• รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline
    #รวมข่าวIT #20251129 #securityonline

    Google เร่งพัฒนาแว่นตา AI เตรียมเปิดตัวปลายปี 2026
    Google กำลังกลับมาลุยตลาดแว่นตาอัจฉริยะอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้จับมือกับ Foxconn ในการผลิตฮาร์ดแวร์ และใช้การออกแบบจาก Samsung พร้อมชิป Qualcomm เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ รุ่นใหม่นี้จะใช้ระบบเลนส์ waveguide และมีกล้องในตัวเพื่อรองรับการทำงานด้าน AI ขั้นสูง โครงการนี้ไม่ใช่การต่อยอดจาก Project Aura ที่เคยเปิดตัว แต่เป็นอีกเส้นทางที่เดินคู่ขนานกันไป ขณะนี้อยู่ในขั้นทดสอบการผลิตจำนวนเล็ก และหากทุกอย่างราบรื่น คาดว่าจะเปิดตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 จุดแข็งของ Google คือการผสาน Gemini AI เข้ากับ Android XR ทำให้ ecosystem สมบูรณ์และพร้อมแข่งขันกับ Meta, Apple และค่ายอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมแว่นตา AI เช่นกัน
    https://securityonline.info/google-assembles-foxconn-samsung-supply-chain-for-q4-2026-ai-glasses-launch

    EU เปิดสอบ Apple Maps และ Apple Ads อาจเข้าข่าย Gatekeeper
    หลังจากที่ Safari, iOS, iPadOS และ App Store ถูกจัดอยู่ในสถานะ Gatekeeper ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป ตอนนี้ Apple Maps และ Apple Ads กำลังถูกตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีผู้ใช้งานถึงเกณฑ์หรือไม่ หากถูกจัดเป็น Gatekeeper จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเข้มงวด เช่น ห้ามเอื้อประโยชน์ให้บริการตัวเอง และห้ามผูกขาดผู้ใช้ใน ecosystem ของ Apple อย่างไรก็ตาม Apple ไม่เห็นด้วย โดยยืนยันว่า Apple Maps มีผู้ใช้น้อยมากในยุโรป และ Apple Ads ก็ไม่ได้มีอิทธิพลในตลาดเทียบกับ Google หรือ Meta การสอบสวนนี้จะใช้เวลา 45 วันก่อนจะมีการตัดสินใจ
    https://securityonline.info/eu-launches-probe-are-apple-maps-apple-ads-next-for-dma-gatekeeper-status

    ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Kvrocks เสี่ยงถูกยึดสิทธิ์ Admin
    Apache ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ในฐานข้อมูล Kvrocks ซึ่งเป็น NoSQL ที่ทำงานคล้าย Redis โดยมีช่องโหว่สำคัญ CVE-2025-59790 ที่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้คำสั่ง RESET เพื่อยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Admin ได้ทันที นอกจากนี้ยังมี CVE-2025-59792 ที่ทำให้คำสั่ง MONITOR เผยข้อมูลรหัสผ่านแบบ plaintext ของผู้ใช้รายอื่น ช่องโหว่นี้กระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 และได้รับการแก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 2.14.0 ความเสี่ยงนี้ถือว่าร้ายแรงเพราะอาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและระบบถูกควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต
    https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges

    CISA เตือนช่องโหว่ OpenPLC ถูกโจมตีจริงในระบบอุตสาหกรรม
    หน่วยงาน CISA ของสหรัฐฯ ได้เพิ่มช่องโหว่ CVE-2021-26829 เข้าไปในรายการ Known Exploited Vulnerabilities หลังพบว่ามีการโจมตีจริงในระบบควบคุมอุตสาหกรรม ช่องโหว่นี้เป็น Stored XSS ที่อยู่ใน OpenPLC ScadaBR ทำให้แฮกเกอร์สามารถฝังโค้ดอันตรายไว้ในระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าการตั้งค่า โค้ดจะทำงานทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุม session ของผู้ดูแลและอาจแทรกแซงกระบวนการอุตสาหกรรมได้ CISA กำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลต้องแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA รีบอัปเดตเพื่อป้องกันความเสียหาย
    https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829

    ข้อมูลผู้ใช้ OpenAI API รั่วจากเหตุ Mixpanel ถูกแฮก
    OpenAI ยืนยันว่ามีข้อมูลผู้ใช้ API รั่วไหล แต่ไม่ใช่จากระบบของตนเองโดยตรง ต้นเหตุเกิดจาก Mixpanel บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่ OpenAI ใช้สำหรับติดตามการใช้งาน API โดยแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงและดึงข้อมูลออกไปได้ ข้อมูลที่รั่วประกอบด้วยชื่อ อีเมล ข้อมูลตำแหน่งโดยประมาณ และรายละเอียดเบราว์เซอร์ แต่ไม่มีรหัสผ่าน API key หรือข้อมูลการชำระเงินรั่วไหล OpenAI ได้ยุติการใช้บริการ Mixpanel ทันที และเตือนผู้ใช้ให้ระวังการโจมตีแบบฟิชชิ่งที่อาจตามมา เนื่องจากข้อมูลที่รั่วสามารถถูกนำไปใช้สร้างอีเมลปลอมที่ดูน่าเชื่อถือได้
    https://securityonline.info/openai-api-users-exposed-in-mixpanel-security-breach

    Google ลดโควตาฟรีรายวันสำหรับโมเดล Gemini 3 Pro และ Nano Banana Pro
    Google ประกาศปรับนโยบายการใช้งาน API ของโมเดล AI โดยลดโควตาฟรีรายวันลง ทำให้ผู้ใช้งานต้องพิจารณาเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้นและความต้องการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน Google ยังคงผลักดัน Gemini ให้เป็นแกนหลักของ ecosystem AI ที่เชื่อมโยงกับบริการต่าง ๆ ของบริษัท
    https://securityonline.info/google-cuts-free-daily-quota-for-gemini-3-pro-and-nano-banana-pro-ai-models

    Pixel 10 เปิดโหมดนำทางประหยัดพลังงานใน Google Maps
    Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Pixel 10 โดยเพิ่มโหมดนำทางแบบประหยัดพลังงานใน Google Maps ที่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ถึง 4 ชั่วโมง ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่ต้องเดินทางไกลและไม่สะดวกชาร์จมือถือบ่อย ๆ ถือเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและความทนทานของแบตเตอรี่
    https://securityonline.info/pixel-10-exclusive-google-maps-launches-power-saving-navigation-mode-for-4-hour-battery-boost

    AWS เปิดตัว Route 53 Accelerated Recovery รับประกันกู้คืนภายใน 60 นาที
    Amazon Web Services (AWS) เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Route 53 ที่ชื่อ Accelerated Recovery โดยรับประกันการกู้คืนระบบ DNS ภายในเวลาไม่เกิน 60 นาที ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับองค์กรที่ต้องพึ่งพาบริการออนไลน์ตลอดเวลา ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบ และเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของ AWS ในตลาดคลาวด์
    ​​​​​​​ https://securityonline.info/aws-guarantees-60-minute-recovery-time-with-new-route-53-accelerated-recovery
    📌🔐🟣 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟣🔐📌 #รวมข่าวIT #20251129 #securityonline 🕶️ Google เร่งพัฒนาแว่นตา AI เตรียมเปิดตัวปลายปี 2026 Google กำลังกลับมาลุยตลาดแว่นตาอัจฉริยะอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้จับมือกับ Foxconn ในการผลิตฮาร์ดแวร์ และใช้การออกแบบจาก Samsung พร้อมชิป Qualcomm เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ รุ่นใหม่นี้จะใช้ระบบเลนส์ waveguide และมีกล้องในตัวเพื่อรองรับการทำงานด้าน AI ขั้นสูง โครงการนี้ไม่ใช่การต่อยอดจาก Project Aura ที่เคยเปิดตัว แต่เป็นอีกเส้นทางที่เดินคู่ขนานกันไป ขณะนี้อยู่ในขั้นทดสอบการผลิตจำนวนเล็ก และหากทุกอย่างราบรื่น คาดว่าจะเปิดตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2026 จุดแข็งของ Google คือการผสาน Gemini AI เข้ากับ Android XR ทำให้ ecosystem สมบูรณ์และพร้อมแข่งขันกับ Meta, Apple และค่ายอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมแว่นตา AI เช่นกัน 🔗 https://securityonline.info/google-assembles-foxconn-samsung-supply-chain-for-q4-2026-ai-glasses-launch 🇪🇺 EU เปิดสอบ Apple Maps และ Apple Ads อาจเข้าข่าย Gatekeeper หลังจากที่ Safari, iOS, iPadOS และ App Store ถูกจัดอยู่ในสถานะ Gatekeeper ภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป ตอนนี้ Apple Maps และ Apple Ads กำลังถูกตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีผู้ใช้งานถึงเกณฑ์หรือไม่ หากถูกจัดเป็น Gatekeeper จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเข้มงวด เช่น ห้ามเอื้อประโยชน์ให้บริการตัวเอง และห้ามผูกขาดผู้ใช้ใน ecosystem ของ Apple อย่างไรก็ตาม Apple ไม่เห็นด้วย โดยยืนยันว่า Apple Maps มีผู้ใช้น้อยมากในยุโรป และ Apple Ads ก็ไม่ได้มีอิทธิพลในตลาดเทียบกับ Google หรือ Meta การสอบสวนนี้จะใช้เวลา 45 วันก่อนจะมีการตัดสินใจ 🔗 https://securityonline.info/eu-launches-probe-are-apple-maps-apple-ads-next-for-dma-gatekeeper-status ⚠️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน Apache Kvrocks เสี่ยงถูกยึดสิทธิ์ Admin Apache ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ในฐานข้อมูล Kvrocks ซึ่งเป็น NoSQL ที่ทำงานคล้าย Redis โดยมีช่องโหว่สำคัญ CVE-2025-59790 ที่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้คำสั่ง RESET เพื่อยกระดับสิทธิ์ขึ้นเป็น Admin ได้ทันที นอกจากนี้ยังมี CVE-2025-59792 ที่ทำให้คำสั่ง MONITOR เผยข้อมูลรหัสผ่านแบบ plaintext ของผู้ใช้รายอื่น ช่องโหว่นี้กระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 และได้รับการแก้ไขแล้วในเวอร์ชัน 2.14.0 ความเสี่ยงนี้ถือว่าร้ายแรงเพราะอาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและระบบถูกควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต 🔗 https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges 🏭 CISA เตือนช่องโหว่ OpenPLC ถูกโจมตีจริงในระบบอุตสาหกรรม หน่วยงาน CISA ของสหรัฐฯ ได้เพิ่มช่องโหว่ CVE-2021-26829 เข้าไปในรายการ Known Exploited Vulnerabilities หลังพบว่ามีการโจมตีจริงในระบบควบคุมอุตสาหกรรม ช่องโหว่นี้เป็น Stored XSS ที่อยู่ใน OpenPLC ScadaBR ทำให้แฮกเกอร์สามารถฝังโค้ดอันตรายไว้ในระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าการตั้งค่า โค้ดจะทำงานทันที ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุม session ของผู้ดูแลและอาจแทรกแซงกระบวนการอุตสาหกรรมได้ CISA กำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลต้องแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA รีบอัปเดตเพื่อป้องกันความเสียหาย 🔗 https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829 🔐 ข้อมูลผู้ใช้ OpenAI API รั่วจากเหตุ Mixpanel ถูกแฮก OpenAI ยืนยันว่ามีข้อมูลผู้ใช้ API รั่วไหล แต่ไม่ใช่จากระบบของตนเองโดยตรง ต้นเหตุเกิดจาก Mixpanel บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลที่ OpenAI ใช้สำหรับติดตามการใช้งาน API โดยแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงและดึงข้อมูลออกไปได้ ข้อมูลที่รั่วประกอบด้วยชื่อ อีเมล ข้อมูลตำแหน่งโดยประมาณ และรายละเอียดเบราว์เซอร์ แต่ไม่มีรหัสผ่าน API key หรือข้อมูลการชำระเงินรั่วไหล OpenAI ได้ยุติการใช้บริการ Mixpanel ทันที และเตือนผู้ใช้ให้ระวังการโจมตีแบบฟิชชิ่งที่อาจตามมา เนื่องจากข้อมูลที่รั่วสามารถถูกนำไปใช้สร้างอีเมลปลอมที่ดูน่าเชื่อถือได้ 🔗 https://securityonline.info/openai-api-users-exposed-in-mixpanel-security-breach 🤖 Google ลดโควตาฟรีรายวันสำหรับโมเดล Gemini 3 Pro และ Nano Banana Pro Google ประกาศปรับนโยบายการใช้งาน API ของโมเดล AI โดยลดโควตาฟรีรายวันลง ทำให้ผู้ใช้งานต้องพิจารณาเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้นและความต้องการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน Google ยังคงผลักดัน Gemini ให้เป็นแกนหลักของ ecosystem AI ที่เชื่อมโยงกับบริการต่าง ๆ ของบริษัท 🔗 https://securityonline.info/google-cuts-free-daily-quota-for-gemini-3-pro-and-nano-banana-pro-ai-models 🗺️ Pixel 10 เปิดโหมดนำทางประหยัดพลังงานใน Google Maps Google เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Pixel 10 โดยเพิ่มโหมดนำทางแบบประหยัดพลังงานใน Google Maps ที่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้ถึง 4 ชั่วโมง ฟีเจอร์นี้ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่ต้องเดินทางไกลและไม่สะดวกชาร์จมือถือบ่อย ๆ ถือเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและความทนทานของแบตเตอรี่ 🔗 https://securityonline.info/pixel-10-exclusive-google-maps-launches-power-saving-navigation-mode-for-4-hour-battery-boost ☁️ AWS เปิดตัว Route 53 Accelerated Recovery รับประกันกู้คืนภายใน 60 นาที Amazon Web Services (AWS) เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Route 53 ที่ชื่อ Accelerated Recovery โดยรับประกันการกู้คืนระบบ DNS ภายในเวลาไม่เกิน 60 นาที ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับองค์กรที่ต้องพึ่งพาบริการออนไลน์ตลอดเวลา ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบ และเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของ AWS ในตลาดคลาวด์ ​​​​​​​🔗 https://securityonline.info/aws-guarantees-60-minute-recovery-time-with-new-route-53-accelerated-recovery
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 102 มุมมอง 0 รีวิว
  • “GitLab พบการโจมตีซัพพลายเชน npm ครั้งใหญ่ พร้อมมัลแวร์ทำลายข้อมูล”

    ทีมวิจัยด้านความปลอดภัยของ GitLab ได้ค้นพบการโจมตีซัพพลายเชนที่แพร่กระจายผ่านแพ็กเกจ npm โดยมัลแวร์ที่ถูกใช้คือเวอร์ชันใหม่ของ Shai-Hulud ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายไปยังแพ็กเกจอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้การติดเชื้อขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบนิเวศของนักพัฒนา

    มัลแวร์นี้เริ่มต้นด้วยการแทรกสคริปต์ setup_bun.js ลงในไฟล์ package.json โดยอ้างว่าเป็นการติดตั้ง Bun runtime แต่แท้จริงแล้วเป็นตัวโหลดที่เรียกใช้ไฟล์ bun_environment.js ซึ่งถูกเข้ารหัสและมีขนาดใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทั่วไป

    เมื่อทำงาน มัลแวร์จะ เก็บข้อมูล credential จากหลายแหล่ง เช่น GitHub, npm, AWS, GCP และ Azure รวมถึงใช้เครื่องมือ Trufflehog เพื่อค้นหาคีย์และรหัสผ่านที่ซ่อนอยู่ในระบบไฟล์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยัง repository ที่ผู้โจมตีควบคุม โดยใช้คำอธิบายพิเศษ “Sha1-Hulud: The Second Coming” เพื่อระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ติดเชื้อ

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ dead man’s switch ที่ถูกฝังไว้ หากระบบที่ติดเชื้อสูญเสียการเข้าถึงทั้ง GitHub และ npm พร้อมกัน มัลแวร์จะทำลายข้อมูลทันที โดยใน Windows จะลบไฟล์และเขียนทับดิสก์ ส่วนใน Unix จะใช้คำสั่ง shred เพื่อลบไฟล์อย่างถาวร ทำให้การกู้คืนแทบเป็นไปไม่ได้

    สรุปสาระสำคัญ
    ลักษณะการโจมตี
    ใช้มัลแวร์ Shai-Hulud v2 แพร่กระจายผ่าน npm
    มีพฤติกรรม worm-like ติดเชื้อแพ็กเกจอื่นโดยอัตโนมัติ

    วิธีการทำงาน
    แทรกสคริปต์ setup_bun.js ใน package.json
    เรียกใช้ payload bun_environment.js ที่ถูกเข้ารหัส

    การเก็บข้อมูล
    ดึง credential จาก GitHub, npm, AWS, GCP, Azure
    ใช้ Trufflehog สแกนระบบไฟล์หาคีย์และรหัสผ่าน

    ความเสี่ยงร้ายแรง
    มี dead man’s switch ที่ทำลายข้อมูลหากถูกตัดการเชื่อมต่อ
    อาจทำให้ผู้ใช้จำนวนมากสูญเสียข้อมูลพร้อมกัน

    ผลกระทบต่อระบบนิเวศ
    การแพร่กระจายอัตโนมัติทำให้หลายแพ็กเกจอาจถูกติดเชื้อ
    สร้างเครือข่าย botnet-like ที่แชร์ token ระหว่างระบบที่ติดเชื้อ

    https://about.gitlab.com/blog/gitlab-discovers-widespread-npm-supply-chain-attack/
    🛡️ “GitLab พบการโจมตีซัพพลายเชน npm ครั้งใหญ่ พร้อมมัลแวร์ทำลายข้อมูล” ทีมวิจัยด้านความปลอดภัยของ GitLab ได้ค้นพบการโจมตีซัพพลายเชนที่แพร่กระจายผ่านแพ็กเกจ npm โดยมัลแวร์ที่ถูกใช้คือเวอร์ชันใหม่ของ Shai-Hulud ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายไปยังแพ็กเกจอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้การติดเชื้อขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบนิเวศของนักพัฒนา มัลแวร์นี้เริ่มต้นด้วยการแทรกสคริปต์ setup_bun.js ลงในไฟล์ package.json โดยอ้างว่าเป็นการติดตั้ง Bun runtime แต่แท้จริงแล้วเป็นตัวโหลดที่เรียกใช้ไฟล์ bun_environment.js ซึ่งถูกเข้ารหัสและมีขนาดใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทั่วไป เมื่อทำงาน มัลแวร์จะ เก็บข้อมูล credential จากหลายแหล่ง เช่น GitHub, npm, AWS, GCP และ Azure รวมถึงใช้เครื่องมือ Trufflehog เพื่อค้นหาคีย์และรหัสผ่านที่ซ่อนอยู่ในระบบไฟล์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยัง repository ที่ผู้โจมตีควบคุม โดยใช้คำอธิบายพิเศษ “Sha1-Hulud: The Second Coming” เพื่อระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ติดเชื้อ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ dead man’s switch ที่ถูกฝังไว้ หากระบบที่ติดเชื้อสูญเสียการเข้าถึงทั้ง GitHub และ npm พร้อมกัน มัลแวร์จะทำลายข้อมูลทันที โดยใน Windows จะลบไฟล์และเขียนทับดิสก์ ส่วนใน Unix จะใช้คำสั่ง shred เพื่อลบไฟล์อย่างถาวร ทำให้การกู้คืนแทบเป็นไปไม่ได้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ลักษณะการโจมตี ➡️ ใช้มัลแวร์ Shai-Hulud v2 แพร่กระจายผ่าน npm ➡️ มีพฤติกรรม worm-like ติดเชื้อแพ็กเกจอื่นโดยอัตโนมัติ ✅ วิธีการทำงาน ➡️ แทรกสคริปต์ setup_bun.js ใน package.json ➡️ เรียกใช้ payload bun_environment.js ที่ถูกเข้ารหัส ✅ การเก็บข้อมูล ➡️ ดึง credential จาก GitHub, npm, AWS, GCP, Azure ➡️ ใช้ Trufflehog สแกนระบบไฟล์หาคีย์และรหัสผ่าน ‼️ ความเสี่ยงร้ายแรง ⛔ มี dead man’s switch ที่ทำลายข้อมูลหากถูกตัดการเชื่อมต่อ ⛔ อาจทำให้ผู้ใช้จำนวนมากสูญเสียข้อมูลพร้อมกัน ‼️ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ⛔ การแพร่กระจายอัตโนมัติทำให้หลายแพ็กเกจอาจถูกติดเชื้อ ⛔ สร้างเครือข่าย botnet-like ที่แชร์ token ระหว่างระบบที่ติดเชื้อ https://about.gitlab.com/blog/gitlab-discovers-widespread-npm-supply-chain-attack/
    ABOUT.GITLAB.COM
    GitLab discovers widespread npm supply chain attack
    Malware driving attack includes "dead man's switch" that can harm user data.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 63 มุมมอง 0 รีวิว
  • Critical Alert: ช่องโหว่ Apache Kvrocks เปิดสิทธิ์แอดมิน

    Apache Software Foundation ได้ออกประกาศเตือนเร่งด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ใน Kvrocks ซึ่งเป็นฐานข้อมูล NoSQL ที่รองรับโปรโตคอล Redis โดยพบว่ามี สองช่องโหว่สำคัญ ที่อาจทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลและสิทธิ์ระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง

    CVE-2025-59790 – RESET Command Flaw
    ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Critical เนื่องจากคำสั่ง RESET สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับสิทธิ์จากผู้ใช้ทั่วไปไปเป็นผู้ดูแลระบบได้ทันที โดยกระทบกับเวอร์ชัน 2.9.0 ถึง 2.13.0 หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถแก้ไขการตั้งค่า, เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือหยุดการทำงานของบริการได้

    CVE-2025-59792 – MONITOR Command Leak
    ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Important และกระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 โดยคำสั่ง MONITOR ที่ใช้สำหรับ debug จะส่งคืนทุกคำสั่งที่เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล แต่กลับเผยให้เห็น รหัสผ่านแบบ plaintext ที่ผู้ใช้รายอื่นส่งเข้ามา ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักจับและนำไปใช้เพื่อเข้าถึงระบบได้

    ผลกระทบและการแก้ไข
    เนื่องจาก Kvrocks ถูกใช้ในระบบ cloud-native และงานที่ต้องจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ช่องโหว่นี้จึงมีผลกระทบต่อ data integrity และ confidentiality อย่างรุนแรง Apache ได้ออกเวอร์ชัน 2.14.0 เพื่อแก้ไขทั้งสองช่องโหว่ และแนะนำให้องค์กรเร่งอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี

    สรุปสาระสำคัญ
    CVE-2025-59790 (RESET Command)
    ยกระดับสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปเป็นแอดมินได้ทันที

    CVE-2025-59792 (MONITOR Command)
    เผยรหัสผ่าน plaintext ของผู้ใช้รายอื่น

    เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ
    2.9.0–2.13.0 (RESET) และ 1.0.0–2.13.0 (MONITOR)

    การแก้ไข
    อัปเดตเป็น Kvrocks 2.14.0 เพื่อปิดช่องโหว่

    ความเสี่ยงต่อระบบ cloud-native
    อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและบริการหยุดชะงัก

    การใช้ MONITOR โดยไม่ระวัง
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีดักจับรหัสผ่านได้ง่ายขึ้น

    https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges/
    🚨 Critical Alert: ช่องโหว่ Apache Kvrocks เปิดสิทธิ์แอดมิน Apache Software Foundation ได้ออกประกาศเตือนเร่งด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ใน Kvrocks ซึ่งเป็นฐานข้อมูล NoSQL ที่รองรับโปรโตคอล Redis โดยพบว่ามี สองช่องโหว่สำคัญ ที่อาจทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงข้อมูลและสิทธิ์ระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง 🛠️ CVE-2025-59790 – RESET Command Flaw ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Critical เนื่องจากคำสั่ง RESET สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับสิทธิ์จากผู้ใช้ทั่วไปไปเป็นผู้ดูแลระบบได้ทันที โดยกระทบกับเวอร์ชัน 2.9.0 ถึง 2.13.0 หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถแก้ไขการตั้งค่า, เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือหยุดการทำงานของบริการได้ 🔑 CVE-2025-59792 – MONITOR Command Leak ช่องโหว่นี้ถูกจัดระดับ Important และกระทบตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0.0 ถึง 2.13.0 โดยคำสั่ง MONITOR ที่ใช้สำหรับ debug จะส่งคืนทุกคำสั่งที่เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล แต่กลับเผยให้เห็น รหัสผ่านแบบ plaintext ที่ผู้ใช้รายอื่นส่งเข้ามา ทำให้ผู้โจมตีสามารถดักจับและนำไปใช้เพื่อเข้าถึงระบบได้ 🌐 ผลกระทบและการแก้ไข เนื่องจาก Kvrocks ถูกใช้ในระบบ cloud-native และงานที่ต้องจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ ช่องโหว่นี้จึงมีผลกระทบต่อ data integrity และ confidentiality อย่างรุนแรง Apache ได้ออกเวอร์ชัน 2.14.0 เพื่อแก้ไขทั้งสองช่องโหว่ และแนะนำให้องค์กรเร่งอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ CVE-2025-59790 (RESET Command) ➡️ ยกระดับสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปเป็นแอดมินได้ทันที ✅ CVE-2025-59792 (MONITOR Command) ➡️ เผยรหัสผ่าน plaintext ของผู้ใช้รายอื่น ✅ เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ ➡️ 2.9.0–2.13.0 (RESET) และ 1.0.0–2.13.0 (MONITOR) ✅ การแก้ไข ➡️ อัปเดตเป็น Kvrocks 2.14.0 เพื่อปิดช่องโหว่ ‼️ ความเสี่ยงต่อระบบ cloud-native ⛔ อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลและบริการหยุดชะงัก ‼️ การใช้ MONITOR โดยไม่ระวัง ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีดักจับรหัสผ่านได้ง่ายขึ้น https://securityonline.info/critical-alert-apache-kvrocks-reset-command-flaw-grants-admin-privileges/
    SECURITYONLINE.INFO
    Critical Alert: Apache Kvrocks 'RESET' Command Flaw Grants Admin Privileges
    Critical Apache Kvrocks flaw (CVE-2025-59790) grants admin privileges via RESET command. Update to v2.14.0 now to prevent unauthorized access and leaks.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 34 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ OpenPLC ScadaBR ถูกโจมตีจริง – CISA ออกคำสั่งเร่งด่วน

    หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ (CISA) ได้ออกประกาศเตือนและบังคับใช้มาตรการเร่งด่วน หลังพบการโจมตีช่องโหว่ CVE-2021-26829 ในระบบ OpenPLC ScadaBR ที่ใช้ควบคุมอุตสาหกรรม (ICS/OT) โดยช่องโหว่นี้เป็น Stored Cross-Site Scripting (XSS) ซึ่งอันตรายกว่าการโจมตีแบบ Reflected XSS เพราะโค้ดอันตรายถูกฝังถาวรในระบบ เมื่อผู้ดูแลเข้าหน้า Settings โค้ดจะทำงานทันที ทำให้ผู้โจมตีสามารถยึดสิทธิ์ผู้ดูแลและเข้าถึงระบบควบคุมอุตสาหกรรมได้โดยตรง

    รายละเอียดช่องโหว่และผลกระทบ
    ช่องโหว่นี้กระทบกับ OpenPLC ScadaBR เวอร์ชัน 0.9.1 บน Linux และ 1.12.4 บน Windows โดยผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่เพื่อแทรกสคริปต์อันตรายเข้าสู่ระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าเว็บที่มีโค้ดฝังไว้ ระบบจะถูกควบคุมทันที ความเสี่ยงคือการถูกเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต, การหยุดชะงักของระบบ SCADA และการเจาะลึกเข้าสู่เครือข่าย OT ที่สำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐาน

    ความเร่งด่วนและการเผยแพร่สาธารณะ
    นักวิจัย Fellipe Oliveira ได้เผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตีช่องโหว่นี้บน YouTube ทำให้ความรู้ในการโจมตีเข้าถึงผู้ไม่เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก CISA จึงกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA เร่งอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตี

    สาระเพิ่มเติมจาก Internet
    ช่องโหว่ประเภท Stored XSS ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในระบบ ICS/SCADA ถือว่าอันตรายมาก เพราะระบบเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน น้ำ และการผลิต หากถูกโจมตี อาจนำไปสู่การหยุดชะงักระดับประเทศ ตัวอย่างเช่น การโจมตี Stuxnet ในอดีตที่ทำลายเครื่องจักรในโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน แสดงให้เห็นว่าช่องโหว่เล็ก ๆ ในระบบควบคุมอุตสาหกรรมสามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้

    สรุปสาระสำคัญ
    ช่องโหว่ CVE-2021-26829 ถูกโจมตีจริง
    เป็น Stored XSS ใน OpenPLC ScadaBR บน Linux และ Windows

    CISA เพิ่มช่องโหว่นี้ใน KEV Catalog
    บังคับให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025

    นักวิจัยเผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตี
    ทำให้ผู้โจมตีทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น

    ผลกระทบต่อระบบ SCADA และโครงสร้างพื้นฐาน
    เสี่ยงต่อการหยุดชะงักและการควบคุมกระบวนการผลิต

    ความเสี่ยงจากการเผยแพร่สาธารณะ
    เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่เชี่ยวชาญสามารถโจมตีได้

    หากไม่แก้ไขทันเวลา
    อาจนำไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น พลังงานและน้ำ

    https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829/
    🛡️ ช่องโหว่ OpenPLC ScadaBR ถูกโจมตีจริง – CISA ออกคำสั่งเร่งด่วน หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ (CISA) ได้ออกประกาศเตือนและบังคับใช้มาตรการเร่งด่วน หลังพบการโจมตีช่องโหว่ CVE-2021-26829 ในระบบ OpenPLC ScadaBR ที่ใช้ควบคุมอุตสาหกรรม (ICS/OT) โดยช่องโหว่นี้เป็น Stored Cross-Site Scripting (XSS) ซึ่งอันตรายกว่าการโจมตีแบบ Reflected XSS เพราะโค้ดอันตรายถูกฝังถาวรในระบบ เมื่อผู้ดูแลเข้าหน้า Settings โค้ดจะทำงานทันที ทำให้ผู้โจมตีสามารถยึดสิทธิ์ผู้ดูแลและเข้าถึงระบบควบคุมอุตสาหกรรมได้โดยตรง ⚙️ รายละเอียดช่องโหว่และผลกระทบ ช่องโหว่นี้กระทบกับ OpenPLC ScadaBR เวอร์ชัน 0.9.1 บน Linux และ 1.12.4 บน Windows โดยผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่เพื่อแทรกสคริปต์อันตรายเข้าสู่ระบบ และเมื่อผู้ดูแลเปิดหน้าเว็บที่มีโค้ดฝังไว้ ระบบจะถูกควบคุมทันที ความเสี่ยงคือการถูกเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต, การหยุดชะงักของระบบ SCADA และการเจาะลึกเข้าสู่เครือข่าย OT ที่สำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐาน 🌐 ความเร่งด่วนและการเผยแพร่สาธารณะ นักวิจัย Fellipe Oliveira ได้เผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตีช่องโหว่นี้บน YouTube ทำให้ความรู้ในการโจมตีเข้าถึงผู้ไม่เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก CISA จึงกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 และแนะนำให้ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ SCADA เร่งอัปเดตเพื่อป้องกันการโจมตี 🔍 สาระเพิ่มเติมจาก Internet ช่องโหว่ประเภท Stored XSS ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในระบบ ICS/SCADA ถือว่าอันตรายมาก เพราะระบบเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน น้ำ และการผลิต หากถูกโจมตี อาจนำไปสู่การหยุดชะงักระดับประเทศ ตัวอย่างเช่น การโจมตี Stuxnet ในอดีตที่ทำลายเครื่องจักรในโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน แสดงให้เห็นว่าช่องโหว่เล็ก ๆ ในระบบควบคุมอุตสาหกรรมสามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ช่องโหว่ CVE-2021-26829 ถูกโจมตีจริง ➡️ เป็น Stored XSS ใน OpenPLC ScadaBR บน Linux และ Windows ✅ CISA เพิ่มช่องโหว่นี้ใน KEV Catalog ➡️ บังคับให้หน่วยงานรัฐบาลกลางแก้ไขภายใน 19 ธันวาคม 2025 ✅ นักวิจัยเผยแพร่วิดีโอสาธิตการโจมตี ➡️ ทำให้ผู้โจมตีทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น ✅ ผลกระทบต่อระบบ SCADA และโครงสร้างพื้นฐาน ➡️ เสี่ยงต่อการหยุดชะงักและการควบคุมกระบวนการผลิต ‼️ ความเสี่ยงจากการเผยแพร่สาธารณะ ⛔ เพิ่มโอกาสให้ผู้โจมตีที่ไม่เชี่ยวชาญสามารถโจมตีได้ ‼️ หากไม่แก้ไขทันเวลา ⛔ อาจนำไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น พลังงานและน้ำ https://securityonline.info/cisa-flags-actively-exploited-openplc-flaw-cve-2021-26829/
    SECURITYONLINE.INFO
    CISA Flags Actively Exploited OpenPLC Flaw (CVE-2021-26829)
    CISA warns of active exploitation of OpenPLC ScadaBR (CVE-2021-26829). This critical Stored XSS flaw puts SCADA systems at risk. Update now.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 รีวิว
  • Cronos เปิดตัว Hackathon มูลค่า $42,000 ขับเคลื่อนการชำระเงินบนบล็อกเชนด้วย AI

    เครือข่าย Cronos ได้ประกาศจัดงาน x402 PayTech Hackathon โดยมีเงินรางวัลรวมกว่า 42,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันการพัฒนาเครื่องมือและแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการทำธุรกรรมบนบล็อกเชน งานนี้เปิดให้เหล่านักพัฒนาทั่วโลกเข้าร่วม โดยใช้ Crypto.com AI Agent SDK และโครงสร้างพื้นฐานล่าสุดของ Cronos และ Crypto.com..

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของ Cronos
    ในช่วงที่ผ่านมา Cronos ได้ปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ เช่น ลดค่า gas ลงถึง 10 เท่า, เพิ่มปริมาณธุรกรรมรายวันกว่า 400%, และลดเวลาในการสร้างบล็อกเหลือไม่ถึง 1 วินาที สิ่งเหล่านี้ทำให้ Cronos กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ต้องการความเร็วสูงและรองรับ AI-native ได้อย่างเต็มรูปแบบ.

    สิ่งที่นักพัฒนาจะได้ทดลอง
    ผู้เข้าร่วม Hackathon จะได้ทดลองสร้างโซลูชันที่หลากหลาย เช่น การทำธุรกรรมอัตโนมัติ, smart wallet ที่ขับเคลื่อนด้วย AI, การเชื่อมโยงสินทรัพย์จริงเข้ากับบล็อกเชน, และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา โดยมีการสนับสนุนเต็มรูปแบบจาก Cronos และ Crypto.com ทั้ง workshop, office hours, และเอกสารทางเทคนิค.

    เป้าหมายระยะยาวและโอกาสต่อยอด
    Hackathon ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่ยังเป็นการทดสอบว่า AI agents สามารถจัดการและเคลื่อนย้ายมูลค่าได้จริง ทีมที่โดดเด่นอาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น เงินทุน, การบ่มเพาะโครงการ และการร่วมมือกับระบบนิเวศของ Cronos ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 150 ล้านคน และมีสินทรัพย์รวมกว่า 6 พันล้านดอลลาร์.

    สรุปสาระสำคัญ
    Cronos จัด x402 PayTech Hackathon มูลค่า $42,000
    เปิดให้นักพัฒนาทั่วโลกเข้าร่วม

    ใช้ Crypto.com AI Agent SDK และโครงสร้างพื้นฐานใหม่
    รองรับการสร้าง AI-native applications

    Cronos ปรับปรุงระบบครั้งใหญ่
    ลดค่า gas 10 เท่า, เพิ่มธุรกรรม 400%, block time < 1 วินาที

    ผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองสร้าง smart wallet, automated flows และ asset integration
    มี workshop และ office hours สนับสนุน

    การแข่งขันเน้นการทดสอบความสามารถของ AI agents
    ทีมที่ไม่สามารถสร้างโซลูชันที่ใช้งานจริงอาจไม่ผ่านการคัดเลือก

    การพัฒนา AI-native บนบล็อกเชนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
    อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการปรับใช้ในตลาดจริง

    https://hackread.com/cronos-hackathon-ai-powered-chain-payments/
    🌍 Cronos เปิดตัว Hackathon มูลค่า $42,000 ขับเคลื่อนการชำระเงินบนบล็อกเชนด้วย AI เครือข่าย Cronos ได้ประกาศจัดงาน x402 PayTech Hackathon โดยมีเงินรางวัลรวมกว่า 42,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันการพัฒนาเครื่องมือและแอปพลิเคชันที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการทำธุรกรรมบนบล็อกเชน งานนี้เปิดให้เหล่านักพัฒนาทั่วโลกเข้าร่วม โดยใช้ Crypto.com AI Agent SDK และโครงสร้างพื้นฐานล่าสุดของ Cronos และ Crypto.com.. ⚡ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของ Cronos ในช่วงที่ผ่านมา Cronos ได้ปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ เช่น ลดค่า gas ลงถึง 10 เท่า, เพิ่มปริมาณธุรกรรมรายวันกว่า 400%, และลดเวลาในการสร้างบล็อกเหลือไม่ถึง 1 วินาที สิ่งเหล่านี้ทำให้ Cronos กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่ต้องการความเร็วสูงและรองรับ AI-native ได้อย่างเต็มรูปแบบ. 🛠️ สิ่งที่นักพัฒนาจะได้ทดลอง ผู้เข้าร่วม Hackathon จะได้ทดลองสร้างโซลูชันที่หลากหลาย เช่น การทำธุรกรรมอัตโนมัติ, smart wallet ที่ขับเคลื่อนด้วย AI, การเชื่อมโยงสินทรัพย์จริงเข้ากับบล็อกเชน, และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา โดยมีการสนับสนุนเต็มรูปแบบจาก Cronos และ Crypto.com ทั้ง workshop, office hours, และเอกสารทางเทคนิค. 🚀 เป้าหมายระยะยาวและโอกาสต่อยอด Hackathon ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่ยังเป็นการทดสอบว่า AI agents สามารถจัดการและเคลื่อนย้ายมูลค่าได้จริง ทีมที่โดดเด่นอาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น เงินทุน, การบ่มเพาะโครงการ และการร่วมมือกับระบบนิเวศของ Cronos ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 150 ล้านคน และมีสินทรัพย์รวมกว่า 6 พันล้านดอลลาร์. 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ Cronos จัด x402 PayTech Hackathon มูลค่า $42,000 ➡️ เปิดให้นักพัฒนาทั่วโลกเข้าร่วม ✅ ใช้ Crypto.com AI Agent SDK และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ➡️ รองรับการสร้าง AI-native applications ✅ Cronos ปรับปรุงระบบครั้งใหญ่ ➡️ ลดค่า gas 10 เท่า, เพิ่มธุรกรรม 400%, block time < 1 วินาที ✅ ผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองสร้าง smart wallet, automated flows และ asset integration ➡️ มี workshop และ office hours สนับสนุน ‼️ การแข่งขันเน้นการทดสอบความสามารถของ AI agents ⛔ ทีมที่ไม่สามารถสร้างโซลูชันที่ใช้งานจริงอาจไม่ผ่านการคัดเลือก ‼️ การพัฒนา AI-native บนบล็อกเชนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ⛔ อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการปรับใช้ในตลาดจริง https://hackread.com/cronos-hackathon-ai-powered-chain-payments/
    HACKREAD.COM
    Cronos Kicks Off $42K Global Hackathon Focused on AI-Powered On-Chain Payments
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 93 มุมมอง 0 รีวิว
  • โทรศัพท์ถูกแฮ็ก: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

    สมาร์ทโฟนในปัจจุบันถูกใช้ทั้งการสื่อสาร การเงิน และข้อมูลส่วนตัว ทำให้เป็นเป้าหมายสำคัญของแฮกเกอร์ แม้ระบบ Android และ iOS จะมีการพัฒนาเรื่องความปลอดภัย แต่การโจมตีผ่าน social engineering เช่น phishing ยังคงเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด ผู้ใช้จึงควรระวังพฤติกรรมผิดปกติที่อาจบ่งบอกว่าเครื่องถูกเจาะระบบแล้ว.

    อาการที่บ่งบอกว่าเครื่องอาจถูกเจาะ
    หนึ่งในสัญญาณที่พบบ่อยคือ แอปที่ไม่รู้จักโผล่มาเอง หรือโฆษณาป๊อปอัพที่น่ารำคาญ ซึ่งอาจเป็น adware หรือ trojan ที่ขโมยข้อมูลส่วนตัว นอกจากนี้ แบตหมดเร็วและเครื่องทำงานช้า อาจเกิดจาก malware ที่แอบใช้พลังประมวลผลเพื่อขุดคริปโต (cryptojacking) หรือ spyware ที่ทำงานเบื้องหลังโดยไม่ให้ผู้ใช้รู้ตัว.

    ข้อความและการเข้าสู่ระบบที่น่าสงสัย
    อีกสัญญาณที่ควรจับตาคือ ข้อความหรืออีเมลที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่มีลิงก์ให้กด ซึ่งเป็นวิธี phishing ที่ทำให้ผู้ใช้หลงกรอกข้อมูลส่วนตัว รวมถึงการแจ้งเตือนเข้าสู่ระบบที่ไม่ได้ร้องขอ หากผู้ใช้เผลอกด “Allow” อาจเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงบัญชีได้ทันที.

    วิธีรับมือและป้องกัน
    หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบ ลบแอปต้องสงสัย เปลี่ยนรหัสผ่าน และตรวจสอบการตั้งค่าเครื่อง Android มี Google Play Protect ที่ช่วยสแกนแอป ส่วน iOS แม้จะปลอดภัยกว่า แต่ก็ยังต้องอัปเดตระบบให้ทันสมัยเสมอ หากยังสงสัยว่ามีมัลแวร์ ควรทำ factory reset เพื่อคืนค่าเครื่องให้สะอาดและปลอดภัย.

    สรุปสาระสำคัญ
    สัญญาณที่บ่งบอกว่าเครื่องถูกเจาะ
    แอปไม่รู้จัก, โฆษณาป๊อปอัพ, เครื่องช้า, แบตหมดเร็ว, ข้อความน่าสงสัย

    วิธีตรวจสอบเบื้องต้น
    ใช้ Google Play Protect, ตรวจสอบการใช้แบต, สังเกตการแจ้งเตือนเข้าสู่ระบบ

    การป้องกันที่ควรทำ
    อัปเดตระบบ, ใช้แอนติไวรัส, หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จากแหล่งไม่รู้จัก

    ความเสี่ยงจากมัลแวร์
    Cryptojacking ใช้พลังเครื่องขุดคริปโต, Spyware และ Keylogger แอบเก็บข้อมูล

    ความเสี่ยงจาก phishing
    ข้อความหลอกลวงอาจทำให้ผู้ใช้เสียรหัสผ่านและข้อมูลการเงิน

    https://www.slashgear.com/2034632/signs-your-phone-hacked/
    📱 โทรศัพท์ถูกแฮ็ก: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม สมาร์ทโฟนในปัจจุบันถูกใช้ทั้งการสื่อสาร การเงิน และข้อมูลส่วนตัว ทำให้เป็นเป้าหมายสำคัญของแฮกเกอร์ แม้ระบบ Android และ iOS จะมีการพัฒนาเรื่องความปลอดภัย แต่การโจมตีผ่าน social engineering เช่น phishing ยังคงเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด ผู้ใช้จึงควรระวังพฤติกรรมผิดปกติที่อาจบ่งบอกว่าเครื่องถูกเจาะระบบแล้ว. ⚡ อาการที่บ่งบอกว่าเครื่องอาจถูกเจาะ หนึ่งในสัญญาณที่พบบ่อยคือ แอปที่ไม่รู้จักโผล่มาเอง หรือโฆษณาป๊อปอัพที่น่ารำคาญ ซึ่งอาจเป็น adware หรือ trojan ที่ขโมยข้อมูลส่วนตัว นอกจากนี้ แบตหมดเร็วและเครื่องทำงานช้า อาจเกิดจาก malware ที่แอบใช้พลังประมวลผลเพื่อขุดคริปโต (cryptojacking) หรือ spyware ที่ทำงานเบื้องหลังโดยไม่ให้ผู้ใช้รู้ตัว. 📩 ข้อความและการเข้าสู่ระบบที่น่าสงสัย อีกสัญญาณที่ควรจับตาคือ ข้อความหรืออีเมลที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่มีลิงก์ให้กด ซึ่งเป็นวิธี phishing ที่ทำให้ผู้ใช้หลงกรอกข้อมูลส่วนตัว รวมถึงการแจ้งเตือนเข้าสู่ระบบที่ไม่ได้ร้องขอ หากผู้ใช้เผลอกด “Allow” อาจเปิดทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงบัญชีได้ทันที. 🛡️ วิธีรับมือและป้องกัน หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบ ลบแอปต้องสงสัย เปลี่ยนรหัสผ่าน และตรวจสอบการตั้งค่าเครื่อง Android มี Google Play Protect ที่ช่วยสแกนแอป ส่วน iOS แม้จะปลอดภัยกว่า แต่ก็ยังต้องอัปเดตระบบให้ทันสมัยเสมอ หากยังสงสัยว่ามีมัลแวร์ ควรทำ factory reset เพื่อคืนค่าเครื่องให้สะอาดและปลอดภัย. 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ สัญญาณที่บ่งบอกว่าเครื่องถูกเจาะ ➡️ แอปไม่รู้จัก, โฆษณาป๊อปอัพ, เครื่องช้า, แบตหมดเร็ว, ข้อความน่าสงสัย ✅ วิธีตรวจสอบเบื้องต้น ➡️ ใช้ Google Play Protect, ตรวจสอบการใช้แบต, สังเกตการแจ้งเตือนเข้าสู่ระบบ ✅ การป้องกันที่ควรทำ ➡️ อัปเดตระบบ, ใช้แอนติไวรัส, หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จากแหล่งไม่รู้จัก ‼️ ความเสี่ยงจากมัลแวร์ ⛔ Cryptojacking ใช้พลังเครื่องขุดคริปโต, Spyware และ Keylogger แอบเก็บข้อมูล ‼️ ความเสี่ยงจาก phishing ⛔ ข้อความหลอกลวงอาจทำให้ผู้ใช้เสียรหัสผ่านและข้อมูลการเงิน https://www.slashgear.com/2034632/signs-your-phone-hacked/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    6 Signs Your Phone Was Hacked - SlashGear
    If your'e worried about the prospect of someone gaining access to your phone without your authorization, look for these tell-tale signs of a hack.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 99 มุมมอง 0 รีวิว
  • GNOME Project เปิดตัว GNOME 49.2 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ของเดสก์ท็อป

    GNOME Project เปิดตัว GNOME 49.2 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ของเดสก์ท็อปสิ่งแวดล้อม โดยเน้นแก้ไขบั๊กและปรับปรุงการใช้งาน เช่น การจัดการ Sticky Keys, การรองรับ Tiled Monitors, และการปรับปรุงเครื่องมือหลักอย่าง Nautilus, Epiphany และ GNOME Settings.

    GNOME 49.2: ปรับปรุงการใช้งาน Sticky Keys และ Tiled Monitors
    GNOME 49.2 มาพร้อมการปรับปรุงการจัดการ Sticky Keys และ Tiled Monitors ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการการเข้าถึงพิเศษหรือการทำงานกับหลายจอภาพสามารถใช้งานได้ราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มการรองรับ ignored modifiers เมื่อจับปุ่มและเมาส์บน X11 รวมถึงการปรับปรุง on-screen keyboard layouts สำหรับผู้ใช้ภาษาเยอรมันและออสเตรีย.

    การแก้ไขบั๊กและปรับปรุงระบบ
    การอัปเดตครั้งนี้แก้ไขบั๊กจำนวนมาก เช่น
    ปัญหา lock screen notification สำหรับ MPRIS clients
    ไอคอนเครือข่ายที่แสดงผิดเมื่อการเชื่อมต่อหลุด
    ปัญหา zombie processes ใน VPN auth helper
    การ freeze เมื่อใช้ shortcut สำหรับ layout switch
    การทำงานผิดพลาดของ swipe gestures ในภาษา RTL (Right-to-Left)

    นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง GNOME Software ให้แสดงประวัติการอัปเดตของแอป Flatpak และแก้ไขบั๊กที่ทำให้การอัปเดตออฟไลน์ไม่สามารถเปลี่ยน shutdown เป็น reboot ได้.

    การปรับปรุงแอปพลิเคชันหลัก
    Epiphany (GNOME Web): ปรับปรุง UI ให้แสดง action bar เสมอเมื่อเข้าสู่ narrow mode และ decode URLs อย่างสม่ำเสมอ
    Nautilus: ลดการใช้หน่วยความจำจาก thumbnails และแก้ไขการจัดเรียง loopback devices
    Loupe image viewer: ปรับปรุง shortcut zoom ให้ถูกต้อง (300% แทน 200%)
    Orca screen reader: แก้ regression ในการนำทางตาราง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    GNOME 49.2 ปรับปรุงการใช้งานหลัก
    Sticky Keys และ Tiled Monitors ใช้งานได้ดีขึ้น
    เพิ่ม layouts สำหรับ on-screen keyboard

    การแก้ไขบั๊กสำคัญ
    Lock screen notification, network icon, VPN zombie processes
    Swipe gestures ใน RTL locales

    การปรับปรุงแอปหลัก
    Epiphany UI และ URL decoding
    Nautilus memory usage และ loopback sorting
    Loupe zoom shortcut และ Orca screen reader

    คำเตือนสำหรับผู้ใช้
    หากยังใช้ GNOME รุ่นเก่า อาจเจอปัญหาการ freeze และ bug ที่แก้ไขแล้วใน 49.2
    ผู้ใช้ที่พึ่งพา accessibility tools ควรอัปเดตทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานผิดพลาด

    https://9to5linux.com/gnome-49-2-released-with-improved-handling-of-tiled-monitors-and-sticky-keys
    🐐 GNOME Project เปิดตัว GNOME 49.2 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ของเดสก์ท็อป GNOME Project เปิดตัว GNOME 49.2 ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ของเดสก์ท็อปสิ่งแวดล้อม โดยเน้นแก้ไขบั๊กและปรับปรุงการใช้งาน เช่น การจัดการ Sticky Keys, การรองรับ Tiled Monitors, และการปรับปรุงเครื่องมือหลักอย่าง Nautilus, Epiphany และ GNOME Settings. 🖥️ GNOME 49.2: ปรับปรุงการใช้งาน Sticky Keys และ Tiled Monitors GNOME 49.2 มาพร้อมการปรับปรุงการจัดการ Sticky Keys และ Tiled Monitors ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการการเข้าถึงพิเศษหรือการทำงานกับหลายจอภาพสามารถใช้งานได้ราบรื่นขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มการรองรับ ignored modifiers เมื่อจับปุ่มและเมาส์บน X11 รวมถึงการปรับปรุง on-screen keyboard layouts สำหรับผู้ใช้ภาษาเยอรมันและออสเตรีย. ⚙️ การแก้ไขบั๊กและปรับปรุงระบบ การอัปเดตครั้งนี้แก้ไขบั๊กจำนวนมาก เช่น 🔷 ปัญหา lock screen notification สำหรับ MPRIS clients 🔷 ไอคอนเครือข่ายที่แสดงผิดเมื่อการเชื่อมต่อหลุด 🔷 ปัญหา zombie processes ใน VPN auth helper 🔷 การ freeze เมื่อใช้ shortcut สำหรับ layout switch 🔷 การทำงานผิดพลาดของ swipe gestures ในภาษา RTL (Right-to-Left) นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง GNOME Software ให้แสดงประวัติการอัปเดตของแอป Flatpak และแก้ไขบั๊กที่ทำให้การอัปเดตออฟไลน์ไม่สามารถเปลี่ยน shutdown เป็น reboot ได้. 🌐 การปรับปรุงแอปพลิเคชันหลัก 🔷 Epiphany (GNOME Web): ปรับปรุง UI ให้แสดง action bar เสมอเมื่อเข้าสู่ narrow mode และ decode URLs อย่างสม่ำเสมอ 🔷 Nautilus: ลดการใช้หน่วยความจำจาก thumbnails และแก้ไขการจัดเรียง loopback devices 🔷 Loupe image viewer: ปรับปรุง shortcut zoom ให้ถูกต้อง (300% แทน 200%) 🔷 Orca screen reader: แก้ regression ในการนำทางตาราง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ GNOME 49.2 ปรับปรุงการใช้งานหลัก ➡️ Sticky Keys และ Tiled Monitors ใช้งานได้ดีขึ้น ➡️ เพิ่ม layouts สำหรับ on-screen keyboard ✅ การแก้ไขบั๊กสำคัญ ➡️ Lock screen notification, network icon, VPN zombie processes ➡️ Swipe gestures ใน RTL locales ✅ การปรับปรุงแอปหลัก ➡️ Epiphany UI และ URL decoding ➡️ Nautilus memory usage และ loopback sorting ➡️ Loupe zoom shortcut และ Orca screen reader ‼️ คำเตือนสำหรับผู้ใช้ ⛔ หากยังใช้ GNOME รุ่นเก่า อาจเจอปัญหาการ freeze และ bug ที่แก้ไขแล้วใน 49.2 ⛔ ผู้ใช้ที่พึ่งพา accessibility tools ควรอัปเดตทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานผิดพลาด https://9to5linux.com/gnome-49-2-released-with-improved-handling-of-tiled-monitors-and-sticky-keys
    9TO5LINUX.COM
    GNOME 49.2 Released with Improved Handling of Tiled Monitors and Sticky Keys - 9to5Linux
    GNOME 49.2 is now available as the second point release to the latest GNOME 49 desktop environment series with various improvements.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 91 มุมมอง 0 รีวิว
  • EP 91
    พรุ่งนี้ไม่ว่า SET จะ ลบหรือบวก BDMS ต้อทำแท่งเขียวเท่านั้นไม่งั้นเกิด New Low แน่
    BY.
    EP 91 พรุ่งนี้ไม่ว่า SET จะ ลบหรือบวก BDMS ต้อทำแท่งเขียวเท่านั้นไม่งั้นเกิด New Low แน่ BY.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 37 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • SET รอยุบสภา 26/11/68 #กะเทาะหุ้น #SET #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย
    SET รอยุบสภา 26/11/68 #กะเทาะหุ้น #SET #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 200 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • Elon Musk ประกาศ Tesla จะผลิตชิป AI มากกว่าเจ้าอื่นรวมกัน

    Elon Musk เปิดเผยว่า Tesla มีทีมวิศวกรรมชิป AI ที่ทำงานมาหลายปีแล้ว และได้ออกแบบชิป AI4 สำหรับรถยนต์ Tesla รวมถึงใกล้เสร็จสิ้นการพัฒนา AI5 โดยตั้งเป้าว่าจะออกชิปใหม่ทุก 12 เดือน พร้อมอ้างว่า Tesla จะผลิตชิป AI ในปริมาณ “มากกว่าทุกบริษัทอื่นรวมกัน”

    ความก้าวหน้าของทีม AI Engineering
    ทีมของ Tesla ได้ออกแบบและติดตั้งชิป AI หลายล้านตัวในรถยนต์และศูนย์ข้อมูลแล้ว Musk ระบุว่าการพัฒนาชิป AI5 กำลังจะเสร็จสิ้น และมีแผนพัฒนา AI6 ต่อทันที โดย Tesla ยังพิจารณาสร้างโรงงานผลิตชิปเอง (TeraFab) เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายอื่น เช่น TSMC และ Samsung

    การเชื่อมโยงกับโครงการ Optimus
    Musk เชื่อมโยงการพัฒนาชิปเข้ากับโครงการหุ่นยนต์ Optimus โดยกล่าวว่าชิปเหล่านี้จะช่วยให้หุ่นยนต์สามารถทำงานทางการแพทย์และ “ช่วยชีวิตผู้คนหลายล้าน” แม้ปัจจุบัน Optimus ยังอยู่ในขั้นทดลองและยังไม่สามารถทำงานอัตโนมัติได้เต็มรูปแบบ แต่ Musk ยังคงมองว่าชิป AI จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา

    ความท้าทายและข้อสงสัย
    แม้คำกล่าวของ Musk จะสร้างความตื่นเต้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการผลิตชิปในปริมาณมากกว่าบริษัทอย่าง Nvidia, AMD หรือ Intel นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล จึงมีข้อสงสัยว่าคำสัญญานี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ Tesla ยังต้องแข่งขันกับผู้ผลิตชิปที่มีสายการผลิตระดับโลกอยู่แล้ว

    สรุปสาระสำคัญ
    ทีม AI Engineering ของ Tesla
    พัฒนา AI4 และใกล้เสร็จสิ้น AI5 พร้อมตั้งเป้า AI6

    แผนการผลิต
    Musk ตั้งเป้าผลิตชิปมากกว่าทุกบริษัทอื่นรวมกัน

    การเชื่อมโยงกับ Optimus
    ชิป AI จะถูกใช้ในหุ่นยนต์เพื่อการแพทย์และการช่วยชีวิต

    ความท้าทาย
    Tesla อาจสร้างโรงงาน TeraFab เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายอื่น

    คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ
    การผลิตชิปในปริมาณมหาศาลอาจไม่เป็นจริงในระยะสั้น

    ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน
    ต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่ที่มีสายการ

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/big-tech/elon-musk-claims-he-will-build-chips-at-higher-volumes-ultimately-than-all-other-ai-chips-combined-tesla-ai-engineering-team-has-ai5-chip-ready-to-go-and-is-setting-its-sights-on-ai6
    ⚡ Elon Musk ประกาศ Tesla จะผลิตชิป AI มากกว่าเจ้าอื่นรวมกัน Elon Musk เปิดเผยว่า Tesla มีทีมวิศวกรรมชิป AI ที่ทำงานมาหลายปีแล้ว และได้ออกแบบชิป AI4 สำหรับรถยนต์ Tesla รวมถึงใกล้เสร็จสิ้นการพัฒนา AI5 โดยตั้งเป้าว่าจะออกชิปใหม่ทุก 12 เดือน พร้อมอ้างว่า Tesla จะผลิตชิป AI ในปริมาณ “มากกว่าทุกบริษัทอื่นรวมกัน” 🛠️ ความก้าวหน้าของทีม AI Engineering ทีมของ Tesla ได้ออกแบบและติดตั้งชิป AI หลายล้านตัวในรถยนต์และศูนย์ข้อมูลแล้ว Musk ระบุว่าการพัฒนาชิป AI5 กำลังจะเสร็จสิ้น และมีแผนพัฒนา AI6 ต่อทันที โดย Tesla ยังพิจารณาสร้างโรงงานผลิตชิปเอง (TeraFab) เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายอื่น เช่น TSMC และ Samsung 🤖 การเชื่อมโยงกับโครงการ Optimus Musk เชื่อมโยงการพัฒนาชิปเข้ากับโครงการหุ่นยนต์ Optimus โดยกล่าวว่าชิปเหล่านี้จะช่วยให้หุ่นยนต์สามารถทำงานทางการแพทย์และ “ช่วยชีวิตผู้คนหลายล้าน” แม้ปัจจุบัน Optimus ยังอยู่ในขั้นทดลองและยังไม่สามารถทำงานอัตโนมัติได้เต็มรูปแบบ แต่ Musk ยังคงมองว่าชิป AI จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา 🌍 ความท้าทายและข้อสงสัย แม้คำกล่าวของ Musk จะสร้างความตื่นเต้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการผลิตชิปในปริมาณมากกว่าบริษัทอย่าง Nvidia, AMD หรือ Intel นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมหาศาล จึงมีข้อสงสัยว่าคำสัญญานี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ Tesla ยังต้องแข่งขันกับผู้ผลิตชิปที่มีสายการผลิตระดับโลกอยู่แล้ว 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ทีม AI Engineering ของ Tesla ➡️ พัฒนา AI4 และใกล้เสร็จสิ้น AI5 พร้อมตั้งเป้า AI6 ✅ แผนการผลิต ➡️ Musk ตั้งเป้าผลิตชิปมากกว่าทุกบริษัทอื่นรวมกัน ✅ การเชื่อมโยงกับ Optimus ➡️ ชิป AI จะถูกใช้ในหุ่นยนต์เพื่อการแพทย์และการช่วยชีวิต ✅ ความท้าทาย ➡️ Tesla อาจสร้างโรงงาน TeraFab เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายอื่น ‼️ คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ ⛔ การผลิตชิปในปริมาณมหาศาลอาจไม่เป็นจริงในระยะสั้น ‼️ ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน ⛔ ต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่ที่มีสายการ https://www.tomshardware.com/tech-industry/big-tech/elon-musk-claims-he-will-build-chips-at-higher-volumes-ultimately-than-all-other-ai-chips-combined-tesla-ai-engineering-team-has-ai5-chip-ready-to-go-and-is-setting-its-sights-on-ai6
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 167 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 ฟีเจอร์ซ่อนของ Android ที่ช่วยให้การใช้งานมือถือสะดวกขึ้น

    Personal Dictionary
    Android มีฟีเจอร์ Personal Dictionary ที่ให้ผู้ใช้สร้างคำหรือวลีที่ใช้บ่อย พร้อมกำหนด Shortcut เพื่อเรียกใช้งานได้ทันที เช่น พิมพ์รหัสสั้น ๆ แล้วระบบจะเติมเป็นอีเมลหรือข้อความที่ตั้งไว้ ฟีเจอร์นี้ช่วยประหยัดเวลาในการพิมพ์ โดยสามารถตั้งค่าได้ที่ Settings → General management → Personal Dictionary

    Notification History
    ตั้งแต่ Android 11 เป็นต้นมา มีฟีเจอร์ Notification History ที่บันทึกการแจ้งเตือนทั้งหมด แม้ผู้ใช้จะเผลอลบไปแล้ว ก็สามารถย้อนกลับมาดูได้ รวมถึงบันทึกการกระทำที่ทำกับแจ้งเตือน เช่น อ่านแล้วหรือลบไป ฟีเจอร์นี้ช่วยลดความเสี่ยงในการพลาดข้อมูลสำคัญ โดยเปิดใช้งานได้ที่ Settings → Notifications → Advanced settings → Notifications history

    Extend Unlock
    ฟีเจอร์ Extend Unlock (ชื่อเดิม Smart Lock) ช่วยให้มือถือปลดล็อกอัตโนมัติเมื่ออยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่ปลอดภัย เช่น ที่บ้าน หรือเมื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ แม้จะสะดวก แต่ก็มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากมีคนอื่นเข้าถึงมือถือในพื้นที่เดียวกัน จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

    Split-screen และ Floating-window
    Android มีความสามารถในการเปิด สองแอปพร้อมกัน ผ่าน Split-screen หรือเปิดแอปในหน้าต่างลอย (Floating-window) เพื่อทำงานหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ดูวิดีโอไปพร้อมกับจดโน้ต ฟีเจอร์นี้เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการ multitasking โดยเฉพาะบนอุปกรณ์จอใหญ่หรือแบบพับได้ เช่น Galaxy Z Fold7

    Good Lock (เฉพาะ Samsung)
    สำหรับผู้ใช้ Samsung มีแอป Good Lock ที่รวมโมดูลปรับแต่งมากมาย เช่น QuickStar สำหรับปรับ Status Bar, LockStar สำหรับปรับหน้าล็อก, และ Theme Park สำหรับสร้างธีมเอง ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งเครื่องได้ละเอียดกว่าที่ Android มีมาให้ตามปกติ

    https://www.slashgear.com/2031578/hidden-android-features-make-phone-easier-use/
    🤩 5 ฟีเจอร์ซ่อนของ Android ที่ช่วยให้การใช้งานมือถือสะดวกขึ้น 📖 Personal Dictionary Android มีฟีเจอร์ Personal Dictionary ที่ให้ผู้ใช้สร้างคำหรือวลีที่ใช้บ่อย พร้อมกำหนด Shortcut เพื่อเรียกใช้งานได้ทันที เช่น พิมพ์รหัสสั้น ๆ แล้วระบบจะเติมเป็นอีเมลหรือข้อความที่ตั้งไว้ ฟีเจอร์นี้ช่วยประหยัดเวลาในการพิมพ์ โดยสามารถตั้งค่าได้ที่ Settings → General management → Personal Dictionary 🔔 Notification History ตั้งแต่ Android 11 เป็นต้นมา มีฟีเจอร์ Notification History ที่บันทึกการแจ้งเตือนทั้งหมด แม้ผู้ใช้จะเผลอลบไปแล้ว ก็สามารถย้อนกลับมาดูได้ รวมถึงบันทึกการกระทำที่ทำกับแจ้งเตือน เช่น อ่านแล้วหรือลบไป ฟีเจอร์นี้ช่วยลดความเสี่ยงในการพลาดข้อมูลสำคัญ โดยเปิดใช้งานได้ที่ Settings → Notifications → Advanced settings → Notifications history 🔓 Extend Unlock ฟีเจอร์ Extend Unlock (ชื่อเดิม Smart Lock) ช่วยให้มือถือปลดล็อกอัตโนมัติเมื่ออยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่ปลอดภัย เช่น ที่บ้าน หรือเมื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ แม้จะสะดวก แต่ก็มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากมีคนอื่นเข้าถึงมือถือในพื้นที่เดียวกัน จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง 🖥️ Split-screen และ Floating-window Android มีความสามารถในการเปิด สองแอปพร้อมกัน ผ่าน Split-screen หรือเปิดแอปในหน้าต่างลอย (Floating-window) เพื่อทำงานหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ดูวิดีโอไปพร้อมกับจดโน้ต ฟีเจอร์นี้เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการ multitasking โดยเฉพาะบนอุปกรณ์จอใหญ่หรือแบบพับได้ เช่น Galaxy Z Fold7 🎨 Good Lock (เฉพาะ Samsung) สำหรับผู้ใช้ Samsung มีแอป Good Lock ที่รวมโมดูลปรับแต่งมากมาย เช่น QuickStar สำหรับปรับ Status Bar, LockStar สำหรับปรับหน้าล็อก, และ Theme Park สำหรับสร้างธีมเอง ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งเครื่องได้ละเอียดกว่าที่ Android มีมาให้ตามปกติ https://www.slashgear.com/2031578/hidden-android-features-make-phone-easier-use/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Hidden Android Features That Can Make Using Your Phone Easier - SlashGear
    Anything your phone might not be able to do natively can be achieved with an app, but Android devices are much more feature-rich than they appear at first.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 130 มุมมอง 0 รีวิว
  • ช่องโหว่ร้ายแรงใน MyASUS Component

    ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นใน ASUS System Control Interface Service ซึ่งถูกใช้ในเครื่อง ASUS หลายประเภท เช่น Desktop, Laptop, NUC และ All-in-One PC โดยมีปัญหาที่ กลไกการ restore ไฟล์ไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้โจมตีสามารถแทนที่ไฟล์ที่เชื่อถือได้ด้วยไฟล์อันตราย และรันในสิทธิ์ SYSTEM ซึ่งเป็นสิทธิ์สูงสุดบน Windows

    ผลกระทบและความเสี่ยง
    หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถ:
    สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่ที่มีสิทธิ์แอดมิน
    ติดตั้งมัลแวร์หรือ Webshell เพื่อควบคุมเครื่องจากระยะไกล
    แก้ไขไฟล์ระบบเพื่อยึดครองเครื่องทั้งหมด สิ่งนี้ทำให้แม้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถยกระดับสิทธิ์ได้ทันที ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป

    การแก้ไขจาก ASUS
    ASUS ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน:
    ASUS System Control Interface 3.1.48.0 (x64)
    ASUS System Control Interface 4.2.48.0 (ARM) ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเวอร์ชันได้ที่ MyASUS → Settings → About และควรอัปเดตผ่าน Windows Update หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ ASUS Support โดยเร็วที่สุด

    แนวโน้มและคำแนะนำ
    ช่องโหว่ LPE (Local Privilege Escalation) เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของมัลแวร์ เนื่องจากช่วยให้ผู้โจมตีเข้าถึงสิทธิ์สูงสุดได้ง่าย การอัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการใช้ Endpoint Security และการตรวจสอบพฤติกรรมไฟล์ที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องโหว่ CVE-2025-59373 ใน MyASUS
    เกิดจากกลไก restore ไฟล์ที่ไม่ตรวจสอบสิทธิ์

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น SYSTEM และควบคุมเครื่องได้เต็มรูปแบบ

    ASUS ออกแพตช์แก้ไขแล้ว
    เวอร์ชัน 3.1.48.0 (x64) และ 4.2.48.0 (ARM)

    ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต
    อาจถูกสร้างบัญชีแอดมินปลอม, ติดตั้งมัลแวร์, หรือยึดครองเครื่องทั้งหมด

    https://securityonline.info/asus-lpe-flaw-cve-2025-59373-high-severity-bug-grants-system-privileges-via-myasus-component/
    🖥️ ช่องโหว่ร้ายแรงใน MyASUS Component ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นใน ASUS System Control Interface Service ซึ่งถูกใช้ในเครื่อง ASUS หลายประเภท เช่น Desktop, Laptop, NUC และ All-in-One PC โดยมีปัญหาที่ กลไกการ restore ไฟล์ไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้โจมตีสามารถแทนที่ไฟล์ที่เชื่อถือได้ด้วยไฟล์อันตราย และรันในสิทธิ์ SYSTEM ซึ่งเป็นสิทธิ์สูงสุดบน Windows 🚨 ผลกระทบและความเสี่ยง หากถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีสามารถ: 🪲 สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่ที่มีสิทธิ์แอดมิน 🪲 ติดตั้งมัลแวร์หรือ Webshell เพื่อควบคุมเครื่องจากระยะไกล 🪲 แก้ไขไฟล์ระบบเพื่อยึดครองเครื่องทั้งหมด สิ่งนี้ทำให้แม้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถยกระดับสิทธิ์ได้ทันที ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป 🔧 การแก้ไขจาก ASUS ASUS ได้ออกแพตช์แก้ไขแล้วในเวอร์ชัน: 🪛 ASUS System Control Interface 3.1.48.0 (x64) 🪛 ASUS System Control Interface 4.2.48.0 (ARM) ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเวอร์ชันได้ที่ MyASUS → Settings → About และควรอัปเดตผ่าน Windows Update หรือดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ ASUS Support โดยเร็วที่สุด 📈 แนวโน้มและคำแนะนำ ช่องโหว่ LPE (Local Privilege Escalation) เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของมัลแวร์ เนื่องจากช่วยให้ผู้โจมตีเข้าถึงสิทธิ์สูงสุดได้ง่าย การอัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการใช้ Endpoint Security และการตรวจสอบพฤติกรรมไฟล์ที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องโหว่ CVE-2025-59373 ใน MyASUS ➡️ เกิดจากกลไก restore ไฟล์ที่ไม่ตรวจสอบสิทธิ์ ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น SYSTEM และควบคุมเครื่องได้เต็มรูปแบบ ✅ ASUS ออกแพตช์แก้ไขแล้ว ➡️ เวอร์ชัน 3.1.48.0 (x64) และ 4.2.48.0 (ARM) ‼️ ความเสี่ยงหากไม่อัปเดต ⛔ อาจถูกสร้างบัญชีแอดมินปลอม, ติดตั้งมัลแวร์, หรือยึดครองเครื่องทั้งหมด https://securityonline.info/asus-lpe-flaw-cve-2025-59373-high-severity-bug-grants-system-privileges-via-myasus-component/
    SECURITYONLINE.INFO
    ASUS LPE Flaw (CVE-2025-59373): High-Severity Bug Grants SYSTEM Privileges via MyASUS Component
    ASUS urges users to patch a high-severity LPE flaw (CVE-2025-59373) in its System Control Interface Service, which allows low-privileged users to escalate to full SYSTEM control.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 121 มุมมอง 0 รีวิว
  • SET เด้งสั้น? 25/11/68 #กะเทาะหุ้น #SET #ตลาดหุ้นไทย #หุ้นไทย
    SET เด้งสั้น? 25/11/68 #กะเทาะหุ้น #SET #ตลาดหุ้นไทย #หุ้นไทย
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 233 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • SET คาดหวัง กนง.ลดดอกเบี้ย ธันวา 25/11/68 #SET #กนง. #ลดดอกเบี้ย #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย
    SET คาดหวัง กนง.ลดดอกเบี้ย ธันวา 25/11/68 #SET #กนง. #ลดดอกเบี้ย #ตลาดหุ้น #หุ้นไทย
    Like
    2
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 171 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • X เปิดเผย Location ใน Account Transparency

    X (Twitter เดิม) เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในส่วน Account Transparency ที่แสดงประเทศและ region ของบัญชี ทำให้หลายคนกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ผู้ใช้สามารถเลือกให้แสดงเป็น Region หรือ Continent แทนประเทศได้ เพื่อป้องกันการเปิดเผยตำแหน่ง

    X ได้เพิ่มรายละเอียดใหม่ในโปรไฟล์ผู้ใช้ โดยจะแสดงว่า บัญชีตั้งอยู่ประเทศใด และเชื่อมโยงกับ App Store region ไหน ฟีเจอร์นี้ถูกมองว่าเป็นการเพิ่มความโปร่งใส แต่ก็สร้างความกังวลต่อผู้ใช้บางกลุ่ม เช่น นักเคลื่อนไหวหรือ whistleblowers ที่ไม่ต้องการเปิดเผยตำแหน่งที่แท้จริง

    วิธีซ่อน Location ด้วยการเปลี่ยน Region
    แม้จะไม่สามารถซ่อนตำแหน่งได้ทั้งหมด แต่ผู้ใช้สามารถเลือกให้แสดงเป็น Region หรือ Continent แทนประเทศ เช่น:
    จาก “United Kingdom” → “Europe”
    จาก “United States” → “North America”

    ขั้นตอนคือไปที่ Settings and Privacy → Privacy and Safety → Your X activity → About your account แล้วเลือกการแสดงผลเป็น Region หรือ Continent ตามต้องการ

    ผลกระทบและข้อควรระวัง
    X ระบุว่าฟีเจอร์นี้ช่วยลดการใช้บัญชีปลอมที่อ้างว่าอยู่ในประเทศหนึ่งแต่จริง ๆ แล้วอยู่ที่อื่น ตัวอย่างเช่น บัญชีที่อ้างว่าอยู่ในสหรัฐฯ แต่จริง ๆ แล้วดำเนินการจากไนจีเรียหรืออินเดีย ซึ่งถูกใช้เผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือบิดเบือนข้อมูล ฟีเจอร์นี้จึงช่วยเพิ่มความโปร่งใส แต่ก็ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปต้องระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

    สรุปสาระสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ของ X
    แสดงประเทศและ region ของบัญชีใน Account Transparency
    คล้ายกับฟีเจอร์ที่ Instagram และ Facebook เคยใช้

    วิธีซ่อน Location
    เปลี่ยนการแสดงผลจาก Country → Region หรือ Continent
    ทำได้ในเมนู Settings and Privacy

    ผลกระทบต่อผู้ใช้
    เพิ่มความโปร่งใส ลดการใช้บัญชีปลอม
    ช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่าบัญชีมาจากที่ใดจริง ๆ

    คำเตือนด้านความเป็นส่วนตัว
    ไม่สามารถซ่อนตำแหน่งได้ทั้งหมด
    VPN ไม่ช่วยมาก เพราะ X ใช้ third-party ตรวจจับการใช้ VPN
    ผู้ใช้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงควรพิจารณาเสี่ยงก่อนใช้งาน

    https://hackread.com/how-to-hide-x-twitter-location-switch-region/
    🌍 X เปิดเผย Location ใน Account Transparency X (Twitter เดิม) เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในส่วน Account Transparency ที่แสดงประเทศและ region ของบัญชี ทำให้หลายคนกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่ผู้ใช้สามารถเลือกให้แสดงเป็น Region หรือ Continent แทนประเทศได้ เพื่อป้องกันการเปิดเผยตำแหน่ง X ได้เพิ่มรายละเอียดใหม่ในโปรไฟล์ผู้ใช้ โดยจะแสดงว่า บัญชีตั้งอยู่ประเทศใด และเชื่อมโยงกับ App Store region ไหน ฟีเจอร์นี้ถูกมองว่าเป็นการเพิ่มความโปร่งใส แต่ก็สร้างความกังวลต่อผู้ใช้บางกลุ่ม เช่น นักเคลื่อนไหวหรือ whistleblowers ที่ไม่ต้องการเปิดเผยตำแหน่งที่แท้จริง 🔐 วิธีซ่อน Location ด้วยการเปลี่ยน Region แม้จะไม่สามารถซ่อนตำแหน่งได้ทั้งหมด แต่ผู้ใช้สามารถเลือกให้แสดงเป็น Region หรือ Continent แทนประเทศ เช่น: ⭐ จาก “United Kingdom” → “Europe” ⭐ จาก “United States” → “North America” ขั้นตอนคือไปที่ Settings and Privacy → Privacy and Safety → Your X activity → About your account แล้วเลือกการแสดงผลเป็น Region หรือ Continent ตามต้องการ ⚠️ ผลกระทบและข้อควรระวัง X ระบุว่าฟีเจอร์นี้ช่วยลดการใช้บัญชีปลอมที่อ้างว่าอยู่ในประเทศหนึ่งแต่จริง ๆ แล้วอยู่ที่อื่น ตัวอย่างเช่น บัญชีที่อ้างว่าอยู่ในสหรัฐฯ แต่จริง ๆ แล้วดำเนินการจากไนจีเรียหรืออินเดีย ซึ่งถูกใช้เผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายหรือบิดเบือนข้อมูล ฟีเจอร์นี้จึงช่วยเพิ่มความโปร่งใส แต่ก็ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปต้องระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวมากขึ้น 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ของ X ➡️ แสดงประเทศและ region ของบัญชีใน Account Transparency ➡️ คล้ายกับฟีเจอร์ที่ Instagram และ Facebook เคยใช้ ✅ วิธีซ่อน Location ➡️ เปลี่ยนการแสดงผลจาก Country → Region หรือ Continent ➡️ ทำได้ในเมนู Settings and Privacy ✅ ผลกระทบต่อผู้ใช้ ➡️ เพิ่มความโปร่งใส ลดการใช้บัญชีปลอม ➡️ ช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่าบัญชีมาจากที่ใดจริง ๆ ‼️ คำเตือนด้านความเป็นส่วนตัว ⛔ ไม่สามารถซ่อนตำแหน่งได้ทั้งหมด ⛔ VPN ไม่ช่วยมาก เพราะ X ใช้ third-party ตรวจจับการใช้ VPN ⛔ ผู้ใช้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงควรพิจารณาเสี่ยงก่อนใช้งาน https://hackread.com/how-to-hide-x-twitter-location-switch-region/
    HACKREAD.COM
    How To Hide Your Country Location on X (Twitter) by Switching to Region
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 188 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 การตั้งค่า Android Auto ที่ควรเปลี่ยน

    บทความนี้แนะนำ 5 การตั้งค่าใน Android Auto ที่ควรเปลี่ยนเพื่อให้การใช้งานสะดวกและปลอดภัยขึ้น เช่น การปรับ App Launcher, การบังคับโหมด Day/Night, ปิดการเล่นเพลงอัตโนมัติ, ปิดเสียงแจ้งเตือน และการตั้งค่าให้เริ่มทำงานแม้โทรศัพท์ยังล็อกอยู่

    Android Auto เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อแอปมือถือกับรถยนต์ได้สะดวก แต่ค่าเริ่มต้นหลายอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง บทความจาก SlashGear แนะนำการปรับแต่ง 5 จุดสำคัญที่จะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและราบรื่นมากขึ้น

    รายละเอียดการตั้งค่าที่ควรเปลี่ยน
    Customize App Launcher: ค่าเริ่มต้นจะโหลดแอปจำนวนมากรวมถึงแอปที่ไม่จำเป็น เช่น เกมหรือเมนูตั้งค่า ควรจัดเรียงเฉพาะแอปที่ใช้บ่อย เช่น Maps, Music, Phone เพื่อให้เข้าถึงได้เร็ว

    Force Day/Night Mode for Maps: ระบบอัตโนมัติอาจทำงานผิดพลาดเมื่อเปิดไฟหน้าระหว่างฝนตกหรือในอุโมงค์ ทำให้แผนที่มืดเกินไป ควรตั้งค่าโหมด Day/Night แบบบังคับเพื่อความชัดเจน

    Stop Music Auto-Play: ฟีเจอร์ Resume Media จะเล่นเพลงที่เปิดไว้ครั้งก่อนทันที ซึ่งอาจดังเกินไปเมื่อมีผู้โดยสาร ควรปิดการเล่นอัตโนมัติทั้งใน Android Auto และแอปสตรีมมิ่ง

    Silent Notifications: การแจ้งเตือนพร้อมเสียงทำให้เสียสมาธิ ควรตั้งค่าให้แสดงเฉพาะแบนเนอร์บนหน้าจอ หรือเลือกให้ระบบอ่านข้อความออกเสียงแทน

    Allow Start When Phone Locked: ค่าเริ่มต้นบังคับให้ปลดล็อกโทรศัพท์ก่อนใช้งาน หากการเชื่อมต่อหลุดระหว่างขับรถจะไม่สะดวก ควรเปิดให้ Android Auto เริ่มทำงานแม้โทรศัพท์ยังล็อกอยู่

    https://www.slashgear.com/2030781/android-auto-settings-you-need-to-change/
    🚗 5 การตั้งค่า Android Auto ที่ควรเปลี่ยน บทความนี้แนะนำ 5 การตั้งค่าใน Android Auto ที่ควรเปลี่ยนเพื่อให้การใช้งานสะดวกและปลอดภัยขึ้น เช่น การปรับ App Launcher, การบังคับโหมด Day/Night, ปิดการเล่นเพลงอัตโนมัติ, ปิดเสียงแจ้งเตือน และการตั้งค่าให้เริ่มทำงานแม้โทรศัพท์ยังล็อกอยู่ Android Auto เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อแอปมือถือกับรถยนต์ได้สะดวก แต่ค่าเริ่มต้นหลายอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานจริง บทความจาก SlashGear แนะนำการปรับแต่ง 5 จุดสำคัญที่จะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและราบรื่นมากขึ้น ⚙️ รายละเอียดการตั้งค่าที่ควรเปลี่ยน 🪛 Customize App Launcher: ค่าเริ่มต้นจะโหลดแอปจำนวนมากรวมถึงแอปที่ไม่จำเป็น เช่น เกมหรือเมนูตั้งค่า ควรจัดเรียงเฉพาะแอปที่ใช้บ่อย เช่น Maps, Music, Phone เพื่อให้เข้าถึงได้เร็ว 🪛 Force Day/Night Mode for Maps: ระบบอัตโนมัติอาจทำงานผิดพลาดเมื่อเปิดไฟหน้าระหว่างฝนตกหรือในอุโมงค์ ทำให้แผนที่มืดเกินไป ควรตั้งค่าโหมด Day/Night แบบบังคับเพื่อความชัดเจน 🪛 Stop Music Auto-Play: ฟีเจอร์ Resume Media จะเล่นเพลงที่เปิดไว้ครั้งก่อนทันที ซึ่งอาจดังเกินไปเมื่อมีผู้โดยสาร ควรปิดการเล่นอัตโนมัติทั้งใน Android Auto และแอปสตรีมมิ่ง 🪛 Silent Notifications: การแจ้งเตือนพร้อมเสียงทำให้เสียสมาธิ ควรตั้งค่าให้แสดงเฉพาะแบนเนอร์บนหน้าจอ หรือเลือกให้ระบบอ่านข้อความออกเสียงแทน 🪛 Allow Start When Phone Locked: ค่าเริ่มต้นบังคับให้ปลดล็อกโทรศัพท์ก่อนใช้งาน หากการเชื่อมต่อหลุดระหว่างขับรถจะไม่สะดวก ควรเปิดให้ Android Auto เริ่มทำงานแม้โทรศัพท์ยังล็อกอยู่ https://www.slashgear.com/2030781/android-auto-settings-you-need-to-change/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    5 Android Auto Settings You'll Want To Change (And Why) - SlashGear
    If you have a car and an Android phone, you know what Android Auto is. And if you've tried to install it, you know it's not quite plug and play.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 123 มุมมอง 0 รีวิว
  • AlmaLinux OS 10.1 เปิดตัวพร้อมรองรับ Btrfs

    AlmaLinux OS Foundation ประกาศเปิดตัว AlmaLinux OS 10.1 (Heliotrope Lion) ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งแรกของซีรีส์ AlmaLinux 10 โดยมาพร้อมฟีเจอร์สำคัญคือ รองรับระบบไฟล์ Btrfs ตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้ง ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ Btrfs ได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม

    ฟีเจอร์ใหม่และการปรับปรุง
    Btrfs Support: รองรับทั้ง kernel และ userspace ทำให้สามารถติดตั้งและจัดการระบบไฟล์ Btrfs ได้ตั้งแต่ต้น
    CRB Repository Enabled by Default: เปิดใช้งาน CRB repo โดยอัตโนมัติสำหรับการติดตั้งใหม่
    Extended Support for x86_64_v2: เพิ่มการรองรับโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ที่ใช้ instruction set x86_64_v2
    Performance Enhancements: เปิดใช้งาน frame pointers โดยค่าเริ่มต้นเพื่อช่วยในการ debug และปรับปรุงประสิทธิภาพ
    Updated Toolchain: GCC 15.1, LLVM 20.1.8, Rust 1.88.0, Go 1.24 และอื่น ๆ
    Software Updates: NetworkManager 1.54, QEMU 10, Node.js 24, Podman 5.6.0, Mesa 25.0.7, Samba 4.22.4, Python 3.12.11, Apache 2.4.63, OpenSSL 3.5 และอีกมากมาย

    การติดตั้งและการอัปเกรด
    AlmaLinux OS 10.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดเป็น ISO images สำหรับสถาปัตยกรรม x86_64, AArch64, PowerPC 64-bit Little Endian และ IBM System Z โดยมีทั้ง live images, cloud images และ container images สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่น

    ผู้ใช้ที่มี AlmaLinux OS อยู่แล้วสามารถอัปเกรดได้ง่าย ๆ เพียงใช้คำสั่ง:
    sudo dnf update

    สรุปสาระสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ใน AlmaLinux OS 10.1
    รองรับ Btrfs filesystem ตั้งแต่การติดตั้ง
    เปิดใช้งาน CRB repo โดยค่าเริ่มต้น
    รองรับ x86_64_v2 processors

    การปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์
    Toolchain ใหม่: GCC 15.1, LLVM 20.1.8, Rust 1.88.0, Go 1.24
    อัปเดตซอฟต์แวร์หลัก เช่น Python 3.12.11, Apache 2.4.63, OpenSSL 3.5
    Performance enhancements และ frame pointers

    การติดตั้งและการอัปเกรด
    มี ISO สำหรับหลายสถาปัตยกรรม
    รองรับ live, cloud และ container images
    อัปเกรดด้วย sudo dnf update

    คำเตือนสำหรับผู้ใช้
    ผู้ใช้ที่ยังไม่คุ้นกับ Btrfs ควรทดสอบก่อนใช้งานจริง
    การเปลี่ยนระบบไฟล์อาจมีผลต่อการทำงานของบางแอปพลิเคชัน
    ควรสำรองข้อมูลก่อนการอัปเกรดหรือเปลี่ยนระบบไฟล์

    https://9to5linux.com/almalinux-os-10-1-officially-released-with-support-for-the-btrfs-file-system
    📰 AlmaLinux OS 10.1 เปิดตัวพร้อมรองรับ Btrfs AlmaLinux OS Foundation ประกาศเปิดตัว AlmaLinux OS 10.1 (Heliotrope Lion) ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งแรกของซีรีส์ AlmaLinux 10 โดยมาพร้อมฟีเจอร์สำคัญคือ รองรับระบบไฟล์ Btrfs ตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้ง ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ Btrfs ได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม ⚙️ ฟีเจอร์ใหม่และการปรับปรุง 💠 Btrfs Support: รองรับทั้ง kernel และ userspace ทำให้สามารถติดตั้งและจัดการระบบไฟล์ Btrfs ได้ตั้งแต่ต้น 💠 CRB Repository Enabled by Default: เปิดใช้งาน CRB repo โดยอัตโนมัติสำหรับการติดตั้งใหม่ 💠 Extended Support for x86_64_v2: เพิ่มการรองรับโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ที่ใช้ instruction set x86_64_v2 💠 Performance Enhancements: เปิดใช้งาน frame pointers โดยค่าเริ่มต้นเพื่อช่วยในการ debug และปรับปรุงประสิทธิภาพ 💠 Updated Toolchain: GCC 15.1, LLVM 20.1.8, Rust 1.88.0, Go 1.24 และอื่น ๆ 💠 Software Updates: NetworkManager 1.54, QEMU 10, Node.js 24, Podman 5.6.0, Mesa 25.0.7, Samba 4.22.4, Python 3.12.11, Apache 2.4.63, OpenSSL 3.5 และอีกมากมาย 💻 การติดตั้งและการอัปเกรด AlmaLinux OS 10.1 พร้อมให้ดาวน์โหลดเป็น ISO images สำหรับสถาปัตยกรรม x86_64, AArch64, PowerPC 64-bit Little Endian และ IBM System Z โดยมีทั้ง live images, cloud images และ container images สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่น ผู้ใช้ที่มี AlmaLinux OS อยู่แล้วสามารถอัปเกรดได้ง่าย ๆ เพียงใช้คำสั่ง: 👉 sudo dnf update 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน AlmaLinux OS 10.1 ➡️ รองรับ Btrfs filesystem ตั้งแต่การติดตั้ง ➡️ เปิดใช้งาน CRB repo โดยค่าเริ่มต้น ➡️ รองรับ x86_64_v2 processors ✅ การปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์ ➡️ Toolchain ใหม่: GCC 15.1, LLVM 20.1.8, Rust 1.88.0, Go 1.24 ➡️ อัปเดตซอฟต์แวร์หลัก เช่น Python 3.12.11, Apache 2.4.63, OpenSSL 3.5 ➡️ Performance enhancements และ frame pointers ✅ การติดตั้งและการอัปเกรด ➡️ มี ISO สำหรับหลายสถาปัตยกรรม ➡️ รองรับ live, cloud และ container images ➡️ อัปเกรดด้วย sudo dnf update ‼️ คำเตือนสำหรับผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ที่ยังไม่คุ้นกับ Btrfs ควรทดสอบก่อนใช้งานจริง ⛔ การเปลี่ยนระบบไฟล์อาจมีผลต่อการทำงานของบางแอปพลิเคชัน ⛔ ควรสำรองข้อมูลก่อนการอัปเกรดหรือเปลี่ยนระบบไฟล์ https://9to5linux.com/almalinux-os-10-1-officially-released-with-support-for-the-btrfs-file-system
    9TO5LINUX.COM
    AlmaLinux OS 10.1 Officially Released with Support for the Btrfs File System - 9to5Linux
    AlmaLinux OS 10.1 distribution is now available for download as a free alternative to Red Hat Enterprise Linux 10.1 with Btrfs support.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 118 มุมมอง 0 รีวิว
  • Raspberry Pi OS รุ่นล่าสุดรองรับ HiDPI Scaling

    Raspberry Pi Project ได้ปล่อย Raspberry Pi OS รุ่นใหม่ (2025-11-24) ที่ยังคงใช้ฐานจาก Debian 13 “Trixie” และ Kernel Linux 6.12.47 LTS โดยมีการปรับปรุงครั้งสำคัญคือการเพิ่ม HiDPI scaling ในหน้าจอควบคุม (Screens control panel) ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับการแสดงผลให้เหมาะสมกับจอความละเอียดสูงได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเพิ่ม HiDPI icons ให้กับ panel, file manager และแอปพลิเคชันต่าง ๆ

    ปรับปรุงด้านอินเทอร์เฟซและการใช้งาน
    รุ่นใหม่นี้มาพร้อม Labwc 0.9.4 เป็น Wayland compositor เริ่มต้น และปรับปรุงหน้าตา Openbox ให้สอดคล้องกับ Labwc รวมถึงเพิ่ม Alacarte menu editor สำหรับการจัดการเมนูได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มไอคอนใน task switcher, รองรับการปรับธีมสำหรับ Qt 6 apps และปรับปรุงการเลือกฟอนต์สำหรับ Qt 5 apps เพื่อให้การใช้งานบนจอ HiDPI มีความสวยงามและอ่านง่ายขึ้น

    การปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์หลัก
    การอัปเดตครั้งนี้ยังมีการแก้ไขการทำงานของ volume slider และ calendar pop-ups ให้สามารถปิดได้ด้วยการคลิกที่ไอคอน, ปรับปรุงการแสดงผล external drives, ลบการรองรับ PulseAudio และอัปเดตการแปลภาษาโปรตุเกส นอกจากนี้ยังมาพร้อม Mozilla Firefox 145 และ Chromium 142.0.7444.162 รุ่นล่าสุด รวมถึงการปรับปรุงการจัดการ plugin dialogs และการซ่อน Control Centre จาก taskbar เพื่อให้ระบบทำงานได้เรียบง่ายขึ้น

    สรุปสาระสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ใน Raspberry Pi OS 2025-11-24
    รองรับ HiDPI scaling ใน Screens control panel
    เพิ่ม HiDPI icons ให้กับ panel และ file manager
    Labwc 0.9.4 เป็น Wayland compositor เริ่มต้น

    การปรับปรุงอินเทอร์เฟซ
    ปรับปรุง Openbox ให้เข้ากับ Labwc
    เพิ่ม Alacarte menu editor
    รองรับธีม Qt 6 และปรับปรุงฟอนต์ Qt 5

    การปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์หลัก
    Firefox 145 และ Chromium 142 รุ่นล่าสุด
    ปรับปรุงการจัดการ volume slider และ calendar pop-ups
    ลบ PulseAudio และปรับปรุง external drive icons

    คำเตือนสำหรับผู้ใช้
    ผู้ใช้ที่ยังใช้ PulseAudio อาจต้องปรับตัวไปใช้ PipeWire
    หากไม่อัปเดต อาจพลาดการปรับปรุงด้าน HiDPI และความปลอดภัย
    การเปลี่ยนแปลงใน Labwc อาจทำให้บางแอปพลิเคชันเก่ามีปัญหาในการแสดงผล

    https://9to5linux.com/new-raspberry-pi-os-release-adds-support-for-setting-hidpi-scaling-updates-labwc
    🖥️ Raspberry Pi OS รุ่นล่าสุดรองรับ HiDPI Scaling Raspberry Pi Project ได้ปล่อย Raspberry Pi OS รุ่นใหม่ (2025-11-24) ที่ยังคงใช้ฐานจาก Debian 13 “Trixie” และ Kernel Linux 6.12.47 LTS โดยมีการปรับปรุงครั้งสำคัญคือการเพิ่ม HiDPI scaling ในหน้าจอควบคุม (Screens control panel) ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับการแสดงผลให้เหมาะสมกับจอความละเอียดสูงได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเพิ่ม HiDPI icons ให้กับ panel, file manager และแอปพลิเคชันต่าง ๆ 🎨 ปรับปรุงด้านอินเทอร์เฟซและการใช้งาน รุ่นใหม่นี้มาพร้อม Labwc 0.9.4 เป็น Wayland compositor เริ่มต้น และปรับปรุงหน้าตา Openbox ให้สอดคล้องกับ Labwc รวมถึงเพิ่ม Alacarte menu editor สำหรับการจัดการเมนูได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มไอคอนใน task switcher, รองรับการปรับธีมสำหรับ Qt 6 apps และปรับปรุงการเลือกฟอนต์สำหรับ Qt 5 apps เพื่อให้การใช้งานบนจอ HiDPI มีความสวยงามและอ่านง่ายขึ้น ⚙️ การปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์หลัก การอัปเดตครั้งนี้ยังมีการแก้ไขการทำงานของ volume slider และ calendar pop-ups ให้สามารถปิดได้ด้วยการคลิกที่ไอคอน, ปรับปรุงการแสดงผล external drives, ลบการรองรับ PulseAudio และอัปเดตการแปลภาษาโปรตุเกส นอกจากนี้ยังมาพร้อม Mozilla Firefox 145 และ Chromium 142.0.7444.162 รุ่นล่าสุด รวมถึงการปรับปรุงการจัดการ plugin dialogs และการซ่อน Control Centre จาก taskbar เพื่อให้ระบบทำงานได้เรียบง่ายขึ้น 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน Raspberry Pi OS 2025-11-24 ➡️ รองรับ HiDPI scaling ใน Screens control panel ➡️ เพิ่ม HiDPI icons ให้กับ panel และ file manager ➡️ Labwc 0.9.4 เป็น Wayland compositor เริ่มต้น ✅ การปรับปรุงอินเทอร์เฟซ ➡️ ปรับปรุง Openbox ให้เข้ากับ Labwc ➡️ เพิ่ม Alacarte menu editor ➡️ รองรับธีม Qt 6 และปรับปรุงฟอนต์ Qt 5 ✅ การปรับปรุงระบบและซอฟต์แวร์หลัก ➡️ Firefox 145 และ Chromium 142 รุ่นล่าสุด ➡️ ปรับปรุงการจัดการ volume slider และ calendar pop-ups ➡️ ลบ PulseAudio และปรับปรุง external drive icons ‼️ คำเตือนสำหรับผู้ใช้ ⛔ ผู้ใช้ที่ยังใช้ PulseAudio อาจต้องปรับตัวไปใช้ PipeWire ⛔ หากไม่อัปเดต อาจพลาดการปรับปรุงด้าน HiDPI และความปลอดภัย ⛔ การเปลี่ยนแปลงใน Labwc อาจทำให้บางแอปพลิเคชันเก่ามีปัญหาในการแสดงผล https://9to5linux.com/new-raspberry-pi-os-release-adds-support-for-setting-hidpi-scaling-updates-labwc
    9TO5LINUX.COM
    New Raspberry Pi OS Release Supports Setting HiDPI Scaling, Updates Labwc - 9to5Linux
    Raspberry Pi OS 2025-11-24 is now available for download with support for setting HiDPI scaling, updated Labwc Wayland compositor, and more.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 111 มุมมอง 0 รีวิว
  • Raspberry Pi Imager 2.0 เปิดตัวพร้อม UI ใหม่และระบบตรวจจับอุปกรณ์

    Raspberry Pi Project ได้ปล่อย Raspberry Pi Imager 2.0 ซึ่งถือเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ของเครื่องมือสร้างสื่อบูตสำหรับ Raspberry Pi โดยมาพร้อม UI แบบใหม่ในรูปแบบ Wizard ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งระบบปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น และเพิ่มฟีเจอร์ device detection ที่สามารถตรวจสอบรุ่นของ Raspberry Pi ที่เชื่อมต่ออยู่ได้โดยอัตโนมัติ

    ฟีเจอร์ใหม่ที่โดดเด่น
    Wizard Interface: ผู้ใช้จะถูกนำทางผ่านขั้นตอนการเลือก OS และการตั้งค่าต่าง ๆ อย่างเป็นลำดับ ทำให้การปรับแต่งง่ายขึ้น
    Device Detection: Imager สามารถตรวจสอบรุ่นของ Raspberry Pi ที่เชื่อมต่อ และแนะนำการตั้งค่าที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
    Cloud-Init & Raspberry Pi Connect: รองรับการตั้งค่า cloud-init และการเชื่อมต่อกับ Raspberry Pi Connect ได้ทันที
    Accessibility Improvements: เพิ่มการรองรับการใช้งานโดยไม่ต้องใช้เมาส์ และปรับปรุงการนำทางด้วยคีย์บอร์ด
    Diskpart Utility (Windows): เพิ่มการรองรับ Diskpart สำหรับการล้างดิสก์บน Windows
    การจัดการ Drive และ Error Handling ที่ดีขึ้น

    การปรับปรุงด้านเทคนิค
    นอกจาก UI ใหม่แล้ว Imager 2.0 ยังมีการ refactor dependencies และ drive formatting เพื่อเพิ่มความเสถียร รวมถึงการปรับปรุง SSH configuration handling, timezone management, และ automatic OS list refresh ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกและติดตั้งระบบปฏิบัติการได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงด้านการแสดงผล เช่น สีใหม่, ปุ่ม Reset ใน Options, native file dialog และการแก้ไขบั๊กจำนวนมากที่ผู้ใช้รายงานจากเวอร์ชันก่อนหน้า

    สรุปสาระสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ใน Raspberry Pi Imager 2.0
    UI แบบ Wizard ใช้งานง่าย
    ระบบตรวจจับอุปกรณ์อัตโนมัติ
    รองรับ cloud-init และ Raspberry Pi Connect

    การปรับปรุงด้านเทคนิค
    Refactor dependencies และ drive formatting
    ปรับปรุง SSH configuration และ timezone management
    เพิ่ม Diskpart utility สำหรับ Windows

    การใช้งานที่สะดวกขึ้น
    Accessibility improvements รองรับการใช้งานด้วยคีย์บอร์ด
    ปรับปรุงการจัดการ drive และ error handling
    ปรับปรุง UI เช่น สีใหม่และ native file dialog

    คำเตือนสำหรับผู้ใช้
    AppImage bundle ต้องรันด้วยสิทธิ์ root
    หากไม่อัปเดต อาจพลาดการแก้ไขบั๊กและการปรับปรุงความปลอดภัย
    ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ UI เดิมอาจต้องปรับตัวกับ wizard interface ใหม่

    https://9to5linux.com/raspberry-pi-imager-2-0-released-with-revamped-ui-and-device-detection
    🖥️ Raspberry Pi Imager 2.0 เปิดตัวพร้อม UI ใหม่และระบบตรวจจับอุปกรณ์ Raspberry Pi Project ได้ปล่อย Raspberry Pi Imager 2.0 ซึ่งถือเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่ของเครื่องมือสร้างสื่อบูตสำหรับ Raspberry Pi โดยมาพร้อม UI แบบใหม่ในรูปแบบ Wizard ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งระบบปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น และเพิ่มฟีเจอร์ device detection ที่สามารถตรวจสอบรุ่นของ Raspberry Pi ที่เชื่อมต่ออยู่ได้โดยอัตโนมัติ 🎨 ฟีเจอร์ใหม่ที่โดดเด่น 💠 Wizard Interface: ผู้ใช้จะถูกนำทางผ่านขั้นตอนการเลือก OS และการตั้งค่าต่าง ๆ อย่างเป็นลำดับ ทำให้การปรับแต่งง่ายขึ้น 💠 Device Detection: Imager สามารถตรวจสอบรุ่นของ Raspberry Pi ที่เชื่อมต่อ และแนะนำการตั้งค่าที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ 💠 Cloud-Init & Raspberry Pi Connect: รองรับการตั้งค่า cloud-init และการเชื่อมต่อกับ Raspberry Pi Connect ได้ทันที 💠 Accessibility Improvements: เพิ่มการรองรับการใช้งานโดยไม่ต้องใช้เมาส์ และปรับปรุงการนำทางด้วยคีย์บอร์ด 💠 Diskpart Utility (Windows): เพิ่มการรองรับ Diskpart สำหรับการล้างดิสก์บน Windows 💠 การจัดการ Drive และ Error Handling ที่ดีขึ้น ⚙️ การปรับปรุงด้านเทคนิค นอกจาก UI ใหม่แล้ว Imager 2.0 ยังมีการ refactor dependencies และ drive formatting เพื่อเพิ่มความเสถียร รวมถึงการปรับปรุง SSH configuration handling, timezone management, และ automatic OS list refresh ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกและติดตั้งระบบปฏิบัติการได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงด้านการแสดงผล เช่น สีใหม่, ปุ่ม Reset ใน Options, native file dialog และการแก้ไขบั๊กจำนวนมากที่ผู้ใช้รายงานจากเวอร์ชันก่อนหน้า 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน Raspberry Pi Imager 2.0 ➡️ UI แบบ Wizard ใช้งานง่าย ➡️ ระบบตรวจจับอุปกรณ์อัตโนมัติ ➡️ รองรับ cloud-init และ Raspberry Pi Connect ✅ การปรับปรุงด้านเทคนิค ➡️ Refactor dependencies และ drive formatting ➡️ ปรับปรุง SSH configuration และ timezone management ➡️ เพิ่ม Diskpart utility สำหรับ Windows ✅ การใช้งานที่สะดวกขึ้น ➡️ Accessibility improvements รองรับการใช้งานด้วยคีย์บอร์ด ➡️ ปรับปรุงการจัดการ drive และ error handling ➡️ ปรับปรุง UI เช่น สีใหม่และ native file dialog ‼️ คำเตือนสำหรับผู้ใช้ ⛔ AppImage bundle ต้องรันด้วยสิทธิ์ root ⛔ หากไม่อัปเดต อาจพลาดการแก้ไขบั๊กและการปรับปรุงความปลอดภัย ⛔ ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับ UI เดิมอาจต้องปรับตัวกับ wizard interface ใหม่ https://9to5linux.com/raspberry-pi-imager-2-0-released-with-revamped-ui-and-device-detection
    9TO5LINUX.COM
    Raspberry Pi Imager 2.0 Released with Revamped UI and Device Detection - 9to5Linux
    Raspberry Pi Imager 2.0 is now available for download with a new wizard UI, device detection, accessibility improvements, and more.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 95 มุมมอง 0 รีวิว
  • Windows 11 Update KB5062553 ทำระบบหลักล่ม

    Microsoft ยืนยันว่าอัปเดต KB5062553 ซึ่งปล่อยในเดือนกรกฎาคม 2025 สำหรับ Windows 11 เวอร์ชัน 24H2 และ 25H2 ก่อให้เกิดความผิดพลาดในหลายส่วนของระบบหลัก โดยเฉพาะ Start Menu, File Explorer และ System Settings ที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ปัญหานี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงใน Windows XAML components ซึ่งเป็นแกนสำคัญในการแสดงผลอินเทอร์เฟซ ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเจออาการ crash และ critical error เมื่อใช้งาน

    อาการที่ผู้ใช้พบ
    หลังติดตั้ง KB5062553 ผู้ใช้รายงานว่า File Explorer crash บ่อยครั้ง, Start Menu ไม่สามารถเปิดได้, System Settings ไม่ตอบสนอง และบางครั้ง shellhost.exe ล่มโดยไม่มีคำเตือน นอกจากนี้ยังมีปัญหากับการแสดงผล XAML Island views ที่ทำให้แอปพลิเคชันบางตัวไม่สามารถเปิดได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้การใช้งานประจำวันสะดุดและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้ที่อัปเดตระบบ

    แนวทางแก้ไขชั่วคราวจาก Microsoft
    Microsoft ได้ออกเอกสารสนับสนุน KB5072911 เพื่อแนะนำวิธีแก้ไขชั่วคราว โดยผู้ใช้สามารถใช้ PowerShell commands ที่ระบุไว้เพื่อบรรเทาปัญหาบางส่วน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้เป็นเพียงการแก้ไขเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขถาวร ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ยังคงต้องรอการอัปเดตใหม่จาก Microsoft ที่จะออกมาแก้ไขปัญหานี้อย่างสมบูรณ์

    สรุปสาระสำคัญ
    ปัญหาที่เกิดจาก KB5062553
    Start Menu ไม่สามารถเปิดได้และแสดง critical error
    File Explorer crash และไม่แสดงบน taskbar
    System Settings ไม่ตอบสนอง

    สาเหตุของปัญหา
    เกิดจากการเปลี่ยนแปลงใน Windows XAML components
    ส่งผลกระทบต่อ shellhost.exe และ XAML Island views

    แนวทางแก้ไขชั่วคราว
    Microsoft แนะนำให้ใช้ PowerShell commands ตามเอกสาร KB5072911
    วิธีแก้เป็นเพียงชั่วคราว ต้องรออัปเดตใหม่

    คำเตือนสำหรับผู้ใช้
    การติดตั้ง KB5062553 อาจทำให้ระบบหลักใช้งานไม่ได้
    การใช้วิธีแก้ชั่วคราวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
    ผู้ใช้ควรพิจารณาชะลอการอัปเดตจนกว่าจะมีแพตช์แก้ไขถาวร

    https://securityonline.info/core-failure-windows-11-update-kb5062553-is-causing-system-start-menu-and-explorer-crashes/
    💻 Windows 11 Update KB5062553 ทำระบบหลักล่ม Microsoft ยืนยันว่าอัปเดต KB5062553 ซึ่งปล่อยในเดือนกรกฎาคม 2025 สำหรับ Windows 11 เวอร์ชัน 24H2 และ 25H2 ก่อให้เกิดความผิดพลาดในหลายส่วนของระบบหลัก โดยเฉพาะ Start Menu, File Explorer และ System Settings ที่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ปัญหานี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงใน Windows XAML components ซึ่งเป็นแกนสำคัญในการแสดงผลอินเทอร์เฟซ ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเจออาการ crash และ critical error เมื่อใช้งาน ⚙️ อาการที่ผู้ใช้พบ หลังติดตั้ง KB5062553 ผู้ใช้รายงานว่า File Explorer crash บ่อยครั้ง, Start Menu ไม่สามารถเปิดได้, System Settings ไม่ตอบสนอง และบางครั้ง shellhost.exe ล่มโดยไม่มีคำเตือน นอกจากนี้ยังมีปัญหากับการแสดงผล XAML Island views ที่ทำให้แอปพลิเคชันบางตัวไม่สามารถเปิดได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้การใช้งานประจำวันสะดุดและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้ที่อัปเดตระบบ 🛠️ แนวทางแก้ไขชั่วคราวจาก Microsoft Microsoft ได้ออกเอกสารสนับสนุน KB5072911 เพื่อแนะนำวิธีแก้ไขชั่วคราว โดยผู้ใช้สามารถใช้ PowerShell commands ที่ระบุไว้เพื่อบรรเทาปัญหาบางส่วน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้เป็นเพียงการแก้ไขเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขถาวร ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ยังคงต้องรอการอัปเดตใหม่จาก Microsoft ที่จะออกมาแก้ไขปัญหานี้อย่างสมบูรณ์ 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ ปัญหาที่เกิดจาก KB5062553 ➡️ Start Menu ไม่สามารถเปิดได้และแสดง critical error ➡️ File Explorer crash และไม่แสดงบน taskbar ➡️ System Settings ไม่ตอบสนอง ✅ สาเหตุของปัญหา ➡️ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงใน Windows XAML components ➡️ ส่งผลกระทบต่อ shellhost.exe และ XAML Island views ✅ แนวทางแก้ไขชั่วคราว ➡️ Microsoft แนะนำให้ใช้ PowerShell commands ตามเอกสาร KB5072911 ➡️ วิธีแก้เป็นเพียงชั่วคราว ต้องรออัปเดตใหม่ ‼️ คำเตือนสำหรับผู้ใช้ ⛔ การติดตั้ง KB5062553 อาจทำให้ระบบหลักใช้งานไม่ได้ ⛔ การใช้วิธีแก้ชั่วคราวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ⛔ ผู้ใช้ควรพิจารณาชะลอการอัปเดตจนกว่าจะมีแพตช์แก้ไขถาวร https://securityonline.info/core-failure-windows-11-update-kb5062553-is-causing-system-start-menu-and-explorer-crashes/
    SECURITYONLINE.INFO
    Core Failure: Windows 11 Update KB5062553 is Causing System, Start Menu, and Explorer Crashes
    A major bug in the Windows 11 July update (KB5062553) is causing widespread crashes in core system components like File Explorer, Taskbar, and Start Menu on 24H2/25H2.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 119 มุมมอง 0 รีวิว
  • หัวข้อข่าว: "เมื่อความรักที่ถูกซ่อนเผยออกหลังการจากไปของพ่อ"

    เรื่องเล่าบนเว็บไซต์นี้เป็นบันทึกความทรงจำของลูกที่ค้นพบความรักลับของพ่อหลังการเสียชีวิต ผ่านจดหมาย ภาพถ่าย และการพบเจอกับคู่รักที่แท้จริงของพ่อ ซึ่งสะท้อนถึงชีวิตที่ถูกกดทับด้วยหน้าที่และวัฒนธรรม แต่ก็มีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขและความจริงใจ

    หลังจากพ่อเสียชีวิต ผู้เขียนพบจดหมายรักที่ซ่อนอยู่ในข้าวของส่วนตัว เนื้อหาของจดหมายเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนรัก ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่ครอบครัวเคยเห็น พ่อที่เคยถูกมองว่าเป็นคนเงียบเหงาและห่างไกล กลับมีอีกด้านหนึ่งที่สดใสและเต็มไปด้วยความรักที่แท้จริง

    ความสัมพันธ์ลับและชีวิตคู่ที่ไม่ถูกเปิดเผย
    ไม่นานหลังการเสียชีวิต ลูกได้พบกับ Edward คู่รักของพ่อที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานกว่า 3 ปี ทั้งคู่มีแผนจะซื้อบ้านและใช้ชีวิตคู่ในแคนาดา แต่ความจริงนี้ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อครอบครัว Edward เล่าว่าพ่อเป็นคนที่มีความสุขที่สุดเมื่ออยู่กับเขา ภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของพ่อจึงกลายเป็นหลักฐานของชีวิตที่ลูกไม่เคยได้เห็นมาก่อน

    ความกดดันจากวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตในเงามืด
    พ่อใช้ชีวิตกว่า 40 ปีในตู้เสื้อผ้า (closet) เพราะแรงกดดันจากครอบครัวและสังคมจีนที่เคร่งครัด เขาแต่งงานตามหน้าที่และปฏิเสธการหย่าร้างหลายครั้งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่ความจริงคือเขามีความสัมพันธ์ลับหลายครั้งตลอดชีวิต การเปิดเผยครั้งนี้ทำให้ลูกตระหนักถึงความทุกข์ที่พ่อแบกรับ และความสุขที่เขาได้สัมผัสเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนเสียชีวิต

    การอำลาและความทรงจำที่เหลืออยู่
    Edward ได้จัดโต๊ะบูชาพ่อด้วยสิ่งของที่เขาชอบ ทั้งอาหาร เพลง และไพ่ที่โปรดปราน ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวที่ไม่เคยรู้จักรายละเอียดเหล่านี้เลย การอำลาครั้งสุดท้ายระหว่าง Edward และพ่อในรูปแบบที่ครอบครัวไม่เคยให้ จึงสะท้อนถึงความรักที่แท้จริงและความสูญเสียที่เจ็บปวด แต่ก็ทำให้ลูกได้เห็นอีกด้านหนึ่งของพ่อที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

    สรุปสาระสำคัญ
    การค้นพบหลังการเสียชีวิต
    พบจดหมายรักที่เผยให้เห็นความอ่อนโยนและความตั้งใจของพ่อ
    ภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แสดงถึงชีวิตที่มีความสุขกับคู่รัก

    ความสัมพันธ์ลับกับ Edward
    ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกว่า 3 ปี และวางแผนอนาคตในแคนาดา
    Edward เล่าว่าพ่อเป็นคนที่สดใสและมีความสุขที่สุดเมื่ออยู่กับเขา

    แรงกดดันจากวัฒนธรรมและครอบครัว
    พ่อใช้ชีวิตกว่า 40 ปีในตู้เสื้อผ้าเพราะสังคมไม่ยอมรับ
    แต่งงานตามหน้าที่และปฏิเสธการหย่าร้างเพื่อรักษาภาพลักษณ์

    การอำลาและการระลึกถึง
    Edward จัดโต๊ะบูชาด้วยสิ่งที่พ่อชอบ ซึ่งครอบครัวไม่เคยรู้จัก
    การอำลาครั้งสุดท้ายสะท้อนถึงความรักที่แท้จริงและความสูญเสีย

    คำเตือนจากเรื่องราว
    การกดทับความจริงของชีวิตอาจทำให้คนสูญเสียโอกาสแห่งความสุข
    วัฒนธรรมและแรงกดดันทางสังคมอาจทำให้คนต้องใช้ชีวิตในเงามืด

    https://www.jenn.site/after-my-dad-died-we-found-the-love-letters/
    💌 หัวข้อข่าว: "เมื่อความรักที่ถูกซ่อนเผยออกหลังการจากไปของพ่อ" เรื่องเล่าบนเว็บไซต์นี้เป็นบันทึกความทรงจำของลูกที่ค้นพบความรักลับของพ่อหลังการเสียชีวิต ผ่านจดหมาย ภาพถ่าย และการพบเจอกับคู่รักที่แท้จริงของพ่อ ซึ่งสะท้อนถึงชีวิตที่ถูกกดทับด้วยหน้าที่และวัฒนธรรม แต่ก็มีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขและความจริงใจ หลังจากพ่อเสียชีวิต ผู้เขียนพบจดหมายรักที่ซ่อนอยู่ในข้าวของส่วนตัว เนื้อหาของจดหมายเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนรัก ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่ครอบครัวเคยเห็น พ่อที่เคยถูกมองว่าเป็นคนเงียบเหงาและห่างไกล กลับมีอีกด้านหนึ่งที่สดใสและเต็มไปด้วยความรักที่แท้จริง 🏠 ความสัมพันธ์ลับและชีวิตคู่ที่ไม่ถูกเปิดเผย ไม่นานหลังการเสียชีวิต ลูกได้พบกับ Edward คู่รักของพ่อที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานกว่า 3 ปี ทั้งคู่มีแผนจะซื้อบ้านและใช้ชีวิตคู่ในแคนาดา แต่ความจริงนี้ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อครอบครัว Edward เล่าว่าพ่อเป็นคนที่มีความสุขที่สุดเมื่ออยู่กับเขา ภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของพ่อจึงกลายเป็นหลักฐานของชีวิตที่ลูกไม่เคยได้เห็นมาก่อน 🌏 ความกดดันจากวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตในเงามืด พ่อใช้ชีวิตกว่า 40 ปีในตู้เสื้อผ้า (closet) เพราะแรงกดดันจากครอบครัวและสังคมจีนที่เคร่งครัด เขาแต่งงานตามหน้าที่และปฏิเสธการหย่าร้างหลายครั้งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่ความจริงคือเขามีความสัมพันธ์ลับหลายครั้งตลอดชีวิต การเปิดเผยครั้งนี้ทำให้ลูกตระหนักถึงความทุกข์ที่พ่อแบกรับ และความสุขที่เขาได้สัมผัสเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนเสียชีวิต 🕯️ การอำลาและความทรงจำที่เหลืออยู่ Edward ได้จัดโต๊ะบูชาพ่อด้วยสิ่งของที่เขาชอบ ทั้งอาหาร เพลง และไพ่ที่โปรดปราน ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวที่ไม่เคยรู้จักรายละเอียดเหล่านี้เลย การอำลาครั้งสุดท้ายระหว่าง Edward และพ่อในรูปแบบที่ครอบครัวไม่เคยให้ จึงสะท้อนถึงความรักที่แท้จริงและความสูญเสียที่เจ็บปวด แต่ก็ทำให้ลูกได้เห็นอีกด้านหนึ่งของพ่อที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน 📌 สรุปสาระสำคัญ ✅ การค้นพบหลังการเสียชีวิต ➡️ พบจดหมายรักที่เผยให้เห็นความอ่อนโยนและความตั้งใจของพ่อ ➡️ ภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แสดงถึงชีวิตที่มีความสุขกับคู่รัก ✅ ความสัมพันธ์ลับกับ Edward ➡️ ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกว่า 3 ปี และวางแผนอนาคตในแคนาดา ➡️ Edward เล่าว่าพ่อเป็นคนที่สดใสและมีความสุขที่สุดเมื่ออยู่กับเขา ✅ แรงกดดันจากวัฒนธรรมและครอบครัว ➡️ พ่อใช้ชีวิตกว่า 40 ปีในตู้เสื้อผ้าเพราะสังคมไม่ยอมรับ ➡️ แต่งงานตามหน้าที่และปฏิเสธการหย่าร้างเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ✅ การอำลาและการระลึกถึง ➡️ Edward จัดโต๊ะบูชาด้วยสิ่งที่พ่อชอบ ซึ่งครอบครัวไม่เคยรู้จัก ➡️ การอำลาครั้งสุดท้ายสะท้อนถึงความรักที่แท้จริงและความสูญเสีย ‼️ คำเตือนจากเรื่องราว ⛔ การกดทับความจริงของชีวิตอาจทำให้คนสูญเสียโอกาสแห่งความสุข ⛔ วัฒนธรรมและแรงกดดันทางสังคมอาจทำให้คนต้องใช้ชีวิตในเงามืด https://www.jenn.site/after-my-dad-died-we-found-the-love-letters/
    WWW.JENN.SITE
    after my dad died, we found the love letters
    a few days after , we found the love letters, hidden away among his things. one of them said, my parents were not a love match. at 27 and 26, they were e...
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 184 มุมมอง 0 รีวิว
  • วิธีหยุดพฤติกรรม “glazing” ของแชตบอท AI

    ทความจาก SlashGear อธิบายวิธีหยุดพฤติกรรม “glazing” ของแชตบอท AI อย่าง ChatGPT ที่ชอบใส่คำพูดฟุ่มเฟือยหรือย้ำคำถาม โดยแนะนำให้ใช้ instruction prompts และการปรับแต่ง custom personality settings เพื่อให้บอทตอบตรงประเด็นและแม่นยำมากขึ้น.

    ผู้ใช้หลายคนพบว่า ChatGPT และบอท AI อื่น ๆ เช่น Gemini หรือ Grok มักจะตอบแบบ “glazing” คือการ ย้ำคำถาม, ใส่คำพูดปลอบใจ, หรือใช้ภาษาฟุ่มเฟือย ก่อนจะเข้าสู่คำตอบจริง ซึ่งทำให้เสียเวลาและบางครั้งทำให้ข้อมูลไม่ชัดเจน.

    วิธีแก้ไขด้วย Instruction Prompts
    วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ instruction prompts เพื่อกำหนดแนวทางการตอบ เช่น ตัวอย่างที่ผู้เขียนใช้คือ:


    Do not restate my question, add filler, or soften your responses.
    Answer directly, concisely, and factually.
    Prioritize accuracy over politeness.
    If information is uncertain, say so explicitly instead of guessing.
    Focus only on the specific details I ask for.

    แปลเป็นไทยคือ

    อย่ากล่าวซ้ำคำถามของฉัน เพิ่มคำเติม หรือทำให้คำตอบของคุณไม่ตรงไปตรงมา
    ตอบตรงประเด็น กระชับ และตรงตามข้อเท็จจริง
    ให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่าความสุภาพ
    หากข้อมูลไม่ชัดเจน ให้พูดอย่างชัดเจนแทนที่จะเดา
    เน้นเฉพาะรายละเอียดเฉพาะที่ฉันถามเท่านั้น

    เมื่อใส่ prompt นี้ ChatGPT จะหยุดพฤติกรรม glazing และตอบตรงประเด็นมากขึ้น แม้บางครั้งยังมีการ “หลุด” กลับไปใช้สำนวนเดิม แต่โดยรวมถือว่าช่วยได้มาก.

    การปรับแต่ง Personality Settings
    นอกจาก instruction prompts แบบรายครั้งแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่ง custom personality ในการตั้งค่าของ ChatGPT หรือ Grok ได้ เช่น การเลือกบุคลิกที่ตรงไปตรงมา หรือใส่ custom instructions ให้บอทจดจำตลอดการสนทนา วิธีนี้ช่วยลดการต้องใส่ prompt ซ้ำ ๆ และทำให้บอทตอบตรงประเด็นในทุกการใช้งาน.

    สรุปสาระสำคัญและคำเตือน
    ปัญหาที่พบ
    ChatGPT และบอท AI มักตอบแบบ glazing (ย้ำคำถาม, ใช้คำปลอบใจ, ฟุ่มเฟือย)

    วิธีแก้ไข
    ใช้ instruction prompts เพื่อบังคับให้ตอบตรงประเด็น
    ปรับแต่ง personality settings ให้ตอบแบบ concise และ factual

    คำเตือน
    แม้ใช้ instruction prompts แล้ว บอทยังอาจ “หลุด” กลับไปใช้สำนวนเดิม
    ต้องทดสอบและปรับแต่งหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจ

    https://www.slashgear.com/2030799/how-to-stop-chatgpt-and-other-ai-chatbots-from-glazing-over-your-conversations/
    🤖 วิธีหยุดพฤติกรรม “glazing” ของแชตบอท AI ทความจาก SlashGear อธิบายวิธีหยุดพฤติกรรม “glazing” ของแชตบอท AI อย่าง ChatGPT ที่ชอบใส่คำพูดฟุ่มเฟือยหรือย้ำคำถาม โดยแนะนำให้ใช้ instruction prompts และการปรับแต่ง custom personality settings เพื่อให้บอทตอบตรงประเด็นและแม่นยำมากขึ้น. ผู้ใช้หลายคนพบว่า ChatGPT และบอท AI อื่น ๆ เช่น Gemini หรือ Grok มักจะตอบแบบ “glazing” คือการ ย้ำคำถาม, ใส่คำพูดปลอบใจ, หรือใช้ภาษาฟุ่มเฟือย ก่อนจะเข้าสู่คำตอบจริง ซึ่งทำให้เสียเวลาและบางครั้งทำให้ข้อมูลไม่ชัดเจน. 🛠️ วิธีแก้ไขด้วย Instruction Prompts วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ instruction prompts เพื่อกำหนดแนวทางการตอบ เช่น ตัวอย่างที่ผู้เขียนใช้คือ: 👉 Do not restate my question, add filler, or soften your responses. Answer directly, concisely, and factually. Prioritize accuracy over politeness. If information is uncertain, say so explicitly instead of guessing. Focus only on the specific details I ask for. แปลเป็นไทยคือ 👉 อย่ากล่าวซ้ำคำถามของฉัน เพิ่มคำเติม หรือทำให้คำตอบของคุณไม่ตรงไปตรงมา ตอบตรงประเด็น กระชับ และตรงตามข้อเท็จจริง ให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่าความสุภาพ หากข้อมูลไม่ชัดเจน ให้พูดอย่างชัดเจนแทนที่จะเดา เน้นเฉพาะรายละเอียดเฉพาะที่ฉันถามเท่านั้น เมื่อใส่ prompt นี้ ChatGPT จะหยุดพฤติกรรม glazing และตอบตรงประเด็นมากขึ้น แม้บางครั้งยังมีการ “หลุด” กลับไปใช้สำนวนเดิม แต่โดยรวมถือว่าช่วยได้มาก. ⚙️ การปรับแต่ง Personality Settings นอกจาก instruction prompts แบบรายครั้งแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่ง custom personality ในการตั้งค่าของ ChatGPT หรือ Grok ได้ เช่น การเลือกบุคลิกที่ตรงไปตรงมา หรือใส่ custom instructions ให้บอทจดจำตลอดการสนทนา วิธีนี้ช่วยลดการต้องใส่ prompt ซ้ำ ๆ และทำให้บอทตอบตรงประเด็นในทุกการใช้งาน. 📌 สรุปสาระสำคัญและคำเตือน ✅ ปัญหาที่พบ ➡️ ChatGPT และบอท AI มักตอบแบบ glazing (ย้ำคำถาม, ใช้คำปลอบใจ, ฟุ่มเฟือย) ✅ วิธีแก้ไข ➡️ ใช้ instruction prompts เพื่อบังคับให้ตอบตรงประเด็น ➡️ ปรับแต่ง personality settings ให้ตอบแบบ concise และ factual ‼️ คำเตือน ⛔ แม้ใช้ instruction prompts แล้ว บอทยังอาจ “หลุด” กลับไปใช้สำนวนเดิม ⛔ ต้องทดสอบและปรับแต่งหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจ https://www.slashgear.com/2030799/how-to-stop-chatgpt-and-other-ai-chatbots-from-glazing-over-your-conversations/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    You Can Stop ChatGPT (And Other AI Chatbots) From Glazing Over Your Conversations — Here's How - SlashGear
    Stop ChatGPT glazing by using clear instruction prompts and adjusting its personality so it replies concisely and accurately without restating your questions.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 182 มุมมอง 0 รีวิว
  • EP 4 CAM350
    Set Origin
    Gerber Stack
    Create NET

    BY.


    EP 4 CAM350 Set Origin Gerber Stack Create NET BY.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 41 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) กำลังสอบสวนบริษัทจีน Bitmain

    รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ “Operation Red Sunset” เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องขุดจาก Bitmain สามารถถูกควบคุมจากระยะไกลโดยรัฐบาลจีนหรือไม่ เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดและถอดเครื่องเพื่อตรวจสอบชิปและโค้ดภายใน แม้ผลการตรวจสอบยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ความกังวลนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน

    กรณีที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า
    ในปี 2024 รัฐบาลสหรัฐฯ เคยสั่งปิดการดำเนินการขุด Bitcoin ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ฐานทัพ Warren Air Force Base เนื่องจากใช้เครื่อง Antminer ของ Bitmain นับพันเครื่อง และถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภาสหรัฐฯ ยังระบุว่าเครื่องขุดของ Bitmainสามารถถูก “ควบคุมจากระยะไกล” ได้

    การตอบโต้ของ Bitmain
    Bitmain ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่า ปฏิบัติตามกฎหมายสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอดแนมหรือก่อวินาศกรรม บริษัทชี้แจงว่าการที่สินค้าบางส่วนถูกยึดโดย FCC เป็นเพียงการตรวจสอบมาตรฐานสัญญาณเท่านั้น และไม่พบสิ่งผิดปกติ

    ความหมายเชิงภูมิรัฐศาสตร์
    Bitmain ครองตลาดเครื่องขุด Bitcoin กว่า 80% ทั่วโลก แต่การที่สหรัฐฯ กังวลต่อบริษัทจีนรายใหญ่เช่นนี้ สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์และพลังงาน โดยเฉพาะหลังจีนออกกฎหมายข่าวกรัฐในปี 2017 ที่บังคับให้บริษัทต้องร่วมมือกับหน่วยข่าวกรอง

    สรุปเป็นหัวข้อ
    การสอบสวนของ DHS
    ปฏิบัติการ “Operation Red Sunset” ตรวจสอบเครื่องขุด Bitmain
    ยึดและถอดเครื่องเพื่อตรวจสอบชิปและโค้ด

    กรณีที่เคยเกิดขึ้น
    ปี 2024 สหรัฐฯ ปิดการขุดใกล้ฐานทัพ Warren Air Force Base
    รายงานวุฒิสภาระบุว่าเครื่อง Bitmain อาจถูกควบคุมจากระยะไกล

    การตอบโต้ของ Bitmain
    ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องสอดแนมและก่อวินาศกรรม
    ยืนยันว่าปฏิบัติตามกฎหมายสหรัฐฯ และมาตรฐาน FCC

    ความหมายเชิงภูมิรัฐศาสตร์
    Bitmain ครองตลาดเครื่องขุดกว่า 80%
    ความตึงเครียดสหรัฐฯ–จีนเพิ่มขึ้นหลังมีกฎหมายข่าวกรัฐจีน

    คำเตือนจากกรณีนี้
    เครื่องขุดอาจถูกใช้เป็นช่องทางสอดแนมหรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
    ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์และพลังงานยังคงสูง

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/homeland-security-thinks-chinese-firms-bitcoin-mining-chips-could-be-used-for-espionage-or-to-sabotage-the-power-grid-bitmain-probed-by-u-s-govt-over-national-security-concerns
    ‼️‼️ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (DHS) กำลังสอบสวนบริษัทจีน Bitmain รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ “Operation Red Sunset” เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องขุดจาก Bitmain สามารถถูกควบคุมจากระยะไกลโดยรัฐบาลจีนหรือไม่ เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดและถอดเครื่องเพื่อตรวจสอบชิปและโค้ดภายใน แม้ผลการตรวจสอบยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ความกังวลนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน 🔋 กรณีที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้า ในปี 2024 รัฐบาลสหรัฐฯ เคยสั่งปิดการดำเนินการขุด Bitcoin ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ฐานทัพ Warren Air Force Base เนื่องจากใช้เครื่อง Antminer ของ Bitmain นับพันเครื่อง และถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภาสหรัฐฯ ยังระบุว่าเครื่องขุดของ Bitmainสามารถถูก “ควบคุมจากระยะไกล” ได้ 🛡️ การตอบโต้ของ Bitmain Bitmain ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่า ปฏิบัติตามกฎหมายสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอดแนมหรือก่อวินาศกรรม บริษัทชี้แจงว่าการที่สินค้าบางส่วนถูกยึดโดย FCC เป็นเพียงการตรวจสอบมาตรฐานสัญญาณเท่านั้น และไม่พบสิ่งผิดปกติ 🌐 ความหมายเชิงภูมิรัฐศาสตร์ Bitmain ครองตลาดเครื่องขุด Bitcoin กว่า 80% ทั่วโลก แต่การที่สหรัฐฯ กังวลต่อบริษัทจีนรายใหญ่เช่นนี้ สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์และพลังงาน โดยเฉพาะหลังจีนออกกฎหมายข่าวกรัฐในปี 2017 ที่บังคับให้บริษัทต้องร่วมมือกับหน่วยข่าวกรอง 📌 สรุปเป็นหัวข้อ ✅ การสอบสวนของ DHS ➡️ ปฏิบัติการ “Operation Red Sunset” ตรวจสอบเครื่องขุด Bitmain ➡️ ยึดและถอดเครื่องเพื่อตรวจสอบชิปและโค้ด ✅ กรณีที่เคยเกิดขึ้น ➡️ ปี 2024 สหรัฐฯ ปิดการขุดใกล้ฐานทัพ Warren Air Force Base ➡️ รายงานวุฒิสภาระบุว่าเครื่อง Bitmain อาจถูกควบคุมจากระยะไกล ✅ การตอบโต้ของ Bitmain ➡️ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องสอดแนมและก่อวินาศกรรม ➡️ ยืนยันว่าปฏิบัติตามกฎหมายสหรัฐฯ และมาตรฐาน FCC ✅ ความหมายเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ➡️ Bitmain ครองตลาดเครื่องขุดกว่า 80% ➡️ ความตึงเครียดสหรัฐฯ–จีนเพิ่มขึ้นหลังมีกฎหมายข่าวกรัฐจีน ‼️ คำเตือนจากกรณีนี้ ⛔ เครื่องขุดอาจถูกใช้เป็นช่องทางสอดแนมหรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ⛔ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์และพลังงานยังคงสูง https://www.tomshardware.com/tech-industry/cryptomining/homeland-security-thinks-chinese-firms-bitcoin-mining-chips-could-be-used-for-espionage-or-to-sabotage-the-power-grid-bitmain-probed-by-u-s-govt-over-national-security-concerns
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 236 มุมมอง 0 รีวิว
  • EP 83

    หุ้นแข็งแกรงในสภาวะที่ SET ลงแรง ไก่เล็ก TFG ยังอยู่ในแดนบวก

    BY.
    EP 83 หุ้นแข็งแกรงในสภาวะที่ SET ลงแรง ไก่เล็ก TFG ยังอยู่ในแดนบวก BY.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 95 มุมมอง 0 0 รีวิว
Pages Boosts