• ปิดปาก “การสื่อสารของแบคทีเรียในปาก” อาจช่วยป้องกันฟันผุได้จริง

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธี “ปิดเสียง” การคุยกันของแบคทีเรียในปาก
    งานวิจัยใหม่จากทีมมหาวิทยาลัย Minnesota เผยว่าแบคทีเรียในปากของเรามีระบบสื่อสารกันเองผ่านสารเคมีที่เรียกว่า quorum sensing ซึ่งเป็นเหมือน “ภาษาลับ” ที่ใช้บอกกันว่าเมื่อไหร่ควรเติบโต แพร่กระจาย หรือสร้างคราบพลัค นักวิจัยพบว่า หากเราสามารถ “ปิดสัญญาณ” นี้ได้ ก็อาจควบคุมให้ชุมชนแบคทีเรียในปากกลับไปอยู่ในสภาวะที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงฟันผุและโรคเหงือกได้อย่างมีนัยสำคัญ

    การทดลองเผยว่า การปิดสัญญาณช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคได้
    ทีมวิจัยทดลองกับชุมชนแบคทีเรียที่เลี้ยงในห้องแล็บ พบว่าเมื่อใช้เอนไซม์ไปยับยั้งโมเลกุล AHLs ซึ่งเป็นตัวกลางสื่อสารของแบคทีเรียบางชนิด ผลลัพธ์คือแบคทีเรียที่เป็นมิตร เช่น Streptococcus และ Actinomyces เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่แบคทีเรียกลุ่ม “red complex” อย่าง Porphyromonas gingivalis ซึ่งเป็นตัวการโรคเหงือก กลับลดจำนวนลงอย่างชัดเจน

    เหนือเหงือก–ใต้เหงือก: แบคทีเรียตอบสนองต่างกัน
    สิ่งที่น่าสนใจคือ การปิดสัญญาณ AHL ส่งผลต่างกันในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน แบคทีเรียที่อยู่ในคราบพลัคแบบ biofilm (ซึ่งมักอยู่ในซอกฟันและใต้เหงือก) มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มากกว่าแบคทีเรียที่ลอยอิสระในน้ำลาย นอกจากนี้ แม้แบคทีเรียในสภาพไร้ออกซิเจนจะไม่สร้าง AHL เอง แต่ก็ยัง “ได้ยิน” สัญญาณจากที่อื่นได้ แสดงว่าระบบสื่อสารนี้ซับซ้อนกว่าที่เคยคิด

    ความหวังใหม่ในการป้องกันโรคเหงือกและฟันผุ
    แม้งานวิจัยยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่ได้ทดลองในช่องปากจริง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการควบคุมการสื่อสารของแบคทีเรียอาจเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยรักษาสมดุลจุลชีพในปากได้ โดยไม่ต้องฆ่าแบคทีเรียทั้งหมดเหมือนน้ำยาบ้วนปากทั่วไป ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเหงือก ฟันผุ และอาจมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจ สมอง และสุขภาพโดยรวมด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    แบคทีเรียในปากสื่อสารกันผ่านระบบ quorum sensing
    การยับยั้งโมเลกุล AHLs ช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคและเพิ่มแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพ
    แบคทีเรียในสภาพมีออกซิเจน–ไร้ออกซิเจนตอบสนองต่างกันต่อการปิดสัญญาณ
    แนวทางนี้อาจช่วยป้องกันฟันผุและโรคเหงือกในอนาคตได้

    คำเตือนหรือข้อควรระวัง
    งานวิจัยยังเป็นการทดลองในห้องแล็บ ยังไม่ยืนยันผลในช่องปากจริง
    การปรับสมดุลจุลชีพต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การกำจัดแบคทีเรียทั้งหมด
    การตีความเกินจริงว่าเป็น “วิธีรักษาฟันผุแบบใหม่” อาจทำให้เข้าใจผิด
    ปัจจัยสุขภาพอื่น เช่น การแปรงฟัน อาหาร และน้ำตาล ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

    https://www.sciencealert.com/silencing-bacterial-chatter-in-your-mouth-may-help-prevent-tooth-decay
    🦷🔇 ปิดปาก “การสื่อสารของแบคทีเรียในปาก” อาจช่วยป้องกันฟันผุได้จริง 🧬 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธี “ปิดเสียง” การคุยกันของแบคทีเรียในปาก งานวิจัยใหม่จากทีมมหาวิทยาลัย Minnesota เผยว่าแบคทีเรียในปากของเรามีระบบสื่อสารกันเองผ่านสารเคมีที่เรียกว่า quorum sensing ซึ่งเป็นเหมือน “ภาษาลับ” ที่ใช้บอกกันว่าเมื่อไหร่ควรเติบโต แพร่กระจาย หรือสร้างคราบพลัค นักวิจัยพบว่า หากเราสามารถ “ปิดสัญญาณ” นี้ได้ ก็อาจควบคุมให้ชุมชนแบคทีเรียในปากกลับไปอยู่ในสภาวะที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงฟันผุและโรคเหงือกได้อย่างมีนัยสำคัญ 🦠 การทดลองเผยว่า การปิดสัญญาณช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคได้ ทีมวิจัยทดลองกับชุมชนแบคทีเรียที่เลี้ยงในห้องแล็บ พบว่าเมื่อใช้เอนไซม์ไปยับยั้งโมเลกุล AHLs ซึ่งเป็นตัวกลางสื่อสารของแบคทีเรียบางชนิด ผลลัพธ์คือแบคทีเรียที่เป็นมิตร เช่น Streptococcus และ Actinomyces เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ขณะที่แบคทีเรียกลุ่ม “red complex” อย่าง Porphyromonas gingivalis ซึ่งเป็นตัวการโรคเหงือก กลับลดจำนวนลงอย่างชัดเจน 🌫️ เหนือเหงือก–ใต้เหงือก: แบคทีเรียตอบสนองต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ การปิดสัญญาณ AHL ส่งผลต่างกันในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน แบคทีเรียที่อยู่ในคราบพลัคแบบ biofilm (ซึ่งมักอยู่ในซอกฟันและใต้เหงือก) มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงนี้มากกว่าแบคทีเรียที่ลอยอิสระในน้ำลาย นอกจากนี้ แม้แบคทีเรียในสภาพไร้ออกซิเจนจะไม่สร้าง AHL เอง แต่ก็ยัง “ได้ยิน” สัญญาณจากที่อื่นได้ แสดงว่าระบบสื่อสารนี้ซับซ้อนกว่าที่เคยคิด 🧠 ความหวังใหม่ในการป้องกันโรคเหงือกและฟันผุ แม้งานวิจัยยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่ได้ทดลองในช่องปากจริง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการควบคุมการสื่อสารของแบคทีเรียอาจเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยรักษาสมดุลจุลชีพในปากได้ โดยไม่ต้องฆ่าแบคทีเรียทั้งหมดเหมือนน้ำยาบ้วนปากทั่วไป ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเหงือก ฟันผุ และอาจมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจ สมอง และสุขภาพโดยรวมด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ แบคทีเรียในปากสื่อสารกันผ่านระบบ quorum sensing ➡️ การยับยั้งโมเลกุล AHLs ช่วยลดแบคทีเรียก่อโรคและเพิ่มแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพ ➡️ แบคทีเรียในสภาพมีออกซิเจน–ไร้ออกซิเจนตอบสนองต่างกันต่อการปิดสัญญาณ ➡️ แนวทางนี้อาจช่วยป้องกันฟันผุและโรคเหงือกในอนาคตได้ ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวัง ⛔ งานวิจัยยังเป็นการทดลองในห้องแล็บ ยังไม่ยืนยันผลในช่องปากจริง ⛔ การปรับสมดุลจุลชีพต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การกำจัดแบคทีเรียทั้งหมด ⛔ การตีความเกินจริงว่าเป็น “วิธีรักษาฟันผุแบบใหม่” อาจทำให้เข้าใจผิด ⛔ ปัจจัยสุขภาพอื่น เช่น การแปรงฟัน อาหาร และน้ำตาล ยังเป็นตัวแปรสำคัญ https://www.sciencealert.com/silencing-bacterial-chatter-in-your-mouth-may-help-prevent-tooth-decay
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Silencing Bacterial 'Chatter' in Your Mouth May Help Prevent Tooth Decay
    New research shows that 'hacking' the communication channels between microbes in the mouth could boost levels of beneficial bacteria – a strategy that could potentially reduce the risk of tooth decay and improve oral hygiene.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 11 มุมมอง 0 รีวิว
  • ฉลามสีทองหายากโผล่กลางทะเลแคริบเบียน — นักวิทยาศาสตร์พบภาวะพันธุกรรมสุดแปลก

    นักตกปลานอกชายฝั่งคอสตาริกาได้พบฉลามพยาบาล (nurse shark) ที่มีสีส้ม–เหลืองสดราวกับผลมะม่วงสุก แตกต่างจากสี “น้ำตาลคุกกี้โดว์” ที่ควรจะเป็น ภาพถ่ายถูกเผยแพร่บนโซเชียลและสร้างความฮือฮาอย่างมาก เพราะสีที่เห็นนั้นผิดธรรมชาติอย่างชัดเจน แถมดวงตายังเป็นสีขาวล้วน ไม่มีม่านตาดำ ทำให้รูปลักษณ์ของมันยิ่งโดดเด่นและแปลกประหลาด

    วินิจฉัยแล้ว: ฉลามตัวนี้มี “สองภาวะกลายพันธุ์พร้อมกัน”
    ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยในบราซิลตรวจสอบข้อมูลและภาพถ่าย ก่อนสรุปว่า ฉลามตัวนี้มีภาวะ albino‑xanthochromism ซึ่งเป็นการเกิด อัลบิไนซึม (ขาดเม็ดสีดำ) ร่วมกับ แซนโทโครมิสซึม (มีเม็ดสีเหลืองมากผิดปกติ) พร้อมกันในตัวเดียว ภาวะนี้พบได้ยากมากในธรรมชาติ โดยเฉพาะในสัตว์ทะเล

    แม้จะโดดเด่น แต่ฉลามตัวนี้ “อยู่รอดจนโตเต็มวัย”
    สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจคือ ฉลามสีทองตัวนี้มีความยาวถึง 2 เมตร ซึ่งบ่งบอกว่ามันโตเต็มวัยแล้ว ทั้งที่สีสันสดใสแบบนี้ควรทำให้มันตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น การที่มันรอดมาได้แสดงว่าอาจมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรมที่ช่วยให้มันเอาตัวรอดได้ดี

    เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือแค่ความบังเอิญ?
    นักวิจัยตั้งคำถามว่า การพบภาวะกลายพันธุ์แบบนี้อาจสะท้อนถึง
    ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มากกว่าที่คิด
    ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ
    หรืออาจเป็นเพียงเหตุการณ์หายากที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

    พวกเขาเสนอให้มีการติดตามเพิ่มเติมเพื่อดูว่ามีฉลามลักษณะนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ในอนาคต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    พบฉลามพยาบาลสีทอง–ส้มสดใสใกล้คอสตาริกา
    วินิจฉัยว่าเป็นภาวะ albino‑xanthochromism (อัลบิไนซึม + แซนโทโครมิสซึม)
    ฉลามมีความยาว 2 เมตร แสดงว่าโตเต็มวัยและอยู่รอดได้ดี
    ภาวะนี้เคยพบในสัตว์ทะเลอื่น แต่ไม่เคยพบในฉลามพยาบาลมาก่อน

    คำเตือนหรือข้อควรระวัง
    สีสันผิดปกติอาจทำให้สัตว์เสี่ยงต่อการถูกล่าในธรรมชาติ
    การกลายพันธุ์อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น
    การสรุปว่าเป็น “แนวโน้มทางพันธุกรรมใหม่” ต้องการข้อมูลเพิ่ม

    https://www.sciencealert.com/unique-golden-shark-caught-off-central-america-diagnosed-with-rare-condition
    🦈✨ ฉลามสีทองหายากโผล่กลางทะเลแคริบเบียน — นักวิทยาศาสตร์พบภาวะพันธุกรรมสุดแปลก นักตกปลานอกชายฝั่งคอสตาริกาได้พบฉลามพยาบาล (nurse shark) ที่มีสีส้ม–เหลืองสดราวกับผลมะม่วงสุก แตกต่างจากสี “น้ำตาลคุกกี้โดว์” ที่ควรจะเป็น ภาพถ่ายถูกเผยแพร่บนโซเชียลและสร้างความฮือฮาอย่างมาก เพราะสีที่เห็นนั้นผิดธรรมชาติอย่างชัดเจน แถมดวงตายังเป็นสีขาวล้วน ไม่มีม่านตาดำ ทำให้รูปลักษณ์ของมันยิ่งโดดเด่นและแปลกประหลาด 🧬 วินิจฉัยแล้ว: ฉลามตัวนี้มี “สองภาวะกลายพันธุ์พร้อมกัน” ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยในบราซิลตรวจสอบข้อมูลและภาพถ่าย ก่อนสรุปว่า ฉลามตัวนี้มีภาวะ albino‑xanthochromism ซึ่งเป็นการเกิด อัลบิไนซึม (ขาดเม็ดสีดำ) ร่วมกับ แซนโทโครมิสซึม (มีเม็ดสีเหลืองมากผิดปกติ) พร้อมกันในตัวเดียว ภาวะนี้พบได้ยากมากในธรรมชาติ โดยเฉพาะในสัตว์ทะเล 🌊 แม้จะโดดเด่น แต่ฉลามตัวนี้ “อยู่รอดจนโตเต็มวัย” สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจคือ ฉลามสีทองตัวนี้มีความยาวถึง 2 เมตร ซึ่งบ่งบอกว่ามันโตเต็มวัยแล้ว ทั้งที่สีสันสดใสแบบนี้ควรทำให้มันตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น การที่มันรอดมาได้แสดงว่าอาจมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรมที่ช่วยให้มันเอาตัวรอดได้ดี 🔍 เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือแค่ความบังเอิญ? นักวิจัยตั้งคำถามว่า การพบภาวะกลายพันธุ์แบบนี้อาจสะท้อนถึง 💠 ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มากกว่าที่คิด 💠 ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ 💠 หรืออาจเป็นเพียงเหตุการณ์หายากที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ พวกเขาเสนอให้มีการติดตามเพิ่มเติมเพื่อดูว่ามีฉลามลักษณะนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ในอนาคต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ พบฉลามพยาบาลสีทอง–ส้มสดใสใกล้คอสตาริกา ➡️ วินิจฉัยว่าเป็นภาวะ albino‑xanthochromism (อัลบิไนซึม + แซนโทโครมิสซึม) ➡️ ฉลามมีความยาว 2 เมตร แสดงว่าโตเต็มวัยและอยู่รอดได้ดี ➡️ ภาวะนี้เคยพบในสัตว์ทะเลอื่น แต่ไม่เคยพบในฉลามพยาบาลมาก่อน ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวัง ⛔ สีสันผิดปกติอาจทำให้สัตว์เสี่ยงต่อการถูกล่าในธรรมชาติ ⛔ การกลายพันธุ์อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ⛔ การสรุปว่าเป็น “แนวโน้มทางพันธุกรรมใหม่” ต้องการข้อมูลเพิ่ม https://www.sciencealert.com/unique-golden-shark-caught-off-central-america-diagnosed-with-rare-condition
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Unique 'Golden Shark' Caught Off Central America Diagnosed With Rare Condition
    The fearsome silent hunters of the deep – sharks – aren't usually hued like a traffic cone, but now and again, nature goes "Hold my beer." One spectacular example of this is a nurse shark (Ginglymostoma cirratum) caught and released by sports fishers off the coast of Costa Rica in August 2024.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • ชีวิตสุดสาหัสของทหารโรมันบนพรมแดนเหนือ ถูกเปิดเผยจากหลักฐานโบราณคดี

    เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้กำแพงเฮเดรียน
    งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นความจริงอันโหดร้ายของชีวิตทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda ใกล้กำแพงเฮเดรียน ทางตอนเหนือของอังกฤษ ทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยปรสิต ทั้งพยาธิลำไส้ เหา และโรคติดเชื้อจากสุขอนามัยที่ย่ำแย่ แม้จะมีโรงอาบน้ำและระบบน้ำใช้ แต่การปนเปื้อนจากอุจจาระในอาหาร น้ำ และมือของผู้คนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้เกิดการระบาดของโรคเรื้อรังที่บั่นทอนกำลังรบอย่างหนัก

    หลักฐานจาก “ท่อระบายน้ำโบราณ” ที่เล่าเรื่องได้มากกว่าหนังสือประวัติศาสตร์
    นักวิจัยจากเคมบริดจ์และอ็อกซ์ฟอร์ดตรวจสอบตะกอนจากท่อระบายน้ำโบราณกว่า 60 ตัวอย่าง พบไข่พยาธิจำนวนมาก รวมถึงพยาธิตัวกลม พยาธิปากขอ และที่น่าตื่นเต้นคือหลักฐานแรกของ Giardia duodenalis ในบริเตนยุคโรมัน ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงและเรื้อรัง การติดเชื้อเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และขาดน้ำอย่างหนัก จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่

    ชีวิตประจำวันของทหารที่ไม่ได้มีแต่การรบ แต่เต็มไปด้วยโรคภัย
    แม้ป้อมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานโรมัน แต่สภาพแวดล้อมชายแดนที่เปียกชื้นและหนาวเย็นทำให้โรคแพร่กระจายง่าย หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกกว่า 1,700 แผ่นยังระบุว่ามีทหารหลายคนถูกปลดจากเวรเพราะโรคตาแดง (conjunctivitis) ซึ่งเกิดจากนิสัยสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การสัมผัสอุจจาระแล้วขยี้ตา นอกจากนี้ อาหารที่จำกัดและเน้นเนื้อหมูยังทำให้รูปแบบปรสิตคล้ายกับป้อมทหารโรมันในยุโรปเหนือหลายแห่ง

    ภาพลวงตาของ “ความสะอาดแบบโรมัน” ที่ไม่ตรงกับความจริง
    แม้ชาวโรมันจะมีชื่อเสียงเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ล้ำสมัย แต่หลักฐานจาก Vindolanda ชี้ว่าความเป็นจริงในพื้นที่ชายแดนนั้นสกปรกและเต็มไปด้วยโรคมากกว่าที่เราคิด ทหารที่นี่ต้องทนทุกข์กับพยาธิตัวยาวถึง 30 เซนติเมตรในร่างกาย และโรคติดเชื้อที่อาจลุกลามเป็นการระบาดใหญ่ได้ง่าย ชีวิตชายแดนจึงไม่ได้มีแต่การต่อสู้กับศัตรู แต่ยังต้องต่อสู้กับโรคภัยที่มองไม่เห็นอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    ทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda พบการติดเชื้อพยาธิและโรคทางเดินอาหารจำนวนมาก
    ตรวจพบไข่พยาธิหลายชนิด รวมถึงหลักฐานแรกของ Giardia ในบริเตนยุคโรมัน
    สุขอนามัยที่ไม่ดีทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหาร น้ำ และมือของผู้คน
    โรคเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และไม่พร้อมรบ
    หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกเผยว่ามีทหารจำนวนหนึ่งป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

    คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว
    สุขอนามัยที่ไม่ดี—even ในสังคมที่มีระบบน้ำและอาบน้ำ—ยังคงทำให้เกิดโรคระบาดได้
    การปนเปื้อนอุจจาระในอาหารและน้ำเป็นสาเหตุหลักของโรคทางเดินอาหาร
    การตีความว่าชาวโรมัน “สะอาดมาก” อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะหลักฐานจริงชี้ว่าชายแดนเต็มไปด้วยโรค
    โรคติดเชื้อเรื้อรังสามารถทำลายกำลังรบและความสามารถของกองทัพได้อย่างรุนแรง

    https://www.sciencealert.com/horror-of-life-on-roman-frontier-revealed-in-gut-wrenching-study
    🛡️ ชีวิตสุดสาหัสของทหารโรมันบนพรมแดนเหนือ ถูกเปิดเผยจากหลักฐานโบราณคดี 🏺 เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้กำแพงเฮเดรียน งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นความจริงอันโหดร้ายของชีวิตทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda ใกล้กำแพงเฮเดรียน ทางตอนเหนือของอังกฤษ ทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยปรสิต ทั้งพยาธิลำไส้ เหา และโรคติดเชื้อจากสุขอนามัยที่ย่ำแย่ แม้จะมีโรงอาบน้ำและระบบน้ำใช้ แต่การปนเปื้อนจากอุจจาระในอาหาร น้ำ และมือของผู้คนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้เกิดการระบาดของโรคเรื้อรังที่บั่นทอนกำลังรบอย่างหนัก 🧫 หลักฐานจาก “ท่อระบายน้ำโบราณ” ที่เล่าเรื่องได้มากกว่าหนังสือประวัติศาสตร์ นักวิจัยจากเคมบริดจ์และอ็อกซ์ฟอร์ดตรวจสอบตะกอนจากท่อระบายน้ำโบราณกว่า 60 ตัวอย่าง พบไข่พยาธิจำนวนมาก รวมถึงพยาธิตัวกลม พยาธิปากขอ และที่น่าตื่นเต้นคือหลักฐานแรกของ Giardia duodenalis ในบริเตนยุคโรมัน ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงและเรื้อรัง การติดเชื้อเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และขาดน้ำอย่างหนัก จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ 🪖 ชีวิตประจำวันของทหารที่ไม่ได้มีแต่การรบ แต่เต็มไปด้วยโรคภัย แม้ป้อมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานโรมัน แต่สภาพแวดล้อมชายแดนที่เปียกชื้นและหนาวเย็นทำให้โรคแพร่กระจายง่าย หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกกว่า 1,700 แผ่นยังระบุว่ามีทหารหลายคนถูกปลดจากเวรเพราะโรคตาแดง (conjunctivitis) ซึ่งเกิดจากนิสัยสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การสัมผัสอุจจาระแล้วขยี้ตา นอกจากนี้ อาหารที่จำกัดและเน้นเนื้อหมูยังทำให้รูปแบบปรสิตคล้ายกับป้อมทหารโรมันในยุโรปเหนือหลายแห่ง 🧱 ภาพลวงตาของ “ความสะอาดแบบโรมัน” ที่ไม่ตรงกับความจริง แม้ชาวโรมันจะมีชื่อเสียงเรื่องระบบสุขาภิบาลที่ล้ำสมัย แต่หลักฐานจาก Vindolanda ชี้ว่าความเป็นจริงในพื้นที่ชายแดนนั้นสกปรกและเต็มไปด้วยโรคมากกว่าที่เราคิด ทหารที่นี่ต้องทนทุกข์กับพยาธิตัวยาวถึง 30 เซนติเมตรในร่างกาย และโรคติดเชื้อที่อาจลุกลามเป็นการระบาดใหญ่ได้ง่าย ชีวิตชายแดนจึงไม่ได้มีแต่การต่อสู้กับศัตรู แต่ยังต้องต่อสู้กับโรคภัยที่มองไม่เห็นอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ ทหารโรมันที่ป้อม Vindolanda พบการติดเชื้อพยาธิและโรคทางเดินอาหารจำนวนมาก ➡️ ตรวจพบไข่พยาธิหลายชนิด รวมถึงหลักฐานแรกของ Giardia ในบริเตนยุคโรมัน ➡️ สุขอนามัยที่ไม่ดีทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหาร น้ำ และมือของผู้คน ➡️ โรคเหล่านี้ทำให้ทหารอ่อนแรง น้ำหนักลด และไม่พร้อมรบ ➡️ หลักฐานจากแผ่นไม้บันทึกเผยว่ามีทหารจำนวนหนึ่งป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว ⛔ สุขอนามัยที่ไม่ดี—even ในสังคมที่มีระบบน้ำและอาบน้ำ—ยังคงทำให้เกิดโรคระบาดได้ ⛔ การปนเปื้อนอุจจาระในอาหารและน้ำเป็นสาเหตุหลักของโรคทางเดินอาหาร ⛔ การตีความว่าชาวโรมัน “สะอาดมาก” อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะหลักฐานจริงชี้ว่าชายแดนเต็มไปด้วยโรค ⛔ โรคติดเชื้อเรื้อรังสามารถทำลายกำลังรบและความสามารถของกองทัพได้อย่างรุนแรง https://www.sciencealert.com/horror-of-life-on-roman-frontier-revealed-in-gut-wrenching-study
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    Horror of Life on Roman Frontier Revealed in Gut-Wrenching Study
    Roman soldiers garrisoned at the fort of Vindolanda, located near Hadrian's Wall in northern England, were riddled with parasites that sapped their fighting fitness.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • กล้องโทรทรรศน์ยักษ์สแกนดาวหาง 3I/ATLAS หาหลักฐานเอเลียน แต่พบเพียง ‘ความเงียบ’ จากอวกาศ

    การสแกนครั้งใหญ่ของโครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้องโทรทรรศน์ Green Bank ขนาด 100 เมตร เพื่อตรวจจับสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ก่อนที่มันจะเฉียดโลกในเดือนธันวาคม 2025 ผลลัพธ์คือ “ความเงียบสนิท” ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา แต่การค้นพบนี้กลับยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สนุกกับการตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับวัตถุจากนอกระบบสุริยะของเรา

    3I/ATLAS ถูกค้นพบในเดือนกรกฎาคม 2025 และถูกยืนยันว่าเดินทางมาจากนอกระบบสุริยะ เช่นเดียวกับ Oumuamua และ 2I/Borisov ในอดีต แม้รูปลักษณ์และพฤติกรรมของมันจะสอดคล้องกับ “ดาวหางธรรมดา” แต่โอกาสที่จะตรวจสอบวัตถุจากต่างระบบอย่างใกล้ชิดนั้นหาได้ยากมาก นักวิจัยจึงไม่พลาดที่จะฟังสัญญาณวิทยุจากมัน แม้จะรู้ว่าโอกาสพบสิ่งผิดปกติแทบเป็นศูนย์ก็ตาม

    การสแกนใช้เทคนิค ABACAD ที่สลับการชี้กล้องไปยังดาวหางและพื้นที่อื่นของท้องฟ้าเพื่อกรองสัญญาณรบกวน หลังการประมวลผลพบสัญญาณต้องสงสัย 9 รายการ แต่ทั้งหมดเป็นสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์เอง ไม่ใช่จากดาวหาง 3I/ATLAS แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า “การไม่พบอะไรเลย ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีค่า” เพราะช่วยยืนยันว่า 3I/ATLAS ไม่ใช่ยานสำรวจหรือสถานีส่งสัญญาณของเอเลียน

    แม้ผลลัพธ์จะธรรมดา แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการสำรวจวัตถุระหว่างดวงดาว ซึ่งอาจช่วยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับในอนาคต และเปิดประตูสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึง การตั้งคำถามและตรวจสอบแม้ในสิ่งที่ดูไม่น่าจะมีอะไร คือหัวใจของวิทยาศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้การสำรวจอวกาศก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    โครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้อง Green Bank สแกนหาสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหาง 3I/ATLAS
    ไม่พบสัญญาณใดที่มาจากดาวหาง มีเพียงสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์
    3I/ATLAS เป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะที่เฉียดโลกในปี 2025
    นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าการ “ไม่พบอะไร” ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวิจัย

    คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว
    การตีความวัตถุระหว่างดวงดาวว่าเป็น “ยานเอเลียน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากไม่มีหลักฐานรองรับ
    สัญญาณวิทยุที่ตรวจพบอาจเป็นสัญญาณรบกวนจากมนุษย์เสมอ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
    การคาดเดาเกินจริงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลจริง
    วัตถุจากนอกระบบสุริยะยังมีข้อมูลจำกัด การสรุปผลเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการตีความ

    https://www.sciencealert.com/a-giant-telescope-searched-3i-atlas-for-signs-of-aliens-heres-why
    🛰️ กล้องโทรทรรศน์ยักษ์สแกนดาวหาง 3I/ATLAS หาหลักฐานเอเลียน แต่พบเพียง ‘ความเงียบ’ จากอวกาศ การสแกนครั้งใหญ่ของโครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้องโทรทรรศน์ Green Bank ขนาด 100 เมตร เพื่อตรวจจับสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ก่อนที่มันจะเฉียดโลกในเดือนธันวาคม 2025 ผลลัพธ์คือ “ความเงียบสนิท” ไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา แต่การค้นพบนี้กลับยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สนุกกับการตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับวัตถุจากนอกระบบสุริยะของเรา 3I/ATLAS ถูกค้นพบในเดือนกรกฎาคม 2025 และถูกยืนยันว่าเดินทางมาจากนอกระบบสุริยะ เช่นเดียวกับ Oumuamua และ 2I/Borisov ในอดีต แม้รูปลักษณ์และพฤติกรรมของมันจะสอดคล้องกับ “ดาวหางธรรมดา” แต่โอกาสที่จะตรวจสอบวัตถุจากต่างระบบอย่างใกล้ชิดนั้นหาได้ยากมาก นักวิจัยจึงไม่พลาดที่จะฟังสัญญาณวิทยุจากมัน แม้จะรู้ว่าโอกาสพบสิ่งผิดปกติแทบเป็นศูนย์ก็ตาม การสแกนใช้เทคนิค ABACAD ที่สลับการชี้กล้องไปยังดาวหางและพื้นที่อื่นของท้องฟ้าเพื่อกรองสัญญาณรบกวน หลังการประมวลผลพบสัญญาณต้องสงสัย 9 รายการ แต่ทั้งหมดเป็นสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์เอง ไม่ใช่จากดาวหาง 3I/ATLAS แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า “การไม่พบอะไรเลย ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีค่า” เพราะช่วยยืนยันว่า 3I/ATLAS ไม่ใช่ยานสำรวจหรือสถานีส่งสัญญาณของเอเลียน แม้ผลลัพธ์จะธรรมดา แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการสำรวจวัตถุระหว่างดวงดาว ซึ่งอาจช่วยพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับในอนาคต และเปิดประตูสู่การค้นพบที่คาดไม่ถึง การตั้งคำถามและตรวจสอบแม้ในสิ่งที่ดูไม่น่าจะมีอะไร คือหัวใจของวิทยาศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้การสำรวจอวกาศก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ โครงการ Breakthrough Listen ใช้กล้อง Green Bank สแกนหาสัญญาณเทคโนโลยีจากดาวหาง 3I/ATLAS ➡️ ไม่พบสัญญาณใดที่มาจากดาวหาง มีเพียงสัญญาณรบกวนจากเทคโนโลยีมนุษย์ ➡️ 3I/ATLAS เป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะที่เฉียดโลกในปี 2025 ➡️ นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าการ “ไม่พบอะไร” ก็ยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวิจัย ‼️ คำเตือนหรือข้อควรระวังจากข้อมูลข่าว ⛔ การตีความวัตถุระหว่างดวงดาวว่าเป็น “ยานเอเลียน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หากไม่มีหลักฐานรองรับ ⛔ สัญญาณวิทยุที่ตรวจพบอาจเป็นสัญญาณรบกวนจากมนุษย์เสมอ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ⛔ การคาดเดาเกินจริงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจเบี่ยงเบนความสนใจจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลจริง ⛔ วัตถุจากนอกระบบสุริยะยังมีข้อมูลจำกัด การสรุปผลเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการตีความ https://www.sciencealert.com/a-giant-telescope-searched-3i-atlas-for-signs-of-aliens-heres-why
    WWW.SCIENCEALERT.COM
    A Giant Telescope Searched 3I/ATLAS For Signs of Aliens. Here's Why.
    A dedicated scan for signs of radio-transmitting technology in interstellar comet 3I/ATLAS has come back with absolute cometary radio silence.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ TechRadar

    #รวมข่าวIT #20260105 #TechRadar

    LG เปิดตัว C6 / C6H OLED รุ่นใหม่ ต่างกันชัดเรื่องความสว่างและพาเนล
    LG เปิดตัวทีวี OLED C6 สองรุ่นคือ C6 และ C6H โดยรุ่น C6H ใช้พาเนล Primary RGB Tandem แบบเดียวกับ G5 ทำให้สว่างกว่า สีสดกว่า แต่มีเฉพาะขนาดใหญ่ 77 และ 83 นิ้ว ส่วน C6 ปกติยังใกล้เคียง C5 แต่ได้ชิปประมวลผล Alpha 11 Gen 3 ตัวใหม่ที่ช่วยอัปสเกลภาพและรองรับฟีเจอร์ระดับเรือธงเหมือน G6 แม้ความสว่างจะด้อยกว่าในรุ่นเล็กก็ตาม
    https://www.techradar.com/televisions/the-lg-c6-oled-tv-comes-in-two-versions-and-ones-way-better-than-the-other-heres-what-you-need-to-know

    Intel ครองชาร์ตราคาต่อประสิทธิภาพ PassMark ทิ้ง AMD แบบไม่ต้องพึ่งของลดราคา
    ผลจัดอันดับ PassMark ชี้ว่า Intel ครอง 7 อันดับจาก 10 อันดับ CPU คุ้มค่าที่สุด แม้ AMD จะได้อันดับ 1–2 แต่เกิดจากรุ่น Ryzen 5 ที่ลดราคาล้างสต็อก ทำให้ไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงของรุ่นใหม่ ๆ ขณะที่ Intel ทำคะแนนคุ้มค่าครอบคลุมหลายช่วงราคา จึงเหมาะกับผู้ต้องการความแรงต่อเงินที่เสถียรกว่าในตลาดปัจจุบัน
    https://www.techradar.com/pro/intel-beats-amd-on-sheer-value-as-it-ranks-7-cpus-in-passmarks-top-10-price-performance-leaderboard-amd-gets-number-1-but-its-just-an-entry-level-ryzen-5-on-clearance-sales

    7 เกมกระดานช่วยให้มกราคม 2026 ไม่น่าเบื่อ ทั้งเล่นง่าย เล่นยาก และเหมาะทุกวัย
    คอลัมนิสต์เกมกระดานแนะนำ 7 เกมเด่นประจำเดือนมกราคม 2026 ตั้งแต่เกมวางแผนอย่าง Railroad Tiles, เกมปาร์ตี้อย่าง Sounds Fishy และ Herd Mentality ไปจนถึงเกม TCG อย่าง Riftbound และเกมกลยุทธ์หนัก ๆ อย่าง Arcs โดยทุกเกมถูกคัดมาเพื่อให้เล่นได้ทั้งมือใหม่และสายฮาร์ดคอร์ ช่วยให้ช่วงต้นปีสนุกขึ้นแม้จะอากาศหนาวหรืออยู่บ้านมากขึ้นก็ตาม
    https://www.techradar.com/tech/im-a-huge-board-games-fan-here-are-the-7-best-ones-to-help-you-survive-january-2026

    Xreal 1S แว่น AR จอเสมือน 200 นิ้ว เน้นความเรียบง่ายและความคมชัด
    Xreal 1S เป็นแว่น AR แบบ “จอเสมือน” ที่ไม่ใช่สมาร์ตกลาสเต็มรูปแบบ แต่โดดเด่นด้วยจอ Micro‑OLED ความสว่างสูง 700 nits รีเฟรชเรต 120Hz และน้ำหนักเบาเพียง 84 กรัม ใช้งานง่ายแค่เสียบ USB‑C ก็ได้จอใหญ่เหมือนพกโรงหนังไปทุกที่ เหมาะกับดูหนัง เล่นเกม หรือใช้เป็นจอเสริม แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องมุมมองและฟีเจอร์ 3D ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม
    https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/the-xreal-1s-glasses-put-a-big-virtual-screen-in-front-of-your-face-and-im-loving-the-simplicity-and-pure-entertainment-value

    หลุด Samsung Galaxy S26 Ultra เผยสีใหม่ ดีไซน์กล้องหรูขึ้น และ S Pen โค้งรับตัวเครื่อง
    ข้อมูลหลุดล่าสุดของ Galaxy S26 Ultra ระบุว่าจะมีสีใหม่อย่าง Black Shadow, White Shadow, Galactial Blue และ Ultravioiet พร้อมดีไซน์วงแหวนกล้องแบบโลหะที่ดูพรีเมียมกว่าเดิม และ S Pen รุ่นใหม่ที่โค้งรับขอบเครื่องมากขึ้น แม้การอัปเกรดส่วนใหญ่จะเป็นเชิงดีไซน์ แต่คาดว่าจะเปิดตัวกุมภาพันธ์และวางขายมีนาคมตามรอบเดิมของซีรีส์ S
    https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/new-samsung-galaxy-s26-ultra-leaks-tip-colors-camera-and-s-pen-changes-here-are-all-the-details

    ExpressVPN ปรับโฉมครั้งใหญ่ ทำความเป็นส่วนตัวให้ “เข้าถึงได้จริง” ในปี 2026
    ExpressVPN เดินหน้าปรับโครงสร้างราคาใหม่เป็น 3 แพ็กเกจ พร้อมแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ค้างคามานานอย่าง Split Tunneling บน macOS และผลักดันมาตรฐาน Post‑Quantum WireGuard เพื่อรับมือภัยคุกคามยุคควอนตัม ทำให้บริการ VPN ที่เคยถูกมองว่าแพง กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายขึ้นและพร้อมสำหรับอนาคตของความปลอดภัยออนไลน์
    https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/expressvpns-road-to-accessible-privacy-is-it-really-possible-in-2026

    USB ครบรอบ 30 ปี—เส้นทางจากความวุ่นวายสู่มาตรฐานที่โลกใช้ร่วมกัน
    จากยุคที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยพอร์ตสารพัดแบบ USB 1.0 ในปี 1996 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการเชื่อมต่อ จนพัฒนาต่อเนื่องสู่ USB 2.0, 3.0, USB4 และท้ายที่สุด USB‑C ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางของอุปกรณ์ทั่วโลกในปัจจุบัน ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวก และความเข้ากันได้ที่แทบไร้ข้อจำกัด
    https://www.techradar.com/pro/usbs-hit-the-scene-30-years-ago-this-month-we-look-back-on-its-jhourney-to-standardization-success

    วิธีล้างหม้อทอดไร้น้ำมันให้สะอาดเหมือนใหม่ ง่ายกว่าที่คิด
    หม้อทอดไร้น้ำมันแม้ใช้น้ำมันน้อย แต่คราบไขมันและเศษอาหารยังสะสมได้ง่าย บทความนี้แนะนำวิธีทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายในอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อุ่น การล้างชิ้นส่วนที่ถอดได้ ไปจนถึงเทคนิคแก้กลิ่นติดเครื่องด้วยเลมอน เพื่อให้หม้อทอดใช้งานได้ดีและปลอดกลิ่นไม่พึงประสงค์
    https://www.techradar.com/home/air-fryers/how-to-give-your-air-fryer-a-deep-clean

    ชิป AI แบบโฟโตนิกของจีน อ้างเร็วกว่า Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในงานเฉพาะทาง
    นักวิจัยจีนเปิดตัวชิป AI แบบใช้แสง (photonic) ที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลงาน generative เฉพาะด้าน เช่น การสร้างภาพหรือวิดีโอ โดยอ้างว่าสามารถทำงานเร็วกว่า GPU อย่าง Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในบางกรณี แม้ยังเป็นงานวิจัยในห้องทดลอง แต่สะท้อนศักยภาพของการประมวลผลด้วยแสงที่อาจเปลี่ยนเกมในอนาคต
    https://www.techradar.com/pro/not-exactly-a-deepseek-moment-for-ai-accelerators-but-this-chinese-optical-chip-may-well-be-100x-faster-than-nvidias-a100-on-some-tasks

    ศึก CPU ตัวท็อป—AMD Ryzen 9 9950X3D แรงกว่าเล็กน้อย แต่ Intel Core Ultra 9 285K คุ้มค่ากว่า
    ผลทดสอบล่าสุดเผยว่า Ryzen 9 9950X3D ของ AMD แม้ทำคะแนนรวมสูงกว่าเล็กน้อย แต่ราคาที่แพงกว่ามากทำให้ความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพเอนเอียงไปทาง Intel Core Ultra 9 285K ที่ให้พลังใกล้เคียงกัน ใช้ไฟน้อยกว่า และราคาถูกกว่าชัดเจน กลายเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและเกมเมอร์
    ​​​​​​​ https://www.techradar.com/pro/the-core-9-ultra-285k-is-intels-fastest-cpu-and-costs-under-usd500-so-why-is-it-so-much-cheaper-compared-to-amd-usd679-ryzen-9-9950x3d
    📌📡🟡 รวมข่าวจากเวบ TechRadar 📡📌 #รวมข่าวIT #20260105 #TechRadar 📺 LG เปิดตัว C6 / C6H OLED รุ่นใหม่ ต่างกันชัดเรื่องความสว่างและพาเนล LG เปิดตัวทีวี OLED C6 สองรุ่นคือ C6 และ C6H โดยรุ่น C6H ใช้พาเนล Primary RGB Tandem แบบเดียวกับ G5 ทำให้สว่างกว่า สีสดกว่า แต่มีเฉพาะขนาดใหญ่ 77 และ 83 นิ้ว ส่วน C6 ปกติยังใกล้เคียง C5 แต่ได้ชิปประมวลผล Alpha 11 Gen 3 ตัวใหม่ที่ช่วยอัปสเกลภาพและรองรับฟีเจอร์ระดับเรือธงเหมือน G6 แม้ความสว่างจะด้อยกว่าในรุ่นเล็กก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/televisions/the-lg-c6-oled-tv-comes-in-two-versions-and-ones-way-better-than-the-other-heres-what-you-need-to-know 🖥️ Intel ครองชาร์ตราคาต่อประสิทธิภาพ PassMark ทิ้ง AMD แบบไม่ต้องพึ่งของลดราคา ผลจัดอันดับ PassMark ชี้ว่า Intel ครอง 7 อันดับจาก 10 อันดับ CPU คุ้มค่าที่สุด แม้ AMD จะได้อันดับ 1–2 แต่เกิดจากรุ่น Ryzen 5 ที่ลดราคาล้างสต็อก ทำให้ไม่สะท้อนประสิทธิภาพจริงของรุ่นใหม่ ๆ ขณะที่ Intel ทำคะแนนคุ้มค่าครอบคลุมหลายช่วงราคา จึงเหมาะกับผู้ต้องการความแรงต่อเงินที่เสถียรกว่าในตลาดปัจจุบัน 🔗 https://www.techradar.com/pro/intel-beats-amd-on-sheer-value-as-it-ranks-7-cpus-in-passmarks-top-10-price-performance-leaderboard-amd-gets-number-1-but-its-just-an-entry-level-ryzen-5-on-clearance-sales 🎲 7 เกมกระดานช่วยให้มกราคม 2026 ไม่น่าเบื่อ ทั้งเล่นง่าย เล่นยาก และเหมาะทุกวัย คอลัมนิสต์เกมกระดานแนะนำ 7 เกมเด่นประจำเดือนมกราคม 2026 ตั้งแต่เกมวางแผนอย่าง Railroad Tiles, เกมปาร์ตี้อย่าง Sounds Fishy และ Herd Mentality ไปจนถึงเกม TCG อย่าง Riftbound และเกมกลยุทธ์หนัก ๆ อย่าง Arcs โดยทุกเกมถูกคัดมาเพื่อให้เล่นได้ทั้งมือใหม่และสายฮาร์ดคอร์ ช่วยให้ช่วงต้นปีสนุกขึ้นแม้จะอากาศหนาวหรืออยู่บ้านมากขึ้นก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/tech/im-a-huge-board-games-fan-here-are-the-7-best-ones-to-help-you-survive-january-2026 🕶️ Xreal 1S แว่น AR จอเสมือน 200 นิ้ว เน้นความเรียบง่ายและความคมชัด Xreal 1S เป็นแว่น AR แบบ “จอเสมือน” ที่ไม่ใช่สมาร์ตกลาสเต็มรูปแบบ แต่โดดเด่นด้วยจอ Micro‑OLED ความสว่างสูง 700 nits รีเฟรชเรต 120Hz และน้ำหนักเบาเพียง 84 กรัม ใช้งานง่ายแค่เสียบ USB‑C ก็ได้จอใหญ่เหมือนพกโรงหนังไปทุกที่ เหมาะกับดูหนัง เล่นเกม หรือใช้เป็นจอเสริม แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องมุมมองและฟีเจอร์ 3D ที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม 🔗 https://www.techradar.com/computing/virtual-reality-augmented-reality/the-xreal-1s-glasses-put-a-big-virtual-screen-in-front-of-your-face-and-im-loving-the-simplicity-and-pure-entertainment-value 📱 หลุด Samsung Galaxy S26 Ultra เผยสีใหม่ ดีไซน์กล้องหรูขึ้น และ S Pen โค้งรับตัวเครื่อง ข้อมูลหลุดล่าสุดของ Galaxy S26 Ultra ระบุว่าจะมีสีใหม่อย่าง Black Shadow, White Shadow, Galactial Blue และ Ultravioiet พร้อมดีไซน์วงแหวนกล้องแบบโลหะที่ดูพรีเมียมกว่าเดิม และ S Pen รุ่นใหม่ที่โค้งรับขอบเครื่องมากขึ้น แม้การอัปเกรดส่วนใหญ่จะเป็นเชิงดีไซน์ แต่คาดว่าจะเปิดตัวกุมภาพันธ์และวางขายมีนาคมตามรอบเดิมของซีรีส์ S 🔗 https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/new-samsung-galaxy-s26-ultra-leaks-tip-colors-camera-and-s-pen-changes-here-are-all-the-details 🔐 ExpressVPN ปรับโฉมครั้งใหญ่ ทำความเป็นส่วนตัวให้ “เข้าถึงได้จริง” ในปี 2026 ExpressVPN เดินหน้าปรับโครงสร้างราคาใหม่เป็น 3 แพ็กเกจ พร้อมแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมที่ค้างคามานานอย่าง Split Tunneling บน macOS และผลักดันมาตรฐาน Post‑Quantum WireGuard เพื่อรับมือภัยคุกคามยุคควอนตัม ทำให้บริการ VPN ที่เคยถูกมองว่าแพง กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายขึ้นและพร้อมสำหรับอนาคตของความปลอดภัยออนไลน์ 🔗 https://www.techradar.com/vpn/vpn-services/expressvpns-road-to-accessible-privacy-is-it-really-possible-in-2026 🔌 USB ครบรอบ 30 ปี—เส้นทางจากความวุ่นวายสู่มาตรฐานที่โลกใช้ร่วมกัน จากยุคที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยพอร์ตสารพัดแบบ USB 1.0 ในปี 1996 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการเชื่อมต่อ จนพัฒนาต่อเนื่องสู่ USB 2.0, 3.0, USB4 และท้ายที่สุด USB‑C ที่กลายเป็นมาตรฐานกลางของอุปกรณ์ทั่วโลกในปัจจุบัน ทั้งในด้านความเร็ว ความสะดวก และความเข้ากันได้ที่แทบไร้ข้อจำกัด 🔗 https://www.techradar.com/pro/usbs-hit-the-scene-30-years-ago-this-month-we-look-back-on-its-jhourney-to-standardization-success 🍳 วิธีล้างหม้อทอดไร้น้ำมันให้สะอาดเหมือนใหม่ ง่ายกว่าที่คิด หม้อทอดไร้น้ำมันแม้ใช้น้ำมันน้อย แต่คราบไขมันและเศษอาหารยังสะสมได้ง่าย บทความนี้แนะนำวิธีทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายในอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อุ่น การล้างชิ้นส่วนที่ถอดได้ ไปจนถึงเทคนิคแก้กลิ่นติดเครื่องด้วยเลมอน เพื่อให้หม้อทอดใช้งานได้ดีและปลอดกลิ่นไม่พึงประสงค์ 🔗 https://www.techradar.com/home/air-fryers/how-to-give-your-air-fryer-a-deep-clean 💡 ชิป AI แบบโฟโตนิกของจีน อ้างเร็วกว่า Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในงานเฉพาะทาง นักวิจัยจีนเปิดตัวชิป AI แบบใช้แสง (photonic) ที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลงาน generative เฉพาะด้าน เช่น การสร้างภาพหรือวิดีโอ โดยอ้างว่าสามารถทำงานเร็วกว่า GPU อย่าง Nvidia A100 ถึง 100 เท่าในบางกรณี แม้ยังเป็นงานวิจัยในห้องทดลอง แต่สะท้อนศักยภาพของการประมวลผลด้วยแสงที่อาจเปลี่ยนเกมในอนาคต 🔗 https://www.techradar.com/pro/not-exactly-a-deepseek-moment-for-ai-accelerators-but-this-chinese-optical-chip-may-well-be-100x-faster-than-nvidias-a100-on-some-tasks 🖥️ ศึก CPU ตัวท็อป—AMD Ryzen 9 9950X3D แรงกว่าเล็กน้อย แต่ Intel Core Ultra 9 285K คุ้มค่ากว่า ผลทดสอบล่าสุดเผยว่า Ryzen 9 9950X3D ของ AMD แม้ทำคะแนนรวมสูงกว่าเล็กน้อย แต่ราคาที่แพงกว่ามากทำให้ความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพเอนเอียงไปทาง Intel Core Ultra 9 285K ที่ให้พลังใกล้เคียงกัน ใช้ไฟน้อยกว่า และราคาถูกกว่าชัดเจน กลายเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ใช้ทั่วไปและเกมเมอร์ ​​​​​​​🔗 https://www.techradar.com/pro/the-core-9-ultra-285k-is-intels-fastest-cpu-and-costs-under-usd500-so-why-is-it-so-much-cheaper-compared-to-amd-usd679-ryzen-9-9950x3d
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 21 มุมมอง 0 รีวิว
  • รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline

    #รวมข่าวIT #20260105 #securityonline

    Systems over Slop: วิสัยทัศน์ AI ปี 2026 ของ Satya Nadella จุดกระแส “Microslop”
    Nadella ประกาศแนวคิดใหม่ผลักดันอุตสาหกรรม AI จากการแข่งขัน “โมเดลใหญ่แค่ไหน” ไปสู่ยุค “ระบบที่ทำงานจริง” พร้อมชี้ว่า AI ควรเป็นโครงช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์มากกว่าผลิตคอนเทนต์ไร้คุณภาพ แต่คำพูดเรื่อง “slop” กลับจุดกระแสวิจารณ์หนักบนโซเชียล โดยผู้ใช้จำนวนมากมองว่า Microsoft ควรแก้ปัญหา Copilot ที่ยังให้ข้อมูลผิดพลาดก่อนจะพูดเรื่องคุณภาพ AI ทำให้แฮชแท็ก “Microslop” ติดเทรนด์ ขณะที่ทิศทางใหม่ของ Microsoft มุ่งสร้าง AI แบบตัวแทน (agent) ที่ทำงานร่วมกับแอปต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน
    https://securityonline.info/systems-over-slop-nadellas-2026-ai-vision-sparks-microslop-revolt

    PS5 สะเทือน: คีย์ BootROM หลุด ทำระบบความปลอดภัยพังแบบแก้ไม่ได้
    แฮ็กเกอร์ไม่ทราบชื่อปล่อยคีย์ BootROM ของ PS5 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถเจาะลึกสถาปัตยกรรมเครื่องและอาจนำไปสู่การสร้างเฟิร์มแวร์ดัดแปลงหรือรันเกมแบบไม่จำกัดในอนาคต แม้ Sony จะออกคีย์ใหม่ในรุ่นผลิตถัดไปได้ แต่เครื่องที่ขายไปแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้การรั่วครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรงที่สุดของคอนโซลยุคใหม่
    https://securityonline.info/the-unpatchable-leak-sonys-ps5-security-crumples-as-bootrom-keys-hit-the-web

    Bitfinex Hacker: Ilya Lichtenstein ได้รับอิสรภาพก่อนกำหนดจากกฎหมายยุค Trump
    Ilya Lichtenstein แฮ็กเกอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการขโมย Bitcoin ครั้งใหญ่ของ Bitfinex ในปี 2016 ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดหลังรับโทษเพียงหนึ่งปีจากโทษจำคุกห้าปี อันเป็นผลจากกฎหมายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ลงนามโดยประธานาธิบดี Trump โดยเขายอมรับผิดทั้งหมดเพื่อปกป้องภรรยา และหลังได้รับอิสรภาพประกาศว่าจะหันมาทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อชดเชยสังคม
    https://securityonline.info/the-hacker-returns-bitfinex-mastermind-ilya-lichtenstein-freed-early-via-trump-law

    Telegram เปิดปี 2026 ด้วยฟีเจอร์สรุปโพสต์ด้วย AI ผ่านเครือข่าย Cocoon
    Telegram อัปเดตใหม่บน iOS เพิ่มฟีเจอร์สรุปเนื้อหายาวในช่องด้วย AI ที่ประมวลผลผ่านเครือข่าย Cocoon แบบกระจายศูนย์ เน้นความเป็นส่วนตัวด้วยการเข้ารหัสทุกคำขอก่อนส่ง พร้อมปรับปรุงเอฟเฟกต์ Liquid Glass ให้สวยงามและลื่นไหลยิ่งขึ้น แม้ Android และ Windows จะยังไม่ได้ฟีเจอร์นี้ แต่คาดว่าจะตามมาในอนาคต
    https://securityonline.info/private-intelligence-telegrams-2026-update-brings-ai-summaries-via-the-cocoon-network

    CVE-2026-21440: ช่องโหว่ร้ายแรงใน AdonisJS เปิดทางเขียนไฟล์ทับและรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์
    พบช่องโหว่ระดับวิกฤตใน AdonisJS โดยเฉพาะแพ็กเกจ bodyparser ที่ยอมให้ผู้โจมตีอัปโหลดไฟล์พร้อมชื่อที่มี path traversal ทำให้สามารถเขียนไฟล์ไปยังตำแหน่งสำคัญของระบบ และอาจนำไปสู่การรันโค้ด (RCE) ได้ ผู้พัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ https://securityonline.info/cve-2026-21440-new-adonisjs-9-2-critical-flaw-allows-arbitrary-file-writes-and-rce

    Sliver C2 โผล่ในปฏิบัติการเจาะ FortiWeb เจาะลึกเหยื่อกว่า 30 รายใน 8 วัน
    รายงานเผยกลุ่มผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ React2Shell เพื่อฝัง Sliver C2 ลงในอุปกรณ์ FortiWeb พร้อมใช้เทคนิคพรางตัว เช่น FRP และ microsocks ที่ถูกปลอมเป็นบริการพิมพ์ CUPS เพื่อซ่อนทราฟฟิก ทำให้สามารถเข้าถึงระบบองค์กรในบังกลาเทศและปากีสถานได้อย่างแนบเนียน โดยแคมเปญนี้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ใหญ่ของอุปกรณ์ edge ที่ขาดระบบตรวจจับภัยคุกคามในตัว
    https://securityonline.info/sliver-in-the-stack-exposed-logs-reveal-targeted-fortiweb-exploitation-campaign

    VVS Stealer มัลแวร์ล่องหน ใช้ Pyarmor ซ่อนโค้ดก่อนขโมยบัญชี Discord
    มัลแวร์ VVS Stealer ที่ถูกขายใน Telegram ใช้ Pyarmor เพื่อเข้ารหัสโค้ด Python ทำให้สแกนไม่เจอ ก่อนจะฉีดโค้ดลงในแอป Discord เพื่อขโมยโทเคน เข้าถึงบัญชี ดูข้อมูลบัตร และดึงข้อมูลจากเบราว์เซอร์กว่า 10 ตัว พร้อมหลอกผู้ใช้ด้วยหน้าต่าง “Fatal Error” ปลอม ทั้งหมดนี้ในราคาขายเพียงหลักสิบยูโร ทำให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญก็เข้าถึงเครื่องมือระดับสูงได้
    https://securityonline.info/the-invisible-predator-how-vvs-stealer-abuses-pyarmor-to-ghost-discord-accounts

    CVE-2025-66848: ช่องโหว่ร้ายแรงในเราเตอร์ JD Cloud เปิดทางยึดเครื่องแบบ root
    พบช่องโหว่ในเราเตอร์ JD Cloud หลายรุ่นที่ปล่อยข้อมูล MAC และ feedid ผ่าน API ทำให้ผู้โจมตีสร้างโทเคนแอดมินปลอมได้ ก่อนใช้ช่องโหว่ command injection ในบริการ DDNS เพื่อเปิด backdoor และยึดสิทธิ์ root แบบเต็มตัว ส่งผลให้ผู้ใช้ตามบ้านและธุรกิจเสี่ยงถูกดักข้อมูลหรือถูกใช้เป็นฐานโจมตีต่อ
    https://securityonline.info/cve-2025-66848-critical-flaw-in-jd-cloud-routers-grants-hackers-root-access

    Transparent Tribe ใช้ไฟล์ JLPT ปลอมล่อเหยื่ออินเดียในแคมเปญจารกรรมแบบ Fileless
    กลุ่ม APT36 ใช้ไฟล์ LNK ปลอมที่ปลอมตัวเป็น PDF เกี่ยวกับข้อสอบ JLPT เพื่อหลอกเหยื่อในอินเดีย โดยไฟล์จะเรียกใช้ mshta.exe เพื่อรันสคริปต์อันตรายแบบ fileless พร้อมตรวจสอบโปรแกรมแอนติไวรัสในเครื่องและปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม ก่อนทำงานเป็น RAT เต็มรูปแบบที่สามารถดึงไฟล์ จับภาพหน้าจอ และขโมยข้อมูลสำคัญได้
    https://securityonline.info/transparent-tribe-weaponizes-jlpt-tests-in-new-cyber-espionage-campaign-against-india

    หลอกต่ออายุโดเมนปลอม: แคมเปญฟิชชิ่ง WordPress ขโมยบัตรเครดิตผ่าน Telegram
    อีเมลปลอมแจ้งเตือนต่ออายุโดเมนพาเหยื่อไปยังหน้า checkout ปลอมที่เลียนแบบ WordPress อย่างแนบเนียน เก็บข้อมูลบัตรเครดิตและ OTP 3-D Secure แล้วส่งไปยัง Telegram bot ของผู้โจมตี โดยระบบถูกออกแบบให้ “ยืนยันล้มเหลว” เสมอเพื่อหลอกให้เหยื่อกรอก OTP ซ้ำหลายครั้ง เพิ่มโอกาสขโมยธุรกรรมได้สำเร็จ
    https://securityonline.info/new-wordpress-phishing-scam-steals-credit-cards-via-telegram

    OpenAI เล็งซื้อ Pinterest มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์
    OpenAI ถูกเผยว่ากำลังพิจารณาเข้าซื้อ Pinterest เพื่อเสริมพลังข้อมูลภาพจำนวนมหาศาล โครงสร้างโฆษณาที่พร้อมใช้งาน และเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับโมเดลมัลติโหมดและต่อยอดรายได้เชิงพาณิชย์ให้แข็งแกร่งขึ้น โดย Pinterest ถือเป็น “สมุดภาพดิจิทัล” ที่เต็มไปด้วยข้อมูลภาพพร้อมคำอธิบายที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการฝึก AI ขนาดใหญ่ และยังช่วยให้ OpenAI แข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google ได้มั่นคงยิ่งขึ้น
    https://securityonline.info/the-scrapbook-strategy-why-openai-is-betting-17-billion-on-pinterest

    ช่องโหว่ร้ายแรงในซอฟต์แวร์ Eaton UPS เสี่ยงถูกยึดระบบ
    Eaton ออกประกาศเตือนด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ความปลอดภัยระดับสูงในซอฟต์แวร์ UPS Companion ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดอันตรายบนเครื่องได้ผ่านปัญหา DLL Hijacking และ Unquoted Search Path โดยช่องโหว่นี้กระทบทุกเวอร์ชันก่อน 3.0 และแนะนำให้ผู้ใช้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์สำคัญที่เชื่อมต่ออยู่
    https://securityonline.info/eaton-ups-software-flaws-expose-systems-to-high-risk-code-execution

    DarkSpectre ปฏิบัติการจารกรรมผ่านส่วนขยายเบราว์เซอร์กว่า 8.8 ล้านราย
    Koi Security เปิดโปงปฏิบัติการสอดแนมไซเบอร์ระดับรัฐชื่อ “DarkSpectre” ที่แฝงตัวในส่วนขยาย Chrome, Edge และ Firefox กว่า 300 ตัวมานานเกือบสิบปี โดยเริ่มจากการทำตัวเหมือนส่วนขยายปกติสะสมผู้ใช้ ก่อนอัปเดตเป็นมัลแวร์เพื่อขโมยข้อมูลประชุมองค์กรและข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายแคมเปญใหญ่ เช่น ShadyPanda และ GhostPoster ทำให้ผู้ใช้หลายล้านรายตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
    https://securityonline.info/the-sleeper-in-your-browser-how-darkspectre-turned-8-8-million-extensions-into-state-aligned-spies

    ช่องโหว่ Zero‑Click ใน PrestaShop เสี่ยงถูกยึดบัญชีจากอีเมลเพียงฉบับเดียว
    มีการเปิดเผยช่องโหว่ร้ายแรงในระบบ Checkout ของ PrestaShop ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ายึดบัญชีผู้ใช้ได้เพียงแค่รู้ที่อยู่อีเมล โดยไม่ต้องมีการคลิกหรือโต้ตอบใด ๆ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อร้านค้าออนไลน์และข้อมูลลูกค้าอย่างมาก พร้อมมีการเผยแพร่ PoC แล้ว ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
    https://securityonline.info/zero-click-hijack-the-prestashop-checkout-flaw-that-turns-emails-into-full-account-access-poc-publishes

    เรื่องเล่าจากโลกไซเบอร์: วันที่ QNAP ต้องเผชิญเงามืด
    ลองนึกภาพบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เก็บข้อมูลอย่าง QNAP ที่ปกติทำงานเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลัง แต่วันหนึ่งกลับพบสัญญาณผิดปกติในระบบของลูกค้าทั่วโลก ไฟล์บางส่วนถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เส้นทางข้อมูลบางจุดถูกแก้ไขอย่างแยบยล และมีร่องรอยของการสแกนหาช่องโหว่แบบเป็นระบบ ทีมวิศวกรของ QNAP ต้องระดมกำลังทั้งคืนเพื่อไล่หาต้นตอ จนพบว่ามีช่องโหว่ที่เปิดให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเจาะเข้ามาได้หากตั้งค่าระบบไม่รัดกุม พวกเขารีบออกแพตช์ แนะนำวิธีป้องกัน และแจ้งเตือนผู้ใช้ทั่วโลกให้รีบอัปเดต ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปมากกว่านี้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าแม้แต่ระบบที่ดูปลอดภัย ก็ยังต้องเฝ้าระวังและอัปเดตอยู่เสมอ เพราะในโลกไซเบอร์ ไม่มีใครปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
    https://securityonline.info/qnap-patches-high-severity-sql-injection-and-path-traversal-flaws/
    📌🔐🟡 รวมข่าวจากเวบ SecurityOnline 🟡🔐📌 #รวมข่าวIT #20260105 #securityonline 🧠 Systems over Slop: วิสัยทัศน์ AI ปี 2026 ของ Satya Nadella จุดกระแส “Microslop” Nadella ประกาศแนวคิดใหม่ผลักดันอุตสาหกรรม AI จากการแข่งขัน “โมเดลใหญ่แค่ไหน” ไปสู่ยุค “ระบบที่ทำงานจริง” พร้อมชี้ว่า AI ควรเป็นโครงช่วยเสริมศักยภาพมนุษย์มากกว่าผลิตคอนเทนต์ไร้คุณภาพ แต่คำพูดเรื่อง “slop” กลับจุดกระแสวิจารณ์หนักบนโซเชียล โดยผู้ใช้จำนวนมากมองว่า Microsoft ควรแก้ปัญหา Copilot ที่ยังให้ข้อมูลผิดพลาดก่อนจะพูดเรื่องคุณภาพ AI ทำให้แฮชแท็ก “Microslop” ติดเทรนด์ ขณะที่ทิศทางใหม่ของ Microsoft มุ่งสร้าง AI แบบตัวแทน (agent) ที่ทำงานร่วมกับแอปต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน 🔗 https://securityonline.info/systems-over-slop-nadellas-2026-ai-vision-sparks-microslop-revolt 🎮 PS5 สะเทือน: คีย์ BootROM หลุด ทำระบบความปลอดภัยพังแบบแก้ไม่ได้ แฮ็กเกอร์ไม่ทราบชื่อปล่อยคีย์ BootROM ของ PS5 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถเจาะลึกสถาปัตยกรรมเครื่องและอาจนำไปสู่การสร้างเฟิร์มแวร์ดัดแปลงหรือรันเกมแบบไม่จำกัดในอนาคต แม้ Sony จะออกคีย์ใหม่ในรุ่นผลิตถัดไปได้ แต่เครื่องที่ขายไปแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ทำให้การรั่วครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรงที่สุดของคอนโซลยุคใหม่ 🔗 https://securityonline.info/the-unpatchable-leak-sonys-ps5-security-crumples-as-bootrom-keys-hit-the-web 💰 Bitfinex Hacker: Ilya Lichtenstein ได้รับอิสรภาพก่อนกำหนดจากกฎหมายยุค Trump Ilya Lichtenstein แฮ็กเกอร์ผู้อยู่เบื้องหลังการขโมย Bitcoin ครั้งใหญ่ของ Bitfinex ในปี 2016 ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดหลังรับโทษเพียงหนึ่งปีจากโทษจำคุกห้าปี อันเป็นผลจากกฎหมายปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ลงนามโดยประธานาธิบดี Trump โดยเขายอมรับผิดทั้งหมดเพื่อปกป้องภรรยา และหลังได้รับอิสรภาพประกาศว่าจะหันมาทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อชดเชยสังคม 🔗 https://securityonline.info/the-hacker-returns-bitfinex-mastermind-ilya-lichtenstein-freed-early-via-trump-law 📱 Telegram เปิดปี 2026 ด้วยฟีเจอร์สรุปโพสต์ด้วย AI ผ่านเครือข่าย Cocoon Telegram อัปเดตใหม่บน iOS เพิ่มฟีเจอร์สรุปเนื้อหายาวในช่องด้วย AI ที่ประมวลผลผ่านเครือข่าย Cocoon แบบกระจายศูนย์ เน้นความเป็นส่วนตัวด้วยการเข้ารหัสทุกคำขอก่อนส่ง พร้อมปรับปรุงเอฟเฟกต์ Liquid Glass ให้สวยงามและลื่นไหลยิ่งขึ้น แม้ Android และ Windows จะยังไม่ได้ฟีเจอร์นี้ แต่คาดว่าจะตามมาในอนาคต 🔗 https://securityonline.info/private-intelligence-telegrams-2026-update-brings-ai-summaries-via-the-cocoon-network ⚠️ CVE-2026-21440: ช่องโหว่ร้ายแรงใน AdonisJS เปิดทางเขียนไฟล์ทับและรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ พบช่องโหว่ระดับวิกฤตใน AdonisJS โดยเฉพาะแพ็กเกจ bodyparser ที่ยอมให้ผู้โจมตีอัปโหลดไฟล์พร้อมชื่อที่มี path traversal ทำให้สามารถเขียนไฟล์ไปยังตำแหน่งสำคัญของระบบ และอาจนำไปสู่การรันโค้ด (RCE) ได้ ผู้พัฒนาถูกแนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันทีเพื่อปิดช่องโหว่ 🔗 https://securityonline.info/cve-2026-21440-new-adonisjs-9-2-critical-flaw-allows-arbitrary-file-writes-and-rce 🕵️‍♂️ Sliver C2 โผล่ในปฏิบัติการเจาะ FortiWeb เจาะลึกเหยื่อกว่า 30 รายใน 8 วัน รายงานเผยกลุ่มผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ React2Shell เพื่อฝัง Sliver C2 ลงในอุปกรณ์ FortiWeb พร้อมใช้เทคนิคพรางตัว เช่น FRP และ microsocks ที่ถูกปลอมเป็นบริการพิมพ์ CUPS เพื่อซ่อนทราฟฟิก ทำให้สามารถเข้าถึงระบบองค์กรในบังกลาเทศและปากีสถานได้อย่างแนบเนียน โดยแคมเปญนี้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ใหญ่ของอุปกรณ์ edge ที่ขาดระบบตรวจจับภัยคุกคามในตัว https://securityonline.info/sliver-in-the-stack-exposed-logs-reveal-targeted-fortiweb-exploitation-campaign 👻 VVS Stealer มัลแวร์ล่องหน ใช้ Pyarmor ซ่อนโค้ดก่อนขโมยบัญชี Discord มัลแวร์ VVS Stealer ที่ถูกขายใน Telegram ใช้ Pyarmor เพื่อเข้ารหัสโค้ด Python ทำให้สแกนไม่เจอ ก่อนจะฉีดโค้ดลงในแอป Discord เพื่อขโมยโทเคน เข้าถึงบัญชี ดูข้อมูลบัตร และดึงข้อมูลจากเบราว์เซอร์กว่า 10 ตัว พร้อมหลอกผู้ใช้ด้วยหน้าต่าง “Fatal Error” ปลอม ทั้งหมดนี้ในราคาขายเพียงหลักสิบยูโร ทำให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญก็เข้าถึงเครื่องมือระดับสูงได้ 🔗 https://securityonline.info/the-invisible-predator-how-vvs-stealer-abuses-pyarmor-to-ghost-discord-accounts 📡 CVE-2025-66848: ช่องโหว่ร้ายแรงในเราเตอร์ JD Cloud เปิดทางยึดเครื่องแบบ root พบช่องโหว่ในเราเตอร์ JD Cloud หลายรุ่นที่ปล่อยข้อมูล MAC และ feedid ผ่าน API ทำให้ผู้โจมตีสร้างโทเคนแอดมินปลอมได้ ก่อนใช้ช่องโหว่ command injection ในบริการ DDNS เพื่อเปิด backdoor และยึดสิทธิ์ root แบบเต็มตัว ส่งผลให้ผู้ใช้ตามบ้านและธุรกิจเสี่ยงถูกดักข้อมูลหรือถูกใช้เป็นฐานโจมตีต่อ 🔗 https://securityonline.info/cve-2025-66848-critical-flaw-in-jd-cloud-routers-grants-hackers-root-access 🎭 Transparent Tribe ใช้ไฟล์ JLPT ปลอมล่อเหยื่ออินเดียในแคมเปญจารกรรมแบบ Fileless กลุ่ม APT36 ใช้ไฟล์ LNK ปลอมที่ปลอมตัวเป็น PDF เกี่ยวกับข้อสอบ JLPT เพื่อหลอกเหยื่อในอินเดีย โดยไฟล์จะเรียกใช้ mshta.exe เพื่อรันสคริปต์อันตรายแบบ fileless พร้อมตรวจสอบโปรแกรมแอนติไวรัสในเครื่องและปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม ก่อนทำงานเป็น RAT เต็มรูปแบบที่สามารถดึงไฟล์ จับภาพหน้าจอ และขโมยข้อมูลสำคัญได้ 🔗 https://securityonline.info/transparent-tribe-weaponizes-jlpt-tests-in-new-cyber-espionage-campaign-against-india 💳 หลอกต่ออายุโดเมนปลอม: แคมเปญฟิชชิ่ง WordPress ขโมยบัตรเครดิตผ่าน Telegram อีเมลปลอมแจ้งเตือนต่ออายุโดเมนพาเหยื่อไปยังหน้า checkout ปลอมที่เลียนแบบ WordPress อย่างแนบเนียน เก็บข้อมูลบัตรเครดิตและ OTP 3-D Secure แล้วส่งไปยัง Telegram bot ของผู้โจมตี โดยระบบถูกออกแบบให้ “ยืนยันล้มเหลว” เสมอเพื่อหลอกให้เหยื่อกรอก OTP ซ้ำหลายครั้ง เพิ่มโอกาสขโมยธุรกรรมได้สำเร็จ 🔗 https://securityonline.info/new-wordpress-phishing-scam-steals-credit-cards-via-telegram 🧠 OpenAI เล็งซื้อ Pinterest มูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์ OpenAI ถูกเผยว่ากำลังพิจารณาเข้าซื้อ Pinterest เพื่อเสริมพลังข้อมูลภาพจำนวนมหาศาล โครงสร้างโฆษณาที่พร้อมใช้งาน และเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับโมเดลมัลติโหมดและต่อยอดรายได้เชิงพาณิชย์ให้แข็งแกร่งขึ้น โดย Pinterest ถือเป็น “สมุดภาพดิจิทัล” ที่เต็มไปด้วยข้อมูลภาพพร้อมคำอธิบายที่เหมาะอย่างยิ่งต่อการฝึก AI ขนาดใหญ่ และยังช่วยให้ OpenAI แข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google ได้มั่นคงยิ่งขึ้น 🔗 https://securityonline.info/the-scrapbook-strategy-why-openai-is-betting-17-billion-on-pinterest ⚡ ช่องโหว่ร้ายแรงในซอฟต์แวร์ Eaton UPS เสี่ยงถูกยึดระบบ Eaton ออกประกาศเตือนด่วนเกี่ยวกับช่องโหว่ความปลอดภัยระดับสูงในซอฟต์แวร์ UPS Companion ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดอันตรายบนเครื่องได้ผ่านปัญหา DLL Hijacking และ Unquoted Search Path โดยช่องโหว่นี้กระทบทุกเวอร์ชันก่อน 3.0 และแนะนำให้ผู้ใช้รีบอัปเดตทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์สำคัญที่เชื่อมต่ออยู่ 🔗 https://securityonline.info/eaton-ups-software-flaws-expose-systems-to-high-risk-code-execution 🕵️‍♂️ DarkSpectre ปฏิบัติการจารกรรมผ่านส่วนขยายเบราว์เซอร์กว่า 8.8 ล้านราย Koi Security เปิดโปงปฏิบัติการสอดแนมไซเบอร์ระดับรัฐชื่อ “DarkSpectre” ที่แฝงตัวในส่วนขยาย Chrome, Edge และ Firefox กว่า 300 ตัวมานานเกือบสิบปี โดยเริ่มจากการทำตัวเหมือนส่วนขยายปกติสะสมผู้ใช้ ก่อนอัปเดตเป็นมัลแวร์เพื่อขโมยข้อมูลประชุมองค์กรและข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายแคมเปญใหญ่ เช่น ShadyPanda และ GhostPoster ทำให้ผู้ใช้หลายล้านรายตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว 🔗 https://securityonline.info/the-sleeper-in-your-browser-how-darkspectre-turned-8-8-million-extensions-into-state-aligned-spies 🔓 ช่องโหว่ Zero‑Click ใน PrestaShop เสี่ยงถูกยึดบัญชีจากอีเมลเพียงฉบับเดียว มีการเปิดเผยช่องโหว่ร้ายแรงในระบบ Checkout ของ PrestaShop ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้ายึดบัญชีผู้ใช้ได้เพียงแค่รู้ที่อยู่อีเมล โดยไม่ต้องมีการคลิกหรือโต้ตอบใด ๆ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อร้านค้าออนไลน์และข้อมูลลูกค้าอย่างมาก พร้อมมีการเผยแพร่ PoC แล้ว ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 🔗 https://securityonline.info/zero-click-hijack-the-prestashop-checkout-flaw-that-turns-emails-into-full-account-access-poc-publishes 🌩️ เรื่องเล่าจากโลกไซเบอร์: วันที่ QNAP ต้องเผชิญเงามืด ลองนึกภาพบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เก็บข้อมูลอย่าง QNAP ที่ปกติทำงานเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลัง แต่วันหนึ่งกลับพบสัญญาณผิดปกติในระบบของลูกค้าทั่วโลก ไฟล์บางส่วนถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เส้นทางข้อมูลบางจุดถูกแก้ไขอย่างแยบยล และมีร่องรอยของการสแกนหาช่องโหว่แบบเป็นระบบ ทีมวิศวกรของ QNAP ต้องระดมกำลังทั้งคืนเพื่อไล่หาต้นตอ จนพบว่ามีช่องโหว่ที่เปิดให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเจาะเข้ามาได้หากตั้งค่าระบบไม่รัดกุม พวกเขารีบออกแพตช์ แนะนำวิธีป้องกัน และแจ้งเตือนผู้ใช้ทั่วโลกให้รีบอัปเดต ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปมากกว่านี้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าแม้แต่ระบบที่ดูปลอดภัย ก็ยังต้องเฝ้าระวังและอัปเดตอยู่เสมอ เพราะในโลกไซเบอร์ ไม่มีใครปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ 🔗 https://securityonline.info/qnap-patches-high-severity-sql-injection-and-path-traversal-flaws/
    SECURITYONLINE.INFO
    Systems over Slop: Nadella’s 2026 AI Vision Sparks "Microslop" Revolt
    Satya Nadella’s 2026 AI manifesto calls for a shift from "models to systems," but the #Microslop backlash proves users are tired of AI-generated junk.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 26 มุมมอง 0 รีวิว
  • เที่ยวจีน เซี่ยงไฮ้
    เดินทาง ม.ค. - มี.ค. 69 เริ่ม 12,888

    🗓 จำนวนวัน 5 วัน 3 คืน
    ✈ 9C-สปริงแอร์ไลน์
    พักโรงแรม

    ทะเลสาบซีหู
    พิพิธภัณฑ์ซีหู
    หาดไว่ทาน
    ถนนหนานจิง
    Starbucks Reserve Roastery Shanghai
    POP MART
    อาคารพันต้นไม้
    Florentia Village Outlet

    รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี ">https://eTravelWay.com
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a
    ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8

    LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f
    Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663
    Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626
    Tiktok : https://78s.me/903597
    : 021166395

    #ทัวร์จีน #shanghai #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้
    #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1
    #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    เที่ยวจีน เซี่ยงไฮ้ 🇨🇳 🗓️ เดินทาง ม.ค. - มี.ค. 69 😍 เริ่ม 12,888 🔥🔥 🗓 จำนวนวัน 5 วัน 3 คืน ✈ 9C-สปริงแอร์ไลน์ 🏨 พักโรงแรม ⭐⭐⭐ ทะเลสาบซีหู พิพิธภัณฑ์ซีหู 📍 หาดไว่ทาน 📍 ถนนหนานจิง 📍 Starbucks Reserve Roastery Shanghai 📍 POP MART 📍 อาคารพันต้นไม้ 📍 Florentia Village Outlet รวมทัวร์ไฟไหม้ ทัวร์หลุดจอง โปรพักเดี่ยว ลดเยอะสุด by 21 ปี https://eTravelWay.com🔥 ⭕️ เข้ากลุ่มลับ Facebook โปรเพียบบบบ : https://78s.me/e86e1a ⭕️ เข้ากลุ่มลับ LINE openchat ทัวร์ที่หลุด คลิก https://78s.me/501ad8 LINE ID: @etravelway.fire https://78s.me/e58a3f Facebook: etravelway.fire https://78s.me/317663 Instagram: etravelway.fire https://78s.me/d43626 Tiktok : https://78s.me/903597 ☎️: 021166395 #ทัวร์จีน #shanghai #จัดกรุ๊ปส่วนตัว #eTravelway #ทัวร์ไฟไหม้ #ทัวร์ลดราคา #ทัวร์ราคาถูก #etravelwayfire #thaitimes #News1 #คิงส์โพธิ์แดง #Sondhitalk #คุยทุกเรื่องกับสนธิ
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 26 มุมมอง 0 0 รีวิว
  • Intel Diamond Rapids เปิดตัวดีไซน์ใหม่! แยก CBB Compute Tile และ IMH Memory Hub เพื่อยุคเซิร์ฟเวอร์แห่งอนาคต

    Intel เตรียมยกระดับสถาปัตยกรรม Xeon ครั้งใหญ่ในเจเนอเรชัน Diamond Rapids (DMR) โดยเปลี่ยนโครงสร้างภายในแบบเดิมทั้งหมด และแยกส่วนสำคัญของชิปออกเป็นสองไทล์ใหม่ ได้แก่ CBB (Core Building Block) สำหรับประมวลผล และ IMH (Integrated I/O & Memory Hub) สำหรับ I/O และ Memory Controller ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจาก Granite Rapids ที่รวม IMC ไว้บนไทล์เดียวกัน

    ข้อมูลนี้ถูกค้นพบจาก Linux Kernel patches ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดเชิงลึกของการออกแบบใหม่ เช่น การมี discovery table แยกสำหรับแต่ละไทล์ และการใช้เส้นทาง PMON ที่ต่างกันระหว่าง CBB และ IMH นอกจากนี้ยังมีการยืนยันว่า Diamond Rapids จะรองรับ PCIe Gen6 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในปี 2026 และจะถูกใช้ในแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่ร่วมกับ Venice ของ Intel เช่นกัน

    Diamond Rapids ยังถูกคาดหมายว่าจะมีจำนวนคอร์สูงสุดถึง 192 คอร์ หรืออาจมากถึง 256 คอร์ ตามข่าวลือบางแหล่ง โดยใช้สถาปัตยกรรม Panther Cove P-Cores บนกระบวนการผลิต Intel 18A ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของบริษัท นอกจากนี้แพลตฟอร์ม LGA 9324 ยังรองรับ TDP สูงสุดถึง 650W สำหรับระบบหลายซ็อกเก็ต ทำให้เหมาะกับงานดาต้าเซ็นเตอร์และ AI workloads ที่ต้องการพลังประมวลผลสูงมาก

    ด้วยการแยก IMC ออกไปไว้บน IMH tile และย้ายไปอยู่บน base tile แบบเดียวกับ Clearwater Forest ทำให้ Diamond Rapids มีความยืดหยุ่นในการออกแบบมากขึ้น และสามารถเพิ่มจำนวน IMH dies ได้ถึงสองตัว ซึ่งช่วยเพิ่มแบนด์วิดท์และความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกได้อย่างมหาศาล นี่อาจเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ Intel ในการกลับมาท้าชนตลาดเซิร์ฟเวอร์ระดับสูงในปี 2026

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ดีไซน์ใหม่ของ Diamond Rapids
    แยกเป็นสองไทล์: CBB (Compute) และ IMH (I/O + Memory Hub)
    IMH อาจมีได้สูงสุด 2 dies เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์
    IMC ถูกย้ายไปอยู่บน base tile แบบเดียวกับ Clearwater Forest

    เทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่รองรับ
    รองรับ PCIe Gen6 สำหรับแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่
    มี discovery table แยกสำหรับแต่ละไทล์
    เพิ่ม PMON types ใหม่ เช่น SCA, HAMVF, PCIE6 เป็นต้น

    ข้อควรระวังและประเด็นที่ยังไม่ยืนยัน
    จำนวนคอร์ 256 คอร์ยังเป็นเพียงข่าวลือ
    ยังไม่มีข้อมูลยืนยันด้าน clock speed หรือ memory bandwidth
    การเปลี่ยนดีไซน์อาจทำให้ ecosystem ต้องปรับตัวครั้งใหญ่

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซิร์ฟเวอร์
    การแยก IMH อาจทำให้การออกแบบเมนบอร์ดซับซ้อนขึ้น
    ผู้ผลิตต้องรองรับ TDP สูงสุดถึง 650W บน LGA 9324
    ตลาด AI/Cloud อาจได้ประโยชน์จากแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นมาก

    https://wccftech.com/intel-diamond-rapids-xeon-cpus-to-feature-cbb-compute-and-imh-memory-io-tiles/
    🧩 Intel Diamond Rapids เปิดตัวดีไซน์ใหม่! แยก CBB Compute Tile และ IMH Memory Hub เพื่อยุคเซิร์ฟเวอร์แห่งอนาคต Intel เตรียมยกระดับสถาปัตยกรรม Xeon ครั้งใหญ่ในเจเนอเรชัน Diamond Rapids (DMR) โดยเปลี่ยนโครงสร้างภายในแบบเดิมทั้งหมด และแยกส่วนสำคัญของชิปออกเป็นสองไทล์ใหม่ ได้แก่ CBB (Core Building Block) สำหรับประมวลผล และ IMH (Integrated I/O & Memory Hub) สำหรับ I/O และ Memory Controller ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจาก Granite Rapids ที่รวม IMC ไว้บนไทล์เดียวกัน ข้อมูลนี้ถูกค้นพบจาก Linux Kernel patches ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดเชิงลึกของการออกแบบใหม่ เช่น การมี discovery table แยกสำหรับแต่ละไทล์ และการใช้เส้นทาง PMON ที่ต่างกันระหว่าง CBB และ IMH นอกจากนี้ยังมีการยืนยันว่า Diamond Rapids จะรองรับ PCIe Gen6 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในปี 2026 และจะถูกใช้ในแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่ร่วมกับ Venice ของ Intel เช่นกัน Diamond Rapids ยังถูกคาดหมายว่าจะมีจำนวนคอร์สูงสุดถึง 192 คอร์ หรืออาจมากถึง 256 คอร์ ตามข่าวลือบางแหล่ง โดยใช้สถาปัตยกรรม Panther Cove P-Cores บนกระบวนการผลิต Intel 18A ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของบริษัท นอกจากนี้แพลตฟอร์ม LGA 9324 ยังรองรับ TDP สูงสุดถึง 650W สำหรับระบบหลายซ็อกเก็ต ทำให้เหมาะกับงานดาต้าเซ็นเตอร์และ AI workloads ที่ต้องการพลังประมวลผลสูงมาก ด้วยการแยก IMC ออกไปไว้บน IMH tile และย้ายไปอยู่บน base tile แบบเดียวกับ Clearwater Forest ทำให้ Diamond Rapids มีความยืดหยุ่นในการออกแบบมากขึ้น และสามารถเพิ่มจำนวน IMH dies ได้ถึงสองตัว ซึ่งช่วยเพิ่มแบนด์วิดท์และความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกได้อย่างมหาศาล นี่อาจเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ Intel ในการกลับมาท้าชนตลาดเซิร์ฟเวอร์ระดับสูงในปี 2026 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ดีไซน์ใหม่ของ Diamond Rapids ➡️ แยกเป็นสองไทล์: CBB (Compute) และ IMH (I/O + Memory Hub) ➡️ IMH อาจมีได้สูงสุด 2 dies เพื่อเพิ่มแบนด์วิดท์ ➡️ IMC ถูกย้ายไปอยู่บน base tile แบบเดียวกับ Clearwater Forest ✅ เทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่รองรับ ➡️ รองรับ PCIe Gen6 สำหรับแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่ ➡️ มี discovery table แยกสำหรับแต่ละไทล์ ➡️ เพิ่ม PMON types ใหม่ เช่น SCA, HAMVF, PCIE6 เป็นต้น ‼️ ข้อควรระวังและประเด็นที่ยังไม่ยืนยัน ⛔ จำนวนคอร์ 256 คอร์ยังเป็นเพียงข่าวลือ ⛔ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันด้าน clock speed หรือ memory bandwidth ⛔ การเปลี่ยนดีไซน์อาจทำให้ ecosystem ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ‼️ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซิร์ฟเวอร์ ⛔ การแยก IMH อาจทำให้การออกแบบเมนบอร์ดซับซ้อนขึ้น ⛔ ผู้ผลิตต้องรองรับ TDP สูงสุดถึง 650W บน LGA 9324 ⛔ ตลาด AI/Cloud อาจได้ประโยชน์จากแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้นมาก https://wccftech.com/intel-diamond-rapids-xeon-cpus-to-feature-cbb-compute-and-imh-memory-io-tiles/
    WCCFTECH.COM
    Intel Diamond Rapids "Xeon" CPUs To Feature Separate CBB "Core Building Block" and IMH "I/O + Integrated Memory Hub" Tiles
    Intel's next-gen Diamond Rapids "Xeon" CPUs will carry two brand new and separate tiles codenamed CBB and IMH.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 24 มุมมอง 0 รีวิว
  • Intel Arc B770 โผล่บน GitHub! สัญญาณเปิดตัวใกล้มาก พร้อมสเปกแรงขึ้นแบบก้าวกระโดด

    Intel กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งเมื่อมีการพบข้อมูลของ Arc B770 ใน GitHub ภายใน repository ของ Intel เอง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าการ์ดจอรุ่นใหม่ในสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2) ใกล้เปิดตัวเต็มที การหลุดครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชื่อรุ่น แต่รวมถึงข้อมูลสเปกสำคัญที่ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะมันดูเหมือนจะเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก Arc A770 รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

    Arc B770 ใช้ชิป BMG-G31 พร้อมจำนวน 32 Xe2 Cores ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 20 คอร์ในรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ยังมาพร้อม VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บนบัส 256-bit ซึ่งเหมาะกับเกม AAA และงานกราฟิกหนัก ๆ แม้จะมีข่าวลือว่าบางรุ่นอาจมีมากกว่า 16GB แต่ด้วยภาวะขาดแคลน DRAM ในอุตสาหกรรมตอนนี้ ทำให้ความเป็นไปได้ลดลง

    การ์ดรุ่นนี้ถูกคาดหมายว่าจะชนกับ AMD RX 9060-class และ NVIDIA RTX 5060-class โดยมีค่า TGP สูงสุดราว 300W ซึ่งบ่งบอกว่าประสิทธิภาพอาจอยู่ในระดับกลาง–บนของตลาด นอกจากนี้ยังผลิตบนกระบวนการ TSMC N5 เช่นเดียวกับ GPU Battlemage รุ่นอื่น ๆ ทำให้หลายคนคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีขึ้น

    Intel ยังมีข่าวลือว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยี multi-frame generation ของตัวเอง ซึ่งอาจเปิดตัวพร้อมกับ B770 เพื่อแข่งขันกับ DLSS และ FSR ในตลาดปัจจุบัน และด้วยงาน CES 2026 ที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน ทำให้หลายคนคาดว่า Intel อาจใช้เวทีนี้เปิดตัวการ์ดรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความร้อนแรงให้ตลาด GPU ระดับกลางที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลสเปกที่หลุดของ Intel Arc B770
    ใช้ชิป BMG-G31 บนสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2)
    มาพร้อม 32 Xe2 Cores เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก
    VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บัส 256-bit
    ค่า TGP สูงสุดประมาณ 300W

    ความคืบหน้าด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี
    Intel พัฒนา multi-frame generation ของตัวเองอยู่
    ไดรเวอร์มีความเสถียรขึ้นมากเมื่อเทียบกับยุค Arc A770

    ข้อควรระวังในการตีความข้อมูลหลุด
    ข้อมูลจาก GitHub อาจเป็นของต้นแบบ ไม่ใช่สเปกขายจริง
    ปริมาณ VRAM อาจไม่ตรงตามข่าวลือเพราะภาวะ DRAM shortage
    ยังไม่มีข้อมูล clock speed หรือผลทดสอบจริง

    ผลกระทบต่อวงการ GPU
    ตลาดระดับกลางจะร้อนแรงขึ้นเมื่อ Intel เข้ามาชน AMD/NVIDIA โดยตรง
    ผู้บริโภคอาจได้ตัวเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นหาก Intel ตั้งราคาแข่งขัน
    ความสำเร็จของ Battlemage จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคต GPU ของ Intel

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/intels-upcoming-arc-b770-discrete-gpu-leaks-out-on-github-launch-appears-imminent-reportedly-featuring-the-bmg-g31-gpu-16gb-vram-32-xe2-cores-and-300w-tdp
    🔥 Intel Arc B770 โผล่บน GitHub! สัญญาณเปิดตัวใกล้มาก พร้อมสเปกแรงขึ้นแบบก้าวกระโดด Intel กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งเมื่อมีการพบข้อมูลของ Arc B770 ใน GitHub ภายใน repository ของ Intel เอง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าการ์ดจอรุ่นใหม่ในสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2) ใกล้เปิดตัวเต็มที การหลุดครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชื่อรุ่น แต่รวมถึงข้อมูลสเปกสำคัญที่ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะมันดูเหมือนจะเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก Arc A770 รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด Arc B770 ใช้ชิป BMG-G31 พร้อมจำนวน 32 Xe2 Cores ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 20 คอร์ในรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก นอกจากนี้ยังมาพร้อม VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บนบัส 256-bit ซึ่งเหมาะกับเกม AAA และงานกราฟิกหนัก ๆ แม้จะมีข่าวลือว่าบางรุ่นอาจมีมากกว่า 16GB แต่ด้วยภาวะขาดแคลน DRAM ในอุตสาหกรรมตอนนี้ ทำให้ความเป็นไปได้ลดลง การ์ดรุ่นนี้ถูกคาดหมายว่าจะชนกับ AMD RX 9060-class และ NVIDIA RTX 5060-class โดยมีค่า TGP สูงสุดราว 300W ซึ่งบ่งบอกว่าประสิทธิภาพอาจอยู่ในระดับกลาง–บนของตลาด นอกจากนี้ยังผลิตบนกระบวนการ TSMC N5 เช่นเดียวกับ GPU Battlemage รุ่นอื่น ๆ ทำให้หลายคนคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีขึ้น Intel ยังมีข่าวลือว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยี multi-frame generation ของตัวเอง ซึ่งอาจเปิดตัวพร้อมกับ B770 เพื่อแข่งขันกับ DLSS และ FSR ในตลาดปัจจุบัน และด้วยงาน CES 2026 ที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน ทำให้หลายคนคาดว่า Intel อาจใช้เวทีนี้เปิดตัวการ์ดรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความร้อนแรงให้ตลาด GPU ระดับกลางที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลสเปกที่หลุดของ Intel Arc B770 ➡️ ใช้ชิป BMG-G31 บนสถาปัตยกรรม Battlemage (Xe2) ➡️ มาพร้อม 32 Xe2 Cores เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่างมาก ➡️ VRAM อย่างน้อย 16GB GDDR6 บัส 256-bit ➡️ ค่า TGP สูงสุดประมาณ 300W ✅ ความคืบหน้าด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ➡️ Intel พัฒนา multi-frame generation ของตัวเองอยู่ ➡️ ไดรเวอร์มีความเสถียรขึ้นมากเมื่อเทียบกับยุค Arc A770 ‼️ ข้อควรระวังในการตีความข้อมูลหลุด ⛔ ข้อมูลจาก GitHub อาจเป็นของต้นแบบ ไม่ใช่สเปกขายจริง ⛔ ปริมาณ VRAM อาจไม่ตรงตามข่าวลือเพราะภาวะ DRAM shortage ⛔ ยังไม่มีข้อมูล clock speed หรือผลทดสอบจริง ‼️ ผลกระทบต่อวงการ GPU ⛔ ตลาดระดับกลางจะร้อนแรงขึ้นเมื่อ Intel เข้ามาชน AMD/NVIDIA โดยตรง ⛔ ผู้บริโภคอาจได้ตัวเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นหาก Intel ตั้งราคาแข่งขัน ⛔ ความสำเร็จของ Battlemage จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคต GPU ของ Intel https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/intels-upcoming-arc-b770-discrete-gpu-leaks-out-on-github-launch-appears-imminent-reportedly-featuring-the-bmg-g31-gpu-16gb-vram-32-xe2-cores-and-300w-tdp
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 29 มุมมอง 0 รีวิว
  • Samsung เปิดตัวคอนเซ็ปต์สุดล้ำ! AI OLED Cassette & Turntable โชว์อนาคตจอวงกลมในยุค AI

    Samsung Display สร้างความฮือฮาในงาน CES 2026 ด้วยการเผยโฉมคอนเซ็ปต์อุปกรณ์ใหม่ที่ใช้จอ OLED ทรงกลม ทั้ง AI OLED Cassette และ AI OLED Turntable ซึ่งเป็นดีไซน์แนวเรโทรผสมเทคโนโลยีล้ำยุค จุดประสงค์คือโชว์ศักยภาพของจอ OLED รุ่นล่าสุดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ๆ ได้หลากหลาย

    AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 1.5 นิ้วสองจอ โดยหนึ่งจอทำหน้าที่คล้ายหน้าปัดสมาร์ตวอทช์ ส่วนอีกจอเป็นหน้าสถานะ พร้อมด้วยจอทรงรีด้านบนที่ดูเหมือนเป็นปุ่มหมุนหรือแผงควบคุมแบบสัมผัส ดีไซน์โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นเทปยุคเก่า แต่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และจอ OLED รุ่นใหม่

    ส่วน AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาดใหญ่ถึง 13.4 นิ้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคอนาล็อก แต่เปลี่ยนเป็นจอสัมผัสเต็มพื้นที่ แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงแบบไหน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการโชว์ศักยภาพจอ OLED ทรงกลมในอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ๆ

    นอกจากสองคอนเซ็ปต์นี้ Samsung ยังโชว์เทคโนโลยี OLED อื่นๆ เช่น จอที่ทนทานขึ้นผ่านการทดสอบลูกเหล็กตกใส่และทดสอบความเย็นจัด รวมถึงจอสำหรับรถยนต์ จอ Ultra Thin OLED ที่เบาลง 30% และบางลง 30% และจอ XR microdisplay ความละเอียดสูงถึง 5,000 PPI สำหรับอุปกรณ์สวมศีรษะในอนาคตอีกด้วย

    สรุปประเด็นสำคัญ
    คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ Samsung นำมาโชว์ใน CES 2026
    AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลม 1.5 นิ้วสองจอ
    AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 13.4 นิ้ว
    ทั้งสองออกแบบแนวเรโทรผสมเทคโนโลยี AI

    จุดเด่นของเทคโนโลยี OLED รุ่นใหม่
    ความยืดหยุ่นสูง นำไปใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ได้
    ความทนทานเพิ่มขึ้น ผ่านการทดสอบแรงกระแทกและอุณหภูมิต่ำ
    จอ Ultra Thin OLED เบาและบางลง 30%

    ข้อควรระวังในการตีความคอนเซ็ปต์
    อุปกรณ์เหล่านี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่สินค้าจริง
    ฟีเจอร์การใช้งานจริงยังไม่เปิดเผย
    ดีไซน์อาจถูกปรับเปลี่ยนก่อนเข้าสู่ตลาด

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจอภาพ
    ผู้ผลิตรายอื่นอาจต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจอรูปทรงใหม่
    ตลาดอุปกรณ์ AI อาจเปลี่ยนไปสู่ดีไซน์เรโทรผสมอนาคต
    ความต้องการจอ OLED ทรงกลมอาจเพิ่มขึ้นในอุปกรณ์เฉพาะทาง

    https://www.tomshardware.com/monitors/samsung-teases-ai-oled-cassette-and-turntable-display-division-stretches-the-feasible-use-cases-for-its-latest-tech-at-ces-2026
    🎧 Samsung เปิดตัวคอนเซ็ปต์สุดล้ำ! AI OLED Cassette & Turntable โชว์อนาคตจอวงกลมในยุค AI Samsung Display สร้างความฮือฮาในงาน CES 2026 ด้วยการเผยโฉมคอนเซ็ปต์อุปกรณ์ใหม่ที่ใช้จอ OLED ทรงกลม ทั้ง AI OLED Cassette และ AI OLED Turntable ซึ่งเป็นดีไซน์แนวเรโทรผสมเทคโนโลยีล้ำยุค จุดประสงค์คือโชว์ศักยภาพของจอ OLED รุ่นล่าสุดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ๆ ได้หลากหลาย AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 1.5 นิ้วสองจอ โดยหนึ่งจอทำหน้าที่คล้ายหน้าปัดสมาร์ตวอทช์ ส่วนอีกจอเป็นหน้าสถานะ พร้อมด้วยจอทรงรีด้านบนที่ดูเหมือนเป็นปุ่มหมุนหรือแผงควบคุมแบบสัมผัส ดีไซน์โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นเทปยุคเก่า แต่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และจอ OLED รุ่นใหม่ ส่วน AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาดใหญ่ถึง 13.4 นิ้ว ให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นแผ่นเสียงยุคอนาล็อก แต่เปลี่ยนเป็นจอสัมผัสเต็มพื้นที่ แม้ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงแบบไหน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการโชว์ศักยภาพจอ OLED ทรงกลมในอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ๆ นอกจากสองคอนเซ็ปต์นี้ Samsung ยังโชว์เทคโนโลยี OLED อื่นๆ เช่น จอที่ทนทานขึ้นผ่านการทดสอบลูกเหล็กตกใส่และทดสอบความเย็นจัด รวมถึงจอสำหรับรถยนต์ จอ Ultra Thin OLED ที่เบาลง 30% และบางลง 30% และจอ XR microdisplay ความละเอียดสูงถึง 5,000 PPI สำหรับอุปกรณ์สวมศีรษะในอนาคตอีกด้วย 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ Samsung นำมาโชว์ใน CES 2026 ➡️ AI OLED Cassette ใช้จอ OLED ทรงกลม 1.5 นิ้วสองจอ ➡️ AI OLED Turntable ใช้จอ OLED ทรงกลมขนาด 13.4 นิ้ว ➡️ ทั้งสองออกแบบแนวเรโทรผสมเทคโนโลยี AI ✅ จุดเด่นของเทคโนโลยี OLED รุ่นใหม่ ➡️ ความยืดหยุ่นสูง นำไปใช้กับอุปกรณ์ AI รูปแบบใหม่ได้ ➡️ ความทนทานเพิ่มขึ้น ผ่านการทดสอบแรงกระแทกและอุณหภูมิต่ำ ➡️ จอ Ultra Thin OLED เบาและบางลง 30% ‼️ ข้อควรระวังในการตีความคอนเซ็ปต์ ⛔ อุปกรณ์เหล่านี้ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่สินค้าจริง ⛔ ฟีเจอร์การใช้งานจริงยังไม่เปิดเผย ⛔ ดีไซน์อาจถูกปรับเปลี่ยนก่อนเข้าสู่ตลาด ‼️ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจอภาพ ⛔ ผู้ผลิตรายอื่นอาจต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจอรูปทรงใหม่ ⛔ ตลาดอุปกรณ์ AI อาจเปลี่ยนไปสู่ดีไซน์เรโทรผสมอนาคต ⛔ ความต้องการจอ OLED ทรงกลมอาจเพิ่มขึ้นในอุปกรณ์เฉพาะทาง https://www.tomshardware.com/monitors/samsung-teases-ai-oled-cassette-and-turntable-display-division-stretches-the-feasible-use-cases-for-its-latest-tech-at-ces-2026
    WWW.TOMSHARDWARE.COM
    Samsung teases AI OLED Cassette and Turntable — display division stretches the feasible use cases for its latest tech at CES 2026
    These retro-analog designs showcase the firm's latest circular 1.5-inch and 13.4-inch OLED displays.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 23 มุมมอง 0 รีวิว
  • Windows 11 แพ้ยับ! ทดสอบ 6 รุ่น Windows พบ 8.1 เร็วที่สุดบนฮาร์ดแวร์เก่า

    การทดสอบล่าสุดจากครีเอเตอร์รายหนึ่งได้สร้างกระแสในชุมชนไอที เมื่อเขานำ Windows ทั้ง 6 รุ่น—ตั้งแต่ XP จนถึง 11—มาวัดประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์เก่ารุ่น ThinkPad X220 ผลลัพธ์กลับทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะ Windows 11 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่สุด กลับทำผลงานได้แย่ที่สุดในแทบทุกการทดสอบ ขณะที่ Windows 8.1 กลับเฉิดฉายขึ้นมาเป็นแชมป์แบบเหนือความคาดหมาย

    แม้ผลลัพธ์จะดู “ตลกแต่เจ็บจริง” สำหรับผู้ใช้ Windows 11 แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทดสอบนี้มีความลำเอียงโดยธรรมชาติ เพราะฮาร์ดแวร์ที่ใช้ไม่รองรับ Windows 11 อย่างเป็นทางการ และยังใช้ HDD แทน SSD ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้าลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความต้องการทรัพยากรของ Windows 11 ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน

    การทดสอบครอบคลุมตั้งแต่เวลาเปิดเครื่อง การใช้พื้นที่เก็บข้อมูล การใช้ RAM จำนวนแท็บที่เปิดได้ในเบราว์เซอร์ ไปจนถึงงานจริงอย่างตัดต่อเสียง–วิดีโอ และการรันโปรแกรมต่าง ๆ ผลคือ Windows 11 มักจบอันดับสุดท้ายหรือใกล้เคียงสุดท้ายเสมอ ขณะที่ Windows XP และ Windows 8.1 กลับทำคะแนนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในงานเบา ๆ และการจัดการหน่วยความจำ

    ท้ายที่สุด ผู้ทดสอบสรุปว่า Windows 8.1 ให้ประสบการณ์ที่ “ลื่นที่สุด” บนฮาร์ดแวร์เก่า และยังมีความทันสมัยพอสมควรเมื่อเทียบกับ XP หรือ 7 อย่างไรก็ตาม หากใช้ฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ผลลัพธ์จะกลับตาลปัตรทันที เพราะ Windows 11 ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ SSD, CPU รุ่นใหม่ และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่าเดิมมาก

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Windows ทั้ง 6 รุ่น
    Windows 11 ทำคะแนนต่ำสุดในแทบทุกหมวด
    Windows 8.1 ทำคะแนนดีที่สุดโดยรวม
    Windows XP ชนะในงานเบา ๆ เช่น RAM และพื้นที่จัดเก็บ

    สาเหตุที่ Windows 11 ทำผลงานแย่
    ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ทดสอบไม่รองรับ Windows 11
    HDD ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้ากว่าปกติ
    Windows 11 มีบริการพื้นหลังและระบบความปลอดภัยที่ใช้ทรัพยากรสูง

    ข้อควรระวังในการตีความผลทดสอบ
    การทดสอบไม่สะท้อนประสบการณ์จริงบนฮาร์ดแวร์ยุคใหม่
    ผลลัพธ์อาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า Windows 11 “แย่เสมอ”
    การใช้ HDD ทำให้ระบบใหม่เสียเปรียบอย่างมาก

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป
    ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์เก่าอาจพบว่า Windows 11 ช้ากว่ารุ่นก่อน
    ผู้ใช้ที่ยังใช้ HDD ควรพิจารณาอัปเกรดเป็น SSD ก่อนลง Windows 10/11
    การยึดติดกับผลทดสอบนี้อาจทำให้ตัดสินใจผิดในการเลือก OS

    https://www.tomshardware.com/software/windows/speed-test-pits-six-generations-of-windows-against-each-other-windows-11-placed-dead-last-across-most-benchmarks-8-1-emerges-as-unexpected-winner-in-this-unscientific-comparison
    ⚡ Windows 11 แพ้ยับ! ทดสอบ 6 รุ่น Windows พบ 8.1 เร็วที่สุดบนฮาร์ดแวร์เก่า การทดสอบล่าสุดจากครีเอเตอร์รายหนึ่งได้สร้างกระแสในชุมชนไอที เมื่อเขานำ Windows ทั้ง 6 รุ่น—ตั้งแต่ XP จนถึง 11—มาวัดประสิทธิภาพบนฮาร์ดแวร์เก่ารุ่น ThinkPad X220 ผลลัพธ์กลับทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะ Windows 11 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่สุด กลับทำผลงานได้แย่ที่สุดในแทบทุกการทดสอบ ขณะที่ Windows 8.1 กลับเฉิดฉายขึ้นมาเป็นแชมป์แบบเหนือความคาดหมาย แม้ผลลัพธ์จะดู “ตลกแต่เจ็บจริง” สำหรับผู้ใช้ Windows 11 แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทดสอบนี้มีความลำเอียงโดยธรรมชาติ เพราะฮาร์ดแวร์ที่ใช้ไม่รองรับ Windows 11 อย่างเป็นทางการ และยังใช้ HDD แทน SSD ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้าลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความต้องการทรัพยากรของ Windows 11 ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน การทดสอบครอบคลุมตั้งแต่เวลาเปิดเครื่อง การใช้พื้นที่เก็บข้อมูล การใช้ RAM จำนวนแท็บที่เปิดได้ในเบราว์เซอร์ ไปจนถึงงานจริงอย่างตัดต่อเสียง–วิดีโอ และการรันโปรแกรมต่าง ๆ ผลคือ Windows 11 มักจบอันดับสุดท้ายหรือใกล้เคียงสุดท้ายเสมอ ขณะที่ Windows XP และ Windows 8.1 กลับทำคะแนนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในงานเบา ๆ และการจัดการหน่วยความจำ ท้ายที่สุด ผู้ทดสอบสรุปว่า Windows 8.1 ให้ประสบการณ์ที่ “ลื่นที่สุด” บนฮาร์ดแวร์เก่า และยังมีความทันสมัยพอสมควรเมื่อเทียบกับ XP หรือ 7 อย่างไรก็ตาม หากใช้ฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ผลลัพธ์จะกลับตาลปัตรทันที เพราะ Windows 11 ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ SSD, CPU รุ่นใหม่ และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่าเดิมมาก 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Windows ทั้ง 6 รุ่น ➡️ Windows 11 ทำคะแนนต่ำสุดในแทบทุกหมวด ➡️ Windows 8.1 ทำคะแนนดีที่สุดโดยรวม ➡️ Windows XP ชนะในงานเบา ๆ เช่น RAM และพื้นที่จัดเก็บ ✅ สาเหตุที่ Windows 11 ทำผลงานแย่ ➡️ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ทดสอบไม่รองรับ Windows 11 ➡️ HDD ทำให้ระบบใหม่ทำงานช้ากว่าปกติ ➡️ Windows 11 มีบริการพื้นหลังและระบบความปลอดภัยที่ใช้ทรัพยากรสูง ‼️ ข้อควรระวังในการตีความผลทดสอบ ⛔ การทดสอบไม่สะท้อนประสบการณ์จริงบนฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ ⛔ ผลลัพธ์อาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่า Windows 11 “แย่เสมอ” ⛔ การใช้ HDD ทำให้ระบบใหม่เสียเปรียบอย่างมาก ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป ⛔ ผู้ใช้ฮาร์ดแวร์เก่าอาจพบว่า Windows 11 ช้ากว่ารุ่นก่อน ⛔ ผู้ใช้ที่ยังใช้ HDD ควรพิจารณาอัปเกรดเป็น SSD ก่อนลง Windows 10/11 ⛔ การยึดติดกับผลทดสอบนี้อาจทำให้ตัดสินใจผิดในการเลือก OS https://www.tomshardware.com/software/windows/speed-test-pits-six-generations-of-windows-against-each-other-windows-11-placed-dead-last-across-most-benchmarks-8-1-emerges-as-unexpected-winner-in-this-unscientific-comparison
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 27 มุมมอง 0 รีวิว
  • Blu‑ray ครบรอบ 20 ปี: จากเทคโนโลยีล้ำยุคสู่สื่อเก็บข้อมูลที่ยังไม่ยอมตาย

    ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ Blu‑ray Disc เทคโนโลยีสื่อเก็บข้อมูลที่เปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะในงาน CES 2006 และกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ DVD อย่างเป็นทางการ จุดเด่นของ Blu‑ray คือความจุที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า—จาก DVD 4.7GB กระโดดเป็น 25GB ต่อชั้น—ด้วยการใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วงความยาวคลื่นสั้น ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้หนาแน่นขึ้นอย่างมาก.

    แม้ยุคสตรีมมิงจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ Blu‑ray ก็ยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ต้องการคุณภาพภาพ‑เสียงระดับสูงสุด เพราะแผ่น Blu‑ray 4K ยังให้บิตเรตสูงกว่าการสตรีมหลายเท่า ทำให้ภาพคมกว่า สีแม่นกว่า และเสียงสมบูรณ์กว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ “จับต้องได้” ซึ่งยังมีคุณค่าทางอารมณ์สำหรับหลายคน.

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณถอยห่างจากสื่อประเภทนี้ เช่น Sony หยุดผลิตแผ่น Blu‑ray แบบบันทึกได้ในปี 2025 และ LG เลิกผลิตเครื่องเล่น Blu‑ray ตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลติดมาให้แล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างญี่ปุ่นที่ยังมีความต้องการสูงขึ้นในช่วง Windows 10 หมดอายุ.

    แม้จะถูกมองว่าใกล้ถึงจุดจบ แต่ Blu‑ray ก็ยังคงมีบทบาทในบางตลาด เช่น การจัดจำหน่ายภาพยนตร์คุณภาพสูง การเก็บข้อมูลระยะยาว และการใช้งานเฉพาะทางในบางอุตสาหกรรม ทำให้สื่อชนิดนี้ยังไม่ “ตายสนิท” และอาจยังอยู่กับเราไปอีกหลายปี.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    Blu‑ray เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006
    ใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วง 405nm เพื่อเพิ่มความจุ
    ความจุสูงกว่า DVD หลายเท่า (25GB ต่อชั้น)

    ยังเป็นสื่อคุณภาพสูงที่เหนือกว่าสตรีมมิง
    บิตเรตสูงกว่า ทำให้ภาพและเสียงดีกว่า
    เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมและผู้รักคุณภาพ

    อุตสาหกรรมเริ่มลดการสนับสนุน
    Sony และ LG หยุดผลิตบางส่วนของสายผลิตภัณฑ์
    คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลแล้ว

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    ความนิยมลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะสตรีมมิงครองตลาด
    อุปกรณ์เล่น Blu‑ray หาซื้อยากขึ้นเรื่อย ๆ

    อนาคตอาจไม่สดใส
    ผู้ผลิตสื่อและฮาร์ดแวร์ทยอยถอนตัว
    ความเสี่ยงที่ Blu‑ray จะกลายเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มในอนาคต

    https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/blu-ray-hits-20-optical-disc-format-was-introduced-to-the-public-at-ces-2006
    💿 Blu‑ray ครบรอบ 20 ปี: จากเทคโนโลยีล้ำยุคสู่สื่อเก็บข้อมูลที่ยังไม่ยอมตาย ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ Blu‑ray Disc เทคโนโลยีสื่อเก็บข้อมูลที่เปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะในงาน CES 2006 และกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ DVD อย่างเป็นทางการ จุดเด่นของ Blu‑ray คือความจุที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า—จาก DVD 4.7GB กระโดดเป็น 25GB ต่อชั้น—ด้วยการใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วงความยาวคลื่นสั้น ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้หนาแน่นขึ้นอย่างมาก. แม้ยุคสตรีมมิงจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ Blu‑ray ก็ยังไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ต้องการคุณภาพภาพ‑เสียงระดับสูงสุด เพราะแผ่น Blu‑ray 4K ยังให้บิตเรตสูงกว่าการสตรีมหลายเท่า ทำให้ภาพคมกว่า สีแม่นกว่า และเสียงสมบูรณ์กว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ “จับต้องได้” ซึ่งยังมีคุณค่าทางอารมณ์สำหรับหลายคน. อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณถอยห่างจากสื่อประเภทนี้ เช่น Sony หยุดผลิตแผ่น Blu‑ray แบบบันทึกได้ในปี 2025 และ LG เลิกผลิตเครื่องเล่น Blu‑ray ตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลติดมาให้แล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างญี่ปุ่นที่ยังมีความต้องการสูงขึ้นในช่วง Windows 10 หมดอายุ. แม้จะถูกมองว่าใกล้ถึงจุดจบ แต่ Blu‑ray ก็ยังคงมีบทบาทในบางตลาด เช่น การจัดจำหน่ายภาพยนตร์คุณภาพสูง การเก็บข้อมูลระยะยาว และการใช้งานเฉพาะทางในบางอุตสาหกรรม ทำให้สื่อชนิดนี้ยังไม่ “ตายสนิท” และอาจยังอยู่กับเราไปอีกหลายปี. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ Blu‑ray เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 ➡️ ใช้เลเซอร์สีน้ำเงิน‑ม่วง 405nm เพื่อเพิ่มความจุ ➡️ ความจุสูงกว่า DVD หลายเท่า (25GB ต่อชั้น) ✅ ยังเป็นสื่อคุณภาพสูงที่เหนือกว่าสตรีมมิง ➡️ บิตเรตสูงกว่า ทำให้ภาพและเสียงดีกว่า ➡️ เป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมและผู้รักคุณภาพ ✅ อุตสาหกรรมเริ่มลดการสนับสนุน ➡️ Sony และ LG หยุดผลิตบางส่วนของสายผลิตภัณฑ์ ➡️ คอมพิวเตอร์ยุคใหม่แทบไม่มีไดรฟ์ออปติคัลแล้ว ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ ความนิยมลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะสตรีมมิงครองตลาด ⛔ อุปกรณ์เล่น Blu‑ray หาซื้อยากขึ้นเรื่อย ๆ ‼️ อนาคตอาจไม่สดใส ⛔ ผู้ผลิตสื่อและฮาร์ดแวร์ทยอยถอนตัว ⛔ ความเสี่ยงที่ Blu‑ray จะกลายเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มในอนาคต https://www.tomshardware.com/pc-components/storage/blu-ray-hits-20-optical-disc-format-was-introduced-to-the-public-at-ces-2006
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • ร้านค้าปลีกเยอรมันเริ่ม “จำกัดจำนวน” RTX 5070 หลังรุ่นแรงกว่าขาดตลาดยกแผง

    ตลาดการ์ดจอในยุโรปกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าร้านค้าปลีกในเยอรมนีเริ่ม “จำกัดจำนวนการซื้อ” ของ NVIDIA GeForce RTX 5070 เนื่องจากรุ่นที่แรงกว่าอย่าง RTX 5080 และ RTX 5090 ขาดตลาดจนหมดเกลี้ยง การจำกัดจำนวนนี้สะท้อนถึงความต้องการที่สูงผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่รอบขาดแคลนใหม่คล้ายยุค mining boom ในอดีต.

    สาเหตุหลักมาจากการที่ NVIDIA เปิดตัวรุ่นท็อปในจำนวนจำกัด ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหันมาซื้อ RTX 5070 แทน ส่งผลให้ความต้องการพุ่งสูงจนร้านค้าต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการกว้านซื้อไปขายต่อ (scalping). นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ค้าส่งบางรายได้รับสินค้าไม่ครบตามโควตา ทำให้ปัญหาขาดแคลนยิ่งรุนแรงขึ้น.

    RTX 5070 กลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเพราะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงรุ่นสูงกว่าในราคาที่จับต้องได้กว่า โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่ราคาการ์ดจอมักสูงกว่าสหรัฐฯ การที่รุ่นท็อปหมดสต็อกทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเลือก “ซื้อรุ่นรองที่คุ้มค่า” ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด.

    ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปัญหานี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หาก NVIDIA ไม่เพิ่มกำลังการผลิตหรือกระจายสินค้าให้สมดุลมากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรีบตัดสินใจซื้อก่อนที่ราคาจะเริ่มขยับขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ร้านค้าปลีกเยอรมันจำกัดการซื้อ RTX 5070
    เพื่อป้องกันการกว้านซื้อและขายต่อ
    เกิดจากความต้องการสูงผิดปกติในช่วงสต็อกขาดแคลน

    รุ่นแรงกว่าอย่าง RTX 5080 / 5090 หมดสต็อก
    ทำให้ผู้ใช้หันมาซื้อ RTX 5070 แทน
    ผู้ค้าส่งได้รับสินค้าน้อยกว่าที่คาดการณ์

    RTX 5070 กลายเป็นรุ่นยอดนิยม
    ประสิทธิภาพคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา
    เป็นตัวเลือกทดแทนรุ่นท็อปที่หายาก

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/german-retail-supplier-allegedly-rationing-rtx-5070-gpus-more-powerful-nvidia-graphics-cards-are-completely-out-of-stock
    🛒 ร้านค้าปลีกเยอรมันเริ่ม “จำกัดจำนวน” RTX 5070 หลังรุ่นแรงกว่าขาดตลาดยกแผง ตลาดการ์ดจอในยุโรปกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าร้านค้าปลีกในเยอรมนีเริ่ม “จำกัดจำนวนการซื้อ” ของ NVIDIA GeForce RTX 5070 เนื่องจากรุ่นที่แรงกว่าอย่าง RTX 5080 และ RTX 5090 ขาดตลาดจนหมดเกลี้ยง การจำกัดจำนวนนี้สะท้อนถึงความต้องการที่สูงผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเข้าสู่รอบขาดแคลนใหม่คล้ายยุค mining boom ในอดีต. สาเหตุหลักมาจากการที่ NVIDIA เปิดตัวรุ่นท็อปในจำนวนจำกัด ทำให้ผู้ใช้ที่ต้องการอัปเกรดหันมาซื้อ RTX 5070 แทน ส่งผลให้ความต้องการพุ่งสูงจนร้านค้าต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการกว้านซื้อไปขายต่อ (scalping). นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ค้าส่งบางรายได้รับสินค้าไม่ครบตามโควตา ทำให้ปัญหาขาดแคลนยิ่งรุนแรงขึ้น. RTX 5070 กลายเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเพราะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงรุ่นสูงกว่าในราคาที่จับต้องได้กว่า โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่ราคาการ์ดจอมักสูงกว่าสหรัฐฯ การที่รุ่นท็อปหมดสต็อกทำให้ผู้ใช้จำนวนมากเลือก “ซื้อรุ่นรองที่คุ้มค่า” ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด. ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปัญหานี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หาก NVIDIA ไม่เพิ่มกำลังการผลิตหรือกระจายสินค้าให้สมดุลมากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องรีบตัดสินใจซื้อก่อนที่ราคาจะเริ่มขยับขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ร้านค้าปลีกเยอรมันจำกัดการซื้อ RTX 5070 ➡️ เพื่อป้องกันการกว้านซื้อและขายต่อ ➡️ เกิดจากความต้องการสูงผิดปกติในช่วงสต็อกขาดแคลน ✅ รุ่นแรงกว่าอย่าง RTX 5080 / 5090 หมดสต็อก ➡️ ทำให้ผู้ใช้หันมาซื้อ RTX 5070 แทน ➡️ ผู้ค้าส่งได้รับสินค้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ ✅ RTX 5070 กลายเป็นรุ่นยอดนิยม ➡️ ประสิทธิภาพคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา ➡️ เป็นตัวเลือกทดแทนรุ่นท็อปที่หายาก https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/german-retail-supplier-allegedly-rationing-rtx-5070-gpus-more-powerful-nvidia-graphics-cards-are-completely-out-of-stock
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • กองทัพสหรัฐทดสอบเลเซอร์ 20,000W บนยานพาหนะ: อาวุธต่อต้านโดรนที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม

    กองทัพสหรัฐกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโดรนอย่างจริงจัง หลังจากภัยคุกคามจากโดรนราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสนามรบยุคใหม่ ล่าสุดได้มีการทดสอบระบบเลเซอร์พลังงานสูง 20,000 วัตต์ (20 kW) ที่ติดตั้งบนยานพาหนะทางทหาร ซึ่งเป็นเวอร์ชันอัปเกรดของระบบที่เรียกว่า LOCUST (Laser-Ordnance Combat Unit for Strategic Targets). การอัปเกรดครั้งนี้ทำให้ระบบสามารถทำลายโดรนได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน.

    ระบบเลเซอร์รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโดรนหลายประเภท ตั้งแต่โดรนสอดแนมขนาดเล็ก ไปจนถึงโดรนโจมตีแบบ kamikaze ที่กำลังถูกใช้ในสงครามหลายพื้นที่ทั่วโลก จุดเด่นของเลเซอร์คือสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน และต้นทุนต่อการยิงต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีราคาสูงหลายหมื่นถึงหลายแสนดอลลาร์ต่อครั้ง.

    การทดสอบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า LOCUST รุ่นอัปเดตสามารถ “ล็อกเป้าและทำลายโดรน” ได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนสูงหรือมีโดรนหลายลำเข้ามาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบติดตามเป้าหมาย (tracking) และระบบควบคุมความร้อน ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นโดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสะสม.

    แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่หลายฝ่ายมองว่าเลเซอร์พลังงานสูงจะกลายเป็น “อาวุธหลัก” ในการป้องกันโดรนในอนาคต เพราะมีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และสามารถติดตั้งบนยานพาหนะหลายประเภทได้ หากพัฒนาเต็มรูปแบบสำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลของสงครามยุคโดรนไปอย่างสิ้นเชิง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ระบบเลเซอร์ LOCUST รุ่นใหม่มีพลังสูงขึ้น
    ใช้เลเซอร์ 20,000W ทำลายโดรนได้เร็วกว่าเดิม
    ระบบ tracking และการควบคุมความร้อนถูกปรับปรุงให้เสถียรขึ้น

    ออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามโดรนยุคใหม่
    รับมือโดรนสอดแนมและโดรนโจมตีแบบ kamikaze
    ยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน ลดต้นทุนต่อการยิงอย่างมาก

    เหมาะสำหรับการติดตั้งบนยานพาหนะหลากหลายประเภท
    ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าของรถทหาร
    สามารถเคลื่อนที่และยิงได้ในสถานการณ์จริง

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    เลเซอร์อาจมีประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศแย่ เช่น หมอกหรือฝุ่นหนา
    ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีมากเพื่อป้องกันความร้อนสะสม

    ยังอยู่ในช่วงทดสอบ
    ยังไม่พร้อมใช้งานในสนามรบจริง
    ต้องผ่านการทดสอบความทนทานและความปลอดภัยเพิ่มเติม

    https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-army-tests-20-000w-vehicle-mounted-laser-systems-for-drone-defense-updated-locust-device-is-now-more-lethal-against-drones
    🔫 กองทัพสหรัฐทดสอบเลเซอร์ 20,000W บนยานพาหนะ: อาวุธต่อต้านโดรนที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม กองทัพสหรัฐกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโดรนอย่างจริงจัง หลังจากภัยคุกคามจากโดรนราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสนามรบยุคใหม่ ล่าสุดได้มีการทดสอบระบบเลเซอร์พลังงานสูง 20,000 วัตต์ (20 kW) ที่ติดตั้งบนยานพาหนะทางทหาร ซึ่งเป็นเวอร์ชันอัปเกรดของระบบที่เรียกว่า LOCUST (Laser-Ordnance Combat Unit for Strategic Targets). การอัปเกรดครั้งนี้ทำให้ระบบสามารถทำลายโดรนได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน. ระบบเลเซอร์รุ่นใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโดรนหลายประเภท ตั้งแต่โดรนสอดแนมขนาดเล็ก ไปจนถึงโดรนโจมตีแบบ kamikaze ที่กำลังถูกใช้ในสงครามหลายพื้นที่ทั่วโลก จุดเด่นของเลเซอร์คือสามารถยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน และต้นทุนต่อการยิงต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีราคาสูงหลายหมื่นถึงหลายแสนดอลลาร์ต่อครั้ง. การทดสอบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า LOCUST รุ่นอัปเดตสามารถ “ล็อกเป้าและทำลายโดรน” ได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนสูงหรือมีโดรนหลายลำเข้ามาพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบติดตามเป้าหมาย (tracking) และระบบควบคุมความร้อน ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้นโดยไม่เกิดปัญหาความร้อนสะสม. แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่หลายฝ่ายมองว่าเลเซอร์พลังงานสูงจะกลายเป็น “อาวุธหลัก” ในการป้องกันโดรนในอนาคต เพราะมีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย และสามารถติดตั้งบนยานพาหนะหลายประเภทได้ หากพัฒนาเต็มรูปแบบสำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลของสงครามยุคโดรนไปอย่างสิ้นเชิง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ระบบเลเซอร์ LOCUST รุ่นใหม่มีพลังสูงขึ้น ➡️ ใช้เลเซอร์ 20,000W ทำลายโดรนได้เร็วกว่าเดิม ➡️ ระบบ tracking และการควบคุมความร้อนถูกปรับปรุงให้เสถียรขึ้น ✅ ออกแบบมาเพื่อรับมือภัยคุกคามโดรนยุคใหม่ ➡️ รับมือโดรนสอดแนมและโดรนโจมตีแบบ kamikaze ➡️ ยิงได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้กระสุน ลดต้นทุนต่อการยิงอย่างมาก ✅ เหมาะสำหรับการติดตั้งบนยานพาหนะหลากหลายประเภท ➡️ ใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้าของรถทหาร ➡️ สามารถเคลื่อนที่และยิงได้ในสถานการณ์จริง ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ เลเซอร์อาจมีประสิทธิภาพลดลงในสภาพอากาศแย่ เช่น หมอกหรือฝุ่นหนา ⛔ ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีมากเพื่อป้องกันความร้อนสะสม ‼️ ยังอยู่ในช่วงทดสอบ ⛔ ยังไม่พร้อมใช้งานในสนามรบจริง ⛔ ต้องผ่านการทดสอบความทนทานและความปลอดภัยเพิ่มเติม https://www.tomshardware.com/tech-industry/us-army-tests-20-000w-vehicle-mounted-laser-systems-for-drone-defense-updated-locust-device-is-now-more-lethal-against-drones
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 18 มุมมอง 0 รีวิว
  • MSI RTX 5090 Lightning ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว: การ์ดจอระดับมอนสเตอร์เพื่อสายโอเวอร์คล็อก

    MSI เตรียมปล่อยซีรีส์ GeForce RTX 5090 Lightning ซึ่งถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการโอเวอร์คล็อก เพราะมีข้อมูลหลุดออกมาว่า การ์ดรุ่นนี้สามารถทำลายสถิติคะแนน benchmark ได้ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะคะแนน 3DMark ที่สูงกว่ารุ่นเรือธงปัจจุบันแบบ “ทิ้งห่างหลายช่วงตัว”. จุดเด่นที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นคือระบบภาคจ่ายไฟที่โหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดการ์ดจอผู้บริโภค.

    หนึ่งในสเปกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานของการ์ดจอทั่วไปหลายเท่า ทำให้รองรับการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำได้อย่างเสถียร และลดอุณหภูมิได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี คอนเนกเตอร์ไฟแบบ Dual 12V-2x6 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า MSI ตั้งใจให้รุ่น Lightning เป็น “สัตว์ร้ายสำหรับนักโอเวอร์คล็อกระดับโลก”.

    ดีไซน์ของการ์ดรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Lightning คือเน้นความแข็งแรง พัดลมขนาดใหญ่ และฮีตซิงก์อลูมิเนียมที่กินพื้นที่หลายสล็อต ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ต้องเตรียมเคสขนาดใหญ่รองรับ แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เหนือกว่าการ์ดทั่วไปอย่างมาก เหมาะสำหรับการใช้งานแบบ extreme เช่น LN2 หรือการดันความเร็วให้ทะลุขีดจำกัด.

    แม้ยังไม่มีวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลที่หลุดออกมาทำให้ RTX 5090 Lightning ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “การ์ดจอที่แรงที่สุดในโลก” สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและนักโอเวอร์คล็อกมืออาชีพ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการ์ดจอ high-end สั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อเปิดตัวจริง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    สเปกที่โดดเด่นของ RTX 5090 Lightning
    ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ที่ไม่เคยมีมาก่อน
    ใช้คอนเนกเตอร์ไฟ Dual 12V-2x6 รองรับพลังงานระดับสูงมาก

    ประสิทธิภาพที่ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว
    คะแนน benchmark สูงกว่าการ์ดเรือธงปัจจุบันอย่างชัดเจน
    ถูกออกแบบมาสำหรับโอเวอร์คล็อกแบบ extreme เช่น LN2

    ดีไซน์และระบบระบายความร้อนระดับมอนสเตอร์
    ฮีตซิงก์ขนาดใหญ่และพัดลมแรงสูง
    เหมาะกับเคสขนาดใหญ่และระบบที่ต้องการเสถียรภาพสูง

    ข้อควรระวังและข้อจำกัด
    อาจกินไฟสูงมากจนต้องใช้ PSU ระดับ 1200W–1600W
    ขนาดการ์ดใหญ่ อาจไม่พอดีกับเคสทั่วไป

    ความเสี่ยงสำหรับสายโอเวอร์คล็อก
    การโอเวอร์คล็อกหนักอาจทำให้หมดประกัน
    ต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นอาจเกิด thermal throttling

    https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/msis-rtx-5090-lightning-shatters-gpu-records-before-launch-40-phase-vram-and-dual-12v-2x6-connectors-turn-heads-on-upcoming-overclocking-monster
    ⚡ MSI RTX 5090 Lightning ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว: การ์ดจอระดับมอนสเตอร์เพื่อสายโอเวอร์คล็อก MSI เตรียมปล่อยซีรีส์ GeForce RTX 5090 Lightning ซึ่งถูกพูดถึงอย่างหนักในวงการโอเวอร์คล็อก เพราะมีข้อมูลหลุดออกมาว่า การ์ดรุ่นนี้สามารถทำลายสถิติคะแนน benchmark ได้ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะคะแนน 3DMark ที่สูงกว่ารุ่นเรือธงปัจจุบันแบบ “ทิ้งห่างหลายช่วงตัว”. จุดเด่นที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นคือระบบภาคจ่ายไฟที่โหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดการ์ดจอผู้บริโภค. หนึ่งในสเปกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานของการ์ดจอทั่วไปหลายเท่า ทำให้รองรับการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำได้อย่างเสถียร และลดอุณหภูมิได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี คอนเนกเตอร์ไฟแบบ Dual 12V-2x6 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า MSI ตั้งใจให้รุ่น Lightning เป็น “สัตว์ร้ายสำหรับนักโอเวอร์คล็อกระดับโลก”. ดีไซน์ของการ์ดรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Lightning คือเน้นความแข็งแรง พัดลมขนาดใหญ่ และฮีตซิงก์อลูมิเนียมที่กินพื้นที่หลายสล็อต ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ต้องเตรียมเคสขนาดใหญ่รองรับ แต่ก็แลกมากับประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เหนือกว่าการ์ดทั่วไปอย่างมาก เหมาะสำหรับการใช้งานแบบ extreme เช่น LN2 หรือการดันความเร็วให้ทะลุขีดจำกัด. แม้ยังไม่มีวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลที่หลุดออกมาทำให้ RTX 5090 Lightning ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็น “การ์ดจอที่แรงที่สุดในโลก” สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและนักโอเวอร์คล็อกมืออาชีพ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการ์ดจอ high-end สั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อเปิดตัวจริง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ สเปกที่โดดเด่นของ RTX 5090 Lightning ➡️ ภาคจ่ายไฟ VRAM แบบ 40-phase ที่ไม่เคยมีมาก่อน ➡️ ใช้คอนเนกเตอร์ไฟ Dual 12V-2x6 รองรับพลังงานระดับสูงมาก ✅ ประสิทธิภาพที่ทำลายสถิติก่อนเปิดตัว ➡️ คะแนน benchmark สูงกว่าการ์ดเรือธงปัจจุบันอย่างชัดเจน ➡️ ถูกออกแบบมาสำหรับโอเวอร์คล็อกแบบ extreme เช่น LN2 ✅ ดีไซน์และระบบระบายความร้อนระดับมอนสเตอร์ ➡️ ฮีตซิงก์ขนาดใหญ่และพัดลมแรงสูง ➡️ เหมาะกับเคสขนาดใหญ่และระบบที่ต้องการเสถียรภาพสูง ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัด ⛔ อาจกินไฟสูงมากจนต้องใช้ PSU ระดับ 1200W–1600W ⛔ ขนาดการ์ดใหญ่ อาจไม่พอดีกับเคสทั่วไป ‼️ ความเสี่ยงสำหรับสายโอเวอร์คล็อก ⛔ การโอเวอร์คล็อกหนักอาจทำให้หมดประกัน ⛔ ต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นอาจเกิด thermal throttling https://www.tomshardware.com/pc-components/gpus/msis-rtx-5090-lightning-shatters-gpu-records-before-launch-40-phase-vram-and-dual-12v-2x6-connectors-turn-heads-on-upcoming-overclocking-monster
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • ศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องย้ายขึ้นสู่อวกาศ: เมื่อโลกเริ่มไม่พอสำหรับพลังงานและพื้นที่

    การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงจนผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มกังวลว่า โลกอาจไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานและพื้นที่ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้อีกต่อไป. บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, OpenAI, Microsoft และ Amazon ทุ่มเงินระดับ “หลายแสนล้านถึงล้านล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอ น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ.

    ไอเดียที่ดูเหมือนหลุดจากนิยายไซไฟจึงเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจัง: สร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ. Google เปิดตัว Project Suncatcher ที่เตรียมทดสอบในปี 2027 ขณะที่ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman และ Jensen Huang ต่างสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าอวกาศคือคำตอบของการขยายพลังประมวลผล AI ในอนาคต.

    ข้อดีสำคัญของศูนย์ข้อมูลในอวกาศคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่แทบไม่จำกัด ไม่มีเมฆ ไม่มีเวลากลางคืน และไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมแบบบนโลก นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องชุมชนต่อต้านหรือผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็มีมากเช่นกัน ทั้งต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศที่ยังสูงลิ่ว ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศ และความทนทานของชิปต่อรังสีคอสมิกที่อาจทำให้ระบบล้มเหลวได้ง่ายกว่าเดิม.

    แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าโครงการนี้ “เป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ” แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านว่าเป็นแนวคิดที่เกินจริงและอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำวงการ AI และอวกาศพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกัน ทำให้แนวคิด “Data Center นอกโลก” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นทิศทางที่อาจเกิดขึ้นจริงเมื่อโลกเริ่มแตะเพดานพลังงานของตัวเอง.

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูลอาจต้องย้ายขึ้นอวกาศ
    ความต้องการพลังงานของ AI เพิ่มขึ้นจนโลกเริ่มรองรับไม่ไหว
    หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้า–น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านศูนย์ข้อมูลใหม่

    บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนแนวคิดนี้
    Google กับ Project Suncatcher เตรียมทดสอบปี 2027
    Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman, Jensen Huang ต่างเห็นด้วยกับแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ

    ข้อดีของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ
    พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด
    ไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนต่อต้าน

    ข้อควรระวังและความท้าทาย
    ต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นอวกาศยังสูงมาก (หลายพันดอลลาร์ต่อกิโลกรัม)
    ชิปคอมพิวเตอร์ยังไม่ทนต่อรังสีในอวกาศ ทำให้ระบบอาจล้มเหลวได้ง่าย

    ความเป็นไปได้ยังต้องใช้เวลา
    ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าแนวคิดนี้ยัง “เกินจริง” และอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง
    ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศยังเป็นอุปสรรคใหญ่

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/even-the-sky-may-not-be-the-limit-for-ai-data-centres
    🚀 ศูนย์ข้อมูล AI อาจต้องย้ายขึ้นสู่อวกาศ: เมื่อโลกเริ่มไม่พอสำหรับพลังงานและพื้นที่ การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์กำลังทวีความรุนแรงจนผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มกังวลว่า โลกอาจไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานและพื้นที่ของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้อีกต่อไป. บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Google, OpenAI, Microsoft และ Amazon ทุ่มเงินระดับ “หลายแสนล้านถึงล้านล้านดอลลาร์” เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่หลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอ น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ. ไอเดียที่ดูเหมือนหลุดจากนิยายไซไฟจึงเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจัง: สร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศ. Google เปิดตัว Project Suncatcher ที่เตรียมทดสอบในปี 2027 ขณะที่ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman และ Jensen Huang ต่างสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าอวกาศคือคำตอบของการขยายพลังประมวลผล AI ในอนาคต. ข้อดีสำคัญของศูนย์ข้อมูลในอวกาศคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่แทบไม่จำกัด ไม่มีเมฆ ไม่มีเวลากลางคืน และไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมแบบบนโลก นอกจากนี้ยังไม่ต้องกังวลเรื่องชุมชนต่อต้านหรือผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคอีกด้วย. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็มีมากเช่นกัน ทั้งต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศที่ยังสูงลิ่ว ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศ และความทนทานของชิปต่อรังสีคอสมิกที่อาจทำให้ระบบล้มเหลวได้ง่ายกว่าเดิม. แม้ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าโครงการนี้ “เป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ” แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านว่าเป็นแนวคิดที่เกินจริงและอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำวงการ AI และอวกาศพูดถึงเรื่องนี้พร้อมกัน ทำให้แนวคิด “Data Center นอกโลก” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นทิศทางที่อาจเกิดขึ้นจริงเมื่อโลกเริ่มแตะเพดานพลังงานของตัวเอง. 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุผลที่ศูนย์ข้อมูลอาจต้องย้ายขึ้นอวกาศ ➡️ ความต้องการพลังงานของ AI เพิ่มขึ้นจนโลกเริ่มรองรับไม่ไหว ➡️ หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้า–น้ำไม่พอ และชุมชนต่อต้านศูนย์ข้อมูลใหม่ ✅ บริษัทใหญ่ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ➡️ Google กับ Project Suncatcher เตรียมทดสอบปี 2027 ➡️ Elon Musk, Jeff Bezos, Sam Altman, Jensen Huang ต่างเห็นด้วยกับแนวคิดศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ✅ ข้อดีของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ➡️ พลังงานแสงอาทิตย์แทบไม่จำกัด ➡️ ไม่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนต่อต้าน ‼️ ข้อควรระวังและความท้าทาย ⛔ ต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นอวกาศยังสูงมาก (หลายพันดอลลาร์ต่อกิโลกรัม) ⛔ ชิปคอมพิวเตอร์ยังไม่ทนต่อรังสีในอวกาศ ทำให้ระบบอาจล้มเหลวได้ง่าย ‼️ ความเป็นไปได้ยังต้องใช้เวลา ⛔ ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าแนวคิดนี้ยัง “เกินจริง” และอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเกิดขึ้นจริง ⛔ ปัญหาการระบายความร้อนในสภาวะสูญญากาศยังเป็นอุปสรรคใหญ่ https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/even-the-sky-may-not-be-the-limit-for-ai-data-centres
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Even the sky may not be the limit for AI data centres
    Some tech leaders are concerned that the artificial intelligence race will exhaust available land and energy. The solution might lie in orbit.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 14 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ออกแบบบ้านยุคใหม่: เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แต่ยังต้องมีมนุษย์กำกับ

    เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโลกของการออกแบบภายในอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการทำแบบร่างและเรนเดอร์ภาพ ตอนนี้แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak และ Hover สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ของห้องจริงได้ภายในไม่กี่วินาที เพียงอัปโหลดรูปห้องและตอบคำถามไม่กี่ข้อ ผู้ใช้ก็จะได้เห็นภาพห้องในสไตล์ใหม่แบบทันทีทันใด ทำให้การรีโนเวตบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนเล่นแอปแต่งภาพบนมือถือ

    อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยให้การออกแบบเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความแม่นยำของขนาดพื้นที่ การเลือกวัสดุที่มีอยู่จริง หรือการจัดวางที่อาจผิดหลักการก่อสร้าง นักออกแบบและผู้รับเหมายังคงต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของแบบที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่น ประตูที่เปิดไม่ได้ หรือการติดตั้งอุปกรณ์บนผนังที่ไม่เหมาะสม

    ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังช่วยให้เจ้าของบ้านมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น คล้ายกับยุค Pinterest ที่ผู้ใช้เริ่มนำภาพแรงบันดาลใจมาให้ดีไซเนอร์ แต่ตอนนี้ผู้ใช้สามารถ “ลองแต่งห้องเอง” ได้ก่อนจะคุยกับมืออาชีพ ทำให้การสื่อสารระหว่างลูกค้าและนักออกแบบชัดเจนขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนและประหยัดเวลาอย่างมาก

    แม้หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานนักออกแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับมองว่า AI จะช่วยลดงานเอกสารและงานเรนเดอร์ที่กินเวลา ทำให้นักออกแบบมีเวลาสร้างสรรค์งานเชิงศิลป์มากขึ้น และอาจทำให้เกิด “การกลับมาของงานคราฟต์” เช่น การวาดแบบด้วยมือ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและเอกลักษณ์มากกว่าแบบที่ AI สร้างขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    AI ช่วยให้การออกแบบบ้านเร็วขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น
    ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพและได้ภาพเรนเดอร์ 3D ภายในไม่กี่วินาที
    แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak, Hover และ Block นำ AI มาใช้ในงานออกแบบอย่างแพร่หลาย

    ผู้ใช้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น
    AI ทำให้เจ้าของบ้านทดลองแต่งห้องเองได้ก่อนคุยกับนักออกแบบ
    ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างลูกค้าและผู้รับเหมา

    AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อนของนักออกแบบ
    ลดเวลาทำเรนเดอร์และงานเอกสาร
    เปิดโอกาสให้นักออกแบบโฟกัสงานสร้างสรรค์มากขึ้น

    ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการใช้ AI ออกแบบบ้าน
    แบบที่ AI สร้างอาจผิดหลักการก่อสร้าง เช่น การวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่ง
    ความแม่นยำของขนาดพื้นที่และวัสดุอาจไม่ตรงกับของจริง

    AI ยังไม่สามารถแทนที่นักออกแบบได้เต็มรูปแบบ
    ยังขาดความ “มีชีวิต” และความประณีตแบบมนุษย์
    ต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเป็นไปได้ก่อนนำไปก่อสร้างจริง

    https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/would-you-let-ai-design-your-living-room
    🛋️ AI ออกแบบบ้านยุคใหม่: เร็วขึ้น ง่ายขึ้น แต่ยังต้องมีมนุษย์กำกับ เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนโลกของการออกแบบภายในอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการทำแบบร่างและเรนเดอร์ภาพ ตอนนี้แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak และ Hover สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ของห้องจริงได้ภายในไม่กี่วินาที เพียงอัปโหลดรูปห้องและตอบคำถามไม่กี่ข้อ ผู้ใช้ก็จะได้เห็นภาพห้องในสไตล์ใหม่แบบทันทีทันใด ทำให้การรีโนเวตบ้านกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนเล่นแอปแต่งภาพบนมือถือ อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยให้การออกแบบเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ความแม่นยำของขนาดพื้นที่ การเลือกวัสดุที่มีอยู่จริง หรือการจัดวางที่อาจผิดหลักการก่อสร้าง นักออกแบบและผู้รับเหมายังคงต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของแบบที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่น ประตูที่เปิดไม่ได้ หรือการติดตั้งอุปกรณ์บนผนังที่ไม่เหมาะสม ในอีกด้านหนึ่ง AI ยังช่วยให้เจ้าของบ้านมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น คล้ายกับยุค Pinterest ที่ผู้ใช้เริ่มนำภาพแรงบันดาลใจมาให้ดีไซเนอร์ แต่ตอนนี้ผู้ใช้สามารถ “ลองแต่งห้องเอง” ได้ก่อนจะคุยกับมืออาชีพ ทำให้การสื่อสารระหว่างลูกค้าและนักออกแบบชัดเจนขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนและประหยัดเวลาอย่างมาก แม้หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานนักออกแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับมองว่า AI จะช่วยลดงานเอกสารและงานเรนเดอร์ที่กินเวลา ทำให้นักออกแบบมีเวลาสร้างสรรค์งานเชิงศิลป์มากขึ้น และอาจทำให้เกิด “การกลับมาของงานคราฟต์” เช่น การวาดแบบด้วยมือ ที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตและเอกลักษณ์มากกว่าแบบที่ AI สร้างขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ AI ช่วยให้การออกแบบบ้านเร็วขึ้นและเข้าถึงง่ายขึ้น ➡️ ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพและได้ภาพเรนเดอร์ 3D ภายในไม่กี่วินาที ➡️ แพลตฟอร์มอย่าง Havenly, Spoak, Hover และ Block นำ AI มาใช้ในงานออกแบบอย่างแพร่หลาย ✅ ผู้ใช้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบมากขึ้น ➡️ AI ทำให้เจ้าของบ้านทดลองแต่งห้องเองได้ก่อนคุยกับนักออกแบบ ➡️ ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างลูกค้าและผู้รับเหมา ✅ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อนของนักออกแบบ ➡️ ลดเวลาทำเรนเดอร์และงานเอกสาร ➡️ เปิดโอกาสให้นักออกแบบโฟกัสงานสร้างสรรค์มากขึ้น ‼️ ข้อควรระวังและข้อจำกัดของการใช้ AI ออกแบบบ้าน ⛔ แบบที่ AI สร้างอาจผิดหลักการก่อสร้าง เช่น การวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่ง ⛔ ความแม่นยำของขนาดพื้นที่และวัสดุอาจไม่ตรงกับของจริง ‼️ AI ยังไม่สามารถแทนที่นักออกแบบได้เต็มรูปแบบ ⛔ ยังขาดความ “มีชีวิต” และความประณีตแบบมนุษย์ ⛔ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเป็นไปได้ก่อนนำไปก่อสร้างจริง https://www.thestar.com.my/tech/tech-news/2026/01/02/would-you-let-ai-design-your-living-room
    WWW.THESTAR.COM.MY
    Would you let AI design your living room?
    A growing number of home renovation and interior design platforms are rolling out A.I.-enabled imaging tools capable of redesigning rooms in an instant.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 16 มุมมอง 0 รีวิว
  • C3: ภาษาที่เกิดมาเพื่อเป็น “วิวัฒนาการของ C” ไม่ใช่การปฏิวัติ

    C3 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ C สะสมมานานหลายทศวรรษ—ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความซับซ้อนของการจัดการหน่วยความจำ และความยุ่งยากของ preprocessor—แต่ยังคงรักษาความคุ้นเคยของ C ไว้อย่างครบถ้วน จุดเด่นสำคัญคือ ABI compatibility แบบ 100% ทำให้สามารถผสม C และ C3 ในโปรเจกต์เดียวกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ build system หรือเขียน wrapper เพิ่ม

    สิ่งที่ทำให้ C3 น่าสนใจคือการเพิ่มความสามารถที่ C ไม่เคยมี เช่น compile-time & semantic macros, contracts, zero-overhead error handling, generic modules, และ runtime/compile-time reflection ฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้ C3 กลายเป็นภาษาที่ “คิดแทนโปรแกรมเมอร์” ในหลายจุด แต่ยังคงให้ความเร็วระดับ native แบบ C โดยไม่ต้องพึ่ง GC หรือ runtime หนักๆ

    นอกจากนี้ C3 ยังออกแบบมาเพื่อให้ debugging ง่ายขึ้น เช่น stacktrace ที่ละเอียด, runtime bounds check, และ inline assembly ที่อ่านง่ายกว่า C/C++ ทั้งหมดนี้ทำให้ C3 เป็นภาษาที่เหมาะกับงานระบบ, embedded, game engine, และโปรเจกต์ที่ต้องการความเร็วสูงแต่ไม่อยากแบกรับความซับซ้อนของ C++

    ในภาพรวม C3 ไม่ได้ตั้งใจมาแทนที่ C++ หรือ Rust แต่ต้องการเป็น “C ที่ดีขึ้น” สำหรับคนที่ยังรัก ecosystem ของ C และต้องการภาษาที่ปลอดภัยกว่า ใช้ง่ายกว่า และมีเครื่องมือสมัยใหม่รองรับมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    จุดเด่นของ C3
    Full C ABI compatibility ใช้ร่วมกับ C ได้ทันที
    Module system ที่เรียบง่ายกว่า C/C++
    Operator overloading แบบปลอดภัยและเฉพาะเจาะจง
    Compile-time macros ที่ทรงพลังกว่า preprocessor ของ C

    ฟีเจอร์สมัยใหม่ที่ C ไม่มี
    Gradual contracts สำหรับตรวจสอบเงื่อนไข runtime/compile-time
    Zero-overhead error handling ผสมข้อดีของ Result + exceptions
    Generic modules ที่ใช้ง่ายกว่า template ของ C++
    Reflection ทั้ง runtime และ compile-time

    ข้อควรระวัง / ความท้าทาย
    Ecosystem ยังใหม่เมื่อเทียบกับ C/C++
    Compiler และ tooling ยังไม่สมบูรณ์เท่า LLVM-based languages
    ต้องเรียนรู้ syntax ใหม่ แม้จะคล้าย C แต่ก็มีความต่างหลายจุด

    ผลกระทบต่อผู้ใช้ C/C++
    อาจต้องปรับ workflow เช่น build system หรือ testing framework
    โค้ด C เก่าที่ใช้ macro หนักๆ อาจต้องปรับให้เข้ากับ C3
    ทีมต้องเรียนรู้แนวคิดใหม่ เช่น contracts และ semantic macros

    https://c3-lang.org/
    🧩 C3: ภาษาที่เกิดมาเพื่อเป็น “วิวัฒนาการของ C” ไม่ใช่การปฏิวัติ C3 ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่ C สะสมมานานหลายทศวรรษ—ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความซับซ้อนของการจัดการหน่วยความจำ และความยุ่งยากของ preprocessor—แต่ยังคงรักษาความคุ้นเคยของ C ไว้อย่างครบถ้วน จุดเด่นสำคัญคือ ABI compatibility แบบ 100% ทำให้สามารถผสม C และ C3 ในโปรเจกต์เดียวกันได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ build system หรือเขียน wrapper เพิ่ม สิ่งที่ทำให้ C3 น่าสนใจคือการเพิ่มความสามารถที่ C ไม่เคยมี เช่น compile-time & semantic macros, contracts, zero-overhead error handling, generic modules, และ runtime/compile-time reflection ฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้ C3 กลายเป็นภาษาที่ “คิดแทนโปรแกรมเมอร์” ในหลายจุด แต่ยังคงให้ความเร็วระดับ native แบบ C โดยไม่ต้องพึ่ง GC หรือ runtime หนักๆ นอกจากนี้ C3 ยังออกแบบมาเพื่อให้ debugging ง่ายขึ้น เช่น stacktrace ที่ละเอียด, runtime bounds check, และ inline assembly ที่อ่านง่ายกว่า C/C++ ทั้งหมดนี้ทำให้ C3 เป็นภาษาที่เหมาะกับงานระบบ, embedded, game engine, และโปรเจกต์ที่ต้องการความเร็วสูงแต่ไม่อยากแบกรับความซับซ้อนของ C++ ในภาพรวม C3 ไม่ได้ตั้งใจมาแทนที่ C++ หรือ Rust แต่ต้องการเป็น “C ที่ดีขึ้น” สำหรับคนที่ยังรัก ecosystem ของ C และต้องการภาษาที่ปลอดภัยกว่า ใช้ง่ายกว่า และมีเครื่องมือสมัยใหม่รองรับมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ จุดเด่นของ C3 ➡️ Full C ABI compatibility ใช้ร่วมกับ C ได้ทันที ➡️ Module system ที่เรียบง่ายกว่า C/C++ ➡️ Operator overloading แบบปลอดภัยและเฉพาะเจาะจง ➡️ Compile-time macros ที่ทรงพลังกว่า preprocessor ของ C ✅ ฟีเจอร์สมัยใหม่ที่ C ไม่มี ➡️ Gradual contracts สำหรับตรวจสอบเงื่อนไข runtime/compile-time ➡️ Zero-overhead error handling ผสมข้อดีของ Result + exceptions ➡️ Generic modules ที่ใช้ง่ายกว่า template ของ C++ ➡️ Reflection ทั้ง runtime และ compile-time ‼️ ข้อควรระวัง / ความท้าทาย ⛔ Ecosystem ยังใหม่เมื่อเทียบกับ C/C++ ⛔ Compiler และ tooling ยังไม่สมบูรณ์เท่า LLVM-based languages ⛔ ต้องเรียนรู้ syntax ใหม่ แม้จะคล้าย C แต่ก็มีความต่างหลายจุด ‼️ ผลกระทบต่อผู้ใช้ C/C++ ⛔ อาจต้องปรับ workflow เช่น build system หรือ testing framework ⛔ โค้ด C เก่าที่ใช้ macro หนักๆ อาจต้องปรับให้เข้ากับ C3 ⛔ ทีมต้องเรียนรู้แนวคิดใหม่ เช่น contracts และ semantic macros https://c3-lang.org/
    C3-LANG.ORG
    C3
    C3 is a programming language that builds on the syntax and semantics of the C language, with the goal of evolving it while still retaining familiarity for C programmers.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 23 มุมมอง 0 รีวิว
  • AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่

    ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน

    แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว

    AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่
    frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals
    backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก
    นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

    AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง
    เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล
    AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น
    สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย

    ความเสี่ยงและข้อควรระวัง
    การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ
    โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่
    ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย

    ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ
    ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น
    ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ
    ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้

    https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    🚀 AI ทำให้การพัฒนาเว็บ “สนุกอีกครั้ง”: เมื่อความซับซ้อนถูกลดทอนด้วยเครื่องมือยุคใหม่ ในบทความนี้ Mattias Geniar เล่าถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุค PHP 4, Dreamweaver และ jQuery ที่ทุกอย่างเรียบง่ายจนสามารถทำทั้งโปรเจกต์ได้คนเดียว มาถึงยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วย build pipelines, bundlers, CSS frameworks, observability และระบบที่ซับซ้อนจนยากจะตามให้ทัน โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาเดี่ยวที่ต้องดูแลทั้ง frontend และ backend พร้อมกัน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ AI ซึ่งช่วยลดภาระงานที่เคยหนักหน่วง ทั้งการเขียนโค้ด การแก้บั๊ก การออกแบบสถาปัตยกรรม และการจัดการงานซ้ำๆ ทำให้เขารู้สึกว่า “ควบคุมทั้งสแตกได้อีกครั้ง” และกลับมามีความมั่นใจในการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เคยรู้สึกว่าใหญ่เกินตัว AI ยังช่วยให้เขาดึงประสบการณ์จากคนเก่งๆ ที่เคยร่วมงานด้วยกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ผ่านการให้ AI เลียนแบบมาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีคิด และแนวทางแก้ปัญหาของคนเหล่านั้น ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และลดความรู้สึกท่วมท้นจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท้ายที่สุด เขาบอกว่า AI ไม่ได้แค่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ยังคืน “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้กับนักพัฒนาอีกครั้ง ทำให้มีเวลาคิดเรื่อง UX, UI และไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการจมอยู่กับ pipeline หรือ boilerplate ที่กินพลังงานจิตใจในอดีต 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ความซับซ้อนของการพัฒนาเว็บยุคใหม่ ➡️ frontend เต็มไปด้วยเครื่องมือและมาตรฐานใหม่ เช่น bundlers, PWAs, Core Web Vitals ➡️ backend ต้องรับมือกับ design patterns, observability, infra และ dependency จำนวนมาก ➡️ นักพัฒนาเดี่ยวไม่สามารถ “ทำทุกอย่าง” ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ✅ AI เข้ามาช่วยลดช่องว่าง ➡️ เครื่องมืออย่าง Claude และ Codex ช่วยเพิ่ม productivity อย่างมหาศาล ➡️ AI ทำให้เริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เร็วขึ้น และลดความรู้สึกท่วมท้น ➡️ สามารถใช้ AI เพื่อเลียนแบบมาตรฐานและแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญที่เคยร่วมงานด้วย ‼️ ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ⛔ การพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้ขาดความเข้าใจพื้นฐานของระบบ ⛔ โค้ดที่ AI สร้างอาจดูดีแต่มีปัญหาเชิงสถาปัตยกรรมซ่อนอยู่ ⛔ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มองข้ามการทดสอบหรือความปลอดภัย ‼️ ผลกระทบต่อวงการพัฒนาเว็บ ⛔ ความคาดหวังต่อ productivity ของนักพัฒนาอาจสูงขึ้น ⛔ ทีมที่ไม่ใช้ AI อาจเสียเปรียบด้านความเร็วและคุณภาพ ⛔ ความเหลื่อมล้ำด้านทักษะอาจเพิ่มขึ้นระหว่างคนที่ใช้ AI เป็นกับคนที่ไม่ใช้ https://ma.ttias.be/web-development-is-fun-again/
    MA.TTIAS.BE
    Web development is fun again
    AI tools brought me back to levels of productivity I haven't felt in years. Web development is fun again.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • ทักษะไซเบอร์สำคัญกว่า “จำนวนคน” ในยุค AI: องค์กรต้องเร่งอัปสกิลก่อนถูกโจมตี

    รายงาน ISC2 Workforce Study ปี 2025 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อ “ช่องว่างทักษะ” กลายเป็นปัญหาหลักที่รุนแรงกว่า “จำนวนบุคลากร” ที่ไม่เพียงพอ องค์กรจำนวนมากแม้จะหยุดลดงบประมาณและชะลอการปลดพนักงานแล้ว แต่ความกดดันกลับเพิ่มขึ้น เพราะบุคลากรที่มีอยู่ยังขาดทักษะสำคัญในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่

    สิ่งที่น่าตกใจคือ 88% ของผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ระบุว่าองค์กรของตนเคยเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพราะขาดทักษะที่จำเป็น และกว่า 59% ยอมรับว่าช่องว่างทักษะในทีมของตน “รุนแรงหรือวิกฤต” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ องค์กรจำนวนมากยังต้องให้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญ หรือปล่อยให้บางส่วนของระบบ “ไร้การป้องกัน” เพราะไม่มีคนที่มีความสามารถเพียงพอ

    ในอีกด้านหนึ่ง AI กลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญกว่า 69% ระบุว่าองค์กรของตนกำลังทดสอบหรือใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย และกว่า 73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ ที่จำเป็นต่ออาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ไม่ใช่แค่การกดปุ่มใช้งาน ทำให้การอัปสกิลด้าน AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับบุคลากรทุกระดับ

    แม้ความกดดันจะสูง แต่รายงานยังเผยด้านบวกว่า 80% ของผู้เชี่ยวชาญยังรู้สึก “หลงใหล” ในงานด้านไซเบอร์ และ 87% เชื่อว่าอาชีพนี้จะยังคงมีความต้องการสูงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยล้าจากการต้องตามภัยคุกคามใหม่ๆ และภาระงานที่หนักยังคงเป็นปัญหาที่องค์กรต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในระยะยาว

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ช่องว่างทักษะไซเบอร์กำลังรุนแรงขึ้น
    88% ขององค์กรเคยเกิดเหตุด้านความปลอดภัยเพราะขาดทักษะ
    59% ระบุว่าช่องว่างทักษะอยู่ในระดับ “รุนแรงหรือวิกฤต”
    องค์กรบางแห่งต้องใช้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญมารับงานสำคัญ

    AI กลายเป็นทักษะจำเป็นอันดับต้นๆ
    69% ขององค์กรกำลังใช้งานหรือทดสอบ AI
    73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่
    48% เริ่มเรียนรู้พื้นฐาน AI ด้วยตนเอง

    ความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดทักษะ
    ระบบบางส่วนถูกปล่อยให้ไร้การป้องกัน
    เกิดการตั้งค่าระบบผิดพลาด (misconfiguration)
    ไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการฝึกอบรมบุคลากร

    ผลกระทบต่อบุคลากรและองค์กร
    บุคลากร 48% รู้สึกเหนื่อยล้าจากการตามภัยคุกคาม
    ภาระงานสูงทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการลาออก
    องค์กรที่ไม่ลงทุนด้านทักษะจะเสี่ยงต่อเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น

    https://www.csoonline.com/article/4108270/cybersecurity-skills-matter-more-than-headcount-in-the-ai-era.html
    🤖 ทักษะไซเบอร์สำคัญกว่า “จำนวนคน” ในยุค AI: องค์กรต้องเร่งอัปสกิลก่อนถูกโจมตี รายงาน ISC2 Workforce Study ปี 2025 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เมื่อ “ช่องว่างทักษะ” กลายเป็นปัญหาหลักที่รุนแรงกว่า “จำนวนบุคลากร” ที่ไม่เพียงพอ องค์กรจำนวนมากแม้จะหยุดลดงบประมาณและชะลอการปลดพนักงานแล้ว แต่ความกดดันกลับเพิ่มขึ้น เพราะบุคลากรที่มีอยู่ยังขาดทักษะสำคัญในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ สิ่งที่น่าตกใจคือ 88% ของผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ระบุว่าองค์กรของตนเคยเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพราะขาดทักษะที่จำเป็น และกว่า 59% ยอมรับว่าช่องว่างทักษะในทีมของตน “รุนแรงหรือวิกฤต” มากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ องค์กรจำนวนมากยังต้องให้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญ หรือปล่อยให้บางส่วนของระบบ “ไร้การป้องกัน” เพราะไม่มีคนที่มีความสามารถเพียงพอ ในอีกด้านหนึ่ง AI กลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญกว่า 69% ระบุว่าองค์กรของตนกำลังทดสอบหรือใช้งาน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย และกว่า 73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ ที่จำเป็นต่ออาชีพนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ไม่ใช่แค่การกดปุ่มใช้งาน ทำให้การอัปสกิลด้าน AI กลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับบุคลากรทุกระดับ แม้ความกดดันจะสูง แต่รายงานยังเผยด้านบวกว่า 80% ของผู้เชี่ยวชาญยังรู้สึก “หลงใหล” ในงานด้านไซเบอร์ และ 87% เชื่อว่าอาชีพนี้จะยังคงมีความต้องการสูงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยล้าจากการต้องตามภัยคุกคามใหม่ๆ และภาระงานที่หนักยังคงเป็นปัญหาที่องค์กรต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในระยะยาว 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ช่องว่างทักษะไซเบอร์กำลังรุนแรงขึ้น ➡️ 88% ขององค์กรเคยเกิดเหตุด้านความปลอดภัยเพราะขาดทักษะ ➡️ 59% ระบุว่าช่องว่างทักษะอยู่ในระดับ “รุนแรงหรือวิกฤต” ➡️ องค์กรบางแห่งต้องใช้บุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญมารับงานสำคัญ ✅ AI กลายเป็นทักษะจำเป็นอันดับต้นๆ ➡️ 69% ขององค์กรกำลังใช้งานหรือทดสอบ AI ➡️ 73% เชื่อว่า AI จะสร้างทักษะเฉพาะทางใหม่ ➡️ 48% เริ่มเรียนรู้พื้นฐาน AI ด้วยตนเอง ‼️ ความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดทักษะ ⛔ ระบบบางส่วนถูกปล่อยให้ไร้การป้องกัน ⛔ เกิดการตั้งค่าระบบผิดพลาด (misconfiguration) ⛔ ไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับการฝึกอบรมบุคลากร ‼️ ผลกระทบต่อบุคลากรและองค์กร ⛔ บุคลากร 48% รู้สึกเหนื่อยล้าจากการตามภัยคุกคาม ⛔ ภาระงานสูงทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการลาออก ⛔ องค์กรที่ไม่ลงทุนด้านทักษะจะเสี่ยงต่อเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น https://www.csoonline.com/article/4108270/cybersecurity-skills-matter-more-than-headcount-in-the-ai-era.html
    WWW.CSOONLINE.COM
    Cybersecurity skills matter more than headcount in the AI era
    The latest ISC2 workforce study reveals that skills gaps are increasing as cybersecurity professionals adopt AI tools and report critical staffing needs across organizations.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 19 มุมมอง 0 รีวิว
  • ฟินแลนด์ควบคุมเรือสินค้าต้องสงสัย หลังสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำถูกตัด

    ช่วงเช้าตรู่ของคืนปีใหม่ เกิดเหตุขัดข้องครั้งใหญ่ในสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำที่เชื่อมต่อฟินแลนด์และเอสโตเนีย ทำให้ผู้ให้บริการต้องเร่งเบี่ยงเส้นทางข้อมูลเพื่อให้บริการยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้ระบบจะยังทำงานได้ แต่สาเหตุของความเสียหายกลับไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคธรรมดา เมื่อเจ้าหน้าที่พบเรือสินค้าขนาดใหญ่ชื่อ Fitburg ลากสมออยู่ตรงจุดที่สายเคเบิลขาดพอดี

    หน่วยยามฝั่งฟินแลนด์รีบส่งเฮลิคอปเตอร์และเรือตรวจการณ์เข้าไปควบคุมสถานการณ์ ก่อนสั่งให้เรือ Fitburg หยุดและนำไปยังท่าเรือเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ผลการตรวจพบว่าลูกเรือ 2 คนถูกจับกุม และอีก 2 คนถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรยังพบเหล็กจากรัสเซียที่อยู่ในบัญชีสินค้าต้องห้ามตามกฎการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป

    สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่ากังวลยิ่งขึ้น คือในวันเดียวกัน สายเคเบิลอีกเส้นที่เป็นของบริษัท Arelion ก็เกิดขัดข้องเช่นกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นการโจมตีแบบ “สงครามไฮบริด” ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยไม่ใช้กำลังทหารโดยตรง นักการเมืองฟินแลนด์หลายคนเตือนว่าสายเคเบิลใต้น้ำกำลังกลายเป็น “แนวหน้ารูปแบบใหม่” ของความมั่นคงประเทศ

    ปัจจุบัน เรือ Fitburg ถูกควบคุมไว้เพื่อรอผลการตรวจสอบจากหุ่นยนต์ใต้น้ำที่กำลังสำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาว่าสมอเรือถูกปล่อยโดยอุบัติเหตุ หรือเป็นการกระทำที่มีเจตนาทำลายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาคนี้

    สรุปประเด็นสำคัญ
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    สายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำระหว่างฟินแลนด์–เอสโตเนียขาดในคืนปีใหม่
    พบเรือ Fitburg ลากสมออยู่ตรงจุดเกิดเหตุ
    ลูกเรือ 2 คนถูกจับ และอีก 2 คนถูกสั่งห้ามเดินทาง

    ข้อมูลที่พบเพิ่มเติม
    พบเหล็กจากรัสเซียที่อยู่ในบัญชีสินค้าต้องห้ามของ EU
    สายเคเบิลอีกเส้นของบริษัท Arelion ขัดข้องในวันเดียวกัน
    เจ้าหน้าที่ใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ

    ความเสี่ยงด้านความมั่นคง
    ความเป็นไปได้ของ “สงครามไฮบริด” ที่มุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
    ความเปราะบางของสายเคเบิลใต้น้ำที่เป็นหัวใจของการสื่อสารโลก
    ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ

    ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
    การสื่อสารระหว่างประเทศอาจหยุดชะงักหากสายสำรองไม่เพียงพอ
    ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคทะเลบอลติก
    ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการหยุดชะงักของข้อมูลสำคัญ

    https://hackread.com/finnish-detain-crew-undersea-internet-cable/
    🌊 ฟินแลนด์ควบคุมเรือสินค้าต้องสงสัย หลังสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำถูกตัด ช่วงเช้าตรู่ของคืนปีใหม่ เกิดเหตุขัดข้องครั้งใหญ่ในสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำที่เชื่อมต่อฟินแลนด์และเอสโตเนีย ทำให้ผู้ให้บริการต้องเร่งเบี่ยงเส้นทางข้อมูลเพื่อให้บริการยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้ระบบจะยังทำงานได้ แต่สาเหตุของความเสียหายกลับไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคธรรมดา เมื่อเจ้าหน้าที่พบเรือสินค้าขนาดใหญ่ชื่อ Fitburg ลากสมออยู่ตรงจุดที่สายเคเบิลขาดพอดี หน่วยยามฝั่งฟินแลนด์รีบส่งเฮลิคอปเตอร์และเรือตรวจการณ์เข้าไปควบคุมสถานการณ์ ก่อนสั่งให้เรือ Fitburg หยุดและนำไปยังท่าเรือเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ผลการตรวจพบว่าลูกเรือ 2 คนถูกจับกุม และอีก 2 คนถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรยังพบเหล็กจากรัสเซียที่อยู่ในบัญชีสินค้าต้องห้ามตามกฎการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่ากังวลยิ่งขึ้น คือในวันเดียวกัน สายเคเบิลอีกเส้นที่เป็นของบริษัท Arelion ก็เกิดขัดข้องเช่นกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นการโจมตีแบบ “สงครามไฮบริด” ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยไม่ใช้กำลังทหารโดยตรง นักการเมืองฟินแลนด์หลายคนเตือนว่าสายเคเบิลใต้น้ำกำลังกลายเป็น “แนวหน้ารูปแบบใหม่” ของความมั่นคงประเทศ ปัจจุบัน เรือ Fitburg ถูกควบคุมไว้เพื่อรอผลการตรวจสอบจากหุ่นยนต์ใต้น้ำที่กำลังสำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาว่าสมอเรือถูกปล่อยโดยอุบัติเหตุ หรือเป็นการกระทำที่มีเจตนาทำลายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภูมิภาคนี้ 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ➡️ สายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำระหว่างฟินแลนด์–เอสโตเนียขาดในคืนปีใหม่ ➡️ พบเรือ Fitburg ลากสมออยู่ตรงจุดเกิดเหตุ ➡️ ลูกเรือ 2 คนถูกจับ และอีก 2 คนถูกสั่งห้ามเดินทาง ✅ ข้อมูลที่พบเพิ่มเติม ➡️ พบเหล็กจากรัสเซียที่อยู่ในบัญชีสินค้าต้องห้ามของ EU ➡️ สายเคเบิลอีกเส้นของบริษัท Arelion ขัดข้องในวันเดียวกัน ➡️ เจ้าหน้าที่ใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ‼️ ความเสี่ยงด้านความมั่นคง ⛔ ความเป็นไปได้ของ “สงครามไฮบริด” ที่มุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ⛔ ความเปราะบางของสายเคเบิลใต้น้ำที่เป็นหัวใจของการสื่อสารโลก ⛔ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ‼️ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ⛔ การสื่อสารระหว่างประเทศอาจหยุดชะงักหากสายสำรองไม่เพียงพอ ⛔ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคทะเลบอลติก ⛔ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการหยุดชะงักของข้อมูลสำคัญ https://hackread.com/finnish-detain-crew-undersea-internet-cable/
    HACKREAD.COM
    Finnish Authorities Detain Crew After Undersea Internet Cable Severed
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 17 มุมมอง 0 รีวิว
  • กระเป๋าเงินดิจิทัลยุคใหม่: ความสะดวกที่มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องรู้ทัน

    ในยุคที่การเงินเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่า กระเป๋าเงินดิจิทัลและบริการฟินเทคได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ความสะดวกในการโอนเงิน ชำระค่าบริการ หรือจัดการบัญชีผ่านมือถือทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่ความง่ายนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งการโจมตีไซเบอร์ การขโมยข้อมูล และการปลอมแปลงตัวตนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

    ฟินเทคสมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีอย่างการยืนยันตัวตนหลายชั้น การเข้ารหัสข้อมูล และระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันภัยคุกคาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาชญากรไซเบอร์ก็พัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เช่น ฟิชชิงแบบแนบเนียน มัลแวร์ที่ปลอมเป็นแอปการเงิน หรือการดักข้อมูลผ่าน Wi-Fi สาธารณะ ทำให้ผู้ใช้ต้องตื่นตัวมากขึ้นกว่าเดิม

    นอกจากระบบป้องกันของผู้ให้บริการแล้ว พฤติกรรมของผู้ใช้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม การเปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย การอัปเดตระบบปฏิบัติการ และการหลีกเลี่ยงลิงก์หรือแอปที่ไม่น่าเชื่อถือ ล้วนเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก ขณะเดียวกัน การตรวจสอบเครดิตหรือธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ผู้ใช้รู้ตัวเร็วเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

    ในภาพรวม ความปลอดภัยของกระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีที่แข็งแรงและความรับผิดชอบของผู้ใช้เอง การรู้เท่าทันภัยคุกคามและปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยพื้นฐาน จะช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากฟินเทคได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    หลักการความปลอดภัยของฟินเทค
    การยืนยันตัวตนหลายชั้นช่วยลดโอกาสถูกแฮ็ก
    การเข้ารหัสข้อมูลทำให้ข้อมูลที่ถูกดักจับไม่สามารถอ่านได้
    ระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติช่วยป้องกันการโจมตีแบบเรียลไทม์

    ภัยคุกคามที่พบบ่อยต่อกระเป๋าเงินดิจิทัล
    ฟิชชิงผ่านอีเมลหรือข้อความปลอม
    มัลแวร์ที่แฝงตัวในแอปหรือไฟล์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
    การดักข้อมูลผ่าน Wi-Fi สาธารณะ

    ความเสี่ยงที่ผู้ใช้มักมองข้าม
    ใช้รหัสผ่านซ้ำหลายบัญชี
    ไม่อัปเดตระบบหรือแอป ทำให้เสี่ยงต่อช่องโหว่
    กดลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์โดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา

    ผลกระทบเมื่อข้อมูลถูกขโมย
    การสูญเสียเงินในบัญชี
    การถูกปลอมแปลงตัวตนเพื่อก่ออาชญากรรม
    ความเสียหายต่อเครดิตและประวัติทางการเงิน

    https://hackread.com/protecting-digital-wallet-fintech-security/
    🔐 กระเป๋าเงินดิจิทัลยุคใหม่: ความสะดวกที่มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องรู้ทัน ในยุคที่การเงินเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่า กระเป๋าเงินดิจิทัลและบริการฟินเทคได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ความสะดวกในการโอนเงิน ชำระค่าบริการ หรือจัดการบัญชีผ่านมือถือทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่ความง่ายนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งการโจมตีไซเบอร์ การขโมยข้อมูล และการปลอมแปลงตัวตนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ฟินเทคสมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีอย่างการยืนยันตัวตนหลายชั้น การเข้ารหัสข้อมูล และระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันภัยคุกคาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาชญากรไซเบอร์ก็พัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เช่น ฟิชชิงแบบแนบเนียน มัลแวร์ที่ปลอมเป็นแอปการเงิน หรือการดักข้อมูลผ่าน Wi-Fi สาธารณะ ทำให้ผู้ใช้ต้องตื่นตัวมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากระบบป้องกันของผู้ให้บริการแล้ว พฤติกรรมของผู้ใช้เองก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม การเปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย การอัปเดตระบบปฏิบัติการ และการหลีกเลี่ยงลิงก์หรือแอปที่ไม่น่าเชื่อถือ ล้วนเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก ขณะเดียวกัน การตรวจสอบเครดิตหรือธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ผู้ใช้รู้ตัวเร็วเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในภาพรวม ความปลอดภัยของกระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีที่แข็งแรงและความรับผิดชอบของผู้ใช้เอง การรู้เท่าทันภัยคุกคามและปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยพื้นฐาน จะช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากฟินเทคได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ หลักการความปลอดภัยของฟินเทค ➡️ การยืนยันตัวตนหลายชั้นช่วยลดโอกาสถูกแฮ็ก ➡️ การเข้ารหัสข้อมูลทำให้ข้อมูลที่ถูกดักจับไม่สามารถอ่านได้ ➡️ ระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติช่วยป้องกันการโจมตีแบบเรียลไทม์ ✅ ภัยคุกคามที่พบบ่อยต่อกระเป๋าเงินดิจิทัล ➡️ ฟิชชิงผ่านอีเมลหรือข้อความปลอม ➡️ มัลแวร์ที่แฝงตัวในแอปหรือไฟล์ที่ไม่น่าเชื่อถือ ➡️ การดักข้อมูลผ่าน Wi-Fi สาธารณะ ‼️ ความเสี่ยงที่ผู้ใช้มักมองข้าม ⛔ ใช้รหัสผ่านซ้ำหลายบัญชี ⛔ ไม่อัปเดตระบบหรือแอป ทำให้เสี่ยงต่อช่องโหว่ ⛔ กดลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์โดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา ‼️ ผลกระทบเมื่อข้อมูลถูกขโมย ⛔ การสูญเสียเงินในบัญชี ⛔ การถูกปลอมแปลงตัวตนเพื่อก่ออาชญากรรม ⛔ ความเสียหายต่อเครดิตและประวัติทางการเงิน https://hackread.com/protecting-digital-wallet-fintech-security/
    HACKREAD.COM
    Protecting Your Digital Wallet: What You Need to Know About Fintech Security
    Follow us on Bluesky, Twitter (X), Mastodon and Facebook at @Hackread
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 13 มุมมอง 0 รีวิว
  • 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย
    บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด

    แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ

    1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ
    ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล
    แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้

    2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต
    ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น
    ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม
    ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม
    ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น

    นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้

    3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด”
    ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น
    ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี
    ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง

    โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม

    4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น”
    โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง
    “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?”
    จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น
    “เป็น memory drift”
    “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากบทความ
    ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง
    GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด
    โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้
    ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป
    โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง
    คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน

    ข้อควรระวังในการใช้งาน
    อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย
    อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก
    ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง
    โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง

    https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    🧠⚡ 4 คำถามง่าย ๆ ที่ ChatGPT ยังตอบไม่ได้ — และเหตุผลที่มันยังเป็นเรื่องท้าทาย บทความนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่ยังคงอยู่ของ ChatGPT แม้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2022 จนถึงรุ่น GPT‑5.2 แล้วก็ตาม แม้โมเดลจะตอบได้ “ทุกคำถาม” แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบจะถูกต้อง เข้าใจโจทย์ หรือแม้แต่สอดคล้องกับความจริงเสมอไป จุดอ่อนเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างคำตอบที่ “ฟังดูดี” มากกว่าการตรวจสอบความจริงอย่างเข้มงวด แม้ OpenAI จะลดอัตราการให้คำตอบหลอกลวงลงจาก 4.8% เหลือ 2.1% แต่ก็ยังไม่ใช่ระบบที่ไร้ข้อผิดพลาด และยิ่งเมื่อผู้ใช้ตั้งใจ “หลอก” โมเดลด้วยคำถามซับซ้อนหรือข้อมูลผิด ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้น บทความนี้จึงสรุป 4 ประเภทคำถามที่ ChatGPT ยังรับมือได้ไม่ดีนัก พร้อมตัวอย่างที่น่าสนใจ 🔒 1. คำถามที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โมเดลถูกห้ามตอบ ChatGPT ถูกกำหนดด้วยกฎความปลอดภัย เช่น ห้ามช่วยทำสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามให้คำแนะนำอันตราย และห้ามสร้างเนื้อหาเชิงเพศที่ไม่เหมาะสม แม้จะตอบ “ข้อมูลทั่วไป” ได้ แต่จะไม่ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีทำอาวุธหรือการแฮ็กข้อมูล แม้ในหัวข้อที่ถูกกฎหมาย เช่น เรื่องเพศแบบยินยอม โมเดลก็ยังมีขอบเขตจำกัด เช่น ไม่เขียนฉากเซ็กซ์แบบ explicit และไม่ทำ “sexy chat” กับผู้ใช้ 🧩 2. ปริศนาที่ต้องคิดเอง ไม่ใช่ปริศนาที่มีเฉลยบนอินเทอร์เน็ต ChatGPT เก่งมากในการตอบปริศนาที่มีเฉลยอยู่แล้ว แต่ถ้าปรับเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย มันมักจะกลับไปใช้คำตอบเดิม เช่น 🎗️ ปริศนาหมาป่า–แพะ–กะหล่ำปลี แม้จะเพิ่ม “เรือมี 3 ช่องแยก” มันก็ยังตอบแบบเดิม 🎗️ ปริศนาประตูสองบาน แม้ผู้ใช้จะระบุชัดว่าใครโกหกใครพูดจริง มันก็ยังตอบสูตรสำเร็จเดิม 🎗️ ปริศนาญาติ “That man’s father is my father’s son” แม้จะตัดข้อมูลสำคัญออก มันก็ยังตอบว่าเป็น “ลูกชาย” โดยไม่พิจารณาความเป็นไปได้อื่น นี่สะท้อนว่าโมเดลไม่ได้ “คิด” แต่ดึงรูปแบบคำตอบที่คุ้นเคยมาใช้ 🌀 3. คำถามที่ตั้งอยู่บน “ข้อมูลผิด” ChatGPT มักจะเล่นตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิด เช่น 🎗️ ถามว่าทำไม Claire กับ Allison “กอดกัน” ใน The Breakfast Club ทั้งที่ฉากนั้นไม่เคยมี 🎗️ ขอให้บรรยาย “ห้าพี่น้อง” ใน Little Women ทั้งที่มีแค่สี่คน มันก็เขียนครบห้าคนโดยไม่ท้วง โมเดลจะคัดค้านเฉพาะข้อมูลผิดที่ “โด่งดังมาก” เช่น Berenstain Bears แต่ถ้าความผิดนั้นไม่แพร่หลาย มันจะตอบตามที่ผู้ใช้ต้องการ แม้จะผิดก็ตาม 🪞 4. คำถามเชิง “ทำไมคุณทำแบบนั้น” โมเดลไม่มีความทรงจำ ไม่มีเจตนา และไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ดังนั้นคำถามอย่าง “ทำไมคุณตอบแบบนั้น?” จึงไม่มีคำตอบจริง มันจะสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูสมเหตุสมผล” เช่น 🎗️ “เป็น memory drift” 🎗️ “เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป” แต่เมื่อถามซ้ำ มันก็เปลี่ยนคำอธิบายไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้อ้างอิงเหตุผลจริง เพียงสร้างคำตอบที่เหมาะสมที่สุดตามสถิติของภาษา 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากบทความ ➡️ ChatGPT พัฒนาอย่างมาก แต่ยังมีคำถามบางประเภทที่ตอบไม่ได้อย่างถูกต้อง ➡️ GPT‑5.2 ลดอัตราคำตอบหลอกลวงลง แต่ยังไม่ไร้ข้อผิดพลาด ➡️ โมเดลถูกจำกัดด้วยกฎความปลอดภัย ทำให้ตอบบางเรื่องไม่ได้ ➡️ ปริศนาที่ต้องคิดเองยังเป็นจุดอ่อน เพราะโมเดลมักใช้คำตอบสำเร็จรูป ➡️ โมเดลมักตอบตามโจทย์ แม้โจทย์จะผิดหรือข้อมูลจะไม่จริง ➡️ คำถามเชิง introspection ตอบไม่ได้ เพราะโมเดลไม่มีการเข้าถึงกระบวนการคิดภายใน ‼️ ข้อควรระวังในการใช้งาน ⛔ อย่าใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำด้านการแพทย์ การเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ⛔ อย่าเชื่อคำตอบทุกอย่างโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำตอบที่ฟังดูมั่นใจมาก ⛔ ระวังคำตอบที่สร้างขึ้นจากข้อมูลผิดที่ผู้ใช้ป้อนเอง ⛔ โมเดลอาจสร้างคำอธิบายที่ “ฟังดูดี” แต่ไม่ใช่เหตุผลจริง https://www.slashgear.com/2064826/simple-questions-chatgpt-still-cant-answer/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    4 Simple Questions ChatGPT Still Can't Answer - SlashGear
    Simple questions ChatGPT still can't answer in 2026. Discover why GPT-5.2 fails at basic logic puzzles and movie facts. Learn about AI's persistent weaknesses.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • จีนโชว์อินเทอร์เน็ตผ่านเลเซอร์พลังต่ำจากอวกาศ — ความเร็วแตะ 1 Gbps ด้วยพลังงานแค่ 2 วัตต์

    นี่คือหนึ่งในก้าวกระโดดด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 เมื่อทีมนักวิจัยจีนสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากอวกาศลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 1 Gbps โดยใช้เลเซอร์พลังงานเพียง 2 วัตต์ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระบบของ Starlink อย่างมหาศาลตามข้อมูลในหน้าที่คุณเปิดอยู่

    เทคโนโลยีนี้อาศัยโครงสร้างลิงก์ไร้สายแบบใหม่ชื่อ AO‑MDR synergy และใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินขนาด 1.8 เมตรที่มี 357 ไมโครมิเรอร์ เพื่อรวมสัญญาณเลเซอร์จากดาวเทียมให้มีความเสถียร แม้จะมีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในชั้นบรรยากาศ ทีมวิจัยยังคงรักษาความเร็วระดับกิกะบิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของการสื่อสารด้วยเลเซอร์มานานหลายปี

    สิ่งที่น่าสนใจคือดาวเทียมทดลองของจีนถูกวางไว้ที่ระยะ 36,705 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่า Starlink ที่อยู่ในวงโคจรต่ำเพียง 550 กม. มาก ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของดาวเทียมและมลภาวะแสงที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกังวลอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสัญญาณรบกวนทางวิทยุที่เกิดจากกลุ่มดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่

    การพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศ—including NASA และ JAXA—กำลังเร่งวิจัยการสื่อสารด้วยเลเซอร์เช่นกัน โดยมีการสาธิตความเร็วสูงถึง 200 Gbps ในบางโครงการ แต่ความสำเร็จของจีนครั้งนี้โดดเด่นเพราะใช้พลังงานต่ำมากและสามารถทำงานได้แม้ในสภาพอากาศไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศที่เร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และเป็นมิตรต่อวงโคจรโลกมากขึ้น

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    จีนส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมด้วยเลเซอร์พลังงานเพียง 2W
    ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 1 Gbps
    ใช้เทคโนโลยี AO‑MDR synergy และกล้องโทรทรรศน์ 1.8 ม. พร้อม 357 ไมโครมิเรอร์
    ดาวเทียมอยู่ที่ระยะ 36,705 กม. ซึ่งลดปัญหาความแออัดในวงโคจรต่ำ
    ระบบสามารถรักษาความเร็วได้แม้มีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในอากาศ
    จีนและญี่ปุ่นต่างมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเลเซอร์สื่อสารภาคพื้นดิน–อวกาศ

    คำเตือน / ความเสี่ยง
    การสื่อสารด้วยเลเซอร์ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แม้จะมีการแก้ไขแล้วบางส่วน
    การแข่งขันด้านดาวเทียมอาจทำให้เกิดความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ
    หากมีการใช้งานเชิงพาณิชย์จำนวนมาก อาจต้องพิจารณาความเสถียรของระบบในระยะยาว

    https://www.slashgear.com/2065836/china-satellite-internet-low-level-lasers/
    🚀🔭 จีนโชว์อินเทอร์เน็ตผ่านเลเซอร์พลังต่ำจากอวกาศ — ความเร็วแตะ 1 Gbps ด้วยพลังงานแค่ 2 วัตต์ นี่คือหนึ่งในก้าวกระโดดด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2026 เมื่อทีมนักวิจัยจีนสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากอวกาศลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 1 Gbps โดยใช้เลเซอร์พลังงานเพียง 2 วัตต์ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระบบของ Starlink อย่างมหาศาลตามข้อมูลในหน้าที่คุณเปิดอยู่ เทคโนโลยีนี้อาศัยโครงสร้างลิงก์ไร้สายแบบใหม่ชื่อ AO‑MDR synergy และใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินขนาด 1.8 เมตรที่มี 357 ไมโครมิเรอร์ เพื่อรวมสัญญาณเลเซอร์จากดาวเทียมให้มีความเสถียร แม้จะมีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในชั้นบรรยากาศ ทีมวิจัยยังคงรักษาความเร็วระดับกิกะบิตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของการสื่อสารด้วยเลเซอร์มานานหลายปี สิ่งที่น่าสนใจคือดาวเทียมทดลองของจีนถูกวางไว้ที่ระยะ 36,705 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่า Starlink ที่อยู่ในวงโคจรต่ำเพียง 550 กม. มาก ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของดาวเทียมและมลภาวะแสงที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกังวลอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสัญญาณรบกวนทางวิทยุที่เกิดจากกลุ่มดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ การพัฒนานี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศ—including NASA และ JAXA—กำลังเร่งวิจัยการสื่อสารด้วยเลเซอร์เช่นกัน โดยมีการสาธิตความเร็วสูงถึง 200 Gbps ในบางโครงการ แต่ความสำเร็จของจีนครั้งนี้โดดเด่นเพราะใช้พลังงานต่ำมากและสามารถทำงานได้แม้ในสภาพอากาศไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตผ่านอวกาศที่เร็วกว่า มีประสิทธิภาพกว่า และเป็นมิตรต่อวงโคจรโลกมากขึ้น 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ จีนส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากดาวเทียมด้วยเลเซอร์พลังงานเพียง 2W ➡️ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 1 Gbps ➡️ ใช้เทคโนโลยี AO‑MDR synergy และกล้องโทรทรรศน์ 1.8 ม. พร้อม 357 ไมโครมิเรอร์ ➡️ ดาวเทียมอยู่ที่ระยะ 36,705 กม. ซึ่งลดปัญหาความแออัดในวงโคจรต่ำ ➡️ ระบบสามารถรักษาความเร็วได้แม้มีฝน หมอก หรือความปั่นป่วนในอากาศ ➡️ จีนและญี่ปุ่นต่างมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเลเซอร์สื่อสารภาคพื้นดิน–อวกาศ ‼️ คำเตือน / ความเสี่ยง ⛔ การสื่อสารด้วยเลเซอร์ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แม้จะมีการแก้ไขแล้วบางส่วน ⛔ การแข่งขันด้านดาวเทียมอาจทำให้เกิดความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ ⛔ หากมีการใช้งานเชิงพาณิชย์จำนวนมาก อาจต้องพิจารณาความเสถียรของระบบในระยะยาว https://www.slashgear.com/2065836/china-satellite-internet-low-level-lasers/
    WWW.SLASHGEAR.COM
    China Beamed Gigabit Internet From Space Using Low-Power Lasers: Here's How It Worked - SlashGear
    While the raw speed isn't too impressive, it was achieved using a laser with less power than an energy-saving lightbulb.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 22 มุมมอง 0 รีวิว
  • Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนา Spotify ขนาด 300TB จุดชนวนการสอบสวนเหตุข้อมูลเพลงรั่วครั้งใหญ่

    เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมสตรีมมิง เมื่อ Anna’s Archive แพลตฟอร์ม “shadow library” ชื่อดังออกมาอ้างว่าได้ทำการ “มิเรอร์” คลังเพลงของ Spotify เกือบทั้งหมด และเตรียมปล่อยผ่านทอร์เรนต์รวมกว่า 300TB ขณะที่ Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนอย่างเร่งด่วนเพื่อประเมินขอบเขตของการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีข้อมูลเพลงรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    ตามคำกล่าวของ Anna’s Archive โครงการนี้ถูกนำเสนอในฐานะ “การอนุรักษ์ดนตรี” โดยอ้างว่ารวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก ซึ่งคิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมดบน Spotify นอกจากนี้ยังปล่อยทอร์เรนต์แรกที่เป็นฐานข้อมูลเมทาดาทาขนาดใหญ่ ครอบคลุมกว่า 256 ล้านแทร็กและรหัส ISRC จำนวน 186 ล้านรายการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ระบุผลงานเพลงในอุตสาหกรรม

    Spotify ระบุว่าผู้โจมตีอาจเริ่มจากการเก็บเมทาดาทาที่เปิดเผยสาธารณะ ก่อนใช้เทคนิคผิดกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยง DRM และเข้าถึงไฟล์เสียงบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันขนาดความเสียหาย แต่ข้อมูลที่ Anna’s Archive เผยแพร่ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนัก โดยเฉพาะการใช้คะแนน “popularity score” ของ Spotify เพื่อเลือกดาวน์โหลดเพลงคุณภาพสูงก่อน และการแปลงไฟล์เพลงที่ไม่ค่อยมีคนฟังให้มีขนาดเล็กลงเพื่อประหยัดพื้นที่

    แม้กลุ่มผู้เผยแพร่จะอ้างว่าเป็นการ “อนุรักษ์วัฒนธรรมดนตรี” แต่การดึงข้อมูลจำนวนมหาศาลและเตรียมเผยแพร่ไฟล์เพลงที่มีลิขสิทธิ์อย่างเปิดเผย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การดำเนินคดี การลบไฟล์ และมาตรการบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ คลังข้อมูลขนาดมหึมานี้อาจถูกนำไปใช้สร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อน หรือใช้ฝึกโมเดล AI ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกของ shadow libraries

    สรุปประเด็นสำคัญ
    ข้อมูลจากข่าว
    Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนาคลังเพลง Spotify ขนาด 300TB
    รวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก คิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมด
    ปล่อยทอร์เรนต์เมทาดาทา 256 ล้านแทร็ก และ ISRC 186 ล้านรายการ
    Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนเหตุเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
    ผู้โจมตีใช้เมทาดาทาสาธารณะ + เทคนิคหลบ DRM เพื่อเข้าถึงไฟล์เสียง
    เพลงยอดนิยมถูกเก็บในคุณภาพ OGG Vorbis ~160 kbps
    เพลงความนิยมต่ำถูกแปลงเป็น OGG Opus ~75 kbps เพื่อลดขนาด
    เพลงที่ popularity = 0 ส่วนใหญ่ถูกละเว้น

    คำเตือนด้านความปลอดภัย
    การดึงข้อมูลเพลงจำนวนมากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน
    อาจถูกนำไปสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อนหรือใช้ฝึกโมเดล AI
    เหตุการณ์นี้อาจกระตุ้นให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น
    การรั่วไหลของเมทาดาทาและไฟล์เสียงอาจส่งผลกระทบต่อศิลปินและค่ายเพลงในวงกว้าง

    https://securityonline.info/annas-archive-claims-300tb-spotify-mirror-forcing-an-investigation-into-a-massive-music-data-leak/
    🎧🔥 Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนา Spotify ขนาด 300TB จุดชนวนการสอบสวนเหตุข้อมูลเพลงรั่วครั้งใหญ่ เหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมสตรีมมิง เมื่อ Anna’s Archive แพลตฟอร์ม “shadow library” ชื่อดังออกมาอ้างว่าได้ทำการ “มิเรอร์” คลังเพลงของ Spotify เกือบทั้งหมด และเตรียมปล่อยผ่านทอร์เรนต์รวมกว่า 300TB ขณะที่ Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนอย่างเร่งด่วนเพื่อประเมินขอบเขตของการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีข้อมูลเพลงรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตามคำกล่าวของ Anna’s Archive โครงการนี้ถูกนำเสนอในฐานะ “การอนุรักษ์ดนตรี” โดยอ้างว่ารวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก ซึ่งคิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมดบน Spotify นอกจากนี้ยังปล่อยทอร์เรนต์แรกที่เป็นฐานข้อมูลเมทาดาทาขนาดใหญ่ ครอบคลุมกว่า 256 ล้านแทร็กและรหัส ISRC จำนวน 186 ล้านรายการ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ระบุผลงานเพลงในอุตสาหกรรม Spotify ระบุว่าผู้โจมตีอาจเริ่มจากการเก็บเมทาดาทาที่เปิดเผยสาธารณะ ก่อนใช้เทคนิคผิดกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยง DRM และเข้าถึงไฟล์เสียงบางส่วน แม้บริษัทจะยังไม่ยืนยันขนาดความเสียหาย แต่ข้อมูลที่ Anna’s Archive เผยแพร่ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนัก โดยเฉพาะการใช้คะแนน “popularity score” ของ Spotify เพื่อเลือกดาวน์โหลดเพลงคุณภาพสูงก่อน และการแปลงไฟล์เพลงที่ไม่ค่อยมีคนฟังให้มีขนาดเล็กลงเพื่อประหยัดพื้นที่ แม้กลุ่มผู้เผยแพร่จะอ้างว่าเป็นการ “อนุรักษ์วัฒนธรรมดนตรี” แต่การดึงข้อมูลจำนวนมหาศาลและเตรียมเผยแพร่ไฟล์เพลงที่มีลิขสิทธิ์อย่างเปิดเผย ถือเป็นการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การดำเนินคดี การลบไฟล์ และมาตรการบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ คลังข้อมูลขนาดมหึมานี้อาจถูกนำไปใช้สร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อน หรือใช้ฝึกโมเดล AI ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกของ shadow libraries 📌 สรุปประเด็นสำคัญ ✅ ข้อมูลจากข่าว ➡️ Anna’s Archive อ้างว่ามีสำเนาคลังเพลง Spotify ขนาด 300TB ➡️ รวบรวมเพลงยอดนิยมกว่า 86 ล้านแทร็ก คิดเป็น 99.6% ของยอดฟังทั้งหมด ➡️ ปล่อยทอร์เรนต์เมทาดาทา 256 ล้านแทร็ก และ ISRC 186 ล้านรายการ ➡️ Spotify ยืนยันว่ากำลังสอบสวนเหตุเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ➡️ ผู้โจมตีใช้เมทาดาทาสาธารณะ + เทคนิคหลบ DRM เพื่อเข้าถึงไฟล์เสียง ➡️ เพลงยอดนิยมถูกเก็บในคุณภาพ OGG Vorbis ~160 kbps ➡️ เพลงความนิยมต่ำถูกแปลงเป็น OGG Opus ~75 kbps เพื่อลดขนาด ➡️ เพลงที่ popularity = 0 ส่วนใหญ่ถูกละเว้น ‼️ คำเตือนด้านความปลอดภัย ⛔ การดึงข้อมูลเพลงจำนวนมากเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน ⛔ อาจถูกนำไปสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงเถื่อนหรือใช้ฝึกโมเดล AI ⛔ เหตุการณ์นี้อาจกระตุ้นให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น ⛔ การรั่วไหลของเมทาดาทาและไฟล์เสียงอาจส่งผลกระทบต่อศิลปินและค่ายเพลงในวงกว้าง https://securityonline.info/annas-archive-claims-300tb-spotify-mirror-forcing-an-investigation-into-a-massive-music-data-leak/
    SECURITYONLINE.INFO
    Anna’s Archive Claims 300TB Spotify Mirror, Forcing an Investigation Into a Massive Music Data Leak
    Anna’s Archive claims it mirrored Spotify’s catalog into a 300TB torrent trove, prompting an investigation into DRM bypass, piracy, and copyright risks.
    0 ความคิดเห็น 0 การแบ่งปัน 24 มุมมอง 0 รีวิว
Pages Boosts