• พบช่องโหว่ใน Libsodium หลังใช้งานมา 13 ปี — แต่กระทบเฉพาะผู้ใช้ฟังก์ชันระดับล่าง

    Libsodium ซึ่งเป็นไลบรารีเข้ารหัสยอดนิยมที่เน้นความง่ายและความปลอดภัย เพิ่งพบช่องโหว่สำคัญในฟังก์ชันตรวจสอบความถูกต้องของจุดบนเส้นโค้ง Edwards25519 โดยช่องโหว่นี้เกิดจากการลืมตรวจสอบเงื่อนไขหนึ่ง ทำให้จุดที่ไม่อยู่ใน main subgroup สามารถ “หลุดรอด” การตรวจสอบได้ แม้จะควรถูกปฏิเสธก็ตาม

    ปัญหานี้เกิดขึ้นในฟังก์ชัน crypto_core_ed25519_is_valid_point() ซึ่งควรตรวจสอบว่าจุดที่รับเข้ามาอยู่ในกลุ่มหลัก (order L) หรือไม่ โดยปกติจะตรวจสอบว่าหลังคูณด้วย L แล้วต้องได้ identity point แต่โค้ดเดิมตรวจสอบเพียงว่า X = 0 แต่ลืมตรวจสอบว่า Y = Z ทำให้จุดบางประเภท เช่น Q + (0, -1) ผ่านการตรวจสอบได้แม้จะไม่ถูกต้อง

    แม้ช่องโหว่นี้จะดูน่ากังวล แต่ผู้เขียนย้ำว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ถูกกระทบ เพราะฟังก์ชันนี้เป็นฟังก์ชันระดับล่างที่ high‑level API เช่น crypto_sign_* ไม่ได้ใช้เลย อีกทั้ง public key ที่สร้างด้วยฟังก์ชันมาตรฐานของ Libsodium ก็ปลอดภัยอยู่แล้ว ปัญหานี้จะกระทบเฉพาะผู้ที่ใช้ฟังก์ชันดังกล่าวเพื่อตรวจสอบจุดจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือผู้ที่สร้างโปรโตคอลเข้ารหัสเองโดยตรง

    การแก้ไขถูกปล่อยทันทีหลังพบปัญหา โดยเพิ่มการตรวจสอบ Y = Z เข้าไป และแพ็กเกจทั้งหมดที่ออกหลังวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ได้รวมแพตช์นี้แล้ว ผู้เขียนยังแนะนำให้ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูงใช้ Ristretto255 แทน Edwards25519 เพราะปลอดภัยกว่าในเรื่อง cofactor และไม่ต้องตรวจสอบ subgroup เพิ่มเติมเลย

    ช่องโหว่เกิดจากอะไร?
    ฟังก์ชัน crypto_core_ed25519_is_valid_point() ลืมตรวจสอบเงื่อนไข Y = Z
    ทำให้จุดบางประเภทที่ไม่อยู่ใน main subgroup ผ่านการตรวจสอบได้
    เกิดจากการลืมพอร์ตโค้ดจาก Zig มายัง Libsodium

    ใครได้รับผลกระทบ?
    ผู้ใช้ Libsodium เวอร์ชัน ≤ 1.0.20
    ผู้ที่ใช้ฟังก์ชันตรวจสอบจุดระดับล่างกับข้อมูลจาก untrusted sources
    ผู้ที่สร้างโปรโตคอลเข้ารหัสเองบน Edwards25519

    ใคร “ไม่” ได้รับผลกระทบ?
    ผู้ใช้ high‑level API เช่น crypto_sign_*
    ผู้ใช้ public key ที่สร้างด้วยฟังก์ชันมาตรฐานของ Libsodium
    ผู้ใช้ Ristretto255 ซึ่งปลอดภัยกว่าโดยออกแบบ

    การแก้ไขและคำแนะนำ
    แพตช์ถูกปล่อยแล้วในแพ็กเกจหลัง 30 ธ.ค. 2025
    เพิ่มการตรวจสอบ Y = Z เพื่อปิดช่องโหว่
    แนะนำให้ใช้ Ristretto255 สำหรับโปรโตคอลใหม่

    https://00f.net/2025/12/30/libsodium-vulnerability/
    🔐 พบช่องโหว่ใน Libsodium หลังใช้งานมา 13 ปี — แต่กระทบเฉพาะผู้ใช้ฟังก์ชันระดับล่าง Libsodium ซึ่งเป็นไลบรารีเข้ารหัสยอดนิยมที่เน้นความง่ายและความปลอดภัย เพิ่งพบช่องโหว่สำคัญในฟังก์ชันตรวจสอบความถูกต้องของจุดบนเส้นโค้ง Edwards25519 โดยช่องโหว่นี้เกิดจากการลืมตรวจสอบเงื่อนไขหนึ่ง ทำให้จุดที่ไม่อยู่ใน main subgroup สามารถ “หลุดรอด” การตรวจสอบได้ แม้จะควรถูกปฏิเสธก็ตาม ปัญหานี้เกิดขึ้นในฟังก์ชัน crypto_core_ed25519_is_valid_point() ซึ่งควรตรวจสอบว่าจุดที่รับเข้ามาอยู่ในกลุ่มหลัก (order L) หรือไม่ โดยปกติจะตรวจสอบว่าหลังคูณด้วย L แล้วต้องได้ identity point แต่โค้ดเดิมตรวจสอบเพียงว่า X = 0 แต่ลืมตรวจสอบว่า Y = Z ทำให้จุดบางประเภท เช่น Q + (0, -1) ผ่านการตรวจสอบได้แม้จะไม่ถูกต้อง แม้ช่องโหว่นี้จะดูน่ากังวล แต่ผู้เขียนย้ำว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ถูกกระทบ เพราะฟังก์ชันนี้เป็นฟังก์ชันระดับล่างที่ high‑level API เช่น crypto_sign_* ไม่ได้ใช้เลย อีกทั้ง public key ที่สร้างด้วยฟังก์ชันมาตรฐานของ Libsodium ก็ปลอดภัยอยู่แล้ว ปัญหานี้จะกระทบเฉพาะผู้ที่ใช้ฟังก์ชันดังกล่าวเพื่อตรวจสอบจุดจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือผู้ที่สร้างโปรโตคอลเข้ารหัสเองโดยตรง การแก้ไขถูกปล่อยทันทีหลังพบปัญหา โดยเพิ่มการตรวจสอบ Y = Z เข้าไป และแพ็กเกจทั้งหมดที่ออกหลังวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ได้รวมแพตช์นี้แล้ว ผู้เขียนยังแนะนำให้ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูงใช้ Ristretto255 แทน Edwards25519 เพราะปลอดภัยกว่าในเรื่อง cofactor และไม่ต้องตรวจสอบ subgroup เพิ่มเติมเลย ✅ ช่องโหว่เกิดจากอะไร? ➡️ ฟังก์ชัน crypto_core_ed25519_is_valid_point() ลืมตรวจสอบเงื่อนไข Y = Z ➡️ ทำให้จุดบางประเภทที่ไม่อยู่ใน main subgroup ผ่านการตรวจสอบได้ ➡️ เกิดจากการลืมพอร์ตโค้ดจาก Zig มายัง Libsodium ✅ ใครได้รับผลกระทบ? ➡️ ผู้ใช้ Libsodium เวอร์ชัน ≤ 1.0.20 ➡️ ผู้ที่ใช้ฟังก์ชันตรวจสอบจุดระดับล่างกับข้อมูลจาก untrusted sources ➡️ ผู้ที่สร้างโปรโตคอลเข้ารหัสเองบน Edwards25519 ‼️ ใคร “ไม่” ได้รับผลกระทบ? ⛔ ผู้ใช้ high‑level API เช่น crypto_sign_* ⛔ ผู้ใช้ public key ที่สร้างด้วยฟังก์ชันมาตรฐานของ Libsodium ⛔ ผู้ใช้ Ristretto255 ซึ่งปลอดภัยกว่าโดยออกแบบ ✅ การแก้ไขและคำแนะนำ ➡️ แพตช์ถูกปล่อยแล้วในแพ็กเกจหลัง 30 ธ.ค. 2025 ➡️ เพิ่มการตรวจสอบ Y = Z เพื่อปิดช่องโหว่ ➡️ แนะนำให้ใช้ Ristretto255 สำหรับโปรโตคอลใหม่ https://00f.net/2025/12/30/libsodium-vulnerability/
    00F.NET
    A vulnerability in libsodium
    Libsodium is now 13 years old!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • “Linux ดีพอแล้วในปี 2026” — บทความที่กล้าพูดสิ่งที่หลายคนคิดแต่ไม่กล้าบอก

    บทความจาก PC Gamer ชิ้นนี้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ปี 2026 คือปีที่ Linux Desktop “ดีพอจริง ๆ” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่ใช่แค่สำหรับสายเทคนิคอีกต่อไป ผู้เขียนยืนยันว่าประสบการณ์ใช้งาน Linux วันนี้ลื่นไหล ใช้งานง่าย และรองรับซอฟต์แวร์มากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุคก่อนที่ต้องแก้ปัญหาไดรเวอร์หรือคอมไพล์โปรแกรมเอง

    หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ การเติบโตของ Proton และ Steam Deck ที่ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกมโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาของเดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE Plasma ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และรองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก รวมถึงการที่ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบของตัวเองได้เต็มที่โดยไม่ถูกบังคับอัปเดตหรือจำกัดสิทธิ์เหมือนบน Windows

    ผู้เขียนยังชี้ว่า Windows 11 และ 12 ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์จริง ๆ” เพราะเต็มไปด้วยโฆษณา การบังคับผูกบัญชี และการเก็บข้อมูลผู้ใช้ ในขณะที่ Linux ให้ความรู้สึกตรงกันข้าม คือ เป็นระบบที่ผู้ใช้ควบคุมได้จริง ปรับแต่งได้ทุกอย่าง และไม่มีใครมาบังคับคุณว่าจะต้องใช้อะไร

    สุดท้ายบทความสรุปว่า แม้ Linux จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในปี 2026 มัน “ดีพอแล้ว” สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจำนวนมาก และถ้าคุณอยากรู้สึกว่าคุณเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ของตัวเองจริง ๆ ปีนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการลองย้ายมาใช้ Linux Desktop

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไม Linux ถึง “ดีพอแล้ว” ในปี 2026
    Proton ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกม
    เดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE ลื่นขึ้น เสถียรขึ้น
    รองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก
    ไม่มีโฆษณา ไม่มีการบังคับผูกบัญชี

    ข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายจาก Windows
    ควบคุมระบบได้เต็มที่
    ไม่มีการบังคับอัปเดต
    ไม่มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบ invasive
    ปรับแต่งได้ลึกและอิสระกว่า

    ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
    บางโปรแกรมเฉพาะทางยังไม่มีเวอร์ชัน Linux
    เกมบางเกมที่ใช้ anti‑cheat ยังไม่รองรับ
    ผู้ใช้ใหม่อาจต้องเรียนรู้ระบบไฟล์และแพ็กเกจเล็กน้อย

    https://www.pcgamer.com/software/linux/im-brave-enough-to-say-it-linux-is-good-now-and-if-you-want-to-feel-like-you-actually-own-your-pc-make-2026-the-year-of-linux-on-your-desktop/
    🐧 “Linux ดีพอแล้วในปี 2026” — บทความที่กล้าพูดสิ่งที่หลายคนคิดแต่ไม่กล้าบอก บทความจาก PC Gamer ชิ้นนี้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ปี 2026 คือปีที่ Linux Desktop “ดีพอจริง ๆ” สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่ใช่แค่สำหรับสายเทคนิคอีกต่อไป ผู้เขียนยืนยันว่าประสบการณ์ใช้งาน Linux วันนี้ลื่นไหล ใช้งานง่าย และรองรับซอฟต์แวร์มากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุคก่อนที่ต้องแก้ปัญหาไดรเวอร์หรือคอมไพล์โปรแกรมเอง หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ การเติบโตของ Proton และ Steam Deck ที่ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกมโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาของเดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE Plasma ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และรองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก รวมถึงการที่ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบของตัวเองได้เต็มที่โดยไม่ถูกบังคับอัปเดตหรือจำกัดสิทธิ์เหมือนบน Windows ผู้เขียนยังชี้ว่า Windows 11 และ 12 ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าตนเอง “ไม่ได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์จริง ๆ” เพราะเต็มไปด้วยโฆษณา การบังคับผูกบัญชี และการเก็บข้อมูลผู้ใช้ ในขณะที่ Linux ให้ความรู้สึกตรงกันข้าม คือ เป็นระบบที่ผู้ใช้ควบคุมได้จริง ปรับแต่งได้ทุกอย่าง และไม่มีใครมาบังคับคุณว่าจะต้องใช้อะไร สุดท้ายบทความสรุปว่า แม้ Linux จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในปี 2026 มัน “ดีพอแล้ว” สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจำนวนมาก และถ้าคุณอยากรู้สึกว่าคุณเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ของตัวเองจริง ๆ ปีนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการลองย้ายมาใช้ Linux Desktop 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไม Linux ถึง “ดีพอแล้ว” ในปี 2026 ➡️ Proton ทำให้เกมบน Linux เล่นได้แทบทุกเกม ➡️ เดสก์ท็อปอย่าง GNOME และ KDE ลื่นขึ้น เสถียรขึ้น ➡️ รองรับฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้ดีขึ้นมาก ➡️ ไม่มีโฆษณา ไม่มีการบังคับผูกบัญชี ✅ ข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายจาก Windows ➡️ ควบคุมระบบได้เต็มที่ ➡️ ไม่มีการบังคับอัปเดต ➡️ ไม่มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้แบบ invasive ➡️ ปรับแต่งได้ลึกและอิสระกว่า ‼️ ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด ⛔ บางโปรแกรมเฉพาะทางยังไม่มีเวอร์ชัน Linux ⛔ เกมบางเกมที่ใช้ anti‑cheat ยังไม่รองรับ ⛔ ผู้ใช้ใหม่อาจต้องเรียนรู้ระบบไฟล์และแพ็กเกจเล็กน้อย https://www.pcgamer.com/software/linux/im-brave-enough-to-say-it-linux-is-good-now-and-if-you-want-to-feel-like-you-actually-own-your-pc-make-2026-the-year-of-linux-on-your-desktop/
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • IPv6 อายุครบ 30 ปีแล้ว แต่ยังไม่ยึดครองโลกอินเทอร์เน็ต — ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

    IPv6 ถูกออกแบบขึ้นในปี 1995 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน IPv4 ที่มีเพียง 4.3 พันล้านที่อยู่ แต่แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี การใช้งาน IPv6 ทั่วโลกยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดตามข้อมูลจาก Google, APNIC และ Cloudflare ทั้งที่ IPv6 มีพื้นที่ที่อยู่มากกว่าเดิมแบบมหาศาลถึง 340 undecillion ซึ่งมากพอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดบนโลกไปอีกหลายร้อยปี

    หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ IPv6 ไม่สามารถทำงานร่วมกับ IPv4 ได้โดยตรง ทำให้ผู้ให้บริการต้องเลือกว่าจะใช้แบบใด หรือจะต้องรันทั้งสองแบบคู่กัน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน นอกจากนี้ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่คาดหวังไว้ใน IPv6 เช่น security หรือ QoS ก็ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาอย่างที่หลายคนคิด ทำให้แรงจูงใจในการย้ายระบบลดลงอย่างมาก

    อีกปัจจัยที่ทำให้ IPv6 ไม่ได้เติบโตตามคาดคือการมาถึงของ NAT ซึ่งช่วยให้หลายอุปกรณ์แชร์ IPv4 เดียวกันได้ ทำให้ IPv4 “อยู่รอด” ต่อไปได้โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยนไปใช้ IPv6 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังชี้ว่าการย้ายไป IPv6 มีต้นทุนสูง ทั้งด้านอุปกรณ์ บุคลากร และการทดสอบระบบ ทำให้หลายองค์กรเลือกปิด IPv6 เพื่อให้ระบบทำงานได้เสถียรกว่าในบางกรณี

    อย่างไรก็ตาม IPv6 ก็ไม่ใช่ความล้มเหลว ผู้เชี่ยวชาญจาก ARIN และ RIPE NCC ระบุว่า IPv6 ช่วยรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในยุคมือถือ คลาวด์ และ IoT ได้อย่างสำคัญ และยังเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Segment Routing และเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศ แม้จะไม่ครองโลก แต่ IPv6 ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ทำไม IPv6 ถึงยังไม่ครองโลก?
    ไม่รองรับย้อนหลังกับ IPv4 ต้องรันคู่กัน เพิ่มต้นทุน
    ฟีเจอร์ใหม่ที่คาดหวังไม่ได้ถูกใส่มามากนัก
    NAT ทำให้ IPv4 อยู่รอดได้ยาวนาน
    ต้นทุน migration สูง ทั้งด้านอุปกรณ์และบุคลากร

    IPv6 ยังสำคัญอยู่ไหม?
    รองรับการเติบโตของมือถือ, คลาวด์ และ IoT
    ช่วยลดแรงกดดันต่อ IPv4 address exhaustion
    ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศและผู้ให้บริการรายใหญ่

    ข้อควรระวังหรือข้อสังเกต
    องค์กรบางแห่งปิด IPv6 เพราะ performance ไม่เสถียรในบางระบบ
    Legacy infrastructure จำนวนมากยังไม่รองรับ dual‑stack
    การย้ายระบบต้องทดสอบอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง downtime

    https://www.theregister.com/2025/12/31/ipv6_at_30/
    🌐 IPv6 อายุครบ 30 ปีแล้ว แต่ยังไม่ยึดครองโลกอินเทอร์เน็ต — ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? IPv6 ถูกออกแบบขึ้นในปี 1995 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน IPv4 ที่มีเพียง 4.3 พันล้านที่อยู่ แต่แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี การใช้งาน IPv6 ทั่วโลกยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมดตามข้อมูลจาก Google, APNIC และ Cloudflare ทั้งที่ IPv6 มีพื้นที่ที่อยู่มากกว่าเดิมแบบมหาศาลถึง 340 undecillion ซึ่งมากพอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดบนโลกไปอีกหลายร้อยปี หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ IPv6 ไม่สามารถทำงานร่วมกับ IPv4 ได้โดยตรง ทำให้ผู้ให้บริการต้องเลือกว่าจะใช้แบบใด หรือจะต้องรันทั้งสองแบบคู่กัน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน นอกจากนี้ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่คาดหวังไว้ใน IPv6 เช่น security หรือ QoS ก็ไม่ได้ถูกใส่เข้ามาอย่างที่หลายคนคิด ทำให้แรงจูงใจในการย้ายระบบลดลงอย่างมาก อีกปัจจัยที่ทำให้ IPv6 ไม่ได้เติบโตตามคาดคือการมาถึงของ NAT ซึ่งช่วยให้หลายอุปกรณ์แชร์ IPv4 เดียวกันได้ ทำให้ IPv4 “อยู่รอด” ต่อไปได้โดยไม่ต้องรีบเปลี่ยนไปใช้ IPv6 ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังชี้ว่าการย้ายไป IPv6 มีต้นทุนสูง ทั้งด้านอุปกรณ์ บุคลากร และการทดสอบระบบ ทำให้หลายองค์กรเลือกปิด IPv6 เพื่อให้ระบบทำงานได้เสถียรกว่าในบางกรณี อย่างไรก็ตาม IPv6 ก็ไม่ใช่ความล้มเหลว ผู้เชี่ยวชาญจาก ARIN และ RIPE NCC ระบุว่า IPv6 ช่วยรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในยุคมือถือ คลาวด์ และ IoT ได้อย่างสำคัญ และยังเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีใหม่ เช่น Segment Routing และเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศ แม้จะไม่ครองโลก แต่ IPv6 ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ทำไม IPv6 ถึงยังไม่ครองโลก? ➡️ ไม่รองรับย้อนหลังกับ IPv4 ต้องรันคู่กัน เพิ่มต้นทุน ➡️ ฟีเจอร์ใหม่ที่คาดหวังไม่ได้ถูกใส่มามากนัก ➡️ NAT ทำให้ IPv4 อยู่รอดได้ยาวนาน ➡️ ต้นทุน migration สูง ทั้งด้านอุปกรณ์และบุคลากร ✅ IPv6 ยังสำคัญอยู่ไหม? ➡️ รองรับการเติบโตของมือถือ, คลาวด์ และ IoT ➡️ ช่วยลดแรงกดดันต่อ IPv4 address exhaustion ➡️ ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศและผู้ให้บริการรายใหญ่ ‼️ ข้อควรระวังหรือข้อสังเกต ⛔ องค์กรบางแห่งปิด IPv6 เพราะ performance ไม่เสถียรในบางระบบ ⛔ Legacy infrastructure จำนวนมากยังไม่รองรับ dual‑stack ⛔ การย้ายระบบต้องทดสอบอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง downtime https://www.theregister.com/2025/12/31/ipv6_at_30/
    WWW.THEREGISTER.COM
    IPv6 just turned 30 and still hasn’t taken over the world
    Feature: The world has passed it by in many ways, yet it remains relevant
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • Clicks Communicator — มือถือยุคใหม่ที่ออกแบบเพื่อ “การสื่อสาร” ไม่ใช่การเสพติดหน้าจอ

    Clicks Communicator เป็นสมาร์ตโฟนที่ออกแบบมาเพื่อ “การลงมือทำ” มากกว่าการไถฟีดแบบไม่รู้จบ โดยเน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพผ่านคีย์บอร์ดจริงแบบ QWERTY พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการข้อความและงานต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น จุดเด่นคือการผสมผสานระหว่างคีย์บอร์ดสัมผัสแบบ touch-sensitive, ปุ่มลัด, ระบบแจ้งเตือนแบบ LED และหน้าจอขนาด 4.03 นิ้วที่ตั้งใจทำให้ผู้ใช้โฟกัสกับงานมากกว่าคอนเทนต์ที่ดึงดูดความสนใจเกินจำเป็น

    ตัวเครื่องมาพร้อมฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ “communication-first” เช่น Message Hub ที่รวมข้อความจากหลายแอปไว้ในที่เดียว, ปุ่มลัดสำหรับ triage ข้อความ, และปุ่ม Clicks Key สำหรับเรียกคำสั่งเฉพาะได้ทันที นอกจากนี้ยังมี fingerprint sensor บน spacebar, ปุ่มสั่งงานเสียง, และคีย์บอร์ดที่รองรับการเลื่อนหน้าเว็บหรืออินบ็อกซ์ได้โดยไม่ต้องแตะหน้าจอ ทำให้ประสบการณ์ใช้งานใกล้เคียงกับยุค BlackBerry แต่ทันสมัยกว่าอย่างมาก

    ในด้านฮาร์ดแวร์ Clicks Communicator ใช้ชิป MediaTek 4nm, รองรับ 5G ครบหลายย่านความถี่, มีกล้องหลัง 50MP พร้อม OIS และกล้องหน้า 24MP รวมถึงแบตเตอรี่ 4,000 mAh แบบ silicon‑carbon ที่เน้นประสิทธิภาพพลังงาน ตัวเครื่องรองรับทั้ง nano‑SIM และ eSIM และมีพื้นที่เก็บข้อมูล 256GB พร้อมรองรับ microSD สูงสุด 2TB ซึ่งหาได้ยากในมือถือยุคปัจจุบัน

    Clicks Communicator จะมาพร้อม Android 16 และให้สัญญาอัปเดต Android 2 ปี + อัปเดตความปลอดภัย 5 ปี การจองล่วงหน้ามีทั้งแบบวางมัดจำและจ่ายเต็ม โดยผู้สั่งจองจะได้รับสิทธิ์เลือกสีและอุปกรณ์เสริมก่อนใครเมื่อใกล้เริ่มผลิตจริง ถือเป็นมือถือที่ออกแบบมาเฉพาะกลุ่มอย่างชัดเจน โดยเน้นผู้ใช้ที่ต้องการ “เครื่องมือทำงาน” มากกว่า “เครื่องมือเสพคอนเทนต์”

    สรุปประเด็นสำคัญ
    จุดเด่นของ Clicks Communicator
    คีย์บอร์ดจริงแบบ QWERTY พร้อมปุ่มลัดและ touch-sensitive navigation
    Message Hub รวมข้อความจากหลายแอปไว้ในหน้าเดียว
    Fingerprint sensor บน spacebar และปุ่มสั่งงานเสียง
    หน้าจอ 4.03" AMOLED ออกแบบเพื่อโฟกัสงาน ไม่ใช่ doomscrolling

    สเปกฮาร์ดแวร์ที่น่าสนใจ
    ชิป MediaTek 4nm พร้อมรองรับ 5G หลายย่าน
    กล้องหลัง 50MP + OIS และกล้องหน้า 24MP
    แบตเตอรี่ 4,000 mAh แบบ silicon‑carbon
    รองรับ nano‑SIM + eSIM และ microSD สูงสุด 2TB

    ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด
    ยังไม่ประกาศวันจัดส่งที่แน่นอน
    รองรับเฉพาะคีย์บอร์ด QWERTY ในช่วงแรก
    ต้องใช้ซิมแยกหากต้องการโทรแบบ cellular (VoIP ใช้เบอร์เดิมได้)

    https://www.clicksphone.com/en/communicator
    📱 Clicks Communicator — มือถือยุคใหม่ที่ออกแบบเพื่อ “การสื่อสาร” ไม่ใช่การเสพติดหน้าจอ Clicks Communicator เป็นสมาร์ตโฟนที่ออกแบบมาเพื่อ “การลงมือทำ” มากกว่าการไถฟีดแบบไม่รู้จบ โดยเน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพผ่านคีย์บอร์ดจริงแบบ QWERTY พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการข้อความและงานต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น จุดเด่นคือการผสมผสานระหว่างคีย์บอร์ดสัมผัสแบบ touch-sensitive, ปุ่มลัด, ระบบแจ้งเตือนแบบ LED และหน้าจอขนาด 4.03 นิ้วที่ตั้งใจทำให้ผู้ใช้โฟกัสกับงานมากกว่าคอนเทนต์ที่ดึงดูดความสนใจเกินจำเป็น ตัวเครื่องมาพร้อมฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ “communication-first” เช่น Message Hub ที่รวมข้อความจากหลายแอปไว้ในที่เดียว, ปุ่มลัดสำหรับ triage ข้อความ, และปุ่ม Clicks Key สำหรับเรียกคำสั่งเฉพาะได้ทันที นอกจากนี้ยังมี fingerprint sensor บน spacebar, ปุ่มสั่งงานเสียง, และคีย์บอร์ดที่รองรับการเลื่อนหน้าเว็บหรืออินบ็อกซ์ได้โดยไม่ต้องแตะหน้าจอ ทำให้ประสบการณ์ใช้งานใกล้เคียงกับยุค BlackBerry แต่ทันสมัยกว่าอย่างมาก ในด้านฮาร์ดแวร์ Clicks Communicator ใช้ชิป MediaTek 4nm, รองรับ 5G ครบหลายย่านความถี่, มีกล้องหลัง 50MP พร้อม OIS และกล้องหน้า 24MP รวมถึงแบตเตอรี่ 4,000 mAh แบบ silicon‑carbon ที่เน้นประสิทธิภาพพลังงาน ตัวเครื่องรองรับทั้ง nano‑SIM และ eSIM และมีพื้นที่เก็บข้อมูล 256GB พร้อมรองรับ microSD สูงสุด 2TB ซึ่งหาได้ยากในมือถือยุคปัจจุบัน Clicks Communicator จะมาพร้อม Android 16 และให้สัญญาอัปเดต Android 2 ปี + อัปเดตความปลอดภัย 5 ปี การจองล่วงหน้ามีทั้งแบบวางมัดจำและจ่ายเต็ม โดยผู้สั่งจองจะได้รับสิทธิ์เลือกสีและอุปกรณ์เสริมก่อนใครเมื่อใกล้เริ่มผลิตจริง ถือเป็นมือถือที่ออกแบบมาเฉพาะกลุ่มอย่างชัดเจน โดยเน้นผู้ใช้ที่ต้องการ “เครื่องมือทำงาน” มากกว่า “เครื่องมือเสพคอนเทนต์” 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ จุดเด่นของ Clicks Communicator ➡️ คีย์บอร์ดจริงแบบ QWERTY พร้อมปุ่มลัดและ touch-sensitive navigation ➡️ Message Hub รวมข้อความจากหลายแอปไว้ในหน้าเดียว ➡️ Fingerprint sensor บน spacebar และปุ่มสั่งงานเสียง ➡️ หน้าจอ 4.03" AMOLED ออกแบบเพื่อโฟกัสงาน ไม่ใช่ doomscrolling ✅ สเปกฮาร์ดแวร์ที่น่าสนใจ ➡️ ชิป MediaTek 4nm พร้อมรองรับ 5G หลายย่าน ➡️ กล้องหลัง 50MP + OIS และกล้องหน้า 24MP ➡️ แบตเตอรี่ 4,000 mAh แบบ silicon‑carbon ➡️ รองรับ nano‑SIM + eSIM และ microSD สูงสุด 2TB ‼️ ข้อควรระวังหรือข้อจำกัด ⛔ ยังไม่ประกาศวันจัดส่งที่แน่นอน ⛔ รองรับเฉพาะคีย์บอร์ด QWERTY ในช่วงแรก ⛔ ต้องใช้ซิมแยกหากต้องการโทรแบบ cellular (VoIP ใช้เบอร์เดิมได้) https://www.clicksphone.com/en/communicator
    WWW.CLICKSPHONE.COM
    Clicks Communicator: the ultimate communication companion
    Clicks Communicator is phone purpose-built for taking action and communicating in a noisy world with deeper context, versatile input and greater control in a compact design.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 3 มุมมอง 0 รีวิว
  • 5 บล็อกเกอร์ที่โด่งดังที่สุดบน Hacker News ปี 2025

    ปี 2025 เป็นปีที่มีการแข่งขันดุเดือดในโลกบล็อกเกอร์สายเทคบน Hacker News และจากข้อมูลสรุปปลายปี พบว่ามี 5 คนที่โดดเด่นที่สุด ทั้งในด้านจำนวนโพสต์ คุณภาพเนื้อหา และความนิยมจากชุมชน โดยอันดับหนึ่งยังคงเป็น Simon Willison ที่ครองตำแหน่ง 3 ปีซ้อนด้วยสไตล์การเขียนที่ตรงไปตรงมาและไม่ขายของใด ๆ เลย

    Jeff Geerling คว้าอันดับ 2 แบบเฉียดฉิวเพียง 9 คะแนนจากอันดับ 3 โดยเขาโดดเด่นจากการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ Raspberry Pi และฮาร์ดแวร์ พร้อมเขียนบล็อกประกอบวิดีโออย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่แค่แปะ transcript แบบที่หลายคนทำ ส่วนอันดับ 3 คือ Sean Goedecke ที่กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงหลังโพสต์เกี่ยวกับการทำงานใน Big Tech จนติดท็อป 100 ของปี และโพสต์ของเขาเข้าหน้าแรกถึง 47 ครั้งในปีเดียว

    อันดับ 4 คือ Brian Krebs นักข่าวสายสืบสวนด้านไซเบอร์ที่อยู่ในท็อป 10 ของ HN มานานกว่า 11 ปี โดยปีนี้มีโพสต์หนึ่งเกี่ยวกับการเมืองที่ขึ้นอันดับ 1 แต่ถูกลบเพราะโดน flag จำนวนมาก ซึ่งเป็นชะตากรรมของโพสต์การเมืองบน HN บ่อยครั้ง ปิดท้ายด้วย Neal Agarwal ที่ทำงานแนว interactive art ทุกโพสต์ของเขาขึ้นหน้าแรก และครึ่งหนึ่งขึ้นอันดับ 1 ของวัน ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีเกร็ดน่าสนใจ เช่น John Gruber กลับมาติดท็อป 10 ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 และ Mahad Kalam ที่ติดอันดับ 21 ด้วยโพสต์เดียวแต่กลายเป็นโพสต์ยอดนิยมที่สุดของปี แสดงให้เห็นว่าบางครั้ง “โพสต์เดียวก็เปลี่ยนชีวิตได้” บน Hacker News

    สรุปประเด็นสำคัญ
    5 บล็อกเกอร์ยอดนิยมปี 2025
    Simon Willison — ครองอันดับ 1 สามปีซ้อน, เขียนกว่า 1,000 โพสต์ในปีเดียว
    Jeff Geerling — อันดับ 2 แบบเฉียดฉิว, เน้นฮาร์ดแวร์และ Raspberry Pi
    Sean Goedecke — ดาวรุ่ง, โพสต์เข้าหน้าแรก 47 ครั้ง
    Brian Krebs — นักข่าวไซเบอร์ระดับตำนาน, ติดท็อป 10 เกือบทุกปี
    Neal Agarwal — งาน interactive art ทุกโพสต์ขึ้นหน้าแรก

    สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่น
    เนื้อหาชัดเจน มีความเห็นเฉพาะตัว
    เขียนสม่ำเสมอและมีคุณภาพ
    เข้าใจสิ่งที่ชุมชน HN สนใจ
    ไม่ขายของ ไม่โฆษณาแฝง

    เกร็ดที่ควรรู้
    โพสต์การเมืองมักถูก flag และหายจากหน้าแรกเร็ว
    ความสำเร็จบน HN มี “ดวง” เข้ามาเกี่ยวข้องไม่น้อย
    บล็อกเกอร์หน้าใหม่อาจต้องโพสต์หลายครั้งกว่าจะติดหน้าแรก

    https://refactoringenglish.com/blog/2025-hn-top-5/
    📰 5 บล็อกเกอร์ที่โด่งดังที่สุดบน Hacker News ปี 2025 ปี 2025 เป็นปีที่มีการแข่งขันดุเดือดในโลกบล็อกเกอร์สายเทคบน Hacker News และจากข้อมูลสรุปปลายปี พบว่ามี 5 คนที่โดดเด่นที่สุด ทั้งในด้านจำนวนโพสต์ คุณภาพเนื้อหา และความนิยมจากชุมชน โดยอันดับหนึ่งยังคงเป็น Simon Willison ที่ครองตำแหน่ง 3 ปีซ้อนด้วยสไตล์การเขียนที่ตรงไปตรงมาและไม่ขายของใด ๆ เลย Jeff Geerling คว้าอันดับ 2 แบบเฉียดฉิวเพียง 9 คะแนนจากอันดับ 3 โดยเขาโดดเด่นจากการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ Raspberry Pi และฮาร์ดแวร์ พร้อมเขียนบล็อกประกอบวิดีโออย่างพิถีพิถัน ไม่ใช่แค่แปะ transcript แบบที่หลายคนทำ ส่วนอันดับ 3 คือ Sean Goedecke ที่กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงหลังโพสต์เกี่ยวกับการทำงานใน Big Tech จนติดท็อป 100 ของปี และโพสต์ของเขาเข้าหน้าแรกถึง 47 ครั้งในปีเดียว อันดับ 4 คือ Brian Krebs นักข่าวสายสืบสวนด้านไซเบอร์ที่อยู่ในท็อป 10 ของ HN มานานกว่า 11 ปี โดยปีนี้มีโพสต์หนึ่งเกี่ยวกับการเมืองที่ขึ้นอันดับ 1 แต่ถูกลบเพราะโดน flag จำนวนมาก ซึ่งเป็นชะตากรรมของโพสต์การเมืองบน HN บ่อยครั้ง ปิดท้ายด้วย Neal Agarwal ที่ทำงานแนว interactive art ทุกโพสต์ของเขาขึ้นหน้าแรก และครึ่งหนึ่งขึ้นอันดับ 1 ของวัน ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเกร็ดน่าสนใจ เช่น John Gruber กลับมาติดท็อป 10 ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 และ Mahad Kalam ที่ติดอันดับ 21 ด้วยโพสต์เดียวแต่กลายเป็นโพสต์ยอดนิยมที่สุดของปี แสดงให้เห็นว่าบางครั้ง “โพสต์เดียวก็เปลี่ยนชีวิตได้” บน Hacker News 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ 5 บล็อกเกอร์ยอดนิยมปี 2025 ➡️ Simon Willison — ครองอันดับ 1 สามปีซ้อน, เขียนกว่า 1,000 โพสต์ในปีเดียว ➡️ Jeff Geerling — อันดับ 2 แบบเฉียดฉิว, เน้นฮาร์ดแวร์และ Raspberry Pi ➡️ Sean Goedecke — ดาวรุ่ง, โพสต์เข้าหน้าแรก 47 ครั้ง ➡️ Brian Krebs — นักข่าวไซเบอร์ระดับตำนาน, ติดท็อป 10 เกือบทุกปี ➡️ Neal Agarwal — งาน interactive art ทุกโพสต์ขึ้นหน้าแรก ✅ สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่น ➡️ เนื้อหาชัดเจน มีความเห็นเฉพาะตัว ➡️ เขียนสม่ำเสมอและมีคุณภาพ ➡️ เข้าใจสิ่งที่ชุมชน HN สนใจ ➡️ ไม่ขายของ ไม่โฆษณาแฝง ‼️ เกร็ดที่ควรรู้ ⛔ โพสต์การเมืองมักถูก flag และหายจากหน้าแรกเร็ว ⛔ ความสำเร็จบน HN มี “ดวง” เข้ามาเกี่ยวข้องไม่น้อย ⛔ บล็อกเกอร์หน้าใหม่อาจต้องโพสต์หลายครั้งกว่าจะติดหน้าแรก https://refactoringenglish.com/blog/2025-hn-top-5/
    REFACTORINGENGLISH.COM
    The Most Popular Blogs of Hacker News in 2025
    Who were the most popular personal bloggers of 2025, and what made them successful on Hacker News?
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 4 มุมมอง 0 รีวิว
  • Hyprland 0.53 เปิดตัว! มาพร้อม Crash Recovery, Safe Mode และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Window Rules

    Hyprland 0.53 เปิดตัวพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทั้งเพิ่มความเสถียรและปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง crash recovery wrapper และ safe mode ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกู้ระบบกลับมาได้แม้จะมีการตั้งค่าที่ผิดพลาดหรือเกิดปัญหาขณะรัน Hyprland ฟีเจอร์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ที่ชอบปรับแต่งหนัก ๆ เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบจะพังจนเข้าไม่ได้

    หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคือ การเขียน windowrule syntax ใหม่ทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้ต้อง migrate config เดิมด้วยตนเอง แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้เวลา แต่ก็ช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นและรองรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้ดีขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม fullscreen โดยรวมตัวเลือกเดิมสองตัวให้เหลือเพียง misc:new_window_takes_over_fs เพื่อความชัดเจนและง่ายต่อการใช้งาน

    Hyprland 0.53 ยังเพิ่ม welcome app สำหรับผู้ใช้ใหม่ ซึ่งช่วยแนะนำฟีเจอร์และการตั้งค่าพื้นฐาน โดยต้องติดตั้งแพ็กเกจ hyprland-guiutils ที่ตอนนี้ถูกแนะนำให้เป็น dependency หลัก อีกทั้ง Hyprpaper (ตัวจัดการ wallpaper) ก็ถูกย้ายไปใช้ Hyprtoolkit และ Hyprwire พร้อมปรับ syntax ใหม่ ทำให้ config เดิมอาจใช้ไม่ได้และต้องแก้ไขใหม่ทั้งหมด

    สุดท้ายยังมีฟีเจอร์เสริม เช่น universal submap bind flag, ระบบ localization สำหรับ GUI, และความสามารถในการ blur groupbars ทั้งหมดนี้ช่วยให้ Hyprland เป็น compositor ที่ทั้งสวยงาม ยืดหยุ่น และใช้งานได้ดีขึ้นสำหรับผู้ใช้ทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบปรับแต่งระบบลึก ๆ

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ใน Hyprland 0.53
    crash recovery wrapper ช่วยกู้ระบบเมื่อ config พัง
    safe mode สำหรับแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องลบ config
    welcome app สำหรับผู้ใช้ใหม่ (ต้องใช้ hyprland-guiutils)
    Hyprpaper ย้ายไปใช้ Hyprtoolkit + Hyprwire พร้อม syntax ใหม่

    การเปลี่ยนแปลงที่กระทบผู้ใช้
    windowrule syntax ถูกเขียนใหม่ทั้งหมด ต้อง migrate เอง
    fullscreen behavior ถูกรวมเป็นตัวเลือกเดียว
    config wallpaper เดิมอาจใช้ไม่ได้ ต้องแก้ใหม่

    ข้อควรระวัง
    ผู้ใช้ที่ปรับแต่ง config หนัก ๆ อาจเจอปัญหาหลังอัปเดต
    windowrules เก่าจะไม่ทำงานจนกว่าจะ migrate
    wallpaper config เดิมอาจพังเพราะ IPC protocol ใหม่

    https://itsfoss.com/news/hyprland-0-53-release/
    🧩 Hyprland 0.53 เปิดตัว! มาพร้อม Crash Recovery, Safe Mode และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Window Rules Hyprland 0.53 เปิดตัวพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทั้งเพิ่มความเสถียรและปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง crash recovery wrapper และ safe mode ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกู้ระบบกลับมาได้แม้จะมีการตั้งค่าที่ผิดพลาดหรือเกิดปัญหาขณะรัน Hyprland ฟีเจอร์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ใช้ที่ชอบปรับแต่งหนัก ๆ เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบจะพังจนเข้าไม่ได้ หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคือ การเขียน windowrule syntax ใหม่ทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้ต้อง migrate config เดิมด้วยตนเอง แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้เวลา แต่ก็ช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นและรองรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้ดีขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม fullscreen โดยรวมตัวเลือกเดิมสองตัวให้เหลือเพียง misc:new_window_takes_over_fs เพื่อความชัดเจนและง่ายต่อการใช้งาน Hyprland 0.53 ยังเพิ่ม welcome app สำหรับผู้ใช้ใหม่ ซึ่งช่วยแนะนำฟีเจอร์และการตั้งค่าพื้นฐาน โดยต้องติดตั้งแพ็กเกจ hyprland-guiutils ที่ตอนนี้ถูกแนะนำให้เป็น dependency หลัก อีกทั้ง Hyprpaper (ตัวจัดการ wallpaper) ก็ถูกย้ายไปใช้ Hyprtoolkit และ Hyprwire พร้อมปรับ syntax ใหม่ ทำให้ config เดิมอาจใช้ไม่ได้และต้องแก้ไขใหม่ทั้งหมด สุดท้ายยังมีฟีเจอร์เสริม เช่น universal submap bind flag, ระบบ localization สำหรับ GUI, และความสามารถในการ blur groupbars ทั้งหมดนี้ช่วยให้ Hyprland เป็น compositor ที่ทั้งสวยงาม ยืดหยุ่น และใช้งานได้ดีขึ้นสำหรับผู้ใช้ทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบปรับแต่งระบบลึก ๆ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน Hyprland 0.53 ➡️ crash recovery wrapper ช่วยกู้ระบบเมื่อ config พัง ➡️ safe mode สำหรับแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องลบ config ➡️ welcome app สำหรับผู้ใช้ใหม่ (ต้องใช้ hyprland-guiutils) ➡️ Hyprpaper ย้ายไปใช้ Hyprtoolkit + Hyprwire พร้อม syntax ใหม่ ✅ การเปลี่ยนแปลงที่กระทบผู้ใช้ ➡️ windowrule syntax ถูกเขียนใหม่ทั้งหมด ต้อง migrate เอง ➡️ fullscreen behavior ถูกรวมเป็นตัวเลือกเดียว ➡️ config wallpaper เดิมอาจใช้ไม่ได้ ต้องแก้ใหม่ ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ ผู้ใช้ที่ปรับแต่ง config หนัก ๆ อาจเจอปัญหาหลังอัปเดต ⛔ windowrules เก่าจะไม่ทำงานจนกว่าจะ migrate ⛔ wallpaper config เดิมอาจพังเพราะ IPC protocol ใหม่ https://itsfoss.com/news/hyprland-0-53-release/
    ITSFOSS.COM
    Hyprland Becomes More Attractive with Crash Recovery and Safe Mode Features
    New crash recovery wrapper and welcome screen arrive, though windowrules require manual migration.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • NTFSPlus เปลี่ยนชื่อเป็น “NTFS” พร้อมเข้าใกล้การรวมเข้าลินุกซ์เคอร์เนลมากขึ้น

    การพัฒนาไดรเวอร์ NTFS บนลินุกซ์เดินหน้าอีกขั้น เมื่อ Namjae Jeon นักพัฒนาที่อยู่เบื้องหลัง exFAT และ ksmbd ได้ส่งแพตช์ v3 เพื่อเปลี่ยนชื่อ NTFSPlus → NTFS พร้อมปรับโครงสร้างใหม่โดยใช้ไดรเวอร์ NTFS แบบอ่านอย่างเดียวรุ่นเก่าเป็นฐาน แล้วค่อยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้าไป วิธีนี้ช่วยให้ผู้ดูแลโค้ดตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนของการรีวิวโค้ดในอนาคต

    นอกจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว แพตช์ชุดนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงสำคัญหลายอย่าง เช่น การรองรับการเขียนข้อมูล (write support), การใช้ iomap, การเลิกใช้ buffer-head, การเพิ่ม utilities และรองรับ xfstests ซึ่งช่วยให้ไดรเวอร์มีความเสถียรและทันสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมี helper ใหม่สำหรับจัดการ cluster-to-folio และ byte-to-sector ทำให้การทำงานภายในมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

    ด้านประสิทธิภาพ NTFS รุ่นใหม่นี้เร็วกว่า NTFS3 อย่างชัดเจน โดยการเขียนแบบ single-thread เร็วขึ้น 3–5% แต่เมื่อเป็น multi-threaded performance กลับพุ่งขึ้นถึง 35–110% การ list ไฟล์เร็วขึ้น 12–14% และเวลา mount filesystem ขนาด 4TB ลดจากกว่า 4 วินาที เหลือน้อยกว่า 1 วินาที ถือเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่สำหรับผู้ใช้ที่ต้องทำงานกับ NTFS บนลินุกซ์เป็นประจำ

    อย่างไรก็ตาม ไดรเวอร์นี้ยังขาดฟีเจอร์สำคัญอย่าง full journaling ซึ่งตอนนี้มีเพียง journal replay และยังทำงานไม่สมบูรณ์ตามที่นักพัฒนาระบุ ทำให้ไดรเวอร์ยังถูกจัดเป็น experimental อยู่ แต่ Namjae วางแผนจะเพิ่ม journaling ที่สมบูรณ์หลังจากไดรเวอร์ถูก upstream เข้าลินุกซ์เคอร์เนลอย่างเป็นทางการในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    การเปลี่ยนแปลงหลักใน NTFS รุ่นใหม่
    เปลี่ยนชื่อจาก NTFSPlus → NTFS
    ใช้ไดรเวอร์ NTFS รุ่นเก่าเป็นฐานเพื่อให้ง่ายต่อการรีวิว
    รองรับการเขียน, iomap, ไม่มี buffer-head, utilities, xfstests
    เพิ่ม helper ใหม่สำหรับ cluster/sector operations

    การปรับปรุงด้านประสิทธิภาพ
    เขียนแบบ single-thread เร็วขึ้น 3–5%
    multi-threaded performance ดีขึ้น 35–110%
    การ list ไฟล์เร็วขึ้น 12–14%
    mount filesystem 4TB เร็วขึ้นกว่า 4 เท่า

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ยังไม่มี full journaling support
    journal replay ยังทำงานไม่สมบูรณ์
    ไดรเวอร์ยังอยู่ในสถานะ experimental
    อาจยังไม่เหมาะกับงาน production-critical

    https://itsfoss.com/news/ntfsplus-becomes-ntfs-linux/
    📁 NTFSPlus เปลี่ยนชื่อเป็น “NTFS” พร้อมเข้าใกล้การรวมเข้าลินุกซ์เคอร์เนลมากขึ้น การพัฒนาไดรเวอร์ NTFS บนลินุกซ์เดินหน้าอีกขั้น เมื่อ Namjae Jeon นักพัฒนาที่อยู่เบื้องหลัง exFAT และ ksmbd ได้ส่งแพตช์ v3 เพื่อเปลี่ยนชื่อ NTFSPlus → NTFS พร้อมปรับโครงสร้างใหม่โดยใช้ไดรเวอร์ NTFS แบบอ่านอย่างเดียวรุ่นเก่าเป็นฐาน แล้วค่อยเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้าไป วิธีนี้ช่วยให้ผู้ดูแลโค้ดตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนของการรีวิวโค้ดในอนาคต นอกจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว แพตช์ชุดนี้ยังมาพร้อมการปรับปรุงสำคัญหลายอย่าง เช่น การรองรับการเขียนข้อมูล (write support), การใช้ iomap, การเลิกใช้ buffer-head, การเพิ่ม utilities และรองรับ xfstests ซึ่งช่วยให้ไดรเวอร์มีความเสถียรและทันสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมี helper ใหม่สำหรับจัดการ cluster-to-folio และ byte-to-sector ทำให้การทำงานภายในมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้านประสิทธิภาพ NTFS รุ่นใหม่นี้เร็วกว่า NTFS3 อย่างชัดเจน โดยการเขียนแบบ single-thread เร็วขึ้น 3–5% แต่เมื่อเป็น multi-threaded performance กลับพุ่งขึ้นถึง 35–110% การ list ไฟล์เร็วขึ้น 12–14% และเวลา mount filesystem ขนาด 4TB ลดจากกว่า 4 วินาที เหลือน้อยกว่า 1 วินาที ถือเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่สำหรับผู้ใช้ที่ต้องทำงานกับ NTFS บนลินุกซ์เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ไดรเวอร์นี้ยังขาดฟีเจอร์สำคัญอย่าง full journaling ซึ่งตอนนี้มีเพียง journal replay และยังทำงานไม่สมบูรณ์ตามที่นักพัฒนาระบุ ทำให้ไดรเวอร์ยังถูกจัดเป็น experimental อยู่ แต่ Namjae วางแผนจะเพิ่ม journaling ที่สมบูรณ์หลังจากไดรเวอร์ถูก upstream เข้าลินุกซ์เคอร์เนลอย่างเป็นทางการในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ การเปลี่ยนแปลงหลักใน NTFS รุ่นใหม่ ➡️ เปลี่ยนชื่อจาก NTFSPlus → NTFS ➡️ ใช้ไดรเวอร์ NTFS รุ่นเก่าเป็นฐานเพื่อให้ง่ายต่อการรีวิว ➡️ รองรับการเขียน, iomap, ไม่มี buffer-head, utilities, xfstests ➡️ เพิ่ม helper ใหม่สำหรับ cluster/sector operations ✅ การปรับปรุงด้านประสิทธิภาพ ➡️ เขียนแบบ single-thread เร็วขึ้น 3–5% ➡️ multi-threaded performance ดีขึ้น 35–110% ➡️ การ list ไฟล์เร็วขึ้น 12–14% ➡️ mount filesystem 4TB เร็วขึ้นกว่า 4 เท่า ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ยังไม่มี full journaling support ⛔ journal replay ยังทำงานไม่สมบูรณ์ ⛔ ไดรเวอร์ยังอยู่ในสถานะ experimental ⛔ อาจยังไม่เหมาะกับงาน production-critical https://itsfoss.com/news/ntfsplus-becomes-ntfs-linux/
    ITSFOSS.COM
    NTFSPlus Becomes "NTFS" as Driver Moves Closer to Kernel Integration
    The v3 patch series brings improved performance and new features while dropping the "Plus" moniker.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • Liquorix Kernel คืออะไร? ทำไมสายเกมและคนทำงานมัลติมีเดียถึงนิยมใช้กัน

    Liquorix Kernel เป็นเคอร์เนลที่ถูกปรับแต่งมาเพื่อ “ความลื่นไหลและความตอบสนองสูงสุด” โดยเฉพาะสำหรับงานที่ต้องการความเร็วแบบเรียลไทม์ เช่น เกม, งานเสียง, งานวิดีโอ และงานมัลติทาสก์หนัก ๆ จุดเด่นของมันคือการตอบสนองต่ออินพุตของผู้ใช้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการขยับเมาส์ เปิดแอป หรือสลับหน้าต่าง ซึ่งต่างจากเคอร์เนลมาตรฐานที่เน้นความเสถียรและ throughput มากกว่า

    สิ่งที่ทำให้ Liquorix แตกต่างคือการใช้ Zen Interactive Tuning, PDS Scheduler, tick rate 1000Hz และการเปิดใช้ zswap เพื่อให้ระบบตอบสนองได้เร็วขึ้น แม้จะต้องแลกกับการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและอาจทำให้เครื่องร้อนขึ้นบ้าง โดยเฉพาะบนโน้ตบุ๊ก นอกจากนี้ยังมี TCP BBR2 ที่ช่วยให้การรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตมีความเสถียรและเร็วขึ้น เหมาะกับเกมออนไลน์หรือการสตรีมมิ่ง

    อย่างไรก็ตาม Liquorix ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะแม้จะทำให้ระบบตอบสนองดีขึ้น แต่ throughput สำหรับงานหนัก เช่น การคอมไพล์โค้ดหรือการย้ายไฟล์ขนาดใหญ่ อาจช้าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเคอร์เนลมาตรฐาน นี่คือเหตุผลที่ผู้ใช้ทั่วไปหรือเซิร์ฟเวอร์อาจไม่จำเป็นต้องใช้ Liquorix แต่สำหรับเกมเมอร์และครีเอเตอร์ นี่อาจเป็น “อัปเกรดฟรี” ที่เห็นผลชัดเจนที่สุดโดยไม่ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์

    สุดท้าย Liquorix ติดตั้งได้ง่ายมาก โดยมีสคริปต์อัตโนมัติสำหรับ Ubuntu/Debian และมีแพ็กเกจใน AUR สำหรับ Arch Linux แต่ผู้ใช้ต้องระวังเรื่อง Secure Boot ที่ไม่รองรับ หากเปิดอยู่จะบูตไม่ขึ้นจนกว่าจะปิดฟีเจอร์นี้ก่อนติดตั้งเคอร์เนลใหม่

    สรุปประเด็นสำคัญ
    จุดเด่นของ Liquorix Kernel
    ปรับแต่งเพื่อความลื่นไหลและตอบสนองสูงสุด
    ใช้ PDS Scheduler และ tick rate 1000Hz
    ลด micro-stutter ในเกมและงานมัลติมีเดีย
    รองรับ TCP BBR2 เพื่อเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต

    เหมาะกับใคร?
    เกมเมอร์ที่ต้องการความเสถียรของเฟรมไทม์
    คนทำงานเสียง/วิดีโอที่ต้องการ latency ต่ำ
    ผู้ใช้เครื่องเก่าที่ต้องการความลื่นไหลเพิ่มขึ้น
    คนที่เปิดหลายแอปพร้อมกันและต้องการสลับงานเร็ว ๆ

    ข้อควรระวัง
    ไม่รองรับ Secure Boot ต้องปิดก่อนติดตั้ง
    อาจทำให้แบตเตอรี่ลดเร็วขึ้น 5–10%
    เครื่องอาจร้อนขึ้นเล็กน้อยจากการทำงานที่ aggressive
    throughput สำหรับงานหนักอาจลดลงเล็กน้อย

    https://itsfoss.com/liquorix-kernel/
    ⚡ Liquorix Kernel คืออะไร? ทำไมสายเกมและคนทำงานมัลติมีเดียถึงนิยมใช้กัน Liquorix Kernel เป็นเคอร์เนลที่ถูกปรับแต่งมาเพื่อ “ความลื่นไหลและความตอบสนองสูงสุด” โดยเฉพาะสำหรับงานที่ต้องการความเร็วแบบเรียลไทม์ เช่น เกม, งานเสียง, งานวิดีโอ และงานมัลติทาสก์หนัก ๆ จุดเด่นของมันคือการตอบสนองต่ออินพุตของผู้ใช้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการขยับเมาส์ เปิดแอป หรือสลับหน้าต่าง ซึ่งต่างจากเคอร์เนลมาตรฐานที่เน้นความเสถียรและ throughput มากกว่า สิ่งที่ทำให้ Liquorix แตกต่างคือการใช้ Zen Interactive Tuning, PDS Scheduler, tick rate 1000Hz และการเปิดใช้ zswap เพื่อให้ระบบตอบสนองได้เร็วขึ้น แม้จะต้องแลกกับการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและอาจทำให้เครื่องร้อนขึ้นบ้าง โดยเฉพาะบนโน้ตบุ๊ก นอกจากนี้ยังมี TCP BBR2 ที่ช่วยให้การรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตมีความเสถียรและเร็วขึ้น เหมาะกับเกมออนไลน์หรือการสตรีมมิ่ง อย่างไรก็ตาม Liquorix ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะแม้จะทำให้ระบบตอบสนองดีขึ้น แต่ throughput สำหรับงานหนัก เช่น การคอมไพล์โค้ดหรือการย้ายไฟล์ขนาดใหญ่ อาจช้าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเคอร์เนลมาตรฐาน นี่คือเหตุผลที่ผู้ใช้ทั่วไปหรือเซิร์ฟเวอร์อาจไม่จำเป็นต้องใช้ Liquorix แต่สำหรับเกมเมอร์และครีเอเตอร์ นี่อาจเป็น “อัปเกรดฟรี” ที่เห็นผลชัดเจนที่สุดโดยไม่ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ สุดท้าย Liquorix ติดตั้งได้ง่ายมาก โดยมีสคริปต์อัตโนมัติสำหรับ Ubuntu/Debian และมีแพ็กเกจใน AUR สำหรับ Arch Linux แต่ผู้ใช้ต้องระวังเรื่อง Secure Boot ที่ไม่รองรับ หากเปิดอยู่จะบูตไม่ขึ้นจนกว่าจะปิดฟีเจอร์นี้ก่อนติดตั้งเคอร์เนลใหม่ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ จุดเด่นของ Liquorix Kernel ➡️ ปรับแต่งเพื่อความลื่นไหลและตอบสนองสูงสุด ➡️ ใช้ PDS Scheduler และ tick rate 1000Hz ➡️ ลด micro-stutter ในเกมและงานมัลติมีเดีย ➡️ รองรับ TCP BBR2 เพื่อเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต ✅ เหมาะกับใคร? ➡️ เกมเมอร์ที่ต้องการความเสถียรของเฟรมไทม์ ➡️ คนทำงานเสียง/วิดีโอที่ต้องการ latency ต่ำ ➡️ ผู้ใช้เครื่องเก่าที่ต้องการความลื่นไหลเพิ่มขึ้น ➡️ คนที่เปิดหลายแอปพร้อมกันและต้องการสลับงานเร็ว ๆ ‼️ ข้อควรระวัง ⛔ ไม่รองรับ Secure Boot ต้องปิดก่อนติดตั้ง ⛔ อาจทำให้แบตเตอรี่ลดเร็วขึ้น 5–10% ⛔ เครื่องอาจร้อนขึ้นเล็กน้อยจากการทำงานที่ aggressive ⛔ throughput สำหรับงานหนักอาจลดลงเล็กน้อย https://itsfoss.com/liquorix-kernel/
    ITSFOSS.COM
    What Is Liquorix Kernel? Should You Use It?
    In this jargon buster, we explain what is Liquorix kernel, why it is popular among Linux gamers and if there are any real benefits of using it on your regular Linux desktop.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 5 มุมมอง 0 รีวิว
  • GNU Wget 2.2.1 ออกแล้ว! เพิ่มตัวเลือกใหม่ ใช้งานง่ายขึ้น และเสถียรกว่าเดิม

    GNU Wget 2.2.1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะเวอร์ชันเสถียรล่าสุดของเครื่องมือดาวน์โหลดไฟล์ผ่านโปรโตคอลยอดนิยมอย่าง HTTP, HTTPS, FTP และ FTPS โดยอัปเดตครั้งนี้เน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการไฟล์ดาวน์โหลด รวมถึงการแก้ไขบั๊กที่ผู้ใช้รายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่โดดเด่นคือการรองรับการใช้ “local system timestamp” เมื่อใช้ตัวเลือก --no-use-server-timestamps ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมเวลาแก้ไขไฟล์ได้แม่นยำขึ้น เหมาะสำหรับงานสคริปต์อัตโนมัติและระบบที่ต้องการความสอดคล้องของเวลาไฟล์

    นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว Wget 2.2.1 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพในหลายส่วน เช่น การจัดการการเชื่อมต่อที่เสถียรขึ้น การรองรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีการตั้งค่าซับซ้อน และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเวอร์ชันก่อนหน้า ทำให้การดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ขนาดใหญ่มีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

    ในภาพรวม การอัปเดตครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานหลักของ Wget แต่เน้นการเพิ่มความแม่นยำ ความเสถียร และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลระบบและนักพัฒนาต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ระบบอัตโนมัติและ DevOps มีบทบาทสำคัญ การมีเครื่องมือที่เชื่อถือได้อย่าง Wget ถือเป็นหัวใจสำคัญของ workflow จำนวนมาก

    ชุมชนโอเพ่นซอร์สยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wget ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่แทบทุกระบบ Linux ต้องมีติดเครื่อง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่ใน Wget 2.2.1
    รองรับการใช้ local system timestamp ผ่าน --no-use-server-timestamps
    ปรับปรุงการจัดการโปรโตคอล HTTP/HTTPS/FTP/FTPS ให้เสถียรขึ้น
    แก้ไขบั๊กจากเวอร์ชันก่อนหน้าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

    เหตุผลที่อัปเดตนี้สำคัญ
    ช่วยให้สคริปต์อัตโนมัติทำงานแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องพึ่ง timestamp
    ลดปัญหาการดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ใหญ่ที่อาจสะดุด
    เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบ นักพัฒนา และงาน DevOps

    ข้อควรระวังในการอัปเดต
    สคริปต์เก่าที่พึ่งพาพฤติกรรม timestamp แบบเดิมอาจต้องปรับแก้
    ควรทดสอบกับระบบจริงก่อนนำไปใช้ใน production
    การตั้งค่าบางอย่างอาจทำงานต่างจากเวอร์ชันก่อนเล็กน้อย

    https://9to5linux.com/gnu-wget-2-2-1-released-with-new-options-improvements-and-bug-fixes
    🌐 GNU Wget 2.2.1 ออกแล้ว! เพิ่มตัวเลือกใหม่ ใช้งานง่ายขึ้น และเสถียรกว่าเดิม GNU Wget 2.2.1 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะเวอร์ชันเสถียรล่าสุดของเครื่องมือดาวน์โหลดไฟล์ผ่านโปรโตคอลยอดนิยมอย่าง HTTP, HTTPS, FTP และ FTPS โดยอัปเดตครั้งนี้เน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการไฟล์ดาวน์โหลด รวมถึงการแก้ไขบั๊กที่ผู้ใช้รายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่โดดเด่นคือการรองรับการใช้ “local system timestamp” เมื่อใช้ตัวเลือก --no-use-server-timestamps ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมเวลาแก้ไขไฟล์ได้แม่นยำขึ้น เหมาะสำหรับงานสคริปต์อัตโนมัติและระบบที่ต้องการความสอดคล้องของเวลาไฟล์ นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว Wget 2.2.1 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพในหลายส่วน เช่น การจัดการการเชื่อมต่อที่เสถียรขึ้น การรองรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีการตั้งค่าซับซ้อน และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเวอร์ชันก่อนหน้า ทำให้การดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ขนาดใหญ่มีความต่อเนื่องและน่าเชื่อถือมากขึ้น ในภาพรวม การอัปเดตครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานหลักของ Wget แต่เน้นการเพิ่มความแม่นยำ ความเสถียร และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลระบบและนักพัฒนาต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ระบบอัตโนมัติและ DevOps มีบทบาทสำคัญ การมีเครื่องมือที่เชื่อถือได้อย่าง Wget ถือเป็นหัวใจสำคัญของ workflow จำนวนมาก ชุมชนโอเพ่นซอร์สยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Wget ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีอายุมากกว่า 20 ปี แต่ก็ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่แทบทุกระบบ Linux ต้องมีติดเครื่อง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่ใน Wget 2.2.1 ➡️ รองรับการใช้ local system timestamp ผ่าน --no-use-server-timestamps ➡️ ปรับปรุงการจัดการโปรโตคอล HTTP/HTTPS/FTP/FTPS ให้เสถียรขึ้น ➡️ แก้ไขบั๊กจากเวอร์ชันก่อนหน้าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ✅ เหตุผลที่อัปเดตนี้สำคัญ ➡️ ช่วยให้สคริปต์อัตโนมัติทำงานแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องพึ่ง timestamp ➡️ ลดปัญหาการดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมากหรือไฟล์ใหญ่ที่อาจสะดุด ➡️ เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบ นักพัฒนา และงาน DevOps ‼️ ข้อควรระวังในการอัปเดต ⛔ สคริปต์เก่าที่พึ่งพาพฤติกรรม timestamp แบบเดิมอาจต้องปรับแก้ ⛔ ควรทดสอบกับระบบจริงก่อนนำไปใช้ใน production ⛔ การตั้งค่าบางอย่างอาจทำงานต่างจากเวอร์ชันก่อนเล็กน้อย https://9to5linux.com/gnu-wget-2-2-1-released-with-new-options-improvements-and-bug-fixes
    9TO5LINUX.COM
    GNU Wget 2.2.1 Released with New Options, Improvements, and Bug Fixes - 9to5Linux
    GNU Wget 2.2.1 open-source program for retrieving content from web servers is now available for download with various improvements and fixes.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • Inkscape 1.4.3 อัปเดตใหม่! ปรับปรุง PDF Import และ Text on Path ให้แม่นยำกว่าเดิม

    Inkscape 1.4.3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตบำรุงรุ่นที่สองของซีรีส์ 1.4 โดยเน้นการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นหลัก แต่ก็มีการอัปเกรดสำคัญที่ผู้ใช้งานสายออกแบบต้องยิ้มออก นั่นคือการปรับปรุงระบบนำเข้าไฟล์ PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการเพี้ยนของฟอนต์และเลย์เอาต์ รวมถึงการปรับปรุงฟีเจอร์ Text on Path ให้ทำงานได้เสถียรและคาดเดาได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่นักออกแบบใช้บ่อยในการสร้างโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์

    นอกจากนี้ Inkscape 1.4.3 ยังแก้ปัญหาการ ungroup กลุ่มวัตถุขนาดใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมหน่วงหรือค้าง รวมถึงปรับปรุงการแปลง stroke เป็น path, pattern และ gradient เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหายระหว่างการแปลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนเจอมานาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ไฟล์สำหรับงานพิมพ์หรือการทำเลเซอร์คัต

    เมื่อมองในภาพรวม อัปเดตนี้ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่แบบหวือหวา แต่เน้นความเสถียรและความแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบระดับมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยให้ Inkscape ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือออกแบบเวกเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส ใช้ได้ฟรี และรองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, macOS และ Windows

    ในขณะเดียวกัน ชุมชนผู้พัฒนา Inkscape ยังคงเดินหน้าปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้โปรแกรมเติบโตอย่างมั่นคงและตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่งานออกแบบดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว และความต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและฟรีมีมากขึ้นทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ไฮไลต์จากอัปเดต Inkscape 1.4.3
    ปรับปรุงการนำเข้า PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาฟอนต์เพี้ยนและเลย์เอาต์ผิดรูป
    Text on Path ทำงานเสถียรขึ้น เหมาะกับงานโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์
    แก้ปัญหา ungroup กลุ่มใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมค้างหรือช้า
    การแปลง stroke → path, pattern, gradient ไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายอีกต่อไป

    ความสำคัญของอัปเดตนี้ต่อผู้ใช้งาน
    เพิ่มความเสถียรในการทำงานระดับมืออาชีพ
    ลดความเสี่ยงของไฟล์เสียหรือข้อมูลหายระหว่างการแปลงวัตถุ
    เหมาะกับงานพิมพ์ งานเลเซอร์คัต และงานออกแบบที่ต้องการความละเอียดสูง

    ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ
    ผู้ใช้ที่มีปลั๊กอินเก่าอาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับเวอร์ชันใหม่
    ไฟล์ที่สร้างจากเวอร์ชันเก่ามากอาจมีพฤติกรรมแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเปิดใน 1.4.3
    ควรสำรองไฟล์งานก่อนอัปเดตเพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิด

    https://9to5linux.com/inkscape-1-4-3-open-source-svg-editor-improves-pdf-import-and-text-on-path
    🎨 Inkscape 1.4.3 อัปเดตใหม่! ปรับปรุง PDF Import และ Text on Path ให้แม่นยำกว่าเดิม Inkscape 1.4.3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะอัปเดตบำรุงรุ่นที่สองของซีรีส์ 1.4 โดยเน้นการแก้ไขบั๊กและปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นหลัก แต่ก็มีการอัปเกรดสำคัญที่ผู้ใช้งานสายออกแบบต้องยิ้มออก นั่นคือการปรับปรุงระบบนำเข้าไฟล์ PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการเพี้ยนของฟอนต์และเลย์เอาต์ รวมถึงการปรับปรุงฟีเจอร์ Text on Path ให้ทำงานได้เสถียรและคาดเดาได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่นักออกแบบใช้บ่อยในการสร้างโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์ นอกจากนี้ Inkscape 1.4.3 ยังแก้ปัญหาการ ungroup กลุ่มวัตถุขนาดใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมหน่วงหรือค้าง รวมถึงปรับปรุงการแปลง stroke เป็น path, pattern และ gradient เพื่อไม่ให้ข้อมูลสูญหายระหว่างการแปลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนเจอมานาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ไฟล์สำหรับงานพิมพ์หรือการทำเลเซอร์คัต เมื่อมองในภาพรวม อัปเดตนี้ไม่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่แบบหวือหวา แต่เน้นความเสถียรและความแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบระดับมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยให้ Inkscape ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ใช้ที่ต้องการเครื่องมือออกแบบเวกเตอร์แบบโอเพ่นซอร์ส ใช้ได้ฟรี และรองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, macOS และ Windows ในขณะเดียวกัน ชุมชนผู้พัฒนา Inkscape ยังคงเดินหน้าปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้โปรแกรมเติบโตอย่างมั่นคงและตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยุคที่งานออกแบบดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว และความต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นและฟรีมีมากขึ้นทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ไฮไลต์จากอัปเดต Inkscape 1.4.3 ➡️ ปรับปรุงการนำเข้า PDF ให้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาฟอนต์เพี้ยนและเลย์เอาต์ผิดรูป ➡️ Text on Path ทำงานเสถียรขึ้น เหมาะกับงานโลโก้และกราฟิกเชิงศิลป์ ➡️ แก้ปัญหา ungroup กลุ่มใหญ่ที่เคยทำให้โปรแกรมค้างหรือช้า ➡️ การแปลง stroke → path, pattern, gradient ไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายอีกต่อไป ✅ ความสำคัญของอัปเดตนี้ต่อผู้ใช้งาน ➡️ เพิ่มความเสถียรในการทำงานระดับมืออาชีพ ➡️ ลดความเสี่ยงของไฟล์เสียหรือข้อมูลหายระหว่างการแปลงวัตถุ ➡️ เหมาะกับงานพิมพ์ งานเลเซอร์คัต และงานออกแบบที่ต้องการความละเอียดสูง ‼️ ข้อควรระวังหรือสิ่งที่ควรทราบ ⛔ ผู้ใช้ที่มีปลั๊กอินเก่าอาจต้องตรวจสอบความเข้ากันได้กับเวอร์ชันใหม่ ⛔ ไฟล์ที่สร้างจากเวอร์ชันเก่ามากอาจมีพฤติกรรมแตกต่างเล็กน้อยเมื่อเปิดใน 1.4.3 ⛔ ควรสำรองไฟล์งานก่อนอัปเดตเพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิด https://9to5linux.com/inkscape-1-4-3-open-source-svg-editor-improves-pdf-import-and-text-on-path
    9TO5LINUX.COM
    Inkscape 1.4.3 Open-Source SVG Editor Improves PDF Import and Text on Path - 9to5Linux
    Inkscape 1.4.3 open-source SVG (Scalable Vector Graphics) editor is now available for download with new features and enhancements.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 7 มุมมอง 0 รีวิว
  • QEMU 10.2 ออกแล้ว! อัปเดตใหญ่พร้อมฟีเจอร์ Live Update ยุคใหม่ของการจำลองเครื่องเสมือน

    QEMU 10.2 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับความสามารถของระบบจำลองเครื่องเสมือน (emulator) และ virtualization ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง cpr-exec migration mode ที่ช่วยให้การอัปเดต VM ทำได้แบบ “live update” ลดการใช้ทรัพยากรและลด downtime อย่างมีนัยสำคัญ ฟีเจอร์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการความต่อเนื่องของระบบสูง เช่น cloud provider หรือระบบ backend ขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ QEMU 10.2 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพหลายด้าน ทั้งการรองรับฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ การเพิ่มเสถียรภาพของระบบ emulation และการแก้ไขบั๊กจำนวนมาก ทำให้เหมาะทั้งสำหรับนักพัฒนา, ผู้ดูแลระบบ, และผู้ที่ต้องการจำลองสภาพแวดล้อม OS เพื่อทดสอบซอฟต์แวร์อย่างยืดหยุ่น

    เมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้า QEMU 10.2 เน้นการเพิ่มความสามารถด้านการจัดการ VM แบบไม่สะดุด ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลก virtualization ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่ container และ cloud-native infrastructure เติบโตอย่างรวดเร็ว การมีเครื่องมือที่สามารถอัปเดตระบบได้โดยไม่ต้องหยุดบริการถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

    สุดท้าย การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ QEMU ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของชุมชนโอเพ่นซอร์ส ที่ช่วยผลักดันให้ซอฟต์แวร์ระดับระบบ (system-level software) เติบโตอย่างมั่นคง และยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของวงการไอทีทั่วโลก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ฟีเจอร์ใหม่และการปรับปรุงใน QEMU 10.2
    เพิ่ม cpr-exec migration mode สำหรับ live update ลด downtime ของ VM
    ปรับปรุงประสิทธิภาพและเสถียรภาพของระบบ emulation หลายส่วน
    รองรับฮาร์ดแวร์และสถาปัตยกรรมใหม่มากขึ้น

    ความสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้
    ช่วยให้องค์กรที่ต้องการ uptime สูงสามารถอัปเดตระบบได้อย่างต่อเนื่อง
    เหมาะสำหรับ cloud provider, data center และงาน backend ขนาดใหญ่
    สอดคล้องกับเทรนด์ virtualization และ cloud-native ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

    ข้อควรระวังในการใช้งานเวอร์ชันใหม่
    ผู้ใช้ควรทดสอบกับ workload จริงก่อนนำไปใช้ใน production
    ฟีเจอร์ใหม่อาจยังมีบั๊กที่ต้องรอแพตช์เพิ่มเติม
    การ migrate ระบบเก่าอาจต้องปรับ configuration บางส่วนให้เข้ากันได้

    https://9to5linux.com/qemu-10-2-officially-released-with-live-update-support-and-improvements
    🖥️ QEMU 10.2 ออกแล้ว! อัปเดตใหญ่พร้อมฟีเจอร์ Live Update ยุคใหม่ของการจำลองเครื่องเสมือน QEMU 10.2 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับความสามารถของระบบจำลองเครื่องเสมือน (emulator) และ virtualization ให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่อย่าง cpr-exec migration mode ที่ช่วยให้การอัปเดต VM ทำได้แบบ “live update” ลดการใช้ทรัพยากรและลด downtime อย่างมีนัยสำคัญ ฟีเจอร์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการความต่อเนื่องของระบบสูง เช่น cloud provider หรือระบบ backend ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ QEMU 10.2 ยังมาพร้อมการปรับปรุงประสิทธิภาพหลายด้าน ทั้งการรองรับฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ การเพิ่มเสถียรภาพของระบบ emulation และการแก้ไขบั๊กจำนวนมาก ทำให้เหมาะทั้งสำหรับนักพัฒนา, ผู้ดูแลระบบ, และผู้ที่ต้องการจำลองสภาพแวดล้อม OS เพื่อทดสอบซอฟต์แวร์อย่างยืดหยุ่น เมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้า QEMU 10.2 เน้นการเพิ่มความสามารถด้านการจัดการ VM แบบไม่สะดุด ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลก virtualization ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่ container และ cloud-native infrastructure เติบโตอย่างรวดเร็ว การมีเครื่องมือที่สามารถอัปเดตระบบได้โดยไม่ต้องหยุดบริการถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ สุดท้าย การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ QEMU ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของชุมชนโอเพ่นซอร์ส ที่ช่วยผลักดันให้ซอฟต์แวร์ระดับระบบ (system-level software) เติบโตอย่างมั่นคง และยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของวงการไอทีทั่วโลก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ฟีเจอร์ใหม่และการปรับปรุงใน QEMU 10.2 ➡️ เพิ่ม cpr-exec migration mode สำหรับ live update ลด downtime ของ VM ➡️ ปรับปรุงประสิทธิภาพและเสถียรภาพของระบบ emulation หลายส่วน ➡️ รองรับฮาร์ดแวร์และสถาปัตยกรรมใหม่มากขึ้น ✅ ความสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้ ➡️ ช่วยให้องค์กรที่ต้องการ uptime สูงสามารถอัปเดตระบบได้อย่างต่อเนื่อง ➡️ เหมาะสำหรับ cloud provider, data center และงาน backend ขนาดใหญ่ ➡️ สอดคล้องกับเทรนด์ virtualization และ cloud-native ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ‼️ ข้อควรระวังในการใช้งานเวอร์ชันใหม่ ⛔ ผู้ใช้ควรทดสอบกับ workload จริงก่อนนำไปใช้ใน production ⛔ ฟีเจอร์ใหม่อาจยังมีบั๊กที่ต้องรอแพตช์เพิ่มเติม ⛔ การ migrate ระบบเก่าอาจต้องปรับ configuration บางส่วนให้เข้ากันได้ https://9to5linux.com/qemu-10-2-officially-released-with-live-update-support-and-improvements
    9TO5LINUX.COM
    QEMU 10.2 Officially Released with Live Update Support and Improvements - 9to5Linux
    QEMU 10.2 open-source virtualization software is now available for download with new features and improvements for supported architectures. Here’s what’s new!
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 8 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 11

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 11
    ทำไมฝรั่งเศสถึงเจออาถรรพ์ศุกร์ 13 พฤศจิกายน ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเรือรบ Mistral แต่เรื่องของฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ฝรั่งเศสกำลังทำตัวเหมือนเหยียบเรือสองแคม ลุงโอลองถึงก้นร้อนจนควันออกตูด
    ในปี ค.ศ.2011 เมื่ออเมริกาและกองกำลังนาโต้ ให้กลุ่มอัลไคด้าเล่นละครเป็นกบฏลิเบีย เป้าหมายไม่ใช่เพียงเก็บกัดดาฟี เป้าหมายจริงของฝ่ายอเมริกา คือ คลังอาวุธของกัดดาฟี ที่มีมโหฬารต่างหาก เขาว่าที่กัดดาฟีสร้างเป็นโกดังเก็บอาวุธไว้ใต้ดิน มีเป็นพันแห่ง และก็มีอีกส่วนเป็นโกดังอยู่บนดินเรียงยาวเป็นหลายกิโล
    เมื่อแผนแท้จริงของอเมริกาและพวก คือ การเอาปั๊มไม่เอาคน ไปจนถึงแผนพิฆาตรัสเซีย โดยสร้างผู้ก่อการร้ายพันธุ์ต่างๆ มาสร้างกบฏ สร้างความวุ่นวายตามที่ต่างๆ พวกพันธุ์ต่างๆนั้นมีแล้ว จะเอาจากที่ไหน ก็หลอก หรือจ่ายมาได้ทั้งนั้น แต่อาวุธสิ…ยังไม่มี อเมริกาบอกไม่ยากนี่ ก็สร้างเรื่องไปปล้นเอาอาวุธเขามาก็แค่นั้น แล้วหวยก็ไปออกที่กัดดาฟี ที่ดันมีอาวุธแยะเหลือเกิน
    เมื่อกัดดาฟี ถูกเก็บตามแผนปล้นอาวุธ (ไม่ใช่เพราะเป็นเผด็จการหรอกนะครับ ไอ้นั่นเอาไว้เป็นบทหนังเรื่อง เบงกาซี ของฮอลลีวู้ดก็แล้วกัน) อาวุธกัดดาฟี ก็โดนโจรที่ไปปล้นแย่งชิงกันเอง
    มีรายงานของ สหประชาชาติเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธ บอกว่า อาวุธของกัดดาฟี ไปโผล่มากกว่า 12 ประเทศ เป็นอาวุธทันสมัยทั้งสิ้น แต่อาวุธยอดนิยมที่แย่งกันมากในหมู่ผู้ก่อการร้าย คือ man portable surface-to- air missiles (SAMs) แค่แบกบ่าหงายหน้าหน่อยก็สอยเครื่องบินตกได้ อานุภาพของมิสเตอร์แซมแรงขนาดนั้นใครๆก็อยากได้ (ฟรี)
    12 ประเทศมีใครบ้าง สหประชาชาติไม่บอก แต่สำนักข่าวใต้ดินบอกว่า เอาข่าวผมดีกว่าลุง เขาแบ่งกันเป็นกลุ่มแบบนี้เลยนะ
    อาวุธส่วนใหญ่ เจ้ามือชื่ออเมริกาเป็นคนเอาไป (โดยให้ทูตของตัวทำหน้าที่คุมการขนส่ง เยี่ยมจริงๆ เสร็จนาก็ฆ่าควาย) เพื่อเอาไปให้อัลไคด้า ไอซิส ฯลฯ ทำตัวเป็นกบฏซีเรียสู้อัสสาด กับบุกอิรัค เอาน้ำมันมาเป็นทุน ทำสงคราม…อย่างนี้เรียกว่า จัญไรไหมครับ
    อาวุธส่วนสอง เขาว่าโผล่ที่อียิปต์ อัลไคด้าแถวไซไนได้ไปเพียบ เครื่องบินโดยสารรัสเซียตกที่ไซไน อัลไคด้าแถวไซไน บอกฝีมือกูเอง แต่ก่อนอัลไคด้าจะบอก อังกฤษบอกก่อนแล้วว่า ฝีมือผู้ก่อการร้ายแน่นอน รู้ได้ไง ไม่น่าถาม
    ต้องไม่ลืมกันว่า ตอนไปปล้นลิเบีย ประเทศกระดี้เป็นกระดี่ มี อังกฤษและฝรั่งเศส ที่ตามประกบรอส่วนแบ่งตลอด และต้องไม่ลืมอีกด้วยว่า อังกฤษ ไม่มีวันหายแค้น ที่นัสเซอร์ของอียิปต์ เพื่อนซี้ของรัสเซียสมัยก่อน ยึดเอาคลองสุเอซ ที่อังกฤษหวงนักกลับเป็นของอียิปต์ แปลว่า อังกฤษมันยังโกรธ ที่เจ้าของ เขาเอาของเขาคืนครับ อย่างนี้ เรียกว่า จัญไรไหมครับ
    อาวุธส่วนสาม ไปโผล่ที่มาลี! มาแล้วไงมาลี มาลีเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสให้มาลีเป็นไท แต่ออกจะเป็นไทปลอม เพราะฝรั่งเศสก็ยังคุมมาลีเหนือ ที่มีแหล่งน้ำมันต่อไป (สำหรับท่านที่ไม่ชอบศึกษาภูมิศาสตร์ มาลีเป็นประเทศหนึ่ง ที่อยู่ในอาฟริกาครับ)
    Time Magazine ลงข่าวว่า ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กัดดาฟีตาย ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.2011 นักรบ ชาวตัวเร็ก Tuareg จากมาลี ซึ่งเป็นนักรบรับจ้างที่กัดดาฟีจ้างไว้เป็นหนึ่งในพวกผู้คุ้มกัน ก็ขนอาวุธของกัดดาฟีไปไม่รู้กี่คันรถ หลังจากนั้น พวกนี้ไปร่วมกับกลุ่มอัลไคด้าใน มาเกร็บ Al-Qaeda Islamic Magreb (AQIM)
    ในปลายปี ค.ศ.2012 AQIM และ อันซาร์ ดีน Ansar Dine หัวหน้ากบฏตัวเร็ก ก็บุกมาลีทางเหนือ เพื่อจะแบ่งแยกดินแดน ฝรั่งเศส ขนกองกำลังเข้าไปช่วยรัฐบาลมาลี ในเดือนมกราคม ค.ศ.2013 เพราะฝรั่งเศสเอง ก็อยู่ได้ด้วยน้ำมันจากมาลีเหนือ
    ลองคิดดูนะครับ ตัวเร็กเป็นผู้คุ้มกันกัดดาฟี เจ้านายยังไม่รอด คนเก็บกัดดาฟี จะปล่อยให้ผู้คุ้มกันเดินลอยนวลหนีไป พร้อมอาวุธเป็นคันๆรถหรือ ผมว่าคิดแบบนั้นมันซื่อไปนะ เขาว่า ฝรั่งเศสนั่นแหละ เป็นคนขยิบตาให้เอาไป (ให้) กบฏมาลีเกิดขึ้น แล้วฝรั่งเศสก็เป็นพระเอกขนกองกำลังมาช่วยรัฐบาล สุดท้ายฝรั่งเศสกลับคุมมาลีเหนือเหมือนเดิม อย่าลืมว่าอเมริกาและพวก ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสด้วยเป็นคนเอาอัลไดด้าที่ลิเบีย มาเล่นละครเป็นกบฏลิเบีย หลอกชาวบ้าน อัลไคด้าลิเบีย กับอัลไคด้า มาเกร๊บ ก็พวกกันเอง อู้ย… มันก็เล่นสนุกกันจัง
    รายการบุกโรงแรมแรดิสัน ที่เมืองบามาโก ของมาลีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นปาหี่ เพื่อเตือนความจำ… มึงจำได้ไหม เรื่องกบฏที่มาลี มึงจะเอากบฏอย่างนั้นอีกไหม แต่คราวนี้ คงไม่ใช่มึงเล่นเป็นพระเอกนะ…. แบบนี้ ลุงโอลองถึงเช็ดเหงื่อหัวล้านแห้งไม่ทัน
    ส่วนตัวประกันชาวจีนตาย น่าจะเป็นของแถม หรือเป็นเป้าหลอกให้ชาวบ้านหลงทางกัน และจริงๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลยครับ
    และถ้าใครที่ตามข่าวเรื่องยึดโรงแรมที่มาลีนี้ คงจะเห็นว่า นอกจากทหารของมาลีที่มาเดินโชว์หน้ากล้องซ้ำซากแล้วแล้ว ที่เข้าไปปฏิบัติการจริง เป็นนักรบรับจ้าง หรือ contractor ของบริษัทในอเมริกา (เห็นจากที่ CNN ไปสัมภาษณ์ครับ มันคงนึกว่า ทั่วโลกเขากินหญ้า ดูไม่ออก ไม่รู้จัก) และกองกำลังของฝรั่งเศส ที่เข้าไปดูแลผลประโยชน์ของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีข่าวจากสื่อฝรั่งว่า ฝรั่งเศสฝากฝั่งกับเบลเยี่ยมด้วยว่า ถ้าข้าแบ่งกำลังจากฝรั่งเศสไปดูมาลีต่อไม่ไหว เอ็งเอากองกำลังเบลเยี่ยมของเอ็ง ที่อยู่ในมาลีรับหน้าไปด้วย แปลว่า ฝรั่งเศสกับเบลเยี่ยมเขารักกันดี และน่าจะมีอะไรเกี่ยวกันเสียด้วย
    เมื่อพูดถึงฝรั่งเศส โดยเฉพาะเรื่องการเหยียบเรือสองแคมของฝรั่งเศสแล้ว ผมก็อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้เกี่ยวกับศุกร์ 13 ที่ปารีส ผมทนตามดูข่าว ซีเอนเอน เบ็ดเสร็จประมาณ 3 อาทิตย์ ที่ว่า ตายร้อยกว่า เจ็บหลายร้อย ผมไม่เห็นภาพคนเจ็บคนตายเลยสักคนเดียว และเหตุการณ์อันน่าระทึกใจนั้น เรา “รู้” จากการบรรยายของไอ้พล่ามของ ซีเอนเอน ที่ยกโขยงกันมาทำข่าวแบบ 24 ชั่วโมงอยู่ในปารีส ถึงเวลานึง ไอ้หน้านี้ก็ออกมาพูด เรื่องการตามจับคนร้าย ที่ยังจับไม่หมด ถึงอีกเวลานึง อีหน้านี้ก็ออกมาพูดเรื่องความซวยของชาวปารีส ฯลฯ
    ผมพยายามเข้าใจว่า เขาคงเลี่ยงภาพน่าสมเพช แต่ภาพเหตุการณ์ต้องมีครับ ถ้าไม่มี ไปทำข่าวสดทำบ้าอยู่ทำไม นอกจากไปเล่นหนังให้เราดู และวันที่บอกว่าไปล้อมจับไอ้โหดคนวางแผนได้ แต่ไอ้โหดระเบิดตัวเองตายคาที่ระหว่างคอมมานโดล้อมจับ ผมดูอย่างตื่นเต้น แต่ผมเห็นแต่หน้านักข่าวซีเอนเอน ที่คอยบรรยายกับภาพตึก ที่คอมมานโดยืนอยู่ข้างนอกตึกเต็มไปหมด
    ตกลงศุกร์ 13 นี่มันเป็นเรื่องจริงมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นการจัดฉากถามลุงโอลองว่า ตกลงจะยืนอยู่ข้างไหนกันแน่ ยืนไม่ถูกข้าง ศุกร์ 13 ของจริง มันจะแรงกว่านี่นะลุง และคำตอบของลุงคงยังไม่ค่อยถูกใจใครบางคน เลยต้องขนเอาพวกนักรบรับจ้างมาบุกมาลีสำทับอีกหน่อย ขี้คร้านลุงโอลองจะกางเกงเลอะหมด
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    4 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 11 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 11 ทำไมฝรั่งเศสถึงเจออาถรรพ์ศุกร์ 13 พฤศจิกายน ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเรือรบ Mistral แต่เรื่องของฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ฝรั่งเศสกำลังทำตัวเหมือนเหยียบเรือสองแคม ลุงโอลองถึงก้นร้อนจนควันออกตูด ในปี ค.ศ.2011 เมื่ออเมริกาและกองกำลังนาโต้ ให้กลุ่มอัลไคด้าเล่นละครเป็นกบฏลิเบีย เป้าหมายไม่ใช่เพียงเก็บกัดดาฟี เป้าหมายจริงของฝ่ายอเมริกา คือ คลังอาวุธของกัดดาฟี ที่มีมโหฬารต่างหาก เขาว่าที่กัดดาฟีสร้างเป็นโกดังเก็บอาวุธไว้ใต้ดิน มีเป็นพันแห่ง และก็มีอีกส่วนเป็นโกดังอยู่บนดินเรียงยาวเป็นหลายกิโล เมื่อแผนแท้จริงของอเมริกาและพวก คือ การเอาปั๊มไม่เอาคน ไปจนถึงแผนพิฆาตรัสเซีย โดยสร้างผู้ก่อการร้ายพันธุ์ต่างๆ มาสร้างกบฏ สร้างความวุ่นวายตามที่ต่างๆ พวกพันธุ์ต่างๆนั้นมีแล้ว จะเอาจากที่ไหน ก็หลอก หรือจ่ายมาได้ทั้งนั้น แต่อาวุธสิ…ยังไม่มี อเมริกาบอกไม่ยากนี่ ก็สร้างเรื่องไปปล้นเอาอาวุธเขามาก็แค่นั้น แล้วหวยก็ไปออกที่กัดดาฟี ที่ดันมีอาวุธแยะเหลือเกิน เมื่อกัดดาฟี ถูกเก็บตามแผนปล้นอาวุธ (ไม่ใช่เพราะเป็นเผด็จการหรอกนะครับ ไอ้นั่นเอาไว้เป็นบทหนังเรื่อง เบงกาซี ของฮอลลีวู้ดก็แล้วกัน) อาวุธกัดดาฟี ก็โดนโจรที่ไปปล้นแย่งชิงกันเอง มีรายงานของ สหประชาชาติเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธ บอกว่า อาวุธของกัดดาฟี ไปโผล่มากกว่า 12 ประเทศ เป็นอาวุธทันสมัยทั้งสิ้น แต่อาวุธยอดนิยมที่แย่งกันมากในหมู่ผู้ก่อการร้าย คือ man portable surface-to- air missiles (SAMs) แค่แบกบ่าหงายหน้าหน่อยก็สอยเครื่องบินตกได้ อานุภาพของมิสเตอร์แซมแรงขนาดนั้นใครๆก็อยากได้ (ฟรี) 12 ประเทศมีใครบ้าง สหประชาชาติไม่บอก แต่สำนักข่าวใต้ดินบอกว่า เอาข่าวผมดีกว่าลุง เขาแบ่งกันเป็นกลุ่มแบบนี้เลยนะ อาวุธส่วนใหญ่ เจ้ามือชื่ออเมริกาเป็นคนเอาไป (โดยให้ทูตของตัวทำหน้าที่คุมการขนส่ง เยี่ยมจริงๆ เสร็จนาก็ฆ่าควาย) เพื่อเอาไปให้อัลไคด้า ไอซิส ฯลฯ ทำตัวเป็นกบฏซีเรียสู้อัสสาด กับบุกอิรัค เอาน้ำมันมาเป็นทุน ทำสงคราม…อย่างนี้เรียกว่า จัญไรไหมครับ อาวุธส่วนสอง เขาว่าโผล่ที่อียิปต์ อัลไคด้าแถวไซไนได้ไปเพียบ เครื่องบินโดยสารรัสเซียตกที่ไซไน อัลไคด้าแถวไซไน บอกฝีมือกูเอง แต่ก่อนอัลไคด้าจะบอก อังกฤษบอกก่อนแล้วว่า ฝีมือผู้ก่อการร้ายแน่นอน รู้ได้ไง ไม่น่าถาม ต้องไม่ลืมกันว่า ตอนไปปล้นลิเบีย ประเทศกระดี้เป็นกระดี่ มี อังกฤษและฝรั่งเศส ที่ตามประกบรอส่วนแบ่งตลอด และต้องไม่ลืมอีกด้วยว่า อังกฤษ ไม่มีวันหายแค้น ที่นัสเซอร์ของอียิปต์ เพื่อนซี้ของรัสเซียสมัยก่อน ยึดเอาคลองสุเอซ ที่อังกฤษหวงนักกลับเป็นของอียิปต์ แปลว่า อังกฤษมันยังโกรธ ที่เจ้าของ เขาเอาของเขาคืนครับ อย่างนี้ เรียกว่า จัญไรไหมครับ อาวุธส่วนสาม ไปโผล่ที่มาลี! มาแล้วไงมาลี มาลีเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสให้มาลีเป็นไท แต่ออกจะเป็นไทปลอม เพราะฝรั่งเศสก็ยังคุมมาลีเหนือ ที่มีแหล่งน้ำมันต่อไป (สำหรับท่านที่ไม่ชอบศึกษาภูมิศาสตร์ มาลีเป็นประเทศหนึ่ง ที่อยู่ในอาฟริกาครับ) Time Magazine ลงข่าวว่า ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กัดดาฟีตาย ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.2011 นักรบ ชาวตัวเร็ก Tuareg จากมาลี ซึ่งเป็นนักรบรับจ้างที่กัดดาฟีจ้างไว้เป็นหนึ่งในพวกผู้คุ้มกัน ก็ขนอาวุธของกัดดาฟีไปไม่รู้กี่คันรถ หลังจากนั้น พวกนี้ไปร่วมกับกลุ่มอัลไคด้าใน มาเกร็บ Al-Qaeda Islamic Magreb (AQIM) ในปลายปี ค.ศ.2012 AQIM และ อันซาร์ ดีน Ansar Dine หัวหน้ากบฏตัวเร็ก ก็บุกมาลีทางเหนือ เพื่อจะแบ่งแยกดินแดน ฝรั่งเศส ขนกองกำลังเข้าไปช่วยรัฐบาลมาลี ในเดือนมกราคม ค.ศ.2013 เพราะฝรั่งเศสเอง ก็อยู่ได้ด้วยน้ำมันจากมาลีเหนือ ลองคิดดูนะครับ ตัวเร็กเป็นผู้คุ้มกันกัดดาฟี เจ้านายยังไม่รอด คนเก็บกัดดาฟี จะปล่อยให้ผู้คุ้มกันเดินลอยนวลหนีไป พร้อมอาวุธเป็นคันๆรถหรือ ผมว่าคิดแบบนั้นมันซื่อไปนะ เขาว่า ฝรั่งเศสนั่นแหละ เป็นคนขยิบตาให้เอาไป (ให้) กบฏมาลีเกิดขึ้น แล้วฝรั่งเศสก็เป็นพระเอกขนกองกำลังมาช่วยรัฐบาล สุดท้ายฝรั่งเศสกลับคุมมาลีเหนือเหมือนเดิม อย่าลืมว่าอเมริกาและพวก ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสด้วยเป็นคนเอาอัลไดด้าที่ลิเบีย มาเล่นละครเป็นกบฏลิเบีย หลอกชาวบ้าน อัลไคด้าลิเบีย กับอัลไคด้า มาเกร๊บ ก็พวกกันเอง อู้ย… มันก็เล่นสนุกกันจัง รายการบุกโรงแรมแรดิสัน ที่เมืองบามาโก ของมาลีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นปาหี่ เพื่อเตือนความจำ… มึงจำได้ไหม เรื่องกบฏที่มาลี มึงจะเอากบฏอย่างนั้นอีกไหม แต่คราวนี้ คงไม่ใช่มึงเล่นเป็นพระเอกนะ…. แบบนี้ ลุงโอลองถึงเช็ดเหงื่อหัวล้านแห้งไม่ทัน ส่วนตัวประกันชาวจีนตาย น่าจะเป็นของแถม หรือเป็นเป้าหลอกให้ชาวบ้านหลงทางกัน และจริงๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลยครับ และถ้าใครที่ตามข่าวเรื่องยึดโรงแรมที่มาลีนี้ คงจะเห็นว่า นอกจากทหารของมาลีที่มาเดินโชว์หน้ากล้องซ้ำซากแล้วแล้ว ที่เข้าไปปฏิบัติการจริง เป็นนักรบรับจ้าง หรือ contractor ของบริษัทในอเมริกา (เห็นจากที่ CNN ไปสัมภาษณ์ครับ มันคงนึกว่า ทั่วโลกเขากินหญ้า ดูไม่ออก ไม่รู้จัก) และกองกำลังของฝรั่งเศส ที่เข้าไปดูแลผลประโยชน์ของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีข่าวจากสื่อฝรั่งว่า ฝรั่งเศสฝากฝั่งกับเบลเยี่ยมด้วยว่า ถ้าข้าแบ่งกำลังจากฝรั่งเศสไปดูมาลีต่อไม่ไหว เอ็งเอากองกำลังเบลเยี่ยมของเอ็ง ที่อยู่ในมาลีรับหน้าไปด้วย แปลว่า ฝรั่งเศสกับเบลเยี่ยมเขารักกันดี และน่าจะมีอะไรเกี่ยวกันเสียด้วย เมื่อพูดถึงฝรั่งเศส โดยเฉพาะเรื่องการเหยียบเรือสองแคมของฝรั่งเศสแล้ว ผมก็อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้เกี่ยวกับศุกร์ 13 ที่ปารีส ผมทนตามดูข่าว ซีเอนเอน เบ็ดเสร็จประมาณ 3 อาทิตย์ ที่ว่า ตายร้อยกว่า เจ็บหลายร้อย ผมไม่เห็นภาพคนเจ็บคนตายเลยสักคนเดียว และเหตุการณ์อันน่าระทึกใจนั้น เรา “รู้” จากการบรรยายของไอ้พล่ามของ ซีเอนเอน ที่ยกโขยงกันมาทำข่าวแบบ 24 ชั่วโมงอยู่ในปารีส ถึงเวลานึง ไอ้หน้านี้ก็ออกมาพูด เรื่องการตามจับคนร้าย ที่ยังจับไม่หมด ถึงอีกเวลานึง อีหน้านี้ก็ออกมาพูดเรื่องความซวยของชาวปารีส ฯลฯ ผมพยายามเข้าใจว่า เขาคงเลี่ยงภาพน่าสมเพช แต่ภาพเหตุการณ์ต้องมีครับ ถ้าไม่มี ไปทำข่าวสดทำบ้าอยู่ทำไม นอกจากไปเล่นหนังให้เราดู และวันที่บอกว่าไปล้อมจับไอ้โหดคนวางแผนได้ แต่ไอ้โหดระเบิดตัวเองตายคาที่ระหว่างคอมมานโดล้อมจับ ผมดูอย่างตื่นเต้น แต่ผมเห็นแต่หน้านักข่าวซีเอนเอน ที่คอยบรรยายกับภาพตึก ที่คอมมานโดยืนอยู่ข้างนอกตึกเต็มไปหมด ตกลงศุกร์ 13 นี่มันเป็นเรื่องจริงมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นการจัดฉากถามลุงโอลองว่า ตกลงจะยืนอยู่ข้างไหนกันแน่ ยืนไม่ถูกข้าง ศุกร์ 13 ของจริง มันจะแรงกว่านี่นะลุง และคำตอบของลุงคงยังไม่ค่อยถูกใจใครบางคน เลยต้องขนเอาพวกนักรบรับจ้างมาบุกมาลีสำทับอีกหน่อย ขี้คร้านลุงโอลองจะกางเกงเลอะหมด สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 4 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 4
    Date : 4 January 2026


    ### 4) Pillar B — Unbundling to Remove Conflicts of Interest (Without Privatizing the Grid)

    Even with a TPA code, monopoly power can persist if the incumbent controls both the network and the retail relationship. The practical solution is **unbundling**—not necessarily ownership separation at the outset, but immediate accounting separation and staged functional separation.

    **Stage 1: Accounting separation (Year 1)**

    - Separate regulated network costs (capex, opex, depreciation, losses) from competitive retail and service costs.
    - Prohibit cross-subsidies and require cost allocation audits.

    **Stage 2: Functional separation (Years 2–3)**

    - Create independent management, performance metrics, and “Chinese walls” between the network operator and any affiliated retailer.
    - Establish compliance obligations and penalties for discrimination.

    This approach maintains public ownership while removing the incentive and ability to self-preference. It also makes tariff reform and investment planning more credible to both customers and investors.

    ### 5) Pillar C — Retail Competition (Phased Contestability That Protects Households)

    Retail competition should be introduced in phases, because the capability requirements (metering, settlement, consumer protection) expand dramatically when households are included.

    **Phase 1: Large customers (Years 1–2)**

    - Allow customers above a threshold (e.g., >1 MW or a defined annual consumption) to choose licensed retailers and/or contract via Direct PPA using TPA.
    - Focus on industrial zones, data centers, and export-oriented manufacturing where clean-energy procurement and price-risk management are urgent. Thailand’s Direct PPA policy discussion has already highlighted targeted early-use cases, making this phase aligned with current direction.

    **Phase 2: SMEs (Years 2–4)**

    - Introduce simplified contract templates, standardized disclosure formats, and default service options.
    - Encourage retailers to offer bundled services: demand response, energy efficiency, EV fleet charging optimization.

    **Phase 3: Households (Years 4–6)**

    - Enable switching for households only after:
    1) wide smart-meter coverage (or equivalent interval data capability),
    2) strong complaint/dispute channels,
    3) clear rules against predatory pricing and misleading marketing,
    4) a robust “provider of last resort” (POLR) mechanism.

    In all phases, MEA/PEA should retain (or a designated entity should retain) a regulated default supply obligation to ensure continuity and social protection.

    To be continued———————————————————————————————————————————-
    #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 4 Date : 4 January 2026 ### 4) Pillar B — Unbundling to Remove Conflicts of Interest (Without Privatizing the Grid) Even with a TPA code, monopoly power can persist if the incumbent controls both the network and the retail relationship. The practical solution is **unbundling**—not necessarily ownership separation at the outset, but immediate accounting separation and staged functional separation. **Stage 1: Accounting separation (Year 1)** - Separate regulated network costs (capex, opex, depreciation, losses) from competitive retail and service costs. - Prohibit cross-subsidies and require cost allocation audits. **Stage 2: Functional separation (Years 2–3)** - Create independent management, performance metrics, and “Chinese walls” between the network operator and any affiliated retailer. - Establish compliance obligations and penalties for discrimination. This approach maintains public ownership while removing the incentive and ability to self-preference. It also makes tariff reform and investment planning more credible to both customers and investors. ### 5) Pillar C — Retail Competition (Phased Contestability That Protects Households) Retail competition should be introduced in phases, because the capability requirements (metering, settlement, consumer protection) expand dramatically when households are included. **Phase 1: Large customers (Years 1–2)** - Allow customers above a threshold (e.g., >1 MW or a defined annual consumption) to choose licensed retailers and/or contract via Direct PPA using TPA. - Focus on industrial zones, data centers, and export-oriented manufacturing where clean-energy procurement and price-risk management are urgent. Thailand’s Direct PPA policy discussion has already highlighted targeted early-use cases, making this phase aligned with current direction. **Phase 2: SMEs (Years 2–4)** - Introduce simplified contract templates, standardized disclosure formats, and default service options. - Encourage retailers to offer bundled services: demand response, energy efficiency, EV fleet charging optimization. **Phase 3: Households (Years 4–6)** - Enable switching for households only after: 1) wide smart-meter coverage (or equivalent interval data capability), 2) strong complaint/dispute channels, 3) clear rules against predatory pricing and misleading marketing, 4) a robust “provider of last resort” (POLR) mechanism. In all phases, MEA/PEA should retain (or a designated entity should retain) a regulated default supply obligation to ensure continuity and social protection. To be continued———————————————————————————————————————————- #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 68 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/Mp-fcwbQ45A?si=8qb76jNTCLmSoN6x
    https://youtu.be/Mp-fcwbQ45A?si=8qb76jNTCLmSoN6x
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • https://youtu.be/pMqaKuuTCqM?si=XVzNtl97QyFREJuv
    https://youtu.be/pMqaKuuTCqM?si=XVzNtl97QyFREJuv
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • # สรุปเจาะลึก Sondhitalk EP.326: “วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น” — เมื่อประวัติศาสตร์กำลังหมุนมาทวงคืน

    **"ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มันหมุนเป็นวงกลม"** คือหัวใจสำคัญของรายการในสัปดาห์นี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกทฤษฎีระดับโลกมาฉายภาพให้เห็นว่าทำไมปี 2569 (2026) ถึงเป็นช่วงเวลาที่ **"อันตรายที่สุด"** และทำไมไทยถึงกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากเพื่อนบ้าน
    ***
    ## 1. ถอดรหัสทฤษฎี “The Fourth Turning” (จุดเปลี่ยนที่ 4)

    รายการอ้างอิงหนังสือระดับตำนาน *The Fourth Turning* ของ Neil Howe และ William Strauss ที่ระบุว่ามนุษยชาติมีวงรอบประวัติศาสตร์ (Saeculum) กินเวลาประมาณ **80-100 ปี** (เทียบเท่าช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น) ซึ่งใน 1 รอบ จะแบ่งย่อยเป็น 4 ฤดูกาล หรือ 4 ยุคสมัย (Turnings) ยุคละประมาณ 20 ปี:

    ### 1. The High (ยุคฟื้นฟู/รุ่งโรจน์)

    * **ลักษณะ:** สถาบันสังคมเข้มแข็ง ผู้คนสามัคคีกันเพื่อสร้างชาติใหม่ ทิศทางสังคมเป็นปึกแผ่น
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุค Baby Boomers เกิด)
    * **บรรยากาศ:** "เราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้บ้าง?"

    ### 2. The Awakening (ยุคตื่นรู้)

    * **ลักษณะ:** คนเริ่มตั้งคำถามกับระเบียบเก่า แสวงหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณและความเป็นปัจเจก
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฮิปปี้, การประท้วงสงครามเวียดนาม
    * **บรรยากาศ:** "ทำไมเราต้องเชื่อฟังรัฐ? ฉันต้องการเป็นตัวของตัวเอง"

    ### 3. The Unraveling (ยุคเสื่อมถอย/แยกตัว)

    * **ลักษณะ:** ความเป็นปึกแผ่นของสังคมเริ่มคลายตัว สถาบันอ่อนแอลง ผู้คนมุ่งเน้นความสุขส่วนตัวและบริโภคนิยมสูงสุด
    * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฟองสบู่เศรษฐกิจ, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
    * **บรรยากาศ:** "ตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา"

    ### 4. The Crisis (ยุควิกฤต/กลียุค) — **"เรากำลังอยู่ที่นี่"**

    * **ลักษณะ:** เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด โครงสร้างสังคมเก่าพังทลาย เกิดสงครามใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง เพื่อ "รื้อและสร้างใหม่"
    * **ช่วงเวลาปัจจุบัน:** เริ่มต้นประมาณปี 2008 และจะพีคสูงสุดในช่วงนี้ (2025-2030)
    * **เป้าหมายของยุคนี้:** เคลียร์ปัญหาหมักหมม เพื่อส่งไม้ต่อให้ยุค The High รอบใหม่

    ***
    ## 2. สถานการณ์โลก: ทำไมต้อง "ปีนี้"?

    คุณสนธิชี้ให้เห็นว่าโลกเรากำลังเดินทางมาสู่ **"จุดพีคของ The Crisis"**

    * **สัญญาณชัดเจน:** สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, และความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการของโลกที่กำลัง "ผลัดใบ"
    * **ความเสี่ยง:** ในช่วง The Crisis สังคมจะต้องการ "ผู้นำที่เด็ดขาด" (Strongman) และมักจบลงด้วยสงครามแตกหัก (Total War) หรือการล่มสลายของระบบเงินตราเก่า

    ***
    ## 3. เจาะประเด็นร้อน: ไทย-กัมพูชา และเพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้ใจ

    เนื้อหาสำคัญใน EP นี้ยังเชื่อมโยงทฤษฎีโลกมาสู่บริบทไทย โดยเฉพาะประเด็น **"กัมพูชา"** (Cambodia):

    * **ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม:** คุณสนธิย้อนอดีตให้เห็นว่า ไทยเคยมีบทบาทสำคัญในการ "กู้ชาติ" และช่วยเหลือเขมรจากการล่มสลายในยุคสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
    * **ความจริงวันนี้:** แต่ปัจจุบัน กลับเกิดกระแส **Anti-Thai** (เกลียดชังไทย) ในกัมพูชา ซึ่งถูกปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน
    * **บทวิเคราะห์:** ไทยกำลังเผชิญกับเพื่อนบ้านที่ "ไม่สำนึกบุญคุณ" และพร้อมจะแทงข้างหลังเมื่อสบโอกาส ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราต้องระวังตัวอย่างหนัก ไม่ใช่แค่มองโลกในแง่ดี

    ***

    ## 4. บทสรุป: How to Survive? (ทำอย่างไรให้รอด)

    ในเมื่อเราหนีวัฏจักร 80 ปีนี้ไม่พ้น สิ่งที่คุณสนธิฝากไว้เป็นข้อคิดคือ:

    1. **ยอมรับความจริง:** เลิกโลกสวยว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม โลกกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่
    2. **รู้ทันคน:** ให้ระวัง "คนโง่ที่ขยัน" และ "คนเนรคุณ" เพราะในยุควิกฤต คนเหล่านี้จะสร้างความเสียหายมากที่สุด
    3. **เตรียมพร้อม:** ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราข้ามผ่านพายุลูกนี้ไปสู่วัฏจักรใหม่ได้

    ***

    **ที่มา:** Sondhitalk EP.326 "วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น" (3 มกราคม 2569)
    #Sondhitalk #วัฏจักร80ปี #TheFourthTurning #ประวัติศาสตร์โลก #ไทยกัมพูชา #สนธิลิ้มทองกุล
    # 🌏 สรุปเจาะลึก Sondhitalk EP.326: “วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น” — เมื่อประวัติศาสตร์กำลังหมุนมาทวงคืน **"ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มันหมุนเป็นวงกลม"** คือหัวใจสำคัญของรายการในสัปดาห์นี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้หยิบยกทฤษฎีระดับโลกมาฉายภาพให้เห็นว่าทำไมปี 2569 (2026) ถึงเป็นช่วงเวลาที่ **"อันตรายที่สุด"** และทำไมไทยถึงกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากเพื่อนบ้าน *** ## 1. ถอดรหัสทฤษฎี “The Fourth Turning” (จุดเปลี่ยนที่ 4) รายการอ้างอิงหนังสือระดับตำนาน *The Fourth Turning* ของ Neil Howe และ William Strauss ที่ระบุว่ามนุษยชาติมีวงรอบประวัติศาสตร์ (Saeculum) กินเวลาประมาณ **80-100 ปี** (เทียบเท่าช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น) ซึ่งใน 1 รอบ จะแบ่งย่อยเป็น 4 ฤดูกาล หรือ 4 ยุคสมัย (Turnings) ยุคละประมาณ 20 ปี: ### 🟢 1. The High (ยุคฟื้นฟู/รุ่งโรจน์) * **ลักษณะ:** สถาบันสังคมเข้มแข็ง ผู้คนสามัคคีกันเพื่อสร้างชาติใหม่ ทิศทางสังคมเป็นปึกแผ่น * **ช่วงเวลาในอดีต:** หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุค Baby Boomers เกิด) * **บรรยากาศ:** "เราจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้บ้าง?" ### 🟡 2. The Awakening (ยุคตื่นรู้) * **ลักษณะ:** คนเริ่มตั้งคำถามกับระเบียบเก่า แสวงหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณและความเป็นปัจเจก * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฮิปปี้, การประท้วงสงครามเวียดนาม * **บรรยากาศ:** "ทำไมเราต้องเชื่อฟังรัฐ? ฉันต้องการเป็นตัวของตัวเอง" ### 🟠 3. The Unraveling (ยุคเสื่อมถอย/แยกตัว) * **ลักษณะ:** ความเป็นปึกแผ่นของสังคมเริ่มคลายตัว สถาบันอ่อนแอลง ผู้คนมุ่งเน้นความสุขส่วนตัวและบริโภคนิยมสูงสุด * **ช่วงเวลาในอดีต:** ยุคฟองสบู่เศรษฐกิจ, วิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ * **บรรยากาศ:** "ตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา" ### 🔴 4. The Crisis (ยุควิกฤต/กลียุค) — **"เรากำลังอยู่ที่นี่"** * **ลักษณะ:** เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด โครงสร้างสังคมเก่าพังทลาย เกิดสงครามใหญ่ หรือวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง เพื่อ "รื้อและสร้างใหม่" * **ช่วงเวลาปัจจุบัน:** เริ่มต้นประมาณปี 2008 และจะพีคสูงสุดในช่วงนี้ (2025-2030) * **เป้าหมายของยุคนี้:** เคลียร์ปัญหาหมักหมม เพื่อส่งไม้ต่อให้ยุค The High รอบใหม่ *** ## 2. สถานการณ์โลก: ทำไมต้อง "ปีนี้"? คุณสนธิชี้ให้เห็นว่าโลกเรากำลังเดินทางมาสู่ **"จุดพีคของ The Crisis"** * **สัญญาณชัดเจน:** สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, และความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการของโลกที่กำลัง "ผลัดใบ" * **ความเสี่ยง:** ในช่วง The Crisis สังคมจะต้องการ "ผู้นำที่เด็ดขาด" (Strongman) และมักจบลงด้วยสงครามแตกหัก (Total War) หรือการล่มสลายของระบบเงินตราเก่า *** ## 3. เจาะประเด็นร้อน: ไทย-กัมพูชา และเพื่อนบ้านที่ไม่น่าไว้ใจ เนื้อหาสำคัญใน EP นี้ยังเชื่อมโยงทฤษฎีโลกมาสู่บริบทไทย โดยเฉพาะประเด็น **"กัมพูชา"** (Cambodia): * **ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม:** คุณสนธิย้อนอดีตให้เห็นว่า ไทยเคยมีบทบาทสำคัญในการ "กู้ชาติ" และช่วยเหลือเขมรจากการล่มสลายในยุคสงครามกลางเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ * **ความจริงวันนี้:** แต่ปัจจุบัน กลับเกิดกระแส **Anti-Thai** (เกลียดชังไทย) ในกัมพูชา ซึ่งถูกปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน * **บทวิเคราะห์:** ไทยกำลังเผชิญกับเพื่อนบ้านที่ "ไม่สำนึกบุญคุณ" และพร้อมจะแทงข้างหลังเมื่อสบโอกาส ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราต้องระวังตัวอย่างหนัก ไม่ใช่แค่มองโลกในแง่ดี *** ## 4. บทสรุป: How to Survive? (ทำอย่างไรให้รอด) ในเมื่อเราหนีวัฏจักร 80 ปีนี้ไม่พ้น สิ่งที่คุณสนธิฝากไว้เป็นข้อคิดคือ: 1. **ยอมรับความจริง:** เลิกโลกสวยว่าทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม โลกกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ 2. **รู้ทันคน:** ให้ระวัง "คนโง่ที่ขยัน" และ "คนเนรคุณ" เพราะในยุควิกฤต คนเหล่านี้จะสร้างความเสียหายมากที่สุด 3. **เตรียมพร้อม:** ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพาเราข้ามผ่านพายุลูกนี้ไปสู่วัฏจักรใหม่ได้ *** 📌 **ที่มา:** Sondhitalk EP.326 "วัฏจักร 80 ปี ที่โลกหนีไม่พ้น" (3 มกราคม 2569) #Sondhitalk #วัฏจักร80ปี #TheFourthTurning #ประวัติศาสตร์โลก #ไทยกัมพูชา #สนธิลิ้มทองกุล
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 105 มุมมอง 0 รีวิว
  • Highlight Words In Action 4

    adverse
    adjective: unfavorable or antagonistic in purpose or effect

    From the headlines: A new law in Minnesota will mandate that social media platforms display warnings about potential adverse effects on mental health. Similar to labels on tobacco and alcohol products, the pop-up notices will alert users that extended social media use may be linked to anxiety, depression, and other harmful mental health outcomes. Users will have to confirm they’ve read the warnings before accessing the platforms.

    capitulate
    verb: to surrender unconditionally or on stipulated terms

    From the headlines: Cambodia and Thailand capitulated to political pressure from China and the US and agreed to a ceasefire. Cambodia and Thailand have long disputed ownership of an ancient Hindu temple near their shared border. China, as the largest trading partner for both nations, leveraged its economic influence to push for peace, while President Donald Trump threatened additional tariffs. Facing this economic pressure, both countries reluctantly accepted the ceasefire.

    dengue
    noun: Pathology. an infectious, eruptive fever characterized by severe pain in the joints and muscles

    From the headlines: Scientists in Brazil are breeding mosquitoes specially engineered to shut down the transmission of dengue. Supervised by the nonprofit World Mosquito Program and funded by the Brazilian government, lab workers breed millions of mosquitos containing the bacteria Wolbachia. Dengue is unable to coexist with this bacteria, so these insects are physically unable to spread the devastating, painful disease.

    embassy
    noun: the official headquarters of an ambassador

    From the headlines: Indian police arrested a man accused of running a bogus embassy and claiming to be the ambassador to various nonexistent countries. Harshvardhan Jain is accused of running the fake office from a residential building near Delhi, where he said he was a diplomat representing nations including “Seborga” and “Westarctica.” Jain allegedly took money from people after promising them overseas jobs.

    maggot
    noun: a soft-bodied, legless larva of certain flies

    From the headlines: Recent research has led to a hypothesis that maggots were a large part of the diet eaten by Neanderthals. Scientists previously thought that humans’ closest relatives ate enormous quantities of meat, but analysis of chemical signatures in Neanderthal bones shows that they also feasted on the pale worm-like larvae that form on rotting carcasses. This new theory suggests that Neanderthals stored meat, which attracted maggots — and that eventually, they ate those too.

    mascot
    noun: an animal, person, or thing adopted by a group or organization as its representative symbol

    From the headlines: A Chuck E. Cheese mascot in Tallahassee, Florida, was arrested for credit card fraud. Jermell Jones, who performed at the restaurant and entertainment center in a large mouse costume, now faces three felony charges. Police found a customer’s credit card on him during a search, and he was taken into custody while still dressed as the mascot.

    primate
    noun: Zoology. an animal belonging to an order of various worldwide omnivorous mammals distinguished by the use of hands, varied locomotion, and complex behavior

    From the headlines: A new bill in Congress aims to ban the private ownership of captive primates nationwide. Experts say that keeping chimpanzees, spider monkeys, and other primates as pets often causes them illness, stress, and malnutrition. These emotionally complex animals thrive best in social groups with their own kind, experts add. While some states already prohibit primate ownership, it remains legal in many parts of the country to keep and breed them.

    rickshaw
    noun: a small cartlike passenger vehicle

    From the headlines: The all-women Pink City Rickshaw Company in Jaipur, India, provides a rare experience for women in the country. The small electric autos, which are hired like taxis in India’s busy cities, are traditionally driven by men. With the help of a nonprofit business incubator, 200 women were trained to drive the vehicles, gaining independence and an income in the process.

    sequoia
    noun: an endangered coniferous tree characterized by its massive girth and tremendous height

    From the headlines: A Michigan tree grower is trying to save old-growth forests from extinction using sequoia DNA. David Milarch selects ancient, giant trees that have grown to be especially large and resilient and clones them to produce genetically hardy saplings. Milarch has sent these young sequoias all over the world, but he’s especially dedicated to planting them in Detroit. The city now has 225 of the towering redwoods, which help reduce temperatures and improve air quality in urban areas.

    sinuous
    adjective: characterized by a series of graceful curving motions

    From the headlines: Scientists have rediscovered the world’s smallest snake, once believed to be extinct. The Barbados threadsnake, which measures under four inches and is as thin as spaghetti, hadn’t been seen in two decades. Conservationists remain concerned about the future of this tiny, sinuous reptile, as its natural habitat has been severely damaged by deforestation and urban growth.

    สงวนลิขสิทธิ์ © 2026 AAKKHRA & Co.
    Highlight Words In Action 4 adverse adjective: unfavorable or antagonistic in purpose or effect From the headlines: A new law in Minnesota will mandate that social media platforms display warnings about potential adverse effects on mental health. Similar to labels on tobacco and alcohol products, the pop-up notices will alert users that extended social media use may be linked to anxiety, depression, and other harmful mental health outcomes. Users will have to confirm they’ve read the warnings before accessing the platforms. capitulate verb: to surrender unconditionally or on stipulated terms From the headlines: Cambodia and Thailand capitulated to political pressure from China and the US and agreed to a ceasefire. Cambodia and Thailand have long disputed ownership of an ancient Hindu temple near their shared border. China, as the largest trading partner for both nations, leveraged its economic influence to push for peace, while President Donald Trump threatened additional tariffs. Facing this economic pressure, both countries reluctantly accepted the ceasefire. dengue noun: Pathology. an infectious, eruptive fever characterized by severe pain in the joints and muscles From the headlines: Scientists in Brazil are breeding mosquitoes specially engineered to shut down the transmission of dengue. Supervised by the nonprofit World Mosquito Program and funded by the Brazilian government, lab workers breed millions of mosquitos containing the bacteria Wolbachia. Dengue is unable to coexist with this bacteria, so these insects are physically unable to spread the devastating, painful disease. embassy noun: the official headquarters of an ambassador From the headlines: Indian police arrested a man accused of running a bogus embassy and claiming to be the ambassador to various nonexistent countries. Harshvardhan Jain is accused of running the fake office from a residential building near Delhi, where he said he was a diplomat representing nations including “Seborga” and “Westarctica.” Jain allegedly took money from people after promising them overseas jobs. maggot noun: a soft-bodied, legless larva of certain flies From the headlines: Recent research has led to a hypothesis that maggots were a large part of the diet eaten by Neanderthals. Scientists previously thought that humans’ closest relatives ate enormous quantities of meat, but analysis of chemical signatures in Neanderthal bones shows that they also feasted on the pale worm-like larvae that form on rotting carcasses. This new theory suggests that Neanderthals stored meat, which attracted maggots — and that eventually, they ate those too. mascot noun: an animal, person, or thing adopted by a group or organization as its representative symbol From the headlines: A Chuck E. Cheese mascot in Tallahassee, Florida, was arrested for credit card fraud. Jermell Jones, who performed at the restaurant and entertainment center in a large mouse costume, now faces three felony charges. Police found a customer’s credit card on him during a search, and he was taken into custody while still dressed as the mascot. primate noun: Zoology. an animal belonging to an order of various worldwide omnivorous mammals distinguished by the use of hands, varied locomotion, and complex behavior From the headlines: A new bill in Congress aims to ban the private ownership of captive primates nationwide. Experts say that keeping chimpanzees, spider monkeys, and other primates as pets often causes them illness, stress, and malnutrition. These emotionally complex animals thrive best in social groups with their own kind, experts add. While some states already prohibit primate ownership, it remains legal in many parts of the country to keep and breed them. rickshaw noun: a small cartlike passenger vehicle From the headlines: The all-women Pink City Rickshaw Company in Jaipur, India, provides a rare experience for women in the country. The small electric autos, which are hired like taxis in India’s busy cities, are traditionally driven by men. With the help of a nonprofit business incubator, 200 women were trained to drive the vehicles, gaining independence and an income in the process. sequoia noun: an endangered coniferous tree characterized by its massive girth and tremendous height From the headlines: A Michigan tree grower is trying to save old-growth forests from extinction using sequoia DNA. David Milarch selects ancient, giant trees that have grown to be especially large and resilient and clones them to produce genetically hardy saplings. Milarch has sent these young sequoias all over the world, but he’s especially dedicated to planting them in Detroit. The city now has 225 of the towering redwoods, which help reduce temperatures and improve air quality in urban areas. sinuous adjective: characterized by a series of graceful curving motions From the headlines: Scientists have rediscovered the world’s smallest snake, once believed to be extinct. The Barbados threadsnake, which measures under four inches and is as thin as spaghetti, hadn’t been seen in two decades. Conservationists remain concerned about the future of this tiny, sinuous reptile, as its natural habitat has been severely damaged by deforestation and urban growth. สงวนลิขสิทธิ์ © 2026 AAKKHRA & Co.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 108 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 7

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 7
    ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา
    คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน
    คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม….
    แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน
    การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต…
    ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน
    นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก
    ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล
    Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน
    ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช
    เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง….
    อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว
    แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา…
    บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา
    อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา…
    หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ
    อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี
    ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า
    …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา….
    …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน…..
    …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล…..
    แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง
    ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย
    ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน
    ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ
    ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล
    ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค
    ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน
    และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
    หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ…
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    1 ธ.ค. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 7 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 7 ทฤษฏีเอาปั้มไม่เอาคนนั้น อเมริกา อังกฤษ และอิสราเอล (ไอ้สามแสบ) ได้สมคบกันคิดมานานแล้ว และมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เมื่อประมาณปี ค.ศ.2006 โดยคุณนายคอนโดลีสซ่า ไรซ์ Condoleezza Rice เมื่อตอนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา สมัยคาวบอยบุชเป็นประธานาธิบดี คุณนายคอนโด เป็นหญิงผิวดำ ที่ออกท่าว่ามีการศึกษาสูง เป็นอาจารย์สอนทางรัฐศาสตร์การเมือง ในมหาวิทยาลัยอันดับนำของอเมริกา คุณนายคอนโดให้สัมภาษณ์กับสื่อ ที่เมืองเทลาวิฟ อิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2006 ในวันทำพิธีเปิดสถานีส่งน้ำมันเส้นทาง Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC)ทางตะวันออกของเมดิเตอร์เรเนียน ว่า…..เรากำลังก้าวไปสู่ ตะวันออกกลางใหม่ “New Middle East” ……และคงไม่ใช่การบังเอิญ วันที่คุณนายให้สัมภาษณ์นั้น อิสราเอลกำลังโจมตีเลบานอน คุณนายคอนโดขยายต่อ …. ที่เรากำลังเห็นอยู่ (การโจมตีเลบานอนของอิสราเอล) …..มันอาจจะเป็นการเริ่มต้น ของตะวันออกกลางใหม่ ก็ได้นะ…และไม่ว่าเรา (อเมริกา) จะดำเนินการอย่างไรต่อไป มันหมายความว่า เราจะผลักดันไปสู่ตะวันออกกลางใหม่ ไม่ใช่ ตะวันออกกลางเดิม….อืม…. แผนสร้างตะวันออกกลางใหม่ New Middle East เป็นแผนที่ปรับปรุงมาจากแผน Greater Middle East Project ที่เป็นการคิดร่วมกันของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกองทัพ และกระทรวงต่างประเทศของอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ.1996 สมัยท่านประธานาธิบดี คนที่นิยมเด็กฝึกงาน การให้สัมภาษณ์ของคุณนายคอนโด เป็นการยืนยันข่าวลือว่า อเมริกา อังกฤษ อิสราเอล ได้ร่วมกันวางแผนมาหลายปีแล้ว ที่จะสร้างการจราจลวุ่นวายให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น และขยายตัวตามแนวโค้งของบรรดาประเทศ ที่รายรอบสหภาพโซเวียต… ค.ศ.1996 Richard Perle และ Douglas Feith 2 ที่ปรึกษาใหญ่ของเพนตากอน ตั้งแต่สมัยบุชตัวพ่อ ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์สำหรับอิสราเอลยุคใหม่ ภายใต้การนำของนายเนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลหมาดๆ ชื่อแผน A Clean Break: A New Strategy for Securing of the Realm ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่มีการระบุไว้ในแผนของวอชิงตัน ที่เสนอให้มีการกำจัด ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัค การใช้กำลังทหารกับปาเลสไตน์ และการโจมตีซีเรีย และเลบานอน นายเนทันยาฮู เพิ่งขึ้นมานั่งแท่นนายกใหม่ๆ ยังจับอุณหภูมิไม่ถูก บอกว่าแผนนี้เสี่ยงฉิบหาย ยังไม่ทันไร จะให้กูเล่นเกมหนัก แผน Perle- Feith จึงถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ค.ศ.2001 คาวบอยบุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก มาพร้อมกับคำสั่งพ่อให้เปิดลิ้นชัก เอาแผน Perle-Feith ออกมาปัดฝุ่น บอกว่า นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญระดับสูงสุดของเรานะลูกรัก แล้วทีมของลูกรัก ก็ทำการปรับปรุงแต่งหน้าแผน และตั้งชื่อแผนเสียใหม่ว่า Greater Middle East Project ส่วน Douglas Feith ก็ได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรางวัล Greater Middle East มีฉากหน้า เป็นแผนปฏิรูปตะวันออกกลาง โดยให้ทุกประเทศใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตย (ต้มแบบเดิมๆ แต่ก็ยังมีคนเชื่อเหมือนเดิม..เบื่อเขียนจังครับ) แต่ของจริงคือ แผนการควบคุมด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันออกกลาง รวมทั้งกินไปถึงแนวประเทศต่างๆตั้งแต่โมรอคโค ไปจนถึงเขตแดนของรัสเซียและจีน ตามแผนนี้ อเมริกา ด้วยความกระหายน้ำมันและเลือดของกลุ่มเหยี่ยว ที่นำโดยคาวบอยบุช เตรียมแผนที่จะควบคุมแหล่งน้ำมัน รวมไปจนถึง การผลิต การขายน้ำมัน ฯลฯ พร้อมทั้งควบคุมสถาบันการเงินในภูมิภาคทั้งหมดด้วย มันคือแผนกินรวบ หรือยึดตะวันออกกลางทั้งหมดเป็นอาณานิคมนั่นเอง…. อเมริกาเตรียมจะเสนอแผนการนี้ในที่ประชุม G8 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2004 โดยเรียกเป็นแผนระดับการทำงาน working paper G8-Greater Middle East Partnership เพื่อจัดแถวเรียงคิว แต่ G8 คือ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อังกฤษ และอเมริกา เอะ ไม่มีประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในรายชื่อเลยนี่หว่า เวร กำลังจะถูกเคี้ยว แต่ยังไม่รู้ตัว แถมกำลังเดินจูงกันไปเข้าปากเขา… บังเอิญมีมือดี ส่งร่างแผนกินรวบนี้ไปให้สื่อ Al-Hayat ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษา อารบิกมีเครือข่ายกว้างขวาง ส่งออกไปทั่วภูมิภาค แถมมีบทความในนิตยสาร Le Monde Diplomatique เดือนเมษายน ค.ศ.2004 ลงเพิ่มให้อีกว่า นอกจากประเทศในตะวันออกกลาง ที่จะโดนเคี้ยวแล้ว อาฟกานิสถาน อิหร่าน ปากีสถาน ตุรกี ก็อาจโดนไปด้วย เพราะดันไปเรียงแถวกันอยู่ ตามแนวที่ไม่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกาอย่างรุนแรง…..หมายถึงใครนะ ที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา… หลังจากแผนกินรวบรั่ว ผู้ที่ออกมาคัดค้านแผนนี้อย่างรุนแรง คือ ประธานาธิบดีมูบารัคของอียิปต์ ตามมาด้วยกษัตริย์อับดุลลา ของซาอุดิอารเบีย คาวบอยบุชจึงสั่งเก็บแผนกินรวบ…. ไว้ชั่วคราวและชื่อของมูบารัค ก็คงถูกกากะบาด ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วกษัตริย์อับดุลลาล่ะ ไม่โดนหรือพ่อ รอไปก่อนน่า อย่าเพิ่งใจร้อน ยังต้องเอาไว้ใช้งานอีกแยะ อันที่จริง อเมริกาและอังกฤษ เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องประเทศ ที่มีบริเวณอยู่รายรอบสหภาพโซเวียต มานานเกือบ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่สหภาพโซเวียตยังอยู่ดี ในปี ค.ศ.1978 นายชบิกเนียฟ เบรซินสกี้ Zbigniew Brzezinski (เป็นอีกหนึ่งตัวแสบ ที่ผมสะอิดสะเอียนมาก เวลาที่ต้องเขียนถึง) ในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของท่านประธานาธิบดีถั่ว จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้พูดในการบรรยายว่า …..เราควรให้ความสนใจต่อ ” an arc of crisis” หรือ แนวโค้งที่จะสร้างวิกฤติได้ คือ บรรดาประเทศที่เรียงรายและมีบริเวณอยู่ติดกับสหภาพโซเวียต เริ่มตั้งแต่แนวชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ไล่มาจนถึงตุรกี ลงใต้มาถึงประเทศที่อยู่แถวแหลมอารเบีย และยาวไปจนถึงปลายแหลมของอาฟริกา…. …..และจุดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อของแนวโค้ง คือ อิหร่าน….. …..แนวโค้งดังกล่าว มีความเปราะบาง ทั้งทางด้านสังคมและการเมือง แต่จะมีความหมายกับอเมริกาอย่างมากมาย……ความวุ่นวายของประเทศในแนวโค้ง นั้น ไม่ว่าจะมาจากทางการเมือง หรือสังคม สามารถสร้างความปวดหัวให้กับเรา หรือกับฝ่ายตรงกันข้ามของเราได้อย่างมหาศาล….. แล้วยุทธศาสตร์ของอเมริกาและอังกฤษ เกี่ยวกับสหภาพโซเวียต ก็มีการเปลี่ยนแปลง เกิดมีแนวความคิดที่จะเอากองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้ในการปิดล้อมสหภาพโซเวียต ด้วยการสร้างความวุ่นวายในประเทศตามแนวโค้ง ทฤษฏีของเบรซินสกี้ ถูกนำไปขยายเป็นแผนยุทธศาสตร์ในปี ค.ศ.1979 โดย นายเบอร์นาร์ด ลิวอิส Bernard Lewis ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง และเป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ชำนาญโดยเฉพาะในบริเวณตะวันออกกลาง และเอเซียกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์นี้ อเมริกาจะสร้างกองกำลังของพวกมุสลิม มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการ “ปิดล้อม”สหภาพโซเวียต และ”ควบคุม” ตะวันออกกลางต่อไปด้วย ในปี ค.ศ.1992 ลิวอิส เขียนบทความชื่อ “Rethinking the Middle East” (คิดอีกที เรื่องตะวันออกกลาง) ลงในนิตยสาร Foreign Affairs ของถังความคิด Council on Foreign Relations หรือ CFR ที่เป็นเสมือนผู้กำกับรัฐบาลอเมริกัน ลิวอิส เสนอความเห็นว่า เรา (แองโกลอเมริกัน) ควรมีนโยบายเกี่ยวกับตะวันออกกลางใหม่ เพื่อเป็นการรองรับการสิ้นสุดของสงครามเย็น และเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ สรุปง่ายๆ แบบภาษาแถวบ้านผม แปลว่า ต้องมีแผนดองรัสเซียไว้ในขวดโหลนั่นแหละครับ ย้อนไปในปี ค.ศ.1982 ผู้สื่อข่าวชาวอิสราเอล ชื่อ โอเด็ด ยีนอน Oded Yinon ก็เขียนบทความชิ้นสำคัญออกมา เป็นบทความที่อเมริกาและอังกฤษให้ความสนใจมาก สรุปว่า การล่มสลายของซีเรีย อิรัค และเลบานอน คือเป้าหมายสำคัญของอิสราเอล อิรัคจะแข็งแรงกว่าซีเรีย ถ้าปล่อยให้อยู่นานไป และนั่นเป็นการคุกคามต่อการเป็นอยู่ของอิสราเอล ในปี ค.ศ.1996 อเมริกาแจกงาน ให้อิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงานใกล้ชิดกับตุรกี และจอร์แดน เผื่อเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม ในการเด็ดซัดดัม ให้หลุดออกไปจากขั้วอำนาจในอิรัค ปี ค.ศ.2000 อเมริกาออกนโยบายที่เรียกว่า Project for the New American Century (PNAC) ศตวรรษใหม่ของอเมริกา จุดประสงค์เพื่อจัดทัพด้านความมั่นคงของอเมริกาเสียใหม่ โดยเฉพาะเพื่อให้ตะวันออกกลางอยู่ในการครอบครอง หรือควบคุมของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเน้นที่การกำจัด อิรัค และอิหร่าน และในที่สุด ในปี ค.ศ.2003 อเมริกาก็บุกอิรัคจริง และกำจัดซัดดัมจริง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน หลังจากนั้น แผนหรือโครงการ ตะวันออกกลางใหม่ New Middle East ของ “อเมริกา” ก็เปิดตัว ต่อสาธารณะ ในปี ค.ศ.2006….เฮ้อ… สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 1 ธ.ค. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 113 มุมมอง 0 รีวิว
  • Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 3
    Date: 3 January 2026

    2) Guiding Principles for Reform
    A reform package must be anchored to a few principles that prevent liberalization from becoming either symbolic or harmful:

    - **Neutrality**: The network operator must not favor its affiliated retailer (or legacy supply arm) over competitors.
    - **Cost-reflectiveness with protection**: Wheeling and network tariffs should reflect costs, while social policy (lifeline tariffs, targeted subsidies) should be transparent and funded explicitly.
    - **Reliability first**: New entrants must meet technical and commercial standards; settlement and imbalance rules must protect the system.
    - **Consumer choice with safeguards**: Switching must be easy, billing must be clear, and dispute resolution must be strong.
    - **Scalable digital infrastructure**: Data access, smart metering, and settlement systems are the “market plumbing” that make competition real.

    3) Pillar A — Third-Party Access as the Foundation (Move from Pilot to Rule)
    Thailand’s direction toward Third-Party Access and Direct PPA mechanisms indicates a policy pathway to allow qualified parties to move electricity across existing networks under regulated terms. The immediate need is to convert “permissioned exceptions” into a predictable, bankable rulebook that supports investment and competition.

    **Key design requirements:**
    - **Standardized connection and use-of-system rules**: Clear timelines, technical requirements, and standardized contracts for interconnection and wheeling.
    - **Transparent wheeling charges**: A published methodology that is stable enough for long-term contracting and investment decisions.
    - **Non-discriminatory access and information symmetry**: The network operator must provide the same queue management, outage information, metering access, and processing speed to all parties.
    - **Imbalance and settlement rules**: A workable mechanism to handle deviations between contracted and actual consumption/generation—especially critical as variable renewables and DER increase.

    A strong TPA framework also enables corporate decarbonization strategies by allowing a customer to match consumption with contracted clean generation under enforceable delivery and settlement rules. Thailand’s evolving Direct PPA framework discussions make this a timely priority for investment competitiveness.

    To be continue————————————————————————————————————————————
    #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market : Part 3 Date: 3 January 2026 2) Guiding Principles for Reform A reform package must be anchored to a few principles that prevent liberalization from becoming either symbolic or harmful: - **Neutrality**: The network operator must not favor its affiliated retailer (or legacy supply arm) over competitors. - **Cost-reflectiveness with protection**: Wheeling and network tariffs should reflect costs, while social policy (lifeline tariffs, targeted subsidies) should be transparent and funded explicitly. - **Reliability first**: New entrants must meet technical and commercial standards; settlement and imbalance rules must protect the system. - **Consumer choice with safeguards**: Switching must be easy, billing must be clear, and dispute resolution must be strong. - **Scalable digital infrastructure**: Data access, smart metering, and settlement systems are the “market plumbing” that make competition real. 3) Pillar A — Third-Party Access as the Foundation (Move from Pilot to Rule) Thailand’s direction toward Third-Party Access and Direct PPA mechanisms indicates a policy pathway to allow qualified parties to move electricity across existing networks under regulated terms. The immediate need is to convert “permissioned exceptions” into a predictable, bankable rulebook that supports investment and competition. **Key design requirements:** - **Standardized connection and use-of-system rules**: Clear timelines, technical requirements, and standardized contracts for interconnection and wheeling. - **Transparent wheeling charges**: A published methodology that is stable enough for long-term contracting and investment decisions. - **Non-discriminatory access and information symmetry**: The network operator must provide the same queue management, outage information, metering access, and processing speed to all parties. - **Imbalance and settlement rules**: A workable mechanism to handle deviations between contracted and actual consumption/generation—especially critical as variable renewables and DER increase. A strong TPA framework also enables corporate decarbonization strategies by allowing a customer to match consumption with contracted clean generation under enforceable delivery and settlement rules. Thailand’s evolving Direct PPA framework discussions make this a timely priority for investment competitiveness. To be continue———————————————————————————————————————————— #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 114 มุมมอง 0 รีวิว
  • Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand : Part 4
    Date: 3 January 2026

    The Definition of the "Public Good"
    In Singapore, the PAP defines the public good through **aggregate national statistics** (GDP, reserves). If the numbers go up, the mandate is secured.
    In Thailand, the definition of public good is contested. For the establishment elite, prosperity means stability and the protection of traditional hierarchy. For the rural base, it means subsidies and crop prices. For the urban youth, it means liberty and opportunity. The Thai state fails to create unified prosperity because it cannot agree on what prosperity looks like.

    Conclusion
    Singapore’s single-party dominance has created a **"Prosperity of Efficiency,"** marked by high income but rising anxiety over inequality and the stifling of diverse voices. Thailand’s multiparty struggle has created a **"Prosperity of Potential,"** where immense creative and economic energy exists but is perpetually dissipated by political friction.
    For Thailand to replicate Singapore’s economic success, it does not necessarily need a dictator or a single party. However, it does need to find a way to insulate its economic planning from its political volatility—a feat that, as of 2025, remains elusive.
    Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand : Part 4 Date: 3 January 2026 The Definition of the "Public Good" In Singapore, the PAP defines the public good through **aggregate national statistics** (GDP, reserves). If the numbers go up, the mandate is secured. In Thailand, the definition of public good is contested. For the establishment elite, prosperity means stability and the protection of traditional hierarchy. For the rural base, it means subsidies and crop prices. For the urban youth, it means liberty and opportunity. The Thai state fails to create unified prosperity because it cannot agree on what prosperity looks like. Conclusion Singapore’s single-party dominance has created a **"Prosperity of Efficiency,"** marked by high income but rising anxiety over inequality and the stifling of diverse voices. Thailand’s multiparty struggle has created a **"Prosperity of Potential,"** where immense creative and economic energy exists but is perpetually dissipated by political friction. For Thailand to replicate Singapore’s economic success, it does not necessarily need a dictator or a single party. However, it does need to find a way to insulate its economic planning from its political volatility—a feat that, as of 2025, remains elusive.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 92 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 6

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 6
    ตกลงอเมริกาสร้างหรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส ISIS ขึ้นมาทำไม
    อเมริกาต้องมีแผนแน่นอน แต่แผนของอเมริกามันขนาดไหนล่ะ กินบริเวณแค่แถวตะวันออกกลาง หรือกินบริเวณไกลไปกว่านั้น……
    ลองมาไล่เรียงกันดูว่า มีทฤษฏีอะไรบ้าง ที่ทำให้อเมริกาต้องสร้าง หรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส
    ทฤษฏีแรกคือ การแย่งชิงพลังงานในโลก มันเป็นทฤษฏีเก่าใช้กันมานานตั้งแต่สมัยทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่น่าจะโบราณตกรุ่นไปแล้ว แต่ทฤษฏีนี้ยังได้ผลอยู่ครับ ตราบใดที่น้ำมันยังมีส่วนเกี่ยวพันกับชีวิตเราเกือบทุกวัน
    และเพื่อจะรักษาการเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของตนไว้ อเมริกาจึงพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะคุมแหล่งพลังงานทั้งโลกไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามคำกล่าวของนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ……ควบคุมน้ำมันได้ คุณก็ควบคุมชาติต่างๆได้ control oil and you control nations…..
    อเมริกามีแหล่งพลังงานของตัวเอง เพียงพอที่จะเลี้ยงประเทศตัวเองไปได้นานหลายปี เช่นเดียวกับรัสเซีย ที่กำลังขึ้นมาท้าทายการเป็นขั้วอำนาจใหม่ในโลกอีกขั้วหนึ่ง ก็มีแหล่งพลังงานเหลือเฟือ แบบนี้อเมริกาก็ต้องเร่งเครื่อง ไม่ให้ใครมาแซง
    แต่บริเวณที่ไม่ใช่ของอเมริกา และไม่ใช่ของรัสเซีย ที่มีแหล่งพลังงานมากที่สุดในโลก ที่มีทั้งน้ำมันและแก๊ส หอมหวลชวนให้ครอบครอง หรือควบคุม คงไม่พ้นตะวันออกกลาง (และน้องใหม่ อาฟริกา) และทั้ง 2 บริเวณนี้ ก็คงไม่มีวันสงบสุข
    อเมริกา ครอบครองและควบคุมประเทศในแถบตะวันออกกลางไว้แล้วกว่าครึ่ง คือ กลุ่มซาอุดิอารเบีย มี บาห์เรน การ์ตา คูเวต เอมิเรต และจอร์แดน
    โอมาน ชาวอ่าวที่น่าจะสังกัดอยู่ในกลุ่มซาอุดิอารเบีย แต่พักหลังดูเหมือนโอมานจะทิ้งระยะห่างจากซาอุ อย่างน่าสังเกต และแถมมีที่ท่าว่าจะวางตัวเป็นกลาง หรือเอียงไปทางอิหร่านด้วยซ้ำ ท้ายที่สุด เชื่อว่าอเมริกาคงไม่ปล่อยมือจากโอมาน และอีกไม่นาน ความไม่สงบก็คงจะเกิดขึ้นในโอมาน
    ส่วนตุรกีนกสองหัว ที่ชอบเล่นเกมเสียว และตอนนี้กำลังได้เสียวสมใจ ถลำลึกลงไปในหลุมที่อเมริกาขุดล่อไว้ …ต่อไป ยังไม่แน่ว่าจะมีเหลือสักหัวไหม ตอนนี้เหมือนจะต้องนับว่าอยู่ในความควบคุมของอเมริกา แต่เกมยังอีกยาว รอดูกันไปอีกหน่อยนะครับ
    สำหรับอิสราเอล คงไม่ต้องบรรยายมาก แม้จะเล่นละครด่ากัน เหน็บกันไปมา กับอเมริกา แก้น้ำลายบูด แต่เชื่อได้เลยว่าอยู่กับอเมริกาเต็มห้าร้อย
    ประเทศที่ชัดเจนว่าไม่เอาอเมริกา คือ อิหร่าน ซีเรีย แม้จะจำนวนแค่ 2 ประเทศแต่ปริมาณพลังงานของอิหร่าน บวกกับของซีเรีย ก็ทำให้อเมริกาและพวกตะวันตก น้ำลายหยดเช็ดไม่ทันเหมือนกัน
    ประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้อำนาจ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง เปลี่ยนแปลงอย่างนึกไม่ถึง คือ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์และเลบานอน ฝ่ายไหนได้ 5 ประเทศนี้ไป ฝ่ายนั้นได้คุมตะวันออกกลาง เบ็ดเสร็จ
    นอกจากนี้ อียิปต์ แม้จะไม่ใช่ชาวตะวันออกกลาง แต่การที่อียิปต์ มีบริเวณตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับซาอุ และคุมคลองสุเอซ บวกแหล่งแก๊ส Zohr ที่เพิ่งเจอ ทำให้อียิปต์ ราศีจับจนมีคนอิจฉา และถ้าใครคว้าข้อมืออียิปต์ไว้ได้ ก็เหมือนได้ลาภลอย ถ้าคุยกับอืยิปต์รู้เรื่อง
    ถ้าเป็นตามทฤษฏีนี้ ฝ่ายอเมริกาก็คงจะทำทุกอย่าง ที่ให้ได้ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์ และเลบานอน และเราก็เห็นแล้วว่า ขณะนี้ทั้ง 5 ประเทศ มีการสู้รบ ความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างน่าเศร้าใจขนาดไหน ขณะเดียวกัน อิหร่าน ก็คงต้องดิ้นรนอย่างที่สุด เพื่อไม่ให้ 5 ประเทศนี้ ตกไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ไม่เช่นนั้นแล้ว อิหร่านเอง ก็จะถูกรุมกินโต๊ะ ถึงขนาดสิ้นชาติได้ทีเดียว
    อันที่จริงอเมริกา จะปล่อยให้ตะวันออกกลาง ตัดสินใจความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากันเองก็ได้ แต่แบบนั้น มันจะทำให้อเมริกาควบคุมตะวันออกกลางไม่เบ็ดเสร็จ ไม่ได้ควบคุมแหล่งพลังงานทั้งหมดตามแผน อเมริกาจึงใช้วิธี แบ่งแยกและยึด Divide and Conquer โดยอเมริกาจับจุดอ่อนของตะวันออกกลาง เกี่ยวกับเรื่องการแตกแยกทางนิกายศาสนาได้ อเมริกาจึงส่งลิ่ม ชื่อไอซิส เข้ามาตอกย้ำในซีเรียและอิรัค ว่า พวกชีอ่ะต้องการทำลายพวกสุนนี่ในซีเรียและอิรัค และขณะเดียวกัน ก็ให้สุนนี่ซาอุดิอารเบีย รับหน้าที่จัดการเยเมน ที่มีหลายเผ่าพันธ์ ส่วนอิสราเอล รับเรื่องเลบานอน ปาเลสไตน์ไป ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับนิกายศาสนา แต่เป็นเรื่องดินแดน ตามแผนที่อังกฤษวางสนุ๊กไว้ ร้อยกว่าปีมาแล้ว
    แต่ แผนแบ่งแยกและยึดตะวันออกกลาง ในความหมายของอเมริกา น่าจะหมายยาวไปกว่าแค่ การยึดได้ตะวันออกกลาง มันคงเป็นตะวันออกกลางแบบ “เอาปั๊ม ไม่เอาคน” ต้มคนตะวันออกกลางอีกต่อ
    อเมริการู้ว่า วันหนึ่งน้ำมันในตะวันออกกลางก็จะต้องหมด และบางประเทศ เช่น ซาอุดิอารเบีย และหลายประเทศแถวอ่าว ก็ใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อเทียบกับอิหร่าน บวกกับประชากรที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว และบางประเทศสร้างแต่ตึกสูงแบบเศรษฐีทั้งเมือง กินน้ำมันกันจุแบบนี้ อเมริกาทนไม่ได้หรอก แล้วกูจะเหลืออะไร มันถึงต้องวางแผน เอาแต่ปั๊ม ไม่เอาคน
    และเมื่อจะเอาแต่ปั๊มไม่เอาคน มันก็ต้องเป็นการวางแผน ให้ตะวันออกกลางเกิดความอลหม่านวุ่นวายให้มากที่สุด โดยอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตัวเองน้อยที่สุด ดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าสร้างเครื่องมือชื่อ ไอซิส มาเป็นเป้าล่อ ให้คนในถล่มกันเอง ให้ซีเรีย และอิรัคร่วงก่อน
    ถ้า ซีเรีย อิรัคใกล้ร่วง อิหร่านก็อยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกโรง เพราะถ้าอิรัค ซีเรียไป อิหร่านก็ไปด้วย และด้วยการวางแผนเช่นนี้ ในที่สุดตะวันออกกลางก็จะเละสมใจอเมริกาและพวก เหลือแต่ปั๊ม (แทบ) ไม่เหลือคน
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    30 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 6 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 6 ตกลงอเมริกาสร้างหรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส ISIS ขึ้นมาทำไม อเมริกาต้องมีแผนแน่นอน แต่แผนของอเมริกามันขนาดไหนล่ะ กินบริเวณแค่แถวตะวันออกกลาง หรือกินบริเวณไกลไปกว่านั้น…… ลองมาไล่เรียงกันดูว่า มีทฤษฏีอะไรบ้าง ที่ทำให้อเมริกาต้องสร้าง หรือปล่อยให้มีการสร้างไอซิส ทฤษฏีแรกคือ การแย่งชิงพลังงานในโลก มันเป็นทฤษฏีเก่าใช้กันมานานตั้งแต่สมัยทำสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่น่าจะโบราณตกรุ่นไปแล้ว แต่ทฤษฏีนี้ยังได้ผลอยู่ครับ ตราบใดที่น้ำมันยังมีส่วนเกี่ยวพันกับชีวิตเราเกือบทุกวัน และเพื่อจะรักษาการเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของตนไว้ อเมริกาจึงพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะคุมแหล่งพลังงานทั้งโลกไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามคำกล่าวของนายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ……ควบคุมน้ำมันได้ คุณก็ควบคุมชาติต่างๆได้ control oil and you control nations….. อเมริกามีแหล่งพลังงานของตัวเอง เพียงพอที่จะเลี้ยงประเทศตัวเองไปได้นานหลายปี เช่นเดียวกับรัสเซีย ที่กำลังขึ้นมาท้าทายการเป็นขั้วอำนาจใหม่ในโลกอีกขั้วหนึ่ง ก็มีแหล่งพลังงานเหลือเฟือ แบบนี้อเมริกาก็ต้องเร่งเครื่อง ไม่ให้ใครมาแซง แต่บริเวณที่ไม่ใช่ของอเมริกา และไม่ใช่ของรัสเซีย ที่มีแหล่งพลังงานมากที่สุดในโลก ที่มีทั้งน้ำมันและแก๊ส หอมหวลชวนให้ครอบครอง หรือควบคุม คงไม่พ้นตะวันออกกลาง (และน้องใหม่ อาฟริกา) และทั้ง 2 บริเวณนี้ ก็คงไม่มีวันสงบสุข อเมริกา ครอบครองและควบคุมประเทศในแถบตะวันออกกลางไว้แล้วกว่าครึ่ง คือ กลุ่มซาอุดิอารเบีย มี บาห์เรน การ์ตา คูเวต เอมิเรต และจอร์แดน โอมาน ชาวอ่าวที่น่าจะสังกัดอยู่ในกลุ่มซาอุดิอารเบีย แต่พักหลังดูเหมือนโอมานจะทิ้งระยะห่างจากซาอุ อย่างน่าสังเกต และแถมมีที่ท่าว่าจะวางตัวเป็นกลาง หรือเอียงไปทางอิหร่านด้วยซ้ำ ท้ายที่สุด เชื่อว่าอเมริกาคงไม่ปล่อยมือจากโอมาน และอีกไม่นาน ความไม่สงบก็คงจะเกิดขึ้นในโอมาน ส่วนตุรกีนกสองหัว ที่ชอบเล่นเกมเสียว และตอนนี้กำลังได้เสียวสมใจ ถลำลึกลงไปในหลุมที่อเมริกาขุดล่อไว้ …ต่อไป ยังไม่แน่ว่าจะมีเหลือสักหัวไหม ตอนนี้เหมือนจะต้องนับว่าอยู่ในความควบคุมของอเมริกา แต่เกมยังอีกยาว รอดูกันไปอีกหน่อยนะครับ สำหรับอิสราเอล คงไม่ต้องบรรยายมาก แม้จะเล่นละครด่ากัน เหน็บกันไปมา กับอเมริกา แก้น้ำลายบูด แต่เชื่อได้เลยว่าอยู่กับอเมริกาเต็มห้าร้อย ประเทศที่ชัดเจนว่าไม่เอาอเมริกา คือ อิหร่าน ซีเรีย แม้จะจำนวนแค่ 2 ประเทศแต่ปริมาณพลังงานของอิหร่าน บวกกับของซีเรีย ก็ทำให้อเมริกาและพวกตะวันตก น้ำลายหยดเช็ดไม่ทันเหมือนกัน ประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้อำนาจ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง เปลี่ยนแปลงอย่างนึกไม่ถึง คือ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์และเลบานอน ฝ่ายไหนได้ 5 ประเทศนี้ไป ฝ่ายนั้นได้คุมตะวันออกกลาง เบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ อียิปต์ แม้จะไม่ใช่ชาวตะวันออกกลาง แต่การที่อียิปต์ มีบริเวณตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับซาอุ และคุมคลองสุเอซ บวกแหล่งแก๊ส Zohr ที่เพิ่งเจอ ทำให้อียิปต์ ราศีจับจนมีคนอิจฉา และถ้าใครคว้าข้อมืออียิปต์ไว้ได้ ก็เหมือนได้ลาภลอย ถ้าคุยกับอืยิปต์รู้เรื่อง ถ้าเป็นตามทฤษฏีนี้ ฝ่ายอเมริกาก็คงจะทำทุกอย่าง ที่ให้ได้ ซีเรีย อิรัค เยเมน ปาเลสไตน์ และเลบานอน และเราก็เห็นแล้วว่า ขณะนี้ทั้ง 5 ประเทศ มีการสู้รบ ความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างน่าเศร้าใจขนาดไหน ขณะเดียวกัน อิหร่าน ก็คงต้องดิ้นรนอย่างที่สุด เพื่อไม่ให้ 5 ประเทศนี้ ตกไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ไม่เช่นนั้นแล้ว อิหร่านเอง ก็จะถูกรุมกินโต๊ะ ถึงขนาดสิ้นชาติได้ทีเดียว อันที่จริงอเมริกา จะปล่อยให้ตะวันออกกลาง ตัดสินใจความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากันเองก็ได้ แต่แบบนั้น มันจะทำให้อเมริกาควบคุมตะวันออกกลางไม่เบ็ดเสร็จ ไม่ได้ควบคุมแหล่งพลังงานทั้งหมดตามแผน อเมริกาจึงใช้วิธี แบ่งแยกและยึด Divide and Conquer โดยอเมริกาจับจุดอ่อนของตะวันออกกลาง เกี่ยวกับเรื่องการแตกแยกทางนิกายศาสนาได้ อเมริกาจึงส่งลิ่ม ชื่อไอซิส เข้ามาตอกย้ำในซีเรียและอิรัค ว่า พวกชีอ่ะต้องการทำลายพวกสุนนี่ในซีเรียและอิรัค และขณะเดียวกัน ก็ให้สุนนี่ซาอุดิอารเบีย รับหน้าที่จัดการเยเมน ที่มีหลายเผ่าพันธ์ ส่วนอิสราเอล รับเรื่องเลบานอน ปาเลสไตน์ไป ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับนิกายศาสนา แต่เป็นเรื่องดินแดน ตามแผนที่อังกฤษวางสนุ๊กไว้ ร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่ แผนแบ่งแยกและยึดตะวันออกกลาง ในความหมายของอเมริกา น่าจะหมายยาวไปกว่าแค่ การยึดได้ตะวันออกกลาง มันคงเป็นตะวันออกกลางแบบ “เอาปั๊ม ไม่เอาคน” ต้มคนตะวันออกกลางอีกต่อ อเมริการู้ว่า วันหนึ่งน้ำมันในตะวันออกกลางก็จะต้องหมด และบางประเทศ เช่น ซาอุดิอารเบีย และหลายประเทศแถวอ่าว ก็ใช้น้ำมันอย่างฟุ่มเฟือย เมื่อเทียบกับอิหร่าน บวกกับประชากรที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว และบางประเทศสร้างแต่ตึกสูงแบบเศรษฐีทั้งเมือง กินน้ำมันกันจุแบบนี้ อเมริกาทนไม่ได้หรอก แล้วกูจะเหลืออะไร มันถึงต้องวางแผน เอาแต่ปั๊ม ไม่เอาคน และเมื่อจะเอาแต่ปั๊มไม่เอาคน มันก็ต้องเป็นการวางแผน ให้ตะวันออกกลางเกิดความอลหม่านวุ่นวายให้มากที่สุด โดยอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยตัวเองน้อยที่สุด ดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าสร้างเครื่องมือชื่อ ไอซิส มาเป็นเป้าล่อ ให้คนในถล่มกันเอง ให้ซีเรีย และอิรัคร่วงก่อน ถ้า ซีเรีย อิรัคใกล้ร่วง อิหร่านก็อยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกโรง เพราะถ้าอิรัค ซีเรียไป อิหร่านก็ไปด้วย และด้วยการวางแผนเช่นนี้ ในที่สุดตะวันออกกลางก็จะเละสมใจอเมริกาและพวก เหลือแต่ปั๊ม (แทบ) ไม่เหลือคน สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 30 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 100 มุมมอง 0 รีวิว
  • แผนจัญไร ตอนที่ 5

    นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร”
    ตอน 5
    หลังจากอเมริกาใช้ซีไอเอ ไปปฏิบัติการที่ลิเบีย จนเก็บกัดดาฟีและอาวุธกัดดาฟีไปหมด เรื่องควรจะเงียบ ปิดปากกันให้หมด และชาวบ้านอย่างผม ก็คงจะไม่มีโอกาสเอาเรื่องมาปูดต่อได้ แต่ดันมีคนระดับทูตของอเมริกาถูกฆ่าตายเกี่ยวเนื่องกับปฏิบัติการนี้ แล้วจะปิดปากกันหมดยังไงไหว
    เมื่อสตีเวนส์ ทูตอเมริกาประจำลิเบียถูกฆ่า สื่อก็ตามคุ้ย… ตกลงใครฆ่าทูต
    สตีเวนส์ ….เขาว่าซีไอเอ ฆ่าปิดปากทูตประเทศตัวเอง หรือเพราะทูตรู้เรื่องการขนอาวุธไปให้กบฏซีเรีย ไม่ใช่แค่รู้นะ เป็นคนประสานงานด้วยแน่ะ … กระทรวงต่างประเทศอเมริกาบอก ไม่ช่าย….. ทูตถูกพวกกบฏลิเบียแตกคอกฆ่าตายต่างหากน่า ….กบฏแตกคอกบ้าบอที่ไหน ก็อเมริกาจ้างมาทั้งนั้น….
    ในที่สุดรัฐสภาของอเมริกา แบกหน้าต่อไปไม่ไหว จึงให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน
    การสอบสวนเป็นไปอย่างอืดอาด เพราะจำเลยคือซีไอเอ และพยานปากสำคัญคือคุณนายหน้าโหดคลินตัน ผู้ซึ่งกำลังจะเป็นว่าที่ประธานาธิบดีแดนเถื่อนคนต่อไป แบบนี้ ผลการสอบคงออกมายาก
    Judicial Watch (JW) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน มีนักกฏหมายเป็นสมาชิกมากมาย ทนไม่ไหว ยื่นคำร้องต่อศาล …ข้าแต่ศาลที่เคารพ ประชาชนขอใช้สิทธิตามกฏหมาย เกี่ยวกับข้อมูลที่ควรเปิดเผยแก่ประชาชนขอรับ เรื่องทูตของเรา ที่ไปถูกฆ่าตายที่เบงกาซี ลิเบีย นี่มันอะไรกันแน่ขอรับ….
    แม้คดียังไม่เสร็จสิ้น แต่จากคำร้องของ JW ทำให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานของอเมริกา เปิดเผยข้อมูลหลายรายการ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณที่ลิเบียออกมา ให้ประชาชนรู้ และข้อมูลรายการหนึ่ง แม้จะอยู่ในเรื่องลิเบีย แต่ก็เกี่ยวโยงมาถึงซีเรีย และน่าจะทำให้เรา “เห็น” ไส้เน่าของอเมริกา เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ซีเรีย (รวมถึงที่ลิเบีย และอื่นๆ ถ้าเราต่อภาพเป็น)
    เอกสารของ US Defense Intelligence Agency (DIA) เป็นหนึ่งในเอกสารมากมายที่ JW ได้มาจากคำสั่งศาล
    มีรายงานความเห็นในของ DIA เดือนสิงหาคม ค.ศ.2012 สรุปเรื่องในซีเรีย ส่วนที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจว่า
    …กลุ่มซาลาฟี มุสลิมบราเธอร์ฮูด และ AQI เป็นกำลังหลักในการสู้รบของพวกกบฏในซีเรีย
    ….AQI ซึ่งเป็นผู้เริ่มตั้งรัฐอิสลาม Islamic State และสนับสนุนฝ่ายกบฏซีเรียตั้งแต่ต้น แต่ความดังมาแผ่วในช่วงปี 2009 และ 2010 ได้กลับขึ้นมามีชื่อเสียงใหม่จากเหตุการณ์กบฏในซีเรีย ทำให้กลุ่มเคร่งศาสนาและกลุ่มชนเผ่าอื่น หันมาให้ความเห็นใจกับพวกกบฏ ขณะเดียวกัน ฝ่ายตะวันตก(อเมริกากับพวก) กลุ่มประเทศแถบอ่าว(ในตะวันออกกลาง) อิสราเอลและตุรกี เป็นผู้ให้การสนับสนุนกับฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ส่วนรัสเซีย จีน และอิหร่าน ให้การสนับสนุนกับรัฐบาลซีเรีย
    DIA ยังประเมินไว้ด้วยว่า ISI (Islamic State in iraq) จะประกาศตั้งรัฐอิสลาม Islamic State โดยการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ก่อการร้ายต่างๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในซีเรียและอิรัค เพื่อโดดเดี่ยวรัฐบาลอัสสาด ซึ่งผู้สนับสนุนฝ่ายต่อต้านอัสสาด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ส่งผลในการ “ขัดขวาง” การขยายตัวของกลุ่มชีอ่ะ (อิหร่านและอิรัค)
    และในที่สุด ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ในปี ค.ศ.2014 Al Baghdadi ก็ประกาศการรวมตัวกลุ่มผู้ก่อการร้ายต่างๆ และ ตั้งกลุ่มISIS ขึ้นมา และตั้งรัฐอิสลาม .. เป็นไปตามที่ผู้สนับสนุนฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลอัสสาดต้องการ เพื่อเป็นการโดดเดี่ยวรัฐบาลอัสสาด…
    ถ้าเอกสารของ DIA 7 หน้า ดังกล่าว มันยังมองไม่เห็นชัดว่า ใครสร้างใครสนับสนุนไอซิส ลองมาดูสื่ออื่น โดยเฉพาะสื่อของอเมริกาเอง พูดถึงเรื่องไอซิสบ้าง
    New York Times ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเสนาธิการ วางแผนให้ไอซิสบุกอิรัคจนยึดโมซุล เมืองน้ำมันดกได้ ในปี ค.ศ.2014 คือ นายพล อิบราฮิม อัล- ดูริ Ibrahim al-Douri ซึ่งเป็นมือขวาของซัดดัม
    น่าสนใจว่า ในปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกากำลังไล่ล่าซัดดัม นายพล อัล-ดูริ ถูกขึ้นบัญซี เป็นบุคคลที่ต้องถูก(อเมริกา)เก็บหมายเลข 3 แต่ อัล-ดูริ ก็หนีการล่าของอเมริกาได้ ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนดวงดีอย่างร้ายกาจ หรือ ด้วยการขายนายตัวเองให้กับศัตรู
    ในปี ค.ศ.2009 เมื่ออิรัคเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาใหม่ นายพลเดวิด เพทรุส David Petraeus ในฐานะผู้บัญชาการใหญ่ของอเมริกา ให้สัมภาษณ์ว่า อัล-ดูริอยู่ในซีเรีย แต่รัฐบาลอิรัคบอกว่า อัล-ดูริ อยู่ในการ์ตา อยู่แต่ละที่ น่าสนใจทั้งนั้น แต่ก็แปลก อเมริกาก็รู้ว่าอยู่ที่ไหน ทำไมไม่ไปจับมาจัดการล่ะครับ ก็ยังอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องการตัวนี่ ….ตกลงมันเป็นเรื่อง บ้อท่า หรือกากี่นั้ง
    ปี ค.ศ.2009 อัล-ดูริ ยังไม่ถูกจับ ไม่รู้เพราะอะไรกันแน่ แต่ปี ค.ศ.2014 อัล-ดูริ กลายเป็นผู้นำกองกำลังไอซิส ไปสู้กับกองทัพของอิรัค กองทัพอิรัคสู้ไปถอยไป แล้วไอซิสก็ยึดเมืองโมซุล พร้อมอาวุธของอเมริกันมาจนหมดเกลี้ยง อเมริกาที่ว่าแน่ๆ ไล่บี้ไล่ล่า กัดดาฟี ซัดดัมจนเหลือแต่ชื่อ แต่ อัล-ดูริ คนเดียวอเมริกาจับไม่ได้ แถมปล่อยให้อัล-ดูริ ยึดโมซุลไปหน้าตาเฉย หลังจากนั้น อเมริกาแก้เก้อ เรียกพรรคพวกรวมพลเป็นกองบินร่วม ไปไล่ถล่มไอซิสที่อิรัค เพราะไอซิสแสดงโชว์ฆ่าตัดคอ บ่อย(น้อย)ไปหน่อย บทแบบนี้ ผมว่าคงต้องเปลี่ยนแล้วนะท่านใบตองแห้ง อายแทนว่ะ ไหนๆจะต้มกันแล้ว เอาน้ำซุปยี่ห้อดีกว่านี้ได้ไหม
    ที่ทุเรศเหลือเชื่อ 2 อาทิตย์ผ่านไป หลังจากอเมริกาถูกไอซิสปาดหน้า ยึดเอาโมซุล และอาวุธกองพะเนิน รวมทั้งรถราสารพัด ที่อเมริกาขนเอามาให้กองทัพอิรัคไปได้ แต่อเมริกาก็ทำตัวเหมือนทองเก๊ โดนไฟแรงขนาดไหนก็ไม่ร้อน นอกจากออกมาพูดว่า เรามีความเป็นห่วงในสถานการณ์ที่อิรัค และเราจะส่งกองกำลัง 275 นาย เข้าไปดูแลชาวอเมริกันในอิรัค เยี่ยมเลยครับลูกพี่ ทองเก๊จริงๆ
    สวัสดีครับ
    คนเล่านิทาน
    29 พ.ย. 2558
    แผนจัญไร ตอนที่ 5 นิทานเรื่องจริง เรื่อง “แผนจัญไร” ตอน 5 หลังจากอเมริกาใช้ซีไอเอ ไปปฏิบัติการที่ลิเบีย จนเก็บกัดดาฟีและอาวุธกัดดาฟีไปหมด เรื่องควรจะเงียบ ปิดปากกันให้หมด และชาวบ้านอย่างผม ก็คงจะไม่มีโอกาสเอาเรื่องมาปูดต่อได้ แต่ดันมีคนระดับทูตของอเมริกาถูกฆ่าตายเกี่ยวเนื่องกับปฏิบัติการนี้ แล้วจะปิดปากกันหมดยังไงไหว เมื่อสตีเวนส์ ทูตอเมริกาประจำลิเบียถูกฆ่า สื่อก็ตามคุ้ย… ตกลงใครฆ่าทูต สตีเวนส์ ….เขาว่าซีไอเอ ฆ่าปิดปากทูตประเทศตัวเอง หรือเพราะทูตรู้เรื่องการขนอาวุธไปให้กบฏซีเรีย ไม่ใช่แค่รู้นะ เป็นคนประสานงานด้วยแน่ะ … กระทรวงต่างประเทศอเมริกาบอก ไม่ช่าย….. ทูตถูกพวกกบฏลิเบียแตกคอกฆ่าตายต่างหากน่า ….กบฏแตกคอกบ้าบอที่ไหน ก็อเมริกาจ้างมาทั้งนั้น…. ในที่สุดรัฐสภาของอเมริกา แบกหน้าต่อไปไม่ไหว จึงให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวนเป็นไปอย่างอืดอาด เพราะจำเลยคือซีไอเอ และพยานปากสำคัญคือคุณนายหน้าโหดคลินตัน ผู้ซึ่งกำลังจะเป็นว่าที่ประธานาธิบดีแดนเถื่อนคนต่อไป แบบนี้ ผลการสอบคงออกมายาก Judicial Watch (JW) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน มีนักกฏหมายเป็นสมาชิกมากมาย ทนไม่ไหว ยื่นคำร้องต่อศาล …ข้าแต่ศาลที่เคารพ ประชาชนขอใช้สิทธิตามกฏหมาย เกี่ยวกับข้อมูลที่ควรเปิดเผยแก่ประชาชนขอรับ เรื่องทูตของเรา ที่ไปถูกฆ่าตายที่เบงกาซี ลิเบีย นี่มันอะไรกันแน่ขอรับ…. แม้คดียังไม่เสร็จสิ้น แต่จากคำร้องของ JW ทำให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานของอเมริกา เปิดเผยข้อมูลหลายรายการ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณที่ลิเบียออกมา ให้ประชาชนรู้ และข้อมูลรายการหนึ่ง แม้จะอยู่ในเรื่องลิเบีย แต่ก็เกี่ยวโยงมาถึงซีเรีย และน่าจะทำให้เรา “เห็น” ไส้เน่าของอเมริกา เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ซีเรีย (รวมถึงที่ลิเบีย และอื่นๆ ถ้าเราต่อภาพเป็น) เอกสารของ US Defense Intelligence Agency (DIA) เป็นหนึ่งในเอกสารมากมายที่ JW ได้มาจากคำสั่งศาล มีรายงานความเห็นในของ DIA เดือนสิงหาคม ค.ศ.2012 สรุปเรื่องในซีเรีย ส่วนที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจว่า …กลุ่มซาลาฟี มุสลิมบราเธอร์ฮูด และ AQI เป็นกำลังหลักในการสู้รบของพวกกบฏในซีเรีย ….AQI ซึ่งเป็นผู้เริ่มตั้งรัฐอิสลาม Islamic State และสนับสนุนฝ่ายกบฏซีเรียตั้งแต่ต้น แต่ความดังมาแผ่วในช่วงปี 2009 และ 2010 ได้กลับขึ้นมามีชื่อเสียงใหม่จากเหตุการณ์กบฏในซีเรีย ทำให้กลุ่มเคร่งศาสนาและกลุ่มชนเผ่าอื่น หันมาให้ความเห็นใจกับพวกกบฏ ขณะเดียวกัน ฝ่ายตะวันตก(อเมริกากับพวก) กลุ่มประเทศแถบอ่าว(ในตะวันออกกลาง) อิสราเอลและตุรกี เป็นผู้ให้การสนับสนุนกับฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ส่วนรัสเซีย จีน และอิหร่าน ให้การสนับสนุนกับรัฐบาลซีเรีย DIA ยังประเมินไว้ด้วยว่า ISI (Islamic State in iraq) จะประกาศตั้งรัฐอิสลาม Islamic State โดยการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ก่อการร้ายต่างๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในซีเรียและอิรัค เพื่อโดดเดี่ยวรัฐบาลอัสสาด ซึ่งผู้สนับสนุนฝ่ายต่อต้านอัสสาด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ส่งผลในการ “ขัดขวาง” การขยายตัวของกลุ่มชีอ่ะ (อิหร่านและอิรัค) และในที่สุด ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ในปี ค.ศ.2014 Al Baghdadi ก็ประกาศการรวมตัวกลุ่มผู้ก่อการร้ายต่างๆ และ ตั้งกลุ่มISIS ขึ้นมา และตั้งรัฐอิสลาม .. เป็นไปตามที่ผู้สนับสนุนฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลอัสสาดต้องการ เพื่อเป็นการโดดเดี่ยวรัฐบาลอัสสาด… ถ้าเอกสารของ DIA 7 หน้า ดังกล่าว มันยังมองไม่เห็นชัดว่า ใครสร้างใครสนับสนุนไอซิส ลองมาดูสื่ออื่น โดยเฉพาะสื่อของอเมริกาเอง พูดถึงเรื่องไอซิสบ้าง New York Times ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเสนาธิการ วางแผนให้ไอซิสบุกอิรัคจนยึดโมซุล เมืองน้ำมันดกได้ ในปี ค.ศ.2014 คือ นายพล อิบราฮิม อัล- ดูริ Ibrahim al-Douri ซึ่งเป็นมือขวาของซัดดัม น่าสนใจว่า ในปี ค.ศ.2003 เมื่ออเมริกากำลังไล่ล่าซัดดัม นายพล อัล-ดูริ ถูกขึ้นบัญซี เป็นบุคคลที่ต้องถูก(อเมริกา)เก็บหมายเลข 3 แต่ อัล-ดูริ ก็หนีการล่าของอเมริกาได้ ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนดวงดีอย่างร้ายกาจ หรือ ด้วยการขายนายตัวเองให้กับศัตรู ในปี ค.ศ.2009 เมื่ออิรัคเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาใหม่ นายพลเดวิด เพทรุส David Petraeus ในฐานะผู้บัญชาการใหญ่ของอเมริกา ให้สัมภาษณ์ว่า อัล-ดูริอยู่ในซีเรีย แต่รัฐบาลอิรัคบอกว่า อัล-ดูริ อยู่ในการ์ตา อยู่แต่ละที่ น่าสนใจทั้งนั้น แต่ก็แปลก อเมริกาก็รู้ว่าอยู่ที่ไหน ทำไมไม่ไปจับมาจัดการล่ะครับ ก็ยังอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องการตัวนี่ ….ตกลงมันเป็นเรื่อง บ้อท่า หรือกากี่นั้ง ปี ค.ศ.2009 อัล-ดูริ ยังไม่ถูกจับ ไม่รู้เพราะอะไรกันแน่ แต่ปี ค.ศ.2014 อัล-ดูริ กลายเป็นผู้นำกองกำลังไอซิส ไปสู้กับกองทัพของอิรัค กองทัพอิรัคสู้ไปถอยไป แล้วไอซิสก็ยึดเมืองโมซุล พร้อมอาวุธของอเมริกันมาจนหมดเกลี้ยง อเมริกาที่ว่าแน่ๆ ไล่บี้ไล่ล่า กัดดาฟี ซัดดัมจนเหลือแต่ชื่อ แต่ อัล-ดูริ คนเดียวอเมริกาจับไม่ได้ แถมปล่อยให้อัล-ดูริ ยึดโมซุลไปหน้าตาเฉย หลังจากนั้น อเมริกาแก้เก้อ เรียกพรรคพวกรวมพลเป็นกองบินร่วม ไปไล่ถล่มไอซิสที่อิรัค เพราะไอซิสแสดงโชว์ฆ่าตัดคอ บ่อย(น้อย)ไปหน่อย บทแบบนี้ ผมว่าคงต้องเปลี่ยนแล้วนะท่านใบตองแห้ง อายแทนว่ะ ไหนๆจะต้มกันแล้ว เอาน้ำซุปยี่ห้อดีกว่านี้ได้ไหม ที่ทุเรศเหลือเชื่อ 2 อาทิตย์ผ่านไป หลังจากอเมริกาถูกไอซิสปาดหน้า ยึดเอาโมซุล และอาวุธกองพะเนิน รวมทั้งรถราสารพัด ที่อเมริกาขนเอามาให้กองทัพอิรัคไปได้ แต่อเมริกาก็ทำตัวเหมือนทองเก๊ โดนไฟแรงขนาดไหนก็ไม่ร้อน นอกจากออกมาพูดว่า เรามีความเป็นห่วงในสถานการณ์ที่อิรัค และเราจะส่งกองกำลัง 275 นาย เข้าไปดูแลชาวอเมริกันในอิรัค เยี่ยมเลยครับลูกพี่ ทองเก๊จริงๆ สวัสดีครับ คนเล่านิทาน 29 พ.ย. 2558
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 109 มุมมอง 0 รีวิว
  • IMC Ambassador for Thailand
    1.1.2026

    รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น IMC Ambassador ประจำประเทศไทยครับ

    ผมมีความมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์ด้านการวางกลยุทธ์และการพัฒนาผู้นำ มาใช้ในการยกระดับมาตรฐานการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ในประเทศไทย เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

    https://lnkd.in/gm2PeRHQ

    #InternationalMentoringCenter #MentoringForAll #Thailand #Leadership #DrWasitPrombutr #IMC

    Distinguished Prof.Dr.Wasit Prombutr ศาสตราจารย์พิศิษฐ์ ดร.วสิษฐ์ พรหมบุตร • YouYouFounder&CEO of “DECHRIT GROUP”, Leading expert in Management Development Consulting, Mentoring & Coaching for shaping future leaders.Founder&CEO of “DECHRIT GROUP”, Leading expert in Management Development Consulting, Mentoring & Coaching for shaping future leaders.32m • Edited • 32 minutes ago • Edited • Visible to anyone on or off LinkedIn
    Thank you, International Mentoring Center (IMC), for trusting me with the role of IMC Ambassador for Thailand. It is a privilege to join this global movement.

    I am committed to leveraging my experience in organizational transformation and executive coaching to strengthen the mentoring ecosystem here. Together, we will build mentors who can bridge strategy with real-world execution to create sustainable impact.

    International Mentoring Center
    2,970 followers2,970 followers3h • 3 hours ago • Visible to anyone on or off LinkedIn

    We are proud to welcome Distinguished Prof.Dr.Wasit Prombutr ศาสตราจารย์พิศิษฐ์ ดร.วสิษฐ์ พรหมบุตร as the IMC Ambassador for #Thailand.

    A global leader in organizational transformation, Dr. Wasit brings over 30 years of executive leadership experience, having worked with 500+ organizations and 10,000+ leaders across 21 industries worldwide.

    Founder & CEO of 10X Consulting and Life Alignmentor, his expertise spans OKRs, KPIs, Balanced Scorecard, Agile/SCRUM and executive coaching, where strategy meets real-world execution.

    A Distinguished Professor, Forbes Coaches Council member and HBR Advisory Council contributor, Dr. Wasit is known for turning complex visions into measurable results.

    As an IMC Ambassador, he brings a strategy-driven, execution-focused mindset and a strong commitment to developing leaders and hashtag
    #mentors who can scale impact with clarity and purpose.

    International Mentoring Center

    #mentoringforall #mentormindset #internationalmentoringcenter

    (Organizational Transformation, Executive Coaching, Leadership Development, Strategic Management, OKRs and KPIs, Business Excellence, Global Leadership, Mentorship and Coaching, Thailand, Mentor)

    IMC Ambassador for Thailand 1.1.2026 รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น IMC Ambassador ประจำประเทศไทยครับ ผมมีความมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์ด้านการวางกลยุทธ์และการพัฒนาผู้นำ มาใช้ในการยกระดับมาตรฐานการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ในประเทศไทย เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไปด้วยกัน https://lnkd.in/gm2PeRHQ #InternationalMentoringCenter #MentoringForAll #Thailand #Leadership #DrWasitPrombutr #IMC Distinguished Prof.Dr.Wasit Prombutr ศาสตราจารย์พิศิษฐ์ ดร.วสิษฐ์ พรหมบุตร • YouYouFounder&CEO of “DECHRIT GROUP”, Leading expert in Management Development Consulting, Mentoring & Coaching for shaping future leaders.Founder&CEO of “DECHRIT GROUP”, Leading expert in Management Development Consulting, Mentoring & Coaching for shaping future leaders.32m • Edited • 32 minutes ago • Edited • Visible to anyone on or off LinkedIn Thank you, International Mentoring Center (IMC), for trusting me with the role of IMC Ambassador for Thailand. It is a privilege to join this global movement. I am committed to leveraging my experience in organizational transformation and executive coaching to strengthen the mentoring ecosystem here. Together, we will build mentors who can bridge strategy with real-world execution to create sustainable impact. International Mentoring Center 2,970 followers2,970 followers3h • 3 hours ago • Visible to anyone on or off LinkedIn We are proud to welcome Distinguished Prof.Dr.Wasit Prombutr ศาสตราจารย์พิศิษฐ์ ดร.วสิษฐ์ พรหมบุตร as the IMC Ambassador for #Thailand. A global leader in organizational transformation, Dr. Wasit brings over 30 years of executive leadership experience, having worked with 500+ organizations and 10,000+ leaders across 21 industries worldwide. Founder & CEO of 10X Consulting and Life Alignmentor, his expertise spans OKRs, KPIs, Balanced Scorecard, Agile/SCRUM and executive coaching, where strategy meets real-world execution. A Distinguished Professor, Forbes Coaches Council member and HBR Advisory Council contributor, Dr. Wasit is known for turning complex visions into measurable results. As an IMC Ambassador, he brings a strategy-driven, execution-focused mindset and a strong commitment to developing leaders and hashtag #mentors who can scale impact with clarity and purpose. International Mentoring Center #mentoringforall #mentormindset #internationalmentoringcenter (Organizational Transformation, Executive Coaching, Leadership Development, Strategic Management, OKRs and KPIs, Business Excellence, Global Leadership, Mentorship and Coaching, Thailand, Mentor)
    Love
    1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 111 มุมมอง 0 รีวิว
  • Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market: Part 2
    Date: 2 January 2026

    Detailed Strategy
    1) The Strategic Problem: Monopoly-by-Area in a System Becoming Competitive
    Thailand’s distribution structure is a classic case of “monopoly by territory.” While distribution wires often remain a natural monopoly, the **sale of electricity and energy services** is no longer inherently monopolistic. Technology has changed the cost curve: rooftop solar, behind-the-meter storage, smart inverters, EV charging, and energy management software increasingly enable customers to optimize consumption and even provide grid services. In this environment, geographic retail monopoly can become a barrier to innovation, a brake on clean energy procurement, and a source of persistent inefficiency.
    The central policy objective, therefore, should not be “breaking up the wires.” It should be **opening access to the wires** while ensuring reliability, fair cost allocation, and universal service. The question is how to accomplish this without destabilizing MEA/PEA finances, undermining cross-subsidies that protect vulnerable users, or introducing regulatory arbitrage.

    To be continued————————————————————————————————————————————-
    #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    Strategic Roadmap for Liberalizing Thailand’s Electricity Distribution Market: Part 2 Date: 2 January 2026 Detailed Strategy 1) The Strategic Problem: Monopoly-by-Area in a System Becoming Competitive Thailand’s distribution structure is a classic case of “monopoly by territory.” While distribution wires often remain a natural monopoly, the **sale of electricity and energy services** is no longer inherently monopolistic. Technology has changed the cost curve: rooftop solar, behind-the-meter storage, smart inverters, EV charging, and energy management software increasingly enable customers to optimize consumption and even provide grid services. In this environment, geographic retail monopoly can become a barrier to innovation, a brake on clean energy procurement, and a source of persistent inefficiency. The central policy objective, therefore, should not be “breaking up the wires.” It should be **opening access to the wires** while ensuring reliability, fair cost allocation, and universal service. The question is how to accomplish this without destabilizing MEA/PEA finances, undermining cross-subsidies that protect vulnerable users, or introducing regulatory arbitrage. To be continued————————————————————————————————————————————- #DistributionMarketReform #Thaitimes #ManagerOnline #News1
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 114 มุมมอง 0 รีวิว
  • Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand : Part 3
    Date : 2 January 2026

    Comparative Synthesis: Continuity vs. Disruption
    When we compare these two models, the divergence becomes clear in three key areas:
    The Time Horizon of Policy
    Singapore’s PAP enjoys the luxury of time. They can implement unpopular policies (such as raising the GST) knowing they have the political capital to survive the fallout, provided the long-term math works out.
    Thailand’s parties, constantly under the threat of judicial intervention or military coups, operate with a **Time Horizon of Survival**. Policies must yield immediate visual results. This prevents the implementation of painful but necessary structural reforms (such as education overhaul or tax base expansion) that are required for Thailand to reach high-income status.

    To be continued———————————————————————————————————————————-
    Divergent Paths to Modernity: A Comparative Analysis of Party-Led Development in Singapore and Thailand : Part 3 Date : 2 January 2026 Comparative Synthesis: Continuity vs. Disruption When we compare these two models, the divergence becomes clear in three key areas: The Time Horizon of Policy Singapore’s PAP enjoys the luxury of time. They can implement unpopular policies (such as raising the GST) knowing they have the political capital to survive the fallout, provided the long-term math works out. Thailand’s parties, constantly under the threat of judicial intervention or military coups, operate with a **Time Horizon of Survival**. Policies must yield immediate visual results. This prevents the implementation of painful but necessary structural reforms (such as education overhaul or tax base expansion) that are required for Thailand to reach high-income status. To be continued———————————————————————————————————————————-
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 89 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts