
    ITSFOSS.COM
    An X11 Thing! Your Favorite Middle-Click Paste is Likely to be Disabled in Future GNOME Releases
    Proposals for both GNOME and Firefox would disable the feature by default, but the final decision is still pending.
    0 Comments 0 Shares 118 Views 0 Reviews
  • Manjaro 26.0 “Anh‑Linh” เปิดตัวพร้อม Linux 6.18 LTS และเดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด

    Manjaro Linux 26.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS, เดสก์ท็อป Xfce 4.20, GNOME 49, และ KDE Plasma 6.5 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีล่าสุดของโลกโอเพ่นซอร์สไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Manjaro รองรับ COSMIC Desktop 1.0 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปใหม่จาก Pop!_OS

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ GNOME 49 และ KDE Plasma 6.5 จะใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้ผู้ใช้ที่ยังต้องการ X11 อาจต้องเลือกใช้ Xfce แทน ซึ่งยังคงรองรับ X11 เต็มรูปแบบตามเดิม การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนทิศทางของลินุกซ์ยุคใหม่ที่กำลังผลักดัน Wayland ให้เป็นมาตรฐานหลัก

    Manjaro 26.0 ยังมาพร้อมอัปเดตซอฟต์แวร์จำนวนมาก เช่น KDE Gear 25.12, KDE Frameworks 6.21, Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3, GStreamer 1.26.10, และไดรเวอร์ NVIDIA 590 รุ่นใหม่ล่าสุด ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด ISO ใหม่ หรืออัปเดตจากระบบเดิมด้วยคำสั่ง sudo pacman -Syu ได้ทันที

    นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านระบบ เช่น การแทนที่ Redis ด้วย Valkey ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ และการยุติการรองรับ GPU NVIDIA รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) เนื่องจากไดรเวอร์รุ่นใหม่ไม่รองรับอีกต่อไป ทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มอาจต้องพิจารณาอัปเกรดฮาร์ดแวร์ในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Manjaro 26.0
    ใช้ Linux Kernel 6.18 LTS
    เดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด: Xfce 4.20, GNOME 49, KDE Plasma 6.5
    รองรับ COSMIC Desktop 1.0 ครั้งแรก
    อัปเดตซอฟต์แวร์หลัก เช่น Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3

    ประเด็นที่ต้องระวัง
    GNOME และ KDE Plasma ใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น อาจทำให้ผู้ใช้ X11 มีปัญหา
    NVIDIA GPU รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) ไม่รองรับอีกต่อไป
    ผู้ใช้ Kernel เก่า (5.4 / 6.17) ต้องอัปเกรดทันที

    สิ่งที่ปรับปรุงเพิ่มเติม
    KDE Gear 25.12 และ Frameworks 6.21
    PipeWire, ALSA, GStreamer อัปเดตเวอร์ชันใหม่
    Valkey แทน Redis ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์

    คำแนะนำก่อนอัปเกรด
    อ่าน Known Issues ก่อนอัปเดตระบบ
    ตรวจสอบความเข้ากันได้ของ GPU NVIDIA
    สำรองข้อมูลก่อนอัปเดต Kernel

    https://9to5linux.com/manjaro-26-0-released-with-linux-6-18-lts-xfce-4-20-kde-plasma-6-5-and-gnome-49
    🐧🚀 Manjaro 26.0 “Anh‑Linh” เปิดตัวพร้อม Linux 6.18 LTS และเดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด Manjaro Linux 26.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมาพร้อม Linux Kernel 6.18 LTS, เดสก์ท็อป Xfce 4.20, GNOME 49, และ KDE Plasma 6.5 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีล่าสุดของโลกโอเพ่นซอร์สไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Manjaro รองรับ COSMIC Desktop 1.0 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปใหม่จาก Pop!_OS หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ GNOME 49 และ KDE Plasma 6.5 จะใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น ทำให้ผู้ใช้ที่ยังต้องการ X11 อาจต้องเลือกใช้ Xfce แทน ซึ่งยังคงรองรับ X11 เต็มรูปแบบตามเดิม การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนทิศทางของลินุกซ์ยุคใหม่ที่กำลังผลักดัน Wayland ให้เป็นมาตรฐานหลัก Manjaro 26.0 ยังมาพร้อมอัปเดตซอฟต์แวร์จำนวนมาก เช่น KDE Gear 25.12, KDE Frameworks 6.21, Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3, GStreamer 1.26.10, และไดรเวอร์ NVIDIA 590 รุ่นใหม่ล่าสุด ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด ISO ใหม่ หรืออัปเดตจากระบบเดิมด้วยคำสั่ง sudo pacman -Syu ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านระบบ เช่น การแทนที่ Redis ด้วย Valkey ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ และการยุติการรองรับ GPU NVIDIA รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) เนื่องจากไดรเวอร์รุ่นใหม่ไม่รองรับอีกต่อไป ทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มอาจต้องพิจารณาอัปเกรดฮาร์ดแวร์ในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Manjaro 26.0 ➡️ ใช้ Linux Kernel 6.18 LTS ➡️ เดสก์ท็อปใหม่ล่าสุด: Xfce 4.20, GNOME 49, KDE Plasma 6.5 ➡️ รองรับ COSMIC Desktop 1.0 ครั้งแรก ➡️ อัปเดตซอฟต์แวร์หลัก เช่น Firefox 146, LibreOffice 25.8.4, Mesa 25.3 ‼️ ประเด็นที่ต้องระวัง ⛔ GNOME และ KDE Plasma ใช้ Wayland เป็นค่าเริ่มต้น อาจทำให้ผู้ใช้ X11 มีปัญหา ⛔ NVIDIA GPU รุ่นเก่า (Maxwell / Pascal) ไม่รองรับอีกต่อไป ⛔ ผู้ใช้ Kernel เก่า (5.4 / 6.17) ต้องอัปเกรดทันที ✅ สิ่งที่ปรับปรุงเพิ่มเติม ➡️ KDE Gear 25.12 และ Frameworks 6.21 ➡️ PipeWire, ALSA, GStreamer อัปเดตเวอร์ชันใหม่ ➡️ Valkey แทน Redis ด้วยเหตุผลด้านลิขสิทธิ์ ‼️ คำแนะนำก่อนอัปเกรด ⛔ อ่าน Known Issues ก่อนอัปเดตระบบ ⛔ ตรวจสอบความเข้ากันได้ของ GPU NVIDIA ⛔ สำรองข้อมูลก่อนอัปเดต Kernel https://9to5linux.com/manjaro-26-0-released-with-linux-6-18-lts-xfce-4-20-kde-plasma-6-5-and-gnome-49
    9TO5LINUX.COM
    Manjaro 26.0 Released with Linux 6.18 LTS, Xfce 4.20, KDE Plasma 6.5, and GNOME 49 - 9to5Linux
    Manjaro 26.0 is now available for download with Linux kernel 6.18 LTS, Xfce 4.20, GNOME 49, and KDE Plasma 6.5.
    0 Comments 0 Shares 95 Views 0 Reviews
  • https://youtube.com/shorts/OgA5gsiZ7Rk?si=W8dGr48M1wX1nMFi
    https://youtube.com/shorts/OgA5gsiZ7Rk?si=W8dGr48M1wX1nMFi
    0 Comments 0 Shares 41 Views 0 Reviews
  • Qualcomm เปิดตัว Snapdragon X2 Plus — ชิป ARM 10 คอร์แรงขึ้น 35% พร้อมเขย่าวงการ Windows on ARM

    Qualcomm เดินหน้าขยายไลน์อัป Windows on ARM ด้วยซีรีส์ใหม่ Snapdragon X2 Plus ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน CES 2026 โดยมีสองรุ่นหลักคือ X2P‑64‑100 (10 คอร์) และ X2P‑42‑100 (6 คอร์) ทั้งคู่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Oryon รุ่นใหม่และความเร็วบูสต์สูงสุด 4.0 GHz จุดเด่นสำคัญคือประสิทธิภาพแบบ single‑core ที่เพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า X1 Plus ตามข้อมูลจาก Tom’s Hardware

    รุ่นท็อป X2P‑64‑100 ใช้โครงสร้างคอร์แบบ 6 Prime + 4 Performance พร้อมแคชรวม 34MB และ GPU Adreno X2‑45 ที่ความเร็ว 1.7GHz ส่วนรุ่น 6 คอร์ X2P‑42‑100 ใช้ Prime ทั้งหมด 6 คอร์ ไม่มีคอร์ประหยัดพลังงาน แต่ยังคงบูสต์ได้เท่ากันที่ 4.04GHz ทั้งสองรุ่นผลิตบนกระบวนการ TSMC N3P ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์อย่างมาก

    Qualcomm ยังชูจุดขายด้านประสิทธิภาพเทียบกับคู่แข่ง โดยอ้างว่า X2P‑64‑100 ทำคะแนน Geekbench 6.5 ได้ 3,323 (single‑core) และ 15,084 (multi‑core) ซึ่งสูงกว่า Intel Core Ultra 7 256V และ Ryzen AI 7 350 ในการทดสอบอ้างอิงของบริษัท แม้ผลจริงในโน้ตบุ๊กแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด Windows on ARM กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    ด้านกราฟิก Qualcomm ระบุว่า GPU ใหม่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 29% แม้รุ่น 6 คอร์จะมีความเร็ว GPU ต่ำกว่า (0.9GHz) แต่ยังคงใช้สถาปัตยกรรมเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี NPU 80 TOPS แบบเดียวกับ X2 Elite รองรับงาน AI เต็มรูปแบบ และรองรับหน่วยความจำ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ความเร็ว 9,523 MT/s ทำให้เหมาะกับงานประมวลผลหนักและอุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เปิดตัว Snapdragon X2 Plus สองรุ่น: 10 คอร์ และ 6 คอร์
    ความเร็วบูสต์สูงสุด 4.04GHz

    ประสิทธิภาพ single‑core เพิ่มขึ้น 35% จากรุ่น X1 Plus
    multi‑core เพิ่มขึ้น 17% ในรุ่น 10 คอร์

    ใช้สถาปัตยกรรม Oryon และผลิตบน TSMC N3P
    เพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์และลดความร้อน

    GPU Adreno X2‑45 และ NPU 80 TOPS เหมือนใน X2 Elite
    GPU แรงขึ้นสูงสุด 29% จากรุ่นก่อน

    รองรับ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ 9,523 MT/s
    เหมาะกับงาน AI, ตัดต่อ, และโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูง

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ผลทดสอบจาก reference design อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงในโน้ตบุ๊กวางขาย
    ต้องรอรีวิวจากเครื่องจริงก่อนตัดสินใจ

    รุ่น 6 คอร์อาจด้อยกว่า X1 รุ่นก่อนในงาน multi‑core บางประเภท
    Qualcomm ลดจำนวนคอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์

    การแข่งขัน Windows on ARM ยังต้องพึ่งการปรับแต่งซอฟต์แวร์จากผู้ผลิต
    แอปบางตัวอาจยังไม่รองรับ native เต็มรูปแบบ

    https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/qualcomm-expands-snapdragon-on-windows-with-x2-plus-10-core-arm-cpu-boasts-35-percent-single-core-jump
    🚀 Qualcomm เปิดตัว Snapdragon X2 Plus — ชิป ARM 10 คอร์แรงขึ้น 35% พร้อมเขย่าวงการ Windows on ARM Qualcomm เดินหน้าขยายไลน์อัป Windows on ARM ด้วยซีรีส์ใหม่ Snapdragon X2 Plus ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน CES 2026 โดยมีสองรุ่นหลักคือ X2P‑64‑100 (10 คอร์) และ X2P‑42‑100 (6 คอร์) ทั้งคู่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Oryon รุ่นใหม่และความเร็วบูสต์สูงสุด 4.0 GHz จุดเด่นสำคัญคือประสิทธิภาพแบบ single‑core ที่เพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า X1 Plus ตามข้อมูลจาก Tom’s Hardware รุ่นท็อป X2P‑64‑100 ใช้โครงสร้างคอร์แบบ 6 Prime + 4 Performance พร้อมแคชรวม 34MB และ GPU Adreno X2‑45 ที่ความเร็ว 1.7GHz ส่วนรุ่น 6 คอร์ X2P‑42‑100 ใช้ Prime ทั้งหมด 6 คอร์ ไม่มีคอร์ประหยัดพลังงาน แต่ยังคงบูสต์ได้เท่ากันที่ 4.04GHz ทั้งสองรุ่นผลิตบนกระบวนการ TSMC N3P ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์อย่างมาก Qualcomm ยังชูจุดขายด้านประสิทธิภาพเทียบกับคู่แข่ง โดยอ้างว่า X2P‑64‑100 ทำคะแนน Geekbench 6.5 ได้ 3,323 (single‑core) และ 15,084 (multi‑core) ซึ่งสูงกว่า Intel Core Ultra 7 256V และ Ryzen AI 7 350 ในการทดสอบอ้างอิงของบริษัท แม้ผลจริงในโน้ตบุ๊กแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด Windows on ARM กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้านกราฟิก Qualcomm ระบุว่า GPU ใหม่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 29% แม้รุ่น 6 คอร์จะมีความเร็ว GPU ต่ำกว่า (0.9GHz) แต่ยังคงใช้สถาปัตยกรรมเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี NPU 80 TOPS แบบเดียวกับ X2 Elite รองรับงาน AI เต็มรูปแบบ และรองรับหน่วยความจำ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ความเร็ว 9,523 MT/s ทำให้เหมาะกับงานประมวลผลหนักและอุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เปิดตัว Snapdragon X2 Plus สองรุ่น: 10 คอร์ และ 6 คอร์ ➡️ ความเร็วบูสต์สูงสุด 4.04GHz ✅ ประสิทธิภาพ single‑core เพิ่มขึ้น 35% จากรุ่น X1 Plus ➡️ multi‑core เพิ่มขึ้น 17% ในรุ่น 10 คอร์ ✅ ใช้สถาปัตยกรรม Oryon และผลิตบน TSMC N3P ➡️ เพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์และลดความร้อน ✅ GPU Adreno X2‑45 และ NPU 80 TOPS เหมือนใน X2 Elite ➡️ GPU แรงขึ้นสูงสุด 29% จากรุ่นก่อน ✅ รองรับ LPDDR5X สูงสุด 128GB ที่ 9,523 MT/s ➡️ เหมาะกับงาน AI, ตัดต่อ, และโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูง คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ผลทดสอบจาก reference design อาจไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงในโน้ตบุ๊กวางขาย ⛔ ต้องรอรีวิวจากเครื่องจริงก่อนตัดสินใจ ‼️ รุ่น 6 คอร์อาจด้อยกว่า X1 รุ่นก่อนในงาน multi‑core บางประเภท ⛔ Qualcomm ลดจำนวนคอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์ ‼️ การแข่งขัน Windows on ARM ยังต้องพึ่งการปรับแต่งซอฟต์แวร์จากผู้ผลิต ⛔ แอปบางตัวอาจยังไม่รองรับ native เต็มรูปแบบ https://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/qualcomm-expands-snapdragon-on-windows-with-x2-plus-10-core-arm-cpu-boasts-35-percent-single-core-jump
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Qualcomm expands Snapdragon on Windows with X2 Plus – 10-core ARM CPU boasts 35% single-core jump
    A 10-core replacement and a new 6-core variant, both bringing big single-threaded improvements.
    0 Comments 0 Shares 128 Views 0 Reviews
  • Asus ROG จับมือ Xreal เปิดตัวแว่น AR สายเกมมิ่ง ROG Xreal R1 — รีเฟรชเรต 240Hz พร้อมจอเสมือน 171 นิ้ว

    ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Asus ROG และ Xreal ได้เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG Xreal R1 ที่งาน CES 2026 โดยมุ่งเน้นการใช้งานด้านเกมมิ่งและความบันเทิงขั้นสูง เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าแว่นรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกในอุปกรณ์ลักษณะนี้ ทำให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจอใหญ่ระดับ 171 นิ้ว ในแว่นที่หนักเพียง 91 กรัมเท่านั้น

    แว่น ROG Xreal R1 ยังใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor ตัวเดียวกับในตระกูล Xreal One เพื่อช่วยลดความหน่วงและเพิ่มความลื่นไหลของภาพ โดยรองรับ 3 DoF สำหรับการตรึงภาพหรือให้ภาพเคลื่อนตามศีรษะผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเชื่อมต่อก็เรียบง่ายด้วยสาย USB‑C เส้นเดียว รองรับทั้ง PC, สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต และทำงานร่วมกับ ROG Ally ได้แบบ Plug‑and‑Play

    เพื่อขยายการใช้งานให้กว้างขึ้น Asus ยังมีอุปกรณ์เสริม ROG Control Dock ที่มาพร้อมพอร์ต DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง ทำให้สามารถต่อกับเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Nintendo Switch, Xbox Series X และ PlayStation 5 ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีลำโพงในตัวที่ปรับแต่งโดย Bose เพื่อให้ประสบการณ์เสียงสมจริงยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งจุดเด่นคือเลนส์ Electrochromic ที่ปรับความทึบแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงภายนอก หรือเลือกปรับเองได้ 3 ระดับ ช่วยให้ใช้งานได้ทั้งในที่สว่างและที่มืดอย่างสะดวกสบาย แว่นรุ่นนี้มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แต่ยังไม่ประกาศราคา อย่างไรก็ตาม รุ่นก่อนหน้าอย่าง AirVision M1 เคยเปิดตัวที่ราคา 699 ดอลลาร์ จึงคาดว่าราคาน่าจะอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ROG Xreal R1 ใช้จอ Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p
    ให้ภาพเสมือนจอใหญ่ 171 นิ้ว น้ำหนักเพียง 91 กรัม

    ใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor เพื่อลดความหน่วงและรองรับ 3 DoF
    ภาพนิ่งหรือเคลื่อนตามศีรษะได้อย่างลื่นไหล

    เชื่อมต่อด้วย USB‑C เส้นเดียว รองรับ PC, มือถือ, แท็บเล็ต และ ROG Ally
    ใช้งานง่ายแบบ Plug‑and‑Play

    มี ROG Control Dock สำหรับต่อคอนโซลและอุปกรณ์อื่น
    รองรับ DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง

    เลนส์ Electrochromic ปรับความทึบแสงอัตโนมัติ
    มีโหมดปรับเอง 3 ระดับ

    คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง
    ยังไม่ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ
    ราคาจริงอาจสูงกว่าที่คาดจากรุ่นก่อนหน้า

    AR Glasses ยังมีข้อจำกัดด้านความสบายในการใช้งานระยะยาว
    ผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการล้าตาเมื่อใช้งานนาน

    การแสดงผล 240Hz อาจใช้พลังงานสูง
    อุปกรณ์พกพาบางรุ่นอาจมีอายุแบตลดลงเมื่อใช้งานร่วมกัน

    https://www.tomshardware.com/peripherals/wearable-tech/asus-rog-and-xreal-partner-to-deliver-gaming-optimized-ar-glasses-240-hz-micro-leds-with-a-171-inch-virtual-viewing-area
    🎮 Asus ROG จับมือ Xreal เปิดตัวแว่น AR สายเกมมิ่ง ROG Xreal R1 — รีเฟรชเรต 240Hz พร้อมจอเสมือน 171 นิ้ว ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Asus ROG และ Xreal ได้เปิดตัวแว่น AR รุ่นใหม่ ROG Xreal R1 ที่งาน CES 2026 โดยมุ่งเน้นการใช้งานด้านเกมมิ่งและความบันเทิงขั้นสูง เนื้อหาจากหน้าเว็บระบุว่าแว่นรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกในอุปกรณ์ลักษณะนี้ ทำให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจอใหญ่ระดับ 171 นิ้ว ในแว่นที่หนักเพียง 91 กรัมเท่านั้น แว่น ROG Xreal R1 ยังใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor ตัวเดียวกับในตระกูล Xreal One เพื่อช่วยลดความหน่วงและเพิ่มความลื่นไหลของภาพ โดยรองรับ 3 DoF สำหรับการตรึงภาพหรือให้ภาพเคลื่อนตามศีรษะผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเชื่อมต่อก็เรียบง่ายด้วยสาย USB‑C เส้นเดียว รองรับทั้ง PC, สมาร์ตโฟน, แท็บเล็ต และทำงานร่วมกับ ROG Ally ได้แบบ Plug‑and‑Play เพื่อขยายการใช้งานให้กว้างขึ้น Asus ยังมีอุปกรณ์เสริม ROG Control Dock ที่มาพร้อมพอร์ต DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง ทำให้สามารถต่อกับเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Nintendo Switch, Xbox Series X และ PlayStation 5 ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีลำโพงในตัวที่ปรับแต่งโดย Bose เพื่อให้ประสบการณ์เสียงสมจริงยิ่งขึ้น อีกหนึ่งจุดเด่นคือเลนส์ Electrochromic ที่ปรับความทึบแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงภายนอก หรือเลือกปรับเองได้ 3 ระดับ ช่วยให้ใช้งานได้ทั้งในที่สว่างและที่มืดอย่างสะดวกสบาย แว่นรุ่นนี้มีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แต่ยังไม่ประกาศราคา อย่างไรก็ตาม รุ่นก่อนหน้าอย่าง AirVision M1 เคยเปิดตัวที่ราคา 699 ดอลลาร์ จึงคาดว่าราคาน่าจะอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ROG Xreal R1 ใช้จอ Micro‑OLED 240Hz ความละเอียด 1080p ➡️ ให้ภาพเสมือนจอใหญ่ 171 นิ้ว น้ำหนักเพียง 91 กรัม ✅ ใช้ชิป X1 Spatial Coprocessor เพื่อลดความหน่วงและรองรับ 3 DoF ➡️ ภาพนิ่งหรือเคลื่อนตามศีรษะได้อย่างลื่นไหล ✅ เชื่อมต่อด้วย USB‑C เส้นเดียว รองรับ PC, มือถือ, แท็บเล็ต และ ROG Ally ➡️ ใช้งานง่ายแบบ Plug‑and‑Play ✅ มี ROG Control Dock สำหรับต่อคอนโซลและอุปกรณ์อื่น ➡️ รองรับ DisplayPort 1.4 และ HDMI 2.0 จำนวน 2 ช่อง ✅ เลนส์ Electrochromic ปรับความทึบแสงอัตโนมัติ ➡️ มีโหมดปรับเอง 3 ระดับ คำเตือน / ประเด็นที่ควรระวัง ‼️ ยังไม่ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ⛔ ราคาจริงอาจสูงกว่าที่คาดจากรุ่นก่อนหน้า ‼️ AR Glasses ยังมีข้อจำกัดด้านความสบายในการใช้งานระยะยาว ⛔ ผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการล้าตาเมื่อใช้งานนาน ‼️ การแสดงผล 240Hz อาจใช้พลังงานสูง ⛔ อุปกรณ์พกพาบางรุ่นอาจมีอายุแบตลดลงเมื่อใช้งานร่วมกัน https://www.tomshardware.com/peripherals/wearable-tech/asus-rog-and-xreal-partner-to-deliver-gaming-optimized-ar-glasses-240-hz-micro-leds-with-a-171-inch-virtual-viewing-area
    0 Comments 0 Shares 117 Views 0 Reviews
  • Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง

    หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA

    แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน

    แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026
    NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง
    community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
    การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver

    ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง
    TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด
    Chrome GPU process crash เมื่อ resize window
    Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11
    scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window

    ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้
    Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ
    keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ
    screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง
    การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user
    ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง
    productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า
    ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker
    ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง

    https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    🖥️ Wayland ในปี 2026: ใกล้พร้อมใช้งาน…แต่ยังไม่ถึงวันที่จะทดแทน X11 ได้จริง หลังจากพยายามย้ายจาก X11 ไปใช้ Wayland มานานกว่า 18 ปี Michael Stapelberg กลับมาทดสอบอีกครั้งในปี 2026 พร้อมความหวังว่าเทคโนโลยีจะ “พร้อมเสียที” แต่ผลลัพธ์กลับเป็นภาพสะท้อนความจริงที่ซับซ้อนของ ecosystem บน Linux—Wayland ก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังมีอุปสรรคเชิงเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ระดับ power user ยังไม่สามารถย้ายไปได้เต็มตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เช่น จอ 8K และ GPU ของ NVIDIA แม้ NVIDIA จะเริ่มรองรับ GBM และ explicit sync แล้ว แต่ปัญหา TILE, การจัดการหลายจอ, และบั๊กระดับ DRM ทำให้การใช้งานจริงยังเต็มไปด้วยอาการ glitch และ behavior ที่ไม่เสถียร ผู้เขียนถึงขั้นต้องใช้ Claude Code ช่วย debug และสร้าง workaround เพื่อให้จอ 8K ใช้งานได้ ซึ่งสะท้อนว่าระบบยังไม่ “พร้อมใช้งานทั่วไป” แม้จะมีความพยายามจาก community อย่างต่อเนื่อง นอกจากปัญหาด้านกราฟิกแล้ว ประสบการณ์ใช้งานจริงใน Sway ยังพบปัญหาอื่นๆ เช่น input lag, scaling glitch, Xwayland ที่ยังไม่รองรับ DPI scaling แบบ KDE, Chrome GPU process crash, รวมถึง Emacs-pgtk ที่ยังมี latency สูงกว่า X11 อย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานจริงทั้งวันเต็มไปด้วย friction ที่ผู้ใช้ X11 ไม่เคยเจอมาก่อน แม้ Wayland จะเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ด้วยการสนับสนุนจาก GNOME, KDE, และดิสโทรใหม่ๆ—แต่บทสรุปของผู้เขียนคือ “ยังไม่พร้อมเป็น daily driver” สำหรับผู้ใช้ระดับสูงที่ต้องการความเสถียรสูงสุดและ latency ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปี 2025–2026 ทำให้อนาคตเริ่มมองเห็นแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความก้าวหน้าของ Wayland ในปี 2026 ➡️ NVIDIA รองรับ GBM และ explicit sync แล้ว ทำให้เริ่มใช้งานได้จริง ➡️ community เช่น wlroots, Sway, GNOME พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ➡️ การ debug ด้วย AI เช่น Claude ช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนระดับ driver ✅ ปัญหาที่พบในการใช้งานจริง ➡️ TILE/MST บนจอ 8K ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้จอแสดงผลผิดพลาด ➡️ Chrome GPU process crash เมื่อ resize window ➡️ Emacs-pgtk มี input latency สูงและ rendering ต่างจาก X11 ➡️ scaling glitch เมื่อสลับ workspace หรือ window ‼️ ข้อจำกัดสำคัญที่ยังทำให้ย้ายจาก X11 ไม่ได้ ⛔ Xwayland scaling ไม่รองรับใน Sway ทำให้แอปเก่าเบลอ ⛔ keyboard shortcut บางครั้งถูก trigger ซ้ำ ⛔ screen sharing ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเลือกหน้าต่างซ้ำสองครั้ง ⛔ การจัดการ workspace ของ Chrome ไม่ทำงานเหมือน X11 ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ระดับ power user ⛔ ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง debug ปัญหาเฉพาะทาง ⛔ productivity ลดลงเมื่อเทียบกับ X11 ที่เสถียรกว่า ⛔ ต้องเปลี่ยน workflow หลายอย่าง เช่น terminal, screen locker ⛔ ยังไม่สามารถใช้เป็น daily driver ได้ในงานจริง https://michael.stapelberg.ch/posts/2026-01-04-wayland-sway-in-2026/
    MICHAEL.STAPELBERG.CH
    Can I finally start using Wayland in 2026?
    Wayland is the successor to the X server (X11, Xorg) to implement the graphics stack on Linux. The Wayland project was actually started in 2008, a year before I created the i3 tiling window manager for X11 in 2009 — but for the last 18 years (!), Wayland was never usable on my computers. I don’t want to be stuck on deprecated software, so I try to start using Wayland each year, and this articles outlines what keeps me from migrating to Wayland in 2026.
    0 Comments 0 Shares 148 Views 0 Reviews
  • เมกา โจรระดับประเทศ ปล้นน้ำมัน ดูไว้

    https://www.youtube.com/live/WlkSmoRX_2Q?si=H_9bx1ihi2HAbg6i
    เมกา โจรระดับประเทศ ปล้นน้ำมัน ดูไว้ https://www.youtube.com/live/WlkSmoRX_2Q?si=H_9bx1ihi2HAbg6i
    - YouTube
    เพลิดเพลินไปกับวิดีโอและเพลงที่คุณชอบ อัปโหลดเนื้อหาต้นฉบับ และแชร์เนื้อหาทั้งหมดกับเพื่อน ครอบครัว และผู้คนทั่วโลกบน YouTube
    0 Comments 0 Shares 45 Views 0 Reviews
  • Linux 2026: 9 เทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลกเดสก์ท็อปโอเพ่นซอร์ส

    ปี 2025 เป็นปีที่เดสก์ท็อป Linux เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Rust ที่เริ่มเข้ามาในเคอร์เนล, AI ที่เริ่มฝังในแอป, และการเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างจริงจัง บทความจาก It’s FOSS มองไปข้างหน้าและคาดการณ์ว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่ Linux เดสก์ท็อป “เปลี่ยนหน้า” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

    หนึ่งในเทรนด์สำคัญคือ Local AI ที่จะถูกฝังในแอปมากขึ้น ตั้งแต่ Calibre, ONLYOFFICE ไปจนถึง Kdenlive โดยใช้ LLM แบบรันบนเครื่อง เช่น Ollama หรือ LM Studio ทำให้ผู้ใช้สามารถสรุปเอกสาร ค้นไฟล์ หรือจัดการข้อมูลส่วนตัวได้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ นี่คือการเปลี่ยน Linux ให้เป็น “AI workstation ส่วนตัว” อย่างแท้จริง

    ด้านระบบกราฟิก Wayland จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ หลัง Ubuntu, Fedora และ KDE Plasma ต่างประกาศเดินหน้าเต็มตัวในปี 2025 ทำให้ปี 2026 จะเป็นปีที่ Xorg ถูกลดบทบาทอย่างชัดเจน แม้จะยังต้องพึ่ง XWayland สำหรับแอปเก่า แต่ทิศทางโดยรวมชัดเจนว่า Linux เดสก์ท็อปกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ลื่นไหลและปลอดภัยกว่าเดิม

    นอกจากนี้ยังมีเทรนด์สำคัญอื่นๆ เช่น การเติบโตของ RISC‑V ในฮาร์ดแวร์ผู้ใช้ทั่วไป, GNOME ที่เดินหน้าปรับแอปดีฟอลต์ให้ทันสมัย, ดิสโทรแบบ Immutable ที่เริ่มกลายเป็นตัวเลือกหลัก, Hyprland ที่ยังคงครองใจสายแต่งเดสก์ท็อป และแนวโน้มรัฐบาลยุโรปที่หันมาใช้โอเพ่นซอร์สมากขึ้นเพื่อความมั่นคงและลดการพึ่งพาบริษัทต่างชาติ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เทรนด์ Linux 2026 ที่โดดเด่นที่สุด
    Local AI ในแอป Linux เพิ่มขึ้น เช่น Calibre, ONLYOFFICE, Kdenlive
    Wayland กลายเป็นมาตรฐาน หลังดิสโทรใหญ่ทยอยเลิก Xorg
    Linux Gaming โตต่อเนื่อง จาก Proton, Wine, Rust‑based NVIDIA driver และ Steam Machine
    RISC‑V เข้าสู่ตลาดผู้ใช้ทั่วไป เช่น Framework Mainboard และอุปกรณ์พกพาใหม่ๆ
    GNOME เปลี่ยนแอปดีฟอลต์หลายตัว ไปสู่ GTK4 + libadwaita
    Immutable Distros มาแรง เช่น Fedora Atomic, openSUSE MicroOS, Nitrux
    Hyprland ยังคงเติบโต และถูกดิสโทรหลายตัวเพิ่มเป็นตัวเลือกหลัก
    Rustification เพิ่มขึ้น ทั้งในเคอร์เนลและเครื่องมือระบบ เช่น sudo, coreutils
    รัฐบาลยุโรปหันมาใช้โอเพ่นซอร์ส เช่น เดนมาร์ก, เยอรมนี, แคนาดา

    ความเสี่ยงและข้อควรระวังในเทรนด์เหล่านี้
    แอปเก่าที่ไม่รองรับ Wayland อาจมีปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน
    Hyprland ยังต้องจัดการไฟล์คอนฟิกจำนวนมาก แม้จะดีขึ้นแล้วก็ตาม
    Rustification อาจทำให้เกิด fragmentation หากโครงการต่างๆ รีไรต์โดยไม่ประสานกัน
    Immutable Distros ต้องการการเรียนรู้ใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป

    https://itsfoss.com/news/linux-future-prediction-2026/
    🐧🔮 Linux 2026: 9 เทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลกเดสก์ท็อปโอเพ่นซอร์ส ปี 2025 เป็นปีที่เดสก์ท็อป Linux เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Rust ที่เริ่มเข้ามาในเคอร์เนล, AI ที่เริ่มฝังในแอป, และการเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างจริงจัง บทความจาก It’s FOSS มองไปข้างหน้าและคาดการณ์ว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่ Linux เดสก์ท็อป “เปลี่ยนหน้า” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หนึ่งในเทรนด์สำคัญคือ Local AI ที่จะถูกฝังในแอปมากขึ้น ตั้งแต่ Calibre, ONLYOFFICE ไปจนถึง Kdenlive โดยใช้ LLM แบบรันบนเครื่อง เช่น Ollama หรือ LM Studio ทำให้ผู้ใช้สามารถสรุปเอกสาร ค้นไฟล์ หรือจัดการข้อมูลส่วนตัวได้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ นี่คือการเปลี่ยน Linux ให้เป็น “AI workstation ส่วนตัว” อย่างแท้จริง ด้านระบบกราฟิก Wayland จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ หลัง Ubuntu, Fedora และ KDE Plasma ต่างประกาศเดินหน้าเต็มตัวในปี 2025 ทำให้ปี 2026 จะเป็นปีที่ Xorg ถูกลดบทบาทอย่างชัดเจน แม้จะยังต้องพึ่ง XWayland สำหรับแอปเก่า แต่ทิศทางโดยรวมชัดเจนว่า Linux เดสก์ท็อปกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ลื่นไหลและปลอดภัยกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีเทรนด์สำคัญอื่นๆ เช่น การเติบโตของ RISC‑V ในฮาร์ดแวร์ผู้ใช้ทั่วไป, GNOME ที่เดินหน้าปรับแอปดีฟอลต์ให้ทันสมัย, ดิสโทรแบบ Immutable ที่เริ่มกลายเป็นตัวเลือกหลัก, Hyprland ที่ยังคงครองใจสายแต่งเดสก์ท็อป และแนวโน้มรัฐบาลยุโรปที่หันมาใช้โอเพ่นซอร์สมากขึ้นเพื่อความมั่นคงและลดการพึ่งพาบริษัทต่างชาติ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เทรนด์ Linux 2026 ที่โดดเด่นที่สุด ➡️ Local AI ในแอป Linux เพิ่มขึ้น เช่น Calibre, ONLYOFFICE, Kdenlive ➡️ Wayland กลายเป็นมาตรฐาน หลังดิสโทรใหญ่ทยอยเลิก Xorg ➡️ Linux Gaming โตต่อเนื่อง จาก Proton, Wine, Rust‑based NVIDIA driver และ Steam Machine ➡️ RISC‑V เข้าสู่ตลาดผู้ใช้ทั่วไป เช่น Framework Mainboard และอุปกรณ์พกพาใหม่ๆ ➡️ GNOME เปลี่ยนแอปดีฟอลต์หลายตัว ไปสู่ GTK4 + libadwaita ➡️ Immutable Distros มาแรง เช่น Fedora Atomic, openSUSE MicroOS, Nitrux ➡️ Hyprland ยังคงเติบโต และถูกดิสโทรหลายตัวเพิ่มเป็นตัวเลือกหลัก ➡️ Rustification เพิ่มขึ้น ทั้งในเคอร์เนลและเครื่องมือระบบ เช่น sudo, coreutils ➡️ รัฐบาลยุโรปหันมาใช้โอเพ่นซอร์ส เช่น เดนมาร์ก, เยอรมนี, แคนาดา ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวังในเทรนด์เหล่านี้ ⛔ แอปเก่าที่ไม่รองรับ Wayland อาจมีปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ⛔ Hyprland ยังต้องจัดการไฟล์คอนฟิกจำนวนมาก แม้จะดีขึ้นแล้วก็ตาม ⛔ Rustification อาจทำให้เกิด fragmentation หากโครงการต่างๆ รีไรต์โดยไม่ประสานกัน ⛔ Immutable Distros ต้องการการเรียนรู้ใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป https://itsfoss.com/news/linux-future-prediction-2026/
    ITSFOSS.COM
    Here's Our Prediction for the Future of Desktop Linux in 2026
    Our take on the trends that will shape desktop Linux and open source in the year ahead.
    0 Comments 0 Shares 330 Views 0 Reviews
  • Ventoy 1.1.10 เปิดตัว: รองรับ AerynOS พร้อมยกระดับประสบการณ์ Multiboot บน Linux

    Ventoy 1.1.10 มาถึงพร้อมการอัปเดตสำคัญที่ทำให้เครื่องมือ multiboot ยอดนิยมนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการรองรับ AerynOS ซึ่งเป็นดิสโทรรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจในชุมชนโอเพ่นซอร์ส การรองรับนี้สะท้อนให้เห็นว่า Ventoy ยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบดิสโทรจำนวนมากโดยไม่ต้องเขียน USB ใหม่ทุกครั้ง

    การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงการบูตบนระบบไฟล์ EXT4 ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ดิสโทร Linux ส่วนใหญ่ใช้เป็นค่าเริ่มต้น การแก้ไขนี้ช่วยลดปัญหาบูตไม่ขึ้นหรือโหลดเคอร์เนลผิดพลาดที่เคยเกิดในบางรุ่นของดิสโทร ทำให้ Ventoy กลายเป็นเครื่องมือที่เสถียรขึ้นสำหรับงานทดสอบระบบ, recovery, และ deployment ในองค์กร

    อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการปรับปรุง Wayland support สำหรับ Ventoy LinuxGUI ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนา Ventoyกำลังเดินหน้าให้ GUI ของตนเข้ากันได้กับอนาคตของ Linux Desktop ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างเต็มรูปแบบ การรองรับนี้ช่วยให้ผู้ใช้เดสก์ท็อปสมัยใหม่ เช่น GNOME, KDE Plasma 6 และ COSMIC สามารถใช้งาน Ventoy GUI ได้อย่างราบรื่นขึ้น

    ในภาพรวม Ventoy 1.1.10 เป็นการอัปเดตที่แม้จะดูเล็ก แต่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านไอที, นักทดสอบดิสโทร, และผู้ดูแลระบบที่ต้องการเครื่องมือ multiboot ที่เชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์ของ Ventoy 1.1.10
    รองรับ AerynOS อย่างเป็นทางการ
    ปรับปรุงการบูตบน EXT4 ให้เสถียรขึ้น

    การพัฒนา GUI บน Wayland
    Ventoy LinuxGUI ทำงานได้ดีขึ้นบน Wayland
    รองรับเดสก์ท็อปยุคใหม่ เช่น GNOME และ KDE Plasma

    ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง
    ดิสโทรบางตัวอาจยังต้องการ compatibility tweaks
    การบูตบนฮาร์ดแวร์เก่าอาจยังมีปัญหาในบางกรณี

    คำแนะนำสำหรับผู้ใช้
    อัปเดต Ventoy USB ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนใช้งาน
    ทดสอบ ISO หลายตัวก่อนใช้งานจริงในงาน production

    https://9to5linux.com/ventoy-1-1-10-bootable-usb-creator-released-with-support-for-aerynos
    🧰 Ventoy 1.1.10 เปิดตัว: รองรับ AerynOS พร้อมยกระดับประสบการณ์ Multiboot บน Linux Ventoy 1.1.10 มาถึงพร้อมการอัปเดตสำคัญที่ทำให้เครื่องมือ multiboot ยอดนิยมนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการรองรับ AerynOS ซึ่งเป็นดิสโทรรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจในชุมชนโอเพ่นซอร์ส การรองรับนี้สะท้อนให้เห็นว่า Ventoy ยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทดสอบดิสโทรจำนวนมากโดยไม่ต้องเขียน USB ใหม่ทุกครั้ง การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงการบูตบนระบบไฟล์ EXT4 ซึ่งเป็นฟอร์แมตที่ดิสโทร Linux ส่วนใหญ่ใช้เป็นค่าเริ่มต้น การแก้ไขนี้ช่วยลดปัญหาบูตไม่ขึ้นหรือโหลดเคอร์เนลผิดพลาดที่เคยเกิดในบางรุ่นของดิสโทร ทำให้ Ventoy กลายเป็นเครื่องมือที่เสถียรขึ้นสำหรับงานทดสอบระบบ, recovery, และ deployment ในองค์กร อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการปรับปรุง Wayland support สำหรับ Ventoy LinuxGUI ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนา Ventoyกำลังเดินหน้าให้ GUI ของตนเข้ากันได้กับอนาคตของ Linux Desktop ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก X11 ไปสู่ Wayland อย่างเต็มรูปแบบ การรองรับนี้ช่วยให้ผู้ใช้เดสก์ท็อปสมัยใหม่ เช่น GNOME, KDE Plasma 6 และ COSMIC สามารถใช้งาน Ventoy GUI ได้อย่างราบรื่นขึ้น ในภาพรวม Ventoy 1.1.10 เป็นการอัปเดตที่แม้จะดูเล็ก แต่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านไอที, นักทดสอบดิสโทร, และผู้ดูแลระบบที่ต้องการเครื่องมือ multiboot ที่เชื่อถือได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์ของ Ventoy 1.1.10 ➡️ รองรับ AerynOS อย่างเป็นทางการ ➡️ ปรับปรุงการบูตบน EXT4 ให้เสถียรขึ้น ✅ การพัฒนา GUI บน Wayland ➡️ Ventoy LinuxGUI ทำงานได้ดีขึ้นบน Wayland ➡️ รองรับเดสก์ท็อปยุคใหม่ เช่น GNOME และ KDE Plasma ‼️ ประเด็นที่ผู้ใช้ควรระวัง ⛔ ดิสโทรบางตัวอาจยังต้องการ compatibility tweaks ⛔ การบูตบนฮาร์ดแวร์เก่าอาจยังมีปัญหาในบางกรณี ‼️ คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ ⛔ อัปเดต Ventoy USB ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนใช้งาน ⛔ ทดสอบ ISO หลายตัวก่อนใช้งานจริงในงาน production https://9to5linux.com/ventoy-1-1-10-bootable-usb-creator-released-with-support-for-aerynos
    9TO5LINUX.COM
    Ventoy 1.1.10 Bootable USB Creator Released with Support for AerynOS - 9to5Linux
    Ventoy 1.1.10 open-source bootable USB solution is now available for download with support for AerynOS and other improvements.
    0 Comments 0 Shares 227 Views 0 Reviews
  • 8GB VRAM ยังพอไหมในปี 2026? บททดสอบ Sapphire Pulse 9060 XT 8GB ชี้คำตอบชัดเจน

    บทความของ Wccftech ทดสอบ Sapphire Pulse 9060 XT 8GB ในเกมยุคใหม่ และคำตอบที่ได้ค่อนข้างชัดเจน: 8GB VRAM เริ่มไม่พอสำหรับเกม AAA ปี 2025–2026 โดยเฉพาะเมื่อเปิด Ray Tracing หรือใช้ texture คุณภาพสูง แม้การใช้ FSR4 จะช่วยเพิ่มเฟรมเรต แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการ “คอขวด VRAM” ได้ทั้งหมด

    ผลทดสอบในหลายเกมแสดง pattern เดียวกัน:
    ช่วงแรกของเกมเฟรมเรตดีมาก (เช่น ~50 FPS แบบไม่มี stutter)
    แต่เมื่อเข้าสู่ฉากหนัก ๆ VRAM เต็ม → เฟรมเรตตกฮวบ เหลือ 40 FPS หรือต่ำกว่านั้น และบางครั้งลงไปถึงหลักสิบ
    เกมต้อง “cull textures” อย่างรุนแรงเพื่อให้พออยู่ใน 8GB ทำให้โมเดลตัวละครและพื้นผิวดูเบลอหรือโหลดไม่ทัน

    ในเกมอย่าง Cyberpunk 2077 และ RDR2 ปัญหายิ่งชัดเจน:
    ฉากเมืองหนาแน่นทำให้ VRAM เต็มเร็ว
    เฟรมเรตแกว่งหนัก
    DX12 ยังมี stuttering ที่ Vulkan ไม่มี

    แม้จะปรับลงมาเป็น Medium textures + RT เปิด + FSR4 Quality ก็ยังพบว่าเฟรมเรต “ตกจากหน้าผา” ทันทีที่ VRAM ถูกใช้จนหมด

    นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าเกมยุคใหม่ไม่ได้กินแค่ GPU compute แต่กิน VRAM แบบโหดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเกมที่ใช้ asset ขนาดใหญ่, open‑world, หรือมีระบบ streaming texture แบบใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญจากบทความ
    8GB VRAM ยัง “พอเล่นได้” แต่มีข้อจำกัดชัดเจน
    เล่นได้ดีในฉากเบา ๆ
    แต่ VRAM เต็มเมื่อเจอฉากหนัก → เฟรมเรตตกทันที
    เกมต้องลดคุณภาพ texture อัตโนมัติจนเห็นได้ชัด

    Ray Tracing + High/Epic textures = ไม่ไหว
    เกมต้อง cull textures เพื่อให้พอใน 8GB
    โมเดลตัวละครและพื้นผิวดู low‑res
    เฟรมเรตแกว่งหนักในฉากเมืองหรือฉากแอ็กชัน

    FSR4 ช่วยได้ แต่ไม่แก้ปัญหา VRAM
    เฟรมเรตดีขึ้นในฉากเปิด
    แต่เมื่อ VRAM เต็ม → FSR ก็ช่วยไม่ได้

    API มีผล
    DX12 มี stuttering ในบางเกม
    Vulkan ทำงานลื่นกว่าใน RDR2

    เกมใหม่ ๆ ปี 2026 จะกิน VRAM มากขึ้น
    เกม AAA เริ่มใช้ texture 4K/8K
    ระบบ streaming asset ซับซ้อนขึ้น
    RT pipeline ใช้ VRAM เพิ่มขึ้นหลายร้อย MB ต่อเฟรม

    ข้อสรุปเชิงกลยุทธ์ (จากข้อมูลในบทความ + บริบทอุตสาหกรรม)
    8GB VRAM = mid‑range minimum ในปี 2026
    12GB กำลังกลายเป็น baseline ใหม่ สำหรับ AAA
    16GB จะเป็น sweet spot สำหรับเกมที่เปิด RT
    การ์ด 8GB ยัง “เล่นได้” แต่ต้องลด texture และปิด RT

    https://wccftech.com/is-8-gb-of-vram-enough-heading-into-2026-sapphire-pulse-9060-xt-8gb-benchmarked/
    🎮 8GB VRAM ยังพอไหมในปี 2026? บททดสอบ Sapphire Pulse 9060 XT 8GB ชี้คำตอบชัดเจน บทความของ Wccftech ทดสอบ Sapphire Pulse 9060 XT 8GB ในเกมยุคใหม่ และคำตอบที่ได้ค่อนข้างชัดเจน: 8GB VRAM เริ่มไม่พอสำหรับเกม AAA ปี 2025–2026 โดยเฉพาะเมื่อเปิด Ray Tracing หรือใช้ texture คุณภาพสูง แม้การใช้ FSR4 จะช่วยเพิ่มเฟรมเรต แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการ “คอขวด VRAM” ได้ทั้งหมด ผลทดสอบในหลายเกมแสดง pattern เดียวกัน: 🕛 ช่วงแรกของเกมเฟรมเรตดีมาก (เช่น ~50 FPS แบบไม่มี stutter) 🕛 แต่เมื่อเข้าสู่ฉากหนัก ๆ VRAM เต็ม → เฟรมเรตตกฮวบ เหลือ 40 FPS หรือต่ำกว่านั้น และบางครั้งลงไปถึงหลักสิบ 🕛 เกมต้อง “cull textures” อย่างรุนแรงเพื่อให้พออยู่ใน 8GB ทำให้โมเดลตัวละครและพื้นผิวดูเบลอหรือโหลดไม่ทัน ในเกมอย่าง Cyberpunk 2077 และ RDR2 ปัญหายิ่งชัดเจน: 📊 ฉากเมืองหนาแน่นทำให้ VRAM เต็มเร็ว 📊 เฟรมเรตแกว่งหนัก 📊 DX12 ยังมี stuttering ที่ Vulkan ไม่มี แม้จะปรับลงมาเป็น Medium textures + RT เปิด + FSR4 Quality ก็ยังพบว่าเฟรมเรต “ตกจากหน้าผา” ทันทีที่ VRAM ถูกใช้จนหมด นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าเกมยุคใหม่ไม่ได้กินแค่ GPU compute แต่กิน VRAM แบบโหดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเกมที่ใช้ asset ขนาดใหญ่, open‑world, หรือมีระบบ streaming texture แบบใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญจากบทความ ✅ 8GB VRAM ยัง “พอเล่นได้” แต่มีข้อจำกัดชัดเจน ➡️ เล่นได้ดีในฉากเบา ๆ ➡️ แต่ VRAM เต็มเมื่อเจอฉากหนัก → เฟรมเรตตกทันที ➡️ เกมต้องลดคุณภาพ texture อัตโนมัติจนเห็นได้ชัด ✅ Ray Tracing + High/Epic textures = ไม่ไหว ➡️ เกมต้อง cull textures เพื่อให้พอใน 8GB ➡️ โมเดลตัวละครและพื้นผิวดู low‑res ➡️ เฟรมเรตแกว่งหนักในฉากเมืองหรือฉากแอ็กชัน ✅ FSR4 ช่วยได้ แต่ไม่แก้ปัญหา VRAM ➡️ เฟรมเรตดีขึ้นในฉากเปิด ➡️ แต่เมื่อ VRAM เต็ม → FSR ก็ช่วยไม่ได้ ✅ API มีผล ➡️ DX12 มี stuttering ในบางเกม ➡️ Vulkan ทำงานลื่นกว่าใน RDR2 ✅ เกมใหม่ ๆ ปี 2026 จะกิน VRAM มากขึ้น ➡️ เกม AAA เริ่มใช้ texture 4K/8K ➡️ ระบบ streaming asset ซับซ้อนขึ้น ➡️ RT pipeline ใช้ VRAM เพิ่มขึ้นหลายร้อย MB ต่อเฟรม 🎯 ข้อสรุปเชิงกลยุทธ์ (จากข้อมูลในบทความ + บริบทอุตสาหกรรม) ➡️ 8GB VRAM = mid‑range minimum ในปี 2026 ➡️ 12GB กำลังกลายเป็น baseline ใหม่ สำหรับ AAA ➡️ 16GB จะเป็น sweet spot สำหรับเกมที่เปิด RT ➡️ การ์ด 8GB ยัง “เล่นได้” แต่ต้องลด texture และปิด RT https://wccftech.com/is-8-gb-of-vram-enough-heading-into-2026-sapphire-pulse-9060-xt-8gb-benchmarked/
    WCCFTECH.COM
    Is 8 GB of VRAM Enough heading into 2026? Sapphire Pulse 9060 XT 8GB Benchmarked
    Is 8 GB VRAM enough for modern games? We answer this question with the modern Radeon RX 9060 XT GPU from AMD.
    0 Comments 0 Shares 230 Views 0 Reviews
  • Moore Threads เปิดตัว Lushan (Gaming) และ Huashan (AI) GPUs — อ้างแรงขึ้น 15× ในเกม และ 50× ใน Ray Tracing

    Moore Threads ผู้ผลิต GPU จากจีนเปิดตัวสถาปัตยกรรมใหม่สองตระกูลคือ Lushan สำหรับเกมมิ่ง และ Huashan สำหรับงาน AI โดยบริษัทเคลมว่าประสิทธิภาพกระโดดขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทั้งในด้านเกมและงานเรนเดอร์แบบ Ray Tracing ต

    แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคจะมีเพียงหัวข่าว แต่ตัวเลขที่ประกาศนั้นโดดเด่นมาก:
    ประสิทธิภาพเกมเพิ่มขึ้นสูงสุด 15×
    Ray Tracing เร็วขึ้นสูงสุด 50×
    รองรับ DirectX 12 Ultimate
    เตรียมเปิดตัวปีหน้า

    ข่าวนี้ยังถูกวางคู่กับผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัท เช่น Yangtze AI SoC ที่เน้นงาน AI PC ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทกำลังพยายามสร้าง ecosystem ครบชุด ตั้งแต่ GPU เกม ไปจนถึงชิป AI สำหรับโน้ตบุ๊กและมินิพีซี

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Moore Threads เปิดตัว GPU สองตระกูลใหม่
    Lushan → เน้นเกมมิ่ง
    Huashan → เน้น AI

    ตัวเลขประสิทธิภาพที่ประกาศ
    เกมมิ่งแรงขึ้น 15×
    Ray Tracing แรงขึ้น 50×
    รองรับ DX12 Ultimate

    กำหนดการเปิดตัว
    วางจำหน่าย ปีหน้า (ตามข้อมูลในแท็บ)

    ข้อควรระวังในการตีความตัวเลข
    แม้ตัวเลขจะดู “ก้าวกระโดด” มาก แต่เป็นตัวเลขจากผู้ผลิตเอง และยังไม่มี benchmark อิสระมายืนยัน (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ GPU จีนรุ่นก่อนๆ เช่นกัน)

    https://wccftech.com/moore-threads-lushan-gaming-huashan-ai-gpus-15x-gaming-uplift-50x-rt-boost-dx12-ultimate-support/
    🟦⚡ Moore Threads เปิดตัว Lushan (Gaming) และ Huashan (AI) GPUs — อ้างแรงขึ้น 15× ในเกม และ 50× ใน Ray Tracing Moore Threads ผู้ผลิต GPU จากจีนเปิดตัวสถาปัตยกรรมใหม่สองตระกูลคือ Lushan สำหรับเกมมิ่ง และ Huashan สำหรับงาน AI โดยบริษัทเคลมว่าประสิทธิภาพกระโดดขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทั้งในด้านเกมและงานเรนเดอร์แบบ Ray Tracing ต แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคจะมีเพียงหัวข่าว แต่ตัวเลขที่ประกาศนั้นโดดเด่นมาก: ✅ ประสิทธิภาพเกมเพิ่มขึ้นสูงสุด 15× ✅ Ray Tracing เร็วขึ้นสูงสุด 50× ✅ รองรับ DirectX 12 Ultimate ✅ เตรียมเปิดตัวปีหน้า ข่าวนี้ยังถูกวางคู่กับผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัท เช่น Yangtze AI SoC ที่เน้นงาน AI PC ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทกำลังพยายามสร้าง ecosystem ครบชุด ตั้งแต่ GPU เกม ไปจนถึงชิป AI สำหรับโน้ตบุ๊กและมินิพีซี 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Moore Threads เปิดตัว GPU สองตระกูลใหม่ Lushan → เน้นเกมมิ่ง Huashan → เน้น AI ✅ ตัวเลขประสิทธิภาพที่ประกาศ เกมมิ่งแรงขึ้น 15× Ray Tracing แรงขึ้น 50× รองรับ DX12 Ultimate ✅ กำหนดการเปิดตัว วางจำหน่าย ปีหน้า (ตามข้อมูลในแท็บ) ⚠️ ข้อควรระวังในการตีความตัวเลข แม้ตัวเลขจะดู “ก้าวกระโดด” มาก แต่เป็นตัวเลขจากผู้ผลิตเอง และยังไม่มี benchmark อิสระมายืนยัน (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ GPU จีนรุ่นก่อนๆ เช่นกัน) https://wccftech.com/moore-threads-lushan-gaming-huashan-ai-gpus-15x-gaming-uplift-50x-rt-boost-dx12-ultimate-support/
    WCCFTECH.COM
    Moore Threads Unveils The Lushan Gaming & Huashan AI GPUs: 15x Gaming Performance Uplift, 50x RT Boost, DX12 Ultimate Support, Launching Next Year
    Chinese chipmaker, Moore Threads, has unveiled its two brand new GPUs, Lushan for gaming & Huashan for AI, promising big performance boosts.
    0 Comments 0 Shares 182 Views 0 Reviews
  • NVIDIA 590: ก้าวใหม่ของไดรเวอร์ Linux

    NVIDIA ประกาศออกไดรเวอร์ 590 สำหรับ Linux เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้ Wayland พบเจอมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในบั๊กสำคัญที่ถูกแก้ไขคือ PowerMizer preferred mode ที่ไม่สามารถเลือกได้ในแผงควบคุม nvidia-settings บน Wayland ซึ่งก่อนหน้านี้สร้างความไม่สะดวกให้ผู้ใช้ที่ต้องการปรับแต่งการใช้พลังงานและประสิทธิภาพของ GPU

    การปรับปรุงที่สำคัญ
    Wayland Improvements: เพิ่มความเสถียรและการทำงานร่วมกับ compositor บน Wayland ให้ดีขึ้น
    Bug Fixes: แก้ไขบั๊กที่เกี่ยวข้องกับการตั้งค่า PowerMizer และการทำงานของ control panel
    Compatibility Updates: ปรับปรุงการทำงานร่วมกับ Linux kernel รุ่นใหม่ ๆ เพื่อรองรับการใช้งานในระบบที่อัปเดตล่าสุด

    ความสำคัญต่อผู้ใช้ Linux
    การปรับปรุงนี้สะท้อนถึงความจริงที่ว่า NVIDIA กำลังให้ความสำคัญกับ Wayland มากขึ้น ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่หลายดิสทริบิวชันกำลังผลักดันให้มาแทน X11 การแก้ไขบั๊กและเพิ่มความเสถียรในเวอร์ชัน 590 ถือเป็นสัญญาณบวกต่อผู้ใช้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงและความเข้ากันได้ในระบบ Linux สมัยใหม่

    มุมมองเชิงกลยุทธ์
    การอัปเดตนี้ไม่ใช่เพียงการแก้บั๊ก แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ว่า NVIDIA กำลังเดินหน้า สนับสนุน Wayland อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากชุมชนโอเพ่นซอร์สที่เคยวิจารณ์ว่า NVIDIA ไม่ให้ความสำคัญกับ Linux ecosystem เท่าที่ควร

    สรุปสาระสำคัญและคำเตือน
    NVIDIA 590 Linux Driver ออกแล้ว
    เน้นการปรับปรุง Wayland และแก้ไขบั๊ก PowerMizer

    ปรับปรุงการทำงานร่วมกับ Kernel รุ่นใหม่
    เพิ่มความเข้ากันได้และเสถียรภาพของระบบ

    สัญญาณเชิงกลยุทธ์
    NVIDIA แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุน Wayland อย่างจริงจัง

    คำเตือนต่อผู้ใช้ทั่วไป
    หากยังใช้ X11 อาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการปรับปรุงในเวอร์ชันนี้

    ความเสี่ยงจากการอัปเดตทันที
    ผู้ใช้บางดิสทริบิวชันอาจเจอ incompatibility ชั่วคราว ควรรอแพ็กเกจที่เสถียรจาก repo ของดิสทริบิวชัน

    https://9to5linux.com/nvidia-590-linux-graphics-driver-released-with-more-wayland-improvements
    🖥️ NVIDIA 590: ก้าวใหม่ของไดรเวอร์ Linux NVIDIA ประกาศออกไดรเวอร์ 590 สำหรับ Linux เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้ Wayland พบเจอมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในบั๊กสำคัญที่ถูกแก้ไขคือ PowerMizer preferred mode ที่ไม่สามารถเลือกได้ในแผงควบคุม nvidia-settings บน Wayland ซึ่งก่อนหน้านี้สร้างความไม่สะดวกให้ผู้ใช้ที่ต้องการปรับแต่งการใช้พลังงานและประสิทธิภาพของ GPU 🔧 การปรับปรุงที่สำคัญ 🎗️ Wayland Improvements: เพิ่มความเสถียรและการทำงานร่วมกับ compositor บน Wayland ให้ดีขึ้น 🎗️ Bug Fixes: แก้ไขบั๊กที่เกี่ยวข้องกับการตั้งค่า PowerMizer และการทำงานของ control panel 🎗️ Compatibility Updates: ปรับปรุงการทำงานร่วมกับ Linux kernel รุ่นใหม่ ๆ เพื่อรองรับการใช้งานในระบบที่อัปเดตล่าสุด 🌐 ความสำคัญต่อผู้ใช้ Linux การปรับปรุงนี้สะท้อนถึงความจริงที่ว่า NVIDIA กำลังให้ความสำคัญกับ Wayland มากขึ้น ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่หลายดิสทริบิวชันกำลังผลักดันให้มาแทน X11 การแก้ไขบั๊กและเพิ่มความเสถียรในเวอร์ชัน 590 ถือเป็นสัญญาณบวกต่อผู้ใช้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงและความเข้ากันได้ในระบบ Linux สมัยใหม่ 📈 มุมมองเชิงกลยุทธ์ การอัปเดตนี้ไม่ใช่เพียงการแก้บั๊ก แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ว่า NVIDIA กำลังเดินหน้า สนับสนุน Wayland อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากชุมชนโอเพ่นซอร์สที่เคยวิจารณ์ว่า NVIDIA ไม่ให้ความสำคัญกับ Linux ecosystem เท่าที่ควร 📌 สรุปสาระสำคัญและคำเตือน ✅ NVIDIA 590 Linux Driver ออกแล้ว ➡️ เน้นการปรับปรุง Wayland และแก้ไขบั๊ก PowerMizer ✅ ปรับปรุงการทำงานร่วมกับ Kernel รุ่นใหม่ ➡️ เพิ่มความเข้ากันได้และเสถียรภาพของระบบ ✅ สัญญาณเชิงกลยุทธ์ ➡️ NVIDIA แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุน Wayland อย่างจริงจัง ‼️ คำเตือนต่อผู้ใช้ทั่วไป ⛔ หากยังใช้ X11 อาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการปรับปรุงในเวอร์ชันนี้ ‼️ ความเสี่ยงจากการอัปเดตทันที ⛔ ผู้ใช้บางดิสทริบิวชันอาจเจอ incompatibility ชั่วคราว ควรรอแพ็กเกจที่เสถียรจาก repo ของดิสทริบิวชัน https://9to5linux.com/nvidia-590-linux-graphics-driver-released-with-more-wayland-improvements
    9TO5LINUX.COM
    NVIDIA 590 Linux Graphics Driver Released with More Wayland Improvements - 9to5Linux
    NVIDIA 590.48.01 graphics driver is now available for download for Linux, FreeBSD, and Solaris systems with various bug fixes.
    0 Comments 0 Shares 299 Views 0 Reviews
  • https://youtu.be/wCp00yzxIDQ?si=sSEkaFX1pM07iYou
    https://youtu.be/wCp00yzxIDQ?si=sSEkaFX1pM07iYou
    0 Comments 0 Shares 46 Views 0 Reviews
  • https://youtu.be/L59fYGcciME?si=3X1CxekRsjXCrhxU
    https://youtu.be/L59fYGcciME?si=3X1CxekRsjXCrhxU
    0 Comments 0 Shares 30 Views 0 Reviews
  • แนวคิด “No Graphics API” – ลดความซับซ้อนของกราฟิก API

    Sebastian Aaltonen นักพัฒนาเกมที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี อธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านจาก DirectX 11 และ OpenGL ไปสู่ API รุ่นใหม่อย่าง DirectX 12, Vulkan และ Metal เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ AAA games ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาด หลายเกมเมื่อพอร์ตไปยัง API ใหม่กลับมีประสิทธิภาพลดลง เพราะโครงสร้างของ engine เดิมไม่สอดคล้องกับ persistent objects ที่ API ใหม่บังคับใช้.

    เขาชี้ว่า GPU ปัจจุบันมีวิวัฒนาการไปไกล เช่น coherent last-level caches, bindless texture samplers และการรองรับ 64-bit GPU pointers ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ retained mode objects ที่ซับซ้อนอีกต่อไป ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ PSO permutation explosion ที่ทำให้ cache ของผู้ใช้กินพื้นที่มากกว่า 100GB และต้องพึ่งพา cloud servers ของ vendor เพื่อเก็บ pipeline state objects.

    Aaltonen เสนอว่าหากออกแบบ API ใหม่โดยยึดตามสถาปัตยกรรม GPU ปัจจุบัน เราสามารถลดความซับซ้อนลงอย่างมาก เช่น ใช้ pointer-based memory management แบบ CUDA และ Metal, รองรับ wide loads และ coherent memory โดยตรง รวมถึงการจัดการ descriptor heap ที่โปร่งใสและง่ายต่อการเขียน shader.

    แนวคิด “No Graphics API” จึงไม่ใช่การลบ API ออกไปทั้งหมด แต่เป็นการลด abstraction ที่ไม่จำเป็น และให้ GPU ทำงานตรงกับหน่วยความจำและ pointer โดยตรง เพื่อแก้ปัญหาประสิทธิภาพและความซับซ้อนที่สะสมมานานกว่า 20 ปีในวงการกราฟิก API.

    สรุปเป็นหัวข้อ
    ปัญหาของ API รุ่นใหม่ (DX12/Vulkan/Metal)
    ซับซ้อนเกินไปสำหรับ engine เดิม
    เกิด PSO permutation explosion และ cache ขนาดมหาศาล

    วิวัฒนาการของ GPU ปัจจุบัน
    มี coherent caches และ bindless samplers
    รองรับ 64-bit GPU pointers และ direct memory access

    แนวคิด “No Graphics API”
    ลด abstraction ที่ไม่จำเป็น
    ใช้ pointer-based memory และ descriptor heap ที่โปร่งใส

    คำเตือนต่ออุตสาหกรรม
    หากยังยึดติดกับ API รุ่นเก่า จะสร้างภาระ cache และ pipeline state ที่ไม่จำเป็น
    ความซับซ้อนที่สะสมอาจทำให้การพัฒนาเกมและกราฟิกช้าลงและสิ้นเปลืองทรัพยากร

    https://www.sebastianaaltonen.com/blog/no-graphics-api
    🖥️ แนวคิด “No Graphics API” – ลดความซับซ้อนของกราฟิก API Sebastian Aaltonen นักพัฒนาเกมที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี อธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านจาก DirectX 11 และ OpenGL ไปสู่ API รุ่นใหม่อย่าง DirectX 12, Vulkan และ Metal เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ AAA games ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาด หลายเกมเมื่อพอร์ตไปยัง API ใหม่กลับมีประสิทธิภาพลดลง เพราะโครงสร้างของ engine เดิมไม่สอดคล้องกับ persistent objects ที่ API ใหม่บังคับใช้. เขาชี้ว่า GPU ปัจจุบันมีวิวัฒนาการไปไกล เช่น coherent last-level caches, bindless texture samplers และการรองรับ 64-bit GPU pointers ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ retained mode objects ที่ซับซ้อนอีกต่อไป ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ PSO permutation explosion ที่ทำให้ cache ของผู้ใช้กินพื้นที่มากกว่า 100GB และต้องพึ่งพา cloud servers ของ vendor เพื่อเก็บ pipeline state objects. Aaltonen เสนอว่าหากออกแบบ API ใหม่โดยยึดตามสถาปัตยกรรม GPU ปัจจุบัน เราสามารถลดความซับซ้อนลงอย่างมาก เช่น ใช้ pointer-based memory management แบบ CUDA และ Metal, รองรับ wide loads และ coherent memory โดยตรง รวมถึงการจัดการ descriptor heap ที่โปร่งใสและง่ายต่อการเขียน shader. แนวคิด “No Graphics API” จึงไม่ใช่การลบ API ออกไปทั้งหมด แต่เป็นการลด abstraction ที่ไม่จำเป็น และให้ GPU ทำงานตรงกับหน่วยความจำและ pointer โดยตรง เพื่อแก้ปัญหาประสิทธิภาพและความซับซ้อนที่สะสมมานานกว่า 20 ปีในวงการกราฟิก API. 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ ปัญหาของ API รุ่นใหม่ (DX12/Vulkan/Metal) ➡️ ซับซ้อนเกินไปสำหรับ engine เดิม ➡️ เกิด PSO permutation explosion และ cache ขนาดมหาศาล ✅ วิวัฒนาการของ GPU ปัจจุบัน ➡️ มี coherent caches และ bindless samplers ➡️ รองรับ 64-bit GPU pointers และ direct memory access ✅ แนวคิด “No Graphics API” ➡️ ลด abstraction ที่ไม่จำเป็น ➡️ ใช้ pointer-based memory และ descriptor heap ที่โปร่งใส ‼️ คำเตือนต่ออุตสาหกรรม ⛔ หากยังยึดติดกับ API รุ่นเก่า จะสร้างภาระ cache และ pipeline state ที่ไม่จำเป็น ⛔ ความซับซ้อนที่สะสมอาจทำให้การพัฒนาเกมและกราฟิกช้าลงและสิ้นเปลืองทรัพยากร https://www.sebastianaaltonen.com/blog/no-graphics-api
    WWW.SEBASTIANAALTONEN.COM
    No Graphics API — Sebastian Aaltonen
    Graphics APIs and shader languages have significantly increased in complexity over the past decade. It’s time to start discussing how to strip down the abstractions to simplify development, improve performance, and prepare for future GPU workloads.
    0 Comments 0 Shares 266 Views 0 Reviews
  • https://www.youtube.com/live/2PbvJpX1Ayo?si=9GxsO0PkZWR_N53k
    https://www.youtube.com/live/2PbvJpX1Ayo?si=9GxsO0PkZWR_N53k
    - YouTube
    เพลิดเพลินไปกับวิดีโอและเพลงที่คุณชอบ อัปโหลดเนื้อหาต้นฉบับ และแชร์เนื้อหาทั้งหมดกับเพื่อน ครอบครัว และผู้คนทั่วโลกบน YouTube
    0 Comments 0 Shares 65 Views 0 Reviews
  • พืชโบราณกับการสื่อสารผ่านความร้อน

    งานวิจัยใหม่เผยว่า พืชโบราณอย่างไซแคด (Cycads) ใช้ความร้อนจากโคนเพื่อดึงดูดแมลงผสมเกสร ซึ่งเป็นกลไกการสื่อสารที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่งในโลกพืช และยังเชื่อมโยงกับการอยู่รอดของสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ในปัจจุบัน

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไซแคด (เช่น Zamia furfuracea) สามารถสร้างความร้อนสูงกว่าสภาพแวดล้อมได้ถึง 25–35°C เพื่อดึงดูดแมลง โดยเฉพาะด้วง Rhopalotria furfuracea ที่เป็นผู้ช่วยผสมเกสรหลัก กลไกนี้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาในแต่ละวัน: โคนเพศผู้จะร้อนขึ้นก่อนเพื่อเรียกแมลง จากนั้นโคนเพศเมียจะร้อนตามเพื่อรับละอองเกสร ถือเป็นการสื่อสารที่ไม่ใช่สีหรือกลิ่น แต่เป็น “สัญญาณอินฟราเรด” ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกพืช

    กลไกชีววิทยาที่ซับซ้อน
    การสร้างความร้อนเกิดจากยีน AOX1 ที่ทำงานเกินปกติในไซแคด ทำให้เซลล์เปลี่ยนพลังงานเป็นความร้อนแทนการสร้าง ATP ขณะเดียวกัน แมลงมีเซ็นเซอร์พิเศษที่หนวด เรียกว่า coeloconic sensilla ซึ่งเชื่อมกับช่องไอออน TRPA1 ที่ตอบสนองต่อรังสีอินฟราเรด ทำให้แมลงสามารถตรวจจับความร้อนและเคลื่อนย้ายละอองเกสรได้อย่างแม่นยำ

    ความเชื่อมโยงกับวิวัฒนาการ
    ไซแคดถูกเรียกว่า “ฟอสซิลมีชีวิต” เพราะแทบไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคจูราสสิกกว่า 200 ล้านปีที่ผ่านมา กลไกการใช้ความร้อนอาจเป็นวิธีดึงดูดแมลงที่มีสายตาไม่ดีในยุคดึกดำบรรพ์ ก่อนที่พืชดอกจะวิวัฒนาการสีสันสดใสเพื่อดึงดูดผึ้งและผีเสื้อในภายหลัง การค้นพบนี้จึงช่วยเปิดมิติใหม่ในการเข้าใจการร่วมวิวัฒนาการระหว่างพืชและแมลง

    สถานะใกล้สูญพันธุ์
    ปัจจุบันไซแคดเหลือเพียงราว 300 สายพันธุ์ทั่วโลก และส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ตามบัญชี IUCN เนื่องจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการแข่งขันกับพืชดอกที่มีสัญญาณหลากหลายกว่า นักอนุรักษ์จึงเร่งสร้างโครงการเพาะเลี้ยงและฟื้นฟูเพื่อรักษาสายพันธุ์โบราณนี้ไว้

    สรุปสาระสำคัญ

    การสื่อสารผ่านความร้อนของไซแคด
    โคนเพศผู้และเพศเมียร้อนขึ้นตามจังหวะเวลาเพื่อดึงดูดแมลง

    กลไกชีววิทยา
    ยีน AOX1 สร้างความร้อน, แมลงใช้ TRPA1 ตรวจจับอินฟราเรด

    ความสำคัญทางวิวัฒนาการ
    เป็นหนึ่งในวิธีดึงดูดแมลงที่เก่าแก่ที่สุด ก่อนพืชดอกจะใช้สีและกลิ่น

    สถานะใกล้สูญพันธุ์
    เหลือเพียง ~300 สายพันธุ์ และต้องการการอนุรักษ์เร่งด่วน

    ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
    การสูญเสียถิ่นที่อยู่และการแข่งขันกับพืชดอกทำให้ไซแคดอ่อนแอ

    ความเปราะบางของระบบนิเวศ
    หากแมลงผสมเกสรเฉพาะสูญหาย อาจทำให้ไซแคดไม่สามารถสืบพันธุ์ได้

    https://www.sciencealert.com/an-ancient-form-of-plant-communication-still-lures-pollinators-using-heat
    🌱 พืชโบราณกับการสื่อสารผ่านความร้อน งานวิจัยใหม่เผยว่า พืชโบราณอย่างไซแคด (Cycads) ใช้ความร้อนจากโคนเพื่อดึงดูดแมลงผสมเกสร ซึ่งเป็นกลไกการสื่อสารที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่งในโลกพืช และยังเชื่อมโยงกับการอยู่รอดของสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไซแคด (เช่น Zamia furfuracea) สามารถสร้างความร้อนสูงกว่าสภาพแวดล้อมได้ถึง 25–35°C เพื่อดึงดูดแมลง โดยเฉพาะด้วง Rhopalotria furfuracea ที่เป็นผู้ช่วยผสมเกสรหลัก กลไกนี้เกิดขึ้นตามจังหวะเวลาในแต่ละวัน: โคนเพศผู้จะร้อนขึ้นก่อนเพื่อเรียกแมลง จากนั้นโคนเพศเมียจะร้อนตามเพื่อรับละอองเกสร ถือเป็นการสื่อสารที่ไม่ใช่สีหรือกลิ่น แต่เป็น “สัญญาณอินฟราเรด” ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกพืช 🔬 กลไกชีววิทยาที่ซับซ้อน การสร้างความร้อนเกิดจากยีน AOX1 ที่ทำงานเกินปกติในไซแคด ทำให้เซลล์เปลี่ยนพลังงานเป็นความร้อนแทนการสร้าง ATP ขณะเดียวกัน แมลงมีเซ็นเซอร์พิเศษที่หนวด เรียกว่า coeloconic sensilla ซึ่งเชื่อมกับช่องไอออน TRPA1 ที่ตอบสนองต่อรังสีอินฟราเรด ทำให้แมลงสามารถตรวจจับความร้อนและเคลื่อนย้ายละอองเกสรได้อย่างแม่นยำ 🦖 ความเชื่อมโยงกับวิวัฒนาการ ไซแคดถูกเรียกว่า “ฟอสซิลมีชีวิต” เพราะแทบไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคจูราสสิกกว่า 200 ล้านปีที่ผ่านมา กลไกการใช้ความร้อนอาจเป็นวิธีดึงดูดแมลงที่มีสายตาไม่ดีในยุคดึกดำบรรพ์ ก่อนที่พืชดอกจะวิวัฒนาการสีสันสดใสเพื่อดึงดูดผึ้งและผีเสื้อในภายหลัง การค้นพบนี้จึงช่วยเปิดมิติใหม่ในการเข้าใจการร่วมวิวัฒนาการระหว่างพืชและแมลง ⚠️ สถานะใกล้สูญพันธุ์ ปัจจุบันไซแคดเหลือเพียงราว 300 สายพันธุ์ทั่วโลก และส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ตามบัญชี IUCN เนื่องจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่และการแข่งขันกับพืชดอกที่มีสัญญาณหลากหลายกว่า นักอนุรักษ์จึงเร่งสร้างโครงการเพาะเลี้ยงและฟื้นฟูเพื่อรักษาสายพันธุ์โบราณนี้ไว้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การสื่อสารผ่านความร้อนของไซแคด ➡️ โคนเพศผู้และเพศเมียร้อนขึ้นตามจังหวะเวลาเพื่อดึงดูดแมลง ✅ กลไกชีววิทยา ➡️ ยีน AOX1 สร้างความร้อน, แมลงใช้ TRPA1 ตรวจจับอินฟราเรด ✅ ความสำคัญทางวิวัฒนาการ ➡️ เป็นหนึ่งในวิธีดึงดูดแมลงที่เก่าแก่ที่สุด ก่อนพืชดอกจะใช้สีและกลิ่น ✅ สถานะใกล้สูญพันธุ์ ➡️ เหลือเพียง ~300 สายพันธุ์ และต้องการการอนุรักษ์เร่งด่วน ‼️ ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ⛔ การสูญเสียถิ่นที่อยู่และการแข่งขันกับพืชดอกทำให้ไซแคดอ่อนแอ ‼️ ความเปราะบางของระบบนิเวศ ⛔ หากแมลงผสมเกสรเฉพาะสูญหาย อาจทำให้ไซแคดไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ https://www.sciencealert.com/an-ancient-form-of-plant-communication-still-lures-pollinators-using-heat
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    An Ancient Form of Plant Communication Still Lures Pollinators Using Heat
    Blazing colors and enticing scents may be showy, but they're just one part of the toolkit plants use to lure in pollinators.
    0 Comments 0 Shares 284 Views 0 Reviews
  • Asus ลดสเปกเพื่อความกะทัดรัด

    Asus เปิดตัว Dual GeForce RTX 5060 Ti Evo 16GB GDDR7 ที่เปลี่ยนจาก PCIe x16 มาเป็น PCIe x8 จุดประสงค์หลักคือการลดต้นทุนและทำให้การ์ดมีขนาดเล็กลง เหมาะกับ Small Form Factor (SFF) โดยการ์ดถูกย่อจาก 2.5 slot เหลือ 2.1 slot และสั้นลงประมาณ 2% อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์บางอย่างถูกตัดออก เช่น dual-BIOS switch และ GPU Guard ที่ช่วยป้องกันการแตกร้าวของชิป.

    Gigabyte เพิ่มสเปกเพื่อความแตกต่าง
    ในทางตรงกันข้าม Gigabyte เปิดตัว GeForce RTX 5060 Ti WindForce Max 16G ที่เปลี่ยนจาก PCIe x8 มาเป็น PCIe x16 แม้การทำงานจริงยังคงอยู่ที่ x8 แต่การเปลี่ยนนี้ทำให้การ์ดดู “เต็มสเปก” มากขึ้น การออกแบบโดยรวมแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน ยกเว้นตำแหน่งของ 8-pin power connector ที่ถูกย้ายไปด้านขวา.

    ประสิทธิภาพไม่เปลี่ยน
    แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงคอนเน็กเตอร์ แต่ RTX 5060 Ti ทั้งสองรุ่นยังคงทำงานที่ระดับ x8 ตามการออกแบบของ Nvidia ดังนั้นประสิทธิภาพจริงไม่ต่างกัน การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องของ ต้นทุนและการตลาด มากกว่าการเพิ่มพลังการประมวลผล.

    ผลกระทบต่อตลาด
    การเคลื่อนไหวของ Asus และ Gigabyte สะท้อนถึงการแข่งขันในตลาดการ์ดจอระดับกลาง ที่เน้นการปรับแต่งเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ต่างกัน Asus มุ่งไปที่ตลาด SFF PC ที่ต้องการการ์ดเล็กและราคาถูก ขณะที่ Gigabyte เลือกทำให้การ์ดดู “เต็มสเปก” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดทางเทคนิค.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Asus Dual RTX 5060 Ti Evo
    เปลี่ยนจาก PCIe x16 → x8
    การ์ดเล็กลง เหมาะกับ SFF
    ตัดฟีเจอร์ dual-BIOS และ GPU Guard

    Gigabyte WindForce Max 16G
    เปลี่ยนจาก PCIe x8 → x16
    ดีไซน์แทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน
    ย้ายตำแหน่ง 8-pin power connector

    ประสิทธิภาพจริง
    ทั้งสองรุ่นยังคงทำงานที่ x8
    ไม่มีผลต่อเฟรมเรตหรือการประมวลผล

    ผลต่อผู้ใช้
    Asus เน้นตลาด SFF และต้นทุนต่ำ
    Gigabyte เน้นภาพลักษณ์ “เต็มสเปก”

    ข้อควรระวัง
    ผู้ใช้บางคนอาจเข้าใจผิดว่าการเปลี่ยนเป็น x16 ของ Gigabyte เพิ่มประสิทธิภาพ
    Asus ตัดฟีเจอร์บางอย่างออก ทำให้การ์ดเสียความสามารถบางส่วน
    ทั้งสองรุ่นยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางจำหน่ายแน่ชัด

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-swaps-out-the-pcie-x16-connector-for-x8-on-new-rtx-5060-ti-gpus-gigabyte-does-the-opposite-with-x16-upgrade-to-its-windforce-max-card
    🖥️ Asus ลดสเปกเพื่อความกะทัดรัด Asus เปิดตัว Dual GeForce RTX 5060 Ti Evo 16GB GDDR7 ที่เปลี่ยนจาก PCIe x16 มาเป็น PCIe x8 จุดประสงค์หลักคือการลดต้นทุนและทำให้การ์ดมีขนาดเล็กลง เหมาะกับ Small Form Factor (SFF) โดยการ์ดถูกย่อจาก 2.5 slot เหลือ 2.1 slot และสั้นลงประมาณ 2% อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์บางอย่างถูกตัดออก เช่น dual-BIOS switch และ GPU Guard ที่ช่วยป้องกันการแตกร้าวของชิป. ⚡ Gigabyte เพิ่มสเปกเพื่อความแตกต่าง ในทางตรงกันข้าม Gigabyte เปิดตัว GeForce RTX 5060 Ti WindForce Max 16G ที่เปลี่ยนจาก PCIe x8 มาเป็น PCIe x16 แม้การทำงานจริงยังคงอยู่ที่ x8 แต่การเปลี่ยนนี้ทำให้การ์ดดู “เต็มสเปก” มากขึ้น การออกแบบโดยรวมแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน ยกเว้นตำแหน่งของ 8-pin power connector ที่ถูกย้ายไปด้านขวา. 🔧 ประสิทธิภาพไม่เปลี่ยน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงคอนเน็กเตอร์ แต่ RTX 5060 Ti ทั้งสองรุ่นยังคงทำงานที่ระดับ x8 ตามการออกแบบของ Nvidia ดังนั้นประสิทธิภาพจริงไม่ต่างกัน การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องของ ต้นทุนและการตลาด มากกว่าการเพิ่มพลังการประมวลผล. 🌐 ผลกระทบต่อตลาด การเคลื่อนไหวของ Asus และ Gigabyte สะท้อนถึงการแข่งขันในตลาดการ์ดจอระดับกลาง ที่เน้นการปรับแต่งเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ต่างกัน Asus มุ่งไปที่ตลาด SFF PC ที่ต้องการการ์ดเล็กและราคาถูก ขณะที่ Gigabyte เลือกทำให้การ์ดดู “เต็มสเปก” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดทางเทคนิค. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Asus Dual RTX 5060 Ti Evo ➡️ เปลี่ยนจาก PCIe x16 → x8 ➡️ การ์ดเล็กลง เหมาะกับ SFF ➡️ ตัดฟีเจอร์ dual-BIOS และ GPU Guard ✅ Gigabyte WindForce Max 16G ➡️ เปลี่ยนจาก PCIe x8 → x16 ➡️ ดีไซน์แทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน ➡️ ย้ายตำแหน่ง 8-pin power connector ✅ ประสิทธิภาพจริง ➡️ ทั้งสองรุ่นยังคงทำงานที่ x8 ➡️ ไม่มีผลต่อเฟรมเรตหรือการประมวลผล ✅ ผลต่อผู้ใช้ ➡️ Asus เน้นตลาด SFF และต้นทุนต่ำ ➡️ Gigabyte เน้นภาพลักษณ์ “เต็มสเปก” ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ ผู้ใช้บางคนอาจเข้าใจผิดว่าการเปลี่ยนเป็น x16 ของ Gigabyte เพิ่มประสิทธิภาพ ⛔ Asus ตัดฟีเจอร์บางอย่างออก ทำให้การ์ดเสียความสามารถบางส่วน ⛔ ทั้งสองรุ่นยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางจำหน่ายแน่ชัด https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/asus-swaps-out-the-pcie-x16-connector-for-x8-on-new-rtx-5060-ti-gpus-gigabyte-does-the-opposite-with-x16-upgrade-to-its-windforce-max-card
    0 Comments 0 Shares 245 Views 0 Reviews
  • ใช้แท็บเล็ต E-Ink เป็นจอเสริมบน Linux

    ผู้เขียนเล่าว่าหลังจากทำงานอ่านเอกสารด้านกฎหมายกว่า 14 ชั่วโมงติดต่อกัน จึงอยากหาวิธีลดอาการล้าตา และได้ลองใช้แท็บเล็ต E-Ink เก่าเป็นจอเสริมสำหรับอ่านและเขียนโค้ด ผลลัพธ์คือสามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะงานที่เน้นตัวอักษร ทำให้การทำงานสบายตามากขึ้น แม้จะไม่เหมาะกับงานที่ต้องการสีหรือการตอบสนองเร็ว

    วิธีการทดลอง: Deskreen vs VNC
    การทดลองแรกคือใช้ Deskreen ซึ่งง่ายต่อการตั้งค่า แต่คุณภาพการแสดงผลไม่คมชัดและมี input lag สูง จึงไม่เหมาะกับแท็บเล็ต E-Ink ที่รีเฟรชช้าอยู่แล้ว สุดท้ายผู้เขียนเลือกใช้ TigerVNC ร่วมกับแอป AVNC บน Android ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีกว่า ทั้งความคมชัดและ latency ที่ต่ำกว่า

    ขั้นตอนการตั้งค่า VNC
    ผู้เขียนอธิบายการติดตั้ง TigerVNC บน Arch Linux ตั้งค่า geometry ให้ตรงกับความละเอียดของแท็บเล็ต (เช่น 1400x1050) และใช้ x0vncserver เพื่อแชร์หน้าจอไปยังแท็บเล็ต Android ผ่านเครือข่ายภายในบ้าน การปรับค่าเหล่านี้ทำให้แท็บเล็ตสามารถแสดงผลได้เต็มจอโดยไม่มีขอบดำ และยังสามารถเขียนสคริปต์เพื่อเปิดใช้งานโหมด E-Ink ได้อย่างรวดเร็ว

    ประโยชน์และข้อจำกัด
    การใช้แท็บเล็ต E-Ink เป็นจอเสริมช่วยให้ อ่านและเขียนโค้ดได้โดยไม่ล้าตา และเหมาะกับงานที่ต้องการสมาธิสูง แต่ข้อจำกัดคือ รีเฟรชเรตต่ำและการตอบสนองช้า ทำให้ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการการเคลื่อนไหวหรือสีสัน เช่น การดูวิดีโอหรือทำงานกราฟิก อย่างไรก็ตาม สำหรับงานด้านข้อความถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและคุ้มค่า

    สรุปเป็นหัวข้อ
    แนวคิดการใช้แท็บเล็ต E-Ink
    ลดอาการล้าตาในการอ่านและเขียนโค้ด
    เหมาะกับงานที่เน้นข้อความมากกว่างานกราฟิก

    วิธีการทดลอง
    Deskreen: ใช้ง่ายแต่คุณภาพไม่คมและ lag สูง
    TigerVNC: ให้ผลลัพธ์ดีกว่า ทั้งความคมและ latency ต่ำ

    ขั้นตอนการตั้งค่า
    ใช้ TigerVNC และ AVNC บน Android
    กำหนด geometry ให้ตรงกับความละเอียดแท็บเล็ต
    เขียนสคริปต์เพื่อเปิดโหมด E-Ink ได้รวดเร็ว

    ข้อจำกัดและคำเตือน
    รีเฟรชเรตต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการการเคลื่อนไหว
    ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการสีสัน เช่น วิดีโอหรือกราฟิก
    ต้องเปิดพอร์ตและตั้งค่าเครือข่ายให้ปลอดภัย หากใช้นอกบ้าน

    https://alavi.me/blog/e-ink-tablet-as-monitor-linux/
    📺 ใช้แท็บเล็ต E-Ink เป็นจอเสริมบน Linux ผู้เขียนเล่าว่าหลังจากทำงานอ่านเอกสารด้านกฎหมายกว่า 14 ชั่วโมงติดต่อกัน จึงอยากหาวิธีลดอาการล้าตา และได้ลองใช้แท็บเล็ต E-Ink เก่าเป็นจอเสริมสำหรับอ่านและเขียนโค้ด ผลลัพธ์คือสามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะงานที่เน้นตัวอักษร ทำให้การทำงานสบายตามากขึ้น แม้จะไม่เหมาะกับงานที่ต้องการสีหรือการตอบสนองเร็ว 🖥️ วิธีการทดลอง: Deskreen vs VNC การทดลองแรกคือใช้ Deskreen ซึ่งง่ายต่อการตั้งค่า แต่คุณภาพการแสดงผลไม่คมชัดและมี input lag สูง จึงไม่เหมาะกับแท็บเล็ต E-Ink ที่รีเฟรชช้าอยู่แล้ว สุดท้ายผู้เขียนเลือกใช้ TigerVNC ร่วมกับแอป AVNC บน Android ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีกว่า ทั้งความคมชัดและ latency ที่ต่ำกว่า ⚙️ ขั้นตอนการตั้งค่า VNC ผู้เขียนอธิบายการติดตั้ง TigerVNC บน Arch Linux ตั้งค่า geometry ให้ตรงกับความละเอียดของแท็บเล็ต (เช่น 1400x1050) และใช้ x0vncserver เพื่อแชร์หน้าจอไปยังแท็บเล็ต Android ผ่านเครือข่ายภายในบ้าน การปรับค่าเหล่านี้ทำให้แท็บเล็ตสามารถแสดงผลได้เต็มจอโดยไม่มีขอบดำ และยังสามารถเขียนสคริปต์เพื่อเปิดใช้งานโหมด E-Ink ได้อย่างรวดเร็ว 🌟 ประโยชน์และข้อจำกัด การใช้แท็บเล็ต E-Ink เป็นจอเสริมช่วยให้ อ่านและเขียนโค้ดได้โดยไม่ล้าตา และเหมาะกับงานที่ต้องการสมาธิสูง แต่ข้อจำกัดคือ รีเฟรชเรตต่ำและการตอบสนองช้า ทำให้ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการการเคลื่อนไหวหรือสีสัน เช่น การดูวิดีโอหรือทำงานกราฟิก อย่างไรก็ตาม สำหรับงานด้านข้อความถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและคุ้มค่า 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ แนวคิดการใช้แท็บเล็ต E-Ink ➡️ ลดอาการล้าตาในการอ่านและเขียนโค้ด ➡️ เหมาะกับงานที่เน้นข้อความมากกว่างานกราฟิก ✅ วิธีการทดลอง ➡️ Deskreen: ใช้ง่ายแต่คุณภาพไม่คมและ lag สูง ➡️ TigerVNC: ให้ผลลัพธ์ดีกว่า ทั้งความคมและ latency ต่ำ ✅ ขั้นตอนการตั้งค่า ➡️ ใช้ TigerVNC และ AVNC บน Android ➡️ กำหนด geometry ให้ตรงกับความละเอียดแท็บเล็ต ➡️ เขียนสคริปต์เพื่อเปิดโหมด E-Ink ได้รวดเร็ว ‼️ ข้อจำกัดและคำเตือน ⛔ รีเฟรชเรตต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการการเคลื่อนไหว ⛔ ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการสีสัน เช่น วิดีโอหรือกราฟิก ⛔ ต้องเปิดพอร์ตและตั้งค่าเครือข่ายให้ปลอดภัย หากใช้นอกบ้าน https://alavi.me/blog/e-ink-tablet-as-monitor-linux/
    ALAVI.ME
    Using E-Ink tablet as monitor for Linux - alavi.me
    We will explore how we can use an Android E-ink tablet (or any tablet) as a monitor for Linux computer
    0 Comments 0 Shares 187 Views 0 Reviews
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20251214 #TechRadar

    รีวิวคีย์บอร์ด HHKB Professional Classic Type-S
    เรื่องราวของคีย์บอร์ดรุ่นนี้เริ่มจากแนวคิดของศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างคีย์บอร์ดสำหรับมืออาชีพ โดยตัดปุ่มที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือเพียง 60 ปุ่มในดีไซน์กะทัดรัด ใช้สวิตช์ Topre ที่ขึ้นชื่อเรื่องสัมผัสนุ่มและเงียบ จุดเด่นคือความเล็กและพกพาง่าย แต่ข้อเสียคือไม่มีปุ่มลูกศร ไม่มีแป้นตัวเลข และต้องใช้ปุ่ม Fn เพื่อเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ทำให้ผู้ใช้ต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด ราคาก็สูงพอสมควรเกือบ 300 ดอลลาร์ จึงเป็นคีย์บอร์ดที่คนรักความมินิมอลอาจหลงใหล แต่สำหรับคนทั่วไปอาจรู้สึกว่ามันใช้งานยากและไม่คุ้มค่า
    https://www.techradar.com/computing/keyboards/hhkb-professional-classic-type-s-keyboard-review

    มินิพีซี FEVM FAEX1 ขนาด 1 ลิตร
    นี่คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่อัดพลังมหาศาลไว้ภายใน ใช้ชิป Ryzen AI Max+ 395 พร้อมการ์ดจอ Radeon 8060S เทียบเท่า RTX 4070 Laptop รองรับแรมสูงสุด 128GB และมีสล็อต SSD ถึงสามช่อง แม้ตัวเครื่องเล็กเพียง 220 x 133 x 35 มม. แต่ยังคงประสิทธิภาพระดับสูง มีพอร์ตเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง HDMI, DisplayPort, USB4, และ OCuLink ราคาขายในจีนเริ่มต้นราว 1,550 ดอลลาร์ ถือว่าเป็นหนึ่งในมินิพีซีที่ทรงพลังที่สุดในตลาด แต่ยังไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วโลก
    https://www.techradar.com/pro/this-is-perhaps-the-smallest-mini-pc-with-a-5060-class-gpu-you-can-buy-right-now-but-you-will-have-to-go-all-the-way-to-china-to-get-it

    ที่ชาร์จไร้สาย Qi2.0 จาก IKEA
    IKEA เปิดตัวที่ชาร์จไร้สายใหม่ 3 รุ่นในซีรีส์ VÄSTMÄRKE ทั้งหมดรองรับมาตรฐาน Qi2.0 กำลังชาร์จสูงสุด 15W รุ่นแรกเป็นที่ชาร์จทรงโดนัทสีแดง ราคาเพียง 9.99 ดอลลาร์ มีฟังก์ชันพิเศษเป็นที่จับโทรศัพท์คล้าย PopSocket รุ่นที่สองเป็นแท่นชาร์จทำจากไม้คอร์ก ราคา 24.99 ดอลลาร์ ใช้งานได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ส่วนรุ่นสุดท้ายเป็นที่ชาร์จพร้อมไฟส่องสว่างและถาดเล็ก ๆ สำหรับวางของเล็กน้อย เหมาะกับการใช้งานบนโต๊ะหรือหัวเตียง ทั้งสามรุ่นเน้นความเรียบง่ายและราคาย่อมเยาในสไตล์ IKEA
    https://www.techradar.com/phones/phone-accessories/ikea-launches-three-new-qi2-0-wireless-phone-chargers-including-one-with-a-hidden-double-function

    6 คำถามสำคัญในการวางแผน AI Enablement
    บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าในองค์กรยุคใหม่ พนักงานแทบทุกคนใช้เครื่องมือ AI ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ และหลายครั้งมีการนำข้อมูลภายในไปใส่ในระบบโดยไม่รู้ความเสี่ยง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Shadow AI” ผู้เขียนเสนอว่าองค์กรต้องมีแผน AI Enablement ที่ชัดเจน โดยตั้งคำถามสำคัญ เช่น จะใช้ AI ในงานใดบ้าง จะเลือกเครื่องมือที่ปลอดภัยอย่างไร จะจัดการบัญชีส่วนตัวของพนักงานอย่างไร และจะสอนนโยบายให้พนักงานเข้าใจได้อย่างไร หากไม่มีการกำกับดูแล อาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลและความเสียหายทางธุรกิจ
    https://www.techradar.com/pro/six-questions-to-ask-when-crafting-an-ai-enablement-plan

    Tesla Model Y Performance รุ่นใหม่
    ครั้งหนึ่ง Tesla เคยสร้างความตื่นตะลึงด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่ารถสปอร์ต แต่ในรุ่น Model Y Performance ล่าสุด แม้จะยังเร็ว 0-60 ไมล์ใน 3.3 วินาที และวิ่งได้ไกลถึง 360 ไมล์ต่อการชาร์จ แต่ความตื่นเต้นกลับไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะคู่แข่งจากยุโรปและจีนก้าวขึ้นมาเทียบชั้นได้หมด การปรับปรุงช่วงล่างและระบบขับเคลื่อนช่วยให้ขับนุ่มนวลขึ้น แต่ไม่ได้สร้างความเร้าใจเหมือนเดิม ผู้ทดสอบเล่าว่าลูกชายถึงกับเวียนหัวเมื่อถูกเร่งความเร็วแรง ๆ สุดท้ายจึงสรุปว่า รุ่น Standard และ Long Range อาจคุ้มค่ากว่าด้วยราคาที่ถูกลงและระยะทางวิ่งที่มากกว่า
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/ive-driven-the-new-tesla-model-y-performance-and-despite-it-being-a-great-car-it-isnt-anywhere-near-as-exciting-as-it-once-was

    Canva เปิดมุมมองใหม่ สร้างยุคแห่ง “Imagination Era”
    Canva กำลังพลิกโฉมตัวเองจากเครื่องมือออกแบบธรรมดาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Creative Operating System” หรือระบบปฏิบัติการด้านการสร้างสรรค์ ที่รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ การทำงานร่วมทีม ไปจนถึงการเผยแพร่และวัดผลในที่เดียว จุดเด่นคือการผสาน AI ที่เข้าใจโครงสร้างงานดีไซน์จริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพสวย ๆ แต่สามารถแก้ไข ปรับแต่ง และทำงานต่อได้อย่างยืดหยุ่น อีกหนึ่งข่าวใหญ่คือ Affinity ซึ่งเคยเป็นซอฟต์แวร์ออกแบบระดับโปร ตอนนี้ถูกทำให้ใช้ฟรีตลอดไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือคุณภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย Canva ยังเสริมด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ เช่น Ask @Canva ที่ช่วยให้ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมคิด ไม่ใช่ตัวแทนแทนความคิด และการเชื่อมต่อกับ Sheets เพื่อสร้างแอปหรือแดชบอร์ดแบบโต้ตอบได้ทันที ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดว่าโลกกำลังเดินเข้าสู่ “Imagination Era” ที่ความคิดสร้างสรรค์คือหัวใจสำคัญของการทำงาน
    https://www.techradar.com/pro/software-services/interview-canva-reveals-what-creativity-in-the-age-of-ai-and-why-affinity-is-free-for-all

    EU ถอยแผนแบนรถเครื่องยนต์สันดาปปี 2035
    สหภาพยุโรปเคยประกาศว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 แต่ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเลื่อนเป้าหมายไปเป็นปี 2040 พร้อมปรับเงื่อนไขใหม่ให้ผู้ผลิตรถยนต์ลดการปล่อย CO2 ลง 90% แทนที่จะเป็น 100% เหตุผลหลักคือการรักษางานอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาลและตอบรับเสียงจากผู้ผลิตรายใหญ่ที่มองว่ากำหนดเดิมเร็วเกินไป หลายค่ายอย่าง Porsche และ Ford ก็ปรับแผนกลับมาใช้ทั้งเครื่องยนต์น้ำมันและไฮบริดควบคู่ไปกับรถไฟฟ้า แม้จะเลื่อนเวลาออกไป แต่ทิศทางใหญ่ยังคงมุ่งสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพียงแต่ให้เวลามากขึ้นในการเปลี่ยนผ่าน
    https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/the-inevitable-has-happened-the-eu-has-u-turned-on-its-plan-to-ban-the-sale-of-ice-cars-by-2035

    ยุคใหม่ของ AI: จากโมเดลใหญ่สู่ “Agentic AI”
    ที่ผ่านมาโลก AI เน้นการสร้างโมเดลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้นักวิจัยมองว่าทางออกไม่ใช่การเพิ่มขนาด แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ที่เรียกว่า “Agentic AI” แนวคิดนี้คือการใช้กลุ่มตัวแทนเล็ก ๆ หลายตัวที่ทำงานร่วมกันอย่างมีเหตุผลและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตอบคำถามแล้วจบ แต่สามารถเฝ้าสังเกต วิเคราะห์ และปรับตัวตามสถานการณ์จริง เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า หรือความผิดปกติเล็ก ๆ ที่มักหลุดจากสายตา ระบบนี้ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นเอกภาพเพื่อไม่ให้ตัวแทนแต่ละตัวตัดสินใจขัดแย้งกัน จุดสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและเรียนรู้ได้ตลอดเวลา โดยมนุษย์ยังคงมีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายและขอบเขต ส่วน AI จะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่ไม่รู้จักเหนื่อย
    https://www.techradar.com/pro/the-next-phase-of-ai-is-agentic-and-it-starts-with-data-architecture

    สหรัฐฯ เตรียมตรวจโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปีในการเข้าประเทศ
    นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ อาจต้องเจอกับมาตรการใหม่ที่เข้มงวดกว่าที่เคย โดยหน่วยงาน CBP เสนอให้ตรวจสอบโพสต์โซเชียลมีเดียย้อนหลังถึง 5 ปี รวมถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างอีเมล เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลครอบครัว และข้อมูลชีวมิติ เช่น ลายนิ้วมือ สแกนม่านตา และ DNA แน่นอนว่ามาตรการนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิเสรีภาพที่มองว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและไม่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยจริง ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่ามาตรการนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย เช่น การลบโพสต์เก่า หรือสร้างบัญชีใหม่ที่สะอาด ทำให้เกิดคำถามว่ามันจะได้ผลจริงหรือไม่
    https://www.techradar.com/computing/social-media/new-us-border-checks-could-involve-scanning-your-last-five-years-of-social-media-history-heres-what-you-need-to-know

    AI พาโลกธุรกิจวิ่งสู่ “Zero Downtime”
    ในยุคดิจิทัล ความน่าเชื่อถือของระบบออนไลน์สำคัญไม่แพ้รายได้ เพราะการหยุดทำงานเพียงไม่กี่นาทีอาจสร้างความเสียหายมหาศาล ปัจจุบัน AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกมด้วยการสร้างระบบที่สามารถคาดการณ์และแก้ไขปัญหาได้เองก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัว แนวคิด “Self-healing Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ซ่อมตัวเองได้ กำลังถูกนำมาใช้จริงในองค์กรใหญ่ ๆ ทำให้การแก้ไขปัญหาที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที ผลลัพธ์คือธุรกิจสามารถทำงานต่อเนื่องโดยไม่สะดุด และวิศวกรเองก็มีเวลามากขึ้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่แทนที่จะต้องคอยดับไฟ ระบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในโลกที่ทุกวินาทีมีค่า
    https://www.techradar.com/pro/the-race-to-zero-downtime-is-on-and-ai-is-leading-it



    📌📡🔴 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 🔴📡📌 #รวมข่าวIT #20251214 #TechRadar 🖥️ รีวิวคีย์บอร์ด HHKB Professional Classic Type-S เรื่องราวของคีย์บอร์ดรุ่นนี้เริ่มจากแนวคิดของศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างคีย์บอร์ดสำหรับมืออาชีพ โดยตัดปุ่มที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือเพียง 60 ปุ่มในดีไซน์กะทัดรัด ใช้สวิตช์ Topre ที่ขึ้นชื่อเรื่องสัมผัสนุ่มและเงียบ จุดเด่นคือความเล็กและพกพาง่าย แต่ข้อเสียคือไม่มีปุ่มลูกศร ไม่มีแป้นตัวเลข และต้องใช้ปุ่ม Fn เพื่อเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ทำให้ผู้ใช้ต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด ราคาก็สูงพอสมควรเกือบ 300 ดอลลาร์ จึงเป็นคีย์บอร์ดที่คนรักความมินิมอลอาจหลงใหล แต่สำหรับคนทั่วไปอาจรู้สึกว่ามันใช้งานยากและไม่คุ้มค่า 🔗 https://www.techradar.com/computing/keyboards/hhkb-professional-classic-type-s-keyboard-review 💻 มินิพีซี FEVM FAEX1 ขนาด 1 ลิตร นี่คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่อัดพลังมหาศาลไว้ภายใน ใช้ชิป Ryzen AI Max+ 395 พร้อมการ์ดจอ Radeon 8060S เทียบเท่า RTX 4070 Laptop รองรับแรมสูงสุด 128GB และมีสล็อต SSD ถึงสามช่อง แม้ตัวเครื่องเล็กเพียง 220 x 133 x 35 มม. แต่ยังคงประสิทธิภาพระดับสูง มีพอร์ตเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง HDMI, DisplayPort, USB4, และ OCuLink ราคาขายในจีนเริ่มต้นราว 1,550 ดอลลาร์ ถือว่าเป็นหนึ่งในมินิพีซีที่ทรงพลังที่สุดในตลาด แต่ยังไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วโลก 🔗 https://www.techradar.com/pro/this-is-perhaps-the-smallest-mini-pc-with-a-5060-class-gpu-you-can-buy-right-now-but-you-will-have-to-go-all-the-way-to-china-to-get-it 🔌 ที่ชาร์จไร้สาย Qi2.0 จาก IKEA IKEA เปิดตัวที่ชาร์จไร้สายใหม่ 3 รุ่นในซีรีส์ VÄSTMÄRKE ทั้งหมดรองรับมาตรฐาน Qi2.0 กำลังชาร์จสูงสุด 15W รุ่นแรกเป็นที่ชาร์จทรงโดนัทสีแดง ราคาเพียง 9.99 ดอลลาร์ มีฟังก์ชันพิเศษเป็นที่จับโทรศัพท์คล้าย PopSocket รุ่นที่สองเป็นแท่นชาร์จทำจากไม้คอร์ก ราคา 24.99 ดอลลาร์ ใช้งานได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ส่วนรุ่นสุดท้ายเป็นที่ชาร์จพร้อมไฟส่องสว่างและถาดเล็ก ๆ สำหรับวางของเล็กน้อย เหมาะกับการใช้งานบนโต๊ะหรือหัวเตียง ทั้งสามรุ่นเน้นความเรียบง่ายและราคาย่อมเยาในสไตล์ IKEA 🔗 https://www.techradar.com/phones/phone-accessories/ikea-launches-three-new-qi2-0-wireless-phone-chargers-including-one-with-a-hidden-double-function 🤖 6 คำถามสำคัญในการวางแผน AI Enablement บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าในองค์กรยุคใหม่ พนักงานแทบทุกคนใช้เครื่องมือ AI ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ และหลายครั้งมีการนำข้อมูลภายในไปใส่ในระบบโดยไม่รู้ความเสี่ยง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Shadow AI” ผู้เขียนเสนอว่าองค์กรต้องมีแผน AI Enablement ที่ชัดเจน โดยตั้งคำถามสำคัญ เช่น จะใช้ AI ในงานใดบ้าง จะเลือกเครื่องมือที่ปลอดภัยอย่างไร จะจัดการบัญชีส่วนตัวของพนักงานอย่างไร และจะสอนนโยบายให้พนักงานเข้าใจได้อย่างไร หากไม่มีการกำกับดูแล อาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลและความเสียหายทางธุรกิจ 🔗 https://www.techradar.com/pro/six-questions-to-ask-when-crafting-an-ai-enablement-plan 🚗 Tesla Model Y Performance รุ่นใหม่ ครั้งหนึ่ง Tesla เคยสร้างความตื่นตะลึงด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่ารถสปอร์ต แต่ในรุ่น Model Y Performance ล่าสุด แม้จะยังเร็ว 0-60 ไมล์ใน 3.3 วินาที และวิ่งได้ไกลถึง 360 ไมล์ต่อการชาร์จ แต่ความตื่นเต้นกลับไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะคู่แข่งจากยุโรปและจีนก้าวขึ้นมาเทียบชั้นได้หมด การปรับปรุงช่วงล่างและระบบขับเคลื่อนช่วยให้ขับนุ่มนวลขึ้น แต่ไม่ได้สร้างความเร้าใจเหมือนเดิม ผู้ทดสอบเล่าว่าลูกชายถึงกับเวียนหัวเมื่อถูกเร่งความเร็วแรง ๆ สุดท้ายจึงสรุปว่า รุ่น Standard และ Long Range อาจคุ้มค่ากว่าด้วยราคาที่ถูกลงและระยะทางวิ่งที่มากกว่า 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/ive-driven-the-new-tesla-model-y-performance-and-despite-it-being-a-great-car-it-isnt-anywhere-near-as-exciting-as-it-once-was 🖌️ Canva เปิดมุมมองใหม่ สร้างยุคแห่ง “Imagination Era” Canva กำลังพลิกโฉมตัวเองจากเครื่องมือออกแบบธรรมดาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Creative Operating System” หรือระบบปฏิบัติการด้านการสร้างสรรค์ ที่รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ การทำงานร่วมทีม ไปจนถึงการเผยแพร่และวัดผลในที่เดียว จุดเด่นคือการผสาน AI ที่เข้าใจโครงสร้างงานดีไซน์จริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพสวย ๆ แต่สามารถแก้ไข ปรับแต่ง และทำงานต่อได้อย่างยืดหยุ่น อีกหนึ่งข่าวใหญ่คือ Affinity ซึ่งเคยเป็นซอฟต์แวร์ออกแบบระดับโปร ตอนนี้ถูกทำให้ใช้ฟรีตลอดไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงเครื่องมือคุณภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย Canva ยังเสริมด้วยฟีเจอร์ใหม่ ๆ เช่น Ask @Canva ที่ช่วยให้ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมคิด ไม่ใช่ตัวแทนแทนความคิด และการเชื่อมต่อกับ Sheets เพื่อสร้างแอปหรือแดชบอร์ดแบบโต้ตอบได้ทันที ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดว่าโลกกำลังเดินเข้าสู่ “Imagination Era” ที่ความคิดสร้างสรรค์คือหัวใจสำคัญของการทำงาน 🔗 https://www.techradar.com/pro/software-services/interview-canva-reveals-what-creativity-in-the-age-of-ai-and-why-affinity-is-free-for-all 🚗 EU ถอยแผนแบนรถเครื่องยนต์สันดาปปี 2035 สหภาพยุโรปเคยประกาศว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 แต่ล่าสุดมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเลื่อนเป้าหมายไปเป็นปี 2040 พร้อมปรับเงื่อนไขใหม่ให้ผู้ผลิตรถยนต์ลดการปล่อย CO2 ลง 90% แทนที่จะเป็น 100% เหตุผลหลักคือการรักษางานอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาลและตอบรับเสียงจากผู้ผลิตรายใหญ่ที่มองว่ากำหนดเดิมเร็วเกินไป หลายค่ายอย่าง Porsche และ Ford ก็ปรับแผนกลับมาใช้ทั้งเครื่องยนต์น้ำมันและไฮบริดควบคู่ไปกับรถไฟฟ้า แม้จะเลื่อนเวลาออกไป แต่ทิศทางใหญ่ยังคงมุ่งสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพียงแต่ให้เวลามากขึ้นในการเปลี่ยนผ่าน 🔗 https://www.techradar.com/vehicle-tech/hybrid-electric-vehicles/the-inevitable-has-happened-the-eu-has-u-turned-on-its-plan-to-ban-the-sale-of-ice-cars-by-2035 🤖 ยุคใหม่ของ AI: จากโมเดลใหญ่สู่ “Agentic AI” ที่ผ่านมาโลก AI เน้นการสร้างโมเดลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้นักวิจัยมองว่าทางออกไม่ใช่การเพิ่มขนาด แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ที่เรียกว่า “Agentic AI” แนวคิดนี้คือการใช้กลุ่มตัวแทนเล็ก ๆ หลายตัวที่ทำงานร่วมกันอย่างมีเหตุผลและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตอบคำถามแล้วจบ แต่สามารถเฝ้าสังเกต วิเคราะห์ และปรับตัวตามสถานการณ์จริง เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า หรือความผิดปกติเล็ก ๆ ที่มักหลุดจากสายตา ระบบนี้ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นเอกภาพเพื่อไม่ให้ตัวแทนแต่ละตัวตัดสินใจขัดแย้งกัน จุดสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและเรียนรู้ได้ตลอดเวลา โดยมนุษย์ยังคงมีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายและขอบเขต ส่วน AI จะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่ไม่รู้จักเหนื่อย 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-next-phase-of-ai-is-agentic-and-it-starts-with-data-architecture 🛂 สหรัฐฯ เตรียมตรวจโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปีในการเข้าประเทศ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ อาจต้องเจอกับมาตรการใหม่ที่เข้มงวดกว่าที่เคย โดยหน่วยงาน CBP เสนอให้ตรวจสอบโพสต์โซเชียลมีเดียย้อนหลังถึง 5 ปี รวมถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างอีเมล เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลครอบครัว และข้อมูลชีวมิติ เช่น ลายนิ้วมือ สแกนม่านตา และ DNA แน่นอนว่ามาตรการนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิเสรีภาพที่มองว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและไม่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยจริง ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่ามาตรการนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย เช่น การลบโพสต์เก่า หรือสร้างบัญชีใหม่ที่สะอาด ทำให้เกิดคำถามว่ามันจะได้ผลจริงหรือไม่ 🔗 https://www.techradar.com/computing/social-media/new-us-border-checks-could-involve-scanning-your-last-five-years-of-social-media-history-heres-what-you-need-to-know ⚙️ AI พาโลกธุรกิจวิ่งสู่ “Zero Downtime” ในยุคดิจิทัล ความน่าเชื่อถือของระบบออนไลน์สำคัญไม่แพ้รายได้ เพราะการหยุดทำงานเพียงไม่กี่นาทีอาจสร้างความเสียหายมหาศาล ปัจจุบัน AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนเกมด้วยการสร้างระบบที่สามารถคาดการณ์และแก้ไขปัญหาได้เองก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัว แนวคิด “Self-healing Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ซ่อมตัวเองได้ กำลังถูกนำมาใช้จริงในองค์กรใหญ่ ๆ ทำให้การแก้ไขปัญหาที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที ผลลัพธ์คือธุรกิจสามารถทำงานต่อเนื่องโดยไม่สะดุด และวิศวกรเองก็มีเวลามากขึ้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่แทนที่จะต้องคอยดับไฟ ระบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในโลกที่ทุกวินาทีมีค่า 🔗 https://www.techradar.com/pro/the-race-to-zero-downtime-is-on-and-ai-is-leading-it
    WWW.TECHRADAR.COM
    I tested the HHKB Professional Classic Type-S — a niche option for those prepared to learn a new keyboard layout to get Topre key mechanisms
    The HHKB Professional Classic Type-S is a radically deconstructed keyboard design that focuses on compact layout rather than easy adaptability.
    0 Comments 0 Shares 1027 Views 0 Reviews
  • “GNU Unifont – ฟอนต์โอเพนซอร์สที่ครอบคลุม Unicode ทั่วโลก”

    GNU Unifont เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ GNU ที่สร้างขึ้นเพื่อให้มีฟอนต์ที่สามารถแสดงผลตัวอักษรทุกตัวใน Unicode Basic Multilingual Plane (BMP) ซึ่งครอบคลุมกว่า 65,000 โค้ดพอยต์ ตั้งแต่ตัวอักษรละติน กรีก อารบิก ไปจนถึงอักษรจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จุดประสงค์คือการทำให้ทุกสัญลักษณ์สามารถแสดงผลได้ แม้ในระบบที่ไม่มีฟอนต์เฉพาะ

    นอกจาก BMP แล้ว Unifont ยังมีการขยายไปยัง Supplementary Multilingual Plane (SMP) และ ConScript Unicode Registry (CSUR) ซึ่งรวมถึงอักษรที่สร้างขึ้นโดยชุมชน เช่น Tengwar, Klingon และ Sitelen Pona ทำให้ฟอนต์นี้ไม่เพียงรองรับภาษาธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงอักษรที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่เพื่อการทดลองและงานสร้างสรรค์

    ฟอนต์นี้ถูกแจกจ่ายภายใต้ GNU GPLv2+ พร้อมข้อยกเว้นการฝังฟอนต์ (Font Embedding Exception) และ SIL Open Font License (OFL) ทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และโครงการโอเพนซอร์ส โดยมีข้อกำหนดว่าฟอนต์ดัดแปลงต้องเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตเดียวกัน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและให้เครดิตแก่ผู้พัฒนา

    สิ่งที่น่าสนใจคือ Unifont ใช้รูปแบบบิตแมป 16x16 พิกเซล ทำให้สามารถแสดงผลได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถรองรับการเรนเดอร์ที่ซับซ้อนของภาษาอินเดียหรืออารบิกได้อย่างสมบูรณ์ จึงถูกมองว่าเป็น “ฟอนต์ทางเลือกสุดท้าย” หากไม่มีฟอนต์ที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมและความง่ายในการใช้งานทำให้ Unifont เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักพัฒนาและนักวิจัยด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    GNU Unifont ครอบคลุมตัวอักษรทุกตัวใน Unicode BMP (U+0000..U+FFFF)
    มีการขยายไปยัง SMP และ CSUR รวมถึงอักษรที่สร้างขึ้นใหม่
    แจกจ่ายภายใต้ GNU GPLv2+ และ SIL OFL ทำให้ใช้งานเชิงพาณิชย์ได้

    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Internet
    ฟอนต์ใช้รูปแบบบิตแมป 16x16 พิกเซล ทำให้แสดงผลได้ง่ายและรวดเร็ว
    มีข้อจำกัดในการเรนเดอร์ภาษาอินเดียและอารบิกที่ซับซ้อน
    ถูกใช้ในงานวิจัยด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์และระบบที่ต้องการความครอบคลุม Unicode

    คำเตือน
    การใช้ Unifont อาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความสวยงามหรือการเรนเดอร์ที่ซับซ้อน
    หากนำไปดัดแปลง ต้องเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตเดียวกันตาม GPL และ OFL
    ฟอนต์นี้ควรใช้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” สำหรับภาษาและสคริปต์ที่ไม่มีฟอนต์เฉพาะ

    https://unifoundry.com/unifont/index.html
    🔤 “GNU Unifont – ฟอนต์โอเพนซอร์สที่ครอบคลุม Unicode ทั่วโลก” GNU Unifont เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ GNU ที่สร้างขึ้นเพื่อให้มีฟอนต์ที่สามารถแสดงผลตัวอักษรทุกตัวใน Unicode Basic Multilingual Plane (BMP) ซึ่งครอบคลุมกว่า 65,000 โค้ดพอยต์ ตั้งแต่ตัวอักษรละติน กรีก อารบิก ไปจนถึงอักษรจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จุดประสงค์คือการทำให้ทุกสัญลักษณ์สามารถแสดงผลได้ แม้ในระบบที่ไม่มีฟอนต์เฉพาะ นอกจาก BMP แล้ว Unifont ยังมีการขยายไปยัง Supplementary Multilingual Plane (SMP) และ ConScript Unicode Registry (CSUR) ซึ่งรวมถึงอักษรที่สร้างขึ้นโดยชุมชน เช่น Tengwar, Klingon และ Sitelen Pona ทำให้ฟอนต์นี้ไม่เพียงรองรับภาษาธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงอักษรที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่เพื่อการทดลองและงานสร้างสรรค์ ฟอนต์นี้ถูกแจกจ่ายภายใต้ GNU GPLv2+ พร้อมข้อยกเว้นการฝังฟอนต์ (Font Embedding Exception) และ SIL Open Font License (OFL) ทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และโครงการโอเพนซอร์ส โดยมีข้อกำหนดว่าฟอนต์ดัดแปลงต้องเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตเดียวกัน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและให้เครดิตแก่ผู้พัฒนา สิ่งที่น่าสนใจคือ Unifont ใช้รูปแบบบิตแมป 16x16 พิกเซล ทำให้สามารถแสดงผลได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถรองรับการเรนเดอร์ที่ซับซ้อนของภาษาอินเดียหรืออารบิกได้อย่างสมบูรณ์ จึงถูกมองว่าเป็น “ฟอนต์ทางเลือกสุดท้าย” หากไม่มีฟอนต์ที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมและความง่ายในการใช้งานทำให้ Unifont เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักพัฒนาและนักวิจัยด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ GNU Unifont ครอบคลุมตัวอักษรทุกตัวใน Unicode BMP (U+0000..U+FFFF) ➡️ มีการขยายไปยัง SMP และ CSUR รวมถึงอักษรที่สร้างขึ้นใหม่ ➡️ แจกจ่ายภายใต้ GNU GPLv2+ และ SIL OFL ทำให้ใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ ✅ ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Internet ➡️ ฟอนต์ใช้รูปแบบบิตแมป 16x16 พิกเซล ทำให้แสดงผลได้ง่ายและรวดเร็ว ➡️ มีข้อจำกัดในการเรนเดอร์ภาษาอินเดียและอารบิกที่ซับซ้อน ➡️ ถูกใช้ในงานวิจัยด้านภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์และระบบที่ต้องการความครอบคลุม Unicode ‼️ คำเตือน ⛔ การใช้ Unifont อาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความสวยงามหรือการเรนเดอร์ที่ซับซ้อน ⛔ หากนำไปดัดแปลง ต้องเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตเดียวกันตาม GPL และ OFL ⛔ ฟอนต์นี้ควรใช้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” สำหรับภาษาและสคริปต์ที่ไม่มีฟอนต์เฉพาะ https://unifoundry.com/unifont/index.html
    0 Comments 0 Shares 268 Views 0 Reviews
  • https://youtu.be/mAEjhZJPytc?si=MHvyx11uhYmb3DXi
    https://youtu.be/mAEjhZJPytc?si=MHvyx11uhYmb3DXi
    0 Comments 0 Shares 69 Views 0 Reviews
More Results